คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2567
#700075
เปิดฉบับเต็ม

เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินอย่างหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว" โดยคำเตือนในกรณีนี้คือการทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับและการทวงถามนั้นโจทก์จะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เสียก่อนจึงจะถือว่าเป็นคำเตือนโดยชอบ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามที่โจทก์ทวงถามแล้วจึงจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนจากจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 เรื่อง คำสั่งประโยชน์ทดแทน ลงวันที่ 6 มกราคม 2554 แจ้งโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วมีมติยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าโจทก์ได้กำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ อีกทั้งไม่ได้ความว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวโดยทางอื่นอีก จึงเท่ากับว่ายังไม่มีคำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดเพราะโจทก์ได้ให้คำเตือนแล้ว แต่การฟ้องคดีย่อมเป็นการทวงถามอยู่ในตัว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มีนาคม 2564) เป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ 127,629.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2553 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์จ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ 127,629.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2554 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้อง

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานภาค 5 ฟังเป็นยุติได้ความว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โรงพยาบาลตามสิทธิของโจทก์คือโรงพยาบาล ร. โจทก์มีประวัติเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ร. สี่ครั้ง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดศีรษะ ไอแห้ง ปวดเมื่อยตามตัวมาเป็นระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ รับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ไม่เจ็บคอ ไม่มีน้ำมูก แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่าหลอดลมอักเสบ (Bronchitis) ให้การรักษาโดยการให้ยา หากอาการไม่ดีขึ้น ให้มาพบแพทย์ใหม่ วันที่ 13 สิงหาคม 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาด้วยอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียนก่อนมาโรงพยาบาลประมาณ 2 ครั้ง ภายหลังพบแพทย์เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2553 แล้วอาการไม่ดีขึ้น แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่าหลอดลมอักเสบ (Bronchitis) โดยแพทย์เปลี่ยนยาตัวใหม่ให้รับประทาน และออกใบรับรองแพทย์ให้โจทก์ลางานเป็นเวลา 2 วัน วันที่ 27 กันยายน 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดศีรษะมาเป็นระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ให้ประวัติว่าปวดกลางศีรษะ หลับพักผ่อนน้อย ให้การรักษาโดยการให้ยา วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาด้วยอาการไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ 2 วัน ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่า ทอนซิลอักเสบ (Acute Tonsillistis) ให้การรักษาโดยการให้ยา ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ช. ด้วยอาการไข้หวัด เจ็บคอ ปวดตามเนื้อตัว มีอาการในเวลากลางคืนก่อนวันดังกล่าว แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่า คออักเสบ (Pharyngitis) ให้การรักษาโดยการให้ยา และนัดพบแพทย์ระบบประสาทในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2553 โจทก์เข้ารับการตรวจรักษาที่คลินิกตา หู คอ จมูก และใบหน้า ด้วยปัญหาตาสองข้างมัวมา เป็นเวลา 1 เดือน ตรวจลานสายตาพบ Bitemporal Visual Field Defect และทำ MRI พบว่ามีหย่อมเลือดออกในก้อนเนื้องอกของต่อมใต้สมอง (Suprasellar mass) จึงส่งตัวโจทก์ไปให้ศัลยแพทย์ประสาททำการรักษาต่อ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. ด้วยอาการตามองเห็นภาพขาดช่วงมาเป็นเวลา 2 เดือน แพทย์ตรวจด้วยการทำ Brain MRI แล้ววินิจฉัยว่า มีหย่อมเลือดออกในก้อนเนื้องอกของต่อมใต้สมอง (Suprasellar mass) พักรักษาที่ศูนย์ ศ. เป็นเวลา 1 วัน จนถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. เนื่องจากแพทย์นัด Admit เพื่อผ่าตัด แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่า มีถุงน้ำในสมอง (Arachnoid Cyst) และเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง (Cranopharyngioma) ให้รับการรักษาโดยการผ่าตัดในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2553 หลังผ่าตัดโจทก์พักรักษาตัวที่ศูนย์ ศ. ต่อจนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2553 เสียค่าใช้จ่าย เป็นเงิน 127,629.15 บาท วันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 โรงพยาบาล ร. ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. ด้วยเหตุพบก้อนเนื้อในสมองและผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออก และได้ติดต่อให้เคลื่อนย้ายโจทก์มารักษาที่โรงพยาบาล ร. แต่สามีของโจทก์แจ้งว่าจะรับการรักษาพยาบาลต่อที่ศูนย์ ศ. ไม่ประสงค์จะย้ายกลับเนื่องจากขาดความไว้วางใจในการรักษาของโรงพยาบาล ร. และเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย โจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 เรื่อง คำสั่งประโยชน์ทดแทน ลงวันที่ 6 มกราคม 2554 แจ้งโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ เนื่องจากไม่ประสงค์เข้าโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิและไม่ฉุกเฉินตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ลงวันที่ 11 เมษายน 2548 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 โดยเห็นว่า การที่โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่ศูนย์ ศ. เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 และพักรักษาตัวถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2553 เป็นเวลา 13 วัน นั้น มิใช่กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน และกรณีไม่มีเหตุสมควรที่ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล ร.ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางแพทย์ แล้วมีมติยกอุทธรณ์ของโจทก์ แล้วศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยว่า อาการของโจทก์มิได้เจ็บป่วยฉุกเฉินด้วยโรคหรืออาการของโรคซึ่งเกิดขึ้นโดยเฉียบพลันที่มีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลเร่งด่วน ทำให้ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลที่จำเลยที่ 1 กำหนด ที่โจทก์อ้างว่าไม่มั่นใจในการรักษาของแพทย์โรงพยาบาล ร. เป็นการคาดคิดของโจทก์เองโดยปราศจากพยานหลักฐานว่าแพทย์วินิจฉัยผิดพลาด คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุผลสมควรที่โจทก์ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ของจำเลยที่ 2 และมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามจำนวนค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จ่ายให้แก่สถานพยาบาลอื่น ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 59 พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 ปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เป็นต้นไป

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงอันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือไม่ และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว มีข้อความว่า โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ร. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลตามสิทธิถึงสี่ครั้ง แต่ยังไม่สามารถหาสาเหตุของโรคได้ และแต่ละครั้งได้รับยาแก้ปวดกลับมารับประทานเท่านั้น การที่โจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. เนื่องจากขณะนั้นอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินของโจทก์มีลักษณะรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการรักษาเป็นการด่วนตามคำวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งเป็นไปตามนิยามคำว่า เจ็บป่วยฉุกเฉิน ตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน และการที่โรงพยาบาล ร. มีหนังสือถึงผู้อำนวยการศูนย์ ศ. เพื่อขอรับรองค่ารักษาพยาบาลของโจทก์สำหรับการรักษาผ่าตัดถุงน้ำใต้สมองครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ถึงวันที่จำหน่ายออก เป็นข้อบ่งชี้ว่าโรงพยาบาล ร. ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำการผ่าตัดสมองของโจทก์ซึ่งมีอาการทรุดหนักลงอย่างมากได้ เห็นได้ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงที่ยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังเป็นยุติมาอุทธรณ์โต้แย้งขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าอาการเจ็บป่วยของโจทก์เป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉินตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ลงวันที่ 11 เมษายน 2548 หรือโจทก์มีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 59 วรรคสอง อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์หรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย มิใช่เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงอันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์มานั้นชอบแล้ว สำหรับการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนั้น จะต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานได้วินิจฉัยมาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง เมื่อศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ร. สี่ครั้ง โจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. แพทย์ตรวจด้วยการทำ Brain MRI แล้ววินิจฉัยว่ามีถุงน้ำในสมอง (Arachnoid Cyst) และเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง (Cranopharyngioma) ให้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ระหว่างที่โจทก์พักรักษาตัวที่ศูนย์ ศ. โรงพยาบาล ร. ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. และได้ติดต่อให้เคลื่อนย้ายโจทก์มารักษาที่โรงพยาบาล ร. แต่สามีของโจทก์แจ้งว่าจะรับการรักษาพยาบาลต่อที่ศูนย์ ศ. ไม่ประสงค์จะย้ายกลับเนื่องจากขาดความไว้วางใจในการรักษาของโรงพยาบาล ร. และเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าโรงพยาบาล ร.ทำการตรวจรักษาโจทก์ถึงสี่ครั้ง แต่ไม่อาจให้บริการทางการแพทย์ในการหาสาเหตุของการเจ็บป่วยที่แท้จริงของโจทก์ได้ คงให้บริการทางการแพทย์ได้แต่เพียงรักษาไปตามอาการของโจทก์ที่ปรากฏก็ดี โจทก์มีอาการรุนแรงมากขึ้นต้องไปรับบริการทางการแพทย์จากศูนย์ ศ. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลอื่น เป็นเหตุให้สถานพยาบาลดังกล่าวตรวจพบสาเหตุของการเจ็บป่วยและเสนอให้บริการทางการแพทย์ในการรักษาโจทก์ด้วยการผ่าตัดสมองก็ดี การที่จะเคลื่อนย้ายโจทก์ซึ่งเจ็บป่วยบริเวณสมองต้องเข้ารับการผ่าตัดและอยู่ระหว่างรักษาตัวเปลี่ยนไปเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล ร.ก็ดี แล้วนำมาวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้างต้นว่า เป็นการให้สถานพยาบาลตามสิทธิที่ไม่อาจรักษาโจทก์ตั้งแต่ต้นกลับมารักษาโจทก์อีกและยังอาจทำให้โจทก์ได้รับความกระทบกระเทือน กรณีมีเหตุสมควรที่โจทก์ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ของจำเลยที่ 2 และมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากจำเลยที่ 1 นั้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังเป็นยุติมาใช้ในการพิจารณาคดี จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง แล้วเช่นกัน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยสำหรับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตั้งแต่เมื่อใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่ยุติจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์หาได้ไม่ จำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดอันจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ การคำนวณดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่โจทก์ต้องนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดและมีคำบังคับแก่จำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินอย่างหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว" โดยคำเตือนในกรณีนี้คือการทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับและการทวงถามนั้นโจทก์จะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เสียก่อนจึงจะถือว่าเป็นคำเตือนโดยชอบ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามที่โจทก์ทวงถามแล้วจึงจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนจากจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 เรื่อง คำสั่งประโยชน์ทดแทน ลงวันที่ 6 มกราคม 2554 แจ้งโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วมีมติยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าโจทก์ได้กำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ อีกทั้งไม่ได้ความว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวโดยทางอื่นอีก จึงเท่ากับว่ายังไม่มีคำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดเพราะโจทก์ได้ให้คำเตือนแล้ว แต่การฟ้องคดีย่อมเป็นการทวงถามอยู่ในตัว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มีนาคม 2564) เป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 ปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มีนาคม 2564) เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 56 วรรคสอง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 59 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 5 — นางปราณี พูลแสง ทิมพิทักษ์
- นายศุกร พิชิตวงศ์เลิศ
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
จำแลง กุลเจริญ
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2567
#708432
เปิดฉบับเต็ม

เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินอย่างหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว" โดยคำเตือนในกรณีนี้คือการทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับและการทวงถามนั้นโจทก์จะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เสียก่อนจึงจะถือว่าเป็นคำเตือนโดยชอบ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามที่โจทก์ทวงถามแล้วจึงจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนจากจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 เรื่อง คำสั่งประโยชน์ทดแทน ลงวันที่ 6 มกราคม 2554 แจ้งโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วมีมติยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าโจทก์ได้กำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ อีกทั้งไม่ได้ความว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวโดยทางอื่นอีก จึงเท่ากับว่ายังไม่มีคำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดเพราะโจทก์ได้ให้คำเตือนแล้ว แต่การฟ้องคดีย่อมเป็นการทวงถามอยู่ในตัว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ 127,629.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2553 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์จ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ 127,629.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2554 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้อง

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานภาค 5 ฟังเป็นยุติได้ความว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โรงพยาบาลตามสิทธิของโจทก์คือโรงพยาบาล ร. โจทก์มีประวัติเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ร. สี่ครั้ง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดศีรษะ ไอแห้ง ปวดเมื่อยตามตัวมาเป็นระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ รับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ไม่เจ็บคอ ไม่มีน้ำมูก แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่าหลอดลมอักเสบ (Bronchitis) ให้การรักษาโดยการให้ยา หากอาการไม่ดีขึ้น ให้มาพบแพทย์ใหม่ วันที่ 13 สิงหาคม 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาด้วยอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียนก่อนมาโรงพยาบาลประมาณ 2 ครั้ง ภายหลังพบแพทย์เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2553 แล้วอาการไม่ดีขึ้น แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่าหลอดลมอักเสบ (Bronchitis) โดยแพทย์เปลี่ยนยาตัวใหม่ให้รับประทาน และออกใบรับรองแพทย์ให้โจทก์ลางานเป็นเวลา 2 วัน วันที่ 27 กันยายน 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดศีรษะมาเป็นระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ให้ประวัติว่าปวดกลางศีรษะ หลับพักผ่อนน้อย ให้การรักษาโดยการให้ยา วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาด้วยอาการไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ 2 วัน ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่า ทอนซิลอักเสบ (Acute Tonsillistis) ให้การรักษาโดยการให้ยา ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ช. ด้วยอาการไข้หวัด เจ็บคอ ปวดตามเนื้อตัว มีอาการในเวลากลางคืนก่อนวันดังกล่าว แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่า คออักเสบ (Pharyngitis) ให้การรักษาโดยการให้ยา และนัดพบแพทย์ระบบประสาทในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2553 โจทก์เข้ารับการตรวจรักษาที่คลินิกตา หู คอ จมูก และใบหน้า ด้วยปัญหาตาสองข้างมัวมา เป็นเวลา 1 เดือน ตรวจลานสายตาพบ Bitemporal Visual Field Defect และทำ MRI พบว่ามีหย่อมเลือดออกในก้อนเนื้องอกของต่อมใต้สมอง (Suprasellar mass) จึงส่งตัวโจทก์ไปให้ศัลยแพทย์ประสาททำการรักษาต่อ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. ด้วยอาการตามองเห็นภาพขาดช่วงมาเป็นเวลา 2 เดือน แพทย์ตรวจด้วยการทำ Brain MRI แล้ววินิจฉัยว่า มีหย่อมเลือดออกในก้อนเนื้องอกของต่อมใต้สมอง (Suprasellar mass) พักรักษาที่ศูนย์ ศ. เป็นเวลา 1 วัน จนถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. เนื่องจากแพทย์นัด Admit เพื่อผ่าตัด แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่า มีถุงน้ำในสมอง (Arachnoid Cyst) และเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง (Cranopharyngioma) ให้รับการรักษาโดยการผ่าตัดในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2553 หลังผ่าตัดโจทก์พักรักษาตัวที่ศูนย์ ศ. ต่อจนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2553 เสียค่าใช้จ่าย เป็นเงิน 127,629.15 บาท วันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 โรงพยาบาล ร. ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. ด้วยเหตุพบก้อนเนื้อในสมองและผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออก และได้ติดต่อให้เคลื่อนย้ายโจทก์มารักษาที่โรงพยาบาล ร. แต่สามีของโจทก์แจ้งว่าจะรับการรักษาพยาบาลต่อที่ศูนย์ ศ. ไม่ประสงค์จะย้ายกลับเนื่องจากขาดความไว้วางใจในการรักษาของโรงพยาบาล ร. และเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย โจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 เรื่อง คำสั่งประโยชน์ทดแทน ลงวันที่ 6 มกราคม 2554 แจ้งโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ เนื่องจากไม่ประสงค์เข้าโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิและไม่ฉุกเฉินตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ลงวันที่ 11 เมษายน 2548 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 โดยเห็นว่า การที่โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่ศูนย์ ศ. เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 และพักรักษาตัวถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2553 เป็นเวลา 13 วัน นั้น มิใช่กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน และกรณีไม่มีเหตุสมควรที่ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล ร.ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางแพทย์ แล้วมีมติยกอุทธรณ์ของโจทก์ แล้วศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยว่า อาการของโจทก์มิได้เจ็บป่วยฉุกเฉินด้วยโรคหรืออาการของโรคซึ่งเกิดขึ้นโดยเฉียบพลันที่มีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลเร่งด่วน ทำให้ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลที่จำเลยที่ 1 กำหนด ที่โจทก์อ้างว่าไม่มั่นใจในการรักษาของแพทย์โรงพยาบาล ร. เป็นการคาดคิดของโจทก์เองโดยปราศจากพยานหลักฐานว่าแพทย์วินิจฉัยผิดพลาด คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุผลสมควรที่โจทก์ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ของจำเลยที่ 2 และมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามจำนวนค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จ่ายให้แก่สถานพยาบาลอื่น ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 59 พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 ปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เป็นต้นไป

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงอันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือไม่ และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว มีข้อความว่า โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ร. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลตามสิทธิถึงสี่ครั้ง แต่ยังไม่สามารถหาสาเหตุของโรคได้ และแต่ละครั้งได้รับยาแก้ปวดกลับมารับประทานเท่านั้น การที่โจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. เนื่องจากขณะนั้นอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินของโจทก์มีลักษณะรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการรักษาเป็นการด่วนตามคำวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งเป็นไปตามนิยามคำว่า เจ็บป่วยฉุกเฉิน ตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน และการที่โรงพยาบาล ร. มีหนังสือถึงผู้อำนวยการศูนย์ ศ. เพื่อขอรับรองค่ารักษาพยาบาลของโจทก์สำหรับการรักษาผ่าตัดถุงน้ำใต้สมองครั้งที่ 2 ถึงวันที่จำหน่ายออก เป็นข้อบ่งชี้ว่าโรงพยาบาล ร. ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำการผ่าตัดสมองของโจทก์ซึ่งมีอาการทรุดหนักลงอย่างมากได้ เห็นได้ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงที่ยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังเป็นยุติมาอุทธรณ์โต้แย้งขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าอาการเจ็บป่วยของโจทก์เป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉินตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ลงวันที่ 11 เมษายน 2548 หรือโจทก์มีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 59 วรรคสอง อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์หรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย มิใช่เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงอันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์มานั้นชอบแล้ว สำหรับการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนั้น จะต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานได้วินิจฉัยมาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง เมื่อศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ร. สี่ครั้ง โจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. แพทย์ตรวจด้วยการทำ Brain MRI แล้ววินิจฉัยว่ามีถุงน้ำในสมอง (Arachnoid Cyst) และเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง (Cranopharyngioma) ให้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ระหว่างที่โจทก์พักรักษาตัวที่ศูนย์ ศ. โรงพยาบาล ร. ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. และได้ติดต่อให้เคลื่อนย้ายโจทก์มารักษาที่โรงพยาบาล ร. แต่สามีของโจทก์แจ้งว่าจะรับการรักษาพยาบาลต่อที่ศูนย์ ศ. ไม่ประสงค์จะย้ายกลับเนื่องจากขาดความไว้วางใจในการรักษาของโรงพยาบาล ร. และเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าโรงพยาบาล ร.ทำการตรวจรักษาโจทก์ถึงสี่ครั้ง แต่ไม่อาจให้บริการทางการแพทย์ในการหาสาเหตุของการเจ็บป่วยที่แท้จริงของโจทก์ได้ คงให้บริการทางการแพทย์ได้แต่เพียงรักษาไปตามอาการของโจทก์ที่ปรากฏก็ดี โจทก์มีอาการรุนแรงมากขึ้นต้องไปรับบริการทางการแพทย์จากศูนย์ ศ. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลอื่น เป็นเหตุให้สถานพยาบาลดังกล่าวตรวจพบสาเหตุของการเจ็บป่วยและเสนอให้บริการทางการแพทย์ในการรักษาโจทก์ด้วยการผ่าตัดสมองก็ดี การที่จะเคลื่อนย้ายโจทก์ซึ่งเจ็บป่วยบริเวณสมองต้องเข้ารับการผ่าตัดและอยู่ระหว่างรักษาตัวเปลี่ยนไปเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล ร.ก็ดี แล้วนำมาวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้างต้นว่า เป็นการให้สถานพยาบาลตามสิทธิที่ไม่อาจรักษาโจทก์ตั้งแต่ต้นกลับมารักษาโจทก์อีกและยังอาจทำให้โจทก์ได้รับความกระทบกระเทือน กรณีมีเหตุสมควรที่โจทก์ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ของจำเลยที่ 2 และมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากจำเลยที่ 1 นั้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังเป็นยุติมาใช้ในการพิจารณาคดี จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง แล้วเช่นกัน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยสำหรับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตั้งแต่เมื่อใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่ยุติจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์หาได้ไม่ จำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดอันจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ การคำนวณดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่โจทก์ต้องนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดและมีคำบังคับแก่จำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินอย่างหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว" โดยคำเตือนในกรณีนี้คือการทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับและการทวงถามนั้นโจทก์จะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เสียก่อนจึงจะถือว่าเป็นคำเตือนโดยชอบ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามที่โจทก์ทวงถามแล้วจึงจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนจากจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 เรื่อง คำสั่งประโยชน์ทดแทน ลงวันที่ 6 มกราคม 2554 แจ้งโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วมีมติยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าโจทก์ได้กำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ อีกทั้งไม่ได้ความว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวโดยทางอื่นอีก จึงเท่ากับว่ายังไม่มีคำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดเพราะโจทก์ได้ให้คำเตือนแล้ว แต่การฟ้องคดีย่อมเป็นการทวงถามอยู่ในตัว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มีนาคม 2564) เป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 ปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มีนาคม 2564) เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 56 วรรคสอง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 59 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
จำแลง กุลเจริญ
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 746/2567
#702050
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองทำให้เกิดความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร อยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และร่วมกันยึดถือครอบครองที่ดินภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา เป็นการฟ้องขอให้ลงโทษทั้งสองตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง และ 31 วรรคสอง (3) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 31 วรรคสอง และ วรรคสอง (3) แต่ในระหว่างความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 วรรคสอง กับฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 วรรคสอง เพียงบทเดียว ตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 8, 9, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามราคาไม้หวงห้ามซึ่งเป็นมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย และเสียหายไปเป็นเงิน 6,555,114 บาท แก่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในฐานความผิดตามฟ้อง แต่ปฏิเสธว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ร่วมกันบุกรุกเป็นเนื้อที่ตามฟ้องโดยบุกรุกเป็นเนื้อที่เพียงประมาณ 7 ไร่ และให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าเสียหายสูงเกินไป ขอให้ยกคำขอ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้คืนรถแทรกเตอร์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน และให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากป่าสงวนแห่งชาติ ริบมีด 2 เล่ม ขวาน 2 เล่ม จอบ 1 เล่ม เครื่องพ่นยา 2 เครื่อง และรถกระบะของกลาง ให้คืนรถแทรกเตอร์ของกลางแก่ผู้ร้อง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 900,000 บาท แก่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธารซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนกำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 6,555,114 บาท แก่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากป่าสงวนแห่งชาติภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยทั้งสองฟัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นนี้รับฟังได้ว่า พื้นที่ป่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม บ้านแม่สะต๊อบ หมู่ที่ 3 ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 172 และแผนที่แสดงชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ สภาพพื้นที่ตามภาพถ่ายประกอบคดี เป็นที่ราบเนินเขา ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าพนักงานตำรวจและปลัดอำเภอร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองได้ในที่เกิดเหตุพร้อมกับตรวจยึดรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อคูโบต้า 1 คัน มีด 2 เล่ม ขวาน 2 เล่ม จอบ 1 เล่ม เครื่องพ่นยา 2 เครื่อง และรถกระบะ 1 คัน เป็นของกลาง ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาว่าร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 54 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 14 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองและร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ในประเด็นนี้ ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุเป็นเนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือบุกรุกเป็นเนื้อที่ 12 ไร่ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันและมีภาพถ่ายที่เกิดเหตุมาสนับสนุน แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยทั้งสองบุกรุกที่เกิดเหตุเป็นเนื้อที่เท่าใดเนื่องจากที่เกิดเหตุอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติห่างไกลจากแหล่งชุมชนและพนักงานสอบสวนไม่ได้จัดให้จำเลยทั้งสองนำชี้ที่เกิดเหตุ แต่จากบันทึกการตรวจยึด/จับกุม ระบุพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก 62 ไร่ 25 ตารางวา พร้อมแสดงค่าพิกัดตำแหน่งพื้นที่ 13 จุด ชัดเจน การรังวัดพื้นที่เกิดเหตุกระทำขึ้นต่อหน้าจำเลยทั้งสอง หากพยานโจทก์จับพิกัดตำแหน่งพื้นที่ไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสองก็น่าจะโต้แย้งคัดค้าน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด กลับให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การว่าเข้าทำกินในที่เกิดเหตุ 12 ไร่ แต่ชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 กลับเบิกความลอย ๆ ว่าที่เคยแจ้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่าเข้าทำกิน 10 ไร่ เนื่องจากขณะนั้นยังไม่ได้รังวัดพื้นที่ เมื่อรังวัดพื้นที่ทำกินแล้วมีเนื้อที่เพียง 6 ถึง 7 ไร่ โดยไม่ได้อ้างส่งหลักฐานหรืออ้างถึงผู้รังวัดหรือนำตัวบุคคลดังกล่าวมาเบิกความยืนยันต่อศาล จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้เบิกความถึงจำนวนเนื้อที่ที่บุกรุก แต่เมื่อพิจารณาจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การไว้ว่า เช้าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มาขอให้ไปขับรถไถที่ไร่ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 บอกว่าได้ไถพรวนพื้นที่ที่เป็นที่ราบแล้ว 20 กว่าไร่ เหลือพื้นที่ลาดเอียงที่ไม่กล้าไถพรวนเอง จำเลยที่ 2 จึงตกลงไปขับรถไถพรวนที่ดินได้ 1 ไร่เศษ ก็ถูกจับกุม ซึ่งขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเข้าทำกินเพียง 6 ถึง 7 ไร่ ส่วนเครื่องพ่นยาฆ่าหญ้า 2 เครื่อง ที่พบบริเวณพื้นที่ต่อเนื่องกับที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นของตน ต้นกะหล่ำปลีที่พยานโจทก์พบโตเท่า ๆ กันเชื่อว่าปลูกในคราวเดียวกัน ภาพจากแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กของจำเลยที่ 1 ที่ปรากฏภาพชาวบ้านเข้าไปปลูกต้นกะหล่ำปลี จำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่า เป็นภาพบุตรชายของตนที่ร่วมกับชาวบ้านปลูกต้นกะหล่ำปลีในที่เกิดเหตุ ซึ่งเจือสมกับทางนำสืบโจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า มีผู้เข้าทำกินในพื้นที่เกิดเหตุ 7 ราย โดยแบ่งพื้นที่แยกกันเป็นสัดส่วน ก็ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า เจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุถึง 3 ครั้ง ไม่เคยพบชาวบ้านอื่นนอกจากจำเลยทั้งสองกับครอบครัว และได้ความเพิ่มเติมจากพยานโจทก์ปากนายปรีชา หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยทรายเหลืองมีหน้าที่ดูแลรักษาผืนป่าอีกว่า พื้นที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยทรายเหลืองประมาณ 1 กิโลเมตร อยู่ในความรับผิดชอบของพยาน เดิมเป็นป่าเสื่อมโทรม พยานจึงร่วมกับชาวบ้าน บ้านแม่สะต๊อก หมู่ที่ 3 ท้องที่เกิดเหตุ ปลูกป่าตามโครงการเฉลิมพระเกียรติพระราชินี เมื่อปี 2552 ต่อมาชาวบ้านหมู่บ้านปางอุ๋ง หมู่บ้านปางเพียะและหมู่บ้านแม่สะต๊อกขัดแย้งกันเรื่องพื้นที่ทำกิน พยานเข้าไกล่เกลี่ยและประชุมตกลงร่วมกันว่า ห้ามมิให้ผู้ใดบุกรุกที่เกิดเหตุ และหลังจากมีการปลูกป่าแล้ว พยานเข้าตรวจพื้นที่เป็นระยะ ๆ ไม่พบว่ามีบุคคลใดบุกรุกเข้าไปในพื้นที่จนเกิดเหตุคดีนี้ สอดคล้องกับที่นายบุญทอง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านแม่สะต๊อก เบิกความว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ปลูกป่าแล้วไม่มีผู้ใดบุกรุกที่เกิดเหตุ พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่เกิดเหตุโดยตรงและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน คำเบิกความจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ขณะที่นายว่าง ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเข้าทำกินในที่เกิดเหตุเบิกความต่อศาลไม่อยู่กับร่องกับรอย หาความแน่นอนไม่ได้ ส่วนนายดั้ง พยานจำเลยทั้งสองอีกปากหนึ่งเบิกความตอบศาลถามว่า เคยเข้าไปทำกินในที่เกิดเหตุเมื่อปี 2546 จากนั้นไม่เคยเข้าไปอีก ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานโจทก์เชื่อมโยงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุเป็นเนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาในประเด็นค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า นายบุญเลิศพยานโจทก์ซึ่งผ่านการอบรมการประเมินค่าเสียหายกรณีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติได้เข้าไปเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และได้เปรียบเทียบพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายกับพื้นที่ป่าอย่างละเอียด คิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 6,555,114 บาท ซึ่งเมื่อคำนึงถึงพื้นที่เกิดเหตุที่เป็นป่าต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ซึ่งมีคุณค่าต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมาก ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่จำเลยทั้งสองฎีกาเพียงว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกเป็นเนื้อที่เพียง 12 ไร่ จึงไม่อาจรับฟังว่ามีค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม 6,555,114 บาท โดยมิได้โต้แย้งว่าการรับฟังพยานหลักฐานและข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ส่วนนี้ไม่ถูกต้องเช่นไร ที่ถูกต้องเป็นเช่นไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่มซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ โดยเมื่อปี 2552 เจ้าหน้าที่ป่าไม้กับชาวบ้านร่วมกันปลูกป่าทดแทนเพื่อสงวนรักษาไว้เป็นป่าต้นน้ำ จำเลยที่ 1 เคยเป็นผู้ใหญ่บ้าน ควรมีจิตสำนึกที่จะสงวนรักษาป่าไม้ ต้นน้ำลำธารอันเป็นทรัพยากรของชาติที่สำคัญไว้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม และประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ราษฎรในหมู่บ้าน แต่กลับร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้รถแทรกเตอร์แผ้วถาง ไถพรวนพื้นที่เกิดเหตุเพื่อยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ปลูกต้นกะหล่ำปลี และใช้สารเคมีพ่นฆ่าหญ้า อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เพียงเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติของป่าที่กำลังฟื้นตัว เป็นเนื้อที่มากถึง 62 ไร่ 25 ตารางวา ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ปิดป้ายแสดงเขตชัดเจนแล้วว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง โทษจำคุก 5 ปี ที่ศาลล่างลงแก่จำเลยทั้งสองก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่ง นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะกำหนดโทษให้เบาลงและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และร่วมกันยึดถือครอบครองที่ดินภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวรวมเนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา อันเป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง และวรรคสอง (3) ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง กรณีจึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง และมาตรา 31 วรรคสอง (3) แต่ในระหว่างความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 31 วรรคสอง กับฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธารตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 วรรคสอง เพียงบทเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองเฉพาะตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) มานั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสองและมาตรา 31 วรรคสอง (3) ฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต กับฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัย ก่อสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใด ๆ ในป่าสงวนแห่งชาติก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธารเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 31 วรรคสอง ม. 31 วรรคสอง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฮอด
ผู้ร้อง — บริษัท ส.
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฮอด — นายอุชาติ เธียรพรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาววรรณดี วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ปรีชา เชิดชู
ทรงพล สงวนพงศ์
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 746/2567
#710772
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองทำให้เกิดความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร อยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และร่วมกันยึดถือครอบครองที่ดินภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา เป็นการฟ้องขอให้ลงโทษทั้งตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง และ 31 วรรคสอง (3) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 31 วรรคสอง และ วรรคสอง (3) แต่ในระหว่างความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 วรรคสอง กับฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 วรรคสอง เพียงบทเดียว ตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 8, 9, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามราคาไม้หวงห้ามซึ่งเป็นมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย และเสียหายไปเป็นเงิน 6,555,114 บาท แก่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกคำขอ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้คืนรถแทรกเตอร์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน และให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากป่าสงวนแห่งชาติ ริบมีด 2 เล่ม ขวาน 2 เล่ม จอบ 1 เล่ม เครื่องพ่นยา 2 เครื่อง และรถกระบะของกลาง ให้คืนรถแทรกเตอร์ของกลางแก่ผู้ร้อง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 900,000 บาท แก่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนกำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 6,555,114 บาท แก่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากป่าสงวนแห่งชาติภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยทั้งสองฟัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นนี้รับฟังได้ว่า พื้นที่ป่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่มบ้านแม่สะต๊อบ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 172 และแผนที่แสดงชั้นคุณภาพลุ่มน้ำสภาพพื้นที่ตามภาพถ่ายประกอบคดีเป็นที่ราบเนินเขา ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าพนักงานตำรวจและปลัดอำเภอร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองได้ในที่เกิดเหตุพร้อมกับตรวจยึดรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อคูโบต้า 1 คัน มีด 2 เล่ม ขวาน 2 เล่ม จอบ 1 เล่ม เครื่องพ่นยา 2 เครื่อง และรถกระบะ 1 คัน เป็นของกลาง ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาว่าร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 54 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 14 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสองร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองและร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใด ๆอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ในประเด็นนี้ ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุเป็นเนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือบุกรุกเป็นเนื้อที่ 12 ไร่ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์มีนายบุญเลิศ และนายถวัลย์เจ้าหน้าที่ป่าไม้ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุมีผู้แจ้งว่ามีผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ จึงไปตรวจสอบครั้งแรกวันที่ 29 มิถุนายน 2563 พบพื้นที่เป็นสภาพป่าที่กำลังฟื้นตัว ไม่พบว่ามีผู้เข้าทำกิน แต่มีต้นไม้ถูกตัดโค่น พบกระท่อมถูกไฟไหม้ จึงนำป้ายเขตป่าสงวนแห่งชาติไปปิดที่ต้นไม้ 1 จุด และที่กระท่อม 1 จุด ครั้งที่สองวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 นายบุญเลิศได้รับแจ้งว่าจำเลยที่ 1 นำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถป่าที่เกิดเหตุ จึงไปตรวจสอบโดยแบ่งกำลังเป็น 2 ชุด ชุดแรกนำโดยนายถวัลย์อ้อมไปทางด้านล่างของที่เกิดเหตุ ชุดที่สองนำโดยนายบุญเลิศขึ้นไปทางด้านบน เมื่อนายบุญเลิศไปถึงที่เกิดเหตุพบพื้นที่ถูกปรับไถเป็นวงกว้าง มีกระท่อมสร้างใหม่ เห็นจำเลยที่ 2 กำลังขับรถแทรกเตอร์ไถพรวนดิน จำเลยที่ 1 ยืนอยู่ข้างรถกระบะมีผู้หญิง 2 คน และเด็ก 2 คน ซึ่งเป็นคนในครอบครัวของจำเลยทั้งสองนั่งอยู่ข้าง ๆ กระท่อม ตรวจค้นกระท่อมพบปุ๋ยประมาณ 20 ถุง จึงควบคุมตัวจำเลยทั้งสองหลังจากนั้นนายถวัลย์กับพวกเข้ามาสมทบและแจ้งว่าพบเครื่องสูบน้ำ 2 เครื่อง และเครื่องพ่นยา 2 เครื่อง ไม่พบบุคคลอื่น พยานรังวัดที่เกิดเหตุด้วยเครื่องวัดพิกัดจากสัญญาณดาวเทียม (จีพีเอส) ทั้งหมด 13 จุด โดยจับพิกัดพื้นที่ที่ถูกแผ้วถางทั้งหมดกับพื้นที่ที่มีการพ่นยาฆ่าหญ้าแต่ยังไม่มีการแผ้วถางแล้วนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณเนื้อที่ขึ้นรูปแปลงนำไปซ้อนเปรียบเทียบกับแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศพบว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม โดยมีพื้นที่ปรับไถแล้วประมาณ 45 ไร่ พื้นที่ที่พ่นยาฆ่าหญ้าประมาณ 17 ไร่ รวมเนื้อที่ทั้งหมด 62 ไร่ 25 ตารางวา จึงจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ จากนั้นนำตัวจำเลยทั้งสองพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่แจ่ม ครั้งที่สามวันที่ 1 กันยายน 2563 มีผู้แจ้งว่าจำเลยทั้งสองเข้าไปปลูกต้นกะหล่ำปลีในที่เกิดเหตุ จึงไปตรวจสอบและคำนวณค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม พบมีการกั้นรั้ว ล้อมลวดหนามใหม่ ต้นสนบริเวณชายขอบพื้นที่มีร่องรอยถูกถากโคนต้นใส่ยาฆ่าหญ้าเป็นคราบสีขาวเพื่อให้ยืนต้นตายประมาณ 70 ต้น ส่วนพื้นที่ที่เดิมมีการไถพรวน 45 ไร่ พบมีต้นกะหล่ำปลีปลูกอยู่สูงประมาณ 15 เซนติเมตร ขนาดโตเท่ากันหมด เชื่อว่าปลูกมานาน 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังพบถังน้ำและเครื่องสูบน้ำ 1 เครื่อง ไม่พบผู้ใดในที่เกิดเหตุ ต่อมามีผู้ส่งภาพถ่ายจากเฟซบุ๊กของจำเลยที่ 1 มาให้นายบุญเลิศในภาพถ่ายดังกล่าวมีภาพบุตรชายของจำเลยที่ 1 ร่วมกับชาวบ้านปลูกต้นกะหล่ำปลี เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันและมีภาพถ่ายที่เกิดเหตุมาสนับสนุน แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยทั้งสองบุกรุกที่เกิดเหตุเป็นเนื้อที่เท่าใดเนื่องจากที่เกิดเหตุอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติห่างไกลจากแหล่งชุมชนและพนักงานสอบสวนไม่ได้จัดให้จำเลยทั้งสองนำชี้ที่เกิดเหตุ แต่จากบันทึกการตรวจยึด/จับกุมระบุพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก 62 ไร่ 25 ตารางวา พร้อมแสดงค่าพิกัดตำแหน่งพื้นที่ 13 จุด ชัดเจน การรังวัดพื้นที่เกิดเหตุกระทำขึ้นต่อหน้าจำเลยทั้งสอง หากพยานโจทก์จับพิกัดตำแหน่งพื้นที่ไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสองก็น่าจะโต้แย้งคัดค้าน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด กลับให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การว่าเข้าทำกินในที่เกิดเหตุ 12 ไร่ แต่ชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 กลับเบิกความลอย ๆ ว่าที่เคยแจ้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่าเข้าทำกิน 10 ไร่ เนื่องจากขณะนั้นยังไม่ได้รังวัดพื้นที่ เมื่อรังวัดพื้นที่ทำกินแล้วมีเนื้อที่เพียง 6 ถึง 7 ไร่ โดยไม่ได้อ้างส่งหลักฐานหรืออ้างถึงผู้รังวัดหรือนำตัวบุคคลดังกล่าวมาเบิกความยืนยันต่อศาล จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้เบิกความถึงจำนวนเนื้อที่ที่บุกรุก แต่เมื่อพิจารณาจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การไว้ว่า เช้าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มาขอให้ไปขับรถไถที่ไร่ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 บอกว่าได้ไถพรวนพื้นที่ที่เป็นที่ราบแล้ว 20 กว่าไร่ เหลือพื้นที่ลาดเอียงที่ไม่กล้าไถพรวนเอง จำเลยที่ 2 จึงตกลงไปขับรถไถพรวนที่ดินได้ 1 ไร่เศษ ก็ถูกจับกุม ซึ่งขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเข้าทำกินเพียง 6 ถึง 7 ไร่ ส่วนเครื่องพ่นยาฆ่าหญ้า 2 เครื่อง ที่พบบริเวณพื้นที่ต่อเนื่องกับที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นของตน ต้นกะหล่ำปลีที่พยานโจทก์พบโตเท่า ๆ กันเชื่อว่าปลูกในคราวเดียวกัน ภาพจากแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กของจำเลยที่ 1 ที่ปรากฏภาพชาวบ้านเข้าไปปลูกต้นกะหล่ำปลี จำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่า เป็นภาพบุตรชายของตนที่ร่วมกับชาวบ้านปลูกต้นกะหล่ำปลีในที่เกิดเหตุ ซึ่งเจือสมกับทางนำสืบโจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า มีผู้เข้าทำกินในพื้นที่เกิดเหตุ 7 ราย โดยแบ่งพื้นที่แยกกันเป็นสัดส่วน ตามรายชื่อในแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศก็ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า เจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุถึง 3 ครั้ง ไม่เคยพบชาวบ้านอื่นนอกจากจำเลยทั้งสองกับครอบครัว และได้ความเพิ่มเติมจากพยานโจทก์ปากนายปรีชาหัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยทรายเหลืองมีหน้าที่ดูแลรักษาผืนป่าอีกว่า พื้นที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยทรายเหลืองประมาณ 1 กิโลเมตร อยู่ในความรับผิดชอบของพยาน เดิมเป็นป่าเสื่อมโทรม พยานจึงร่วมกับชาวบ้าน บ้านแม่สะต๊อก ท้องที่เกิดเหตุ ปลูกป่าตามโครงการเฉลิมพระเกียรติพระราชินี เมื่อปี 2552 ต่อมาชาวบ้านหมู่บ้านปางอุ๋ง หมู่บ้านปางเพียะและหมู่บ้านแม่สะต๊อกขัดแย้งกันเรื่องพื้นที่ทำกิน พยานเข้าไกล่เกลี่ยและประชุมตกลงร่วมกันว่า ห้ามมิให้ผู้ใดบุกรุกที่เกิดเหตุ และหลังจากมีการปลูกป่าแล้ว พยานเข้าตรวจพื้นที่เป็นระยะ ๆ ไม่พบว่ามีบุคคลใดบุกรุกเข้าไปในพื้นที่จนเกิดเหตุคดีนี้ สอดคล้องกับที่นายบุญทองผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านแม่สะต๊อก เบิกความว่าหลังจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ปลูกป่าแล้วไม่มีผู้ใดบุกรุกที่เกิดเหตุ พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่เกิดเหตุโดยตรงและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน คำเบิกความจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ขณะที่นายว่างที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเข้าทำกินในที่เกิดเหตุเบิกความต่อศาลไม่อยู่กับร่องกับรอย หาความแน่นอนไม่ได้ ส่วนนายดั้งพยานจำเลยทั้งสองอีกปากหนึ่งเบิกความตอบศาลถามว่า เคยเข้าไปทำกินในที่เกิดเหตุเมื่อปี 2546 จากนั้นไม่เคยเข้าไปอีก ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานโจทก์เชื่อมโยงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุเป็นเนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาในประเด็นค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า นายบุญเลิศพยานโจทก์ซึ่งผ่านการอบรมการประเมินค่าเสียหายกรณีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติได้เข้าไปเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และได้เปรียบเทียบพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายกับพื้นที่ป่าอย่างละเอียด คิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 6,555,114 บาท ตามตารางคิดคำนวณค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมซึ่งเมื่อคำนึงถึงพื้นที่เกิดเหตุที่เป็นป่าต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ซึ่งมีคุณค่าต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมาก ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่จำเลยทั้งสองฎีกาเพียงว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกเป็นเนื้อที่เพียง 12 ไร่ จึงไม่อาจรับฟังว่ามีค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม 6,555,114 บาท โดยมิได้โต้แย้งว่าการรับฟังพยานหลักฐานและข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ส่วนนี้ไม่ถูกต้องเช่นไร ที่ถูกต้องเป็นเช่นไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่มซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ โดยเมื่อปี 2552 เจ้าหน้าที่ป่าไม้กับชาวบ้านร่วมกันปลูกป่าทดแทนเพื่อสงวนรักษาไว้เป็นป่าต้นน้ำ จำเลยที่ 1 เคยเป็นผู้ใหญ่บ้าน ควรมีจิตสำนึกที่จะสงวนรักษาป่าไม้ ต้นน้ำลำธารอันเป็นทรัพยากรของชาติที่สำคัญไว้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม และประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ราษฎรในหมู่บ้าน แต่กลับร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้รถแทรกเตอร์แผ้วถางไถพรวนพื้นที่เกิดเหตุเพื่อยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ปลูกต้นกะหล่ำปลี และใช้สารเคมีพ่นฆ่าหญ้า อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เพียงเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติของป่าที่กำลังฟื้นตัว เป็นเนื้อที่มากถึง 62 ไร่ 25 ตารางวา ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ปิดป้ายแสดงเขตชัดเจนแล้วว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง โทษจำคุก 5 ปี ที่ศาลล่างลงแก่จำเลยทั้งสองก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่ง นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะกำหนดโทษให้เบาลงและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และร่วมกันยึดถือครอบครองที่ดินภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวรวมเนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา อันเป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง และวรรคสอง (3) ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง กรณีจึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง และมาตรา 31 วรรคสอง (3) แต่ในระหว่างความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 31 วรรคสอง กับฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธารตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 วรรคสอง เพียงบทเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองเฉพาะตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) มานั้นเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสองและมาตรา 31 วรรคสอง (3) ฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต กับฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยก่อสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใด ๆ ในป่าสงวนแห่งชาติก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 31 วรรคสอง เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 31 วรรคสอง ม. 31 วรรคสอง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฮอด
ผู้ร้อง — บริษัท ส.
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ปรีชา เชิดชู
ทรงพล สงวนพงศ์
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 745/2567
#701718
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันไพ่บาการาและจัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการา มีเจตนาเดียวกันคือให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันไพ่บาการาเพื่อจำเลยทั้งสามจะได้ผลกำไรจากการที่บุคคลต่าง ๆ เข้าเล่นการพนัน การกระทำส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวกัน ส่วนการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันสล๊อทแมชีน และจัดให้มีการเล่นพนันสล็อทแมชีน ก็มีเจตนาเดียวกันคือให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันสล๊อทแมชีน เพื่อจำเลยทั้งสามจะได้ผลกำไรจากการเล่นการพนัน การกระทำส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวกันเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามการพนันไพ่บาการาและสล๊อทแมชีน เป็นการพนันคนละประเภท ลักษณะและวิธีการเล่นแตกต่างกัน การเล่นการพนันแต่ละประเภทต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาชักชวนและจัดให้มีการเล่นการพนันทั้งสองประเภทดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดสองกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคหนึ่ง), 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนัน จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการา จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน (ที่ถูก ฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน) จำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 12 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษต้องกันมาว่าเป็นสามกรรมนั้น เป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันไพ่บาการาและจัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการามีเจตนาเดียวกัน คือ ให้ผู้อื่นเข้ามาเล่นพนันไพ่บาการาเพื่อจำเลยทั้งสามจะได้ผลกำไรจากการที่มีบุคคลต่าง ๆ เข้ามาเล่นการพนันไพ่บาการา การกระทำส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวกัน ส่วนการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันสล๊อทแมชีนและจัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน ก็มีเจตนาเดียวกัน คือให้ผู้อื่นเข้ามาเล่นพนันสล๊อทแมชีนเพื่อจำเลยทั้งสามจะได้ผลกำไรจากการที่มีบุคคลต่าง ๆ เข้ามาเล่นพนันสล๊อทแมชีน การกระทำส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวกันเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามการพนันไพ่บาการาและสล๊อทแมชีนเป็นการพนันคนละประเภท ลักษณะและวิธีการเล่นก็แตกต่างกัน การเล่นการพนันแต่ละประเภทต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองได้ ไม่เกี่ยวข้องกัน การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนหรือจัดให้มีการเล่นการพนันทั้งสองประเภทดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำสองกรรม ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อมาว่า กรณีมีเหตุสมควรให้สืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสามก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสามได้ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุ ประวัติ ความประพฤติ และสภาพความผิดที่เกี่ยวกับจำเลยทั้งสามมาในอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยทั้งสามชัดเจนเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว จึงไม่จำต้องสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสามก่อนมีคำพิพากษาศาลฎีกาอีก ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ปัจจุบันการพนันออนไลน์แพร่ระบาดทั่วไป โดยเฉพาะในหมู่นักเรียนนักศึกษา อันมีส่วนสำคัญในการมอมเมาเยาวชนของชาติให้ลุ่มหลงในอบายมุข มีผลกระทบโดยตรงต่อการศึกษาและบั่นทอนอนาคตของเยาวชน เป็นการทำลายทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าอันเป็นความหวังของชาติ พฤติการณ์แห่งคดีถือว่ากระทำผิดเป็นขบวนการ นับเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมอย่างชัดเจน สร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสังคมในวงกว้างไม่สมควรให้เป็นเยี่ยงอย่าง ที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างทำนองว่า เนื่องจากมีสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้จำเลยทั้งสามไม่มีรายได้จึงจำเป็นต้องกระทำความผิดดังกล่าวโดยเพิ่งเข้าทำงานได้ไม่นานก่อนถูกจับกุม หรือเหตุผลอื่นที่ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกา ล้วนเป็นเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยแต่ละคนเท่านั้น โดยผู้คนส่วนใหญ่ล้วนประสบปัญหาเช่นเดียวกับจำเลยทั้งสาม จึงไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกและลงโทษในสถานเบาให้แก่จำเลยทั้งสาม ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันไพ่บาการาและร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการาอันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการา และเป็นความผิดฐานร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันสล๊อทแมชีนและร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีนอันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน การกระทำทั้งหมดของจำเลยทั้งสามรวมเป็นการกระทำผิดสองกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการา จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน จำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 8 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 12 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพัทยา
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพัทยา — นายธนัสม์ จิตมหาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางนันทิกา จิวัธยากูล
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 745/2567
#708431
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันไพ่บาการาและจัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการา มีเจตนาเดียวกันคือให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันไพ่บาการาเพื่อจำเลยทั้งสามจะได้ผลกำไรจากการที่บุคคลต่าง ๆ เข้าเล่นการพนัน การกระทำส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวกัน ส่วนการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันสล๊อทแมชีน และจัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน ก็มีเจตนาเดียวกันคือให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันสล๊อทแมชีน เพื่อจำเลยทั้งสามจะได้ผลกำไรจากการเล่นการพนัน การกระทำส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวกันเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การพนันไพ่บาการาและสล๊อทแมชีนเป็นการพนันคนละประเภท ลักษณะและวิธีการเล่นแตกต่างกัน การเล่นการพนันแต่ละประเภทต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาชักชวนและจัดให้มีการเล่นการพนันทั้งสองประเภทดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดสองกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคหนึ่ง), 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนัน จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการา จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน (ที่ถูก ฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน) จำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 12 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษต้องกันมาว่าเป็นสามกรรมนั้น เป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันไพ่บาการาและจัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการามีเจตนาเดียวกัน คือ ให้ผู้อื่นเข้ามาเล่นพนันไพ่บาการาเพื่อจำเลยทั้งสามจะได้ผลกำไรจากการที่มีบุคคลต่าง ๆ เข้ามาเล่นการพนันไพ่บาการา การกระทำส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวกัน ส่วนการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันสล๊อทแมชีนและจัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน ก็มีเจตนาเดียวกัน คือให้ผู้อื่นเข้ามาเล่นพนันสล๊อทแมชีนเพื่อจำเลยทั้งสามจะได้ผลกำไรจากการที่มีบุคคลต่าง ๆ เข้ามาเล่นพนันสล๊อทแมชีน การกระทำส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวกันเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การพนันไพ่บาการาและสล๊อทแมชีนเป็นการพนันคนละประเภท ลักษณะและวิธีการเล่นก็แตกต่างกัน การเล่นการพนันแต่ละประเภทต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองได้ ไม่เกี่ยวข้องกัน การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนหรือจัดให้มีการเล่นการพนันทั้งสองประเภทดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำสองกรรม ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อมาว่า กรณีมีเหตุสมควรให้สืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสามก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสามได้ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุ ประวัติ ความประพฤติ และสภาพความผิดที่เกี่ยวกับจำเลยทั้งสามมาในอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยทั้งสามชัดเจนเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว จึงไม่จำต้องสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสามก่อนมีคำพิพากษาศาลฎีกาอีก ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ปัจจุบันการพนันออนไลน์แพร่ระบาดทั่วไป โดยเฉพาะในหมู่นักเรียนนักศึกษา อันมีส่วนสำคัญในการมอมเมาเยาวชนของชาติให้ลุ่มหลงในอบายมุข มีผลกระทบโดยตรงต่อการศึกษาและบั่นทอนอนาคตของเยาวชน เป็นการทำลายทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าอันเป็นความหวังของชาติ พฤติการณ์แห่งคดีถือว่ากระทำผิดเป็นขบวนการ นับเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมอย่างชัดเจน สร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสังคมในวงกว้างไม่สมควรให้เป็นเยี่ยงอย่าง ที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างทำนองว่า เนื่องจากมีสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้จำเลยทั้งสามไม่มีรายได้จึงจำเป็นต้องกระทำความผิดดังกล่าวโดยเพิ่งเข้าทำงานได้ไม่นานก่อนถูกจับกุม หรือเหตุผลอื่นที่ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกา ล้วนเป็นเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยแต่ละคนเท่านั้น โดยผู้คนส่วนใหญ่ล้วนประสบปัญหาเช่นเดียวกับจำเลยทั้งสาม จึงไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกและลงโทษในสถานเบาให้แก่จำเลยทั้งสาม ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันไพ่บาการาและร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการาอันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการา และเป็นความผิดฐานร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันสล๊อทแมชีนและร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีนอันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน การกระทำทั้งหมดของจำเลยทั้งสามรวมเป็นการกระทำผิดสองกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการา จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน จำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 8 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 12 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพัทยา
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 742/2567
#702251
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อผ่อนปรนการชำระหนี้กันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายกล่าวคือ โจทก์ได้รับการผ่อนเวลาชำระหนี้และไม่ต้องกังวลว่าจำเลยจะดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ระหว่างที่โจทก์ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ส่วนจำเลยก็มีทางได้รับชำระหนี้โดยไม่จำต้องดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของโจทก์ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยงดการบังคับแก่โจทก์ไว้ก่อนนั่นเอง จำเลยจึงต้องดำเนินการงดการบังคับคดี และการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะงดการบังคับคดีสำหรับกรณีที่พิพาทนี้ได้ ย่อมต้องบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 (3) กล่าวคือ จำเลยต้องแจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์ไว้ โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้ทำหนังสือยินยอมให้งดการขายทอดตลาดมอบไว้แก่พนักงานของจำเลยแล้ว การที่จำเลยไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจนเป็นเหตุให้มีการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไป เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการทำละเมิดและต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะไปดูแลการขายทอดตลาดหรือไม่นั้น เป็นสิทธิของโจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 (1) การที่โจทก์ไม่ไปดูแลการขายทอดตลาดหาได้เป็นผลโดยตรงต่อความเสียหาย หรือจะถือว่าโจทก์มีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหาย อันจะทำให้จำเลยพ้นความรับผิด เมื่อการทำละเมิดของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ต้องสูญเสียที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยต้องถูกขายทอดตลาดไปจำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวรวมทั้งความเสียหายอื่น ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคสอง

เมื่อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์มีภาระจำนองกับธนาคาร อ. และถูกขายทอดตลาดโดยจำนองติดไปย่อมเป็นเหตุให้โจทก์หลุดพ้นภาระหนี้ไปตามจำนวนดังกล่าวและต้องนำมาคิดหักจากราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในวันทำละเมิด

ศาลจะมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ได้นั้น ต้องเป็นกรณีการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ซึ่งการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจที่ว่านี้หมายถึง การกระทำเกี่ยวกับสินค้าที่ขายหรือผลิต หรือการให้บริการที่ก่อให้เกิดผลหรือมีลักษณะตามบทบัญญัติดังกล่าว และมีการฟ้องร้องเป็นคดีกันด้วยข้อพิพาทที่เกิดจากสินค้าที่ขาย หรือผลิต หรือการให้บริการ อันเป็นการประกอบกิจการของผู้ประกอบธุรกิจนั้นเอง แต่การกระทำที่จำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ไม่ได้ดำเนินการเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ยึดไว้ตามที่โจทก์กับจำเลยตกลงกัน เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไป ไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงที่เกิดจากตัวสินค้าและบริการที่ศาลจะมีอำนาจสั่งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นประเด็นโดยตรง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,429,928 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,981,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,481,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายเพื่อการลงโทษอีก 200,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ทำสัญญากู้เงินจากจำเลย โดยมีนางสาวหรือนางเอมอร เป็นผู้ค้ำประกัน แล้วผิดนัดชำระหนี้ จำเลยจึงฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดธัญบุรี ขอให้บังคับโจทก์และนางเอมอรร่วมกันชำระหนี้ และคดีตกลงกันได้โดยโจทก์และนางเอมอรยินยอมชำระเงิน 1,574,802.06 บาท พร้อมดอกเบี้ย ด้วยการผ่อนชำระเป็นรายเดือน กับชำระค่าฤชาธรรมเนียมแก่จำเลย ศาลจังหวัดธัญบุรีได้มีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.396/2556 แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยจึงดำเนินการบังคับคดีด้วยการนำเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดน่านยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6436 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของโจทก์ออกขายทอดตลาด โดยประเมินราคาเป็นเงิน 948,552 บาท และได้ประกาศขายทอดตลาดนัดแรกในวันที่ 29 มิถุนายน 2560 ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดไว้มีภาระจำนองธนาคาร อ. ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 เป็นเงิน 307,132.46 บาท ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีจะทำการขายโดยจำนองติดไป เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2560 อันเป็นเวลาก่อนประกาศขายทอดตลาดนัดแรก โจทก์และจำเลยได้ตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าว โดยตกลงกันให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ค่าเบี้ยประกันภัยค้างจ่าย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แก่จำเลยในวันที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แล้วผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป ซึ่งโจทก์ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงนี้เรื่อยมา ส่วนการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวนั้น เนื่องจากจำเลยไม่ได้แจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าขอให้งดการบังคับคดีไว้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไปตามนัด และนางลัดดาวัลย์ เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 650,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า จำเลยทำละเมิดและต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อผ่อนปรนการชำระหนี้กันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ โจทก์ได้รับการผ่อนเวลาชำระหนี้ออกไปโดยไม่ต้องชำระครบทั้งจำนวนในคราวเดียว และไม่ต้องกังวลว่าจำเลยจะดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ระหว่างที่โจทก์ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ส่วนจำเลยก็มีทางได้รับชำระหนี้โดยไม่จำต้องดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของโจทก์ให้ยุ่งยาก แสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยงดการบังคับคดีแก่โจทก์ไว้ก่อนนั่นเอง ดังจะเห็นได้จากข้อความในสำเนาบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ว่าโจทก์ได้ขอให้จำเลยชะลอการบังคับคดีไว้ และหากโจทก์ผิดนัดชำระหนี้และเงื่อนไขในข้อตกลงนี้ก็ยินยอมให้จำเลยบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไปได้ทันที ซึ่งนอกจากจำเลยจะยินยอมตามข้อเสนอของโจทก์ด้วยการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ประกอบสำเนาหนังสือว่า เจ้าหน้าที่ประจำสาขาองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (จตุจักร) ได้แจ้งผลการตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยให้ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารสำนักงานเขตจตุจักร สำนักงานเขตจตุจักรทราบ กับขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์ด้วย ซึ่งในข้อนี้นายอภิชาติ พนักงานของจำเลย ประจำสำนักงานเขตจตุจักร ก็เบิกความรับว่า เป็นหนังสือที่ออกโดยนางบังอร ผู้จัดการอาวุโสประจำสาขาองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (จตุจักร) ของจำเลยจริง ดังนั้น จำเลยจึงต้องดำเนินการงดการบังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ให้เป็นไปตามข้อตกลงในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ครั้งนี้ และการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะงดการบังคับคดีสำหรับกรณีที่พิพาทนี้ได้ ย่อมต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 (3) กล่าวคือ จำเลยต้องแจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์ไว้ โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากโจทก์ ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนายอภิชาติว่า โจทก์ได้ทำหนังสือยินยอมให้งดการขายทอดตลาดมอบไว้แก่พนักงานของจำเลยแล้ว การที่จำเลยไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจนเป็นเหตุให้มีการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไปเช่นนี้ เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการทำละเมิดและต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะไปดูแลการขายทอดตลาดหรือไม่นั้น เป็นสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 (1) การที่โจทก์ไม่ไปดูแลการขายทอดตลาดหาได้เป็นผลโดยตรงต่อความเสียหาย หรือจะถือว่าโจทก์มีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหาย อันจะทำให้จำเลยพ้นความรับผิดดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์และจำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไป โดยโจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์มีราคา 2,429,928 บาท และจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามราคาที่แท้จริง กับค่าเสียหายอื่นแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองนำราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีมาคิดหักก่อน และไม่กำหนดค่าเสียหายอื่นแก่โจทก์จึงไม่ชอบ ส่วนจำเลยฎีกาว่า ค่าเสียหายต้องคิดจากราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีหักด้วยราคาที่ขายทอดตลาดและภาระจำนอง ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดจึงสูงเกินไป นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการทำละเมิดของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ต้องสูญเสียที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยต้องถูกขายทอดตลาดไป จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว รวมทั้งความเสียหายอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง ซึ่งสำหรับราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น โจทก์เบิกความว่า มีราคา 2,429,928 บาท โดยมีสำเนาแบบสำรวจและรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ที่จัดทำโดยบริษัท พ. เป็นพยานสนับสนุน โดยที่ผู้จัดทำแบบสำรวจและรายงานดังกล่าวเป็นผู้ประกอบวิชาชีพด้านนี้โดยตรง การจัดทำก็มีรายละเอียดของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็นสภาพและทำเลที่ตั้ง ซึ่งมีน้ำหนักน่าเชื่อถือดังที่ศาลชั้นต้นให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยส่วนนี้ไว้โดยละเอียดแล้ว ประกอบกับเป็นการสำรวจเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 และมีเหตุให้เชื่อได้ว่าจัดทำเพื่อประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อของธนาคาร ก. ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุพิพาทคดีนี้กว่า 1 ปี ไม่ใช่การจัดทำขึ้นเพื่อจะใช้อ้างอิงให้เป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลย โดยจำเลยเองก็ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่าการจัดทำไม่ถูกต้องและไม่เป็นไปตามหลักวิชาการอย่างไร จึงเชื่อว่าขณะทำการสำรวจที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีราคาตามที่โจทก์นำสืบ โดยแยกเป็นราคาที่ดิน 876,060 บาท และสิ่งปลูกสร้าง 1,553,868 บาท แต่สำเนาแบบสำรวจและรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ในส่วนมูลค่าประเมินสิ่งปลูกสร้างได้มีการคิดปรับค่าเสื่อมราคารายปีจากราคาค่าก่อสร้างของสิ่งปลูกสร้างแต่ละรายการนับแต่ก่อสร้างเป็นเวลา 8 ปี กล่าวคือ ค่าเสื่อมราคาของอาคารบ้านร้อยละ 4 ต่อปี จากราคา 2,205,000 บาท เป็นเงิน 705,600 บาท คงเหลือราคา 1,499,400 บาท ค่าเสื่อมราคาของส่วนต่อเติมด้านข้างร้อยละ 4 ต่อปี จากราคา 35,100 บาท เป็นเงิน 11,232 บาท คงเหลือราคา 23,868 บาท และค่าเสื่อมราคาของรั้ว คสล.ร้อยละ 3 ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี จากราคา 36,000 บาท เป็นเงิน 5,400 บาท คงเหลือราคา 30,600 บาท การกำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนสิ่งปลูกสร้างจึงต้องปรับค่าเสื่อมราคาตามรายการและอัตราเดียวกันนี้นับแต่วันทำการสำรวจต่อมาจนถึงวันทำละเมิดด้วย ซึ่งเห็นสมควรกำหนดให้ 1 ปี คำนวณแล้วเป็นค่าเสื่อมราคาของอาคารบ้าน 88,200 บาท ค่าเสื่อมราคาของส่วนต่อเติมด้านข้าง 1,404 บาท และค่าเสื่อมราคาของรั้ว คสล. 1,080 บาท รวมเป็นเงิน 90,684 บาท เมื่อนำมาคิดหักจากราคาสิ่งปลูกสร้างขณะทำการสำรวจแล้วเป็นเงิน 1,463,184 บาท ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงมีราคาเพียง 2,339,244 บาท อย่างไรก็ตาม การกำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ย่อมต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจากการที่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างถูกขายทอดตลาดประกอบด้วย เมื่อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์มีภาระจำนองธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นเงิน 307,132.46 บาท และถูกขายทอดตลาดโดยจำนองติดไปย่อมเป็นผลให้โจทก์หลุดพ้นภาระหนี้ไปตามจำนวนดังกล่าว และต้องนำมาคิดหักจากราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในวันทำละเมิด แต่ที่ศาลล่างทั้งสองนำราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีมาคิดหักจากราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างด้วยเห็นว่าเป็นราคาขายทอดตลาดรวมกับภาระจำนองนั้น มีผลเป็นการนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปหักชำระหนี้แก่จำเลย อันเป็นการรับรองให้จำเลยได้ประโยชน์จากการบังคับชำระหนี้ที่ไม่ชอบของจำเลยอยู่ในตัว ซึ่งขัดต่อเจตนาของโจทก์และเป็นการไม่ถูกต้อง จึงกำหนดค่าสินไหมทดแทนสำหรับราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นเงิน 2,032,111.54 บาท ส่วนค่าเสียหายอื่น ๆ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเสียก่อน และเห็นว่า การที่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ถูกขายทอดตลาดไปอันเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยเช่นนี้ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยต้องขาดประโยชน์ใช้สอย กับประโยชน์จากมูลค่าของที่ดินที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งแม้โจทก์จะไม่ได้นำสืบให้ได้ความแน่ชัดถึงค่าเสียหายส่วนนี้ ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์ โดยเมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงแห่งการละเมิดของจำเลย ประกอบทางได้เสียของโจทก์แล้ว เห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 800,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสิ้น 2,832,111.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์และจำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ศาลจะมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ได้นั้น ต้องเป็นกรณีการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ซึ่งการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจที่ว่านี้หมายถึง การกระทำเกี่ยวกับสินค้าที่ขายหรือผลิต หรือการให้บริการ ที่ก่อให้เกิดผลหรือมีลักษณะตามบทบัญญัติดังกล่าว และมีการฟ้องร้องเป็นคดีกันด้วยข้อพิพาทที่เกิดจากสินค้าที่ขายหรือผลิต หรือการให้บริการ อันเป็นการประกอบกิจการของผู้ประกอบธุรกิจนั้นเอง แต่การกระทำที่จำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ไม่ได้ดำเนินการเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ยึดไว้ตามที่โจทก์กับจำเลยตกลงกัน เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไป ไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงที่เกิดจากตัวสินค้าและบริการที่ศาลจะมีอำนาจสั่งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นประเด็นโดยตรง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า ต้องกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพียงใด อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาที่โจทก์ฎีกาประการสุดท้ายว่า สมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมศาลหรือไม่ นั้น แม้ศาลฎีกาจะไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฎีกาไว้ชัดเจน แต่เป็นกรณีศาลฎีกาต้องมีคำวินิจฉัยเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิพากษาอยู่แล้ว ตามประมวกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5), 167 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเห็นว่า คดีนี้มีมูลจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยโดยแท้ ย่อมเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนจะต้องหาทางเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยและได้ความว่ายังรับผิดชอบในการปฏิบัติตามข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อจำเลยอยู่ การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีเพื่อปฏิเสธความรับผิดตลอดมานอกจากเป็นการขาดความรับผิดชอบอย่างยิ่งแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความไม่สุจริตของจำเลยในการดำเนินคดีได้ประการหนึ่ง เมื่อพิจารณาประกอบระยะเวลาในการดำเนินคดีแล้ว เห็นสมควรให้จำเลยรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กับชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสามศาลแก่โจทก์ด้วย และโจทก์เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง โจทก์วางเงินค่าส่งคำคู่ความในชั้นฎีกามา จึงให้คืนแก่โจทก์

อนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 เป็นผลให้ปรับลดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เหลือเพียงอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี รวมเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และหากมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 ในภายหลังก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี จึงต้องบังคับให้เป็นไปตามบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,832,111.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนในภายหลัง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีรวม 30,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คืนค่าส่งคำคู่ความชั้นฎีกาแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 289 (3) ม. 288 (1)
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 7 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ย.
จำเลย — บริษัท ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวอัจฉรพรรณ ภาศิริวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายมนต์ เอี่ยมศิริ
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 742/2567
#724094
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อผ่อนปรนการชำระหนี้กันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ โจทก์ได้รับการผ่อนเวลาชำระหนี้และไม่ต้องกังวลว่าจำเลยจะดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ระหว่างที่โจทก์ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ส่วนจำเลยก็มีทางได้รับชำระหนี้โดยไม่จำต้องดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของโจทก์ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยงดการบังคับแก่โจทก์ไว้ก่อนนั่นเอง จำเลยจึงต้องดำเนินการงดการบังคับคดี และการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะงดการบังคับคดีสำหรับกรณีที่พิพาทนี้ได้ ย่อมต้องบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 (3) กล่าวคือ จำเลยต้องแจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์ไว้ โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้ทำหนังสือยินยอมให้งดการขายทอดตลาดมอบไว้แก่พนักงานของจำเลยแล้ว การที่จำเลยไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวจนเป็นเหตุให้มีการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไป เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการทำละเมิดและต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะไปดูแลการขายทอดตลาดหรือไม่นั้น เป็นสิทธิของโจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 (1) การที่โจทก์ไม่ไปดูแลการขายทอดตลาดหาได้เป็นผลโดยตรงต่อความเสียหาย หรือจะถือว่าโจทก์มีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหาย อันจะทำให้จำเลยพ้นความรับผิด เมื่อการทำละเมิดของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ต้องสูญเสียที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยต้องถูกขายทอดตลาดไป จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคสอง

การกระทำที่จำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ไม่ได้ดำเนินการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดี เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไป ไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงที่เกิดจากตัวสินค้าและบริการที่ศาลจะมีอำนาจสั่งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นประเด็นโดยตรง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,429,928 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,981,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,481,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายเพื่อการลงโทษอีก 200,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ทำสัญญากู้เงินจากจำเลย โดยมีนางสาวหรือนางเอมอร เป็นผู้ค้ำประกัน แล้วผิดนัดชำระหนี้ จำเลยจึงฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดธัญบุรี ขอให้บังคับโจทก์และนางเอมอรร่วมกันชำระหนี้ และคดีตกลงกันได้โดยโจทก์และนางเอมอรยินยอมชำระเงิน 1,574,802.06 บาท พร้อมดอกเบี้ย ด้วยการผ่อนชำระเป็นรายเดือน กับชำระค่าฤชาธรรมเนียมแก่จำเลย ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.396/2556 แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6436 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของโจทก์ออกขายทอดตลาด โดยจำนองติดไป ก่อนประกาศขายทอดตลาดนัดแรก โจทก์และจำเลยตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าว โดยตกลงกันให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ค่าเบี้ยประกันภัยค้างจ่าย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แก่จำเลยในวันที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แล้วผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป ซึ่งโจทก์ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงนี้เรื่อยมา ส่วนการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวนั้น เนื่องจากจำเลยไม่ได้แจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าขอให้งดการบังคับคดีไว้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไปตามนัด และนางลัดดาวัลย์ เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 650,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า จำเลยทำละเมิดและต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อผ่อนปรนการชำระหนี้กันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ โจทก์ได้รับการผ่อนเวลาชำระหนี้ออกไปโดยไม่ต้องชำระครบทั้งจำนวนในคราวเดียว และไม่ต้องกังวลว่าจำเลยจะดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ระหว่างที่โจทก์ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ส่วนจำเลยก็มีทางได้รับชำระหนี้โดยไม่จำต้องดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของโจทก์ให้ยุ่งยาก แสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยงดการบังคับคดีแก่โจทก์ไว้ก่อนนั่นเอง ดังจะเห็นได้จากข้อความในสำเนาบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ว่าโจทก์ได้ขอให้จำเลยชะลอการบังคับคดีไว้ และหากโจทก์ผิดนัดชำระหนี้และเงื่อนไขในข้อตกลงนี้ก็ยินยอมให้จำเลยบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไปได้ทันที ซึ่งนอกจากจำเลยจะยินยอมตามข้อเสนอของโจทก์ด้วยการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ประกอบสำเนาหนังสือว่า เจ้าหน้าที่ประจำสาขาองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (จตุจักร) ได้แจ้งผลการตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยให้ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารสำนักงานเขตจตุจักร สำนักงานเขตจตุจักรทราบ กับขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์ด้วย ซึ่งในข้อนี้นายอภิชาติ พนักงานของจำเลยก็เบิกความรับว่า เป็นหนังสือที่ออกโดยนางบังอร ผู้จัดการอาวุโสประจำสาขาองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (จตุจักร) ของจำเลยจริง ดังนั้น จำเลยจึงต้องดำเนินการงดการบังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ให้เป็นไปตามข้อตกลงในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ครั้งนี้ และการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะงดการบังคับคดีสำหรับกรณีที่พิพาทนี้ได้ ย่อมต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 (3) กล่าวคือ จำเลยต้องแจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์ไว้ โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากโจทก์ ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนายอภิชาติว่า โจทก์ได้ทำหนังสือยินยอมให้งดการขายทอดตลาดมอบไว้แก่พนักงานของจำเลยแล้ว การที่จำเลยไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจนเป็นเหตุให้มีการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไปเช่นนี้ เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการทำละเมิดและต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะไปดูแลการขายทอดตลาดหรือไม่นั้น เป็นสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 (1) การที่โจทก์ไม่ไปดูแลการขายทอดตลาดหาได้เป็นผลโดยตรงต่อความเสียหาย หรือจะถือว่าโจทก์มีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหาย อันจะทำให้จำเลยพ้นความรับผิดดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์และจำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไป โดยโจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์มีราคา 2,429,928 บาท และจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามราคาที่แท้จริง กับค่าเสียหายอื่นแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองนำราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีมาคิดหักก่อน และไม่กำหนดค่าเสียหายอื่นแก่โจทก์จึงไม่ชอบ ส่วนจำเลยฎีกาว่า ค่าเสียหายต้องคิดจากราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีหักด้วยราคาที่ขายทอดตลาดและภาระจำนอง ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดจึงสูงเกินไป นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการทำละเมิดของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ต้องสูญเสียที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยต้องถูกขายทอดตลาดไป จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว รวมทั้งความเสียหายอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง ซึ่งสำหรับราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น โจทก์เบิกความว่า มีราคา 2,429,928 บาท โดยมีสำเนาแบบสำรวจและรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ที่จัดทำโดยบริษัท พ. เป็นพยานสนับสนุน โดยที่ผู้จัดทำแบบสำรวจและรายงานดังกล่าวเป็นผู้ประกอบวิชาชีพด้านนี้โดยตรง การจัดทำก็มีรายละเอียดของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็นสภาพและทำเลที่ตั้ง ซึ่งมีน้ำหนักน่าเชื่อถือดังที่ศาลชั้นต้นให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยส่วนนี้ไว้โดยละเอียดแล้ว ประกอบกับเป็นการสำรวจเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 และมีเหตุให้เชื่อได้ว่าจัดทำเพื่อประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อของธนาคาร ก. ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุพิพาทคดีนี้กว่า 1 ปี ไม่ใช่การจัดทำขึ้นเพื่อจะใช้อ้างอิงให้เป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลย โดยจำเลยเองก็ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่าการจัดทำไม่ถูกต้องและไม่เป็นไปตามหลักวิชาการอย่างไร จึงเชื่อว่าขณะทำการสำรวจที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีราคาตามที่โจทก์นำสืบ โดยแยกเป็นราคาที่ดิน 876,060 บาท และสิ่งปลูกสร้าง 1,553,868 บาท แต่สำเนาแบบสำรวจและรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ในส่วนมูลค่าประเมินสิ่งปลูกสร้างได้มีการคิดปรับค่าเสื่อมราคารายปีจากราคาค่าก่อสร้างของสิ่งปลูกสร้างแต่ละรายการนับแต่ก่อสร้างเป็นเวลา 8 ปี กล่าวคือ ค่าเสื่อมราคาของอาคารบ้านร้อยละ 4 ต่อปี จากราคา 2,205,000 บาท เป็นเงิน 705,600 บาท คงเหลือราคา 1,499,400 บาท ค่าเสื่อมราคาของส่วนต่อเติมด้านข้างร้อยละ 4 ต่อปี จากราคา 35,100 บาท เป็นเงิน 11,232 บาท คงเหลือราคา 23,868 บาท และค่าเสื่อมราคาของรั้ว คสล.ร้อยละ 3 ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี จากราคา 36,000 บาท เป็นเงิน 5,400 บาท คงเหลือราคา 30,600 บาท การกำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนสิ่งปลูกสร้างจึงต้องปรับค่าเสื่อมราคาตามรายการและอัตราเดียวกันนี้นับแต่วันทำการสำรวจต่อมาจนถึงวันทำละเมิดด้วย ซึ่งเห็นสมควรกำหนดให้ 1 ปี คำนวณแล้วเป็นค่าเสื่อมราคาของอาคารบ้าน 88,200 บาท ค่าเสื่อมราคาของส่วนต่อเติมด้านข้าง 1,404 บาท และค่าเสื่อมราคาของรั้ว คสล. 1,080 บาท รวมเป็นเงิน 90,684 บาท เมื่อนำมาคิดหักจากราคาสิ่งปลูกสร้างขณะทำการสำรวจแล้วเป็นเงิน 1,463,184 บาท ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงมีราคาเพียง 2,339,244 บาท อย่างไรก็ตาม การกำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ย่อมต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจากการที่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างถูกขายทอดตลาดประกอบด้วย เมื่อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์มีภาระจำนองธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นเงิน 307,132.46 บาท และถูกขายทอดตลาดโดยจำนองติดไปย่อมเป็นผลให้โจทก์หลุดพ้นภาระหนี้ไปตามจำนวนดังกล่าว และต้องนำมาคิดหักจากราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในวันทำละเมิด แต่ที่ศาลล่างทั้งสองนำราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีมาคิดหักจากราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างด้วยเห็นว่าเป็นราคาขายทอดตลาดรวมกับภาระจำนองนั้น มีผลเป็นการนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปหักชำระหนี้แก่จำเลย อันเป็นการรับรองให้จำเลยได้ประโยชน์จากการบังคับชำระหนี้ที่ไม่ชอบของจำเลยอยู่ในตัว ซึ่งขัดต่อเจตนาของโจทก์และเป็นการไม่ถูกต้อง จึงกำหนดค่าสินไหมทดแทนสำหรับราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นเงิน 2,032,111.54 บาท ส่วนค่าเสียหายอื่น ๆ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเสียก่อน และเห็นว่าการที่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ถูกขายทอดตลาดไปอันเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยเช่นนี้ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยต้องขาดประโยชน์ใช้สอย กับประโยชน์จากมูลค่าของที่ดินที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งแม้โจทก์จะไม่ได้นำสืบให้ได้ความแน่ชัดถึงค่าเสียหายส่วนนี้ ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์ โดยเมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงแห่งการละเมิดของจำเลย ประกอบทางได้เสียของโจทก์แล้ว เห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 800,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสิ้น 2,832,111.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์และจำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ศาลจะมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ได้นั้น ต้องเป็นกรณีการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ซึ่งการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจที่ว่านี้หมายถึง การกระทำเกี่ยวกับสินค้าที่ขายหรือผลิต หรือการให้บริการ ที่ก่อให้เกิดผลหรือมีลักษณะตามบทบัญญัติดังกล่าว และมีการฟ้องร้องเป็นคดีกันด้วยข้อพิพาทที่เกิดจากสินค้าที่ขายหรือผลิต หรือการให้บริการ อันเป็นการประกอบกิจการของผู้ประกอบธุรกิจนั้นเอง แต่การกระทำที่จำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ไม่ได้ดำเนินการเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ยึดไว้ตามที่โจทก์กับจำเลยตกลงกัน เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไป ไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงที่เกิดจากตัวสินค้าและบริการที่ศาลจะมีอำนาจสั่งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นประเด็นโดยตรง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า ต้องกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพียงใดอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาที่โจทก์ฎีกาประการสุดท้ายว่า สมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมศาลหรือไม่ นั้น แม้ศาลฎีกาจะไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฎีกาไว้ชัดเจน แต่เป็นกรณีศาลฎีกาต้องมีคำวินิจฉัยเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิพากษาอยู่แล้ว ตามประมวกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5), 167 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเห็นว่า คดีนี้มีมูลจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยโดยแท้ ย่อมเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนจะต้องหาทางเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยและได้ความว่ายังรับผิดชอบในการปฏิบัติตามข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อจำเลยอยู่ การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีเพื่อปฏิเสธความรับผิดตลอดมานอกจากเป็นการขาดความรับผิดชอบอย่างยิ่งแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความไม่สุจริตของจำเลยในการดำเนินคดีได้ประการหนึ่ง เมื่อพิจารณาประกอบระยะเวลาในการดำเนินคดีแล้ว เห็นสมควรให้จำเลยรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กับชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสามศาลแก่โจทก์ด้วย และโจทก์เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง โจทก์วางเงินค่าส่งคำคู่ความในชั้นฎีกามา จึงให้คืนแก่โจทก์

อนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 เป็นผลให้ปรับลดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เหลือเพียงอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี รวมเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และหากมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 ในภายหลังก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี จึงต้องบังคับให้เป็นไปตามบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,832,111.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนในภายหลัง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีรวม 30,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คืนค่าส่งคำคู่ความชั้นฎีกาแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224 ม. 438 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 141 (5) ม. 142 (5) ม. 167 ม. 288 (1) ม. 289 (3)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ย.
จำเลย — บริษัท ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวอัจฉรพรรณ ภาศิริวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายมนต์ เอี่ยมศิริ
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 727/2567
#701249
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกตกลงไว้เป็นหลักฐานได้ความว่า วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 โจทก์และจำเลยกับพวกตกลงกันได้โดยโจทก์ชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 1,500,000 บาท ในวันดังกล่าว แล้วจำเลยกับพวกต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินทั้ง 3 แปลง ออกไปภายใน 15 วัน โดยวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 เวลา 8 นาฬิกา ต้องให้ช่างรังวัดจากสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงครามรังวัดที่ดินทั้ง 3 แปลง (รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 40775) เพื่อให้ทราบแนวเขตที่ชัดเจน เมื่อได้แนวเขตที่ชัดเจนแล้ว โจทก์และจำเลยตกลงเป็นอันยุติตามผลการรังวัด และต่างฝ่ายจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินของกันและกันอีกต่อไป บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยให้เสร็จไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 จึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย แสดงว่าโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวโดยมุ่งที่จะรังวัดที่ดินเพื่อให้ทราบแนวเขตที่ดินให้ชัดเจนเป็นสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าได้มีการรังวัดที่ดินเพื่อให้ทราบแนวเขตที่ดินที่ชัดเจนตามที่ได้ตกลงกันไว้ และในข้อนี้ได้ความจากนายช่างรังวัดชำนาญงาน สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงคราม ผู้ทำแผนที่พิพาท เบิกความตอบคำถามค้านว่า ในการรังวัดจัดทำแผนที่พิพาทไม่พบหลักหมุดของที่ดินทั้งหมด เช่นนี้ ย่อมไม่อาจทราบได้ว่าบ้านหลังดังกล่าวจะอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 40775 หรือไม่ เนื่องจากยังไม่ทราบแนวเขตที่ดินที่แน่นอน กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ยังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวซึ่งเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความให้ครบถ้วน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้และยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกขึ้นฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 40775 ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์มีสิทธิว่าจ้างบุคคลภายนอกรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินโดยให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินค่าจ้างทั้งหมดที่โจทก์ชำระแก่ผู้รับจ้าง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูงที่ปรากฏในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1 และภาพถ่ายหมาย จ.3 พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 40775 และห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป หากไม่รื้อถอน ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ว่า หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์มีสิทธิว่าจ้างบุคคลภายนอกรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินโดยให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินค่าจ้างทั้งหมดที่โจทก์ชำระแก่ผู้รับจ้าง ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40775 เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 2 งาน 99 ตารางวา โดยซื้อมาจากนายเปลี่ยน สามีจำเลย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 โจทก์และจำเลยพร้อมด้วยนายประกิจ นางสาวพิมพ์วิมล และนางอิศวีร์พร เดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสงครามเพื่อเจรจาเรื่องที่โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 40775 จากนายเปลี่ยน ที่ดิน น.ส. 3 เล่ม 8 หมู่ที่ 4 และที่ดินตราจองเลขที่ 202 เล่ม 3 หน้า 2 จากนายเปลี่ยน จำเลย นายประกิจ และนายประกอบ เป็นเงิน 9,200,000 บาท มีการชำระราคาแล้วบางส่วน 8,200,000 บาท ยังขาดอีก 1,500,000 บาท คู่กรณีสามารถตกลงกันได้และโจทก์ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวครบถ้วนในวันดังกล่าวและมีการทำบันทึกข้อตกลงกัน ตามบันทึกตกลงไว้เป็นหลักฐานและสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ต่อมาโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านไม้ชั้นเดียวไม่มีเลขที่ และขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 40775 ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือ จำเลยรับหนังสือแล้วเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2563 ตามหนังสือบอกกล่าวและใบตอบรับไปรษณีย์ แต่จำเลยเพิกเฉย มีบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูงปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาท ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกตกลงไว้เป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ. 4 สรุปได้ความว่า ในวันทำบันทึกคือวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 โจทก์และจำเลยกับพวกตกลงกันได้โดยโจทก์ชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 1,500,000 บาท ในวันดังกล่าว แล้วจำเลยกับพวกต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินทั้ง 3 แปลง ออกไปภายใน 15 วัน โดยวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 เวลา 8 นาฬิกา ต้องให้ช่างรังวัดจากสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงครามรังวัดที่ดินทั้ง 3 แปลง (รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 40775) เพื่อให้ทราบแนวเขตที่ชัดเจน เมื่อได้แนวเขตที่ชัดเจนแล้ว โจทก์และจำเลยตกลงเป็นอันยุติตามผลการรังวัดของช่างรังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงคราม และต่างฝ่ายจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินของกันและกันอีกต่อไป บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยให้เสร็จไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 จึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย แสดงว่าโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวโดยมุ่งที่จะรังวัดที่ดินเพื่อให้ทราบแนวเขตที่ดินให้ชัดเจนเป็นสำคัญ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าได้มีการรังวัดที่ดินเพื่อให้ทราบแนวเขตที่ดินที่ชัดเจนตามที่ตกลงกันไว้ และในข้อนี้ได้ความจากนายยุคชาญ นายช่างรังวัดชำนาญงาน สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงคราม ผู้ทำแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ในวันรังวัดจัดทำแผนที่พิพาทไม่พบหลักหมุดของที่ดินทั้งหมด เช่นนี้ ย่อมไม่อาจทราบได้ว่าบ้านหลังดังกล่าวจะอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 40775 หรือไม่ เนื่องจากยังไม่ทราบแนวเขตที่ดินที่แน่นอน กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ยังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวซึ่งเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความให้ครบถ้วน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้และยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกขึ้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บ.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นางสาวอัญชนา คุ้มกัน
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุทธิชัย จงศิริสถาพร
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 727/2567
#712252
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกตกลงไว้เป็นหลักฐานได้ความว่า วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 โจทก์และจำเลยกับพวกตกลงกันได้โดยโจทก์ชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 1,500,000 บาท ในวันดังกล่าว แล้วจำเลยกับพวกต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินทั้ง 3 แปลง ออกไปภายใน 15 วัน โดยวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 เวลา 8 นาฬิกา ต้องให้ช่างรังวัดจากสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงครามรังวัดที่ดินทั้ง 3 แปลง (รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 40775) เพื่อให้ทราบแนวเขตที่ชัดเจน เมื่อได้แนวเขตที่ชัดเจนแล้ว โจทก์และจำเลยตกลงเป็นอันยุติตามผลการรังวัด และต่างฝ่ายจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินของกันและกันอีกต่อไป บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยให้เสร็จไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 จึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย แสดงว่าโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวโดยมุ่งที่จะรังวัดที่ดินเพื่อให้ทราบแนวเขตที่ดินให้ชัดเจนเป็นสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าได้มีการรังวัดที่ดินเพื่อให้ทราบแนวเขตที่ดินที่ชัดเจนตามที่ได้ตกลงกันไว้ และในข้อนี้ได้ความจากนายช่างรังวัดชำนาญงาน สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงคราม ผู้ทำแผนที่พิพาท เบิกความตอบคำถามค้านว่า ในการรังวัดจัดทำแผนที่พิพาทไม่พบหลักหมุดของที่ดินทั้งหมด เช่นนี้ ย่อมไม่อาจทราบได้ว่าบ้านหลังดังกล่าวจะอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 40775 หรือไม่ เนื่องจากยังไม่ทราบแนวเขตที่ดินที่แน่นอน กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ยังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวซึ่งเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความให้ครบถ้วน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้และยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกขึ้นฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 40775 ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์มีสิทธิว่าจ้างบุคคลภายนอกรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินโดยให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินค่าจ้างทั้งหมดที่โจทก์ชำระแก่ผู้รับจ้าง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูงที่ปรากฏในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1 และภาพถ่ายหมาย จ.3 พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 40775 และห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป หากไม่รื้อถอน ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ว่า หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์มีสิทธิว่าจ้างบุคคลภายนอกรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินโดยให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินค่าจ้างทั้งหมดที่โจทก์ชำระแก่ผู้รับจ้าง ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40775 เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 2 งาน 99 ตารางวา โดยซื้อมาจากนายเปลี่ยน สามีจำเลย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 โจทก์และจำเลยพร้อมด้วยนายประกิจ นางสาวพิมพ์วิมล และนางอิศวีร์พร เดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสงครามเพื่อเจรจาเรื่องที่โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 40775 จากนายเปลี่ยน ที่ดิน น.ส. 3 เล่ม 8 หมู่ที่ 4 และที่ดินตราจองเลขที่ 202 เล่ม 3 หน้า 2 จากนายเปลี่ยน จำเลย นายประกิจ และนายประกอบ เป็นเงิน 9,200,000 บาท มีการชำระราคาแล้วบางส่วน 8,200,000 บาท ยังขาดอีก 1,500,000 บาท คู่กรณีสามารถตกลงกันได้และโจทก์ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวครบถ้วนในวันดังกล่าวและมีการทำบันทึกข้อตกลงกัน ตามบันทึกตกลงไว้เป็นหลักฐานและสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ต่อมาโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านไม้ชั้นเดียวไม่มีเลขที่ และขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 40775 ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือ จำเลยรับหนังสือแล้วเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2563 ตามหนังสือบอกกล่าวและใบตอบรับไปรษณีย์ แต่จำเลยเพิกเฉย มีบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูงปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาท ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกตกลงไว้เป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ. 4 สรุปได้ความว่า ในวันทำบันทึกคือวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 โจทก์และจำเลยกับพวกตกลงกันได้โดยโจทก์ชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 1,500,000 บาท ในวันดังกล่าว แล้วจำเลยกับพวกต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินทั้ง 3 แปลง ออกไปภายใน 15 วัน โดยวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 เวลา 8 นาฬิกา ต้องให้ช่างรังวัดจากสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงครามรังวัดที่ดินทั้ง 3 แปลง (รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 40775) เพื่อให้ทราบแนวเขตที่ชัดเจน เมื่อได้แนวเขตที่ชัดเจนแล้ว โจทก์และจำเลยตกลงเป็นอันยุติตามผลการรังวัดของช่างรังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงคราม และต่างฝ่ายจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินของกันและกันอีกต่อไป บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยให้เสร็จไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 จึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย แสดงว่าโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวโดยมุ่งที่จะรังวัดที่ดินเพื่อให้ทราบแนวเขตที่ดินให้ชัดเจนเป็นสำคัญ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าได้มีการรังวัดที่ดินเพื่อให้ทราบแนวเขตที่ดินที่ชัดเจนตามที่ตกลงกันไว้ และในข้อนี้ได้ความจากนายยุคชาญ นายช่างรังวัดชำนาญงาน สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงคราม ผู้ทำแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ในวันรังวัดจัดทำแผนที่พิพาทไม่พบหลักหมุดของที่ดินทั้งหมด เช่นนี้ ย่อมไม่อาจทราบได้ว่าบ้านหลังดังกล่าวจะอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 40775 หรือไม่ เนื่องจากยังไม่ทราบแนวเขตที่ดินที่แน่นอน กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ยังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวซึ่งเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความให้ครบถ้วน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้และยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกขึ้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บ.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นางสาวอัญชนา คุ้มกัน
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุทธิชัย จงศิริสถาพร
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 725/2567
#701255
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาผู้กระทำจะต้องมีการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะทนายความโจทก์ ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 มิใช่การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี แต่เป็นอำนาจที่จำเลยที่ 2 กระทำได้ตามที่โจทก์มอบหมายไว้ในใบแต่งทนายความ หากการกระทำของจำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนความประสงค์ของโจทก์ และทำให้โจทก์เสียหายอย่างไร ก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีมูลความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีอาญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 341, 343, 180วรรคสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง และยกฟ้องคดีส่วนแพ่งโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งสำหรับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ แต่ให้รับฟ้องคดีส่วนแพ่งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันจะเป็นการฉ้อโกงประชาชน ลักษณะของการหลอกลวงที่แสดงออกด้วยข้อความเท็จ จะต้องมีเจตนากระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่ว ๆ ไปโดยมุ่งหมายให้แพร่หลายทั่วไปในหมู่ประชาชน คดีนี้ได้ความจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า ขณะจำเลยที่ 1 ชักชวนโจทก์ให้ร่วมลงทุนซื้อขายทองคำแท่งจำเลยที่ 1 ยังประกอบกิจการร้านทองตามปกติ ทั้งไม่ปรากฏจากทางไต่สวนว่าจำเลยที่ 1 ชักชวนบุคคลอื่นหรือประกาศให้ประชาชนทั่วไปมาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เห็นด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับฟังถ้อยคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1เป็นเพื่อนกันมาประมาณ 40 ปี และลูกจะเรียนต่างประเทศจึงตกลงร่วมลงทุน 5,000,000 บาท เพื่อได้ผลกำไร แล้วพิจารณาว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 นั้น เห็นว่า ถ้อยคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เป็นข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบให้ปรากฏในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 สามารถใช้ดุลพินิจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มีมูลความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ผู้กระทำจะต้องมีการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะทนายความของโจทก์ ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 มิใช่การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี แต่เป็นอำนาจที่จำเลยที่ 2 กระทำได้ตามที่โจทก์มอบหมายไว้ในใบแต่งทนายความ หากการกระทำของจำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนความประสงค์ของโจทก์ และทำให้โจทก์เสียหายอย่างไร ก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่งคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีมูลความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 180 วรรคสอง ม. 341 ม. 343
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ธ.
จำเลย — นางสาว ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายเกียรติศักดิ์ ละอองแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเจริญ ดวงสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พงษ์ธร จันทร์อุดม
วิชัย ตัญศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 725/2567
#708430
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาผู้กระทำจะต้องมีการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะทนายความโจทก์ ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 มิใช่การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี แต่เป็นอำนาจที่จำเลยที่ 2 กระทำได้ตามที่โจทก์มอบหมายไว้ในใบแต่งทนายความ หากการกระทำของจำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนความประสงค์ของโจทก์ และทำให้โจทก์เสียหายอย่างไร ก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีมูลความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีอาญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 341, 343, 180 วรรคสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง และยกฟ้องคดีส่วนแพ่งโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งสำหรับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ แต่ให้รับฟ้องคดีส่วนแพ่งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันจะเป็นการฉ้อโกงประชาชน ลักษณะของการหลอกลวงที่แสดงออกด้วยข้อความเท็จ จะต้องมีเจตนากระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่ว ๆ ไปโดยมุ่งหมายให้แพร่หลายทั่วไปในหมู่ประชาชน คดีนี้ได้ความจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า ขณะจำเลยที่ 1 ชักชวนโจทก์ให้ร่วมลงทุนซื้อขายทองคำแท่งจำเลยที่ 1 ยังประกอบกิจการร้านทองตามปกติ ทั้งไม่ปรากฏจากทางไต่สวนว่าจำเลยที่ 1 ชักชวนบุคคลอื่นหรือประกาศให้ประชาชนทั่วไปมาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เห็นด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับฟังถ้อยคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1เป็นเพื่อนกันมาประมาณ 40 ปี และลูกจะเรียนต่างประเทศจึงตกลงร่วมลงทุน 5,000,000 บาท เพื่อได้ผลกำไร แล้วพิจารณาว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 นั้น เห็นว่า ถ้อยคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เป็นข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบให้ปรากฏในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 สามารถใช้ดุลพินิจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มีมูลความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ผู้กระทำจะต้องมีการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะทนายความของโจทก์ ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 มิใช่การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี แต่เป็นอำนาจที่จำเลยที่ 2 กระทำได้ตามที่โจทก์มอบหมายไว้ในใบแต่งทนายความ หากการกระทำของจำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนความประสงค์ของโจทก์ และทำให้โจทก์เสียหายอย่างไร ก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่งคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีมูลความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 180 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ธ.
จำเลย — นางสาว ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พงษ์ธร จันทร์อุดม
วิชัย ตัญศิริ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 722/2567
#706434
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงแก่จำเลยทั้งสามนั้นเหมาะสมหรือไม่เพียงใด ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
แม้คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงแก่จำเลยทั้งสามนั้นเหมาะสมหรือไม่เพียงใด ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 188, 265, 266, 268, 335 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 2,870,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัท ช. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 265, 266 (1), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1), 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ ร่วมกันใช้เอกสารสิทธิ ร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม และร่วมกันลักทรัพย์ของนายจ้าง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง ฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง ฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง รวมจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 30 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 15 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 2,770,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ของนายจ้าง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ของนายจ้าง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลงโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปี 24 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี 24 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้สำหรับความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ ร่วมกันใช้เอกสารสิทธิ ร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม และร่วมกันลักทรัพย์ของนายจ้างตามฟ้องข้อ 1.6 ถึง 1.10 กับตามฟ้องข้อ 1.11 ถึง 1.15 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง โดยให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทงละ 2 ปี กับให้จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โดยยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามในแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานต่าง ๆ ตามฟ้องแต่ละข้อข้างต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ส่วนในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างตามฟ้องข้อ 1.1, 1.3, 1.5 และ 1.17 กับความผิดฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามฟ้องข้อ 1.2, 1.4 และ 1.16 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง กับฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 4 กระทง กับฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างและความผิดฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามฟ้องข้อต่าง ๆ ข้างต้น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง กับให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 4 กระทง ถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อย โดยยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามในแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานต่าง ๆ ตามฟ้องแต่ละข้อข้างต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ด้วยอีกเช่นกัน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมไม่น่าเชื่อถือ ไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 ได้โดยปราศจากข้อสงสัยนั้น เมื่อพิเคราะห์ข้อโต้แย้งและเหตุผลประการต่าง ๆ ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 หยิบยกขึ้นต่อสู้ในฎีกาแล้วเห็นได้ว่าล้วนแล้วแต่เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทั้งสิ้น อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เช่นเดียวกับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนด กับขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสามในส่วนนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐาน กล่าวคือ เมื่อโจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยทั้งสามว่าร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.16 และ 1.17 ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 แต่เมื่อรายการลงบัญชีมุมซ้ายด้านบนระบุวันที่ไว้ว่า 15 พฤษภาคม 2563 จึงไม่อาจนำเอกสารดังกล่าวมาใช้รับฟังประกอบกับเช็คของโจทก์ร่วม ซึ่งมีการนำไปใช้เบิกถอนเงินสดในวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 เพื่อวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดในวันดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวล้วนเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานเอกสาร จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง หาใช่ปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กล่าวอ้างไม่ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงแก่จำเลยทั้งสามนั้นเหมาะสมหรือไม่เพียงใด ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 เห็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างรวม 4 กระทงนั้น จำเลยทั้งสามร่วมกันลักเอาเงินของโจทก์ร่วมไปมีจำนวนมากบ้างน้อยบ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามถึงกระทงละ 5 ปี จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษให้เบาลงเพื่อให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิด

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง ให้จำคุกจำเลยทั้งสามกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง ลดโทษให้จำเลยที่ 3 กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 ปี 24 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 24 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกคนละ 16 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
โจทก์ร่วม — บริษัท ช.
จำเลย — นางสาว บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ -
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 -
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ตัญศิริ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 715/2567
#700616
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว ฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นผู้สืบสันดาน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 24 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 2 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นใดซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 38 กระทง เป็นจำคุก 152 ปี 304 เดือน รวมจำคุกทุกกระทง 166 ปี 328 เดือน แม้รวมโทษทุกกระทงแล้วลงโทษจำคุกจำเลย 50 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) ก็ตาม แต่เมื่อโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกข้อหา เพราะจำเลยสำคัญผิดหรือหลงผิดในสิ่งที่ตนมิได้กระทำ จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายเพียง 5 ครั้ง แต่มิได้กระทำชำเราผู้เสียหาย และพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดอื่นนอกจากความผิดฐานอนาจารดังกล่าว การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในปัญหาดังกล่าวจำต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากพฤติการณ์แห่งคดีและจากพยานหลักฐานที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจรับฟังมาเป็นข้อชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 285

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคหนึ่ง วรรคสาม และวรรคสี่ (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทวรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นผู้สืบสันดานโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามกับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นผู้สืบสันดานโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 9 ปี 4 เดือน รวม 3 กระทง ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุก 4 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุกกระทงละ 9 ปี 4 เดือน รวม 38 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นผู้สืบสันดานโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 24 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ คงจำคุก 2 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 38 กระทง เป็นจำคุก 152 ปี 304 เดือน รวมจำคุกทั้งสิ้น 166 ปี 328 เดือน เนื่องจากความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นผู้สืบสันดานโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 285 และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 285 มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นผู้สืบสันดาน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 24 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 2 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย คงจำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 38 กระทง เป็นจำคุก 152 ปี 304 เดือน รวมจำคุกทุกกระทง 166 ปี 328 เดือน แม้รวมโทษทุกกระทงแล้วลงโทษจำคุกจำเลย 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ก็ตาม แต่เมื่อโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกข้อหา เพราะจำเลยสำคัญผิดหรือหลงผิดในสิ่งที่ตนมิได้กระทำ จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายเพียง 5 ครั้ง แต่มิได้กระทำชำเราผู้เสียหาย และพยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดอื่นนอกจากความผิดฐานอนาจารดังกล่าว การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในปัญหาดังกล่าวจำต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากพฤติการณ์แห่งคดีและจากพยานหลักฐานที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจรับฟังมาเป็นข้อชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 277 ม. 279 ม. 285
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นางสาวศิวาพร ศิริกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายปกรณ์ แต้ประจิตร
ชื่อองค์คณะ
ธีระศักดิ์ วริวงศ์
เชด กวีบริบูรณ์
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 715/2567
#706433
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 แม้รวมโทษทุกกระทงแล้วลงโทษจำคุกจำเลย 50 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) ก็ตาม แต่เมื่อโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกข้อหา เพราะจำเลยสำคัญผิดหรือหลงผิดในสิ่งที่ตนมิได้กระทำ จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายเพียง 5 ครั้ง แต่มิได้กระทำชำเราผู้เสียหาย และพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดอื่นนอกจากความผิดฐานอนาจารดังกล่าว การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในปัญหาดังกล่าวจำต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากพฤติการณ์แห่งคดีและจากพยานหลักฐานที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจรับฟังมาเป็นข้อชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 285

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคหนึ่ง วรรคสาม และวรรคสี่ (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทวรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นผู้สืบสันดานโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามกับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นผู้สืบสันดานโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 9 ปี 4 เดือน รวม 3 กระทง ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุก 4 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุกกระทงละ 9 ปี 4 เดือน รวม 38 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นผู้สืบสันดานโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 24 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ คงจำคุก 2 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 38 กระทง เป็นจำคุก 152 ปี 304 เดือน รวมจำคุกทั้งสิ้น 166 ปี 328 เดือน เนื่องจากความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นผู้สืบสันดานโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 285 และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 285 มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและเป็นผู้สืบสันดาน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 24 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 2 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย คงจำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 38 กระทง เป็นจำคุก 152 ปี 304 เดือน รวมจำคุกทุกกระทง 166 ปี 328 เดือน แม้รวมโทษทุกกระทงแล้วลงโทษจำคุกจำเลย 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ก็ตาม แต่เมื่อโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกข้อหา เพราะจำเลยสำคัญผิดหรือหลงผิดในสิ่งที่ตนมิได้กระทำ จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายเพียง 5 ครั้ง แต่มิได้กระทำชำเราผู้เสียหาย และพยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดอื่นนอกจากความผิดฐานอนาจารดังกล่าว การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในปัญหาดังกล่าวจำต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากพฤติการณ์แห่งคดีและจากพยานหลักฐานที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจรับฟังมาเป็นข้อชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 277 ม. 279 ม. 285
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นางสาวศิวาพร ศิริกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายปกรณ์ แต้ประจิตร
ชื่อองค์คณะ
ธีระศักดิ์ วริวงศ์
เชด กวีบริบูรณ์
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ ครพ.ผบ.ที่ 710/2567
#704041
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคย่อมเป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 49 วรรคสอง แต่คู่ความอาจขออนุญาตฎีกาได้ โดยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยต่อไป ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 51 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกา อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งบทบัญญัติว่าด้วยการฎีกาเป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้ศาลฎีกาเท่านั้นมีอำนาจในการพิจารณาสั่งอนุญาตให้ฎีกา และรับฎีกาหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 เสียเองจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง จึงมีคำสั่งยกคำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้น และมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาและค่าส่งคำคู่ความทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 145,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กรกฎาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 30620 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งติดจำนองแก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรออกขายทอดตลาดโดยติดจำนอง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 ไม่นำพยานเข้าไต่สวนให้ฟังได้ตามคำร้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการขายทอดตลาดชอบด้วยกฎหมายจึงให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคย่อมเป็นที่สุด ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 49 วรรคสอง แต่คู่ความอาจขออนุญาตฎีกาได้ โดยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 51 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกา อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งบทบัญญัติว่าด้วยการฎีกาเป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้ศาลฎีกาเท่านั้นมีอำนาจในการพิจารณาสั่งอนุญาตให้ฎีกา และรับฎีกาหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 เสียเองจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

จึงมีคำสั่งยกคำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้น และมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาและค่าส่งคำคู่ความทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 247 วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 49 วรรคสอง ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฮ.
จำเลย — นางสาว น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธรรมนูญ สิงห์สาย
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 685/2567
#708429
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นซ่องโจร เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของ ป.อ. ส่วนความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นการกระทำที่ล่วงเลยการสมคบกันแล้ว แม้การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว กระทำในช่วงเดียวกันแต่เป็นการกระทำที่แตกต่างกัน ทั้งเจตนาและความมุ่งหมายก็เป็นคนละอย่างต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 135/1, 210, 221, 224, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 38, 55, 74, 78 ริบของกลาง นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 490/2563, 491/2563 และ 824/2563 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 105/2564 และ 277/2564 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4667/2557 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 139/2562 ของศาลจังหวัดยะลา

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135/1 (1), 210 วรรคสอง, 221, 224 วรรคหนึ่ง, 289 (2) (4) ประกอบมาตรา 80, 289 (2) (4) ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ความผิดฐานเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดดังกล่าวในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ฐานร่วมกันก่อการร้าย ฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง คำให้การในชั้นดำเนินกรรมวิธีซักถามของจำเลยที่ 1 และในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต โดยนับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 490 - 491/2563, 824/2563 ของศาลชั้นต้น และนับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 4667/2557 ของศาลชั้นต้น และคดีหมายเลขแดงที่ 139/2562 ของศาลจังหวัดยะลา ส่วนคำขอให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขดำที่ 105/2564 และ 277/2564 ของศาลชั้นต้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ จึงให้ยกคำขอนี้ และให้ริบของกลางตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุมีคณะบุคคลมากกว่าห้าคนขึ้นไป ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย สมคบกันก่อตั้งขบวนการก่อการร้ายใช้ชื่อว่า ขบวนการ ก. มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักรไทยและเพื่อยึดอำนาจการปกครองในส่วนจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา อันเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย ตั้งตนเป็นอิสระปกครองตนเองเรียกว่า รัฐปัตตานีหรือปัตตานีดารุลสลาม โดยสะสมกำลังพลและอาวุธ กระทำการก่อการร้าย ยุยง ปลุกระดม ชักจูงราษฎรที่นับถือศาสนาอิสลามให้เกลียดชังราษฎรที่นับถือศาสนาพุทธและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้เข้าเป็นสมาชิกขบวนการดังกล่าว มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธทำการก่อการร้ายในพื้นที่ต่าง ๆ ในเขตจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา อันเป็นความผิดอาญาซึ่งความผิดนั้นมีโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป ด้วยการใช้กำลังประทุษร้ายและกระทำการอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต อันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกายและเสรีภาพของบุคคลด้วยการก่อการร้ายในรูปแบบต่าง ๆ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2555 เวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2555 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน มีคนร้ายซึ่งเป็นแนวร่วมขบวนการดังกล่าวหลายคนร่วมกันมีวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบขึ้นเอง 2 ลูกและร่วมกันใช้ระเบิดแสวงเครื่องลูกที่หนึ่งจุดชนวนระเบิดที่ซุกซ่อนไว้ที่เส้นทางถนนสายบือเระ – บือแนะปิแย ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารเดินเท้าออกลาดตระเวนในเส้นทางดังกล่าว จนมาถึงบริเวณบ้านตันหยงที่เกิดเหตุ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 7 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย ตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บให้แพทย์ตรวจชันสูตร จากนั้นผู้เสียหายที่ 9 ถึงที่ 15 และผู้ตายทั้งสองเดินทางโดยรถหุ้มเกราะวี 150 จำนวน 2 คัน มาถึงถนนสายกาเยาะมาตี – บ้านชูโว บริเวณบ้านชูโว เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 คนร้ายซึ่งเป็นแนวร่วมขบวนการหลายคนดังกล่าว ร่วมกันจุดชนวนระเบิดแสวงเครื่องลูกที่สองที่ซุกซ่อนไว้บริเวณบ้านชูโวที่เกิดเหตุเป็นเหตุให้สะเก็ดระเบิดถูกผู้เสียหายที่ 14 และที่ 15 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย และผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตาย ตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บให้แพทย์ตรวจชันสูตรและรายงานการชันสูตรพลิกศพ ระเบิดถูกรถหุ้มเกราะวี 150 ซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ 16 ได้รับความเสียหาย ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเจ้าพนักงานตรวจที่เกิดเหตุที่กลุ่มคนร้ายพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 ยึดได้แผ่นโลหะภาชนะบรรจุระเบิด 1 แผ่น เหล็กเส้นตัดท่อน 1 ถุง สายไฟสีดำและสีขาว 2 เส้น ชิ้นส่วนแบตเตอรี่ 1 ชิ้น เศษชิ้นส่วนหลอดดินขยาย 1 ชิ้น สวิตช์สีดำ 1 ชิ้น เศษถุงพลาสติกสีดำ 1 ชิ้น เทปพันสายไฟสีดำและสีส้ม 1 ชิ้น เป็นของกลาง ตามบัญชีของกลางคดีอาญา และตรวจที่เกิดเหตุที่กลุ่มคนร้ายพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 9 ถึงที่ 15 และฆ่าผู้ตายทั้งสอง ยึดได้แผ่นโลหะภาชนะบรรจุระเบิด 1 ถุง เหล็กเส้นตัดท่อน 1 ถุง สายไฟสีขาว 1 เส้น และเทปพันสายไฟสีดำ 1 ชิ้น เป็นของกลาง ตามบัญชีของกลางคดีอาญา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกของคณะบุคคลขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายก่อการร้ายเพื่อแบ่งแยกดินแดน โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้วัตถุระเบิดแสวงเครื่องเป็นอาวุธจุดชนวนระเบิด เป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตายผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บและรถหุ้มเกราะวี 150 ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการก่อการร้ายดังกล่าว แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ขณะคนร้ายลอบวางระเบิดและจุดชนวนระเบิด แต่จำเลยที่ 1 และนาย ก. ได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ทหาร ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ตามสรุปผลการดำเนินกรรมวิธี และให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ตามรายงานผลการซักถามเบื้องต้นและให้การในฐานะพยาน ทั้งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวน ตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหาและใบต่อคำให้การ โดยมีสิบโท พ. อาสาสมัครทหารพรานอรรถพล ร้อยตำรวจเอก อ. เจ้าหน้าที่ผู้ซักถาม พันตำรวจโท ว. และพันตำรวจโท ท. พนักงานสอบสวน มาเบิกความสนับสนุน สรุปได้ความว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าเป็นสมาชิกแนวร่วมขบวนการ ก. ร่วมก่อเหตุวางระเบิดคดีนี้ และให้การว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดด้วย โดยจำเลยที่ 1 นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพจุดเกิดเหตุที่จำเลยที่ 1 วางระเบิดซึ่งอยู่ใกล้กับศาลาริมทาง ตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหาและภาพถ่าย ส่วนจำเลยที่ 2 แม้ให้การปฏิเสธ แต่ให้การรับว่า เข้าร่วมเป็นสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดน และร่วมวางระเบิดคดีนี้ พยานโจทก์ทั้งห้าเป็นเจ้าพนักงานของรัฐเบิกความไปตามหน้าที่ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อนและเบิกความสอดคล้องต้องกัน เชื่อว่าเบิกความตามความเป็นจริงแม้พยานโจทก์ดังกล่าวมิได้รู้เห็นเหตุการณ์หรือทราบถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองมาด้วยตนเองโดยตรง ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่า ส่วนผลการดำเนินกรรมวิธี ผลการซักถามเบื้องต้น บันทึกคำให้การในฐานะพยาน บันทึกคำให้การของผู้ต้องหา บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและภาพถ่ายดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นพยานบอกเล่าเช่นเดียวกัน แต่ตามกฎหมายมิได้ห้ามรับฟังพยานบอกเล่าเสียทีเดียว หากพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังพยานบอกเล่านั้นเพียงแต่ว่าการชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และมาตรา 227/1 เมื่อพิจารณาบันทึกถ้อยคำของจำเลยทั้งสองตั้งแต่ชั้นควบคุมตัวที่หน่วยซักถามกรมทหารพรานที่ 46 จังหวัดนราธิวาส ที่ศูนย์พิทักษ์สันติจังหวัดยะลา การสอบคำให้การจำเลยที่ 1 ในฐานะพยานและผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนแล้ว จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าร่วมกระทำความผิดคดีนี้มาโดยตลอด ซึ่งมีการบันทึกการให้ถ้อยคำและให้การต่อเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าพนักงานตำรวจคนละหน่วยงานกันและคนละเวลากัน โดยมีรายละเอียดของการกระทำ และตัวบุคคลซึ่งยากที่บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องจะแต่งเรื่องราวเพื่อปรักปรำจำเลยทั้งสอง ทั้งในการดำเนินการดังกล่าวก็ได้มีการบันทึกภาพเคลื่อนไหวตามแผ่นดีวีดีโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใด ๆ ที่จะส่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำ ให้การหรือนำชี้ที่เกิดเหตุโดยไม่สมัครใจ ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 มีทนายความ ภริยาและน้องสาวเข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 แม้จะให้การปฏิเสธเมื่อถูกแจ้งข้อกล่าวหา แต่เมื่อพนักงานสอบสวนถามคำให้การในรายละเอียด จำเลยที่ 2 ก็ให้การยอมรับข้อเท็จจริงสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 1 โดยมีทนายความลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การดังกล่าวด้วย ทั้งจำเลยที่ 2 นำชี้ที่เกิดเหตุที่ตนร่วมกับพวกนำวัตถุระเบิดไปฝังเพื่อก่อเหตุด้วย ตามภาพถ่ายประกอบคดี เมื่อไม่ปรากฏว่า ถ้อยคำและคำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเกิดขึ้นโดยมิชอบแต่อย่างใด จึงสามารถอ้างเป็นพยานหลักฐานและรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจร เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา ส่วนความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) เป็นการกระทำที่ล่วงเลยการสมคบกันแล้ว กล่าวคือ มีการลงมือใช้วัตถุระเบิดฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน แม้การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว กระทำในช่วงเดียวกันแต่เป็นการกระทำที่แตกต่างกัน ทั้งเจตนาและความมุ่งหมายก็เป็นคนละอย่างต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 105/2564 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกแล้ว จึงให้นับโทษต่อได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคสอง กับความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นซ่องโจร จำคุกคนละ 3 ปี คำให้การในชั้นดำเนินกรรมวิธีซักถามและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี ส่วนโทษความผิดฐานร่วมก่อการร้ายและความผิดฐานอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 105/2564 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 135/1 (1) ม. 210
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9
จำเลย — นาย ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ภัทริกา จุลฤกษ์
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
จรูญ โชครุ่งวรานนท์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 659 -ที่ 661/2567
#704038
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนมาแล้ว 6 ครั้ง ตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 ถึงเดือนมกราคม 2563 แล้วจำเลยให้การว่าจำเลยขอหยุดให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้เพียงแค่นี้ก่อน เนื่องจากจำเลยมีภารกิจจำเป็นเร่งด่วน และจำเลยจะมาให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันต่อไป แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยไปให้การต่อพนักงานสอบสวนเพิ่มเติมอีก จนกระทั่งวันที่ 21 เมษายน 2563 โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ แม้จำเลยอ้างว่าจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น แต่พฤติการณ์แห่งคดีเพียงพอให้ฟังได้แล้วว่าพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานในความผิดที่กล่าวหาเสร็จสิ้นแล้ว การที่อธิบดีอัยการภาค 4 มีคำสั่งฟ้องจำเลยชอบแล้ว คดีฟังได้ว่าพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนความผิดที่ฟ้องแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 358, 362, 365 นับโทษจำคุกของจำเลยทั้งสามสำนวนต่อกัน และให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 50,000 บาท, 317,000 บาท และ 50,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายพนม นายเกียรติศักดิ์ และนายวีระยุทธ ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และก่อนเริ่มสืบพยาน โจทก์ร่วมที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าต้นไม้ 448,000 บาท ค่าเสียโอกาสทำประโยชน์ในที่ดิน 7 ไร่ ไร่ละ 20,000 บาท ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน 700,000 บาท และค่ารั้วลวดหนาม 20,000 บาท รวม 1,168,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 3 แถลงสละประเด็นเฉพาะค่าต้นไม้

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยคืนทรัพย์สินหรือใช้ราคา แทนโจทก์ร่วมที่ 3 แล้ว โจทก์ร่วมที่ 3 ไม่อาจยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนหรือเรียกเกินกว่าคำฟ้องของโจทก์ได้ และคำร้องดังกล่าวขาดอายุความ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก, (ที่ถูก มาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม)), 358 (ที่ถูก มาตรา 358 (เดิม), 362, 365 (2) (ที่ถูก มาตรา 365 (2) (เดิม) ประกอบมาตรา 362 (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี กับให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 คนละ 50,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 317,000 บาท คำขออื่นให้ยก และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2563 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกานับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยแต่ละสำนวนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกสำนวนละ 3 ปี ลดโทษให้สำนวนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกสำนวนละ 2 ปี รวม 3 กระทงเป็นจำคุก 6 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2563 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 3 แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมที่ 3 ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเหตุที่ไม่มีการสอบสวนก่อนฟ้องจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 คดีจึงมีข้อที่ต้องพิจารณาว่าคดีนี้มีการสอบสวนในความผิดที่ฟ้องแล้วหรือไม่ เห็นว่า การสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งพนักงานสอบสวนทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด และเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (11) และมาตรา 120 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน" ข้อเท็จจริงได้ความตามที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมทั้งสามได้ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยตามฟ้อง พนักงานสอบสวนได้มาสอบสวนจำเลยและพยานจำเลยถึงบ้านพักแต่มิได้แจ้งข้อกล่าวหาจำเลย ต่อมาพนักงานสอบสวนทำความเห็นสั่งไม่ฟ้อง พนักงานอัยการจังหวัดนครพนมได้ขอเอกสารจากจำเลยเพิ่มเติมเพื่อประกอบ การพิจารณา จำเลยส่งคำให้การเป็นเล่มหนาให้พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม หลังจากนั้นพนักงานอัยการจังหวัดนครพนมมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลย โจทก์ร่วมทั้งสามร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด ต่อมาจำเลยได้รับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวนให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนแล้วแต่ยังประสงค์จะให้การอีก อธิบดีอัยการภาค 4 ก็มีคำสั่งให้นำตัวจำเลยไปฟ้องต่อศาลเป็นคดีนี้ แต่ฎีกาจำเลยมิได้โต้แย้งว่าก่อนฟ้องคดีนี้พนักงานสอบสวนไม่ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อทราบข้อเท็จจริงและพิสูจน์ความผิดแต่อย่างใด ส่วนที่พนักงานสอบสวนทำความเห็นว่าควรสั่งไม่ฟ้องจำเลยนั้น จำเลยฎีกาว่า เมื่อพนักงานสอบสวนทำความเห็นว่าไม่ปรากฏว่ามีการกระทำผิดทางอาญาเกิดขึ้น การกระทำของผู้ต้องหาจึงไม่เป็นความผิดตามข้อกล่าวหา จึงเป็นกรณีที่ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิด พนักงานสอบสวนจึงต้องงดการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 (1) การที่พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามมาตรา 140 (2) โดยทำความเห็นว่าควรสั่งไม่ฟ้องซึ่งเป็นกรณีที่รู้ตัวผู้กระทำความผิดโดยไม่งดการสอบสวนจึงไม่ชอบนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่ไม่งดการสอบสวน เห็นว่า การที่พนักงานสอบสวนเสนอความเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ย่อมเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่าในชั้นสอบสวนได้รู้ตัวผู้กระทำความผิดที่ถูกกล่าวหาแล้ว แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาไม่เป็นความผิดตามข้อกล่าวหา การที่พนักงานสอบสวนทำความเห็นว่าควรสั่งไม่ฟ้องเสนอต่อพนักงานอัยการโดยไม่งดการสอบสวน จึงเป็นการดำเนินการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 (2) และ 142 วรรคสอง เกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาในกรณีที่รู้ตัวผู้กระทำความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยนั้นชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวนให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น อธิบดีอัยการภาค 4 ก็มีคำสั่งให้นำตัวจำเลยไปฟ้องต่อศาลเป็นคดีนี้ เป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบ จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ฎีกาประเด็นนี้ของจำเลยมิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่วินิจฉัยว่า อธิบดีอัยการภาค 4 มีอำนาจสั่งให้พนักงานอัยการสั่งพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม แจ้งข้อหา และสั่งฟ้องจำเลยต่อศาลเมื่อเห็นว่าการรวบรวมพยานหลักฐานและการสอบสวนเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 วรรคสอง (ก) ประกอบพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง และระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2547 ข้อ 48 วรรคหนึ่ง นั้น ว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร และไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใด ควรวินิจฉัยอย่างไรและด้วยเหตุผลใด จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นนั้น ฎีกาจำเลยก็มิได้กล่าวโดยชัดแจ้งว่ามีข้อเท็จจริงใดที่จำเลยประสงค์จะให้การเพิ่มเติม แต่ยังไม่ได้ให้การจนเป็นเหตุให้การรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนไม่เพียงพอต่อการทราบข้อเท็จจริงและพิสูจน์ความผิด หรือเป็นเหตุให้การรวบรวมพยานหลักฐานและการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งที่ในชั้นสอบสวนหลังจากพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2562 จำเลยได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 17 กันยายน 2562 วันที่ 25 กันยายน 2562 วันที่ 30 กันยายน 2562 วันที่ 11 ตุลาคม 2562 วันที่ 24 ตุลาคม 2562 และวันที่ 8 มกราคม 2563 โดยให้การเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในคดี รวม 14 แผ่น แม้จำเลยให้การด้วยว่าจำเลยขอหยุดให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้เพียงแค่นี้ก่อน เนื่องจากจำเลยมีภารกิจจำเป็นเร่งด่วน และจำเลยจะมาให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันต่อไป แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยไปให้การต่อพนักงานสอบสวนเพิ่มเติมอีก จนกระทั่งวันที่ 21 เมษายน 2563 โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ แม้จำเลยอ้างว่าจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น แต่พฤติการณ์แห่งคดีเพียงพอให้ฟังได้แล้วว่าพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานในความผิดที่กล่าวหาเสร็จสิ้นแล้ว การที่อธิบดีอัยการภาค 4 มีคำสั่งฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงเป็นการออกคำสั่งตามบทบัญญัติของกฎหมายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยนั้นชอบแล้ว หาใช่เป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อคดีฟังได้ว่าพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนความผิดที่ฟ้องแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่าเป็นฎีกาที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม), 358 (เดิม), 365 (2) (เดิม) ประกอบมาตรา 362 (เดิม), 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยแต่ละสำนวนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกสำนวนละ 3 ปี ลดโทษสำนวนละหนึ่งในสาม คงจำคุกสำนวนละ 2 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี จึงเห็นได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้แก้ไขบทความผิด คงแก้แต่โทษจากเดิมที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี เพียงกระทงเดียว เป็นจำคุกอีก 2 กระทง กระทงละ 2 ปี อันเป็นการแก้ไขเฉพาะโทษจึงเป็นเพียงแต่การแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษแต่ละกระทงความผิดจำคุกไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกา หรืออัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินของโจทก์ร่วมทั้งสามออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โฉนดที่ดินมีตำแหน่งที่ดินไม่ตรงกับเอกสารสิทธิเดิม การออกโฉนดที่ดินทับซ้อนที่ดินผู้อื่น โจทก์ร่วมทั้งสามจึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจร้องทุกข์กล่าวโทษนั้น เป็นฎีกาที่โต้แย้งดุลพินิจการชั่งน้ำหนักพยานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งวินิจฉัยว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่มีนายมานิต นายช่างชำนาญงาน สำนักงานที่ดินจังหวัดนครพนม ผู้รังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทเบิกความยืนยันว่า ที่ดินพิพาททั้งหกแปลงตั้งอยู่ถูกต้องตรงตามตำแหน่งในระวางแผนที่ของกรมที่ดินและไม่ทับซ้อนกับที่ดินแปลงอื่นนั้น มีน้ำหนักให้รับฟัง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ที่จำเลยฎีกาว่า ตำแหน่งที่ดินตามโฉนดของโจทก์ร่วมทั้งสามไม่ตรงกับตำแหน่งที่ดินจริง โจทก์ร่วมทั้งสามจึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจร้องทุกข์กล่าวโทษ ก็เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตำแหน่งที่ดินของโจทก์ร่วมทั้งสามเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ร่วมทั้งสามไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องทุกข์กล่าวโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ส่วนปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกาทำนองว่า ความผิดตามฟ้องนั้นเมื่อไม่มีการร้องทุกข์พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 นั้น แม้เป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งไม่ต้องห้ามฎีกาก็ตาม แต่เป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีเพราะคดีทั้งสามสำนวนมีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ตามฟ้องมิใช่ความผิดอันยอมความได้ที่ต้องมีการร้องทุกข์ก่อนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ส่วนการกล่าวโทษนั้นแม้บุคคลที่ไม่ใช่ผู้เสียหายก็สามารถกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีบุคคลกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (8) ข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกาจึงไม่มีผลต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ และที่จำเลยฎีกาโต้แย้งการพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่ทำแผนที่พิพาทและงดสืบพยานจำเลยนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นที่เห็นว่าไม่จำเป็นต้องทำแผนที่พิพาท และจำเลยมีพฤติการณ์ประวิงคดีจึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยก็เป็นปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน เมื่อคดีต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริงมาด้วยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (11) ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
โจทก์ร่วม — นาย พ.
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ฉัตรชัย ไทรโชต
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 655/2567
#702946
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 326 บัญญัติว่า "ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท" สำหรับคำว่า "ใส่ความ" นั้น ป.อ. มิได้นิยามศัพท์ไว้ว่ามีความหมายว่าอย่างไร แต่ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายว่า หมายถึง พูดหาเหตุร้าย กล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย โจทก์ที่ 1 ได้รับเอกสารหมาย จ.7 จากเจ้าของบ้านที่โจทก์ที่ 1 เช่า โจทก์ที่ 1 ตรวจดูแล้วมีข้อความในเอกสารเพียงบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่โจทก์ที่ 1 บอกแก่จำเลยว่าได้พาโจทก์ที่ 2 ไปพบแพทย์เกี่ยวกับอาการป่วยของโจทก์ที่ 2 เท่านั้น ส่วนข้อความอื่นไม่ใช่บทสนทนาระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลย การที่จำเลยลงข้อความในเอกสารหมาย จ.7 ที่มีลักษณะที่บิดเบือนทำให้ผิดแผกไปจากข้อเท็จจริงเดิมที่โจทก์ที่ 1 เล่าให้จำเลยฟัง มีการเสริมแต่งข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเข้าไปใหม่อันเป็นการใส่ความโจทก์ทั้งสองต่อบุคคลที่สาม ซึ่งจะทำให้บุคคลที่สามเชื่อว่าหรือเข้าใจว่าโจทก์ที่ 2 เป็นโรคออทิสติกอย่างรุนแรง เป็นคนอันตรายมีพฤติกรรมทำร้ายเด็กผู้หญิงจนถูกโรงเรียนไล่ออกและเข้าถึงอาวุธปืนที่จะเป็นอันตรายต่อผู้ที่อยู่อาศัยใกล้บ้านได้ และโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาปล่อยปละละเลยการกระทำที่เป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นของโจทก์ที่ 2 ย่อมทำให้วิญญูชนทั่วไปดูถูกและเกลียดชังโจทก์ทั้งสอง โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ทั้งสองเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง การกระทำดังกล่าวจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และให้จำเลยลงโฆษณาข้อความขอขมาและคำพิพากษาทั้งหมดลงในหนังสือพิมพ์พัทยาพีเพิ้ลและหนังสือพิมพ์อื่นในท้องที่อีก 2 ฉบับ รวมเป็นจำนวน 3 ฉบับ เป็นเวลา 15 วันติดต่อกัน และส่งข้อความขอขมาพร้อมคำพิพากษาทั้งหมดทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ให้แก่เจ้าของบ้านในหมู่บ้านพาราไดส์ วิลล่า 2 ทุกหลัง โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาหรือค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ให้จำคุก 1 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในหนังสือพิมพ์พัทยาพีเพิ้ลและหนังสือพิมพ์อื่นในท้องถิ่นอีก 1 ฉบับ เป็นเวลา 5 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออย่างอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 บัญญัติว่า "ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท" สำหรับคำว่า "ใส่ความ" นั้น ประมวลกฎหมายอาญามิได้นิยามศัพท์ไว้ว่ามีความหมายว่าอย่างไร แต่ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายว่า หมายถึง พูดหาเหตุร้าย กล่าวหา เรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย คดีนี้โจทก์ทั้งสองนำสืบโดยโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2563 โจทก์ที่ 1 ได้รับเอกสารหมาย จ.7 จากเจ้าของบ้านที่โจทก์ที่ 1 เช่า โจทก์ที่ 1 ตรวจดูแล้วมีข้อความในเอกสารเพียงบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่โจทก์ที่ 1 บอกแก่จำเลยว่าได้พาโจทก์ที่ 2 ไปพบแพทย์เกี่ยวกับอาการป่วยของโจทก์ที่ 2 เท่านั้น ส่วนข้อความอื่นที่ปรากฏในเอกสารไม่ใช่บทสนทนาระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลย โดยจำเลยเคยไปหาโจทก์ที่ 1 ที่บ้านและเล่าเกี่ยวกับพฤติกรรมของโจทก์ที่ 2 ว่า พูดจาไม่ดีกับจำเลยและบุตรสาวของจำเลย โจทก์ที่ 2 ได้โชว์และยกอาวุธปืนชี้ไปที่บ้านของจำเลย แต่ไม่ได้บอกว่าโจทก์ที่ 2 พูดจาไม่ดีกับบุตรสาวของจำเลย โจทก์ที่ 1 จึงบอกกับจำเลยว่า โจทก์ที่ 2 เป็นเด็กพิเศษคือมีอาการของโรคออทิสติก โจทก์ที่ 1 เบิกความถึงโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรชายว่า มีอาการเพียงสมาธิสั้นและมีอาการเป็นออทิสติกอ่อน ๆ ซึ่งมีหลายระดับ แต่สามารถทำกิจกรรมทั่วไปแบบปกติได้ ตามแฟ้มภาพและเอกสารเกี่ยวกับการเรียนของโจทก์ที่ 2 ใบรับรองแพทย์ และไฟล์ภาพที่อยู่ในแฟลชไดร์ฟ นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 ได้ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ในการพูดคุยกับจำเลย โจทก์ที่ 1 ได้พยายามอธิบายว่า โจทก์ที่ 2 มีอาการป่วยเป็นออทิสซึม โดยต้องไปพบแพทย์ปีละ 3 ครั้ง แต่ในระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้นจำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ที่ 2 ถืออาวุธปืนอยู่ในมือ ซึ่งโจทก์ที่ 1 ก็ไม่ทราบเรื่องมาก่อน โจทก์ที่ 1 ไม่เคยใช้น้ำเสียงก้าวร้าวหรือพูดจาไม่ดีกับจำเลยและไม่เคยพูดกับจำเลยว่าโจทก์ที่ 2 ไปทำร้ายร่างกายเด็กผู้หญิง ทั้งโจทก์ที่ 1 ตอบคำถามติงว่า บ้านของโจทก์ที่ 1 ไม่มีอาวุธปืน ส่วนจำเลยนำสืบว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2563 ลูกสาวของจำเลยบอกว่าโจทก์ที่ 2 มีอาวุธปืนอยู่ในมือ จำเลยจึงออกไปยืนตรงลานบาบีคิวกลางแจ้ง มองเห็นโจทก์ที่ 2 ยืนอยู่ที่หน้าต่าง จำเลยพูดทักทายโจทก์ที่ 2 แต่โจทก์ที่ 2 พูดว่า ให้จำเลยหุบปาก จำเลยบอกโจทก์ที่ 2 ว่า ไม่ควรพูดแบบนี้ หรือจะให้บอกพ่อซึ่งหมายถึงโจทก์ที่ 1 แต่โจทก์ที่ 2 ก็พูดหยาบคายอีก และยกอาวุธปืนอันเล็กเล็งตรงไปที่จำเลย จำเลยจึงวิ่งหนีเข้าบ้านและสั่งบุตรสาวทั้งสองไม่ให้ออกนอกบ้าน แล้วไปบ้านของโจทก์ทั้งสอง จำเลยแจ้งโจทก์ที่ 1 ว่าโจทก์ที่ 2 เล็งอาวุธปืนไปที่ลูกสาวของจำเลยและจำเลย และโจทก์ที่ 2 พูดจาหยาบคาย จำเลยจึงบอกให้โจทก์ที่ 1 เอาอาวุธปืนมาออกจากโจทก์ที่ 2 และอย่าพูดหยาบคายอีก โจทก์ที่ 1 บอกจำเลยว่าโจทก์ที่ 2 มีอาการของโรคออทิสติกรุนแรงซึ่งจำเลยไม่รู้จักอาการนี้มาก่อน และโจทก์ที่ 1 เล่าให้ฟังว่าโจทก์ที่ 2 มีประวัติไม่ดีกับเด็กผู้หญิง ทำร้ายพวกเขาที่โรงเรียน ในห้างสรรพสินค้า และหลายที่ที่โจทก์ที่ 2 ไป โจทก์ที่ 2 พยายามเตะพวกเขา ดึงผม โจทก์ที่ 1 กำลังหาทางบำบัดรักษาด้านจิตเวชให้กับโจทก์ที่ 2 อยู่ และโจทก์ที่ 1 ต้องให้โจทก์ที่ 2 เรียนที่บ้าน เพราะว่าถูกไล่ออกจากโรงเรียนจากการทำร้ายนักเรียนคนอื่น ในระหว่างนั้นโจทก์ที่ 2 ก็ได้ออกมาที่ลานหน้าบ้านและเล็งอาวุธปืนไปที่จำเลยและลูกสาวทั้งสองคน แต่โจทก์ที่ 1 บอกว่ามันเป็นแค่ของเล่น ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยนำสืบมาจึงเป็นเรื่องที่อ้างว่าจำเลยทำหนังสือตามเอกสารหมาย จ.7 ไปตามที่ได้รับคำบอกเล่าของโจทก์ที่ 1 และที่เห็นโจทก์ที่ 2 เล็งอาวุธปืนใส่ ซึ่งหากเป็นความจริงแล้วย่อมถือว่าเป็นภยันตรายที่ร้ายแรงต่อจำเลยและบุตรสาวทั้งสามรวมทั้งบุคคลอื่นที่พักอาศัยในหมู่บ้านเดียวกัน ที่จำเลยจะใช้สิทธิป้องกันตนได้ แต่โจทก์ทั้งสองนำสืบให้เห็นแล้วว่า โจทก์ที่ 1 บอกจำเลยเพียงว่า โจทก์ที่ 2 เป็นเพียงสมาธิสั้นและเป็นโรคออทิสติกอ่อน ๆ ต้องไปพบแพทย์ปีละ 3 ครั้ง เมื่อจำเลยโต้แย้งเรื่องอาวุธปืนที่โจทก์ที่ 2 ถืออยู่ในมือ โจทก์ที่ 1 ก็ไม่ทราบเรื่องและโจทก์ที่ 1 ไม่เห็นว่าโจทก์ที่ 2 มีอาวุธปืนตามที่จำเลยกล่าวอ้างมาก่อน และยืนยันว่าที่บ้านของโจทก์ที่ 1 ไม่มีอาวุธปืน โดยเฉพาะโจทก์ที่ 1 ไม่เคยพูดจาไม่ดีกับจำเลยและไม่เคยเล่าให้จำเลยฟังว่าโจทก์ที่ 2 ไปทำร้ายเด็กผู้หญิงคนอื่นโดยโจทก์ที่ 1 มีพยานหลักฐานอันได้แก่ หลักฐานทางการศึกษาและภาพกิจกรรมของโจทก์ที่ 2 และไฟล์ภาพที่อยู่ในแฟลชไดร์ฟ โดยมีใบรับรองแพทย์ มาแสดงว่าโจทก์ที่ 2 เป็นผู้มีสมาธิสั้นและโรคออทิสติกเท่านั้น นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองยังมีนายคีท สามีของเจ้าของบ้านที่โจทก์ที่ 1 เช่าและนางสาวสุคนธรสที่เบิกความสนับสนุนว่า โจทก์ที่ 2 มีอาการของโรคออทิสติกอ่อน ๆ และดูปกติเป็นคนเงียบ ๆ แต่จำเลยกลับนำสืบเพียงกล่าวอ้างว่าเป็นคำบอกเล่าของโจทก์ที่ 1 เท่านั้น โดยจำเลยไม่ได้นำแพทย์ที่ออกใบรับรองหรือทำการรักษาโจทก์ที่ 2 มานำสืบหักล้างให้เห็นว่าโจทก์ที่ 2 เป็นโรคออทิสติกอย่างรุนแรงอย่างไรเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้าง ทั้งที่จำเลยเบิกความว่าไม่เคยรู้จักโรคออทิสติกมาก่อน โดยเฉพาะที่จำเลยอ้างว่ามีคนในละแวกบ้านของจำเลย จำนวน 3 ครอบครัวและพนักงานรักษาความปลอดภัย 1 คนมีปัญหากับโจทก์ทั้งสอง แต่กลับไม่นำบุคคลดังกล่าวมาเบิกความสนับสนุน สำหรับพฤติการณ์ที่โจทก์ที่ 2 ทำร้ายเด็กผู้หญิงและถูกไล่ออกจากโรงเรียน จำเลยก็ไม่ได้นำครูที่โรงเรียนของโจทก์ที่ 2 หรือพยานที่รู้เห็นมาเบิกความสนับสนุนพฤติกรรมดังกล่าว ส่วนที่จำเลยถามค้านโจทก์ที่ 1 เพียงว่า ครูประจำชั้นชาวต่างชาติประเมินโจทก์ที่ 2 ในเรื่องความสัมพันธ์กับครูและความสัมพันธ์กับเพื่อนต้องปรับปรุงนั้น จะมีความหมายว่าต้องปรับปรุงในเรื่องใด อย่างใด กลับไม่ปรากฏ ทั้งเป็นการประเมินที่แตกต่างกับการประเมินของครูประจำชั้นชาวไทยของโจทก์ที่ 2 ซึ่งประเมินว่าดีกับพอใช้ จึงไม่อาจพอให้รับฟังได้ว่าโจทก์ที่ 2 มีพฤติกรรมตามที่จำเลยกล่าวในหนังสือเอกสารหมาย จ.7 รวมทั้งที่ทนายจำเลยถามค้านโจทก์ที่ 1 ว่าขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 2 ไม่ได้ไปโรงเรียน โดยมีโจทก์ที่ 1 สอนที่บ้านนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่แปลก เพราะช่วงเกิดเหตุวันที่ 12 เมษายน 2563 ตรงกับวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดและโจทก์ที่ 1 เคยมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือที่จะสอนบุตรของตนที่บ้านได้ ดังนั้น ย่อมไม่อาจสนับสนุนว่าโจทก์ที่ 2 ถูกโรงเรียนไล่ออกและต้องเรียนอยู่ที่บ้าน สำหรับอาวุธปืนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ที่ 2 เล็งมาที่จำเลยและบุตรสาวทั้งสองซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมถือว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายอาญาและเป็นพฤติกรรมที่ร้ายแรงที่จำเลยสามารถแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ขอหมายค้นต่อศาลเพื่อทำการตรวจค้นหาและยึดอาวุธปืนตามข้อกล่าวหาของจำเลยได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและย่อมกระทำได้โดยง่าย แต่จำเลยกลับไม่ได้กระทำ แม้ต่อมาในเวลาที่ใกล้ชิดกันจำเลยจะถูกนางสาวสกุลทิพย์ซึ่งเป็นภริยาของโจทก์ที่ 1 และมารดาของโจทก์ที่ 2 แจ้งความร้องทุกข์ว่าถูกจำเลยทำร้ายร่างกายและทำให้เสียทรัพย์ จำเลยก็ไม่เคยแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจในเรื่องที่โจทก์ที่ 2 เล็งอาวุธปืนใส่จำเลยและบุตรสาวมาก่อน ในทางกลับกันนอกจากจำเลยจะยอมชดใช้ค่าเสียหายในค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว ยังมีการตกลงเรื่องที่ทำจดหมายไปใส่ในตู้ภายในหมู่บ้านว่าจำเลยจะทำหนังสือขอโทษฝ่ายโจทก์ที่ 1 เนื่องจากกระทำลงไปเพราะเป็นการเข้าใจผิด พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุนและไม่สามารถรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองได้ จึงต้องฟังว่าจำเลยลงข้อความในเอกสารหมาย จ.7 ที่มีลักษณะที่บิดเบือนทำให้ผิดแผกไปจากข้อเท็จจริงเดิมที่โจทก์เล่าให้จำเลยฟัง ที่มีการเสริมแต่งข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเข้าไปใหม่อันเป็นการใส่ความโจทก์ทั้งสองต่อบุคคลที่สาม ซึ่งจะทำให้บุคคลที่สามเชื่อว่าหรือเข้าใจว่าโจทก์ที่ 2 เป็นโรคออทิสติกอย่างรุนแรง เป็นคนอันตรายมีพฤติกรรมทำร้ายเด็กผู้หญิงจนถูกโรงเรียนไล่ออกและเข้าถึงอาวุธปืนที่จะเป็นอันตรายต่อผู้ที่อยู่อาศัยใกล้บ้านได้ โดยที่อาการของโรคออทิสติกหรือออทิสซึมนั้นมีลักษณะอาการของแต่ละคนแตกต่างกันซึ่งขึ้นอยู่ว่ามีอาการเป็นมากหรือน้อยแตกต่างกันเพียงใด ดังที่เห็นได้จากคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 และนายคีทที่ว่าเป็นอ่อน ๆ และนางสาวสุคนธรสว่าดูปกติดี เป็นคนเงียบ ๆ ส่วนจำเลยกลับบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยยืนยันโจทก์ที่ 2 ว่ามีอาการรุนแรงถึงขั้นทำร้ายผู้อื่น เข้าถึงอาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธที่ร้ายแรง และโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาปล่อยปละละเลยการกระทำที่เป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นของโจทก์ที่ 2 ย่อมทำให้วิญญูชนทั่วไปดูถูกและเกลียดชังโจทก์ทั้งสอง โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ทั้งสองเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยมาแล้ว การกระทำดังกล่าวจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 329 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว. กับพวก
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายดุสิต ฉิมพันธุ์ทวีสุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
จุมพล ชูวงษ์
สุรินทร์ ชลพัฒนา
อดุลย์ ขันทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 647/2567
#706432
เปิดฉบับเต็ม

โทษที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจลงโทษได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) หมายความถึง โทษสุทธิที่ลงแก่จำเลยภายหลังการเพิ่มและลดโทษแล้วถ้าหากมี และโทษสุทธิเช่นว่านี้ หมายถึงโทษสุทธิในแต่ละกระทงความผิดโดยไม่คำนึงว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเป็นความผิด 7 กระทง จำคุกกระทงละ 4 เดือน และลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 เดือน แม้เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 14 เดือน แต่เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 6 เดือน จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ที่ถูก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 14 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 14 เดือน ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) หรือไม่ เห็นว่า พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 บัญญัติว่า "ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น ดังต่อไปนี้ (5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้" เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (1) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปจนถึง 3 ปี และปรับตั้งแต่ 500 บาท ขึ้นไปจนถึง 5,000 บาท จึงเป็นกฎหมายซึ่งกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ไม่เกินอัตราโทษที่กำหนดไว้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ซึ่งหมายความถึง โทษสุทธิที่ลงแก่จำเลยภายหลังการเพิ่มและลดโทษแล้วถ้าหากมี และโทษสุทธิเช่นว่านี้ หมายถึงโทษสุทธิในแต่ละกระทงความผิดโดยไม่คำนึงว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเป็นความผิด 7 กระทง จำคุกกระทงละ 4 เดือน และลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 เดือน แม้เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 14 เดือน แต่เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 6 เดือน จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 25 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นาย ธวัช นาคเจือ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร -
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 -
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา