โจทก์นำเหล็กเส้นมาใช้หรือเตรียมใช้ในการก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญา เหล็กเส้นดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่โจทก์ทำค้างไว้และเป็นเบี้ยปรับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 382 จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำเหล็กเส้นดังกล่าวไป โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เหล็กเส้นที่จำเลยที่ 1 นำไป
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์นำเหล็กเส้นมาใช้หรือเตรียมใช้ในการก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญา เหล็กเส้นดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่โจทก์ทำค้างไว้และเป็นเบี้ยปรับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 382 จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำเหล็กเส้นดังกล่าวไป โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เหล็กเส้นที่จำเลยที่ 1 นำไป
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบ คู่ความฝ่ายที่เสียหายชอบที่จะยกขึ้นกล่าวซึ่งข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้นภายในแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ว่า กระบวนพิจารณาของศาลล่างตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2562 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะทนายความของโจทก์ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความไปแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวนั้น แต่ปรากฏจากคำร้องของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้ยื่นขอตรวจสอบประวัติทนายความต่อสภาทนายความได้ความว่า ซ. เคยเป็นทนายความ ประเภทตลอดชีพ ตามบันทึกการตรวจสอบประวัติทนายความ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างในเรื่องผิดระเบียบอย่างช้าในวันระบุในเอกสารดังกล่าวแล้ว การที่จำเลยที่ 3 เพิ่งยื่นคำร้องในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมก. และโจทก์ที่ 1 เป็นคู่ความในคดีแพ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8226/2563 ส่วนโจทก์ที่ 2 แม้ไม่ใช่คู่ความคนเดียวกับโจทก์จำเลยในคดีดังกล่าว แต่โจทก์ที่ 2 อยู่ภายใต้การครอบงำสั่งการของโจทก์ที่ 1 การใช้สิทธิต่อสู้คดีของโจทก์ที่ 1 อันเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของโจทก์ที่ 2 ย่อมเป็นการใช้สิทธิของโจทก์ที่ 2 ควบคู่กันไปด้วย ต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวและคำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์ที่ 2 คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าววินิจฉัยว่า สัญญาการจัดแบ่งทรัพย์สินเป็นอันเลิกกัน ทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์ที่ 1 ต้องโอนทรัพย์สินและกิจการที่ได้รับมาคืนให้แก่ ก. เมื่อสัญญาดังกล่าวเลิกกันแล้ว จึงไม่มีหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ที่จะให้โจทก์ที่ 1 บังคับคดีต่อไป ส่วนโจทก์ที่ 2 นั้น คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 คืนกิจการ ทรัพย์สิน และหุ้นของบริษัทโจทก์ที่ 2 แก่ ก. ก. จึงเป็นเจ้าของที่แท้จริงของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ต้องอยู่ภายใต้การบริหารของ ก. ประกอบกับสัญญาเช่าและบริการอยู่ภายใต้สัญญาการจัดการแบ่งทรัพย์สินซึ่งเลิกกันแล้ว โจทก์ที่ 2 จึงไม่อาจบังคับคดีให้จำเลยทั้งแปดปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้ได้เช่นเดียวกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยรู้ว่าสินค้าของกลางที่จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบคงได้ความเพียงว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้อง พันตำรวจตรี ช. ได้รับแจ้งจาก บ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้เสียหายว่า ที่ร้าน ว. มีการนำสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรมาเสนอจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป พันตำรวจตรี ช. และ บ. กับพวก จึงนำหมายค้นของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเข้าตรวจค้นที่ร้านดังกล่าว พบว่าจำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าของกลางที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร จึงจับกุมจำเลยและยึดของกลางส่งพนักงานสอบสวน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์เลยว่า จำเลยรู้ว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร กลับได้ความจาก บ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้เสียหายให้การว่า สินค้าของผู้เสียหายยังไม่มีการจำหน่ายในประเทศไทย คงมีจำหน่ายเฉพาะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเท่านั้น โดยผู้เสียหายยังไม่ได้มอบหมายให้ตัวแทนรายใดเป็นตัวแทนในการจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย อันแสดงได้ว่าเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย ซึ่งในส่วนนี้จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า เครื่องหมายที่ติดบนสินค้าของกลางเป็นสัญลักษณ์ไม้กางเขน จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นเครื่องหมายที่บุคคลใดก็สามารถนำไปใช้ได้ สอดคล้องกับที่จำเลยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนโดยอ้างว่า จำเลยซื้อสินค้าของกลางมาเพื่อขายต่อ โดยไม่ทราบว่าเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น และจำเลยยังมีบาทหลวง ท. เจ้าอาวาสวัด น. เป็นพยานเบิกความว่า เครื่องหมายการค้าตามฟ้องเป็นรูปกางเขนของศาสนาคริสต์ โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าด้วยตนเอง และการที่เครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย ประกอบกับการที่เครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายมีลักษณะใกล้เคียงกับไม้กางเขนในศาสนาคริสต์ แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว ก็อาจเป็นไปได้ที่ประชาชนหรือผู้ขายสินค้าทั่วไปจะไม่รู้จักเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย และอาจเข้าใจได้ว่าเครื่องหมายการค้าที่ปรากฏบนสินค้าของกลางเป็นไม้กางเขนในศาสนาคริสต์ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถใช้ได้ พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยรู้หรือไม่ว่าสินค้าของกลางที่จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยรู้ว่าสินค้าของกลางที่จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบคงได้ความเพียงว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้อง พันตำรวจตรี ช. ได้รับแจ้งจาก บ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้เสียหายว่า ที่ร้าน ว. มีการนำสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรมาเสนอจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป พันตำรวจตรี ช. และ บ. กับพวก จึงนำหมายค้นของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเข้าตรวจค้นที่ร้านดังกล่าว พบว่าจำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าของกลางที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร จึงจับกุมจำเลยและยึดของกลางส่งพนักงานสอบสวน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์เลยว่า จำเลยรู้ว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร กลับได้ความจาก บ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้เสียหายให้การว่า สินค้าของผู้เสียหายยังไม่มีการจำหน่ายในประเทศไทย คงมีจำหน่ายเฉพาะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเท่านั้น โดยผู้เสียหายยังไม่ได้มอบหมายให้ตัวแทนรายใดเป็นตัวแทนในการจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย อันแสดงได้ว่าเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย ซึ่งในส่วนนี้จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า เครื่องหมายที่ติดบนสินค้าของกลางเป็นสัญลักษณ์ไม้กางเขน จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นเครื่องหมายที่บุคคลใดก็สามารถนำไปใช้ได้ สอดคล้องกับที่จำเลยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนโดยอ้างว่า จำเลยซื้อสินค้าของกลางมาเพื่อขายต่อ โดยไม่ทราบว่าเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น และจำเลยยังมีบาทหลวง ท. เจ้าอาวาสวัด น. เป็นพยานเบิกความว่า เครื่องหมายการค้าตามฟ้องเป็นรูปกางเขนของศาสนาคริสต์ โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าด้วยตนเอง และการที่เครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย ประกอบกับการที่เครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายมีลักษณะใกล้เคียงกับไม้กางเขนในศาสนาคริสต์ แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว ก็อาจเป็นไปได้ที่ประชาชนหรือผู้ขายสินค้าทั่วไปจะไม่รู้จักเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย และอาจเข้าใจได้ว่าเครื่องหมายการค้าที่ปรากฏบนสินค้าของกลางเป็นไม้กางเขนในศาสนาคริสต์ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถใช้ได้ พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยรู้หรือไม่ว่าสินค้าของกลางที่จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่โฆษณาภาพตัวอย่างเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไว้เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวได้ และเคยผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวให้แก่ลูกค้ารายอื่นมาแล้ว ประกอบกับการที่ ว. สั่งให้จำเลยที่ 1 ผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ตามแบบที่จำเลยที่ 1 โฆษณาอยู่แล้ว โดยไม่ได้นำภาพลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ มาให้จำเลยที่ 1 ใช้ผลิตเสื้อกีฬา หรือสั่งให้จำเลยที่ 1 ออกแบบภาพลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ขึ้นมาใหม่ แล้วนำไปผลิตเสื้อกีฬา ย่อมชี้ให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้อยู่แล้วว่าลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาขายเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว การที่ ว. สั่งผลิตเสื้อกีฬาตามแบบที่จำเลยที่ 1 โฆษณาเป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 ถือไม่ได้ว่า ว. เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยซึ่งมีอำนาจร้องทุกข์ ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง พยานหลักฐานที่เกิดจากการสั่งซื้อเสื้อกีฬาดังกล่าวสามารถรับฟังเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 ได้ กรณีไม่ใช่พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบหรือพยานหลักฐานที่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ อันจะต้องห้ามมิให้รับฟังตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 226 และมาตรา 226/1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1)
คดีนี้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม อันเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมเพื่อการค้า โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ได้ตามคำร้องในคดีส่วนแพ่ง แม้โจทก์ร่วมไม่ได้ฎีกา แต่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีส่วนแพ่งให้แก่โจทก์ร่วมได้ เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225
จำเลยที่ 1 โฆษณาภาพตัวอย่างเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไว้เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวได้ และเคยผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวให้แก่ลูกค้ารายอื่นมาแล้ว ประกอบกับการที่ ว. สั่งให้จำเลยที่ 1 ผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ตามแบบที่จำเลยที่ 1 โฆษณาอยู่แล้ว โดยไม่ได้นำภาพลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ มาให้จำเลยที่ 1 ใช้ผลิตเสื้อกีฬา หรือสั่งให้จำเลยที่ 1 ออกแบบภาพลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ขึ้นมาใหม่ แล้วนำไปผลิตเสื้อกีฬาแต่อย่างใด ย่อมชี้ให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้อยู่แล้วว่าลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาขายเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว การที่ ว. สั่งผลิตเสื้อกีฬาตามแบบที่จำเลยที่ 1 โฆษณาเป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 ถือไม่ได้ว่า ว. เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยซึ่งมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้ และโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง พยานหลักฐานที่เกิดจากการสั่งซื้อเสื้อกีฬาดังกล่าวสามารถรับฟังเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 ได้ กรณีไม่ใช่พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบหรือพยานหลักฐานที่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ อันจะต้องห้ามมิให้รับฟังตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 226 และมาตรา 226/1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ลับหลังจำเลยโดยที่ยังไม่สามารถส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยทราบโดยชอบ ซึ่งไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 แม้ภายหลังจำเลยจะยื่นใบแต่งตั้งทนายความต่อศาลชั้นต้น แต่เจ้าหน้าที่งานเก็บสำนวนลงรับใบแต่งตั้งทนายความเวลา 16.25 นาฬิกา และไม่ปรากฏว่าทนายความคนดังกล่าวได้ขอตรวจสำนวนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีจนกระทั่งจำเลยถูกจับและได้แต่งตั้งทนายความคนใหม่ แล้วทนายความคนใหม่ขอตรวจสำนวนจึงพบกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในวันเดียวกัน ย่อมถือว่าจำเลยรู้ถึงข้อค้านเรื่องผิดระเบียบและยกขึ้นอ้างไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แล้ว
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกการกระทำผิดของจำเลยกับพวกมาเป็นข้อ ๆ โดยมีคำขอท้ายฟ้องตาม ป.อ. มาตรา 91 และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีจากข้อเท็จจริงตามฟ้องแล้วปรากฏว่า จำเลยกับพวกมีเจตนาประการเดียวคือมุ่งประสงค์ที่จะหลอกลวงผู้เสียหายที่ 3 โอนเงินชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ตกลงสั่งซื้อนั้นเอง ความผิดฐานร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ฐานร่วมกันแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นฐานร่วมกันปลอมเอกสารและฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม จึงเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90 หาใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 ตามที่โจทก์อ้างในฎีกา
ส่วนปัญหาที่ว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานหนักหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยมิชอบในศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่งและมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกการกระทำผิดของจำเลยกับพวกมาเป็นข้อ ๆ โดยมีคำขอท้ายฟ้องตาม ป.อ. มาตรา 91 และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีจากข้อเท็จจริงตามฟ้องแล้วปรากฏว่า จำเลยกับพวกมีเจตนาประการเดียวคือมุ่งประสงค์ที่จะหลอกลวงเพื่อที่จะให้เงินของผู้เสียหายที่ 3 ที่โอนเงินชำระค่าสินค้าที่ตกลงสั่งซื้อจากผู้เสียหายที่ 1 นั้นเอง ความผิดฐานร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ฐานร่วมกันแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นฐานร่วมกันปลอมเอกสารและฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม จึงเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90
ส่วนปัญหาที่ว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานหนักหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่งและมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
โจทก์บรรยายคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง โดยการกระทำความผิดฐานนี้ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรเป็นการกระทำกรรมเดียวกับฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนนั้น ไม่ถูกต้อง ทั้งปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหก ซึ่งกระทำผิดฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงมิอาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งหกได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งหก ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง โดยการกระทำความผิดฐานนี้ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบ ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหก ซึ่งกระทำผิดฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงมิอาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งหกได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งหก ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่นาย ป. ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ที่ 1 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ 2 ผู้อำนวยการเขตหนองแขม ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดก่อสร้างถนนในแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นถนนมาเจริญ (ซอยเพชรเกษม 81) รุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามปรับปรุงที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม พร้อมกับส่งคืนที่ดินที่รุกล้ำโดยไม่มีสิทธิแก่ผู้ฟ้องคดี หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าทดแทน
ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ได้กระทำละเมิด ที่ดินพิพาทเดิมบิดาของผู้ฟ้องคดีได้แสดงเจตนาอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบกในเขตกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 กรณีจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยตรงตามกฎหมายในการดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงถนนในเขตกรุงเทพมหานคร คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งตลิ่งชันพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้กรุงเทพมหานคร ที่ 1 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ 2 ผู้อำนวยการเขตหนองแขม ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกทางน้ำตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนมาเจริญ (ซอยเพชรเกษม 81) รุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ได้กระทำละเมิด ที่ดินพิพาทเดิมบิดาของผู้ฟ้องคดีได้แสดงเจตนาอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่ 2 องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแปรงที่ 3 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแปรง ที่ 4 ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 ขุดลอกคลองรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้ออกพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินและมิได้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ทั้งไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีและผู้ฟ้องคดีไม่เคยอุทิศที่ดินดังกล่าวให้กับทางราชการ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนถนนและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 ถมร่องน้ำ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า ตามคำฟ้องเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจและหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเหตุทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ศาลจังหวัดสีคิ้วเห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกผู้ฟ้องคดีฟ้อง โดยอ้างว่าได้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหาย แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินบริเวณที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงไม่เป็นการกระทำละเมิด คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินบริเวณที่พิพาทผู้ฟ้องคดียังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่หรือเป็นที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน อันเป็นประเด็นพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ ตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะขอให้รับรองสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่ 2 องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแปรง ที่ 3 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแปรง ที่ 4 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่โดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 ขุดลอกคลองรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 ถมร่องน้ำให้คืนสู่สภาพเดิมและให้ใช้ประโยชน์ได้ กับให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาท เป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนและขุดลอกคลองของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่แล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่มีอำนาจเข้าไปก่อสร้างถนนและขุดลอกคลองพิพาทได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ บ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชัน - คุ้งลาน ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชัน - คุ้งลาน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองสุพรรณบุรี ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองถมดินลงในคลองส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีกลับคืนสู่สภาพเดิม กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดเป็นค่าขาดประโยชน์ให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า บิดาของผู้ฟ้องคดีได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดี การที่บิดาของผู้ฟ้องคดีได้ยินยอมให้ปรับปรุงถนนบริเวณซึ่งผ่านที่ดินพิพาท ถือว่าได้ยกที่ดินดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยาย จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้อำนาจตามกฎหมายในการบำรุงรักษาคูน้ำและถนนตามแนวเดิม มิได้ก่อสร้างถนนขึ้นใหม่ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจเรียกร้องให้รื้อถอนถนนหรือคลองบริเวณที่อ้างว่ารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้ ตลอดจนไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายได้ ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองสุพรรณบุรีเห็นว่า เป็นการฟ้องโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง โดยมีประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้จะต้องมีการพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินด้วยก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้เป็นการฟ้องโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเห็นว่า ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทได้ถูกยกให้เป็นทางสาธารณะ คดีพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้องค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชัน - คุ้งลาน ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชัน - คุ้งลาน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโดยอ้างเหตุว่าการขุดลอกคลองทับแตงเพื่อขยายคลอง และการนำดินมาถมในที่ดินของผู้ฟ้องคดีด้านทิศตะวันตกเข้ามาในที่ดินบางส่วนเพื่อทำถนนเป็นการกระทำละเมิด ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองถมดินลงในคลองส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีกลับคืนสู่สภาพเดิม กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดเป็นค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ยเป็นจำนวน 35,000 บาท แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ถนนพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การขุดคลองและก่อสร้างถนนพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี และไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การขุดคลองและก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้วจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาที่ดินบริเวณที่พิพาทได้ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ ร้อยตำรวจ อ. ที่ 1 นางสาว ส. ที่ 2 ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกกองทัพบกเข้ามาเป็นคู่กรณีด้วยการร้องสอด โดยกําหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 นาย ส. บุตรชายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นทหารกองเกินได้มารายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายนัดของนายอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยมีร้อยเอก ด. ผู้ช่วยสัสดีอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี รักษาราชการแทนสัสดีอำเภอคลองหลวงและเจ้าหน้าที่สัสดีอำเภอคลองหลวง และสัสดีจังหวัดปทุมธานี ได้ปฏิบัติหน้าที่นำส่งนาย ส. พร้อมทหารกองเกินที่เข้ากองประจำการรายอื่นที่มารายงานตัวเดินทางไปยังวิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ต่อมามีผู้พบศพนาย ส. บริเวณท่าน้ำวัดโบสถ์ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุพบว่าระหว่างพักรอเรียกชื่อขึ้นทะเบียน นาย ส. ได้หลบหนีจากพื้นที่พักคอยรอเรียกชื่อและปีนรั้วประตูทางเข้าออกของวิทยาลัยฯ ออกไป ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานสัสดีอำเภอคลองหลวงและเจ้าหน้าที่สำนักงานสัสดี จังหวัดปทุมธานี เมื่อได้รับตัวนาย ส. ไว้แล้ว กลับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการนำนาย ส. ซึ่งได้มารายงานตัวตามหมายนัดไปขึ้นทะเบียนกองประจำการ และรับการฝึก ณ มณฑลทหารบกที่ 16 เป็นเหตุให้นาย ส. เสียชีวิต ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1จ่ายค่าสินไหมทดแทน ค่าจัดงานศพ ค่าขาดประโยชน์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดโดยทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับกรณีสัสดีอำเภอคลองหลวง เจ้าหน้าที่อำเภอคลองหลวงและสัสดีจังหวัดปทุมธานีละเลยต่อหน้าที่ในการควบคุมดูแลบุตรชายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองทำให้บุตรชายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหลบหนีออกไปจากสถานที่ขึ้นทะเบียนจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ศาลจังหวัดปทุมธานีเห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับความรับผิดทางละเมิดโดยทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้ว คดีนี้กระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีฐานะเป็นกระทรวง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นส่วนราชการในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่สำนักงานสัสดีอำเภอคลองหลวงและเจ้าหน้าที่สำนักงานสัสดี จังหวัดปทุมธานี ในการดูแลนำส่งนาย ส. พร้อมทหารกองเกินที่เข้ากองประจำการรายอื่นที่มารายงานตัวเป็นหน้าที่ทั่วไปเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทหารกองเกินที่ได้มารายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายนัดของนายอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ไม่ใช่หน้าที่ที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และหากไม่ปฏิบัติแล้วจะถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครองตามนัยของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 1,164 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 14 ถุง รวมทั้งสองชนิดคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 6,277.21 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ประกอบกับพฤติกรรมที่จำเลยอยู่ในเครือข่ายยาเสพติด ทำหน้าที่รับเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากถึงครั้งละหลายแสนเม็ดและชนิดเกล็ดสีขาวครั้งละหลายกิโลกรัมมาเก็บรักษาไว้หลายครั้งแล้ว ทั้งยังเป็นผู้ทำหน้าที่จัดการจำหน่ายส่งให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่อำเภอพุนพินและพื้นที่ใกล้เคียง พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนหนึ่งที่ท่าทรายซึ่งเป็นลานที่มีกองทราย มีโรงซ่อมรถ มีที่พักอยู่ห้องเดียว ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจทราบอยู่แล้วว่าจำเลยมีที่พักอยู่ที่ท่าทรายดังกล่าว และนำตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกจำนวนหนึ่งที่ห้องแถวซึ่งทราบภายหลังว่าตรงกับที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์ของจำเลย และจำเลยให้การในชั้นสอบสวนระบุที่อยู่ดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาของจำเลย จึงอยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางได้เอง ไม่อาจถือว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 เมื่อพิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะทางเศรษฐกิจของจำเลยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะราย อันศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนและปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนมากประกอบพฤติกรรมที่จำเลยอยู่ในเครือข่ายยาเสพติด ทำหน้าที่รับเมทแอมเฟตามีนแต่ละครั้งจำนวนมากและจัดการจำหน่ายให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่เกิดเหตุและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นพฤติการณ์ที่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ นางสาว ส. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 1 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี สรุปคำฟ้องและคำขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2565 ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งความนำจับเพื่อประสงค์รับเงินสินบนนำจับต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง รวม 6 ผลิตภัณฑ์ โดยผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้รับแจ้งความ หลังจากที่ผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนนำจับต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉยไม่แจ้งผลการดำเนินการใด ๆ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ไม่อาจทราบผลการดำเนินการกรณีแจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนนำจับ (นจ.1) จากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งผลการดำเนินการกรณีผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนนำจับกับทางผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง
ก่อนมีคำพิพากษา ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีที่ฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งผลการดำเนินงานกรณีที่ผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนนำจับกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีบทบัญญัติกำหนดความผิดและโทษในทางอาญา เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลจังหวัดสมุทรสาครพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิหรือไม่มีสิทธิได้รับเงินสินบนนำจับ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้ว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตามข้อ 3 ข. (1) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2560 ประกอบมาตรา 43 (2) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้องโดยตั้งรูปเรื่องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉย ไม่แจ้งผลการดำเนินการกรณีผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนนำจับต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2565 รวม 6 ผลิตภัณฑ์ โดยผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือสอบถามผลการดำเนินการไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉยไม่แจ้งผลการดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งผลการดำเนินการ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง