คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 450/2567
#710771
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรวม 7 โฉนด เนื่องจากจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินตามสัญญาแปลงหนึ่งว่าไม่ได้อยู่ระหว่างการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ทั้งที่จำเลยยังมีคดีพิพาทกับเจ้าของที่ดินเดิมเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าว อันเป็นการผิดคำรับรองที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย ขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำและใช้เบี้ยปรับตามสัญญา จำเลยให้การว่า จำเลยแจ้งเรื่องข้อพิพาทระหว่างจำเลยกับเจ้าของที่ดินเดิมให้โจทก์ทราบแล้ว จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเรียกเงินมัดจำ ค่าปรับหรือค่าเสียหายจากจำเลย และฟ้องแย้งว่าโจทก์ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวพร้อมอาคารสำนักงานขายและใบอนุญาตที่จำเลยได้รับอนุญาตให้จัดทำโครงการและก่อสร้างคอนโดมิเนียมจากจำเลย โครงการดังกล่าวจำเลยสร้างเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้า หากจำหน่ายหมดจะมีกำไร 283,160,000 บาท การที่โจทก์ผิดสัญญา ไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้วไม่ส่งมอบพื้นที่และอาคารสำนักงานขายคืนแก่จำเลยในสภาพเดิมและโอนสิทธิใบอนุญาตกลับคืนให้จำเลย ทำให้จำเลยเสียโอกาสในทางธุรกิจ ขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนดังกล่าว สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามฟ้องแย้ง จึงเป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าได้รับความเสียหายเป็นค่าเสียโอกาสในการทำธุรกิจที่จะได้กำไรจากการก่อสร้างและจำหน่ายห้องชุดด้วยตนเอง เพราะโจทก์ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินฉบับเดียวกัน และโจทก์ทราบรายละเอียดโครงการของจำเลยมาตั้งแต่ต้น ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 29,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าก่อสร้างอาคารสำนักงาน 12,030,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2564 ถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 12,329,926 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากต้นเงิน 12,030,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ชำระค่าขาดประโยชน์จากการสูญเสียโอกาสและขาดรายได้ทางธุรกิจ 283,160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2564 ถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 285,487,342 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากต้นเงิน 283,160,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิในใบอนุญาตก่อสร้างอาคารเลขที่ 136/2563 คืนแก่จำเลยให้เสร็จสิ้นก่อนวันสิ้นอายุของใบอนุญาตก่อสร้างเพื่อให้จำเลยสามารถขอต่อใบอนุญาตก่อสร้างออกไปได้ หากไม่สามารถคืนได้ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,955,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเห็นว่าไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่จำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยข้อ 3.1 และข้อ 3.3 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาต่อไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องแย้งข้อ 3.2 ของจำเลยเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินมัดจำและใช้เบี้ยปรับพร้อมทั้งดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โดยบรรยายฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรวม 7 โฉนด กับจำเลยเพื่อนำที่ดินดังกล่าวไปพัฒนาสร้างเป็นอาคารชุดขายให้แก่ลูกค้าชื่อโครงการ อ. ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 16812 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงหนึ่งที่ตกลงจะซื้อจะขายกันตามสัญญา และจำเลยให้คำรับรองต่อโจทก์ว่าขณะทำสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยไม่ได้มีคดีความใด ๆ ที่อยู่ระหว่างการถูกฟ้องร้องหรือดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลต่อที่ดินที่จะซื้อจะขายจากเจ้าหนี้ของจำเลย หรือผู้เช่า หรือบุคคลอื่นใด อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวเนื่องกับที่ดินที่จะขาย ต่อมาโจทก์ทราบจากนางสาวจุฬาลักษณ์ เจ้าของที่ดินเดิมซึ่งขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยว่านางสาวจุฬาลักษณ์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีต่อศาลว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์จึงแจ้งขอเลื่อนกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์และให้จำเลยดำเนินการแก้ไขเรื่องดังกล่าวให้ถูกต้องภายในระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากโจทก์ แต่จำเลยมิได้ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลาดังกล่าว จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามสัญญาข้อ 1.1.3 และข้อ 8.2 โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา ดังนี้ สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่า จำเลยกระทำผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยฝ่าฝืนต่อคำรับรองที่ให้ไว้ตามสัญญาจะซื้อจะขายและมิได้ดำเนินการแก้ไขเรื่องดังกล่าวให้ถูกต้องภายในเวลา 30 วัน ตามที่กำหนดในสัญญา อันเป็นการประพฤติผิดสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และมีคำขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำที่ได้รับ 24,250,000 บาท และใช้เบี้ยปรับ 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากโจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์โดยแจ้งเรื่องข้อพิพาทระหว่างจำเลยกับนางสาวจุฬาลักษณ์ให้โจทก์ทราบก่อนที่โจทก์จะตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายและจ่ายเงินมัดจำให้แก่จำเลยแล้ว จึงไม่เป็นการปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องข้อพิพาทระหว่างจำเลยและนางสาวจุฬาลักษณ์ ทั้งเรื่องดังกล่าวเป็นเหตุส่วนตัวระหว่างจำเลยและนางสาวจุฬาลักษณ์ ไม่มีผลกระทบต่อการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและไม่มีผลกระทบในการที่โจทก์จะเข้าดำเนินการก่อสร้างหรือประชาสัมพันธ์โครงการของโจทก์ จึงไม่มีเหตุขัดข้องที่จะทำให้จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญากับโจทก์และไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่โจทก์จะให้จำเลยแก้ไขหรือระงับข้อพิพาทระหว่างจำเลยกับนางสาวจุฬาลักษณ์ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ไม่มีสิทธิเรียกเงินมัดจำคืนจากจำเลย และไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายจากจำเลยตามฟ้อง คำให้การของจำเลยจึงแสดงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้น ทั้งยกเหตุที่อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินฉบับเดียวกันเป็นเหตุในการฟ้องแย้งว่า ในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโจทก์ไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยไม่มีเหตุที่จะอ้างได้ตามสัญญา โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเพราะโจทก์ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวพร้อมอาคารสำนักงานขาย 1 หลัง และใบอนุญาตซึ่งจำเลยได้รับอนุญาตให้จัดทำโครงการและก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียมจากจำเลยเพื่อนำไปพัฒนาต่อในราคา 242,500,000 บาท โดยมีเงื่อนไขตามสัญญาว่านับตั้งแต่วันลงนามในสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยต้องยินยอมให้โจทก์เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินที่จะซื้อจะขายเพื่อทำการปรับถม ปรับปรุงที่ดิน ติดตั้งป้ายโฆษณา ตกแต่งปรับปรุง รื้อถอน ก่อสร้างเพิ่มเติมอาคารสำนักงานขายเดิมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ให้จำเลยส่งมอบใบอนุญาตก่อสร้างอาคารและเอกสารการได้รับอนุญาตให้ดำเนินโครงการบนที่ดินที่จะซื้อจะขาย รวมทั้งโอนสิทธิในใบอนุญาตก่อสร้างให้แก่โจทก์ หากโจทก์ผิดนัดไม่ชำระราคาที่ดินไม่ว่างวดใดงวดหนึ่งหรือผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญา ให้จำเลยเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและให้สิทธิจำเลยริบเงินมัดจำที่โจทก์ชำระไว้แล้วได้ แล้วโจทก์จะส่งมอบพื้นที่และอาคารสำนักงานขายของจำเลยกลับคืนให้แก่จำเลยในสภาพเดิมและจะโอนสิทธิในใบอนุญาตต่าง ๆ กลับคืนให้แก่จำเลย และตามฟ้องแย้งข้อ 3.2 จำเลยบรรยายว่า จำเลยมีโครงการปลูกสร้างอาคารคอนโดมิเนียมตามใบอนุญาตก่อสร้างอาคารเลขที่ 136/2563 เพื่อใช้เป็นห้องพักอาศัยบนที่ดินพิพาทรวมจำนวน 666 ห้อง เพื่อนำออกจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โครงการก่อสร้างตั้งอยู่ติดกับรถไฟฟ้าและเป็นโครงการปลูกสร้างห้องพักอาศัยพร้อมระบบสาธารณูปโภคในรูปแบบทันสมัยที่มีมาตรฐานสูงกว่าของผู้ประกอบการรายอื่นในท้องตลาด ซึ่งต้องใช้อุปกรณ์การตกแต่งภายในห้องพักและเครื่องอำนวยความสะดวกที่พิเศษและต้องใช้เทคนิคพิเศษในการก่อสร้าง จำเลยตั้งราคาขายในราคาตารางเมตรละ 72,000 บาท พื้นที่ขายรวมทั้งสิ้น 20,757 ตารางเมตร เป็นเงินรวม 1,494,504,000 บาท หากจำเลยจำหน่ายห้องชุดได้หมด จำเลยจะมีกำไรร้อยละ 18.947 ของจำนวนเงินดังกล่าวเป็นเงินทั้งสิ้น 283,160,000 บาท ซึ่งโจทก์ทราบรายละเอียดของโครงการมาตั้งแต่ต้นและรู้ว่าต้องก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมพร้อมกับงานระบบสาธารณูปโภคให้เสร็จในวันที่ 17 มิถุนายน 2565 ตามกำหนดระยะเวลาในใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่หน่วยงานราชการอนุญาต จำเลยจึงขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าเสียโอกาสในทางธุรกิจของจำเลยเป็นเงินจำนวนดังกล่าว สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามฟ้องแย้งข้อ 3.2 ของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าได้รับความเสียหายเป็นค่าเสียโอกาสในทางธุรกิจที่จะได้กำไรจากการก่อสร้างและจำหน่ายห้องชุดด้วยตนเองเพราะโจทก์ไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นการประพฤติผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินฉบับเดียวกัน และโจทก์ทราบรายละเอียดโครงการของจำเลยมาตั้งแต่ต้น ฟ้องแย้งข้อ 3.2 เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ชอบที่จะรับฟ้องแย้งข้อดังกล่าวไว้พิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การเสียโอกาสในทางธุรกิจของจำเลยเป็นเรื่องที่กล่าวหาว่าโจทก์กระทำละเมิดไม่ได้เกิดจากมูลหนี้ที่พิพาทกันโดยตรง ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องแย้งข้อ 3.2 ของจำเลยไว้พิจารณา แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นันทวัน เจริญชาศรี
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
วิชาญ พึ่งประสิทธิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 432 -ที่ 433/2567
#700072
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ที่ 1 มีเพียงคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ระหว่างจำเลยทั้งสี่โดยมิได้มีคำขอให้ใช้ราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสองแปลงกลับคืนมาเป็นของโจทก์ที่ 1 ได้ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่ากับราคาที่ดินทั้งสองแปลงตามราคาที่ดินที่คู่ความแถลงรับกันแก่โจทก์ที่ 1 ได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำนวนแรกโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7397 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2557 นิติกรรมการขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557 นิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7415 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 นิติกรรมการขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 นิติกรรมการขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2559 และนิติกรรมการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สองโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อย้ายอาคารร้านซ่อมรถจักรยานยนต์บนที่ดินโฉนดเลขที่ 61908 ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 4,000 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อย้ายอาคารร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 สำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และเรียกจำเลยที่ 3 สำนวนแรกและโจทก์สำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7397 ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2557 การขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557 และให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7415 ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 การขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 การขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2559 และการแบ่งแยกโฉนดที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562 ให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 3 ในสำนวนคดีหลัง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างจำเลยที่ 3 และโจทก์ที่ 2 ให้เป็นพับ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ให้ขับไล่โจทก์ที่ 2 ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของจำเลยที่ 3 ให้โจทก์ที่ 2 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 3 ในอัตราเดือนละ 200 บาท นับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2562 จนกว่าโจทก์ที่ 2 จะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 อายุ 67 ปี มีอาชีพทำนา เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เดิมโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7397 และ 7415 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2557 โจทก์ที่ 1 กู้เงินจำเลยที่ 1 จำนวน 230,000 บาท โดยนำโฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 มอบให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ โจทก์ที่ 1 ลงชื่อในเอกสารหลายฉบับรวมทั้งแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้จำเลยที่ 1 ด้วย ต่อมาเดือนธันวาคม 2558 โจทก์ที่ 1 ขอกู้เงินจากจำเลยที่ 1 เพิ่มอีก 400,000 บาท โดยโจทก์ที่ 1 นำโฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย จ.3 มอบให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงจึงทราบว่าจำเลยที่ 1 กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจว่าโจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 วันที่ 6 สิงหาคม 2557 จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ให้แก่จำเลยที่ 1 วันที่ 8 สิงหาคม 2557 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 วันที่ 18 ธันวาคม 2558 จำเลยที่ 2 นำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 22 ธันวาคม 2558 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายฝากที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 4 วันที่ 29 มกราคม 2559 จำเลยที่ 2 ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินแปลงนี้แล้วจดทะเบียนขายฝากให้แก่จำเลยที่ 3 ในวันเดียวกัน ต่อมาวันที่ 17 ตุลาคม 2562 จำเลยที่ 3 ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 7415 ออกเป็นแปลงย่อย 7 แปลง ที่ดินโฉนดเลขที่ 61908 เป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7415 มีร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ของบุตรสาวและบุตรเขยของโจทก์ที่ 1 อยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 61908 โดยบุตรสาวและบุตรเขยของโจทก์ที่ 1 มอบหมายให้โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ดูแลร้าน โจทก์ที่ 1 แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม กับข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า มีเหตุต้องเพิกถอนนิติกรรมตามฟ้องของโจทก์ที่ 1 สำนวนแรก และยกฟ้องของจำเลยที่ 3 ในสำนวนหลังหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ที่ 1 ทักท้วงที่จำเลยที่ 1 นำเอกสารมาให้ลงชื่อหลายฉบับ แสดงว่าโจทก์ที่ 1 รู้สึกถึงความผิดปกติแล้ว แต่โจทก์ที่ 1 ยังยอมลงชื่อในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจโดยไม่ตรวจสอบให้ดี ทั้งที่หนังสือมอบอำนาจด้านบนมีตราครุฑและคำว่า หนังสือมอบอำนาจเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ มองเห็นได้ง่าย เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ได้ความจากโจทก์ที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 3 ว่า โจทก์ที่ 1 อ่านหนังสือได้บ้าง เมื่อทนายจำเลยที่ 3 เอาหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 1 ดู โจทก์ที่ 1 อ่านข้อความได้ว่าเป็นหนังสือมอบอำนาจ และโจทก์ที่ 1 ยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 4 ถามค้านว่า ก่อนกู้เงินจากจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 เคยมีหนี้อยู่แก่เจ้าหนี้รายอื่นและเคยทำนิติกรรมขายที่ดินมาหลายครั้งแล้ว แสดงว่าโจทก์ที่ 1 มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำนิติกรรมกู้ยืมเงินมาพอสมควร การละเลยไม่ตรวจสอบเอกสารก่อนลงชื่อ อีกทั้งยังมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านซึ่งเป็นเอกสารสำคัญของตนพร้อมลงชื่อรับรองความถูกต้องให้แก่จำเลยที่ 1 เช่นนี้ ถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 กระทำการด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมไม่อาจอ้างเหตุการถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงมาขอเพิกถอนนิติกรรมให้กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้ ส่วนข้อที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ชอบเพราะไม่ได้แสดงเหตุผลสนับสนุนข้อวินิจฉัยที่ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริต จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้ทำนิติกรรมโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินไปยังจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกว่าเกิดจากการปลอมเอกสารการมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ได้บรรยายในคำฟ้องว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำนิติกรรมโดยไม่สุจริตและไม่ได้เสียค่าตอบแทน ยิ่งไปกว่านั้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 วางหลักให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต การที่โจทก์ที่ 1 ไม่บรรยายฟ้องไว้ให้เป็นประเด็นเพื่อนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำการโดยไม่สุจริต คดีนี้จึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำการโดยไม่สุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ กรณีต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำนิติกรรมโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริต แม้ไม่ได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยก็ไม่ทำให้เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบเพราะในชั้นอุทธรณ์ไม่มีประเด็นดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะต้องวินิจฉัยให้ ด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมา จึงไม่มีเหตุต้องเพิกถอนการทำนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ตามฟ้องของโจทก์ที่ 1 สำนวนแรก และไม่มีเหตุยกฟ้องของจำเลยที่ 3 ตามฟ้องสำนวนหลัง

อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจโดยกรอกข้อความอันเป็นเท็จว่า โจทก์ที่ 1 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7397 ให้แก่จำเลยที่ 1 และขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7415 ให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7397 ให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 นำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7415 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายต้องสูญเสียที่ดินไปเนื่องจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกทำนิติกรรมโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ที่ 1 ไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ตามฟ้องของโจทก์ที่ 1 ได้ สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ที่ 1 ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แม้โจทก์ที่ 1 มีเพียงคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ระหว่างจำเลยทั้งสี่โดยมิได้มีคำขอให้ใช้ราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสองแปลงกลับคืนมาเป็นของโจทก์ที่ 1 ได้ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่ากับราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ดังนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นราคาที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ซึ่งปรากฏตามที่คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงต่อศาลร่วมกันว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 7397 มีราคา 600,000 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 7415 มีราคา 3,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,600,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาขับไล่โจทก์ที่ 2 ออกจากที่ดินนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 3,600,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ล. กับพวก
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายณรงค์ ขันธ์ดวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพบูลย์ ชูโชติ
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
วิชัย ตัญศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 432 -ที่ 433/2567
#703998
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ที่ 1 มีเพียงคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ระหว่างจำเลยทั้งสี่โดยมิได้มีคำขอให้ใช้ราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสองแปลงกลับคืนมาเป็นของโจทก์ที่ 1 ได้ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่ากับราคาที่ดินทั้งสองแปลงตามราคาที่ดินที่คู่ความแถลงรับกันแก่โจทก์ที่ 1 ได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำนวนแรกโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7397 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2557 นิติกรรมการขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557 นิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7415 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 นิติกรรมการขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 นิติกรรมการขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2559 และนิติกรรมการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สองโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อย้ายอาคารร้านซ่อมรถจักรยานยนต์บนที่ดินโฉนดเลขที่ 61908 ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 4,000 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อย้ายอาคารร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 สำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และเรียกจำเลยที่ 3 สำนวนแรกและโจทก์สำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7397 ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2557 การขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557 และให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7415 ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 การขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 การขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2559 และการแบ่งแยกโฉนดที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562 ให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 3 ในสำนวนคดีหลัง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างจำเลยที่ 3 และโจทก์ที่ 2 ให้เป็นพับ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ให้ขับไล่โจทก์ที่ 2 ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของจำเลยที่ 3 ให้โจทก์ที่ 2 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 3 ในอัตราเดือนละ 200 บาท นับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2562 จนกว่าโจทก์ที่ 2 จะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 อายุ 67 ปี มีอาชีพทำนา เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เดิมโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7397 และ 7415 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2557 โจทก์ที่ 1 กู้เงินจำเลยที่ 1 จำนวน 230,000 บาท โดยนำโฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 มอบให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ โจทก์ที่ 1 ลงชื่อในเอกสารหลายฉบับรวมทั้งแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้จำเลยที่ 1 ด้วย ต่อมาเดือนธันวาคม 2558 โจทก์ที่ 1 ขอกู้เงินจากจำเลยที่ 1 เพิ่มอีก 400,000 บาท โดยโจทก์ที่ 1 นำโฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย จ.3 มอบให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงจึงทราบว่าจำเลยที่ 1 กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจว่าโจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 วันที่ 6 สิงหาคม 2557 จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ให้แก่จำเลยที่ 1 วันที่ 8 สิงหาคม 2557 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 วันที่ 18 ธันวาคม 2558 จำเลยที่ 2 นำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 22 ธันวาคม 2558 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายฝากที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 4 วันที่ 29 มกราคม 2559 จำเลยที่ 2 ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินแปลงนี้แล้วจดทะเบียนขายฝากให้แก่จำเลยที่ 3 ในวันเดียวกัน ต่อมาวันที่ 17 ตุลาคม 2562 จำเลยที่ 3 ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 7415 ออกเป็นแปลงย่อย 7 แปลง ที่ดินโฉนดเลขที่ 61908 เป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7415 มีร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ของบุตรสาวและบุตรเขยของโจทก์ที่ 1 อยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 61908 โดยบุตรสาวและบุตรเขยของโจทก์ที่ 1 มอบหมายให้โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ดูแลร้าน โจทก์ที่ 1 แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม กับข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า มีเหตุต้องเพิกถอนนิติกรรมตามฟ้องของโจทก์ที่ 1 สำนวนแรก และยกฟ้องของจำเลยที่ 3 ในสำนวนหลังหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ที่ 1 ทักท้วงที่จำเลยที่ 1 นำเอกสารมาให้ลงชื่อหลายฉบับ แสดงว่าโจทก์ที่ 1 รู้สึกถึงความผิดปกติแล้ว แต่โจทก์ที่ 1 ยังยอมลงชื่อในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจโดยไม่ตรวจสอบให้ดี ทั้งที่หนังสือมอบอำนาจด้านบนมีตราครุฑและคำว่า หนังสือมอบอำนาจเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ มองเห็นได้ง่าย เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ได้ความจากโจทก์ที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 3 ว่า โจทก์ที่ 1 อ่านหนังสือได้บ้าง เมื่อทนายจำเลยที่ 3 เอาหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 1 ดู โจทก์ที่ 1 อ่านข้อความได้ว่าเป็นหนังสือมอบอำนาจ และโจทก์ที่ 1 ยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 4 ถามค้านว่า ก่อนกู้เงินจากจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 เคยมีหนี้อยู่แก่เจ้าหนี้รายอื่นและเคยทำนิติกรรมขายที่ดินมาหลายครั้งแล้ว แสดงว่าโจทก์ที่ 1 มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำนิติกรรมกู้ยืมเงินมาพอสมควร การละเลยไม่ตรวจสอบเอกสารก่อนลงชื่อ อีกทั้งยังมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านซึ่งเป็นเอกสารสำคัญของตนพร้อมลงชื่อรับรองความถูกต้องให้แก่จำเลยที่ 1 เช่นนี้ ถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 กระทำการด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมไม่อาจอ้างเหตุการถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงมาขอเพิกถอนนิติกรรมให้กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้ ส่วนข้อที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ชอบเพราะไม่ได้แสดงเหตุผลสนับสนุนข้อวินิจฉัยที่ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริต จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้ทำนิติกรรมโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินไปยังจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกว่าเกิดจากการปลอมเอกสารการมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ได้บรรยายในคำฟ้องว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำนิติกรรมโดยไม่สุจริตและไม่ได้เสียค่าตอบแทน ยิ่งไปกว่านั้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 วางหลักให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต การที่โจทก์ที่ 1 ไม่บรรยายฟ้องไว้ให้เป็นประเด็นเพื่อนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำการโดยไม่สุจริต คดีนี้จึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำการโดยไม่สุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ กรณีต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำนิติกรรมโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริต แม้ไม่ได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยก็ไม่ทำให้เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบเพราะในชั้นอุทธรณ์ไม่มีประเด็นดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะต้องวินิจฉัยให้ ด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมา จึงไม่มีเหตุต้องเพิกถอนการทำนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ตามฟ้องของโจทก์ที่ 1 สำนวนแรก และไม่มีเหตุยกฟ้องของจำเลยที่ 3 ตามฟ้องสำนวนหลัง

อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจโดยกรอกข้อความอันเป็นเท็จว่า โจทก์ที่ 1 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7397 ให้แก่จำเลยที่ 1 และขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7415 ให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7397 ให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 นำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7415 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายต้องสูญเสียที่ดินไปเนื่องจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกทำนิติกรรมโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ที่ 1 ไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ตามฟ้องของโจทก์ที่ 1 ได้ สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ที่ 1 ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แม้โจทก์ที่ 1 มีเพียงคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ระหว่างจำเลยทั้งสี่โดยมิได้มีคำขอให้ใช้ราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสองแปลงกลับคืนมาเป็นของโจทก์ที่ 1 ได้ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่ากับราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ดังนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นราคาที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ซึ่งปรากฏตามที่คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงต่อศาลร่วมกันว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 7397 มีราคา 600,000 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 7415 มีราคา 3,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,600,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาขับไล่โจทก์ที่ 2 ออกจากที่ดินนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 3,600,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ล. กับพวก
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
วิชัย ตัญศิริ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 429/2567
#706424
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานรับของโจรผู้กระทำไม่จำต้องรับทรัพย์ของกลางไว้ในความครอบครองของตนเอง เพียงแต่ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดก็ครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรแล้ว แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยครอบครองอาวุธปืนของกลางด้วยตนเองโดยมิชอบด้วยกฎหมายในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตก่อนแล้วจึงช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งอาวุธปืนของกลางอันเป็นความผิดฐานรับของโจรก็ไม่ทำให้คำฟ้องขัดแย้งกัน ส่วนการที่โจทก์ไม่ได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธปืนของกลางในคำฟ้อง โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนยี่ห้อใด หมายเลขทะเบียนใด และได้มาอย่างใด ฟ้องของโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

แม้ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาพนักงานสอบสวนเพียงแต่แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่ากระทำความผิดฐานรับของโจร โดยไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งถึงข้อเท็จจริงทั้งหลายพร้อมรายละเอียดที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด แต่ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา (เพิ่มเติม) ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งพฤติการณ์และรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลย โดยผู้ต้องหาทราบข้อกล่าวหาและเข้าใจดีโดยตลอดแล้ว ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงเป็นการแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดให้จำเลยทราบแล้ว การสอบสวนของพนักงานสอบสวนชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 1 ปี ยกฟ้องข้อหามีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้ใบรับอนุญาต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยกับดาบตำรวจสันติชัย จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.71/2564 ของศาลชั้นต้น และนายสมชาย รู้จักกันมาตั้งแต่ปี 2563 ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยกับนายสมชายช่วยติดต่อหาผู้รับจำนำอาวุธปืนให้แก่ดาบตำรวจสันติชัย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดอาวุธปืนของผู้เสียหายคืนได้ 7 กระบอก สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยครอบครองอาวุธปืนของกลางด้วยตนเองโดยมิชอบด้วยกฎหมายก่อนถึงจะช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งอาวุธปืนของกลางอันเป็นความผิดฐานรับของโจร จึงเป็นคำฟ้องที่ขัดแย้งกัน และโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าอาวุธปืนของกลาง 6 กระบอก เป็นอาวุธปืนยี่ห้อใด หมายเลขทะเบียนใด ได้มาอย่างใด จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรผู้กระทำไม่จำต้องรับทรัพย์ของกลางไว้ในความครอบครองของตนเอง เพียงแต่ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดก็ครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรแล้ว แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตก่อนความผิดฐานรับของโจรก็ไม่ทำให้คำฟ้องขัดแย้งกัน ส่วนการที่โจทก์ไม่ได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธปืนของกลางทั้ง 6 กระบอก ในคำฟ้อง โจทก์ก็สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาว่าอาวุธปืนของกลางทั้ง 6 กระบอก เป็นอาวุธปืนยี่ห้อใด หมายเลขทะเบียนใด และได้มาอย่างใด ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมนั้น จึงชอบแล้ว

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การสอบสวนของพนักงานสอบสวนชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคแรก หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนระบุเฉพาะข้อกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร แต่ไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคแรก นั้น เห็นว่า แม้ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนเพียงแต่แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่ากระทำความผิดฐานรับของโจร โดยไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งถึงข้อเท็จจริงทั้งหลายพร้อมรายละเอียดที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด แต่ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา (เพิ่มเติม) ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งพฤติการณ์และรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยว่า "...จากการสอบสวนดาบตำรวจสันติชัย ผู้ต้องหาที่ 1 และนายสมชาย ผู้ต้องหาที่ 3 ให้การสอดคล้องต้องกันว่าจำเลยนำอาวุธปืนสั้นจำนวน 2 กระบอก ไปฝากจำนำกับผู้ต้องหาที่ 3" ผู้ต้องหาทราบข้อกล่าวหาและเข้าใจดีโดยตลอดแล้ว ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงเป็นการแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดให้จำเลยทราบแล้ว การสอบสวนของพนักงานสอบสวนชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าการสอบสวนชอบด้วยกฎหมายนั้นจึงชอบแล้ว

มีปัญหาข้อเท็จจริงต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีเพียงคำซัดทอดของดาบตำรวจสันติชัย นายสมชาย นายธนากร และนายนิพนธ์ ผู้ร่วมกระทำความผิดซึ่งเป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ไม่เพียงพอรับฟังลงโทษจำเลยนั้น ได้ความจากนายสมชายกับนายนิพนธ์พยานโจทก์และพยานจำเลยกับนายธนากรพยานโจทก์ตรงกันว่า ก่อนเกิดเหตุนายสมชายเคยพาจำเลยนำรถกระบะมาจำนำแก่นายนิพนธ์ 1 คัน และนายธนากร 1 คัน หลังจากไถ่รถกระบะคืนไปแล้ว ตามวันเวลาเกิดเหตุ นายสมชายพาจำเลยนำอาวุธปืนพกสั้น ยี่ห้อซิกซาวเออร์ หมายเลขประจำปืน ที 60135311 ไปจำนำแก่นายธนากร และอาวุธปืนพกสั้น ยี่ห้อซิกซาวเออร์ หมายเลขประจำปืนที 60138641 ไปจำนำแก่นายนิพนธ์ ขณะที่รับจำนำอาวุธปืนดังกล่าวสังเกตเห็นมีสกอตเทปสีดำปิดอยู่บริเวณจุดเล็งปืนหรือหน้าศูนย์ เห็นว่า นายสมชายรู้จักจำเลยมาก่อนเกิดเหตุและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน ส่วนนายธนากรกับนายนิพนธ์รู้จักจำเลยภายหลังจากนายสมชายพาจำเลยนำรถกระบะมาจำนำและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยเช่นกัน จึงเชื่อว่าบุคคลทั้งสามเบิกความไปตามความเป็นจริงโดยมิได้ปรักปรำจำเลย ยิ่งกว่านี้โจทก์มีร้อยตำรวจโทภัทรพงศ์ พนักงานสอบสวนเบิกความประกอบแผนผังการโอนเงินระหว่างนายสมชาย ดาบตำรวจสันติชัย จำเลย นางสาวแพรว คนรักของนายนิพนธ์ และนายสมบัติ โดยมีนายสมชายเป็นคนกลาง หลังจากนั้นได้ตรวจสอบบัญชีเงินฝากของนายสมชาย ดาบตำรวจสันติชัยและจำเลยพบว่ามีรายการโอนเงินเข้าออกระหว่างกันหลายรายการ แม้นายสมชาย นายธนากรกับนายนิพนธ์เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลย นายสมชายถูกกันเป็นพยาน ส่วนนายธนากรกับนายนิพนธ์ถูกดำเนินคดีในข้อหารับของโจร ซึ่งคำเบิกความของบุคคลทั้งสามเข้าลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดด้วยกันก็ตาม แต่ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติไม่ให้รับฟังคำซัดทอดของผู้ต้องหาว่ากระทำผิดด้วยกัน การที่จะเชื่อคำพยานได้หรือไม่นั้นย่อมแล้วแต่เหตุผลที่พยานเบิกความ เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณาว่า ตั้งแต่ปี 2563 ที่จำเลยรู้จักกับนายสมชายและจำเลยแนะนำดาบตำรวจสันติชัยให้รู้จักกับนายสมชายเรื่อยมาจนกระทั่งเกิดเหตุคดีนี้ มีรายการโอนเงินเข้าออกระหว่างบัญชีของดาบตำรวจสันติชัย จำเลยและนายสมชายหลายรายการ แม้จำเลยอ้างตนเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยมีความสนิทสนมกับนายสมชายและดาบตำรวจสันติชัย มีการเล่นการพนันออนไลน์ด้วยกัน ทำให้จำเลย นายสมชายและดาบตำรวจสันติชัยมีการหยิบยืมเงินกัน หากดาบตำรวจสันติชัยเงินหมดก็จะยืมเงินจากจำเลย บางครั้งจำเลยก็ไปยืมเงินจากนายสมชายเป็นการยืมวนกันไปมา แต่เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่ารายการโอนเงิน เป็นการโอนเงินกู้ยืมกันระหว่างจำเลย ดาบตำรวจสันติชัยและนายสมชาย จึงเลื่อนลอยไม่น่าเชื่อถือ และที่จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่ได้เห็นอาวุธปืนที่นำไปจำนำแก่นายนิพนธ์เนื่องจากนายสมชายใส่ไว้ในกระเป๋าก็แตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ทำเป็นหนังสือว่า "...และทางดาบตำรวจสันติชัยก็เดินมาหาข้าฯ แล้วนำเอาอาวุธปืนพกสั้นยี่ห้อซิกซาวเออร์โดยเอาสกอตเทปสีดำปิดทับตรงคันรั้งด้านบนเอาไว้ แต่ข้าฯ ไม่ทันสังเกตแต่มาทราบภายหลังว่ามีการเอาเทปสีดำปิดทับตราโล่เอาไว้..." จำเลยรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตั้งแต่ปี 2555 จนกระทั่งเกิดเหตุคดีนี้เมื่อปี 2564 เป็นระยะเวลานานเกือบ 10 ปี จำเลยย่อมต้องทราบดีว่าอาวุธปืนที่ใช้ในราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องมีหมายเลขประจำปืนและมีตราโล่ประทับไว้ ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ไม่ได้กระทำความผิดฐานรับของโจรเพราะไม่ทราบว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่ใช้ในราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและถูกดาบตำรวจสันติชัยลักมานั้น จึงเลื่อนลอยไม่น่าเชื่อถือเช่นกัน พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทราบว่าอาวุธปืนของกลางที่ร่วมกับนายสมชายนำไปจำนำแก่นายธนากรและนายนิพนธ์เป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานรับของโจร ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร จึงชอบแล้ว

มีปัญหาข้อเท็จจริงต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ปฏิบัติงานตามกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง สมควรทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประชาชน แต่กลับกระทำการละเมิดต่อกฎหมาย ซึ่งการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวลำพังจำเลยเพียงคนเดียวไม่อาจทำได้ คงจะต้องมีผู้ร่วมกระทำผิดเป็นขบวนการโดยแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขั้นเป็นตอนเพียงเพื่อประโยชน์ของตนเองกับพวกโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวม ทั้งความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดที่มีส่วนสนับสนุนให้เกิดอาชญากรรมอื่น ๆ ติดตามมาอีกมากมาย อันเป็นภัยต่อสุจริตชนและกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษและพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134 ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่สะเรียง
จำเลย — ดาบตำรวจ ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สะเรียง -
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 -
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 428/2567
#703997
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะไม่มีพยานเห็นขณะจำเลยร่วมกับ บ. ยกถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมขึ้นรถกระบะ แต่จากพฤติการณ์ที่จำเลยและ บ. ร่วมนั่งมาในรถกระบะคันเดียวกันโดยขาออกจากไร่มีถังดังกล่าวบรรทุกอยู่ที่กระบะท้าย ครั้นเมื่อกลับเข้ามาในไร่พร้อมกันกลับไม่มีถังดังกล่าวบรรทุกกลับมาด้วย บ่งชี้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับ บ. เป็นคนร้ายลักเอาถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ที่ลักเอาไป 1,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสุรภี ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 1,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม)

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า จำเลยและนายบุญมีจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 497/2564 ของศาลชั้นต้น ซึ่งให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว ต่างเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของไร่ โดยทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถ ไร่ของโจทก์ร่วมมีทางเข้าออกเพียงทางเดียวโดยบริเวณประตูทางเข้าออกด้านหน้าจะมีป้อมยามซึ่งมีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยตรวจตราดูแลยานพาหนะที่ผ่านเข้าออก ด้วยการบันทึกรายละเอียดชื่อคนขับรถ หมายเลขทะเบียนรถ เวลาที่รถเข้าและออก รวมทั้งจุดหมายปลายทางไว้เป็นหลักฐาน เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2564 นายบุญมีลักทรัพย์ถังสแตนเลส สูงประมาณ 1.5 เมตร กว้างประมาณ 1 เมตร หนักประมาณ 1 ตัน ราคา 1,000,000 บาท ของโจทก์ร่วมซึ่งเก็บรักษาอยู่ในโกดังภายในไร่โดยใช้รถกระบะสีขาวมีคอกสูงทำด้วยเหล็ก ซึ่งเป็นรถของโจทก์ร่วมสำหรับใช้งานภายในไร่ขนเอาถังสแตนเลสดังกล่าวขึ้นรถไป จำเลยถูกฟ้องกล่าวหาว่าร่วมกระทำความผิดดังกล่าวกับนายบุญมีในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 497/2564 ของศาลชั้นต้น แต่จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายบุญมีลักทรัพย์ถังสแตนเลสซึ่งเป็นของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายอุดมศักดิ์ และนายแถว พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำป้อมยามบริเวณประตูทางเข้าออกไร่เป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุตามฟ้อง เวลา 8.50 นาฬิกา ขณะพยานทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ป้อมยาม สังเกตเห็นรถกระบะของโจทก์ร่วมจะแล่นออกจากไร่ ขณะนั้นนายแถวนั่งรับประทานอาหารอยู่ภายในป้อมยาม นายอุดมศักดิ์จึงเดินเข้าไปสอบถามคนขับรถ เห็นนายบุญมีเป็นคนขับ จำเลยนั่งอยู่ด้านหน้าคู่คนขับ นายบุญมีและจำเลยบอกพยานว่าจะเดินทางไปอำเภอลำนารายณ์ จังหวัดลพบุรี นายอุดมศักดิ์จึงบันทึกรายละเอียดชื่อของนายบุญมีและจำเลย หมายเลขทะเบียนรถ เวลาออกจากไร่และจุดหมายปลายทางไว้ในบันทึกรายละเอียดรถยนต์ สำหรับนายแถวเมื่อมองออกมาจากป้อมยามคงเห็นแต่นายบุญมีซึ่งเป็นคนขับ ไม่ทันสังเกตว่ามีคนนั่งมากับคนขับด้วยหรือไม่ แต่ก็ได้รับแจ้งจากนายอุดมศักดิ์ว่าจำเลยนั่งมาด้วย นอกจากนั้นพยานทั้งสองสังเกตเห็นว่ามีวัตถุลักษณะกลมคล้ายถังขนาดใหญ่สูงเกือบ 2 เมตร กว้างขนาด 2 คนโอบ ถูกคลุมด้วยผ้าใบสีดำบรรทุกอยู่ที่กระบะท้ายรถ จนกระทั่งเวลา 11.54 นาฬิกา เมื่อนายบุญมีและจำเลยขับรถกลับเข้ามาที่ไร่พยานทั้งสองไม่เห็นมีวัตถุลักษณะคล้ายถังบรรทุกอยู่บนกระบะท้ายรถอีก นายอุดมศักดิ์จึงลงเวลาขณะที่รถกลับเข้ามาไว้ ต่อมาในวันเดียวกันนั้นเวลาประมาณ 15 นาฬิกา นายไชยยันต์ผู้จัดการไร่มาสอบถามพยานทั้งสองว่ามีพนักงานคนใดขับรถขนเอาถังสแตนเลสออกไปจากไร่หรือไม่ พยานทั้งสองจึงแจ้งเรื่องที่พบเห็นจำเลยและนายบุญมีขับรถกระบะบรรทุกวัตถุคล้ายถังขนาดใหญ่ให้นายไชยยันต์ทราบ เห็นว่า แม้นายอุดมศักดิ์และนายแถวพยานโจทก์ทั้งสองจะมิได้ขอเปิดผ้าใบสีดำออกดูว่าสิ่งที่ถูกคลุมอยู่เป็นถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมที่ถูกลักไปหรือไม่ดังข้อฎีกาของจำเลยก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงลักษณะของถังสแตนเลสซึ่งคล้ายกันกับถังสแตนเลสที่ถูกลักไป เห็นได้ชัดว่าเป็นถังขนาดใหญ่กว่าถังปกติทั่วไปมาก เมื่อนำมาบรรทุกบนกระบะท้ายรถกระบะ ตามภาพถ่ายประกอบคดีหมาย จ.8 แผ่นที่ 6 ซึ่งมิใช่เป็นรถขนาดใหญ่ ย่อมเป็นจุดสังเกตเปรียบเทียบให้ผู้ที่พบเห็นโดยเฉพาะพนักงานรักษาความปลอดภัยเกิดความสนใจเป็นพิเศษถึงขนาดความใหญ่โตของวัตถุที่มีการบรรทุกมาได้ง่าย ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสองก็ได้เบิกความประมาณขนาดเอาไว้แล้วว่ามีความสูงเกือบ 2 เมตร กว้างขนาด 2 คนโอบ อันมีขนาดและสัดส่วนใกล้เคียงกับถังสแตนเลสที่ถูกลักไป ทำให้เชื่อได้ว่าวัตถุที่บรรทุกอยู่จะต้องเป็นถังแสตนเลสใบเดียวกันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย นายไชยยันต์แจ้งเรื่องถังสแตนเลสที่ถูกลักไปให้พยานโจทก์ทั้งสองทราบในวันเดียวกันนั้นช่วงบ่าย ซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้ชิดที่พยานโจทก์ทั้งสองเพิ่งจะพบเห็นการบรรทุกวัตถุลักษณะกลมคล้ายถังขนาดใหญ่มาในช่วงเช้า ย่อมเป็นเหตุให้พยานโจทก์ทั้งสองจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนว่าในวันและเวลาเกิดเหตุมีการขนถังดังกล่าวออกไปจากไร่ เฉพาะอย่างยิ่งยังมีการบันทึกรายละเอียดการเข้าออกของรถกระบะซึ่งนายบุญมีเป็นผู้ขับมีจำเลยนั่งมาด้วยไว้เป็นหลักฐานประกอบอย่างชัดเจน จึงสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองให้มีน้ำหนักรับฟังเป็นความจริงได้ หาใช่เป็นคำเบิกความที่มีพิรุธ ไม่ประกอบด้วยเหตุผล หรือมีลักษณะเป็นการปรักปรำจำเลยดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนข้อฎีกาของจำเลยว่าพยานโจทก์ปากนายแถวเบิกความว่า ไม่เห็นจำเลยนั่งมาในรถนั้นก็สืบเนื่องจากนายแถวนั่งรับประทานอาหารอยู่ภายในป้อมยาม แต่ต่อมานายแถวก็ได้รับแจ้งจากนายอุดมศักดิ์ว่ามีจำเลยนั่งอยู่ในรถ สอดคล้องกับที่นายอุดมศักดิ์บันทึกไว้ในเอกสารเกี่ยวกับรายละเอียดรถยนต์เข้าออก จึงหามีผลทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมต้องลดน้อยลงไป นอกจากนั้น แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีพยานปากใดที่เห็นขณะจำเลยร่วมกับนายบุญมียกถังสแตนเลสขึ้นรถกระบะ แต่จากพฤติการณ์ที่จำเลยและนายบุญมีร่วมนั่งมาในรถกระบะคันเดียวกันโดยขาออกจากไร่มีถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมบรรทุกอยู่ที่กระบะท้าย ครั้นเมื่อกลับเข้ามาในไร่พร้อมกันกลับไม่มีการนำถังดังกล่าวบรรทุกกลับมาด้วย รูปคดีบ่งชี้ชัดว่าจำเลยร่วมกับนายบุญมีเป็นคนร้ายลักเอาถังสแตนเลสใบนี้ไปโดยไม่มีข้อสงสัย ส่วนการที่วันเกิดเหตุเป็นวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ซึ่งไร่ของโจทก์ร่วมเปิดดำเนินการตามปกติ ก็มิใช่ข้อสนับสนุนที่จะทำให้เชื่อได้ตามข้อฎีกาของจำเลยว่า จำเลยไม่อาจลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมได้เนื่องจากอาจมีผู้พบเห็นขณะจำเลยยกถังสแตนเลสขึ้นรถกระบะ เพราะจำเลยอาจเลือกกระทำในเวลาที่ปลอดคนเนื่องจากไม่ปรากฏว่าโกดังที่เกิดเหตุมีพนักงานของโจทก์ร่วมเข้าออกอย่างพลุกพล่านต่อเนื่องตลอดทั้งวัน หรือหากมีผู้พบเห็นเข้าโดยบังเอิญแล้วสอบถาม จำเลยก็อาจอ้างได้ว่าได้รับคำสั่งให้นำถังสแตนเลสออกไปซ่อมหรือไปดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ และในประการสุดท้ายแม้จะได้ความจากที่นายไชยยันต์ตอบคำถามศาลชั้นต้นซึ่งได้มีการบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม 2565 ว่าถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมสูญหายไปทั้งหมด 2 ใบ นายบุญมีพยานจำเลยเบิกความอ้างว่า ได้เป็นผู้ลักเอาไปเมื่อวันที่ 2 และ 4 พฤษภาคม 2565 ก็ตาม แต่เมื่อไม่ได้ความชัดว่านายไชยยันต์ทราบถึงเรื่องการสูญหายของถังใบแรกตั้งแต่เมื่อวันใด ฉะนั้นการที่ก่อนเกิดเหตุคดีนี้นายไชยยันต์ไม่ได้จัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันทรัพย์สินสูญหายหรือมีคำสั่งกำชับให้พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ป้อมยามด้านหน้าทางเข้าออกไร่คอยตรวจตราดูแลเปิดดูวัตถุที่มีการขนย้ายออกไปจากไร่โดยเคร่งครัด จึงไม่นับเป็นข้อพิรุธสงสัยตามที่จำเลยฎีกาโต้แย้งอีกเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยดังวินิจฉัยมาข้างต้นล้วนแล้วแต่ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยประการอื่นนอกจากนี้เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดวิเชียรบุรี
โจทก์ร่วม — นาง ส.
จำเลย — นาย ฉ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
วรวุฒิ ทวาทศิน
ธรรมนูญ สิงห์สาย
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2567
#699282
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยโพสต์ในเพจองค์กรพลังชาวพุทธว่า "#ข่าวนี้จริงหรือไม่? มีมูลหรือเปล่า? สาเหตุแท้จริงเรื่องนี้มาจากอะไร? ทำไมท่านวันนอร์?? ถึงได้ทำแบบนี้? ท่านวันนอร์? จะชี้แจงสังคมอย่างไร? #สังคมไทยกำลังเคลือบแคลง?? และจำเลยตัดต่อข้อความลงบนรูปโจทก์มีข้อความว่า "จริงหรือไม่? วันนอร์นำทีมกลุ่มวาดะห์รับบริจาคเงินช่วยเหลือโจรใต้..." จำเลยโพสต์ในเพจองค์กรพลังชาวพุทธว่า "#มันแปลกดีนะ?? เป็นไปได้อย่างไร? ท่านวันนอร์!! มีบ้านใหญ่โตสุดหรู?? แต่อยู่อย่างปลอดภัย!! อยู่อย่างเป็นสุข!! โจรชั่วมุสลิม BRN!! ไม่เคยไปรบกวน?? เป็นเพราะอะไร? เป็นเพราะอะไร?" "#มันแปลกดีนะ!! เป็นเพราะอะไร? นายวันนอร์ปลอดภัย!! ตลอด 20 ปี?? ทหาร, พระ, ผู้บริสุทธิ์ตาย! เกือบหมื่นศพ? นายวันนอร์มีวิธีอย่างไร? ถึงปลอดภัย? #ไม่เคยมีข่าวถูกคุกคามสักครั้ง "#แปลกไหมครับ? เป็นไปได้อย่างไร? ใครอธิบายได้บ้าง? โจรชั่วกบฏมุสลิม Brn!! ก่อเหตุฆ่าพระ ทหารและผู้บริสุทธิ์ ฯลฯ เกือบหมื่นศพ!!.. มาเกือบ 20 ปี!! แต่ไม่เคยเกิดเหตุร้ายใดใดกับนายวันนอร์ ครอบครัวและบริวาร รวมทั้งทรัพย์สินเลยสักครั้ง?????...." เห็นว่า การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา 328 นั้น ผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาใส่ความผู้อื่นในลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ด้วยการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป และข้อความนั้นตามความรู้สึกของวิญญูชนโดยทั่วไปถึงขั้นทำให้ผู้อื่นนั้นน่าจะเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยโพสต์และข้อความที่จำเลยนำมาใส่บนรูปโจทก์ในเพจเฟซบุ๊กของจำเลยและองค์กรพลังชาวพุทธแล้ว ทำให้วิญญูชนโดยทั่วไปที่พบเห็นและอ่านแล้ว มีความรู้สึกหรือเข้าใจได้ว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี เกี่ยวข้องกับขบวนการ BRN ซึ่งเป็นขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันส่งผลให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ ลักษณะการใส่ความของจำเลยก็เป็นการโพสต์ข้อความซ้ำแล้วซ้ำอีก บ่งชี้ถึงเจตนาของจำเลยว่าเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงตามที่โพสต์ไป ที่จำเลยอ้างว่า การโพสต์ของจำเลยมีลักษณะเป็นการตั้งคำถามต่อโจทก์ ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริง และเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม เห็นว่า แม้จำเลยจะเพิ่มข้อความว่า จริงหรือไม่ ในลักษณะเป็นคำถามก็ตาม พฤติการณ์เช่นนี้บ่งชี้ได้ว่า จำเลยตั้งคำถามโดยไม่สุจริตใจและมีเจตนาเพื่อจะหลีกเลี่ยงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 จึงมิใช่กรณีไม่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงตามที่จำเลยต่อสู้ ส่วนเรื่องการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมนั้น เมื่อจำเลยได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับตัวโจทก์และต้องการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่จำเลยนำสืบ แต่จำเลยไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่นอนก่อนที่จะโพสต์ข้อความ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เคยสอบถามปัญหาดังกล่าวต่อโจทก์โดยตรงมาก่อน จำเลยก็ยังมีวิธีการที่จำเลยจะดำเนินการหรือร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบได้อีกหลากหลายวิธี โดยไม่มีเหตุที่จะต้องตั้งคำถามในลักษณะกล่าวหาใส่ร้ายโจทก์เช่นนี้ การกระทำของจำเลยเห็นได้ว่ามีเจตนาที่ต้องการประจานโจทก์ให้ได้รับความอับอายขายหน้า จึงเป็นการใส่ความโจทก์ในประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 หาใช่มีเจตนาเพียงต้องการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม อันจะทำให้จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) ไม่

อนึ่ง คดีนี้จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ศาลชั้นต้นรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษให้จำเลย แทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมโทษเข้าด้วยกันตาม ป.อ. มาตรา 21 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 326, 328 ให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ หน้า 1 และในเฟซบุ๊กของจำเลยและองค์กรพลังชาวพุทธเป็นเวลา 7 วัน ติดต่อกัน

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 4 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 8 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน และให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อพอได้ใจความในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและเดลินิวส์เป็นเวลา 3 วัน ติดต่อกันโดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติเบื้องต้นว่าจำเลยเป็นเจ้าของผู้เปิดใช้เฟซบุ๊กชื่อ อ. อีกทั้งเป็นผู้สร้างและเปิดเพจองค์กรพลังชาวพุทธ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2563 เวลากลางวัน จำเลยโพสต์ในเพจองค์กรพลังชาวพุทธว่า "#ข่าวนี้จริงหรือไม่? มีมูลหรือเปล่า? สาเหตุแต่ (ที่ถูก แท้) จริงเรื่องนี้มาจากอะไร? ทำไมท่านวันนอร์?? ถึงได้ทำแบบนี้ ? ท่านวันนอร์? จะชี้แจงสังคมอย่างไร? #สังคมไทยกำลังเคลือบแคลง?? และจำเลยตัดต่อข้อความลงบนรูปโจทก์มีข้อความว่า "จริงหรือไม่? วันนอร์นำทีมกลุ่มวาดะห์รับบริจาคเงินช่วยเหลือโจรใต้..." วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 เวลากลางวัน จำเลยโพสต์ในเพจองค์กรพลังชาวพุทธว่า "#มันแปลกดีนะ?? เป็นไปได้อย่างไร? ท่านวันนอร์!! มีบ้านใหญ่โตสุดหรู?? แต่อยู่อย่างปลอดภัย!! อยู่อย่างเป็นสุข!! โจรชั่วมุสลิม BRN!! ไม่เคยไปรบกวน?? เป็นเพราะอะไร? เป็นเพราะอะไร?" และจำเลยตัดต่อข้อความลงบนรูปโจทก์มีข้อความว่า "บ้านหรูอลังการ" "ปลอดภัย" "โจรชั่ว..." "โจร BRN ไม่รบกวน?" เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2563 เวลากลางวัน จำเลยโพสต์ในเพจองค์กรพลังชาวพุทธว่า "#มันแปลกดีนะ!! เป็นเพราะอะไร? นายวันนอร์ปลอดภัย!! ตลอด 20 ปี?? ทหาร, พระ, ผู้บริสุทธิ์ตาย! เกือบหมื่นศพ? นายวันนอร์มีวิธีอย่างไร? ถึงปลอดภัย? #ไม่เคยมีข่าวถูกคุมคามสักครั้ง??" และจำเลยตัดต่อข้อความลงบนรูปโจทก์มีข้อความว่า "แปลกมั้ย...." "โจรชั่ว...." และวันที่ 18 พฤษภาคม 2563 เวลากลางวัน จำเลยโพสต์ในเพจองค์กรพลังชาวพุทธว่า "#แปลกไหมครับ? เป็นไปได้อย่างไร? ใครอธิบายได้บ้าง? โจรชั่วกบฏมุสลิม Brn!! ก่อเหตุฆ่าพระ ทหารและผู้บริสุทธิ์ ฯลฯ เกือบหมื่นศพ!!.. มาเกือบ 20 ปี!! แต่ไม่เคยเกิดเหตุร้ายใดใดกับนายวันนอร์ ครอบครัวและบริวาร รวมทั้งทรัพย์สินเลยสักครั้ง?????...." และจำเลยตัดต่อข้อความลงบนรูปโจทก์มีข้อความว่า "แปลกมั้ย...." "โจรชั่ว...."

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความได้ความว่า โจทก์เป็นหัวหน้าพรรคประชาชาติ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย อีกทั้งเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี การที่จำเลยโพสต์ข้อความและนำข้อความมาใส่บนรูปโจทก์ในเพจเฟซบุ๊กของจำเลยและองค์กรพลังชาวพุทธรวม 4 ครั้ง นั้นเป็นความเท็จและเป็นการใส่ร้ายโจทก์เพื่อให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนชั่ว เป็นโจรมุสลิม BRN ซึ่งเป็นขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกี่ยวข้องกับการฆ่าประชาชน ทหาร พระ และผู้บริสุทธิ์เกือบหมื่นศพ ความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้กระทำตามที่จำเลยใส่ร้าย โจทก์ไม่เคยถูกดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับขบวนการก่อการร้าย การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง และไม่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วจำเลยยังได้โพสต์ข้อความหมิ่นประมาทโจทก์อีกหลายครั้ง นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสุรพล นายทะเบียนพรรคประชาชาติ พลตำรวจเอกปรุง ผู้เคยทำงานร่วมกับโจทก์และนายมูฮัมหมัดรุสดี รองโฆษกพรรคประชาชาติ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันได้ความว่า โจทก์ไม่เคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่ออ่านข้อความที่จำเลยโพสต์ แล้วเข้าใจได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลตามที่จำเลยใส่ร้าย การกระทำของจำเลยไม่ใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เห็นว่า การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 นั้น ผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาใส่ความผู้อื่นในลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ด้วยการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป และข้อความนั้นตามความรู้สึกของวิญญูชนโดยทั่วไปถึงขั้นทำให้ผู้อื่นนั้นน่าจะเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยโพสต์และข้อความที่จำเลยนำมาใส่บนรูปโจทก์ในเพจเฟซบุ๊กของจำเลยและองค์กรพลังชาวพุทธแล้ว ทำให้วิญญูชนโดยทั่วไปที่พบเห็นและอ่านแล้ว มีความรู้สึกหรือเข้าใจได้ว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี เกี่ยวข้องกับขบวนการ BRN ซึ่งเป็นขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันส่งผลให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ และลักษณะการใส่ความของจำเลยก็เป็นการโพสต์ข้อความซ้ำแล้วซ้ำอีกในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบดังกล่าว บ่งชี้ถึงเจตนาของจำเลยว่าเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงตามที่โพสต์ไป อีกทั้งการโพสต์ของจำเลยตามฟ้องก็เป็นการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป เจือสมกับที่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า มีผู้ติดตามเพจเฟซบุ๊กของจำเลยประมาณ 4,000 ถึง 5,000 คน และเพจองค์กรพลังชาวพุทธประมาณ 40,000 ถึง 50,000 คน คนติดตามมีทั่วทุกภาคของประเทศ รวมทั้งคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือได้ว่าจำเลยได้เผยแพร่ข้อความ โดยการโฆษณา เมื่อจำเลยได้เผยแพร่ข้อความซึ่งวิญญูชนโดยทั่วไปที่พบเห็นและอ่านแล้วมีความรู้สึกหรือเข้าใจได้ว่า โจทก์เป็นคนไม่ดีเกี่ยวข้องกับขบวนการ BRN ซึ่งเป็นขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อันส่งผลให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ ด้วยการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สาม โดยการโฆษณาไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ที่จำเลยนำสืบและอ้างในฎีกาว่า การโพสต์ของจำเลยมีลักษณะเป็นการตั้งคำถามต่อโจทก์ ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริง และเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม เห็นว่า จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยนำรูปมาจากสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งมีการแชร์กัน เมื่อนำมาแล้วก็ได้เพิ่มข้อความว่า จริงหรือไม่ เพราะข้อความดังกล่าวเป็นข้อความที่ใส่ร้ายโจทก์ แสดงว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าข้อความบนรูป ที่ว่า วันนอร์นำทีมกลุ่มวาดะห์รับบริจาคเงินช่วยเหลือโจรใต้ เป็นข้อความที่ใส่ร้ายโจทก์ ประกอบกับที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่าจำเลยโพสต์ข้อความซ้ำแล้วซ้ำอีกในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้จำเลยจะเพิ่มข้อความว่า จริงหรือไม่ ในลักษณะเป็นคำถามก็ตาม พฤติการณ์เช่นนี้บ่งชี้ได้ว่า จำเลยตั้งคำถามโดยไม่สุจริตใจและมีเจตนาเพื่อจะหลีกเลี่ยงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 อันมีผลพลอยให้เชื่อได้ว่าการโพสต์ข้อความของจำเลย ก็เป็นการตั้งคำถามโดยไม่สุจริตใจไปด้วย จึงมิใช่กรณีไม่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงตามที่จำเลยต่อสู้ ส่วนเรื่องการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมนั้น จำเลยเบิกความว่า ข้อมูลที่เกี่ยวกับความไม่สงบดังกล่าวจำเลยได้รับมาหลายทาง คำถาม เป็นคำถามมาจากหลายแหล่ง จำเลยได้รับข่าวสารว่าโจทก์ถูกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรดำเนินคดีในข้อหายุยงปลุกปั่น บางเรื่องโจทก์มีความสัมพันธ์กับกลุ่มก่อการร้าย บางเรื่องที่โจทก์เรียกร้องก็ไปเกี่ยวโยงกับกลุ่มก่อการร้ายที่เคยเรียกร้องมาก่อน จำเลยจึงต้องโพสต์ถามโจทก์ แต่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยไม่เคยทำหนังสือสอบถามพรรคประชาชาติและกรรมาธิการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อสอบถามและตรวจสอบว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับขบวนการโจร BRN หรือไม่ จำเลยไม่ได้นำข้อมูลที่ได้รับทราบเกี่ยวข้องกับตัวโจทก์ไปให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาแก่โจทก์ แสดงว่าเมื่อจำเลยได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับตัวโจทก์มาแล้ว จำเลยไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่นอนก่อนที่จะโพสต์ข้อความตามฟ้อง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เคยสอบถามปัญหาดังกล่าวต่อโจทก์โดยตรงมาก่อน แม้หากจำเลยได้ข้อมูลดังกล่าวมาและต้องการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่จำเลยนำสืบ จำเลยก็ยังมีวิธีการที่จำเลยจะดำเนินการหรือร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบได้อีกหลากหลายวิธี โดยไม่มีเหตุที่จะต้องตั้งคำถามในลักษณะกล่าวหาใส่ร้ายโจทก์เช่นนี้ จึงไม่มีความจำเป็นใดเลยที่จำเลยจะต้องโพสต์ข้อความดังกล่าวให้สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไปได้รับทราบ การกระทำของจำเลยเห็นได้ว่ามีเจตนาที่ต้องการประจานโจทก์ให้ได้รับความอับอายขายหน้า จึงเป็นการใส่ความโจทก์ในประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หาใช่มีเจตนาเพียงต้องการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม อันจะทำให้จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) ไม่ ข้อนำสืบและข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนข้ออ้างอื่นในฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่มีความผิดนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า กรณีมีเหตุให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาระวางโทษของความผิดที่จำเลยได้กระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี ก่อนลดโทษนั้นนับว่าเหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยแล้ว ส่วนเรื่องรอการลงโทษจำคุก เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยสร้างความเสียหายเป็นอย่างมากแก่ชื่อเสียงของโจทก์ ซึ่งเป็นบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญของประเทศ อีกทั้งยังสร้างปัญหาความขัดแย้งและบาดหมางกันระหว่างคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธกับศาสนาอิสลามเป็นวงกว้างโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศประกอบกับจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้รวมถึง 4 กระทง บ่งชี้ได้ว่าจำเลยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่มีเหตุอันควรปรานีแก่จำเลยด้วยการรอการลงโทษจำคุก ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ศาลชั้นต้นรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษให้จำเลย แทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมโทษเข้าด้วยกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ก็มิได้แก้ไขในส่วนนี้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่การคำนวณลดโทษไม่ถูกต้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 16 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 21 วรรคสอง ม. 328 ม. 329 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายกิตติสัณห์ ภัทรากรทวีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวินิจ แกล้วทนงค์
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
บดินทร์ ตรีรานุรัตน์
สิทธิชัย พูนเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2567
#703996
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา 328 นั้น ผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาใส่ความผู้อื่นในลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ด้วยการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป และข้อความนั้นตามความรู้สึกของวิญญูชนโดยทั่วไปถึงขั้นทำให้ผู้อื่นนั้นน่าจะเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

ข้อความที่จำเลยโพสต์และข้อความที่นำมาใส่บนรูปโจทก์ในเพจเฟซบุ๊กของจำเลยและองค์กร พ. ทำให้วิญญูชนโดยทั่วไปที่พบเห็นและอ่านแล้ว มีความรู้สึกหรือเข้าใจได้ว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี เกี่ยวข้องกับขบวนการ BRN ซึ่งเป็นขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันส่งผลให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ และลักษณะการใส่ความของจำเลยก็เป็นการโพสต์ข้อความซ้ำแล้วซ้ำอีกในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบดังกล่าว บ่งชี้ถึงเจตนาของจำเลยว่าเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงตามที่โพสต์ไป อีกทั้งการโพสต์ของจำเลยก็เป็นการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป

จำเลยทราบข้อมูลเกี่ยวกับตัวโจทก์แล้ว แต่ไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะโพสต์ข้อความ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยสอบถามปัญหาดังกล่าวต่อโจทก์โดยตรงมาก่อน หากจำเลยต้องการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ยังมีวิธีการที่จำเลยจะดำเนินการหรือร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบหลากหลายวิธี ไม่มีความจำเป็นที่ต้องโพสต์ข้อความดังกล่าวให้สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไปได้รับทราบ การกระทำของจำเลยเห็นได้ว่ามีเจตนาต้องการประจานโจทก์ให้ได้รับความอับอายขายหน้า เป็นการใส่ความโจทก์ในประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หาใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ตาม ป.อ. มาตรา 329 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 326, 328 ให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ หน้า 1 และในเฟซบุ๊กของจำเลยและองค์กร พ. เป็นเวลา 7 วัน ติดต่อกัน

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 4 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 8 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน และให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อพอได้ใจความในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและเดลินิวส์เป็นเวลา 3 วัน ติดต่อกันโดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติเบื้องต้นว่าจำเลยเป็นเจ้าของผู้เปิดใช้เฟซบุ๊กชื่อ อ. อีกทั้งเป็นผู้สร้างและเปิดเพจองค์กร พ. เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2563 เวลากลางวัน จำเลยโพสต์ในเพจองค์กร พ. ว่า "#ข่าวนี้จริงหรือไม่? มีมูลหรือเปล่า? สาเหตุแต่ (ที่ถูก แท้) จริงเรื่องนี้มาจากอะไร? ทำไมท่าน ว. ?? ถึงได้ทำแบบนี้ ? ท่าน ว. ? จะชี้แจงสังคมอย่างไร? #สังคมไทยกำลังเคลือบแคลง?? และจำเลยตัดต่อข้อความลงบนรูปโจทก์มีข้อความว่า "จริงหรือไม่? ว. นำทีมกลุ่มวาดะห์รับบริจาคเงินช่วยเหลือโจรใต้..." วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 เวลากลางวัน จำเลยโพสต์ในเพจองค์กร พ. ว่า "#มันแปลกดีนะ?? เป็นไปได้อย่างไร? ท่าน ว. !! มีบ้านใหญ่โตสุดหรู?? แต่อยู่อย่างปลอดภัย!! อยู่อย่างเป็นสุข!! โจรชั่วมุสลิม BRN!! ไม่เคยไปรบกวน?? เป็นเพราะอะไร? เป็นเพราะอะไร?" และจำเลยตัดต่อข้อความลงบนรูปโจทก์มีข้อความว่า "บ้านหรูอลังการ" "ปลอดภัย" "โจรชั่ว..." "โจร BRN ไม่รบกวน?" เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2563 เวลากลางวัน จำเลยโพสต์ในเพจองค์กร พ. ว่า "#มันแปลกดีนะ!! เป็นเพราะอะไร? นาย ว. ปลอดภัย!! ตลอด 20 ปี?? ทหาร, พระ, ผู้บริสุทธิ์ตาย! เกือบหมื่นศพ? นาย ว. มีวิธีอย่างไร? ถึงปลอดภัย? #ไม่เคยมีข่าวถูกคุมคามสักครั้ง??" และจำเลยตัดต่อข้อความลงบนรูปโจทก์มีข้อความว่า "แปลกมั้ย...." "โจรชั่ว...." และวันที่ 18 พฤษภาคม 2563 เวลากลางวัน จำเลยโพสต์ในเพจองค์กร พ. ว่า "#แปลกไหมครับ? เป็นไปได้อย่างไร? ใครอธิบายได้บ้าง? โจรชั่วกบฏมุสลิม Brn!! ก่อเหตุฆ่าพระ ทหารและผู้บริสุทธิ์ ฯลฯ เกือบหมื่นศพ!!.. มาเกือบ 20 ปี!! แต่ไม่เคยเกิดเหตุร้ายใดใดกับนาย ว. ครอบครัวและบริวาร รวมทั้งทรัพย์สินเลยสักครั้ง?????...." และจำเลยตัดต่อข้อความลงบนรูปโจทก์มีข้อความว่า "แปลกมั้ย...." "โจรชั่ว...."

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความได้ความว่า โจทก์เป็นหัวหน้าพรรค ป. เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย อีกทั้งเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี การที่จำเลยโพสต์ข้อความและนำข้อความมาใส่บนรูปโจทก์ในเพจเฟซบุ๊กของจำเลยและองค์กร พ. รวม 4 ครั้ง นั้นเป็นความเท็จและเป็นการใส่ร้ายโจทก์เพื่อให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนชั่ว เป็นโจรมุสลิม BRN ซึ่งเป็นขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกี่ยวข้องกับการฆ่าประชาชน ทหาร พระ และผู้บริสุทธิ์เกือบหมื่นศพ ความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้กระทำตามที่จำเลยใส่ร้าย โจทก์ไม่เคยถูกดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับขบวนการก่อการร้าย การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง และไม่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วจำเลยยังได้โพสต์ข้อความหมิ่นประมาทโจทก์อีกหลายครั้ง นอกจากนี้โจทก์ยังมีนาย ส. นายทะเบียนพรรค ป. พลตำรวจเอก ร. ผู้เคยทำงานร่วมกับโจทก์และนาย ม. รองโฆษกพรรค ป. เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันได้ความว่า โจทก์ไม่เคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่ออ่านข้อความที่จำเลยโพสต์ แล้วเข้าใจได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลตามที่จำเลยใส่ร้าย การกระทำของจำเลยไม่ใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เห็นว่า การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 นั้น ผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาใส่ความผู้อื่นในลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ด้วยการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป และข้อความนั้นตามความรู้สึกของวิญญูชนโดยทั่วไปถึงขั้นทำให้ผู้อื่นนั้นน่าจะเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยโพสต์และข้อความที่จำเลยนำมาใส่บนรูปโจทก์ในเพจเฟซบุ๊กของจำเลยและองค์กร พ. แล้ว ทำให้วิญญูชนโดยทั่วไปที่พบเห็นและอ่านแล้ว มีความรู้สึกหรือเข้าใจได้ว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี เกี่ยวข้องกับขบวนการ BRN ซึ่งเป็นขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันส่งผลให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ และลักษณะการใส่ความของจำเลยก็เป็นการโพสต์ข้อความซ้ำแล้วซ้ำอีกในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบดังกล่าว บ่งชี้ถึงเจตนาของจำเลยว่าเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงตามที่โพสต์ไป อีกทั้งการโพสต์ของจำเลยตามฟ้องก็เป็นการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป เจือสมกับที่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า มีผู้ติดตามเพจเฟซบุ๊กของจำเลยประมาณ 4,000 ถึง 5,000 คน และเพจองค์กร พ. ประมาณ 40,000 ถึง 50,000 คน คนติดตามมีทั่วทุกภาคของประเทศ รวมทั้งคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือได้ว่าจำเลยได้เผยแพร่ข้อความ โดยการโฆษณา เมื่อจำเลยได้เผยแพร่ข้อความซึ่งวิญญูชนโดยทั่วไปที่พบเห็นและอ่านแล้วมีความรู้สึกหรือเข้าใจได้ว่า โจทก์เป็นคนไม่ดีเกี่ยวข้องกับขบวนการ BRN ซึ่งเป็นขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อันส่งผลให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ ด้วยการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สาม โดยการโฆษณาไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ที่จำเลยนำสืบและอ้างในฎีกาว่า การโพสต์ของจำเลยมีลักษณะเป็นการตั้งคำถามต่อโจทก์ ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริง และเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม เห็นว่า จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยนำรูปมาจากสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งมีการแชร์กัน เมื่อนำมาแล้วก็ได้เพิ่มข้อความว่า จริงหรือไม่ เพราะข้อความดังกล่าวเป็นข้อความที่ใส่ร้ายโจทก์ แสดงว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าข้อความบนรูปที่ว่า ว. นำทีมกลุ่มวาดะห์รับบริจาคเงินช่วยเหลือโจรใต้ เป็นข้อความที่ใส่ร้ายโจทก์ ประกอบกับที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่าจำเลยโพสต์ข้อความซ้ำแล้วซ้ำอีกในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้จำเลยจะเพิ่มข้อความว่า จริงหรือไม่ ในลักษณะเป็นคำถามก็ตาม พฤติการณ์เช่นนี้บ่งชี้ได้ว่า จำเลยตั้งคำถามโดยไม่สุจริตใจและมีเจตนาเพื่อจะหลีกเลี่ยงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 อันมีผลพลอยให้เชื่อได้ว่าการโพสต์ข้อความของจำเลย ก็เป็นการตั้งคำถามโดยไม่สุจริตใจไปด้วย จึงมิใช่กรณีไม่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงตามที่จำเลยต่อสู้ ส่วนเรื่องการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมนั้น จำเลยเบิกความว่า ข้อมูลที่เกี่ยวกับความไม่สงบดังกล่าวจำเลยได้รับมาหลายทาง คำถามเป็นคำถามมาจากหลายแหล่ง จำเลยได้รับข่าวสารว่าโจทก์ถูกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรดำเนินคดีในข้อหายุยงปลุกปั่น บางเรื่องโจทก์มีความสัมพันธ์กับกลุ่มก่อการร้าย บางเรื่องที่โจทก์เรียกร้องก็ไปเกี่ยวโยงกับกลุ่มก่อการร้ายที่เคยเรียกร้องมาก่อน จำเลยจึงต้องโพสต์ถามโจทก์ แต่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยไม่เคยทำหนังสือสอบถามพรรค ป. และกรรมาธิการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อสอบถามและตรวจสอบว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับขบวนการโจร BRN หรือไม่ จำเลยไม่ได้นำข้อมูลที่ได้รับทราบเกี่ยวข้องกับตัวโจทก์ไปให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาแก่โจทก์ แสดงว่าเมื่อจำเลยได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับตัวโจทก์มาแล้ว จำเลยไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่นอนก่อนที่จะโพสต์ข้อความตามฟ้อง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เคยสอบถามปัญหาดังกล่าวต่อโจทก์โดยตรงมาก่อน แม้หากจำเลยได้ข้อมูลดังกล่าวมาและต้องการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่จำเลยนำสืบ จำเลยก็ยังมีวิธีการที่จำเลยจะดำเนินการหรือร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบได้อีกหลากหลายวิธี โดยไม่มีเหตุที่จะต้องตั้งคำถามในลักษณะกล่าวหาใส่ร้ายโจทก์เช่นนี้ จึงไม่มีความจำเป็นใดเลยที่จำเลยจะต้องโพสต์ข้อความดังกล่าวให้สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไปได้รับทราบ การกระทำของจำเลยเห็นได้ว่ามีเจตนาที่ต้องการประจานโจทก์ให้ได้รับความอับอายขายหน้า จึงเป็นการใส่ความโจทก์ในประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หาใช่มีเจตนาเพียงต้องการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม อันจะทำให้จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) ไม่ ข้อนำสืบและข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนข้ออ้างอื่นในฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่มีความผิดนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า กรณีมีเหตุให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาระวางโทษของความผิดที่จำเลยได้กระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี ก่อนลดโทษนั้นนับว่าเหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยแล้ว ส่วนเรื่องรอการลงโทษจำคุก เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยสร้างความเสียหายเป็นอย่างมากแก่ชื่อเสียงของโจทก์ ซึ่งเป็นบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญของประเทศ อีกทั้งยังสร้างปัญหาความขัดแย้งและบาดหมางกันระหว่างคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธกับศาสนาอิสลามเป็นวงกว้างโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศประกอบกับจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้รวมถึง 4 กระทง บ่งชี้ได้ว่าจำเลยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่มีเหตุอันควรปรานีแก่จำเลยด้วยการรอการลงโทษจำคุก ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ศาลชั้นต้นรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษให้จำเลย แทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมโทษเข้าด้วยกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ก็มิได้แก้ไขในส่วนนี้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่การคำนวณลดโทษไม่ถูกต้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 16 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328 ม. 329 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
บดินทร์ ตรีรานุรัตน์
สิทธิชัย พูนเกษม
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 415/2567
#700610
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินชั่วคราว ตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก จังหวัดเพชรบูรณ์ ฉบับที่ 410/2528 ตำบลทุ่งสมอ กิ่งอำเภอเข้าค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นที่ดินของรัฐ ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยความเห็นชอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้ใช้ที่ดิน ได้ออกหนังสือสำคัญให้ไว้เพื่อแสดงว่า บ. เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราว และต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบและเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนดไว้ด้านหลังหนังสือรับรองทุกประการ ซึ่งรวมทั้งเงื่อนไขห้ามมิให้แบ่งแยกและโอนที่ดินที่ได้รับการจัดสรรให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่ตกทอดทางมรดก และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 กำหนดหลักการไว้ว่า ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตตามกฎหมาย การพิจารณาจะอนุญาตให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้าไปทำประโยชน์หรืออาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต้องพิจารณาโดยเคร่งครัดตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ บุคคลที่จะเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติจะต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้น เมื่อ บ. เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราว จึงไม่สามารถโอนสิทธิดังกล่าวให้บุคคลอื่นได้ การที่ บ. ขายและโอนสิทธิดังกล่าวให้แก่ ว. และต่อมา ว. ทำสัญญาซื้อขายและโอนสิทธิดังกล่าว ให้แก่โจทก์หรือจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์และจำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จึงเป็นการทำนิติกรรมเปลี่ยนตัวผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวตามที่ บ. ได้รับอนุญาตให้แก่บุคคลอื่น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์หรือจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดิน และกิจการรีสอร์ตพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองให้ส่งมอบการครอบครองที่ดินและกิจการรีสอร์ตพิพาทคืนแก่โจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินและกิจการรีสอร์ตพิพาท ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252 จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวตามโครงการพัฒนากลุ่มน้ำเข็ก จังหวัดเพชรบูรณ์ ฉบับที่ 410/2528 จากผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ จึงไม่มีสิทธิ์อยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทเช่นกัน และเป็นกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ทราบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดินและกิจการรีสอร์ตระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบการครอบครองที่ดินและกิจการรีสอร์ตคืนแก่โจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินและกิจการรีสอร์ต หากส่งคืนที่ดินและกิจการรีสอร์ตให้แก่โจทก์ไม่ได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 30,286,845 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินและกิจการรีสอร์ตระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบการครอบครองที่ดินและกิจการรีสอร์ตให้แก่โจทก์ร่วมดำเนินกิจการกับจำเลยที่ 1 ห้ามจำเลยที่ 2 เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการรีสอร์ต ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินชั่วคราว ตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก จังหวัดเพชรบูรณ์ ฉบับที่ 410/2528 ตำบลทุ่งสมอ กิ่งอำเภอเข้าค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีชื่อนางบุญทิ้ง เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินชั่วคราว ที่ดินพิพาทมีเงื่อนไขห้ามมิให้แบ่งแยกและโอนที่ดินที่ได้รับการจัดสรรให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่ตกทอดทางมรดก หลังจากได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินชั่วคราว นางบุญทิ้งขายและโอนสิทธิการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวให้แก่นายวศิน ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 นายวศินทำหนังสือสัญญาซื้อขายและโอนสิทธิการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวในราคา 8,000,000 บาท ผู้ซื้อตกลงจะชำระเงินให้ครบถ้วนภายในเดือนธันวาคม 2560 มีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ซื้อ ปัจจุบัน จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในรีสอร์ตพิพาท เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดินและกิจการรีสอร์ตพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบการครอบครองที่ดินและกิจการรีสอร์ตพิพาทคืนแก่โจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินและกิจการรีสอร์ตพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินชั่วคราว ตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก จังหวัดเพชรบูรณ์ ฉบับที่ 410/2528 ตำบลทุ่งสมอ กิ่งอำเภอเข้าค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นที่ดินของรัฐที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยความเห็นชอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้ใช้ที่ดิน ได้ออกหนังสือสำคัญให้ไว้เพื่อแสดงว่า นางบุญทิ้งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราว และต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบและเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนดไว้ด้านหลังหนังสือรับรองทุกประการ บ่งชี้ให้เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของป่า และได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า เมื่อประมาณปี 2560 ส่วนราชการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ และต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวระบุว่า จำเลยที่ 1 ถูกกกล่าวหาว่า ก่อสร้าง แผ้วถาง ยึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังมีข้อเท็จจริงกับคำวินิจฉัยสรุปว่า ที่ดินที่จำเลยที่ 1 ถูกกล่าวหาอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาปางก่อและป่าวังชมภู และเป็นที่ดินที่กองทัพภาคที่ 3 ขอใช้ประโยชน์จากกรมป่าไม้เพื่อจัดสรรให้ราษฎรอาสาสมัคร (รอส.) ตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก โดยจัดสรรให้นางบุญทิ้ง ราษฎรอาสาสมัคร สอดคล้องกับหนังสือรับรองการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินชั่วคราว ตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก จังหวัดเพชรบูรณ์ ฉบับที่ 410/2528 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 กำหนดหลักการไว้ว่า ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตตามกฎหมาย การพิจารณาจะอนุญาตให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้าไปทำประโยชน์หรืออาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติต้องพิจารณาโดยเคร่งครัดตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ บุคคลที่จะเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติจะต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้น เมื่อนางบุญทิ้งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขห้ามมิให้แบ่งแยกและโอนที่ดินที่ได้รับการจัดสรรให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่ตกทอดทางมรดก นางบุญทิ้งจึงไม่สามารถโอนสิทธิการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวให้แก่บุคคลอื่นได้ ดังนี้ การที่นางบุญทิ้งขายและโอนสิทธิการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวให้แก่นายวศิน และต่อมานายวศินทำสัญญาซื้อขายและโอนสิทธิการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวให้แก่โจทก์หรือจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์และจำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จึงเป็นการทำนิติกรรมเปลี่ยนตัวผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวตามที่นางบุญทิ้งได้รับอนุญาตให้แก่บุคคลอื่น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์หรือจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดินและกิจการรีสอร์ตพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบการครอบครองที่ดินและกิจการรีสอร์ตพิพาทคืนแก่โจทก์ กับห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินและกิจการรีสอร์ตพิพาท ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อนึ่ง จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวตามโครงการพัฒนากลุ่มน้ำเข็ก จังหวัดเพชรบูรณ์ ฉบับที่ 410/2528 จากผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ จึงไม่มีสิทธิ์อยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทเช่นกัน และเป็นกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — นางสาว ฐ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นายธวัชชัย หมื่นนาวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพงษ์ศักดิ์ อนันธวัช
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรชัย ไทรโชต
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 415/2567
#708424
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินชั่วคราว ตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก จังหวัดเพชรบูรณ์ ฉบับที่ 410/2528 ตำบลทุ่งสมอ กิ่งอำเภอเข้าค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นที่ดินของรัฐ ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยความเห็นชอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้ใช้ที่ดิน ได้ออกหนังสือสำคัญให้ไว้เพื่อแสดงว่า บ. เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราว และต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบและเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนดไว้ด้านหลังหนังสือรับรองทุกประการ ซึ่งรวมทั้งเงื่อนไขห้ามมิให้แบ่งแยกและโอนที่ดินที่ได้รับการจัดสรรให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่ตกทอดทางมรดก

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 กำหนดหลักการไว้ว่า ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตตามกฎหมาย การพิจารณาจะอนุญาตให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้าไปทำประโยชน์หรืออาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต้องพิจารณาโดยเคร่งครัดตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ บุคคลที่จะเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติจะต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้น เมื่อ บ. เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราว จึงไม่สามารถโอนสิทธิดังกล่าวให้บุคคลอื่นได้ การที่ บ. ขายและโอนสิทธิดังกล่าวให้แก่ ว. และต่อมา ว. ทำสัญญาซื้อขายและโอนสิทธิดังกล่าว ให้แก่โจทก์หรือจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์และจำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จึงเป็นการทำนิติกรรมเปลี่ยนตัวผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวตามที่ บ. ได้รับอนุญาตให้แก่บุคคลอื่น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์หรือจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดิน และกิจการรีสอร์ตพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้ส่งมอบการครอบครองที่ดินและกิจการรีสอร์ตพิพาทคืนแก่โจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินและกิจการรีสอร์ตพิพาท ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252

จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวตามโครงการพัฒนากลุ่มน้ำเข็ก จังหวัดเพชรบูรณ์ ฉบับที่ 410/2528 จากผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ จึงไม่มีสิทธิอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทเช่นกัน และเป็นกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดินและกิจการรีสอร์ตระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบการครอบครองที่ดินและกิจการรีสอร์ตคืนแก่โจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินและกิจการรีสอร์ต หากส่งคืนที่ดินและกิจการรีสอร์ตให้แก่โจทก์ไม่ได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 30,286,845 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินและกิจการรีสอร์ตระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบการครอบครองที่ดินและกิจการรีสอร์ตให้แก่โจทก์ร่วมดำเนินกิจการกับจำเลยที่ 1 ห้ามจำเลยที่ 2 เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการรีสอร์ต ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินชั่วคราว ตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก จังหวัดเพชรบูรณ์ ฉบับที่ 410/2528 ตำบลทุ่งสมอ กิ่งอำเภอเข้าค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีชื่อนางบุญทิ้ง เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินชั่วคราว ที่ดินพิพาทมีเงื่อนไขห้ามมิให้แบ่งแยกและโอนที่ดินที่ได้รับการจัดสรรให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่ตกทอดทางมรดก หลังจากได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินชั่วคราว นางบุญทิ้งขายและโอนสิทธิการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวให้แก่นายวศิน ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 นายวศินทำหนังสือสัญญาซื้อขายและโอนสิทธิการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวในราคา 8,000,000 บาท ผู้ซื้อตกลงจะชำระเงินให้ครบถ้วนภายในเดือนธันวาคม 2560 มีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ซื้อ ปัจจุบัน จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในรีสอร์ตพิพาท เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดินและกิจการรีสอร์ตพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบการครอบครองที่ดินและกิจการรีสอร์ตพิพาทคืนแก่โจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินและกิจการรีสอร์ตพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินชั่วคราว ตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก จังหวัดเพชรบูรณ์ ฉบับที่ 410/2528 ตำบลทุ่งสมอ กิ่งอำเภอเข้าค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นที่ดินของรัฐที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยความเห็นชอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้ใช้ที่ดิน ได้ออกหนังสือสำคัญให้ไว้เพื่อแสดงว่า นางบุญทิ้งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราว และต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบและเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนดไว้ด้านหลังหนังสือรับรองทุกประการ บ่งชี้ให้เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของป่า และได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า เมื่อประมาณปี 2560 ส่วนราชการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ และต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวระบุว่า จำเลยที่ 1 ถูกกล่าวหาว่า ก่อสร้าง แผ้วถาง ยึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังมีข้อเท็จจริงกับคำวินิจฉัยสรุปว่า ที่ดินที่จำเลยที่ 1 ถูกกล่าวหาอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาปางก่อและป่าวังชมภู และเป็นที่ดินที่กองทัพภาคที่ 3 ขอใช้ประโยชน์จากกรมป่าไม้เพื่อจัดสรรให้ราษฎรอาสาสมัคร (รอส.) ตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก โดยจัดสรรให้นางบุญทิ้ง ราษฎรอาสาสมัคร สอดคล้องกับหนังสือรับรองการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินชั่วคราว ตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก จังหวัดเพชรบูรณ์ ฉบับที่ 410/2528 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 กำหนดหลักการไว้ว่า ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตตามกฎหมาย การพิจารณาจะอนุญาตให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้าไปทำประโยชน์หรืออาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติต้องพิจารณาโดยเคร่งครัดตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ บุคคลที่จะเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติจะต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้น เมื่อนางบุญทิ้งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขห้ามมิให้แบ่งแยกและโอนที่ดินที่ได้รับการจัดสรรให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่ตกทอดทางมรดก นางบุญทิ้งจึงไม่สามารถโอนสิทธิการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวให้แก่บุคคลอื่นได้ ดังนี้ การที่นางบุญทิ้งขายและโอนสิทธิการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวให้แก่นายวศิน และต่อมานายวศินทำสัญญาซื้อขายและโอนสิทธิการเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวให้แก่โจทก์หรือจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์และจำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จึงเป็นการทำนิติกรรมเปลี่ยนตัวผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวตามที่นางบุญทิ้งได้รับอนุญาตให้แก่บุคคลอื่น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์หรือจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดินและกิจการรีสอร์ตพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบการครอบครองที่ดินและกิจการรีสอร์ตพิพาทคืนแก่โจทก์ กับห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินและกิจการรีสอร์ตพิพาท ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อนึ่ง จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทชั่วคราวตามโครงการพัฒนากลุ่มน้ำเข็ก จังหวัดเพชรบูรณ์ ฉบับที่ 410/2528 จากผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ จึงไม่มีสิทธิอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทเช่นกัน และเป็นกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — นางสาว ฐ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรชัย ไทรโชต
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2567
#699712
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยพิมพ์ข้อความ "#ท่าน ม.หัวหน้าพรรค ท. #ขอติดตามความคืบหน้ากรณีแต่งตั้งปลัดกระทรวงที่อยู่ระหว่างการถูกสอบ #ขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ออกเมื่อ 27 มีนาคม 2561 #ใครรับผิดชอบเรื่องนี้ผ่านมา 2 ปีแล้วจะปล่อยให้ความไม่ถูกต้องอยู่แบบนี้หรือ #ขอขอบคุณภาพและข่าวจากสำนักข่าวไทยอสมท ท่าน สส. ม. เรื่องนี้ท่านต้องติดตามนะครับว่าสรุปแล้วเป็นอย่างไรเท่าที่ทราบมีการตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงแล้ว กรรมการสรุปแล้วว่ามีความผิดจริงแต่เป็นความผิดเล็กน้อย ขอโทษนะครับถ้าเป็นมาตรฐานความผิดที่ ปปช. ลงดาบมาตลอดสำหรับการใช้รถหลวง ใช้เวลาหลวงไปใช้ในกิจการส่วนตัว ปปช. ไม่ไล่ออกก็ให้ออกครับไม่ใช่ความผิดเล็กน้อยแบบนี้ คงต้องอาศัยท่าน สส. ม. สส. ขวัญใจประชาชนติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้ด้วยครับ"... ในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก เห็นว่าตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นตำแหน่งราชการสูงสุดของข้าราชการประจำกระทรวงอุตสาหกรรม จึงนับว่าเป็นบุคคลสำคัญที่อยู่ในสายตาของสาธารณะการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความรู้ความสามารถ ตลอดจนจริยธรรมและคุณธรรม และการติดตามผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวโดยสุจริตย่อมเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนทั่วไปสามารถกระทำได้ การที่จำเลยติดตามผลการสอบสวนข้อเท็จจริงภายในกระทรวงอุตสาหกรรม หรือมีหนังสือร้องเรียนผู้ตรวจการแผ่นดินหรือคณะกรรมการ ปปช. เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการของปลัดกระทรวง พิมพ์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวในเว็บไซต์เฟซบุ๊กย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการแจ้งให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายใช้ดุลพินิจตรวจสอบบุคคลสาธารณะ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยนำเสนอข้อมูลในเว็บไซต์เฟซบุ๊กโดยไม่สุจริตอย่างไร ต้องการสร้างความเสียหายหรือประสงค์ให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง เพราะเหตุใดตามหน้าที่ภาระการพิสูจน์ของโจทก์ตามกฎหมายในคดีอาญา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ตาม ป.อ. มาตรา 329 (3) ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ลงโทษจำคุก 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2564 จำเลยใช้ชื่อบัญชีในเว็บไซต์เฟซบุ๊กว่า "ศ." พิมพ์ข้อความลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กว่า "#ท่าน ม. หัวหน้าพรรค ท. #ขอติดตามความคืบหน้ากรณีแต่งตั้งปลัดกระทรวงที่อยู่ระหว่างการถูกสอบ #ขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ออกเมื่อ 27 มีนาคม 2561 #ใครต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ผ่านมา 2 ปีแล้วจะปล่อยให้ความไม่ถูกต้องอยู่แบบนี้หรือ #ขอขอบคุณภาพและข่าวจากสำนักข่าวไทยอสมท ท่าน สส. ม. เรื่องนี้ท่านต้องติดตามนะครับว่าสรุปแล้วเป็นอย่างไรเท่าที่ทราบว่ามีการตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงแล้วและกรรมการสรุปแล้วว่ามีความผิดจริงแต่เป็นความผิดเล็กน้อย ขอโทษนะครับถ้าเป็นมาตรฐานความผิดที่ ปปช. ลงดาบมาตลอดสำหรับการใช้รถหลวง ใช้เวลาหลวงไปใช้ในกิจการส่วนตัว ปปช. ไม่ไล่ออกก็ให้ออกครับไม่ใช่ความผิดเล็กน้อยแบบนี้ คงต้องอาศัยท่าน สส. ม. สส.ขวัญใจประชาชนติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้ด้วยนะครับ "# "ม." แจ้งความดำเนินคดีรมต.-ปลัดอุตฯ-สำนักข่าวไทย อสมท""

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ลำพังข้อความดังกล่าวเป็นการรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการแต่งตั้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งก่อนหน้านั้นถูกตั้งกรรมการสอบสวนสรุปว่าทำผิดระเบียบราชการแต่เป็นความผิดเล็กน้อย และเปรียบเทียบผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. สำหรับข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก นั้น โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเป็นความเท็จ ในขณะที่จำเลยนำสืบได้ความว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 และวันที่ 7 สิงหาคม 2562 หนังสือพิมพ์ลงข่าวเรื่องที่ ม. ให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์และแถลงข่าวว่ามีข้าราชการระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งแต่อธิบดี รองอธิบดี ผอ.สำนัก และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องใช้รถยนต์ราชการไปตีกอล์ฟที่จังหวัดนครนายกในเวลาราชการเมื่อวันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2562 เวลา 9 ถึง 22 นาฬิกา และต่อมาปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมมีหนังสือแจ้ง ม. ว่า การกระทำของอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมซึ่งไปร่วมกิจกรรมเล่นกอล์ฟเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2562 ตามหนังสือร้องเรียนของ ม. มิได้ลาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 มีมูลเป็นความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง เมื่อตามประวัติการทำงานของโจทก์ระบุว่า โจทก์เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และโจทก์มิได้โต้แย้งว่าโจทก์ไม่ใช่อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมตามหนังสือฉบับดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าก่อนที่โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมโจทก์ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องการนำรถยนต์ราชการไปใช้ในกิจกรรมส่วนตัว แต่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงวินิจฉัยว่าเป็นความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กตามฟ้องจึงเป็นการนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยสร้างขึ้นเอง โดยจำเลยเปรียบเทียบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของต้นสังกัดกับแนวการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อการกระทำในทำนองเดียวกัน และจำเลยแสดงความคิดเห็นแตกต่างจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กจึงมิใช่ความเท็จและเป็นการตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการแต่งตั้งโจทก์เป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมกับขอให้ ม. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรติดตามผลในเรื่องดังกล่าว

ปัญหาต่อไปว่า จำเลยแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต หรือมีเจตนาชั่วร้ายประสงค์จะให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ นั้น เห็นว่า ตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการประจำในกระทรวงอุตสาหกรรมมีหน้าที่ควบคุมกำกับและบริหารงานให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบของทางราชการ ตลอดจนนโยบายของรัฐบาล จึงนับว่าเป็นบุคคลสำคัญที่อยู่ในสายตาของสาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์ถึงความรู้ความสามารถ ตลอดจนจริยธรรมและคุณธรรม และการติดตามผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวโดยสุจริตย่อมเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนทั่วไปสามารถกระทำได้ เพราะการทำงานของบุคคลในตำแหน่งดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อนโยบายสาธารณะและผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ดังนั้นการที่จำเลยติดตามผลการสอบสวนข้อเท็จจริงภายในกระทรวงอุตสาหกรรม หรือมีหนังสือร้องเรียนถึงผู้ตรวจการแผ่นดินหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการของปลัดกระทรวง รวมทั้งการพิมพ์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการแจ้งให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายใช้ดุลพินิจตรวจสอบบุคคลสาธารณะ เมื่อโจทก์นำสืบโดยมีเพียงนายเนติผู้รับมอบอำนาจของโจทก์และทนายความโจทก์มาเป็นพยานเพียงปากเดียว ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทราบข้อเท็จจริงโดยตรงมิได้มาเป็นพยานเบิกความอธิบายว่าเรื่องร้องเรียนดังกล่าวมีข้อสรุปอย่างไร จำเลยมุ่งร้ายต่อโจทก์เป็นการส่วนตัวหรือไม่ แม้จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นอกจากข้อความตามฟ้องแล้วจำเลยยังพิมพ์ข้อความในเว็บไซต์เฟซบุ๊กด้วย ก็ได้ความตามเอกสารดังกล่าวว่าเป็นข้อความวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสังเกตการทำงานของโจทก์ในฐานะปลัดกระทรวง กับมีข้อความบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมคนอื่นด้วย โจทก์จึงมิได้นำสืบให้เห็นข้อเท็จจริงว่าจำเลยนำเสนอข้อมูลในเว็บไซต์เฟซบุ๊กโดยมีเจตนาไม่สุจริตอย่างไร ต้องการสร้างความเสียหายหรือประสงค์ให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังเพราะเหตุใดตามหน้าที่ภาระการพิสูจน์ของโจทก์ตามกฎหมายในคดีอาญา ศาลไม่พึงนำข้อเท็จจริงจากการนำสืบต่อสู้ของจำเลยมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 328 ม. 329
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวชัญญาณิจฉ์ ปิยเธียรสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวนิตยา วัฒนะชีวะกุล
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
กมล คำเพ็ญ
พรหมมาศ ภู่แส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2567
#703995
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กเป็นการรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการแต่งตั้งโจทก์เป็นปลัดกระทรวง อ. ซึ่งก่อนหน้านั้นโจทก์ถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องการนำรถยนต์ราชการไปใช้ในกิจกรรมส่วนตัว แต่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงวินิจฉัยว่าเป็นความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กตามฟ้องจึงเป็นการนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยสร้างขึ้นเอง โดยจำเลยเปรียบเทียบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของต้นสังกัดกับแนวการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อการกระทำในทำนองเดียวกัน และจำเลยแสดงความคิดเห็นแตกต่างจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กจึงมิใช่ความเท็จและเป็นการตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการแต่งตั้งโจทก์เป็นปลัดกระทรวง อ. พร้อมกับขอให้นาย ม. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรติดตามผลในเรื่องดังกล่าว

ตำแหน่งปลัดกระทรวงเป็นตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการประจำในกระทรวงมีหน้าที่ควบคุมกำกับและบริหารงานให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบของข้าราชการ ตลอดจนนโยบายของรัฐบาล จึงนับว่าเป็นบุคคลสำคัญที่อยู่ในสายตาของสาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์ถึงความรู้ความสามารถ ตลอดจนจริยธรรมและคุณธรรม และการติดตามผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวโดยสุจริตย่อมเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนทั่วไปสามารถกระทำได้ เพราะการทำงานของบุคคลในตำแหน่งดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อนโยบายสาธารณะและผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การที่จำเลยติดตามผลการสอบสวนข้อเท็จจริงภายในกระทรวง หรือมีหนังสือร้องเรียนถึงผู้ตรวจการแผ่นดินหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการของปลัดกระทรวง รวมทั้งการพิมพ์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวในเว็บไซต์เฟซบุ๊กย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการแจ้งให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายใช้ดุลพินิจตรวจสอบบุคคลสาธารณะ การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ตาม ป.อ. มาตรา 329 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ลงโทษจำคุก 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง อ. เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2564 จำเลยใช้ชื่อบัญชีในเว็บไซต์เฟซบุ๊กว่า "ศ." พิมพ์ข้อความลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กว่า "#ท่าน ม. หัวหน้าพรรค ท. #ขอติดตามความคืบหน้ากรณีแต่งตั้งปลัดกระทรวงที่อยู่ระหว่างการถูกสอบ #ขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ออกเมื่อ 27 มีนาคม 2561 #ใครต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ผ่านมา 2 ปีแล้วจะปล่อยให้ความไม่ถูกต้องอยู่แบบนี้หรือ #ขอขอบคุณภาพและข่าวจากสำนักข่าวไทยอสมท ท่าน สส. ม. เรื่องนี้ท่านต้องติดตามนะครับว่าสรุปแล้วเป็นอย่างไรเท่าที่ทราบว่ามีการตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงแล้วและกรรมการสรุปแล้วว่ามีความผิดจริงแต่เป็นความผิดเล็กน้อย ขอโทษนะครับถ้าเป็นมาตรฐานความผิดที่ ปปช. ลงดาบมาตลอดสำหรับการใช้รถหลวง ใช้เวลาหลวงไปใช้ในกิจการส่วนตัว ปปช. ไม่ไล่ออกก็ให้ออกครับไม่ใช่ความผิดเล็กน้อยแบบนี้ คงต้องอาศัยท่าน สส. ม. สส.ขวัญใจประชาชนติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้ด้วยนะครับ "# "ม." แจ้งความดำเนินคดีรมต.-ปลัดอุตฯ-สำนักข่าวไทย "อสมท"

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ลำพังข้อความดังกล่าวเป็นการรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการแต่งตั้งปลัดกระทรวง อ. ซึ่งก่อนหน้านั้นถูกตั้งกรรมการสอบสวนสรุปว่าทำผิดระเบียบราชการแต่เป็นความผิดเล็กน้อย และเปรียบเทียบผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. สำหรับข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก นั้น โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเป็นความเท็จ ในขณะที่จำเลยนำสืบได้ความว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 และวันที่ 7 สิงหาคม 2562 หนังสือพิมพ์ลงข่าวเรื่องที่ ม. ให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์และแถลงข่าวว่ามีข้าราชการระดับสูงของกระทรวง อ. ตั้งแต่อธิบดี รองอธิบดี ผอ.สำนัก และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องใช้รถยนต์ราชการไปตีกอล์ฟที่จังหวัดนครนายกในเวลาราชการเมื่อวันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2562 เวลา 9 ถึง 22 นาฬิกา และต่อมาปลัดกระทรวง อ. มีหนังสือแจ้ง ม. ว่า การกระทำของอธิบดีกรม ส. ซึ่งไปร่วมกิจกรรมเล่นกอล์ฟเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2562 ตามหนังสือร้องเรียนของ ม. มิได้ลาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 มีมูลเป็นความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง เมื่อตามประวัติการทำงานของโจทก์ระบุว่า โจทก์เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรม ส. และโจทก์มิได้โต้แย้งว่าโจทก์ไม่ใช่อธิบดีกรม ส. ตามหนังสือฉบับดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าก่อนที่โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวง อ. โจทก์ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรม ส. และถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องการนำรถยนต์ราชการไปใช้ในกิจกรรมส่วนตัว แต่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงวินิจฉัยว่าเป็นความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กตามฟ้องจึงเป็นการนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยสร้างขึ้นเอง โดยจำเลยเปรียบเทียบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของต้นสังกัดกับแนวการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อการกระทำในทำนองเดียวกัน และจำเลยแสดงความคิดเห็นแตกต่างจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กจึงมิใช่ความเท็จและเป็นการตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการแต่งตั้งโจทก์เป็นปลัดกระทรวง อ. พร้อมกับขอให้ ม. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรติดตามผลในเรื่องดังกล่าว

ปัญหาต่อไปว่า จำเลยแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต หรือมีเจตนาชั่วร้ายประสงค์จะให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ นั้น เห็นว่า ตำแหน่งปลัดกระทรวง อ. เป็นตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการประจำในกระทรวง อ. มีหน้าที่ควบคุมกำกับและบริหารงานให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบของทางราชการ ตลอดจนนโยบายของรัฐบาล จึงนับว่าเป็นบุคคลสำคัญที่อยู่ในสายตาของสาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์ถึงความรู้ความสามารถ ตลอดจนจริยธรรมและคุณธรรม และการติดตามผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวโดยสุจริตย่อมเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนทั่วไปสามารถกระทำได้ เพราะการทำงานของบุคคลในตำแหน่งดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อนโยบายสาธารณะและผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ดังนั้นการที่จำเลยติดตามผลการสอบสวนข้อเท็จจริงภายในกระทรวง อ. หรือมีหนังสือร้องเรียนถึงผู้ตรวจการแผ่นดินหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการของปลัดกระทรวง รวมทั้งการพิมพ์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการแจ้งให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายใช้ดุลพินิจตรวจสอบบุคคลสาธารณะ เมื่อโจทก์นำสืบโดยมีเพียงนายเนติผู้รับมอบอำนาจของโจทก์และทนายความโจทก์มาเป็นพยานเพียงปากเดียว ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทราบข้อเท็จจริงโดยตรงมิได้มาเป็นพยานเบิกความอธิบายว่าเรื่องร้องเรียนดังกล่าวมีข้อสรุปอย่างไร จำเลยมุ่งร้ายต่อโจทก์เป็นการส่วนตัวหรือไม่ แม้จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นอกจากข้อความตามฟ้องแล้วจำเลยยังพิมพ์ข้อความในเว็บไซต์เฟซบุ๊กด้วย ก็ได้ความตามเอกสารดังกล่าวว่าเป็นข้อความวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสังเกตการทำงานของโจทก์ในฐานะปลัดกระทรวง กับมีข้อความบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้บริหารกระทรวง อ. คนอื่นด้วย โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นข้อเท็จจริงว่าจำเลยนำเสนอข้อมูลในเว็บไซต์เฟซบุ๊กโดยมีเจตนาไม่สุจริตอย่างไร ต้องการสร้างความเสียหายหรือประสงค์ให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังเพราะเหตุใดตามหน้าที่ภาระการพิสูจน์ของโจทก์ตามกฎหมายในคดีอาญา ศาลไม่พึงนำข้อเท็จจริงจากการนำสืบต่อสู้ของจำเลยมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328 ม. 329 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
กมล คำเพ็ญ
พรหมมาศ ภู่แส
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ ท.ที่ 393/2567
#713892
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ยื่นภายหลังจากที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 ใช้บังคับ การฎีกาผู้ร้องต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247

การยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาถือเป็นหน้าที่ของผู้ร้องผู้ฎีกาที่จะต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีหน้าที่แจ้งให้ผู้ร้องยื่นคำร้องก่อน เพราะไม่ใช่กรณียื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาแล้วมีข้อบกพร่องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14553 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยซึ่งติดจำนองแก่ธนาคาร ท. ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ธนาคาร ท. ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและจัดทำบัญชีส่วนเฉลี่ยแจ้งให้บรรดาเจ้าหนี้มารับรองแล้ว แต่ธนาคาร ท. ไม่มา ต่อมาผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากธนาคาร ท. ยื่นคำขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่าผู้ร้องมิได้เรียกเอาเงินภายใน 5 ปี จึงให้ส่งเป็นรายได้แผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 345 (ใหม่)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งที่ ครพ. 3262/2566 ไม่รับฎีกา

ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ภายหลังจากที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 ใช้บังคับ คำร้องของผู้ร้องถือว่าเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ที่แก้ไขตามพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาและการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาถือเป็นหน้าที่ของผู้ร้องผู้ฎีกาที่จะต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกา การที่ผู้ร้องไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีหน้าที่แจ้งให้ผู้ร้องยื่นคำร้องก่อน เพราะไม่ใช่กรณียื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาแล้วมีข้อบกพร่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องได้สอบถามและปรึกษาเจ้าหน้าที่ศาลก่อนยื่นคำฟ้องฎีกาแล้ว แจ้งว่าผู้ร้องไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกานั้น การปรึกษาและผู้ร้องตัดสินใจดำเนินการตามคำปรึกษาดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ร้อง คำสั่งศาลฎีกาที่ ครพ. 3262/2566 เป็นอันถึงที่สุดแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะไต่สวนข้อเท็จจริงหรือมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องหรือมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกา ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 18 ม. 247
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
ผู้ร้อง — ธนาคาร ท. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — สิบตำรวจโทหรือนาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ศตวรรษ ทาแก้ว
ชวลิต อิศรเดช
พรชัย พุ่มกำพล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2567
#700197
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 20948 จะเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินกรรมสิทธิ์รวมโฉนดเลขที่ 2996 โดยที่ดินพิพาท 2,000 ส่วน ผู้ร้องรับโอนมาจาก จ. มารดาจากการยกให้โดยเสน่หาจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ส่วนที่ดินอีก 492 ส่วน ที่ผู้ร้องซื้อมาจาก น. ระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนที่โจทก์จะนำยึดที่ดินพิพาท ผู้ร้องได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 492 ส่วน ให้แก่ ว. น้องสาวของผู้ร้องไปแล้ว ผู้ร้องจึงไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 492 ส่วนนั้นแล้ว คงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เฉพาะในที่ดิน 2,000 ส่วนเท่านั้น กรณีจึงไม่มีสินสมรสระคนปนอยู่ในที่ดินแปลงพิพาทอันจะเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรส ทั้งพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมาสนับสนุนให้เห็นว่าผู้ร้องและเจ้าของรวมอื่นได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดแล้ว กรณีจึงไม่เป็นที่สงสัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง สิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน ผู้ร้องจึงมีกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างในฐานะที่เป็นสินส่วนตัว ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20948 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงมิใช่สินสมรสของจำเลยที่ 2 กับผู้ร้อง ซึ่งโจทก์จะยึดนำออกขายทอดตลาดได้ จึงต้องปล่อยทรัพย์พิพาทนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 6,730,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 เนื้อที่ 5 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ประเมินราคา 14,667,125 บาท ซึ่งมีชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยอ้างว่าเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับขายทอดตลาดนำเงินครึ่งหนึ่งซึ่งเป็นส่วนของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึดคืนแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 เนื้อที่ 5 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2525 เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2996 เนื้อที่ 44 ไร่ 8 ตารางวา มีนายน้อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม 11,292 ส่วนจากทั้งหมด 17,692 ส่วน เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2515 นายน้อมจดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์รวมให้แก่นายสวงค์ 8,000 ส่วน นายธนิส บิดาผู้ร้อง 2,000 ส่วน นายเล็ก 400 ส่วน และนางมาลัย 400 ส่วน คงเหลือส่วนของนายน้อม 492 ส่วน หลังจากนายธนิสถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2524 ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายธนิสได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินทรัพย์มรดกในส่วนที่นายธนิสมีกรรมสิทธิ์รวม 2,000 ส่วน ให้แก่นางจำเรือง มารดาผู้ร้อง วันที่ 8 กันยายน 2525 นางจำเรืองได้จดทะเบียนโอนที่ดิน 2,000 ส่วน เนื้อที่ 5 ไร่ ให้แก่ผู้ร้องโดยเสน่หา เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2526 นายน้อมได้ขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนที่ตนมีกรรมสิทธิ์รวม 492 ส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องนางมาลัย กับพวกรวม 5 คน เป็นจำเลยขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินกรรมสิทธิ์รวม 5 ไร่ ต่อศาลชั้นต้น วันที่ 12 เมษายน 2532 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้แบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 2996 เนื้อที่ 5 ไร่ ให้แก่ผู้ร้อง และเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2532 ผู้ร้องได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ผู้ร้องซื้อมาจากนายน้อม 492 ส่วน ให้แก่นางวันเพ็ญ น้องสาวผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องได้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดิน 5 ไร่ ที่ศาลมีคำพิพากษา เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสของจำเลยที่ 2 กับผู้ร้อง ซึ่งโจทก์นำยึดออกขายทอดตลาดได้หรือไม่ เห็นว่า แม้เดิมทรัพย์พิพาทที่ดิน 2,000 ส่วน ที่ผู้ร้องรับโอนมาจากนางจำเรืองมารดาจากการยกให้โดยเสน่หา อันถือว่าเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง กับที่ดิน 492 ส่วน ที่ผู้ร้องซื้อมาจากนายน้อมระหว่างสมรสอันถือว่าเป็นสินสมรส จะเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน มีกรรมสิทธิ์รวมกันอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2996 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2532 อันเป็นเวลาก่อนที่โจทก์จะนำยึดทรัพย์พิพาทในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ผู้ร้องได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 492 ส่วน ให้แก่นางวันเพ็ญน้องสาวของผู้ร้องไปแล้ว ดังนั้นเมื่อในขณะยึดทรัพย์พิพาท ผู้ร้องไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 492 ส่วนนั้นแล้ว โดยผู้ร้องคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เฉพาะในที่ดิน 2,000 ส่วน เท่านั้น กรณีจึงไม่มีสินสมรสระคนปนอยู่ในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 2996 อันจะเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรสดังโจทก์อ้างในฎีกา นอกจากนี้ทรัพย์สินเป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์รวม เจ้าของรวมอาจมีข้อตกลงแบ่งแยกการครอบครองได้ ซึ่งตามสำเนาสารบัญจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 2996 ระบุชัดเจนว่า เจ้าของรวมแต่ละคนเป็นเจ้าของที่ดินในอัตราส่วนคนละเท่าใด เมื่อผู้ร้องนำสืบถึงการได้มาซึ่งที่ดินพิพาท ตลอดจนการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดด้วยแล้ว โดยมีตัวผู้ร้อง ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 และนางอำนวย อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ เป็นพยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า หลังจากบิดาผู้ร้องรับโอนที่ดินมาจากนายน้อมเจ้าของเดิม ก็ได้เข้ายึดถือครอบครองที่ดินโดยปลูกโรงสีข้าวประกอบกิจการค้าขายเรื่อยมาจนถึงแก่กรรมในปี 2524 และเมื่อผู้ร้องรับโอนที่ดินดังกล่าวมาจากมารดาซึ่งรับโอนมาโดยผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายธนิสโอนขายให้ ผู้ร้องก็ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินโดยประกอบกิจการโรงสีต่อจากบิดา มีการครอบครองเป็นส่วนสัดและอาณาเขตชัดเจน ส่วนเจ้าของรวมอื่นก็มีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดเช่นเดียวกัน สำหรับที่ดินที่ผู้ร้องโอนให้แก่นางวันเพ็ญอยู่คนละส่วนกับที่ดินพิพาทโดยอยู่ทางด้านทิศใต้ของถนนสายคอวัง – หนองผักชี ส่วนที่ดินพิพาทอยู่ทางด้านทิศเหนือของถนนสายดังกล่าว อีกทั้งได้ความจากทางนำสืบของผู้ร้องต่อไปอีกว่า ภายหลังจากผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเจ้าของรวมอื่นขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เจ้าของรวมอื่นนั้นแบ่งแยกที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ร้องเนื้อที่ 5 ไร่ หรือ 2,000 ส่วน ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2996 ผู้ร้องได้ดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาเป็นที่ดินแปลงพิพาทโฉนดเลขที่ 20948 โดยเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอื่นก็ไม่ได้คัดค้านการรังวัดแต่อย่างใด ย่อมเป็นการสนับสนุนว่าผู้ร้องและเจ้าของรวมอื่นได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดแล้ว กรณีจึงไม่เป็นที่สงสัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินรสหรือไม่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง สิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน ผู้ร้องจึงมีกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างในฐานะที่เป็นสินส่วนตัว ทรัพย์พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงมิใช่สินสมรสของจำเลยที่ 2 กับผู้ร้อง ซึ่งโจทก์จะนำยึดออกขายทอดตลาดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ปล่อยทรัพย์พิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกเนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1471 (3) ม. 1474 (1) ม. 1474 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
ผู้ร้อง — นาย ท.
จำเลย — นางสาว ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางสาวนิดา แสงโชติช่วงชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสบเกียรติ วัฒนถาวร
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2567
#706423
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 ที่พิพาทจะเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินกรรมสิทธิ์รวมโฉนดเลขที่ 2996 โดยที่ดินพิพาท 2,000 ส่วน ผู้ร้องรับโอนมาจาก จ. มารดาจากการยกให้โดยเสน่หาจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ส่วนที่ดินอีก 492 ส่วน ที่ผู้ร้องซื้อมาจาก น. ระหว่างสมรสแต่ก่อนที่โจทก์จะนำยึดที่ดินพิพาท ผู้ร้องได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 492 ส่วน ให้แก่ ว. น้องสาวของผู้ร้องไปแล้ว ผู้ร้องคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เฉพาะในที่ดิน 2,000 ส่วนเท่านั้น กรณีจึงไม่มีสินสมรสระคนปนอยู่ในที่ดินแปลงพิพาทอันจะเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรส ทั้งผู้ร้องและเจ้าของรวมอื่นได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดแล้ว กรณีจึงไม่เป็นที่สงสัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง สิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน ผู้ร้องจึงมีกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างในฐานะที่เป็นสินส่วนตัว ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20948 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงมิใช่สินสมรสของจำเลยที่ 2 กับผู้ร้อง ซึ่งโจทก์จะยึดนำออกขายทอดตลาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 6,730,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 เนื้อที่ 5 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ประเมินราคา 14,667,125 บาท ซึ่งมีชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยอ้างว่าเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับขายทอดตลาดนำเงินครึ่งหนึ่งซึ่งเป็นส่วนของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึดคืนแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 เนื้อที่ 5 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2525 เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2996 เนื้อที่ 44 ไร่ 8 ตารางวา มีนายน้อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม 11,292 ส่วน จากทั้งหมด 17,692 ส่วน เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2515 นายน้อมจดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์รวมให้แก่นายสวงค์ 8,000 ส่วน นายธนิส บิดาผู้ร้อง 2,000 ส่วน นายเล็ก 400 ส่วน และนางมาลัย 400 ส่วน คงเหลือส่วนของนายน้อม 492 ส่วน หลังจากนายธนิสถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2524 ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายธนิสได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินทรัพย์มรดกในส่วนที่นายธนิสมีกรรมสิทธิ์รวม 2,000 ส่วน ให้แก่นางจำเรืองมารดาผู้ร้อง วันที่ 8 กันยายน 2525 นางจำเรืองได้จดทะเบียนโอนที่ดิน 2,000 ส่วน เนื้อที่ 5 ไร่ ให้แก่ผู้ร้องโดยเสน่หา เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2526 นายน้อมได้ขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนที่ตนมีกรรมสิทธิ์รวม 492 ส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องนางมาลัย กับพวกรวม 5 คน เป็นจำเลยขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินกรรมสิทธิ์รวม 5 ไร่ ต่อศาลชั้นต้น วันที่ 12 เมษายน 2532 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้แบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 2996 เนื้อที่ 5 ไร่ ให้แก่ผู้ร้อง และเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2532 ผู้ร้องได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ผู้ร้องซื้อมาจากนายน้อม 492 ส่วน ให้แก่นางวันเพ็ญน้องสาวผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องได้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดิน 5 ไร่ ที่ศาลมีคำพิพากษา เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสของจำเลยที่ 2 กับผู้ร้อง ซึ่งโจทก์นำยึดออกขายทอดตลาดได้หรือไม่ เห็นว่า แม้เดิมทรัพย์พิพาทที่ดิน 2,000 ส่วน ที่ผู้ร้องรับโอนมาจากนางจำเรืองมารดาจากการยกให้โดยเสน่หา อันถือว่าเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง กับที่ดิน 492 ส่วน ที่ผู้ร้องซื้อมาจากนายน้อมระหว่างสมรสอันถือว่าเป็นสินสมรส จะเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน มีกรรมสิทธิ์รวมกันอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2996 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2532 อันเป็นเวลาก่อนที่โจทก์จะนำยึดทรัพย์พิพาทในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ผู้ร้องได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 492 ส่วน ให้แก่นางวันเพ็ญน้องสาวของผู้ร้องไปแล้ว ดังนั้นเมื่อในขณะยึดทรัพย์พิพาท ผู้ร้องไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 492 ส่วนนั้นแล้ว โดยผู้ร้องคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เฉพาะในที่ดิน 2,000 ส่วน เท่านั้น กรณีจึงไม่มีสินสมรสระคนปนอยู่ในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 2996 อันจะเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรสดังโจทก์อ้างในฎีกา นอกจากนี้ทรัพย์สินเป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์รวม เจ้าของรวมอาจมีข้อตกลงแบ่งแยกการครอบครองได้ ซึ่งตามสำเนาสารบัญจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 2996 ระบุชัดเจนว่า เจ้าของรวมแต่ละคนเป็นเจ้าของที่ดินในอัตราส่วนคนละเท่าใด เมื่อผู้ร้องนำสืบถึงการได้มาซึ่งที่ดินพิพาท ตลอดจนการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดด้วยแล้ว โดยมีตัวผู้ร้อง ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 และนางอำนวย อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ เป็นพยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า หลังจากบิดาผู้ร้องรับโอนที่ดินมาจากนายน้อมเจ้าของเดิม ก็ได้เข้ายึดถือครอบครองที่ดินโดยปลูกโรงสีข้าวประกอบกิจการค้าขายเรื่อยมาจนถึงแก่กรรมในปี 2524 และเมื่อผู้ร้องรับโอนที่ดินดังกล่าวมาจากมารดาซึ่งรับโอนมาโดยผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายธนิสโอนขายให้ ผู้ร้องก็ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินโดยประกอบกิจการโรงสีต่อจากบิดา มีการครอบครองเป็นส่วนสัดและอาณาเขตชัดเจน ส่วนเจ้าของรวมอื่นก็มีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดเช่นเดียวกัน สำหรับที่ดินที่ผู้ร้องโอนให้แก่นางวันเพ็ญอยู่คนละส่วนกับที่ดินพิพาทโดยอยู่ทางด้านทิศใต้ของถนนสายคอวัง - หนองผักชี ส่วนที่ดินพิพาทอยู่ทางด้านทิศเหนือของถนนสายดังกล่าว อีกทั้งได้ความจากทางนำสืบของผู้ร้องต่อไปอีกว่า ภายหลังจากผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเจ้าของรวมอื่นขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เจ้าของรวมอื่นนั้นแบ่งแยกที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ร้องเนื้อที่ 5 ไร่ หรือ 2,000 ส่วน ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2996 ผู้ร้องได้ดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาเป็นที่ดินแปลงพิพาทโฉนดเลขที่ 20948 โดยเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอื่นก็ไม่ได้คัดค้านการรังวัดแต่อย่างใด ย่อมเป็นการสนับสนุนว่าผู้ร้องและเจ้าของรวมอื่นได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดแล้ว กรณีจึงไม่เป็นที่สงสัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินรสหรือไม่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง สิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน ผู้ร้องจึงมีกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างในฐานะที่เป็นสินส่วนตัว ทรัพย์พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงมิใช่สินสมรสของจำเลยที่ 2 กับผู้ร้อง ซึ่งโจทก์จะนำยึดออกขายทอดตลาดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ปล่อยทรัพย์พิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกเนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 ม. 1471 (3) ม. 1474
ป.วิ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
ผู้ร้อง — นาย ท.
จำเลย — นางสาว ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางสาวนิดา แสงโชติช่วงชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสบเกียรติ วัฒนถาวร
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 360 -ที่ 361/2567
#699729
เปิดฉบับเต็ม

ผู้บริหารแผนเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการในส่วนของการจัดสรรการชำระหนี้และขอขยายกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนเดิม ซึ่งแผนฟื้นฟูกิจการที่ขอแก้ไขนั้นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2, 3 และ 4 จะได้รับชำระหนี้เงินต้นลดลงจากแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิม ผู้บริหารแผนจึงต้องแสดงให้เห็นว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58 (3) ด้วยเช่นกัน เมื่อผู้บริหารแผนไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58 (3) ทั้งยังได้ความจากรายงานสรุปข้อเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการของผู้บริหารแผนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดทำมาเสนอต่อศาลว่าเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และ 3 จะได้รับชำระหนี้กรณีฟื้นฟูกิจการน้อยกว่ากรณีล้มละลาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้บางรายได้รับชำระหนี้น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลจึงไม่อาจมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวได้ และเมื่อข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับต่อมาเป็นการขอขยายกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนและขอแก้ไขเงื่อนไขการออกจากแผนโดยเป็นการขอแก้ไขต่อจากข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับแรกซึ่งจำนวนเงินที่เจ้าหนี้บางรายจะได้รับชำระหนี้ยังคงน้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายเช่นเดิม ศาลฎีกาจึงไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับต่อมาทุกฉบับ และย่อมมีผลให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ต้องกลับไปผูกพันกันตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิมที่ศาลเห็นชอบด้วยแผน การที่ศาลล้มละลายมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 วรรคหนึ่ง โดยเห็นว่าการฟื้นฟูกิจการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่มีการแก้ไขดังกล่าวได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนแล้ว จึงต้องถูกยกเลิกเพิกถอนด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2555 ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2558 โดยมีลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผน ผู้บริหารแผนได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 วรรคหนึ่ง เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2565

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า หลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วผู้บริหารแผนได้ยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2563 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดประชุมเจ้าหนี้ในวันที่ 2 เมษายน 2563 แต่ได้ยกเลิกนัดและกำหนดวันนัดประชุมเจ้าหนี้ใหม่ในวันที่ 11 มิถุนายน 2563 ก่อนวันนัดประชุมเจ้าหนี้ไม่น้อยกว่า 3 วัน ผู้บริหารแผนได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 5 มิถุนายน 2563 ขอแก้ไขข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2563 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาแล้วเห็นควรรวมเป็นฉบับเดียวกันเพื่อให้ที่ประชุมเจ้าหนี้ได้พิจารณาลงมติ ปรากฏว่าที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/63 ประกอบมาตรา 90/46 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดวันนัดพิจารณาคำขอแก้ไขแผนให้ผู้บริหารแผนและบรรดาเจ้าหนี้ทราบโดยชอบแล้ว ขอให้ศาลนัดพิจารณาว่าจะเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58 ประกอบมาตรา 90/63

ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนที่มีการแก้ไขตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โดยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2563

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์และอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ จึงให้ยกคำร้องและไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้คัดค้าน

ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า ผู้บริหารแผนได้ยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2564 และฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2564 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดประชุมเจ้าหนี้ในวันที่ 19 เมษายน 2564 แต่ได้เลื่อนไปนัดประชุมเจ้าหนี้ใหม่ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 ก่อนวันนัดประชุมเจ้าหนี้ ผู้บริหารแผนได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการ โดยขอยกเลิกคำร้องขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2564 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงรับคำร้องขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2564 เป็นคำร้องขอแก้ไขแผนฉบับที่ 1 และรับคำร้องขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการฉบับลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 เป็นคำร้องขอแก้ไขแผนฉบับที่ 2 ปรากฏว่าที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผนทั้งสองฉบับดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/63 ประกอบมาตรา 90/46 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดวันนัดพิจารณาคำขอแก้ไขแผนให้ผู้บริหารแผนและบรรดาเจ้าหนี้ทราบโดยชอบแล้ว ขอให้ศาลนัดพิจารณาว่าจะเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58 ประกอบมาตรา 90/63

ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า แผนฟื้นฟูกิจการที่ขอแก้ไขมีรายการไม่ครบถ้วนตามมาตรา 90/42 ไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนที่จะทำให้เจ้าหนี้พิจารณาได้ว่าหากอนุมัติแล้วเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ตามแผนที่แก้ไข การขอแก้ไขแผนเป็นการประวิงเวลาทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหายและทรัพย์สินของลูกหนี้เสื่อมราคา และเมื่อถึงที่สุดจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้น้อยกว่ากรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58 (3) ขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนที่มีการแก้ไขตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โดยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2564

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์และอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง จึงไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องและไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษทั้งสองฉบับ โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ทั้งสองฉบับชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่กฎหมายล้มละลายในส่วนที่ว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้กำหนดให้แผนฟื้นฟูกิจการหรือข้อเสนอขอแก้ไขแผนซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้มีมติตามมาตรา 90/46 ยอมรับแล้วต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกชั้นหนึ่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ส่วนที่ 8 ว่าด้วยการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งมาตรา 90/58 บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า (1) แผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/42 (2) ข้อเสนอในการชำระหนี้ไม่ขัดต่อมาตรา 90/42 ตรี และในกรณีที่มติยอมรับแผนเป็นมติตามมาตรา 90/46 (2) ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนนั้นจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลาย เว้นแต่เจ้าหนี้นั้นจะให้ความยินยอม และ (3) เมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย อันเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาใช้ดุลพินิจให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือข้อเสนอแก้ไขแผน ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจโดยใช้อำนาจตุลาการเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และให้ศาลใช้ดุลพินิจตรวจสอบว่าสมควรให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือข้อเสนอขอแก้ไขแผนหรือไม่ สำหรับการพิจารณาปัญหาว่าเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา 90/58 (3) หรือไม่นั้น ศาลจะต้องพิจารณาประกอบข้อมูลจากแผนฟื้นฟูกิจการในส่วนรายการรายละเอียดแห่งสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันต่าง ๆ ที่แท้จริงของลูกหนี้ในขณะที่ศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/42 (2) เมื่อต่อมาผู้บริหารแผนเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการในส่วนของการจัดสรรการชำระหนี้และขอขยายกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน ซึ่งตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ขอแก้ไขนั้นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2, 3 และ 4 จะได้รับชำระหนี้เงินต้นลดลงจากแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิม ผู้บริหารแผนจึงต้องแสดงให้เห็นว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา 90/58 (3) เช่นกัน แต่กลับได้ความจากรายการสรุปข้อเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการของผู้บริหารแผนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดทำมาเสนอต่อศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สรุปไว้ว่าเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และ 3 จะได้รับชำระหนี้กรณีฟื้นฟูกิจการน้อยกว่ากรณีล้มละลาย ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงต่อศาลในวันนัดพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขว่าจากการตรวจสอบทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น ลูกหนี้ได้นำไปเป็นหลักประกันเจ้าหนี้รายที่ 7 ทั้งหมด ซึ่งหากมีการบังคับขายหลักประกันจะไม่มีเงินเหลือชำระหนี้แก่เจ้าหนี้รายอื่น ดังนั้นจึงถือว่าเจ้าหนี้ได้รับประโยชน์จากการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการที่แก้ไขมากกว่ากรณีล้มละลาย โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุน ทั้งยังขัดแย้งกับรายการสรุปข้อเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการของผู้บริหารแผนซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดทำมาโดยละเอียด จึงมีข้อน่าพิจารณาว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา 90/58 (3) หรือไม่ กรณีจึงมีเหตุอันควรอนุญาตให้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านอุทธรณ์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ทั้งข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยประกอบกับคดีฟื้นฟูกิจการจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาโดยเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยก่อน สำหรับคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งแรกลงวันที่ 17 สิงหาคม 2563 นั้น เห็นว่า คดีนี้ ในกระบวนพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนนั้นไม่มีคู่ความใดโต้แย้งรายการในแผนเกี่ยวกับรายละเอียดแห่งสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันต่าง ๆ ของลูกหนี้ในขณะที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงรับฟังได้ตามที่ปรากฏในแผน และในแผนฟื้นฟูกิจการได้นำจำนวนเงินตามรายการต่าง ๆ มาคิดคำนวณประมาณการที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายและกรณีดำเนินการตามแผนสำเร็จ ซึ่งแสดงว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายแล้ว ตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับผ่านมติที่ประชุมเจ้าหนี้วันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 เอกสารแนบท้าย 10 ซึ่งต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2558 ดังกล่าว เมื่อผู้บริหารแผนเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการในส่วนของการจัดสรรการชำระหนี้และขอขยายกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน ซึ่งตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ขอแก้ไขนั้นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2, 3 และ 4 จะได้รับชำระหนี้เงินต้นลดลงจากแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิม ผู้บริหารแผนจึงต้องแสดงให้เห็นว่า เมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา 90/58 (3) ด้วยเช่นกัน โดยจำนวนเงินหรือประโยชน์ที่เจ้าหนี้ทั้งหลายจะได้รับกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายซึ่งจะนำมาพิจารณาเปรียบเทียบนั้นจะต้องเป็นข้อมูลจากแผนฟื้นฟูกิจการในส่วนรายการรายละเอียดแห่งสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันต่าง ๆ ที่แท้จริงของลูกหนี้ในขณะที่ศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/42 (2) ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว แต่เมื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขซึ่งผ่านมติที่ประชุมเจ้าหนี้วันที่ 11 มิถุนายน 2563 เอกสารแนบท้าย 10 ประมาณการผลตอบแทนในการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูกิจการและในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย กลับเป็นฉบับเดียวกับที่แนบท้ายแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิมโดยจำนวนเงินที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้นั้นยังคงเป็นจำนวนตามที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิม มิได้เปรียบเทียบโดยระบุจำนวนเงินที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไข จึงเป็นกรณีที่ผู้บริหารแผนไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา 90/58 (3) แต่อย่างใด นอกจากนี้ยังได้ความจากรายงานสรุปข้อเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการของผู้บริหารแผนฉบับลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดทำมาเสนอต่อศาล โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดทำตารางเปรียบเทียบจำนวนเงินที่เจ้าหนี้แต่ละกลุ่มจะได้รับตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิม ฉบับที่แก้ไข กับจำนวนเงินที่เจ้าหนี้จะได้รับกรณีล้มละลาย ซึ่งระบุว่าจำนวนเงินที่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และ 3 จะได้รับกรณีฟื้นฟูกิจการตามแผนฉบับที่แก้ไขคือ 0 บาท และ 1,004,797.11 บาท ตามลำดับ และจำนวนเงินที่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และ 3 จะได้รับกรณีล้มละลาย คือ 2,497,976 บาท และ 3,608,702 บาท ตามลำดับ แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สรุปไว้ว่าเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และ 3 จะได้รับชำระหนี้กรณีฟื้นฟูกิจการน้อยกว่ากรณีล้มละลาย โดยใช้ข้อมูลการชำระหนี้กรณีล้มละลายตามเอกสารแนบท้าย 10 ของแผนฟื้นฟูกิจการฉบับศาลเห็นชอบวันที่ 12 มีนาคม 2558 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 สำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้บางรายได้รับชำระหนี้น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา 90/58 (3) ศาลจึงไม่อาจมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวได้ และเมื่อข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับต่อมาเป็นการขอขยายกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนและขอแก้ไขเงื่อนไขการออกจากแผนโดยเป็นการขอแก้ไขต่อจากข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับแรกซึ่งจำนวนเงินที่เจ้าหนี้บางรายจะได้รับชำระหนี้ยังคงน้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายเช่นเดิม ศาลฎีกาจึงไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับต่อมาทุกฉบับ และย่อมมีผลให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ต้องกลับไปผูกพันกันตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับศาลเห็นชอบเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2558 การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 วรรคหนึ่ง โดยเห็นว่าการฟื้นฟูกิจการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่มีการแก้ไขดังกล่าวได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนแล้ว จึงต้องถูกยกเลิกเพิกถอนด้วยเช่นกัน

อนึ่ง เมื่อศาลฎีกาไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนทุกฉบับมีผลให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ต้องกลับไปผูกพันกันตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่ศาลเห็นชอบเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2558 ซึ่งขณะนี้ระยะเวลาดำเนินการตามแผนสิ้นสุดแล้ว แต่การที่ศาลจะพิจารณามีคำสั่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง ได้นั้นจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนและฟังคำชี้แจงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้และคำคัดค้านของลูกหนี้ด้วย แต่ในชั้นนี้ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 90/70 วรรคสอง จึงเห็นควรให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินการและพิจารณามีคำสั่งตามบทบัญญัติดังกล่าวตามที่เห็นสมควร

พิพากษากลับเป็นว่า มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนทุกฉบับ ยกคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และให้ศาลล้มละลายกลางพิจารณาและมีคำสั่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง ตามที่เห็นสมควรต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบข้อเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/70 วรรคหนึ่ง ม. 90/58 (3)
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัท ส.
ผู้คัดค้าน — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายประเสริฐ ตั้งสถาพรพันธ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายชวลิต ยงพาณิชย์ นายจักรพันธ์ สอนสุภาพ (2คดี)
ชื่อองค์คณะ
สัมพันธ์ บุนนาค
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
เดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 360 -ที่ 361/2567
#703994
เปิดฉบับเต็ม

การที่กฎหมายล้มละลายในส่วนที่ว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้กำหนดให้แผนฟื้นฟูกิจการหรือข้อเสนอขอแก้ไขแผนซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้มีมติตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 ยอมรับแล้วต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งตามมาตรา 90/58 บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า (1) แผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/42 (2) ข้อเสนอในการชำระหนี้ไม่ขัดต่อมาตรา 90/42 ตรี และในกรณีที่มติยอมรับแผนเป็นมติตามมาตรา 90/46 (2) ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนนั้นจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลาย เว้นแต่เจ้าหนี้นั้นจะให้ความยินยอม และ (3) เมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย อันเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาใช้ดุลพินิจให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือข้อเสนอแก้ไขแผน ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจโดยใช้อำนาจตุลาการเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และให้ศาลใช้ดุลพินิจตรวจสอบว่าสมควรให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือข้อเสนอขอแก้ไขแผนหรือไม่ สำหรับการพิจารณาปัญหาว่าเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา 90/58 (3) หรือไม่นั้น ศาลจะต้องพิจารณาประกอบข้อมูลจากแผนฟื้นฟูกิจการในส่วนรายการรายละเอียดแห่งสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันต่าง ๆ ที่แท้จริงของลูกหนี้ในขณะที่ศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/42 (2) เมื่อต่อมาผู้บริหารแผนเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการในส่วนของการจัดสรรการชำระหนี้และขอขยายกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน ซึ่งตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ขอแก้ไขนั้นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2, 3 และ 4 จะได้รับชำระหนี้เงินต้นลดลงจากแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิม ผู้บริหารแผนจึงต้องแสดงให้เห็นว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา 90/58 (3) โดยจำนวนเงินหรือประโยชน์ที่เจ้าหนี้ทั้งหลายจะได้รับกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายซึ่งจะนำมาพิจารณาเปรียบเทียบนั้นจะต้องเป็นข้อมูลจากแผนฟื้นฟูกิจการในส่วนรายการรายละเอียดแห่งสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันต่าง ๆ ที่แท้จริงของลูกหนี้ในขณะที่ศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/42 (2) แต่เมื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขซึ่งผ่านมติที่ประชุมเจ้าหนี้วันที่ 11 มิถุนายน 2563 ประมาณการผลตอบแทนในการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูกิจการและในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย กลับเป็นฉบับเดียวกับที่แนบท้ายแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิมโดยจำนวนเงินที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้นั้นยังคงเป็นจำนวนตามที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิม มิได้เปรียบเทียบโดยระบุจำนวนเงินที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไข จึงเป็นกรณีที่ผู้บริหารแผนไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา 90/58 (3) แต่อย่างใด

นอกจากนี้ยังได้ความจากรายงานสรุปข้อเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการของผู้บริหารแผนฉบับลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดทำมาเสนอต่อศาล โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดทำตารางเปรียบเทียบจำนวนเงินที่เจ้าหนี้แต่ละกลุ่มจะได้รับตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิม ฉบับที่แก้ไข กับจำนวนเงินที่เจ้าหนี้จะได้รับกรณีล้มละลาย ซึ่งระบุว่าจำนวนเงินที่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และ 3 จะได้รับกรณีฟื้นฟูกิจการตามแผนฉบับที่แก้ไขคือ 0 บาท และ 1,004,797.11 บาท ตามลำดับ และจำนวนเงินที่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และ 3 จะได้รับกรณีล้มละลาย คือ 2,497,976 บาท และ 3,608,702 บาท ตามลำดับ แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สรุปไว้ว่าเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และ 3 จะได้รับชำระหนี้กรณีฟื้นฟูกิจการน้อยกว่ากรณีล้มละลาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 สำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้บางรายได้รับชำระหนี้น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา 90/58 (3) ศาลจึงไม่อาจมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวได้ และเมื่อข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับ ต่อมาเป็นการขอขยายกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนและขอแก้ไขเงื่อนไขการออกจากแผนโดยเป็นการขอแก้ไขต่อจากข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับแรกซึ่งจำนวนเงินที่เจ้าหนี้บางรายจะได้รับชำระหนี้ยังคงน้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายเช่นเดิม ศาลจึงไม่อาจเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับต่อมาทุกฉบับ และย่อมมีผลให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ต้องกลับไปผูกพันกันตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับศาลเห็นชอบเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2558 การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 วรรคหนึ่ง โดยเห็นว่าการฟื้นฟูกิจการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่มีการแก้ไขดังกล่าวได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนแล้ว จึงต้องถูกยกเลิกเพิกถอนไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2555 ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2558 โดยมีลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผน ผู้บริหารแผนได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 วรรคหนึ่ง เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2565

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า หลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วผู้บริหารแผนได้ยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2563 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดประชุมเจ้าหนี้ในวันที่ 2 เมษายน 2563 แต่ได้ยกเลิกนัดและกำหนดวันนัดประชุมเจ้าหนี้ใหม่ในวันที่ 11 มิถุนายน 2563 ก่อนวันนัดประชุมเจ้าหนี้ไม่น้อยกว่า 3 วัน ผู้บริหารแผนได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 5 มิถุนายน 2563 ขอแก้ไขข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2563 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาแล้วเห็นควรรวมเป็นฉบับเดียวกันเพื่อให้ที่ประชุมเจ้าหนี้ได้พิจารณาลงมติ ปรากฏว่าที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/63 ประกอบมาตรา 90/46 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดวันนัดพิจารณาคำขอแก้ไขแผนให้ผู้บริหารแผนและบรรดาเจ้าหนี้ทราบโดยชอบแล้ว ขอให้ศาลนัดพิจารณาว่าจะเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58 ประกอบมาตรา 90/63

ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนที่มีการแก้ไขตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โดยมีคำสั่งเมื่อวันที่

17 สิงหาคม 2563

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์และอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ จึงให้ยกคำร้องและไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้คัดค้าน

ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า ผู้บริหารแผนได้ยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2564 และฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2564 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดประชุมเจ้าหนี้ในวันที่ 19 เมษายน 2564 แต่ได้เลื่อนไปนัดประชุมเจ้าหนี้ใหม่ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 ก่อนวันนัดประชุมเจ้าหนี้ ผู้บริหารแผนได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการ โดยขอยกเลิกคำร้องขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2564 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงรับคำร้องขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2564 เป็นคำร้องขอแก้ไขแผนฉบับที่ 1 และรับคำร้องขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการฉบับลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 เป็นคำร้องขอแก้ไขแผนฉบับที่ 2 ปรากฏว่าที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผนทั้งสองฉบับดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/63 ประกอบมาตรา 90/46 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดวันนัดพิจารณาคำขอแก้ไขแผนให้ผู้บริหารแผนและบรรดาเจ้าหนี้ทราบโดยชอบแล้ว ขอให้ศาลนัดพิจารณาว่าจะเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58 ประกอบมาตรา 90/63

ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนที่มีการแก้ไขตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์และอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาว่า กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง จึงไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องและไม่รับอุทธรณ์คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษทั้งสองฉบับ โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ทั้งสองฉบับชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่กฎหมายล้มละลายในส่วนที่ว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้กำหนดให้แผนฟื้นฟูกิจการหรือข้อเสนอขอแก้ไขแผนซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้มีมติตามมาตรา 90/46 ยอมรับแล้วต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกชั้นหนึ่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ส่วนที่ 8 ว่าด้วยการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งมาตรา 90/58 บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า (1) แผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/42 (2) ข้อเสนอในการชำระหนี้ไม่ขัดต่อมาตรา 90/42 ตรี และในกรณีที่มติยอมรับแผนเป็นมติตามมาตรา 90/46 (2) ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนนั้นจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลาย เว้นแต่เจ้าหนี้นั้นจะให้ความยินยอม และ (3) เมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย อันเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาใช้ดุลพินิจให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือข้อเสนอแก้ไขแผน ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจโดยใช้อำนาจตุลาการเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และให้ศาลใช้ดุลพินิจตรวจสอบว่าสมควรให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือข้อเสนอขอแก้ไขแผนหรือไม่ สำหรับการพิจารณาปัญหาว่าเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา 90/58 (3) หรือไม่นั้น ศาลจะต้องพิจารณาประกอบข้อมูลจากแผนฟื้นฟูกิจการในส่วนรายการรายละเอียดแห่งสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันต่าง ๆ ที่แท้จริงของลูกหนี้ในขณะที่ศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/42 (2) เมื่อต่อมาผู้บริหารแผนเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการในส่วนของการจัดสรรการชำระหนี้และขอขยายกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน ซึ่งตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ขอแก้ไขนั้นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2, 3 และ 4 จะได้รับชำระหนี้เงินต้นลดลงจากแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิม ผู้บริหารแผนจึงต้องแสดงให้เห็นว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา 90/58 (3) เช่นกัน แต่กลับได้ความจากรายการสรุปข้อเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการของผู้บริหารแผนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดทำมาเสนอต่อศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สรุปไว้ว่าเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และ 3 จะได้รับชำระหนี้กรณีฟื้นฟูกิจการน้อยกว่ากรณีล้มละลาย ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงต่อศาลในวันนัดพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขว่าจากการตรวจสอบทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น ลูกหนี้ได้นำไปเป็นหลักประกันเจ้าหนี้รายที่ 7 ทั้งหมด ซึ่งหากมีการบังคับขายหลักประกันจะไม่มีเงินเหลือชำระหนี้แก่เจ้าหนี้รายอื่น ดังนั้นจึงถือว่าเจ้าหนี้ได้รับประโยชน์จากการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการที่แก้ไขมากกว่ากรณีล้มละลาย โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุน ทั้งยังขัดแย้งกับรายการสรุปข้อเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการของผู้บริหารแผนซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดทำมาโดยละเอียด จึงมีข้อน่าพิจารณาว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา 90/58 (3) หรือไม่ กรณีจึงมีเหตุอันควรอนุญาตให้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านอุทธรณ์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ทั้งข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยประกอบกับคดีฟื้นฟูกิจการจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาโดยเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยก่อน สำหรับคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งแรกลงวันที่ 17 สิงหาคม 2563 นั้น เห็นว่า คดีนี้ ในกระบวนพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนนั้นไม่มีคู่ความใดโต้แย้งรายการในแผนเกี่ยวกับรายละเอียดแห่งสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันต่าง ๆ ของลูกหนี้ในขณะที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงรับฟังได้ตามที่ปรากฏในแผน และในแผนฟื้นฟูกิจการได้นำจำนวนเงินตามรายการต่าง ๆ มาคิดคำนวณประมาณการที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายและกรณีดำเนินการตามแผนสำเร็จ ซึ่งแสดงว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายแล้ว ตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับผ่านมติที่ประชุมเจ้าหนี้วันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2558 ดังกล่าว เมื่อผู้บริหารแผนเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการในส่วนของการจัดสรรการชำระหนี้และขอขยายกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน ซึ่งตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ขอแก้ไขนั้นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2, 3 และ 4 จะได้รับชำระหนี้เงินต้นลดลงจากแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิม ผู้บริหารแผนจึงต้องแสดงให้เห็นว่า เมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา 90/58 (3) ด้วยเช่นกัน โดยจำนวนเงินหรือประโยชน์ที่เจ้าหนี้ทั้งหลายจะได้รับกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายซึ่งจะนำมาพิจารณาเปรียบเทียบนั้นจะต้องเป็นข้อมูลจากแผนฟื้นฟูกิจการในส่วนรายการรายละเอียดแห่งสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันต่าง ๆ ที่แท้จริงของลูกหนี้ในขณะที่ศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/42 (2) ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว แต่เมื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขซึ่งผ่านมติที่ประชุมเจ้าหนี้วันที่ 11 มิถุนายน 2563 ประมาณการผลตอบแทนในการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูกิจการและในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย กลับเป็นฉบับเดียวกับที่แนบท้ายแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิมโดยจำนวนเงินที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้นั้นยังคงเป็นจำนวนตามที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิม มิได้เปรียบเทียบโดยระบุจำนวนเงินที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไข จึงเป็นกรณีที่ผู้บริหารแผนไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา 90/58 (3) แต่อย่างใด นอกจากนี้ยังได้ความจากรายงานสรุปข้อเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการของผู้บริหารแผนฉบับลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดทำมาเสนอต่อศาล โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดทำตารางเปรียบเทียบจำนวนเงินที่เจ้าหนี้แต่ละกลุ่มจะได้รับตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิม ฉบับที่แก้ไข กับจำนวนเงินที่เจ้าหนี้จะได้รับกรณีล้มละลาย ซึ่งระบุว่าจำนวนเงินที่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และ 3 จะได้รับกรณีฟื้นฟูกิจการตามแผนฉบับที่แก้ไขคือ 0 บาท และ 1,004,797.11 บาท ตามลำดับ และจำนวนเงินที่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และ 3 จะได้รับกรณีล้มละลาย คือ 2,497,976 บาท และ 3,608,702 บาท ตามลำดับ แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สรุปไว้ว่าเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และ 3 จะได้รับชำระหนี้กรณีฟื้นฟูกิจการน้อยกว่ากรณีล้มละลาย โดยใช้ข้อมูลการชำระหนี้กรณีล้มละลายตามเอกสารแนบท้าย 10 ของแผนฟื้นฟูกิจการฉบับศาลเห็นชอบวันที่ 12 มีนาคม 2558 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 สำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้บางรายได้รับชำระหนี้น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา 90/58 (3) ศาลจึงไม่อาจมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวได้ และเมื่อข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับ ต่อมาเป็นการขอขยายกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนและขอแก้ไขเงื่อนไขการออกจากแผนโดยเป็นการขอแก้ไขต่อจากข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับแรกซึ่งจำนวนเงินที่เจ้าหนี้บางรายจะได้รับชำระหนี้ยังคงน้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายเช่นเดิม ศาลฎีกาจึงไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับต่อมาทุกฉบับ และย่อมมีผลให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ต้องกลับไปผูกพันกันตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับศาลเห็นชอบเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2558 การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 วรรคหนึ่ง โดยเห็นว่าการฟื้นฟูกิจการตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่มีการแก้ไขดังกล่าวได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนแล้ว จึงต้องถูกยกเลิกเพิกถอนด้วยเช่นกัน

อนึ่ง เมื่อศาลฎีกาไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนทุกฉบับมีผลให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ต้องกลับไปผูกพันกันตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่ศาลเห็นชอบเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2558 ซึ่งขณะนี้ระยะเวลาดำเนินการตามแผนสิ้นสุดแล้ว แต่การที่ศาลจะพิจารณามีคำสั่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง ได้นั้นจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนและฟังคำชี้แจงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้และคำคัดค้านของลูกหนี้ด้วย แต่ในชั้นนี้ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 90/70 วรรคสอง จึงเห็นควรให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินการและพิจารณามีคำสั่งตามบทบัญญัติดังกล่าวตามที่เห็นสมควร

พิพากษากลับเป็นว่า มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนทุกฉบับ ยกคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และให้ศาลล้มละลายกลางพิจารณาและมีคำสั่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง ตามที่เห็นสมควรต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบข้อเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/42 (2) ม. 90/46 ม. 90/58 ม. 90/70
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัท ส.
ผู้คัดค้าน — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ข.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สัมพันธ์ บุนนาค
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
เดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 344/2567
#724081
เปิดฉบับเต็ม

ค่าเสียหายที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นค่าเสียหายนอกเหนือจากความเสียหายตามคำขอท้ายฟ้องของพนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 3423/2562 ของศาลชั้นต้นและคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 121,300.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 111,412 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 121,300.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 111,412 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 27,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2561 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นพนักงานทดลองงานของโจทก์ ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ มีหน้าที่ดูแลงานทั่วไปและรับเงินจากการขายอุปกรณ์กอล์ฟแล้วส่งมอบแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2561 โจทก์ประเมินผลการปฏิบัติงานแล้วเห็นว่าจำเลยไม่ผ่านเกณฑ์ จึงไม่ว่าจ้างจำเลยเป็นพนักงานประจำและตรวจสอบพบว่าเดือนพฤศจิกายน 2561 จำเลยรับเงินค่าสินค้าแล้วไม่นำส่งแก่โจทก์แต่ยักยอกไป 110,000 บาท และ 81,513.50 บาท รวมเป็นเงิน 191,513.50 บาท โจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย พนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหายักยอกและให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์คดีนี้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา จำเลยให้การรับสารภาพและชดใช้เงินแก่โจทก์ 30,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานยักยอก จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี กับให้จำเลยคืนเงิน 161,513.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 3423/2562 ของศาลชั้นต้นคดีถึงที่สุด ส่วนเงิน 27,200 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนเงิน 84,212 บาท เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 3423/2562 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 3423/2562 ของศาลชั้นต้นพนักงานอัยการโจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 ว่า ระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม 2561 วันใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 ต่อเนื่องกัน จำเลยได้รับมอบการครอบครองเงินค่าสินค้าและค่าบริการ 110,000 บาท ของผู้เสียหาย ต่อมาระหว่างวันเวลาดังกล่าวถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยยักยอกเงินดังกล่าว และบรรยายข้อ 1.2 ว่า ระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 เวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2561 ต่อเนื่องกัน จำเลยรับมอบการครอบครองเงินค่าสินค้าและค่าบริการ 81,513.50 บาท ของผู้เสียหาย ต่อมาระหว่างวันเวลาดังกล่าวจนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2561 จำเลยยักยอกเงินค่าสินค้าและค่าบริการ 81,513.50 บาท ของผู้เสียหายไป โดยพนักงานอัยการแยกเงินเป็น 2 ส่วน ส่วนฟ้องคดีแพ่ง โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 3 ว่า ต่อมาเดือนกันยายน 2562 ภายหลังจากโจทก์แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยยักยอกเงินที่ได้รับจากการขายอุปกรณ์กอล์ฟและลูกกอล์ฟสำหรับเดือนตุลาคม 2561 จำนวน 6 ครั้ง รวมเป็นเงิน 84,212 บาท ส่วนบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา บันทึกได้ความว่า วันที่ 3 ตุลาคม 2561 นางสาวฐิตาภา พนักงานโจทก์นำเงินที่ได้จากการขายอุปกรณ์กีฬาลูกกอล์ฟ 8,804 บาท ให้จำเลยเพื่อนำไปฝากธนาคาร และต่อมานางสาวฐิตาภานำเงินค่าสินค้าให้จำเลยอีก 10 ครั้ง รวมเป็นเงิน 84,212 บาท และยอดเงินภายในเดือนตุลาคม 2561 อีก 110,000 บาท จำเลยต้องนำไปฝากเข้าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 แต่จำเลยยักยอกเงินดังกล่าว ส่วนรอบเดือนพฤศจิกายน 2561 จำเลยยักยอกเงินค่าสินค้า 10 ครั้ง เป็นเงิน 81,513 บาท และยักยอกเงิน 110,000 บาท แสดงให้เห็นว่ารอบเดือนตุลาคมยังมีเงินค่าสินค้าอีก 84,212 บาท โดยโจทก์คดีนี้ในฐานะโจทก์ร่วมในคดีอาญาได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการขายอุปกรณ์กอล์ฟและลูกกอล์ฟสำหรับเดือนตุลาคม 2561 เป็นเงิน 84,212 บาท แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าพนักงานอัยการขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแล้ว และค่าเสียหายส่วนอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้อง ผู้เสียหายจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในส่วนอื่นมาในคดีอาญาได้จึงไม่รับคำขอดังกล่าว ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 16 ตุลาคม 2562 ดังนั้น เงิน 84,212 บาท ตามฟ้องคดีนี้จึงไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเงิน 161,513.50 บาท ที่ศาลพิพากษาให้จำเลยคืนแก่โจทก์ตามคดีอาญาในคดีก่อน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ค่าเสียหายที่โจทก์นำมาฟ้องเรียกเงินค่าสินค้า 84,212 บาท เป็นค่าเสียหายนอกเหนือจากความเสียหายตามคำขอท้ายฟ้องของพนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 3423/2562 ของศาลชั้นต้นและคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 111,412 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2561 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ป.วิ.อ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — นางสาว ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี -
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 -
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
เสถียร ศรีทองชัย
บดินทร์ ตรีรานุรัตน์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 322/2567
#703993
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่นหากจำเลยที่ 1 เห็นว่าไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะใช้สิทธิฎีกาคัดค้านไปยังศาลฎีกา แต่จำเลยที่ 1 ไม่ใช้สิทธิดังกล่าวจนคดีถึงที่สุดไปแล้ว การที่จำเลยที่ 1 กลับมายื่นคำร้องโดยอ้างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดใหม่เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกในคดีนี้ไปพร้อมกับโทษจำคุกในคดีดังกล่าว หรือไม่ก็ให้นับโทษจำคุกในคดีดังกล่าวต่อจากโทษจำคุกในคดีนี้ แม้จะเลี่ยงให้เป็นการพิจารณาในชั้นบังคับคดี แต่ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว อันขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 190

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และให้จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 271/2562 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 300,000 บาท ยกคำร้องของโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ก่อนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวนั้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก่อน ต่อมาคดีนี้ศาลมีคำพิพากษาและให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องหลังคดีนี้จึงไม่ถูกต้องและไม่สมเหตุผลในการที่จะนำคดีที่ฟ้องภายหลังมานับต่อจากคดีที่ฟ้องก่อน ขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่โดยนับโทษจำคุกคดีนี้ไปพร้อมกับโทษจำคุกคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น หรือนับโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น ต่อจากโทษจำคุกคดีนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุที่จะออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่โดยนับโทษจำคุกคดีนี้ไปพร้อมกับโทษจำคุกคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น หรือนับโทษจำคุกในคดีอาญา เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 คดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้นแล้ว หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 คดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ชอบที่จะใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไปยังศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 แต่จำเลยที่ 1 มิได้ใช้สิทธิดังกล่าวจนคดีถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมายื่นคำร้องขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่ โดยนับโทษจำคุกคดีนี้ไปพร้อมกับโทษจำคุกคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น หรือนับโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น ต่อจากโทษจำคุกคดีนี้ โดยอ้างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังที่ปรากฏในคำร้องของจำเลยที่ 1 ข้างต้น และมีคำขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยใหม่โดยเลี่ยงให้เป็นชั้นบังคับคดี ดังนี้ หากศาลฟังตามที่จำเลยที่ 1 อ้างในคำร้องดังกล่าวแล้ววินิจฉัยให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่โดยนับโทษจำคุกคดีนี้ไปพร้อมกับโทษจำคุกคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น หรือนับโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น ต่อจากโทษจำคุกคดีนี้ ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ซึ่งห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้ว นอกจากแก้ถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 190
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเวียงสระ
โจทก์ร่วม — นาย อ.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
วรวุฒิ ทวาทศิน
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ คร.อท.ที่ 317/2567
#704039
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้ผู้ฎีกายื่นคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาไว้พิจารณาตามมาตรา 46 พร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น เมื่อโจทก์ยื่นฎีกาโดยมิได้ยื่นคำร้องขอฎีกามาด้วย จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ที่โจทก์ยื่นมาพร้อมกับฎีกานั้น ก็ไม่อาจแปลได้ว่าเป็นคำร้องขอฎีกาตามที่บัญญัติไว้ ต้องถือว่าเป็นการฎีกาโดยไม่มีคำร้องขอฎีกาต่อศาลฎีกามาด้วย เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 พร้อมฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2566

ศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้ผู้ฎีกายื่นคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาไว้พิจารณาตามมาตรา 46 พร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น เมื่อโจทก์ยื่นฎีกาโดยมิได้ยื่นคำร้องขอฎีกามาด้วย จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ที่โจทก์ยื่นมาพร้อมกับฎีกานั้น ก็ไม่อาจแปลได้ว่าเป็นคำร้องขอฎีกาตามที่บัญญัติไว้ ต้องถือว่าเป็นการฎีกาโดยไม่มีคำร้องขอฎีกาต่อศาลฎีกามาด้วย เป็นการไม่ชอบ

จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้อง และไม่รับฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ม. 44 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
กงจักร โพธิ์พร้อม
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
วิชาญ ศิริเศรษฐ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 315/2567
#703992
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันเลิกกันโดยปริยายดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านแล้วนั้น ผลของการเลิกสัญญาดังกล่าวต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง คือให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้ การที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม เมื่อข้อเท็จจริงเป็นอันยุติว่าโจทก์ได้ก่อสร้างงานตามสัญญางวดที่ 3 ไปบางส่วน จำเลยจึงต้องชำระค่าการงานดังกล่าวแก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยว่าจ้างบุคคลอื่นทำงานแทนโจทก์ภายหลังจากสัญญาเลิกกันแล้วนั้น จำเลยย่อมได้ผลงานการก่อสร้างตามที่จำเลยว่าจ้าง จำเลยจะนำค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากการว่าจ้างมาคำนวณหักกับค่าจ้างตามสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ตามสัญญาที่เลิกกันโดยปริยายไปแล้วหาได้ไม่ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์นำค่าใช้จ่ายของจำเลยดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับโจทก์จึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ปัญหาเรื่องความรับผิดของคู่สัญญาเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเสียใหม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 10,215,288.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,949,293.18 บาท และต้นเงิน 1,831,952.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของธนาคาร ก. แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 4,469,739.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกธนาคาร ก. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในส่วนฟ้องแย้ง โดยอ้างว่าหากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชนะคดี จำเลยอาจฟ้องให้ธนาคาร ก. ชำระเงินค่าเสียหายแทนโจทก์ได้ตามสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 690,618.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของจำเลยร่วม เลขที่ 02171171000044 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 1,997,916.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 15 ตุลาคม 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี หากโจทก์ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้จำเลยร่วมชำระแทน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 2,000,000 บาท คำขออื่นตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก ให้โจทก์กับจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยร่วมฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างแก้มลิงบึงซึกวึกพร้อมอาคารประกอบ ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ ค่าจ้าง 17,834,216.60 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,166,724.45 บาท ตกลงชำระค่าจ้างเป็นรายงวดตามปริมาณงานที่ทำเสร็จภายใน 15 วัน นับจากวันที่จำเลยหรือตัวแทนรับมอบงานถูกต้องและเอกสารขอเบิกเงินส่งถึงสำนักงานจำเลย โจทก์เบิกค่าจ้างล่วงหน้าจากจำเลย 2,000,000 บาท โดยจำเลยจะหักเงินคืนในอัตราร้อยละ 15 เมื่อโจทก์ส่งมอบงานในแต่ละงวด กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 1 และส่งใบแจ้งหนี้ ใบวางบิลให้แก่จำเลย เป็นเงิน 4,268,003.40 บาท หักเงินประกันผลงานไว้อัตราร้อยละ 10 เป็นเงิน 426,800.34 บาท คงเหลือ 3,841,203.06 บาท คณะกรรมการตรวจการจ้างตรวจงานแล้ว จำเลยหักค่าจ้างที่โจทก์เบิกล่วงหน้า 558,058.50 บาท ส่วนที่เหลือโจทก์ได้รับจากจำเลยแล้ว แต่งานงวดนี้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายเกิน 16,925.83 บาท โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 2 และส่งใบแจ้งหนี้ ใบวางบิลให้แก่จำเลย เป็นเงิน 4,340,184 บาท หักเงินประกันผลงานไว้อัตราร้อยละ 10 คงเหลือ 3,906,165.60 บาท คณะกรรมการตรวจการจ้างตรวจงานแล้ว จำเลยหักค่าจ้างที่โจทก์เบิกล่วงหน้า 651,027.60 บาท และหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จนไม่มีเงินเหลือ โจทก์ดำเนินการขุดดินงานงวดที่ 3 บางส่วน ปริมาณ 133,540 ลูกบาศก์เมตร คิดค่าจ้างตามสัญญาว่าจ้างอัตราลูกบาศก์เมตรละ 11.58 บาท เป็นเงิน 1,546,393.20 บาท จำเลยหักเงินประกันผลงานสำหรับงานงวดที่ 1 และงวดที่ 2 ไว้จากโจทก์รวมเป็นเงิน 810,148.38 บาท ค่าจ้างที่โจทก์เบิกล่วงหน้าจากจำเลย 2,000,000 บาท จำเลยหักคืนสำหรับงานงวดที่ 1 และงวดที่ 2 แล้วคงเหลือเงินค่าจ้างที่โจทก์เบิกล่วงหน้า 699,712.70 บาท จำเลยร่วมออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างก่อสร้าง โดยยินยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันโจทก์ต่อจำเลย ตกลงว่าหากจำเลยมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ชำระเงินแล้วโจทก์ไม่ชำระ จำเลยร่วมตกลงชำระเงินแทนไม่เกิน 2,000,000 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2561 โจทก์มีหนังสือขอขยายระยะเวลาการทำงานออกไปถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2560 แต่จำเลยไม่ได้ตอบกลับในเรื่องการขอขยายระยะเวลาทำงานดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาว่าจ้างกับโจทก์ และภายหลังวันที่ 31 สิงหาคม 2560 ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือขอขยายระยะเวลาการทำงานตามสัญญาว่าจ้างออกไปอีก ประกอบกับจำเลยว่าจ้างบุคคลอื่นซึ่งประกอบด้วยผู้ที่รับเหมาช่วงงานโจทก์รายเดิมและบุคคลภายนอกให้ทำงานแทนโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยาย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยร่วมมีว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาหักกลบลบหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยมิได้นำเงินค่าการงานงวดที่ 3 จำนวน 1,546,393.20 บาท และค่าภาษี ณ ที่จ่าย ที่จำเลยหักเกินจำนวน 16,925.83 บาท มาหักกลบลบหนี้เป็นการมิชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันเลิกกันโดยปริยาย ผลของการเลิกสัญญาดังกล่าวต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง คือให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้ การที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม เมื่อข้อเท็จจริงเป็นอันยุติว่าโจทก์ได้ก่อสร้างงานตามสัญญางวดที่ 3 ไปบางส่วน จำเลยจึงต้องชำระค่าการงานดังกล่าวแก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยว่าจ้างบุคคลอื่นทำงานแทนโจทก์ภายหลังจากสัญญาเลิกกันแล้วนั้น จำเลยย่อมได้ผลงานการก่อสร้างตามที่จำเลยว่าจ้าง จำเลยจะนำค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากการว่าจ้างมาคำนวณหักกับค่าจ้างตามสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ตามสัญญาที่เลิกกันโดยปริยายไปแล้วหาได้ไม่ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์นำค่าใช้จ่ายของจำเลยดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับโจทก์จึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ปัญหาเรื่องความรับผิดของคู่สัญญาเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเสียใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า โจทก์และจำเลยมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามฟ้องและฟ้องแย้งได้หรือไม่ เพียงใด สำหรับค่าเสียหายตามฟ้องโจทก์ เมื่อปรากฏว่างานตามสัญญางวดที่ 3 โจทก์ได้ทำงานไปบางส่วนโดยขุดดินได้ปริมาณ 133,540 ลูกบาศก์เมตร คิดค่าจ้างขุดดินในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 11.58 บาท ตามสัญญาว่าจ้างแล้ว คิดเป็นเงิน 1,546,393.20 บาท ตามข้อเท็จจริงที่ยุติดังกล่าวข้างต้น จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าการงานส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ส่วนงานงวดที่ 1 และงวดที่ 2 โจทก์ส่งมอบงานและจำเลยชำระค่างวดงานดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยหักเงินค่าประกันผลงานในงานงวดที่ 1 และงวดที่ 2 รวมเป็นเงิน 810,148.38 บาท เมื่อสัญญาเลิกกันโจทก์จึงพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญา จำเลยต้องคืนเงินประกันผลงานดังกล่าวแก่โจทก์ และในส่วนงานงวดที่ 1 ที่จำเลยหักภาษี ณ ที่จ่ายเกินไป 16,925.83 บาท ซึ่งเป็นการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ไม่ถูกต้อง จำเลยย่อมต้องคืนเงินภาษีที่หักเกินแก่โจทก์ด้วยเช่นกัน รวมเป็นเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลย 2,373,467.41 บาท ส่วนค่าเสียหายตามฟ้องแย้งของจำเลย ที่เรียกร้องค่าจ้างที่จำเลยว่าจ้างบุคคลอื่นให้ทำงานต่อจากโจทก์จนงานแล้วเสร็จ เป็นเรื่องที่จำเลยดำเนินการหลังจากสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันแล้ว จำเลยย่อมได้ผลงานจากการว่าจ้างในส่วนงานดังกล่าว แต่จำเลยไม่มีสิทธินำค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มาคิดคำนวณเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างที่เลิกกันแล้วดังที่กล่าวไว้ข้างต้นได้ แต่ที่นางสาวปิยาภรณ์เบิกความว่าจำเลยได้ชำระค่าจ้างค้างชำระแก่นางสาวอังกินันท์และนายเศรษฐกิตติ์ เป็นเงิน 500,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ ตามบันทึกข้อตกลงชำระหนี้เป็นค่าจ้างที่โจทก์ค้างชำระค่าจ้างแก่นางสาวอังกินันท์และนายเศรษฐกิตติ์ในส่วนงานตั้งแต่ก่อนที่จำเลยจะเข้าทำบันทึกข้อตกลงกับผู้รับจ้างช่วงรายเดิม อันถือว่าเป็นค่าจ้างที่อยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ ก่อนที่สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจะเลิกกันโดยปริยาย ซึ่งความในตอนนี้โจทก์ก็มิได้ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้จ่ายค่าจ้างทั้งสองรายการรวมเป็นเงิน 800,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธินำค่าจ้างดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับโจทก์ได้ นอกจากนี้ โจทก์ยังค้างค่าจ้างที่โจทก์เบิกล่วงหน้าจากจำเลยจำนวน 699,712.70 บาท ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบชำระคืนแก่จำเลย อีกทั้งโจทก์ต้องรับผิดในค่าเสียหายเป็นเงินค่าปรับตามสัญญาที่โจทก์ไม่สามารถส่งมอบงานตามสัญญา ทำให้จำเลยจะต้องเสียค่าปรับให้แก่กรมชลประทาน 384,000 บาท ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ รวมเงินที่จำเลยมีสิทธิเรียกร้องจากโจทก์ 1,883,712.70 บาท ซึ่งเมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว จำเลยคงต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 489,754.71 บาท

ส่วนประเด็นว่าจำเลยจะต้องส่งมอบหนังสือค้ำประกันคืนโจทก์หรือไม่ และจำเลยร่วมต้องร่วมกับโจทก์รับผิดต่อจำเลยหรือไม่นั้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น โดยสัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันเลิกกันโดยปริยาย และโจทก์ไม่มีหนี้ที่ต้องชำระแก่จำเลยอีก ดังนั้นจำเลยจึงต้องคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ก. จำเลยร่วม ให้แก่โจทก์ และจำเลยร่วมก็ไม่มีภาระที่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 489,754.71 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ก. จำเลยร่วม เลขที่ 02171171000044 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท คำขออื่นและฟ้องแย้งให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งระหว่างโจทก์กับจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — บริษัท ส.
จำเลยร่วม — ธนาคาร ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธรรมนูญ สิงห์สาย
วรวุฒิ ทวาทศิน
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา