คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 132/2567
#700074
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำเหล็กเส้นมาใช้หรือเตรียมใช้ในการก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญา เหล็กเส้นดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่โจทก์ทำค้างไว้และเป็นเบี้ยปรับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 382 จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำเหล็กเส้นดังกล่าวไป โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เหล็กเส้นที่จำเลยที่ 1 นำไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 2,745,549.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,507,293.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,295,259 บาท นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และของต้นเงินจำนวน 212,034.20 บาท นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาเหล็กเส้นจำนวน 212,034.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2560 จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารตึก 4 ชั้น พร้อมดาดฟ้า กำหนดแล้วเสร็จภายใน 365 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2561 หากไม่แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์ยินยอมให้ปรับวันละ 2,000 บาท ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง โจทก์ก่อสร้างและส่งมอบงานให้จำเลยที่ 1 ไป 3 งวด และได้รับค่าจ้างแล้ว ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ตามหนังสือขอยกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ได้นำเหล็กเส้นราคา 212,034.20 บาท ที่โจทก์เก็บไว้ที่บริเวณที่พักคนงานไป สำหรับปัญหาที่ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างงานบางส่วนของงานงวดที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นเงิน 1,295,259 บาท จากจำเลยที่ 1 หรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ และยกฟ้องโจทก์สำหรับค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์และโอกาส และยกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในปัญหาดังกล่าว คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้ง ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาเหล็กเส้นที่จำเลยที่ 1 นำไปหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับเหมาก่อสร้างและได้ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับจำเลยที่ 1 โดยมีการทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและมีสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน โจทก์กล่าวอ้างว่าเหล็กเส้นที่อยู่ในที่พักคนงานของโจทก์นั้นโจทก์เตรียมไว้ใช้ในการก่อสร้างอีกสัญญาหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับสถานที่ที่ก่อสร้างให้จำเลยที่ 1 แต่โจทก์กลับไม่มีรายละเอียดของสัญญาและไม่มีหนังสือสัญญารับจ้างก่อสร้างดังเช่นที่ทำกับจำเลยที่ 1 มานำสืบสนับสนุนแสดงให้เห็นจริงตามที่กล่าวอ้าง ทั้ง ๆ ที่โจทก์ดำเนินธุรกิจในรูปบริษัทจำกัดซึ่งจะต้องมีระเบียบแบบแผนและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง จึงมีพิรุธ ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ นายศักดิ์สิทธิ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่าโจทก์ไม่มีสถานที่จัดเก็บวัสดุจึงเช่าพื้นที่โรงเรียนเป็นที่จัดเก็บพัสดุ เหล็กเส้นที่จำเลยที่ 1 นำออกไปนั้น พยานทราบว่านำไปใช้ต่อในอีกโครงการที่โจทก์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างแต่ไม่แล้วเสร็จ เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ทำให้พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ประกอบกับสถานที่ที่โจทก์วางเหล็กเส้นไว้นั้นอยู่ห่างจากสถานที่ก่อสร้างเพียง 400 ถึง 500 เมตร เท่านั้น ถือว่าไม่ไกลนัก มีความสะดวกที่โจทก์จะนำเหล็กเส้นไปใช้ก่อสร้างตามสัญญาจ้างที่ทำกับจำเลยที่ 1 ทั้งโจทก์ยังใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่พักอาศัยคนงานของโจทก์อีกด้วย ข้อเท็จจริงดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าการที่โจทก์นำเหล็กเส้นไปวางไว้ ณ ที่ดังกล่าวก็เพื่อความสะดวกในการก่อสร้างของโจทก์เอง หลังจากมีการเลิกสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 ก็นำเหล็กเส้นดังกล่าวไปใช้ต่อในโครงการที่โจทก์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างแต่ไม่แล้วเสร็จ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ซื้อเหล็กเส้นมาด้วยเงินของโจทก์เอง เหล็กเส้นจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ทั้งหากเป็นเหล็กเส้นที่โจทก์จะนำไปใช้ในโครงการก่อสร้างที่พิพาท โจทก์จะให้รถบรรทุกเหล็กเส้นยกลงบริเวณสถานที่ก่อสร้างแล้วนั้น ก็ขัดกับคำเบิกความของนายศักดิ์สิทธิ์ที่ตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า โจทก์ไม่มีสถานที่จัดเก็บวัสดุที่ใช้ก่อสร้างจึงเช่าพื้นที่ของโรงเรียนเพื่อวางเหล็กเส้น ข้ออ้างของโจทก์จึงขัดต่อเหตุผล พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อได้ว่าโจทก์นำเหล็กเส้นมาใช้หรือเตรียมใช้ในการก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญา เหล็กเส้นดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่โจทก์ทำค้างไว้และเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 382 จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำเหล็กเส้นดังกล่าวไป โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เหล็กเส้นที่จำเลยที่ 1 นำไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าว ได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเอง และกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,295,259 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 381 ม. 382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายธีรวุฒิ กองมะลิกันแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายวุฒินัย วงศ์ฟัก
ชื่อองค์คณะ
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
วรวุฒิ ทวาทศิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 132/2567
#703973
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำเหล็กเส้นมาใช้หรือเตรียมใช้ในการก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญา เหล็กเส้นดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่โจทก์ทำค้างไว้และเป็นเบี้ยปรับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 382 จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำเหล็กเส้นดังกล่าวไป โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เหล็กเส้นที่จำเลยที่ 1 นำไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 2,745,549.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,507,293.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,295,259 บาท นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และของต้นเงินจำนวน 212,034.20 บาท นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาเหล็กเส้นจำนวน 212,034.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2560 จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารตึก 4 ชั้น พร้อมดาดฟ้า กำหนดแล้วเสร็จภายใน 365 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2561 หากไม่แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์ยินยอมให้ปรับวันละ 2,000 บาท โจทก์ก่อสร้างและส่งมอบงานให้จำเลยที่ 1 ไป 3 งวด และได้รับค่าจ้างแล้ว ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ได้นำเหล็กเส้นราคา 212,034.20 บาท ที่โจทก์เก็บไว้ที่บริเวณที่พักคนงานไป สำหรับปัญหาที่ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างงานบางส่วนของงานงวดที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นเงิน 1,295,259 บาท จากจำเลยที่ 1 หรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ และยกฟ้องโจทก์สำหรับค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์และโอกาส และยกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในปัญหาดังกล่าว คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้ง ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาเหล็กเส้นที่จำเลยที่ 1 นำไปหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับเหมาก่อสร้างและได้ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับจำเลยที่ 1 โดยมีสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน โจทก์กล่าวอ้างว่าเหล็กเส้นที่อยู่ในที่พักคนงานของโจทก์นั้น โจทก์เตรียมไว้ใช้ในการก่อสร้างอีกสัญญาหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับสถานที่ที่ก่อสร้างให้จำเลยที่ 1 แต่โจทก์กลับไม่มีรายละเอียดของสัญญาและไม่มีหนังสือสัญญารับจ้างก่อสร้างดังเช่นที่ทำกับจำเลยที่ 1 มานำสืบสนับสนุนแสดงให้เห็นจริงตามที่กล่าวอ้าง ทั้ง ๆ ที่โจทก์ดำเนินธุรกิจในรูปบริษัทจำกัดซึ่งจะต้องมีระเบียบแบบแผนและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง จึงมีพิรุธ ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ นายศักดิ์สิทธิ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่าโจทก์ไม่มีสถานที่จัดเก็บวัสดุจึงเช่าพื้นที่โรงเรียนเป็นที่จัดเก็บพัสดุ เหล็กเส้นที่จำเลยที่ 1 นำออกไปนั้น พยานทราบว่านำไปใช้ต่อในอีกโครงการที่โจทก์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างแต่ไม่แล้วเสร็จ เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ทำให้พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ประกอบกับสถานที่ที่โจทก์วางเหล็กเส้นไว้นั้นอยู่ห่างจากสถานที่ก่อสร้างเพียง 400 ถึง 500 เมตร เท่านั้น ถือว่าไม่ไกลนัก มีความสะดวกที่โจทก์จะนำเหล็กเส้นไปใช้ก่อสร้างตามสัญญาจ้างที่ทำกับจำเลยที่ 1 ทั้งโจทก์ยังใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่พักอาศัยคนงานของโจทก์อีกด้วย ข้อเท็จจริงดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าการที่โจทก์นำเหล็กเส้นไปวางไว้ ณ ที่ดังกล่าวก็เพื่อความสะดวกในการก่อสร้างของโจทก์เอง หลังจากมีการเลิกสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 ก็นำเหล็กเส้นดังกล่าวไปใช้ต่อในโครงการที่โจทก์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างแต่ไม่แล้วเสร็จ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ซื้อเหล็กเส้นมาด้วยเงินของโจทก์เอง เหล็กเส้นจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ทั้งหากเป็นเหล็กเส้นที่โจทก์จะนำไปใช้ในโครงการก่อสร้างที่พิพาท โจทก์จะให้รถบรรทุกเหล็กเส้นยกลงบริเวณสถานที่ก่อสร้างแล้วนั้น ก็ขัดกับคำเบิกความของนายศักดิ์สิทธิ์ที่ตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า โจทก์ไม่มีสถานที่จัดเก็บวัสดุที่ใช้ก่อสร้างจึงเช่าพื้นที่ของโรงเรียนเพื่อวางเหล็กเส้น ข้ออ้างของโจทก์จึงขัดต่อเหตุผล พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อได้ว่าโจทก์นำเหล็กเส้นมาใช้หรือเตรียมใช้ในการก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญา เหล็กเส้นดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่โจทก์ทำค้างไว้และเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 382 จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำเหล็กเส้นดังกล่าวไป โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เหล็กเส้นที่จำเลยที่ 1 นำไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าว ได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเอง และกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,295,259 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 381 ม. 382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
วรวุฒิ ทวาทศิน
ธรรมนูญ สิงห์สาย
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 131/2567
#706415
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบ คู่ความฝ่ายที่เสียหายชอบที่จะยกขึ้นกล่าวซึ่งข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้นภายในแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ว่า กระบวนพิจารณาของศาลล่างตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2562 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะทนายความของโจทก์ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความไปแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวนั้น แต่ปรากฏจากคำร้องของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้ยื่นขอตรวจสอบประวัติทนายความต่อสภาทนายความได้ความว่า ซ. เคยเป็นทนายความ ประเภทตลอดชีพ ตามบันทึกการตรวจสอบประวัติทนายความ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างในเรื่องผิดระเบียบอย่างช้าในวันระบุในเอกสารดังกล่าวแล้ว การที่จำเลยที่ 3 เพิ่งยื่นคำร้องในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือชดใช้ราคาตู้เติมเงินออนไลน์เป็นเงิน 213,465 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธทั้งในส่วนคดีอาญาและคดีแพ่ง แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 21 เดือน จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 เดือน 15 วัน ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาในทำนองว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องอย่างไรอันเป็นการฎีกาทำนองว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องตั้งแต่ก่อนสืบพยานโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพแล้ว ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 หรือลงโทษจำเลยที่ 3 สถานเบาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนขายสินค้าของโจทก์สมควรปฏิบัติต่อโจทก์ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่กลับอาศัยโอกาสที่โจทก์มอบความไว้วางใจนำตู้เติมเงินออนไลน์ของโจทก์ที่เก็บคืนจากลูกค้ารายเดิมไป โดยไม่ส่งคืนโจทก์ไปไว้เป็นของตนโดยทุจริตนับว่าเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยมิได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยในสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติโดยจำเลยที่ 3 ไม่คัดค้านว่า ในห้วงเวลาเดียวกับคดีนี้ จำเลยที่ 3 เคยกระทำความผิดฐานยักยอกมาแล้ว 2 ครั้ง และศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยที่ 3 ไว้ จึงเห็นได้ว่า จำเลยที่ 3 มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์มาโดยตลอด แม้จำเลยที่ 3 อ้างว่าสำนึกผิดในการกระทำจึงได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์บางส่วนแล้ว หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 3 ได้พยายามบรรเทาผลร้ายโดยชดใช้ราคาเงินคืนโจทก์บางส่วน จึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 3 เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนที่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ว่า กระบวนพิจารณาของศาลล่างตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2562 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะทนายความของโจทก์ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความไปแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวนั้น เห็นว่า การร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายชอบที่จะยกขึ้นกล่าวซึ่งข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้นภายในแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แต่ปรากฏจากคำร้องของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้ยื่นขอตรวจสอบประวัติทนายความต่อสภาทนายความได้ความว่า นายซื่อตรง เคยเป็นทนายความ ประเภทตลอดชีพ ตามบันทึกการตรวจสอบประวัติทนายความ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างในเรื่องผิดระเบียบอย่างช้าในวันระบุในเอกสารดังกล่าวแล้ว การที่จำเลยที่ 3 เพิ่งยื่นคำร้องในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ ให้ยกคำร้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ -
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ โชติชะวารานนท์
สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
วรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 129/2567
#722970
เปิดฉบับเต็ม

ก. และโจทก์ที่ 1 เป็นคู่ความในคดีแพ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8226/2563 ส่วนโจทก์ที่ 2 แม้ไม่ใช่คู่ความคนเดียวกับโจทก์จำเลยในคดีดังกล่าว แต่โจทก์ที่ 2 อยู่ภายใต้การครอบงำสั่งการของโจทก์ที่ 1 การใช้สิทธิต่อสู้คดีของโจทก์ที่ 1 อันเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของโจทก์ที่ 2 ย่อมเป็นการใช้สิทธิของโจทก์ที่ 2 ควบคู่กันไปด้วย ต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวและคำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์ที่ 2 คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าววินิจฉัยว่า สัญญาการจัดแบ่งทรัพย์สินเป็นอันเลิกกัน ทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์ที่ 1 ต้องโอนทรัพย์สินและกิจการที่ได้รับมาคืนให้แก่ ก. เมื่อสัญญาดังกล่าวเลิกกันแล้ว จึงไม่มีหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ที่จะให้โจทก์ที่ 1 บังคับคดีต่อไป ส่วนโจทก์ที่ 2 นั้น คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 คืนกิจการ ทรัพย์สิน และหุ้นของบริษัทโจทก์ที่ 2 แก่ ก. ก. จึงเป็นเจ้าของที่แท้จริงของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ต้องอยู่ภายใต้การบริหารของ ก. ประกอบกับสัญญาเช่าและบริการอยู่ภายใต้สัญญาการจัดการแบ่งทรัพย์สินซึ่งเลิกกันแล้ว โจทก์ที่ 2 จึงไม่อาจบังคับคดีให้จำเลยทั้งแปดปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้ได้เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งแปดดำเนินการให้โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นกิจการภายใต้การบริหารของโจทก์ที่ 1 เช่าโกดัง ที่ดิน อาคาร ท่าเรือ รวมถึงบริการต่าง ๆ เกี่ยวกับการส่งสินค้าออกไปขายยังต่างประเทศตามสัญญาการจัดแบ่งทรัพย์สิน เอกสารหมาย จ.19 และสัญญาเช่าและบริการ เอกสารหมาย จ.21 ถึง จ.31 จนกว่าจะมีการทำความตกลงแก้ไขเงื่อนไขแห่งสัญญาร่วมกันเป็นอย่างอื่น หากจำเลยทั้งแปดไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งแปด และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงินวันละ 191,780 บาท นับแต่วันที่ 23 มกราคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะดำเนินการให้โจทก์ที่ 2 ได้เข้าทำสัญญาเช่าโกดัง ที่ดิน อาคาร ท่าเรือ รวมถึงบริการต่าง ๆ ของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการส่งสินค้าออกไปขายยังต่างประเทศ ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้แก่โจทก์ทั้งสองรวม 300,000 บาท ให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามีผลต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ศาลชั้นต้นออกคำบังคับโดยส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งแปดโดยชอบแล้ว

จำเลยทั้งแปดยื่นคำร้องในทำนองเดียวกันขอให้ระงับการปฏิบัติตามคำบังคับ ขอให้เพิกถอนคำบังคับและขอให้งดการบังคับคดี

โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ออกหมายบังคับคดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แก่โจทก์ทั้งสอง ยกคำร้องทั้งหมดของโจทก์ทั้งสองที่เหลือและของจำเลยทั้งแปด

จำเลยทั้งแปดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งแปดฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า หลังจากที่ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แก่โจทก์ทั้งสองในคดีนี้แล้ว โจทก์ที่ 2 ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอนำยึดหุ้นของจำเลยที่ 1 ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดหุ้นของจำเลยที่ 1 นายกิตติ บิดาของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องในคดีนี้ขอให้ถอนการบังคับคดี หรืองดการบังคับคดี หรือชะลอการบังคับคดีไว้ก่อน เนื่องจากนายกิตติได้ยื่นฟ้องโจทก์ที่ 1 เรียกทรัพย์คืนตามสัญญาจัดการแบ่งทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.19 ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้โจทก์ที่ 1 คืนที่ดิน กิจการ ทรัพย์สิน และหุ้นทั้งหมดของ 8 บริษัท รวมทั้งบริษัทโจทก์ที่ 2 ให้แก่นายกิตติ ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1511/2560 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา และคดีหมายเลขแดงที่ 3101/2561 ของศาลอุทธรณ์ภาค 2 นายกิตติในฐานะเจ้าของบริษัทโจทก์ที่ 2 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีไม่ประสงค์จะบังคับคดีกับจำเลยทั้งแปด โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ก่อนไต่สวนคำร้องดังกล่าว นายกิตติแถลงขอส่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่นายกิตติฟ้องโจทก์ที่ 1 ในคดีนี้เป็นจำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1511/2560 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลย (โจทก์ที่ 1 คดีนี้) คืนกิจการ ทรัพย์สิน และหุ้นทั้งหมดในบริษัทโจทก์ที่ 2 ให้แก่นายกิตติ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8226/2563 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8226/2563 มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองในคดีนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1511/2560 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8226/2563) ที่นายกิตติฟ้องโจทก์ที่ 1 เป็นจำเลยอ้างว่า โจทก์ที่ 1 ผิดสัญญาการจัดแบ่งทรัพย์สิน 5 ฝ่าย ระหว่างนายกิตติกับโจทก์ที่ 1 และผิดสัญญาการจัดแบ่งทรัพย์สิน 2 ฝ่าย ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์ที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญาดังกล่าวแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงต้องคืนที่ดิน 192 แปลง แก่นายกิตติ และต้องคืนกิจการ ทรัพย์สิน และหุ้นทั้งหมดของ 8 บริษัท รวมทั้งบริษัทโจทก์ที่ 2 ในคดีนี้ด้วย ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองให้นายกิตติเป็นฝ่ายชนะคดี เมื่อนายกิตติกับโจทก์ที่ 1 เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวจึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8226/2563 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ส่วนโจทก์ที่ 2 แม้มิใช่คู่ความคนเดียวกับโจทก์จำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1511/2560 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8226/2563) แต่โจทก์ที่ 2 อยู่ภายใต้การครอบงำสั่งการของโจทก์ที่ 1 การใช้สิทธิต่อสู้คดีของโจทก์ที่ 1 อันเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของโจทก์ที่ 2 ในคดีดังกล่าวย่อมเป็นการใช้สิทธิของโจทก์ที่ 2 ควบคู่กันไปด้วย ต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 เป็นคู่ความในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8226/2563 ด้วย คำพิพากษาคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ที่ 2 ในคดีนี้ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8226/2563 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า สัญญาการจัดแบ่งทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.19 เลิกกันแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ด้วย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งแปดว่า มีเหตุงดการบังคับคดีหรือถอนการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองขอออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษาให้จำเลยทั้งแปดดำเนินการให้โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นกิจการภายใต้การบริหารของโจทก์ที่ 1 เช่าโกดัง ที่ดิน อาคาร ท่าเรือ รวมถึงบริการต่าง ๆ เกี่ยวกับการส่งสินค้าออกไปขายยังต่างประเทศตามสัญญาการจัดแบ่งทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.19 และสัญญาเช่าและบริการ เอกสารหมาย จ.21 ถึง จ.31 ส่วนคดีที่นายกิตติฟ้องโจทก์ที่ 1 ได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8226/2563 วินิจฉัยว่า ทรัพย์สินตามสัญญาการจัดแบ่งทรัพย์สิน ซึ่งรวมถึงเอกสารหมาย จ.19 ในคดีนี้ด้วย เป็นทรัพย์สินและกิจการของนายกิตติ โจทก์ที่ 1 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 โดยอ้างความไม่สมบูรณ์ของสัญญาการจัดแบ่งทรัพย์สินและขอยกเลิกสัญญาดังกล่าว นายกิตติสนองรับการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวแล้ว สัญญาการจัดแบ่งทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.19 และ จ.20 เป็นอันเลิกกัน ทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง อันหมายถึงสถานะของคู่สัญญาก่อนการทำสัญญาการจัดแบ่งทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.19 และ จ.20 ซึ่งโจทก์ที่ 1 ต้องโอนทรัพย์สินและกิจการที่ได้รับมาคืนแก่นายกิตติ เมื่อสัญญาการจัดแบ่งทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.19 เลิกกันแล้ว จึงไม่มีหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ที่จะให้โจทก์ที่ 1 บังคับคดีต่อไป ส่วนโจทก์ที่ 2 นั้น ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8226/2563 พิพากษาให้โจทก์ที่ 1 คืนกิจการ ทรัพย์สิน และหุ้นของบริษัทโจทก์ที่ 2 แก่นายกิตติ นายกิตติจึงเป็นเจ้าของที่แท้จริงของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ต้องอยู่ภายใต้การบริหารของนายกิตติ ประกอบกับสัญญาเช่าและบริการ อยู่ภายใต้สัญญาการจัดแบ่งทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.19 ซึ่งเลิกกันแล้ว ดังนั้น โจทก์ที่ 2 จึงไม่อาจบังคับคดีให้จำเลยทั้งแปดปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้ได้เช่นเดียวกัน รูปคดีไม่มีประโยชน์ต่อโจทก์ทั้งสองที่จะบังคับคดีต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งแปดฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกคำร้องขอหมายบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองและให้ถอนการบังคับคดีจำเลยทั้งแปด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคสอง ม. 275
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศ. กับพวก
จำเลย — นาย ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายก้องภพ สถาวราวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอดุลย์ อุดมผล
ชื่อองค์คณะ
จรรยา จีระเรืองรัตนา
สุชาติ สุนทรีเกษม
วิชัย เอื้ออังคณากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567
#700195
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยรู้ว่าสินค้าของกลางที่จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบคงได้ความเพียงว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้อง พันตำรวจตรี ช. ได้รับแจ้งจาก บ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้เสียหายว่า ที่ร้าน ว. มีการนำสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรมาเสนอจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป พันตำรวจตรี ช. และ บ. กับพวก จึงนำหมายค้นของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเข้าตรวจค้นที่ร้านดังกล่าว พบว่าจำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าของกลางที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร จึงจับกุมจำเลยและยึดของกลางส่งพนักงานสอบสวน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์เลยว่า จำเลยรู้ว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร กลับได้ความจาก บ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้เสียหายให้การว่า สินค้าของผู้เสียหายยังไม่มีการจำหน่ายในประเทศไทย คงมีจำหน่ายเฉพาะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเท่านั้น โดยผู้เสียหายยังไม่ได้มอบหมายให้ตัวแทนรายใดเป็นตัวแทนในการจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย อันแสดงได้ว่าเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย ซึ่งในส่วนนี้จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า เครื่องหมายที่ติดบนสินค้าของกลางเป็นสัญลักษณ์ไม้กางเขน จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นเครื่องหมายที่บุคคลใดก็สามารถนำไปใช้ได้ สอดคล้องกับที่จำเลยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนโดยอ้างว่า จำเลยซื้อสินค้าของกลางมาเพื่อขายต่อ โดยไม่ทราบว่าเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น และจำเลยยังมีบาทหลวง ท. เจ้าอาวาสวัด น. เป็นพยานเบิกความว่า เครื่องหมายการค้าตามฟ้องเป็นรูปกางเขนของศาสนาคริสต์ โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าด้วยตนเอง และการที่เครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย ประกอบกับการที่เครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายมีลักษณะใกล้เคียงกับไม้กางเขนในศาสนาคริสต์ แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว ก็อาจเป็นไปได้ที่ประชาชนหรือผู้ขายสินค้าทั่วไปจะไม่รู้จักเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย และอาจเข้าใจได้ว่าเครื่องหมายการค้าที่ปรากฏบนสินค้าของกลางเป็นไม้กางเขนในศาสนาคริสต์ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถใช้ได้ พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยรู้หรือไม่ว่าสินค้าของกลางที่จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 108, 109, 110, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า บริษัท ค. ผู้เสียหาย จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่น ประกอบกิจการขายสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งกระเป๋าใส่เงิน กำไลข้อมือ พวงกุญแจทำด้วยโลหะมีค่า แหวน กระดุมข้อมือเสื้อ ผู้เสียหายได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค319393 สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 14 รายการสินค้า เช่น กำไลข้อมือ พวงกุญแจทำด้วยโลหะมีค่า แหวน กระดุมข้อมือเสื้อ เป็นต้น เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค314961 สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 18 รายการสินค้า เช่น กระเป๋าใส่เงิน เป็นต้น เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค314964 สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 18 รายการสินค้า เช่น กระเป๋าใส่เงิน เป็นต้น และเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค319395 สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 14 รายการสินค้า เช่น กำไลข้อมือ พวงกุญแจทำด้วยโลหะมีค่า แหวน กระดุมข้อมือเสื้อ เป็นต้น ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งสินค้ากระเป๋าใส่เงิน 70 ใบ ที่มีเครื่องหมายและกำไลข้อมือ 3 วง พวงกุญแจทำด้วยโลหะมีค่า 3 อัน แหวน 168 วง กระดุมข้อมือเสื้อ 19 อัน ที่มีเครื่องหมายอันเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร และจำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งสินค้ากระเป๋าใส่เงิน 23 ใบ ที่มีเครื่องหมาย อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมยึดกระเป๋าใส่เงิน กำไลข้อมือ พวงกุญแจทำด้วยโลหะมีค่า แหวน และกระดุมข้อมือเสื้อ รวม 5 รายการ จำนวน 286 ชิ้น อันเป็นสินค้าที่จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งสินค้ากระเป๋าใส่เงิน 70 ใบ ที่มีเครื่องหมาย และ กำไลข้อมือ 3 วง พวงกุญแจทำด้วยโลหะมีค่า 3 อัน แหวน 168 วง กระดุมข้อมือเสื้อ 19 อัน ที่มีเครื่องหมาย อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยชอบแล้ว และจำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้ากระเป๋าใส่เงิน 23 ใบ ที่มีเครื่องหมาย อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำเลียนเครื่องหมายการค้า ของผู้เสียหาย เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยชอบแล้ว โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้า และขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 108, 109, 110, 115 ซึ่งการกระทำที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักรจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยรู้ว่าสินค้าของกลางที่จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ได้แก่ บันทึกคำให้การของนายบรรเทิง ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้เสียหาย บันทึกคำให้การของพันตำรวจตรีชัยวัฒน์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจค้นจับกุม และบันทึกการตรวจค้น/จับกุม คงได้ความเพียงว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้อง พันตำรวจตรีชัยวัฒน์ได้รับแจ้งจากนายบรรเทิง ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้เสียหายว่า ที่ร้าน ว. มีการนำสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรมาเสนอจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป พันตำรวจตรีชัยวัฒน์และนายบรรเทิงกับพวกจึงนำหมายค้นของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเข้าตรวจค้นที่ร้านดังกล่าว พบว่าจำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าของกลางที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร จึงจับกุมจำเลยและยึดของกลางส่งพนักงานสอบสวน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์เลยว่าจำเลยรู้ว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร กลับได้ความจากนายบรรเทิง ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้เสียหายให้การว่า สินค้าของผู้เสียหายยังไม่มีการจำหน่ายในประเทศไทย โดยมีจำหน่ายเฉพาะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเท่านั้น โดยผู้เสียหายยังไม่ได้มอบหมายให้ตัวแทนรายใดเป็นตัวแทนในการจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย อันแสดงได้ว่าเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย ซึ่งในส่วนนี้จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า เครื่องหมายที่ติดบนสินค้าของกลางเป็นสัญลักษณ์ไม้กางเขน จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นเครื่องหมายที่บุคคลใดก็สามารถนำไปใช้ได้ สอดคล้องกับที่จำเลยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนโดยอ้างว่า จำเลยซื้อสินค้าของกลางมาเพื่อขายต่อ โดยไม่ทราบว่าเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น และจำเลยยังมีบาทหลวงทวีศักดิ์ เจ้าอาวาสวัด น. เป็นพยานเบิกความว่า เป็นภาพถ่ายรูปกางเขนที่มีการสลักเป็นสัญลักษณ์ที่พระแท่นภายในโบสถ์วัด ก. ตั้งแต่เริ่มสร้างโบสถ์ในปี ค.ศ. 1883 และเครื่องหมายการค้าตามฟ้องเป็นรูปกางเขนของศาสนาคริสต์ โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าด้วยตนเอง และการที่เครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย ประกอบกับการที่เครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายมีลักษณะใกล้เคียงกับไม้กางเขนในศาสนาคริสต์ แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว ก็อาจเป็นไปได้ที่ประชาชนหรือผู้ขายสินค้าทั่วไปจะไม่รู้จักเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย และอาจเข้าใจได้ว่าเครื่องหมายการค้าที่ปรากฏบนสินค้าของกลางเป็นไม้กางเขนในศาสนาคริสต์ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถใช้ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า สินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่นำเข้ามาขายในประเทศไทยมีราคาถูกกว่าสินค้าของผู้เสียหายหลายเท่า จำเลยจึงต้องรู้ว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายนั้น ก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์เลยว่าสินค้าของผู้เสียหายจำหน่ายที่ต่างประเทศในราคาเท่าไร พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยรู้หรือไม่ว่าสินค้าของกลางที่จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 110 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 40 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
- นายวิวัฒน์ วงศกิตติรักษ์
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต ภมรบุตร
มัณทรี อุชชิน
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567
#712220
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยรู้ว่าสินค้าของกลางที่จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบคงได้ความเพียงว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้อง พันตำรวจตรี ช. ได้รับแจ้งจาก บ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้เสียหายว่า ที่ร้าน ว. มีการนำสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรมาเสนอจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป พันตำรวจตรี ช. และ บ. กับพวก จึงนำหมายค้นของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเข้าตรวจค้นที่ร้านดังกล่าว พบว่าจำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าของกลางที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร จึงจับกุมจำเลยและยึดของกลางส่งพนักงานสอบสวน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์เลยว่า จำเลยรู้ว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร กลับได้ความจาก บ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้เสียหายให้การว่า สินค้าของผู้เสียหายยังไม่มีการจำหน่ายในประเทศไทย คงมีจำหน่ายเฉพาะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเท่านั้น โดยผู้เสียหายยังไม่ได้มอบหมายให้ตัวแทนรายใดเป็นตัวแทนในการจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย อันแสดงได้ว่าเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย ซึ่งในส่วนนี้จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า เครื่องหมายที่ติดบนสินค้าของกลางเป็นสัญลักษณ์ไม้กางเขน จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นเครื่องหมายที่บุคคลใดก็สามารถนำไปใช้ได้ สอดคล้องกับที่จำเลยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนโดยอ้างว่า จำเลยซื้อสินค้าของกลางมาเพื่อขายต่อ โดยไม่ทราบว่าเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น และจำเลยยังมีบาทหลวง ท. เจ้าอาวาสวัด น. เป็นพยานเบิกความว่า เครื่องหมายการค้าตามฟ้องเป็นรูปกางเขนของศาสนาคริสต์ โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าด้วยตนเอง และการที่เครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย ประกอบกับการที่เครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายมีลักษณะใกล้เคียงกับไม้กางเขนในศาสนาคริสต์ แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว ก็อาจเป็นไปได้ที่ประชาชนหรือผู้ขายสินค้าทั่วไปจะไม่รู้จักเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย และอาจเข้าใจได้ว่าเครื่องหมายการค้าที่ปรากฏบนสินค้าของกลางเป็นไม้กางเขนในศาสนาคริสต์ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถใช้ได้ พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยรู้หรือไม่ว่าสินค้าของกลางที่จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 108, 109, 110, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า บริษัท ค. ผู้เสียหาย จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่น ประกอบกิจการขายสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งกระเป๋าใส่เงิน กำไลข้อมือ พวงกุญแจทำด้วยโลหะมีค่า แหวน กระดุมข้อมือเสื้อ ผู้เสียหายได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค319393 สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 14 รายการสินค้า เช่น กำไลข้อมือ พวงกุญแจทำด้วยโลหะมีค่า แหวน กระดุมข้อมือเสื้อ เป็นต้น เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค314961 สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 18 รายการสินค้า เช่น กระเป๋าใส่เงิน เป็นต้น เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค314964 สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 18 รายการสินค้า เช่น กระเป๋าใส่เงิน เป็นต้น และเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค319395 สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 14 รายการสินค้า เช่น กำไลข้อมือ พวงกุญแจทำด้วยโลหะมีค่า แหวน กระดุมข้อมือเสื้อ เป็นต้น ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งสินค้ากระเป๋าใส่เงิน 70 ใบ ที่มีเครื่องหมายและกำไลข้อมือ 3 วง พวงกุญแจทำด้วยโลหะมีค่า 3 อัน แหวน 168 วง กระดุมข้อมือเสื้อ 19 อัน ที่มีเครื่องหมายอันเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร และจำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งสินค้ากระเป๋าใส่เงิน 23 ใบ ที่มีเครื่องหมาย อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมยึดกระเป๋าใส่เงิน กำไลข้อมือ พวงกุญแจทำด้วยโลหะมีค่า แหวน และกระดุมข้อมือเสื้อ รวม 5 รายการ จำนวน 286 ชิ้น อันเป็นสินค้าที่จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งสินค้ากระเป๋าใส่เงิน 70 ใบ ที่มีเครื่องหมาย และ กำไลข้อมือ 3 วง พวงกุญแจทำด้วยโลหะมีค่า 3 อัน แหวน 168 วง กระดุมข้อมือเสื้อ 19 อัน ที่มีเครื่องหมาย อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยชอบแล้ว และจำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้ากระเป๋าใส่เงิน 23 ใบ ที่มีเครื่องหมาย อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำเลียนเครื่องหมายการค้า ของผู้เสียหาย เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยชอบแล้ว โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้า และขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 108, 109, 110, 115 ซึ่งการกระทำที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยรู้ว่าสินค้าของกลางที่จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ได้แก่ บันทึกคำให้การของนายบรรเทิง ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้เสียหาย บันทึกคำให้การของพันตำรวจตรีชัยวัฒน์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจค้นจับกุม และบันทึกการตรวจค้น/จับกุม คงได้ความเพียงว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้อง พันตำรวจตรีชัยวัฒน์ได้รับแจ้งจากนายบรรเทิง ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้เสียหายว่า ที่ร้าน ว. มีการนำสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรมาเสนอจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป พันตำรวจตรีชัยวัฒน์และนายบันเทิงกับพวกจึงนำหมายค้นของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเข้าตรวจค้นที่ร้านดังกล่าว พบว่าจำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าของกลางที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร จึงจับกุมจำเลยและยึดของกลางส่งพนักงานสอบสวน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์เลยว่าจำเลยรู้ว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร กลับได้ความจากนายบรรเทิง ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้เสียหายให้การว่า สินค้าของผู้เสียหายยังไม่มีการจำหน่ายในประเทศไทย โดยมีจำหน่ายเฉพาะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเท่านั้น โดยผู้เสียหายยังไม่ได้มอบหมายให้ตัวแทนรายใดเป็นตัวแทนในการจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย อันแสดงได้ว่าเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย ซึ่งในส่วนนี้จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า เครื่องหมายที่ติดบนสินค้าของกลางเป็นสัญลักษณ์ไม้กางเขน จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นเครื่องหมายที่บุคคลใดก็สามารถนำไปใช้ได้ สอดคล้องกับที่จำเลยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนโดยอ้างว่า จำเลยซื้อสินค้าของกลางมาเพื่อขายต่อ โดยไม่ทราบว่าเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น และจำเลยยังมีบาทหลวงทวีศักดิ์ เจ้าอาวาสวัด น. เป็นพยานเบิกความว่า เป็นภาพถ่ายรูปกางเขนที่มีการสลักเป็นสัญลักษณ์ที่พระแท่นภายในโบสถ์วัด ก. ตั้งแต่เริ่มสร้างโบสถ์ในปี ค.ศ. 1883 และเครื่องหมายการค้าตามฟ้องเป็นรูปกางเขนของศาสนาคริสต์ โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าด้วยตนเอง และการที่เครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย ประกอบกับการที่เครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายมีลักษณะใกล้เคียงกับไม้กางเขนในศาสนาคริสต์ แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว ก็อาจเป็นไปได้ที่ประชาชนหรือผู้ขายสินค้าทั่วไปจะไม่รู้จักเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย และอาจเข้าใจได้ว่าเครื่องหมายการค้าที่ปรากฏบนสินค้าของกลางเป็นไม้กางเขนในศาสนาคริสต์ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถใช้ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า สินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่นำเข้ามาขายในประเทศไทยมีราคาถูกกว่าสินค้าของผู้เสียหายหลายเท่า จำเลยจึงต้องรู้ว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายนั้น ก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์เลยว่าสินค้าของผู้เสียหายจำหน่ายที่ต่างประเทศในราคาเท่าไร พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยรู้หรือไม่ว่าสินค้าของกลางที่จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 110 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 40 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
- นายวิวัฒน์ วงศกิตติรักษ์
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต ภมรบุตร
มัณทรี อุชชิน
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2567
#701905
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่โฆษณาภาพตัวอย่างเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไว้เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวได้ และเคยผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวให้แก่ลูกค้ารายอื่นมาแล้ว ประกอบกับการที่ ว. สั่งให้จำเลยที่ 1 ผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ตามแบบที่จำเลยที่ 1 โฆษณาอยู่แล้ว โดยไม่ได้นำภาพลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ มาให้จำเลยที่ 1 ใช้ผลิตเสื้อกีฬา หรือสั่งให้จำเลยที่ 1 ออกแบบภาพลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ขึ้นมาใหม่ แล้วนำไปผลิตเสื้อกีฬา ย่อมชี้ให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้อยู่แล้วว่าลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาขายเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว การที่ ว. สั่งผลิตเสื้อกีฬาตามแบบที่จำเลยที่ 1 โฆษณาเป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 ถือไม่ได้ว่า ว. เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยซึ่งมีอำนาจร้องทุกข์ ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง พยานหลักฐานที่เกิดจากการสั่งซื้อเสื้อกีฬาดังกล่าวสามารถรับฟังเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 ได้ กรณีไม่ใช่พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบหรือพยานหลักฐานที่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ อันจะต้องห้ามมิให้รับฟังตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 226 และมาตรา 226/1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1)

คดีนี้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม อันเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมเพื่อการค้า โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ได้ตามคำร้องในคดีส่วนแพ่ง แม้โจทก์ร่วมไม่ได้ฎีกา แต่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีส่วนแพ่งให้แก่โจทก์ร่วมได้ เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 61, 70, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลาง และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

ระหว่างพิจารณา บริษัท ต. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วม ขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ให้ลงโทษปรับ 50,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (วันที่ 16 สิงหาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระแก่โจทก์ร่วมเสร็จสิ้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ ริบของกลาง ให้จ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์งานและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานศิลปกรรม ลักษณะงานจิตรกรรมตัวการ์ตูนชื่อ มังกี้ ดี. ลูฟี่ (Monkey D. Luffy) ในชุดวันพีซ (One Piece) ซึ่งได้โฆษณางานครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2542 โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้บริษัท ด. เป็นตัวแทนในการปกป้องและบังคับใช้สิทธิที่เกี่ยวกับการ์ตูนวันพีซ ให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ บริษัท ด. มอบอำนาจช่วงให้บริษัท น. และบริษัท น. มอบอำนาจช่วงให้แก่นายณัฐวรรธน์หรือนายสุริยา จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร้าน อ. และเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ชื่อเพจ อ. เสื้อกีฬาพิมพ์ลาย จำเลยที่ 1 ได้โฆษณาภาพเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมในเพจดังกล่าว เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2563 นายวรวุฒิ ทีมงานของนายณัฐวรรธน์หรือสุริยา ซึ่งใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า T. ได้ติดต่อเพจ อ. เสื้อกีฬาพิมพ์ลาย ของจำเลยที่ 1 และว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ จำนวน 12 ตัว ราคาตัวละ 250 บาท ค่าจัดส่ง 100 บาท รวมเป็นเงิน 3,100 บาท โดยได้โอนเงินมัดจำจำนวน 1,000 บาท ไปที่บัญชีธนาคาร ท. ชื่อบัญชี อ. เสื้อกีฬาพิมพ์ลาย และโอนเงินส่วนที่เหลือจำนวน 2,100 บาท ไปยังบัญชีดังกล่าวด้วย จากนั้นจำเลยที่ 1 ผลิตเสื้อกีฬาให้ตามคำสั่งของนายวรวุฒิ และส่งไปให้แก่นายณัฐวรรธน์หรือสุริยา โดยปรากฏชื่อผู้ส่งที่กล่องสินค้าว่า ร้าน อ. ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นร้าน อ. ของจำเลยที่ 1 พบใบสั่งงานออกแบบเสื้อกีฬาพิมพ์ลายที่มีข้อความว่า รูปวันพีซอยู่ที่ด้านหน้าของภาพเสื้อ และปรากฏภาพการออกแบบเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในร้าน กับเอกสารการสั่งผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวจากลูกค้ารายอื่นของจำเลยที่ 1 สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้อุทธรณ์และฎีกา คดีจึงฟังเป็นยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ดังที่ โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้นายวรวุฒิซึ่งเป็นทีมงานของนายณัฐวรรธน์หรือสุริยา ผู้รับมอบอำนาจช่วงของบริษัท น. จะเป็นผู้สั่งให้จำเลยที่ 1 ผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม แต่เมื่อพิจารณาบทสนทนาเกี่ยวกับการสั่งผลิตเสื้อกีฬาแล้วได้ความว่า ภาพตัวอย่างเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ซึ่งนายวรวุฒินำมาใช้เป็นตัวอย่างในการสั่งผลิตเสื้อกีฬานั้นเป็นภาพตัวอย่างเสื้อกีฬาที่ปรากฏอยู่ในหน้าเพจเฟซบุ๊ก อ. เสื้อกีฬาพิมพ์ลายของจำเลยที่ 1 เอง โดยในบทสนทนาดังกล่าว นายวรวุฒิแจ้งว่าเอาแบบเดิมแต่ให้ใส่คำว่า T. ซึ่งเป็นชื่อเฟซบุ๊กของนายวรวุฒิที่ด้านหน้าเสื้อตรงกลาง และให้ใส่ข้อความที่ด้านหลังเสื้อด้วย โดยนายวรวุฒิไม่ได้กล่าวถึงลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ แต่อย่างใด ร้าน อ. เสื้อกีฬาพิมพ์ลาย ออกแบบข้อความที่ด้านหน้าและด้านหลังเสื้อกีฬาเสร็จแล้วส่งแบบเสื้อกีฬาซึ่งยังคงมีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ตามแบบภาพตัวอย่างเสื้อกีฬาที่ปรากฏอยู่ในหน้าเพจเฟซบุ๊กร้าน อ. เสื้อกีฬาพิมพ์ลายให้นายวรวุฒิดู เมื่อนายวรวุฒิตกลงและโอนเงินค่าเสื้อกีฬาส่วนที่เหลือให้ ร้าน อ. เสื้อกีฬาพิมพ์ลายก็ผลิตเสื้อกีฬาตามแบบดังกล่าวส่งให้แก่นายณัฐวรรธน์หรือสุริยา ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 เคยผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ให้แก่ลูกค้ารายอื่นมาแล้ว ตามใบสั่งงานออกแบบเสื้อกีฬาพิมพ์ลายที่มีข้อความว่า รูปวันพีซ อยู่ที่ด้านหน้าของภาพเสื้อ และปรากฏภาพการออกแบบเสื้อกีฬาที่มีภาพลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในร้าน อ. ของจำเลยที่ 1 กับเอกสารการสั่งผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวจากลูกค้ารายอื่นของจำเลยที่ 1 ก่อนที่นายวรวุฒิจะสั่งให้จำเลยที่ 1 ผลิตเสื้อกีฬา ซึ่งภาพเสื้อกีฬาบางภาพก็มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ เหมือนกับภาพตัวอย่างเสื้อกีฬาที่ปรากฏอยู่ในหน้าเพจเฟซบุ๊กร้าน อ. เสื้อกีฬาพิมพ์ลายที่มีนายวรวุฒิใช้เป็นตัวอย่างในการสั่งผลิตเสื้อกีฬาด้วย จำเลยที่ 1 ไม่นำสืบหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมในส่วนนี้ แต่กลับได้ความจากจำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ยอมรับว่า ตามเอกสารหมาย จ.5 เป็นภาพเพจเฟซบุ๊ก อ. เสื้อกีฬาพิมพ์ลายของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีภาพเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนวันพีซอีกลายหนึ่งด้วย โดยแบบเสื้อกีฬาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้นำมาลงในเพจเฟซบุ๊กอยู่ก่อนแล้ว ส่วนภาพเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีลายการ์ตูนวันพีซปรากฏอยู่ตามเอกสารหมาย จ.16 เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ที่ร้าน อ. เสื้อกีฬาพิมพ์ลายของจำเลยที่ 1 และภาพเสื้อกีฬาตามเอกสารหมาย จ.16 เป็นเสื้อกีฬาที่มีลูกค้ารายอื่นสั่งซื้อโดยปรากฏภาพลายการ์ตูนวันพีซเช่นเดียวกับที่นายวรวุฒิสั่งซื้อ จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่โฆษณาภาพตัวอย่างเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไว้เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวได้ และเคยผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวให้แก่ลูกค้ารายอื่นมาแล้ว ประกอบกับการที่นายวรวุฒิสั่งให้จำเลยที่ 1 ผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ตามแบบที่จำเลยที่ 1 โฆษณาอยู่แล้ว โดยไม่ได้นำภาพลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ มาให้จำเลยที่ 1 ใช้ผลิตเสื้อกีฬา หรือสั่งให้จำเลยที่ 1 ออกแบบภาพลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ขึ้นมาใหม่ แล้วนำไปผลิตเสื้อกีฬาแต่อย่างใด ย่อมชี้ให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาเสนอขายเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว การที่นายวรวุฒิสั่งผลิตเสื้อกีฬาตามแบบที่จำเลยที่ 1 โฆษณา เป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 ถือไม่ได้ว่านายวรวุฒิเป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยซึ่งมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้ และโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง พยานหลักฐานที่เกิดจากการสั่งซื้อเสื้อกีฬาดังกล่าวสามารถรับฟังเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 ได้ กรณีไม่ใช่พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบหรือพยานหลักฐานที่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ อันจะต้องห้ามมิให้รับฟังตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 และมาตรา 226/1 ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท โดยมิได้กำหนดวิธีการไว้ว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับจะจัดการอย่างไรต่อไป นั้น เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีตามโทษปรับดังกล่าว จึงเห็นสมควรแก้ไขในส่วนนี้ และเนื่องจากคดีนี้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม อันเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมเพื่อการค้า โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ได้ตามคำร้องในคดีส่วนแพ่ง แม้โจทก์ร่วมไม่ได้ฎีกา แต่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีส่วนแพ่งให้แก่โจทก์ร่วมได้ เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 พิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 226 ม. 226/1
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 40 วรรคสอง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 (1) ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัท ต.
จำเลย — นางสาว จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายอารยา ธีรการุณวงศ์ ลิ้มวงษ์ทอง
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายคมน์ทนงชัย ฉายไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต ภมรบุตร
มัณทรี อุชชิน
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2567
#717465
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 โฆษณาภาพตัวอย่างเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไว้เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวได้ และเคยผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวให้แก่ลูกค้ารายอื่นมาแล้ว ประกอบกับการที่ ว. สั่งให้จำเลยที่ 1 ผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ตามแบบที่จำเลยที่ 1 โฆษณาอยู่แล้ว โดยไม่ได้นำภาพลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ มาให้จำเลยที่ 1 ใช้ผลิตเสื้อกีฬา หรือสั่งให้จำเลยที่ 1 ออกแบบภาพลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ขึ้นมาใหม่ แล้วนำไปผลิตเสื้อกีฬาแต่อย่างใด ย่อมชี้ให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้อยู่แล้วว่าลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาขายเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว การที่ ว. สั่งผลิตเสื้อกีฬาตามแบบที่จำเลยที่ 1 โฆษณาเป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 ถือไม่ได้ว่า ว. เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยซึ่งมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้ และโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง พยานหลักฐานที่เกิดจากการสั่งซื้อเสื้อกีฬาดังกล่าวสามารถรับฟังเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 ได้ กรณีไม่ใช่พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบหรือพยานหลักฐานที่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ อันจะต้องห้ามมิให้รับฟังตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 226 และมาตรา 226/1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 61, 70, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลาง และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

ระหว่างพิจารณา บริษัท ต. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วม ขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ให้ลงโทษปรับ 50,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (วันที่ 16 สิงหาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระแก่โจทก์ร่วมเสร็จสิ้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ ริบของกลาง ให้จ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์งานและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานศิลปกรรม ลักษณะงานจิตรกรรมตัวการ์ตูนชื่อ มังกี้ ดี. ลูฟี่ ในชุดวันพีซ ซึ่งได้โฆษณางานครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2542 โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้บริษัท ด. เป็นตัวแทนในการปกป้องและบังคับใช้สิทธิที่เกี่ยวกับการ์ตูนวันพีช ให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ นายณัฐวรรธน์ เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วง จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร้าน อ. และเป็นเจ้าของเฟซบุ๊ก ชื่อเพจ อ. จำเลยที่ 1 ได้โฆษณาภาพเสื้อกีฬาก็มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมในเพจดังกล่าว เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2563 นายวรวุฒิ ทีมงานของนายณัฐวรรธน์ ซึ่งใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า T. ได้ติดต่อเพจ อ. ของจำเลยที่ 1 และว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ จำนวน 12 ตัว ราคาตัวละ 250 บาท ค่าจัดส่ง 100 บาท รวมเป็นเงิน 3,100 บาท โดยได้โอนเงินมัดจำจำนวน 1,000 บาท ไปที่บัญชีธนาคาร ท. ชื่อบัญชี อ. และโอนเงินส่วนที่เหลือจำนวน 2,100 บาท ไปยังบัญชีดังกล่าวด้วย จากนั้น จำเลยที่ 1 ผลิตเสื้อกีฬาให้ตามคำสั่งของนายวรวุฒิ และส่งไปให้แก่นายณัฐวรรธน์ ตามตัวอย่างเสื้อกีฬาของกลาง โดยปรากฏชื่อผู้ส่งที่กล่องสินค้าว่าร้าน อ. ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นร้าน อ. ของจำเลยที่ 1 ตามหมายค้นศาลจังหวัดธัญบุรี พบใบสั่งงานออกแบบเสื้อกีฬาพิมพ์ลายที่มีข้อความว่า รูปวันพีซอยู่ที่ด้านหน้าของภาพเสื้อ และปรากฏภาพการออกแบบเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในร้าน กับเอกสารการสั่งผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวจากลูกค้ารายอื่นของจำเลยที่ 1 สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้อุทธรณ์และฎีกา คดีจึงฟังเป็นยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้นายวรวุฒิ ซึ่งเป็นทีมงานของนายณัฐวรรธน์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงเป็นผู้สั่งให้จำเลยที่ 1 ผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม แต่เมื่อพิจารณาบทสนทนาเกี่ยวกับการสั่งผลิตเสื้อกีฬาแล้วได้ความว่า ภาพตัวอย่างเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ซึ่งนายวรวุฒินำมาใช้เป็นตัวอย่างในการสั่งผลิตเสื้อกีฬานั้นเป็นภาพตัวอย่างเสื้อกีฬาที่ปรากฏอยู่ในหน้าเพจเฟซบุ๊ก อ. เสื้อกีฬาพิมพ์ลายของจำเลยที่ 1 เอง โดยในบทสนทนาดังกล่าว นายวรวุฒิแจ้งว่าเอาแบบเดิมแต่ให้ใส่คำว่า T. ซึ่งเป็นชื่อเฟซบุ๊กของนายวรวุฒิที่ด้านหน้าเสื้อตรงกลาง และให้ใส่ข้อความที่ด้านหลังเสื้อด้วย โดยนายวรวุฒิไม่ได้กล่าวถึงลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ แต่อย่างใด ร้าน อ. ออกแบบข้อความที่ด้านหน้าและด้านหลังเสื้อกีฬาเสร็จแล้วส่งแบบเสื้อกีฬาซึ่งยังคงมีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ตามแบบภาพตัวอย่างเสื้อกีฬาที่ปรากฏอยู่ในหน้าเพจเฟซบุ๊กร้าน อ. เสื้อกีฬาพิมพ์ลายให้นายวรวุฒิดู เมื่อนายวรวุฒิตกลงและโอนเงินค่าเสื้อกีฬาส่วนที่เหลือให้ ร้าน อ. ก็ผลิตเสื้อกีฬาตามแบบดังกล่าวส่งให้แก่นายณัฐวรรธน์ ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 เคยผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ให้แก่ลูกค้ารายอื่นมาแล้ว ตามใบสั่งงานออกแบบเสื้อกีฬาพิมพ์ลายที่มีข้อความว่า รูปวันพีซ อยู่ที่ด้านหน้าของภาพเสื้อ และปรากฏภาพการออกแบบเสื้อกีฬาที่มีภาพลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในร้าน อ. ของจำเลยที่ 1 กับเอกสารการสั่งผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวจากลูกค้ารายอื่นของจำเลยที่ 1 ก่อนที่นายวรวุฒิจะสั่งให้จำเลยที่ 1 ผลิตเสื้อกีฬา ซึ่งภาพเสื้อกีฬาบางภาพก็มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ เหมือนกับภาพตัวอย่างเสื้อกีฬาที่ปรากฏอยู่ในหน้าเพจเฟซบุ๊กร้าน อ. เสื้อกีฬาพิมพ์ลายที่มีนายวรวุฒิใช้เป็นตัวอย่างในการสั่งผลิตเสื้อกีฬาด้วย จำเลยที่ 1 ไม่นำสืบหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมในส่วนนี้ แต่กลับได้ความจากจำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ยอมรับว่า เป็นภาพเพจเฟซบุ๊กร้าน อ. ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีภาพเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนวันพีซอีกลายหนึ่งด้วย โดยแบบเสื้อกีฬาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้นำมาลงในเพจเฟซบุ๊กอยู่ก่อนแล้ว ส่วนภาพเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีลายการ์ตูนวันพีซปรากฎอยู่ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ที่ร้าน อ. ของจำเลยที่ 1 และภาพเสื้อกีฬา เป็นเสื้อกีฬาที่มีลูกค้ารายอื่นสั่งซื้อโดยปรากฏภาพลายการ์ตูนวันพีซเช่นเดียวกับที่นายวรวุฒิสั่งซื้อ จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่โฆษณาภาพตัวอย่างเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไว้เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวได้ และเคยผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวให้แก่ลูกค้ารายอื่นมาแล้ว ประกอบกับการที่นายวรวุฒิสั่งให้จำเลยที่ 1 ผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ตามแบบที่จำเลยที่ 1 โฆษณาอยู่แล้ว โดยไม่ได้นำภาพลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ มาให้จำเลยที่ 1 ใช้ผลิตเสื้อกีฬา หรือสั่งให้จำเลยที่ 1 ออกแบบภาพลายการ์ตูน มังกี้ ดี. ลูฟี่ ขึ้นมาใหม่ แล้วนำไปผลิตเสื้อกีฬาแต่อย่างใด ย่อมชี้ให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาเสนอขายเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว การที่นายวรวุฒิสั่งผลิตเสื้อกีฬาตามแบบที่จำเลยที่ 1 โฆษณา เป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 ถือไม่ได้ว่านายวรวุฒิเป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยซึ่งมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้ และโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง พยานหลักฐานที่เกิดจากการสั่งซื้อเสื้อกีฬาดังกล่าวสามารถรับฟังเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 ได้ กรณีไม่ใช่พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบหรือพยานหลักฐานที่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ อันจะต้องห้ามมิให้รับฟัง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 และมาตรา 226/1 ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท โดยมิได้กำหนดวิธีการไว้ว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับจะจัดการอย่างไรต่อไป นั้น เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีตามโทษปรับดังกล่าว จึงเห็นสมควรแก้ไขในส่วนนี้ และเนื่องจากคดีนี้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม อันเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมเพื่อการค้า โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ได้ตามคำร้องในคดีส่วนแพ่ง แม้โจทก์ร่วมไม่ได้ฎีกา แต่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีส่วนแพ่งให้แก่โจทก์ร่วมได้ เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 พิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226 ม. 226/1
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 (1) ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัท ต.
จำเลย — นางสาว จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต ภมรบุตร
มัณทรี อุชชิน
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2567
#703972
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ลับหลังจำเลยโดยที่ยังไม่สามารถส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยทราบโดยชอบ ซึ่งไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 แม้ภายหลังจำเลยจะยื่นใบแต่งตั้งทนายความต่อศาลชั้นต้น แต่เจ้าหน้าที่งานเก็บสำนวนลงรับใบแต่งตั้งทนายความเวลา 16.25 นาฬิกา และไม่ปรากฏว่าทนายความคนดังกล่าวได้ขอตรวจสำนวนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีจนกระทั่งจำเลยถูกจับและได้แต่งตั้งทนายความคนใหม่ แล้วทนายความคนใหม่ขอตรวจสำนวนจึงพบกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในวันเดียวกัน ย่อมถือว่าจำเลยรู้ถึงข้อค้านเรื่องผิดระเบียบและยกขึ้นอ้างไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ลักไปหรือใช้ราคาที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 293,600 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้ส่งหมายแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก่จำเลยโดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ ปรากฏว่าซองไปรษณีย์ตอบรับถูกส่งกลับ ไม่สามารถส่งให้แก่จำเลยได้ เพราะย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่ แต่เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าส่งหมายนัดให้แก่จำเลยได้ เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลย ต่อมาวันที่ 24 มิถุนายน 2558 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังจับกุมตัวจำเลยไม่ได้ ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลย โดยถือว่าอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังแล้ว ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ลักไปหรือใช้ราคาที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 293,600 บาท แก่ผู้เสียหาย

วันที่ 19 มกราคม 2565 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่ได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยไม่ทราบกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลย จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว เพิกถอนหมายจับและหมายจำคุก และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยส่งหมายแจ้งวันนัดให้แก่จำเลยทางไปรษณีย์ตอบรับปรากฏว่าไม่สามารถส่งให้แก่จำเลยได้ เพราะจำเลยย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่ แต่เจ้าหน้าที่ศาลกลับรายงานว่าส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้แก่จำเลยได้ทางไปรษณีย์ตอบรับ เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลย และต่อมาได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลย การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยที่ยังไม่สามารถส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยทราบโดยชอบ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 คู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นย่อมยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้ศาลสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควร และข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นกล่าวได้ แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ภายหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว ปรากฏว่าได้มีการยื่นใบแต่งตั้งนายปรีชาพลเป็นทนายความจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2558 เข้ามาในสำนวนก็ตาม แต่ใบแต่งทนายความดังกล่าว เจ้าหน้าที่งานเก็บสำนวนลงรับในวันเดียวกันเวลา 16.25 นาฬิกา โดยไม่ปรากฏว่านายปรีชาพลได้ขอตรวจสำนวนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีนี้ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่ส่อแสดงให้เห็นว่านายปรีชาพลทราบว่ามีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังโดยมิชอบ อันจะถือว่านายปรีชาพลได้ทราบถึงการพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว เช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบถึงการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ต่อมาภายหลังจากจำเลยถูกจับเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2565 แล้ว จำเลยได้แต่งตั้งนายวิศาล เป็นทนายความจำเลยเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 นายวิศาลตรวจดูสำนวนจึงพบการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว และได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในวันเดียวกัน ย่อมถือว่าจำเลยรู้ถึงข้อค้านเรื่องผิดระเบียบและยกขึ้นกล่าวไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าระหว่างนั้นจำเลยได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบ กรณีจึงมีเหตุเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกามีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลับหลังจำเลยและกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นทั้งหมด ให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังใหม่ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 182 ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ประจุมาศ
สัญญา ภูริภักดี
ชาตรี หาญไพโรจน์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 89/2567
#701587
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกการกระทำผิดของจำเลยกับพวกมาเป็นข้อ ๆ โดยมีคำขอท้ายฟ้องตาม ป.อ. มาตรา 91 และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีจากข้อเท็จจริงตามฟ้องแล้วปรากฏว่า จำเลยกับพวกมีเจตนาประการเดียวคือมุ่งประสงค์ที่จะหลอกลวงผู้เสียหายที่ 3 โอนเงินชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ตกลงสั่งซื้อนั้นเอง ความผิดฐานร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ฐานร่วมกันแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นฐานร่วมกันปลอมเอกสารและฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม จึงเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90 หาใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 ตามที่โจทก์อ้างในฎีกา

ส่วนปัญหาที่ว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานหนักหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยมิชอบในศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่งและมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3, 83, 91, 264, 268, 341, 342, พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 7, 9, 14 (1) ประกอบวรรคสอง ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินที่ประทุษร้ายยังไม่ได้คืน 3,179,930 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 3

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264, 342 (1) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 7, 9, 14 (1) วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 3,179,930 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) , 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 342 (1) (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 7, 9, 14 (1) วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 9 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกการกระทำผิดของจำเลยกับพวกมาเป็นข้อ ๆ โดยมีคำขอท้ายฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วย และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีจากข้อเท็จจริงตามฟ้องแล้วปรากฏว่าการที่จำเลยได้เข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ในบัญชีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมลของผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาวลินจง บัญชีชื่อ kxxx@royaluniversallace.com ซึ่งมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะมิได้มีไว้สำหรับจำเลยกับพวก ทำให้จำเลยกับพวกทราบข้อมูลการเจรจาติดต่อซื้อขายสินค้าผ้าระหว่างบริษัท ร. ผู้เสียหายที่ 1 กับนายลิทเนอร์ ผู้เสียหายที่ 3 แล้วจำเลยกับพวกร่วมกันส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จากบัญชีอีเมลที่มีชื่อคล้ายกับบัญชีอีเมลของผู้เสียหายที่ 1 ชื่อ kxxx @royalunversallance.com (ไม่มีอักษรตัว i ระหว่างตัว n และตัว v) ถึงบัญชีอีเมลชื่อ lxxx@hotmail.com ของผู้เสียหายที่ 3 โดยแอบอ้างแสดงตนเป็นนางสาวลินจงต่อผู้เสียหายที่ 3 เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 3 หลงเชื่อว่าข้อความในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวส่งมาจากบัญชีอีเมลของผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาวลินจงเพื่อแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 3 ชำระเงินค่าสินค้าที่ตกลงสั่งซื้อจากผู้เสียหายที่ 1 ให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 โดยให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชี บริษัท จ. เลขที่บัญชี 760-2-63XXX-X ซึ่งเป็นความเท็จ แล้วจำเลยกับพวกร่วมกันปลอมเอกสารของผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2 ฉบับ ด้วยการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลในส่วนชื่อบัญชีธนาคารของผู้เสียหายที่ 1 ที่จะรับโอนเงินชำระค่าสินค้าจากผู้เสียหายที่ 3 ดังกล่าวในไฟล์เอกสารของผู้เสียหายที่ 1 ที่แท้จริงนั้น และผู้เสียหายที่ 3 ได้โอนเงินชำระค่าสินค้าครึ่งหนึ่งของราคาสินค้าเป็นเงิน 3,179,930 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 760-2-63XXX-X ชื่อบัญชี บริษัท จ. ซึ่งมีจำเลยเป็นกรรมการ มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทและเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าว และต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2557 เงินจำนวนดังกล่าวได้โอนเข้ามาในบัญชีธนาคาร ก. ของ บริษัท จ. พวกของจำเลย ทำให้จำเลยกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหายที่ 3 ผู้ถูกหลอกลวง เพื่อประโยชน์ของจำเลยกับพวก ส่อแสดงว่าพฤติกรรมการกระทำของจำเลยกับพวกมีเจตนาประการเดียวคือมุ่งประสงค์ที่จะหลอกลวงเพื่อที่จะได้เงินของผู้เสียหายที่ 3 ที่โอนเงินชำระค่าสินค้าครึ่งหนึ่งของราคาสินค้าที่ตกลงสั่งซื้อจากผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 3,179,930 บาท นั้นเอง ความผิดฐานร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ฐานร่วมกันแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นฐานร่วมกันปลอมเอกสารและฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม จึงเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 ตามที่โจทก์อ้างในฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานหนักหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยมิชอบในศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งและมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 วรรคแรก (เดิม) ม. 268 วรรคแรก ม. 342 (1) (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 7 ม. 9 ม. 14 วรรคสอง (1) (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางปวีณา แสงสว่าง
ศาลอุทธรณ์ — นายสมพงษ์ ฐิติสุริยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
วาสนา อัจฉรานุวัฒน์
นพดล คชรินทร์
อาทิตย์ ออกเวหา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 89/2567
#708438
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกการกระทำผิดของจำเลยกับพวกมาเป็นข้อ ๆ โดยมีคำขอท้ายฟ้องตาม ป.อ. มาตรา 91 และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีจากข้อเท็จจริงตามฟ้องแล้วปรากฏว่า จำเลยกับพวกมีเจตนาประการเดียวคือมุ่งประสงค์ที่จะหลอกลวงเพื่อที่จะให้เงินของผู้เสียหายที่ 3 ที่โอนเงินชำระค่าสินค้าที่ตกลงสั่งซื้อจากผู้เสียหายที่ 1 นั้นเอง ความผิดฐานร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ฐานร่วมกันแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นฐานร่วมกันปลอมเอกสารและฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม จึงเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90

ส่วนปัญหาที่ว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานหนักหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่งและมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3, 83, 91, 264, 268, 341, 342, พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 7, 9, 14 (1) ประกอบวรรคสอง ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินที่ประทุษร้ายยังไม่ได้คืน 3,179,930 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 3

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264, 342 (1) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 7, 9, 14 (1) วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 3,179,930 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) , 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 342 (1) (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 7, 9, 14 (1) วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 9 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกการกระทำผิดของจำเลยกับพวกมาเป็นข้อ ๆ โดยมีคำขอท้ายฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วย และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีจากข้อเท็จจริงตามฟ้องแล้วปรากฏว่าการที่จำเลยได้เข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ในบัญชีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมลของผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาวลินจง บัญชีชื่อ kxxx@.com ซึ่งมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะมิได้มีไว้สำหรับจำเลยกับพวก ทำให้จำเลยกับพวกทราบข้อมูลการเจรจาติดต่อซื้อขายสินค้าผ้าระหว่างบริษัท ร. ผู้เสียหายที่ 1 กับนายลิทเนอร์ ผู้เสียหายที่ 3 แล้วจำเลยกับพวกร่วมกันส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จากบัญชีอีเมลที่มีชื่อคล้ายกับบัญชีอีเมลของผู้เสียหายที่ 1 ชื่อ kxxx@.com (ไม่มีอักษรตัว i ระหว่างตัว n และตัว v) ถึงบัญชีอีเมลชื่อ lxxx@hotmail.com ของผู้เสียหายที่ 3 โดยแอบอ้างแสดงตนเป็นนางสาวลินจงต่อผู้เสียหายที่ 3 เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 3 หลงเชื่อว่าข้อความในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวส่งมาจากบัญชีอีเมลของผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาวลินจงเพื่อแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 3 ชำระเงินค่าสินค้าที่ตกลงสั่งซื้อจากผู้เสียหายที่ 1 ให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 โดยให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชี บริษัท จ. เลขที่บัญชี 760-2-63XXX-X ซึ่งเป็นความเท็จ แล้วจำเลยกับพวกร่วมกันปลอมเอกสารของผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2 ฉบับ ด้วยการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลในส่วนชื่อบัญชีธนาคารของผู้เสียหายที่ 1 ที่จะรับโอนเงินชำระค่าสินค้าจากผู้เสียหายที่ 3 ดังกล่าวในไฟล์เอกสารของผู้เสียหายที่ 1 ที่แท้จริงนั้น และผู้เสียหายที่ 3 ได้โอนเงินชำระค่าสินค้าครึ่งหนึ่งของราคาสินค้าเป็นเงิน 3,179,930 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 760-2-63XXX-X ชื่อบัญชี บริษัท จ. ซึ่งมีจำเลยเป็นกรรมการ มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทและเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าว และต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2557 เงินจำนวนดังกล่าวได้โอนเข้ามาในบัญชีธนาคาร ก. ของ บริษัท จ. พวกของจำเลย ทำให้จำเลยกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหายที่ 3 ผู้ถูกหลอกลวง เพื่อประโยชน์ของจำเลยกับพวก ส่อแสดงว่าพฤติกรรมการกระทำของจำเลยกับพวกมีเจตนาประการเดียวคือมุ่งประสงค์ที่จะหลอกลวงเพื่อที่จะได้เงินของผู้เสียหายที่ 3 ที่โอนเงินชำระค่าสินค้าครึ่งหนึ่งของราคาสินค้าที่ตกลงสั่งซื้อจากผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 3,179,930 บาท นั้นเอง ความผิดฐานร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ฐานร่วมกันแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นฐานร่วมกันปลอมเอกสารและฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม จึงเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 ตามที่โจทก์อ้างในฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานหนักหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งและมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 264 วรรคแรก (เดิม) ม. 268 วรรคแรก ม. 342 (1) (เดิม)
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 7 ม. 9 ม. 14 วรรคสอง (1) (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วาสนา อัจฉรานุวัฒน์
นพดล คชรินทร์
อาทิตย์ ออกเวหา
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2567
#699747
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง โดยการกระทำความผิดฐานนี้ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรเป็นการกระทำกรรมเดียวกับฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนนั้น ไม่ถูกต้อง ทั้งปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหก ซึ่งกระทำผิดฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงมิอาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งหกได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งหก ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 , 33, 80, 83, 91, 92, 210, 289, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ระหว่างพิจารณา นายวิทยา ผู้เสียหายที่ 1 และนายพิชิต ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยโจทก์ร่วมที่ 1 ขอให้ชดใช้เป็นเงิน 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 ขอให้ชดใช้เป็นเงิน 295,000 บาท

จำเลยทั้งหกให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 210 วรรคสอง, 371, 376 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละตลอดชีวิต ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ส่วนฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก ทางนำสืบของจำเลยทั้งหกเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 2 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 1 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำคุกคนละ 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 36 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 คนละ 34 ปี 16 เดือน ริบของกลาง กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 75,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน 10 วัน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 10 เดือน 20 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 34 ปี 23 เดือน 30 วัน และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขอกับมิต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ฎีกาเป็นทำนองว่า คืนเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เพียงร่วมเดินทางไปยังที่เกิดเหตุเนื่องจากเข้าใจว่าพวกของจำเลยทั้งหกจะไปปรับความเข้าใจกับโจทก์ร่วมที่ 1 เห็นว่า ในการวินิจฉัยถึงการมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวงประกอบ ทั้งก่อน ขณะและภายหลังการใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสอง ที่จะแสดงให้เห็นว่ามีการวางแผนและมีเจตนาร่วมกันที่จะก่อเหตุร้ายกับกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ สำหรับมูลเหตุจูงใจที่เป็นสาเหตุให้เกิดการกระทำความผิดในครั้งนี้ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า สาเหตุที่ถูกยิงเนื่องจากก่อนเกิดเหตุ 1 วัน โจทก์ร่วมที่ 1 ได้โพสต์ข้อความในเชิงตำหนินายเสี่ยโป้ ในเฟซบุ๊กว่า เหตุใดไม่ดูแลเพื่อนรุ่นน้องของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ร่วมเดินทางไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวด้วยกัน ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยอมรับว่ามีความสนิทสนมกับนายเสี่ยโป้ เมื่อทราบว่ามีคนโพสต์ว่านายเสี่ยโป้ก็รู้สึกไม่พอใจ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยังมีบันทึกคำให้การในฐานะพยานของจำเลยที่ 3 และที่ 6 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ได้ความว่า ในวันเกิดเหตุเวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 อยู่ที่บ้านเช่าในซอยบุญชู ทราบว่ามีการโพสต์ด่านายเสี่ยโป้ จึงมีการรวมตัวกันที่บ้านเช่าดังกล่าว เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 3 ที่ 6 นายไตรภพ และนายเขมทัต น้องชายนายเสี่ยโป้ ได้ออกจากบ้านเช่าไปที่วัดจันทร์ประดิษฐาราม เมื่อไปถึงนายเขมทัตได้ตะโกนหาโจทก์ร่วมที่ 1 แต่ไม่พบ จึงได้กลับมาที่บ้านเช่า ต่อมาเฟซบุ๊กของโจทก์ร่วมที่ 1 ได้โพสต์ข้อความด่านายเขมทัตที่ไปถามหาโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งคำให้การเกี่ยวกับการโพสต์ด่าดังกล่าวสอดคล้องกับข้อความในเฟซบุ๊กของโจทก์ร่วมที่ 1 กระทั่งเวลา 19.30 นาฬิกา จำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้ออกไปดูโจทก์ร่วมที่ 1 อีกครั้ง พบกลุ่มวัยรุ่นนั่งดื่มสุราบริเวณทางเท้าหน้าวัดจันทร์ประดิษฐาราม จึงได้กลับมาที่บ้านเช่าเพื่อแจ้งกับกลุ่มให้ทราบ บันทึกคำให้การในฐานะพยานของจำเลยที่ 3 และที่ 6 เป็นคำให้การภายหลังเกิดเหตุไม่กี่วันและสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 และที่ 6 ให้การไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และจากการที่พวกจำเลยทั้งหกมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับนายเขมทัต และมีการรวมกลุ่มกันตลอดมาที่บ้านเช่าภายในซอยบุญชูดังกล่าว แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ย่อมมีความรู้สึกไม่พอใจโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ได้โพสต์ด่านายเสี่ยโป้และนายเขมทัต สำหรับพฤติการณ์ของจำเลยทั้งหกก่อนเกิดเหตุ ได้ความจากร้อยตำรวจเอกณกฤตชัย และร้อยตำรวจเอกทรงพล รองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญ ซึ่งเป็นผู้ดูภาพกล้องวงจรปิดบริเวณสถานที่เกิดเหตุและกล้องวงจรปิดย้อนกลับไปตลอดเส้นทางที่ผู้ก่อเหตุเดินทางมา จนถึงกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งบริเวณหน้าหมู่บ้าน ด. พันตำรวจโทอาทิตย์ พนักงานสอบสวนร่วม และร้อยตำรวจเอกเดชาธร พนักงานสอบสวน ประกอบวีดิทัศน์และภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าหมู่บ้าน ด. ว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกรวมตัวกันที่หน้าหมู่บ้าน ด. ในซอยเพชรเกษม 48 แยก 4 ถึง 7 และเมื่อเวลา 21.17 นาฬิกา มีรถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีขาวขับมาจอดหน้าหมู่บ้าน ด. คนในรถเปิดกระจก ชายที่นั่งข้างคนขับมีท่าทางเก็บวัตถุลักษณะคล้ายมีดดาบอยู่ในรถ จากนั้นลงจากรถเดินไปยังหน้าบ้านเช่าที่กลุ่มวัยรุ่นรวมตัวกันอยู่ และมีชายสวมเสื้อยืดสีดำด้านหลังมีลายรูปตัววีสีขาว ซึ่งนายสุรชาติ ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง และจำเลยที่ 1 ยืนยันว่าเป็นนายสุภกฤต ถือวัตถุยาวสีดำคล้ายอาวุธ มีผ้าสีขาวที่มือจับ เดินมาพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์ เวลา 21.21 นาฬิกา ชายที่นั่งข้างคนขับเดินกลับมาขึ้นรถ ส่วนนายสุภกฤตถือวัตถุดังกล่าวเดินกลับไปที่หน้าบ้านเช่าซึ่งมีชายหลายคนยืนอยู่ จำเลยที่ 1 เดินไปพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์แล้วหยิบวัตถุลักษณะคล้ายมีดดาบจากรถยนต์กลับไปที่หน้าบ้านเช่า ต่อมาเวลา 21.23 นาฬิกา จำเลยทั้งหกกับพวกที่รวมตัวกันที่หน้าบ้านเช่าขับและซ้อนรถจักรยานยนต์คันละ 2 คน มาทางหน้าหมู่บ้าน ด. โดยมีรถจักรยานยนต์บางคันจอดรถข้างรถยนต์แล้วลงไปพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์อีกครั้ง รถจักรยานยนต์บางคันมีวัตถุคล้ายมีดดาบวางอยู่บนตักของคนซ้อน จากนั้นรถยนต์และกลุ่มรถจักรยานยนต์ออกเดินทางไปที่เกิดเหตุพร้อมกัน เวลา 21.35 นาฬิกา รถยนต์และกลุ่มรถจักรยานยนต์ขับชะลอจอดตามกันที่หน้า อ. แมนชั่น จะเห็นได้ว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกมีการรวมตัวกันที่หน้าบ้านเช่าในซอยบุญชู เมื่อรถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีขาวมาจอดหน้าหมู่บ้าน ด. คนในรถก็ลงจากรถเข้าไปพบกับพวกที่รวมกลุ่มอยู่หน้าบ้านเช่า นายสุภกฤตผู้ก่อเหตุที่ใช้อาวุธปืนคนหนึ่งก็ถือวัตถุที่มีลักษณะคล้ายอาวุธไปพบกับบุคคลในรถยนต์ จำเลยที่ 1 เดินไปพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์แล้วหยิบวัตถุลักษณะคล้ายมีดดาบจากรถยนต์กลับมาที่หน้าบ้าน ต่อมาจำเลยทั้งหกกับพวกก็ขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ออกเดินทางจากบ้านเช่า แล้วมีการพูดคุยกับบุคคลที่อยู่ในรถยนต์ที่หน้าหมู่บ้าน ด. จากนั้นก็เดินทางมายังที่เกิดเหตุถึงบริเวณหน้า อ. แมนชั่น โดยทั้งหมดสวมใส่หน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก ซึ่งฎีกาของจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่า หากไม่สามารถปรับความเข้าใจกับโจทก์ร่วมที่ 1 ได้จนถึงขั้นชกต่อยหรือมีเรื่องราววิวาทกัน ฝ่ายของโจทก์ร่วมที่ 1 จะได้ไม่สามารถจดจำใบหน้าและกลับมาล้างแค้นได้ในภายหลัง อันแสดงว่าก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกทุกคนย่อมต้องรู้ถึงแผนการอย่างชัดเจนว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างในการเดินทางไปพบกับกลุ่มโจทก์ร่วมที่ 1 ที่จำเลยบางคนฎีกาว่า การสวมหน้ากากอนามัยของจำเลยทั้งหกกับพวกไม่ใช่เพื่อปิดบังใบหน้า แต่เพราะขณะเกิดเหตุเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งมีข้อบังคับให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย ก็เห็นว่าขัดต่อเหตุผล เพราะหากจำเลยทั้งหกต้องการปฏิบัติตามกฎหมายก็สมควรสวมใส่หมวกนิรภัยในขณะขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์แทนที่จะเพียงใส่หน้ากากอนามัย สำหรับพฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ ก็ปรากฏจากคำเบิกความของนายปรวัตร น้องชายโจทก์ร่วมที่ 1 และนายณัฐนนท์ ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง ที่อยู่บริเวณหน้า อ. แมนชั่น ประกอบวีดิทัศน์กล้องวงจรปิดหน้า อ. แมนชั่น แสดงเหตุการณ์ในช่วงเวลาเกิดเหตุว่า เวลา 21.35 นาฬิกา รถยนต์ฟอร์จูนเนอร์สีขาวและกลุ่มรถจักรยานยนต์ขับชะลอจอดตามกันที่หน้า อ. แมนชั่น เมื่อจอดรถเสร็จมีเสียงตะโกนให้ลงจากรถ จากนั้นนายสุภกฤตลงจากรถมายิงปืนไปทางหน้าวัดทันทีเป็นคนแรก ตามด้วยนายไตรภพ และนายกันต์ โดยยิงประมาณ 10 ถึง 20 นัด แล้วจำเลยทั้งหกกับพวกก็ขับรถจักรยานยนต์หนีไปกับคนร้ายทั้งสาม เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ ปรากฏว่ากลุ่มรถจักรยานยนต์และรถยนต์ชะลอมาจอดบริเวณหน้า อ. แมนชั่น ห่างจากจุดที่กลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองนั่งอยู่ประมาณ 30 เมตร ก่อนจะมีการยิงปืนเข้าใส่กลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองทันที ซึ่งการจอดรถห่างจากจุดที่กลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองนั่งอยู่ห่างไกลกันพอสมควรผิดวิสัยของคนที่ต้องการไปพูดคุย แต่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งหกกับพวกมิได้ตั้งใจจะไปปรับความเข้าใจกับโจทก์ร่วมที่ 1 ตั้งแต่แรกแล้ว โดยมีจุดประสงค์เพื่อก่อเหตุร้ายต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ไปโพสต์ด่านายเสี่ยโป้และน้องชาย ทั้งการใช้อาวุธปืนยิงถึงประมาณ 10 ถึง 20 นัด โดยผู้กระทำความผิดที่ใช้อาวุธปืนยิงกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองมี 3 คน ถือว่ามีการใช้เวลากระทำความผิดนานพอสมควร และการที่มีผู้ใช้อาวุธปืนในกลุ่มจำเลยทั้งหกกับพวกถึง 3 คน พฤติการณ์ที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งหกย่อมต้องมีส่วนร่วมรู้เห็นในการที่พวกของจำเลยทั้งหกพาอาวุธปืนเดินทางไปที่เกิดเหตุพร้อมกัน และเป็นการร่วมกันคบคิดที่จะใช้อาวุธปืนยิงไปยังกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสอง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จะหลบหนีจากที่เกิดเหตุไปในทันทีที่มีการยิงเข้าไปในกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองแต่อย่างใด กลับรอให้การกระทำผิดเสร็จสิ้น นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ขับรถให้นายกันต์ซ้อนท้ายหลังจากก่อเหตุยิงโจทก์ร่วมทั้งสองแล้ว เนื่องจากรถจักรยานยนต์ของนายกันต์สตาร์ตไม่ติด จึงได้ขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากที่เกิดเหตุพร้อมกันทั้งหมด อันแสดงว่ากลุ่มของจำเลยทั้งหกพร้อมจะช่วยเหลือคนร้ายให้หลบหนีจากสถานที่เกิดเหตุในทันทีหากมีเรื่องอะไรผิดพลาด นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ภายหลังเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกยังขับรถจักรยานยนต์ไปรวมตัวกันที่โรงแรม ห. อีกครั้ง อันแสดงให้เห็นว่ามีการวางแผนในการกระทำความผิดครั้งนี้อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จภารกิจ ดังนั้น จากพฤติการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมา เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งหกกับพวกเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ อันเป็นตัวการในการกระทำความผิด โดยมีการวางแผนร่วมกันและเดินทางมายังที่เกิดเหตุพร้อมกัน ทั้งยังหลบหนีไปด้วยกัน พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบมาฟังได้มั่นคงปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งหกกับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกาขอให้กำหนดโทษตามความเหมาะสมแก่เจตนาและพฤติการณ์หรือลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 สถานเบาแล้วและยังลดโทษให้กึ่งหนึ่งเป็นการเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งแก่โจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกพยายามฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อปรากฏจากฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ว่า นางสาวทิพย์วรรณ พี่สาวของจำเลยที่ 1 นำเงินค่าเสียหาย 161,250 บาท มาวางศาลเพื่อชำระให้แก่โจกท์ร่วมทั้งสองและโจทก์ร่วมทั้งสองได้รับเงินดังกล่าวจากศาลชั้นต้นไปคนละ 80,625 บาท แล้ว จึงต้องนำเงินดังกล่าวคิดหักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งหกต้องร่วมชำระให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โดยชำระเป็นค่าดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวนเท่ากับคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรเป็นการกระทำกรรมเดียวกับฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนนั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์บรรยายคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง ทั้งการกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบก็ตาม ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกซึ่งกระทำผิดฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงมิอาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งหกได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งหก ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งหกกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง และให้นำเงินที่โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับคนละ 80,625 บาท หักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งหกต้องร่วมชำระแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โดยหักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 91 ม. 210 ม. 289 (4) ม. 376
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ว. กับพวก
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายนิทัศน์ หวังวิวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
วรวุฒิ ทวาทศิน
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ณรงค์ ประจุมาศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2567
#706439
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง โดยการกระทำความผิดฐานนี้ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบ ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหก ซึ่งกระทำผิดฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงมิอาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งหกได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งหก ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 , 33, 80, 83, 91, 92, 210, 289, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ระหว่างพิจารณา นายวิทยา ผู้เสียหายที่ 1 และนายพิชิต ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยโจทก์ร่วมที่ 1 ขอให้ชดใช้เป็นเงิน 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 ขอให้ชดใช้เป็นเงิน 295,000 บาท

จำเลยทั้งหกให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 210 วรรคสอง, 371, 376 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละตลอดชีวิต ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ส่วนฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก ทางนำสืบของจำเลยทั้งหกเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 2 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 1 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำคุกคนละ 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 36 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 คนละ 34 ปี 16 เดือน ริบของกลาง กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 75,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน 10 วัน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 10 เดือน 20 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 34 ปี 23 เดือน 30 วัน และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขอกับมิต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ฎีกาเป็นทำนองว่า คืนเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เพียงร่วมเดินทางไปยังที่เกิดเหตุเนื่องจากเข้าใจว่าพวกของจำเลยทั้งหกจะไปปรับความเข้าใจกับโจทก์ร่วมที่ 1 เห็นว่า ในการวินิจฉัยถึงการมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวงประกอบ ทั้งก่อน ขณะและภายหลังการใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสอง ที่จะแสดงให้เห็นว่ามีการวางแผนและมีเจตนาร่วมกันที่จะก่อเหตุร้ายกับกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ สำหรับมูลเหตุจูงใจที่เป็นสาเหตุให้เกิดการกระทำความผิดในครั้งนี้ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า สาเหตุที่ถูกยิงเนื่องจากก่อนเกิดเหตุ 1 วัน โจทก์ร่วมที่ 1 ได้โพสต์ข้อความในเชิงตำหนินายเสี่ยโป้ ในเฟซบุ๊กว่า เหตุใดไม่ดูแลเพื่อนรุ่นน้องของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ร่วมเดินทางไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวด้วยกัน ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยอมรับว่ามีความสนิทสนมกับนายเสี่ยโป้ เมื่อทราบว่ามีคนโพสต์ว่านายเสี่ยโป้ก็รู้สึกไม่พอใจ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยังมีบันทึกคำให้การในฐานะพยานของจำเลยที่ 3 และที่ 6 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ได้ความว่า ในวันเกิดเหตุเวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 อยู่ที่บ้านเช่าในซอยบุญชู ทราบว่ามีการโพสต์ด่านายเสี่ยโป้ จึงมีการรวมตัวกันที่บ้านเช่าดังกล่าว เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 3 ที่ 6 นายไตรภพ และนายเขมทัต น้องชายนายเสี่ยโป้ ได้ออกจากบ้านเช่าไปที่วัดจันทร์ประดิษฐาราม เมื่อไปถึงนายเขมทัตได้ตะโกนหาโจทก์ร่วมที่ 1 แต่ไม่พบ จึงได้กลับมาที่บ้านเช่า ต่อมาเฟซบุ๊กของโจทก์ร่วมที่ 1 ได้โพสต์ข้อความด่านายเขมทัตที่ไปถามหาโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งคำให้การเกี่ยวกับการโพสต์ด่าดังกล่าวสอดคล้องกับข้อความในเฟซบุ๊กของโจทก์ร่วมที่ 1 กระทั่งเวลา 19.30 นาฬิกา จำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้ออกไปดูโจทก์ร่วมที่ 1 อีกครั้ง พบกลุ่มวัยรุ่นนั่งดื่มสุราบริเวณทางเท้าหน้าวัดจันทร์ประดิษฐาราม จึงได้กลับมาที่บ้านเช่าเพื่อแจ้งกับกลุ่มให้ทราบ บันทึกคำให้การในฐานะพยานของจำเลยที่ 3 และที่ 6 เป็นคำให้การภายหลังเกิดเหตุไม่กี่วันและสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 และที่ 6 ให้การไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และจากการที่พวกจำเลยทั้งหกมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับนายเขมทัต และมีการรวมกลุ่มกันตลอดมาที่บ้านเช่าภายในซอยบุญชูดังกล่าว แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ย่อมมีความรู้สึกไม่พอใจโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ได้โพสต์ด่านายเสี่ยโป้และนายเขมทัต สำหรับพฤติการณ์ของจำเลยทั้งหกก่อนเกิดเหตุ ได้ความจากร้อยตำรวจเอกณกฤตชัย และร้อยตำรวจเอกทรงพล รองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญ ซึ่งเป็นผู้ดูภาพกล้องวงจรปิดบริเวณสถานที่เกิดเหตุและกล้องวงจรปิดย้อนกลับไปตลอดเส้นทางที่ผู้ก่อเหตุเดินทางมา จนถึงกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งบริเวณหน้าหมู่บ้าน ด. พันตำรวจโทอาทิตย์ พนักงานสอบสวนร่วม และร้อยตำรวจเอกเดชาธร พนักงานสอบสวน ประกอบวีดิทัศน์และภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าหมู่บ้าน ด. ว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกรวมตัวกันที่หน้าหมู่บ้าน ด. ในซอยเพชรเกษม 48 แยก 4 ถึง 7 และเมื่อเวลา 21.17 นาฬิกา มีรถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีขาวขับมาจอดหน้าหมู่บ้าน ด. คนในรถเปิดกระจก ชายที่นั่งข้างคนขับมีท่าทางเก็บวัตถุลักษณะคล้ายมีดดาบอยู่ในรถ จากนั้นลงจากรถเดินไปยังหน้าบ้านเช่าที่กลุ่มวัยรุ่นรวมตัวกันอยู่ และมีชายสวมเสื้อยืดสีดำด้านหลังมีลายรูปตัววีสีขาว ซึ่งนายสุรชาติ ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง และจำเลยที่ 1 ยืนยันว่าเป็นนายสุภกฤต ถือวัตถุยาวสีดำคล้ายอาวุธ มีผ้าสีขาวที่มือจับ เดินมาพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์ เวลา 21.21 นาฬิกา ชายที่นั่งข้างคนขับเดินกลับมาขึ้นรถ ส่วนนายสุภกฤตถือวัตถุดังกล่าวเดินกลับไปที่หน้าบ้านเช่าซึ่งมีชายหลายคนยืนอยู่ จำเลยที่ 1 เดินไปพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์แล้วหยิบวัตถุลักษณะคล้ายมีดดาบจากรถยนต์กลับไปที่หน้าบ้านเช่า ต่อมาเวลา 21.23 นาฬิกา จำเลยทั้งหกกับพวกที่รวมตัวกันที่หน้าบ้านเช่าขับและซ้อนรถจักรยานยนต์คันละ 2 คน มาทางหน้าหมู่บ้าน ด. โดยมีรถจักรยานยนต์บางคันจอดรถข้างรถยนต์แล้วลงไปพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์อีกครั้ง รถจักรยานยนต์บางคันมีวัตถุคล้ายมีดดาบวางอยู่บนตักของคนซ้อน จากนั้นรถยนต์และกลุ่มรถจักรยานยนต์ออกเดินทางไปที่เกิดเหตุพร้อมกัน เวลา 21.35 นาฬิกา รถยนต์และกลุ่มรถจักรยานยนต์ขับชะลอจอดตามกันที่หน้า อ. แมนชั่น จะเห็นได้ว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกมีการรวมตัวกันที่หน้าบ้านเช่าในซอยบุญชู เมื่อรถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีขาวมาจอดหน้าหมู่บ้าน ด. คนในรถก็ลงจากรถเข้าไปพบกับพวกที่รวมกลุ่มอยู่หน้าบ้านเช่า นายสุภกฤตผู้ก่อเหตุที่ใช้อาวุธปืนคนหนึ่งก็ถือวัตถุที่มีลักษณะคล้ายอาวุธไปพบกับบุคคลในรถยนต์ จำเลยที่ 1 เดินไปพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์แล้วหยิบวัตถุลักษณะคล้ายมีดดาบจากรถยนต์กลับมาที่หน้าบ้าน ต่อมาจำเลยทั้งหกกับพวกก็ขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ออกเดินทางจากบ้านเช่า แล้วมีการพูดคุยกับบุคคลที่อยู่ในรถยนต์ที่หน้าหมู่บ้าน ด. จากนั้นก็เดินทางมายังที่เกิดเหตุถึงบริเวณหน้า อ. แมนชั่น โดยทั้งหมดสวมใส่หน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก ซึ่งฎีกาของจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่า หากไม่สามารถปรับความเข้าใจกับโจทก์ร่วมที่ 1 ได้จนถึงขั้นชกต่อยหรือมีเรื่องราววิวาทกัน ฝ่ายของโจทก์ร่วมที่ 1 จะได้ไม่สามารถจดจำใบหน้าและกลับมาล้างแค้นได้ในภายหลัง อันแสดงว่าก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกทุกคนย่อมต้องรู้ถึงแผนการอย่างชัดเจนว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างในการเดินทางไปพบกับกลุ่มโจทก์ร่วมที่ 1 ที่จำเลยบางคนฎีกาว่า การสวมหน้ากากอนามัยของจำเลยทั้งหกกับพวกไม่ใช่เพื่อปิดบังใบหน้า แต่เพราะขณะเกิดเหตุเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งมีข้อบังคับให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย ก็เห็นว่าขัดต่อเหตุผล เพราะหากจำเลยทั้งหกต้องการปฏิบัติตามกฎหมายก็สมควรสวมใส่หมวกนิรภัยในขณะขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์แทนที่จะเพียงใส่หน้ากากอนามัย สำหรับพฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ ก็ปรากฏจากคำเบิกความของนายปรวัตร น้องชายโจทก์ร่วมที่ 1 และนายณัฐนนท์ ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง ที่อยู่บริเวณหน้า อ. แมนชั่น ประกอบวีดิทัศน์กล้องวงจรปิดหน้า อ. แมนชั่น แสดงเหตุการณ์ในช่วงเวลาเกิดเหตุว่า เวลา 21.35 นาฬิกา รถยนต์ฟอร์จูนเนอร์สีขาวและกลุ่มรถจักรยานยนต์ขับชะลอจอดตามกันที่หน้า อ. แมนชั่น เมื่อจอดรถเสร็จมีเสียงตะโกนให้ลงจากรถ จากนั้นนายสุภกฤตลงจากรถมายิงปืนไปทางหน้าวัดทันทีเป็นคนแรก ตามด้วยนายไตรภพ และนายกันต์ โดยยิงประมาณ 10 ถึง 20 นัด แล้วจำเลยทั้งหกกับพวกก็ขับรถจักรยานยนต์หนีไปกับคนร้ายทั้งสาม เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ ปรากฏว่ากลุ่มรถจักรยานยนต์และรถยนต์ชะลอมาจอดบริเวณหน้า อ. แมนชั่น ห่างจากจุดที่กลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองนั่งอยู่ประมาณ 30 เมตร ก่อนจะมีการยิงปืนเข้าใส่กลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองทันที ซึ่งการจอดรถห่างจากจุดที่กลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองนั่งอยู่ห่างไกลกันพอสมควรผิดวิสัยของคนที่ต้องการไปพูดคุย แต่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งหกกับพวกมิได้ตั้งใจจะไปปรับความเข้าใจกับโจทก์ร่วมที่ 1 ตั้งแต่แรกแล้ว โดยมีจุดประสงค์เพื่อก่อเหตุร้ายต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ไปโพสต์ด่านายเสี่ยโป้และน้องชาย ทั้งการใช้อาวุธปืนยิงถึงประมาณ 10 ถึง 20 นัด โดยผู้กระทำความผิดที่ใช้อาวุธปืนยิงกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองมี 3 คน ถือว่ามีการใช้เวลากระทำความผิดนานพอสมควร และการที่มีผู้ใช้อาวุธปืนในกลุ่มจำเลยทั้งหกกับพวกถึง 3 คน พฤติการณ์ที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งหกย่อมต้องมีส่วนร่วมรู้เห็นในการที่พวกของจำเลยทั้งหกพาอาวุธปืนเดินทางไปที่เกิดเหตุพร้อมกัน และเป็นการร่วมกันคบคิดที่จะใช้อาวุธปืนยิงไปยังกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสอง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จะหลบหนีจากที่เกิดเหตุไปในทันทีที่มีการยิงเข้าไปในกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองแต่อย่างใด กลับรอให้การกระทำผิดเสร็จสิ้น นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ขับรถให้นายกันต์ซ้อนท้ายหลังจากก่อเหตุยิงโจทก์ร่วมทั้งสองแล้ว เนื่องจากรถจักรยานยนต์ของนายกันต์สตาร์ตไม่ติด จึงได้ขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากที่เกิดเหตุพร้อมกันทั้งหมด อันแสดงว่ากลุ่มของจำเลยทั้งหกพร้อมจะช่วยเหลือคนร้ายให้หลบหนีจากสถานที่เกิดเหตุในทันทีหากมีเรื่องอะไรผิดพลาด นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ภายหลังเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกยังขับรถจักรยานยนต์ไปรวมตัวกันที่โรงแรม ห. อีกครั้ง อันแสดงให้เห็นว่ามีการวางแผนในการกระทำความผิดครั้งนี้อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จภารกิจ ดังนั้น จากพฤติการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมา เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งหกกับพวกเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ อันเป็นตัวการในการกระทำความผิด โดยมีการวางแผนร่วมกันและเดินทางมายังที่เกิดเหตุพร้อมกัน ทั้งยังหลบหนีไปด้วยกัน พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบมาฟังได้มั่นคงปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งหกกับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกาขอให้กำหนดโทษตามความเหมาะสมแก่เจตนาและพฤติการณ์หรือลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 สถานเบาแล้วและยังลดโทษให้กึ่งหนึ่งเป็นการเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งแก่โจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกพยายามฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อปรากฏจากฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ว่า นางสาวทิพย์วรรณ พี่สาวของจำเลยที่ 1 นำเงินค่าเสียหาย 161,250 บาท มาวางศาลเพื่อชำระให้แก่โจกท์ร่วมทั้งสองและโจทก์ร่วมทั้งสองได้รับเงินดังกล่าวจากศาลชั้นต้นไปคนละ 80,625 บาท แล้ว จึงต้องนำเงินดังกล่าวคิดหักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งหกต้องร่วมชำระให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โดยชำระเป็นค่าดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวนเท่ากับคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรเป็นการกระทำกรรมเดียวกับฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนนั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง ทั้งการกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบก็ตาม ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกซึ่งกระทำผิดฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงมิอาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งหกได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งหก ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งหกกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง และให้นำเงินที่โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับคนละ 80,625 บาท หักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งหกต้องร่วมชำระแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โดยหักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 91 ม. 210 ม. 289 (4) ม. 376
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ว. กับพวก
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายนิทัศน์ หวังวิวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
วรวุฒิ ทวาทศิน
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ณรงค์ ประจุมาศ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 77/2567
#709612
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่นาย ป. ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ที่ 1 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ 2 ผู้อำนวยการเขตหนองแขม ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดก่อสร้างถนนในแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นถนนมาเจริญ (ซอยเพชรเกษม 81) รุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามปรับปรุงที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม พร้อมกับส่งคืนที่ดินที่รุกล้ำโดยไม่มีสิทธิแก่ผู้ฟ้องคดี หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าทดแทน

ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ได้กระทำละเมิด ที่ดินพิพาทเดิมบิดาของผู้ฟ้องคดีได้แสดงเจตนาอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบกในเขตกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 กรณีจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยตรงตามกฎหมายในการดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงถนนในเขตกรุงเทพมหานคร คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งตลิ่งชันพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้กรุงเทพมหานคร ที่ 1 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ 2 ผู้อำนวยการเขตหนองแขม ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกทางน้ำตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนมาเจริญ (ซอยเพชรเกษม 81) รุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ได้กระทำละเมิด ที่ดินพิพาทเดิมบิดาของผู้ฟ้องคดีได้แสดงเจตนาอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งตลิ่งชัน
ผู้ฟ้องคดี — นาย ป.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรุงเทพมหานคร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 76/2567
#710304
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่ 2 องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแปรงที่ 3 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแปรง ที่ 4 ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 ขุดลอกคลองรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้ออกพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินและมิได้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ทั้งไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีและผู้ฟ้องคดีไม่เคยอุทิศที่ดินดังกล่าวให้กับทางราชการ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนถนนและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 ถมร่องน้ำ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า ตามคำฟ้องเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจและหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเหตุทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ศาลจังหวัดสีคิ้วเห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกผู้ฟ้องคดีฟ้อง โดยอ้างว่าได้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหาย แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินบริเวณที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงไม่เป็นการกระทำละเมิด คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินบริเวณที่พิพาทผู้ฟ้องคดียังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่หรือเป็นที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน อันเป็นประเด็นพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ ตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะขอให้รับรองสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่ 2 องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแปรง ที่ 3 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแปรง ที่ 4 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่โดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 ขุดลอกคลองรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 ถมร่องน้ำให้คืนสู่สภาพเดิมและให้ใช้ประโยชน์ได้ กับให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาท เป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนและขุดลอกคลองของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่แล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่มีอำนาจเข้าไปก่อสร้างถนนและขุดลอกคลองพิพาทได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ผู้ฟ้องคดี — นาง ท.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 75/2567
#710303
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชัน - คุ้งลาน ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชัน - คุ้งลาน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองสุพรรณบุรี ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองถมดินลงในคลองส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีกลับคืนสู่สภาพเดิม กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดเป็นค่าขาดประโยชน์ให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า บิดาของผู้ฟ้องคดีได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดี การที่บิดาของผู้ฟ้องคดีได้ยินยอมให้ปรับปรุงถนนบริเวณซึ่งผ่านที่ดินพิพาท ถือว่าได้ยกที่ดินดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยาย จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้อำนาจตามกฎหมายในการบำรุงรักษาคูน้ำและถนนตามแนวเดิม มิได้ก่อสร้างถนนขึ้นใหม่ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจเรียกร้องให้รื้อถอนถนนหรือคลองบริเวณที่อ้างว่ารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้ ตลอดจนไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายได้ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสุพรรณบุรีเห็นว่า เป็นการฟ้องโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง โดยมีประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้จะต้องมีการพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินด้วยก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้เป็นการฟ้องโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเห็นว่า ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทได้ถูกยกให้เป็นทางสาธารณะ คดีพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้องค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชัน - คุ้งลาน ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชัน - คุ้งลาน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโดยอ้างเหตุว่าการขุดลอกคลองทับแตงเพื่อขยายคลอง และการนำดินมาถมในที่ดินของผู้ฟ้องคดีด้านทิศตะวันตกเข้ามาในที่ดินบางส่วนเพื่อทำถนนเป็นการกระทำละเมิด ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองถมดินลงในคลองส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีกลับคืนสู่สภาพเดิม กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดเป็นค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ยเป็นจำนวน 35,000 บาท แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ถนนพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การขุดคลองและก่อสร้างถนนพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี และไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การขุดคลองและก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้วจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาที่ดินบริเวณที่พิพาทได้ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสุพรรณบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ผู้ฟ้องคดี — นาย บ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชัน - คุ้งลาน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 74/2567
#710153
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ร้อยตำรวจ อ. ที่ 1 นางสาว ส. ที่ 2 ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกกองทัพบกเข้ามาเป็นคู่กรณีด้วยการร้องสอด โดยกําหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 นาย ส. บุตรชายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นทหารกองเกินได้มารายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายนัดของนายอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยมีร้อยเอก ด. ผู้ช่วยสัสดีอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี รักษาราชการแทนสัสดีอำเภอคลองหลวงและเจ้าหน้าที่สัสดีอำเภอคลองหลวง และสัสดีจังหวัดปทุมธานี ได้ปฏิบัติหน้าที่นำส่งนาย ส. พร้อมทหารกองเกินที่เข้ากองประจำการรายอื่นที่มารายงานตัวเดินทางไปยังวิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ต่อมามีผู้พบศพนาย ส. บริเวณท่าน้ำวัดโบสถ์ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุพบว่าระหว่างพักรอเรียกชื่อขึ้นทะเบียน นาย ส. ได้หลบหนีจากพื้นที่พักคอยรอเรียกชื่อและปีนรั้วประตูทางเข้าออกของวิทยาลัยฯ ออกไป ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานสัสดีอำเภอคลองหลวงและเจ้าหน้าที่สำนักงานสัสดี จังหวัดปทุมธานี เมื่อได้รับตัวนาย ส. ไว้แล้ว กลับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการนำนาย ส. ซึ่งได้มารายงานตัวตามหมายนัดไปขึ้นทะเบียนกองประจำการ และรับการฝึก ณ มณฑลทหารบกที่ 16 เป็นเหตุให้นาย ส. เสียชีวิต ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1จ่ายค่าสินไหมทดแทน ค่าจัดงานศพ ค่าขาดประโยชน์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดโดยทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับกรณีสัสดีอำเภอคลองหลวง เจ้าหน้าที่อำเภอคลองหลวงและสัสดีจังหวัดปทุมธานีละเลยต่อหน้าที่ในการควบคุมดูแลบุตรชายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองทำให้บุตรชายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหลบหนีออกไปจากสถานที่ขึ้นทะเบียนจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ศาลจังหวัดปทุมธานีเห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับความรับผิดทางละเมิดโดยทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้ว คดีนี้กระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีฐานะเป็นกระทรวง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นส่วนราชการในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่สำนักงานสัสดีอำเภอคลองหลวงและเจ้าหน้าที่สำนักงานสัสดี จังหวัดปทุมธานี ในการดูแลนำส่งนาย ส. พร้อมทหารกองเกินที่เข้ากองประจำการรายอื่นที่มารายงานตัวเป็นหน้าที่ทั่วไปเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทหารกองเกินที่ได้มารายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายนัดของนายอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ไม่ใช่หน้าที่ที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และหากไม่ปฏิบัติแล้วจะถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครองตามนัยของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521
พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.2476
พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดปทุมธานี
ผู้ฟ้องคดี — ร้อยตำรวจ อ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงกลาโหม ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2567
#697523
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 1,164 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 14 ถุง รวมทั้งสองชนิดคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 6,277.21 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ประกอบกับพฤติกรรมที่จำเลยอยู่ในเครือข่ายยาเสพติด ทำหน้าที่รับเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากถึงครั้งละหลายแสนเม็ดและชนิดเกล็ดสีขาวครั้งละหลายกิโลกรัมมาเก็บรักษาไว้หลายครั้งแล้ว ทั้งยังเป็นผู้ทำหน้าที่จัดการจำหน่ายส่งให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่อำเภอพุนพินและพื้นที่ใกล้เคียง พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนหนึ่งที่ท่าทรายซึ่งเป็นลานที่มีกองทราย มีโรงซ่อมรถ มีที่พักอยู่ห้องเดียว ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจทราบอยู่แล้วว่าจำเลยมีที่พักอยู่ที่ท่าทรายดังกล่าว และนำตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกจำนวนหนึ่งที่ห้องแถวซึ่งทราบภายหลังว่าตรงกับที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์ของจำเลย และจำเลยให้การในชั้นสอบสวนระบุที่อยู่ดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาของจำเลย จึงอยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางได้เอง ไม่อาจถือว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 เมื่อพิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะทางเศรษฐกิจของจำเลยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะราย อันศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 6, 7, 55, 72, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืน เครื่องชั่งดิจิทัล ถุงแบ่งบรรจุยาเสพติด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 6 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง คงจำคุก 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืน เครื่องชั่งดิจิทัล ถุงแบ่งบรรจุยาเสพติด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางชนิดเม็ด มีจำนวน 1,164 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 14 ถุง รวมทั้งสองชนิดคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 6,277.321 กรัม และตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ได้ความว่า จำเลยได้รับการชักชวนจากนายธวัชชัยหรือกบ ให้เข้าร่วมเครือข่ายยาเสพติดโดยให้จำเลยทำหน้าที่เก็บรักษายาเสพติดและนำยาเสพติดไปส่งแก่ลูกค้าต่อไป จำเลยเคยรับยาเสพติดจากนายธวัชชัยมาแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 เป็นเมทแอมเฟตามีน 600,000 เม็ด ครั้งที่ 2 เป็นเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 200,000 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 3 กิโลกรัม ครั้งที่ 3 เป็นเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 100,000 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 5 กิโลกรัม กับทั้งได้ความตามบันทึกจับกุมว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งชนิดเม็ดและชนิดเกล็ดสีขาวให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่อำเภอพุนพินและพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงจำนวนและปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้ที่มีจำนวนมาก ประกอบกับพฤติกรรมที่จำเลยอยู่ในเครือข่ายยาเสพติด ทำหน้าที่รับยาเสพติดเป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากถึงครั้งละหลายแสนเม็ดและชนิดเกล็ดสีขาวครั้งละหลายกิโลกรัมมาเก็บรักษาไว้หลายครั้งแล้ว ทั้งยังเป็นผู้ทำหน้าที่จัดการจำหน่ายส่งให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่อำเภอพุนพินและพื้นที่ใกล้เคียงรวมทั้งในคดีนี้ด้วย เช่นนี้ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 และการกระทำความผิดของจำเลย กรณีมีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง อันศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นหรือไม่ เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกเอนก เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยเบิกความว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลว่า มีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ที่ห้องพักบริเวณท่าทราย เมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้วจำเลยยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ที่บริเวณห้องแถว จึงตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าว และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานทราบข้อมูลในเบื้องต้นจากสายลับว่าจำเลยมีที่พักอยู่ที่ท่าทราย กับยังได้เบิกความตอบศาลว่า บริเวณท่าทรายนั้น เป็นลานที่มีกองทราย มีโรงซ่อมรถ มีที่พักอยู่ห้องเดียว ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจทราบอยู่แล้วว่าจำเลยมีที่พักอยู่ที่ท่าทรายดังกล่าว และปรากฏว่ามีที่พักอยู่เพียงห้องเดียว จึงย่อมอยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ ส่วนห้องแถวที่ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกแห่งหนึ่งนั้น ร้อยตำรวจเอกเอนกเบิกความตอบศาลว่า ห้องแถวดังกล่าว ทราบภายหลังว่าคือเลขที่ 26/22 ซึ่งตรงกับที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์ของจำเลย ในข้อนี้จำเลยได้ให้ถ้อยคำในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนว่า จำเลยนำตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ที่ห้องแถวเลขที่ 26/22 ดังกล่าว อีกทั้งจำเลยได้ระบุในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนตามเอกสารดังกล่าวว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 26/22 เช่นเดียวกัน จึงย่อมอยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงานตำรวจจะเข้าตรวจค้นได้เองตามที่อยู่ทางทะเบียนราษฎร์ของจำเลยอยู่แล้ว ประกอบกับพันตำรวจโทณัฐพงศ์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้สืบสวนขยายผลและสอบปากคำจำเลยเบิกความว่า ข้อมูลที่จำเลยให้ไว้นั้น แม้เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ซึ่งอยู่ระหว่างสืบสวนติดตามตัวอยู่ แต่ก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการออกหมายจับหรือจับกุมบุคคลใด ๆ ดังนั้น กรณีจึงยังไม่อาจถือว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ส่วนปัญหาว่ากรณีมีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะรายอันศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง หรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยอยู่ในเครือข่ายยาเสพติด ทำหน้าที่รับยาเสพติดจำนวนมากมาเก็บรักษาไว้ และจัดการจำหน่ายส่งให้แก่ผู้ค้ารายย่อยต่อไปในเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่อำเภอพุนพินและพื้นที่ใกล้เคียงอันมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง จึงเป็นเรื่องร้ายแรงดังได้วินิจฉัยข้างต้นแล้ว ดังนั้น เมื่อได้พิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะทางเศรษฐกิจของจำเลยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว กรณีจึงยังไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะราย อันศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ยาเสพติด ม. 90 ม. 145 วรรคสาม (2) ม. 152 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายกฤษณ สุระกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ ห้าวหาญ
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
สุวิทย์ พรพานิช
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2567
#703981
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนและปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนมากประกอบพฤติกรรมที่จำเลยอยู่ในเครือข่ายยาเสพติด ทำหน้าที่รับเมทแอมเฟตามีนแต่ละครั้งจำนวนมากและจัดการจำหน่ายให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่เกิดเหตุและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นพฤติการณ์ที่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 6, 7, 55, 72, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืน เครื่องชั่งดิจิทัล ถุงแบ่งบรรจุยาเสพติด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 6 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง คงจำคุก 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืน เครื่องชั่งดิจิทัล ถุงแบ่งบรรจุยาเสพติด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางชนิดเม็ด มีจำนวน 1,164 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 14 ถุง รวมทั้งสองชนิดคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 6,277.321 กรัม และตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยได้ความว่า จำเลยได้รับการชักชวนจากนายธวัชชัย ให้เข้าร่วมเครือข่ายยาเสพติดโดยให้จำเลยทำหน้าที่เก็บรักษายาเสพติดและนำยาเสพติดไปส่งแก่ลูกค้าต่อไป จำเลยเคยรับยาเสพติดจากนายธวัชชัยมาแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 เป็นเมทแอมเฟตามีน 600,000 เม็ด ครั้งที่ 2 เป็นเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 200,000 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 3 กิโลกรัม ครั้งที่ 3 เป็นเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 100,000 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 5 กิโลกรัม กับทั้งได้ความตามบันทึกจับกุมว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งชนิดเม็ดและชนิดเกล็ดสีขาวให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่อำเภอพุนพินและพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงจำนวนและปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้ที่มีจำนวนมาก ประกอบกับพฤติกรรมที่จำเลยอยู่ในเครือข่ายยาเสพติด ทำหน้าที่รับยาเสพติดเป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากถึงครั้งละหลายแสนเม็ดและชนิดเกล็ดสีขาวครั้งละหลายกิโลกรัมมาเก็บรักษาไว้หลายครั้งแล้ว ทั้งยังเป็นผู้ทำหน้าที่จัดการจำหน่ายส่งให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่อำเภอพุนพินและพื้นที่ใกล้เคียงรวมทั้งในคดีนี้ด้วย เช่นนี้ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.ยาเสพติด ม. 90 ม. 145 วรรคสาม (2)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
สุวิทย์ พรพานิช
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 73/2567
#710163
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นางสาว ส. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 1 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี สรุปคำฟ้องและคำขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2565 ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งความนำจับเพื่อประสงค์รับเงินสินบนนำจับต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง รวม 6 ผลิตภัณฑ์ โดยผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้รับแจ้งความ หลังจากที่ผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนนำจับต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉยไม่แจ้งผลการดำเนินการใด ๆ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ไม่อาจทราบผลการดำเนินการกรณีแจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนนำจับ (นจ.1) จากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งผลการดำเนินการกรณีผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนนำจับกับทางผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง

ก่อนมีคำพิพากษา ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีที่ฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งผลการดำเนินงานกรณีที่ผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนนำจับกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีบทบัญญัติกำหนดความผิดและโทษในทางอาญา เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดสมุทรสาครพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิหรือไม่มีสิทธิได้รับเงินสินบนนำจับ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้ว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตามข้อ 3 ข. (1) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2560 ประกอบมาตรา 43 (2) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้องโดยตั้งรูปเรื่องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉย ไม่แจ้งผลการดำเนินการกรณีผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนนำจับต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2565 รวม 6 ผลิตภัณฑ์ โดยผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือสอบถามผลการดำเนินการไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉยไม่แจ้งผลการดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งผลการดำเนินการ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522
ป.วิ.อ.
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรสาคร
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ