คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 79/2555
#541613
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๙/๒๕๕๕

วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓)

ศาลจังหวัดสงขลา

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสงขลาส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๓ นายวิชัย แสงพลสิทธิ์ โจทก์ ยื่นฟ้อง กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จำเลย ต่อศาลจังหวัดสงขลา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. ๔๒๘/๒๕๕๓ หมายเลขแดงที่ ผบ. ๓๙๓/๒๕๕๓ ความว่า เดิมโจทก์เป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในศาลจังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม และเป็นสมาชิกของจำเลยหมายเลขประจำตัว ๓-๘๔๙๙-๐๐๒๘๙-๑๔-๒ ซึ่งโจทก์ต้องชำระค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์ในรูปแบบเงินสะสมแก่จำเลยผู้ประกอบธุรกิจการเงินเป็นรายเดือนอย่างน้อยเดือนละ ๒,๐๗๖ บาท โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับบริการจากจำเลยและเป็นผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ โจทก์เกษียณอายุราชการตามตำแหน่งเมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ จำเลยเป็นนิติบุคคลมีชื่อในการประกอบธุรกิจการเงินว่า "กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เรียกโดยย่อว่า กบข." จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีงบประมาณ รายได้ของกองทุนไม่ต้องส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินมีเลขาธิการคณะกรรมการ กบข. เป็นผู้บังคับบัญชา เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จำเลยส่งใบแจ้งยอดเงินสมาชิก กบข. ประจำปีของโจทก์ว่า ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ โจทก์มีเงินในกองทุนจำนวนหน่วย ๘๕,๕๑๖.๖๑๙๘ คูณมูลค่าต่อหน่วย (บาท) ๑๕.๓๕๕๐ คิดเป็นเงิน ๑,๓๑๓,๑๐๗.๗๐ บาท จากข้อความดังกล่าวตามกฎหมายถือว่าคณะกรรมการ กบข. ในฐานะลูกหนี้ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้ต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ว่า กบข. ลูกหนี้จะต้องชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์เมื่อทวงถาม โจทก์ติดต่อทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ จำเลยยังไม่ชำระหนี้ให้ ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์นำหลักฐานทั้งหลายไปแสดงแจ้งต่อส่วนคลัง ศาลจังหวัดสงขลา อันเป็นส่วนราชการต้นสังกัดสุดท้าย ขอให้ดำเนินการเรียกร้องขอรับเงินตามฟ้องจาก กบข. ให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นประมาณ ๒๐ วัน เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. มีหนังสือลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๓ แจ้งแก้ไขข้อมูลการนำส่งเงินครั้งสุดท้ายให้โจทก์ทราบว่า ข้อมูลเกี่ยวกับยอดเงินของโจทก์ที่แจ้งมาให้ทราบนั้นมีค่าเท่ากับศูนย์ (๐) โจทก์เห็นว่าการแจ้งแก้ไขข้อมูลดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เมื่อทวงถามเป็นการผิดนัดชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๓๑๓,๑๐๗.๗๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งไม่รับฟ้องไว้พิจารณาเนื่องจากเห็นว่าคดีโจทก์ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

โจทก์อุทธรณ์ ศาลจังหวัดสงขลาเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ จึงส่งเรื่องให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘

ประธานศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย อันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ มีวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ วรรคสอง (๑) เพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการ (๒) เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิก (๓) เพื่อจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่สมาชิก จำเลยมีอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ ได้แก่ (๓) ให้สมาชิกกู้ยืมเงิน (๔) ลงทุนหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของกองทุน (๔/๑) จัดตั้งบริษัทจำกัดเพื่อให้บริการแก่กองทุนหรือนิติบุคคลที่กองทุนเป็นหุ้นส่วนหรือถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละเจ็ดสิบห้าของหนี้ทั้งหมดของนิติบุคคลนั้น โดยมาตรา ๑๐ กำหนดให้จ่ายค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของจำเลยจากเงินของกองทุนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งนี้ สมาชิกต้องส่งเงินสะสมเข้ากองทุนซึ่งถือเป็นรายได้ของกองทุนโดยสมาชิกมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าวจากกองทุนตามมาตรา ๔๖ การดำเนินงานของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการให้บริการแก่สมาชิก เมื่อเงินสะสมที่สมาชิกสะสมเข้ากองทุนตกเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินของจำเลยและจำเลยจ่ายค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจากเงินนั้น ดังนี้ เงินที่สมาชิกต้องจ่ายแก่กองทุนย่อมมีลักษณะเป็นเงินค่าตอบแทนการให้บริการของจำเลยอยู่ด้วย ถือได้ว่าจำเลยมีฐานะเป็นผู้ให้บริการโดยเรียกเก็บค่าตอบแทนตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลยและได้ส่งเงินสะสมให้แก่จำเลยเป็นรายเดือนเพื่อเป็นเงินออมส่วนหนึ่ง และให้จำเลยนำเงินของโจทก์ไปจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์รวมทั้งนำไปหาผลประโยชน์จากเงินที่โจทก์และสมาชิกอื่นส่งให้เป็นรายเดือน โจทก์จึงเป็นผู้ใช้บริการและเป็นผู้บริโภคตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระเงินสะสมคืน จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริการ เป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

จำเลยให้การว่า โจทก์รับราชการครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๐๕ และได้ออกจากราชการเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๔๑ และกลับเข้ารับราชการอีกครั้งเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๔๒ โดยเกษียณอายุราชการเมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ โจทก์เริ่มสมัครเป็นสมาชิก กบข. แบบไม่สะสมเมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๐ มีเงินประเดิมในบัญชีและมีการนำส่งเงินชดเชยโดยส่วนราชการต้นสังกัดตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๔๐ จนถึงเดือนมกราคม ๒๕๔๒ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ส่วนราชการต้นสังกัดถอนคืนเงินชดเชยของเดือนตุลาคม ๒๕๔๑ ถึงเดือนมกราคม ๒๕๔๒ และไม่นำส่งเงินเข้า กบข. อีก ต่อมาส่วนราชการต้นสังกัดนำส่งเงินเข้ากองทุนอีกครั้งแบบสะสม ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๔๔ จนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๑ โดยในเดือนสิงหาคม ๒๕๔๔ ได้นำส่งเงินย้อนหลังตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๔๒ ถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๔๔ ต่อมาวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๑ โจทก์ได้ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จเนื่องจากเกษียณราชการ กบข. จึงแยกบัญชีนำส่งเงินของโจทก์ออกเป็น ๒ บัญชี คือ บัญชีที่ ๑ เป็นบัญชีสำหรับการนำส่งเงินระหว่างเดือนมีนาคม ๒๕๔๐ ถึงกันยายน ๒๕๔๑ บัญชีที่ ๒ เป็นบัญชีสำหรับการนำส่งเงินระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๔๒ ถึงกันยายน ๒๕๕๑ และในวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๑ กบข. ได้จ่ายเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์จากบัญชีที่ ๒ จำนวน ๔๙๑,๙๘๙.๘๐ บาท ให้กับโจทก์แล้ว ส่วนบัญชีที่ ๑ มีสถานะหยุดการนำส่งเงิน และโจทก์ไม่ได้ยื่นเอกสารขอรับเงินจาก กบข. แต่อย่างใด ในการออกจากราชการครั้งแรกของโจทก์เมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ โจทก์ได้รับเงินบำเหน็จจากกระทรวงการคลังไปแล้วจำนวน ๒,๒๖๖,๘๙๐ บาท และในการสมัครเป็นสมาชิกแบบไม่สะสมโจทก์จึงไม่มีเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ที่จะมาขอรับจาก กบข. ได้อีก ส่วนเงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่มีอยู่ในบัญชีที่ ๑ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินนั้นเนื่องจากโจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิรับเงินบำนาญตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๗๓/๑ การที่ กบข. ได้มีเอกสารใบแจ้งยอดเงินสมาชิกส่งให้โจทก์ว่า โจทก์มีเงินอยู่อีกจำนวน ๑,๓๑๓,๑๐๗.๗๐ บาท นั้น เป็นการแจ้งข้อมูลในระหว่างที่โจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำขอรับเงินจาก กบข. หรือยังไม่ได้รับแจ้งจากส่วนราชการซึ่งเป็นการแสดงยอดเงินที่โจทก์อาจได้รับหากโจทก์เลือกบำนาญโดยในใบแจ้งยอดเงินสมาชิกดังกล่าว จำเลยได้แจ้งสิทธิให้โจทก์ทราบแล้วว่า หากโจทก์เลือกรับบำนาญ โจทก์มีสิทธิได้รับเงินใดบ้าง และหากโจทก์เลือกรับบำเหน็จ โจทก์มีสิทธิได้รับเงินใดบ้าง แต่เมื่อโจทก์ออกจากราชการและเลือกรับบำเหน็จ โจทก์จึงไม่อาจถือเอาข้อมูลที่ยังไม่เป็นที่ยุติก่อนที่โจทก์ยื่นคำขอรับเงินจาก กบข. หรือได้รับแจ้งจากส่วนราชการถือเอาเป็นว่า กบข.ได้รับสภาพหนี้กับโจทก์ได้ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเพื่อเรียกเอาเงินที่ตนไม่มีสิทธิได้รับได้ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายของจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ซึ่งกล่าวอ้างว่าไม่ชอบธรรมหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายภายใต้มาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาคดี

ศาลจังหวัดสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑ ว่า กองทุนไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และรายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ตามมาตราดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการไม่เป็นหน่วยงานทางปกครองหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่เป็นคดีปกครอง ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นนิติบุคคลซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ แม้ว่า มาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจะกำหนดให้กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการไม่เป็นส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และรายได้ของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการไม่ต้องนำส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดิน ก็ตาม แต่เมื่อได้พิจารณาวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้ว ปรากฏว่า มาตรา ๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้ระบุวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการไว้ว่า เพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการ และเพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์และจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่ข้าราชการที่เป็นสมาชิกกองทุน โดยมีคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการกองทุนดังกล่าวตามอำนาจหน้าที่ที่มาตรา ๒๖ กำหนดไว้ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่กำกับและดูแลการจัดการกองทุนตามที่มาตรา ๘๔ กำหนด ประกอบกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการประกอบด้วยเงินที่สมาชิกสะสมเข้ากองทุน (เงินสะสม) เงินที่รัฐบาลจ่ายสมทบเงินสะสม (เงินสมทบ) เงินที่รัฐบาลนำส่งเข้ากองทุนเพื่อจ่ายเพิ่มให้แก่ข้าราชการที่เลือกรับบำนาญ (เงินประเดิม) เงินที่รัฐบาลนำส่งเข้ากองทุนเพื่อจ่ายเพิ่มให้แก่ข้าราชการที่เลือกรับบำนาญ (เงินชดเชย) เงินที่ได้รับจัดสรรโดยรัฐตั้งงบประมาณรายจ่ายเป็นรายปี ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความจำเป็นเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุน รายได้อื่น และดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินของกองทุนตามที่มาตรา ๖ กำหนดไว้ จากระเบียบกฎหมายดังกล่าว เห็นได้ว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเป็นกองทุนที่ประกอบด้วยทรัพย์สินที่มีแหล่งที่มาจากหลายกรณี รวมถึงเงินที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลเพื่อใช้เป็นกองทุนสำหรับการจ่ายบำเหน็จบำนาญและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ให้กับข้าราชการที่เป็นสมาชิกกองทุนดังกล่าว โดยในการบริหารจัดการกองทุน คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย ตลอดจนออกกฎและระเบียบในการบริหารกองทุนเพื่อให้เกิดประโยชน์ตอบแทนต่อสมาชิกกองทุนต่อไป และโดยที่การบริหารจัดการกองทุนดังกล่าวมีลักษณะเป็นการดำเนินเกี่ยวกับการเงินการคลังของประเทศที่เกี่ยวกับข้าราชการโดยรวม ซึ่งถือเป็นการจัดทำบริการสาธารณะในเรื่องที่เกี่ยวกับการจ่ายบำเหน็จบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการและดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่ข้าราชการที่เป็นสมาชิก จึงเห็นได้ว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง จึงมีลักษณะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อมูลคดีอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีของโจทก์เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่โจทก์ในฐานะข้าราชการจะได้รับจากจำเลยในฐานะผู้ทำหน้าที่จ่ายเงินคืนให้แก่สมาชิกภายใต้กรอบของกฎหมาย คือพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ กรณีจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ การที่โจทก์อ้างว่าการดำเนินการของจำเลยไม่ชอบธรรมหรือไม่ถูกต้อง โจทก์จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๓๑๓,๑๐๗.๗๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำละเมิดตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีปกครอง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการเดิมที่รัฐต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญของข้าราชการประจำทุกปี ซึ่งไม่มีการกันเงินสำรองไว้ล่วงหน้าสำหรับจ่ายบำเหน็จบำนาญในอนาคต ให้มีระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการใหม่โดยการจัดตั้งจำเลยขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการ และเพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์และจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่ข้าราชการที่เป็นสมาชิกกองทุน ดังปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ และในบทบัญญัติมาตรา ๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน โดยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการจะประกอบด้วย (๑) เงินที่สมาชิกสะสมเข้ากองทุน (เงินสะสม) เงินที่รัฐบาลจ่ายสมทบเงินสะสม (เงินสมทบ) เงินที่รัฐบาลนำส่งเข้ากองทุนเพื่อจ่ายเพิ่มให้แก่ข้าราชการที่เลือกรับบำนาญ (เงินประเดิม) เงินที่รัฐบาลนำส่งเข้ากองทุนเพื่อจ่ายเพิ่มให้สมาชิกซึ่งรับบำนาญ (เงินชดเชย) (๒) เงินที่ได้รับจัดสรรโดยรัฐตั้งงบประมาณรายจ่ายเป็นรายปี (๓) ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ (๔) เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความจำเป็นเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุน (๕) รายได้อื่น และ (๖) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งในการบริหารจัดการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ มาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้มีคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการกองทุนโดยมีอำนาจหน้าที่ (๑) กำหนดนโยบาย และออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และคำสั่งในการบริหารกิจการกองทุน (๒) กำหนดนโยบายการลงทุนของกองทุน (๓) กำกับดูแลการจัดการกองทุน (๔) ออกข้อบังคับว่าด้วยการปฏิบัติงานของเลขาธิการ และการมอบอำนาจให้ผู้อื่นปฏิบัติงานแทนเลขาธิการ (๕) กำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสำนักงาน และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวกับกิจการของกองทุน (๖) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการรับ เก็บรักษา และจ่ายเงินของกองทุน (๗) ออกระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและวินัยของพนักงานและลูกจ้าง (๘) พิจารณามอบหมายให้สถาบันการเงินหรือนิติบุคคลอื่นจัดการเงินของกองทุน (๙) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อปฏิบัติการตามที่คณะกรรมการมอบหมาย (๑๐) แต่งตั้งผู้แทนเข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนน ในการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทหรือหน่วยงานอื่นใดที่กองทุนถือหุ้นอยู่ และ (๑๑) ปฏิบัติงานอื่นใดเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทำหน้าที่กำกับและดูแลการจัดการกองทุน ทั้งนี้ตามที่กำหนดในมาตรา ๒๖ และมาตรา ๘๔ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ แม้ในมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจะกำหนดว่าจำเลยไม่เป็นส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และรายได้ของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการไม่ต้องนำส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดินก็ตาม แต่การบริหารจัดการกองทุนดังกล่าวที่ประกอบด้วยทรัพย์สินที่มีแหล่งที่มาจากหลายกรณี รวมทั้งเงินที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลเพื่อใช้เป็นกองทุนสำหรับการจ่ายบำเหน็จบำนาญและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ให้กับข้าราชการที่เป็นสมาชิก ซึ่งอาจเข้าเป็นสมาชิกโดยบทบัญญัติของกฎหมายหรือโดยการสมัครตามมาตรา ๓๕ และมาตรา ๓๖ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มีลักษณะเป็นการดำเนินเกี่ยวกับการเงินการคลังของประเทศที่เกี่ยวกับข้าราชการโดยรวม ซึ่งถือเป็นการจัดทำบริการสาธารณะในเรื่องที่เกี่ยวกับการจ่ายบำเหน็จบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการและดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กรณีจึงเห็นได้ว่า จำเลยเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง จึงมีลักษณะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการมีหนังสือแจ้งยอดเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยโจทก์เห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง และเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๓๑๓,๑๐๗.๗๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่โจทก์ในฐานะข้าราชการจะได้รับจากจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีหน้าที่จ่ายเงินคืนให้แก่สมาชิกภายใต้กรอบของกฎหมาย ซึ่งก็คือ พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำละเมิดตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายวิชัย แสงพลสิทธิ์ โจทก์ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชัย แสงพลสิทธิ์
จำเลย — กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 78/2555
#527198
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๘/๒๕๕๕

วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๕

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลจังหวัดพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองพิษณุโลกโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๒ นายคำจันทร์ อิ่นแก้ว ที่ ๑ นางแจง อิ่นแก้ว ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลท่าโพธิ์ ที่ ๑ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๑๑ ตำบลท่าโพธิ์ ที่ ๒ กำนันตำบลท่าโพธิ์ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองพิษณุโลกเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๒๗/๒๕๕๒ ต่อมา ศาลปกครองพิษณุโลกมีคำสั่งเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก และกระทรวงมหาดไทยเข้ามาเป็นคู่กรณีด้วยการร้องสอด โดยกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินโครงการขุดลอกหนองสามคลอง หมู่ที่ ๑๑ ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ เสนอและได้รับอนุมัติจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ รุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีสิทธิครอบครอง ทำให้พืชผลการเกษตรและบ่อปลาของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเสียหาย โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่เหมาะแก่การเกษตรมีน้ำจากคลองชลประทานตลอดปี ไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการดังกล่าว ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีหยุดและยกเลิกการดำเนินโครงการขุดลอกหนองสามคลอง โดยทำการปรับปรุงที่ดินให้กลับสู่สภาพเดิม และชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเงิน ๓๗๐,๔๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี

ศาลปกครองพิษณุโลกมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ เนื่องจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการกระทำละเมิดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ปฏิบัติราชการในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ และเป็นผู้อนุมัติงบประมาณของจังหวัดพิษณุโลก โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้อนุมัติโครงการพร้อมมอบอำนาจให้นายอำเภอเมืองพิษณุโลกปฏิบัติราชการในการดำเนินการที่พิพาทกันเป็นคดีนี้จริง ที่ดินพิพาทตั้งอยู่บริเวณหนองสามคลอง หมู่ที่ ๑๑ ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ อยู่ในเขตโครงการจัดรูปที่ดินจังหวัดพิษณุโลก ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่ ตำบลบ้านกร่าง ตำบลพลายชุมพล ตำบลบ้านคลอง ตำบลวัดจันทร์ ตำบลท่าทอง ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก และตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ให้เป็นเขตโครงการจัดรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๒๔ และสำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดพิษณุโลกไม่ขัดข้องที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าโพธิ์จะขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เพื่อประโยชน์สาธารณะ เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๒ ก่อนเริ่มดำเนินการขุดลอกหนองสามคลอง ผู้แทนอำเภอเมืองพิษณุโลก กำนันตำบลท่าโพธิ์และผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๑๑ ตำบลท่าโพธิ์ ได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับราษฎรที่เข้าไปทำกินอยู่ในแนวเขตหนองสามคลองว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นโครงการขุดคลองบริเวณโดยรอบหนองสามคลองตามแนวที่สำนักงานที่ดินได้รังวัดไว้ โดยจะไม่ห้ามราษฎรที่เข้าไปทำกินอยู่แล้วจะทำกินต่อไป ราษฎรรับทราบและร่วมกันลงชื่อไว้ โดยผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ก็ร่วมลงชื่อไว้ด้วย เป็นการรับรู้และยินยอมให้ดำเนินการตามโครงการ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากที่ดินหนองสามคลองเป็นที่สาธารณประโยชน์และอยู่ในระหว่างดำเนินการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับรัฐ ซึ่งอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามมาตรา ๗๐ (๔) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ประกอบมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ เป็นส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกระทรวง จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน การดำเนินการตามโครงการขุดลอกหนองสามคลอง หมู่ที่ ๑๑

ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นมูลเหตุที่พิพาทในคดีนี้เป็นการดำเนินการตามแผนพัฒนาจังหวัดพิษณุโลก การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่จัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นในการบำรุงรักษาทางน้ำและป้องกันสาธารณภัย ตามมาตรา ๖๗ (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ประกอบกับมาตรา ๑๖ (๒) และ (๒๙) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งมีหน้าที่ช่วยเหลือนายอำเภอเมืองพิษณุโลกในการสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๖๑/๑ (๑) ประกอบกับมาตรา ๕๒/๑ วรรคหนึ่ง (๕) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ในการร่วมกันดำเนินการขุดลอกหนองสามคลองตามโครงการพิพาท ถือได้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ในการบริหารราชการให้เป็นไปตามแผนพัฒนาจังหวัด ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๕๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการขุดลอกคลองรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทำประโยชน์และมีสิทธิครอบครอง จำนวนเนื้อที่ประมาณ ๖ ไร่ โดยมีหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ทำให้พืชผลการเกษตรและบ่อปลาของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเสียหายคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ และบ่อเลี้ยงปลา ๑ ไร่ ขอให้ศาลสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องคดีขุดที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และให้ผู้ถูกฟ้องคดียกเลิกโครงการขุดลอกหนองสามคลอง หมู่ที่ ๑๑ ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามทำที่ดินพิพาทให้กลับสู่สภาพเดิม และให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน จำนวน ๓๗๐,๔๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง กรณีคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับโดยสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีระงับการดำเนินโครงการพิพาทและทำที่พิพาทให้กลับสู่สภาพเดิม รวมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าที่พิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ "หนองสามคลอง"ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ กล่าวอ้างในคำร้องนั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงหนึ่งในหลายประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีเท่านั้น หามีผลทำให้คดีซึ่งเป็นคดีปกครองเปลี่ยนเป็นคดีแพ่งไปได้ไม่ และแม้การพิจารณาในเรื่องการได้สิทธิครอบครองหรือการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินในที่พิพาทจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้า ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิใช่ผู้ทรงกรรมสิทธิ์หรือผู้ทรงสิทธิครอบครองที่สาธารณประโยชน์ แต่เป็นผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการบำรุงรักษาทางน้ำและป้องกันสาธารณภัย รวมทั้งการสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามที่กฎหมายกำหนด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทระหว่างผู้ทรงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินด้วยกันเองดังเช่นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนโดยทั่วไป เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามนัยมาตรา ๒๒๓ ประกอบกับมาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่าร่วมกันทำละเมิดบุกรุกเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยการขุดคลองบริเวณโดยรอบหนองสามคลองรวมถึงที่ดินที่พิพาท ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองในฐานะเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีหยุดและยกเลิกโครงการขุดลอกหนองสามคลอง และให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์และอยู่ในระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลท่าโพธิ์ขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย จึงเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะพิจารณาพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองร่วมกันทำละเมิด โดยการขุดคลองบริเวณโดยรอบหนองสามคลองหมู่ที่ ๑๑ ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองในฐานะเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองได้รับความเสียหายขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีหยุด ยกเลิกโครงการขุดลอกหนองสามคลองกับปรับปรุงที่ดินพิพาทให้กลับสู่สภาพเดิมและให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์และอยู่ในระหว่างขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เห็นว่า เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งการที่ศาลจะพิจารณาพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายคำจันทร์ อิ่นแก้ว ที่ ๑ นางแจง อิ่นแก้ว ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี องค์การบริหารส่วนตำบลท่าโพธิ์ ที่ ๑ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๑๑ ตำบลท่าโพธิ์ ที่ ๒ กำนันตำบลท่าโพธิ์ ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ที่ ๔ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคำจันทร์ อิ่นแก้ว ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลท่าโพธิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 77/2555
#541612
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๗/๒๕๕๕

วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๕

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๑ บริษัท วังกุหลาบ จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่ ๒ สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ ที่ ๓ ที่ว่าการอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ ๔ สำนักงานที่ดินอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๘๐๕/๒๕๕๑ หมายเลขแดงที่ ๑๑๓๔/๒๕๕๒ ความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยที่ ๒ และที่ ๕ เป็นหน่วยงานของรัฐ เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๑ จำเลยทั้งห้าร่วมกันจงใจประมาทเลินเล่อ กลั่นแกล้ง ออกคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๑๕๙ ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นผู้ครอบครอง อ้างว่าออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกในเขตป่าไม้ถาวร ป่าแม่ริม แปลงที่ ๑ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๐๙ ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ ที่ดินแปลงดังกล่าวยื่นขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต่อเจ้าพนักงานเป็นการเฉพาะราย มิใช่การเดินสำรวจตามที่จำเลยกล่าวอ้าง โดยมีการสอบสวนและพิสูจน์การทำประโยชน์จนได้ความว่า นายมูล ม่วงใจ ผู้ยื่นคำขอครอบครองทำประโยชน์มาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๔๙๑ ก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน และจำเลยที่ ๔ อนุมัติออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่นายมูล ซึ่งนายมูลครอบครองต่อเนื่องและจดทะเบียนขายที่ดินแปลงดังกล่าวเรื่อยมา โดยมีค่าตอบแทนและเสียค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย จนกระทั่งต่อมามีการจดทะเบียนขายแก่โจทก์ ขณะรับโอนโจทก์ไม่ทราบว่าเป็นเขตป่าหรือไม่อย่างไร โจทก์จึงได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๔, ๒๗, ๒๗ ตรี, ๒๗ ทวิ, ๕๙ และ ๕๙ ทวิ การขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของนายมูลเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๕๙ ทวิ และยังมีผลคุ้มครองถึงโจทก์ผู้รับโอนการครอบครองจากนายมูล นอกจากนี้ ที่ดินแปลงดังกล่าวยังมิใช่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔ (๑) และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๔ อีกทั้งมาตรา ๑๒ วรรคท้าย ก็คุ้มครองสิทธิดังกล่าวไว้ด้วย เมื่อไม่ใช่ที่ดินป่าจึงไม่อาจเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่นายมูล จึงสามารถกระทำได้ การกระทำของจำเลยทั้งห้าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ หากโจทก์ยังทำประโยชน์และนำที่ดินออกขายให้แก่บุคคลภายนอกหรือจัดทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อน โจทก์จะมีรายได้ไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ปัจจุบันที่ดินมีราคาตารางวาละ ไม่น้อยกว่า ๖,๐๐๐ บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเอาแก่จำเลยทั้งห้าเป็นเงิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลมีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยอื่นมีคำสั่งไม่รับ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๑๕๙ ตามคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน ลงมติให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๑๕๙ ของโจทก์ เนื่องจากออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ เพราะออกทับเขตป่าไม้ถาวร ป่าแม่ริม แปลงที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดินจึงมีคำสั่ง ที่ ๒๔๖/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๑ ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๑๕๙ การกระทำของอธิบดีกรมที่ดินเป็นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนของกฎหมาย มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๑ ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่อธิบดีกรมที่ดินสังกัดอยู่ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาตามฟ้องสูงเกินส่วน เพราะการที่โจทก์รับโอนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๑๕๙ มาจากนายมูล ม่วงใจ ซึ่งบุกรุกเข้ายึดถือครอบครองพื้นที่ป่า เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ต้องรับผลของการกระทำดังกล่าว ความเสียหายของโจทก์ต้องไปเรียกร้องเอาแก่นายมูลโดยตรง มิใช่เรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดินเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๑ ก่อนหน้านี้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวตลอดมา ที่อ้างว่าไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ไม่เป็นความจริง และที่อ้างว่าที่ดินมีราคาซื้อขายกันตารางวาละไม่ต่ำกว่า ๖,๐๐๐ บาท เป็นการคาดเดาเอาเอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๑ ในฐานะหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทำละเมิดหรือมีความรับผิดอย่างอื่นอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง อีกทั้งต่อมาโจทก์ยังได้อาศัยข้อเท็จจริงที่เป็นมูลคดีเดียวกับคดีนี้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ และศาลปกครองเชียงใหม่รับฟ้องไว้แล้ว หากโจทก์จะเรียกร้องค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลยที่ ๑ ก็สามารถทำได้ในคดีดังกล่าวอยู่แล้ว กรณีจึงเป็นการที่โจทก์นำคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงในเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกันตั้งแต่สองศาลขึ้นไป จึงขอให้ศาลรอการพิจารณาคดีนี้ไว้ชั่วคราว และจัดทำความเห็นส่งไปศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาเรื่องเขตอำนาจศาล หรือส่งไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาเรื่องเขตอำนาจศาลต่อไป

ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้าง หรืออยู่ในเขตป่าไม้ถาวรเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิเคราะห์บทบัญญัติมาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จะเห็นได้ว่า ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยทั่วไป เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ในขณะที่ศาลปกครองเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองด้วย เว้นแต่เรื่องที่กฎหมายบัญญัติว่า ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น หากคดีใดมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองดังกล่าวและกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องตีความโดยเคร่งครัด ศาลปกครองย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ นอกจากนี้ การพิจารณาเขตอำนาจของศาลในคดีพิพาทต่าง ๆ จะต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำขอของโจทก์หรือผู้ฟ้องคดีแล้วแต่กรณีเป็นหลัก กรณีตามคำฟ้องโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๑๕๙ ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยซื้อมาจากนายวัชระ ตันตรานนท์ จดทะเบียนซื้อขายเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๒๖ ต่อมา อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งกรมที่ดินที่ ๒๔๖/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๑ เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวของโจทก์ โดยอ้างว่าเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกทับเขตป่าไม้ถาวรป่าแม่ริมแปลงที่ ๑ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๐๙ และวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๖ โจทก์เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ ที่ดินพิพาทได้ยื่นคำขอออก น.ส.๓ ก. ต่อเจ้าพนักงานเป็นการเฉพาะราย มิใช่การเดินสำรวจตามที่จำเลยกล่าวอ้าง โดยมีการตรวจสอบแล้วว่าบุคคลผู้มีชื่อได้ยื่นคำขอครอบครองทำประโยชน์ก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน และได้มีการอนุมัติการออก น.ส.๓ ก. แก่ผู้มีชื่อแล้ว เมื่อโจทก์เป็นผู้รับโอนการครอบครองที่ดินดังกล่าวจากผู้มีชื่อ จึงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การที่อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งให้เพิกถอน น.ส.๓ ก. ดังกล่าว เป็นการจงใจประมาทเลินเล่อและกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องศาลขอให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอของโจทก์แล้ว เห็นว่า โจทก์ประสงค์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑ อันสืบเนื่องจากการที่อธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดจำเลยที่ ๑ อาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ออกคำสั่งเพิกถอน น.ส.๓ ก. ที่พิพาท ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และโดยที่การเพิกถอน น.ส.๓ ก.ดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของอธิบดีกรมที่ดินที่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ คือ อธิบดีกรมที่ดิน ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้งนั้น ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับโดยสั่งให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินแก่โจทก์ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แม้ว่าการที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ ศาลอาจต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้าง หรืออยู่ในเขตป่าไม้ถาวร เพื่อที่จะนำไปสู่ประเด็นพิพาทว่าคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม แต่โดยที่กรณีนี้เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินระหว่างรัฐกับเอกชน มิใช่เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินระหว่างเอกชนกับเอกชน จึงมิอาจถือได้ว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน เนื่องจากโดยหลักแล้วหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ใช่ผู้ทรงกรรมสิทธิ์ หรือทรงสิทธิครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน นอกจากนั้น ในการดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจำเป็นต้องใช้อำนาจตามกฎหมายของรัฐที่มีอยู่เหนือเอกชน ซึ่งต่างจากกรณีที่เอกชนอ้างกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองเพื่อจัดการที่ดินของตน ประกอบกับโจทก์ได้ยื่นฟ้องกรมที่ดินเป็นผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองเชียงใหม่ โดยขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีและให้คืนสิทธิ น.ส.๓ ก. ที่ดินแปลงพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งศาลปกครองเชียงใหม่ได้มีคำสั่งรับคำฟ้องดังกล่าวไว้พิจารณาแล้ว อันเป็นมูลคดีเดียวกันกับมูลคดีในคดีนี้ ด้วยเหตุนี้ เรื่องที่โจทก์นำมาฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนฟ้องจำเลยทั้งห้าในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง โดยอ้างว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันจงใจประมาทเลินเล่อ กลั่นแกล้ง ออกคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๑๕๙ ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นผู้ครอบครอง อ้างว่าออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกในเขตป่าไม้ถาวรป่าแม่ริม แปลงที่ ๑ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๐๙ ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๕๙ ตามคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน ลงมติให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๕๙ ของโจทก์ เนื่องจากออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ เพราะออกทับเขตป่าไม้ถาวร ป่าแม่ริม แปลงที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดินจึงมีคำสั่ง ที่ ๒๔๖/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๑ ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๑๕๙ การกระทำของอธิบดีกรมที่ดินเป็นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนของกฎหมาย มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๑ ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่อธิบดีกรมที่ดินสังกัดอยู่ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายโจทก์ต้องไปเรียกร้องเอาจากผู้ที่โอนที่ดินให้แก่โจทก์ เนื่องจากผู้โอนบุกรุกเข้ายึดถือครอบครองพื้นที่ป่าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยทั้งห้าโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรืออยู่ในเขตป่าไม้ถาวรเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัท วังกุหลาบ จำกัด โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่ ๒ สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ ที่ ๓ ที่ว่าการอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ ๔ สำนักงานที่ดินอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ ๕ จำเลยอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วังกุหลาบ จำกัด
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 76/2555
#527201
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๖/๒๕๕๕

วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๕)

ศาลแรงงานกลาง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานกลางส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ นายชัยวัฒน์ พสกภักดี โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ ๑ นายสถิต ลิ่มพงศ์พันธุ์ ที่ ๒ นางต่อพงษ์ อ่ำพันธุ์ ที่ ๓ นางอุไร ร่มโพธิหยก ที่ ๔ นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ที่ ๕ พลตำรวจเอก พิชิต ควรเดชะคุปต์ ที่ ๖ พันตำรวจโท ธรรมสาร เทสสิริ ที่ ๗ รองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่ ๘ นายฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล ที่ ๙ นายวันชัย สุระกุล ที่ ๑๐ จำเลย ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๙๓/๒๕๕๓ ความว่า จำเลยที่ ๑ เป็น นิติบุคคล จำเลยที่ ๒ เป็นประธานกรรมการและกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๑๐ เป็นคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ เมื่อปี ๒๕๔๑ ถึง ๒๕๔๖ โจทก์เป็นผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๑๗ ถึงมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ จำเลยที่ ๑ ได้ออกระเบียบสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลว่าด้วยการแบ่งส่วนงานและกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนงานต่าง ๆ ในสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๓๓ ข้อที่ ๔.๘ ถึง ๔.๘.๓.๕ กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของส่วนงานต่าง ๆ ในฝ่ายการพิมพ์ โดยโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๑๐ รองผู้อำนวยการสั่งและทำการแทนผู้อำนวยการในส่วนงานฝ่ายการพิมพ์ ซึ่งฝ่ายการพิมพ์นอกจากพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาลที่ออกประจำงวดแล้วยังรับจ้างพิมพ์สิ่งพิมพ์ป้องกันการปลอมให้กับส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ พิมพ์คูปองน้ำมันเร่งด่วน เป็นกรณีพิเศษจำนวน ๓ งวด ฝ่ายการพิมพ์มีหนังสือแจ้งเรื่องรับพิมพ์และราคารับจ้างพิมพ์ แล้วนำไปให้บริษัท เอส.พี.เอ็น จำกัด จัดพิมพ์ โดยฝ่ายการพิมพ์และรองผู้อำนวยการที่ได้รับมอบหมายการทำงานของฝ่ายการพิมพ์ไม่รายงานหรือขออนุมัติการรับพิมพ์งานให้โจทก์ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อเสนอคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลอนุมัติ และในการเบิกจ่ายเงินค่าจ้างก็ไม่ได้แจ้งรายละเอียดว่าเป็นการพิมพ์คูปองน้ำมันเร่งด่วนเป็นพิเศษ และไม่ได้แนบเรื่องเดิมหรือชี้แจงถึงเรื่องที่ห้ามนำไปให้บุคคลภายนอกพิมพ์แนบมาด้วย ต่อมา บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขอให้ตรวจสอบคูปองน้ำมันที่จ้างพิมพ์เนื่องจากจำนวนคูปองที่ส่งไปเรียกเก็บเงินจากกรมการขนส่งทางบกมีหมายเลขกำกับไม่ตรงและเกินกว่าจำนวนคูปองที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจัดพิมพ์ทำให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ไม่สามารถรวบรวมใบแจ้งหนี้เพื่อเรียกเก็บเงินตามมูลค่าคูปองจากกรมการขนส่งทางบกและทำให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้รับความเสียหาย ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ตรวจสอบและแจ้งให้ทราบว่า คูปองน้ำมันที่ปลอมไม่ได้เกิดจากการพิมพ์ของจำเลยที่ ๑ และโจทก์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวแล้ว ไม่มีเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ทำการปลอมแปลง หรือทุจริต และได้มีคำสั่งร่วมระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และจำเลยที่ ๑ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลถูกกล่าวหาว่าผิดสัญญาจ้างพิมพ์คูปองน้ำมันและละเมิดต่อบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยถูกเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๖๓,๔๗๔,๗๐๐ บาท ผลการตรวจสอบคณะกรรมการมีมติว่าจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแต่ไม่ได้กระทำละเมิด และไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว แต่คณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมติให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวซึ่งคณะรัฐมนตรีได้รับทราบและให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แล้ว และได้แจ้งมติและคำสั่งของคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ตามคำสั่งที่ ๑๒/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๒ ให้โจทก์รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ ๓๐ ของความเสียหาย คิดเป็นเงิน ๔,๗๖๐,๖๐๒.๕๐ บาท ให้แก่จำเลยที่ ๑ ภายใน ๓๐ วัน โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลมีมติยกอุทธรณ์ จำเลยที่ ๑ จึงมีหนังสือลงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๓ แจ้งให้โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว โจทก์เห็นว่า การพิจารณาของจำเลยทั้งหมดไม่ชอบและไม่ถูกต้องทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษายกเลิกคำสั่งคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ ๑๒ /๒๕๕๒ ลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่สั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน ๔,๗๖๐,๖๐๒.๕๐ บาท ให้แก่จำเลยที่ ๑ และให้จำเลยที่ ๑ ชะลอการบังคับคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด และพิพากษาว่าสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ ๑ ขาดอายุความ

จำเลยทั้งสิบให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๗ เพราะมิได้ร่วมมีมติในการประชุม สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานรัฐ ตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่ง พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มีอายุความ ๒ ปี การที่จำเลยที่ ๑ เรียกให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงยังไม่ขาดอายุความ ขั้นตอนและกระบวนพิจารณาข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดตลอดจนการมีคำสั่งเรียกให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสิบยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ตามคำฟ้องโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์โต้แย้งว่า จำเลยที่ ๑ ในฐานะหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การออกคำสั่งหรือการกระทำการอื่นใดโดยไม่มีอำนาจ หรือนอกเหนืออำนาจ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ไม่มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะลูกจ้างและนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานและจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ มิได้มีฐานะเป็นผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายอันจะมีอำนาจในการบริหารกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ นโยบาย ระเบียบ และข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ และมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างแต่ประการใด ดังนั้นคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และมิใช่คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ อีกทั้งมิใช่การกระทำละเมิดตามมาตรา ๘ (๑) (๔) (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ตามลำดับ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมีอำนาจหน้าที่ตามนัยมาตรา ๑๗ ถึงมาตรา ๑๙ ตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ จำเลยที่ ๒ เป็นประธานกรรมการและกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๑๐ เป็นคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ จึงเป็นคณะกรรมการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีอำนาจดูแลครอบคลุมกิจการ วางนโยบายของจำเลยที่ ๑ ด้วย จึงเป็นคดีระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง เนื้อหาตามฟ้องเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสิบมีมติการประชุมตามคำสั่งที่ ๑๒/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๒ เรื่อง เรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยแจ้งว่าคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลมีมติให้โจทก์รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ ๓๐ ของความเสียหาย จำนวน ๑๕,๘๖๘,๖๗๕ บาท คิดเป็นเงิน ๔,๗๖๐,๖๐๒.๕๐ บาท โจทก์ฟ้องอ้างว่า คำสั่งของจำเลยที่ ๑ มติ คำสั่ง และหนังสือออกมาโดยมิชอบ โจทก์ไม่ได้กระทำละเมิดหรือผิดสัญญาจ้างแรงงานดังที่จำเลยทั้งสิบมีมติ คำสั่ง และหนังสือดังกล่าวซึ่งมีผลเป็นการปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ได้กระทำการละเมิดหรือผิดสัญญาจ้างต่อจำเลยทั้งสิบคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบจึงมีลักษณะเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๕) เป็นคดีแรงงาน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ เป็นคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งเป็นคณะบุคคลที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครองดังกล่าวจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามนัยมาตราเดียวกัน โดยขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔ บัญญัติว่า "ผู้บริหาร หมายความว่า ...ผู้อำนวยการ..." มาตรา ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจไม่มีฐานะเป็นพนักงานของรัฐวิสาหกิจ" และมาตรา ๘ จัตวา วรรคห้า บัญญัติว่า "ในการทำสัญญาจ้างให้ประธานกรรมการรัฐวิสาหกิจ...เป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้าง และให้การจ้างตามสัญญาดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน" ดังนั้น เมื่อโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ โดยในการทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการของจำเลยที่ ๑ เป็นการว่าจ้างโจทก์ให้บริหารกิจการของจำเลยที่ ๑ อันเป็นการเข้าดำเนินงานหรือเข้าร่วมดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบอันเนื่องมาจากกรณีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ได้มีคำสั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยที่ ๑ กรณีโจทก์กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้อำนวยการของจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ในการบริหารกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ นโยบาย ระเบียบ และข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ให้ความเห็นชอบไม่สั่งระงับการนำงานพิมพ์คูปองน้ำมันเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษในหน้าที่ความรับผิดชอบของตนไปว่าจ้างโรงพิมพ์ภายนอกพิมพ์อีกทอดหนึ่ง ทำให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างและต้องชำระเงินให้กับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) พฤติกรรมของโจทก์ถือเป็นการจงใจกระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ ๑ จึงมีคำสั่งให้โจทก์รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ ๓๐ ของความเสียหายจำนวน ๑๕,๘๖๘,๖๗๕ บาท คิดเป็นเงิน ๔,๗๖๐,๖๐๒.๕๐ บาท ตามนัยมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๐ ประกอบมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งโจทก์เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่ได้กระทำละเมิด ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ให้จำเลยที่ ๑ ชะลอการบังคับคดีตามคำสั่งที่ให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด และพิพากษาว่าหนังสือจำเลยที่ ๒ ที่ สสร.๗๐๐/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๓ ที่ให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ขาดอายุความเรียกร้องแล้ว คดีนี้จึงมีรูปคดีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด ตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่นิติสัมพันธ์ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ซึ่งเป็นคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กับโจทก์ซึ่งมิใช่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างผู้บริหารรัฐวิสาหกิจซึ่งมีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเพื่อให้โจทก์เข้าดำเนินงานหรือเข้าร่วมดำเนินงานในการจัดทำบริการสาธารณะซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายมหาชน ประกอบกับมาตรา ๘ จัตวา วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้กำหนดให้การจ้างตามสัญญาจ้างดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ โจทก์จึงมิได้มีฐานะเป็นลูกจ้างและจำเลยทั้งสิบมิได้มีฐานะเป็นนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ซึ่งเป็นกฎหมายเอกชน ดังนั้น คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ แต่เป็นคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ มีคำสั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยที่ ๑ อ้างว่าโจทก์กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้อำนวยการของจำเลยที่ ๑ ไม่สั่งระงับการนำงานพิมพ์คูปองน้ำมันเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษในหน้าที่ความรับผิดชอบของตนไปว่าจ้างโรงพิมพ์ภายนอกพิมพ์อีกทอดหนึ่ง ทำให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างและต้องชำระเงินให้แก่ผู้ว่าจ้าง การจะพิจารณาเรื่องอำนาจศาลในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงต้องพิจารณาลักษณะของนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบเป็นสำคัญ เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔ บัญญัติว่า "ผู้บริหาร หมายความว่า ...ผู้อำนวยการ..." มาตรา ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจไม่มีฐานะเป็นพนักงานของรัฐวิสาหกิจ" และมาตรา ๘ จัตวา วรรคห้า บัญญัติว่า "ในการทำสัญญาจ้างให้ประธานกรรมการรัฐวิสาหกิจ...เป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้าง และให้การจ้างตามสัญญาดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน" ก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงานหรือเป็นสัญญาประเภทอื่น เพียงแต่กำหนดว่าไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานโดยทั่วไปเท่านั้น มิได้มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ที่มีผู้ตกลงทำงานให้และมีผู้ตกลงจ่ายค่าจ้างเป็นการตอบแทนให้นั้นไม่เป็นการจ้างแรงงาน การจะวินิจฉัยว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนเป็นสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการของจำเลยที่ ๑ ตามคำสั่งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ ๑๖๙/๒๕๔๑ เรื่องแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ลงวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๔๑ ให้โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการพนักงานระดับ ๑๑ โดยให้ได้รับเงินเดือนขั้น ๕๒,๙๐๐ บาท นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเรื่องของการที่มีผู้ทำงานให้โดยได้รับค่าจ้างในสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ ทั้งการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการของโจทก์ก็เป็นอยู่ก่อนที่จะบังคับใช้พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ โจทก์จึงมีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่กำหนดบทนิยามคำว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง ส่วนคำว่า "นายจ้าง" หมายความว่า รัฐวิสาหกิจซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และให้หมายความรวมถึง ผู้มีอำนาจกระทำการแทนรัฐวิสาหกิจ หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ที่มีอำนาจกระทำการแทนรัฐวิสาหกิจด้วย ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับ และระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกันด้วย เมื่อเหตุแห่งการฟ้องสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าทดแทนอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ระมัดระวังทำให้จำเลยที่ ๑ เสียหาย คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบจึงมีลักษณะเป็นคดีอันเกิดจากการทำงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๕) เป็นคดีแรงงาน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแรงงานและเป็นข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายชัยวัฒน์ พสกภักดี โจทก์ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ ๑ นายสถิต ลิ่มพงศ์พันธุ์ ที่ ๒ นางต่อพงษ์ อ่ำพันธุ์ ที่ ๓ นางอุไร ร่มโพธิหยก ที่ ๔ นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ที่ ๕ พลตำรวจเอก พิชิต ควรเดชะคุปต์ ที่ ๖ พันตำรวจโท ธรรมสาร เทสสิริ ที่ ๗ รองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่ ๘ นายฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล ที่ ๙ นายวันชัย สุระกุล ที่ ๑๐ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยวัฒน์ พสกภักดี
จำเลย — สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ 1 กับพวกรวม 10 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 75/2555
#527197
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๕/๒๕๕๕

วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๕

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๔ นายไพบูลย์ มณีนพรัตน์ โจทก์ ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลแปลงยาว ที่ ๑ นายสรายุทธ ศักดิ์ประศาสน์ ที่ ๒ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ ๓ การประปาส่วนภูมิภาค ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๒/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๙๑ และเลขที่ ๑๕๗๐๗ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๙ ตำบลแปลงยาว อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ประมาณ ๓ งาน ๙๓ ตารางวา และเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ๒ งาน ๑๐ ตารางวา ตามลำดับ แต่เมื่อปี ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลแปลงยาว ได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลง กล่าวคือ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้ดำเนินการก่อสร้างถนนตามโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก สายแยกถนนสายบางบ่อ-หนองครก ประจำปีงบประมาณ ๒๕๔๖ โดยว่าจ้างบุคคลภายนอกให้ดำเนินการก่อสร้าง แต่เมื่อผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้างถนนปรากฏว่าประชาชนผู้อยู่อาศัยในซอย ๑๑ คัดค้านการก่อสร้าง จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ จึงระงับการก่อสร้างและย้ายโครงการก่อสร้างถนนดังกล่าวไปก่อสร้างในซอยถัดไปซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินโจทก์ทั้งสองแปลงข้างต้น ในการก่อสร้างถนนดังกล่าวจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้สั่งการให้ผู้รับจ้างก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๙๑ ของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกตลอดแนวที่ดิน และตัดผ่านเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๗๐๗ ของโจทก์ รวมเป็นเนื้อที่ประมาณ ๑๒๐ ตารางวาเศษ และในเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม ๒๕๕๒ จำเลยที่ ๓ โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาบางคล้าได้ปักเสาไฟฟ้ารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์จำนวน ๓ ต้น และเดินพาดสายไฟตามแนวขอบถนนคอนกรีตด้านทิศตะวันออกตลอดแนวที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลง หลังจากนั้นในเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ จำเลยที่ ๔ โดยการประปาส่วนภูมิภาค สาขาบางคล้า ได้เข้าไปวางท่อประปาตามแนวถนนคอนกรีตด้านทิศตะวันออกตลอดแนวที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลง โจทก์แจ้งและร้องเรียนจำเลยที่ ๑ ให้ตรวจสอบและดำเนินการรื้อถอนถนนคอนกรีตส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์แล้ว แต่ไม่ได้รับคำชี้แจง โจทก์ได้รู้ถึงเหตุที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ กระทำละเมิดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๓ อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินแปลงพิพาททั้งสองแปลงตามคำขอของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ ๑ คัดค้านการรังวัด เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการไกล่เกลี่ยแล้ว แต่โจทก์และจำเลยที่ ๑ ตกลงกันไม่ได้ โจทก์เห็นว่า การก่อสร้างถนนดังกล่าวเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อนโยบายของจำเลยที่ ๑ ที่มีโครงการก่อสร้างถนนที่ซอย ๑๑ มิใช่ก่อสร้างในซอยถัดไปซึ่งเป็นที่ตั้งที่ดินพิพาทและเมื่อมีการย้ายโครงการก่อสร้างถนนที่ซอย ๑๑ มาก่อสร้างในซอยถัดไปแล้ว จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ มิได้ตรวจสอบแนวเขตที่ดินให้ชัดเจนก่อนสั่งการให้ผู้รับจ้างลงมือก่อสร้าง เป็นเหตุให้มีการก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำผิดกฎหมายและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่รื้อถอนถนนคอนกรีต เสาไฟฟ้า ท่อประปา ขนย้ายสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๙๑ และเลขที่ ๑๕๗๐๗ และปรับพื้นที่ให้กลับคืนสภาพเดิม ห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่เกี่ยวข้องกับที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะรื้อถอนขนย้ายสิ่งก่อสร้างออกไปจนหมดสิ้น หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ถนนพิพาทเดิมเป็นถนนดินที่ประชาชนใช้สัญจรไปมาเป็นเวลามากกว่าสี่สิบปี ต่อมาอำเภอแปลงยาวได้ถมถนนดังกล่าวเป็นถนนลูกรัง และประชาชนได้ใช้ประโยชน์เป็นทางสัญจรมาเป็นเวลากว่าสิบปีจนประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นทางสาธารณะ โดยโจทก์ไม่เคยคัดค้านหรือสงวนสิทธิว่าถนนพิพาทรุกล้ำที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ และประชาชนทั่วไปใช้ถนนดังกล่าวเสมือนเป็นทางสาธารณะโดยไม่ได้มีการขออนุญาตโจทก์ ดังนั้น เมื่อปี ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๑ จึงเข้าไปก่อสร้างถนนคอนกรีตในถนนลูกรังเดิม เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นทางสาธารณะ และแม้ทางพิพาทจะรุกล้ำที่ดินโจทก์แต่เมื่อประชาชนทั่วไปได้ใช้ทางพิพาทมามากว่า ๔๐ ปีแล้ว ดังนั้นที่ดินโจทก์ที่เป็นถนนเนื้อที่ประมาณ ๑๒๐ ตารางวา จึงเป็นทางภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายแล้ว คดีขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีขาดอายุความ ค่าเสียหายสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ได้กระทำการตามข้อเท็จจริงตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ แล้ว เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างถนนคอนกรีตตามแนวถนนลูกรังเดิมซึ่งเป็นทางสัญจรของประชาชนทั่วไปมาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยที่โจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน อันถือได้ว่าโจทก์มีเจตนาสละการครอบครองที่ดินที่เป็นทางพิพาทดังกล่าวและอุทิศให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ไม่ได้ปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แต่ได้ปักเสาและพาดสายไฟไปตามถนนสาธารณะหรือถนนภาระจำยอมที่ประชาชนใช้เป็นทางเข้าออกมาเป็นเวลาหลายสิบปีตามคำร้องขอของจำเลยที่ ๑ การที่โจทก์นำที่ดินทั้งแปลงมากล่าวอ้างสิทธิทั้งหมดเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่ดินบางส่วนที่เป็นถนนได้ถูกรอนสิทธิโดยผลของกฎหมายไปแล้ว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ การที่จำเลยที่ ๔ วางท่อประปาในบริเวณดังกล่าวเป็นความเข้าใจโดยสุจริตว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นที่สาธารณะสำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน คดีนี้เป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป ดังนั้นจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่ความ อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๖/๒๕๕๐

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จำเลยที่ ๓ เป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ และจำเลยที่ ๔ เป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๒๒ จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๒ ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลแปลงยาวอยู่ในเวลาที่มีเหตุพิพาทซึ่งมีหน้าที่ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการของเทศบาล ตามมาตรา ๔๘ สัตตรส แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จำเลยที่ ๒ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นภายในเขตเทศบาล โดยมีนายกเทศมนตรีเป็นผู้กระทำการแทนตามมาตรา ๕๐ (๒) ประกอบมาตรา ๔๘ สัตตรส แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และมาตรา ๑๖ (๒) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๓ จัดตั้งขึ้นโดยวัตถุประสงค์ในการผลิต จัดให้ได้มา จัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ... ตามนัยมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ และเพื่อประโยชน์ในการสร้างและบำรุงรักษาซึ่งระบบการส่งพลังงานไฟฟ้า จำเลยที่ ๓ มีอำนาจเดินสายส่งศักย์สูงหรือสายส่งศักดิ์ต่ำไปใต้ เหนือ ตาม หรือข้ามพื้นดินของบุคคลใดๆ หรือปักหรือตั้งเสาสถานีไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ต่างๆ ลงใน หรือบนพื้นดินของบุคคลใดๆ ในเมื่อพื้นดินนั้นไม่ใช่พื้นดิน อันเป็นที่ตั้งโรงเรือนได้ ตามมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จำเลยที่ ๔ จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมธุรกิจการประปา โดยการสำรวจจัดหาแหล่งน้ำดิบ และจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบ เพื่อใช้ในการผลิต จัดส่งและจำหน่ายน้ำประปา... ตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งในการผลิต การส่ง และการจำหน่ายน้ำประปา จำเลยที่ ๔ มีอำนาจเดินท่อน้ำและติดตั้งอุปกรณ์ไปใต้ เหนือ ตาม หรือข้ามพื้นดินของของบุคคลใดๆ ในเมื่อที่ดินนั้นมิใช่ที่ตั้งโรงเรือนสำหรับอยู่อาศัยเพื่อประโยชน์ในการสร้างและบำรุงรักษาระบบการผลิต การส่งและจำหน่ายน้ำประปา ตามมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้นการดำเนินโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กภายในเขตเทศบาลตำบลแปลงยาวของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ การปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าตามแนวขอบถนนคอนกรีตเสริมเหล็กของจำเลยที่ ๓ ตามที่จำเลยที่ ๑ มีหนังสือร้องขอเพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวได้มีไฟฟ้าใช้ และการวางท่อประปาพร้อมติดตั้งมาตรวัดตามแนวขอบถนนคอนกรีตเสริมเหล็กของจำเลยที่ ๔ ตามคำร้องขอของผู้ขอใช้บริการ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก การสร้างระบบการส่งพลังงานไฟฟ้า และการเดินท่อน้ำและติดตั้งอุปกรณ์เพื่อส่งและจำหน่ายน้ำประปาตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยทั้งสี่ตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายของจำเลยทั้งสี่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้โดยสั่งให้จำเลยทั้งสี่ใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการตามคำขอของโจทก์ได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว สำหรับประเด็นที่พิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทางภาระจำยอมนั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงหนึ่งในหลายประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาคดีเท่านั้น หามีผลทำให้คดีปกครองเปลี่ยนเป็นคดีแพ่งไปได้ไม่ และแม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทางพิพาทจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาบังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ ประกอบกับจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐมิใช่เป็นผู้ทรงกรรมสิทธิ์หรือผู้ทรงสิทธิครอบครองที่สาธารณประโยชน์ แต่เป็นผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก การสร้างระบบการส่งพลังงานไฟฟ้าและการเดินท่อน้ำและติดตั้งอุปกรณ์เพื่อส่งและจำหน่ายน้ำประปาตามที่กฎหมายกำหนดข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทระหว่างผู้ทรงกรรมสิทธิ์ในที่ดินด้วยกันเองดังเช่นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนโดยทั่วไป คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างตามคำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๙๑ และเลขที่ ๑๕๗๐๗ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๙ ตำบลแปลงยาว อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ประมาณ ๓ งาน ๙๓ ตารางวา และเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ๒ งาน ๑๐ ตารางวา ตามลำดับ แต่เมื่อปี ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลแปลงยาว ได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลง กล่าวคือ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้ดำเนินการก่อสร้างถนนตามโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก สายแยกถนนสายบางบ่อ-หนองครก ประจำปีงบประมาณ ๒๕๔๖ โดยว่าจ้างบุคคลภายนอกให้ดำเนินการก่อสร้าง แต่เมื่อผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้างถนนปรากฏว่าประชาชนผู้อยู่อาศัยในซอย ๑๑ คัดค้านการก่อสร้าง จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ จึงระงับการก่อสร้างและย้ายโครงการก่อสร้างถนนดังกล่าวไปก่อสร้างในซอยถัดไปซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินโจทก์ทั้งสองแปลงข้างต้น ในการก่อสร้างถนนดังกล่าวจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้สั่งการให้ผู้รับจ้างก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๙๑ ของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกตลอดแนวที่ดิน และตัดผ่านเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๗๐๗ ของโจทก์ รวมเป็นเนื้อที่ประมาณ ๑๒๐ ตารางวาเศษ และในเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม ๒๕๕๒ จำเลยที่ ๓ โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาบางคล้าได้ปักเสาไฟฟ้ารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์จำนวน ๓ ต้น และเดินพาดสายไฟตามแนวขอบถนนคอนกรีตด้านทิศตะวันออกตลอดแนวที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลง หลังจากนั้นในเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ จำเลยที่ ๔ ได้เข้าไปวางท่อประปาตามแนวถนนคอนกรีตด้านทิศตะวันออกตลอดแนวที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลง โจทก์แจ้งและร้องเรียนจำเลยที่ ๑ ให้ตรวจสอบและดำเนินการรื้อถอนถนนคอนกรีตส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์แล้ว แต่ไม่ได้รับคำชี้แจง โจทก์ได้รู้ถึงเหตุที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ กระทำละเมิดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๓ อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินแปลงพิพาททั้งสองแปลงตามคำขอของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ ๑ คัดค้านการรังวัด เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการไกล่เกลี่ยแล้ว แต่โจทก์และจำเลยที่ ๑ ตกลงกันไม่ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำผิดกฎหมายและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่รื้อถอนถนนคอนกรีต เสาไฟฟ้า ท่อประปา ขนย้ายสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๙๑ และเลขที่ ๑๕๗๐๗ และปรับพื้นที่ให้กลับคืนสภาพเดิม ห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่เกี่ยวข้องกับที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสี่ให้การโดยสรุปว่า ได้กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างถนนคอนกรีตตามแนวถนนลูกรังเดิมซึ่งเป็นทางสัญจรของประชาชนทั่วไปมาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยที่โจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน อันถือได้ว่าโจทก์มีเจตนาสละการครอบครองที่ดินที่เป็นทางพิพาทดังกล่าวและอุทิศให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้ว จำเลยที่ ๓ ปักเสาและพาดสายไฟไปตามถนนสาธารณะหรือถนนภาระจำยอมที่ประชาชนใช้เป็นทางเข้าออกมาเป็นเวลาหลายสิบปีตามคำร้องขอของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๔ วางท่อประปาในบริเวณดังกล่าวเป็นความเข้าใจโดยสุจริตว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นที่สาธารณะสำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยทั้งสี่ยังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งการที่ศาลจะพิพากษาตามที่โจทก์มีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายไพบูลย์ มณีนพรัตน์ โจทก์ เทศบาลตำบลแปลงยาว ที่ ๑ นายสรายุทธ ศักดิ์ประศาสน์ ที่ ๒ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ ๓ การประปาส่วนภูมิภาค ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพบูลย์ มณีนพรัตน์
จำเลย — เทศบาลตำบลแปลงยาว ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 74/2555
#518406
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 1 และ ส. มาก่อนเกิดเหตุเพื่อที่จะมากระทำความผิด แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 และ ส. กระทำความผิดเอาทรัพย์ของผู้ตายไป จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์แยกทางออกไปก่อน ไม่ได้รออยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุที่จะมีเวลาเพียงพอที่จะช่วยเหลือจำเลยที่ 1 และ ส. ในขณะกระทำความผิดได้ จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และ ส. ได้ จำเลยที่ 2 คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเท่านั้น หาใช่ร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป อันจะเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 340, 340 ตรี, 83, 33 ริบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าและมีดปลายแหลมของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนนาฬิกาข้อมือหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7), 340 ทวิ, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ทั้งสองบทมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7) ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าและมีดปลายแหลมของกลาง ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันคืนนาฬิกาข้อมือหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7), 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 289 (6) (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 อายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้นลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (2) จำคุก 50 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 25 ปี คืนเงิน 320 บาท ของกลางแก่จำเลยที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังว่า จำเลยที่ 1 กับนายสมชายร่วมกันชิงเอารถจักรยานยนต์ 1 คัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง นาฬิกาข้อมือ 1 เรือน และเงิน 500 บาท ของผู้ตายแล้วใช้มีดเชือดคอผู้ตายจนถึงแก่ความตาย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมวางแผนการกระทำความผิดโดยมอบมีดให้นายสมชายไปใช้ในการกระทำความผิด แม้จำเลยที่ 2 จะขับรถจักรยานยนต์แยกทางกลับไปก่อน แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการร่วมมือก่อนเกิดการกระทำความผิดขึ้น จึงเป็นการกระทำโดยใกล้ชิดกับเหตุการณ์และนายสมชายกับจำเลยที่ 1 ได้ลงมือกระทำความผิดต่อเนื่องกันไป อันเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการในการทำความผิดด้วยนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 1 และนายสมชายมาก่อนเกิดเหตุเพื่อที่จะมากระทำความผิดก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 และนายสมชายกระทำความผิดเอาทรัพย์ของผู้ตายไป จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์แยกทางออกไปก่อน ไม่ได้รออยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุที่จะมีเวลาเพียงพอ ที่จะช่วยเหลือจำเลยที่ 1 และนายสมชายในขณะกระทำความผิดได้ จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และนายสมชายได้จำเลยที่ 2 คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และนายสมชายเท่านั้น หาใช่ร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดชิงทรัพย์ด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป อันจะเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ด้วยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังในส่วนนี้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 339 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายสัญญาลักษณ์หรือกานต์ บุญหยวก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายสุพาทน์ สุชาตานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
ณรงค์พล ทองจีน
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 73/2555
#527189
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๓/๒๕๕๕

วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

ศาลแรงงานกลาง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานกลางส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๓ นางวนิดา ศรีสอน ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๐๕ คน โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา จำเลย ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๓๓๒๑-๓๔๒๑/๒๕๕๓ และที่ ๔๔๖๙-๔๔๗๒/๒๕๕๓ หมายเลขแดงที่ ๖๗๘๓-๖๘๗๕/๒๕๕๓ ซึ่งต่อมาศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าเป็นลูกจ้างของจำเลย ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ องค์การจัดหาผลประโยชน์ของจำเลยคือองค์การค้าของคุรุสภา ซึ่งไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเดิมเป็นองค์การจัดหาผลประโยชน์ของคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ. ๒๔๘๘ ต่อมาเมื่อมีการตราพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๖ จึงมีการโอนบรรดากิจการ เงิน ทรัพย์สิน หนี้ สิทธิต่าง ๆ ขององค์การค้าของคุรุสภาไปเป็นของจำเลย ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับอัตราค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ จำนวน ๒ ครั้ง ครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ ให้ปรับในอัตราค่าจ้างร้อยละสามเท่ากันทุกอัตรา และให้ได้รับค่าจ้างสูงกว่าอัตราที่เพิ่มร้อยละสามตามอัตราจ้างใหม่อีก ๒ ขั้น ให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๗ เป็นต้นไป และครั้งที่สองเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๙ ให้ปรับในอัตราค่าจ้างร้อยละห้าของอัตราค่าจ้างที่ได้รับ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๘ เป็นต้นไป จำเลยจึงต้องปรับเงินเดือนขึ้นให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าจำนวน ๒ ครั้ง แต่จำเลยกลับไม่ดำเนินการปรับเงินเดือนขึ้นให้แก่โจทก์ตามมติคณะรัฐมนตรี อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๒๕ ข้อ ๑๗ เรื่องการพิจารณาความดีความชอบประจำปี ซึ่งจำเลยได้ปฏิบัติมาตลอด ขอให้บังคับจำเลยปรับเงินเดือนให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าตามมติคณะรัฐมนตรีกับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับจากวันเกิดสิทธิเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ ๕ ที่ ๖ ที่ ๗ ที่ ๑๑ ที่ ๒๗ ที่ ๓๐ ที่ ๓๓ ที่ ๓๘ ที่ ๕๖ ที่ ๖๐ ที่ ๖๕ และที่ ๙๑ รวม ๑๒ คน ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางอนุญาตและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์ดังกล่าวออกจากสารบบความ คงเหลือโจทก์เก้าสิบสามคนจำเลยให้การโดยสรุปว่า มติคณะรัฐมนตรีที่ให้ปรับอัตราค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจที่โจทก์กล่าวอ้าง มิใช่กฎหมายที่มีผลบังคับใช้และมิใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ตามฟ้อง และองค์การค้าของจำเลยมิใช่รัฐวิสาหกิจ จำเลยจึงไม่ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว อีกทั้งบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๒๕ ข้อ ๑๗ ซึ่งโจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง กำหนดเพียงให้องค์การค้าของจำเลยพิจารณาโดยถือหลักเกณฑ์การพิจารณาตามมติคณะรัฐมนตรีหรือระเบียบของทางราชการที่กำหนดสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจในขณะนั้นๆ เท่านั้น ไม่มีข้อความตอนใดระบุบังคับให้ต้องอนุมัติตามมติคณะรัฐมนตรี การปรับเงินเดือนจึงอยู่ในดุลยพินิจขององค์การค้าของจำเลยที่จะพิจารณาอนุมัติหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่เหตุผลความจำเป็นโดยใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความดีความชอบตามมติคณะรัฐมนตรีประกอบ เมื่อองค์การค้าของจำเลยขาดสภาพคล่อง ประกอบกิจการขาดทุนตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ จนถึงปัจจุบัน มีภาระหนี้สินเป็นจำนวนมาก ไม่อยู่ในวิสัยที่จะมีรายได้จากผลประกอบการมาจัดทำงบประมาณเพื่อการปรับเงินเดือนตามมติคณะรัฐมนตรีดังที่โจทก์กล่าวอ้างได้ จึงเป็นเหตุสมควรเพียงพอที่คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษายังไม่มีมติอนุมัติให้ปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของจำเลย คำฟ้องของโจทก์ทั้งเก้าสิบสามเคลือบคลุม คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน เนื่องจากสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะในด้านการศึกษา ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา สื่อการเรียนการสอนด้านการศึกษา และเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาแก่สถานศึกษาทั้งองค์กรของรัฐหรือภาคเอกชนและบุคคลทั่วไป จึงถือว่าองค์การค้าของจำเลยดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภารกิจในการจัดจ้างบริการสาธารณะด้านการจัดการศึกษาของจำเลย จึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อมีข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีจึงเป็นการฟ้องว่า หน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ส่วนที่ฟ้องเรียกดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันเกิดสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีเป็นการฟ้องว่า หน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิด จึงเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง นอกจากนี้ จำเลยได้ออกข้อบังคับคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ว่าด้วยการบริหารสำนักงาน พ.ศ. ๒๕๔๗ และข้อบังคับคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ว่าด้วยการบริหารสำนักงาน พ.ศ. ๒๕๕๑ และข้อบังคับคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ว่าด้วยการบริหารงานองค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๙ และฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้แบ่งแยกพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยออกเป็น ๒ ประเภท โดยข้อบังคับคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ว่าด้วยการบริหารสำนักงาน พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดให้ พนักงานเจ้าหน้าที่หมายความว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา แต่ไม่รวมถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของจำเลย จึงเกิดข้อโต้แย้งหรือพิพาทระหว่างลูกจ้างขององค์การของจำเลยกับจำเลยในประเด็นที่ว่า ข้อบังคับฯ ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวศาลปกครองกลางได้รับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้วเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๖๖/๒๕๕๐ และถ้าศาลปกครองกลางฟังว่า ข้อบังคับฯ ดังกล่าวขัดต่อกฎหมายย่อมส่งผลต่อการใช้ดุลพินิจของจำเลยในคดีนี้โดยตรง ประเด็นทั้งสองนี้มีความเกี่ยวพันกันโดยตรง จึงเห็นได้ว่าข้อบังคับฯ ดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๓ (๖) แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่กำหนดให้ คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษามีอำนาจและหน้าที่ออกข้อบังคับและหลักเกณฑ์ในการดำเนินกิจการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และมาตรา ๘๓ วรรคท้าย กำหนดว่า ให้มีการปรับปรุงการบริหารจัดการองค์การค้าของคุรุสภาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงและมีประสิทธิภาพสามารถแข่งขันอย่างเสรีได้ แสดงให้เห็นว่าลูกจ้างของจำเลยทั้งสองหน่วยงานหาได้อยู่ภายใต้ข้อบังคับเดียวกันไม่ การที่จำเลยไม่ปรับเงินเดือนค่าจ้างให้โจทก์ทั้งหมดตามคำฟ้องโดยมีเหตุผลมาจากการมีผลประกอบการที่ขาดทุน แต่จำเลยได้ปรับเงินเดือนค่าจ้างให้แก่พนักงานของจำเลยอื่นที่ไม่ใช่พนักงานลูกจ้างขององค์การค้าของจำเลย เห็นได้ชัดว่ามีกรณีข้อพิพาทโต้แย้งขึ้นเกี่ยวกับการที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ซึ่งถือว่าเป็นกรณีพิพาทเรื่องเดียวกันกับเรื่องที่ศาลปกครองกลางได้รับพิจารณาไว้แล้ว ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ จะปรากฏว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการและส่วนหนึ่งของรายได้ที่จำเลยได้รับมาจากเงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน แต่มูลเหตุแห่งการพิพาทคดีนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์อันเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่โจทก์ในฐานะลูกจ้างเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติในฐานะที่เป็นนายจ้าง จึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเป็นการเรียกร้องให้จำเลยจัดสภาพการจ้างให้สอดคล้องกับมติของคณะรัฐมนตรี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) และ (๒) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการด้านสวัสดิการ สวัสดิภาพ และสิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่น และความมั่นคงของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตามมาตรา ๖๗ แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงเป็นหน่วยงานที่ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองทางด้านการศึกษา จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยมีโจทก์ทั้งเก้าสิบสามเป็นลูกจ้างมีหน้าที่ปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งประสานและดำเนินการเกี่ยวกับกิจการอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ แสดงให้เห็นว่าคณะรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นองค์กรสูงสุดของฝ่ายบริหารได้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกมติดังกล่าว เพื่อให้จำเลยไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการปรับอัตราค่าจ้างให้กับโจทก์ต่อไป เมื่อจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการโดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งนอกจากจำเลยจะต้องปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าวและระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว จำเลยก็จะต้องผูกพันที่จะปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี โดยการออกประกาศหรือมีคำสั่งให้ปรับค่าจ้างให้กับโจทก์อีกด้วย หลังจากนั้นจึงได้จัดทำเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไป การจัดทำข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับสภาพการจ้างดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจำเลยได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีแล้วนั่นเอง เมื่อจำเลยไม่ปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้แก่โจทก์ตามมติของคณะรัฐมนตรี โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี โดยการปรับค่าจ้างพร้อมเรียกร้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และโดยที่การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ดังกล่าวย่อมรวมถึงการที่จะต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นองค์กรสูงสุดของฝ่ายบริหารที่เกี่ยวข้องกับการการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยตามมาตรา ๖๓ (๕) ประกอบมาตรา ๖๗ แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ด้วย โดยมติคณะรัฐมนตรีเป็นหลักเกณฑ์ภายในของฝ่ายบริหารที่กำหนดให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ ต้องถือปฏิบัติอันมีสภาพเป็นกฎ จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนที่จะมีการจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อไปจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามมาตรา ๘ (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ส่วนที่ฟ้องเรียกดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันเกิดสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีเป็นการฟ้องว่า หน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิด จึงเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งเก้าสิบสามฟ้องว่า จำเลยไม่ดำเนินการปรับเงินเดือนขึ้นให้แก่โจทก์ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ปรับอัตราค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ จำนวน ๒ ครั้ง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๒๕ ข้อ ๑๗ เรื่องการพิจารณาความดีความชอบประจำปี ขอให้บังคับจำเลยปรับเงินเดือนให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบสามตามมติคณะรัฐมนตรีพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การทำนองว่า โจทก์ทั้งเก้าสิบสามไม่ใช่พนักงานลูกจ้างประเภทที่จะได้รับการปรับค่าจ้าง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเกี่ยวกับสัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งเก้าสิบสามกับจำเลย ซึ่งจำต้องพิจารณาว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า แต่เดิมโจทก์ทั้งเก้าสิบสามทำสัญญาเป็นลูกจ้างขององค์การค้าของคุรุสภา ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการหาประโยชน์ให้แก่คุรุสภาและอำนวยความสะดวกให้แก่การศึกษา โดยผลิต จำหน่ายและพัฒนาหนังสือ สื่อการเรียนการสอน รับจ้างพิมพ์งานทั่วไปและข้อสอบ โดยไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลหรือหน่วยงานใด และสามารถบริหารกิจการจนมีกำไร ต่อมาองค์การค้าของคุรุสภานายจ้างของโจทก์ทั้งเก้าสิบสามได้โอนไปอยู่ในสังกัดของจำเลยตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ แต่ก็ยังคงมีวัตถุประสงค์และภารกิจเช่นเดิม ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การดำเนินกิจการขององค์การค้าของคุรุสภาดำเนินกิจการเช่นเดียวกันกับเอกชนที่ผลิต จำหน่าย และพัฒนาหนังสือ สื่อการเรียนการสอน ซึ่งเป็นการประกอบกิจการเชิงพาณิชยกรรมจนมีกำไร สามารถนำไปจัดสรรให้กับองค์การคุรุสภาได้ นอกจากนี้องค์การค้าของคุรุสภาก็มีการจัดตั้งสหภาพแรงงานและเคยมีการยื่นข้อเรียกร้องต่อกันจนมีการทำบันทึกข้อตกลงกัน และเมื่อพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ มิได้บัญญัติยกเว้นการนำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๕๑ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มาบังคับใช้กับกิจการของจำเลย ทั้งบทบัญญัติตามกฎหมายดังกล่าวก็มิได้บัญญัติยกเว้นมิให้นำมาใช้บังคับกับหน่วยงานอื่นใดของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะในลักษณะของจำเลยด้วยแล้ว จำเลยจึงอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายดังกล่าว รวมทั้งโจทก์ทั้งเก้าสิบสามด้วย ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งเก้าสิบสามและจำเลยจึงมีลักษณะเป็นนายจ้างลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) และ (๒) คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางวนิดา ศรีสอน ที่ ๑ กับพวกรวม ๙๓ คน โจทก์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงงาน พ.ศ.2551
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวนิดา ศรีสอน ที่1 กับพวกรวม 105 คน
จำเลย — สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู
และบุคลากรทางการศึกษา
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 72/2555
#527196
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๒/๒๕๕๕

วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ นายกิจพิพัฒน์ ชัยเวชการ โจทก์ ยื่นฟ้อง นายวรากร ดอกรัก ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลสระพังลาน ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๙๕๖/๒๕๕๓ หมายเลขแดงที่ ๑๑๓๒/๒๕๕๓ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๒ จำเลยที่ ๓ ได้แจ้งให้จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนของจำเลยที่ ๒ ใช้รถแบคโฮขุดลอกคลองระบายน้ำ ๒ ฝั่งขวาสองพี่น้อง ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๔๖๒ และเลขที่ ๓๔๙๐๐ ตำบลสระพังลาน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ทางด้านทิศเหนือ อันเป็นที่ดินที่โจทก์เช่าเพื่อทำสวนผักคะน้า โดยจำเลยที่ ๑ ขุดลอกคลองจากทางทิศตะวันตกย้อนมาทางทิศตะวันออกมาสิ้นสุดจดบริเวณทางหลวงแผ่นดินสาย ๓๒๑ หรือถนนมาลัยแมน ซึ่งเป็นบริเวณที่กรมทางหลวงได้ฝังท่อเพื่อให้น้ำจากคลองดังกล่าวไหลผ่านถนนมาลัยแมนไปยังอีกฝั่งหนึ่ง จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันหรือแทนกันวางแผนดำเนินงานขุดลอกคลองดังกล่าวด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ขาดการวางแผนที่ดีทั้งในขณะวางแผนและในขณะดำเนินงานขุดลอกคลองกระทำการโดยปราศจากความระมัดระวัง พร้อมทั้งไม่ศึกษาวิธีการลอกคลองที่เคยดำเนินมาก่อนหน้านั้น เป็นเหตุให้เศษผักตบชวา เศษวัชพืช และขยะที่ขุดลอกไปอุดท่อระบายน้ำช่วงจดถนนมาลัยแมนเป็นจำนวนมาก ทำให้น้ำไม่สามารถระบายไปอีกฝั่งหนึ่งของถนนมาลัยแมนได้ เกิดน้ำท่วมด้านฝั่งตะวันตกของถนนมาลัยแมนและท่วมสวนผักของโจทก์ทั้งสองแปลงเป็นเวลาหลายวัน ทำให้ผักคะน้าของโจทก์เสียหายทั้งหมด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์รวมเป็นเงิน ๕๙๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า เหตุคดีนี้มิได้เกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยทั้งสาม แต่เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและตามขั้นตอนวิธีการทำงานเพื่อบรรเทาผลร้ายจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากภาวะน้ำท่วมและเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนดำเนินการขุดลอกวัชพืช จำเลยที่ ๓ ได้รับแจ้งว่า ประชาชนในหมู่ ๒, ๓, ๔ และ ๙ ตำบลสระพังลาน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากมีผักตบชวา วัชพืช ปกคลุมหนาแน่นในคลองระบายน้ำ ๒ ฝั่งขวาสองพี่น้อง และยังมีฝนตกชุก น้ำบ่าไหลหลากมาจากอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี จึงเกิดน้ำท่วมบ้านเรือน พืชผลทางการเกษตรของราษฎรในหมู่บ้านดังกล่าวได้รับความเสียหายมาก จำเลยที่ ๓ จึงขอให้จำเลยที่ ๒ นำเครื่องจักรกลมาใช้ขุดลอกวัชพืชในคลองระบายน้ำดังกล่าว อันเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน จำเลยทั้งสามได้กระทำตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและปฏิบัติตามขั้นตอนวิธีการทำงานโดยมิได้มีการประมาทเลินเล่อ เหตุที่สวนผักของโจทก์ถูกน้ำท่วม เนื่องจากภาวะฝนตกชุกติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน และมีน้ำบ่าไหลหลากจากอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เข้าสมทบทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้นประกอบกับบริเวณท่อระบายน้ำทิ้งใต้ถนนมาลัยแมนมีสิ่งอุดตันทำให้การไหลของน้ำไม่สะดวก และจำเลยทั้งสามได้ดำเนินการเอาวัสดุที่ติดอยู่ภายในท่อลอดใต้ถนนมาลัยแมนออกเพื่อให้น้ำไหลเวียนได้สะดวกขึ้น อันเป็นภัยธรรมชาติและเป็นเหตุสุดวิสัย ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาสูงเกินควร ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่การกระทำละเมิดตามที่โจทก์ฟ้องเป็นเพียงปฏิบัติการทางปกครองที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาเพื่อให้กิจการของฝ่ายปกครองเกิดผลสำเร็จเท่านั้น มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร การกระทำละเมิดตามที่โจทก์ฟ้อง จึงเป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มูลเหตุเกิดจากการที่จำเลยทั้งสามเข้ามาปฏิบัติการขุดลอกคลองระบายน้ำ ๒ ฝั่งขวาสองพี่น้อง เนื่องจากจำเลยที่ ๓ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งมีหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย บำรุงและส่งเสริมการประกอบอาชีพของราษฎร และการคุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และหน้าที่อื่นๆ ภายในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลตามที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา ๖๖ มาตรา ๖๗ (๔) และมาตรา ๖๘ (๗) และ (๘) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นองค์การส่วนท้องถิ่นเช่นกัน จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการภายในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด รวมทั้งสนับสนุนสภาตำบลและราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในการพัฒนาท้องถิ่น เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง (๓) และมาตรา ๔๕/๑ แห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ ประกอบมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้ เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองดังนี้... (๒) การจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ... (๒๙) การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา ๑๖ ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองดังนี้... (๒) การสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาท้องถิ่น (๓) การประสานและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และได้กระทำการตามคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ในการขุดลอกคลองระบายน้ำที่พิพาท ทั้งนี้ โดยมีราษฎรภายในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลสระพังลานมีหนังสือขอความอนุเคราะห์ช่วยเหลือขุดลอกผักตบชวาที่อุดตันทางระบายน้ำ ทำให้น้ำท่วมบ้านเรือนและพืชผลของเกษตรกร เมื่อจำเลยที่ ๓ ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า มีเหตุอุทกภัยจริง ดังนั้น เพื่อบรรเทาสาธารณภัยดังกล่าว จึงได้แก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนไปตามอำนาจหน้าที่ดังกล่าวข้างต้น และมีหนังสือขอความอนุเคราะห์จากจำเลยที่ ๒ ให้จัดส่งเครื่องจักรพร้อมเจ้าหน้าที่ออกไปช่วยเหลือ จึงเห็นว่า เมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยขึ้นภายในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลสระพังลาน จำเลยที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานทางปกครอง ย่อมมีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนั้นให้หมดไป ทั้งนี้ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์และเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ดังจะเห็นได้ว่าในการดำเนินงานของจำเลยที่ ๓ นอกจากขุดลอกคลองซึ่งต้องมีอำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติให้ทำได้แล้ว ยังต้องปิดถนนสูบน้ำไปทิ้งและขอการสนับสนุนการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่จากจำเลยที่ ๒ การใช้อำนาจบรรเทาสาธารณภัยของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นการกระทำทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หากเกิดความเสียหายดังโจทก์กล่าวอ้างจากการกระทำทางปกครองดังกล่าว คดีย่อมอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสามใช้รถขุดลอกคลองระบายน้ำ ๒ ฝั่งขวาสองพี่น้อง โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้มีมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลไปอุดท่อระบายน้ำ และเกิดน้ำท่วมสวนผักของโจทก์เสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จำเลยที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง โดยสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในการพัฒนาท้องถิ่น ตลอดจนประสานและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ตามมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง (๓) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ ประกอบกับมาตรา ๑๗ (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนจำเลยที่ ๓ มีหน้าที่บำรุงรักษาทางน้ำ รักษาความสะอาดของทางน้ำ รวมทั้งกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตามมาตรา ๖๗ (๑) (๒) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๓ แจ้งให้จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๑ ใช้รถแบคโฮขุดลอกคลองระบายน้ำ ๒ ฝั่งขวาสองพี่น้อง ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินที่โจทก์เช่าเพื่อทำสวนผักคะน้า เป็นเหตุให้เศษผักตบชวา เศษวัชพืช และขยะที่ขุดลอกไปอุดท่อระบายน้ำ เกิดน้ำท่วมสวนผักของโจทก์เสียหายทั้งหมด ขอให้ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ ๓ ใช้อำนาจตามกฎหมายในการบำรุงรักษาทางน้ำ รักษาความสะอาดของทางน้ำโดยกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล รวมถึงการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่เกิดขึ้นภายในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลสระพังลาน และจำเลยที่ ๒ ใช้อำนาจตามกฎหมายในการสนับสนุนและให้ความร่วมมือการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ในการกำจัดวัชพืชในคลองระบายน้ำ อันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในการจัดทำบริการสาธารณะ เมื่อก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายกิจพิพัฒน์ ชัยเวชการ โจทก์ นายวรากร ดอกรัก ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลสระพังลาน ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิจพิพัฒน์ ชัยเวชการ
จำเลย — นายกิจพิพัฒน์ ชัยเวชการ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 71/2555
#527195
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๑/๒๕๕๕

วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทซีจี ออโต้ เทค จำกัด จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. ๔๓๐๔/๒๕๕๓ ความว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์โดยตกลงเช่าที่ดินในเขตทางพิเศษฉลองรัช บริเวณริมถนนประดิษฐ์มนูธรรม บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๑๔ ตำบลจระเข้บัว อำเภอลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๑๕.๖๐ ตารางวา เพื่อทำทางเข้าออก กำหนดเวลาเช่า ๓ ปี ตั้งแต่วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๖ ถึงวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๔๙ ค่าเช่าเดือนละ ๔,๓๖๐ บาท โดยให้ปรับค่าเช่าเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓ ทุกปี จำเลยเป็นฝ่ายชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ก่อนครบกำหนดสัญญาเช่าจำเลยขอเช่าที่ดินต่อโดยจะชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนในอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓ เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง จำเลยครอบครองทรัพย์สินที่เช่าตลอดมา โดยชำระค่าเช่า ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้โจทก์เพียง ๒ เดือน แล้วไม่ชำระค่าเช่าให้อีก โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถาม จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยพร้อมทั้งบริวารออกไปจากพื้นที่เช่า ส่งมอบพื้นที่เช่าแก่โจทก์ และชำระค่าเช่าค้างชำระ ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน และค่าเสียหายจำนวน ๓๐๓,๐๐๗.๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒๓๓,๐๘๒.๕๗ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ ๔,๗๖๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบพื้นที่เช่าแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยยอมรับว่าทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ แต่ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากภายหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดลงมิได้มีการทำสัญญาเช่าขึ้นมาใหม่ ดังนั้นการที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าค้างชำระและค่าเสียหายจากการเช่า โดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ จึงไม่สามารถฟ้องบังคับคดีได้ และเนื่องจากการใช้ทางบนที่ดินที่เช่าจากโจทก์ก็เพื่อเป็นทางเข้า - ออกของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๓๙๘๒ ตำบลท่าแร้ง อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ไปสู่ทางสาธารณะที่รัฐจัดทำขึ้นที่มีลักษณะเป็นการส่งเสริมหรือสนับสนุนแก่ประชาชนเป็นส่วนรวม หรือประชาชนส่วนรวมจะได้รับประโยชน์จากการดำเนินการ หรือการกระทำนั้น และทางพิพาทมีลักษณะเป็นฟุตบาท จึงไม่ต้องส่งมอบพื้นที่ให้แก่โจทก์ ทั้งโจทก์ก็ไม่สามารถเก็บค่าเช่าจากจำเลยได้เนื่องจากเป็นการขัดกับวัตถุประสงค์ในกรณีที่รัฐมีหน้าที่จะต้องจัดทำบริการสาธารณะพื้นฐานให้กับประชาชน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์เพื่อใช้เป็นทางเข้า - ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๓๙๘๒ ตำบลท่าแร้ง อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ไปสู่ถนนประดิษฐ์มนูธรรมที่โจทก์สร้างขึ้นอันเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนทั่วไปสามารถใช้ประโยชน์โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ ดังนั้นวัตถุประสงค์ในการเช่าที่ดินเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ สัญญาเช่าดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครองรับผิดชอบดำเนินกิจการทางปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินในเขตทางพิเศษฉลองรัช บริเวณริมถนนประดิษฐ์มนูธรรม บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๑๔ ตำบลจระเข้บัว อำเภอลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เพื่อทำเป็นทางเข้าออกที่ดินที่จำเลยเช่าจากบุคคลอื่น เพื่อออกสู่ถนนสาธารณะ ซึ่งเป็นประโยชน์ของจำเลยโดยตรง แม้จำเลยอ้างว่า มีบุคคลอื่นใช้เส้นทางเข้าออกดังกล่าวด้วยก็ตามก็เป็นการเอื้อเฟื้อของจำเลยเท่านั้น ไม่อาจฟังว่าจำเลยเช่าที่ดินโจทก์ทำทางเข้าออกเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมและจำเป็นต้องกระทำต่อเนื่อง หากไม่ดำเนินการ จะมีผลกระทบต่อสาธารณะโดยตรงหรือทำให้การจัดทำบริการสาธารณะไม่บรรลุวัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ของโจทก์ สัญญาเช่าดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ และโดยที่มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติว่า "สัญญาทางปกครอง" หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐและมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเมื่อพิจารณาบทนิยาม คำว่าสัญญาทางปกครองดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า นอกจากสัญญาทางปกครองสี่ประเภทตามลักษณะที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดแล้ว ยังมีสัญญาที่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองอื่น ๆ ได้อีก โดยพิจารณาจากวัตถุประสงค์และเนื้อหาของสัญญานั้น ๆ หากเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้ เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองซึ่งก็คือการบริการสาธารณะบรรลุผล สัญญาดังกล่าว ก็เป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพของสัญญานั่นเอง

คดีนี้โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่มาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติให้โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการสร้างหรือจัดให้มีทางพิเศษด้วยวิธีใด ๆ ตลอดจนบำรุงและรักษาทางพิเศษ รวมทั้งดำเนินงานหรือธุรกิจเกี่ยวกับทางพิเศษและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับทางพิเศษหรือที่เป็นประโยชน์แก่โจทก์ มาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้โจทก์มีอำนาจหน้าที่กระทำกิจการภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ ตามมาตรา ๘ และอำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง (๑) ... (๑๒) ให้เช่าหรือพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ตามความจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่โจทก์โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะควบคู่ไปด้วย มาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา ๓๖ ห้ามมิให้ผู้ใดสร้างโรงเรือนหรือสิ่งอื่นใด หรือปลูกต้นไม้หรือพืชอย่างใด ๆ ในทางพิเศษ หรือเพื่อเชื่อมต่อกับทางพิเศษ... และมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า ในกรณีที่โจทก์ได้จัดทำทางหรือถนนเพื่อเชื่อมระหว่างทางพิเศษกับทางสาธารณะอื่น ผู้ใดจะสร้างทางหรือถนนหรือสิ่งอื่นใดเพื่อเชื่อมต่อกับทางหรือถนนนั้น หรือลอดหรือข้ามทางหรือถนนนั้น ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากโจทก์ วรรคสอง บัญญัติว่า การอนุญาตตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด และเมื่อมีความจำเป็นแห่งกิจการทางพิเศษ โจทก์จะเพิกถอนเสียก็ได้ และวรรคสาม บัญญัติว่า ทาง ถนน หรือสิ่งอื่นใดที่สร้างขึ้นโดยฝ่าฝืนวรรคหนึ่ง ให้โจทก์มีหนังสือแจ้งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองดำเนินการรื้อถอนทาง ถนน หรือสิ่งอื่นใดดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด... ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ให้โจทก์มีอำนาจดำเนินการเช่นว่านั้นได้เอง โดยให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองซึ่งทาง ถนน หรือสิ่งอื่นใดนั้นเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า กฎหมายกำหนดให้โจทก์มีอำนาจในการดำเนินการ ใด ๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับทางพิเศษโดยตรงหรือธุรกิจอื่นใดที่เกี่ยวเนื่องหรือเพื่อประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ เช่น การให้เช่าหรือพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยเฉพาะกรณีที่มีการขอใช้ประโยชน์จากที่ดินในเขตทางพิเศษ โดยการทำทางผ่านที่ดินในเขตทางพิเศษเพื่อเชื่อมกับทางสาธารณะ จะต้องได้รับอนุญาตจากโจทก์ก่อนตามมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งโจทก์อาจจัดหาประโยชน์จากการอนุญาตดังกล่าวโดยวิธีการให้เช่าเพื่อนำรายได้ไปใช้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ได้โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะประกอบด้วย ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา ๑๐ (๑๒) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และหากโจทก์มีความจำเป็นต้องใช้ที่ดินดังกล่าวเพื่อกิจการของโจทก์ โจทก์ก็มีอำนาจเพิกถอนการอนุญาตหรือบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวได้ ซึ่งแตกต่างจากกรณีที่หน่วยงานทางปกครองสร้างนิติสัมพันธ์กับเอกชนโดยมิได้มีการใช้อำนาจตามกฎหมาย ดังนั้น การให้เช่าที่ดินในเขตทางพิเศษเพื่อทำทางเชื่อมกับทางสาธารณะ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองในการจัดการเกี่ยวกับผลประโยชน์ในทรัพย์สินของโจทก์โดยใช้อำนาจตามกฎหมายในการสร้างนิติสัมพันธ์กับเอกชนที่มาขอใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของโจทก์

คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์ซึ่งอยู่ในเขตทางพิเศษฉลองรัชบริเวณริมถนนประดิษฐ์มนูธรรม เพื่อทำทางเข้า - ออกสู่ถนนดังกล่าวมีกำหนดเวลา ๓ ปี ตั้งแต่วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๖ ถึงวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๔๙ ค่าเช่าเดือนละ ๔,๓๖๐ บาท โดยให้ปรับค่าเช่าเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓ ทุกปี จำเลยตกลงเป็นฝ่ายชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ก่อนครบกำหนดสัญญา จำเลยได้ยื่นคำขอลงวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ต่อเจ้าหน้าที่ของโจทก์เพื่อขอเช่าที่ดินต่อ และเมื่อสัญญาเช่าเดิมสิ้นสุดลง จำเลยยังคงครอบครองที่เช่าเรื่อยมา แต่ชำระค่าเช่าและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่โจทก์เพียง ๒ เดือน โจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๑ แจ้งให้จำเลยชำระค่าเช่าและค่าภาษีที่ค้างชำระ แต่จำเลยเพิกเฉย ดังนี้ เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าดังกล่าวมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และวัตถุประสงค์ของสัญญาเช่านี้เป็นการเช่าที่ดินในเขตทางพิเศษเพื่อทำทางเชื่อมกับ ถนนประดิษฐ์มนูธรรมซึ่งเป็นทางสาธารณะ การที่โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองในการจัดการเกี่ยวกับผลประโยชน์จากทรัพย์สินของโจทก์ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายในการสร้างนิติสัมพันธ์กับเอกชนที่มาขอใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของโจทก์ ดังนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับการเช่าที่ดินในเขตทางพิเศษคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเอกชนอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกทั้งเมื่อพิจารณาข้อกำหนดในสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลย ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๖ ที่เป็นข้อพิพาทในคดีนี้แล้ว เห็นได้ว่า มีข้อกำหนดในสัญญาบางข้อที่มีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐที่ไม่อาจพบได้ในสัญญาทางแพ่งทั่วไป เช่นข้อ ๔ กำหนดว่า การเช่าที่ดินตามสัญญานี้มีวัตถุประสงค์ให้ผู้เช่าปรับปรุงทางเข้า - ออก โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ๑. ... ๔. เมื่อโจทก์มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่บริเวณดังกล่าว โจทก์สงวนสิทธิที่จะยกเลิกการอนุญาตใช้พื้นที่ดังกล่าวเมื่อใดก็ได้ โดยที่จะเรียกค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายใด ๆ จากโจทก์มิได้... และข้อ ๑๗ กำหนดว่า เมื่อโจทก์ต้องการที่ดินที่เช่าเพื่อประโยชน์อื่นใด แม้จะยังไม่ครบกำหนดอายุสัญญาเช่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้... และจำเลยจะเรียกร้องค่าเช่าที่ได้ชำระไปแล้วหรือค่าเสียหายใด ๆ จากโจทก์ไม่ได้ทั้งสิ้น ซึ่งการที่ข้อสัญญากำหนดในลักษณะเช่นนั้นเป็นการสอดรับกับบทบัญญัติในมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๓๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ให้อำนาจโจทก์เพิกถอนการอนุญาตให้สร้างทาง ถนน หรือสิ่งอื่นใดในเขตทางพิเศษเพื่อเชื่อมต่อกับ ถนนสาธารณะเมื่อใดก็ได้ หากเป็นกรณีที่โจทก์มีความจำเป็นต้องใช้ที่ดินนั้นเพื่อกิจการของโจทก์ ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองของโจทก์ ซึ่งก็คือการบริการสาธารณะบรรลุผล ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาเช่าที่ดินเพื่อทำทางเข้าออกระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเอกชนอ้างว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ในเขตทางพิเศษฉลองรัช บริเวณริมถนนประดิษฐ์มนูธรรมเพื่อทำทางเข้าออกที่ดินที่จำเลยเช่าจากบุคคลอื่นไปสู่ทางสาธารณะ ภายหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดจำเลยครอบครองทรัพย์สินที่เช่าตลอดมา และชำระค่าเช่า ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้โจทก์เพียง ๒ เดือน จากนั้นไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์อีก ขอให้บังคับจำเลยพร้อมทั้งบริวารออกไปจากพื้นที่เช่า และส่งมอบพื้นที่เช่าแก่โจทก์ และชำระค่าเช่าค้างชำระ ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน และค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย จึงต้องพิจารณาสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยว่าเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่เมื่อพิจารณาสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลย แม้จะมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ก็กระทำในฐานะที่เท่าเทียมกัน และถึงแม้ว่า จะมีข้อสัญญาที่กำหนดให้โจทก์เลิกสัญญาได้ก่อนครบกำหนดโดยไม่ต้องรับผิดก็ตาม แต่ข้อสัญญาดังกล่าว ก็พบได้ทั่ว ๆ ไปในสัญญาที่เอกชนทำต่อกันและเป็นการกำหนดข้อตกลงที่ทำให้ผู้ให้เช่าได้เปรียบเท่านั้น ทั้งหากมีการเลิกสัญญาต่อกันแล้วมิใช่ว่าโจทก์จะใช้อำนาจตามสัญญาบังคับเอาจากจำเลยได้ทันที แต่ก็จะต้องนำคดี ไปสู่ศาลให้พิจารณาชี้ขาดอีกครั้ง ซึ่งกรณีก็ยังไม่แน่ว่าข้อสัญญาดังกล่าวเป็นธรรมหรือไม่ นอกจากนี้เนื้อหาของสัญญาก็มีสาระสำคัญเป็นการให้จำเลยได้ประโยชน์จากการใช้ที่ดินที่เช่าเป็นทางเข้าออกที่ดินที่จำเลยเช่าจากบุคคลอื่นไปสู่ทางสาธารณะโดยโจทก์ได้ค่าเช่าเป็นผลประโยชน์ตอบแทนเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และมิใช่สัญญาที่โจทก์มอบให้จำเลยเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเท่านั้น อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย โจทก์ บริษัทซีจี ออโต้ เทค จำกัด จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ.2550
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทซีจี ออโต้ เทค จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 70/2555
#527194
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๐/๒๕๕๕

วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดพัทลุง

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพัทลุงส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ นายอดิศักดิ์ พึ่งรอด โจทก์ ยื่นฟ้องนายสุสัมพันธ์ ขุทรานนท์ ที่ ๑ วัดคูหาสวรรค์ ที่ ๒ เทศบาลเมืองพัทลุง ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดพัทลุง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๔๑/๒๕๕๓ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๒ โจทก์โดยสารกระเช้าลากเลื่อน (ลิฟต์) ซึ่งจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ก่อสร้าง เพื่อขึ้นไปยังวิหารซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาภายในสำนักสงฆ์วังสันติบรรพต (วัดวังเนียง) ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ขณะกระเช้าเลื่อนขึ้นไปตามรางประมาณ ๖๐ เมตร ลวดสลิงที่ใช้ชักลากกระเช้าลากเลื่อนขาด ทำให้กระเช้าตกลงมากระแทกกับ กำแพงอิฐ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุงได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อ ศาลจังหวัดพัทลุงว่าจำเลยที่ ๑ กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ก่อสร้างดัดแปลง เคลื่อนย้ายอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งศาลจังหวัดพัทลุงพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๙๐๘/๒๕๕๒ หมายเลขแดงที่ ๒๐๓๗/๒๕๕๒ คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ การกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๒ ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ ๑ ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้กระทำไปในทางการที่จ้างหรือตามที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ด้วยในฐานะเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้างอย่างอื่นภายในเขตท้องที่ของตนตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ รู้อยู่แล้วว่ามีการก่อสร้างกระเช้าลากเลื่อน (ลิฟต์) ขึ้นภายในสำนักสงฆ์วังสันติบรรพต (วัดวังเนียง) โดยมิได้รับอนุญาต แต่กลับงดเว้น โดยนิ่งเฉยเสียมิได้มีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์มีส่วนประมาทด้วย เนื่องจากกระเช้าลากเลื่อนไม่ได้ก่อสร้างให้บุคคลทั่วไปใช้ แต่ก่อสร้างขึ้นเพื่อลำเลียงวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในงานก่อสร้างวิหาร ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ ยังไม่มาทำงานจึงยังไม่มีผู้ควบคุมกระเช้าลากเลื่อน และโจทก์ใช้กระเช้าลากเลื่อนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ ๑

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดหรืองดเว้นการกระทำเนื่องจากจำเลยที่ ๓ ไม่ได้รู้ถึงการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ร่วมกระทำการก่อสร้างกระเช้าลากเลื่อนแต่อย่างใด และจำเลยที่ ๓ มิได้เป็นบุคคลผู้รับผิดชอบในการอำนวยการหรือควบคุมการก่อสร้างร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ความเสียหายเป็นผลโดยตรงจากความประมาทของจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ ๓ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ ว่า จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย มูลคดีเฉพาะจำเลยที่ ๓ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพัทลุงพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ซึ่งเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๑ กระทำโดยประมาทเปิดให้ใช้กระเช้าลากเลื่อน (ลิฟต์) แก่โจทก์โดยปราศจากความระมัดระวังทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บอันตรายสาหัส ประเด็นแห่งคดีส่วนนี้จึงเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างระหว่างจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๓ เป็นผู้กระทำผิดเนื่องจากรู้อยู่แล้วว่ามีการก่อสร้างกระเช้าลากเลื่อน (ลิฟต์) ขึ้นภายในสำนักสงฆ์วังสันติบรรพต (วัดวังเนียง) แต่กลับงดเว้นโดยการนิ่งเฉยเสียมิได้มีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจของศาลปกครองก็ตาม แต่เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำละเมิดขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย และเป็นกรณีที่สืบเนื่องจากจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ก่อสร้างกระเช้าลากเลื่อน (ลิฟต์) ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย มูลความแห่งคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ จึงเป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๓ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนภายในท้องถิ่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ หลายประการ รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาลด้วย ซึ่งในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ บัญญัติให้นายกเทศมนตรีเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลการก่อสร้างหรือสิ่งก่อสร้างภายในเขตท้องที่ รวมถึงอำนาจในการสั่งระงับการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารที่ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือสั่งห้ามบุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคาร เข้าไปในอาคาร ตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย

เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้าง ควบคุม ดูแลรักษากระเช้าลากเลื่อน มีหน้าที่ซ่อมแซมบำรุงรักษาให้กระเช้าลากเลื่อนอยู่ในสภาพที่ใช้การได้และปลอดภัย แต่ด้วยความประมาทของจำเลยที่ ๑ ทำให้ลวดที่ใช้ลากกระเช้าขาดเป็นเหตุให้กระเช้าซึ่งโจทก์โดยสารตกลงมา ทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บอันตราย จำเลยที่ ๒ ในฐานะนายจ้างจำเลยที่ ๑ ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ ๑ ด้วย คำฟ้องในส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน สำหรับคำฟ้องในส่วนจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๓ ซึ่งมีนายกเทศมนตรีเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการก่อสร้างกระเช้าลากเลื่อนซึ่งถือเป็นอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ทำการก่อสร้างขึ้นภายในเขตท้องที่ควบคุมของตน รู้อยู่แล้วหรือควรจะรู้ว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ก่อสร้างกระเช้าลากเลื่อนขึ้นภายในสำนักสงฆ์วังสันติบรรพต (วัดวังเนียง) โดยมิได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ ๓ แต่กลับงดเว้นโดยการนิ่งเฉย มิได้มีคำสั่งระงับการก่อสร้างหรือมีคำสั่งประการอื่นเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทำการก่อสร้างต่อไป จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บและได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีนายกเทศมนตรีเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่มีอำนาจหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างหรือสิ่งก่อสร้างภายในเขตท้องที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ละเลยต่อหน้าที่โดยสั่งให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ระงับการก่อสร้างกระเช้าลากเลื่อนที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือมีคำสั่งประการอื่นใดเพื่อให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บจากกระเช้าลากเลื่อนของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ที่อยู่ในสภาพชำรุดบกพร่อง อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฎิบัติตามมาตรา ๙ วรรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง อีกทั้งศาลจังหวัดพัทลุงก็เห็นว่าในส่วนของจำเลยที่ ๓ เป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

เมื่อการกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์คือการที่จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ก่อสร้างและครอบครองกระเช้าลากเลื่อน ละเลยไม่ตรวจสอบ ซ่อมแซมบำรุงรักษากระเช้าลากเลื่อนให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้และปลอดภัย ส่วนการกระทำของจำเลยที่ ๓ ที่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์คือการที่จำเลยที่ ๓ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมายควบคุมอาคาร ละเลยต่อหน้าที่โดยไม่สั่งระงับการก่อสร้างกระเช้าลากเลื่อนที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายหรือไม่ออกคำสั่งอื่นใดเพื่อให้การก่อสร้างเป็นไปตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ที่เป็นการละเมิดต่อโจทก์จึงเป็น คนละการกระทำและเป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ต่างคนต่างกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๓ มิได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามนัยมาตรา ๔๓๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยที่ ๓ รับผิดตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งความผิดของจำเลยที่ ๓ ได้ แม้ตามคำขอของโจทก์จะขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ก็ตาม อีกทั้ง การที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์มิอาจทำให้ข้อพิพาทตามคำฟ้องซึ่งเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองกลับกลายเป็น ข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมไปได้ ดังนั้น คำขอท้ายฟ้องจึงเป็นเรื่องวิธีการเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายแก่โจทก์ตามที่โจทก์มุ่งประสงค์เท่านั้น มิใช่เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจศาลแต่อย่างใด ทั้งนี้ ในคดีที่มีหลายข้อหาในทำนองเดียวกันกับคดีนี้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้เคยวินิจฉัยให้แยกประเด็นพิจารณาและวินิจฉัยให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในแต่ละประเด็นแตกต่างกัน ได้แก่ คำวินิจฉัยชี้ขาดที่ ๓/๒๕๔๕ ที่ ๑๗/๒๕๔๕ ที่ ๒๔/๒๕๔๕ และที่ ๒๒/๒๕๔๖

ดังนั้น เมื่อข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ ๓ ได้ ตามมาตรา ๒๒๓ ประกอบกับมาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้าง ควบคุม ดูแลรักษากระเช้าลากเลื่อนได้กระทำโดยประมาททำให้ลวดที่ใช้ลากกระเช้าขาดเป็นเหตุให้กระเช้าซึ่งโจทก์โดยสารตกลงมา ทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บอันตรายสาหัส จำเลยที่ ๒ ในฐานะนายจ้างจำเลยที่ ๑ ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ด้วยในฐานะเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการก่อสร้างตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารรู้อยู่แล้วหรือควรจะรู้ว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ก่อสร้างกระเช้าลากเลื่อนโดยมิได้รับอนุญาตแต่กลับงดเว้นโดยการนิ่งเฉย มิได้มีคำสั่งระงับการก่อสร้าง จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บและได้รับความเสียหาย ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทั้งสองศาลเห็นพ้องกันว่า เป็นเรื่องของเอกชนกับเอกชนด้วยกัน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คงเหลือประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่ทั้งสองศาลเห็นแย้งกัน เห็นว่า มูลละเมิดอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ได้ก่อสร้างกระเช้าลากเลื่อน (ลิฟต์) แล้ว กระทำโดยประมาททำให้ลวดที่ใช้ลากกระเช้าขาดเป็นเหตุให้กระเช้าซึ่งโจทก์โดยสารตกลงมา ทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บอันตรายสาหัสเป็นหลัก ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นเรื่องของเอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเพียงเพราะในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลหรืออนุญาตให้ก่อสร้างเท่านั้น เหตุละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๓ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายอดิศักดิ์ พึ่งรอด โจทก์ นายสุสัมพันธ์ ขุทรานนท์ ที่ ๑ วัดคูหาสวรรค์ ที่ ๒ เทศบาลเมืองพัทลุง ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอดิศักดิ์ พึ่งรอด
จำเลย — นายสุสัมพันธ์ ขุทรานนท์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 69/2555
#527188
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๙/๒๕๕๕

วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแรงงานกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ นายอรรถพล ตรีมั่นคง ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ ๑ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ ๒ คณะกรรมการสภาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ ๓ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๙๙๔/๒๕๕๒ ความว่า เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งที่ ๕๒๗/๒๕๕๑ จ้างผู้ฟ้องคดีเข้าทดลองปฏิบัติงานในตำแหน่งอาจารย์ประจำ สาขาวิชาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ (ภาคภาษาอังกฤษ) คณะบริหารธุรกิจ อัตราเงินเดือน ๖๐,๐๐๐ บาท กำหนดระยะเวลาการทดลองปฏิบัติงานเป็นเวลา ๑๒๐ วัน โดยไม่ได้มีการทำสัญญากันตามที่กฎกระทรวง ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ และมาตรา ๒๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ กำหนด เมื่อครบกำหนดทดลองปฏิบัติงาน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ประเมินผลการทดลองการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดี โดยเห็นควรบรรจุผู้ฟ้องคดีเข้าทำงานเป็นอาจารย์ประจำ แต่ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ กลับมอบหมายผู้อำนวยการหลักสูตรวิชาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ (ภาคภาษาอังกฤษ) ประเมินผลการทดลองปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีโดยเห็นควรไม่บรรจุผู้ฟ้องคดี และต่อมาได้ต่อรองให้ผู้ฟ้องคดียินยอมเปลี่ยนสัญญาจ้างจากอาจารย์ประจำเป็นสัญญาจ้างปีต่อปีและจะดำเนินการบรรจุให้ แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ยินยอม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ผู้ฟ้องคดีลาออก โดยจะจ่ายเงินให้ผู้ฟ้องคดีสี่เท่าของเงินเดือนที่ได้รับ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ เป็นการบริหารงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงยื่นคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ซึ่งเรียกว่า คณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผู้แต่งตั้ง ต่อมาวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือถึงผู้ฟ้องคดีแจ้งผลการประเมินทดลองปฏิบัติงานพร้อมทั้งกำหนดค่าชดเชยและค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อ้างการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๒๓ การถอดถอนผู้ฟ้องคดีจากการเป็นอาจารย์ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เป็นกรณีไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ. ๒๕๔๙ และเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงและข้อบังคับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งระบุว่าขณะอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อร้องทุกข์ของคณะกรรมการคุ้มครอง ห้ามมิให้มหาวิทยาลัยเลิกจ้างหรือถอดถอนผู้ร้องทุกข์ ผู้ฟ้องคดีจึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยที่เรื่องร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือชี้แจงว่า การร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและได้รับคำตอบข้อหารือว่า คำร้องทุกข์ดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ฟ้องคดีจึงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย การที่ต่อมาคณะกรรมการอุทธรณ์ซึ่งแต่งตั้งโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีว่า เรื่องร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เคยประเมินให้ผู้ฟ้องคดีผ่านการทดลองการปฏิบัติงานและเห็นควรบรรจุผู้ฟ้องคดีเข้าทำงาน ผู้ฟ้องคดีทำการสอนตามที่ได้รับคำสั่งแต่กลับถูกประเมินว่าไม่ได้ทำการสอน ผู้ประเมินผลการทดลองการปฏิบัติงานไม่มีอำนาจประเมิน การเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีไม่มีการสอบสวนเพื่อประกอบการวินิจฉัยและไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการอำนวยการมหาวิทยาลัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐานก่อนออกคำสั่งเลิกจ้าง การเลิกจ้างไม่ได้มีการบอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การบรรจุบุคคลซึ่งเข้าทำงานพร้อมกับผู้ฟ้องคดีและได้ทำการสอนเพียงบางส่วนเข้าเป็นอาจารย์ประจำเป็นการเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่มีอำนาจเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีในขณะที่มีการร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คณะกรรมการอุทธรณ์นำคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีไปรวมพิจารณาและมีมติให้อยู่ในอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการอุทธรณ์เป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจ การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ตามข้อบังคับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๖๓ วรรคสอง ข้อ ๖๔ ข้อ ๖๕ ข้อ ๖๖ วรรคสอง และข้อ ๖๗ ที่ขัดกับกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่งมีผลเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ร้องทุกข์หรือผู้อุทธรณ์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาและหนังสือแจ้งผลการประเมินทดลองปฏิบัติงานและคำสั่งเลิกจ้าง เนื่องจากไม่ผ่านการทดลองงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่กระทำโดยไม่ถูกต้องตามข้อบังคับและกฎหมาย เพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์ ให้คณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณาคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีต่อไป เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยกเลิกหรือเพิกถอนหนังสือตามคำขอข้างต้นแล้ว ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด นับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ และชำระเงินเดือน ค่าเล่าเรียนบุตร ค่ารักษาพยาบาลและค่าสวัสดิการอื่นๆ ที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับในฐานะอาจารย์ประจำ นับแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เป็นต้นไป กับให้เพิกถอนข้อบังคับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๖๓ วรรคสอง ข้อ ๖๔ ข้อ ๖๕ ข้อ ๖๖ วรรคสอง และข้อ ๖๗

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การในทำนองเดียวกันว่า ได้กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมาย กฎ และข้อบังคับแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน สิทธิและหน้าที่รวมทั้งผลประโยชน์ตอบแทน ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่งกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ข้อ ๓๐ กำหนดให้ฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการบริการสาธารณะด้านการศึกษาอันเป็นกิจการทางปกครองและใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินกิจการดังกล่าวตามกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่าจ้างผู้ฟ้องคดีเข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งอาจารย์ประจำอันเป็นกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก็เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินกิจการบริการสาธารณะด้านการศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ฟ้องคดีจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นพนักงานในสังกัดที่มีขึ้นเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินงานหรือเข้าร่วมดำเนินงานในบริการสาธารณะซึ่งต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชนและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการศึกษา อันเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจเหนือผู้ฟ้องคดีที่เป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่ความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานในกฎหมายแพ่งทั่วไป ข้อตกลงจ้างผู้ฟ้องคดีเข้าทดลองปฏิบัติงานในตำแหน่งอาจารย์ประจำเป็นไปเพื่อให้กิจการทางปกครองด้านการศึกษาตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับมอบหมายบรรลุผล จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อข้อพิพาทคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่บรรจุผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์ประจำตามความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว สำหรับประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการดำเนินการตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๖๓ วรรคสอง ข้อ ๖๔ ข้อ ๖๕ ข้อ ๖๖ วรรคสอง และข้อ ๖๗ ซึ่งขัดกับกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๙ และเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ร้องทุกข์หรือผู้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ มีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมกิจการทั่วไปของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ทั้งนี้รวมถึงอำนาจในการออกข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมาตรา ๓๔ (๑๙) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกข้อบังคับโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๓๔ (๑๙) แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงเป็นกรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ใช้อำนาจทางปกครองดำเนินกิจการทางปกครองด้านการศึกษา และโดยที่ข้อบังคับดังกล่าวมีผลบังคับกับผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเป็นการทั่วไปจึงมีลักษณะเป็นกฎ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกข้อบังคับฯ ข้อ ๖๓ วรรคสอง ข้อ ๖๔ ข้อ ๖๕ ข้อ ๖๖ วรรคสอง และข้อ ๖๗ ขัดกับกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๙ ขอให้เพิกถอนบทบัญญัติในข้อบังคับดังกล่าว กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกกฎตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีบรรยายในฟ้องว่าได้รับค่าตอบแทนจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เดือนละ ๖๐,๐๐๐ บาท ระหว่างได้รับแต่งตั้งให้เข้าทดลองปฏิบัติงานในตำแหน่งอาจารย์ประจำ กรณีจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับค่าตอบแทนจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตลอดเวลาที่ผู้ฟ้องคดีได้รับแต่งตั้งให้เข้าทดลองปฏิบัติงานในตำแหน่งอาจารย์ประจำ สัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นจึงเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง ที่ผู้ฟ้องคดีให้เหตุผลในฟ้องว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เคยประเมินให้ผู้ฟ้องคดีผ่านการทดลองการปฏิบัติงานและเห็นควรบรรจุผู้ฟ้องคดีเข้าทำงาน ผู้ประเมินผลการทดลองการปฏิบัติงานไม่มีอำนาจประเมิน การเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีไม่มีการสอบสวนเพื่อประกอบการวินิจฉัยและไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการอำนวยการมหาวิทยาลัย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐานก่อนออกคำสั่งเลิกจ้าง การเลิกจ้างไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า การบรรจุบุคคลซึ่งเข้าทำงานพร้อมกับผู้ฟ้องคดีและได้ทำการสอนเพียงบางส่วนเป็นการเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่มีอำนาจเลิกจ้าง ก็เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งเลิกจ้าง โดยผู้ฟ้องคดีไม่มีความผิดหรือเป็นการเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีโดยไม่เป็นธรรม อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน ผู้ฟ้องคดีชอบที่จะยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต่อศาลแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๔๙ สำหรับเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีได้กล่าวอ้างในฟ้องว่า ในขณะที่มีการร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คณะกรรมการอุทธรณ์นำคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีไปรวมพิจารณาและมีมติให้อยู่ในอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการอุทธรณ์เป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจ และตามคำขอก็ให้ศาลพิพากษาเพิกถอนให้คณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ้างผู้ฟ้องคดีโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างนับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ และคำขออื่นที่เกี่ยวเนื่องกันนั้น ก็เห็นได้ว่า เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับการที่มีการนำคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไปรวมพิจารณาและให้อยู่ในอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการอุทธรณ์ซึ่งกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๓๐ บัญญัติว่า หากคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการคุ้มครองที่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างหรือตามกฎกระทรวงให้นำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานซึ่งเป็นกรณีที่แสดงว่า เมื่อมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเกิดขึ้น คู่กรณีจะต้องนำข้อพิพาทนั้นมาฟ้องต่อศาลแรงงาน และเรื่องทำนองนี้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางก็ได้มีคำวินิจฉัยที่ ๔๖/๒๕๕๓ โดยที่โจทก์เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน จำเลยดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน จากเหตุผลที่ได้กล่าวมาข้างต้น คดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) และมีลักษณะเป็นคดีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีบรรยายในฟ้องว่าได้รับค่าตอบแทนจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในอัตราเดือนละ ๖๐,๐๐๐ บาท โดยมีระยะเวลากำหนดการทดลองปฏิบัติงานเป็นเวลา ๑๒๐ วัน โดยภายหลังครบกำหนดทดลองปฏิบัติงาน คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ประเมินแล้ว ปรากฏว่าเห็นควรให้บรรจุผู้ฟ้องคดีเข้าทำงานเป็นอาจารย์ประจำ แต่ต่อมาเมื่อมีการมอบหมายให้ผู้อำนวยการหลักสูตรวิชาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ (ภาคภาษาอังกฤษ) กลับเห็นควรไม่บรรจุผู้ฟ้องคดี โดยได้มีการเจรจาต่อรองกันให้ผู้ฟ้องคดียินยอมเปลี่ยนสัญญาจ้างจากอาจารย์ประจำเป็นสัญญาจ้างปีต่อปีและจะดำเนินการบรรจุให้ แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ยินยอมและยื่นคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ต่อมาทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือถอดถอนผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นอาจารย์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การเลิกจ้างไม่มีการสอบสวนเพื่อประกอบการวินิจฉัยและไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการอำนวยการมหาวิทยาลัย และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐานก่อนออกคำสั่งเลิกจ้าง การเลิกจ้างไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการกระทำอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนการพิจารณาและหนังสือแจ้งผลการประเมินทดลองปฏิบัติงานและคำสั่งเลิกจ้าง และให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์ประจำโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา นับตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การในทำนองเดียวกันว่า ได้กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมาย กฎ และข้อบังคับแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีบรรยายในฟ้องว่าได้รับค่าตอบแทนจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในอัตราเดือนละ ๖๐,๐๐๐ บาท ระหว่างได้รับการแต่งตั้งให้ทดลองปฏิบัติงาน กรณีจึงเป็นการกล่าวอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตลอดเวลาที่ผู้ฟ้องคดีได้รับแต่งตั้งให้เข้าทดลองปฏิบัติงานในตำแหน่งอาจารย์ประจำ สัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ และเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่กล่าวอ้างว่าการเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีการสอบสวนเพื่อประกอบการวินิจฉัยและไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการอำนวยการมหาวิทยาลัย และไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อนออกคำสั่งเลิกจ้างและไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งการเลิกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ว่าไม่มีอำนาจเลิกจ้างและเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีอย่างไม่เป็นธรรม อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) เมื่อคดีพิพาทอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานแล้ว จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายอรรถพล ตรีมั่นคง ผู้ฟ้องคดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ ๑ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ ๒ คณะกรรมการสภาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ ๓ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546
กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ. 2549
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอรรถพล ตรีมั่นคง
จำเลย — มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 68/2555
#519975
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๖๘/๒๕๕๕

วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๕

เรื่อง การส่งเรื่องกรณีโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม

ศาลแขวงพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงพิษณุโลกส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยจำเลยโต้แย้งเขตอำนาจศาลในคำให้การ และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๓ นางสาววชิรา ทับทองหลาง โจทก์ ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ที่ ๑ นายสมพง วรรณโส ที่ ๒ นายพุทธพงษ์ โฉมแดง ที่ ๓ นายรณชิต โฉมแดง ที่ ๔ นายวีระศักดิ์ เปลี่ยมทรัพย์ ที่ ๕ นายจรัญ ดีเหม็น ที่ ๖ จำเลย ต่อศาลแขวงพิษณุโลก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. ๒๓๙๙/๒๕๕๓ ความว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าขายวัสดุก่อสร้างจดทะเบียนพาณิชย์ชื่อ "ร้านรวยนิรันดร์วัสดุก่อสร้าง" ตั้งอยู่ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มีกองประปาเป็นหน่วยงานภายใน มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้อำนวยการกองการประปา และเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ เป็นพนักงาน และเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ซึ่งกองการประปาดังกล่าวเป็นผู้เคยค้ากับโจทก์ โดยเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ กองการประปา โดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ และเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ได้สั่งซื้อสินค้าและอุปกรณ์การก่อสร้างประเภทหิน ทราย ท่อประปา และอื่น ๆ หลายรายการไปจากโจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน ๒๑๐,๙๒๗ บาท ตามวิธีการที่เคยปฏิบัติต่อกันมา การส่งสินค้ามีทั้งโจทก์นำไปส่งให้จำเลยที่ ๑ ที่กองการประปาที่ทำการของจำเลยที่ ๑ และบางครั้งจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ และตัวแทนจำเลยที่ ๑ มารับที่ร้านของโจทก์ หลังซื้อสินค้าไปจากโจทก์แล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่ทำการเบิกจ่ายเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถาม จำเลยที่ ๑ แจ้งว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๔๑,๒๔๗.๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒๑๐,๙๒๗ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยซื้อสินค้าจากโจทก์ และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยที่ ๑ และวิธีปฏิบัติที่จำเลยที่ ๑ เคยสั่งซื้อจากโจทก์มีเพียงวิธีตกลงราคา ซึ่งต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการพัสดุทุกประการ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และขาดอายุความ และการที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งหกนำสินค้าที่สั่งซื้อไปใช้ในวัตถุประสงค์กองการประปา จึงเป็นการฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง เกี่ยวกับสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เพราะสินค้าที่จำเลยที่ ๑ นำไปใช้ในการทำการประปา ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคให้ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ สั่งซื้อสินค้าในนามตัวแทนของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ชำระราคาให้โจทก์ ซึ่งโจทก์ก็ทราบดี และปฏิบัติต่อกันเช่นนี้เรื่อยมา และเป็นสัญญาสัมปทาน คดีอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ไปตามหน้าที่ของตน จึงไม่ต้องรับผิดส่วนตัว คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดจำเลยที่ ๑ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ โจทก์ต้องฟ้องจำเลยที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๕ คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และคดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแขวงพิษณุโลกสั่งให้โจทก์ทำคำชี้แจงในประเด็นที่จำเลยที่ ๑ ได้ให้การว่า คดีนี้ ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงพิษณุโลก แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙

โจทก์ทำคำชี้แจงเรื่องเขตอำนาจศาลว่า ฟ้องโจทก์มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เพราะเป็นการฟ้องว่าฝ่ายจำเลยผิดสัญญาซื้อขายที่คู่สัญญามุ่งผูกพันกันบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค และมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน ไม่ใช่สัญญาจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่วัตถุประสงค์ของสัญญาก็เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ที่นำไปใช้ในหน่วยงานของจำเลยที่ ๑ เท่านั้น ไม่มีวัตถุประสงค์ให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาเข้าดำเนินกิจการหรือเข้าร่วมบริการสาธารณะโดยตรง สัญญาดังกล่าวจึงไม่เป็นสัญญาทางปกครอง ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงพิษณุโลกที่จะรับไว้พิจารณาได้

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ ศาลแขวงพิษณุโลกอนุญาต

ศาลแขวงพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นราชการส่วนท้องถิ่น อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ จะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงคำฟ้องคำให้การของคู่ความแล้ว โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้ซื้ออุปกรณ์ก่อสร้างไปจากโจทก์หลายรายการแล้วไม่ชำระราคา ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธว่า ไม่เคยซื้อสินค้าดังกล่าวจากโจทก์ และจำเลยที่ ๒ จะสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์หรือไม่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้ว่า สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดส่วนตัว ดังนี้ รูปแบบและวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นเพียงสัญญาที่คู่สัญญาในฐานะที่เท่าเทียมกัน แสดงเจตนาโดยสมัครใจซื้อขายระหว่างกัน จึงเป็นสัญญาในทางแพ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างเท่านั้น ไม่มีลักษณะว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายต้องเข้าดำเนินการติดตั้งและหรือก่อสร้างงานตามรายการวัสดุที่ขายให้ฝ่ายจำเลยด้วยไม่ จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ตามความในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามมาตรา ๗๐ (๒) และมาตรา ๗๑ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ประกอบกับมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ เป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะในเขตเทศบาลให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งการจัดให้มีน้ำสะอาดหรือการดำเนินการเกี่ยวกับการประปา เพื่อให้บริการด้านสาธารณูปโภคแก่ประชาชนในเขตท้องถิ่น เป็นภารกิจบริการสาธารณะตามกฎหมายประการหนึ่งที่จำเลยที่ ๑ มีอำนาจและหน้าที่ต้องดำเนินการ ตามมาตรา ๕๑ (๑) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และมาตรา ๑๖ (๔) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ได้ทำการสั่งซื้อสินค้าวัสดุและอุปกรณ์การก่อสร้างประเภทหิน ทราย ท่อประปาและอื่น ๆ จากโจทก์ เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภคสำหรับจัดให้มีน้ำสะอาดหรือดำเนินการเกี่ยวกับการประปาเพื่อให้บริการแก่ประชาชนในเขตเทศบาล สัญญาดังกล่าวมีจำเลยที่ ๑ เป็นคู่สัญญาที่เป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นสัญญาที่จำเลยที่ ๑ ได้ซื้อวัสดุและอุปกรณ์เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภคสำหรับจัดให้มีน้ำสะอาดหรือดำเนินการเกี่ยวกับการประปาเพื่อให้บริการแก่ประชาชนในเขตเทศบาล อันเป็นภารกิจการดำเนินกิจการทางปกครองตามกฎหมายที่จำเลยที่ ๑ ต้องดำเนินการตามมาตรา ๕๑ (๑) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และมาตรา ๑๖ (๔) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งหากไม่มีวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวย่อมไม่อาจดำเนินกิจการทางปกครองให้บรรลุผลได้อย่างแน่แท้ สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่จัดหาหรือจัดให้มีวัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง

อีกทั้งสัญญาดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นสัญญาที่จำเลยที่ ๑ ใช้เอกสิทธิ์ของรัฐในการกำหนดข้อตกลงของสัญญาโดยวิธีตกลงราคาซื้อขายแต่เพียงฝ่ายเดียว ด้วยการอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ ออกคำสั่งทางปกครองหรือดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ที่เป็นข้อตกลงของสัญญา ไม่ว่าจะในเรื่องของการกำหนดคุณสมบัติคู่สัญญา วิธีการเลือกคู่สัญญา การมีคำสั่งรับคำเสนอราคาของคู่สัญญา การควบคุมการปฏิบัติตามสัญญา การแก้ไขสัญญาและการบอกเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียว โดยที่โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายเอกชนไม่อาจกำหนดเปลี่ยนแปลง หรือปฏิเสธไม่ยอมรับข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวในประการใดได้เลย อันแสดงให้เห็นถึงข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงเอกสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหน่วยงานทางปกครองที่มีเหนือโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายเอกชน ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองของจำเลยที่ ๑ การจัดซื้อวัสดุและอุปกรณ์เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภคสำหรับจัดให้มีน้ำสะอาดหรือดำเนินการเกี่ยวกับการประปาเพื่อให้บริการแก่ประชาชนในเขตเทศบาล ซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะบรรลุผล อันเป็นลักษณะพิเศษของสัญญาทางปกครองที่ไม่อาจพบได้ในสัญญาทางแพ่ง ซึ่งจะยึดหลักเสรีภาพในการแสดงเจตนาของคู่สัญญาในการกำหนดข้อตกลงของสัญญาเป็นสำคัญ สัญญาซื้อวัสดุและอุปกรณ์สำหรับจัดให้มีน้ำสะอาดหรือดำเนินการเกี่ยวกับการประปาเพื่อให้บริการแก่ประชาชนในเขตเทศบาลดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อวัสดุและอุปกรณ์เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภคสำหรับจัดให้มีน้ำสะอาดหรือดำเนินการเกี่ยวกับการประปา เพื่อให้บริการแก่ประชาชนในเขตเทศบาลระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งหกซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารราคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

อย่างไรก็ดี ศาลปกครองพิษณุโลกมีข้อสังเกตเพิ่มเติมในคดีนี้ว่า จำเลยโต้แย้งเขตอำนาจศาลไว้ในคำให้การโดยมิได้จัดทำคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะ ตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับในกรณีที่ศาลเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น ไม่ใช่เห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลตน เมื่อคดีนี้ศาลแขวงพิษณุโลกซึ่งเป็นศาลที่ส่งความเห็น เห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลตน กรณีจึงไม่อาจถือว่าเป็นการทำความเห็นเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในกรณีที่ศาลเห็นเอง ตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ เช่นกัน ทั้งนี้ ตาม คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล (คำสั่ง) ที่ ๔๗/๒๕๕๓

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา การส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาลชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าขายวัสดุก่อสร้าง กองการประปาโดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ และเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ได้สั่งซื้อสินค้าและอุปกรณ์การก่อสร้างประเภทหิน ทราย ท่อประปา และอื่น ๆ หลายรายการไปจากโจทก์ แล้วจำเลยที่ ๑ ไม่ทำการเบิกจ่ายเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ อ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ โต้แย้งเขตอำนาจศาลในคำให้การว่า เป็นคดีปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลแขวงพิษณุโลกจัดทำความเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของตนแล้วส่งให้ศาลปกครองจัดทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจศาลเช่นกัน เมื่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า หากคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งก็จะต้องยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานของศาลยุติธรรม การโต้แย้งอำนาจศาลจึงต้องทำเป็นคำร้อง แต่การโต้แย้งของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในกรณีนี้เป็นการโต้แย้งไว้ในคำให้การซึ่งเป็นเพียงข้อต่อสู้คดีเท่านั้น โดยไม่ได้จัดทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะ จึงเป็นการโต้แย้งอำนาจศาลที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งการที่ศาลจะทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลจัดทำความเห็นตามข้อโต้แย้งที่เริ่มกระบวนการโดยการที่คู่ความยื่นคำร้องโต้แย้งอำนาจศาล ตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งเสียก่อน ส่วนในกรณีที่ศาลเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลนั้น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ให้อนุโลมตามมาตรา ๑๐ ซึ่งจะต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น มิใช่เห็นเองว่าอยู่ในอำนาจของตนเอง เมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งมิใช่กรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลอื่น จึงถือไม่ได้ว่ามีการขัดแย้งกันเกี่ยวกับอำนาจศาล กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม ชอบที่คณะกรรมการจะมีคำสั่งให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ ตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๒)

จึงมีคำสั่งว่า การส่งเรื่องกรณีระหว่างศาลแขวงพิษณุโลกและศาลปกครองพิษณุโลก ที่เกี่ยวข้องกับโจทก์และจำเลยทั้งหกในคดีนี้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๒) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรค1 และ 3
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววชิรา ทับทองหลาง
จำเลย — เทศบาลต.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 67/2555
#518298
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๗/๒๕๕๕

วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดสีคิ้ว

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสีคิ้วส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ นางสาวจตุพร วงษ์ชู ที่ ๑ นายกรัณย์พล เกษมงคล ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมทางหลวง จำเลย ต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๒๖/๒๕๕๓ ความว่า จำเลยซึ่งมีหน้าที่ดูแล ก่อสร้าง บำรุงรักษา ซ่อมแซมทางหลวงให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดีและปลอดภัยแก่ประชาชนผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ใช้ทางหลวงนั้น ได้ทำการซ่อมแซม บำรุงทางหลวงหมายเลข ๒๐๑ สายระหว่างอำเภอสีคิ้ว - ชัยภูมิ บริเวณกิโลเมตรที่ ๕๖ - ๕๗ ตำบลบ้านแปรง อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา โดยขุดลอกผิวถนนออกเป็นหลุมขนาดใหญ่เต็มผิวถนนของช่องจราจรลึกประมาณ ๓๐ เซ็นติเมตร ยาวประมาณ ๑๐ เมตร โดยไม่ได้ติดตั้งป้ายสัญญาณ ป้ายเตือน สัญญาณไฟ หรือ

อุปกรณ์ใด ๆ เพื่อให้โจทก์ทั้งสองและผู้ขับขี่ยานพาหนะที่สัญจรไปมาบริเวณดังกล่าวได้เห็นหรือรู้ได้ว่า

บริเวณนั้นมีการซ่อมแซมผิวถนน และมีการขุดผิวถนน หรือผิวถนนชำรุดเป็นหลุมขนาดใหญ่ เพื่อให้ ผู้ขับขี่ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอในการขับรถผ่านบริเวณนั้นได้โดยปลอดภัย ทำให้โจทก์ที่ ๒ ขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า คันหมายเลขทะเบียน ฌส ๔๕๕๑ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งมาด้วยกัน ตกลงไปในหลุมดังกล่าวแล้วกระเด็นพุ่งข้ามเกาะกลางถนนไปชนรถยนต์บรรทุกสิบล้อพ่วง เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ของโจทก์ที่ ๑ เสียหายทั้งคัน ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ตามแนวคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาลที่ ๑๐/๒๕๔๘

ศาลจังหวัดสีคิ้วพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีหน้าที่ดูแล ก่อสร้าง บำรุงรักษา ซ่อมแซมทางหลวงให้อยู่ในสภาพใช้การได้ และปลอดภัยแก่ประชาชนผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ใช้ทางหลวงที่เกิดเหตุ จำเลยทำการขุดลอกผิวถนนออกเป็นหลุมขนาดใหญ่ ลึกประมาณ ๓๐ เซ็นติเมตร ยาวประมาณ ๑๐ เมตร โดยจำเลยไม่ได้ติดตั้งป้ายสัญญาณ ป้ายเตือน สัญญาณไฟ หรืออุปกรณ์ใด ๆ เพื่อให้โจทก์ทั้งสองและผู้ขับขี่ยานพาหนะที่สัญจรไปมาบริเวณดังกล่าวได้เห็นหรือรู้ได้ว่า บริเวณนั้นมีการซ่อมแซมผิวถนน และมีการขุดผิวถนน หรือผิวถนนชำรุดเป็นหลุมขนาดใหญ่ ทำให้โจทก์ที่ ๒ ขับรถยนต์ตกลงไปในหลุมดังกล่าวแล้วกระเด็นพุ่งข้ามเกาะกลางถนนไปชนรถยนต์บรรทุกสิบล้อ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ของโจทก์ที่ ๑ เสียหาย ซึ่งการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวอ้างนั้น เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ไม่ได้ตั้งป้ายสัญญาณ ป้ายเตือน สัญญาณไฟ หรืออุปกรณ์ใด ๆ เพื่อให้โจทก์ทั้งสองและผู้ขับยานพาหนะที่สัญจรไปมาบริเวณดังกล่าวได้เห็นหรือรู้ได้ว่า บริเวณนั้นมีการซ่อมแซมผิวถนน และมีการขุดผิวถนน หรือผิวถนนชำรุดเป็นหลุมขนาดใหญ่ อันถือได้ว่าเป็นการกระทำทางกายภาพ มิใช่คดีที่พิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงไม่อยู่ในบังคับตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงาน ของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติรวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นจะต้องเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง หรือการดำเนินกิจการทางปกครองเท่านั้น และโดยที่จำเลยเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ประกอบกับข้อ ๒ แห่งกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ กำหนดให้จำเลยมีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยในการเดินทาง โดยให้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหลายประการ ซึ่งตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้กำหนดบทนิยามคำว่า "ทางหลวง" หมายความว่า ทางหรือถนนซึ่งจัดไว้เพื่อประโยชน์ในการจราจรสาธารณะทางบก และหมายความรวมถึงป้ายจราจร เครื่องหมายจราจร เครื่องหมายสัญญาณ เครื่องสัญญาณไฟฟ้า เครื่องแสดงสัญญาณที่จอดรถ และอาคารหรือสิ่งอื่นอันเป็นอุปกรณ์งานทางบรรดาที่มีอยู่หรือที่ได้จัดไว้ในเขตทางหลวงเพื่อประโยชน์แก่งานทางหรือผู้ใช้ทางหลวงนั้นด้วย และ "งานทาง" หมายความว่า กิจการใดที่ทำเพื่อหรือเนื่องในการจัดสำรวจการก่อสร้าง การขยาย การบูรณะ หรือการบำรุงรักษาทางหลวงหรือการจราจรบนทางหลวง จึงเห็นว่า การติดตั้งและจัดให้มีเครื่องหมายหรือป้าย และสัญญาณจราจรในบริเวณก่อสร้างซ่อมแซมถนนเพื่อความปลอดภัยในการจราจรแก่ประชาชน ผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ใช้ทางหลวง จำเลยย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรงในการควบคุมเพื่อติดตั้งและจัดให้มีเครื่องหมายหรือป้าย และสัญญาณจราจรในบริเวณก่อสร้างซ่อมแซมถนนที่เกิดเหตุด้วย ดังนี้ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยซึ่งมีหน้าที่ดูแล ก่อสร้าง บำรุงรักษา ซ่อมแซมทางหลวงที่เกิดเหตุให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดีและปลอดภัยแก่ประชาชนผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ใช้ทางหลวงนั้น ได้ทำการซ่อมแซมทางหลวงโดยขุดลอกผิวถนนออกเป็นหลุมขนาดใหญ่เต็มผิวถนนของช่องจราจร โดยจำเลยไม่ได้ติดตั้งป้ายสัญญาณ ป้ายเตือน สัญญาณไฟหรืออุปกรณ์ใด ๆ เพื่อให้โจทก์ทั้งสองได้รู้เห็นว่า บริเวณนั้นมีการซ่อมแซมผิวถนนและมีการขุดผิวถนนเป็นหลุมขนาดใหญ่ จนเป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๒ ขับรถยนต์ตกหลุมที่จำเลยขุดดังกล่าว และโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง กรณีจึงฟังได้ว่า มูลเหตุข้อพิพาทในคดีนี้เกิดจากการที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ โดยไม่ดำเนินการควบคุมเพื่อติดตั้งและจัดให้มีเครื่องหมายหรือป้าย และสัญญาณจราจรในบริเวณก่อสร้างซ่อมแซมถนน หรืออุปกรณ์ใด ๆ เพื่อป้องกันภัยอันตรายให้แก่โจทก์ทั้งสองและประชาชนผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ใช้ทางหลวงนั้นสัญจรไปมา เป็นเหตุทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง และให้จำเลยมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับทางหลวงพิเศษทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหลายประการ ตามข้อ ๒ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ และโดยที่พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๙ บัญญัติให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่กำกับตรวจตราและควบคุมทางหลวงและงานทางที่เกี่ยวกับทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน ประกอบมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดนิยามคำว่า "ทางหลวง" หมายความว่า ทางหรือถนนซึ่งจัดไว้เพื่อประโยชน์ในการจราจรสาธารณะทางบก และหมายความรวมถึงป้ายจราจร เครื่องหมายจราจร เครื่องหมายสัญญาณ เครื่องสัญญาณไฟฟ้า เครื่องแสดงสัญญาณที่จอดรถ และอาคารหรือสิ่งอื่นอันเป็นอุปกรณ์งานทางบรรดาที่มีอยู่หรือที่ได้จัดไว้ในเขตทางหลวง เพื่อประโยชน์แก่งานทางหรือผู้ใช้ทางหลวงนั้นด้วย และกำหนดนิยามคำว่า "งานทาง" หมายความว่า กิจการใดที่ทำเพื่อหรือเนื่องในการสำรวจการก่อสร้าง การขยาย การบูรณะ หรือการบำรุงรักษาทางหลวง หรือการจราจรบนทางหลวง จำเลยจึงมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรงในการควบคุมเพื่อติดตั้งและจัดให้มีเครื่องหมายหรือป้าย และสัญญาณจราจรในบริเวณก่อสร้างซ่อมแซมถนน เพื่อความปลอดภัยในการจราจรแก่ประชาชนผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ใช้ทางหลวง เมื่อเหตุแห่งการฟ้อง คดีนี้โจทก์อ้างว่า จำเลยซึ่งมีหน้าที่ดูแล ก่อสร้าง บำรุงรักษา ซ่อมแซมทางหลวงให้อยู่ในสภาพใช้การได้ และปลอดภัยแก่ประชาชนผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ใช้ทางหลวงได้ขุดลอกผิวถนนที่เกิดเหตุออกเป็นหลุมขนาดใหญ่โดยไม่ได้ติดตั้งป้ายสัญญาณ ป้ายเตือน สัญญาณไฟ หรืออุปกรณ์ใด ๆ เพื่อให้โจทก์ทั้งสองและผู้ขับขี่ยานพาหนะที่สัญจรไปมาบริเวณดังกล่าวได้เห็นหรือรู้ได้ว่า บริเวณนั้นมีการซ่อมแซมผิวถนน และมีการขุดผิวถนน หรือผิวถนนชำรุดเป็นหลุมขนาดใหญ่ ทำให้โจทก์ที่ ๒ ขับรถยนต์ตกลงไปในหลุมดังกล่าวแล้วกระเด็นพุ่งข้ามเกาะกลางถนนไปชนรถยนต์บรรทุกสิบล้อ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ของโจทก์ที่ ๑ เสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวจตุพร วงษ์ชู ที่ ๑ นายกรัณย์พล เกษมงคล ที่ ๒ โจทก์ กรมทางหลวง จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

สำเนาถูกต้อง

(นายธนกร หมานบุตร) คมศิลล์ คัด/ทาน

นิติกรปฏิบัติการ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจตุพร วงษ์ชู ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กรมทางหลวง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 66/2555
#519974
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๖/๒๕๕๕

วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๒๒/๒๕๕๓ อ้างว่า เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๖ ผู้ร้องได้ว่าจ้างบริษัทรวมนครก่อสร้าง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้าน ให้ก่อสร้างอาคารปฏิบัติการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ โดยตกลงจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน ๓๔๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาจ้างงานก่อสร้างอาคาร จัดหาและติดตั้งงาน ระบบประจำอาคารและงานโยธา สัญญาเลขที่ MINT/๒๕๔๔/๐๓ - ๒๕๔๖/๒ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ได้มีการเสนอข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ๔๘/๒๕๕๐ คณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ ๕๑/๒๕๕๓ ให้สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ผู้คัดค้าน (ผู้ร้องในคดีนี้) คืนค่าปรับและชำระค่าดูแลรักษาโครงการและค่าจ้างบุคคลดูแลสถานที่แก่บริษัทรวมนครก่อสร้าง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เรียกร้อง (ผู้คัดค้านในคดีนี้) พร้อมดอกเบี้ย ผู้ร้องเห็นว่าคำชี้ขาดดังกล่าวขัดต่อกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา ๔๐ (๑) (ง) และ (๒) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญาจ้างงานก่อสร้างอาคาร จัดหาและติดตั้งงาน ระบบประจำอาคารและงานโยธาเป็นสัญญาจ้างทำของ มิใช่สัญญาทางปกครอง คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ร้องได้รับการจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๔ บัญญัติให้เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์หลายประการ รวมทั้งพัฒนาระบบมาตรวิทยา จัดหาและเก็บรักษามาตรฐานแห่งชาติ วัสดุอ้างอิง มาตรฐานของประเทศทุกสาขาเพื่อให้สอดคล้องกับระบบมาตรวิทยาสากล รวมถึงการถ่ายทอดความถูกต้องของการวัดไปสู่มาตรฐานแห่งชาติเหล่านี้ ผู้ร้องจึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐประเภทองค์การมหาชนอันมีลักษณะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๖ ผู้ร้องได้ทำสัญญาเลขที่ MINT/๒๕๔๔/๐๓ - ๒๕๔๖/๒ สัญญาจ้างงานก่อสร้างอาคาร จัดหาและติดตั้งงาน ระบบประจำอาคารและงานโยธากับผู้คัดค้าน โดยกำหนดให้ผู้คัดค้านดำเนินการก่อสร้างอาคาร รวมทั้งงานสถาปัตยกรรมและงานโครงสร้าง ติดตั้งระบบเครื่องกลและระบบไฟฟ้า งานตบแต่งสวนและงานโยธา ค่าจ้างจำนวน ๓๔๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ๔๘๘ วัน ตกลงจ่ายค่าจ้างเป็นงวดๆ รวม ๑๖ งวด หากผู้คัดค้านไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด ต้องจ่ายเบี้ยปรับวันละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท และจ่ายเป็นค่าตอบแทนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการกำกับดูแลวันละ ๑๓,๐๐๐ บาท อันเป็นกรณีที่ผู้ร้องได้ตกลงว่าจ้างให้ผู้คัดค้านดำเนินการก่อสร้างอาคาร รวมทั้งงานสถาปัตยกรรมและงานโครงสร้าง ติดตั้งระบบเครื่องกลและระบบไฟฟ้าของอาคาร อันเป็นสิ่งสาธารณูปโภคและเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของผู้ร้องให้บรรลุผล สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งนี้เทียบเคียงกับคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๒/๒๕๕๒ ที่ ๙/๒๕๕๑ ที่ ๑๕/๒๕๕๐ ที่ ๓๑/๒๕๔๘ ที่ ๑๒/๒๕๔๘ ที่ ๘/๒๕๔๘ ที่ ๑/๒๕๔๘ ที่ ๕๔/๒๕๔๗ ที่ ๔๘/๒๕๔๗ ที่ ๔๗/๒๕๔๗ ที่ ๔๕/๒๕๔๗ ที่ ๑๘/๒๕๔๕ และที่ ๑๐/๒๕๔๕ เมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และได้มีการเสนอข้อพิพาทเข้าสู่สถาบันอนุญาโตตุลาการตามข้อกำหนดของสัญญา ซึ่งต่อมาคณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดแล้ว ดังนั้น เมื่อคดีนี้ผู้ร้องร้องว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ๔๘/๒๕๕๐ ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ ๕๑/๒๕๕๓ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าวตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ศาลปกครองจึงเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซึ่งได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการนั้น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๖) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ร้องได้รับการจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๔ บัญญัติให้เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์หลายประการ รวมทั้งพัฒนาระบบมาตรวิทยา จัดหาและเก็บรักษามาตรฐานแห่งชาติ วัสดุอ้างอิง มาตรฐานของประเทศทุกสาขาเพื่อให้สอดคล้องกับระบบมาตรวิทยาสากล รวมถึงการถ่ายทอดความถูกต้องของการวัดไปสู่มาตรฐานแห่งชาติเหล่านี้ ผู้ร้องจึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐประเภทองค์การมหาชนอันมีลักษณะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านคือ สัญญาที่ผู้ร้องว่าจ้างผู้คัดค้านให้ก่อสร้างอาคารปฏิบัติการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ซึ่งไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องสรุปได้ว่า ผู้ร้องได้ว่าจ้างผู้คัดค้านให้ก่อสร้างอาคารปฏิบัติการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ตามสัญญาจ้างงานก่อสร้างอาคาร จัดหาและติดตั้งงาน ระบบประจำอาคารและงานโยธา ต่อมาได้มีการเสนอข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาต่อคณะอนุญาโตตุลาการจนมีคำชี้ขาดแล้ว แต่ผู้ร้องเห็นว่าคำชี้ขาดดังกล่าวขัดต่อกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา ๔๐ (๑) (ง) และ (๒) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง คำชี้ขาดดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้อง เห็นว่า กรณีเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างงานก่อสร้างอาคาร จัดหาและติดตั้งงาน ระบบประจำอาคารและงานโยธา คดีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากร ธรรมชาติ คดีนี้ เมื่อผู้ร้องเป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยมีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาจ้างงานก่อสร้างอาคาร จัดหาและติดตั้งงาน ระบบประจำอาคารและงานโยธา เพื่อก่อสร้างอาคารปฏิบัติการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค อันเป็นบริการสาธารณะอย่างหนึ่ง จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าว จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอันเกิดจากข้อพิพาทตามสัญญาจ้างงานก่อสร้างดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๖) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบมาตรา ๙ และมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ผู้ร้อง บริษัทรวมนครก่อสร้าง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้าน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545
พ.ร.บ.พัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 65/2555
#527186
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๕/๒๕๕๕

วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๕

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ นางวิไลวรรณ มามี ที่ ๑ นายบุญเชิด มามี ที่ ๒โจทก์ยื่นฟ้อง นางจุไร ชื่นสุวรรณ ที่ ๑ นางสิริพร สุ่มสกุล ที่ ๒ นายจรัญ วิทวัสการเวช ที่ ๓ นางรัชฎาพรรักษาแก้ว ที่ ๔ นางสาวปุณยพร จันที ที่ ๕ นายชัยยุทธ ตู้ทองคำ ที่ ๖ นางสาวศิรดา วรวงษ์ ที่ ๗ นางชฎาพร โกสุมาศ ที่ ๘ นางทรายทอง โพธิ์กีรติกุล ที่ ๙ นายสุพจน์ สุวรรณโชติ ที่ ๑๐ นายอนุวัฒน์เมธีวิบูลวุฒิ ที่ ๑๑ จำเลย ต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๙๘๘/๒๕๕๒ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๔ ตำบลสะพานไทย (กบเจา) อำเภอบางบาล (เสนาใน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา(กรุงเก่า) เนื้อที่ ๓ ไร่ ๖๒ ตารางวา ซึ่งเป็นสินสมรส แต่จดทะเบียนระบุชื่อโจทก์ที่ ๑ ในโฉนดที่ดินเพียงคนเดียว ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๓ ถึงจำเลยที่ ๑๐ เป็นเจ้าพนักงานสังกัดกรมที่ดิน ส่วนจำเลยที่ ๑๑ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน มีอำนาจหน้าที่ดูแลกำกับงานและข้าราชการในสังกัดกรมที่ดินให้เป็นไปตามกฎหมาย เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๓๔ โจทก์ทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโดยแบ่งที่ดินให้จำเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๔ จำนวน ๖๒ ส่วนหรือเท่ากับ ๖๒ ตารางวา จากเนื้อที่ทั้งหมด ๑,๒๖๒ ส่วน หรือเท่ากับ ๑,๒๖๒ ตารางวา โดยมีค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท ต่อมา วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๑ โจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ทำบันทึกข้อตกลงและยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมแบบจำกัดเนื้อที่ต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยแบ่งที่ดินออกเป็นสองแปลง แปลงที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๑ เนื้อที่ ๖๒ ตารางวาโดยจำกัดเนื้อที่ ส่วนแปลงคงเหลือทั้งหมดเป็นของโจทก์ที่ ๑ ต่อมา เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑จำเลยที่ ๓ ตำแหน่งนายช่างรังวัด ๖ ได้รังวัดที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๔ ทั้งแปลง เพื่อแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ปรากฏว่าคำนวณเนื้อที่ได้ทั้งหมด ๓ ไร่ ๙๓ ตารางวา ซึ่งมากกว่าเดิม ๓๑ ตารางวา จำเลยที่ ๓ มีหน้าที่รังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นเนื้อที่จำนวน ๖๒ ตารางวา ตามคำขอรังวัดและบันทึกข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์ ฉบับลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๑ เท่านั้น แต่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ กลับสมคบกันหลอกลวงโจทก์ที่ ๑ ที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช โดยจำเลยที่ ๓ รังวัดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ เพิ่มขึ้นอีก ๒๐๑ ตารางวา รวมเป็นเนื้อที่ ๒ งาน ๖๓ ตารางวา โดยปกปิดและหลอกลวงให้โจทก์ที่ ๑ ลงลายมือชื่อในเอกสารที่จำเลยที่ ๓ จัดทำขึ้นด้วยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเป็นการลงลายมือชื่อเพื่อเป็นหลักฐานการแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ จำนวน ๖๒ ตารางวา ทำให้โจทก์ที่ ๑ หลงเชื่อ และลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว และต่อมาจำเลยที่ ๓ ได้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ที่ดินให้ตรงกับที่ได้รังวัดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ จากเนื้อที่ ๖๒ ตารางวา เป็น ๒ งาน ๖๓ ตารางวา และเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๒ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๙ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ที่ ๑ เพื่อให้จำเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ ๒ งาน ๖๓ ตารางวา โดยจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๙ หลอกลวงให้โจทก์ที่ ๑ ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนแบบไม่มีค่าตอบแทนกับบันทึกขอแก้บันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมที่ได้จัดทำขึ้นด้วยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าเป็นหลักฐานในการแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑เพียง ๖๒ ตารางวา โจทก์ที่ ๑ หลงเชื่อตามคำหลอกลวง จึงลงลายมือชื่อในบันทึกดังกล่าว แท้จริงแล้วเป็นบันทึกข้อตกลงที่ให้จำเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์รวมเพิ่มขึ้นอีก ๒๐๑ ตารางวาโดยไม่มีค่าตอบแทนนอกจากนี้จำเลยที่ ๕ ยังหลอกลวงให้โจทก์ที่ ๑ ลงลายมือชื่อรับรองรูปแผนที่ว่าถูกต้อง การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ ทำให้จำเลยที่ ๑ ได้ที่ดินเพิ่มโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๑๐ ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีหน้าที่กำกับดูแลและตรวจสอบการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม รวมทั้งมีหน้าที่ออกโฉนดที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ไม่ตรวจสอบความถูกต้องของบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนแบบไม่มีค่าตอบแทน บันทึกขอแก้บันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมฉบับลงวันที่ ๒๙ มกราคม๒๕๕๒ ว่าเป็นการยกให้โดยเสน่หาจริงหรือไม่ โจทก์ที่ ๒ ซึ่งเป็นสามีของโจทก์ที่ ๑ ได้ให้ความยินยอมในการยกที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสให้หรือไม่ การที่จำเลยที่ ๑๐ ออกโฉนดที่ดิน เลขที่ ๒๐๓๐๓ ตำบลสะพานใหม่ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ ๒ งาน ๖๓ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๑ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ทั้งสองทราบความจริงได้มีหนังสือขอให้จำเลยที่ ๑๐ และที่ ๑๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวที่คลาดเคลื่อน เพิกถอนบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนแบบไม่มีค่าตอบแทนและบันทึกขอแก้บันทึกข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวม แต่จำเลยที่ ๑๐ และที่ ๑๑เพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งสิบเอ็ด เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่านิติกรรมตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนแบบไม่มีค่าตอบแทนในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๔ และบันทึกขอแก้บันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม ระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๑ และเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๐๓๐๓ หรือให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๓๐๓ เนื้อที่ ๒๐๑ ตารางวา คืนโจทก์ที่ ๑ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๓๔ เนื้อที่ ๓ ไร่ ๖๒ ตารางวาโจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ลักษณะที่ดินมีคลองชลประทานผ่านกลางที่ดิน ทำให้ที่ดินถูกแบ่งออกเป็นสองแปลง คือทางด้านทิศเหนือกับทางด้านทิศใต้ของคลองชลประทาน เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๓๔ จำเลยที่ ๑ กับโจทก์ที่ ๑ ตกลงซื้อขายที่ดินดังกล่าวเฉพาะแปลงทางด้านทิศเหนือของคลองชลประทานทั้งแปลง ราคา ๑๕,๐๐๐ บาท แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่จดทะเบียนซื้อขายให้ อ้างว่าต้องเป็นการซื้อขายทั้งแปลงหรือมิฉะนั้นต้องรังวัดให้ทราบเนื้อที่จำนวนแน่นอนก่อน โจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายในการรังวัดเพราะทราบแนวเขตที่จะซื้อขายกันอยู่แล้ว จึงทำบันทึกข้อตกลงให้จำเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าว แต่เนื่องจากไม่ทราบเนื้อที่แน่นอนจึงกะประมาณเนื้อที่ที่ซื้อขายกันว่าน่าจะมีจำนวน ๖๒ ตารางวา จึงระบุให้จำเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์รวมจำนวน ๖๒ ส่วน หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ได้ครอบครองที่ดินที่ซื้อมาตลอดจนถึงปัจจุบันโดยโจทก์มิได้โต้แย้ง ต่อมาโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๑ ตกลงจะแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินจึงทำคำขอโดยระบุเนื้อที่ที่ดินของจำเลยที่ ๑ จำนวน๖๒ ตารางวา ตามคำแนะนำของเจ้าพนักงานที่ดินที่แจ้งว่าต้องระบุตามเดิมไปก่อนหากรังวัดได้เนื้อที่เท่าไรแล้วสามารถทำให้ตรงกับความเป็นจริงได้ พอรังวัดแล้วปรากฏว่า ที่ดินของจำเลยที่ ๑ มีเนื้อที่ ๒ งาน ๖๓ ตารางวา ดังนั้นโจทก์ที่ ๑ จึงตกลงทำบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามความเป็นจริงโดยไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ ๒ ไม่มีนิติสัมพันธ์และไม่เคยหลอกลวงโจทก์ที่ ๑ ตามคำฟ้องแต่อย่างใดค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๑๑ ให้การทำนองเดียวกันว่า ปฏิบัติราชการโดยสุจริตและชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย มิได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ หลอกลวงฉ้อฉลโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสิบเอ็ดยื่นคำร้องโต้แย้งอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

โจทก์ทั้งสองทำคำชี้แจงว่า โจทก์ยื่นฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมระหว่างโจทก์ที่ ๑กับจำเลยที่ ๑ และเรียกร้องให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการฉ้อโกงอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง อีกทั้งมูลละเมิดแห่งคดีนี้ยังเป็นกรณีพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ ตกลงซื้อขายหรือให้จำเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๖๒ ตารางวา ตามที่โจทก์อ้าง หรือ ๒ งาน ๖๓ ตารางวา ตามที่จำเลยที่ ๑ ให้การไว้เสียก่อน แล้วจึงจะพิจารณาต่อไปได้ว่าจำเลยทั้งสิบเอ็ดต้องชดใช้ค่าเสียหายเพียงใดจึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอในคดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๔ เนื้อที่ดิน ๓ ไร่ ๖๒ ตารางวา โดยให้มีชื่อโจทก์ที่ ๑ในโฉนดที่ดินพียงผู้เดียว ที่ดินมีคลองชลประทานผ่านกลางที่ดินทำให้ที่ดินถูกแบ่งออกเป็น ๒ แปลง ต่อมาเมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๓๔ โจทก์ที่ ๑ ได้ตกลงขายที่ดินแปลงฝั่งตรงกันข้ามให้กับจำเลยที่ ๑ โดยให้จำเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทรวม ๖๒ ส่วน หรือ ๖๒ ตารางวา โดยมีค่าตอบแทน ๑๕,๐๐๐ บาท ต่อมา เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๑โจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ มีความประสงค์จะแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทตามส่วนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมจึงยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยขอแบ่งแยกเป็นสองแปลงแปลงแรกเนื้อที่ ๖๒ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๑ แปลงที่สอง แปลงคงเนื้อที่ส่วนที่เหลือทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ ๑ ในการรังวัดแบ่งแยก โจทก์ทั้งสองเห็นว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ได้สมคบกันหลอกลวงฉ้อฉลโจทก์ที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๓ ตำแหน่งนายช่างรังวัด ๖ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรังวัดได้ทำการรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมให้แก่จำเลยที่ ๑ เกินไปจากส่วนที่ตนมีสิทธิโดยทุจริตทั้งจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ หลอกลวงให้โจทก์ที่ ๑ ลงลายมือชื่อในบันทึกถ้อยคำและเอกสารต่างเพื่อใช้ในการแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินให้จำเลยที่ ๑ เพิ่มขึ้นโดยไม่มีค่าตอบแทน จึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ ๓ ใช้อำนาจตามมาตรา ๗๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ในการรังวัดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนการที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๙ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามคำขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ ๑โดยจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๙ ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนแบบไม่มีค่าตอบแทนและบันทึกขอแก้ข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมขึ้นโดยทุจริต ทั้งไม่แจ้งให้โจทก์ที่ ๒ ซึ่งเป็นสามีโจทก์ที่ ๑ ให้ความยินยอมในการทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นสินสมรส และได้ร่วมกันหลอกลวงฉ้อฉลให้โจทก์ที่ ๑ ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนแบบไม่มีค่าตอบแทนกับบันทึกขอแก้ข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ได้จัดทำขึ้นและลงชื่อรับรองรูปแผนที่ว่าถูกต้อง และได้ร่วมกันแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นเนื้อที่ ๒ งาน ๖๓ ตารางวา เพื่อให้จำเลยที่ ๑ ได้ที่ดินเพิ่มขึ้นโดยไม่มีสิทธิ จึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๙ ใช้อำนาจตามกฎหมายในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน และข้อ ๒ ของกฎกระทรวงฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ในส่วนที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑๐ ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินใหม่ให้กับจำเลยที่ ๑ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๐๓๐๓ โดยไม่สอบสวนหรือตรวจสอบความถูกต้องของการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เพื่อแบ่งแยกที่ดินว่าชอบด้วยกฎหมายที่ดินหรือไม่ จึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ ๑๐ ใช้อำนาจ ตามมาตรา ๗๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินในการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง มาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ และโจทก์ทั้งสองได้แจ้งจำเลยที่ ๑๑ ให้ดำเนินการเพิกถอนบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนแบบไม่มีค่าตอบแทน บันทึกขอแก้ข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวม และโฉนดเลขที่ ๒๐๓๐๓ แล้ว แต่จำเลยที่ ๑๑ เพิกเฉย การที่โจทก์ทั้งสองมีคำขอให้ศาลพิพากษาให้บันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนแบบไม่มีค่าตอบแทนในที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๓๔ และบันทึกขอแก้ข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๑ ตกเป็นโมฆะและเพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๑ และเพิกถอนโฉนดเลขที่ ๒๐๓๐๓ หรือให้จำเลยที่ ๑ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๓๐๓ ดังกล่าว เนื้อที่ ๒๐๑ ตารางวา คืนโจทก์ที่ ๑ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดคนร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองสามารถออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและโฉนดเลขที่ ๒๐๓๐๓ และให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดคนร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ส่วนกรณีคดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ ตกลงซื้อขายหรือให้จำเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์รวมแบบมีค่าตอบแทนในที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๖๒ ตารางวา ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง หรือตกลงซื้อขายหรือให้ถือกรรมสิทธิ์รวมที่ดินแบบมีค่าตอบแทนในที่ดินแปลงด้านทิศเหนือของคลองชลประทานทั้งแปลงซึ่งมีเนื้อที่ ๒ งาน ๖๓ ตารางวา ตามที่จำเลยที่ ๑ ให้การ นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่าการจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินรวมและการออกโฉนดที่ดินซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น และแม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทางพิพาทจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอกคู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้ รวมทั้งมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทและเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทเพื่อเยียวยาความเสียหายตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้โดยที่ศาลยุติธรรมหาได้มีอำนาจเช่นนั้นไม่ เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ(๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้วศาลยุติธรรมจึงย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ตามนัยมาตรา ๒๒๓ ประกอบกับมาตรา ๒๑๘ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๑๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๔ เนื้อที่ ๓ ไร่ ๖๒ ตารางวา ต่อมา โจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ทำบันทึกข้อตกลงและยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมโดยแบ่งออกเป็นสองแปลง แปลงที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๑ เนื้อที่ ๖๒ ตารางวา ส่วนแปลงคงเหลือทั้งหมดเป็นของโจทก์ที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ สมคบกันหลอกลวงรังวัดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ เพิ่มขึ้นเป็นเนื้อที่ ๒ งาน ๖๓ ตารางวา รวมทั้งปกปิดและหลอกลวงโจทก์ที่ ๑ ให้ลงลายมือชื่อในเอกสารที่จำเลยที่ ๓ จัดทำขึ้นด้วยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อเป็นหลักฐานการแบ่งแยกที่ดินและแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินให้ตรงกับที่ได้รังวัด จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๙ ได้ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๙ หลอกลวงให้ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนแบบไม่มีค่าตอบแทนกับบันทึกขอแก้บันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมที่ทำขึ้นด้วยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าเป็นหลักฐานในการแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ เพียง ๖๒ ตารางวา แท้จริงแล้วเป็นบันทึกข้อตกลงที่ให้จำเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์รวมเพิ่มขึ้นอีก ๒๐๑ ตารางวาโดยไม่มีค่าตอบแทนจำเลยที่ ๕ หลอกลวงให้ลงลายมือชื่อรับรองรูปแผนที่ว่าถูกต้อง การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึง ที่ ๙ ทำให้จำเลยที่ ๑ ได้ที่ดินเพิ่มโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๑๐ ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่หน้าที่โดยทุจริต ไม่ตรวจสอบความถูกต้องของบันทึกข้อตกลงว่าเป็นการยกให้โดยเสน่หาจริงหรือไม่ โจทก์ที่ ๒ สามีโจทก์ที่ ๑ ให้ความยินยอมในการยกที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสให้หรือไม่ การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๐๓๐๓ เนื้อที่ ๒ งาน ๖๓ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๑ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ทั้งสองทราบความจริงได้ขอให้จำเลยที่ ๑๐ และที่ ๑๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่คลาดเคลื่อน เพิกถอนบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนแบบไม่มีค่าตอบแทนและบันทึกขอแก้บันทึกข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวม แต่จำเลยที่ ๑๐ และที่ ๑๑ เพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งสิบเอ็ดเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่านิติกรรมตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนแบบไม่มีค่าตอบแทนในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๔ และบันทึกขอแก้บันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม ระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๑ และเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๐๓๐๓ หรือให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๓๐๓ เนื้อที่ ๒๐๑ ตารางวา คืนโจทก์ที่ ๑ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การโดยสรุปว่า เมื่อมีการตกลงซื้อขายที่ดินเฉพาะแปลงทางด้านทิศเหนือ เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่จดทะเบียนซื้อขายให้ อ้างว่าต้องเป็นการซื้อขายทั้งแปลงหรือต้องรังวัดให้ทราบเนื้อที่จำนวนแน่นอน โจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ จึงทำบันทึกข้อตกลงให้จำเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าว โดยกะประมาณเนื้อที่ที่ซื้อขายกันว่าน่าจะมีจำนวน ๖๒ ตารางวา และระบุให้จำเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์รวมจำนวน ๖๒ ส่วน และครอบครองที่ดินจนถึงปัจจุบันโดยมิได้มีการโต้แย้ง ต่อมามีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินจึงทำคำขอโดยระบุเนื้อที่ที่ดินของจำเลยที่ ๑ จำนวน ๖๒ ตารางวา ตามเดิมก่อน หากรังวัดได้เนื้อที่เท่าไรสามารถทำให้ตรงกับความเป็นจริงได้ เมื่อรังวัดแล้วปรากฏว่า ที่ดินของจำเลยที่ ๑ มีเนื้อที่ ๒ งาน ๖๓ ตารางวา โจทก์ที่ ๑ จึงตกลงทำบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามความเป็นจริงโดยไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ ๒ ไม่มีนิติสัมพันธ์และไม่เคยหลอกลวงโจทก์ที่ ๑ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๑๑ ให้การทำนองเดียวกันว่า ปฏิบัติราชการโดยสุจริตและชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย มิได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ หลอกลวงฉ้อฉลโจทก์ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้โดยมุ่งประสงค์ให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้รับรองและคุ้มครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ ตกลงแบ่งแยกที่ดินหรือให้จำเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๖๒ ตารางวาตามที่โจทก์ทั้งสองอ้าง หรือ ๒ งาน ๖๓ ตารางวา ตามที่จำเลยที่ ๑ ให้การไว้เสียก่อน ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางวิไลวรรณ มามี ที่ ๑ นายบุญเชิด มามี ที่ ๒ โจทก์นางจุไร ชื่นสุวรรณ ที่ ๑ นางสิริพร สุ่มสกุล ที่ ๒ นายจรัญ วิทวัสการเวช ที่ ๓ นางรัชฎาพร รักษาแก้ว ที่ ๔ นางสาวปุณยพร จันที ที่ ๕ นายชัยยุทธ ตู้ทองคำ ที่ ๖ นางสาวศิรดา วรวงษ์ ที่ ๗ นางชฎาพร โกสุมาศ ที่ ๘ นางทรายทอง โพธิ์กีรติกุล ที่ ๙ นายสุพจน์ สุวรรณโชติ ที่ ๑๐ นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ ที่ ๑๑ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิไลวรรณ มามี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นางจุไร ชื่นสุวรรณ ที่ 1 กับพวกรวม 11 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 64/2555
#519973
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๔/๒๕๕๕

วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๕

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสระบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๓ นางสายพิณ หริ่งรัตน์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมธนารักษ์ ที่ ๑ ธนารักษ์พื้นที่สระบุรี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๘/๒๕๕๓ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินได้รับมรดกมาจากนางเพี้ยน หริ่งรัตน์ มารดาของผู้ฟ้องคดี ตั้งอยู่บริเวณท้ายทางระบายน้ำล้นอ่างเก็บน้ำคลองเพรียว โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ หมู่ที่ ๖ ตำบลตะกุด อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี โดยปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการครอบครองที่ดิน ได้แก่ บันทึกถ้อยคำของนางเพี้ยน หริ่งรัตน์ ที่ได้มีการประทับลายพิมพ์นิ้วมือรับรองแนวเขตที่ดิน

ในฐานะเจ้าของที่ดินข้างเคียงในการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๐๙๐ ของนายกอน สวนประเสริฐ เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๐๖ แผนที่รังวัดที่ดินเลขที่ ๘๒ หมายเลขประจำแฟ้ม ทด. ๔๑๗-๐๓ รังวัดเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๐๖ โดยระบุว่าที่ดินข้างเคียงเป็นที่ที่มีการครอบครองของนางเพี้ยน บัญชีรายนามเจ้าของที่ดินที่ได้ทำการรังวัดแบ่งแยกเนื้อที่ที่ดินโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ ที่ปรากฏชื่อนางสายพิณ โรจนนิล (สกุลเดิม หริ่งรัตน์) เป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่ ๑๑ ซึ่งได้มีการลงเนื้อที่ที่จะถูกแบ่งแยกไว้ แต่ไม่มีการจัดซื้อเนื่องจากไม่สามารถติดต่อกับเจ้าของได้ แผนที่แสดงแนวเขตที่ดินเพื่อการชลประทานโครงการคลองเพรียว คลองสาย SPILL-WAY เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ จำนวน ๑๐ แปลง และหนังสือขอแสดงเจตนาเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่มีการครอบครองของผู้ฟ้องคดี ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๘ ต่อมาผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดชัยนาท-ลพบุรี-สุพรรณบุรี-สระบุรี ตามโครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๒ โดยมีหลักฐานการได้มาซึ่งที่ดินที่ขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินที่เชื่อถือได้พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการรังวัดเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ปรากฏว่า ที่ดินด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ที่ดินเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้ลงนามรับรองแนวเขตที่ดิน ส่วนที่ดินด้านทิศเหนือและทิศตะวันออก ผู้แทนของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ ลงนามรับรองแนวเขตที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งจะต้องรับรองแนวเขตที่ดินร่วมกับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ มิได้ลงนามรับรองแนวเขตที่ดินดังกล่าว และต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือแจ้งผู้อำนวยการศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินฯ ว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดินเป็นที่ราชพัสดุใช้ประโยชน์ในราชการกรมชลประทาน"อ่างเก็บน้ำคลองเพรียว" จึงไม่สามารถลงนามรับรองแนวเขตที่ดินดังกล่าวได้ และต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดซื้อหรือจัดหาที่ดินในโครงการอ่างเก็บน้ำคลองเพรียวและการเข้าใช้ทำประโยชน์ในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดิน ซึ่งผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ มีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า ไม่ปรากฏหลักฐานการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดิน ไม่มีหลักฐานการได้มาซึ่งที่ดิน และโครงการฯ มิได้เข้าครอบครองใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์แก่การชลประทาน ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือ ลงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ลงนามรับรองแนวเขตในการขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งต่อมารองผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีได้มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีว่า ศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินฯ อยู่ระหว่างรอผลการดำเนินการของสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สระบุรีเกี่ยวกับการระวังชี้แนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี

ส่วนสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สระบุรีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณาว่าสามารถลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินให้กับผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ลงนามรับรองแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน สร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น สร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควรและเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ เนื่องจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ ได้แจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แล้วว่าไม่ปรากฏหลักฐานการจ่ายเงินทดแทน ไม่มีหลักฐานการได้มาซึ่งที่ดิน และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ มิได้เข้าครอบครองใช้ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดิน ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รับรองแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่กำหนดและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การโดยสรุปว่า ได้กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินอยู่ในเขตที่ราชพัสดุใช้ในราชการของกรมชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ ซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงไม่อาจลงนามรับรองแนวเขตที่ดินพิพาทได้ และการจัดซื้อที่ดินของกรมชลประทานจะเป็นเฉพาะที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิจะไม่จัดซื้อเนื่องจากเป็นที่ดินของรัฐโดยสภาพ แต่หากมีราษฎรบุกรุกครอบครองทำประโยชน์ กรมชลประทานจะจ่ายเงินเป็นค่าชดเชยเฉพาะทรัพย์สินสิ่งปลูกสร้าง ดังนั้นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดินไม่มีหลักฐานการได้มากรมชลประมานจึงไม่มีการจัดซื้อ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เพราะเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ลงนามรับรองแนวเขตก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการสอบสวนไกล่เกลี่ยของเจ้าพนักงานที่ดิน และหากไม่สามารถตกลงกันได้ เจ้าพนักงานที่ดินจะเป็นผู้พิจารณาว่าใครมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน คู่กรณีฝ่ายใดไม่พอใจต้องไปฟ้องศาลตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป และศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุที่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่างคู่กรณี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานในกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ให้ใช้ จัดประโยชน์ จัดทำนิติกรรม และดำเนินการในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ ส่วนธนารักษ์พื้นที่สระบุรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหน้าที่ระวังชี้แนวเขตที่ดินและลงนามรับรองแนวเขตที่ดินซึ่งเป็นที่ราชพัสดุในจังหวัดสระบุรี ตามข้อ ๘ วรรคหนึ่ง ของกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕

ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ยินยอมลงนามรับรองแนวเขตที่ดินด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกตามที่ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดขอออกโฉนดที่ดิน อ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ราชพัสดุที่อยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการปกครองดูแลที่ราชพัสดุตามที่กฎหมายบัญญัติ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสถานะของที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดิน ซึ่งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในที่ดิน เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ลงนามรับรองแนวเขตที่พิพาท โดยอ้างว่าที่พิพาทเป็นที่ราชพัสดุทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายไม่สามารถออกโฉนดที่ดินในที่พิพาทได้ ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รับรองแนวเขตที่ดินที่พิพาทและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดสระบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตนเองมีสิทธิครอบครอง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ การที่จะบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รับรองแนวเขตที่ดินตามที่ผู้ฟ้องคดีขอรังวัดออกโฉนดที่ดินได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ตั้งอยู่บริเวณท้ายทางระบายน้ำล้นอ่างเก็บน้ำคลองเพรียว โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ หมู่ที่ ๖ ตำบลตะกุด อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ต่อมาผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดชัยนาท-ลพบุรี-สุพรรณบุรี-สระบุรี ตามโครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๒ โดยมีหลักฐานการได้มาซึ่งที่ดินที่ขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินที่เชื่อถือได้พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการรังวัดปรากฏว่า ที่ดินด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ที่ดินเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้ลงนามรับรองแนวเขตที่ดิน ส่วนที่ดินด้านทิศเหนือและทิศตะวันออก ผู้แทนของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ ลงนามรับรองแนวเขตที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งจะต้องรับรองแนวเขตที่ดินร่วมกับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ มิได้ลงนามรับรองแนวเขตที่ดินดังกล่าว และต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือแจ้งผู้อำนวยการศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินฯ ว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดินเป็นที่ราชพัสดุใช้ประโยชน์ในราชการกรมชลประทาน"อ่างเก็บน้ำคลองเพรียว" จึงไม่สามารถลงนามรับรองแนวเขตที่ดินดังกล่าวได้ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดซื้อหรือจัดหาที่ดินในโครงการอ่างเก็บน้ำคลองเพรียวและการเข้าใช้ทำประโยชน์ในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดิน ซึ่งผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ มีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า ไม่ปรากฏหลักฐานการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดิน ไม่มีหลักฐานการได้มาซึ่งที่ดิน และโครงการฯ มิได้เข้าครอบครองใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์แก่การชลประทาน ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ลงนามรับรองแนวเขตในการขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งต่อมารองผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีมีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีว่า ศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินฯ อยู่ระหว่างรอผลการดำเนินการของสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สระบุรีเกี่ยวกับการระวังชี้แนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สระบุรีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณาว่าสามารถลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินให้กับผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ลงนามรับรองแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน สร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น สร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควรและเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ เนื่องจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ ได้แจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แล้วว่าไม่ปรากฏหลักฐานการจ่ายเงินทดแทน ไม่มีหลักฐานการได้มาซึ่งที่ดิน และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ มิได้เข้าครอบครองใช้ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดิน ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รับรองแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่กำหนดและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การโดยสรุปว่า ได้กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินอยู่ในเขตที่ราชพัสดุใช้ในราชการของกรมชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ ซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงไม่อาจลงนามรับรองแนวเขตที่ดินพิพาทได้ และการจัดซื้อที่ดินของกรมชลประทานจะเป็นเฉพาะที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิจะไม่จัดซื้อเนื่องจากเป็นที่ดินของรัฐโดยสภาพ แต่หากมีราษฎรบุกรุกครอบครองทำประโยชน์ กรมชลประทานจะจ่ายเงินเป็นค่าชดเชยเฉพาะทรัพย์สินสิ่งปลูกสร้าง ดังนั้นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดินไม่มีหลักฐานการได้มากรมชลประทานจึงไม่มีการจัดซื้อ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสายพิณ หริ่งรัตน์ ผู้ฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ที่ ๑ ธนารักษ์พื้นที่สระบุรี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์/คัดทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสายพิณ หริ่งรัตน์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมธนารักษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 63/2555
#518934
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๓/๒๕๕๕

วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓)

ศาลจังหวัดนนทบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนนทบุรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้วศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๓ บริษัทบุญรอด เทรดดิ้ง จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่ ๑ ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ. ๘๖๐/๒๕๕๓ ความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ผลิตโดยกลุ่มบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ทั้งที่มีและไม่มีแอลกอฮอล์ ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ โดยจำเลยที่ ๒ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลรับผิดชอบการปฏิบัติงานของจำเลยที่ ๑ ได้ออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ ๙/๒๕๕๒ เรื่องการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ อันเป็นการออกประกาศหลักเกณฑ์เพื่อกำหนดแนวทาง วิธีการหรือเพิ่มเติมคำจำกัดความ นิยามคำศัพท์หรือเพิ่มเติมความหมายให้กับคำนิยามคำศัพท์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยไม่มีอำนาจกระทำได้ตามกฎหมาย แล้วนำไปใช้ในการสั่งห้ามสถานีวิทยุโทรทัศน์และสื่อต่าง ๆ ไม่ให้มีการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ไม่สามารถโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตามกฎหมายและไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้างโฆษณาที่ได้ทำไว้ต่าง ๆ ทั้งยังอาศัยประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวตรวจค้น จับกุมและดำเนินคดีเกี่ยวกับโฆษณาดังกล่าวของโจทก์ เมื่อโจทก์โต้แย้ง จำเลยทั้งสองเพิกเฉยและจงใจแก้ไขประกาศของสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ ๙/๒๕๕๒ ดังกล่าว โดยออกประกาศของสำนักงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ ๔/๒๕๕๓ เรื่อง การห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา ๓๒ อันเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองยกเลิกประกาศของสำนักงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ ๙/๒๕๕๒ และฉบับที่ ๔/๒๕๕๓ และห้ามออกประกาศดังกล่าวอีก ให้จำเลยทั้งสองหยุดการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อเนื่องซึ่งการใช้และอ้างอิงประกาศของสำนักงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ ๙/๒๕๕๒ และฉบับที่ ๔/๒๕๕๓ ในทางที่จะทำให้โจทก์ได้รับความเสื่อมเสียสิทธิในการโฆษณาตามกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสองชี้แจงต่อประชาชนถึงความผิดพลาดและให้ขออภัยต่อโจทก์สำหรับการกระทำละเมิดดังกล่าวในหนังสือพิมพ์และสถานีโทรทัศน์หรือสื่ออื่นที่เทียบเคียงหรืออยู่ในอันดับเดียวกัน ให้จำเลยทั้งสองมีหนังสือยกเลิกหนังสือแจ้งเตือนการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อ้างอิงตามประกาศฉบับที่ ๙/๒๕๕๒ ถึงสถานีโทรทัศน์ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองเคยมีหนังสือแจ้งเตือนไปแล้ว และให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน ๔๓,๔๓๐,๙๙๗.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

อนึ่ง ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๐๔๙/๒๕๕๒ หมายเลขแดงที่ ๒๐๓๕/๒๕๕๒ แต่ศาลปกครองกลางเห็นว่า ประกาศสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ ๙/๒๕๕๒ ดังกล่าว มิได้ออกโดยอาศัยอำนาจจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมากำหนดเพิ่มเติมหรือขัดแย้งกับพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ แต่อย่างใด มิได้มีสภาพเป็นกฎหรือคำสั่งทางปกครองที่ศาลจะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองกระทำการตามอำนาจหน้าที่ของกฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๒๒ พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยประกาศของสำนักงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งสองฉบับดังกล่าวนั้นออกโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นคณะทำงานหรือคณะอนุกรรมการซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายโดยชอบและประกาศดังกล่าวเป็นเพียงการอธิบายบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ แล้วจึงมีหนังสือแจ้งเตือนไปยังสถานีโทรทัศน์ และสื่อต่าง ๆ เพื่อ มิให้มีการดำเนินการใด ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ส่วนการระงับหรือยกเลิกโฆษณาใด ๆ ของโจทก์นั้นเป็นดุลพินิจที่จะปฏิบัติตามกฎหมายของสถานีโทรทัศน์ และสื่อต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่การกระทำของจำเลยที่ ๒ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ และค่าเสียหายของโจทก์เป็นเรื่องในอนาคตที่ไม่แน่นอนเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องขอให้จำเลยทั้งสองยกเลิกประกาศของสำนักงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ ๙/๒๕๕๒ และฉบับที่ ๔/๒๕๕๓ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนนทบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นหลักที่คู่กรณีโต้แย้งกันเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ เมื่อปรากฏว่ามีกฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๖ ดังนั้น เมื่อการกระทำของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของหน่วยงานจำเลยที่ ๑ คดีนี้ตามคำให้การระบุอ้างทำนองว่า ประกาศและหนังสือแจ้งเตือนดังกล่าวเป็นเพียงการอธิบายตัวบทกฎหมายตอบข้อสงสัยเท่านั้น อันถือได้ว่ามีลักษณะการใช้อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๖ (๖) ที่บัญญัติว่า ให้คำปรึกษาแนะนำ และประสานงานแก่หน่วยงานของรัฐและเอกชนเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งการเสนอมาตรการในการป้องกันผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การที่ฝ่ายโจทก์ยื่นฟ้องโต้แย้งอ้างว่า ไม่มีอำนาจกระทำได้ตามกฎหมาย จึงต้องพิจารณาว่ากรณีนี้เป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ หรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริตหรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควรหรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ทั้งยังเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด เนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจ หรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ และ (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตามมาตรา ๔๓ (๔) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา ๒๔ วรรคสอง และมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นส่วนราชการในสังกัดจำเลยที่ ๑ จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกอบกับข้อ ๓ (๗) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๒ และจำเลยที่ ๒ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวตามข้อ ๑ (๒๑) ของประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๒ ออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ ๙/๒๕๕๒ และที่ ๔/๒๕๕๓ เพื่อกำหนดแนวทาง วิธีการ หรือเพิ่มเติม คำจำกัดความ นิยามศัพท์ หรือเพิ่มเติมความหมายให้กับคำนิยามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีกฎหมายให้อำนาจกระทำได้ แล้วใช้ประกาศดังกล่าวเป็นฐานในการดำเนินการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยอำเภอใจและมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้สถานีโทรทัศน์หลายสถานียกเลิกการโฆษณาของโจทก์ทุกช่วงเวลา อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนประกาศที่พิพาทและให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ กรณีจึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจหน้าที่ทางปกครองตามที่บัญญัติในมาตรา ๒๔ วรรคสอง และมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ใช้อำนาจทางปกครองในการออกประกาศโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทบุญรอด เทรดดิ้ง จำกัด โจทก์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่ ๑ ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรค1 และ 3
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบุญรอด เทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 62/2555
#541611
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๖๒/๒๕๕๕

วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕

เรื่อง การยื่นคำร้องโต้แย้งคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

การเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ

นายธงทอง รักตประจิต ทนายความของนางพัทยา กิตติเวช ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีของศาลแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๐๕/๒๕๕๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๖/๒๕๕๕ ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลสั่งศาลปกครองให้เพิ่มประเด็นข้อพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดิน

ข้อเท็จจริงในคดี

สำนักงานศาลยุติธรรมมีหนังสือที่ ศย ๐๑๖/๕๒๗๐๙ ลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ส่งความเห็นให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันระหว่างศาลแพ่งและศาลปกครองกลาง ในคดีที่นางพัทยา กิตติเวช โจทก์ ยื่นฟ้อง พลตำรวจเอก ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ที่ ๑ นางชัชชมา สมบูรณ์ทรัพย์ ที่ ๒ นายวิชัย เลิศพัฒนพันธุ์ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๕/๒๕๕๒ อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๒๙๗๙ ตำบลทุ่งสองห้อง (สีกัน) อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) จังหวัดกรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๑๙๙ ตารางวา ขณะโจทก์ขอรังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ ได้สมคบกับจำเลยที่ ๓ โดยให้จำเลยที่ ๓ กล่าวอ้างกับโจทก์ว่า โจทก์ก่อสร้างรั้วด้านทิศตะวันตก ไม่ถึงแนวเขตที่ดิน และให้โจทก์ขยับเสาหลักเขตรั้วออกไปอีก ๑๐ เซ็นติเมตร เจตนาจะให้ที่ดินของโจทก์ฝั่งทิศตะวันออก เนื้อที่ประมาณ ๐.๔ ตารางวา ตกเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำให้การก่อสร้างอาคารในที่ดินของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีระยะขอบนอกถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อโจทก์สอบเขตที่ดินใหม่โดยนายประวิทย์เป็นผู้รังวัดสอบเขต ผลการรังวัดปรากฏว่าจำเลยที่ ๓ รังวัดที่ดินของโจทก์รุกล้ำที่ดินสาธารณูปโภคของหมู่บ้านจัดสรรทั้งสองด้านเนื้อที่ ๐.๔ ตารางวา และที่มุมปาดมุมซอยเกษตร ๐.๑ ตารางวา โดยมีเจตนาไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนการรังวัดสอบเขตที่ดินและรูปแผนที่ของจำเลยที่ ๓ ที่ได้กระทำไว้ในโฉนดที่ดินของโจทก์ โดยให้มีผลถึงการเพิกถอนการรังวัดสอบเขตและรูปแผนที่ต้นร่างที่กระทำโดยนายประวิทย์ด้วย และให้ศาลมีคำสั่งเป็นหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาดอนเมือง ดำเนินการรังวัดสอบเขตและให้ปักเสาหลักเขตที่ดินของโจทก์เสียใหม่ให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ทำการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ซึ่งศาลแพ่งเห็นว่าเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนศาลปกครองกลาง เห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๖/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ในคดีดังกล่าวว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นช่างรังวัดที่ดินดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริต กล่าวอ้างว่าโจทก์ก่อสร้างรั้วด้านทิศตะวันตกไม่ถึงแนวเขตที่ดิน และให้โจทก์ขยับเสาหลักเขตรั้วออกไปอีก ๑๐ เซ็นติเมตร โดยมีเจตนาที่จะตัดที่ดินด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ประมาณ ๐.๔ ตารางวา ของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดต่อกับที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออก เพื่อให้อาคารที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ก่อสร้างมีระยะขอบนอกอาคารถึงเขตที่ดินถูกต้องตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ และข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๔๔ อันเป็นการหลีกเลี่ยงความผิดตามกฎหมาย ทำให้ที่ดินของโจทก์ไปรุกล้ำที่ดินในส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคของหมู่บ้านจัดสรร ขอให้เพิกถอนการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทและรูปแผนที่ของจำเลยที่ ๓ และให้ดำเนินการรังวัดสอบเขตและให้ปักเสาหลักเขตที่ดินของโจทก์ให้ถูกต้อง กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อให้ศาลเพิกถอนผลการรังวัดสอบเขตที่ดินและรูปแผนที่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีคำสั่งให้ดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดินให้ถูกต้อง คดีไม่มีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใด ดังนั้นข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๕ นายธงทอง รักตประจิต ทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องโต้แย้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลในกรณีที่คณะกรรมการได้วินิจฉัยว่า คดีไม่มีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใด เป็นคำสั่งหรือวินิจฉัยชี้ขาดที่ทำให้ประเด็นข้อพิพาทแนวเขตที่ดินของโจทก์หายไปจากประเด็น ข้อพิพาทที่ศาลแพ่งได้กำหนดไว้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และอาจถูกกระทบกระเทือนถึงกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ไม่ครบจำนวน ๑๙๙ ตารางวา และไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลสั่งให้ศาลปกครองเพิ่มประเด็นข้อพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดินจำนวน ๑ ๒/๑๐ ตารางวา ว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และยื่นคำร้องเพิ่มเติม ลงวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ขอให้เพิ่มประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ ๓ รังวัดที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตก (ด้านที่ติดกับถนนแจ้งวัฒนะ ๑๔) โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คำร้องของผู้ร้องชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าว อยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่น ในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ในกรณีเช่นว่านี้ให้ศาลที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้

ถ้าศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ให้ศาลที่ส่งความเห็นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นให้คณะกรรมการลงมติให้ขยายเวลาออกไปได้ไม่เกินสามสิบวัน โดยให้บันทึกเหตุแห่งความจำเป็นนั้นไว้ด้วย

วรรคสองบัญญัติว่า คำสั่งของศาลตามวรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามวรรคหนึ่ง (๓) ให้เป็นที่สุด และมิให้ศาลที่อยู่ในลำดับสูงขึ้นไปของศาลตามวรรคหนึ่งยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นพิจารณาอีก

วรรคสามบัญญัติว่า ความในมาตรานี้ให้ใช้บังคับกับกรณีที่ศาลเห็นเอง ก่อนมีคำพิพากษาด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๑๒ บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการนำคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกันตั้งแต่สองศาลขึ้นไป ถ้าคู่ความหรือศาลเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลใดศาลหนึ่งที่รับฟ้อง ให้นำความในมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด แต่ศาลนั้นไม่รับฟ้องเพราะเหตุว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว หากศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน ให้ศาลนั้นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัย โดยให้นำความในมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) และมาตรา ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความหรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด

มาตรา ๑๕ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๐ ถึงมาตรา ๑๔ ไปใช้กับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา การยื่นคำร้องต่อศาลก่อนการฟ้องคดีตามที่กฎหมายบัญญัติ การสืบพยานหลักฐานไว้ก่อนฟ้องคดี การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล และการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ประการอื่นของศาลโดยอนุโลม

จากบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น การจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยได้นั้น จะต้องเป็นกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) หรือวรรคสาม มาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๕ โดยคู่ความยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องเป็นหลัก เว้นแต่กรณีศาลเห็นเองตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม และกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ โดยคู่ความหรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าว อาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าว ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลสั่งให้ศาลปกครองเพิ่มประเด็นข้อพิพาท จึงไม่ใช่กรณีเรื่องเขตอำนาจศาลหรือกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แต่อย่างใด กรณีจึงเป็นการยื่นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการจึงไม่อาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา

จึงมีคำสั่งว่า คำร้องของผู้ร้องไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๘ ให้ยกคำร้องนี้เสีย

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธงทอง รักตประจิต ทนายความของนางพัทยา กิตติเวช
จำเลย — พลตำรวจเอก ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 61/2555
#519972
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๑/๒๕๕๕

วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดระนอง

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดระนองโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๓ นายสมมุ่ง ไชยทิพย์ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ นายอำเภอกระเปอร์ ที่ ๒ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ ๓ นายสุรชัย ทรัพย์ภิญโญ หรือนายพูลสวัสดิ์ ทรัพย์ภิญโญ ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดระนอง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๓๔/๒๕๕๓ ความว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๕ ตำบลนาคา อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง เนื้อที่ประมาณ ๖๘ ไร่ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ จนถึงปัจจุบัน โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งสิทธิ และได้ปลูกยางพารา มะม่วงหิมพานต์ ผักเหลียง และพืชผลอื่นๆ และปลูกสร้างบ้านเรือนในที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ นายอนุรักษ์ มณีศรี กับพวก ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์และตัดต้นยางพาราของโจทก์เป็นจำนวนมาก โดยอ้างว่าได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวจากจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้มีชื่อทางทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๘๑ เลขที่ ๓๘๒ เลขที่ ๓๙๙ และเลขที่ ๔๐๐ โจทก์จึงยื่นฟ้องนายอนุรักษ์เป็นเรื่องละเมิดต่อศาลจังหวัดระนอง ศาลจังหวัดระนองมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๘๗/๒๕๕๓ ให้จำเลย (นายอนุรักษ์) ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ โจทก์ตรวจสอบพบว่า ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๘๑ และเลขที่ ๓๘๒ มีชื่อจำเลยที่ ๓ เป็นผู้มีชื่อทางทะเบียน และ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๙๙ และเลขที่ ๔๐๐ มีชื่อจำเลยที่ ๔ เป็นผู้มีชื่อทางทะเบียน โดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๘๑ เลขที่ ๓๙๙ และเลขที่ ๔๐๐ ให้แก่นายมูล พิมพ์วงษ์ และออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๘๒ ให้แก่นางจิบ พิมพ์วงษ์ ซึ่ง น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่ฉบับดังกล่าว ได้ออกทับที่ดินที่โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์อยู่ ออกให้เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๒๘ และมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ลงนามใน น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่ฉบับดังกล่าว โจทก์เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ออกเอกสารสิทธิดังกล่าวทับที่ดินของโจทก์เป็นการออกเอกสารสิทธิที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่ฉบับดังกล่าว ตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ส่วนนายมูลและนางจิบไม่ได้เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน และในการออก น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่ฉบับดังกล่าว การชี้แนวเขตที่ดิน การประกาศหาผู้คัดค้าน จะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ที่ดินข้างเคียงทราบซึ่งรวมถึงโจทก์ด้วย หากโจทก์ทราบย่อมต้องไประวังแนวเขตและคัดค้าน แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หาได้กระทำไม่ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีลักษณะปกปิด เป็นการออกในลักษณะไม่สุจริตและเป็นการปกปิดข้อมูลข่าวสารอันยากแก่การรับรู้ข้อเท็จจริง การที่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ รับโอนที่ดินดังกล่าวมาโดยมิชอบมาตั้งแต่ต้น และไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ใดๆ ในที่ดินพิพาทตั้งแต่รับโอนมา จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ย่อมไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงพิพาท แต่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ จนถึงปัจจุบัน ย่อมมีสิทธิครอบครองดีกว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่ฉบับดังกล่าว หากไม่อาจเพิกถอนได้ขอให้เปลี่ยนชื่อทางทะเบียนเป็นชื่อของโจทก์ ให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท และห้ามมิให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เข้ามากระทำการใดๆ ในที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธิใดๆ ใน น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่ฉบับดังกล่าว

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าว แต่นายมูลและนางจิบได้ครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินต่อเนื่องมาจากผู้ที่ครอบครองที่ดินมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ พร้อมได้นำเดินสำรวจไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ การที่โจทก์อ้างว่า ได้ครอบครองที่ดินแปลงพิพาทตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ จึงไม่เป็นความจริง และการออก น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่ฉบับดังกล่าวไม่เป็นการออกทับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่แปลงโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และเป็นผู้ซื้อทรัพย์โดยสุจริตจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๐ โจทก์อ้างว่า ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง จึงเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และยังมิได้จดทะเบียน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง โจทก์จึงไม่อาจยกการครอบครองขึ้นเป็นข้อกล่าวอ้างต่อจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต คำพิพากษาของศาลจังหวัดระนอง คดีหมายเลขแดงที่ ๘๗/๒๕๕๓ ที่โจทก์ฟ้องนายอนุรักษ์ไม่ผูกพันจำเลยที่ ๓ นอกจากนี้ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินและขอให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เป็นการฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ วรรคสอง โจทก์ต้องฟ้องภายใน ๑ ปี นับแต่เวลาที่โจทก์ถูกแย่งการครอบครอง คือนับแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๒ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๓ จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ เป็นคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ และระหว่างพิจารณาปรากฏว่า ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ ๔ ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์เด็ดขาดก่อนแล้ว ศาลจังหวัดระนองจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือกระทำการอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจ หรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดระนองพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์โดยตลอดแล้ว แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๘๑ เลขที่ ๓๙๙ และเลขที่ ๔๐๐ ให้แก่นายมูล พิมพ์วงษ์ และน.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๘๒ ให้แก่นางจิบ พิมพ์วงษ์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการออก น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่ฉบับทับที่ดินซึ่งโจทก์มีสิทธิครอบครอง โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้แจ้งเรื่องการรังวัดเพื่อออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวให้โจทก์ทราบเสียก่อน ทำให้โจทก์ไม่ได้คัดค้าน จึงเป็นการกระทำไปโดยมีลักษณะปกปิด ไม่สุจริตและเป็นการปกปิดข้อความข่าวสาร อันเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒

กระทำการโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนการออก น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่ฉบับก็ตาม แต่การที่ศาลจะพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนการออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวหรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามความเป็นจริงให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือได้ครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินส่วนที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่ฉบับดังกล่าวไว้หรือไม่ ทั้งโจทก์ได้ยกเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องยืนยันว่าโจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาท ซึ่งจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่างให้การปฏิเสธโต้แย้งคัดค้านว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินส่วนที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่ฉบับ โดยที่ดินพิพาทดังกล่าวมีนายมูลกับนางจิบเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์อยู่ กรณีตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นการโต้เถียงกันในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองอยู่ในที่ดินที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. ให้แก่นายมูลและนางจิบหรือไม่ เมื่อศาลพิจารณาคดีในประเด็นดังกล่าวแล้วจึงจะพิจารณาต่อไปได้ว่า การออก น.ส. ๓ ก. ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจะบังคับตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้หรือไม่เพียงใด จึงเป็นกรณีมีข้อพิพาทกันเกี่ยวด้วยสิทธิในที่ดิน คดีของโจทก์จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทย มีภารกิจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคลและจัดการที่ดินของรัฐโดยการออกหนังสือแสดงสิทธิ การให้บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ การจัดการข้อมูลสารสนเทศที่ดิน และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามข้อ ๒ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมที่ดินกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๕๓ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา ๖๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จำเลยที่ ๒ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การออก น.ส. ๓ ก. เป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎกระทรวงที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง คดีนี้เป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการออก น.ส. ๓ ก. กระทำการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๘๑ เลขที่ ๓๘๒ เลขที่ ๓๙๙ และเลขที่ ๔๐๐ ทั้งสี่ฉบับไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่ประมวลกฎหมายที่ดินและกฎกระทรวงกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เมื่อโจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำดังกล่าว และมีคำขอให้ศาลเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ที่พิพาทดังกล่าว ให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามฟ้อง และห้ามมิให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เข้ามากระทำการใดๆ ในที่ดินพิพาท คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองและสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เข้ามากระทำการใดๆ ในที่ดินพิพาทได้ และกรณีที่โจทก์มีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามฟ้อง เป็นคำขอที่ศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับและแสดงความเป็นอยู่ของสิทธิหรือหน้าที่นั้น ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนคดีมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือได้ครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินส่วนที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่ฉบับดังกล่าวหรือไม่นั้น เป็นประเด็นข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การออก น.ส. ๓ ก. อันเป็นคำสั่งทางปกครองเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น และถึงแม้ว่าการพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด และไม่มีบทบัญญัติใดบัญญัติห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ ประกอบกับไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดได้บัญญัติให้อำนาจแก่ศาลยุติธรรมที่จะสั่งเพิกถอนคำสั่งทั้งหมดหรือบางส่วนเหมือนดังเช่นที่บัญญัติให้อำนาจศาลปกครองไว้ในมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ตามมาตรา ๒๒๓ ประกอบกับมาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชน โดยอ้างว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๕ ตำบลนาคา อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง เนื้อที่ประมาณ ๖๘ ไร่ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ จนถึงปัจจุบัน โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งสิทธิ และได้ปลูกพืชผลต่างๆ และปลูกสร้างบ้านเรือนในที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ นายอนุรักษ์ มณีศรี กับพวก ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์และตัดต้นยางพาราของโจทก์เป็นจำนวนมาก โดยอ้างว่าได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวจากจำเลยที่ ๓ โจทก์จึงยื่นฟ้องนายอนุรักษ์เป็นเรื่องละเมิดต่อศาลจังหวัดระนอง ศาลจังหวัดระนองมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๘๗/๒๕๕๓ ให้จำเลย (นายอนุรักษ์) ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ โจทก์ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๒๘ จำเลยที่ ๑ ได้ออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๘๑ เลขที่ ๓๙๙ และเลขที่ ๔๐๐ ให้แก่นายมูล พิมพ์วงษ์ และออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๘๒ ให้แก่นางจิบ พิมพ์วงษ์ โดยออกทับที่ดินที่โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์อยู่ และมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ลงนามใน น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่ฉบับดังกล่าว ซึ่งปัจจุบัน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๘๑ และเลขที่ ๓๘๒ มีชื่อจำเลยที่ ๓ เป็นผู้มีชื่อทางทะเบียน และ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๙๙ และเลขที่ ๔๐๐ มีชื่อจำเลยที่ ๔ เป็นผู้มีชื่อทางทะเบียน การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ออกเอกสารสิทธิดังกล่าวทับที่ดินของโจทก์เป็นการออกเอกสารสิทธิที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้แจ้งเรื่องการชี้แนวเขตที่ดินและการประกาศหาผู้คัดค้านให้โจทก์ทราบ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่ฉบับดังกล่าว หากไม่อาจเพิกถอนได้ขอให้เปลี่ยนชื่อทางทะเบียนเป็นชื่อของโจทก์ ให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท และห้ามมิให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เข้ามากระทำการใดๆ ในที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธิใดๆ ใน น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่ฉบับดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ออก น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่ฉบับดังกล่าวโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย ไม่เป็นการออกทับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และเป็นผู้ซื้อทรัพย์โดยสุจริตจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ย่อมได้รับความคุ้มครอง โจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองและยังมิได้จดทะเบียน จึงไม่อาจยกการครอบครองขึ้นเป็นข้อกล่าวอ้างต่อจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยทั้งสี่ยังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งการที่ศาลจะพิพากษาตามที่โจทก์มีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสมมุ่ง ไชยทิพย์ โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ นายอำเภอกระเปอร์ ที่ ๒ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ ๓ นายสุรชัย ทรัพย์ภิญโญ หรือนายพูลสวัสดิ์ ทรัพย์ภิญโญ ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมมุ่ง ไชยทิพย์
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 60/2555
#518297
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๐/๒๕๕๕

วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๓ นายมงคล ศริวัฒน์ ที่ ๑ นางสาวอัมพร ดำรงเชื้อ ที่ ๒โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมทางหลวง ที่ ๑ บริษัทศิริผลวัฒนา (๑๙๗๙) จำกัด ที่ ๒ จำเลย เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๐๒/๒๕๕๓ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๒ เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ นาฬิกา โจทก์ที่ ๑ ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า คันหมายเลขทะเบียน วว ๔๐๖๔ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีโจทก์ที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุช่วงทางเลี่ยงเมืองเพชรบุรี ส่วนที่ ๑ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างซ่อมแซมถนนตามโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข ๔ สายอำเภอปากท่อ-อำเภอชะอำ ของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ผู้รับจ้าง ปรากฏว่า พื้นผิวถนนมีระดับสูงต่ำเหลื่อมกันมากจนเป็นพื้นต่างระดับ ผิวหน้าถนนเป็นหินลูกรัง แต่จำเลยทั้งสองไม่จัดให้มีเครื่องหมายหรือสัญญาณเตือนใดๆ ให้ผู้ใช้ถนนทราบว่าทางด้านหน้าชำรุดหรือระดับพื้นถนนไม่เท่ากัน เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์ที่ ๑ ขับมาตกถนนและพลิกคว่ำได้รับความเสียหาย โจทก์ที่ ๑ ได้รับบาดเจ็บ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงินจำนวน ๒๓,๓๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และโจทก์ที่ ๒ เป็นเงินจำนวน ๓๑๗,๘๘๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ได้จัดให้มีป้ายเตือน ป้ายจราจร สัญญาณไฟและไฟฟ้าแสงสว่างตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งได้ตรวจตราและกำกับดูแลให้ป้ายสัญญาณไฟดังกล่าวอยู่ในสภาพดีและใช้การได้ ความเสียหายที่เกิดเป็นผลมาจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ที่ ๑ ฝ่ายเดียว ค่าเสียหายตามฟ้องสูงเกินจริง และสัญญาระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เป็นสัญญาจ้างทำของตามข้อสัญญากำหนดให้จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียวในผลแห่งอุบัติเหตุที่เกิดในพื้นที่และเส้นทางที่ได้รับมอบ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้เลือกหาผู้รับจ้างที่มีความเชี่ยวชาญและความสามารถในการก่อสร้างถนน โดยใช้ความระมัดระวังในการคัดเลือกและการทำสัญญากับจำเลยที่ ๒ ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบของทางราชการทุกประการแล้ว จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ที่ ๒ เป็นเพียงผู้มีชื่อในรายการจดทะเบียน ไม่ได้เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายอันมีสิทธิฟ้องคดีนี้ คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุม จำเลยที่ ๒ มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อในการดำเนินงานก่อสร้าง โดยติดตั้งป้ายเตือน ไฟฟ้า แสงสว่างและกรวยยาง รวมถึงติดป้ายแนะนำเป็นระยะตลอดช่องทางที่ดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอย่างเคร่งครัดและสอดคล้องกับระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้ทุกประการ นอกจากนี้จำเลยที่ ๑ ยังได้ควบคุมกำกับดูแลและตรวจสอบการปฏิบัติงานของจำเลยที่ ๒ ให้ปฏิบัติตามมาตรการในการป้องกันและควบคุมอุบัติเหตุในงานก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยตลอดระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง ความเสียหายถ้าหากมีก็เกิดจากความประมาทของโจทก์ที่ ๑ ค่าเสียหายตามฟ้องสูงเกินจริง โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองในฐานะผู้ว่าจ้าง โดยมีจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนเป็นผู้รับจ้าง เหตุละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางศาลปกครอง หรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยข้อ ๑ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุพิพาท และข้อ ๒ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ต่างกำหนดภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง โดยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินการเกี่ยวกับทางหลวงหลายประการ ซึ่งการดำเนินภารกิจตามกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ ๑ อาจให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ดำเนินการเองหรืออาจมอบหมายหรือว่าจ้างให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนก็ได้ และในกรณีที่จำเลยที่ ๑ มอบหมายหรือว่าจ้างให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนก็หาเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ หลุดพ้นจากภาระหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ ๑ จึงมีหน้าที่ต้องควบคุมกำกับดูแลการดำเนินการเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทางตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นภาระหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ทั้งนี้ จำเลยที่ ๑ ย่อมมีหน้าที่ดูแลรักษาทางหลวงให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทาง ไม่ว่าทางหลวงดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการซ่อมแซมหรือไม่ก็ตาม โดยจำเลยที่ ๒ ไม่ได้มีหน้าที่ดังกล่าวและไม่อาจเข้ากระทำการดังกล่าวด้วยตนเอง เพียงแต่ได้รับมอบหมายตามสัญญาให้ดำเนินการดังกล่าว การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสองไม่จัดให้มีเครื่องหมายสัญญาณเตือนว่าทางชำรุดหรือระดับพื้นถนนไม่เท่ากัน จึงเป็นการกล่าวอ้างถึงการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ ๑ เนื่องจากโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ได้รับความเสียหายไม่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบว่าจำเลยที่ ๑ ได้ดำเนินการจัดให้มีเครื่องหมายหรือสัญญาณเตือนโดยเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ เอง หรือมอบหมายหน้าที่ดังกล่าวให้ผู้อื่นดำเนินการแทน อันเป็นเรื่องภายในของจำเลยที่ ๑ นอกจากนี้ หากคดีนี้โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ แต่เพียงผู้เดียว ก็จะเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการละเลยต่อหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ โดยตรง และหากจะถือว่าเมื่อจำเลยที่ ๑ มอบหมายหรือว่าจ้างให้บุคคลภายนอกดำเนินกิจการใดแทนแล้ว จำเลยที่ ๑ ย่อมไม่ต้องรับผิดชอบในกิจการนั้น ย่อมเป็นการเปิดช่องให้หน่วยงานทางปกครองปฏิเสธหน้าที่ตามกฎหมายของตนเองได้ ดังนั้นไม่ว่าจำเลยที่ ๑ จะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของตนดำเนินการตามหน้าที่หรือมอบหมายให้บุคคลภายนอกดำเนินการแทน จำเลยที่ ๑ ก็หาอาจยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธหน้าที่ของตนได้ไม่ เพียงแต่การมอบหมายดังกล่าวอาจทำให้ผู้ได้รับความเสียหายมีสิทธิฟ้องบุคคลภายนอกให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ หรือทำให้จำเลยที่ ๑ มีสิทธิของให้ศาลเรียกบุคคลภายนอกเข้าเป็นจำเลยร่วม หรือใช้สิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอากับบุคคลดังกล่าวได้ในภายหลังเท่านั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสองไม่จัดให้มีเครื่องหมายหรือสัญญาณเตือนใดๆ ในระหว่างที่มีการก่อสร้างซ่อมแซมถนนเพื่อให้ผู้ใช้ถนนทราบว่าทางด้านหน้าชำรุดหรือระดับพื้นถนนไม่เท่ากัน จนเป็นเหตุให้รถยนต์ซึ่งมีโจทก์ที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และโจทก์ที่ ๑ เป็นผู้ขับมาตกถนนและพลิกคว่ำเสียหาย โจทก์ที่ ๑ ได้รับบาดเจ็บ โจทก์ทั้งสองจึงเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างตามคำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสองกรณีจำเลยที่ ๑ เจ้าของโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข ๔ สายอำเภอปากท่อ-อำเภอชะอำ ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๒ ก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงสายดังกล่าวในช่วงบริเวณที่เกิดเหตุตามฟ้อง แต่ระหว่างดำเนินการจำเลยทั้งสองไม่จัดให้มีเครื่องหมายหรือสัญญาณเตือนใดๆ ให้ผู้ใช้ถนนทราบว่าทางด้านหน้าชำรุดหรือระดับพื้นถนนไม่เท่ากัน เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์ที่ ๑ ขับมาตกถนนและพลิกคว่ำ โจทก์ที่ ๑ ได้รับบาดเจ็บ และรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งมีโจทก์ที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๑ ให้การสรุปได้ว่า ได้จัดให้มีป้ายเตือน ป้ายจราจร สัญญาณไฟและไฟฟ้าแสงสว่างตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งได้ตรวจตราและกำกับดูแลให้ป้ายสัญญาณไฟดังกล่าวอยู่ในสภาพดีและใช้การได้ ความเสียหายที่เกิดเป็นผลมาจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ที่ ๑ สัญญาระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เป็นสัญญาจ้างทำของตามข้อสัญญากำหนดให้จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียวในผลแห่งอุบัติเหตุที่เกิดในพื้นที่และเส้นทางที่ได้รับมอบ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้เลือกหาผู้รับจ้างที่มีความเชี่ยวชาญและความสามารถในการก่อสร้างถนน โดยใช้ความระมัดระวังในการคัดเลือกและการทำสัญญากับจำเลยที่ ๒ ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบของทางราชการทุกประการแล้ว จำเลยที่ ๒ ให้การในทำนองเดียวกันว่า ได้ติดตั้งป้ายเตือน ไฟฟ้า แสงสว่างและกรวยยาง รวมถึงติดป้ายแนะนำเป็นระยะตลอดช่องทางที่ดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอย่างเคร่งครัดและสอดคล้องกับระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้ทุกประการ นอกจากนี้จำเลยที่ ๑ ยังได้ควบคุมกำกับดูแลและตรวจสอบการปฏิบัติงานของจำเลยที่ ๒ ให้ปฏิบัติตามมาตรการในการป้องกันและควบคุมอุบัติเหตุในงานก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยตลอดระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง ความเสียหายถ้าหากมีก็เกิดจากความประมาทของโจทก์ที่ ๑ ค่าเสียหายตามฟ้องสูงเกินจริง โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชน ผู้รับจ้าง กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังกระทำการปรับปรุงถนนทางหลวง โดยไม่จัดให้มีเครื่องหมายหรือสัญญาณเตือนใดๆ ให้ผู้ใช้ถนนทราบว่าทางด้านหน้าชำรุดหรือระดับพื้นถนนไม่เท่ากัน เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์ที่ ๑ ขับมาตกถนนและพลิกคว่ำ โจทก์ที่ ๑ ได้รับบาดเจ็บ และรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งมีโจทก์ที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้รับความเสียหาย ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน ที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง เพียงเพราะในฐานะผู้ว่าจ้างตามสัญญาจ้างเท่านั้น เหตุละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายมงคล ศริวัฒน์ ที่ ๑ นางสาวอัมพร ดำรงเชื้อ ที่ ๒ โจทก์ กรมทางหลวง ที่ ๑ บริษัทศิริผลวัฒนา (๑๙๗๙) จำกัด ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล ศริวัฒน์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กรมทางหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ