คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 59/2555
#518296
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๙/๒๕๕๕

วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดมีนบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ นายสุขสันต์ ยศะสินธุ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๑ ผู้อำนวยการเขตสายไหม ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๖๐/๒๕๕๓ และศาลได้เรียกกรุงเทพมหานครเข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เนื่องจากเป็นต้นสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๗๘ ตำบลออเงิน อำเภอสายไหม (บางเขน) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๔ ไร่ ๔๕.๙ ตารางวา ผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายถนนเพิ่มสิน เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบแนวเขตแล้วปรากฏว่า มีที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีจำนวนเนื้อที่ ๑๔๗.๔ ตารางวา อยู่ในแนวถนนเพิ่มสินโดยยังไม่ได้ทำการรังวัด แบ่งหักเป็นทางสาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยและไม่ยินยอมให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นำที่ดินดังกล่าวของ ผู้ฟ้องคดีไปดำเนินการเป็นถนนเพิ่มสิน โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ในการก่อสร้างปรับปรุงขยายถนนเพิ่มสินรุกล้ำเข้ามาในที่ดิน จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทำให้ได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือลงวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พิจารณาค่า ตอบแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่ไม่ได้รับการดำเนินการใด ๆ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ รื้อถอนถนนเพิ่มสินออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้มีสภาพเหมือนเดิม หรือชดใช้เงินเป็นค่าทดแทนความเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดจากโครงการปรับปรุงขยายถนนเพิ่มสินที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะตลอดจนจัดให้มีและบำรุงรักษา ทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ และอื่น ๆ ตามระเบียบและกฎหมายซึ่งให้อำนาจหน้าที่ไว้ในการก่อสร้างปรับปรุงขยายถนนเพิ่มสินเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ที่ดินบริเวณพิพาทเจ้าของที่ดินเดิมได้สละการครอบครองและอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์มาแต่เดิม มีผลให้ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ก่อสร้างถนนเพิ่มสินตามสภาพถนนเดิมและปรับปรุงไหล่ทางให้มีสภาพดีขึ้น มิได้มีการรุกล้ำที่ดินออกนอกแนวถนนเดิมการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และมิได้ก่อให้เกิดความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใด อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ ตามมาตรา ๘๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนเพิ่มสินและปรับปรุงไหล่ทางให้มีสภาพดีขึ้น จึงเป็นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กระทำการตามอำนาจหน้าที่ในการบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๗๘ ตำบลออเงิน อำเภอสายไหม (บางเขน) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๔ ไร่ ๔๕.๙ ตารางวา ผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งจาก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายถนนเพิ่มสิน เมื่อผู้ฟ้องคดีตรวจสอบแนวเขตแล้ว ปรากฏว่าโครงการปรับปรุงขยายถนนเพิ่มสินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีจำนวน ๑๔๗.๔ ตารางวา และเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทำให้ได้รับความเสียหาย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างปรับปรุงขยายถนนเพิ่มสินเป็นการกระทำไปตาม

อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดในการดูแลรักษาที่สาธารณะตลอดจนจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำและอื่น ๆ ตามระเบียบและกฎหมายซึ่งให้อำนาจหน้าที่ไว้ และทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงฟ้องคดีเพื่อขอให้ดำเนินการรื้อถอนถนนออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือให้ชดใช้ค่าเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิด อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับโดยสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชดใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติให้ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

แม้คดีนี้จะมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาด้วยว่า ที่ดินที่พิพาทที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือ สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ซึ่งจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบท บัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ นอกจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งสามเป็นเพียงหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาที่สาธารณะตามมาตรา ๘๙ (๖) และมาตรา ๖๙ (๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ประกอบมาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ และมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงมิใช่ผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือมี สิทธิครอบครองในที่ดินแปลงพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทอันเกี่ยวด้วยสิทธิในที่ดินดังเช่นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนโดยทั่วไป

ศาลจังหวัดมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ นั้น ได้บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ซึ่งการพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลใดระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมต้องถือตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และข้อพิพาทในคดีระหว่างคู่ความเป็นสำคัญ สำหรับคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้ใช้อำนาจตามกฎหมายกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีในการก่อสร้างถนนสายเพิ่มสินเนื่องจากได้มีการขยายถนนเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ให้การว่า การก่อสร้างถนนสายดังกล่าวมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใดเนื่องจากเจ้าของที่ดินเดิมได้มีการอุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว แม้ผู้ฟ้องคดีจะกล่าวอ้างขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีแสดงหนังสือการอุทิศที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบ แต่การอุทิศที่ดินให้เป็นประโยชน์แก่รัฐนั้นไม่จำเป็นที่ผู้อุทิศให้จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ที่ดินที่อุทิศให้ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเท่านั้น แต่อาจเป็นการที่มีการอุทิศให้ด้วยวาจา หรือเป็นการอุทิศให้โดยปริยายก็ได้ ดังนั้น ในคดีนี้การที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ได้มีการอุทิศให้แก่รัฐหรือหน่วยราชการแล้วหรือไม่เป็นสำคัญ จึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๗๘ ตำบลออเงิน อำเภอสายไหม (บางเขน) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๔ ไร่ ๔๕.๙ ตารางวา ได้ถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ก่อสร้างปรับปรุงขยายถนนเพิ่มสินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินดังกล่าวจำนวนเนื้อที่ ๑๔๗.๔ ตารางวา เป็นการกระทำละเมิดต่อทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทำให้ได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พิจารณาค่าตอบแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่ไม่ได้รับการดำเนินการใด ๆ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ รื้อถอนถนนเพิ่มสินออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้มีสภาพเหมือนเดิม หรือชดใช้เงินเป็นค่าทดแทนความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า การก่อสร้างปรับปรุงขยายถนนเพิ่มสินเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ที่ดินบริเวณพิพาทเจ้าของที่ดินเดิมได้สละการครอบครองและอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์มาแต่เดิมมีผลให้ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ก่อสร้างถนนเพิ่มสินตามสภาพถนนเดิมและปรับปรุงไหล่ทางให้มีสภาพดีขึ้น มิได้มีการรุกล้ำที่ดินออกนอกแนวถนนเดิม การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และมิได้ก่อให้เกิดความเสียหาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาท เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ได้มาโดยการอุทิศให้ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสุขสันต์ ยศะสินธุ์ ผู้ฟ้องคดี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๑ ผู้อำนวยการเขตสายไหม ที่ ๒ กรุงเทพมหานคร ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

สำเนาถูกต้อง

(นายธนกร หมานบุตร) คมศิลล์ คัด/ทาน

นิติกรปฏิบัติการ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายสุขสันต์ ยศะสินธุ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 58/2555
#518933
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๘/๒๕๕๕

วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดนนทบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนนทบุรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๗ นายอรุณ อยู่อินทร์ โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ น. ๒๑๘/๒๕๔๗ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดเลขที่ ๒๖๖๖๗ ตำบลบางเลน (บางนางเกริก) อำเภอบางใหญ่ (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ประมาณ ๒๖ ตารางวา ตั้งอยู่ริมถนนสายบางกรวย-ไทรน้อย เมื่อประมาณปี ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ ซึ่งได้รับสัมปทานในการให้ บริการโทรศัพท์พื้นฐานจากจำเลยที่ ๒ ได้ก่อสร้างท่อวางสายโทรศัพท์และก่อสร้างบ่อพักท่อวางสายโทรศัพท์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ทั้งนี้ การที่จำเลยที่ ๑ ทำการก่อสร้างบ่อพักและวางสายโทรศัพท์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เป็นการก่อสร้างตามแผนงานที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ทำสัญญาข้อตกลงกันไว้และมีผลประโยชน์จากการใช้บ่อพักและสายโทรศัพท์นั้นร่วมกัน ต่อมาประมาณกลางปี ๒๕๔๖ โจทก์ได้ตรวจสอบที่ดินของโจทก์จึงพบว่าจำเลยที่ ๑ ได้เข้ามาทำการวางสายโทรศัพท์และก่อสร้างบ่อพักสายโทรศัพท์ดังกล่าวในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ได้ โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองทำการรื้อถอนสายโทรศัพท์และบ่อพักสาย โทรศัพท์ออกไปจากที่ดินของโจทก์ และทำให้ที่ดินของโจทก์อยู่ในสภาพเรียบร้อยเหมือนเดิม กับชดใช้ค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์จากการใช้สอยที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองยังคงเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นท่อวางสายโทรศัพท์ บ่อพักสายโทรศัพท์และสายโทรศัพท์ที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และทำที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสองเอง หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้โจทก์มีอำนาจเข้าทำการรื้อถอนเอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ต้องใช้จ่ายไปในการรื้อถอนจนกว่าชำระเสร็จ พร้อมทั้งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์ และค่าที่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินแก่โจทก์จำนวน ๑,๐๘๐,๐๐๐ บาท และเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะได้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือจนกว่าโจทก์ได้ทำการรื้อถอนเสร็จสิ้น

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ ๒ ในการขยายการให้บริการโทรศัพท์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กรมทางหลวงอนุญาตให้ก่อสร้างท่อร้อยสายโทรศัพท์ใต้ดิน ดันท่อลอดและบ่อพักในเขตทางหลวงหมายเลข ๓๒๑๕ ตามคำขอของจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๒ มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง และได้ทำการก่อสร้างในเขตที่ดินของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒๑๕ มิได้ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์แต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า สัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อจำเลยที่ ๑ ดำเนินการติดตั้งข่ายสายรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของเอกชนทำให้ได้รับความเสียหาย ถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค จึงเป็นการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามที่กฎหมายกำหนด คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จำเลยที่ ๑ ได้ทำการก่อสร้างในเขตที่ดินของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒๑๕ มิได้บุกรุกหรือรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์แต่อย่างใด คำฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนนทบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลคดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปก่อสร้างบ่อพักท่อวางสายโทรศัพท์คอนกรีตและวางสายโทรศัพท์ในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้รื้อถอนออกไปและชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำการก่อสร้างท่อร้อยสายโทรศัพท์ใต้ดินและบ่อพักลงในเขตทางหลวงไม่ได้บุกรุกหรือรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินในเขตทางหลวงหรือเป็นที่ดินของโจทก์ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ จึงจะสามารถพิจารณาเกี่ยวกับความเสียหายของโจทก์และข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองว่าไม่ได้กระทำตามที่โจทก์กล่าวหาในคดีนี้ต่อไป ซึ่งการพิจารณาสิทธิในที่ดินระหว่างคู่ความเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ดังนั้น การโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล จึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใด อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง คดีนี้จำเลยที่ ๒ ได้รับโอนกิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิดและทรัพย์สินขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยทั้งหมดมาเป็นของจำเลยที่ ๒ โดยคณะรัฐมนตรีมิได้ตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อจำกัด อำนาจ สิทธิ หรือประโยชน์ที่จำเลยที่ ๒ ได้รับโอนมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย อำนาจทางปกครองขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติโทรเลขและโทรศัพท์ พุทธศักราช ๒๔๗๗ จึงโอนมาเป็นอำนาจทางปกครองของจำเลยที่ ๒ ด้วย แม้โดยทั่วไปจำเลยที่ ๒ จะมีสถานะเป็นบริษัทมหาชนจำกัดก็ตาม แต่ในการดำเนินกิจการโทรศัพท์เพื่อประโยชน์ของรัฐและประชาชน ซึ่งมีการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อให้บริการสาธารณะบรรลุผลแล้ว ถือว่าจำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนจำเลยที่ ๑ แม้ว่าได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัดตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ และการดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ โดยทั่วไปเป็นการดำเนินกิจการของเอกชนก็ตาม แต่การดำเนินการของจำเลยที่ ๑ อันเป็นเหตุพิพาทในคดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ เป็นคู่สัญญาร่วมการงานกับจำเลยที่ ๒ ในการขยายการให้บริการโทรศัพท์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งสัญญาดังกล่าวมีลักษณะที่ให้จำเลยที่ ๑ ร่วมจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ จึงถือว่าจำเลยที่ ๑ ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติโทรเลขและโทรศัพท์ พุทธศักราช ๒๔๗๗ แทนจำเลยที่ ๒ เพื่อให้บริการสาธารณะบรรลุผลด้วย ดังนั้น การก่อสร้างท่อวางสายโทรศัพท์และบ่อพักท่อวางสายโทรศัพท์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินกิจการโทรศัพท์อันเป็นบริการสาธารณะตามที่กฎหมายกำหนด กรณีตามฟ้องของโจทก์จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติโทรเลขและโทรศัพท์ พุทธศักราช ๒๔๗๗ ซึ่งเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) ประกอบมาตรา ๗๑ (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลยุติธรรมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

สำหรับประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า ที่พิพาทเป็นเขตทางหลวงหรือเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ของโจทก์นั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบการพิจารณาในข้อหาการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งการดำเนินกระบวนพิจารณารับฟังพยานหลักฐานในคดีของศาลปกครองเพื่อพิจารณาในประเด็นดังกล่าวย่อมต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ รวมทั้งหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองมีสิทธิชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานประกอบคำชี้แจงของตนเพื่อยืนยันหรือหักล้างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และศาลปกครองมีอำนาจตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสม ตามมาตรา ๕๕ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้ง ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทของคดีไว้โดยเฉพาะ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดินมาใช้ในการวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้

เมื่อโจทก์อ้างว่าการที่จำเลยทั้งสองดำเนินกิจการตามอำนาจหน้าที่วางสายโทรศัพท์และก่อสร้างบ่อพักสายโทรศัพท์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และทำให้โจทก์เสียหาย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางปกครองของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) พระราชบัญญัติตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ก็ตาม แต่ตาม คำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๖๖๗ ตำบลบางเลน (บางนางเกริก) อำเภอบางใหญ่ (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ประมาณ ๒๖ ตารางวา ตั้งอยู่ริมถนนสายบางกรวย-ไทรน้อย แต่ถูกจำเลยที่ ๑ ซึ่งได้รับสัมปทานในการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานจากจำเลยที่ ๒ ก่อสร้างท่อวางสายโทรศัพท์และก่อสร้างบ่อพักท่อวางสายโทรศัพท์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ได้ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นท่อวางสายโทรศัพท์ บ่อพักสายโทรศัพท์และสายโทรศัพท์ที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และทำที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์ และค่าที่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ ๒ ในการขยายการให้บริการโทรศัพท์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กรมทางหลวงอนุญาตให้ก่อสร้างท่อร้อยสายโทรศัพท์ใต้ดิน ดันท่อลอดและบ่อพักในเขตทางหลวงหมายเลข ๓๒๑๕ ตามคำขอของจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๒ มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง และได้ทำการก่อสร้างในเขตที่ดินของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒๑๕ มิได้ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์แต่อย่างใด และจำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำการก่อสร้างในเขตที่ดินของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒๑๕ มิได้บุกรุกหรือรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์แต่อย่างใด คำฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายอรุณ อยู่อินทร์ โจทก์ บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 9 วรรค1 และ 3
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.โทรเลขและโทรศัพท์ พ.ศ.2477
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอรุณ อยู่อินทร์
จำเลย — บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ที่1และพวกรวม2คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 57/2555
#520031
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบจำเลยว่า เป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษหรือไม่และโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏก็ตาม แต่จำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่าเคยต้องโทษในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจริง ถือว่าความปรากฏแก่ศาลแล้ว การที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยปัญหาข้อนี้จึงไม่ชอบ แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้น เมื่อความผิดที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยพ้นโทษมาแล้วก่อนวันที่ พระราชบัญญัติใช้บังคับ จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นพิจารณารับฟังว่า พันตำรวจโทชำนาญกับพวกจับกุมจำเลยได้ที่หน้าชมดอยคอนโดมิเนียม พร้อมกับยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 107 เม็ด ในห้องเลขที่ 1201 ของชมดอยคอนโดมิเนียม พันตำรวจโทชำนาญอ้างว่าเหตุที่เข้าไปจับกุมจำเลยได้เนื่องจากการสอบสวนขยายผลนายอ๊อด จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 362/2546 ของศาลชั้นต้น ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 27,659 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นายอ๊อดให้การว่า ตนรับจ้างจำเลยในคดีนี้ขนเมทแอมเฟตามีน แม้ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบจำเลยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษหรือไม่และโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏในความเรื่องนี้ก็ตาม แต่จำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่าจำเลยเคยต้องโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 214/2542 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจริง ถือว่าความปรากฏแก่ศาลแล้ว จึงเพิ่มโทษจำเลยตามคำขอของโจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ เมื่อความผิดที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยได้พ้นโทษมาแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 92
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายอาณัติหรืออาณัติ์ พีระปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายดิษพล รัตนโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอุดม วัตตธรรม
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 57/2555
#527185
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๗/๒๕๕๕

วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดกระบี่

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกระบี่โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓ นายวันโชค ลิ่มบุตร ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายก๋วน ลิ่มบุตร โจทก์ ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลเหนือคลอง จำเลย ต่อศาลจังหวัดกระบี่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๒๗/๒๕๕๓ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือ น.ส.๓ เลขที่ ๗๑๘ หมู่ที่ ๒ ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ ๓๙ ไร่ ๒ งาน ๕๐ ตารางวา ต่อมาโจทก์ได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปยื่นต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่เพื่อทำการออกรังวัดโฉนดที่ดิน และวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๒ โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินออกรังวัดสำรวจพิสูจน์ที่ดินข้างเคียงและปักหลักเขตที่ดินถูกต้อง มิได้รุกล้ำแนวเขตที่ดินแปลงข้างเคียงหรือสาธารณประโยชน์ แต่เนื่องจากที่ดินทางด้านทิศตะวันออกของโจทก์จดทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย จำเลยได้คัดค้านว่าโจทก์รุกล้ำเข้าไปในทางดังกล่าวกว้าง ๗ เมตร ซึ่งความจริงแล้วทางมีความกว้าง ๓ เมตร โจทก์มิได้รุกล้ำแต่อย่างใด เมื่อมีคำคัดค้านเจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถรังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ขอให้จำเลยเพิกถอนคำคัดค้านและลงนามรับรองแนวเขตที่ดิน น.ส.๓ เลขที่ ๗๑๘ ด้านทิศตะวันออกของโจทก์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ โดยให้ปักหลักเขตที่ดินห่างจากต้นยางพาราของโจทก์ ๑ เมตร ยาวตลอดแนวถนนลูกรัง และให้ห่างจากขอบถนนลาดยาง ๑ เมตร ยาวตลอดแนวถนนลาดยาง และให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลยุติธรรม ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่ดินแปลงพิพาทเดิมนายก๋วน ลิ่มบุตร ได้สละสิทธิครอบครองด้วยการอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ มีความกว้างตลอดเส้นทาง ๗ เมตร และประชาชนได้ใช้เป็นเส้นทางสัญจรตลอดมา การคัดค้านรังวัดจึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยรับรองแนวเขตที่ดินให้แก่โจทก์จากการที่เจ้าหน้าที่ที่ดินออกรังวัดโฉนดที่ดิน แล้วจำเลยไม่รับรองแนวเขตให้ตามอำนาจหน้าที่ จึงเป็นกรณีโจทก์ขอให้บังคับให้จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองให้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามอำนาจหน้าที่ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดกระบี่พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ดูแลทางสาธารณประโยชน์ อันเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของฝ่ายปกครอง โดยจำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายก๋วน ลิ่มบุตร ซึ่งได้สละที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์มีความกว้างตลอดเส้นทาง ๗ เมตร และประชาชนได้ใช้ร่วมกันเป็นทางสัญจรตลอดมาก็ตาม แต่โจทก์ได้โต้แย้งว่าทางสาธารณประโยชน์ทางด้านทิศตะวันออกที่อยู่ในความดูแลของจำเลยมีความกว้าง ๓ เมตร ไม่ใช่กว้าง ๗ เมตร ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำสั่งให้จำเลยเพิกถอนคำขอคัดค้านและลงนามรับรองแนวเขตที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๗๑๘ ด้านทิศตะวันออกของโจทก์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ รวมทั้งคำขออื่นๆ ของโจทก์ได้หรือไม่ นั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาที่ดินพิพาทส่วนที่รุกล้ำเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่โจทก์อ้างหรือจำเลยอ้างเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง คดีนี้จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนภายในท้องถิ่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ กำหนดอำนาจหน้าที่หลายประการรวมถึงอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษา และดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติ ตามข้อ ๔ (๒) และข้อ ๕ (๒) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.๒๕๔๔ ดังนั้น การที่จำเลยคัดค้านการนำรังวัดปักเขตของโจทก์ จึงเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ เมื่อมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๗๑๘ หมู่ที่ ๒ ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ ๓๙ ไร่๒ งาน ๕๐ ตารางวา ไปยื่นต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ เพื่อขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน และโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดสำรวจพิสูจน์ที่ดินข้างเคียง แต่เนื่องจากที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกจดทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย จำเลยได้คัดค้านการนำรังวัดปักหลักเขตของโจทก์ว่ารุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์ จึงไม่ยอมลงนามรับรองแนวเขตให้กับโจทก์ ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถรังวัดออกโฉนดที่ดินให้กับโจทก์ได้ โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาให้จำเลยเพิกถอนคำขอคัดค้าน และลงนามรับรองแนวเขตที่ดิน น.ส.๓ เลขที่ ๗๑๘ ด้านทิศตะวันออกของโจทก์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ โดยให้ปักหลักเขตที่ดินห่างจากต้นยางพาราของโจทก์ ๑ เมตร ยาวตลอดแนวถนนลูกรังและให้ห่างจากขอบถนนลาดยาง ๑ เมตรยาวตลอดแนว และให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้จำเลยเพิกถอนคำขอคัดค้านหรือให้จำเลยกระทำการตามคำขอของโจทก์ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

แม้คดีนี้จะมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าวก็เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบการพิจารณาในข้อหาการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อหาการกระทำละเมิดและแม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายเหล่านั้นมาวินิจฉัยข้อพิพาทของคดีไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นศาลปกครองจึงสามารถนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดินมาใช้ในการวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ นอกจากนี้ มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลหรือนิติบุคคลหรือหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๔๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างบุคคลหรือนิติบุคคลกับหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้โดยตรง เมื่อคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามนัยมาตรา ๒๑๘ ประกอบกับมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ) เลขที่ ๗๑๘ หมู่ที่ ๒ ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ ๓๙ ไร่ ๒ งาน ๕๐ ตารางวา โจทก์ได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปยื่นต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่เพื่อทำการรังวัดออกโฉนด แต่ถูกจำเลยคัดค้านการรังวัดและไม่ยอมลงนามรับรองแนวเขตที่ดินทางด้านทิศตะวันออก อ้างว่าโจทก์รุกล้ำเข้าไปในที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย ทั้งที่โจทก์ไม่ได้รุกล้ำแต่อย่างใด ขอให้จำเลยเพิกถอนคำคัดค้านและลงนามรับรองแนวเขตที่ดินและให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายก๋วน ลิ่มบุตร ได้สละสิทธิครอบครองด้วยการอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์มีความกว้างตลอดเส้นทาง ๗ เมตร และประชาชนได้ใช้ร่วมกันเป็นทางสัญจรตลอดมา การคัดค้านรังวัดจึงชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทส่วนที่รุกล้ำเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายวันโชค ลิ่มบุตร ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายก๋วน ลิ่มบุตร โจทก์ เทศบาลตำบลเหนือคลอง จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวันโชค ลิ่มบุตร ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
นายก๋วน ลิ่มบุตร
จำเลย — เทศบาลตำบลเหนือคลอง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 56/2555
#518080
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๖/๒๕๕๕

วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับ ฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ บริษัทโอเรียนเต็ลทรานซ์ แอนด์ คาร์เซอร์วิซ จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องนายพีระพงศ์ แถลงกลาง ที่ ๑ นายเอกพันธ์ คมฤทัย ที่ ๒ บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ที่ ๓ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๗๔๔/๒๕๕๒ ความว่า โจทก์เป็น ผู้ครอบครองรถยนต์ตู้โดยสารหมายเลขทะเบียนป้ายแดง ฉ - ๔๘๘๐ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๐ มกุฎราชกุมารแห่งประเทศบรูไนและคณะเสด็จออกจากโรงแรมดุสิตปริ๊นเซส เพื่อไปยังโรงแรมสีมาธานี ในระหว่างเส้นทางเสด็จ ดาบตำรวจสถิตย์ทรวง ลาภใหญ่ ข้าราชการตำรวจในสังกัดจำเลยที่ ๔ ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจรบริเวณจุดกลับรถและเป็นจุดทางแยกเข้าถนนบุรินทร์บนถนนมิตรภาพได้ปิดกั้นการจราจรบนถนนมิตรภาพขาออกเพื่อให้ขบวนเสด็จผ่านไปก่อน เมื่อขบวนเสด็จผ่านจุดทางแยกดังกล่าวไปได้ ๕ คัน ดาบตำรวจสถิตย์ทรวงได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาท โดยให้สัญญาณนกหวีดและสัญญาณมือให้รถยนต์ที่จอดบนถนนมิตรภาพขาเข้าบริเวณจุดกลับรถซึ่งเป็นทางแยกเข้าถนนบุรินทร์เลี้ยวเข้าไปในช่องทางเดินรถสวนเพื่อไปถนนบุรินทร์ ทั้งที่รถในขบวนเสด็จยังไม่ผ่านไปทั้งหมด เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งขับรถโดยสารประจำทางคันหมายเลขทะเบียน ๑๐ - ๕๔๘๖ นครราชสีมา ไปในทางการที่จ้างเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๒ ขับรถเข้าไปในช่องทางเดินรถสวนโดยไม่ตรวจสอบให้ดีก่อนว่ามีรถวิ่งในช่องทางเดินรถสวนหรือไม่ เนื่องจากความประมาทของจำเลยที่ ๑ และดาบตำรวจสถิตย์ทรวงดังกล่าวเป็นเหตุให้รถยนต์ตู้โดยสารของโจทก์คันดังกล่าวชนกับรถยนต์โดยสารคันที่จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขับ การกระทำดังกล่าวของดาบตำรวจสถิตย์ทรวงจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นต้นสังกัดจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในการทำละเมิด จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุจากจำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ ๒ รับผิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับ จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๑,๗๘๔,๓๙๓.๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๕๔๘,๖๐๒.๗๙ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองรถยนต์ตู้โดยสารคันพิพาท เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ค่าเสียหายไม่ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ และไม่ได้เป็นผู้ประกอบกิจการรับขนส่งผู้โดยสาร โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ค่าเสียหายสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ให้การว่า ดาบตำรวจสถิตย์ทรวงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ ๑ และคนขับรถยนต์ตู้โดยสารของโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ค่าเสียหายสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย กฎ หรือคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองให้ร่วมรับผิดฐานละเมิด เนื่องจากดาบตำรวจสถิตย์ทรวงแสดงสัญญาณจราจรบนถนนเป็นเหตุให้ผู้ใช้รถขับมาเกิดอุบัติเหตุชนกันขึ้น แต่เหตุคดีนี้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้รับประกันภัยรถคันที่เกิดเหตุชนกับรถขบวนเสด็จ จนเป็นเหตุให้รถชนกันอันเป็นละเมิดโดยเป็นการกระทำทางกายภาพ เหตุรถชนกันเกิดจากดาบตำรวจสถิตย์ทรวงลูกจ้างจำเลยที่ ๔ ทำการละเมิดทางกายภาพในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ กรณีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ต้องด้วยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๔ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็น นิติบุคคลมีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามมาตรา ๖ (๕) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ จำเลยที่ ๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนดาบตำรวจสถิตย์ทรวงเป็นข้าราชการปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยที่มาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ บัญญัติคำว่า คำสั่งทางปกครอง หมายความว่า การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ และมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า คำสั่งทางปกครองอาจทำเป็นหนังสือหรือวาจาหรือโดยการสื่อความหมายในรูปแบบอื่นก็ได้ แต่ต้องมีข้อความหรือความหมายที่ชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าดาบตำรวจสถิตย์ทรวง ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่บริเวณจุดกลับรถ โดยได้ออกคำสั่งปิดกั้นการจราจรเพื่อให้ขบวนเสด็จผ่านไปก่อน ต่อมาในขณะที่ขบวนเสด็จได้ผ่านไปยังไม่สิ้นสุดขบวนแต่ดาบตำรวจสถิตย์ทรวงได้ให้สัญญาณนกหวีดและสัญญาณมืออันเป็นสัญญาณจราจร ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อสื่อความหมายให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติตามและมีผลให้ผู้ขับขี่ที่ได้รับสัญญาณในบริเวณดังกล่าว มีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาณจราจรที่พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงให้ทราบ ตามมาตรา ๒๑ มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน การให้สัญญาณนกหวีดและสัญญาณมือซึ่งเป็นสัญญาณจราจรจึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลบังคับให้บุคคลที่ได้รับสัญญาณดังกล่าวมีหน้าที่ต้องกระทำการตามสัญญาณนั้น สัญญาณนกหวีดและสัญญาณมือดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อผู้ขับขี่ที่หยุดรถอยู่บริเวณจุดกลับรถซึ่งเป็นจุดทางแยกได้เห็นสัญญาณและปฏิบัติตามเป็นเหตุให้รถคันที่จำเลยที่ ๑ ขับขี่ชนกับรถของโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่ เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้โจทก์มุ่งประสงค์จะเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจในการให้สัญญาณจราจรผิดพลาดก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ มูลละเมิดอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีจึงเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และคำขอท้ายฟ้องโจทก์ ศาลปกครองสามารถออกคำบังคับให้ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ในส่วนคดีของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ แม้จะมิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อกรณี

ตามคำฟ้องเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องคดีอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายโดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย ข้อพิพาทในคดีจึงมีมูลความแห่งคดีเป็นเรื่องเดียวกัน จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องในคดีนี้ดาบตำรวจสถิตทรวง ลาภใหญ่ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๔ ในขณะปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจรบริเวณจุดกลับรถซึ่งเป็นจุดทางแยกเข้าถนนบุรินทร์บนถนนมิตรภาพ ได้ออกคำสั่งปิดกั้นการจราจรเพื่อให้ขบวนของมกุฎราชกุมารแห่งประเทศบรูไนเสด็จผ่านไปก่อน ขบวนเสด็จได้ผ่านจุดดังกล่าวไปแล้วแต่ยังไม่สิ้นสุดขบวน ดาบตำรวจสถิตทรวงได้ให้สัญญาณนกหวีดและสัญญาณมืออันเป็นสัญญาณจราจรตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อสื่อความหมายให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติตาม และมีผลให้ผู้ขับขี่ ที่ได้รับสัญญาณในบริเวณดังกล่าวมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามการให้สัญญาณจราจรดังกล่าว จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ อันเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อมูลละเมิดอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง สำหรับคดีในส่วนจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ แม้จะมิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อมูลเหตุในการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย ข้อพิพาทในคดีจึงมีมูลความแห่งคดีเป็นเรื่องเดียวกัน จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทโอเรียนเต็ลทรานซ์ แอนด์ คาร์เซอร์วิซ จำกัด โจทก์ นายพีระพงศ์ แถลงกลาง ที่ ๑ นายเอกพันธ์ คมฤทัย ที่ ๒ บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ที่ ๓ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโอเรียนเต็ลทรานซ์ แอนด์ คาร์เซอร์วิซ จำกัด
จำเลย — นายพีระพงศ์ แถลงกลาง ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 55/2555
#527187
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๕/๒๕๕๕

วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดชลบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดชลบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๓ นางสุมิตรา ชูยิ่งสกุลทิพย์ ที่ ๑ เด็กชายกรธวัฒน์ ชูยิ่งสกุลทิพย์ โดยนางสุมิตรา ชูยิ่งสกุลทิพย์ ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ ๒ เด็กชายณัฐวรรธน์ ชูยิ่งสกุลทิพย์ ที่ ๓ โดยนางสุมิตรา ชูยิ่งสกุลทิพย์ ผู้แทนโดยชอบธรรม นางพิมพร ชูยิ่งสกุลทิพย์ ที่ ๔ นายพิชิต ชูยิ่งสกุลทิพย์ ที่ ๕ โจทก์ ยื่นฟ้อง สิบตำรวจโท สุริยา สันติวัฒนา ที่ ๑ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดชลบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๓๘๙/๒๕๕๓ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๒ เวลาประมาณ ๑๖.๐๐ นาฬิกา ขณะที่นายเกรียงไกร ชูยิ่งสกุลทิพย์ ขับขี่รถยนต์ยี่ห้อนิสสัน คันหมายเลขทะเบียน บล ๗๖๗๐ ชลบุรี ไปตามถนนสายหนองเสือช้างมุ่งหน้าไปอำเภอบ่อทอง เมื่อถึงสี่แยกไฟแดงกำลังจะข้ามสี่แยกไปตามสัญญาณไฟเขียว จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน ๓๑-๘๑๘๐ กรุงเทพมหานคร บรรทุกเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชนที่ทำเนียบรัฐบาล ฝ่าไฟสัญญาณจราจรสีแดงอันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวพุ่งเข้าชนรถยนต์คันที่นายเกรียงไกรขับ เป็นเหตุให้นายเกรียงไกรถึงแก่ความตายทันที โจทก์ที่ ๑ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ได้รับบาดเจ็บ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อนายเกรียงไกร ผู้ตาย และโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นทายาทของผู้ตาย จึงมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนในเหตุละเมิดดังกล่าว และจำเลยที่ ๒ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๑ ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๑๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า เหตุละเมิดเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เหตุละเมิดดังกล่าวนายเกรียงไกร ผู้ตาย เป็นฝ่ายประมาทด้วย ค่าเสียหายสูงเกินจริง และคำฟ้องบางข้อเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่โจทก์ที่ ๑ มีหนังสือขอให้จำเลยที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ แก่โจทก์ทั้งห้า เป็นการประสงค์ใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งจำเลยที่ ๒ ได้พิจารณาและมีคำสั่งในเรื่องค่าสินไหมทดแทนและแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทั้งห้าทราบแล้ว หากโจทก์ทั้งห้าไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของจำเลยที่ ๒ โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๑๑ ประกอบกับมาตรา ๑๔ โจทก์ทั้งห้าไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลนี้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๖) อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดชลบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๖ บัญญัติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และมีอำนาจหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เหตุละเมิดคดีนี้ จึงเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และถือเป็นหน้าที่ที่เกิดขึ้นตามกฎหมายในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร กรณีจึงเป็นไปตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ แต่คดีที่ฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้ต้องรับผิดทางละเมิดอาจอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองก็ได้ เมื่อการยื่นฟ้องคดีนี้เป็นการเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่เป็นการกระทำทางกายภาพในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่คือการขับรถ ไม่ใช่การฟ้องคดีเนื่องจากผู้ถูกละเมิดยังไม่พอใจในการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๑๑ ประกอบกับมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และความเสียหายในคดีนี้มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐ จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นข้าราชการตำรวจสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ จึงมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และมีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งของจำเลยที่ ๒ หรือตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ตามมาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง (๗) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ และมาตรา ๖ (๓) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดให้จำเลยที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญาและรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เหตุละเมิดเกิดจากจำเลยที่ ๑ ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ไปปฏิบัติภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายของจำเลยที่ ๒ ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา และการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาในที่นี้จึงต้องหมายความรวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ เพื่อนำพาอุปกรณ์ที่ใช้ในการปราบปรามจลาจลและกำลังตรวจไปจนถึงการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชน กรณีถือได้ว่า จำเลยที่ ๑ ได้รับมอบให้ดำเนินกิจการทางปกครอง ซึ่งเป็นอำนาจตามกฎหมายของจำเลยที่ ๒ ตั้งแต่ได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ ๒ จนกระทั่งภารกิจที่ได้รับมอบหมายตามคำสั่งดังกล่าวเสร็จสิ้น ด้วยเหตุนี้ การที่จำเลยที่ ๑ ทำหน้าที่ขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ๓๑-๘๑๘๐ กรุงเทพมหานคร บรรทุกอุปกรณ์เพื่อใช้ในการปราบจลาจลและกำลังตำรวจส่วนหนึ่งเดินทางจากจังหวัดตราดมุ่งหน้าไปกรุงเทพมหานคร จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ขับรถตามคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ที่มีเป้าหมายการเดินทางเพื่อไปปฏิบัติภาระหน้าที่ทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมาย การขับรถยนต์ดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเพื่อให้ดำเนินกิจการทางปกครองในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญาและการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งเป็นอำนาจตามกฎหมายของจำเลยที่ ๒ บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ การปฏิบัติหน้าที่ขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสาระสำคัญต่อเนื่องเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ เมื่อขณะผ่านทางร่วมทางแยกซึ่งมีสัญญาณไฟจราจรได้เกิดเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บล ๗๖๗๐ ชลบุรี ซึ่งมีนายเกรียงไกรเป็นผู้ขับขี่ เป็นเหตุให้นายเกรียงไกรถึงแก่ความตาย เหตุละเมิดจึงเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินกิจการทางปกครองตามที่รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๒ ตามมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งศาลจังหวัดชลบุรีเองก็มีความเห็นว่า เหตุละเมิดเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่เกิดขึ้นตามกฎหมายในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรเช่นเดียวกัน เมื่อความเสียหายของโจทก์ทั้งห้าเกิดจากการดำเนินกิจการทางปกครองดังกล่าว อีกทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ที่ ๑ ได้ใช้สิทธิยื่นคำขอให้จำเลยที่ ๒ พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายและจำเลยที่ ๒ ได้มีคำสั่งในเรื่องค่าสินไหมทดแทนและแจ้งให้โจทก์ที่ ๑ ทราบแล้วว่า หากโจทก์ที่ ๑ ไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของจำเลยที่ ๒ จะต้องใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง อันเป็นการดำเนินการตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่โจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องคดีนี้โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๒ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าพนักงานตำรวจในสังกัดจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งห้าอ้างว่า จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อบรรทุกเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชนที่ทำเนียบรัฐบาล ฝ่าไฟสัญญาณจราจรสีแดงอันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวพุ่งเข้าชนรถยนต์คันที่นายเกรียงไกรขับ เป็นเหตุให้นายเกรียงไกรถึงแก่ความตายทันที โจทก์ที่ ๑ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ได้รับบาดเจ็บ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดต่อนายเกรียงไกร ผู้ตาย และโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นทายาทของผู้ตาย โดยการขับรถ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไป หาใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แม้มาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ กำหนดให้ผู้เสียหายที่ยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐให้มีสิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ไปฟ้องยังศาลปกครองก็ตาม แต่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐๖ บัญญัติให้สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ในคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสุมิตรา ชูยิ่งสกุลทิพย์ ที่ ๑ เด็กชายกรธวัฒน์ ชูยิ่งสกุลทิพย์ โดยนางสุมิตรา ชูยิ่งสกุลทิพย์ ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ ๒ เด็กชายณัฐวรรธน์ ชูยิ่งสกุลทิพย์ ที่ ๓ โดยนางสุมิตรา ชูยิ่งสกุลทิพย์ ผู้แทนโดยชอบธรรม นางพิมพร ชูยิ่งสกุลทิพย์ ที่ ๔ นายพิชิต ชูยิ่งสกุลทิพย์ ที่ ๕ โจทก์ สิบตำรวจโท สุริยา สันติวัฒนา ที่ ๑ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุมิตรา ชูยิ่งสกุลทิพย์ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
จำเลย — สิบตำรวจโท สุริยา สันติวัฒนา ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 54/2555
#514031
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๔/๒๕๕๕

วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลจังหวัดปากพนัง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ นายเจริญวิทย์ พินิจพุทธพงศ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ดาบตำรวจ ฤทธิรงค์ ออสปอนพันธ์ ที่ ๑ นายหมู ออสปอนพันธ์ ที่ ๒ นางอำนวย เหมทานนท์ ที่ ๓ พันตำรวจเอก นริศ สุนทรโรจน์ ที่ ๔ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ ๕ ร้อยตำรวจโท ธนนันท์ ทองจันทร์ ที่ ๖ พันตำรวจโท พีระพงศ์ ยอดสุรางค์ ที่ ๗ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๘ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๗/๒๕๕๑ ความว่า ผู้ฟ้องคดีรับราชการครู ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านศรีสมบูรณ์ อำเภอปากพนัง ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือที่ ๑ - ๒/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๑ และ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ร้องทุกข์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ขอให้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูแลความปลอดภัยให้ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ได้ร่วมกันจ้างวาน ยุยงให้บุคคลอื่นมาทำร้ายร่างกาย เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีตายโดยหวังจะรับบำเหน็จบำนาญของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ฟ้องคดีก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือที่ ๓ - ๖/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๑ วันที่ ๑ และ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๑ และวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ร้องทุกข์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ เพื่อขอความช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือเช่นกัน ในระหว่างนั้นเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ ได้มีหมายเรียกให้ผู้ฟ้องคดีไปพบและแจ้งข้อหาว่า ผู้ฟ้องคดีปลอมแปลงเอกสาร เนื่องจากคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนวิทยฐานะของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต ๓ ได้ร้องทุกข์กล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีปลอมแปลง ดัดแปลง หรือแก้ไขเอกสารที่ใช้ในการประเมิน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ แจ้งข้อหาดังกล่าวกับ ผู้ฟ้องคดีเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี เพราะคณะกรรมการประเมินมิได้เป็นผู้เสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องคดี และเอกสารที่คณะกรรมการประเมินนำมากล่าวหาผู้ฟ้องคดีก็เป็นเอกสารปฏิบัติงานภายในโรงเรียนที่คณะกรรมการประเมินขโมยมา และนอกจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ จะได้แจ้งข้อหาว่า ผู้ฟ้องคดีปลอมแปลงเอกสารแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ ยังได้มีหมายเรียกลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ให้ผู้ฟ้องคดีไปมอบตัวในคดีอาญาที่ ๑๔๗ (ส)/๕๑ ด้วย อ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ร้องทุกข์กล่าวหาผู้ฟ้องคดีหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร โดยการนำสำเนาเอกสารที่มีข้อความว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไปมีความสัมพันธ์กับภรรยาผู้ฟ้องคดีจนมีบุตรด้วยกันออกเผยแพร่ให้ผู้อื่นรับทราบ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ แจ้งข้อหาดังกล่าวต่อผู้ฟ้องคดี เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี เพราะเอกสารหลักฐานที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำมาเผยแพร่ให้ผู้อื่นทราบ นั้น เป็นเอกสารประกอบหนังสือลงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ที่ผู้ฟ้องคดีมีถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ จะต้องเก็บเป็นความลับ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ดเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากข้อกล่าวหาของ ผู้ฟ้องคดีดังกล่าวเป็นการกล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ กระทำละเมิดที่เกิดจากการกระทำผิดกฎหมายในทางอาญา และกล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ กับที่ ๗ ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ กระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งการกระทำละเมิดที่เกิดจากเหตุดังกล่าวมิใช่เป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครอง หรือการดำเนินกิจการทางปกครองตามกฎหมายหรือจากกฎ หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด

ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีสำหรับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ โดยเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ มิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นคดีละเมิดที่เกิดจากการกระทำผิดกฎหมายอาญาไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง และคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีสำหรับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และ ที่ ๕ โดยเห็นว่าเหตุแห่งการฟ้องคดีได้หมดสิ้นไปแล้ว และมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีสำหรับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ และที่ ๗ โดยเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ และที่ ๗ เป็นการใช้อำนาจตำรวจในการรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นอำนาจปกครองทั่วไปอันเป็นอำนาจดั้งเดิม แม้อำนาจดังกล่าวจะถูกนำมาบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยเฉพาะ ก็ไม่ได้ทำให้การใช้อำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจอื่น การใช้อำนาจดังกล่าวยังคงเป็นการใช้อำนาจปกครองอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น การใช้อำนาจดังกล่าวเมื่อถูกอ้างว่าเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบกระทำละเมิดต่อ ผู้ฟ้องคดี การกระทำละเมิดดังกล่าวก็ย่อมเป็นการกระทำละเมิดทางปกครอง ดังนั้น หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง การกระทำละเมิดจากการแจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ ถึงที่ ๗ นั้น ย่อมถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และให้ศาลปกครองนครศรีธรรมราชมีคำสั่งเรียกสำนักงานตำรวจแห่งชาติในฐานะหน่วยงานทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ และที่ ๗ เข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีร่วมในคดีนี้ด้วย

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชเรียกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้ามาในคดีในฐานะผู้ร้องสอด โดยเรียกว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๘ และให้ทำคำให้การ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๘ ทำคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นการดำเนินการในฐานะพนักงานสอบสวนตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดอำนาจหน้าที่ไว้เป็นการเฉพาะ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ไม่เป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ และที่ ๗ แจ้งข้อกล่าวหาผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีปลอมแปลงเอกสารและ หมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาด้วยเอกสารโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ และที่ ๗ เป็นการใช้อำนาจตำรวจในการรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นอำนาจปกครองทั่วไปอันเป็นอำนาจดั้งเดิม แม้อำนาจดังกล่าวจะถูกนำมาบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยเฉพาะก็ไม่ทำให้การใช้อำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจอื่น การใช้อำนาจดังกล่าวยังคงเป็นอำนาจปกครองอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น การใช้อำนาจดังกล่าวเมื่อถูกอ้างว่าเป็นการใช้โดยไม่ชอบ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี การกระทำละเมิดดังกล่าวก็ย่อมเป็นการกระทำละเมิดทางปกครอง ดังนั้น หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง การกระทำละเมิดจากการแจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ และที่ ๗ นั้น ย่อมถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดปากพนังพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีสำหรับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๕ ไปแล้ว ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนได้มีหมายเรียกและแจ้งข้อหาว่า ผู้ฟ้องคดีปลอมแปลงเอกสาร โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเรียกค่าเสียหาย และผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนได้มีหมายเรียกและแจ้งข้อหาว่า ผู้ฟ้องคดีหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเรียกค่าเสียหาย เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ และที่ ๗ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนได้มีหมายเรียกและแจ้งข้อหาว่า ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ต้องหากระทำความผิดอาญานั้น ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนการสอบสวนในคดีอาญาของพนักงานสอบสวนเพื่อนำไปสู่การฟ้องคดีและลงโทษผู้กระทำความผิดคดีอาญา ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ลักษณะ ๒ การสอบสวน หมวด ๑ การสอบสวนสามัญ มาตรา ๑๓๔ กำหนดให้อำนาจพนักงานสอบสวนไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง มิใช่การรักษาความสงบเรียบร้อย อันเป็นอำนาจปกครองทั่วไปของตำรวจ อีกทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น เมื่อเกิดข้อพิพาทหรือความเสียหายขึ้นจึงต้องอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรมว่า การแจ้งข้อหาอันเป็นขั้นตอนการสอบสวนคดีอาญาของพนักงานสอบสวนดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผู้ฟ้องคดีเสียหายเพียงใด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ได้มีหนังสือร้องทุกข์ต่อ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ขอให้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูแลความปลอดภัยให้ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ได้ร่วมกันจ้างวาน ยุยงให้บุคคลอื่นมาทำร้ายร่างกายให้ถึงแก่ความตายโดยหวังจะรับบำเหน็จบำนาญของผู้ฟ้องคดี แต่ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ จึงมีหนังสือร้องทุกข์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ เพื่อขอความช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือเช่นกัน ในระหว่างนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ ได้มีหมายเรียกให้ผู้ฟ้องคดีไปพบและแจ้งข้อหาว่า ผู้ฟ้องคดีปลอมแปลงเอกสาร ตามที่คณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนวิทยฐานะของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต ๓ ได้ร้องทุกข์ไว้ ทั้งที่คณะกรรมการประเมินมิได้เป็นผู้เสียหาย และเอกสารที่นำมากล่าวหาก็เป็นเอกสารปฏิบัติงานภายในโรงเรียนที่คณะกรรมการประเมินขโมยมา การแจ้งข้อหาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี นอกจากนั้นผู้ถูกฟ้องดคีที่ ๗ ยังได้มีหมายเรียกให้ผู้ฟ้องคดีไปมอบตัวในคดีอาญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ร้องทุกข์กล่าวหาผู้ฟ้องคดีหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร โดยการนำสำเนาเอกสารที่มีข้อความว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไปมีความสัมพันธ์กับภรรยาผู้ฟ้องคดีจนมีบุตรด้วยกันออกเผยแพร่ให้ผู้อื่นรับทราบ ทั้งที่เป็นเอกสารประกอบที่ ผู้ฟ้องคดีมีถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ จะต้องเก็บเป็นความลับ การแจ้งข้อหาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีเช่นกัน จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ด ศาลปกครองนครศรีธรรมราชมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากเป็นการกล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ กระทำละเมิดที่เกิดจากการกระทำผิดกฎหมายในทางอาญา และกล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ กับที่ ๗ ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ กระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ถือเป็นคดีปกครอง แต่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีสำหรับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๕ และมีคำสั่งให้รับฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ และที่ ๗ โดยเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ และที่ ๗ เป็นการใช้อำนาจตำรวจในการรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นอำนาจปกครองทั่วไป อันเป็นอำนาจดั้งเดิม แม้จะถูกนำมาบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยเฉพาะก็ตาม และให้ศาลปกครองนครศรีธรรมราชมีคำสั่งเรียกสำนักงานตำรวจแห่งชาติในฐานะหน่วยงานทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ และที่ ๗ เข้ามาในคดีด้วย เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ ในฐานะพนักงานสอบสวนได้มีหมายเรียกให้ผู้ฟ้องคดีไปพบและแจ้งข้อหาว่า ผู้ฟ้องคดีปลอมแปลงเอกสารตามที่มีผู้ร้องทุกข์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ ในฐานะพนักงานสอบสวนได้มีหมายเรียกให้ผู้ฟ้องคดีไปมอบตัวในคดีอาญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ร้องทุกข์กล่าวหาผู้ฟ้องคดีหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร นั้น เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนการสอบสวนในคดีอาญาของพนักงานสอบสวนเพื่อนำไปสู่การฟ้องคดีและลงโทษผู้กระทำความผิดคดีอาญา ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจพนักงานสอบสวนไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง อันเป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มิใช่เป็นการใช้อำนาจทางปกครองแต่อย่างใด ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายเจริญวิทย์ พินิจพุทธพงศ์ ผู้ฟ้องคดี ร้อยตำรวจโท ธนนันท์ ทองจันทร์ ที่ ๖ พันตำรวจโท พีระพงศ์ ยอดสุรางค์ ที่ ๗ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๘ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายเจริญวิทย์ พินิจพุทธพงศ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — ดาบตำรวจ ฤทธิรงค์ ออสปอนพันธ์ ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 53/2555
#518079
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๓/๒๕๕๕

วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓)

ศาลจังหวัดนครปฐม

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครปฐมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๓ นายณรงค์ อรพินทร์ โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทคิมโปวิลลาร์ จำกัด ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ นายวิชัย บุญธรรมชนะรุ่ง ที่ ๓ นายมนชัยหรือมนะ วชิรปาณี ที่ ๔ นายสุพาสน์ วิเศษมณี ที่ ๕ นายธนู บุญเลิศ ที่ ๖ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครปฐม เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๙๒/๒๕๕๓ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๒ โจทก์ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๘๔๖ ตำบลลำพยา อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ดิน ๑ งาน ๖๙ ตารางวา จากจำเลยที่ ๑ เป็นเงินจำนวน ๖๕๖,๐๐๐ บาท ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๒ โจทก์กับพวกติดต่อเจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม เพื่อจดทะเบียนขายที่ดินแปลงดังกล่าวซึ่งตกลงซื้อขายกันเป็นเงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องแจ้งว่าไม่สามารถจดทะเบียนให้ได้ เนื่องจากที่ดินแปลงดังกล่าวถูกอายัดไว้ โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยที่ ๖ ได้อายัดที่ดินแปลงดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๗ โดยให้เหตุผลว่า "ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินที่กันไว้เป็นสวนสาธารณะ ห้ามทำนิติกรรมใดๆ ให้ปรึกษาก่อน(นายธนู บุญเลิศ)" นอกจากนี้ ส่วนบนของโฉนดที่ดินเหนือตราครุฑและส่วนบนของสารบัญจดทะเบียนหน้า ๒ มีข้อความเขียนว่า "สวนสาธารณะ" ซึ่งแตกต่างกับโฉนดที่ดินและสารบัญจดทะเบียนที่ดินฉบับของโจทก์ และในการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ ในสารบัญจดทะเบียนหน้า ๒ ของโฉนดที่ดินฉบับสำนักงานที่ดิน มีการขูดลบบริเวณข้อความ "ที่ดินแปลงนี้อยู่ภายใต้การจัดสรรที่ดิน" โดยมีจำเลยที่ ๓ ลงลายมือชื่อกำกับไว้ และมีจำเลยที่ ๕ ลงลายมือชื่อและประทับตราการจดทะเบียนขายที่ดิน ซึ่งแตกต่างจากโฉนดที่ดินฉบับของโจทก์ที่ไม่มีการขูดลบใดๆ ทั้งที่มีข้อความเดียวกันและจำเลยที่ ๓ ลงลายมือชื่อกำกับไว้เช่นเดียวกัน จำเลยที่ ๔ ได้ลงลายมือชื่อในการสอบสวนและประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและภาษีอากรการจดทะเบียนขายที่ดิน และจำเลยที่ ๕ ร่วมกับจำเลยที่ ๔ ลงลายมือชื่อในบันทึกการประเมินราคาทรัพย์สินและลงลายมือชื่อในสารบัญจดทะเบียนและประทับตราในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินที่รับจดทะเบียนขาย จากการตรวจสอบโจทก์เชื่อว่า จำเลยที่ ๑ ได้กันที่ดินแปลงดังกล่าวไว้เป็นสวนสาธารณะ เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถจดทะเบียนซื้อขายให้แก่โจทก์ได้ การที่จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่สุจริต ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ปกปิดความจริงเกี่ยวกับสภาพของที่ดินและยังร่วมกันหลอกลวงโจทก์ในการจดทะเบียนซื้อขาย และมีจำเลยที่ ๖ สั่งอายัดที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยที่ ๒ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด จึงต้องร่วมรับผิดในความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ ด้วย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน ๒,๕๒๘,๙๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๖๕๖,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ส่วนจำเลยที่ ๑ โจทก์บรรยายฟ้องว่า นายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนบริษัทร้างแล้ว ความเป็นนิติบุคคลย่อมสิ้นไป โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ ไม่รับฟ้องจำเลยที่ ๑

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ให้การโดยสรุปว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ การซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ กระทำเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๒ อันเป็นเวลาก่อนที่จะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งห้ามโอนที่ดินที่กันไว้เป็นสาธารณูปโภค แม้การซื้อขายที่ดินดังกล่าวจะอยู่ภายใต้บังคับข้อกำหนดการจัดสรรที่ดินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๖ แต่ข้อกำหนดดังกล่าวก็มิได้ห้ามมิให้ทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่กันไว้เป็นสาธารณูปโภค การซื้อขายและจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวจึงสามารถกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ ๓ ในข้อความสารบัญจดทะเบียนในโฉนดที่ดินฉบับของสำนักงานที่ดินแม้จะมีร่องรอยการแก้ไข แต่ก็มีข้อความถูกต้องตรงกับโฉนดที่ดินฉบับเจ้าของที่ดิน และเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย การจดแจ้งในโฉนดที่ดิน การทำสัญญาซื้อขาย การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดสรร ลงวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๑๖ ข้อ ๑ การกระทำของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ จึงเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่โดยไม่เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนการที่จำเลยที่ ๖ ได้กระทำการตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๓๓ และมาตรา ๔๔ (๑) ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ทำนิติกรรมกับบุคคลใด อันก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินที่ใช้เพื่อการสาธารณะ จำเลยที่ ๖ จึงมีอำนาจอายัดที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อการกระทำของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ เป็นการกระทำในหน้าที่ราชการโดยสุจริต ไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ จึงไม่มีความรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด จึงไม่มีความรับผิดอย่างใดต่อโจทก์ด้วย นอกจากนี้การที่โจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวโดยมิได้ดูสภาพที่ดินก่อนซื้อ หากโจทก์จะต้องเสียหายอันเนื่องมาจากการซื้อที่ดินโดยไม่ระมัดระวัง ความเสียหายดังกล่าวก็มิได้เป็นผลมาจากการกระทำของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ แต่เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง หากโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างใดชอบที่จะเรียกร้องกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญา แต่ไม่อาจเรียกร้องเอากับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ได้ คำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ ออกจาก

สารบบความ เนื่องจากเห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

ศาลจังหวัดนครปฐมพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ

วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติจำกัดประเภทคดีปกครองที่

เกิดจากการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ โดยให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาทั่วไปของเจ้าหน้าที่ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐให้ร่วมรับผิดในมูลเหตุละเมิดที่เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๒ ในการรับจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขาย ลงลายมือชื่อรับรองในเอกสารที่มีการขูดลบข้อความ และออกคำสั่งอายัดที่ดิน ซึ่งกระทำโดยไม่สุจริต ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เพื่อหลอกลวงโจทก์ให้จดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาท อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาทั่วไป มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นกรม สังกัดระทรวงมหาดไทย มีภารกิจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคลและจัดการที่ดินของรัฐโดยการออกหนังสือแสดงสิทธิและให้บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น จำเลยที่ ๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม กรมที่ดิน และเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งการจดทะเบียนหรือไม่รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามที่กำหนดในกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่ ๒ ดำเนินการเพื่อจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๕๘๔๖ โดยไม่สุจริต ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ปกปิดความจริงของสภาพที่ดินแปลงพิพาทร่วมกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีจำเลยที่ ๕ ลงลายมือชื่อและประทับตรา การจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทในสารบัญจดทะเบียนของโฉนดที่ดินซึ่งมีการขูดลบบริเวณข้อความซึ่งแตกต่างกับโฉนดที่ดินและสารบัญจดทะเบียนฉบับของโจทก์ที่ไม่มีการขูดลบใดๆ ทั้งที่มีข้อความเดียวกัน และจำเลยที่ ๓ ลงลายมือชื่อกำกับข้อความการจดแจ้งการจัดสรรที่ดินไว้เช่นเดียวกัน จำเลยที่ ๔ เป็นผู้ลงลายมือชื่อในการสอบสวนและประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและภาษีอากรในการจดทะเบียนขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ และจำเลยที่ ๕ ลงลายมือชื่อในบันทึกการประเมินราคาทรัพย์สินร่วมด้วย อันเป็นการร่วมกับจำเลยที่ ๑ หลอกลวงโจทก์ในการจดทะเบียนซื้อขาย ต่อมาโจทก์จะขายที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าว แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแจ้งว่าไม่สามารถจดทะเบียนให้ได้ เนื่องจากสำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม โดยจำเลยที่ ๖ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินในสังกัดจำเลยที่ ๒ ได้จดแจ้งการอายัดเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ว่าเป็นที่ดินที่กันไว้เป็นสาธารณะ อันเป็นผลทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ไม่สามารถจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวได้ และขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งบังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายในราคาที่ดินที่โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยที่ ๑ ในวันจดทะเบียนซื้อขาย รวมทั้งกำไรจากการขายที่ดินพิพาทพร้อมดอกเบี้ย ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นเรื่องที่โจทก์โต้แย้งการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ ที่ต้องดำเนินการสอบสวนคู่กรณีและตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของเอกสารหลักฐานที่คู่กรณียื่นประกอบคำขออันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดในมาตรา ๗๑ มาตรา ๗๓ และมาตรา ๗๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และข้อ ๒ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ โดยกล่าวหาว่า จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินอาศัยโอกาสที่ตนได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดจำเลยที่ ๒ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการจดทะเบียนขายที่ดินที่กันไว้เป็นสาธารณะ ซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และต้องห้ามมิให้กระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ตามข้อ ๓๐ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๖ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๕ และกล่าวหาว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ไม่รับจดทะเบียนขายที่ดินตามคำขอของโจทก์ตามข้อมูลที่จำเลยที่ ๖ ได้จดแจ้งเกี่ยวกับที่ดินแปลงพิพาทของสำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๗ เพื่อมิให้มีการทำนิติกรรมใดๆ อันจะก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าว ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะสำหรับที่ดินจัดสรร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน ตามมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ อันเป็นการออกคำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งกระทบสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลละเมิดที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ กรณีตามฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย และจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองสามารถออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์ได้ซื้อที่ดินมีโฉนดที่ดินมาจากจำเลยที่ ๑ แต่ต่อมาไม่สามารถจดทะเบียนขายที่ดินแปลงดังกล่าวได้ เนื่องจากจำเลยที่ ๖ ได้มีคำสั่งอายัดที่ดิน และในการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ จำเลยที่ ๓ ได้ลงลายมือชื่อกำกับข้อความ "ที่ดินแปลงนี้อยู่ภายใต้การจัดสรรที่ดิน" ในโฉนดที่ดินฉบับสำนักงานที่ดินบริเวณที่มีการขูดลบข้อความ จำเลยที่ ๔ ได้ลงลายมือชื่อในการสอบสวนและประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและภาษีอากรการจดทะเบียนขายที่ดิน และจำเลยที่ ๕ ร่วมกับจำเลยที่ ๔ ลงลายมือชื่อในบันทึกการประเมินราคาทรัพย์สินและลงลายมือชื่อในสารบัญจดทะเบียนและประทับตราในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินที่รับจดทะเบียนขาย ซึ่งโจทก์เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ กระทำการโดยไม่สุจริต ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ปกปิดความจริงเกี่ยวกับสภาพของที่ดินและยังร่วมกันหลอกลวงโจทก์ การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๒ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด จึงต้องร่วมรับผิดในความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ ด้วย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ให้การโดยสรุปว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ เป็นการกระทำในหน้าที่ราชการโดยสุจริต ไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงไม่มีความรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด จึงไม่มีความรับผิดอย่างใดต่อโจทก์ด้วย โจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวโดยมิได้ตรวจสอบสภาพที่ดินก่อนซื้อ ความเสียหายจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง โจทก์ชอบที่จะเรียกร้องกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญา แต่ไม่อาจเรียกร้องเอากับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ได้ คำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง เมื่อพิเคราะห์จากคำฟ้องและคำให้การแล้วเห็นว่า คดีนี้ไม่มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี เป็นเพียงกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลวินิจฉัยความเสียหายจากการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐ ซึ่งโจทก์อ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๖ มีคำสั่งอายัดที่ดินแปลงดังกล่าว อันเป็นคำสั่งทางปกครอง และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการจดทะเบียนซื้อขายที่ดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย และจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายณรงค์ อรพินทร์ โจทก์ บริษัทคิมโปวิลลาร์ จำกัด ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ นายวิชัย บุญธรรมชนะรุ่ง ที่ ๓ นายมนชัยหรือมนะ วชิรปาณี ที่ ๔ นายสุพาสน์ วิเศษมณี ที่ ๕ นายธนู บุญเลิศ ที่ ๖ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

สำเนาถูกต้อง

(นางวลัยมาศ คุปต์กาญจนากุล) คมศิลล์ คัด/ทาน

นิติกรชำนาญการ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ อรพินทร์
จำเลย — บริษัทคิมโปวิลลาร์ จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 52/2555
#518078
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๒/๒๕๕๕

วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดตาก

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดตากโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๓ นายทวี อ่อนเฉวียง ที่ ๑ เด็กหญิงอรจิรา เหมราช โดยนายทวี อ่อนเฉวียง ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลวังหิน ที่ ๑ นายภิรมย์ อ๊อดทรัพย์ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดตาก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๕๑/๒๕๕๓ ความว่า เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๓ นายธวัชชัย อ่อนเฉวียง ประสบอุบัติเหตุขับรถจักรยานยนต์หลบรถกระบะไปชนป้ายประชาสัมพันธ์ให้เสียภาษีบำรุงท้องที่ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งป้ายดังกล่าวถูกลมพัดหักโค่นตั้งแต่วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๓ แต่จำเลยทั้งสองละเลยไม่จัดเก็บให้เรียบร้อยทำให้กีดขวางการจราจร เป็นเหตุให้นายธวัชชัยซึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ชนป้ายดังกล่าวและล้มลงเสียชีวิต โจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นบิดาของนายธวัชชัย และโจทก์ที่ ๒ ซึ่งเป็นบุตรของนายธวัชชัยจึงฟ้องเรียกค่าจัดการปลงศพ ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ ค่าขาดไร้อุปการะรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๗๓๗,๔๕๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการที่จำเลย ที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง โจทก์ที่ ๑ มิได้เป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย และโจทก์ที่ ๒ มิได้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โจทก์ทั้งสองจึงไม่สิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะ และโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าปลงศพ จำเลยทั้งสองใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่พฤติการณ์โดยนำกรวยจราจรมาวางรอบบริเวณป้ายประชาสัมพันธ์ที่หักโค่นล้มแล้ว เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของผู้ตายที่ขับขี่รถจักรยานยนต์แข่งขันกับรถจักรยานยนต์คันอื่นด้วยความเร็วสูงในขณะเมาสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับขี่เสียหลักแล่นออกนอกช่องทางเดินรถไปชนเสาป้ายประชาสัมพันธ์ซึ่งอยู่ห่างจากถนนประมาณ ๓ เมตร และมิได้กีดขวางการจราจรตามคำฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนไม่เป็นความจริงและสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามคำให้การ

ศาลจังหวัดตากพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่านายธวัชชัย ผู้ตายขับรถไปชนป้ายประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเสียภาษีบำรุงท้องที่ของจำเลยที่ ๑ ที่หักล้มพาดกีดขวางทางเดินรถจักรยาน ยนต์ซึ่งป้ายดังกล่าวถูกลมพายุพัดหักโค่นล้มตั้งแต่วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๓ แต่จำเลยทั้งสองไม่จัดเก็บให้เรียบร้อย ปล่อยปละละเลยโดยปราศจากความระมัดระวัง โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะเป็นผู้จัดทำป้ายและเจ้าของป้ายประชาสัมพันธ์ให้เสียภาษีซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง มิใช่ฟ้องในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่จัดให้มีและบำรุงทางบก ทางน้ำ รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดิน หรือทางสาธารณะตามพระราชบัญญัติ สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๖๗ เพราะหากโจทก์ทั้งสองประสงค์จะฟ้องจำเลย ทั้งสองในฐานะเป็นผู้ดูแลบำรุงรักษาถนนก็คงบรรยายฟ้องถึงอำนาจหน้าที่ของจำเลย และบรรยายให้เห็นว่าป้ายดังกล่าวอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลวังหิน ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะเป็นผู้จัดทำป้ายและเจ้าของป้ายจึงมีประเด็นต้องพิจารณาต่อไปว่าจำเลยทั้งสองจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์เป็นการจัดทำโดยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองอ้างว่า มาตรา ๗๔ กำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย โดยให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับนายกเทศมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และให้คณะผู้บริหาร มีอำนาจพิจารณาชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลนั้น อันเป็นกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนนั้น เห็นว่า อำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีต่าง ๆ การจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเสียภาษีบำรุงท้องที่ มิได้อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะเป็นผู้จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่หักล้ม แล้วจำเลยทั้งสองไม่จัดเก็บให้เรียบร้อย จึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยประมาทเลินเล่อ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย มูลคดีที่ต้องวินิจฉัยจึงเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นราชการ ส่วนท้องถิ่น จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก และการรักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดิน และที่สาธารณะ รวมทั้งกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๖๗ (๑) และ (๒) อันเป็นกิจการทางปกครองหรือการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชน ซึ่งกฎหมายกำหนดให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองเช่นจำเลยที่ ๑ โดยเฉพาะ ซึ่งอำนาจหน้าที่บำรุงรักษาทางบกตามบทบัญญัติดังกล่าวรวมไปถึงการดูแลรักษาไม่ให้มีสิ่งใดกีดขวางการจราจรบนทางนั้นด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยอย่างเพียงพอแก่ประชาชนผู้ใช้ทางสัญจร การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการบำรุงรักษาทางละเลยไม่จัดเก็บป้ายประชาสัมพันธ์ให้เสียบำรุงท้องที่ซึ่งถูกลมพัดหักโค่นมากีดขวางทางจราจรทำให้บุตรของโจทก์ที่ ๑ ขับรถจักรยานยนต์ชนป้ายดังกล่าวเสียชีวิต จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๑ ละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบดูแลและบำรุงรักษาทางจราจรให้มีความปลอดภัยอย่างเพียงพอจนเป็นเหตุให้บุตรของโจทก์ที่ ๑ เสียชีวิต คดีพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อย่างไรก็ดี ศาลปกครองพิษณุโลกมีข้อสังเกตเพิ่มเติมในคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองโต้แย้งเขตอำนาจศาลไว้ในคำให้การโดยมิได้จัดทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับในกรณีที่ศาลเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น จะต้องเป็นกรณีที่ ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น ไม่ใช่เห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลตน เมื่อคดีนี้ศาลจังหวัดตากซึ่งเป็นศาลที่ส่งความเห็น เห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลตน กรณีจึงไม่อาจถือว่าเป็นการทำความเห็นเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในกรณีที่ศาลเห็นเองตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ เช่นกัน ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล (คำสั่ง) ที่ ๔๗/๒๕๕๓

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุง รักษาทางน้ำและทางบก และการรักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดิน และที่สาธารณะ รวมทั้งกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๖๗ (๑) และ (๒) ประกอบพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๖ (๒) และ (๑๘) อันเป็นการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งอำนาจหน้าที่ในการบำรุงรักษาทางบกตามบทบัญญัติดังกล่าว ย่อมรวมไปถึงการดูแลรักษาไม่ให้สิ่งใดกีดขวางการจราจรบนทางนั้นด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยอย่างเพียงพอแก่ประชาชนผู้ใช้ทางสัญจร เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการบำรุงรักษาทางปล่อยปละละเลยไม่จัดเก็บป้ายประชาสัมพันธ์ให้เสียภาษีบำรุงท้องที่ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งถูกลมพัดหักโค่นมากีดขวางทางจราจรตั้งแต่วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๓ ทำให้ในวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๓ บุตรของโจทก์ที่ ๑ ประสบอุบัติเหตุขับรถจักรยานยนต์ชนป้ายดังกล่าว จนถึงแก่ความตาย กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๑ ละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบดูแลและบำรุงรักษาทางจราจรให้มีความปลอดภัยอย่างเพียงพอจนเป็นเหตุให้บุตรของโจทก์ที่ ๑ เสียชีวิต คดีพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ การกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายทวี อ่อนเฉวียง ที่ ๑ เด็กหญิงอรจิรา เหมราช โดย นายทวี อ่อนเฉวียง ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ ๒ โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลวังหิน ที่ ๑ นายภิรมย์ อ๊อดทรัพย์ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

สำเนาถูกต้อง

(นางวลัยมาศ คุปต์กาญจนากุล) คมศิลล์ คัด/ทาน

นิติกรชำนาญการ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวี อ่อนเฉวียง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลวังหิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 51/2555
#527184
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๑/๒๕๕๕

วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๕

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดศรีสะเกษ

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดศรีสะเกษโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ นางบุญยืน มโนรัตน์ ที่ ๑ นางสาวปานจันทร์ บริบูรณ์ ที่ ๒ ว่าที่ร้อยตรี จักรวาล บริบูรณ์ ที่ ๓ นางสมร ศรีเลิศ ที่ ๔ นางมะลีจันทร์ สีสัน ที่ ๕นางคำพันธ์ สีสันที่ ๖ โจทก์ ยื่นฟ้อง นายเพิ่มศักดิ์ ฉวีรักษ์ ในฐานะนายอำเภอปรางค์กู่ จำเลย ต่อศาลจังหวัดศรีสะเกษเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๓๑๐/๒๕๕๓ ความว่า โจทก์ทั้งหกเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า ตั้งอยู่หมู่บ้านโนนดั่ง หมู่ ๗ ตำบลพิมาย อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ดินประมาณ ๒๒ ไร่ ๓ งาน ๕๓ ตารางวา โดยโจทก์ทั้งหกแบ่งกันครอบครองทำประโยชน์เป็นสัดส่วนโดยรับมรดกมาจากบิดามารดามาตั้งแต่ปี ๒๔๙๔ จนถึงปัจจุบัน โจทก์ที่ ๑ ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินเนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ ๘๖ ตารางวา โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินร่วมกันเนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ ๑ งาน ๑๘ ตารางวา โจทก์ที่ ๔ ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินเนื้อที่ประมาณ ๔ ไร่๓๖ ตารางวา โจทก์ที่ ๕ ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินเนื้อที่ประมาณ ๔ ไร่ ๓ งาน ๖๕ ตารางวา และโจทก์ที่ ๖ ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินเนื้อที่ประมาณ ๗ ไร่ ๑ งาน ๔๘ ตารางวา เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม๒๕๔๘ จำเลยในฐานะนายอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗ ได้รับมอบหมายจากกระทรวงมหาดไทยให้ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงต่ออธิบดีกรมที่ดินผ่านเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาปรางค์กู่ โดยนำช่างรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "แปลงป่าช้าบ้านโนนดั่ง"รังวัดรุกล้ำที่ดินทั้งหมดที่โจทก์ทั้งหกครอบครองทำประโยชน์ ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งหกเป็นผู้ครอบครองที่ดิน ๒๒ ไร่ ๓ งาน ๕๓ ตารางวาตามสัดส่วนของแต่ละคน และขอให้บังคับจำเลยระงับหรือเพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเฉพาะส่วนที่รังวัดทับที่ดินของโจทก์ทั้งหกดังกล่าว จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งหกไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและไม่มีเอกสารสิทธิเพื่อแสดงการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยยังไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จึงยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งหก ที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันการรังวัดของจำเลยกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายการที่โจทก์ทั้งหกมิได้มีสิทธิครอบครองแต่อ้างว่าได้ครอบครองและทำประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจึงเป็นการบุกรุกและยึดถือที่ดินของรัฐโดยไม่มีสิทธิ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งหกไม่มีสิทธิยกระยะเวลาครอบครองขึ้นต่อสู้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เพิกถอนคำสั่งในการรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยอ้างว่าเป็นการออกคำสั่งรังวัดทับที่ดินของโจทก์ทั้งหก จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งตาม มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองศาลจังหวัดศรีสะเกษพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งหกอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่รวมกันประมาณ ๒๒ ไร่ ๓ งาน ๕๓ ตารางวา ได้รับมรดกมาจากบิดามารดาและครอบครองติดต่อมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยนำรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "ป่าช้าบ้านโนนดั่ง"โจทก์ทั้งหกเห็นว่าจำเลยกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ศาลระงับหรือเพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง การที่ศาลจะมีคำสั่งระงับหรือไม่ระงับ เพิกถอนหรือไม่เพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ศาลจะต้องพิจารณาก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งหกหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ ๙๔๘/๒๕๑๖ มอบอำนาจให้นายอำเภอเป็นผู้ยื่นคำขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยในฐานะนายอำเภอปรางค์กู่ จึงได้ยื่นคำขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์ แปลง "ป่าช้าบ้านโนนดั่ง" เมื่อพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้แก่ ประมวลกฎหมายที่ดินพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๖ วรรคสอง เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนดและเป็นการดำเนินกิจการทางปกครอง ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่นำรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินดังกล่าว จึงเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและการดำเนินกิจการทางปกครองตามนัยมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช๒๕๕๐ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนที่ศาลจังหวัดศรีสะเกษเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน นั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งหกหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นเพียงประเด็นย่อยหนึ่งในคดีเท่านั้น และแม้การพิจารณาในประเด็นดังกล่าวจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในประเด็นนี้ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและนำบทบัญญิติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งหกอ้างว่า โจทก์ทั้งหกครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งรับมรดกมาจากบิดามารดา เนื้อที่ดินประมาณ ๒๒ ไร่ ๓ งาน๕๓ ตารางวา โดยแบ่งกันครอบครองทำประโยชน์เป็นสัดส่วน ได้ถูกจำเลยนำช่างรังวัดที่ดินเพื่อขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "แปลงป่าช้าบ้านโนนดั่ง" รุกล้ำที่ดินทั้งหมดที่โจทก์ทั้งหกครอบครองทำประโยชน์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งหกเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามสัดส่วนของแต่ละคนและให้จำเลยระงับหรือเพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเฉพาะส่วนที่รังวัดทับที่ดินของโจทก์ทั้งหกดังกล่าว ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งหกไม่มีอำนาจฟ้องที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การรังวัดของจำเลยกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ทั้งหกไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งหก ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางบุญยืน มโนรัตน์ ที่ ๑ นางสาวปานจันทร์บริบูรณ์ ที่ ๒ ว่าที่ร้อยตรี จักรวาล บริบูรณ์ ที่ ๓ นางสมร ศรีเลิศ ที่ ๔ นางมะลีจันทร์ สีสัน ที่ ๕ นางคำพันธ์ สีสัน ที่ ๖ นายเพิ่มศักดิ์ ฉวีรักษ์ ในฐานะนายอำเภอปรางค์กู่ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ

ศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญยืน มโนรัตน์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นายเพิ่มศักดิ์ ฉวีรักษ์ ในฐานะนายอำเภอปรางค์กู่
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 50/2555
#527193
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๐/๒๕๕๕

วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลจังหวัดสมุทรปราการ

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสมุทรปราการส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ นายจิโรช อิฐรัตน์ โจทก์ ยื่นฟ้อง นางสาวบังอร พงษ์เจริญ ในฐานะนายทะเบียน สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการ จำเลย เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๖๗๑/๒๕๕๓ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓ นางสาวลัดดา วิศวผลบุญ และนายอรรถพงษ์ เกตุราทร ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนกรรมการและดวงตราบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด ต่อจำเลย โดยแจ้งกับจำเลยในฐานะนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จังหวัดสมุทรปราการ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่า ในการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด ครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นซึ่งมีนางสาวลัดดาเป็นประธาน ที่ประชุมได้มีมติให้แก้ไขเพิ่มเติมดวงตราบริษัทให้เป็นตราแบบใหม่และแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนและชื่อกรรมการของบริษัท โดยให้โจทก์ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการบริษัทออกจากตำแหน่ง ทั้งที่ในการประชุมดังกล่าวมีโจทก์เป็นประธานการประชุม และที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นไม่ได้มีมติในเรื่องดังกล่าวหรือในเรื่องอื่นใด เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุมจึงไม่สามารถดำเนินการประชุมต่อไปได้ นางสาวลัดดาและนายอรรถพงษ์กลับทำรายงานการประชุมอันเป็นเท็จและปิดบังความจริง ทำให้จำเลยหลงเชื่อรับจดทะเบียนตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๒๙๘๓/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓ ต่อมาเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินการให้โจทก์ การกระทำดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ทำให้โจทก์ตลอดจนผู้ถือหุ้นอื่นได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนรายการจดทะเบียนบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๒๙๘๓/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓ และให้ดำเนินการนำรายการจดทะเบียนต่างๆ ของเดิมที่มีอยู่ก่อนการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมมาจดไว้ในทะเบียนบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด

จำเลยให้การว่า การรับจดทะเบียนของจำเลยเป็นการจดทะเบียนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การบรรยายฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องฟ้องนางสาวลัดดาและนายอรรถพงษ์ซึ่งพิพาทกับโจทก์ เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้วโจทก์จึงจะมีสิทธิที่จะนำคำพิพากษาที่ถึงที่สุดมาขอให้จำเลยเพิกถอนรายการจดทะเบียนดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่จำเลยไม่ดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนของบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด เป็นการกระทำในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง และคดีนี้เป็นกรณีพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสมุทรปราการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากจำเลยปฏิเสธที่จะดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและดวงตราบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด ตามที่โจทก์ร้องขอก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องคดีต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิของโจทก์ว่า โจทก์ยังคงเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวเป็นสำคัญ ประกอบกับโจทก์อ้างว่ามติที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นตามรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นรายงานเท็จ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้จำเลยเพิกถอนรายการจดทะเบียนของบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด ตามคำขอเลขที่ ๒๙๘๓/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ข้อเท็จจริงเสียก่อนว่าการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าว ที่ประชุมมีมติอย่างไร กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยในฐานะนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการ มีอำนาจหน้าที่ในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทตามระเบียบสำนักงานทะเบียนกลาง ว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ ๓ และข้อ ๔ แห่งกฎกระทรวงจัดตั้งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท แต่งตั้งนายทะเบียน และกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท จำกัด พ.ศ. ๒๕๔๙ ออกตามความประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่จำเลยดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและดวงตราบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด ตามคำร้องของโจทก์ที่ขอเพิกถอนรายการจดทะเบียนดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามข้อ ๔ วรรคหนึ่ง ของระเบียบดังกล่าวซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิและหน้าที่ของผู้ยื่นคำขอ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อโจทก์ฟ้องว่า การที่จำเลยปฏิเสธคำร้องของโจท์ที่ขอเพิกถอนรายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและดวงตราบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยว่า การที่จำเลยปฏิเสธคำร้องของโจทก์ที่ขอเพิกถอนรายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและดวงตราบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้ในการที่ศาลจะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้ ศาลจำต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า การประชุมและมติที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด ครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัทหรือไม่ก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองมีอำนาจวินิจฉัยได้ อีกทั้งอำนาจในการวินิจฉัยในประเด็นข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ไม่ใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด ดังนั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า เดิมโจทก์ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด แต่เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓ นางสาวลัดดา วิศวผลบุญ และนายอรรถพงษ์ เกตุราทร ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนกรรมการและดวงตราบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อจำเลยในฐานะนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จังหวัดสมุทรปราการว่า ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นซึ่งมีนางสาวลัดดาเป็นประธาน ได้มีมติให้แก้ไขเพิ่มเติมจำนวนและชื่อกรรมการของบริษัท โดยให้โจทก์ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการบริษัทออกจากตำแหน่ง ทั้งที่ในการประชุมดังกล่าวมีโจทก์เป็นประธานในที่ประชุม และที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นไม่ได้มีมติในเรื่องดังกล่าวหรือในเรื่องอื่นใด เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุมจึงไม่สามารถดำเนินการประชุมต่อไปได้ นางสาวลัดดาและนายอรรถพงษ์กลับทำรายงานการประชุมอันเป็นเท็จและปิดบังความจริง ทำให้จำเลยหลงเชื่อรับจดทะเบียนตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๒๙๘๓/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓ โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนดังกล่าว แต่จำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนรายการจดทะเบียนบริษัทดังกล่าว และให้ดำเนินการนำรายการจดทะเบียนต่างๆ ของเดิมที่มีอยู่ก่อนการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมมาจดไว้ในทะเบียนบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด ส่วนจำเลยให้การว่า การรับจดทะเบียนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ดังนั้น เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยรับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนกรรมการและดวงตราของบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด ทำให้โจทก์พ้นจากการเป็นประธานกรรมการและกรรมการบริษัทฯ โดยขณะเกิดเหตุบริษัทดังกล่าวมีโจทก์เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทฯ และอ้างว่าการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นการประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการรับจดทะเบียนตามมติที่ประชุมดังกล่าวของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า มติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัทหรือไม่เป็นสำคัญ เมื่อบริษัทฯ เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าเพื่อแสวงหากำไรและเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก รัฐจึงได้กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้การก่อตั้ง การดำเนินกิจการ ตลอดจนการเลิกกิจการของนิติบุคคลต้องเป็นไปตามขั้นตอนและจดทะเบียน หากมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญก็ต้องนำไปแจ้งต่อนายทะเบียนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรับรองสิทธิว่านิติบุคคลนั้นเป็นบุคคลตามกฎหมาย มีความสามารถที่จะทำนิติกรรมได้และเพื่อเปิดเผยให้บุคคลภายนอกได้รับรู้ถึงสถานะ อำนาจหน้าที่ของกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้นๆ ซึ่งกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายนี้เป็นไปเพื่อรับรองสิทธิของนิติบุคคลในทางแพ่งเท่านั้น มิใช่เรื่องทางปกครอง สถานภาพของบริษัทฯ จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่จึงต้องเป็นไปตามประสงค์ของผู้ถือหุ้นของบริษัทเป็นหลักซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง มิใช่อยู่ที่การรับจดทะเบียนของจำเลย เมื่อศาลจำต้องพิจารณาถึงสิทธิในทางแพ่งเป็นสำคัญแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นข้อพิพาททางแพ่งอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายจิโรช อิฐรัตน์ โจทก์ นางสาวบังอร พงษ์เจริญ ในฐานะนายทะเบียน สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิโรช อิฐรัตน์
จำเลย — นางสาวบังอร พงษ์เจริญ ในฐานะนายทะเบียน
สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 49/2555
#518077
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๙/๒๕๕๕

วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๕

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู

ระหว่าง

ศาลปกครองอุดรธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดหนองบัวลำภูโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๓ นายพงษ์เพชร ระมั่น ที่ ๑ นางไพจิตร โล่หิรัญ ที่ ๒ นางพิสมัย พิพิกุลหรือสักภู่ ที่ ๓ นางสาวพรพูล ระมั่น ที่ ๔ โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานธนารักษ์พื้นที่หนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ กระทรวงการคลัง ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖/๒๕๕๓ ความว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๘๖ เลขที่ ๓๘๑๓ และเลขที่ ๓๘๑๒ ตามลำดับ โจทก์ที่ ๔ เป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๘๑๔ และเลขที่ ๓๘๑๕ โดยที่ดินทั้ง ๕ แปลงตั้งอยู่ตำบลหนองบัว (ลำภู) อำเภอหนองบัวลำภู (ปัจจุบันอำเภอเมือง) จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบันจังหวัดหนองบัวลำภู) โจทก์ทั้งสี่เป็นพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน โดยโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ เป็นบุตรนางดา ระมั่น กับนายถั่ว ระมั่น ต่อมานายถั่วถึงแก่ความตาย นางดาแต่งงานอยู่กินกับนายทัด ศักดิ์ภู่ และมีบุตรเป็นโจทก์ที่ ๓ และที่ ๔ ที่ดินดังกล่าวเดิมเป็นที่ดินเดียวกัน นายทัดได้มาด้วยการรื้อร้าง ถางพงตั้งแต่ปี ๒๔๗๖ ขณะอยู่กินกับนางดา และได้แจ้งการครอบครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อปี ๒๔๙๘ เมื่อนายทัดถึงแก่ความตาย นางดาและโจทก์ทั้งสี่ครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมา และในปี ๒๕๒๐ นางดาให้โจทก์ที่ ๑ ยื่นขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ในที่ดินดังกล่าว ทางราชการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๘๖ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๔๐ ตารางวา ใส่ชื่อโจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของ ต่อมา โจทก์ที่ ๑ ได้ทำการแบ่งโอนให้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ และนางดาเป็นเจ้าของ เมื่อนางดาถึงแก่ความตายที่ดินส่วนของนางดาตกเป็นของโจทก์ที่ ๔ อีก ๑ แปลง โจทก์ทั้งสี่ครอบครองอาศัยใช้ที่ดินดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน แต่ปรากฏว่าเมื่อปี ๒๕๓๐ สำนักงานราชพัสดุจังหวัดอุดรธานีมีหนังสือถึงผู้อำนวยการโรงเรียนหนองบัวพิทยาคารว่าโจทก์ทั้งสี่ออก น.ส. ๓ ก. ทับที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน ๒๑๕๓๕ มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๙๑๗/๒๕๑๕ เพื่อให้ดำเนินการเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ทั้งสี่ นางดามารดาโจทก์ทั้งสี่ให้ทนายความบอกกล่าวราชพัสดุจังหวัดอุดรธานีเพื่อให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่โจทก์ทั้งสี่ครอบครองเนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่เศษ และรับทราบจากเจ้าหน้าที่ว่าจะมีการดำเนินการสอบสวนสิทธิในที่ดินว่าโจทก์ทั้งสี่ครอบครองก่อนหรือหลังการเป็นที่ราชพัสดุ แต่ไม่มีการดำเนินการใด ๆ จนกระทั่งอำเภอหนองบัวลำภูยกฐานะเป็นจังหวัดหนองบัวลำภูที่ดินพิพาทจึงอยู่ในเขตจังหวัดดังกล่าวซึ่งอยู่ในการครอบครองดูแลรักษาของจำเลยทั้งสาม โจทก์ทั้งสี่ได้แจ้งให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับ ที่หลวงดังกล่าวในส่วนที่โจทก์ทั้งสี่ครอบครอง จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถทำนิติกรรมใด ๆ ในที่ดินพิพาทได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๘๖ เลขที่ ๓๘๑๓ และเลขที่ ๓๘๑๒ ตามลำดับ โจทก์ที่ ๔ มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๘๑๔ และเลขที่ ๓๘๑๕ และให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ รวมเนื้อที่ ๑ ไร่ ๑ งาน ๔๐ ตารางวา หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ที่ ๑ ไม่ใช่เจ้าของและไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๘๖ เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ซึ่งทางราชการสงวนไว้เพื่อสร้างบ้านพักแผนกศึกษาธิการอำเภอหนองบัว ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๔๙๕ ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๓ ก่อนที่โจทก์ทั้งสี่จะเข้าครอบครอง โจทก์ที่ ๑ ขอออก น.ส. ๓ ก. โดยไม่ชอบและไม่ได้อ้าง ส.ค. ๑ เลขที่ ๙ ของนายทัด แต่เป็นการขอออกโดยไม่มีหลักฐานอ้างว่ารับการให้จาก นายถั่วและแจ้งข้อความเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนสิทธิว่าที่ดินข้างเคียงเป็นที่ว่าง ทำให้จำเลยทั้งสามไม่มีโอกาสคัดค้าน การออก น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ที่ ๑ เป็นการออกหลังจากมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จึงเป็นการออก น.ส. ๓ ก. ทับหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ที่รับโอนที่ดินจากโจทก์ที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินเช่นกัน ขณะประกาศออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงก็ไม่มีผู้ใดคัดค้าน โจทก์ทั้งสี่ทราบเรื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ แต่ไม่มีการฟ้องร้องโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าวภายใน ๑ ปี โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินในการออกหนังสือสำคัญแสดงแนวเขตที่ดิน จำนวนเนื้อที่ของที่ดินอันเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดหนองบัวลำภูพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสี่และข้อเถียงของจำเลย ทั้งสาม ศาลนี้ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินว่าด้วยการได้สิทธิครอบครองและการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามข้ออ้างของฝ่ายโจทก์ทั้งสี่ว่าฝ่ายโจทก์ทั้งสี่ได้ที่ดินพิพาทมาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ทั้งสี่แจ้งการครอบครองก่อนฝ่ายจำเลยทั้งสามหรือไม่ และขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ถ้าได้ความตามข้ออ้างของโจทก์ทั้งสี่ ศาลนี้มีอำนาจพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและมีอำนาจเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของฝ่ายจำเลยทั้งสามได้ สำหรับข้ออ้างของฝ่ายจำเลยทั้งสามนั้นมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามแจ้งการครอบครองก่อนโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ และจำเลยทั้งสามออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ถ้าได้ความตามข้อเถียงของจำเลยทั้งสาม ศาลนี้มีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ได้ ดังนั้นคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นส่วนราชการในสังกัดจำเลยที่ ๒ ตามข้อ ๓ (๗) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พ.ศ. ๒๕๕๑ จำเลยที่ ๒ เป็นส่วนราชการในสังกัดจำเลยที่ ๓ ตามมาตรา ๑๑ (๓) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จำเลยทั้งสามจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยที่มาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้จำเลยที่ ๓ มีอำนาจหน้าที่ในกิจการที่เกี่ยวกับที่ราชพัสดุและทรัพย์สินของแผ่นดิน ส่วนข้อ ๒ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดให้จำเลยที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่ในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา และพัฒนาที่ราชพัสดุ รวมทั้งดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ โดยมีจำเลยที่ ๑ ทำหน้าที่ดูแลที่ราชพัสดุภายในเขตท้องที่จังหวัดหนองบัวลำภู ตามข้อ ๑ (๖๙) ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดและแบ่งเขตท้องที่ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามนำที่ดินพิพาทที่อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินของแผ่นดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ และดำเนินการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงดังกล่าว รวมถึงการมีหนังสืออายัดการทำนิติกรรมในที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงพิพาทซึ่งส่วนหนึ่งเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ จึงเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยทั้งสี่ในการคุ้มครองและดูแลที่ราชพัสดุตามที่กฎหมายบัญญัติ

ส่วนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการออกหนังสือสำคัญของทางราชการเพื่อแสดงแนวเขตที่ตั้ง จำนวนเนื้อที่ของที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินที่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และระเบียบ กรมที่ดิน ว่าด้วยการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง พ.ศ. ๒๕๑๗ การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในกรณีดังกล่าวของอธิบดีกรมที่ดิน จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอในคดีนี้แล้วเห็นว่ามูลเหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสี่โต้แย้งการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และการใช้อำนาจตามกฎหมายของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองในการดูแลที่ราชพัสดุ โดยการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ การดำเนินการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ราชพัสดุ และการมีหนังสืออายัดการทำนิติกรรมในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ที่โจทก์ ทั้งสี่ครอบครองอยู่ซึ่งอ้างว่าออกทับหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราช บัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงซึ่งถือเป็นคำสั่งทางปกครองและมีคำพิพากษาแสดงความมีอยู่ซึ่งสิทธิครอบครองของโจทก์ทั้งสี่ตามคำขอของโจทก์ทั้งสี่ได้ ตามมาตรา ๗๒ (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้คำฟ้องในคดีนี้โจทก์ทั้งสี่มิได้ฟ้องอธิบดีกรมที่ดินซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินในการออกหนังสือสำคัญสำหรับ ที่หลวงก็ตาม แต่เมื่ออธิบดีกรมที่ดินเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรืออาจถูกกระทบจากผลแห่งคดีนี้ ศาลปกครองสามารถเรียกอธิบดีกรมที่ดินเข้ามาเป็นคู่กรณีด้วยการร้องสอดได้ ตามนัยมาตรา ๓ และมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับข้อ ๗๘ แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓

แม้คดีมีประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าที่พิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งสี่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) หรือเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๙๑๗/๒๕๑๕ ก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของอธิบดีกรมที่ดินและการดูแลที่ราชพัสดุของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เท่านั้น หามีผลทำให้คดีซึ่งเป็นคดีปกครองเปลี่ยนเป็นคดีแพ่งไปได้ไม่ และแม้การพิจารณาในเรื่องการได้สิทธิครอบครองหรือการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินในที่พิพาทจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่าอันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ ส่วนการที่มาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ บัญญัติให้จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ราชพัสดุนั้น เป็นเพียงการถือแทนรัฐโดยมีหน่วยงานต่าง ๆ เป็นผู้ใช้ที่ราชพัสดุเท่านั้น อีกทั้งการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้และจัดประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุของจำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๒ อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ กรณีจึงมิอาจถือได้ว่าจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในทำนองเดียวกันกับเอกชนทั่วไปตามมาตรา ๑๓๓๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การถือกรรมสิทธิ์ในที่ราชพัสดุของจำเลยที่ ๓ จึงมีความแตกต่างไปจากผู้มีสิทธิในที่ดินตามนัยมาตรา ๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นเพียงการโต้แย้งเกี่ยวกับสถานะของที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะเท่านั้น มิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในที่ดินดังเช่น ข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนโดยทั่วไปแต่อย่างใด เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามนัยมาตรา ๒๒๓ ประกอบกับมาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องอ้างว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๘๖ เลขที่ ๓๘๑๓ และเลขที่ ๓๘๑๒ ตามลำดับ โจทก์ที่ ๔ เป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๘๑๔ และเลขที่ ๓๘๑๕ ตั้งอยู่ตำบลหนองบัว (ลำภู) อำเภอหนองบัวลำภู (ปัจจุบันอำเภอเมือง) จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบันจังหวัดหนองบัวลำภู) โดยโจทก์ทั้งสี่ครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมา ต่อมาสำนักงานราชพัสดุจังหวัดอุดรธานีมีหนังสือถึงผู้อำนวยการโรงเรียนหนองบัวพิทยาคารแจ้งว่าโจทก์ทั้งสี่ออก น.ส. ๓ ก. ทับที่ราชพัสดุตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๙๑๗/๒๕๑๕ ให้ดำเนินการเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ทั้งสี่ มารดาโจทก์ทั้งสี่ซึ่งครอบครองที่ดินบางส่วนในขณะนั้นมอบหมายให้ทนายความบอกกล่าวราชพัสดุจังหวัดอุดรธานีเพื่อให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่ไม่มีการดำเนินการใด ๆ จนกระทั่งเมื่อมีการแบ่งเขตการปกครองพื้นที่ใหม่และยกระดับอำเภอหนองบัวลำภูขึ้นเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู ทำให้ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตจังหวัดหนองบัวลำภูซึ่งอยู่ในการครอบครองดูแลรักษาของจำเลยทั้งสาม โจทก์ทั้งสี่จึงแจ้งให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. และให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ รวมเนื้อที่ ๑ ไร่ ๑ งาน ๔๐ ตารางวา หากจำเลยทั้งสาม ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ส่วนจำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ที่ ๑ ไม่ใช่เจ้าของและไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๘๖ เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ซึ่งทางราชการสงวนไว้เพื่อสร้างบ้านพักแผนกศึกษาธิการอำเภอหนองบัว ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๔๙๕ ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๓ ก่อนที่โจทก์ทั้งสี่จะเข้าครอบครอง โจทก์ที่ ๑ ขอออก น.ส. ๓ ก. โดยไม่ชอบและไม่ได้อ้าง ส.ค. ๑ เลขที่ ๙ ของบิดาโจทก์ที่ ๓ และที่ ๔ แต่เป็นการขอออกโดยไม่มีหลักฐานอ้างว่ารับการให้จากผู้มีชื่อและแจ้งข้อความเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนสิทธิว่าที่ดินข้างเคียงเป็นที่ว่าง ทำให้จำเลยทั้งสามไม่มีโอกาสคัดค้าน การออก น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ที่ ๑ เป็นการออกหลังจากมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จึงเป็นการออก น.ส. ๓ ก. ทับหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ที่รับโอนที่ดินจากโจทก์ที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินเช่นกัน เห็นว่า เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทั้งสามโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตาม คำขอของโจทก์ทั้งสี่ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์ทั้งสี่เป็นผู้มี สิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายพงษ์เพชร ระมั่น ที่ ๑ นางไพจิตร โล่หิรัญ ที่ ๒ นางพิสมัย พิพิกุลหรือสักภู่ ที่ ๓ นางสาวพรพูล ระมั่น ที่ ๔ โจทก์ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่หนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ กระทรวงการคลัง ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

สำเนาถูกต้อง

(นายธนกร หมานบุตร) คมศิลล์ คัด/ทาน

นิติกรปฏิบัติการ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์เพชร ระมั่น ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
จำเลย — สำนักงานธนารักษ์พื้นที่หนองบัวลำภูที่1 กับพวกรวม 3คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 48/2555
#527192
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๘/๒๕๕๕

วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๕

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดกระบี่

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกระบี่โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๓ นายทำนุก โดยประกอบ โจทก์ ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลเหนือคลอง ที่ ๑ นายอาทร เชื้ออริยะ ที่ ๒ นายวีรวุฒิ ปฏิมินทร์ ที่ ๓ นายประภาส ช่วยแท่นที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกระบี่ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๖๔/๒๕๕๓ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๔๕๖๙ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๑ งาน ๒๘ ตารางวา และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๙๓๓ เนื้อที่ ๒ งาน ๕๑ ตารางวา ที่ดินทั้งสองแปลงตั้งอยู่ที่ตำบลเหนือคลองอำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๗ โจทก์อุทิศที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ทำเป็นทางสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ประมาณ ๓๙๒ ตารางเมตร และต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม๒๕๕๐ โจทก์ได้จดทะเบียนแบ่งหักที่ดินเป็นทางหลวงเทศบาล เนื้อที่ ๑ งาน ๙ ตารางวา จากนั้นจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้ดำเนินการก่อสร้างถนนลูกรังและเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ ได้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด วริษฐา เทพประทานก่อสร้าง ให้ทำการก่อสร้างถนนลาดยาง โดยมีจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ซึ่งการก่อสร้างถนนดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๖๙ ของโจทก์เป็นรูปสามเหลี่ยม โดยส่วนที่ลาดยางรุกล้ำเข้าไปมีขนาดกว้าง ๑.๘๐ เมตร และส่วนของไหล่ทางขอบถนนขนาดกว้าง ๒.๔๐ เมตร ยาว ๔๘ เมตร รวมเนื้อที่ ๒๕ ตารางวา และรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๙๓๓ ของโจทก์ เป็นรูปสามเหลี่ยม โดยส่วนที่ลาดยางรุกล้ำเข้าไปมีขนาดกว้าง ๘๐ เซนติเมตร และส่วนของไหล่ทางขอบถนนขนาดกว้าง ๒.๓๐ เมตร ยาว ๓๙.๑๖ เมตร รวมเนื้อที่ ๑๕.๑๕ ตารางวา ซึ่งจำเลยทั้งสี่ทราบแนวเขตที่ดินในส่วนที่โจทก์อุทิศให้เป็นที่หลวงเทศบาลแล้ว กลับจงใจและมีเจตนาทุจริตก่อสร้างถนนลาดยางรุกล้ำที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทั้งแปลง อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์โดยปกติสุข ไม่สามารถใช้สอยประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่หยุดกระทำการดังกล่าวและให้รื้อถอนถนนส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๖๙ และ ๑๔๙๓๓ ของโจทก์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่ หากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ ให้โจทก์ทำการรื้อถอน โดยให้จำเลยทั้งสี่ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การสรุปได้ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จำเลยทั้งสองไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม๒๕๔๗ โจทก์ทำหนังสืออุทิศที่ดินบางส่วนของโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๖๙ ความกว้าง ๘ เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ใช้เป็นทางหลวงเทศบาลที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ต่อมาโจทก์บอกให้ที่ดินเพิ่มเติมจากเดิม จาก ๘ เมตร เป็น ๑๐ เมตร ยาวตลอดแนวที่ดิน หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ดำเนินการบุกเบิกถนนในที่ดินโจทก์อุทิศให้เป็นถนนลูกรังและปรับปรุงถนนดังกล่าวหลายครั้ง โจทก์มิเคยโต้แย้งว่าทำถนนรุกล้ำที่ดินโจทก์ ต่อมาเมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑โดยจำเลยที่ ๒ ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด วริษฐา เทพประทานก่อสร้าง ดำเนินการก่อสร้างถนนพิพาทด้วยการปูลาดแอสฟัสต์ติกคอนกรีตถนนลูกรังเดิม ซึ่งโจทก์ก็มิได้โต้แย้งแต่ประการใด ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๐ โจทก์ได้แบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๖๙ ออกเป็นสองแปลงสองโฉนด ซึ่งโจทก์มิเคยโต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยที่ ๑ ทำถนนบุกรุกเข้าไปในที่ดินโจทก์นอกเหนือไปจากที่โจทก์ได้แสดงเจตนายกให้จำเลยที่ ๑ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย โจทก์ใช้สิทธิในการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า มีหน้าที่ควบคุมงานให้เป็นตามแบบแปลนและให้ได้มาตรฐานถูกต้องตามที่จำเลยที่ ๑ กำหนดไว้ จึงไม่มีส่วนในการกระทำผิดตามฟ้องโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ให้การว่า ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างถนนลาดยางตามฟ้องของโจทก์ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ใช้สิทธิในการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนจำเลยที่ ๒ถึงที่ ๔ เป็นเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลจังหวัดกระบี่พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องจากการที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจัดทำบริการสาธารณะ ทำการก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์นอกเหนือจากส่วนที่อุทิศให้เป็นทางหลวงเทศบาล อันเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่หยุดกระทำการดังกล่าวและให้ร่วมกันรื้อถอนถนนส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๖๙ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๙๓๓ รวมทั้งคำขออื่นๆของโจทก์ได้หรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินพิพาทส่วนที่รุกล้ำเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่โจทก์หรือจำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงเว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้ศาลอื่น ในขณะที่มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ดังนั้นเกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรม จึงต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติและพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ได้อุทิศที่ดินให้จำเลยที่ ๑ ทำเป็นทางสาธารณประโยชน์ โดยจดทะเบียนแบ่งหักเป็นที่หลวงเทศบาล เนื้อที่ ๑ งาน ๙ ตารางวาต่อมาจากจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้ก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัสต์ติกคอนกรีตเป็นทางขนาดความกว้าง ๕ เมตร ยาว ๑๙๒ เมตร ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๘๕ เมตร และขนาดกว้าง๘ เมตร ยาว ๗๓ เมตร ซึ่งการก่อสร้างถนนดังกล่าวโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๖๙ โดยส่วนที่ลาดยางรุกล้ำขนาด ๑.๘๐ เมตร และส่วนของไหล่ทางขนาดกว้าง ๒.๔๐ ยาว ๔๘ เมตร รวมเนื้อที่ ๒๕ ตารางวา และรุกล้ำเข้าไปในโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๙๓๓ โดยส่วนที่ลาดยางรุกล้ำกว้าง ๐.๘๐ เมตร และส่วนของไหล่ทางขนาดกว้าง๒.๓๐ เมตร ยาว ๓๙.๑๖ เมตร รวมเนื้อที่ ๑๕.๑๕ ตารางวา นอกเหนือจากที่ดินส่วนที่โจทก์อุทิศให้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ จึงฟ้องคดีต่อศาลขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสี่หยุดกระทำการดังกล่าว และร่วมกันรื้อถอนถนนส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่เอง หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฎิบัติตามขอให้โจทก์จัดหาบุคคลภายนอกเข้าทำการรื้อถอนแทนจำเลยทั้งสี่ โดยให้จำเลยทั้งสี่ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำพิพากษา กรณีตามฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง(๓)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้จำเลยทั้งสี่งดเว้นการกระทำหรือสั่งให้ชดใช้เงินตามคำฟ้องของโจทก์ได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อย่างไรก็ดี หากข้อพิพาทในคดีนี้มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินก็ตาม แต่ประเด็นปัญหาดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่ใช้ประกอบการพิจารณาข้อหาการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย และแม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายเหล่านั้นมาวินิจฉัยข้อพิพาทของคดีไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นศาลปกครองจึงสามารถนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาใช้ในการวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้ นอกจากนี้ มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลหรือนิติบุคคล หรือหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา ๔๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐ อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของทรัพย์สิน และนำบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างบุคคลหรือนิติบุคคลกับหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้โดยตรง ดังนั้นเมื่อคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้วศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ตามนัยมาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐ ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจรณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๖๙ และ ๑๔๙๓๓ ได้อุทิศที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ทำเป็นทางสาธารณประโยชน์ และจดทะเบียนแบ่งหักเป็นทางหลวงเทศบาล เนื้อที่ ๑ งาน ๙ ตารางวาจากนั้นจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ดำเนินการก่อสร้างถนนลูกรังและว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด วริษฐา เทพประทานก่อสร้าง ให้ทำการก่อสร้างถนนลาดยาง โดยมีจำเลยที่ ๓และที่ ๔ เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ซึ่งการก่อสร้างถนนดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินทั้งสองแปลง รวมเนื้อที่๑๕.๑๕ ตารางวาซึ่งจำเลยทั้งสี่ทราบแนวเขตที่ดินในส่วนที่โจทก์อุทิศให้เป็นทางหลวงเทศบาลแล้วกลับจงใจและมีเจตนาทุจริตก่อสร้างถนนลาดยางรุกล้ำที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์โดยปกติสุข ไม่สามารถใช้สอยประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่หยุดกระทำการดังกล่าวและให้รื้อถอนถนนส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่ หากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ ให้โจทก์ทำการรื้อถอนแทน โดยให้จำเลยทั้งสี่ออกค่าใช้จ่ายและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การโดยสรุปว่า โจทก์ทำหนังสืออุทิศที่ดินบางส่วนของโฉนดที่ดินที่พิพาทดังกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ใช้เป็นทางหลวงเทศบาลที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ต่อมาโจทก์ยกที่ดินให้เพิ่มเติม การที่จำเลยทั้งสี่ก่อสร้างถนนที่พิพาทโดยที่โจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านกรณีนี้จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณา ให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินที่โจทก์ยกให้เป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายทำนุก โดยประกอบ โจทก์ เทศบาลตำบลเหนือคลอง ที่ ๑ นายอาทร เชื้ออริยะ ที่ ๒ นายวีรวุฒิ ปฏิมินทร์ ที่ ๓ นายประภาส ช่วยแท่น ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทำนุก โดยประกอบ
จำเลย — เทศบาลตำบลเหนือคลอง ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 47/2555
#527191
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๗/๒๕๕๕

วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดนนทบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนนทบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๔๕ นางทิม ลามอ โจทก์ ยื่นฟ้องนางสาวนลิน กิจวรเมธา ที่ ๑ นายอรรณพ ประกายรุ้งทอง ที่ ๒ นางวันทนีย์ หอมหวาน ที่ ๓ นางวาสนา ฉิมสะอาด ที่ ๔ จำเลย ต่อ ศาลจังหวัดนนทบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ส. ๓๖๔/๒๕๔๕ และศาลได้เรียกกรมที่ดินเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๙๖๓๒ ตำบลขุนศรี อำเภอไทรน้อย (บางปลา) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๓ งาน ๓๒ ตารางวา ขณะโจทก์ไปติดต่อขอทำนิติกรรมยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุตร แต่ถูกเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางบัวทอง ปฏิเสธอ้างว่า โฉนดที่ดินของโจทก์เป็นโฉนดที่ดินปลอม มีรายการจดทะเบียนไม่ตรงกับโฉนดที่ดินฉบับสำนักงานที่ดิน โจทก์ทำการตรวจสอบแล้วปรากฏว่า สารบัญการจดทะเบียนนิติกรรมในโฉนดที่ดินฉบับสำนักงานที่ดินและสารบบการจดทะเบียนและนิติกรรมของสำนักงานที่ดินมีหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ฉบับวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๔ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับจำนอง มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ลงลายมือชื่อและประทับตราตำแหน่งในฐานะเจ้าพนักงานที่ดิน กับมีจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางบัวทองเป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะพยาน โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบมีเจตนาทุจริตเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ ไม่ทำการสอบสวนการทำนิติกรรม ทั้งที่โจทก์มิได้เดินทางไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางบัวทอง ในวันที่มีการจดทะเบียนจำนอง การที่จำเลยที่ ๑ รับจำนองที่ดินด้วยการให้ถ้อยคำต่อจำเลยที่ ๒ ว่า จำนองที่ดินโดยไม่มีสิ่งปลูกสร้างอันเป็นข้อความเท็จ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการร่วมสมคบกันกระทำผิดต่อกฎหมายกระทำการปลอมลายมือชื่อโจทก์และใช้ลายมือชื่อโจทก์ปลอมไปทำนิติกรรมจำนองที่ดินของโจทก์เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของประมวลกฎหมายที่ดิน ระเบียบข้อบังคับและกฎกระทรวงซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน อันเป็นการละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาว่า สัญญาจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆะ และสั่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางบัวทอง ทำการขีดฆ่าทำลายรายการจดทะเบียนจำนองและให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอน หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนกลับมาเป็นชื่อโจทก์โดยไม่มีการจำนองที่ดินดังเดิม พร้อมทั้งให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงพิพาทคืนแก่โจทก์ หากโฉนดที่ดินสูญหายหรือถูกทำลายหรือจำเลยไม่สามารถส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ไม่ว่าด้วยประการใด ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้สมคบกันปลอมลายมือชื่อโจทก์และร่วมกันใช้ลายมือชื่อโจทก์ปลอมไปทำนิติกรรมจำนองที่ดินของโจทก์ และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มาก่อน ในวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๔ โจทก์ไปสำนักงานที่ดินด้วยตนเองแสดงบัตรประจำตัวประชาชนและต้นฉบับทะเบียนบ้านให้จำเลยที่ ๑ และเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะลงลายมือชื่อในสัญญาจำนอง มิได้เป็นการจดจำนองด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ทั้งไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย สัญญาจำนองจึงชอบด้วยกฎหมาย และให้การเพิ่มเติมพร้อมฟ้องแย้งโจทก์และจำเลยร่วมว่า โจทก์ร่วมมือกับนางสนอง ลามอ ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน นายมาโนช นันทิกุลวานิช กับนายวุฒิศักดิ์ บุญจำกัด นายหน้าผู้แนะนำโจทก์กู้เงินพร้อมจดทะเบียนจำนองและยึดถือเอาโฉนดที่ดินของโจทก์ไป และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามสัญญาจำนองโดยไม่สุจริตเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหายเป็นเงิน ๓,๖๗๕,๐๐๐ บาท หากศาลมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามสัญญาจำนอง จำเลยที่ ๑ ย่อมต้องเสียสิทธิจากการเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิในโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยร่วมซึ่งเป็นต้นสังกัดของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงต้องรับผิดต่อจำเลยที่ ๑ ขอให้บังคับโจทก์และจำเลยร่วมร่วมกันหรือแทนกันชดใช้จำนวน ๓,๖๗๕,๐๐๐ บาท แก่จำเลยที่ ๑ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีนับแต่วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๔ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ดำเนินการจดทะเบียนจำนองโดยสุจริต ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย มิได้ประมาทเลินเล่อ โฉนดที่ดินที่แท้จริงมิได้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ทั้งมิได้สูญหายหรือถูกทำลาย จึงไม่ต้องคืนหรือออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ศาลจังหวัดนนทบุรีอนุญาตและจำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ออกจากสารบบความ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลจังหวัดนนทบุรียกคำร้องเนื่องจากจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ ไม่ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ จึงยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมที่ดินซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลจังหวัดนนทบุรีอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๔ โจทก์มายื่นคำขอพร้อมกับจำเลยที่ ๑ เพื่อจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๖๓๒ โดยจำเลยที่ ๓ ตรวจสอบแล้วเห็นว่าถูกต้องตรงตามเจตนาของคู่กรณีจึงให้โจทก์กับจำเลยที่ ๑ และพยานลงชื่อในสัญญาจำนองต่อหน้าจำเลยที่ ๓ การดำเนินการของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นการจดทะเบียนจำนองโดยสุจริต ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย มิได้ประมาทเลินเล่อ ไม่ได้กระทำละเมิด จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย โฉนดที่ดินที่แท้จริงมิได้อยู่ในความครอบครองของจำเลยร่วมทั้งโฉนดที่ดินมิได้สูญหายหรือถูกทำลาย จำเลยร่วมจึงไม่ต้องคืนหรือออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนจำนอง ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือ ความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนนทบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยร่วม ซึ่งเป็นต้นสังกัดของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองของรัฐ แต่คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า จำเลยที่ ๑ ปลอมหรือร่วมกันใช้ลายมือชื่อโจทก์ที่ปลอมไปทำนิติกรรมจำนองที่ดินของโจทก์ การรับจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมสมคบกับจำเลยที่ ๑ กระทำผิดต่อกฎหมาย โดยเจตนาทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้มีการเพิกถอนการจดทะเบียนกับชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า สัญญาจำนองชอบด้วยกฎหมาย มิได้จดจำนองด้วยข้อความอันเป็นเท็จ นอกจากนี้จำเลยที่ ๑ เองยังได้ขอหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีอ้างว่าจำเลยร่วมกระทำการโดยไม่สุจริตหรือด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง สมคบกับโจทก์รับจดทะเบียนจำนองที่ดิน ทำให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยร่วมให้การว่า การกระทำของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วม เป็นไปตามระเบียบขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยเจตนาสุจริต ซึ่งในการวินิจฉัยข้อพิพาทดังกล่าว ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า มีการปลอมลายมือชื่อโจทก์หรือใช้ลายมือชื่อโจทก์ที่ปลอมไปทำนิติกรรมจำนองที่ดินของโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แม้โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สมคบกับโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำให้เกิดการจดทะเบียนจำนองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่มูลความแห่งคดีที่อ้างเป็นเรื่องเดียวกันกับข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว กรณีจึงชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง คดีนี้จำเลยร่วมมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคลและจัดการที่ดินของรัฐโดยการออกหนังสือแสดงสิทธิ และจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น จำเลยร่วมจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทจำนองนั้น แม้จะเป็นเรื่องระหว่างเอกชนกับเอกชน แต่หากคู่สัญญามิได้นำสัญญาจำนองไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๑๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สัญญาจำนองนั้นย่อมตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา ๑๕๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบมาตรา ๗๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติให้เจ้าพนักงานที่ดินเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีอำนาจสอบสวนคู่กรณี และเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ตามความจำเป็นตามมาตรา ๗๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และมีอำนาจในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่คู่กรณี ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๓ แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น เจ้าพนักงานที่ดินจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการกำหนดไว้ในกฎกระทรวงด้วย โดยก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะทำการจดทะเบียน ความในข้อ ๒ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการสอบสวนสิทธิและความสามารถของบุคคลรวมตลอดถึงความสมบูรณ์แห่งนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อกำหนดสิทธิในที่ดินและการค้าที่ดิน หรือการหลีกเลี่ยงกฎหมาย และการกำหนดทุนทรัพย์สำหรับเสียค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนด้วย ซึ่งการสอบสวนของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นการกำหนดอำนาจหน้าที่และการใช้ดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้เป็นการเฉพาะการดำเนินการในขั้นตอนนี้จึงเป็นขั้นตอนก่อนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซึ่งเป็นขั้นตอนการพิจารณาทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่กระทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามที่กำหนดในกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางบัวทอง อยู่ในสังกัดจำเลยร่วม และเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่มีอำนาจหน้าที่ในการจดทะเบียนนิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา ๗๑ และมาตรา ๗๓ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ พิจารณาและรับคำขอของโจทก์และจำเลยที่ ๑ เพื่อดำเนินการจดทะเบียนจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๙๖๓๒ ตำบลขุนศรี อำเภอไทรน้อย (บางปลา) จังหวัดนนทบุรี และจำเลยที่ ๒ ได้จดทะเบียนนิติกรรมจำนองที่ดินดังกล่าวตามคำขอของโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล การจดทะเบียนนิติกรรมจำนองที่ดินดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์และคำฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ เป็นการฟ้องพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรม และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดของจำเลยร่วมว่า กระทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนองที่ดิน โดยมิได้มีการสอบสวนคู่กรณี และมิได้ตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของเอกสารหลักฐานที่คู่กรณียื่นประกอบคำขอก่อนจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาท ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗๑ และมาตรา ๗๓ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และข้อ ๒ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ อันเป็นการฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองของพนักงานเจ้าหน้าที่และขอให้ศาลเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่เกี่ยวกับที่ดิน และส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงพิพาทคืนแก่โจทก์ พร้อมสั่งให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) วรรคสอง วรรคสี่ วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

แม้คดีนี้โจทก์จะยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องแล้วโจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดของจำเลยร่วมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนองที่ดินของโจทก์โดยมีจำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับจำนองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าว ดังนั้น วัตถุแห่งคดีในคดีนี้ก็คือการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนองที่ดินของโจทก์ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่ามีการปลอมลายมือชื่อโจทก์หรือใช้ลายมือชื่อโจทก์ปลอมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนองที่ดินของโจทก์หรือไม่ เนื่องจากโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ สมคบกันกระทำผิดกฎหมาย ปลอมลายมือชื่อโจทก์ และร่วมกันใช้ลายมือชื่อโจทก์ปลอมทำนิติกรรมจำนองที่ดินของโจทก์ นั้น เป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงหนึ่งที่ศาลจะพิจารณาในเนื้อหาแห่งคดีที่ใช้ประกอบการพิจารณาปัญหาความชอบด้วยกฎหมายของการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองอันเป็นวัตถุแห่งคดีที่โจทก์ประสงค์จะเพิกถอนเท่านั้น เนื่องจากปัญหาความชอบด้วยกฎหมายของการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนองที่ดินดังกล่าว ศาลต้องวินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานที่ดินในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินพิพาท ซึ่งต้องสอบสวนสิทธิ และความสามารถของบุคคลรวมตลอดถึงความสมบูรณ์ของนิติกรรมที่คู่กรณีนำมาขอจดทะเบียนว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ขั้นตอน วิธีการ เงื่อนไขหรือรูปแบบในการจดทะเบียนที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ ๑ ผู้รับจำนองที่ดินของโจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ นั้น มีผลทำให้จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ์ที่มีสิทธิจะได้รับชำระหนี้จากที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ๆ เท่านั้น ตามนัยมาตรา ๒๕๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิได้มีผลทำให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดังกล่าว จึงมิใช่กรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันแต่อย่างใด

สำหรับประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินตามความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลของศาลจังหวัดนนทบุรี หากมีกรณีที่ศาลจำต้องวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ศาลปกครองก็มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวได้ เพราะเมื่อคดีนี้เป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครองแล้ว ศาลปกครองย่อมมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน อันเป็นประเด็นข้อเท็จจริงหนึ่งในคดีได้ และเป็นกรณีที่ต้องวินิจฉัยในชั้นการพิจารณาเนื้อหาของคดี และถึงแม้ว่าการพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวจึงมิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด เพราะเป็นปัญหาที่ศาลจำต้องวินิจฉัยหลังจากที่รับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้ศาลปกครองนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดโดยเฉพาะ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ นอกจากนั้น บทบัญญัติในมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล หรือนิติบุคคล หรือหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๔๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น มาตรา ๗๑ (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันได้ว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง ที่มีประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้นคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ตามนัยมาตรา ๒๒๓ ประกอบกับมาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต่อมาศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ และอนุญาตให้เรียกกรมที่ดิน ซึ่งเป็นต้นสังกัดของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เข้าเป็นจำเลยร่วม โดยตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๙๖๓๒ ตำบลขุนศรี อำเภอไทรน้อย (บางปลา) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๓ งาน ๓๒ ตารางวา เมื่อโจทก์ขอทำนิติกรรมยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุตร เจ้าพนักงานที่ดินไม่ดำเนินการให้อ้างว่า เป็นโฉนดที่ดินปลอม มีรายการจดทะเบียนไม่ตรงกับโฉนดที่ดินฉบับสำนักงานที่ดิน จากการตรวจสอบสารบัญการจดทะเบียนนิติกรรมในโฉนดที่ดินฉบับสำนักงานที่ดินและสารบบการจดทะเบียนและนิติกรรมของสำนักงานที่ดินมีหนังสือสัญญาจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับจำนอง โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ลงลายมือชื่อและประทับตราตำแหน่ง จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะพยาน เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบมีเจตนาทุจริตเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ ไม่ทำการสอบสวนการทำนิติกรรม ทั้งที่โจทก์มิได้เดินทางไปยังสำนักงานที่ดินในวันที่มีการจดทะเบียนจำนอง การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการร่วมสมคบกันกระทำผิดต่อกฎหมายกระทำการปลอมลายมือชื่อโจทก์และใช้ลายมือชื่อโจทก์ปลอมไปทำนิติกรรมจำนองที่ดิน เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาว่า สัญญาจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆะ และสั่งให้สำนักงานที่ดินขีดฆ่าทำลายรายการจดทะเบียนจำนองและให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอน หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนกลับมาเป็นชื่อโจทก์โดยไม่มีการจำนองที่ดิน พร้อมทั้งให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงพิพาทคืนแก่โจทก์ หากโฉนดที่ดินสูญหายหรือถูกทำลายหรือจำเลยไม่สามารถส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ไม่ว่าด้วยประการใด ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า ไม่ได้สมคบกันปลอมลายมือชื่อโจทก์และร่วมกันใช้ลายมือชื่อโจทก์ปลอมไปทำนิติกรรมจำนองที่ดินของโจทก์ ในวันจำนองโจทก์ไปสำนักงานที่ดินพร้อมทั้งได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะลงลายมือชื่อในสัญญาจำนอง มิได้เป็นการจดจำนองด้วยข้อความอันเป็นเท็จทั้งไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย สัญญาจำนองจึงชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ดำเนินการจดทะเบียนจำนองโดยสุจริต ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย มิได้ประมาทเลินเล่อ โฉนดที่ดินที่แท้จริงมิได้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ทั้งมิได้สูญหายหรือถูกทำลายจึงไม่ต้องคืนหรือออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ และจำเลยร่วมให้การในทำนองเดียวกับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า มีการปลอมลายมือชื่อโจทก์หรือใช้ลายมือชื่อโจทก์ปลอมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนองที่ดินของโจทก์หรือไม่เป็นหลัก หากได้ความว่ามีการปลอมลายมือชื่อโจทก์หรือใช้ลายมือชื่อโจทก์ปลอมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนองที่ดิน การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมก็ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ผูกพันโจทก์และจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใด แต่หากไม่มีการปลอมลายมือชื่อโจทก์หรือใช้ลายมือชื่อโจทก์ปลอมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนองที่ดิน การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวย่อมชอบด้วยกฎหมาย โจทก์และจำเลยที่ ๑ ก็ย่อมต้องผูกพันตามนิติกรรมสัญญาจำนองที่ทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนาจัดทำขึ้น ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากนิติสัมพันธ์ของบุคคลในทางแพ่งระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางทิม ลามอ โจทก์ นางสาวนลิน กิจวรเมธา ที่ ๑ นายอรรณพ ประกายรุ้งทอง ที่ ๒ นางวันทนีย์ หอมหวาน ที่ ๓ นางวาสนา ฉิมสะอาด ที่ ๔ จำเลย กรมที่ดิน จำเลยร่วม อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทิม ลามอ
จำเลย — นางสาวนลิน กิจวรเมธา ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 46/2555
#511752
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๖/๒๕๕๕

วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๑ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสหกรณ์สวนป่าภาคเอกชนร้อยเอ็ด จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๑ คน ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๒/๒๕๕๑ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์จากผู้ฟ้องคดี จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อใช้ในวัตถุประสงค์รวบรวมไม้ยูคาลิปตัสเพื่อแปรรูปจำหน่าย มีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ เป็นผู้ค้ำประกัน ครบกำหนดชำระภายในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๐ ผู้ถูกฟ้องคดี ๑ ชำระหนี้คืนแก่ผู้ฟ้องคดีเพียง ๒ งวด คงเหลือต้นเงินที่ค้างชำระ ๒๓๐,๖๑๕.๑๘ บาท จึงตกเป็นผู้ผิดนัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชำระต้นเงิน ดอกเบี้ย และค่าปรับให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบเอ็ดเพิกเฉย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชดใช้เงินต้น ดอกเบี้ย และค่าปรับ จำนวน ๒๕๑,๒๕๖.๘๒ บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ ๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๓๐,๖๑๕.๑๘ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าปรับในอัตราร้อยละ ๖ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๓๐,๖๑๕.๑๘ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๗ ที่ ๘ ที่ ๑๐ และที่ ๑๑ ไม่ยื่นคำให้การต่อศาลภายในเวลาที่ศาลกำหนด

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เข้าทำสัญญาค้ำประกันผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะประธานกรรมการ มิใช่ในฐานะส่วนตัว และได้ลาออกจากประธานกรรมการแล้ว จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อผู้ฟ้องคดี ทั้งคดีนี้เป็นคดีพิพาทระหว่างส่วนราชการกับเอกชน จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง นอกจากนั้นได้มีการชำระหนี้เงินกู้คืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้วเป็นเงิน ๒๙๗,๐๐๐ บาท จึงเหลือหนี้ค้างชำระเพียง ๒๐๓,๐๐๐ บาท มิใช่ ๒๓๐,๖๑๕.๑๘ บาท ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บตามสัญญากู้ยืมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งเบี้ยปรับก็เป็นดอกเบี้ยชนิดหนึ่ง การคิดเบี้ยปรับจึงเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันจึงเป็นโมฆะ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ ให้การว่า ได้นำเงินในส่วนที่รับผิดชอบพร้อมดอกเบี้ยไปชำระให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นประธานกรรมการแล้ว

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมจากผู้ฟ้องคดี จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท จริง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ได้นำเงินในส่วนที่รับผิดชอบพร้อมดอกเบี้ยไปชำระให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นประธานกรรมการแล้วบางส่วน

ศาลปกครองนครราชสีมามีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จัดทำคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ให้การว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทระหว่างส่วนราชการกับเอกชน ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า มูลเหตุแห่งคดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างส่วนราชการและเอกชน ซึ่งเป็นการกระทำนิติสัมพันธ์มีผลผูกพันให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดนัดต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับพวกเป็นฝ่ายผิดนัด ผู้ฟ้องคดีชอบที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรม เพื่อบังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับพวกให้ชดใช้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยได้ตามกฎหมาย ทั้งยังสามารถยึดทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับพวกไปจนกว่าจะครบได้ ผู้ฟ้องคดีจึงชอบที่จะนำ ข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อันมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครองระบบสหกรณ์ ตามข้อ ๑ (๔) แห่งกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสหกรณ์การเกษตร มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและเผยแพร่อาชีพการเกษตร หัตถศึกษาอุตสาหกรรมในครัวเรือน หรือการประกอบอาชีพอย่างอื่นในหมู่สมาชิกและครอบครัวสมาชิก และรวบรวมผลิตผลการเกษตรและผลิตภัณฑ์ของสมาชิกมาจัดการขาย หรือแปรรูปออกขายโดยซื้อหรือรวบรวมผลิตผลจากสมาชิกก่อนผู้อื่น รวมทั้งจัดให้มีเงินกู้หรือสินเชื่อแก่สมาชิกเพื่อการประกอบอาชีพ ตามที่ระบุไว้ในข้อ ๒ (๑) (๔) และ (๘) ของข้อบังคับสหกรณ์สวนป่าภาคเอกชนร้อยเอ็ด จำกัด พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ตามสัญญาเลขที่ ๑๖/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๙ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กู้ยืมเงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อให้สมาชิกของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กู้เพื่อนำไปรวบรวมไม้ยูคาลิปตัสเพื่อแปรรูปจำหน่าย นั้น โดยที่กองทุนพัฒนาสหกรณ์จัดตั้งขึ้นในกรมส่งเสริมสหกรณ์ (ผู้ฟ้องคดี) เพื่อเป็นทุนส่งเสริมกิจการของสหกรณ์ตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยเงินของกองทุนมีแหล่งที่มาที่สำคัญ คือเงินอุดหนุนที่ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน ดังนั้น รัฐจึงได้เข้าควบคุมการดำเนินการต่าง ๆ ของกองทุน โดยกำหนดว่า การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน การจัดหาผลประโยชน์ การจัดการและการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และหนังสือสัญญากู้ยืมเงินระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์กับสหกรณ์สวนป่าภาคเอกชนร้อยเอ็ด จำกัด ได้นำหลักการการดูแลรักษาเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรอย่างเข้มงวดมากำหนดไว้ในสัญญาเลขที่ ๑๖/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๙ ข้อ ๒ กำหนดว่า ผู้กู้ยืมจะต้องใช้เงินที่กู้ยืมเพื่อรวบรวมไม้ยูคาลิปตัสเพื่อแปรรูปจำหน่าย ข้อ ๓ กำหนดว่า การใช้เงินกู้ยืมนอกเหนือความมุ่งหมายที่ระบุไว้ในข้อ ๒ ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้ให้กู้ยืมก่อน ข้อ ๕ กำหนดว่า ในระหว่างผู้กู้ยืมยังเป็นหนี้เงินกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์อยู่ ผู้กู้ยืมจะกู้เงินจากผู้อื่น หรือแหล่งเงินกู้อื่นไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากให้ผู้ให้กู้ยืมก่อน ข้อ ๖ กำหนดว่า ผู้กู้ยืมจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยการกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือคำสั่งและคำแนะนำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายทะเบียนสหกรณ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และข้อ ๑๐ กำหนดว่า ผู้ให้กู้ยืมยอมให้ผู้กู้ยืมเบิกเงินที่กู้ยืมได้เป็นคราว ๆ ตามจำนวนที่ต้องการ โดยรวมต้นเงินไม่เกินวงเงินกู้ยืมที่ได้ระบุจำนวนเงินไว้ในข้อ ๑ แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการผูกมัดให้ผู้ให้กู้ยืมจำต้องจ่ายเงินตามจำนวนที่ผู้กู้ยืมขอเบิกเสมอไป ข้อสัญญาเช่นนี้เป็นการจำกัดอิสระของผู้กู้ยืมในการใช้เงิน และผู้ให้กู้ยืมคือกรมส่งเสริมสหกรณ์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง การที่ผู้ฟ้องคดีได้ตกลงกันทำสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ตามสัญญาเลขที่ ๑๖/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๙ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กู้ยืมเงินเพื่อนำไปให้สมาชิกของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเกษตรกรกู้ยืมเพื่อนำไปรวบรวมไม้ยูคาลิปตัส อันเป็นผลิตผลของเกษตรกรผู้ทำสวนยูคาลิปตัสเพื่อแปรรูปจำหน่าย จึงมีลักษณะเป็นการมอบหมายให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นองค์กรเกษตรกรจัดหาเงินกู้หรือสินเชื่อให้แก่เกษตรกรไปดำเนินการเพื่อรวบรวมและแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร อันมีลักษณะเป็นการจัดทำบริการสาธารณะทางด้านการเกษตร สัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ตามสัญญาเลขที่ ๑๖/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๙ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มิใช่สัญญาทางแพ่ง แม้สัญญาดังกล่าวจะมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการรวบรวมไม้ยูคาลิปตัสเพื่อการแปรรูปจำหน่ายเพียงเฉพาะเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์สวนป่าภาคเอกชนร้อยเอ็ด จำกัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) แต่จำนวนสมาชิกของสหกรณ์สวนป่าภาคเอกชนร้อยเอ็ด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) ก็มิใช่เกณฑ์ที่จะนำมาพิจารณาให้แตกต่างว่าสัญญาดังกล่าวไม่เป็นสัญญาทางปกครองในเมื่อวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการนำเงินกู้ยืมไปใช้เพื่อจัดทำบริการสาธารณะให้แก่เกษตรกรแล้ว ส่วนสัญญาค้ำประกันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑๑ ได้ทำไว้กับผู้ฟ้องคดีเพื่อค้ำประกันหนี้ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กู้ยืมจากผู้ฟ้องคดีตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ตามสัญญาเลขที่ ๑๖/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๙ มีลักษณะเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ตามสัญญาเลขที่ ๑๖/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นสัญญาประธาน เมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาประธานและสัญญาอุปกรณ์ข้างต้นเกิดขึ้น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์และขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน กรณีต้องพิจารณาว่าสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า โดยที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งสัญญากู้ยืมเงินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่มีสาระสำคัญเป็นการให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กู้ยืมโดยกำหนดวิธีการใช้เงิน ทั้งวัตถุแห่งสัญญาก็เป็นเงินที่นำไปให้กู้ยืมเฉพาะเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ มิใช่สัญญาที่ผู้ฟ้องคดีมอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ฟ้องคดีที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมด้วย

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ การส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครองระบบสหกรณ์ ตามข้อ ๑ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารเงินกองทุนต่างๆ ที่ผ่านผู้ฟ้องคดีโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สหกรณ์กู้ยืม ตามข้อ ๓ ก. (๑๐) (ค) ของกฎกระทรวงฉบับเดียวกัน สำหรับกองทุนพัฒนาสหกรณ์เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นในกรมของผู้ฟ้องคดี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนส่งเสริมกิจการของสหกรณ์ ตามที่บัญญัติในมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีได้ตกลงกันทำสัญญากับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตร ตามสัญญาเลขที่ ๑๖/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๙ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อนำไปให้สมาชิกของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเกษตรกรกู้ยืมเพื่อนำไปรวบรวมไม้ยูคาลิปตัส อันเป็นผลิตผลของเกษตรกรผู้ทำสวนยูคาลิปตัสเพื่อแปรรูปจำหน่าย จึงมีลักษณะเป็นการมอบหมายให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นองค์กรเกษตรกรจัดหาเงินกู้หรือสินเชื่อให้แก่เกษตรกรไปดำเนินการรวบรวมและแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร อันมีลักษณะเป็นการจัดทำบริการสาธารณะทางด้านการเกษตร สัญญาดังกล่าวจึงมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำหรือเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ อันเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ฟ้องคดี สหกรณ์สวนป่าภาคเอกชนร้อยเอ็ด จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๑ คน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — กรมส่งเสริมสหกรณ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — สหกรณ์สวนป่าภาคเอกชนร้อยเอ็ด ที่ 1 กับพวกรวม 11 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 45/2555
#513888
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๓ โดยซื้อมาจากบริษัท ส. แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๓ ดังกล่าว เนื่องจากอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ต่อมาได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินมาโดยสุจริตได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๓ และขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินในเขตป่าไม้ถาวรเป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๕/๒๕๕๕

วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดลำพูน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๑ นางสาวชุติกาญจน์ เอี้ยวสวัสดิ์โสภณ หรือนางสาวเจษณี เอี้ยวสวัสดิ์โสภณ หรือนางสาวสุมล แซ่เอี้ยว ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้างโฮ่ง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๕๓/๒๕๕๑ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๓ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยซื้อมาจากบริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด ในปี ๒๕๓๙ แต่เมื่อปี ๒๕๕๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๓ ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวว่า บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ได้ดำเนินการขอขึ้นทะเบียนสวนป่าในท้องที่หมู่ที่ ๓ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ซึ่งป่าไม้จังหวัดลำพูนแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ได้ออกไปตรวจสอบพื้นที่ของบริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ มีพื้นที่ตามโฉนดที่ดินจริง หากที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ป่าไม้จังหวัดลำพูนก็น่าจะคัดค้านหรือมีคำสั่งอื่นใดที่จะไม่ให้บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินไว้ก่อน อีกทั้งที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๓ ได้มีการออกเป็นโฉนดที่ดินตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๓๘ โดยถูกต้องมีผู้ปกครองท้องที่และเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาร่วมระวังชี้แนวเขตแล้ว ที่ดินดังกล่าวและที่ดินบริเวณใกล้เคียงมีสภาพเป็นพื้นที่ราบโล่งเตียน ไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด แต่รองอธิบดีกรมที่ดินซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่า ไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการออกโฉนดที่ดินในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี อันเป็นที่ดินต้องห้ามมิให้เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และการขึ้นทะเบียนสวนป่าเป็นไปตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้มีการปลูกสวนป่าเพื่อการค้าในที่ดินของรัฐและเอกชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นมิได้มีบทบัญญัติรองรับและคุ้มครองป่าไม้หวงห้ามที่ได้จากการปลูกสวนป่า จึงให้มีกฎหมายว่าด้วยสวนป่าดังกล่าว การรับขึ้นทะเบียนที่ดินของบริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ เป็นสวนป่ามิได้เป็นการแสดงว่าที่ดินดังกล่าวไม่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และไม่เกี่ยวข้องกับการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด ต่อมารองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์แล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้นและยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยเนื่องจากที่ดินดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวร และก่อนมีการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวได้มีการขออนุญาตขึ้นทะเบียนสวนป่าต่อป่าไม้จังหวัดลำพูน โดยมีเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสภาพพื้นที่ดังกล่าวและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูนได้ทำการเดินสำรวจและรังวัดทำการชี้แนวเขตโดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายส่วนร่วมทำการตรวจสอบ ซึ่งการจะออกโฉนดที่ดินต้องทำการตรวจสอบเสียก่อนว่าท้องที่ใดต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน ดังนั้น ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีไม่ได้อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษในการตรวจสอบรังวัดออกโฉนดที่ดิน ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๓ ให้แก่บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ในเขตป่าไม้ถาวร เป็นการกระทำโดยประมาท ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตได้รับความเสียหายโดยตรงจากการถูกเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๓ และขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดี ๒๐๒,๒๕๐ บาท

ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจัดทำคำให้การ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวหรือให้ชดใช้ค่าเสียหายได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรืออยู่ในเขตป่าไม้ถาวรเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า หากพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) จะเห็นได้ว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติดังกล่าว และโดยที่การสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดำเนินการโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมาย ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของบุคคล คำสั่งดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาคำฟ้องและคำขอในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องรวม ๒ ข้อหา ดังนี้

ข้อหาที่หนึ่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ข้อหาที่สอง เมื่อผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ดำเนินการออกโฉนดที่ดินที่พิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้รับความเสียหาย ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาทั้งสองข้อหาตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกล่าวอ้างในคำร้องขอให้มีการวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๓ หรือเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินหรือไม่ นั้น เห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นหนึ่งในเนื้อหาของคดีที่จะนำมาประกอบการพิจารณาว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือไม่เท่านั้น แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีนี้ทั้งสองข้อหา หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจพิจารณาของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีไว้โดยเฉพาะ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีทั้งสองข้อหาได้ นอกจากนี้ความในมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อีกทั้งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงมิใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพียงแต่มีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือแสดงสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างคู่กรณีแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามนัยมาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดลำพูนพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๓ ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากออกในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ แม้คำสั่งดังกล่าวเป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินอันเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดไว้เป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นคำสั่งโดยไม่ชอบและขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวซึ่งเป็นคดีที่มีข้อพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าโฉนดที่ดินออกโดยถูกต้อง ไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด อันเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องโต้แย้งกันอยู่ คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งต้องพิจารณาเสียตั้งแต่ขณะยื่นฟ้องอันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้กรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายก็เนื่องมาจากกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ได้กระทำการโดยประมาทในการออกโฉนดที่ดินพิพาท เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินและทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าการกระทำของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง เป็นการละเมิดหรือไม่และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่เพียงใดนั้น เป็นประเด็นคำขอที่เกี่ยวเนื่องกับคำขอในประเด็นแรก ซึ่งศาลต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่ อันเป็นประเด็นหลักในคดี จึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดหรือไม่ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน ชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๓ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยซื้อมาจากบริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด แต่ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๓ ของผู้ฟ้องคดี โดยให้เหตุผลว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว แต่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตได้รับความเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๓ และขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินในเขตป่าไม้ถาวรเป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวชุติกาญจน์ เอี้ยวสวัสดิ์โสภณ หรือนางสาวเจษณี เอี้ยวสวัสดิ์โสภณ หรือนางสาวสุมล แซ่เอี้ยว ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้างโฮ่ง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวชุติกาญจน์ เอี้ยวสวัสดิ์โสภณ หรือนางสาวเจษณี
เอี้ยวสวัสดิ์โสภณ หรือนางสาวสุมล แซ่เอี้ยว
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 44/2555
#527736
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๔/๒๕๕๕

วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

เรื่อง คดีเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๑ พันเอก ชัยพฤกษ์ พูนสวัสดิ์ ที่ ๑ นางสวาท คงพันธุ์ ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน จำเลย เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๗๑๓/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ ๒ เมื่อประมาณปี ๒๕๓๗ โจทก์ทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินมีโฉนดจากบุคคลภายนอกรวม ๑๓ แปลง ที่ดินทั้งหมดตั้งอยู่ที่ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยโจทก์ที่ ๑ มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน ๙ แปลง เนื้อที่รวม ๒๖ ไร่ ๓๖ ตารางวา และโจทก์ที่ ๒ มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน ๔ แปลง เนื้อที่รวม ๑๗ ไร่ ๓๘ ตารางวา โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน พร้อมจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนจำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบว่าโฉนดที่ดินทั้ง ๑๓ แปลงดังกล่าว เป็นโฉนดที่ดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการออกโฉนดที่ดินได้กระทำโดยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีหลักฐานและมิได้แจ้งการครอบครองที่ดิน ที่ดินอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ เต็มทั้งแปลง ซึ่งต้องห้ามมิให้เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๙๙) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๘ (๒) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น รวมทั้งไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสองกับบุคคลภายนอกผู้ขายที่ดินทั้ง ๑๓ แปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองทราบว่า โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือทำนิติกรรมอื่นใดได้ โจทก์ทั้งสองได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้ง ๑๓ แปลงดังกล่าวตลอดมา โดยพัฒนาที่ดินด้วยการลงทุนปลูกต้นลำไยและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ แต่เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๐ จำเลยแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบเกี่ยวกับการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทั้ง ๑๓ แปลงของโจทก์ทั้งสองว่า โฉนดที่ดินดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินดังกล่าว และเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ จำเลยได้มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ ๑๕๒๕/๒๕๕๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินรวมจำนวน ๑๕ ฉบับซึ่งโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินที่ถูกเพิกถอนจำนวน ๑๓ ฉบับ การกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินทั้ง ๑๓ แปลง ถือได้ว่าจำเลยกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้เงินที่โจทก์ทั้งสองต้องเสียไปจากการซื้อที่ดินและพัฒนาที่ดินคืนแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน ๑๒,๒๕๘,๓๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีจากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันแจ้งการเพิกถอนการออกหนังสือแสดงสิทธิที่ดิน (วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๐) จนถึงวันฟ้องจำนวน ๑,๗๘๒,๕๕๖ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน ๑๔,๐๔๐,๘๕๖ บาท กับให้ชดใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีจากต้นเงินจำนวน ๑๒,๒๕๘,๓๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดินไม่แจ้งข้อเท็จจริงต่อโจทก์ทั้งสอง มิได้เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง เนื่องจากนิติกรรมการซื้อขายที่ดินเป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา ส่วนการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินเป็นเพียงเพื่อให้ปรากฏสิทธิของคู่สัญญาในทะเบียนสารบบที่ดินและในโฉนดที่ดินเท่านั้น ดังนั้นในการจดทะเบียน เจ้าพนักงานที่ดินจึงมีหน้าที่เพียงตรวจสอบโฉนดที่ดินที่คู่สัญญานำมายื่นขอจดทะเบียนว่าเป็นฉบับที่แท้จริงและตรวจสอบสารบบที่ดินว่า ผู้ขายเป็นผู้มีสิทธิตามโฉนดที่ดินแล้วสอบถามเจตนาของคู่สัญญา เมื่อเห็นว่าผู้ขายที่ดินเป็นผู้มีสิทธิตามโฉนดที่ดินและคู่สัญญามีเจตนาที่ยื่นคำขอจดทะเบียนไว้ เจ้าพนักงานที่ดินก็มีหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนให้ตามเจตนาของคู่สัญญา เจ้าพนักงานที่ดินผู้ทำหน้าที่จดทะเบียนไม่มีหน้าที่ตรวจสอบการได้มาซึ่งที่ดินของผู้มีสิทธิตามโฉนดที่ดิน นอกจากนี้โฉนดที่ดินตามฟ้องทั้ง ๑๓ ฉบับ เป็นโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะได้ออกโฉนดโดยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีหลักฐานและมิได้แจ้งการครอบครองและที่ดินอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ อธิบดีกรมที่ดินจะมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนแล้วปรากฏว่า โฉนดที่ดินทั้ง ๑๓ ฉบับตามฟ้องโจทก์ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ และเป็นที่ดินสงวนหวงห้ามที่ทางราชการเห็นว่า ควรสงวนไว้เพื่อทรัพยากรธรรมชาติ จึงต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน รองอธิบดีกรมที่ดินซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมที่ดินจึงมีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ ๑๕๒๕/๒๕๕๑ เรื่อง การเพิกถอนโฉนด ลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินทั้ง ๑๓ ฉบับ ซึ่งเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และวิธีการที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ บัญญัติไว้ การเพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย คดีขาดอายุความ โจทก์ทั้งสองมิได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินตามฟ้อง คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองมาจากการมีคำสั่งของจำเลยให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองจำนวน ๑๓ แปลง จึงเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวได้ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายในการฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่โจทก์ทั้งสองขอได้ จำเป็นต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองตามที่กล่าวอ้างในฟ้องหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นละเมิดหรือไม่ และจะต้องชดใช้ค่าเสียหายเพียงใด จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ในขณะที่ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนหรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเอง อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากคำสั่งทางปกครอง เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอในคดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดิน ๑๓ แปลง ตามฟ้อง ได้มาโดยการซื้อจากผู้ครอบครองเดิมและได้ทำประโยชน์ในที่ดินเป็นสวนผลไม้ ต่อมาอธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนที่ดินของโจทก์ทั้งสองรวม ๑๓ แปลง ดังกล่าว อันเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จึงฟ้องคดีต่อศาล ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิด เห็นว่า จำเลยเป็นกรมและมีฐานะเป็นนิติบุคคล จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินในการออกโฉนดที่ดินและเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่จำเลยโดยอธิบดีกรมที่ดินแต่งตั้งคณะกรรมการตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทแล้วเห็นว่าออกไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อธิบดีกรมที่ดินจึงมีคำสั่งเพิกถอนของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งการเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนด และคดีนี้โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องผู้โอนซึ่งไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือชำระราคาที่ดินคืน เนื่องจากไม่มีที่ดินส่งมอบให้อันเป็นคดีแพ่ง แต่โจทก์ทั้งสองกลับฟ้องกรมที่ดินเป็นจำเลยโดยกล่าวอ้างว่าการเพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงมุ่งหมายที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าเสียหายจากการใช้อำนาจหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดินและเพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ต้องฟ้องคู่กรณีผู้โอน ดังนี้ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดตั้งอยู่ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน รวม ๑๓ แปลง โจทก์ทั้งสองได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้ง ๑๓ แปลงดังกล่าวตลอดมา โดยพัฒนาที่ดินด้วยการลงทุนปลูกต้นลำไยและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ แต่เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๐ จำเลยแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบเกี่ยวกับการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทั้ง ๑๓ แปลงของโจทก์ทั้งสองว่า โฉนดที่ดินดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการออกโฉนดที่ดินได้กระทำโดยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีหลักฐานและมิได้แจ้งการครอบครองที่ดิน ที่ดินอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ เต็มทั้งแปลง ซึ่งต้องห้ามมิให้เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๙๙) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๘ (๒) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ จำเลยได้มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินรวมจำนวน ๑๕ ฉบับ ซึ่งโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินที่ถูกเพิกถอนจำนวน ๑๓ ฉบับ โดยโจทก์ทั้งสองเห็นว่า การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนจำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบในขณะจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินว่า โฉนดที่ดินทั้ง ๑๓ ฉบับดังกล่าว เป็นโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินทั้ง ๑๓ แปลงได้ เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้เงินที่โจทก์ทั้งสองต้องเสียไปจากการซื้อที่ดินและพัฒนาที่ดินคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง การเพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย คดีของโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ โจทก์ทั้งสองมิได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง เมื่อพิเคราะห์จากคำฟ้อง คำให้การแล้วเห็นว่า คดีนี้ไม่มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี เป็นเพียงกรณีที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลวินิจฉัยความเสียหายอันเกิดจากการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐเท่านั้น คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง พันเอก ชัยพฤกษ์ พูนสวัสดิ์ ที่ ๑ นางสวาท คงพันธุ์ ที่ ๒ โจทก์ กรมที่ดิน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์/คัดทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันเอก ชัยพฤกษ์ พูนสวัสดิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 43/2555
#527737
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๓/๒๕๕๕

วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดปทุมธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัย ชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒ พลอากาศโทหญิง วิมล ลิมปิสวัสดิ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง การประปานครหลวง ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๓๔/๒๕๕๒ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๐๓๓ และโฉนดเลขที่ ๙๐๓๔ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ ๙๖ ตารางวา เมื่อผู้ฟ้องคดีรังวัดสอบเขตเนื่องจากเห็นว่ามีการก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ปรากฏว่าโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๐๓๓ พบหลักเขตเดิม ๔ หลัก เจ้าของที่ดินข้างเคียงรับรองแนวเขตทุกแปลง แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๐๓๔ ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทและอยู่ด้านหน้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๐๓๓ พบหลักเขตเดิม ๒ หลัก ส่วนหลักเขตที่อยู่ติดคลองประปาสูญหาย เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดและคำนวณตามหลักวิชาการ ได้เนื้อที่ ๐ - ๐ - ๙๖ ไร่ ตรงตามเนื้อที่ในโฉนดที่ดิน โดยธนารักษ์พื้นที่ปทุมธานีรับรองแนวเขต ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือคัดค้านแนวเขต เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีรังวัดใหม่ได้

แนวเขตตามเดิม แต่ตัวแทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นำชี้คัดค้านโดยใช้แนวเขตหลักปูนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำให้

ที่ดินของผู้ฟ้องคดีลดลง ๑๑ ตารางวา ผู้แทนธนารักษ์พื้นที่ปทุมธานีขอถอนการรับรองแนวเขตที่เคยรับรองไว้ อ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านแนวเขต ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการเจตนาเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยทุจริต ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดินส่วนที่รุกล้ำและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ลงนามรับรองแนวเขตตามที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี ทำการรังวัดไว้ เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๑

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำขอให้ศาลหมายเรียกกรมธนารักษ์เข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ด้วยการร้องสอด ศาลปกครองกลางอนุญาตตามคำขอ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๐๓๔ แบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงใหญ่เนื้อที่ประมาณ ๕๐๐ ไร่ เมื่อปี ๒๕๑๔ การรังวัดแบ่งแยก เจ้าของเดิมและเจ้าพนักงานที่ดินมิได้แจ้งกำหนดวันนัดสอบเขตที่ดินให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทราบ และเจ้าของที่ดินเดิมได้ชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเข้ามาในแนวเขตคลองประปา การออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการออกโฉนดทับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เจ้าของที่ดินเดิมจึงไม่มีสิทธิในที่ดินส่วนที่รุกล้ำ และผู้รับโอนในที่ดินในภายหลัง ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินส่วนที่รุกล้ำเช่นกัน การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายในฐานะ ผู้ครอบครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่จำต้องคืนและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท และไม่ต้องลงนามรับรองแนวเขตที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ฟ้องแย้งให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการเพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขเปลี่ยนแปลงโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้มีแนวเขตและเนื้อที่เป็นไปตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้าน

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เป็นไปตามคำขอของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทในคดีเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. ๒๕๑๐ มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และมีวัตถุประสงค์ในการสำรวจ จัดหาแหล่งน้ำดิบ และจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา ผลิต การจัดส่งและจำหน่ายน้ำประปาในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ และควบคุมมาตรฐานเกี่ยวกับระบบ

ประปาเอกชนในเขตท้องที่ดังกล่าว รวมถึงการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับหรือเป็นประโยชน์แก่

การประปานครหลวง ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน อีกทั้งมีอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองและดูแลรักษาคลองประปาและเขตคลองประปาตามที่กฎหมายว่าด้วยการรักษาคลองประปากำหนด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษาและพัฒนาที่ราชพัสดุ รวมทั้งดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ ตามข้อ ๒ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พ.ศ. ๒๕๕๑ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น การก่อสร้างคันคลองประปาหรือถนนเลียบคลองประปาของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง และดำเนินกิจการประปาอันเป็นบริการสาธารณะตามที่กฎหมายว่าด้วยการประปานครหลวงกำหนดไว้ ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเหลื่อมเข้าไปในแนวเขตคลองประปาของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติรักษาคลองประปา พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๕ ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องกำหนดบริเวณและเขตคลองประปาและบริเวณคลองรับน้ำในเขตการประปานครหลวงและจังหวัดปทุมธานีไว้ จึงเป็นกรณีที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์จากที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินในกิจการประปา และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดูแลและจัดการที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ราชพัสดุ ปฏิบัติหน้าที่ในการคุ้มครองคลองประปา และคันคลองประปา ซึ่งอยู่ในแนวเขตคลองประปาหรือเขตหวงห้ามเพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดทำลายหรือทำให้คันคลองประปาเสียหายตามที่มาตรา ๙ และมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติรักษาคลองประปา พ.ศ. ๒๕๒๖ กำหนด ดังนั้น การฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างถนนริมคลองประปาในที่ดินพิพาทและนำชี้แนวเขตคัดค้านการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย กรณีตามฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนที่ดินส่วนที่รุกล้ำ พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินหรือสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่พิพาท และให้งดเว้นการคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) ประกอบกับมาตรา ๗๑ (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

แม้คดีนี้จะมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก่อนว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ดำเนินการก่อสร้างถนนริมคลองประปารุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือก่อสร้างในเขตคลองประปาซึ่งเป็นที่ราชพัสดุก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าวก็เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ประกอบการพิจารณาในข้อหาการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายเท่านั้น หามีผลทำให้

คดีนี้ซึ่งเป็นคดีปกครองเป็นคดีแพ่งไปได้ไม่ และแม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะต้อง

พิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายเหล่านั้นมาวินิจฉัยข้อพิพาทของคดีไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นศาลปกครองจึงสามารถนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาใช้ในการวินิจฉัย ข้อพิพาทแห่งคดีได้ นอกจากนั้น ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับโดยสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองถือปฏิบัติตามสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลที่เกี่ยวข้องในกรณีที่มีการฟ้องให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงความเป็นอยู่ของสิทธินั้น ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวยังบัญญัติให้ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้ ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้ทรงกรรมสิทธิ์หรือผู้ทรงสิทธิครอบครองในถนนพิพาท แต่เป็นเพียงผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดส่งและจำหน่ายน้ำประปาโดยการขุดคลองประปาและก่อสร้างคันคลองประปาและถนนริมคลองประปา รวมทั้งคุ้มครองและดูแลรักษาคลองประปาในเขตคลองประปาเท่านั้น ข้อพิพาทในทำนองนี้จึงไม่อาจเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิในที่ดินดังเช่นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนทั่วไป เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ตามมาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดปทุมธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องประกอบคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลบังคับให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีคืนที่ดินส่วนที่รุกล้ำและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ลงนามรับรองแนวเขตตามที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีทำการรังวัดไว้เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๑ จะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์ของฝ่ายผู้ฟ้องคดีคือ ต้องการยืนยันว่าที่ดินส่วนพิพาทจำนวน ๑๑ ตารางวานั้นเป็นของฝ่ายผู้ฟ้องคดีเพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินระบุจำนวนเนื้อที่ดินที่เป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดีให้ตรงกันทั้งในสภาพความเป็นจริงและตรงกับที่ระบุในโฉนด

การที่ศาลจะมีคำพิพากษาว่า จะบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาถึง

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำฟ้องและคำให้การประกอบหลักกฎหมายและพยานหลักฐานเบื้องต้นในสำนวน แม้ในชั้นนี้จะยังไม่ถึงขั้นนำพยานหลักฐานเข้าสืบ แต่เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องที่ฝ่ายผู้ฟ้องคดีกล่าวหาว่าฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของตนเนื้อที่ส่วนที่รุกล้ำจำนวน ๑๑ ตารางวา โดยฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งว่าไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของฝ่ายผู้ฟ้องคดี ที่ดินส่วนพิพาทเป็นโฉนดเลขที่ ๙๐๓๔ ของผู้ฟ้องคดี คดีนี้เป็นการออกโฉนดที่ดินทับที่คลองประปาและแนวคันคลองประปาอันเป็นแนวเขตคลองประปาได้ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ๒๔๕๖ และเป็นที่ดินราชพัสดุเนื่องจากเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ย่อมมีผลเท่ากับฝ่ายที่ผู้ถูกฟ้องคดียืนยันว่าที่ดินส่วนที่พิพาทจำนวน ๑๑ ตารางวานั้น ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายผู้ฟ้องคดี การที่จะวินิจฉัยว่าฝ่ายใดรุกล้ำหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่เป็นหลักสำคัญในการชี้ขาดคือที่ดินส่วนที่พิพาทนั้นเป็นของฝ่ายใด หากเป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายผู้ฟ้องคดี ในฐานะที่ฝ่ายผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีอำนาจที่จะใช้สอย จำหน่ายและได้ซึ่งดอกผลกับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ ซึ่งเป็นผลที่ตามมาจากอำนาจกรรมสิทธิ์ การที่ฝ่าย ผู้ฟ้องคดีดำเนินการรังวัดสอบเขตก็เป็นไปเพื่อตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงแห่งแดนกรรมสิทธิ์ที่ครอบครองกับที่ปรากฏในเอกสารให้ถูกต้องตรงกัน การออกโฉนดที่ดินเป็นการจำลองอาณาเขตของที่ดินตามที่ผู้มีสิทธิยึดครอบครองอยู่จริง แล้วคำนวณขนาดจากพื้นที่จริงตามหลักวิชาการย่อลงตามสัดส่วนเป็นรูปแผนที่ของที่ดินเขียนลงในโฉนดพร้อมทั้งระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ของผู้มีสิทธิในที่ดิน ตำแหน่งที่ดิน จำนวนเนื้อที่ รูปแผนที่ของที่ดินแปลงนั้นแสดงเขตข้างเคียงทั้งสี่ทิศตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๕๗ ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โฉนดที่ดินเพียงเป็นเอกสารที่รับรองขอบเขตแห่งกรรมสิทธิ์ตามสิทธิที่แท้จริงเท่านั้น ส่วนการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๕ โดยมีการสร้างหมุดหลักฐานเพื่อการแผนที่หรือปักหลักหมายเขตที่ดิน แสดงขอบเขตตำแหน่งที่ดินก็ต้องกระทำหลังจากที่ทราบขอบเขตแห่งสิทธิในที่ดินที่แน่นอน ตามที่ผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงตกลงกันหรือตามคำพิพากษาของศาล หรือการรังวัดเพื่อสอบเขตที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๙ ทวิ ก็เป็นกระบวนการตรวจสอบซ้ำเพื่อยืนยันถึงสิทธิที่แท้จริง โดยต้องให้ผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงหรือผู้รับมอบอำนาจให้กระทำแทนมาระวังแนวเขตและลงชื่อรับทราบแนวเขตที่ดินของตน หรือเรียกให้บุคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือสั่งให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานอื่นใดที่เกี่ยวข้องตามที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๗๐ กำหนด และหากผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงหรือผู้รับมอบอำนาจมากระทำแทนรับรองเช่นไร แม้ปรากฏว่าการครอบครองไม่ตรงกับแผนที่หรือเนื้อที่ในโฉนดที่ดินให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขรูปแผนที่หรือเนื้อที่ให้ตรงตามความเป็นจริงได้ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๙ ทวิ วรรคสอง ในกรณีผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงคัดค้าน แม้เจ้าพนักงานมีอำนาจไกล่เกลี่ย แต่หากไม่ตกลงกันก็ต้องให้คู่กรณีไปฟ้องต่อศาลภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้ง ตาม

ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๙ ทวิ วรรคห้า และในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้

เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้วให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ วรรคแปด ซึ่งสอดคล้องกับกรณีที่ดำเนินการออกโฉนดครั้งแรกสำหรับที่ดินแต่ละแปลงหากมีการโต้แย้งแล้วตกลงกันได้ก็ให้เจ้าพนักงานดำเนินการไปตามที่ตกลงกัน หากตกลงกันไม่ได้ก็ให้ไปใช้สิทธิทางศาล ตามที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ กำหนด การที่ ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้บังคับฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองถอนคำคัดค้านเพื่อให้การรังวัดสอบเขตที่ดินของ ผู้ฟ้องคดีดำเนินไปจนเสร็จสิ้นนั้น การรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงตามที่มีเอกสารยืนยันรับรองว่าที่ดินส่วนพิพาทในคดีนี้เป็นของผู้ฟ้องคดีนั้นตรงกับสภาพความเป็นจริงหรือไม่ ในขณะที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิเสธและให้การต่อสู้ดังที่ได้กล่าวไว้ ยังไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้

ในชั้นนี้ การที่จะพิจารณาว่า ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีสิทธิจะคัดค้านการนำชี้เพื่อรังวัดสอบเขตของ

ฝ่ายผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ และจะให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตหรือไม่ ก็จะต้องพิจารณาว่า ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิที่แท้จริงในที่ดินส่วนที่พิพาทหรือไม่ หากฝ่าย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีสิทธิในที่ดินส่วนที่พิพาทย่อมมีอำนาจที่จะคัดค้านไม่ให้ฝ่ายผู้ฟ้องคดีนำชี้รุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินส่วนที่พิพาทนั้นได้โดยอาศัยอำนาจจากบทบัญญัติในกฎหมายที่รับรองหลักกรรมสิทธิ์ ซึ่งหากได้ความว่าฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินส่วนพิพาทย่อมจะส่งผลให้ศาลไม่อาจบังคับตามคำขอของฝ่ายผู้ฟ้องคดีในข้อนี้ได้ เพราะด้วยเหตุอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์จะส่งผลให้การกระทำของฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองในคดีนี้ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และในทางตรงกันข้ามหากพิสูจน์ได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินส่วนที่พิพาทที่แท้จริงฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองย่อมไม่อาจใช้อำนาจใดไปคัดค้านการรังวัดสอบเขตของผู้ฟ้องคดีเช่นกัน และการที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองค้านการนำชี้ในการรังวัดสอบเขตของผู้ฟ้องคดีที่นำชี้ตามแนวที่ปรากฏในเอกสารสิทธิ โดยที่ผู้คัดค้านไม่ใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงหรือไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้มีสิทธิข้างเคียง ย่อมกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี และส่งผลให้การกระทำใด ๆ ในที่ดินส่วนที่พิพาทตามฟ้องเป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทันทีที่มีการล่วงล้ำเข้าไปในแดนกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี ตามคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้บังคับฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคืนที่ดินส่วนที่รุกล้ำและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท โดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินของตน ก็เป็นคำขอที่มุ่งโดยตรงที่จะให้ตนได้ใช้ประโยชน์จากการเป็นเจ้าของสิทธิในที่ดินส่วนพิพาท เป็นการขอโดยอาศัยบทบัญญัติตามกฎหมายที่คุ้มครองกรรมสิทธิ์ และเป็นการขอให้เยียวยาความเสียหายโดยให้ส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริง เพื่อที่จะให้ผู้มีสิทธิได้ใช้ประโยชน์จากการเป็นเจ้าของสิทธิในที่ดินส่วนพิพาทนั้น การที่ศาลจะพิพากษาว่าจะให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคืนที่ดินส่วนที่รุกล้ำและ

ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทตามคำขอของฝ่ายผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความ

ก่อนอีกเช่นกันว่าที่ดินส่วนพิพาทเป็นของฝ่ายผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ประกอบกับข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างแนวถนนและการปักเสาไฟฟ้าหรือการคัดค้านการรังวัดสอบเขต

คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างไม่โต้แย้ง เพียงฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าการนำชี้แนวเขตกระทำลงในที่ดิน

ส่วนที่ตนมีสิทธิและที่ดินส่วนพิพาทไม่เป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดี ทั้งไม่มีการกล่าวอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่กระทำการในที่ดินส่วนที่ไม่ใช่สิทธิของตนได้ ดังนั้น ในการจะพิจารณาพิพากษาว่าจะมี คำบังคับตามคำขอข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งหมดตามฟ้องของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ จึงล้วนขึ้นอยู่กับการพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินส่วนพิพาทในคดีนี้เป็นสิทธิของฝ่ายใดทั้งสิ้น คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๐๓๓ และโฉนดเลขที่ ๙๐๓๔ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ ๙๖ ตารางวา เมื่อผู้ฟ้องคดีรังวัดสอบเขตเนื่องจากเห็นว่ามีการก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินดังกล่าว เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดและคำนวณตามหลักวิชาการได้เนื้อที่ตรงตามที่ปรากฏในโฉนด โดยมีธนารักษ์พื้นที่ปทุมธานีรับรองแนวเขต ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือคัดค้านแนวเขต เมื่อทำการรังวัดใหม่ก็ได้แนวเขตตามเดิม แต่ตัวแทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นำชี้คัดค้านโดยใช้แนวเขตหลักปูนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีลดลง ๑๑ ตารางวา ผู้แทนธนารักษ์พื้นที่ปทุมธานีจึงขอถอนการรับรองแนวเขตตามที่ได้รับรองไว้ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการเจตนาเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยทุจริตไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดินส่วนที่รุกล้ำและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ลงนามรับรองแนวเขตตามที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี ทำการรังวัดไว้ เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๑ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๐๓๔ แบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงใหญ่เนื้อที่ประมาณ ๕๐๐ ไร่ เมื่อปี ๒๕๑๔ การรังวัดแบ่งแยก เจ้าของเดิมและเจ้าพนักงานที่ดินมิได้แจ้งกำหนดวันนัดสอบเขตที่ดินให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทราบ และเจ้าของที่ดินเดิมได้ชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเข้ามาในแนวเขตคลองประปา การออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่ชอบ

ด้วยกฎหมาย เป็นการออกโฉนดทับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เจ้าของที่ดินเดิมจึงไม่มีสิทธิในที่ดินส่วนที่รุกล้ำ และผู้รับโอนในที่ดินในภายหลัง ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินส่วนที่รุกล้ำเช่นกัน การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายในฐานะผู้ครอบครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่จำต้องคืนและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท และไม่ต้องลงนามรับรองแนวเขตที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความ

เสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างพลอากาศโทหญิง วิมล ลิมปิสวัสดิ์ ผู้ฟ้องคดี การประปานครหลวง ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ.2510
พ.ร.บ.รักษาคลองประปา พ.ศ. 2526
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — พลอากาศโทหญิง วิมล ลิมปิสวัสดิ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — การประปานครหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 42/2555
#527190
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๒/๒๕๕๕

วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองระยอง

ระหว่าง

ศาลแขวงพระนครเหนือ

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองระยองโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๑ นางสาวฌานิกา เพ็ญวงษ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ ๑ สมาคม วูซู แห่งประเทศไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองระยอง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๐/๒๕๕๑ ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ดำเนินการคัดเลือกนักกีฬาวูซูทีมชาติ ประเภทต่อสู้ เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้ง ๒๔ ที่จังหวัดนครราชสีมา ผู้ฟ้องคดีเป็นนักกีฬาวูซู ประเภทต่อสู้ได้เข้าเก็บตัวฝึกซ้อมกีฬาวูซูที่โรงเรียนคิชฌกูฏวิทยา จังหวัดจันทบุรี ในระหว่างเดือนมิถุนายน ๒๕๕๐ ถึงเดือนตุลาคม ๒๕๕๐ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังมิได้เบิกจ่ายเงินค่าเบี้ยเลี้ยงให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อจ่ายให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือขอเบิกเงินเบี้ยเลี้ยงค่าอาหารนักกีฬาและค่าคู่ซ้อมของนักกีฬารวม ๕ เดือน เป็นเงิน ๑๘๙,๗๐๐ บาท ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พร้อมทั้งแจ้งว่า ผู้ฟ้องคดีและนักกีฬาวูซูอื่นที่ขออนุมัติเบิกเงินค่าเบี้ยเลี้ยงไม่เคยเข้าทำการฝึกซ้อมกับ ผู้ฝึกสอนชาวต่างประเทศ จึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะอนุมัติเบิกจ่ายเงินดังกล่าวด้วย ผู้ฟ้องคดีได้ติดตามสอบถามผลการเบิกจ่ายเงินกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หลายครั้งแต่ได้รับ แจ้งว่า อยู่ระหว่างดำเนินการ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าข้อเท็จจริงตามหนังสือดังกล่าวกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อ้างว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้เข้าฝึกซ้อมนั้นไม่เป็นความจริง อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดจันทบุรี ได้มีหนังสือยืนยันว่าผู้ฟ้องคดีได้เก็บตัวฝึกซ้อมที่จังหวัดจันทบุรีจริง นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำการคัดเลือกตัวนักกีฬาวูซูโดยไม่เป็นธรรมด้วย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการเบิกจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงให้แก่ผู้ฟ้องคดีและให้ลงโทษผู้ที่ไม่ให้ความเป็นธรรมในการคัดเลือกนักกีฬาวูซูทีมชาติ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ฝึกสอนชาวจีนที่ควบคุมการฝึกซ้อมกีฬาวูซูมีหนังสือรายงานต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่านักกีฬาหญิงในรุ่น ๕๒ กิโลกรัม และ ๖๐ กิโลกรัม รวมทั้งนักกีฬาชายในรุ่น ๖๕ กิโลกรัม ไม่ได้เข้าร่วมฝึกซ้อมกับผู้ฝึกสอนในช่วงเก็บตัวเพื่อฝึกซ้อม แม้ชมรมกีฬาวูซูจังหวัดจันทบุรีได้มีหนังสือขอความเป็นธรรม แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือยืนยันว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้ทำการฝึกซ้อม จึงไม่อาจเบิกจ่ายเงินค่าเบี้ยเลี้ยงให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดประกอบกับหลักฐานการเบิกจ่ายเงินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนและข้อกำหนดโดยมิได้ขัดต่อกฎหมายหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดีแต่ อย่างใด

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เข้าร่วมเก็บตัวฝึกซ้อมจึงไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยเลี้ยงในการเก็บตัวฝึกซ้อม จึงไม่อาจขอเบิกเงินเบี้ยเลี้ยงให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ แต่เนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องเรียนไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้เร่งรัดเบิกจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงทำหนังสือขอเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่เพื่อป้องกันความเสียหายและต้องรับผิดในภายหลังจึงได้แจ้งข้อเท็จจริงตามรายงานของ ผู้ฝึกสอนชาวจีนให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตรวจสอบก่อนอนุมัติเบิกจ่าย การคัดเลือกนักกีฬาวูซู ทีมชาติ ประเภทต่อสู้ กระทำโดยชอบและเป็นธรรม

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทสมาคม จึงมิได้มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง สำหรับคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มิได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้นคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่พระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ กำหนดให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและควบคุมการดำเนินกิจการการกีฬา หรือการประกอบกิจการอื่น ๆ อันเกี่ยวกับการกีฬาหรือเพื่อประโยชน์ของการกีฬาโดยมีทุนในการดำเนินการและอาจมีรายได้จากทรัพย์สิน เงินอุดหนุนจากรัฐบาล รายได้จากการแข่งขัน หรือรายได้อื่น หมวด ๗ การส่งเสริมกีฬา มาตรา ๔๘ และมาตรา ๔๙ กำหนดให้คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยมีอำนาจให้ทุนหรือทรัพย์สินแก่คณะกรรมการการกีฬาจังหวัด สมาคมกีฬา หรือนิติบุคคลอื่นเพื่อใช้ในการส่งเสริมกีฬา และหากสมาคมกีฬาใดประสงค์จะรับทุน หรือทรัพย์สินช่วยเหลือ ก็ให้ยื่นต่อ กกท. และหมวด ๘ การควบคุมการกีฬา มาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๔ กำหนดให้สมาคมใดซึ่งมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการกีฬาหรือส่งเสริมการกีฬาโดยตรงต้องได้รับอนุญาตจาก กกท. จึงจะดำเนินการจัดตั้งได้ โดยต้องอยู่ในการควบคุมและปฏิบัติตามข้อบังคับของ กกท. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมการกีฬาและควบคุมการดำเนินกิจการกีฬาของประเทศ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แม้จะมีฐานะเป็นสมาคมที่จัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการส่งเสริมกีฬาวูซู หรือดำเนินกิจการกีฬาวูซู และดำเนินการส่งนักกีฬาเพื่อเป็นตัวแทนเข้าแข่งขันในระดับประเทศ โดยจะต้องได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้บังคับของกฎ ระเบียบ และนโยบายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการด้านกีฬาแทนรัฐ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ละเลยต่อหน้าที่ในการควบคุมการดำเนินการกีฬาโดยไม่เบิกจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อจ่ายให้แก่ผู้ฟ้องคดี และนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เบิกจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาซึ่งเป็นงบประมาณในการส่งเสริมเพื่อเตรียมนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาวูซู ในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ ๒๔ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการควบคุมให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการจ่ายเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีภายในเวลาที่ศาลปกครองกำหนด ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงพระนครเหนือพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำให้การต่อสู้คดี และได้ยื่นคำร้องขอวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล จึงทำความเห็นแยกตาม ประเด็นที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การ ดังนี้ ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณามีว่า คำฟ้องคดีในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองหรือไม่ เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยมีฐานะป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๓ ทุนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประกอบด้วยเงินที่ได้จากงบประมาณแผ่นดินให้เป็นทุนตามมาตรา ๑๐ (๒) และอาจมีรายได้จากเงินอุดหนุนรัฐบาลตามมาตรา ๑๑ (๒) ในส่วนของคณะกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงกลาโหมหรือผู้แทน ปลัดกระทรวงมหาดไทยหรือผู้แทน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการหรือผู้แทน อธิบดีกรมพลศึกษา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณหรือผู้แทน ผู้แทนคณะกรรมการกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ผู้แทนคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย และบุคคลอื่นอีกไม่เกินสิบคนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ และผู้ว่าการเป็นกรรมการและเลขานุการตามมาตรา ๑๔ จากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับงบประมาณแผ่นดินและจากเงินอุดหนุนรัฐบาล คณะกรรมการประกอบไปด้วยรัฐมนตรีและผู้แทนจากส่วนราชการต่าง ๆ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทสมาคมที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมาตรา ๕๓ คณะกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจให้ทุนหรือทรัพย์สินช่วยเหลือนิติบุคคล เพื่อใช้ในการส่งเสริมกิจการกีฬาของนิติบุคคลนั้นได้ตามมาตรา ๔๘ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รับทุนและทรัพย์สินช่วยเหลือจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยอยู่ในความควบคุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และต้องปฏิบัติตามข้อบังคับที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตามมาตรา ๕๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้รับจัดสรรงบประมาณจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการเตรียมนักกีฬาเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ ๒๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำหน้าที่คัดตัวนักกีฬา จ้างผู้ฝึกสอน จัดหาสถานที่เก็บตัวและฝึกซ้อม และขอเบิกจ่ายเงินจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและแบบที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กำหนด จึงถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น คำฟ้องคดีในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่ง จึงเห็นพ้องกับศาลปกครองระยองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คำฟ้องคดีในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองประเด็นถัดไปที่ต้องพิจารณามีว่า คำขอท้ายฟ้องที่ให้ดำเนินการลงโทษกับผู้ที่ไม่ให้ความเป็นธรรมในการคัดเลือกตัวนักกีฬาวูซูทีมชาตินั้น อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองหรือไม่ เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีขอให้ลงโทษผู้ที่ไม่ให้ความเป็นธรรมในการคัดตัวนักกีฬาวูซูทีมชาติ เป็นการขอให้ลงโทษตัวบุคคล มิใช่ขอให้ลงโทษผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นนิติบุคคล การลงโทษบุคคลนั้นได้แก่ ลงโทษทางวินัย เช่น ไล่ออก ปลดออก ให้ออก งดเลื่อนตำแหน่ง งดเลื่อนเงินเดือน ภาคทัณฑ์ หรือลงโทษทางอาญา เช่น ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะไม่ได้ระบุมาให้ชัดเจนในคำขอท้ายฟ้องว่า ต้องการให้ลงโทษทางวินัยหรือลงโทษทางอาญาก็ตาม แต่ย่อมเข้าใจได้ว่า ผู้ฟ้องคดีประสงค์จะให้บุคคลผู้ที่ไม่ให้ความเป็นธรรมในการคัดเลือกตัวนักกีฬาวูซู ได้รับโทษทางวินัยหรือทางอาญาหรือทั้งทางวินัยและทางอาญา แต่ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๗๒ กำหนดให้การพิพากษาคดีศาลปกครองมีอำนาจกำหนดบังคับสั่งให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่งหรือสั่งห้ามกระทำทั้งหมดหรือบางส่วน สั่งให้ปฏิบัติตามหน้าที่ภายในเวลาที่กำหนด สั่งให้ใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ สั่งให้ถือปฏิบัติต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือสั่งให้บุคคลกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๗๒ ไม่ได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการลงโทษแต่อย่างใด ดังนั้นคำขอท้ายฟ้องที่ให้ดำเนินการลงโทษกับผู้ที่ไม่ให้ความเป็นธรรมในการคัดเลือกตัวนักกีฬาวูซูทีมชาติ จึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง หากแต่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นนักกีฬาวูซูยื่นฟ้องการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ ๑ สมาคม วูซู แห่งประเทศไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการเบิกจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงให้แก่ผู้ฟ้องคดีและให้ลงโทษผู้ที่ไม่ให้ความเป็นธรรมในการคัดเลือกนักกีฬาวูซูทีมชาติ ทั้งสองศาลเห็นพ้องกันในประเด็นขอให้เบิกจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงว่าอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง คงเหลือเฉพาะประเด็นที่ขอให้ลงโทษผู้ที่ไม่ให้ความเป็นธรรมในการคัดเลือกนักกีฬาวูซูทีมชาติว่าอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า การกีฬาแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจ มีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมการกีฬาและควบคุมการดำเนินกิจการการกีฬาของประเทศ ตามมาตรา ๗ และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนสมาคม วูซู แห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทสมาคมที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คณะกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจให้ทุนหรือทรัพย์สินช่วยเหลือนิติบุคคล เพื่อใช้ในการส่งเสริมกิจการกีฬาของนิติบุคคลนั้นได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รับทุนและทรัพย์สินช่วยเหลือจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยอยู่ในความควบคุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และต้องปฏิบัติตามข้อบังคับที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมาตรา ๕๓ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้รับจัดสรรงบประมาณจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการเตรียมนักกีฬาเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ ๒๔ ทำหน้าที่คัดตัวนักกีฬา จ้างผู้ฝึกสอน จัดหาสถานที่เก็บตัวและฝึกซ้อม และขอเบิกจ่ายเงินจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและแบบที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กำหนดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครองอันมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น การเตรียมนักกีฬาเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ ๒๔ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยทำหน้าที่คัดตัวนักกีฬา จ้างผู้ฝึกสอน จัดหาสถานที่เก็บตัวและฝึกซ้อม และขอเบิกจ่ายเงินจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและแบบที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กำหนดเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการกีฬาและควบคุมการดำเนินกิจการการกีฬาของประเทศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเรื่องในทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมการดำเนินกิจการการกีฬาไม่เบิกจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงให้แก่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อจ่ายให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นการฟ้องว่าไม่ชำระหนี้ซึ่งมีมูลหนี้มาจากความสัมพันธ์ในทางมหาชน เนื่องจากพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ หมวด ๗ การส่งเสริมการกีฬา มาตรา ๔๘ ถึงมาตรา ๕๒ บัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยในการพิจารณาให้ทุนหรือทรัพย์สินช่วยเหลือแก่คณะกรรมการกีฬาจังหวัด สมาคมกีฬา หรือนิติบุคคลอื่น เพื่อใช้ในการส่งเสริมกิจการกีฬานั้น ๆ โดยสมาคมกีฬาดังกล่าว ต้องยื่นคำขอต่อ กกท. ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำขอสนับสนุนกิจการการกีฬาต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ และข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย ฉบับที่ ๗ ว่าด้วยเงินอุดหนุนสมาคมกีฬา พิจารณาตกลงให้ทุนหรือทรัพย์สินช่วยเหลือแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในการเตรียมนักกีฬาวูซูเข้าแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ ๒๔ แต่กลับไม่เบิกจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงในการเข้าเก็บตัวฝึกซ้อมกีฬาให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ชำระหนี้อันมีฐานมาจากพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ และข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย ฉบับที่ ๗ ว่าด้วยเงินอุดหนุนสมาคมกีฬา กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและกฎ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็น คดีปกครอง อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ดังนั้น เมื่อข้อพิพาทของคดีนี้มีลักษณะเป็นคดีปกครองแล้ว คำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ลงโทษผู้ที่ไม่ให้ความเป็นธรรมในการคัดเลือกนักกีฬาวูซูทีมชาติ ก็เป็นคำขอที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวฌานิกา เพ็ญวงษ์ ผู้ฟ้องคดี การกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ ๑ สมาคม วูซู แห่งประเทศไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวฌานิกา เพ็ญวงษ์
จำเลย — การกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 41/2555
#527183
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๑/๒๕๕๕

วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๒ นางสาวนฤมล ดุษฎีพฤฒิพันธุ์ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร ที่ ๑ บริษัทไทเทวราช จำกัด ที่ ๒ นายเอธัส มนต์เสรีนุสรณ์ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๑๔๔/๒๕๕๒ ความว่า จำเลยที่ ๑ ประสงค์จะจัดให้มีตลาดธนบุรี (สนามหลวง ๒) ส่วนขยาย จำเลยที่ ๓ จึงมอบหมายให้ตัวแทนยื่นคำขอจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ ๒ เพื่อจัดหาที่ดินให้จำเลยที่ ๑ เช่า โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต่อมาจำเลยที่ ๒ ตกลงเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๓๙ ที่ ๑๓๔๐ และที่ ๑๓๔๑ เลขที่ดิน ๑๑ ๗๑ และ ๑๙ แขวงทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร รวม ๓ โฉนด เนื้อที่ ๘๓ ไร่ ๑ งาน ๖.๕ ตารางวา กับห้างหุ้นส่วนจำกัดสวนพฤกษศาสตร์กรุงเทพ มีกำหนดระยะเวลา ๒๙ ปี ๔ เดือน ๑๓ วัน โดยสัญญาเช่าระบุให้จำเลยที่ ๒ สามารถนำที่ดินแปลงดังกล่าวให้จำเลยที่ ๑ เช่าช่วงได้ โดยจดทะเบียนการเช่าเมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๔๗ และในวันเดียวกันจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าช่วงที่ดินดังกล่าวกับจำเลยที่ ๒ มีกำหนดระยะเวลา ๑๐ ปี ค่าเช่าเดือนละ ๒,๔๕๐,๐๐๐ บาท จดทะเบียนการเช่าในวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๘ ในการบริหารสัญญาจำเลยที่ ๑ ยินยอมให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จัดตั้งบริษัทเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากที่ดินที่เช่า โดยจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติให้เคร่งครัดเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใด เพื่อให้การบริหารงานของจำเลยที่ ๓ เป็นไปโดยสะดวก จำเลยที่ ๓ จึงเข้าเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นผู้จัดการของจำเลยที่ ๒ นอกจากนี้ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยังได้เสนอที่ดินเพื่อให้จำเลยที่ ๑ เช่า เพียงรายเดียว โดยไม่มีการแข่งขันในการเสนอให้เช่าอย่างเป็นธรรม จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๘ และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นนิติกรรมที่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย นิติกรรมการเช่าช่วงระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นโมฆะ ต่อมาประมาณกลางเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๗ จำเลยทั้งสามได้ประกาศโฆษณาเชิญชวนให้ประชาชนโดยทั่วไปทราบว่า โครงการตลาดธนบุรี (สนามหลวง ๒) ส่วนขยาย จะมีแผงค้าจำนวน ๕,๖๘๑ แผง และจะมีผู้ค้ารายย่อยในขณะส่งมอบพื้นที่ให้จำเลยที่ ๑ ต้องไม่น้อยกว่า ๒,๘๔๐ ราย โดยจะให้ผู้เช่าแผงรายย่อยซึ่งเป็นผู้ลงทุนในการพัฒนาและเสียค่าก่อสร้างได้เช่า มีกำหนดระยะเวลา ๑๐ ปี โจทก์ได้จองเช่าพื้นที่กับจำเลยทั้งสาม และได้ออกค่าพัฒนาและค่าก่อสร้างให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งความจริงจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่มีผู้ค้ารายย่อยส่งให้จำเลยที่ ๑ ตามสัญญา ในส่วนของศูนย์อาหารจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ได้จัดให้ผู้ค้ารายย่อยซึ่งเป็นผู้ชำระค่าพัฒนาและค่าก่อสร้างเข้าทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ เพื่อให้จำเลยที่ ๑ บริหารแต่อย่างใด จำเลยที่ ๒ กลับให้ตัวแทนหรือบริวารเข้ามาบริหารจัดการแสวงหาประโยชน์จนถึงปัจจุบัน ทั้งที่จำเลยที่ ๒ ได้ส่งมอบตลาดสนามหลวง ๒ ให้จำเลยที่ ๑ แล้ว จำเลยที่ ๑ มิได้ให้โจทก์เช่าพื้นที่มีกำหนดระยะเวลา ๑๐ ปี ตามที่ประกาศโฆษณาไว้ การที่โจทก์เข้าทำสัญญาจองแผงค้า สัญญาเช่าแผงค้าถาวร และชำระเงินค่าพัฒนาและค่าก่อสร้างให้กับจำเลยทั้งสามเพราะเชื่อตามประกาศโฆษณาเชิญชวนของจำเลยทั้งสามว่าการเช่าช่วงที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖ สัญญาจองแผงค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และสัญญาเช่าแผงค้าถาวรระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นโมฆะ การที่จำเลยทั้งสามรับเงินไว้จากโจทก์เป็นลาภมิควรได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้นิติกรรมการเช่าช่วงระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และนิติกรรมการจองแผงค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และสัญญาเช่าแผงค้าถาวรระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆะ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าพัฒนาและค่าก่อสร้างคืนแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า การเช่าช่วงระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๘ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องสำนักงานตลาด พ.ศ. ๒๕๓๔ และระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการพัสดุของการพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ดำเนินการโดยวิธีการตกลงราคาและเป็นการเช่าเพื่อประโยชน์ในการขยายตลาดธนบุรี (สนามหลวง ๒) อันเป็นงานในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ จึงไม่เป็นการตกลงร่วมกันในการเสนอราคา เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ไม่ผิดตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ การเช่าช่วงดังกล่าว รวมทั้งสัญญาเช่าแผงค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นไปโดยสุจริต ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นไปตามหลักการทำนิติกรรมสัญญาทั่วไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่เป็นโมฆะ โครงการตลาดธนบุรี (สนามหลวง ๒) ส่วนขยาย จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างตลาดและจัดหาผู้ค้ารายย่อย จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ออกประกาศโฆษณาเชิญชวน และเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า สำนักงานตลาดกรุงเทพมหานครเป็นผู้บริหารตลาด ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นผู้บริหารการก่อสร้างและการขาย โจทก์ทำสัญญาจองแผงค้ากับจำเลยที่ ๒ และทำสัญญาเช่าแผงค้ากับจำเลยที่ ๑ ด้วยความสมัครใจของโจทก์ ไม่มีผู้ใดบังคับขู่เข็ญหรือให้สัญญาด้วยประการใดๆ จำเลยที่ ๑ มิได้แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์ การเข้าทำสัญญาของโจทก์มิใช่เป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖ แต่อย่างใด นอกจากนี้เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแผงค้าถาวรแล้ว โจทก์ไม่ต่อสัญญาเช่าแผงค้าถาวรและไม่ชำระค่าเช่ารายเดือนแก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้แจ้งให้โจทก์ต่อสัญญาเช่าแผงค้าถาวรและชำระค่าเช่า แต่โจทก์เพิกเฉย จึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะเช่าแผงค้าถาวรอีกต่อไปและเป็นผู้ผิดสัญญาเช่า การที่โจทก์อ้างว่า สัญญาเป็นโมฆะเพราะโจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมสัญญา จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าพัฒนาและค่าก่อสร้างจากจำเลยที่ ๑ แต่ต้องเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการจัดหาผู้ค้ารายย่อย และเป็นผู้เรียกเก็บค่าพัฒนาและก่อสร้าง นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาเช่าแผงค้าถาวร จำเลยที่ ๑ ได้รับเพียงค่าเช่ารายเดือนจากโจทก์เท่านั้น ทั้งโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์และไม่มีหน้าที่ความรับผิดใดในสัญญาเช่าช่วงที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะ คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การทำสัญญาเช่าช่วงระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการเช่าที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในการพาณิชย์ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นอำนาจของจำเลยที่ ๑ ที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย และจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการพัสดุของการพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๓๘ สัญญาเช่าช่วงดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ ๒ มิได้ตั้งบริษัทจำเลยที่ ๒ ขึ้นมาเพื่อแสวงหาประโยชน์จากที่ดิน นอกจากนี้ ตามเอกสารแผ่นพับโฆษณาไม่มีข้อความอันเป็นเท็จ อันจะเป็นเหตุให้บุคคลใดรวมถึงโจทก์ที่จะหลงเชื่อ การทำสัญญาจองแผงค้าของโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และการทำสัญญาเช่าแผงค้าถาวรระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงไม่เป็นการทำสัญญาที่สำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม และไม่เป็นการสำคัญผิดในตัวคู่กรณีที่ทำสัญญา อีกทั้งไม่เป็นการทำสัญญาที่สำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งสัญญา อันจะทำให้สัญญาเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖ คดีขาดอายุความ คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การต่อสู้ว่า โจทก์นำความอันเป็นเท็จมากล่าวอ้างฟ้องจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๓ และไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ เนื่องจากโจทก์ยังใช้สิทธิตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอันมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะต่างๆ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๘๙ ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าช่วงที่ดินกับจำเลยที่ ๒ เพื่อจัดทำเป็นโครงการตลาดธนบุรี (สนามหลวง ๒) จำนวน ๕,๖๘๑ แผง และตามสำเนาหนังสือสัญญาเช่าช่วง จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้เช่าช่วงตกลงให้ผลประโยชน์แก่จำเลยที่ ๒ ผู้ให้เช่าช่วงเป็นค่าเช่ารายเดือนในอัตราเดือนละ ๒,๔๕๐,๐๐๐ บาท โดยที่จำเลยที่ ๑ จะทำสัญญาเช่ากับประชาชนผู้ค้าแผงรายย่อยที่สนใจเพื่อเก็บค่าเช่าแผงเป็นรายเดือนอีกทอดหนึ่ง เมื่อพิจารณาสัญญาเช่าแผงค้าถาวรระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ โจทก์ต้องชำระค่าเช่าแผงเดือนละ ๗๕๐ บาท เมื่อคำนวณรายได้ที่จำเลยที่ ๑ จะได้รับจากผู้ค้าแผงถาวรที่ชำระเงินช่วยค่าก่อสร้างตลาด และผู้ค้าแผงทั่วไปแล้ว จำเลยที่ ๑ จะมีผลประโยชน์ตอบแทนเป็นรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า ๔,๒๖๐,๗๕๐ บาท ซึ่งลักษณะการดำเนินงานดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นการจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคโดยตรงหรือโดยสภาพอันจะมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หากแต่เป็นการดำเนินการในเชิงพาณิชย์โดยมิได้มีการใช้เอกสิทธิ์ของรัฐเหนือคู่สัญญาเพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองบรรลุผล อีกทั้งเป็นการดำเนินการที่อยู่ภายใต้ความสมัครใจของคู่สัญญาอันมีลักษณะเป็นเอกเทศสัญญาระหว่างบุคคล ไม่ใช่สัญญาทางปกครอง นอกจากนี้ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การต่อสู้ทำนองเดียวกันว่า โจทก์ได้เข้าไปใช้ประโยชน์แผงค้าถาวรตามสัญญาแล้ว แต่โจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาเช่าโดยไม่ต่อสัญญาเช่า และไม่ชำระค่าเช่ารายเดือน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ ๑ และไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินค่าพัฒนาและค่าก่อสร้าง ส่วนข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ ๓ ที่ว่าโจทก์ยังคงใช้สิทธิตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย จึงเป็นเรื่องข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งโดยแท้เช่นเดียวกัน ความรับผิดของจำเลยทั้งสามจะมีต่อโจทก์หรือไม่เพียงใดเป็นลักษณะของนิติกรรมสัญญา มิใช่ลักษณะของสัญญาทางปกครอง ดังนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับการทำสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ การจองแผงค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทในทางแพ่งระหว่างเอกชนกับหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้จำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่จัดให้มีและควบคุมตลาด และมาตรา ๑๘ ประกอบกับมาตรา ๑๖ กำหนดให้จำเลยที่ ๑ มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองในการจัดให้มีและควบคุมตลาด ซึ่งการจัดให้มีตลาดอันเป็นบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ นั้น ย่อมต้องหมายถึงการดำเนินการทั้งปวงเพื่อจัดให้มีตลาดสำหรับให้บริการแก่ประชาชนนับตั้งแต่การจัดหาที่ดิน การก่อสร้างอาคารสถานที่สำหรับการจำหน่ายสินค้า รวมถึงการจัดให้มีผู้ค้ามาจำหน่ายสินค้าแก่ประชาชน ซึ่งผู้ค้าที่มาจำหน่ายสินค้าจะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่จำเลยที่ ๑ กำหนด โดยมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนผู้บริโภคมากกว่าการแสวงหาผลกำไรในเชิงพาณิชย์เยี่ยงการดำเนินกิจการตลาดของเอกชนทั่วไป และมูลคดีนี้สืบเนื่องจากการที่จำเลยที่ ๑ ดำเนินการจัดให้มีตลาดอันเป็นบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าช่วงที่ดินจากจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาให้เช่าแผงค้ากับโจทก์ สัญญาเช่าช่วงที่ดินและสัญญาเช่าแผงค้าถาวรนี้จึงมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งอันได้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง และการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าช่วงที่ดินจากจำเลยที่ ๒ เพื่อนำมาก่อสร้างตลาด และจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าแผงค้าถาวรเพื่อให้โจทก์จัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้แก่ประชาชนในตลาดนั้น ทำให้การจัดให้ตลาดเพื่อให้บริการแก่ประชาชนตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ บรรลุผล สัญญาเช่าช่วงที่ดินและสัญญาให้เช่าแผงค้าดังกล่าว จึงมีวัตถุประสงค์ให้จำเลยที่ ๒ และโจทก์เข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับจำเลยที่ ๑ โดยตรง สัญญาเช่าช่วงที่ดินและสัญญาเช่าแผงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นโมฆะและให้คืนเงินให้แก่โจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีพิพาทในกรณีดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า โจทก์เข้าทำสัญญาจองแผงค้า สัญญาเช่าแผงค้าถาวรและชำระเงินค่าพัฒนาและค่าก่อสร้างให้แก่จำเลยทั้งสาม เนื่องจากเชื่อตามประกาศโฆษณาชวนเชื่อว่าสัญญาเช่าช่วงระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์จะได้เช่าแผงค้ามีกำหนดเวลา ๑๐ ปี จึงเป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖ สัญญาทั้งสองฉบับจึงเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนสัญญาของโจทก์ทั้งสองฉบับและเพิกถอนสัญญาเช่าช่วงระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ กับให้ร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินค่าพัฒนาและค่าก่อสร้างให้โจทก์ จึงเห็นได้ว่า ความประสงค์หลักของโจทก์ในคดีนี้ คือต้องการฟ้องเพิกถอนสัญญาจองแผงค้าและสัญญาเช่าแผงค้าถาวรที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๑ ตามลำดับ โดยมีข้ออ้างว่าสัญญาหลักที่จำเลยที่ ๑ เช่าช่วงที่ดินดังกล่าวจากจำเลยที่ ๒ เป็นสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งจะส่งผลให้สัญญาจองแผงค้าและสัญญาเช่าแผงค้าถาวรที่โจทก์ทำกับจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย ดังนั้นจึงต้องพิจารณาสัญญาทั้งสองฉบับนี้เป็นหลักว่าเป็นสัญญาที่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองหรือสัญญาทางแพ่ง เมื่อพิจารณาสัญญาจองแผงค้าที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ ๒ นั้น จะเห็นได้ว่า เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นเอกชน ทั้งตามคำให้การของจำเลยที่ ๑ ก็ยืนยันว่า จำเลยที่ ๒ เป็นเพียงผู้ดำเนินการก่อสร้างตลาดและจัดหาผู้ค้ารายย่อย มิใช่ผู้บริหารตลาดอันจะถือว่าเป็นการบริการสาธารณะ สัญญาที่โจทก์กับจำเลยที่ ๒ ทำขึ้นนี้ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งธรรมดาที่มิได้มีลักษณะเป็นการจัดให้มีบริการสาธารณะ ส่วนสัญญาเช่าแผงค้าถาวรระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ แม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามความหมายของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ข้อกำหนดของสัญญาดังกล่าวก็เป็นเพียงการให้เช่าสถานที่ซึ่งมีลักษณะของเนื้อหาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกัน มิได้มีข้อกำหนดพิเศษที่จะให้พิจารณาได้ว่ามีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง หรือเป็นการมอบหมายให้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนเป็นผู้จัดให้มีบริการสาธารณะแทนจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ประสงค์เพียงค่าเช่าแผงค้ารายเดือนซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับเอกชน สัญญาเช่าแผงค้าถาวรระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิจารณาประการสุดท้าย สำหรับสัญญาเช่าช่วงระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีหน้าที่ในการจัดให้มีตลาดซึ่งเป็นบริการสาธารณะตามที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ไว้ แต่การที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าช่วงกับจำเลยที่ ๒ เป็นเพียงการเช่าพื้นที่จากจำเลยที่ ๒ มิได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๒ บริหารตลาด สัญญาเช่าช่วงที่ดินที่จำเลยที่ ๑ ทำกับจำเลยที่ ๒ จึงเป็นสัญญาทางแพ่งธรรมดา ที่มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง นอกจากนี้มีข้อพิจารณาเพิ่มเติมว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าช่วงระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นี้ เป็นเพียงข้ออ้างของโจทก์เพื่อนำมาสู่การขอเพิกถอนสัญญาที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๑ ทั้งสองฉบับที่กล่าวมาและขอให้จำเลยทั้งสามชำระเงินคืน เมื่อความประสงค์หลักของโจทก์ซึ่งเป็นประเด็นหลักของคดีที่ศาลจะต้องพิจารณานี้ เป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สัญญาเช่าช่วงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ก็ควรจะได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน เพื่อความสะดวกในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่คู่ความ

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวนฤมล ดุษฎีพฤฒิพันธุ์ โจทก์ กรุงเทพมหานคร ที่ ๑ บริษัทไทเทวราช จำกัด ที่ ๒ นายเอธัส มนต์เสรีนุสรณ์ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท จิระ โกมุทพงศ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(จิระ โกมุทพงศ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535
ระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการพัสดุของการพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2538
ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการพัสดุ พ.ศ. 2538
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนฤมล ดุษฎีพฤฒิพันธุ์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ