คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10957/2554
#583719
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดไต่สวนคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความแล้วจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าผู้ร้องแถลงว่า จำเลยมีหนี้สินเป็นจำนวนมาก ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก ส่วนโจทก์แถลงว่า จำเลยมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องสามารถยึดทรัพย์มาชำระหนี้ได้ ปรากฏตามคำแถลงบัญชีรายละเอียดที่โจทก์ได้ยื่นประกอบคำคัดค้านไว้ เมื่อเอกสารที่โจทก์อ้างดังกล่าวเป็นเอกสารที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินต่าง ๆ ของฝ่ายจำเลย ประกอบด้วยสำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดและภาพถ่ายอาคารจำนวนมาก ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความและนำรายละเอียดต่าง ๆ ทั้งหมดในเอกสารมาประกอบการพิจารณาแล้ววินิจฉัยทำคำสั่งไปนั้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นการไต่สวนแล้ว มิใช่แต่เฉพาะว่าการสืบพยานบุคคลเท่านั้นที่จะเป็นการไต่สวน และหากจะให้คู่ความนำพยานเข้าไต่สวนก็จะไม่ได้ข้อเท็จจริงนอกเหนือไปจากการสอบถามของศาลดังกล่าว และไม่อาจทำให้ประเด็นที่มีคำสั่งเปลี่ยนไป ศาลชั้นต้นจึงย่อมมีอำนาจนำข้อเท็จจริงที่ได้มารับฟังประกอบดุลพินิจทำคำสั่งได้ตามที่เห็นสมควรโดยไม่จำต้องสืบพยาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 84,497,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 3 โฉนดเลขที่ 4109 ถึงเลขที่ 4123 และโฉนดเลขที่ 4125 ถึงเลขที่ 4141 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด และที่ดินแปลงอื่นอีก รวมจำนวน 116 แปลง ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวด้วย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 13508/2544 และหมายเลขแดงที่ 13509/2544 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 และที่ 1 ในคดีดังกล่าวพร้อมกับจำเลยอื่นร่วมกันชำระเงิน 66,737,961.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นโจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4109 ถึงเลขที่ 4123 และโฉนดเลขที่ 4125 ถึงเลขที่ 4141 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ต่อมาศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งรับโอนทรัพย์สินด้อยคุณภาพของธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนหลังจากนั้นผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินทั้งสามสิบสองแปลงจากที่ดินทั้งหมด 116 แปลงที่โจทก์คดีนี้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ซึ่งเมื่อหักชำระหนี้ให้ผู้ร้องแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังมีหนี้ค้างชำระผู้ร้องอีก 153,684,153.92 บาท ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เงินจำนวน 2,350,000 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินส่วนที่เหลือของจำเลยที่ 3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยที่ 3 โดยไม่ทำการไต่สวนคำร้องนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์เงินที่ได้จากการขายทอดตลาด โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 กับที่ 3 ยังมีทรัพย์สินอื่นอีกเป็นจำนวนมากที่ผู้ร้องจะไปดำเนินการบังคับคดีได้ และแถลงในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2550 ยืนยันว่า ผู้ร้องได้รับโอนทรัพย์สินของจำเลยซึ่งมิได้ถูกยึดทรัพย์เป็นอาคารชุดที่กรุงเทพมหานครและที่ดินที่จังหวัดชุมพร ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 120,000,000 บาท จึงไม่ต้องมาร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนการไต่สวนไปนัดหน้าเพื่อให้โอกาสคู่ความแสดงหลักฐานเพื่อความสะดวกแก่การพิจารณา ต่อมาในนัดไต่สวนวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ศาลชั้นต้นได้สอบถามคู่ความและจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า ผู้ร้องแถลงว่า จำเลยมีหนี้สินเป็นจำนวนมาก ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก ส่วนโจทก์แถลงว่า จำเลยมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องสามารถยึดทรัพย์มาชำระหนี้ได้ ปรากฏตามคำแถลงบัญชีรายละเอียดที่โจทก์ได้ยื่นประกอบคำคัดค้านไว้ เมื่อเอกสารที่โจทก์อ้างดังกล่าวเป็นเอกสารที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินต่าง ๆ ของฝ่ายจำเลย ประกอบด้วยสำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด และภาพถ่ายอาคารจำนวนมาก ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความและนำรายละเอียดต่าง ๆ ทั้งหมดในเอกสารมาประกอบการพิจารณา แล้ววินิจฉัยทำคำสั่งไปนั้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นการไต่สวนแล้ว มิใช่ว่าจะต้องสืบพยานบุคคลเท่านั้นจึงจะเป็นการไต่สวน และหากจะให้คู่ความนำพยานเข้าไต่สวนก็จะไม่ได้ข้อเท็จจริงนอกเหนือไปจากการสอบถามของศาลดังกล่าว และไม่อาจทำให้ประเด็นที่มีคำสั่งเปลี่ยนไป ศาลชั้นต้นจึงย่อมมีอำนาจนำข้อเท็จจริงที่ได้มารับฟังประกอบดุลพินิจทำคำสั่งได้ตามที่เห็นสมควรโดยไม่จำต้องสืบพยาน และเมื่อพิจารณารายการทรัพย์สินดังกล่าวทั้งหมดแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่า มีทรัพย์สินรายการใดที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ส.739/2547 ของศาลชั้นต้นที่นำมาผูกติดกับสำนวนนี้ประกอบประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีและรายงานเจ้าหน้าที่ เอกสารท้ายคำร้องแสดงให้เห็นว่า ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองที่ดินทั้งสามสิบสองแปลงจากการขายทอดตลาดเพียง 1,250,000 บาท รวมแล้วจึงไม่พอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยอื่นชำระเงิน 66,737,961.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้อง จึงถือได้ว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยสิ้นเชิง ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคสอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ผู้ร้องไม่ใช้สิทธิตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 จำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตกลั่นแกล้งโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้โต้แย้งประเด็นดังกล่าวไว้ในคำคัดค้าน จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวนิดา นาจรุง
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
จำเลย — นางกาญจนา ภาณุโสภณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายเมธี คฤโฆษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสุรางคนา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
พฤษภา พนมยันตร์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10930/2554
#518434
เปิดฉบับเต็ม

คำแก้อุทธรณ์เป็นคำคู่ความ คู่ความย่อมตั้งประเด็นในคำแก้อุทธรณ์ขอให้ศาลชั้นอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (5), 237 และ 240 ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์เพราะศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุอื่น แต่จำเลยที่ 2 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความละเมิด 1 ปี จึงมีประเด็นเรื่องอายุความละเมิด 1 ปี ในชั้นอุทธรณ์ ไม่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกประเด็นเรื่องอายุความละเมิด 1 ปี ขึ้นวินิจฉัยด้วยจึงชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีรถหายแก่ผู้เอาประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยในค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเท่านั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และ 880 วรรคหนึ่ง ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองส่งคืนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยแก่โจทก์ได้

โจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากพนักงานของจำเลยทั้งสองกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยสูญหายเป็นมูลละเมิดต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือภายใน 10 ปี นับแต่วันทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2538 โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2544 พ้น 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 พ - 2608 กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์รับประกันภัย แก่โจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินแทน 280,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 พ - 2608 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ชำระราคาแทนเป็นเงิน 280,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์จ่ายเงินไปตามสัญญาประกันภัย ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่สืบพยาน ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ไม่โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 พ - 2608 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนางประทุม ผู้เอาประกันภัยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2538 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาประกันภัย นางประทุมขับรถยนต์ไปจอดที่ลานจอดรถศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิตหรือศูนย์การค้ารังสิตพลาซ่าของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ดูแลรักษาความปลอดภัยและจัดการจราจรในศูนย์การค้า และอยู่ในระยะเวลาจ้าง ตามสัญญาจ้างเหมาพนักงานรักษาความปลอดภัยและจัดการจราจร รถยนต์สูญหายไปในวันเดียวกันโจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยสูญหายแก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยไปเป็นเงิน 280,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2538 แล้วโจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2544

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกปัญหาเรื่องคดีโจทก์ขาดอายุความละเมิด 1 ปี ขึ้นวินิจฉัยเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความละเมิด 1 ปี หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์เรื่องอายุความ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้อุทธรณ์ เพียงแต่จำเลยที่ 2 ยื่นคำแก้อุทธรณ์เท่านั้น ย่อมไม่มีประเด็นเรื่องอายุความละเมิด 1 ปี ในชั้นอุทธรณ์ เพราะประเด็นเรื่องอายุความละเมิด 1 ปี ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว กับฎีกาว่าคดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ 10 ปี ปรากฏว่าคดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การชัดแจ้งว่าเหตุละเมิดคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2538 โจทก์ทราบและรู้ตัวผู้ต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2538 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2544 จึงขาดอายุความ 1 ปี ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาตามสัญญาจ้างเหมาพนักงานรักษาความปลอดภัยและจัดการจราจรที่จำเลยที่ 1 ทำกับจำเลยที่ 2 และคดีโจทก์ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องหรือเก็บค่าฝากรถจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชำระราคาแทน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 ด้วย ขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ดูแลรถ ไม่ได้ประมาทเลินเล่อทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยสูญหาย และคดีโจทก์ขาดอายุความละเมิด 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์เพราะศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดและคดีโจทก์ขาดอายุความละเมิด 1 ปี ดังที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การที่นางประทุม ผู้เอาประกันภัยนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปจอดในลานจอดรถของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นการฝากทรัพย์ แต่การที่รถสูญหายเกิดจากพนักงานของจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างของพนักงานของจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดฐานละเมิด จำเลยที่ 2 ก็เป็นนายจ้างหรือตัวการจัดการจ้างหรือควบคุมพนักงานของจำเลยที่ 1 ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดด้วย แต่คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความละเมิด 1 ปี และเนื่องจากมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ถือว่าจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ประเด็นเรื่องอายุความแทนจำเลยที่ 1 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) แล้ววินิจฉัยต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความละเมิด 1 ปี พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า คำแก้อุทธรณ์เป็นคำคู่ความ คู่ความย่อมตั้งประเด็นในคำแก้อุทธรณ์ขอให้ศาลชั้นอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (5), 237 และ 240 ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยื่นอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 2 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความละเมิด 1 ปี จึงมีประเด็นเรื่องอายุความละเมิด 1 ปี ในชั้นอุทธรณ์ ยังไม่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกประเด็นเรื่องอายุความละเมิด 1 ปี ขึ้นวินิจฉัยด้วย จึงชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองคืนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินแทน ซึ่งการให้คืนรถเป็นเรื่องเรียกทรัพย์คืน กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความฟ้องร้องเอาไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี นั้น เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยในค่าสินไหมทดแทนเท่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และ880 วรรคหนึ่ง ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองส่งคืนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยแก่โจทก์ได้ จึงไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์มีสิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสองส่งคืนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยอันจะมีอายุความ 10 ปี ดังที่โจทก์ฎีกา แต่การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากพนักงานของจำเลยทั้งสองกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยสูญหาย เป็นมูลละเมิดต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือภายใน 10 ปี นับแต่วันทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2538 โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2544 พ้น 1 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ดูแลรถ ไม่ได้ประมาทเลินเล่อทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยสูญหายนั้น เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ จำเลยที่ 2 ยกอายุความละเมิด 1 ปี ขึ้นต่อสู้ ถือว่าจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้เรื่องอายุความแทนจำเลยที่ 1 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) เมื่อคดีโจทก์ขาดอายุความละเมิด 1 ปี ย่อมมีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วย พิพากษายกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย โจทก์ไม่ได้ฎีกาคัดค้านข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องของโจทก์เพราะเหตุคดีโจทก์ขาดอายุความละเมิด 1 ปี ตามข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังนั้น แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (5) ม. 237 ม. 240
ป.พ.พ. ม. 226 วรรคหนึ่ง ม. 448 วรรคหนึ่ง ม. 880 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทแอร์ การ์ด จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางมณีรัตน์ พันธุ์โกศล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10911/2554
#520020
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาเป็นการกระทำในวันเวลาเดียวกันโดยเป็นการร่วมกันนำหรือพาเอาของต้องห้ามต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรและค่าภาษีศุลกากร และร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของต้องห้ามต้องจำกัดดังกล่าวอันเป็นของจำนวนเดียวกัน โดยรู้อยู่ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงค่าอากร ซึ่งโจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองหลายกรรมต่างกันในความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 และมาตรา 27 ทวิ นั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยทั้งสองรับสารภาพนั้นมีลักษณะเป็นการกระทำผิดต่อเนื่องกันในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองกรณีนี้เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 หรือ มาตรา 27 ทวิ เพียงฐานใดฐานหนึ่งเท่านั้น โดยสภาพของการกระทำความผิดในคราวเดียวกัน กรณีไม่อาจเป็นความผิดทั้งสองฐานซึ่งเป็นความผิดสองกระทง เมื่อปรากฏว่าคำสั่งงดการฟ้องร้องของอธิบดีกรมศุลกากรมีผลเป็นการคุ้มกันจำเลยทั้งสองที่จะถูกฟ้องร้องในกรณีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว และกรณีเป็นเรื่องจำเลยทั้งสองกระทำความผิดในคราวเดียวกัน โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบของกลางทั้งหมด กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายสินบนนำจับและเงินรางวัลให้เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ (ที่ถูก ต้องประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานนำเข้าโดยไม่เสียภาษี ให้จำคุกคนละ 1 ปี ฐานซ่อนเร้นของนำเข้า ให้จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ริบของกลาง ให้จ่ายสินบนและรางวัลตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า แม้ตามบันทึกข้อความและหนังสือของด่านศุลกากรจันทบุรีจะระบุว่า จำเลยทั้งสองยินยอมให้เปรียบเทียบปรับในความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่ายของต้องห้ามต้องจำกัดตามมาตรา 27 ทวิ ก็ตาม แต่หนังสือของด่านศุลกากรจันทบุรีที่มีไปถึงสารวัตรสถานีตำรวจภูธรตำบลสะตอนระบุว่า อธิบดีกรมศุลกากรอนุมัติให้งดการฟ้องร้อง น่าเชื่อว่าเป็นการงดการฟ้องร้องจำเลยทั้งสองในการกระทำครั้งนี้ ถือว่าจำเลยทั้งสองได้รับความคุ้มกันที่จะถูกฟ้องร้องตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 102 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาของต้องห้ามต้องจำกัดในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังไม่ได้เสียค่าภาษีและยังไม่ได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่ากระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ นอกจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นแล้ว โจทก์ยังฟ้องจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันกระทำความผิดฐานช่วยกันซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของที่จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงค่าอากร อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ อีกด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองยินยอมให้ศุลกากรจันทบุรีเปรียบเทียบปรับในความผิดฐานช่วยกันซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของที่จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงค่าอากรตามมาตรา 27 ทวิ และอธิบดีกรมศุลกากรอนุมัติให้งดการฟ้องร้อง ความผิดของจำเลยทั้งสองจึงระงับไปเฉพาะความผิดฐานนี้เท่านั้น โจทก์จึงยังมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เห็นว่า คดีนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยทั้งสองรับสารภาพนั้นมีลักษณะเป็นการกระทำผิดต่อเนื่องกันในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองกรณีนี้เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 หรือมาตรา 27 ทวิ เพียงฐานใดฐานหนึ่งเท่านั้น โดยสภาพของการกระทำความผิดในคราวเดียวกัน กรณีไม่อาจเป็นความผิดทั้งสองฐานซึ่งเป็นความผิดสองกระทงดังที่โจทก์ฟ้องมาได้ เมื่อปรากฏว่าคำสั่งงดการฟ้องร้องของอธิบดีกรมศุลกากรมีผลเป็นการคุ้มกันจำเลยทั้งสองที่จะถูกฟ้องร้องในกรณีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว และกรณีเป็นเรื่องจำเลยทั้งสองกระทำความผิดในคราวเดียวกัน โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ได้อีก ตามนัยแห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 102 ดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ม. 27 ทวิ ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายวิรัตน์ แก้วสมบัติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายไมตรี วงศ์ของศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวันชัย ศศิโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
สมควร วิเชียรวรรณ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10878/2554
#518427
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการครั้งแรกต่อศาลแพ่งภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาดตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง และเป็นการยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แล้ว ศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดี ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดอีกครั้งต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งยังไม่ล่วงเลยระยะเวลา 3 ปี ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แต่ล่วงเลยระยะเวลา 90 วัน ตามมาตรา 40 วรรคสอง ดังกล่าวแล้ว ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องยื่นคำฟ้องหรือคำร้องขออีกครั้งเพราะเหตุที่การยื่นครั้งแรกมีข้อบกพร่องในเรื่องอำนาจศาลถือว่าข้อบกพร่องในการยื่นคำร้องขอแต่แรกต่อศาลหนึ่งแต่ในที่สุดศาลนั้นไม่รับคำร้องขอ เพราะคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลนั้นจนต้องยื่นคำร้องขออีกครั้งหนึ่งต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ไม่เป็นเหตุให้ผู้ร้องขอต้องเสื่อมเสียสิทธิ นอกจากนี้กำหนดระยะเวลาเช่นนี้ก็เป็นกำหนดระยะเวลาที่ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ขยายได้ตามหลักเกณฑ์ ป.วิ.พ. มาตรา 23 หรือ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 37 ด้วย เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ภายหลังศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฉบับแรกเพียง 60 วัน แสดงให้เห็นว่า ผู้ร้องยังประสงค์จะขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาตามคำร้องขอของผู้ร้องอยู่ และจำเป็นต้องทำคำร้องขอยื่นใหม่ต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาภายในเวลาพอสมควร อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามความจำเป็นโดยสุจริต จึงมีเหตุสมควรอย่างยิ่งที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จะใช้อำนาจตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 37 ประกอบมาตรา 26 และ ป.วิ.พ. มาตรา 23 สั่งให้ขยายกำหนดระยะเวลาการยื่นคำร้องขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการฝ่ายข้างมาก และขอให้ศาลบังคับตามความเห็นแย้งคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการฝ่ายข้างน้อย โดยคดีนี้ คณะอนุญาโตตุลาการได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทโดยความเห็นชอบของคู่พิพาททั้งสองฝ่ายดังนี้

1. ผู้ร้องมีสิทธิเลิกสัญญาแฟรนชายส์ (Franchise Agreement) ตามเงื่อนไขแห่งข้อสัญญาและตามกฎหมายหรือไม่

2. การเลิกสัญญาของผู้ร้อง ทำให้นางสาวสุหัชชาผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามปกติและค่าเสียหายพิเศษในพฤติการณ์พิเศษดังที่กล่าวอ้างหรือไม่เพียงใด

3. ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องให้นางสาวสุหัชชาผู้คัดค้านชำระค่าธรรมเนียมการใช้สิทธิรายเดือนและค่าธรรมเนียมการขนส่ง รวมทั้งค่าภาษีมูลค่าเพิ่มดังที่กล่าวอ้างเพียงใดหรือไม่

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ก่อนการไต่สวนพยานหลักฐานของผู้ร้อง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเกินกำหนดระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง หรือไม่

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดี คดีจึงไม่ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ขอให้ยกคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของผู้คัดค้าน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่ได้โต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2549 คณะอนุญาโตตุลาการสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม มีคำชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างนางสาวสุหัชชา ผู้เรียกร้องซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีนี้กับผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ ดังนี้

1. ให้ผู้คัดค้าน (ผู้ร้อง) ชำระค่าเสียหายจำนวน 2,062,000 บาท ให้แก่ผู้เรียกร้อง (ผู้คัดค้าน) พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของยอดค่าเสียหายจำนวน 62,000 บาท นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2548 อันเป็นวันยื่นข้อเรียกร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

2. ให้ผู้เรียกร้อง (ผู้คัดค้าน) ชำระค่าธรรมเนียมรายเดือน ค่าธรรมเนียมขนส่ง และภาษีมูลค่าเพิ่มรวมจำนวน 82,994.76 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน (ผู้ร้อง) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 เมษายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จ

3. ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ ให้เป็นไปตามคำชี้ขาดแนบท้ายนี้ คำขออื่นให้ยก

ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2549 ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อ 1 และข้อ 2 ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 24 มกราคม 2550 คัดค้านการขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อ 1 และข้อ 2 พร้อมทั้งขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อ 1 และข้อ 2 กับขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อ 3 และต่อสู้คดีว่า คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแพ่ง ศาลแพ่งจึงเสนอปัญหาเรื่องอำนาจศาลให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลแพ่งจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2550 ต่อมาวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อ 1 และข้อ 2 กับขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อ 3

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฉบับลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 เป็นครั้งแรกต่อศาลแพ่ง ขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการฝ่ายข้างมากในประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 กับข้อ 2 และขอให้บังคับผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการฝ่ายข้างมากและความเห็นแย้งของอนุญาโตตุลาการในประเด็นข้อพิพาทข้อ 3 แต่ในที่สุดศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่มีคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกา ผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องขอฉบับลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยมีคำขอเช่นเดียวกับคำร้องที่ยื่นต่อศาลแพ่ง ถือได้ว่าผู้ร้องได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง และมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แล้วหรือไม่ ปัญหานี้ตามบทบัญญัติมาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การคัดค้านคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอาจทำได้โดยการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้" และวรรคสอง บัญญัติว่า "คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ โดยยื่นคำร้องต่อศาลที่มีอำนาจภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาด" กับมาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อคู่พิพาทฝ่ายใดประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ให้คู่พิพาทฝ่ายนั้นยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ เมื่อศาลได้รับคำร้องให้รีบทำการไต่สวน และมีคำพิพากษาโดยพลัน" เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดและบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการครั้งแรกต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 เป็นการร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2549 อันเป็นวันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง และเป็นการยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 42 วรรคหนึ่งแล้ว แต่มีปัญหาในเรื่องอำนาจศาลจนต้องเสนอต่อประธานศาลฎีกาให้เป็นผู้วินิจฉัย และประธานศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า คดีอยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ จึงเป็นเหตุให้ศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีทันที และผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดและบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอีกครั้งต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ซึ่งยังไม่ล่วงเลยระยะเวลา 3 ปี ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แต่ล่วงเลยระยะเวลา 90 วัน ตามมาตรา 40 วรรคสอง ซึ่งกรณีที่ต้องยื่นคำฟ้องหรือคำร้องขออีกครั้งเพราะเหตุที่การยื่นครั้งแรกมีข้อบกพร่องในเรื่องอำนาจศาลเช่นนี้ ตามปกติย่อมควรไม่ถือเป็นข้อผิดพลาดสำคัญจนถึงกับเป็นเหตุให้โจทก์หรือผู้ร้องต้องเสื่อมเสียสิทธิในการฟ้องหรือร้องขอในคดีของตนแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างในบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ที่บัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่คดีนั้นศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุที่คดีไม่อยู่ในอำนาจศาล...และปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดี...ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด" หรือบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 7 วรรคสอง ที่บัญญัติไว้ว่า "ถ้าศาลพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ที่ถูกฟ้องมิใช่ผู้ต้องรับผิด ให้ขยายอายุความฟ้องร้องผู้ที่ต้องรับผิด...ออกไปถึงหกเดือนนับแต่วันที่คำพิพากษานั้นถึงที่สุด" เป็นต้น ส่วนกรณีกำหนดระยะเวลา 90 วัน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง นี้ แม้จะไม่ถือว่าเป็นอายุความ แต่เป็นกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดบังคับไว้ในการยื่นคำฟ้องหรือยื่นคำร้องขออันถือเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องก็ตาม ก็ต้องถือว่าข้อบกพร่องในการยื่นคำร้องขอแต่แรกต่อศาลหนึ่งแต่ในที่สุดศาลไม่รับคำร้องขอเพราะคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล จนต้องยื่นคำร้องขออีกครั้งหนึ่งต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ไม่เป็นเหตุให้ผู้ร้องขอต้องเสื่อมเสียสิทธิเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องขอเช่นนี้ก็เป็นกำหนดระยะเวลาที่ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ขยายได้ตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 หรือพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 37 อีกด้วย เนื่องจากกำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอภายใน 90 วัน นับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในกฎหมายอื่นดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ซึ่งสามารถนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอภายใน 90 วัน นี้ จึงเป็นระยะเวลาอย่างหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 37 เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดและบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเช่นเดิมอีกครั้งต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ภายหลังศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฉบับแรกต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2550 เพียง 60 วัน แสดงให้เห็นว่า ผู้ร้องยังประสงค์จะขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาตามคำร้องขอของผู้ร้องอยู่ และจำเป็นต้องทำคำร้องขอยื่นใหม่ต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาภายในเวลาพอสมควร อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามความจำเป็นโดยสุจริต จึงมีเหตุสมควรอย่างยิ่งที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะใช้อำนาจตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 37 ประกอบมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 สั่งให้ขยายกำหนดระยะเวลาการยื่นคำร้องขอให้จนถึงวันที่ยื่นคำร้องขอ คือวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 เสียก่อนที่จะสั่งรับคำร้องขอของผู้ร้องฉบับนี้ไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งได้พิจารณาในชั้นตรวจรับคำร้องขอแล้วย่อมต้องได้อ่านคำร้องขอของผู้ร้องดังกล่าวและเห็นอยู่แล้วว่ามีการยื่นคำร้องขอเรื่องนี้เกินกำหนดระยะเวลา 90 วัน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง ซึ่งถ้าเห็นว่าไม่ชอบและไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอเกินกำหนดระยะเวลาก็ต้องมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอนั้นเสีย มิใช่สั่งให้รับคำร้องขอไว้ก่อนตามคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีนี้ อันทำให้เข้าใจได้ว่าศาลนี้ได้ใช้ดุลพินิจสั่งขยายระยะเวลาเช่นว่านี้ให้แล้วด้วย จึงเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นการสั่งไปโดยผิดหลงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง โดยให้ขยายระยะเวลาให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดและบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบมาตรา 37 มาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 และเมื่อเป็นดังนี้แล้ว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอฉบับลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการและขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง และมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แล้ว จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับคำร้องขอฉบับลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ของผู้ร้องไว้ทำการไต่สวน แล้วให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษาใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 ม. 42
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 37
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 27
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทคุมอง (ไทยแลนด์) จำกัด
ผู้คัดค้าน — นางสาวสุหัชชา มหาวนากูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายณัฐพล จุลละเกศ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10877/2554
#518431
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทของจำเลยเนื่องจากเดิมศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาจึงเป็นการกระทำโดยชอบ แม้ต่อมาการยึดที่ดินพิพาทต้องถูกเพิกถอนไปเนื่องจากศาลมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ และวิธีการบังคับคดีที่ได้ดำเนินไปแล้วให้ถือว่าเป็นอันเพิกถอนไปในตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ นั้นเป็นไปโดยผลของกฎหมาย มิได้เกิดจากข้อบกพร่องของโจทก์ในการบังคับคดี อย่างไรก็ตามเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีแล้ว โจทก์จึงไม่อาจบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยต่อไปได้ เพียงแต่การบังคับคดีที่โจทก์ได้ดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีมาแล้ว ถือได้ว่ามีเหตุสมควรและ มีความสุจริตในการบังคับคดี จึงไม่สมควรที่โจทก์จะต้องรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายจากผลของการที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำร้องของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 67,333 บาท พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 20848 ตำบลข้าวเม่า อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่และมีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน เมื่อยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่แล้ว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์ภายในกำหนด 6 เดือน หากจำเลยไม่ชำระภายในกำหนดให้ถือว่าจำเลยผิดสัญญายอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ วิธีการบังคับคดีที่ได้ดำเนินการไปแล้วเป็นอันเพิกถอนไปในตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงหมายเรียกให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี จำนวน 13,729.21 บาท โจทก์ได้รับหมายเรียกโดยชอบแล้วไม่ยอมชำระ จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของโจทก์เพื่อชำระค่าธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 ตรี ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2551

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ระหว่างพิจารณาคดีใหม่ โจทก์ยังไม่ได้ถอนการยึดทรัพย์พิพาทและเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้มีคำสั่งถอนการยึด ดังนั้น เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในชั้นพิจาณาคดีใหม่ เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะบังคับคดีให้แก่โจทก์ต่อไป การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคำร้องขอออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์เพื่อให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายจึงไม่ชอบ และทำให้โจทก์เสียหายเพราะไม่สามารถบังคับคดีแก่จำเลยต่อไปได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำบังคับและหมายบังคับคดีที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่าเดิมจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ และออกหมายบังคับคดี โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทของจำเลยต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ และมีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย โจทก์ไม่ชำระภายในกำหนด เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงร้องต่อศาลให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์ฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2551

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 ที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทของจำเลย เนื่องมาจากเดิมศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว ดังนั้นการที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาจึงเป็นการกระทำโดยชอบ แม้ต่อมาการยึดที่ดินพิพาทต้องถูกเพิกถอนไปเนื่องจากศาลมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ และวิธีการบังคับคดีที่ได้ดำเนินไปแล้วให้ถือว่าเป็นอันเพิกถอนไปในตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ นั้นเป็นไปโดยผลของกฎหมายมิได้เกิดจากข้อบกพร่องของโจทก์ในการบังคับคดี อย่างไรก็ตามเมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้งดการบังคับคดีแล้ว โจทก์จึงไม่อาจบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยต่อไปได้ ที่โจทก์ขอให้บังคับคดีต่อไปจึงไม่อาจกระทำได้ เพียงแต่การบังคับคดีที่โจทก์ได้ดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีมาแล้ว ถือได้ว่ามีเหตุสมควรและมีความสุจริตในการดำเนินคดีจึงไม่สมควรที่โจทก์จะต้องรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย จากผลของการที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำร้องของจำเลยแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์เพื่อให้ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามคำขอของเจ้าพนักงานบังคับคดีมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อโจทก์ไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายจึงมีเหตุที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 เบญจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางผกามาศ ยุกติรัตน์
จำเลย — นางสาวอุไร โกษาผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายภูวภาคย์ สิริโพธิกุล
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
กรองเกียรติ คมสัน
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10861/2554
#520009
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และเจ้าของไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนไม่มีโอกาสทราบ หรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดและจะมีการนำไปใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด ซึ่งศาลจะต้องริบตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดด้วย ซึ่งจะต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีและพฤติกรรมของการกระทำเข้าด้วยกัน

ผู้คัดค้านถูกจับขณะขับรถยนต์ของกลางของตนและเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ในปากของ น. ผู้โดยสาร ทั้งไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายอื่นใดอีกในรถยนต์ของกลาง รถยนต์ของกลางจึงมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลางโดยตรง จึงเป็นทรัพย์ที่ไม่อาจริบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน กข 3519 แพร่ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และคืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน กข 3519 แพร่ ของกลาง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า คดีมีเหตุให้ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน กข 3519 แพร่ ของผู้คัดค้านหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านน่าจะมีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดของนายหนึ่งซึ่งผู้คัดค้านเองก็ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันพิสูจน์ได้ว่าตนเองไม่มีโอกาสทราบ และไม่มีเหตุอันควรที่จะสงสัยถึงการกระทำความผิดของนายหนึ่งมาก่อน รถยนต์ของกลางจึงถือว่าเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษที่ควรต้องริบ ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านมีโอกาสทราบหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่านายหนึ่งจะกระทำความผิดและจะมีการนำรถยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดหรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคสาม จึงต้องริบรถยนต์ของกลาง ซึ่งคดีนี้ผู้ร้องขอให้ศาลสั่งริบรถยนต์ของกลางซึ่งเป็นของผู้คัดค้านอ้างว่า รถยนต์ของกลางเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด โดยใช้เป็นยานพาหนะในการซื้อและขนเมทแอมเฟตามีนไปเพื่อจำหน่าย เพื่อให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ โดยผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องนายหนึ่งและผู้คัดค้านเป็นจำเลยในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เห็นว่า ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและเจ้าของไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนไม่มีโอกาสทราบ หรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดและจะมีการนำไปใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด ซึ่งศาลจะต้องริบตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดด้วย ซึ่งจะต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีและพฤติกรรมของการกระทำเข้าด้วยกันโดยเมื่อพยานหลักฐานของผู้ร้องได้ความว่า ผู้คัดค้านถูกจับขณะขับรถยนต์ของกลางของตน และเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ในปากของนายหนึ่งผู้โดยสาร ทั้งไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายอื่นใดอีกในรถยนต์ของกลาง รถยนต์ของกลางจึงมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลางโดยตรง ดังนั้น พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอให้รับฟังได้ว่า รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินที่ศาลจะต้องริบตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 ที่ศาลล่างทั้งสองให้ริบรถยนต์ของกลาง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องและคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน กข 3519 แพร่ ของกลางแก่ผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
ผู้คัดค้าน — นายศิริชัย ฟูคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายสมโชค มีมะแม
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ตรีวุฒิ สาขากร
วัส ติงสมิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10852/2554
#518421
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งและมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถบรรทุกของตนนำสินค้าไปส่งตามสัญญารับขน เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกพลิกคว่ำระหว่างทาง ทำให้สินค้าได้รับความเสียหาย การที่จำเลยที่ 2 อ้างเหตุสุดวิสัยเพื่อไม่ให้ตนต้องรับผิดจากความเสียหายดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ว่าการเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 616

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นอกจากจำเลยที่ 3 จะดำเนินการพิธีการศุลกากรแล้ว ยังได้จองรถและออกค่าเช่ารถให้แก่จำเลยที่ 2 แทนบริษัท อ. ผู้เอาประกันภัยไปก่อน รวมทั้งเป็นผู้ออกใบตราส่งด้วย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อประสานงานอำนวยความสะดวกให้ทั้งบริษัท อ. และจำเลยที่ 2 ด้วยเพื่อให้การขนส่งสินค้าลุล่วงไป ดังนี้ จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นผู้ขนส่งตามสัญญาขนส่งตามฟ้อง แม้จำเลยที่ 3 จะเป็นผู้ออกใบตราส่ง แต่ก็ได้ความว่าจำเลยที่ 3 ทำหน้าที่ติดต่อจัดหาผู้ขนส่งให้แก่บริษัท อ. โดยทำธุรกิจเช่นนี้มานานแล้ว แสดงว่าการจองรถของจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 2 เป็นการติดต่อว่าจ้างผู้ขนส่ง แทนบริษัท อ. ผู้ส่งนั่นเอง จำเลยที่ 3 จึงไม่ใช่ผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 เมื่อพนักงานของจำเลยที่ 3 ได้ทำใบจองรถบรรทุกโดยขีดเครื่องหมายในช่องเลือกแบบการขนส่งที่คุ้มครองความเสียหายในวงเงิน 20,000 บาท ต่อครั้ง ย่อมถือได้ว่าบริษัท อ. ในฐานะตัวการเลือกแบบการขนส่งโดยตัวแทนแล้ว จึงถือได้ว่าบริษัท อ. ได้แสดงความตกลงชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งไว้ไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งมีผลบังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 และเมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 616 และ 617 บัญญัติให้ผู้ขนส่งต้องรับผิดในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนนั้นสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งมอบชักช้า รวมถึงความเสียหายอันเกิดแต่ความผิดของบุคคลอื่นที่ตนได้มอบหมายของไปอีกทอดหนึ่งด้วย การที่ของสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งมอบชักช้าอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ขนส่งหรือลูกจ้างของผู้ขนส่ง ย่อมเป็นการผิดสัญญารับขนและเป็นการละเมิดด้วย แต่เมื่อมีการทำสัญญาตกลงจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ก็เท่ากับว่าผู้ส่งและผู้ขนส่งมีเจตนาที่จะถือเอาความรับผิดต่อกันให้เป็นไปตามสัญญารับขนแล้ว ย่อมต้องบังคับกันไปตามเจตนาของคู่สัญญาตามที่ได้ตกลงกันจำกัดความรับผิดกันไว้ ผู้ส่งย่อมไม่อาจขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในมูลละเมิดในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดให้ผิดไปจากข้อตกลงได้ สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ได้ความว่าเหตุใดจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ใช่คู่สัญญาจึงได้รับประโยชน์จากสัญญาขนส่งด้วยแต่อย่างใด ย่อมเป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 380,515.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 362,396.74 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 268,705.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 พฤษภาคม 2549) ต้องไม่เกิน 18,119 บาทตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ จำนวน 10,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และ ที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่ากรณีที่รถบรรทุกพลิกคว่ำจนสินค้าได้รับความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือไม่ เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งและมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถบรรทุกของตนนำสินค้าไปส่งตามสัญญารับขน เมื่อสินค้าเสียหายและจำเลยที่ 2 อ้างเหตุสุดวิสัย เพื่อให้ไม่ต้องรับผิดจึงมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 ซึ่งปัญหานี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีจำเลยที่ 1 กับนายวิวิศน์เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง การที่จำเลยที่ 1 และนายวิวิศน์เบิกความอ้างถึงข้อเท็จจริงที่มีผู้ขี่รถจักรยานยนต์แล่นตัดหน้ารถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับในภายหลัง ย่อมส่อให้เห็นเป็นข้อพิรุธ ไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกไปรับสินค้าที่คลังสินค้าบริษัทเอบี ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด ออกจากคลังสินค้าตั้งแต่เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ของวันที่ 30 พฤษภาคม 2548 จนไปถึงที่เกิดเหตุเวลาประมาณ 8 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น เป็นเวลายาวนานถึง 11 ชั่วโมง ย่อมจะอ่อนล้า ประกอบกับรถบรรทุกหัวลากจูงรถพ่วงและสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ รวมกันมีน้ำหนักมากทั้งความยาวของรถบรรทุกหัวลากจูงและรถพ่วงเมื่อรวมกันแล้วมีความยาวมากกว่ารถบรรทุกทั่ว ๆ ไป ยากแก่การบังคับและควบคุม ก็มีเหตุที่จะทำให้จำเลยที่ 1 อยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถควบคุมรถได้ดี และยังได้ความจากจำเลยที่ 1 อีกว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นถนน 4 ช่องทางจราจร แล่นสวนกันได้ข้างละ 2 ช่องทางจราจร ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าคนขี่รถจักรยานยนต์แล่นแซงรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับไป แต่มีรถยนต์อีกคันอยู่ด้านหน้าในช่องทางข้างขวา ซึ่งย่อมไม่ใช่รถที่แล่นสวนทางมา ดังนั้น เพียงผู้ขี่รถจักรยานยนต์ชะลอความเร็วลงก็ปลอดภัยมากกว่าที่จะขี่รถจักรยานยนต์ตัดหน้ารถบรรทุกอย่างกระชั้นชิด ข้ออ้างดังกล่าวจึงไม่สมเหตุสมผล พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ฟังได้ว่าเหตุที่เกิดเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เกิดเพราะเหตุสุดวิสัย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อสุดท้าย จำเลยที่ 3 เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการส่งออกสินค้าของบริษัทเอบี ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด กรณีนี้หลายประการ โดยนอกจากการดำเนินพิธีการศุลกากรแล้วยังได้จองรถและเป็นผู้ชำระค่ารถให้แก่จำเลยที่ 2 แทนบริษัทเอบี ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด ไปก่อน รวมทั้งเป็นผู้ออกใบตราส่ง ซึ่งการดำเนินการต่าง ๆ โดยจำเลยที่ 3 ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อประสานงานอำนวยความสะดวกให้ทั้งบริษัทเอบี ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด และจำเลยที่ 2 ด้วย เพื่อให้การขนส่งสินค้าลุล่วงไป ดังนี้จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นผู้ขนส่งตามสัญญาขนส่งสินค้าตามฟ้องและแม้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ออกใบตราส่งในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งก็ตาม แต่ก็ได้ความจากนายชัยสิทธิ์ กรรมการและพยานจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3 ได้จองรถบรรทุกต่อจำเลยที่ 2 อันเป็นการทำหน้าที่ติดต่อจัดหาผู้ขนส่งให้บริษัทเอบี ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยทำธุรกิจกันเช่นนี้มานานแล้ว ย่อมเห็นได้ว่าการจองรถต่อจำเลยที่ 2 เช่นนี้ เป็นการติดต่อว่าจ้างผู้ขนส่ง อันไม่อาจเป็นการทำแทนผู้ขนส่งได้หากแต่เป็นการทำการแทนบริษัทเอบี ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ส่งนั่นเอง จำเลยที่ 3 จึงไม่ใช่ผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 อย่างไรก็ตาม เมื่อนายชัยสิทธิ์ได้ทำใบจองรถโดยขีดเครื่องหมายในช่องเลือกแบบการขนส่งที่คุ้มครองความเสียหายภายในวงเงิน 20,000 บาทต่อครั้ง ย่อมถือได้ว่าบริษัทผู้ส่งดังกล่าวในฐานะตัวการเลือกแบบการขนส่งโดยตัวแทนดังกล่าวแล้ว ดังนี้จึงฟังได้ว่าบริษัทเอบี ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งไว้ไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งมีผลบังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 และเมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งตามสัญญาขนส่งซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 บัญญัติให้ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนนั้นสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งมอบชักช้า และตามมาตรา 617 บัญญัติให้ผู้ขนส่งต้องรับผิดในการที่ของสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งมอบชักช้าอันเกิดแต่ความผิดของบุคคลอื่นซึ่งตนได้มอบหมายของนั้นไปอีกทอดหนึ่งด้วย ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าการที่ของสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งมอบชักช้าอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ขนส่งหรือลูกจ้างผู้ขนส่งย่อมเป็นการผิดสัญญารับขนและเป็นการละเมิดด้วย แต่เมื่อมีการทำสัญญาตกลงจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ก็เท่ากับผู้ส่งและผู้ขนส่งมีเจตนาตกลงที่จะถือเอาความรับผิดต่อกันให้เป็นไปตามข้อสัญญาขนส่งแล้ว ย่อมต้องบังคับกันไปตามเจตนาของคู่สัญญาตามที่ได้ตกลงจำกัดความรับผิดกันไว้ ผู้ส่งย่อมไม่อาจขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งให้รับผิดในมูลละเมิดหรือในฐานะนายจ้างของลูกจ้างผู้ที่ละเมิดผิดไปจากข้อตกลงจำกัดความรับผิดตามสัญญาขนส่งได้ ดังนี้แม้สินค้าเสียหายมากกว่า 20,000 บาท ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งก็ต้องรับผิดต่อบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นผู้ส่ง รวมทั้งโจทก์ผู้รับประกันภัยและได้รับช่วงสิทธิมาจากผู้ส่งเพียง 20,000 บาท และเมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้เงินจำนวนนี้จนตกเป็นผู้ผิดนัดก็ต้องชำระดอกเบี้ยอีกร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดเกิน 20,000 บาท นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้เฉพาะในส่วนจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น แต่เฉพาะอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 นั้น ในเมื่ออุทธรณ์ข้อนี้กล่าวอ้างโต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพียงว่า ผู้ส่งได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งอันเป็นการทำสัญญาขนส่งกับจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง โดยผู้ส่งตกลงโดยชัดแจ้งให้จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งไม่เกิน 20,000 บาท เท่านั้น แล้วกลับสรุปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเกินจำนวนที่ตกลงจำกัดความรับผิดตามสัญญาเป็นเงิน 20,000 บาท ทั้งที่จำเลยที่ 1 ไม่ใช่คู่สัญญาขนส่ง และมิได้ให้เหตุผลโต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า เหตุใดจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ใช่คู่สัญญาจึงได้รับประโยชน์จากสัญญาขนส่งด้วยแต่อย่างใด อุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เพียงจำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 616 ม. 617 ม. 625
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยศรีประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายจันทร์ รักษาสร้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวอัญชลี อนันต์โท
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10787/2554
#520037
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม มีหน้าที่ดูแลการขายรถยนต์และรับเงินค่าขายรถยนต์จากลูกค้าของโจทก์ร่วม การที่จำเลยปกปิดข้อเท็จจริง ละเว้นไม่รายงานจำนวนรถยนต์ของโจทก์ร่วมที่ขายให้แก่ลูกค้าและไม่รายงานการนำรถยนต์ออกไปจากโกดังตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจนทำให้การกระทำความผิดสำเร็จ ถือได้ว่าจำเลยเป็นตัวการ แม้ต่อมาภายหลังจะรายงานจำนวนรถยนต์ต่อโจทก์ร่วมตามความเป็นจริง ก็เป็นการรายงานหลังจากที่ตรวจพบถึงการละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายแล้ว ไม่อาจทำให้การกระทำของจำเลยกลับกลายไม่เป็นความผิด

ส. และจำเลยรับมอบเงินค่าขายรถยนต์ของโจทก์ร่วมจากลูกค้า เป็นเพียงการรับเงินไว้ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในฐานเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินของโจทก์ร่วมและยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยร่วมกับพวกเอาเงินดังกล่าวของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ของนายจ้างตาม ป.อ. มาตรา 335 (11) วรรคแรก มิใช่เป็นความผิดฐานยักยอก

แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจะแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้อง แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เป็นเพียงรายละเอียด มิใช่ข้อที่เป็นสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง ตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 8,094,577 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทอีซูซุแสงหงษ์บางกอก จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 19 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลย 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 8,094,577 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เหตุที่โจทก์ร่วมกล่าวหาว่าจำเลยมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดคดีนี้ สืบเนื่องมาจากนายมนูญเวทย์ได้รับการร้องเรียนจากลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ของโจทก์ร่วมและได้ชำระเงินค่ารถยนต์ครบถ้วนแล้ว แต่ยังไม่ได้รับสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ นายมนูญเวทย์จึงตรวจสอบจนทราบความจริงว่าจำเลยละเว้นไม่รายงานจำนวนรถยนต์ของโจทก์ร่วมที่ขายให้แก่ลูกค้าและไม่รายงานการนำรถยนต์ดังกล่าวออกไปจากโกดังที่สาขารามอินทราตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เป็นเหตุให้มีการทุจริตเอาเงินค่าขายรถยนต์ของโจทก์ร่วมไปโดยที่โจทก์ร่วมไม่ทราบ แสดงให้เห็นว่าการที่โจทก์ร่วมมอบหมายให้นายสำฤทธิ์มีหน้าที่รับเงินค่าขายรถยนต์ของโจทก์ร่วมและส่งมอบเงินนั้นให้แก่โจทก์ร่วม กับให้จำเลยมีหน้าที่รายงานจำนวนรถยนต์ของโจทก์ร่วมที่ขายให้แก่ลูกค้าและการนำรถยนต์นั้นออกไปจากโกดังที่สาขารามอินทราตามความเป็นจริง ก็เพื่อให้มีการตรวจสอบซึ่งกันและกันและป้องกันมิให้เกิดการทุจริตขึ้น ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยจึงเป็นขั้นตอนสำคัญอันหนึ่งที่จะป้องกันมิให้เกิดการทุจริตขึ้น หากจำเลยไม่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย การทุจริตย่อมไม่อาจสำเร็จได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยทำงานเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมตั้งแต่เดือนเมษายน 2536 ก่อนเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 3 ปี และได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าสำนักงานสาขารามอินทรา เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2538 จำเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่รายงานจำนวนรถยนต์ของโจทก์ร่วมที่ขายให้แก่ลูกค้าและไม่รายงานการนำรถยนต์นั้นออกไปจากโกดังที่สาขารามอินทราตามที่ได้รับมอบหมายต่างกรรมต่างวาระกันเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2539 ถึงเดือนมิถุนายน 2539 รวม 19 ครั้ง เป็นจำนวนรถยนต์ที่จำเลยละเว้นไม่รายงานมากถึง 22 คัน ทั้งยังมีรถยนต์ที่จำเลยเป็นผู้ขายเองอีก 1 คัน รวมอยู่ด้วย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง หากจำเลยไม่มีเจตนาเข้าร่วมในการกระทำความผิดคดีนี้ จำเลยก็ควรจะต้องรายงานถึงความผิดปกติดังกล่าวให้โจทก์ร่วมทราบ แต่จำเลยก็มิได้กระทำแม้แต่รถยนต์คันที่จำเลยเป็นผู้ขายให้แก่นายซุบ เมื่อนายซุบมาทวงถามสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์จากจำเลย จำเลยก็กลับเพิกเฉยไม่ตรวจสอบและรายงานให้โจทก์ร่วมทราบถึงความผิดปกตินี้แต่อย่างใด ผิดวิสัยของจำเลยในฐานะหัวหน้าสำนักงานสาขา พฤติการณ์ของจำเลยดังที่กล่าวย่อมไม่อาจเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากว่าจำเลยประสงค์จะร่วมปกปิดไม่ให้โจทก์ร่วมทราบ มากกว่าที่จะฟังว่าเป็นเพราะจำเลยกระทำการโดยสุจริตตามคำสั่งของนายสำฤทธิ์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา และเพราะเคยปฏิบัติต่อกันในลักษณะนี้มาก่อนดังที่จำเลยยกขึ้นฎีกา การที่จำเลยปกปิดข้อเท็จจริง ละเว้นไม่รายงานจำนวนรถยนต์ของโจทก์ร่วมที่ขายให้แก่ลูกค้าและไม่รายงานการนำรถยนต์นั้นออกไปจากโกดังที่สาขารามอินทราตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย จนทำให้การกระทำความผิดคดีนี้สำเร็จโดยไม่ให้โจทก์ร่วมทราบ จึงถือได้ว่าจำเลยเป็นตัวการ แม้ต่อมาภายหลังจะรายงานจำนวนถยนต์ดังกล่าวต่อโจทก์ร่วมตามความเป็นจริง ก็เป็นการรายงานหลังจากที่นายมนูญเวทย์ตรวจพบถึงการละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายของจำเลยแล้ว ไม่อาจทำให้การกระทำของจำเลยกลับกลายเป็นไม่เป็นความผิดคดีนี้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามการที่นายสำฤทธิ์และจำเลยรับมอบเงินค่าขายรถยนต์ของโจทก์ร่วมจากลูกค้า ก็เป็นเพียงการรับเงินนั้นไว้ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินของโจทก์ร่วมและยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยร่วมเอาเงินค่าขายรถยนต์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ของนายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก มิใช่เป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอกตามที่โจทก์ฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษา แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจะแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้อง แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวก็เป็นเพียงรายละเอียด มิใช่ข้อที่เป็นสาระสำคัญ และจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ของนายจ้างตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ส่วนโทษและการคืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วมให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ป.อ. ม. 83 ม. 335 (11)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทอีซูซุแสงหงษ์บางกอก จำกัด
จำเลย — นางสาวจินตนา สมบุญทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางกฤษณา รัตนาสิน
ศาลอุทธรณ์ — นายเชิดศักดิ์ วงศ์กระสันต์
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10783/2554
#521557
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 187 ต้องเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด หรือที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัด จึงต้องเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว และจำเลยได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าว เพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล แต่คดีนี้ขณะที่จำเลยขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 5052 ให้แก่ พ. นั้น ยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยกับพวกชำระหนี้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 187

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 187, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์นำสืบว่า โจทก์ค้าขายผลไม้ประเภทส้มเขียวหวาน จำเลยและนางสาวสมจิตร์ สั่งซื้อส้มเขียวหวานไปจากโจทก์หลายครั้ง ค้างชำระค่าส้มเขียวหวานเป็นเงิน 240,256 บาท โจทก์ทวงถาม แต่จำเลยและนางสาวสมจิตร์เพิกเฉย โจทก์จึงมอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถาม แต่จำเลยและนางสาวสมจิตร์ไม่ชำระ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ฟ้องจำเลยและนางสาวสมจิตร์ต่อศาลชั้นต้นให้ชำระหนี้ดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ คดีถึงที่สุด ศาลชั้นต้นออกคำบังคับและหมายบังคับคดีแล้ว เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2545 เพื่อนของโจทก์บอกว่าจำเลยเคยเสนอขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5052 จังหวัดลพบุรี แต่เพื่อนของโจทก์ไม่รับซื้อ โจทก์จึงไปตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2540 จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 5052 ซึ่งจดทะเบียนจำนองไว้แก่นายสมพงษ์ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2539 เพื่อประกันหนี้เงินกู้ 650,000 บาท โดยให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และกำหนดเวลาไถ่ถอนคืนภายใน 1 ปี ไปขายฝากแก่นายสมพงษ์ มีกำหนด 1 ปี เป็นเงิน 2,000,000 บาท แล้วจำเลยไม่ไถ่ถอนคืนภายในกำหนด ที่ดินจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสมพงษ์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5052 ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ไม่ติดถนนสาธารณะและถนนซอย รถยนต์เข้าไม่ถึง และมีราคาประเมิน 1,089,000 บาท จำเลยไม่น่าจะเป็นหนี้นายสมพงษ์จริง การกระทำของจำเลยมีเจตนาเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาของศาล โดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์และจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยมีมูลในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 หรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ต้องเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด หรือที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัด จึงต้องเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว และจำเลยได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าว เพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล แต่คดีนี้ขณะที่จำเลยขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 5052 ให้แก่นายสมพงษ์ นั้น ยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยกับพวกชำระหนี้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยมีมูลในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5052 จำเลยได้จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ซึ่งจำเลยกู้ยืมเงินไปจากนายสมพงษ์ และให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นเงิน 650,000 บาท ให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดเวลาไถ่ถอนคืนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาจำนอง ที่จำเลยไถ่ถอนจำนองจากนายสมพงษ์และขายฝากที่ดินแก่นายสมพงษ์ในวันเดียวกัน คือวันที่ 17 ธันวาคม 2540 จึงเชื่อได้ว่าเป็นการขายฝากเพื่อชำระหนี้จำนองดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาจากพยานหลักฐานในสำนวน และเป็นไปตามข้อกฎหมายที่การจะไถ่ถอนจำนองซึ่งเป็นประกันการชำระหนี้ได้นั้น ผู้จำนองจะต้องชำระหนี้โดยสิ้นเชิงแก่ผู้รับจำนองเสียก่อน กรณีมิใช่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกข้อเท็จจริงนอกสำนวน หรือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นดังที่โจทก์ฎีกา สำหรับการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 5052 ที่กำหนดราคาขายฝากเป็นจำนวนเงิน 2,000,000 บาท แม้ในวันทำสัญญาขายฝากเจ้าพนักงานจะประเมินราคาที่ดินในการจดทะเบียน 1,089,000 บาท แต่นางณัฐวรรณ นักวิชาการที่ดินซึ่งโจทก์อ้างเป็นพยานก็เบิกความตอบคำถามค้านว่า ราคาประเมินที่ดินกับราคาซื้อขายไม่จำเป็นต้องเท่ากัน โจทก์อ้างเพียงว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 5052 มิใช่ที่ดินทำเลดีและไม่มีทางออก ราคาน่าจะต่ำกว่านี้ แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 5052 เป็นที่นาตามสำเนาโฉนดที่ดินระบุเขตติดต่อ แผนที่ และสารบาญแก้ทะเบียนว่าหลังจากแบ่งแยกที่ดินให้แก่กระทรวงการคลังเพื่อประโยชน์แก่การชลประทานในปี 2513 และแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในปี 2515 แล้ว ที่ดินโฉนดเลขที่ 5052 มีเนื้อที่ 9 ไร่ 30 ตารางวา ด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกจดคลองขุด ด้านทิศตะวันตกจดคลองชลประทาน นับเป็นทำเลที่เหมาะแก่สภาพที่ดินซึ่งเป็นที่นา ราคาซื้อขายน่าจะสูงกว่าราคาประเมิน ทั้งราคาขายฝากหรือสินไถ่ที่กำหนดกันไว้จะสูงกว่าราคาที่ดินที่ซื้อขายกันเพราะต้องรวมเอาผลประโยชน์ตอบแทนของผู้รับซื้อฝากตลอดระยะเวลาที่ผู้ขายฝากอาจไถ่ทรัพย์สินได้ไว้ด้วย ราคาขายฝากจึงสูงเกินกว่าราคาที่ดินที่ซื้อขายกันเป็นธรรมดา ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยขายฝากที่ดินโดยเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคดีไม่มีมูลความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 187
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นางสาว ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลพบุรี — นายวัฒนา อรรถารส
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงษ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10769/2554
#521467
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 5, 7, 12, 50 เป็นความผิดอาญาแผ่นดินไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความได้ คดีนี้พนักงานอัยการได้มีหนังสือถึงพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยกับพวก ซึ่งหนังสือดังกล่าวถือได้ว่าเป็นคำกล่าวโทษเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ดังนั้น แม้จะไม่มีผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 บัญญัติว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ได้มีการสอบสวน โดยไม่ปรากฏว่าการสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 5, 7, 12, 50 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 551/2549 ของศาลอาญา

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 50 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 150,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังจำเลยทั้งสองได้ไม่เกิน 2 ปี ให้ยกคำขอที่ให้นับโทษต่อ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง พันตำรวจโทสืบศักดิ์และสิบตำรวจเอกวิโรจน์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เข้าตรวจสอบบ่อทรายที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ติดกับคลองบางบาล อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา พบนายสุชาติและนายสมเกียรติ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 340/2547 หมายเลขแดงที่ 582/2549 กำลังร่วมกันดำเนินกิจการดูดทรายจากบ่อทรายที่เกิดเหตุ โดยนายสุชาติกำลังขับรถแทรกไลน์ (รถตักทราย) ตักทรายขึ้นรถบรรทุก ส่วนนายสมเกียรติกำลังขับรถแบ๊คโฮเกลี่ยทรายอยู่ในบ่อทราย นายสุชาติและนายสมเกียรติไม่สามารถนำใบอนุญาตประกอบกิจการดูดทรายมาแสดงได้ พันตำรวจโทสืบศักดิ์และสิบตำรวจเอกวิโรจน์กับพวกจึงจับกุมนายสุชาติและนายสมเกียรติ โดยแจ้งข้อหาว่าร่วมกันประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 (ดูดทราย) โดยไม่ได้รับใบอนุญาต พร้อมยึดรถแทรกไลน์จำนวน 2 คัน รถแบ๊คโฮจำนวน 1 คัน เรือดูดทรายจำนวน 1 ลำ ตะแกรงกรองดินจำนวน 2 ตัว เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน พันตำรวจโทชูชัย พนักงานสอบสวน แจ้งข้อหานายสุชาติกับนายสมเกียรติเช่นเดียวกับชั้นจับกุม ทั้งสองให้การปฏิเสธ จากการสอบสวนได้ความว่า บ่อทรายที่เกิดเหตุเป็นของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากัน นายสุชาติและนายสมเกียรติประกอบกิจการดูดทรายในบ่อทรายที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พนักงานสอบสวนจึงมีคำสั่งฟ้องนายสุชาติและนายสมเกียรติในข้อหาประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 (ดูดทราย) โดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วส่งสำนวนการสอบสวนต่อพนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อดำเนินการฟ้องนายสุชาติและนายสมเกียรติต่อศาลชั้นต้นต่อไป หลังจากพนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยารับสำนวนการสอบสวนดังกล่าวจากพนักงานสอบสวนแล้ว พิจารณาเห็นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดกับนายสุชาติและนายสมเกียรติด้วย จึงมีหนังสือแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองตามหนังสือของสำนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรื่องให้ดำเนินคดีแก่บริษัทสหศิลาพิชิตโชค จำกัด นางรัตนา และนายพิชิต พนักงานสอบสวนจึงได้เรียกให้จำเลยทั้งสองมาพบแล้วแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันเป็นผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 (ดูดทราย) โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนได้บันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสองไว้ จากนั้นรวบรวมพยานหลักฐานในการสอบสวนเสนอต่อพนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ เห็นว่า ความผิดฐานประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 (ดูดทราย) โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 5, 7, 12, 50 ที่โจทก์ฟ้องนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดินไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความได้ ประกอบกับคดีนี้พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้มีหนังสือถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางบาล ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 เรื่องให้ดำเนินคดีแก่บริษัทสหศิลาพิชิตโชค จำกัด นางรัตนาและนายพิชิต ซึ่งหนังสือดังกล่าวถือได้ว่าเป็นคำกล่าวโทษเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ดังนั้นแม้จะไม่มีผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 บัญญัติว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ได้มีการสอบสวนโดยไม่ปรากฏว่าการสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฉะนั้น พนักงานอัยการจะมีอำนาจแนะนำหรือสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพื่อเอาผิดแก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ และคำกล่าวโทษหรือคำร้องทุกข์จะต้องมีรายละเอียดอย่างไร จึงจะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 120
พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 ม. 5 ม. 7 ม. 12 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นางรัตนา หวังเทพอนุเคราะห์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสมภาส ทองหวาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10701/2554
#518447
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 27 ตรี ใช้บังคับกับผู้ที่ถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษี รวมถึงบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรด้วย โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากร แต่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับปีภาษี 2535 ถึงปีภาษี 2539 ว่ามีเงินได้ประเภทดอกเบี้ยเงินกู้ยืมพร้อมนำส่งภาษีแก่จำเลย โจทก์จึงต้องยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษี โจทก์ยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 27 ตรี (2) กรณีผู้มีสิทธิขอคืนอุทธรณ์การประเมินตามหมวดนี้ หรือเป็นคดีในศาลให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินเป็นหนังสือหรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณีนั้น คำว่า เป็นคดีในศาล หมายถึง คดีฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) หรือฟ้องคดีโดยเป็นคู่ความกับกรมสรรพากรอ้างว่าตนไม่มีหน้าที่เสียภาษี มิใช่เป็นการฟ้องคดีแพ่งทั่วไประหว่างตนกับบุคคลอื่น แล้วนำผลคดีมาอ้างขยายเวลาขอคืนภาษี การที่โจทก์ฟ้อง จ. แล้วศาลจังหวัดสมุทรสาครมีคำพิพากษาว่า จ. ไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้นเป็นการฟ้องคดีแพ่งทั่วไปไม่อยู่ในบังคับ ป.รัษฎากร มาตรา 27 ตรี (2) โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (3) ประกอบมาตรา 9

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 392,953.10 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 252,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 392,953.10 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 252,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรสำหรับปีภาษี 2535 ถึง 2540 รวมเป็นเงิน 304,500 บาท วันที่ 4 ตุลาคม 2550 จำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 โจทก์อุทธรณ์หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร และวันที่ 12 มีนาคม 2551 จำเลยได้รับหนังสือเรื่อง การโต้แย้งการขอคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 โดยระบุว่า จำเลยยอมคืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์เฉพาะปีภาษี 2540 ส่วนปีภาษี 2535 ถึง 2539 ไม่คืนภาษีอากรให้ เพราะโจทก์ยื่นคำร้องเกินกว่าสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงนำคดีมาฟ้อง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าภาษีอากรสำหรับปีภาษี 2535 ถึง 2539 พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อโจทก์เป็นผู้ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรแต่ได้ชำระภาษีอากรและได้นำส่งไว้แล้ว โจทก์ต้องยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรดังกล่าวภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด แต่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2543 จึงเป็นเหตุทำให้การขอคืนเงินภาษีอากรสำหรับปีภาษีดังกล่าวเกินกว่าระยะเวลาสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด การที่จำเลยไม่คืนเงินภาษีอากรสำหรับปีภาษีดังกล่าวจึงชอบแล้ว และกรณีของโจทก์ไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มาใช้บังคับได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี บัญญัติว่า เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การขอคืนภาษีอากรและภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษี หรือไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่... (2) ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนอุทธรณ์การประเมินตามหมวดนี้ หรือเป็นคดีในศาล ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินเป็นหนังสือหรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี ตามบทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับกับผู้ที่ถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษี รวมถึงบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรด้วย เมื่อโจทก์อ้างว่าเป็นผู้ที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากร แต่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับปีภาษี 2535 ถึงปีภาษี 2539 ว่ามีเงินได้ประเภทดอกเบี้ยเงินกู้ยืม และได้ชำระภาษีรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 252,500 บาท โจทก์จึงต้องยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรในวันที่ 20 ธันวาคม 2543 สำหรับปีภาษีดังกล่าวจึงเป็นการยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับกรณีผู้มีสิทธิขอคืนอุทธรณ์การประเมินตามหมวดนี้หรือเป็นคดีในศาล ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินเป็นหนังสือหรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี (2) นั้น คำว่า เป็นคดีในศาล หมายถึง คดีฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) หรือฟ้องร้องคดีโดยเป็นคู่ความกับกรมสรรพากร อ้างว่าตนไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี มิใช่เป็นการฟ้องคดีแพ่งทั่วไประหว่างตนกับบุคคลอื่น แล้วนำผลของคดีมาอ้างขยายเวลาขอคืนภาษีและกรณีของโจทก์มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการขอคืนเงินภาษีอากรไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มาใช้บังคับกับกรณีของโจทก์ได้ เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่ได้รับชำระดอกเบี้ยจึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี หากเป็นจริงดังที่โจทก์อ้างก็ไม่มีเหตุผลที่โจทก์ต้องเสียภาษีไปก่อนหลายปีภาษีโดยไม่ฟ้องเรียกร้องจากลูกหนี้ และยังไม่ขอคืนเสียภายในเวลาสามปีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี โจทก์จึงไม่อาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (3) ประกอบมาตรา 9 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี ใช้บังคับกับผู้เสียภาษีอากรหรือผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรือผู้มีหน้าที่ยื่นรายการในกรณีโดยทั่วไปในการขอคืนภาษีอากร เนื่องจากถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเกินไปจากจำนวนที่ต้องเสียจริง หรือชำระค่าภาษีมากกว่าจำนวนที่ต้องเสียจริงอันเกิดจากการคำนวณผิดพลาดไป หรือกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิขอคืนได้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ผู้มีสิทธิขอคืนเหล่านั้นต้องยื่นคำร้องตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่กรณีของโจทก์ไม่มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย จำเลยไม่มีอำนาจเรียกเก็บภาษีอากรจากโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ต้องเสียภาษีอากรหรือผู้ต้องยื่นรายการตามที่บังคับไว้ในประมวลรัษฎากร การที่จำเลยไม่ยอมคืนเงินภาษีอากรตั้งแต่ปีภาษี 2535 ถึง 2539 เท่ากับเป็นการเรียกเก็บภาษีอากรจากโจทก์ผู้ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีอากรหรือเป็นผู้ไม่ต้องยื่นรายการ จึงเป็นการเรียกเก็บภาษีอากรไว้โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เป็นการยึดเงินของโจทก์ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์เป็นเจ้าของเงินจำนวน 252,500 บาท จึงมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งเงินของตนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 27 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอุบลรัตน์ ชื้อวัฒนานุกูร
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางณัชชา พาณิชวราห์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10698/2554
#520456
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือแจ้งการประเมินแต่ละฉบับได้แสดงเหตุผลที่ประเมินว่า โจทก์แสดงยอดซื้อสูงไปเป็นเงินจำนวนเท่าใด และนำภาษีซื้อต้องห้ามตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/5 (3) มาถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเป็นเงินจำนวนเท่าใด จึงชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง แล้ว

หลังจากที่โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์เพิ่มเติม แล้วคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีความเห็นว่าหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งเจ้าพนักงานผู้ออกคำสั่งสามารถจัดให้มีเหตุผลเพิ่มเติมภายหลังได้ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ การประเมินจึงชอบแล้ว

ใบแนบเพื่อแจ้งเหตุผลเพิ่มเติมนั้นเป็นปัญหาในเรื่องรูปแบบการทำคำสั่งทางปกครองไม่ใช่เนื้อหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ในการเสียภาษีอากรที่จะต้องอุทธรณ์เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัย โดยโจทก์สามารถยกปัญหาที่เกี่ยวกับการทำคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบขึ้นกล่าวอ้างฟ้องต่อศาลโดยไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมิน ดังนั้น แม้โจทก์จะยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้ก็ไม่มีผลทำให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบ

จำเลยส่งใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มภายหลังจากที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมิน เมื่อส่งให้แก่โจทก์ก่อนสิ้นสุดกระบวนพิจารณาอุทธรณ์ การส่งใบแนบจึงชอบแล้ว

กรณีที่โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อล่วงเลยระยะเวลาเพราะจำเลยมิได้ดำเนินการทำคำสั่งทางปกครองภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับอุทธรณ์นั้น เห็นว่า พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 47 บัญญัติว่า การใดที่กฎหมายกำหนดให้อุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคณะกรรมการ ขอบเขตการพิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และ ป.รัษฏากร มาตรา 32 ได้บัญญัติขอบเขตในการพิจารณาอุทธรณ์โดยให้มีอำนาจดำเนินการไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ต้องนำระยะเวลาที่กำหนดให้วินิจฉัยอุทธรณ์แล้วแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภายใน 30 วัน ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 45 มาใช้ สำหรับกรณีที่จำเลยไม่ได้จัดส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์แก่โจทก์ภายใน 7 วันนั้น เห็นว่า ระยะเวลาดังกล่าวเป็นระยะเวลาที่กำหนดขึ้นเพื่อเร่งรัดการปฏิบัติหน้าที่ราชการของข้าราชการจำเลย ไม่มีผลถึงขนาดทำให้เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้การที่เจ้าพนักงานไม่ได้จัดทำคำวินิจฉัยให้มีข้อความตรงกัน 2 ฉบับนั้น ก็เป็นเพียงแต่เอกสารในส่วนของคำวินิจฉัยที่อยู่ที่เจ้าพนักงานมีรายการคำนวณภาษีเงินเพิ่มและเบี้ยปรับดังกล่าวก็มีปรากฏอยู่ในข้อ 1 เช่นเดียวกัน การที่คำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่มีข้อความตรงกับที่โจทก์กล่าวอ้างไม่ทำให้เป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบ

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์นำใบกำกับภาษีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการและใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลภาษีอากรกลางจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อปรากฏว่าเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2542 มีการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงิน 26,568 บาท ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้ลดเบี้ยปรับ คงเรียกเก็บเพียงหนึ่งในสามของเบี้ยปรับตามกฎหมาย แม้คำนวณเงินเพิ่มเท่ากับจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ต้องชำระตามกฎหมายแล้ว ก็ยังมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้เฉพาะในส่วนเดือนภาษีนี้

ส่วนเดือนภาษีอื่น เหตุผลที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มคือโจทก์นำใบกำกับภาษีที่ออกโดยกลุ่มบริษัทที่ออกใบกำกับภาษีโดยมิชอบมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า โจทก์ซื้อขายสินค้าตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยกลุ่มผู้ประกอบการที่ถูกตรวจสอบว่าสงสัยว่าจะเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และเนื่องจากโจทก์เป็นผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งถือว่าค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง การที่โจทก์มีการใช้น้ำมันในปริมาณสูงมาเปรียบเทียบกับรายรับของโจทก์ตามสัญญาจ้างที่โจทก์นำส่งในชั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในชั้นตรวจสอบ จำเลยจึงได้พิจารณาต้นทุนค่าใช้จ่ายน้ำมันให้โจทก์เป็นเงินจำนวน 36,330,230.75 บาท เป็นการพิจารณาที่เป็นคุณแก่โจทก์มากแล้วนั้น เห็นได้ว่า เมื่อโจทก์เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการออกใบกำกับภาษีน้ำมันเชื้อเพลิง โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากใบกำกับภาษี พฤติการณ์ที่โจทก์นำสืบมาเป็นกรณีที่โจทก์ผู้ได้รับประโยชน์จากใบกำกับภาษีไม่สามารถนำสืบได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีพิพาท จึงถือว่าใบกำกับภาษีที่โจทก์นำมาใช้ในการคำนวณภาษีเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายและเป็นใบกำกับภาษีปลอมตาม ป.รัษฎากร มาตรา 89 (7) วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อโจทก์นำใบกำกับภาษีดังกล่าวมาใช้จึงต้องเสียเบี้ยปรับอีก 2 เท่า ของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีดังที่กำหนดไว้ในมาตรา 89 (7) และเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดเบี้ยปรับแก่โจทก์คงเหลือหนึ่งในสามของเบี้ยปรับตามกฎหมายนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 10450110/5/100206 ถึง 100210 และเลขที่ 10450110/5/100212 ถึงเลขที่ 100215 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าว หรือให้ลดหรืองดเบี้ยปรับแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 10450110/5/100206 ถึง 100210 และเลขที่ 10450110/5/100212 ถึง 100215 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2546 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ 10450110/5/100205 ถึง 100222 รวม 18 ฉบับ ให้โจทก์ชำระภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงตุลาคมและธันวาคม 2542 เดือนภาษีมีนาคมถึงพฤษภาคม 2543 เดือนภาษีมกราคม มีนาคม เมษายน และกันยายน 2544 รวมเป็นเงิน 4,791,414 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินเฉพาะการประเมินสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายน สิงหาคมถึงตุลาคม และเดือนภาษีธันวาคม 2542 วันที่ 21 ตุลาคม 2547 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือถึงโจทก์ขอเพิ่มเติมเหตุผลอันเป็นข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนประกอบการใช้ดุลพินิจในการประเมิน โจทก์เห็นว่าหนังสือแจ้งเหตุผลเพิ่มเติมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงยื่นอุทธรณ์เพิ่มเติมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผัน จึงมีมติให้ลดเบี้ยปรับ โดยเรียกเก็บเพียงหนึ่งในสามของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว

ในเบื้องต้นเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า หนังสือแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ ซึ่งปัญหาดังกล่าวศาลภาษีอากรกลางยังมิได้วินิจฉัย และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยใหม่ โดยเห็นว่า หนังสือแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 5 (1) ซึ่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวบัญญัติให้คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ เมื่อพิจารณาหนังสือแจ้งการประเมินแล้ว ปรากฏว่าหนังสือแจ้งการประเมินแต่ละฉบับระบุจำนวนเงินยอดขาย ยอดซื้อ และภาษีที่ต้องชำระตามแบบแสดงรายการที่โจทก์ยื่นไว้กับตามผลการตรวจสอบของเจ้าพนักงาน รวมทั้งแสดงจำนวนเงินค่าภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่ต้องชำระ โดยแสดงเหตุผลที่ประเมินว่า โจทก์แสดงยอดซื้อสูงไปเป็นจำนวนเงินเท่าใด และนำภาษีซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 82/5 (3) มาถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเป็นจำนวนเงินเท่าใด ดังนี้ ย่อมเพียงพอที่จะทำให้โจทก์เข้าใจเหตุผลในการประเมินและหากไม่เห็นด้วยก็สามารถอุทธรณ์โต้แย้งได้ จึงฟังได้ว่าหนังสือแจ้งการประเมินที่พิพาทได้ระบุทั้งเหตุผลในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ เหตุผลในข้อกฎหมายที่อ้างอิง และเหตุผลในข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานประเมินโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง แล้ว

การที่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งเหตุผลเพิ่มเติมในการประเมินไปยังโจทก์ในภายหลังจะกระทำได้เพียงใดหรือไม่ ก็ไม่มีผลทำให้ความสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายของหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป ส่วนกรณีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ซึ่งโจทก์อ้างว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยข้ออุทธรณ์ทุกประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ โดยคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทุกฉบับไม่มีการกล่าวถึงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจว่าเหตุใดใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินที่ส่งภายหลังจึงชอบด้วยกฎหมาย คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า หลังจากที่จำเลยแจ้งเหตุผลในการประเมินเพิ่มเติมในการประเมินไปยังโจทก์ โจทก์ก็ได้ยื่นอุทธรณ์เพิ่มเติมว่า หนังสือแจ้งเหตุผลในการประเมินเพิ่มเติมในการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย และข้อความในหนังสือดังกล่าวไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้รับพิจารณาคำอุทธรณ์เพิ่มเติมของโจทก์แล้วจึงมีความเห็นว่าหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเป็นคำสั่งทางปกครองซึ่งเจ้าพนักงานผู้ออกคำสั่งสามารถจัดให้มีเหตุผลเพิ่มเติมในภายหลังได้ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ การประเมินของเจ้าพนักงานจึงชอบแล้ว เพียงแต่คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่แสดงผลการวินิจฉัยว่าใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยส่งให้แก่โจทก์ในภายหลังชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ปัญหาในเรื่องการทำใบแนบเพื่อแจ้งเหตุผลเพิ่มเติมชอบหรือไม่ดังกล่าวนี้เป็นปัญหาในเรื่องรูปแบบในการทำคำสั่งทางปกครอง ไม่ใช่เนื้อหาในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ในการเสียภาษีอากรที่จะต้องมีการอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัย โดยโจทก์สามารถยกปัญหาที่เกี่ยวกับการทำคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ขึ้นกล่าวอ้างฟ้องต่อศาลได้โดยไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมิน ดังนั้น แม้โจทก์จะยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยก็ไม่มีผลทำให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ

ส่วนปัญหาที่ว่า ใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยส่งให้แก่โจทก์ภายหลังจากที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 41 กำหนดว่า คำสั่งทางปกครองที่ออกโดยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การทำคำสั่งทางปกครองที่ต้องจัดให้มีเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง นั้น ถ้าได้มีการจัดให้มีเหตุผลดังกล่าวในภายหลังก็ถือว่าไม่เป็นเหตุให้คำสั่งทางปกครองนั้นไม่สมบูรณ์ แต่จะต้องกระทำก่อนสิ้นสุดกระบวนพิจารณาอุทธรณ์ตามส่วนที่ 5 ของหมวดนี้หรือตามกฎหมายเฉพาะว่าด้วยการนั้น การที่จำเลยส่งใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ภายหลังจากที่โจทก์อุทธรณ์การประเมิน แต่ได้ส่งใบแนบแก่โจทก์ก่อนสิ้นสุดกระบวนพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ส่วนกรณีที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อล่วงเลยเวลาจากที่โจทก์อุทธรณ์การประเมินหนึ่งปีหกเดือน จึงเป็นกรณีมิได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงคำสั่งทางปกครองภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับอุทธรณ์นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 47 บัญญัติว่า การใดที่กฎหมายกำหนดให้อุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคณะกรรมการ ขอบเขตการพิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นและประมวลรัษฎากร มาตรา 32 ได้บัญญัติกำหนดขอบเขตการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยให้มีอำนาจดำเนินการไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 32 ดังกล่าว จึงไม่ต้องนำระยะเวลาที่กำหนดให้วินิจฉัยอุทธรณ์และแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภายใน 30 วัน ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 45 มาใช้ได้ สำหรับกรณีที่จำเลยมิได้จัดส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลงนามนั้น เห็นว่า ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.2539 ข้อ 17.6 ที่ระบุว่า การจัดทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส. 7) ตามข้อ 10.1 ให้เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จัดทำและนำเสนอคณะกรรมการฯ ลงนามภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติวินิจฉัยอุทธรณ์รายนั้นฯ แล้วดำเนินการจัดส่งให้แก่ผู้อุทธรณ์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลงนามนั้น เป็นระยะเวลาที่กำหนดขึ้นเพื่อเร่งรัดการปฏิบัติหน้าที่ราชการของข้าราชการจำเลย การปฏิบัติบกพร่องไม่เป็นไปตามระเบียบดังกล่าวไปอย่างไรก็เป็นเรื่องที่มีผลต่อการพิจารณาประสิทธิภาพของข้าราชการ ไม่มีผลถึงขนาดที่ทำให้คำสั่งทางปกครองที่ออกมานั้นเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้การที่เจ้าพนักงานไม่ได้จัดทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้มีข้อความตรงกัน 2 ฉบับ โดยฉบับที่อยู่กับเจ้าพนักงานตามแบบ ภ.ส. 7 ข้อ 4 มีรายละเอียดที่ชัดเจนกว่าฉบับที่อยู่กับโจทก์นั้น เห็นว่า แม้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับที่อยู่กับเจ้าพนักงานในข้อ 4 จะมีรายการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ ส่วนฉบับที่อยู่กับโจทก์ไม่มีรายการดังกล่าวก็ตาม แต่รายการคำนวณภาษีเงินเพิ่มและเบี้ยปรับดังกล่าวก็มีปรากฏอยู่ในข้อที่ 1 เช่นเดียวกัน การที่เจ้าพนักงานไม่ได้จัดทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้มีข้อความตรงกันดังที่โจทก์กล่าวอ้างมานั้นหาทำให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบไม่

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเป็นประการต่อไปว่า โจทก์นำใบกำกับภาษีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการและใบกำกับภาษีที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ และในที่สุดมีเหตุอันควรงดลดเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวนี้เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลภาษีอากรกลางจึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง และปรากฏว่าโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนภาษี ทุนทรัพย์ในการอุทธรณ์จึงต้องแยกพิจารณาทุนทรัพย์ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละฉบับ เนื่องจากการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนภาษีสามารถแยกจากกันได้ ซึ่งสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงินจำนวน 26,568 บาท คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้ลดเบี้ยปรับคงเรียกเก็บเพียงหนึ่งในสามของเบี้ยปรับตามกฎหมาย แม้คำนวณเงินเพิ่มเท่ากับจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ต้องชำระตามกฎหมายแล้วก็ยังมีทุนทรัพย์พิพาทชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 25 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้เฉพาะในส่วนเดือนภาษีนี้

ส่วนเดือนภาษีอื่นที่พิพาทกันและไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น จำเลยอุทธรณ์ว่า ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้จะต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและต้องมีการซื้อขายสินค้ากันจริงจึงจะเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายและนำไปใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แต่กรณีที่เพียงผู้ซื้อจ่ายค่าภาษีซื้อและผู้ขายนำส่งจำเลยแล้ว และโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการซื้อขายสินค้ากันจริงตามใบกำกับภาษีดังกล่าวไม่ถือเป็นใบกำกับภาษีที่นำมาใช้คำนวณภาษีได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า เหตุผลที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มที่สำคัญคือโจทก์นำใบกำกับภาษีที่ออกโดยกลุ่มบริษัทที่มีข้อมูลว่าอาจจะเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีโดยมิชอบมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มและประมวลรัษฎากรมาตรา 89 (7) วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีใบกำกับภาษีที่ผู้ได้รับประโยชน์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีให้ถือว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอม และในข้อนี้โจทก์มีนายวิชิต ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงตามความจำเป็นในการประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างของโจทก์ โดยกิจการนี้ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นจำนวนมาก โจทก์ไม่สามารถซื้อในท้องถิ่นได้จึงต้องซื้อตามแหล่งคลังน้ำมันโดยตรง โจทก์ซื้อน้ำมันจากกลุ่มบริษัทคุณชัยรัตน์ โจทก์ได้รับใบกำกับภาษีซื้อสินค้าและจ่ายค่าสินค้าครบถ้วนแล้ว กลุ่มบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ในการซื้อน้ำมันของโจทก์ นายศักดิ์ชัย หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดส่งสงวนออยล์ ซึ่งมีรถขนส่งน้ำมันจะไปรับน้ำมันด้วยตนเองหรือให้คนขับรถไปรับและรับเงินจากโจทก์เพื่อซื้อน้ำมันที่คลังน้ำมันอำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนำใบกำกับภาษีมาส่งมอบให้แก่โจทก์ โจทก์จะจ่ายค่าขนส่งน้ำมันทันทีที่ส่งน้ำมันเสร็จ บางครั้งชำระไปพร้อมกับเงินสดที่นายศักดิ์ชัยรับจากโจทก์ไปซื้อน้ำมันจากกลุ่มบริษัทดังกล่าวและบางครั้งชำระค่าขนส่งประมาณหนึ่งเดือน แล้วแต่ความพร้อมในด้านการเงิน ส่วนจำเลยมีนางราตรี เจ้าพนักงานผู้ตรวจสอบภาษีรายโจทก์ และนายบุญเสริม นิติกร 7 มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์จัดทำรายงานอุทธรณ์เสนอคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อพิจารณาอุทธรณ์รายโจทก์ เป็นพยานจำเลย ยืนยันถึงบันทึกถ้อยคำของพยานที่บันทึกไว้ล่วงหน้าและเบิกความเป็นทำนองเดียวกันว่า โจทก์นำใบกำกับภาษีซื้อของบริษัทแสงอารี ปิโตรเลียม จำกัด บริษัทแสงฟ้าออยล์ จำกัด บริษัทแสงเงินออยล์ จำกัด บริษัทเอสอาร์ออยล์ จำกัด บริษัท วี.เอ.ออยล์ จำกัด บริษัทแสงเพชรออยล์ จำกัด บริษัทซีซีออยล์ จำกัด และบริษัทแสงทวีออยล์ จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่สำนักงานสรรพากรภาค 10 ระบุว่า อาจออกใบกำกับภาษีโดยมิชอบด้วยกฎหมายมาใช้เครดิตภาษี นางราตรีจึงได้แจ้งให้โจทก์พิสูจน์ถึงการซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงที่ซื้อจากกลุ่มบริษัทดังกล่าว ตามที่โจทก์อ้างว่าสั่งซื้อผ่านห้างหุ้นส่วนจำกัดส่งสงวนออยล์และห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวเป็นผู้รับส่งน้ำมันให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าโจทก์ซื้อขายสินค้าตามใบกำกับภาษีซื้อซึ่งออกโดยกลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าวจำนวน 150 ฉบับ จึงถือว่าเป็นใบกำกับภาษีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เนื่องจากโจทก์เป็นผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างซึ่งถือได้ว่าค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง การที่โจทก์มีการใช้น้ำมันในปริมาณที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับรายรับของโจทก์ตามสัญญาจ้างที่โจทก์นำส่งในชั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ในชั้นตรวจสอบจำเลยจึงได้พิจารณาหักต้นทุนค่าใช้จ่ายน้ำมันให้โจทก์เป็นเงินจำนวน 36,330,230.75 บาท เป็นการพิจารณาที่เป็นคุณแก่โจทก์มากแล้วนั้น เห็นได้ว่าเมื่อโจทก์เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากใบกำกับภาษีค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเหล่านี้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษี ซึ่งหมายถึงโจทก์ซื้อสินค้าตามใบกำกับภาษีเหล่านี้จากผู้มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีจริง แต่โจทก์กลับนำสืบโดยมีเพียงนายวิชิตผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นพยานปากเดียวมาเบิกความประกอบพยานเอกสารดังที่กล่าวมาข้างต้น โดยไม่ปรากฏว่านายวิชิตเข้าไปเกี่ยวข้องกับการซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงตามใบกำกับภาษีดังกล่าวอย่างใด ประกอบกับการที่โจทก์ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงในแต่ละเดือนภาษีมีเป็นปริมาณสูงมาก แต่โจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นรายละเอียดในข้อเท็จจริงว่า ปริมาณน้ำมันในแต่ละเดือนภาษีโจทก์ได้นำไปใช้ในกิจการของโจทก์ในส่วนไหน อย่างไร มีสัดส่วนที่เหมาะสมกับงานบริการที่โจทก์ทำให้แก่บุคคลอื่นหรือไม่ โจทก์คงอ้างเพียงสัญญาก่อสร้างแต่ละสัญญาว่าจำเป็นต้องใช้น้ำมันจำนวนมากและเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของโจทก์ลอย ๆ เท่านั้น ทั้งโจทก์มิได้นำนายศักดิ์ชัย หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดส่งสงวนออยล์ ที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ขนส่งน้ำมันโดยรับเงินสดจากโจทก์เพื่อเดินทางไปซื้อน้ำมันที่คลังน้ำมันอำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และผู้จัดการหรือพนักงานในกลุ่มบริษัทผู้ขายน้ำมันที่โจทก์อ้างว่าได้ขายให้แก่โจทก์มาเบิกความยืนยันว่า โจทก์ซื้อน้ำมันตามใบกำกับภาษีดังกล่าวนั้นจากกลุ่มบริษัทเหล่านี้และกลุ่มบริษัทดังกล่าวเป็นผู้รับเงินตามใบกำกับภาษีที่โจทก์อ้าง ทั้งที่น่าจะนำสืบได้ไม่ยาก จึงแสดงให้เห็นเป็นข้อพิรุธของโจทก์และลำพังเพียงเอกสารประกอบการพิจารณาอุทธรณ์เรื่องเอกสารทางบัญชีของกลุ่มบริษัทดังกล่าวที่มีมาถึงโจทก์ ซึ่งรายละเอียดรายงานขายสินค้าให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2542 ตามที่โจทก์นำส่งต่อศาลยังไม่มีรายละเอียดเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าโจทก์ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากกลุ่มบริษัทที่โจทก์อ้างว่าขายน้ำมันให้แก่โจทก์ตามใบกำกับภาษีจำนวน 150 ฉบับ เหล่านี้จริง แม้ผู้ออกใบกำกับภาษีจะมีตัวตนและเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ตาม พฤติการณ์ตามที่โจทก์นำสืบมาจึงเป็นกรณีที่โจทก์ผู้ได้รับประโยชน์จากใบกำกับภาษีไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีพิพาท จึงถือว่าใบกำกับภาษีที่โจทก์อ้างนำมาใช้คำนวณภาษีดังกล่าวเหล่านี้เป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นใบกำกับภาษีปลอมตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (7) วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อโจทก์นำใบกำกับภาษีดังกล่าวมาใช้จึงต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีดังที่กำหนดไว้ในมาตรา 89 (7) และเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาให้ลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ลง คงเหลือหนึ่งในสามของเบี้ยปรับตามกฎหมายนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 10450110/5/100207 ถึง 100210 และเลขที่ 10450110/5/100212 ถึง 100215 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 32 ม. 82/5 (3) ม. 89 (7) ม. 89/1
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37 ม. 45 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดหนิงหน่อง
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10653/2554
#518414
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ที่มีความรู้สึกผิดชอบดีแล้วก็มีสิทธิยื่นคำร้องทุกข์หรือถอนคำร้องทุกข์เองได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นอ้างได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 283 ทวิ, 318 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 766/2549 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายนิ่ม ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวรสทรหรือตั๊ก ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตและขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทน 50,000 บาท แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง เพราะเหตุได้รับความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ (ที่ถูก 283 ทวิ วรรคแรก), 318 วรรคสาม และจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำ (ที่ถูก ของจำเลยที่ 1) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงกับความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำเลยทั้งสองจำคุกคนละ 20 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 26 ปี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 766/2549 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) ทั้งสอง เป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า นางสาวรสทรหรือตั๊ก โจทก์ร่วมที่ 2 เกิดวันที่ 21 พฤษภาคม 2533 เป็นบุตรของนายประวิทย์กับนางกัญยา นายประวิทย์ถึงแก่ความตายไปแล้วส่วนนางกัญยาไปประกอบอาชีพต่างอำเภอ ขณะเกิดเหตุ โจทก์ร่วมที่ 2 มีอายุ 15 ปีเศษ เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนวัดบางไทร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และไม่ได้เป็นภริยาของจำเลยทั้งสองกับพวก อยู่ในความดูแลของนายนิ่ม โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นตา เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ร่วมที่ 1 ไปแจ้งต่อพันตำรวจโทชัยยันต์ พนักงานสอบสวนว่า โจทก์ร่วมที่ 2 หายไปตั้งแต่วันที่ 16 เดือนเดียวกัน เวลา 7 นาฬิกา ต่อมาวันที่ 20 เดือนเดียวกัน เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นางสาวขนิษฐาพาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปแจ้งต่อพันตำรวจโทชัยยันต์ว่า นางสาวขนิษฐาพบโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ร้านน้ำชาริมเขื่อนแม่น้ำปากพนังหน้าโรงพยาบาลปากพนัง พันตำรวจโทชัยยันต์พบว่าโจทก์ร่วมที่ 2 มีสภาพอิดโรยและพูดวกวน จึงส่งตัวไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลปากพนัง มีแพทย์หญิงพรศิลป์เป็นผู้ตรวจร่างกาย และวันที่ 27 เดือนเดียวกัน โจทก์ร่วมที่ 2 ไปให้การต่อพันตำรวจโทชัยยันต์ อ้างว่า ตั้งแต่วันที่ 16 ถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ร่วมที่ 2 ถูกนายวัชระหรือบี นายโจ้หรือโจ และจำเลยทั้งสองกับพวกอีกหลายคนร่วมกันพาไปผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราหลายแห่งหลายครั้ง แล้วพาไปที่ร้านน้ำชาดังกล่าว วันที่ 28 เดือนเดียวกัน พันตำรวจโทชัยยันต์ขอศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2550 พันตำรวจตรีประภาสจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ถูกจับกุมได้ในคดีอื่น

สำหรับความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารเป็นความผิดอันยอมความได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคท้าย เมื่อปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2551 ขอถอนคำร้องทุกข์สำหรับจำเลยที่ 1 แล้ว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งว่า ขณะยื่นคำร้องโจทก์ร่วมที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ จึงขอถอนคำร้องทุกข์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมไม่ได้ และให้ยกคำร้องซึ่งเป็นการไม่ชอบ เพราะการยื่นคำร้องทุกข์หรือคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์เมื่อผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ที่มีความรู้สึกผิดชอบดีแล้วก็มีสิทธิยื่นคำร้องทุกข์หรือคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์เองได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นอ้างได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง โดยให้เพิกถอนคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้ยกคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ ฉบับวันที่ 16 ธันวาคม 2551 แต่เนื่องจากสำนวนขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อให้คดีดำเนินไปโดยรวดเร็ว เห็นสมควรมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งใหม่และเห็นว่า ขณะโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์มีอายุ 18 ปีเศษ มีความรู้สึกผิดชอบดีแล้วและขณะนี้อายุกว่า 20 ปี พ้นจากความเป็นผู้เยาว์แล้ว จึงมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 2 ถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานดังกล่าวออกจากสารบบความ ส่วนความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ และโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่มีอำนาจถอนคำร้องทุกข์ จึงให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ 2 ในส่วนนี้...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 เฉพาะความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก ออกจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปากพนัง
โจทก์ร่วม — นายนิ่ม หยองบางไทร กับพวก
จำเลย — นายสุดสาครหรือบอย หนูแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปากพนัง — นายชัยศักดิ์ คงฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชลิต กฐินะสมิต
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10648/2554
#518400
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีกับฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารเป็นกรรมเดียวกัน ลงโทษจำคุกจำเลย กระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 8 ปี 16 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร กับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 277, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม, 277 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 7 ปี สองกระทงรวมจำคุก 14 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี 16 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร กับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย มีกำหนดกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 2 กระทง รวมจำคุก 8 ปี 16 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร กับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้พรากเด็กหญิง ส. ไปเสียจากนางลักษณา ซึ่งเป็นมารดาเพื่อการอนาจาร และมิได้กระทำชำเราเด็กหญิง ส. นั้น เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายภิญโญ เปียงใจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายชัยวุฒิ ต่อปัญญาเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพิชัย นิลทองคำ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10632/2554
#521561
เปิดฉบับเต็ม

การใช้เจ้าพนักงานตำรวจไปล่อซื้อบริการค้าประเวณีเป็นเพียงการกระทำเท่าที่จำเป็นและสมควรในการแสวงหาหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยตามอำนาจใน ป.วิ.อ. มาตรา 2 (10) ชอบที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมจำเลยพร้อมด้วยพยานหลักฐาน ดังนั้นการใช้เจ้าพนักงานตำรวจไปล่อซื้อบริการค้าประเวณีจากจำเลยจึงเป็นเพียงวิธีพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่เป็นการแสวงหาหลักฐานโดยมิชอบ จึงมิใช่เป็นการก่อหรือใช้ให้จำเลยกระทำความผิด

การที่จำเลยเป็นธุระจัดหาเด็กหญิง ก. ซึ่งอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อทำการค้าประเวณีให้แก่ ณ. แม้ ณ. ยังไม่ได้ร่วมประเวณีกับเด็กหญิง ก. ก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 282 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11 และคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีไพฑูล จ่าสิบตำรวจสุเมฆ และสิบตำรวจตรีณรงค์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมเบิกความเป็นพยานว่า วันเกิดเหตุพันตำรวจตรีไพฑูลได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการค้าประเวณีที่ร้าน อินแฟนทรีคาราโอเกะ จึงให้สายลับพาไปดูที่ร้านดังกล่าว แล้ววางแผนจับกุมโดยนำธนบัตรฉบับละ 500 บาท 2 ฉบับ ไปถ่ายสำเนาไว้แล้วมอบธนบัตรดังกล่าวให้จ่าสิบตำรวจสุเมฆและสิบตำรวจตรีณรงค์ ปลอมเป็นลูกค้าร้านดังกล่าวเพื่อซื้อบริการทางเพศ จ่าสิบตำรวจสุเมฆและสิบตำรวจตรีณรงค์ไปถึงร้านที่เกิดเหตุพบจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้าน แจ้งแก่จำเลยว่าต้องการเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปร่วมหลับนอน จำเลยเรียกนางสาวสลัลญาและเด็กหญิงกาญจนามาให้ดู และบอกว่าค่าจ้างร่วมหลับนอนคนละ 1,000 บาท สิบตำรวจตรีณรงค์มอบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อบริการทางเพศให้แก่จำเลยแล้วพาเด็กหญิง ก. ออกจากร้านที่เกิดเหตุ ส่วนจ่าสิบตำรวจสุเมฆกับนางสาวสลัลญายังคงอยู่ที่ร้านที่เกิดเหตุ สิบตำรวจตรีณรงค์พาเด็กหญิง ก. ไปพบพันตำรวจตรีไพฑูล แจ้งว่าล่อซื้อบริการค้าประเวณีได้แล้ว พันตำรวจตรีไพฑูล กับพวกไปยังร้านที่เกิดเหตุ พบจำเลยจึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ การตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อบริการอยู่ในลิ้นชักที่เคาน์เตอร์ จึงจับกุมจำเลยและแจ้งข้อหาว่าเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแลหรือผู้จัดการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี หรือเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี จำเลยให้การรับสารภาพ พยานโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติการตามหน้าที่และไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย ประกอบกับจำเลยให้การรับในชั้นสอบสวน ว่า จำเลยเป็นผู้ดูแลกิจการร้านที่เกิดเหตุตั้งแต่ประมาณปี 2537 จำเลยเป็นผู้จัดหานางสาวสลัลญาและเด็กหญิง ก. ให้แก่จ่าสิบตำรวจสุเมฆและสิบตำรวจตรีณรงค์ กับเป็นผู้รับเงินของกลางเป็นค่าค้าประเวณีของนางสาวกาญจนา คำรับของจำเลยจึงมีน้ำหนักในการรับฟังประกอบพยานหลักฐานโจทก์ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางสาวสลัลญาและเด็กหญิงกาญจนาเบิกความเป็นพยาน คำเบิกความของนางสาวสลัลญาและเด็กหญิง ก. ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดด้วยแม้มีลักษณะเป็นคำซัดทอด แต่ก็มิได้เป็นเรื่องปัดความผิดของนางสาวสลัลญาและเด็กหญิง ก. ให้เป็นความผิดแต่เฉพาะจำเลย ทั้งไม่มีเหตุจูงใจที่นางสาวสลัลญาและเด็กหญิง ก. จะเบิกความเพื่อให้ตนได้รับประโยชน์จากคำเบิกความดังกล่าว จึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์ประกอบกันมีน้ำหนักมั่นคง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ใช่เจ้าของร้านที่เกิดเหตุนั้น จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านรับว่า จำเลยเป็นผู้ขออนุญาตขายสุราและยาสูบที่ร้านที่เกิดเหตุตามใบอนุญาตขายสุราประเภท 4 และใบอนุญาตขายยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตในประเทศไทย กับใบอนุญาตขายยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตในต่างประเทศ ซึ่งเป็นการขออนุญาตตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 อันเป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุ หากจำเลยเป็นเพียงพนักงานช่วยเก็บเงินและทำงานในร้าน ไม่ได้เป็นเจ้าของร้านที่เกิดเหตุดังที่จำเลยนำสืบ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะต้องเป็นผู้ขออนุญาตขายสุราและบุหรี่ที่ร้านที่เกิดเหตุ อันเป็นผลให้จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด และเงื่อนไขในใบอนุญาตดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าไม่ใช่เจ้าของร้านที่เกิดเหตุจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานโจทก์ก่อหรือใช้ให้จำเลยกระทำความผิด พยานหลักฐานโจทก์ได้มาโดยการล่อลวง ขู่เข็ญ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การใช้เจ้าพนักงานตำรวจไปล่อซื้อบริการค้าประเวณีเป็นเพียงการกระทำเท่าที่จำเป็นและสมควรในการแสวงหาหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยตามอำนาจในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (10) ชอบที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมจำเลยพร้อมด้วยพยานหลักฐาน ดังนั้น การใช้เจ้าพนักงานตำรวจไปล่อซื้อบริการการค้าประเวณีจากจำเลยจึงเป็นเพียงวิธีการพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่เป็นการแสวงหาหลักฐานโดยมิชอบ จึงมิใช่เป็นการก่อหรือใช้ให้จำเลยกระทำความผิด และที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเพราะเชื่อว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย บันทึกการจับกุมไม่อาจรับฟังได้นั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นข้ออ้างของจำเลยลอยๆ ทั้งเป็นการง่ายที่จะกล่าวอ้าง จึงไม่มีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟัง พยานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ การที่จำเลยเป็นธุระจัดหาเด็กหญิง ก. ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อให้เด็กหญิง ก. กระทำการค้าประเวณีให้แก่สิบตำรวจตรีณรงค์ แม้สิบตำรวจตรีณรงค์ยังไม่ได้ร่วมประเวณีกับเด็กหญิง ก. ก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (10) ม. 226
ป.อ. ม. 282
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นางสาวละออ มากทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายมารุต เป้าประยูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางนพวรรณ อินทรัมพรรย์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10629/2554
#520431
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในประเทศไทยของบริษัท ย. ผู้ขนส่งทอดแรก จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ที่จะต้องส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้รับตราส่งที่ลานวางตู้สินค้าขาเข้าท่าเรือกรุงเทพเมื่อจำเลยที่ 1 ได้เวนคืนใบตราส่ง ดังนั้น การที่ใบตราส่งอีกฉบับหนึ่งระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้รับแจ้งการมาถึงของสินค้าก็เพื่อที่จำเลยที่ 2 มีสิทธิที่จะเรียกให้โจทก์ส่งมอบสินค้าให้ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จำเลยที่ 2 จะได้ส่งมอบต่อให้แก่จำเลยที่ 1 เจ้าของสินค้า เมื่อสินค้ามาถึงท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 2 ติดต่อขอรับใบปล่อยสินค้าจากโจทก์ก็เพราะอยู่ในฐานะเป็นผู้รับตราส่งตามใบตราส่ง ซึ่งต้องรับสินค้าจากโจทก์ จากนั้นก็ทำหน้าที่ตัวแทนผู้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 แทนบริษัท ย. ตามใบตราส่ง โดยสถานที่ส่งมอบสินค้าตามใบตราส่งทั้งสองฉบับก็คือที่ซีวาย อันหมายถึงลานวางตู้สินค้าขาเข้าท่าเรือกรุงเทพ ดังนั้น เมื่อสินค้าถึงสถานที่ส่งมอบตามใบตราส่งทั้งสองฉบับแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ยังได้สอบถามจำเลยที่ 1 ว่าจะขนถ่ายสินค้าที่ใดอีกซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 จะให้ลากตู้สินค้าไปที่ที่ทำการของจำเลยที่ 1 แทนการส่งมอบและรับมอบกันที่ลานวางตู้สินค้าขาเข้าท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 2 ก็ยินยอมและได้ขอยืมตู้สินค้าจากโจทก์โดยไม่ได้แสดงให้เห็นชัดในขณะนั้นว่าเป็นการยืมตู้สินค้าแทนจำเลยที่ 1 หรือเป็นการกระทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนบริษัท ย. ผู้ขนส่ง จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องนำตู้สินค้าเปล่ากลับมาคืนแก่โจทก์ตามเวลาที่กำหนด การรับมอบใบปล่อยสินค้าก็ดี การยืมตู้สินค้าและการทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามพฤติการณ์แห่งคดี มิใช่เป็นการกระทำการในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดมีหน้าที่นำตู้สินค้าเปล่ากลับมาคืนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบตู้สินค้าหมายเลข ดีเอ็นเอยู 8520963 คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 136,800 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าขาดประโยชน์จำนวน 127,400 บาท กับใช้ค่าขาดประโยชน์อัตราวันละ 400 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบตู้สินค้าคืนแก่โจทก์หรือใช้ราคาแทนเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบตู้สินค้าหมายเลข ดีเอ็นเอยู 8520963 คืนแก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 80,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าขาดประโยชน์วันละ 200 บาท นับตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะคืนหรือใช้ราคาตู้สินค้าดังกล่าวแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ให้มีกำหนดเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2550 และถ้าจำเลยที่ 2 ไม่คืนหรือไม่สามารถคืนตู้สินค้าพิพาทแก่โจทก์จนครบกำหนด 5 ปี ก็ให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากผลรวมสุทธิ 5 ปี ของค่าเสียหายเป็นรายวันดังกล่าว (โดยไม่คิดดอกเบี้ยทบต้น) คำนวณนับแต่ครบกำหนด 5 ปี เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายสาธารณรัฐเกาหลี ประกอบกิจการรับขนของทางทะเล จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าประเภทยางรถยนต์จากบริษัทจุยโชว ไทร์ ไอ/อี จำกัด ผู้ขายที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ในราคาเอฟโอบี ท่าเรือสาธารณรัฐประชาชนจีน จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในประเทศไทยของบริษัทยูนิเวอร์แซล เฟรท ซิสเต็มส์ จำกัด ผู้ขนส่งสินค้าทอดแรกที่สาธารณรัฐประชาชนจีนที่ได้รับการว่าจ้างให้ขนส่งสินค้าดังกล่าวทางทะเลจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ที่ประเทศไทย ในเงื่อนไขการขนส่งแบบ ซีวาย/ซีวาย เก็บค่าระวางขนส่งปลายทาง โดยบริษัทยูนิเวอร์แซล เฟรท ซิสเต็มส์ จำกัด ได้ออกใบตราส่งไว้เป็นหลักฐาน ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตราส่ง จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนส่งมอบ (Delivery Agent) ในประเทศไทย บริษัทยูนิเวอร์แซล เฟรท ซิสเต็มส์ จำกัด ไม่มีเรือเป็นของตนเองจึงว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าทอดต่อไป โจทก์ตกลงรับขนและออกใบตราส่งซึ่งระบุชื่อบริษัทยูนิเวอร์แซล เฟรท ซิสเต็มส์ จำกัด เป็น ผู้ส่งของ จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้รับแจ้งการมาถึงของสินค้า เมื่อสินค้ามาถึงท่าเรือกรุงเทพ ตัวแทนโจทก์แจ้งจำเลยที่ 2 ทราบ จำเลยที่ 2 ติดต่อขอยืมตู้สินค้าและรับใบปล่อยสินค้า ต่อมามีผู้นำตู้สินค้าพิพาทไปส่งที่โรงงานของจำเลยที่ 1 เพื่อขนถ่ายสินค้าออก จำเลยที่ 1 ได้รับมอบสินค้าแล้ว แต่โจทก์ไม่ได้รับตู้สินค้าหมายเลข ดีเอ็นเอยู 8520963 คืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ยืมตู้สินค้าในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การขนส่งสินค้าทางทะเลรายนี้ มีการออกใบตราส่งไว้เป็นหลักฐานรวม 2 ฉบับ ฉบับแรก คือ ใบตราส่งที่บริษัทยูนิเวอร์แซล เฟรท ซิสเต็มส์ จำกัด ในฐานะผู้ขนส่งที่สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นผู้ออก ระบุชื่อบริษัทจุยโชว ไทร์ ไอ/อี จำกัด เป็นผู้ส่งของ จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้รับแจ้งการมาถึงของสินค้า ส่วนจำเลยที่ 2 ถูกระบุให้เป็นตัวแทนผู้ส่งมอบ (Delivery Agent) อีกฉบับหนึ่ง คือ ใบตราส่งที่โจทก์ผู้ขนส่งที่แท้จริงเป็นผู้ออก ระบุว่าบริษัทยูนิเวอร์แซล เฟรท ซิสเต็มส์ จำกัด เป็นผู้ส่งของ จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้รับแจ้งการมาถึงของสินค้า เงี่อนไขการขนส่งตามใบตราส่งทั้งสองฉบับเป็นแบบ ซีวาย/ซีวาย จากท่าเรือต้นทางสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังปลายทางท่าเรือกรุงเทพ ประเทศไทย ซึ่งหน้าที่ในการดูแลรักษาสินค้าของผู้ขนส่งสิ้นสุดลงเมื่อส่งมอบตู้สินค้าให้แก่ผูรับตราส่งที่ซีวายคือลานวางตู้สินค้าขาเข้าท่าเรือกรุงเทพโดยที่จำเลยที่ 2 ถูกระบุชื่อในใบตราส่งทั้งสองฉบับต่างสถานะกัน ดังนั้น สิทธิ หน้าที่และความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงต้องพิจารณาสืบเนื่องมาจากความสัมพันธ์ของทุกฝ่ายตามที่ระบุในใบตราส่งแต่ละฉบับประกอบกัน สำหรับใบตราส่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำให้การของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในประเทศไทยของบริษัทยูนิเวอร์แซล เฟรท ซิสเต็มส์ จำกัด ผู้ขนส่งทอดแรก จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ที่จะต้องส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้รับตราส่งที่ลานวางตู้สินค้าเข้าท่าเรือกรุงเทพ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้เวนคืนใบตราส่ง ดังนั้น การที่ใบตราส่งอีกฉบับหนึ่งระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้รับแจ้งการมาถึงของสินค้าก็เพื่อที่จำเลยที่ 2 มีสิทธิที่จะเรียกให้โจทก์ส่งมอบสินค้าให้ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จำเลยที่ 2 จะได้ส่งมอบต่อให้แก่จำเลยที่ 1 เจ้าของสินค้าตามเงื่อนไขการขนส่งซีวายตัวหลังตามใบตราส่ง ซึ่งส่วนนี้ได้ความจากบันทึกยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนางสาวแดงต้อย ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของจำเลยที่ 2 ว่า เมื่อสินค้ามาถึงท่าเรือกรุงเทพ ตัวแทนโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบและให้แจ้งข้อมูลเพื่อจัดทำเอกสารใบปล่อยสินค้า จำเลยที่ 2 จึงแจ้งต่อไปยังจำเลยที่ 1 ขอทราบข้อมูลเพื่อจัดทำใบปล่อยสินค้าและสอบถามจำเลยที่ 1 ว่าจะให้ขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือกรุงเทพหรือลากตู้สินค้าไปขนถ่ายสินค้าที่ที่ทำการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เลือกที่จะให้ลากตู้สินค้าไปขนถ่ายสินค้าที่ที่ทำการของจำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ติดต่อกับโจทก์ขอรับใบปล่อยสินค้าและขอแก้ไขรายการสำแดงสินค้า (Cargo Manifest) ที่จะต้องยื่นต่อกรมศุลกากรโดยเปลี่ยนชื่อผู้รับตราส่งจากจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยที่ 1 และเมื่อสินค้าของจำเลยที่ 1 บรรจุอยู่ในตู้สินค้าของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องยืมตู้สินค้าไปจากโจทก์ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ติดต่อขอรับใบปล่อยสินค้าจากโจทก์ก็เพราะอยู่ในฐานะเป็นผู้รับตราส่งตามใบตราส่ง ซึ่งต้องรับสินค้าจากโจทก์ จากนั้นก็ทำหน้าที่ตัวแทนผู้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 แทนบริษัทยูนเวอร์แซล เฟรท ซิสเต็มส์ จำกัด ตามใบตราส่งโดยสถานที่ส่งมอบสินค้าตามใบตราส่งทั้งสองฉบับก็คือที่ซีวาย อันหมายถึงลานวางตู้สินค้าขาเข้าท่าเรือกรุงเทพ ดังนั้น เมื่อสินค้าถึงสถานที่ส่งมอบตามใบตราส่งทั้งสองฉบับแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ยังได้สอบถามจำเลยที่ 1 ว่าจะขนถ่ายสินค้าที่ใดอีกซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 จะให้ลากตู้สินค้าไปที่ที่ทำการของจำเลยที่ 1 แทนการส่งมอบและรับมอบกันที่ลานวางตู้สินค้าขาเข้าท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 2 ก็ยินยอมและได้ขอยืมตู้สินค้าจากโจทก์โดยไม่ได้แสดงให้เห็นชัดในขณะนั้นว่าเป็นการยืมตู้สินค้าแทนจำเลยที่ 1 หรือเป็นการกระทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนบริษัทยูนิเวอร์แซล เฟรท ซิสเต็มส์ จำกัด ผู้ขนส่ง จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องนำตู้สินค้าเปล่ากลับมาคืนแก่โจทก์ตามเวลาที่กำหนด การรับมอบใบปล่อยสินค้าก็ดี การยืมตู้สินค้าและการทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามพฤติการณ์แห่งคดี มิใช่เป็นการกระทำการในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 อย่างที่จำเลยที่ 2 อ้างแต่อย่างใด สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น นายวีรพล ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทไทยชิปปิ้ง เอเยนซี่ แอนด์ เทรดดิ้ง จำกัด ตัวแทนของโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า เหตุที่ตัวแทนโจทก์ออกใบรับเงินประกันการใช้ตู้หมาย ล.12 แผ่นที่ 1 ในนามของจำเลยที่ 1 ก็เพราะได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับสินค้าเท่านั้น เงินประกันดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายในกรณีที่อาจต้องทำความสะอาดตู้หรือซ่อมแซมเล็กน้อย มิใช่เงินประกันกรณีตู้สินค้าสูญหาย จำเลยที่ 1 ไม่เคยติดต่อกับโจทก์เลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ที่เกี่ยวกับการยืมตู้สินค้า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญkและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวรับผิดต่อโจทก์ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาทแทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 640
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซี แอนด์ ไลน์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเจดเลค จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักด์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10625/2554
#526752
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสี่ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง เมื่อจำเลยทั้งสี่ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ย่อมเป็นประเด็นที่ศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์นำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มาปรับแก่คดีแล้วเห็นว่าไม่สมควรยกขึ้นวินิจฉัยให้ เป็นการไม่ชอบ ปัญหาว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ส. ฟ้องคดีแทนเฉพาะกิจการของโจทก์สาขาย่อยนวนครหรือไม่นั้น เมื่อพิจารณาหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 มีข้อความว่า "...กรรมการผู้มีอำนาจของธนาคารได้แต่งตั้งและมอบอำนาจให้ ส. ผู้จัดการสาขาย่อยนวนคร ซึ่งได้ลงลายมือชื่อไว้ท้ายหนังสือนี้เป็นตัวแทนของธนาคารอันชอบด้วยกฎหมายในอันที่จะกระทำแทนธนาคารในกิจการของสาขาที่กล่าวข้างต้น... รวมทั้งให้มีอำนาจ ดังนี้ 6. ...ฟ้องคดีอาญา คดีแพ่ง ...เพื่อป้องกันและรักษาทรัพย์สิน ผลประโยชน์หรือสิทธิต่าง ๆ ของธนาคาร..." ย่อมหมายความว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ส. ในฐานะผู้จัดการสาขาย่อยนวนครดำเนินคดีแทนโจทก์ในกิจการของสาขาย่อยนวนครของโจทก์เท่านั้น ส. ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับหนี้ของโจทก์สาขาอื่น ส. จึงมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์เฉพาะหนี้เงินกู้ที่โอนจากสาขาเพชรบุรีตัดใหม่ไปยังสาขาย่อยนวนคร

โจทก์เป็นผู้ประกอบการธนาคารพาณิชย์จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ประกอบประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าโจทก์ไม่อาจทราบถึงหลักเกณฑ์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์ได้ การที่จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระหนี้โจทก์แล้วโจทก์นำไปหักชำระหนี้ตามจำนวนที่คิดคำนวณเอง โดยโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์อันเป็นกิจการที่เชื่อถือของประชาชน ย่อมมีเหตุให้จำเลยที่ 1 เข้าใจและเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยถูกต้อง ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้โดยจงใจฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือเป็นการกระทำอันใดตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระ อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิจะได้รับทรัพย์นั้นคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 เมื่อข้อสัญญาเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยของโจทก์เป็นโมฆะ เท่ากับสัญญากู้ยืมเงินมิได้มีการตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้ โจทก์ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยก่อนผิดนัด และไม่อาจนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์มาแล้วไปหักออกจากดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดได้ จึงต้องนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไปชำระต้นเงินทั้งหมด

แม้ผู้บอกกล่าวบังคับจำนองจะมิใช่ผู้รับจำนองและไม่ได้รับมอบอำนาจจากผู้รับจำนอง แต่โจทก์ผู้รับจำนองยอมรับเอาการกระทำของผู้บอกกล่าวบังคับจำนองที่ได้กระทำไปในนามของโจทก์โดยการฟ้องคดีนี้ ถือว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันแก่การบอกกล่าวบังคับจำนองนั้นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 146,739,536.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 102,704,552.74 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์ที่จำนองเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 55120 ถึง 55259 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 102,683,570.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงิน 11,798,148.23 บาท นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2540 จากต้นเงิน 70,000,000 บาท นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2541 จากต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2543 จากต้นเงิน 10,863,000 บาท นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2541 จากต้นเงิน 22,421.85 บาท นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 55120 ถึง 55259 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่จนครบ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยให้คิดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของยอดหนี้ทุกจำนวนนับแต่วันผิดนัดของยอดหนี้แต่ละจำนวนตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอำนาจฟ้องคดีเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสี่ย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ แม้จะมิได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และเมื่อจำเลยทั้งสี่ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ย่อมเป็นประเด็นที่ศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาปรับแก่คดีแล้วเห็นว่าไม่สมควรยกขึ้นวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ปัญหาว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสมพงษ์ฟ้องคดีแทนโจทก์เฉพาะกิจการของโจทก์สาขาย่อยนวนครหรือไม่นั้น เมื่อพิจารณาหนังสือมอบอำนาจ มีข้อความว่า "... กรรมการผู้มีอำนาจของธนาคารได้แต่งตั้งและมอบอำนาจให้นายสมพงษ์ ผู้จัดการสาขาย่อยนวนคร ซึ่งได้ลงลายมือชื่อไว้ท้ายหนังสือนี้ เป็นตัวแทนของธนาคารอันชอบด้วยกฎหมายในอันที่จะกระทำแทนธนาคารในกิจการของสาขาที่กล่าวข้างต้น... รวมทั้งให้มีอำนาจ ดังนี้ 6. ...ฟ้องคดีอาญา คดีแพ่ง ...เพื่อป้องกันและรักษาทรัพย์สิน ผลประโยชน์หรือสิทธิต่างๆ ของธนาคาร..." ย่อมหมายความว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสมพงษ์ในฐานะผู้จัดการสาขาย่อยนวนครดำเนินคดีแทนโจทก์ในกิจการของสาขาย่อยนวนครของโจทก์เท่านั้น นายสมพงษ์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับหนี้ของโจทก์สาขาอื่น ดังนั้น นายสมพงษ์จึงมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์เฉพาะหนี้เงินกู้ที่โอนจากสาขาเพชรบุรีตัดใหม่ไปยังสาขาย่อยนวนครตามสัญญากู้เงินและบันทึกข้อตกลงการโอนวงเงินสินเชื่อและภาระหนี้ ที่จำเลยที่ 1 ผู้กู้ยังคงค้างชำระต้นเงิน 70,000,000 บาท ตามการ์ดบันทึกรายละเอียดลูกหนี้ และหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์สาขาย่อยนวนครตามสัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระต้นเงิน 10,863,000 บาท ตามการ์ดบันทึกรายละเอียดลูกหนี้เท่านั้น ส่วนหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินของสาขาเพชรบุรีตัดใหม่ส่วนที่ยังไม่โอนไปยังสาขาย่อยนวนครที่จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระต้นเงิน 11,798,148.23 บาท พร้อมค่าเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ชำระแทนไปตามสัญญาดังกล่าวเป็นเงิน 22,421.85 บาท ตามสัญญากู้เงิน บันทึกข้อตกลงการโอนวงเงินสินเชื่อและภาระหนี้ บัญชีเงินให้กู้และสำเนาใบเสร็จรับเงินและหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 กู้โจทก์สาขาเพชรบุรีตัดใหม่ ตามสัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระต้นเงิน 10,000,000 บาท ตามการ์ดบัญชีเงินให้กู้นั้น นายสมพงษ์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์เพื่อขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ในส่วนนี้ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังขึ้น

โจทก์เป็นผู้ประกอบการธนาคารพาณิชย์จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ประกอบประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์ โจทก์ทราบรายละเอียดหลักเกณฑ์การเรียกดอกเบี้ยเป็นอย่างดี ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าโจทก์ไม่อาจทราบถึงหลักเกณฑ์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์ได้ การที่จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระหนี้โจทก์แล้วโจทก์นำไปหักชำระหนี้ตามจำนวนที่คิดคำนวณเอง โดยโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์อันเป็นกิจการที่เชื่อถือของประชาชนย่อมมีเหตุให้จำเลยที่ 1 เข้าใจและเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยถูกต้อง ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่คิดคำนวณไม่ถูกต้อง โดยจงใจฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือเป็นการกระทำอันใดตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระ อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิจะได้รับทรัพย์นั้นคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 ดังนั้น เมื่อข้อสัญญาเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตกเป็นโมฆะ เท่ากับสัญญากู้ยืมเงินมิได้มีการตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้ โจทก์ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยก่อนผิดนัดและไม่อาจนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์มาแล้วไปหักออกจากดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดได้ จึงต้องนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไปชำระต้นเงินทั้งหมด ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังขึ้น

แม้ผู้บอกกล่าวบังคับจำนองจะมิใช่ผู้รับจำนองและไม่ได้รับมอบอำนาจจากผู้รับจำนอง แต่โจทก์

ผู้รับจำนองยอมรับเอาการกระทำของผู้บอกกล่าวบังคับจำนองที่ได้กระทำไปในนามของโจทก์โดยการฟ้องคดีนี้ ถือว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันแก่การบอกกล่าวบังคับจำนองนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 จึงถือว่าคดีมีการบอกกล่าวบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนอง ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 80,863,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 70,000,000 บาท นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2541 จากต้นเงิน 10,863,000 บาท นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระมาแล้วตามยอดหนี้ดังกล่าวไปหักออกจากต้นเงินของยอดหนี้แต่ละจำนวนเสียก่อน เมื่อเหลือต้นเงินเท่าใดให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระต้นเงินคงเหลือพร้อมดอกเบี้ยอัตราดังกล่าว คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 407 ม. 411 ม. 728 ม. 823
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 225 ม. 249
ชื่อคู่ความ
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทยู.เค.แอนด์ แอสโซซิเอท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายธวัฒน์ชัย สุดใจศิริบูล
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุวัตร มุทิกากร
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ไมตรี ศรีอรุณ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10624/2554
#521449
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยคนถัดไปต่อจากผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยคนแรก เป็นผู้จ่ายค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปเพราะไม่รู้ว่าวินาศภัยอันเดียวกันนี้มีผู้คัดค้านเป็นผู้รับประกันภัยไว้ก่อนตน กรณีจึงเป็นการจ่ายค่าสินไหมทดแทนไป ทั้งๆ ที่ผู้ร้องไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 870 วรรคสามบัญญัติไว้ ถือได้ว่าการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องนั้น เป็นการสมประโยชน์ของผู้คัดค้านซึ่งเป็นตัวการและต้องตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการ หรือความประสงค์ตามที่พึงสันนิษฐานได้ กรณีตามคำร้องจึงเข้าเกณฑ์เป็นเรื่องจัดการงานนอกสั่งซึ่งก่อให้เกิดหนี้ที่ผูกพันผู้คัดค้านให้ต้องรับผิดชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องได้ออกทดรองจัดการงานให้ผู้คัดค้านไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 401

การที่อนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยคนแรกได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไป ยังไม่คุ้มกับจำนวนวินาศภัย ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยคนถัดไปไม่รอเพื่อจ่ายในส่วนที่ยังขาดอยู่ถ้าหากมีแต่ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายทั้งสิ้นไปทีเดียว จึงต้องถือว่าผู้ร้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยโดยไม่มีหน้าที่ เมื่อไม่มีกฎหมายใดบัญญัติถึงกรณีนี้ในอันจะให้ผู้ร้องเรียกร้องให้ผู้คัดค้านคืนเงินตามที่ได้จ่ายไปนั้นได้ การที่ผู้ร้องจ่ายไปนั้นจึงตกเป็นพับแก่ผู้ร้อง และมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องมานั้น คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและเข้าเกณฑ์เป็นกรณีที่การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนซึ่งศาลชอบที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดนั้นเสียได้ตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคสาม (2)(ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ หรือมีคำสั่งให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ไม่จำต้องไต่สวนข้อเท็จจริงตามคำร้อง มีคำสั่งให้งดไต่สวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือสั่งให้ศาลชั้นต้น ไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อแรกตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า มีเหตุที่ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 870 บัญญัติวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกรณีความรับผิดของผู้รับประกันภัยหลายรายเพื่อความวินาศภัยอันเดียวกันและจำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัยรวมกันท่วมจำนวนที่วินาศจริงไว้ว่า ผู้รับประโยชน์มีสิทธิได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพียงเสมอจำนวนวินาศจริงเท่านั้น และในกรณีสัญญาประกันภัยหลายรายเช่นว่านี้ ถ้าทำพร้อมกัน (สัญญาประกันภัยลงวันเดียวกัน) มาตรา 870 วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติให้ผู้รับประกันภัยแต่ละคนต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนวินาศจริงแบ่งเฉลี่ยตามส่วนมากน้อยที่ตนได้รับประกันภัยไว้ แต่ถ้าสัญญาประกันภัยหลายรายนั้นทำสืบเนื่องเป็นลำดับกัน มาตรา 870 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้รับประกันภัยคนแรกรับผิดเพื่อความวินาศภัยก่อน ผู้รับประกันภัยคนถัดไปจะต้องรับผิดเฉพาะส่วนที่ยังขาดอยู่นั้นต่อๆ กันไปจนกว่าจะคุ้มวินาศ ยิ่งกว่านั้น ความในมาตรา 871 ยังบัญญัติรองรับหลักการมาตรา 870 ดังกล่าวอีกว่า การที่ผู้รับประโยชน์ยอมสละสิทธิอันมีต่อผู้รับประกันภัยรายหนึ่งนั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้รับประกันภัยรายอื่น ๆ บทบัญญัติดังกล่าวมีนัยสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ว่า กรณีมีการทำสัญญาประกันภัยหลายรายเพื่อความวินาศภัยอันเดียวกันนั้น ความรับผิดของผู้รับประกันภัยแต่ละรายจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และลำดับความรับผิดที่กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 870 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ดังกล่าวข้างต้นอย่างเคร่งครัด ผู้รับประโยชน์จะสละสิทธิอันมีต่อผู้รับประกันภัยรายหนึ่งเพื่อให้มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของผู้รับประกันภัยรายอื่น ๆ ให้ผิดแผกแตกต่างไปจากที่กฎหมายบัญญัติไว้ไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องและคำคัดค้านที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันฟังได้เป็นยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์หมายเลขทะเบียน กค 9669 กรุงเทพมหานคร ไว้ก่อน ผู้ร้องอันเข้าเกณฑ์เป็นกรณีที่ทำสัญญาประกันภัยหลายรายสืบเนื่องเป็นลำดับกันตามมาตรา 870 วรรคสาม ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยคนแรกจะต้องรับผิดเพื่อความวินาศภัยก่อน แต่คดีนี้เมื่อเกิดวินาศภัยขึ้นตามสัญญา ผู้ร้องกลับเป็นผู้จ่ายค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้นจำนวน 142,214.77 บาท ให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปเพราะไม่รู้ว่าวินาศภัยอันเดียวกันนี้มีผู้คัดค้านเป็นผู้รับประกันภัยไว้ก่อนตน กรณีจึงเป็นการจ่ายค่าสินไหมทดแทนไปทั้งๆ ที่ผู้ร้องไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายตามที่มาตรา 870 วรรคสาม บัญญัติไว้ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น แต่เมื่อได้จ่ายไปแล้ว แม้เป็นการจ่ายโดยที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยคนแรกและเป็นผู้มีหน้าที่ต้องจ่ายไม่ได้มอบหมายให้ผู้ร้องจัดการแทนตนก็ตาม ก็ย่อมมีผลทำให้หนี้ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนที่ผู้คัดค้านจะต้องรับผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นเป็นอันระงับไป และทำให้ผู้คัดค้านหลุดพ้นจากความรับผิดต่อผู้เอาประกันภัย จึงถือได้ว่าการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องนั้น เป็นการสมประโยชน์ของผู้คัดค้านซึ่งเป็นตัวการและต้องตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการ หรือความประสงค์ตามที่พึงสันนิษฐานได้ กรณีตามคำร้องจึงเข้าเกณฑ์เป็นเรื่องจัดการงานนอกสั่งซึ่งก่อให้เกิดหนี้ที่ผูกพันผู้คัดค้านให้ต้องรับผิดชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องได้ออกทดรองจัดการงานให้ผู้คัดค้านไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 401 ดังนั้น การที่อนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับประกันภัย คนแรกได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปยังไม่คุ้มกับจำนวนวินาศภัย ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยคนถัดไปไม่รอเพื่อจ่ายในส่วนที่ยังขาดอยู่ถ้าหากมีแต่ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายทั้งสิ้นไปทีเดียวจึงต้องถือว่า ผู้ร้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยโดยไม่มีหน้าที่ เมื่อไม่มีกฎหมายใดบัญญัติถึงกรณีนี้ในอันที่จะให้ผู้ร้องเรียกร้องให้ผู้คัดค้านคืนเงินตามที่ได้จ่ายไปนั้นได้ การที่ผู้ร้องจ่ายไปนั้นจึงตกเป็นพับแก่ผู้ร้อง และมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอ ข้อพิพาทของผู้ร้องมานั้นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและเข้าเกณฑ์เป็นกรณีที่การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งศาลชอบที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดนั้นเสียได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สำนักงานอนุญาโตตุลาการ สมาคมประกันวินาศภัย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 401 ม. 870 วรรคหนึ่ง ม. 870 วรรคสาม
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสาม (2)(ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอภิศักดิ์ พรวชิราภา
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10591/2554
#514191
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นความผิดอย่างเดียวกันและเป็นการกระทำความผิดอันเดียวกันกับคดีนี้ ซึ่งศาลได้ไต่สวนมูลฟ้องและวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ไม่มีมูลเป็นความผิดตามบทมาตราที่ระบุมาในคำขอท้ายฟ้อง แม้หากจะถือว่าโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด และศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามความผิดหรือบทมาตราที่ถูกต้องได้ ก็เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองจึงไม่อาจประทับรับฟ้องได้ เป็นกรณีที่ศาลในคดีเดิมได้พิจารณาวินิจฉัยแล้วว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ชอบที่โจทก์ต้องอุทธรณ์คำพิพากษาคดีดังกล่าว ไม่อาจนำมาฟ้องใหม่ได้ เมื่อความผิดซึ่งได้ฟ้องในคดีนี้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีมาฟ้องย่อมระงับไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 69, 70 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟ้องโจทก์ไว้แล้วนัดไต่สวนมูลฟ้อง แต่ในวันนัดได้มีคำสั่งงดการไต่สวนมูลฟ้อง แล้วมีคำสั่งว่า มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) จึงให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สิทธินำคดีมาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.5514/2550 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1430/2551 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งเป็นคดีเดิมที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นความผิดอย่างเดียวกันและเป็นการกระทำความผิดอันเดียวกันกับคดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีเดิมดังกล่าวได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีการนำสืบพยานของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ไม่มีมูลเป็นความผิดตามบทมาตราที่ระบุมาในคำขอท้ายฟ้อง แม้หากจะถือว่าโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด และศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดหรือบทมาตราที่ถูกต้องได้ ก็เป็นการเพิ่มเติมโทษแก่จำเลยทั้งสอง จึงไม่อาจประทับรับฟ้องได้ ตามข้อความในอุทธรณ์หน้า 5 และ 6 ของโจทก์ ก็เป็นกรณีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีเดิมได้พิจารณาวินิจฉัยแล้วว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ชอบที่โจทก์ต้องอุทธรณ์คำพิพากษาคดีดังกล่าว ไม่อาจนำมาฟ้องใหม่ได้ เมื่อความผิดซึ่งได้ฟ้องในคดีนี้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีมาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวรรค์พงศ์หรือสรัฐ สิทธิสาร
นายสมหมายหรือสมจิตร
จำเลย — หรือสรรค์พล แสงบ้านยาง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวศศธร น้อยโสภณ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10579/2554
#520483
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ปรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทงละ 1,800 บาท จำเลยที่ 4 อายุกว่าสิบเจ็ดปี แต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 76 ให้ปรับ กระทงละ 900 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ฉะนั้น ความผิดฐานนี้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ส่วนข้อหาความผิดของจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นลงโทษปรับ กระทงละ 900 บาท จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยที่ 4 จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ (4) จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยในข้อหาความผิดนี้จึงเป็นการไม่ชอบ

ที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยรับฟังลงโทษไม่ได้นั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 4 ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เพราะถือว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 นำเข้าเพื่อจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำนวน 172 เม็ด และฟังว่าจำเลยที่ 4 นำเข้าเพื่อจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำนวน 15 เม็ด ซึ่งแตกต่างจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งฟังว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันนำเข้าเพื่อจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำนวน 187 เม็ด ก็ตาม แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ยังคงพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ทั้งยังกำหนดโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย กรณีจึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี ซึ่งต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12 (1), 18 วรรคสอง, 62 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 65, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพ จำนวน 172 เม็ด และจำนวน 15 เม็ด ตามลำดับ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 18 วรรคสอง, 62 วรรคสอง และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2)), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 4 อายุกว่าสิบเจ็ดปี แต่ยังไม่เกินยี่สิบปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนไทยเดินทางออกไปและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้ปรับกระทงละ 1,800 บาท จำเลยที่ 4 ให้ปรับกระทงละ 900 บาท ฐานร่วมกันนำเข้าและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 4 ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 และที่ 2 รวมลงโทษประหารชีวิต และปรับคนละ 3,600 บาท จำเลยที่ 3 รวมปรับ 3,600 บาท จำเลยที่ 4 รวมจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,800 บาท คำให้การของจำเลยทั้งสี่ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (ที่ถูก 52 (1)), 53 จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงจำคุกคนละตลอดชีวิตและปรับคนละ 2,400 บาท จำเลยที่ 3 คงปรับ 2,400 บาท จำเลยที่ 4 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,200 บาท หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ฐานนำเข้าและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2)), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่นำสืบรับกันฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่และตรวจค้นยึดได้เมทแอมเฟตามีน จำนวน 172 เม็ด จากกระเป๋ากางเกงของจำเลยที่ 1 กับยึดได้เมทแอมเฟตามีนอีกส่วนหนึ่ง จำนวน 15 เม็ดจากกระเป๋ากางเกงของจำเลยที่ 4 เช่นกัน รวมยึดได้เมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งสิ้น จำนวน 187 เม็ด น้ำหนัก 17.099 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.822 กรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ สำหรับข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสี่ได้ตามฟ้อง และพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดนี้ ซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดของจำเลยทั้งสี่ในข้อหาความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามข้อกล่าวหาของโจทก์จึงเป็นอันยุติลงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนข้อหาความผิดฐานเดินทางออกไปและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 18 วรรคสอง และ 62 วรรคสอง ปรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทงละ 1,800 บาท จำเลยที่ 4 อายุกว่าสิบเจ็ดปี แต่ยังไม่เกินยี่สิบปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้วให้ปรับจำเลยที่ 4 กระทงละ 900 บาท ข้อหาความผิดฐานนี้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และข้อหาความผิดฐานนี้ของจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยที่ 4 กระทงละ 900 บาท จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยที่ 4 จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ (4) จำเลยที่ 4 จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยในข้อหาความผิดฐานนี้ของจำเลยที่ 4 มาจึงเป็นการไม่ชอบ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาโต้แย้งว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 18 วรรคสอง และ 62 วรรคสอง ไม่ได้นั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้น และต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 4 ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพราะถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยที่ 4 เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับข้อหาความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำนวน 187 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของจำเลยที่ 3 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อหาความผิดฐานนี้สำหรับจำเลยที่ 3 ตามข้อกล่าวหาในคำฟ้องของโจทก์ย่อมเป็นอันยุติลง ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีน จำนวน 187 เม็ด เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 นำเข้าเพื่อจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน จำนวน 172 เม็ด และฟังว่าจำเลยที่ 4 นำเข้าเพื่อจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน จำนวน 15 เม็ด แตกต่างจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันนำเข้าเพื่อจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน จำนวน 187 เม็ด ก็ตาม แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ยังคงพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ทั้งยังกำหนดโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย กรณีจึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี ซึ่งต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของโจทก์มาจึงเป็นการไม่ชอบตามบทกฎหมายข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมนำเข้าเพื่อจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีนจำนวน 187 เม็ด ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 นำเข้าเพื่อจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน จำนวน 172 เม็ด และจำนวน 15 เม็ด ตามลำดับหรือไม่เท่านั้น เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีข้อเท็จจริงเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นไปตามลำดับขั้นตอนของเหตุการณ์อย่างสมเหตุผล นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจโทเกรียงศักดิ์ พนักงานสอบสวนมาเบิกความสนับสนุนว่า ในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ก็ให้การรับสารภาพเช่นเดียวกับในชั้นจับกุม อีกทั้งยังได้ร่วมกันนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพให้พยานได้ถ่ายรูปไว้ และบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพด้วย และทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่าทั้งเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมของพันตำรวจตรีเกษมและพันตำรวจโทเกรียงศักดิ์ พนักงานสอบสวน ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ทุกคนจะมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยคนหนึ่งคนใด แต่กลับปรากฏว่าต่างเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงไปตามหน้าที่ราชการที่พยานโจทก์แต่ละคนได้ปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีข้อพิรุธสงสัยว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้เกี่ยวข้องจะร่วมมือกันสร้างพยานหลักฐานขึ้นปรักปรำให้ร้ายแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้ต้องรับโทษหรือได้รับโทษเกินกว่าความเป็นจริง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเชื่อถือได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่นั่งเรือข้ามฟากมาจากฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามายังฝั่งประเทศไทยที่ริมแม่น้ำโขงบริเวณท่าน้ำบ้านสองคอน และถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำนวน 172 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงของจำเลยที่ 1 และเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกส่วนหนึ่ง จำนวน 15 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงของจำเลยที่ 4 ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมนำเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมด จำนวน 187 เม็ด เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและร่วมมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ซึ่งปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ขณะตรวจค้นจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน จำนวน 172 เม็ด ที่ตัวจำเลยที่ 1 และตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีกส่วนหนึ่ง จำนวน 15 เม็ด ที่ตัวจำเลยที่ 4 ส่วนที่ตัวจำเลยที่ 2 ไม่มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยวินิจฉัยให้เหตุผลว่า เมื่อผลการตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 ไม่พบว่าจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนอยู่ในครอบครองด้วย โจทก์จึงต้องมีพยานหลักฐานมานำสืบยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 คบคิดหรือวางแผนร่วมกันอย่างไร และต้องนำสืบขยายความให้ได้ว่าเหตุใด จำเลยที่ 1 จึงครอบครองเมทแอมเฟตามีนผู้เดียวจำนวนมากถึง 172 เม็ด แต่จำเลยที่ 4 ครอบครองไว้เพียง 15 เม็ด ในขณะที่จำเลยที่ 2 กลับไม่ได้มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเลย พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบเพียงว่าเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมของพันตำรวจตรีเกษมได้รับแจ้งจากสายลับถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ก็ดี การจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ได้พร้อมกันก็ดี คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนก็ดี ยังเป็นที่น่าสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกันครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ต่างนำเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำนวน 172 เม็ด และจำนวน 15 เม็ด เข้ามาในราชอาณาจักร และต่างมีเมทแอมเฟตามีนของกลางแต่ละจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเท่านั้น ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมาแล้วนั้น เป็นคำวินิจฉัยที่ประกอบชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยและศาลฎีกาก็เห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานนำเข้าและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพราะจำนวนเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองมีปริมาณมากถึงจำนวน 172 เม็ด ย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้อยู่ในตัวว่ามิใช่เป็นการมีไว้เพื่อเสพเองเป็นแน่แท้และแม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 187 เม็ด มีน้ำหนัก 17.099 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.822 กรัมเมื่อเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน จำนวน 187 เม็ด ของกลาง ซึ่งตามรายงานการตรวจพิสูจน์พบว่าเมทแอมเฟตามีน 187 เม็ดคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.822 กรัม และมีเมทแอมเฟตามีนของกลางเหลือจากการตรวจพิสูจน์ 16.091 กรัม จึงเห็นได้ว่าเป็นการนำเอาเมทแอมเฟตามีนของกลางบางส่วนมาตรวจพิสูจน์หาปริมาณสารบริสุทธิ์ แล้วจึงนำผลที่ได้มาคำนวณหาปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลาง 187 เม็ด กรณีจึงคิดคำนวณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 172 เม็ด ดังกล่าวได้เช่นเดียวกันว่ามีปริมาณสารบริสุทธิ์ 3.515 กรัม จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 4 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครอง จำนวน 15 เม็ด เท่ากับจำนวน 15 หน่วยการใช้ จึงเข้าข้อสันนิษฐานเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพิพากษาว่าจำเลยที่ 4 มีความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ทั้งนี้เพราะแม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) จะบัญญัติให้ถือว่า การนำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือจำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป เป็นการนำเข้าหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์ข้อ 1. ง. โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีน จำนวน 187 เม็ด น้ำหนัก 17.099 กรัม อันมียาเสพติดที่มีสารเมทแอมเฟตามีนผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป และมีปริมาณคำนวณเป็นสารเมทแอมเฟตามีนบริสุทธิ์หนัก 3.822 กรัม ซึ่งมีจำนวนตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป มาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าคำฟ้องโจทก์ดังกล่าวมิได้บรรยายให้ปรากฏชัดว่า จำนวน 1 เม็ด ของเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเท่ากับ 1 หน่วยการใช้ เพราะโจทก์กล่าวมารวม ๆ ว่า จำนวน 187 เม็ด ของเมทแอมเฟตามีนที่นำเข้านั้นมีสารเมทแอมเฟตามีนผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปเท่านั้น ทั้งเมทแอมเฟตามีนจำนวน 15 เม็ด เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน จำนวน 187 เม็ด ของกลางจึงสามารถคำนวณจำนวนน้ำหนักและปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวได้ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งจากการคิดคำนวณปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 15 เม็ด มีน้ำหนัก 1.371 กรัม ปริมาณสารบริสุทธิ์ 0.306 กรัม การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงไม่เข้าบทสันนิษฐานของมาตรา 15 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่จะถือว่าเป็นการนำเข้าและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เมื่อโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานให้ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 มีพฤติการณ์ว่าจะนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวนั้นมาเพื่อจำหน่ายให้แก่ใคร ที่ไหน และอย่างไร จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้นำเข้าและมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีน จำนวน 15 เม็ด นั้นเพื่อจำหน่ายจริงตามฟ้อง คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยที่ 4 นำเข้าและมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 15 เม็ด นั้นไว้ในครอบครองเท่านั้น ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง แม้ว่าคดีนี้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานนำเข้าและมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนจำนวนตามฟ้องเพื่อจำหน่าย แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 4 นำเข้าและมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเพียงบางส่วนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ตาม แต่ความผิดตามฟ้องฐานนำเข้าและมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนทั้งจำนวนตามฟ้องเพื่อจำหน่ายย่อมรวมการกระทำความผิดฐานนำเข้าและมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนบางส่วนนั้นด้วยอยู่ในตัว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานนำเข้าและมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนบางส่วนนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้น จำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 67 โดยไม่ต้องปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 4 อายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปีเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (เดิม) ประกอบมาตรา 53 ให้จำคุก 25 ปี คำให้การจำเลยที่ 4 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้จำเลยที่ 4 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน รวมกับโทษปรับ 1,200 บาท ในข้อหาความผิดฐานเป็นคนไทยเดินทางออกไปและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน และปรับ 1,200 บาท ส่วนโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 193 ทวิ ม. 218 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — นายวรรณรบ ประสาร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายชัยรัตน์ จันทะอุ่มเหม้า
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวีระพล ตั้งสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา