คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11662/2554
#514288
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (12) คำว่า การกสิกรรม หมายถึง การเพาะปลูก ไก่จึงไม่ใช่เป็นสัตว์ที่ได้มาจากการกสิกรรมตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 (12) จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (12), 83 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 6,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ จำคุกจำเลยที่ 1 3 ปีกับให้จำเลยที่ 1 คืนทรัพย์หรือใช้ราคาเป็นเงิน 6,500 บาทแก่ผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 คืนทรัพย์ที่ลักไป หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 3,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาที่เห็นสมควรหยิบยกมาวินิจฉัยเป็นประการแรกมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (12) ด้วยหรือไม่ เห็นว่า การกสิกรรมย่อมหมายความถึงการเพาะปลูก ไก่จึงไม่ใช่เป็นสัตว์ที่ได้มาจากการกสิกรรมตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (12) ด้วย จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาในชั้นนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกและแก้ไขให้ถูกต้องได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อสุดท้ายว่าสมควรลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึง 3 ปี นั้น หนักเกินไป เพราะทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันลักไปเป็นเพียงไก่ชน 7 ตัว ประกอบกับจำเลยที่ 1 วางเงินค่าเสียหาย 6,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้เสียหายแล้ว จึงสมควรกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดีโดยยังไม่สมควรจะรอการลงโทษให้จำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (12)ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (12)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายปรีชา ศรีสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายประสงค์ บุญวิจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11654/2554
#518415
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายและฐานพยายามลักทรัพย์ จำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้ตายเพียงอย่างเดียว จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 289 (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตาม ป.อ. มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91 เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้แม้คู่ความมิได้ฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ให้ลงโทษจำเลย ป.อ. มาตรา 289 (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 288, 289, 339, 364, 365, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายประสิทธิ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 365 (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นจำคุก 20 ปี ฐานบุกรุก จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 22 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งฐานฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 10 ปี ฐานบุกรุก คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 11 ปี ริบของกลางข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (7), 335 (1) (3) (4) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 ฐานฆ่าผู้อื่นให้ประหารชีวิต ฐานพยายามลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) กึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 25 ปี ฐานพยายามลักทรัพย์ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 26 ปี เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 27 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่ลดโทษให้หรือไม่ โดยโจทก์ร่วมอ้างว่า จำเลยกระทำต่อผู้ตายอย่างทารุณ และจำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน จึงไม่มีเหตุปรานีลดโทษให้ เห็นว่า การกระทำของจำเลยทุกฐานความผิดนั้น จำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้ตายเพียงอย่างเดียว จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้แม้คู่ความมิได้ฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คงจำคุก 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 289 (7) ม. 335 (1) ม. 335 (3) ม. 335 (4) ม. 335 (8) ม. 335 วรรคสอง ม. 80 ม. 365 (3)
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
โจทก์ร่วม — นายประสิทธิ์ ศรีปราชญ์
จำเลย — นายจรูญ ผลาหาญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายมนตรี กิติพงศ์ไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวสุนันท์ วสาคารวะ
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11645/2554
#518435
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์กำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยสัญญากู้ระบุว่า ดอกเบี้ยตามกฎหมาย แต่โจทก์นำสืบว่า ขั้นแรกตกลงคิดดอกเบี้ยกันอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ต่อมาลดลงเหลือร้อยละ 3 ต่อเดือน จำนวนเงินที่จำเลยชำระมาแล้วเป็นการชำระดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมาย จำเลยยังมิได้ชำระต้นเงินกู้ทั้งยังค้างชำระดอกเบี้ยอีกสามหมื่นบาทเศษ จึงฟ้องเรียกต้นเงินกู้เต็มจำนวนกับดอกเบี้ยตามที่ระบุในสัญญานับตั้งแต่วันกู้ ดังนี้เป็นการนำสืบเรื่องรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงในมูลกรณีที่ฟ้อง เมื่อได้ความว่าโจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประกอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 654 อันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นปรับแก่คดีได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ทั้งการรับฟังพยานบุคคลว่าหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงเป็นโมฆะ

การที่จำเลยสมยอมชำระดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแก่โจทก์ ถือว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 จำเลยไม่มีสิทธิเรียกคืนจึงจะให้นำไปหักดอกเบี้ยตามกฎหมายหรือหักจากยอดต้นเงินไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 293,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 125,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 125,000 บาท โดยระบุอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยมอบสมุดเงินฝากและบัตรเอ.ที.เอ็ม. ให้โจทก์ไว้ใช้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยเพื่อชำระหนี้ทุกเดือน เดือนละ 7,750 บาท โจทก์ได้ใช้บัตร เอ.ที.เอ็ม.ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 147,250 บาท โดยโจทก์มีตัวโจทก์และนายพิชัยสามีโจทก์มานำสืบว่า จำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อเดือน ของต้นเงิน 100,000 บาทแรก ส่วนต้นเงินที่เหลือจำนวน 25,000 บาท จำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อเดือน ดอกเบี้ยแต่ละเดือนจึงเท่ากับ 7,750 บาท อันเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 มีผลให้ดอกเบี้ยดังกล่าวตกเป็นโมฆะ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ข้อนำสืบของโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 หรือไม่ เห็นว่า การนำสืบของโจทก์เป็นเรื่องรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงในมูลคดีที่ฟ้องเพื่อให้เห็นว่า หนี้ส่วนดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ การนำสืบพยานบุคคลของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย ฎีกาของโจทก์ปัญหานี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อเดือน สูงกว่าอัตราที่โจทก์นำสืบ ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อเดือนของต้นเงิน 100,000 บาทแรก ส่วนต้นเงินที่เหลือจำนวน 25,000 บาท จำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อเดือน โดยจำเลยมอบบัตรเอ.ที.เอ็ม.ให้โจทก์ไว้ใช้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลย เพื่อเอาชำระดอกเบี้ยเดือนละ 7,750 บาท ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยสมยอมชำระดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจและฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 และมาตรา 411 จำเลยไม่มีสิทธิจะได้รับดอกเบี้ยที่ชำระไปแล้วคืน จึงนำไปหักออกจากต้นเงินที่ชำระไม่ได้และเนื่องจากกรณีเป็นหนี้เงิน โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อสัญญากู้ยืมเงินมีข้อตกลงให้ชำระเงินที่กู้ยืมคืนภายในวันที่ 1 มกราคม 2539 อันเป็นกำหนดเวลาชำระหนี้แน่นอนตามวันแห่งปฏิทิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 125,000 บาท นับแต่วันผิดนัด คือวันที่ 2 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 407 ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 142 (5)
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจงดี สวโรจน์
จำเลย — นางจินตนา ศรีสุนทร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นายสนิท โพชนะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปิยะรัตน์ ตัณฑศรี
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
วิรุฬห์ แสงเทียน
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11632/2554
#518436
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2539 โจทก์ตรวจรับมอบผ้างวดที่ 1 ตามสัญญาที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบไว้เรียบร้อยแล้ว ครั้นเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวได้ร่วมกันหลอกลวงฉ้อโกงและจงใจทำละเมิดต่อโจทก์โดยแสดงข้อความเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง กล่าวคือจำเลยทั้งสองร่วมกันทำหนังสือมอบอำนาจให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ไปขอรับค่าสินค้างวดที่ 1 จากโจทก์โดยแจ้งต่อโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิรับเงินค่าสินค้างวดที่ 1 ซึ่งเป็นความเท็จ เพราะความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องค่าสินค้านั้นไปให้ผู้อื่นก่อนแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าสินค้าจากโจทก์อีก การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. และเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินค่าสินค้าผ้างวดที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ดังนี้ จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดฐานละเมิด และให้คืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ประกอบมาตรา 438

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ร่วมเดินทางไปกับหัวหน้างานบัญชีของบริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง เพื่อไปส่งมอบหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่กองพลาธิการ กรมตำรวจ ย่อมบ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่า การโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าสินค้าจากโจทก์ของจำเลยที่ 1 ให้แก่บริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) มีผลสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง อันเป็นผลให้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ในการรับเงินค่าสินค้าผ้าจากโจทก์ตกเป็นของบริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) และจำเลยที่ 1 หมดสิทธิที่จะรับเงินดังกล่าวจากโจทก์แล้ว ดังนั้นต่อมาเมื่อโจทก์ตรวจรับมอบสินค้างวดที่ 1 จากจำเลยที่1 แล้ว เจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบเพื่อให้ไปรับเงินค่าผ้าในงวดที่ 1 อีก ไม่ว่าจะเป็นเพราะความผิดพลาดในการตรวจสอบเอกสาร หรือความเข้าใจผิดใดก็ตาม การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ไปรับเงินจากกองพลาธิการ กรมตำรวจ แทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะรับเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ได้อีก การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวย่อมเป็นการกระทำในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยมีเจตนาที่ไม่สุจริตอันถือได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์เสียหาย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ทำละเมิดจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 นิติบุคคลเจ้าของกิจการที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทนรับผิดคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และมาตรา 1167 ประกอบมาตรา 427

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 21,481,080 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2539 จนถึงวันฟ้อง จำนวน 7,921,148.25 บาท รวมเป็นเงิน 29,402,228.25 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 21,481,080 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะคืนหรือชดใช้เงินให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 21,481,080 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนาย ความเป็นเงิน 15,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ในการคืนเงินตามฟ้องด้วยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินค่าสินค้าผ้างวดที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์โดยบรรยายฟ้องในข้อ 2 ย่อหน้าที่ 3 ไว้ชัดเจนว่า "เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2539 โจทก์ได้ตรวจรับมอบผ้างวดที่ 1 ตามสัญญาที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบไว้เรียบร้อยแล้ว ครั้นเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวได้ร่วมกันหลอกลวงฉ้อโกงและจงใจทำละเมิดต่อโจทก์โดยแสดงข้อความเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง กล่าวคือจำเลยทั้งสองร่วมกันทำหนังสือมอบอำนาจให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ไปขอรับเงินค่าสินค้างวดที่ 1 จากโจทก์ โดยแจ้งต่อโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิรับเงินค่าสินค้างวดที่ 1 ซึ่งเป็นความเท็จ เพราะความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องค่าสินค้านั้นไปให้ผู้อื่นก่อนแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าสินค้าจากโจทก์อีก..." และบรรยายฟ้องในข้อ 4 ว่า " จากการกระทำของจำเลยทั้งสองตามข้อ 2 เป็นการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย... จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดคืนเงินของโจทก์ที่จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิยึดถือไว้นั้นพร้อมดอกเบี้ย... " ดังนี้ จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดฐานละเมิดและให้คืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ประกอบมาตรา 438 ซึ่งในปัญหาเรื่องละเมิดนี้โจทก์และจำเลยทั้งสองก็นำสืบข้อเท็จจริงได้ความตรงกันว่า ภายหลังจากทำสัญญาขายผ้าให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อโจทก์นี้ให้แก่บริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อ และประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ในช่องผู้โอน โดยสัญญาดังกล่าวระบุว่า ทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2539 อันเป็นวันก่อนที่จะมีการส่งมอบสินค้างวดที่ 1 ให้แก่โจทก์ และโจทก์มีนายอนุศักดิ์ ซึ่งทำงานในตำแหน่งหัวหน้างานบัญชีที่บริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) อยู่ในขณะนั้นมาเบิกความยืนยันว่า ในวันที่ 19 สิงหาคม 2539 นั้นเอง หลังจากบริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 แล้ว พยานก็ได้นำหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปส่งให้กองพลาธิการ กรมตำรวจ (ชื่อส่วนราชการของโจทก์ในขณะนั้น) โดยมีพันตำรวจโทบรรจง เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับหนังสือบอกกล่าวไว้และในขณะนั้นจำเลยที่2 ก็อยู่ด้วย โดยจำเลยที่ 2 ได้เดินทางไปพร้อมกับพยานซึ่งความในข้อนี้จำเลยที่ 2 เองก็มิได้ปฏิเสธโดยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านเพียงว่าในวันที่นายเรืองกิตต์ กับนายอนุศักดิ์ นำหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปติดต่อที่กองพลาธิการ กรมตำรวจ จำเลยที่ 2 จำไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ไปด้วยหรือไม่เท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังตามคำเบิกความของพยานโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ได้เดินทางไปส่งมอบหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่กองพลาธิการ กรมตำรวจด้วยจริง จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวย่อมบ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่า การโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าสินค้าจากโจทก์ของจำเลยที่ 1 ให้แก่บริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) มีผลสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง อันเป็นผลให้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ในการรับเงินค่าสินค้าผ้าจากโจทก์ตกเป็นของบริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) และจำเลยที่ 1 หมดสิทธิที่จะรับเงินดังกล่าวจากโจทก์แล้ว ดังนั้นต่อมาเมื่อโจทก์ตรวจรับมอบสินค้างวดที่ 1 จากจำเลยที่ 1 แล้ว เจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบเพื่อให้ไปรับเงินค่าผ้าในงวดที่ 1 อีก ไม่ว่าจะเป็นเพราะความผิดพลาดในการตรวจสอบเอกสารหรือความเข้าใจผิดใดก็ตาม การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้นางสถาพร พนักงานของจำเลยที่ 1 ไปรับเงินจากกองพลาธิการ กรมตำรวจ แทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะรับเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ได้อีกดังได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวย่อมเป็นการกระทำในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยมีเจตนาที่ไม่สุจริตอันถือได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์เสียหายจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ทำละเมิดจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 นิติบุคคลเจ้าของกิจการที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทนรับผิดคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 1167 ประกอบมาตรา 427 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองให้แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 วรรคหนึ่ง ม. 420 ม. 427 ม. 438 ม. 1167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จำเลย — บริษัทเจริญวัฒนกิจไพศาล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเจียม เสาวภา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11617/2554
#518467
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 โดยได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดของจำเลยไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยบังอาจเล่นการพนันทายผลฟุตบอลต่างประเทศ โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ รับพนันเอาทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 12 ซึ่งครบองค์ประกอบความผิดตามมาตราที่ขอให้ลงโทษจำเลยแล้ว ส่วนฟุตบอลที่มีการแข่งขันกันในวันที่เท่าใดมิใช่องค์ประกอบความผิดที่โจทก์จะต้องกล่าวมาในฟ้อง เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10 และ 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และ 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 12 (2) ประกอบมาตรา 4 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 18 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยรวม 2 กระทง กระทงละ 4 เดือน เป็นจำคุก 8 เดือน เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำฟ้องโจทก์เป็นการบรรยายฟ้องที่ขัดต่อสภาพและลักษณะการกระทำความผิดฐานเล่นการพนันจึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่โต้แย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จำเลยก็ฏีกาโต้แย้งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2479 โดยได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดของจำเลยไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าจำเลยบังอาจเล่นการพนันทายผลฟุตบอลต่างประเทศ โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ รับพนันเอาทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนันดังกล่าว มาตรา 12 ซึ่งครบองค์ประกอบความผิดตามมาตราที่ขอให้ลงโทษจำเลยแล้ว ส่วนฟุตบอลที่มีการแข่งขันจะแข่งขันกันในวันที่เท่าใดมิใช่องค์ประกอบความผิดที่โจทก์จะต้องกล่าวมาในฟ้อง เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นเจ้าของสมุดบันทึกการรับแทงพนันทายผลฟุตบอลและเล่นพนันทายผลฟุตบอลโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้อันเป็นการกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง สำหรับสมุดบันทึกการรับแทงพนันทายผลฟุตบอลของกลางตามคำเบิกความของนายสมศักดิ์ พยานจำเลยมีรายการพนันทายผลฟุตบอลจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด สมควรริบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33 (1) ส่วนของกลางอื่นนอกนั้นตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด จึงไม่ริบ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบสมุดบันทึกการรับแทงพนันทายผลฟุตบอลของกลาง ของกลางอื่นให้คืนเจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลพบุรี
จำเลย — จ่าสิบตำรวจอนุวัฒน์ ตั้งสถิตพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลพบุรี — นายธงไชย จิรเดชพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นางปดารณี ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
ศุภชัย สมเจริญ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11613/2554
#513590
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ส. จะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของโจทก์เพื่อการส่วนตัวแจกจ่ายไปยังเพื่อนร่วมงานเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของโจทก์และรูปถ่ายที่จัดส่งไปเป็นภาพโป๊ลามกอนาจารซึ่งไม่เหมาะสม แต่เมื่อผู้รับก็ทราบว่าผู้ที่ส่งมาคือ ส. กระทำในนามส่วนตัว มิใช่กระทำในนามบริษัทโจทก์ ความเสื่อมเสียโดยตรงก็น่าจะตกแก่ ส. เอง ไม่เกิดผลกระทบต่อโจทก์มากนัก พฤติการณ์แห่งการกระทำของ ส. จึงยังไม่ถึงกับเป็นกรณีร้ายแรง โจทก์จะเลิกจ้าง ส. โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว ทั้งยังถือไม่ได้ว่า ส. ตั้งใจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงไม่เป็นการจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันจะทำให้โจทก์เลิกจ้าง ส. ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยอีกเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 39/2550

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ ที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า การที่นายสังวาลย์ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของโจทก์ส่งภาพโป๊ลามกอนาจารในเวลาทำงานไปยังที่อยู่หลายที่ ทั้งในบริษัทโจทก์และนอกบริษัทโจทก์เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 จึงเป็นกรณีความผิดร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (2) อีกทั้งเป็นการเบียดบังเวลาทำงานและในการจัดส่งข้อมูลจะปรากฏหลักฐานชื่อผู้ส่งและที่ทำการส่ง จำเลยย่อมเล็งเห็นความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่โจทก์ ทำให้เกิดความเสียหายอยู่ในตัว จึงเป็นการจงใจทำให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย เป็นกรณีตามมาตรา 119 (4) อีกด้วย โจทก์จึงไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายสังวาลย์ ที่ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่า ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยและพิพากษายกฟ้องจึงไม่ถูกต้อง เห็นว่า การกระทำอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 ดังที่อ้างจะต้องกระทำไปเพื่อประสงค์แห่งการค้าหรือโดยการค้าตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 287 (1) หรือเป็นการประกอบการค้าหรือมีส่วนหรือเข้าเกี่ยวข้องในการค้าตาม (2) หรือโฆษณาหรือไขข่าวว่ามีบุคคลกระทำการอันเป็นความผิดตาม (3) ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า นายสังวาลย์ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของโจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นภาพโป๊ลามกอนาจารไปยังเพื่อนร่วมงานและบุคคลภายนอกซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ ไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงไปถึงว่านายสังวาลย์กระทำไปเพื่อประสงค์แห่งการค้าหรือโดยการค้า ประกอบการค้าหรือมีส่วนหรือเข้าเกี่ยวข้องในการค้าหรือโฆษณาหรือไขข่าวว่ามีบุคคลกระทำการอันเป็นความผิดดังกล่าว ข้อเท็จจริงที่รับฟังมาจึงยังไม่ชัดว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 ดังที่โจทก์อุทธรณ์แม้นายสังวาลย์จะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของโจทก์เพื่อการส่วนตัวแจกจ่ายไปยังเพื่อนร่วมงานเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของโจทก์และรูปถ่ายที่จัดส่งไปเป็นภาพโป๊ลามกอนาจารซึ่งไม่เหมาะสม แต่เมื่อผู้รับก็ทราบว่าผู้ที่ส่งมาคือนายสังวาลย์กระทำในนามส่วนตัว มิใช่กระทำในนามบริษัทโจทก์ ความเสื่อมเสียโดยตรงก็น่าจะตกแก่นายสังวาลย์เอง ไม่เกิดผลกระทบต่อโจทก์มากนัก พฤติการณ์แห่งการกระทำของนายสังวาลย์จึงยังไม่ถึงกับเป็นกรณีร้ายแรง โจทก์จะเลิกจ้างนายสังวาลย์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เมื่อโจทก์ยังไม่เคยตักเตือนเป็นหนังสือจึงไม่เป็นกรณีที่จะเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (4) ทั้งลำพังเพียงข้อเท็จจริงที่ว่านายสังวาลย์ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของโจทก์ส่งภาพโป๊ลามกอนาจารในเวลาทำงานไปยังเพื่อนร่วมงานและบุคคลภายนอกในนามส่วนตัวก็ยังถือไม่ได้ว่านายสังวาลตั้งใจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงไม่เป็นการจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันจะทำให้โจทก์เลิกจ้างนายสังวาลย์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (2) อีกเช่นกัน ที่ศาลแรงงานภาค 1 ไม่เพิกถอนคำสั่งของจำเลยโดยยกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (2) ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซันเด้น (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางรัชนี บุญรอด ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายองอาจ แน่นหนา
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ดิเรก อิงคนินันท์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11554/2554
#525519
เปิดฉบับเต็ม

การที่ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา พ.ศ.2535 กำหนดให้จัดตั้งกองทุนขึ้นในกระทรวงการคลังจากเงินงบประมาณของแผ่นดิน โดยให้คณะกรรมการบริหารกองทุนซึ่งมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน จัดสรรเงินของกองทุนดังกล่าวให้แก่โรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติทั่วประเทศเพื่อให้โรงเรียนประถมศึกษานำไปดำเนินการจัดอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือภาวะโภชนาการ และลดปัญหาภาวะทุพโภชนาการของเด็กนักเรียน แสดงเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าประสงค์ให้การจัดอาหารกลางวันแก่นักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา เป็นภาระหน้าที่หรืองานราชการส่วนหนึ่งของโรงเรียนประถมศึกษาด้วย ทั้งก่อนหน้านี้ยังมีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยโครงการอาหารกลางวันที่โรงเรียน พ.ศ.2509 ตลอดจนหนังสือของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติถึงผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดทุกจังหวัดแจ้งวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการรับจ่ายเงิน การลงบัญชี การรักษาเงินและการตรวจสอบเงินค่าอาหารกลางวันทั้งที่เป็นเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ (ส่วนที่เรียกเก็บจากผู้ปกครองหรือมีผู้บริจาค) ให้เป็นไปโดยถูกต้องตามระเบียบและคำแนะนำของกรมบัญชีกลาง สรุปได้ว่าให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโครงการอาหารกลางวันของนักเรียนโดยให้มีอำนาจเรียกเก็บเงินค่าอาหารกลางวันจากนักเรียนได้ การรับเงินต้องออกใบเสร็จรับเงินของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ให้มีการลงบัญชี ผู้รับผิดชอบเก็บรักษาเงิน การนำเงินฝากเข้าบัญชีและเบิกจ่ายตามระเบียบที่ทางราชการกำหนดโดยให้ถือว่าเป็นเงินของทางราชการประเภทเงินนอกงบประมาณ แต่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน โดยให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเพื่อการจัดอาหารกลางวันโดยเฉพาะ เห็นได้ว่าการจัดโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา ไม่ว่าใช้เงินงบประมาณหรือเงินนอกงบประมาณล้วนเป็นการปฏิบัติราชการของสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ และอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการโรงเรียน การที่ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลระยองมีคำสั่งให้จำเลยซึ่งเป็นครูของโรงเรียนทำหน้าที่รับจ่ายและเก็บรักษาเงินค่าอาหารกลางวันของนักเรียนเป็นการสั่งการหรือมอบหมายตามอำนาจของหัวหน้าสถานศึกษาให้จำเลยปฏิบัติหน้าที่ราชการของโรงเรียนโดยชอบ การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎหมาย เมื่อจำเลยเบียดบังเอาเงินค่าอาหารกลางวันที่จำเลยมีหน้าที่จัดเก็บและรักษาไว้นั้นไปโดยทุจริต ย่อมเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ลงโทษจำคุก 6 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยได้ลุแก่โทษโดยคืนเงินให้ผู้เสียหายครบถ้วนแล้ว ทั้งทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยรับราชการครูระดับ 6 โรงเรียนอนุบาลระยอง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลระยองซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาออกคำสั่งให้จำเลยทำหน้าที่เก็บเงินค่าอาหารกลางวันจากผู้ปกครองนักเรียนและจัดการเบิกเงินค่าสวัสดิการต่าง ๆ สำหรับเงินค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน จำเลยมีหน้าที่ออกใบเสร็จรับเงินค่าอาหารกลางวันให้ผู้ปกครองนักเรียนและส่งต้นขั้วใบเสร็จพร้อมมอบเงินที่รับไว้ให้เจ้าหน้าที่บัญชีเพื่อลงบัญชีประจำวันและนำฝากธนาคารในแต่ละวัน ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2540 เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 2 จังหวัดชลบุรี ตรวจพบว่าใบเสร็จรับเงินค่าอาหารกลางวันหายไป 5 เล่ม และเงินค่าอาหารกลางวันดังกล่าวซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณขาดไป 285,500 บาท เงินที่ขาดไปไม่ได้นำเข้าฝากธนาคารตามระเบียบ จำเลยยอมรับว่านำใบเสร็จรับเงินค่าอาหารกลางวันและเงิน 285,500 บาท ไปเก็บไว้ที่บ้าน ต่อมาจำเลยนำต้นขั้วใบเสร็จรับเงินค่าอาหารกลางวันดังกล่าวและชดใช้เงินทั้งหมดคืนแก่โรงเรียนอนุบาลระยองครบถ้วนแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยทำหน้าที่รับเงินและเก็บรักษาเงินค่าอาหารกลางวันนักเรียนตามคำสั่งของผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลระยอง เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือไม่ และจำเลยยักยอกหรือเบียดบังเงินค่าอาหารกลางวันไปโดยทุจริต เป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 บัญญัติให้โรงเรียนมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องจัดการเรียนการสอนและให้การศึกษาอบรมแก่นักเรียนก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา พ.ศ.2535 กำหนดให้จัดตั้งกองทุนขึ้นในกระทรวงการคลังจากเงินงบประมาณของแผ่นดิน โดยให้คณะกรรมการบริหารกองทุนซึ่งมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานกรรมการ และเลขาธิการคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการ จัดสรรเงินของกองทุนให้แก่โรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติทั่วประเทศ เพื่อให้โรงเรียนประถมศึกษานำไปดำเนินการจัดอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือภาวะโภชนาการ ลดปัญหาภาวะทุพโภชนาการของเด็กนักเรียนในโรงเรียน โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้มีหน้าที่จัดการให้เป็นไปตามกฎหมายนี้ และก่อนหน้าที่จะมีการตราพระราชบัญญัติดังกล่าวออกใช้บังคับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยโครงการอาหารกลางวันที่โรงเรียน พ.ศ.2509 ใช้บังคับมาก่อนแล้ว ซึ่งตามระเบียบดังกล่าวข้อ 3, 4, 5, 6 และ 7 กำหนดว่า ให้โรงเรียนต่าง ๆ (ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ) จัดโครงการอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนที่โรงเรียนโดยมีหลักการสำคัญว่าให้จัดหาอาหารที่สะอาด ถูกหลักโภชนาการ มีปริมาณและคุณภาพเพียงพอแก่นักเรียน และให้โรงเรียนเรียกเก็บค่าอาหารกลางวันจากนักเรียนเป็นรายเดือนหรือจะจำหน่ายเป็นรายวันก็ได้ เงินค่าอาหารกลางวันที่เรียกเก็บนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงศึกษาธิการเสนอว่า ไม่ให้ถือว่าเป็นเงินบำรุงการศึกษาและอยู่นอกเหนือการควบคุมของระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการรับจ่ายเงินบำรุงการศึกษา พ.ศ.2507 กล่าวคือ ไม่ถือเป็นรายได้ของโรงเรียนที่จะต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน แต่ให้หัวหน้าสถานศึกษาซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดโครงการอาหารกลางวัน มีอำนาจสั่งจ่ายเงินค่าอาหารเพื่อประโยชน์ในโครงการนี้โดยเฉพาะ จากระเบียบและกฎหมายดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่า ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและรัฐบาลประสงค์ให้การจัดอาหารกลางวันแก่นักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาเป็นภาระหน้าที่หรือราชการส่วนหนึ่งของโรงเรียนประถมศึกษาด้วย และตามระเบียบดังกล่าวข้อ 8 กำหนดให้หัวหน้าสถานศึกษาตั้งเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะเป็นผู้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้เป็นปัจจุบัน และตั้งกรรมการอย่างน้อย 3 คน เป็นผู้ร่วมรับผิดชอบในการรักษาเงินและเป็นผู้ตรวจการรับจ่ายเงินให้เรียบร้อย ซึ่งต่อมาในปี 2538 สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติมีหนังสือถึงผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดทุกจังหวัด แจ้งแนวปฏิบัติเกี่ยวกับระบบบัญชี การรับจ่ายเงิน การลงบัญชี การรักษาเงินและการตรวจสอบเงินค่าอาหารกลางวันของโรงเรียนประถมศึกษาให้ถูกต้องเป็นแนวเดียวกันตามหนังสือตอบข้อหารือของกรมบัญชีกลาง ทั้งค่าอาหารกลางวันที่ใช้เงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณซึ่งได้แก่เงินที่ได้รับบริจาคและเงินที่ได้จากการจำหน่ายอาหารด้วย ในหนังสือดังกล่าวข้อ 7 กำหนดด้วยว่า การรับเงินโครงการอาหารกลางวัน ให้ออกใบเสร็จรับเงินของโรงเรียนทุกรายการ จึงเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดแจ้งยิ่งขึ้นว่า การจัดโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษาไม่ว่าจะเป็นกรณีใช้เงินงบประมาณ หรือใช้เงินนอกงบประมาณ ล้วนเป็นการดำเนินการตามกฎหมายและตามระเบียบของทางราชการที่กำหนดไว้ดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติราชการของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ สำหรับการจัดโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนอนุบาลระยองได้ความตามคำเบิกความของนายพเยาว์ ผู้อำนวยการโรงเรียน นางสาวสุนาด ผู้ช่วยผู้อำนวยการ นางละออง เจ้าหน้าที่บัญชี พยานโจทก์สอดคล้องกันว่า โรงเรียนเรียกเก็บค่าอาหารกลางวันจากผู้ปกครองนักเรียนทุกคนตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการโดยนักเรียนระดับอนุบาลเรียกเก็บอัตราคนละ 800 บาทต่อหนึ่งภาคเรียน เมื่อผู้ปกครองนักเรียนชำระเงิน ทางโรงเรียนจะออกใบเสร็จรับเงินที่ใช้ในราชการสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติตามตัวอย่างใบเสร็จรับเงินที่ออกให้แก่จำเลยเมื่อจำเลยผ่อนชำระเงินคืน ให้แก่ผู้ปกครองนักเรียนเป็นหลักฐาน โดยจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่รับเงินและออกใบเสร็จรับเงินดังกล่าว เมื่อสิ้นสุดวันทำการจำเลยมีหน้าที่นำสำเนาใบเสร็จรับเงินและเงินที่รับไว้ทั้งหมดไปมอบให้นางละอองเพื่อจัดการลงบัญชีและนำฝากเข้าบัญชีตามระเบียบของทางราชการ นายพเยาว์ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า เงินค่าอาหารกลางวันของนักเรียนถือว่าเป็นเงินของทางราชการ จึงฟังได้ว่าเงินค่าอาหารกลางวันนักเรียนที่โรงเรียนอนุบาลระยองเรียกเก็บจากผู้ปกครองนักเรียน เป็นการเรียกเก็บตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวอันเป็นการเรียกเก็บในทางราชการ เงินที่ได้มาจึงเป็นเงินของทางราชการประเภทเงินนอกงบประมาณ ที่นายพเยาว์ทำหนังสือชี้แจงผู้อำนวยการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 2 ว่า โรงเรียนอนุบาลระยองจัดเก็บเงินค่าอาหารกลางวันตามวิธีการจัดประเภทที่ 1 คือตกลงจัดเก็บกันเองในหมู่ครูและนักเรียนที่สมัครเป็นสมาชิกโครงการ ทำนองไม่ได้เรียกเก็บตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ และที่จ่าสิบเอกวราห์เบิกความตามหนังสือชี้แจงดังกล่าวว่าการเรียกเก็บค่าอาหารกลางวันนักเรียนของโรงเรียนอนุบาลระยอง ไม่ได้เรียกเก็บตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการหรือกฎหมายใด นั้น ไม่มีเหตุผลฟังได้ เพราะข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเป็นการเรียกเก็บจากผู้ปกครองนักเรียนทุกคนจึงมีลักษณะเป็นการบังคับอยู่ในตัว มิใช่ให้ผู้ปกครองเลือกว่าจะสมัครเป็นสมาชิกโครงการหรือไม่เป็นสมาชิกก็ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าโรงเรียนมีการประชุมผู้ปกครองและครูเพื่อทำข้อตกลงจัดตั้งโครงการอาหารกลางวันหรือจัดทำข้อบังคับสำหรับโรงเรียนขึ้นโดยเฉพาะต่างไปจากระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการแต่อย่างใด เมื่อการจัดโครงการอาหารกลางวันแก่นักเรียนเป็นการปฏิบัติราชการและเงินค่าอาหารกลางวันเป็นเงินของโรงเรียนประเภทเงินนอกงบประมาณ จึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการโรงเรียนซึ่งเป็นหัวหน้าสถานศึกษาที่จะต้องบริหารจัดการและควบคุมตรวจสอบให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ แม้จำเลยรับราชการครูซึ่งโดยทั่วไปมีหน้าที่หลักเป็นครูผู้สอน แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนในฐานะเป็นผู้บริหารสถานศึกษาตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มาตรา 39 และในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลย ย่อมมีอำนาจออกคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติหน้าที่รับจ่ายเงินและเก็บรักษาเงินค่าอาหารกลางวันอันเป็นงานบริหารจัดการซึ่งเป็นราชการทั่วไปของโรงเรียนได้ การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยในการรับและเก็บรักษาเงินค่าอาหารกลางวันตามคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติราชการตามกฎหมาย

ส่วนปัญหาว่าจำเลยเบียดบังเงินค่าอาหารกลางวันของโรงเรียนไปโดยทุจริตหรือไม่นั้น เห็นว่า ใบเสร็จรับเงินที่จำเลยไม่ได้นำไปให้นางละอองลงบัญชีมี 5 เล่ม จำนวน 250 ฉบับ น่าเชื่อว่าเป็นการรับเงินหลายครั้งและเงินที่รับรวบรวมไว้เป็นเงินค่อนข้างมาก ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะเก็บไว้ในตู้เอกสารโดยพลั้งเผลอหรือหลงลืม และเมื่อถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและผู้บังคับบัญชาเรียกไปสอบถาม หากหลงลืมจริงจำเลยย่อมต้องระลึกได้และชี้แจงเหตุผลที่มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบพร้อมทั้งค้นหาเอกสารกับเงินทั้งหมดมาคืนได้โดยทันทีในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2540 เมื่อเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจพบและทักท้วง ไม่มีเหตุต้องยอมรับว่านำเงินไปใช้ส่วนตัวหมดแล้วและต้องทยอยนำเงินมาผ่อนชำระคืนหลายงวด ใช้เวลาถึง 1 เดือนเศษจึงครบถ้วน ข้ออ้างของจำเลยขัดต่อเหตุผลและถ้อยคำยอมรับผิดของจำเลยหลายคราวดังกล่าว ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้มั่นคงปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเบียดบังเอาเงินค่าอาหารกลางวันของโรงเรียนอนุบาลระยองที่อยู่ในหน้าที่เก็บรักษาของจำเลยจำนวน 285,500 บาท ไปโดยทุจริต เป็นความผิดตามฟ้อง คดีนี้แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าเงินค่าอาหารกลางวันเป็นเงินบำรุงการศึกษา แต่ทางพิจารณาได้ความว่าตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการมิให้ถือว่าเป็นเงินบำรุงการศึกษา ก็มิใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญหรือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องที่จะต้องยกฟ้อง เพราะยังคงฟังได้ตามฟ้องว่าเงินค่าอาหารกลางวันเป็นเงินของทางราชการ (ประเภทเงินนอกงบประมาณ) ที่อยู่ในอำนาจเก็บรักษาของจำเลยโดยหน้าที่ราชการตามฟ้องอยู่นั่นเอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นางสาวเกยูร กางกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาวศิริมา ชุมพาลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
จักร อุตตโม
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11527/2554
#514317
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลปรับบทลงโทษและกำหนดโทษใหม่ โดยอ้างว่าเมื่อคดีถึงที่สุดและระหว่างที่จำเลยที่ 3 ต้องโทษมี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 65 และมาตรา 66 กฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีเพียงว่าศาลจะปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยที่ 3 ใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ได้หรือไม่ เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 3 มีเฮโรอีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใดยุติไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 3 จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอกำหนดโทษใหม่อีกไม่ได้

เฮโรอีนของกลางที่จำเลยที่ 3 ร่วมกันผลิตเพื่อจำหน่ายโดยการแบ่งบรรจุ คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 130.4 กรัม เฮโรอีนของกลางจึงมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป ตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ไม่ต้องด้วยบทกำหนดโทษในมาตรา 65 วรรคสามและวรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ แต่ต้องด้วยบทกำหนดโทษมาตรา 65 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีระวางโทษประหารชีวิต ส่วนมาตรา 65 วรรคสอง เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยที่ 3 กระทำความผิด มีระวางโทษประหารชีวิตเช่นเดียวกัน โทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 คำร้องของจำเลยที่ 3 ไม่ต้องด้วย ป.อ. มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยอ่านให้จำเลยที่ 3 ฟัง เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2541 ว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 65 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง

วันที่ 20 เมษายน 2552 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้อง ขอให้ปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยที่ 3 ใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของจำเลยที่ 3 จึงมีเพียงว่า ศาลจะปรับบท ลงโทษและกำหนดโทษจำเลยที่ 3 ใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ได้หรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยที่ 3 ร่วมกันผลิตเฮโรอีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใดเพื่อจำหน่าย ยุติไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 3 จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอกำหนดโทษใหม่ต่อไปอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า มีเหตุที่จะปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยที่ 3 ใหม่หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 213.3 กรัม และร่วมกันผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายโดยการแบ่งบรรจุในหลอดพลาสติก 120 หลอด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 130.4 กรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 65 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1)คงจำคุกตลอดชีวิต หลังจากคดีถึงที่สุดแล้วได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 65 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน เห็นว่า มาตรา 65 วรรคสามและวรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า " ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการผลิตโดยการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุและมีปริมาณคำนวนเป็นสารบริสุทธิ์ หรือมีจำนวนหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสาม เป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท " เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าเฮโรอีนของกลางที่จำเลยที่ 3 ร่วมกันผลิตเพื่อจำหน่ายโดยการแบ่งบรรจุในหลอดพลาสติก คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 130.4 กรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ เฮโรอีนของกลางที่จำเลยที่ 3 ร่วมกันผลิตเพื่อจำหน่ายโดยการแบ่งบรรจุจึงมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป ตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องด้วยบทกำหนดโทษในมาตรา 65 วรรคสามและวรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ แต่ต้องด้วยบทกำหนดโทษมาตรา 65 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีระวางโทษประหารชีวิต ส่วนมาตรา 65 วรรคสอง เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยที่ 3 กระทำความผิด ก็มีระวางโทษประหารชีวิตเช่นกัน ดังนี้ โทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 3 ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
จำเลย — นายสมชาย สมาวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นายเสถียร รุ่งทองคำกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11490/2554
#514251
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อเป็นการนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาล เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยในเรื่องนี้มิได้มีการยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยยังคงฎีกาต่อมาฎีกาของจำเลยก็เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 144,986.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 139,472 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 139,472 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีแต่ดอกเบี้ยทั้งหมดคิดถึงวันฟ้องวันที่ 6 กันยายน 2547 ต้องไม่เกิน 5,514.69 บาทกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คและโจทก์ได้ไปรับเช็คพิพาททั้งแปดฉบับที่บ้านของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี มูลคดีนี้จึงเกิดขึ้นที่จังหวัดนนทบุรี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น คือ ศาลแขวงดุสิตซึ่งเป็นศาลที่ธนาคารตามเช็คพิพาททั้งแปดฉบับตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำให้การของจำเลยว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ว่า จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คและโจทก์ได้ไปรับเช็คพิพาททั้งแปดฉบับที่บ้านของจำเลยที่จังหวัดนนทบุรี จึงทำให้ไม่มีประเด็นในการพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า มูลคดีนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดนนทบุรีหรือไม่ ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยจึงเพิ่งอุทธรณ์ว่า จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คและโจทก์ได้ไปรับเช็คพิพาททั้งแปดฉบับที่บ้านของจำเลยที่จังหวัดนนทบุรีมูลคดีนี้จึงเกิดขึ้นที่จังหวัดนนทบุรี แต่การที่จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คและโจทก์ได้ไปรับเช็คพิพาททั้งแปดฉบับที่บ้านของจำเลยที่จังหวัดนนทบุรีหรือไม่นั้นเป็นข้อเท็จจริง อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาล เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยในเรื่องนี้มิได้มีการยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยในเรื่องนี้ และศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยยังคงฎีกาต่อมา ฎีกาของจำเลยก็เป็นการฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ได้วินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลและให้ยกฎีกาจำเลย คงให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทภาสวัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทอัจฉริยะโปรดักชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายไพบูลย์ ชูเกียรติศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิกร อังคณาวิศัลย์
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11489/2554
#559127
เปิดฉบับเต็ม

หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตามมาตรา 653 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. ไม่ใช่แบบแห่งนิติกรรม ทั้งกฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าหลักฐานดังกล่าวจะต้องมีขึ้นเฉพาะในขณะที่ทำสัญญากู้ยืม ดังนั้น หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือจึงอาจมีขึ้นก่อนหรือหลังทำสัญญากู้ยืมก็ได้ เมื่อได้ความว่าหลังจากจำเลยกรอกข้อความในแบบพิมพ์ใบสมัครสินเชื่อบุคคลขอกู้ยืมเงินโจทก์วงเงิน 35,000 บาท ตามเงื่อนไขและข้อตกลงในแบบพิมพ์ดังกล่าวและยื่นต่อโจทก์อันเป็นการทำคำเสนอขอกู้ยืมเงินโจทก์ และวันต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยทราบว่าตกลงให้จำเลยกู้ยืมเงิน 24,700 บาท ซึ่งอยู่ภายในวงเงินที่จำเลยขอกู้ยืม จึงเป็นคำสนองรับตามคำเสนอของจำเลย สัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเกิดขึ้นและบริบูรณ์ เมื่อโจทก์ส่งมอบเงินที่กู้ยืม โดยโอนเงิน 23,630 บาท เข้าบัญชีที่จำเลยระบุไว้ ดังนี้ ใบสมัครสินเชื่อบุคคลที่จำเลยกรอกข้อความและลงลายชื่อในช่องลายมือของผู้กู้ จึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมตามมาตรา 653 วรรคแรก ที่โจทก์ใช้เป็นหลักฐานฟ้องร้องให้บังคับจำเลยตามสัญญากู้ยืมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 23,906.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 19,041.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงจากสำนวนได้ความว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2547 จำเลยขอสินเชื่อหรือขอกู้ยืมเงินโจทก์โดยกรอกข้อความในแบบพิมพ์ใบสมัครสินเชื่อบุคคลของโจทก์ แล้วยื่นต่อโจทก์วันที่ 15 มีนาคม 2547 โจทก์แจ้งผลการพิจารณาสินเชื่อให้จำเลยทราบว่า ตกลงให้จำเลยกู้ยืมเงิน 24,700 บาท ตามหนังสือแจ้งผลพิจารณาสินเชื่อบุคคล วันที่ 18 มีนาคม 2547 โจทก์โอนเงิน 23,630 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขากาดสวนแก้ว ตามที่จำเลยกรอกข้อความไว้ในใบสมัครสินเชื่อบุคคล

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า ใบสมัครสินเชื่อบุคคลเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว แบบพิมพ์ใบสมัครสินเชื่อบุคคลของโจทก์ที่จำเลยกรอกข้อความระบุวงเงินที่ขอกู้จำนวน 35,000 บาท เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคและซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และกรอกข้อมูลส่วนตัวของจำเลยเกี่ยวกับเลขที่บัตรประจำตัวประชาชน ที่อยู่ อาชีพ ที่ทำงาน ค่าใช้จ่าย ข้อมูลทางการเงินและวิธีรับเงินที่กู้ยืม โดยในแบบพิมพ์นี้มีเงื่อนไขและข้อตกลงต่าง ๆ ของการกู้ยืม จำเลยลงลายมือชื่อในช่องลายมือชื่อของผู้กู้ในเอกสารฉบับนี้ เห็นว่า หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตามมาตรา 653 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ใช่แบบแห่งนิติกรรม ทั้งกฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าหลักฐานดังกล่าวจะต้องมีขึ้นเฉพาะในขณะที่ทำสัญญากู้ยืม ดังนั้น หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือจึงอาจมีขึ้นก่อนหรือหลังทำสัญญากู้ยืมก็ได้ เมื่อได้ความว่าหลังจากจำเลยกรอกข้อความในแบบพิมพ์ใบสมัครสินเชื่อบุคคลขอกู้ยืมเงินโจทก์วงเงิน 35,000 บาท ตามเงื่อนไขและข้อตกลงในแบบพิมพ์ดังกล่าวและยื่นต่อโจทก์อันเป็นการทำคำเสนอขอกู้ยืมเงินโจทก์และวันต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยทราบว่าตกลงให้จำเลยกู้ยืมเงิน 24,700 บาท ซึ่งอยู่ภายในวงเงินที่จำเลยขอกู้ยืมจึงเป็นคำสนองรับตามคำเสนอของจำเลย สัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเกิดขึ้นและบริบูรณ์เมื่อโจทก์ส่งมอบเงินที่กู้ยืม โดยโอนเงิน 23,630 บาท เข้าบัญชีที่จำเลยระบุไว้ในแบบพิมพ์ใบสมัครสินเชื่อบุคคลดังกล่าว ซึ่งพนักงานของโจทก์ได้บันทึกไว้ในเอกสารนั้นด้วย ดังนี้ ใบสมัครสินเชื่อบุคคลที่จำเลยกรอกข้อความและลงลายมือชื่อในช่องลายมือชื่อของผู้กู้ดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมตามมาตรา 653 วรรคแรก ที่โจทก์ใช้เป็นหลักฐานฟ้องร้องให้บังคับจำเลยตามสัญญากู้ยืมได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมหรือไม่ เพียงใด ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่ขึ้นมาศาลฎีกาโดยตรง ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยได้ จึงจำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาในคดีนี้ให้สิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) (2) ประกอบมาตรา 247

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางณัฐวัลย์หรือนางนัสฉัตรรัศศ บุญก้ำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายธวัชชัย สุนทรีเกษม
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11488/2554
#559125
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามหนังสือสัญญาจำนองเป็นหนี้อุปกรณ์ที่มีขึ้นเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ประธานคือ หนี้เงินที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ กรณีจึงไม่มีหนี้ประธาน โจทก์จึงไม่อาจฟ้องให้จำเลยในฐานะผู้จำนองรับผิดตามสัญญาจำนอง ซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ได้ คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมอบอำนาจให้ จ. ไปจดทะเบียนจำนองหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 3,496,301 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1525 ตำบลท้ายช้าง อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่ขาดจนครบ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์ไปจดทะเบียนปลอดจำนองที่ดินแปลงดังกล่าว หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,496,301 บาท หากจำเลยไม่ชำระหนี้ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1525 ตำบลท้ายช้าง อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นเงิน 4,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1525 ตำบลท้ายช้าง อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา นายจากได้นำหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจไปใช้ในการจดทะเบียนจำนองที่ดินแก่โจทก์ สัญญาจำนองระบุว่า จำนองเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ซึ่งจำเลยได้กู้ยืมจากโจทก์ และให้ถือว่าสัญญาจำนองเป็นหลักฐานในการกู้ยืม ตามหนังสือสัญญาจำนอง ซึ่งระบุว่านายจากทำสัญญาจำนองในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากทั้งโจทก์และจำเลย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ พิเคราะห์แล้ว ในข้อนี้โจทก์มีพยานมาเบิกความ 2 คน คือ นางวันทนีและโจทก์ โดยนางวันทนีเบิกความว่า พยานเป็นผู้ดูแลและติดตามหนี้ให้แก่โจทก์ มูลหนี้คดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2538 จำเลยขอยืมเงินจากโจทก์จำนวน 2,000,000 บาท โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 1525 มาจำนองเป็นประกันและให้ใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงินด้วย ส่วนโจทก์เบิกความว่า เมื่อประมาณปี 2538 นายวิวัฒน์บิดาจำเลยมาขอเช่าซื้อรถยนต์บรรทุก 11 คัน จากบริษัทสระบุรีเอสไอทีลิสซิ่ง จำกัด ซึ่งโจทก์เป็นกรรมการ รถยนต์ดังกล่าวเป็นของบริษัทสระบุรีอีซูซุเซลส์ จำกัด แต่นายวิวัฒน์ขาดเงินดาวน์ 2,000,000 บาท นายวิวัฒน์จึงปรึกษาโจทก์โดยขอนำที่ดินของจำเลยมาจำนองแก่โจทก์จำนวน 2,000,000 บาท แล้วนายวิวัฒน์นำเงินจากโจทก์ไปชำระเป็นเงินดาวน์แก่บริษัทสระบุรีอีซูซุเซลส์ จำกัด โจทก์ให้นายวิวัฒน์กู้ยืมเงินเนื่องจากรู้จักกันมาตั้งแต่ปี 2531 ขณะเบิกความโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจแต่ผู้เดียวของบริษัทสระบุรีทรัคเซลส์ จำกัด ซึ่งเป็นชื่อใหม่ของบริษัทสระบุรีอีซูซุเซลส์ จำกัดจนถึงขณะเบิกความโจทก์ยังไม่เคยพบจำเลยเลย พิเคราะห์แล้ว นางวันทนีมิได้เบิกความยืนยันว่ารู้เห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ แต่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้ยืมเบิกความว่า ไม่เคยพบจำเลย โจทก์ให้นายวิวัฒน์กู้ยืมเงินเนื่องจากรู้จักกันมาตั้งแต่ปี 2531 และนายวิวัฒน์นำเงินจากโจทก์จำนวน 2,000,000 บาท ไปชำระเป็นเงินดาวน์แก่บริษัทสระบุรีอีซูซุเซลส์ จำกัด อันเป็นการยืนยันว่าโจทก์ให้นายวิวัฒน์กู้ยืมเงินจำนวน 2,000,000 บาท และมอบเงินกู้ให้แก่นายวิวัฒน์ แม้คำเบิกความของโจทก์จะขัดแย้งกับข้อความในหนังสือสัญญาจำนองที่ระบุว่า จำนองเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ซึ่งจำเลยได้กู้ยืมเงินจากโจทก์และให้ถือว่าสัญญาจำนองเป็นหลักฐานในการกู้ยืม แต่โจทก์มิได้นำนายจากผู้รับมอบอำนาจให้ทำสัญญาจำนองมาเบิกความ อีกทั้งคำเบิกความดังกล่าวของโจทก์เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ว่า ขณะนั้นจำเลยยังเป็นนักศึกษา จำเลยไม่เคยรู้จักโจทก์และไม่เคยทราบเรื่องเกี่ยวกับหนี้จำนวน 2,000,000 บาท ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจำนวน 2,000,000 บาท จากโจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสองว่า จำเลยไม่ได้จำนองที่ดินแก่โจทก์เพราะจำเลยไม่เคยรู้จักนายจากและไม่เคยมอบอำนาจให้นายจากไปทำสัญญาจำนองแทนจำเลย อีกทั้งโจทก์รับจำนองโดยไม่สุจริต การจำนองตามหนังสือสัญญาจำนอง จึงไม่มีผลผูกพันจำเลย พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จำนองรับผิดตามหนังสือสัญญาจำนอง ซึ่งมีข้อสัญญาว่า จำเลยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1525 แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินที่จำเลยกู้จากโจทก์ เห็นว่า หนี้ตามหนังสือสัญญาจำนองเป็นหนี้อุปกรณ์ที่มีขึ้นเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ประธานคือ หนี้เงินที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ กรณีจึงไม่มีหนี้ประธาน โจทก์จึงไม่อาจฟ้องให้จำเลยในฐานะผู้จำนองรับผิดตามสัญญาจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ได้ คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมอบอำนาจให้นายจากไปจดทะเบียนจำนองหรือไม่ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้จำนองมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 702
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดิ์ชัย ลีสวรรค์
จำเลย — นายกิตติพงษ์ คุณานันทกิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางรัชดาวดี กาญจนขจิต
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุรุท บุญประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11484/2554
#514241
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาร่วมลิขสิทธิ์เพลงระหว่างโจทก์และ ศ. เป็นเรื่อง ศ. ตกลงให้โจทก์มีลิขสิทธิ์ร่วมกับ ศ. ในบทเพลงที่ ศ. มีลิขสิทธิ์อยู่ มิใช่ขายขาดให้โจทก์แต่เพียงผู้เดียวมีลิขสิทธิ์ในบทเพลงดังกล่าว ทั้งโจทก์และ ศ. จึงต่างก็เป็นเจ้าของและเป็นผู้เสียหายซึ่งมีอำนาจฟ้องผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ในบทเพลงอันมีลิขสิทธิ์ร่วมกัน การตกลงให้โจทก์แต่ผู้เดียวเป็นผู้ดำเนินคดีแก่บุคคลภายนอกเกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทเพลงเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับ ศ. จะไปว่ากล่าวกันเองตามสัญญา ข้อตกลงดังกล่าวไม่อาจนำมาตัดสิทธิ ศ. ไม่ให้ฟ้องผู้ละเมิดลิขสิทธิ์บทเพลงของตนอันเป็นการใช้สิทธิของผู้เสียหายตามกฎหมาย ศ. จึงชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้หากเห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ละเมิดลิขสิทธิ์ของตน และเมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ถูก ศ. ฟ้องในเหตุอันเดียวกันกับเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้จนศาลมีคำพิพากษาแล้ว ถือได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องในคดีดังกล่าวแล้ว ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไป แม้คดีที่ ศ. ฟ้องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาก็ตาม เพราะการมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) มิได้หมายความเฉพาะการมีคำพิพากษาในคดีซึ่งถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แต่หมายถึงการมีคำพิพากษาในคดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางด้วย คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 15, 17, 27, 28, 31, 69, 70, 74 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และสั่งให้จ่ายค่าปรับที่จำเลยทั้งสี่ต้องชำระตามคำพิพากษาจำนวนกึ่งหนึ่งให้โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายงานดนตรีกรรมและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเนื้อร้องและทำนองเพลง "โรงแรมใจ" และ "บาร์หัวใจ" ซึ่งนายสนิทเป็นผู้ประพันธ์ โดยโจทก์ได้รับโอนลิขสิทธิ์มาจากการร่วมธุรกิจกับนายศักดิ์ชัย โดยนายศักดิ์ชัยได้รับโอนลิขสิทธิ์มาจากทายาทของนายสนิท ซึ่งเป็นการโอนเด็ดขาดตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการผลิตเทปบันทึกเสียงและวิดีโอ มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2551 โจทก์พบวีซีดีเพลงคาราโอเกะ ซึ่งมีเพลง "โรงแรมใจ" และ "บาร์หัวใจ" บันทึกอยู่ด้วย วางจำหน่ายที่ร้านเอสบีวาย ด้านหลังกล่องบรรจุวีซีดีดังกล่าวระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 3 ให้ผลิตออกจำหน่าย จึงซื้อวีซีดีดังกล่าวแล้วตรวจสอบข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาทราบว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้อนุญาตให้จำเลยที่ 3 นำเพลงทั้งสองเพลงไปจัดทำสิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุทุกประเภทเพื่อการค้าได้ และจำเลยที่ 3 ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ผลิตเป็นวีซีดีออกขาย โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ว่าร่วมกันละเมิดต่อลิขสิทธิ์บทเพลงทั้งสองเพลง หลังไต่สวนมูลฟ้องข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลว่า ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 นายศักดิ์ชัยเคยฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วยข้อกล่าวหาละเมิดลิขสิทธิ์บทเพลง "โรงแรมใจ" และ "บาร์หัวใจ" ซึ่งเป็นเหตุเดียวกันนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2352/2551 หมายเลขแดงที่ 5743/2551 ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีดังกล่าวไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2551 นายศักดิ์ชัยยื่นอุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา สำหรับคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า สิทธิของโจทก์ที่จะนำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ระงับไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) เนื่องจากมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 4 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 4 จึงเป็นอันยุติคงมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะกรณีของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เท่านั้นว่าสิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ระงับแล้วหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์สรุปใจความว่า สัญญาร่วมลิขสิทธิ์เพลงระหว่างโจทก์และนายศักดิ์ชัยให้สิทธิโจทก์แต่ผู้เดียวในการจัดหาผลประโยชน์หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์โดยเฉพาะในการดำเนินคดีมีข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญปรากฏใน ข้อ 4 ของสัญญาว่า โจทก์แต่ผู้เดียวมีสิทธิที่จะจัดการด้วยวิธีที่เห็นสมควร นายศักดิ์ชัยไม่มีอำนาจดำเนินการใด ๆ หากไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ การฟ้องคดีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ของนายศักดิ์ชัยในคดีก่อนจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ ไม่ตัดสิทธิโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นคดีนี้และคดีที่นายศักดิ์ชัยฟ้องก็ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจึงถือไม่ได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว เห็นว่า สัญญาร่วมลิขสิทธิ์เพลงระหว่างโจทก์และนายศักดิ์ชัยเป็นเรื่องที่นายศักดิ์ชัยตกลงให้โจทก์มีลิขสิทธิ์ร่วมกับนายศักดิ์ชัยในบทเพลงที่นายศักดิ์ชัยมีลิขสิทธิ์อยู่ ซึ่งมีเพลง "โรงแรมใจ" และ "บาร์หัวใจ" รวมอยู่ด้วย มิใช่ขายขาดให้โจทก์แต่เพียงผู้เดียวมีลิขสิทธิ์ในบทเพลงดังกล่าว ทั้งโจทก์และนายศักดิ์ชัยจึงต่างก็เป็นเจ้าของ และเป็นผู้เสียหายซึ่งมีอำนาจฟ้องผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ในบทเพลงอันมีลิขสิทธิ์ร่วมกัน การตกลงให้โจทก์แต่ผู้เดียวเป็นผู้ดำเนินคดีแก่บุคคลภายนอกเกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทเพลงเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับนายศักดิ์ชัยจะไปว่ากล่าวกันเองตามสัญญา ข้อตกลงดังกล่าวไม่อาจนำมาตัดสิทธินายศักดิ์ชัยไม่ให้ฟ้องผู้ละเมิดลิขสิทธิ์บทเพลงของตนอันเป็นการใช้สิทธิของผู้เสียหายตามกฎหมาย นายศักดิ์ชัยจึงชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้หากเห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ละเมิดลิขสิทธิ์ของตนและเมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ถูกนายศักดิ์ชัยฟ้องในเหตุอันเดียวกันกับเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้จนศาลมีคำพิพากษาแล้วก็ต้องถือว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องในคดีดังกล่าวแล้ว ดังนั้นสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) แม้คดีที่นายศักดิ์ชัยฟ้องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาก็ตาม เพราะการมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) มิได้หมายความเฉพาะการมีคำพิพากษาในคดีซึ่งถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แต่หมายถึงการมีคำพิพากษาในคดีของศาลชั้นต้น หรือในคดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเสียงสยามแผ่นเสียง - เทป จำกัด
จำเลย — บริษัทเอส.เอ็น.อาร์ต โปรโมชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11466/2554
#518404
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งหกและขู่ผู้เสียหายทั้งหกจนผู้เสียหายทั้งหกหาเงินมาให้จำเลยคนละ 1,000 บาท แม้จำเลยจะปักใจเชื่อโดยสุจริตว่า ผู้เสียหายทั้งหกลักเงินจำเลยไป จำเลยก็ชอบที่จะใช้สิทธิตามกฎหมายโดยไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้เสียหายทั้งหกได้ในทันที จำเลยหามีสิทธิตามกฎหมายที่จะดำเนินการได้ด้วยตนเองไม่ ทั้งวิธีการที่จำเลยทำเป็นสิ่งที่ผิดต่อกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายและกรรโชกอันเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 337 (1), 358, 391 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 6,000 บาทแก่ผู้เสียหายทั้งหก

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 (1) (ที่ถูก มาตรา 337 วรรคสอง), 295, 391 และ 358 เป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามมาตรา 337 (1) (ที่ถูก มาตรา 337 วรรคสอง), 295, 391 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกรรโชกตามมาตรา 337 (1) (ที่ถูก มาตรา 337 วรรคสอง) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358 ปรับ 500 บาท รวมจำคุก 1 ปี และปรับ 500 บาท กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 6,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งหก ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของคู่ความที่ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ผู้เสียหายทั้งหกรู้จักจำเลยและเคยไปบ้านจำเลย เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 ก่อนเกิดเหตุ 2 วัน เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 5 พากันไปดูจำเลยซ้อมดนตรีที่บ้านจำเลยและอยู่ดูโทรทัศน์จนถึงเวลาประมาณ 24 นาฬิกา จึงพากันกลับบ้าน ต่อมาวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยไปตามผู้เสียหายทั้งหกมาที่บ้านจำเลยแล้วสอบถามเกี่ยวกับเงินของจำเลยที่หายไป แต่ผู้เสียหายทั้งหกปฏิเสธว่าไม่ได้เอาไป จำเลยโกรธและใช้มือตบผู้เสียหายทั้งหกกับขู่ผู้เสียหายทั้งหกจนผู้เสียหายที่ 3 เสนอจะหาเงินมาให้จำเลยคนละ 1,000 บาท และจำเลยสอบถามผู้เสียหายคนอื่นก็ยอมตกลงจะไปหาเงินมาให้จำเลยคนละ 1,000 บาท จำเลยจึงปล่อยผู้เสียหายทั้งหกให้กลับไปโดยบอกให้นำเงินมาให้จำเลยภายในเวลา 16 นาฬิกา ผู้เสียหายทั้งหกจึงไปแจ้งเรื่องให้ผู้ปกครองของตนทราบ และผู้ปกครองของผู้เสียหายทั้งหกได้มอบเงินให้แก่จำเลยคนละ 1,000 บาท ต่อมาฝ่ายผู้เสียหายทั้งหกได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายและทำให้เสียทรัพย์ คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหายทั้งหกตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งหกเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ในวันเกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายทั้งหกไปที่บ้านจำเลย แล้วจำเลยถามผู้เสียหายทุกคนว่าเอาเงินของจำเลยไปหรือไม่ เมื่อผู้เสียหายทั้งหกต่างปฏิเสธว่าไม่ได้เอาไป จำเลยใช้มือตบบริเวณใบหน้าและศีรษะของผู้เสียหายทั้งหกและเอาลูกกระสุนปืนประมาณ 10 นัด เทออกจากกล่องใส่ในมือจำเลยและแสดงลูกกระสุนปืนให้ผู้เสียหายทั้งหกดูพร้อมถามว่าจะเอาไหม และจำเลยใช้เท้าเตะหม้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของผู้เสียหายที่ 6 กระเด็นตกลงพื้นกับหยิบขวดทุบแล้วขว้างไปที่ฝาบ้าน และดึงคอเสื้อผู้เสียหายที่ 5 พาไปที่กอกล้วยห่างจากผู้เสียหายอื่นประมาณ 4 ถึง 5 เมตร แล้วให้กลับมาที่เดิมซึ่งผู้เสียหายอื่นนั่งอยู่ และจำเลยพูดขู่ว่า พวกมึงห้าหกคน กูฆ่าได้สบาย แล้วจะเอาไปทิ้งลำห้วยและปล่อยข่าวลือว่าเด็กวัยรุ่นบ้านนายกเป็นคนทำ แล้วจำเลยจะไปบอกญาติที่เป็น ส.ส. กับอัยการ จำเลยก็รอด จากนั้นจำเลยดึงคอเสื้อผู้เสียหายที่ 5 จนล้มลงกับพื้นแล้วใช้เท้าเหยียบบริเวณหน้าอกผู้เสียหายที่ 5 บดคลึงไปมาประมาณ 2 ถึง 3 นาที และถามว่าเอาเงินไปหรือไม่ แต่ผู้เสียหายที่ 5 ปฏิเสธและร้องไห้ ผู้เสียหายที่ 3 จึงพูดขึ้นว่าจะไปหาเงินมาให้จำเลยคนละ 1,000 บาท จำเลยถามผู้เสียหายทุกคนก็ยอมตกลงตามที่ผู้เสียหายที่ 3 พูดจำเลยจึงปล่อยผู้เสียหายทั้งหกให้กลับบ้านโดยบอกให้นำเงินมาให้จำเลยภายในเวลา 16 นาฬิกา ผู้เสียหายจึงนำเรื่องไปแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งหกไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย หากไม่มีเหตุการณ์ตามที่ผู้เสียหายทั้งหกเบิกความก็ไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายทั้งหกซึ่งยังเป็นเด็กและเยาวชนจะกล้านำเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงไปบอกเล่าให้ผู้ปกครองของตนฟังเพื่อให้ผู้ปกครองของตนนำเงินคนละ 1,000 บาท ไปจ่ายให้แก่จำเลยภายในเวลาที่จำเลยกำหนด โดยโจทก์มีนางคำมา ป้องกัน ยายผู้เสียหายที่ 1 นางนวนยงค์ แก้วบัวปัด มารดาผู้เสียหายที่ 3 นางคำพอง พลเสนา มารดาผู้เสียหายที่ 4 นางสมพร คำกรฤาชา ป้าผู้เสียหายที่ 5 และนายสนิท ตันเจริญ ตาผู้เสียหายที่ 6 มาเบิกความสนับสนุนในทำนองเดียวกันว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายได้มาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นดังกล่าวให้ฟังและขอให้ผู้ปกครองนำเงินคนละ 1,000 บาท ไปให้จำเลยภายในเวลา 16 นาฬิกา โดยผู้เสียหายแต่ละคนมีอาการหวาดกลัว ตัวสั่น และบางคนร้องไห้ซึ่งผู้ปกครองของผู้เสียหายทั้งหกได้นำเงินคนละ 1,000 บาท ไปมอบให้จำเลยภายในเวลาที่จำเลยกำหนดจริง เนื่องจากเกรงว่าผู้เสียหายทั้งหกจะได้รับอันตราย และโจทก์ยังมีนายทรงศักดิ์ เชื้อคมตา สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองฮี มาเบิกความเป็นพยานด้วยว่า ได้ยินจำเลยตะโกนเอะอะกับผู้ปกครองของผู้เสียหายที่ 5 ว่าให้นำเงินมาใช้คืนในเวลาไม่เกิน 16 นาฬิกา ถ้าหากไม่นำมาให้ ก็จะยุ่ง จะไม่ปลอดภัย และนายทรงศักดิ์เห็นเหตุการณ์ขณะผู้ปกครองของผู้เสียหายนำเงินมามอบให้จำเลยคนละ 1,000 บาท โดยผู้ปกครองของผู้เสียหายที่ 3 ร้องให้ด้วย จึงเชื่อว่าผู้เสียหายทั้งหกได้เบิกความไปตามความเป็นจริงและสาเหตุที่ผู้เสียหายทั้งหกต้องขอให้ผู้ปกครองนำเงินไปให้จำเลยภายในเวลา 16 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุ ก็น่าเชื่อว่าเป็นเพราะผู้เสียหายทั้งหกกลัวว่าจะถูกทำร้ายหรือฆ่าให้ตายตามที่จำเลยพูดข่มขู่ไว้และจำเลยยังทำร้ายผู้เสียหายที่ 5 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายต่อหน้าผู้เสียหายคนอื่นเพื่อให้เกิดความเกรงกลัวอีกด้วย จนทำให้ผู้เสียหายทั้งหกยอมตกลงจะนำเงินคนละ 1,000 บาท มามอบให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่จำเลยนำสืบว่าไม่ได้ขู่ว่าจะฆ่าผู้เสียหายทั้งหกและไม่ได้ทำร้ายผู้เสียหายที่ 5 นั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ แม้จำเลยจะมีพยานปากอื่นมาเบิกความสนับสนุน แต่พยานจำเลยก็ล้วนเป็นญาติและบุคคลในครอบครัวของจำเลย ซึ่งย่อมอาจเบิกความช่วยเหลือและเป็นประโยชน์แก่จำเลยได้ พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ไม่สามารถหักล้างพยานโจทก์ได้ การที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ไม่มีเจตนากรรโชกทรัพย์ผู้เสียหายทั้งหก แต่จำเลยปักใจเชื่อโดยสุจริตว่าผู้เสียหายทั้งหกลักเงิน 5,000 บาท ของจำเลยไป จึงกระทำต่อผู้เสียหายและเมื่อผู้เสียหายที่ 3 เสนอจะนำเงินมาคืนแก่จำเลย จำเลยจึงตอบรับด้วยความสุจริตใจนั้น ถึงแม้จำเลยจะเชื่อว่าผู้เสียหายทั้งหกลักเงินของจำเลยไป จำเลยก็ชอบที่จะใช้สิทธิตามกฎหมายโดยไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้เสียหายทั้งหกได้ในทันที จำเลยหามีสิทธิตามกฎหมายจะดำเนินการได้ด้วยตนเองไม่ ทั้งวิธีการที่จำเลยกระทำเป็นสิ่งที่ผิดต่อกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาโดยรอการลงโทษนั้น เห็นว่า แม้จำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นเพียงเด็กและเยาวชนถึง 6 คน ก็ตาม แต่สาเหตุเป็นเพราะจำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายทั้งหกเป็นคนลักเอาเงิน 5,000 บาท ของจำเลยไป มิได้เกิดจากจำเลยมีเจตนาชั่วร้าย การจำคุกจำเลยจึงมิได้เป็นการแก้ไขหรือเป็นผลดีต่อจำเลยหรือสังคม ทั้งไม่ปรากฏว่า จำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน คดีมีเหตุอันควรปรานีให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โดยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ ให้ลงโทษปรับในความผิดฐานกรรโชก และคุมความประพฤติในระหว่างรอการลงโทษด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกรรโชกให้ลงโทษปรับ 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมทุกกระทงความผิดแล้ว จำคุก 1 ปี ปรับ 4,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยไว้ในระหว่างรอการลงโทษ โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ ๓ ครั้ง ตามเงื่อนไขที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 295 ม. 337 ม. 358 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
ผู้ขอประกัน — นายยอดชายหรือหมู มณีชื่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายศิรวรรธน์ คูตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11465/2554
#520485
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นคนนำรถเกรดถนนของ ส. ที่ฝากไว้แก่ผู้เสียหายไปจากความครอบครองของผู้เสียหาย ตามที่ผู้เสียหายแจ้งให้จำเลยเคลื่อนย้ายไปจากปั้มแก๊สของผู้เสียหาย เป็นกรณีที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทรัพย์ส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยด้วยความสมัครใจ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

แม้จำเลยรับรถเกรดถนนไปเพราะได้รับความยินยอมจากผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องนำรถเกรดถนนไปคืนแก่ทายาทของ ส. การที่จำเลยไม่นำไปคืน แต่กลับนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนด้วยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งๆ ที่ไม่ใช่รถเกรดถนนของตน ถือได้ว่าเมื่อจำเลยรับรถเกรดถนนไว้ในครอบครองแล้ว จำเลยมีเจตนาทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 แต่เป็นความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก

ผู้จัดการมรดกของ ส. รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดและร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่ามีการร้องทุกข์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้อง ก็ไม่ใช่ข้อแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญและจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 350,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก จำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 350,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันโดยยืนยันว่าจำเลยเป็นคนติดต่อขอนำรถเกรดถนนออกไป ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าพยานโจทก์มีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เสียหายซึ่งรู้จักกับจำเลยมานานถึง 10 ปี จึงไม่มีสาเหตุต้องระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลยให้รับโทษทางอาญา คดีฟังเป็นที่ยุติว่าจำเลยเป็นคนนำรถเกรดถนนของนายโสภณที่ฝากไว้กับผู้เสียหายออกไปจากความครอบครองของผู้เสียหาย แต่การที่ผู้เสียหายเป็นคนแจ้งให้จำเลยเคลื่อนย้ายรถเกรดถนนออกไปจากปั๊มแก๊สของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยโทรศัพท์ติดต่อผู้เสียหายขอนำรถเกรดถนนออกไป เป็นกรณีที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทรัพย์ ส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยด้วยความสมัครใจ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะที่จำเลยเอารถเกรดถนนของนายโสภณไปจะไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์เนื่องจากผู้เสียหายเป็นผู้ติดต่อขอให้จำเลยเคลื่อนย้ายรถเกรดถนนออกไปเพราะต้องการใช้พื้นที่และจำเลยได้รับรถเกรดถนนไปเพราะได้รับความยินยอมจากผู้เสียหายแล้วก็ตาม แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องนำรถเกรดถนนไปคืนให้แก่ทายาทของนายโสภณ การที่จำเลยไม่นำไปคืน กลับนำไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนด้วยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่รถเกรดถนนของตน พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยถือได้ว่าเมื่อจำเลยได้รับรถเกรดถนนไว้ในครอบครองแล้วจำเลยมีเจตนาทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 แต่เป็นความผิดฐานยักยอก ตามมาตรา 352 วรรคแรก พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนปัญหาที่ว่า ความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ จะต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดเวลา 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ว่า นางนิลุบล ผู้จัดการมรดกของนายโสภณ ผู้ตาย เพิ่งจะรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในเดือนธันวาคม 2543 และดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 ส่วนจำเลยมิได้นำสืบในประเด็นดังกล่าวนี้ให้ฟังได้เป็นอย่างอื่น จึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่ามีการร้องทุกข์ภายในกำหนดเวลา 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ส่วนในกรณีที่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 เมื่อศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอก ตามมาตรา 352 วรรคแรก แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้อง ก็ไม่ใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ และจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามที่พิจารณาได้ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 335 (7) ม. 341 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายเสนอ เอมอมร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายไพฑูรย์ ทับขันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิทยา จิญกาญจ์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11445/2554
#518457
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีกฎหมายใหม่กำหนดเงื่อนไขในการขอคืนของกลางตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคสี่ ผู้คัดค้านก็ต้องปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าว กล่าวคือ ต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว จึงจะขอให้ปล่อยทรัพย์สินได้ ลำพังผู้คัดค้านไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 36 แต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะขอคืนของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่ให้คืนแก่ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 20 กันยายน 2547 สายลับได้แจ้งให้ร้อยตำรวจเอกอรรถพล ทราบว่า ในวันเดียวกันนี้เวลาประมาณ 7.30 นาฬิกา นายธีระพันธ์หรือบอย จะมาส่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้าท้ายซอยหางหนู ร้อยตำรวจเอกอรรถพลจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นได้เรียกประชุมวางแผนจับกุมโดยแยกย้ายกันไปดักซุ่มตามที่ได้นัดหมายกันไว้ โดยมีสายลับร่วมเดินทางไปด้วย จนกระทั่งเวลาประมาณ 7.30 นาฬิกา นายธีระพันธ์ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าสีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนมาจอดบริเวณจุดเกิดเหตุ สายลับได้ชี้ยืนยันร้อยตำรวจเอกอรรถพลกับพวกจึงเข้าแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอทำการตรวจค้น จ่าสิบตำรวจปริพลเป็นผู้ค้นตัวนายธีระพันธ์พบเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ดบรรจุรวมอยู่ในหลอดพลาสติกใสปิดหัวท้ายด้วยความร้อน 1 หลอด ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อผ้าร่มด้านซ้ายที่นายธีระพันธ์สวมใส่อยู่ นายธีระพันธ์รับว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นของตนรับมาจากนายเบิร์ด ไม่ทราบชื่อสกุลจริง เพื่อนำมาจำหน่ายให้แก่ลูกค้าในราคาเม็ดละ 150 บาท โดยได้รับค่าจ้างครั้งละประมาณ 1,000 บาท และรับว่ารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นพาหนะในการรับส่งเมทแอมเฟตามีน ซึ่งรวมทั้งเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้ ในชั้นจับกุมและสอบสวน นายธีระพันธ์ให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด น้ำหนักรวม 2.84 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 832.68 มิลลิกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมาผู้ร้องยื่นฟ้องนายธีระพันธ์และศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกนายธีระพันธ์ คดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนรถจักรยานยนต์ที่นายธีระพันธ์ขับมานั้นหมายเลขทะเบียน พฉว กรุงเทพมหานคร 73 เป็นรถของผู้คัดค้านที่ให้นางสาวขวัญฤทัย มารดาของนายธีระพันธ์เช่าซื้อเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2547 ผู้คัดค้านมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของนายธีระพันธ์

มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ต้องริบรถจักรยานยนต์หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านนำสืบพิสูจน์ไม่ได้ตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย จึงต้องริบรถจักรยานยนต์ของผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า เดิมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติถึงการขอคืนของกลางแต่เพียงว่า เจ้าของทรัพย์สินมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ก็ขอคืนของกลางได้ แต่ต่อมาได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ซึ่งมีหมายเหตุว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว คือ เพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำผิดตามกฎหมายดังกล่าวขึ้นโดยเฉพาะ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ จากหมายเหตุดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า กฎหมายที่มีอยู่เดิมไม่สามารถแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษได้ เมื่อกฎหมายใหม่กำหนดเงื่อนไขในการขอคืนของกลางแตกต่างจากประมวลกฎหมายอาญาจึงต้องยึดถือตามกฎหมายใหม่ ดังนั้น พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคสี่ บัญญัติว่า "...ในกรณีที่ปรากฏเจ้าของ แต่เจ้าของไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอื่นควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดและจะมีการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดหรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าว..." ผู้คัดค้านก็ต้องปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าว กล่าวคือต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวจึงจะขอให้ปล่อยทรัพย์สินได้ ลำพังผู้คัดค้านไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะขอคืนของกลางได้ ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ริบรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน พฉว กรุงเทพมหานคร 73 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 30 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
ผู้คัดค้าน — บริษัทฐิติกร จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางอนงค์รัตน์ คงลาภ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11439/2554
#519982
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้ามีความเหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากภาพรวมของลักษณะเครื่องหมายการค้าดังกล่าวทั้งหมด ลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้า และสำเนียงเรียกขานว่าเหมือนกันหรือคล้ายกันเพียงใด ตลอดจนต้องพิจารณาว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่

โจทก์ได้ใช้คำว่า "ANNA SUI" ซึ่งเป็นชื่อสกุลนักออกแบบสินค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าโดยไม่ได้ลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้ใด จึงเป็นการใช้โดยสุจริตตลอดมาก่อนที่โจทก์จะยื่นคำขอจดทะเบียนทั้ง 3 คำขอนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์กับ ส. และก. ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าทั้งสามต่างคนต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้าของตนกับสินค้าที่ขอจดทะเบียนและได้รับการจดทะเบียนดังกล่าวมาแล้วด้วยกันโดยสุจริตในประเทศไทย นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงชอบที่จะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยอาจกำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดเกี่ยวกับวิธีการใช้และเขตแห่งการใช้เครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้ง 3 คำขอของโจทก์นั้นหรือกำหนดข้อจำกัดอื่นที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นสมควรก็ได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 577343, 590644 และ 590645 มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 9 หมายเลข 15 และหมายเลข 21 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 12 หมายเลข 18 และหมายเลข 23 และให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 577343, 590644 และ 590645 ของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นประการแรกว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ตามคำขอเลขที่ 577343 ของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ตาม คำขอเลขที่ 468061 ทะเบียนเลขที่ ค158388 และเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ตามคำขอเลขที่ 590644 และ 590645 ของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ในรูปกรอบสี่เหลี่ยม ซึ่งมีลักษณะเป็นเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 319783 ทะเบียนเลขที่ ค71611 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่ง กำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "Anna Is" และเครื่องหมายการค้าคำว่า ในรูปกรอบสี่เหลี่ยมจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้นต้องพิจารณาจากภาพรวมของลักษณะเครื่องหมายการค้าดังกล่าวทั้งหมด ลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าและสำเนียงเรียกขานว่าเหมือนกันหรือคล้ายกันเพียงใด ตลอดจนต้องพิจารณาว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ ปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 577343 โจทก์ได้ขอจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวก 25 รายการ สินค้าจำนวน 49 รายการ เช่น เสื้อเชิ้ต เสื้อยืดคอกลม ชุดสูท เสื้อแจกเกต กางเกงยีน กางเกงขายาว เป็นต้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นเครื่องหมายการค้าประเภทคำ โดยอ่านออกเสียงว่า "แอนนา ซุย" ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Anna Is" ตามทะเบียนเลขที่ ค158388 นางเสาวณิตได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้า เสื้อ (ยกเว้นเสื้อชั้นในและเสื้อกีฬา) กางเกง (ยกเว้นกางเกงชั้นในและกางเกงกีฬา) ซึ่งมีลักษณะเป็นเครื่องหมายการค้าประเภทคำเช่นเดียวกัน โดยอ่านออกเสียงว่า "แอนนา อีส" เครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าคำว่า "Anna Is" มีลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าอยู่ที่คำว่า "ANNA" หรือ "Anna" ซึ่งมีตัวอักษรทุกตัวเหมือนกันและอยู่ในตำแหน่งเดียวกันโดยมีสำเนียงเรียกขานเหมือนกันว่า "แอนนา" แตกต่างกันเฉพาะคำหลังซึ่งเป็นเพียงส่วนประกอบของเครื่องหมายการค้าซึ่งไม่ใช่ลักษณะเด่นที่สาธารณชนจะจดจำ โดยของโจทก์เป็นคำว่า "SUI" อ่านว่า ซุย ส่วนของนางเสาวณิตเป็นคำว่า "Is" อ่านว่า อีส เท่านั้น เมื่อนำเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ของโจทก์และเครื่องหมายการค้าคำว่า "Anna Is" มาใช้กับสินค้าเสื้อและกางเกงเช่นเดียวกัน เครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวย่อมคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่อาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายคำว่า "ANNA SUI" ของโจทก์ตามคำขอดังกล่าวตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 ได้ เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา 27 สำหรับเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ตามคำขอเลขที่ 590644 และ 590645 โจทก์ได้ขอจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวก 20 รายการสินค้า พัดลม เครื่องเรือน กระจก กรอบรูปหมอน เบาะ เครื่องนอน และสินค้าจำพวก 24 รายการสินค้า ผ้าลินินใช้ในครัว ผ้าขนหนู ผ้าปูโต๊ะ ผ้าคลุมเตียง ผ้าคลุม ผ้าห่ม ผ้าปูเตียง ปลอกหมอน ผ้านวม ผ้าคลุมเครื่องเรือน เสื้อ ผ้าเช็ดหน้า และผ้าเช็ดทำความสะอาด ตามลำดับ ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า ในรูปกรอบสี่เหลี่ยมตามทะเบียนเลขที่ ค71611 นายกิตติได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวก 20 รายการสินค้า ที่นอน เครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA" ในรูปกรอบสี่เหลี่ยมมีลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าอยู่ที่คำว่า "ANNA" หรือซึ่งมีตัวอักษรทุกตัวเหมือนกันและอยู่ในตำแหน่งเดียวกันโดยมีสำเนียงเรียกขานเหมือนกันว่า "แอนนา" แตกต่างกันเพียงส่วนประกอบของเครื่องหมายการค้าซึ่งไม่ใช่ลักษณะเด่นที่สาธารณชนจะจดจำโดยของโจทก์เป็นคำว่า "SUI" อ่านว่า ซุย ส่วนของนายกิตติเป็นรูปกรอบสี่เหลี่ยมซึ่งคำว่า อยู่ตรงกลางเท่านั้น การเรียกขานสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวคล้ายกัน เมื่อนำเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ของโจทก์และเครื่องหมายการค้าคำว่า อยู่ในรูปกรอบสี่เหลี่ยมมาใช้กับสินค้าเครื่องนอน หมอน เบาะ ผ้าคลุมเตียง ผ้าห่ม ปลอกหมอน ผ้านวม ของโจทก์กับสินค้าที่นอนของนายกิตติ จึงเห็นได้ว่าสินค้าของโจทก์กับสินค้าของนายกิตติดังกล่าวเป็นสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน เครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าคำว่า อยู่ในรูปกรอบสี่เหลี่ยมของนายกิตติย่อมคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่อาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI"ของโจทก์ทั้งสองคำขอดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 ได้ เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา 27 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปเป็นประการสุดท้ายว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 577343, 590644 และ 590645 เพราะเหตุที่ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ใช้หรือโฆษณาเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" เป็นที่แพร่หลายจนทำให้สาธารณชนในประเทศไทยได้รู้จักเป็นอย่างดี จึงถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ของโจทก์ทั้ง 3 คำขอดังกล่าวตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 ได้ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยหรือไม่ ในปัญหานี้มาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามมาตรา 13 ... ทั้งนี้สำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่นายทะเบียนเห็นว่ามีลักษณะอย่างเดียวกัน ถ้านายทะเบียนเห็นว่าเป็นเครื่องหมายการค้าซึ่งต่างเจ้าของต่างได้ใช้มาแล้วด้วยกันโดยสุจริตหรือมีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเห็นสมควรรับจดทะเบียน นายทะเบียนจะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันดังกล่าวให้แก่เจ้าของหลายคนก็ได้โดยจะมีเงื่อนไขและข้อจำกัดเกี่ยวกับวิธีการใช้และเขตแห่งการใช้เครื่องหมายการค้านั้นหรือเงื่อนไขและข้อจำกัดอื่นตามที่นายทะเบียนเห็นสมควรกำหนดด้วยก็ได้ ทั้งนี้ให้นายทะเบียนมีหนังสือแจ้งคำสั่งนั้นพร้อมด้วยเหตุผลให้ผู้ขอจดทะเบียนและเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วทราบโดยไม่ชักช้า ... " จากบทบัญญัติมาตรา 27 ดังกล่าว ในกรณีที่มีผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามมาตรา 13 สำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่ามีลักษณะอย่างเดียวกัน ดังเช่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 577343, 590644 และ 590645 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าอาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้ง 3 คำขอดังกล่าวของโจทก์ได้ในกรณีใดกรณีหนึ่งใน 2 กรณี ดังนี้คือ หากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าเครื่องหมายการค้าทั้ง 3 คำขอ ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วซึ่งโจทก์และบุคคลอื่นผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นต่างคนต่างได้ใช้มาแล้วด้วยกันโดยสุจริตกรณีหนึ่ง หรือหากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า เห็นว่า มีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นสมควรรับจดทะเบียน อีกกรณีหนึ่ง ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์นำสืบโดยมีนางดารานีย์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานหนังสือถ้อยแถลงของโจทก์ และเอกสารแนบท้ายถ้อยแถลงของโจทก์ฉบับที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ความว่า บริษัทโจทก์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2524 โดยจดทะเบียนภายใต้กฎหมายมลรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา มีนางสาวแอนนา ซุย (Anna Sui) ซึ่งเป็นนักออกแบบชื่อดังชาวอเมริกัน โจทก์เป็นบริษัทชั้นนำของโลกที่ดำเนินธุรกิจด้านการออกแบบผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋าถือ เครื่องสวมใส่เท้า แว่นตา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ตกแต่งและเครื่องใช้สอยภายในบ้านตามข้อมูลบริษัทโจทก์ เครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีที่มาจากชื่อสกุลนางสาวแอนนา ซุย เครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ใช้กับสินค้าเป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2524 โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" เป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2526 กับสินค้าเสื้อผ้าสตรี เสื้อแจกเกต ชุดเสื้อกระโปรงติดกัน เสื้อครึ่งตัวของสตรี กางเกงขายาว กระโปรง เสื้อยืดคอกลมแขนสั้น หมวก ถุงมือ และเข็มขัด โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายดังกล่าวกับสินค้าและบริการในจำพวกอื่น ๆ ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา และในหลายประเทศทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ของโจทก์ได้รับการจดทะเบียนกับสินค้าจำพวก 3, 9, 14 และ 18 ตามลำดับ โจทก์ได้โฆษณาประชาสัมพันธ์เครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ของโจทก์ในหลายประเทศทั่วโลกโดยผ่านทางสื่อต่าง ๆ เช่น สิ่งพิมพ์ ใบปลิว และนิตยสารที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ และโจทก์ยังโฆษณาสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ของโจทก์ผ่านทางเว็บไซต์ "www.annasui.com" ในอินเทอร์เน็ตตาม และภาพถ่ายเว็บไซต์ที่ระบุเกี่ยวกับสินค้าและบริการต่าง ๆ ของโจทก์ นอกจากนั้นสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ของโจทก์ยังมีวางจำหน่ายในหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยซึ่งมีการจัดจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2541 โดยโจทก์ได้ทำการโฆษณาสินค้าของโจทก์ในประเทศไทย สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ของโจทก์มีวางจำหน่ายอยู่ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำในประเทศไทย เช่น คิงพาวเวอร์ ห้างสรรพสินค้าอิเซตัน เซน เซ็นทรัล สยามพารากอน ตามภาพถ่ายร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าของโจทก์ ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบดังกล่าวจำเลยมิได้นำสืบพยานหลักฐานโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบดังกล่าว ปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "Anna Is" ตามทะเบียนเลขที่ ค158388 ที่นางเสาวณิต ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้า เสื้อ (ยกเว้นเสื้อชั้นในและเสื้อกีฬา) กางเกง (ยกเว้นกางเกงชั้นในและกางเกงกีฬา) นางเสาวณิตเพิ่งยื่นขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2544 ซึ่งเป็นภายหลังจากที่โจทก์ส่งสินค้าเสื้อและกางเกงภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "ANNA SUI" เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 2541 ถึง 3 ปี ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า ในรูปกรอบสี่เหลี่ยมตามทะเบียนเลขที่ ค71611 ที่นายกิตติ ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวก 20 รายการสินค้า ที่นอน นายกิตติได้ยื่นขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2539 ก่อนที่โจทก์จะส่งสินค้าจำพวกเครื่องนอน หมอน ปลอกหมอน ผ้าห่มของโจทก์เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเพียงประมาณ 2 ปี เห็นว่า การที่โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่มาจากชื่อสกุลของนางสาวแอนนา ซุย (Anna Sui) นักออกแบบสินค้าของโจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี 2524 โดยได้โฆษณาและจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 577343, 590644 และ 590645 ของโจทก์ในหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยซึ่งโจทก์ได้ส่งสินค้าของโจทก์ดังกล่าวมาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2541 ที่คิงพาวเวอร์และห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นอิเซตัน เซน เซ็นทรัล และสยามพารากอน ก่อนที่โจทก์จะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ทั้ง 3 คำขอ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547 วันที่ 18 พฤษภาคม 2548 และวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 ตามลำดับ หลายปี แสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ใช้คำว่า "ANNA SUI" ซึ่งชื่อสกุลนักออกแบบสินค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าโดยไม่ได้ลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้ใด การใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" กับสินค้า เสื้อ กางเกง และเครื่องนอนต่าง ๆ ตามคำขอจดทะเบียนทั้ง 3 คำขอ ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" โดยสุจริตตลอดมาก่อนที่โจทก์จะยื่นคำขอจดทะเบียนทั้ง 3 คำขอ นั้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" กับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้า เสื้อ กางเกง จำพวก 20 รายการสินค้า หมอน ชุดเครื่องนอน และจำพวก 24 รายการสินค้า ปลอกหมอน ผ้าห่ม ซึ่งคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "Anna Is" ของนางเสาวณิตซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้า เสื้อ กางเกง และคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ในรูปกรอบสี่เหลี่ยมของนายกิตติซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวก 20 รายการสินค้า ที่นอน อันเป็นการขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกัน ที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่ามีลักษณะอย่างเดียวกัน เมื่อปรากฏว่าโจทก์กับนางเสาวณิตและนายกิตติผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" คำว่า "AnnaIs" และคำว่า ในรูปกรอบสี่เหลี่ยม ตามลำดับ ต่างคนต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้าของตนกับสินค้าที่ขอจดทะเบียนและได้รับการจดทะเบียนดังกล่าวมาแล้วด้วยกันโดยสุจริตในประเทศไทย นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงชอบที่จะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "ANNA SUI" ตามคำขอเลขที่ 577343, 590644 และ 590645 ของโจทก์โดยนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าอาจกำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดเกี่ยวกับวิธีการใช้และเขตแห่งการใช้เครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้ง 3 คำขอ ของโจทก์นั้นหรือกำหนดข้อจำกัดอื่นที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นสมควรก็ได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 กรณีไม่จำต้องพิจารณาว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่สมควรรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" ตามคำขอทั้ง 3 คำขอของโจทก์หรือไม่ต่อไป เพราะเหตุที่จะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามบทบัญญัติมาตรา 27 ดังกล่าวจะเป็นเหตุใดเหตุหนึ่งระหว่างกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ากับบุคคลที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วต่างคนต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันนั้นมาด้วยกันโดยสุจริต กับกรณีที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียน เครื่องหมายการค้าเห็นสมควรรับจดทะเบียนก็ได้ดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีการใช้หรือโฆษณาเป็นที่แพร่หลายจนทำให้สาธารณชนในประเทศไทยได้รู้จักเป็นอย่างดี ถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะรับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 577343, 590644 และ 590645 จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 9 หมายเลข 15 และหมายเลข 21 เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 12 หมายเลข 18 และหมายเลข 23 และให้จำเลยพิจารณาดำเนินการตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ANNA SUI" เลขที่ 577343, 590644 และ 590645 ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 13 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — แอนนา ซุย คอร์ป
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายจิรวัฒน์ กล้าการรบ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11427/2554
#528529
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 26 บัญญัติว่า พระภิกษุรูปใดล่วงละเมิดพระธรรมวินัยและได้มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดให้ได้รับนิคหกรรมให้สึก ต้องสึกภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ได้ทราบคำวินิจฉัย นั้น หมายความว่าคำวินิจฉัยของคณะผู้พิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมชั้นต้นต้องเป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2521) ลักษณะ 2 เรื่อง ผู้มีอำนาจลงนิคหกรรม ซึ่งตามกฎมหาเถรสมาคมดังกล่าว ข้อ 7 มีความว่า การลงนิคหกรรมเกี่ยวกับความผิดของพระภิกษุผู้ปกครองสงฆ์ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ถ้าความผิดนั้นเกิดขึ้นในเขตจังหวัดที่สังกัดอยู่ ให้เป็นอำนาจของเจ้าคณะตำบลเจ้าสังกัดเป็นผู้พิจารณา การที่คดีนี้เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นเป็นผู้พิจารณาลงโทษโดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้องที่ทำให้เจ้าคณะตำบลเปือยใหญ่ไม่อาจเป็นผู้พิจารณาได้ จึงไม่เป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 คำวินิจฉัยของเจ้าคณะจังหวัดจึงไม่ใช่คำวินิจฉัยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 แม้จำเลยจะทราบคำสั่งและไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวก็ไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 26 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 5 ทวิ, 26, 43 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 425/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 26, 43 ลงโทษจำคุก 6 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่า เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบอธิกรณ์จำเลยตามคำสั่งที่ 3/2541 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ โดยมีพระกิตติญาณโสภณ รองเจ้าคณะจังหวัด เป็นประธานกรรมการ และพระครูเป็นกรรมการอีก 7 รูป คณะกรรมการสอบสวนแล้วเชื่อว่าจำเลยเสพเมถุนกับนางสาวลัดดา เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นจึงมีคำสั่งให้จำเลยพ้นจากความเป็นพระภิกษุต้องสึกภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง และมีคำสั่งถอดถอนจำเลยออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2541 ตามคำวินิจฉัยและคำสั่งของเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นและเจ้าหน้าที่ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นให้นำคำวินิจฉัยและคำสั่งแจ้งไปให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมสึกและมิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยหรือคำสั่ง คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์จึงเป็นที่สุดตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2521) ข้อที่ 40 (1)

มีปัญหาวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คณะผู้พิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมชั้นต้นที่เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นแต่งตั้ง ไม่มีพระภิกษุรูปใดทำหน้าที่โจทก์แทนสงฆ์ เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 ข้อ 28 เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 26 บัญญัติว่า พระภิกษุรูปใดล่วงละเมิดพระธรรมวินัย และได้มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดให้ได้รับนิคหกรรมให้สึก ต้องสึกภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ได้ทราบคำวินิจฉัย หมายความว่า คำวินิจฉัยของคณะผู้พิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมชั้นต้นต้องเป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2521) ลักษณะ 2 เรื่อง ผู้มีอำนาจลงนิคหกรรม ข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าอาวาสวัดสะอาดบุญญาราม ตำบลเปือยใหญ่ กิ่งอำเภอโนนศิลา จังหวัดขอนแก่น ถูกนายวีระศักดิ์ กล่าวหาว่ากระทำผิดพระธรรมวินัย ซึ่งตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 ข้อ 7 มีข้อความว่า การลงนิคหกรรมเกี่ยวกับความผิดของพระภิกษุผู้ปกครองสงฆ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (2) เจ้าอาวาส (ก) ถ้าความผิดนั้นเกิดขึ้นในเขตจังหวัดที่สังกัดอยู่ ให้เป็นอำนาจของเจ้าคณะตำบลเจ้าสังกัดเป็นผู้พิจารณา ส่วนในกรณีไต่สวนมูลฟ้องและพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมชั้นต้น ให้เป็นอำนาจของคณะผู้พิจารณาชั้นต้นซึ่งประกอบด้วยเจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะตำบลเจ้าสังกัด กรณีของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าอาวาสถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดพระธรรมวินัยจึงต้องเป็นอำนาจของเจ้าคณะตำบลเจ้าสังกัดเป็นผู้พิจารณา โดยมีคณะผู้พิจารณาชั้นต้นประกอบด้วยเจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะตำบลเจ้าสังกัด ทั้งข้อ 15 ระบุว่า เมื่อมีผู้กล่าวหาบอกกล่าวการกระทำความผิดของพระภิกษุ โดยยื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือต่อเจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะเจ้าสังกัดหรือเจ้าคณะเจ้าของเขตในเขตที่ความผิดนั้นเกิดขึ้นซึ่งเป็นผู้พิจารณามีอำนาจลงนิคหกรรมตามที่กำหนดไว้ในลักษณะ 2 แล้วแต่กรณี ดังนั้น การที่เจ้าคณะจังหวัดแต่งตั้งคณะผู้พิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรม ซึ่งมีพระครูจันทรสารประสิทธิ์ เจ้าคณะอำเภอบ้านไผ่ พระครูประสิทธิ์ปัญญาภรณ์ รองเจ้าคณะอำเภอบ้านไผ่ พระครูสุมนพัฒนกิจ เจ้าคณะตำบลเปือยใหญ่ เป็นคณะผู้พิจารณาชั้นต้นจึงถูกต้องตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 ข้อ 7 (2) ก แม้จะมีรองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นเป็นประธานกรรมการและเจ้าคณะตำบลอื่นเป็นคณะกรรมการด้วยก็ตาม ก็หาขัดกับกฎมหาเถรสมาคมดังกล่าวไม่ แต่เนื่องจากอำนาจในการลงนิคหกรรมสำหรับเจ้าอาวาสเป็นอำนาจของเจ้าคณะตำบลเจ้าสังกัดเป็นผู้พิจารณา การที่คดีนี้เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นเป็นผู้พิจารณาลงโทษโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุขัดข้องที่ทำให้เจ้าคณะตำบลเปือยใหญ่ไม่อาจเป็นผู้พิจารณาได้ จึงไม่เป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 ทั้งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 5 บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์แห่งมาตรา 4 บรรดาอำนาจหน้าที่ซึ่งกำหนดไว้ในสังฆาณัติ กติกาสงฆ์ฯ ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของพระภิกษุตำแหน่งใดหรือคณะกรรมการสงฆ์ใดซึ่งไม่มีในพระราชบัญญัตินี้ ให้มหาเถรสมาคมมีอำนาจกำหนดโดยกฎมหาเถรสมาคมให้เป็นอำนาจหน้าที่ของพระภิกษุตำแหน่งใด รูปใด หรือหลายรูปร่วมกันเป็นคณะตามที่เห็นสมควรได้ แม้จะปรากฏตามคำวินิจฉัยเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นว่า เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นมีคำสั่งในเรื่องนี้โดยอาศัยอำนาจตามข้อ 15 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2541) แต่โจทก์ก็มิได้นำสืบข้อเท็จจริงให้ปรากฏว่า กฎมหาเถรสมาคมดังกล่าวมีอยู่อย่างไร ดังนั้นเมื่อกฎมหาเถรสมาคมกำหนดอำนาจหน้าที่ให้เจ้าคณะตำบลเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาการลงนิคหกรรมเกี่ยวกับพระภิกษุผู้ปกครองสงฆ์ในตำแหน่งเจ้าอาวาส คำวินิจฉัยของเจ้าคณะจังหวัดจึงมิใช่คำวินิจฉัยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 แม้จำเลยจะได้รับทราบคำสั่งและมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ก็ไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 26 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพล
จำเลย — พระครูวีรสารสุนทร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายธนรัตน์ ทั่งทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวีป ตันสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
กรองเกียรติ คมสัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11423/2554
#514274
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองไม่ได้ถูกแจ้งข้อหาจากพนักงานสอบสวนในข้อหาตามฟ้องข้อ 1 ก. บางส่วนและข้อ 1 ข. ว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าว เมื่อพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวนจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 พนักงานอัยการจึงต้องห้ามไม่ให้ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟ้องในข้อหาดังกล่าวไว้พิจารณาและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง จึงไม่ชอบ ถึงแม้ประเด็นนี้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ยกขึ้นฎีกา แต่อำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด จำคุกคนละ 4 ปี และฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 15 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน รถจักรยานยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 14 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 400 บาท ตามฟ้องโจทก์ข้อ ก. บางส่วนและข้อ ข. หรือไม่ ข้อนี้เห็นว่าข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งในสำนวนว่า พันตำรวจโทเกียรติยศ พนักงานสอบสวนในคดีนี้สอบสวนจำเลยทั้งสองเฉพาะแต่ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 1,000 บาท ตามฟ้องข้อ 1 ก. บางส่วน และข้อ 1 ค. เท่านั้น ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองไม่ได้ถูกแจ้งข้อหาจากพนักงานสอบสวนในข้อหาตามฟ้องข้อ 1 ก. บางส่วน และข้อ 1 ข. ว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวน ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวนจำเลยทั้งสองในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ดดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 พนักงานอัยการจึงต้องห้ามไม่ให้ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟ้องในข้อหาดังกล่าวไว้พิจารณาและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ ถึงแม้ประเด็นนี้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ยกขึ้นฎีกา แต่อำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเป็นประเด็นต่อไปมีตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ดดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อคือนางสุณีย์ และนางศรีวรรณ หรือไม่ เห็นว่า มีเหตุควรสงสัยได้ว่ามีเหตุการณ์การล่อซื้อยาเสพติดที่บริเวณสะพานที่โจทก์อ้างว่าเหตุเกิดได้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดมาว่าไม่ได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นตามที่โจทก์อ้าง ดังนี้เห็นว่าในคดีอาญาเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นโดยชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงและจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิดนั้น เมื่อพยานโจทก์มีพิรุธไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังได้มั่นคงว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิด ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดจึงให้ริบ แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้นำโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลางมาใช้สำหรับติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษอย่างไร โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์จึงไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิด ซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 (2) จึงไม่อาจริบได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมาศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกว่ากล่าวและสั่งคืนแก่เจ้าของได้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — นายประทวน ยาวุฒิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นางวาสนา อุ้มเพชร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพิชัย นิลทองคำ
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11411/2554
#518402
เปิดฉบับเต็ม

การออกหมายจับและหมายค้นในชั้นสอบสวน เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเพื่อให้การสอบสวนดำเนินไปได้ แม้พนักงานสอบสวนจะต้องมาร้องขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ออกหมายจับและหมายค้น แต่ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่ฟ้องเป็นคดีมาถึงศาล เมื่อศาลชั้นต้นเห็นสมควรสั่งประการใดแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายประสงค์จะให้อุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 หากผู้ร้องอ้างข้อมูลอันเป็นเท็จ ผู้ต้องหาก็มีสิทธิ์ที่จะดำเนินการแก่ผู้ร้องตามที่เห็นสมควรเป็นกรณีต่างหากได้ ผู้ต้องหาจึงไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ต้องหาที่ให้เพิกถอนหมายจับและหมายค้นในชั้นสอบสวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2552 ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ต้องหา นางสาวเดือนเพ็ญ นายเสรีหรือหมี นายประพัฒน์ วันที่ 3 กรกฎาคม 2552 ศาลชั้นต้นออกหมายค้นบ้านของผู้ต้องหา บ้านของนางสาวเดือนเพ็ญ และบ้านของบุคคลอื่น ผู้ต้องหายื่นคำร้องลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2552 ว่า ได้มีการจับกุม ค้นบ้านและรถยนต์ของผู้ต้องหาไปโดยมิชอบตามหมายจับและหมายค้นของศาลชั้นต้น ซึ่งผู้ร้องได้อ้างข้อมูลอันเป็นเท็จให้ศาลออกหมายดังกล่าว ขอให้เพิกถอนหมายจับและหมายค้นนั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ต้องหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ต้องหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรยกปัญหาว่า เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ต้องหาที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งออกหมายจับและหมายค้นแล้ว ผู้ต้องหาจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า การออกหมายจับและหมายค้นในกรณีนี้เป็นการดำเนินการในชั้นสอบสวน เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเพื่อให้การสอบสวนดำเนินไปได้เท่านั้น แม้พนักงานสอบสวนจะต้องมาร้องขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ออกหมายจับและหมายค้น แต่ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่ฟ้องเป็นคดีมาถึงศาล เมื่อศาลชั้นต้นเห็นสมควรสั่งประการใดแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายประสงค์จะให้อุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 หากผู้ร้องอ้างข้อมูลอันเป็นเท็จ ผู้ต้องหาก็มีสิทธิที่จะดำเนินการแก่ผู้ร้องตามที่เห็นสมควรเป็นกรณีต่างหากได้ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนั้น ผู้ต้องหาจึงไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ต้องหาที่ขอให้เพิกถอนหมายจับและหมายค้น ในชั้นสอบสวนดังกล่าวได้ เมื่อผู้ต้องหาไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นได้ดังกล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ต้องหาจึงเป็นการไม่ชอบ ผู้ต้องหาไม่อาจฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ต้องหา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของผู้ต้องหา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193
ชื่อคู่ความ
พนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน
กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็ก
ผู้ร้อง — เยาวชน และสตรี
ผู้ต้องหา — นายศิวาวิทย์ สำเร็จผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวอรกมล เจนนิรมาณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนทร นาเนกรังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
สมควร วิเชียรวรรณ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11410/2554
#514283
เปิดฉบับเต็ม

คดีขอให้ริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 15 บัญญัติให้คดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ ดังนี้เมื่อผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 7258 เชียงราย ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 7258 เชียงราย ของกลาง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ.2534 มาตรา 27, 29 และ 31

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องและให้คืนรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 7258 เชียงราย ของผู้คัดค้านแก่ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 คดีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นต่อศาลชั้นต้นในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์หรือเมื่อมีการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งอุทธรณ์หรือคำร้องเช่นว่านั้นพร้อมสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยเร็ว" ดังนี้ เมื่อผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้อง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 15
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
ผู้คัดค้าน — นายณรงค์ ปัญโยแสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายศักดา เรืองจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุรพล เอี่ยมอธิคม
ชื่อองค์คณะ
ชีพ จุลมนต์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา