คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9805/2554
#526766
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำโดยเล็งเห็นผลนั้นหมายความว่า ผลนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนเท่าที่บุคคลในภาวะเช่นนั้นจะเล็งเห็นได้ มิใช่เพียงเล็งเห็นว่าผลนั้นอาจเกิดขึ้นได้ ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้าย ขณะที่รถจักรยานยนต์ของจำเลยทั้งสองประกบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 กระชากกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายที่แขวนอยู่ที่กระจกรถจักรยานยนต์อย่างแรง ทำให้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายล้มลงและผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสองไม่อาจเล็งเห็นผลได้แน่นอนว่าการกระชากกระเป๋าสะพายของจำเลยที่ 1 จะทำให้รถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับล้มลงเพราะรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายอาจจะล้มหรือไม่ล้มก็ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเพียงวิธีการเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปเท่านั้น แม้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจะล้มลงเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายอันเป็นผลมาจากแรงกระชากกระเป๋าสะพายของจำเลยที่ 1 ก็หาใช่จำเลยทั้งสองกระทำโดยมีเจตนาเล็งเห็นผลอันถือเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายตามความหมายของกฎหมายแต่ประการใดไม่ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตามฟ้อง คงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339, 340 ตรี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน 2,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 จำคุกคนละ 15 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน 2,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเวลาเกิดเหตุ ขณะที่นางสาวทัศนา ผู้เสียหาย กำลังขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้าย ประกบด้านซ้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย แล้วจำเลยที่ 1 ใช้มือกระชากกระเป๋าสะพายสีครีมซึ่งภายในบรรจุกระเป๋าใส่เงิน เงินสด 2,000 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ และเอกสารหลายฉบับของผู้เสียหายที่แขวนไว้บริเวณกระจกรถจักรยานยนต์ แต่กระเป๋าสะพายไม่หลุดจากกระจกรถจักรยานยนต์ ผู้เสียหายใช้มือซ้ายยื้อแย่งกระเป๋าดังกล่าว จำเลยที่ 1 กระชากอย่างแรงอีกครั้ง ทำให้รถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับเสียหลักล้มลงและกระเป๋าสะพายหลุดจากกระจกรถจักรยานยนต์ จำเลยที่ 1 จึงได้กระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายโดยใช้ยานพาหนะหรือไม่ เห็นว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายโดยใช้ยานพาหนะหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ (1) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป (2) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น... ผู้นั้นกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์..." เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสองเพียงขับรถจักรยานยนต์ประกบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแล้วกระชากกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายที่แขวนอยู่ที่กระจกรถจักรยานยนต์ด้านซ้ายโดยไม่ปรากฏว่าขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์

ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 กระชากกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายที่แขวนอยู่ที่กระจกรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับอย่างแรง จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้รถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับล้มลงและผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ถือว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายนั้น เห็นว่า การกระทำโดยเล็งเห็นผลนั้นหมายความว่า ผลนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนเท่าที่บุคคลในภาวะเช่นนั้นจะเล็งเห็นได้ มิใช่เพียงเล็งเห็นว่าผลนั้นอาจเกิดขึ้นได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปเท่านั้นรถจักรยานยนต์อาจจะล้มหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น แม้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจะล้มลงจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายก็เป็นผลมาจากแรงกระชากกระเป๋าสะพายของจำเลยที่ 1 หาใช่จำเลยทั้งสองกระทำโดยมีเจตนาเล็งเห็นผลอันถือเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายตามความหมายของกฎหมายแต่ประการใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (6) ม. 59 วรรคสอง ม. 335 ม. 339
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายฮูซัยมิง สะแลแม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายสุมิตร โปรตระนันทน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายทรงชัย รักษาเกียรติศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
ชีพ จุลมนต์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9782/2554
#520437
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของจำเลยทั้งสอง ข้อ 1.1 จำเลยที่ 1 ให้การว่า ได้รมควันแผ่นยางดิบที่ได้รับจากโจทก์ และส่งมอบแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยอมรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างรมควันยางแผ่นดิบให้แก่โจทก์และส่งมอบแผ่นยางดิบรมควันคืนแก่โจทก์ตามสัญญาครบถ้วนแล้วส่วนคำให้การของจำเลยทั้งสอง ข้อ 1.2 จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่า ไม่เคยได้รับมอบยางแผ่นดิบจากโจทก์ เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับมอบยางแผ่นดินจากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องคืนยางแผ่นดิบจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ คำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวมิได้กล่าวถึงยางจำนวนเดียวกัน จึงเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น โดยชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง หาขัดแย้งกันไม่

โจทก์ซื้อยางแผ่นดิบตามฟ้องจากพ่อค้าหรือเกษตรกรตามมติคณะรัฐมนตรีที่ให้โจทก์กู้เงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อนำเงินไปซื้อยางแผ่นดิบในราคาสูงเพื่อพยุงราคายางพาราแก่เกษตรกรแล้วนำไปว่าจ้างจำเลยที่ 1 รมควันแล้วนำไปขาย โจทก์จะได้กำไรหรือขาดทุนจากการขายยางแผ่นดิบรมควันก็ขึ้นอยู่กับราคายางพารารมควันในท้องตลาดในขณะที่โจทก์นำไปขาย ดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องชำระแก่ธนาคารเป็นเพียงค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปจากการดำเนินการเพื่อพยุงราคายางพาราแก่เกษตรกรเท่านั้น หาได้เป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษตามที่โจทก์ฎีกา ทั้งโจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายสืบเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบยางแผ่นรมควันแก่โจทก์อันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถนำยางแผ่นรมควันไปขายจนได้กำไรตามจำนวนที่ขอ หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถคืนแผ่นยางดิบแก่โจทก์ได้ โจทก์คงคิดดอกเบี้ยจากราคายางแผ่นดิบที่จำเลยที่ 1 จะต้องคืนแก่โจทก์ได้ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 7 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบยางแผ่นซึ่งรมควันแล้ว 74,457 กิโลกรัม หรือชำระราคาเป็นเงิน 5,320,863.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบคืนยางพาราแผ่นดิบ 48,688 กิโลกรัม แก่โจทก์หรือชดใช้ราคาเป็นเงิน 1,877,896.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 18,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 คืนยางแผ่นดิบอีก 25,769 กิโลกรัม แก่โจทก์ด้วย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 993,910.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 และให้คืนค่าขึ้นศาลอนาคตชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมา 100 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ เนื่องมาจากยางพารามีราคาตกต่ำ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2536 คณะรัฐมนตรีมีมติให้โจทก์กู้เงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หนึ่งพันล้านบาท นำเงินไปซื้อยางแผ่นดิบจากพ่อค้าหรือเกษตรกรในราคาที่สูงกว่าราคาท้องตลาดเพื่อพยุงราคายางพารา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2537 โจทก์ตกลงทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 รมควันยางแผ่นดิบ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองขัดแย้งกันหรือไม่ เห็นว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองข้อ 1.1 จำเลยที่ 1 ให้การว่า ได้รมควันยางแผ่นดิบที่ได้รับจากโจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 และส่งมอบแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างรมควันยางแผ่นดิบให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ส่งมอบยางแผ่นดิบรมควันที่ได้รับจากโจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 คืนแก่โจทก์ตามสัญญาครบถ้วนแล้ว ส่วนคำให้การของจำเลยทั้งสองข้อ 1.2 จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่เคยได้รับมอบยางแผ่นดิบตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 ถึง 9 จากโจทก์ เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่า ยางแผ่นดิบตามฟ้อง 74,457 กิโลกรัม ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 ถึง 9 จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับมอบจากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องคืนยางแผ่นดิบจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ คำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวมิได้กล่าวถึงยางจำนวนเดียวกัน จึงเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์รวมทั้งเหตุแห่งการนั้นโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง หาได้ขัดแย้งกันไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ได้รับมอบยางแผ่นดิบตามฟ้องจากโจทก์หรือไม่ และจะต้องรับผิดส่งมอบยางแผ่นดิบคืนแก่โจทก์เพียงใด แม้ปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความต่างนำสืบพยานมาครบถ้วนแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยปัญหานี้ก่อน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ส่งมอบยางแผ่นดิบตามใบส่ง - รับยาง และตามบัญชีรับซื้อยางแผ่นดิบ หรือใบชั่งน้ำหนัก รวม 48,688 กิโลกรัม แก่จำเลยที่ 1 แล้ว และจำเลยที่ 1 รับมอบยางแผ่นดิบตามใบส่ง - รับยาง และบัญชีรับซื้อยางแผ่นดิบรวม 48,688 กิโลกรัม จากโจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องคืนยางแผ่นดิบจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ต้องใช้ราคาแก่โจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพียงใด โจทก์ฎีกาว่า ดอกเบี้ยตามฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษเพราะโจทก์ต้องกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี เห็นว่า ยางแผ่นดิบตามฟ้อง โจทก์ซื้อจากพ่อค้าหรือเกษตรกรตามมติคณะรัฐมนตรีที่ให้โจทก์ไปกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด เพื่อนำเงินไปซื้อยางแผ่นดิบในราคาสูงเพื่อพยุงราคายางพาราแก่เกษตรกรแล้วนำไปว่าจ้างจำเลยที่ 1 รมควันแล้วนำไปขาย โจทก์จะได้กำไรหรือขาดทุนจากการขายยางแผ่นรมควันก็ขึ้นอยู่กับราคายางพารารมควันในท้องตลาดในขณะโจทก์นำยางแผ่นรมควันไปขาย ดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องชำระแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเพียงค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปจากการดำเนินการเพื่อพยุงราคายางพาราแก่เกษตรกรเท่านั้น หาได้เป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษตามที่โจทก์ฎีกา ทั้งโจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายสืบเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบยางแผ่นรมควันแก่โจทก์อันเป็นเหตุทำให้โจทก์ไม่สามารถนำยางแผ่นรมควันไปขายจนได้กำไรตามจำนวนที่ขอ กรณีตามฟ้องหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถคืนยางแผ่นดิบแก่โจทก์ได้ โจทก์คงสามารถคิดดอกเบี้ยจากราคายางแผ่นดิบที่จำเลยที่ 1 จะต้องคืนแก่โจทก์ได้ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 225 ประกอบมาตรา 7 เท่านั้น ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 31,080 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การสวนยาง
จำเลย — บริษัทศรีเจริญการยาง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายสุทธิพงษ์ วัชรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
ชื่อองค์คณะ
นายวิชา มั่นสกุล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9749/2554
#513644
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสถาบันของจำเลย การที่โจทก์นำผู้ใต้บังคับบัญชาไปที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อพบลูกค้าของจำเลยจึงเป็นการออกไปทำงานให้แก่จำเลยตามหน้าที่ระหว่างโจทก์ออกไปพบลูกค้าที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทยพาณิชย์ลูกค้าจำเลยโทรศัพท์มาขอยกเลิกคำสั่งซื้อหุ้น แต่โจทก์ไม่สามารถกระทำการยกเลิกให้ได้ โจทก์จึงแจ้งรหัสผ่านและชื่อผู้เข้าใช้ของเครื่องคอมพิวเตอร์ของโจทก์แก่ ส. เพื่อเข้าระบบไปยกเลิกคำสั่งซื้อหุ้น เป็นการกระทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์และความเสียหายของจำเลย ต่อมาเมื่อโจทก์ยกเลิกคำสั่งซื้อหุ้นไม่ทัน จึงแก้ไขโดยขายหลักทรัพย์ดังกล่าวแก่ จ. ลูกค้าอีกรายในราคาที่ซื้อมาโดยมิได้ปฎิบัติตามระเบียบว่าด้วยวิธีการโอนรายการซื้อขายหลักทรัพย์ผิดพลาดเข้าบัญชีของบริษัท ซึ่งโจทก์ได้รับการอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว การกระทำของโจทก์จึงยังไม่ถึงขั้นเป็นความผิดร้ายแรง กรณีไม่มีเหตุเพียงพอที่จำเลยจะลงโทษโจทก์ถึงขั้นเลิกจ้าง จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายและค่าตอบแทน 13,358,427.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยและยกเลิกหนังสือลงโทษปลดออกกับแจ้งประกาศหนังสือพิมพ์รายวันธุรกิจ 2 ฉบับ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหาย 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง(วันที่ 17 พฤศจิกายน 2549) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 เวลา 10 ถึง 11 นาฬิกาโจทก์ได้รับคำสั่งซื้อหลักทรัพย์ทางโทรศัพท์จากลูกค้าสถาบันรายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทยพาณิชย์ (SCB Bank For Provident Fund) ซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยเลขที่บัญชี 99 - 27000 - 1 จำนวน 3 รายการ คือ หลักทรัพย์ของบริษัทไทยโอเลฟินส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ท็อค (TOC) 5,000 หุ้น หุ้นละ 59.50 บาท บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ท็อบ (TOP) 220,900 หุ้น หุ้นละ 67.50 บาท และหลักทรัพย์ของบริษัทชิโน - ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ สเต็ค (STEC) 1,235,000 หุ้น หุ้นละ 11.70 บาท โจทก์ให้เจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชาส่งคำสั่งซื้อเข้าไปในระบบ ตามหุ้น จำนวนหุ้น ราคาหุ้น ที่ลูกค้าสั่งซื้อ เว้นแต่หุ้นของบริษัทชิโน - ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ส่งคำสั่งซื้อเพียง 435,000 หุ้น หุ้นละ 11.70 บาท เวลา 12.30 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดทำการในช่วงเช้า โจทก์และผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทั้งหมดอีก 2 คน ออกจากสำนักงานของจำเลยเดินทางด้วยรถยนต์ของจำเลยที่โจทก์ขออนุญาตใช้ไว้แล้วเพื่อไปพบกับบริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด(มหาชน) ลูกค้าสถาบันของจำเลยที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าวซึ่งโจทก์ได้นัดไว้ก่อนล่วงหน้าเช่นเดียวกัน โจทก์แนะนำผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาให้รู้จักกับลูกค้าพร้อมกับรับใบจองหุ้นของบริษัทพรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) จากลูกค้า เสร็จธุระและรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้วจึงออกเดินทางกลับสำนักงานเวลา 14 นาฬิกาเศษ ขณะนั้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังไม่เปิดทำการในช่วงบ่าย ในวันดังกล่าวตอนบ่ายศาลปกครองนัดฟังคำสั่งเกี่ยวกับการขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งชะลอการกระจายหุ้นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไว้ก่อน ระหว่างนั้นมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่ห้องทำงานของโจทก์ขณะที่โจทก์กับทีมงานไม่อยู่หลายครั้ง ต่อมาโจทก์ได้รับทราบทางโทรศัพท์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทยพาณิชย์ลูกค้าในระหว่างเดินทางกลับว่าศาลปกครองมีคำสั่งให้ชะลอการกระจายหุ้นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไว้ก่อนประสงค์จะขอยกเลิกคำสั่งซื้อหุ้นทั้ง 3 รายการดังกล่าว โจทก์จึงโทรศัพท์ถึงนายสุรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด 4/1 ของจำเลยช่วยเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ของโจทก์โดยโจทก์ได้ให้รหัสผ่าน (Password) และรหัสประจำตัวของโจทก์หรือชื่อผู้เข้าใช้ (User) แก่นายสุรัตน์ ขอให้นายสุรัตน์เข้าระบบการซื้อขายเพื่อยกเลิกคำสั่งซื้อหุ้นทั้ง 3 รายการนั้น แต่ไม่สามารถยกเลิกได้เพราะคำสั่งซื้อดังกล่าวได้รับการยืนยันการซื้อแล้วทั้งหมด เวลาประมาณ 14.40 นาฬิกา โจทก์และทีมงานกลับถึงสำนักงาน โจทก์ได้ใช้คอมพิวเตอร์ของโจทก์ที่เปิดอยู่เข้าระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ ในคอมพิวเตอร์พบว่าคำสั่งซื้อหุ้นทั้ง 3 รายการได้รับการยืนยันแล้ว โจทก์สอบถามไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทยพาณิชย์ลูกค้าก็ได้รับคำยืนยันกลับมาว่าขอยกเลิกการซื้อหุ้นทั้ง 3 รายการจริงจึงเป็นรายการผิดพลาดจากการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ไม่ถูกต้องตามคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ของลูกค้าซึ่งจะต้องมีการแก้ไข โจทก์ใช้วิธีแก้ไขโดยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาตั้งราคาขายหลักทรัพย์ดังกล่าวในราคาที่ซื้อมาไม่ได้ใช้วิธีโอนรายการซื้อขายหลักทรัพย์ผิดพลาดเข้าบัญชีของบริษัท (Error Port)ตามระเบียบที่ 5/2543 ระเบียบวิธีปฏิบัติ เรื่อง การอนุมัติเปลี่ยนแปลงรายการซื้อขายหลักทรัพย์ของจำเลย ระหว่างนั้นโจทก์ได้หารือกับนายสุรัตน์ว่ามีลูกค้ารายใดที่จะรับโอนหลักทรัพย์ดังกล่าวทั้งหมดหรือไม่ นายสุรัตน์ติดต่อลูกค้ารายย่อยรายนางวารุณีได้ ต่อมามีหลักฐานเบื้องต้นในวันเดียวกันตามแบบคำขออนุมัติเปลี่ยนแปลงรายการซื้อขายหลักทรัพย์และใบเมมโม (MEMO) ที่โจทก์ชี้แจงเหตุผลในการขอเปลี่ยนแปลงมีนางสาวสุดธิดา ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของโจทก์และนางวิไลวรรณ รองประธานกรรมการบริหารของจำเลยเป็นผู้ลงนามอนุมัติและรับทราบการเปลี่ยนแปลงชื่อลูกค้าผู้รับซื้อจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทยพาณิชย์เป็นนางวารุณีแทน ก่อนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดทำการในช่วงบ่ายมีการขายหลักทรัพย์ที่นางวารุณีรับซื้อไว้ดังกล่าวมีกำไร 140,000 บาท แต่ท้ายที่สุดนางวารุณีได้คืนกำไรนั้นทั้งหมดให้แก่จำเลยและจำเลยนำผลกำไร 140,000 บาทไปบริจาคแก่สภากาชาดไทย จำเลยตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีโอนรายการซื้อขายหลักทรัพย์จากบัญชีลูกค้าสถาบันคือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทยพาณิชย์ไปยังลูกค้ารายย่อยรายนางวารุณี ผลของการสอบสวนข้อเท็จจริงคณะกรรมการพบว่า มีผู้ทำความผิดหลายคนและจำเลยได้สั่งลงโทษไปแล้ว โดยลงโทษว่ากล่าวตักเตือนด้วยวาจาแก่นางสาวสุดธิดาฐานปฏิบัติงานด้วยความประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหาย ลงโทษว่ากล่าวตักเตือนนายวิโรจและนางสาวสุชาดาฐานเข้าทำงานไม่ตรงต่อเวลาเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายลงโทษไล่ออกโจทก์ฐานละทิ้งหน้าที่ กระทำและหรือละเว้นการกระทำตามข้อปฏิบัติการโอนรายการซื้อขายหลักทรัพย์ที่จำเลยกำหนด อนุญาตให้บุคคลอื่นใช้รหัสประจำตัวเพื่อเข้าไปกระทำการใด ๆ ในระบบการซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาตตามระเบียบว่าด้วยการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่การตลาดและเจ้าหน้าที่รับอนุญาต ไม่รายงานผู้บังคับบัญชาทันทีเมื่อมีเหตุการณ์จากการปฏิบัติงานที่อาจจะส่งต่อความเสียหายต่อจำเลย จงใจหรือเจตนารายงานโดยให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือรายงานข้อมูลเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงหรือปกปิดข้อมูลต่อผู้บังคับบัญชา และกระทำหรือละเว้นการกระทำตามนโยบาย Chinese Wall ของจำเลยจนเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหาย เห็นว่า การที่โจทก์นำผู้ใต้บังคับบัญชาไปที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าวก็เพื่อไปพบลูกค้าของจำเลยรายบริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) ตามนัดหมายเสร็จภารกิจแล้วโจทก์ก็รีบกลับที่ทำงานทันที ซึ่งเป็นการออกไปทำงานให้แก่จำเลยตามหน้าที่ ดังนี้ย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำความผิดฐานละทิ้งหน้าที่ หากเป็นความบกพร่องของโจทก์อยู่บ้างก็คงมีเฉพาะกรณีที่โจทก์ไม่ได้มอบหมายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่รอประจำที่สำนักงานเพื่อรับสถานการณ์ความผันผวนของการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสืบเนื่องมาจากเป็นวันที่ศาลปกครองจะมีคำสั่งเรื่องการกระจายหุ้นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยซึ่งไม่ใช่ความผิดร้ายแรงของโจทก์ ส่วนกรณีลูกค้าจำเลยรายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทยพาณิชย์แจ้งทางโทรศัพท์มายังโจทก์ขอยกเลิกคำสั่งซื้อหุ้นของบริษัทไทยโอเลฟินส์ จำกัด (มหาชน) บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ชิโน - ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) นั้น โจทก์ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ในระหว่างเดินทางกลับจากห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าวมายังบริษัทจำเลย โจทก์ก็รีบดำเนินการเพื่อยกเลิกคำสั่งซื้อหุ้นทันทีเพราะโจทก์ตระหนักดีว่าหากล่าช้ายกเลิกคำสั่งซื้อหุ้นไม่ทันจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่จำเลย แต่เนื่องจากโจทก์อยู่ระหว่างเดินทางกลับบริษัทจำเลย ไม่อาจเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ของโจทก์เพื่อเข้าระบบไปยกเลิกคำสั่งซื้อหุ้นได้ทันเหตุการณ์ จึงโทรศัพท์ถึงนายสุรัตน์ เพื่อแจ้งรหัสผ่าน (Password) และชื่อผู้เข้าใช้ (User) ขอให้นายสุรัตน์รีบเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ของโจทก์เข้าระบบไปยกเลิกคำสั่งซื้อหุ้นดังกล่าว การกระทำของโจทก์เช่นนี้แม้เป็นการฝ่าฝืนระเบียบคำสั่งของจำเลยว่าด้วยการรักษาความลับในกิจการของจำเลย แต่พอถือได้ว่าเป็นการกระทำเพราะมีเหตุจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับให้แก่บุคคลภายในหน่วยงาน ตามระเบียบที่ 16/2544 เรื่อง นโยบาย Chinese Wall ของบริษัทย่อมเห็นได้ชัดว่าโจทก์กระทำไปโดยประสงค์จะปกป้องผลประโยชน์และความเสียหายที่จะเกิดแก่จำเลย ถึงจะยกเลิกคำสั่งซื้อหุ้นไม่ทันและเกิดความเสียหายแก่จำเลยก็ย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำความผิดอย่างร้ายแรงตามข้ออ้างของจำเลย สำหรับกรณีที่โจทก์ทราบเรื่องความผิดพลาดในการยกเลิกคำสั่งซื้อหุ้นแล้วไม่แจ้งผู้บังคับบัญชาและไม่ใช้วิธีโอนรายการซื้อขายหลักทรัพย์ผิดพลาดเข้าบัญชีของบริษัท (Error Port) โจทก์กลับใช้วิธีแก้ไขโดยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาตั้งราคาขายหลักทรัพย์ในราคาที่ซื้อมาให้แก่นางวารุณี ปรากฏว่าได้รับอนุมัติจากนางสาวสุดธิดา ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของโจทก์และนางวิไลวรรณ รองประธานกรรมการบริหารของจำเลย ทั้งได้ความว่าหุ้นที่นางวารุณีรับซื้อไว้มีกำไร 140,000 บาท ในที่สุดนางวารุณีได้คืนกำไรทั้งหมดให้แก่จำเลยและจำเลยนำไปบริจาคต่อให้แก่สภากาชาดไทย จึงเห็นได้ว่าการกระทำของโจทก์แม้ฝ่าฝืนระเบียบที่กำหนดให้ใช้วิธีโอนรายการซื้อขายหลักทรัพย์ผิดพลาดเข้าบัญชีของบริษัทจำเลย (Error Port) แต่ก็ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว จะถือว่าโจทก์กระทำความผิดอย่างร้ายแรงหาได้ไม่ โดยสรุปการกระทำของโจทก์ยังไม่ถึงขั้นเป็นความผิดอย่างร้ายแรง กรณีไม่มีเหตุเพียงพอที่จำเลยจะลงโทษโจทก์ถึงขั้นเลิกจ้างจำเลยเลิกจ้าง โจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายที่ว่า ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 4,000,000 บาท นั้น เป็นการขัดต่อข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณา เห็นว่า ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์โดยคำนึงถึงผลงานที่โจทก์ทำให้จำเลยได้ลูกค้าในการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท และคำนึงถึงระยะเวลาการเลิกจ้างของโจทก์ ความเดือดร้อนของโจทก์ที่ถูกเลิกจ้าง ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่โจทก์ได้รับและทางได้เสียและความสุจริตของโจทก์จำเลยแล้ว ศาลแรงงานกลางจึงใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายโดยชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการขัดต่อข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณาเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรัณย์พรหรือศรัณย์กร พรหมวัน
จำเลย — บริษัทหลักทรัพย์ยูไนเต็ด จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — สุพล พันธุมโน
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ดิเรก อิงคนินันท์
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9720/2554
#518417
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้อง ซึ่งความผิดฐานดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์จึงฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องอีกไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนที่ผู้อื่นได้รับอนุญาตไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปตามทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 1 ปี รวมจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปตามทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวัน เวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยพยายามฆ่านายสยาม ผู้เสียหาย โดยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 1 นัด ถูกบริเวณหน้าท้อง ต่อมาจำเลยเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจ แล้วถูกกล่าวหาเป็นคดีนี้ สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง จำเลยไม่ฎีกาความผิดฐานดังกล่าว จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้อง ซึ่งความผิดฐานดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยเพียงฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยอุทธรณ์ ส่วนโจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์จึงฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องอีกไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้...

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง จำคุก 6 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วเป็นจำคุก 6 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายวีรชัย ทองหล่อ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสุจินต์ ขำไชโย
ศาลอุทธรณ์ — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9693/2554
#513654
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้ว ผู้เสียหายกับพวกเข้าไปจับกุมจำเลยทั้งสาม โดยใช้รถยนต์ 2 คัน คันหนึ่งขับไปขวางหน้ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เป็นคนขับ และรถยนต์อีกคันหนึ่งที่มีผู้เสียหายนั่งมาด้วยขับไปขวางทางด้านหลัง ผู้เสียหายลงจากรถยนต์มายืนด้านหลังรถยนต์ของจำเลยที่ 1 พร้อมพูดแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจับกุมด้วยเสียงดัง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ถอยหลังพุ่งตรงไปทางผู้เสียหาย ผู้เสียหายกระโดดหลบ รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับชนทางด้านหน้าของรถยนต์ พันตำรวจโท ฉ. ที่ขวางอยู่ด้านหลังได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก การที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ถอยหลังดังกล่าวย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าหากผู้เสียหายไม่กระโดดหลบรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับอาจชนผู้เสียหายซึ่งยืนอยู่ทางด้านหลังในระยะห่างเพียง 5 เมตร ถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทำตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 289 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 6, 7, 8, 10, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 138, 288, 289 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2)), 66 วรรคสอง, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) ประกอบมาตรา 80 เรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 4 ปี และปรับกระทงละ 400,000 บาท ความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี สำหรับจำเลยที่ 1 ความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานกับความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ประกอบมาตรา 52 (1) ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ส่วนข้อหาอื่นก็นำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษและลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กึ่งหนึ่ง ส่วนข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 37 ปี 4 เดือน และปรับ 400,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี และปรับ 400,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน และปรับ 400,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 แต่ให้กักขังไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง ยกคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) ประกอบมาตรา 80 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ให้จำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน รวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 8 เดือน และปรับ 400,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยเบิกความยอมรับว่าท้องฟ้ายังไม่มืด ผู้เสียหายลงจากรถยนต์มายืนทางด้านหลังรถยนต์จำเลยที่ 1 พร้อมกับพูดแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจับกุมด้วยเสียงดัง และขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ถอยหลังพวกของจำเลยที่ 1 ที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายใช้อาวุธปืนปลอมยิงมาทางผู้เสียหาย จึงเชื่อว่าขณะนั้นจำเลยที่ 1 ทราบอยู่แล้วว่า ผู้เสียหายยืนอยู่ทางด้านหลัง แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าขณะนั้นจำเลยที่ 1 มีอาการตกใจ แต่ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหาย พันตำรวจโทฉลอง และจ่าสิบตำรวจเสกสรร พยานโจทก์ว่า รถยนต์ที่จอดขวางอยู่ทางด้านหน้ามีช่องว่างให้จำเลยที่ 1 สามารถขับรถยนต์หลบหนีไปได้ทันทีทั้งทางด้านซ้ายและด้านขวา โดยไม่ต้องขับรถยนต์ถอยหลังก่อน การที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ถอยหลังดังกล่าวจำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าหากผู้เสียหายไม่กระโดดหลบ รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับอาจชนผู้เสียหายที่ยืนอยู่ทางด้านหลังในระยะห่างเพียง 5 เมตรได้ และรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับดังกล่าวถอยหลังไปชนกับรถยนต์ที่พันตำรวจโทฉลองจอดขวางอยู่ทางด้านหน้ารถยนต์เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย ซึ่งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายความเสียหายของรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ และรถยนต์ของพันตำรวจโทฉลองตามภาพถ่าย ในส่วนที่รถยนต์ทั้งสองคันชนกันแล้วจะเห็นได้ว่าได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ถอยหลังด้วยความเร็ว ซึ่งหากผู้เสียหายไม่กระโดดหลบอาจชนผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทำการตามหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายประดิษฐ์ สืบสาย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายปัญจพล เสน่ห์สังคม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9691/2554
#519977
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องของคู่พิพาทฝ่ายชนะคดีที่จะได้รับชำระหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจากคู่พิพาทฝ่ายแพ้คดีเป็นสิทธิเรียกร้องที่จะพึงโอนกันได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 วรรคหนึ่ง การที่บริษัท บ. คู่พิพาทฝ่ายชนะคดีทำหนังสือ ขอโอนสิทธิการรับชำระหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้แก่ผู้ร้องและผู้ร้องตกลงชำระค่าตอบแทนการรับโอนสิทธิการรับชำระหนี้ดังกล่าวนั้น เป็นสัญญาการโอนหนี้อันผู้คัดค้านจะพึงต้องชำระแก่บริษัท บ. โดยเฉพาะเจาะจง เมื่อมีการแจ้งโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นหนังสือให้แก่ผู้คัดค้านทราบแล้ว จึงถือว่าบริษัท บ. และผู้ร้องได้ปฏิบัติตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 306 บัญญัติแล้ว สิทธิเรียกร้องตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงตกเป็นของผู้ร้อง ที่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ว่าจะได้ทำขึ้นในประเทศใดให้ผูกพันคู่พิพาท และเมื่อได้มีการร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจย่อมบังคับได้ตามคำชี้ขาดนั้น" และมาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อคู่พิพาทฝ่ายใดประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการให้คู่พิพาทฝ่ายนั้นยื่นคำร้องต่อศาล..." นั้น คำว่า "คู่พิพาท" ตามบทมาตราดังกล่าวไม่จำกัดเฉพาะคู่สัญญาในสัญญาอนุญาโตตุลาการเท่านั้นแต่หมายรวมถึงผู้ที่สืบสิทธิตามสัญญาทั้งโดยผลของกฎหมายและโดยผลของสัญญาด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งลอนดอน โดยให้บริษัทยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ จำกัด ชำระเงิน 11,374,796.77 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.1 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ คิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงินค่าดอกเบี้ย 6,491,113.48 ดอลลาร์สหรัฐพร้อมกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของอนุญาโตตุลาการอีก 60,697 ปอนด์สเตอร์ลิง และ99,411.21 ดอลลาร์สหรัฐ คำนวณเป็นเงินไทย ณ วันยื่นคำร้องเป็นเงิน 717,766,432.41 บาท

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดวันนัดไต่สวนและส่งสำเนาคำร้องของผู้ร้องให้บริษัทยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ จำกัด ทราบโดยชอบแล้ว แต่บริษัทยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ จำกัด มิได้ยื่นคำคัดค้าน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ แต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีมีความเห็นแย้ง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10 และ 11 ตุลาคม 2539 ผู้คัดค้านทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าที่เรียกว่า SWAP กับบริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศอังกฤษ 2 ครั้ง ครั้งแรกกำหนดจำนวนเงินเพื่อใช้ในการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนไว้ 650,000,000 บาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2539 กำหนดชำระคืนวันที่ 15 ตุลาคม 2540 ครั้งที่สองกำหนดจำนวนเงินเพื่อใช้ในการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนไว้ 200,000,000 บาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 กำหนดชำระคืนวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 ตามสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าพร้อมคำแปล และหนังสือยืนยันธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าพร้อมคำแปล ครั้นครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ผู้คัดค้านไม่ชำระหนี้ บริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่ลแนล จำกัด (มหาชน) ทวงถามแล้วก็ไม่ชำระ วันที่ 1 ตุลาคม 2544 บริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จึงนำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งลอนดอน ประเทศอังกฤษ ผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านและเข้าต่อสู้คดี อนุญาโตตุลาการได้ชี้ขาดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2546 ตามคำชี้ขาดพร้อมคำแปล โดยฟังข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2539 บริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และผู้คัดค้านทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าสัญญาหลักที่เรียกว่า MASTER AGREEMENT โดยเป็นแบบสัญญามาตรฐานของ International Swaps & Derivatives Association, Inc. (ISDA) ที่มีข้อสัญญารวม 14 ข้อ และต้องมีการทำสัญญาย่อยที่เรียกว่าหนังสือยืนยันธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าตามมาตามตารางแนบท้ายของสัญญาหลักดังกล่าวระบุไว้ในข้อตกลง ส่วนที่ 5 ข้อ (อี) ว่า บรรดาข้อพิพาทจะต้องมีการชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งลอนดอน ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2539 ได้มีการทำหนังสือยืนยันธุรกรรมรวม 2 ครั้ง ครั้งแรกกำหนดจำนวนเงินเพื่อใช้ในการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนไว้ 650,000,000 บาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2539 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 15 ตุลาคม 2540 ตามหนังสือยืนยันธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า เลขที่ ที เค เอส ดับบลิว 028888/เอ เอช ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2539 กำหนดจำนวนเงินเพื่อใช้ในการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนไว้ 200,000,000 บาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 ตามหนังสือยืนยันธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า เลขที่ ที เค เอส ดับบลิว 029164/เอ เอฟ คู่สัญญารับรองว่าจะชำระเงินบาทให้กันเป็นรายเดือนทุกเดือนจนกว่าสัญญาจะสิ้นสุด โดยบริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จะชำระเงินบาทให้แก่ผู้คัดค้าน คิดจากจำนวนที่กำหนดไว้เพื่อใช้ในการคำนวณของแต่ละสัญญา คือ 650,000,000 บาท และ 200,000,000 บาทตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยจากยอดเงินดังกล่าวในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำสุดของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ส่วนผู้คัดค้านก็จะชำระเงินบาทให้แก่บริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) คิดจากจำนวนเงินดอลลาร์สหรัฐ เยน และ มาร์กเยอรมัน ซึ่งเป็นสกุลเงินในระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตะกร้าเงินซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้น ในสัดส่วน 85 เปอร์เซ็นต์ 10 เปอร์เซ็นต์ และ 5 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ที่เทียบเท่ากับ 650,000,000 บาท และ 200,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยร้อยละเอ็มแอลอาร์ ลบ 3.90 และลบ 4.19 ตามลำดับ โดยจะคิดครั้งสุดท้ายในวันสิ้นสุดของสัญญา คือ วันที่ 15 ตุลาคม 2540 และ 17 พฤศจิกายน 2540 ตามลำดับ แล้วหักกลบลบหนี้กันการทำธุรกรรมดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คัดค้านต่อเมื่อค่าเงินบาทมีเสถียรภาพหรือแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เยน และมาร์กเยอรมัน โดยผู้คัดค้านจะได้รับเงินส่วนต่างจากบริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เมื่อสิ้นเดือนนั้น ๆ แต่ทางตรงกันข้ามหากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เยน และ มาร์กเยอรมัน ผู้คัดค้านจะเสียประโยชน์และต้องจ่ายเงินส่วนต่างในส่วนที่เสียประโยชน์แก่บริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เมื่อสิ้นเดือนนั้น ๆ ส่วนบริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จะไม่เสียประโยชน์ใด ๆ จากการขึ้นลงของอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากได้ทำธุรกรรมประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นลงไว้อีกต่อหนึ่งด้วยแล้ว ในระยะแรกหลังจากมีการทำสัญญาค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ ผู้คัดค้านจึงได้ประโยชน์โดยในการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาแรก บริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้โอนเงินเข้าบัญชีผู้คัดค้าน ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) รายเดือน รวม 9 เดือน ระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 เป็นเงิน 18,395,754.15 บาท ในการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาที่สองบริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้โอนเงินเข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) รายเดือนรวม 9 เดือน ระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 เป็นเงิน 5,376,289.86 บาท เนื่องจากในขณะเริ่มทำสัญญากันจนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 นั้น เงินบาทมีเสถียรภาพ ผู้คัดค้านจึงได้รับประโยชน์จากสัญญา แต่ครั้นเมื่อรัฐบาลไทยได้ประกาศยกเลิกระบบการคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินเดิม ไปเป็นอัตราแลกเปลี่ยนเงินแบบลอยตัว ทำให้ในช่วงที่สัญญาสิ้นสุดลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ที่เคยอยู่ที่ 25.5 บาท ต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ กลับอ่อนค่าไปอยู่ที่ 35 ถึง 40 บาท ต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อคิดคำนวณในแต่ละเดือนนับจากมีการลอยตัวอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวแล้ว ผู้คัดค้านต้องเสียประโยชน์เป็นเงินจำนวนมากทุกเดือน เมื่อคิดถึงวันสิ้นสุดสัญญาทั้งสองสัญญาแล้ว ผู้คัดค้านมีหนี้ต้องชำระให้แก่บริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เป็นเงินจำนวนมาก โดยการทำธุรกรรมครั้งที่ 1 มียอดหนี้ที่ผู้คัดค้านต้องชำระ 258,068,914.50 บาท คำนวณเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐตามที่ตกลงกันได้เป็นเงิน 8,408,192.46 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการทำธุรกรรมครั้งที่ 2 มียอดหนี้ที่ผู้คัดค้านต้องชำระ 91,817,545.32 บาท คำนวณเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐตามที่ตกลงกันได้เป็นเงิน 2,966,604.31 ดอลลาร์สหรัฐ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว อนุญาโตตุลาการจึงมีคำชี้ขาดว่า "(1) ให้ผู้คัดค้าน (บริษัทยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ จำกัด) จ่ายเงินให้แก่ผู้ร้อง (บริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)) 8,408,192.46 ดอลลาร์สหรัฐ ตามการทำธุรกรรมครั้งที่ 1 (2) ให้ผู้คัดค้านจ่ายเงินให้แก่ผู้ร้อง 2,966,604.31 ดอลลาร์สหรัฐ ตามการทำธุรกรรมครั้งที่ 2 (3) ให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยในจำนวนที่มีการชี้ขาดตามข้อ (1) และ (2)ของคำชี้ขาดในอัตราร้อยละ 13.1 นับตั้งแต่วันที่ชำระเงิน (ที่มีการคำนวณตามที่มีการคิดดอกเบี้ยรายวัน และจำนวนวันที่ผ่านไป) (4) ให้ผู้คัดค้านจ่ายเงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการให้ผู้ร้อง 60,697 ปอนด์สเตอร์ลิง และ 99,411.21 ดอลลาร์สหรัฐ(5) ยกเลิกการเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมใด ๆ" และได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดถึงบริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กับผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2546 ต่อมา วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 บริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โอนสิทธิเรียกร้องในเงินตามคำชี้ขาดดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง และได้ทำหนังสือแจ้งเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้คัดค้านทราบแล้ว แต่ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 12 บัญญัติว่า "ความสมบูรณ์แห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการและการตั้งอนุญาโตตุลาการย่อมไม่เสียไป แม้ในภายหลังคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายหรือสิ้นสุดสภาพความเป็นนิติบุคคล ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ" บทบัญญัติดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีการเปลี่ยนตัวคู่สัญญาไปด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งดังกล่าว ก็ไม่ทำให้การตั้งอนุญาโตตุลาการเสียไป และมาตรา 13 บัญญัติว่า "เมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้องหรือความรับผิดใด สัญญาอนุญาโตตุลาการที่มีอยู่เกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องหรือความรับผิดนั้นย่อมผูกพันผู้รับโอนด้วย" อันแสดงให้เห็นด้วยว่า แม้จะมีการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ไปโดยผลของการโอนสิทธิเรียกร้องในสัญญาหลัก ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องและคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องผูกพันตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ กรณีที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดออกมาแล้ว หากคู่พิพาทฝ่ายที่มีหน้าที่ตามคำชี้ขาดยอมปฏิบัติตาม ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นย่อมระงับไปโดยสมบูรณ์ แต่หากคู่พิพาทนั้นไม่ยอมปฏิบัติตามคำชี้ขาด คู่พิพาทฝ่ายชนะคดีตามคำชี้ขาดก็มีสิทธิร้องขอให้ศาลดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามคำชี้ขาด สิทธิเรียกร้องของคู่พิพาทฝ่ายชนะคดีที่จะได้รับชำระหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจากคู่พิพาทฝ่ายแพ้คดีเป็นสิทธิเรียกร้องที่จะพึงโอนกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 วรรคหนึ่ง การที่บริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) คู่พิพาทฝ่ายชนะคดีทำหนังสือซึ่งระบุว่าเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องขอโอนสิทธิการรับชำระหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้แก่ผู้ร้อง และผู้ร้องตกลงชำระค่าตอบแทนการรับโอนสิทธิการรับชำระหนี้ดังกล่าวนั้น เป็นสัญญาการโอนหนี้อันผู้คัดค้านจะพึงต้องชำระแก่บริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดยเฉพาะเจาะจง และมีการแจ้งโอนสิทธิเรียกร้องเป็นหนังสือให้แก่ผู้คัดค้านทราบแล้ว จึงถือว่าบริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และผู้ร้องได้ปฏิบัติตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 บัญญัติแล้ว สิทธิเรียกร้องตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงตกเป็นของผู้ร้อง ที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 บัญญัติไว้ในมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ว่า "...คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ว่าจะได้ทำขึ้นในประเทศใดให้ผูกพันคู่พิพาท และเมื่อได้มีการร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจย่อมบังคับได้ตามคำชี้ขาดนั้น" และบัญญัติไว้ในมาตรา 42 วรรคหนึ่ง ว่า "เมื่อคู่พิพาทฝ่ายใดประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการให้คู่พิพาทฝ่ายนั้นยื่นคำร้องต่อศาล..." คำว่า "คู่พิพาท" ตามบทมาตราดังกล่าว ไม่จำกัดเฉพาะคู่สัญญาในสัญญาอนุญาโตตุลาการเท่านั้น แต่หมายรวมถึงผู้ที่สืบสิทธิตามสัญญาทั้งโดยผลของกฎหมายและโดยผลของสัญญาด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าคู่พิพาทมีความหมายถึงเฉพาะคู่พิพาทกันมาก่อนในชั้นอนุญาโตตุลาการ และพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องด้วยเหตุว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

อนึ่ง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบังคับให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ให้ผู้ร้องเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐและปอนด์สเตอร์ลิง โดยมิได้มีคำขอบังคับให้ชำระเป็นเงินไทยด้วย การที่ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยในวันยื่นคำร้องขอก็เพื่อประโยชน์ในการคิดค่าขึ้นศาลเท่านั้น ในกรณีนี้ย่อมเป็นสิทธิของผู้คัดค้านที่จะชำระหนี้เป็นเงินไทยก็ได้ โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่ใช้เงินและเวลาที่ใช้เงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 กรณีไม่จำต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราไว้ในคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งลอนดอน เลขที่ 1324 ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303 ม. 306
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 41 ม. 42
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทโกลด์ เมอริท ไฟแนนซ์ กรุ๊ป จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายทวีชัย เจริญบัณฑิต
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อร่าม เสนามนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9663/2554
#513652
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายไม่ได้มอบหมายให้จำเลยเบิกเงิน 490,000 บาท จากบัญชีของผู้เสียหายที่เปิดไว้ที่ธนาคาร แต่เป็นเจตนาของจำเลยที่ต้องการได้เงินโดยมิชอบและหาวิธีการโดยการปลอมใบถอนเงินนำไปหลอกลวงเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินจำนวนดังกล่าว ดังนั้น เงินที่จำเลยได้มาตามฟ้อง แม้จะเป็นเงินที่เจ้าหน้าที่ธนาคารทำพิธีการทางบัญชีของธนาคารหักจากบัญชีของผู้เสียหายก็ตาม แต่เป็นเพราะจำเลยนำเอกสารปลอมไปหลอกลวงจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ของธนาคารหลงเชื่อ เงินที่จำเลยได้ไปจึงเป็นเงินของธนาคาร มิใช่เงินของผู้เสียหาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานยักยอกเงินผู้เสียหาย แต่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงธนาคาร

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยักยอกเงินของผู้เสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังไม่ได้ว่าจำเลยยักยอกเงินผู้เสียหาย แต่ฟังได้ว่าจำเลยฉ้อโกงธนาคารจึงเป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนจากที่โจทก์บรรยายในฟ้อง ถือเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้องในข้อที่เป็นสาระสำคัญ ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง และไม่อาจสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 352, 91 ขอให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 940,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265), 352 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กระทงแรกฐานยักยอก จำคุก 1 ปี กระทงที่สองฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและฐานยักยอกเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 940,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดกระทงที่สอง จำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเพียงบทเดียวโดยให้ยกฟ้องฐานยักยอกทรัพย์ ให้จำเลยคืนเงิน 450,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยรองอัยการสูงสุด รักษาการแทนอัยการสูงสุดรับรองว่ามีเหตุอันควรให้ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่นำสืบรับกันและตามคำพิพากษาศาลล่างส่วนที่ไม่มีผู้โต้แย้งฟังได้ว่า จำเลยมีตำแหน่งเป็นเหรัญญิก ของมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จังหวัดตาก ผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2548 จำเลยยักยอกเงิน 450,000 บาท ต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2548 จำเลยปลอมใบถอนเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาตาก แล้วนำเอกสารปลอมดังกล่าวไปถอนเงิน 490,000 บาท จากบัญชีของผู้เสียหายที่เปิดไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาตาก และเบียดบังเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ของจำเลย สำหรับความผิดฐานยักยอกเงิน 450,000 บาท ในกระทงแรก ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คู่ความมิได้ฎีกา จึงยุติแล้ว ส่วนความผิดกระทงที่สอง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและยักยอก อันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทหนัก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า เป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเพียงบทเดียว จึงยกฟ้องความผิดฐานยักยอก

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำความผิดของจำเลยในกระทงที่สอง เป็นความผิดฐานยักยอกและศาลต้องสั่งให้จำเลยคืนเงิน 490,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามทางบรรยายฟ้องและตามข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติ ผู้เสียหายไม่ได้มอบหมายให้จำเลยเบิกเงิน 490,000 บาท จากบัญชีของผู้เสียหายที่เปิดไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาตาก แต่เป็นเจตนาของจำเลยที่ต้องการได้เงินโดยมิชอบและหาวิธีการโดยการปลอมใบถอนเงินนำไปหลอกลวงเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินจำนวนดังกล่าว ดังนั้น เงินที่จำเลยได้มาตามฟ้อง แม้จะเป็นเงินที่เจ้าหน้าที่ธนาคารทำพิธีการทางบัญชีของธนาคารหักจากบัญชีของผู้เสียหายก็ตาม แต่เป็นเพราะจำเลยนำเอกสารปลอมไปหลอกลวงจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงเทพหลงเชื่อ เงินที่จำเลยได้ไปจึงเป็นเงินของธนาคารมิใช่เงินของผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานยักยอกเงินผู้เสียหายในกระทงที่สอง และแม้ทางพิจารณาจะได้ความว่า ความผิดฐานยักยอกที่โจทก์ฟ้องในกระทงที่สองแท้จริงแล้วเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แต่เป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนจากที่โจทก์บรรยายในฟ้อง จึงเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้องในข้อที่เป็นสาระสำคัญ ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง และเมื่อปรากฏว่าผู้เสียหายไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยในกระทงที่สอง ก็ไม่อาจสั่งให้จำเลยคืนเงิน 490,000 บาท แก่ผู้เสียหายได้เช่นกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟัง ไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ป.อ. ม. 352 วรรคแรก ม. 341
ป.พ.พ. ม. 672
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นางนลินาสน์ ศรีวิสรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายพิษณุ ขอนทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายนพเรศ พันธุ์นรา
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9626/2554
#514225
เปิดฉบับเต็ม

สายลับผู้ล่อซื้อติดต่อพูดคุยและตกลงซื้อขายตลอดจนนัดหมายสถานที่และวิธีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนและเงินสดของกลางกับ ป. ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียงสองคน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีส่วนร่วมในการติดต่อหรือรู้เห็นกับ ป. ในการทำความตกลงดังกล่าว และไม่ได้ความว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องในการนำห่อเมทแอมเฟตามีนของกลางไปวางไว้ใต้สะพานลอยเพื่อส่งมอบให้แก่สายลับตามที่ ป. นัดหมายไว้ ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า หลังจากสายลับนำถุงพลาสติกใส่เงินสดของกลางไปวางไว้ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะตามที่ ป. แจ้งแก่สายลับแล้ว จำเลยซึ่งนั่งมาในรถกระบะของคนร้ายลงจากรถเดินเข้าไปหยิบถุงพลาสติกดังกล่าวจึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจที่ซุ่มอยู่เข้าจับกุม โดยไม่มีหลักฐานที่เป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยล่วงรู้สถานที่ส่งมอบเงินค่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาก่อนและเดินทางไปซุ่มรออยู่กับพวกที่บริเวณใกล้ตู้โทรศัพท์ก่อนแล้วเพื่อเตรียมเข้าไปเอาถุงใส่เงินเมื่อมีผู้นำไปวางไว้ให้ ข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวยังไม่เพียงพอให้ฟังว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับ ป. ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางโดยแบ่งหน้าที่กันทำ แต่ตามพฤติการณ์เชื่อได้ว่า จำเลยรู้ดีว่าถุงพลาสติกที่พวกของตนบอกให้ไปหยิบมาให้นั้น เป็นถุงใส่เงินค่าซื้อเมทแอมเฟตามีนที่ผู้ซื้อนำมาวางไว้ให้แก่พวกของตน ถือว่าขณะนั้นการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนยังไม่ขาดตอน การกระทำของจำเลยเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในขณะที่ผู้อื่นกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในฐานะเป็นตัวการร่วมจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ศาลมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2536/2548 และหมายเลขดำที่ 1187/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 2,500,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้เกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2536/2548 และ หมายเลขแดงที่ 214/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งกันยุติว่า นายปฏิภาณหรือโจ้ จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,940 เม็ด ของกลางให้สายลับ โดยก่อนหน้าร้อยตำรวจเอกกมล หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรีให้สายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด จากนายปฏิภาณในราคา 190,000 บาท นายปฏิภาณนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนที่บริเวณใต้สะพานลอยหน้าโรงเรียนวิสุทธรังสี เมื่อร้อยตำรวจเอกกมลและสายลับไปตามที่นัดหมาย พบถุงพลาสติกภายในมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง จากนั้นสายลับนำถุงพลาสติกที่ใส่เงิน 190,000 บาท ซึ่งเตรียมใช้ล่อซื้อไปวางไว้ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะปากซอยท่าล้อ 12 ตามที่นายปฏิภาณแจ้งให้ทราบ ต่อมามีรถยนต์กระบะแล่นเข้าไปจอดในซอยท่าล้อ 12 แล้วจำเลยลงมาจากรถเดินเข้าไปหยิบถุงพลาสติกที่ใส่เงินจึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจที่ดักซุ่มอยู่จับกุม ผลการตรวจพิสูจน์ของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 51.369 กรัม

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกกมล จ่าสิบตำรวจอาคม และจ่าสิบตำรวจจงกล เจ้าพนักงานตำรวจผู้วางแผนจับกุม พยานโจทก์ได้ความตรงกันว่า เหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มติดต่อล่อซื้อ นัดหมายสถานที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจนกระทั่งนัดหมายวิธีการและสถานที่ส่งมอบเงินสดที่ใช้ล่อซื้อ สายลับและนายปฏิภาณใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่พูดคุยตกลงกันโดยตรงเพียงสองคน ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีส่วนร่วมติดต่อหรือรู้เห็นกับนายปฏิภาณในการตกลงเรื่องนี้ด้วย การนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปไว้ที่บริเวณใต้สะพานลอยหน้าโรงเรียนวิสุทธรังสีเพื่อส่งมอบให้สายลับ ก็ไม่ได้ความว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้อง ข้อเท็จจริงฟังได้แต่เพียงว่า หลังจากที่สายลับนำถุงพลาสติกที่ใส่เงินสดที่ใช้ล่อซื้อไปวางไว้ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ จำเลยเดินทางมากับรถยนต์กระบะและลงจากรถเดินเข้าไปหยิบถุงพลาสติกดังกล่าวจึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจที่ดักซุ่มอยู่จับกุมเท่านั้น ซึ่งการกระทำของจำเลยเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการนำถุงพลาสติกที่ใส่เงินสดไปวางไว้นานประมาณ 10 นาที ไม่มีลักษณะที่บ่งชี้ว่าจำเลยล่วงรู้สถานที่ส่งมอบเงินสดค่าซื้อเมทแอมเฟตามีนและไปเตรียมรอรับเงินบริเวณใกล้เคียงอยู่ก่อน พฤติการณ์ไม่เพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายปฏิภาณในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางโดยแบ่งหน้าที่กันทำ ส่วนสาเหตุที่จำเลยนั่งมากับรถยนต์กระบะและไปหยิบถุงพลาสติกที่ใส่เงินสด ซึ่งจำเลยไม่ได้ปฏิเสธความถูกต้องว่า นายอ้นและนายศิวกรหรือต้น ขับรถกระบะไปรับจำเลย แล้วนายอ้นขับรถพาจำเลยไปที่ซอยท่าล้อ 12 และให้จำเลยลงจากรถไปหยิบถุงพลาสติกโดยบอกว่าในถุงพลาสติกมีเงิน จำเลยเคยรับจ้างนายศิวกรไปเก็บเงินที่วางไว้ในตลาดผาสุกซึ่งเป็นเงินที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งพฤติการณ์ที่นายศิวกรไปรับจำเลย และหลังจากนั้นเล็กน้อยจำเลยเดินทางไปเอาถุงพลาสติกที่ใส่เงินสดที่ใช้ล่อซื้อในลักษณะเดียวกับที่เคยรับจ้างนายศิวกรไปเก็บเงินที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาก่อน ประกอบกับถุงพลาสติกใส่เงินสดถูกนำไปวางไว้ในที่สาธารณะโดยไม่มีคนดูแลเช่นนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยย่อมเห็นได้ว่าผิดสังเกต มีเหตุทำให้เชื่อได้ว่าขณะจำเลยไปหยิบถุงพลาสติก จำเลยรู้ดีว่าเป็นการไปรับเงินสดค่าซื้อยาเสพติดให้โทษซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางยังไม่ขาดตอน การกระทำของจำเลยเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในขณะที่ผู้อื่นกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในฐานะเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ศาลมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 53 ลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือนและปรับ 1,600,000 บาท ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 25 ปี และปรับ 1,200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายสุชาติ จิ๋วคล้าย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายประเสริฐ เผือดโพธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวัฒนา วิทยกุล
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
ศุภชัย สมเจริญ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9602/2554
#518390
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องเรียกหนี้สินที่บริษัทจำเลยที่ 2 หรือผู้ชำระบัญชีเป็นลูกหนี้ ป.พ.พ. มาตรา 1272 ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งนายทะเบียนได้จดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2547 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2549 จึงไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 อันเป็นวันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 ให้ความหมายของคำว่า ดนตรีกรรม ว่า งานเกี่ยวกับเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อบรรเลงหรือขับร้องไม่ว่าจะมีทำนองและคำร้องหรือทำนองอย่างเดียว และให้หมายความรวมถึงโน้ตเพลงหรือแผนภูมิเพลงที่ได้แยกและเรียบเรียงเสียงประสานไว้แล้ว ดังนั้น งานดนตรีกรรมที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ จึงต้องมีทำนองเพลงเป็นสำคัญ จะมีคำร้องหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสำคัญ ลำพังเพียงทำนองเพลงอย่างเดียวก็ถือว่าเป็นงานดนตรีกรรมแล้ว โดยไม่นำคุณค่าของงานดนตรีกรรมมาเป็นเงื่อนไขแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ เพราะหากผู้แต่งเพลงได้ริเริ่มสร้างสรรค์งานเพลงนั้นขึ้นเองด้วยความวิริยะอุตสาหะโดยมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว ไม่ว่างานเพลงที่แต่งขึ้นนั้นจะเป็นที่นิยมของผู้ฟังเพียงใดหรือไม่ หรือผู้แต่งเพลงนั้นอาจขายลิขสิทธิ์ในเพลงนั้นให้แก่ผู้ใดได้เพียงใดหรือไม่ก็ตาม งานเพลงนั้นก็ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์งานเพลงนั้นเสร็จ เมื่อโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์งานเพลงโดยเป็นผู้แต่งทั้งคำร้องและทำนองเพลงหนุ่มดอย งานเพลงหนุ่มดอยของโจทก์ย่อมเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์และได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 การใช้สิทธิป้องกันลิขสิทธิ์และเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์เพลงหนุ่มดอยของโจทก์เป็นการใช้สิทธิที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงมิใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมโดยเป็นผู้สร้างสรรค์ทั้งคำร้องและทำนองเพลงชื่อเพลง "หนุ่มดอย" ซึ่งเพลงหนุ่มดอยของโจทก์มีคำร้องและทำนองในท่อนสร้อยว่า "ผม ผม ผม ผม ผม ผมเอาแครอตมาฝาก อยาก อยาก อยาก อยาก อยาก อยากให้เธอได้กิน กิน กิน กิน แครอต ร่างกาย ๆ แข็งแรง แก้มของเธอจะแดง แดงเหมือนสีแครอต" ซึ่งการเปิดครั้งหนึ่งจะต้องเล่นท่อนสร้อยดังกล่าวซ้ำจำนวน 4 ครั้ง ตอนท้ายของเพลงจะเล่นซ้ำท่อนสร้อยเฉพาะข้อความว่า "แก้มของเธอจะแดง แดงเหมือนสีแครอต" เพิ่มอีกหนึ่งครั้ง และในตอนท้ายของท่อนสร้อยจะมีคำร้องและทำนองคำว่า "ลา ลันลา" ต่อท้ายทุกครั้ง ส่วนเพลง "เด็กดอยใจดี" ของจำเลยทั้งสามที่จำเลยที่ 3 ประพันธ์ขึ้นใหม่ มีคำร้องและทำนองในท่อนสร้อยว่า ผมเอาแครอตมาฝาก อยากให้เธอได้กิน ผักมีวิตามิน ไม่ต้องกินของแพง ผมเอาแครอตมาฝาก อยากให้เธอแข็งแรง แก้มของเธอจะแดง แดงเหมือนสีแครอต ลา... ลันลา ลันลา ลัน ลัน ลันลา ลันลา ลันลา" และในการเปิดเพลงเด็กดอยใจดี 1 ครั้ง จะต้องเล่นท่อนสร้อยดังกล่าวซ้ำจำนวน 3 ครั้ง และในตอนท้ายของท่อนสร้อยจะมีคำร้องและทำนองคำว่า "ลา ลันลา" ต่อท้ายทุกครั้ง ซึ่งการมีทำนองและคำร้องท่อนสร้อยจำนวน 3 ถึง 4 ครั้ง ย่อมทำให้ผู้ฟังจดจำเพลงดังกล่าวได้ง่ายจากท่อนสร้อย คำร้องและทำนองในท่อนสร้อยหรือท่อนฮุกของเพลงหนุ่มดอยและเพลงเด็กดอยใจดีจึงเป็นสาระสำคัญของเพลง เมื่อเพลงเด็กดอยใจดีมีเนื้อร้องคำว่า "แก้มของเธอจะแดง แดงเหมือนสีแครอต" ในท่อนสร้อยและคำว่า "ลา ลันลา" ในตอนท้ายเช่นเดียวกับเพลงหนุ่มดอยของโจทก์และจำเลยทั้งสามมิได้ให้การปฏิเสธว่าการแต่งทำนองเพลงท่อนสร้อยของเพลงเด็กดอยใจดีมิได้เลียนแบบและมิได้ทำซ้ำโดยปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนอันเป็นสาระสำคัญของทำนองเพลงหนุ่มดอยของโจทก์ ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่าการประพันธ์เพลงเด็กดอยใจดีของจำเลยที่ 3 เป็นการทำซ้ำและดัดแปลงด้วยการเลียนแบบและปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนอันเป็นสาระสำคัญของทำนองเพลงหนุ่มดอยของโจทก์โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1)

จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้มีลิขสิทธิ์และผู้จัดจำหน่ายอัลบัมเพลงที่ประกอบด้วยเพลงเด็กดอยใจดีโดยว่าจ้างให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้แต่งคำร้องและทำนอง จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการผลิตสิ่งบันทึกเสียงและแถบบันทึกภาพ จัดจำหน่าย ให้เช่า แลกเปลี่ยนซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ รวมทั้งงานอื่นใดอันมีลิขสิทธิ์ ส่วนจำเลยที่ 2 ประกอบกิจการจัดสร้างและจำหน่ายภาพยนตร์ ละคร เนื้อร้องทำนองแพร่ภาพแพร่เสียงแทนผู้ผลิตในสื่อต่าง ๆ แก่บุคคลหรือนิติบุคคลทั่วไป และเป็นบริษัทในเครือของบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมรู้จักเพลงหนุ่มดอยของโจทก์และทราบว่าจำเลยที่ 3 ร่วมแต่งคำร้องในเพลงหนุ่มดอยกับโจทก์ และทราบเป็นอย่างดีว่าเพลงหนุ่มดอยของโจทก์ไม่ประสบผลสำเร็จด้านการตลาด จึงต้องการให้จำเลยที่ 3 ช่วยแก้ไขปรับปรุงเพลงหนุ่มดอยให้เป็นเพลงเด็กดอยใจดีและให้เด็กหญิง ช. ขับร้อง แล้วจัดทำเป็นซีดีออกจำหน่ายจนประสบผลสำเร็จในด้านการตลาด พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีลักษณะเป็นการร่วมกันก่อให้จำเลยที่ 3 กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์งานเพลงหนุ่มดอยของโจทก์ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ทำซ้ำและดัดแปลงเพลงหนุ่มดอยซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ และการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันผลิตออกจำหน่ายซีดีเพลงและวีซีดีคาราโอเกะดังกล่าวจึงเป็นการทำซ้ำและนำสิ่งบันทึกเสียงและภาพยนตร์ที่ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ออกขายตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) และ 31 (1) ต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในฐานละเมิดลิขสิทธิ์ต่อโจทก์

โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้รับความเสียหายด้านชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชังด้วยข้อความต่าง ๆ เนื่องจากประชาชนสับสนหลงผิดว่าเป็นเพลงของผู้ใดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นความเสียหายในเชิงการประกอบธุรกิจจากการขาดประโยชน์อันควรได้จากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์และต้องเสียค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ ซึ่งความเสียหายด้านชื่อเสียงตามฟ้องดังกล่าวนั้น ไม่ใช่ความเสียหายที่โจทก์จะเรียกร้องได้ในกรณีที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ เพราะค่าเสียหายต่อชื่อเสียงในกรณีนี้มีได้เฉพาะกรณีที่ผู้กระทำละเมิดได้บิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือกระทำอื่นใดแก่งานอันมีลิขสิทธิ์จนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 18 เท่านั้น ส่วนค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธินั้น พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ละเมิดชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ตามจำนวนที่เห็นสมควร รวมทั้งการสูญเสียประโยชน์และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์โดยมีเจตนารมณ์จะเยียวยาความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ให้ได้กลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิมก่อนมีการละเมิดลิขสิทธิ์ มิได้ให้สิทธิแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ที่จะเรียกร้องเอาค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเนื่องจากการละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรงเท่านั้น ดังนี้ ค่าใช้จ่ายในการบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหาย ค่าจ้างทนายความและว่าความแทนโจทก์ในการฟ้องบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายสำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีนี้ จึงเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ในความหมายของมาตรานี้

เจ้าของลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรม มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการทำซ้ำหรือดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชนและอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 15 ย่อมทำให้เจ้าของลิขสิทธิ์มีโอกาสแสวงหาผลประโยชน์ตอบแทนในงานดังกล่าวได้อย่างกว้างขวาง การที่จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ด้วยการทำซ้ำและดัดแปลงงานดนตรีกรรมของโจทก์เพื่อแสวงหากำไรจากการขายซีดีและวีซีดีซึ่งมีเพลงที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และได้กำไรจากการอนุญาตให้ผู้อื่นนำเพลงไปให้บริการริงก์โทนแก่บุคคลทั่วไปเป็นผลประโยชน์ที่จำเลยได้รับจากการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยจำเลยทั้งสามไม่ต้องจ่ายเงินค่าแห่งลิขสิทธิ์ในการขออนุญาตใช้ลิขสิทธิ์แก่โจทก์ และไม่ต้องแบ่งผลกำไรที่ได้รับให้แก่โจทก์ ถือเป็นการแสวงหากำไรจากการกระทำที่ผิดกฎหมายโดยไม่สุจริต มีผลเสียหายต่อการตลาดของโจทก์ ย่อมมีเหตุผลสมควรที่จะถือว่าผลประโยชน์ที่เป็นกำไรซึ่งจำเลยทั้งสามได้รับจากการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เป็นจำนวนค่าเสียหายที่เหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในเพลงหนุ่มดอยของโจทก์

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ไม่ได้บัญญัติให้อำนาจโจทก์ที่จะขอคุ้มครองสิทธิของโจทก์ในลักษณะที่ให้จำเลยทั้งสามเก็บสินค้าที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ซึ่งวางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดทั้งหมด ในทำนองซึ่งจะมีผลหรือสภาพบังคับเช่นเดียวกับให้สิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามมาตรา 75 อันเป็นบทบัญญัติในหมวด 8 ว่าด้วยบทกำหนดโทษ ซึ่งใช้เฉพาะคดีอาญา เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นคดีแพ่งโจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลสั่งจำเลยทั้งสามเก็บสินค้าที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งวางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามหยุดการผลิต หยุดใช้ หยุดจำหน่าย หยุดการอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในงานอันกระทำขึ้นด้วยการมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทุกประเภท และเก็บสินค้าของจำเลยทั้งสามที่วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดทั้งหมด หากจำเลยทั้งสามไม่เก็บสินค้าที่กระทำขึ้นด้วยการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ซึ่งวางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทนจำเลยทั้งสาม โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 33,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 30,000,000 บาท นับถัดจากวันที่ 13 ตุลาคม 2549 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจำนวนเดือนละ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปทุกเดือนจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นและจนกว่าจะหยุดกระทำการอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันที่ 13 ตุลาคม 2549 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้จำเลยทั้งสามยุติการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานเพลงของโจทก์ตามคำฟ้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลทรัพย์ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายขุนกลาง ซึ่งเป็นบุตรโจทก์เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการผลิตและจัดจำหน่ายสิ่งบันทึกเสียง สิ่งบันทึกเสียงและภาพทุกประเภท จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นบริษัทในเครือของบริษัทจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำขอเลิกบริษัท นายทะเบียนได้จดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2547 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 โดยนางกิตต์ยาใจเป็นผู้ชำระบัญชีบริษัทจำเลยที่ 2 ตามสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนเลิกบริษัทและสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนตั้งผู้ชำระบัญชีบริษัทจำเลยที่ 2 ซึ่งการฟ้องเรียกหนี้สินที่บริษัทหรือผู้ชำระบัญชีเป็นลูกหนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2549 จึงไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 อันเป็นวันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อประมาณต้นปี 2542 โจทก์สร้างสรรค์งานดนตรีกรรมทั้งทำนองและคำร้องเพลง "หนุ่มดอย" ต่อมาเมื่อประมาณกลางปี 2546 โจทก์รวบรวมเพลงต่าง ๆ ที่โจทก์สร้างสรรค์รวมทั้งทำนองและคำร้องเพลง "หนุ่มดอย" เป็นอัลบัมชุด "ขอใจอ้ายคืน" และให้นายวัชระ หรือเก่ง วัชระ เป็นผู้ขับร้องเพลงในชุดดังกล่าวโดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมการผลิตและโจทก์ได้บันทึกเพลงในชุด "ขอใจอ้ายคืน" ลงในสิ่งบันทึกเสียงในรูปเทปคาสเซต แผ่นซีดี แผ่นวีซีดีคาราโอเกะแล้วนำออกจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป โจทก์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในทำนองและคำร้องเพลง "หนุ่มดอย" โจทก์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามโดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามละเมิดลิขสิทธิ์เพลง "หนุ่มดอย" ของโจทก์ด้วยการทำซ้ำและดัดแปลงทำนองและคำร้องเพลง "หนุ่มดอย" เป็นเพลง "เด็กดอยใจดี" ภายในกำหนดอายุความ 3 ปี นับแต่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 63

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์โดยทำซ้ำและดัดแปลงด้วยการเลียนแบบและทำซ้ำโดยปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนอันเป็นสาระสำคัญของทำนองและคำร้องเพลง "หนุ่มดอย" ซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เป็นเพลง "เด็กดอยใจดี" โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงดนตรีกรรมเพลงหนุ่มดอยของโจทก์ เพราะการแต่งเพลงเด็กดอยใจดีมิได้มีการคัดลอกทำนองและเนื้อร้องเพลงหนุ่มดอยมาทั้งเพลง จำเลยที่ 3 เป็นผู้สร้างสรรค์คำร้องคำว่า "แครอต" และ "แก้มของเธอจะแดง" ในเพลงเด็กดอยใจดี การที่จำเลยที่ 3 บอกกล่าวให้โจทก์รับรู้ว่าจะนำคำว่า "แครอต" ในเพลงหนุ่มดอยมาประพันธ์เพลงใหม่ให้เด็กร้องไม่ได้หมายความว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้มีส่วนร่วมในการประพันธ์เพลงหนุ่มดอยและไม่ได้หมายความว่าจำเลยที่ 3 รับว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ถ้อยคำต่าง ๆ ที่อยู่ในท่อนสร้อยของเพลงหนุ่มดอยแต่ผู้เดียว การขออนุญาตจากโจทก์และลงข้อความขอบคุณที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโจทก์บนแผ่นหลังปกหน้าของแผ่นวีซีดีเพลงนั้น ในวงการนักแต่งเพลงเป็นการให้เกียรติในฐานะเกี่ยวข้องด้วยกัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้รู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าคำร้องและทำนองเพลงหนุ่มดอยเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อมีข่าวเรื่องการแย่งลิขสิทธิ์เพลงกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 โจทก์ไม่เคยติดต่อมาด้วยตนเองหรือมีหนังสือโต้แย้งสิทธิมาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จนกระทั่งโจทก์เห็นว่าเพลงเด็กดอยใจดีที่จำเลยที่ 3 ประพันธ์มีชื่อเสียง จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพลงเด็กดอยใจดีเป็นเพลงที่จำเลยที่ 3 สร้างสรรค์ขึ้นใหม่และจำเลยที่ 3 ได้โอนลิขสิทธิ์ในเพลงนั้นแก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาว่าจ้าง ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีลิขสิทธิ์ในเพลงเด็กดอยใจดีโดยสมบูรณ์ ในปัญหานี้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 ให้ความหมายของคำว่า "ดนตรีกรรม" ว่า งานเกี่ยวกับเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อบรรเลงหรือขับร้องไม่ว่าจะมีทำนองและคำร้องหรือมีทำนองอย่างเดียว และให้หมายความรวมถึงโน้ตเพลงหรือแผนภูมิเพลงที่ได้แยกและเรียบเรียงเสียงประสานแล้ว ดังนี้ งานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์จึงต้องมีทำนองเพลงเป็นสำคัญ จะมีคำร้องหรือไม่ไม่ใช่ข้อสำคัญ ลำพังเพียงทำนองเพลงอย่างเดียวก็ถือว่าเป็นงานดนตรีกรรมที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งลำพังเพียงคำร้องอย่างเดียว แต่ไม่มีทำนองแม้แต่จะแต่งคำร้องนั้นขึ้นเพื่อบรรเลงหรือขับร้องก็ไม่อาจถือว่าเป็นงานดนตรีกรรมตามบทนิยามดังกล่าวได้ ที่จำเลยทั้งสามให้การว่า เพลงหนุ่มดอยของโจทก์ในอัลบัมชุด "ขอใจอ้ายคืน" ได้มีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนเมื่อประมาณกลางปี 2542 แต่เพลงหนุ่มดอยไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำเพลงเด็กดอยใจดีซึ่งขับร้องโดยเด็กหญิงชลนิภา หรือน้องมายต์ ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนกลับได้รับความนิยมจากประชาชนทั่วไป โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 สามารถจำหน่ายเทปคาสเซตเพลงเด็กดอยใจดีได้เป็นจำนวนมากจึงถือโอกาสฟ้องคดีนี้และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการฟ้องคดีนี้นั้น เห็นว่า คุณค่าของงานมิใช่เงื่อนไขแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ หากผู้แต่งเพลงได้ริเริ่มสร้างสรรค์งานนั้นขึ้นเองด้วยความวิริยะอุตสาหะโดยมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว ไม่ว่างานเพลงที่แต่งขึ้นนั้นจะเป็นที่นิยมของผู้ฟังเพียงใดหรือไม่ และผู้แต่งเพลงนั้นอาจขายลิขสิทธิ์ในเพลงนั้นให้แก่ผู้ใดได้เพียงใดหรือไม่ก็ตาม งานเพลงนั้นก็ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ทันทีที่สร้างสรรค์งานเพลงดังกล่าวเสร็จ ดังนั้น งานเพลงหนุ่มดอยของโจทก์ย่อมเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์และได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว การใช้สิทธิป้องกันลิขสิทธิ์และเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์เพลงหนุ่มดอยของโจทก์เป็นการใช้สิทธิที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงมิใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ในปัญหาว่า จำเลยทั้งสามกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์โดยทำซ้ำและดัดแปลงด้วยการเลียนแบบและทำซ้ำโดยปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนอันเป็นสาระสำคัญของทำนองเพลงหนุ่มดอยอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เป็นเพลงเด็กดอยใจดีโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จากคำให้การและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 โต้แย้งเพียงว่าท่อนสร้อยในเพลงหนุ่มดอยของโจทก์มิใช่สาระสำคัญของเพลงหนุ่มดอยเพราะท่อนสร้อยของเพลงหนุ่มดอยมิได้รับความนิยมจากประชาชนเท่านั้น มิได้ให้การปฏิเสธว่าการแต่งทำนองเพลงท่อนสร้อยของเพลงเด็กดอยใจดีมิได้เลียนแบบและมิได้ทำซ้ำโดยปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนอันเป็นสาระสำคัญของทำนองเพลงหนุ่มดอยของโจทก์ ปรากฏว่าทำนองเพลงและคำร้องท่อนสร้อยในเพลงหนุ่มดอยกับเพลงเด็กดอยใจดีมีทำนองและคำร้องท่อนสร้อยจำนวน 3 ถึง 4 ครั้ง ย่อมทำให้ผู้ฟังจดจำเพลงดังกล่าวได้ง่ายจากท่อนสร้อยดังกล่าว ทำนองและคำร้องท่อนสร้อยจึงเป็นส่วนสาระสำคัญของเพลงหนุ่มดอยและเพลงเด็กดอยใจดี ประกอบกับจำเลยที่ 3 ก็นำสืบรับว่าจำเลยที่ 3 ได้ร่วมแต่งเพลงหนุ่มดอยของโจทก์ด้วยโดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้นำเอาคำว่า "แครอต" และ "แก้มของเธอจะแดง" มาใส่ไว้เพลงหนุ่มดอย เมื่อต้นเดือนเมษายน 2547 จำเลยที่ 3 ได้พูดกับโจทก์ขอใช้คำว่า "แครอต" ในการประพันธ์เพลงใหม่โดยให้เด็กขับร้องซึ่งโจทก์ก็ไม่ขัดข้อง จำเลยที่ 3 จึงคัดเลือกนักร้องคือเด็กหญิงชลนิภาหรือน้องมายต์ให้มาร้องเพลงเด็กดอยใจดี แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมในการแต่งเพลงหนุ่มดอยเฉพาะส่วนที่เป็นคำร้องเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้ร่วมแต่งทำนองเพลงหนุ่มดอยกับโจทก์ด้วย จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์เป็นผู้แต่งทำนองเพลงหนุ่มดอยขึ้นเองทั้งหมดตั้งแต่ปี 2542 ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะแต่งเพลงเด็กดอยใจดีเมื่อปี 2547 ซึ่งในคำให้การของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ก็ให้การโต้แย้งเฉพาะคำร้องในท่อนสร้อยของเพลงเด็กดอยใจดีที่ว่า "ผมเอาแครอตมาฝาก อยากให้เธอได้กิน ผักมีวิตามิน ไม่ต้องกินของแพง ผมเอาแครอตมาฝาก อยากให้เธอแข็งแรง แก้มของเธอจะแดง แดงเหมือนสีแครอต ลา...ลันลา ลันลา ลัน ลัน ลันลา ลันลา ลันลา" นั้น จำเลยที่ 3 เป็นผู้แต่งขึ้นเองมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงท่อนสร้อยมาจากเพลงหนุ่มดอยที่ว่า "ผม ผม ผม ผม ผม ผมเอาแครอตมาฝาก อยาก อยาก อยาก อยาก อยาก อยากให้เธอได้กิน กิน กิน กิน แครอต ร่างกาย ๆ แข็งแรง แก้มของเธอจะแดง แดงเหมือนสีแครอต" เท่านั้น จำเลยที่ 3 มิได้ให้การโต้แย้งว่าจำเลยที่ 3 มิได้ทำซ้ำและดัดแปลงด้วยการเลียนแบบและทำซ้ำโดยปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนอันเป็นสาระสำคัญของทำนองเพลงหนุ่มดอยของโจทก์เป็นทำนองเพลงเด็กดอยใจดีแต่อย่างใด ทั้งคำร้องในท่อนสร้อยซึ่งเป็นส่วนอันเป็นสาระสำคัญของเพลงทั้งสองดังกล่าวดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นก็มีคำร้องความว่า "ผมเอาแครอตมาฝาก" และ "แก้มของเธอจะแดง" เหมือนกัน ส่วนข้อความอื่นในท่อนสร้อยของเพลงทั้งสองนั้นก็มีสาระสำคัญเช่นเดียวกันว่า เมื่อเธอกินแครอตที่เอามาฝากแล้วจะแข็งแรง ที่จำเลยที่ 3 ให้การและนำสืบว่า สาเหตุที่จำเลยที่ 3 ไม่ได้นำเพลงเด็กดอยใจดีไปให้นายวัชระหรือเก่งขับร้องในอัลบัมชุด "ขอใจอ้ายคืน" เพราะเพลงเด็กดอยใจดีเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเอื้ออาทรของเด็ก ๆ ชาวเขาชาวดอยในแถบภาคเหนือตอนบนโดยนำไปให้เด็กหญิงชลนิภาหรือน้องมายต์ขับร้องนั้นก็ไม่สมเหตุสมผล เพราะในคำร้องเพลงเด็กดอยใจดียังใช้คำร้องความว่า "ผมเอาแครอตมาฝาก" เช่นเดียวกับในเพลงหนุ่มดอย โดยมิได้นำเด็กผู้ชายมาขับร้องท่อนสร้อยนี้แต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 3 ทราบทำนองและคำร้องของเพลงหนุ่มดอยเป็นอย่างดีเพราะจำเลยที่ 3 ช่วยแต่งคำร้องในเพลงนั้นด้วยและจำเลยที่ 3 มิได้ให้การโต้แย้งว่าทำนองเพลงเด็กดอยใจดีแตกต่างจากทำนองเพลงหนุ่มดอย ประกอบกับทำนองเพลงในตอนท้ายของท่อนสร้อยที่ว่า "ลาลันลา" มีอยู่ทั้งเพลงหนุ่มดอยและเพลงเด็กดอยใจดีเช่นเดียวกัน จึงมีเหตุให้เชื่อว่าจำเลยที่ 3 ใช้ทำนองเพลงหนุ่มดอยและคำร้องเพลงนี้ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญเป็นต้นแบบในการแต่งทำนองและคำร้องเพลงเด็กดอยใจดีโดยการทำซ้ำและดัดแปลงด้วยการเลียนแบบและทำซ้ำโดยปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ขออนุญาตจากโจทก์ใช้คำว่า "แครอต" ในการแต่งคำร้องเพลงเด็กดอยใจดีเท่านั้น แต่มิได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ใช้และดัดแปลงทำนองเพลงหนุ่มดอยในการแต่งทำนองและคำร้องเพลงเด็กดอยใจดีด้วย การที่จำเลยที่ 3 แต่งเพลงเด็กดอยใจดีโดยทำซ้ำและดัดแปลงเพลงหนุ่มดอยซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ส่วนที่จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ลอกเลียนหรือดัดแปลงทำนองเพลงหนุ่มดอยมาจากเพลง "STONEY" ของศิลปินต่างประเทศชื่อ "LOBO" โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในท่อนสร้อยเพลงหนุ่มดอยนั้น พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ว่า โจทก์มิได้ริเริ่มสร้างสรรค์งานเพลงหนุ่มดอยขึ้นเองโดยได้ดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะจำเลยที่ 3 มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์นำทำนองเพลง "STONEY" ส่วนใดเป็นส่วนอันเป็นสาระสำคัญหรือไม่มาดัดแปลงและโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตจากผู้แต่งเพลง "STONEY" ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของต่างประเทศที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ให้ความคุ้มครองหรือไม่ โจทก์จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในทำนองและคำร้องเพลงหนุ่มดอยอันเป็นงานดนตรีกรรมที่โจทก์แต่งขึ้น ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ทำซ้ำและดัดแปลงเพลงหนุ่มดอยซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงเป็นการร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ ปรากฏตามคำฟ้องกับซีดีเพลงและวีซีดีคาราโอเกะอัลบัมชุด "น้องมายต์ป่วนเมือง" ที่มีเพลงเด็กดอยใจดีบันทึกไว้ ซึ่งจำเลยทั้งสามมิได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ว่าซีดีเพลง สิ่งบันทึกเสียง และวีซีดีคาราโอเกะภาพยนตร์มีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้มีลิขสิทธิ์และผู้จัดจำหน่ายโดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้แต่งคำร้องและทำนองและข้อเท็จจริงที่ว่าบริษัทจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการผลิตสิ่งบันทึกเสียงและแถบบันทึกภาพ จัดจำหน่าย ขายปลีก ขายส่ง ให้เช่า แลกเปลี่ยนซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ รวมถึงงานอันมีลิขสิทธิ์ใดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ตลอดจนให้บริการจัดฉายหรือให้บริการโดยแสดงภาพและหรือเสียงด้วยเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ในสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์นั้น ส่วนบริษัทจำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการจัดสร้างและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ รับจัดจำหน่ายภาพยนตร์ ละคร เนื้อร้องทำนองเพลง งานแพร่เสียงแพร่ภาพแทนผู้ผลิตในสื่อทุกชนิดให้แก่บุคคลหรือนิติบุคคลทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ และจำเลยที่ 2 เป็นบริษัทในเครือของบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสามนำสืบว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 จำเลยที่ 3 ทำสัญญารับจ้างประพันธ์คำร้องและทำนองเพลงให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้ประพันธ์เพลงจำนวน 9 เพลง ซึ่งมีเพลงเด็กดอยใจดีรวมอยู่ด้วย โดยจำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายค่าจ้างประพันธ์เพลงจำนวนเพลงละ 5,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 45,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบด้วยว่า ท่อนสร้อยของเพลงหนุ่มดอยไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน จึงทำให้เพลงหนุ่มดอยในเทปอัลบัมชุด "ขอใจอ้ายคืน" ที่ได้มีการนำออกจำหน่ายตั้งแต่ปี 2542 ไม่ได้รับความนิยมต้องยุติการจำหน่ายตั้งแต่ปี 2545 แสดงให้เห็นว่าก่อนที่จำเลยที่ 1 จะมาว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้แต่งเพลงให้ 1 ชุด จำนวน 9 เพลง ซึ่งรวมกับเพลงเด็กดอยใจดีที่เป็นเพลงหลักเพลงหนึ่งกับเพลงพ่อแม่เปลี่ยนไป๋ในอัลบัมชุด "น้องมายต์ป่วนเมือง" จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบเป็นอย่างดีว่าเพลงหนุ่มดอยที่โจทก์ประพันธ์ในอัลบัมเทปเพลงชุด "ขอใจอ้ายคืน" ไม่ประสบผลสำเร็จในด้านการตลาดและการจัดจำหน่าย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบธุรกิจร่วมกันและเป็นบริษัทในเครือเดียวกันโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผลิตสิ่งบันทึกเสียงเพลงและภาพยนตร์และจำเลยที่ 2 รับจัดจำหน่ายสิ่งบันทึกเสียงเพลงและภาพยนตร์นั้นจึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าเหตุที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้แต่งเพลงเด็กดอยใจดีเป็นเพลงหลักเพลงหนึ่งในอัลบัมเพลงชุด "น้องมายต์ป่วนเมือง" เพราะจำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 3 ร่วมแต่งคำร้องในเพลงหนุ่มดอยกับโจทก์และต้องการให้จำเลยที่ 3 ช่วยแก้ไขปรับปรุงเพลงหนุ่มดอยเป็นเพลงเด็กดอยใจดีและให้เด็กหญิงชลนิภาหรือน้องมายต์ขับร้องโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ฟังเพลงเด็กดอยใจดีที่เด็กหญิงชลนิภาขับร้องแล้วพอใจ และเชื่อว่าหากได้บันทึกเสียงเพลงเด็กดอยใจดีเป็นซีดีออกจำหน่ายจะประสบผลสำเร็จในด้านการตลาด จำเลยที่ 1 จึงลงทุนผลิตสิ่งบันทึกเสียงเพลงเด็กดอยใจดีในอัลบัมเพลงชุด "น้องมายต์ป่วนเมือง" เป็นซีดีและวีซีดีโดยให้จำเลยที่ 2 จัดจำหน่าย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีลักษณะเป็นการร่วมกันก่อให้จำเลยที่ 3 กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในเพลงหนุ่มดอยอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยทำซ้ำและดัดแปลงเพลงดังกล่าวเป็นเพลงเด็กดอยใจดี ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ทำซ้ำและดัดแปลงเพลงหนุ่มดอยซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันผลิตออกจำหน่ายซึ่งซีดีเพลงและวีซีดีคาราโอเกะอัลบัมเพลงชุด "น้องมายต์ป่วนเมือง" ซึ่งมีเพลงเด็กดอยใจดี จึงเป็นการทำซ้ำและนำสิ่งบันทึกเสียงและภาพยนตร์ที่ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เพลงหนุ่มดอยของโจทก์ออกขายอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) และ 31 (1) จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในฐานละเมิดลิขสิทธิ์ต่อโจทก์ ที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้มีส่วนร่วมในการประพันธ์เพลงเด็กดอยใจดีกับจำเลยที่ 3 ด้วยย่อมฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์เป็นข้อแรกว่าโจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น ด่าว่า เกลียดชัง และถูกกล่าวหาด้วยข้อความต่าง ๆ เนื่องจากประชาชนทั่วไปสับสนหลงผิดว่าเพลงหนุ่มดอยของโจทก์กับเพลงเด็กดอยใจดีของจำเลยทั้งสามเป็นของผู้ใดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้จำนวน 1,000,000 บาท นั้น ในข้อนี้ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า "การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียหายทางด้านชื่อเสียงในเชิงการประกอบธุรกิจจากการขาดประโยชน์อันควรได้จากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์และต้องเสียค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โดยโจทก์ขอคิดตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2547 อันเป็นวันที่จำเลยทั้งสามเริ่มนำสิ่งบันทึกเสียงและภาพ และริงก์โทนดาวน์โหลดต่าง ๆ ออกจำหน่ายต่อบุคคลทั่วไปถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2549 อันเป็นวันฟ้องคิดเป็นค่าเสียหายจำนวน 30,000,000 บาท และโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 30,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ซึ่งเป็นวันหลังจากวันที่จำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้อยู่แล้วว่างานเพลงเด็กดอยใจดีได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2549 อันเป็นวันฟ้องเป็นเวลา 584 วัน คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 3,600,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายถึงวันฟ้องจำนวน 33,600,000 บาท จากคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้รับความเสียหายด้านชื่อเสียงในเชิงการประกอบธุรกิจนั้นไม่ใช่ความเสียหายที่โจทก์จะเรียกร้องได้ในกรณีที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ในเพลงหนุ่มดอยของโจทก์เพราะค่าเสียหายต่อชื่อเสียงที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จะเรียกร้องจากจำเลยทั้งสามผู้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์คดีนี้ได้ก็มีเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ได้บิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลง หรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานอันมีลิขสิทธิ์จนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เท่านั้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สำหรับค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ซึ่งอ้างว่าได้แก่ คำบอกกล่าวทวงถาม ค่าทนายความ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีนั้น เป็นเพียงค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องจ่ายเพื่อรักษาประโยชน์ตามสิทธิที่โจทก์อ้างว่ามีอยู่เท่านั้น มิใช่ค่าเสียหายที่เกิดจากการละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยทั้งสามโดยตรงที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสามได้ เพราะความจริงโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 500,000 บาท หาใช่เป็นเพียงค่าใช้จ่ายที่จ่ายเพื่อรักษาประโยชน์ตามสิทธิของโจทก์ที่เกิดขึ้นตามปกติไม่ เนื่องจากสิทธิในงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์มีอยู่ก่อนแล้วตราบใดที่ไม่ถูกละเมิดโจทก์ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาสิทธิ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับแทนสิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 64 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 64 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดง ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ละเมิดชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร โดยคำนึงถึงความร้ายแรงของความเสียหาย รวมทั้งการสูญเสียประโยชน์และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงด้วย" ดังนี้ แม้ค่าใช้จ่ายในการบอกกล่าวทวงถาม ค่าทนายความจากสัญญาจ้างว่าความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องจ่ายเพื่อรักษาประโยชน์ของโจทก์มิใช่ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยทั้งสามโดยตรงก็ตาม แต่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มิได้ให้สิทธิแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ที่จะเรียกร้องเอาค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเนื่องจากการละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้น แต่ยังมีเจตนารมณ์จะเยียวยาความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ให้ได้กลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิมก่อนที่จะมีการละเมิดลิขสิทธิ์เกิดขึ้นด้วย ดังนี้ ค่าใช้จ่ายในการบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากการที่จำเลยทั้งสามละเมิดลิขสิทธิ์ในเพลงหนุ่มดอยของโจทก์ ค่าจ้างทนายความตามสัญญาว่าจ้างทนายความให้ดำเนินคดีและว่าความแทนโจทก์ในการฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายสำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ดังกล่าว และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีนี้ จึงเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมเพลงหนุ่มดอย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับสิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์นั้นได้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ในข้อนี้ปรากฏตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของโจทก์เพียงว่า โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์อันได้แก่ ค่าบอกกล่าวทวงถาม ค่าทนายความ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงินจำนวน 500,000 บาท โดยโจทก์มิได้แสดงหลักฐานการใช้จ่ายในการบอกกล่าวทวงถามและในการดำเนินคดี รวมทั้งมิได้แสดงเอกสารสำคัญว่าจ้างทนายความให้ว่าความและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์เป็นพยานหลักฐานแต่อย่างใด จึงเห็นสมควรกำหนดค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ให้แก่โจทก์ตามสมควรเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายเนื่องจากการที่จำเลยทั้งสามละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ได้วินิจฉัยข้างต้นจำนวน 5,420,000 บาท แล้ว รวมเป็นค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชดใช้ให้แก่โจทก์ทั้งสิ้นจำนวน 5,720,000 บาท

ที่โจทก์อุทธรณ์เป็นข้อสุดท้ายขอให้จำเลยทั้งสามเก็บสินค้าที่จำเลยทั้งสามทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ซึ่งวางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดทั้งหมดนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ไม่ได้บัญญัติให้อำนาจโจทก์ที่จะคุ้มครองสิทธิของตนในลักษณะนี้ได้ นอกจากนี้แม้จะถือว่าการขอให้บังคับจำเลยทั้งสามเก็บซีดีเพลงและวีซีดีเพลงเด็กดอยใจดีอัลบัมชุด "น้องมายต์ป่วนเมือง" ที่จำเลยทั้งสามทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในเพลงหนุ่มดอยของโจทก์ซึ่งอาจจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดทั้งหมดจะมีผลหรือสภาพบังคับเช่นเดียวกับที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 บัญญัติให้สิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ก็ตาม แต่บทบัญญัติมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวอยู่ในหมวด 8 ว่าด้วยบทกำหนดโทษ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับเฉพาะในคดีอาญา เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นคดีแพ่ง โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามเก็บสินค้าที่จำเลยทั้งสามทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ซึ่งวางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดทั้งหมดได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์รวมจำนวน 720,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันที่ 13 ตุลาคม 2549 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสามเก็บสินค้าที่จำเลยทั้งสามทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ซึ่งวางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดทั้งหมดเสีย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 1272
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 15 ม. 18 ม. 27 (1) ม. 31 (1) ม. 64 ม. 75
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีระศักดิ์ ขุขันธิน
จำเลย — บริษัทป่องทรัพย์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายณัฐพล จุลละเกศ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9600/2554
#518391
เปิดฉบับเต็ม

ร. ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยให้บันทึกเพลงของผู้เสียหายลงแผ่นซีดีและวีซีดีคาราโอเกะอันเป็นการก่อให้จำเลยทำซ้ำซึ่งงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยมิได้กระทำความผิดโดยทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตามที่โจทก์ฟ้องอยู่ก่อนแล้วและนำแผ่นซีดีและวีซีดีคาราโอเกะที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายนั้นออกขายแก่ ร. ผู้ล่อซื้ออันจะถือเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยได้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) เมื่อ ร. ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหายเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 27 (1) และ 28 (1) เพื่อให้เจ้าพนักงานจับจำเลยมาดำเนินคดีนี้ ผู้เสียหายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดดังกล่าวได้ แผ่นซีดีและวีซีดีคาราโอเกะ ที่ ร. ว่าจ้างจำเลยให้ทำขึ้นและวิดีโอที่บันทึกภาพเหตุการณ์การบันทึกเพลงลงแผ่นซีดีของจำเลยที่ ร. แอบถ่ายไว้เป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบและเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 69, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 91 สั่งให้ซีดีรอมเพลงเอ็มพี 3 และวีซีดีคาราโอเกะของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายจำนวน 4 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบคอมพิวเตอร์ 1 ชุด ของกลาง กับสั่งจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 27 (1) และ 28 (1) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำซ้ำงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุอันมีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับกระทงละ 20,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นปรับ 40,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้ซีดีรอมเพลงเอ็มพี 3 และวีซีดี คาราโอเกะของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 3 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบซีพียู 1 เครื่อง จอคอมพิวเตอร์ 1 จอ และแผงแป้นอักขระ 1 แผง ของกลาง ซีดีรอม ให้คืนแก่เจ้าของ และสั่งจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำซ้ำงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุอันมีลิขสิทธิ์ของบริษัทอาร์.เอส.โปรโมชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 27 (1) และ 28 (1) ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรวินิจฉัยในเบื้องต้นเสียก่อนว่า การร้องทุกข์คดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีนางสาวรสนนท์มาเบิกความเป็นพยานได้ความว่า เมื่อประมาณปี 2548 จำวันและเดือนไม่ได้ พยานไปที่ร้านซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยพร้อมด้วยลูกน้องจำนวน 2 คน พบจำเลยที่ร้านดังกล่าว พยานสอบถามจำเลยว่ารับบันทึกเพลงลงแผ่นซีดีหรือไม่ จำเลยตอบว่ารับบันทึกโดยคิดราคาแผ่นละ 50 บาท พยานตกลงว่าจ้างจำเลยให้บันทึกเพลงลงแผ่นซีดีในรูปไฟล์เอ็มพี 3 พยานเลือกเพลงจากที่เห็นรายชื่ออยู่แล้วในเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลย บางเพลงก็เขียนชื่อเพลงใส่กระดาษให้จำเลยซึ่งมีเพลงที่ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์รวมอยู่ด้วย บางเพลงจำเลยเลือกให้ซึ่งมีเพลง "รักคนมีเจ้าของ" และ "ที่หนึ่งไม่ไหว" ของวงไอน้ำ กับเพลง "ไม่เอาคืน" และ "พันมือ" ของ ดัง พันกร อันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายรวมอยู่ด้วย จำเลยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ในการบันทึกเพลงลงแผ่นซีดีจำนวน 2 แผ่น พยานได้ถ่ายวิดีโอภาพเหตุการณ์การรับจ้างบันทึกเพลงลงแผ่นซีดีของจำเลยไว้ ตามแผ่นซีดีวัตถุพยาน ต่อมาพยานไปที่ร้านของจำเลยอีกครั้ง ห่างจากครั้งแรกประมาณ 2 ถึง 3 สัปดาห์ และว่าจ้างจำเลยให้บันทึกเพลงลงแผ่นซีดีในรูปซีดีเพลงเอ็มพี 3 และวีซีดีคาราโอเกะ โดยพยานเป็นผู้เลือกเพลงส่วนหนึ่ง และจำเลยช่วยเลือกอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งมีเพลง "บอกไม่รักง่ายกว่า" และ "ยอมจำนนฟ้าดิน" ของวงโบวี่ กับเพลง "ขอมีรักจริง" ของต้อย หมวกแดง อันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายรวมอยู่ด้วย ข้อมูลเพลงที่จำเลยคัดลอกมาบันทึกลงแผ่นซีดีนั้นมีบันทึกอยู่แล้วในเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลย แผ่นซีดีเพลงเอ็มพี 3 และวีซีดีคาราโอเกะที่พยานว่าจ้างจำเลยให้บันทึกดังกล่าว พยานได้ถ่ายวิดีโอภาพเหตุการณ์การรับจ้างบันทึกเพลงลงแผ่นซีดีของจำเลยในครั้งนี้ไว้ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามคำเบิกความของนางสาวรสนนท์พยานโจทก์ดังกล่าวว่าจำเลยได้บันทึกเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายลงแผ่นซีดีจำนวน 2 แผ่น กับได้บันทึกเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายลงแผ่นซีดีในรูปซีดีเพลงเอ็มพี 3 และวีซีดีคาราโอเกะอันเป็นการทำซ้ำซึ่งงาน ดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวของจำเลยเกิดจากการที่นางสาวรสนนท์ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยให้บันทึกเพลงของผู้เสียหายลงแผ่นซีดีและวีซีดีคาราโอเกะอันเป็นการก่อให้จำเลยทำซ้ำซึ่งงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือหากนางสาวรสนนท์ไม่ว่าจ้างจำเลย การกระทำความผิดที่โจทก์ฟ้องก็ไม่เกิดขึ้น จำเลยมิได้กระทำความผิดโดยทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตามที่โจทก์ฟ้องอยู่ก่อนแล้วและนำแผ่นซีดีและวีซีดีคาราโอเกะที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายนั้นออกขายแก่นางสาวรสนนท์ผู้ล่อซื้ออันจะถือเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยได้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) เมื่อนางสาวรสนนท์ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหายเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 27 (1) และ 28 (1) เพื่อให้เจ้าพนักงานจับจำเลยมาดำเนินคดีนี้ ผู้เสียหายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดดังกล่าวได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมาตรา 123 ทั้งแผ่นซีดีและวีซีดีคาราโอเกะ ที่นางสาวรสนนท์ว่าจ้างจำเลยให้ทำขึ้นและวิดีโอที่บันทึกภาพเหตุการณ์การบันทึกเพลงลงแผ่นซีดีของจำเลยที่นางสาวรสนนท์แอบถ่ายไว้เป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบและเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้อง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 และมาตรา 226/1 การที่นางสาวรสนนท์ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยให้บันทึกเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายลงแผ่นซีดีและวีซีดีคาราโอเกะมิใช่การแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องโดยชอบ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำซ้ำงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 27 (1) และ 28 (1) ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาได้ กรณีไม่จำต้องพิจารณาพยานหลักฐานของจำเลยต่อไป อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 123 ม. 226 ม. 226/1
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 27 ม. 28 ม. 31 ม. 69
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — จ่าสิบเอกวรรณรัตน์ กี้เจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางจันทร์กระพ้อ ต่อสุวรรณ สินธวถาวร
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9585/2554
#520495
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ เนื่องจากผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) การที่ศาลอุทธณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่มิได้สั่งให้ทำคำพิพากษาใหม่แต่เพียงประการเดียว ถือได้ว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากฎีกาของจำเลยว่า ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ จึงเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดี นั้นไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไปได้ ซึ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 28 (3) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้นซึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายนั่งพิจารณาคดีแทนต่อไปได้ เมื่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายให้ ว. นั่งพิจารณาคดีแทน ว. จึงมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาและทำคำพิพากษาได้ กรณีมิใช่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ในระหว่างการทำคำพิพากษาทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจทำคำพิพากษาในคดีต่อไปได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 3,537,722.29 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายมนูญ ประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านโคกร่มเย็น ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 3,467,722.29 บาท

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ต่อไป

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 3,467,722.29 บาท (ที่ถูกต้องระบุ แก่โจทก์ร่วม)

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2553 ต่อมาวันที่ 19 สิงหาคม 2553 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 แม้ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งรับรองฎีกาให้จำเลยฟัง แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 9 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลยและเมื่อฎีกาของจำเลยในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะการทำคำพิพากษาไม่ชอบ การดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่จึงเริ่มตั้งแต่การทำคำพิพากษา แต่นางสาวสุทัสสา ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงชื่อในคำพิพากษาย้ายไปรับราชการที่ศาลอื่น กรณีจึงเป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ บุคคลที่มีอำนาจทำคำพิพากษาจึงได้แก่บุคคลตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 (3) การที่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายให้นายวนนท์ ทำคำพิพากษาโดยลงลายมือชื่อร่วมกับผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ ถือได้ว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากฎีกาของจำเลยว่านางสาวสุทัสสา ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ จึงเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้น ไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไปได้ ซึ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 28 (3) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้น ซึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายนั่งพิจารณาคดีแทนต่อไปได้ เมื่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายให้นายวนนท์นั่งพิจารณาคดีแทน นายวนนท์จึงมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาและทำคำพิพากษาได้ กรณีมิใช่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ในระหว่างการทำคำพิพากษาทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีต่อไปได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 (3) ดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 28 (3) ม. 29 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสงขลา
โจทก์ร่วม — นายมนูญ พันธ์นิล
จำเลย — นายวิโรจน์ นนทพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นายวนนท์ บุญรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายไพโรจน์ คำอ่อน
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ชีพ จุลมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9555/2554
#518413
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา โดยได้บัญญัติถึงวิธีการและลักษณะการกู้ยืมในกรณีเช่นนี้ไว้ รวมถึงการปราบปรามการกระทำที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและวางมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวง และรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้นมีอำนาจใช้มาตรการดังกล่าว ดังนี้ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ร่วมทั้งแปดไม่มีอำนาจฟ้อง จึงไม่อาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดตามพระราชกำหนดดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 5, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341, 343 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 420,000 บาท จำนวน 75,000 บาท จำนวน 341,000 บาท จำนวน 360,000 บาท จำนวน 85,000 บาท จำนวน 225,000 บาท จำนวน 50,000 บาท และจำนวน 505,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งแปดตามลำดับ

ระหว่างพิจารณา นายโกมล นางชุม นางวิราวัล นางถนอมศรี นางก้อนทอง นางกัลยา นางคมคาย และนางประภัสสร ผู้เสียหายทั้งแปดยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 5 (1) (2) (ก), 12 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 8 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี แต่ในความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นบทหนักที่สุดนั้นมีโทษจำคุกอย่างสูงสิบปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จึงให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 220,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 75,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 341,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 360,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 4 จำนวน 85,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 5 จำนวน 225,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 6 จำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 7 และจำนวน 335,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 8 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 48 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งแปด และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา โดยได้บัญญัติถึงวิธีการและลักษณะการกู้ยืมในกรณีเช่นนี้ไว้ รวมถึงการปราบปรามการกระทำที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและวางมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงและรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้นมีอำนาจใช้มาตรการดังกล่าว ดังนี้ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ร่วมทั้งแปดไม่มีอำนาจฟ้อง จึงไม่อาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานนี้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง โจทก์ร่วมทั้งแปดไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสำหรับความผิดตามพระราชกำหนดดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งแปดในส่วนนี้

อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมที่ 8 มอบเงินให้จำเลยเพียง 365,000 บาท และจำเลยได้ชดใช้เงินคืนให้แล้ว 10,000 บาท จำเลยคงต้องรับผิดใช้เงินคืนเพียง 355,000 บาท แต่กลับพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 335,000 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้พิพากษาแก้ไขในส่วนนี้ จึงเป็นกรณีคำพิพากษาดังกล่าวมีข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลฎีกาชอบที่จะแก้ไขให้ถูกต้องโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 143 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่เงินที่ต้องคืนหรือใช้แก่โจทก์ร่วมที่ 8 นั้น ให้จำเลยคืนหรือใช้จำนวน 355,000 บาท ยกฎีกาและคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งแปดในข้อหาความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 ม. 28 ม. 30 ม. 195 ม. 225
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โจทก์ร่วม — นายโกมล ตรีสินธุ์ กับพวก
จำเลย — นางจันทร์เพ็ญ จิราธร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายไพฑูรย์ ทับขันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบูรณ์ ฐาปนดุล
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9513/2554
#514190
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าคำว่า สยาม เซพตี้ หรือ SIAM SAFETY ของโจทก์หรือไม่ ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ ทป. 79/2547 มีประเด็นวินิจฉัยว่า จำเลยกับพวกละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ โดยผลิตและจำหน่ายลูกบอลดับเพลิงที่มีรูปทรง สัณฐาน ขนาดและสีอันเป็นการใช้การประดิษฐ์ที่โจทก์ยื่นขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาไว้ก่อนแล้วหรือไม่ และในคดีหมายเลขดำที่ ทป. 120/2548 มีข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์เป็นประเด็นให้ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยผลิต ขาย และเสนอขาย ผลิตภัณฑ์ลูกบอลดับเพลิง โดยละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 18966 ของโจทก์หรือไม่ เห็นได้ว่าประเด็นในคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ ทป. 79/2547 และคดีหมายเลขดำที่ ทป.120/2548 ข้างต้นมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยถึงการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์คนละสิทธิแตกต่างกัน มูลเหตุแห่งการละเมิดสิทธิอันเป็นการโต้แย้งสิทธิที่ก่อให้โจทก์มีอำนาจฟ้องย่อมแตกต่างกัน มิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ชอบที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเป็นคนละคดีกันได้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อนกับคดีทั้งสอง

ปัญหาว่า จำเลยละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า สิทธิในการใช้นามหรือชื่อของบุคคลนั้น แม้บุคคลอื่นอาจใช้ชื่อคล้ายกันได้ก็ตามแต่ก็ต้องไม่ทำให้ผู้ที่ใช้อยู่ก่อนต้องเสื่อมเสียประโยชน์โดยมิชอบโดยไม่ได้รับความยินยอม มิฉะนั้นย่อมเป็นการละเมิดต่อสิทธิในการใช้ชื่อได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 และ 420 หรือ 421 และกรณีผู้มีสิทธิในการใช้ชื่อทางการค้าก็มีลักษณะอันควรอนุโลมใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเพื่อการรับรองและคุ้มครองสิทธิในชื่อทางการค้าด้วย คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความเป็นยุติว่า เมื่อปี 2542 โจทก์ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดโดยใช้ชื่อว่า บริษัทสยาม เซพตี้ พรีเมียร์ จำกัด ใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า SIAM SAFETY PREMIER CO., LTD. และโจทก์ได้ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ดับเพลิงโดยเฉพาะลูกบอลดับเพลิง ซึ่งกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์เป็นผู้คิดประดิษฐ์ขึ้นและมีการดำเนินการขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จนได้รับสิทธิบัตรโดยให้โจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรทั้งในประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งโจทก์ได้ใช้ชื่อดังกล่าวประกอบกิจการดังกล่าวและนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งประกอบกับรูปประดิษฐ์เป็นเครื่องหมายบริการและเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักรแล้ว ดังนี้จึงฟังได้ว่าชื่อดังกล่าวมีลักษณะเป็นชื่อทางการค้าของโจทก์ ส่วนจำเลยจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดในภายหลังเมื่อปี 2546 โดยใช้ชื่อว่า บริษัทสยาม เซฟตี้ เทคโนโลยี จำกัด หรือ SIAM SAFETY TECHNOLOGY CO., LTD. ซึ่งนอกจากจะคล้ายกับชื่อทางการค้าของโจทก์แล้วยังได้นำคำที่เป็นส่วนสำคัญในชื่อทางการค้าของโจทก์คือคำว่าสยามเซฟตี้ หรือ SIAM SAFETY มาใช้เป็นส่วนสำคัญในชื่อบริษัทจำเลย การใช้คำที่เป็นส่วนสำคัญของชื่อทางการค้าของโจทก์เช่นนี้อาจทำให้ผู้ที่จะซื้อสินค้าสับสนหลงผิดว่าเป็นบริษัทเดียวกันได้ โดยแม้ชื่อของโจทก์จะมีคำว่า "พรีเมียร์" ต่อท้ายคำดังกล่าวและชื่อของจำเลยจะมีคำว่า "เทคโนโลยี" ต่อท้ายคำดังกล่าวด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นคำที่ไม่มีลักษณะเด่นที่มีความสำคัญสำหรับสังเกตจดจำได้ดังเช่นคำว่า สยาม เซพตี้ หรือแม้ผู้ซื้อจะสังเกตโดยละเอียดเห็นความแตกต่างดังกล่าวได้ก็อาจเข้าใจได้ว่าจำเลยเป็นบริษัทเครือเดียวกับโจทก์หรือมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน จึงถือได้ว่าจำเลยใช้คำว่า สยามเซพตี้ หรือ SIAM SAFETY ของโจทก์ และจำเลยยังใช้ชื่อเช่นนี้ในการประกอบกิจการค้าอย่างเดียวกับโจทก์ การกระทำของจำเลยเช่นนี้ย่อมเป็นการใช้ชื่อทางการค้าของโจทก์ที่มีโอกาสทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียประโยชน์ในการประกอบกิจการค้าของตนได้ และเมื่อปรากฏว่าจำเลยผลิตและจำหน่ายลูกบอลดับเพลิงเช่นเดียวกับโจทก์ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรจนเกิดมีคดีพิพาทในเรื่องการละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์กันมาแล้ว หากปรากฏว่าทำให้เกิดผลเสียต่อการประกอบกิจการของโจทก์ก็ย่อมถือว่าการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียประโยชน์

แม้จำเลยจะทำกล่องบรรจุสินค้าให้มีสีแตกต่างกับของโจทก์และมีการพิมพ์ชื่อบริษัทจำเลยรวมทั้งโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและชื่อบริษัทจำเลยหรือสำนักงานของจำเลยอยู่ห่างจากโจทก์มากก็ตาม แต่ลักษณะการขายสินค้าของโจทก์และจำเลยเป็นไปในลักษณะกระจายการขายไปทั่วประเทศ เมื่อมีชื่อในส่วนสำคัญเหมือนกันก็ย่อมทำให้ผู้ซื้อสับสนหลงผิดได้อยู่นั่นเอง จากเหตุผลดังวินิจฉัยมาข้างต้นจึงเชื่อได้ว่า การที่จำเลยใช้ชื่อทางการค้าของโจทก์ดังกล่าวในการประกอบกิจการของจำเลยเช่นนี้ทำให้โจทก์ต้องเสียหายเสื่อมเสียประโยชน์ในทางการค้าของโจทก์ อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 ประกอบด้วยมาตรา 420 และ 421 โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้ศาลบังคับห้ามจำเลยใช้ชื่อโดยละเมิดต่อโจทก์ และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้

การที่จำเลยนำคำว่า สยาม เซพตี้ หรือ SIAM SAFETY อันเป็นชื่อทางการค้าของโจทก์มาใช้อันจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ก็ด้วยเหตุที่การใช้ชื่อนั้นทำให้โจทก์เสียหายเสื่อมเสียประโยชน์ซึ่งเมื่อจำเลยใช้ชื่อจนทำให้โจทก์เสียหายดังกล่าวซึ่งมีการใช้และการเสียหายเกิดขึ้นตลอดเวลาที่จำเลยใช้ชื่อทางการค้าดังนั้น ตราบที่จำเลยยังคงใช้ชื่อทางการค้าของโจทก์อยู่จนถึงวันฟ้อง การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตลอดเวลาเรื่อยมา มิใช่เป็นการละเมิดครั้งเดียวในวันที่จำเลยใช้ชื่อนี้แต่อย่างใด สิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อว่า บริษัทสยาม เซฟตี้ เทคโนโลยี จำกัด และ SIAM SAFETY TECHNOLOGY CO., LTD. ในภาษาอังกฤษ หรือมิให้มีคำว่า สยาม เซพตี้ หรือ SIAM SAFETY อยู่ในชื่อของจำเลย และห้ามใช้คำว่า SST (อ่านว่า เอสเอสที) ให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อบริษัท โดยมิให้ใช้คำว่า สยาม เซฟตี้ หรือ SIAM SAFETY อีกต่อไป หากไม่ดำเนินการ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพิกถอนการจดทะเบียนชื่อบริษัทจำเลย โดยมิให้มีคำว่า สยาม เซฟตี้ หรือ SIAM SAFETY ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 5,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะระงับการกระทำละเมิดโดยการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อบริษัท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับโจทก์ชดใช้เงินแก่จำเลยจนถึงวันฟ้องแย้ง เป็นเงินจำนวน 20,000,000 บาท และค่าเสียหายอัตราเดือนละ 1,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง ให้คืนค่าขึ้นศาลสำหรับฟ้องแย้งทั้งหมดแก่จำเลย

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อว่า บริษัทสยาม เซฟตี้ เทคโนโลยี จำกัด หรือ SIAM SAFETY TECHNOLOGY CO., LTD. หรือมิให้มีคำว่า สยาม เซฟตี้ หรือ SIAM SAFETY อยู่ในชื่อของจำเลยอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติ โจทก์จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดในปี 2542 ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ดับเพลิง นายภณวัชร์นันท์ ชื่อเดิมว่านายวรเดช เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน นายภณวัชร์นันท์เป็นผู้ประดิษฐ์ลูกบอลดับเพลิง และได้ยื่นขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา หลังจากนั้นนายภณวัชร์นันท์ได้โอนสิทธิตามคำขอรับสิทธิบัตรดังกล่าวให้แก่โจทก์ และนายภณวัชร์นันท์ได้ยื่นขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ต่อสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าแห่งสหรัฐอเมริกาด้วย ปี 2544 ถึง 2545 โจทก์ได้รับรางวัลเกียรติยศระดับโลกหลายรางวัลทั้งจากองค์กรภายในประเทศและต่างประเทศและผลงานของโจทก์ได้รับการพิมพ์เผยแพร่ลงในหนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสารต่างๆ หลายฉบับ โจทก์ได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ลูกบอลดับเพลิงนี้จากสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา และได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ ทะเบียนเลขที่ บ 21871 ในลักษณะรูปและคำ โดยมีรูปประดิษฐ์และอักษรโรมันคำว่า SSP และได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค 225237 โดยมีรูปประดิษฐ์และอักษรโรมันคำว่า SIAM SAFETY PREMIER CO., LTD. ทั้งโจทก์ยังได้รับรางวัลเกียรติยศต่าง ๆ เรื่อยมา ส่วนจำเลยจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดโดยมีนายศักดาพินิจ ผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และประกอบกิจการเช่นเดียวกับโจทก์ และใช้ชื่อบริษัทจำเลยดังกล่าวในการประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายลูกบอลดับเพลิงเช่นเดียวกับโจทก์ตลอดมาจนปัจจุบัน โจทก์เคยฟ้องจำเลยกล่าวหาว่าจำเลยละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ทป.79/2547 ซึ่งถึงที่สุดแล้ว และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ทป.120/2548 ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรก การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อนกับคดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ทป.79/2547 และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ทป. 120/2548 ตามลำดับหรือไม่ เห็นว่า ในคดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์มีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าคำว่า สยาม เซพตี้ หรือ SIAM SAFETY ของโจทก์หรือไม่ ส่วนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ทป.79/2547 มีประเด็นที่ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยกับพวกละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์โดยผลิตและจำหน่ายลูกบอลดับเพลิงที่มีรูปทรง สัณฐาน ขนาดและสี อันเป็นการใช้การประดิษฐ์ที่โจทก์ยื่นขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาไว้ก่อนแล้วหรือไม่ และในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ทป.120/2548 มีข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์เป็นประเด็นให้ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยผลิต ขาย และเสนอขายผลิตภัณฑ์ลูกบอลดับเพลิงโดยละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 18966 ของโจทก์หรือไม่ เห็นได้ว่าประเด็นในคดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ทป.79/2547 และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ทป.120/2548 มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยถึงการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์คนละสิทธิแตกต่างกัน มูลเหตุแห่งการละเมิดสิทธิอันเป็นการโต้แย้งสิทธิที่ก่อให้โจทก์มีอำนาจฟ้องย่อมแตกต่างกัน มิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ชอบที่โจทก์จะให้สิทธิฟ้องเป็นคนละคดีกันได้ ดังนี้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อนกับคดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ทป.79/2547 และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ทป.120/2548 ตามลำดับนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า จำเลยละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า คำว่า สยาม เซพตี้ หรือSIAM SAFETY ไม่ใช่ชื่อเฉพาะที่โจทก์คิดค้นขึ้น แต่เป็นคำธรรมดาทั่วไปที่สาธารณชนรวมทั้งจำเลยชอบที่จะใช้ได้ และชื่อเต็มของจำเลยแตกต่างจากชื่อโจทก์ไม่อาจพิจารณาเฉพาะคำเพียงบางส่วนว่า สยาม เซฟตี้ หรือ SIAM SAFETY ว่าซ้ำกันได้ นอกจากนี้โจทก์ยังได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์ทางการค้ากับจำเลย โจทก์ย่อมทราบเรื่องชื่อบริษัทจำเลย แต่โจทก์มิได้ห้ามจำเลยใช้ชื่อดังกล่าว จนกระทั่งมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แสดงให้เห็นว่าโจทก์รู้และยินยอมให้จำเลยใช้ชื่อของจำเลยได้โดยปริยายแล้ว เมื่อโจทก์ยินยอมเช่นนี้ การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ เห็นว่า สิทธิในการใช้นามหรือชื่อของบุคคลนั้น แม้บุคคลอื่นอาจใช้ชื่อคล้ายกันได้ก็ตามแต่ก็ต้องไม่ทำให้ผู้ที่ใช้อยู่ก่อนต้องเสื่อมเสียประโยชน์โดยมิชอบโดยไม่ได้รับความยินยอม มิฉะนั้นย่อมเป็นการละเมิดต่อสิทธิในการใช้ชื่อได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 และ 420 หรือ 421 และกรณีผู้มีสิทธิในการใช้ชื่อทางการค้าก็มีลักษณะอันควรอนุโลมใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายเพื่อการรับรองและคุ้มครองสิทธิในชื่อทางการค้าด้วย คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความเป็นยุติว่า เมื่อปี 2542 โจทก์ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดโดยใช้ชื่อว่า บริษัทสยาม เซพตี้ พรีเมียร์ จำกัด ใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า SIAM SAFETY PREMIER CO., LTD. และโจทก์ได้ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ดับเพลิงโดยเฉพาะลูกบอลดับเพลิง ซึ่งนายภณวัชร์นันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์เป็นผู้คิดประดิษฐ์ขึ้นและมีการดำเนินการขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จนได้รับสิทธิบัตรโดยให้โจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรทั้งในประเทศไทยและในประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งโจทก์ได้ใช้ชื่อดังกล่าวข้างต้นในการประกอบกิจการค้าและนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งประกอบกับรูปประดิษฐ์เป็นเครื่องหมายบริการและเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักรแล้ว ดังนี้จึงฟังได้ว่าชื่อดังกล่าวมีลักษณะอันถือได้ว่าเป็นชื่อทางการค้าของโจทก์ ส่วนจำเลยได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดในภายหลังเมื่อปี 2546 โดยใช้ชื่อว่าบริษัทสยาม เซฟตี้ เทคโนโลยี จำกัด หรือ SIAM SAFETY TECHNOLOGY CO., LTD. ซึ่งนอกจากจะคล้ายกับชื่อทางการค้าของโจทก์คือคำว่า สยาม เซพตี้ หรือ SIAM SAFETY มาใช้เป็นส่วนสำคัญในชื่อบริษัทจำเลย โดยการใช้คำที่เป็นส่วนสำคัญของชื่อทางการค้าของโจทก์เช่นนี้ย่อมอาจทำให้ผู้ที่จะซื้อสินค้าสับสนหลงผิดว่าเป็นบริษัทเดียวกันได้ โดยแม้ชื่อของโจทก์จะมีคำว่า "พรีเมียร์" ต่อท้ายคำดังกล่าวและชื่อของจำเลยจะมีคำว่า "เทคโนโลยี" ต่อท้ายคำดังกล่าวด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นคำที่ไม่มีลักษณะเด่นที่มีความสำคัญสำหรับสังเกตจดจำได้ดังเช่นคำว่า สยาม เซพตี้ หรือแม้ผู้ซื้อจะสังเกตโดยละเอียดเห็นความแตกต่างดังกล่าวได้ก็อาจเข้าใจได้ว่าจำเลยเป็นบริษัทเครือเดียวกับโจทก์หรือมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน จึงถือได้ว่าจำเลยใช้คำว่า สยาม เซพตี้ หรือ SIAM SAFETY ของโจทก์ และจำเลยยังใช้ชื่อเช่นนี้ในการประกอบกิจการค้าอย่างเดียวกับโจทก์ การกระทำของจำเลยเช่นนี้ย่อมเป็นการใช้ชื่อทางการค้าของโจทก์ที่มีโอกาสทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียประโยชน์ในการประกอบกิจการค้าของตนได้ และเมื่อปรากฏว่าจำเลยผลิตและจำหน่ายลูกบอลดับเพลิงเช่นเดียวกับโจทก์ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรจนเกิดมีคดีพิพาทในเรื่องการละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์กันมาแล้ว หากปรากฏว่าทำให้เกิดผลเสียต่อการประกอบกิจการของโจทก์ก็ย่อมถือว่าการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียประโยชน์ แม้จำเลยจะทำกล่องบรรจุสินค้าให้มีสีแตกต่างกับของโจทก์และมีการพิมพ์ชื่อบริษัทจำเลยรวมทั้งโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและชื่อบริษัทจำเลยหรือสำนักงานของจำเลยอยู่ห่างจากโจทก์มากก็ตาม แต่ลักษณะการขายสินค้าของโจทก์และจำเลยเป็นไปในลักษณะกระจายการขายไปทั่วประเทศ เมื่อมีชื่อในส่วนสำคัญเหมือนกันก็ย่อมทำให้ผู้ซื้อสับสนหลงผิดได้อยู่นั่นเอง จากเหตุผลดังวินิจฉัยมาข้างต้นจึงเชื่อได้ว่าการที่จำเลยใช้ชื่อทางการค้าของโจทก์ดังกล่าวในการประกอบกิจการของจำเลยเช่นนี้ทำให้โจทก์ต้องเสียหายเสื่อมเสียประโยชน์ในทางการค้าของโจทก์ อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 ประกอบด้วยมาตรา 420 และ 421 โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้ศาลบังคับห้ามจำเลยใช้ชื่อโดยละเมิดต่อโจทก์ และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งจำเลยอุทธรณ์เพียงว่า จำเลยจดทะเบียนเป็นบริษัทโดยใช้ชื่อดังกล่าว และต่อมาโจทก์กับจำเลยก็มีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมค้าขายกัน โจทก์ย่อมรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิดแล้ว อายุความย่อมเริ่มนับแต่นั้น ส่วนการใช้ชื่อต่อมาก็เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องเท่านั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงขาดอายุความ 1 ปี เห็นว่า การที่จำเลยนำคำว่า สยาม เซพตี้ หรือ SIAM SAFETY อันเป็นชื่อทางการค้าของโจทก์มาใช้อันจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ก็ด้วยเหตุที่การใช้ชื่อนั้นทำให้โจทก์เสียหายเสื่อมเสียประโยชน์ เมื่อจำเลยใช้ชื่อจนทำให้โจทก์เสียหายดังกล่าวซึ่งมีการใช้และความเสียหายเกิดขึ้นตลอดเวลาที่จำเลยใช้ชื่อทางการค้าดังนั้น ตราบที่จำเลยยังคงใช้ชื่อทางการค้าของโจทก์อยู่จนถึงวันฟ้อง การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตลอดเวลาเรื่อยมา มิใช่เป็นการละเมิดครั้งเดียวในวันที่จำเลยใช้ชื่อนี้แต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาว่า โจทก์เสียหายเพียงใดหรือไม่นั้น จำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ การฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ทป.79/2547 และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ทป.120/2548 จำเลยจึงไม่ทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่เสียหายเท่านั้น เมื่อวินิจฉัยว่าข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยล้วนฟังไม่ขึ้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้และกรณีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลย ทั้งที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย และไม่มีประเด็นให้วินิจฉัยตามฟ้องแย้ง ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เมื่อฟังว่าจำเลยเป็นฝ่ายละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้า คำว่า สยาม เซพตี้ หรือ SIAM SAFETY ของโจทก์แล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องแย้งของจำเลยได้ และพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเฉพาะในส่วนที่ยกฟ้องแย้งของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18 ม. 420 ม. 421
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยาม เซพตี้ พรีเมียร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทสยาม เซฟตี้ เทคโนโลยี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9502/2554
#518449
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 137 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเดิมได้เฉพาะกรณีที่คำพิพากษาคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว และระหว่างการฝึกอบรมตามคำพิพากษานั้นจำเลยมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป แต่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แม้จำเลยจะมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไประหว่างการฝึกอบรม ศาลชั้นต้นก็ไม่มีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาโดยให้ปล่อยตัวจำเลยไป จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 65, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ ธนบัตรและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม (2), (ที่ถูก ไม่ระบุวรรคหนึ่ง) 57, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปประกอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน ฐานสนับสนุนการนำเข้าเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อพิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิดฐานของจำเลยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 100/2 วรรคสอง จำคุก 3 ปี และปรับ 40,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อไอโมบาย 1 เครื่องของกลาง คืนธนบัตรฉบับละ 100 บาท 2 ฉบับให้แก่เจ้าของ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนด 100 วัน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 107

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 วรรคสาม, 83 ความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาเพื่อจำหน่ายและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 25 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 4 เดือน ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 25 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 8 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนด 7 ปี จนจำเลยอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้วให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกไว้ในเรือนจำจนกว่าจะครบกำหนดเวลาดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 พ.ศ.2553 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 และให้ใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวแทน ซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ 22 พฤษภาคม 2554

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ ในการที่นายต่ำพวกของจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยตามที่จำเลยโทรศัพท์ติดต่อขอซื้อจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยจำเลยไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศ รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่อให้พวกของจำเลยนำเข้า ซึ่งยาเสพติดให้โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 การกระทำของจำเลยดังกล่าว จำเลยมิใช่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนายต่ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่การที่จำเลยใช้โทรศัพท์ติดต่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลาง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ซึ่งโจทก์มิได้ฟ้อง ศาลจึงลงโทษฐานเป็นตัวการไม่ได้เพราะเป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง แต่การกระทำของจำเลย รับฟังได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำผิด จึงลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาและลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยเห็นว่าเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้นไม่ถูกต้อง เมื่อการกระทำของจำเลยลงโทษได้เฉพาะความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและมีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมมีกำหนด 7 ปี จนจำเลยอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้วให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกไว้ในเรือนจำจนกว่าจะครบกำหนดเวลาดังกล่าวนั้น เห็นว่า หนักเกินไป ทั้งการส่งตัวจำเลยไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีลักษณะเป็นการลงโทษมากกว่าการแก้ไขเยียวยาเด็กหรือเยาวชนให้กลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคม เห็นควรแก้ไขระยะเวลาฝึกและอบรมให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี และไม่ส่งตัวจำเลยไปจำคุกไว้ในเรือนจำ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา โดยให้ปล่อยตัวจำเลยไปแล้วนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 137 ศาลมีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเดิมได้เฉพาะกรณีที่คำพิพากษาคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว และระหว่างการฝึกอบรมตามคำพิพากษานั้นจำเลยมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป แต่คดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แม้จะพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไประหว่างฝึกอบรม ศาลชั้นต้นก็ไม่มีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้ จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 52 (1), มาตรา 18 วรรคสาม ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 เป็นจำคุก 25 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 4 เดือน ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แล้วเป็นจำคุก 25 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 8 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนด 3 ปี ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) เมื่อจำเลยอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ไม่ต้องส่งตัวไปจำคุกไว้ในเรือนจำ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 65 วรรคสอง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 137
ป.อ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นายจตุพลหรือเบล วีระพูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคายแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายโช บุญสม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทรงพล สงวนพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไสว จันทะศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9484/2554
#519979
เปิดฉบับเต็ม

สินค้าข้าวสาลีขาวพิพาทที่บรรทุกในระวางเรือหมายเลข 5 มีเพียงสินค้าของบริษัท บ. กับของจำเลย โดยมีแผ่นพลาสติกทอปูกั้นสินค้าของแต่ละฝ่ายไว้ สินค้าของบริษัท บ. อยู่ด้านบน ส่วนสินค้าของจำเลยอยู่ด้านล่าง ตามใบตราส่งระบุว่าสินค้าของแต่ละฝ่ายมีน้ำหนัก 4,400 เมตริกตัน เท่ากัน และการฉีกขาดของแผ่นพลาสติกเกิดขึ้นในขณะที่ยังขนถ่ายสินค้าของบริษัท บ. ออกจากระวางเรือไม่เสร็จสิ้น การที่จำเลยขนถ่ายสินค้าส่วนที่เหลือในระวางเรือไปทั้งหมด และจำเลยได้รับสินค้าเกินกว่าที่ระบุในใบตราส่งไป 60.24 เมตริกตัน เชื่อว่าสินค้าของบริษัท บ. ได้ปะปนไปกับสินค้าที่จำเลยได้รับไป ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้มาซึ่งสินค้าข้าวสาลีขาว 60.24 เมตริกตัน ของบริษัท บ. โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้บริษัท บ. เสียเปรียบ บริษัท บ. ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนสินค้าจำนวนดังกล่าวได้ในฐานะเป็นลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับการสูญหายของสินค้าดังกล่าวให้แก่บริษัท บ. ไปแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของบริษัทดังกล่าวมาเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ จำเลยจึงต้องคืนสินค้าข้าวสาลีขาว 60.24 เมตริกตัน แก่โจทก์

แม้โจทก์จะนำสืบว่าโจทก์ได้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัท บ. ไปเป็นเงิน 470,315.31 บาท ก็ตาม แต่ค่าสินไหมทดแทนจำนวนนี้ได้คิดคำนวณราคาจากสินค้าที่สูญหายไป 65.03 เมตริกตัน เมื่อจำเลยได้รับสินค้าของบริษัท บ. ไว้เพียง 60.24 เมตริกตัน หากจำเลยไม่สามารถคืนสินค้าจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ จำเลยก็ต้องรับผิดใช้ราคาแทนโดยคำนวณราคาจากสินค้า 60.24 เมตริกตัน เท่านั้น ขณะที่จำเลยรับสินค้ามีการขนถ่ายขึ้นจากเรือ ซ. ลงเรือลำเลียง ยังไม่มีการตรวจสอบปริมาณหรือน้ำหนักของสินค้า อันถือได้ว่าจำเลยได้รับสินค้าพิพาทไว้โดยสุจริต และการครอบครองสินค้าพิพาทของจำเลยก่อนมีการทวงถามให้คืนเป็นไปโดยสุจริตตลอดมา แต่เมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนสินค้าโดยอ้างสิทธิเหนือสินค้าพิพาทแล้ว จำเลยจึงตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่ถูกเรียกคืนนั้น และตกเป็นผู้ผิดนัดซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนสินค้าพิพาทและจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 ครบกำหนด 7 วัน ที่จำเลยต้องคืนสินค้าในวันที่ 5 มิถุนายน 2549 แล้วจำเลยยังเพิกเฉย จึงถือว่าจำเลยผิดนัดและต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2549

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนข้าวสาลีขาว 85.03 เมตริกตัน แก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ค่าเสียหาย 481,093.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 470,315.31 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2548 บริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด และจำเลยสั่งซื้อสินค้าข้าวสาลีขาวพิพาทเบตเตอร์เวสเทอร์นไวท์เทกองโปรตีน 10.5 เปอร์เซ็นต์ ฝ่ายละ 4,400 เมตริกตัน จากบริษัทโตเมน อเมริกา อินซ์ จำกัด ซึ่งผู้ขายได้จัดส่งสินค้าดังกล่าวแก่ผู้ซื้อด้วยวิธีการขนส่งสินค้าทางทะเล โดยเรือซากาเซียอุสหรือซากาเซียส ไนกี้ สินค้าดังกล่าวของทั้งสองฝ่ายได้บรรทุกอยู่ในช่องระวางหมายเลข 5 มีแผ่นพลาสติกทอปูกั้นสินค้าของแต่ละฝ่ายไว้ สินค้าของบริษัทบางกอก ฟลาวมิลล์ จำกัด อยู่ด้านบน ส่วนสินค้าของจำเลยอยู่ด้านล่าง ครั้นเรือแล่นมาถึงเกาะสีชัง บริษัทบางกอก ฟลาวมิลล์ จำกัด และจำเลยได้ว่าจ้างบริษัทอินเตอร์เทค เทสติ้ง เซอร์วิสเซส (ไทยแลนด์) จำกัด ให้เป็นผู้สำรวจและควบคุมการขนถ่ายสินค้าของแต่ละฝ่าย ส่วนการขนถ่ายสินค้านั้นบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด ว่าจ้างบริษัทแจน ยู.อาร์. ทรานสปอร์ต จำกัด เป็นผู้ดำเนินการขนถ่ายสินค้าลงเรือลำเลียงเพื่อขนส่งต่อไปยังท่าเรือเกษตรรุ่งเรือง ตำบลสำโรงใต้ จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างการขนถ่ายสินค้าลงเรือลำเลียง มือจับเหล็กหรือก้ามปูซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการขนถ่ายของบริษัทแจน ยู.อาร์. ทรานสปอร์ต จำกัด เกี่ยวถูกแผ่นพลาสติกที่ใช้กั้นสินค้าของบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด กับจำเลยขาดบางส่วน เป็นเหตุให้สินค้าของบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด รั่วไหลลงไปปะปนกับสินค้าของจำเลยที่อยู่ด้านล่าง หลังจากนั้น นายเรือซากาเซียส ไนกี้ ไม่อนุญาตให้บริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด ขนถ่ายสินค้าส่วนของตนอีก ส่วนสินค้าที่เหลือให้จำเลยขนถ่ายไปได้ โดยในขณะนั้นไม่มีฝ่ายใดนำสินค้าของตนไปชั่งน้ำหนักเพื่อตรวจสอบปริมาณสินค้าที่แท้จริง ภายหลังจากเรือลำเลียงบรรทุกสินค้าของบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด แล่นมาถึงท่าเรือเกษตรรุ่งเรืองแล้ว ได้ทำการชั่งน้ำหนักสินค้าพบว่า สินค้าข้าวสาลีขาวของบริษัท บางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด มีปริมาณเพียง 4,314.97 เมตริกตัน ขาดไปจากปริมาณที่ระบุไว้ในใบตราส่ง 85.03 เมตริกตัน ส่วนสินค้าชนิดเดียวกันของจำเลยเมื่อชั่งน้ำหนักที่ท่าเรือปลายทางของตนแล้วพบว่า สินค้ามีปริมาณ 4,460.24 เมตริกตัน เพิ่มขึ้นจากปริมาณที่ระบุไว้ในใบตราส่ง 60.24 เมตริกตัน บริษัทอินเตอร์เทคเทสติ้ง เซอร์วิสเซส (ไทยแลนด์) จำกัด ทำรายงานการสำรวจและควบคุมการขนถ่ายสินค้าดังกล่าวไว้

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยต้องคืนสินค้าข้าวสาลีขาวพิพาท 60.24 เมตริกตัน แก่โจทก์ในฐานลาภมิควรได้หรือไม่ โจทก์มีนายปฐมพงศ์ เจ้าหน้าที่พิจารณาสินไหมทดแทนของโจทก์เบิกความว่า โจทก์รับประกันภัยสินค้าข้าวสาลีขาวพิพาทของบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด ในวงเงิน 32,164,907.67 บาท หรือ 706,983.20 ดอลลาร์สหรัฐ สินค้าดังกล่าวบรรทุกมากับเรือซากาเซียส ไนกี้ จากเมืองแวนคูเวอร์ มลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา มายังเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ในช่องระวางหมายเลข 5 ด้านบน ส่วนด้านล่างเป็นสินค้าชนิดเดียวกับของจำเลย โดยมีแผ่นพลาสติกคั่นระหว่างสินค้าของทั้งสองฝ่าย แต่ขณะขนถ่ายสินค้าลงเรือลำเลียงที่เกาะสีชัง คนงานซึ่งบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด ว่าจ้างให้ขนถ่ายสินค้าได้ทำแผ่นพลาสติกดังกล่าวขาดบางส่วน ทำให้สินค้าของบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด รั่วไหลลงไปปะปนกับสินค้าของจำเลยที่อยู่ด้านล่าง นายเรือซากาเซียส ไนกี้ จึงห้ามมิให้บริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด ขนถ่ายสินค้าอีก ครั้นเรือลำเลียงบรรทุกสินค้าของบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด ถึงท่าเรือเกษตรรุ่งเรือง จังหวัดสมุทรปราการ มีการนำสินค้าไปชั่งน้ำหนัก ปรากฏว่าสินค้าข้าวสาลีขาวของบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด มีน้ำหนักเพียง 4,314.970 เมตริกตัน ขาดจำนวนไปจากที่ระบุไว้ในใบตราส่งถึง 85.03 เมตริกตัน ส่วนสินค้าของจำเลยเมื่อชั่งน้ำหนักแล้วกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากใบตราส่งถึง 60.24 เมตริกตัน สินค้าที่เพิ่มปริมาณขึ้นเป็นสินค้าส่วนหนึ่งของบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด ที่ขาดหายไปและเป็นลาภมิควรได้ที่จำเลยจะต้องคืนให้แก่บริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด โจทก์เห็นว่าสินค้าของบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด สูญหายไปจริง 85.03 เมตริกตัน ดังนั้น เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2549 โจทก์จึงชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด โดยคิดคำนวณหักความเสียหายส่วนแรกร้อยละ 0.5 ของน้ำหนักสินค้าที่เอาประกันภัยไว้ตามกรมธรรม์หรือเท่ากับ 22 เมตริกตัน ออกโดยชดใช้ให้เพียง 65.03 เมตริกตัน เป็นเงิน 475,382.96 บาท กับมีนายชวการ ผู้จัดการแผนกสินค้าของบริษัทอินเตอร์เทค เทสติ้ง เซอร์วิสเซส (ไทยแลนด์) จำกัด เบิกความว่า บริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด ว่าจ้างให้บริษัทอินเตอร์เทค เทสติ้ง เซอร์วิสเซส (ไทยแลนด์) จำกัด สำรวจและควบคุมการขนถ่ายสินค้าพิพาท โดยวันเกิดเหตุพยานมอบหมายให้นายสมเกียรติ เป็นผู้สำรวจและควบคุมการขนถ่ายสินค้า ขณะที่ขนถ่ายสินค้าจนใกล้จะถึงแผ่นพลาสติกที่กั้นสินค้าของบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด กับจำเลย พนักงานของบริษัทอินเตอร์เทค เทสติ้ง เซอร์วิสเซส (ไทยแลนด์) จำกัด แนะนำคนงานขนถ่ายว่าไม่ให้ใช้ก้ามปูเหล็กและรถแทรกเตอร์เป็นอุปกรณ์ในการขนถ่ายสินค้าเพราะอาจทำให้แผ่นพลาสติกฉีกขาดได้ แต่คนงานยังคงใช้อุปกรณ์ดังกล่าวขนถ่ายสินค้าต่อไป ทำให้ก้ามปูเหล็กเกี่ยวถูกแผ่นพลาสติกขาดหลายช่องและสินค้าของบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด ที่เหลือปะปนไปกับสินค้าของจำเลย การขนถ่ายสินค้าส่วนที่เหลือของบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด จึงกะประมาณกันเอาเอง โดยถือแนวแผ่นพลาสติกที่ยังคงเหลืออยู่เป็นประมาณ เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่า สินค้าข้าวสาลีขาวพิพาทที่บรรทุกในระวางเรือหมายเลข 5 มีเพียงสินค้าของบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด กับของจำเลย และตามใบตราส่งก็ระบุว่าสินค้าของแต่ละฝ่ายมีน้ำหนัก 4,400 เมตริกตัน เท่ากัน และการฉีกขาดของแผ่นพลาสติกที่คั่นสินค้าแต่ละฝ่ายเกิดขึ้นในขณะที่ยังขนถ่ายสินค้าของบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด ออกจากระวางเรือไม่เสร็จสิ้น การที่จำเลยขนถ่ายสินค้าส่วนที่เหลือในระวางเรือไปทั้งหมด และจำเลยได้รับสินค้าเกินกว่าที่ระบุในใบตราส่งไป 60.24 เมตริกตัน เชื่อว่าสินค้าของบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด ได้ปะปนไปกับสินค้าที่จำเลยได้รับไป พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้มาซึ่งสินค้าข้าวสาลีขาว 60.24 เมตริกตัน ของบริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้บริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด เสียเปรียบ บริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนสินค้าจำนวนดังกล่าวได้ในฐานเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับการสูญหายของสินค้าดังกล่าวให้แก่บริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด ไปแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของบริษัทดังกล่าวมาเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ จำเลยจึงต้องคืนสินค้าข้าวสาลีขาว 60.24 เมตริกตัน แก่โจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า หากคืนสินค้าข้าวสาลีขาวให้แก่โจทก์ไม่ได้จำเลยต้องใช้ราคาเพียงใด ซึ่งปัญหานี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความได้สืบพยานกันมาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยก่อน เห็นว่า แม้โจทก์จะนำสืบว่าโจทก์ได้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด ไปเป็นเงิน 470,315.31 บาท ก็ตาม แต่ค่าสินไหมทดแทนจำนวนนี้ได้คิดคำนวณราคาจากสินค้าที่สูญหายไป 65.03 เมตริกตัน เมื่อจำเลยได้รับสินค้าของบริษัทบางกอก ฟลาวมิลล์ จำกัด ไว้เพียง 60.24 เมตริกตัน หากจำเลยไม่สามารถคืนสินค้าจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ จำเลยก็ต้องรับผิดใช้ราคาแทนโดยคำนวณราคาจากสินค้า 60.24 เมตริกตัน เท่านั้น ซึ่งได้ความจากทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยไม่นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่าสินค้าข้าวสาลีขาวพิพาทมีราคาเมตริกตันละ 161 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น หากจำเลยไม่อาจคืนสินค้าข้าวสาลีขาวพิพาทจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ จำเลยต้องใช้ราคาแทนเป็นเงิน 9,698.64 ดอลลาร์สหรัฐ

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในกรณีที่ต้องมีการใช้ราคาแทนหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่จำเลยรับสินค้ามีการขนถ่ายขึ้นจากเรือซากาเซียส ไนกี้ ลงเรือลำเลียง ยังไม่มีการตรวจสอบปริมาณหรือน้ำหนักของสินค้า อันถือได้ว่า จำเลยได้รับสินค้าพิพาทไว้โดยสุจริต และการครอบครองสินค้าพิพาทของจำเลยก่อนมีการทวงถามให้คืนเป็นไปโดยสุจริตตลอดมา แต่เมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนสินค้าโดยอ้างสิทธิเหนือสินค้าพิพาทแล้ว จำเลยจึงตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่ถูกเรียกคืนนั้น และตกเป็นผู้ผิดนัดซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนสินค้าพิพาทและจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 ครบกำหนด 7 วัน ที่จำเลยต้องคืนสินค้าในวันที่ 5 มิถุนายน 2549 แล้วจำเลยยังเพิกเฉย จึงถือว่าจำเลยผิดนัดและต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2549

พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนสินค้าข้าวสาลีขาวพิพาท 60.24 เมตริกตัน แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 9,698.64 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จและหากจำเลยจะชำระเป็นเงินไทย ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นนั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถือว่าอัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ ทั้งนี้ สำหรับดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 12 กรกฎาคม 2549) ต้องไม่เกิน 10,778.21 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 ม. 204 ม. 224 ม. 406
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเคอรี่ ฟลาวมิลล์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวอัญชลี อนันต์โท
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9450/2554
#518423
เปิดฉบับเต็ม

คดีเป็นเรื่องการขนส่งสินค้าทางทะเลระบบตู้คอนเทนเนอร์แบบ FCL/FCL หรือ CY/CY (SOC) โดยผู้ส่งจะเป็นผู้บรรจุสินค้าพิพาทเข้าตู้คอนเทนเนอร์ของตนที่สถานที่ของผู้ส่ง ปิดตู้ผนึกดวงตราแล้วนำตู้คอนเทนเนอร์ไปส่งมอบให้แก่ผู้ขนส่งที่ท่าเรือต้นทาง ผู้ส่งจึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการเลือกตู้คอนเทนเนอร์ให้เหมาะสมกับลักษณะและสภาพของสินค้า ทั้งยังต้องจัดบรรจุสินค้าพิพาทเข้าตู้คอนเทนเนอร์อย่างเหมาะสมแก่การขนส่งทางทะเล โดยเฉพาะกรณีเป็นการขนส่งสินค้าจากท่าเรือผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นระยะทางกว่า 6,000 ไมล์ ซึ่งอาจต้องเผชิญกับพายุและคลื่นลมรุนแรงในทะเลอันเป็นภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดาแก่เรือเดินทะเล

สินค้าพิพาทเป็นลูกกลิ้งทำด้วยเหล็กเป็นส่วนประกอบหลัก มีน้ำหนักมาก โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเชือกไนล่อนรับแรงดึงสูงที่ใช้ผูกรัดสินค้าสามารถรับน้ำหนักได้เท่ากับน้ำหนักของลูกกลิ้งหรือไม่ แต่เชื่อว่าไม่สามารถรับน้ำหนักหรือรับแรงดึงสูงเทียบเท่ากับลวดสลิงหรือโซ่ได้ เมื่อพิจารณาถึงเชือกไนล่อนที่นำมาใช้รัดยึดโยงลูกกลิ้งตามรูปถ่ายแล้ว เชื่อว่าไม่สามารถรัดตรึงลูกกลิ้งดังกล่าวมิให้เคลื่อนไหวได้ เมื่อพบกับสภาพแห่งท้องทะเลที่มีพายุและคลื่นลมที่รุนแรง ส่วนการที่ตู้คอนแทนเนอร์อีกหลายตู้ในเรือไม่ได้รับความเสียหายทั้งที่บรรจุสินค้าลูกกลิ้งลักษณะเดียวกับที่เกิดความเสียหาย ก็ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่าการจัดบรรจุสินค้าพิพาทในตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดเหมาะสมแก่สภาพและลักษณะของสินค้าแล้ว นอกจากนี้ ตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้บรรจุสินค้าพิพาทเป็นตู้ใช้แล้วที่มีการซื้อมาเพื่อใช้ในการขนส่งสินค้าพิพาทโดยเฉพาะ และเป็นตู้แบบใช้งานทั่วไป ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับสินค้าซึ่งมีลักษณะพิเศษเช่นสินค้าพิพาท เมื่อพิจารณาถึงลักษณะความเสียหายของตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าพิพาทที่ได้รับความเสียหายพบว่า ตู้ส่วนใหญ่ผนังฉีกขาดทะลุเป็นรู บางตู้พื้นยุบเป็นช่องเนื่องจากถูกลูกกลิ้งที่บรรจุอยู่ภายในหลุดจากตำแหน่งกระแทกและลูกกลิ้งบางลูกทะลุหลุดออกจากตู้คอนเทนเนอร์ ตู้คอนเทนเนอร์ที่เสียหายทั้งหมดมีลักษณะเป็นสนิมอยู่ทั่วไป ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์ฉีดขาดและทะลุเป็นรูได้ง่าย การที่ฝ่ายผู้ส่งของจัดหาตู้คอนเทนเนอร์มาใช้บรรจุสินค้าพิพาทถึง 159 ตู้ โดยการซื้อตู้คอนเทนเนอร์ใช้แล้วมาใช้เพื่อการขนส่งสินค้าพิพาทโดยเฉพาะซึ่งต้องซื้อจากผู้ประกอบกิจการขนส่งระบบตู้คอนเทนเนอร์หลายราย และการที่ผู้ประกอบกิจการขนส่งจะขายตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งตนจำเป็นต้องใช้ในการขนส่งสินค้าประจำในราคาถูกนั้น ย่อมหมายความว่าตู้คอนเทนเนอร์นั้นใช้งานมานานจนใกล้หมดอายุการใช้งานหรือหมดอายุการใช้งานไปแล้ว จึงมีเหตุผลที่เป็นไปได้ว่า ตู้คอนเทนเนอร์ที่เสียหายมีสภาพเก่า ไม่มั่นคงแข็งแรงพอที่จะบรรจุสินค้าพิพาท ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นเพราะความผิดของผู้ส่งของที่นำตู้คอนเทนเนอร์ที่ไม่มั่นคงแข็งแรง และไม่เหมาะสมแก่สภาพของสินค้าพิพาทมาใช้บรรจุสินค้าพิพาท และการบรรจุผูกรัดสินค้าพิพาทภายในตู้คอนเทนเนอร์ไม่มั่นคงแข็งแรงไม่เหมาะสมกับลักษณะและสภาพของสินค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 84,517,924.52 บาท และ 119,338.83 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 79,425,958.93 บาท และ 112,149 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 15,858,178.80 บาท และจำนวน 109,149 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 8 มีนาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นเรื่องการขนส่งสินค้าทางทะเลระบบตู้คอนเทนเนอร์แบบ FCL/FCL หรือ CY/CY (SOC) โดยที่ต้นทางผู้ส่งจะเป็นผู้บรรจุสินค้าพิพาทเข้าตู้คอนเทนเนอร์ของตนที่สถานที่ของผู้ส่งปิดตู้ผนึกดวงตราแล้วนำตู้คอนเทนเนอร์ไปส่งมอบให้แก่ผู้ขนส่งที่ท่าเรือต้นทาง ดังนั้นผู้ส่งจึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการเลือกตู้คอนเทนเนอร์ให้เหมาะสมกับลักษณะและสภาพของสินค้า ทั้งยังต้องจัดบรรจุสินค้าพิพาทเข้าตู้คอนเทนเนอร์อย่างเหมาะสมแก่การขนส่งทางทะเล โดยเฉพาะกรณีเป็นการขนส่งสินค้าจากท่าเรือเมืองโอ๊คแลนด์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แล่นผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกมายังท่าเรือไทจุง ดินแดนไต้หวัน เป็นระยะทางกว่า 6,000 ไมล์ ซึ่งอาจต้องเผชิญกับพายุคลื่นสูงและลมรุนแรง และข้อเท็จจริงก็ได้ความว่า เรือ WAN HAI 263 และเรือ WAN HAI 262 ที่เกิดเหตุในระหว่างวันที่ 26 และ 27 ตุลาคม 2545 ได้เผชิญกับพายุรุนแรง ทะเลมีคลื่นสูงถึง 7 และ 8 เมตร ทำให้เรือโคลงมาก น้ำทะเลถูกพัดขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือตลอดเวลา แต่เรือ WAN HAI 263 และเรือ WAN HAI 262 ก็ได้แล่นถึงท่าเรือไทจุงในวันที่ 5 และวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 ตามลำดับ ขณะเกิดเหตุเรือ WAN HAI 263 บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 739 ตู้ โดยเป็นตู้คอนเทนเนอร์เปล่า 694 ตู้ และตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้า 45 ตู้ รวมทั้งตู้ที่บรรจุสินค้าพิพาทจำนวน 4 ตู้ ด้วย ส่วนเรือ WAN HAI 262 บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าจำนวน 829 ตู้ โดยรวมตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าพิพาทด้วยจำนวน 50 ตู้ ซึ่งถูกจัดวางไว้ในระวางการบรรทุกแตกต่างกันมีทั้งในระวางเรือและบนปากระวางเรือ เมื่อเรือทั้งสองลำเข้าเทียบท่าเรือไทจุง ปรากฏว่าตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าพิพาททั้ง 4 ตู้ บนเรือ WAN HAI 263 และตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าพิพาทจำนวน 24 ตู้ บนเรือ WAN HAI 262 ได้รับความเสียหาย เนื่องจากสินค้าพิพาทที่บรรจุอยู่ภายในตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าว เคลื่อนตัวหลุดจากตำแหน่งกระแทกตู้คอนเทนเนอร์ เป็นเหตุให้ตู้คอนเทนเนอร์รวม 28 ตู้ ดังกล่าวได้รับความเสียหาย ฉีก ขาด ทะลุเป็นรู และมีสินค้าพิพาทบางส่วนหลุดทะลุออกจากตู้หล่นกระแทกกับตู้คอนเทนเนอร์อื่นที่อยู่ใกล้เคียงและอุปกรณ์เรือบางส่วนได้รับความเสียหาย โดยข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้นำสืบหักล้างฟังได้ว่า สินค้าพิพาทที่บรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ที่เหลือ รวมทั้งตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้ารายอื่นที่บรรทุกมากับเรือทั้งสองลำไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด และตู้คอนเทนเนอร์ทุกตู้บนเรือทั้งสองลำยังถูกผูกรัดอยู่บนระวางการบรรทุกของเรือ ไม่มีตู้คอนเทนเนอร์ใดหลุดหรือตกจากระวางการบรรทุก รวมทั้งไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ตัวเรือและอุปกรณ์เรือทั้งสองลำ อันเนื่องจากเรือได้ผจญกับพายุและคลื่นลมแรงดังกล่าวแต่อย่างใด อันเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าพายุและคลื่นลมรุนแรงในทะเลเป็นภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดาแก่เรือเดินทะเล ซึ่งผู้ที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการเดินเรือในทะเลพึงคาดหมายได้อยู่แล้ว

สมควรหยิบยกปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า ความเสียหายของสินค้าพิพาทตามฟ้องเกิดขึ้นจากความผิดของผู้ส่งของหรือไม่ เห็นว่า สินค้าพิพาทที่บรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ที่เสียหายทั้ง 28 ตู้ นั้น เป็นสินค้าประเภทลูกกลิ้งทำด้วยเหล็กเป็นส่วนประกอบหลัก จึงมีน้ำหนักมาก นายวงศ์หิรัญ พยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ว่า ลูกกลิ้งแต่ละลูกจะมีน้ำหนักประมาณ 10,000 กิโลกรัม ซึ่งจะบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ตู้ละ 2 ลูก ส่วนลูกกลิ้งที่มีน้ำหนักประมาณ 20,000 กิโลกรัม จะบรรจุเพียงลูกเดียวในหนึ่งตู้คอนเทนเนอร์ ลูกกลิ้งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ที่สุดคือ ขนาด 60 นิ้ว แต่ไม่ใช่ลูกกลิ้งที่มีขนาดน้ำหนักมากที่สุด เป็นลูกกลิ้งขนาด 60 นิ้ว การบรรจุลูกกลิ้งขนาดต่าง ๆ เข้าตู้คอนเทนเนอร์ดำเนินการโดยบริษัท Precision Industrial Constructors (PIC) ซึ่งเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญในการถอดประกอบเครื่องจักร รวมทั้งการจัดบรรจุชิ้นส่วนของเครื่องจักรเข้าตู้คอนเทนเนอร์เพื่อการขนส่งทางทะเล โดยโจทก์ได้ว่าจ้างนายโรเบิร์ต วิศวกรผู้เชี่ยวชาญให้กำกับดูแลการถอดชิ้นส่วนและการบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งนายโรเบิร์ต ได้จัดทำคู่มือในการขนย้าย เก็บรักษาและจัดบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ให้พนักงานของ PIC เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานดังกล่าว โดยเฉพาะในส่วนของการบรรจุลูกกลิ้งเข้าตู้คอนเทนเนอร์ มีข้อแนะนำว่า ลูกกลิ้งที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ต้องถูกรองรับบริเวณเพลาด้วยไม้หมอน ต้องรองรับลูกกลิ้งด้วยไม้หรือแผ่นวัสดุกันกระแทกอื่น ๆ และวางลูกกลิ้งให้อยู่กับที่โดยใช้ทั้งหมอนไม้และสายยึดโยงเพื่อกันการเลื่อนไหล หมอนไม้กันกระแทกที่เป็นรูปลิ่มหรือหมอนไม้กันกระแทกอย่างอื่นที่ต้องสัมผัสกับพื้นผิวของลูกกลิ้งโดยตรงต้องมีวัสดุรองกั้นอีกชั้นหนึ่ง และนายโรเบิร์ต ได้มาเป็นพยานโจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า ได้กำกับดูแลพนักงานของ PIC ในการบรรจุชิ้นส่วนเครื่องจักรเข้าตู้คอนเทนเนอร์ทุกตู้จนหมด การบรรจุและยึดโยงสินค้าพิพาทภายในตู้คอนเทนเนอร์ทุกตู้ได้ดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อการขนส่งทางทะเล และโจทก์มีนายดุลพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์ตกลงซื้อเครื่องจักรใช้แล้วและอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการผลิตกระดาษยี่ห้อ Beloit จากผู้ขายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาซื้อขายรวมค่าถอดแยกเครื่องจักรและบรรจุอุปกรณ์ชิ้นส่วนเครื่องจักรเข้าตู้คอนเทนเนอร์เพื่อการขนส่งทางทะเล ผู้ขายได้ว่าจ้างบริษัท PIC ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์ในการถอดแยกเครื่องจักรและบรรจุหีบห่อ โจทก์ได้ว่าจ้างนายโรเบิร์ต ไปกำกับดูแลการถอดชิ้นส่วนเครื่องจักร และการบรรจุชิ้นส่วนเข้าตู้คอนเทนเนอร์ ทั้งได้จัดส่งนายวงศ์หิรัญ วิศวกรของโจทก์เดินทางไปสังเกตการณ์การรื้อถอนถอดแยกรวมทั้งการบรรจุชิ้นส่วนเครื่องจักรเข้าตู้คอนเทนเนอร์ และนายวงศ์หิรัญเป็นพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า การจัดบรรจุชิ้นส่วนเครื่องจักรของ PIC ได้ดำเนินการอย่างเหมาะสมแล้วนั้น เมื่อพิเคราะห์รูปถ่ายการจัดบรรจุสินค้าพิพาท รวม 5 รูป แสดงให้เห็นภายในตู้คอนเทนเนอร์ที่มีการบรรจุลูกกลิ้งขนาดใหญ่ ตู้ละ 1 ลูก ลูกกลิ้งถูกวางรองรับบริเวณเพลาหัวท้ายด้วยหมอนไม้เซาะเป็นร่องพอดีกับขนาดของเพลา หมอนไม้ดังกล่าวทำด้วยไม้เนื้ออ่อน หนาพอประมาณ แต่หมอนไม้ดังกล่าวไม่ได้มีความยาวตลอดความกว้างของตู้คอนเทนเนอร์ เพียงแต่กว้างกว่าตัวลูกกลิ้งเล็กน้อย และถูกตอกยึดติดกับพื้นตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งเป็นพื้นไม้ปูทับอยู่บนพื้นเหล็กของตู้คอนเทนเนอร์ และตามรูปที่ 2 และ 3 ของรูปถ่าย จะเห็นว่าลูกกลิ้งเหล็กที่วางบนหมอนไม้ยึดติดกับพื้นตู้คอนเทนเนอร์นั้น มีเชือกไนล่อนลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ หนาประมาณครึ่งเซนติเมตร กว้างประมาณ 2 ถึง 3 เซนติเมตร ปลายทั้งสองข้างยึดโยงกับห่วงที่อยู่ติดกับพื้นตู้ส่วนที่ติดผนังด้านข้างทั้งสองด้านรัดตัวลูกกลิ้งเป็นระยะตลอดความยาวของลูกกลิ้ง เพื่อยึดโยงลูกกลิ้งไม่ให้ยกตัวขึ้นจากหมอนไม้ ซึ่งนายโรเบิร์ต ยืนยันว่าเชือกไนล่อนที่ใช้ยึดโยงลูกกลิ้งเป็นเชือกไนล่อนชนิดรับแรงดึงสูง เพียงพอและเหมาะสมต่อการยึดโยงลูกกลิ้งดังกล่าว แต่นายเลสสี่ ผู้จัดการฝ่ายการขายของบริษัทเมทโซ่ เปเปอร์ (ประเทศไทย) จำกัด พยานโจทก์ ซึ่งจบการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้าชั้นปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์ เวลล์ ประเทศออสเตรเลีย ทำงานกับบริษัทเมทโซ่ เปเปอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มาประมาณ 2 ปี โดยเริ่มทำงานจากกลุ่มบริการลูกค้าส่วนของลูกกลิ้งของเครื่องจักรผลิตกระดาษ นับว่าเป็นผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการซ่อมและเคลื่อนย้ายลูกกลิ้ง เบิกความว่าในกรณีการบรรจุลูกกลิ้งเข้าตู้คอนเทนเนอร์เพื่อส่งให้แก่ลูกค้าต่างประเทศ ต้องมีการบรรจุที่แข็งแรงโดยการนำลูกกลิ้งไปวางบนเพลาของลูกกลิ้งโดยมีฐานหรือขารองรับเพลาของลูกกลิ้งหรือตัวลูกกลิ้ง ฐานลูกกลิ้งโดยปกติจะใช้เหล็กหรือหมอนไม้ขนาดสูงเพื่อรองรับเพลา หมอนไม้ต้องจัดให้ได้ระดับความชัน 60 องศา เพื่อรองรับลูกกลิ้งป้องกันมิให้ลูกกลิ้งกลิ้งออกจากฐาน จากนั้นใช้ลวด โซ่หรือสลิงรัดที่ตัวลูกกลิ้ง ยึดไว้กับตู้คอนเทนเนอร์เพื่อป้องกันการเคลื่อนตัว ซึ่งปกติตู้คอนเทนเนอร์มีห่วงสำหรับล็อกคล้องโซ่อยู่แล้ว การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามคู่มือเอกสาร ซึ่งเป็นมาตรฐานของบริษัทและใช้กันทั่วโลก เจือสมกับคำเบิกความของนายชัยทรามณี กรรมการผู้จัดการบริษัทซีเจเอ มารีน เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด พยานจำเลยที่ 1 ซึ่งมีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับการตรวจสอบลักษณะการบรรจุและผูกรัดสินค้าเพื่อการขนส่งทางทะเลและทางอื่นมานานถึง 17 ปี ที่เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า วัสดุที่เหมาะสมที่จะนำมาผูกรัดสินค้าพิพาทคือลวดสลิง ต้องนำลวดสลิงมาผูกมัดรอบตัวสินค้าพิพาทแล้วนำปลายลวดไปผูกยึดไว้อีกด้านหนึ่ง โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเชือกไนล่อนรับแรงดึงสูงที่ใช้ผูกรัดสินค้าพิพาทนั้นสามารถรับน้ำหนักได้เพียงใด เท่ากับน้ำหนักของลูกกลิ้งหรือไม่ แต่เชื่อว่าคงไม่สามารถรับน้ำหนักหรือรับแรงดึงสูงเทียบเท่ากับลวดสลิงหรือโซ่ได้ แม้แต่ลวดสลิงหรือโซ่ก็ต้องพิจารณาถึงขนาดว่าสามารถรับน้ำหนักของลูกกลิ้งที่ถูกรัดตรึงนั้นได้หรือไม่ ถ้ามีขนาดเล็กเกินไปก็ไม่อาจนำมาใช้ยึดโยงลูกกลิ้งที่มีน้ำหนักมาก ๆ เพื่อไม่ให้ลูกกลิ้งเคลื่อนไหวได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงเชือกไนล่อนที่นำมาใช้รัดยึดโยงลูกกลิ้งตามรูปถ่ายแล้ว เชื่อได้ว่าไม่สามารถรัดตรึงลูกกลิ้งที่ปรากฏในรูปภาพดังกล่าวมิให้เคลื่อนไหวได้ ดังปรากฏจากคำเบิกความของนายหวาง ผู้ตรวจสอบความเสียหายของสินค้าพิพาทและตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าพิพาทที่ท่าเรือไทจุง พยานจำเลยที่ 1 ประกอบรูปถ่าย น่าจะยังไม่เพียงพอที่จะยึดโยงลูกกลิ้งที่มีน้ำหนักมากเคลื่อนหลุดจากฐานจากการโคลง การโยนตัวและเหวี่ยงตัวของเรือทั้งสองลำ เมื่อพบกับสภาพแห่งท้องทะเลที่มีพายุและคลื่นลมที่รุนแรง ซึ่งนายโรเบิร์ต ก็เบิกความยอมรับว่า หากเรือถูกเหวี่ยงขึ้นลงอย่างรุนแรงเกินปกติ อุปกรณ์ที่บรรจุอยู่ภายในตู้คอนเทนเนอร์อาจหลุดเลื่อนเคลื่อนออกจากกันได้ หรือกรณีที่ตู้คอนเทนเนอร์ไม่สามารถตั้งอยู่ในแนวราบตามปกติ แต่อยู่สภาพเทเอียงมากและถูกกระแทกไปมาหลายครั้ง ก็อาจทำให้หมอนไม้และเชือกไนล่อนหลุดออกจากตำแหน่งที่ยึดโยงไว้ได้ ส่วนการที่มีตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าพิพาทอีกหลายตู้ในเรือ WAN HAI 262 ไม่ได้รับความเสียหายทั้งที่บรรจุสินค้าพิพาทประเภทลูกกลิ้งลักษณะเดียวกับที่เกิดความเสียหาย ก็ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่าการจัดบรรจุสินค้าพิพาทในตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดเหมาะสมแก่สภาพและลักษณะของสินค้าแล้ว อาจขึ้นอยู่กับตู้คอนเทนเนอร์ที่ไม่ได้รับความเสียหายบางส่วนถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งบริเวณกลางลำเรือ จึงอาจไม่ได้รับการเหวี่ยงกระแทกที่รุนแรง ทั้งสินค้าพิพาทอาจมีขนาดและน้ำหนักไม่มากก็เป็นได้ นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังได้ความว่าตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้บรรจุสินค้าพิพาทจำนวน 159 ตู้ นั้น เป็นตู้คอนเทนเนอร์ใช้แล้วที่มีการซื้อมาเพื่อใช้ในการขนส่งสินค้าพิพาทโดยเฉพาะ นายชัยทรามณี พยานจำเลยที่ 1 เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกใช้ตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าว่า ตู้คอนเทนเนอร์ที่นำมาใช้บรรจุสินค้าพิพาทเป็นตู้คอนเทนเนอร์แบบใช้งานทั่วไป เหมาะสำหรับบรรจุสินค้าทั่ว ๆ ไป แต่ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับสินค้าซึ่งมีลักษณะพิเศษ เช่น สินค้าที่มีน้ำหนักมาก(Heavy Cargo) และมีลักษณะทำด้วยเหล็กเป็นแท่งกลมยาวขนาดใหญ่อย่างสินค้าพิพาทจากลักษณะของตู้คอนเทนเนอร์ประเภทใช้งานทั่วไป โครงสร้างของตู้จะทำด้วยเหล็กมีคานรอบตู้สูงประมาณ 5 นิ้ว มีคานรองรับพื้นตู้เป็นเหล็กรูปตัวยู หนาประมาณ 3 มิลลิเมตร ขนาด 3 คูณ 4 นิ้ว จำนวน 28 ตัว หากนำสินค้าประเภทมีน้ำหนักมากมาบรรทุก เมื่อสินค้ามีการเคลื่อนตัว พื้นตู้อาจหักและเกิดความเสียหายได้ง่าย นอกจากนี้พื้นตู้ยังปูด้วยไม้อัด หนาประมาณ 2.5 เซนติเมตร หากนำตะปูหรือวัสดุอื่นไปตอกยึดระหว่างไม้รองสินค้ากับพื้นตู้ พื้นไม้อาจฉีกขาดได้ง่าย ส่งผลให้ไม้รองเคลื่อนตัว และบริเวณพื้นตู้มีจุดผูกรัดข้างละ 8 จุด แต่ละจุดสามารถรับแรงยึดได้ประมาณ 1.5 ตัน ดังนั้น จึงสามารถทำการผูกรัดสินค้าเฉพาะจุดดังกล่าวเท่านั้น จึงอาจไม่เพียงพอที่จะเหนี่ยวยึดลูกกลิ้งที่มีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ๆ ได้ และเมื่อพิจารณาถึงลักษณะความเสียหายของตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าพิพาทชนิดลูกกลิ้งทั้ง 28 ตู้ ที่ได้รับความเสียหายจาก คำเบิกความของนายหวาง ประกอบรูปถ่ายและภาพที่บันทึกไว้ในแผ่นซีดีพบว่า ตู้คอนเทนเนอร์ส่วนใหญ่ ผนังตู้ฉีกขาดทะลุเป็นรู บางตู้พื้นตู้ยุบเป็นช่องเนื่องจากถูกลูกกลิ้งที่บรรจุอยู่ภายในหลุดจากตำแหน่งกระแทกและลูกกลิ้งบางลูกทะลุหลุดออกจากตู้คอนเทนเนอร์ ตู้คอนเทนเนอร์ที่เสียหายทั้งหมดมีลักษณะเป็นสนิมอยู่ทั่วไป ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์ฉีกขาดและทะลุเป็นรูได้ง่าย การที่ฝ่ายผู้ส่งของจัดหาตู้คอนเทนเนอร์มาใช้บรรจุสินค้าพิพาท จำนวนถึง 159 ตู้ โดยการซื้อตู้คอนเทนเนอร์ใช้แล้วมาใช้เพื่อการขนส่งสินค้าพิพาทโดยเฉพาะซึ่งต้องซื้อจากผู้ประกอบกิจการขนส่งระบบตู้คอนเทนเนอร์หลายราย และการที่ผู้ประกอบกิจการขนส่งจะขายตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งตนจำเป็นต้องใช้ในการขนส่งสินค้าประจำในราคาถูกนั้น ย่อมหมายความว่าตู้คอนเทนเนอร์นั้นใช้งานมานานจนใกล้หมดอายุการใช้งานหรือหมดอายุการใช้งานไปแล้ว ดังนั้น จึงมีเหตุผลที่เป็นไปได้ว่า ตู้คอนเทนเนอร์ที่เสียหายทั้ง 28 ตู้ มีสภาพเก่า ไม่มั่นคงแข็งแรงพอที่จะบรรจุสินค้าพิพาทประเภทลูกกลิ้งที่มีน้ำหนักมาก และมีความอ่อนไหวต่อการเคลื่อนตัวเป็นพิเศษ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่นำสืบมามีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟังได้ยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นเพราะความผิดของผู้ส่งของที่นำตู้คอนเทนเนอร์ที่ไม่มั่นคงแข็งแรง และไม่เหมาะสมแก่สภาพของสินค้าพิพาทมาใช้บรรจุสินค้าพิพาทซึ่งเป็นสินค้าที่มีลักษณะพิเศษและมีน้ำหนักมาก และการบรรจุผูกรัดสินค้าพิพาทภายในตู้คอนเทนเนอร์ไม่มั่นคงแข็งแรงและไม่เหมาะสมกับลักษณะและสภาพของสินค้า จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งจึงไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายของสินค้าพิพาท ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นเพราะความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยสินค้าพิพาทต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้ทำสัญญาประกันภัยแบบเปิด (Marine Open Cover) สำหรับสินค้าของโจทก์ที่จะมีการขนส่งจากต่างประเทศมายังประเทศไทยไว้กับจำเลยที่ 2 และความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย แต่ตามสัญญาประกันภัย ซึ่งท้ายสัญญาประกันภัยดังกล่าวได้ระบุข้อกำหนดและเงื่อนไขการให้ความคุ้มครองแก่สินค้าของโจทก์ รวมทั้งได้ระบุถึงข้อยกเว้นที่กรมธรรม์ประกันภัยนี้จะไม่ให้ความคุ้มครองไม่ว่าการประกันภัยนั้นจะมีเงื่อนไขความคุ้มครองแบบ Clause A หรือ Clause C ก็ตาม ในข้อ 4.3 ว่า ความเสียหายที่มีสาเหตุมาจากการตระเตรียมหรือการหีบห่อวัตถุที่เอาประกันภัยอย่างไม่เหมาะสมหรือไม่เพียงพอ ซึ่งรวมถึงการบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ความเสียหายของสินค้าพิพาทมีสาเหตุมาจากการบรรจุสินค้าพิพาทเข้าตู้คอนเทนเนอร์และการผูกรัดสินค้าพิพาทอย่างไม่เหมาะสม จึงเข้าข้อยกเว้นที่จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดตามข้อกำหนดการให้ความคุ้มครองสินค้าที่เอาประกันภัยดังกล่าว กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์ได้เปลี่ยนเงื่อนไขความคุ้มครองสินค้าพิพาทตามเงื่อนไขแบบ Clause A แล้วหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 52 (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปัญจพล ไฟเบอร์ คอนเทนเนอร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทวันไฮไลนส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9435/2554
#513665
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกาซึ่งคู่ความนำสืบกล่าวอ้างรับกันว่ามีการดำเนินคดีดังกล่าวจนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษานั้น ย่อมต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวได้ โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์และเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม และยังได้รับโอนสิทธิผลงานอุลตร้าแมนตามข้อตกลงมอบสิทธิ แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวที่โจทก์กล่าวอ้างเพื่ออาศัยเป็นเหตุฟ้องจำเลยทั้งสองได้ยุติไปตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกาว่า โจทก์มิใช่ผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนตั้งแต่เริ่มแรก และข้อตกลงมอบสิทธิเป็นเอกสารปลอมทั้งฉบับ กรณีย่อมต้องถือว่าโจทก์อ้างสิทธิโดยแอบอ้างการเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์และใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย และไม่มีอำนาจฟ้องมาตั้งแต่แรก แม้ข้อเท็จจริงนี้จะปรากฏขึ้นในชั้นพิจารณาของศาลฎีกา แต่เรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้างมาตั้งแต่ต้น ศาลฎีกาก็เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 326 และให้จำเลยทั้งสองโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่วางจำหน่ายในประเทศไทยต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาดังกล่าว

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 10,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ลงโทษจำคุกมีกำหนด 3 เดือน และปรับเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ บริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด นิติบุคคลสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งจำเลยทั้งสองนำสืบว่า เป็นผู้มอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนของบริษัทดังกล่าวในประเทศไทยกับโจทก์ มีคดีความพิพาทกันในศาลทั้งที่ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย เกี่ยวกับสิทธิในผลงานอุลตร้าแมนในประเทศไทย บริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวกรวม 4 คน เป็นจำเลยโดยโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้รับผิดทั้งในทางแพ่งและทางอาญา กล่าวหาว่าโจทก์กับพวกละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนของตน โจทก์ให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากบริษัทดังกล่าว โดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในผลงานอุลตร้าแมนที่พิพาทกันตามข้อตกลงมอบสิทธซึ่งบริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด อ้างว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม วันที่ 4 เมษายน 2543 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อตกลงมอบสิทธิว่าเป็นสัญญาที่นายโนโบรุ ซึบูราญ่า กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด ทำให้แก่โจทก์จริง ไม่ได้เป็นเอกสารปลอม โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิตามที่ระบุไว้ทุกประการ พิพากษายกฟ้องบริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา กับให้บริษัทดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งแก่โจทก์เป็นเงิน 12,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย บริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด และโจทก์ต่างอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวต่อศาลฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาในคดีดังกล่าวก็เกิดเหตุคดีนี้ขึ้น และระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาในคดีนี้ ศาลฎีกาในคดีหลักดังกล่าวได้มีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7457/2550 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2550ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 วินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ยุติในคดีดังกล่าว 2 ประการว่า ประการแรก บริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด เป็นผู้สร้างสรรค์งานภาพยนตร์และงานศิลปประยุกต์อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ และนำออกโฆษณาเผยแพร่เป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นในปี 2509 และในปีอื่น ๆ ในประเทศญี่ปุ่นสืบเนื่องกันมา บริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนตามฟ้อง ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทย เพราะประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นต่างก็เป็นภาคีของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์อนุสัญญาเดียวกันและขณะเกิดเหตุคดีดังกล่าวยังอยู่ในอายุการคุ้มครองสิทธิ โจทก์ (จำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว) ไม่ได้ลงทุนลงแรงหรือมีส่วนร่วมทำหรือร่วมก่อให้เกิดผลงานอุลตร้าแมน คดีจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ร่วมกับบริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนตั้งแต่เริ่มแรก และประการที่สอง สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นเอกสารปลอมทั้งฉบับ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะแสวงหาประโยชน์ใด ๆ จากผลงานอุลตร้าแมนตามเอกสารฉบับนี้ได้ เห็นว่า เนื่องจากเป็นคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกา ซึ่งคู่ความนำสืบกล่าวอ้างรับกันว่ามีการดำเนินคดีดังกล่าวจนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษานั้น ย่อมต้องฟังข้อเท็จจริงทั้งสองประการเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวได้ โจทก์ฟ้องคดีนี้ว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์และเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนี่ยม และได้เผยแพร่โฆษณางานดังกล่าวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2544 ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน และโจทก์นำสืบว่า นอกจากโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนร่วมกับบริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด แล้ว โจทก์ยังได้รับโอนสิทธิผลงานอุลตร้าแมนทั่วโลก ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น จากบริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด โดยไม่จำกัดเวลาตามข้อตกลงมอบสิทธิ จากบริษัทดังกล่าวอีกด้วย แต่ข้อเท็จจริงทั้งสองประการดังกล่าวที่โจทก์กล่าวอ้างเพื่ออาศัยเป็นเหตุฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้ยุติไปตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกาตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วว่า โจทก์มิใช่ผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนตั้งแต่เริ่มแรก และข้อตกลงมอบสิทธิ เอกสารปลอมทั้งฉบับ กรณีย่อมต้องถือว่าโจทก์อ้างสิทธิโดยแอบอ้างการเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์และใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย และไม่มีอำนาจฟ้องมาตั้งแต่แรก ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงนี้จะปรากฏขึ้นในชั้นพิจารณาของศาลฎีกา แต่เรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้างมาตั้งแต่ต้น ศาลฎีกาก็เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในเนื้อหาตามที่โจทก์ฎีกาอีกว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์หรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทเพราะได้กระทำการโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม จึงได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมโพธิ แสงเดือนฉาย
จำเลย — บริษัทโพรลิงค์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายดุลโชค มนุญพร
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9430/2554
#513639
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ทำขึ้น ณ ที่ทำการของจำเลยซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดพล แม้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ โจทก์ก็เป็นเพียงผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ในอันที่จะบังคับชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมจากจำเลยแทนห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. เมื่อสัญญาที่เป็นมูลหนี้ให้เกิดการโอนสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้น ณ ที่ทำการของจำเลย และจำเลยปฏิเสธไม่ชำระหนี้ตามสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ มูลเหตุซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจึงเกิดขึ้น ณ ที่ทำการของจำเลย ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดพล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 278,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 264,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 256,500 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (18 สิงหาคม 2547) ให้ไม่เกิน 9 เดือน ตามขอกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยอายุความ คืนค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมาในชั้นนี้ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 512/5 - 6 หมู่ที่ 6 ถนนมะลิวัลย์ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2546 จำเลยว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด วิบูลย์วิศวกรรมก่อสร้าง ให้สร้างถนนและรางระบายน้ำ รวมเป็นเงิน 264,000 บาท โดยทำสัญญาว่าจ้างเลขที่ 12/2546, 13/2546 และ 14/2546 รวม 3 ฉบับ ณ ที่ทำการของจำเลย ตำบลลอมคอม อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 ห้างหุ้นส่วนจำกัด วิบูลย์วิศวกรรมก่อสร้างทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องค่าก่อสร้างตามสัญญาจ้างทั้งสามฉบับดังกล่าวให้แก่โจทก์ ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง และโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัดวิบูลย์วิศวกรรมก่อสร้างมีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องค่าก่อสร้างให้จำเลยทราบแล้ว เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดวิบูลย์วิศวกรรมก่อสร้าง ได้สร้างถนนและรางระบายน้ำแล้วเสร็จ โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอรับเงินค่าก่อสร้าง แต่จำเลยปฏิเสธ อ้างว่าได้จ่ายเงินค่าก่อสร้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด วิบูลย์วิศวกรรมก่อสร้างไปแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องทำที่สำนักงานโจทก์และเป็นสถานที่มูลคดีเกิดขึ้น เมื่อสำนักงานโจทก์อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องกล่าวอ้างว่ามูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจศาลชั้นต้น จึงมีปัญหาว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตอำนาจศาลใด เมื่อพิจารณาจากสัญญาจ้างทั้งสามฉบับที่ทำขึ้นระหว่างจำเลยกับห้างหุ้นส่วนจำกัด วิบูลย์วิศวกรรมก่อสร้าง ระบุว่าทำ ณ ที่ทำการของจำเลย ที่อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดพล แม้ห้างฯดังกล่าวทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องค่าก่อสร้างตามสัญญาจ้างทั้งสามฉบับให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ก็เป็นเพียงผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของห้างฯ ดังกล่าวในอันที่จะบังคับชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมจากจำเลยแทนห้างฯดังกล่าว เมื่อสัญญาที่เป็นมูลหนี้ให้เกิดการโอนสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้น ณ ที่ทำการของจำเลย และจำเลยปฏิเสธไม่จ่ายเงินค่าก่อสร้างให้แก่โจทก์ จึงถือว่า มูลเหตุซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง เกิดขึ้น ณ ที่ทำการของจำเลย ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดพล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอัลฟ่า คอนกรีต จำกัด
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลลอมคอม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9377/2554
#518409
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์แล้ว จึงต้องถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้นาย ช. และนาย ธ. ผู้ร้องทั้งสองเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 29 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 83 จำคุกคนละ 6 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2945/2547 ของศาลอาญา ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นายชิสาและนายชุษณะในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางฉลวยยื่นคำร้องว่า โจทก์ถึงแก่ความตายด้วยโรคติดเชื้อในกระแสโลหิต ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้สืบสันดานโดยเป็นบุตรของโจทก์และนางฉลวย และเป็นผู้จัดการมรดกของนางฉลวย ตามคำสั่งศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที 3938/2551 ผู้ร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างพลอากาศตรีสมิทธ ทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางฉลวย โจทก์ ผู้ตายต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองไม่ใช่ผู้สืบสันดานของโจทก์และไม่ใช่ผู้จัดการมรดกของนางฉลวย สิทธิการเป็นผู้เสียหายเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วให้รวบรวมถ้อยคำคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า โจทก์ผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นผู้สืบสันดานยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามคัดค้าน จึงอนุญาตให้ผู้ร้องทั้งสองเข้าเป็นผู้ดำเนินคดีต่างผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 ได้ตามขอ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์แล้ว จึงต้องถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้นายชิสา และนายชุษณะ ผู้ร้องทั้งสอง เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 196 ม. 225
ชื่อคู่ความ
พลอากาศตรีสมิทธ มะกรสาร
โจทก์ — ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางฉลวย มะกรสาร
จำเลย — นายสุขุม เชิดชื่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ
ศาลอุทธรณ์กลาง — นายปานนท์ กัจฉปานนท์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9345/2554
#520433
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2552 เวลา 9 นาฬิกา ถึงเวลา 16.30 นาฬิกา มีความหมายว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะออกนั่งพิจารณาคดีนี้ตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกา และพิจารณาคดีต่อเนื่องกันไปจนเสร็จการพิจารณา เมื่อคดีเสร็จการพิจารณาแล้วก็จะมีคำพิพากษาโดยเร็วต่อเนื่องกันไปเช่นกัน เมื่อจำเลยไม่มาศาลก่อนศาลเริ่มต้นสืบพยานโจทก์โดยจำเลยมิได้รับอนุญาตให้เลื่อนคดีจึงถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวจนเสร็จการพิจารณาและโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกหน้าสำนวนแสดงว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาให้โจทก์ฟังแล้ว ต่อมาเวลา 14 นาฬิกา ของวันเดียวกันทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีจึงเป็นการยื่นคำร้องหลังจากศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ประกอบ มาตรา 40 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.วิ.พ. จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้เสนอคำขอเลื่อนคดีต่อศาลก่อนหรือในวันนัดพิจารณา ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องเพราะล่วงเลยเวลานั้นจึงชอบแล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 204
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซี.ที.เอ. จำกัด
จำเลย — บริษัทฟูจิเอเซีย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา