คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11367/2554
#518459
เปิดฉบับเต็ม

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาคหรือศาลฎีกา ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสามคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ เมื่อคดีนี้มีผู้พิพากษาลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพียงสองคน จึงไม่ครบองค์คณะ ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางประคองและนางดารณี ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3225/2545 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารกองพันทหารม้าที่ 241 กรมทหารม้าที่ 4 กองกำลังผาเมือง จับกุมนางประคองพร้อมเมทแอมเฟตามีน 3,000 เม็ดและนางสำรีพร้อมเมทแอมเฟตามีน 2,800 เม็ด กล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จากการสืบสวนทราบว่านางประคองและผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้บุคคลทั้งสองเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่สายจึงจับกุมนางประคองและผู้คัดค้านที่ 1 โดยกล่าวหาว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมามีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด มีคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 และมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 2 รายการ ไว้ชั่วคราวเพื่อตรวจสอบ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินเห็นว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองรวม 9 รายการ เป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านทั้งสองได้มาหรือมีอยู่เกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจการอย่างอื่นโดยสุจริต โดยผู้คัดค้านทั้งสองไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์ ได้แก่ เงินฝากในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่สาย เลขที่บัญชี 398 - 0 - 45290 - 2 ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 เงินฝากในบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคารออมสิน สาขาแม่สาย เลขที่บัญชี 05 - 4004 - 20 - 044615 - 4 ชื่อบัญชีเด็กชายพัฒน์พงศ์รัตน์ เงินฝากในบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคารออมสิน สาขาแม่สาย เลขที่ 05 - 4004 - 20 - 044539 - 7 ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 เงินฝากในบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคารออมสิน สาขาแม่สาย เลขที่บัญชี 05 - 4004 - 20 - 047969 - 1 ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อเด็กหญิงน้ำหวาน เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาแม่สาย เลขที่บัญชี 331 - 1 - 08585 - 6 ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแม่สาย เลขที่บัญชี 176 - 2 - 20934 - 5 ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 10224 ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 8401 ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 25010 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย พร้อมสิ่งปลูกสร้างชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้คัดค้านที่ 2 ขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินรวม 9 รายการ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องคำค้านว่า ทรัพย์สินทั้ง 9 รายการ ตามคำร้องของผู้ร้อง ผู้คัดค้านทั้งสองได้มาจากการประกอบอาชีพโดยสุจริต โดยผู้คัดค้านที่ 1 มีอาชีพค้าขาย ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 มีอาชีพรับจ้างโดยมีรถยนต์โดยสารร่วมเดินรถกับบริษัทพัฒนกิจขนส่งเชียงรายเป็นเวลา 5 ปีเศษ ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ ทรัพย์สินตามคำร้องจึงไม่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบเงินฝากบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่สาย เลขที่บัญชี 398 - 0 - 45290 - 2 ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 เงินฝากบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคารออมสิน สาขาแม่สาย เลขที่บัญชี 05 - 4004 - 20 - 044615 - 4 ชื่อบัญชีเด็กชายพัฒน์พงศ์รัตน์พร้อมดอกเบี้ย เงินฝากบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคารออมสิน สาขาแม่สาย เลขที่บัญชี 05 - 4004 - 20 - 044539 - 7 ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 เงินฝากบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคารออมสิน สาขาแม่สาย เลขที่บัญชี 05 - 4004 - 20 - 047969 - 1 ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อเด็กหญิงน้ำหวาน เงินฝากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาแม่สาย เลขที่บัญชี 331 - 1 - 08585 - 6 ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 เงินฝากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกสิกรไทยจำกัด (มหาชน) สาขาแม่สาย เลขที่บัญชี 176 - 2 - 20934 - 5 ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยของเงินฝากในบัญชีดังกล่าว ที่ดินโฉนดเลขที่ 10224 ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 8401 ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้ากรรมสิทธิ์และที่ดินโฉนดเลขที่25010 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย พร้อมสิ่งปลูกสร้างชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29, 31

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องและคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 คดีนี้ มีผู้พิพากษาลงชื่อในคำพิพากษาเพียงสองคนโดยไม่ปรากฏว่ามีการจดแจ้งเหตุที่ผู้พิพากษาอีกคนหนึ่งไม่สามารถลงลายมือชื่อในคำพิพากษาได้ด้วยเหตุใด ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค หรือศาลฎีกา ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสามคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ เมื่อคดีนี้มีผู้พิพากษาลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพียงสองคน คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ครบองค์คณะ ไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาใหม่โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 27 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นางดารณี ศรีพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางนิภา ชูกิจทรัพย์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุรพล เอี่ยมอธิคม
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11351/2554
#520012
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 149 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 2 เม็ด คดีของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา ความผิดฐานนี้จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 145 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 149 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงกรรมเดียว มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นอีกกรรมหนึ่ง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษ จำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกรรมหนึ่งจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 83, 33 ริบเมทแอมเฟตามีนและเงิน 630 บาท ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 เพื่อให้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3, 86 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานสนับสนุนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี 16 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 16 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 26 เดือน 20 วัน ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานสนับสนุนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 คงมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก จำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนเงินจำนวน 630 บาท ให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บันทึกคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 เขียนเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิดมอบให้ไว้แก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ถูกทำขึ้นทันทีในขณะเกิดเหตุและหลังจากเกิดเหตุใหม่ ๆ โดยจำเลยที่ 2 ยังมิได้มีโอกาสคิดเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงหรือปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นให้ผิดไปจากความจริง ทั้งยังสอดคล้องกับบันทึกคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 มอบให้จำเลยที่ 2 เป็นคนนำเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจำนวน 145 เม็ด ไปเก็บไว้โดยจำเลยที่ 1 จะเป็นคนนำไปขายเอง ข้อเท็จจริงตามบันทึกดังกล่าวยังสอดคล้องเชื่อมโยงกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกจีระวัฒน์และสิบตำรวจโทมังกรพยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมและตรวจยึดของกลางจากบ้านหลังเกิดเหตุอย่างสมเหตุผล ส่วนที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า เขียนข้อความลงในบันทึกตามคำบอกของเจ้าพนักงานตำรวจโดยเจ้าพนักงานตำรวจใช้มือตบทำร้ายจำเลยที่ 2 ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 เป็นคนนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 145 เม็ด ไปซุกซ่อนที่กำแพงบ้านเองโดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับมาจากจำเลยที่ 1 แล้วนำไปซุกซ่อน ตลอดจนไม่เคยได้รับเงินส่วนแบ่งจากจำเลยที่ 1 และพนักงานสอบสวนก็มิได้สอบถามถึงการรับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 แล้วนำไปซุกซ่อนตามที่ระบุไว้ในบันทึกคำให้การนั้น ก็คงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลยที่ 2 โดยมิได้มีพยานหลักฐานอื่นใดที่สมเหตุผลมาสนับสนุนยืนยันและมิได้ถามค้านไว้ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมกับพนักงานสอบสวนมาเบิกความ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งมาเบิกความยืนยันเป็นพยานจำเลยที่ 2 นั้น ก็เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ดังนั้น เมื่อฟังประกอบคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกจีระวัฒน์และสิบตำรวจโทมังกรพยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมที่ยืนยันสอดคล้องต้องกันว่าขณะที่ไปทำการตรวจค้นจับกุมในบ้านหลังเกิดเหตุนั้น จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากย่านคลองเตยแล้วนำมาแบ่งให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 2 เม็ด ส่วนที่เหลือดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 1 ได้มอบให้จำเลยที่ 2 นำไปซุกซ่อนไว้ เมื่อมีคนมาขอซื้อจำเลยที่ 1 ก็จะให้จำเลยที่ 2 ไปนำออกมาจากที่ซุกซ่อนแล้วนำไปให้จำเลยที่ 1 เป็นคนขายให้แก่ลูกค้านำเงินมาแบ่งปันกันแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ได้เขียนข้อความตามบันทึก กับให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การ ไปตามความเป็นจริงด้วยความสมัครใจ ที่จำเลยที่ 2 โต้แย้งในคำแก้ฎีกาว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานที่ที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนตามคำเบิกความของพยานโจทก์ขัดแย้งกันจนทำให้เป็นพิรุธน่าสงสัยนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 145 เม็ด ของกลางจากจำเลยที่ 1 แล้วนำไปซุกซ่อนในบริเวณบ้านหลังเกิดเหตุตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปทำการตรวจค้น จำเลยที่ 1 ก็ได้บอกให้จำเลยที่ 2 เป็นคนไปนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวจากที่ซุกซ่อนมาส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวข้างต้น ทั้งรั้วบ้านกับใต้ถุนบ้านตามภาพถ่ายก็ปรากฏว่าอยู่ชิดติดกัน ข้อแตกต่างเกี่ยวกับสถานที่ซุกซ่อนตามที่จำเลยที่ 2 โต้แย้งดังกล่าวจึงเป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่เป็นสาระสำคัญแต่ประการใด ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาทั้งหมดประกอบกันฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ตามที่ได้ความมาดังกล่าวข้างต้นถือได้ว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 รู้อยู่ว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 149 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2 เม็ด คดีของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา ความผิดฐานนี้จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 145 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 149 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงกรรมเดียว มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นอีกกรรมหนึ่ง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกรรมหนึ่งจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษ จึงลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานนี้ไม่ได้ คงลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 145 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงกรรมเดียว จำคุก 4 ปี 16 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่) ม. 67 (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายศิริ สัจจะสกุลวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายนิพันธ์ อักษรกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายธวัช เศรษฐมงคล
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11315/2554
#518441
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอาจคาดหมายล่วงหน้าได้ว่าโจทก์ไม่อาจดำเนินการผลิตสินค้าให้แก่จำเลยได้ทันกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ จำเลยชอบที่จะเลิกสัญญาเสียได้ มิพักต้องรอคอยให้ถึงเวลากำหนดส่งมอบ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 593 ศาลจึงชอบที่จะกำหนดค่าเสียหายจากค่าใช้จ่ายส่วนที่เพิ่มขึ้นในการที่จำเลยว่าจ้างบุคคลอื่นผลิตสินค้าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,336,946.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 484,174.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 463,810 บาท นับแต่วันที่ยื่นฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 556,661.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มิถุนายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,084,561 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 มิถุนายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยได้สั่งสินค้าตุ๊กตาช้างบนฐานโยกเยกกับโจทก์จำนวน 89,200 ตัว ต่อมาจำเลยแจ้งยกเลิกเนื่องจากจำเลยไม่มั่นใจว่าโจทก์จะส่งสินค้าได้ตามกำหนด แล้วจำเลยเปลี่ยนเป็นสั่งซื้อวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตเป็นฐานตุ๊กตาช้างแทน เห็นว่า แม้ว่าตามใบเสนอราคาของโจทก์จะยังไม่มีการลงชื่อในช่องผู้สั่งซื้อก็ตาม แต่ตามเอกสารพร้อมคำแปลมีข้อความระบุว่าจำเลยยืนยันใการสั่งซื้อตุ๊กตาช้างโยกเยกกับโจทก์ จึงสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้ผลิตตุ๊กตาช้าง 2 รายการ คือตุ๊กตาช้างสวมชุดเอี๊ยมและตุ๊กตาช้างบนฐานโยกเยก ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาจ้างทำของโดยมีรายละเอียดข้อผูกพันตามสัญญาหลักที่ระบุว่ากำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญของสัญญา ดังนั้น เมื่อโจทก์ผิดนัดโดยไม่สามารถส่งสินค้าตุ๊กตาช้างสวมชุดเอี๊ยมได้ทันภายในกำหนดจนจำเลยบอกเลิกสัญญาในส่วนตุ๊กตาช้างสวมชุดเอี๊ยมแล้ว เมื่อจำเลยอาจคาดหมายล่วงหน้าได้ว่าโจทก์ไม่อาจดำเนินการผลิตตุ๊กตาช้างบนฐานโยกเยกให้แก่จำเลยได้ทันกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ จำเลยชอบที่จะเลิกสัญญาเสียได้ มิพักต้องรอคอยให้ถึงเวลากำหนดส่งมอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 593 ศาลอุทธรณ์จึงชอบที่จะกำหนดค่าเสียหายจากค่าใช้จ่ายส่วนที่เพิ่มขึ้นในการที่จำเลยว่าจ้างบุคคลอื่นผลิตตุ๊กตาช้างบนฐานโยกเยก และที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้เฉพาะค่าเสียหายที่จำเลยต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 102,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนกรณีที่จำเลยสั่งซื้อวัตถุดิบจากโจทก์เพื่อนำไปให้บริษัทอินเทล ช้อยส์ จำกัด ผลิตฐานตุ๊กตาช้างบนฐานครึ่งวงกลมนั้น เห็นว่า เป็นเหตุการณ์หลังจากจำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างทำตุ๊กตาช้างบนฐานโยกเยกกับโจทก์แล้วจึงเป็นคนละส่วนกัน ความรับผิดของโจทก์ในค่าเสียหายดังกล่าวจึงเป็นไปตามสัญญาจ้างทำของ มิใช่ตามสัญญาซื้อขายวัตถุดิบดังที่โจทก์อ้างมาแต่อย่างใด โจทก์จึงต้องใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้ง สำหรับตุ๊กตาช้างสวมชุดเอี๊ยมเป็นเงิน 110,000 บาท และสำหรับตุ๊กตาช้างบนฐานโยกเยกเป็นเงิน 102,000 บาท รวมเป็นเงิน 212,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 593
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทครีอาร์ท จำกัด
บริษัทพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายปรีชา ชูรังสฤษฎ์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11285/2554
#513584
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและตั้งจำเลยเป็นผู้ทำแผนแล้วย่อมมีผลต่อการดำเนินคดีแพ่งแก่ลูกหนี้โดยต้องบังคับตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) ได้ความเพียงว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยหลังวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เท่านั้น จึงต้องด้วยกรณีที่ศาลที่พิจารณาคดีแพ่งซึ่งลูกหนี้ในคดีขอฟื้นฟูกิจการถูกฟ้องเป็นจำเลยไว้แล้วต้องงดการพิจารณาไว้ อันได้แก่การรอหรือหยุดการพิจารณาคดีนั้นไว้ก่อนจนกว่าจะถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด มิใช่กรณีที่จะถือว่าจะไม่ต้องดำเนินคดีนี้ต่อไปอีกเสียทีเดียว ชอบที่จะปฏิบัติไปตามบทกฎหมายดังกล่าวโดยมีคำสั่งให้งดการพิจารณาไว้ ไม่สมควรที่จะสั่งจำหน่ายคดีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 และนอกจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะให้จำหน่ายคดีแล้ว ยังสั่งคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดและโจทก์ได้รับคืนไปแล้วด้วย ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีคำสั่งใหม่ซึ่งไม่ทำให้คดีเสร็จไป โจทก์จึงต้องนำเงินค่าขึ้นศาลตามจำนวนที่รับคืนไปมาชำระต่อศาล และในระหว่างงดการพิจารณาคดีอาจมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ อันมีผลทำให้ต้องยกคดีแพ่งขึ้นพิจารณาต่อไปได้ จึงให้โจทก์ไปแถลงความคืบหน้าต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทุก 6 เดือน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าทั้งจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศ และจากต่างประเทศมายังประเทศไทย ซึ่งจำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการหลายครั้งพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 822,608.05 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 809,842.33 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำแถลงว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยแล้ว ขอให้จำหน่ายคดี

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์ทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพียงชั่วคราวเท่านั้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและตั้งจำเลยเป็นผู้ทำแผน ตามคำแถลงของจำเลยฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 และสำเนาคำสั่งของศาลล้มละลายกลางในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.18/2553 หมายเลขแดงที่ ฟ.42/2553 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2553 ท้ายคำแถลง เห็นว่า เมื่อมีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว ย่อมมีผลต่อการดำเนินคดีแพ่งแก่ลูกหนี้โดยต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ซึ่งในมาตรา 90/12 (4) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้หรือเสนอข้อพิพาทที่ลูกหนี้อาจต้องรับผิดหรือได้รับความเสียหายให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ถ้ามูลแห่งหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย ในกรณีที่มีการฟ้องคดีหรือเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไว้ก่อนแล้ว ให้งดการพิจารณาไว้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น" เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนี้ได้ความเพียงว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยหลังวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เท่านั้น จึงต้องด้วยกรณีที่ศาลที่พิจารณาคดีแพ่งซึ่งลูกหนี้ในคดีขอฟื้นฟูกิจการถูกฟ้องเป็นจำเลยไว้แล้วต้องงดการพิจารณาไว้อันได้แก่การรอหรือหยุดการพิจารณาคดีนั้นไว้ก่อน จนกว่าถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ยังมิใช่กรณีที่จะถือว่าจะไม่ต้องดำเนินคดีนี้ต่อไปอีกเสียทีเดียว จึงชอบที่จะปฏิบัติไปตามบทกฎหมายดังกล่าวโดยมีคำสั่งให้งดการพิจารณาไว้ ยังไม่สมควรที่จะสั่งจำหน่ายคดี ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความให้คดีเสร็จไปจากศาล ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วยและสมควรแก้ไข อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ตามสำนวนปรากฏด้วยว่า ตามคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นอกจากจะให้จำหน่ายคดีแล้วยังสั่งคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดด้วยและโจทก์ได้รับคืนไปแล้ว ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีคำสั่งใหม่ ซึ่งไม่ทำให้คดีเสร็จไปแล้ว โจทก์ต้องนำเงินค่าขึ้นศาลตามจำนวนที่รับคืนไปมาชำระต่อศาลด้วย และในระหว่างงดการพิจารณาคดี อาจมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ อันมีผลทำให้จำเป็นต้องยกคดีแพ่งขึ้นพิจารณาต่อไป ให้โจทก์ไปแถลงความคืบหน้าต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทุก 6 เดือน เพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้งดการพิจารณาคดีไว้และให้จำหน่ายคดีชั่วคราว จนกว่าจะมีเหตุให้ดำเนินคดีนี้ต่อไปได้ตามกฎหมายและโจทก์ร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป แต่ในระหว่างนี้ให้โจทก์ไปแถลงความคืบหน้าต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทุก 6 เดือน เพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี ให้โจทก์นำเงินค่าขึ้นศาลในคดีนี้ตามจำนวนที่รับคืนไปมาชำระต่อศาลภายในกำหนดเวลาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (4)
ชื่อคู่ความ
บริษัทโปร-ล็อก จำกัด หรือบริษัทรีนุส
โจทก์ — โปรล็อก โลจิสติกส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทอินโนเวกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพงศกร ปฏิภาณอำไพ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11252/2554
#518439
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นคนสัญชาติเบลเยี่ยมเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ได้รู้จักกับ ธ. พี่สาวของจำเลยและได้อยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส โจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทจาก น. เงินที่ซื้อที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ธ. ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทและจำเลยทำสัญญาแบ่งขายที่ดินพิพาทโดยจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาท เป็นการทำแทนโจทก์ ต่อมาที่ดินพิพาทออกโฉนดที่ดินมีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ ถือว่าเป็นการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ โจทก์เป็นตัวการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืน จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนต้องส่งคืนให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 810

การจะให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้นใช้เฉพาะกรณีการทำนิติกรรมสัญญา และจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ต้องทำนิติกรรมสัญญานั้น แต่คดีนี้จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติด้วยการนำที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดแต่อย่างใด แต่เป็นกรณีที่ต้องบังคับตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 ที่บัญญัติให้คนต่างด้าวจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ทั้งการบังคับให้จำหน่ายดังกล่าวก็หมายความเฉพาะที่ดินเท่านั้น ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างด้วย เพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้าง แต่อย่างไรก็ดี ตามคำฟ้องของโจทก์แปลความได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกเอาทรัพย์คืน ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับให้จำหน่ายที่ดินพิพาทให้เป็นไปตามกฎหมายได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ข้างต้น ออกขายหรือขายทอดตลาดและนำเงินมาชำระให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากไม่คืน ขอให้ศาลพิพากษาให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสกลนครออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับใหม่แทนฉบับเดิมแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 9596 ตำบลบ้านต้าย (สว่างแดนดิน) อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร (ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 41670 ตำบลบ้านต้าย อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร) พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์เพื่อประโยชน์ในการขายทอดตลาดภายใน 30 วัน นับแต่วันพิพากษา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 โจทก์ถึงแก่กรรม เด็กชาย ป. โดยนางสาวนวลจันทร์ ผู้แทนโดยชอบธรรมและในฐานะส่วนตัว ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์อ้างว่าเป็นทายาทผู้รับมรดกตามพินัยกรรม จำเลยยื่นคำคัดค้านว่าผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่เกินกว่า 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วอนุญาตให้ผู้ร้องทั้งสองเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติเบลเยี่ยมได้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยและรู้จักกับนางธิดารัตน์ พี่สาวของจำเลย ต่อมาโจทก์และนางธิดารัตน์อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 1 คน เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2538 จำเลยจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส.3 ก.) เลขที่ 9596 ตำบลบ้านต้าย (สว่างแดนดิน) อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร จากนางหนาและต่อมาที่ดินพิพาทออกเป็นโฉนดที่ดิน เลขที่ 41670 ตำบลบ้านต้าย อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนนางธิดารัตน์หรือโจทก์ เห็นว่า เมื่อนางธิดารัตน์ไม่ได้ประกอบอาชีพในระหว่างปี 2536 ถึงปี 2537 นางธิดารัตน์จึงไม่มีรายได้จากการประกอบอาชีพ ย่อมไม่มีเงินเหลือพอที่จะซื้อที่ดินพิพาทเป็นของตนเองในเดือนมกราคม 2538 ได้ กลับได้ความจากที่นางธิดารัตน์ตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่าในปี 2536 และปี 2537 นางธิดารัตน์กับโจทก์ได้เปิดบัญชีร่วมกันที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสว่างแดนดิน และในวันที่ 19 ตุลาคม 2536 โจทก์ได้โอนเงินเข้าบัญชีร่วมกันเป็นเงินประมาณ 6,050,050 บาท ทั้งจำเลยได้ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าในปี 2536 โจทก์กับนางธิดารัตน์อยู่กินฉันสามีภริยากันที่บ้านมารดาของจำเลยที่ตำบลบ้านต้าย อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร แสดงว่าในระหว่างปี 2536 ถึงปี 2537 นางธิดารัตน์มีโจทก์อุปการะเลี้ยงดูและมอบเงินให้จำนวนมากดังกล่าว เจือสมข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่านางธิดารัตน์เคยพาโจทก์ไปที่บ้านนางรำไพมารดาของจำเลยที่บ้านต้าย อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร และโจทก์กับนางธิดารัตน์มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากร่วมกันตามแต่เงินในบัญชีเป็นของโจทก์ นอกจากนี้โจทก์ยังเบิกความว่า ในกลางเดือนพฤศจิกายน 2537 โจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทเพื่อสร้างบ่อตกปลา โดยนางธิดารัตน์แนะนำให้รู้จักนางหนาเจ้าของที่ดิน ต่อรองราคาเหลือ 300,000 บาท และขอซื้อเพิ่มให้ที่ดินติดถนน 45 เมตร เพิ่มเงินอีก 25,000 บาท เป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 45 ตารางวา โจทก์จ่ายเงินมัดจำ 250,000 บาท โดยถอนเงินจากบัญชี 250,000 บาท มอบเงินสดให้นางธิดารัตน์นำไปจ่ายให้แก่เจ้าของที่ดิน เงินที่เหลือ 75,000 บาท โจทก์จ่ายให้จำเลยในวันโอนที่ดินเพื่อมอบให้แก่เจ้าของที่ดิน ประกอบกับจำเลยได้ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยไม่เคยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทแต่อยู่ที่บ้านบิดาของภริยาจำเลยที่อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร มาตลอดและเคยเห็นโจทก์ไปตกปลาในบางครั้ง เป็นข้อสนับสนุนน่าเชื่อว่าโจทก์เคยไปดูที่ดินพิพาทและติดต่อซื้อที่ดินพิพาทจากเจ้าของที่ดินเพื่อสร้างบ่อตกปลา มิใช่นางธิดารัตน์ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อมอบให้จำเลยทำกินดังที่อ้าง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เงินที่นางธิดารัตน์ใช้ซื้อที่ดินพิพาทเป็นเงินของโจทก์ ดังนั้นการที่นางธิดารัตน์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทและจำเลยทำสัญญาแบ่งขายที่ดินพิพาทโดยจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาท เป็นการทำแทนโจทก์ เมื่อต่อมาที่ดินพิพาทออกโฉนดที่ดินมีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ถือว่าเป็นการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ เมื่อโจทก์ที่เป็นตัวการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืน จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนต้องส่งคืนให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยนำที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์เพื่อประโยชน์ในการขายทอดตลาดภายใน 30 วัน นับแต่วันพิพากษานั้น เห็นว่าการจะให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้นใช้เฉพาะกรณีการทำนิติกรรมสัญญา และจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ต้องทำนิติกรรมสัญญานั้น แต่คดีนี้จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติด้วยการนำที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดแต่อย่างใดแต่เป็นกรณีที่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 ที่บัญญัติให้คนต่างด้าวจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ทั้งการบังคับให้จำหน่ายดังกล่าวก็หมายความเฉพาะที่ดินเท่านั้น ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างด้วย เพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้าง แต่อย่างไรก็ดี ตามคำฟ้องของโจทก์แปลความได้ว่า โจทก์ฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินคืน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับให้จัดการจำหน่ายที่ดินพิพาทให้เป็นไปตามกฎหมายได้ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ พิพากษาแก้เป็นว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 41670 ตำบลบ้านต้าย อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้โจทก์จำหน่ายเฉพาะที่ดินดังกล่าวภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย โดยให้จำเลยซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 810
ป.ที่ดิน ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเพนเดอร์ส์ แกสตัน มาเรีย เจอร์แมน ซี
โดยเด็กชายปรินซ์ อเล็กซานเดอร์ เพนเดอร์ส์
โดยนางสาวนวลจันทร์ ทองพระรัตน์ ผู้แทนโดยชอบธรรม
นางสาวนวลจันทร์ ทองพระรัตน์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่
จำเลย — นายสมใจ คล่องแคล่ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายชัชวาลย์ ธัชชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทัศนพงษ์ เหล่ารักษ์วงศ์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11186/2554
#518401
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้ว่าพวกของตนจะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่ผู้ซื้อ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์มายังจุดนัดและดักรอผู้ซื้อเพื่อพาไปหาพวกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนสำเร็จ จึงเป็นตัวการมิใช่เพียงผู้สนับสนุน

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด ให้แก่ ผ. จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับ ผ. ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด ให้แก่สายลับ แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่า เมทแอมเฟตามีนของกลาง 615 เม็ด ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีน้ำหนัก 56.30 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 11.542 กรัม อันเป็นการบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง แล้ว และเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 615 เม็ด ซึ่งตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของกลางพบปริมาณเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 11.542 กรัม ปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนตามรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวเป็นการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาตรวจหาสารบริสุทธิ์แล้วจึงนำผลที่ได้มาคำนวณหาปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลาง 600 เม็ด ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่กำหนดปริมาณสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษโดยการคำนวณ จึงคำนวณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด ดังกล่าวได้เช่นเดียวกันว่ามีปริมาณเป็นสารบริสุทธิ์ 11.260 กรัม โดยไม่มีข้อสงสัยว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวอาจมีส่วนผสมที่แตกต่างกับเมทแอมเฟตามีนส่วนอื่นที่จะทำให้ปริมาณสารบริสุทธิ์คำนวณได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยกรัม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ริบกระเป๋าคาดเอวสีน้ำตาลและรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยง นครสวรรค์ 14 และเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่ง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง, 100/1 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 100/1 วรรคหนึ่ง เมทแอมเฟตามีนของกลาง ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อการพยายามจำหน่ายต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้ที่กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ดังนี้ แต่ละฐานความผิดจึงมีบทลงโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตแต่เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 2 อายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี รู้ผิดชอบดีแล้ว ไม่สมควรลดมาตราส่วนโทษให้ ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 14 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 14 ปี และปรับ 200,000 บาท จำเลยที่ 3 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ให้เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 21 ปี และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนเกินกว่าหนึ่งปีได้แต่ไม่เกินสองปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบกระเป๋าคาดเอวสีน้ำตาล 1 ใบ ของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกคนละ 9 ปี 4 เดือน ไม่ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่สะพานบ้านแม่นารีและจับกุมนายผดุงหรือแบงค์ได้ที่ป่าอ้อยใกล้สะพานดังกล่าวพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด ในกระเป๋าคาดเอวของนายผดุง ซึ่งนายผดุงมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่าย ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 กล่าวหาว่าจำเลยที่ 3 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด ดังกล่าวให้แก่นายผดุง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รอรับนายชุมพลตามที่นายผดุงบอกไว้เพื่อพานายชุมพลไปรับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด จากนายผดุงที่ป่าอ้อยเป็นการแบ่งหน้าที่กันกระทำความผิด อันเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับนายผดุงหรือไม่ เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ก่อนเกิดเหตุได้ความตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของนายผดุง จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ว่า ขณะที่นายชุมพลโทรศัพท์ถึงนายผดุงขอซื้อเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด จากนายผดุงนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็อยู่ด้วยกันกับนายผดุง และนายผดุงได้บอกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จะไปเอาเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 3 แล้วนายผดุงได้แยกไป หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขับรถจักรยานยนต์ไปตามหานายผดุงเมื่อพบนายผดุงแล้วได้ไปด้วยกัน ก่อนถึงจุดนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนนายผดุงบอกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดักรอนายชุมพลอยู่ที่บนสะพานบ้านแม่นารีห่างจากจุดนัดพบประมาณ 10 เมตร โดยบอกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า นายชุมพลจะมารับเมทแอมเฟตามีน ให้นำนายชุมพลไปพบนายผดุง ซึ่งได้ขับรถจักรยานยนต์ลงไปรออยู่ที่ป่าอ้อยข้างทาง เห็นว่า จากพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบว่านายผดุงจะนำเมทแอมเฟตามีนจำหน่ายให้แก่นายชุมพล โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขับรถจักรยานยนต์ตามหานายผดุงจนพบกันแล้วไปด้วยกันยังบริเวณที่นัดซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกันโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดักรอนายชุมพลซึ่งจะมาซื้อเมทแอมเฟตามีนเพื่อพานายชุมพลไปหานายผดุงซึ่งอยู่ในป่าอ้อยใกล้ ๆ นั้น ย่อมเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนสำเร็จ เพราะการจะซื้อขายเมทแอมเฟตามีนสำเร็จนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องรอนายชุมพลและพานายชุมพลไปพบกับนายผดุง ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแล้วจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับนายผดุงมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเพียงผู้สนับสนุนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนำคำรับของจำเลยที่ 3 ในชั้นสอบสวนมาฟังประกอบพยานโจทก์แล้วทำให้พยานโจทก์มีน้ำหนักแน่นแฟ้นรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 3 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด จำนวนเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และพวกร่วมกันพยายามจำหน่ายให้แก่นายผดุงตามฟ้องจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 3 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด ให้แก่นายผดุงหรือแบงค์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายผดุงร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด ให้แก่สายลับ แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่าเมทแอมเฟตามีนของกลาง 615 เม็ด ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีน้ำหนัก 56.30 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 11.542 กรัม อันเป็นการบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) แล้ว และเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 615 เม็ด ซึ่งตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของกลางพบปริมาณเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 11.542 กรัม ปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนตามรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาตรวจหาสารบริสุทธิ์แล้วจึงนำผลที่ได้มาคำนวณหาปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลาง 600 เม็ด ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่กำหนดปริมาณสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษโดยการคำนวณ จึงคำนวณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด ดังกล่าวได้เช่นเดียวกันว่ามีปริมาณเป็นสารบริสุทธิ์ 11.260 กรัม โดยไม่มีข้อสงสัยว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวอาจมีส่วนผสมที่แตกต่างกับเมทแอมเฟตามีนส่วนอื่นที่จะทำให้ปริมาณสารบริสุทธิ์คำนวณได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยกรัม

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ความผิดฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ความผิดแต่ละบทที่จำเลยกระทำจึงมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 14 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 14 ปี และปรับ 200,000 บาท คำให้การของจำเลยทั้งสามในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 9 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยทั้งสามคนละ 133,333.33 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี และให้คืนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยง นครสวรรค์ 14 แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายชนยาหรือเบี้ยว ปันแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางศิริพร โสรัจจ์ ละการชั่ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุทิน อุ้ยตระกูล
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11176/2554
#513593
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ 1 คัดลอกข้อความในอุทธรณ์ชนิดคำต่อคำมาไว้ในฎีกา เพียงแต่ตัดข้อความในอุทธรณ์หน้า 8 ย่อหน้าที่ 1 หน้า 9 ถึงหน้า 11 บรรทัดที่ 1 ถึงที่ 3 ออกเท่านั้น มิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดขึ้นคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือกล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาคดีไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อใด อย่างไร ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่ศาลชั้นต้นลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เป็นจำคุก 10 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนนั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นคำนวณโทษที่เพิ่มไม่ถูกต้องอันเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย อาศัยอำนาจตามความใน ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 143 ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวในคำพิพากษาได้ และให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยที่ 1 ใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2542 ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิต ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 30 ปี ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่ได้ จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกว่า ขอให้กำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ โดยฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดขึ้นคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือกล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาคดีไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อใด อย่างไร คงคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ชนิดคำต่อคำมาไว้ในฎีกาเพียงแต่ตัดข้อความในอุทธรณ์หน้า 8 ย่อหน้าที่ 1 หน้า 9 ถึงหน้า 11 บรรทัดที่ 1 ถึงที่ 3 ออกเท่านั้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ศาลชั้นต้นลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 10 ปี และ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นคำนวณโทษที่เพิ่มไม่ถูกต้องเท่านั้นอันเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย อาศัยอำนาจตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวในคำพิพากษาได้ และให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยที่ 1 ใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 7 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 3 ปี 9 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายแล้ว คงจำคุก 28 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 216 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
นายประจักรหรือประจักษ์หรือแอ๊ด
จำเลย — จงไกรจักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นายเกรียงศักดิ์ ปานศิลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11166/2554
#514207
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด ให้แก่สายลับ แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 50,000 เม็ด ที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีน้ำหนัก 4,573.015 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 574.911 กรัม ซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินหนึ่งร้อยกรัม อันเป็นการบรรยายฟ้องให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) และเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจำหน่ายจำนวน 10,000 เม็ด เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50,000 เม็ด ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) และตามรายงานการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลาง ซึ่งจำเลยทั้งสี่มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้าน เมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 50,000 เม็ด ตรวจพบปริมาณเมทแอมเฟตามีนไฮไดรคลอไรด์คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 574.911 กรัม และมีเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ 4.530 กรัม ปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนตามรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าว เป็นการนำเมทแอมเฟตามีนบางส่วนตรวจพิสูจน์หาปริมาณสารบริสุทธิ์แล้วจึงนำผลที่ได้มาคำนวณหาปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 5,000 เม็ด ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่กำหนดปริมาณสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษโดยการคำนวณ เมื่อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50,000 เม็ดของกลางจึงคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ดดังกล่าวได้เช่นเดียวกันว่าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 114.982 กรัม ซึ่งเกินกว่าร้อยกรัม โดยไม่มีข้อสงสัยว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวอาจมีส่วนผสมที่แตกต่างกับเมทแอมเฟตามีนส่วนอื่นที่จะทำให้ปริมาณสารบริสุทธิ์คำนวณได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยกรัม กรณีจึงลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งความผิดตามมาตรานี้มีโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสี่ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนคนละ 15 ปี จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำคุกเกินกว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสี่ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบ มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 และริบเมทแอมเฟตามีนกับสกอตเทปของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเพียง 10,000 เม็ด

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า พยานโจทก์เป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสี่พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง ทั้งเป็นเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักหรือมีเหตุระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลยทั้งสี่ คำเบิกความมีสาระสำคัญเชื่อมโยงเหตุการณ์มีเหตุผลสอดคล้องต้องกัน จึงมีน้ำหนักรับฟัง ประกอบกับจำเลยทั้งสี่ก็ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เชื่อว่ารับสารภาพโดยสมัครใจ ฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง พิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุกตลอดชีวิต ความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกกระทงละ 33 ปี 4 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกคนละ 50 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและสกอตเทปของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติการไปตามหน้าที่ ทั้งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสี่ โดยพยานเบิกความเป็นลำดับขั้นตอนนับแต่สืบทราบว่ามีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การวางแผนจับกุม การสืบสวนขยายผลจนจับกุมจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โดยมีวัตถุพยานและพยานเอกสารเชื่อมโยงระหว่างจำเลยทั้งสี่อย่างไม่ขาดตอน เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง และเนื่องจากมีการยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และสมควรแก้ไขโทษในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 กระทงหนึ่ง และฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 15 ปี อีกกระทงหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 10 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดกระทงแรกตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 40 ปี 10 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 43 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด ให้แก่สายลับ แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 50,000 เม็ด ที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีน้ำหนัก 4,573.015 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 574.911 กรัม ซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินหนึ่งร้อยกรัม อันเป็นการบรรยายฟ้องให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) แล้ว และเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจำหน่ายจำนวน 10,000 เม็ด เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50,000 เม็ด ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) และตามรายงานการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลาง ซึ่งจำเลยทั้งสี่มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้าน เมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 50,000 เม็ด ตรวจพบปริมาณเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 574.911 กรัม และมีเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ 4.530 กรัม ปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนตามรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวเห็นว่าเป็นการนำเมทแอมเฟตามีนบางส่วนตรวจพิสูจน์หาปริมาณสารบริสุทธิ์แล้วจึงนำผลที่ได้มาคำนวณหาปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 50,000 เม็ด ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ที่กำหนดปริมาณสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษโดยการคำนวณ เมื่อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50,000 เม็ด ของกลาง จึงคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด ดังกล่าวได้เช่นเดียวกันว่าเป็นสารบริสุทธิ์ 114.982 กรัม ซึ่งเกินกว่าร้อยกรัมโดยไม่มีข้อสงสัยว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวอาจมีส่วนผสมที่แตกต่างกับเมทแอมเฟตามีนส่วนอื่นที่จะทำให้ปริมาณสารบริสุทธิ์คำนวณได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยกรัม กรณีจึงลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งความผิดตามมาตรานี้มีโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสี่ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนคนละ 15 ปี จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำคุกเกินกว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสี่ ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบ มาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง (เดิม) ม. 66 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธวัชชัย ลือชา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิชิต ลีธรรมชโย
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย นาคขาว
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11111/2554
#518473
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้นอกจากโจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานลักทรัพย์แล้ว โจทก์ยังบรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันรับของโจรด้วย โดยให้ศาลเลือกลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานใดฐานหนึ่งในระหว่างความผิดสองฐานดังกล่าวก็ได้ ดังนั้นแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานลักทรัพย์ โดยโจทก์มิได้ฎีกาและจำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ยกฟ้องความผิดฐานลักทรัพย์ก็ตามหากศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานรับของโจร ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานรับของโจรได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215, 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357, 83

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ (ที่ถูกไม่ต้องพิพากษายกฟ้องข้อหาร่วมกันลักทรัพย์) ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องทุกข้อหา โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดข้อหาลักทรัพย์และจำเลยที่ 3 ในความผิดข้อหารับของโจร (ที่ถูกไม่ต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดข้อหาลักทรัพย์และจำเลยที่ 3 ในความผิดข้อหารับของโจร) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้นอกจากโจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานลักทรัพย์แล้ว โจทก์ยังบรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันรับของโจรด้วย โดยให้ศาลเลือกลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานใดฐานหนึ่งในระหว่างความผิดสองฐานดังกล่าวก็ได้ ดังนั้นหากข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานรับของโจร ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานรับของโจรได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบ มาตรา 215, 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายสุวัฒน์ แก้วคง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายวิริยะ แดงบรรจง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11107 -ที่ 11108/2554
#528605
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 กับพวกร่วมกันวางแผนไปปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จึงมีความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 6 ไปชิงทรัพย์ของผู้เสียหายตามแผนที่ร่วมกันวางไว้ ย่อมเป็นความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจโดยใช้ยานพาหนะ แต่ความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานชิงทรัพย์เกี่ยวเนื่องกัน กล่าวคือ พวกจำเลยที่ 1 และที่ 6 กระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรเพื่อจะไปปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจโดยใช้ยานพาหนะ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 6 ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรด้วย จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 6 ไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 สำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เรียกจำเลยสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 6

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 92, 210, 213, 340, 340 ตรี เพิ่มโทษจำเลยที่ 6 ตามกฎหมาย และบวกโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1155/2543 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 5 ในคดีนี้ กับให้จำเลยทั้งหกคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 7,300 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 5 และที่ 6 รับว่า เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและเพิ่มโทษ ตามลำดับ

ระหว่างพิจารณาปรากฏข้อเท็จจริงว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุยังไม่เกิน 18 ปี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โอนคดีจำเลยที่ 2 ไปพิจารณาที่ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี และจำเลยที่ 1 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 จำคุกคนละ 15 ปี การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 6 คนละ 16 ปี จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 6 คนละ 10 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 5 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1155/2543 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 5 ในคดีนี้ เป็นจำคุก 14 เดือน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 6 คืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 7,300 บาท แก่ผู้เสียหาย ความผิดฐานอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว โจทก์มีร้อยตำรวจเอกประเสริฐ ผู้จับกุมเบิกความว่า ทราบจากผู้เสียหายว่าถูกจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันชิงทรัพย์ไปจากที่เกิดเหตุ จึงติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 5 ได้ ทั้งสองรับว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 กระทำความผิดจริง จึงติดตามจับกุมได้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 และพบเงินสด 1,000 บาท ในตัวจำเลยที่ 1 ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การรับสารภาพ โดยมีร้อยตำรวจโทอนันต์ เบิกความสนับสนุนว่า จับกุมจำเลยที่ 6 ได้ตามหมายจับ ชั้นจับกุมจำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพ และโจทก์มีพันตำรวจตรีอำนวย พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพ และนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ พยานสอบคำให้การผู้เสียหายไว้ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามเป็นนายตำรวจสัญญาบัตรกระทำตามหน้าที่ไม่มีเหตุจะมากลั่นแกล้งใส่ความ พิจารณาคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาและบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแล้วให้ข้อเท็จจริงหลายอย่างซึ่งยากที่ผู้อื่นจะเสริมแต่งแทนให้สมเหตุผลได้ ทั้งสอดรับกับคำให้การของผู้เสียหาย โดยจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 มิได้นำสืบโต้แย้งความถูกต้อง จึงเชื่อว่าให้การไว้ตามความจริงโดยสมัครใจ เมื่อรับฟังร่วมกับคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ซึ่งให้ไว้ในครั้งแรกที่ถูกถามถึงความผิดโดยจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ไม่มีโอกาสตระเตรียม เชื่อว่าเต็มใจให้ไว้ตามความจริง เช่นนี้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ ข้อนำสืบปฏิเสธของจำเลยที่ 1 ไม่อาจหักล้างได้ ความไม่แน่ชัดเป็นพิรุธไม่มีน้ำหนักตามที่ฎีกา เป็นความเห็นของจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ไม่มีผลต่อคำวินิจฉัยนี้ จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ต้องมีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ส่วนที่ฎีกาว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น เห็นว่า คำพิพากษาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว สำหรับฎีกาตอนท้ายที่ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 18 ปี รู้ผิดชอบแล้ว ไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ กำหนดโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานชิงทรัพย์เกี่ยวเนื่องกัน กล่าวคือ พวกจำเลยที่ 1 และที่ 6 กระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรเพื่อจะไปปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจโดยใช้ยานพาหนะ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 6 ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรด้วย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 6 จะไม่ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจโดยใช้ยานพาหนะ เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 6 ฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจโดยใช้ยานพาหนะ อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งเมื่อหักโทษความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรออกจากโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดลงแก่จำเลยที่ 1 และที่ 6 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 6 คนละ 15 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 6 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 6 คนละ 10 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 210 ม. 339 ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นายเพทาย ราชอาจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นายพิชัย เปรุนาวิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11087/2554
#520475
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อตระเตรียมการและเพื่อความสะดวกในการชิงทรัพย์ ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและมีด จำคุก 6 เดือน รวมทุกกระทงคงให้ประหารชีวิต จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) รวมทุกกระทงคงให้จำคุกตลอดชีวิต เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 339, 340 ตรี, 371, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืน ลูกกระสุนปรายและด้ามมีดของกลาง ให้จำเลยคืนเงิน 144,000 บาท กระเป๋าใส่สตางค์ 1 ใบ ที่ยังไม่ได้คืนหรือชดใช้ราคา 2,000 บาท แก่นางนงลักษณ์ภริยาผู้ตาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางนงลักษณ์ ภริยานายวุฒิชัย ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อตระเตรียมการเพื่อความสะดวกในการชิงทรัพย์ และร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) (6), 339 วรรคท้าย, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อตระเตรียมการเพื่อความสะดวกในการชิงทรัพย์และฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อตระเตรียมการและเพื่อความสะดวกในการชิงทรัพย์อันเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อตระเตรียมการและเพื่อความสะดวกในการชิงทรัพย์แล้ว ไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นของจำเลยมารวมอีกได้ คำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่เป็นการให้ความรู้แก่ศาล ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ไม่ลดโทษให้ คงให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว ริบอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืนลูกกระสุนปรายและด้ามมีดของกลาง ให้จำเลยคืนเงิน 144,000 บาท กระเป๋าใส่สตางค์1 ใบ หรือชดใช้ราคา 2,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วม

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นในเหตุฉกรรจ์ จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกตลอดชีวิตตามมาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อตระเตรียมการและเพื่อความสะดวกในการชิงทรัพย์ ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและมีด จำคุก 6 เดือน โดยไม่ลดโทษให้ รวมทุกกระทงคงให้ประหารชีวิต แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้โดยลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) รวมทุกกระทงคงให้จำคุกตลอดชีวิต โจทก์ร่วมฎีกาว่าจำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน หาได้รับสารภาพเพราะสมัครใจหรือสำนึกแก่โทษแต่ประการใด และการรับสารภาพของจำเลยไม่ได้ให้ความรู้แก่ศาลแต่อย่างใด ขอให้ศาลฎีกาไม่ลดโทษให้จำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อตระเตรียมการและเพื่อความสะดวกในการชิงทรัพย์ เช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลย กรณีจึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ร่วมฎีกาดังกล่าวเป็นการฎีกาดุลพินิจในการลงโทษเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาตามบทมาตราดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามาก็เป็นการสั่งรับฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
โจทก์ร่วม — นางนงลักษณ์ รัตนอุดมพล
จำเลย — นายสุชาติหรือแมว ต้นน้ำเพชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายไกรสร โสมจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11073/2554
#514193
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ปิดอากรแสตมป์ด้านที่เป็นแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินถึง 550 บาท ทั้งที่ต้องปิดอากรแสตมป์เพียง 285 บาท แสดงว่าโจทก์ปิดอากรแสตมป์ตามหนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันที่เป็นแบบพิมพ์ด้านหลังครบถ้วนแล้ว หนังสือสัญญาค้ำประกันจึงใช้เป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 611,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 550,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2545) ต้องไม่เกินจำนวน 61,875 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท ให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ บทบัญญัตินี้ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องปิดอากรแสตมป์ที่ด้านใดของเอกสาร ตามหนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาค้ำประกัน เป็นแบบพิมพ์แผ่นเดียวกันมี 2 หน้า ด้านหน้าเป็นแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงิน ด้านหลังเป็นแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกัน ปรากฏว่ามีการปิดอากรแสตมป์ดวงละ 20 บาท จำนวน 27 ดวง ดวงละ 5 บาท จำนวน 2 ดวง รวมเป็นค่าอากรแสตมป์ 550 บาท ที่ด้านหน้าซึ่งเป็นแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงิน จำนวนเงินตามหนังสือสัญญากู้เงินเป็นเงิน 550,000 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้าย ประมวลรัษฎากร ลักษณะตราสาร 5 กู้ยืมเงินทุกจำนวน 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท แห่งยอดเงินกู้ยืมเป็นค่าอากรแสตมป์ 1 บาท ฉะนั้นตามหนังสือสัญญากู้เงินต้องปิดอากรแสตมป์ 275 บาท ส่วนบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้าย ประมวลรัษฎากร ลักษณะตราสาร 17 ค้ำประกัน สำหรับจำนวนเงินเกิน 10,000 บาทขึ้นไป ค่าอากรแสตมป์ 10 บาท ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันต้องปิดอากรแสตมป์ 10 บาท การที่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ด้านที่เป็นแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินถึง 550 บาท ทั้งที่ต้องปิดอากรแสตมป์เพียง 285 บาท แสดงว่าโจทก์ปิดอากรแสตมป์ตามหนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาค้ำประกัน ครบถ้วนแล้ว หนังสือสัญญาค้ำประกัน จึงใช้เป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ที่โจทก์ฎีกาทำนองว่าโจทก์มิได้ตั้งใจหรือเจตนาไม่ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญาค้ำประกัน และขออนุญาตส่งหนังสือสัญญาค้ำประกันไปดำเนินการปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนเพื่อจะได้ใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เป็นการฎีกาในข้อเท็จจริงที่เข้าใจคลาดเคลื่อนไป จึงไม่จำต้องหยิบขึ้นวินิจฉัยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 โดยเห็นว่าหนังสือสัญญาค้ำประกัน มิได้ปิดอากรแสตมป์ไม่อาจใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุชาติ ธงไชย
จำเลย — นางสาวกฤษณา พัฒนพงษ์ไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาววาสนา บุญทรงสันติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11069/2554
#521447
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จ. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องผ่อนชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2537 โจทก์จะขอบังคับคดีได้หลังวันที่ 31 กรกฎาคม 2537 ไปแล้ว กำหนดเวลา 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ย่อมเริ่มนับแต่วันที่โจทก์อาจขอดำเนินการบังคับคดีได้ คือวันที่ 1 สิงหาคม 2537 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนดภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 แม้ปรากฏว่า จ. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 เป็นผลให้แตกต่างไปจากคำพิพากษาตามยอมก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงข้อตกลงนอกศาลของคู่ความในชั้นบังคับคดีไม่อาจส่งผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาและกำหนดเวลาของการบังคับคดีแต่อย่างใด อีกทั้งกำหนดเวลาของการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ไม่ใช่อายุความ ดังนี้การที่โจทก์ไปยึดทรัพย์ของลูกหนี้มาชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 จึงไม่ทำให้กำหนดเวลาบังคับคดีสะดุดหยุดลงหรือขยายออกไปได้อีก โจทก์มีสิทธิบังคับคดีสำหรับหนี้ตามคำพิพากษาที่ยังค้างของ จ. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาภายในกำหนด 10 ปี คือภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 และเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวโจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะบังคับเอากับ จ. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาอีกต่อไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 จำเลยทั้งสองและ ส. ในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 698

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ 113,521,435.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงิน 37,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังว่า นายจรัส เป็นลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) 37,000,000 บาท จากการขายลดเช็คและตั๋วเงิน ต่อมานายจรัสผิดนัดชำระหนี้ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ฟ้องนายจรัสเป็นคดีที่ศาลแพ่ง ต่อมาศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาตามยอมให้นายจรัสชำระเงินแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นวกิจ จำกัด (มหาชน) 44,352,876.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 37,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยตกลงจะชำระให้เสร็จภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2537 หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองรวม 3 แปลง ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นต่อไป ปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม แต่เมื่อครบกำหนดแล้วนายจรัสไม่สามารถชำระหนี้ได้และนายจรัสได้ขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 ต่อมานางสมถวิลและจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) โดยนางสมถวิลกับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันและจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน ครั้นวันที่ 16 กรกฎาคม 2540 นางสมถวิลถึงแก่ความตาย โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรม ต่อมาโจทก์รับโอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องของจำเลยในคดีนี้มาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาโอนสินทรัพย์และหนี้สิน และโจทก์ได้ยึดที่ดินอันเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินมาชำระหนี้บางส่วน แต่ไม่ได้บังคับคดีนายจรัสซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาภายในกำหนดเวลา 10 ปี

มีประเด็นวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า จำเลยทั้งสองและจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางสมถวิลซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ นายจรัสลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องผ่อนชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2537 ดังนี้ โจทก์จะขอบังคับคดีได้หลังวันที่ 31 กรกฎาคม 2537 ไปแล้ว กำหนดเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ย่อมเริ่มนับแต่วันที่โจทก์อาจขอดำเนินการบังคับคดีได้ คือวันที่ 1 สิงหาคม 2537 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนดภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 แม้ปรากฏว่านายจรัสลูกหนี้ตามคำพิพากษาขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 เป็นผลให้แตกต่างไปจากคำพิพากษาตามยอมก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงข้อตกลงนอกศาลของคู่ความในชั้นบังคับคดี ไม่อาจส่งผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาและกำหนดเวลาของการบังคับคดีแต่อย่างใด อีกทั้งกำหนดเวลาของการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ไม่ใช่อายุความ ดังนี้ การที่โจทก์ไปยึดทรัพย์ของลูกหนี้มาชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 จึงไม่ทำให้กำหนดเวลาบังคับคดีสะดุดหยุดลงหรือขยายออกไปได้อีก โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีสำหรับหนี้ตามคำพิพากษาที่ยังค้างของนายจรัสลูกหนี้ตามคำพิพากษาภายในกำหนด 10 ปี คือภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 และเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวโจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะบังคับเอากับนายจรัสลูกหนี้ตามคำพิพากษาอีกต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จำเลยทั้งสองและนางสมถวิลในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า แม้นายจรัสลูกหนี้ตามคำพิพากษาหลุดพ้นความรับผิด แต่จำเลยทั้งสองและนางสมถวิลในฐานะผู้ค้ำประกันไม่หลุดพ้นความรับผิดไปด้วยเพราะบุคคลทั้งสามมีข้อสัญญาพิเศษยอมรับผิดเกินกว่าความรับผิดของลูกหนี้ชั้นต้นและอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1785/2505 มาด้วย พิเคราะห์สัญญาค้ำประกันแล้ว ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันให้สัญญาเพียงว่า หากลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือกระทำการใดๆ เป็นเหตุให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับการชำระหนี้ หรือลูกหนี้ล้มละลาย หรือตาย หรือกลายเป็นบุคคลผู้ไร้ความสามารถ หรือสาบสูญ หรือไปเสียจากถิ่นที่อยู่ หรือหาตัวไม่พบ หรือมีกรณีอื่นใดอันกระทำให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน ผู้ค้ำประกันยอมเข้ารับผิดร่วมกับลูกหนี้ในอันที่จะต้องชำระหนี้นั้นทันที ไม่ปรากฏข้อตกลงหรือสัญญาพิเศษให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดหนักกว่าหรือเกินไปกว่าความรับผิดของลูกหนี้ดังที่โจทก์อ้างแต่ประการใด ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมานั้นก็มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองและนางสมถวิลมีลักษณะเป็นข้อสัญญาพิเศษจึงฟังไม่ขึ้น และที่โจทก์ยกข้ออ้างเป็นประการสุดท้ายว่า โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองและนางสมถวิลในวันที่ 28 มิถุนายน 2548 อันเป็นการฟ้องภายในกำหนดอายุความ 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ เห็นว่า แม้อายุความในการฟ้องร้องผู้ค้ำประกันจะมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ก็ตาม แต่เหตุที่จำเลยทั้งสองและนางสมถวิลผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์มิใช่เป็นเพราะฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แต่เป็นเพราะโจทก์มิได้บังคับคดีให้ลูกหนี้ชั้นต้นชำระหนี้จนพ้นกำหนดเวลาบังคับคดี โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะบังคับเอากับลูกหนี้ชั้นต้นอีกต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จำเลยทั้งสองและนางสมถวิลผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดตามไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 จึงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 698
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
นายกังวาน ลีชัยสิทธิ์ ในฐานะส่วนตัว
และในฐานะทายาทโดยธรรมของ
จำเลย — นางสมถวิล ลีชัยสิทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอำนาจ โชติชะวารานนท์
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11065/2554
#520017
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า วันเวลาเกิดเหตุจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายกดตัวผู้เสียหายลงกับพื้น ใช้มือชกที่บริเวณท้องและปากของผู้เสียหาย แล้วจำเลยฉีกกระชากกระโปรงของผู้เสียหายจนขาด ผู้เสียหายร้องให้คนช่วยและมีผู้เข้าช่วยเหลือ ดังนี้ ลักษณะการกระทำของจำเลยดังกล่าวยังไม่อยู่ในวิสัยที่จำเลยจะกระทำชำเราผู้เสียหายได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยฐานนี้ไม่ได้ แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายตาม ป.อ. มาตรา 278 อันเป็นความผิดที่รวมการกระทำตามที่โจทก์ฟ้องอยู่ด้วยแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามความผิดที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 276, 295, 358

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 80, 295, 358 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 80 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 19 ปี มีความรู้ผิดชอบแล้ว ไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ จำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 358 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน สำหรับข้อหาพยายามข่มขืนกระทำชำเราให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า วันเวลาเกิดเหตุจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายกดตัวผู้เสียหายลงกับพื้น ใช้มือชกที่บริเวณท้องและปากของผู้เสียหาย แล้วจำเลยฉีกกระชากกระโปรงของผู้เสียหายจนขาด ผู้เสียหายร้องให้คนช่วยและมีผู้เข้าช่วยเหลือ ดังนี้ ลักษณะการกระทำของจำเลยดังกล่าวยังไม่อยู่ในวิสัยที่จำเลยจะกระทำชำเราผู้เสียหายได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยฐานนี้ไม่ได้ แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 อันเป็นความผิดที่รวมการกระทำตามที่โจทก์ฟ้องอยู่ด้วยแล้วศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามความผิดที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 295, 358 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ป.อ. ม. 80 ม. 276 วรรคหนึ่ง ม. 278
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายณัฐพงษ์ เสริฐศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายประทักษ์ หัสดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีระวัตร บุณยบุตร
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11059/2554
#514206
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันพา ก. ผู้เยาว์อายุ 16 ปีเศษยังไม่เกิน 18 ปีไปเสียจาก ข. ผู้เป็นบิดาเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงหรือใช้วิธีการข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด สำหรับองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 319 เป็นการพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี โดยปราศจากเหตุอันสมควร แม้ฟ้องโจทก์จะระบุว่าพา ก. ไปเสียจาก ข. ก็ตาม ก็เป็นเพียงการบรรยายรายละเอียดโดยปราศจากองค์ประกอบของการพรากไปโดยปราศจากเหตุอันสมควร คำว่า "พาไป" กับคำว่า "พรากไป" มีความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้คำขอท้ายฟ้องจะอ้างมาตรา 319 มาด้วยก็ตาม กรณีจะแปลรวมไปถึงว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรา 319 ด้วยหาได้ไม่ จึงไม่อาจลงโทษในความผิดฐานนี้ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้องต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง คงแปลได้เพียงว่าโจทก์ฟ้องและประสงค์ให้ลงโทษตามมาตรา 284 เท่านั้น

พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่า ร่วมกันโดยใช้อุบายหลอกลวงพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา 319 อันเป็นข้อหาหลัก แม้ทางสอบสวนปรากฏว่าเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 284 ด้วยซึ่งเป็นข้อหาเพิ่มเติม ถือว่าได้สอบสวนในความผิดดังกล่าวโดยชอบและได้ทำการสอบสวนทั้งความผิดตามมาตรา 284 และ 319 ครบถ้วนแล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามมาตรา 284 ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามความผิดมาตรา 284 ตามที่พิจารณาได้ความได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 284, 319, 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 284 วรรคแรก, 319 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก 15 ปี ฐานร่วมกันพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อการอนาจาร จำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 12 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เพียงกระทงเดียว ให้จำคุก 15 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายที่ 2 อายุ 16 ปีเศษ อยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เป็นบิดา จำเลยกับพวกได้ร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่บ้านจำเลยแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ต่อมาผู้เสียหายที่ 2 ตั้งครรภ์และคลอดบุตรเป็นหญิง พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและสอบสวนบันทึกคำให้การจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อเดียวว่า โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 หรือไม่ และโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดตามมาตรา 284 ได้หรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ข้อ ก. ว่า จำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันพานางสาวพัชวรรณ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุ 16 ปีเศษยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากนายพุ่ม ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เป็นบิดาเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงหรือใช้วิธีการข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด สำหรับองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 319 นั้น เป็นการพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี โดยปราศจากเหตุอันสมควรไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล แม้ฟ้องโจทก์จะระบุว่าพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ก็ตาม เป็นเพียงการบรรยายในรายละเอียดโดยปราศจากองค์ประกอบของการพรากโดยปราศจากเหตุอันสมควร คำว่า "พาไป" กับคำว่า "พราก" นั้น มีความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้คำขอท้ายฟ้องจะอ้างมาตรา 319 มาด้วยก็ตาม กรณีจะแปลรวมไปถึงว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรา 319 ด้วยหาได้ไม่ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ฟ้องข้อนี้คงแปลได้แต่เพียงว่าโจทก์ฟ้องและประสงค์ขอให้ลงโทษตามมาตรา 284 เท่านั้น ไม่รวมถึงมาตรา 319 แต่อย่างใด

สำหรับบันทึกคำให้การจำเลยนั้น พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า ร่วมกันโดยใช้อุบายหลอกลวงพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 อันเป็นข้อหาหลัก แม้ทางสอบสวนปรากฏว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 ด้วย ซึ่งเป็นข้อหาเพิ่มเติม กรณีถือว่าได้สอบสวนในความผิดดังกล่าวโดยชอบแล้วและพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนทั้งความผิดตามมาตรา 284 และ 319 ครบถ้วนแล้ว ดังนั้น โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องจำเลยในความผิดตามมาตรา 284 เมื่อโจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 284 แล้ว ศาลย่อมที่จะลงโทษจำเลยตามความผิดมาตรา 284 ตามที่พิจารณาได้ความได้...

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง (เดิม), 284 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 276 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 276 ม. 284 ม. 319
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายวราหรือขวัญ สุทธิวรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายอำนาจ เพ็งมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11058/2554
#518474
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่า การสอบสวนไม่ชอบเพราะพนักงานสอบสวนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่จำเลยมิได้แสดงไว้โดยชัดแจ้งว่าพนักงานสอบสวนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 ปี รวมกับโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นจำคุก 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่าจำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารอีกกรรมหนึ่งตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาและนำสืบว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถูกผู้เสียหายที่ 2 มารดาไล่ตีแล้วหนีเข้าไปในกุฏิเอง ทำนองว่าจำเลยไม่ได้พราก เห็นว่า เกี่ยวกับการเข้าไปในห้องพักของจำเลยนั้น โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นพยานเบิกความต่อหน้านักสังคมสงเคราะห์ว่าก่อนออกจากบ้าน พยานขอเงินนายอดุลย์บิดา 5 บาท ไปโทรศัพท์หาเพื่อนที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้วเดินต่อไปที่วัดท่าข้ามเพราะงอนผู้เสียหายที่ 2 มารดาที่ชอบบ่น ขณะเดินเล่นอยู่ในวัดจำเลยเข้ามาพูดคุยแล้วชวนไปคุยกันที่กุฏิ พยานจึงเดินตามจำเลยไปและเข้าไปคุยกันในกุฏิ หลังจากคุยกันได้ประมาณ 30 นาทีจำเลยก็กระทำชำเราและบอกว่าจะรับผิดชอบ คืนนั้นพยานจึงนอนค้างกับจำเลยที่ห้องดังกล่าว ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า คืนเกิดเหตุขณะพยานอยู่ที่ห้องพักกับนายอ๊อฟ ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งเป็นเด็กวัด ผู้เสียหายที่ 1 ได้วิ่งเข้ามาในห้องด้วยท่าทางมอมแมม สอบถามแล้วได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1 จะมาหาเด็กที่ทำงานอยู่กับเครื่องเล่นรถปั๊ม แต่ถูกมารดาตามหาจึงวิ่งหลบเข้ามาในห้องของจำเลย จำเลยจะไปส่งบ้านแต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยอมไป สำหรับชั้นสอบสวนโจทก์มีร้อยตำรวจโทเข็มเพชร พนักงานสอบสวนเบิกความประกอบคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยว่า เมื่อพยานแจ้งข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำเลยให้การปฏิเสธโดยไม่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิด ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ให้การต่อหน้านักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการทำนองเดียวกับที่เบิกความต่อศาลว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ขอเงิน 5 บาท จากบิดาไปโทรศัพท์ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะก่อนแล้วจึงเดินไปเที่ยวที่วัดท่าข้าม ขณะเดินดูของตามร้านในวัดซึ่งงานรื่นเริงในวัดเลิกแล้วจำเลยได้เข้ามาพูดคุยแล้วชวนไปที่กุฏิในวัด ตามคำให้การ เห็นว่า คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 สอดคล้องรับสมกันอย่างไม่มีพิรุธ การเบิกความและการให้การดังกล่าวกระทำต่อหน้านักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้คอยพิทักษ์สิทธิประโยชน์ของผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะมีผู้ใดเสี้ยมสอนให้ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความหรือให้การต่างไปจากความจริง คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อรับฟังเป็นความจริงได้ ต่างจากคำเบิกความของจำเลยซึ่งไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุนเลย ชั้นสอบสวนตามคำให้การของจำเลย ซึ่งจำเลยได้รับแจ้งสิทธิให้พบและปรึกษาทนายความได้ จำเลยก็ไม่ได้ให้การว่าผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนีมารดาหลบเข้ามาอยู่ในห้องของจำเลยเองดังที่เบิกความต่อศาลแต่อย่างใด หากผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนีมารดามาจริง จำเลยก็น่าจะให้การต่อพนักงานสอบสวนตั้งแต่ต้นเพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเก็บข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้แล้วเพิ่งมาเปิดเผยในชั้นพิจารณา ที่จำเลยเบิกความว่า มีนายอ๊อฟ เด็กวัดคนหนึ่งอยู่ในห้องพักกับจำเลยด้วยตอนที่ผู้เสียหายที่ 1 วิ่งเข้ามา จำเลยก็ไม่นำนายอ๊อฟดังกล่าวมาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่อ้างว่าผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนีเข้ามาหลบอยู่ในห้องพักกับจำเลยเอง ทำนองว่าจำเลยไม่ได้ชักชวน จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปคุยกันที่กุฏิในวัดแล้วถือโอกาสกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ตามที่โจทก์นำสืบจริง จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารอีกกรรมหนึ่งตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดสองกรรมตามฟ้องชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยฎีกาในตอนท้ายว่าการสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบเพราะพนักงานสอบสวนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจำเลยก็มิได้แสดงไว้โดยชัดแจ้งว่าพนักงานสอบสวนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบอย่างไรจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคหนึ่ง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายนพพิจิตร อยู่อ่อง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายอภิสิทธิ์ ศิลาวิลาศภักดี
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11030/2554
#518403
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 19 เม็ด น้ำหนัก 1.77 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.327 กรัม แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องโดยใช้คำว่า "น้ำหนักสุทธิ" แต่ก็เห็นได้ว่าการใช้คำว่า "น้ำหนัก" เป็นการหมายถึงเฉพาะน้ำหนักของเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเท่านั้น ซึ่งมีความหมายเดียวกัน เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไปไว้ในครอบครอง ดังนี้ เมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจึงมีปริมาณต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 19 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครอง กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติของกฎหมาย ที่ให้ถือว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ลงโทษจำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยเป็นประการแรกว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำนวน 14 เม็ด หรือ 19 เม็ด เห็นว่า พยานผู้จับกุมเบิกความได้สอดคล้องต้องกันและพยานผู้จับกุมกับพนักงานสอบสวนต่างไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีเหตุให้ระแวงน่าสงสัยว่าพยานโจทก์จะกลั่นแกล้งและเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามความเป็นจริง แม้พยานผู้จับกุมจะตรวจค้นตัวจำเลยพบเมทแอมเฟตามีนเพียง 14 เม็ด ส่วนเมทแอมเฟตามีนอีก 5 เม็ด นั้น ถูกค้นพบในชุดลูกเสือซึ่งแขวนอยู่ภายในบ้านของจำเลย แต่จำเลยได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา อย่างสมเหตุผลถึงแหล่งที่มาของเมทแอมเฟตามีนของกลางว่าจำเลยซื้อมาจากนายเสริม คนขับรถบรรทุกสิบล้อ 20 เม็ด และเสพไปก่อนเจ้าพนักงานตำรวจจะเข้าตรวจค้น 1 เม็ด จึงทำให้เหลือเมทแอมเฟตามีนอยู่ 19 เม็ด และยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและภาพถ่าย เชื่อว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 19 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครอง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการต่อไปว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติว่า "การผลิต นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย...(2) แอมเฟตามีนหรืออนุพันธุ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป..." คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 19 เม็ด น้ำหนัก 1.77 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.327 กรัม แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องโดยใช้คำว่า "น้ำหนักสุทธิ" แต่ก็เห็นได้ว่าการใช้คำว่า "น้ำหนัก" เป็นการหมายถึง เฉพาะน้ำหนักของเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเท่านั้น ซึ่งมีความหมายเดียวกัน เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไปไว้ในครอบครอง ดังนี้ เมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจึงมีปริมาณต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) ดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 19 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครอง กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้นที่ให้ถือว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่าจำเลยมีเจตนามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษที่เป็นภัยร้ายแรง นอกจากจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของ ผู้เสพเองแล้ว ยังอาจเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมหลายประเภท ทั้งผู้เสพที่มีอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนยังอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและร่างกายผู้อื่นได้โดยง่าย จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเป็นจำนวนถึง 19 เม็ด น้ำหนัก 1.77 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ 0.327 กรัม ถือได้ว่ามีไว้ในครอบครองเป็นจำนวนมาก พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้โทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยจะไม่เกินสามปี ก็ไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3557/2541 ที่จำเลยอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายสุทาหรือสังข์ โตทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายรัชชา สุทธิมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11002/2554
#518398
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7(1) และมาตรา 8 และมีผลให้จำเลยไม่มีสิทธิยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในกรณีถูกฟ้องด้วย การประเมินภาษีส่วนนี้จึงเป็นอันยุติ และสืบเนื่องจากกรณีดังกล่าว ในส่วนภาษีการค้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยมิได้อุทธรณ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 ภาษีส่วนนี้จึงเป็นอันยุติเช่นกัน

แม้ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าราคาซื้อขายที่แท้จริงโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร อันต้องด้วยเหตุยกเว้นตามข้อความตอนแรกสุดของมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องใช้อายุความ 10 ปี หรือ 2 ปี ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ก็มีผลเพียงให้กรณีสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 1 ไม่มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะใน พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 จึงต้องใช้อายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 และการนับอายุความต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ซึ่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 ทวิ บัญญัติว่า ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ ดังนี้สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีอากรขาเข้าจึงอาจบังคับได้นับแต่วันที่จำเลยนำเข้าสินค้า ไม่อาจถือว่าต้องเริ่มนับแต่วันที่โจทก์ที่ 1 ตรวจพบการกระทำผิด อันจะมีผลให้วันเริ่มนับอายุความยาวนานไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด หรือจะเริ่มนับเมื่อใดก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการทำงานของโจทก์ที่ 1 จนอาจเป็นเวลาหลายสิบปีก็ได้ ย่อมไม่เป็นธรรมแก่ฝ่ายผู้เสียภาษีที่อาจไม่ได้หลีกเลี่ยงภาษี แต่ไม่ได้เก็บพยานหลักฐานไว้นานพอจะพิสูจน์ความบริสุทธ์ได้ เมื่อนับแต่วันนำเข้าถึงวันที่จำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินรวมถึงฟ้องคดีในภายหลังเกินกำหนดอายุความ 10 ปีแล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 1 จึงขาดอายุความ

สำหรับหนี้ค่าภาษีการค้า ภาษีส่วนท้องถิ่น และภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ป.รัษฎากรมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี นับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 และ 193/12 เช่นกัน และตาม ป.รัษฎากร มาตรา 78 จัตวา (เดิม) 78 เบญจ (1) (เดิม) และ 78/2 (1) บัญญัติทำนองเดียวกันว่า ความรับผิดในการเสียภาษีการค้าและภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการนำเข้าเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า วางหลักประกันอากรขาเข้า จึงเป็นกรณีที่โจทก์ที่ 2 อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นตามบทมาตรานี้ เมื่อนับแต่วันจำเลยชำระอากรขาเข้าถึงวันที่จำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินรวมทั้งฟ้องคดีในภายหลังเกินกำหนดอายุความ 10 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 2 จึงขาดอายุความ แต่การนำเข้าครั้งที่ 2 จำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2546 อันเป็นการกระทำที่ถือได้ว่ามีผลอย่างเดียวกับการฟ้องคดี เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากรรวมเป็นเงิน 4,827,193 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรแก่โจทก์ทั้งสองตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 064 33001 จำนวน 28,010 บาท ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0105 0036 2091 จำนวน 1,032,231 บาท ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0105 0116 5907 จำนวน 62,820 บาท และใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 1301 0097 0653 จำนวน 3,394,772 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,517,833 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยสั่งซื้อและนำสินค้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาในราชอาณาจักรรวม 4 ครั้ง จำเลยรับทราบการประเมินภาษีอากรดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยมิได้นำเงินค่าภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มเติมตามจำนวนที่ได้แจ้งไปชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองและมิได้อุทธรณ์การประเมิน สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการแรกที่ว่า ราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงไว้เป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดหรือไม่ ในปัญหานี้จำเลยอุทธรณ์ว่า ในการนำเข้าสินค้าของจำเลยได้ผ่านพิธีการศุลกากร โจทก์ที่ 1 ตรวจสอบและปล่อยสินค้าตามหลักเกณฑ์ของโจทก์ที่ 1 ทุกประการ ส่วนใบกำกับสินค้าที่โจทก์ทั้งสองนำส่งศาลเป็นสำเนาเอกสารซึ่งจะมีอยู่จริงหรือไม่ นายตรีทิพย์ กรรมการของจำเลยได้เบิกความยืนยันแล้วว่าไม่เคยเห็นเอกสารดังกล่าว เอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาอาจทำขึ้นภายหลังโดยพนักงานของจำเลยที่ถูกไล่ออกไปซึ่งเป็นผู้นำโจทก์ที่ 1 มาตรวจค้นแล้วนำมาใส่ไว้เพื่อกลั่นแกล้งจำเลยก็ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางรับฟังเอกสารดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง และการจ่ายเงินให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศบางครั้งเกินกว่าราคาสินค้าเนื่องจากมีการตกลงเกี่ยวกับการบริการติดตั้งด้วยมิใช่ราคาสินค้าแต่เพียงอย่างเดียวนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17 ) พ.ศ.2543 มาตรา 8 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 เป็นต้นไป บัญญัติว่า "ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน..." และมาตรา 112 อัฏฐารส ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยบทกฎหมายเดียวกันและมีผลใช้บังคับพร้อมกับมาตรา 112 ฉ บัญญัติว่า "ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์..." การประเมินอากรขาเข้าส่วนที่ขาดรายพิพาทจึงเป็นกรณีที่พระราชบัญญัติศุลกากรซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้คัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หลังจากจำเลยได้รับทราบการแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2546 วันที่ 21 มีนาคม 2546 และวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2547 ให้ชำระค่าภาษีอากรพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากโจทก์ที่ 1 ที่กล่าวอ้างว่าจำเลยหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินตามที่บัญญัติในมาตรา 112 ฉ จำเลยย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) และมาตรา 8 และย่อมมีผลให้จำเลยไม่มีสิทธิยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในกรณีถูกฟ้องเป็นคดีในชั้นศาลเพื่อมิให้ตนเองต้องชำระภาษีอากรตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินนั้นด้วย การประเมินภาษีส่วนนี้จึงเป็นอันยุติ และสืบเนื่องจากกรณีดังกล่าวในส่วนของภาษีการค้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามที่กำหนดในประมวลรัษฎากร มาตรา 30 ภาษีส่วนนี้เป็นอันยุติตามที่ได้ประเมินเช่นกัน จำเลยจึงต้องเสียภาษีอากรตามราคาสินค้าที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินของโจทก์ที่ 1 ที่ยุติไปแล้วนั้นจำเลยไม่อาจยกเหตุดังกล่าวขึ้นปฏิเสธความรับผิดตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองได้อีก ซึ่งปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 24 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และ มาตรา 142 (5)

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองและอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาเรื่องอายุความ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม บัญญัติว่า "เว้นแต่ในกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใด ๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใด ๆ นั้น ให้มีอายุความ 10 ปี แต่ในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิดให้มีอายุความ 2 ปี ทั้งนี้นับจากวันที่นำเข้าหรือส่งของออก" และแม้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าจำเลยสำแดงราคาสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่ำกว่าราคาซื้อขายที่แท้จริงโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร อันต้องด้วยเหตุยกเว้นตามข้อความตอนแรกสุดของมาตรา 10 ดังกล่าว จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องใช้อายุความ 10 ปี หรือ 2 ปี ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ก็ตาม ก็มีผลเพียงให้กรณีสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 1 ตามคำฟ้อง ไม่มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 จึงต้องใช้อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรที่มีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/31 และการนับอายุความนี้ก็ต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ซึ่งตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 ทวิ ก็ได้บัญญัติไว้ด้วยว่า ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ ดังนี้ สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีอากรขาเข้าในส่วนที่ขาดนี้จึงอาจบังคับได้นับแต่วันที่จำเลยนำเข้าสินค้า และไม่อาจถือว่าต้องเริ่มนับอายุความนับแต่วันที่โจทก์ที่ 1 ตรวจพบการกระทำผิด อันจะมีผลให้วันเริ่มนับอายุความอาจยาวนานไปได้ไม่มีวันสิ้นสุด หรือจะเริ่มนับเมื่อใดก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการทำงานของโจทก์ที่ 1 ยิ่งมีประสิทธิภาพต่ำก็ยิ่งมีแต่จะเริ่มนับอายุความช้าจนอาจเป็นเวลาหลายสิบปีก็ได้ ย่อมไม่เป็นธรรมแก่ฝ่ายผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่อาจไม่ได้หลีกเลี่ยงภาษี แต่ไม่ได้เก็บพยานหลักฐานไว้นานพอจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ จึงไม่มีเหตุผลที่จะตีความให้เริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 1 ตรวจพบการกระทำผิดตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัย และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยนำเข้าสินค้าครั้งที่ 1 ถึงที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2534 วันที่ 7 มีนาคม 2536 และวันที่ 29 ตุลาคม 2536 ตามลำดับ ซึ่งนับแต่วันดังกล่าวถึงวันที่จำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออกภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนเกี่ยวกับการนำเข้าครั้งที่ 1 และที่ 2 ในวันที่ 13 มีนาคม 2546 และครั้งที่ 3 ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2547 รวมถึงฟ้องคดีนี้ในภายหลังจึงเป็นการแจ้งการประเมินและฟ้องคดีนี้เกินกำหนดอายุความ 10 ปี แล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 1 ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองและจำเลยเกี่ยวกับอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 2 สำหรับหนี้ค่าภาษีการค้า ภาษีส่วนท้องถิ่น และภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขาดในส่วนการนำเข้าสินค้าครั้งที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น เห็นว่า สิทธิเรียกร้องเอาเงินค่าภาษีดังกล่าวนี้ในประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี นับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 และมาตรา 193/12 เช่นกันและตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 จัตวา (เดิม), 78 เบญจ (1) (เดิม) ในเรื่องภาษีการค้า และมาตรา 78/2 (1) ในเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้บัญญัติไว้ในทำนองเดียวกันว่าความรับผิดในการเสียภาษีการค้าและภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการนำเข้าเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้าวางหลักประกันอากรขาเข้า หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า จึงเป็นกรณีที่โจทก์ที่ 2 อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นตามบทมาตรานี้ ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยชำระอากรขาเข้าในการนำเข้าสินค้าครั้งที่ 1 วันที่ 24 มิถุนายน 2534 ครั้งที่ 2 วันที่ 20 พฤษภาคม 2536 และครั้งที่ 3 วันที่ 12 มกราคม 2537 ตามใบขนสินค้าขาเข้าเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 14 แผ่นที่ 25 และแผ่นที่ 32 ตามลำดับโดยนับแต่วันดังกล่าวถึงวันที่จำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออกภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการนำเข้าครั้งที่ 1 ในวันที่ 13 มีนาคม 2546 และครั้งที่ 3 ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2547 รวมทั้งการฟ้องคดีนี้ในภายหลังจึงเป็นการประเมินและฟ้องเกินกำหนดอายุความ 10 ปี สำหรับการนำเข้าครั้งที่ 1 และที่ 3 แล้ว สิทธิเรียกร้องหนี้ค่าภาษีอากรส่วนของโจทก์ที่ 2 สำหรับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจึงขาดอายุความ แต่ในส่วนการนำเข้าสินค้าครั้งที่ 2 จำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2546 อันเป็นการกระทำที่ถือได้ว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดีให้จำเลยชำระภาษีจึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง โดยระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความตามประมวลกฎหมายและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) และมาตรา 193/15 เมื่อโจทก์ที่ 2 ฟ้องคดีนี้วันที่ 9 กรกฎาคม 2547 จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระภาษีอากรแก่โจทก์ทั้งสองเฉพาะตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0105 - 00362091 เฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม 280,477 บาท เบี้ยปรับ 280,477 บาท เงินเพิ่ม 280,477 บาท และตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่1301 - 00970653 จำนวน 3,394,772 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/31
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ทวิ ม. 112 ฉ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8
ป.รัษฎากร ม. 30 ม. 78 จัตวา ม. 78 เบญจ ม. 78/2 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร ที่ 1 กับพวก
บริษัทแฮบบิแทท อินดัสตรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ
จำเลย — บริษัทโฮม แฮบบิแทท เฟอร์นิชชิ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10978/2554
#518456
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรฐานใดฐานหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานรับของโจร ต้องถือว่าศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยเต็มตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เพื่อให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 93, 335, 357 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาอุปกรณ์รถยนต์แทรกเตอร์ที่หายไปเป็นเงิน 55,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาอุปกรณ์รถยนต์แทรกเตอร์ที่หายไปเป็นเงิน 55,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาอุปกรณ์รถยนต์แทรกเตอร์ที่หายไป เป็นเงิน 55,000 บาท แก่ผู้เสียหาย กับคำขอให้เพิ่มโทษ และยกฟ้องข้อหาลักทรัพย์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง มีคนร้ายลักรถยนต์แทรกเตอร์ หมายเลขทะเบียน ต - 2191 พิจิตร ของนายวิทยา ผู้เสียหาย ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมรถยนต์แทรกเตอร์ของผู้เสียหายอยู่ในความครอบครองของจำเลยยึดไว้เป็นของกลาง ตามบัญชีของกลางคดีอาญา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรฐานใดฐานหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานรับของโจร ต้องถือว่าศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยเต็มตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว โจทก์ร่วมไม่อาจฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อให้ลงโทษจำเลยเป็นอย่างอื่นได้อีก ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า เพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ได้หรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับโดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ ดังนั้น เมื่อความผิดที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยได้ต้องโทษและพ้นโทษแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องคืนหรือใช้ราคาอุปกรณ์รถยนต์แทรกเตอร์ที่หายไปเป็นเงิน 55,000 บาท แก่ผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมรถยนต์แทรกเตอร์ของผู้เสียหายอยู่ในความครอบครองของจำเลย แต่ผาลดันหน้าและผาลท้ายซึ่งเป็นอุปกรณ์รถยนต์แทรกเตอร์ของผู้เสียหายหายไป นั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในคดีว่าจำเลยเป็นผู้ทำให้รถยนต์แทรกเตอร์ของผู้เสียหายตกอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ โดยถอดผาลดันหน้าและผาลท้ายซึ่งเป็นอุปกรณ์รถยนต์แทรกเตอร์ออกไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาอุปกรณ์รถยนต์แทรกเตอร์ที่หายไปเป็นเงิน 55,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม ม. 195
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 335 (7) ม. 335 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นายสุวรรณ์ แก้วศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายธีรวัฒน์ ปราบไกรสีห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมชาย ธารณธรรม
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10976/2554
#513599
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์เป็นการลักทรัพย์โดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า หมายถึง กิริยาที่หยิบหรือจับเอาทรัพย์ไปโดยเร็วรวมเป็นการกระทำอันเดียวกับการเอาไป และขณะที่ถูกเอาทรัพย์ไปผู้นั้นรู้สึกตัวหรือเห็นการฉกฉวยเอาทรัพย์นั้นไปด้วย การที่จำเลยดึงเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่จากกระเป๋ากางเกงของเด็กหญิง บ. แล้วเด็กหญิง บ. รู้สึกถึงการถูกดึงจึงใช้มือจับจนถูกมือของจำเลย จึงอยู่ในความหมายของการลักทรัพย์โดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามฟ้องแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 และให้จำเลยคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือใช้ราคา 2,800 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติเบื้องต้นว่า มีคนร้ายดึงเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนางละออง ผู้เสียหาย ซึ่งอยู่ในกระเป๋าด้านหลังของกางเกงที่นางสาวบุษรินทร์ บุตรสาวของผู้เสียหายสวมใส่อยู่

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีเด็กหญิงบุษรินทร์เป็นพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความยืนยัน พยานมีโอกาสเห็นจำเลยก่อนที่จำเลยจะดึงเอาโทรศัพท์ และพยานรู้สึกตัวในทันทีที่จำเลยดึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ พยานจึงเอามือไปจับกระเป๋ากางเกงและยังไปถูกมือของจำเลยด้วย พยานเป็นเด็กอายุเพียง 13 ปี ไม่เคยรู้จักและมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ทั้งในขณะนั้นไม่มีบุคคลอื่นที่อยู่ใกล้ชิดพยานอีกอันจะทำให้เป็นไปได้ว่าคนร้ายเป็นผู้อื่นเพราะเมื่อเกิดเหตุพยานก็ระบุทันทีว่าคนร้ายสวมเสื้อยืดสีเหลืองนุ่งกางเกงขาสั้นลายพรางทหาร ซึ่งจำเลยยอมรับว่าจำเลยแต่งกายลักษณะดังกล่าวและไม่มีบุคคลอื่นแต่งกายคล้ายคลึงกับจำเลย เชื่อว่า พยานปากดังกล่าวรู้สึกตัวขณะจำเลยลักเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ไป ส่วนผู้เสียหายเบิกความถึงเหตุการณ์ต่อมาว่า เด็กหญิงบุษรินทร์บอกว่าถูกดึงเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ไป และชี้มาที่จำเลยกับบอกลักษณะการแต่งตัวของจำเลยทันที ผู้เสียหายเดินตามจำเลย จำเลยเดินเร็วขึ้น เมื่อผู้เสียหายเดินตามทันและถามจำเลยถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำเลยปฏิเสธและรูดซิปเปิดกระเป๋ากางเกงของจำเลยให้ดู 2 ใบ และดูในถุงพลาสติกที่จำเลยถือไม่พบโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าเสื้อและกางเกงของจำเลยมีกระเป๋าหลายใบผู้เสียหายไม่มีโอกาสได้ดูจนทั่ว และเด็กหญิงบุษรินทร์เบิกความว่าเห็นจำเลยเอาโทรศัพท์ไว้แนบที่ขา แต่ไม่ได้มีการค้นหาในตำแหน่งดังกล่าว เมื่อไม่พบโทรศัพท์เคลื่อนที่ผู้เสียหายถามเด็กหญิงบุษรินทร์อีกครั้งหนึ่งว่าจำคนผิดหรือไม่ เด็กหญิงบุษรินทร์ยังยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายและจำคนไม่ผิด การที่ผู้เสียหายเบิกความเช่นนี้ย่อมแสดงว่าในขณะเกิดเหตุนั้นผู้เสียหายไม่ได้คิดปรักปรำจำเลย ทั้งผู้เสียหายไม่เคยรู้จักกับจำเลยมาก่อนและได้ความอีกว่าต่อมาในภายหลังเมื่อบิดาของจำเลยนำเงินมามอบให้ผู้เสียหายจึงทราบว่าบิดาของจำเลยเป็นญาติกับบิดาของผู้เสียหาย การที่ผู้เสียหายคงเบิกความยืนยันตรงกันกับที่ให้การไว้ในชั้นสอบสวน เชื่อว่า ผู้เสียหายเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้เบิกความปรักปรำให้จำเลยต้องรับโทษ พยานหลักฐานโจทก์จึงสมเหตุผลมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ลักเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่จากเด็กหญิงบุษรินทร์ ส่วนพยานหลักฐานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเป็นทรัพย์ถูกประทุษร้ายนั้นมีอยู่จริงหรือไม่เพราะโจทก์ไม่มีใบเสร็จรับเงินการซื้อขายมาแสดง ผู้เสียหายสามารถขอค้นกระเป๋ากางเกงใบอื่นได้ แต่ผู้เสียหายก็ไม่กระทำ และโจทก์ไม่ได้นำนายเต่าผู้ที่เห็นเหตุการณ์มาเบิกความ พยานหลักฐานโจทก์จึงเป็นพิรุธ ปรากฏว่าจำเลยไม่เคยนำสืบโต้แย้งว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายไม่มีอยู่จริง ส่วนการขอดูกระเป๋ากางเกงจำเลย จำเลยก็นำสืบว่าในขณะนั้นจำเลยให้ผู้เสียหายตรวจดูจนเป็นที่พอใจแล้ว ส่วนนายเต่าไม่รู้เห็นการกระทำความผิด การที่โจทก์ไม่ได้นำเข้าเบิกความจึงไม่เป็นพิรุธแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดจริงจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยไม่ใช่การลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า แต่เป็นการลักทรัพย์ในขณะที่เด็กหญิงบุษรินทร์เผลออันเป็นการลอบลัก จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์เท่านั้น เห็นว่า ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์เป็นการลักทรัพย์โดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ซึ่งหมายถึงกิริยาที่หยิบหรือจับเอาทรัพย์ไปโดยเร็วรวมเป็นการกระทำอันเดียวกับการเอาไป และขณะที่ถูกเอาทรัพย์ไปผู้นั้นรู้สึกตัวหรือเห็นการฉกฉวยเอาทรัพย์นั้นไปด้วย ดังนั้นการที่จำเลยดึงเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่จากกระเป๋ากางเกงของเด็กหญิงบุษรินทร์ แล้วเด็กหญิงบุษรินทร์รู้สึกถึงการถูกดึงจึงใช้มือจับจนถูกมือของจำเลยจึงอยู่ในความหมายของการลักทรัพย์โดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า อันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามฟ้องแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็แก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่โจทก์ไม่ได้ฎีกาศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขเพิ่มโทษที่ลงแก่จำเลยได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นางสาวชไมพร สิกขะโต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวเฉลิมพร ดีพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางประทานพร ยอดปัญญา
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
สมควร วิเชียรวรรณ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา