คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4374/2566
#698612
เปิดฉบับเต็ม

ชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติที่โจทก์นำเข้ามาตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทมีชิ้นส่วนอุปกรณ์ชุดหัวเทียน (Spark Plug) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติที่โจทก์นำเข้ามานั้นเป็นระบบเชื้อเพลิงเดียว (Dedicated) ชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติที่โจทก์นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทจึงไม่ใช่ชุดอุปกรณ์การใช้ก๊าซธรรมชาติในรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลโดยอัตโนมัติ (ดีเซล ดูเอล ฟูแอล คอนเวอร์ชัน คิท) ที่ใช้เชื้อเพลิงร่วมระหว่างก๊าชธรรมชาติกับน้ำมันดีเซล ไม่จัดเป็นของตามพิกัดอัตราศุลกากร ประเภทย่อย 9032.89 (รายการ - - ที่ 4) และ 9032.89.39 รหัสย่อย 03 (ตามช่วงเวลานำเข้า) ที่จะได้รับยกเว้นอากร ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและการยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2548 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 10) ลงวันที่ 21 เมษายน 2552 และบัญชีท้ายประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว ดังนั้น สินค้าชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติในรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลโดยอัตโนมัติที่โจทก็นำเข้าจึงจัดอยู่ในพิกัดอัตราศุลกากรประเภทย่อย 9032.89 อื่น ๆ และ 9032.89.39 รหัสย่อย 29 อื่น ๆ (ตามช่วงเวลานำเข้า) อัตราอากรร้อยละ 10

โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาทโดยสำแดงพิกัดอัตราศุลกากรไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้ชำระอากรขาเข้าขาดพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงได้แจ้งการประเมินไปยังโจทก์ให้ชำระอากรที่ขาด ไม่ใช่กรณีคำนวณอากรผิดซึ่งมีอายุความ 2 ปี นับจากวันที่นำของเข้า แต่เป็นกรณีมีอายุความ 10 ปี นับจากวันที่นำของเข้าไม่ว่าเป็นกรณีมีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 หรือกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง แต่จำเลยที่ 1 เรียกอากรที่ขาดไปเพราะเหตุเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใด ๆ ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคสาม ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ ดังนั้น ไม่ว่ามีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรหรือไม่ ก็มีอายุความ 10 ปี นับจากวันที่นำของเข้าแตกต่างเฉพาะตัวบทกฎหมายที่อ้างอิงเท่านั้น เมื่อปรากฎข้อเท็จจริงว่าโจทก์นำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าพิพาทระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม 2549 ถึง วันที่ 5 พฤศจิกายน 2550 และระหว่างวันที่ 24 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมิน เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2556 ซึ่งการประเมินดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบังคับไว้เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องในทางหนี้ภาษีอากรภายในอายุความ 10 ปี นับจากวันที่นำของเข้า และถือเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิของเจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) นับแต่วันที่โจทก์ได้รับแจ้งการประเมิน สิทธิเรียกร้องค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงเหตุที่ไม่ต้องรับผิดในเบี้ยปรับเงินเพิ่มอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มและยังขอให้ศาลลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์แล้ว แม้จะไม่ได้ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องให้ชัดเจนว่า ขอให้ศาลลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องและการที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องข้อ 2. ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนการเรียกเก็บอากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ พอจะอนุมานได้ว่าการขอให้เพิกถอนการเรียกเก็บเบี้ยปรับและเงินเพิ่มดังกล่าวหมายความรวมถึงการขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มด้วยนั่นเอง ทั้งศาลภาษีอากรกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วยว่า โจทก์ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยในประเด็นนี้เพราะเห็นว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องจึงไม่ชอบ เห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยก่อน สำหรับในส่วนเงินเพิ่มอากรขาเข้านั้น เห็นว่า โจทก์และผู้ประกอบการที่นำเข้าชุดควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลต่างเข้าใจโดยสุจริตว่า ชุดอุปกรณ์สำหรับดัดแปลงเครื่องยนต์ดีเซลให้ใช้ก๊าซธรรมชาติระบบเดียว (Dedicated NGV) ที่ใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติร้อยเปอร์เซนต์ ได้รับยกเว้นอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง โจทก์จึงไม่มีเจตนาที่จะสำแดงประเภทพิกัดของสินค้าพิพาทเป็นเท็จ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความรับผิดของโจทก์ในการชำระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่โจทก์สำแดงเท็จในใบขนสินค้าตามฟ้อง แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการชำระอากรเพิ่ม เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาด และเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจอากรตรวจพบตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง สำหรับในส่วนเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มอันสืบเนื่องจากโจทก์สำแดงพิกัดอัตราศุลกากรไม่ถูกต้องด้วยความเข้าใจของโจทก์เอง กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะงดหรือลดเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ แต่ในส่วนเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เมื่อโจทก์สำแดงพิกัดอัตราศุลกากรในสินค้าพิพาทโดยความเข้าใจที่สุจริตประกอบกับโจทก์ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษี จึงให้ลดเบี้ยปรับลงเหลือร้อยละ 50

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน/การเรียกเก็บอากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ ตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) เลขที่ 3300161/29 - 3 - 56 ถึง 3300190/29 - 3 - 56 และ 3302036/29 - 3 - 56 ถึง 3302047/1 - 4 - 56 (ที่ถูกคือ ที่ กค0521 (6) 3300161/29 - 03 - 2556 ถึง 3300190/29 - 03 - 2556 และ กค0521 (6) 3-3-02036 ถึง 3-3-02047) เพิกถอนการเรียกเก็บอากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ 42 ฉบับ เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ กอ40.3/22/2562/ป3/2562 (3.7) ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2562

จำเลยทั้งแปดให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยทั้งแปดรวมเป็นเงิน 40,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าจากโจทก์ได้ไม่เกินกว่าอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า สินค้าพิพาทจัดอยู่ในพิกัดอัตราศุลกากรประเภทย่อย 9032.89 อื่น ๆ และ 9032.89.39 รหัสย่อย 29 อื่น ๆ (ตามช่วงเวลานำเข้า) หรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและการยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2548 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 10) ลงวันที่ 21 เมษายน 2552 และบัญชีท้ายประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะโจทก์นำเข้าสินค้าพิพาท ระบุพิกัดประเภทย่อย 9032.89 (รายการ - - ที่ 4) และ 9032.89.39 รหัสย่อย 03 ตามช่วงเวลานำเข้าว่า เฉพาะชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติในรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลโดยอัตโนมัติ ประเภทภายในวงเล็บ คือ ดีเซล ดูเอล ฟูแอล คอนเวอร์ชัน คิท เท่านั้น ที่ได้รับยกเว้นอากรตามช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งการจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ โดยหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 1 บัญญัติว่า "...การจำแนกประเภทให้จำแนกตามความของประเภทนั้น ๆ ตามหมายเหตุของหมวดหรือของตอนที่เกี่ยวข้องและตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้ หากว่าประเภทหรือหมายเหตุดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น" ข้อ 3 บัญญัติว่า "ของที่อาจจำแนกประเภทได้ตั้งแต่สองประเภทขึ้นไป...ให้จำแนกประเภทโดยถือหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ ...(ข) ของผสม ของรวม ที่ประกอบด้วยวัตถุต่างชนิดกันหรือทำขึ้นจากองค์ประกอบต่างกันและของที่จัดทำขึ้นเป็นชุดเพื่อการขายปลีก ซึ่งไม่อาจจำแนกประเภทตามหลักเกณฑ์ข้อ 3 (ก) ได้ ให้จำแนกประเภทโดยถือเสมือนว่าของนั้นประกอบด้วยวัตถุหรือองค์ประกอบที่แสดงลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของของนั้นเท่าที่จะใช้หลักนี้ได้..." และข้อ 6 บัญญัติว่า "ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทของของเข้าในประเภทย่อยของประเภทใดประเภทหนึ่งให้เป็นไปตามความของประเภทย่อยที่เกี่ยวข้องและตามหลักเกณฑ์ข้างต้นโดยอนุโลม โดยพิจารณาเปรียบเทียบในระหว่างประเภทย่อยที่อยู่ในระดับเดียวกัน ตามวัตถุประสงค์ของหลักเกณฑ์นี้ให้ใช้หมายเหตุของหมวดและของตอนที่เกี่ยวข้องด้วย เว้นแต่จะมีข้อความระบุไว้เป็นอย่างอื่น" ...พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติที่โจทก์นำเข้ามาตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทมีชิ้นส่วนอุปกรณ์ชุดหัวเทียน (Spark Plug) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติที่โจทก์นำเข้ามานั้นเป็นระบบเชื้อเพลิงเดียว (Dedicated) ชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติที่โจทก์นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทจึงไม่ใช่ชุดอุปกรณ์การใช้ก๊าซธรรมชาติในรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลโดยอัตโนมัติ (ดีเซล ดูเอล ฟูแอล คอนเวอร์ชัน คิท) ที่ใช้เชื้อเพลิงร่วมระหว่างก๊าซธรรมชาติกับน้ำมันดีเซล ไม่จัดเป็นของตามพิกัดอัตราศุลกากร ประเภทย่อย 9032.89 (รายการ - - ที่ 4) และ 9032.89.39 รหัสย่อย 03 (ตามช่วงเวลานำเข้า) ที่จะได้รับยกเว้นอากร ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและการยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2548 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 10) ลงวันที่ 21 เมษายน 2552 และบัญชีท้ายประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติที่โจทก์นำเข้าจัดอยู่ในประเภทย่อย 9032.89 (รายการ - - ที่ 1) และ 9032.89.39 รหัสย่อย 01 (ตามช่วงเวลานำเข้า) นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในฟ้อง จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252, 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 ดังนั้น สินค้าชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติในรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลโดยอัตโนมัติที่โจทก์นำเข้าจึงจัดอยู่ในพิกัดอัตราศุลกากร ประเภทย่อย 9032.89 อื่น ๆ และ 9032.89.39 รหัสย่อย 29 อื่น ๆ (ตามช่วงเวลานำเข้า) ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและการยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2548 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 10) ลงวันที่ 21 เมษายน 2552 อัตราอากรร้อยละ 10 การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า สิทธิเรียกร้องค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาทโดยสำแดงพิกัดอัตราศุลกากรไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้ชำระอากรขาเข้าขาด พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงได้แจ้งการประเมินไปยังโจทก์ให้ชำระอากรที่ขาด ไม่ใช่กรณีคำนวณอากรผิดซึ่งมีอายุความ 2 ปี นับจากวันที่นำของเข้า ตามที่โจทก์ฎีกา แต่เป็นกรณีมีอายุความ 10 ปี นับจากวันที่นำของเข้าไม่ว่าเป็นกรณีมีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 หรือกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง แต่จำเลยที่ 1 เรียกอากรที่ขาดไปเพราะเหตุเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใด ๆ ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคสาม ดังนั้น ไม่ว่ามีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรหรือไม่ ก็มีอายุความ 10 ปี นับจากวันที่นำของเข้า แตกต่างเฉพาะตัวบทกฎหมายที่อ้างอิงเท่านั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์นำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าพิพาทระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม 2549 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2550 และระหว่างวันที่ 24 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2556 ซึ่งการประเมินดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบังคับไว้เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องในทางหนี้ภาษีอากรภายในอายุความ 10 ปี นับจากวันที่นำของเข้า และถือเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิของเจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี อายุความย่อมสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) นับแต่วันที่โจทก์ได้รับแจ้งการประเมิน สิทธิเรียกร้องค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้วินิจฉัยประเด็นการลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์เป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์นำเข้าสินค้าชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติสำแดงพิกัดด้วยความสุจริต โจทก์ไม่มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงการเสียอากรในสินค้านำเข้าแต่อย่างใด โจทก์ได้กระทำตามหลักเกณฑ์ขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดทุกประการโดยสุจริต โปร่งใส ไม่เคยมีประวัติเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภาษีอากร จำเลยทั้งแปดไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับ เงินเพิ่มใด ๆ จากโจทก์ โจทก์มิได้จงใจไม่ชำระเงินอากรให้ครบถ้วนและไม่ได้มีเจตนาไม่ชำระค่าอากร แต่เกิดจากการที่โจทก์และจำเลยทั้งแปดตีความเรื่องการนำเข้าสินค้าชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่ในประเภทพิกัดไม่ตรงกัน ขอให้ศาลภาษีอากรกลางโปรดงดหรือลดเงินเพิ่มและงดหรือลดเบี้ยปรับ ตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) 42 ฉบับ ให้แก่โจทก์ด้วย และมีคำขอท้ายฟ้องว่า ข้อ 1. ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ... ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทั้งสิ้น ข้อ 2. ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนการเรียกเก็บอากรภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ 42 ฉบับ ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทั้งสิ้น ข้อ 3. ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยที่ กอ40.3/22/2562/ป3/2562(3.7) ฉบับลงวันที่ 16 สิงหาคม 2562 ของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 เห็นได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงเหตุที่ไม่ต้องรับผิดในเบี้ยปรับเงินเพิ่มอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มและยังขอให้ศาลลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์แล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องให้ชัดเจนว่า ขอให้ศาลลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องและการที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องข้อ 2. ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนการเรียกเก็บอากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ พอจะอนุมานได้ว่าการขอให้เพิกถอนการเรียกเก็บเบี้ยปรับและเงินเพิ่มดังกล่าวหมายความรวมถึงการขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มด้วยนั่นเอง ทั้งศาลภาษีอากรกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วยว่า โจทก์ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยในประเด็นนี้เพราะเห็นว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 และมาตรา 24 จึงไม่ชอบ แต่เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายได้นำสืบพยานหลักฐานมาครบถ้วนกระบวนความแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและไม่ให้คดีต้องเนิ่นช้าออกไป เห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยก่อน สำหรับในส่วนเงินเพิ่มอากรขาเข้านั้นพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์และผู้ประกอบการที่นำเข้าชุดควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติในรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลต่างเข้าใจโดยสุจริตว่า ชุดอุปกรณ์สำหรับดัดแปลงเครื่องยนต์ดีเซลให้ใช้ก๊าซธรรมชาติระบบเดียว (Dedicated NGV) ที่ใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติร้อยเปอร์เซนต์ ได้รับยกเว้นอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง โจทก์จึงไม่มีเจตนาที่จะสำแดงประเภทพิกัดของสินค้าพิพาทเป็นเท็จ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความรับผิดของโจทก์ในการชำระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่โจทก์สำแดงเท็จในใบขนสินค้าตามฟ้อง แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการชำระอากรเพิ่ม เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาด และเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจอากรตรวจพบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระเงินเพิ่ม ตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง สำหรับในส่วนเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มอันสืบเนื่องจากโจทก์สำแดงพิกัดอัตราศุลกากรไม่ถูกต้องด้วยความเข้าใจของโจทก์เองกรณีจึงไม่มีเหตุที่จะงดหรือลดเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ แต่ในส่วนเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เมื่อโจทก์สำแดงพิกัดอัตราศุลกากรในสินค้าพิพาทโดยความเข้าใจที่สุจริตประกอบกับโจทก์ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษี จึงให้ลดเบี้ยปรับลงเหลือร้อยละ 50

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ที่ กค 0521 (6) 3300161/29-03-2556 ถึง 3300190/29-03-2556 และ ที่ กค 0521 (6)/3-3-02036 ถึง 3-3-02047 รวม 42 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ กอ40.3/22/2562/ป3/2562(3.7) ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2562 โดยให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มอากรขาเข้า และให้ลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มลงเหลือร้อยละ 50 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 วรรคสาม ม. 102 ตรี (3) ม. 112 จัตวา วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 193/14 (5) ม. 193/31 ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
- นายบุญเขตร์ พุ่มทิพย์
ชื่อองค์คณะ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
กีรติ ตั้งธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4370/2566
#699743
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จะเป็นเรื่องลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 ต้องเป็นการที่บุคคลใดได้ทรัพย์สิ่งใดมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งเสียเปรียบ คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าบำเหน็จและเงินผลประโยชน์ที่รับไปแก่โจทก์เนื่องจากมีการยกเลิกกรมธรรม์และบอกล้างกรมธรรม์แก่ผู้เอาประกัน ซึ่งเงินค่าบำเหน็จและเงินผลประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากโจทก์ไปเป็นการรับไว้ในฐานะตัวแทนประกันชีวิตของโจทก์ตามสัญญาข้อตกลงแต่งตั้งตัวแทน จึงเป็นการรับเงินไว้โดยมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ มิใช่เรื่องลาภมิควรได้ เมื่อปรากฏต่อมาว่าโจทก์ยกเลิกกรมธรรม์และบอกล้างกรมธรรม์แก่ผู้เอาประกันรายที่จำเลยที่ 1 และทีมงานชักชวนให้มาทำประกันชีวิตกับโจทก์ อันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องคืนเบี้ยประกันให้ผู้เอาประกัน จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าบำเหน็จและเงินผลประโยชน์ที่ได้รับสำหรับผู้เอาประกันรายดังกล่าวแก่โจทก์ และโจทก์มีสิทธิเรียกเงินดังกล่าวคืนได้ตามเงื่อนไขและข้อตกลงในสัญญาข้อตกลงแต่งตั้งตัวแทน เมื่อโจทก์บอกกล่าวทวงถามเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์จึงใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนฐานผิดสัญญา มิใช่กรณีเรียกคืนฐานลาภมิควรได้ จะนำเอาอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 มาใช้บังคับกับกรณีนี้ไม่ได้ และเมื่อการใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าบำเหน็จและเงินผลประโยชน์ที่ได้รับจากการเป็นตัวแทนประกันชีวิตกรณีโจทก์ยกเลิกกรมธรรม์และบอกล้างกรมธรรม์ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 อายุความในคดีนี้จึงมีระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 170,756.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 145,971 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 98,641 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระเงิน 22,742 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน แต่ดอกเบี้ยของต้นเงินแต่ละจำนวนให้คิดได้ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 และวันที่ 28 สิงหาคม 2561 ตามลำดับ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นเป็นเงิน 6,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการรับประกันชีวิต เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2551 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเป็นตัวแทนประกันชีวิตให้แก่โจทก์ตกลงกันว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชักชวนบุคคลให้มาประกันชีวิตกับโจทก์โดยโจทก์ตกลงจ่ายเงินบำเหน็จให้เป็นค่าตอบแทน และหากจำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าหน่วยหรือหัวหน้าศูนย์การขายก็จะได้รับเงินผลประโยชน์เรียกว่าค่าจัดงานอีกต่างหาก ทั้งนี้ มีเงื่อนไขข้อตกลงว่า ในกรณีที่โจทก์ต้องคืนเบี้ยประกันให้แก่ผู้ขอประกันชีวิต ผู้เอาประกันชีวิต หรือสัญญาประกันชีวิตตกเป็นโมฆียะ จำเลยที่ 1 จะต้องคืนเงินค่าบำเหน็จและเงินผลประโยชน์ที่รับไปทั้งหมดแก่โจทก์ตามสัญญาข้อตกลงแต่งตั้งตัวแทน สัญญาดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันในวงเงิน 100,000 บาท ตามหนังสือค้ำประกัน ต่อมาโจทก์แต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้บริหารศูนย์การขาย สาขาอโศก จากนั้นจำเลยที่ 1 และทีมงานชักชวนผู้เอาประกันหลายรายให้มาทำประกันชีวิตกับโจทก์ ซึ่งรวมถึงผู้เอาประกันรายนางรัชฎา และนายอาภากร โจทก์จ่ายเงินค่าบำเหน็จและเงินผลประโยชน์ให้จำเลยที่ 1 สำหรับรายนางรัชฎาเป็นเงิน 98,641 บาท และรายนายอาภากรเป็นเงิน 22,742 บาท จำเลยที่ 1 ลาออกจากการเป็นตัวแทนของโจทก์เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2561 ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 โจทก์ยกเลิกกรมธรรม์ของนางรัชฎา และวันที่ 24 กรกฎาคม 2561 โจทก์บอกล้างกรมธรรม์ของนายอาภากร คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่จะเป็นเรื่องลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 นั้น ต้องเป็นการที่บุคคลใดได้ทรัพย์สิ่งใดมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งเสียเปรียบ คดีนี้ตามฟ้องโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าบำเหน็จและเงินผลประโยชน์ที่รับไปให้แก่โจทก์เนื่องจากมีการยกเลิกกรมธรรม์และบอกล้างกรมธรรม์แก่ผู้เอาประกัน ซึ่งเงินค่าบำเหน็จและเงินผลประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากโจทก์ไปเป็นการรับไว้ในฐานะตัวแทนประกันชีวิตของโจทก์ตามสัญญาข้อตกลงแต่งตั้งตัวแทนจึงเป็นการรับเงินไว้โดยมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ มิใช่เรื่องลาภมิควรได้ เมื่อปรากฏต่อมาว่า โจทก์ยกเลิกกรมธรรม์และบอกล้างกรมธรรม์แก่ผู้เอาประกันรายที่จำเลยที่ 1 และทีมงานชักชวนให้มาทำประกันชีวิตกับโจทก์ อันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องคืนเบี้ยประกันให้ผู้เอาประกัน จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าบำเหน็จและเงินผลประโยชน์ที่ได้รับสำหรับผู้เอาประกันรายดังกล่าวแก่โจทก์ และโจทก์มีสิทธิเรียกเงินดังกล่าวคืนได้ อันเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อตกลงในสัญญาข้อตกลงแต่งตั้งตัวแทน ข้อ 10 ซึ่งเมื่อโจทก์บอกกล่าวทวงถามเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์จึงใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนฐานผิดสัญญา มิใช่กรณีเรียกคืนฐานลาภมิควรได้ จะนำเอาอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 มาใช้บังคับกับกรณีนี้ไม่ได้ และเมื่อการใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าบำเหน็จและเงินผลประโยชน์ที่ได้รับจากการเป็นตัวแทนประกันชีวิตกรณีโจทก์ยกเลิกกรมธรรม์และบอกล้างกรมธรรม์เช่นนี้ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ดังนั้น อายุความในคดีนี้จึงมีระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามสัญญา เมื่อโจทก์ยกเลิกกรมธรรม์ของนางรัชฎาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 และบอกล้างกรมธรรม์ของนายอาภากรเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2561 โดยโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 จึงเป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในส่วนดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นกำหนดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง และศาลฎีกายังคงให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดแก่โจทก์ แต่เนื่องจากได้มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ กรณีจึงต้องบังคับใช้ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในส่วนดอกเบี้ยให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 406 ม. 419
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — นางสาว ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นางสาวอุมาพร สุขวุฒิไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุชาติ เตชะสวัสดิ์วิทย์
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
อาคม รุ่งแจ้ง
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4367/2566
#697980
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของจำเลยลงวันที่ 4 มีนาคม 2565 ที่ขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่นั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้ทำการไต่สวน แต่ศาลชั้นต้นก็ได้พิจารณาคำร้องของจำเลยแล้วและเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากคำร้องแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วโดยไม่จำต้องไต่สวน จึงมีคำสั่งให้งดการไต่สวน และทำความเห็นพร้อมส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งการจะงดการไต่สวนหรือทำการไต่สวนไปเป็นอำนาจโดยทั่วไปของศาลชั้นต้นหากเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว โดยพิจารณาเพียงจากคำร้องของจำเลย ศาลชั้นต้นก็อาจสั่งให้งดการไต่สวนได้ การดำเนินการในส่วนนี้ของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว และเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ได้มีคำวินิจฉัยไปโดยมิได้มีคำสั่งให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของจำเลยก่อนแต่อย่างใด โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้อย่างแจ้งชัดว่าคำร้องของจำเลยอ้างแต่เพียงว่ามี ม. ประจักษ์พยาน ซึ่งเป็นพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี ที่รู้เห็นว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดเท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้ออ้างโดยละเอียดชัดแจ้งเพื่อให้เห็นว่าพยานหลักฐานใหม่มีความเป็นมาอย่างไร เหตุใดจำเลยจึงมิได้นำ ม. มาพิสูจน์ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตั้งแต่แรก ที่สำคัญพยานหลักฐานใหม่นั้นมีความสำคัญแก่คดีมากพอที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาที่ได้พิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้วหรือไม่ เมื่อคำร้องมิได้อ้างเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งเช่นนี้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี คำร้องของจำเลยจึงไม่มีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ให้ยกคำร้อง คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดังกล่าว เป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องแล้ว โดยฟังว่าคำร้องของจำเลยไม่มีมูลเพียงพอที่จะฟังว่ามีพยานหลักฐานใหม่อันควรให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ซึ่งตามพ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า หากศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำร้องนั้นไม่มีมูล ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้น และในวรรคสองบัญญัติว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด ดังนั้น เมื่อคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่สั่งว่าคำร้องของจำเลยไม่มีมูลและให้ยกคำร้อง จึงถึงที่สุดแล้ว การยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ของจำเลยดังกล่าวจึงสิ้นสุด ไม่อาจดำเนินการใดต่อไปได้อีก เนื่องจากมาตรา 18 ระบุไว้อย่างแจ้งชัดว่า คำร้องเกี่ยวกับผู้ต้องรับโทษอาญาคนหนึ่งให้ยื่นได้เพียงครั้งเดียว ดังนั้น เมื่อคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 4 มีนาคม 2565 ถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ฉบับลงวันที่ 16 สิงหาคม 2565 ได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
เดิมศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 6 กระทง ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวม 6 กระทง รวมจำคุก 6 ปี 24 เดือน ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 200,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 200,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 200,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 500,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 280,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 250,000 บาท และผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 200,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 6 กระทง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวมจำคุก 48 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 4 มีนาคม 2565 ขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ อ้างว่ามีนางมยุรี เป็นพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีแสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้งดการไต่สวนและทำความเห็นพร้อมส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยมิได้อ้างเหตุโดยละเอียดชัดแจ้ง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี คำร้องของจำเลยจึงไม่มีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 16 สิงหาคม 2565 ขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่อีก โดยอ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่คือนางมยุรี ทิพย์แดง และเอกสารการเดินบัญชีธนาคาร ก. ของนางมยุรี และของจำเลยเอง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยเคยยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง จึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 18 ที่บัญญัติว่า คำร้องเกี่ยวกับผู้ต้องรับโทษอาญาคนหนึ่งในคดีหนึ่งให้ยื่นได้เพียงครั้งเดียว จึงไม่รับคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตามคำร้องลงวันที่ 16 สิงหาคม 2565 หรือไม่ เห็นว่า ในครั้งแรก คำร้องของจำเลยลงวันที่ 4 มีนาคม 2565 ที่ขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่นั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้ทำการไต่สวน แต่ศาลชั้นต้นก็ได้พิจารณาคำร้องของจำเลยแล้วและเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากคำร้องแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วโดยไม่จำต้องไต่สวน จึงมีคำสั่งให้งดการไต่สวน และทำความเห็นพร้อมส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งการจะงดการไต่สวนหรือทำการไต่สวนไปเป็นอำนาจโดยทั่วไปของศาลชั้นต้นหากเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว โดยพิจารณาเพียงจากคำร้องของจำเลย ศาลชั้นต้นก็อาจสั่งให้งดการไต่สวนได้ การดำเนินการในส่วนนี้ของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว และเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ได้มีคำวินิจฉัยไปโดยมิได้มีคำสั่งให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของจำเลยก่อนแต่อย่างใด โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้อย่างแจ้งชัดว่าคำร้องของจำเลยอ้างแต่เพียงว่ามีนางมยุรี ประจักษ์พยาน ซึ่งเป็นพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี ที่รู้เห็นว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดเท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้ออ้างโดยละเอียดชัดแจ้งเพื่อให้เห็นว่าพยานหลักฐานใหม่มีความเป็นมาอย่างไร เหตุใดจำเลยจึงมิได้นำนางมยุรีมาพิสูจน์ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตั้งแต่แรก ที่สำคัญพยานหลักฐานใหม่นั้นมีความสำคัญแก่คดีมากพอที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาที่ได้พิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้วหรือไม่ เมื่อคำร้องมิได้อ้างเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งเช่นนี้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี คำร้องของจำเลยจึงไม่มีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ให้ยกคำร้อง คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดังกล่าว เป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องแล้ว โดยฟังว่าคำร้องของจำเลยไม่มีมูลเพียงพอที่จะฟังว่ามีพยานหลักฐานใหม่อันควรให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ซึ่งตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า หากศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำร้องนั้นไม่มีมูล ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้น และในวรรคสองบัญญัติว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด ดังนั้น เมื่อคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่สั่งว่าคำร้องของจำเลยไม่มีมูลและให้ยกคำร้อง จึงถึงที่สุดแล้ว การยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ของจำเลยดังกล่าวจึงสิ้นสุด ไม่อาจดำเนินการใดต่อไปได้อีก เนื่องจากมาตรา 18 ระบุไว้อย่างแจ้งชัดว่า คำร้องเกี่ยวกับผู้ต้องรับโทษอาญาคนหนึ่งให้ยื่นได้เพียงครั้งเดียว ดังนั้น เมื่อคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 4 มีนาคม 2565 ถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ฉบับลงวันที่ 16 สิงหาคม 2565 ได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 10 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายชยทัศ ชินสรนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชัยวัฒน์ เตชะวิจิตรชัย
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4366/2566
#699285
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กหลังพิพาท โดยจำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองอาคารและไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมาย ซึ่งจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แล้ว ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่จำเลยจะแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 39 ทวิ อันเป็นทางเลือกให้ไม่ต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือไม่นั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์และจำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา

การก่อสร้างอาคารต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตจากทางราชการหรือดำเนินการตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 หรือ มาตรา 39 ทวิ ทั้งเจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องออกใบรับแจ้งให้ก่อน จำเลยจึงจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ แต่จำเลยกลับทำการก่อสร้างอาคารไปโดยไม่ได้ใบรับอนุญาตหรือใบรับแจ้งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น การก่อสร้างของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายแล้ว แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยก่อนหน้านั้นไม่เป็นความผิด

จำเลยไม่อาจแก้ตัวว่า จำเลยเป็นชาวเขาเผ่าม้ง ไม่รู้ว่า พ.ร.ฎ.ให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 บังคับในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลวังบาล อันเป็นการแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาได้ตาม ป.อ. มาตรา 64

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 4, 15, 59 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 2, 4, 21, 65 และปรับตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 วันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2563 จนถึงตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ และปรับตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 วันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2564 จนถึงตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท นับตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 1 ชั้น จำนวน 5 หลัง ภายในเขตควบคุมการก่อสร้างอาคารตามพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 บังคับในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเนินและองค์การบริหารส่วนตำบลวังบาล โดยจำเลยยังไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้างและใช้อาคารดังกล่าว สำหรับความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยก่อนว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวแม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสองแต่ก็เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ โจทก์ได้บรรยายชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 1 ชั้น จำนวน 5 หลัง ไม่มีเลขที่ โดยจำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองอาคารและไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมาย ซึ่งจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ดังนี้ ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แล้ว ส่วนจำเลยแจ้งต่อพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 39 ทวิ อันเป็นทางเลือกให้ไม่ต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือไม่ เป็นรายละเอียดที่โจทก์และจำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปว่า ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ที่กำหนดว่า จำเลยต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ก่อนที่จำเลยจะดำเนินการก่อสร้างใด ๆ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะดำเนินการก่อสร้างอาคารไปพลางแล้วค่อยดำเนินการตามมาตรา 21 หรือมาตรา 39 ทวิ เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 บัญญัติว่า ผู้ใดจะก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น และดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ดังนี้ ก่อนก่อสร้างอาคาร จำเลยจึงต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น และดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ทั้งเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ออกใบรับแจ้งให้แก่จำเลยก่อน จำเลยจึงจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของจำเลยรับว่า จำเลยทำการก่อสร้างอาคารตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 ทั้งที่มิได้รับใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 21 และ 39 ทวิ ดังกล่าว โดยจำเลยเพิ่งยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ภายหลังจากที่องค์การบริหารส่วนตำบลวังบาลร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2564 จำเลยย่อมมีความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น แม้ต่อมาจำเลยจะแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยก่อนหน้านั้นไม่เป็นความผิด ทั้งกรณีมิใช่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องแตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางพิจารณา ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ดังที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยเป็นชาวเขาเผ่าม้ง ไม่รู้ว่ามีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 บังคับในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลวังบาล จำเลยจึงไม่มีเจตนากระทำความผิดตามฟ้องนั้น จำเลยไม่อาจแก้ตัวเช่นว่านั้นอันเป็นการแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อล้วนฟังไม่ขึ้น ส่วนข้ออ้างอื่น ๆ ในฎีกาของจำเลยนอกจากที่วินิจฉัยมาแล้ว ไม่เป็นสาระสำคัญอันจะทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 64
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 21 ม. 39 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นายธีระวัฒน์ มิ่งเชื้อ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมชาย กิจนพศรี
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4360/2566
#700709
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ว. โจทก์ที่ 1 ยื่นคำคัดค้านอ้างว่าตนมีสิทธิได้รับมรดกแทนที่ ส. ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับ ว. ศาลในคดีดังกล่าวได้ทำการไกล่เกลี่ยโดยจำเลยที่ 1 เข้าร่วมไกล่เกลี่ยด้วย แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยที่ 3 จึงขอถอนคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก แสดงว่าจำเลยทั้งสามกับฝ่ายโจทก์ยังคงมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการแบ่งมรดกของ ว. ซึ่งยังตกลงกันไม่ได้ ประกอบกับจำเลยที่ 3 เบิกความตอบคำถามค้านว่าหลังจากมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 1 ได้มาบอกจำเลยที่ 3 ว่ามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสาม โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ในช่องที่ระบุชื่อของจำเลยที่ 3 อันเป็นการลงลายมือชื่อแทนจำเลยที่ 3 ต้องถือว่าจำเลยที่ 3 ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสาม โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อของตนแทนจำเลยที่ 3 แล้ว อีกทั้งหลังจากที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ด้วยการชำระเงินในนามของจำเลยทั้งสามจำนวน 1,100,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม โดยเป็นเงินมรดกของ ค. ซึ่งอยู่ในบัญชีของ ว. และจำเลยทั้งสามมีสิทธิได้รับมรดกดังกล่าว กับจำเลยที่ 2 นำเงินมาอีกส่วนหนึ่งด้วย ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้โต้แย้งคัดค้านต่อโจทก์ทั้งสามว่าไม่ได้รู้เห็นหรือไม่ยินยอมในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นและยินยอมโดยปริยายให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อของตนแทนจำเลยที่ 3 ในสัญญาประนีประนอมยอมความ สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญายอมด้วย

ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 414 ซึ่งเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 56705 ตามที่ระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ตกเป็นของโจทก์ทั้งสามทั้งหมด แต่ ศ. และ ร. ในฐานะทายาทมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งด้วย โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามนั้น หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์ทั้งสามและ ศ. กับ ร. ที่จะไปว่ากล่าวกันต่างหาก แต่สัญญาประนีประนอมยอมความก็ยังคงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสามอยู่ หาได้มีผลให้โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างไม่

ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่เป็นสัญญาแบ่งทรัพย์มรดกที่สมบูรณ์ และโจทก์ทั้งสามยอมรับว่าถูกพินัยกรรมของ ว. ตัดสิทธิจากกองทรัพย์มรดกของ ว. แล้ว การที่โจทก์ทั้งสามใช้สิทธิของบุคคลอื่นมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อประโยชน์ของตนเองโดยไม่มีอำนาจ ทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลบังคับ โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง และสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ไม่ได้หมายความรวมถึงที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 414 นั้น จำเลยทั้งสามไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท ถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งไม่ใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 56705 ให้โจทก์ทั้งสาม หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม หากจดทะเบียนโอนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระราคาแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามเสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,299,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,196,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 56705 ให้โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 หากจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มิถุนายน 2562) ไปจนกว่าชำระเสร็จ และร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์อีกเดือนละ 6,500 บาท นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2560 ไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งสามหรือใช้ราคาแทน กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนาย 15,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 56705 ให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และหากไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 3,500,000 บาท และร่วมกันชำระเงิน 378,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา (วันที่ 25 มีนาคม 2563) และนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 14 มิถุนายน 2562) ตามลำดับ เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 6,500 บาท นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือใช้ราคาแทน แก่โจทก์ทั้งสามจนเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสาม นายสมศักดิ์ นางสุคนธ์ และนางวิไลวรรณ เป็นบุตรของนายมิลินทร์และนางมาลี ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ส่วนโจทก์ทั้งสาม นางศิริพร และนางสาวศิริพรรณ เป็นบุตรของนายสมศักดิ์ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2543 นายสมศักดิ์กู้ยืมเงินจากนางสุคนธ์ 3,000,000 บาท โดยมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 47484 ไว้เป็นประกัน และวันที่ 19 สิงหาคม 2547 นางสุระษา ภริยานายสมศักดิ์กู้ยืมเงินนางสุคนธ์ 2,000,000 บาท แล้วนายสมศักดิ์และนางสุระษาไม่ชำระหนี้ ต่อมานายสมศักดิ์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2548 ศาลมีคำสั่งตั้งนางสุระษาเป็นผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ นางสุคนธ์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2558 ศาลมีคําสั่งตั้งนางวิไลวรรณและจําเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ นางวิไลวรรณและจําเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ได้ยื่นฟ้องโจทก์ที่ 3 ในฐานะทายาทของนายสมศักดิ์ และนางสุระษาในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ วันที่ 30 ตุลาคม 2550 นางวิไลวรรณและจําเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ทําบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ทั้งสามเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนายมิลินทร์และนางสุคนธ์ วันที่ 27 กันยายน 2555 นางวิไลวรรณถึงแก่ความตาย วันที่ 3 มิถุนายน 2556 จําเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคําร้องขอให้ศาลตั้งจําเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของนางวิไลวรรณ โจทก์ที่ 1 ยื่นคําคัดค้านและขอให้ศาลตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางวิไลวรรณ จากนั้นจําเลยที่ 3 ได้ถอนคําร้องขอ วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 โจทก์ทั้งสามกับจําเลยที่ 1 และที่ 2 ทําสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจําเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อของตนในช่องที่ระบุชื่อจําเลยที่ 3 ด้วย จากนั้นโจทก์ที่ 1 ถอนคําคัดค้าน ศาลจึงมีคําสั่งตั้งจําเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางวิไลวรรณ จําเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ด้วยการชําระเงิน 1,100,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม ต่อมาศาลฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2356/2549 ของศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยไม่เพิกถอนข้อกําหนดพินัยกรรมในการจัดตั้งมูลนิธิ ห. ของนายสมศักดิ์ และให้นางสุระษาในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 414 พร้อมส่งมอบบ้านเลขที่ 80/3 ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินให้นางวิไลวรรณและจําเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ หากโอนที่ดินและส่งมอบบ้านดังกล่าวไม่ได้ ให้โจทก์ที่ 3 ในฐานะทายาทและนางสุระษาในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ร่วมกันใช้ราคา 2,860,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จ และให้โจทก์ที่ 3 ในฐานะทายาทและนางสุระษาในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่นางวิไลวรรณและจําเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ เดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะจดทะเบียนโอนที่ดินและส่งมอบบ้านดังกล่าวหรือใช้ราคาแทน กับให้โจทก์ที่ 3 ในฐานะทายาทและนางสุระษาในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนนางวิไลวรรณและจําเลยที่ 3 โดยกําหนดค่าทนายความ 70,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจํานวนทุนทรัพย์ที่นางวิไลวรรณและจําเลยที่ 3 ชนะคดี ทั้งนี้โจทก์ที่ 3 และนางสุระษาในฐานะทายาทของนายสมศักดิ์ไม่จําต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายสมศักดิ์ที่ตกทอดได้แก่ตน คําขออื่นนอกจากนี้ให้ยก วันที่ 15 มีนาคม 2559 นางสุระษาในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาด้วยการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 414 ซึ่งเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 56705 ให้แก่จําเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ ต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2560 จําเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้จําเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ จําเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางวิไลวรรณ และจําเลยที่ 3 นอกจากนี้นางสุระษาในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ยังได้นําเงิน 756,000 บาท ไปวางศาลเพื่อชําระหนี้ตามคําพิพากษาศาลฎีกา จําเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ได้รับเงินจํานวนดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2560 และเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 นางสุระษาในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 47984 ให้โจทก์ทั้งสาม นางสุระษา นางศิริพรและนางสาวศิริพรรณ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า หลังจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางวิไลวรรณ โจทก์ที่ 1 ได้ยื่นคำคัดค้านอ้างว่าตนมีสิทธิได้รับมรดกแทนที่นายสมศักดิ์ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับนางวิไลวรรณ ศาลในคดีดังกล่าวได้ทำการไกล่เกลี่ยโดยจำเลยที่ 1 เข้าร่วมไกล่เกลี่ยด้วย แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยที่ 3 จึงขอถอนคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก แสดงว่าจำเลยทั้งสามกับฝ่ายโจทก์ยังคงมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการแบ่งมรดกของนางวิไลวรรณซึ่งยังตกลงกันไม่ได้ ประกอบกับจำเลยที่ 3 เบิกความตอบคำถามค้านว่าหลังจากมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 1 ได้มาบอกจำเลยที่ 3 ว่ามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสาม โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ในช่องที่ระบุชื่อของจำเลยที่ 3 อันเป็นการลงลายมือชื่อแทนจำเลยที่ 3 ต้องถือว่าจำเลยที่ 3 ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสาม โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อของตนแทนจำเลยที่ 3 แล้ว อีกทั้งหลังจากที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ด้วยการชำระเงินในนามของจำเลยทั้งสามจำนวน 1,100,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม โดยเป็นเงินมรดกของนางสุคนธ์ซึ่งอยู่ในบัญชีของนางวิไลวรรณและจำเลยทั้งสามมีสิทธิได้รับมรดกดังกล่าว กับจำเลยที่ 2 นำเงินมาอีกส่วนหนึ่งด้วย ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้โต้แย้งคัดค้านต่อโจทก์ทั้งสามว่าไม่ได้รู้เห็นหรือไม่ยินยอมในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นและยินยอมโดยปริยายให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อของตนแทนจำเลยที่ 3 ในสัญญาประนีประนอมยอมความ สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญายอมด้วย ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 414 ซึ่งเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 56705 ตามที่ระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ตกเป็นของโจทก์ทั้งสามทั้งหมด แต่นางศิริพรและนางสาวศิริพรรณในฐานะทายาทมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งด้วย โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามนั้น หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์ทั้งสามและนางศิริพรกับนางสาวศิริพรรณที่จะไปว่ากล่าวกันต่างหาก แต่สัญญาประนีประนอมยอมความก็ยังคงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสามอยู่ หาได้มีผลให้โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่เป็นสัญญาแบ่งทรัพย์มรดกที่สมบูรณ์ และโจทก์ทั้งสามยอมรับว่าถูกพินัยกรรมของนางวิไลวรรณตัดสิทธิจากกองทรัพย์มรดกของนางวิไลวรรณแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามใช้สิทธิของบุคคลอื่นมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อประโยชน์ของตนเองโดยไม่มีอำนาจ จึงทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่มีผลบังคับ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง และสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ไม่ได้หมายความรวมถึงที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 414 นั้น จำเลยทั้งสามไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท ถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งไม่ใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสามต้องโอนที่ดินพิพาทและใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ให้แก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อพิจารณาสภาพที่ดินและบ้านพิพาทแล้ว จะเห็นได้ว่าที่ดินมีเนื้อที่ถึง 3 งาน 98 ตารางวา ถือได้ว่าเป็นที่ดินแปลงค่อนข้างใหญ่ตั้งอยู่ในตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งติดทางสาธารณประโยชน์ ที่ดินจึงย่อมมีโอกาสปรับราคาขึ้นได้อีก ส่วนบ้านแม้จะมีสภาพเก่าเนื่องจากไม่มีผู้อยู่อาศัยแต่ก็สามารถปรับปรุงให้อยู่ในสภาพดีได้ จึงเห็นว่าราคาใช้แทนที่ดินพิพาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดเป็นเงิน 3,500,000 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์เดือนละ 6,500 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชำระเงิน 378,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสามตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า เงินจำนวน 378,000 บาท มีที่มาจากการที่นางสุระษาซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวเป็นผู้นำมาวางศาล นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ได้รับเงินที่จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวนำมาชำระเป็นค่าเสียหาย 756,000 บาท ตามรายงานเจ้าหน้าที่และคำแถลงขอรับเงิน เงิน 756,000 บาท จำเลยที่ 1 แบ่งให้จำเลยที่ 3 จำนวน 150,000 บาท ส่วนที่เหลือเก็บไว้ยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาทอื่น แต่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและการเดินทางประมาณ 500,000 บาท โดยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบประกอบ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้จากมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2356/2549 ของศาลชั้นต้น โดยได้กำหนดจำนวนค่าใช้จ่ายขึ้นตามที่เห็นสมควรจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนทายาทอื่นของนางสุคนธ์จะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในเงินดังกล่าวด้วยหรือไม่เพียงใด ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าขาดประโยชน์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่ถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งสามเสร็จสิ้น การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขาดประโยชน์จนกว่าจะใช้ราคาแทนโจทก์ทั้งสามจนเสร็จ จึงเกินไปกว่าคำฟ้องเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง นอกจากนี้ จำเลยทั้งสามฎีกาโดยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา รวมทั้งชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในอนาคต 100 บาท มาด้วย แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสามฎีกาขอให้ยกฟ้อง กรณีไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในอนาคต จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่ชำระเกินมา 100 บาท แก่จำเลยทั้งสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์เดือนละ 6,500 บาท นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2560 ไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งสามจนเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่ชำระเกินมา 100 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 225 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ. กับพวก
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายประเสริฐ ปลั่งศรีนนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายระบิล จันทรภิรมย์
ชื่อองค์คณะ
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ประกอบ ลีนะเปสนันท์
ไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4345/2566
#697165
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อการขายทอดตลาดเนิ่นช้าเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทย และมาตรการตามข้อกำหนดให้งดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัดและงดกิจกรรมคนหมู่มาก เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดี ต่อมาเมื่อสถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลาย เจ้าพนักงานบังคับได้นำสิทธิการเช่าออกขายทอดตลาดอีกครั้ง ซึ่งสิทธิการเช่าพื้นที่ในอาคาร พ. เหลือระยะเวลาเพียง 2 เดือนเศษ ลดจากระยะเวลา 1 ปี 4 เดือน ในวันที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีเข้ายึด ทำให้ไม่มีผู้สนใจเข้าสู้ราคา จนระยะเวลาเช่าสิ้นสุดลง ดังนี้การเสื่อมราคาและการสูญสิ้นไปแห่งสิทธิการเช่าจึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย มิใช่ความผิดหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือความไม่สุจริตของโจทก์ ทั้งมิใช่การถอนการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 (2) (3) (4) (6) หรือ (7) ที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีตามมาตรา 169/2 วรรคสี่ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์ซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 601,094.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 473,069.87 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญา กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความ 2,000 บาท ภายใน 2 เดือน นับแต่วันทำสัญญา หากจำเลยทั้งสองผิดสัญญายอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ให้ยึดทรัพย์สินของนางกันต์รวีนา ผู้ตาย และจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา วันที่ 1 สิงหาคม 2562 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิการเช่าพื้นที่ในอาคารเดอะ พ. ห้องเลขที่ 1-32 B ชั้นที่ 1 อาคารเลขที่ 220 มีชื่อนางกันต์รวีนา ผู้ตาย และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่า มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 10 ปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2553 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 มีระยะเวลาคงเหลือ ณ วันที่ยึดทรัพย์ 1 ปี 4 เดือน เพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งโจทก์ว่าสิทธิการเช่าพื้นที่ได้สิ้นสุดลงแล้ว ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี กรณียึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า ในวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิการเช่าพื้นที่ในอาคารเดอะ พ. ห้องเลขที่ 1-32 B ชั้นที่ 1 อาคารเลขที่ 220 นั้น สิทธิการเช่าคงเหลือระยะเวลา 1 ปี 4 เดือน โดยจะครบกำหนดระยะเวลาเช่าวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 ต่อมาสิทธิการเช่าได้สูญสิ้นไป เนื่องจากครบกำหนดระยะเวลาเช่า จึงไม่มีสิทธิการเช่าที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะนำออกขายทอดตลาด โดยเหตุที่ทำให้การขายทอดตลาดต้องเนิ่นช้าออกไปเกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทย สำนักนายกรัฐมนตรีมีแถลงการณ์ เรื่องการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 และต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติให้ขยายระยะเวลาการใช้บังคับสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 โดยให้ยังคงมาตรการตามข้อกำหนดให้งดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัดและงดกิจกรรมคนหมู่มาก เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดีในระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 และเดือนพฤษภาคม 2563 ไว้ก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีตามคำขอของเจ้าพนักงานบังคับคดี ทำให้ไม่อาจขายทอดตลาดสิทธิการเช่าในช่วงเวลาดังกล่าวได้ ปรากฏตามหนังสือสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2563 และวันที่ 29 เมษายน 2563 ตามหนังสือสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 ดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีอ้างว่า โดยปกติจะมีผู้สนใจเข้าร่วมฟังการขายและเข้าซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดประมาณ 100-200 คน แต่เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คลี่คลาย เจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำสิทธิการเช่าออกขายทอดตลาดอีกครั้ง ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 เรื่องขายทอดตลาดสิทธิการเช่าลงวันที่ 4 สิงหาคม 2563 ปรากฏว่าขณะนั้นสิทธิการเช่าคงเหลือระยะเวลาเพียง 2 เดือนเศษเท่านั้น ย่อมทำให้ไม่มีผู้สนใจเข้าสู้ราคา จนระยะเวลาเช่าสิ้นสุดลง ดังนี้ การเสื่อมราคาและการสูญสิ้นไปแห่งสิทธิการเช่า จึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย มิใช่ความผิดหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือความไม่สุจริตของโจทก์ ทั้งมิใช่การถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (2) (3) (4) (6) และ (7) ที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ตามมาตรา 169/2 วรรคสี่ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 161 ม. 166 ม. 169/2 ม. 292
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นางสาว ป. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุจิต ปัญญาพฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐศักดิ์ ประทุมแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4330/2566
#697520
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 และที่ 5 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุก ซึ่งเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 180 ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 5 จึงต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง และไม่มีบทบัญญัติใดให้มีการอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้ และแม้ปัญหาดังกล่าวจะเป็นข้อเท็จจริง กรณีก็ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 221 โดยอาศัย พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ เพราะเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติเป็นการเฉพาะแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 7, 8, 9, 18, 19 ริบอาวุธปืน 2 กระบอก และลูกปรายกระสุนปืนลูกซอง 2 ลูก ของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ม. ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เสียหาย และนาง ว. ผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 1,250,000 บาท และ 2,250,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยนับแต่เดือนสิงหาคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ต่อมาผู้ร้องทั้งสองขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (1), 18 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งห้าอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 500 บาท ฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำคุกคนละ 10 วัน จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น คงจำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับคนละ 250 บาท ฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน คงจำคุกคนละ 5 วัน รวมจำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 250 บาท ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งห้าไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเขต 11 จังหวัดลพบุรี มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 4 ปี ขั้นสูงคนละ 5 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 (1) ถ้าจำเลยทั้งห้าอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์แล้วยังไม่ได้รับการฝึกอบรมครบกำหนดให้ส่งตัวจำเลยทั้งห้าไปจำคุกไว้ในเรือนจำจนครบกำหนดระยะเวลาที่เหลืออยู่ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 วรรคท้าย หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระค่าปรับ ให้ส่งตัวจำเลยทั้งห้าไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเขต 11 จังหวัดลพบุรี มีกำหนด 1 วัน ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ริบอาวุธปืน 2 กระบอก และลูกปรายกระสุนปืนลูกซอง 2 ลูก ของกลาง

จำเลยที่ 2 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก?เป็นว?า หากจำเลยทั้งห้าอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ก่อนได้รับการฝึกอบรมหรือยังรับการฝึกอบรมไม่ครบกำหนดเวลาขั้นต่ำให้ส่งตัวจำเลยทั้งห้าไปจำคุกไว้ในเรือนจำจนครบกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่เหลืออยู่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 5 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้จำคุกและปรับ แต่ยังคงเปลี่ยนโทษจำคุกและปรับให้ส่งตัวจำเลยที่ 2 และที่ 5 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมและส่งตัวไปจำคุกหลังจากอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ อันเป็นการกำหนดให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษอาญา ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 (1) และวรรคท้าย ดังนั้น ที่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกซึ่งเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 180 ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 5 จึงต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง และไม่มีบทบัญญัติใดให้มีการอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้ เพราะหากกฎหมายประสงค์จะให้มีการอนุญาตให้ฎีกาได้แล้ว ก็ชอบที่จะบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเช่นเดียวกับการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 181 และแม้ปัญหาดังกล่าวจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริง กรณีก็ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 โดยอาศัยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ เพราะเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติเป็นการเฉพาะแล้ว การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 5 มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 142 (1) ม. 180 ม. 181
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ผู้ร้อง — นางสาว ม. กับพวก
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวณัฐกฤตา อุชชิน
- นายเผดิม เพ็ชรกูล
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ คงบริรักษ์
อโนชา ชีวิตโสภณ
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4325/2566
#697979
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ตกเป็นของแผ่นดินนั้น แม้ปัญหาว่าทรัพย์สินตามคำร้องแต่ละรายการเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ สามารถพิจารณาทรัพย์สินแต่ละรายการแยกจากกันได้ แต่การพิจารณาเกี่ยวกับทรัพย์สินแต่ละรายการก็ต้องพิจารณาในประเด็นหลักเดียวกันว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานตามคำร้องหรือไม่ และสำหรับผู้คัดค้านที่อ้างว่าเป็นเจ้าของที่แท้จริงหรือเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง อาจต้องพิจารณาว่าผู้คัดค้านนั้นเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ด้วย ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับทรัพย์สินแต่ละรายการของผู้คัดค้านแต่ละราย จึงไม่ได้แยกเป็นแต่ละรายการอย่างแท้จริง และไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแยกทรัพย์สินเป็นแต่ละรายการตามคำร้องของผู้ร้อง ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ที่จะพิจารณาเกี่ยวกับข้อห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงต้องเป็นไปตามราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่ผู้คัดค้านแต่ละรายอุทธรณ์คัดค้านเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้คัดค้านรายนั้นรวมกัน กรณีนี้ทรัพย์สินรายการที่ 3 ของผู้คัดค้านที่ 2 แม้มีราคาประเมิน 32,484.24 บาท แต่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทที่ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์รวม 3 รายการ มีราคาประเมินรวม 1,879,495.26 บาท คดีของผู้คัดค้านที่ 2 เกี่ยวกับทรัพย์สินทั้ง 3 รายการ จึงเกินห้าหมื่นบาท ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ทรัพย์สินทั้ง 5 รายการ คือ 1. เงินสดของผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 1,570,499.81 บาท 2. เงินฝากบัญชีออมทรัพย์ ธนาคาร ก. ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 มียอดคงเหลือ 208,583.66 บาท 3. เงินฝากบัญชีสะสมทรัพย์ ธนาคาร ร. ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 มียอดคงเหลือ 32,568.34 บาท 4. ที่ดินโฉนดเลขที่ 6587 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้คัดค้านที่ 2 ราคาประเมิน 1,638,966 บาท 5. สลากออมสิน ชื่อผู้คัดค้านที่ 3 เลขที่ 01-0107-9-48-01238-5 มียอดเงินคงเหลือ 10,000 บาท เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยได้มาจากการกระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดต่อกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึง 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดรายของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก จำนวน 5 รายการ รวมราคาประมาณ 2,397,651.81 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51

ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เงินสดจำนวน 1,570,499.81 บาท ของผู้คัดค้านที่ 1 เงินฝากบัญชีออมทรัพย์ ธนาคาร ก. ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 ยอดคงเหลือ 208,583.66 บาท เงินฝากบัญชีสะสมทรัพย์ ธนาคาร ร. ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 ยอดคงเหลือ 32,568.34 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 6587 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้คัดค้านที่ 2 ราคาประเมิน 1,638,966 บาท สลากออมสิน ชื่อผู้คัดค้านที่ 3 ยอดเงินคงเหลือ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,460,617.81 บาท พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาให้ฎีกาเฉพาะที่เกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 3

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ได้รับรายงานจากกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดว่า มีการดำเนินคดีผู้คัดค้านที่ 1 ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดต่อกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) และ 66 วรรคหนึ่ง เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 ศาลอาญาธนบุรีมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 3 ปี ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1810/2551 ก่อนนี้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ถูกจับกุมและดำเนินคดี โดยถูกกล่าวหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 1,100 เม็ด น้ำหนักรวม 107.23 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.512 กรัม ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 รับสารภาพในที่สุด ศาลอาญาธนบุรีมีคำพิพากษาลงโทษไปแล้ว ทรัพย์สินรายการที่ 1 เงินสดจำนวน 1,570,499.81 บาท เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 ทรัพย์สินรายการที่ 2 เงินฝากบัญชีออมทรัพย์ ธนาคาร ก. และทรัพย์สินรายการที่ 3 เงินฝากบัญชีสะสมทรัพย์ ธนาคาร ร. มีชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของบัญชีทั้งสองรายการ ทรัพย์สินรายการที่ 4 ที่ดินโฉนดเลขที่ 6587 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยรับโอนกรรมสิทธิ์จากผู้คัดค้านที่ 3 กับนางสาววงเดือน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ทรัพย์สินรายการที่ 5 สลากออมสิน ผู้คัดค้านที่ 3 มีชื่อเป็นผู้ฝาก ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 เคยอยู่กินฉันสามีภริยากัน ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้คัดค้านที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ประการแรกว่า ทรัพย์สินรายการที่ 3 ซึ่งเป็นเงินฝากบัญชีสะสมทรัพย์ ธนาคาร ร. มีชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของเป็นต้นเงิน 32,484.24 บาท พร้อมดอกผลที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย เพราะมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินที่มีชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของรวม 3 รายการ ตกเป็นของแผ่นดิน ได้แก่ ทรัพย์สินรายการที่ 2 เงินฝากบัญชีออมทรัพย์ ธนาคาร ก. จำนวนต้นเงิน 208,045.02 บาท พร้อมดอกผล ทรัพย์สินรายการที่ 3 เงินฝากบัญชีสะสมทรัพย์ ธนาคาร ร. จำนวนต้นเงิน 32,484.24 บาท พร้อมดอกผล และทรัพย์สินรายการที่ 4 ที่ดินโฉนดเลขที่ 6587 พร้อมสิ่งปลูกสร้างราคาประเมิน 1,638,966 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้ง 3 รายการ ตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์ว่า ทรัพย์สินทั้ง 3 รายการ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง ซึ่งการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ตกเป็นของแผ่นดินนั้น แม้ปัญหาว่าทรัพย์สินตามคำร้องแต่ละรายการเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ สามารถพิจารณาทรัพย์สินแต่ละรายการแยกจากกันได้ แต่การพิจารณาเกี่ยวกับทรัพย์สินแต่ละรายการก็ต้องพิจารณาในประเด็นหลักเดียวกันว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานตามคำร้องหรือไม่ และสำหรับผู้คัดค้านที่อ้างว่าเป็นเจ้าของที่แท้จริงหรือเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง อาจต้องพิจารณาว่าผู้คัดค้านนั้นเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ด้วย ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับทรัพย์สินแต่ละรายการของผู้คัดค้านแต่ละราย จึงไม่ได้แยกเป็นแต่ละรายการอย่างแท้จริง และไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแยกทรัพย์สินเป็นแต่ละรายการตามคำร้องของผู้ร้อง ซึ่งอาจเกิดลักลั่นได้ ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ที่จะพิจารณาเกี่ยวกับข้อห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงต้องเป็นไปตามราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่ผู้คัดค้านแต่ละรายอุทธรณ์คัดค้านเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้คัดค้านรายนั้นรวมกัน กรณีนี้ทรัพย์สินรายการที่ 3 ของผู้คัดค้านที่ 2 แม้มีราคาประเมิน 32,484.24 บาท แต่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทที่ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์รวม 3 รายการ มีราคาประเมินรวม 1,879,495.26 บาท คดีของผู้คัดค้านที่ 2 เกี่ยวกับทรัพย์สินทั้ง 3 รายการ จึงเกินห้าหมื่นบาท ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 เกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 3 ด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังขึ้น แต่เพื่อให้คดีไม่ล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 เกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 3 ในประเด็นว่า ทรัพย์สินรายการที่ 3 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันจะตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เห็นว่า ทรัพย์สินรายการที่ 3 ซึ่งเป็นเงินฝากบัญชีสะสมทรัพย์ ธนาคาร ร. มีชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของ เป็นทรัพย์สินที่ได้จากการตรวจยึดตามคำสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ 3605/2551 ลงวันที่ 30 กันยายน 2551 เนื่องจากตรวจสอบพบว่าผู้คัดค้านที่ 2 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 และอาจได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวเปิดบัญชีเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2547 อันเป็นเวลาภายหลังจากผู้คัดค้านที่ 1 ถูกจับกุมในความผิดฐานร่วมกับผู้คัดค้านที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในวันที่ 5 ตุลาคม 2545 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวผู้คัดค้านที่ 1 ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้คัดค้านที่ 3 และผู้คัดค้านที่ 2 เป็นพี่ชายร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้คัดค้านที่ 3 และเคยรับเป็นทนายความแก้ต่างคดีอาญาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 แสดงให้เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้คัดค้านที่ 1 ถือเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคสาม ที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นเงินสะสมจากการประกอบอาชีพสุจริต โดยมีหนังสือรับรองเงินเดือนจากบริษัทที่ผู้คัดค้านที่ 2 เคยทำงาน และหนังสือรับรองบริษัทของผู้คัดค้านที่ 2 มาแสดง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ปรากฏรายได้ที่สอดคล้องกับรายรับตามที่ผู้คัดค้านที่ 2 กล่าวอ้าง พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านที่ 2 นำสืบมาไม่สามารถรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของเงินฝากบัญชีสะสมทรัพย์ ธนาคาร ร. จริง ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ทรัพย์สินรายการที่ 3 ตกเป็นของแผ่นดินนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 50 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประเสริฐ เชิดทวีทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรี พงษธา
ชื่อองค์คณะ
กำพล ษมาคุณากร
ภัฏ วิภูมิรพี
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4323/2566
#699927
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดให้รวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานด้วย ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะมีการจำหน่าย จ่าย โอน หรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้ง และไม่ว่าจะโอนไปเป็นของบุคคลใดหรือปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใด เมื่อที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ดังนั้น เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาททั้งหมดจึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเช่นกัน การจะนำไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินหรือจะสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน จึงต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เมื่อปรากฏตามคำร้องว่า ผู้เสียหายได้รับความเสียหายประมาณ 17,369,000,000 บาท และดำเนินการตามกฎหมายเพื่อค่าเสียหายได้ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของความเสียหายทั้งหมด จึงให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดและนำเงินจากการขายทอดตลาดทั้งหมดพร้อมดอกผล คืนให้แก่ผู้เสียหาย แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินจำนวนความเสียหายที่ยังไม่ได้รับคืนหรือชดใช้คืนตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49/1

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 49/1
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้องร่วม — สหกรณ์ ค.
ผู้คัดค้าน — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง -
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ ตั้งสกุล
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
คำพิพากษาฎีกาประชุมใหญ่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4290/2566
#698313
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่ารถยนต์ ข้อ 9.2 กำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้เช่าต้องการเลิกสัญญาก่อนกำหนด โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้ให้เช่า ผู้เช่าต้องแจ้งให้ผู้ให้เช่าทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า 30 วัน ทั้งนี้ผู้เช่าต้องชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่าตามเงื่อนไขดังนี้... 9.2.2 กรณียกเลิกสัญญาในปีที่ 2 ผู้เช่าต้องชำระค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินเท่ากับร้อยละ 40 ของยอดค่าเช่าพึงชำระ นับตั้งแต่วันบอกเลิกสัญญาจนถึงวันสิ้นสุดสัญญา..." สัญญาเช่ารถยนต์ดังกล่าวเป็นการให้เช่าแบบลิสซิ่งซึ่งมีกำหนดระยะเวลาเช่า 5 ปี หากครบกำหนดโจทก์จะได้รับค่าเช่า 876,000 บาท แต่การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาโดยการคืนรถยนต์ที่เช่าและให้โจทก์รับรถวันที่ 19 มีนาคม 2561 หลังจากทำสัญญาเช่าเพียง 1 ปี 4 เดือน 19 วัน โจทก์ได้รับค่าเช่าเพียง 242,548.39 บาท จึงไม่ได้รับค่าเช่าส่วนที่เหลือ 633,451.61 บาท แต่อย่างไรก็ตามสัญญา ข้อ 9.2.2 ดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 253,380.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์หลายประการรวมให้เช่ายานพาหนะ จำเลยเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้า วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 จำเลยทำสัญญาเช่ารถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า จากโจทก์ตามสัญญาเช่ารถยนต์ ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยชำระค่าเช่า จากนั้นวันที่ 16 มีนาคม 2561 จำเลยส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์ แจ้งให้ไปรับรถยนต์ที่เช่าคืนวันที่ 19 มีนาคม 2561 โจทก์รับรถยนต์ที่เช่าคืนแล้ว และจำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างให้โจทก์ครบถ้วนตามใบแจ้งหนี้และสำเนาใบเสร็จรับเงินแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยหรือไม่ โจทก์ฎีกาได้ความว่า สัญญาเช่ารถยนต์ ข้อ 9.2 กำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้เช่าต้องการเลิกสัญญาก่อนกำหนด โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้ให้เช่า ผู้เช่าต้องแจ้งให้ผู้ให้เช่าทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า 30 วัน ทั้งนี้ผู้เช่าต้องชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่าตามเงื่อนไขดังนี้... 9.2.2 กรณียกเลิกสัญญาในปีที่ 2 ผู้เช่าต้องชำระค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินเท่ากับร้อยละ 40 ของยอดค่าเช่าพึงชำระ นับตั้งแต่วันบอกเลิกสัญญาจนถึงวันสิ้นสุดสัญญา..." เห็นว่า สัญญาเช่ารถยนต์ดังกล่าวเป็นการให้เช่าแบบลิสซิ่งซึ่งมีกำหนดระยะเวลาเช่า 5 ปี หากครบกำหนดโจทก์จะได้รับค่าเช่า 876,000 บาท แต่การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาโดยการคืนรถยนต์ที่เช่าและให้โจทก์รับรถวันที่ 19 มีนาคม 2561 ตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ลงวันที่ 16 มีนาคม 2561 หลังจากทำสัญญาเช่าเพียง 1 ปี 4 เดือน 19 วัน โจทก์ได้รับค่าเช่าเพียง 242,548.39 บาท จึงไม่ได้รับค่าเช่าส่วนที่เหลือ 633,451.61 บาท แต่อย่างไรก็ตามสัญญา ข้อ 9.2.2 ดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว และได้ความว่าโจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยชำระค่าปรับคืนรถก่อนกำหนดเป็นเงิน 253,380.65 บาท ตามใบแจ้งหนี้ลงวันที่ 12 เมษายน 2561 นั้น นับว่าสูงเกินส่วนเห็นสมควรปรับลดลงและกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์ร้อยละ 10 ของเงิน 633,451.61 บาท เป็นเงิน 63,345.16 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทนซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี และกรณีหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 63,345.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กันยายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พ.
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางสาวจุฬาลักษณ์ ตันติกุลานันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายกันตธรณ์ กันตธนาธรณ์
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2566
#722912
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยกับ ก. ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 271/2563 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วม อันเป็นการกระทำความผิดในลักษณะตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกัน และเป็นการกระทำความผิดในครั้งคราวเดียวกันก็ตาม แต่คำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาดังกล่าว โจทก์ร่วมระบุว่า โจทก์ร่วมและ ก. จำเลยในคดีดังกล่าวสามารถตกลงกันได้ โดย ก. นำเงินในส่วนที่ตนต้องรับผิดตามฟ้องชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่ ก. อีกต่อไปและขอถอนคำร้องทุกข์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์เฉพาะ ก. สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเป็นการเฉพาะตัว ก. ในคดีดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีผลไปถึงจำเลยซึ่งร่วมกระทำความผิดด้วย

ส่วนคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวที่ระบุว่า สำหรับจำเลยอื่นในคดีที่โจทก์แยกฟ้อง ซึ่งรวมถึงจำเลยในคดีนี้ โจทก์ร่วมยังติดใจดำเนินคดีและเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่ขาดอยู่ต่อไปนั้น แม้โจทก์ร่วมจะได้รับเงินคืนและได้รับเงินคืนครบถ้วนแล้ว อันทำให้คำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวที่อ้างว่าโจทก์ร่วมยังติดใจเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่ขาดอยู่ต่อไปนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เงื่อนไขในการขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยของโจทก์ร่วมอันจะเป็นเหตุให้เงื่อนไขนั้นเป็นไปไม่ได้หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและทำให้ถือว่าโจทก์ร่วมสละสิทธิฟ้องคดีอาญาต่อจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 903/2564 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 343 กับให้จำเลยคืนเงิน 4,699,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายปรินทร์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงระงับไปเนื่องจากโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์แล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.271/2563 ของศาลชั้นต้น ซึ่งนายกนกพล เป็นจำเลย ย่อมทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องคดีนี้ที่จำเลยถูกฟ้องว่าร่วมกับจำเลยในคดีดังกล่าวฉ้อโกงโจทก์ร่วมระงับไปด้วย เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยชอบที่จะหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ปัญหานี้แม้ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์กับโจทก์ร่วมได้ความว่าจำเลยกับนายกนกพลจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 271/2563 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วม อันเป็นการกระทำความผิดในลักษณะตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกัน และเป็นการกระทำความผิดในครั้งคราวเดียวกันก็ตาม แต่ตามสำเนาคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.271/2563 หมายเลขแดงที่ อ.837/2563 ของศาลชั้นต้น แนบท้ายฎีกา โจทก์ร่วมระบุว่า โจทก์ร่วมและนายกนกพล จำเลยในคดีดังกล่าวสามารถตกลงกันได้ โดยนายกนกพลนำเงินในส่วนที่ตนต้องรับผิดตามฟ้องชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่นายกนกพลอีกต่อไป และขอถอนคำร้องทุกข์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์เฉพาะนายกนกพล สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเป็นการเฉพาะตัวนายกนกพลในคดีดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีผลไปถึงจำเลยซึ่งร่วมกระทำความผิดด้วย สำหรับคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวที่ระบุไว้ด้วยว่า สำหรับจำเลยอื่นในคดีที่โจทก์แยกฟ้อง ซึ่งรวมถึงจำเลยในคดีนี้ โจทก์ร่วมยังติดใจดำเนินคดีและเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่ขาดอยู่ต่อไปนั้น แม้โจทก์ร่วมจะได้รับเงินคืนดังที่จำเลยอ้างในฎีกา และโจทก์ร่วมยื่นคำแก้ฎีกาเป็นทำนองว่าโจทก์ร่วมได้รับเงินคืนครบถ้วนแล้ว อันทำให้คำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวที่อ้างว่าโจทก์ร่วมยังติดใจเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่ขาดอยู่ต่อไปนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ร่วมได้รับค่าเสียหายครบถ้วนแล้วหรือไม่ ไม่ใช่เงื่อนไขในการขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยของโจทก์ร่วมอันจะเป็นเหตุให้เงื่อนไขนั้นเป็นไปไม่ได้หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและทำให้ถือว่าโจทก์ร่วมสละสิทธิฟ้องคดีอาญาต่อจำเลยดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ร่วมได้รับเงินคืนจากจำเลยจำนวน 6,597,000 บาท และได้รับเงินคืนจากนายกนกพล 2,639,500 บาท ครบถ้วนเพื่อบรรเทาผลร้ายแล้ว และจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเป็นทำนองว่าขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยนั้น โจทก์ร่วมไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวมาในคำแก้ฎีกา ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ดังที่จำเลยอ้างในฎีกาอันนับได้ว่าจำเลยมีส่วนในการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้งด้วยการรอการลงโทษจำคุกไว้ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียวจึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
โจทก์ร่วม — นาย ป.
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายประหยัด มีมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายมงคล แสงอรุณ
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
นพดล คชรินทร์
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4257/2566
#697169
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง หากจำเลยประสงค์จะฎีกาในปัญหาดังกล่าว จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 แต่จำเลยกลับยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาดังกล่าวโดยตรง และรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา ซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดอนุญาตให้กระทำเช่นนั้นได้ ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมิใช่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวว่า "สั่งในฎีกา" และมีคำสั่งในฎีกาของจำเลยว่า "จำเลยยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาที่ศาลขยายให้โดยมาแสดงตนต่อศาล รับฎีกาจำเลย สำเนาให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาฎีกา ปิดได้" จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเสียและมีคำสั่งเสียใหม่ให้ถูกต้องโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่ง ทั้งนี้ แม้คำร้องของจำเลยจะมีใจความทำนองว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดก็ตาม ก็ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจแก่ศาลฎีกาที่จะก้าวล่วงมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาได้ จึงให้ยกคำร้อง และเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ยื่นคำขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้ฎีกาหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองให้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 6, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (1) (2) (3) (4), 17 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 15 กระทง เป็นจำคุก 90 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 45 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีเหตุสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า สมควรรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยจัดให้เล่นแชร์ตามคำฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.5, 1.8, 1.9, 1.11 และ 1.12 รวม 8 กระทง โดยจำเลยมิได้ส่งเงินเข้าทุนกองกลาง และไม่มีการจัดประมูลแข่งกันเป็นงวด ๆ อันไม่ต้องด้วยบทนิยาม "การเล่นแชร์" ตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องในข้อดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตรา 6 นั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและไม่สืบพยาน ทางพิจารณาจึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยจัดให้มีการเล่นแชร์แต่ละวงในรูปแบบหรือลักษณะใด จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงไปตามคำฟ้องและตามที่จำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยจัดให้มีการเล่นแชร์ทุกวงตามนิยามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4 อีกทั้งจำเลยเพิ่งยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 อันต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาในปัญหานี้มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 6 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยให้จำคุกกระทงละ 3 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลล่าง และให้ลงโทษจำคุกจำเลยในแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี อันต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง หากจำเลยประสงค์จะฎีกาในปัญหาดังกล่าว จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 แต่จำเลยกลับยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2566 ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาดังกล่าวโดยตรง และรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา ซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดอนุญาตให้กระทำเช่นนั้นได้ ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมิใช่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวว่า "สั่งในฎีกา" และมีคำสั่งในฎีกาของจำเลยว่า "จำเลยยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาที่ศาลขยายให้โดยมาแสดงตนต่อศาล รับฎีกาจำเลย สำเนาให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาฎีกา ปิดได้" จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเสียและมีคำสั่งเสียใหม่ให้ถูกต้องโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่ง ทั้งนี้ แม้คำร้องของจำเลยจะมีใจความทำนองว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดก็ตาม ก็ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจแก่ศาลฎีกาที่จะก้าวล่วงมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาได้ จึงให้ยกคำร้อง และเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ยื่นคำขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้ฎีกาหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลฎีกาจึงไม่รับปัญหานี้ไว้วินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นางหรือนางสาว ฐ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางสาวชญานาถ มหาจิราภัทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสังคม เมฆอรุณลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
กีรติ ตั้งธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4214/2566
#700198
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นฝ่ายชำระราคาห้องชุดพิพาทมาตลอด ห้องชุดพิพาทซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้มาก่อนสมรสและเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ที่โจทก์มีอำนาจจัดการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1473 ส่วนที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ตกลงแยกกันอยู่กับจำเลยและย้ายไปอยู่ที่อื่น โดยมอบคีย์การ์ดและกุญแจห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยนั้น จำเลยเบิกความโต้แย้งว่า โจทก์และจำเลยมิได้ตกลงแยกกันอยู่ตามที่โจทก์อ้าง ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงกันอย่างไร แต่การแยกกันอยู่ก็มิได้ทำให้การสมรสสิ้นสุดลง โจทก์และจำเลยยังคงเป็นสามีภริยาที่ต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา และต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 การที่โจทก์ย้ายออกจากห้องชุดพิพาทไปไม่อยู่ร่วมกับจำเลยที่ห้องชุดพิพาท ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ไม่สามารถที่จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุขได้หรือไม่ก็ตาม โจทก์สามารถร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งอนุญาตให้อยู่ต่างหากจากกันได้ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ ศาลจะกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ฝ่ายหนึ่งจ่ายให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งตามควรแก่พฤติการณ์ก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1462 จากบทบัญญัติของกฎหมายทั้งสองมาตราดังกล่าวแสดงว่า การแยกกันอยู่ไม่ได้ทำให้หน้าที่ที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูภริยาของโจทก์ซึ่งเป็นสามีหมดสิ้นไป การที่โจทก์ออกจากห้องชุดพิพาทไปโดยมอบคีย์การ์ดและกุญแจห้องชุดไว้ให้แก่จำเลย บ่งชี้ว่าโจทก์ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยโดยการจัดห้องชุดพิพาทอันเป็นสินส่วนตัวให้เป็นที่พักอาศัยของจำเลยตามความสามารถและฐานะของโจทก์เหมือนดังที่เคยอยู่ร่วมกันมาแต่ต้น เมื่อโจทก์และจำเลยยังคงเป็นสามีภริยาโดยต่างมิได้มีเจตนาหย่ากันและยังมีโอกาสที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันได้ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายออกจากห้องชุดพิพาทไปเองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยเพื่อปฏิเสธความรับผิดในหน้าที่ที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องชุดพิพาทและส่งมอบห้องชุดคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี และชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องชุดพิพาทและส่งมอบห้องชุดพิพาทคืนแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องชุด และส่งมอบห้องชุดคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 สิงหาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องชุดดังกล่าวและส่งมอบคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ห้องชุดมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยโจทก์ซื้อจากผู้ขายเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 และนำไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคาร ก. โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 และพักอาศัยร่วมกันที่ห้องชุดพิพาทดังกล่าว ต่อมาเดือนมิถุนายน 2562 โจทก์ออกจากห้องชุดพิพาทไปพักอาศัยที่อื่น โดยส่งมอบกุญแจและคีย์การ์ดห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลย และเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องชุดพิพาทและเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามรายการเดินบัญชีของจำเลยดังกล่าวเป็นการโอนเงินกันระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นสามีภริยากันและมีจำนวนไม่แน่นอนในแต่ละเดือน จึงไม่ชัดแจ้งว่าเป็นการชำระราคาห้องชุดพิพาทส่วนโจทก์นำสืบการชำระราคาห้องชุดพิพาทตามรายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคาร ก. ของโจทก์ ใบแจ้งหักบัญชีและใบเสร็จรับเงินพบว่า มีการหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวเป็นจำนวนแน่นอนทุกเดือน เพื่อชำระหนี้แก่ธนาคาร ก. ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 ถึงเดือนตุลาคม 2563 บ่งชี้ให้เห็นว่า โจทก์เป็นฝ่ายชำระราคาห้องชุดพิพาทมาตลอด ห้องชุดพิพาทซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้มาก่อนสมรสและเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ที่โจทก์มีอำนาจจัดการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473 ส่วนที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ตกลงแยกกันอยู่กับจำเลยและย้ายไปอยู่ที่อื่นตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2562 โดยมอบคีย์การ์ดและกุญแจห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยนั้น จำเลยเบิกความโต้แย้งว่า โจทก์และจำเลยมิได้ตกลงแยกกันอยู่ตามที่โจทก์อ้าง ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงกันอย่างไร แต่การแยกกันอยู่ก็มิได้ทำให้การสมรสสิ้นสุดลง โจทก์และจำเลยยังคงเป็นสามีภริยาที่ต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา และต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 การที่โจทก์ย้ายออกจากห้องชุดพิพาทไปไม่อยู่ร่วมกับจำเลยที่ห้องชุดพิพาท ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ไม่สามารถที่จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุขได้หรือไม่ก็ตาม โจทก์สามารถร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งอนุญาตให้อยู่ต่างหากจากกันได้ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ ศาลจะกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ฝ่ายหนึ่งจ่ายให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งตามควรแก่พฤติการณ์ก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1462 จากบทบัญญัติของกฎหมายทั้งสองมาตราดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การแยกกันอยู่ไม่ได้ทำให้หน้าที่ที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูภริยาของโจทก์ซึ่งเป็นสามีหมดสิ้นไป การที่โจทก์ออกจากห้องชุดพิพาทไปโดยมอบคีย์การ์ดและกุญแจห้องชุดไว้ให้แก่จำเลย บ่งชี้ว่าโจทก์ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยโดยการจัดห้องชุดพิพาทอันเป็นสินส่วนตัวให้เป็นที่พักอาศัยของจำเลยตามความสามารถและฐานะของโจทก์เหมือนดังที่เคยอยู่ร่วมกันมาแต่ต้น เมื่อโจทก์และจำเลยยังคงเป็นสามีภริยาโดยต่างมิได้มีเจตนาหย่ากันและยังมีโอกาสที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันได้ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายออกจากห้องชุดพิพาทไปเองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยเพื่อปฏิเสธความรับผิดในหน้าที่ที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ขับไล่จำเลยออกจากห้องชุดพิพาทนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1461 ม. 1462 ม. 1473
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นางสาว ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายณัฐพงษ์ วิทยารุ่งเรืองศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
นันทวัน เจริญชาศรี
รัชนี สุขใจ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4213/2566
#697521
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 ให้คำจำกัดความของคำว่า "หน่วยงานของรัฐ" หมายความว่า "กระทรวง ทบวง กรม หรือ ... และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และ..." โจทก์จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 โดยมาตรา 5 บัญญัติว่า ให้จัดตั้งธนาคารขึ้นเรียกว่า "ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย" และให้ธนาคารเป็นนิติบุคคล และมาตรา 7 กำหนดทุนเรือนหุ้นของธนาคารไว้หนึ่งพันล้านบาท โดยให้ธนาคารขายหุ้นให้แก่กระทรวงการคลัง หรือบุคคลอื่น โดยให้กระทรวงการคลังซื้อหุ้นของธนาคารได้ตามจำนวนที่เห็นสมควร แต่จะต้องไม่เกินร้อยละสี่สิบเก้าของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด เห็นได้ว่า พ.ร.บ.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 มีจุดมุ่งหมายให้โจทก์เป็นนิติบุคคล แต่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายให้โจทก์มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจเพราะกระทรวงการคลังซื้อหุ้นของโจทก์ได้ไม่เกินร้อยละ 49 แม้ต่อมากระทรวงการคลัง ธนาคาร ม. และธนาคาร ก. เข้าถือหุ้นของโจทก์รวมกันเกินกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดหรืออีกนัยหนึ่งโจทก์มีส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบ ซึ่งส่งผลทำให้โจทก์มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามคำจำกัดความของคำว่ารัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 แต่ความเป็นรัฐวิสาหกิจของโจทก์มิได้เป็นมาตั้งแต่วาระแรกที่ พ.ร.บ.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 ใช้บังคับ โจทก์เพิ่งเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจในภายหลังเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้น โจทก์จึงไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ จึงไม่ใช่หน่วยงานของรัฐตามความหมายของมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า การที่ลูกค้ารายบริษัท ด. ทำคำขอสินเชื่อสำหรับใช้ในโครงการวงเงิน 650,000,000 บาท ต่อคณะกรรมการบริหารของโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ซึ่งมีหน้าที่ร่วมกันจัดทำเอกสารและเสนอข้อมูลเพื่อขออนุมัติสินเชื่อตามระเบียบปฏิบัติงานด้านสินเชื่อของโจทก์ ไม่ให้ความสำคัญต่อประเด็นที่ฝ่ายโครงการสินเชื่อแจ้งความเสี่ยงว่าที่ตั้งโครงการอยู่ในเขตที่กำหนดให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินประเภทอนุรักษ์ป่าไม้และใบอนุญาตก่อสร้างอยู่ระหว่างดำเนินการ ยังไม่แน่ชัดว่าลูกค้าจะได้รับใบอนุญาตก่อสร้างหรือไม่ และเร่งรีบเสนอขออนุมัติคณะกรรมการบริหารให้อนุมัติและเบิกใช้สินเชื่อค่าที่ดิน 430,000,000 บาท ให้ลูกค้าไปก่อน และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ยังยินยอมให้ลูกค้าเบิกถอนสินเชื่อเพื่อการก่อสร้างและสาธารณูปโภคอีก 16,695,947.66 บาท ทั้งที่ยังไม่มีข้อยุติเรื่องการได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง เป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติของโจทก์และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และผิดสัญญาจ้าง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากทั้งมูลผิดสัญญาจ้างแรงงานและมูลละเมิด โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

กรณีโจทก์โอนสินทรัพย์ของลูกค้ารายบริษัท ด. ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคาร อ. ก่อนฟ้องคดีนี้แล้ว แม้โจทก์ขายสินทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องของลูกค้ารายดังกล่าวไปก่อนฟ้องคดีนี้ก็ส่งผลทำให้โจทก์สิ้นสิทธิเรียกร้องจากลูกค้ารายดังกล่าวตามมูลหนี้ผิดสัญญาให้สินเชื่อเท่านั้น แต่โจทก์ยังคงได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานและละเมิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อยู่ แม้โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ชำระค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้สินเชื่อของลูกค้าหักออกด้วยจำนวนเงินที่โจทก์ขายสินทรัพย์ของลูกค้านั้นก็เป็นเรื่องการคำนวณค่าเสียหายของโจทก์ ซึ่งต้องพิจารณาในประเด็นว่าโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่เพียงใด ส่วนภายหลังบริษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคาร อ. จะได้รับชำระหนี้จากลูกค้ารายดังกล่าวหรือไม่นั้นเป็นเรื่องระหว่างบริษัทกับลูกค้ารายดังกล่าว เมื่อโจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องได้ตามสัญญาจ้างแรงงานและมูลละเมิด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระเงิน 397,854,416.24 บาท พร้อมค่าชดเชยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันโอนสินทรัพย์เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา ศาลแรงงานกลางเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสอง ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน แต่คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจทางการเงินที่ไม่ผูกพันกับดอกเบี้ย และเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยมีผู้จัดการเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของธนาคาร และเป็นผู้แทนของธนาคารในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกตามมาตรา 28 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เคยเป็นลูกจ้างโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 5 เป็นลูกจ้างโจทก์ถึงปัจจุบัน ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ทำงานตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจขนาดใหญ่ มีหน้าที่ควบคุมดูแลกำกับการปฏิบัติงานของกลุ่มงานสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ จำเลยที่ 2 ทำงานตำแหน่งผู้อำนวยการ จำเลยที่ 3 ทำงานตำแหน่งรองผู้อำนวยการ จำเลยที่ 4 ทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่อาวุโส และจำเลยที่ 5 ทำงานตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำงานในฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ 1 ซึ่งได้รับมอบหมายให้ร่วมกันทำหน้าที่พิจารณาคำขอสินเชื่อของลูกค้า มีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันจัดทำเอกสารและเสนอข้อมูลเพื่อขออนุมัติสินเชื่อรายบริษัท ด. ซึ่งประกอบธุรกิจโรงแรม ต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารของโจทก์ ครั้งที่ 30/2553 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 เป็นเงินทั้งสิ้น 650,000,000 บาท โดยไม่มีข้อยุติเรื่องการได้รับใบอนุญาตก่อสร้างเพื่อให้คณะกรรมการบริหารนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาอนุมัติวงเงินสินเชื่อ ต่อมาบริษัทดังกล่าวผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และโอนสินทรัพย์ตามสัญญาให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคาร อ. ตามสัญญาโอนสินทรัพย์ ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2560 แล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและไม่ขาดอายุความ การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเกิดจากการทำงานให้สินเชื่อของลูกค้ารายบริษัท ด. ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยค่าเสียหายของโจทก์มีจำนวนเท่ากับจำนวนหนี้ทั้งหมดของลูกค้าหักทอนกับมูลค่าสินทรัพย์ที่โอนไปนั้นเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในหนี้ที่มีส่วนเกี่ยวพันกันกับหนี้ตามสัญญาให้สินเชื่อระหว่างโจทก์กับลูกค้ารายดังกล่าว แต่โจทก์โอนสิทธิและหน้าที่ของโจทก์แก่บริษัทดังกล่าวก่อนฟ้องแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตามความหมายของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 8 แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นทั้งมูลสัญญาและละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ แต่ความเสียหายทั้งมูลสัญญาและมูลละเมิดเป็นจำนวนเดียวกัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ประกอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว ข้อ 8 และ ข้อ 17 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการตามขั้นตอนเสียก่อน จึงจะมีสิทธิดำเนินการในศาลได้ แต่เมื่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเสนอรายงานสรุปผลการพิจารณาพร้อมความเห็นต่อกรรมการและรักษาการผู้จัดการของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 436,649,383.52 บาท ผู้จัดการของโจทก์จะต้องวินิจฉัยสั่งการว่ามีผู้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าใด และรีบส่งสำนวนการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดภายในเจ็ดวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการให้กระทรวงการคลังเพื่อตรวจสอบต่อไป เว้นแต่เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังประกาศกำหนดว่าไม่ต้องรายงานให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ ซึ่งหากเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องรายงานดังกล่าวก็ต้องรีบออกคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ แต่ปรากฏว่าผู้จัดการของโจทก์วินิจฉัยสั่งการสรุปความเห็นในรายงานการประชุมคณะกรรมการโจทก์ ครั้งที่ 11/2561 ว่า มอบหมายให้ฝ่ายจัดการไปดำเนินการตามระเบียบของธนาคารต่อไป โดยมิได้วินิจฉัยสั่งการว่ามีผู้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าใด ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ส่งสำนวนการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดให้กระทรวงการคลังเพื่อตรวจสอบต่อไปหรือไม่ อย่างไร ซึ่งหากเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องรายงานให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ โจทก์ได้ออกคำสั่งสั่งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ แม้โจทก์จะโอนสินทรัพย์ลูกหนี้รายนี้ไปแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็อ้างว่ายังมีหนี้ที่เหลือซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ยังต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่ จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอันเป็นสาระสำคัญ จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 4 ให้คำจำกัดความของคำว่า "หน่วยงานของรัฐ" หมายความว่า "กระทรวง ทบวง กรม หรือ ... และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และ..." โจทก์จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 โดยมาตรา 5 บัญญัติว่า ให้จัดตั้งธนาคารขึ้นเรียกว่า "ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย" และให้ธนาคารเป็นนิติบุคคล และมาตรา 7 กำหนดทุนเรือนหุ้นของธนาคารไว้หนึ่งพันล้านบาท โดยให้ธนาคารขายหุ้นให้แก่กระทรวงการคลัง หรือบุคคลอื่น โดยให้กระทรวงการคลังซื้อหุ้นของธนาคารได้ตามจำนวนที่เห็นสมควร แต่จะต้องไม่เกินร้อยละสี่สิบเก้าของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด เห็นได้ว่า พระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 มีจุดมุ่งหมายให้โจทก์เป็นนิติบุคคล แต่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายให้โจทก์มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจเพราะกระทรวงการคลังซื้อหุ้นของโจทก์ได้ไม่เกินร้อยละ 49 แม้ต่อมากระทรวงการคลัง ธนาคาร ม. และธนาคาร ก. เข้าถือหุ้นของโจทก์รวมกันเกินกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดหรืออีกนัยหนึ่งโจทก์มีส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบ ซึ่งส่งผลทำให้โจทก์มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามคำจำกัดความของคำว่ารัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 แต่ความเป็นรัฐวิสาหกิจของโจทก์มิได้เป็นมาตั้งแต่วาระแรกที่พระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 ใช้บังคับ โจทก์เพิ่งเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจในภายหลังเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้น โจทก์จึงไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ จึงไม่ใช่หน่วยงานของรัฐตามความหมายของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ประกอบกับคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า การที่ลูกค้ารายบริษัท ด. ทำคำขอสินเชื่อสำหรับใช้ในโครงการวงเงิน 650,000,000 บาท ต่อคณะกรรมการบริหารของโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ซึ่งมีหน้าที่ร่วมกันจัดทำเอกสารและเสนอข้อมูลเพื่อขออนุมัติสินเชื่อตามระเบียบปฏิบัติงานด้านสินเชื่อของโจทก์ ไม่ให้ความสำคัญต่อประเด็นที่ฝ่ายโครงการสินเชื่อแจ้งความเสี่ยงว่าที่ตั้งโครงการอยู่ในเขตที่กำหนดให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินประเภทอนุรักษ์ป่าไม้และใบอนุญาตก่อสร้างอยู่ระหว่างดำเนินการ ยังไม่แน่ชัดว่าลูกค้าจะได้รับใบอนุญาตก่อสร้างหรือไม่ และเร่งรีบเสนอขออนุมัติคณะกรรมการบริหารให้อนุมัติและเบิกใช้สินเชื่อค่าที่ดิน 430,000,000 บาท ให้ลูกค้าไปก่อน และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ยังยินยอมให้ลูกค้าเบิกถอนสินเชื่อเพื่อการก่อสร้างและสาธารณูปโภคอีก 16,695,947.66 บาท ทั้งที่ยังไม่มีข้อยุติเรื่องการได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง เป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติของโจทก์และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และผิดสัญญาจ้าง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากทั้งมูลผิดสัญญาจ้างแรงงานและมูลละเมิด โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายดังกล่าวแล้วไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ก่อนฟ้องคดี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่ากรณีโจทก์โอนสินทรัพย์ของลูกค้ารายบริษัท ด. ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคาร อ. ก่อนฟ้องคดีนี้แล้ว โจทก์จะมีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัย แต่คดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว เพื่อให้คดีไม่ล่าช้า เห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยก่อน เห็นว่า แม้โจทก์ขายสินทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องของลูกค้ารายดังกล่าวไปก่อนฟ้องคดีนี้ก็ส่งผลทำให้โจทก์สิ้นสิทธิเรียกร้องจากลูกค้ารายดังกล่าวตามมูลหนี้ผิดสัญญาให้สินเชื่อเท่านั้น แต่โจทก์ยังคงได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานและละเมิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อยู่ แม้โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ชำระค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้สินเชื่อของลูกค้าหักออกด้วยจำนวนเงินที่โจทก์ขายสินทรัพย์ของลูกค้านั้นก็เป็นเรื่องการคำนวณค่าเสียหายของโจทก์ ซึ่งต้องพิจารณาในประเด็นว่าโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่เพียงใด ส่วนภายหลังบริษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคาร อ. จะได้รับชำระหนี้จากลูกค้ารายดังกล่าวหรือไม่นั้นเป็นเรื่องระหว่างบริษัทกับลูกค้ารายดังกล่าว เมื่อโจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องได้ตามสัญญาจ้างแรงงานและมูลละเมิด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 รับผิดในความเสียหายที่โจทก์ได้รับซึ่งเกิดจากการทำงานให้สินเชื่อลูกค้าที่โอนสิทธิไปถือว่าเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ต้องรับผิดแทนหรือเพื่อลูกหนี้ตามสัญญาให้สินเชื่อตามความหมายของลูกหนี้และสินทรัพย์ในสัญญาโอนทรัพย์สินแล้ว ฟังได้ว่าสิทธิและหน้าที่ของโจทก์โอนไปเป็นของบริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคาร อ. นับแต่วันที่มีการโอนไป ซึ่งเป็นวันก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อคดียังมีประเด็นข้อพิพาทอื่นที่ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ผิดสัญญาจ้างโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ กับที่ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ที่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้วินิจฉัย สมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาวินิจฉัยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่ให้ยกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุที่ว่าสิทธิและหน้าที่ของโจทก์โอนไปเป็นของบริษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคาร อ. ก่อนฟ้องคดีนี้ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่ได้วินิจฉัย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 4
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกริกเกียรติ พุทธสถิตย์
- นายสุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2566
#697539
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญากู้ยืมเงินเป็นสัญญาที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง แต่กฎหมายไม่ให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า สัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ เมื่อจำเลยต่อสู้ว่าหนี้ไม่สมบูรณ์ จำเลยจึงมีสิทธินำสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย กรณีเชื่อว่าก่อนทำสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์กับจำเลยตกลงร่วมลงทุนกันจริงโดยมีการส่งมอบเงินตามสัญญากู้เป็นเงินร่วมลงทุนเบื้องต้น และโจทก์กับจำเลยมีเจตนาผูกพันกันตามนิติกรรมร่วมลงทุน แต่ทำนิติกรรมกู้ยืมเงินเพื่อเป็นประกันในการปฏิบัติตามสัญญา นิติกรรมกู้ยืมจึงเป็นนิติกรรมอำพรางนิติกรรมการร่วมลงทุน นิติกรรมการกู้เงินย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า "ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ" แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาร่วมลงทุน แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินที่เป็นโมฆะ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามมูลหนี้เงินกู้ที่โจทก์ฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 525,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 450,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงิน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงิน หรือไม่ เห็นว่า ก่อนโจทก์และจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินนั้น ได้ความว่า เดือนพฤษภาคม 2561 บริษัทของจำเลยว่าจ้างบริษัทของโจทก์ขนเถ้าลอย โจทก์ติดต่อบิดาจำเลยขอร่วมลงทุนในธุรกิจเถ้าลอย นัดหมายและเจรจาเกี่ยวกับการร่วมธุรกิจกัน... หลังจากนั้นโจทก์โอนเงิน 450,000 บาท ให้แก่จำเลย ต่อมาบิดาจำเลยพาโจทก์และนางสาวสุดารัตน์ เข้าร่วมประชุมกับผู้แทนรัฐวิสาหกิจถือหุ้นลาว ซึ่งเป็นคู่สัญญาของบริษัทจำเลยในการทำธุรกิจเถ้าลอยที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พฤติการณ์เช่นนี้แสดงถึงการดำเนินการในการร่วมลงทุนกันแล้ว แม้สัญญากู้ยืมเงินเป็นสัญญาที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง แต่กฎหมายไม่ให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า สัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ เมื่อจำเลยต่อสู้ว่าหนี้ไม่สมบูรณ์ จำเลยจึงมีสิทธินำสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย ประกอบกับสัญญากู้ยืมเงิน จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 หลังจากนางสุวรรณาภริยาของโจทก์ได้โอนเงินให้จำเลยตามที่โจทก์มอบหมาย เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2561 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องการใช้เงินอย่างเร่งด่วนอย่างไร หรือโจทก์มีความจำเป็นอย่างไรจึงต้องส่งมอบเงินให้จำเลยก่อนทำสัญญากู้ แต่กลับได้ความว่า วันที่ 1 มิถุนายน 2561 โจทก์ นางสุวรรณาภริยาของโจทก์และนางสาวสุดารัตน์บุตรของโจทก์ เข้าร่วมประชุมเจรจาและตกลงร่วมลงทุนในธุรกิจขนส่งเถ้าลอย... โดยการสนทนากันในแอปพลิเคชันไลน์ดังกล่าว ไม่ปรากฏการพูดคุยเกี่ยวกับการกู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลย กลับมีการพูดคุยปรึกษาเกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัทร่วมลงทุน ทั้งจำเลยนำสัญญาต่อเรือมาแสดงว่า มีการนำเงินไปลงทุนจริงตามที่แจ้งโจทก์ไว้ ยิ่งกว่านั้น การที่นายปัญญวัฒน์ พยานจำเลยตอบทนายจำเลยถามติงว่า "ภายหลังประชุมวันที่ 1 มิถุนายน 2561 พยานพูดคุยส่วนตัวกับโจทก์ว่า ต้องแสดงให้จำเลยมั่นใจว่าโจทก์จะลงทุนจริง โจทก์จึงเสนอและโอนเงินให้ 450,000 บาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินลงทุน 500,000 บาท" จึงน่าเชื่อว่า ก่อนทำสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์กับจำเลยตกลงร่วมลงทุนกันจริงโดยมีการส่งมอบเงินตามสัญญากู้เป็นเงินร่วมลงทุนเบื้องต้น และโจทก์กับจำเลยมีเจตนาผูกพันกันตามนิติกรรมร่วมลงทุน แต่ทำนิติกรรมกู้ยืมเงินเพื่อเป็นประกันในการปฏิบัติตามสัญญา นิติกรรมกู้ยืมจึงเป็นนิติกรรมอำพรางนิติกรรมการร่วมลงทุน นิติกรรมการกู้เงินย่อมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ..." และในวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า "ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ" แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาร่วมลงทุน แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินที่เป็นโมฆะ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามมูลหนี้เงินกู้ที่โจทก์ฟ้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ณ.
จำเลย — นาง ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาวสิทธิดา จิตทักษะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิรัตน์ สีดาคุณ
ชื่อองค์คณะ
ธนาคม ลิ้มภักดี
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
อภิชาต ภมรบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4205/2566
#697287
เปิดฉบับเต็ม

ข้อพิพาทคดีนี้มิใช่เป็นกรณีจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเรียกอากรที่ขาดไปในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิดซึ่งมีอายุความสองปีนับแต่วันที่นำเข้า แต่เป็นกรณีมีอายุความสิบปีไม่ว่าเป็นกรณีมีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 หรือกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนำเข้า ดังนั้น ไม่ว่ามีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรหรือไม่ ก็มีอายุความสิบปีตั้งแต่วันนำเข้า แตกต่างเฉพาะตัวบทกฎหมายที่ใช้อ้างอิงเท่านั้น และอย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 กรณีนี้โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาทในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 และพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เข้าตรวจค้นบริษัทโจทก์เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2556 จากนั้นโจทก์เข้าชี้แจงรายละเอียดและส่งมอบเอกสารให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จนพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ออกแบบแจ้งการประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มในวันที่ 2 และ 3 พฤศจิกายน 2560 และจัดส่งให้แก่โจทก์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับโดยโจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 ถือได้ว่าขั้นตอนกระบวนการประเมินเพื่อให้โจทก์รับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรได้ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์แล้วเมื่อจำเลยที่ 1 ออกแบบแจ้งการประเมินในวันที่ 2 และ 3 พฤศจิกายน 2560 อันเป็นเวลาก่อนที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ ส่วนการจัดส่งแบบแจ้งการประเมินเป็นขั้นตอนการแจ้งให้โจทก์ผู้ต้องเสียภาษีอากรเพื่อทราบและปฏิบัติตามกฎหมายต่อไปไม่ใช่การดำเนินการประเมิน กรณีจึงไม่อาจนำ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 19 มาใช้บังคับในคดีนี้ ส่วนปัญหาการออกแบบแจ้งการประเมินภายหลังกฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับแล้วจะมีผลอย่างไรไม่เป็นประเด็นปัญหาในคดีนี้ ดังนั้น การประเมินอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกอากรที่ขาดภายใน 10 ปี นับจากวันที่นำเข้าตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การประเมินของจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมาย

ตามคำอธิบายพิกัดอัตราศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้าไม่เจือ ตามพิกัดประเภท 72.07 ไม่ว่าประเภทใด ๆ ก็ตามต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหล่อแบบต่อเนื่องที่มีหน้าตัดตันและต้องไม่เป็นม้วน สินค้าพิพาททั้งสองกลุ่มขณะนำเข้าไม่มีลักษณะหน้าตัดตัน มีการขึ้นรูปที่มีลักษณะเฉพาะไว้แล้วไม่ต้องจัดทำรูปทรงเพิ่มเติมอย่างมาก และเมื่อเปรียบเทียบรูปทรงสินค้าพิพาทขณะนำเข้ากับเมื่อเป็นชิ้นส่วนสำเร็จรูปพร้อมใช้งานแล้วไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือเค้าโครงไปจากเดิม สินค้าพิพาทจึงไม่มีลักษณะเป็นผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป ไม่อาจจัดอยู่ในพิกัดประเภท 72.07 ได้ แต่สินค้าพิพาททั้งสองกลุ่มมีลักษณะเป็นของที่ขึ้นรูปมีรูปร่างหรือเค้าโครงของของหรือส่วนประกอบที่สำเร็จตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ข้อ 2 (ก) แล้ว แม้ยังไม่พร้อมใช้งานได้ทันทีแต่ก็สามารถใช้เพื่อผลิตเป็นของหรือส่วนประกอบสำเร็จรูปโดยกระบวนการผลิตเพิ่มเติมเป็นแต่เพียงกระบวนการตกแต่งพื้นผิวชิ้นงานให้มีสภาพเหมาะสมต่อการนำไปใช้เท่านั้น และเมื่อสินค้าพิพาททั้งสองกลุ่มจัดอยูในพิกัดประเภทย่อย 8708.94.99 พิกัดประเภทย่อย 8708.94.93 และพิกัดประเภทย่อย 8708.94.95 จึงไม่อาจจัดเป็นของอื่น ๆ ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้าตามพิกัดประเภท 73.26 ตามที่โจทก์สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าและขอสงวนสิทธิ์ขอคืนอากรได้ เนื่องจากคำอธิบายพิกัดอัตราศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ระบุไม่ให้คลุมถึงของที่ตีขึ้นรูป ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในประเภทพิกัดอื่นของพิกัดอัตราศุลกากรนี้ (เช่น ส่วนประกอบที่สามารถบอกได้ว่าเป็นของเครื่องจักรหรือของเครื่องใช้เชิงกล) หรือของที่ตีขึ้นรูปยังทำไม่เสร็จซึ่งต้องการการจัดทำมากไปกว่านี้ แต่มีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้ซึ่งทำเสร็จแล้ว คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบขนสินค้าขาเข้า 127 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ 6 ฉบับ กับให้จำเลยทั้งสี่คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง 34,546,100.24 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 28,714,117 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เพิกถอนการประเมินตามใบขนสินค้าขาเข้า 127 ฉบับ และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ 6 ฉบับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 คืนเงิน จำนวน 34,546,100.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 28,714,117 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการโรงงานผลิตสินค้าจำหน่าย โดยนำวัตถุดิบบางส่วนจากต่างประเทศเข้ามาผลิตเป็นสินค้าสำเร็จเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าในประเทศไทยและต่างประเทศระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 โจทก์นำเข้าวัตถุดิบ Forging ตามใบขนสินค้าขาเข้า 113 ฉบับ สำแดงว่าเป็นส่วนประกอบชุดเกียร์ทำด้วยเหล็ก(Semi Piston Rack) และชิ้นงานทำด้วยเหล็ก (Lower Shaft) พิกัดประเภทย่อย 7326.90.90 อัตราอากรร้อยละ 10 และระหว่างวันที่ 6 สิงหาคม 2556 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2558 โจทก์นำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้า 14 ฉบับ สำแดงว่า เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตชิ้นส่วนซึ่งเป็นวาล์วควบคุมน้ำมันไฮดรอลิกในท่อน้ำมันสำหรับระบบบังคับเลี้ยว (Forged Rack และ Forged Shaft) พิกัดประเภทย่อย 8708.99.90 อัตราอากรร้อยละ 30 โดยโจทก์ขอสงวนสิทธิ์ขอคืนอากรไว้ในประเภทพิกัด 7326.90.99 อัตราอากรร้อยละ 10 ต่อมาวันที่ 21 มีนาคม 2556 พนักงานเจ้าหน้าที่สำนักสืบสวนและปราบปรามของจำเลยที่ 1 ตรวจค้นบริษัทโจทก์เนื่องจากมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีเอกสารที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือเกี่ยวเนื่องกับการกระทำผิดตามกฎหมายศุลกากรจึงนำสินค้าที่โจทก์นำเข้าไปตรวจสอบ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เห็นว่า สินค้าที่โจทก์นำเข้าจัดเข้าพิกัดประเภทย่อย 8708.94.99 อัตราอากรร้อยละ 30 เป็นเหตุให้อากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มขาดและแจ้งข้อกล่าวหาว่าการกระทำของโจทก์เป็นความผิดฐานสำแดงชนิดสินค้าและประเภทพิกัดอัตราศุลกากรเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 และมาตรา 99 โจทก์ทราบข้อกล่าวหาแล้วเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2558 จำเลยที่ 1 ออกแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออกภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ลงวันที่ 2 และ 3 พฤศจิกายน 2560 สำหรับการนำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้า 113 ฉบับ โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมินทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 และระหว่างวันที่ 12 ตุลาคม 2558 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2560 จำเลยที่ 1 ออกแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก/ภาษีสรรพสามิต/ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีสงวนสิทธิ์ขอคืนอากร) สำหรับใบขนสินค้าขาเข้า 14 ฉบับ โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมินระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 โจทก์อุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์จากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ประเมินอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาท 113 ฉบับ เมื่อพ้นกำหนดสามปีนับแต่วันยื่นใบขนสินค้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 19 จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อพิพาทคดีนี้มิใช่เป็นกรณีจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเรียกอากรที่ขาดไปในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิดซึ่งมีอายุความสองปีนับแต่วันที่นำเข้า แต่เป็นกรณีมีอายุความสิบปีไม่ว่าเป็นกรณีมีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 หรือกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนำเข้า ดังนั้น ไม่ว่ามีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรหรือไม่ ก็มีอายุความสิบปีตั้งแต่วันนำเข้าแตกต่างเฉพาะตัวบทกฎหมายที่ใช้อ้างอิงเท่านั้น และอย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 กรณีนี้โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาทตามใบขนสินค้าขาเข้า 113 ฉบับ ในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 และพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เข้าตรวจค้นบริษัทโจทก์เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2556 จากนั้นโจทก์เข้าชี้แจงรายละเอียดและส่งมอบเอกสารให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จนพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ออกแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่นๆ) ในวันที่ 2 และ 3 พฤศจิกายน 2560 และจัดส่งให้แก่โจทก์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับโดยโจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 ถือได้ว่าขั้นตอนกระบวนการประเมินเพื่อให้โจทก์รับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรได้ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์แล้วเมื่อจำเลยที่ 1 ออกแบบแจ้งการประเมินในวันที่ 2 และ 3 พฤศจิกายน 2560 อันเป็นเวลาก่อนที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ ส่วนการจัดส่งแบบแจ้งการประเมินเป็นขั้นตอนการแจ้งให้โจทก์ผู้ต้องเสียภาษีอากรเพื่อทราบและปฏิบัติตามกฎหมายต่อไปไม่ใช่การดำเนินการประเมิน กรณีจึงไม่อาจนำพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2460 มาตรา 19 มาใช้บังคับในคดีนี้ ส่วนปัญหาการออกแบบแจ้งการประเมินภายหลังกฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับแล้วจะมีผลอย่างไรไม่เป็นประเด็นปัญหาในคดีนี้ ดังนั้น การประเมินอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาท 113 ฉบับ ในคดีนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกอากรที่ขาดภายใน 10 ปี นับจากวันที่นำเข้า ตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การประเมินของจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าจัดอยู่ในพิกัดประเภท 87.08 ในฐานะเป็นส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามพิกัดประเภท 87.01 ถึง 87.05 ประเภทย่อย 8708.94.93 ประเภทย่อย 8708.94.95 และประเภทย่อย 8708.94.99 ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาท บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" วรรคสองบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 87 และมาตรา 88 การคำนวณค่าภาษีให้ถือตามสภาพของราคาของและพิกัดอัตราศุลกากรที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีเกิดขึ้น..." และพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ของที่นำเข้ามาหรือพาเข้ามาในหรือส่งหรือพาออกไปนอกราชอาณาจักรนั้น ให้เรียกเก็บและเสียอากรตามที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากรท้ายพระราชกำหนดนี้ หรือตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกำหนดนี้" มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติว่า "การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดนี้ ประกอบกับคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร ซึ่งทำเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2493 และประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515" ดังนั้น การตีความว่าของอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ซึ่งหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ข้อ 1 ระบุว่า "ชื่อของหมวด ตอน และตอนย่อย ได้กำหนดขึ้นเพื่อให้สะดวกแก่การอ้างอิงเท่านั้น ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทให้จำแนกตามความของประเภทนั้น ๆ ตามหมายเหตุของหมวดหรือของตอนที่เกี่ยวข้องและตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้ หากว่าประเภทหรือหมายเหตุดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น" ข้อ 2 (ก) วรรคหนึ่ง ระบุว่า "ประเภทที่ระบุถึงของใดให้หมายรวมถึงของนั้นที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยังไม่สำเร็จ หากว่าในขณะนำเข้ามีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้วและให้หมายรวมถึงของที่สมบูรณ์หรือสำเร็จแล้ว (หรือที่จำแนกเข้าประเภทของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้วตามนัยแห่งหลักเกณฑ์นี้) ที่นำเข้ามาโดยถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกัน"ข้อ 6 ระบุว่า "ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทของของเข้าในประเภทย่อยของประเภทใดประเภทหนึ่งให้เป็นไปตามความของประเภทย่อยที่เกี่ยวข้องและตามหลักเกณฑ์ข้างต้นโดยอนุโลม โดยพิจารณาเปรียบเทียบในระหว่างประเภทย่อยที่อยู่ในระดับเดียวกันตามวัตถุประสงค์ของหลักเกณฑ์นี้ให้ใช้หมายเหตุของหมวดและของตอนที่เกี่ยวข้องด้วย เว้นแต่จะมีข้อความระบุไว้เป็นอย่างอื่น" ซึ่งตามคำอธิบายพิกัดอัตราศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ พิกัดประเภท 72.07 ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้าไม่เจือ ได้ระบุว่าผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปได้นิยามไว้ในหมายเหตุข้อ 1 (ญ) ของตอนนี้ โดยหมายเหตุข้อ 1 (ญ) ของตอนที่ 72 ระบุนิยามผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปว่า หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหล่อแบบต่อเนื่องที่มีหน้าตัดตันจะผ่านการรีดร้อนขั้นต้นหรือไม่ก็ตาม และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่มีหน้าตัดตัน ซึ่งไม่ได้ทำมากไปกว่าการรีดร้อนขั้นต้นหรือตีเป็นรูปทรงอย่างหยาบ ๆ รวมถึงของที่เพียงแต่ขึ้นรูปเพื่อทำเป็นมุม เป็นรูปทรง หรือเป็นหน้าตัดรูปต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องไม่เป็นม้วน และตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ พิกัดประเภท 72.07 อธิบายผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปว่า มี 4 ประเภท คือ (ก) ท่อนเหล็กที่เป็นเหลี่ยมแบบบลูม บิลเล็ต ท่อนกลม แท่งเหล็กหนาชนิดสแล๊ป แท่งบางชนิดชี้ทบาร์ (ข) ชิ้นที่ทำเป็นรูปทรงอย่างหยาบ ๆ ด้วยการตี (ค) ของที่เพียงแต่ขึ้นรูปเพื่อทำเป็นมุม ทำเป็นรูปทรง หรือทำเป็นหน้าตัดรูปต่าง ๆ และ (ง) ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปที่ได้มาโดยการหล่อแบบต่อเนื่อง แสดงว่าผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปตามพิกัดประเภท 72.07 ไม่ว่าประเภทใด ๆ ก็ตามต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหล่อแบบต่อเนื่องที่มีหน้าตัดตันและต้องไม่เป็นม้วน เมื่อพิจารณาหนังสือชี้แจงของโจทก์ และตัวอย่างสินค้าพิพาทขณะนำเข้าเปรียบเทียบกับสินค้าที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้ามี 2 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งคือ ส่วนประกอบชุดเกียร์ทำด้วยเหล็ก (Semi Piston Rack) และวัตถุดิบสำหรับผลิตชิ้นส่วนซึ่งเป็นวาล์วควบคุมน้ำมันไฮดรอลิกในท่อน้ำมันสำหรับระบบบังคับเลี้ยว (Forged Rack) กลุ่มที่สองคือ ชิ้นงานทำด้วยเหล็ก (Lower Shaft) และวัตถุดิบสำหรับผลิตชิ้นส่วนซึ่งเป็นวาล์วควบคุมน้ำมันไฮดรอลิกในท่อน้ำมันสำหรับระบบบังคับเลี้ยว (Forged Shaft) สินค้าพิพาทผลิตจากการนำเหล็กท่อนกลม (Round Billet) มาตัดให้ได้ขนาด จากนั้นนำชิ้นงานไปอบอ่อน เมื่ออบอ่อนแล้วจึงนำไปขึ้นรูปตามแบบเพื่อให้ได้ชิ้นงาน เมื่อได้ชิ้นงานแล้วจะนำชิ้นงานไปชุบกันสนิมทำด้วยเหล็กกล้าขึ้นรูปและมีการเคลือบกันสนิม ในข้อนี้ได้ความจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์ตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า การนำไปอบอ่อน หมายถึง การนำสินค้าไปทำให้นิ่มขึ้น โดยสินค้าในกลุ่มที่หนึ่ง มีการตีขึ้นรูปครั้งที่ 1 ตีขึ้นรูปครั้งที่ 2 จะมีรูอยู่ตรงกลาง ตีขึ้นรูปครั้งที่ 3 ทำให้เกิดรูทะลุ และตีขึ้นรูปครั้งที่ 4 ทำให้เกิดบ่า จนเป็นชิ้นงานสำเร็จ ขณะนำเข้าสินค้าพิพาทมีลักษณะเป็นโลหะวงกลมตรงกลางกลวง (วงแหวน) สินค้ากลุ่มที่สอง มีการตีขึ้นรูปครั้งที่ 1 ตีขึ้นรูปครั้งที่ 2 ทำร่องหยาบ และตีขึ้นรูปครั้งที่ 3 ทำร่องให้ได้ขนาด จนเป็นชิ้นงานสำเร็จ ขณะนำเข้าสินค้าพิพาทมีลักษณะเป็นทรงกระบอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลดหลั่น 3 ขั้น มีการเจาะรูที่หน้าตัดด้านกว้างแต่ไม่กลวงตลอด สินค้าพิพาททั้งสองกลุ่มไม่สามารถนำไปใช้งานได้ทันทีต้องนำมาผ่านกระบวนการผลิตอีกหลายขั้นตอนด้วยเครื่องจักรให้ได้ขนาดและผิวงานละเอียดจึงจะสามารถนำไปใช้งานได้ เห็นได้ว่าสินค้าพิพาททั้งสองกลุ่มขณะนำเข้าไม่มีลักษณะหน้าตัดตัน มีการขึ้นรูปที่มีลักษณะเฉพาะไว้แล้วไม่ต้องจัดทำรูปทรงเพิ่มเติมอย่างมาก และเมื่อเปรียบเทียบรูปทรงสินค้าพิพาทขณะนำเข้ากับเมื่อเป็นชิ้นส่วนสำเร็จรูปพร้อมใช้งานแล้วไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือเค้าโครงไปจากเดิม สินค้าพิพาทจึงไม่มีลักษณะเป็นผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปตามหมายเหตุข้อ 1 (ญ) ไม่อาจจัดอยู่ในพิกัดประเภท 72.07 ดังที่โจทก์ฎีกาได้ แม้สินค้าพิพาทจะไม่สามารถนำมาใช้งานได้ทันทีต้องผ่านกระบวนการผลิตหลายขั้นตอนก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ที่ได้อธิบายการตีความพิกัดศุลกากรข้อ 2 (ก) ของที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยังไม่สำเร็จ ว่า (1) ความตอนแรกของหลักเกณฑ์ข้อ 2 (ก) เป็นการขยายขอบเขตของประเภทพิกัดซึ่งระบุถึงของใด ให้คลุมถึงไม่เฉพาะของสำเร็จรูป แต่คลุมถึงของที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยังไม่สำเร็จด้วย หากว่าในขณะนำเข้าของนั้นมีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้ว (2) หลักเกณฑ์ข้อนี้ใช้กับของที่เพียงแต่ขึ้นรูป (แบล็งก์) ด้วย เว้นแต่จะมีประเภทพิกัดอื่นระบุไว้โดยเฉพาะ คำว่า "ของที่เพียงแต่ขึ้นรูป" หมายถึง ของที่ยังไม่พร้อมจะใช้ได้ทันทีเพียงแต่มีรูปร่างหรือเค้าโครงของของหรือส่วนประกอบที่สำเร็จแล้ว และสามารถใช้เพื่อผลิตเป็นของหรือส่วนประกอบสำเร็จรูปเท่านั้น ยกเว้นเป็นพิเศษบางกรณี ของกึ่งสำเร็จรูปที่ยังไม่มีรูปร่างอันเป็นสาระสำคัญของของสำเร็จรูป (โดยทั่วไปเช่น เป็นท่อน วงกลม หลอดหรือท่อ ฯลฯ) ไม่ถือว่าเป็น "ของที่เพียงแต่ขึ้นรูป" (3) โดยคำนึงถึงขอบเขตของประเภทต่าง ๆ ในหมวด 1 ถึง 6 หลักเกณฑ์ข้อนี้ปกติไม่ใช้กับของในหมวดดังกล่าว (4) หลายกรณีที่หลักเกณฑ์ข้อนี้คลุมถึงปรากฏอยู่ในคำอธิบายทั่วไปของหมวดหรือตอนต่างๆ (เช่น หมวด 16 และตอนที่ 61, 62, 86, 87 และ 90) เห็นได้ว่าสินค้าพิพาททั้งสองกลุ่มมีลักษณะเป็นของที่ขึ้นรูปมีรูปร่างหรือเค้าโครงของของหรือส่วนประกอบที่สำเร็จตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรข้อ 2 (ก) แล้ว แม้ยังไม่พร้อมใช้งานได้ทันทีแต่ก็สามารถใช้เพื่อผลิตเป็นของหรือส่วนประกอบสำเร็จรูป โดยกระบวนการผลิตเพิ่มเติมเป็นแต่เพียงกระบวนการตกแต่งพื้นผิวชิ้นงานให้มีสภาพเหมาะสมต่อการนำไปใช้เท่านั้น สินค้าพิพาทกลุ่มที่หนึ่งขึ้นรูปเป็น Semi Piston Rack และ Forged Rack เพื่อประกอบติดตั้งเข้ากับเพลาบังคับเลี้ยวของกระปุกเกียร์พวงมาลัยในชุดบังคับล้อ (Rack and Pinion) ของระบบบังคับเลี้ยวรถยนต์กระบะทำหน้าที่เป็นลูกสูบรับแรงดันไฮดรอลิกเป็นส่วนประกอบที่ใช้เฉพาะกับกระปุกเกียร์พวงมาลัยรถยนต์ ส่วนสินค้ากลุ่มที่สองขึ้นรูปเป็น Lower Shaft และ Forged Shaft ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของเพลาล่างที่ใช้เป็นส่วนประกอบในตัว Worm Shaft สำหรับระบบบังคับเลี้ยวพวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฟฟ้าของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทำหน้าที่ทดกำลังและช่วยผ่อนแรงในการหมุนพวงมาลัยโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยในการหมุน โดยติดตั้งอยู่ด้านล่างสุดของชุดพวงมาลัยพาวเวอร์ ซึ่งนำไปประกอบกับเพลาพวงส่วนกลางทำหน้าที่ส่งผ่านแรงไปบังคับการเลี้ยวของชุดบังคับล้อ ประกอบกับผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า สินค้าที่โจทก์นำเข้าไม่สามารถใช้กับผลิตภัณฑ์เครื่องจักรอื่นได้ยกเว้นรถยนต์เท่านั้น นอกจากจะออกแบบใหม่ โดยสินค้า Forged Rack เมื่อทำเป็นสำเร็จแล้วจะนำมาใช้กับรถยนต์กระบะโตโยต้าอย่างเดียว ส่วน Forged Shaft ใช้สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้าเฉพาะรุ่นโคโลน่ากับวีออส ซึ่งเมื่อพิจารณาพิกัดประเภท 87.08 ในฐานะเป็นส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามพิกัดประเภท 87.01 ถึง 87.05 ประกอบคำอธิบายพิกัดอัตราศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์พร้อมคำแปล พิกัดประเภทนี้คลุมถึงส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 หากส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบเป็นไปตามเงื่อนไขทั้งสองข้อดังต่อไปนี้ (1) ของดังกล่าวต้องบ่งชี้ได้ว่าเหมาะสำหรับใช้เฉพาะหรือส่วนใหญ่ใช้กับยานยนต์ที่ระบุไว้ข้างต้น และ (2) ของดังกล่าวต้องไม่ถูกห้ามโดยข้อกำหนดของหมายเหตุในหมวด 17 เมื่อสินค้าพิพาททั้งสองกลุ่มไม่ถูกยกเว้นด้วยหมายเหตุหมวด 17 โดยสินค้าในกลุ่มแรกเป็นส่วนประกอบที่ใช้เฉพาะกับกระปุกเกียร์พวงมาลัยรถยนต์กระบะ ซึ่งเป็นยานยนต์ตามพิกัดประเภท 87.04 จึงจัดอยู่ในพิกัดประเภทย่อย 8708.94.99 อื่น ๆ ในฐานะเป็นส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 พวงมาลัย แกนพวงมาลัย และกระปุกเกียร์พวงมาลัย (สเตียริงบอกซ์) รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว ส่วนสินค้าในกลุ่มที่สองเป็นส่วนประกอบของระบบบังคับเลี้ยวของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ซึ่งเป็นยานยนต์ประเภทที่ 87.03 จึงจัดอยู่ในพิกัดประเภทย่อย 8707.94.93 และ 8708.94.95 สำหรับยานยนต์ตามประเภทที่ 87.03 (ตามช่วงเวลานำเข้า) ในฐานะเป็นส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 พวงมาลัย แกนพวงมาลัย และกระปุกเกียร์ พวงมาลัย (สเตียริงบอกซ์) รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว เมื่อสินค้าพิพาททั้งสองกลุ่มจัดอยู่ในพิกัดประเภทย่อย 8708.94.99 พิกัดประเภทย่อย 8708.94.93 และพิกัดประเภทย่อย 8708.94.95 จึงไม่อาจจัดเป็นของอื่น ๆ ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า ตามพิกัดประเภท 73.26 ตามที่โจทก์สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าและขอสงวนสิทธิ์ขอคืนอากรได้เนื่องจากคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์พร้อมคำแปลระบุไม่ให้คลุมถึงของที่ตีขึ้นรูปซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในประเภทพิกัดอื่นของพิกัดอัตราศุลกากรนี้ (เช่น ส่วนประกอบที่สามารถบอกได้ว่าเป็นของเครื่องจักรหรือของเครื่องใช้เชิงกล) หรือของที่ตีขึ้นรูปยังทำไม่เสร็จซึ่งต้องการการจัดทำมากไปกว่านี้ แต่มีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้ซึ่งทำเสร็จแล้ว คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/31
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 วรรคสาม
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์
- นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ปิยนุช จรูญรัตนา
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4196/2566
#697293
เปิดฉบับเต็ม

ผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 227 ป.อ. มิได้นิยามคำว่า ผู้มีวิชาชีพไว้ จึงต้องถือตามความหมายที่ยอมรับกันโดยทั่วไปตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ซึ่งให้ความหมายของคำว่า วิชาชีพ รวมกับคำว่า วิชา หมายถึงผู้ที่มีอาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ ความชำนาญ หรือผู้ที่มีความรู้ซึ่งอาจได้จากการเล่าเรียนโดยตรง หรือจากการทำงานอันเป็นการฝึกฝนในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระก็ได้ กรณีจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่เล่าเรียนมาโดยตรงเพื่อเป็นสถาปนิกหรือวิศวกรเท่านั้น แต่หมายรวมถึงผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ ในการทำงานอันได้รับการฝึกฝนจากการประกอบอาชีพตามปกติด้วย เมื่อจำเลยประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างมาเป็นเวลากว่า 10 ปี จำเลยจึงเป็นผู้มีความรู้ ความชำนาญ ในการก่อสร้างซึ่งเกิดจากการทำงานรับเหมาก่อสร้างอันเป็นการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระ และเป็นผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227, 238

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวสิริการย์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมในฐานะส่วนตัวและภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชัยโรจน์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ 60,000 บาท ค่าปลงศพกับค่าใช้จ่ายในการจัดการศพผู้ตาย 100,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะ 720,000 บาท และค่าเสียหายจากการพังถล่มของบ้าน 2,050,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,930,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2562 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมเรียกร้องสูงเกินสมควร ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ประกอบมาตรา 238 วรรคแรกและวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้มีวิชาชีพทำการก่อสร้างอาคารไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา 238 วรรคแรก ประกอบมาตรา 227 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,640,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 30 เมษายน 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม (ที่ถูก แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ) ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังยุติว่า อาคารที่เกิดเหตุอยู่ในเขตควบคุมอาคาร โจทก์ร่วมต้องขออนุญาตก่อสร้างต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น โดยยื่นแบบแปลนและรายการประกอบแบบ พร้อมสำเนาโฉนดที่ดินให้เจ้าพนักงานพิจารณา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2547 โจทก์ร่วมยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารที่เกิดเหตุเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยต่อองค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวน้อย โดยแนบแบบแปลนและรายการประกอบแบบ พร้อมสำเนาโฉนดที่ดิน และได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอาคารเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2547 โจทก์ร่วมใช้แบบแปลนและรายการประกอบแบบ ในการว่าจ้างให้จำเลยก่อสร้างอาคารที่เกิดเหตุในราคา 850,000 บาท จำเลยซึ่งเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างให้โจทก์ร่วมต้องก่อสร้างอาคารที่เกิดเหตุตามแบบแปลนที่โจทก์ร่วมได้รับใบอนุญาต จำเลยก่อสร้างจนแล้วเสร็จเมื่อประมาณปลายปี 2548 โจทก์ร่วมพร้อมครอบครัวเข้าไปอยู่อาศัยในอาคารดังกล่าว ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2562 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา อาคารที่เกิดเหตุได้วิบัติพังทลายลงมาทั้งหลังทับบุคคลในครอบครัวของโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้นายชัยโรจน์ สามีโจทก์ร่วมถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายสาหัส นางสาวธันย์นิชา นางสาวธันยากานต์ และเด็กหญิงริญญรัตน์ ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย อาคารที่เกิดเหตุได้รับความเสียหายทั้งหมด ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนขอให้วิศวกรโยธาจากสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ร่วมตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ผลการตรวจพบว่าอาคารที่ก่อสร้างจริงไม่ตรงตามแบบแปลนที่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหลายรายการ สาเหตุการพังทลายของอาคารเกิดจากการก่อสร้างตำแหน่งเสาตอม่อและการเสริมเหล็กไม่ตรงตามที่แบบแปลนกำหนด ทำให้การรับน้ำหนักของตัวอาคารเกิดความไม่สมดุลเป็นเหตุให้เกิดการวิบัติของโครงสร้างอาคารพังทลายลงมา พนักงานสอบสวนจึงหมายเรียกจำเลยมารับทราบข้อกล่าวหาและแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่า เป็นผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้าง ซ่อมแซมหรือรื้อถอนอาคาร ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้ให้นิยามของคำว่า "ผู้มีวิชาชีพ" ไว้ จึงต้องถือตามความหมายที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายของคำว่า "วิชาชีพ" หมายถึง วิชาที่จะนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น วิชาแพทย์ วิชาช่างไม้ วิชาช่างยนต์ และคำว่า "วิชา" หมายถึง ความรู้ ความรู้ที่ได้ด้วยการเล่าเรียนหรือฝึกฝน เช่น วิชาภาษาไทย วิชาช่าง วิชาการฝีมือ ดังนั้น คำว่า "ผู้มีวิชาชีพ" จึงหมายถึง ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ ความชำนาญ หรือผู้ที่มีความรู้ซึ่งอาจได้จากการเล่าเรียนโดยตรงหรือจากการทำงานอันเป็นการฝึกฝนในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระก็ได้ ผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 จึงไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ได้เล่าเรียนมาโดยตรงเพื่อเป็นสถาปนิกหรือวิศวกรเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ ในการทำงานอันได้รับการฝึกฝนจากการประกอบอาชีพตามปกติด้วย ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยรู้จักกับโจทก์ร่วมมาเป็นเวลาประมาณ 20 ปี และโจทก์ร่วมทราบว่า จำเลยมีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง อีกทั้งจำเลยเป็นผู้ก่อสร้างบ้านของจำเลยซึ่งอยู่ใกล้กับที่ดินของโจทก์ร่วมที่กำลังจะสร้างบ้าน เมื่อจำเลยเสนอว่าจะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านที่เกิดเหตุ โจทก์ร่วมจึงไว้วางใจให้จำเลยก่อสร้างบ้านให้โจทก์ร่วม ประกอบกับจำเลยประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างมาเป็นเวลากว่า 10 ปี แสดงว่า จำเลยเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการก่อสร้างซึ่งเกิดจากการทำงานรับเหมาก่อสร้างอันเป็นการฝึกฝนในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระ จำเลยจึงเป็นผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า อาคารที่เกิดเหตุพังทลายลงเพราะการกระทำของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า นายสุวัฒน์มีตำแหน่งวิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงเป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับกรณีอาคารที่เกิดเหตุพังทลายลง โดยร่วมตรวจสอบอาคารที่เกิดเหตุกับพนักงานสอบสวน และจัดทำผลการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งไม่มีข้อพิรุธให้สงสัยว่าจะช่วยเหลือหรือปรักปรำฝ่ายใด ผลการตรวจสอบและทำความเห็นของนายสุวัฒน์ได้ความว่าอาคารที่เกิดเหตุมีการก่อสร้างจริงบางส่วนไม่ตรงตามแบบแปลนที่ได้รับใบอนุญาต ดังที่ปรากฏข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบในข้อ 4.1 ถึง 4.5 ตามเอกสารดังกล่าวข้างต้น ฟังได้ว่านายสุวัฒน์เบิกความตามข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบมา การตรวจสอบของนายสุวัฒน์ถือได้ว่าเป็นการนำหลักวิชาการทางด้านวิศวกรรมก่อสร้างมาใช้ตรวจสอบอาคารที่เกิดเหตุหาสาเหตุที่พังทลายลงมิใช่นำเพียงพยานหลักฐานและพยานบุคคลที่ปรากฏในสำนวนชั้นสอบสวนมาตัดสินว่าสิ่งใดจริงหรือเท็จตามที่จำเลยฎีกา ประกอบกับจำเลยฎีการับว่ามีการก่อสร้างอาคารที่เกิดเหตุไม่ตรงตามแบบแปลนและรายการประกอบ คำเบิกความของนายสุวัฒน์มีน้ำหนักรับฟังได้ ที่จำเลยฎีกาว่า อาคารที่เกิดเหตุพังทลายลง เพราะสภาพที่ดินมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบลุ่ม ด้านทิศใต้มีร่องน้ำเหนือท่อน้ำลอดผ่าน ก่อนที่จะก่อสร้างโจทก์ร่วมไม่ได้ถมดิน และแจ้งให้จำเลยก่อสร้างแบบใช้คานลอย สาเหตุที่ทำให้อาคารที่เกิดเหตุถล่มพังทลายลงจึงมิใช่เพราะการก่อสร้างไม่ตรงตามแบบแปลนตามที่นายสุวัฒน์เบิกความ แต่มีสาเหตุตามเหตุผลของนายประกิตติ ที่ว่า อาคารที่เกิดเหตุสร้างอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เสมอกัน จึงมีการเลื่อนไถลของพื้นที่ด้านใดด้านหนึ่งของอาคาร ทำให้โครงสร้างพังลง มีฐานรากที่แช่น้ำเป็นเวลานานเช่นบริเวณห้องน้ำอาจเกิดการพังทลายของดิน ทำให้ฐานรากเคลื่อนตัว และดึงโครงสร้างทั้งหมดพังลง การก่อสร้างที่ไม่ตรงตามแบบที่ได้รับใบอนุญาตเป็นความผิดพลาดในเกณฑ์ปกติซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ และไม่ถึงกับทำให้อาคารทั้งหลังพังทลายลงมา เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างอาคารที่เกิดเหตุ ย่อมทราบดีว่าหากจะเริ่มก่อสร้างต้องตรวจดูสภาพพื้นที่จริงและแบบแปลนที่จะใช้ก่อสร้างว่า สภาพที่ดินมีลักษณะตรงตามแบบแปลนหรือไม่ และหากยังมีเรื่องใดที่ทำให้ที่ดินยังไม่มีความสมบูรณ์ปลอดภัยพร้อมจะก่อสร้างให้ถูกต้องตรงตามแบบแปลน จำเลยต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นเสียก่อน รวมทั้งวัสดุที่จะใช้ในการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นปูน เหล็ก และวัสดุอื่น ๆ ต้องใช้ให้ได้ขนาดตามที่แบบแปลนกำหนดไว้ เพราะโจทก์ร่วมได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างตามแบบแปลนที่เจ้าพนักงานพิจารณาแล้ว ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัยและผู้อื่น สำหรับปัญหาที่ว่าการก่อสร้างที่ผิดแบบแปลนจะเป็นสาเหตุที่ทำให้อาคารที่เกิดเหตุถล่มพังลงหรือไม่นั้น นายสุวัฒน์ให้ความเห็นว่า กรณีไม่มีการถมดิน แล้วผู้ก่อสร้างใช้แผ่นพื้นสำเร็จรูปวางบนคาน น้ำหนักจะลงที่คานแล้วถ่ายน้ำหนักลงไปที่เสาตอม่อ แต่การเทพื้นคอนกรีตบนพื้นดินจะทำให้น้ำหนักลงไปที่พื้นดิน และยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า หากพื้นที่ก่อสร้างมีความสูงต่ำไม่เท่ากัน ก็นำแบบแปลนและรายการประกอบแบบมาใช้ในการก่อสร้างไม่ได้ แต่ก็มีวิธีแก้ไขคือ การถมดินให้แน่น หรือเขียนแบบใหม่โดยแก้ไขแบบให้มีคานคอดินรับน้ำหนักบริเวณพื้นดินอีกชั้น แต่จำเลยทำการก่อสร้างอาคารที่เกิดเหตุโดยไม่ได้ดำเนินการแก้ไขใด ๆ จำเลยนำสืบอ้างว่าโจทก์ร่วมให้ก่อสร้างได้เลย นายสุวัฒน์ตรวจสอบสาเหตุต่าง ๆ ที่อาจจะมีผลทำให้อาคารที่เกิดเหตุพังทลายลงไว้อย่างครบถ้วน รวมถึงอธิบายชี้แจงได้ว่า บริเวณก่อสร้างจริงไม่มีการถมดินไว้ ก็ทำให้ผู้ก่อสร้างใช้วิธีเทพื้นคอนกรีตตามที่กำหนดไว้ในแบบแปลนไม่ได้ และใช้วิธีวางแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปซึ่งมีน้ำหนักเกินกว่าปกติ เมื่อวางบนคานก็มีผลให้น้ำหนักแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปลงไปที่คานแล้วถ่ายน้ำหนักลงไปที่เสาตอม่อ และพบข้อเท็จจริงว่าคานคอดินใช้เหล็กเส้นในคานคอดินน้อยกว่าในแบบที่ได้รับใบอนุญาตโดยปรากฏตามเอกสารว่าคานคอดินที่เป็นส่วนฐานรากรับน้ำหนักอาคาร (GB2) ตามแบบระบุเสริมเหล็กแกนคานขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 มิลลิเมตร จำนวน 10 เส้น แต่ตามข้อเท็จจริงพบว่าคานดังกล่าวซึ่งรับพื้นสำเร็จรูปด้านหน้าอาคารมีเหล็กแกนคานขนาดเพียง 9.25 มิลลิเมตร ต่างกันถึง 10 มิลลิเมตร และมีเพียง 4 เส้น เทียบกับแบบต้องมี 8 ถึง 11 เส้น เหตุที่อาคารวิบัติเนื่องจากเสาตอม่อรับน้ำหนักไม่ไหว ทำให้เสาตอม่อซึ่งตั้งอยู่บริเวณขอบของฐานรากวิบัติไปทางด้านที่ไม่มีการถมดินไว้ ส่วนบริเวณห้องน้ำที่ขุดเสาตอม่อขึ้นมาตรวจสอบนั้น พบว่าเสาตอม่อทรุดไม่มากถึงขั้นวิกฤต และไม่มีน้ำขัง ขุดพื้นดินตรวจสอบฐานรากไม่พบความชื้นผิดปกติและไม่พบน้ำตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ส่วนนายประกิตติเป็นเพียงพยานจำเลยที่มาเบิกความโดยไม่ได้ตรวจสภาพอาคารที่เกิดเหตุ การให้ความเห็นพิจารณาจากเอกสารของจำเลยเท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างเหตุผลการตรวจสอบของนายสุวัฒน์ได้ ทั้งคำเบิกความบางส่วนยังเบิกความเจือสมกับนายสุวัฒน์ว่าอาคารที่เกิดเหตุไม่ได้ก่อสร้างบนพื้นดิน และมีความยาวของเสาตอม่อมากกว่าที่ขออนุญาต การก่อสร้างอาคารในลักษณะนี้ทำให้คานและเสาต้องรับน้ำหนักมากขึ้น และไม่เฉพาะแต่วิธีการก่อสร้างเท่านั้นที่ผิดจากแบบแปลน แต่นายสุวัฒน์ยังตรวจสอบพบว่าจำเลยใช้วัสดุในการก่อสร้างไม่ตรงตามที่กำหนดในแบบแปลนหลายรายการ โดยเฉพาะวัสดุที่ใช้เพื่อความแข็งแรงในการรับน้ำหนักโครงสร้างเช่นเหล็ก โดยจำเลยเลือกใช้เหล็กให้มีขนาดเล็กลง จำนวนน้อยลง และยังเพิ่มระยะที่ใช้เหล็กให้ห่างมากขึ้น ข้อกำหนดในการออกแบบต้องมีทั้งเหล็กยืนและเหล็กปลอก เพราะส่งผลต่อความแข็งแรงของอาคารคือถ้าเหล็กปลอกมีความถี่มากเท่าใดยิ่งรับน้ำหนักได้มากขึ้นเท่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาจึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยก่อสร้างอาคารที่เกิดเหตุไม่ตรงตามแบบแปลนและรายการประกอบแบบที่โจทก์ร่วมได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างหลายรายการ ดังที่นายสุวัฒน์ตรวจสอบและระบุรายการก่อสร้างที่ไม่ตรงตามแบบแปลนไว้ ซึ่งเป็นสาเหตุการพังทลายของอาคารที่เกิดเหตุ มิใช่เป็นเพียงความผิดพลาดในเกณฑ์ปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ตามที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายเพราะจำเลยและช่างก่อสร้างของจำเลยแนะนำให้โจทก์ร่วมถมดินก่อน แต่โจทก์ร่วมแจ้งให้ก่อสร้างต่อไป และไม่ให้แก้ไขแบบพราะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกนั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนให้รับฟังได้เช่นนั้น จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายตามที่จำเลยฎีกา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลย เพราะไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงผลคดีที่วินิจฉัยมาข้างต้น และที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทางนำสืบจำเลยบางส่วนได้ความเจือสมพยานโจทก์และโจทก์ร่วม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้จำเลยในส่วนนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า ทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
โจทก์ร่วม — นางสาว ส.
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายวิรชาติ สิทธิสาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมหมาย ปิยะพิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
วิชัย ช้างหัวหน้า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4190/2566
#697522
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดต่อ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 8 เป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างกัน กล่าวคือ การจัดให้มีการเล่นก็โดยเจตนาเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 8 จัดให้มีการเล่น จำเลยที่ 8 ก็ได้ผลประโยชน์แห่งตนแล้ว เป็นความผิดสำเร็จไปกรรมหนึ่ง และเมื่อจำเลยที่ 8 เข้าร่วมเล่นการพนันอยู่ด้วย เป็นการที่จำเลยที่ 8 มีเจตนาเข้าพนันเอาเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นกับผู้ร่วมเล่นคนอื่น จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ดังนี้ จำเลยที่ 8 จึงมีความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 แต่ไม่อาจเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 8 ได้ทุกกระทงความผิด เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 8 ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จำเลยที่ 8 จึงมีความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่และฐานร่วมกันเล่นการพนันชนไก่ เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ให้ลงโทษจำเลยที่ 8 ฐานจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่เพียงกรรมเดียว แต่สำหรับความผิดต่อ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกันนั้น แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกความผิดของจำเลยที่ 8 ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน กับความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่มาคนละข้อต่างหากจากกันและความผิดทั้งสองฐานจะเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ประกอบกับจำเลยที่ 8 ให้การรับสารภาพก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 8 ร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมและมั่วสุมกันในที่เกิดเหตุ อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้ชุมนุมหรือมั่วสุมกันในสถานที่แออัดก็โดยมีเจตนาเพื่อจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่และเข้าร่วมเล่นการพนันอยู่ด้วย ดังนั้น ความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมในสถานที่แออัดกับความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่ และร่วมกันเล่นการพนันชนไก่ ก็ยังคงเป็นการกระทำความผิดโดยเกิดจากเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 8 ในส่วนนี้จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าสิบแปดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งห้าสิบแปดให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้าสิบแปดมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคสอง, 12 (2)) พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18 (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าสิบแปดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 8 ลงโทษฐานจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่และฐานร่วมกันเล่นการพนันชนไก่ จำคุก 2 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ปรับ 6,000 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 58 ลงโทษฐานร่วมกันเล่นการพนันชนไก่ ปรับคนละ 2,000 บาท ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ปรับคนละ 6,000 บาท จำเลยทั้งห้าสิบแปดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละคนละกึ่งหนึ่ง ลงโทษจำเลยที่ 8 ฐานจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่และร่วมกันเล่นการพนันชนไก่ จำคุก 1 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ปรับ 3,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 8 มีกำหนด 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 58 ฐานร่วมกันเล่นการพนันชนไก่ ปรับคนละ 1,000 บาท ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ปรับคนละ 3,000 บาท รวมปรับคนละ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 8 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้เปลี่ยนโทษจำคุก 1 เดือน เป็นกักขังแทน 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 8 ความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่และฐานร่วมกันเล่นการพนันชนไก่ เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ให้ลงโทษจำเลยที่ 8 ฐานจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่เพียงกรรมเดียว ส่วนจำเลยทั้งห้าสิบแปด ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันชนไก่กับฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับจำเลยทั้งห้าสิบแปดคนละ 6,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 3,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 8 เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นกักขัง 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 8 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 8 ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ 8 มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 การพนันตามที่ระบุไว้ในบัญชี ข. หมายเลข 1 คือ การเล่นต่าง ๆ ซึ่งให้สัตว์ต่อสู้หรือแข่งกัน เช่น ชนโค ชนไก่ กัดปลา แข่งม้า ฯลฯ ดังนั้นเมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องชัดว่า จำเลยที่ 8 ร่วมกันเล่นการพนันชนไก่ อันเป็นการพนันตามที่ระบุไว้ในบัญชี ข. หมายเลข 1 พนันเอาทรัพย์สินกัน ด้วยวิธีการถ่ายทอดสดการพนันชนไก่ที่ทำการชนกัน ณ บริเวณฟาร์มไก่ชน ป. หมู่ที่ 6 มายังที่เกิดเหตุ ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 8 เป็นเจ้าบ้านผู้จัดให้มีการเล่นขึ้นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์และเป็นผู้เข้าร่วมเล่น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 ข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่เป็นข้อหาความผิดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยที่ 8 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 8 ย่อมรับฟังเป็นยุติได้ตามที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 8 ร่วมกันเล่นการพนันชนไก่เอาทรัพย์สินกันด้วยวิธีการถ่ายทอดสดการพนันชนไก่ที่ทำการชนกัน ณ บริเวณฟาร์มไก่ชน ป. หมู่ที่ 6 มายังที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 8 เป็นเจ้าบ้านผู้จัดให้มีการเล่นขึ้นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์และเป็นผู้เข้าร่วมเล่น อันเป็นการเล่นที่มีลักษณะที่ผู้เล่นเสี่ยงต่อการได้และเสียอันเป็นการเล่นพนันตามที่ระบุไว้ในบัญชี ข. หมายเลข 1 แล้ว หาใช่จำต้องเป็นการเล่นพนันชนไก่ที่จะต้องเป็นการชนไก่ที่มีชีวิตในสถานที่ดังกล่าวตามที่จำเลยที่ 8 อ้างไม่ การกระทำของจำเลยที่ 8 จึงเป็นกรณีที่พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 บัญญัติให้เป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ ฎีกาของจำเลยที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 8 ประการต่อไปว่า โจทก์บรรยายฟ้องชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 8 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันชนไก่ด้วยวิธีการถ่ายทอดสดการพนันชนไก่ เป็นผู้เข้าร่วมเล่น และเป็นผู้ชุมนุมทำกิจกรรมและมั่วสุมร่วมกันลักลอบเล่นการพนันชนไก่บริเวณร้าน ฮ. หมู่ที่ 3 ซึ่งเป็นสถานที่แออัดในเขตพื้นที่ที่ได้มีการประกาศกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน ฟ้องโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 8 ได้กระทำความผิดถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับความเสียหายและบุคคลใดได้รับความเสียหายที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 8 เข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว เมื่อจำเลยที่ 8 ให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยที่ 8 เข้าใจข้อหาตามฟ้องได้ดี เป็นฟ้องที่บรรยายครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ที่ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 8 ประการต่อไปว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 8 ในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกันก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 8 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันชนไก่ด้วยวิธีการถ่ายทอดสดการพนันชนไก่ เป็นผู้เข้าร่วมเล่น และเป็นผู้ชุมนุมทำกิจกรรมและมั่วสุมร่วมกันลักลอบเล่นการพนันชนไก่บริเวณร้าน ฮ. หมู่ที่ 3 ซึ่งเป็นสถานที่แออัดในเขตพื้นที่ที่ได้มีการประกาศกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาไม่รอการลงโทษจำคุกโดยมีเหตุแห่งคำวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 8 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันชนไก่กัน จนจำเลยทั้งห้าสิบแปดกับพวกที่ยังหลบหนีร่วมกันชุมนุม ทำกิจกรรม หรือมั่วสุมเล่นการพนันชนไก่พนันเอาทรัพย์สินกันบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นสถานที่แออัด อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดดังกล่าวในลักษณะสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ย่อมเป็นการวินิจฉัยถึงพฤติการณ์แห่งคดีในส่วนที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 8 กระทำผิดและจำเลยที่ 8 ให้การรับสารภาพ หาใช่เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5) และ 142 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 8 ประการต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ริบของกลางคือกล่องรับสัญญาณไวไฟ 1 กล่อง กล่องบันทึกภาพวงจรปิด 1 กล่อง และโทรทัศน์สียี่ห้อซัมซุง ขนาด 82 นิ้ว 1 เครื่อง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าสิบแปดร่วมกันกระทำความผิดโดยร่วมกันเล่นการพนันชนไก่ พนันเอาทรัพย์สินกันด้วยวิธีการถ่ายทอดสดจากบริเวณฟาร์มไก่ชน ป. หมู่ที่ 6 มายังที่เกิดเหตุโดยใช้ของกลางดังกล่าวเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการเล่นการพนันเป็นของกลางซึ่งข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่เป็นข้อหาความผิดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยที่ 8 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา ในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 8 ย่อมรับฟังเป็นยุติได้ตามที่โจทก์ฟ้องว่า กล่องรับสัญญาณไวไฟ 1 กล่อง กล่องบันทึกภาพวงจรปิด 1 กล่อง และโทรทัศน์สียี่ห้อซัมซุง 1 เครื่อง เป็นทรัพย์สินที่ใช้ดูภาพที่ถ่ายทอดสดการชนไก่จากที่แห่งหนึ่งมายังที่เกิดเหตุโดยเฉพาะเพื่อใช้ในการร่วมเล่นการพนัน ทรัพย์สินของกลางดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนัน ซึ่งศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้ริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ริบทรัพย์สินดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในส่วนความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 8 เป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างกัน กล่าวคือ การจัดให้มีการเล่นก็โดยเจตนาเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 8 จัดให้มีการเล่น จำเลยที่ 8 ก็ได้ผลประโยชน์แห่งตนแล้ว ซึ่งเป็นความผิดสำเร็จไปกรรมหนึ่ง และเมื่อจำเลยที่ 8 เข้าร่วมเล่นการพนันอยู่ด้วย เป็นการที่จำเลยที่ 8 มีเจตนาเข้าพนันเอาเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นกับผู้ร่วมเล่นคนอื่น จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ดังนี้ จำเลยที่ 8 จึงมีความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ไม่อาจเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 8 ได้ทุกกระทงความผิด เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 8 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จำเลยที่ 8 จึงมีความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่และฐานร่วมกันเล่นการพนันชนไก่ เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ให้ลงโทษจำเลยที่ 8 ฐานจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่เพียงกรรมเดียว ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยไว้ชอบแล้ว แต่สำหรับความผิดต่อพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกันนั้น แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกความผิดของจำเลยที่ 8 ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน กับความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่มาคนละข้อต่างหากจากกันและความผิดทั้งสองฐานจะเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ประกอบกับจำเลยที่ 8 ให้การรับสารภาพก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 8 ร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมและมั่วสุมกันในที่เกิดเหตุ อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้ชุมนุมหรือมั่วสุมกันในสถานที่แออัดก็โดยมีเจตนาเพื่อจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่และเข้าร่วมเล่นการพนันอยู่ด้วย ดังนั้น ความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมในสถานที่แออัดกับความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่ และร่วมกันเล่นการพนันชนไก่ ก็ยังคงเป็นการกระทำความผิดโดยเกิดจากเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 8 ในส่วนนี้จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดโทษจำเลยที่ 8 ในความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันชนไก่กับฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 6,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 3,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นกักขัง 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท อันเป็นการปรับบทลงโทษจำเลยที่ 8 เป็นหลายกรรมมานั้นไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 มาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทให้ถูกต้องได้และเห็นสมควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 8 ความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่และฐานร่วมกันเล่นการพนันชนไก่ เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ให้ลงโทษจำเลยที่ 8 ฐานจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่เพียงกรรมเดียว ส่วนความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่กับฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 8 มีกำหนด 1 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุก 1 เดือน เป็นกักขังแทน 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 212
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ม. 9 วรรคหนึ่ง (2) ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครปฐม
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครปฐม — นายโอภาส คุรุปราการกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายคำแหง เกตุมาก
ชื่อองค์คณะ
กมล คำเพ็ญ
ทรงพล สงวนพงศ์
จรรยา จีระเรืองรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4187/2566
#697286
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมรับซื้อฝากที่ดินพิพาทจาก จ. โดยไม่สุจริต โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอันอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนเสียเปรียบ โจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทเพื่อกลับคืนสู่กองมรดกได้ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามมีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวกลับมาเป็นของ จ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. หรือ ต. เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับสู่กองมรดกของ ก. หรือ ต. ดังนี้ ตามคำขอดังกล่าวจึงมีความหมายรวมอยู่ในตัวว่า โจทก์ทั้งสามมีคำขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่าง จ. ในฐานะส่วนตัวกับ จ. ในฐานะผู้จัดการมรดกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพียงพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากและสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่จากการขายฝากที่ดินระหว่าง จ. กับจำเลยที่ 2 เท่านั้น จึงยังไม่ครบถ้วนตามคำฟ้องและคำขอของโจทก์ แต่ที่โจทก์ทั้งสามฎีกาขอให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษา หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้น เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมตามคำขอท้ายดังกล่าวของโจทก์แล้ว ย่อมมีผลทำให้ที่ดินกลับสู่กองมรดกของ ก. หรือ ต. โดยผลของคำพิพากษา อีกทั้ง ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด จึงไม่จำต้องบังคับให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากและขยายกำหนดเวลาไถ่จากขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 38627 ระหว่างนางจันทร์กับจำเลยที่ 2 ที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2560 และวันที่ 8 มกราคม 2561 ให้กลับมาเป็นของนางจันทร์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกี๋หรือติ๊ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนชื่อในโฉนดที่ดินดังกล่าวให้กลับสู่กองมรดกของนางกี๋หรือติ๊โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ทั้งสามให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 2 เดือนละ 5,000 บาท นับจากวันที่จำเลยที่ 2 ฟ้องแย้ง (วันที่ 22 กรกฎาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท

โจทก์ทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้งว่า นางจันทร์ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางกี๋หรือติ๊ นำที่ดินทรัพย์มรดกไปจดทะเบียนขายฝากไว้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามและทายาทของนางกี๋หรือติ๊มิได้รู้เห็นยินยอม จำเลยที่ 2 ไม่สุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยไม่สุจริต จะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม โจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิติดตามเอาที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกของนางกี๋หรือติ๊เพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาทได้ เพราะเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ไม่มีอำนาจฟ้องแย้งโจทก์ทั้งสาม และค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 เรียกมาเดือนละ 5,000 บาท เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ หากเสียหายจริงไม่เกินเดือนละ 500 บาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ให้โจทก์ทั้งสามขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 38627 และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 เดือนละ 1,500 บาท นับจากวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท กับให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์ที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากและสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่จากการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 38627 ระหว่างนางจันทร์กับจำเลยที่ 2 ที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2560 และวันที่ 8 มกราคม 2561 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 2 ในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า นางกี๋หรือติ๊ เจ้ามรดกมีบุตร 6 คน คือ นายเขียน นางเรียน มารดาโจทก์ที่ 1 นายบัวเรียน นางจันทร์ มารดาจำเลยที่ 1 นางเสาร์ มารดาโจทก์ที่ 2 และนางเฉลิม มารดาโจทก์ที่ 3 โดยนางกี๋หรือติ๊ นางเขียน นางเรียน นางเสาร์ และนางเฉลิมถึงแก่ความตายแล้ว นางกี๋หรือติ๊มีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 38627 นางจันทร์เป็นผู้จัดการมรดกของนางกี๋หรือติ๊ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2556 นางจันทร์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกี๋หรือติ๊จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองแล้วนำไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่บุคคลอื่นและไถ่ถอนจำนองออกมา ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2560 นางจันทร์นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากไว้แก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 300,000 บาท มีกำหนดเวลา 1 ปี ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2561 นางจันทร์จดทะเบียนขยายกำหนดเวลาไถ่จากการขายฝากออกไปอีก 3 เดือน นางจันทร์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2561

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ว่า ศาลต้องเพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างนางจันทร์ในฐานะส่วนตัวกับนางจันทร์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกี๋หรือติ๊เพื่อให้ที่ดินกลับมาเป็นกองมรดกของนางกี๋หรือติ๊หรือไม่ ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมรับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากนางจันทร์โดยสุจริต ดังนั้น การที่นางจันทร์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแก่ตนเองในฐานะผู้จัดการมรดกแล้วโอนที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบ ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนเสียเปรียบ โจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทเพื่อให้กลับคืนสู่กองมรดกได้ ซึ่งตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสามก็ขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวให้กลับมาเป็นของนางจันทร์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกี๋หรือติ๊เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับสู่กองมรดกของนางกี๋หรือติ๊ ดังนี้ ตามคำขอดังกล่าวจึงมีความหมายรวมอยู่ในตัวว่า โจทก์ทั้งสามขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างนางจันทร์ในฐานะส่วนตัวกับนางจันทร์ในฐานะผู้จัดการมรดกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพียงพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากและสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่จากการขายฝากที่ดินระหว่างนางจันทร์กับจำเลยที่ 2 เท่านั้น จึงยังไม่ครบถ้วนตามคำฟ้อง เพราะเป็นผลทำให้ที่ดินพิพาทตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของนางจันทร์ในฐานะส่วนตัวโดยยังไม่ตกเป็นกองมรดกของนางกี๋หรือติ๊ ส่วนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฎีกาอีกว่าขอให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษา หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาศาลฎีกาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้น เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แล้ว ย่อมมีผลทำให้ที่ดินกลับสู่กองมรดกของนางกี๋หรือติ๊โดยผลของคำพิพากษา และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด บัญญัติไว้ความว่า ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด จึงไม่จำต้องบังคับให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องบางส่วน ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 38627 ระหว่างนางจันทร์ในฐานะส่วนตัวกับนางจันทร์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกี๋หรือติ๊เสียด้วย ให้ที่ดินพิพาทกลับสู่กองมรดกของนางกี๋หรือติ๊ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300 ม. 1336 ม. 1719 ม. 1722
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.ที่ดิน ม. 61 วรรคแปด
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ย. กับพวก
จำเลย — นาง พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมแพ — นายวิสุทธิ์ แก้วเขียว
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
วินิตย์ ศรีภิญโญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4176/2566
#697296
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 19 (4/2) เป็นกฎหมายพิเศษบัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนและวินิจฉัยการกระทำความผิดที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย อันเป็นการขัดหรือแย้งกับ ป.วิ.อ. มาตรา 20 ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไป จึงทำให้โจทก์มีอำนาจไต่สวนและวินิจฉัยความผิดที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 ลงโทษจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีฐานะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เกินกว่าร้อยละ 50 มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม ตามหนังสือรับรองกระทรวงคมนาคม ที่ คค 0206/414 ลงวันที่ 19 มกราคม 2552 มีวัตถุประสงค์ทำการขนส่งคน สิ่งของและไปรษณียภัณฑ์ทางอากาศและกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน มีคณะกรรมการบริษัทเป็นผู้มีอำนาจดำเนินกิจการและมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลอื่นใดให้ดำเนินกิจการของบริษัทภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการหรือมอบอำนาจเพื่อให้บุคคลดังกล่าวมีอำนาจตามที่คณะกรรมการเห็นสมควรเพื่อแบ่งเบาภาระหน้าที่ของคณะกรรมการ ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และได้รับแต่งตั้งจากประธานกรรมการบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2552 จำเลย และนางจารุวรรณ ภริยาจำเลยเดินทางโดยสารเครื่องบินของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เที่ยวบินที่ TG 677 เส้นทางโตเกียว – กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนางพิมใจ เดินทางโดยสารเครื่องบินเที่ยวเดียวกันนี้มาด้วย พนักงานรับแจ้งการเดินทางออกใบขนสัมภาระของจำเลย นางจารุวรรณ และนางพิมใจรวมเข้าด้วยกันในนามของนางจารุวรรณ โดยระบุจำนวนสัมภาระ 30 ชิ้น น้ำหนักรวม 398 กิโลกรัม ต่อมามีผู้ร้องเรียนเรื่องดังกล่าว ประธานกรรมการบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ผลการสอบข้อเท็จจริงคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงสรุปว่าจำเลยขนสัมภาระเกินสิทธิจำนวน 228 กิโลกรัม โดยไม่ได้รับการอนุมัติน้ำหนักส่วนที่เกินสิทธิ ทำให้บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับความเสียหาย บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลย นางจารุวรรณ และนางพิมใจ ร่วมกันชำระค่าระวางขนส่งสัมภาระตามน้ำหนักส่วนที่เกินสิทธิ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีที่มีการกล่าวหาว่าจำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริต ขนสัมภาระเกินสิทธิขึ้นเครื่องบิน ณ สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น โดยสั่งการให้นายกุศล แก้ไขตัวเลขน้ำหนักสัมภาระ ทำให้บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับความเสียหาย คณะอนุกรรมการไต่สวนแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยมีมูลความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 โจทก์มีมติเห็นชอบตามความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวนดังกล่าวจึงส่งรายงาน สำนวนการไต่สวนและเอกสารหลักฐานเพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องจำเลย แต่อัยการสูงสุดเห็นว่าสำนวนการไต่สวนยังไม่สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยได้ หลังจากมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่วมกันแล้ว ไม่อาจหาข้อยุติได้ โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีเอง ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า การกระทำที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร การสอบสวนจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 ที่บัญญัติให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ด้วยตนเองโดยอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนไม่ได้เป็นพนักงานสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 19 (4/2) ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษบัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนและวินิจฉัยการกระทำความผิดที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย อันเป็นการขัดหรือแย้งกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไป จึงทำให้โจทก์มีอำนาจไต่สวนและวินิจฉัยความผิดที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรได้ ทั้งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดวิธีการดำเนินคดีที่แตกต่างจากการดำเนินคดีอาญาโดยทั่วไป เมื่อโจทก์ส่งรายงาน เอกสารและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อให้ฟ้องคดี แต่อัยการสูงสุดเห็นว่าสำนวนการไต่สวนยังไม่สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยได้ หลังจากมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่วมกันแล้ว ไม่อาจหาข้อยุติได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 192 วรรคสาม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นายกุศลเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลย ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ได้ให้การในทำนองเดียวกันนี้มาโดยตลอด ทั้งยังมีเอกสารหลักฐานการแก้ไขน้ำหนักสัมภาระมาแสดงยืนยัน นอกจากนี้ยังปรากฏว่าจำเลยเคยมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวต่อประธานกรรมการบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าขณะที่จำเลยเข้าเช็คอินมีเจ้าหน้าที่ของวัดปากน้ำญี่ปุ่นได้ขอความอนุเคราะห์จากจำเลยในการฝากผลไม้และอาหารแห้งที่ญาติโยมขอให้นำไปถวายสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ กรุงเทพมหานคร จำเลยจึงรับฝากของดังกล่าว และจำเลยเคยให้การต่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าเมื่อจำเลยเข้าเช็คอินได้พบกับนางพิมใจ นางพิมใจบอกว่ามีของฝากวัดปากน้ำญี่ปุ่นขอให้นำไปด้วยได้หรือไม่ จำเลยตอบว่าเอาไปด้วยก็ได้ ซึ่งเป็นการสอดคล้องกับคำให้การและคำเบิกความของนายกุศล คำให้การและคำเบิกความของนายกุศลจึงมิใช่เป็นคำให้การและคำเบิกความเพียงลอย ๆ เมื่อโจทก์มีนายกุศลซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามคำให้การเช่นนี้แล้ว แม้โจทก์ไม่ได้สอบปากคำนายเก่งเป็นพยานไว้ในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริงและไม่ได้นำนายเก่งมาเบิกความเป็นพยานก็หามีผลทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ต้องเสียไปหรือขาดน้ำหนักในการรับฟังแต่อย่างใดไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยรู้เห็นยินยอมให้นางพิมใจนำสัมภาระของนางพิมใจมาชั่งน้ำหนักรวมกัน (Pool check) กับสัมภาระของจำเลยและภริยา การที่นายกุศลถามจำเลยเรื่องน้ำหนักสัมภาระว่าจะให้ทำอย่างไร จำเลยบอกให้แก้ไขให้ด้วย แสดงว่าจำเลยต้องทราบแล้วว่าสัมภาระทั้งหมด 30 ชิ้น มีน้ำหนักรวม 398 กิโลกรัม เกินกว่าจำนวนน้ำหนักสัมภาระที่จำเลย ภริยาจำเลยและนางพิมใจมีสิทธิได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าระวางสัมภาระ จำเลยต้องเสียค่าระวางในส่วนของน้ำหนักสัมภาระที่เกินนั้น จำเลยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ มีอำนาจหน้าที่กำกับ ดูแล การปฏิบัติงานของฝ่ายบริหารให้เป็นไปตามกลยุทธ์ นโยบาย แผนวิสาหกิจ แผนปฏิบัติการของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และต้องรักษาผลประโยชน์ของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ภาระหน้าที่นี้คงมีอยู่ตลอดเวลาจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่ง การเดินทางในเที่ยวบินดังกล่าวจำเลยจะไปในฐานะส่วนตัวหรือไม่จึงไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ การที่จำเลยสั่งให้นายกุศลซึ่งเป็นพนักงานผู้บริหารมีหน้าที่เรียกเก็บค่าระวางสัมภาระให้แก้ไขน้ำหนักสัมภาระเพื่อละเว้นไม่เรียกเก็บค่าระวางสัมภาระตามระเบียบ มีผลทำให้บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ขาดรายได้จากค่าระวางสัมภาระที่ควรจะได้รับ ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยไม่ได้กำกับ ดูแล การปฏิบัติงานของฝ่ายบริหารให้เป็นไปตามนโยบายของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และไม่ได้รักษาผลประโยชน์ของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ตามหน้าที่ของตน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำไปเพื่อช่วยเหลืออนุเคราะห์เป็นประโยชน์แก่ทางวัด มิได้มุ่งหวังหาผลประโยชน์ทางธุรกิจแก่ตนเองหรือผู้อื่นประกอบกับจำเลยเป็นผู้สูงอายุอยู่ในวัยชรา จึงสมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดี

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 20
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 19 (4/2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการ ป.ป.ช.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นายชัชชัย ทัดศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายมนต์ เอี่ยมศิริ
ชื่อองค์คณะ
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
ปรีชา เชิดชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา