คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4819/2566
#698610
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลไม่ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี นั้น ป.วิ.พ. มาตรา 131 และ มาตรา 133 บัญญัติให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดีโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่สิ้นการพิจารณา โดยมาตรา 104 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ ทั้งมาตรา 87 (1) ยังบัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องนำสืบ อันเป็นความหมายว่า การวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดี ศาลต้องอาศัยพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีในคดีนั้น ๆ ด้วย ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ศาลต้องปฏิบัติ และต้องนำมาใช้กับคดีผู้บริโภคด้วย ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนองกับมีคำขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้และบังคับเกี่ยวกับทรัพย์จำนองโดยนำสืบพยานหลักฐานตามประเด็นในคำฟ้องและอ้างส่งเอกสารเป็นพยาน แต่การวินิจฉัยของศาลชั้นต้นกลับปรากฏตามคำพิพากษาว่า เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย ศาลพิจารณาคำเบิกความพยานโจทก์ประกอบพยานเอกสารแล้วรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้บริการสินเชื่อกับโจทก์และผิดสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าข้อที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดไม่ได้เป็นไปตามประเด็นในคำฟ้องและโดยอาศัยพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในคดีนี้ แต่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาด ตามพยานหลักฐานซึ่งไม่ใช่พยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีนี้เลย การพิจารณาพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ทั้งยังเป็นข้อที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาพยานหลักฐาน อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและมีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณานั้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเป็นผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกเพิกถอนไปในตัว

ความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณาเพิ่งปรากฏหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะยื่นคำร้องได้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,439,158.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,135,494.68 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดห้องชุดเลขที่ 19/92 ชั้น 5 อาคารเอ ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 465,058.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 274,792.23 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤษภาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 โจทก์ยื่นคำร้องว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ได้ยกประเด็นและเนื้อหาแห่งคดีที่โจทก์ฟ้องขึ้นวินิจฉัย ขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ที่ศาลจะแก้ไขคำพิพากษาให้ได้ ให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2563 โจทก์ยื่นคำร้องด้วยเนื้อหาทำนองเดียวกันโดยอ้างเหตุว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยเพิกถอนคำพิพากษาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า มีเหตุให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามคำร้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลไม่ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 และมาตรา 133 บัญญัติให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดีโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่สิ้นการพิจารณา โดยมาตรา 104 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติหรือไม่ ทั้งมาตรา 87 (1) ยังบัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในคดีจะต้องนำสืบ อันเป็นความหมายว่า การวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดี ศาลต้องอาศัยพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมาแล้วโดยชอบในสำนวนคดีนั้นเอง ทั้งต้องเป็นพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีในคดีนั้น ๆ ด้วย ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ศาลต้องปฏิบัติเกี่ยวกับคดีที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาล และต้องนำมาใช้บังคับในคดีผู้บริโภคด้วย ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนอง โดยบรรยายฟ้องสรุปความได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 2,393,000 บาท ตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นงวดรายเดือน โดยจดทะเบียนจำนองห้องชุดเลขที่ 19/92 ชั้น 5 อาคารเอ เป็นประกันหนี้ แล้วผิดนัดชำระหนี้ เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับหนี้ด้านสินเชื่อรวมทั้งหนี้รายนี้มาจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) แล้ว โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามและบังคับจำนองไปยังจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย กับมีคำขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้และบังคับเกี่ยวกับทรัพย์จำนองดังกล่าว โดยโจทก์นำสืบพยานหลักฐานตามประเด็นในคำฟ้องและอ้างส่งเอกสารเป็นพยานต่อศาลรวม 19 ฉบับ เป็นเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.19 แต่การวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้น กลับปรากฏตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนรายการแห่งคดี เหตุผลแห่งคำวินิจฉัย และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีว่า เป็นกรณีโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 465,058.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 274,792.23 บาท นับถัดจากวันฟ้อง และศาลพิจารณาคำเบิกความของนางสาวธัญญรัตน์ พยานโจทก์ ประกอบเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.12 แล้ว รับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยใช้บริการสินเชื่อกับโจทก์ และผิดสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามจำนวนที่ระบุในรายการแห่งคดีส่วนที่เป็นคำฟ้อง โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่อ้างว่าโจทก์ขอมาในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ลงเหลืออัตราร้อยละ 12 ต่อปี ทั้งที่โจทก์ขอมาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าข้อที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดไม่ได้เป็นไปตามประเด็นในคำฟ้องและโดยอาศัยพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในคดีนี้ แต่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดตามพยานหลักฐานซึ่งไม่ใช่พยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีนี้เลย การพิจารณาพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมาย และเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ทั้งยังเป็นข้อที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาพยานหลักฐาน อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและมีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณานั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเป็นผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกเพิกถอนไปในตัว ส่วนที่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง เมื่อความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณาเพิ่งปรากฏหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะยื่นคำร้องได้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จึงไม่เป็นข้อที่จะต้องพิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่เวลาที่คดีเสร็จการพิจารณา กับให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ในสำนวนคดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 87 (1) ม. 104 ม. 131 ม. 133
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุวัชร อุษณาวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4769/2566
#700611
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกคนหนึ่งของเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทำให้ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ 6 คน ไม่อาจจัดการมรดกต่อไปได้ โดยที่ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ทั้ง 6 คน เป็นผู้จัดการมรดก เพราะจะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลที่ให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกร่วมกันจัดการมรดกของผู้ตาย ทั้งกรณีไม่อาจนำ ป.พ.พ. มาตรา 1715 วรรคสอง ที่กำหนดให้ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่จัดการมรดกต่อไปได้ แต่ไม่อาจจัดการมรดกโดยลำพังมาใช้บังคับกับกรณีการตั้งผู้จัดการมรดกในคดีนี้ได้ เพราะคดีนี้ไม่ใช่การตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม การที่ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตายย่อมทำให้อำนาจในการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกที่ถึงแก่ความตายสิ้นสุดลง โดยไม่จำต้องมีคำสั่งถอนผู้จัดการมรดกที่ถึงแก่ความตายออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก แต่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับอำนาจในการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ต่อไป

การที่ผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย ทำให้คงเหลือผู้จัดการมรดกที่มีอำนาจในการจัดการมรดกเพียง 6 คน ซึ่งมิอาจหาเสียงชี้ขาดได้หากเกิดกรณีที่มีความเห็นแบ่งเป็นสองฝ่าย และแต่ละฝ่ายมีคะแนนเสียงเท่ากันดังนั้น จึงต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1726 โดยจะต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้เป็นผู้ชี้ขาดต่อไป ทั้งเมื่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคสอง กำหนดให้การตั้งผู้จัดการมรดกในกรณีที่ไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์ และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร ซึ่งกรณีที่มีผู้จัดการมรดกหลายคน การทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกต้องถือตามเสียงข้างมากตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1726 เมื่อคำนึงถึงเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก การตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วยย่อมทำให้การจัดการมรดกมีเสียงข้างมากซึ่งน่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อกองมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดกร่วมของนายชัย ผู้ตาย ต่อมาในระหว่างจัดการมรดกเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 ผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้คัดค้านที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและให้ผู้จัดการมรดกที่เหลือจัดการมรดกต่อไป ส่วนนายบัญชาชนะ บุตรของผู้คัดค้านที่ 5 ยื่นคำคัดค้านพร้อมกับร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วมของผู้ตาย ศาลชั้นต้นสอบผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 แล้ว มีคำสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และยกคำร้องขอของนายบัญชาชนะ ผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายชัย ผู้ตาย ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้คัดค้านที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกเนื่องจากผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย และขอให้ผู้จัดการมรดกที่เหลือจัดการมรดกต่อไป นายบัญชาชนะ ผู้คัดค้าน ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอถอนผู้คัดค้านที่ 5 จากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมของผู้ตาย และขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้จัดการมรดกที่เหลือ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ว่า เมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตายจึงไม่อาจทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกได้ กรณีเป็นเหตุที่สมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 จึงให้ถอนผู้คัดค้านที่ 5 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ในส่วนคำร้องของนายบัญชาชนะ ผู้คัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้จัดการมรดกที่เหลือ ไม่ได้ความว่ามีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก จึงให้ยกคำร้องขอ

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านเพียงว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้จัดการมรดกอื่นชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ผู้ร้องต้องเป็นบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 และจะต้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 เมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและถึงแก่ความตายแล้ว ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้คัดค้านที่ 5 จึงเป็นผู้เข้ารับมรดกแทนที่ผู้คัดค้านที่ 5 และอยู่ในฐานะเป็นผู้สืบสันดานอันถือเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) ผู้คัดค้านจึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายตามความแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1713 เมื่อตามคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้คัดค้านไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 จึงต้องพิจารณาต่อไปว่า มีเหตุจะตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ซึ่งเมื่อการจัดการมรดกรายนี้มีการตั้งผู้จัดการมรดกไว้แล้ว และผู้คัดค้านร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้จัดการมรดกอื่น การจะตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่จึงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1713 วรรคหนึ่ง (2) ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก" และในวรรคสอง ที่บัญญัติว่า "การตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรม และถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์ และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร" ซึ่งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีนี้แล้วจะเห็นว่า เจ้ามรดกถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2556 โดยได้ความจากคำคัดค้านและคำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ทายาทของเจ้ามรดกมีการประชุมกันหลายครั้งและมีข้อตกลงให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกยื่นคำร้องต่อศาลขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน 7 คน แต่ผู้ร้องกลับมายื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว ทำให้ผู้คัดค้านทั้งหกต้องยื่นคำคัดค้านและขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วมด้วย และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้วตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2561 จนถึงวันที่ผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 นับเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี 3 เดือน ก็ยังไม่มีการจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยฝ่ายผู้ร้องและฝ่ายผู้คัดค้านทั้งหกต่างก็อ้างว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือ จนเมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย การจัดการมรดกรายนี้ก็ยังไม่อาจกระทำได้ และเมื่อการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในคดีนี้ เป็นการขอตั้งผู้จัดการมรดกโดยไม่มีพินัยกรรม การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน แสดงว่าศาลชั้นต้นยังไม่เห็นสมควรที่จะให้ทายาทคนใดคนหนึ่งเป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียวโดยลำพัง แต่เห็นเป็นการสมควรให้ทายาทของเจ้ามรดกทั้ง 7 คน เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกคนหนึ่งของเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทำให้ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ 6 คน ไม่อาจจัดการมรดกต่อไปได้โดยที่ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ทั้ง 6 คน เป็นผู้จัดการมรดกเพราะจะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลที่ให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกร่วมกันจัดการมรดกของผู้ตาย ทั้งกรณีไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 วรรคสอง ที่กำหนดให้ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่จัดการมรดกต่อไปได้แต่ไม่อาจจัดการมรดกโดยลำพังมาใช้บังคับกับกรณีการตั้งผู้จัดการมรดกในคดีนี้ได้ เพราะคดีนี้ไม่ใช่การตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนผู้คัดค้านที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกอันเนื่องมาจากผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย และขอให้ผู้จัดการมรดกที่เหลือจัดการมรดกต่อไป การที่ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตายย่อมทำให้อำนาจในการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกที่ถึงแก่ความตายสิ้นสุดลงโดยไม่จำต้องมีคำสั่งถอนผู้จัดการมรดกที่ถึงแก่ความตายออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก แต่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับอำนาจในการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยไม่ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับอำนาจในการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ให้ชัดแจ้ง ย่อมเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรมีคำสั่งเกี่ยวกับอำนาจในการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ให้ชัดแจ้งโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวเสียก่อน และเห็นว่าเมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย อำนาจในการจัดการมรดกของผู้คัดค้านที่ 5 ย่อมสิ้นสุดลง จึงเห็นสมควรให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายมีอำนาจจัดการมรดกของผู้ตายต่อไป ส่วนกรณีมีเหตุจะตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วยหรือไม่นั้น เมื่อผู้คัดค้านถือเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย และไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายแล้ว ทั้งเหตุดังกล่าวมาข้างต้นไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้จัดการมรดกไม่อาจเริ่มจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกได้เพราะความเห็นไม่ตรงกันหรือเพราะทรัพย์มรดกมีมูลค่านับพันล้านบาทและเป็นทรัพย์สินที่อยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศจนเวลาล่วงเลยไปกว่า 1 ปี 3 เดือน ก็ยังไม่อาจจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายได้ แม้เดิมจะมีผู้จัดการมรดกร่วมกันมากถึง 7 คน และสามารถใช้เสียงข้างมากชี้ขาดเพื่อให้การจัดการมรดกดำเนินไปได้ ก็ยังไม่อาจเริ่มต้นในการจัดการมรดกได้ เมื่อต่อมาผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย ทำให้คงเหลือผู้จัดการมรดกที่มีอำนาจในการจัดการมรดกเพียง 6 คน ซึ่งไม่อาจหาเสียงชี้ขาดได้หากเกิดกรณีที่มีความเห็นแบ่งเป็นสองฝ่ายและแต่ละฝ่ายมีคะแนนเสียงเท่ากัน ก็จะต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 โดยจะต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้เป็นผู้ชี้ขาดต่อไป กรณีที่กล่าวมาทั้งหมดจึงถือเป็นเหตุขัดข้องประการหนึ่งที่ผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่อาจจัดการมรดกหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายอันถือเป็นเหตุที่ศาลจะพิจารณาตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ทั้งเมื่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคสอง กำหนดให้การตั้งผู้จัดการมรดกในกรณีที่ไม่มีข้อกำหนดในพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์ และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดกแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร เมื่อการจัดการมรดกรายนี้ถือได้ว่ามีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกหรือการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามความแห่ง มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง (2) แล้ว ทั้งในชั้นตั้งผู้จัดการมรดก ผู้จัดการมรดกก็เพียงแต่มีอำนาจหน้าที่ในการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงินและการชำระหนี้กับแบ่งปันทรัพย์มรดกตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 4 หมวด 2 ตั้งแต่มาตรา 1734 ถึงมาตรา 1752 โดยวิธีจัดการและปันทรัพย์มรดก ต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 4 หมวด 1 ซึ่งกรณีที่มีผู้จัดการมรดกหลายคน การทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกต้องถือตามเสียงข้างมากตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 เมื่อคำนึงถึงเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกดังที่กล่าวมาแล้ว การตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วยย่อมทำให้การจัดการมรดกมีเสียงข้างมากซึ่งน่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อกองมรดกของผู้ตาย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายชัย ผู้ตายร่วมกับผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1713 โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย และหากผู้จัดการมรดกคนหนึ่งคนใดถึงแก่ความตายให้ผู้จัดการมรดกที่เหลือร่วมกันจัดการมรดกต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713 ม. 1715 ม. 1726
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ล.
ผู้คัดค้าน — นาย บ.
ผู้คัดค้าน — นาย ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายรัศม์ ไชยชิต
ศาลอุทธรณ์ — นายกรองเกียรติ คมสัน
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2566
#700607
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมกันแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ โดยระบุในคำฟ้องว่า จ. โดย ท. ผู้แทนโดยชอบธรรม จำเลยที่ 4 และ ด. โดย ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม จำเลยที่ 5 จึงเป็นการฟ้อง จ. และ ด. เป็นจำเลย โดย จ. และ ด. มิได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล และไม่มีสิทธิหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามกฎหมายแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้มีการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ อันเป็นการฟ้องผิดตัวบุคคล ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

ศาลจะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ก็เฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้แบ่งทรัพย์สิน มิใช่เป็นการบังคับให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นำทรัพย์สินกองมรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์หากจำเลยไม่ดำเนินการ เป็นการไม่ถูกต้อง ทั้งไม่เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ 1 ใน 11 ส่วนของทรัพย์สินกองมรดก หากจำเลยทั้งหกไม่ยอมแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวให้โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนานำทรัพย์สินกองมรดกออกขายหรือออกขายทอดตลาดและนำเงินมาแบ่งปันให้โจทก์ 1 ใน 11 ส่วน

จำเลยที่ 1 ถึง 4 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การขอให้ศาลนำทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้แก่ทายาท

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายสุจิตร ให้แก่โจทก์ 1 ใน 11 ส่วน หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนานำทรัพย์สินกองมรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ในฐานะผู้จัดการมรดกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ 30,000 บาท

จำเลยที่ 4 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า นายสุจิตร เจ้ามรดก ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2527 โดยมีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก 11 คน และมีทรัพย์มรดกตามฟ้อง ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ในเบื้องต้นก่อนที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 4 ตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายฟ้องว่า หลังจากนายสุจิตรเสียชีวิต ทายาทและผู้มีส่วนได้เสียต่างยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลแต่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกจนในที่สุดศาลได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดก มีหน้าที่ร่วมกันบริหารจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือสิทธิทุกชนิด ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบต่าง ๆ ของผู้ตาย โจทก์และทายาทบางส่วนสามารถตกลงกันได้ แต่ยังมีทายาทบางส่วนยังไม่ยอมตามที่โจทก์และทายาทอื่นร้องขอให้แบ่งปัน อันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์และทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินแบ่งปันจากกองมรดก ขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ตามส่วน อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ในการฟ้องจำเลยทั้งหกในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุจิตรผู้ตาย ซึ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกา อันถึงที่สุดแล้วปรากฏว่าศาลมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 กับนางทัศนาวรรณ และนางสุวรรณี เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 โดยระบุในคำฟ้องว่า เด็กชาย (นาย) จิตติวัฒน์ โดยนางทัศนาวรรณ ผู้แทนโดยชอบธรรม จึงเป็นการฟ้องเด็กชายหรือนายจิตติวัฒน์เป็นจำเลย โดยนายจิตติวัฒน์มิได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล และไม่มีสิทธิหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกตามกฎหมายแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้มีการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ อันเป็นการฟ้องผิดตัวบุคคล ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง เช่นเดียวกันกับจำเลยที่ 5 ซึ่งโจทก์ระบุในคำฟ้องว่า เด็กหญิง (นางสาว) ดวงดี โดยนางสุวรรณี ผู้แทนโดยชอบธรรมนั้นก็เช่นเดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นการฟ้องเด็กหญิงหรือนางสาวดวงดีเป็นจำเลย โดยนางสาวดวงดีมิได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และไม่มีสิทธิหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกตามกฎหมายแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5 ได้มีการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ อันเป็นการฟ้องผิดตัวบุคคลและเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเช่นเดียวกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 และที่ 5 รับคำให้การของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 4 และที่ 5 รวมทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายสุจิตรให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนานำทรัพย์สินกองมรดกออกขายทอดตลาดนำเงินแบ่งปันให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจบังคับให้มีผลตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองได้ กรณีเป็นเรื่องที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบมาตรา 243 และมาตรา 252 และโดยที่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาใหม่ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 4 ในข้ออื่นต่อไปเนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นำทรัพย์สินกองมรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายสุจิตร ให้แก่โจทก์ 1 ใน 11 ส่วน นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง ศาลจะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ก็เฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้แบ่งทรัพย์สิน มิใช่เป็นการบังคับให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยเป็นการไม่ถูกต้อง ทั้งการพิพากษาให้นำทรัพย์สินกองมรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันก็ไม่ถูกต้องเพราะไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ในการแบ่งทรัพย์สินกองมรดกให้ดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท และค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลยที่ 5 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท และยกคำขอที่ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 1364
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ข.
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุวีร์ ตรียุทธนากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสัมพันธ์ พิทักษ์แท้
ชื่อองค์คณะ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ทรงกลด บุญชูกุศล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4715/2566
#699641
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง เป็นเพียงเหตุที่ทำให้ผู้กระทำความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง ได้รับโทษหนักขึ้นที่เรียกว่าบทฉกรรจ์เท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติเรื่องการเพิ่มโทษ และศาลอุทธรณ์ภาค 6 วางโทษแก่จำเลยใหม่ตามที่โจทก์อุทธรณ์โดยพิจารณาถึงบทบัญญัติของมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ประกอบด้วยอยู่แล้ว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ได้ระบุให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษมานั้น จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 11, 12, 13, 14, 18, 62, 81 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 160 ตรี, 160 ตรี/2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท ฐานเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท ฐานขับรถในขณะเมาสุรา จำคุก 2 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 10 เดือน และปรับ 14,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 เดือน และปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคหนึ่ง, 160 ตรี/2 (ที่ถูก 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง) จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคหนึ่ง และ 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท โดยไม่ได้ระบุให้เพิ่มโทษอีกหนึ่งในสามก่อนลดโทษนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง เป็นเพียงเหตุที่ทำให้ผู้กระทำความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง ได้รับโทษหนักขึ้นที่เรียกว่าบทฉกรรจ์เท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติเรื่องการเพิ่มโทษ และศาลอุทธรณ์ภาค 6 วางโทษแก่จำเลยใหม่ตามที่โจทก์อุทธรณ์โดยพิจารณาถึงบทบัญญัติของมาตรา 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ประกอบด้วยอยู่แล้ว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ได้ระบุให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามก่อนลดโทษมานั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 160 ตรี วรรคหนึ่ง ม. 160 ตรี/2 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นางสาวฉันทิชา สุวรรณปิฎกกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายมงคล แสงอรุณ
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4713/2566
#698976
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลกำหนดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษากระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 357 วรรคหนึ่ง นั้น เมื่อปรากฏว่าการบังคับคดีดังกล่าวจะสำเร็จบริบูรณ์ต่อเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการในโฉนดที่ดิน โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้ศาลสั่งให้ดำเนินการจดทะเบียนให้ได้ ศาลจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ระหว่างโจทก์กับจำเลยและให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์ โดยเจ้าพนักงานที่ดินมีหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนไปตามคำสั่งศาลตามมาตรา 357 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอถอนคืนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 17101 เนื้อที่ 6 ไร่ 85 ตารางวา ระหว่างโจทก์ผู้ให้กับจำเลยผู้รับให้ และให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป หากจำเลยขัดขืนไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินคืนเป็นของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว

ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอม โดยโจทก์กับจำเลยตกลงกันว่า

"ข้อ 1. จำเลยยอมแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 17101 ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง เป็นเนื้อที่ 3 ไร่ 42 15 ตารางวา และชำระเงินค่าเลี้ยงดูให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 2,500 บาท โดยเริ่มชำระเดือนแรกภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่กรรม โดยจำเลยจะดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ โดยจำเลยเป็นฝ่ายเสียค่าธรรมเนียมในการรังวัดแบ่งแยก หากจำเลยไม่ไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามฟ้องแก่โจทก์ก็ขอให้โจทก์มีสิทธิไปรังวัดแบ่งแยกได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ส่วนบ้านให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่จำเลยยินยอมให้โจทก์อาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าวได้จนกว่าโจทก์จะถึงแก่กรรม ซึ่งเงินค่าเลี้ยงดูโจทก์ จำเลยจะนำไปชำระให้โจทก์ที่ภูมิลำเนาของโจทก์หรือโอนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ธนาคาร ก. บัญชีเลขที่ 204-1-55xxx-x

ข้อ 2. จำเลยยินยอมถอนฟ้องคดีที่เป็นโจทก์ฟ้องนางมณีรัตน์ ข้อหาเบิกความเท็จ ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1587/2559 ของศาลชั้นต้น

ข้อ 3. หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ ก็ให้โจทก์บังคับคดีได้ตามคำฟ้อง

ข้อ 4. ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ โจทก์และจำเลยตกลงให้เป็นพับ

ข้อ 5. โจทก์และจำเลยตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้และไม่เรียกร้องสิ่งใดต่อกันอีก"

จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าคำพิพากษาตามยอมละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ขอให้กลับคำพิพากษาตามยอมและยกฟ้องโจทก์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 9,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยอุทธรณ์ถูกต้องแล้วจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ขอให้บังคับคดีโดยอ้างว่า เมื่อครบกำหนดเวลา 15 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยไม่ยอมแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 17101 ให้โจทก์ครึ่งหนึ่งและไม่ยินยอมให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยในบ้าน ถือว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์

วันที่ 15 มีนาคม 2562 จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2562 โดยไม่ชอบเพราะไม่ได้ระบุให้ชัดแจ้งถึงวิธีการที่ให้ศาลบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 (2) โจทก์กับจำเลยได้สิทธิใหม่ตามบันทึกข้อตกลงเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 โจทก์ยื่นคำร้องขอออกหมายบังคับคดีเป็นการไม่สุจริต ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำร้องขอออกหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2562

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา ยกคำร้องและไม่รับฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ ปรากฏตามคำสั่งศาลฎีกาที่ ครพ.1970/2563

วันที่ 10 และ 12 พฤศจิกายน 2564 โจทก์ยื่นคำร้องทำนองเดียวกันว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 17101 แล้ว ต่อมาโจทก์ร้องขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 17101 แก่โจทก์ทั้งแปลงตามคำพิพากษาตามยอม แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าไม่สามารถที่จะดำเนินการให้ได้ เว้นแต่จะมีคำสั่งศาลมาแสดงว่าศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 17101 และให้โอนที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ทั้งแปลง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 17101 ระหว่างโจทก์และจำเลย และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินโอนที่ดินโฉนดที่ดิน 17101 คืนแก่โจทก์ทั้งแปลง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องทั้งสองฉบับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ตามคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า

ข้อ 1. จำเลยยอมแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 17101 ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง เป็นเนื้อที่ 3 ไร่ 42 15 ตารางวา และชำระเงินค่าเลี้ยงดูให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 2,500 บาท โดยเริ่มชำระเดือนแรกภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่กรรม โดยจำเลยจะดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้โดยจำเลยเป็นฝ่ายเสียค่าธรรมเนียมในการรังวัดแบ่งแยก หากจำเลยไม่ไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามฟ้องแก่โจทก์ก็ขอให้โจทก์มีสิทธิไปรังวัดแบ่งแยกได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ส่วนบ้านให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่จำเลยยินยอมให้โจทก์อาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าวได้จนกว่าโจทก์จะถึงแก่กรรม ซึ่งเงินค่าเลี้ยงดูโจทก์จำเลยจะนำไปชำระให้โจทก์ที่ภูมิลำเนาของโจทก์หรือโอนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ธนาคาร ก. บัญชีเลขที่ 204-1-55xxx-x...

ข้อ 3. หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ ก็ให้โจทก์บังคับคดีได้ตามคำฟ้อง

วันที่ 23 มกราคม 2562 โจทก์ขอออกหมายบังคับคดี เนื่องจากครบกำหนด 15 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยไม่ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 17101 ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง และไม่ยินยอมให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยในบ้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดี และคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ตามคำสั่งศาลฎีกาที่ ครพ.1970/2563 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความรวม 2 ประการ คือ ไม่ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน และไม่ยินยอมให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยในบ้าน โจทก์จึงมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีตามคำฟ้องได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3. โดยไม่จำต้องให้โจทก์ไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินโดยถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยเสียก่อนดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย และกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลกำหนดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษากระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 วรรคหนึ่ง นั้น เมื่อปรากฏว่า การบังคับคดีดังกล่าวจะสำเร็จบริบูรณ์ต่อเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการในโฉนดที่ดิน โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้ศาลสั่งให้ดำเนินการจดทะเบียนให้ได้ ศาลจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ระหว่างโจทก์กับจำเลย และให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์ โดยเจ้าพนักงานที่ดินมีหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนไปตามคำสั่งศาล ตามมาตรา 357 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 17101 เนื้อที่ 6 ไร่ 85 ตารางวา เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2545 ระหว่างโจทก์กับจำเลย และให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวกลับคืนเป็นของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 357 วรรคหนึ่ง ม. 357 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ช.
จำเลย — พันตำรวจโทหญิงหรือนาง ผ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายประมูล ทองนุ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4687/2566
#696739
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยฎีกาเป็นทำนองว่าไม่มีเจตนาทำร้ายผู้ร้อง เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โดยศาลตั้งให้ ธ. เป็นผู้แทนเฉพาะคดี เมื่อจำเลยเป็นบุพการีของผู้ร้องและมาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น ดังนั้น การยื่นคำร้องของผู้ร้องในคดีนี้จึงเป็นคดีอุทลุม ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องของผู้ร้อง และศาลล่างทั้งสองพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้อง จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้ในคำพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 167 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 277, 285, 295

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาย ธ. ยื่นคำร้องขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของนางสาว ธ. ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นอนุญาต และผู้เสียหายโดยผู้แทนเฉพาะคดียื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 230,383 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 (ที่ถูก มาตรา 276 วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 285, 277 วรรคสาม (เดิม) (ที่ถูก เดิมปี 2550 และปี 2558) ประกอบมาตรา 285 (เดิม), 295 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราผู้สืบสันดานซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ให้จำคุกกระทงละ 16 ปี รวม 3 กระทง (ที่ถูก เป็นจำคุก 48 ปี) ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดานโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 2 กระทง (ที่ถูก เป็นจำคุก 16 ปี) ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 4 เดือน (ที่ถูก รวมจำคุก 64 ปี 4 เดือน) เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกจำเลย 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของจำเลยและนางสาว ท. ซึ่งจดทะเบียนสมรสกัน ผู้ร้องเกิดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2546 ผู้ร้องมีความบกพร่องทางสติปัญญาซึ่งเป็นความพิการประเภทที่ 5 หมายความว่า มีระดับไอคิวต่ำกว่า 70 แต่ผู้ร้องยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ อ่านและเขียนหนังสือได้ ส่วนการพูดคุยต้องกระทำช้า ๆ โดยอาจต้องใช้คำถามซ้ำในบางครั้ง ทั้งนี้ จากลักษณะการเบิกความของผู้ร้อง ผู้ร้องเข้าใจและสามารถตอบคำถามในลักษณะที่ซับซ้อนรวมทั้งยังแสดงความรู้สึกนึกคิดได้ไม่ต่างกับคนปกติทั่วไป เดิมผู้ร้องพักอาศัยอยู่กับจำเลย นางสาว ท. และเด็กชาย ป. น้องชายร่วมบิดามารดาของผู้ร้องที่บ้านเช่าไม่มีเลขที่ ต่อมาปลายปี 2556 นางสาว ท. ทิ้งร้างจำเลยไปอยู่ที่อื่นปล่อยให้ผู้ร้องและเด็กชาย ป. อยู่กับจำเลยที่บ้านเช่าหลังดังกล่าว หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือน จำเลยคบหาและอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาว ส. โดยพามาอยู่ร่วมกันที่บ้านเช่าหลังนี้ ต่อมาเดือนตุลาคม 2558 จำเลยพาครอบครัวย้ายไปอยู่กับนาย ธ. บิดาของจำเลย ผู้ร้องและเด็กชาย ป. จะนอนรวมกับนาย ธ. ห้องหนึ่ง ส่วนจำเลยจะนอนกับนางสาว ส. และบุตรอีก 2 คน ที่เกิดกับนางสาว ส. อีกห้องหนึ่ง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 ขณะผู้ร้องศึกษาอยู่ที่โรงเรียน ค. นางสาว อ. ครูโรงเรียนดังกล่าวได้ไปแจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรสรรคบุรี กล่าวหาจำเลยว่าข่มขืนกระทำชำเราและทำร้ายร่างกายผู้ร้อง พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ร้องไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลสรรคบุรี พบบาดแผลฟกช้ำที่หัวไหล่ซ้าย ต้นแขนซ้ายและต้นขาซ้าย ส่วนอวัยวะเพศภายนอกบวมแดง พบรอยฉีกขาดของเยื่อพรหมจารีเป็นรอยฉีกขาดเก่าในตำแหน่ง 6 นาฬิกา และรอยฉีกขาดใหม่ในตำแหน่ง 4 นาฬิกา การตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบคราบอสุจิในสิ่งที่ส่งตรวจ ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าพบหลักฐานการร่วมประเวณี จากนั้นได้มีการแยกผู้ร้องไปดูแลที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดชัยนาท ปัจจุบันนางสาว ท. รับตัวผู้ร้องไปเลี้ยงดู สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยฎีกาเป็นทำนองว่าไม่มีเจตนาทำร้ายผู้ร้อง หากแต่ตีผู้ร้องเพื่อเป็นการทำโทษและอบรมสั่งสอนผู้ร้องให้รับผิดชอบต่อหน้าที่และมีวินัย เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องรวม 5 ครั้ง ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีผู้ร้องมาเป็นพยานเบิกความว่า ในครั้งแรก เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2556 ขณะนั้นผู้ร้องมีอายุ 10 ปีเศษ เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ช่วงเช้าจำเลยและนางสาว ท. ไปส่งผู้ร้องที่โรงเรียน แต่เมื่อโรงเรียนเลิก มีจำเลยเพียงคนเดียวที่มารับผู้ร้อง เมื่อกลับถึงบ้านไม่พบนางสาว ท. จำเลยพาผู้ร้องออกตามหาแต่ก็ไม่พบ เมื่อกลับมาที่บ้าน จำเลยใช้มีดกรีดที่แขนของจำเลย แล้วจำเลยให้ผู้ร้องสวมชุดนอนบาง ๆ เมื่อเข้านอน จำเลยล่วงเกินผู้ร้องโดยนำอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้ร้องแล้วชักเข้าชักออกจนสำเร็จความใคร่ จำเลยพูดขู่ว่าหากนำเรื่องไปเล่าให้ใครฟังจะฆ่าผู้ร้อง ครั้งที่สอง เมื่อผู้ร้องย้ายมาอยู่บ้านนาย ธ. แล้ว ราวปลายเดือนตุลาคม 2558 หลังออกพรรษาได้ 2 ถึง 3 วัน ซึ่งโรงเรียนปิดภาคเรียน ในช่วงเช้าผู้ร้องอยู่กับจำเลยตามลำพังที่บ้านเนื่องจากนาย ธ. ออกไปทำนา ส่วนนางสาว ส. พาน้อง ๆ ของผู้ร้องออกไปซื้อกับข้าว จำเลยเรียกผู้ร้องให้เข้าไปนวดขาให้ภายในห้องนอนของจำเลย แล้วจำเลยข่มขืนผู้ร้องโดยนำอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้ร้องชักเข้าชักออกหลายครั้งจนสำเร็จความใคร่ ครั้งที่สาม ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2559 ขณะนั้นผู้ร้องอายุ 12 ปีเศษ ในช่วงกลางคืนผู้ร้องไปซักผ้าอยู่ที่หลังบ้าน ส่วนคนอื่น ๆ ต่างเข้านอนในห้องของตน จำเลยเดินเข้ามาหาจะข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องอีก ผู้ร้องเดินหนี แต่จำเลยดึงตัวผู้ร้องไว้และใช้กำลังบังคับถอดเสื้อผ้าผู้ร้อง จากนั้นจำเลยนำอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้ร้องแล้วชักเข้าชักออกจนสำเร็จความใคร่ ครั้งที่สี่ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 ขณะนั้นผู้ร้องมีอายุ 17 ปี นางสาว ส. บอกให้ผู้ร้องหยุดเรียนแล้วให้ไปช่วยจำเลยและนางสาว ส. ทำงานล้างเครื่องปรับอากาศที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง ที่ห้องพักหมายเลข 1 ระหว่างทำงานจำเลยให้นางสาว ส. ไปซื้อน้ำยาเพื่อมาเติมเครื่องปรับอากาศ ระหว่างนั้นผู้ร้องเดินออกมาจากห้องน้ำบอกจำเลยว่าล้างชิ้นส่วนของเครื่องปรับอากาศเสร็จแล้ว จำเลยเข้ามาข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องขณะผู้ร้องอยู่ตรงประตูห้องพักด้วยการนำอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้ร้องในท่ายืน แล้วชักเข้าชักออกจนสำเร็จความใคร่ ครั้งที่ห้า ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันเมื่อทำงานเสร็จและกลับมาที่บ้านแล้ว ขณะที่จำเลยอยู่ตามลำพังกับผู้ร้องสองคนโดยจำไม่ได้ว่าคนอื่น ๆ ออกไปที่ไหน จำเลยเรียกผู้ร้องให้ไปรับประทานอาหารภายในห้องนอนของจำเลย เมื่อรับประทานอาหารเสร็จและนำจานไปเก็บแล้ว จำเลยเรียกผู้ร้องไปนวดให้จำเลยภายในห้องนอน แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องโดยใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้ร้อง และชักเข้าชักออกจนสำเร็จความใคร่ ทุกครั้งที่จำเลยกระทำชำเราผู้ร้อง จำเลยมิได้สวมถุงยางอนามัย แต่ผู้ร้องมิได้สังเกตว่าขณะสำเร็จความใคร่จำเลยหลั่งน้ำอสุจิภายในหรือภายนอกช่องคลอดของผู้ร้อง และหลังจากถูกข่มขืนกระทำชำเราแล้ว ผู้ร้องจะอาบน้ำและล้างทำความสะอาดอวัยวะเพศโดยใช้สบู่ฟอกบริเวณด้านนอกและใช้นิ้วสอดเข้าไปทำความสะอาดภายในช่องคลอดด้วย วันรุ่งขึ้นหลังจากเกิดเหตุครั้งสุดท้าย ผู้ร้องไปโรงเรียนตามปกติ ขณะนั้นผู้ร้องเรียนอยู่ที่โรงเรียน ค. ผู้ร้องพบกับนางสาว อ. ครูที่โรงเรียนซึ่งนอกจากจะสอบถามผู้ร้องเรื่องที่ผู้ร้องขาดเรียนแล้ว นางสาว อ. ยังสังเกตเห็นรอยฟกช้ำตามแขนและขาของผู้ร้องด้วย เมื่อถูกถามถึงบาดแผล ผู้ร้องเล่าให้ฟังว่าถูกจำเลยตีเนื่องจากทำฝาเครื่องซักผ้าแตก เมื่อนางสาว อ. ถามอีกว่าจำเลยทำอะไรผู้ร้องมากกว่านั้นหรือไม่ ผู้ร้องจึงเล่าเรื่องที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องให้นางสาว อ. ฟัง เห็นว่า ในขณะเกิดเหตุครั้งสุดท้าย ผู้ร้องมีอายุ 17 ปีเศษ อยู่ในวัยเริ่มเป็นสาวเต็มตัวแล้วย่อมรู้สึกได้ว่าการถูกล่วงละเมิดทางเพศถึงขั้นข่มขืนกระทำชำเราเป็นเรื่องที่น่าอับอาย ทำให้ตนเองต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและมีมลทินติดตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถูกกระทำจากผู้เป็นพ่อของตัวเองอันเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้แก่วงศ์ตระกูล อีกทั้งยังเป็นที่ติฉินนินทาของชาวบ้านในละแวกนั้นด้วย ฉะนั้น หากผู้ร้องมิได้ถูกจำเลยล่วงเกินดังที่เบิกความยืนยัน ก็ไม่น่าเชื่อว่าผู้ร้องจะกล่าวอ้างถึงเรื่องที่จะเป็นการประจานตนเองต่อสังคมเช่นนั้น ซึ่งขณะนั้นผู้ร้องเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยม เรื่องดังกล่าวจะก่อให้เกิดปมด้อยแก่ผู้ร้องและเป็นเหตุให้เพื่อนนักเรียนนำไปล้อเลียนอีก ประกอบกับเมื่อพิเคราะห์ถึงวันและเวลาเกิดเหตุกระทำความผิดทั้งสามครั้งแรกในช่วงวัยเด็กซึ่งผู้ร้องมีอายุ 10 ปีเศษ ถึง 12 ปีเศษ ตามฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.3 ผู้ร้องอาศัยเหตุการณ์แวดล้อมมาเป็นจุดเชื่อมโยงในการจดจำ กล่าวคือ ในการกระทำความผิดครั้งแรกวันที่ 6 ธันวาคม 2556 เป็นวันที่นางสาว ท. มารดาผู้ร้องหนีออกจากบ้านเป็นเหตุให้จำเลยใช้มีดกรีดแขนตนเอง ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ครั้งที่สองเกิดขึ้นในช่วงปิดภาคเรียนเดือนตุลาคม 2558 หลังออกพรรษาแล้ว 2 ถึง 3 วัน ซึ่งผู้ร้องเพิ่งย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านของนาย ธ. จำเลยให้ผู้ร้องเข้าไปนวดขาให้ภายในห้อง และครั้งที่สามปรากฏตามที่ผู้ร้องให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหาว่า เกิดขึ้นเมื่อผู้ร้องขึ้นชั้นมัธยมปีที่ 1 หลังจากเปิดภาคเรียนในวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 ประมาณ 2 ถึง 3 วัน ซึ่งขณะนั้นผู้ร้องกำลังซักผ้าอยู่ที่หลังบ้าน เช่นนี้ จึงสนับสนุนคำเบิกความของผู้ร้องให้มีเหตุผลน่าเชื่อถือว่าได้มีเหตุการณ์ซึ่งผู้ร้องถูกล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นจริง อีกทั้งเรื่องราวในคดีนี้ถูกเปิดเผยขึ้นก็เพราะนางสาว อ. เห็นร่องรอยฟกช้ำตามเนื้อตัวร่างกายของผู้ร้องจึงสอบถามทำให้ได้ความว่าผู้ร้องถูกจำเลยตีทำร้าย นางสาว อ. จึงสอบถามอีกว่ามีอะไรนอกจากนี้อีกหรือไม่ ผู้ร้องจึงเล่าเรื่องที่ถูกจำเลยล่วงละเมิดให้ฟัง อันเป็นเวลากะทันหันที่ผู้ร้องไม่น่าจะทันได้คิดปรุงแต่งเรื่องราวในทางเพศเช่นนี้เพื่อปรักปรำกล่าวหาจำเลยผู้เป็นพ่อ และโจทก์ก็มีนางสาว อ. มาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนว่า ได้รับฟังคำบอกเล่าจากผู้ร้องมาเช่นนั้นจริงจึงได้นำความไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ส่วนที่ผู้ร้องเล่าให้นางสาว อ. ฟังว่าถูกจำเลยข่มขืนทุกวันตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาและมัธยมต้น ขณะที่นาย ธ. พยานโจทก์อีกปากหนึ่งที่เบิกความว่า ผู้ร้องเล่าให้ฟังว่าเคยถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโดยจำเลยพาไปทางวัดนก และเล่าว่าถูกข่มขืนมาหลายครั้ง ภายในห้องน้ำบ้าง หลังบ้านบ้าง และในห้องนอนจำเลยบ้าง โดยผู้ร้องได้นำชี้สถานที่เกิดเหตุให้พนักงานสอบสวนถ่ายรูปไว้โดยมีห้องน้ำภายในบ้านของนาย ธ. และทุ่งนารวมอยู่ด้วย ก็ไม่ถึงขนาดขัดแย้งกับคำเบิกความของผู้ร้องในคดีนี้ซึ่งยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยเพียง 5 ครั้ง และแม้จะไม่มีสถานที่เกิดเหตุเหล่านั้นดังที่จำเลยฎีกาโต้แย้งก็ตาม เพราะตามคำบอกเล่าของผู้ร้องดังกล่าว ผู้ร้องยืนยันว่าจำเลยล่วงละเมิดทางเพศผู้ร้องหลายครั้ง แต่เหตุที่โจทก์ฟ้องมาเพียง 5 ครั้ง เชื่อได้ว่าเป็นเพราะในการกระทำความผิดของจำเลยครั้งอื่น ๆ ผู้ร้องไม่สามารถจดจำวันและเวลาเกิดเหตุได้อย่างแน่ชัดเนื่องจากไม่มีเหตุการณ์แวดล้อมอื่นใดที่จะใช้นำมาเชื่อมโยงเท่านั้น จึงไม่นับเป็นข้อพิรุธ ประกอบกับได้ความตามคำเบิกความของนางสาว อ. ว่าผู้ร้องมีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา การแสดงออกถึงความดีใจหรือเสียใจจะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เมื่อมีการพูดคุยเปลี่ยนเรื่อง อารมณ์ของผู้ร้องก็จะกลับเป็นปกติเหมือนเดิม ด้วยเหตุนี้การที่ในวันรุ่งขึ้นหลังจากเกิดเหตุแต่ละครั้งผู้ร้องไม่มีอาการเศร้าซึม แต่มีอารมณ์เป็นปกติตลอดเรื่อยมาจนถึงโรงเรียนทำให้นางสาว อ. ไม่สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติใด ๆ ของผู้ร้องว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศมา จึงหาใช่ข้อพิรุธดังข้อฎีกาของจำเลยอีกเช่นกัน นอกจากนั้นตามบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหาซึ่งผู้ร้องให้การในชั้นสอบสวนถึงการกระทำความผิดในครั้งแรกว่า ภายหลังจากที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องแล้ว จำเลยพูดข่มขู่มิให้ไปบอกใคร ผู้ร้องพูดกับจำเลยว่าเป็นลูกพ่อนะ ไม่ใช่ของเล่น ซึ่งแม้จะมีความหมายเป็นนัยถึงหญิงสาวที่ถูกชายย่ำยีโดยไม่คิดจริงจัง ซึ่งไม่ควรเป็นคำพูดของเด็กวัย 10 ขวบเศษดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่เมื่อในขณะให้การผู้ร้องเติบโตเป็นสาวในวัย 17 ปีเศษ จึงอาจมีความรู้สึกในทำนองนั้นเมื่อหวนคิดถึงสิ่งที่จำเลยล่วงละเมิดทางเพศตนเองจึงได้เสริมแต่งถ้อยคำเกินเลยจากความจริงไปบ้างอันเป็นการแสดงความรู้สึกซึ่งก็ถือเป็นเพียงพลความปลีกย่อยสืบเนื่องจากที่มีการกระทำอันเป็นการล่วงละเมิดทางเพศผู้ร้องนั้นเอง ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้น้ำหนักคำเบิกความผู้ร้องต้องเสื่อมเสียไป และแม้ขณะเกิดเหตุในครั้งแรกเป็นเวลากลางคืนจะมีเด็กชาย ป. พยานจำเลยนอนอยู่ด้วยดังที่จำเลยฎีกา แต่พยานจำเลยปากนี้ในขณะเวลานั้นมีอายุราว 5 ขวบ ทั้งพยานเบิกความด้วยว่าตนนอนหลับสนิท การที่พยานไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงมิใช่เรื่องที่ผิดปกติ ส่วนที่จำเลยฎีกาโต้เถียงว่า คืนนั้นนางสาว ท. ภริยาจำเลยหลบหนีออกจากบ้านเป็นเหตุให้จำเลยเสียใจถึงขนาดใช้มีดกรีดแขนตนเอง จำเลยย่อมไม่มีอารมณ์ทางเพศที่จะล่วงเกินผู้ร้องได้นั้น จำเลยมิได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นอ้างดังกล่าวแต่อย่างใด จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากล่าวมาแต่ศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับในการกระทำความผิดครั้งที่สอง ผู้ร้องให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหาว่า หลังจากที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องภายในห้องนอนแล้ว เมื่อผู้ร้องออกจากห้องพักสักพักหนึ่งจึงพบกับนาย ธ. ผู้ร้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นาย ธ. ฟัง นาย ธ. พาผู้ร้องไปที่โรงพยาบาลชัยนาทเพื่อตรวจหูจากนั้นได้มีการฝังยาคุมกำเนิดให้ผู้ร้อง ซึ่งแม้นาย ธ. พยานโจทก์จะไม่ได้เบิกความรับรองข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวไว้โดยชัดเจนดังที่จำเลยฎีกา แต่นาย ธ. ก็เบิกความว่า ผู้ร้องเล่าให้ฟังว่าถูกจำเลยข่มขืนมาแล้วหลายครั้งซึ่งมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในห้องนอนของจำเลยด้วย จึงไม่นับเป็นข้อพิรุธ และเมื่อได้ความจากนางสาว อ. ว่าผู้ร้องมีความบกพร่องทางการได้ยินที่หูข้างหนึ่งโดยแพทย์แนะนำให้ใช้เครื่องช่วยฟัง ฉะนั้น เรื่องที่ผู้ร้องให้การว่านาย ธ. พาผู้ร้องไปตรวจหูที่โรงพยาบาลนั้นจึงไม่มีข้อน่าสงสัยใด ๆ ส่วนเรื่องที่ผู้ร้องอ้างว่ามีการฝังยาคุมกำเนิดให้แก่ผู้ร้องด้วยนั้น ข้อนี้แม้นาย ธ. มิได้เบิกความถึงเลย แต่จำเลยสามารถถามค้านพยานโจทก์ปากนาย ธ. เพื่อให้เบิกความเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ นอกจากนี้จำเลยยังมีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อให้ได้ความจริง แต่จำเลยมิได้กระทำ อีกทั้งการที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาว่า โรงพยาบาลจะฝังยาคุมกำเนิดให้แก่ผู้ร้อง โรงพยาบาลจะต้องแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจนั้น ในชั้นพิจารณาจำเลยมิได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นอ้างนี้แต่อย่างใด จึงไม่อาจรับฟังได้ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ดังนั้น การที่โรงพยาบาลมิได้แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจจึงไม่ทำให้น้ำหนักของพยานหลักฐานโจทก์ลดน้อยลงแต่อย่างใด นอกจากนั้นการที่นาย ธ. ซึ่งทราบจากผู้ร้องถึงเรื่องที่ถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศ แต่ไม่แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยเพื่อเป็นการปกป้องผู้ร้องก็หาใช่เรื่องผิดวิสัยของวิญญูชนทั่วไปดังที่จำเลยฎีกาต่อสู้ เพราะผู้กระทำความผิดคือจำเลยเป็นบุตรของนาย ธ. ซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน แม้นาย ธ. จะเจ็บปวดจากการกระทำความผิดของจำเลย แต่ก็เชื่อว่าผู้ที่เป็นพ่อคงไม่ต้องการให้บุตรชายของตนเองต้องได้รับโทษจำคุก ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นยังเสื่อมเสียถึงชื่อเสียงวงศ์ตระกูลอีกด้วย ส่วนการกระทำความผิดในครั้งที่สามซึ่งผู้ร้องให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหาว่า เกิดขึ้นในขณะที่ผู้ร้องกำลังซักผ้าอยู่ที่หลังบ้านนั้น แม้ผู้ร้องจะให้การไว้ด้วยว่าขณะจำเลยสอดใส่อวัยวะเพศเข้ามาในอวัยวะเพศของผู้ร้องในขณะที่ผู้ร้องยืนพิงผนัง นาย ธ. เดินมาบริเวณดังกล่าวห่างจากผู้ร้องประมาณ 3 เมตร จำเลยเห็นจึงหยุดกระทำและห้ามมิให้ผู้ร้องไปบอกใคร จากนั้นผู้ร้องไปอาบน้ำและก่อนเข้านอนผู้ร้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นาย ธ. ฟัง นาย ธ. บอกว่าจำเลยไม่ใช่คน ซึ่งเมื่อพิเคราะห์คำให้การของผู้ร้องดังกล่าวโดยตลอดแล้วเห็นได้ว่า นาย ธ. น่าจะไม่ทันเห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยกำลังล่วงละเมิดผู้ร้อง ซึ่งสอดคล้องกับที่นาย ธ. เบิกความยืนยันว่าไม่เคยเห็นเหตุการณ์ในทำนองนี้ด้วยตนเองเลย กรณีน่าจะเป็นเรื่องที่จำเลยรู้ตัวก่อนว่านาย ธ. กำลังเดินมาทางหลังบ้านจึงได้หยุดกระทำมากกว่า ฉะนั้น การที่ในชั้นพิจารณาผู้ร้องมิได้เบิกความว่านาย ธ. เห็นเหตุการณ์สำหรับการกระทำความผิดของจำเลยในครั้งนี้จึงหาได้ขัดแย้งแตกต่างกันกับที่เคยให้การในชั้นสอบสวนตามที่จำเลยฎีกาโต้แย้งไม่ และโดยที่ขณะเกิดเหตุสามครั้งแรก เด็กชาย ป. มีอายุระหว่าง 5 ถึง 8 ขวบ ย่อมมิใช่ผู้ที่ผู้ร้องจะพึ่งพาอาศัยหรือปรับทุกข์ในเรื่องที่จำเลยล่วงเกินทางเพศต่อผู้ร้องได้ ขณะเดียวกับที่ผู้ร้องมีนาย ธ. เป็นที่พึ่งพาอยู่แล้ว การที่ผู้ร้องเล่าเรื่องดังกล่าวให้นาย ธ. ฟังแต่เพียงผู้เดียว มิได้เล่าให้เด็กชาย ป. ฟังด้วย คงมีแต่การปรับทุกข์กับเด็กชาย ป. เพียงเรื่องที่ถูกจำเลยตีทำโทษเท่านั้นดังที่จำเลยฎีกา จึงไม่นับเป็นข้อพิรุธใด ๆ และที่จำเลยฎีกาว่าในช่วงเกิดเหตุสองครั้งแรก ผู้ร้องมีอายุ 10 ปีเศษ ถึง 12 ปีเศษ อวัยวะเพศยังมีขนาดเล็ก ไม่สมบูรณ์เต็มที่ การถูกอวัยวะเพศของจำเลยซึ่งเป็นผู้ใหญ่สอดใส่เข้าไปแล้วชักเข้าชักออกจนสำเร็จความใคร่ อวัยวะเพศของผู้ร้องย่อมต้องฉีกขาดและมีเลือดไหล แต่ผู้ร้องกลับเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ไม่ได้รับบาดเจ็บที่อวัยวะเพศโดยมีบาดแผลฉีกขาดหรือเลือดไหลแต่อย่างใด เพียงแต่ผู้ร้องรู้สึกเจ็บเมื่อถูกจำเลยข่มขืนเท่านั้น นับเป็นข้อพิรุธสงสัยนั้น เมื่อพิจารณาถึงการที่ผู้ร้องเป็นบุตรของจำเลย น่าเชื่อว่าจำเลยยังมีความห่วงใยและคำนึงถึงความรู้สึกของผู้ร้องอยู่ แม้จำเลยจะกระทำทุรศีลธรรมแก่บุตรของตนเอง แต่ก็เชื่อว่ามิได้กระทำด้วยความรุนแรงนักโดยเฉพาะกับพฤติกรรมการล่วงเกินทางเพศที่เกิดขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ร้องไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่อวัยวะเพศก็เป็นได้ กรณียังไม่พอรับฟังว่าเป็นข้อพิรุธสงสัย และประการสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ โจทก์ยังมีผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์มานำสืบประกอบด้วยว่า จากการตรวจอวัยวะเพศผู้ร้องของแพทย์ พบรอยฉีกขาดเก่าของเยื่อพรหมจารีในตำแหน่ง 6 นาฬิกา ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าผู้ร้องผ่านการร่วมประเวณีมา ยิ่งเป็นการสนับสนุนคำเบิกความของผู้ร้องที่กล่าวหาจำเลยว่าได้ล่วงละเมิดทางเพศผู้ร้องในขณะผู้ร้องยังเป็นเด็กรวมสามครั้งให้รับฟังได้โดยสนิทใจ ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์ดังที่ได้นำสืบมารับฟังมั่นคงว่า จำเลยกระทำชำเราผู้ร้องซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและเป็นผู้สืบสันดานของจำเลย ตามฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.3 รวม 3 กระทง ตามที่ศาลล่างทั้งสองได้พิพากษาลงโทษจำเลยมาซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในส่วนข้อหาความผิดดังกล่าวฟังไม่ขึ้น

สำหรับการกระทำความผิดในครั้งที่สี่ตามฟ้องข้อ 1.5 นั้น ผู้ร้องให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหายืนยันว่า ในวันที่ผู้ร้องต้องหยุดเรียนไปช่วยจำเลยและนางสาว ส. ล้างเครื่องปรับอากาศที่รีสอร์ต ภ. ห้องพักหมายเลข 1 จำเลยใช้ให้นางสาว ส. ออกไปซื้อน้ำยาเพื่อนำมาเติมเครื่องปรับอากาศ ระหว่างนั้นผู้ร้องนำชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศไปล้างในห้องน้ำภายในห้องพัก เมื่อล้างเสร็จและเดินออกมาจากห้องน้ำ จำเลยผลักผู้ร้องลงไปนอนบนเตียงแล้วถอดกางเกงผู้ร้อง ผู้ร้องขัดขืนแต่จำเลยทำท่าจะต่อยผู้ร้อง ผู้ร้องกลัว จากนั้นจำเลยถอดกางเกงและนำอวัยวะเพศของตนสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้ร้องจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง แต่ในชั้นพิจารณาผู้ร้องกลับเบิกความว่า จำเลยเข้ามาข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องซึ่งยืนอยู่ตรงประตูห้องพักในท่ายืน ซึ่งนับได้ว่าขัดแย้งแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญเป็นอย่างมากระหว่างการถูกกระทำชำเราในท่านอนบนเตียงนอนกับการถูกกระทำชำเราในท่ายืนตรงประตูห้องพักดังที่จำเลยฎีกาต่อสู้ เหตุครั้งนี้เพิ่งจะเกิดขึ้นล่าสุดก่อนมีการแจ้งความกล่าวหาจำเลยเพียงวันเดียว ผู้ร้องซึ่งโตเป็นสาวแล้วจึงไม่น่าที่จะจดจำเหตุการณ์ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป ประกอบกับทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา ผู้ร้องยืนยันว่าเหตุเกิดที่ห้องพักหมายเลข 1 และได้นำชี้สถานที่เกิดเหตุไว้ตามภาพถ่ายประกอบคดีอาญา แต่กลับยังมีปรากฏอีกว่าผู้ร้องได้ชี้ห้องพักหมายเลข 7 ของรีสอร์ตว่าเป็นสถานที่เกิดเหตุซึ่งผู้ร้องถูกกระทำชำเราด้วยตามภาพถ่ายประกอบคดีอาญา พยานหลักฐานโจทก์จึงเป็นพิรุธมีข้อเคลือบแคลงสงสัย ดังนี้ เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ กรณีจึงเห็นสมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดานโดยใช้กำลังประทุษร้ายสำหรับการกระทำความผิดในครั้งที่สี่ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในความผิดข้อหานี้ฟังขึ้น

ส่วนการกระทำความผิดในครั้งที่ห้า ตามฟ้องข้อ 1.6 นั้น แม้ตามผลตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.1 จะระบุว่า ตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบคราบอสุจิในสิ่งที่ส่งตรวจดังข้อฎีกาของจำเลยก็ตาม แต่แพทย์ก็ตรวจพบว่าอวัยวะเพศภายนอกของผู้ร้องบวมแดง และเมื่อตรวจภายในนอกจากจะพบรอยฉีกขาดเก่าของเยื่อพรหมจารีที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาแล้ว ยังตรวจพบรอยฉีกขาดใหม่ของเยื่อพรหมจารีที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา และแพทย์ได้ลงความเห็นว่าพบหลักฐานการร่วมประเวณี ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้ร้องที่ยืนยันว่า จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องก่อนหน้าการตรวจร่างกายผู้ร้อง 1 วัน ลำพังแต่การไม่พบคราบอสุจิยังไม่หนักแน่นเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าจำเลยมิได้ล่วงละเมิดทางเพศผู้ร้อง เพราะนอกจากผู้ร้องจะเบิกความว่า มิได้สังเกตว่าจำเลยหลั่งน้ำอสุจิภายในหรือภายนอกช่องคลอดของผู้ร้อง และหลังเกิดเหตุผู้ร้องชำระล้างทำความสะอาดอวัยวะเพศของตนแล้ว ดังนั้น การตรวจไม่พบคราบอสุจิจึงมิใช่เป็นข้อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยว่ามิได้ล่วงละเมิดทางเพศผู้ร้องได้โดยเด็ดขาด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เหตุที่ผู้ร้องอ้างว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเรานั้น เพราะเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2563 ผู้ร้องถูกจำเลยใช้ท่อพีวีซีตีทำโทษ แต่จำเลยทำโทษแรงเกินไป อีกทั้งจำเลยคอยกีดกันมิให้ผู้ร้องติดต่อกับนางสาว ท. ผู้เป็นมารดา เป็นเหตุให้ผู้ร้องโกรธ เกลียดและต่อต้านจำเลยไม่อยากอยู่กับจำเลย แต่ต้องการไปอยู่กับนางสาว ท. ซึ่งผู้ร้องให้ความรักมากกว่านั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงเหตุที่จำเลยยกขึ้นอ้างดังกล่าวแล้วยังไม่ถึงขนาดที่จะทำให้ผู้ร้องมาสร้างเรื่องกล่าวหาจำเลยผู้เป็นพ่อด้วยเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นระหว่างผู้เป็นพ่อกับลูกซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่ครอบครัวและจะทำให้จำเลยต้องรับโทษทางอาญา ส่วนผู้ร้องก็ได้รับความเสียหายด้วยเช่นกัน นอกจากนี้จำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ร้องเป็นผู้ที่มีนิสัยชอบพูดโกหก ประกอบกับตามเอกสารหมาย จ.1 ได้ความว่าในการตรวจร่างกายของผู้ร้องเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 พบหลักฐานการร่วมประเวณี ข้อฎีกาของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดานโดยใช้กำลังประทุษร้ายสำหรับการกระทำความผิดในครั้งที่ห้า จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในความผิดข้อหานี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยตั้งให้นาย ธ. เป็นผู้แทนเฉพาะคดี ซึ่งการยื่นคำร้องขอเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของนาย ธ. เป็นการยื่นในนามของผู้ร้อง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ดังนั้น จำเลยจึงเป็นบุพการีของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 วรรคหนึ่ง อีกทั้งการยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีนี้เป็นการยื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ซึ่งวรรคสองของมาตรา 44/1 บัญญัติให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น ดังนั้น การยื่นคำร้องของผู้ร้องในคดีนี้จึงเป็นคดีอุทลุม ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องของผู้ร้อง และศาลล่างทั้งสองพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้อง จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้ในคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดานโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 285 ตามฟ้องข้อ 1.5 และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 28 วรรคหนึ่ง ม. 1562
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 44/1 วรรคหนึ่ง ม. 44/1 วรรคสอง ม. 195 วรรคสอง ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
ผู้ร้อง — นางสาว ธ. โดยนาย ธ. ผู้แทนเฉพาะคดี
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นางฉัตรสุดา พลพิภพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประสิทธิ์ ตั้งสุทธิพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4656/2566
#698147
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติมาตรา 62 ป.พ.พ. การที่ศาลมีคำสั่งแสดงว่าโจทก์เป็นคนสาบสูญถือว่าโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่โจทก์ได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่มีใครรู้แน่ว่าโจทก์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และโดยผลของมาตรา 1602 ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของโจทก์ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทันทีเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ม. ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของโจทก์ได้กระทำไปโดยไม่สุจริต ที่ดินพิพาทย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ ม. ทันทีเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ม. จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยผลของกฎหมายนับแต่นั้น กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์การครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ซึ่งต้องเป็นการครอบครองปรปักษ์ทรัพย์สินของผู้อื่น จำเลยที่ 2 จะอ้างว่า ม. ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หาได้ไม่

ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ การฟ้องเรียกทรัพย์คืนฐานลาภมิควรได้ ซึ่งโจทก์ฟ้องพ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนหรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 ประกอบมาตรา 63 หรือไม่ นั้น โดยผลของมาตรา 62 บุคคลซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญให้ถือว่าถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่บัญญัติไว้ในมาตรา 61 แม้โจทก์จะกลับมาเมื่อปี 2557 และทราบว่า ม. ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของ ม. ไปแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำสั่งถอนคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญก็ต้องถือว่าโจทก์ยังเป็นบุคคลที่ถึงแก่ความตายไม่อาจใช้สิทธิใด ๆ ตามกฎหมายได้ เมื่อปรากฏว่าศาลเพิ่งมีคำสั่งถอนคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 ซึ่งมีผลทำให้โจทก์กลับเป็นบุคคลผู้มีสิทธิตามกฎหมาย รวมทั้งสิทธิในการใช้สิทธิทางศาลได้ดังเดิม จึงต้องถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกที่ดินพิพาทคืน อายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา 419 จึงต้องเริ่มนับแต่วันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 22 มิถุนายน 2563 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 63922 ของนางมุ่ยเตียง เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2552 และบังคับให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางมุ่ยเตียงดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนมรดกที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนและส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 63922 คืนแก่โจทก์ ด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าทนายความ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นบุตรของนางมุ่ยเตียง นางมุ่ยเตียงยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญ เนื่องจากโจทก์ได้ไปจากถิ่นที่อยู่ซึ่งพักอาศัยอยู่กับนางมุ่ยเตียง มารดาของโจทก์ ตั้งแต่ปี 2546 และไม่ได้ติดต่อกับนางมุ่ยเตียง ไม่มีใครรู้แน่ว่าโจทก์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาห้าปี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 ให้โจทก์เป็นคนสาบสูญ ต่อมานางมุ่ยเตียงยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางมุ่ยเตียงเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ นางมุ่ยเตียงในฐานะผู้จัดการมรดกของโจทก์ได้จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 63922 ของโจทก์มาเป็นของตน จนกระทั่งปี 2557 โจทก์กลับมาหานางมุ่ยเตียงที่บ้าน ต่อมาเมื่อนางมุ่ยเตียงถึงแก่กรรม จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางมุ่ยเตียงตามคำสั่งศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์ทราบความจริง โจทก์จึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งถอนคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางมุ่ยเตียงโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธอ้างว่าคดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องเอาคืนฐานลาภมิควรได้และนางมุ่ยเตียงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนางมุ่ยเตียงโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงปรากฏหลังศาลมีคำสั่งแสดงว่าโจทก์เป็นคนสาบสูญว่าโจทก์ยังมีชีวิตอยู่และต่อมาศาลได้มีคำสั่งถอนคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญแล้วก็ตาม แต่การถอนคำสั่งแสดงความสาบสูญของโจทก์ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์แห่งการทั้งหลายอันได้ทำไปโดยสุจริตในระหว่างเวลาตั้งแต่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญจนถึงเวลาถอนคำสั่งนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 66 วรรคหนึ่ง เมื่อตามบทบัญญัติ มาตรา 62 การที่ศาลมีคำสั่งแสดงว่าโจทก์เป็นคนสาบสูญถือว่าโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่โจทก์ได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่มีใครรู้แน่ว่าโจทก์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และโดยผลของมาตรา 1602 ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของโจทก์ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทันทีเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านางมุ่ยเตียงซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของโจทก์ ได้กระทำไปโดยไม่สุจริต ที่ดินพิพาทย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่นางมุ่ยเตียงทันทีเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว นางมุ่ยเตียงจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยผลของกฎหมายนับแต่นั้น กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์การครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ซึ่งต้องเป็นการครอบครองปรปักษ์ทรัพย์สินของผู้อื่น จำเลยที่ 2 จะอ้างว่านางมุ่ยเตียงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หาได้ไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์คืนฐานลาภมิควรได้ซึ่งโจทก์ฟ้องพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนหรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ประกอบมาตรา 63 หรือไม่ เห็นว่า โดยผลของมาตรา 62 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่บัญญัติให้บุคคลซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญให้ถือว่าถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่บัญญัติไว้ในมาตรา 61 ดังนี้ แม้โจทก์จะกลับมาเมื่อปี 2557 และทราบว่านางมุ่ยเตียงได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของนางมุ่ยเตียงไปแล้วดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาก็ตาม แต่ตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำสั่งถอนคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญก็ต้องถือว่าโจทก์ยังเป็นบุคคลที่ถึงแก่ความตายไม่อาจใช้สิทธิใด ๆ ตามกฎหมายได้ เมื่อปรากฏว่าศาลเพิ่งมีคำสั่งถอนคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 ซึ่งมีผลทำให้โจทก์กลับเป็นบุคคลผู้มีสิทธิตามกฎหมาย รวมทั้งสิทธิในการใช้สิทธิทางศาลได้ดังเดิม จึงต้องถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกที่ดินพิพาทคืน อายุความ 1 ปี ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 จึงต้องเริ่มนับแต่วันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 22 มิถุนายน 2563 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 62 ม. 63 ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 419 ม. 1382 ม. 1602
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — นาย ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายสรณ์กมล ตนอารีย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายปกรณ์ แต้ประจิตร
ชื่อองค์คณะ
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4655/2566
#698312
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จำเลยทำสัญญาลักษณะที่รวมการเช่าระยะแรก 30 ปี แต่กำหนดมีคำมั่นที่โจทก์จะให้เช่าอีกสองคราว คราวละ 30 ปี ในวันเดียวกัน ทั้งจำเลยยังชำระเงินการเช่าสองคราว คราวละ 30 ปี เช่นที่กล่าวข้างต้น ไม่มีรายละเอียดกำหนดค่าเช่าใหม่ เงื่อนไขการเช่าใหม่ ทั้ง ๆ ที่กำหนดระยะเวลายาวนานล่วงเลยไปแล้วถึง 30 ปี จะให้ต่อระยะเวลาเช่าไปอีก 2 คราว คราวละ 30 ปี รวมเป็น 90 ปี ซึ่งปกติสภาพความเจริญของที่ดิน สภาวะเศรษฐกิจ ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่การทำคำมั่นของโจทก์จำเลยเท่ากับถือตามอัตราค่าเช่าเดิม เงื่อนไขการเช่าเดิม ทุกประการ แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าโจทก์จำเลยต่างประสงค์หลีกเลี่ยง ป.พ.พ. มาตรา 540 ที่ห้ามเช่าเกิน 30 ปี ฉะนั้นสัญญาส่วนที่เป็นคำมั่นที่จะต่อสัญญาเช่าอีก 2 คราว ๆ ละ 30 ปี จึงตกเป็นโมฆะ เนื่องจากวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายชัดแจ้ง และกรณีไม่อาจจะให้ตีความเป็นสัญญาบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยเพื่อให้มีผลบังคับต่อไปตามที่จำเลยฎีกา เพราะมิฉะนั้นวัตถุประสงค์ของ ป.พ.พ. มาตรา 540 ดังกล่าวย่อมจะไร้ผลบังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1691 และ 1692 และบ้านเลขที่ 159/3 ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินและบ้านของโจทก์ กับให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 159/8 อาคารที่จอดรถและสิ่งปลูกสร้างอื่นใดของจำเลยออกไปจากที่ดินดังกล่าว หากจำเลยไม่ดำเนินการรื้อถอน ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สิน และให้ส่งมอบที่ดินและบ้านดังกล่าวในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 120,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การ และฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์จดทะเบียนการเช่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1691 และ 1692 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นเวลา 30 ปี นับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป ในอัตราค่าเช่าปีละ 20,000 บาท รวมค่าเช่าการต่ออายุการเช่า 30 ปี เป็นเงิน 600,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับค่าเช่าล่วงหน้าครบถ้วนแล้ว หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานให้จำเลยเช่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1691 เลขที่ดิน 633 และ 1692 เลขที่ดิน 634 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นเวลา 30 ปี นับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับเป็นว่า ให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1691 และ 1692 และบ้านเลขที่ 159/3 โดยให้จำเลยส่งมอบที่ดินและบ้านดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินและบ้านดังกล่าวอีกต่อไป กับให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 159/8 อาคารที่จอดรถและสิ่งปลูกสร้างอื่นใดของจำเลยออกไปจากที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มิถุนายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอน ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านของโจทก์ คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1691 และ 1692 และบ้านเลขที่ 75/25 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2533 โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยเช่าที่ดินและบ้านดังกล่าวข้างต้นมีกำหนดระยะเวลาเช่า 30 ปี ค่าเช่าตลอดสัญญา 1,500,000 บาท กำหนดจดทะเบียนการเช่าภายในเดือนธันวาคม 2533 ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2533 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนการเช่าที่ดินและบ้านดังกล่าวข้างต้นมีกำหนดระยะเวลาการเช่า 30 ปี นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2533 เป็นต้นไป โจทก์ได้รับค่าเช่าเป็นเงิน 1,500,000 บาท จากจำเลยแล้ว ต่อมาทางราชการเปลี่ยนเลขที่บ้านดังกล่าวเป็นเลขที่ 159/3 จำเลยก่อสร้างอาคารจอดรถและบ้านเลขที่ 159/8 บนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1692 โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านดังกล่าวกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างแล้ว แต่จำเลยยังครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินและบ้านดังกล่าวตลอดมา

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยฎีกาว่า ข้อตกลงการต่อสัญญาเช่าอีกสองคราว คราวละ 30 ปี มีผลใช้บังคับได้ในฐานะที่เป็นคำมั่นซึ่งผูกพันคู่สัญญาในลักษณะบุคคลสิทธิ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 540 วรรคแรก บัญญัติว่า "อันอสังหาริมทรัพย์ ท่านห้ามมิให้เช่ากันเป็นกำหนดเวลาเกินกว่าสามสิบปี ถ้าได้ทำสัญญากันไว้เป็นกำหนดเวลานานกว่านั้น ท่านก็ให้ลดลงมาเป็นสามสิบปี" ส่วนวรรคสองบัญญัติว่า "อนึ่ง กำหนดเวลาเช่าดังกล่าวมานี้ เมื่อสิ้นลงแล้วจะต่อสัญญาอีกก็ได้แต่ต้องอย่าให้เกินสามสิบปีนับแต่วันต่อสัญญา" ดังนี้จะเห็นได้ว่ากฎหมายห้ามมิให้มีการเช่าเกินสามสิบปี หากมีกำหนดเวลาเกินกว่าสามสิบปีก็ให้ลดลงมาเป็นสามสิบปี เมื่อครบกำหนดเวลาสามสิบปีแล้วถึงจะต่อสัญญาได้อีก ทั้งนี้เพราะเห็นว่ากำหนดระยะเวลาดังกล่าวเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน สภาพของทรัพย์ที่เช่าและสภาวะเศรษฐกิจย่อมเปลี่ยนแปลงไปจนคู่สัญญาไม่อาจคาดหมายได้ว่าทรัพย์ที่เช่าจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจอันอาจให้เช่าได้เท่าใด ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง ทั้งไม่อาจใช้เงื่อนไขตามสัญญาเช่าเดิมมากำหนดมูลค่าทางเศรษฐกิจของทรัพย์ที่เช่าได้ จึงกำหนดเงื่อนไขระยะเวลาให้มีการเช่าได้เพียงสามสิบปี อันเป็นการคุ้มครองคู่สัญญามิให้มีการได้เปรียบหรือเสียเปรียบจากการทำสัญญาเช่าที่มีระยะเวลาที่ยาวนานจนไม่อาจคาดหมายถึงการเปลี่ยนแปลงความคุ้มค่าของการเช่า การที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาเช่าลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2533 ในช่วงสามสิบปีแรกตามหนังสือสัญญาเช่าพร้อมบ้าน ข้อ 2 และข้อ 4 ขณะเดียวกันก็เขียนในสัญญาข้อ 3 ว่า "ผู้ให้เช่าขอให้คำมั่นว่าเมื่อครบกำหนดอายุการเช่าสามสิบปีตามข้อ 2 แล้ว หากผู้เช่ามีความประสงค์จะเช่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวนี้ต่อไป ผู้ให้เช่าก็จะให้ผู้เช่าเช่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวต่อไป" ทั้งในวันเดียวกันกับที่ทำสัญญา โจทก์และจำเลยยังทำเอกสาร โดยในสัญญาข้อ 3 ระบุว่า จำเลยผู้เช่าให้สัญญาว่าจะจ่ายค่าเช่าที่ดินตามข้อ 1 ทั้งสองแปลงพร้อมบ้านให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นค่าเช่าของระยะเวลาที่ต่อออกไป 2 คราว คราวละ 30 ปี เป็นเงิน 600,000 บาท ภายในไม่เกินเดือนพฤศจิกายน 2533 ในส่วนนี้โจทก์นำสืบว่าไม่ได้รับเงินค่าเช่าส่วนที่ต่อจากสัญญาเช่าครบกำหนด 30 ปี จำเลยนำสืบว่า ได้ชำระเงินค่าเช่าทั้งส่วนแรก 1,500,000 บาท และส่วนต่ออีก 2 คราว คราวละ 600,000 บาท รวมเป็น 2,700,000 บาท ตามใบรับเงินซึ่งมีลายมือชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน จำเลยเป็นผู้จ่ายเงิน และลายมือชื่อพยาน ส่วนโจทก์ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ไม่รับรองใบรับเงินดังกล่าวเพราะบุตรโจทก์ชื่อนางสาวยมนาไม่ได้ลงชื่อเป็นพยาน แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าลายมือชื่อในใบรับเงินมิใช่ลายมือชื่อของโจทก์ หรือเป็นลายมือชื่อปลอม ประกอบกับจำเลยเบิกความเกี่ยวกับรายละเอียดการโอนเงินว่า ก่อนจะมีการลงลายมือชื่อในเอกสารจำเลยได้ติดต่อทางโทรศัพท์กับผู้จัดการธนาคารที่จำเลยมีบัญชีอยู่ และให้ผู้จัดการคุยกับโจทก์ถึงเรื่องการโอนเงิน โจทก์จึงยอมเซ็นสัญญา จำเลยสั่งโอนเงินจากบัญชีของจำเลยในประเทศเยอรมันเข้าบัญชีของนายฮอสท์ ซึ่งขณะนั้นเป็นสามีโจทก์ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 170,887 มาร์คเยอรมัน ขณะนั้นเทียบเท่า 2,700,000 บาท ไทย โดยธนาคารที่จำเลยมีบัญชี โอนเงินเข้าบัญชีของนายฮอสท์เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2533 ระบุว่าเป็นการสั่งจ่ายเนื่องจากจำเลยซื้อที่ดินในประเทศไทย เมื่อธนาคารในประเทศเยอรมันส่งโทรสารการโอนเงินให้จำเลยแล้ว จำเลยนำไปให้โจทก์ดู โจทก์จึงตกลงไปจดทะเบียนการเช่าในวันที่ 22 พฤษภาคม 2533 เมื่อจำเลยกลับประเทศเยอรมันเพราะวีซ่าหมดอายุ นายฮอสท์โทรสารแจ้งจำเลยว่าได้รับเงินโอนแล้ว ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมและผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน จำเลยโทรสารแจ้งว่าจะชดเชยส่วนต่างดังกล่าว ต่อมาวันที่ 8 มิถุนายน 2533 จำเลยชดเชยส่วนต่างดังกล่าวให้นายฮอสท์อีก 5,795.70 ฟรังก์สวิส โดยโอนเข้าบัญชีของนายฮอสท์ที่ธนาคาร ย. โจทก์เองก็ลงทุนในบริษัท D. จดทะเบียนในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยโจทก์เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น ซึ่งตั้งอยู่เมืองเดียวกับที่จำเลยโอนเงินดังกล่าวข้างต้น โจทก์ไม่สามารถถามค้านทำลายน้ำหนักรายละเอียดการโอนเงินดังกล่าวของจำเลยได้ ประกอบกับหนังสือรับรองบริษัทมีชื่อโจทก์เป็นกรรมการร่วมกับนายฮอสท์กับพวก ทั้งขณะนั้นโจทก์ยังใช้ชื่อสุวรรณา โจทก์ไม่ได้ถามค้าน ทั้งไม่ได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ถึงความสัมพันธ์กับนายฮอสท์ว่าไม่เป็นจริงอย่างไร เพราะเหตุใด พยานหลักฐานของจำเลยในส่วนนี้จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับเงินทั้งค่าเช่าส่วนแรก 30 ปี และส่วนต่ออีก 2 คราว คราวละ 30 ปี รวมเป็นเงิน 2,700,000 บาท จากจำเลยจริง ดังนี้ การที่โจทก์จำเลยทำสัญญาเช่าที่ให้เช่าระยะแรก 30 ปี และมีคำมั่นที่โจทก์จะให้เช่าต่อไปโดยจำเลยให้สัญญาว่าจะจ่ายค่าเช่าให้อีก 2 คราว คราวละ 30 ปี ในวันเดียวกัน ทั้งจำเลยได้ชำระเงินค่าเช่าส่วนต่ออีก 60 ปี ไปพร้อมกับค่าเช่าส่วนแรก 30 ปี รวม 2,700,000 บาท ครบถ้วนแล้ว แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยชัดเจนว่า ต่างประสงค์หลีกเลี่ยงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 540 ที่ห้ามมิให้เช่าเกิน 30 ปี ฉะนั้น สัญญาส่วนที่ต่อสัญญาเช่าอีก 2 คราว คราวละ 30 ปี จึงตกเป็นโมฆะ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงเป็นกรณีไม่อาจจะให้ตีความเป็นสัญญาบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยเพื่อให้มีผลบังคับต่อไปตามที่จำเลยฎีกา เพราะมิฉะนั้นแล้ววัตถุประสงค์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 540 ดังกล่าวย่อมจะไร้ผลบังคับ ด้วยเหตุนี้การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ขับไล่จำเลยจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนในข้อที่ว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด นั้น เห็นว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้ว โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านดังกล่าวแล้วจำเลยไม่ออกจึงเป็นการอยู่โดยไม่มีสิทธิ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของโจทก์จำเลย ประกอบกับราคาที่ดินและสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงจำนวนเงินค่าเช่าที่จำเลยได้ชำระให้แก่โจทก์แล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 30,000 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มิถุนายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านของโจทก์ ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายไชยวัฒน์ บุญเรืองศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุทธิพงษ์ วัชรินทร์
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ณรงค์ ประจุมาศ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4639/2566
#697983
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 แม้ไม่มีฐานะหรือคุณสมบัติเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรงในการดูแลและประสานโครงการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟบ้านบ่อน้ำใส ประจำปีงบประมาณ 2557 อันจะร่วมกระทำความผิดเป็นตัวการหรือเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลตรึม และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 ให้ ว. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทำบันทึกตกลงซื้อบั้งไฟและบันทึกตกลงจ้างเหมาวงดนตรีกลองยาวนำขบวนแห่เสนอให้ ร. นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตรึมลงนามในเอกสารดังกล่าว และให้ ว. ทำสัญญายืมเงินอันเป็นเท็จแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเงินงบประมาณดังกล่าวไปจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นจากเงินงบประมาณ และจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้บังคับบัญชามีอำนาจเหนือสามารถให้คุณให้โทษแก่จำเลยที่ 2 ว. และ ป. ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ได้พูดจาว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบด้วยตนเองเพื่อเร่งรัดให้จำเลยที่ 2 ว. และ ป. ซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจรับพัสดุและมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในใบตรวจรับพัสดุ ได้จัดทำใบตรวจรับพัสดุว่าผู้ขายส่งมอบบั้งไฟตามบันทึกตกลงซื้อคุณภาพถูกต้องครบถ้วน และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้รับบั้งไฟซึ่งตรวจรับถูกต้องสมควรจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้างอันเป็นเท็จ และทำใบตรวจรับพัสดุว่าผู้รับจ้างส่งมอบงานจ้างเหมาวงดนตรีกลองยาวนำขบวนแห่งวดสุดท้ายถูกต้องและครบถ้วน จึงสมควรจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างอันเป็นเท็จนั้น เป็นการกระตุ้นส่งเสริมเร่งเร้าหรือโน้มน้าวชักจูงใจจำเลยที่ 2 ว. และ ป. มุ่งกระทำให้หนักแน่นยิ่งขึ้น จนจำเลยที่ 2 ว. และ ป. ยินยอมลงชื่อในใบตรวจรับพัสดุดังกล่าวทั้งสองฉบับ เพื่อรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าจำเลยที่ 2 ว. และ ป. อันเป็นเท็จและรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสนับสนุนให้จำเลยที่ 2 ว. และ ป. กระทำความผิดดังกล่าวก่อนหรือขณะกระทำความผิดซึ่งครบองค์ประกอบความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 2 ว. และ ป. เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลตรึม และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์จากเงินงบประมาณในการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟที่ไม่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 157, 162

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม), 162 (1) (4) (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทํากรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จําเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจําคุกให้รอการลงโทษมีกําหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติของจําเลยที่ 2 มีกําหนด 2 ปี โดยให้จําเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ตลอดระยะเวลาที่คุมความประพฤติ และให้จําเลยที่ 2 ทํางานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จําเลยที่ 2 และพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องจําเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม), 162 (1) (4) (เดิม) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า เมื่อระหว่างวันที่ 23 ถึง 26 พฤษภาคม 2557 มีการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟที่บ้านบ่อน้ำใส ตําบลตรึม อําเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งชาวบ้านบ่อน้ำใสร่วมกันจัดขึ้นโดยมิได้อาศัยงบประมาณจากทางราชการองค์การบริหารส่วนตําบลตรึม มีโครงการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟประจําปีงบประมาณ 2557 ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 โดยจะจัดงานร่วมกับบ้านบ่อน้ำใส นายวิรัช นายกองค์การบริหารส่วนตําบลตรึมอนุมัติโครงการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟตามที่ได้รับงบประมาณ 150,000 บาท เพื่อจัดซื้อบั้งไฟ 18 บั้ง บั้งละ 4,000 บาท เป็นเงิน 72,000 บาท จ้างเหมาวงดนตรีกลองยาวนำขบวนแห่ 19,500 บาท จ้างเหมาจัดสถานที่และฐานจุดบั้งไฟ 15,000 บาท จ้างเหมาเครื่องเสียง 11,000 บาท ป้ายประชาสัมพันธ์และป้ายโครงการ 1,000 บาท รางวัลขบวนแห่บั้งไฟ 30,000 บาท และค่าตอบแทนคณะกรรมการตัดสิน 3 คน คนละ 500 บาท เป็นเงิน 1,500 บาท รวมเป็นเงิน 150,000 บาท จําเลยที่ 1 ดํารงตําแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตําบลตรึม ซึ่งมิได้มีหน้าที่โดยตรงในการดูแลและประสานงานโครงการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของนายเสงี่ยม รองนายกองค์การบริหารส่วนตําบลตรึมอีกคนหนึ่ง จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้มีการตั้งฎีกาเบิกเงินงบประมาณตามที่ได้รับอนุมัติจากนายวิรัช โดยให้จําเลยที่ 2 นางวราภรณ์ และนางปริยานุช คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ทำใบตรวจรับพัสดุว่าผู้ขายส่งมอบบั้งไฟและผู้รับจ้างส่งมอบงานจ้างเหมาวงดนตรีกลองยาวนําขบวนแห่ถูกต้องและครบถ้วน นายกองค์การบริหารส่วนตําบลตรึม อนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณดังกล่าว ต่อมานายสุทธิ์สาคร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบลตรึม ร้องเรียนว่าโครงการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างจริง แต่มีการแอบอ้างว่ามีการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟของบ้านบ่อน้ำใสเป็นโครงการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟขององค์การบริหารส่วนตําบลตรึม ที่จัดร่วมกับชาวบ้านบ้านบ่อน้ำใส นายอําเภอศีขรภูมิแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดสําหรับผู้เกี่ยวข้อง กรมบัญชีกลางให้ผู้เกี่ยวข้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่องค์การบริหารส่วนตําบลตรึมหลายคนรวมทั้งจําเลยที่ 2 โดยจําเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 44,791.67 บาท จําเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนครบถ้วนแล้ว ต่อมามีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธรบ้านหนองจอกให้ดําเนินคดีแก่ผู้เกี่ยวข้องและร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธรบ้านหนองจอกทําการสอบสวน โจทก์ฟ้องนางวราภรณ์และนางปริยานุช นางวราภรณ์และนางปริยานุชให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนางวราภรณ์และนางปริยานุชฐานเป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม), 162 (1) (4) (เดิม) จำเลยที่ 1 เข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟขององค์การบริหารส่วนตำบลตรึม ทั้งที่โครงการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายเสงี่ยม รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตรึม และจำเลยที่ 1 ได้ประโยชน์ที่ไม่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายจากเงินงบประมาณของรัฐในโครงการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟดังกล่าว

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 แต่เพียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม), 162 (1) (4) (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 นางวราภรณ์ และนางปริยานุช ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การสนับสนุนการกระทำความผิดมีองค์ประกอบคือ 1) ต้องมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น 2) มีการกระทำด้วยประการใด ๆ ไม่ว่าในทางกายภาพ (physical) หรือในทางจิตใจ (psychological) อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดที่ได้เกิดขึ้นนั้น 3) โดยเจตนาช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดที่ได้เกิดขึ้นนั้น 4) ก่อนหรือขณะกระทำความผิด 5) ไม่ว่าผู้กระทำความผิดนั้นจะได้รู้หรือมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นหรือไม่ก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า จําเลยที่ 1 แม้ไม่มีฐานะหรือคุณสมบัติเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง ในการดูแลและประสานงานโครงการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟบ้านบ่อน้ำใสประจำปีงบประมาณ 2557 อันจะร่วมกระทำความผิดฐานเป็นตัวการหรือผู้ใช้ให้กระทำความผิดได้ แต่จำเลยที่ 1 ให้นางวราภรณ์เจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทําบันทึกตกลงซื้อบั้งไฟและบันทึกตกลงจ้างเหมาวงดนตรีกลองยาวนําขบวนแห่ เสนอให้นายวิรัช นายกองค์การบริหารส่วนตําบลตรึมลงนามในเอกสารดังกล่าวและให้นางวราภรณ์ทําสัญญายืมเงิน 31,500 บาท อันเป็นความเท็จ ความจริงจําเลยที่ 1 มิได้นําเงินงบประมาณดังกล่าวไปจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นจากเงินงบประมาณสำหรับโครงการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 นางวราภรณ์ และนางปริยานุชเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจรับพัสดุและมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในใบตรวจรับพัสดุ โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้บังคับบัญชามีอำนาจเหนือซึ่งสามารถให้คุณให้โทษแก่จำเลยที่ 2 นางวราภรณ์ และนางปริยานุช พูดจาว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบด้วยตนเองเพื่อเร่งรัดให้จำเลยที่ 2 นางวราภรณ์ และนางปริยานุชจัดทำใบตรวจรับพัสดุฉบับลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 ว่าผู้ขายส่งมอบบั้งไฟตามบันทึกตกลงซื้อคุณภาพถูกต้องครบถ้วนเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 จำนวน 72,000 บาท และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้รับบั้งไฟซึ่งตรวจรับถูกต้องสมควรจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้าง และทำใบตรวจรับพัสดุฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 ว่าผู้รับจ้างส่งมอบงานจ้างเหมาวงดนตรีกลองยาวนำขบวนแห่งวดสุดท้ายถูกต้องและครบถ้วนเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 จึงสมควรจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้าง อันเป็นการกระตุ้นส่งเสริมเร่งเร้าหรือโน้มน้าวชักจูงใจจำเลยที่ 2 นางวราภรณ์ และนางปริยานุชมุ่งกระทำให้หนักแน่นยิ่งขึ้น จนจำเลยที่ 2 นางวราภรณ์ และนางปริยานุชยินยอมลงชื่อในเอกสาร 2 ฉบับ ดังกล่าว เพื่อรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าจำเลยที่ 2 นางวราภรณ์ และนางปริยานุชอันเป็นความเท็จ ความจริงผู้ขายมิได้ส่งมอบบั้งไฟและผู้รับจ้างมิได้ส่งมอบงานจ้างเหมาวงดนตรีกลองยาวนำขบวนแห่ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสนับสนุนให้จำเลยที่ 2 นางวราภรณ์ และนางปริยานุชกระทำความผิดดังกล่าวก่อนหรือขณะกระทำผิด และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 นางวราภรณ์ และนางปริยานุชเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จนั้นเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม), 162 (1) (4) (เดิม) ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อท 108/2562 ของศาลชั้นต้น และคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีนี้ คดีเป็นที่สุด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 2 นางวราภรณ์ และนางปริยานุชเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลตรึม และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำให้จำเลยที่ 1 ได้ประโยชน์จากเงินงบประมาณในการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟที่ไม่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้นชอบด้วยเหตุปัจจัยและผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 84 ม. 157 ม. 162
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุุจริต 1 ภาค 3
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 — นายกวีพจน์ สุรนิล
ศาลอุทธรณ์ — นายธนิน ชินตาปัญญากุล
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
นันทิกา จิวัธยากูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4599/2566
#724088
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลชั้นต้นมิได้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 แต่ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้มีบทบัญญัติให้จ่ายเงินสินบนนำจับ จึงไม่อาจจ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 6, 7, 11, 54, 55, 69, 72 ตรี, 73, 74, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 26/4, 26/5, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ 100,084.41 บาท ให้แก่กรมป่าไม้ ริบไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป 10 ท่อน ของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในคดีส่วนอาญา และรับข้อเท็จจริงโดยไม่ประสงค์ต่อสู้คดีในส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (ที่ถูก 69 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (1)), 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (1) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก ฐานร่วมกันทำไม้ หรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาต) ฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือทำลายป่า (ที่ถูก ฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น) ฐานร่วมกันยึดถือ ทำประโยชน์ในที่ดิน ครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้หวงห้ามประเภท ข. ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ที่ถูก ฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้หวงห้ามประเภท ข. (ที่ถูก ให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้หวงห้าม ประเภท ข.) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ 100,084.41 บาท ให้แก่กรมป่าไม้ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายนั้นเนื่องจากศาลมิได้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสอง จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เข้าใจผิดว่าที่ดินและต้นไม้อยู่ในเขตที่นาที่สวน อันเป็นการฎีกาโต้แย้งทำนองว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง เป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุสมควรที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคสอง (1) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสองล้านบาท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวคนละ 4 ปี และ 1 ปี ตามลำดับ ก่อนลดโทษให้นั้นเป็นการลงโทษขั้นต่ำสุดของกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองให้เบากว่านี้ได้อีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า แม้จะได้ความว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่ในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติป่าดงคำเดือยที่เกิดเหตุก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าพื้นที่ป่าดังกล่าวเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ กลับได้ความจากภาพถ่ายแนบท้ายฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า พื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุมีลักษณะเป็นป่าเสื่อมโทรม และสาเหตุที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเนื่องจากต้องการนำไม้มาทำฟืนใช้ในครัวเรือนเพื่อการดำรงชีวิต ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ ที่ดินที่เกิดเหตุที่จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ก็มีเนื้อที่เพียง 1 ไร่เศษ และไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการตัดโค่นต้นไม้แต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงมากนัก หลังจากจำเลยทั้งสองถูกดำเนินคดีก็ได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและให้การรับสารภาพตลอดมา แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองสำนึกผิดในการกระทำของตน อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยกระทำความผิดมาก่อน ประกอบกับจำเลยทั้งสองเป็นหัวหน้าครอบครัว โดยจำเลยที่ 1 มีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่พิการตาบอด รวมถึงหลานอายุ 11 ปี และ 13 ปี ที่ยังอยู่ในวัยเรียน ส่วนจำเลยที่ 2 มีบุตรซึ่งเป็นผู้เยาว์ที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู กรณีมีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองเพื่อให้จำเลยทั้งสองมีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสองหลาบจำไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก จึงเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยทั้งสองอีกสถานหนึ่ง และให้กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังขึ้น เนื่องจากคดีนี้มีผู้นำจับและโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ศาลสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 74 จัตวา มาด้วย ดังนั้นเมื่อศาลฎีกาพิพากษาลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคสอง (1) จึงต้องสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับตามคำขอของโจทก์ด้วย สำหรับเงินสินบนนำจับในความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมิได้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 แต่ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้มีบทบัญญัติให้จ่ายเงินสินบนนำจับ จึงไม่อาจจ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับได้ ที่ศาลชั้นต้นยกคำขอที่ขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาโดยยังมิได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียให้ครบถ้วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองอีกสถานหนึ่ง ฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 200,000 บาท ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 50,000 บาท รวมปรับคนละ 250,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 125,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และให้จำเลยทั้งสองเข้าร่วมกิจกรรมแก้ไขฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพยากรธรรมชาติตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนดเป็นเวลาคนละ 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 74 จัตวา เฉพาะฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 69 วรรคสอง (1) ม. 74 จัตวา
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31 วรรคหนึ่ง วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
จำเลย — นางสาว จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ -
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ช่อมณี
พิชัย เพ็งผ่อง
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4569/2566
#699640
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจำทั่วไปของกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งกำกับและเร่งรัดการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในกระทรวงให้เป็นไปตามนโยบายและแผนการปฏิบัติราชการของหน่วยงาน โจทก์โดยสำนักงบประมาณได้โอนจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ถึงปี 2558 เป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้แก่สำนักงานจังหวัดโดยตรง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล จากนั้นจังหวัดขอนแก่นเห็นชอบหลักเกณฑ์ ขั้นตอน แนวทางและคู่มือการดำเนินงานมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบลตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ จึงมอบอำนาจให้นายอำเภอพระยืนเป็นผู้มีอำนาจปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นในการสั่งซื้อสั่งจ้างและดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุทุกขั้นตอนในวงเงินสั่งซื้อสั่งจ้างไม่เกิน 5,000,000 บาท โจทก์โดยนายอำเภอพระยืนในฐานะผู้รับมอบอำนาจได้ตกลงทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ให้ดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรลูกรังวงเงิน 439,000 บาท ตามสัญญาจ้างเลขที่ 15/2559 ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างเลขที่ 15/2559 จำนวนเงินค่าจ้าง 439,000 บาท ให้แก่ ก. โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้โจทก์ทราบแล้ว แต่โจทก์กลับโอนเงินตามสัญญาจ้างดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยคลาดเคลื่อนซึ่งเป็นการโอนเงินให้ผู้รับผิดคนและเป็นการผิดหลง ซึ่งจำเลยให้การและนำสืบรับว่าจำเลยได้รับเงินดังกล่าวจากโจทก์จริง เช่นนี้ เมื่อปรากฏว่าเงินที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินอันเป็นทรัพย์ของแผ่นดินโดยผิดหลง โจทก์จึงมีหน้าที่และสิทธิติดตามนำเงินงบประมาณแผ่นดินดังกล่าวคืนกลับมาเพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิรับเงินงบประมาณแผ่นดิน แม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเข้าใจว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่จำเลยจะต้องได้รับจากโจทก์ และได้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วก่อนที่โจทก์จะทวงถามให้จำเลยคืนก็ตาม จำเลยก็ต้องส่งเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องคืนให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของงบประมาณที่มีสิทธิติดตามเอาคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 และไม่ใช่กรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ฟ้องให้จำเลยคืนทรัพย์ในฐานะลาภมิควรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 409,220.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 397,143.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 397,143.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มิถุนายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 397,143.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มิถุนายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนตามที่พระราชกฤษฎีกากำหนด ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2559 โจทก์โดยนายอำเภอพระยืนในฐานะผู้รับมอบอำนาจ ตกลงทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ให้ดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรลูกรังเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก สายที่ 1 กว้าง 4 เมตร ยาว 90 เมตร หนา 0.15 เมตร หรือคิดเป็นพื้นที่เทคอนกรีตไม่น้อยกว่า 360 ตารางเมตร สายที่ 2 กว้าง 4 เมตร ยาว 89.50 เมตร หนา 0.15 เมตร หรือคิดเป็นพื้นที่เทคอนกรีตไม่น้อยกว่า 358 ตารางเมตร พร้อมป้ายประชาสัมพันธ์และป้ายโครงการ 1 ชุด วงเงินงบประมาณ 439,000 บาท กำหนดเริ่มทำงานภายในวันที่ 26 มกราคม 2559 และต้องทำงานให้เสร็จบริบูรณ์ภายในวันที่ 12 มีนาคม 2559 ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ส่งมอบงาน นายอำเภอพระยืนมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นแจ้งว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. โอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างเลขที่ 15/2559 วงเงิน 439,000 บาท ให้แก่จำเลย ซึ่งเป็นการระบุชื่อผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องผิดพลาด ความจริงแล้วผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้าง คือ นางกัญญาภัทร หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2559 นายอำเภอพระยืนมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นขอเบิกเงินงบประมาณรายจ่ายตามสัญญาจ้าง 439,000 บาท แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ผิดสัญญาส่งมอบงานล่าช้า มีค่าปรับตามสัญญารายวันรวมเป็นเงิน 37,754 บาท และหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย 4,102.80 บาท คงเหลือเงินค่าจ้าง 397,143.20 บาท สำนักงานจังหวัดขอนแก่นโอนเงินค่าจ้างดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว ต่อมานางกัญญาภัทรยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองขอนแก่นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 225/2559 หมายเลขแดงที่ 170/2561 เรียกให้โจทก์ชำระเงินค่าจ้างตามสัญญา 439,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 ศาลปกครองขอนแก่นมีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่นางกัญญาภัทร 397,143.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คดีดังกล่าวถึงที่สุด และโจทก์ชำระเงินให้แก่นางกัญญาภัทรตามคำพิพากษาแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องลาภมิควรได้หรือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินคืน ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นราชการส่วนกลางมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจำทั่วไปของกระทรวงมหาดไทย และราชการที่คณะรัฐมนตรีมิได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของกรมใดกรมหนึ่งในสังกัดกระทรวงมหาดไทยโดยเฉพาะ รวมทั้งกำกับและเร่งรัดการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในกระทรวงให้เป็นไปตามนโยบายและแผนการปฏิบัติราชการของหน่วยงาน โจทก์โดยสำนักงบประมาณได้โอนจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ถึงปี 2558 เป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้แก่สำนักงานจังหวัดโดยตรง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล จากนั้นจังหวัดขอนแก่นเห็นชอบหลักเกณฑ์ ขั้นตอน แนวทางและคู่มือการดำเนินงานมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบลตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ จึงมอบอำนาจให้นายอำเภอพระยืนเป็นผู้มีอำนาจปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นในการสั่งซื้อสั่งจ้างและดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุทุกขั้นตอนในวงเงินสั่งซื้อสั่งจ้างไม่เกิน 5,000,000 บาท โจทก์โดยนายอำเภอพระยืนในฐานะผู้รับมอบอำนาจได้ตกลงทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ให้ดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรลูกรังพร้อมป้ายประชาสัมพันธ์และป้ายโครงการ 1 ชุด วงเงินประมาณ 439,000 บาท ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2559 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างเลขที่ 15/2559 จำนวนเงินค่าจ้าง 439,000 บาท ให้แก่นางกัญญาภัทร โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้โจทก์ทราบแล้วเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2559 แต่โจทก์กลับโอนเงินตามสัญญาจ้างดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยคลาดเคลื่อนซึ่งเป็นการโอนเงินให้ผู้รับผิดคนและเป็นการผิดหลง ซึ่งจำเลยให้การและนำสืบรับว่าจำเลยได้รับเงินดังกล่าวจากโจทก์จริง เช่นนี้ เมื่อปรากฏว่าเงินที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินอันเป็นทรัพย์ของแผ่นดินโดยผิดหลง โจทก์จึงมีหน้าที่และสิทธิติดตามนำเงินงบประมาณแผ่นดินดังกล่าวคืนกลับมาเพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิรับเงินงบประมาณแผ่นดิน แม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเข้าใจว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่จำเลยจะต้องได้รับจากโจทก์ และได้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วก่อนที่โจทก์จะทวงถามให้จำเลยคืนก็ตาม จำเลยก็ต้องส่งเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องคืนให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของงบประมาณที่มีสิทธิติดตามเอาคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และไม่ใช่กรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ฟ้องให้จำเลยคืนทรัพย์ในฐานะลาภมิควรได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
จำเลย — นางสาว บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นางสาวปิยฤดี สืบเพ็ชร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิรัตน์ สีดาคุณ
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4568/2566
#699638
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาที่มาและข้อตกลงการใช้บัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต คำนึงถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือบัตรและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต โดยพิจารณาความสุจริต ความรู้ ความเข้าใจ แนวทางที่เคยปฏิบัติและทางได้เสียของคู่สัญญาตามสภาพที่เป็นจริงแล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ถูกบังคับหรือไม่ยินยอมในการทำข้อตกลงและเงื่อนไขการถือบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต ข้อตกลงและเงื่อนไขดังกล่าวมิได้กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นผู้กำหนด เงื่อนไขได้เปรียบโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเกินสมควร ประกอบกับโจทก์ยังมีโอกาสทักท้วงโต้แย้งรายการใช้บัตรที่ไม่ถูกต้องตามข้อตกลงดังกล่าว ข้อตกลงการใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิตมิได้เป็นผลให้จำเลยซึ่งเป็นผู้กำหนดข้อตกลงได้เปรียบโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรที่เป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จึงมีผลผูกพันโจทก์จำเลยได้

ร้านค้าที่รับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเดบิตไม่ได้ตรวจสอบลายมือชื่อที่ลงบนเซลล์สลิปเปรียบเทียบกับลายมือชื่อด้านหลังบัตร กรณีจึงต้องถือว่าร้านค้าที่รับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเดบิตที่พิพาทปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อตกลงการเป็นร้านค้าต่อธนาคารพาณิชย์เจ้าของเครื่อง EDC จำเลยซึ่งถือว่าเป็นตัวการของธนาคารพาณิชย์เจ้าของเครื่อง EDC จึงไม่อาจยกเอาข้อตกลงการใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิตขึ้นอ้างเพื่อที่จะไม่คืนเงินที่หักไปจากบัญชีเงินฝากโจทก์ได้ โจทก์ไม่จำต้องไปเรียกร้องเงินคืนจากธนาคารพาณิชย์เจ้าของเครื่อง EDC หรือร้านค้าที่รับชำระค่าสินค้าหรือบริการที่พิพาท จำเลยจึงต้องคืนเงินที่หักไปจากบัญชีเงินฝากให้แก่โจทก์ แต่โจทก์เบิกความเพียงว่าโจทก์เก็บรักษาบัตรและรหัสประจำตัวในการเบิกถอนเงินสดแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์เก็บรักษาบัตรเดบิตอย่างไร ที่บัตรเดบิตหายไปนั้นถูกลักไปได้อย่างไร ทั้งโจทก์เพิ่งมาทราบเรื่องหลังจากบัตรหายไปแล้วเป็นเวลามากกว่า 10 วัน โดยในช่วงเวลาดังกล่าวบัตรเดบิตถูกนำไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการเรื่อยมา ถือว่าโจทก์ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาตลอดจนตรวจตราบัตรเดบิตซึ่งเป็นเอกสารสำคัญตามที่พึงกระทำ ถือว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อ เป็นกรณีที่ความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดของโจทก์เองด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์เป็นจำนวนสามในสี่ของจำนวนเงินที่มีการใช้บัตรเดบิต

เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกร้องเพียงให้จำเลยคืนเงินที่หักไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่จำเลยหักเงินครั้งสุดท้าย ซึ่งเงินดังกล่าวมิใช่ค่าเสียหายตามความใน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 519,619.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 467,074 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพิ่มจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 519,619.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 467,074 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 มกราคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้หากโจทก์ได้รับชำระเงินคืนจากนางสาวกชพร จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.9634/2561 ของศาลจังหวัดมีนบุรี แล้วเพียงใด ก็ให้จำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระคืนแก่โจทก์ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้นด้วย และให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงแก่โจทก์อีก 200,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 519,619.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 467,074 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 มกราคม 2563) เป็นต้นไปถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2553 โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับจำเลย บัญชีเลขที่ 164-2-03xxx-x และขอใช้บริการบัตรเดบิต ซึ่งจำเลยออกบัตรเดบิตหมายเลข 4215 8390 3032 xxxx ให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยออกบัตรเดบิตให้แก่โจทก์ใหม่เป็นบัตรหมายเลข 4013 6725 1002 xxxx ซึ่งบัตรเดบิตดังกล่าวสามารถใช้เบิกถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม และใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนเงินสดได้ตามจำนวนเงินคงเหลือในบัญชีเงินฝากดังกล่าว วันที่ 26 เมษายน 2561 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา โจทก์ทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงทราบว่าเงินในบัญชีเงินฝากขาดหายไปเป็นจำนวนมาก จึงไปติดต่อจำเลยให้ตรวจสอบ พบว่ามีบุคคลอื่นนำบัตรเดบิตที่จำเลยออกให้ไปใช้ชำระค่าสินค้าแทนเงินสดระหว่างวันที่ 11 เมษายน 2561 ถึงวันที่ 21 เมษายน 2561 โจทก์จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน จากการสอบสวนทราบว่านายวสันต์ เป็นผู้ลงลายมือชื่อในเซลล์สลิป โดยกระทำความผิดร่วมกับนางสาวกชพร ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ยื่นฟ้องนางสาวกชพร ต่อศาลจังหวัดมีนบุรีในฐานความผิดร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ และหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด และร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป นางสาวกชพรให้การรับสารภาพ ศาลจังหวัดมีนบุรีพิพากษาว่ามีความผิด ลงโทษจำคุก กับให้คืนเงิน 467,074 บาท และบัตรเดบิตหมายเลข 4013 6725 1002 xxxx ให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า ข้อตกลงการใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงการใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต ที่กำหนดว่า "...ในกรณีที่บัตรสูญหายหรือถูกลักไปหรือตกไปอยู่ในความครอบครองของผู้อื่น และมีผู้นำไปใช้เป็นเหตุให้ธนาคารหักเงินบัญชีเงินฝากของผู้ขอใช้บริการ จะรับผิดชอบในการกระทำนั้น ๆ เสมือนหนึ่งเป็นการกระทำของผู้ขอใช้บริการเอง" แม้เป็นข้อตกลงที่จำเลยกำหนดไว้ล่วงหน้าและนำมาใช้ในการประกอบกิจการธนาคารของจำเลยซึ่งถือว่าเป็นสัญญาสำเร็จรูป แต่ลำพังว่าเป็นสัญญาสำเร็จรูปก็ยังไม่อาจด่วนวินิจฉัยว่าข้อตกลงนี้เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจได้เปรียบคู่สัญญาซึ่งเป็นผู้บริโภคเกินสมควร หากแต่ต้องพิจารณาประกอบกับข้อตกลงข้ออื่นด้วย เช่น ข้อ 4 ที่กำหนดว่า "ธนาคารตกลงว่าผู้ขอใช้บริการมีสิทธิขอระงับการใช้บัตรชั่วคราวทางโทรศัพท์หรือโดยวิธีอื่นซึ่งสามารถติดต่อกันได้ในทำนองเดียวกัน โดยแจ้งไปยัง T. Phone Banking โทร. 15xx และธนาคารจะระงับการใช้บัตรภายใน 5 นาที นับแต่เวลาที่ได้รับแจ้งระงับดังกล่าว ผู้ขอใช้บริการไม่ต้องรับผิดชอบภาระหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากพ้นเวลาดังกล่าว เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าภาระหนี้ที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นการกระทำของผู้ใช้บริการเอง" ข้อ 5 ที่กำหนดว่า "ในกรณีที่บัตรถูกลักไปหรือสูญหายไปไม่ว่ากรณีใด ๆ ผู้ขอใช้บริการจะแจ้งให้ธนาคารทราบทันทีที่สาขาที่ผู้ขอใช้บริการมีบัญชี หรือที่ T. Phone Banking โทร. 15xx เพื่อขอให้ธนาคารอายัดการใช้บัตร และพิจารณาออกบัตรใหม่ต่อไป เห็นว่า ที่มาและข้อตกลงการใช้บัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิตดังกล่าว ซึ่งคำนึงถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือบัตรและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต โดยพิจารณาความสุจริต ความรู้ ความเข้าใจ แนวทางที่เคยปฏิบัติและทางได้เสียของคู่สัญญาตามสภาพที่เป็นจริง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ถูกบังคับหรือไม่ยินยอมในการทำข้อตกลงและเงื่อนไขการถือบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิตนั้น ข้อตกลงและเงื่อนไขดังกล่าวมิได้กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขได้เปรียบโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเกินสมควร ประกอบกับโจทก์ยังมีโอกาสทักท้วงโต้แย้งรายการใช้บัตรที่ไม่ถูกต้องตามข้อ 6 ของข้อตกลงการใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิตมีความว่า "ในกรณีที่ธนาคารเปิดให้บริการชำระค่าสินค้า/บริการโดยวิธีการแจ้งเพียงหมายเลขบัตรด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษรให้แก่ผู้จำหน่าย/ผู้ให้บริการ หากผู้ขอใช้บริการทักท้วงว่ามิได้เป็นผู้สั่งซื้อสินค้า/ขอรับบริการจากผู้จำหน่าย/ผู้ให้บริการ ธนาคารจะระงับการเรียกเก็บเงินจากผู้ขอใช้บริการทันที และในกรณีที่ธนาคารได้รับเงินดังกล่าวแล้ว ธนาคารจะคืนเงินให้แก่ผู้ขอใช้บริการทันที เว้นแต่ในภายหลังหากพิสูจน์ได้ว่าภาระหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของผู้ขอใช้บริการ ผู้ขอใช้บริการจะต้องรับผิดชอบภาระหนี้ดังกล่าวต่อธนาคาร นอกจากนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้ขอใช้บริการในการยกเลิกการซื้อสินค้า/ขอใช้บริการภายใน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่สั่งซื้อ/ขอใช้บริการ หรือภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ถึงกำหนดส่งมอบสินค้า/ให้บริการ และในกรณีที่กำหนดระยะเวลาส่งมอบสินค้า/ให้บริการไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าผู้ขอใช้บริการพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้รับสินค้า/บริการ หรือได้รับไม่ครบถ้วนหรือชำรุด หรือไม่ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ หากเป็นการสั่งซื้อสินค้า/บริการภายในประเทศ ธนาคารจะคืนเงินให้แก่ผู้ขอใช้บริการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ผู้ขอใช้บริการแจ้งให้ธนาคารทราบ หากเป็นการสั่งซื้อสินค้า/บริการจากต่างประเทศ ธนาคารจะคืนเงินให้แก่ผู้ขอใช้บริการภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ผู้ขอใช้บริการแจ้งให้ธนาคารทราบ" และข้อ 9 ยังกำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ขอใช้บริการมีความประสงค์จะให้ธนาคารส่งใบแจ้งรายการใช้บัตร ธนาคารจะส่งใบแจ้งรายการใช้บัตรให้ตามที่อยู่ที่ผู้ขอใช้บริการให้ไว้กับธนาคาร แต่ทั้งนี้ผู้ขอใช้บริการจะต้องโต้แย้งหรือทักท้วงภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งรายการใช้บัตร และหากผู้ขอใช้บริการมิได้โต้แย้งหรือทักท้วงภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าผู้ขอใช้บริการตกลงยอมรับรายการดังกล่าวถูกต้อง และผู้ขอใช้บริการยินยอมเสียค่าธรรมเนียมการแจ้งรายการใช้บัตรให้แก่ธนาคารในอัตราที่ธนาคารกำหนด ในกรณีที่ผู้ขอใช้บริการมิได้รับใบแจ้งรายการใช้บัตรในเดือนใดที่มีการใช้บัตรดังกล่าวโดยมิใช่ความบกพร่องของธนาคาร ผู้ขอใช้บริการตกลงว่าเป็นหน้าที่ของผู้ขอใช้บริการที่จะต้องติดต่อสอบถามจากธนาคารเพื่อรับทราบจำนวนเงินในรายการใช้บัตรภายในสิ้นเดือนของแต่ละเดือนที่มีการใช้บัตรนั้นเอง" ซึ่งข้อตกลงนี้เป็นสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือบัตรและผู้ประกอบธุรกิจ เมื่อพิจารณาประกอบกันแล้วเห็นว่า ข้อตกลงการใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต มิได้เป็นผลให้จำเลยซึ่งเป็นผู้กำหนดข้อตกลงได้เปรียบโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรที่เป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ดังนั้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จึงมีผลผูกพันโจทก์จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดต่อการใช้บัตรเดบิตของโจทก์ที่ถูกลักไปหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ที่สามารถใช้บัตรเดบิตที่จำเลยออกให้แก่โจทก์ชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนเงินสดกับร้านค้าต่าง ๆ ได้แม้ร้านค้านั้นไม่ได้ทำข้อตกลงการเป็นร้านค้ารับชำระเงิน กับจำเลย และเป็นการทำรายการผ่านเครื่อง EDC ของธนาคารพาณิชย์อื่น ส่วนจำเลยก็หักเงินตามจำนวนที่มีการชำระค่าสินค้าหรือบริการด้วยบัตรเดบิตจากบัญชีเงินฝากของโจทก์มีอยู่กับจำเลยทันทีนั้น บ่งชี้ว่าจำเลยกับธนาคารพาณิชย์อื่นที่เป็นเจ้าของเครื่อง EDC จะต้องมีความตกลงระหว่างกันเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หาไม่แล้วบัตรเดบิตที่จำเลยออกให้แก่โจทก์ก็ไม่อาจนำไปใช้กับเครื่อง EDC ของธนาคารอื่นได้ และเมื่อพิจารณาจากข้อตกลงการเป็นร้านค้ารับชำระเงินของจำเลย ข้อ 1.2 ที่ระบุว่า "ร้านค้าตกลงรับชำระค่าสินค้า/บริการ ผ่านอุปกรณ์/ช่องทางต่าง ๆ ของธนาคารจากผู้ชำระเงินด้วยเครื่องมือการชำระเงินต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (ซึ่งต่อไปนี้จะรวมเรียกว่า เครื่องมือการชำระเงิน) แทนการชำระด้วยเงินสด ข้อ 1.2.1 ระบุว่า "บัตรเครดิต และ/หรือบัตรเดบิตที่ออกโดยธนาคาร และ/หรือโดยธนาคารพาณิชย์อื่น และ/หรือโดยบริษัทอื่นหรือสถาบันอื่นซึ่งเป็นสมาชิกของ VISA INTERNATIONAL SERVICE ASSOCIATION..." เทียบกับข้อตกลงการเป็นร้านค้า (K-Merchant) ของธนาคาร ก. ข้อ 1.1 และข้อ 1.1.1 ที่มีเนื้อความสอดคล้องทำนองเดียวกันแล้วเห็นได้ว่า หลักใหญ่ใจความของข้อตกลงการเป็นร้านค้ารับชำระเงินในส่วนนี้คือ ร้านค้าตกลงรับชำระค่าสินค้าหรือบริการด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นสมาชิกของ VISA INTERNATIONAL SERVICE ASSOCIATION ซึ่งนางสาวสุพัตรา ผู้รับมอบอำนาจช่วงจำเลย ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ในการใช้บัตรเดบิตที่ออกโดยจำเลยหรือธนาคาร ก. ชำระค่าสินค้าหรือบริการ จะต้องเป็นบัตรที่มีการระบุว่า วีซ่า จำเลยเป็นสมาชิกของวีซ่า และเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงว่า วีซ่าเป็นตัวกลางในการรับชำระค่าสินค้าและเชื่อมต่อกับร้านค้าต่าง ๆ ในการชำระราคาสินค้าได้ และโจทก์ก็อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า บัตรเดบิตที่จำเลยออกให้แก่โจทก์มีอักษรคำว่า วีซ่า อยู่บนบัตร ตรงกับที่ปรากฏในสำเนาเซลล์สลิปจากข้อเท็จจริงข้างต้นจึงรับฟังได้ว่า จำเลย ธนาคาร ก. รวมถึงธนาคาร ร. ธนาคาร ย. และธนาคาร ง. ซึ่งมีชื่อปรากฏอยู่ด้านบนของเซลล์สลิปต่างก็เป็นสมาชิกของ VISA INTERNATIONAL SERVICE ASSOCIATION แต่เมื่อจำเลยไม่นำสืบให้เห็นว่าธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นสมาชิกของ VISA INTERNATIONAL SERVICE ASSOCIATION ไม่มีความผูกพันหรือส่วนเกี่ยวข้องอย่างใด ๆ ระหว่างกันที่จะนำมารับฟังหักล้างข้อเท็จจริงที่ว่าบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ที่เป็นสมาชิกของ VISA INTERNATIONAL SERVICE ASSOCIATION สามารถนำไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการผ่านเครื่อง EDC ของธนาคารพาณิชย์อื่นที่เป็นสมาชิกของ VISA INTERNATIONAL SERVICE ASSOCIATION กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยและธนาคารพาณิชย์อื่นที่กล่าวถึงข้างต้นซึ่งเป็นสมาชิกของ VISA INTERNATIONAL SERVICE ASSOCIATION ต่างเป็นตัวการตัวแทนซึ่งกันและกันในเรื่องดังกล่าวโดยปริยายตามแต่กรณีว่าบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตที่ใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการเป็นบัตรที่ออกโดยธนาคารใด และธนาคารใดเป็นเจ้าของเครื่อง EDC ที่ใช้ทำรายการชำระเงิน เมื่อข้อตกลงการใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต ข้อ 3 กำหนดว่า ผู้ขอใช้บริการมีหน้าที่ลงลายมือชื่อในช่องที่กำหนดไว้ด้านหลังของบัตร... และปรากฏตามข้อตกลงการเป็นร้านค้ารับชำระเงิน และข้อตกลงการเป็นร้านค้า (K-Merchant) ซึ่งมีใจความทำนองเดียวกันว่า ในกรณีที่มีการชำระเงินโดยใช้บัตร นอกจากการตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของบัตรแล้ว ร้านค้าต้องดำเนินการให้ผู้ถือบัตรลงลายมือชื่อในช่องที่กำหนดบนเซลล์สลิป พร้อมเปรียบเทียบลายมือชื่อกับลายมือชื่อหลังบัตรว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาลายมือชื่อที่ลงไว้บนเซลล์สลิปก็จะเห็นได้ว่าเป็นลายมือชื่อของนายวสันต์ ซึ่งลายมือชื่อดังกล่าวมีรูปแบบการเขียนแตกต่างกับลายมือชื่อของโจทก์ที่ลงไว้ด้านหลังบัตรอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งความแตกต่างนี้สามารถตรวจพบได้ด้วยตาเปล่าแม้ไม่มีความชำนาญในการตรวจสอบก็ตาม พฤติการณ์แสดงว่าร้านค้าที่รับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเดบิตนี้ไม่ได้ตรวจสอบลายมือชื่อที่ลงบนเซลล์สลิปเปรียบเทียบกับลายมือชื่อด้านหลังบัตร เมื่อจำเลยไม่นำสืบถึงหน้าที่ของร้านค้าในเรื่องของการให้ผู้ชำระเงินลงลายมือชื่อในเซลล์สลิปและหน้าที่การตรวจสอบลายมือชื่อดังที่กล่าวมาข้างต้นให้เห็นเป็นอย่างอื่น กรณีจึงต้องถือว่าร้านค้าที่รับชำระค่าสินค้าหรือบริการด้วยบัตรเดบิตที่พิพาทปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อตกลงการเป็นร้านค้าต่อธนาคารพาณิชย์เจ้าของเครื่อง EDC จำเลยซึ่งถือว่าเป็นตัวการของธนาคารพาณิชย์เจ้าของเครื่อง EDC จึงไม่อาจยกเอาข้อตกลงการใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต ข้อ 3 ขึ้นอ้างเพื่อที่จะไม่คืนเงินที่หักไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ได้ และกรณีเช่นนี้โจทก์หาจำต้องไปเรียกร้องเงินคืนจากธนาคารพาณิชย์เจ้าของเครื่อง EDC หรือร้านค้าที่รับชำระค่าสินค้าหรือบริการที่พิพาทแต่อย่างใดไม่ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์เจ้าของเครื่อง EDC มิได้เป็นผู้หักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์แต่อย่างใด หากแต่เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องไปว่ากล่าวกับธนาคารพาณิชย์เจ้าของเครื่อง EDC ตามความผูกพันที่มีระหว่างกันอีกทอดหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินที่หักไปจากบัญชีเงินฝากให้แก่โจทก์ แม้วันที่ 26 เมษายน 2561 โจทก์เพียงแต่แจ้งอายัดบัตรเดบิตที่พิพาทในคดีนี้กับเจ้าหน้าที่ของจำเลย แต่ไม่ได้ทำหนังสือร้องเรียนหรือขอเงินคืนจากจำเลยดังที่โจทก์ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยก็ตาม เมื่อวินิจฉัยมาดังนี้ปัญหาอื่นตามฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า โจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นหรือไม่ เห็นว่า บัตรเดบิตที่จำเลยออกให้แก่โจทก์สามารถนำไปใช้เบิกถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มและใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนเงินสดได้ โดยสภาพจึงเห็นได้อยู่ในตัวว่าเป็นเอกสารสำคัญ ชอบที่โจทก์จะต้องเก็บรักษาบัตรนี้ไว้ให้ดี เมื่อนำออกมาใช้เบิกถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มแล้วก็ต้องตรวจสอบตรวจตราให้ดีว่าได้รับบัตรคืนจากเครื่องเอทีเอ็มและเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะหากสูญหายหรือหลงลืมไว้เป็นเหตุให้ตกไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นโดยไม่ชอบ ก็อาจมีมิจฉาชีพกระทำการด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อใช้บัตรเดบิตนี้เบิกถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม หรืออ้างตัวว่าเป็นผู้ถือบัตรนำไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ดังเช่นคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า นายวสันต์ และนางสาวกชพร ร่วมกันนำบัตรเดบิตไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการแทนเงินสด แต่ที่โจทก์อ้างว่า วันที่ 6 เมษายน 2561 โจทก์ใช้บัตรเดบิตเบิกถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม จากนั้นวันที่ 9 เมษายน 2561 ทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยไม่ต้องใช้บัตรและยังไม่ทราบว่าบัตรเดบิตหายไป ต่อมาวันที่ 26 เมษายน 2561 โจทก์ทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่อีกครั้งจึงทราบว่าเงินขาดหายไปจากบัญชีเป็นจำนวนมาก จึงติดต่อจำเลย สาขาบิ๊กซี พระราม 4 จากการตรวจสอบพบว่ามีบุคคลอื่นนำบัตรเดบิตไปใช้ชำระค่าสินค้าแทนเงินสดหลายรายการระหว่างวันที่ 11 เมษายน 2561 ถึงวันที่ 21 เมษายน 2561 นั้น โจทก์เบิกความเพียงว่า โจทก์เก็บรักษาบัตรและรหัสประจำตัวในการเบิกถอนเงินสดแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์เก็บรักษาบัตรเดบิตอย่างไร ที่บัตรเดบิตหายไปนั้นถูกลักไปได้อย่างไร ทั้งโจทก์ก็เพิ่งมาทราบเรื่องหลังจากที่บัตรเดบิตหายไปแล้วเป็นเวลามากกว่า 10 วัน โดยในช่วงเวลาดังกล่าวบัตรเดบิตก็ถูกนำไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการเรื่อยมา ถือว่าโจทก์ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาตลอดจนตรวจตราบัตรเดบิตซึ่งเป็นเอกสารสำคัญตามที่พึงกระทำ ถือว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อ เป็นกรณีที่ความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดของโจทก์เองด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 วรรคหนึ่ง จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์เป็นจำนวนสามในสี่ของจำนวนเงินที่มีการใช้บัตรเดบิต คิดเป็นเงิน 350,305.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราตามอัตราที่ศาลอุทธรณ์กำหนด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 บัญญัติว่า ถ้าการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นําพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน เมื่อศาลมีคําพิพากษาให้ผู้ประกอบธุรกิจชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้บริโภค ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ เช่น ความเสียหายที่ผู้บริโภคได้รับ ผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบธุรกิจได้รับ สถานะทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ การที่ผู้ประกอบธุรกิจได้บรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น ตลอดจนการที่ผู้บริโภคมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายด้วย แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกร้องเพียงให้จำเลยคืนเงินที่หักไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่จำเลยหักเงินครั้งสุดท้าย ซึ่งเงินดังกล่าวมิใช่ค่าเสียหายตามความในมาตรา 42 จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 350,305.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำขอที่ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 42
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ศ.
จำเลย — ธนาคาร ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวพิชาอร ธิติเลิศเดชา
ศาลอุทธรณ์ — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
เศกสิทธิ์ สุขใจ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4557/2566
#698975
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องโดยไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือมาแสดง แต่โจทก์มีหนังสือรับสภาพหนี้มีใจความว่าผู้ตายเป็นหนี้โจทก์ โดยนำโฉนดที่ดินมาให้ยึดถือไว้เป็นประกัน และจำเลยในฐานะทายาทของผู้ตายรับจะชดใช้เงินแก่โจทก์ กับมีลายมือชื่อของจำเลยในสัญญา และโจทก์มี ส. บุตรของโจทก์และในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์และเป็นพยานลงชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้มาเบิกความยืนยันว่า ผู้ตายซึ่งเป็นบิดาของจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จริงและมารดาพยานซึ่งเป็นพี่ของผู้ตายต้องการช่วยน้อง จึงให้นำโฉนดที่ดินมาวางเป็นประกัน มีการทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้ ต่อมาเมื่อจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ โจทก์ได้คืนสัญญากู้ยืมเงินให้จำเลย โจทก์และ ส. เป็นญาติของจำเลย เชื่อว่า ส. เบิกความไปตามความจริงที่ได้รู้เห็นมา อันเป็นการนำสืบถึงความเป็นมาของมูลหนี้เดิมและหลักทรัพย์ที่นำมาเป็นประกันประกอบกับโจทก์มีโฉนดที่ดินของผู้ตายอยู่ในครอบครอง จึงฟังได้ว่าผู้ตายกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีการทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้จริง และมีการคืนให้จำเลยเมื่อมีการทำหนังสือรับสภาพหนี้

การที่ ง. โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยทราบว่าผู้ตายเป็นหนี้โจทก์ให้จำเลยไปลงชื่อรับชำระหนี้ มิฉะนั้นจะเอาตำรวจมาจับและต้องติดคุก แสดงว่า ง. ได้แจ้งข้อเท็จจริงในหนังสือให้จำเลยทราบแล้วก่อนที่จะมีการทำหนังสือดังกล่าวขึ้น ส่วนถ้อยคำที่ว่า "ให้จำเลยไปลงชื่อรับชำระหนี้มิเช่นนั้นจะเอาตำรวจมาจับจะต้องติดคุก" นั้น จากพฤติการณ์ที่ผู้ตายเสียชีวิตและยังไม่มีผู้ใดชำระหนี้ การที่ ง. พูดขู่จำเลยดังกล่าว และจำเลยยอมลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับผิดจะใช้เงินที่กู้คืนแก่โจทก์ เป็นกรณีที่ ง. ทำไปโดยเชื่อว่าตนมีสิทธิทำได้ตามกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม หาใช่เป็นการหลอกลวงข่มขู่อันจะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะไม่ หนังสือรับสภาพหนี้จึงมีผลใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 165 วรรคหนึ่ง และมาตรา 166

ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2556 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 เมื่อการทำหนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลยต่อโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมทำให้อายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม สะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) โจทก์ไม่ต้องห้ามฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม และต้องเริ่มต้นนับอายุความใหม่ตามอายุความแห่งมูลหนี้เดิมนับแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้นสิ้นสุดลง เมื่อกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความของการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ส่วนหนังสือรับสภาพหนี้ไม่มีอายุความในตัวเองเพียงแต่มีผลทำให้อายุความในมูลหนี้เดิมสะดุดหยุดลง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ได้ภายในกำหนด 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 และมาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 ภายในกำหนด 10 ปี ดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

การทำหนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลยมีข้อตกลงระบุให้โจทก์มีสิทธิยึดโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันอันเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาสมัครใจทำต่อกัน ซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงมีสิทธิยึดโฉนดที่ดินอันเป็นทรัพย์ที่นำมาประกันไว้จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยไม่มีสิทธิขอโฉนดที่ดินคืนจนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนและไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้บังคับคดีเอาจากกองมรดกของนายวรพจน์ผู้ตายจนครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 28655 ให้แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายวรพจน์ ผู้ตาย ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จำเลยได้รับ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยเป็นญาติกัน โดยนางศุภลักษณ์ ภริยาของโจทก์ เป็นพี่ของนายวรพจน์ ผู้ตายซึ่งเป็นบิดาของจำเลย นายสงวน เป็นน้องของโจทก์ ส่วนนายสกล เป็นบุตรของโจทก์ วันที่ 23 ธันวาคม 2556 ผู้ตายถึงแก่ความตาย วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับว่าผู้ตายเป็นหนี้โจทก์ 200,000 บาท โดยมอบโฉนดที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ตายให้โจทก์ยึดถือเป็นประกัน และจำเลยในฐานะทายาทของผู้ตายยินยอมรับผิดชดใช้เงินที่ค้างทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า นายวรพจน์ ผู้ตายกู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องและทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องโดยไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือมาแสดง แต่โจทก์มีหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.5 ซี่งมีใจความว่า ผู้ตายเป็นหนี้โจทก์ โดยนำโฉนดที่ดินมาให้ยึดถือไว้เป็นประกัน และจำเลยในฐานะทายาทของผู้ตายรับจะชดใช้เงินแก่โจทก์ กับมีลายมือชื่อของจำเลยในสัญญา และโจทก์มีนายสกล บุตรของโจทก์และในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ และเป็นพยานลงชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้มาเบิกความยืนยันว่า ผู้ตายซึ่งเป็นบิดาของจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จริงโดยนายสงวน เป็นผู้พาผู้ตายกับจำเลยมากู้เงิน และมารดาพยานซึ่งเป็นพี่ของผู้ตายต้องการช่วยน้อง จึงให้นำโฉนดที่ดินมาวางเป็นประกัน มีการทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้ ต่อมาเมื่อจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ โจทก์ได้คืนสัญญากู้ยืมเงินให้จำเลย โจทก์และนายสกลเป็นญาติของจำเลย เชื่อว่านายสกลเบิกความไปตามความจริงที่ได้รู้เห็นมาอันเป็นการนำสืบถึงความเป็นมาของมูลหนี้เดิมและหลักทรัพย์ที่นำมาเป็นประกัน ประกอบกับโจทก์มีโฉนดที่ดินของผู้ตายอยู่ในครอบครอง ซึ่งหากผู้ตายไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ก็ไม่มีเหตุผลที่ผู้ตายจะนำโฉนดดังกล่าวส่งมอบให้โจทก์ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ผู้ตายมอบโฉนดที่ดินให้ภริยาของโจทก์เนื่องจากเห็นว่าจำเลยกับน้องเป็นผู้พิการก็เป็นเพียงการคาดคะเนของจำเลย พยานจำเลยยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอหักล้างพยานโจทก์ได้ คำเบิกความของนายสกลพยานโจทก์สอดคล้องกับสภาพพฤติการณ์แห่งคดี ทำให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่า ส่วนการที่โจทก์และนายสงวนไม่ได้มาเบิกความก็ได้ความว่าโจทก์ป่วยด้วยโรคงูสวัดที่ใบหูขวาร่วมกับเส้นประสาทสมองคู่ที่เจ็ดอักเสบทำให้หน้าเบี้ยว นายสงวนป่วยด้วยโรคภาวะติดเชื้อในปอดนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หายใจด้วยเครื่องช่วยหายใจผ่านท่อเจาะคอ แม้นางศุภลักษณ์ ไม่ได้เข้าเบิกความ แต่ตามข้อเท็จจริงเมื่อคำเบิกความของนายสกลสอดคล้องกับสภาพพฤติการณ์แห่งคดีและมีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลย จึงฟังได้ว่า ผู้ตายกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีการทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้จริง และมีการคืนให้จำเลยเมื่อมีการทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามที่นายสกลเบิกความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า มีการทำสัญญากู้ยืมเงินกันจริง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยจบชั้นมัธยมปีที่ 3 และหนังสือรับสภาพหนี้ระบุชื่อ นามสกุล ปีเกิด และหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลย จำเลยยอมรับว่าลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้จริง ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมต้องมีการสอบถามจากจำเลยและการที่นายสงวนโทรศัพท์แจ้งให้จำเลยทราบว่า ผู้ตายเป็นหนี้โจทก์ให้จำเลยไปลงชื่อรับชำระหนี้ มิฉะนั้นจะเอาตำรวจมาจับและต้องติดคุก แสดงว่านายสงวนได้แจ้งข้อเท็จจริงในหนังสือให้จำเลยทราบแล้วก่อนที่จะมีการทำหนังสือดังกล่าวขึ้น ส่วนถ้อยคำที่ว่า"ให้จำเลยไปลงชื่อรับชำระหนี้มิเช่นนั้นจะเอาตำรวจมาจับจะต้องติดคุก" นั้น จากพฤติการณ์ที่ผู้ตายเสียชีวิตและยังไม่มีผู้ใดชำระหนี้ การที่นายสงวนพูดขู่จำเลยดังกล่าว และจำเลยยอมลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับผิดจะใช้เงินที่กู้คืนแก่โจทก์ เป็นกรณีที่นายสงวนทำไปโดยเชื่อว่าตนมีสิทธิทำได้ตามกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยมหาใช่เป็นการหลอกลวงข่มขู่อันจะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะไม่ หนังสือรับสภาพหนี้จึงมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165 วรรคหนึ่ง และมาตรา 166 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า หนังสือรับสภาพหนี้ชอบด้วยกฎหมายมีผลใช้บังคับได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2556 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 เมื่อการทำหนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลยต่อโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมทำให้อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม สะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) โจทก์ไม่ต้องห้ามฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 วรรคสาม และต้องเริ่มต้นนับอายุความใหม่ตามอายุความแห่งมูลหนี้เดิมนับแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้นสิ้นสุดลง เมื่อกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความของการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วนหนังสือรับสภาพหนี้ไม่มีอายุความในตัวเองเพียงแต่มีผลทำให้อายุความในมูลหนี้เดิมสะดุดหยุดลง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ได้ภายในกำหนด 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 และมาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 ภายในกำหนด 10 ปี ดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าอายุความสะดุดหยุดลง ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์ต้องคืนโฉนดที่ดินและชำระค่าเสียหายให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า การทำหนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายและหนังสือดังกล่าวมีข้อตกลงระบุให้โจทก์มีสิทธิยึดโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันอันเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาสมัครใจทำต่อกัน ซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงมีสิทธิยึดโฉนดที่ดินอันเป็นทรัพย์ที่นำมาประกันไว้จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยไม่มีสิทธิขอโฉนดที่ดินคืนจนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนและไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิขอโฉนดที่ดินคืนกับเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ไม่ได้ และยกฟ้องแย้งนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 165 วรรคหนึ่ง ม. 166 ม. 193/14 (1) ม. 193/15 ม. 193/30 ม. 653 วรรคหนึ่ง ม. 1754 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ถ.
จำเลย — นาย อ. ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายกฤชพล คมสัตย์ธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางวัชรี พูลเกษม
ชื่อองค์คณะ
ธนาคม ลิ้มภักดี
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
อภิชาต ภมรบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4538/2566
#698148
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทผู้ร้องเป็นบริษัทร้างซึ่งนายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียน ตามมาตรา 1273/3 แห่ง ป.พ.พ. บริษัทผู้ร้องย่อมสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียนโดยผลแห่งกฎหมาย และเป็นกรณีที่ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 22 หมวด 6 ว่าด้วยการถอนทะเบียนบริษัทจำกัดร้างมิใช่การเลิกบริษัทที่จะต้องมีการชำระบัญชีตามบทบัญญัติในหมวด 4 ส่วนที่ 8 ซึ่งจะต้องดำเนินการชำระบัญชีตามบทบัญญัติในหมวด 5 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้ชำระบัญชีบริษัทผู้ร้องจึงไม่ถูกต้อง หลังจากนั้นผู้คัดค้านยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ทำให้คดีกลับเข้ามาสู่การพิจารณาของศาลอีก อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังกล่าว เมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกาว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดยกรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย และพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้ชำระบัญชีบริษัทผู้ร้องนั้นเสียได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ผู้คัดค้านย่อมมิใช่ผู้มีส่วนได้เสีย หามีสิทธิยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำสั่งให้ขีดชื่อบริษัทผู้ร้องออกจากทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท นายวงศ์วชิร ผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้ชำระบัญชี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทผู้ร้อง วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนจดชื่อบริษัทผู้ร้องกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน และวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายทะเบียนจดชื่อบริษัทผู้ร้องกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทผู้ร้องเป็นบริษัทร้างซึ่งนายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียน ตามความในมาตรา 1273/3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 ดังนี้ บริษัทผู้ร้องย่อมสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียนโดยผลแห่งกฎหมาย และเป็นกรณีที่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 22 หมวด 6 ว่าด้วยการถอนทะเบียนบริษัทจำกัดร้างมิใช่การเลิกบริษัทที่จะต้องมีการชำระบัญชีตามบทบัญญัติในหมวด 4 ส่วนที่ 8 ซึ่งจะต้องดำเนินการชำระบัญชีตามบทบัญญัติในหมวด 5 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้ชำระบัญชีบริษัทผู้ร้อง จึงไม่ถูกต้อง แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ถึงที่สุดแล้ว แต่หลังจากนั้นผู้คัดค้านก็ได้ยื่นคำร้องเข้ามาในคดี อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ทำให้คดีกลับเข้ามาสู่การพิจารณาของศาลอีก อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังกล่าว เมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดยกรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย และพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้ชำระบัญชีบริษัทผู้ร้องนั้นเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ผู้คัดค้านย่อมมิใช่ผู้มีส่วนได้เสีย หามีสิทธิยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้ไม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้ชำระบัญชีบริษัทผู้ร้อง กับให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านเสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1273/3
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท บ.
ผู้คัดค้าน — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเกาะสมุย — นางสาวพัฒนารี ชาญกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิโรจน์ ตั้งสุภากิจ
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4469/2566
#698973
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้เข้าร่วมประชุมนิติบุคคลอาคารชุด ส. จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2559 และวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 โดยเจ้าของร่วมจำนวนมากที่มอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าร่วมประชุมออกเสียงลงคะแนนแทนโดยใบมอบฉันทะมิได้ปิดอากรแสตมป์ ผู้รับมอบฉันทะจึงไม่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงแทนได้ นอกจากนี้ลายมือชื่อเจ้าของร่วมที่เข้าร่วมประชุมทั้งสองครั้งตามบัญชีรายชื่อนั้นไม่ปรากฏรายละเอียดว่าเกี่ยวข้องกับการประชุมอย่างไรจึงไม่สามารถใช้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ การประชุมและการลงคะแนนตามมติที่ประชุมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย รายงานการประชุมใหญ่เป็นเท็จ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประชุมใหญ่ทั้งสองครั้ง และให้เพิกถอนรายงานการประชุมทั้งสองฉบับ ตามคำร้องดังกล่าวเท่ากับผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการประชุมใหญ่สามัญดังกล่าวมีผู้มาประชุมซึ่งมีเสียงลงคะแนนรวมกันน้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนเสียงลงคะแนนทั้งหมดตามพ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 43 แต่พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 ไม่มีบทบัญญัติถึงการดำเนินการเกี่ยวกับการประชุมที่ฝ่าฝืนนั้นแต่อย่างใด จึงต้องวินิจฉัยอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 ซึ่งตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการกล่าวอ้างว่า การลงมติของคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดมีเจ้าของร่วมร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ไม่มีลักษณะเป็นการประชุมกันจริง เช่นนี้ การประชุมดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการประชุมใหญ่สามัญของเจ้าของร่วมซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดในวันที่ 30 เมษายน 2559 และวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 แต่ต้องถือว่าการประชุมใหญ่สามัญของนิติบุคคลอาคารชุดมิได้เกิดขึ้นจริงและไม่มีการประชุมกันจริง คงมีเพียงการลงมติซึ่งนำไปใช้อ้างต่อนายทะเบียนเพื่อใช้ในการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอันเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนมติดังกล่าวจึงมิใช่การร้องขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ที่ผิดระเบียบตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 ที่ต้องขอให้เพิกถอนภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมติ เมื่อวินิจฉัยว่า กรณีไม่ใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมตามมาตรา 1195 การที่บุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้น ๆ ได้ แต่กรณีตามคำร้องของผู้ร้องไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนรับรองให้ผู้ร้องกระทำเช่นนั้นได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ประการใด ผู้ร้องชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้โดยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมทั้งสองครั้งดังกล่าว และให้เพิกถอนรายงานการประชุมทั้งสองฉบับ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้ร้องต้องร้องขอให้ศาลเพิกถอนการประชุมใหญ่และรายงานการประชุมใหญ่ดังกล่าวภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้เข้าร่วมประชุมนิติบุคคลอาคารชุด ส. จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2559 และวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 โดยเจ้าของร่วมจำนวนมากที่มอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าร่วมประชุมออกเสียงลงคะแนนแทนโดยใบมอบฉันทะมิได้ปิดอากรแสตมป์ ผู้รับมอบฉันทะจึงไม่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงแทนได้ นอกจากนี้ลายมือชื่อเจ้าของร่วมที่เข้าร่วมประชุมทั้งสองครั้งตามบัญชีรายชื่อนั้นไม่ปรากฏรายละเอียดว่าเกี่ยวข้องกับการประชุมอย่างไรจึงไม่สามารถใช้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ การประชุมและการลงคะแนนตามมติที่ประชุมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย รายงานการประชุมใหญ่เป็นเท็จ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประชุมใหญ่ทั้งสองครั้ง และให้เพิกถอนรายงานการประชุมทั้งสองฉบับ ตามคำร้องดังกล่าวเท่ากับผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการประชุมใหญ่สามัญดังกล่าวมีผู้มาประชุมซึ่งมีเสียงลงคะแนนรวมกันน้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนเสียงลงคะแนนทั้งหมดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 43 แต่พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ไม่มีบทบัญญัติถึงการดำเนินการเกี่ยวกับการประชุมที่ฝ่าฝืนนั้นแต่อย่างใด จึงต้องวินิจฉัยอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ซึ่งตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการกล่าวอ้างว่า การลงมติของคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดมีเจ้าของร่วมร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ไม่มีลักษณะเป็นการประชุมกันจริง เช่นนี้ การประชุมดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการประชุมใหญ่สามัญของเจ้าของร่วมซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดในวันที่ 30 เมษายน 2559 และวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 แต่ต้องถือว่าการประชุมใหญ่สามัญของนิติบุคคลอาคารชุดมิได้เกิดขึ้นจริงและไม่มีการประชุมกันจริง คงมีเพียงการลงมติซึ่งนำไปใช้อ้างต่อนายทะเบียนเพื่อใช้ในการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอันเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนมติดังกล่าวจึงมิใช่การร้องขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 ที่ต้องขอให้เพิกถอนภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมติดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม เมื่อวินิจฉัยว่ากรณีไม่ใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมตามมาตรา 1195 การที่บุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้น ๆ ได้ แต่กรณีตามคำร้องขอผู้ร้องซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยข้างต้นนั้น ไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนรับรองให้ผู้ร้องกระทำเช่นนั้นได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ประการใด ผู้ร้องก็ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้โดยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1195
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 188 (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ฉ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวชิร ปานแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ตัญศิริ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4468/2566
#698146
เปิดฉบับเต็ม

ถึงแม้ว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงนายจ้างของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 เพื่อขออายัดเงินเดือน เงินค่าจ้าง เงินโบนัส เงินตอบแทนการทำงานเป็นครั้งคราวและเงินตอบแทนกรณีออกจากงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องเพียงเฉพาะส่วนที่เป็นเงินเดือนของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับในแต่ละเดือนเท่านั้น ส่วนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 จากเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินช่วยเหลือพิเศษยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากนายจ้างของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีการเลิกจ้างจำเลยที่ 1 แม้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีหนังสือขออายัดเงินดังกล่าวไว้ก่อนแล้ว แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวในขณะนั้น นายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องส่งเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี นายจ้างของจำเลยที่ 1 เพิ่งเลิกกิจการเมื่อปี 2563 จึงทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษ จึงถือว่ายังไม่มีการบังคับคดีในเงินส่วนนี้ ดังนั้นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จะต้องส่งเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีที่เคยมีคำสั่งอายัดไว้หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เกิดสิทธิที่จำเลยที่ 1 จะได้รับเงินดังกล่าว ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 (3) (4) ที่แก้ไขโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 มาตรา 20 ที่ใช้อยู่ในเวลาที่มีการเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ระบุไว้ว่า เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี... (3) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน เดือนละ 20,000 บาท หรือตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร (4) บำเหน็จหรือค่าชดเชยหรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของบุคคลตาม (3) เป็นจำนวนไม่เกิน 300,000 บาท หรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีการประเมินตามจำนวนที่เห็นสมควรตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ เนื่องจากขณะเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดยังไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการในส่วนนี้ จึงต้องใช้จำนวนไม่เกิน 300,000 บาท ดังที่กำหนดไว้ในมาตรา 302 (4) ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่มีการเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินช่วยเหลือพิเศษที่จำเลยที่ 1 ได้รับรวมกันแล้วไม่เกิน 300,000 บาท จึงเป็นเงินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 (4) ที่แก้ไขใหม่ โจทก์ไม่อาจขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องในเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษ ที่จำเลยที่ 1 มีต่อนายจ้างของจำเลยที่ 1 ได้ นายจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษ ของจำเลยที่ 1 ที่จะได้รับจากนายจ้างเนื่องจากเหตุที่มีการเลิกจ้างในปี 2563 รวมเป็นเงิน 210,888 บาท จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดเงินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 (3) (4) ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 มาตรา 20

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่แจ้งการอายัดเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษของจำเลยที่ 1 ไปยังบริษัท จ. คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท และค่าส่งคำคู่ความ 1,050 บาท แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลได้มีคำพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์บังคับคดี โดยยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาจำนองไว้ออกขายทอดตลาดแล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาหักชำระหนี้โจทก์โดยจำเลยทั้งสองยังคงเป็นหนี้โจทก์อีก 377,870 บาท ตามบัญชีรายการรับจ่ายของสำนักงานบังคับคดี จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ฉบับลงวันที่ 22 มีนาคม 2556 ต่อมาโจทก์บังคับคดีโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งให้บริษัท จ. นายจ้างของจำเลยที่ 1 อายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และนำส่งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 ในอัตราเดือนละ 2,145 บาท ครั้นต่อมาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 บริษัท จ. นายจ้างของจำเลยที่ 1 มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 1 โดยจ่ายค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินช่วยเหลือพิเศษ รวม 210,888 บาท และแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าเงินจำนวนดังกล่าวบริษัท จ. ต้องนำส่งต่อสำนักงานบังคับคดี จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินชดเชยทั้งหมดไว้แล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า เงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษ รวม 210,888 บาท ของจำเลยที่ 1 ที่จะได้รับจากนายจ้างเนื่องจากมีการเลิกจ้างในปี 2563 อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ถึงแม้ว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงบริษัท จ. นายจ้างของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 เพื่อขออายัดเงินเดือน เงินค่าจ้าง เงินโบนัส เงินตอบแทนการทำงานเป็นครั้งคราว และเงินตอบแทนกรณีออกจากงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องเพียงเฉพาะส่วนที่เป็นเงินเดือนของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับในแต่ละเดือนเท่านั้น ส่วนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 จากเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินช่วยเหลือพิเศษยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากนายจ้างของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีการเลิกจ้างจำเลยที่ 1 แม้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีหนังสือขออายัดเงินดังกล่าวไว้ก่อนแล้ว แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวในขณะนั้น นายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องส่งเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี บริษัทนายจ้างของจำเลยที่ 1 เพิ่งเลิกกิจการเมื่อปี 2563 จึงทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษ จึงถือว่ายังไม่มีการบังคับคดีในเงินส่วนนี้ ดังนั้นบริษัทนายจ้างของจำเลยที่ 1 จะต้องส่งเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีที่เคยมีคำสั่งอายัดไว้หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เกิดสิทธิที่จำเลยที่ 1 จะได้รับเงินดังกล่าว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 (3) (4) ที่แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 มาตรา 20 ที่ใช้อยู่ในเวลาที่มีการเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ระบุไว้ว่า เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี...(3) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน เดือนละ 20,000 บาท หรือตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร (4) บำเหน็จหรือค่าชดเชยหรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของบุคคลตาม (3) เป็นจำนวนไม่เกิน 300,000 บาท หรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีการประเมินตามจำนวนที่เห็นสมควรตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ เนื่องจากขณะเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดยังไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการในส่วนนี้ จึงต้องใช้จำนวนไม่เกิน 300,000 บาท ดังที่กำหนดไว้ในมาตรา 302 (4) ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่มีการเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินช่วยเหลือพิเศษที่จำเลยที่ 1 ได้รับรวมกันแล้วไม่เกิน 300,000 บาท จึงเป็นเงินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 (4) ที่แก้ไขใหม่ โจทก์ไม่อาจขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องในเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษ ที่จำเลยที่ 1 มีต่อบริษัทนายจ้างของจำเลยที่ 1 ได้ บริษัทนายจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่แจ้งการอายัดเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษของจำเลยที่ 1 ไปยังบริษัท จ. นายจ้างของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 302 (3) ม. 302 (4)
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ม. 20 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ.
จำเลย — นาย ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายณัฐพล อนุเมธางกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายคมกริช วรรณไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ตัญศิริ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4456/2566
#697942
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ย. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ปลูกปาล์มน้ำมันในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ มีโจทก์และผู้อื่นเป็นผู้ถือหุ้น กับมีจำเลยและผู้อื่นเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน ก่อนคดีนี้ บริษัท ย. โดยจำเลย ฟ้องบุคคลอื่นอ้างว่าบุกรุกที่ดินสวนปาล์มน้ำมันในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว ระหว่างพิจารณาคดีก่อน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้บริษัท ย. มีอำนาจเก็บผลผลิตปาล์มน้ำมันในที่ดินพิพาทฝ่ายเดียวแล้วนำเงินที่ได้จากการขายหลังหักค่าใช้จ่ายพร้อมบัญชีรับ-จ่ายมาวางศาลทุกเดือน หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 คดีก่อนมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้ว จำเลยได้บริหารจัดการสวนปาล์มน้ำมันโดยมอบอำนาจให้บุคคลภายนอกรวมถึง ฉ. เข้าทำประโยชน์แทนบริษัท ย. ดังนี้ แม้บริษัท ย. จะไม่ได้ตัดเก็บผลปาล์มน้ำมันเอง แต่ก็ได้มอบอำนาจให้บุคคลอื่นทำแทน โดยบริษัท ย. ได้รับเงินเป็นค่าตอบแทน ถือได้ว่าเป็นเงินที่ได้รับจากการขายผลปาล์มน้ำมันที่จำเลยในฐานะกรรมการของบริษัท ย. ซึ่งต้องปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลอุทธรณ์ภาค 8 คดีก่อน ต้องนำมาวางต่อศาลพร้อมบัญชีรับ-จ่าย การที่ ฉ. ตัดเก็บผลปาล์มน้ำมันในสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทที่จำเลยมอบอำนาจให้ ฉ. ตัดเก็บผลปาล์มน้ำมันได้ ฟังได้ว่า จำเลยตัดเก็บผลปาล์มน้ำมันในสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทแล้วไม่นำเงินที่ได้จากการขายผลปาล์มน้ำมันหลังหักค่าใช้จ่ายพร้อมบัญชีรับ-จ่ายไปวางต่อศาลตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 คดีก่อน แต่กลับนำไปใช้เป็นการส่วนตัว ทำให้บริษัท ย. ไม่มีรายได้ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทดังกล่าวซึ่งโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น

จำเลยหยุดเก็บผลปาล์มน้ำมันในสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทในวันที่ศาลมีคำสั่งออกหมายจับจำเลยฐานจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว จำเลยจึงหยุดกระทำละเมิดในวันดังกล่าว และต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัท ย. ถึงวันดังกล่าวเท่านั้น

การทำสวนปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุประสงค์หลักของบริษัท ย. ดังนั้น การบริหารจัดการเกี่ยวกับการปลูกหรือการตัดต้นปาล์มน้ำมันย่อมมีผลต่อรายได้ของบริษัท จึงต้องขอความเห็นชอบจากกรรมการอื่นด้วย การที่จำเลยในฐานะกรรมการบริหารจัดการงานไปโดยลำพังในการขุดคูและตัดต้นปาล์ม 20 ต้น แล้วเกิดความเสียหายแก่บริษัท ย. จึงเป็นการละเมิดและต้องรับผิดต่อบริษัท ย.

จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ในปัญหาอำนาจฟ้องว่า ต้นปาล์มน้ำมันและผลปาล์มน้ำมันในสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นของป่า ไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ปลูก และไม่มีใครเป็นเจ้าของ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 15,720,000 บาท ให้แก่บริษัท ย. พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนในอัตราเดือนละ 2,500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะหยุดเก็บผลปาล์มน้ำมันในที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยเก็บผลผลิตปาล์มน้ำมันในที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับสวนปาล์มน้ำมันของบริษัท ย. อีกต่อไป

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 3,160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 14 พฤษภาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท ย. และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนรายได้จากการขายผลผลิตปาล์มน้ำมันในอัตราเดือนละ 510,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 18 กันยายน 2558 แก่บริษัท ย. กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัท ย. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการทำสวนปาล์มน้ำมัน ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์โดยปลูกปาล์มน้ำมันในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 3,816 ไร่ และ 4,390 ไร่ มีโจทก์และบุคคลอื่นหลายคนเป็นผู้ถือหุ้น มีจำเลย นายวีระศักดิ์ และนางยี่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2555 บริษัท ย. โดยจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นายสมปองและนายสุชาติเป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 163/2555 ของศาลชั้นต้น คำฟ้องกล่าวอ้างว่า นายสมปองและนายสุชาติร่วมกันบุกรุกที่ดินสวนปาล์มน้ำมันในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและสิ่งปลูกสร้างของบริษัท ย. ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่พิพาทเนื้อที่ 1,821 ไร่ ซึ่งให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันประมาณ 500,000 กิโลกรัมต่อปี ขายได้เงินเดือนละประมาณ 2,500,000 บาท ขอให้ขับไล่นายสมปองกับนายสุชาติ กับให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท ย. เดือนละ 2,500,000 บาท ระหว่างพิจารณา บริษัท ย. โจทก์คดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์คดีดังกล่าวอุทธรณ์ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้โจทก์คดีดังกล่าวมีอำนาจเก็บผลผลิตปาล์มน้ำมันในที่ดินพิพาทฝ่ายเดียวแล้วนำเงินที่ได้จากการขายผลผลิตปาล์มน้ำมันหลังหักค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการเก็บผลผลิตปาล์มน้ำมันและนำผลผลิตปาล์มน้ำมันไปขายพร้อมบัญชีรับ - จ่ายมาวางศาลทุกเดือนนับแต่วันอ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่จำเลยซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ย. ไม่ได้นำเงินที่ได้จากการขายผลปาล์มน้ำมันพร้อมบัญชีรับ - จ่าย มาวางศาล นอกจากนี้จำเลยยังโค่นต้นปาล์มน้ำมันในที่ดินพิพาทอีก 20 ต้น วันที่ 14 สิงหาคม 2557 ศาลชั้นต้นคดีดังกล่าวมีคำพิพากษายกฟ้อง โจทก์คดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอให้วิธีการชั่วคราวมีผลบังคับต่อไป แต่ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ขับไล่ และให้จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวร่วมกันชำระค่าเสียหาย เดือนละ 510,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยไม่นำเงินที่ได้จากการขายผลปาล์มน้ำมันในที่ดินสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทมาวางต่อศาล แต่กลับนำเงินดังกล่าวไปใช้ส่วนตัวอันเป็นการละเมิดต่อบริษัท ย. หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจเอกพิทักษ์และนายสุชาติซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ดูแลพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้ว เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2557 พยานทั้งสองไปดูสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาท พบว่ามีการตัดผลปาล์มน้ำมัน พยานทั้งสองถามคนงานแล้ว ได้ความว่าผลปาล์มน้ำมันเป็นของนายฉัตรเทพ ไม่ใช่ของจำเลย เพราะจำเลยขายที่ดินสวนปาล์มน้ำมันที่อยู่ในที่พิพาทให้นายฉัตรเทพไปแล้ว พยานทั้งสองกับพวกขับรถยนต์ติดตามรถยนต์บรรทุกผลปาล์มน้ำมันที่ถูกนำไปขายให้บริษัท น. พันตำรวจเอกพิทักษ์ขอดูใบการจ่ายเงินค่าผลปาล์มน้ำมันของบริษัท น. ซึ่งระบุชื่อนายฉัตรเทพเป็นผู้ขาย หลังจากศาลชั้นต้นในคดีนี้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามจำเลยเข้าไปเก็บผลปาล์มน้ำมันและยุติการตัดโค่นต้นปาล์มน้ำมันในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทไว้ชั่วคราว พยานทั้งสองเข้าไปตรวจสอบพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันอีก พบจำเลยกับพวกยังคงตัดผลปาล์มน้ำมันที่ศาลมีคำสั่งห้าม พยานทั้งสองได้เข้าไปห้ามแล้ว แต่จำเลยยังคงเก็บผลปาล์มน้ำมันในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่พิพาท พันตำรวจเอกพิทักษ์จึงถ่ายภาพไว้ ส่วนจำเลยเบิกความรับว่า ภายหลังจากมีการห้ามตัดเก็บผลปาล์มน้ำมันในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแล้ว จำเลยได้บริหารจัดการสวนปาล์มน้ำมันของบริษัทเพื่อให้มีรายได้โดยมอบอำนาจให้บุคคลภายนอกรวมถึงนายฉัตรเทพเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทแทนบริษัท ย. เพื่อไม่ต้องเสี่ยงภัยกับคนงานถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุม ดังนี้ แม้บริษัท ย. จะไม่ได้ตัดเก็บผลปาล์มน้ำมันเอง แต่ก็ได้มอบอำนาจให้บุคคลอื่นทำแทน โดยบริษัท ย. ได้รับเงินเป็นค่าตอบแทน สอดคล้องกับที่นายฉัตรเทพเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ที่ดินสวนปาล์มน้ำมัน 100 ไร่ พยานจ่ายค่าตอบแทน 3,000,000 บาท ที่ดินสวนปาล์มน้ำมัน 28 ไร่ พยานจ่ายค่าตอบแทน 1,120,000 บาท ที่ดินสวนปาล์มน้ำมัน 24 ไร่ พยานจ่ายค่าตอบแทน 720,000 บาท ที่ดินสวนปาล์มน้ำมัน 61 ไร่ พยานจ่ายค่าตอบแทน 2,000,000 บาท ให้แก่บริษัท ย. ดังนั้น เงินค่าตอบแทนดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเป็นเงินที่ได้รับจากการขายผลปาล์มน้ำมันที่จำเลยในฐานะกรรมการของบริษัท ย. ซึ่งต้องปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะต้องนำมาวางต่อศาลพร้อมบัญชีรับ - จ่าย และเมื่อใบเสร็จรับเงินที่นายฉัตรเทพขายผลปาล์มน้ำมันให้แก่บริษัท น. ระบุว่านายฉัตรเทพเป็นผู้ขาย จึงเป็นธรรมดาและไม่ถือเป็นพิรุธที่โจทก์ไม่มีหลักฐานใบเสร็จรับเงินที่แสดงว่าจำเลยตัดผลปาล์มน้ำมันไปขายในนามส่วนตัวดังที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่บริษัท ย. มอบอำนาจให้นายฉัตรเทพทำประโยชน์ 100 ไร่ ไม่ได้อยู่ในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 163/2555 ของศาลชั้นต้นและพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่พันตำรวจเอกพิทักษ์พบคนงานของนายฉัตรเทพก็อยู่นอกพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่พิพาท 1,821 ไร่ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยตัดเก็บผลปาล์มน้ำมันในที่ดินสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาท นั้น นายฉัตรเทพก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า พื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวกับที่ดินที่บริษัท ย. ฟ้องนายสมปองและนายสุชาติว่าบุกรุก โดยไม่ได้ปฏิเสธว่าที่ดินสวนปาล์มน้ำมัน 100 ไร่ นั้นไม่ได้อยู่ในที่ดินสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาท จึงต้องฟังว่านายฉัตรเทพตัดเก็บผลปาล์มน้ำมันในสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทที่จำเลยมอบอำนาจให้นายฉัตรเทพมีอำนาจตัดเก็บผลปาล์มน้ำมันได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักฟังได้ว่าจำเลยในฐานะกรรมการของบริษัท ย. ตัดเก็บผลปาล์มน้ำมันในสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทแล้วไม่นำเงินที่ได้จากการขายผลปาล์มน้ำมันหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วพร้อมบัญชีรับ - จ่ายไปวางต่อศาลตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่กลับนำไปใช้เป็นการส่วนตัวทำให้บริษัท ย. ไม่มีรายได้ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทดังกล่าวซึ่งโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดเพียงใด เห็นว่า พันตำรวจเอกพิทักษ์และนายสุชาติ พยานโจทก์ เบิกความว่า จำเลยหยุดเก็บผลปาล์มน้ำมันในสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งออกหมายจับจำเลยฐานจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว จึงต้องฟังว่าจำเลยหยุดกระทำละเมิดในวันดังกล่าว และต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัท ย. เดือนละ 510,000 บาท จนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 เท่านั้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยกระทำละเมิดโดยตัดต้นปาล์มน้ำมันของบริษัท ย. หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยขุดคูและตัดต้นปาล์มน้ำมัน 20 ต้น เพื่อประโยชน์ของบริษัทและป้องกันไม่ให้คนร้ายนำรถยนต์เข้ามาขโมยผลปาล์มน้ำมันได้ จำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจย่อมมีอำนาจบริหารจัดการกิจการของบริษัท ย. โดยไม่จำต้องได้รับความเห็นชอบจากกรรมการอื่น เห็นว่า การทำสวนปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุประสงค์หลักของบริษัท ย. ดังนั้น การบริหารจัดการเกี่ยวกับการปลูกหรือการตัดต้นปาล์มน้ำมันย่อมมีผลต่อรายได้ของบริษัท จึงต้องขอความเห็นชอบจากกรรมการอื่นด้วย การที่จำเลยในฐานะกรรมการบริหารจัดการงานดังกล่าวไปโดยลำพังแล้วเกิดความเสียหายแก่บริษัท ย. จึงเป็นการละเมิดและต้องรับผิดต่อบริษัท ย. ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า ต้นปาล์มน้ำมันและผลปาล์มน้ำมันในสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นของป่า ไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ปลูกและไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ การที่จำเลยตัดต้นปาล์มน้ำมันและผลปาล์มน้ำมันดังกล่าวจึงไม่เป็นการละเมิดต่อบริษัท ย. โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีในข้อนี้ไว้ ฎีกาของจำเลยในปัญหานี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

อนึ่ง หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาแล้ว ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน 3,160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤษภาคม 2557) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท ย. แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนอัตราเดือนละ 510,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 ให้แก่บริษัท ย. นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1169
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ล.
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายอานันท์ หมาดเท่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางบุญศริรัตน์ ศิริชัย
ชื่อองค์คณะ
วรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
สิริกานต์ มีจุล
อริยะ นาวินธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4411/2566
#697944
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 4 ให้นิยามของคำว่า "ค้า" ว่า หมายความว่า ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน จำหน่าย จ่าย แจก หรือโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงมีหรือแสดงไว้ซึ่งสัตว์ป่า ซากสัตว์ป่า หรือผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าเพื่อการค้า การประกาศหรือโฆษณาหรือนำเสนอทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือสื่อใด ๆ เพื่อการค้าด้วย ดังนั้น การที่จำเลยมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครองของกลางดังกล่าวโดยการประกาศหรือโฆษณาในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงเป็นความผิดฐานค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครองเพียงบทเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกบทหนึ่งด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง และมาตรา 108 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับเป็นจำนวนไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับตามคำพิพากษา คดีนี้เมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่มีโทษปรับย่อมไม่อาจจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของเงินค่าขายของกลาง จึงไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน ปัญหาทั้งสองเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 4, 5, 6, 7, 17, 29, 89, 92, 108, 109, 112, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 17, 29, 89 วรรคหนึ่ง, 92 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (ที่ถูก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งจากเงินค่าขายของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองเพื่อค้าเป็นจำนวนรวมกันมากถึง 56 ตัว ทั้งเป็นการค้าผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยภายหลังลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกเพียง 1 ปี นั้น นับว่าเป็นการลงโทษในสถานเบาและเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงแก้ไขและที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกไว้นั้น เห็นว่า สัตว์ป่ามีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความสมดุลให้แก่ระบบนิเวศ โดยเฉพาะบทบาทในการควบคุมสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในระบบนิเวศไม่ให้มีมากเกินไปจนเสียความสมดุล การที่จำเลยค้าซากตะกวดและซากกระรอกหน้ากระแตอันเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองซึ่งโดยสภาพแล้วมิใช่สินค้าปศุสัตว์เพื่อการบริโภคให้แก่ประชาชนทั่วไปด้วยการประกาศหรือโฆษณาในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศย่อมเป็นการสนับสนุนให้ผู้ที่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์ป่ามีช่องทางหาเนื้อสัตว์ป่ามาบริโภคได้สะดวกขึ้น ยิ่งเนื้อสัตว์ป่าเป็นที่ต้องการของตลาดมากเพียงใดก็ยิ่งส่งเสริมให้มีการลักลอบล่าสัตว์ป่ามากขึ้นจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนจนไม่ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญในการอนุรักษ์สัตว์ป่าให้ดำรงชีวิตอยู่ตามธรรมชาติเพื่อคงความสมดุลของระบบนิเวศ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน มีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่ยกขึ้นอ้างมาในฎีกา ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกไว้ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษมาและไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 4 ให้คำนิยามของคำว่า "ค้า" ว่า หมายความว่า ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน จำหน่าย จ่าย แจก หรือโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงมีหรือแสดงไว้ซึ่งสัตว์ป่า ซากสัตว์ป่า หรือผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าเพื่อการค้า การประกาศหรือโฆษณาหรือนำเสนอทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือสื่อใด ๆ เพื่อการค้าด้วย ดังนั้น การที่จำเลยมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครองของกลางดังกล่าวโดยการประกาศหรือโฆษณาในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงเป็นความผิดฐานค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครองเพียงบทเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกบทหนึ่งด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง และตามมาตรา 108 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับเป็นจำนวนไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับตามคำพิพากษาโดยจ่ายจากเงินค่าปรับที่ชำระต่อศาล คดีนี้เมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่มีโทษปรับย่อมไม่อาจจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของเงินค่าขายของกลาง จึงไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน ปัญหาทั้งสองเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 29, 89 วรรคหนึ่ง เพียงบทเดียว กับให้ยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ม. 4 ม. 29 ม. 89 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวอรพรรณ สกลพัฒนศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุชาติ อินประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
พิชัย เพ็งผ่อง
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4403/2566
#707720
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะลงมือเผยแพร่คลิปวิดีโอในขณะที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายในเครือข่ายทวิตเตอร์ครั้งเดียว แต่ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา 328 กับความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) มีวัตถุประสงค์ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองแตกต่างกัน โดยความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา มุ่งคุ้มครองชื่อเสียงของผู้เสียหาย ส่วนความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ มุ่งคุ้มครองสังคมเป็นสำคัญ ดังนั้น การกระทำของจำเลยนอกจากทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียงแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม กระทบต่อความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน และความมั่นคงของรัฐ นอกจากนี้ ความผิดทั้ง 2 ฐานดังกล่าว มีองค์ประกอบของความผิดที่แตกต่างกัน สามารถแยกเจตนาของการกระทำความผิดออกจากกันได้อย่างชัดเจน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 326, 328 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ส. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายที่ได้รับความอับอายและเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2563 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จำคุก 3 เดือน ฐานนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา คงจำคุก 2 เดือน ฐานนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยชำระเงินแก่ผู้ร้อง 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง และยกคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อประมาณปี 2560 ผู้เสียหายคบหาเป็นคนรักกับจำเลยจนกระทั่งต้นปี 2563 ผู้เสียหายย้ายมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลย ระหว่างอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา จำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยบันทึกวิดีโอการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอม เดือนพฤษภาคม 2563 ผู้เสียหายกับจำเลยเลิกคบหากันและผู้เสียหายย้ายออกจากบ้านของจำเลยไปคบหากับนาย จ. เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2563 เวลา 18.57 นาฬิกา เพจ XXXTHAICLIP และเพจหลงรักสาวใหญ่สาวอวบนำคลิปวิดีโอที่ผู้เสียหายกับจำเลยมีเพศสัมพันธ์กันเผยแพร่ในทวิตเตอร์ โดยตั้งชื่อว่า "#สาวใหญ่ ส. (ผู้เสียหาย) พัทลุง หาดไข่เต่า" วันที่ 16 มิถุนายน 2563 หลังจากผู้เสียหายทราบเรื่องจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นคนบันทึกคลิปวิดีโอในขณะที่จำเลยกับผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กันและในคลิปวิดีโอนั้นปรากฏภาพของผู้เสียหายแต่เพียงผู้เดียว จึงเป็นการง่ายต่อการเผยแพร่เพราะไม่ต้องคำนึงถึงตัวจำเลย จำเลยเคยส่งคลิปวิดีโอให้ผู้เสียหายดู ผู้เสียหายย่อมจดจำคลิปวิดีโอดังกล่าวได้ ผู้เสียหายเคยแจ้งให้จำเลยลบคลิปวิดีโอออกจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย แต่จำเลยบ่ายเบี่ยงไม่ยอมลบจนผู้เสียหายกับจำเลยเลิกคบหากันและผู้เสียหายย้ายออกจากบ้านของจำเลยไปคบหากับนาย จ. เชื่อว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้จำเลยโกรธเคืองผู้เสียหาย ทั้งก่อนเกิดเหตุจำเลยเคยส่งข้อความทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปหาผู้เสียหายในลักษณะข่มขู่ว่าจะโชว์ด้านเลว ๆ ให้ผู้เสียหายดู จนกระทั่งวันที่ 2 มิถุนายน 2563 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุก่อนวันที่ผู้เสียหายจะแต่งงานใหม่กับนาย จ.คลิปวิดีโอจึงถูกเผยแพร่ออกไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงมีความเชื่อมโยงกันและอยู่ในความรู้เห็นของจำเลย เชื่อได้ว่า เป็นการกระทำของจำเลยเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายคบหากับชายอื่น ที่จำเลยแก้ฎีกาอ้างว่า คลิปวิดีโอถูกเผยแพร่ทางทวิตเตอร์ในวันเดียวกันกับที่จำเลยนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปซ่อมหน้าจอที่ร้านของนาย ม. นาย ม. อาจโอนถ่ายข้อมูลรวมถึงคลิปวิดีโอไว้และอาจนำไปเผยแพร่นั้น ได้ความจากนาย ม. เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยหน้าจอเสียหายเพียงอย่างเดียวเพราะสัมผัสน้ำ พยานแกะและใช้เวลาเปลี่ยนหน้าจอประมาณ 20 นาที ต่อหน้าจำเลยโดยไม่ได้ใช้รหัสในการเปิดเครื่องและส่งมอบให้แก่จำเลยไปทันที แม้จะปรากฏว่าจำเลยนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปซ่อมเวลาประมาณ 12 นาฬิกา โดยจดรหัสผ่านมอบให้ทางร้านนาย ม. ไว้และกลับมารับโทรศัพท์เคลื่อนที่เวลาประมาณ 14 นาฬิกา ก็ตาม แต่เวลาดังกล่าวที่จำเลยรับโทรศัพท์เคลื่อนที่หลังจากซ่อมเสร็จไปนั้น มีการแก้ไขด้วยน้ำยาลบคำผิด จึงเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อว่าได้จัดทำขึ้นตรงตามความจริงที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ในชั้นสอบสวนขณะจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนขอโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยไปตรวจสอบการบันทึกและการเผยแพร่คลิปวิดีโอ จำเลยไม่ยินยอมอ้างว่าต้องใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อค้าขายกับลูกค้าและมีข้อมูลบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ แสดงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสและเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ของจำเลย ข้อนำสืบของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบเชื่อได้โดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้เผยแพร่คลิปวิดีโอที่จำเลยมีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายในเครือข่ายทวิตเตอร์ และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ภาพถ่ายเปลือยกายและภาพถ่ายการมีเพศสัมพันธ์ของผู้เสียหายอันมีลักษณะลามกของผู้เสียหายลงในทวิตเตอร์เพจ XXXTHAICLIP ซึ่งประชาชนทั่วไปที่ใช้อาจเข้าถึงได้ อันเป็นการใส่ความผู้เสียหายต่อบุคคลที่สามว่าผู้เสียหายเป็นผู้หญิงไม่ดีกระจายออกไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไปเข้าลักษณะได้กระทำโดยการโฆษณา ทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่เป็นผู้เผยแพร่คลิปวิดีโอในขณะที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายในเครือข่ายทวิตเตอร์นั้น แม้จำเลยจะลงมือกระทำความผิดเพียงครั้งเดียว แต่ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 กับความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) มีวัตถุประสงค์ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองแตกต่างกันโดยความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณามุ่งคุ้มครองชื่อเสียงของผู้เสียหาย ส่วนความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้นั้น มุ่งคุ้มครองสังคมเป็นสำคัญ ดังนั้นการกระทำของจำเลยนอกจากทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียงแล้วยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม กระทบต่อความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน และความมั่นคงของรัฐนอกจากนี้ความผิดทั้ง 2 ฐานดังกล่าวมีองค์ประกอบของความผิดที่แตกต่างกัน สามารถแยกเจตนาของการกระทำความผิดออกจากกันได้อย่างชัดเจน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และเมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นศาลชั้นต้นกำหนดไว้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 328
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — นางสาว ส.
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายสร้างสรรค์ คงทน
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเจริญ ดวงสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ คงบริรักษ์
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ปิยนุช จรูญรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2566
#697941
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำพิพากษาในคดีก่อนศาลฎีกามีคำวินิจฉัยในส่วนความรับผิดของโจทก์เพียงข้อหาเดียวว่า โจทก์เป็นนายจ้างของ ป. และ ป. ได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้าง โจทก์จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสามในคดีก่อน และวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยโดยสรุปว่า จำเลยดำเนินการด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ ป. มีโอกาสเบียดบังเอาหุ้นของโจทก์ที่มีชื่อ ว. เป็นผู้ถือหุ้นไปโดยทุจริต จึงเป็นการกระทำละเมิดต้องร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามในคดีก่อนด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลในคดีก่อนว่า ป. และจำเลยเป็นผู้ทำละเมิด และต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามในคดีก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และเมื่อเป็นหนี้ร่วม ป. และจำเลยจึงต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 296 ส่วนโจทก์ต้องร่วมรับผิดในฐานะเป็นนายจ้างของ ป. เท่านั้น ความรับผิดของโจทก์และ ป. จึงเสมือนเป็นบุคคลเดียวกันที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยในการชดใช้ความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสามในคดีก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 และเนื่องจากเป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษา โจทก์จึงต้องร่วมรับผิดชําระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยสิ้นเชิงเช่นเดียวกับ ป. และจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 แต่ความรับผิดของโจทก์นั้น เป็นผลมาจากบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติให้นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างซึ่งได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้างด้วย มิได้เป็นผลมาจากการกระทำของโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อโจทก์ชําระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนไปแล้ว ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับชดใช้จาก ป. ผู้เป็นลูกจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 426 และรับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ยจากจำเลยได้อีกส่วนหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 227

ส่วนที่จำเลยอ้างว่าบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.27 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ หลังจากบริษัท ม. ได้ชําระหนี้คืนให้แก่โจทก์หนึ่งในสามส่วนแทนจำเลยตามบันทึกข้อตกลงแล้ว หนี้ในส่วนของจำเลยจึงระงับไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 นั้น ตามคำให้การจำเลยมิได้ต่อสู้คดีว่าโจทก์และจำเลยได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันอันมีผลทำให้ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยระงับสิ้นไปแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้

การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ในข้อใดเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ตามที่เห็นสมควร หากเห็นว่าแม้จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ไปอย่างไรก็ไม่ทำให้ผลคดีตามที่ได้วินิจฉัยแล้วเปลี่ยนแปลงไป ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจไม่วินิจฉัยในข้อนั้นได้

บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.27 เป็นเพียงข้อตกลงให้โจทก์ชําระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนให้เสร็จสิ้น กับให้จำเลยโดยบริษัท ม. ชําระหนี้ตามความรับผิดของจำเลยหนึ่งในสามส่วนไปก่อนเท่านั้น จำเลยจึงยังต้องรับผิดชําระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่ขาดจำนวนจากความรับผิดในส่วนของจำเลยให้แก่โจทก์

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชําระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จนั้น เนื่องจากได้มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ซึ่งตามมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามลำดับ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน อันมีผลให้ในกรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายโดยชัดแจ้ง ก็ให้ใช้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี และในกรณีที่เป็นหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย แต่ทั้งนี้ไม่กระทบถึงการคิดดอกเบี้ยก่อนที่พระราชกำหนดดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดชําระให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ และปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขโดยกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 76,225,868.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 62,550,454.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 มกราคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 200,000 บาท และชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 200,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4304/2554 ของศาลชั้นต้น ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ นายประพันธ์ และจำเลย ร่วมกันคืนหุ้นสามัญของโจทก์ มูลค่าหุ้นละ 1 บาท ระบุชื่อนายวรรโณทัย เป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 672,000 หุ้น ให้แก่นายวรรณพงษ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวรรโณทัย กับพวก ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาหุ้นตามราคาที่มีการซื้อขายครั้งสุดท้ายในวันที่มีการใช้ราคา แต่ต้องไม่ต่ำกว่าราคาหุ้นละ 314.38 บาท และร่วมกันชดใช้เงินปันผล 1,344,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับเงินปันผลที่โจทก์ประกาศจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะคืนใบหุ้นหรือใช้ราคาหุ้นเสร็จ ให้นางดวงกมล นายสบสันติ์ ร่วมรับผิดกับโจทก์ นายประพันธ์ และจำเลยในการคืนหุ้นของโจทก์จำนวน 5,000 หุ้น หรือใช้ราคาแทนหุ้นจำนวนดังกล่าว กับชดใช้เงินปันผล 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะคืนหุ้นหรือใช้ราคาแทน ให้โจทก์ นายประพันธ์และจำเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนนายวรรณพงษ์กับพวก โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000,000 บาท และร่วมกันชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 1,000,000 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนนายวรรณพงษ์กับพวก โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2559 โจทก์และจำเลยตกลงจะชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวโดยมีรายละเอียดตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.27 ในวันเดียวกันโจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยนำหุ้นของโจทก์ 672,000 หุ้น เงินปันผล พร้อมดอกเบี้ยไปวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้แก่นายวรรณพงษ์กับพวก รวมเป็นเงิน 337,557,046.77 บาท วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 บริษัท ม. ผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ความรับผิดทางวิชาชีพสถาบันการเงินของจำเลยได้ชำระเงิน 106,228,068.92 บาท แก่โจทก์แทนจำเลย วันที่ 2 เมษายน 2561 โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินอ้างว่ายังขาดอีก 62,550,454.47 บาท และเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2562 ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้นายประพันธ์ชำระเงิน 149,199,984.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำไปในทางการที่จ้างชอบที่จะได้รับชดใช้จากลูกจ้างเฉพาะแต่ค่าสินไหมทดแทนที่ได้ใช้ให้แก่บุคคลภายนอกไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยยังต้องรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนให้แก่โจทก์อีกหรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาในคดีก่อนศาลฎีกามีคำวินิจฉัยในส่วนความรับผิดของโจทก์เพียงข้อหาเดียวว่า โจทก์เป็นนายจ้างของนายประพันธ์และนายประพันธ์ได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้าง โจทก์จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสามในคดีก่อน และวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยโดยสรุปว่า จำเลยดำเนินการด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายประพันธ์มีโอกาสเบียดบังเอาหุ้นของโจทก์ที่มีชื่อนายวรรโณทัยเป็นผู้ถือหุ้นไปโดยทุจริต จึงเป็นการกระทำละเมิดต้องร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามในคดีก่อนด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลในคดีก่อนว่า นายประพันธ์กับจำเลยเป็นผู้ทำละเมิดและต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามในคดีก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และเมื่อเป็นหนี้ร่วม นายประพันธ์และจำเลยจึงต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 296 ส่วนโจทก์ต้องรับผิดในฐานะเป็นนายจ้างของนายประพันธ์เท่านั้น ความรับผิดของโจทก์และนายประพันธ์จึงเสมือนเป็นบุคคลเดียวกันที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยในการชดใช้ความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสามในคดีก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 และเนื่องจากเป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษา โจทก์จึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยสิ้นเชิงเช่นเดียวกับนายประพันธ์และจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 แต่ความรับผิดของโจทก์นั้น เป็นผลมาจากบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติให้นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างซึ่งได้กระทำละเมิดไปในทางการที่จ้างด้วย มิได้เป็นผลมาจากการกระทำของโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนไปแล้ว ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับชดใช้จากนายประพันธ์ ผู้เป็นลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426 และรับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ยจากจำเลยได้อีกส่วนหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 227 ตามฎีกาของจำเลยก็ยอมรับถึงสิทธิของโจทก์ในข้อนี้ว่าโจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยได้และมีสิทธิไล่เบี้ยจากนายประพันธ์ได้เต็มจำนวนตามส่วนที่เป็นความรับผิดของนายประพันธ์ตามมาตรา 426 ข้อโต้แย้งตามฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ จำเลย และนายประพันธ์เป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาในคดีก่อน จึงต้องแบ่งความรับผิดในระหว่างลูกหนี้ร่วมด้วยกันคนละหนึ่งในสามส่วน หากจำเลยและนายประพันธ์ต้องรับผิดคนละกึ่งหนึ่งเท่ากับโจทก์ไม่ต้องรับผิดเลย และไม่ตรงตามที่ศาลมีคำพิพากษาที่ให้โจทก์ จำเลย และนายประพันธ์ร่วมกันชดใช้ความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสามในคดีก่อน จึงต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้ร่วมทำละเมิดด้วย จึงฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยฎีกาว่า หลังจากคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว โจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะร่วมกันชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว จึงมีการทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการชำระหนี้ดังกล่าวตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.27 โดยมีการตกลงกำหนดสัดส่วนความรับผิดคนละหนึ่งในสามส่วน อันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและมีผลผูกพันต่อกัน หลังจากนั้น บริษัท ม. ผู้รับประกันภัยของจำเลยได้ชำระหนี้ในส่วนที่เป็นความรับผิดของจำเลยจำนวนหนึ่งในสามส่วนให้แก่โจทก์ จำเลยจึงหลุดพ้นความรับผิดแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.27 หลังจากคดีก่อนถึงที่สุด ซึ่งโจทก์นำสืบโดยมีนางภัทรวรรณ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความในปัญหาข้อนี้สรุปความได้ว่า หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์ จำเลย และบริษัท ม. ผู้รับประกันภัยของจำเลย มีการประชุมร่วมกันเกี่ยวกับการชำระหนี้ตามคำพิพากษา ในการประชุมดังกล่าวฝ่ายโจทก์เห็นว่าตามคำพิพากษาโจทก์รับผิดกึ่งหนึ่งในฐานะนายจ้างของนายประพันธ์และจำเลยต้องรับผิดอีกกึ่งหนึ่ง แต่บริษัท ม. ซึ่งจะชำระหนี้แทนจำเลยมีความเห็นว่าจำเลยต้องรับผิดเพียงหนึ่งในสามส่วน จึงตกลงกันไม่ได้ แต่โจทก์และจำเลยต้องการชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้เสร็จสิ้นโดยเร็วเพื่อรักษาชื่อเสียงและภาพลักษณ์ทางธุรกิจของโจทก์และจำเลย จึงมีการทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.27 โดยให้โจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้เสร็จสิ้น และให้บริษัท ม. ชำระหนี้จำนวนหนึ่งในสามส่วนก่อน แล้วจะไปเจรจาเพื่อหาข้อยุติกันในภายหลัง นางภัทรวรรณเป็นผู้ร่วมเจรจาหาข้อยุติในการประชุมดังกล่าวและลงชื่อเป็นพยานในบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.27 ด้วย ย่อมทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเจรจาและการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นอย่างดี จึงเชื่อว่าเหตุที่มีการทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.27 ก็เนื่องจากโจทก์และจำเลยกับบริษัท ม. มีความเห็นขัดแย้งกันเรื่องสัดส่วนความรับผิดตามคำพิพากษาคดีก่อนในระหว่างลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกันว่าจำเลยต้องรับผิดกึ่งหนึ่งหรือหนึ่งในสาม จึงเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะยินยอมตกลงให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวเพียงหนึ่งในสามส่วน ทั้ง ๆ ที่ยังมีความเห็นขัดแย้งกันอยู่ และในการทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.27 นายประพันธ์ผู้ทำละเมิดและเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาอีกคนหนึ่งไม่ได้ร่วมทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์และจำเลย บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันนายประพันธ์ ดังนั้น หนี้ในส่วนที่เป็นความรับผิดของนายประพันธ์ตามที่ระบุในบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.27 จึงต้องถือว่ายังมิได้มีการตกลงกัน นอกจากนี้หากจำเลยรับผิดชำระหนี้เพียงหนึ่งในสามส่วน โจทก์และนายประพันธ์ซึ่งต้องรับผิดในคดีก่อนเสมือนเป็นบุคคลเดียวกันตามที่ได้วินิจฉัยแล้วจะต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้ถึงสองในสามส่วนอันเป็นความรับผิดในระหว่างลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกันเกินกว่าที่ต้องรับผิดตามคำพิพากษา ย่อมขัดกับข้อ 7 ของบันทึกข้อตกลงดังกล่าวที่ระบุว่า การลงนามตามบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ไม่ถือเป็นการยอมรับผิดเกี่ยวกับหนี้ตามคำพิพากษาจำนวนใด ๆ ระหว่างจำเลยร่วมในคำพิพากษาศาลฎีกาเกินกว่าที่ต้องรับผิดตามคำพิพากษานั้นด้วย ส่วนที่จำเลยอ้างว่า บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.27 มีลักษณะเป็นสัญญาสองฝ่ายระหว่างโจทก์และจำเลยที่ต้องการระงับข้อพิพาทอันอาจมีขึ้นระหว่างกันโดยต่างยอมผ่อนผันแก่กันเกี่ยวกับความรับผิดในภาระหนี้ตามคำพิพากษาคดีก่อน บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดในส่วนที่เป็นของนายประพันธ์ตามข้อ 4.3 ไม่ได้มีข้อความในบันทึกข้อตกลงว่าจะมีการเจรจาตกลงกันใหม่ให้จำเลยต้องรับผิดเกินกว่าหนึ่งในสามส่วน และนางภัทรวรรณ พยานโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.27 ไม่ได้มีข้อความสงวนสิทธิว่าโจทก์จะไปเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้เพิ่มจากหนึ่งในสามส่วนอีก ดังนั้นหลังจากบริษัท ม. ได้ชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์หนึ่งในสามส่วนแทนจำเลยตามบันทึกข้อตกลงแล้ว หนี้ในส่วนของจำเลยจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 นั้น เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยมิได้ต่อสู้คดีว่าโจทก์และจำเลยได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันอันมีผลทำให้ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยระงับสิ้นไปแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ และที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ในข้ออื่นของจำเลยโดยอ้างว่าไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง เป็นการไม่ชอบ เพราะอุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในสาระสำคัญและมีผลต่อคำวินิจฉัยของศาลโดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ นั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ในข้อใดเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ตามที่เห็นสมควร หากเห็นว่าแม้จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ไปอย่างไรก็ไม่ทำให้ผลคดีตามที่ได้วินิจฉัยแล้วเปลี่ยนแปลงไป ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อนั้นได้ และที่จำเลยอ้างเหตุผลในฎีกาข้อนี้ว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์ยกขึ้นอ้างไม่ตรงกับข้อโต้แย้งกันในคดีนี้นั้นก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3091/2535 ที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ข้อเท็จจริงและประเด็นที่โต้แย้งกันไม่ตรงกับคดีนี้ เมื่อคดีก่อนศาลวินิจฉัยโดยฟังว่า นายประพันธ์และจำเลยเป็นผู้ทำละเมิด ส่วนโจทก์ต้องร่วมรับผิดฐานเป็นนายจ้างของนายประพันธ์ การแบ่งความรับผิดระหว่างลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกันจึงต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยนายประพันธ์กับโจทก์ร่วมกันรับผิดกึ่งหนึ่ง และจำเลยรับผิดอีกกึ่งหนึ่ง และบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.27 เป็นเพียงข้อตกลงให้โจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนให้เสร็จสิ้น กับให้จำเลยโดยบริษัท ม. ชำระหนี้ตามความรับผิดของจำเลยหนึ่งในสามส่วนไปก่อนเท่านั้น จำเลยจึงยังต้องรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่ขาดจำนวนจากความรับผิดในส่วนของจำเลยเป็นเงินอีก 62,550,454.47 บาท ให้แก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เนื่องจากได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ซึ่งตามมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามลำดับ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน อันมีผลให้ในกรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายโดยชัดแจ้ง ก็ให้ใช้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี และในกรณีที่เป็นหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย แต่ทั้งนี้ไม่กระทบถึงการคิดดอกเบี้ยก่อนที่พระราชกำหนดดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ และปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขโดยกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2559 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 227 ม. 291 ม. 296 ม. 420 ม. 425 ม. 426 ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ป.
จำเลย — บริษัท ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทิวากร พนาวัลย์สมบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ชำนาญการค้า
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย จันทร์วิรัช
เมธี ประจงการ
เชด กวีบริบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา