คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5155/2566
#700200
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง บุหรี่ซิกาแรตของกลาง ซึ่งเป็นของที่ยังมิได้เสียอากรหรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรจึงเป็นของที่พึงต้องริบตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 166

ฟ้องโจทก์บรรยายไว้เป็นที่เข้าใจแล้วว่าจำเลยใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะซุกซ่อนและขนส่งบุหรี่ซิกาแรตในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงฟังได้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่ยังมิได้เสียอากรหรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร อันพึงต้องริบตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 3, 4, 165, 166, 167, 242, 246 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 159, 165, 203, 204, 206, 207 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบบุหรี่ 80 ซอง (1,600 มวน) และรถยนต์ 1 คัน พร้อมกุญแจรถยนต์ ของกลาง และจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับ และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 242 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 165, 203 (1), 204 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 1,536 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 768 บาท ริบของกลาง ให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับร้อยละ 30 และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับร้อยละ 25 ของราคาของกลางหรือค่าปรับ ในกรณีที่ไม่มีผู้นำจับ ให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้ทำผิดร้อยละ 20 ของราคาของกลางหรือค่าปรับ ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 5 (2), 7, 8

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้ริบบุหรี่ซิกาแรตทั้งหมด 80 ซอง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 166 บัญญัติว่า "ของที่ยังมิได้เสียอากร ของต้องห้าม ของต้องกำกัด หรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร เป็นของที่พึงต้องริบตามพระราชบัญญัตินี้" เมื่อจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 242 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 165, 203 (1), 204 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 บุหรี่ซิกาแรต จำนวน 80 ซอง ของกลาง ซึ่งเป็นของที่ยังมิได้เสียอากรหรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร จึงเป็นของที่พึงต้องริบตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาริบบุหรี่ซิกาแรตของกลางชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์และกุญแจรถยนต์ของกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า " เรือที่มีระวางบรรทุกไม่เกินสองร้อยห้าสิบตันกรอส ยานพาหนะ... หากได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่มิได้เสียอากร ของต้องห้าม ของต้องกำกัด หรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ให้ริบเสียทั้งสิ้น..." ซึ่งตามเจตนารมณ์ของมาตรา 165 วรรคหนึ่ง ต้องการให้ศาลริบยานพาหนะหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่ไม่ได้เสียอากร หรือของที่ยังไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร เมื่อตามคำฟ้องโจทก์ข้อ 2 บรรยายว่าภายหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยบุหรี่ซิกาแรตอันเป็นสินค้าที่จำเลยมีไว้เป็นความผิดในฟ้องข้อ 1 และรถยนต์พร้อมกุญแจรถยนต์เป็นยานพาหนะที่จำเลยได้ใช้ในการซุกซ่อนและขนส่งบุหรี่เป็นของกลาง เห็นได้ว่าฟ้องของโจทก์บรรยายไว้เป็นที่เข้าใจแล้วว่าจำเลยใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงฟังได้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่ยังมิได้เสียอากรหรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร อันพึงต้องริบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ริบรถยนต์และกุญแจรถยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 165 วรรคหนึ่ง ม. 166 ม. 246 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายชัยยุทธ์ ศุพุทธมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
ธนาคม ลิ้มภักดี
กัมปนาท วงษ์นรา
นพรัตน์ ชลวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5122 -ที่ 5123/2566
#699740
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิที่ดินมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้ถือว่าเป็นของรัฐ ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 2 และแม้หากที่ดินพิพาทจะพ้นจากการเป็นที่ชายตลิ่งไปโดยสภาพ เนื่องจากในฤดูฝนน้ำท่วมไม่ถึง แต่ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นของรัฐ ประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) การที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิครอบครองและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นการต้องห้ามตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9 ย่อมไม่มีสิทธิอ้างการครอบครองที่ผิดกฎหมายใช้ยันรัฐได้ไม่ว่าในทางใด การฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อไม่ให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท จึงมีผลเท่ากับอ้างสิทธิครอบครองมายันรัฐซึ่งไม่อาจกระทำได้ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 122 บัญญัติให้นายอำเภอมีหน้าที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในกรณีที่มีข้อพิพาทหรือคดีเกี่ยวกับที่ดิน นายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะร่วมกันดำเนินการ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะดำเนินการ ก็ให้มีอำนาจกระทำได้ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 10 ตามลำดับ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์ทั้งสิบเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ซึ่งเป็นวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และที่ดินดังกล่าวไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการอันเป็นการรบกวนการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสิบ กับให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการเพิกถอนการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขับไล่โจทก์ทั้งสิบพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาท หากโจทก์ทั้งสิบไม่รื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไป ให้จำเลยทั้งสองหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจรื้อถอน และขนย้ายสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไป โดยให้โจทก์ทั้งสิบเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด

โจทก์ที่ 1 ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 10 ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้ขับไล่โจทก์ทั้งสิบพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้โจทก์ทั้งสิบรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ทั้งสิบ ห้ามโจทก์ทั้งสิบและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป กับให้โจทก์ทั้งสิบใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองสำนวนแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ สำนวนแรก 3,000 บาท สำนวนที่สอง 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ทั้งสิบ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมของโจทก์ทั้งสิบให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 10 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองสำนวนในศาลชั้นต้นกับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสิบต่างครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ที่ 1 ครอบครองเนื้อที่ 1 งาน 5.6 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 71/1 โจทก์ที่ 2 เนื้อที่ 2 งาน 34.1 ตารางวา พร้อมบ้านอยู่อาศัยและให้เช่าพักแรมเลขที่ 3/9 โจทก์ที่ 3 เนื้อที่ 40.5 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 3/6 โจทก์ที่ 4 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 20.2 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 3/4 โจทก์ที่ 5 เนื้อที่ 3 งาน 22.4 ตารางวา พร้อมบ้านอยู่อาศัยและให้เช่าพักแรมเลขที่ 99/4 โจทก์ที่ 6 เนื้อที่ 2 งาน 5.9 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 154/4 โจทก์ที่ 7 เนื้อที่ 84.1 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 135/5 โจทก์ที่ 8 เนื้อที่ 2 งาน 78.3 ตารางวา โจทก์ที่ 9 เนื้อที่ 1 งาน 66.1 ตารางวา และโจทก์ที่ 10 เนื้อที่ 3 งาน 11.5 ตารางวา วันที่ 28 ตุลาคม 2559 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินว่า ด้วยจำเลยที่ 1 ได้รับการร้องเรียนกรณีมีการบุกรุกที่ดินริมตลิ่งแม่น้ำโขง โดยเอกชนหลายรายเข้าไปล้อมรั้วแสดงสิทธิครอบครอง และมีบางรายปลูกบ้านพักส่วนตัว ขอให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบและรังวัดที่ดินว่างเปล่าเพื่อเป็นที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันและเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จึงขอความอนุเคราะห์ประมาณค่าใช้จ่ายในการรังวัดที่ดินเนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ มีผู้คัดค้านประมาณ 20 ราย ครอบคลุมที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสิบครอบครองด้วย คดีสำหรับโจทก์ที่ 4 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคดีสำหรับโจทก์ที่ 3 ที่ 6 และที่ 10 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เป็นฝ่ายที่กล่าวอ้างว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 แต่ละคนต่างมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองที่ดินสืบต่อกันมาตั้งแต่ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ตามที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 บัญญัติว่า "บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย" โดยประมวลกฎหมายที่ดินเริ่มใช้บังคับในวันที่ 1 ธันวาคม 2497 หน้าที่ในการนำสืบข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้างจึงตกแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ที่โจทก์ที่ 1 นำสืบว่า เดิมที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 65 ตารางวา นายวงค์และนางเตี้ยง ได้ครอบครองและทำประโยชน์ด้วยการปลูกพืชไร่และกอไผ่ขาย นายวงค์และนางเตี้ยงมีบุตร 5 คน นายบุญศรี และนางบาง มารดาของนายบุญตัน ต่างเป็นบุตรของนายวงค์และนางเตี้ยง หลังจากนายวงค์และนางเตี้ยงตาย ทายาทตกลงมอบที่ดินให้แก่นายบุญศรี ต่อมานายบุญศรีแบ่งที่ดิน 1 งาน 5.6 ตารางวา ให้แก่นายบุญตันซึ่งเป็นหลาน วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2537 นายบุญตันขายที่ดินให้แก่นางโสภาพรรณ ในราคา 130,000 บาท วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 นางโสภาพรรณขายที่ดินให้แก่นางวันดี มารดาของโจทก์ที่ 1 ในราคา 500,000 บาท นางวันดีเข้าครอบครองที่ดินและปลูกสร้างบ้านเลขที่ 71/1 และเมื่อต้นปี 2555 นางวันดีได้ยกที่ดินพร้อมบ้านให้แก่โจทก์ที่ 1 โดยโจทก์ที่ 1 มีนายบุญตันซึ่งเกิดปี 2485 เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานเห็นนายวงค์และนางเตี้ยงครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยการปลูกพืชไร่และกอไผ่ขายตั้งแต่พยานจำความได้ พยานเคยไปช่วยนางเตี้ยงปลูกผักสวนครัวด้วยก็ตาม แต่นางเตี้ยงกลับมิได้ไปแจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายใน 180 วัน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5 ซึ่งหากนายวงค์และนางเตี้ยงได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 โดยชอบ เพียงแต่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน กับมิใช่เป็นที่ดินที่มีการหวงห้ามมิให้ราษฎรเข้าถือครอง ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่นายวงค์และนางเตี้ยงจะต้องละเลยไม่ไปแจ้งการครอบครองที่ดินต่อทางราชการเพื่อรักษาสิทธิในที่ดินของตนไว้ ทั้งนายบุญตันมิได้เบิกความอธิบายให้เหตุผลในเรื่องดังกล่าว ข้ออ้างการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ 1 ว่าได้ครอบครองสืบต่อกันมาจากนายวงค์และนางเตี้ยงตั้งแต่ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง คงรับฟังได้เพียงว่า นายบุญตันครอบครองและขายที่ดินพิพาทให้แก่นางโสภาพรรณเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2537 นางโสภาพรรณขายที่ดินต่อให้แก่นางวันดี มารดาของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 และนางวันดียกให้แก่โจทก์ที่ 1 ในปี 2555 เท่านั้น ล้วนแต่เป็นการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้วทั้งสิ้น ส่วนโจทก์ที่ 2 นำสืบว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2554 นายธนชาตซื้อที่ดินพิพาทบางส่วนจากนายสุรันดรในราคา 150,000 บาท วันที่ 31 มกราคม 2556 โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินเนื้อที่ 1 งาน 53 ตารางวา จากนางจิรารัตน์ในราคา 700,000 บาท และวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556 โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินเนื้อที่ 50 ตารางวา จากนายธนชาตในราคา 200,000 บาท โจทก์ที่ 5 นำสืบว่า โจทก์ที่ 5 ซื้อที่ดินมาจากนายสุรันดรและนางปราณี เมื่อปี 2544 จากนั้นโจทก์ที่ 5 สร้างบ้านอยู่อาศัย ประกอบกิจค้าขายและให้เช่าพักแรมในชื่อ "บ้านพัก ร." มาจนถึงปัจจุบัน และโจทก์ที่ 7 นำสืบว่า เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2533 นางโสภาพรรณและนางสาวคะนึงนิจ ซื้อที่ดินมาจากนายปัญญา แล้วโจทก์ที่ 7 ซื้อที่ดินต่อจากนางโสภาพรรณและนางสาวคะนึงนิจ คงเป็นการนำสืบเพียงในช่วงที่แต่ละคนซื้อที่ดินมาและเข้าครอบครองที่ดินพิพาทส่วนของตนเท่านั้นและเป็นการซื้อที่ดินที่ไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดินเพื่อการอ้างอิงถึงสิทธิครอบครองในที่ดิน ผู้ที่ขายที่ดินจะได้ที่ดินมาโดยชอบหรือไม่ อย่างไรและเมื่อใด ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับหรือไม่ ก็ไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ ที่โจทก์ที่ 2 เบิกความว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในชุมชนเก่าที่ชาวบ้านอยู่อาศัยมานานหลายร้อยปี แต่ที่ดินกลับไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินเลยและมีเฉพาะในส่วนที่โจทก์ทั้งสิบครอบครองซึ่งอยู่ริมแม่น้ำโขงเท่านั้นที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน หาได้อยู่ในส่วนอื่นของชุมชนที่ส่วนใหญ่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยไม่ สำหรับโจทก์ที่ 9 นำสืบว่า โจทก์ที่ 9 ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินเมื่อปี 2540 ตกทอดมาจากบิดามารดา และบิดามารดาครอบครองสืบมาต่อจากตายาย โจทก์ที่ 9 ปลูกผักสวนครัวและไม้ยืนต้น แต่โจทก์ที่ 9 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ต้นไผ่ ต้นกล้วยและเถาวัลย์ตามภาพถ่ายเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและโจทก์ที่ 9 มิได้อาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท พยานหลักฐานตามที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 แต่ละคนได้ครอบครองที่ดินพิพาทสืบต่อจากผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินและโดยไม่ขาดสายตั้งแต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ หากแต่เป็นการเข้าครอบครองภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว ไม่มีกรณีที่จะทำให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 พึงได้รับความคุ้มครองว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ได้ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อที่ดินพิพาทมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้ถือว่าเป็นของรัฐ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 และแม้หากที่ดินพิพาทจะพ้นจากการเป็นที่ชายตลิ่งไปโดยสภาพ เนื่องจากในฤดูฝนน้ำท่วมไม่ถึง ดังโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ฎีกา แต่ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นของรัฐ ประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยทั้งสอง การที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิครอบครองและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ย่อมไม่มีสิทธิอ้างการครอบครองที่ผิดกฎหมายใช้ยันรัฐได้ไม่ว่าในทางใด การฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อไม่ให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท จึงมีผลเท่ากับอ้างสิทธิครอบครองมายันรัฐซึ่งไม่อาจกระทำได้ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 มาตรา 122 บัญญัติให้นายอำเภอมีหน้าที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ในกรณีที่มีข้อพิพาทหรือคดีเกี่ยวกับที่ดิน นายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะร่วมกันดำเนินการ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะดำเนินการ ก็ให้มีอำนาจกระทำได้ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (1)
ป.ที่ดิน ม. 2 ม. 4 ม. 9
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป. กับพวก
จำเลย — เทศบาล ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นางสาวพูลศรี ประทุมมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวปทุมาวดี พิชชาโชติ
ชื่อองค์คณะ
ปรีชา เชิดชู
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5101/2566
#699327
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 25 (3) มีความหมายว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้ มิได้หมายความรวมถึงคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้เนื่องจากพ้นกำหนดเวลาโดยที่เจ้าหนี้ยังมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้แต่อย่างใด คำสั่งดังกล่าวคงวินิจฉัยเพียงว่า ตามคำร้องของเจ้าหนี้นั้น กรณีเป็นเหตุสุดวิสัยและมีเหตุผลอันสมควรที่จะทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้เข้ามาในคดีล้มละลายหรือไม่เท่านั้น แต่หาได้วินิจฉัยถึงสิทธิในการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่เพียงใด เมื่อคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลาขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91/1 ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง คำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 25 (3) และมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า "คำสั่งยกคำร้อง" ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 25 (1) เพราะคำสั่งยกคำร้องตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงคำสั่งยกคำร้องขอให้จำเลยล้มละลาย อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ผู้ร้องอุทธรณ์โดยมิได้ยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 22 กรกฎาคม 2563 ครบกำหนดให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 22 กันยายน 2563

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91/1 ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 25 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 25 บัญญัติว่า "คดีล้มละลายที่มิใช่คดีอาญา ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลาย เว้นแต่ (1) คำพิพากษายกฟ้อง หรือคำสั่งยกคำร้องหรือคำร้องขอให้ล้มละลาย (2) คำสั่งยกคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ (3) คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน (4) คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด (5) คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกับคดีตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย" ซึ่งคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 25 (3) มีความหมายว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้ มิได้หมายความรวมถึงคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้เนื่องจากพ้นกำหนดเวลาโดยที่เจ้าหนี้ยังมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้แต่อย่างใด เพราะคำสั่งดังกล่าวคงวินิจฉัยเพียงว่า ตามคำร้องของเจ้าหนี้นั้น กรณีเป็นเหตุสุดวิสัยและมีเหตุผลอันสมควรที่จะทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้เข้ามาในคดีล้มละลายหรือไม่เท่านั้น แต่หาได้วินิจฉัยถึงสิทธิในการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่เพียงใด เมื่อคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลาขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91/1 โดยอ้างว่าเกิดจากเหตุสุดวิสัย ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง คำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 25 (3) และมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า "คำสั่งยกคำร้อง" ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 25 (1) เพราะคำสั่งยกคำร้องตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงคำสั่งยกคำร้องขอให้จำเลยล้มละลาย อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ผู้ร้องจะอุทธรณ์ได้เมื่อยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมาพร้อมกับอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์ การที่ผู้ร้องอุทธรณ์โดยมิได้ยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ทั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องแล้ว เห็นว่า ไม่มีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 26 วรรคสี่ เนื่องจากข้ออ้างตามคำร้องของผู้ร้องมิใช่กรณีเป็นเหตุสุดวิสัยและมีเหตุผลอันสมควรอันจะทำให้ผู้ร้องสามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายหลังพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องประการอื่นอีกเพราะมิได้ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 25 ม. 26 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ล.
ผู้ร้อง — บริษัท ท.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัท ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวปทิตตา สิริภาพโสภณ
- นายพูนศักดิ์ เข็มแซมเกษ
ชื่อองค์คณะ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5076 -ที่ 5079/2566
#702272
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 จะกำหนดให้กล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เกินสองปีและห้าปีก็ตาม แต่มิใช่บทบัญญัติที่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวนและวินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมหรือความผิดที่เกี่ยวข้องกัน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 19 (3) (เดิม) และมาตรา 19 (4) (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากนี้ หากคณะกรรมการ ป.ช.ช. มีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็มีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงได้ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 88 และมาตรา 84 (ที่แก้ไขใหม่) ที่บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐตามวรรคหนึ่งได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเกินห้าปีแล้ว ย่อมไม่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะยกคำกล่าวหาที่ได้มีการกล่าวหาไว้แล้วหรือกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นกระทำความผิดขึ้นไต่สวนได้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วแต่กรณี เห็นได้ว่า ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 88 และมาตรา 84 (ที่แก้ไขใหม่) ต่างก็มีความมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า แม้เป็นกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเกินสองปีหรือห้าปีแล้ว ก็ไม่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะยกคำกล่าวหาที่ได้มีการกล่าวหาไว้แล้วหรือกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นกระทำความผิดขึ้นไต่สวนได้ บทบัญญัติตามมาตรา 84 (ที่แก้ไขใหม่) ข้างต้น หาใช่อายุความตามประมวลกฎหมายอาญาไม่ ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและส่งรายงาน เอกสาร พร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยให้ถือว่ารายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 97 วรรคหนึ่ง เดิมและที่แก้ไขใหม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสี่สำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 5/2562 และ อท.(ผ) 6/2562 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ในสำนวนที่หนึ่งว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ตามลำดับ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 11 ถึงที่ 22 ตามลำดับ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 23 ถึงที่ 27 ตามลำดับ เรียกจำเลยในสำนวนที่สี่ว่า จำเลยที่ 28 เรียกจำเลยในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 5/2562 ของศาลชั้นต้น ว่า จำเลยที่ 29 เรียกจำเลยในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2562 ของศาลชั้นต้น ว่า จำเลยที่ 30 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 29 และที่ 30 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลล่าง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสี่สำนวนนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 151, 157, 161 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123 จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 10 จำเลยที่ 4 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 8 จำเลยที่ 6 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 22 จำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 28 จำเลยที่ 8 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 25 จำเลยที่ 10 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 26 จำเลยที่ 11 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 12 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 14 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 9 จำเลยที่ 15 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 7 จำเลยที่ 19 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 23 จำเลยที่ 20 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 20 จำเลยที่ 23 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 24 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 11 จำเลยที่ 30 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 24 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 13 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 8/2560 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 17 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 9/2560 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 27 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายแดงที่ อท.(ผ) 7/2560 ของศาลชั้นต้น ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 19 ที่ 20 ที่ 23 ที่ 24 และที่ 30 ต่อจากโทษคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำเลยที่ 13 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 8/2560 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำเลยที่ 17 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 9/2560 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 27 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 7/2560 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามสิบให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 15 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 20 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 27 และที่ 30 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุมัติจัดซื้อจัดจ้าง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และการกระทำของจำเลยที่ 1 ในการจัดซื้อจัดจ้างแต่ละสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 161 กระทง จำคุก 805 ปี และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 10 กระทง จำคุก 50 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 11 ในฐานะผู้ขออนุมัติจัดซื้อจัดจ้าง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 11 ในการจัดซื้อจัดจ้างหลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 166 กระทง จำคุก 830 ปี และจำเลยที่ 11 ในฐานะกรรมการเปิดซองสอบราคา มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 11 หลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 15 กระทง จำคุก 75 ปี และจำเลยที่ 11 ในฐานะกรรมการตรวจการจ้าง ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 20 กระทง จำคุก 40 ปี แต่เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 11 ทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 12 ในฐานะผู้ขออนุมัติจัดซื้อจัดจ้างและกรรมการเปิดซองสอบราคา ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 12 หลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 81 กระทง จำคุก 405 ปี และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 12 หลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 15 ปี ในฐานะกรรมการตรวจการจ้าง ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 11 กระทง จำคุก 22 ปี แต่เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 12 ทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 13 ในฐานะกรรมการเปิดซองสอบราคา ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 13 หลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 16 กระทง จำคุก 80 ปี และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นบทที่โทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ในฐานะกรรมการตรวจการจ้าง ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 13 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 9 กระทง จำคุก 18 ปี แต่เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 13 ทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 14 ในฐานะกรรมการเปิดซองสอบราคา ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 14 หลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 24 กระทง จำคุก 120 ปี ฐานะกรรมการตรวจการจ้าง ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 10 กระทง จำคุก 20 ปี แต่เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 14 ทุกกระทงแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 15 ในฐานะกรรมการเปิดซองสอบราคา ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 15 หลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 136 กระทง จำคุก 680 ปี แต่เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 15 ทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 23 ในฐานะกรรมการเปิดซองสอบราคา ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 23 หลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 50 กระทง จำคุก 250 ปี ในฐานะกรรมการตรวจการจ้าง ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 23 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 6 กระทง จำคุก 12 ปี แต่เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 23 ทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 6 ถึงที่ 10 ที่ 18 ที่ 19 ที่ 21 ที่ 25 ที่ 29 และที่ 30 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 6 ถึงที่ 10 ที่ 18 ที่ 19 ที่ 21 ที่ 25 ที่ 29 และที่ 30 หลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ที่ 10 ที่ 19 และที่ 30 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 6 รวม 28 กระทง จำคุก 84 ปี 112 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 7 รวม 17 กระทง จำคุก 51 ปี 68 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 8 รวม 3 กระทง จำคุก 9 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 10 รวม 5 กระทง จำคุก 15 ปี 20 เดือน จำเลยที่ 19 รวม 4 กระทง จำคุก 12 ปี 16 เดือน จำเลยที่ 30 รวม 9 กระทง จำคุก 27 ปี 36 เดือน จำเลยที่ 9 ที่ 18 ที่ 21 ที่ 25 และที่ 29 ปรับกระทงละ 100,000 บาท จำเลยที่ 9 รวม 5 กระทง ปรับ 500,000 บาท จำเลยที่ 18 รวม 14 กระทง ปรับ 1,400,000 บาท จำเลยที่ 21 รวม 47 กระทง ปรับ 4,700,000 บาท จำเลยที่ 25 รวม 26 กระทง ปรับ 2,600,000 บาท จำเลยที่ 29 รวม 9 กระทง ปรับ 900,000 บาท จำเลยที่ 16 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 16 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับกระทงละ 100,000 บาท รวม 2 กระทง ปรับ 200,000 บาท และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 4 กระทง ปรับ 40,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้ปรับจำเลยที่ 16 จำนวน 240,000 บาท จำเลยที่ 17 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 17 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 6 ปี 8 เดือน และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 4 กระทง จำคุก 12 ปี 16 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 17 มีกำหนด 18 ปี 24 เดือน จำเลยที่ 20 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 20 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 76 กระทง จำคุก 228 ปี 304 เดือน และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 10 กระทง จำคุก 30 ปี 40 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 20 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 26 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 26 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับกระทงละ 100,000 บาท รวม 22 กระทง ปรับ 2,200,000 บาท และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 2 กระทง ปรับ 20,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้ปรับจำเลยที่ 26 จำนวน 2,220,000 บาท จำเลยที่ 27 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 27 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 22 กระทง จำคุก 66 ปี 88 เดือน และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 6 ปี 8 เดือน เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 27 ทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 11 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 12 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 13 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 33 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 8/2560 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 14 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 9 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 15 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 7 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 9/2560 (ที่ถูก อท.(ผ) 6/2560) ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 20 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 20 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 23 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 6 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น หากจำเลยที่ 9 ที่ 16 ที่ 18 ที่ 21 ที่ 25 ที่ 26 และที่ 29 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 29/1 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 22 ที่ 24 และที่ 28 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 6 ถึงที่ 21 ที่ 23 ที่ 25 ถึงที่ 27 ที่ 29 และที่ 30 ให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 17 ที่ 18 ที่ 19 ที่ 20 ที่ 23 ที่ 25 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 30 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จำเลยที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 และที่ 30 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบอนุญาตให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 และที่ 30 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 24 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 24 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 24 เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 การกระทำความผิดอาจเกิดจากเกรงว่าจะได้รับผลกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ มีเหตุอันควรปรานี จึงลงโทษสถานเบา ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฟ้องข้อ 30, 72, 84, 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี ให้ยกฟ้องข้อ 83, 96 และข้อ 128 ลงโทษจำเลยที่ 3 ตามฟ้องข้อ 51, 103, 131, 132, 148, 149, 150, 170 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ยกฟ้องข้อ 9, 13, 14, 65, 66, 95, 101, 112, 113, 118, 134, 146, 147 และข้อ 169 ลงโทษจำเลยที่ 4 ตามฟ้องข้อ 36 และข้อ 38 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี ยกฟ้องข้อ 2, 3, 11, 13, 14, 41, 42, 43, 45, 46, 47, 49, 50, 73, 80, 95, 96, 97, 101, 102, 117, 123, 126, 133, 139 ลงโทษจำเลยที่ 24 ตามฟ้องข้อ 5, 6, 21, 24, 26, 27, 33, 39, 76, 140, 141, 142, 143, 144, 145, 167, 168, 173, 174, 175 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 20 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ยกฟ้องข้อ 32, 91, 108, 152, 166, 171 และ 172 จำเลยที่ 22 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 22 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และการกระทำของจำเลยที่ 22 ในการจัดซื้อจัดจ้างหลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 47 กระทง เป็นจำคุก 141 ปี 188 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ลงโทษจำเลยที่ 18 รวม 13 กระทง ปรับ 1,300,000 บาท จำเลยที่ 19 รวม 3 กระทง จำคุก 9 ปี 12 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 23 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 31 กระทง เป็นจำคุก 155 ปี และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี รวมจำคุก 161 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ยกฟ้องจำเลยที่ 23 ตามฟ้องข้อ 5, 6, 12, 17, 20, 22, 24, 36, 38, 52, 72, 81, 93, 94, 107, 139, 140, 144, 171, 172, 173, 175 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 11 ถึงที่ 15 และที่ 23 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และยกคำขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 20 ที่ 23 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น ยกคำขอนับโทษจำคุกจำเลยที่ 13 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 8/2560 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 17 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 17 ที่ 24 และที่ 28 โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา และจำเลยที่ 2 ที่ 22 และที่ 24 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 22 ฎีกาเรื่องอำนาจฟ้องว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินกล่าวหาจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 14 และที่ 15 หลังพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเกินสองปีและห้าปีแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจรับข้อกล่าวหาดังกล่าวไว้พิจารณา เนื่องจากล่วงเลยระยะเวลาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 84 เดิมและที่แก้ไขใหม่ นั้น แม้พระราชบัญญัติดังกล่าวจะกำหนดให้กล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เกินสองปีและห้าปีก็ตาม แต่มิใช่บทบัญญัติที่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมหรือความผิดที่เกี่ยวข้องกัน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 19 (3) (เดิม) และมาตรา 19 (4) (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากนี้ หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็มีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงได้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 88 และตามมาตรา 84 (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐตามวรรคหนึ่ง ได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเกินห้าปีแล้ว ย่อมไม่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะยกคำกล่าวหาที่ได้มีการกล่าวหาไว้แล้วหรือกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นกระทำความผิดขึ้นไต่สวนได้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ้นจากตำแหน่งหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แล้วแต่กรณี เห็นได้ว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 88 และมาตรา 84 (ที่แก้ไขใหม่) ดังกล่าว ต่างก็มีความมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า แม้เป็นกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเกินสองปีหรือห้าปีแล้ว ก็ไม่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะยกคำกล่าวหาที่ได้มีการกล่าวหาไว้แล้วหรือกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นกระทำความผิดขึ้นไต่สวนได้ บทบัญญัติตามมาตรา 84 (ที่แก้ไขใหม่) ข้างต้น หาใช่อายุความตามประมวลกฎหมายอาญาไม่ ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและส่งรายงาน เอกสาร พร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยให้ถือว่ารายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 97 วรรคหนึ่ง เดิมและที่แก้ไขใหม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 22 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 9 กระทง จำคุก 27 ปี 36 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 16 และที่ 24 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 19 (3) (เดิม) ม. 19 (4) (ใหม่) ม. 84 (ใหม่) ม. 88 ม. 97 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 97 วรรคหนึ่ง (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นายสุรศักดิ์ โสมคล้าย
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
วิชัย ช้างหัวหน้า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5073/2566
#699642
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามในคดีนี้ต้องคำพิพากษาให้รอการกำหนดโทษและคดีถึงที่สุดแล้ว ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสามตามที่ศาลชั้นต้นรอการกำหนดโทษไว้นั้น ป.อ. มาตรา 58 บัญญัติหลักเกณฑ์เรื่องการบวกโทษว่า ศาลที่พิพากษาคดีหลังจะกำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง แสดงว่าการขอในกรณีเช่นนี้กฎหมายประสงค์ให้โจทก์ในคดีหลังยื่นคำขอให้บวกโทษ จะมายื่นคำร้องในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีก่อนและคดีถึงที่สุดไปแล้วไม่ได้เพราะจะเป็นแก้ไขคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 358 ระหว่างการพิจารณานางสาวฟ้า ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 2 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 5793 มาเป็นหลักประกันในการขอปล่อยตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั่วคราว ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามฟ้อง ให้รอการกำหนดโทษจำเลยทั้งสามไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำคุกและปรับจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามแก้อุทธรณ์ หลังจากศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว วันที่ 29 เมษายน 2565 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น 2 ฉบับ คำร้องฉบับแรกโจทก์ร่วมอ้างว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 5793 เป็นของโจทก์ร่วม ขอให้เพิกถอนการใช้โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นหลักประกันตัวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คำร้องฉบับที่สองโจทก์ร่วมอ้างว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดซ้ำ ขอให้กำหนดโทษ ที่รอการกำหนดโทษไว้และลงโทษจำเลยทั้งสาม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องทั้งสองฉบับของโจทก์ร่วมไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อพิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ส่งคำร้องฉบับแรกของโจทก์ร่วมคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป และมีคำพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ขอให้ลงโทษจำคุกและปรับจำเลยทั้งสามเพราะเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 วันที่ 7 มิถุนายน 2565 ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องฉบับแรกของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมยื่นคำร้องภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว สัญญาประกันระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นสิ้นสุดลง ไม่จำต้องพิจารณาสั่งเกี่ยวกับหลักประกันอีก ให้ยกคำร้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน แต่ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องฉบับที่สองของโจทก์ร่วม วันที่ 20 ธันวาคม 2565 ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องฉบับที่สองของโจทก์ร่วมว่า เมื่อกรณียังไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยถูกพิพากษาว่ามีความผิดในคดีใดขึ้นอีก ทั้งคดีตามที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้างมาในคำร้องยังอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และพฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมอ้างตามคำร้องถือเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ยังไม่มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสาม ให้ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสามในคดีนี้ต้องคำพิพากษาให้รอการกำหนดโทษและคดีถึงที่สุดแล้ว ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสามตามที่ศาลชั้นต้นรอการกำหนดโทษไว้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 บัญญัติหลักเกณฑ์เรื่องการบวกโทษว่า ศาลที่พิพากษาคดีหลังจะกำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง แสดงว่าการขอในกรณีเช่นนี้กฎหมายประสงค์ให้โจทก์ในคดีหลังยื่นคำขอให้บวกโทษ จะมายื่นคำร้องในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีก่อนและถึงที่สุดแล้วไม่ได้เพราะจะเป็นการแก้ไขคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้อายัดโฉนดที่ดินเลขที่ 5793 และมีคำสั่งให้โอนที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมยื่นคำร้องฉบับแรกขอให้เพิกถอนการใช้โฉนดที่ดินเลขที่ 5793 เป็นหลักประกันตัวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง การที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้อายัดโฉนดที่ดินเลขที่ 5793 เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้จึงไม่ชอบ และย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ร่วมที่จะฎีกาต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

และที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้สั่งจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้อง 254,500 บาท แก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเพิ่งยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุรินทร์
โจทก์ร่วม — นางสาว ฟ.
จำเลย — นาง ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุรินทร์ — นางสาวนรีนาถ ทองบัวบาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอนุภาพ สุวรรณโชติ
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5043/2566
#698974
เปิดฉบับเต็ม

หนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตายนั้น จำต้องชดใช้จากสินทรัพย์แห่งกองมรดก เนื่องด้วยเป็นการดำเนินการตามสมควรแก่ฐานะในสมาคมของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1650

ส่วนเงินฌาปนกิจศพของผู้ตายที่โจทก์ได้รับจากกองทุนหมู่บ้านนั้น ถือเป็นเงินจัดการทำศพผู้ตาย แม้จะเป็นเงินที่ได้มาตามสิทธิภายหลังที่ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว หาใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะที่ถึงแก่ความตายไม่เป็นสินทรัพย์แห่งกองมรดกก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาระเบียบประกอบรายการโอนเงินที่ระบุว่าเป็นเงินฌาปนกิจศพสงเคราะห์บ้าง สงเคราะห์ศพบ้าง ส่งเงินศพบ้าง แสดงว่าหมู่บ้านต่าง ๆ มีเจตนามอบเงินดังกล่าวเป็นเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือจัดการงานศพสมาชิกตามประเพณีเพื่อลดภาระหนี้สินค่าใช้จ่ายจัดการศพอันเป็นการสงเคราะห์ศพ จึงต้องนำเงินดังกล่าวไปหักกับค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปในการจัดการศพผู้ตายก่อนตามเจตนาที่กองทุนหมู่บ้านมอบให้ หากมีค่าใช้จ่ายเหลือเท่าใดจึงเป็นหนี้กองมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินคืนโจทก์ 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสมปองชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มกราคม 2564) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทั้งนี้ ให้จำเลยรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายสมปองที่ตกทอดได้แก่ตน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า นายสมปอง ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 โดยมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือบุคคลใดไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพ จำเลยซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายอันเป็นทายาทโดยธรรมเป็นบุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกเป็นจำนวนมากที่สุด จึงมีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพผู้ตาย จำเลยเป็นนักศึกษายังไม่มีรายได้ จึงมอบหมายให้โจทก์ซึ่งเป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายเป็นผู้จัดการทำศพผู้ตายแทนตน โจทก์ดำเนินการจัดการศพผู้ตายโดยเสียค่าใช้จ่ายรวมเป็นเงิน 180,000 บาท โจทก์ในฐานะผู้รับประโยชน์ได้รับเงินฌาปนกิจศพสงเคราะห์ของผู้ตายจำนวน 163,518 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตาย จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตายนั้น ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันว่า ให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์เพียงจำนวน 100,000 บาท ตามสถานภาพของจำเลย และฐานานุรูปของผู้ตาย โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้นำมาหักกลบกับเงินฌาปณกิจศพสงเคราะห์ของผู้ตาย ซึ่งคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตายพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ได้รับเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ของผู้ตายมาแล้วก็ตาม จำเลยก็หายกมาเป็นข้อปัดป้องความรับผิดของจำเลยได้ไม่ ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ของผู้ตายเป็นเงินจัดการทำศพ โจทก์จึงต้องนำมาใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตาย เมื่อนำมาหักกลบกันแล้วจึงไม่มีหนี้ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตายที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์อีก เห็นว่า หนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพนั้นจำต้องชดใช้จากสินทรัพย์แห่งกองมรดก เนื่องด้วยเป็นการดำเนินการตามสมควรแก่ฐานะในสมาคมของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1650

ส่วนเงินฌาปณกิจศพของผู้ตายที่โจทก์ได้รับจากกองทุนหมู่บ้านนั้น โจทก์ฎีกาว่า เป็นเงินกองทุนที่หมู่บ้านจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านเสมือนเป็นเงินฝากสงเคราะห์ และเงินกองทุนดังกล่าวโจทก์เป็นผู้ชำระเงินฝากค่ากองทุนในทุกครั้งและมีชื่อโจทก์ระบุเป็นผู้รับผลประโยชน์ในกองทุน การที่กองทุนหมู่บ้านจ่ายเงินผลประโยชน์ในกองทุนคืนให้แก่โจทก์ตามรายชื่อที่ระบุไว้ในการรับผลประโยชน์นั้นก็ชอบแล้วเสมือนกับโจทก์เป็นผู้ทำประกันชีวิตและชำระเบี้ยประกันแก่นายสมปองและนายสมปองระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับผลประโยชน์ เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ จึงต้องฟังว่า เป็นเงินจัดการทำศพผู้ตาย ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย แม้เงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้มาตามสิทธิภายหลังที่ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว หาใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะที่ถึงแก่ความตายไม่เป็นสินทรัพย์แห่งกองมรดกก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำเบิกความของนายถาวร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14 และประธานฌาปนกิจหมู่ 14 ที่ว่า นายสมปอง เป็นสมาชิกในฌาปนกิจมีโจทก์เป็นผู้ชำระเงินและมีสิทธิรับผลประโยชน์หากนายสมปองเสียชีวิต เมื่อนายสมปองเสียชีวิตทางฌาปณกิจจึงจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่โจทก์ตามระเบียบที่ระบุว่าเป็นเงินฌาปณกิจศพสงเคราะห์บ้าง สงเคราะห์ศพบ้าง ส่งเงินศพบ้าง น่าเชื่อว่าหมู่บ้านต่าง ๆ มีเจตนามอบเงินดังกล่าวเป็นเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือจัดการงานศพสมาชิกตามประเพณีเพื่อลดภาระหนี้สินค่าใช้จ่ายจัดการศพอันเป็นการสงเคราะห์ศพ จึงต้องนำเงินดังกล่าวไปหักกับค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปในการจัดการศพก่อนตามเจตนาที่กองทุนหมู่บ้านมอบให้ ทั้งนี้ หากมีค่าใช้จ่ายเหลือเท่าใดจึงเป็นหนี้กองมรดก เมื่อปรากฏว่าค่าใช้จ่ายในการจัดการศพศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ 100,000 บาท น้อยกว่าเงินที่โจทก์ได้รับเพื่อช่วยเหลือในงานศพ เท่ากับโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ไม่มีหนี้กองมรดกที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1650
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ป.
จำเลย — นางสาว ฐ. ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นางสาวพสุกานต์ พรหมสาส์น
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีระพล บุญอารีย์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4954/2566
#698977
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีในประเด็นเรื่องการปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทโดยสุจริต และศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวไว้ ทั้งการปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง จะต้องได้ความว่าเจ้าของโรงเรือนปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของตนเองแต่มีบางส่วนของโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น ส่วนที่รุกล้ำต้องเป็นส่วนน้อยและส่วนที่อยู่ในที่ดินของตนนั้นต้องเป็นส่วนใหญ่ มิฉะนั้นจะเรียกว่าสร้างโรงเรือนรุกล้ำมิได้ ซึ่งข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนต่าง ๆ ในที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 โดยอาศัยสิทธิของ บ. ทั้งหมด และไม่มีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของจำเลยเลย กรณีจึงไม่อาจปรับด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1312 ได้ ดังนั้นการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่หยิบยกประเด็นเรื่องความสุจริตตามบทมาตราดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา เพราะมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 และส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพใช้การได้ดี โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินดังกล่าว 300,000 บาท และชำระค่าเสียหายเดือนละ 80,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 บางส่วน เนื้อที่ประมาณ 80 ถึง 100 ตารางวา ในส่วนที่จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ และให้โจทก์ทั้งสองดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากโจทก์ทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 4478 ภายในกรอบสีเขียว เนื้อที่ 1 งาน 83 810 ตารางวา พร้อมส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อยและใช้ประโยชน์ได้ดีตามปกติด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสอง 19,000 บาท และใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นบุตรของนางบุญชื่น กับนายยู่เจียหรืออยู่เจีย มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 13 คน เสียชีวิตแล้ว 3 คน จำเลยเป็นบุตรคนแรก โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรคนที่ 11 โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรคนที่ 10 นางบุญชื่นเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 4478 เนื้อไร่ 2 ไร่ 49 ตารางวา จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7653 และ 7654 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 ของนางบุญชื่นทางด้านทิศตะวันตก ก่อนปี 2536 นางบุญชื่นได้อนุญาตให้จำเลยเข้าไปครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 ภายในกรอบสีเขียว เนื้อที่ 1 งาน 83 810 ตารางวา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2536 นางบุญชื่นได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 ให้แก่บุตร 9 คน ไม่รวมจำเลย โดยมีข้อความในพินัยกรรมระบุไว้ตอนหนึ่งมีใจความว่า ถ้านางบุญชื่นถึงแก่ความตาย ให้จำเลยซึ่งปลูกสร้างบ้านพักคนงาน ทางเดิน เสาไฟฟ้า โรงเรือนเก็บของ โรงรถ และสถานที่ทำงานในที่ดินพิพาทรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปให้เรียบร้อย เพื่อให้ผู้ได้รับส่วนแบ่งตามพินัยกรรมได้ทำประโยชน์ต่อไป ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2561 นางบุญชื่นถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางบุญชื่นตามคำสั่งของศาลชั้นต้น หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 โจทก์ทั้งสองรับโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 มาเป็นชื่อของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญชื่น จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนางบุญชื่น และระหว่างที่นางบุญชื่นมีชีวิตอยู่จำเลยไม่เคยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังนางบุญชื่นว่าไม่เจตนายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแทนนางบุญชื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทโดยได้รับความยินยอมจากนางบุญชื่น เจ้าของที่ดิน เป็นการปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง ถือเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมิได้ยื่นคำให้การให้การต่อสู้คดีในประเด็นเรื่องปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทโดยสุจริต ประกอบกับศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของนางบุญชื่นโดยสุจริตหรือไม่ นอกจากนี้ การปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามมาตรา 1312 วรรคหนึ่ง จะต้องได้ความว่าเจ้าของโรงเรือนสร้างโรงเรือนในที่ดินของตนเอง แต่มีบางส่วนของโรงเรือนนั้นรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น และที่ดินส่วนที่รุกล้ำนั้นจะต้องเป็นส่วนน้อยและที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินของตน มิฉะนั้นจะเรียกว่าสร้างโรงเรือนรุกล้ำไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ในที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 4478 โดยอาศัยสิทธิของนางบุญชื่นทั้งโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไม่มีส่วนไหนอยู่ในที่ดินของจำเลยเลย กรณีจึงไม่อาจปรับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง ได้ ดังนี้ คดีจึงไม่มีประเด็นดังกล่าวให้ต้องวินิจฉัย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกประเด็นเรื่องการปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาเพราะมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1312
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง บ. กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางปานพิมพ์ มงคลชลสวัสดิ์ เข็มทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชาตรี หาญไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
กงจักร โพธิ์พร้อม
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4942/2566
#699742
เปิดฉบับเต็ม

กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยยังโต้เถียงกันอยู่ว่าหนี้ตามคำพิพากษามีจำนวนเท่าใด มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยคัดค้านว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาสูงเกินกว่าที่จะพอชำระหนี้โดยหนี้ตามคำพิพากษานั้นมีจำนวนแน่นอนแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยในบัญชีเงินฝากดังกล่าวจึงไม่เป็นที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 300 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีถึงที่สุดแล้ว วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า ครบกำหนดระะยะเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความวันที่ 31 ธันวาคม 2562 แล้ว จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสอง ไม่ชำระค่าใช้ทรัพย์เดือนละ 130,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ไม่ส่งมอบทรัพย์สินคืนโจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 จนถึงวันยื่นคำร้อง และไม่ชำระค่าเสียหาย 1,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 โจทก์ทั้งสองขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลย วันที่ 23 มิถุนายน 2563 เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ประเภทกระแสรายวัน เลขที่ 92932555XXXX ของจำเลยไว้ จำนวน 1,653,140 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ทั้งสองคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยในบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวัน เลขที่ 92932555XXXX ธนาคาร ก. เฉพาะส่วนที่เกิน 260,000 บาท พร้อมค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดย

ข้อ 2. ระบุว่า "จำเลยตกลงว่าเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการอนุญาตให้ใช้ทรัพย์ตามข้อ 1 (ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2562) จำเลยจะทำการขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสองทันที หากล่วงเลยกำหนดระยะเวลาข้างต้น จำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองบังคับคดีขับไล่จำเลยและบริวารได้ทันที กับทั้งยินยอมชำระค่าใช้ทรัพย์ในอัตราเดือนละ 130,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสอง

ข้อ 3. หากจำเลยยังไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 จำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองบังคับคดีให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท อีกโสดหนึ่งได้ทันที

ข้อ 4. โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงว่ากำหนดเวลาการขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนตามข้อ 2 และข้อ 3 ไม่อยู่ในบังคับในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยตามกฎหมายซึ่งมิใช่ความผิดของจำเลย…

ข้อ 7. โจทก์ทั้งสองตกลงคืนเงินค่าประกันตามสัญญาเช่าจำนวน 220,000 บาท ให้แก่จำเลยภายในกำหนด 7 วัน ในกรณีที่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2562 และไม่มีภาระค่าใช้จ่ายหรือค่าเสียหายอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สิน..."

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์ทั้งสองกับจำเลยแถลงรับกันตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 15 ธันวาคม 2563 ว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าสำหรับเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2563 จำนวน 260,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันตามสัญญาเช่า 220,000 บาท ให้จำเลย คู่ความตกลงกันให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สิน 4 รายการ ได้แก่ หม้อแปลง ถังน้ำมันเตา บอยเลอร์ และตู้เอ็มดีบี ออกจากสถานที่เช่าให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 และจะประเมินราคาค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าในวันที่ 13 มกราคม 2564 โดยทั้งสองฝ่ายจะจัดหาผู้รับเหมาเข้าประเมินราคาเพื่อตกลงค่าซ่อมแซมโดยให้จำเลยเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่าย หากสามารถตกลงกันได้โจทก์ทั้งสองจะไม่ติดใจเรียกร้องค่าปรับและค่าเสียหายกรณีที่ส่งมอบทรัพย์สินล่าช้า อันเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทำความตกลงกันต่อหน้าศาลหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว แต่เมื่อต่อมาโจทก์ทั้งสองกับจำเลยไม่สามารถตกลงเรื่องการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าได้โจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงยังคงต้องผูกพันกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งได้ความตามคำแถลงของจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 15 ธันวาคม 2563 ว่า จำเลยค้างชำระค่าเช่าเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เป็นเงิน 260,000 บาท และยังคงเหลือทรัพย์สิน 4 รายการ ในสถานที่เช่า ได้แก่ หม้อแปลง ถังน้ำมันเตา บอยเลอร์ และตู้เอ็มดีบี โดยจะขนย้ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 จึงเป็นกรณีที่จำเลยยอมรับแล้วว่า จำเลยมิได้ขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าและส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนแก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ส่วนที่จำเลยอ้างว่า การที่จำเลยมิได้ขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าภายในกำหนดเนื่องจากไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์สินของผู้ใดอันเป็นเหตุสุดวิสัยนั้น นายวัยวุฒิ ผู้จัดการฝ่ายผลิตพยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า บริษัทจำเลยประกอบกิจการผลิตกล่องกระดาษลูกฟูกและกระดาษลูกฟูก เครื่องเดินลูกฟูกจะต้องใช้บอยเลอร์ในการทำงาน ส่วนระบบไฟฟ้าของเครื่องจักรทั้งหมดต้องมีหม้อแปลงไฟฟ้าเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตและต้องใช้ตู้เอ็มดีบีในการควบคุมไฟฟ้า สำหรับน้ำมันเตามีไว้ใช้ในการพ่นเข้าเครื่องบอยเลอร์เพื่อให้คงความร้อนแก่เครื่องจักร ดังนี้ ทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ที่คงอยู่ในสถานที่เช่าจึงล้วนเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่อการประกอบกิจการของจำเลย เมื่อจำเลยใช้ทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ในการประกอบกิจการมาโดยตลอด จำเลยย่อมต้องรู้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้ใด หากขัดข้องเสียหายจะได้หาผู้รับผิดชอบซ่อมแซมได้ทันท่วงทีเพื่อมิให้กระทบต่อกระบวนการผลิต ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยมิได้ขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าภายในกำหนดเป็นเหตุสุดวิสัย ดังข้อจำเลยอ้างเพื่อไม่ต้องขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบสถานที่เช่าคืนแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อยภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย 1,000,000 บาท และค่าใช้ทรัพย์อีกเดือนละ 130,000 บาท นับแต่เดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบสถานที่เช่าคืนแก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 โดยโจทก์ทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันตามสัญญาเช่า 220,000 บาท แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 7 จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 ว่า ทรัพย์สิน 4 รายการ ได้แก่ หม้อแปลง ถังน้ำมันเตา บอยเลอร์ และตู้เอ็มดีบีนั้น จำเลยได้ขนย้ายหม้อแปลงออกจากที่เช่าพิพาทแล้ว ส่วนที่เหลือจำเลยรับว่าจะดำเนินการขนย้ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2564 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยแถลงร่วมกันว่า จำเลยขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 3 รายการ ที่เหลือดังกล่าวออกจากสถานที่เช่าเรียบร้อยแล้ว ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 23 มีนาคม 2564 จึงฟังได้ว่าจำเลยขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมด รวม 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าแล้ว แสดงว่าจำเลยขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าเสร็จสิ้นในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้ทรัพย์แก่โจทก์ทั้งสอง นับแต่เดือนมกราคม 2563 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 คิดเป็นเงินประมาณ 1,700,000 บาท และค่าเสียหายอีก 1,000,000 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 2,700,000 บาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ประเภทกระแสรายวัน เลขที่ 92932555XXXX ของจำเลยจำนวน 1,653,140 บาท จึงไม่เกินไปกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสอง ทั้งกรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยยังโต้เถียงกันอยู่ว่า หนี้ตามคำพิพากษามีจำนวนเท่าใด มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยคัดค้านว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาสูงเกินกว่าที่จะพอชำระหนี้โดยหนี้ตามคำพิพากษานั้นมีจำนวนแน่นอนแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยในบัญชีเงินฝากดังกล่าวจึงไม่เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 300 วรรคสาม ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 300 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. กับพวก
จำเลย — บริษัท ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายภาคภูมิ ธัญญาวินิชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายมโน ภักดิ์ภูวดล
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4937/2566
#708881
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกให้คืนเงินค่ามัดจำ ค่าสินค้าที่รื้อถอนจากโรงงานพิพาทตามสัญญาและค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนโรงงานพิพาทที่จำเลยที่ 1 ได้สำรองจ่ายแทนโจทก์ไปตามบันทึกข้อตกลง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลก็ต้องวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ต่อไป ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่ตกไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินมัดจำและค่าสินค้าในส่วนที่ยังไม่ได้ส่งมอบให้แก่โจทก์รวมเป็นเงิน 45,752,197 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจและค่าขาดกำไรจากการขายสินค้า 30,000,000 บาท และร่วมกันชำระค่าปรับตามสัญญา 22,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 60,905,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 43,428,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,428,200 บาท นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2561 ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2561 ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2562 ของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2562 และของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายและเบี้ยปรับตามฟ้อง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 43,428,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาที่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้มีผลบังคับ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาให้ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อขายสินค้าคือวัสดุอุปกรณ์ตามข้อ 12.3.2 ค. ของสัญญาจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้วพร้อมดำเนินการรื้อถอนซึ่งเป็นสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัท ผ. เพื่อรื้อถอนโรงงานผลิตแคลไซน์ของบริษัท ผ. ที่พิพาทซึ่งตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรม ผ. ในราคา 112,000,000 บาท โจทก์วางเงินมัดจำซื้อสินค้า 5,000,000 บาท โดยชำระเป็นเช็คธนาคาร ก. ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2561 โจทก์วางเงินมัดจำเพิ่มเติมอีก 17,000,000 บาท โดยชำระเป็นเช็คของธนาคาร ส. จากนั้นวันที่ 20 ตุลาคม 2561 โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาวางมัดจำซื้อสินค้า/ซื้อสินค้าและบันทึกข้อตกลงแนบท้ายเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน สัญญาวางมัดจำซื้อสินค้า/ซื้อสินค้ามีข้อตกลงในสัญญาข้อ 3 ระบุว่า เมื่อการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนโรงงานพิพาทได้ จำเลยที่ 1 จะแจ้งให้โจทก์ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วโจทก์ต้องนำสินค้าออกจากสถานที่รื้อถอนให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 150 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง และข้อ 4 ระบุว่า โจทก์จะต้องวางเงินค่าสินค้าแก่จำเลยทั้งสองเป็นงวดรวม 3 งวด งวดละ 30,000,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสองมีหนังสือแจ้งการอนุญาตให้รื้อถอนโรงงานพิพาทของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้โจทก์ทราบ ในวันเดียวกันจำเลยทั้งสองทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ว. ให้รื้อถอนโรงงานพิพาท ในการดำเนินการตามสัญญาจำเลยที่ 1 แต่งตั้งให้นายเรวัตร์ เป็นผู้ควบคุมงาน ส่วนบริษัท ผ. แต่งตั้งให้นายธวัชชัย เป็นผู้ควบคุมงาน โจทก์นำเช็คมาชำระค่าสินค้างวดที่ 1 แก่จำเลยที่ 1 โดยทยอยชำระจนครบ 30,000,000 บาท ในวันที่ 3 มกราคม 2562 ส่วนการชำระค่าสินค้างวดที่ 2 นั้น โจทก์ไม่สามารถหาเงินมาชำระให้จำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาการทำงานไปจนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2562 และผ่อนเวลาการชำระค่าสินค้างวดที่ 2 ให้โจทก์ โจทก์นำเงินมาชำระให้จำเลยที่ 1 เพียง 10,000,000 บาท โดยใช้เวลาชำระเงินประมาณ 4 เดือน โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองโดยอ้างว่าได้รับสินค้าในงวดที่ 1 และที่ 2 ไม่ครบถ้วนตามสัญญา เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 จำเลยที่ 1 ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรมาบตาพุดเพื่อเป็นหลักฐานในการเลิกสัญญากับโจทก์และเพื่อไม่ให้โจทก์เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตามสัญญาดังกล่าวอีกต่อไป คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงเป็นที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีสิทธิเลิกสัญญา และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โรงงานพิพาทเดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ผ. สำหรับใช้ในกระบวนการผลิตแคลไซน์ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ผ. แต่เลิกใช้งานผลิตแร่แคลไซน์แล้ว เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 บริษัท ผ. ประกาศประกวดราคาจ้างเหมาดำเนินการรื้อถอนโครงสร้างโรงงานพิพาท มีรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงานรื้อถอน โดยกำหนดให้ผู้รับจ้างต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 กฎกระทรวงมหาดไทย กฎกระทรวงแรงงาน ข้อบังคับสภาวิศวกร ข้อบังคับสำหรับพื้นที่ควบคุมสำหรับท้องถิ่นหรือในเขตพื้นที่ควบคุมของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นต้น จำเลยที่ 1 เข้าร่วมประมูลและชนะการประกวดราคา วันที่ 10 เมษายน 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างรื้อถอนโครงสร้างโรงงานพิพาทและรับซื้อเหมาวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้วที่ได้จากการรื้อถอนกับบริษัท ผ. ในราคา 64,200,000 บาท ตามสัญญาจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้วพร้อมดำเนินการรื้อถอน (ตรงกับสัญญาวางมัดจำซื้อสินค้า/ซื้อสินค้า) ในข้อ 3 ระบุให้สัญญามีผลบังคับใช้ 150 วัน นับแต่วันที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) อนุมัติให้จำเลยที่ 1 รื้อถอน และข้อ 4.3 ระบุให้วัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอน จำเลยที่ 1 มีสิทธิขนย้ายออกจากโรงงานต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากบริษัท ผ. ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2561 การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนโรงงานพิพาท จำเลยที่ 1 จึงดำเนินการรื้อถอนโรงงานพิพาท ตามสรุปงานความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม และตามแบบแผนการรื้อถอนโรงงานพิพาทที่จำเลยที่ 1 เสนอต่อบริษัท ผ. เยี่ยงนี้ แม้โรงงานพิพาทจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 แต่สัญญาจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้วพร้อมดำเนินการรื้อถอนออกไปจากโรงงานพิพาท ระหว่างบริษัท ผ. กับจำเลยที่ 1 เป็นการซื้อขายทรัพย์สินอย่างสังหาริมทรัพย์และเป็นทรัพย์สินเฉพาะสิ่ง ซึ่งคู่สัญญากำหนดตัวทรัพย์และราคาจำเพาะเจาะจงลงไว้แน่นอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460 จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในโรงงานพิพาทจึงตกเป็นของจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 10 เมษายน 2561 ที่ซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 และมาตรา 460 ข้างต้น โดยไม่จำต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ 1 เจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธินำโรงงานพิพาทไปขายต่อแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 โจทก์ทำสัญญาวางมัดจำซื้อสินค้าที่ได้จากการรื้อถอนตามข้อ 12.3 ค. ของสัญญาจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้วพร้อมดำเนินการรื้อถอนซึ่งหมายถึงโรงงานพิพาทที่จำเลยที่ 1 ทำกับบริษัท ผ. ในราคา 112,000,000 บาท โดยวางมัดจำไว้ 5,000,000 บาท จึงเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์และเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งซึ่งได้กำหนดตัวทรัพย์และราคาจำเพาะเจาะจงลงไว้แน่นอน และเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตามหลักกฎหมายข้างต้นดุจกัน อันก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย 2 ประการ ได้แก่ ประการแรก ผลในทางทรัพย์กล่าวคือกรรมสิทธิ์ในโรงงานพิพาทจึงตกเป็นของโจทก์นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ที่ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ 1 ทั้งวันที่ 20 ตุลาคม 2561 โจทก์วางมัดจำเพิ่มอีก 17,000,000 บาท ตามสัญญาวางมัดจำซื้อสินค้า/ซื้อสินค้ายิ่งเป็นพยานหลักฐานแสดงว่าสัญญาซื้อขายได้ทำกันขึ้นแล้วและเป็นหลักประกันที่โจทก์จะปฏิบัติตามสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 ในสัญญาฉบับนี้มีข้อตกลงชำระค่าโรงงานพิพาทส่วนที่เหลือ 90,000,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด งวดละ 30,000,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์จะต้องชำระเงินแต่ละงวดก่อนนำสินค้า (วัสดุอุปกรณ์) ที่รื้อถอนออกไป ผลประการที่สอง ในทางหนี้ตามหลักของสัญญาต่างตอบแทนกล่าวคือโจทก์ผู้ซื้อมีหนี้ที่เกี่ยวกับการชำระราคาและรับมอบทรัพย์สินที่ซื้อขาย ส่วนจำเลยที่ 1 ผู้ขายมีหนี้อันเกี่ยวกับการส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายตามเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญาซื้อขาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของโจทก์และจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ตรงกันว่า โจทก์ชำระเงินงวดแรก 30,000,000 บาท และขนวัสดุอุปกรณ์จำพวกสายไฟ หม้อแปลง ตู้คอนโทรลและมิเตอร์ออกไปแล้วตรงตามแบบแผนการรื้อถอนโรงงานพิพาทที่จำเลยที่ 1 เสนอต่อบริษัท ผ. ส่วนเมื่อรื้อถอนโรงงานพิพาทไปตามขั้นตอนแล้วจะได้วัสดุอุปกรณ์จำพวกสายไฟปริมาณหรือน้ำหนักเท่าใด โจทก์จะนำวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวไปขายแก่ผู้ใด ราคาเท่าใด ขาดทุนหรือกำไรมากน้อยเพียงใด เป็นสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยแท้ หาอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ไม่ โจทก์ไม่อาจยกเอาเหตุแห่งปริมาณหรือน้ำหนักของสายไฟหรือราคาที่นำออกขายแล้วไม่ได้เงินตามที่โจทก์คิดคำนวณหรือคาดคะเนไว้ เป็นข้ออ้างไม่ชำระค่าสินค้าที่รื้อถอนจากโรงงานพิพาทงวดที่ 2 และที่ 3 ตามเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญาซื้อขายแก่จำเลยที่ 1 ได้ โจทก์ยังคงมีหน้าที่ตามสัญญาต้องชำระเงินงวดที่ 2 จำนวน 30,000,000 บาท เพื่อขนย้ายวัสดุอุปกรณ์จำพวกเหล็กและอะลูมิเนียมต่อไป แต่โจทก์ชำระเงินงวดที่ 2 แก่จำเลยที่ 1 เพียง 10,000,000 บาท ไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญาซื้อขายอันเป็นสัญญาต่างตอบแทน โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคหนึ่ง การบอกเลิกสัญญาของโจทก์เป็นไปโดยมิชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินมัดจำและค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 จักต้องวินิจฉัยต่อไปหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกให้คืนเงินค่ามัดจำ ค่าสินค้าที่รื้อถอนจากโรงงานพิพาทตามสัญญาและค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนโรงงานพิพาทที่จำเลยที่ 1 ได้สำรองจ่ายแทนโจทก์ไป แม้โจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องก็ต้องวินิจฉัยฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ต่อไป ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่ตกไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนโรงงานพิพาทที่จำเลยที่ 1 ได้สำรองจ่ายแทนโจทก์ไปหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 1 นำสืบแต่เพียงว่า โจทก์ยังไม่ได้ชำระเงินค่าใช้จ่ายที่จำเลยที่ 1 สำรองจ่ายแทนโจทก์ในการรื้อถอนโรงงานพิพาทตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเท่านั้น โดยไม่ปรากฎว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปแล้วเพียงใด และได้ความจากพยานโจทก์ปากนายยศวัฒน์ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ว. ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างรื้อถอนโรงงานพิพาทว่า ตั้งแต่พยานเข้ารื้อถอนโรงงานในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 พยานได้รับเงินตามสัญญาจ้างงวดละ 1,200,000 บาท เพียง 3 งวดเท่านั้น การทำงานรื้อถอนมีปัญหาอุปสรรคไม่สามารถดำเนินการรื้อถอนได้ตามกำหนด เนื่องจากจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ไม่ต้องการให้พยานสามารถรื้อถอนได้อย่างเต็มที่ ปรากฏว่าเวลาผ่านไป 4 เดือน ก็ยังไม่สามารถรื้อถอนได้ถึงร้อยละ 50 พยานจึงหยุดการทำงานและแจ้งโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่า ส่วนที่ต้องรื้อถอนโรงงานที่เหลือให้บริหารจัดการเอง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้รับฟังได้ตามข้ออ้าง โจทก์จึงไม่ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนโรงงานพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — บริษัท ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายเจตน์พัฒน์ วารีเจริญชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอานัด อุเบกขานุกุล
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ธนิต รัตนะผล
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4925/2566
#699329
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับบุคคลที่กระทำความผิดและผู้ถูกกระทำที่มีความสัมพันธ์กันในครอบครัวทางสายโลหิตโดยตรง เมื่อมีการกระทำความผิดต่อกัน ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐานเกิดขึ้นในครอบครัว กฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แต่โจทก์ต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 334

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 (ที่ถูก 334 (เดิม)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ยกเรื่องอายุความขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยเป็นบุตรและเป็นผู้สืบสันดานของโจทก์กับนายประมวล ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 บัญญัติว่า "ความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 334... ถ้าเป็นการกระทำที่...ผู้สืบสันดานกระทำต่อบุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้..." ดังนั้น เมื่อโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยลักทรัพย์ของโจทก์ตามฟ้อง โจทก์จึงต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีต่อศาลภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาให้เหตุผลโต้แย้งว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง เป็นเพียงเหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัวเนื่องจากความเป็นญาติ ไม่ได้หมายความว่าความผิดฐานลักทรัพย์จะเป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติชัดเจนแตกต่างจากความผิดฐานฉ้อโกง ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ และความผิดฐานยักยอก โจทก์จึงไม่ต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือน นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับบุคคลที่กระทำความผิดและผู้ถูกกระทำที่มีความสัมพันธ์กันในครอบครัวทางสายโลหิตโดยตรง เพื่อประสงค์ให้สามารถปรองดองและให้อภัยแก่กันได้ เมื่อมีการกระทำความผิดต่อกันในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐานเกิดขึ้นในครอบครัว ต่อมาภายหลังให้อภัยแก่กันแล้วสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข กฎหมายจึงบัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ หาใช่เหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัวดังเช่นที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคแรก และหากแปลกฎหมายอย่างที่โจทก์แก้ฎีกาจะขัดกันเองอย่างเห็นได้ชัด เพราะความผิดฐานฉ้อโกง ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ และความผิดฐานยักยอก มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งหากไม่ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 เหตุใดเมื่อนำมาบัญญัติไว้ในมาตรา 71 วรรคสอง ให้ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐานเป็นความผิดอันยอมความได้ จึงจะไม่ต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เหตุผลตามคำแก้ฎีกาของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ร้องทุกข์ภายในกำหนดเวลาสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง แม้ความผิดของจำเลยจะเข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ แต่เมื่อจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งในเรื่องดังกล่าว ประกอบกับศาลฎีกาเห็นว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมาเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 71 ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ฮ.
จำเลย — นาง ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาพระโขนง — นายชำนาญ สายสีทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญศักดิ์ สมประโยชน์
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
เผด็จ ชมพานิชย์
ธีระพล ศรีอุดมขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4912/2566
#697541
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะขอให้ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำคุกและปรับในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายที่ศาลชั้นต้นกำหนดมาใหม่ โดยอ้างว่าการกระทำของจำเลยไม่ได้มีพฤติการณ์ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) โดยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการปรับบทกำหนดโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 104, 162 จึงถือว่าจำเลยพอใจไม่โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดบทกำหนดโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว เช่นนี้ การกำหนดบทกำหนดโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 104, 162 ย่อมเป็นอันยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก คงมีอำนาจวินิจฉัยตามประเด็นอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า การกระทำของจำเลยมีพฤติการณ์ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) หรือไม่ หากศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับศาลชั้นต้นก็ปรับบทกำหนดโทษจำเลยตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น แต่หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นปรับบทกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ไม่ถูกต้อง โดยเห็นว่าต้องปรับบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคสอง (1) ศาลอุทธรณ์ย่อมยกขึ้นปรับบทกำหนดโทษจำเลยใหม่ได้เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ศาลอุทธรณ์จะก้าวล่วงไปวินิจฉัยการปรับบทกำหนดโทษจำเลยอีกครั้งหนึ่งและปรับบทกำหนดโทษเสียใหม่ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (1) โดยมิได้อ้าง ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 หาได้ไม่ ทั้งกรณีไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ให้อำนาจศาลอุทธรณ์ในกรณีเช่นนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยเกี่ยวกับการปรับบทกำหนดโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (1) จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษาคดี ภาค 4 ลักษณะ 1 อุทธรณ์ และไม่ก่อสิทธิให้จำเลยฎีกาในข้อที่ว่าที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทกำหนดโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (1) ชอบหรือไม่ แม้ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่อาจรับวินิจฉัยได้เพราะกรณีที่จะอนุญาตให้ฎีกาได้ต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุก 9 ปี และปรับ 750,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 375,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน 15 วัน รวมจำคุก 4 ปี 10 เดือน 15 วัน และปรับ 375,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติดแก้ไขฐานความผิดและบทกำหนดโทษที่ศาลจะลงโทษแก่จำเลย อันส่งผลต่อคำพิพากษาและการลงโทษจำเลย ซึ่งจะทำให้จำเลยได้รับการลดโทษ ลดอัตราส่วนโทษจำคุกและโทษปรับหรือได้รับการปล่อยตัว ขอให้ศาลพิพากษาแก้โทษจำคุก แก้อัตราส่วนโทษจำคุก และโทษปรับ โดยการลดโทษจำคุกและโทษปรับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กำหนดโทษจำเลยใหม่เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 104, 145 วรรคสอง (2), 162 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน จำคุก 6 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 รวมจำคุก 8 ปี 8 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 4 เดือน และปรับ 333,333.33 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลย

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า อัตราโทษตามคำพิพากษาไม่สูงกว่าอัตราโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด จึงเป็นกรณีที่ศาลได้กำหนดโทษเหมาะสมและอยูในกรอบของอัตราโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติดแล้ว แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่มีบทบัญญัติเรื่องเพิ่มโทษไว้โดยเฉพาะ กรณีจึงต้องเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 แล้วมีคำสั่งกำหนดโทษจำเลยใหม่ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 104, 145 วรรคสอง (2), 162 และเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จำเลยอุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยไม่ได้มีพฤติการณ์ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง ขอให้ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำเลยใหม่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้ว ดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษหรือกำลังรับโทษอยู่ และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ดังนั้น การกำหนดโทษใหม่ในคดีที่ถึงที่สุดแล้ว จะต้องปรากฏว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง คดีนี้คำพิพากษากำหนดโทษความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน 15 วัน ซึ่งมีโทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 375,000 บาท ก็เนื่องจากจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดไว้ในครอบครองคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 2.029 กรัม เป็นจำนวนมากเกินกว่าจะมีไว้เพื่อเสพเอง ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพตั้งแต่ชั้นจับกุมว่า ตนเองเป็นเพื่อนร่วมกลุ่มจำหน่ายยาเสพติดให้โทษกับนายเปี๊ยก ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง อันถือเป็นการกระทำเพื่อการค้า กรณีการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (1) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท ดังนั้น โทษที่กำหนดในคำพิพากษาในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงไม่หนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง คำร้องของจำเลยไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่ได้ เห็นว่า หลักการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีใดแล้ว คู่ความฝ่ายที่ไม่พอใจหรือไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น คู่ความฝ่ายนั้นย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ เว้นแต่ถูกจำกัดสิทธิตามบทบัญญัติของกฎหมาย และการพิจารณาคดีนี้ในชั้นอุทธรณ์ต้องเป็นไปดังที่บัญญัติไว้ในภาค 4 ลักษณะ 1 อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ดังนี้ เมื่อจำเลยอุทธรณ์เฉพาะขอให้ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำคุกและปรับในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายที่ศาลชั้นต้นกำหนดมาใหม่ โดยอ้างว่าการกระทำของจำเลยไม่ได้มีพฤติการณ์ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 145 วรรคสอง (2)) โดยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการปรับบทกำหนดโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 จึงถือว่าจำเลยพอใจไม่โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดบทกำหนดโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว เช่นนี้ การกำหนดบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ย่อมเป็นอันยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก คงมีอำนาจวินิจฉัยตามประเด็นอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า การกระทำของจำเลยมีพฤติการณ์ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 145 วรรคสอง (2)) หรือไม่ หากศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับศาลชั้นต้นก็ปรับบทกำหนดโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น แต่หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นปรับบทกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ไม่ถูกต้อง โดยเห็นว่าต้องปรับบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคสอง (1) ศาลอุทธรณ์ย่อมยกขึ้นปรับบทกำหนดโทษจำเลยใหม่ได้เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ศาลอุทธรณ์จะก้าวล่วงไปวินิจฉัยการปรับบทกำหนดโทษจำเลยอีกครั้งหนึ่งและปรับบทกำหนดโทษเสียใหม่ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (1) โดยมิได้อ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 หาได้ไม่ ทั้งกรณีไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ให้อำนาจศาลอุทธรณ์ในกรณีเช่นนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยเกี่ยวกับการปรับบทกำหนดโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (1) จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษาคดี ภาค 4 ลักษณะ 1 อุทธรณ์ และไม่ก่อสิทธิให้จำเลยฎีกาในข้อที่ว่าที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (1) ชอบหรือไม่ แม้ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่อาจรับวินิจฉัยได้เพราะกรณีที่จะอนุญาตให้ฎีกาได้ต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า การกระทำของจำเลยมีพฤติการณ์ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (ที่ถูก) มาตรา 145 วรรคสอง (2)) หรือไม่ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวอีก เห็นว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 นิยามคำว่า จำหน่าย ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย และการจำหน่ายบัญญัติบทความผิดและบทกำหนดโทษไว้ในมาตรา 90, 145 แสดงว่าประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ยกเลิกความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่นำไปรวมไว้เป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยมาตรา 145 วรรคหนึ่งถึงวรรคสามกำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ ไม่ถือเอาปริมาณดังเช่นกฎหมายเดิมอีกต่อไป ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคใดนั้น เห็นว่า แม้ปริมาณเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดของกลาง 1 ถุง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.029 กรัม ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดได้ระดับหนึ่งก็ตาม แต่การกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องเป็นไปตามบทสันนิษฐานของกฎหมายที่จำเลยสามารถนำสืบหักล้างได้เท่านั้น นอกจากนี้หากมีการนำเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดของกลางไปจำหน่ายแล้วอาจจำหน่ายให้ผู้เสพรายเดียวหมดในครั้งเดียวหรือผู้เสพหลายรายซึ่งมีจำนวนไม่มากนักก็ได้ พฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดของจำเลยยังฟังไม่ได้ว่าก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) จึงต้องปรับบทกำหนดโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ที่มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) บัญญัติให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังแก่ผู้กระทำความผิดที่กำลังรับโทษอยู่ เมื่อโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง แต่เมื่อโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายที่กำหนดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่หนักกว่าโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติในภายหลัง กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษจำคุกและปรับในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายใหม่ ที่ศาลชั้นต้นปรับบทกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดโทษจำคุกและปรับจำเลยใหม่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่กำหนดโทษในการเพิ่มโทษจำเลยใหม่ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติดยกเลิกมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่กรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่ และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง...ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง... ดังนี้ คำว่า กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดหรือกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดดังกล่าวนั้น หมายถึง กฎหมายที่บัญญัติถึงกำหนดโทษหรือโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นด้วย ซึ่งกรณีการเพิ่มโทษแก่ผู้กระทำความผิดอีก หากมีการแก้ไขบทกฎหมายดังกล่าวในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดและมีผลที่จะทำให้จำเลยได้รับโทษน้อยลง ศาลก็มีอำนาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยได้ภายในเงื่อนไขของมาตรา 3 โดยมิใช่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อบทบัญญัติเรื่องการเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังไม่มีบทบัญญัติให้เพิ่มโทษ ดังนี้ ศาลจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดที่ถูกยกเลิกไปแล้วและกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดได้ การเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งจึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง จึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) อย่างไรก็ตาม เมื่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 บัญญัติว่าบทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญาให้ใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย ดังนั้น แม้กฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันเป็นกฎหมายอื่นที่ไม่ใช่กฎหมายในประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติเรื่องเพิ่มโทษเพราะกระทำผิดอีกไว้ ก็มิได้หมายความว่าศาลไม่อาจเพิ่มโทษตามบทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญา เมื่อจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอีกโดยไม่เข็ดหลาบและโจทก์ได้ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดไว้แล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีความประสงค์จะขอเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบและได้กล่าวในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 159 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 แล้วด้วย ศาลย่อมมีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ที่เป็นบททั่วไปได้ ที่คำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดโทษจำเลยโดยเพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง จึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ซึ่งการเพิ่มโทษถือเป็นส่วนหนึ่งของโทษที่กำหนดใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 (1) มิใช่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาถึงที่สุด ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้กำหนดโทษจำเลยใหม่สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) จำคุก 6 ปี และปรับ 500,000 บาท เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุก 8 ปี และปรับ 666,666.66 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 8 เดือน เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 4 ปี และปรับ 333,333.33 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 4 เดือน และปรับ 333,333.33 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นางสาวอาจารีย์ มณีบุตร์
ศาลอุทธรณ์ — นางยุพาพรรณ์ กลั่นนุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
วรวุฒิ ทวาทศิน
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4909/2566
#701583
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ 1.1 จำเลยทั้งสองเพื่อความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า เพื่อการแจกจ่ายหรือเพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน ร่วมกันทำ ผลิต มีไว้ นำเข้าหรือยังให้นำเข้าในราชอาณาจักร หรือส่งออกหรือยังให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พาไปหรือยังให้พาไปหรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ๆ ซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก และยังร่วมกันนำข้อมูลคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็กที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยนำวิดีโอแสดงภาพและเสียงเด็กในลักษณะโป๊เปลือยและมีการร่วมประเวณี อัปโหลดเผยแพร่ลงบนเว็บไซต์ที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้สร้างและดูแล 1.2 ภายหลังจากที่กระทำความผิดดังกล่าว เพื่อจะช่วยการทำให้แพร่หลาย หรือการค้าสื่อลามกอนาจารเด็ก จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใด ๆ ว่าสื่อลามกอนาจารเด็กนั้นสามารถรับชมได้ผ่านทางเว็บไซต์ที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้สร้างและดูแล ทั้งยังได้ร่วมกันเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์สื่อลามกอนาจารเด็กดังกล่าว โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันมีลักษณะลามกและประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ โดยจำเลยทั้งสองใช้บัญชีเฟซบุ๊กและอีเมลเป็นช่องทางในการติดต่อโฆษณาแก่ประชาชนทั่วไปว่าสื่อลามกอนาจารเด็กสามารถรับชมได้ผ่านทางเว็บไซต์ที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้สร้างและดูแล ทั้งยังให้บุคคลทั่วไปสามารถติดต่อลงโฆษณาสินค้าหรือบริการในเว็บไซต์ดังกล่าวได้โดยมีค่าใช้จ่าย อันเป็นการค้าสื่อลามกอนาจารเด็กของจำเลยทั้งสอง จากคำบรรยายฟ้องข้อ 1.1 เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) ซึ่งนำไปสู่การแพร่หลายแก่ประชาชนโดยเข้าถึงผ่านทางเว็บไซต์ที่จำเลยทั้งสองสร้างขึ้น อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 287/2 (1) ทำให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองเจตนาทำให้แพร่หลายซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็กอันเป็นความประสงค์หลัก การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 287/2 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ส่วนคำบรรยายฟ้องข้อ 1.2 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (5) มาด้วย แต่ตามพฤติการณ์กระทำความผิดข้อนี้เป็นการโฆษณาชักจูงให้ประชาชนเข้าชมสื่อลามกอนาจารเด็กผ่านเว็บไซต์ของจำเลยทั้งสอง และให้บุคคลลงโฆษณาสินค้าและบริการในเว็บไซต์ดังกล่าวอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 287/2 (3) การกระทำของจำเลยทั้งสองหาใช่เป็นการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกโดยตรงแต่อย่างใดไม่ เพียงแต่การกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาพิเศษเพื่อช่วยการทำให้แพร่หลายและการค้าเท่านั้น การร่วมกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองข้อนี้จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 287/3 เพียงบทเดียว ไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (5) เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดออกเป็นสองข้อต่างหากจากกัน โดยการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่การกระทำความผิดข้อ 1.1 สำเร็จแล้ว และมีพฤติการณ์กระทำความผิดกับองค์ประกอบความผิดที่แตกต่างจากกัน อีกทั้งจำเลยทั้งสองกระทำความผิดครั้งหลังโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่จำเลยทั้งสองเพื่อการค้าและดึงดูดให้ประชาชนรับชมเว็บไซต์ของจำเลยทั้งสองมากขึ้น อันเป็นการเพิ่มความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดไปด้วย แม้จำเลยทั้งสองยังคงมีเจตนาพิเศษเพื่อทำให้แพร่หลายและเพื่อการค้าเช่นเดียวกัน แต่ไม่อาจถือเอาเจตนาพิเศษเพียงประการเดียวมาวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวได้ การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองในข้อ 1.2 ถือได้ว่าเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดในข้อ 1.1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287, 287/2, 33, 83, 91 ริบเครื่องคอมพิวเตอร์ Thermaltake และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก Lenovo ThinkPad ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 16 (4) (5) (ที่ถูกมาตรา 14 (4) (5)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (1) (3) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำ ผลิต มีไว้ หรือทำให้แพร่หลาย (ที่ถูก โดยประการใด ๆ) ซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก กับฐานร่วมกันนำข้อมูลคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็กเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ (ที่ถูก ฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันทำ ผลิต มีไว้ หรือทำให้แพร่หลาย (ที่ถูก โดยประการใด ๆ) ซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็กซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันทำให้แพร่หลาย หรือการค้าสื่อลามกอนาจารเด็ก (ที่ถูก ฐานร่วมกันโฆษณาหรือไขข่าว โดยประการใด ๆ เพื่อจะช่วยการทำให้แพร่หลาย หรือการค้าสื่อลามกอนาจารเด็ก) กับฐานร่วมกันเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) (ที่ถูก ฐานร่วมกันเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันทำให้แพร่หลาย หรือการค้าสื่อลามกอนาจารเด็ก (ที่ถูก ฐานร่วมกันโฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใด ๆ เพื่อจะช่วยการทำให้แพร่หลายหรือการค้าสื่อลามกอนาจารเด็ก) ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันทำ ผลิต มีไว้ หรือทำให้แพร่หลาย (ที่ถูก โดยประการใด ๆ) ซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันทำให้แพร่หลาย หรือการค้าสื่อลามกอนาจารเด็ก (ที่ถูก ฐานร่วมกันโฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใด ๆ เพื่อจะช่วยการทำให้แพร่หลายหรือการค้าสื่อลามกอนาจารเด็ก) จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน ริบเครื่องคอมพิวเตอร์ Thermaltake และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก Lenovo Thinkpad ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำ ผลิต มีไว้ หรือทำให้ แพร่หลาย (ที่ถูก โดยประการใด ๆ) ซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันทำให้แพร่หลาย หรือการค้าสื่อลามกอนาจารเด็ก (ที่ถูก ฐานร่วมกันโฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใด ๆ เพื่อจะช่วยทำให้แพร่หลาย หรือการค้าสื่อลามกอนาจารเด็ก) ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 2 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำความผิดตามฟ้องทั้งหมดเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือไม่ แม้จำเลยทั้งสองมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสองจึงยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองในข้อนี้เบื้องต้นเป็นการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) ซึ่งนำไปสู่การแพร่หลายแก่ประชาชนโดยเข้าถึงผ่านทางเว็บไซต์ที่จำเลยทั้งสองสร้างขึ้น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (1) ทำให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองเจตนาทำให้แพร่หลายซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็กอันเป็นความประสงค์หลัก การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนคำบรรยายฟ้องของโจทก์ข้อ 1.2 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (5) มาด้วย แต่ตามพฤติการณ์กระทำความผิดข้อนี้เป็นการโฆษณาชักจูงให้ประชาชนเข้าชมสื่อลามกอนาจารเด็กผ่านเว็บไซต์ของจำเลยทั้งสอง และให้บุคคลลงโฆษณาสินค้าและบริการในเว็บไซต์ดังกล่าว อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (3) เท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวหาใช่เป็นการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกโดยตรงแต่อย่างใดไม่ เพียงแต่การกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาพิเศษเพื่อช่วยการทำให้แพร่หลายและการค้าเท่านั้น การร่วมกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองข้อนี้จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/3 (3) เพียงบทเดียว ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (5) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานนี้มานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขในส่วนนี้ เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดออกเป็นสองข้อต่างหากจากกัน โดยการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่การกระทำความผิดข้อ 1.1 สำเร็จแล้ว และมีพฤติการณ์กระทำความผิดกับองค์ประกอบของความผิดที่แตกต่างจากกัน อีกทั้งจำเลยทั้งสองกระทำความผิดครั้งหลังโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่จำเลยทั้งสองเพื่อการค้าและดึงดูดให้ประชาชนรับชมเว็บไซต์ของจำเลยทั้งสองมากขึ้น อันเป็นการเพิ่มความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดไปด้วย แม้จำเลยทั้งสองยังคงมีเจตนาพิเศษเพื่อทำให้แพร่หลายและเพื่อการค้าเช่นเดียวกัน แต่ไม่อาจถือเอาเจตนาพิเศษเพียงประการเดียวมาวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวได้ การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองในข้อ 1.2 ดังวินิจฉัยมาถือได้ว่าเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดในข้อ 1.1 ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นความผิดสองกรรมต่างกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในส่วนนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (5) ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 287/2 (1) ม. 287/3 (3)
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14 (4) ม. 14 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายกฤตย หงส์สัมฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยวง
ชื่อองค์คณะ
ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ขนิษฐา อรุณวงศ์
อริยะ นาวินธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4907/2566
#700073
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. ได้บัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์ในการขอผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ออกไปสู่ทางสาธารณะไว้ในมาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ว่า ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้มุ่งพิจารณาถึงสภาพของที่ดินนั้นว่าจะต้องถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเป็นสำคัญ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นจึงมีสิทธิจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ และมีสิทธิขอผ่านที่ดินที่ล้อมแปลงใดก็ได้ เพียงแต่การที่จะผ่านที่ดินที่ล้อมนั้น บทบัญญัติในวรรคสามของมาตราเดียวกัน กำหนดให้ ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้ ซึ่งนอกจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และนายสุจินต์ ที่โจทก์ฟ้องขอเปิดทางจำเป็นแล้ว โจทก์สามารถใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 55890 เป็นทางจำเป็นเข้าออกสู่ซอยเอกชัย 69 ซึ่งเป็นถนนสาธารณะได้ โดยผ่านที่ดินเครือญาติโจทก์ ย่อมแสดงให้เห็นว่า นอกจากทางพิพาทแล้วโจทก์ยังมีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยขอเปิดทางจำเป็นในที่ดินแปลงอื่นได้ ซึ่งการจะขอเปิดทางจำเป็นในที่ดินแปลงใดนั้นต้องคำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้ เมื่อพิจารณาถึงสภาพที่ดินพิพาทที่โจทก์ขอเปิดเป็นทางจำเป็นนั้น มีลักษณะเป็นถนนคอนกรีตอันเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดทำขึ้นและตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอมแก่ที่ดินที่จัดสรรตามกฎหมาย ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีบ้านพักอาศัยเป็นจำนวนมาก การเปิดทางจำเป็นให้ใช้เป็นเส้นทางเข้าออก ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของเจ้าของที่ดินจัดสรรในการพักอาศัยให้เกิดความสงบสุขและปลอดภัยได้ อีกทั้งในขณะที่โจทก์และมารดาโจทก์ร่วมกันซื้อที่ดินมาและมารดาโจทก์ยกที่ดินส่วนของมารดาโจทก์ให้โจทก์ภายหลังนั้น ที่ดินดังกล่าวมีสภาพเป็นที่ตาบอด ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ซึ่งโจทก์และมารดาโจทก์ย่อมต้องทราบดีว่า การซื้อที่ดินดังกล่าวจะมีปัญหาในทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ทำให้ไม่ได้รับความสะดวก ซึ่งหากต้องการให้ที่ดินมีทางเข้าออก อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดหาที่ดินและทำถนนเพื่อเป็นทางเข้าออก แต่โจทก์หาดำเนินการเช่นนั้นไม่ กลับจะมาขอเปิดทางจำเป็นเพื่อใช้ถนนคอนกรีตอันเป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และนายสุจินต์ ซึ่งเป็นผู้จัดสรรที่ดินได้ลงทุนจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรร โดยโจทก์ไม่ต้องลงทุนทำถนนคอนกรีตเอง และเมื่อเปิดทางจำเป็นแล้วยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ที่ดินของโจทก์ แต่กลับกันกลับทำให้ถนนคอนกรีตดังกล่าวต้องรับภาระจากการใช้งานที่เพิ่มขึ้นทั้งที่ดินของโจทก์ เป็นที่ดินว่างเปล่าและโจทก์ไม่เคยใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกมาก่อน แม้โจทก์จะอ้างว่าการขอผ่านทางจำเป็นในที่ดินพิพาทจะสะดวกที่สุดก็ตาม ก็เป็นความสะดวกของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว และไม่ใช่ทางเลือกที่ทำให้ที่ดินที่ล้อมอยู่เสียหายแต่น้อยที่สุด ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3625 หน้ากว้างถนน 8 เมตร ยาว 110 เมตร ตกเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยทั้งเก้ารื้อถอนแนวกั้นรั้วออกไปจากทางเข้าออกที่ดินของโจทก์เพื่อออกสู่ทางสาธารณะ

จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3625 ของจำเลยทั้งเก้า กว้าง 8 เมตร ยาว 109.08 เมตร ตกเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 10547 และให้จำเลยทั้งเก้ารื้อถอนแนวกั้นรั้วออกไปจากทางเข้าออกที่ดินของโจทก์เพื่อให้โจทก์ออกสู่ทางสาธารณะ โดยให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยทั้งเก้าเป็นเงิน 3,600,000 บาท กับให้จำเลยทั้งเก้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ

จำเลยทั้งเก้าฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10547 เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 1 ตารางวา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และนายสุจินต์ เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3625 นายสุจินต์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสุจินต์ ที่ดินของโจทก์ถูกปิดล้อมโดยที่ดินของบุคคลอื่นทุกด้าน ทิศเหนือติดทางรถไฟสายวงเวียนใหญ่ - สมุทรสงคราม ทิศใต้ติดที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และนายสุจินต์ในส่วนที่เป็นทางพิพาท ทางพิพาทกว้าง 8 เมตร ยาว 109.08 เมตร ภายในกรอบสีเขียว มีสภาพเป็นถนนเดินเท้าและทางรถยนต์เชื่อมต่อกับถนนสาธารณประโยชน์ในที่ดินจัดสรรของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และนายสุจินต์ และตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินจัดสรรตามกฎหมายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และนายสุจินต์ได้ทำรั้วปิดกั้นแนวที่ดินของโจทก์กับทางพิพาท ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางพิพาทเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งเก้าประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์ในการขอผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ออกไปสู่ทางสาธารณะไว้ในมาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ว่า ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้มุ่งพิจารณาถึงสภาพของที่ดินนั้นว่าจะต้องถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเป็นสำคัญ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นจึงมีสิทธิจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ เจ้าของที่ดินซึ่งถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจึงมีสิทธิขอผ่านที่ดินที่ล้อมแปลงใดก็ได้ เพียงแต่การที่จะผ่านที่ดินที่ล้อมนั้น บทบัญญัติในวรรคสามของมาตราเดียวกันกำหนดให้ ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้ ซึ่งนอกจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และนายสุจินต์ ที่โจทก์ฟ้องขอเปิดทางจำเป็นแล้ว ยังปรากฏข้อเท็จจริงจากนางสมเพ็ญ พยานจำเลยทั้งเก้าว่า โจทก์สามารถใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 55890 เป็นทางจำเป็นเข้าออกสู่ซอยเอกชัย 69 ซึ่งเป็นถนนสาธารณะได้ โดยผ่านที่ดินเครือญาติโจทก์ ซึ่งเจือสมกับว่าที่ร้อยตรีขวัญ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งเก้าถามค้านว่า มารดาโจทก์เคยขอใช้เส้นทางออกสู่ซอยเอกชัย 69 โดยผ่านที่ดินหมายเลข 7 แต่เจ้าของที่ดินไม่ขายให้ โจทก์ไม่เคยฟ้องเจ้าของที่ดินหมายเลข 7 เนื่องจากเป็นที่ดินขนาดเล็กหากฟ้องจะไม่เหลือที่ดินเนื่องจากทางแคบ รถไม่สามารถเข้าออกได้ ดังนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่านอกจากทางพิพาทแล้วโจทก์ยังมีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยขอเปิดทางจำเป็นในที่ดินแปลงอื่นได้ ซึ่งการจะขอเปิดทางจำเป็นในที่ดินแปลงใดนั้นต้องคำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้ เมื่อพิจารณาถึงสภาพที่ดินพิพาทที่โจทก์ขอเปิดเป็นทางจำเป็นนั้น มีลักษณะเป็นถนนคอนกรีตอันเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดทำขึ้นและตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอมแก่ที่ดินที่จัดสรรตามกฎหมาย ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีบ้านพักอาศัยในที่ดินจัดสรรเป็นจำนวนมาก การเปิดทางจำเป็นในที่ดินพิพาทให้โจทก์และบริวารใช้เป็นเส้นทางเข้าออก ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของเจ้าของที่ดินจัดสรรในการพักอาศัยให้เกิดความสงบสุขและปลอดภัยได้ ส่วนที่ดินแปลงหมายเลข 7 ที่สามารถผ่านสู่ถนนซอยเอกชัย 69 ได้นั้น ว่าที่ร้อยตรีขวัญเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งเก้าว่า พยานไม่เคยไปดูที่ดินหมายเลข 7 ดังนั้น เมื่อว่าที่ร้อยตรีขวัญไม่เคยไปดูที่ดินแปลงดังกล่าวจึงยังไม่อาจรับฟังได้อย่างแน่ชัดว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวมีขนาดเนื้อที่น้อยจนไม่อาจเปิดทางจำเป็นได้ นอกจากนี้ การเปิดทางจำเป็นให้มีขนาดกว้าง ยาว เพียงใดย่อมจะต้องคำนึงถึงสภาพและเนื้อที่ของที่ดินแปลงที่ล้อมด้วยเพื่อให้เกิดความเสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้ หาใช่จะต้องเปิดเป็นทางจำเป็นกว้าง ยาว ขนาดรถยนต์ผ่านได้ในทุกกรณีไม่ ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีขนาดเล็กไม่สามารถเปิดทางจำเป็นได้จึงฟังไม่ขึ้น อีกทั้งปรากฏว่า ในขณะที่โจทก์และมารดาโจทก์ซื้อที่ดินมาและมารดาโจทก์ยกที่ดินส่วนของมารดาโจทก์ให้โจทก์ในภายหลังนั้น ที่ดินดังกล่าวมีสภาพเป็นที่ดินตาบอด ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ซึ่งมารดาโจทก์และโจทก์ย่อมต้องทราบดีว่า การซื้อที่ดินดังกล่าวจะมีปัญหาในทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ทำให้ไม่ได้รับความสะดวกสบาย ซึ่งหากต้องการให้ที่ดินมีทางเข้าออก อาจจะต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายในการจัดหาที่ดินและทำถนนเพื่อเป็นทางเข้าออก แต่โจทก์หาดำเนินการเช่นนั้นไม่ กลับจะมาขอเปิดทางจำเป็นเพื่อใช้ถนนคอนกรีตอันเป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และนายสุจินต์ซึ่งเป็นผู้จัดสรรที่ดินได้ลงทุนจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรร โดยโจทก์ไม่ต้องลงทุนทำถนนคอนกรีตด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง และเมื่อเปิดทางจำเป็นแล้วยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ที่ดินของโจทก์ซึ่งมีเนื้อที่มากถึง 6 ไร่ 1 งาน 1 ตารางวาไปในตัว แต่กลับกันกลับทำให้ถนนคอนกรีตดังกล่าวต้องรับภาระจากการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ทั้งที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินว่างเปล่าและโจทก์ไม่เคยใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกมาก่อน แม้โจทก์จะอ้างว่าการขอผ่านทางจำเป็นในที่ดินพิพาทจะสะดวกที่สุดก็ตาม ก็เป็นความสะดวกของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว และไม่ใช่ทางเลือกที่ทำให้ที่ดินที่ล้อมอยู่เสียหายแต่น้อยที่สุด ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งเก้าฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — นาย ญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายวุฒิพงษ์ แจ่มกระจาย
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยรัตน์ ศิลาลาย
ชื่อองค์คณะ
โสภณ พรหมสุวรรณ
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
สมชาย เงารุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4890/2566
#699283
เปิดฉบับเต็ม

ทางรถยนต์หรือถนนในที่ดินของโจทก์เป็นทางภาระจำยอมแก่เจ้าของสามยทรัพย์ทุกแปลงที่จะใช้ทางภาระจำยอมดังกล่าว และโจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ก็มีสิทธิใช้สอยอย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์ การที่จำเลยนำกรวยมาวางบนทางรถยนต์หรือถนนซึ่งเป็นทางภาระจำยอมหน้าอาคารพาณิชย์ของจำเลยและหน้าอาคารพาณิชย์อื่นเพื่อใช้เป็นที่จอดรถยนต์ส่วนตัวของจำเลยและบริวารนั้น เป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมเพิ่มขึ้นมากกว่าเจ้าของสามยทรัพย์อื่น ทำให้เจ้าของสามยทรัพย์อื่นและโจทก์ไม่อาจใช้ประโยชน์จากทางภาระจำยอมในบริเวณดังกล่าวได้อย่างสะดวก การกระทำของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์จึงเป็นการก่อภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องขนย้ายกรวยหรือวัสดุอื่นใดที่อยู่บนทางภาระจำยอมออกไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายกรวย วัสดุหรือสิ่งของอื่น ๆ ออกจากทางเดิน ทางเดินรถยนต์หรือถนนในที่ดินภาระจำยอมบางส่วนของโฉนดเลขที่ 3428 ของโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ห้ามมิให้จำเลยและบริวารนำกรวย วัสดุหรือสิ่งของอื่น ๆ มาวางบนทางเดิน ทางเดินรถยนต์หรือถนนในที่ดินภาระจำยอมของโจทก์หรือกระทำการใดอันมีลักษณะอย่างเดียวกันในที่ดินดังกล่าวตลอดไป ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์วันละ 1,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายกรวย วัสดุหรือสิ่งของอื่น ๆ ออกจากทางเดินรถยนต์หรือถนนในที่ดินภาระจำยอมดังกล่าว ให้จำเลยรื้อถอนและปิดช่องประตูเข้าและออกบริเวณด้านข้างของผนังอาคารพาณิชย์เลขที่ 40/67 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5465 รื้อถอนและขนย้ายพื้นคอนกรีตบริเวณหน้าประตูด้านข้างอาคารพาณิชย์เลขที่ 40/67 และปรับปรุงพื้นที่ให้มีสภาพดังเดิม รื้อถอนและขนย้ายเครื่องปรับอากาศพร้อมอุปกรณ์ รื้อถอนและปิดช่องระบายอากาศ รื้อถอนและย้ายมาตรวัดน้ำประปา ท่อน้ำประปาและอุปกรณ์ และรื้อถอนท่อน้ำทิ้งและอุปกรณ์ของเครื่องปรับอากาศบริเวณด้านข้างของผนังอาคารพาณิชย์ เลขที่ 40/67 กับขนย้ายวัสดุหรือสิ่งของอื่น ๆ ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ของโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายวันละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนและปิดช่องบานประตูเข้าออกเป็นการถาวร รื้อถอนและขนย้ายพื้นคอนกรีต เครื่องปรับอากาศพร้อมอุปกรณ์ ช่องระบายอากาศ มาตรวัดน้ำประปา และท่อน้ำประปา ท่อน้ำทิ้งของเครื่องปรับอากาศ และวัสดุหรือสิ่งของอื่น ๆ ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ของโจทก์ทั้งหมดแล้วเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนและปิดช่องประตูเข้าและออกบริเวณด้านข้างของผนังอาคารพาณิชย์เลขที่ 40/67 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 5465 ของจำเลยเป็นการถาวร ให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายพื้นคอนกรีตบริเวณหน้าประตูด้านข้างอาคารพาณิชย์เลขที่ 40/67 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ของโจทก์ และปรับปรุงพื้นที่ให้มีสภาพดังเดิม ให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายเครื่องปรับอากาศพร้อมอุปกรณ์ที่ติดตั้งบริเวณด้านข้างของผนังอาคารพาณิชย์เลขที่ 40/67 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ของโจทก์ ให้จำเลยรื้อถอนและปิดช่องระบายอากาศบริเวณด้านข้างของผนังอาคารพาณิชย์เลขที่ 40/67 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ของโจทก์เป็นการถาวร ให้จำเลยรื้อถอนและย้ายมาตรวัดน้ำประปา ท่อน้ำประปาและอุปกรณ์บริเวณด้านข้างของอาคารพาณิชย์เลขที่ 40/67 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ของโจทก์ ให้จำเลยรื้อถอนท่อน้ำทิ้งและอุปกรณ์ของเครื่องปรับอากาศบริเวณด้านข้างของผนังอาคารพาณิชย์เลขที่ 40/67 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ของโจทก์ ให้จำเลยขนย้ายวัสดุหรือสิ่งของอื่น ๆ ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราวันละ 100 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนและปิดช่องบานประตูเข้าออกเป็นการถาวร รื้อถอนและขนย้ายพื้นคอนกรีต เครื่องปรับอากาศพร้อมอุปกรณ์ช่องระบายอากาศ มาตรวัดน้ำประปาและท่อน้ำประปา ท่อน้ำทิ้งของเครื่องปรับอากาศ และวัสดุหรือสิ่งของอื่น ๆ ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ของโจทก์แล้วเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารขนย้ายกรวย วัสดุหรือสิ่งของต่าง ๆ ออกจากทางรถยนต์หรือถนนภาระจำยอม ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ห้ามมิให้จำเลยและบริวารนำกรวย วัสดุหรือสิ่งของต่าง ๆ มาวางบนทางรถยนต์หรือถนนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 หรือกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะอย่างเดียวกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2539 บริษัท ท. (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท อ.) เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ในขณะนั้นได้จดทะเบียนภาระจำยอม เรื่อง ทางเดิน ทางรถยนต์ ระบบไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำ ตลอดจนสาธารณูปโภคอื่น ๆ ในที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนแก่ที่ดินสามยทรัพย์จำนวน 46 แปลง ซึ่งรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 5858 และโฉนดเลขที่ 5465 วันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 บริษัท อ. ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 27 พฤษภาคม 2552 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 5858 พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 40/66 จากเจ้าของที่ดินเดิม และวันที่ 16 สิงหาคม 2555 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 5465 พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 40/67 จากเจ้าของเดิม หลังจากนั้นจำเลยและบริวารนำกรวย วัสดุหรือสิ่งของอื่น ๆ มาวางบนทางรถยนต์หรือถนนซึ่งเป็นทางภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ของโจทก์หน้าอาคารพาณิชย์เลขที่ 40/66 และ 40/67 ของจำเลย และหน้าอาคารพาณิชย์อื่นที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับอาคารพาณิชย์ของจำเลย นอกจากนี้จำเลยและบริวารใช้ช่องประตูบริเวณด้านข้างอาคารพาณิชย์เลขที่ 40/67 ของจำเลย เป็นทางเข้าออกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ของโจทก์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ รวมตลอดถึงพื้นคอนกรีตหน้าประตูด้านข้างของอาคารพาณิชย์ดังกล่าว เครื่องปรับอากาศพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง ช่องระบายอากาศ มาตรวัดน้ำประปา ท่อน้ำประปาพร้อมอุปกรณ์ติดตั้งท่อน้ำทิ้ง และอุปกรณ์ของเครื่องปรับอากาศที่ติดตั้งอยู่ด้านข้างของผนังอาคารพาณิชย์ดังกล่าวก็ปลูกสร้างหรือติดตั้งรุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ของโจทก์ ซึ่งจำเลยเป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์วัสดุอุปกรณ์ดังกล่าว โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ของโจทก์ บริเวณข้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าว การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยได้ปฎิบัติตามคำพิพากษาโดยจำเลยรื้อถอนและปิดช่องประตูด้านข้างของผนังอาคารพาณิชย์เลขที่ 40/67 รื้อถอนและขนย้ายพื้นคอนกรีตบริเวณหน้าประตูด้านข้างอาคารดังกล่าว ตลอดจนรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ และขนย้ายวัสดุหรือสิ่งของอื่น ๆ ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ของโจทก์เสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2564 กับได้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยที่นำกรวยมาวางบนทางรถยนต์หรือถนนในที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ซึ่งเป็นทางภาระจำยอมหน้าอาคารพาณิชย์เลขที่ 40/66 และ 40/67 ของจำเลย และหน้าอาคารพาณิชย์อื่นที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามอาคารพาณิชย์ดังกล่าวของจำเลย เพื่อใช้เป็นที่จอดรถยนต์ส่วนตัวของจำเลยและบริวารนั้น การกระทำของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์เป็นการก่อภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ซึ่งเป็นที่ดินของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ทางรถยนต์หรือถนนในที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 เป็นทางภาระจำยอมแก่เจ้าของสามยทรัพย์ทุกแปลงที่จะใช้ทางรถยนต์หรือถนนดังกล่าว และโจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ก็มีสิทธิใช้สอยอย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์ ดังนั้น การที่จำเลยนำกรวยหรือวัสดุอื่นใด มาวางบนทางภาระจำยอมดังกล่าว ทั้งกรวยยังมีข้อความระบุว่า "ห้ามยกกรวยออก" แสดงว่าจำเลยหวงที่บริเวณดังกล่าวไว้สำหรับจอดรถหรือเพื่อประโยชน์อื่นใดแก่จำเลยเพียงผู้เดียว อันเป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมเพิ่มขึ้นมากกว่าเจ้าของสามยทรัพย์อื่น ทำให้เจ้าของสามยทรัพย์อื่นและโจทก์ไม่อาจใช้ประโยชน์จากทางภาระจำยอมในบริเวณดังกล่าวได้อย่างสะดวก การกระทำของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์จึงเป็นการก่อภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องขนย้ายกรวยหรือวัสดุอื่นใดที่อยู่บนทางภาระจำยอมออกไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1388
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาววิริยา ไทยมงคล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุดสาคร เวชยชัย
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4887/2566
#699639
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของตนเองในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของผู้จัดการมรดก ไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาทและการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และ 1722 จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้ ไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำที่ดินทั้ง 7 แปลงไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 เมื่อ ช. ซึ่งเป็นเจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์มรดกย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1620 และ 1629 ซึ่งทายาทโดยธรรมของ ช. คือโจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งห้าย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งมรดกในส่วนของตนได้

แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นของตนเองและนำไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 โดยไม่นำที่ดินไปแบ่งให้แก่ทายาทโดยธรรมคนอื่นตามสิทธินั้น เป็นการโอนไปหรือจัดการมรดกโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์ทั้งห้าผู้เป็นทายาทและมีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทอยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้อยู่ก่อนแล้วเสียเปรียบก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคาร และทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองโดยมีพฤติการณ์ไม่สุจริต ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้รับจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ย่อมไม่ทำให้จำนองเสียไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 5818 และเลขที่ 6483 ถึงเลขที่ 6488 จากจำเลยที่ 1 ซึ่งถือกรรมสิทธิ์ในฐานะส่วนตัวมาเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชั้น และขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5818 และเลขที่ 6483 ถึงเลขที่ 6488 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 หากจำเลยทั้งสองไม่ไปดำเนินการ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 5818 และเลขที่ 6483 ถึงเลขที่ 6488 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2548 (ที่ถูก วันที่ 7 และ 8 กรกฎาคม 2548) ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชั้น ผู้โอน กับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว ผู้รับโอน หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา (ที่ถูก ไม่ต้องระบุข้อความนี้) ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5818 และเลขที่ 6483 ถึงเลขที่ 6488 ระหว่างจำเลยทั้งสอง เฉพาะส่วนที่เป็นของโจทก์ทั้งห้าจำนวน 5 ใน 6 ส่วน ของที่ดินแต่ละแปลง หากจำเลยทั้งสองไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมของนายชั้น ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2522 นายชั้นมีทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ 1 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5818 และเลขที่ 6483 ถึงเลขที่ 6488 ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายชั้น จากนั้นวันที่ 7 และ 8 กรกฎาคม 2548 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวมาเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชั้น และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งหมดมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว วันที่ 22 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 1 นำที่ดินทั้ง 7 แปลงข้างต้นไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของนายวัชรพงศ์และนางน้ำใจ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชั้นโอนที่ดินทรัพย์มรดกทั้ง 7 แปลง มาเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวเพียงผู้เดียว นิติกรรมการโอนตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใดแล้วต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของตนเองในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของผู้จัดการมรดก ไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาทและการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1722 จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้ นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว ไม่ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 150 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดีภายหลังจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลง เป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำที่ดินทั้ง 7 แปลงไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของนายวัชระพงศ์และนางน้ำใจ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายชั้น เมื่อนายชั้นซึ่งเป็นเจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์มรดกย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ มาตรา 1620 และ 1629 ซึ่งทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาททั้งหมดของนายชั้นคือโจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ 1 เมื่อที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์ทั้งห้าย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งมรดกในส่วนของตนได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า โจทก์ทั้งห้ามีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า แม้การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นของตนเองและนำไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 โดยไม่นำที่ดินไปแบ่งให้แก่ทายาทโดยธรรมคนอื่นตามสิทธินั้น เป็นการโอนไปหรือจัดการมรดกโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์ทั้งห้าผู้เป็นทายาทและมีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทอยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้อยู่ก่อนแล้วเสียเปรียบก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคาร เพื่อประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินของนายวัชรพงศ์และนางน้ำใจ จำนวน 1,800,000 บาท แล้ว และทางพิจารณาไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองโดยมีพฤติการณ์ไม่สุจริต ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้รับจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ย่อมไม่ทำให้จำนองเสียไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 5818 และเลขที่ 6483 ถึงเลขที่ 6488 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชั้น ผู้โอน กับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว ผู้รับโอน และให้จำเลยที่ 1 แบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ทั้งห้าคนละ 1 ใน 6 ส่วน ของที่ดินแต่ละแปลง และยกฟ้องโจทก์ทั้งห้าสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1300 ม. 1620 ม. 1629 ม. 1719 ม. 1722
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ช. กับพวก
จำเลย — นาย ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นางสาววรงค์รัตน์ กังวานวงศ์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
เผด็จ ชมพานิชย์
เสถียร ศรีทองชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4884/2566
#698408
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 รวม 4 คดี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในวันเดียวกัน โดยเปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นกักขังแทนทั้ง 4 คดี ตาม ป.อ. มาตรา 23 เมื่อโทษกักขังเป็นโทษที่ลงแทนโทษจำคุก จำเลยที่ 2 ยังคงต้องถูกบังคับโทษตามคำพิพากษา แม้คดียังไม่ถึงที่สุดและอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ก็มิใช่เหตุที่จะนำโทษกักขังจำเลยที่ 2 มานับต่อจากโทษในคดีอื่นไม่ได้ ศาลจึงอาศัยอำนาจตาม ป.อ. มาตรา 22 ให้นับโทษกักขังติดต่อกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อกับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8893/2552, 8894/2552 และ 8895/2552 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายกตพลหรือชยพล ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (3)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82, 91 (ที่ถูก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 2 เดือน รวม 2 กระทง รวมจำคุก 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 2 กระทง รวมปรับ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 รวม 2 เดือน และปรับจำเลยที่ 1 รวม 10,000 บาท เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นกักขังมีกำหนด 2 เดือน จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ เนื่องจากศาลพิพากษาลงโทษกักขังแทนจำคุก คำขอส่วนนี้ให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษกักขังจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ติดต่อกับโทษกักขังจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 544/2553, 552/2553 และ 553/2553 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้นับโทษกักขังจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษกักขังของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 544/2553, 552/2553 และ 553/2553 ของศาลชั้นต้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ 2534 มาตรา 4 รวม 4 คดี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในวันเดียวกันโดยเปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นกักขังแทนทั้ง 4 คดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 เมื่อโทษกักขังเป็นโทษที่ลงแทนโทษจำคุก จำเลยที่ 2 ยังคงต้องถูกบังคับโทษตามคำพิพากษา แม้คดียังไม่ถึงที่สุดและอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ก็มิใช่เหตุที่จะนำโทษกักขังจำเลยที่ 2 มานับต่อจากคดีอื่นไม่ได้ ศาลจึงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 ให้นับโทษกักขังติดต่อกันได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นับโทษกักขังจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษกักขังในคดีอื่นมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ก.
จำเลย — บริษัท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายยอดชาย อภัยสันติพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐศักดิ์ ณรงค์รักเดช
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ณรงค์ ประจุมาศ
สัญญา ภูริภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4859/2566
#699637
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง (1) จะกำหนดว่า ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินต้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในขณะยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินหรือขอคุ้มครองสิทธิของตน และขณะยื่นคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 6 ได้ขายฝากทรัพย์สินรายการที่ 38 ถึงที่ 43 และผู้คัดค้านที่ 7 ได้ขายฝากทรัพย์สินรายการที่ 35 และที่ 36 ไปแล้ว ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 เป็นผู้ขายฝากทรัพย์ไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งการขายฝากนั้น คือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 491 และกรณีที่มีการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา ให้ทรัพย์สินซึ่งขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ผู้ไถ่ได้ชำระสินไถ่ ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 492 ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 ได้ขายฝากทรัพย์สินดังกล่าวไปแล้ว แต่เมื่อผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ตามสัญญาขายฝาก ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาขายฝากและทรงสิทธิในฐานะเป็นผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2522 มาตรา 50 วรรคสอง (เดิม) คำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 จึงมิใช่เป็นการยื่นคำคัดค้านโดยอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (1) แต่เป็นการร้องคัดค้านตามมาตรา 50 วรรคสอง (เดิม) เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 ทำสัญญาขายฝากทรัพย์ที่ขอไถ่โดยสุจริต ทั้งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดกับผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ก่อนครบกำหนดไถ่ได้แสดงเจตนาขอไถ่ทรัพย์ตามสัญญา ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 จึงเป็นผู้รับประโยชน์โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ย่อมมีสิทธิยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีเพื่อใช้สิทธิไถ่ทรัพย์คืนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้นำทรัพย์สิน 44 รายการ พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก มาตรา 51 ในกรณีที่มิได้มีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย หรือในกรณีที่มีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแล้ว แต่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือ ให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 8 ถึงที่ 12 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและเพิกถอนการอายัดทรัพย์สิน

ผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและเพิกถอนการยึดและอายัด และมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 ไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนได้

ผู้คัดค้านที่ 6 ยื่นคำคัดค้านขอให้เพิกถอนการอายัดและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 6 ไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนได้

ผู้คัดค้านที่ 7 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 7 ไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนได้

ผู้คัดค้านที่ 13 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องเพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 13 ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืน

ผู้คัดค้านที่ 14 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและเพิกถอนการอายัดทรัพย์สิน แล้วมีคำสั่งคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 14

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 30 ตามบัญชีทรัพย์สินพร้อมดอกผลไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 31 ที่ 32 และที่ 37 ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 33 และที่ 34 ให้ผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 ไถ่การขายฝากได้ในราคา 59,000,000 บาท โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากพ้นกำหนดให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด แล้วนำเงินที่ได้จากการไถ่การขายฝากหรือการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 35 และที่ 36 ให้ผู้คัดค้านที่ 7 ไถ่การขายฝากได้ในราคา 27,140,000 บาท โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากพ้นกำหนดให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการไถ่การขายฝากหรือการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 38 ถึงที่ 43 ให้ผู้คัดค้านที่ 6 ไถ่การขายฝากได้ในราคา 8,500,000 บาท โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากพ้นกำหนดให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการไถ่การขายฝากหรือการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 44 ให้ผู้คัดค้านที่ 13 ไถ่การขายฝากได้ในราคา 43,130,000 บาท โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากพ้นกำหนดให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการไถ่การขายฝากหรือการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือก็ให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 8 ถึงที่ 12 ที่ 13 และที่ 14 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำทรัพย์สิน 44 รายการ พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นชดใช้คืนแก่ผู้เสียหายตามความเสียหายที่ผู้เสียหายสูญเสียไปจากการกระทำความผิด โดยหักส่วนที่ผู้เสียหายได้รับชดใช้แล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากมีทรัพย์สินเหลือให้ทรัพย์สินนั้นพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 4 ถึงที่ 7 ที่ 13 และที่ 14 กับคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 8 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 38 ถึงที่ 43 และคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 10 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 44 ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 ไถ่ถอนการขายฝากทรัพย์สินรายการที่ 33 และที่ 34 ที่ให้ผู้คัดค้านที่ 6 ไถ่ถอนการขายฝากทรัพย์สินรายการที่ 38 ถึงที่ 43 ที่ให้ผู้คัดค้านที่ 7 ไถ่ถอนการขายฝากทรัพย์สินรายการที่ 35 และที่ 36 ที่ให้ผู้คัดค้านที่ 13 ไถ่ถอนการขายฝากทรัพย์สินรายการที่ 44 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล และได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกมีพฤติการณ์การกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระและความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน โดยระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2560 ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกร่วมกันวางแผนสมคบหลอกลวงชักชวนให้นายอาร์นี่ ผู้เสียหายร่วมลงทุนซื้อหุ้นของบริษัท อ. บริษัท N. ร่วมลงทุนซื้อขายเงินดิจิทัลดราก้อนคอยน์ ซื้อหุ้นของบริษัท ด. โดยอ้างว่าเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อลงชื่อในสัญญาที่ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกจัดทำขึ้นแล้วโอนเงินบิทคอยน์ซึ่งเป็นเงินสกุลดิจิทัลไปเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่กลุ่มของผู้คัดค้านที่ 1 เปิดรองรับไว้ 19 ครั้ง คิดเป็นเงิน 797,408,454.33 บาท ต่อมาผู้เสียหายได้รับหุ้นไม่ครบตามสัญญาและไม่ได้มีการนำเงินไปลงทุนจริงตามที่ตกลงกัน จึงทราบว่าถูกผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกหลอกลวง ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกรวม 9 คน ได้แก่ ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 9 ผู้คัดค้านที่ 10 ผู้คัดค้านที่ 8 นายชาคริส นายประสิทธิ์ นายชัชวาล นายณัฐนนท์ นายปัณณ์ฉัตร ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่น ต่อมาเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด 44 รายการ พร้อมดอกผล โดยเห็นว่าทรัพย์สินทั้งหมดดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (18) คณะกรรมการธุรกรรมมีความเห็นเช่นเดียวกัน จึงส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณา ต่อมาพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ ผู้คัดค้านที่ 6 เดิมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน 6 แปลง ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5431 และที่ดินโฉนดเลขที่ 120328 ถึง 120332 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560 ผู้คัดค้านที่ 6 ทำสัญญาขายฝากที่ดินทั้ง 6 แปลง ไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 8 ซึ่งผู้คัดค้านที่ 8 เป็นตัวแทนผู้คัดค้านที่ 1 รับซื้อฝากไว้เป็นเงิน 8,500,000 บาท ครบกำหนดเวลาไถ่ในวันที่ 6 ธันวาคม 2561 เมื่อใกล้ครบกำหนดผู้คัดค้านที่ 6 มีหนังสือแจ้งกำหนดเวลาไถ่ไปยังผู้คัดค้านที่ 8 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 ผู้คัดค้านที่ 6 ไปที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาจตุจักร แต่ผู้คัดค้านที่ 8 ไม่ไปตามนัด ผู้คัดค้านที่ 6 ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานที่ดินว่า ที่ดินทั้ง 6 แปลง ถูกอายัด ผู้คัดค้านที่ 6 ทำสัญญาขายฝากที่ดินโดยสุจริตและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ส่วนผู้คัดค้านที่ 7 เดิมเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 216513 และ 238119 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2560 ผู้คัดค้านที่ 7 ทำสัญญาขายฝากที่ดินทั้ง 2 แปลง ไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเงิน 27,140,000 บาท ครบกำหนดไถ่ในวันที่ 19 ตุลาคม 2561 ต่อมาวันที่ 25 กันยายน 2561 ผู้คัดค้านที่ 7 ได้รับหนังสือจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จึงทราบว่าไม่สามารถไถ่ที่ดินทั้ง 2 แปลง ได้ ผู้คัดค้านที่ 7 ขายฝากที่ดินโดยสุจริตและมีนายหน้าเป็นผู้ดำเนินการให้ สำหรับคดีในส่วนของผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ผู้คัดค้านที่ 8 ถึงที่ 14 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 ว่า ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งตามมาตรา 51 โดยแสดงให้ศาลเห็นว่า

(1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือ

(2) ตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะ

และมาตรา 50 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบัญญัติว่า "ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนก่อนศาลมีคำสั่ง โดยแสดงให้ศาลเห็นว่าตนเป็นผู้รับประโยชน์โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาซึ่งประโยชน์โดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ" แม้ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (1) ดังกล่าวจะกำหนดว่า ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินต้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในขณะยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินหรือขอคุ้มครองสิทธิของตน และขณะยื่นคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 6 ได้ขายฝากทรัพย์สินรายการที่ 38 ถึงที่ 43 และผู้คัดค้านที่ 7 ได้ขายฝากทรัพย์สินรายการที่ 35 และที่ 36 ไปแล้ว ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 เป็นผู้ขายฝากทรัพย์ไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งการขายฝากนั้น คือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 และกรณีที่มีการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา ให้ทรัพย์สินซึ่งขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ผู้ไถ่ได้ชำระสินไถ่ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 492 ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 ได้ขายฝากทรัพย์สินดังกล่าวไปแล้ว แต่เมื่อผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ตามสัญญาขายฝาก ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาขายฝากและทรงสิทธิในฐานะเป็นผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2522 มาตรา 50 วรรคสอง (เดิม) คำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 จึงมิใช่เป็นการยื่นคำคัดค้านโดยอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (1) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา แต่เป็นการร้องคัดค้านตามมาตรา 50 วรรคสอง (เดิม) ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 ทำสัญญาขายฝากทรัพย์ที่ขอไถ่โดยสุจริต ทั้งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดกับผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ก่อนครบกำหนดไถ่ได้แสดงเจตนาขอไถ่ทรัพย์ตามสัญญา ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 จึงเป็นผู้รับประโยชน์โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ย่อมมีสิทธิยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีเพื่อใช้สิทธิไถ่ทรัพย์คืนได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องคัดค้านในส่วนของผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 35 และที่ 36 ให้ผู้คัดค้านที่ 7 ไถ่การขายฝากได้ในราคา 27,140,000 บาท โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากพ้นกำหนดให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการไถ่การขายฝากหรือการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 38 ถึงที่ 43 ให้ผู้คัดค้านที่ 6 ไถ่การขายฝากได้ในราคา 8,500,000 บาท โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากพ้นกำหนดให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการไถ่การขายฝากหรือการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 50
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชัยรักษ์ จยาวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยวง
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4849/2566
#698917
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าศาลต้องดำเนินการไกล่เกลี่ยเพื่อให้คู่ความได้ตกลงหรือประนีประนอมยอมความกัน และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ถ้าคู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ให้ศาลจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย โดยจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ในกรณีให้การด้วยวาจา ให้ศาลจัดให้มีการบันทึกคำให้การนั้นและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ วรรคสอง ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคหนึ่ง และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คดีนี้ในวันนัดพิจารณาจำเลยมาศาลและแถลงต่อศาลว่าไม่เคยสมัครสินเชื่อกับโจทก์และไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ ขอต่อสู้คดี เป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าคู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้ เมื่อจำเลยมาศาลในวันนัดพิจารณาดังกล่าวแต่ยังไม่ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง กล่าวคือต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การจำเลย โดยจำเลยมีสิทธิยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคหนึ่งและไม่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จึงจะมีผลตามวรรคสอง คือ ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในวันนัดพิจารณาโดยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียวจนเสร็จการพิจารณา อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปอย่างกรณีจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไปเสียทีเดียวโดยไม่จัดให้มีการสอบถามคำให้การจำเลยก่อน การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่งและวรรคสอง กรณีมีเหตุสมควรยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 89,570.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 72,793.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 81,886.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 72,793.80 บาท นับตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ก่อนวินิจฉัยปัญหาตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่าการดำเนินกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เสียก่อน คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดไกล่เกลี่ย ให้การและสืบพยานวันที่ 2 กันยายน 2563 วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 และวันที่ 22 ธันวาคม 2563 ผู้รับมอบอำนาจช่วงและในฐานะทนายโจทก์ และจำเลยมาศาลทั้งสามนัด จำเลยแถลงว่าจำเลยไม่เคยสมัครสินเชื่อกับโจทก์และไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ ประสงค์จะต่อสู้คดี ในการพิจารณาวันที่ 22 ธันวาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีเนื่องจากศาลชั้นต้นให้โอกาสจำเลยติดต่อหาทนายความแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย และสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียวจนเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน เห็นว่า ในการพิจารณาคดีผู้บริโภคพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ศาลต้องดำเนินการไกล่เกลี่ยเพื่อให้คู่ความได้ตกลงหรือประนีประนอมยอมความกัน และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ถ้าคู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้และจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ให้ศาลจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย โดยจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ในกรณีให้การด้วยวาจา ให้ศาลจัดให้มีการบันทึกคำให้การนั้นและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ และตามวรรคสอง ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคหนึ่ง และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ได้ความว่า ในวันนัดพิจารณาวันที่ 2 กันยายน 2563 วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 วันที่ 22 ธันวาคม 2563 จำเลยมาศาลทั้งสามนัด การที่จำเลยแถลงต่อศาลว่าไม่เคยสมัครสินเชื่อเฟิร์สช้อยส์คาร์ดกับโจทก์ ไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ ขอต่อสู้คดี เป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าคู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้ เมื่อจำเลยมาศาลในวันนัดพิจารณาดังกล่าวแต่ยังไม่ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง กล่าวคือต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การจำเลย โดยจำเลยมีสิทธิยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคหนึ่งและไม่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จึงจะมีผลตามมาตรา 26 วรรคสอง คือให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในวันที่ 22 ธันวาคม 2563 โดยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียวจนเสร็จการพิจารณา อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปอย่างกรณีจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไปเสียทีเดียวโดยไม่จัดให้มีการสอบถามคำให้การจำเลยก่อน ซึ่งหากจำเลยให้การด้วยวาจาในขณะนั้นหรือยื่นคำให้การเป็นหนังสือภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จำเลยย่อมมีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างพยานหลักฐานโจทก์หรือสนับสนุนข้อต่อสู้ตามคำให้การจำเลยได้ ซึ่งมิใช่เป็นกรณีจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การที่ศาลจะมีอำนาจสืบพยานหลักฐานของโจทก์ไปฝ่ายเดียวได้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง เมื่อจำเลยแสดงความประสงค์จะต่อสู้คดีมาโดยตลอด กรณีมีเหตุสมควรยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอีกต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่สอบถามคำให้การจำเลยแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 25 ม. 26
ป.วิ.พ. ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายชัยรัตน์ ชุมพล
ศาลอุทธรณ์ — นายพรสักก์ พิทักษ์ธรรม
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
วิเศษ นิ่มกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4847/2566
#699284
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้คัดค้านในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดที่ดินของจำเลย เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเป็นเงินได้ของกองทรัพย์สินจำเลย จำเลยโดยผู้คัดค้านมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (8) เว้นแต่จะมีข้อตกลงเรื่องภาระภาษีเงินได้กันเป็นอย่างอื่น ที่ผู้คัดค้านกำหนดเงื่อนไขในการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์และข้อตกลงในหนังสือสัญญาซื้อขายให้ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมการโอนและค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายทอดตลาดและมีสิทธินำใบเสร็จรับเงินที่มีรายการชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายมาขอคืนภาษีภายใน 20 วัน นับแต่วันชำระราคาครบถ้วน หากไม่มาขอคืนภายในกำหนดจะถือว่าผู้ซื้อทรัพย์ไม่ติดใจขอคืนภาษีนั้น ไม่มีลักษณะเป็นข้อตกลงเรื่องภาระภาษีเงินได้กันเป็นอย่างอื่น หากแต่เป็นเพียงเพื่อให้การจัดการทรัพย์สินของจำเลยดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและสะดวกรวดเร็วอันเป็นประโยชน์แก่ผู้คัดค้านที่ไม่จำต้องนำส่งหรือไปชำระภาษีดังกล่าวด้วยตนเองโดยผลักภาระให้ผู้ซื้อทรัพย์ไปชำระภาษีแล้วนำใบเสร็จรับเงินมาขอคืนเงินที่ชำระเป็นค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากผู้คัดค้านเท่านั้น เมื่อผู้คัดค้านจำหน่ายทรัพย์ของจำเลยในคดีล้มละลายแล้ว ทรัพย์สินซึ่งเหลือจากที่กันไว้สำหรับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ผู้คัดค้านต้องจัดการแบ่งในระหว่างเจ้าหนี้โดยเร็วตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 124 ซึ่งผู้คัดค้านสามารถกันเงินในส่วนที่ผู้ซื้อทรัพย์จะมาขอรับเงินที่จ่ายเป็นค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายคืนได้ในชั้นทำบัญชีแสดงรายการรับ–จ่ายเงิน แล้วแจ้งให้ผู้ซื้อทรัพย์มารับเงินคืน หากผู้ซื้อทรัพย์ไม่มารับเงินดังกล่าวคืนภายในห้าปีนับแต่วันที่ศาลสั่งปิดคดี เงินดังกล่าวก็จะตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 176 ผู้คัดค้านจะกำหนดเงื่อนไขหรือข้อตกลงในการขายทอดตลาดทรัพย์หรือหนังสือสัญญาซื้อขายให้ผู้ซื้อทรัพย์มารับเงินดังกล่าวคืนภายในกำหนดเวลาผิดแผกแตกต่างจากบทกฎหมายดังกล่าวหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2544 และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2544

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านและให้ผู้คัดค้านคืนภาษีเงินได้ให้แก่ผู้ร้องและดำเนินการปรับปรุงบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินใหม่

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ส่วนค่าทนายความเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีเองจึงไม่กำหนดให้

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ผู้คัดค้านจ่ายเงินที่ผู้ร้องจ่ายแทนจำเลยเป็นค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จำนวน 1,331,662 บาท คืนให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอรับเงินที่ผู้ร้องจ่ายแทนจำเลยเป็นค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากการขายทอดตลาดทรัพย์คืนจากผู้คัดค้านหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้คัดค้านในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลย เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวเป็นเงินได้ของกองทรัพย์สินจำเลย จำเลยโดยผู้คัดค้านมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) เว้นแต่จะมีข้อตกลงเรื่องภาระภาษีเงินได้กันเป็นอย่างอื่น ที่ผู้คัดค้านกำหนดเงื่อนไขในการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์และข้อตกลงในหนังสือสัญญาซื้อขายให้ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมการโอนและค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายทอดตลาดและมีสิทธินำใบเสร็จรับเงินที่มีรายการชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายมาขอคืนภาษีภายใน 20 วัน นับแต่วันชำระราคาครบถ้วน หากไม่มาขอคืนภาษีภายในกำหนดจะถือว่าผู้ซื้อทรัพย์ไม่ติดใจขอคืนภาษีดังกล่าว โดยกรณีผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิหักส่วนได้ใช้แทน จะต้องดำเนินการขอรับเงินภาษีคืนให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาดังกล่าวนับแต่วันที่ได้ชำระเงินค่าซื้อทรัพย์เพิ่ม หรือหากไม่ต้องชำระเพิ่มให้นับแต่วันที่ครบกำหนดตามหมายแจ้งให้ผู้ซื้อทรัพย์มารับหนังสือโอนกรรมสิทธิ์นั้น ไม่มีลักษณะเป็นข้อตกลงเรื่องภาระภาษีเงินได้กันเป็นอย่างอื่น หากแต่เป็นเพียงเพื่อให้การจัดการทรัพย์สินของจำเลยดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและสะดวกรวดเร็ว อันเป็นประโยชน์แก่ผู้คัดค้านที่ไม่จำต้องนำส่งหรือไปชำระภาษีดังกล่าวด้วยตนเองโดยผลักภาระให้ผู้ซื้อทรัพย์ไปชำระภาษีแล้วนำใบเสร็จรับเงินมาขอคืนเงินที่ชำระเป็นค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากผู้คัดค้านเท่านั้น นอกจากนี้เมื่อผู้คัดค้านจำหน่ายทรัพย์ของจำเลยในคดีล้มละลายแล้ว ทรัพย์สินซึ่งเหลือจากที่กันไว้สำหรับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ผู้คัดค้านต้องจัดการแบ่งในระหว่างเจ้าหนี้โดยเร็วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 124 โดยผู้คัดค้านมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อไปคือการจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน และจ่ายเงินตามบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินนั้น ซึ่งผู้คัดค้านสามารถกันเงินในส่วนที่ผู้ซื้อทรัพย์จะมาขอรับเงินที่จ่ายเป็นค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายคืนได้ในชั้นทำบัญชีแสดงรายการรับ–จ่ายเงิน แล้วแจ้งให้ผู้ซื้อทรัพย์มารับเงินคืน หากผู้ซื้อทรัพย์ไม่มารับเงินดังกล่าวคืนภายในห้าปีนับแต่วันที่ศาลสั่งปิดคดี เงินดังกล่าวก็จะตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 176 ผู้คัดค้านจะกำหนดเงื่อนไขหรือข้อตกลงในการขายทอดตลาดทรัพย์หรือหนังสือสัญญาซื้อขายให้ผู้ซื้อทรัพย์มารับเงินดังกล่าวคืนภายในกำหนดเวลาผิดแผกแตกต่างจากบทกฎหมายดังกล่าวหาได้ไม่ ดังนั้น ผู้ร้องมีสิทธิขอรับเงินที่ผู้ร้องจ่ายแทนจำเลยไปเป็นค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากการขายทอดตลาดทรัพย์คืนจากผู้คัดค้านเฉพาะส่วนของผู้ร้องได้ชำระไป 1,331,662 บาท ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่าผู้ร้องซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินทั้ง 7 แปลง ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเป็นผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยได้วางเงินค่าซื้อทรัพย์บางส่วนและส่วนที่เหลือขอใช้สิทธิหักส่วนได้ใช้แทน และการจ่ายเงินค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืนแก่ผู้ซื้อทรัพย์จะต้องจ่ายจากเงินที่ได้รับจากการขายทอดตลาดทรัพย์นั้น ซึ่งในการจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ–จ่ายเงิน จะต้องลงรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ก่อนที่จะคำนวณจำนวนเงินที่ถือว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดว่ามีเพียงใดและจะต้องจ่ายเงินคืนหรือเรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อทรัพย์ที่ขอใช้สิทธิหักส่วนได้ใช้แทนเท่าใด การที่ผู้คัดค้านจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน จากการขายทอดตลาดดังกล่าว โดยระบุว่าผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาด 23,482,883.90 บาท และเมื่อหักส่วนได้ใช้แทนแล้วต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้ร้อง 558,526.90 บาท โดยมิได้นำเงิน 1,331,662 บาท ที่ผู้ร้องมีสิทธิได้รับคืนไปลงเป็นรายการค่าใช้จ่ายและคำนวณเงินที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้ร้องด้วยนั้น จึงไม่ชอบ ผู้คัดค้านชอบที่จะต้องแก้ไขบัญชีแสดงรายการรับ–จ่ายเงิน ให้ถูกต้อง แล้วดำเนินการจ่ายเงินตามบัญชีแสดงรายการรับ–จ่ายเงินนั้นต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ผู้คัดค้านจ่ายเงินค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืนให้แก่ผู้ร้อง โดยไม่ได้ให้ผู้คัดค้านแก้ไขบัญชีแสดงรายการรับ–จ่ายเงิน ให้ถูกต้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านแก้ไขบัญชีแสดงรายการรับ–จ่ายเงินจากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 57846, 58135, 58446, 58447, 13211 และ 22183 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 921 ให้ถูกต้อง แล้วดำเนินการจ่ายเงินตามบัญชีแสดงรายการรับ–จ่ายเงินนั้นต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 124 ม. 176
ป.รัษฎากร ม. 40 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นาง ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางรัชนี ฉัตรอุทัย
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายวิเชียร วชิรประทีป
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
สอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4838/2566
#698314
เปิดฉบับเต็ม

ต. เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ต. และผู้ร้องต่างยื่นคำร้องว่าตนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการกล่าวอ้างว่า ต. และผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาในระหว่างสมรส ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสและตกเป็นของ ต. กับผู้ร้องร่วมกัน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 ให้อำนาจเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์รวมเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ การที่ ต. ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ต. โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 จึงเป็นการกระทำแทนผู้ร้องด้วย ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นคู่ความเดียวกันกับ ต. ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อน เมื่อคดีก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำร้อง โดยวินิจฉัยว่า ต. ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทของผู้ตาย หาใช่ครอบครองอย่างเป็นเจ้าของไม่ ถือได้ว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้ว คดีถึงที่สุด เช่นนี้แม้ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทมาแล้วครอบครองทำประโยชน์ด้วยความสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันจนได้กรรมสิทธิ์ แต่ก็เป็นการยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกับคดีก่อน จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นร้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 23105 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์

ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า นางเคียบหรือเคลือม ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2530 ผู้ตายไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องเนื่องจากในช่วงปี 2529 ผู้ตายป่วยด้วยโรคชราไม่สามารถกระทำการใด ๆ ด้วยตนเองได้ และผู้ร้องไม่เคยแจ้งว่าซื้อที่ดินพิพาทจากผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นหลานของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 และนางตุ เป็นเหลนของผู้ตายจึงต่างเป็นทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้ร้องเป็นสามีของนางตุเข้ามาอยู่อาศัยที่บ้านของผู้ตายตั้งแต่ปี 2519 หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ผู้คัดค้านทั้งสี่และนางตุตกลงจะนำที่ดินพิพาทมาแบ่งปันกัน โดยผู้คัดค้านทั้งสี่มอบหมายให้นางตุทำหน้าที่จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตาย ระหว่างนั้นผู้คัดค้านทั้งสี่อนุญาตให้นางตุและผู้ร้องเข้าไปทำนาในที่ดินพิพาทแทนผู้คัดค้านทั้งสี่ได้ การครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้องเป็นการครอบครองแทนผู้คัดค้านทั้งสี่และนางตุ ผู้ร้องไม่เคยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินพิพาทเป็นของตนเอง ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกคำร้องและห้ามผู้ร้องยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 37,600 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เดิมนางเคียบหรือเคลือม ผู้ตายเป็นเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 23105 เนื้อที่ประมาณ 23 ไร่ 92 ตารางวา ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2530 ผู้ตายไม่มีสามีและบุตร ผู้ร้องเป็นสามีของนางตุ ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 เป็นหลานของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 และนางตุเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันและเป็นเหลนของผู้ตาย เมื่อปี 2548 นางตุยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่านางตุเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำร้อง คดีถึงที่สุด ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 745/2548 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสี่เพียงประการเดียวว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นร้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 745/2548 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 745/2548 ของศาลชั้นต้น นางตุ ยื่นคำร้องว่านางตุครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ส่วนคดีนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นสามีนางตุยื่นคำร้องว่าผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทจากนางเคียบ ผู้ตายเมื่อปี 2529 ในขณะที่ดินพิพาทยังไม่มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน ผู้ตายส่งมอบการครอบครองแล้วผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา จนกระทั่งมีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นโฉนดที่ดิน ผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องเรื่อยมาด้วยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เป็นเวลากว่า 34 ปี ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ดังนี้ แม้ผู้ร้องในคดีก่อนและคดีนี้จะเป็นบุคคลคนละคนกัน แต่นางตุผู้ร้องในคดีก่อนเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องในคดีนี้ นางตุและผู้ร้องต่างยื่นคำร้องว่าตนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการกล่าวอ้างว่านางตุและผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาในระหว่างสมรส ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสและตกเป็นของนางตุกับผู้ร้องร่วมกัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 ให้อำนาจเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์รวมเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ การที่นางตุยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางตุโดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 จึงเป็นการกระทำแทนผู้ร้องด้วย ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นคู่ความเดียวกันกับนางตุซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อน คดีก่อนนางตุนำสืบว่าผู้ตายอายุมากแล้ว นางตุจึงเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและนำรายได้มาเลี้ยงดูผู้ตาย แต่ผู้ตายไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่นางตุ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำร้องโดยวินิจฉัยว่านางตุครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทของผู้ตาย หาใช่ครอบครองอย่างเป็นเจ้าของไม่ ถือได้ว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้ว คดีถึงที่สุด เช่นนี้ แม้ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทมาแล้วครอบครองทำประโยชน์ด้วยความสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันจนได้กรรมสิทธิ์ แต่ก็เป็นการยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกับคดีก่อน จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นร้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสี่ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 148 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ส.
ผู้คัดค้าน — นาง ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายคงสิทธิ์ รักขิตกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวสุทธิมาลย์ วิริยะการุณย์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปรีชา เชิดชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา