คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3068/2566
#694165
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ต้องวางต่อศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นเป็นการปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา 7 แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และมูลความแห่งคดีนี้เป็นการชําระหนี้อันแบ่งแยกมิได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยร่วมคนหนึ่งได้นําเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลครบถ้วนแล้ว จึงมีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์ในการยื่นอุทธรณ์อีกเพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำซ้อนเท่านั้น หาใช่เป็นการที่จำเลยที่ 2 วางเงินแทนจำเลยที่ 1 ไม่ และเงินค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวเป็นเพียงเงินที่วางไว้เพื่อเป็นประกันว่า หากในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชําระค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้ว ผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่ผู้อุทธรณ์วางไว้ หาใช่เป็นการวางเพื่อชําระหนี้แก่คู่ความฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้นไม่ จึงต้องถือว่าเงินดังกล่าวยังเป็นของผู้อุทธรณ์ เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 2 ชนะคดี และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกําหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ก็ชอบที่จะร้องขอให้คืนเงินที่วางนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ยืมเงิน และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 3,431,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองต่างให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,431,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ และยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์พร้อมวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แล้วต่อมาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคมีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ให้ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้วมีคำสั่งต่อไป ศาลชั้นต้นพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลแล้วมีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วย และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา ยกคำร้องและไม่รับฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ในศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้วางต่อศาลพร้อมอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 คืน อ้างว่าศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์และวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ เป็นการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนจำเลยที่ 1 ที่ได้ยื่นอุทธรณ์ด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจขอรับคืนได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์คืนหรือไม่ เห็นว่า เงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ต้องวางต่อศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และมูลความแห่งคดีนี้เป็นการชำระหนี้อันแบ่งแยกมิได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยร่วมคนหนึ่งได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลครบถ้วนแล้ว จึงมีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วยจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์ในการยื่นอุทธรณ์อีกเพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำซ้อนเท่านั้น หาใช่เป็นการที่จำเลยที่ 2 วางเงินแทนจำเลยที่ 1 ไม่ และเงินค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวเป็นเพียงเงินที่วางไว้เพื่อเป็นประกันว่า หากในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้วผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่ผู้อุทธรณ์วางไว้ หาใช่เป็นการวางเพื่อชำระหนี้แก่คู่ความฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้นไม่ จึงต้องถือว่าเงินดังกล่าวยังเป็นของผู้อุทธรณ์ เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 2 ชนะคดี และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ก็ชอบที่จะร้องขอให้คืนเงินที่วางนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนที่จำเลยที่ 2 นำมาวางไว้แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นาย ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายสมชัย สงวนนภาพร
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ชื่อองค์คณะ
เศกสิทธิ์ สุขใจ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3057/2566
#694143
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาปล่อยเงินกู้ จำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเป็นการแสดงเจตนาลวง โจทก์จำเลยไม่มีเจตนากู้ยืมเงินกัน เป็นการอำพรางนิติกรรมที่โจทก์ให้เงินแก่จำเลยเพื่อไปซื้อยางก้อนถ้วยมาส่งให้แก่โจทก์ โดยจำเลยจะได้รับค่าตอบแทน ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยวินิจฉัยว่าสัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยไม่เป็นการแสดงเจตนาลวงและนิติกรรมอำพราง จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว โดยเนื้อหาที่บรรยายมาในคำฟ้องอุทธรณ์เป็นการโต้แย้งการฟังข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น และเมื่ออ่านอุทธรณ์ทั้งฉบับโดยเฉพาะในหน้าที่ 14 และหน้าที่ 15 แล้วสามารถเข้าใจได้ว่าจำเลยโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า สัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยไม่เป็นการแสดงเจตนาลวงและนิติกรรมอำพราง อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้งชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่งแล้ว

อนึ่ง คดีนี้จำเลยฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาล 66,375 บาท แต่เมื่อศาลฎีกาย้อนสํานวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ เช่นนี้ จำเลยชอบที่จะเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ 200 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,318,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,999,993.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มิถุนายน 2563) ต้องไม่เกิน 318,750 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดและค่าธรรมเนียมใช้แทนที่เสียเกินมาเป็นเงิน 750 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาปล่อยเงินกู้ จำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเป็นการแสดงเจตนาลวง โจทก์จำเลยไม่มีเจตนากู้ยืมเงินกัน เป็นการอำพรางนิติกรรมที่โจทก์ให้เงินแก่จำเลยเพื่อไปซื้อยางก้อนถ้วยมาส่งให้แก่โจทก์ โดยจำเลยจะได้รับค่าตอบแทน ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยวินิจฉัยว่าสัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยไม่เป็นการแสดงเจตนาลวงและนิติกรรมอำพราง จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว โดยเนื้อหาที่บรรยายมาในคำฟ้องอุทธรณ์เป็นการโต้แย้งการฟังข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น และเมื่ออ่านอุทธรณ์ทั้งฉบับโดยเฉพาะในหน้าที่ 14 และหน้าที่ 15 แล้วสามารถเข้าใจได้ว่าจำเลยโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า สัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยไม่เป็นการแสดงเจตนาลวงและนิติกรรมอำพราง อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้งชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ

อนึ่ง คดีนี้จำเลยฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาล 66,375 บาท แต่เมื่อศาลฎีกาย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ เช่นนี้ จำเลยชอบที่จะเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ 200 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้นอกจากที่สั่งคืนแล้วให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รวมสั่งเมื่อได้มีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นายปฏิภาณ กาพย์ไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ประกอบ ลีนะเปสนันท์
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3054/2566
#724080
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาตาม ป.อ. มาตรา 175 โดยกล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และได้บรรยายฟ้องให้เห็นด้วยว่าความจริงเป็นประการใด แล้วต่อมาโจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกับข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตาม ป.อ. มาตรา 177 วรรคสอง โดยกล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลไว้ด้วยแล้ว ดังนี้ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความจริงเป็นประการใด แต่เมื่อได้อ่านคำฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้ว ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ความจริงดังกล่าวก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่โจทก์บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความจริงเป็นประการใดในข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษา จำเลยได้ยื่นฎีกา จึงบ่งชี้ว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ คำฟ้องโจทก์ในข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตาม ป.อ. มาตรา 177 จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 175, 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ให้จำคุก 2 ปี และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล ให้จำคุก 2 ปี รวมเป็นจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ให้จำคุก 1 ปี และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล ให้จำคุก 1 ปี รวมเป็นจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เลขที่ 3153 เนื้อที่ 29 ไร่ มีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เวลากลางวัน จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2192/2562 ว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของจำเลยด้วยการนำพันธุ์ข้าวไปหว่านในที่ดินพิพาทเต็มทั้งแปลง ขอให้ลงโทษโจทก์ในความผิดฐานบุกรุก ต่อมา วันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีดังกล่าวต่อศาลว่า "ข้าฯ กับครอบครัวเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ด้วยการทำนาเต็มทั้งแปลงด้วยตนเอง และบางปี ข้าฯ ก็ได้มอบสิทธิให้บุคคลอื่นเช่าทำนาแทนตลอดมา" ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ คดีเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177 โดยบรรยายฟ้องต่อเนื่องกัน แต่ในความผิดข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า คำเบิกความของจำเลยเป็นความเท็จอย่างไรเท่านั้น ส่วนความจริงเป็นอย่างไรไม่ได้บรรยายไว้ เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี... (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งทราบอยู่แล้วว่าที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เลขที่ 3153 เป็นของโจทก์ แต่จำเลยนำความเท็จมาฟ้องต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2192/2562 ว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 เวลากลางวัน โจทก์บุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลย ด้วยการนำพันธุ์ข้าวไปหว่านในที่ดินพิพาทเต็มทั้งแปลง ความจริงแล้วจำเลยได้ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเรือน ต่อมานายบุญเรือนขายที่ดินพิพาทให้แก่นางอำพรหรืออ่ำ และโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน จำเลยเบิกความเป็นพยานต่อศาลในการพิจารณาคดีอาญาดังกล่าวข้างต้นว่า "ข้าฯ กับครอบครัวเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน... ด้วยการทำนาเต็มทั้งแปลงด้วยตนเอง และบางปี ข้าฯ ก็ได้มอบสิทธิให้บุคคลอื่นเช่าทำนาตลอดมา..." ซึ่งเป็นความเท็จอันเป็นข้อสำคัญในคดี ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 โดยกล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และได้บรรยายฟ้องให้เห็นด้วยว่าความจริงเป็นประการใด แล้วต่อมาโจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกับข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ซึ่งในข้อหานี้ โจทก์ได้กล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลไว้ด้วยแล้ว เช่นนี้ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความจริงเป็นประการใด แต่อย่างไรก็ดี เมื่อได้อ่านคำฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้ว ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ความจริงดังกล่าวก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่โจทก์บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความจริงเป็นประการใดในข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 กล่าวคือ ความจริงแล้วจำเลยได้ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเรือน ต่อมานายบุญเรือนขายที่ดินพิพาทให้แก่นางอำพรหรืออ่ำและโจทก์ การที่จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น หลังจากนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษา จำเลยได้ยื่นฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ฎีกาว่าจำเลยไม่เข้าใจฟ้องของโจทก์ในข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เช่นนี้ จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้แต่อย่างใด ดังนั้น คำฟ้องโจทก์ในข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ นั้น เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความประกอบหนังสือสัญญาซื้อขายสอดคล้องทำนองเดียวกันว่าได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทจากนายบุญเรือนและนางดวน นายบุญเรือนมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ของที่ดินพิพาทให้พยานโจทก์ทั้งสองยึดถือไว้ และส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาท จากนั้นพยานโจทก์ทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินด้วยการทำนาปลูกข้าวตลอดมา ข้อนี้จำเลยไม่ได้นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายบุญเรือนและนางดวนจริง โจทก์ยังเบิกความว่าจำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเรือนและนางดวนไปแล้ว ทั้งได้มอบต้นฉบับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้แก่นายบุญเรือนและนางดวนด้วยเพียงแต่ไม่ทราบว่านายบุญเรือนซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยเมื่อปีใด ข้อนี้จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากนายเขียน 340,000 บาท เพื่อนำมาเป็นทุนในการศึกษาแก่บุตร ในหนังสือสัญญากู้ระบุชื่อนางดวนเป็นผู้ให้กู้ มาทราบภายหลังว่าเป็นภริยาของนายเขียน และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2526 จากนั้นในปี 2546 จึงนำไปจำนำไว้แก่นายเขียนหรือบุญเรือน แล้วนายเขียนได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ด้วยการทำนา อันเป็นการอ้างว่าจำเลยกู้เงินจากนายเขียนโดยนำหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ของที่ดินพิพาทให้นายเขียนยึดถือไว้เป็นประกัน มิใช่เป็นการซื้อขายที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีนายบุญเรือนหรือนางดวนมาเบิกความยืนยันว่า นายบุญเรือนหรือนางดวนซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยก็ตาม แต่จำเลยรับว่านายบุญเรือนได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่มีการทำหนังสือสัญญากู้เงินกับจำเลยเมื่อปี 2546 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมาติดต่อนายบุญเรือนเพื่อชำระหนี้เงินกู้และขอหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ของที่ดินพิพาทคืนแต่อย่างใด จำเลยเพิ่งมากล่าวอ้างว่าได้ติดต่อขอซื้อที่ดินพิพาทคืนจากนายบุญเรือนในปี 2562 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากทำสัญญากู้เงินแล้วถึงประมาณ 16 ปี จึงมีพิรุธ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่นายบุญเรือน ดังจะเห็นได้จากเมื่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีหนังสือแจ้งจำเลยมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการถือครองที่ดินพิพาท แต่จำเลยไม่มาชี้แจงข้อเท็จจริงตามแบบตรวจสอบการถือครอง กรณีแปลงที่ดินที่ได้มีการจัดที่ดินแล้ว จำเลยกลับมาว่าจ้างคนเข้าไปไถนาในที่ดินพิพาทภายหลังได้รับแจ้งจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าถ้าไม่เข้าทำประโยชน์จะสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาท แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทมานานแล้ว อีกทั้งก่อนจำเลยฟ้องโจทก์ในความผิดฐานบุกรุก จำเลยไปลงบันทึกประจำวันยอมรับว่านายสาทร สามีจำเลยได้ขายสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่นายเขียนโดยให้นายเขียนเข้าทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา ต่อมานายเขียนขายสิทธิในที่ดินพิพาทให้นางอำพร เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเรือน สามีนางดวนตั้งแต่ปี 2546 แล้ว หาใช่เป็นการนำที่ดินพิพาทไปเป็นประกันเงินกู้ตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินดังที่จำเลยนำสืบไม่ การที่จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทให้นายบุญเรือนครอบครองทำประโยชน์ ถือได้ว่าจำเลยได้สละสิทธิทำกินในที่ดินพิพาท มีผลให้จำเลยสิ้นสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยจึงรู้อยู่แล้วว่าจำเลยสิ้นสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นายบุญเรือน การที่จำเลยกลับมาอ้างสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ฟ้องขอให้ลงโทษโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายบุญเรือนและนางดวน จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ส่วนโจทก์จะได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ ย่อมเป็นอำนาจของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่จะต้องพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ดังนั้น ที่จำเลยฟ้องโจทก์ในความผิดฐานบุกรุก จึงเป็นการเอาความอันเป็นเท็จมาฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่ายังมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงใช้สิทธิฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งและคดีอาญานั้นฟังไม่ขึ้น ทั้งข้อความที่จำเลยเบิกความยืนยันว่าจำเลยและครอบครัวครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทในฐานะผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วโจทก์และนางอำพรเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินและไม่ได้บุกรุกที่ดินพิพาทดังที่จำเลยเบิกความ ซึ่งหากศาลเชื่อว่าโจทก์กระทำความผิดจริง ศาลอาจพิพากษาลงโทษโจทก์ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเสรีภาพ การเบิกความเท็จของจำเลยจึงเป็นข้อสำคัญในการพิจารณาคดีอาญา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดโทษจำคุกแก่จำเลยมานั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า ความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาและฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล กฎหมายมิเพียงแต่จะคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดี แต่ยังมุ่งคุ้มครองกระบวนพิจารณาคดีของศาลเพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรมอีกด้วย ทั้งเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ การกระทำความผิดของจำเลยจึงไม่เพียงแต่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่ยังทำให้การรับฟังข้อเท็จจริงในคดีของศาลผิดไปจากความเป็นจริง พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นตามที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษให้จำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ให้จำคุก 6 เดือน และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล ให้จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 175 ม. 177
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — นาง ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายเอกวุฒิ จรูญวิทยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายคมกริช ภัทรพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ษมาคุณากร
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
สมชาย ธารณธรรม
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3054/2566
#694172
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาตาม ป.อ. มาตรา 175 โดยกล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และได้บรรยายฟ้องให้เห็นด้วยว่าความจริงเป็นประการใด แล้วต่อมาโจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกับข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตาม ป.อ. มาตรา 177 วรรคสอง โดยกล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลไว้ด้วยแล้ว ดังนี้ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความจริงเป็นประการใด แต่เมื่อได้อ่านคำฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้ว ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ความจริงดังกล่าวก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่โจทก์บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความจริงเป็นประการใดในข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษา จำเลยได้ยื่นฎีกา จึงบ่งชี้ว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ คำฟ้องโจทก์ในข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตาม ป.อ. มาตรา 177 จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 175, 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ให้จำคุก 2 ปี และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล ให้จำคุก 2 ปี รวมเป็นจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ให้จำคุก 1 ปี และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล ให้จำคุก 1 ปี รวมเป็นจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เลขที่ 3153 เนื้อที่ 29 ไร่ มีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เวลากลางวัน จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2192/2562 ว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของจำเลยด้วยการนำพันธุ์ข้าวไปหว่านในที่ดินพิพาทเต็มทั้งแปลง ขอให้ลงโทษโจทก์ในความผิดฐานบุกรุก ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีดังกล่าวต่อศาลว่า "ข้าฯ กับครอบครัวเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ด้วยการทำนาเต็มทั้งแปลงด้วยตนเอง และบางปี ข้าฯ ก็ได้มอบสิทธิให้บุคคลอื่นเช่าทำนาแทนตลอดมา" ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ คดีเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177 โดยบรรยายฟ้องต่อเนื่องกัน แต่ในความผิดข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า คำเบิกความของจำเลยเป็นความเท็จอย่างไรเท่านั้น ส่วนความจริงเป็นอย่างไรไม่ได้บรรยายไว้ เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี... (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งทราบอยู่แล้วว่าที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เลขที่ 3153 เป็นของโจทก์ แต่จำเลยนำความเท็จมาฟ้องต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2192/2562 ว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 เวลากลางวัน โจทก์บุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลย ด้วยการนำพันธุ์ข้าวไปหว่านในที่ดินพิพาทเต็มทั้งแปลง ความจริงแล้วจำเลยได้ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเรือน ต่อมานายบุญเรือนขายที่ดินพิพาทให้แก่นางอำพรหรืออ่ำ และโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน จำเลยเบิกความเป็นพยานต่อศาลในการพิจารณาคดีอาญาดังกล่าวข้างต้นว่า "ข้าฯ กับครอบครัวเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน... ด้วยการทำนาเต็มทั้งแปลงด้วยตนเอง และบางปี ข้าฯ ก็ได้มอบสิทธิให้บุคคลอื่นเช่าทำนาตลอดมา..." ซึ่งเป็นความเท็จอันเป็นข้อสำคัญในคดี ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 โดยกล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และได้บรรยายฟ้องให้เห็นด้วยว่าความจริงเป็นประการใด แล้วต่อมาโจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกับข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ซึ่งในข้อหานี้ โจทก์ได้กล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลไว้ด้วยแล้ว เช่นนี้ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความจริงเป็นประการใด แต่อย่างไรก็ดี เมื่อได้อ่านคำฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้ว ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ความจริงดังกล่าวก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่โจทก์บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความจริงเป็นประการใดในข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 กล่าวคือ ความจริงแล้วจำเลยได้ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเรือน ต่อมานายบุญเรือนขายที่ดินพิพาทให้แก่นางอำพรหรืออ่ำ และโจทก์ การที่จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น หลังจากนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษา จำเลยได้ยื่นฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ฎีกาว่าจำเลยไม่เข้าใจฟ้องของโจทก์ในข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เช่นนี้ จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้แต่อย่างใด ดังนั้น คำฟ้องโจทก์ในข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ นั้น เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความประกอบหนังสือสัญญาซื้อขายสอดคล้องทำนองเดียวกันว่าได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทจากนายบุญเรือนและนางดวน นายบุญเรือนมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ของที่ดินพิพาทให้พยานโจทก์ทั้งสองยึดถือไว้ และส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาท จากนั้นพยานโจทก์ทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินด้วยการทำนาปลูกข้าวตลอดมา ข้อนี้จำเลยไม่ได้นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายบุญเรือนและนางดวนจริง โจทก์ยังเบิกความว่าจำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเรือนและนางดวนไปแล้ว ทั้งได้มอบต้นฉบับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้แก่นายบุญเรือนและนางดวนด้วยเพียงแต่ไม่ทราบว่านายบุญเรือนซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยเมื่อปีใด ข้อนี้จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากนายเขียน 340,000 บาท เพื่อนำมาเป็นทุนในการศึกษาแก่บุตร ในหนังสือสัญญากู้ระบุชื่อนางดวนเป็นผู้ให้กู้ มาทราบภายหลังว่าเป็นภริยาของนายเขียน และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2526 จากนั้นในปี 2546 จึงนำไปจำนำไว้แก่นายเขียนหรือบุญเรือน แล้วนายเขียนได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ด้วยการทำนา อันเป็นการอ้างว่าจำเลยกู้เงินจากนายเขียนโดยนำหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ของที่ดินพิพาทให้นายเขียนยึดถือไว้เป็นประกัน มิใช่เป็นการซื้อขายที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีนายบุญเรือนหรือนางดวนมาเบิกความยืนยันว่า นายบุญเรือนหรือนางดวนซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยก็ตาม แต่จำเลยรับว่านายบุญเรือนได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่มีการทำหนังสือสัญญากู้เงินกับจำเลยเมื่อปี 2546 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมาติดต่อนายบุญเรือนเพื่อชำระหนี้เงินกู้และขอหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ของที่ดินพิพาทคืนแต่อย่างใด จำเลยเพิ่งมากล่าวอ้างว่าได้ติดต่อขอซื้อที่ดินพิพาทคืนจากนายบุญเรือนในปี 2562 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากทำสัญญากู้เงินแล้วถึงประมาณ 16 ปี จึงมีพิรุธ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่นายบุญเรือน ดังจะเห็นได้จากเมื่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีหนังสือแจ้งจำเลยมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการถือครองที่ดินพิพาท แต่จำเลยไม่มาชี้แจงข้อเท็จจริงตามแบบตรวจสอบการถือครอง กรณีแปลงที่ดินที่ได้มีการจัดที่ดินแล้ว จำเลยกลับมาว่าจ้างคนเข้าไปไถนาในที่ดินพิพาทภายหลังได้รับแจ้งจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าถ้าไม่เข้าทำประโยชน์จะสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาท แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทมานานแล้ว อีกทั้งก่อนจำเลยฟ้องโจทก์ในความผิดฐานบุกรุก จำเลยไปลงบันทึกประจำวันยอมรับว่านายสาทร สามีจำเลยได้ขายสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่นายเขียนโดยให้นายเขียนเข้าทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา ต่อมานายเขียนขายสิทธิในที่ดินพิพาทให้นางอำพร เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเรือน สามีนางดวนตั้งแต่ปี 2546 แล้ว หาใช่เป็นการนำที่ดินพิพาทไปเป็นประกันเงินกู้ตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินดังที่จำเลยนำสืบไม่ การที่จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทให้นายบุญเรือนครอบครองทำประโยชน์ ถือได้ว่าจำเลยได้สละสิทธิทำกินในที่ดินพิพาท มีผลให้จำเลยสิ้นสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยจึงรู้อยู่แล้วว่าจำเลยสิ้นสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นายบุญเรือน การที่จำเลยกลับมาอ้างสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ฟ้องขอให้ลงโทษโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายบุญเรือนและนางดวน จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ส่วนโจทก์จะได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ ย่อมเป็นอำนาจของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่จะต้องพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ดังนั้น ที่จำเลยฟ้องโจทก์ในความผิดฐานบุกรุก จึงเป็นการเอาความอันเป็นเท็จมาฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่ายังมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงใช้สิทธิฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งและคดีอาญานั้นฟังไม่ขึ้น ทั้งข้อความที่จำเลยเบิกความยืนยันว่าจำเลยและครอบครัวครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทในฐานะผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วโจทก์และนางอำพรเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินและไม่ได้บุกรุกที่ดินพิพาทดังที่จำเลยเบิกความ ซึ่งหากศาลเชื่อว่าโจทก์กระทำความผิดจริง ศาลอาจพิพากษาลงโทษโจทก์ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเสรีภาพ การเบิกความเท็จของจำเลยจึงเป็นข้อสำคัญในการพิจารณาคดีอาญา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดโทษจำคุกแก่จำเลยมานั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า ความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาและฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล กฎหมายมิเพียงแต่จะคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดี แต่ยังมุ่งคุ้มครองกระบวนพิจารณาคดีของศาลเพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรมอีกด้วย ทั้งเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ การกระทำความผิดของจำเลยจึงไม่เพียงแต่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่ยังทำให้การรับฟังข้อเท็จจริงในคดีของศาลผิดไปจากความเป็นจริง พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นตามที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษให้จำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ให้จำคุก 6 เดือน และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล ให้จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 175 ม. 177
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — นาง ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายเอกวุฒิ จรูญวิทยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายคมกริช ภัทรพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ษมาคุณากร
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
สมชาย ธารณธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3042/2566
#694795
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เบิกความว่า โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโครงการ ฟ. โดยโจทก์เป็นผู้พิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่จำเลยด้วยการให้จำเลยผ่อนชำระค่าศัลยกรรมซึ่งโจทก์ทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการสนับสนุนเงินทุนเพื่อทำศัลยกรรมกับ ซ. โดย ซ. เบิกความสนับสนุนว่ามีการทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์กันไว้จริงตามเอกสารหมาย จ.11 อันเป็นการนำสืบพยานหลักฐานในทำนองว่าโจทก์เป็นหุ้นส่วนร่วมกันประกอบกิจการในโครงการ ฟ. แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏตามคำเบิกความของโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ. 4426/2563 ของศาลชั้นต้นซึ่งจำเลยฟ้องโจทก์ในคดีนี้ว่าร่วมกับพวกกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยในคดีดังกล่าวโจทก์เบิกความว่า โจทก์ทำงานในโครงการ ฟ. ในฐานะเป็นลูกจ้าง ซึ่งตรงกับที่โจทก์เบิกความในคดีอื่น ๆ อีกหลายคดีที่ระบุว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของโครงการ ฟ. ได้รับเงินเดือนโดยเป็นผู้อำนวยการโครงการ มีหน้าที่จัดทำเว็บไซต์ของโครงการและทำหน้าที่ด้านการเงินเท่านั้น ซึ่งคำเบิกความของโจทก์และผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมต้องผูกพันโจทก์ว่าโจทก์เป็นเพียงลูกจ้างในโครงการ ฟ. โดยทำหน้าที่ในด้านการเงินและเป็นผู้เปิดบัญชีรับโอนเงินกับรับทำสัญญาผ่อนชำระหนี้ในโครงการดังกล่าวแทน ซ. เท่านั้น โจทก์เพิ่งยกหนังสือสัญญาแบ่งผลประโยชน์เป็นหลักฐานในคดีนี้ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวขัดกับคำให้การและคำเบิกความในคดีก่อนโดยโจทก์ไม่ได้นำสืบเอกสารดังกล่าวต่อศาล เชื่อว่าเอกสารหมาย จ.11 มีการจัดทำขึ้นในภายหลังเพื่อผลประโยชน์ในคดีที่เรียกร้องเงินตามสัญญาผ่อนชำระหนี้จากลูกหนี้ในโครงการเท่านั้น อีกทั้งโจทก์ยังเบิกความว่าโจทก์ได้รับมอบอำนาจจาก ซ. ให้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 12 อันเป็นข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับเอกสารหมาย จ.11 จึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวได้

คดีหมายเลขแดง ที่ ผบ. 4426/2563 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าการกระทำของโจทก์กับพวกซึ่งเป็นจำเลยในคดีไม่เป็นการทำละเมิด โดยไม่ได้วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นลูกจ้างหรือเป็นหุ้นส่วนกับ ซ. อันเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้หรือไม่ ผลของคำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์และจำเลยในคดีนี้ และจำเลยให้การต่อสู้ด้วยว่าโจทก์เบิกความเท็จต่อศาลในคดีดังกล่าวว่าโจทก์เป็นเพียงลูกจ้างไม่มีส่วนได้เสียในโครงการ ฟ. และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ อันเป็นการยกข้อต่อสู้ในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ไว้ในคดีนี้แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเพียงลูกจ้างในโครงการ ฟ. การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมและค่าตอบแทน จึงเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะตัวแทนของ ซ. เท่านั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ได้ระบุว่ากระทำในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจาก ซ. ซึ่งเป็นคู่สัญญาที่แท้จริง โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะส่วนตัว โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ที่จะใช้สิทธิทางศาลฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 412,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 320,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 55,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 30 เมษายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน คืนค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความ 600 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นผู้อำนวยการโครงการ ฟ. ซึ่งเป็นโครงการให้คำปรึกษาแก่ผู้ต้องการทำศัลยกรรม อำนวยความสะดวก ให้คำแนะนำ และประสานงานกับโรงพยาบาลที่จะทำศัลยกรรมหรือศัลยแพทย์ที่เหมาะสมให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 จำเลยสมัครเข้าร่วมโครงการ ฟ. โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2561 จำเลยให้บุตรสาวของจำเลยโอนเงินจองคิวศัลยกรรมเข้าบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชี โครงการ ฟ. เลขที่ 391 – 1 – 05XXX – X จำนวน 50,000 บาท วันที่ 15 มีนาคม 2561 จำเลยชำระค่าผ่าตัดเป็นเงินสดแก่โครงการ 200,000 บาท และค่าตรวจสุขภาพ 15,000 บาท โดยโจทก์เป็นผู้รับเงินไว้ จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมและค่าตอบแทนให้ไว้แก่โจทก์ วันที่ 22 มีนาคม 2561 โจทก์ดำเนินการให้จำเลยได้รับการผ่าตัดโดยแพทย์ของโรงพยาบาล ศ. หลังการผ่าตัดผ่านไประยะหนึ่งจำเลยเห็นว่าผลที่ได้รับไม่ทำให้ใบหน้าของจำเลยดีขึ้น แต่ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายโดยใบหน้าผิดรูปและมีอาการเจ็บที่ใบหน้า จำเลยจึงฟ้องโจทก์และ ซ. กับพวกรวม 4 คน ให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่จำเลยฐานละเมิดเป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ 3657/2562 ของศาลแพ่ง ซึ่งโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ศาลแพ่งมีคำพิพากษายกฟ้องตามคดีหมายเลขแดงที่ ผบ 4426/2563 ขณะฟ้องคดีนี้คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างอุทธรณ์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีสืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 จำเลยสมัครเข้าร่วมโครงการ ฟ. ซึ่งเป็นโครงการให้คำปรึกษาแก่ผู้ต้องการทำศัลยกรรม อำนวยความสะดวก ให้คำแนะนำ และประสานงานกับโรงพยาบาลที่จะทำศัลยกรรมหรือศัลยแพทย์ที่เหมาะสมให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ โดยจำเลยชำระค่าผ่าตัดเป็นเงินสดแก่โครงการฯ 200,000 บาท และค่าตรวจสุขภาพ 15,000 บาท มีโจทก์เป็นผู้รับเงินไว้ ส่วนค่าบริการในการทำศัลยกรรมดึงคอซึ่งโครงการฯ คิดค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 120,000 บาท และค่าทำศัลยกรรมในการนำไขมันจากหน้าท้องมาเติมที่แก้มเป็นเงิน 80,000 บาท จำเลยตกลงผ่อนชำระกับทางโครงการ ฯ โดยได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมและค่าตอบแทนไว้ ซึ่งในข้อนี้ ซ. พยานโจทก์เบิกความว่า กรณีที่มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฯ ทางโครงการฯ จะคิดค่าผ่าตัดตามความต้องการของผู้ที่สนใจ หากผู้สนใจไม่มีเงินชำระค่าผ่าตัดเต็มจำนวน โครงการฯ จะให้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมสนับสนุนเงินทุนเพื่อทำศัลยกรรม โดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้ดูแลด้านการเงินของโครงการฯ เป็นผู้พิจารณาว่าสมควรให้การสนับสนุนแก่ผู้สนใจรายใด เนื่องจากพยานเป็นผู้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีในด้านการเงิน จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าเงินที่จำเลยทำสัญญาผ่อนชำระไว้ตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นเงินค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องชำระในโครงการ ฟ. ดังนั้น แม้โจทก์จะมีชื่อเป็นคู่สัญญาในเอกสารการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมดังกล่าว แต่ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงต่อไปว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวในฐานะใด ซึ่งในข้อนี้โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความอ้างว่า โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโครงการ ฟ. จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้บริการ โดยโจทก์เป็นผู้พิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่จำเลยด้วยการให้จำเลยผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมดังกล่าว ซึ่งโจทก์ทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการสนับสนุนเงินทุนเพื่อทำศัลยกรรมกับ ซ. โดยมี ซ. เบิกความสนับสนุนว่ามีการทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์กันไว้จริงตามสัญญาแบ่งผลประโยชน์เอกสารหมาย จ.11 อันเป็นการนำสืบพยานหลักฐานในทำนองว่า โจทก์เป็นหุ้นส่วนร่วมกันประกอบกิจการในโครงการ ฟ. แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏตามคำเบิกความของโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ 4426/2563 ซึ่งจำเลยฟ้องโจทก์ในคดีนี้ว่าร่วมกับพวกกระทำละเมิดต่อโจทก์ ในคดีดังกล่าวโจทก์เบิกความว่า โจทก์ทำงานในโครงการ ฟ. ในฐานะเป็นลูกจ้างของโครงการ ตรงกับที่โจทก์เบิกความไว้ในคดีหมายเลขดำที่ ผบ 1174/2563 ตามสำเนาคำเบิกความที่ระบุว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของโครงการโดยได้รับเงินเดือน เดือนละ 40,000 บาท และข้อเท็จจริงดังกล่าวยังตรงกับคำเบิกความของโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ. 1679/2563 คำเบิกความในคดีหมายเลขแดงที่ 965/2563 คำเบิกความในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.1174/2563 นอกจากนี้ยังปรากฏตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดงที่ 11677/2562 ระหว่าง ว. โจทก์ ก. ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน จำเลย (ซ. เป็นจำเลยที่ 3 ส่วนโจทก์เป็นจำเลยที่ 4) ซึ่งคดีดังกล่าว ว. เป็นผู้เสียหายคนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการ ฟ. ของ ซ. เช่นเดียวกับจำเลยในคดีนี้ ซึ่งปรากฏตามบันทึกคำเบิกความของโจทก์ในคดีดังกล่าวว่า โจทก์เป็นเพียงลูกจ้างในโครงการ ฟ. โดยเป็นผู้อำนวยการโครงการและมีหน้าที่จัดทำเว็บไซต์ของโครงการและทำหน้าที่ด้านการเงินเท่านั้น ซึ่งคำเบิกความของโจทก์และผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมต้องผูกพันโจทก์ว่าโจทก์เป็นเพียงลูกจ้างในโครงการ ฟ. โดยทำหน้าที่ในด้านการเงิน และเป็นผู้เปิดบัญชีรับโอนเงินกับรับทำสัญญาผ่อนชำระหนี้ในโครงการดังกล่าวแทน ซ. เท่านั้น ส่วนหนังสือสัญญาแบ่งผลประโยชน์เอกสารหมาย จ.11 นั้น โจทก์เพิ่งยกเอกสารดังกล่าวเป็นพยานในคดีนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวขัดกับคำให้การและคำเบิกความในคดีก่อน โดยโจทก์มิได้นำสืบเอกสารดังกล่าวเป็นพยานต่อศาลในคดีดังกล่าวข้างต้นมาก่อน จึงเชื่อว่าเอกสารหมาย จ.11 มีการจัดทำขึ้นในภายหลังเพื่อผลประโยชน์ในการฟ้องคดีเรียกร้องเงินตามสัญญาผ่อนชำระหนี้จากลูกหนี้ในโครงการเท่านั้น อีกทั้ง โจทก์เองยังเบิกความว่า โจทก์ได้รับมอบอำนาจจาก ซ. ให้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.12 อันเป็นข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงตามเอกสารหมาย จ.11 อีกด้วย จึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวได้ ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งที่จำเลยฟ้องโจทก์กับพวกให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.4426/2563 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความในคดีนี้นั้น แต่คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าการกระทำของโจทก์กับพวกซึ่งเป็นจำเลยในคดีนั้นไม่เป็นการทำละเมิด โดยมิได้วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นลูกจ้างหรือเป็นหุ้นส่วนกับ ซ. อันเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้หรือไม่ ผลของคำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์และจำเลยในคดีนี้ ซึ่งจำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์เบิกความเท็จต่อศาลไว้ในคดีที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอื่นว่า โจทก์เป็นเพียงลูกจ้าง ไม่มีส่วนได้เสียในโครงการ ฟ. และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ อันเป็นการยกข้อต่อสู้ในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ไว้ในคดีนี้แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเพียงลูกจ้างในโครงการ ฟ. ของ ซ. การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมและค่าตอบแทนไว้ จึงเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะตัวแทนของ ซ. เท่านั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมิได้ระบุว่ากระทำในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจาก ซ. ซึ่งเป็นคู่สัญญาที่แท้จริง โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะส่วนตัว โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่จะใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยได้รับยกเว้นนั้น ให้โจทก์ชำระต่อศาลในนามของจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บ.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นางสาวชนพร ปรัชญาอาภรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายมโน ภักดิ์ภูวดล
ชื่อองค์คณะ
วิทยา พรหมประสิทธิ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
วิชัย ตัญศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3041/2566
#695182
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างของนางสาว ซ. และทำหน้าที่ลงชื่อในสัญญาการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมและค่าตอบแทนฯ แทนนางสาว ซ. เจ้าของโครงการเท่านั้น ซึ่งคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ แต่โจทก์นำสัญญาพิพาทมาฟ้อง ทั้งในคดีอื่นที่โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยนั้น โจทก์เบิกความเท็จว่าโจทก์เป็นลูกจ้าง เป็นการใช้สิทฺธิทางศาลโดยไม่สุจริต คดีมีประเด็นตามคำให้การแล้วว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างของนางสาว ซ. แต่โจทก์กลับฟ้องคดีนี้โดยอ้างสิทธิในฐานะตัวการเสียเอง โดยมิได้ระบุว่ากระทำในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากนางสาว ซ. ซึ่งเป็นคู่สัญญาที่แท้จริง โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ที่จะใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 309,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 240,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในเบื้องต้นนั้น แสดงให้เห็นว่า การที่จำเลยทำสัญญาผ่อนชำระเงินไว้ตามสัญญาที่พิพาททั้งสองฉบับนั้นเป็นการทำสัญญาผ่อนชำระเงินค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องชำระในโครงการ ฟ. ซึ่งในข้อนี้โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความอ้างว่า โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโครงการ ฟ. จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้บริการ โดยโจทก์ทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการสนับสนุนเงินทุนเพื่อทำศัลยกรรมกับนางสาวเซปิงและโจทก์เป็นผู้พิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่จำเลยด้วยการให้จำเลยผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมดังกล่าว โดยโจทก์มีนางสาวเซปิงเบิกความสนับสนุนว่า พยานกับโจทก์ได้มีการทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์กันไว้ อันเป็นการนำสืบพยานหลักฐานในทำนองว่า โจทก์เป็นหุ้นส่วนร่วมกันประกอบกิจการในโครงการ ฟ. แต่โจทก์กับนางสาวเซปิงกลับเบิกความต่อไปว่า นางสาวเซปิงได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีนี้แทนอันเป็นการกล่าวอ้างในทำนองว่า ผู้ที่เป็นคู่สัญญาในคดีนี้ คือ นางสาวเซปิงมิใช่โจทก์ อันเป็นข้อเท็จจริงที่สับสนว่า โจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลยจริงหรือไม่ ดังนั้น แม้โจทก์จะมีชื่อเป็นคู่สัญญาในเอกสารการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมดังกล่าว แต่ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงต่อไปว่าโจทก์ลงชื่อในเอกสารดังกล่าวในฐานะใด ซึ่งในข้อนี้โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ไม่เคยเบิกความไว้ในคดีใด ๆ ว่าเป็นลูกจ้างในโครงการ ฟ. แต่โจทก์เบิกความไว้ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 1570/2562 และในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ 4453/2563 ของศาลแพ่ง ในฐานะจำเลยที่ 2 โดยเบิกความไว้ในทำนองเดียวกันว่า โจทก์มีฐานะเป็นลูกจ้างของนางสาวเซปิงโดยได้รับเพียงค่าจ้างจากนางสาวเซปิงเท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยว่า โจทก์เป็นเพียงลูกจ้างของนางสาวเซปิงซึ่งเป็นเจ้าของกิจการแต่เพียงผู้เดียว โดยโจทก์ทำงานภายใต้การสั่งการของนางสาวเซปิงและไม่ได้รับส่วนแบ่งในกิจการของนางสาวเซปิงอีกทั้งยังปรากฏตามสำเนาคำเบิกความของนายกิตติศักดิ์ เบิกความไว้ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 15066/2562 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ 7593/2563 ของศาลแขวงเชียงใหม่ ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของนางสาวเซปิงโดยมีนางสาวเซปิงเบิกความเป็นพยานในคดีดังกล่าวว่า โจทก์เป็นเพียงลูกจ้างของตนจริง ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับโจทก์ในคดีดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์ในข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างของนางสาวเซปิงและทำหน้าที่ลงชื่อในสัญญาการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมและค่าตอบแทน แทนนางสาวเซปิงเจ้าของโครงการเท่านั้น ซึ่งคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ สัญญาตามฟ้องเป็นสัญญาที่นางสาวเซปิงแจ้งว่าโครงการ ฟ. จะออกให้ก่อนแล้วผ่อนชำระในภายหลัง ต่อมามีเจ้าหน้าที่ของโครงการฯได้นำบันทึกสัญญาการผ่อนชำระเงินมาให้จำเลยลงชื่อก่อนผ่าตัด แต่โจทก์นำสัญญาที่พิพาทมาฟ้องทั้งที่ในคดีอื่นที่โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยนั้นโจทก์ได้เบิกความเท็จว่าโจทก์เป็นลูกจ้างไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินของโครงการดังกล่าวอันเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริต ซึ่งถือว่าคดีมีประเด็นตามคำให้การแล้วว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยไม่ได้ทำสัญญาผ่อนชำระเงินที่พิพาทกับโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า กรณีไม่อาจนำข้อเท็จจริงในคดีอื่นมาวินิจฉัยถึงสถานะของโจทก์ในคดีนี้ เพราะเป็นเหตุนอกเหนือไปจากประเด็นแห่งคดี จึงไม่ถูกต้อง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างของนางสาวเซปิงในการทำสัญญาการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมและค่าตอบแทน จึงเป็นการลงชื่อในฐานะตัวแทนของนางสาวเซปิงเท่านั้น แต่โจทก์กลับฟ้องคดีนี้โดยอ้างสิทธิในฐานะตัวการเสียเอง โดยมิได้ระบุว่ากระทำในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากนางสาวเซปิงซึ่งเป็นคู่สัญญาที่แท้จริง โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่จะใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บ.
จำเลย — นาง จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายอำนาจ เพ็งมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
วิทยา พรหมประสิทธิ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
วิชัย ตัญศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3038/2566
#694796
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลทั่วไปได้พบโฆษณาโครงการของจำเลยที่ 1 ผ่านเว็บไซต์ยูทูบย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดเกี่ยวกับการศัลยกรรมผ่าตัดเสริมความงามโดยมีโรงพยาบาลชั้นนำได้มาตรฐานระดับโลกร่วมอยู่ในโครงการของจำเลยที่ 1 และการผ่าตัดศัลยกรรมกับโครงการของจำเลยที่ 1 จะไม่มีผลกระทบ ไม่บวม ไม่เจ็บ ฟื้นตัวเร็ว ไร้รอยแผลเป็น และจะได้รับการบริการในราคาถูก ซึ่งข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนพบเห็นหรือทราบข้อความที่จำเลยที่ 1 แสดงไว้ในวิดีโอคลิปดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะถือว่าเป็นการโฆษณาเพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลยที่ 1 แล้ว ยังถือว่าการที่จำเลยที่ 1 หรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 สนทนากับโจทก์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ตามบันทึกการสนทนานั้นเป็นการที่จำเลยที่ 1 ให้คำรับรอง หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งทำให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ในขณะทำสัญญาว่าผู้ประกอบธุรกิจตกลงจะมอบให้หรือจัดหาให้ซึ่งสิ่งของ บริการหรือสาธารณูปโภคอื่นใด หรือจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้บริโภคเพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้บริโภคเข้าทำสัญญาอันถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเข้าร่วมโครงการของจำเลยที่ 1 ตามความหมายของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา 11 แล้ว เมื่อเป็นการโฆษณาที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในความเสียหายแก่โจทก์

คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า จำเลยทั้งสี่ผิดสัญญาหรือทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาททั้งในเรื่องผิดสัญญาและละเมิด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาให้บริการทางการแพทย์ มิใช่เรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ในมูลละเมิด ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์จึงเป็นความรับผิดอันเกิดจากสัญญา ซึ่งสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาให้บริการทางการแพทย์อันเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการ การที่จำเลยที่ 1 ดำเนินโครงการโดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีผลประโยชน์ร่วมกันอันมีลักษณะเป็นหุ้นส่วนกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 7,911,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษจำเลยทั้งสี่ในขั้นสูงสุด

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 19 มิถุนายน 2562) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 นำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 19 มิถุนายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระเกินมาแก่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฝ่ายละ 500 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อตั้งโครงการ ฟ. มีวัตถุประสงค์ให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่ต้องการทำศัลยกรรมเกี่ยวกับความงาม โดยเป็นผู้ติดต่อโรงพยาบาลเพื่อให้บุคคลดังกล่าวทำศัลยกรรม โจทก์ทราบข้อมูลโครงการ ฟ. ทางสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานของโครงการดังกล่าว และเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลใช้ชื่อว่า โรงพยาบาล ฉ. ขณะเกิดเหตุมีนางศิริเพ็ญ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและเป็นผู้รับอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นสามีนางศิริเพ็ญ เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 3 และเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2559 โจทก์ดูคลิปวิดีโอโครงการของจำเลยที่ 1 ทางเว็บไซต์ และเว็บไซต์ยูทูบ โจทก์สนใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าว จึงทำสัญญาเข้าทำศัลยกรรมเสริมความงามกับจำเลยที่ 1 ตกลงราคาค่าทำศัลยกรรมเสริมความงามเป็นเงิน 450,000 บาท ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 เพื่อขอเข้าร่วมโครงการทำศัลยกรรมดึงหน้า เป็นเงิน 50,000 บาท โดยในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 โจทก์เดินทางจากราชอาณาจักรสวีเดนมายังประเทศไทย และในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 อีก 200,000 บาท ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 โจทก์เดินทางไปพบจำเลยที่ 1 ที่หมู่บ้าน พ. และทำสัญญาขอเข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 โดยในวันเดียวกันพนักงานของโครงการพาโจทก์ไปที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 3 โจทก์ได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าโดยจำเลยที่ 4 เป็นผู้ทำการผ่าตัด สำหรับปัญหาที่ว่า การที่จำเลยที่ 4 ผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าให้แก่โจทก์เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 4 หรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 ศัลยกรรมผ่าตัดให้แก่โจทก์ตามมาตรฐานวิชาชีพ ไม่ถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 4 มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในส่วนนี้ด้วย และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ปัญหาข้อนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา และต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 11 บัญญัติว่า "ประกาศ โฆษณา คำรับรอง หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งทำให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ในขณะทำสัญญาว่าผู้ประกอบธุรกิจตกลงจะมอบให้ หรือจัดหาให้ซึ่งสิ่งของ บริการ หรือสาธารณูปโภคอื่นใด หรือจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้บริโภคเพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้บริโภคเข้าทำสัญญา หรือข้อตกลงใด ๆ ที่ผู้ประกอบธุรกิจจะให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้บริโภคเพิ่มเติมขึ้นจากที่ได้ทำสัญญาไว้ ให้ถือว่าข้อความ การกระทำหรือข้อตกลง ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ..." จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 11 นั้น นอกจากจะกำหนดให้การโฆษณาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาแล้ว ยังรวมถึง ประกาศ คำรับรอง หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งทำให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ในขณะทำสัญญาว่าผู้ประกอบธุรกิจตกลงจะมอบให้ หรือจัดหาให้ซึ่งสิ่งของ บริการหรือสาธารณูปโภคอื่นใด หรือจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้บริโภคเพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้บริโภคเข้าทำสัญญา หรือข้อตกลงใด ๆ ที่ผู้ประกอบธุรกิจจะให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้บริโภคเพิ่มเติมขึ้นจากที่ได้ทำสัญญาไว้ ให้ถือว่าข้อความ การกระทำหรือข้อตกลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ามีการนำวิดีโอคลิปโครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 ไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ยูทูบซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปในสังคมปัจจุบันว่าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันยูทูบเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ด้วยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 นำวิดีโอคลิปไปแสดงเผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์ยูทูบดังกล่าวโดยไม่ปรากฏว่ามีการตั้งสถานะเป็นส่วนตัวหรือปิดกันมิให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ จึงเป็นการทำให้ปรากฏแก่บุคคลทั่วไปถึงข้อมูลที่เป็นรายละเอียดโครงการของจำเลยที่ 1 รวมทั้งแสดงช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับจำเลยที่ 1 เพื่อเข้าร่วมโครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 ผ่านทางหมายเลขโทรศัพท์ เว็บไซต์ แอปพลิเคชันไลน์ แอปพลิเคชันเฟซบุ๊กได้นั้น ถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 โฆษณาแก่บุคคลทั่วไปเพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลยที่ 1 ด้วย มิใช่เพียงการสนทนาส่วนตัวระหว่างจำเลยที่ 1 กับบุคคลที่ปรากฏในวิดีโอคลิปดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในฎีกาเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลทั่วไปได้พบโฆษณาโครงการของจำเลยที่ 1 ผ่านเว็บไซต์ยูทูบย่อมเข้าใจได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดเกี่ยวกับการศัลยกรรมผ่าตัดเสริมความงามโดยมีโรงพยาบาลชั้นนำได้มาตรฐานระดับโลกร่วมอยู่ในโครงการของจำเลยที่ 1 และการผ่าตัดศัลยกรรมกับโครงการของจำเลยที่ 1 จะไม่มีผลกระทบ ไม่บวม ไม่เจ็บ ฟื้นตัวเร็ว ไร้รอยแผลเป็น และจะได้รับการบริการในราคาถูก ซึ่งข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนพบเห็น หรือทราบข้อความที่จำเลยที่ 1 แสดงไว้ในวิดีโอคลิปดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะถือว่าเป็นการโฆษณาเพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลยที่ 1 แล้ว ยังถือว่าการที่จำเลยที่ 1 หรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 สนทนากับโจทก์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ตามบันทึกการสนทนานั้น เป็นการที่จำเลยที่ 1 ให้คำรับรอง หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งทำให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ในขณะทำสัญญาว่าผู้ประกอบธุรกิจตกลงจะมอบให้ หรือจัดหาให้ซึ่งสิ่งของบริการหรือสาธารณูปโภคอื่นใด หรือจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้บริโภคเพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้บริโภคเข้าทำสัญญาอันถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเข้าร่วมโครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 ตามความหมายของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 11 แล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การโฆษณาของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นการโฆษณาอันเป็นเท็จหรือโฆษณาเกินจริงอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดี หรือมีคำสั่งให้แก้ไขข้อความที่โฆษณาแต่ประการใด หรือยังมีกรณีที่บุคคลอื่นก็ใช้คำโฆษณาในลักษณะเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในฎีกานั้น กรณีดังกล่าวไม่ถือเป็นข้อสำคัญที่จะนำมาพิจารณาในคดีนี้ เพราะไม่ว่าการโฆษณาของจำเลยที่ 1 จะเป็นเท็จหรือเกินจริงหรือไม่ จะมีบุคคลอื่นให้ถ้อยคำโฆษณาเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ หรือจำเลยที่ 1 จะเคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับโฆษณาดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม หากปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ ประกาศ โฆษณา คำรับรอง หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ให้แก่ผู้บริโภค ก็ต้องถือว่าประกาศ โฆษณา คำรับรอง หรือการกระทำนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคกับจำเลยที่ 1 ผู้ประกอบธุรกิจ ตามความหมายของมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ด้วยเช่นกัน และคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์มิได้ก้าวล่วงข้ามขั้นตอนของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการโฆษณาดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามเอกสารหมาย ล.4 และ ล.5 ซึ่งเป็นสัญญาที่โจทก์ทำข้อตกลงเข้าร่วมโครงการ ฟ. กับจำเลยที่ 1 มีข้อความในทำนองว่า การเข้าร่วมโครงการของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการปรึกษาเพื่อให้ทางโครงการช่วยเหลือแนะนำตามสมควรตลอดจนแนะนำโรงพยาบาลหรือศัลยแพทย์ที่น่าจะเหมาะสมให้ ซึ่งโจทก์จะเป็นผู้ตัดสินใจเอง และโจทก์เข้าใจดีว่าทางโครงการไม่ได้โฆษณาหรือเป็นตัวแทนให้แก่โรงพยาบาลหรือศัลยแพทย์ท่านใด และจะไม่หยิบยกเรื่องนี้ไปร้องเรียนหรือกล่าวอ้างให้โรงพยาบาลหรือศัลยแพทย์ท่านใดที่เกี่ยวข้องได้รับความเสียหาย รวมทั้งข้อตกลงยกเว้นความรับผิดอื่น ๆ ตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าว โดยไม่มีข้อความที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นแพทย์ และข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าที่สามารถตกลงกันได้เพื่อแจ้งเตือนถึงผลลัพธ์อันอาจจะเกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัด จึงไม่ถือว่าโจทก์ถูกหลอกลวงนั้น เมื่อพิจารณาบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ของสัญญาสำเร็จรูปที่จำเลยที่ 1 จัดทำไว้ก่อนแล้ว ซึ่งถือเป็นข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าที่เป็นการยกเว้น หรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลงต้องรับผิดด้วย ตามความหมายของมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ที่กำหนดไว้ว่าข้อสัญญาดังกล่าวจะนำมาเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้ และการที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้ติดต่อจัดหาโรงพยาบาลให้แก่โจทก์เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ติดต่อโรงพยาบาลจำเลยที่ 3 ให้แก่โจทก์และโจทก์เข้ารับการผ่าตัดตามวัตถุประสงค์แล้ว ถือว่าภารกิจของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นสมบูรณ์ในฐานะตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 แล้วนั้นก็ล้วนเป็นข้อกล่าวอ้างที่ขัดกับที่จำเลยที่ 1 โฆษณาไว้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการตามโครงการของจำเลยที่ 1 เอง จึงไม่อาจรับฟังได้เช่นกัน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบการได้แสดงให้ปรากฏแก่บุคคลทั่วไปว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดเกี่ยวกับการศัลยกรรมผ่าตัดเสริมความงามโดยมีโรงพยาบาลชั้นนำได้มาตรฐานระดับโลกร่วมอยู่ในโครงการของจำเลยที่ 1 และการผ่าตัดศัลยกรรมกับโครงการของจำเลยที่ 1 นั้น จะไม่มีผลกระทบ ไม่บวม ไม่เจ็บ ฟื้นตัวเร็ว ไร้รอยแผลเป็น และจะได้รับการบริการในราคาถูก ซึ่งแม้โจทก์จะมีอาชีพเป็นพยาบาลแผนกจิตเวช เมื่อเห็นโฆษณาดังกล่าวก็อาจทำให้โจทก์เข้าใจว่าโครงการของจำเลยที่ 1 จะใช้เทคนิคการผ่าตัดใหม่ที่ไม่มีรอยแผลเป็น โจทก์จึงตัดสินใจเข้าร่วมกับโครงการของจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์เบิกความว่าโจทก์เห็นโฆษณาของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงตัดสินใจทำศัลยกรรมดึงหน้าเพื่อให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้น เมื่อโจทก์ตกลงทำสัญญาเข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 จึงต้องถือว่าข้อความที่จำเลยที่ 1 แสดงไว้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งข้อตกลงในสัญญาเข้าร่วมโครงการ ฟ. ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ด้วย ซึ่งในส่วนผลของการเข้าร่วมโครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์เบิกความต่อไปว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 โจทก์เข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรม โดยมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ผ่าตัด แต่ผลการผ่าตัดไม่เป็นดังที่จำเลยที่ 1 โฆษณาไว้ โดยโจทก์มีอาการหน้าบวมมาก มีรอยเขียวฟกช้ำ ปลายจมูกของโจทก์มีอาการอักเสบ บวมแดง ขมับสองข้างมีอาการชา หางตาทั้งสองข้างตึง แก้มสองข้างไม่เท่ากัน ใบหน้าคล้อย มุมปากตก เหนียงคอห้อย ฝ้าที่ใบหน้ายังปรากฏเช่นเดิม มีแผลเป็นน่าเกลียดที่ใบหน้า และที่ตา ไม่เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 โฆษณา จนโจทก์ขาดความมั่นใจ ระแวงคนเห็นแผลเป็น ซึ่งคำเบิกความของโจทก์สอดคล้องกับภาพถ่าย ซึ่งเป็นภาพถ่ายของโจทก์หลังการผ่าตัดที่ปรากฏร่องรอยบาดแผลหลังจากการผ่าตัดที่ชัดเจน ทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านหลังบริเวณหลังใบหูหรือท้ายทอย ซึ่งในข้อนี้โจทก์ยังมีนายแพทย์เทพเป็นพยานเบิกความว่า พยานได้ตรวจดูใบหน้าของโจทก์พบว่ามีรอยแผลเป็นที่ท้ายทอยทั้งสองข้าง ซึ่งในการผ่าตัดนั้นเป็นเรื่องปกติจะต้องมีรอยแผลเป็น ซึ่งจะต้องแจ้งให้ผู้ป่วยทราบก่อนเข้ารับการผ่าตัดด้วยเสมอ อันเป็นข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับที่นายแพทย์ปรีชา ซึ่งเป็นรองศาสตราจารย์หัวหน้าหน่วยศัลยศาสตร์ตกแต่ง คณะแพทย์ศาสตร์เขียนบทความไว้ว่า "ลงมีดไปแล้วถึงอย่างไรก็มีแผลเป็นแน่ ๆ นั่นเป็นสิ่งแรกที่ผู้หญิงต้องแลก" แม้นายแพทย์เทพจะมิได้ทำรายงานผลการตรวจร่างกายโจทก์ไว้ แต่โจทก์ก็ยังมีสำเนาใบแสดงความเห็นของแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ที่เจ้าพนักงานตำรวจได้ส่งโจทก์ไปตรวจหาร่องรอยบาดแผลจากการทำศัลยกรรม ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจได้วินิจฉัยว่า พบบาดแผลเก่าจากการผ่าตัด อันเป็นข้อเท็จจริงซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้โจทก์จะผ่านการผ่าตัดทำศัลยกรรมมาเป็นเวลานานแล้วก็ยังปรากฏร่องรอยบาดแผลเก่าจากการผ่าตัดอยู่จริงดังที่นายแพทย์เทพเบิกความ เมื่อไม่ปรากฏว่านอกจากข้อพิพาทกับจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้แล้ว โจทก์มีการผ่าตัดศัลยกรรมกับบุคคลอื่นอีก จึงเชื่อว่าแผลเป็นดังกล่าวเกิดจากการผ่าตัดศัลยกรรมอันเป็นข้อพิพาทกันในคดีนี้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์นำเอกสารหมาย จ.30 มาถามค้านนายอิศรา พยานจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยนายอิศรามิได้รับรองข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว และโจทก์ไม่นำพลตำรวจตรีณรงค์ศักดิ์ แพทย์ผู้ตรวจและลงชื่อในเอกสารหมาย จ.30 มาเบิกความรับรอง ส่วนผลการตรวจก็ไม่ระบุว่าเป็นการตรวจบาดแผลส่วนไหนของร่างกาย จึงรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานเอกสารดังกล่าวไม่ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ซึ่งการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีผู้บริโภคนั้นมีลักษณะที่ไม่เคร่งครัดเหมือนคดีแพ่งทั่วไป เพื่อมิให้คู่ความเอาชนะกันโดยอาศัยเทคนิคทางกฎหมาย ดังนั้น แม้นายอิศราจะมิได้รับรองข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาจากสำเนาใบแสดงความเห็นของแพทย์โรงพยาบาลตำรวจเอกสารหมาย จ.30 ที่เป็นเอกสารที่โรงพยาบาลตำรวจซึ่งเป็นหน่วยงานราชการเป็นผู้ส่งมาตามคำสั่งเรียกเข้ามาในสำนวนคดีแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจที่จะนำสำเนาใบแสดงความเห็นของแพทย์โรงพยาบาลตำรวจเอกสารหมาย จ.30 มารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า คำเบิกความของนายแพทย์ธีรภพ พยานจำเลยที่ 1 เบิกความว่า แผลจากการผ่าตัดและแผลเป็นมีความแตกต่างกันและสามารถรักษาให้หายได้ ซึ่งนายแพทย์ธีรภพ เป็นแพทย์ผู้มีประสบการณ์ในด้านการผ่าตัดศัลยกรรมมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี คำเบิกความย่อมมีน้ำหนักมากกว่าคำเบิกความของนายแพทย์เทพนั้น เมื่อพิจารณาจากคำเบิกความของนายแพทย์ธีรภพแล้วปรากฏว่าเป็นการเบิกความถึงข้อเท็จจริงทั่วไปเกี่ยวกับบาดแผลอันเกิดจากการผ่าตัด สาเหตุของการเกิดของบาดแผล ลักษณะของบาดแผล และการรักษาบาดแผลเท่านั้น ไม่ปรากฏว่านายแพทย์ธีรภพได้ตรวจร่างกายโจทก์หรือยืนยันว่าโจทก์มิได้มีแผลเป็นอันเกิดจากการผ่าตัดในคดีนี้แต่ประการใด ซึ่งต่างจากนายแพทย์เทพที่เบิกความยืนยันว่านายแพทย์เทพได้ตรวจร่างกายโจทก์และพบรอยแผลเป็นที่ท้ายทอยทั้งสองข้างจริง อีกทั้งนายแพทย์ธีรภพ ยังเบิกความเจือสมกับคำเบิกความของนายแพทย์เทพ และบทความของนายแพทย์ปรีชาในข้อเท็จจริงที่ว่า ในการผ่าตัดนั้นจะต้องมีรอยแผลอันเกิดจากมีดที่ผ่าตัดอีกด้วย คำเบิกความของนายแพทย์ธีรภพจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ได้ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ผลการผ่าตัดศัลยกรรมของโจทก์ประสบความสำเร็จ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ผลการผ่าตัดเป็นที่น่าพอใจ ตามที่จำเลยที่ 4 บันทึกไว้ในเวชระเบียน และหลังการผ่าตัดโจทก์มิได้โต้แย้งทักท้วงว่าผลการผ่าตัดมีรอยแผลเป็นหรือบกพร่องอื่น ๆ ตามที่ปรากฏในวิดีโอคลิปการให้สัมภาษณ์ นั้น เห็นว่า บันทึกของจำเลยที่ 4 เป็นการระบุถึงผลการผ่าตัดศัลยกรรมเมื่อเสร็จสิ้นการทำศัลยกรรมผ่าตัดเท่านั้น ส่วนผลของการรักษาบาดแผลภายหลังจากการผ่าตัดในเวลาต่อมานั้นไม่มีการบันทึกไว้ สำหรับภาพถ่าย หรือวิดีโอคลิปของโจทก์ และตามสื่อบันทึกข้อมูล ซึ่งแสดงถึงผลภายหลังจากการผ่าตัดศัลยกรรมของโจทก์นั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีการแสดงภาพศีรษะด้านหลังเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าการผ่าตัดศัลยกรรมให้แก่โจทก์ไม่มีร่องรอยแผลเป็นดังที่จำเลยที่ 1 โฆษณาไว้ ส่วนการจัดทำบันทึกวิดีโอคลิปนั้น โจทก์ให้สัมภาษณ์แก่ฝ่ายจำเลยที่ 1 หลังจากการผ่าตัดผ่านไปเพียง 1 เดือน ซึ่งในขณะนั้นโจทก์ยังไม่ทราบถึงผลข้างเคียงอันเกิดจากการผ่าตัดว่าจะมีร่องรอยของแผลเป็นหรือไม่ การที่โจทก์มิได้โต้แย้งทักท้วงผลการผ่าตัดในทันทีจึงไม่ใช่ข้อพิรุธ ดังจะเห็นได้จากในเวลาต่อมาเมื่อโจทก์พบว่าโจทก์ได้รับผลกระทบจากการผ่าตัดศัลยกรรม โจทก์ได้แจ้งแก่จำเลยผ่านแอปพลิเคชันไลน์ว่า ผลการผ่าตัดมิได้เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 โฆษณาไว้ และไม่ขอจ่ายเงินที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 1 อีกต่อไป ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโฆษณาของจำเลยที่ 1 มีข้อความเตือนแล้วว่า "ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล" นั้น คำเตือนดังกล่าวเป็นการเตือนผลของการทำศัลยกรรมซึ่งอาจจะได้ผลไม่เป็นที่พอใจของผู้เข้ารับบริการบางราย แต่ไม่ใช่การเตือนเป็นการเฉพาะว่าถ้าผ่าตัดทำศัลยกรรมแล้วอาจจะมีรอยแผลเป็น ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 โฆษณาว่าการผ่าตัดศัลยกรรมในโครงการของจำเลยที่ 1 ไม่มีรอยแผลเป็นจึงไม่ตรงตามความเป็นจริง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ติดตามดูโฆษณาของโครงการของจำเลยที่ 1 ทางสื่อออนไลน์ และได้สนทนากับจำเลยที่ 1 หรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 แล้ว จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าวโดยทำหนังสือขอเข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะใช้เวลานานก่อนที่จะเข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 แต่ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้เวลาในการรวบรวมเงินเพื่อเข้าทำสัญญาเข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งคำโฆษณาและคำรับรองของโครงการของจำเลยที่ 1 ข้างต้นก็ยังคงถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเข้าร่วมโครงการด้วย เมื่อเป็นการโฆษณาที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในความเสียหายแก่โจทก์ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาซึ่งเป็นเรื่องนิติกรรม แต่กลับวินิจฉัยกำหนดค่าสินไหมทดแทนในเรื่องละเมิดซึ่งเป็นเรื่องนิติเหตุ เป็นการวินิจฉัยกฎหมายคนละฉบับแตกต่างกัน การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงคลาดเคลื่อนนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาให้บริการทางการแพทย์ โดยผลการผ่าตัดศัลยกรรมไม่เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 โฆษณาไว้ว่า การผ่าตัดศัลยกรรมในโครงการของจำเลยที่ 1 ไม่บวม ไม่ช้ำ ไร้รอยแผลเป็น ไม่ต้องพักฟื้น อันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 สัญญาหรือรับรองว่าโจทก์จะไม่มีอาการเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานจากการผ่าตัดศัลยกรรม หรือการผ่าตัดจะไม่มีรอยแผลเป็น แต่เมื่อฝ่ายจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาโดยปรากฏว่าโจทก์มีรอยแผลเป็นที่หลังท้ายทอยหลังใบหูทั้งสองข้างทำให้โจทก์ขาดความมั่นใจ ระแวงคนเห็นแผลเป็น อันเป็นการที่โจทก์ได้รับความทุกข์ทรมานจากผลของการผ่าตัดที่ไม่เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 โฆษณาไว้ ซึ่งเป็นความเสียหายโดยตรงอันเกิดจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ประกอบมาตรา 222 วรรคแรก กรณีมิได้เป็นการที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดตามมาตรา 444 หรือมาตรา 446 ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในฎีกา แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท นั้น เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์นั้นไม่ปรากฏว่ารอยแผลเป็นของโจทก์ที่ได้รับมีร่องรอยปรากฏชัดเพียงใด และโจทก์จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการรอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่โจทก์กลับคืนมาเป็นเงินเพียงใด การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้มาเป็นเงิน 100,000 บาท นั้น นับว่าสูงเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรลดค่าเสียหายส่วนนี้ลงเหลือ 50,000 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประการต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์แล้วจะเห็นได้ว่าความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามคำบรรยายฟ้องอาจเป็นได้ทั้งกรณีละเมิดเพราะจำเลยที่ 1 อาจต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดในส่วนของการผ่าตัดศัลยกรรมของจำเลยที่ 4 ที่อาจกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการผ่าตัดศัลยกรรมแก่โจทก์ หรืออาจเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาในเรื่องของสัญญาให้บริการทางการแพทย์ตามสัญญาเข้าร่วมในโครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 ก็ได้เช่นกัน ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า จำเลยทั้งสี่ผิดสัญญาหรือทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาททั้งในเรื่องผิดสัญญาและละเมิด เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาให้บริการทางการแพทย์ มิใช่เรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ในมูลละเมิด ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์จึงเป็นความรับผิดอันเกิดจากสัญญา ซึ่งสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาให้บริการทางการแพทย์ อันเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง มิใช่เรื่องของสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 จึงมิได้ถือเอาอายุความ 1 ปี นับแต่วันการชำรุดบกพร่องปรากฏขึ้นตามมาตรา 601 มาใช้บังคับ ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง แต่เป็นเรื่องที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์อ้างว่า หลังจากโจทก์เข้าทำศัลยกรรมกับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ผลการผ่าตัดโจทก์มีอาการอักเสบ บวมแดง ขมับสองข้างมีอาการชา หางตาทั้งสองข้างตึง แก้มสองข้างไม่เท่ากัน มีรอยแผลเป็นที่หลังหู ใบหน้าคล้อย มุมปากตก เหนียงคอห้อย ไม่เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 โฆษณา โดยไม่ปรากฏวันที่แน่ชัดว่าโจทก์ทราบเรื่องรอยแผลเป็นเมื่อใด จึงถือว่าโจทก์ทราบผลของการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 19 มิถุนายน 2562 ซึ่งยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และกรณีนี้มิใช่เป็นเรื่องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่จะต้องถือเอาอายุความในคดีอาญามาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ได้ความเป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 1 เผยแพร่โครงการ ฟ. โดยใช้สถานที่โรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมลของจำเลยที่ 3 เป็นสถานที่ในการโฆษณาโครงการของจำเลยที่ 1 และสถานที่ถ่ายทำวิดีโอคลิป ดังปรากฏตามภาพถ่ายโรงพยาบาลและภาพถ่ายของจำเลยที่ 1 และผู้เข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ยังปรากฏตามภาพข่าวในหนังสือของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งปรากฏคำให้สัมภาษณ์ของนายสุรชัย นักร้องลูกทุ่งที่ถือว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาร่วมกันให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการผ่าตัดศัลยกรรมในโครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ถูกกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเปรียบเทียบปรับ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวจริง เมื่อพิจารณาประกอบกับจำเลยที่ 3 ประกอบธุรกิจเป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งเฉพาะทาง มิใช่โรงพยาบาลที่รับรักษาโรคทั่วไป แม้จำเลยที่ 3 จะอ้างว่า จำเลยที่ 3 มีเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์กิจการของจำเลยที่ 3 เองอยู่แล้วก็ตาม แต่จำเลยที่ 3 ก็ย่อมทราบอยู่แล้วว่า จำเลยที่ 3 ไม่อาจจูงใจหรือชักชวนผู้ป่วยให้เข้ารับบริการเพื่อประโยชน์ของตนได้ เพราะจะขัดกับข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549 ซึ่งในข้อนี้นายอิศรา พยานจำเลยที่ 3 และที่ 4 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ใช่สถานพยาบาล ก็ไม่ต้องขออนุญาตในการโฆษณาจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ดังนั้น จำเลยที่ 3 จึงต้องอาศัยช่องทางหลบเลี่ยงโดยการจัดตั้งกลุ่มบุคคลเพื่อทำหน้าที่ในการโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปที่สนใจเข้ารับบริการทางการแพทย์จากจำเลยที่ 3 เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ยังปรากฏจากการติดต่อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทางแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ชี้แจงรายละเอียดของการผ่าตัดและราคาผ่าตัด ต่าง ๆ มีการปรับเพิ่มรายการผ่าตัด เสนอส่วนลดแก่ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ และยังกำหนดวันผ่าตัดให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการได้โดยไม่ต้องสอบถามโรงพยาบาลจำเลยที่ 3 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจในการตัดสินใจในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารกิจการของจำเลยที่ 3 ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อ้างว่า นายอิศรา พยานจำเลยที่ 3 และที่ 4 เบิกความว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 เป็นสถานที่ถ่ายทำคลิปโฆษณา และก่อนที่โจทก์จะเข้ารับการผ่าตัดในคดีนี้ จำเลยที่ 3 ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ถ่ายภาพโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมลของจำเลยที่ 3 นำไปทำเป็นวิดีโอคลิปโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ 3 แล้วมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเว็บไซต์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ตกลงที่จะหยุดการกระทำซึ่งละเมิดต่อจำเลยที่ 3 แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ส่งตัวโจทก์ไปเข้ารับการผ่าตัด ทางโรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 ก็รับตัวโจทก์ไว้ผ่าตัดทันที โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้ตรวจสอบการโฆษณาของจำเลยที่ 1 ว่ายังคงละเมิดสิทธิของจำเลยที่ 3 หรือไม่ รวมทั้งไม่ปรากฏว่ามีการคิดค่าใช้จ่ายและเรียกเก็บค่าผ่าตัดศัลยกรรมในส่วนที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บไว้ก่อนแล้วแต่ประการใด คงมีแต่การคิดค่าผ่าตัดส่วนที่จำเลยที่ 3 ดำเนินการเพิ่มเติมให้เท่านั้น จึงเชื่อว่าการที่จำเลยที่ 3 ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงการหาช่องทางไว้ต่อสู้คดีหากถูกผู้เข้ารับการผ่าตัดฟ้องร้องให้ร่วมรับผิดในการโฆษณาของจำเลยที่ 1 มากกว่าประสงค์จะบังคับคดีตามคำพิพากษากับจำเลยที่ 1 อย่างจริงจัง ดังนั้น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงมิใช่พยานหลักฐานที่จะชี้ให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีผลประโยชน์จากการโฆษณาร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 นั้น แม้จำเลยที่ 4 จะนำสืบในทำนองว่า จำเลยที่ 4 เป็นเพียงลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ก็ตาม แต่ปรากฏว่านอกจากจำเลยที่ 4 ได้รับเงินเดือนแล้ว จำเลยที่ 4 ยังได้รับค่าตอบแทนแพทย์ในแต่ละรายการผ่าตัดด้วย และได้ความจากนายอิศรา พยานจำเลยที่ 3 และที่ 4 เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า นางศิริเพ็ญภริยาของจำเลยที่ 4 เป็นผู้ถือหุ้นในโรงพยาบาลจำเลยที่ 3 นางศิริเพ็ญเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 3 ในการรับเงินนั้นนอกจากมีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 3 แล้ว ยังมีการโอนเงินเข้าบัญชีของนางศิริเพ็ญโดยตรงอีกด้วย นอกจากนี้ยังปรากฏตามภาพข่าวในหนังสือพิมพ์ในสำนวนของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพซึ่งปรากฏคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 4 ที่ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนในลักษณะสนับสนุนโครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ยังเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่นายสุรชัยก่อนเข้ารับการผ่าตัดในโครงการของจำเลยที่ 1 อีกด้วย ซึ่งหากมีประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการของจำเลยที่ 1 มาก จำเลยที่ 4 และนางศิริเพ็ญ ก็จะได้รับผลตอบแทนจากการผ่าตัดเป็นจำนวนมากเช่นกัน จึงแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 4 มีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 อีกด้วย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ดำเนินโครงการโดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีผลประโยชน์ร่วมกันอันมีลักษณะเป็นหุ้นส่วนกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์ นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มิถุนายน 2562) เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ป.
จำเลย — นางสาว ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายบุญทำ รุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ พวงชมภู
ชื่อองค์คณะ
วิทยา พรหมประสิทธิ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3037/2566
#694167
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดสัญญาต่อโจทก์ มิใช่เรื่องการทำละเมิด โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ จึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้เป็นที่ยุติว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาต่อโจทก์ ดังนั้น จึงไม่มีเหตุจำต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในมูลฐานความผิดฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 โฆษณาโครงการเฟซออฟโดยแสดงให้เห็นว่าผู้เข้ารับการผ่าตัดดึงหน้าในโครงการผ่าตัดศัลยกรรมของจำเลยที่ 1 จะไร้รอยแผลเป็น ไม่เจ็บ หน้าจะเด็กลงนั้น มีลักษณะเป็นการเสนอให้บริการทางการแพทย์ เมื่อโจทก์หลงเชื่อการโฆษณาและตกลงเข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาให้บริการทางการแพทย์อันเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์รู้ว่าการทำศัลยกรรมของจำเลยที่ 4 ที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ไม่ดีโดยนำคดีมาฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

การที่จำเลยที่ 1 โฆษณาว่าเป็นการผ่าตัดไร้รอยแผล แม้จะเป็นการโฆษณาเกินความจริง แต่แผลเป็นหลังผ่าตัดที่ยังคงเหลืออยู่ที่ขมับ หลังใบหู และท้ายทอยของโจทก์เป็นแผลเป็นที่เกิดขึ้นตามปกติของการผ่าตัด ซึ่งโจทก์ยอมรับว่าผลการผ่าตัดทำให้ใบหน้าโจทก์เปลี่ยนแปลงดีขึ้นกว่าเดิม กรณียังไม่อาจรับฟังได้ว่าการกระทำที่ถูกฟ้องร้องในคดีนี้เกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค หรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จึงไม่อาจสั่งให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 6,885,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษต่อจำเลยทั้งสี่ขั้นสูงสุด

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับการยกเว้นนั้น ให้จำเลยที่ 1 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์นั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่โฆษณาว่าการผ่าตัดไม่มีรอยแผลเป็นมีลักษณะเป็นข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง เป็นการโฆษณาที่ใช้ความไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการบริการ และตัดโอกาสโจทก์ผู้บริโภคที่จะใช้ข้อมูลดังกล่าวตัดสินใจที่จะเข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 1 เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำผิดสัญญาต่อโจทก์ มิใช่เรื่องการทำละเมิด โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ในปัญหาข้อนี้ จึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้เป็นที่ยุติว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาต่อโจทก์ ดังนั้น จึงไม่มีเหตุจำต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในมูลฐานความผิดฉ้อโกงประชาชน หรือไม่ ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 โฆษณาโครงการ ฟ. ผ่านทางโปรแกรมยูทูปและเว็บไซต์ของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าผู้เข้ารับการผ่าตัดดึงหน้าในโครงการผ่าตัดศัลยกรรม ฟ. ของจำเลยที่ 1 จะไร้รอยแผลเป็น ไม่เจ็บ หน้าจะเด็กลงนั้น มีลักษณะเป็นการเสนอให้บริการทางการแพทย์ ซึ่งเมื่อโจทก์หลงเชื่อการโฆษณาและตกลงเข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 ดังนี้ สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาให้บริการทางการแพทย์ อันเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์อ้างว่า โจทก์รู้ว่าการทำศัลยกรรมของจำเลยที่ 4 ที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ไม่ดีตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2560 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 17 เมษายน 2562 ซึ่งยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ด้วยหรือไม่ ซึ่งในส่วนของจำเลยที่ 2 โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้บัญชีทางการค้าและงานบริการของจำเลยที่ 1 โดยใช้บัญชีที่ชื่อว่า "โครงการ ฟ. โดยนายบทมากร " มีผู้รับประโยชน์เป็นจำเลยที่ 1 และยังยอมรับว่าเป็นผู้ดูแลและสั่งให้พนักงานในโครงการของจำเลยที่ 1 อัดคลิปเผยแพร่ในเว็บไซต์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้ฟ้องเรียกเงินค้างชำระจากผู้อื่นที่เข้าร่วมโครงการในฐานะคู่สัญญา จึงถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียและเป็นหุ้นส่วนในกิจการของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากที่ใช้สำหรับรับเงินจากผู้เข้าร่วมโครงการ และรับว่าเป็นผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ ฟ. รวมทั้งจำเลยที่ 2 เคยฟ้องเรียกเงินจากผู้เข้าร่วมโครงการในนามของจำเลยที่ 2 เองก็ตาม แต่ในข้อนี้จำเลยที่ 2 นำสืบว่า กรณีดังกล่าวเป็นการกระทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 อันเป็นไปในลักษณะที่จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ส่วนการเปิดบัญชีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 2 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ทำหน้าที่รับผิดชอบในการโอนเงินจำนวนนั้นไปชำระแก่โรงพยาบาล โดยทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รับส่วนแบ่งหรือผลประโยชน์จากโครงการจากจำเลยที่ 1 นอกเหนือไปจากเงินค่าจ้างแต่ประการใด ลำพังข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวจึงยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมกิจการหรือเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยที่ 2 จึงไม่จำต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ในการติดต่อเข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ได้เจรจาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการทำศัลยกรรมผ่าตัดกับตัวแทนจำเลยที่ 1 ทางข้อความออนไลน์โดยมิได้ติดต่อกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยตรง ซึ่งตามข้อความดังกล่าวยังระบุว่า หากโจทก์เข้าร่วมโครงการของจำเลยที่ 1 แล้ว จะชำระค่าผ่าตัดเพียง 200,000 บาท เท่านั้น ซึ่งต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 โจทก์เดินทางมาจากประเทศเยอรมนีไปที่โครงการของจำเลยที่ 1 และได้พบกับจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 แจ้งว่า จะต้องมีการทำศัลยกรรมเพิ่มเติมอีกหลายอย่างและโจทก์จะต้องชำระเงินเพิ่มเติมอีกเป็นเงิน 245,000 บาท นอกจากนี้โจทก์ยังตกลงที่จะให้ทำศัลยกรรมใบหน้าแก่เพื่อนของโจทก์อีก 2 คน เป็นเงินรวม 90,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับเงินไว้และออกใบเสร็จรับเงินให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้นำโจทก์กับเพื่อนขึ้นรถตู้ไปที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 โดยมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ตรวจใบหน้าของโจทก์อีกครั้ง เมื่อปรากฏว่าไม่มีการดึงเหนียงและดึงคอ และโจทก์แจ้งไปยังจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้กำหนดราคาในการทำศัลยกรรมดังกล่าวและลดราคาค่าใช้จ่ายจาก 100,000 บาท เป็น 90,000 บาท โดยนำเงินที่จะทำศัลยกรรมให้แก่เพื่อนของโจทก์มาจ่ายแทน และจำเลยที่ 1 ยังนำคีย์การ์ดของโรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 เพื่อผ่านเข้าห้องพักมาให้แก่โจทก์เพื่อพักรอการผ่าตัดอีกด้วย ซึ่งเจือสมกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามข้อความการสนทนาที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจตัดสินใจรับผู้เข้าร่วมโครงการที่ผ่านการตรวจร่างกายเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมลแทนจำเลยที่ 3 และมีอำนาจในการตกลงราคาค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทำศัลยกรรมแทนจำเลยที่ 3 รวมทั้งนัดหมายวันเวลาที่จะเข้ารับการผ่าตัดทำศัลยกรรมที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 ได้ หากไม่มีข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 มาก่อน จำเลยที่ 1 ก็ไม่น่าจะมีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับการตกลงราคา ค่าใช้จ่าย รวมทั้งจัดการให้โจทก์เข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมในวันเวลาที่ตกลงกับโจทก์ได้ นอกจากนี้ ที่จำเลยที่ 1 พูดว่า เพราะเรามีโรงพยาบาล 2 แห่ง ในโลกเท่านั้น ซึ่งจำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านโจทก์รับว่า หนึ่งในโรงพยาบาลดังกล่าวหมายถึงโรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 1 กับนายอิศรา กรรมการของจำเลยที่ 3 ยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ รับว่าเป็นภาพที่มีการถ่ายที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ โครงการ ฟ. โดยใช้สถานที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 ในการโฆษณามาโดยตลอด ส่วนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 3 เคยยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีละเมิดที่ถ่ายภาพสถานที่ต่าง ๆ โรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมลของจำเลยที่ 3 นำไปทำเป็นวิดีโอคลิปเผยแพร่ทางเว็บไซต์โดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเว็บไซต์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ตกลงที่จะหยุดการกระทำซึ่งละเมิดต่อจำเลยที่ 3 โดยวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการของจำเลยที่ 1 นั้น แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสำเนาบันทึกรายงานการประชุมและบันทึกการชำระเงินของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพที่โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกมารวมไว้ในสำนวน ซึ่งได้ความตามเอกสารดังกล่าวว่า ก่อนคดีดังกล่าว จำเลยที่ 3 เคยถูกคณะอนุกรรมการพิจารณาเรื่องการโฆษณาสถานพยาบาล กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มีมติว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมีการกระทำในลักษณะที่เป็นการร่วมในการโฆษณา โครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 นั้น เข้าข่ายเป็นการโฆษณาสถานพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมลของจำเลยที่ 3 ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 38 ประกอบประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2546) เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโฆษณาสถานพยาบาล และถูกคณะกรรมการเปรียบเทียบคดี เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 20,000 บาท จึงเชื่อว่าการที่จำเลยที่ 3 ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นเพียงการหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีในเรื่องเกี่ยวกับการโฆษณาโรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 และเป็นการหาช่องทางไว้ต่อสู้คดีหากถูกผู้เข้ารับการผ่าตัดฟ้องร้องให้ร่วมรับผิดในการโฆษณาของจำเลยที่ 1 มากกว่าประสงค์จะบังคับคดีตามคำพิพากษากับจำเลยที่ 1 อย่างจริงจัง ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงมิใช่พยานหลักฐานที่จะชี้ให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีผลประโยชน์จากการโฆษณาร่วมกับจำเลยที่ 1 ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันใน โครงการ ฟ. ดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดำเนินการโครงการดังกล่าวร่วมกัน ส่วนจำเลยที่ 4 นั้น นอกจากเป็นสามีนางศิริเพ็ญ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับอนุญาตแล้ว จำเลยที่ 4 ยังเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมลของจำเลยที่ 3 อีกทั้งยังปรากฏตามรายงานการประชุม คณะกรรมการเปรียบเทียบคดี ครั้งที่ 7/2559 วันที่ 15 มีนาคม 2559 ตามเอกสารที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกมาประกอบสำนวนคดีนี้สรุปได้ความว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้มีส่วนร่วมในการโฆษณา โครงการ ฟ. โดยเป็นผู้ให้ความเห็นในทางการแพทย์เกี่ยวกับการทำศัลยกรรมในโครงการดังกล่าวด้วย จึงถือว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการของจำเลยที่ 3 และได้รับผลประโยชน์ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนผู้ดำเนินกิจการร่วมกันด้วย

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดค่าเสียหายในเชิงลงโทษ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โฆษณาว่าเป็นการผ่าตัดไร้รอยแผล แม้จะเป็นการโฆษณาเกินความจริง แต่แผลเป็นหลังผ่าตัดที่ยังคงเหลืออยู่ที่ขมับ หลังใบหู และท้ายทอยของโจทก์เป็นแผลเป็นที่เกิดขึ้นตามปกติของการผ่าตัดซึ่งโจทก์ยอมรับว่าผลการผ่าตัดทำให้ใบหน้าโจทก์เปลี่ยนแปลงดีขึ้นกว่าเดิม กรณียังไม่อาจรับฟังได้ว่าการกระทำที่ถูกฟ้องร้องในคดีนี้เกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม หรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค หรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จึงไม่อาจสั่งให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์สมควรได้รับค่าเสียหายเพียงใด นั้น ในข้อนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โครงการของจำเลยที่ 1 ที่มีการโฆษณาว่า การทำศัลยกรรมกับโครงการของจำเลยที่ 1 ไม่มีรอยแผลเป็นนั้นเป็นการโฆษณาที่ไม่ตรงต่อความจริงทำให้โจทก์หลงเชื่อแล้วตัดสินใจเข้าร่วมโครงการของจำเลยที่ 1 เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาแก่โจทก์ และกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท แต่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทำสัญญากับจำเลยที่ 1 เนื่องจากถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จจึงเป็นการเข้าใจผิดในสาระสำคัญย่อมตกเป็นโมฆะ มิใช่เรื่องของสัญญาหรือการผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินทั้งหมดให้แก่โจทก์นั้น มีลักษณะเป็นฎีกาที่ขัดแย้งกันเอง และยังเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 42 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ค.
จำเลย — นางสาว ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประเสริฐ เผือดโพธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ พวงชมภู
ชื่อองค์คณะ
วิทยา พรหมประสิทธิ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3036/2566
#694166
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีอำนาจในการตัดสินใจรับผู้เข้าร่วมโครงการที่ผ่านการตรวจร่างกายเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 และหากมีผู้เข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 จำนวนมากก็จะทำให้จำเลยที่ 3 ได้รับประโยชน์จากค่าผ่าตัดเป็นจำนวนมากไปด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในโครงการของจำเลยที่ 1 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดำเนินโครงการร่วมกัน และจำเลยที่ 1 ในฐานะร่วมเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 4 ในการผ่าตัดศัลยกรรมให้ผู้เข้าร่วมโครงการด้วยจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 4 ก่อขึ้น ในส่วนของความรับผิดในการโฆษณาด้วยข้อความที่เกินความจริง แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องอาจเป็นได้ทั้งละเมิดและสัญญา แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ กรณีต้องถือว่าไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องผิดสัญญา การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำโฆษณาและคำรับรองของจำเลยที่ 1 เป็นส่วนหนึ่งของสัญญา เมื่อการโฆษณาและรับรองไม่ตรงกับความจริง จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากประเด็นข้อพิพาท คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 141 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อปัญหานี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 โฆษณาว่าผ่าตัดไร้รอยแผลเข้าลักษณะข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริงอันเป็นกรณีจำเลยที่ 1 ละเมิดสิทธิของโจทก์ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ จึงต้องรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และ ที่ 3 ถือได้ว่าดำเนินการโครงการร่วมกัน การที่จำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 โฆษณาโครงการด้วยข้อความเกินความจริง แต่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 ยังรับทำศัลยกรรรมให้ผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวมาตลอด ย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 โฆษณาโครงการเกินจริง จึงต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 9,978,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษต่อจำเลยทั้งสี่ขั้นสูงสุด

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับการยกเว้นนั้นให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อตั้งโครงการ ฟ. มีวัตถุประสงค์ให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่ต้องการทำศัลยกรรมเกี่ยวกับความงามโดยเป็นผู้ติดต่อโรงพยาบาลเพื่อให้บุคคลดังกล่าวทำศัลยกรรม ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการต้องให้โครงการบันทึกวิดีโอทั้งก่อนและหลังทำศัลยกรรม แล้วโครงการจะพิจารณานำไปประชาสัมพันธ์เผยแพร่ทางสื่อต่าง ๆ โครงการดังกล่าวมีเว็บไซต์เผยแพร่ข้อมูลการทำศัลยกรรมความงาม เผยแพร่วิดีโอการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมโครงการที่มีความพึงพอใจต่อการทำศัลยกรรม มีภาพของผู้เข้าร่วมโครงการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังทำศัลยกรรม จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลใช้ชื่อว่า โรงพยาบาล ฉ. จำเลยที่ 4 เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งประจำโรงพยาบาลดังกล่าวและเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 หลังจากโจทก์ทราบข้อมูลโครงการ ฟ. ทางสื่อออนไลน์ โจทก์เริ่มติดต่อสนทนากับพนักงานของโครงการดังกล่าวทางเฟซบุ๊ก เพื่อเข้าร่วมโครงการทำศัลยกรรมดึงหน้า ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2561 โจทก์ชำระเงินจองให้โครงการโดยโอนเข้าบัญชีธนาคารชื่อบัญชี โครงการ ฟ. โดยจำเลยที่ 2 (ผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานจองคิวผ่าตัดโครงการ ฟ. ) 50,000 บาท วันที่ 19 ธันวาคม 2561 โจทก์เดินทางมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาไปพบจำเลยที่ 1 ที่บ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการ โจทก์ชำระเงินสดให้โครงการ 228,500 บาท และโอนเงินเข้าบัญชีชื่อบัญชี โครงการ ฟ. โดยจำเลยที่ 2 (ผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานจองคิวผ่าตัดโครงการ ฟ. ) 200,000 บาท รวมเป็นเงินที่ชำระไปแล้วทั้งสิ้น 478,500 บาท แบ่งเป็นค่าดึงหน้าสามส่วน 280,000 บาท ค่าดึงคอ 180,000 บาท และค่าตรวจร่างกาย 18,500 บาท จากนั้นจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาจ้างเป็นที่ปรึกษาและปรับปรุงความงาม และวันเดียวกันทางโครงการได้ออกหนังสือส่งตัวคนไข้ให้โจทก์และเรียกรถแท็กซี่ให้พาโจทก์ไปส่งที่โรงพยาบาล ฉ. วันที่ 20 ธันวาคม 2561 โจทก์ได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าและดึงคอโดยจำเลยที่ 4 เป็นแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด วันที่ 21 ธันวาคม 2561 จำเลยที่ 3 ได้รับค่ารักษาพยาบาลจากโครงการ ฟ. เป็นค่าตรวจร่างกายโจทก์ 13,300 บาท และค่าผ่าตัดดึงหน้าและดึงคอโจทก์ 160,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำละเมิด และจำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด และตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับฟ้องโจทก์ในส่วนที่อ้างว่า จำเลยที่ 4 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้โจทก์มีแผลเป็นที่ด้านหน้าและหลังใบหูทั้งสองข้าง ใบหน้าเบี้ยว ผิวหนังบริเวณแก้มและคางไม่เรียบตะปุ่มตะป่ำ นั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 4 และเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้อธิบายขั้นตอนการรักษารวมทั้งผลที่จะเกิดขึ้นจากการรักษาให้โจทก์ทราบแล้ว ซึ่งผลการผ่าตัดที่ปรากฏแผลเป็นหลังจากผ่าตัดเป็นไปตามแผนการผ่าตัดของจำเลยที่ 4 มิได้ปรากฏบาดแผลจากการผ่าตัดที่จะเป็นการบ่งชี้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นไปด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้ใบหน้าของโจทก์เสียโฉม ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 มิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อในการผ่าตัดดึงหน้าให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ จึงต้องรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาเฉพาะแผลพุพองใต้คางของโจทก์ และการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริงของจำเลยที่ 1

ปัญหาข้อต่อไปที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริงหรือไม่ เพียงใด และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องอาจเป็นได้ทั้งละเมิดและผิดสัญญา แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ส่วนเรื่องผิดสัญญามิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ และโจทก์ไม่ได้คัดค้าน กรณีต้องถือว่าไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องผิดสัญญา การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำโฆษณาและคำรับรองของจำเลยที่ 1 เป็นส่วนหนึ่งของสัญญา เมื่อการโฆษณาและรับรองไม่ตรงกับความจริง จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากประเด็นข้อพิพาท คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 141 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ปัญหาว่า จำเลยที่ 1 โฆษณาด้วยข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริงอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เป็นปัญหาที่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ปัญหาข้อนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 โฆษณาว่าผ่าตัดไร้รอยแผลเข้าลักษณะข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง อันเป็นการโฆษณาที่ใช้ข้อความไม่เป็นธรรมก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการบริการ และตัดโอกาสของโจทก์ที่จะใช้ข้อมูลดังกล่าวตัดสินใจที่จะเข้าทำสัญญาเป็นที่ปรึกษาและปรับปรุงความงามกับจำเลยที่ 1 โจทก์ผู้บริโภคจึงไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา เป็นกรณีจำเลยที่ 1 ละเมิดสิทธิของโจทก์ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ จึงต้องรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 4 แจ้งถึงความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นภายหลังการผ่าตัดให้โจทก์ทราบแล้ว แต่โจทก์เพิ่งจะได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวก่อนการผ่าตัดเพียงไม่กี่ชั่วโมง ประกอบกับที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำไว้ ระบุในข้อ 5 ว่า หากโจทก์ไม่ยอมเข้ารับการผ่าตัด ให้เงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 แล้วตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดโดยไม่ต้องคืนแก่โจทก์ แสดงว่าโจทก์ตกอยู่ในภาวะจำยอมที่จะต้องตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด การที่โจทก์ทราบข้อมูลเรื่องแผลเป็นจากจำเลยที่ 4 ก่อนการผ่าตัดจึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ให้ไม่เป็นละเมิด จำเลยที่ 1 ยังคงต้องรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์ ที่โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดค่าเสียหายสูงสุดตามฟ้อง และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าตนเองได้รับความทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจอย่างไรบ้างจนก่อให้เกิดความเสียหายคำนวณเป็นราคาเงินได้ ในทางกลับกันโจทก์ได้รับการผ่าตัดจนใบหน้าสวยงามย่อมทำให้โจทก์มีความสุขสดชื่น จึงไม่มีเหตุที่จะทำให้โจทก์ทนทุกข์ทรมาน นั้น เห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน โดยเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โฆษณาเกินความจริงว่าผ่าตัดไร้รอยแผล ย่อมทำให้โจทก์คาดหวังว่าหลังได้รับการผ่าตัดจะไม่มีแผลเป็นอยู่บนใบหน้าโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีแผลเป็นบริเวณใบหน้าโจทก์ ไม่เป็นไปตามคำโฆษณา ย่อมเกิดผลกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจโจทก์ ถือว่าโจทก์ได้รับความทุกข์ทรมานทางจิตใจ ซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 แม้โจทก์ไม่อาจนำสืบให้เห็นได้ว่าความเสียหายดังกล่าวคำนวณเป็นราคาเงินเท่าใด ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ได้ตามที่เห็นสมควร โดยเห็นว่า การที่โจทก์ยอมเสียเงินเป็นค่าใช้จ่ายให้จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนมากถึง 478,500 บาท เพื่อทำศัลยกรรมดึงหน้าและดึงคอตามคำโฆษณาของจำเลยที่ 1 แสดงว่าโจทก์ให้ความสำคัญกับการไม่มีแผลเป็นบริเวณใบหน้าเป็นพิเศษ เมื่อมีแผลเป็นเกิดขึ้นย่อมกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจโจทก์เป็นอย่างมากและเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ได้พิจารณาแผลเป็นบริเวณใบหน้าโจทก์แล้ว คงเหลือแผลเป็นอยู่ที่ขมับ หลังใบหู และท้ายทอย แม้ไม่เป็นไปตามคำโฆษณาของจำเลยที่ 1 ที่รับรองว่าไม่มีแผลเป็น แต่แผลเป็นดังกล่าวก็จางลงมาก สอดคล้องกับที่พลตำรวจโทนายแพทย์อรรถพันธ์ตอบทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 และทนายจำเลยที่ 3 ที่ 4 ถามค้านว่า แผลเป็นที่เกิดจากการผ่าตัดจะจางลงไปเรื่อย ๆ เมื่อระยะเวลาผ่านไปจะเห็นแผลเป็นไม่ชัด ประกอบกับบริเวณดังกล่าวมีเส้นผมบังอยู่ หากไม่ได้ตั้งใจมองในระยะใกล้ก็ไม่น่าจะเห็นแผลเป็นได้ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ 200,000 บาท นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 1 แล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขใหม่ นั้น เห็นว่า ก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้มีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวบัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องบังคับตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขอัตราดอกเบี้ยเสียใหม่ให้ถูกต้อง ที่โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โฆษณาว่าเป็นการผ่าตัดไร้รอยแผล แม้จะเป็นการโฆษณาเกินความจริง แต่แผลเป็นหลังผ่าตัดที่ยังคงเหลืออยู่ที่ขมับ หลังใบหู และท้ายทอยของโจทก์เป็นแผลเป็นที่เกิดขึ้นตามปกติของการผ่าตัด อีกทั้งตามวิดีโอคลิปปรากฏว่าผลการผ่าตัดทำให้ใบหน้าโจทก์เปลี่ยนแปลงดีขึ้นกว่าเดิม ส่วนที่จำเลยที่ 4 ไม่ได้ตรวจความเรียบร้อยของแผลให้โจทก์ในช่วงที่มีการนัดตัดไหมทำให้แผลที่เกิดขึ้นใต้คางของโจทก์ไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีและโจทก์ขาดโอกาสที่จะได้รับคำแนะนำการดูแลแผลที่ถูกต้องก็มีผลเพียงทำให้แผลหายช้ากว่าปกติ กรณียังไม่อาจรับฟังได้ว่าการกระทำที่ถูกฟ้องร้องในคดีนี้เกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม หรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค หรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จึงไม่อาจสั่งให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 มีผลประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการโฆษณาเท็จ นั้น เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้วว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถือได้ว่าดำเนินการโครงการ ฟ. ร่วมกัน การที่จำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 โฆษณาโครงการ ฟ. ด้วยข้อความเกินความจริง แต่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 ยังรับทำศัลยกรรมให้ผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวมาตลอด ย่อมรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 โฆษณาโครงการเกินความจริง จึงต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วย ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มีการแบ่งปันผลประโยชน์กัน และจำเลยที่ 2 มาฟ้องผู้เข้าร่วมโครงการ ฟ. ที่ค้างชำระเงินแก่โครงการเป็นการส่วนตัวตามสำเนาสัญญาแบ่งผลประโยชน์ที่เกิดจากโครงการ ฟ. ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และสำเนาคำพิพากษาแนบท้ายฎีกาของโจทก์ นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้อ้างส่งสำเนาสัญญาแบ่งผลประโยชน์แนบท้ายฎีกาของโจทก์เป็นพยานหลักฐานให้ถูกต้องตามขั้นตอนกระบวนพิจารณา นอกจากนี้ยังปรากฏจากสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ 49/2564 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก แนบท้ายฎีกาของโจทก์เองว่าจำเลยที่ 2 เบิกความในคดีอื่นว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือน เดือนละ 40,000 บาท ไม่มีส่วนในการลงทุนในโครงการ ฟ. ขัดกับข้อความในสัญญาแบ่งผลประโยชน์ จึงไม่อาจนำสำเนาสัญญาแบ่งผลประโยชน์ดังกล่าวมารับฟังได้ เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้วว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยที่ 2 มีผลประโยชน์ในโครงการ ฟ. ร่วมกับจำเลยที่ 1 อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมรู้เห็นกับการโฆษณาเกินความจริงของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 และเกี่ยวข้องเพียงเป็นแพทย์ผู้ผ่าตัดโจทก์ ไม่ปรากฏว่ามีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 1 หรือร่วมรู้เห็นกับการโฆษณาเกินความจริงของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องวินิจฉัยข้อโต้แย้งอื่นที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทำสัญญากับจำเลยที่ 1 เพราะถูกหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จจึงเป็นการเข้าใจผิดในสาระสำคัญย่อมตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินที่หลอกลวงเอาไปจากโจทก์ทั้งหมด นั้น โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 เมษายน 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชำระเงินดังกล่าว 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราและตามระยะเวลาเดียวกันแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 141 (5)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ค.
จำเลย — นางสาว ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประเสริฐ เผือดโพธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ พวงชมภู
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2566
#694145
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์และจำเลยภายหลังหย่าเป็นความตกลงระงับข้อพิพาทที่โจทก์และจำเลยไม่อาจรักษาสถานภาพของการสมรสที่มีต่อกันไว้ได้ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่ต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 และมาตรา 368 การตีความข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยจะอาศัยเพียงลำพังข้อสัญญาข้อหนึ่งข้อใดเพียงข้อเดียว ย่อมไม่อาจทราบเจตนาอันแท้จริงในทางสุจริตของคู่สัญญาได้ สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 7 มีความว่า จำเลยยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์เดือนละ 25,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 ตุลาคม 2561 และจะชำระทุกวันที่ 10 ของทุกเดือนไปจนกว่าจะครบ 5 ปี แม้สัญญาระบุว่าเป็นข้อตกลงในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู แต่แท้ที่จริงเป็นข้อตกลงในเรื่องการจ่ายค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า และสัญญาข้อ 8 ที่ว่า จำเลยตกลงจะชำระเงินโบนัสแก่โจทก์ปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกในปี 2567 หลังจากที่จำเลยได้จ่ายเงินตามสัญญาข้อ 7 ครบ 5 ปี ในปี 2566 ซึ่งมีลักษณะเป็นเงินค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าเช่นกันและเป็นการจ่ายค่าเลี้ยงชีพต่อเนื่องกับสัญญาข้อ 7 รวมแล้วเป็นเวลา 10 ปี เป็นที่เห็นได้ชัดว่าเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยตกลงยอมผ่อนผันตามคำเรียกร้องของโจทก์ในคำฟ้อง ด้วยการลดจำนวนเงินที่เรียกร้องทั้งสองจำนวนลงจากที่จำเลยจะต้องจ่ายในช่วง 5 ปีแรก เดือนละ 35,000 บาท เหลือเดือนละ 25,000 บาท และช่วง 5 ปีหลัง จากที่จำเลยต้องจ่ายเงินได้พิเศษประจำปีจากการทำงานของจำเลย (โบนัส) จำนวนครึ่งหนึ่งของเงินได้ เหลือเพียงปีละ 100,000 บาท แม้คำฟ้องและสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพจากเงินได้พิเศษประจำปีจากการทำงานของจำเลย (โบนัส) ในช่วง 5 ปี หลังก็ตาม แต่น่าจะเป็นเพราะโจทก์ต้องการเรียกร้องเป็นเงินครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินได้พิเศษประจำปีจากการทำงานหรือโบนัสของจำเลย มิได้ถือเอาเป็นข้อสำคัญว่าเงินที่จะนำมาจ่ายให้แก่โจทก์จะต้องเป็นเงินโบนัสที่จำเลยได้มาจากบริษัท บ. ประกอบกับสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างใดว่า เงินที่จะจ่ายแก่โจทก์ต้องเป็นเงินโบนัสที่จำเลยได้จากบริษัท บ. เมื่อพิเคราะห์เจตนาอันแท้จริงของโจทก์และจำเลยแล้ว โจทก์และจำเลยมีเจตนาตกลงกันให้จำเลยจ่ายเงินเป็นค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ ตามสัญญาข้อ 8 อีกปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกในปี 2567 เป็นต้นไป นอกเหนือจากที่จะต้องจ่ายตามสัญญาข้อ 7 อย่างไรก็ตามหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 8 เป็นหนี้ในอนาคต ยังไม่ถึงกำหนดตามคำพิพากษาตามยอม จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาตามยอมของศาล เช่นนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้มีการบังคับคดีแก่จำเลยได้ คำสั่งและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ให้อายัดเงินในบัญชีธนาคารของจำเลยนั้น เป็นการไม่ชอบ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 252 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ 2553 มาตรา 182/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2561 ซึ่งโจทก์จำเลยตกลงกันว่า ข้อ 1 โจทก์และจำเลยตกลงจะไปจดทะเบียนหย่ากัน...ภายในวันนี้ หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาตามยอมแทนการแสดงเจตนา ข้อ 2...ข้อ 3...ข้อ 4...ข้อ 5...ข้อ 6...ข้อ 7 จำเลยยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์เดือนละ 25,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 ตุลาคม 2561 และจะชำระทุกวันที่ 10 ของทุกเดือนไปจนกว่าจะครบ 5 ปี ข้อ 8 จำเลยยินยอมชำระเงินโบนัสที่พึงได้จากบริษัท บ. ให้แก่โจทก์ปีละ 100,000 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกในปี 2567 โดยจะชำระภายใน 30 วัน หลังจากจำเลยได้รับเงินโบนัสจากบริษัท ข้อ 9... ข้อ 10 โจทก์และจำเลยตกลงกันตามข้อ 1 ถึงข้อ 9 และไม่ติดใจเรียกร้องประการอื่นใดอีก และข้อ 11 หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นยินยอมให้อีกฝ่ายบังคับคดีได้ทันที ศาลชั้นต้นออกคำบังคับตามยอม ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2561 โจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามยอมข้อ 7 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี

วันที่ 8 มีนาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมโดยไม่มีหนี้ค้างชำระ บัดนี้จำเลยได้ลาออกจากบริษัท บ. ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ทำให้โจทก์ไม่สามารถบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 7 และข้อ 8 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีคำสั่งให้ถอนการอายัดเงินกรณีจำเลยลาออก เงินโบนัสและเงินอื่น ๆ เหลือเพียงอายัดแต่เงินเดือน โจทก์ได้แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินบำเหน็จของจำเลยกรณีลาออกจากงาน ซึ่งจำเลยจะได้รับจากบริษัท บ. ส่งเข้าบัญชีบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขานานาเหนือ ของจำเลย เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 7 เดือนละ 25,000 บาท อีก 35 งวด จนถึงเดือนกันยายน 2566 และเงินโบนัสตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 8 ปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,375,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งว่าโจทก์สามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้จำเลยชำระ เจ้าพนักงานจึงจะดำเนินการให้ได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินจำนวน 1,375,000 บาท จากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือมีคำสั่งอื่นใดเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ศาลชั้นต้นนัดพร้อม ในวันนัดพร้อมโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่ติดใจเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 7 เนื่องจากยังไม่ถึงกำหนดชำระ จำเลยแถลงว่า จำเลยมิได้ลาออกจากงาน แต่บริษัท บ. เลิกจ้าง โดยจำเลยจะได้รับเงินจากการออกจากงานประมาณ 5,000,000 บาท ส่วนข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 8 ที่ว่า จำเลยยินยอมจะจ่ายเงินโบนัสที่พึงได้จากบริษัทดังกล่าวแก่โจทก์ปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 5 ปีนั้น เมื่อจำเลยออกจากงาน ข้อตกลงนี้เป็นพ้นวิสัยที่จะบังคับได้ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เจตนารมณ์ของคู่สัญญาประสงค์จะให้โจทก์ได้รับเงินรายปีจากจำเลยปีละ 100,000 บาท โดยเบื้องต้นให้จำเลยชำระจากเงินโบนัส เมื่อลาออกจากงานย่อมไม่มีเงินโบนัสรายปีที่จะนำมาจ่ายตามข้อตกลงได้ แต่หนี้ที่ตกลงกันไว้ยังมีอยู่ จึงให้อายัดเงินที่จำเลยจะได้จากบริษัท บ. จำนวน 500,000 บาท ตามข้อ 8 ของสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 6 กันยายน 2561

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิขออายัดเงินในบัญชีธนาคารของจำเลยเพื่อชำระเงินโบนัสแก่โจทก์ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 8 หรือไม่ เห็นว่า คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ นอกจากโจทก์และจำเลยทำความตกลงในเรื่องหย่าซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ไปจดทะเบียนหย่ากันแล้ว ยังมีข้อตกลงกันในเรื่องการแบ่งทรัพย์สินและที่พิพาทกันในชั้นนี้คือ ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 8 ที่ว่า "จำเลยยินยอมชำระเงินโบนัสที่พึงได้จากบริษัท บ. ให้แก่โจทก์ ปีละ 100,000 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกในปี 2567 โดยจะชำระภายใน 30 วัน หลังจากจำเลยได้รับเงินโบนัสจากบริษัท" จำเลยฎีกาว่า ข้อตกลงที่จำเลยยินยอมชำระเงินโบนัสนี้เป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนต่อเมื่อจำเลยจะต้องมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวจากบริษัท บ. และจำเลยจะชำระภายใน 30 วัน หลังจากที่จำเลยได้รับเงินจากบริษัท เมื่อจำเลยพ้นจากสภาพการเป็นพนักงานของบริษัทนั้นแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิจะได้รับเงินโบนัสที่จะนำมาชำระแก่โจทก์ การชำระเงินโบนัสแก่โจทก์จึงเป็นอันพ้นวิสัยนั้น เห็นว่า ข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์และจำเลยภายหลังเมื่อหย่าเป็นความตกลงระงับข้อพิพาทที่โจทก์และจำเลยไม่อาจรักษาสถานภาพของการสมรสที่มีต่อกันไว้ได้ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่ต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 และมาตรา 368 การตีความข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยจะอาศัยเพียงลำพังข้อสัญญาข้อหนึ่งข้อใดเพียงข้อเดียวดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ย่อมไม่อาจทราบเจตนาอันแท้จริงในทางสุจริตของคู่สัญญาได้ โดยโจทก์แก้ฎีกาว่า การจ่ายเงินตามสัญญาข้อ 8 โจทก์ประสงค์ให้จำเลยจ่ายเงินให้โจทก์อีกปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เท่ากับสัญญาข้อ 7 โดยจำเลยขอจ่ายหลังจากจ่ายค่าเลี้ยงดูตามสัญญาข้อ 7 ครบ 5 ปีแล้ว ในปัญหานี้ สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 7 มีความว่า จำเลยยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์เดือนละ 25,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 ตุลาคม 2561 และจะชำระทุกวันที่ 10 ของทุกเดือนไปจนกว่าจะครบ 5 ปี แม้สัญญาระบุว่าเป็นข้อตกลงในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู แต่แท้ที่จริงเป็นข้อตกลงในเรื่องการจ่ายค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า และสัญญาข้อ 8 ที่ว่า จำเลยตกลงจะชำระเงินโบนัสแก่โจทก์ปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกในปี 2567 หลังจากที่จำเลยได้จ่ายเงินตามสัญญาข้อ 7 ครบ 5 ปี ในปี 2566 ซึ่งถือว่ามีลักษณะเป็นเงินค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าเช่นกันและเป็นการจ่ายค่าเลี้ยงชีพต่อเนื่องกับสัญญาข้อ 7 รวมแล้วเป็นเวลา 10 ปี เป็นที่เห็นได้ชัดว่าเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยตกลงยอมผ่อนผันตามคำเรียกร้องของโจทก์ในคำฟ้องด้วยการลดจำนวนเงินที่เรียกร้องทั้งสองจำนวนลงจากที่จำเลยจะต้องจ่ายในช่วง 5 ปีแรก เดือนละ 35,000 บาท เหลือเดือนละ 25,000 บาท และช่วง 5 ปีหลัง จากที่จำเลยต้องจ่ายเงินได้พิเศษประจำปีจากการทำงานของจำเลย (โบนัส) จำนวนครึ่งหนึ่งของเงินได้ เหลือเพียงปีละ 100,000 บาท แม้คำฟ้องและสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพจากเงินได้พิเศษประจำปีจากการทำงานของจำเลย (โบนัส) ในช่วง 5 ปี หลังก็ตาม แต่น่าจะเป็นเพราะโจทก์ต้องการเรียกร้องเป็นเงินครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินได้พิเศษประจำปีจากการทำงานหรือโบนัสของจำเลย มิได้ถือเอาเป็นข้อสำคัญว่าเงินที่จะนำมาจ่ายให้แก่โจทก์จะต้องเป็นเงินโบนัสที่จำเลยได้มาจากบริษัท บ. ซึ่งสัญญาประนีประนอมยอมความก็ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างใดว่า เงินที่จะจ่ายแก่โจทก์ต้องเป็นเงินโบนัสที่จำเลยได้จากบริษัท บ. ศาลฎีกาได้พิเคราะห์เจตนาอันแท้จริงของโจทก์และจำเลยแล้วเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาตกลงกันให้จำเลยจ่ายเงินเป็นค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ตามสัญญาข้อ 8 อีกปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกในปี 2567 เป็นต้นไป นอกเหนือจากที่จะต้องจ่ายตามสัญญาข้อ 7 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 8 เป็นหนี้ในอนาคตยังไม่ถึงกำหนดตามคำพิพากษาตามยอม จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาตามยอมของศาล เช่นนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้มีการบังคับคดีแก่จำเลยได้ คำสั่งและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ให้อายัดเงินในบัญชีธนาคารของจำเลยนั้น เป็นการไม่ชอบ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 368
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ร.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี — นายทรงพล พันธุ์วิชาติกุล
- นางแก้วตา เทพมาลี
ชื่อองค์คณะ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อโนชา ชีวิตโสภณ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3029/2566
#694802
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยรับว่าที่ดินพิพาทจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนบุคคลอื่น จำเลยจึงไม่อาจยกข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ขึ้นอ้างได้ โจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง จำเลยปฏิเสธว่าไม่ใช่สินสมรส จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์

การจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาในกรณีที่มีการฟ้องหย่ากัน ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล คำพิพากษาส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า" คดีนี้เป็นฟ้องให้จัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาเมื่อมีการหย่ากันแล้วโดยคำพิพากษาของศาล จึงต้องบังคับตามมาตรา 1532 (ข) กล่าวคือ ในส่วนของการบังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้นให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า การพิจารณาการได้มาเกี่ยวกับสินสมรสจึงต้องพิจารณามาตรา 1532 (ข) ประกอบด้วย โดยหากเป็นกรณีที่มีการหย่าโดยคำพิพากษา ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาในระหว่างสมรสที่จะเป็นสินสมรสจะต้องได้มาอย่างช้าสุดไม่เกินวันฟ้องหย่า จำเลยฟ้องหย่าโจทก์วันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 จำเลยจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20691 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 53456 จำเลยจดทะเบียนรับโอนมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 อันเป็นการได้รับโอนมาภายหลังจากวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยื่นฟ้องหย่าโจทก์แล้ว และทางนำสืบของโจทก์ไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยนำเงินที่เป็นสินสมรสไปชำระค่าที่ดิน เมื่อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนี้จำเลยได้มาภายหลังวันที่ฟ้องหย่า จึงไม่เป็นสินสมรสของจำเลยกับโจทก์ตามมาตรา 1574 (1) ประกอบมาตรา 1532 (ข) โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20691 และเลขที่ 53456 จากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย และให้จำเลยแบ่งสินสมรสที่ดิน 9 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 3 งาน 13 ตารางวา ซึ่งจำเลยนำไปแบ่งในนามเดิมอีก 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 58052 ถึง 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถตกลงกันได้ ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกัน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 3 งาน 13 ตารางวา ซึ่งจำเลยได้แบ่งแยกเป็นที่ดิน 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 58052 ถึง 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถตกลงกันได้ให้นำทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ให้จำเลยชดใช้ราคาทรัพย์กึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่ไม่สามารถแบ่งได้ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยรับผิดเพียงเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (ซึ่งเป็นแปลงคง) และที่ดินโฉนดเลขที่ 58052, 58053, 58054, 58056, 58057 และ 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นที่ดินที่จำเลยได้แบ่งในนามเดิมออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยให้โจทก์และจำเลยตกลงกันเองก่อน หากไม่สามารถตกลงกันได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย และที่ดินโฉนดเลขที่ 58055 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และหากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ให้จำเลยชดใช้ราคาทรัพย์กึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่ไม่สามารถแบ่งได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 จำเลยฟ้องหย่าโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้หย่าเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 และคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 โดยจำเลยไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักทะเบียนอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์นั้นได้มาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 แล้วมีการแบ่งที่ดินในนามเดิมออกไปอีก 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 58052 ถึง 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์นั้นได้มาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2559 จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ให้แก่นายสุวัฒน์ และวันที่ 18 ตุลาคม 2562 จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 58055 ให้แก่นางสาวปราณปริยา โดยการขายทั้งสองครั้งนั้นไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ส่วนโจทก์เคยต้องโทษจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางจังหวัดเชียงราย ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2558 ถึงเดือนตุลาคม 2561

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยมีภาระการพิสูจน์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางรัตนา กับร้อยตำรวจตรีโอภาส มารดาและพี่ชายจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงแล้วว่าจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2558 ซึ่งต่อมามีการแบ่งในนามเดิมออกไปอีก 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 58052 ถึง 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 แต่จำเลยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของนางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสซึ่งเป็นมารดาและพี่ชายจำเลย โดยบุคคลทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินมาจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แต่เพื่อความสะดวกในการทำนิติกรรม จึงให้จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทน และที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีโฉนดที่ดินซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ดังนี้ เมื่อจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนบุคคลอื่น แม้จำเลยจะมีชื่อในโฉนดที่ดินจำเลยก็ไม่อาจนำข้อสันนิษฐานดังกล่าวขึ้นอ้างได้ เมื่อโจทก์อ้างว่าเป็นสินสมรสย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง จำเลยปฏิเสธว่าไม่ใช่สินสมรส จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าจำเลยมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยหรือเป็นของนางรัตนา และร้อยตำรวจตรีโอภาส ซึ่งเป็นมารดาและพี่ชายจำเลย เห็นว่า จำเลยนำสืบอ้างว่านางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดด้วยวิธีการประมูลราคา เพื่อความสะดวกในการทำนิติกรรมต่าง ๆ นั้น นางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสมอบให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินการในการทำนิติกรรมต่าง ๆ แทน รวมทั้งลงชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทน การเข้าประมูลซื้อที่ดินพิพาทนี้จำเลยเป็นผู้เข้าประมูลซื้อในนามของจำเลยเองซึ่งพยานจำเลยทั้ง 3 ปาก ล้วนเป็นผู้ใกล้ชิดกันและเป็นผู้มีส่วนได้เสียต่อผลแห่งคดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาทโดยตรงจึงต้องรับฟังพยานจำเลยด้วยความระมัดระวัง ที่จำเลยอ้างว่าเหตุที่นางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสให้จำเลยดำเนินการต่าง ๆ แทนเนื่องจากไว้วางใจจำเลย เพราะจำเลยเป็นบุตรและเป็นน้องสาว และจำเลยมีความคล่องตัวขับรถยนต์ด้วยตนเองได้ ส่วนนางรัตนาอายุมากสายตาไม่ค่อยดีและขับรถไม่เป็น และร้อยตำรวจตรีโอภาสมีงานยุ่งติดราชการตำรวจ นอกจากนี้การซื้อขายที่ดินมีการติดต่อกับหน่วยงานราชการและมีเอกสารเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมาจำเลยติดต่อค้าขายแทนนางรัตนานั้น เห็นว่าการประมูลซื้อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีราคาสูงหากนางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสเป็นผู้ประมูลซื้อและเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแล้วให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแทน ซึ่งแม้จำเลยจะเป็นบุตรนางรัตนาและน้องสาวร้อยตำรวจตรีโอภาสก็ตาม แต่จำเลยยังมีคู่สมรสอยู่ซึ่งอาจส่งผลทางกฎหมายที่เสียหายต่อนางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสอย่างใหญ่หลวงได้ ดังนี้เพียงเหตุผลที่ว่าจำเลยมีความคล่องตัวขับรถยนต์ด้วยตนเองได้ ส่วนนางรัตนาอายุมากสายตาไม่ค่อยดีและขับรถไม่เป็น จึงไม่สมเหตุผลเพราะข้อจำกัดต่าง ๆ ที่จำเลยอ้างมานั้น หากจำเลยต้องการช่วยเหลือนางรัตนาก็สามารถพานางรัตนาไปจัดการด้วยตนเองหรือมีการมอบอำนาจให้ทำแทนได้ รวมทั้งเหตุที่อ้างว่าร้อยตำรวจตรีโอภาสมีงานยุ่งติดราชการตำรวจก็เป็นเหตุผลที่เลื่อนลอยเพราะการรับราชการนั้นข้าราชการสามารถบริหารเวลาโดยขอลากิจหรือลาพักผ่อนเพื่อทำกิจธุระจำเป็นของตนได้ ประกอบกับร้อยตำรวจตรีโอภาสเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมเป็นผู้ที่มีความรู้ในข้อกฎหมายดีว่าการที่ให้บุคคลอื่นเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนอาจส่งผลเสียร้ายแรงอย่างไรต่อตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ที่ให้ถือกรรมสิทธิ์แทนนั้นมีคู่สมรสด้วยแล้วอาจมีผลต่อทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากับคู่สมรสของผู้ที่ให้ถือกรรมสิทธิ์แทนได้ดังเช่นคดีนี้ นอกจากนี้คำเบิกความของจำเลยที่เบิกความตอบคำซักถามทนายจำเลยก่อนทนายโจทก์ถามค้านว่า วันที่จำเลยไปประมูลซื้อที่ดินพิพาทจาก ป.ป.ส. มีตัวจำเลย มารดาจำเลยและพี่ชายจำเลยไปร่วมประมูลเพียงสามคน ไม่มีบุคคลอื่นหรือทนายความเข้าไปช่วยเหลือในการประมูล ซึ่งเป็นการเบิกความที่ขัดแย้งกับที่จำเลยเบิกความไว้ในตอนแรกว่า จำเลยเป็นผู้ไปดำเนินการประมูลซื้อที่ดินพิพาทเอง และจำเลยยังตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ขณะมีการประมูลที่ดินพิพาทจาก ป.ป.ส. พี่ชายข้าฯ เป็นผู้เข้าประมูล และประมูลได้รวม 3 แปลง แต่ต่อมาพี่ชายข้าฯ ได้ให้ข้าฯ ใส่ชื่อข้าฯ ในที่ดินพิพาทไว้แทน เหตุที่พี่ชายให้ใส่ชื่อข้าฯ ไว้แทนนั้น เพราะเดิมที่ดินพิพาทเป็นของข้าฯ แต่ถูก ป.ป.ส. ยึดไปขายทอดตลาด และพี่ชายข้าฯ ไม่สะดวกที่จะไปดำเนินการจดทะเบียนโอน รวมทั้งเบิกความว่า การลงชื่อเข้าร่วมประมูลจาก ป.ป.ส. มีการระบุชื่อข้าฯ เป็นผู้เข้าร่วมประมูล ไม่ได้ระบุชื่อมารดาและพี่ชายข้าฯ ด้วย นอกจากนี้ร้อยตำรวจตรีโอภาสก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า วันที่จำเลยและมารดาไปประมูลซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดของ ป.ป.ส. นั้น ข้าฯ เดินทางไปด้วย จำเลยเป็นผู้ลงชื่อเข้าร่วมประมูล แต่คนที่ทำหน้าที่ในการถือป้ายเสนอราคาการประมูลคือตัวข้าฯ ซึ่งคำเบิกความของร้อยตำรวจตรีโอภาสเป็นการรับว่าในการไปประมูลซื้อที่ดินพิพาทนั้นร้อยตำรวจตรีโอภาสไปด้วย จึงขัดแย้งกับเหตุผลที่จำเลยและร้อยตำรวจตรีโอภาสเบิกความไว้ว่าร้อยตำรวจตรีโอภาสให้จำเลยดำเนินการแทนเพราะติดราชการตำรวจและภริยาไม่สบาย จึงเป็นการเบิกความที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยและขัดแย้งกันเอง จึงเป็นพิรุธและไม่น่าเชื่อถือ และที่จำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสที่ให้จำเลยดำเนินการต่าง ๆ แทน โดยในการประมูลซื้อที่ดินพิพาทใช้เงินของร้อยตำรวจตรีโอภาส 3,500,000 บาท ซึ่งหากเป็นการประมูลซื้อของร้อยตำรวจตรีโอภาสจริงและใช้เงินบางส่วนของร้อยตำรวจตรีโอภาสแล้วเหตุใดจำเลยจึงต้องคืนเงิน 3,500,000 บาท ที่ใช้ในการประมูลซื้อนี้ให้แก่ร้อยตำรวจตรีโอภาสด้วย โดยจำเลยเบิกความในหน้า 4 ย่อหน้าแรกว่า "ต่อมาได้นำที่ดินแปลงตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ไปจำนองกับนายภราดรเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นเงิน 3,500,000 บาท โดยนำเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้ร้อยตำรวจตรีโอภาส" ซึ่งสอดรับกับคำเบิกความของนางรัตนาที่เบิกความว่า ได้นำที่ดินแปลงตำบลบ้านดู่ไปจำนองกับนายภราดรเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นเงิน 3,500,000 บาท โดยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปคืนให้แก่ร้อยตำรวจตรีโอภาสฯ อันเป็นข้อยืนยันที่แสดงให้เห็นว่าร้อยตำรวจตรีโอภาสมิใช่ผู้เข้าประมูลและเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทด้วย ส่วนเงินต่าง ๆ ที่นำมาจ่ายเป็นค่ามัดจำนั้นทางนำสืบของจำเลยได้ความเพียงว่านำมาจากเงินหมุนเวียนบางส่วนภายในกิจการของนางรัตนาประมาณ 1,500,000 บาท เงินของร้อยตำรวจตรีโอภาส 3,500,000 บาท และเงินที่นางรัตนากู้ยืมจากนายวินัย 1,000,000 บาท นางสาวพัชมณ 1,000,000 บาท และนางฟองนวล 800,000 บาท รวม 2,800,000 บาท นั้น เห็นว่า ในส่วนของร้อยตำรวจตรีโอภาสซึ่งมีจำนวนมากถึง 3,500,000 บาท แต่จำเลยและร้อยตำรวจตรีโอภาสไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงถึงแหล่งที่มาของเงินจำนวนดังกล่าวหรือนำเอกสารการเบิกถอนเงินจากธนาคารมาแสดงให้เห็นว่าร้อยตำรวจตรีโอภาสนำเงินจำนวนนี้มาจากที่ใด จึงเป็นคำกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุน สำหรับในส่วนของบุคคลอื่นที่จำเลยอ้างว่านางรัตนาเป็นผู้กู้ยืมมา แต่จากคำเบิกความของจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่ามีการชำระหนี้คืนแก่เพื่อน ๆ ของจำเลย โดยเป็นการชำระเต็มจำนวน และเมื่อจำเลยคืนเงินเพื่อนของจำเลยก็คืนหลักฐานการกู้ยืมให้ จากนั้นจำเลยได้ฉีกทำลายทิ้ง อันมีความหมายว่าเงินยืมดังกล่าวนั้นเป็นเงินที่จำเลยยืมจากเพื่อน ๆ ของจำเลยมิใช่นางรัตนาเป็นผู้ยืม ประกอบกับเป็นการเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน แม้จำเลย นางรัตนา และร้อยตำรวจตรีโอภาสจะอ้างในทำนองว่า เมื่อได้ชำระหนี้ให้แก่บุคคลภายนอกหมดแล้วก็ได้รับหลักฐานการกู้ยืมกลับมาและทำลายทิ้งไปแล้ว จึงไม่มีหลักฐานการกู้เงินดังกล่าวมาแสดงนั้น ซึ่งผิดวิสัยของบุคคลที่ประกอบกิจการค้าขายเยี่ยงจำเลยที่ควรจะเก็บหลักฐานดังกล่าวหรือถ่ายภาพเก็บไว้บ้าง และแม้หากจะมีการทำลายไปแล้วจริงจำเลยก็ยังสามารถนำบุคคลที่อ้างว่าให้กู้ยืมเงินมาเป็นพยานเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของจำเลยได้ แต่จำเลยมิได้นำบุคคลใดเลยมาเป็นพยาน คงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ เท่านั้น พยานหลักฐานของจำเลยจึงเป็นคำเบิกความที่ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนทำให้มีน้ำหนักน้อย ส่วนที่นางรัตนาเบิกความว่า ในการประกอบกิจการของตนเงินหมุนเวียนบางส่วนได้มาจากการที่นางรัตนานำที่ดินพร้อมบ้านไปจำนองแก่นายสุไผทเป็นเงิน 6,000,000 บาท มีวงเงินที่ใช้ได้ 5,000,000 บาท นั้น แต่จากสัญญาจำนองปรากฏว่านางรัตนาทำสัญญาจำนองตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2557 ซึ่งทำก่อนที่ที่ดินพิพาทซึ่งเคยเป็นของจำเลยมาก่อนจะถูกโอนมาเป็นของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและก่อนที่จำเลยจะเข้าประมูลซื้อที่ดินพิพาทถึง 1 ปี 4 เดือน จึงไม่น่าเชื่อว่าเงินที่ได้จากการจำนองดังกล่าวจะเป็นเงินที่นางรัตนาใช้เป็นเงินมัดจำที่ดินที่ประมูลดังกล่าว และนอกจากนี้การที่จำเลยเป็นผู้จัดการรวบรวมเงินชำระหนี้ที่อ้างว่านางรัตนากู้ยืมมาเองโดยทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่านางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสให้จำเลยจัดการหรือรู้เห็นให้จำเลยดำเนินการด้วย ซึ่งพฤติการณ์ที่จำเลยปฏิบัติเสมือนหนึ่งเป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้ของตัวจำเลยเองโดยจำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 และ 53456 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทไปทำนิติกรรมด้วยตนเองหลายครั้ง คือ การนำที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 จดทะเบียนจำนองแก่นายภราดรเป็นเงิน 3,500,000 บาท ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 หลังจากนั้นจำเลยก็ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ให้แก่นายสุวัฒน์เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2559 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ไถ่ถอนจำนองกับนายภราดร โดยอ้างว่านำเงินส่วนที่เหลือไปใช้คืนนางวิมลศรี 1,200,000 บาท คืนให้นายวินัย 1,000,000 บาท คืนให้นางสาวพัชมณ 1,000,000 บาท และคืนให้นางฟองนวล 800,000 บาท สำหรับการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 จำเลยขายให้แก่นายอานนท์ และมีข้อตกลงกันว่านายอานนท์จะชำระเงินไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 6,000,000 บาท แล้วนำที่ดินไปแบ่งแยกเป็นแปลงเล็กหลายแปลง จากนั้นนายอานนท์จะลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อขายพร้อมที่ดินดังกล่าวแล้วให้นางรัตนากับร้อยตำรวจตรีโอภาสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน 1 ห้อง ส่วนที่เหลือเมื่อขายได้แล้วให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อโดยเงินที่ขายได้ตกเป็นของนายอานนท์ทั้งหมด และเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2561 จำเลยได้รับเงินจากนายอานนท์ 6,000,000 บาท จึงนำไปไถ่ถอนจำนองในวันเดียวกัน นายอานนท์ขายอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 58055 ให้แก่นางสาวปราณปริยาโดยจดทะเบียนโอนวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ซึ่งการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทโดยลำพังของจำเลยและการจัดการชำระหนี้เกี่ยวกับที่ดินพิพาทของจำเลยดังกล่าวข้างต้นนั้นมีลักษณะเหมือนเป็นการซื้อที่ดินและจัดการหนี้สินของตนเองมากกว่าจะเป็นการดำเนินการแทนผู้อื่น พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่สมเหตุผล ดูมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ข้ออ้างในเรื่องการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 กับนายอานนท์โดยมีการตกลงว่านายอานนท์จะชำระเงินไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 6,000,000 บาท แล้วนำที่ดินไปแบ่งแยกเป็นแปลงเล็กหลายแปลง จากนั้นนายอานนท์จะลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อขายพร้อมที่ดินดังกล่าวแล้วให้แก่นางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน 1 ห้อง ส่วนที่เหลือเมื่อขายได้แล้วให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อโดยเงินที่ขายได้ตกเป็นของนายอานนท์ทั้งหมดนั้น ในข้อนี้จำเลยคงมีแต่สำเนารายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ซึ่งจำเลยอ้างว่านายอานนท์โอนเงินมาให้จำเลยเพื่อไปไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ในวันที่ 21 มีนาคม 2561 มาเป็นพยานเท่านั้น โดยจำเลยไม่ได้นำนายอานนท์มาเป็นพยานเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ประกอบกับหากนายอานนท์นำเงิน 6,000,000 บาท ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวแล้วมีการแบ่งแยกเป็นแปลงเล็กหลายแปลง และนายอานนท์ยังต้องลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อขายอีกซึ่งคงจะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่ปรากฏว่าจำเลยกับนายอานนท์ทำบันทึกข้อตกลงกันเป็นหนังสือหรือมีการนำนายอานนท์มาเป็นพยานเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของจำเลย คำเบิกความของจำเลยจึงเลื่อนลอยไม่สมเหตุผล เมื่อพิจารณาคำเบิกความของจำเลย นางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสทั้งหมดโดยตลอดแล้ว เห็นว่า คำเบิกความของจำเลย นางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสไม่น่าเชื่อถือและมีน้ำหนักน้อย จำเลยจึงนำสืบไม่สมกับที่มีภาระการพิสูจน์ พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่อาจรับฟังได้ตามที่จำเลยกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทคดีนี้เป็นของนางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสโดยร่วมกันซื้อมาจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าที่ดินพิพาทซึ่งรวมถึงที่ดินที่แบ่งในนามเดิมอีก 7 แปลง เป็นของจำเลยนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังที่วินิจฉัยไปข้างต้นว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทรวมถึงที่ดินที่แบ่งในนามเดิมอีก 7 แปลง ด้วยการประมูลซื้อมาจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การที่ที่ดินพิพาทจะเป็นสินสมรสก็ต่อเมื่อจำเลยได้ที่ดินพิพาทมาในระหว่างสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) แต่อย่างไรก็ตามการสมรสของโจทก์และจำเลยได้สิ้นสุดลงแล้วด้วยการที่จำเลยยื่นฟ้องหย่าโจทก์และศาลมีคำพิพากษาให้หย่า ซึ่งการจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาในกรณีที่มีการฟ้องหย่ากันนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล คำพิพากษาส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า" ดังนี้ เมื่อคดีนี้เป็นฟ้องให้จัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาเมื่อมีการหย่ากันแล้วโดยคำพิพากษาของศาลจึงต้องบังคับตามมาตรา 1532 (ข) กล่าวคือ ในส่วนของการบังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้นให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า ซึ่งการพิจารณาการได้มาเกี่ยวกับสินสมรสนอกจากจะต้องพิจารณามาตรา 1474 (1) ว่าเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาในระหว่างสมรสแล้วจะต้องพิจารณามาตรา 1532 (ข) ประกอบด้วย โดยหากเป็นกรณีที่มีการหย่าโดยคำพิพากษา ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาในระหว่างสมรสที่จะเป็นสินสมรสจะต้องได้มาอย่างช้าสุด ไม่เกินวันฟ้องหย่าด้วย โดยคดีที่จำเลยฟ้องหย่าโจทก์มีการยื่นฟ้องในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 ส่วนที่ดินพิพาทจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 จำเลยรับโอนมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 อันเป็นการได้รับโอนมาภายหลังจากวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยื่นฟ้องหย่าโจทก์แล้ว แต่อย่างไรก็ตามที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวจำเลยได้มาจากการประมูลซื้อทอดตลาดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2558 โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 จำเลยชำระค่าที่ดินที่เหลือ 4,237,500 บาท ในวันที่ 30 ตุลาคม 2558 และจดทะเบียนโอนในวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 จำเลยชำระค่าที่ดินที่เหลือ 7,222,500 บาท ในวันที่ 29 มกราคม 2559 และจดทะเบียนรับโอนในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ดังนี้ ถือว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ในวันที่ 17 ธันวาคม 2558 และได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 อันเป็นการได้มาภายหลังจากที่จำเลยฟ้องหย่าโจทก์ และทางนำสืบของโจทก์ไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยนำเงินที่เป็นสินสมรสไปชำระค่าที่ดิน เมื่อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนี้จำเลยได้มาภายหลังวันที่ฟ้องหย่า จึงไม่เป็นสินสมรสของจำเลยกับโจทก์ตามมาตรา 1574 (1) ประกอบมาตรา 1532 (ข) โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20691 และเลขที่ 53456 จากจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (ซึ่งเป็นแปลงคง) และที่ดินโฉนดเลขที่ 58052, 58053, 58054, 58055, 85056, 59057 และ 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นที่ดินที่จำเลยได้แบ่งในนามเดิมออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 และที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลย จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นรายละเอียด ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (ซึ่งเป็นแปลงคง) และที่ดินโฉนดเลขที่ 58052, 58053, 58054, 58055, 85056, 59057 และ 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นที่ดินที่จำเลยได้แบ่งในนามเดิมออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 และที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373 ม. 1474 (1) ม. 1474 วรรคสอง ม. 1532 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโท ว.
จำเลย — นาง ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงราย — นายสงวนศักดิ์ กิมเอ็ง
- นายอมรรัตน์ กริยาผล
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
อโนชา ชีวิตโสภณ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3007/2566
#694170
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองต่างเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 ในมูลหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากเจ้าหนี้รายที่ 2 เฉพาะในส่วนจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงยังเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 อยู่ เจ้าหนี้รายที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน แต่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 ตามความเห็นของผู้คัดค้าน คำสั่งดังกล่าว ถึงที่สุดแล้ว เจ้าหนี้รายที่ 2 จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแต่อย่างใด แม้ผู้ร้องจะมีสิทธิในทรัพย์หลักประกัน คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 41348 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ร่วมกับเจ้าหนี้รายที่ 2 แต่ก็เป็นสิทธิในหลักประกันเฉพาะส่วนซึ่งประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น หากผู้ร้องเห็นว่าตนมีสิทธิเช่นไรผู้ร้องย่อมใช้สิทธิของตนได้ ผู้ร้องไม่อาจมาขอสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้รายที่ 2 ซึ่งยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2547 และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองล้มละลายเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2548

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้รายที่ 2 เฉพาะมูลหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 30 ตุลาคม 2532 จำนวน 3,500,000 บาท และหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีวงเงินรวม 750,000 บาท โดยมีหลักประกันร่วมกับเจ้าหนี้รายที่ 2 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 41348 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้ยึดทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องร่วม กับเจ้าหนี้รายที่ 2 ตามกฎหมายต่อไปด้วย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองกับพวกเป็นหนี้ธนาคาร ก. เจ้าหนี้รายที่ 2 ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 9955/2537 วันที่ 22 มกราคม 2540 เจ้าหนี้รายที่ 2 นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41348 พร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์หลักประกัน วันที่ 21 กันยายน 2543 เจ้าหนี้รายที่ 2 โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรวมทั้งหนี้ของจำเลยที่ 1 แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 9955/2537 แต่ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำร้อง เจ้าหนี้รายที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 9955/2537 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3) มีที่ดินโฉนดเลขที่ 41348 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นหลักประกัน ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 ตามความเห็นของผู้คัดค้าน และผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้รายที่ 2 ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้รายที่ 2 แทนธนาคาร ก. ได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองต่างเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 9955/2537 ต่อมาผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากเจ้าหนี้รายที่ 2 แต่ปรากฏตามบัญชีรายชื่อลูกหนี้แนบท้ายสัญญาดังกล่าวว่า ลูกหนี้ที่ผู้ร้องรับโอนมาคือห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. จำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงยังเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 อยู่ เจ้าหนี้รายที่ 2 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน แต่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 ตามความเห็นของผู้คัดค้าน คำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เจ้าหนี้รายที่ 2 จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแต่อย่างใด และแม้ตามความเห็นของผู้คัดค้านจะมีข้อความระบุว่า "แต่ให้เจ้าหนี้รายที่ 2 มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนองโดยให้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันก่อนเจ้าหนี้อื่น คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 41348 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ภายในวงเงินจำนองลำดับที่ 1 ลำดับที่ 2 และลำดับที่ 3 รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 19,637,500 บาท แต่ทั้งนี้ไม่เกินยอดหนี้ที่ค้างตามคำพิพากษาในคดีแพ่งของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 9955/2537" อันเป็นการรับรองสิทธิของเจ้าหนี้รายที่ 2 ว่ายังมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากตัวทรัพย์หลักประกันอยู่มิได้สิ้นสิทธิไปเสียทีเดียว แต่การบังคับทรัพย์หลักประกันดังกล่าวย่อมหมายความถึงการบังคับทรัพย์หลักประกันซึ่งเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 เท่านั้น มิได้หมายความรวมถึงการบังคับทรัพย์หลักประกันซึ่งประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ด้วย แม้ผู้ร้องจะมีสิทธิในทรัพย์หลักประกันคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 41348 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ร่วมกับเจ้าหนี้รายที่ 2 แต่ก็เป็นสิทธิในหลักประกันเฉพาะส่วนซึ่งประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้รายที่ 2 มีต่อจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด หากผู้ร้องเห็นว่าตนมีสิทธิเช่นไรผู้ร้องย่อมใช้สิทธิของตนได้ ผู้ร้องไม่อาจมาขอสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้รายที่ 2 ซึ่งยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องขอสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้รายที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 96 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บริหารสินทรัพย์ ก.
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายสุธี ปิ่นนิกร
- นายวิเชียร วชิรประทีป
ชื่อองค์คณะ
กีรติ ตั้งธรรม
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3003/2566
#693668
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 นำข้าวเปลือกและข้าวสารไปจำนำเป็นประกันหนี้ตามสัญญาสินเชื่อของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ แล้วโจทก์ทำสัญญาเช่าโกดังของจำเลยที่ 1 เป็นที่เก็บรักษาทรัพย์จำนำ แม้จำเลยที่ 1 ผู้จำนำมีสิทธิเข้าออกโกดังที่เก็บรักษาทรัพย์จำนำได้ตลอดเวลา แต่สัญญาจำนำไม่ได้ให้สิทธิจำเลยที่ 1 นำทรัพย์จำนำออกไปใช้ประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่ 1 ได้ การนำทรัพย์จำนำออกจากสถานที่เก็บรักษาเพื่อการไถ่ถอนทรัพย์จำนำก็ดี การนำทรัพย์จำนำไปขาย จำหน่าย จ่าย โอน หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นเหตุให้เกิดภาระผูกพันหรือบุริมสิทธิใด ๆ กับทรัพย์จำนำก็ดี หรือการนำทรัพย์จำนำเข้าออกจากสถานที่เก็บรักษาก็ดี ล้วนแต่ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์ก่อนทั้งสิ้น และไม่ถือว่าทรัพย์จำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด สัญญารักษาทรัพย์จำนำก็ระบุให้ผู้รักษาทรัพย์จำนำดูแลและรักษาทรัพย์จำนำเพื่อประโยชน์ของโจทก์และแทนโจทก์เท่านั้น อีกทั้งยังระบุไว้ชัดเจนว่าผู้รักษาทรัพย์จำนำมิได้ทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และไม่ได้ครอบครองและดูแลรักษาทรัพย์จำนำแทนจำเลยที่ 1 รวมทั้งผู้รักษาทรัพย์จำนำไม่มีสิทธิเคลื่อนย้าย นำทรัพย์จำนำออกไปใช้ประโยชน์หรือก่อให้เกิดภาระใด ๆ แก่ทรัพย์จำนำได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์ก่อน ข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า คู่สัญญาประสงค์ให้ทรัพย์จำนำอยู่ในครอบครองของโจทก์ตลอดเวลา โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำทรัพย์จำนำไปใช้ประโยชน์ในทางใด ๆ ในกิจการของจำเลยที่ 1 ได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์ก่อนเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำทรัพย์จำนำออกไปใช้ประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ยอมให้ทรัพย์จำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของจำเลยที่ 1 สัญญาจำนำจึงหาระงับสิ้นไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้เป็นเงิน 290,455,483.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 228,784,186.84 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้บังคับคดี บังคับจำนองและจำนำ ยึดทรัพย์จำนองและจำนำตามฟ้องพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และบังคับยึดทรัพย์หลักประกันทางธุรกิจกับทรัพย์ตามสัญญาดำรงสินค้า และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี 25,471,804.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,099,228.27 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 ธันวาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 20,099,228.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,099,228.27 บาท นับถัดจากวันที่ 30 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2560 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,099,228.27 บาท นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 เป็นเวลา 60 วัน และให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันรับผิดชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.76/2559 จำนวน 35,702,350.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 28,365,419.46 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.17/2560 จำนวน 25,538,235.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 20,074,126.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.001/2560 จำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ (เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2560 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2560 จนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ (เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2560 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2560 เป็นเวลา 60 วัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.002/2560 จำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ (เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2560 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2560 จนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ (เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2560 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2562 เป็นเวลา 60 วัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.27/2560 เป็นต้นเงิน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000,000 บาท นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2560 จนถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000,000 บาท นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2560 จนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000,000 บาท นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2560 จนถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000,000 บาท นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2560 เป็นเวลา 60 วัน ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.16/2560 จำนวน 25,576,680.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.003/2560 จำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ลบ 0.5 (อัตราดอกเบี้ยเอ็มโออาร์เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2560 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2560 จนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ลบ 0.5 (ขณะทำสัญญาอัตราดอกเบี้ยเอ็มโออาร์เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2560 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2562 เป็นเวลา 60 วัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.25/2560 จำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ลบ 0.5 (ขณะทำสัญญาอัตราดอกเบี้ยเอ็มโออาร์เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 จนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ลบ 0.5 (ขณะทำสัญญาอัตราดอกเบี้ยเอ็มโออาร์เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 เป็นเวลา 60 วัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.26/2560 จำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ลบ 0.5 (ขณะทำสัญญาอัตราดอกเบี้ยเอ็มโออาร์เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 จนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ลบ 0.5 (ขณะทำสัญญาอัตราดอกเบี้ยเอ็มโออาร์เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 เป็นเวลา 60 วัน หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6395, 6849 และ 7530 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 7394, 7420 และ 7432 (ปัจจุบันคือโฉนดเลขที่ 7747, 7773 และ 7780) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับเครื่องจักร เลขที่ 23 - 113 - 106 - 0001 ถึง 23 - 113 - 106 - 0004 รวม 4 เครื่อง และเครื่องจักร เลขที่ 50 - 113 - 106 - 0020 ถึง 0021 รวม 2 เครื่อง อันเป็นทรัพย์จำนอง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยประกันภัย 390,135.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 319,539.11 บาท นับแต่วันฟ้อง (24 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนำในสัญญาจำนำ สัญญารักษาทรัพย์จำนำ สัญญาดำรงสินค้า และสัญญาเช่าโรงเก็บสินค้าออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ และในส่วนของดอกเบี้ยเป็นเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2562 และวันที่ 21 กรกฎาคม 2562 แก้เป็นนับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2560 และวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จําเลยที่ 1 ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดโดยกู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ วงเงิน 15,000,000 บาท และ 5,000,000 บาท และจำเลยที่ 1 ทำสัญญารับชำระหนี้เพื่อขอกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์หลายครั้ง โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และนำที่ดินโฉนดเลขที่ 6395, 7530, 6849, 7747, 7773 และ 7780 เครื่องจักรเลขที่ 23 - 113 - 106 - 0001 ถึง 23 - 113 - 106 – 0004 รวม 4 เครื่อง และเครื่องจักรเลขที่ 50 - 113 - 106 - 0020 ถึง 0021 รวม 2 เครื่อง มาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 นำข้าวเปลือก ข้าวสาร ในสต๊อกสินค้าของจำเลยที่ 1 มาจำนำไว้แก่โจทก์โดยให้สามารถออกตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับได้ไม่เกินร้อยละ 70 ของมูลค่าสินค้าที่จำนำ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ประการเดียวว่า โจทก์ยอมให้ข้าวเปลือกและข้าวสารอันเป็นทรัพย์จำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้จำนำ จำนำจึงระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 769 (2) หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 นำข้าวเปลือกและข้าวสารไปจำนำเป็นประกันหนี้ตามสัญญาสินเชื่อของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ แล้วโจทก์ทำสัญญาเช่าโกดังของจำเลยที่ 1 เป็นที่เก็บรักษาทรัพย์จำนำ แม้จำเลยที่ 1 ผู้จำนำมีสิทธิเข้าออกโกดังที่เก็บรักษาทรัพย์จำนำได้ตลอดเวลาดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อ้าง แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจำนำแล้ว ไม่มีข้อความใดที่ให้สิทธิจำเลยที่ 1 นำทรัพย์จำนำออกไปใช้ประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่ 1 ได้เลย การนำทรัพย์จำนำออกจากสถานที่เก็บรักษาเพื่อการไถ่ถอนจำนำก็ดี (ข้อ 2.4) การนำทรัพย์จำนำไปขาย จำหน่าย จ่าย โอน หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นเหตุให้เกิดภาระผูกพันหรือบุริมสิทธิใด ๆ กับทรัพย์จำนำก็ดี (ข้อ 4 (1)) หรือการนำทรัพย์จำนำเข้าออกจากสถานที่เก็บรักษาก็ดี (ข้อ 5) ล้วนแต่ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์ก่อนทั้งสิ้น และไม่ถือว่าทรัพย์จำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด (ข้อ 2.3) หรือแม้แต่การดูแลรักษาทรัพย์จำนำตามสัญญารักษาทรัพย์จำนำก็ยังระบุในสัญญาให้ผู้รักษาทรัพย์จำนำดูแลและรักษาทรัพย์จำนำเพื่อประโยชน์ของโจทก์และแทนโจทก์เท่านั้น (ข้อ 2) อีกทั้งยังระบุไว้ชัดเจนว่าผู้รักษาทรัพย์จำนำมิได้ทำหน้าที่ในฐานะเป็นตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และไม่ได้ครอบครองและดูแลรักษาทรัพย์จำนำแทนจำเลยที่ 1 (ข้อ 5.2) รวมทั้งผู้รักษาทรัพย์จำนำไม่มีสิทธิเคลื่อนย้ายหรือนำทรัพย์จำนำออกไปใช้ประโยชน์ หรือก่อให้เกิดภาระใด ๆ แก่ทรัพย์จำนำได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์ก่อน (ข้อ 5.3) จากข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า คู่สัญญาประสงค์ให้ทรัพย์จำนำอยู่ในครอบครองของโจทก์ตลอดเวลา โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำทรัพย์จำนำไปใช้ประโยชน์ในทางใด ๆ ในกิจการของตนได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์ก่อนเท่านั้น ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำทรัพย์จำนำออกไปใช้ประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ยอมให้ทรัพย์จำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของจำเลยที่ 1 สัญญาจำนำจึงหาระงับสิ้นไปไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยเหตุผลอื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าจำนำยังไม่ระงับสิ้นไปและให้บังคับจำนำ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชำระดอกเบี้ยผิดนัดตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.17/2560 ในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ในอัตราคงที่ตลอดไปนั้น หากนับถัดจากวันฟ้องมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ต่ำกว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดจะทำให้การคิดดอกเบี้ยตามอัตราคงที่นั้นเกินกว่าอัตราตามประกาศของโจทก์ในช่วงระยะเวลานั้นได้อันเป็นการไม่ชอบ จึงเห็นควรกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยถัดจากวันฟ้องปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามประกาศของโจทก์ตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่ไม่ให้เกินอัตราที่ศาลล่างทั้งสองกำหนด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยทั้งห้ารับผิดในอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่ประกาศต่อ ๆ ไปตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่อัตราดอกเบี้ยหลังวันฟ้องต้องไม่เกินอัตราที่ศาลล่างทั้งสองกำหนด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 769 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายเชาวนัฐ บุญลาภ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายลิขิต รัตนประภาพรรณ
ชื่อองค์คณะ
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
สิริกานต์ มีจุล
ปิยนุช มนูรังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2996/2566
#694149
เปิดฉบับเต็ม

แม้ได้ความจาก ส. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อจำเลยมาชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโทรทัศน์ ผู้เสียหายที่ 1 ถามพยานว่าให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปหรือไม่ ตอนแรกพยานไม่ยอมให้ไป เมื่อผู้เสียหายที่ 1 รบเร้าพยานจึงอนุญาต แต่การอนุญาตดังกล่าวก็เป็นการอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยเท่านั้น มิใช่อนุญาตให้ไปกระทำการที่ไม่สมควรทางเพศ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านของจำเลยและกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 พฤติการณ์ของจำเลยจึงบ่งชี้แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาพาผู้เสียหายที่ 1 จากบริเวณหนึ่งไปอีกบริเวณหนึ่งเพื่อการอนาจาร ถือได้ว่าเป็นการพาไปหรือแยกผู้เสียหายที่ 1 ออกจากการปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ทำให้การปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจารตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ป. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว ข. ผู้เสียหายที่ 2 มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม และผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินคนละ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 6 ปี ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้อง (ยื่นคำร้องวันที่ 23 มีนาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อล่วงพ้นระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยชำระมาแก่จำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่จำเลยจนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2564 และให้รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2564 ไว้พิจารณา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้คู่ความแก้ภายในระยะเวลาตามกฎหมายต่อไป

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เด็กหญิง ป. ผู้เสียหายที่ 1 เกิดวันที่ 12 กันยายน 2554 ขณะเกิดเหตุอายุ 8 ปีเศษ เป็นบุตรของนาย ป. กับนางสาว ข. ผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยอยู่กับนาง ส. ยายของผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 53 วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 13 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับบ้านของผู้เสียหายที่ 1 เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้เสียหายที่ 1 กลับมาบ้าน หลังจากนั้นนาง ส. พาผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความต่อร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย วันที่ 23 ธันวาคม 2562 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยเป็นคดีนี้ จำเลยให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปีตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็ก ขณะเกิดเหตุอายุเพียง 8 ปีเศษ แต่เบิกความถึงเหตุการณ์ที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 เป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับตรงไปตรงมา ยากที่เด็กทั่ว ๆ ไปซึ่งมิได้ประสบเหตุการณ์มาก่อนจะสามารถเบิกความได้เช่นนั้น โดยเฉพาะพฤติกรรมของจำเลยตอนที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า จำเลยนำอวัยวะเพศของจำเลยมาถูไถกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 จนมีน้ำลักษณะเหนียวออกมาจากอวัยวะเพศของจำเลยนั้น นับเป็นเรื่องเกินกว่าที่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งยังไร้เดียงสาจะปั้นแต่งขึ้นมาได้เอง ทั้งคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ยังสอดคล้องกับที่เคยให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนต่อหน้าพนักงานอัยการจังหวัด นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ และนาง ส. ซึ่งเป็นผู้ที่เด็กร้องขอ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562 อันเป็นเวลาที่ใกล้ชิดต่อเหตุการณ์ ยากที่จะคิดปรุงแต่งเรื่องราวเพื่อปรักปรำผู้ใด นอกจากนี้ยังได้ความจากผู้เสียหายที่ 2 ว่า หลังจากทราบเหตุคดีนี้ ได้โทรศัพท์พูดคุยกับผู้เสียหายที่ 1 ด้วย ผู้เสียหายที่ 1 เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังตรงตามที่ผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความต่อศาล ทั้งเมื่อผู้เสียหายที่ 2 สอบถามผู้เสียหายที่ 1 อีกครั้งหลังจากผู้เสียหายที่ 2 กลับไปให้การต่อพนักงานสอบสวน ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังคงเล่าเหมือนเดิม และในการสืบพยานปากผู้เสียหายที่ 1 ศาลชั้นต้นได้ให้ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความผ่านนักจิตวิทยาอันเป็นการใช้วิธีการพิจารณาคดีสำหรับพยานที่เป็นเด็กเป็นการเฉพาะต่างจากพยานบุคคลทั่วไป โดยอยู่ในกำหนดหลักการว่าในการสืบพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ศาลต้องจัดให้พยานอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก โดยในการถามนั้นศาลจะเป็นผู้ถามพยานเอง หรือถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ หรือจะให้คู่ความถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ก็ได้ ผลของกฎหมายดังกล่าวทำให้กระบวนการยุติธรรมสามารถได้ข้อเท็จจริงจากพยานที่เป็นเด็กมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเมื่อมีวิธีการถามความผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ซึ่งเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กและความเชี่ยวชาญในการซักถามเด็ก จะเป็นผลให้พยานที่เป็นเด็กสามารถให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องสมบูรณ์ กรณีจึงมีน้ำหนักให้น่าเชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 เบิกความไปตามความจริง นอกจากนี้พยานโจทก์ปากนาง ส. และผู้เสียหายที่ 2 ยังให้การยืนยันข้อเท็จจริงสอดคล้องเชื่อมโยงกันโดยตลอด ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักควรค่าแก่การรับฟังยิ่งขึ้น ทั้งข้อเท็จจริงดังกล่าวยังเจือสมกับที่จำเลยได้ให้การไว้ต่อร้อยตำรวจเอก ส. ในชั้นสอบสวน เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2562 หลังเกิดเหตุเพียงสองวัน ใจความว่า วันเกิดเหตุ ก่อนเกิดเหตุ หลังจากจำเลยทานข้าวเที่ยงเสร็จ จำเลยเดินไปที่เปลใกล้หน้าบ้านผู้เสียหายที่ 1 ขณะที่จำเลยกำลังสูบบุหรี่ ผู้เสียหายที่ 1 เดินมาหาจำเลย บอกจำเลยว่าอยากดูการ์ตูน หลังจากจำเลยสูบบุหรี่เสร็จ จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านของจำเลยแล้วพาเข้าไปนั่งดูโทรทัศน์ที่เตียงนอนของจำเลย ระหว่างนั้นผู้เสียหายที่ 1 เข้ามานั่งติดกับจำเลย จำเลยจึงโอบตัวเข้ามากอดโดยมือของจำเลยไปถูกนมผู้เสียหายที่ 1 จึงเล่นกับผู้เสียหายที่ 1 สมมุติว่าจำเลยเป็นลูกผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยขอดูดนมผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม เมื่อร้อยตำรวจเอก ส. เป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติงานไปตามหน้าที่ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยและไม่มีเหตุที่จะเบิกความกลั่นแกล้งจำเลยให้ต้องรับโทษ คำเบิกความของร้อยตำรวจเอก ส. ที่ยืนยันว่าจำเลยให้การไว้ตามเอกสารหมาย จ.12 โดยพยานได้อ่านบันทึกคำให้การดังกล่าวให้จำเลยฟังแล้วจำเลยลงลายมือชื่อไว้ ขณะสอบคำให้การ นาง ด. ภริยาของจำเลยได้อยู่ร่วมฟังด้วยและลงลายมือชื่อไว้ จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจตามความเป็นจริง แม้จำเลยจะเบิกความว่า ในวันที่ 23 ธันวาคม 2562 ไม่มีการสอบปากคำจำเลยหรืออ่านข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในคดีนี้ให้จำเลยฟัง ทำนองว่าจำเลยไม่ได้ให้การถึงเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.12 ด้วยความสมัครใจ แต่จำเลยก็เบิกความรับว่าลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.12 เป็นลายมือชื่อของจำเลย ทั้งยังเบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่า บันทึกคำให้การมีลายมือชื่อนาง ด. อยู่ด้วย ความข้อนี้นาง ด. พยานจำเลยเองก็เบิกความรับว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจสอบถามและพูดคุยข้อเท็จจริงกับจำเลยเกี่ยวกับกรณีที่จำเลยไปกระทำการบางอย่างกับผู้เสียหายที่ 1 นั้น พยานนั่งอยู่ด้วย เพียงแต่อ้างว่าได้ยินเพียงจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดโดยไม่ได้ให้รายละเอียดอื่น ๆ เท่านั้น จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ประกอบกับนาง ด. เป็นภริยาของจำเลยอาจเบิกความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยผู้เป็นสามีก็เป็นได้ คดีนี้แม้โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีอายุเพียง 8 ปีเศษ เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เบิกความถึงเหตุการณ์ที่จำเลยกระทำการที่ไม่สมควรทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 1 เป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับตรงไปตรงมาอย่างละเอียด โดยไม่มีเหตุระแวงว่าถูกเสี้ยมสอนให้มาเบิกความเพื่อปรักปรำใส่ร้ายจำเลย ทั้งเรื่องราวหลังเกิดเหตุอันเป็นพฤติการณ์แวดล้อมยังเชื่อมโยงกันดีกับพยานอื่น ทำให้มีเหตุผลเชื่อได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความ ที่จำเลยนำสืบปฏิเสธอ้างว่าวันเกิดเหตุขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 มาดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลย นาง ด. ก็อยู่ที่บ้านและเห็นเหตุการณ์โดยตลอดนั้น กลับได้ความจากนาง ด. ว่าเห็นผู้เสียหายที่ 1 มาดูโทรทัศน์ที่บ้านในช่วงที่ตนกำลังเตรียมอาหาร อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่นาง ด. จะรับประทานอาหารกลางวันกับจำเลยเท่านั้น ขณะที่คำเบิกความของจำเลย นาง ส. และคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 ปรากฏข้อเท็จจริงสอดคล้องต้องกันว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยสองช่วงเวลา คือช่วงเช้าก่อนที่นาง ด.จะรับประทานอาหารกลางวันกับจำเลย และช่วงบ่ายหลังจากที่นาง ด. รับประทานอาหารกลางวันกับจำเลยเสร็จแล้ว โดยช่วงเวลาที่ผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันว่าจำเลยกระทำการที่ไม่สมควรทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 1 เป็นช่วงบ่าย ประกอบกับนาง ส. เองก็เบิกความว่า ก่อนที่ผู้เสียหายที่ 1 จะไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยในช่วงบ่าย จำเลยบอกว่านาง ด. ไม่อยู่บ้าน ทั้งผู้เสียหายที่ 1 ยังเบิกความยืนยันว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุนอกจากจำเลยแล้วไม่มีผู้ใดอยู่ที่บ้านของจำเลย คำเบิกความของนาง ด. จึงหาได้สนับสนุนให้พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากขึ้นแต่อย่างใด สำหรับผลการตรวจพิสูจน์นั้น แม้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์จะพบคราบอสุจิติดอยู่ที่กางเกงที่ผู้เสียหายที่ 1 สวมใส่ ซึ่งมีดีเอ็นเอบุคคลอื่นที่แตกต่างจากดีเอ็นเอของจำเลยก็ตาม แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความว่าเป็นเพราะหลังเกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายที่ 1 กลับถึงบ้านได้เปลี่ยนไปสวมกางเกงตัวใหม่ก่อนจะเดินทางไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล กางเกงของกลางที่นำไปตรวจพิสูจน์เป็นคนละตัวกับกางเกงที่ผู้เสียหายที่ 1 สวมใส่ในขณะเกิดเหตุ ทั้งการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวก็เป็นเพียงความเห็นของผู้ทำการตรวจพิสูจน์หลักฐานเท่านั้น ประการสำคัญ การกระทำอนาจารตามฟ้องและทางนำสืบคือการกระทำที่จำเลยดูดนมผู้เสียหายที่ 1 และใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูไถกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ดังนี้ ลำพังผลการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมที่ไม่พบดีเอ็นเอของจำเลยที่กางเกงของผู้เสียหายที่ 1 จึงยังไม่ถึงขนาดเป็นข้อพิรุธอันจะทำให้คำยืนยันของผู้เสียหายที่ 1 ไม่เป็นความจริงและไม่น่าเชื่อถือ และไม่อาจเป็นข้อพิสูจน์ถึงกับจะทำให้คำเบิกความพยานโจทก์รับฟังไม่ได้ อันจะเป็นเหตุให้พยานหลักฐานของโจทก์มีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำการที่ไม่สมควรทางเพศซึ่งถือเป็นการกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 จริงหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาต่างเชื่อมโยงสนับสนุนให้สอดคล้องต้องกันปราศจากข้อพิรุธ มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอให้ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 จริง สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ได้ความจากนาง ส. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อจำเลยมาชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโทรทัศน์ ผู้เสียหายที่ 1 ถามพยานว่าให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปหรือไม่ ตอนแรกพยานไม่ยอมให้ไป เมื่อผู้เสียหายที่ 1 รบเร้าพยานจึงอนุญาต แต่การอนุญาตดังกล่าวก็เป็นการอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยเท่านั้น มิใช่อนุญาตให้ไปกระทำการที่ไม่สมควรทางเพศ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านของจำเลยและกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ดังวินิจฉัย พฤติการณ์ของจำเลยจึงบ่งชี้แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาพาผู้เสียหายที่ 1 จากบริเวณหนึ่งไปอีกบริเวณหนึ่งเพื่อการอนาจาร ถือได้ว่าเป็นการพาไปหรือแยกผู้เสียหายที่ 1 ออกจากการปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ทำให้การปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ย่อมเป็นการทำละเมิด จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นผู้เสียหายด้วย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ในส่วนของดอกเบี้ยผิดนัดนั้น หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ได้มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยเพื่อให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงินค่าสินไหมทดแทน ให้จำเลยชำระอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้อง (ยื่นคำร้องวันที่ 23 มีนาคม 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง หากกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม ม. 283 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ป. โดยนางสาว ข. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายชันยธร กริชชาญชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายคนึง คงบริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2993/2566
#695189
เปิดฉบับเต็ม

ในวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในที่ประชุมเห็นชอบให้ใช้วิธีการลงคะแนนตามมาตรา 70 แห่ง พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 แทนวิธีการตามที่กำหนดในข้อบังคับบริษัทข้อที่ 20 แต่ก็มีผู้ถือหุ้นบางส่วนรวมทั้งโจทก์ยังคงคัดค้านการใช้วิธีการลงคะแนนตามมาตรา 70 แห่ง พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ซึ่งไม่ถูกต้องตามข้อบังคับ ทั้งเมื่อยังไม่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับของบริษัทในกรณีดังกล่าว จำเลยที่ 1 จะอ้างเอาเหตุที่ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในที่ประชุมเห็นชอบให้ใช้วิธีการลงคะแนนตามมาตรา 70 แห่ง พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 แล้วดำเนินการลงมติเลือกตั้งกรรมการด้วยวิธีการดังกล่าวหาได้ไม่ ประกอบกับการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ออกคำสั่งกล่าวโทษจำเลยที่ 1 เหตุที่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับบริษัทข้อที่ 20 ทำให้กลุ่มของจำเลยที่ 1 ได้รับเลือกเป็นกรรมการ อีกทั้งยังปรากฏว่าศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมเกี่ยวกับวาระเลือกตั้งกรรมการบริษัทในวันดังกล่าว จึงบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บริหารบริษัทไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 89/7 ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการฝ่าฝืนดังกล่าว อันเป็นความผิดตามมาตรา 281/2 วรรคหนึ่ง แต่กรณียังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำไปโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดตามมาตรา 281/2 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 1, 4, 89/1, 89/7, 281/2, 281/10 พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 70, 71, 72(5), 85, 91(3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ประกอบมาตรา 86, 90, 91 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า ฟ้องข้อ 2.1 มีมูล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 85, 91(3) พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 89/7, 281/2, 281/10 ฟ้องข้อ 2.2 มีมูลตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 70, 71, 85, 215 พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 89/1, 89/7, 281/2 ให้ประทับฟ้อง ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานโจทก์ โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 281/2 วรรคหนึ่ง ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง และยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการบริษัท อ. ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 วาระที่ 3 เพื่อพิจารณาอนุมัติแต่งตั้งกรรมการ จำเลยที่ 1 ประธานที่ประชุมให้จัดทำใบลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการบริษัทโดยให้ผู้ถือหุ้นหนึ่งคนมีคะแนนเสียงเท่ากับจำนวนหุ้นที่ถือคูณด้วยจำนวนกรรมการที่เลือก ซึ่งขัดกับข้อบังคับของบริษัท ข้อที่ 20 ที่กำหนดว่า ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งมีคะแนนเสียงเท่ากับหนึ่งหุ้นต่อหนึ่งเสียง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 281/2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในที่ประชุมเห็นชอบให้ใช้วิธีการลงคะแนนตามมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535 แทนวิธีการตามที่กำหนดในข้อบังคับบริษัทข้อที่ 20 แต่ก็มีผู้ถือหุ้นบางส่วนรวมทั้งโจทก์ยังคงคัดค้านการใช้วิธีการลงคะแนนตามมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ซึ่งไม่ถูกต้องตามข้อบังคับ ทั้งเมื่อยังไม่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับของบริษัทในกรณีดังกล่าว จำเลยที่ 1 จะอ้างเอาเหตุที่ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในที่ประชุมเห็นชอบให้ใช้วิธีการลงคะแนนตามมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 แล้วดำเนินการลงมติเลือกตั้งกรรมการด้วยวิธีการดังกล่าวหาได้ไม่ ประกอบกับการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ออกคำสั่งกล่าวโทษจำเลยที่ 1 เหตุที่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับข้อที่ 20 ทำให้กลุ่มของจำเลยที่ 1 ได้รับเลือกเป็นกรรมการ อีกทั้งยังปรากฏว่าศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมเกี่ยวกับวาระเลือกตั้งกรรมการบริษัทในวันดังกล่าว จึงบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บริหารบริษัทไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริตตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 89/7 ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการฝ่าฝืนดังกล่าว อันเป็นความผิดตามมาตรา 281/2 วรรคหนึ่ง แต่กรณียังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำไปโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดตามมาตรา 281/2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องข้อหาตามมาตรา 281/2 วรรคหนึ่ง มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 281/2 วรรคหนึ่ง ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 89/7 ม. 281/2
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายกิตติพงษ์ ฐาปนพันธ์นิติกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรทัย เจริญวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
รัชนี สุขใจ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2987/2566
#693696
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (4) ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา หรือ (5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาทตามมาตรา 16 คดีนี้ คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยในคำชี้ขาดว่า ผู้ร้องมิได้นำสืบให้ฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ เพียงแต่นำสืบว่าผู้ร้องเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถตามคำสั่งศาลเท่านั้น และคำสั่งศาลดังกล่าวก็มีคำสั่งหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายถึง 1 ปีเศษ อีกทั้งเหตุแห่งการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็เป็นเพราะความบกพร่องทางจิต คือเป็นคนไอคิวต่ำเท่านั้น มิใช่เหตุทุพพลภาพแต่อย่างใด นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏด้วยว่า ผู้ร้องเคยมีสามีและเคยมีบุตรมาแล้ว 3 คน อันเป็นข้อสนับสนุนได้อีกข้อหนึ่งว่า ผู้ร้องมิได้เป็นผู้ทุพพลภาพ ส่วนข้อที่อ้างว่าขณะที่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่เคยให้การอุปการะเลี้ยงดูผู้ร้องนั้น ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะ การที่ผู้ร้องอุทธรณ์โต้แย้งว่า ทางนำสืบในชั้นอนุญาโตตุลาการผู้ร้องอ้างใบรับรองแพทย์ว่าผู้ร้องหย่อนกำลังความสามารถที่จะประกอบการงานได้ตามปกติ แพทย์ได้ให้ความเห็นว่าผู้ร้องมีความสามารถทางเชาวน์ปัญญาอยู่ระดับปัญญาอ่อน ไอคิวเท่ากับ 65 เทียบเท่ากับอายุ 9 ปี มีพยาธิทางสมอง และสภาพจิตใจในลักษณะการรับรู้ความเป็นจริงไม่เหมาะสม มีปัญหาการตัดสินใจและการปรับตัว จำเป็นต้องมีผู้ดูแลในการดำเนินชีวิต มีความบกพร่องในการวางแผนการตัดสินใจ การรับรู้ความเป็นจริง ถูกชักจูงใจได้ง่าย สามารถทำกิจวัตรประจำวันขั้นปกติได้ กิจกรรมที่มีความซับซ้อนต้องมีผู้ช่วยเหลือดูแล ความเห็นแพทย์ดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นชัดแล้วว่าผู้ร้องเป็นผู้หย่อนความสามารถที่จะประกอบการงานตามปกติได้ จึงไม่อาจหาเลี้ยงตนเองได้ตามปกติ แต่คณะอนุญาโตตุลาการมิได้หยิบยกใบรับรองแพทย์ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ขึ้นพิจารณา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างเพื่อโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุญาโตตุลาการ เพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด การที่คณะอนุญาโตตุลาการจะหยิบยกหลักฐานใดขึ้นวินิจฉัยภายในขอบเขตของกฎหมายและสัญญาที่พิพาทกัน ย่อมกระทำได้โดยชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่ได้เป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้คณะอนุญาโตตุลาการดำเนินกระบวนพิจารณาและชี้ขาดข้อพิพาทใหม่

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องไต่สวน จึงให้งดไต่สวน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ สข.9/2564 เรียกร้องให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเป็นค่าขาดไร้อุปการะ จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเหตุที่นาง ร. มารดาของผู้ร้อง ถูกรถยนต์ซึ่งผู้คัดค้านรับประกันภัยไว้เฉี่ยวชน เป็นเหตุให้นาง ร. ถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าหลังเกิดเหตุทายาทผู้ตายได้รับเงินตามคำสั่งของนายทะเบียนไปแล้ว และผู้ร้องมิได้เป็นผู้ทุพภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะ ต่อมาคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ ดังนั้นผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะในกรณีที่ผู้ตายถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย และมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการแรกว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (4) ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา หรือ (5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาทตามมาตรา 16 คดีนี้ คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยในคำชี้ขาดว่า ผู้ร้องมิได้นำสืบให้ฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ เพียงแต่นำสืบว่าผู้ร้องเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถตามคำสั่งศาลเท่านั้น และคำสั่งศาลดังกล่าวก็มีคำสั่งหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายถึง 1 ปีเศษ อีกทั้งเหตุแห่งการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็เป็นเพราะความบกพร่องทางจิต คือเป็นคนไอคิวต่ำเท่านั้น มิใช่เหตุทุพพลภาพแต่อย่างใด นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏด้วยว่า ผู้ร้องเคยมีสามีและเคยมีบุตรมาแล้ว 3 คน อันเป็นข้อสนับสนุนได้อีกข้อหนึ่งว่า ผู้ร้องมิได้เป็นผู้ทุพพลภาพ ส่วนข้อที่อ้างว่าขณะที่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่เคยให้การอุปการะเลี้ยงดูผู้ร้องนั้น ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะ การที่ผู้ร้องอุทธรณ์โต้แย้งว่า ทางนำสืบในชั้นอนุญาโตตุลาการผู้ร้องอ้างใบรับรองแพทย์ว่าผู้ร้องหย่อนกำลังความสามารถที่จะประกอบการงานได้ตามปกติ แพทย์ได้ให้ความเห็นว่าผู้ร้องมีความสามารถทางเชาวน์ปัญญาอยู่ระดับปัญญาอ่อน ไอคิวเท่ากับ 65 เทียบเท่ากับอายุ 9 ปี มีพยาธิทางสมองและสภาพจิตใจในลักษณะการรับรู้ความเป็นจริงไม่เหมาะสม มีปัญหาการตัดสินใจและการปรับตัว จำเป็นต้องมีผู้ดูแลในการดำเนินชีวิต มีความบกพร่องในการวางแผน การตัดสินใจ การรับรู้ความเป็นจริง ถูกชักจูงใจได้ง่าย สามารถทำกิจวัตรประจำวันขั้นปกติได้ กิจกรรมที่มีความซับซ้อนต้องมีผู้ช่วยเหลือดูแล จากความเห็นแพทย์ดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นชัดแล้วว่าผู้ร้องเป็นผู้หย่อนความสามารถที่จะประกอบการงานตามปกติได้ จึงไม่อาจหาเลี้ยงตนเองได้ตามปกติ แต่คณะอนุญาโตตุลาการมิได้หยิบยกใบรับรองแพทย์ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ขึ้นพิจารณา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างเพื่อโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุญาโตตุลาการ เพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด การที่คณะอนุญาโตตุลาการจะหยิบยกพยานหลักฐานใดขึ้นวินิจฉัยภายในขอบเขตของกฎหมายและสัญญาที่พิพาทกัน ย่อมเป็นสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ประการต่อมาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานเป็นการไม่ชอบและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ร้องในส่วนนี้จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (2) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โดยมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ผู้ร้องมิได้เสียมาด้วยจึงไม่จำต้องสั่งคืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาว ด. โดยนางสาว ส. ผู้พิทักษ์
ผู้คัดค้าน — บริษัท ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — สิทธิชัย เสวีวัลลพ
-
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ภัฏ วิภูมิรพี
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2979/2566
#693457
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนคดีถึงที่สุดแล้ว ระหว่างจำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดได้มี พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 และให้ยกเลิก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 1 ได้นิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจึงเป็นการกระทำอย่างเดียวกันคือการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิดซึ่งแยกเป็นคนละฐานความผิด จึงต้องลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 เพียงบทเดียว ส่วนการที่จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงานตำรวจนั้น ป.ยาเสพติด มาตรา 153 ยังคงบัญญัติให้อำนาจศาลลงโทษผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งดังกล่าวน้อยกว่าอัตราโทษ ที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ ทำนองเดียวกับ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 แต่กฎหมายใหม่กำหนดหลักเกณฑ์ให้โจทก์ต้องระบุในคำฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาล หรือมิฉะนั้นผู้กระทำความผิดต้องยื่นคำร้องต่อศาล ศาลจึงจะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ ดังนั้น กฎหมายใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับตามกฎหมายเดิมซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคแรก ส่วนการกระทำความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ป.ยาเสพติด มาตรา 126 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษผู้พยายามกระทำความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จทำนองเดียวกับ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 แต่เมื่อลงโทษจำเลยตามกฎหมายใหม่ มาตรา 90, 145 ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว จึงต้องบังคับตามกฎหมายใหม่ มาตรา 126 ด้วย ตาม ป.อ. มาตรา 3

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน 4,018 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 70.823 กรัม และจำเลยพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 1,996 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 35.180 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ โดยเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนทราบการกระทำความผิดของจำเลยมาจากผู้ต้องหาคดียาเสพติดให้โทษที่เคยซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย จึงวางแผนล่อซื้อและจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลาง พฤติการณ์แห่งคดีจึงบ่งชี้ถึงการกระทำของจำเลยว่า จำเลยมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และหากมีการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางออกไปย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังผู้เสพหลายคนโดยสภาพเข้าลักษณะเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) มิใช่เป็นเพียงความผิดตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ตามที่จำเลยยกขึ้นฎีกา ทั้งยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป อันเป็นความผิดตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เช่นนี้ เมื่อ ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท และการมีเมทแอมเฟตามีนในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดตามกฎหมายใหม่ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียวดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การที่จำเลยพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1,996 เม็ด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 4,018 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวลงโทษได้เพียงกระทงเดียว โทษที่กำหนดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังทั้งในเรื่องการกำหนดโทษและจำนวนกระทงลงโทษ ศาลย่อมมีอำนาจตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ที่จะกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 126 ป.อ. มาตรา 80 และ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยได้ กรณีไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ตามที่จำเลยอ้างในฎีกาแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท รวมจำคุก 50 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และถุงพลาสติกของกลาง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ประกอบมาตรา 100/2 ด้วย ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 40 ปี และปรับ 800,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 40 ปี และปรับ 800,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 20 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 20 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 40 ปี และปรับ 800,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว

จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กำหนดโทษจำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียว ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ให้ลงโทษฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนบทเดียว จำคุก 40 ปี และปรับ 800,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 ปี และปรับ 400,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลย

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิได้รับการกำหนดโทษใหม่ในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม, 100/2 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 4,018 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 70.823 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 1,996 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 35.180 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 140,000 บาท ทั้งจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 40 ปี และปรับ 800,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 40 ปี และปรับ 800,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 20 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 40 ปี และปรับ 800,000 บาท ในระหว่างที่จำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วนั้น ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน ซึ่งตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 ได้นิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงเป็นความผิดอย่างเดียวกันคือการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิดซึ่งแยกเป็นคนละฐานความผิด ต้องลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 เพียงบทเดียว ส่วนการที่จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงานตำรวจนั้น ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 153 ยังคงบัญญัติให้อำนาจศาลลงโทษผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งดังกล่าวน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ ทำนองเดียวกับพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 แต่กฎหมายใหม่กำหนดหลักเกณฑ์ให้โจทก์ต้องระบุในคำฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาล หรือมิฉะนั้นผู้กระทำความผิดต้องยื่นคำร้องต่อศาล ศาลจึงจะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ ดังนั้น กฎหมายใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับตามกฎหมายเดิมซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคแรก ส่วนการกระทำความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 126 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษผู้พยายามกระทำความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จทำนองเดียวกับพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 แต่เมื่อลงโทษจำเลยตามกฎหมายใหม่ มาตรา 90, 145 ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว จึงต้องบังคับตามกฎหมายใหม่ มาตรา 126 ด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน 4,018 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 70.823 กรัม และจำเลยพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 1,996 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 35.180 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ โดยเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนทราบการกระทำความผิดของจำเลยมาจากผู้ต้องหาคดียาเสพติดให้โทษที่เคยซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย จึงวางแผนล่อซื้อและจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลาง พฤติการณ์แห่งคดีจึงบ่งชี้ถึงการกระทำของจำเลยว่า จำเลยมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และหากมีการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางออกไปย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังผู้เสพหลายคนโดยสภาพเข้าลักษณะเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) มิใช่เป็นเพียงความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ตามที่จำเลยยกขึ้นฎีกา ทั้งยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เช่นนี้ เมื่อประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท และการมีเมทแอมเฟตามีนในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดตามกฎหมายใหม่ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียวดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การที่จำเลยพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1,996 เม็ด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 4,018 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวลงโทษได้เพียงกระทงเดียว โทษที่กำหนดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังทั้งในเรื่องการกำหนดโทษและจำนวนกระทงลงโทษ ศาลย่อมมีอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่จะกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 126 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยได้ กรณีไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ตามที่จำเลยอ้างในฎีกาแต่อย่างใด ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยนอกนี้ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องของจำเลยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้กำหนดโทษจำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 126 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) โดยให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงกระทงเดียว จำคุก 16 ปี และปรับ 800,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี และปรับ 400,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ป.ยาเสพติด ม. 1 ม. 90 ม. 126 ม. 145 ม. 153
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 7
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางวันทนา อินทปัตย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ประจุมาศ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
วรวุฒิ ทวาทศิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2960/2566
#694142
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 เป็นการชำระหนี้ผ่านธนาคารที่จำเลยที่ 2 มีบัญชีเงินฝากเพื่อให้จำเลยที่ 2 ได้รับเงินที่ชำระหนี้โดยมิได้ทำนิติกรรมโดยตรงต่อจำเลยที่ 2 ถือเป็นการชำระอย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องนำเงินจำนวน 1,850,000 บาท ไปชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 เมื่อปรากฏว่าต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ทยอยถอนเงินที่จำเลยที่ 1 นำฝากออกจากบัญชีเงินฝากธนาคารโดยมิได้คืนให้จำเลยที่ 1 มีผลเท่ากับจำเลยที่ 2 ยอมรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีการชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว หนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมย่อมระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิขอให้บังคับคดีให้จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 592 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ระหว่างพิจารณาโจทก์กับจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความ มีใจความว่า ข้อ 1. จำเลยที่ 2 ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 592 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวสามชั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2562 ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ข้อ 2. จำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงินจำนวน 1,850,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2562 โดยชำระ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ข้อ 3. หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ตามข้อตกลง จำเลยที่ 1 ยินยอมออกจากบ้านและที่ดินโฉนดเลขที่ 592 พร้อมยินยอมเสียค่าปรับให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 1,000,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำคำพิพากษาตามยอมไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2562 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอ้างว่าจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 สามารถใช้ตึกแถวพิพาทเปิดร้านจำหน่ายสินค้าของตนได้ตามปกติ

โจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้าน

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม จำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงิน 1,850,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 ภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2562 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 จำเลยที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 2 จำนวน 1,850,000 บาท ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2562 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีโดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ครั้นวันที่ 21 มกราคม 2563 ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 2 นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศให้ผู้ที่อ้างว่ามิใช่บริวารของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันปิดประกาศ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 2 แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าจำเลยที่ 1 และบริวารยังคงอาศัยอยู่ในสถานที่พิพาท วันที่ 18 เมษายน 2563 เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 1 และบริวาร วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 1 และบริวาร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า มีเหตุให้เพิกถอนหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เงินที่จำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 จำนวน 1,850,000 บาท ตรงกับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และการโอนกระทำเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 สอดคล้องกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้จำนวนดังกล่าวภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2562 ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินค่าไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13792 พร้อมบ้านพักเป็นเงินประมาณ 1,680,000 บาท ส่วนที่เกินเป็นค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการโอนนั้น จำเลยที่ 2 คงนำสืบแต่เพียงว่าในการตกลงซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 13792 พร้อมบ้านพัก ระหว่างนายสมคิดกับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ตกลงโอนเงินเฉพาะค่าไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13792 และบ้านพักให้แก่นายสมคิดนำไปดำเนินการไถ่ถอน โดยนายสมคิดได้แจ้งยอดเงินที่เป็นค่าไถ่ถอนจำนองจำนวน 1,680,000 บาทเศษ แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่ามีการตกลงให้จำเลยที่ 1 โอนค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินและบ้านพักด้วย การที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้แก่นายสมคิดเป็นเงินถึง 1,850,000 บาท เป็นจำนวนมากกว่าภาระหนี้จำนองถึงประมาณ 170,000 บาท ทั้งที่ไม่มีการตกลงกันมาก่อนนับว่าเป็นเรื่องผิดปกติ ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าภายหลังโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้แจ้งแก่นายสมคิดว่าจำเลยที่ 1 โอนเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินค่าไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13792 และบ้านพัก เป็นเงิน 1,684,919.69 บาท ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน เป็นข้อต่อสู้ที่เลื่อนลอยไม่สมเหตุผลเพราะขณะนั้นยังไม่มีการคิดคำนวณว่ามีค่าภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 13792 และบ้านพักเป็นเงินเท่าใด จึงยังเป็นจำนวนไม่แน่นอน ที่จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 นั้น เพราะจำหมายเลขบัญชีเงินฝากของนายสมคิดที่ให้ไว้ไม่ได้ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงข้อพิรุธเพราะปัจจุบันการติดต่อสื่อสารเพื่อสอบถามนายสมคิดถึงหมายเลขบัญชีเงินฝากสามารถกระทำได้โดยง่ายซึ่งมีการติดต่อทางโทรศัพท์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายสมคิดกันอยู่แล้ว ทั้งไม่ปรากฏมีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 ต้องโอนเงินค่าไถ่ถอนจำนองให้แก่นายสมคิดภายในวันดังกล่าวมิฉะนั้นจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 13792 พร้อมบ้านพัก จึงมิใช่เรื่องเร่งด่วนที่จำเลยที่ 1 ต้องโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 แตกต่างจากการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมซึ่งเหลือกำหนดเวลาชำระอีกเพียงวันเดียวเท่านั้น คือวันที่ 10 สิงหาคม 2562 มิฉะนั้นจำเลยที่ 1 ต้องถูกบังคับคดีให้ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท จึงมีความจำเป็นและเร่งด่วนมากกว่า พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีเหตุผลและน้ำหนักน่าเชื่อกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินจำนวน 1,850,000 บาท เพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม ปัญหาว่าการที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 อันเป็นวิธีการชำระหนี้ที่แตกต่างจากที่ระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความว่าให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ถือเป็นการชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ หนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป การที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 เป็นการชำระหนี้ผ่านธนาคารที่จำเลยที่ 2 มีบัญชีเงินฝากเพื่อให้จำเลยที่ 2 ได้รับเงินที่ชำระหนี้โดยมิได้ทำนิติกรรมโดยตรงต่อจำเลยที่ 2 ถือเป็นการชำระอย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องนำเงินจำนวน 1,850,000 บาท ไปชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 เมื่อปรากฏว่าต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ทยอยถอนเงินที่จำเลยที่ 1 นำฝากออกจากบัญชีเงินฝากธนาคารโดยมิได้คืนให้จำเลยที่ 1 มีผลเท่ากับจำเลยที่ 2 ยอมรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีการชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว หนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมย่อมระงับสิ้นไปตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิขอให้บังคับคดีให้จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนหมายบังคับคดีที่บังคับแก่จำเลยที่ 1 และบริวารจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ -
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
วิเศษ นิ่มกุล
ดุสิต ฉิมพลีย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2958/2566
#695185
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับ พ. เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย ภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่กระทำไปโดยฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และ 24 และเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แม้ศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว คำพิพากษาก็ไม่มีผลผูกพัน เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยกับ พ. เป็นโมฆะ ถือเสมือนไม่มีการทำนิติกรรม อันเป็นการเสียเปล่าไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ย่อมถือว่าคู่กรณียังคงอยู่ในฐานะเดิมเหมือนมิได้กระทำนิติกรรมต่อกัน และไม่มีผลให้ พ. มีสิทธิในที่ดินทั้ง 9 แปลงของจำเลย โดยไม่จำต้องให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะอีก ส่วนการที่ผู้ร้องในฐานะผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมของสัญญาประนีประนอมยอมความขึ้นกล่าวอ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องก็ได้ใช้สิทธิดังกล่าวแล้ว เมื่อครั้งที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องงดการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลย และผู้ร้องมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุให้งดการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของจำเลยเนื่องจากสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยกับ พ. เป็นโมฆะ เมื่อผู้ร้องได้ยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้าง ทั้งไม่มีการเพิกถอนรายการจดทะเบียน ผู้ร้องจึงไม่มีเหตุที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลและไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2550 และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2551 ต่อมาจำเลยถึงแก่ความตาย ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของจำเลยเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2561

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยกับนางยุพินรัตน์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่าสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้าน (ที่ถูก นางยุพินรัตน์) ฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2551 เป็นโมฆะ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551 จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนางยุพินรัตน์ โดยจำเลยตกลงจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 30523, 30561, 34451, 34632, 34633, 34634, 34659, 36797 และที่ดินโฉนดเลขที่ 27549 ให้แก่นางยุพินรัตน์ และศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องต่อผู้ร้องขอให้งดการขายทอดตลาดที่ดินมีโฉนด 8 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 30523, 30561, 34451, 34632, 34633, 34634, 34659 และ 36797 ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยองของจำเลยโดยอ้างว่าศาลจังหวัดมีนบุรีได้มีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยโอนที่ดินตามประกาศขายทอดตลาดดังกล่าวให้แก่นางยุพินรัตน์แล้ว จำเลยจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ผู้ร้องนำออกขายทอดตลาด ผู้ร้องสอบสวนแล้วเห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว จึงเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะ กรณีไม่มีเหตุให้งดการขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเป็นคดีนี้ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยกับนางยุพินรัตน์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความทำขึ้นภายหลังเวลาที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นย่อมตกเป็นโมฆะโดยผลของกฎหมาย โดยไม่จำต้องร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะอีกหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนางยุพินรัตน์เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย ภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่กระทำไปโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และ 24 และเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แม้ศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว คำพิพากษาดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพัน เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยกับนางยุพินรัตน์เป็นโมฆะ ถือเสมือนไม่มีการทำนิติกรรม อันเป็นการเสียเปล่าไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ย่อมถือว่าคู่กรณียังคงอยู่ในฐานะเดิมเหมือนมิได้กระทำนิติกรรมต่อกัน และไม่มีผลให้นางยุพินรัตน์มีสิทธิในที่ดินทั้ง 9 แปลงของจำเลย โดยไม่จำต้องให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะอีก ส่วนการที่ผู้ร้องในฐานะผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมของสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องก็ได้ใช้สิทธิดังกล่าวแล้วในครั้งที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องงดการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลย และผู้ร้องมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุให้งดการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของจำเลยเนื่องจากสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยกับนางยุพินรัตน์เป็นโมฆะ เมื่อผู้ร้องได้ยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้าง ทั้งไม่มีการเพิกถอนรายการจดทะเบียน ผู้ร้องจึงไม่มีเหตุที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลและไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาให้ยกคำร้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องเนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 172 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นาย ย. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง พ.
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายฉัตรชัย โชคธีรสวัสดิ์
- นางเพชรน้อย สมะวรรธนะ
ชื่อองค์คณะ
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2951/2566
#693673
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองร่วมกันมียาแก้ไอซึ่งมีส่วนผสมของไดเฟนไฮดรามีนและคลอร์เฟนิรามีน มาลีเอต อันเป็นยาแผนปัจจุบันชนิดยาอันตรายจำพวกฮิสตามีนและแอนติฮิสตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป เพื่อประโยชน์ในทางการค้า โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และขอให้ยึดรถกระบะของกลางที่จำเลยทั้งสองใช้เป็นยานพาหนะไปรับและส่งยาแก้ไอให้แก่ลูกค้า เมื่อคดีมิได้มีการสืบพยานและข้อเท็จจริงตามฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้รถกระบะของกลางไปรับและส่งยาแก้ไอของกลางในลักษณะอย่างไร ทั้งรถกระบะโดยสภาพแล้วก็เป็นยานพาหนะที่บุคคลทั่วไปใช้เป็นยานพาหนะสัญจรตามธรรมดาในชีวิตประจำวัน รถกระบะของกลางจึงมิได้เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือยานพาหนะที่จำเลยสองได้ใช้ในการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง จึงไม่อาจริบรถกระบะของกลาง ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ได้ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างและวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 12, 76, 101, 126 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จําเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จําคุกคนละ 3 ปี จําเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจําคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 10 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 5 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ยาแก้ไอของกลางแม้จะเป็นยาแผนปัจจุบันชนิดยาอันตราย และมีจำนวนมากถึง 1,500 ขวด มีปริมาตรรวม 90 ลิตร แต่โดยสภาพมีคุณสมบัติหรือสรรพคุณใช้สำหรับบรรเทาอาการไอ ทั้งจำเลยทั้งสองได้ให้การรับสารภาพมาโดยตลอดตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา แสดงว่าจำเลยทั้งสองได้รู้สำนึกในการกระทำความผิดของตน ประกอบกับการต้องโทษจำคุกในระยะสั้น นอกจากจะไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยทั้งสองได้เท่าที่ควรแล้ว ยังทำให้จำเลยทั้งสองมีประวัติเสื่อมเสียและอาจได้รับผลกระทบในการประกอบสัมมาอาชีพโดยสุจริตหลังจากพ้นโทษ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองและคุมความประพฤติจำเลยทั้งสองไว้ เพื่อให้พนักงานคุมประพฤติได้คอยช่วยเหลือสอดส่องดูแล แนะนำ หรือตักเตือน ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสองและสังคมมากกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองมานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อให้จำเลยทั้งสองหลาบจำไม่กลับมากระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก เห็นสมควรวางโทษปรับจำเลยทั้งสองอีกสถานหนึ่งด้วย

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองร่วมกันมียาแก้ไอ ซึ่งมีส่วนผสมของไดเฟนไฮดรามีนและคลอร์เฟนิรามีน มาลีเอต อันเป็นยาแผนปัจจุบันชนิดยาอันตรายจำพวกฮิสตามีนและแอนติฮิสตามีน ไว้ในครอบครองเพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป เพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลยทั้งสอง โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และขอให้ยึดรถกระบะของกลางที่จำเลยทั้งสองใช้เป็นยานพาหนะไปรับและส่งยาแก้ไอให้แก่ลูกค้า แต่เมื่อคดีนี้มิได้มีการสืบพยาน จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากคำฟ้องและคำให้การ เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้รถกระบะของกลางไปรับและส่งยาแก้ไอของกลางในลักษณะอย่างไร ทั้งรถกระบะโดยสภาพแล้วก็เป็นยานพาหนะที่บุคคลทั่วไปใช้เป็นยานพาหนะสัญจรตามธรรมดาในชีวิตประจำวัน รถกระบะของกลางจึงมิได้เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง จึงไม่อาจริบรถกระบะของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ได้ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างและวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคนละ 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยทั้งสองคนละ 2,500 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 เดือน และปรับคนละ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง และให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองมีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอที่ให้ริบรถกระบะของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวบุญสิตา เชาว์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ชื่อองค์คณะ
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
วีระพงศ์ สุดาวงศ์
ภัทริกา จุลฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา