คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4171/2566
#696460
เปิดฉบับเต็ม

กฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 17 เมษายน 2563 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 79/1 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 เป็นเรื่องให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานจากสำนักงานประกันสังคม มิใช่กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง การที่จำเลยไม่ได้ออกหนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการตามหนังสือรับรองที่แนบท้ายกฎกระทรวงนี้ ไม่ได้ทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างจากจำเลยตามกฎกระทรวงดังกล่าว

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ให้คำจำกัดความของคำว่า สัญญาจ้าง หมายความว่า สัญญาไม่ว่าเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาระบุชัดเจน หรือเป็นที่เข้าใจโดยปริยายซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกบุคคลหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ ดังนี้ สัญญาจ้างจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ลูกจ้างมีหนี้ที่ต้องทำงานให้แก่นายจ้าง และนายจ้างมีหนี้ที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนในการทำงานของลูกจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้แก่นายจ้าง หรืออีกนัยหนึ่งลูกจ้างมีสิทธิได้ค่าจ้างจากนายจ้างต่อเมื่อลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้าง จำเลยหยุดประกอบกิจการเนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งให้ปิดโรงแรมทั้งจังหวัดเพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ถือได้ว่าจำเลยหยุดประกอบกิจการชั่วคราวด้วยเหตุสุดวิสัย การที่โจทก์ไม่ได้เข้าทำงานให้แก่จำเลยมิใช่เกิดจากคำสั่งหรือความผิดของจำเลย จำเลยย่อมไม่มีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ แต่หากภายหลังเมื่อพ้นระยะเวลาปิดโรงแรมตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว โจทก์กลับเข้าทำงานให้แก่จำเลย จำเลยก็มีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์

ศาลแรงงานภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยและรับฟังข้อเท็จจริงว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 คำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่ 1797/2563 ลงวันที่ 2 เมษายน 2563 ที่กำหนดให้ปิดโรงแรม มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นนั้น มีผลทำให้จำเลยปิดกิจการตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด และจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งฉบับอื่นให้ปิดโรงแรมต่อไปอีกหรือไม่ เพียงใด จำเลยเปิดกิจการตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด โจทก์เข้าทำงานให้แก่จำเลยหรือไม่ หากเข้าทำงาน โจทก์ทำงานตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด อันเป็นข้อเท็จจริงที่จะไปสู่การวินิจฉัยประเด็นว่า จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างในช่วงเวลาดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2562 และปี 2563 เป็นเงิน 1,673,429.41 บาท จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1,027,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 1,176,373.23 บาท ดอกเบี้ยค่าจ้างค้างจ่ายถึงวันฟ้อง 50,787.39 บาท และค่าชดเชย 1,027,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของค่าจ้างค้างจ่าย ดอกเบี้ยค่าจ้างค้างจ่าย และค่าชดเชย รวมเป็นต้นเงิน 2,255,110.62 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชย 9,900 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กันยายน 2563 อันเป็นวันเลิกจ้าง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระค่าจ้างเดือนพฤษภาคม 2563 เป็นเงิน 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระค่าจ้างเดือนมิถุนายน 2563 เป็นเงิน 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2563 จนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าจ้างวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 เป็นเงิน 7,333.40 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำเงิน 17,362.18 บาท มาหักจากค่าจ้างในเดือนกรกฎาคม 2563 เสียก่อน และให้ชำระค่าเช่าบ้าน 280,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา หากจำเลยจะชำระเป็นเงินไทยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครตามอัตราขายเงินดอลลาร์สหรัฐในเวลาที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริงให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกิน 31.15 บาท ตามวันฟ้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรมใช้ชื่อในการประกอบกิจการว่า โรงแรม ส. เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2561 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานตำแหน่งผู้จัดการโรงแรม ได้รับค่าจ้างเดือนละ 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าที่พักเดือนละ 40,000 บาท เมื่อปลายปี 2562 ถึงปัจจุบันมีสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งปิดโรงแรมทั้งจังหวัดตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 มีกำหนด 2 เดือน (คำสั่งดังกล่าวกำหนดให้ปิดโรงแรม ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น) ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญากันตามข้อตกลงแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 โดยโจทก์จะได้รับค่าจ้างเดือนละ 3,300 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2563 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้รายงานเหตุการณ์น้ำท่วมห้องพักให้กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยทราบ ปล่อยปละละเลยให้สินค้าเน่าเสียและเครื่องดื่มหมดอายุ เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการโรงแรมไม่ดูแลจัดการสินค้าที่ใกล้หมดอายุ เป็นการขาดประสิทธิภาพในการทำงาน ทำให้จำเลยขาดความไว้วางใจที่จะให้โจทก์ปฏิบัติงานต่อไป มีเหตุเลิกจ้างโจทก์ได้และไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ แต่จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์โดยคำนวณค่าชดเชยจากฐานเงินเดือนอัตราสุดท้ายเป็นเงิน 9,900 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยไม่ได้จ่ายค่าเช่าบ้านตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 จนถึงวันที่โจทก์ถูกเลิกจ้างในเดือนกันยายน 2563 รวมเป็นเงิน 280,000 บาท จำเลยจึงต้องจ่ายค่าเช่าบ้านดังกล่าวแก่โจทก์ ส่วนค่าจ้างนั้นจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนพฤษภาคมและเดือนมิถุนายน 2563 เดือนละ 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ และจ่ายค่าจ้างสำหรับวันที่ 1 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 เป็นเงิน 7,333.40 ดอลลาร์สหรัฐ โดยนำเงินค่าจ้างที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ 17,362.18 บาท มาหักชำระออกก่อน ส่วนเงินค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้นจำเลยจ่ายแทนโจทก์แล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า จำเลยยังมิได้ออกหนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยเพื่อยื่นขอรับเงินชดเชยจากประกันสังคมของโจทก์ตามข้อ 7 ของกฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ. 2563 โจทก์ไม่อาจรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยจากสำนักงานประกันสังคมได้ จำเลยจึงต้องชำระค่าจ้างเดือนพฤษภาคมและเดือนมิถุนายน 2563 แก่โจทก์ เดือนละ 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนค่าจ้างวันที่ 1 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 จำเลยไม่ได้ไต่สวนพยานให้เห็นว่าโจทก์มาทำงานเพียง 1.5 วัน จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันดังกล่าวด้วย ส่วนค่าชดเชยนั้นโจทก์และจำเลยตกลงกันตามข้อตกลงแนบท้ายสัญญาจ้างงาน ว่าโจทก์จะได้รับค่าจ้างเดือนละ 3,300 ดอลลาร์สหรัฐ จึงต้องคำนวณค่าชดเชยจากฐานเงินเดือนอัตราสุดท้ายตามเอกสารดังกล่าว ที่ศาลแรงงานภาค 8 กำหนดค่าชดเชยให้แก่โจทก์มานั้นชอบแล้ว ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะประเด็นที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนพฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า กฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 17 เมษายน 2563 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 79/1 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ข้อ 2 กำหนดว่า ให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามกฎกระทรวงนี้ และข้อ 4 กำหนดว่า ในกรณีมีเหตุสุดวิสัยถึงขนาดที่นายจ้างต้องหยุดประกอบกิจการไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเป็นการชั่วคราว และลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานไม่สามารถทำงานได้และไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้น ไม่ว่านายจ้างจะหยุดประกอบกิจการเองหรือหยุดประกอบกิจการตามคำสั่งของทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อหรือกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม ให้ลูกจ้างดังกล่าวซึ่งไม่ได้รับค่าจ้างมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ในอัตราร้อยละหกสิบสองของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่นายจ้างหยุดประกอบกิจการ แต่ไม่เกินเก้าสิบวัน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563 หรือตามระยะเวลาที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี คดีนี้แม้ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตในฐานะผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่จังหวัดภูเก็ตโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 35 (1) แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และข้อ 7 (1) ของข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2563 มีคำสั่งให้ปิดโรงแรมทั้งจังหวัดเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตามคำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่ 1797/2563 ลงวันที่ 2 เมษายน 2563 อันถือได้ว่าจำเลยหยุดประกอบกิจการชั่วคราวเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยตามคำสั่งของทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อหรือกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม แต่กฎกระทรวงดังกล่าวเป็นเรื่องให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานจากสำนักงานประกันสังคม มิใช่กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง ดังนี้ การที่จำเลยไม่ได้ออกหนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการตามหนังสือรับรองที่แนบท้ายกฎกระทรวงนี้ ตามความในข้อ 7 ของกฎกระทรวงดังกล่าว จึงไม่ได้ทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างจากจำเลยตามกฎกระทรวงดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์เนื่องจากจำเลยไม่ได้ออกหนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานดังกล่าวให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะนายจ้างให้ชำระค่าจ้างที่ค้างสำหรับเดือนพฤษภาคม 2563 กับเดือนมิถุนายน 2563 และวันที่ 1 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่จ่ายค่าจ้าง จึงต้องพิจารณาว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ให้คำจำกัดความของคำว่า สัญญาจ้าง หมายความว่า สัญญาไม่ว่าเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาระบุชัดเจน หรือเป็นที่เข้าใจโดยปริยายซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกบุคคลหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ ดังนี้ สัญญาจ้างจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ลูกจ้างมีหนี้ที่ต้องทำงานให้แก่นายจ้าง และนายจ้างมีหนี้ที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนในการทำงานของลูกจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้แก่นายจ้าง หรืออีกนัยหนึ่งลูกจ้างมีสิทธิได้ค่าจ้างจากนายจ้างต่อเมื่อลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้าง จำเลยหยุดประกอบกิจการเนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งให้ปิดโรงแรมทั้งจังหวัดเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ถือได้ว่าจำเลยหยุดประกอบกิจการชั่วคราวด้วยเหตุสุดวิสัย การที่โจทก์ไม่ได้เข้าทำงานให้แก่จำเลยตามสัญญาจ้างแรงงานมิใช่เกิดจากคำสั่งหรือความผิดของจำเลย แต่เกิดจากคำสั่งของทางราชการอันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย จำเลยย่อมไม่มีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ แต่หากภายหลังเมื่อพ้นระยะเวลาปิดโรงแรมตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว โจทก์กลับเข้าทำงานให้แก่จำเลย จำเลยก็มีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ แต่ศาลแรงงานภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยและรับฟังข้อเท็จจริงว่าในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 คำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่ 1797/2563 ลงวันที่ 2 เมษายน 2563 ที่กำหนดให้ปิดโรงแรม มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นนั้น มีผลให้จำเลยปิดกิจการตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด และจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งฉบับอื่นให้ปิดโรงแรมต่อไปอีกหรือไม่ เพียงใด จำเลยเปิดกิจการตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด และโจทก์เข้าทำงานให้แก่จำเลยหรือไม่ หากเข้าทำงาน โจทก์เข้าทำงานตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด อันเป็นข้อเท็จจริงที่จะไปสู่การวินิจฉัยประเด็นว่าจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างที่ค้างในช่วงเวลาดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ข) และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 8 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเฉพาะที่ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 คำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่ 1797/2563 ให้ปิดโรงแรม มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นนั้น มีผลให้จำเลยปิดโรงแรมตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด และจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งฉบับอื่นให้ปิดโรงแรมต่อไปอีกหรือไม่ เพียงใด จำเลยเปิดกิจการตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด และโจทก์เข้าทำงานให้แก่จำเลยหรือไม่ หากเข้าทำงาน โจทก์เข้าทำงานตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีในประเด็นว่าจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างที่ค้างสำหรับเดือนพฤษภาคม 2563 กับเดือนมิถุนายน 2563 และวันที่ 1 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (3) ข ม. 252
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 57/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 79/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น.
จำเลย — บริษัท ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นายณัฐสันต์ บุญยัง
- นายสมเกียรติ คูวัธนไพศาล
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4129/2566
#697168
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 177 เป็นเรื่องที่ผู้กระทำความผิดนำเอาความอันเป็นเท็จไปเบิกความต่อศาลในคดีใดคดีหนึ่งซึ่งความเท็จนั้นต้องเป็นข้อสำคัญแก่คดีที่เข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาลนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เบิกความอันเป็นเท็จไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1554/ 2562 ของศาลชั้นต้น แล้วจำเลยที่ 3 นำคําเบิกความที่จำเลยที่ 1 เคยเบิกความอันเป็นเท็จอันเป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าว ไปยื่นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.242/2563 ของศาลชั้นต้น โดยจำเลยที่ 1 ไม่เคยเข้าเบิกความรับรองยืนยันข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด จึงถือว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 177 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงชั้นไต่สวนมูลฟ้องรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2557 โจทก์กู้เงิน 12,000,000 บาท จากจำเลยที่ 3 จึงนำที่ดินรวม 5 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนองเป็นประกันและรับเงินกู้นั้นไป มีโจทก์ลงชื่อเป็นผู้จำนอง และจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้รับจำนองมีข้อความต่อท้ายว่า แทนตามหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 26 กันยายน 2557 โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินที่ดำเนินการจดทะเบียนจำนองรายนี้ ตามหนังสือสัญญาจำนองรวมห้าโฉนด เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 จำเลยที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งให้โจทก์ชำระหนี้และบังคับจำนองเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ. 552/2560 หมายเลขแดงที่ ผบ. 2349/2560 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาบังคับให้โจทก์ชำระหนี้และบังคับจำนอง จากนั้นวันที่ 12 ธันวาคม 2561 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3780/2561 หมายเลขแดงที่ อ.492/2561 ต่อศาลชั้นต้น กล่าวหาว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จว่า จำเลยที่ 3 เบิกความในคดีแพ่งดังกล่าวเป็นเท็จเพราะจำเลยที่ 3 มิได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนรับจำนองที่ดินแทน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1339/2562 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนรับจำนองที่ดินแทนจริง คำเบิกความของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวไม่เป็นเท็จ หลังจากอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้ว เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2562 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1554/2562 หมายเลขแดงที่ อ.1969/2562 ต่อศาลชั้นต้นกล่าวหาว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานแสดงพยานหลักฐานเท็จในการพิจารณาคดีแพ่งนั้นว่า การที่จำเลยที่ 3 อ้างหนังสือสัญญาจำนองที่ดินรวมห้าโฉนดดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.2349/2560 นั้น เอกสารดังกล่าวในส่วนข้อความที่ระบุว่า จำเลยที่ 2 ลงนามแทนจำเลยที่ 3 นั้นเป็นเท็จ ซึ่งศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า การกระทำตามฟ้องนั้นเป็นการกระทำกรรมเดียวกับการกระทำของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3780/2561 หมายเลขแดงที่ อ.492/2561 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดให้ยกฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) นอกจากนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นจำเลยในคดีอาญาอีกหลายคดี จนจำเลยที่ 3 ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.242/2563 หมายเลขแดงที่ อ.238/2565 ต่อศาลชั้นต้นกล่าวหาว่าโจทก์กระทำความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความอันเป็นเท็จเพราะโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3780/2561 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1529/2562 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1554/2562 ต่อศาลชั้นต้นอันเป็นเท็จและเบิกความอันเป็นเท็จในการไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3780/2561 ว่า โจทก์ไม่ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินแก่จำเลยที่ 3 เพราะจำเลยที่ 3 ไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนรับจำนองแทนโดยในการพิจารณาคดีนี้ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าเบิกความเป็นพยานยืนยันว่าจำเลยที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนรับจำนองที่ดินจากโจทก์ตามหนังสือสัญญาจำนองจริง และจำเลยที่ 3 อ้างส่งคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่เบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1554/2562 ของศาลชั้นต้นเป็นพยานเอกสารต่อศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนรับจำนองที่ดินจากโจทก์จริงและจำเลยที่ 2 ได้มอบหนังสือมอบอำนาจให้แก่เจ้าพนักงานที่ดินในวันจดทะเบียนแล้ว การจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1581/2563 หมายเลขแดงที่ อ.1971/2563 ต่อศาลชั้นต้นกล่าวหาว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จเพราะการที่จำเลยที่ 3 เบิกความเป็นพยานในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.242/2563 นั้นเป็นความเท็จเนื่องจากจำเลยที่ 3 ไม่เคยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนรับจำนองแทน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 3 ว่าเบิกความอันเป็นเท็จในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.2349/2560 ของศาลชั้นต้นในมูลเหตุดังกล่าว และศาลวินิจฉัยว่า คำเบิกความของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นเท็จและคดีถึงที่สุดแล้ว การที่จำเลยที่ 3 เบิกความในคดีนี้ไปตามข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงขาดเจตนาในการกระทำความผิด ฟ้องโจทก์จึงไม่มีมูล ให้ยกฟ้อง แล้วโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามเบิกความอันเป็นเท็จในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.242/2562 ของศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าการที่จำเลยที่ 1 เบิกความอันเป็นเท็จไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1554/2562 ของศาลชั้นต้น ต่อมาจำเลยที่ 3 นำข้อความ (ที่ถูกคำเบิกความ) ที่จำเลยที่ 1 เบิกความอันเป็นเท็จดังกล่าวไปยื่นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.242/2563 ของศาลชั้นต้น อันเป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าวนั้นเป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ต้องเป็นเรื่องที่ผู้กระทำความผิดนำเอาความอันเป็นเท็จไปเบิกความต่อศาลในคดีใดคดีหนึ่งซึ่งความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญแก่คดีที่เข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาลนั้น ดังนี้ การที่จำเลยที่ 3 เพียงนำสำเนาคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ในคดีอื่นมาอ้างส่งเป็นพยานเอกสารต่อศาลชั้นต้นเช่นนี้โดยจำเลยที่ 1 ไม่เคยเข้าเบิกความรับรองยืนยันข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใดจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ถือว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดมาโดยครบถ้วนไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการต่อมาว่า คดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีมูลความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 3 นั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่าหลังจากจำเลยที่ 3 ยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.2349/2560 ของศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 3 กล่าวหาว่าการที่จำเลยที่ 3 เบิกความยืนยันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.2349/2560 ดังกล่าวว่า จำเลยที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปรับจดทะเบียนจำนองที่ดินของโจทก์แทนเป็นการเบิกความอันเป็นเท็จ และแสดงพยานหลักฐานหนังสือสัญญาจำนองรวมห้าโฉนดเป็นเท็จ เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3780/2561 หมายเลขแดงที่ อ.492/2562 กับคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1554/2562 หมายเลขแดงที่ อ.1969/2562 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลทั้งสองคดีฟังข้อเท็จจริงยุติตรงกันว่า จำเลยที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปรับจดทะเบียนจำนองที่ดินของโจทก์ตามหนังสือสัญญาจำนองรวมห้าโฉนดจริง นอกจากนี้ในคดีอาญาที่จำเลยที่ 3 ฟ้องโจทก์ฐานฟ้องเท็จและเบิกความอันเป็นเท็จตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.242/2563 หมายเลขแดงที่ อ.238/2565 ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงยุติว่า จำเลยที่ 3 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนรับจำนองที่ดินจากโจทก์จริง ดังนี้ คำพิพากษาย่อมมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนคดีนี้โจทก์เคยรื้อร้องฟ้องจำเลยที่ 3 ในมูลคดีเรื่องเดียวกัน กล่าวหาว่าจำเลยที่ 3 เบิกความอันเป็นเท็จในมูลคดีเรื่องเดียวกันนี้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.242/2563 ของศาลชั้นต้น เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1581/2563 หมายเลขแดงที่ อ.1971/2563 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 967/2564 ว่า การที่จำเลยที่ 3 เบิกความเป็นพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.242/2563 การที่ยืนยันในข้อเท็จจริงและสาระสำคัญในทำนองเดียวกับคำเบิกความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.2349/2560 ของศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า คำเบิกความของจำเลยที่ 3 ที่ว่าได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปรับจดทะเบียนจำนองที่ดินของโจทก์แทนดังกล่าวนั้น มิใช่ความเท็จ การที่จำเลยที่ 3 เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงนั้นจึงเป็นการกระทำที่ขาดเจตนากระทำความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จ ฟ้องโจทก์จึงไม่มีมูล ดังนี้ แม้คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องว่าจำเลยที่ 3 เบิกความอันเป็นเท็จในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.242/2563 ของศาลชั้นต้นในชั้นพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 แม้ต่างวาระกันก็ตาม แต่จำเลยที่ 3 คงเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงและสาระสำคัญเช่นเดียวกับที่เบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์ไม่อาจรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นและมูลคดีเดียวกันได้อีก ดังวินิจฉัยมาข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ไม่มีมูลนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์กล่าวสรุปฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เบิกความอันเป็นเท็จในชั้นพิจารณาคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.242/2563 ของศาลชั้นต้นในสาระสำคัญว่าหนังสือมอบอำนาจทำขึ้นที่บ้านของจำเลยที่ 3 มีพยานลงลายมือชื่อ 2 คน และจำเลยที่ 2 มอบหนังสือมอบอำนาจนั้นให้เจ้าพนักงานที่ดินที่ได้ตรวจสอบแล้วประทับตราด้านหลังให้โจทก์กับจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่ออันเป็นความเท็จ เพราะจำเลยที่ 3 มิได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 มารับจำนองแทนแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ในข้อนี้โจทก์อ้างส่งหนังสือสัญญาจำนองที่ดินรวมห้าโฉนดเป็นหลักฐานพยานโจทก์ซึ่งเอกสารดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงในสาระสำคัญว่าโจทก์ตกลงจำนองที่ดินดังกล่าวเพื่อเป็นประกันเงินกู้ 12,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยถือเอาหนังสือสัญญาจำนองดังกล่าวเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินและโจทก์รับเงินกู้ไปเป็นแคชเชียร์เช็คกับเงินสดบางส่วนไปในวันนั้น โจทก์จึงลงชื่อเป็นผู้จำนองและจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้รับจำนองแทนตามหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 26 กันยายน 2557 ดังนี้ หนังสือสัญญาจำนองดังกล่าวเป็นเอกสารราชการที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่โดยโจทก์ไม่เคยโต้แย้งเกี่ยวกับความถูกต้องของหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวในขณะจดทะเบียนจำนองที่ดินมาก่อน ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงจากสำเนาคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1554/2562 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นพิเศษเพราะเป็นการจำนองเป็นประกันหนี้กู้ยืมเงินจำนวนสูง หากไม่มีหนังสือมอบอำนาจนั้นก็ไม่สามารถจดทะเบียนจำนองได้ ซึ่งคำเบิกความดังกล่าวสมเหตุสมผล ไม่มีข้อพิรุธสงสัย ฉะนั้นลำพังแต่คำเบิกความของโจทก์ชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าจำเลยที่ 3 ไม่เคยทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 รับจดทะเบียนจำนองแทนโดยไม่มีหลักฐานอื่นมายืนยันสนับสนุนเช่นนั้นนับว่าขัดแย้งกับเอกสารราชการดังกล่าว จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 รับจดทะเบียนที่ดินของโจทก์แทนจริง ดังนี้ การที่จำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงและสาระสำคัญดังกล่าวในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.242/2563 นั้น จึงไม่เป็นการเบิกความอันเป็นเท็จ ฟ้องโจทก์จึงไม่มีมูลสำหรับจำเลยที่ 2 สำหรับที่โจทก์อ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงที่ไม่แน่ชัดว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวสูญหายไปเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ไม่เป็นข้อสาระสำคัญที่สมควรวินิจฉัยให้เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่าฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีมูลนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — นาง ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายสงกรานต์ โภคสุทธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายไพบูลย์ ชูเกียรติศิริ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย เงารุ่งเรือง
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
โสภณ พรหมสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4117/2566
#697164
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องจะได้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งความคืบหน้าของคดีที่ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้ไปยังภูมิลำเนาหรือสำนักงานทำการใหม่ คือ เลขที่ 124 ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยของกรรมการและที่ตั้งของผู้ร้องตามหนังสือรับรองก็ตาม แต่ในคำร้องดังกล่าวผู้ร้องระบุอ้างแต่เพียงว่ามีเหตุขัดข้องในการแจ้งให้ผู้ร้องทราบผลคดี ทำให้ทราบในระยะเวลากระชั้นชิดเท่านั้น มิได้ประสงค์ที่จะให้ที่อยู่ที่แจ้งใหม่เป็นภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานเพียงแห่งเดียวของผู้ร้องแต่อย่างใด กรณีจึงยังต้องถือว่า อาคารเลขที่ 13/47 เป็นภูมิลำเนาอีกแห่งหนึ่งของผู้ร้องตาม ป.พ.พ.มาตรา 69 การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศขายทอดตลาดใหม่ครั้งที่ 2 ให้แก่ผู้ร้องที่อาคารเลขที่ 13/47 ดังกล่าวโดยวิธีปิดหมาย จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ริบเงินมัดจำ ศาลชั้นต้นเห็นว่ากรณีมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องของผู้ร้องไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า จึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินหรือหลักประกันเพื่อประกันความเสียหาย ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ศาลชั้นต้นจึงยกคำร้อง คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ.มาตรา 296 วรรคห้า (เดิม) แต่ผู้ร้องกลับอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นทั้ง ๆ ที่คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุดแล้ว ซึ่งที่สุดแล้วศาลฎีกาได้มีคำสั่งไม่รับฎีกาและพิพากษายกฎีกา หลังจากนั้นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดใหม่ครั้งที่ 2 นัดวันที่ 20 ตุลาคม 2559 อีก แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน และศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกาและไม่รับฎีกาของผู้ร้อง พฤติการณ์ของผู้ร้องที่ดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าว เป็นเหตุให้บริษัท ค. ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดใหม่ครั้งที่ 2 ต้องขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไป และไม่อาจนำเงินที่เหลือมาวางชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงทำให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่สามารถจ่ายเงินให้แก่โจทก์ได้ ดังนี้ ถือเป็นการประวิงให้ชักช้าโดยไม่มีมูลมีผลให้การขายทอดตลาดไม่เสร็จสิ้น และผู้ซื้อทรัพย์รายใหม่ไม่อาจชำระราคาทรัพย์พิพาทอันเป็นผลมาจากการกระทำของผู้ร้อง หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตไม่ และเมื่อก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้ร้องจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยออกขายทอดตลาด รวม 70 แปลง โดยเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2556 ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 206,660,000 บาท วันดังกล่าวผู้ร้องในฐานะผู้ซื้อทำสัญญาซื้อขายไว้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีและได้วางเงินมัดจำ 3,000,000 บาท ส่วนที่เหลือผู้ร้องจะต้องชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญาซื้อขาย แต่ก่อนครบกำหนดเวลาชำระเงิน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาต แต่ก่อนที่ผู้ร้องจะชำระเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือ จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินส่วนที่เหลือไปจนกว่าศาลจะพิจารณาคดีดังกล่าวถึงที่สุด เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาต ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอทราบความคืบหน้าของคดีดังกล่าวพร้อมทั้งขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งความคืบหน้าของคดีไปยังที่ทำการของผู้ร้องตามที่อยู่ใหม่ ในวันดังกล่าวเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ผู้ร้องทราบว่า ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องในฐานะผู้ซื้อทรัพย์นำเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือมาชำระและพ้นกำหนดชำระแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีคำสั่งริบเงินมัดจำ 3,000,000 บาท ของผู้ร้อง เนื่องจากผู้ร้องผิดสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ริบเงินมัดจำดังกล่าวของผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านและขอให้ผู้ร้องวางเงินหรือหาหลักประกันวางต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินประกันความเสียหาย 10,000,000 บาท ผู้ร้องไม่วางเงินประกันหรือหาหลักประกันมาวางต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้อง ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาของผู้ร้อง โดยให้เหตุผลสรุปว่า เมื่อผู้ซื้อทรัพย์ไม่วางเงินหรือหาหลักประกันมาวางต่อศาลภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง คำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า (เดิม) ผู้ซื้อทรัพย์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อไปอีก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์ ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์คำสั่งแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ซื้อทรัพย์ เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยใหม่ในนัดวันที่ 20 ตุลาคม 2559 บริษัท ค. ประมูลซื้อทรัพย์ของจำเลยได้ในราคา 233,000,000 บาท เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าว โจทก์ จำเลย และผู้ซื้อทรัพย์ต่างยื่นคำคัดค้าน วันที่ 30 มกราคม 2560 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินหรือหาหลักประกันมาวางต่อศาล 11,665,000 บาท ผู้ร้องนำเงินมาวางต่อศาลแล้ว ต่อมาวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเพราะผู้ร้องมิใช่ผู้เสียหายจากการขายทอดตลาด

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2560 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคท้าย (เดิม) หรือมาตรา 295 วรรคท้าย (ใหม่) เป็นคดีนี้ โดยอ้างว่าการกระทำของผู้ร้องข้างต้นเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์พิพาทกับจำเลยเป็นเวลาประมาณ 17 ปี และอยู่ในชั้นบังคับคดีถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 7 ปี โดยผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ริบเงินมัดจำของผู้ร้อง ใช้เวลาพิจารณาประมาณ 3 ปี แล้วผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดครั้งใหม่อีกซึ่งนับถึงวันที่โจทก์ยื่นคำร้องนี้ใช้เวลา 1 ปีเศษแล้ว แต่รับเงินไม่ได้เพราะผู้ร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดโดยไม่มีมูลและประวิงคดี โจทก์ต้องจ้างทนายความและเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงิน 255,809 บาท ผู้ซื้อทรัพย์นำเงินมาชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้เพราะผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าว ทำให้ต้องขอขยายระยะเวลาวางเงินและเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอนุญาตจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ทั้งที่ผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธิขอขยายระยะเวลาวางเงินครั้งสุดท้ายอีก 3 เดือน ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 และโจทก์มีสิทธิได้รับเงินจากเจ้าพนักงานบังคับคดีนับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไป โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลฎีกาจนถึงวันขายทอดตลาดใหม่ รวมแล้วเป็นเงิน 216,165,905.48 บาท โจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้เงินจำนวนดังกล่าว จึงขอคิดค่าเสียหายโดยให้ผู้ร้องชดใช้เป็นดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 216,165,905.48 บาท นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันยื่นคำร้องนี้ (วันที่ 4 ธันวาคม 2560) เป็นเวลา 10 เดือน คิดเป็นเงิน 13,510,369 บาท เมื่อรวมกับค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแล้วเป็นเงิน 13,766,178 บาท ขอให้บังคับผู้ร้องชดใช้เงิน 13,766,178 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 255,809 บาท และต้นเงิน 216,165,905.48 บาท นับแต่วันยื่นคำร้องนี้ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องชดใช้เงิน 13,736,178 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 225,809 บาท และต้นเงิน 216,165,905.48 บาท นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ผู้ร้อง ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 10,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เกินมา 200 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยรวม 70 แปลง เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2556 ผู้ร้องซื้อทรัพย์ของจำเลยจากการขายทอดตลาดในราคา 206,660,000 บาท ผู้ร้องวางเงินมัดจำค่าซื้อทรัพย์จำนวน 3,000,000 บาท ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมามีการขยายเวลาวางเงินแต่ผู้ร้องไม่ชำระเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือตามกำหนด วันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งริบเงินมัดจำ 3,000,000 บาท ดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ริบเงินมัดจำ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินประกันความเสียหายจำนวน 10,000,000 บาท แต่ผู้ร้องไม่นำเงินประกันหรือหาหลักประกันมาวางต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องยื่นฎีกา ศาลฎีกาไม่รับฎีกาและพิพากษายกฎีกา เจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาดใหม่เป็นครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2559 บริษัท ค. ประมูลซื้อได้ในราคา 233,000,000 บาท วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษายืน ผู้ร้องขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การยื่นคำร้องของผู้ร้องลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ขอเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยใหม่ ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2559 นั้น ไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดีให้ชักช้าหรือไม่ และโจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์ของจำเลยจากการขายทอดตลาดครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2556 ในราคา 206,660,000 บาท โดยวางเงินมัดจำค่าซื้อทรัพย์ 3,000,000 บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ต่อมาผู้ร้องไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงริบเงินมัดจำดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ริบเงินมัดจำ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่ากรณีมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องของผู้ร้องไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้าจึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินหรือหลักประกันเพื่อประกันความเสียหาย 10,000,00 บาท แต่ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ศาลชั้นต้นจึงยกคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า (เดิม) ผู้ร้องไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อไปอีก ดังนั้น คดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงถึงที่สุดแล้ว ส่วนการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทใหม่ครั้งที่ 2 ของเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ก็ได้ความตามสำเนารายงานประกอบการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาด นัดที่ 1 ในวันที่ 18 สิงหาคม 2559 แต่งดการขายเพราะประกาศไม่ครบเวลา นัดที่ 2 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2559 งดการขายเพราะไม่มีผู้เข้าสู้ราคา นัดที่ 3 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2559 มีผู้เสนอราคาสูงสุด 143,660,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งงดการขาย นัดที่ 4 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2559 บริษัท ค. เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้ในราคา 233,000,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ขาย จึงเห็นได้ว่า ในการประกาศขายทอดตลาดใหม่ครั้งที่ 2 นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดนัดถึง 4 นัด ทอดระยะเวลาถึง 2 เดือนเศษ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามาดูแลการขายทอดตลาดทุกครั้งโดยไม่มีผู้ใดคัดค้านว่ากระบวนการขายทอดตลาดไม่ชอบ คงมีเพียงผู้ร้องที่ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด โดยอ้างว่าผู้ร้องไม่ได้รับหมายแจ้งการประกาศขายทอดตลาดใหม่ครั้งที่ 2 เพราะเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งหมายให้ผู้ร้องตามที่อยู่ใหม่ที่ผู้ร้องได้แจ้งไว้จึงทำให้ผู้ร้องถูกตัดสิทธิในการเข้าร่วมประมูลซื้อทรัพย์นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ใหม่ครั้งที่ 2 ดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่ผู้ร้องที่อาคารเลขที่ 13/47 โดยวิธีปิดหมาย แม้ผู้ร้องจะได้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งความคืบหน้าของคดีที่ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้ไปยังภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานใหม่ คือ เลขที่ 124 หมู่บ้านเลคไซด์วิลล่า 2 ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยของกรรมการและที่ตั้งของผู้ร้องตามหนังสือรับรองก็ตาม แต่ในคำร้องดังกล่าวผู้ร้องระบุอ้างแต่เพียงว่ามีเหตุขัดข้องในการแจ้งให้ผู้ร้องทราบผลคดี ทำให้ทราบในระยะเวลากระชั้นชิดเท่านั้น โดยมิได้ประสงค์ที่จะให้ที่อยู่ที่แจ้งใหม่ดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานเพียงแห่งเดียวของผู้ร้องแต่อย่างใด กรณีจึงยังต้องถือว่าอาคารเลขที่ 13/47 เป็นภูมิลำเนาอีกแห่งหนึ่งของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 69 การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศขายทอดตลาดใหม่ครั้งที่ 2 ให้แก่ผู้ร้องที่อาคารเลขที่ 13/47 ดังกล่าวโดยวิธีปิดหมาย จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องจึงไม่อาจรับฟังได้ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า ราคาทรัพย์ที่ประมูลได้ 233,000,000 บาท มีราคาต่ำ หากผู้ร้องได้มีโอกาสเข้าร่วมประมูลและนำมาพัฒนาแล้วจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 800,000,000 บาท นั้น ผู้ร้องเพียงกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ประกอบกับโจทก์และจำเลยไม่คัดค้านราคา ทั้งราคาที่ประมูลซื้อทรัพย์ได้ในครั้งที่ 2 สูงกว่าราคาที่ผู้ร้องเคยประมูลได้ในครั้งแรก คำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจึงไม่มีมูล นอกจากนี้ คดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ริบมัดจำเพราะผู้ร้องไม่วางเงินค่าซื้อทรัพย์ในการขายทอดตลาดครั้งก่อนภายในกำหนดและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง เนื่องจากผู้ร้องไม่วางประกันในชั้นไต่สวนนั้น ผู้ร้องกลับอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นทั้ง ๆ ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า (เดิม) บัญญัติว่า คำสั่งศาลชั้นต้นให้เป็นที่สุด และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ผู้ร้องก็ยังยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์อีก ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง แต่ผู้ร้องกลับไม่ยุติการดำเนินคดีเพียงเท่านี้ ผู้ร้องยังคงยื่นฎีกาต่อไปอีกซึ่งที่สุดแล้วศาลฎีกาได้มีคำสั่งไม่รับฎีกาและพิพากษายกฎีกา โดยวินิจฉัยว่า เมื่อผู้ซื้อทรัพย์ไม่วางเงินหรือหาหลักประกันมาวางต่อศาลภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง คำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น หลังจากนั้นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดใหม่ครั้งที่ 2 อีก แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่า กรณีที่บุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดนั้น ต้องได้ความว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ซึ่งต้องเสียหายเพราะเหตุแห่งการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง (เดิม) ด้วย แม้ว่าผู้ร้องจะเป็นบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีในการขายทอดตลาดครั้งเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปแล้วเนื่องจากผู้ร้องไม่วางเงินประกันตามคำสั่งศาลก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องไม่ได้รับความเสียหายจากกระบวนการขายทอดตลาดใหม่ครั้งที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ต่อมาเมื่อผู้ร้องขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา และไม่รับฎีกาของผู้ร้อง เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของผู้ร้องที่ดำเนินกระบวนพิจารณามาทั้งหมดโดยเฉพาะการร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดใหม่ครั้งที่ 2 เป็นเหตุให้บริษัท ค. ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดใหม่ครั้งที่ 2 ต้องขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปและไม่อาจนำเงินที่เหลือมาวางชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงทำให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่สามารถจ่ายเงินให้แก่โจทก์ได้ ดังนี้ ถือเป็นการประวิงให้ชักช้าโดยไม่มีมูลมีผลให้การขายทอดตลาดไม่เสร็จสิ้น และผู้ซื้อทรัพย์รายใหม่ไม่อาจชำระราคาทรัพย์พิพาทอันเป็นผลมาจากการกระทำของผู้ร้อง หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตไม่ และเมื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้ร้องต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของความเสียหายนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์ต้องได้รับจากจำเลยถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ขายทอดตลาดทรัพย์ได้ เป็นเงิน 216,165,905.48 บาท โจทก์ยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทน คือ ดอกเบี้ยจากค่าขาดประโยชน์ที่ควรได้รับหากได้รับชำระหนี้ตามเวลาเริ่มแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิรับเงินจากเจ้าพนักงานบังคับคดีหากผู้ร้องไม่ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดคำนวณดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 216,165,905.48 บาท จนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2560 อันเป็นวันยื่นคำร้อง เป็นเวลา 10 เดือน คำนวณได้ 13,510,369 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันยื่นคำร้อง นั้น โจทก์เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเป็นดอกเบี้ย แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า หากได้รับชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว โจทก์จะได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์หรือเงินฝากประจำที่ธนาคารพาณิชย์จ่ายให้แก่โจทก์ในอัตราเท่าใด อย่างไร แต่เมื่อคำนึงถึงความเสียหายที่โจทก์ได้รับประกอบทางได้เสียของโจทก์ สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงการแก้ไขเรื่องอัตราดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 แล้ว เห็นควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ให้โจทก์ 10,000,000 บาท ส่วนที่โจทก์ขอค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันยื่นคำร้องนั้น โจทก์นำสืบใบเสร็จรับจ่ายเงิน แต่บางรายการเป็นค่าใช้จ่ายแบบเหมารวม เช่น ค่าเช่ารถ จึงเห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ให้โจทก์ 100,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทน 10,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดมิใช่เป็นการยื่นคำร้องโดยไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ผู้ร้องไม่จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดังนี้ เมื่อการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ผู้ร้องชำระเงินให้โจทก์ 10,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้อง (ยื่นคำร้องวันที่ 4 ธันวาคม 2560) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หากมีพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 69
ป.วิ.พ. ม. 295 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
ผู้ร้อง — บริษัท ม.
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวสมชนก เกษมบุญชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวนิตยา วัฒนะชีวะกุล
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
วิชัย ช้างหัวหน้า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4111/2566
#696462
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177 บัญญัติว่า "ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ต้องระวางโทษ..." เห็นได้ว่า การที่จะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จนั้น นอกจากต้องได้ความว่า บุคคลที่ถูกฟ้องเข้าเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลแล้ว ยังต้องได้ความด้วยว่าความเท็จที่เบิกความนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ได้ความจากโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองเบิกความเท็จต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2280/2562 ว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นตัวแทน ฉ. และไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ แต่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ในคดีแพ่งดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์และขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงพิพากษาเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกอุทธรณ์ของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่และมีคำสั่งตามรูปคดี ดังนั้นเมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำเบิกความและเข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2280/2562 ซึ่งโจทก์นำมาเป็นมูลเหตุในการฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562 หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 แล้ว อันมีผลให้ศาลอุทธรณ์ ภาค 5 พิพากษาเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป ซึ่งรวมทั้งคำเบิกความเป็นพยานของจำเลยทั้งสอง และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยยื่นคำเบิกความและเข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมาก่อนเลย จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า คำเบิกความของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดีอันจะมีมูลเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177 หรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามทางไต่สวนมูลฟ้องได้ความว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 โจทก์ยื่นฟ้องนายเฉลิม กับจำเลยทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ให้รับผิดชำระค่านายหน้าแก่โจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2280/2562 ของศาลชั้นต้น นายเฉลิมและจำเลยทั้งสองให้การว่า นายเฉลิมไม่เคยแต่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นตัวแทน และจำเลยทั้งสองไม่ได้แต่งตั้งโจทก์เป็นนายหน้าในการขายที่ดิน โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการชี้ช่องให้ผู้ซื้อทำสัญญาซื้อขายที่ดินของนายเฉลิม ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทรวม 3 ประเด็นว่า นายเฉลิมตั้งหรือเชิดจำเลยทั้งสองให้เป็นตัวแทนในการขายที่ดินพิพาทหรือไม่ สัญญานายหน้าระหว่างโจทก์กับนายเฉลิมเกิดขึ้นหรือไม่ และโจทก์ได้ชี้ช่องหรือจัดการให้ผู้ซื้อที่ดินทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับนายเฉลิมหรือไม่ ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562 จำเลยทั้งสองเบิกความเป็นพยานในคดีดังกล่าวว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นตัวแทนในการขายที่ดินของนายเฉลิมและมิได้แต่งตั้งโจทก์เป็นนายหน้าในการขายที่ดิน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า นายเฉลิมเชิดจำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนหรือรู้แล้วยินยอมให้จำเลยทั้งสองเชิดตนเองแสดงออกเป็นตัวแทนของนายเฉลิมในการตกลงซื้อขายที่ดินทั้งเจ็ดแปลง จึงถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนของนายเฉลิม ซึ่งนายเฉลิมในฐานะตัวการย่อมต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์ตามข้อตกลง ส่วนจำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนเชิดไม่ต้องรับผิด คดีรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของนายเฉลิมยอมให้โจทก์เป็นนายหน้าในการขายที่ดินของนายเฉลิมโดยมีข้อตกลงให้บำเหน็จแก่โจทก์จริง แต่โจทก์กล่าวอ้างลอย ๆ ว่า โจทก์ได้ชี้ช่องหรือจัดการให้ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงซื้อขายที่ดินกันแล้ว และข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของนายเฉลิมและจำเลยทั้งสองว่า มีการยกเลิกการติดต่อซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นนายหน้ากับจำเลยที่ 2 ที่กระทำแทนนายเฉลิมเจ้าของที่ดินแล้ว การซื้อขายที่ดินเกิดจากการติดต่อระหว่างผู้ซื้อกับนายเฉลิมในภายหลัง จึงไม่อาจถือได้ว่าการซื้อขายที่ดินได้ทำสำเร็จเนื่องแต่ผลแห่งการที่โจทก์ซึ่งเป็นนายหน้าได้ชี้ช่อง โจทก์มิได้เป็นผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้ผู้ซื้อทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับนายเฉลิมแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จนายหน้าจากนายเฉลิม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์มีมูลเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ต้องระวางโทษ..." เห็นได้ว่า การที่จะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จนั้น นอกจากต้องได้ความว่า บุคคลที่ถูกฟ้องเข้าเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลแล้ว ยังต้องได้ความด้วยว่าความเท็จที่เบิกความนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ได้ความจากโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2280/2562 ว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นตัวแทนของนายเฉลิม และไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ แต่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน ประกอบคำร้องในชั้นขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล คำฟ้องคดีล้มละลาย ประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คำแก้อุทธรณ์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คำแถลงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ไม่ขอเข้าว่าคดีแทน และรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 มีนาคม 2565 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2280/2562 ของศาลชั้นต้นว่า ในคดีแพ่งดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์และขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงพิพากษาเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกอุทธรณ์ของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วมีคำสั่งตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำเบิกความและเข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2280/2562 ซึ่งโจทก์นำมาเป็นมูลเหตุในการฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562 หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 แล้ว อันมีผลให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป ซึ่งรวมทั้งคำเบิกความเป็นพยานของจำเลยทั้งสอง และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยยื่นคำเบิกความและเข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมาก่อนเลย จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า คำเบิกความของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดีอันจะมีมูลเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก หรือไม่ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล และพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พ.
จำเลย — นาง ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางปานพิมพ์ มงคลชลสวัสดิ์ เข็มทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวยุภา พรหมดวง
ชื่อองค์คณะ
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปรีชา เชิดชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4105/2566
#696459
เปิดฉบับเต็ม

ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่ตัดรอนอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเรียกว่าภารยทรัพย์ ในอันที่ต้องยอมรับกรรมบางอย่างด้วยการงดเว้นการใช้สิทธิในทรัพย์สินของตนเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นที่เรียกว่าสามยทรัพย์ จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เดิมที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 243749 ตกอยู่ภายใต้บังคับภาระจำยอม เรื่อง ทางเดิน ทางรถยนต์ ทางสาธารณูปโภคใด ๆ แก่ที่ดินของจําเลยโฉนดเลขที่ 1003 เมื่อโจทก์รวมที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 10516, 10517, 243749 และ 158942 เป็นแปลงเดียวกันเป็นโฉนดเลขที่ 10516 ภาระจำยอมที่ยังคงอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 10516 ฉบับใหม่จึงมีอยู่เฉพาะในที่ดินส่วนที่เคยเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 243749 เดิมเท่านั้น การรวมโฉนดที่ดินหลายแปลงเป็นโฉนดเดียว มิได้มีผลทำให้ภาระจำยอมเดิมในโฉนดที่ดินแปลงหนึ่งแปลงใดได้กระจายไปอยู่ในทุกส่วนของโฉนดที่ดินฉบับใหม่ด้วย ดังนั้น ที่ดินโฉนดเลขที่ 10516 ที่มิใช่เป็นส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 243749 เดิม ย่อมไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับภาระจำยอมดังกล่าว และมิใช่เป็นกรณีที่ภาระจำยอมแตะต้องเพียงส่วนหนึ่งแห่งภารยทรัพย์ เจ้าของทรัพย์นั้นอาจเรียกให้ย้ายไปยังส่วนอื่นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1392 ดังจําเลยฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้ทางภาระจำยอมบนที่ดินโฉนดเลขที่ 10516 สิ้นไป และให้จำเลยจดทะเบียนยกเลิกภาระจำยอมตามที่ได้จดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2537 เสีย หากจำเลยเพิกเฉยหรือไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมบนที่ดินโฉนดเลขที่ 10516 ที่ให้เป็นภาระจำยอมบางส่วนแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2537 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เดิมบริษัท ร. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 243749 และ 1003 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2537 บริษัท ร. จดทะเบียนให้โฉนดที่ดินเลขที่ 243749 ตกอยู่ภายใต้บังคับภาระจำยอมบางส่วน เรื่อง ทางเดิน ทางรถยนต์ ทางสาธารณูปโภคอื่น ๆ แก่โฉนดที่ดินเลขที่ 134205, 158942, 1003 อำเภอเดียวกัน โดยบันทึกข้อตกลง ลงวันที่ 14 มีนาคม 2537 ปี 2539 บริษัท ร. จดทะเบียนอาคารชุด ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ชื่ออาคารชุด ซ. อาคาร จี 1, จี 2 ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 จำนวน 437 ห้องชุด โดยมีจำเลยเป็นนิติบุคคลอาคารชุด เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2551 โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10516, 10517, 243749 และ 158942 มาจากเจ้าของเดิม ในปี 2552 โจทก์รวมที่ดินทั้งสี่โฉนดเป็นแปลงเดียวกันเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 10516 โดยในสารบัญจดทะเบียนวันที่ 14 มีนาคม 2537 ระบุว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 243749 ตกอยู่ภายใต้บังคับภาระจำยอมบางส่วน เรื่อง ทางเดิน ทางรถยนต์ ทางสาธารณูปโภคอื่น ๆ แก่โฉนดที่ดินเลขที่ 134205, 158942, 1003 อำเภอเดียวกัน โดยบันทึกข้อตกลง ลงวันที่ 14 มีนาคม 2537 แล้วดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดชื่อโครงการ ด. บนที่ดินโฉนดเลขที่ 10516 กับสร้างกำแพงคอนกรีตล้อมรอบโครงการของโจทก์ไว้ รวมทั้งส่วนที่เป็นโฉนดเลขที่ 243749 เดิม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ภาระจำยอมพิพาทสิ้นไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่ตัดรอนอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเรียกว่าภารยทรัพย์ ในอันที่ต้องรับกรรมบางอย่างด้วยการงดเว้นการใช้สิทธิในทรัพย์สินของตนเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นที่เรียกว่าสามยทรัพย์ สำหรับกรณีพิพาทคือ โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10516 ที่จำต้องผูกพันด้วยการงดเว้นการใช้สิทธิในที่ดินส่วนที่เคยเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 243749 เดิมอันเป็นที่ดินภารยทรัพย์ ในเรื่อง ทางเดิน ทางรถยนต์ ทางสาธารณูปโภคอื่น ๆ แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 ซึ่งเป็นสามยทรัพย์ และขณะพิพาทที่ดินตกเป็นสิทธิแก่จำเลยในการจัดการและรักษาดูแลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ตามที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 243749 เดิม ได้จดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2537 ก็ตาม แต่ข้อที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 ไม่ได้ใช้ภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 243749 เนื่องจากมีที่ดินหลายแปลงและลำรางสาธารณประโยชน์ขวางกั้นอยู่ จำเลยเพียงให้การว่า มีสะพานข้ามลำรางสาธารณประโยชน์ได้เท่านั้น มิได้ต่อสู้ว่า นอกจากจะมีการจดทะเบียนเรื่องภาระจำยอมแล้ว ตามสภาพความเป็นจริงที่มีมาแต่เดิม เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 ได้ใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 243749 เป็นทางเดินหรือทางรถยนต์หรือทางสาธารณูปโภคในลักษณะใดและใช้ติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันแต่อย่างใด กับเมื่อพิจารณาภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่ซึ่งโจทก์และจำเลยอ้าง ประกอบกับนางสาวจิตราภรณ์ ผู้จัดการของจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า บริเวณระบายด้วยสีเขียวในเอกสารหมาย ล.19 ที่เป็นภาระจำยอมที่อยู่นอกรั้วโครงการของโจทก์ล้วนเป็นที่ดินรกร้าง ไม่สามารถเดินไปจนสุดทางได้เนื่องจากมีป่ารกร้างขวางอยู่ ทำเห็นได้ว่านับแต่จดทะเบียนภาระจำยอมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยมีการใช้ภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 243749 เป็นทางเดิน ทางรถยนต์ ทางสาธารณูปโภคใด ๆ เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 ตามที่ได้จดทะเบียนไว้เลย ทั้งนี้ก็เนื่องจากที่ดินทั้งสองแปลงมิได้อยู่ติดกัน ต้องผ่านที่ดินแปลงอื่นกับลำรางสาธารณประโยชน์ และจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 ไม่สามารถที่จะผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 243749 เพื่อการออกสู่ทางสาธารณะได้ กับได้ความจากนายวิรนนท์ ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด ซ. 2 และ 4 พยานจำเลยว่า ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด ซ. ทั้งหมด ในช่วงเวลากลางวันจะออกสู่ถนนสาธารณะโดยใช้เส้นทางหลักผ่านทางซอย ล. 128 และใช้ซอย ล. 126 เป็นทางรอง ในเวลากลางคืนจะไม่ใช้ซอย ล. 126 เนื่องจากเปลี่ยว แต่หากจะใช้ซอย ล. 130 โดยผ่านอาคารชุดโครงการ ด. ของโจทก์ตามเส้นลูกศรสีแดงในแผนที่เอกสารหมาย ล.19 สามารถทำได้แต่ต้องแลกบัตร แม้ที่ดินตามที่นายวิรนนท์อ้างถึงเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 10516 ก็ตาม แต่เป็นส่วนที่อยู่บริเวณด้านหน้าของที่ดิน มิใช่ในส่วนที่เคยเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 243749 เดิมที่อยู่ด้านหลังของโครงการ เมื่อภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิซึ่งตัดรอนอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัดว่า ภาระจำยอมที่ยังคงอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 10516 ก็มีอยู่เฉพาะในที่ดินส่วนที่เคยเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 243749 เดิมเท่านั้น การรวมโฉนดที่ดินหลายแปลงเป็นโฉนดเดียว มิได้มีผลทำให้ภาระจำยอมเดิมในโฉนดที่ดินแปลงหนึ่งแปลงใดได้กระจายไปอยู่ในทุกส่วนของโฉนดที่ดินฉบับใหม่ด้วย ซึ่งตรงกับสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินเลขที่ 10516 ที่ยังคงระบุว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 243749 เท่านั้นที่ตกอยู่ภายใต้บังคับภาระจำยอมตามบันทึกข้อตกลงวันที่ 14 มีนาคม 2537 ดังนั้น ที่ดินโฉนดเลขที่ 10516 ที่มิใช่เป็นส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 243749 เดิม ย่อมไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับภาระจำยอม เรื่อง ทางเดิน ทางรถยนต์ ทางสาธารณูปโภคใด ๆ แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 จึงมิใช่เป็นกรณีที่ภาระจำยอมแตะต้องเพียงส่วนหนึ่งแห่งภารยทรัพย์ เจ้าของทรัพย์นั้นอาจเรียกให้ย้ายไปยังส่วนอื่นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 ดังจำเลยฎีกา การที่โจทก์มิได้เรียกให้จำเลยย้ายภาระจำยอมจากด้านหลังไปอยู่ด้านหน้าโครงการจึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต นอกจากนี้ถนนและกำแพงคอนกรีตในโครงการ ด. ยังเป็นสาธารณูปโภคที่โจทก์มีความชอบธรรมจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการใช้สอยและควบคุมดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดของโจทก์ หากโจทก์จะพึงอนุญาตให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในอาคารชุด ซ. ทุกโครงการสามารถผ่านเข้าออกในบริเวณอาคารชุดโครงการ ด. ได้ แต่ต้องแลกบัตรต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ณ บริเวณประตูเข้าออกด้านหน้าโครงการ ยังนับเป็นเรื่องที่เหมาะสมชอบธรรมและไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยหรือลูกบ้านได้ใช้ภาระจำยอมพิพาทตามสิทธิตามปกติเช่นที่เคยมีมา เนื่องจากไม่ใช่เป็นส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 243749 เดิม พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นับแต่ที่ได้มีการจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 243749 เดิม ตกอยู่ภายใต้บังคับภาระจำยอมบางส่วน เรื่อง ทางเดิน ทางรถยนต์ ทางสาธารณูปโภคอื่น ๆ แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2537 จวบจนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2563 ซึ่งเป็นวันฟ้อง ไม่เคยมีการใช้ภาระจำยอมเกินกว่า 10 ปี ภาระจำยอมนั้นย่อมสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 โจทก์ในฐานะเจ้าของภารยทรัพย์ชอบที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนภาระจำยอมได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387 ม. 1392
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวพิชาอร ธิติเลิศเดชา
ศาลอุทธรณ์ — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
ปรีชา เชิดชู
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4088 -ที่ 4089/2566
#722908
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ (1)...(2)...(3) มีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรมหรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว (4) จัดการ สั่งการ ช่วยเหลือ ยุยง อำนวยความสะดวก หรือให้คำปรึกษาในการกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว ผู้นั้นกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การกระทำที่จะมีความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามมาตรา 5 (3) และ (4) ผู้กระทำการดังกล่าวนั้นจะต้องรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าวด้วย

คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสามมีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการ จัดการ สั่งการ ช่วยเหลือ ยุยง อำนวยความสะดวก หรือให้คำปรึกษาในกิจกรรม การดำเนินการ หรือการกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเท่านั้น โดยมิได้ระบุว่าจำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าวโดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นการบรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามมาตรา 5 (3) และ (4) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 3

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 3, 5, 6, 7, 25 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 7, 9, 10, 52 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 63, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 209, 210, 310, 312, 312 ตรี ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (1) และ (2), 25 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) (2), 9 วรรคหนึ่ง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคแรก, 210 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 312 ตรี วรรคแรก พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานเป็นอั้งยี่ และฐานเป็นซ่องโจร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก คนละ 4 ปี ฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปและโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรม และโดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี และบุคคลอายุเกินสิบแปดปีขึ้นไป และฐานร่วมกันโดยทุจริตรับไว้ จำหน่าย เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งเด็กอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง และฐานให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าว เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 52 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ 9 ปี รวมจำคุกคนละ 13 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามมีลักษณะเป็นการรับจ้างนำคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อส่งไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง จึงให้ลงโทษจำคุก คนละ 4 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรบางกล่ำ ได้รับข้อมูลจากนายถิรวัสส์หรือโอ๋ ผู้ต้องหากระทำความผิดในคดีค้ามนุษย์ของสถานีตำรวจภูธรควนมีดว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมานำไปซ่อนเร้นพักไว้ที่ป่าละเมาะที่เกิดเหตุ บริเวณทางเข้านิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ หมู่ที่ 5 เพื่อรอส่งต่อไปให้แก่นายจ้างที่ประเทศมาเลเซีย วันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจออกไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา 8 คน คือ นายทุย อายุ 23 ปี นายโจเซน อายุ 30 ปี นายเซเมนาย อายุ 19 ปี นายลูซอ อายุ 43 ปี นางจีไว อายุ 42 ปี นางสาวแตโซ อายุ 16 ปี นางสาวปาอิ อายุ 18 ปี และนางสาวตินซา อายุ 18 ปี จึงช่วยเหลือนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางกล่ำ เพื่อคัดแยกว่าเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์หรือไม่ หลังจากนั้นศาลจังหวัดสงขลาออกหมายจับจำเลยทั้งสาม นายอ้าว นายประเสริฐหรือเชษฐ์ นายอ่าว หรือตัวเล็ก นางโย โย นายตะ นางสาวพลวรรธน์หรือบอยทอม และนายซอมไทหรือซอ โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และได้มีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน ฐานร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุกว่าสิบแปดปี และกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานเพื่อจะเอาคนลงเป็นทาสหรือให้มีฐานะคล้ายทาส นำเข้าในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พามาจากที่ใด ซื้อ ขาย จำหน่าย รับหรือหน่วงเหนี่ยวซึ่งบุคคลหนึ่งบุคคลใด ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ฐานร่วมกันโดยทุจริตรับไว้ หรือพาไปซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ฐานร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ฐานร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ฐานเป็นอั้งยี่ ฐานเป็นซ่องโจร และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายอ้าว ที่จังหวัดชุมพร ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 และอายัดตัวจำเลยที่ 3 ไว้ พร้อมกับยึดได้บัตรกดเงินสดอัตโนมัติ (ATM) ธนาคาร M. (มาเลเซีย) หมายเลข 5491 8620 xxxx xxxx และหมายเลข 4283 3220 xxxx xxxx บัตรกดเงินสดอัตโนมัติ (ATM) ธนาคาร B. (มาเลเซีย) หมายเลข 4799 6890 xxxx xxxx โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อซัมซุง หมายเลขอีมี่ 1 หมายเลขอีมี่ 2 พร้อมเบอร์โทรศัพท์ (DTAC) และเบอร์โทรศัพท์ (MY MAXIS) และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย พร้อมเบอร์โทรศัพท์ (DIGI) จากจำเลยที่ 2 เป็นของกลาง สำหรับคดีของจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำเลยทั้งสามมิได้ฎีกา ความผิดฐานนี้จึงเป็นอันยุติ

คดีนี้โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานอื่นนอกจากฐานที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษไปแล้ว และฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานอื่นด้วย เห็นว่า แม้พยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกับคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอ้าว ตามบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหา ทั้งยังได้ความจากพันตำรวจเอกศักดา ผู้ทำการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 9313 xxxx ของนายอ้าว พบว่าในช่วงวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2561 มีการโทรศัพท์ติดต่อกับนายประเสริฐ ที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 08 8831 xxxx จำนวน 144 ครั้ง ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 3743 xxxx จำนวน 3 ครั้ง ติดต่อกับนายถิรวัสส์ที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 3754 xxxx จำนวน 65 ครั้ง ติดต่อกับนายอ่าว ที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 06 3619 xxxx จำนวน 8 ครั้ง และติดต่อกับจำเลยที่ 3 ที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 06 3079 xxxx จำนวน 169 ครั้ง ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 08 8831 xxxx ของนายประเสริฐจดทะเบียนในชื่อนางภาวดี เมื่อตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์นอกจากจะพบการติดต่อกับนายอ้าว ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีการติดต่อกับนายอ่าว จำนวน 1 ครั้ง ติดต่อกับจำเลยที่ 1 จำนวน 8 ครั้ง ติดต่อกับนายถิรวัสส์ จำนวน 3 ครั้ง และติดต่อกับจำเลยที่ 3 จำนวน 12 ครั้ง ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 3754 xxxx ของนายถิรวัสส์จดทะเบียนในชื่อนางสาวน้ำฝน เมื่อตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์นอกจากจะพบการติดต่อกับนายประเสริฐและนายอ้าว ดังกล่าวแล้ว ยังมีการติดต่อกับจำเลยที่ 1 จำนวน 65 ครั้ง ตามบันทึกข้อความ เรื่อง รายงานผลการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงโทรศัพท์เคลื่อนที่คดีค้ามนุษย์ และหมายเรียกพยาน และได้ความจากพันตำรวจตรีหญิงนภาภรณ์ ผู้ทำการวิเคราะห์เส้นทางการเงินว่า จากการสอบปากคำนายอ้าว ให้การว่าเงินที่ตนโอนให้จำเลยที่ 3 นั้นเป็นค่าจ้างนายอ่าว ขนคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาจากเกาะสองข้ามฟากมาจังหวัดระนอง และค่าจ้างจำเลยที่ 3 ขนคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาจากจังหวัดระนองไปจังหวัดชุมพร โดยเงินดังกล่าวโกจวยนายหน้าที่อยู่ประเทศมาเลเซียให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้โอนเงินมาให้นายอ้าว ผ่านร้านรับแลกเปลี่ยนเงินของนายวรสิทธิ์ ที่ตั้งอยู่อำเภอสุไหง โก - ลก พร้อมกับมีแผนผังข้อมูลเส้นทางการโอนเงินจากบัญชีที่นายวรสิทธิ์ใช้ ไปยังบัญชีธนาคาร ก. หมายเลข 666 – 2 – xxxxx - x และหมายเลข 011 – 1 – 6xxxx - x อันเป็นบัญชีที่เปิดในชื่อนายอ้าว และ MRS. MEE ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอ้าว มานำสืบสนับสนุนก็ตาม แต่การที่จะเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์นั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับขณะที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิด บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) เป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งบุคคลใด โดยข่มขู่ ใช้กำลังบังคับ ลักพาตัว ฉ้อฉล หลอกลวง ใช้อำนาจโดยมิชอบ ใช้อำนาจครอบงำบุคคลด้วยเหตุที่อยู่ในภาวะอ่อนด้อยทางร่างกาย จิตใจ การศึกษา หรือทางอื่นใดโดยมิชอบ ขู่เข็ญว่าจะใช้กระบวนการทางกฎหมายโดยมิชอบ หรือโดยให้เงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นแก่ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลบุคคลนั้นเพื่อให้ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลให้ความยินยอมแก่ผู้กระทำความผิดในการแสวงหาประโยชน์จากบุคคลที่ตนดูแล หรือ (2) เป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ซึ่งในวรรคสอง ให้นิยามคำว่า การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ หมายความว่า ...การเอาคนลงเป็นทาสหรือให้มีฐานะคล้ายทาส ... การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ หรือการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม หากแต่กลับได้ความจากนายลูซอ นางจีไว นางสาวมิมิแตโซหรือแตโซ นายเซเมนาย และนางสาวปาอิว่า พวกตนต้องการไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียโดยเสียค่าใช้จ่ายให้นายหน้า โดยเฉพาะนายลูซอซึ่งเกี่ยวพันเป็นสามีนางจีไวและเป็นบิดานางสาวมิมิแตโซ กับเป็นญาติของนายเซเมนาย เบิกความถึงมูลเหตุที่พวกตนเดินทางออกจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่า ตนเคยทำงานที่ประเทศมาเลเซียกับนายจวนคนสัญชาติเมียนมา จึงได้ขอให้นายจวนติดต่อนายหน้านำพวกตนไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย และได้ความจากนางสาวตินซาว่า ตนตัดสินใจมาทำงานต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือมารดา ส่วนนายทุยและนายโจเซนก็ตอบข้อซักถามของเจ้าพนักงานในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และให้การในชั้นสอบสวนยืนยันว่าพวกตนต้องการมาทำงานในประเทศไทยจึงจ่ายเงินให้นายหน้าเพื่อให้พามาทำงานตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน และแบบสัมภาษณ์เบื้องต้นสำหรับคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ แม้นายอับดุลฆอนีย์หรือรอนิง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่รับจ้างขนคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาจะให้การในชั้นสอบสวนยืนยันว่ามีการเขียนตัวเลขที่ท้องแขนหรือบางครั้งก็มีการผูกเชือกสีที่ข้อมือคนสัญชาติเมียนมา หรือมีการใช้สรรพนามเรียกคนต่างด้าวแต่ละคนว่า ชิ้น หรือหากคนต่างด้าวดังกล่าวเดินทางมาแล้ว ไม่มีเงินชำระค่านายหน้าก็อาจถูกนำไปขายเพื่อใช้แรงงานทดแทนค่านายหน้านั้น นายอับดุลฆอนีย์ก็ให้การอธิบายถึงข้อเท็จจริงส่วนนี้ว่า การเขียนตัวเลขที่ท้องแขนหรือการผูกเชือกสีที่ข้อมือคนต่างด้าวนั้นเป็นเพียงการแบ่งกลุ่มคนต่างด้าวว่าต้องนำคนต่างด้าวกลุ่มดังกล่าวไปส่งที่ใดเท่านั้น พร้อมกับยืนยันว่า ในขณะที่คนต่างด้าวนั่งโดยสารในรถที่พยานขับ คนต่างด้าวที่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถโทรศัพท์ติดต่อกับญาติได้ ส่วนเรื่องที่ว่ามีการขายคนต่างด้าวนั้น นายอับดุลฆอนีย์ก็ให้การเพียงว่าอาจถูกนำไปขายเท่านั้น ซึ่งในชั้นพิจารณานายอับดุลฆอนีย์ก็มิได้เบิกความยืนยันถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด หากแต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากนายลูซอ นางจีไว นางสาวมิมิแตโซ นายเซเมนาย นางสาวปาอิ และนางสาวตินซาว่า ระหว่างที่พวกตนหลบซ่อนอยู่ในป่าละเมาะที่เกิดเหตุนั้น จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำอาหารและน้ำดื่มมาให้รับประทาน เมื่อจำเลยที่ 1 พูดคุยกับนายทุยเสร็จก็กลับไป ซึ่งในชั้นสอบสวนคนต่างด้าวทั้งแปดต่างให้การตรงกันว่า ระหว่างหลบซ่อนอยู่ในป่าละเมาะที่เกิดเหตุพวกตนออกเงินกันให้นายลูซอและนายทุยเดินไปซื้ออาหารที่ร้านขายข้าวแกงซึ่งอยู่ห่างออกไป 2 ถึง 3 กิโลเมตร โดยเฉพาะนายลูซอให้การยืนยันว่าตนมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดตัวมาด้วยสามารถใช้โทรติดต่อในประเทศไทยได้ ซึ่งนายถิรวัสส์ก็ให้การในชั้นสอบสวนว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 นายอ้าว โทรศัพท์ติดต่อว่ามีคนต่างด้าวไม่สบายให้พาไปหาหมอ พร้อมกับโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ร. ชื่อบัญชี นางสาวน้ำฝน ภริยาของพยาน จำนวน 2,000 บาท เพื่อเป็นค่ายาและค่าใช้จ่ายในการพาคนต่างด้าวไปหาหมอ พยานจึงโอนเงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน 1,500 บาท ไว้ดูแลคนต่างด้าวดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าคนต่างด้าวทั้งแปดสมัครใจเดินทางเข้าประเทศไทยโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อไปทำงานที่ประเทศมาเลเชีย และนับแต่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยจนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจช่วยเหลือออกมาจากป่าละเมาะที่เกิดเหตุ คนต่างด้าวทั้งแปดมิได้ถูกบังคับขู่เข็ญ หน่วงเหนี่ยวกักขัง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายแต่อย่างใด การที่คนต่างด้าวทั้งแปดต้องอยู่อย่างหลบซ่อนในประเทศไทย ก็เนื่องจากคนต่างด้าวทั้งแปดเดินทางเข้าประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏว่าการนำคนต่างด้าวทั้งแปดเดินทางไปประเทศมาเลเซียนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเอาไปเป็นทาสหรือให้มีฐานะคล้ายทาส หรือนำไปบังคับใช้แรงงานอื่นใดอันจะถือได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ กรณีจึงยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานค้ามนุษย์ การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่จัดหาที่หลบซ่อน อาหารและน้ำดื่มให้คนต่างด้าวทั้งแปดซึ่งมีนางสาวมิมิแตโซอายุไม่ถึงสิบแปดปีรวมอยู่ด้วย หรือการที่จำเลยที่ 3 รับจ้างขนคนต่างด้าวดังกล่าวจากจังหวัดระนองมายังจังหวัดชุมพร หรือการที่จำเลยที่ 2 โอนเงินให้นายอ้าว เพื่อเป็นค่าจ้างในการขนคนต่างด้าวโดยได้รับค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ 1 จากยอดเงินที่โอนในแต่ละครั้งนั้น ก็มีลักษณะเป็นเพียงการรับจ้างทำงานให้โดยมุ่งหวังได้รับค่าจ้างตอบแทนแยกต่างหากจากกันเท่านั้น ทั้งโจทก์ก็ฎีกายอมรับว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 กับพวกไม่มีพยานหลักฐานยืนยันถึงขั้นเป็นสมาชิกหรือเป็นเครือข่ายในขบวนการลักลอบขนคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และได้มีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน ฐานร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุกว่าสิบแปดปี และกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานเพื่อจะเอาคนลงเป็นทาสหรือให้มีฐานะคล้ายทาส นำเข้าในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พามาจากที่ใด ซื้อ ขาย จำหน่าย รับหรือหน่วงเหนี่ยวซึ่งบุคคลหนึ่งบุคคลใด และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ฐานเป็นอั้งยี่ ฐานเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันโดยทุจริตรับไว้ หรือพาไปซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม สำหรับความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมายนั้น เห็นว่า ความผิดฐานนี้จะต้องปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเป็นคนนำหรือพาคนต่างด้าวจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวจากนอกราชอาณาจักรให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามมีส่วนเกี่ยวข้องในการพาคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาทั้งแปดจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวจากนอกราชอาณาจักรให้เข้ามาในราชอาณาจักร จำเลยทั้งสามจึงไม่มีความผิดฐานนี้เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ (1)...(2)...(3) มีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรมหรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว (4) จัดการ สั่งการ ช่วยเหลือ ยุยง อำนวยความสะดวก หรือให้คำปรึกษาในการกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว ผู้นั้นกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การกระทำที่จะมีความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามมาตรา 5 (3) และ (4) ผู้กระทำการดังกล่าวนั้นจะต้องรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าวด้วย คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสามมีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการ จัดการ สั่งการ ช่วยเหลือ ยุยง อำนวยความสะดวก หรือให้คำปรึกษาในกิจกรรม การดำเนินการ หรือการกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเท่านั้น โดยมิได้ระบุว่าจำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าวโดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นการบรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามมาตรา 5 (3) และ (4) ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานอื่น ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 3 มิได้อุทธรณ์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ข้อเท็จจริงแห่งการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เกี่ยวพันกับจำเลยที่ 2 เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เป็นความผิดฐานอื่นนอกเหนือความผิดฐานร่วมกันช่วยด้วยประการใด ๆ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเพื่อให้พ้นจากการจับกุมดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา กับทั้งปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้พ้นจากความผิดฐานอื่นนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 213 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 42 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 5 (3) ม. 5 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชัยรัตน์ ชุมพล
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
รัชนี สุขใจ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4087/2566
#707717
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง และมาตรา 6/1 ได้บัญญัติให้ผู้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง (2) ถ้าได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งหมายถึงการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี...การแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น...การบังคับใช้แรงงานหรือบริการโดยนำภาระหนี้ของบุคคลนั้นหรือของผู้อื่นมาเป็นสิ่งผูกมัดโดยมิชอบ โดยได้กระทำให้ผู้นั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ ซึ่งคำว่า "การแสวงหาประโยชน์ทางเพศที่เป็นรูปแบบอื่น" กฎหมายไม่ได้กำหนดบทนิยามไว้ การที่จำเลยทั้งสองให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำงานในร้านคาราโอเกะทั้งสองร้านของจำเลยที่ 1 โดยทำหน้าที่เป็นพนักงานชงเหล้าและเบียร์ นั่งดื่มเป็นเพื่อนลูกค้า ให้สวมเสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้นหรือกระโปรงสั้น และผู้เสียหายที่ 1 ถูกลูกค้าหลอกจับมือนั้น ยังไม่มีลักษณะถึงขนาดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองแสวงหาประโยชน์ในทางเพศจากผู้เสียหายที่ 1 ในรูปแบบอื่น และไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองกำหนดให้ผู้เสียหายที่ 1 ต้องยินยอมให้ลูกค้ากระทำอนาจารตามคำฟ้อง จึงยังไม่เข้าลักษณะเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น อันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบที่จะเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์แต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำภาระหนี้มาเป็นสิ่งผูกมัดให้ผู้เสียหายที่ 1 จำต้องทำงานอันเป็นการบังคับใช้แรงงานหรือบริการซึ่งเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบนั้น ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า พยานได้รับเงินค่าตอบแทนการทำงานที่ร้าน ก. คืนละ 400 บาท 2 คืน รวมเป็นเงิน 800 บาท และยังได้รับเงินค่าตอบแทนการทำงานที่ร้าน ห. อีกคืนละประมาณ 250 บาท และ 300 บาท ทั้งพยานสามารถออกไปซื้อของได้ในเวลากลางวัน และจำเลยทั้งสองไม่ได้ยึดบัตรประจำตัวและหนังสือเดินทางของผู้เสียหายที่ 1 ไว้ เช่นนี้ จึงเห็นได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 สมัครใจมาทำงานและการมาทำงานมีค่าใช้จ่าย 7,400 บาท จริง แม้เพิ่งเข้ามาทำงานและต้องถูกหักเงินใช้หนี้เดือนละ 1,000 บาท แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ได้รับค่าจ้างและสามารถออกจากที่พักเพื่อไปซื้อของได้ในเวลากลางวัน แสดงว่าผู้เสียหายที่ 1 มีเงินค่าจ้างเหลือเพียงพอ การหักเงินค่าจ้างเดือนละ 1,000 บาท ไม่ใช่อัตราที่สูงเกินจนเป็นการขูดรีดเอาแก่ผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการนำภาระหนี้ของผู้เสียหายที่ 1 มาเป็นสิ่งผูกมัดโดยมิชอบ และทำให้ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการบังคับใช้แรงงานหรือบริการตามมาตรา 6/1 (5) ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันรับตัวผู้เสียหายที่ 1 ไว้ทำงานในร้าน ก. และร้าน ห. ของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานค้ามนุษย์ และเมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ จึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำความผิดดังกล่าวแก่ผู้เสียหายที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 282, 283 ทวิ, 319 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 6/1, 9, 52, 52/1 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26, 78 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5, 45, 47, 50, 90, 144, 146, 148/2 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3, 4, 26 พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 มาตรา 5, 9, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 38, 77 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 4, 9, 11 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพเฉพาะข้อหาเป็นเจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถาน ซึ่งรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัย ไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ข้อหาเป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และข้อหาตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์เป็นเงิน 242,440 บาท ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 35

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง, 319 วรรคแรก พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) (5), 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง, 50 (3), 90 วรรคหนึ่ง, 144 วรรคหนึ่ง (1), 148/2 วรรคหนึ่ง พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 มาตรา 9, 102 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 77 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 26 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, 11 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น และฐานร่วมกันส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิดและกระทำด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นธุระจัดหาหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี ฐานเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในระหว่างเวลา 22 นาฬิกา ถึงเวลา 6 นาฬิกา โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 บาท ฐานเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานบริการ ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 400,000 บาท ฐานเป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 20,000 บาท ฐานรับคนต่างด้าวทำงานโดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงาน ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 บาท ฐานเป็นเจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานซึ่งรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัย ไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 2,000 บาท ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 30,000 บาท ฐานเป็นผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี ฐานเป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี และเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษในความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานเป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ฐานเป็นเจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานซึ่งรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัย ไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง และฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงปรับฐานเป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 10,000 บาท ฐานเป็นเจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานซึ่งรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัย ไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง คงปรับ 1,000 บาท และฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงปรับ 15,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี และปรับ 446,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องถูกกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่าหนึ่งปี แต่ไม่เกินสองปี ริบของกลางทั้งหมด ข้อหาอื่นนอกจากนี้และคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์แก่ผู้เสียหายที่ 1 ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง, 319 วรรคแรก พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) (5), 78 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง, 50 (3), 148/2 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยทั้งสองคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 1 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 8 เดือน และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 90 วรรคหนึ่ง, 144 วรรคหนึ่ง (1) พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 มาตรา 9, 102 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 77 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 26 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, 11 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปรับ 20,000 บาท ฐานรับคนต่างด้าวทำงานโดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงาน ปรับ 10,000 บาท ฐานเป็นเจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานซึ่งรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัยไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ปรับ 2,000 บาท ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 30,000 บาท ฐานเป็นผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี จำคุก 3 ปี ฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจาร และฐานเป็นธุระจัดหาซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นธุระจัดหาซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี จำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งในความผิดฐานเป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ฐานเป็นเจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานซึ่งรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัย ไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง และฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามในความผิดฐานรับคนต่างด้าวทำงานโดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงาน ฐานเป็นผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี และฐานเป็นธุระจัดหาซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ความผิดฐานเป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ คงปรับ 10,000 บาท ฐานเป็นเจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานซึ่งรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัย ไม่แจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง คงปรับ 1,000 บาท ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงปรับ 15,000 บาท ฐานรับคนต่างด้าวทำงานโดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงาน คงปรับ 6,666.66 บาท ฐานเป็นผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี คงจำคุก 2 ปี และฐานเป็นธุระจัดหาซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี คงจำคุก 8 เดือน รวมเป็นโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 16 เดือน และปรับ 32,666.66 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 8 เดือน โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ของจำเลยที่ 1 ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางสาวเบนตา ผู้เสียหายที่ 1 เป็นคนต่างด้าวเชื้อชาติลาว สัญชาติลาว เกิดเดือนพฤศจิกายน 2545 เป็นบุตรนายโดย ผู้เสียหายที่ 2 และนางแหล่ม ผู้เสียหายที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร้าน ก. และร้าน ห. นางแต่งซึ่งมีบ้านพักอาศัยอยู่ใกล้กับบ้านของผู้เสียหายทั้งสามที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นผู้ติดต่อผู้เสียหายทั้งสามแล้วชักชวนผู้เสียหายที่ 1 ให้มาทำงานในประเทศไทยโดยอ้างว่าให้มาทำงานในร้านกับข้าว และแจ้งผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปทำสำมะโนครัวและบัตรประจำตัวเพื่อทำหนังสือเดินทาง โดยแนะนำให้ผู้เสียหายที่ 2 แจ้งในสำมะโนครัว บัตรประจำตัว และหนังสือเดินทางว่าผู้เสียหายที่ 1 เกิด ค.ศ. 2000 โดยนางแต่งเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าวเป็นเงิน 7,400 บาท วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องสาวนางแต่งเดินทางมารับผู้เสียหายที่ 1 ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองช่องเม็ก และพาไปทำงานที่ร้าน ก. ที่จำเลยที่ 2 ทำงานอยู่ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้าง ต่อมาอีก 2 วัน จำเลยที่ 1 นำผู้เสียหายที่ 1 ไปทำงานที่ร้าน ห. และวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นและจับกุมจำเลยทั้งสอง สำหรับข้อหาความผิดที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ และฐานเป็นนายจ้างที่มีการจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีเป็นลูกจ้าง ไม่แจ้งการจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กนั้นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เด็กเข้าทำงาน และในส่วนจำเลยที่ 1 สำหรับข้อหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิดฐานเป็นเจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานซึ่งรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัย ไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ฐานเป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ คดีโจทก์ในข้อหาความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์ และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551มาตรา 6 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้...(2) เป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัยหรือรับไว้ซึ่งเด็ก ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า การแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี...การแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น...การบังคับใช้แรงงานหรือบริการตามมาตรา 6/1 หรือการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคลไม่ว่าบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม" และมาตรา 6/1 บัญญัติว่า "ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ทำงานหรือให้บริการโดยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้...(5) นำภาระหนี้ของบุคคลนั้นหรือของผู้อื่นมาเป็นสิ่งผูกมัดโดยมิชอบ...ถ้าได้กระทำให้ผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานบังคับใช้แรงงานหรือบริการ" บทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ผู้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง (2) ถ้าได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งหมายถึงการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี...การแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น...การบังคับใช้แรงงานหรือบริการโดยนำภาระหนี้ของบุคคลนั้นหรือของผู้อื่นมาเป็นสิ่งผูกมัดโดยมิชอบ โดยได้กระทำให้ผู้นั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า พยานทำงานที่ร้าน ก. ทำหน้าที่ชงเหล้าและเบียร์ ตั้งแต่เวลา 18 นาฬิกา ถึง 24 นาฬิกา ได้ 2 วัน จำเลยที่ 1 ก็มารับให้ย้ายไปทำงานที่ร้าน ห. พยานทำงานตั้งแต่เวลา 18 นาฬิกา ถึง 24 นาฬิกา ทำหน้าที่นั่งดื่มเป็นเพื่อนลูกค้า เคยโดนลูกค้าหลอกจับมือ แต่ไม่ถูกจับก้น กอดหรือหอมแก้ม พยานเก็บบัตรประจำตัวและหนังสือเดินทางไว้กับตัว พยานได้รับค่าจ้างที่ร้าน ก. คืนละ 400 บาท รวมเป็นเงิน 800 บาท และรับเงินจากจำเลยที่ 1 ที่ร้าน ห. ประมาณวันละ 250 บาท และ 300 บาท ไม่รวมทิปจากลูกค้า พยานไม่ได้ขายบริการทางเพศทั้งที่ร้าน ก. และร้าน ห. ส่วนในเวลากลางวันพยานสามารถออกไปซื้อของที่ร้านใกล้ที่ทำงานได้ แต่ถูกห้ามไม่ให้ออกไปไหนกับผู้ชายในเวลากลางคืน เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความยืนยันว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้ผู้เสียหายที่ 1 ค้าประเวณี และปรากฏตามคำเบิกความของนายกานต์ และนายเอกรินทร์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า ในวันเกิดเหตุมีการวางแผนล่อซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายที่ 1 แต่การล่อซื้อบริการทางเพศของผู้เสียหายที่ 1 ได้รับการปฏิเสธ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีของผู้เสียหายที่ 1 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ต่อไปว่า การทำงานในร้านคาราโอเกะของผู้เสียหายที่ 1 มีลักษณะเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ โดยการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่นหรือไม่ เห็นว่า การแสวงหาประโยชน์ทางเพศที่เป็นรูปแบบอื่น กฎหมายไม่ได้กำหนดบทนิยามไว้ การที่จำเลยทั้งสองให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำงานในร้านคาราโอเกะทั้งสองร้านของจำเลยที่ 1 โดยทำหน้าที่เป็นพนักงานชงเหล้าและเบียร์ นั่งดื่มเป็นเพื่อนลูกค้า ให้สวมเสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้นหรือกระโปรงสั้น และผู้เสียหายที่ 1 ถูกลูกค้าหลอกจับมือนั้น ยังไม่มีลักษณะถึงขนาดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองแสวงหาประโยชน์ในทางเพศจากผู้เสียหายที่ 1 ในรูปแบบอื่น และไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองกำหนดให้ผู้เสียหายที่ 1 ต้องยินยอมให้ลูกค้ากระทำอนาจารตามคำฟ้อง จึงยังไม่เข้าลักษณะเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น อันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบที่จะเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ดังที่โจทก์ฎีกา ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองนำภาระหนี้มาเป็นสิ่งผูกมัดให้ผู้เสียหายที่ 1 จำต้องทำงานอันเป็นการบังคับใช้แรงงานหรือบริการซึ่งเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบนั้น ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า พยานได้รับเงินค่าตอบแทนการทำงานที่ร้าน ก. คืนละ 400 บาท 2 คืน รวมเป็นเงิน 800 บาท และยังได้รับเงินค่าตอบแทนการทำงานที่ร้าน ห. อีกคืนละประมาณ 250 บาท และ 300 บาท ทั้งพยานสามารถออกไปซื้อของได้ในเวลากลางวัน และจำเลยทั้งสองไม่ได้ยึดบัตรประจำตัวและหนังสือเดินทางของผู้เสียหายที่ 1 ไว้ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 สมัครใจมาทำงานและการมาทำงานมีค่าใช้จ่าย 7,400 บาทจริง แต่แม้เพิ่งเข้ามาทำงานและต้องถูกหักเงินใช้หนี้เดือนละ 1,000 บาท แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ได้รับค่าจ้างและสามารถออกจากที่พักเพื่อไปซื้อของได้ในเวลากลางวัน แสดงว่าผู้เสียหายที่ 1 มีเงินค่าจ้างเหลือเพียงพอ การหักเงินค่าจ้างเดือนละ 1,000 บาท ไม่ใช่อัตราที่สูงเกินจนเป็นการขูดรีดเอาแก่ผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการนำภาระหนี้ของผู้เสียหายที่ 1 มาเป็นสิ่งผูกมัดโดยมิชอบและทำให้ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการบังคับใช้แรงงานหรือบริการตามมาตรา 6/1 (5) ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันรับตัวผู้เสียหายที่ 1 ไว้ทำงานในร้าน ก. และร้าน ห. ของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ และฐานค้ามนุษย์ และเมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ จึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำความผิดดังกล่าวแก่ผู้เสียหายที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ต่อไปว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ฐานร่วมกันส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด และกระทำด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก และฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย และจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในระหว่างเวลา 22 นาฬิกา ถึงเวลา 6 นาฬิกา โดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานบริการ และฐานเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี หรือเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณีมีบุคคลซึ่งมีอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณีอยู่ด้วยหรือไม่ เห็นว่า หนังสือเดินทางของผู้เสียหายที่ 1 ที่ใช้สำหรับเดินทางเข้าประเทศไทยระบุว่าผู้เสียหายที่ 1 เกิดวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2000 นับถึงวันเกิดเหตุมีอายุ 19 ปีเศษ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับผู้เสียหายที่ 1 เข้าทำงานในร้านคาราโอเกะของตนได้ตรวจสอบหนังสือเดินทางของผู้เสียหายที่ 1 แล้วว่ามีอายุเกินสิบแปดปีจึงรับเข้าทำงาน ประกอบกับพนักงานสัญชาติลาวที่ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ในร้านคาราโอเกะทั้งสองร้านไม่มีคนใดที่อายุต่ำกว่าสิบแปดปี และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลประโยชน์จากการนำผู้เสียหายที่ 1 เข้ามาทำงานในประเทศไทย เมื่อโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานพฤติเหตุแวดล้อมมานำสืบให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 มอบเงินให้นางแต่งเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อหาพนักงานอายุต่ำกว่าสิบแปดปีมาทำงานกับจำเลยที่ 1 เพื่อใช้เป็นสิ่งดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ ลำพังพฤติการณ์ที่ได้ความว่า นางแต่งเป็นผู้ไปติดต่อกับผู้เสียหายทั้งสามเพื่อขอให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปทำงานที่ประเทศไทยก็ดี จำเลยที่ 2 เป็นพี่น้องกับนางแต่ง และเป็นผู้มารับผู้เสียหายที่ 1 ไปทำงานที่ร้าน ก. ของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 2 ทำงานอยู่ก็ดี และทั้งนางแต่งและจำเลยที่ 2 มีฐานะยากจนก็ดี ไม่อาจรับฟังได้มั่งคงถึงขนาดว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับนางแต่งจัดทำเอกสารต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นหลักฐานว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกินกว่าสิบแปดปี พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดโดยทราบว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุไม่เกินแปดปีหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง เมื่อการที่จำเลยทั้งสองรับผู้เสียหายที่ 1 เข้าทำงานที่ร้านคาราโอเกะของจำเลยที่ 1 อาจเป็นเพราะเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกินสิบแปดปีแล้ว จึงเป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองกับยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อความผิดฐานต่าง ๆ ตามที่โจทก์ฎีกามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาโดยยังไม่ได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม จึงเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 ม. 6/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
จำเลย — นาย ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นายทวีวุฒิ วิทยาขจรศาสตร์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084 -ที่ 4085/2566
#697518
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของบุคคลตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 อันเป็นกฎหมายที่กำหนดทั้งความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทั้งอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยความผิดอาญาและโทษทางอาญามุ่งบังคับแก่บุคคลส่วนมาตรการทางแพ่งมุ่งบังคับแก่ตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้มีการกระทำความผิดมูลฐาน เพราะถึงอย่างไรทรัพย์สินที่ได้มาหรือเกี่ยวกับการกระทำความผิดก็ไม่เป็นของผู้กระทำความผิด ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้ใด เพื่อตัดวงจรการกระทำความผิดมิให้นำทรัพย์สินนั้นไปใช้สนับสนุนการก่ออาชญากรรมต่อไป ดังนั้น หากเพียงปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้น ไม่ว่าจะจับตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกิดขึ้น และแม้เจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดและไม่ได้ถูกฟ้อง ก็สามารถดำเนินมาตรการทางแพ่งแก่ตัวทรัพย์สินนั้นได้ เพราะเป็นมาตรการส่วนแพ่งในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 มิใช่เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ดังนั้น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 ได้บัญญัติมาตรฐานการสั่งคดีของพนักงานอัยการที่จะพิจารณาว่าจะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่นั้น ย่อมมีเพียงการปรากฏเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ตามบทนิยาม "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 เท่านั้น โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าเจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ โดยการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นอำนาจของศาล ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 ศาลต้องไต่สวนพยานหลักฐานจนเชื่อว่าทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ดังนี้ แม้จะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 แต่หากผู้ร้องเห็นว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้ร้องก็มีอำนาจยื่นคำร้องขอต่อศาลได้

เมื่อพิจารณา พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง มาตรา 51 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ประกอบกันแล้ว ย่อมหมายความว่า ผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินสามารถแยกออกได้เป็น 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 50 (1) หากเป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่เคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน จะต้องแสดงให้ศาลเห็นรวม 2 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง ต้องแสดงว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และประการที่สอง ต้องแสดงว่าทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือตามมาตรา 50 (2) เป็นผู้รับโอนโดยสุจริตหรือมีค่าตอบแทน หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะ และกรณีที่ 2 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 51 วรรคสาม หากเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต ทั้งการให้คำจำกัดความ "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงทำให้คำว่า ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นทรัพย์สินในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้กระทำความผิดและถูกลงโทษเท่านั้น เพียงแต่หากปรากฎว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้น ไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น หรือเป็นทรัพย์สินอื่นที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนทรัพย์สินจากการกระทำดังกล่าวหรือเป็นดอกผลของทรัพย์สินจากการกระทำดังกล่าว ก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 7 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 7 และให้เรียกผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ตามลำดับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่าขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรวม 27 รายการ พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 7 ยื่นคำคัดค้านในทำนองเดียวกันว่าขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินทั้ง 25 รายการพร้อมดอกผล และตามบัญชีรายการทรัพย์สิน (เพิ่มเติม) ทั้ง 2 รายการพร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภริยากัน ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 เป็นบุตรของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ส่วนวิเคราะห์ธุรกรรมทางการเงิน กองข่าวกรองทางการเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพบว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และนายจันทร์ ไม่มีประวัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ตรวจพบว่าบุคคลที่ทำธุรกรรมทางการเงินกับผู้คัดค้านที่ 1 และนายจันทร์มีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหลายราย ธนาคาร ก. รายงานการทำธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2545 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินสดซึ่งเป็นธนบัตรชนิดย่อยเข้าบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 1 จำนวนมาก ๆ หลายครั้ง เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่สายรายงานเป็นหนังสือมายังเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินว่าได้ร่วมกันจับกุมผู้คัดค้านที่ 1 ในความผิดฐานฟอกเงิน และนายจันทร์เป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงรายในความผิดฐานฟอกเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพบข้อมูลการทำธุรกรรมของผู้คัดค้านที่ 1 กับบุคคลต่าง ๆ ได้แก่ นางสาวจินตนา นางสาวสุกัญญา นางสาวสุภาพร นางหรือนางสาวปภาดา นางพรรณี นายเปี่ยมศักดิ์ นายยี่หลง นางสาวศิริประภา และคนต่างชาติสัญชาติลาว พบผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินบางส่วนที่บุคคลต่าง ๆ ข้างต้นฝากเข้าบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 1 ไปซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนธนาคาร ร. พบนายจันทร์ทำธุรกรรมทางการเงินโดยการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเคยถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรคลองหลวงดำเนินคดีในข้อหาสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่หรือวัตถุใด ๆ เพื่อประโยชน์ หรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (1) และ (2) ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้คัดค้านที่ 5 พบนายจันทร์ทำธุรกรรมทางการเงินเกี่ยวข้องกับผู้คัดค้านที่ 6 ซึ่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรดอยสะเก็ดดำเนินคดีในข้อหาสมคบค้ายาเสพติดและฟอกเงิน พบนายจันทร์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 1 และบริษัท ห. พบผู้คัดค้านที่ 1 รับการโอนเงินจากเครือข่ายค้ายาเสพติดของผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งถูกดำเนินคดีในข้อหาสนับสนุนช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด รับการโอนเงินจากกลุ่มเครือข่ายค้ายาเสพติดของนางสาวศิริประภาซึ่งถูกดำเนินคดีในข้อหาสนับสนุนช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด รับการโอนเงินจากกลุ่มค้ายาเสพติดเครือข่ายของนายยี่หลง ซึ่งถูกศาลจังหวัดเชียงรายออกหมายจับในข้อหาสนับสนุนช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด รับการโอนเงินจากกลุ่มค้ายาเสพติดเครือข่ายของนางจันทร์คำ ซึ่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแสวงหาจับกุมและดำเนินคดีในข้อหาสมคบค้ายาเสพติด รับการโอนเงินจากกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดของนางน้อย ซึ่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเชียงของดำเนินคดีในข้อหาลักลอบขนเงินสดออกนอกประเทศ รับการโอนเงินจากนางมัดสา ซึ่งเป็นลูกของนางน้อย รับการโอนเงินจากคนสัญชาติลาว รับการโอนเงินจากนายอัครพล รับการโอนเงินจากนางหรือนางสาวปภาดา ซึ่งเคยเป็นภริยาของนายจันทร์ และยังพบอีกว่านางหรือนางสาวปภาดาทำธุรกรรมทางการเงินกับผู้มีประวัติกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ได้แก่ โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 5 ทำธุรกรรมทางการเงินกับกลุ่มของนักโทษชายโสรส และทำธุรกรรมทางการเงินกับนางมณี ธนาคาร ก. ฝ่ายกำกับการปฏิบัติงาน ทำรายงานการทำธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า นางหรือนางสาวปภาดาทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่สอดคล้องกับรายได้ที่แจ้งไว้กับธนาคาร ห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. มีผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ กับมีผู้คัดค้านที่ 4 เป็นหุ้นส่วน มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าขายและรับขนน้ำมัน เป็นตัวแทนสั่งซื้อน้ำมันจากต่างประเทศ และรับซื้อสินค้าการเกษตร บริษัท ส. บริษัท ม. บริษัท ต. บริษัท บ. บริษัท ซ. และบริษัท ช. แต่งตั้งให้ผู้คัดค้านที่ 1 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. และนางสาวชม้อย ซึ่งเป็นน้องสาวผู้คัดค้านที่ 1 เป็นตัวแทนในการสั่งซื้อน้ำมัน เพื่อส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อบริษัทผู้สั่งซื้อน้ำมันจากต่างประเทศสั่งซื้อน้ำมันแล้วก็จะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 1 สำหรับผู้คัดค้านที่ 5 ถึงที่ 7 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของผู้คัดค้านที่ 5 ถึงที่ 7 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนปัญหาว่าผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐานหรือเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินตามคำสั่ง ศาลชั้นต้นหรือไม่ ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่อุทธรณ์คัดค้านว่า ไม่มีการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เกิดขึ้น ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เกิดขึ้นแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ในประการแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 48 วรรคหนึ่ง ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ให้เลขาธิการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินโดยเร็ว" การยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของบุคคลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 นั้น เป็นกฎหมายที่กำหนดทั้งความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยความผิดอาญาและโทษทางอาญามุ่งบังคับแก่บุคคล ส่วนมาตรการทางแพ่งมุ่งบังคับแก่ตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้มีการกระทำความผิดมูลฐาน เพราะถึงอย่างไรทรัพย์สินที่ได้มาหรือเกี่ยวกับการกระทำความผิดก็ไม่เป็นของผู้กระทำความผิด ผู้เกี่ยวข้อง หรือผู้ใด เพื่อตัดวงจรการกระทำความผิดมิให้นำทรัพย์สินนั้นไปใช้สนับสนุนการก่ออาชญากรรมต่อไป ดังนั้น เพียงแต่หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้น ไม่ว่าจะจับตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกิดขึ้น และแม้เจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพสินไม่ได้ร่วมกระทำความผิดและไม่ได้ถูกฟ้อง ก็สามารถดำเนินมาตรการทางแพ่งแก่ตัวทรัพย์สินนั้นได้ เพราะเป็นมาตรการส่วนแพ่งในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 มิใช่เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ดังนั้น พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 ได้บัญญัติมาตรฐานการสั่งคดีของพนักงานอัยการที่จะพิจารณาว่าจะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่นั้น ย่อมมีเพียงการปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ตามบทนิยาม "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 เท่านั้น โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าเจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ นอกจากนี้อำนาจในการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นอำนาจของศาล ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 โดยศาลต้องทำการไต่สวนพยานหลักฐานจนเชื่อว่าทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และคำคัดค้านของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับโอนทรัพย์สินนั้นฟังไม่ขึ้น ดังนั้น แม้จะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ก็ตาม แต่หากผู้ร้องเห็นว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้ร้องก็ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอต่อศาลเป็นคดีนี้ได้ ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ในประการต่อมาว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ และทรัพย์สินรวม 18 รายการ ตามบัญชีรายการทรัพย์สินกับทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สิน (เพิ่มเติม) 2 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งตามมาตรา 51 โดยแสดงให้ศาลเห็นว่า (1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือ (2) ตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะ" มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลทำการไต่สวนคำร้องของพนักงานอัยการตามมาตรา 49 แล้ว หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และคำร้องของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง ฟังไม่ขึ้น ให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน" และวรรคสาม บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ หากผู้อ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บรรดาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต แล้วแต่กรณี" ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินสามารถแยกออกได้เป็น 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 50 (1) หากเป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่เคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน จะต้องแสดงให้ศาลเห็นรวม 2 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง ต้องแสดงว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และประการที่สอง ต้องแสดงว่าทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือตามมาตรา 50 (2) เป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะ และกรณีที่ 2 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 51 วรรคสาม หากเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต ทั้งมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้คำจำกัดความ "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" หมายความว่า (1) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินหรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน และให้รวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้หรือสนับสนุนการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน (2) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (3) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (2) ทั้งนี้ ไม่ว่าทรัพย์สินตาม (1) (2) หรือ (3) จะมีการจำหน่าย จ่าย โอน หรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้งและไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด โอนไปเป็นของบุคคลใด หรือปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใด" ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงหาได้หมายความว่าต้องเป็นทรัพย์สินในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้กระทำความผิดและถูกลงโทษเท่านั้นไม่ เพียงแต่หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินเกิดขึ้น ไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น หรือเป็นทรัพย์สินอื่นที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนทรัพย์สินจากการกระทำดังกล่าว หรือเป็นดอกผลของทรัพย์สินจากการกระทำดังกล่าว ก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดแล้ว กรณีจึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ และทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 และ ที่ 10 ถึงที่ 22 รวม 18 รายการ ตามบัญชีรายการทรัพย์สินและทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สิน (เพิ่มเติม) อีกจำนวน 2 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หรือไม่ ผู้ร้องมีนายปิยะ ซึ่งรับราชการที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตำแหน่งนิติกรชำนาญการ ได้ตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงินของนายจันทร์ และผู้คัดค้านที่ 1 แล้วพบว่า บุคคลที่ทำธุรกรรมทางการเงินกับบุคคลทั้งสองนั้นมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหลายคน ซึ่งแต่ละคนล้วนถูกดำเนินคดีในข้อหาสมคบสนับสนุนช่วยเหลือจัดการด้านการเงินให้แก่กลุ่มขบวนการค้ายาเสพติด และจากการรายงานมีเหตุอันควรเชื่อหรือเหตุอันควรสงสัยตามเอกสาร ปปง. 1-03 กล่าวคือ เป็นธุรกรรมที่ไม่มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากระทำเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายฟอกเงิน โดยมีพฤติการณ์เข้าข่ายหลีกเลี่ยงการทำรายงานตามกฎหมายหลายครั้งตั้งแต่ปี 2545 จึงเชื่อได้ว่าเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ได้รับโอนมาจากกลุ่มบุคคลที่ถูกดำเนินคดียาเสพติด น่าจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย โดยผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดตั้งแต่ปี 2545 เนื่องจากเริ่มมีธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย โดยธนาคาร ก. ได้รายงานตามแบบรายงานการทำธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2545 ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ทำธุรกรรมที่ใช้เงินสด โดยฝากเงินสดเข้าบัญชีบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 897,430 บาท โดยธนาคารแจ้งอันควรสงสัยว่า ลูกค้านำเงินสดที่เป็นธนบัตรชนิดย่อยมาเข้าบัญชีจำนวนมาก ๆ หลายครั้ง ครั้งนี้เป็นธนบัตรฉบับละ 20 บาท รวม 200,000 บาท และฉบับละ 100 บาท รวม 300,000 บาท พันตำรวจเอกธวัชชัย ตำแหน่งผู้กำกับการสืบสวน 1 กองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 5 และพันตำรวจโทนพฤทธิ์ ตำแหน่งสารวัตรสืบสวน ประจำกองกำกับการสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 5 เบิกความทำนองเดียวกันว่า จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับเงินจากนายจันทร์น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย จึงได้ตรวจเส้นทางธุรกรรมทางการเงินแล้วพบว่า 1. ผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนเงินจากกลุ่มเครือข่ายค้ายาเสพติดของผู้คัดค้านที่ 5 จำนวน 2 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 ผู้คัดค้านที่ 5 ฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 3,228,226 บาท และเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 ผู้คัดค้านที่ 5 ได้ฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากดังกล่าวอีกจำนวน 24,886,760 บาท ซึ่งผู้คัดค้านที่ 5 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรคลองหลวงดำเนินคดีในความผิดฐานสนับสนุนช่วยเหลือผู้ค้ายาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 2. ผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนเงินจากกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดของนางสาวศิริประภา โดยนางสาวศิริประภาอยู่ในเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดของนายสันดีหรือบังดี นางสาวรุสนี นางสาวจิรดา และนายมะรูดิง ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกจับกุมดำเนินคดีพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 2 กิโลกรัม และชนิดเม็ด 64,000 เม็ด โดยเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2557 ขบวนการค้ายาเสพติดดังกล่าวได้โอนเงินค่ายาเสพติดผ่านบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. ของนางสาวศิริประภา แล้วนางสาวศิริประภาได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 2,300,000 บาท 3. ผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนเงินจากกลุ่มค้ายาเสพติดเครือข่ายนายยี่หลง ซึ่งถูกศาลออกหมายจับข้อหาสนับสนุนช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยนายยี่หลงอยู่ในเครือข่ายค้ายาเสพติดของนายกฤษณธร และนายชาญณรงค์ ซึ่งถูกจับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีน 1,020,000 เม็ด เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 นายกฤษณธรได้โอนเงินค่ายาเสพติดเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. ของนายยี่หลง จำนวน 500,000 บาท และวันที่ 6 ธันวาคม 2554 นายยี่หลงโอนเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 3,090,000 บาท 4. ผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนเงินจากกลุ่มเครือข่ายค้ายาเสพติดของนางจันทร์คำ โดยนางจันทร์คำฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2555 และวันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 จำนวน 1,800,000 บาท และ 3,000,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 4,800,000 บาท ซึ่งนางจันทร์คำถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแสวงหาดำเนินคดีในความผิดฐานสมคบกันค้ายาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 5.ผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนเงินจากกลุ่มเครือข่ายของนางน้อย ทองฮักหรือทองรัก โดยนางน้อยฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อระหว่างวันที่ 28 มีนาคม 2556 ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2557 จำนวน 11 ครั้ง รวมเป็นเงิน 60,843,429 บาท จากการตรวจสอบพบว่านางน้อยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมเงินสด 47,000,000 บาท และถูกดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันลักลอบนำเงินตราออกนอกประเทศ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนเงินจากนางมัดสา ซึ่งเป็นลูกน้องของนางน้อยจำนวน 4,686,000 บาท ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 6. ผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนเงินจากนายอัครพล จำนวน 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2555 โดยนายอัครพลฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 รวม 2 ครั้ง จำนวน 1,900,000 บาท และ 1,300,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,200,000 บาท ตามเอกสารหมาย ร.19 จากการตรวจสอบพบว่านายอัครพลถูกดำเนินคดีในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย นายชาญชัย เบิกความว่า พยานเป็นเจ้าของบริษัท ส. ประกอบกิจการแลกเปลี่ยนเงินตราและค้าขายทองรูปพรรณ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 มีนายจาย นำเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ มาแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยได้ 30,630,000 บาท นางจันทร์คำซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติเมียนมาและเป็นภริยาของนายจาย ได้โทรศัพท์มาแจ้งว่าให้โอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝาก ธนาคาร ร. จำนวน 10,000,000 บาท ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 นอกจากนี้ผู้ร้องยังมีนางสุวัฒนา นายผัด และนางชมนพร เบิกความสนับสนุนว่า เป็นผู้รับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากแล้วโอนเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้คัดค้านที่ 1 ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 นำสืบว่าเงินที่โอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้คัดค้านที่ 1 ดังกล่าวนั้น เป็นการชำระค่าน้ำมันที่สั่งซื้อจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. ของผู้คัดค้านที่ 1 เห็นว่า พยานผู้ร้องต่างเป็นเจ้าพนักงานและเบิกความไปในทางปฏิบัติหน้าที่ของตน ทั้งยังมีนายชาญชัยมาเบิกความว่าได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้คัดค้านที่ 1 ตามคำสั่งของนางจันทร์คำ กับมีนางสุวัฒนา นายผัด และนางชมนพรมาเบิกความสนับสนุนว่า เป็นผู้รับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากเมื่อมีเงินโอนเข้าบัญชีเงินฝากแล้ว ก็ได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามคำสั่งของนางศิริประภา ซึ่งนายปิยะเบิกความยืนยันว่านางศิริประภา เป็นผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งคำเบิกความของพยานดังกล่าวยังสอดคล้องกับเส้นทางการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเข้าออกบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้คัดค้านที่ 1 และพยานหลักฐานอื่น ส่วนพยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 1 ที่อ้างว่า เป็นการโอนเงินเพื่อชำระค่าน้ำมันที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. เป็นตัวแทนสั่งซื้อน้ำมัน แต่ปรากฏว่าการโอนเงินดังกล่าวกลับโอนเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งผู้โอนตามหลักฐานก็เป็นชื่อบุคคลอื่นที่ไม่ตรงกับชื่อของผู้ที่สั่งซื้อน้ำมันตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 กล่าวอ้าง แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะเข้าใจว่าผู้ที่โอนเงินนั้นเป็นพนักงานของบริษัทผู้สั่งซื้อน้ำมัน แต่ก็เป็นพิรุธ เพราะการโอนเงินชำระค่าน้ำมันนั้นจะต้องกระทำโดยผู้สั่งซื้อ เนื่องจากจะได้เป็นหลักฐานที่ทำให้ทราบได้ว่าเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อชำระหนี้ในการสั่งซื้อน้ำมันของผู้ใดและในคราวใด พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีพิรุธน่าสงสัย เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างพยานหลักฐานของผู้ร้องกับพยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 1 แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักดีกว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐาน และเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคสาม กล่าวคือ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นภริยาของผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 เป็นบุตรของผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ถือว่าเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน ในส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้คัดค้านที่ 1 รายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 10 และที่ 11 ตกเป็นของแผ่นดินนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกาในทำนองว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้จากการรับโอนเงินค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และเป็นเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาจากการขายลำไยอบแห้งให้แก่นายเหอเลาปาน นั้น เห็นว่า ที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 อ้างว่าเป็นเงินที่ได้จากการเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา แต่ข้ออ้างดังกล่าวมีข้อพิรุธเพราะจำนวนเงินที่สั่งซื้อและจำนวนเงินที่โอนชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงแตกต่างกัน และการชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงก็มิได้ชำระโดยตรงให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง แต่กลับโอนเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของผู้คัดค้านที่ 1 ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 อ้างว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการที่นายเหอเลาปานชำระค่าลำไยอบแห้งนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงกลับปรากฏตามคำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า นางสาวสุภาพร เป็นผู้ชำระค่าลำไยอบแห้ง หาใช่นายเหอเลาปานเป็นผู้ชำระไม่ ทั้งนางสาวสุภาพรก็มิได้ยืนยันว่านายเหอเลาปานเป็นผู้สั่งซื้อหรือชำระค่าลำไยอบแห้งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ข้ออ้างของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ว่า นายเหอเลาปานเป็นผู้สั่งซื้อลำไยอบแห้งจึงเป็นพิรุธ พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่อาจพิสูจน์ให้เห็นว่าเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวข้างต้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด สำหรับที่ดินของผู้คัดค้านที่ 1 รายการที่ 12 ถึงที่ 16 นั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกาว่า ได้กู้เงินจากธนาคาร ง. เพื่อนำมาใช้จ่ายหมุนเวียนทางการค้าและได้นำเงินมาซื้อที่ดินดังกล่าว เห็นว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 อ้างว่านำเงินที่กู้ยืมจากธนาคาร ง. มาใช้จ่ายหมุนเวียนทางการค้าและซื้อที่ดินดังกล่าว แต่ปรากฏว่าขณะที่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาซึ่งที่ดินนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ยังคงมีเงินเข้าและถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้คัดค้านที่ 1 รายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 10 และที่ 11 จึงฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ใช้เงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้คัดค้านที่ 1 เองไปซื้อที่ดินทั้งห้าแปลง ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่อาจนำสืบได้ว่าบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวมิใช่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแต่อย่างใด ฉะนั้น จึงต้องฟังว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดด้วย ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น สำหรับทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สิน รายการที่ 17 ถึงที่ 20 ซึ่งเป็นของผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกาเพียงว่า สามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินแต่ละรายการและเงินที่นำมาซื้อทรัพย์สินแต่ละรายการ โดยเงินส่วนใหญ่ได้มาจากการกู้เงินจากสถาบันการเงินนั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 เพียงแต่ยกเหตุผลดังกล่าวขึ้นอ้างอย่างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงว่าทรัพย์สินแต่ละรายการมีที่มาอย่างไร และไม่ปรากฏหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีการกู้เงินจากสถาบันการเงินมาซื้อทรัพย์สินดังกล่าวตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 กล่าวอ้างแต่อย่างใด ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ในข้อนี้จึงไม่มีน้ำหนักอันควรแก่การรับฟัง ส่วนทรัพย์สินอีก 2 รายการ คือ รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ ของผู้คัดค้านที่ 1 และรถยนต์ยี่ห้อโฟล์คสวาเก้นของผู้คัดค้านที่ 3 ตามบัญชีรายการทรัพย์สิน (เพิ่มเติม) ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกาว่า ได้ใช้วงเงินกู้จากธนาคาร ก. เพื่อซื้อทรัพย์สินทั้งสองรายการ แต่ปรากฏตามตั๋วสัญญาใช้เงินว่า ผู้ที่ขอใช้วงเงินกู้จากธนาคารคือบริษัท ส. หาใช่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สิน แต่อย่างใดไม่ นอกจากนี้ ขณะที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ได้รถยนต์ทั้งสองคันมา ผู้คัดค้านที่ 1 ก็ยังคงมีเงินเข้าและถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้คัดค้านที่ 1 รายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 10 และที่ 11 ซึ่งบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ดังนั้น จึงต้องฟังว่ารถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดด้วย เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 มีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย แต่พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอที่จะรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ผู้ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 48 ม. 49 ม. 51
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวจิราพร คกาทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายสุธีร์ ไทยจินดา
ชื่อองค์คณะ
กมล คำเพ็ญ
ทรงพล สงวนพงศ์
จรรยา จีระเรืองรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4072/2566
#697947
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการสมคบโดยรวมตัวกันเป็นคณะบุคคลกระทำการชักชวน ว. ให้รับตั้งครรภ์แทนผู้อื่น โดยจะให้เงินเป็นการตอบแทนเพื่อกระทำความผิดฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยความผิดดังกล่าวจะกระทำในเขตแดนของรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ส่วนความผิดฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า เกิดขึ้นเมื่อจำเลยทั้งสองกับพวกให้ ว. ไปรับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลแล้วนำเอาตัวอ่อนที่เกิดจากอสุจิผสมกับไข่ใส่เข้าไปในรังไข่ของ ว. ซึ่งสามารถแยกการกระทำและเจตนาในการกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกับความผิดฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้าออกจากกันได้ ความผิดทั้งสองฐานนี้ จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 3, 5, 6, 25 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 มาตรา 3, 5, 24, 48

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (2), 25 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 มาตรา 24, 48 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุกคนละ 4 ปี ฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกคนละ 8 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงประการเดียวว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยแยกเป็นข้อ 1 (ก) จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และข้อ 1 (ข) ภายหลังจากกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1 (ก) แล้ว จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และความผิดตามคำฟ้องไม่ได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง ซึ่งจะเห็นได้ว่าความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติตามฟ้องข้อ 1 (ก) เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการสมคบโดยรวมตัวกันเป็นคณะบุคคลกระทำการชักชวนนางสาว ว. ให้รับตั้งครรภ์แทนผู้อื่นโดยจะให้เงินเป็นการตอบแทนเพื่อกระทำความผิดฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยความผิดดังกล่าวจะกระทำในเขตแดนของรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ส่วนความผิดฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้าตามฟ้องข้อ 1 (ข) เกิดขึ้นเมื่อจำเลยทั้งสองกับพวกให้นางสาว ว.ไปรับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล แล้วนำเอาตัวอ่อนที่เกิดจากอสุจิผสมกับไข่ใส่เข้าไปในรังไข่ของนางสาว ว. อันเป็นเวลาภายหลังจากมีการกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติสำเร็จแล้ว ดังนี้ สามารถแยกการกระทำและเจตนาในการกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกับความผิดฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้าออกจากกันได้ ความผิดทั้งสองฐานจึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 ม. 24
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 5 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายณัฐนันท์ ดุจดำเกิง
ศาลอุทธรณ์ — นางอภิญญา แพทย์พงษ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
วิชัย ตัญศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4071/2566
#697948
เปิดฉบับเต็ม

แม้การให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 24 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม แต่ข้อมูลดังกล่าวต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น คดีนี้ไม่มีการสืบพยานให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยให้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ชอบแล้ว

หญิงซึ่งรับตั้งครรภ์แทนตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจ้างนั้นไม่อยู่ในเงื่อนไขตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 มาตรา 21 ที่จะรับตั้งครรภ์แทนได้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันพาหญิงดังกล่าวไปตรวจมดลูกที่โรงพยาบาลเพื่อเตรียมความพร้อม และเดินทางไปฝังตัวอ่อน อันเป็นการดำเนินการครบถ้วนในทางการแพทย์ที่จะทำให้หญิงตั้งครรภ์โดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์แล้ว จากนั้นเป็นการเจริญของทารกในครรภ์ในมดลูกของหญิงตามธรรมชาติ ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เพื่อประโยชน์ทางการค้าแล้ว จึงเป็นความผิดสำเร็จตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 มาตรา 24 โดยไม่จำต้องให้หญิงที่รับจ้างตั้งครรภ์แทนตั้งครรภ์ก่อน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดองค์ประกอบความผิดและไม่เป็นการพยายามกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 3, 5, 6, 25 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 มาตรา 3, 5, 24, 48 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (1) (2) (3) (4), 25 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 มาตรา 24, 48 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุกคนละ 4 ปี ฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า จำคุกคนละกระทงละ 6 เดือน รวม 14 กระทง เป็นจำคุกคนละ 84 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ คงจำคุกคนละ 2 ปี ฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า คงจำคุกคนละกระทงละ 3 เดือน รวม 14 กระทง เป็นจำคุกคนละ 42 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปี 42 เดือน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่ เห็นว่า แม้การให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 24 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม แต่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งศาลจะหยิบยกข้อเท็จจริงในบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนเอกสารท้ายอุทธรณ์หมายเลข 1 และ 2 มารับฟังเพียงลำพังว่ามีการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยไม่มีการสืบพยานอื่นประกอบหาได้ไม่ และคดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพโดยไม่มีการสืบพยานให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการต่อไปมีว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องข้อ 1.4 ถึงข้อ 1.6 ข้อ 1.10 และข้อ 1.11ครบองค์ประกอบความผิดฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ตามฟ้องข้อดังกล่าวหญิงที่จะรับตั้งครรภ์แทนไม่ได้ตั้งครรภ์จึงขาดองค์ประกอบความผิด หรือเป็นเพียงพยายามกระทำความผิดนั้น ต้องพิจารณาขั้นตอนการดำเนินการทางการแพทย์ ธรรมชาติของการตั้งครรภ์ และบทบัญญัติของกฎหมายประกอบกันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 มาตรา 21 บัญญัติให้การดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(1) สามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งภริยาไม่อาจตั้งครรภ์ได้ที่ประสงค์จะมีบุตรโดยให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน ต้องมีสัญชาติไทย ในกรณีที่สามีหรือภริยามิได้มีสัญชาติไทยต้องจดทะเบียนสมรสมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี

(2) หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนต้องมิใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดานของสามีหรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายตาม (1)

(3) หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนต้องเป็นญาติสืบสายโลหิตของสามีหรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย...

(4) หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนต้องเป็นหญิงที่เคยมีบุตรมาก่อนแล้วเท่านั้น ถ้าหญิงนั้นมีสามีที่ชอบด้วยกฎหมายหรือชายที่อยู่กินฉันสามีภริยา จะต้องได้รับความยินยอมจากสามีที่ชอบด้วยกฎหมายหรือชายดังกล่าวด้วย

มาตรา 24 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า เห็นว่า หญิงซึ่งรับตั้งครรภ์แทนตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจ้างนั้นไม่อยู่ในเงื่อนไขตามมาตรา 21 ที่จะรับตั้งครรภ์แทนได้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันพาหญิงดังกล่าวไปตรวจมดลูกที่โรงพยาบาลเพื่อเตรียมความพร้อม และเดินทางไปฝังตัวอ่อน อันเป็นการดำเนินการครบถ้วนในทางการแพทย์ที่จะทำให้หญิงตั้งครรภ์โดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์แล้ว จากนั้นเป็นการเจริญของทารกในครรภ์ในมดลูกของหญิงตามธรรมชาติ ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เพื่อประโยชน์ทางการค้าแล้ว จึงเป็นความผิดสำเร็จโดยไม่จำต้องให้หญิงที่รับจ้างตั้งครรภ์แทนตั้งครรภ์ก่อน ฟ้องโจทก์ตามข้อ 1.4 ถึงข้อ 1.6 ข้อ 1.10 และข้อ 1.11 จึงไม่ขาดองค์ประกอบความผิดและไม่เป็นการพยายามกระทำความผิด ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ว่าจ้างหญิงหลายคนให้ตั้งครรภ์แทน และพาไปตรวจมดลูก ฝังตัวอ่อนฝากครรภ์ ตรวจที่โรงพยาบาล จัดหาที่พัก และส่งมอบทารกให้แก่ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศเพื่อประโยชน์ทางการค้า เป็นความผิดถึง 14 กระทงโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ลำพังแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีประวัติกระทำความผิด ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะเป็นการสมควรให้โอกาสได้กลับตัว เนื่องจากไม่เหมาะสมกับสภาพความผิด ทั้งอาจเป็นเยี่ยงอย่างให้แก่ผู้คิดจะกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลังจากลดโทษแล้วในความผิดฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 14 กระทง รวมจำคุก 42 เดือน โดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 24
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 ม. 21 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นางสาว พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวสุนิษา บรรเทา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยงยศ คุปตะวาทิน
ชื่อองค์คณะ
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ชัยยุทธ กลับอำไพ
ปัญญา ช่อมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4050/2566
#696738
เปิดฉบับเต็ม

แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าเจ้าหนี้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องลูกหนี้ทั้งสามให้ล้มละลาย แต่หากศาลล้มละลายกลางพิจารณาสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกอบสำนวนของศาลล้มละลายกลางตามกระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย มาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ก็จะทราบว่าเจ้าหนี้ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องลูกหนี้ทั้งสามต่อศาลล้มละลายกลาง มูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมีอายุความ 10 ปี นับแต่คดีถึงที่สุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 เมื่อมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีถึงที่สุดวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 เจ้าหนี้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องเป็นคดีต่อศาลล้มละลายกลางวันที่ 18 เมษายน 2551 ภายในกำหนดอายุความ 10 ปี นับแต่คดีถึงที่สุด ย่อมมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) มูลหนี้ตามคำพิพากษาจึงยังไม่ขาดอายุความ เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ตามมูลหนี้คำพิพากษาดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสามเด็ดขาดเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 6,823,168.47 บาท ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่า เจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 7788/2541 ที่ได้รับโอนมาจากธนาคาร ก. เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ทั้งสามชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจริง คดีดังกล่าวศาลแพ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541 คดีจึงถึงที่สุดวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 เจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้วันที่ 23 เมษายน 2552 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าหนี้ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวยื่นฟ้องลูกหนี้ทั้งสามเป็นคดีล้มละลายนี้หรือไม่ หรือมีเหตุอื่นใดอันอาจทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงขาดอายุความและต้องห้ามมิให้ยื่นขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ 2483 มาตรา 94 เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้เสียทั้งสิ้น ตามมาตรา 107 (1) (เดิม)

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้ศาลล้มละลายกลางไต่สวนข้อเท็จจริงว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่งศาลที่ยกคำขอรับชำระหนี้ในวันใด ซึ่งศาลล้มละลายกลางไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าเจ้าหนี้ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ พิพากษายกอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่เจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

เจ้าหนี้ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ยกคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 28/1 หรือไม่ ปัญหานี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า เจ้าหนี้โดยนายเรวัต ผู้รับมอบอำนาจช่วงได้มอบอำนาจให้นายสมเกียรติ ดำเนินกระบวนพิจารณาในการขอรับชำระหนี้คดีนี้ ต่อมาเจ้าหนี้โดยนายสมเกียรติยื่นคำขอรับชำระหนี้ แต่นายสมเกียรติไม่มาให้การสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ตามนัด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงส่งหมายนัดสอบสวนครั้งที่สองไปยังกรรมการเจ้าหนี้เพื่อมาให้การสอบสวนในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 แต่ไม่มีเจ้าหนี้หรือผู้รับมอบอำนาจคนใดมาให้การสอบสวนตามนัด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงเสนอความเห็นต่อศาลล้มละลายกลางว่า หนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ขาดอายุความ เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2561 นายเรวัต ผู้รับมอบอำนาจช่วงของเจ้าหนี้ ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2561 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อขอส่งเอกสารและบันทึกถ้อยคำแทนการสอบสวน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่าได้ทำความเห็นคำขอรับชำระหนี้เสนอศาลแล้วจึงสั่งรวมเอกสาร และต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หมายแจ้งคำสั่งศาลให้เจ้าหนี้ทราบโดยส่งไปยังภูมิลำเนาของนายสมเกียรติ เจ้าหนี้อ้างว่าไม่ทราบคำสั่งศาลที่ยกคำขอรับชำระหนี้ เพิ่งมาทราบคำสั่งศาลเมื่อนายเรวัตได้ไปตรวจคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2564 จึงได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2564 และข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมไว้ว่าเจ้าหนี้โดยนายสมเกียรติยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2552 ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2552 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำรายงานว่า เมื่อไม่ปรากฏทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้จึงงดทำความเห็นคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไม่มีประกัน 2 ราย ซึ่งรวมเจ้าหนี้คดีนี้ไว้ก่อน ครั้นวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสามล้มละลายและมีคำสั่งอนุญาตให้ปิดคดีเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2555 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาลขอให้มีคำสั่งเปิดคดีเนื่องจากมีทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 3 ไม่มีภาระผูกพัน ได้ยึดไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7788/2541 ของศาลแพ่ง อยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงเบิกสำนวนของเจ้าหนี้และเจ้าหนี้อีกรายหนึ่งมาดำเนินการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้โดยส่งหมายนัดไปยังนายสมเกียรติ ผู้รับมอบอำนาจช่วงของเจ้าหนี้ แต่ส่งไม่ได้เนื่องจากไม่พบบ้านเลขที่ดังกล่าวตามรายงานการเดินหมายลงวันที่ 1 ธันวาคม 2560 โดยนายสามารถ พนักงานเดินหมาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงส่งหมายนัดครั้งที่สองไปยังกรรมการเจ้าหนี้ ส่งได้โดยมีผู้รับหมายแทนเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 ตามรายงานการเดินหมายลงวันที่ 31 มกราคม 2561 โดยนายบุรินทร์ พนักงานเดินหมาย เจ้าหนี้โดยนายเรวัต ผู้รับมอบอำนาจช่วงได้ทำบันทึกถ้อยคำแทนการสอบสวนลงวันที่ 18 เมษายน 2561 พร้อมเอกสารแนบ 7 ฉบับ ยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2561 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่า คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลให้รวมไว้ ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2561 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รับแจ้งคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2561 ว่า แจ้งคำสั่งศาลให้คู่ความทราบ โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งหมายแจ้งคำสั่งศาลไปยังนายสมเกียรติ ผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้ ครั้งนี้ส่งหมายได้ด้วยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 โดยนายสามารถ พนักงานเดินหมาย รายงานว่า พบบ้านปิดประตูใส่กุญแจ ไม่พบบุคคล บริเวณบ้านวัชพืชขึ้นรก ตามรายงานการเดินหมายลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 เห็นว่า นับแต่ที่นายสมเกียรติยื่นคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2552 แล้ว ไม่ปรากฏว่านายสมเกียรติ ผู้รับมอบอำนาจช่วงของเจ้าหนี้ได้ดำเนินการติดต่อกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จนกระทั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เบิกสำนวนมาดำเนินการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ โดยส่งหมายนัดไปยังนายสมเกียรติ ผู้รับมอบอำนาจช่วงของเจ้าหนี้ แต่ส่งไม่ได้ ตามรายงานการเดินหมายลงวันที่ 1 ธันวาคม 2560 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงส่งหมายนัดครั้งที่สองไปยังกรรมการเจ้าหนี้ ส่งหมายได้โดยมีผู้รับหมายแทน เจ้าหนี้โดยนายเรวัต ผู้รับมอบอำนาจช่วงดำเนินการให้ถ้อยคำและยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งรวมเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2561 ดังนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2561 ให้แจ้งคำสั่งศาลให้คู่ความทราบ ก็ชอบที่จะออกหมายแจ้งคำสั่งศาลไปยังกรรมการเจ้าหนี้หรือนายเรวัต ผู้รับมอบอำนาจช่วงตามข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กลับออกหมายแจ้งคำสั่งศาลโดยส่งไปที่นายสมเกียรติ ตามภูมิลำเนาเดิม ทั้งที่มีข้อมูลว่าไม่สามารถส่งหมายให้นายสมเกียรติได้มาครั้งหนึ่งแล้ว แม้ครั้งหลังจะส่งหมายแจ้งคำสั่งศาลให้นายสมเกียรติได้ด้วยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 และเจ้าหนี้ยังไม่ได้เพิกถอนหนังสือมอบอำนาจช่วงให้นายสมเกียรติก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีในการส่งหมายให้แก่นายสมเกียรติครั้งแรก พนักงานเดินหมายระบุเหตุที่ไม่พบ เนื่องจากซอยโชคชัย 4 มีหลายหมู่และซอยแยกมากมาย แต่ต่อมาในการส่งหมายแจ้งคำสั่งศาล พนักงานเดินหมายคนเดิมกลับส่งหมายได้ด้วยวิธีปิดหมาย และสภาพภูมิลำเนาของนายสมเกียรติที่ปิดหมายไว้ เป็นบ้านปิดประตูใส่กุญแจ ไม่พบบุคคล บริเวณบ้านวัชพืชขึ้นรก กรณีจึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเจ้าหนี้ยังไม่ทราบคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ออกหมายแจ้งไป ประกอบกับมูลหนี้ที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งที่มีทุนทรัพย์ 6,823,168.47 บาท หากเจ้าหนี้ทราบคำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ยกคำขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้จะต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลล้มละลายกลางโดยทันที เมื่อเจ้าหนี้อ้างว่า ทนายความได้ไปตรวจคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2564 จึงได้ทราบคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ที่เจ้าหนี้ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2564 จึงถือได้ว่าเจ้าหนี้ได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดหนึ่งเดือน ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 28/1 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังขึ้น และเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ต่อไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาก่อน

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า มูลหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้ขาดอายุความและต้องห้ามมิให้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94 หรือไม่ ปัญหานี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเจ้าหนี้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 7788/2541 พิพากษาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 มายื่นคำขอรับชำระหนี้ ศาลล้มละลายกลางเห็นว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าหนี้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวยื่นฟ้องลูกหนี้ทั้งสามเป็นคดีล้มละลายหรือมีเหตุอื่นใดอันอาจทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงขาดอายุความและต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้นำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องลูกหนี้ทั้งสามให้ล้มละลายต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2551 อายุความย่อมสะดุดหยุดลง ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบดีอยู่แล้วนั้น เห็นว่า ตามรายงานความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในเรื่องคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสามเด็ดขาด วันที่ 23 เมษายน 2552 เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ แม้เจ้าหนี้ไม่นำพยานหลักฐานมาให้การสอบสวนต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าเจ้าหนี้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องลูกหนี้ทั้งสามให้ล้มละลาย แต่หากศาลล้มละลายกลางพิจารณาสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกอบสำนวนของศาลล้มละลายกลางตามกระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ก็จะทราบว่าเจ้าหนี้ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องลูกหนี้ทั้งสามต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2551 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสามเด็ดขาดเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ตามคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้ทั้งสามและหมายแจ้งคำสั่งดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฉบับลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 มูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมีอายุความ 10 ปี นับแต่คดีถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 เมื่อมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีถึงที่สุดวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 เจ้าหนี้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องเป็นคดีต่อศาลล้มละลายกลางวันที่ 18 เมษายน 2551 ภายในกำหนดอายุความ 10 ปี นับแต่คดีถึงที่สุด ย่อมมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) มูลหนี้ตามคำพิพากษาจึงยังไม่ขาดอายุความ เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ตามมูลหนี้คำพิพากษาดังกล่าวได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้เป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 106 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (2) ม. 193/32
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.
เจ้าหนี้ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายจิรเวทย์ อุนนะนันทน์
- นายอดิศักดิ์ เทียนกริม
ชื่อองค์คณะ
เมธี ประจงการ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4049/2566
#697290
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งหกใช้รถยนต์ของกลาง 4 คัน พาคนต่างด้าว 47 คน ที่ลักลอบเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยไปส่งยังจุดหมายปลายทางที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย จึงเป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะให้คนต่างด้าวนั่งโดยสารมาในรถด้วยเท่านั้น มิได้เป็นการใช้รถยนต์ของกลางเพื่อพาคนต่างด้าวหลบหนีให้พ้นจากการจับกุม หรือเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจตามฟ้องของโจทก์โดยตรง รถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยทั้งหกได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83 ริบรถยนต์ 4 คัน ของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 1530/2564 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้

จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน บวกโทษจำคุก 4 เดือน ของจำเลยที่ 4 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 1530/2564 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 10 เดือน ริบรถยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยทั้งหกฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า จำเลยทั้งหกกระทำความผิดตามฟ้อง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกมีเพียงประการเดียวว่า รถยนต์ของกลางทั้งสี่คันเป็นทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินที่ศาลมีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ได้นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งผู้กระทำความผิดได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยทั้งหกว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งหกใช้รถยนต์ของกลางทั้งสี่คันพาคนต่างด้าว 47 คน ที่ลักลอบเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยไปส่งที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย อันเป็นกรณีที่จำเลยทั้งหกใช้รถยนต์ของกลางโดยสารพาคนต่างด้าว 47 คน ซึ่งลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้วไปส่งยังจุดหมายปลายทาง จึงเป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะให้คนต่างด้าวนั่งโดยสารมาในรถด้วยเท่านั้น มิได้เป็นการใช้รถยนต์ของกลางเพื่อพาคนต่างด้าวหลบหนีให้พ้นจากการจับกุม หรือเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจโดยตรง ดังนั้น รถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยทั้งหกได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งริบได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งหกฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถยนต์ของกลาง แต่ให้คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสุทธิณัฐ ไชยเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวนิตยา วัฒนะชีวะกุล
ชื่อองค์คณะ
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
กีรติ ตั้งธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4044 -ที่ 4046/2566
#697943
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 จัดการสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ อันเป็นการอาศัยสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จัดการสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์สามารถฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ตามมาตรา 1480 และหากศาลเพิกถอนนิติกรรมย่อมเกิดผลที่โจทก์สามารถร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมกันในเอกสารได้ตาม มาตรา 1475 การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเป็นการวินิจฉัยที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นข้อพิพาทในคดี กรณีมิใช่การวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือพิพากษาเกินไปกว่าคำฟ้อง

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้และขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาท ส่วนคดีก่อนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องนาง อ. เรียกโฉนดที่ดินคืน กรณีมิใช่เป็นโจทก์คนเดียวกัน ทั้งมิใช่เรื่องเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน และดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ส่วนอีกคดีแม้จะเป็นโจทก์คนเดียวกันฟ้อง แต่ที่ดินคนละแปลงกัน ประเด็นที่วินิจฉัยมิใช่เรื่องเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีดังกล่าว

การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 กรณียังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการยกให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเด็ดขาด จึงมิใช่การจัดการสินสมรสโดยมิชอบที่จะต้องฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคสอง เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในเอกสารสำคัญตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 1475 ได้ โดยโจทก์มีสิทธิตลอดเวลาไม่ว่าจะช้านานเท่าใดที่จะติดตามเอาคืนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ เมื่อยังปรากฏชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในสารบาญโฉนดที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิ โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ในสารบาญโฉนดที่ดินพิพาทได้

แม้คดีจะฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ก็ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปทำนิติกรรมใด ๆ โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับนาย พ. และนาย ช. หรือติดตามเอาคืนทรัพย์สินของโจทก์ได้ แต่การเพิกถอนนิติกรรมย่อมกระทบถึงสิทธิของนาย พ. และนาย ช. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องนาย พ. และนาย ช. เป็นจำเลยด้วยผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกคดีได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว ฯ มาตรา 182/1 วรรคสอง แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ยังถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงร่วมกับนาย ช. โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ลงชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ทั้งสามสำนวนว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกและสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 2 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 3 และเรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 4

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทในชุดที่ 1 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาทในชุดที่ 1 กับเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 และให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทในชุดที่ 3 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กับเพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทในชุดที่ 3 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 และให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาทในชุดที่ 3 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 และหรือจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 3 เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 43 ต่อมานายชัชวาล ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 11254, 71979, 35942, 35943 และจดทะเบียนลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมเฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 2 ยังมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 71537 และ 72118 ให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 11658, 11659, 1031, 74648, 71978 หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2512 มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ นางวรรณอนงค์ จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และนายหรือพระพรชัย ระหว่างพิจารณาคดี จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2562 ที่ดินพิพาทในชุดที่ 1 มี 4 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 11254, 71979, 35942 และ 35943 ที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 มี 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 11658, 11659, 1031, 74648, 71978, 16432 และ 44033 ที่ดินพิพาทในชุดที่ 3 มี 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 71537 และ 72118 จำเลยที่ 1 ได้ที่ดินพิพาททั้งหมดมาระหว่างสมรสกับโจทก์ แต่ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียว จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทตามฟ้อง ดังนี้ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2554 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11254 แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 71979 แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 35942 และ 35943 แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา รวม 2 แปลง เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2554 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11658, 11659 และ 1031 แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา รวม 3 แปลง เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2554 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 74648 แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2545 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 71978 แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 16432 และ 44033 แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา รวม 2 แปลง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2554 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินและให้เฉพาะส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 71537 และ 72118 แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ต่อมาวันที่ 17 กันยายน 2561 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายฝากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 4 ในราคา 5,300,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในชุดที่ 1 และที่ 3 และให้จำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 เป็นการให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เป็นการจัดการสินสมรสโดยมิชอบตามที่โจทก์ตั้งเรื่องฟ้องมา เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องโดยตั้งสภาพแห่งข้อหาทั้งแสดงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำโดยไม่สุจริต ทั้งจำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทในชุดที่ 3 ไปขายฝากไว้แก่จำเลยที่ 4 โดยไม่สุจริต อันเป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ 1 จัดการสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและมีคำขอบังคับให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทและให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาท ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิในฐานะที่โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 จัดการสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ อันเป็นการอาศัยสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 ให้อำนาจไว้ ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 จัดการสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์สามารถฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1480 และหากศาลเพิกถอนนิติกรรมย่อมเกิดผลที่โจทก์สามารถร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมกันในเอกสารนั้นได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1475 ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยข้อเท็จจริงและรับฟังจากพยานหลักฐานที่นำสืบมาว่าจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทในชุดที่ 1 และที่ 3 ให้แก่จำเลยที่ 2 และยกที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 3 เป็นการให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 และโจทก์มีสิทธิที่จะร้องขอให้ใส่ชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในเอกสารสำคัญนั้นได้ตามมาตรา 1475 จึงเป็นการวินิจฉัยโดยรับฟังจากคำฟ้อง คำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำเบิกความ และพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบในชั้นพิจารณา มาปรับข้อเท็จจริงที่ได้ความเข้ากับตัวบทกฎหมายเพื่อวินิจฉัยถึงสิทธิของคู่ความแต่ละฝ่าย ทั้งเป็นการวินิจฉัยที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นข้อพิพาทในคดี กรณีมิใช่เป็นการวินิจฉัยคดีนอกฟ้องนอกประเด็นหรือพิพากษาเกินไปกว่าคำฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1926/2561 และ พ.58/2562 ของศาลจังหวัดพัทยา และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.49/2562 ของศาลจังหวัดจันทบุรี หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ล้วนเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1926/2561 และ พ.58/2562 ของศาลจังหวัดพัทยา และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.49/2562 ของศาลจังหวัดจันทบุรีแล้ว จึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่งอ้างส่งเอกสารเกี่ยวกับประเด็นนี้มาในท้ายฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว เมื่อพิจารณาคำฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1926/2561 ของศาลจังหวัดพัทยา เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องนางวรรณอนงค์ เรียกโฉนดที่ดินคืนเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้และขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 จึงมิใช่เป็นกรณีโจทก์คนเดียวกัน ทั้งมิใช่เรื่องเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน และดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1926/2561 ของศาลจังหวัดพัทยา ส่วนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.58/2562 ของศาลจังหวัดพัทยา แม้จะเป็นกรณีโจทก์คนเดียวกันฟ้อง แต่ที่ดินในคดีนี้กับคดีดังกล่าวเป็นคนละแปลงกัน ประเด็นที่วินิจฉัยจึงมิใช่เรื่องเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีดังกล่าว ส่วนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.49/2562 ของศาลจังหวัดจันทบุรี จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเพียงคำเบิกความพยานตามเอกสาร เมื่อไม่มีคำฟ้องมาแสดงหรือนำสืบให้เห็นถึงประเด็นพิพาทแห่งคดีดังกล่าว จึงไม่อาจฟังว่า เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับกันว่า ในวันที่ 18 สิงหาคม 2561 เป็นวันที่จัดทำบันทึกข้อตกลง โดยโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นางวรรณอนงค์ และพระพรชัยทุกคนอยู่พร้อมกัน ซึ่งข้อความในบันทึกดังกล่าวแสดงให้เห็นพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 ถือครองที่ดินพิพาทในชุดที่ 1 และที่ 3 แทนจำเลยที่ 1 แม้ในบันทึกข้อตกลง จะไม่ปรากฏข้อความเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 ที่จำเลยที่ 1 ยกให้จำเลยที่ 3 แต่ได้ความจากโจทก์และนางวรรณอนงค์เบิกความไว้ว่า ในวันทำบันทึกข้อตกลง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงว่าจะโอนที่ดินทั้งหมดคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ดินมีจำนวนมากจึงไม่ได้ระบุที่ดินทุกแปลงลงในบันทึกข้อตกลง ทั้งจำเลยที่ 3 รับว่าจะคืนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มิได้นำที่ดินไปก่อภาระผูกพันกับบุคคลภายนอกดังเช่นจำเลยที่ 2 บันทึกข้อตกลงจึงไม่ได้ระบุที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 ที่ยกให้จำเลยที่ 3 ไว้ นอกจากนี้ยังได้ความจากนายเอกวิศิษฐ์ พยานโจทก์เบิกความว่า พยานเป็นเพื่อนกับพระพรชัยรู้จักกับจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2560 จำเลยที่ 1 ป่วยต้องทำกายภาพบำบัด พระพรชัยจึงฝากให้ภริยาของพยานซึ่งเป็นพยาบาลช่วยดูแลจำเลยที่ 1 พยานทราบจากจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนในที่ดินหลายแปลง เพราะจำเลยที่ 1 มีสุขภาพไม่แข็งแรง แต่จำเลยที่ 1 ต้องการที่จะแบ่งทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่บุตรทั้งสี่คน จำเลยที่ 1 เคยต้องการขายที่ดินให้แก่บุคคลภายนอก แต่จำเลยที่ 2 ไม่ยินยอมบอกว่าจะขายเอง แล้วจำเลยที่ 2 นำที่ดินไปขายให้บุคคลอื่น จำเลยที่ 1 จึงมอบอำนาจให้พยานไปอายัดที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแทนต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามสำเนาคำขออายัดและสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาด จำเลยที่ 1 คงไม่มีการดำเนินการอายัดที่ดินดังกล่าว ทั้งได้ความจากทางนำสืบว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินพิพาททั้งหมดไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ป่วยและไปพักรักษาตัวที่บ้านของโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้คนนำโฉนดที่ดินมาเก็บไว้ที่บ้านโจทก์ อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นช่วงระยะเวลาเดียวกันในปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นางวรรณอนงค์และพระพรชัยบุตรอีกสองคนของจำเลยที่ 1 ยังอาศัยอยู่ต่างประเทศ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทในชุดที่ 1 และที่ 3 ให้แก่จำเลยที่ 2 และยกที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 3 เป็นการให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 กรณียังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการยกให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเด็ดขาด จึงมิใช่เป็นการจัดการสินสมรสโดยมิชอบที่จะต้องฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในเอกสารสำคัญตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 ได้ โดยโจทก์มีสิทธิตลอดเวลาไม่ว่าจะช้านานเท่าใดที่จะติดตามเอาคืนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน และร้องขอให้ลงชื่อตนตามที่กฎหมายกำหนดได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าล่วงเลยเวลาที่ได้สินสมรสมาแล้วนานเท่าไร เพราะมิใช่กรณีที่จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลาอันกฎหมายกำหนดไว้ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ และต้องใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังที่วินิจฉัยข้างต้นว่า จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทในชุดที่ 1 และที่ 3 ให้แก่จำเลยที่ 2 และยกที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 3 เป็นการให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นการยกที่ดินให้เป็นสิทธิของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเด็ดขาด ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมให้ที่ดินพิพาทโดยเสน่หาแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และเป็นการให้ที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปหรือตามหน้าที่ธรรมจรรยาดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทน ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมมีสิทธิในฐานะคู่สมรสที่จะร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในเอกสารสำคัญตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อยังปรากฏชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในสารบาญโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งที่ไม่มีสิทธิ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ในสารบาญโฉนดที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทนั้น จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้ใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 16432 และ 44033 ที่จำเลยที่ 2 นำไปขายให้แก่นายพิทักษ์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 71537 และ 72118 ที่จำเลยที่ 2 ยินยอมให้นายชัชวาลเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีจะฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทดังกล่าวไปทำนิติกรรมใด ๆ ได้ และโจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับนายพิทักษ์และนายชัชวาล หรือติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ได้ แต่การเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวย่อมกระทบกระเทือนถึงสิทธิของนายพิทักษ์และนายชัชวาล ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องนายพิทักษ์และนายชัชวาลเป็นจำเลยด้วยผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกคดีได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ยังถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงร่วมกับนายชัชวาล โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ลงชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมเฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 2 ยังมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11254, 71979, 35942 และ 35943 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 71537 และ 72118 เฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 2 ยังมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11658, 11659, 1031, 74648 และ 71978 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1475 ม. 1476 ม. 1480 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ม.
จำเลย — นาง ส. โดยนาย ช. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี — นางอรุณวดี ไวกาสี
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางปารณี มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
อโนชา ชีวิตโสภณ
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4017/2566
#698613
เปิดฉบับเต็ม

ที่ผู้ร้องอ้างว่าจะต้องใช้สิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 เพื่อจัดการทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถนั้นที่จะยื่นคำร้องขอได้ เมื่อปรากฏว่าในขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ศาลยังไม่มีคำสั่งว่า ม. เป็นคนไร้ความสามารถ และมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของ ม. ผู้ร้องซึ่งยังไม่อยู่ในฐานะผู้อนุบาล จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมแทน ม. ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่านางมาลี เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของผู้ร้อง และมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนที่ดินตามหลักฐานใบ ภ.บ.ท. 5 เลขสำรวจที่ 120 เนื้อที่ 2 ไร่ 60 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 381 อาวุธปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .32 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ให้แก่ผู้ร้องหรือจดทะเบียนโอนขายให้แก่บุคคลภายนอก และอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมเบิกถอนเงินฝากในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาวังสมบูรณ์ และเงินฝากในบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาวังสมบูรณ์ ซึ่งมีชื่อนางมาลีเป็นเจ้าของบัญชีด้วย

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวนแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า นางมาลี เป็นคนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความอนุบาลของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องขอในส่วนที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมแทนนางมาลี นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่านางมาลีเป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของผู้ร้องพร้อมกับขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมแทนนางมาลีมาด้วยนั้น ในส่วนที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมแทนนางมาลีโดยอ้างว่านางมาลีไม่สามารถจัดการทรัพย์สินและทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองได้ ผู้ร้องจึงมีความจำเป็นต้องจัดการทรัพย์สินดังกล่าวของนางมาลีเพื่อนำเงินที่ได้มาเป็นค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาลนางมาลีต่อไป ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่าจะต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 เพื่อจัดการทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถ แต่การใช้สิทธิทางศาลในกรณีดังกล่าวเป็นอำนาจของบุคคลที่มีฐานะเป็นผู้อนุบาลเท่านั้นที่จะยื่นคำร้องขอได้ ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 บัญญัติว่า บุคคลวิกลจริตผู้ใด ถ้าคู่สมรสก็ดี ผู้บุพการีกล่าวคือ บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย ทวดก็ดี ผู้สืบสันดานกล่าวคือ ลูก หลาน เหลน ลื่อก็ดี ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ก็ดี ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ก็ดี หรือพนักงานอัยการก็ดี ร้องขอต่อศาลให้สั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถ ศาลจะสั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถก็ได้ บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้อยู่ในความอนุบาล การแต่งตั้งผู้อนุบาล อำนาจหน้าที่ของผู้อนุบาล และการสิ้นสุดของความเป็นผู้อนุบาลให้เป็นไปตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายนี้ คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ ให้ประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษา เมื่อในขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ศาลยังไม่มีคำสั่งว่านางมาลีเป็นคนไร้ความสามารถ และมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของนางมาลี รวมถึงยังไม่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาในส่วนที่มีคำสั่งว่านางมาลีเป็นคนไร้ความสามารถ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสามารถในการจัดการทรัพย์สินและสถานะของคนไร้ความสามารถและสิทธิในการดำเนินการแทนในนามของผู้อนุบาลในการทำนิติกรรมของคนไร้ความสามารถ ผู้อนุบาลจะมีอำนาจหน้าที่เมื่อศาลสั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถและแต่งตั้งผู้อนุบาลแล้ว ผู้ร้องซึ่งยังไม่อยู่ในฐานะผู้อนุบาลจึงยังไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมแทนนางมาลีได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องขอในส่วนนี้มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาว ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสระแก้ว — นายพงศนาถ เลาหภิชาติชัย
- นายนาวี สกุลวงศ์ธนา
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
อโนชา ชีวิตโสภณ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4009/2566
#698614
เปิดฉบับเต็ม

แบบส่งเงินอายัด เป็นเอกสารที่ธนาคารจัดส่งเงินฝากในบัญชีของจำเลยที่ 1 มาให้สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี ตามคำสั่งอายัดเงินของจำเลยที่ 1 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 326/2558 ของศาลจังหวัดเพชรบุรี ไม่ใช่เอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ รวมทั้งไม่เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1 (8) และ (9) จึงเป็นเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 1 (7) เท่านั้น

ส่วนใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) เป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นในหน้าที่เพื่อมอบให้แก่ผู้ครอบครองที่ดินเพื่อเป็นหลักฐานในการชำระภาษีบำรุงท้องที่ จึงเป็นเอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 1 (8) แต่ไม่เป็นเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1 (9) ในความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และฉ้อโกง ล้วนเป็นการกระทำต่อเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียวเพื่อหลอกลวงโจทก์ทั้งสอง การที่โจทก์ทั้งสองทยอยมอบเงินกู้ยืมให้แก่จำเลยที่ 1 ในแต่ละครั้ง รวม 70 ครั้ง เป็นการกระทำต่อเนื่องด้วยเจตนาเดียวเพื่อฉ้อโกงโจทก์ทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 266, 268, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 341 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้แบบส่งเงินอายัดอันเป็นเอกสารราชการปลอมและฐานฉ้อโกง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้แบบส่งเงินอายัดอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานใช้หลักฐานใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) อันเป็นเอกสารราชการปลอม จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 4 เดือน (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก)

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก อีกบทด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม (แบบส่งเงินอายัด) และความผิดฐานฉ้อโกง (ที่ถูก ต้องระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม (แบบส่งเงินอายัด) และความผิดฐานฉ้อโกง) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงเพียงบทเดียว) จำคุก 3 ปี ความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม (ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ ภ.บ.ท. 5) จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกฐานฉ้อโกง 2 ปี ฐานใช้เอกสารราชการปลอมใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนที่โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ทั้งสองประกอบกิจการซื้อขายรถยนต์บรรทุก จำเลยที่ 3 เคยซื้อรถยนต์บรรทุกจากโจทก์ทั้งสองลักษณะผ่อนส่ง จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรสะใภ้ของจำเลยที่ 3 และเป็นน้องสะใภ้ของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองรู้จักจำเลยที่ 1 และที่ 2 เนื่องจากเคยนำเงินมาชำระค่ารถยนต์บรรทุก ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถูกฟ้องขับไล่ออกจากที่ดินและบ้านเลขที่ 259 คดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกจากที่ดินพร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหาย และธนาคาร ก. ส่งเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จำนวน 300,000 บาท มาให้ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 นำสำเนาแบบส่งเงินอายัดของธนาคาร ก. มาแก้ไขจำนวนเงินจาก 300,000 บาท เป็น 116,000,000 บาท แล้วจำเลยที่ 1 ส่งเอกสารที่ทำปลอมขึ้นดังกล่าวไปให้โจทก์ที่ 1 ทางแอปพลิเคชันไลน์เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการหลอกลวงโจทก์ทั้งสองว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับเงินตามคำสั่งอายัดจำนวน 116,000,000 บาท และขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง จึงให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินรวม 17,650,000 บาท โดยมอบเช็คให้จำเลยที่ 1 จำนวน 2 ฉบับ และทยอยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 11 ครั้ง บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 จำนวน 57 ครั้ง ตามใบรับรองรายการสำเนาเช็คและรายการโอนเงินผ่านระบบธนาคาร และจำเลยที่ 1 ปลอมใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ขององค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ แล้วจำเลยที่ 1 นำเอกสารที่ทำปลอมขึ้นดังกล่าวพร้อมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้ขายและผู้มอบอำนาจ รวมทั้งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องมามอบให้โจทก์ที่ 1 เพื่อให้โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อยิ่งขึ้นว่าจำเลยที่ 1 มีที่ดินเนื้อที่ 72 ไร่ ราคาไร่ละ 300,000 บาท เป็นประกันการชำระหนี้ ซึ่งเป็นความเท็จ เพราะองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ตรวจสอบแล้วพบว่าที่ดินตามใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ที่จำเลยที่ 1 ทำปลอมขึ้น มีนางมีนา นางสาวชญากรณ์ และนางเอมอร เป็นผู้ครอบครอง โดยมีเนื้อที่เพียง 10 ไร่ ตามหนังสือตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ (ภ.บ.ท. 5)

มีปัญหาข้อเท็จจริงต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองเบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับโจทก์ทั้งสองได้ความเพียงว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ทั้งสองรู้จักจำเลยที่ 3 เพราะจำเลยที่ 3 เคยมาซื้อรถยนต์บรรทุกที่ร้านของโจทก์ทั้งสอง และรู้จักจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรสะใภ้ของจำเลยที่ 3 เนื่องจากเคยนำเงินมาชำระค่ารถยนต์บรรทุก และตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เคยเดินทางไปพบโจทก์ทั้งสองพร้อมกับจำเลยที่ 1 แต่ก็ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าขณะจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาพบโจทก์ทั้งสองพร้อมกับจำเลยที่ 1 ตามวันเวลาเกิดเหตุนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีพฤติการณ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 นำแบบส่งเงินอายัดปลอมมาหลอกลวงโจทก์ทั้งสองหรือไม่ อย่างไร นอกจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพื่อรับเงินกู้ยืมที่โจทก์ทั้งสองโอนมาให้จำเลยที่ 1 ตามที่ถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวง ประกอบกับโจทก์ทั้งสองเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามว่า หลังจากโจทก์ทั้งสองโอนเงินให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 มาทำสัญญากู้เงินกับโจทก์ที่ 1 หลายครั้ง ต่อมาโจทก์ที่ 1 ได้รวมเงินตามสัญญากู้เงินมาทำเป็นสัญญากู้เงินฉบับใหม่ซึ่งโจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้กู้ ผู้เขียนและพยาน จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้เงินทุกฉบับ โดยไม่ปรากฏลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้กู้ในสัญญากู้เงินเลย ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าโจทก์ทั้งสองติดต่อเรื่องการกู้ยืมเงินกับจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียว โดยโจทก์ทั้งสองรู้จักจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะเป็นผู้เคยค้าเท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีพฤติการณ์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้บัญชีเงินฝากของตนเพื่อรับเงินกู้ยืมที่โจทก์ทั้งสองโอนมาให้จำเลยที่ 1 ตามที่ถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวง แต่ก็ไม่เพียงพอให้เป็นเหตุระแวงสงสัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องหรือเป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า แบบส่งเงินอายัด และใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) เป็นเอกสารสิทธิและเอกสารราชการหรือไม่ สำหรับแบบส่งเงินอายัด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แบบส่งเงินอายัดเป็นเอกสารที่ธนาคาร ก. จัดส่งเงินฝากในบัญชีของจำเลยที่ 1 มาให้สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี ตามคำสั่งอายัดเงินของจำเลยที่ 1 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 326/2558 ของศาลจังหวัดเพชรบุรี ไม่ใช่เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ รวมทั้งไม่เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) และ (9) จึงเป็นเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (7) เท่านั้น ส่วนใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) เป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นในหน้าที่เพื่อมอบให้แก่ผู้ครอบครองที่ดินเป็นหลักฐานในการชำระภาษีบำรุงท้องที่ จึงเป็นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) แต่ไม่เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) สำหรับปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการต่อไปว่า การกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร (แบบส่งเงินอายัด) ใช้เอกสารปลอม (แบบส่งเงินอายัด) และฉ้อโกงของจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.70 ของโจทก์ทั้งสองเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองจะแยกบรรยายคำฟ้องถึงการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร (แบบส่งเงินอายัด) ใช้เอกสารปลอม (แบบส่งเงินอายัด) และฉ้อโกงของจำเลยที่ 1 เป็น 70 ข้อ แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องในแต่ละข้อล้วนเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันโดยมีเจตนาอย่างเดียวเพื่อหลอกลวงให้โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อว่าแบบส่งเงินอายัดที่จำเลยที่ 1 ทำปลอมขึ้นและนำมาใช้อ้างเป็นเอกสารที่แท้จริง โจทก์ทั้งสองจะได้ตกลงให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน การที่โจทก์ทั้งสองทยอยมอบเงินกู้ยืมให้แก่จำเลยที่ 1 ในแต่ละครั้ง รวม 70 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 17,650,000 บาท เป็นการกระทำต่อเนื่องกันด้วยเจตนาอย่างเดียวเพื่อที่จะฉ้อโกงโจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (7) ม. 1 (8) ม. 1 (9) ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว. กับพวก
จำเลย — นางสาว ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายไพบูลย์ คงเขษม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายคำแหง เกตุมาก
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3957/2566
#698407
เปิดฉบับเต็ม

แม้บัญชีธนาคาร ก. สาขาซีคอนสแควร์ เลขที่บัญชี 659-1-32XXX-X ของจำเลยที่ 4 ที่มีการรับโอนเงินจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงในคดีนี้ เป็นบัญชีเดียวกับบัญชีที่รับโอนเงินจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงในคดีหมายเลขแดงที่ 1822/2561 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์ และจำเลยที่ 4 ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 7 ในคดีดังกล่าว เรื่องความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและความผิดฐานฟอกเงินเช่นเดียวกับคดีนี้ก็ตาม แต่ผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงคดีนี้และคดีดังกล่าวเป็นคนละคนกัน และการรับโอนเงินจากผู้เสียหายทั้งสองคดีมาเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวต่างวันต่างเวลากัน แม้การกระทำความผิดมีลักษณะอย่างเดียวกัน แต่สามารถแยกเจตนาในการรับโอนเงินจากผู้เสียหายแต่ละคนต่างหากจากกันได้ จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน แม้ในคดีดังกล่าวจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 7 ศาลจังหวัดนครสวรรค์จะได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว แต่เมื่อเป็นความผิดคนละกรรมกันกับคดีนี้ จึงถือไม่ได้ว่าคดีนี้ได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้ย่อมไม่ระงับ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้อยู่ว่าบัญชีธนาคารของตนจะใช้เป็นแหล่งรับโอนเงินเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดที่มาของเงินที่เกี่ยวกับการกระทำผิด และเมื่อมีเงินของผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงได้ถูกยักย้ายนำมาเข้าบัญชีซึ่งปรากฏชื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเจ้าของบัญชี ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 รับโอนหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นก่อนหรือหลังการกระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษในความผิดมูลฐาน อันเป็นการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1), 60

การที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และการแสดงตนเป็นคนอื่นโดยส่งภาพเต็มยศของพลตำรวจตรี ท. และเอกสารปลอมไปให้ผู้เสียหายทางไลน์อันเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องและมีเจตนาเดียว คือเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหายหรือผู้ถูกหลอกลวงอื่น ความผิดดังกล่าวตามฟ้องข้อ 2 และข้อ 4 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว แต่ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินนั้น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีเจตนารมณ์ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดมูลฐานที่ได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมากระทำการในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการฟอกเงิน เพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินจึงเป็นการกระทำความผิดที่เกิดภายหลังเมื่อมีการกระทำความผิดฐานอื่น ๆ สำเร็จแล้ว และเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำต่างจากการกระทำความผิดฐานอื่นนั้นได้ ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตามฟ้องข้อ 3 จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฟอกเงินเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 209, 210, 213, 341, 342, 343 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (3), 5, 9, 60 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 3, 5, 7, 25 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 กับให้จำเลยทั้งสี่คืนหรือชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 2,727,759.11 บาท แก่ผู้เสียหาย เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย นับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ อ.3708/2561 ของศาลอาญา และนับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 608/2561 ของศาลชั้นต้น และในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.995/2562 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคแรก, 210 วรรคแรก, 213, 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5, 7, 25 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 9, 60 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันฟอกเงิน และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 7 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคแรก, 210 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5, 25 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 10 ปี 8 เดือน และให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ.3708/2561 ของศาลอาญา และให้จำเลยที่ 1 คืนหรือชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 2,727,759.11 บาท แก่ผู้เสียหาย ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคแรก, 210 วรรคแรก, 213, 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 จำเลยที่ 1 มาตรา 5, 7, 25 จำเลยที่ 2 มาตรา 5, 25พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จำเลยที่ 1 มาตรา 5 (1) (2) (3), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 60 จำเลยที่ 2 มาตรา 5 (1) (2) (3), 60 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและฐานร่วมกันสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ และฐานร่วมกันฟอกเงิน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 2 จำคุก 6 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นจำคุก 10 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันฟอกเงิน เป็นจำคุก 8 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 18 ปี 8 เดือน และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนหรือชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 2,727,759.11 บาท แก่ผู้เสียหาย โทษในส่วนของจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองและที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา นางสาวนากีซะ ผู้เสียหายได้รับสายโทรศัพท์เสียงผู้ชายแจ้งว่าผู้เสียหายเป็นหนี้บัตรเครดิต เมื่อผู้เสียหายบอกว่าไม่มีบัตรเครดิต ชายคนดังกล่าวได้โอนสายให้คุยกับชายอีกคนอ้างว่าชื่อร้อยตำรวจโททินกร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ เจ้าของคดี และขอเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ให้ ชายดังกล่าวแจ้งให้ผู้เสียหายโทรศัพท์ไปยังหมายเลข 1133 เพื่อตรวจสอบหมายเลขที่โทรมา ผู้เสียหายโทรศัพท์ตรวจสอบพบว่าหมายเลขที่โทรมาตรงกับหมายเลขโทรศัพท์ของสถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ ยกเว้นตัวเลขหลักหน่วยเพียงตัวเดียว มีการโอนสายต่อไปให้คุยกับผู้หญิงที่อ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจหญิงขอเลขบัตรประจำตัวประชาชนและเลขบัญชีธนาคารของผู้เสียหาย อ้างว่ามีคนร้ายคดียาเสพติดและฟอกเงินโอนเงิน 2,000,000 บาท ไปยังบัญชีธนาคารของผู้เสียหาย ให้ผู้เสียหายเคลียร์เงินในบัญชีให้เป็นศูนย์เพื่อตรวจสอบ และโอนสายต่อไปให้ชายอีกคนซึ่งอ้างตัวว่าเป็นพลตำรวจตรีทิวา และขอเลขบัตรประจำตัวประชาชนและเลขบัญชีธนาคาร กับให้เพิ่มเพื่อนในแอปพลิเคชันไลน์ผู้เสียหาย หลังจากเพิ่มเพื่อนแล้วปรากฏชื่อบัญชีไลน์ สภ.อ. บึงกาฬ มีการส่งข้อความ เอกสารปลอม และใช้ภาพถ่ายเต็มยศของพลตำรวจตรีทิวา หลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินไปยังบัญชีธนาคาร 6 บัญชี เพื่อตรวจสอบบัญชีของผู้เสียหาย เสร็จแล้วจะคืนเงินให้ ผู้เสียหายโอนเงินหรือนำเงินสดไปเข้าบัญชีธนาคารตามที่ได้รับแจ้งหลายครั้ง จำนวน 6 บัญชี ของนางสาววีณา นายประดิษฐ์ นายวีรยุทธ นางจารุณี นายภูริณัฐ และนางสาวณัฐชนก รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,938,060 บาท หลังจากนั้นผู้เสียหายมารู้ตัวว่าถูกหลอกลวง และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกกิติศักดิ์ พนักงานสอบสวนให้ทำการตรวจสอบอายัดบัญชีธนาคารที่ผู้เสียหายโอนเงินไปและได้เงินคืนแก่ผู้เสียหายจำนวน 210,300.89 บาท โดยเจ้าของบัญชีธนาคารทั้งหกบัญชีดังกล่าวให้การว่าได้รับค่าจ้างเปิดบัญชีธนาคารบัญชีละ 3,000 บาท และเจ้าของบัญชีธนาคาร 3 ใน 6 บัญชี ส่งมอบบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็มให้แก่จำเลยที่ 1 และเงินบางส่วนของผู้เสียหายถูกโอนต่อไปยังบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งรับจ้างเปิดบัญชีเช่นเดียวกัน โดยเมื่อเปิดบัญชีแล้วจำเลยที่ 3 ส่งมอบบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็มให้แก่นายทอมมี่ ส่วนจำเลยที่ 4 ส่งมอบบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็มให้แก่นางสาวอุษณีย์ แล้วนางสาวอุษณีย์มอบให้แก่จำเลยที่ 1 และกลุ่มคนร้ายที่ทำหน้าที่ถอนเงินได้ใช้บัตรเอทีเอ็มของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เบิกถอนเงินจากบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าวภายในหรือนอกประเทศ และจากการสืบสวนทราบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงผู้เสียหายอยู่ที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พันตำรวจเอกสราวุธ กับพวกได้เดินทางไปประสานงานกับเจ้าพนักงานตำรวจเมืองดูไบ และสามารถจับกุมคนไทยได้ 22 คน คนไต้หวัน 1 คน พร้อมยึดอุปกรณ์โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และเอกสารต่าง ๆ ส่งกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย นายฐเดชหรือเป๊บซี่เป็น 1 ใน 22 คนไทยที่ถูกจับซึ่งเคยร่วมงานกับจำเลยที่ 2 ในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ประเทศกัมพูชา ได้รับเงินเดือน 20,000 บาท และค่าตอบแทนเป็นเงินร้อยละ 3 ของเงินที่หลอกลวงมาได้ และทั้งสองคนเคยเดินทางไปประเทศมาเลเซียด้วยกัน โดยนายฐเดชเดินทางไปร่วมงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ประเทศมาเลเซีย หลังจากกลับจากประเทศมาเลเซียนายฐเดชเดินทางไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่พบประวัติการเดินทางไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ปัญหานี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกกิติศักดิ์ พนักงานสอบสวนเบิกความประกอบคำให้การชั้นสอบสวนของนายฐเดชหรือเป๊ปซี่ ซึ่งให้การไว้ในวันที่ 2 เมษายน 2561 ต่อหน้าทนายความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชักชวนให้ไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เมืองดูไบ โดยนายฐเดชให้การยืนยันสองครั้งก่อนให้การชั้นสอบสวนเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 25 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2561 แต่นายฐเดชพยานโจทก์เบิกความต่อศาลว่านายพสิษฐ์หรือป๋าแทน นายณฐพงศ์หรือเกื้อ และนายสมชาย เป็นคนแจ้งให้พยานไปทำงานที่เมืองดูไบ ไม่ใช่จำเลยที่ 2 เมื่อคำให้การดังกล่าวของนายฐเดชไม่มีรายละเอียดอื่นใดที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 อีก ทั้งพันตำรวจเอกสราวุธ พยานโจทก์เบิกความว่า แม่บ้านที่ทำงานที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์เมืองดูไบบอกว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนชักชวนหาคนมาทำงานที่เมืองดูไบ แต่ตามคำให้การในชั้นสอบสวนของแม่บ้านทั้งสามคนคือ นางสาวสมพิศ นางสาวลัดดาวัลย์ และนางสาวตามใจ กลับไม่ปรากฏว่าได้ให้การถึงจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด โดยเฉพาะนางสาวสมพิศและนางสาวลัดดาวัลย์ให้การว่า นายฐเดชและนายสมชาย หรือนายฉี เป็นคนชักชวนพยานทั้งสองไปทำงานที่เมืองดูไบ นอกจากนี้พันตำรวจเอกสราวุธพยานโจทก์เบิกความตอบถามติงว่า นอกจากนายฐเดชให้การว่าจำเลยที่ 2 ชักชวนนายฐเดชให้เข้าร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เมืองดูไบแล้ว นายเกริกฤทธิ์ก็ให้การเช่นกันด้วย ซึ่งโจทก์มิได้นำนายเกริกฤทธิ์มาเป็นพยานต่อศาล ทั้งตามคำให้การในชั้นสอบสวนของนายเกริกฤทธิ์ลงวันที่ 2 เมษายน 2561 ที่โจทก์ส่งศาล นายเกริกฤทธิ์กลับให้การว่า นายกอบเกื้อชักชวนนายเกริกฤทธิ์ให้มาทำงานที่เมืองดูไบ ไม่ใช่จำเลยที่ 2 คดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การชั้นสอบสวนปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาว่าไม่เคยชักชวนผู้ใดให้ไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เมืองดูไบ โดยให้การยอมรับว่าเคยไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ประเทศกัมพูชาและประเทศมาเลเซีย โดยนายพสิษฐ์กับนายฐเดชและนายณฐพงศ์ ชักชวนไป และเมื่อจำเลยที่ 2 ถูกฟ้องกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศฟิลิปปินส์ในข้อหาความผิดฐานเป็นอั้งยี่ เป็นซ่องโจร มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และฉ้อโกง ตามคดีหมายเลขดำที่ อ.3190/2561 ของศาลอาญา จำเลยที่ 2 ก็ให้การรับสารภาพ ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตามคดีหมายเลขแดงที่ อ.3708/2561 ของศาลอาญา คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้ว โดยได้ความจากร้อยตำรวจเอกกิติศักดิ์พยานโจทก์เบิกความว่า แก๊งองค์กรอาชญากรรมที่จำเลยที่ 2 ถูกจับและดำเนินคดีต่อศาลอาญาดังกล่าวเป็นคนละองค์กรคนละความผิดกับคดีนี้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยเดินทางไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงไม่มั่นคงพอที่จะรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดคดีนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และเมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดคดีนี้หรือไม่ จำต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ขอให้เรียงกระทงลงโทษในความผิดของจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ก่อนอื่นเห็นสมควรวินิจฉัยคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้ระงับไปเพราะได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดของจำเลยในคดีนี้แล้วตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครสวรรค์ คดีหมายเลขแดงที่ 1822/2561 หรือไม่ เห็นว่า แม้บัญชีธนาคาร ก. สาขาซีคอนสแควร์ เลขที่บัญชี 659-1-32XXX-X ของจำเลยที่ 4 ที่มีการรับโอนเงินจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงในคดีนี้ เป็นบัญชีเดียวกับบัญชีที่รับโอนเงินจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงในคดีหมายเลขแดงที่ 1822/2561 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์ และจำเลยที่ 4 ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 7 ในคดีดังกล่าว เรื่องความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและความผิดฐานฟอกเงินเช่นเดียวกับคดีนี้ก็ตาม แต่ผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงคดีนี้และคดีดังกล่าวเป็นคนละคนกัน และการรับโอนเงินจากผู้เสียหายทั้งสองคดีมาเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวต่างวันต่างเวลากัน แม้การกระทำความผิดมีลักษณะอย่างเดียวกัน แต่สามารถแยกเจตนาในการรับโอนเงินจากผู้เสียหายแต่ละคนต่างหากจากกันได้ จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน แม้ในคดีดังกล่าวจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 7 ศาลจังหวัดนครสวรรค์จะได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว แต่เมื่อเป็นความผิดคนละกรรมกันกับคดีนี้ จึงถือไม่ได้ว่าคดีนี้ได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้ย่อมไม่ระงับ คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้นอกจากโจทก์มีพันตำรวจเอกสราวุธและพันตำรวจตรีวัฒนา เป็นพยานเบิกความได้ความว่า จากการสืบสวนได้ความว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเจ้าของบัญชีธนาคารซึ่งเป็นบัญชีม้าแถว 2 แล้วรับโอนเงินจากบัญชีม้าแถว 1 ซึ่งเป็นบัญชีธนาคารที่ได้รับเงินหรือรับโอนเงินจากผู้เสียหายโดยตรงแล้ว โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกกิติศักดิ์พนักงานสอบสวนมาเบิกความประกอบคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งแม้จำเลยที่ 3 ได้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน โดยเนื้อหาในคำให้การของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวตรงกับคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ต่อศาลว่า จำเลยที่ 3 รับจ้างจากนายจิรวัตรหรือเก่ง และนายทอมมี่ เปิดบัญชีธนาคาร 2 บัญชี ได้รับค่าจ้างบัญชีละ 3,000 บาท แล้วจำเลยที่ 3 มอบบัญชีธนาคารพร้อมบัตรเอทีเอ็มและซิมการ์ดโทรศัพท์เพื่อสมัครอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งให้แก่นายจิรวัตรและนายทอมมี่ไปโดยจำเลยที่ 3 ทราบจากบุคคลทั้งสองว่านายทอมมี่จะนำไปใช้ในการเล่นหุ้น แต่จำเลยที่ 3 ให้การไว้ในชั้นสอบสวนในคดีที่นางรัตนากับพวกเป็นผู้ต้องหา ตามคำให้การในชั้นสอบสวนลงวันที่ 1 ธันวาคม 2560 ซึ่งให้การไว้ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ว่า จำเลยที่ 3 เปิดบัญชีธนาคารถึง 5 บัญชี ให้นายจิรวัตรและนายทอมมี่เพื่อใช้ในการหลอกลวงคนไทยด้วยวิธีคอลเซ็นเตอร์ โดยได้รับค่าตอบแทนเปิดบัญชีธนาคารบัญชีละ 3,500 บาท ส่วนจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนและเบิกความต่อศาลตรงกันว่า จำเลยที่ 4 ขณะนั้นเรียนที่วิทยาลัยเทคโนโลยี ก. ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ชั้นปีที่ 1 สาขาบริหารธุรกิจ นางสาวอุษณีย์ เพื่อนนักศึกษาเรียนอยู่ที่วิทยาลัยเดียวกันชักชวนให้เปิดบัญชีธนาคารโดยจะให้ค่าตอบแทนบัญชีละ 2,500 บาท จำเลยที่ 4 อยากได้เงินใช้จึงยอมเปิดบัญชีธนาคาร 2 บัญชี และทำบัตรเอทีเอ็มและซื้อซิมการ์ดเพื่อสมัครอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งให้นางสาวอุษณีย์ไปโดยไม่สนใจว่าจะนำไปใช้อย่างไรเพื่อการใด พฤติการณ์เช่นนี้เชื่อว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้อยู่ว่าบัญชีธนาคารของตนดังกล่าวจะใช้เป็นแหล่งรับโอนเงินเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดที่มาของเงินที่เกี่ยวกับการกระทำผิดนั้น และเมื่อมีเงินของผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงได้ถูกยักย้ายนำมาเข้าบัญชีซึ่งปรากฏชื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเจ้าของบัญชี ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 รับโอนหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นก่อนหรือหลังการกระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษในความผิดมูลฐาน อันเป็นการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1), 60 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องตามกันมาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ทั้งมิใช่เป็นผู้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือเงินของผู้เสียหาย จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดคืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ฐานร่วมกันฟอกเงิน และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ ตามฟ้องข้อ 2 ถึงข้อ 4 เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกันหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และการแสดงตนเป็นคนอื่นโดยส่งภาพเต็มยศของพลตำรวจตรีทิวาและเอกสารปลอมไปให้ผู้เสียหายทางไลน์อันเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องและมีเจตนาเดียว คือเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหายหรือผู้ถูกหลอกลวงอื่น ความผิดดังกล่าวตามฟ้องข้อ 2 และข้อ 4 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว แต่ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินนั้น พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีเจตนารมณ์ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดมูลฐานที่ได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมากระทำการในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการฟอกเงิน เพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินจึงเป็นการกระทำความผิดที่เกิดภายหลังเมื่อมีการกระทำความผิดฐานอื่น ๆ สำเร็จแล้ว และเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำต่างจากการกระทำความผิดฐานอื่นนั้นได้ ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตามฟ้องข้อ 3 จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ต่างกรรมกับความผิดตามฟ้องข้อ 2 และข้อ 4 ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฟอกเงินเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาตินั้นเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันแล้ว ความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินย่อมเกลื่อนกลืนไปกับความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินแล้ว รวมทั้งบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 213 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคสอง อันเป็นความรับผิดในทางอาญาสำหรับการกระทำของผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทความผิดดังกล่าวของจำเลยที่ 1 มาด้วยนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง และเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคแรก, 210 วรรคแรก, 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5, 7, 25 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1) (2) (3), 60 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น จำคุก 2 ปี ส่วนความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน จำคุก 6 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ คงจำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น คงจำคุก 1 ปี และฐานร่วมกันฟอกเงิน จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1), 60 จำคุกคนละ 1 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 608/2561 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.995/2562 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 (1) ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาพระโขนง — นายโชคชัย ตั้งรักษาสัตย์
ศาลอุทธรณ์ — นางสุภาวรรณ มหัตเดชกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อำนาจ โชติชะวารานนท์
วรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3956/2566
#696737
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนแล้วมาฟ้องคดีนี้ แม้จำเลยที่ 2 คดีนี้และจำเลยในคดีก่อนจะเป็นนิติบุคคลแยกจากกัน แต่จำเลยในคดีก่อนและจำเลยที่ 2 คดีนี้ ต่างเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งจะต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ พ. (จำเลยซึ่งในคดีนี้) เป็นเจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกัน ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 คดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับจำเลยในคดีก่อน เมื่อโจทก์คดีนี้ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิดของ พ. ซึ่งเป็นการฟ้องโดยอาศัยประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน และในคดีก่อนได้ถึงที่สุดไปแล้ว ดังนี้ โจทก์และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 อันต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 233,770 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2560 โจทก์ยื่นฟ้องกระทรวงศึกษาธิการเป็นจำเลยให้รับผิดในมูลละเมิดจากการที่นายพิชัย ลูกจ้างและเป็นผู้ครอบครองรถกระบะ หมายเลขทะเบียน นก 6495 สงขลา ขับรถคันดังกล่าวเฉี่ยวชนกับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กพ 6984 สงขลา คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ปรากฏตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1917/2560 ของศาลจังหวัดสงขลา คดีดังกล่าวศาลจังหวัดสงขลามีคำพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น คดีถึงที่สุดโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องนายพิชัยเป็นจำเลยที่ 1 และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดในมูลละเมิดเป็นคดีนี้ ในชั้นตรวจคำฟ้องศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1917/2560 ของศาลจังหวัดสงขลาหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนแล้วมาฟ้องเป็นคดีนี้ แม้จำเลยที่ 2 คดีนี้ และจำเลยในคดีก่อนจะเป็นนิติบุคคลแยกจากกันก็ตาม แต่จำเลยในคดีก่อนและจำเลยที่ 2 คดีนี้ ต่างเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งจะต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกัน ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 คดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับจำเลยในคดีก่อน เมื่อโจทก์คดีนี้ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิดของนายพิชัย ซึ่งเป็นการฟ้องโดยอาศัยประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน และในคดีก่อนได้ถึงที่สุดไปแล้ว ดังนี้ โจทก์และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 อันต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 อีก เพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นางสาวอรพรรณ สกลพัฒนศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางนภาพร ถาวรศิริ
ชื่อองค์คณะ
ขนิษฐา อรุณวงศ์
สิริกานต์ มีจุล
อริยะ นาวินธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3950/2566
#696138
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันเล่นการพนันไฮโลว์ อันเป็นการพนันตามที่ระบุไว้ในบัญชี ก. อันดับที่ 23 โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และจำเลยทั้งสี่ร่วมกันเล่นการพนัน กับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันมั่วสุมตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นข้อ ๆ ต่างหากจากกัน ทั้งความผิดทั้งสองฐานจะเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหลายบทต่างกันและจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพก็ตาม แต่การที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชุมนุม ทำกิจกรรมและมั่วสุมกัน ณ บ้านที่เกิดเหตุอันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกันในสถานที่แออัดก็โดยมีเจตนาเพื่อร่วมกันเล่นการพนัน จึงเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนาเดียวกันในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลางและจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) (2), 18 พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง (ที่ถูก วรรคหนึ่ง), 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และจำเลยทั้งสี่ร่วมกันเล่นการพนันไฮโลว์ย่อมเป็นการรวมตัวมั่วสุมกันอยู่ในตัวเอง การกระทำของจำเลยกับพวกมีเจตนาเพื่อเล่นการพนัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมั่วสุมตามพระราชกำหนดการบริหารราชการฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ปรับคนละ 4,000 บาท จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยทั้งสี่คนละ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับนั้น ศาลมิได้ลงโทษฐานพระราชบัญญัติการพนัน จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) (2), 18 พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินให้ปรับคนละ 3,000 บาท ฐานร่วมกันเล่นการพนันจำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ จำคุก 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ร่วมเล่นการพนันให้ปรับคนละ 2,000 บาท จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินคงปรับคนละ 1,500 บาท ฐานร่วมกันเล่นการพนันจำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ จำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ร่วมเล่นการพนันให้ปรับคนละ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสี่จ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เพียงประการเดียวว่า ความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กับฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และฐานร่วมเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะบรรยายแยกฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันเล่นการพนันไฮโลว์ อันเป็นการพนันตามที่ระบุไว้ในบัญชี ก. อันดับที่ 23 โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และจำเลยทั้งสี่ร่วมกันเล่นการพนัน กับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันมั่วสุมตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นข้อ ๆ ต่างหากจากกัน ทั้งความผิดทั้งสองฐานจะเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหลายบทต่างกันและจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพก็ตาม แต่การที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชุมนุม ทำกิจกรรมและมั่วสุมกัน ณ บ้านที่เกิดเหตุอันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกันในสถานที่แออัดก็โดยมีเจตนาเพื่อร่วมกันเล่นการพนัน จึงเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนาเดียวกันในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และเนื่องจากปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวนี้เป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีอันเกี่ยวกับการปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมาให้วินิจฉัยก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และ 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แต่อย่างไรก็ดีไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 และเมื่อลงโทษบทหนักตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว จึงไม่อาจจ่ายสินบนนำจับได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18 พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยเป็นผู้ร่วมเล่นการพนันปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 2,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน ปรับ 1,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้จ่ายสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 12 (2)
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ม. 9 วรรคหนึ่ง (2) ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสระบุรี
จำเลย — นาย บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสระบุรี — นายนิพนธ์ เพ็ชรล้อม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเลิศพงศ์ อินทรหอม
ชื่อองค์คณะ
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
ภัฏ วิภูมิรพี
กำพล ษมาคุณากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3948/2566
#696461
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศ เรื่อง ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ประกาศ ข้อกำหนด และคำสั่งที่เกี่ยวข้อง เพียงมีผลยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 และประกาศขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรดังกล่าว ตลอดจนบรรดาข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่ง อันเนื่องมาจากได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยประกาศ เรื่อง ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ประกาศ ข้อกำหนด และคำสั่งที่เกี่ยวข้อง ไม่มีผลเป็นการยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 18 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ ประกาศ เรื่อง ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ประกาศ ข้อกำหนด และคำสั่งที่เกี่ยวข้อง จึงมิใช่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคท้าย และไม่ใช่กรณีที่กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายในภายหลังการกระทำความผิด อันจักต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3

พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (1) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 3 ปี ปรับตั้งแต่ 500 บาท ถึง 5,000 บาท ส่วน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 18 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น ความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 จึงเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ต้องลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบเก้าตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จึงไม่ชอบ กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบเก้าตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 5, 7, 9, 18, 19 ริบของกลางทั้งหมด และจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งยี่สิบเก้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งยี่สิบเก้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 12 และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นการพนันจำคุก 4 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้จำคุก 4 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 3 ถึงที่ 29 ฐานเป็นผู้เล่นปรับคนละ 2,000 บาท และฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ปรับจำเลยทั้งยี่สิบเก้าคนละ 6,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 4 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 29 คนละ 8,000 บาท จำเลยทั้งยี่สิบเก้าให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 2 เดือน และปรับ 3,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 2 เดือน และปรับ 3,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 29 ปรับคนละ 4,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมด และจ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติการพนัน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นเจ้ามือและความผิดฐานเป็นผู้ร่วมเล่นสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 29 ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 กับความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุม หรือมั่วสุมกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน จำเลยที่ 3 ถึงที่ 29 ปรับคนละ 6,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน จำเลยที่ 3 ถึงที่ 29 ปรับคนละ 3,000 บาท ให้ยกคำขอให้จ่ายสินบนนำจับเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 สำหรับโทษของจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาประการแรกต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 2 มีว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2565 มีประกาศ เรื่อง ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ประกาศ ข้อกำหนด และคำสั่งที่เกี่ยวข้อง ให้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 และประกาศขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรดังกล่าว เป็นกรณีที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป เมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด นั้น เห็นว่า ประกาศ เรื่อง ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ประกาศ ข้อกำหนด และคำสั่งที่เกี่ยวข้อง เพียงมีผลยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 และประกาศขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรดังกล่าว ตลอดจนบรรดาข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่ง อันเนื่องมาจากได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยประกาศ เรื่อง ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ประกาศ ข้อกำหนด และคำสั่งที่เกี่ยวข้อง ไม่มีผลเป็นการยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 18 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ ประกาศ เรื่อง ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ประกาศ ข้อกำหนด และคำสั่งที่เกี่ยวข้อง จึงไม่ใช่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคท้าย และไม่ใช่กรณีที่กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายในภายหลังการกระทำความผิด อันจักต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มีภาระเลี้ยงดูมารดาที่เจ็บป่วยชราภาพ และบุตรที่กำลังศึกษาในระดับอุดมศึกษาปีที่ 4 จำเลยที่ 2 จัดให้การเล่นพนันในกลุ่มเพื่อนเพื่อความสนุกสนานตามประสาชาวบ้านอันไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจโดยรวม นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งยี่สิบเก้าร่วมกันเล่นการพนันแปดเก้า เอาทรัพย์สินกันโดยมิได้มีพระราชกฤษฎีกาอนุญาตให้เล่นได้ โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นการพนัน จำเลยที่ 2 เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 29 เป็นผู้เข้าเล่นการพนัน และอยู่ในช่วงวันเวลาตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ จำเลยทั้งยี่สิบเก้าร่วมกันชุมนุม ทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกันโดยรวมตัวกันเล่นการพนัน ณ บ้านเลขที่ 228 อันเป็นสถานที่แออัด เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งยี่สิบเก้าได้พร้อมด้วยไพ่ป๊อก 5 สำรับ โต๊ะ 1 ตัว เก้าอี้ 5 ตัว แผ่นบอกตำแหน่งทำด้วยพลาสติกสีเหลืองมีหมายเลข 1 ถึง 16 จำนวน 16 แผ่น แผ่นบอกตำแหน่งทำด้วยพลาสติกสีขาวมีหมายเลข 1 ถึง 16 จำนวน 16 แผ่น ตัวตัดไพ่ทำด้วยพลาสติกสีแดงจำนวน 2 แผ่น ปากกาเมจิสีดำ 2 หัว 1 ด้าม กระป๋องพลาสติก 2 ใบ อุปกรณ์ประกอบกล้องวงจรปิด ประกอบด้วยกล้อง เซิร์ฟเวอร์ จอ เมาท์ ตัวแปลงสัญญาณไฟ และสายเคเบิล 1 ชุด เงินสด 100 บาท ซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องใช้และทรัพย์สินที่จำเลยทั้งยี่สิบเก้าใช้ในการเล่นการพนันและอยู่ในวงการเล่นพนันเป็นของกลาง จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้อง ขณะจำเลยที่ 2 กระทำความผิด โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก ดังจะเห็นได้จากต้องมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็วและป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงอาจเพิ่มการแพร่ระบาดให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาประกอบกับอุปกรณ์รองรับผู้เข้าร่วมเล่นการพนันของกลางที่เจ้าพนักงานตรวจยึดในคดีนี้มีเป็นจำนวนมากและมีการวางระบบกล้องวงจรปิดเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ไว้อีกด้วย ลักษณะเป็นบ่อนการพนัน อันเป็นต้นเหตุให้ประชาชนลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุขอย่างกว้างขวาง สร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่กระทำการเป็นเจ้ามือเล่นการพนันจึงถือเป็นเรื่องร้ายแรง ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเป็นการไม่ชอบ เพราะตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (1) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 3 ปี ปรับตั้งแต่ 500 บาท ถึง 5,000 บาท ส่วนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 18 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น ความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 จึงเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ต้องลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบเก้าตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติการพนัน จึงให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นการพนันกระทงหนึ่งและฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอีกกระทงหนึ่ง นั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 มีเจตนาเดียวจึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นจึงไม่ชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบเก้าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนันซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานเป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นพนันจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน ฐานเป็นผู้เข้าร่วมเล่นพนันปรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 29 คนละ 6,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน ปรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 29 คนละ 3,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 29 จ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติการพนัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 3 ม. 90
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 12 (1)
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ม. 9 วรรคหนึ่ง (2) ม. 18
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางสาวอัมภินันท์ กี่สกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ชื่อองค์คณะ
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
กีรติ ตั้งธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3945/2566
#694171
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (2) มีองค์ประกอบของความผิด คือ สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมาตรา 3 บัญญัติ คำว่า "องค์กรอาชญากรรม" หมายความว่า คณะบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปรวมตัวกันช่วงระยะเวลาหนึ่งและร่วมกันกระทำการใดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำความผิดร้ายแรงและเพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ทางวัตถุอย่างอื่น ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม คำว่า "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" หมายความว่า องค์กรอาชญากรรมที่มีการกระทำความผิดซึ่งมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) ความผิดที่กระทำในเขตแดนรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐ... และคำว่า "ความผิดร้ายแรง" หมายความว่า ความผิดอาญาที่กฎหมายกำหนดโทษจำคุกขั้นสูงตั้งแต่สี่ปีขึ้นไปหรือโทษที่สถานหนักกว่านั้น ซึ่งความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี ส่วนความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นและช่วยเหลือคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ถือได้ว่า ฟ้องของโจทก์ได้บรรยายเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและรายละเอียดในการกระทำผิดของจำเลยครบถ้วนตามองค์ประกอบของความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติแล้ว การบรรยายฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (2)

อนึ่ง การกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และในความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นการกระทำความผิดที่ต่อเนื่องกันโดยมีเจตนามุ่งหมายอันเดียวกันเพื่อจะช่วยเหลือนำหรือพาคนต่างด้าวทั้งสิบเจ็ดให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และการที่จำเลยกับพวกร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวทั้งสิบเจ็ดเข้ามาในราชอาณาจักรดังกล่าว ย่อมเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวเมื่อนำหรือพาคนต่างด้าวทั้งสิบเจ็ดเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว แต่เมื่อจำเลยกับพวกรู้ว่าคนต่างด้าวดังกล่าวเข้าในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ยังร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวทั้งสิบเจ็ดนั้นพ้นจากการจับกุม จึงเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถแยกการกระทำต่างหากจากกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 63, 64 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 3, 4, 5, 6, 25 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (1) (2) (3) (4), 25 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันซ่อนเร้นและช่วยเหลือคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำคุก 1 ปี และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน 6 เดือน และ 2 ปี ตามลำดับ รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (1) (2) (3) (4) เมื่อรวมโทษทั้งสองกระทงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับนายดำรงศักดิ์ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 422/2564 ของศาลชั้นต้น และนายชายร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าว 17 คน เชื้อชาติและสัญชาติเมียนมา จากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักร จำเลยกับพวกร่วมกันซ่อนเร้นและช่วยเหลือคนต่างด้าว 17 คน โดยการพาบรรทุกขึ้นรถยนต์เพื่อพาไปหางานทำที่สหพันธรัฐมาเลเซีย ซึ่งจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่าคนต่างด้าวดังกล่าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเป็นการช่วยเหลือคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำเลยกับพวกร่วมกระทำความผิดในลักษณะเป็นขบวนการที่รวมตัวกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรง เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ทางการเงิน ได้สมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ และได้มีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบนั้น ซึ่งความผิดฐานนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร และฐานช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม เป็นความผิดร้ายแรงที่กฎหมายกำหนดโทษจำคุกขั้นสูงตั้งแต่สี่ปีขึ้นไปหรือโทษที่สถานหนักกว่านั้น อันเป็นความผิดที่ได้กระทำในเขตแดนของรัฐไทย และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งมากกว่าหนึ่งรัฐ เพื่อได้มาซึ่งประโยชน์ทางการเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ทางวัตถุอย่างอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (2) มีองค์ประกอบของความผิด คือ สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมาตรา 3 บัญญัติ คำว่า "องค์กรอาชญากรรม" หมายความว่า คณะบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปรวมตัวกันช่วงระยะเวลาหนึ่งและร่วมกันกระทำการใดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำความผิดร้ายแรงและเพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ทางวัตถุอย่างอื่น ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม คำว่า "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" หมายความว่า องค์กรอาชญากรรมที่มีการกระทำความผิดซึ่งมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) ความผิดที่กระทำในเขตแดนรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐ... และคำว่า "ความผิดร้ายแรง" หมายความว่า ความผิดอาญาที่กฎหมายกำหนดโทษจำคุกขั้นสูงตั้งแต่สี่ปีขึ้นไปหรือโทษที่สถานหนักกว่านั้น ซึ่งความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี ส่วนความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นและช่วยเหลือคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ถือได้ว่า ฟ้องของโจทก์ได้บรรยายเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและรายละเอียดในการกระทำผิดของจำเลยครบถ้วนตามองค์ประกอบของความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติแล้ว การบรรยายฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (2) เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงสามารถรับฟังลงโทษจำเลยได้ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง การกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และในความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นการกระทำความผิดที่ต่อเนื่องกันโดยมีเจตนามุ่งหมายอันเดียวกันเพื่อจะช่วยเหลือนำหรือพาคนต่างด้าวทั้งสิบเจ็ดให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และการที่จำเลยกับพวกร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวทั้งสิบเจ็ดเข้ามาในราชอาณาจักรดังกล่าว ย่อมเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวเมื่อนำหรือพาคนต่างด้าวทั้งสิบเจ็ดเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว แต่เมื่อจำเลยกับพวกรู้ว่าคนต่างด้าวดังกล่าวเข้าในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ยังร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวทั้งสิบเจ็ดนั้นพ้นจากการจับกุม จึงเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถแยกการกระทำต่างหากจากกันได้

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและความผิดฐานนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 ตามมาตรา 5 (2), 25 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันช่วยเหลือคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นการจับกุมแล้ว เป็นจำคุก 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 3 ม. 5 (2)
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 63 วรรคหนึ่ง ม. 64 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางสาวคุลิกา สังข์สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาววิภา ลีลาวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
จรรยา จีระเรืองรัตนา
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา