คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10347/2553
#504733
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าอาวุธปืนลูกซองเดี่ยวเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนซึ่งใช้ในราชการของกระทรวงมหาดไทยอันเป็นหน่วยราชการและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนอาจออกใบอนุญาตให้ได้ เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้เป็นความผิดในลักษณะเดียวกัน บทมาตราที่บัญญัติให้เป็นความผิดก็เป็นบทมาตราเดียวกัน วัตถุที่ต้องห้ามไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน กฎหมายถือว่าเป็นวัตถุประเภทเดียวกัน การที่จำเลยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนอาจออกใบอนุญาตให้ได้ในขณะเดียวกันจึงเป็นกรรมเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนอีกกรรมหนึ่งตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสอง ไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติที่แก้ไขเพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือนและปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง และวรรคสาม ฐานมีอาวุธปืนเป็นความผิดกรรมเดียว จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน รวมโทษปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 5 (1) (ก) ได้บัญญัติยกเว้นมิให้นำพระราชบัญญัติดังกล่าว เว้นแต่มาตรา 8 ทวิ ใช้บังคับแก่ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ของหน่วยราชการ ฯลฯ ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าอาวุธปืนลูกซองเดี่ยวเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน ซึ่งใช้ในราชการของกระทรวงมหาดไทย อันเป็นหน่วยราชการแล้ว และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนอาจออกใบอนุญาตให้ได้นั้น เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้เป็นความผิดในลักษณะเดียวกัน บทมาตราที่บัญญัติให้เป็นความผิดก็เป็นบทมาตราเดียวกัน วัตถุที่ต้องห้ามนั้นไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน กฎหมายถือว่าเป็นวัตถุประเภทเดียวกัน ฉะนั้น การที่จำเลยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนอาจออกใบอนุญาตให้ได้ในขณะเดียวกันจึงเป็นกรรมเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืน อีกกรรมหนึ่งตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสอง นั้น จึงไม่ถูกต้องเช่นกัน ปัญหาทั้งสองเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติที่แก้ไขเพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่งและวรรคสาม การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 5 (1) (ก) ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 วรรคสอง ม. 72 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายพงค์ยศนันต์ จิตมั่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายเกื้อกูล หนูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายประเสริฐ เลิศพูนวศิน
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10338/2553
#513557
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีอาวุธปืนพกลูกซองชนิดประกอบขึ้นเอง ขนาด .410 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนดังกล่าว พร้อมกระสุนปืนเล็กแบบ 88 ดัดแปลงเพื่อใช้กับอาวุธปืนดังกล่าว 2 นัด ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับอนุญาต ทั้งไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้คนละมาตรา ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์จะแยกความผิดสองฐานนี้ออกจากกัน เจตนาที่มีไว้ในครอบครองย่อมต่างกันการกระทำของจำเลยฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองจึงเป็นการกระทำความผิดสองกรรม

อาวุธปืนเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพสามารถใช้ทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่าย ทั้งอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ หากนำไปใช้ในการกระทำความผิดอื่นแล้ว ย่อมยากแก่การตรวจสอบหาตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริง การที่จำเลยพาอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืนของกลางติดตัวไปในที่เกิดเหตุนับว่าเป็นอันตรายต่อประชาชน และกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยให้เบาลงหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 5/2553)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ,78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 55, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนจำคุก 6 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ในปัญหานี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยมีอาวุธปืนพกลูกซองชนิดประกอบขึ้นเอง ขนาด .410 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนดังกล่าวพร้อมกระสุนปืนเล็กแบบ 88 ดัดแปลงเพื่อใช้กับอาวุธปืนดังกล่าว 2 นัด ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับอนุญาต ทั้งไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้คนละมาตรา ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์จะแยกความผิดสองฐานนี้ออกจากกัน เจตนาที่มีไว้ในครอบครองย่อมต่างกัน การกระทำของจำเลยฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองจึงเป็นการกระทำความผิดสองกรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า อาวุธปืนเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพสามารถใช้ทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่าย ทั้งอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ หากนำไปใช้ในการกระทำความผิดอื่นแล้ว ย่อมยากแก่การตรวจสอบหาตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริง การที่จำเลยพาอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืนของกลางติดตัวไปในที่เกิดเหตุ นับว่าเป็นอันตรายต่อประชาชน และกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวหรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยให้เบาลงหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายพรชัย สายสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
สนอง เล่าศรีวรกต
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10338/2553
#555011
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีอาวุธปืนพกลูกซองชนิดประกอบขึ้นเอง ขนาด .410 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนดังกล่าว พร้อมกระสุนเล็กแบบ 88 ดัดแปลงเพื่อใช้กับอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้คนละมาตรา ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่า มีความประสงค์จะแยกความผิดสองฐานนี้ออกจากกัน เจตนาที่มีไว้ในครอบครองย่อมต่างกัน การกระทำของจำเลยฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จึงเป็นการกระทำความผิดสองกรรม

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 5/2553)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 55, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ในปัญหานี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยมีอาวุธปืนพกลูกซองชนิดประกอบขึ้นเอง ขนาด .410 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนดังกล่าว พร้อมกระสุนปืนเล็กแบบ 88 ดัดแปลงเพื่อใช้กับอาวุธปืนดังกล่าว 2 นัด ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับอนุญาต ทั้งไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้คนละมาตรา ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่า มีความประสงค์จะแยกความผิดสองฐานนี้ออกจากกัน เจตนาที่มีไว้ในครอบครองย่อมต่างกัน การกระทำของจำเลยฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จึงเป็นการกระทำความผิดสองกรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า อาวุธปืนเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพสามารถใช้ทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่าย ทั้งอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ หากนำไปใช้ในการกระทำความผิดอื่นแล้ว ย่อมยากแก่การตรวจสอบหาตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริง การที่จำเลยพาอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืนของกลางติดตัวไปในที่เกิดเหตุ นับว่าเป็นอันตรายต่อประชาชน และกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยให้เบาลงหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 91 ม. 371
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง ม. 78 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายพรชัย สายสมบัติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายณรงค์ศักดิ์ จันทรสูตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
สนอง เล่าศรีวรกต
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10334/2553
#511533
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า ผู้อุทธรณ์จะต้องทำเป็นคำร้องมาพร้อมกับคำร้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่จำเลยแล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุด เมื่อคดีได้ความว่า จำเลยคัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ การที่ศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์ของโจทก์มายังศาลฎีกา จึงขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 7,306,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่าผู้อุทธรณ์จะต้องทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุด เมื่อคดีได้ความว่า จำเลยคัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ การที่ศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์ของโจทก์มายังศาลฎีกาจึงขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ได้"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาและให้ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสังเวียน ศรีจันทร์
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10330 -ที่ 10331/2553
#503224
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ร้องไม่ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งมีฐานะเสมือนเป็นโจทก์ฟ้องแย้งมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดในส่วนของฟ้องแย้งภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้ร้องยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งได้สิ้นสุดลง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 199 ฉ ถ้าไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ตามมาตรา 198 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ อย่างไรก็ดี แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะใช้คำว่า "ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ" เพื่อเป็นมาตรการมิให้บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดก็ตาม แต่ก็มิใช่บทบังคับศาลที่จะต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความเสมอไป ศาลมีอำนาจที่จะให้ดุลพินิจที่จะสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้โดยพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นรายๆ ไป สำหรับคดีนี้ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฟ้องแย้งผู้ร้องมาในคำคัดค้านในเรื่องเกี่ยวกับคำร้องขอเดิมของผู้ร้อง แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ว่ายังมีความประสงค์ที่จะดำเนินคดี นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อเท็จจริงต่อไปว่า ผู้ร้องได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการรับฟ้องแย้งของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ว่าไม่ถูกต้อง อันอาจเป็นเหตุทำให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เห็นว่าต้องรอคำสั่งของศาลชั้นต้นในเรื่องดังกล่าวก่อน พฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่ามีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นไม่จำหน่ายคดีในส่วนฟ้องแย้งของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใด ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องขอให้ยกคำร้องขอ และให้ผู้ร้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตลอดจนขนย้ายสิ่งของต่างๆ ของผู้ร้องออกไปจากที่ดินของผู้คัดค้านที่ 3 ห้ามผู้ร้องและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของผู้คัดค้านที่ 3 อีกต่อไป กับให้ผู้ร้องชำระค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท ตั้งแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าผู้ร้องและบริวารจะออกไปจากที่ดินของผู้คัดค้านที่ 3

ผู้ร้องขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องขอถอนคำร้องขอในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านที่ 3 และผู้คัดค้านที่ 3 ขอถอนคำคัดค้านและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้อง กับให้ผู้ร้องและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 5238 ตำบลแพรกษา (แพรกตาสา) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ คำขออื่นของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำให้การแก้ฟ้องแย้งและไม่จำหน่ายคดีในส่วนฟ้องแย้งของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ออกเสียจากสารบบความกับอุทธรณ์คำพิพากษาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนคงให้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียง 6,000 บาท

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนคงให้เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 6,000 บาท ค่าธรรมเนียมนอกจากนี้ยกเว้นให้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง และผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดในส่วนฟ้องแย้งภายในกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 199 ฉ โดยศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนฟ้องแย้งของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ออกเสียจากสารบบความเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องไม่ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งมีฐานะเสมือนเป็นโจทก์ฟ้องแย้งมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดในส่วนของฟ้องแย้งภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้ร้องยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งได้สิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 199 ฉ ถ้าไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ตามมาตรา 198 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ อย่างไรก็ดี แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะใช้คำว่า "ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ" เพื่อเป็นมาตรการมิให้บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดก็ตาม แต่ก็มิใช่บทบังคับศาลที่จะต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความเสมอไป ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจที่จะสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้โดยพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นรายๆ ไป สำหรับคดีนี้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฟ้องแย้งผู้ร้องมาในคำคัดค้านในเรื่องเกี่ยวกับคำร้องขอเดิมของผู้ร้อง แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ว่ายังมีความประสงค์ที่จะดำเนินคดี นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงต่อไปว่า ผู้ร้องได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการรับฟ้องแย้งของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ว่าไม่ถูกต้อง อันอาจเป็นเหตุทำให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เห็นว่าต้องรอคำสั่งของศาลชั้นต้นในเรื่องดังกล่าวก่อนพฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่ามีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นไม่จำหน่ายคดีในส่วนฟ้องแย้งของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใด ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 198 ม. 199 ฉ
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายยศ ปานเงิน
ผู้คัดค้าน — นายมนตรี โชคชวกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสุพจน์ หนูเกลี้ยง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10298 -ที่ 10299/2553
#503250
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าจำเลยทำร้ายโจทก์ที่ 2 โดยการชกต่อย แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทำร้ายโจทก์ที่ 2 โดยการเตะ ก็มิใช่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ อันเป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้อง เพราะเป็นเพียงข้อแตกต่างในวิธีการประทุษร้ายซึ่งสาระสำคัญอยู่ที่ว่าจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ที่ 2 จริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ในชั้นพิจารณาจึงหาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 2 เรียกโจทก์สำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

สำนวนแรก โจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297

สำนวนที่สอง โจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องสำนวนแรกแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 2 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าจำเลยทำร้ายโจทก์ที่ 2 โดยการชกต่อย แต่หากทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทำร้ายโจทก์ที่ 2 โดยการเตะ ก็หาเป็นข้อเท็จจริงซึ่งแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ อันเป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้อง เพราะเป็นเพียงข้อแตกต่างในวิธีการประทุษร้าย สาระสำคัญอยู่ที่ว่าจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ที่ 2 จริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ในชั้นพิจารณาจึงหาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายตั๋ง แซ่หมี กับพวก
จำเลย — จ่าสิบตำรวจบรรเจิด สุขจินดา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายฐิตชัย มุ่งสันติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10272/2553
#503245
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นให้สืบพยานผู้เสียหาย และ ว. ไว้ก่อนในคดีหมายเลขแดงที่ 895/2546 ของศาลชั้นต้นที่พวกของจำเลยซึ่งร่วมกระทำความผิดกับจำเลยในคดีนี้ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คดีนี้และคดีดังกล่าวจึงเป็นคดีเดียวกัน ศาลจึงรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหาย และ ว. ในการพิจารณาคดีนี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 237 ทวิ วรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 289, 295, 309, 310, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ประกอบด้วยมาตรา 364, 83 ลงโทษจำคุก 2 ปี กระทงหนึ่ง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 83 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) ลงโทษจำคุก 3 ปี กระทงหนึ่ง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 6 เดือน กระทงหนึ่ง และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ลงโทษประหารชีวิตอีกกระทงหนึ่ง (ที่ถูก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ) รวมทุกกระทงแล้ว คงลงโทษประหารชีวิต ข้อนำสืบของจำเลยเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม (ที่ถูกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1)) คงจำคุกตลอดชีวิต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดตามฟ้อง จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 83ฐานร่วมกันพยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เป็นกรรมเดียวกับความผิดตามมาตรา 310 วรรคหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา 309 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 6 เดือน และโทษจำคุกตลอดชีวิตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีกสองกระทง เป็นจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำเบิกความของผู้เสียหายและนางวาสนาซึ่งศาลชั้นต้นให้สืบพยานไว้ก่อนในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 895/2546 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพวกของจำเลยคือนายเอกชัยบุตรจำเลย นายสมศักดิ์หลานเขยจำเลย นายพิชิตพล และนายพัฒนพงศ์ซึ่งร่วมกระทำความผิดกับจำเลยในคดีนี้ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในคดีดังกล่าว คดีนี้และคดีดังกล่าวจึงเป็นคดีเดียวกัน แต่ที่พนักงานอัยการต้องแยกฟ้องเป็น 2 คดี เนื่องจากจับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ก่อน ส่วนจำเลยเพิ่งจับได้ในภายหลังเพราะจำเลยหลบหนี ดังนั้น ศาลจึงรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายและนางวาสนาที่ได้เบิกความไว้ในคดีดังกล่าว ในการพิจารณาคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ วรรคห้า

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 237 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายสมพิศหรือหมู วงษ์สมิง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายทวิช กำเนินเพ็ชร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิทยา จิญกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10267/2553
#511532
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะเป็นบิดา ณ. เจ้าของรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นผู้เยาว์ และเป็นผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุในขณะเกิดเหตุ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ และไม่มีกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุในขณะเกิดเหตุจะต้องรับผิดต่อ ณ. ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเหตุละเมิดดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นค่าเสียหายที่เกี่ยวกับตัวรถโดยตรงจากจำเลย นอกจากนี้ ณ. เป็นผู้ใช้รถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุขับไปเรียนหนังสือ จึงเป็นสิทธิของ ณ. ที่จะฟ้องเรียกค่าพาหนะดังกล่าวมิใช่โจทก์ แม้โจทก์จะเป็นผู้จ่ายค่าพาหนะให้แก่ ณ. ก็ตามโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 142,062.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 134,763.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 41,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 7,500 บาท นับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์กำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่านายณัฐพงศ์ บุตรโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขยท สงขลา 327 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2546 เวลาประมาณ 4 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บพ 1869 สงขลา ด้วยความประมาท เป็นเหตุให้ชนกับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขยท สงขลา 327 ที่โจทก์เป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้แก่ ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ ค่าขาดรายได้จากการกรีดยางพาราของโจทก์ และค่าพาหนะที่โจทก์จ่ายให้นายณัฐพงศ์ในการเดินทางไปเรียนหนังสือ สำหรับค่าขาดรายได้จากการกรีดยางพาราของโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในส่วนของค่าเสียหายประการแรกได้แก่ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นบิดานายณัฐพงศ์เจ้าของรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นผู้เยาว์ และเป็นผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุในขณะเกิดเหตุ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ และไม่มีกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุในขณะเกิดเหตุจะต้องรับผิดต่อนายณัฐพงศ์ ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเหตุละเมิดดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นค่าเสียหายที่เกี่ยวกับตัวรถโดยตรงจากจำเลย ค่าเสียหายประการสุดท้ายได้แก่ ค่าพาหนะที่โจทก์จ่ายให้นายณัฐพงศ์ในการเดินทางไปเรียนหนังสือ เห็นว่า นายณัฐพงศ์เป็นผู้ใช้รถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุขับไปเรียนหนังสือ จึงเป็นสิทธิของนายณัฐพงศ์ที่จะฟ้องเรียกค่าพาหนะดังกล่าวมิใช่โจทก์ แม้โจทก์จะเป็นผู้จ่ายค่าพาหนะให้แก่นายณัฐพงศ์ก็ตาม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยเช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิตย์ พุธทวี
จำเลย — นายยู่โส๊บ สายสนิ
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10230/2553
#504716
เปิดฉบับเต็ม

ค่าใช้จ่ายส่วนกลางนั้น เป็นหนี้ที่เกิดตามกฎหมายพ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำสัญญาระหว่างกัน และเป็นหนี้เงินซึ่งตามป.วิ.พ.ได้บัญญัติหลักเกณฑ์การบังคับชำระหนี้โดยการใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้พิจารณาพิพากษาบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ และตามพ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ก็ไม่ได้บัญญัติให้จำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้โดยวิธีอื่นหรือโดยพลการ นอกจากนี้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดย่อมมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนบุคคลของตนในอาคารชุด และมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลางด้วย ตามพ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง จึงมีสิทธิใช้สอยทรัพย์ส่วนกลางที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมนั้นด้วย ย่อมไม่ชอบที่จำเลยที่ 1 จะใช้วิธีการขัดขวางการใช้ทรัพย์สินส่วนกลางของโจทก์เพื่อเป็นมาตรการบังคับให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์โดยพลการ

โจทก์ไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเพราะจำเลยที่ 1 นำเงินไปใช้จ่ายโดยพลการ โจทก์ก็ต้องว่ากล่าวดำเนินคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 เพื่อไม่ให้กระทำเช่นนั้นหรือให้ชำระค่าเสียหาย ไม่เป็นเหตุโดยชอบที่โจทก์จะอ้างขึ้นเพื่อไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในการชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนประตูเข้าออกอัตโนมัติที่ติดตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถรื้อถอนได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบบัตรรหัสผ่านประตูอัตโนมัติเข้าออกอาคารชุดพร้อมบัตรผ่านติดรถยนต์เท่าจำนวนที่จอดรถยนต์ของโจทก์ และจ่ายน้ำประปาไปยังห้องชุดทั้งสองห้องของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบบัตรผ่านประตูอัตโนมัติ บัตรผ่านติดรถยนต์ และจ่ายน้ำประปาให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบบัตรรหัสผ่านประตูอัตโนมัติพร้อมบัตรผ่านติดรถยนต์เท่าจำนวนที่จอดรถยนต์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองจ่ายน้ำประปาแก่โจทก์ตามฟ้องด้วย เว้นแต่โจทก์ไม่ยอมชำระค่าน้ำประปา นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเพราะกระทำละเมิดต่อโจทก์ และปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิงดจ่ายน้ำประปาไปยังห้องชุดของโจทก์ได้โดยชอบตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นสมควรวินิจฉัยไปด้วยกัน ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า การที่เจ้าของร่วมรวมทั้งโจทก์มีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางนั้น เป็นหนี้ที่เกิดตามกฎหมายพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำสัญญาระหว่างกัน และเป็นหนี้เงินซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้บัญญัติหลักเกณฑ์การบังคับชำระหนี้โดยการใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้พิจารณาพิพากษาบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ และตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ก็ไม่ได้บัญญัติให้จำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้โดยวิธีอื่นหรือโดยพลการ ตรงกันข้ามพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังบัญญัติไว้ในมาตรา 41 โดยกำหนดให้นิติบุคคลอาคารชุดมีบุริมสิทธิในหนี้ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ดังกล่าวไว้ เพื่อประโยชน์ในการบังคับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายนี้ แสดงว่าการบังคับชำระหนี้ก็ต้องดำเนินการโดยใช้สิทธิทางศาล นอกจากนี้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดย่อมมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนบุคคลของตนในอาคารชุด และมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลางด้วยตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง จึงมีสิทธิใช้สอยทรัพย์ส่วนกลางที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมนั้นด้วย ย่อมไม่ชอบที่จำเลยที่ 1 จะใช้วิธีการขัดขวางการใช้ทรัพย์สินส่วนกลางของโจทก์เพื่อเป็นมาตรการบังคับให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์โดยพลการ ส่วนตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 13 และข้อ 15 ที่มีข้อความในทำนองให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิห้ามหรืองดสิทธิการใช้ทรัพย์ส่วนกลางหรือกำหนดมาตรการหรือดำเนินการตามมาตรการได้นั้น เมื่อพิจารณาถึงข้อบังคับในหมวดเดียวกันนี้ ข้อ 11 ข้อ 12 รวมทั้งข้อ 13 ก็มีข้อความกำหนดการใช้ทรัพย์ส่วนกลางของเจ้าของร่วม ต้องไม่เป็นการใช้หรือกระทำการใด ๆ อันก่อให้เกิดความเดือดร้อน รำคาญ รบกวน ละเมิดสิทธิหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของร่วมในอาคารชุด และต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งต้องใช้ไปตามกฎเกณฑ์ระเบียบปฏิบัติ ระยะเวลาการใช้หรือกฎเกณฑ์อื่นที่กำหนดให้ใช้ ซึ่งล้วนเป็นกรณีที่เป็นการใช้ทรัพย์ส่วนกลางโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบที่กระทบสิทธิเจ้าของร่วมรายอื่น จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 จะใช้วิธีการเพื่อป้องกันการกระทำโดยไม่ชอบนั้นเท่านั้น ไม่รวมถึงการห้ามหรือขัดขวางการใช้ทรัพย์ส่วนกลาง เพื่อบังคับให้เจ้าของร่วมชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแต่อย่างใด ดังนี้ ในกรณีการจ่ายน้ำประปาไปยังห้องชุดของโจทก์นั้น แม้การจ่ายน้ำประปาจะต้องใช้อุปกรณ์บางส่วนที่เป็นทรัพย์ส่วนกลางด้วยดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิห้ามไม่ให้โจทก์ใช้ประโยชน์ และเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ผิดข้อตกลงในการซื้อน้ำประปา จำเลยที่ 1 ก็ย่อมไม่มีสิทธิงดจ่ายน้ำประปาแก่โจทก์ ส่วนกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่มอบบัตรรหัสผ่านประตูอัตโนมัติกับบัตรผ่านติดรถยนต์เข้าออก รวมทั้งการงดจ่ายน้ำประปาให้โจทก์โดยไม่ชอบ และทำให้โจทก์เสียหายนั้น โดยปกติจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายตามที่โจทก์ได้รับความเสียหายจริง แต่ตามคำเบิกความของนายวิฑูร พยานโจทก์เพียงปากเดียวว่า ห้องชุดของโจทก์สามารถนำออกให้บุคคลอื่นเช่าได้เดือนละ 62,500 บาท ถึง 125,000 บาท ก็เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ในเรื่องจำนวนค่าเช่า และไม่แน่ว่าจะให้เช่าได้ทุกเดือนหรือไม่ ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์เสียหายมากถึงเดือนละ 100,000 บาท ตามคำฟ้อง นอกจากนี้ยังปรากฏว่าโจทก์ไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง อันเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของโจทก์ที่ต้องชำระตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 ดังกล่าวแล้ว และที่นายวิฑูรเบิกความว่า เหตุที่โจทก์ไม่จ่ายค่าใช้จ่ายส่วนกลางเพราะจำเลยที่ 1 นำเงินไปใช้จ่ายโดยพลการนั้น หากเป็นเช่นนั้นจริง โจทก์ก็ต้องว่ากล่าวดำเนินคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 เพื่อไม่ให้กระทำเช่นนั้นหรือให้ชำระค่าเสียหาย ไม่เป็นเหตุโดยชอบที่โจทก์จะอ้างขึ้นเพื่อไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในการชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ไม่นำพา ไม่รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายร่วมกันของเจ้าของร่วมทุกคนที่ได้ใช้ทรัพย์ส่วนกลางเป็นประโยชน์ร่วมกันทุกราย จึงเป็นการกระทำที่ส่อไปในทางเอาเปรียบผู้อื่นโดยไม่ชอบและส่อไปในทางไม่สุจริตด้วย ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่า แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำการโดยไม่ชอบอันเป็นการละเมิดและผิดสัญญาซื้อน้ำประปาต่อโจทก์ ซึ่งโจทก์น่าจะได้รับความเสียหายอยู่บ้าง แต่โจทก์มีส่วนผิดกระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและส่อไปในทางไม่สุจริต จึงไม่ควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 1 ชั้นฎีกาต่างฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 13 วรรคหนึ่ง ม. 18 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิโรจน์ เนติวิวัฒน์
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดบางกอกริเวอร์พาร์ค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายสุเมศร์ พันธุ์โชติ
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10230/2553
#513542
เปิดฉบับเต็ม

ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดต้องชำระให้แก่นิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำสัญญาระหว่างกัน และเป็นหนี้เงินซึ่งตาม ป.วิ.พ. ได้บัญญัติหลักเกณฑ์การบังคับชำระหนี้โดยการใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้พิพากษาบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้และตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ไม่ได้บัญญัติให้จำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้โดยวิธีอื่นหรือโดยพลการตรงกันข้ามพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังบัญญัติไว้ในมาตรา 41 โดยกำหนดให้นิติบุคคลอาคารชุดมีบุริมสิทธิในหนี้ค่าใช้จ่ายตามาตรา 18 ไว้ เพื่อประโยชน์ในการบังคับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายนี้ แสดงว่าการบังคับชำระหนี้ก็ต้องดำเนินการโดยใช้สิทธิทางศาล นอกจากนี้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดย่อมมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนบุคคลของตนในอาคารชุดและมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 13 วรรคหนึ่งด้วย จึงมีสิทธิใช้สอยทรัพย์ส่วนกลาง จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบจะใช้วิธีการขัดขวางการใช้ทรัพย์สินส่วนกลางของโจทก์เพื่อเป็นมาตรการบังคับให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางอันเป็นการละเมิดต่อสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์โดยพลการ

ข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที 1 ข้อ 13 และข้อ 15 ที่มีข้อความในทำนองให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิห้ามหรืองดสิทธิการใช้ทรัพย์ส่วนกลางหรือกำหนดมาตรการหรือดำเนินการตามมาตรการได้นั้น เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 จะใช้วิธีการเพื่อป้องกันการกระทำโดยไม่ชอบเท่านั้น ไม่รวมถึงการห้ามหรือขัดขวางการใช้ทรัพย์ส่วนกลาง เพื่อบังคับให้เจ้าของร่วมชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง แม้การจ่ายน้ำประปาไปยังให้องชุดของโจทก์ต้องใช้อุปกรณ์บางส่วนที่เป็นทรัพย์ส่วนกลางด้วย จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิห้ามไม่ให้โจทก์ใช้ประโยชน์ เมื่อโจทก์ไม่ได้ผิดข้อตกลงในการซื้อน้ำประปา จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิงดจ่ายน้ำประปาแก่โจทก์

โจทก์ไม่จ่ายค่าใช้จ่ายส่วนกลางเพราะนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 นำเงินไปใช้จ่ายโดยพลการ โจทก์จะต้องว่ากล่าวดำเนินคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 เพื่อไม่ให้กระทำเช่นนั้นหรือให้ชำระค่าเสียหาย ไม่เป็นเหตุโดยชอบที่โจทก์จะอ้างขึ้นเพื่อไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในการชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ไม่นำพา ไม่รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายร่วมกันของเจ้าของร่วมทุกคนที่ได้ใช้ทรัพย์ส่วนกลางเป็นประโยชน์ร่วมกันทุกราย จึงเป็นการกระทำที่ส่อไปในทางเอาเปรียบผู้อื่นโดยไม่ชอบและส่อไปในทางไม่สุจริตด้วย ดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำการโดยไม่ชอบอันเป็นการละเมิดและผิดสัญญาซื้อน้ำประปาต่อโจทก์ แต่โจทก์มีส่วนผิดกระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและส่อไปในทางไม่สุจริต ศาลฎีกาจึงไม่กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุดบางกอกริเวอร์พาร์ค เลขที่ 432 แขวงจักรวรรดิ์ เขตสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพมหานคร ห้องเลขที่ 432/36 (27 ดี) และห้องเลขที่ 432/90 (13 บี) พร้อมที่จอดรถยนต์ส่วนบุคคลรวมจำนวน 5 คัน และเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์ส่วนกลาง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุด ปัจจุบันมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 โดยนายสมบูรณ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดในขณะนั้น ดำเนินการติดตั้งระบบประตูอัตโนมัติโดยพลการบริเวณทางเข้าชั้นล่างและทางเข้าออกสถานที่จอดรถยนต์ของอาคารชุดชั้น พี 3 ถึง พี 10 ปิดกั้นทางเข้าออกอาคารชุดชั้นล่างและทางเข้าออกบริเวณโถงลิฟต์อาคารชุดกับสถานที่จอดรถยนต์อาคารชุดทุกชั้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงทรัพย์ส่วนกลางและใช้เงินของเจ้าของร่วมในการติดตั้ง โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วม และไม่เป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบบัตรรหัสผ่านประตูอัตโนมัติและบัตรผ่านติดรถยนต์เพื่อให้โจทก์ใช้เข้าออกอาคารชุดได้โดยสะดวก นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังงดจ่ายน้ำประปาไปยังห้องชุดของโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์ห้องชุดทั้งสองห้องได้ตามปกติสุข โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือไปยังจำเลยทั้งสองให้ส่งมอบบัตรผ่านประตูอัตโนมัติ และจ่ายน้ำประปาให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถนำห้องชุดออกให้บุคคลอื่นเช่าได้ในอัตราเดือนละ 50,000 บาท ต่อหนึ่งห้องชุด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนประตูเข้าออกอัตโนมัติที่ติดตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถรื้อถอนได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบบัตรรหัสผ่านประตูอัตโนมัติเข้าออกอาคารชุดพร้อมบัตรผ่านติดรถยนต์เท่าจำนวนที่จอดรถยนต์ของโจทก์ และจ่ายน้ำประปาไปยังห้องชุดทั้งสองห้องของโจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบบัตรผ่านประตูอัตโนมัติ บัตรผ่านติดรถยนต์และจ่ายน้ำประปาให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพร้อมสถานที่จอดรถยนต์ส่วนบุคคลตามฟ้องจริง แต่การติดตั้งประตูอัตโนมัติเป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์จำเลยที่ 1 โดยสุจริตเพื่อประโยชน์แก่เจ้าของร่วมในการอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย จึงไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทรัพย์ส่วนกลาง และการกระทำของนายสมบูรณ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดที่สามารถกระทำได้ โจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 โดยไม่ชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบริการส่วนรวมตามข้อบังคับว่าด้วยเรื่องค่าใช้จ่ายของนิติบุคคลอาคารชุดหลายงวด จนคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดมอบหมายให้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดดำเนินการฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลให้โจทก์ชำระหนี้ที่ค้างชำระอยู่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิใช้ทรัพย์ส่วนกลางและเพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหายของจำเลยที่ 1 และเจ้าของร่วมส่วนใหญ่ จำเลยที่ 1 ได้กระทำโดยสุจริตตามข้อบังคับในการระงับการใช้สิทธิของโจทก์เพื่อเรียกร้องให้โจทก์ปฏิบัติตามข้อบังคับต่อไป มิได้เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ก่อนฟ้องคดีโจทก์มิได้บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบัตรรหัสผ่านประตู ทั้งจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้แทนนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำการเป็นการส่วนตัว จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อัตราค่าเช่าห้องชุดที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นจำนวนค่าเสียหายตามคำฟ้องไม่เป็นความจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบบัตรรหัสผ่านประตูอัตโนมัติพร้อมบัตรผ่านติดรถยนต์เท่าจำนวนที่จอดรถยนต์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองจ่ายน้ำประปาแก่โจทก์ตามฟ้องด้วย เว้นแต่โจทก์ไม่ยอมชำระค่าน้ำประปา นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของห้องชุด 2 ห้อง เลขที่ 432/36 (27 ดี) และเลขที่ 432/90 (13 บี) พร้อมที่จอดรถยนต์รวม 5 คัน ในอาคารชุดบางกอกริเวอร์พาร์ค ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุด และจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการ เมื่อปี 2539 นายสมบูรณ์ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 ในขณะนั้น ได้ติดตั้งประตูอัตโนมัติที่บริเวณทางเข้าออกอาคารชุดชั้นล่างและทางเข้าออกที่จอดรถยนต์ โดยต้องใช้บัตรรหัสผ่านเพื่อเปิดประตูเข้าออกอาคารและบัตรผ่านติดรถยนต์เข้าออก และปรากฏว่าโจทก์ติดค้างไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง จำเลยที่ 1 จึงไม่ส่งมอบบัตรรหัสผ่านและบัตรผ่านติดรถยนต์ให้แก่โจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังงดไม่จ่ายน้ำประปาไปยังห้องชุดของโจทก์ด้วย

สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับการติดตั้งระบบประตูอัตโนมัตินั้น ปัญหานี้ตามคำขอบังคับของโจทก์ข้อ 2 โจทก์มีคำขอว่า หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถดำเนินการรื้อถอนประตูเข้าออกอัตโนมัติได้ ให้ร่วมกันส่งมอบบัตรรหัสผ่านประตูอัตโนมัติและบัตรผ่านติดรถยนต์ให้แก่โจทก์ และในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ระบบประตูอัตโนมัตินี้หากจัดระบบบริหารที่ดีจะเป็นประโยชน์แก่เจ้าของร่วมทุกรายในเรื่องการรักษาความปลอดภัย ทั้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบบัตรรหัสผ่านประตูอัตโนมัติพร้อมบัตรผ่านติดรถยนต์สมประโยชน์ของโจทก์แล้ว จึงไม่เห็นสมควรวินิจฉัยให้รื้อถอนระบบประตูอัตโนมัติ แต่โจทก์ฎีกาในข้อนี้ว่า การติดตั้งระบบประตูอัตโนมัติโดยจำเลยที่ 1 เป็นการเปลี่ยนแปลงทรัพย์ส่วนกลางโดยพลการ ไม่ได้รับความเห็นชอบจากเจ้าของร่วมตามข้อบังคับและกฎหมาย โดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งเหตุผลตามข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบเพราะเหตุใดเลย จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง และที่โจทก์ฎีกาอีกว่า การติดตั้งระบบประตูอัตโนมัตินี้ไม่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมและไม่ปลอดภัยหากเกิดอัคคีภัย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้กล่าวไว้ในคำฟ้อง จึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมาแต่แรก ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์ในเรื่องการติดตั้งระบบประตูอัตโนมัตินี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเพราะกระทำละเมิดต่อโจทก์ และปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิงดจ่ายน้ำประปาไปยังห้องชุดของโจทก์ได้โดยชอบตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นสมควรวินิจฉัยไปด้วยกัน ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า การที่เจ้าของร่วมรวมทั้งโจทก์มีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางนั้น เป็นหนี้ที่เกิดตามกฎหมายพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำสัญญาระหว่างกัน และเป็นหนี้เงินซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้บัญญัติหลักเกณฑ์การบังคับชำระหนี้โดยการใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้พิจารณาพิพากษาบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ และตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ก็ไม่ได้บัญญัติให้จำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้โดยวิธีอื่นหรือโดยพลการ ตรงกันข้ามพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังบัญญัติไว้ในมาตรา 41 โดยกำหนดให้นิติบุคคลอาคารชุดมีบุริมสิทธิในหนี้ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ดังกล่าวไว้ เพื่อประโยชน์ในการบังคับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายนี้ แสดงว่าการบังคับชำระหนี้ก็ต้องดำเนินการโดยใช้สิทธิทางศาล นอกจากนี้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดย่อมมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนบุคคลของตนในอาคารชุด และมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลางด้วย ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง จึงมีสิทธิใช้สอยทรัพย์ส่วนกลางที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมนั้นด้วย ย่อมไม่ชอบที่จำเลยที่ 1 จะใช้วิธีการขัดขวางการใช้ทรัพย์สินส่วนกลางของโจทก์เพื่อเป็นมาตรการบังคับให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์โดยพลการ ส่วนตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 13 และข้อ 15 ที่มีข้อความในทำนองให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิห้ามหรืองดสิทธิการใช้ทรัพย์ส่วนกลางหรือกำหนดมาตรการหรือดำเนินการตามมาตรการได้นั้น เมื่อพิจารณาถึงข้อบังคับในหมวดเดียวกันนี้ ข้อ 11 ข้อ 12 รวมทั้งข้อ 13 ก็มีข้อความกำหนดการใช้ทรัพย์ส่วนกลางของเจ้าของร่วม ต้องไม่เป็นการใช้หรือกระทำการใด ๆ อันก่อให้เกิดความเดือดร้อน รำคาญ รบกวน ละเมิดสิทธิหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของร่วมในอาคารชุด และต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งต้องใช้ไปตามกฎเกณฑ์ระเบียบปฏิบัติ ระยะเวลาการใช้หรือกฎเกณฑ์อื่นที่กำหนดให้ใช้ ซึ่งล้วนเป็นกรณีที่เป็นการใช้ทรัพย์ส่วนกลางโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบที่กระทบสิทธิเจ้าของร่วมรายอื่น จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 จะใช้วิธีการเพื่อป้องกันการกระทำโดยไม่ชอบนั้นเท่านั้น ไม่รวมถึงการห้ามหรือขัดขวางการใช้ทรัพย์ส่วนกลาง เพื่อบังคับให้เจ้าของร่วมชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแต่อย่างใด ดังนี้ ในกรณีการจ่ายน้ำประปาไปยังห้องชุดของโจทก์นั้น แม้การจ่ายน้ำประปาจะต้องใช้อุปกรณ์บางส่วนที่เป็นทรัพย์ส่วนกลางด้วยดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิห้ามไม่ให้โจทก์ใช้ประโยชน์ และเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ผิดข้อตกลงในการซื้อน้ำประปา จำเลยที่ 1 ก็ย่อมไม่มีสิทธิงดจ่ายน้ำประปาแก่โจทก์ ส่วนกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่มอบบัตรรหัสผ่านประตูอัตโนมัติกับบัตรผ่านติดรถยนต์เข้าออก รวมทั้งการงดจ่ายน้ำประปาให้โจทก์โดยไม่ชอบ และทำให้โจทก์เสียหายนั้น โดยปกติจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายตามที่โจทก์ได้รับความเสียหายจริง แต่ตามคำเบิกความของนายวิฑูรพยานโจทก์เพียงปากเดียวว่า ห้องชุดของโจทก์สามารถนำออกให้บุคคลอื่นเช่าได้เดือนละ 62,500 บาท ถึง 125,000 บาท ก็เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ในเรื่องจำนวนค่าเช่า และไม่แน่ว่าจะให้เช่าได้ทุกเดือนหรือไม่ ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์เสียหายมากถึงเดือนละ 100,000 บาท ตามคำฟ้อง นอกจากนี้ยังปรากฏว่าโจทก์ไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง อันเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของโจทก์ที่ต้องชำระตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 ดังกล่าวแล้ว และที่นายวิฑูรเบิกความว่า เหตุที่โจทก์ไม่จ่ายค่าใช้จ่ายส่วนกลางเพราะจำเลยที่ 1 นำเงินไปใช้จ่ายโดยพลการนั้น หากเป็นเช่นนั้นจริง โจทก์ก็ต้องว่ากล่าวดำเนินคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 เพื่อไม่ให้กระทำเช่นนั้นหรือให้ชำระค่าเสียหาย ไม่เป็นเหตุโดยชอบที่โจทก์จะอ้างขึ้นเพื่อไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในการชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ไม่นำพา ไม่รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายร่วมกันของเจ้าของร่วมทุกคนที่ได้ใช้ทรัพย์ส่วนกลางเป็นประโยชน์ร่วมกันทุกราย จึงเป็นการกระทำที่ส่อไปในทางเอาเปรียบผู้อื่นโดยไม่ชอบและส่อไปในทางไม่สุจริตด้วย ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่า แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำการโดยไม่ชอบอันเป็นการละเมิดและผิดสัญญาซื้อน้ำประปาต่อโจทก์ ซึ่งโจทก์น่าจะได้รับความเสียหายอยู่บ้าง แต่โจทก์มีส่วนผิดกระทำการฝ่าผืนต่อกฎหมายและส่อไปในทางไม่สุจริต จึงไม่ควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 1 ชั้นฎีกาต่างฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 420 ม. 442
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 13 ม. 18 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิโรจน์ เนติวิวัฒน์
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดบางกอกริเวอร์พาร์ค กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิต
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10221/2553
#506182
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมโปรแกรมเกมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายโดยนำวรรณกรรมโปรแกรมเกมคอมพิวเตอร์บรรจุลงในหน่วยประมวลผลกลาง (ซีพียู) ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายแล้วนำออกบริการให้เช่าแก่บุคคลทั่วไป ตามฟ้องดังกล่าวยังไม่แน่ชัดว่า โปรแกรมเกมคอมพิวเตอร์ที่มีการบรรจุลงในหน่วยประมวลผลกลางเป็นโปรแกรมเกมที่มีลิขสิทธิ์หรือเป็นโปรแกรมเกมที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย และจำเลยหรือผู้อื่นนั้นกระทำการอันละเมิดลิขสิทธิ์แก่งานของผู้เสียหายในลักษณะอย่างไรแน่ จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 30, 31, 61, 69, 70, 75, 76 ริบของกลางทั้งหมดและสั่งจ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นเพื่อการค้า เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไปโดยให้รอกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยละเมิดสิทธิ์งานวรรณกรรมโปรแกรมเกมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายโดยนำวรรณกรรมโปรแกรมเกมคอมพิวเตอร์บรรจุลงในหน่วยประมวลผลกลาง (ซีพียู) ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย จำนวน 14 เครื่อง แล้วนำออกบริการให้เช่าแก่บุคคลทั่วไปตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวยังไม่แน่ชัดว่าโปรแกรมเกมคอมพิวเตอร์ที่มีการบรรจุลงในหน่วยประมวลผลกลางนั้น เป็นโปรแกรมเกมที่มีลิขสิทธิ์หรือเป็นโปรแกรมเกมที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย และจำเลยหรือผู้อื่นนั้นกระทำการอันละเมิดลิขสิทธิ์แก่งานของผู้เสียหายในลักษณะอย่างไรกันแน่ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ยังไม่ชัดเจนดังกล่าว จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้รับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้คืนของกลางทั้งหมดแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายสถาพร เอี่ยมจงจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10220/2553
#511572
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 นำแผ่นวีซีดีเพลงและแผ่นซีดีรอมเอ็มพีสาม ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสามออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อการขายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อการค้า จำนวน 1,406 แผ่น เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองพร้อมยึดได้แผ่นวีซีดีเพลงและแผ่นซีดีรอมเอ็มพีสามที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 1,406 แผ่น และเงิน 8,540 บาท ที่จำเลยทั้งสองได้มาจากการจำหน่ายแผ่นซีดีรอมเอ็มพีสามและแผ่นซีดีเพลงเป็นของกลาง ข้อเท็จจริงดังกล่าวยังรับฟังไม่ได้ชัดเจนว่า เงินของกลางจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้มาจากการขายเสนอขายและมีไว้เพื่อขายแผ่นวีซีดีเพลงและแผ่นซีดีรอมเอ็มพีสาม จำนวน 1,406 แผ่น ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ผู้เสียหายทั้งสามในคดีนี้ หรือที่ได้มาจากการกระทำการในครั้งก่อนซึ่งโจทก์ก็มิได้ฟ้องถึงการกระทำดังกล่าวในครั้งก่อนมาด้วย กรณีจึงไม่อาจฟังได้ว่าเงิน 8,540 บาท เป็นทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้มาโดยได้กระทำความผิดตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 33 (2) ที่จะลงโทษทางอาญาแก่จำเลยที่ 1 ด้วยการริบทรัพย์สินได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งไม่ริบเงินของกลางชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 , 6 , 8 , 15 , 27 , 28 , 31 , 61 , 70 , 75 , 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4 , 54 , 82 , 91 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4 , 6 , 34 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11 , 62 , 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 6 , 33 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5 , 7 , 9 , 51 , 57 , 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 , 33 , 83 , 91 ให้แผ่นซีดีรอมเอ็มพีสาม และแผ่นวีซีดีเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสาม จำนวน 1,406 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ กับสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบเงิน 8,540 บาท อันเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดตามฟ้อง (ง)

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและเปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 หลบหนี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 จากสารบบความชั่วคราว และให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา31 (1) , 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา54 (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) , 82 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 200,000 บาท ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนและจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ200,000 บาท รวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 1 ปี และปรับ 400,000 บาทจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 , 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนคำขอที่ให้ริบเงิน 8,540 บาท นั้น ตามคำฟ้องไม่ปรากฏพฤติการณ์การจำหน่ายแผ่นซีดีเอ็มพีสามและแผ่นวีซีดีเพลงของจำเลยที่ 1 จึงไม่ริบ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 นำแผ่นวีซีดีเพลงและแผ่นซีดีรอมเอ็มพีสาม ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสามออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อการขายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อการค้า จำนวน 1,406 แผ่น เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองพร้อมยึดได้แผ่นวีซีดีเพลงและแผ่นซีดีรอมเอ็มพีสามที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 1,406 แผ่น และเงิน 8,540 บาท ที่จำเลยทั้งสองได้มาจากการจำหน่ายแผ่นซีดีรอมเอ็มพีสามและแผ่นวีซีดีเพลงเป็นของกลาง ข้อเท็จจริงดังกล่าวยังรับฟังไม่ได้ชัดเจนว่า เงินของกลางจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้มาจากการขายเสนอขายและมีไว้เพื่อขายแผ่นวีซีดีเพลงและแผ่นซีดีรอมเอ็มพีสาม จำนวน 1,406 แผ่น ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ผู้เสียหายทั้งสามในคดีนี้ หรือที่ได้มาจากการกระทำการในครั้งก่อนซึ่งโจทก์ก็มิได้ฟ้องถึงการกระทำดังกล่าวในครั้งก่อนมาด้วย กรณีจึงไม่อาจฟังได้ว่าเงิน 8,540 บาท เป็นทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้มา โดยได้กระทำความผิดตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (2) ที่จะลงโทษทางอาญาแก่จำเลยที่ 1 ด้วยการริบทรัพย์สินได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งไม่ริบเงินของกลางชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษปรับ 100,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 50,000 บาทรวมกับโทษในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นเพื่อการค้า เป็นจำคุก 6 เดือน และปรับ 150,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเดชา แก้วนภาลัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวศศธร น้อยโสภณ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10217/2553
#504713
เปิดฉบับเต็ม

ตามนิยาม "ความลับทางการค้า" และ "ผู้ควบคุมความลับทางการค้า" ในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ข้อมูลการค้าซึ่งเป็นความลับทางการค้าต้องเป็นข้อมูลที่เจ้าของหรือผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ การที่มีข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งสองกับพนักงานที่ห้ามมิให้พนักงานนำข้อมูลความลับของบริษัทไปเปิดเผยแก่บุคคลภายนอกซึ่งหากฝ่าฝืนอาจถูกลงโทษได้นั้น ไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นมาตรการที่เหมาะสมในการรักษาข้อมูลดังกล่าวไว้เป็นความลับตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้

โจทก์ทั้งสองมิได้บรรยายฟ้องว่า ข้อมูลตามใบเสนอราคาเป็นความลับทางการค้าที่จำเลยทั้งสองนำไปเปิดเผย แม้โจทก์ทั้งสองจะนำสืบว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับทางการค้าของโจทก์ทั้งสองก็เป็นเรื่องนอกฟ้อง ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 6, 33, 34, 35, 36 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 90, 91 และบังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสี่ระงับการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าและข้อมูลทางการค้าของโจทก์ทั้งสองนับจากวันฟ้อง หากฝ่าฝืนให้ใช้เงินปีละ 5,000,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะหยุดการละเมิดสิทธิ ห้ามจำเลยทั้งสี่สั่งซื้อสินค้าจากบริษัทจี ครอมชโรเดอร์ แอ็กติ้งเกเซิลชัฟร์ ผู้ผลิตในประเทศเยอรมนีเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยและห้ามจำเลยทั้งสี่จำหน่ายสินค้าที่สั่งซื้อจากบริษัทจี ครอมชโรเดอร์ แอ็กติ้งเกเซิลชัฟร์ แก่ลูกค้าของโจทก์ทั้งสองตามรายชื่อในฟ้องและลูกค้ารายอื่นของโจทก์ทั้งสองที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีรายชื่อลูกค้าจากโจทก์ทั้งสอง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์ที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด โจทก์ทั้งสองมีนายวิศิษฐ จิรกุลวิวัฒน์ เป็นผู้มีอำนาจทำการแทน โจทก์ที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของบริษัทจี ครอมชโรเดอร์ แอ็กติ้งเกซิลชัฟร์ ประเทศเยอรมนี ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างโจทก์ที่ 1 ตำแหน่งพนักงานขายตามใบสมัครงานและสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจทำการแทน ตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2545 จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 4 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า รายชื่อลูกค้าและสถานที่ของลูกค้าโจทก์ทั้งสองเป็นความลับทางการค้าของโจทก์ทั้งสองนั้น มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ให้นิยาม "ความลับทางการค้า" ว่า ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไปหรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เนื่องจากเป็นความลับ และเป็นข้อมูลที่ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ คำว่า "ผู้ควบคุมความลับทางการค้า" หมายความว่า เจ้าของความลับทางการค้า และให้หมายความรวมถึงผู้ครอบครอง ควบคุม หรือดูแลรักษาความลับทางการค้าด้วย ดังนี้เงื่อนไขหนึ่งของข้อมูลการค้าซึ่งเป็นความลับทางการค้าก็คือ ข้อมูลดังกล่าวต้องเป็นข้อมูลที่เจ้าของหรือผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ ในข้อนี้นายวิศิษฐพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำข้อมูลความลับเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดสินค้า ประเภทสินค้า ชื่อสินค้าราคาสินค้า รายชื่อและที่อยู่ของลูกค้าไปเปิดเผยต่อจำเลยที่ 4 ผ่านจำเลยที่ 3 เพื่อชี้ช่องให้จำเลยที่ 4 ค้าขายแข่งขันกับโจทก์ทั้งสอง โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2รู้ข้อมูลจากการปฏิบัติหน้าที่ให้โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ต้องเก็บรักษาความลับดังกล่าวไว้ ไม่นำไปเปิดเผย เมื่อมีการเปิดเผยโจทก์ทั้งสองจึงได้รับความเสียหาย แต่ทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมีระบบการควบคุมเอกสารที่ห้ามมิให้บุคคลที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าถึงเอกสารที่อ้างว่าเป็นความลับ การเก็บรักษาข้อมูลลูกค้าของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่ปรากฏว่ามีมาตรการใด ๆ ที่จะป้องกันมิให้ข้อมูลรั่วไหลไปถึงบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง กรณีฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีมาตรการที่เหมาะสมในการเก็บรักษาข้อมูลดังกล่าวไว้เป็นความลับตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสองมีกฎระเบียบว่าพนักงานจะต้องเก็บข้อมูลความลับดังกล่าวไว้ไม่นำไปเปิดเผยต่อบุคคลภายนอก และสมมุติว่าพนักงานทุกคนรู้ข้อมูลนี้ก็ต้องปกปิดไว้ตามกฎระเบียบ ของบริษัท จึงถือได้ว่ามาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการที่เหมาะสมแล้วนั้น เห็นว่า ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสองเป็นการอ้างข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งสองกับพนักงานที่ห้ามมิให้ พนักงานนำข้อมูลความลับของบริษัทไปเปิดเผยแก่บุคคลภายนอก ซึ่งหากมีการฝ่าฝืนอาจถูกลงโทษได้นั้น ลำพังเพียงข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงานย่อมไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นมาตรการที่เหมาะสมในการรักษาข้อมูลดังกล่าวไว้เป็นความลับ เพราะมิฉะนั้นข้อมูลของโจทก์ทั้งสองแทบทุกเรื่องก็อาจถือว่าเป็นความลับทางการค้าได้ ซึ่งเห็นได้ว่ามิใช่เจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายในเรื่องนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อและสถานที่อยู่ของลูกค้าของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ถือว่าเป็นความลับทางการค้า ส่วนโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า ข้อมูลในใบเสนอราคาตามเอกสารหมาย จ.12 ของโจทก์ทั้งสองที่เสนอขายให้แก่บริษัทซี ไอ เอ็ม เอ็นจิเนียริ่ง (ประเทศไทย) จำกัดเป็นความลับทางการค้าของโจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองบรรยายว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้ความลับทางการค้าเกี่ยวกับบริษัทผู้ผลิตสินค้าและรายละเอียดสถานที่อยู่ของลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องสงวนไว้ไม่เปิดเผย เพราะตนได้มาหรือล่วงรู้มาเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยโจทก์ทั้งสองมีมาตรการรักษาความลับทางการค้า สงวนข้อห้ามในการเปิดเผยข้อมูลการค้าและความลับทางการค้าไว้แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำข้อมูลความลับไปเปิดเผยแก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 4 ทำให้โจทก์ทั้งสองรับความเสียหาย ดังนี้ ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสอง ข้อมูลที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าเป็นความลับทางการค้า คือข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทผู้ผลิตสินค้าและสถานที่อยู่ของลูกค้าของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองมิได้บรรยายฟ้องว่า ข้อมูลตามใบเสนอราคาตามเอกสารหมาย จ.12 เป็นความลับทางการค้าที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำไปเปิดเผย แม้โจทก์ทั้งสองจะนำสืบในทำนองว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับทางการค้าของโจทก์ทั้งสอง ก็เป็นเรื่องนอกฟ้อง ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้ออื่น ๆ ไม่เป็นสาระแก่คดี เพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

เมื่อคดีรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามฟ้องของโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
บริษัทอินดัสเตรียล ฮีต แอนด์
โจทก์ — คอมบัสชั่น จำกัด กับพวก
จำเลย — นายสมศักดิ์ สุขเกษม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10212 -ที่ 10215/2553
#504710
เปิดฉบับเต็ม

สัญญารับจ้างออกแบบและควบคุมการก่อสร้างศูนย์การแพทย์ระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทั้งสี่ที่มีข้อตกลงกำหนดให้ในกรณีที่มีข้อเรียกร้อง ข้อพิพาทหรือเรื่องอื่นใดที่เป็นปัญหาระหว่างคู่สัญญาซึ่งไม่สามารถยุติโดยการเจรจานั้นให้ได้รับการชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการ เป็นสัญญาที่มีลักษณะเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการซึ่งต้องเสนอข้อพิพาทที่เป็นปัญหาระหว่างคู่สัญญาต่ออนุญาโตตุลาการก่อนนำคดีขึ้นสู่ศาลตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 11 เมื่อการวินิจฉัยในปัญหาระหว่างคู่สัญญาว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่ และจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญา โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทั้งสี่จึงต้องปฏิบัติตามข้อตกลงของสัญญาเรื่องการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์ทั้งสี่จึงต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามสัญญาดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีต่อศาลโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนย่อมขัดต่อ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 14 โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยทั้งสี่สำนวนขอให้บังคับโดยห้ามจำเลยทั้งสี่นำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ไปทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนไม่ว่าทางใด ให้จำเลยทั้งสี่ระงับการก่อสร้างที่กระทำอยู่และจะทำต่อไปในอนาคต ห้ามจำเลยทั้งสี่บิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของโจทก์ทั้งสี่ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ในอัตราเดือนละ 16,500,000 บาท โจทก์ที่ 2 ในอัตราเดือนละ 5,200,000 บาท โจทก์ที่ 3 ในอัตราเดือนละ 3,400,000 บาท และโจทก์ที่ 4 ในอัตราเดือนละ 4,600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะยุติการกระทำอันเป็นละเมิดงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา จำเลยทั้งสี่แถลงขอให้ศาลจำหน่ายคดีเนื่องจากข้อพิพาทตามฟ้องมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีโดยไม่ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนตามสัญญา จึงฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 โจทก์ทั้งสี่แถลงคัดค้านว่ามูลเหตุของคดีเป็นเรื่องละเมิด มิใช่ผิดสัญญา โจทก์ทั้งสี่สามารถนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเพื่อให้โจทก์ทั้งสี่ไปเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ

โจทก์ทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษาว่า ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทั้งสี่ตามเอกสารท้ายคำร้องของจำเลยทั้งสี่ลงวันที่ 19 มีนาคม 2551 ซึ่งเรียกว่า สัญญาบริการทางวิชาชีพและสัญญาบริการออกแบบทางวิชาชีพลงวันที่ 25 มิถุนายน 2546 ข้อ 11.1 แปลได้ความว่า "ในกรณีที่มีข้อเรียกร้อง ข้อพิพาท หรือเรื่องอื่นใดที่เป็นปัญหาระหว่างคู่สัญญาซึ่งไม่สามารถยุติโดยการเจรจานั้น ให้ได้รับการชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการ..." ดังนี้ ข้อสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 11 ที่บัญญัติว่า สัญญาอนุญาโตตุลาการ หมายถึง สัญญาที่คู่สัญญาตกลงให้ระงับข้อพิพาทไม่ว่าจะเกิดจากนิติสัมพันธ์ทางสัญญาหรือไม่ โดยวิธีอนุญาโตตุลาการ แม้สภาพแห่งข้อหาตามที่โจทก์ทั้งสี่บรรยายฟ้องจะอ้างเหตุมูลละเมิดงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานสถาปัตยกรรมของโจทก์ทั้งสี่โดยจำเลยทั้งสี่นำงานออกแบบอาคารและสิ่งปลูกสร้างไปทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณชนและมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ แต่ก็ปรากฏจากคำให้การของจำเลยทั้งสี่ต่อสู้คดีอ้างว่า ไม่ได้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่เนื่องจากสัญญาระบุว่าโจทก์ทั้งสี่โอนและอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้ลิขสิทธิ์ในงานออกแบบอาคารและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสี่ในการก่อสร้างแล้ว ดังนั้น ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญาดังกล่าว เมื่อข้อตกลงตามที่ระบุไว้ในข้อ 11.1 ของสัญญาจ้างกำหนดเรื่องการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการไว้ และไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนี้เป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์ทั้งสี่ต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามสัญญาดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีต่อศาลโดยมิได้เสนอข้อพิพาทซึ่งเป็นปัญหาระหว่างคู่สัญญาต่ออนุญาโตตุลาการก่อน จึงเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ทั้งสี่นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยไม่ได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคอนซัลแทนท์ ออฟ
เทคโนโลยี จำกัด กับพวก
มูลนิธิสหพันธ์ธุรกิจบริการออกแบบ
จำเลย — และก่อสร้างแห่งประเทศไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10212 -ที่ 10215/2553
#510288
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญารับจ้างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทั้งสี่ว่า สัญญาบริการทางวิชาชีพและสัญญาบริการออกแบบทางวิชาชีพ แปลได้ความว่า "ในกรณีที่มีข้อเรียกร้องข้อพิพาท หรือเรื่องอื่นใดที่เป็นปัญหาระหว่างคู่สัญญาซึ่งไม่สามารถยุติโดยการเจรจานั้นให้ได้รับการชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการ..." ดังนี้ ข้อสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทั้งสี่จึงมีลักษณะเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 11 ที่บัญญัติว่า สัญญาอนุญาโตตุลาการ หมายถึง สัญญาที่คู่สัญญาตกลงให้ระงับข้อพิพาทไม่ว่าจะเกิดจากนิติสัมพันธ์ทางสัญญาหรือไม่ โดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ดังนั้น ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิทำซ้ำ ดัดแปลง หรอืเผขแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญาดังกล่าว เมื่อข้อตกลงตามสัญญาจ้างกำหนดเรื่องระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการไว้ และไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนี้เป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์ทั้งสี่ต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามสัญญาดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีต่อศาลโดยมิได้เสนอข้อพิพาทซึ่งเป็นปัญหาระหว่างคู่สัญญาต่ออนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียบบริษัทคอนซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยี จำกัด โจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกบริษัทเซเวนอะโซซึเอทซ จำกัด โจทก์ในสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2 เรียกบริษัทองศาสถาปนิก จำกัด โจทก์ในสำนวนที่สามว่าโจทก์ที่ 3 เรียกบริษัทแอ๊กซิส แลนด์สเคป จำกัด โจทก์ในสำนวนที่สี่ว่า โจทก์ที่ 4 ส่วนจำเลยทั้งสี่ในสี่สำนวนต่างเป็นจำเลยชุดเดียวกัน

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยทั้งสี่สำนวนเป็นใจความว่า จำเลยที่ 1 เป็นมูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจออกแบบและก่อสร้างไทยให้ไปดำเนินการออกแบบและก่อสร้างในต่างประเทศ มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นกรรมการและเลขานุการ เมื่อปลายปี 2545 จำเลยที่ 1 โดยการจัดการของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้ทำสัญญารับจ้างออกแบบและควบคุมการก่อสร้างศูนย์การแพทย์ (Hamad Medical City/Asian Games Village, Village, DOHA 2006) ณ ประเทศกาตาร์ ให้แก่กระทรวงการเทศบาลและเกษตรกรรมแห่งประเทสกาตาร์ผู้ว่าจ้าง โดยผู้ว่าจ้างประสงค์จะใช้อาคารศูนย์การแพทย์ดังกล่าวเป็นหมู่บ้านนักกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ หลังจากนั้นจะมีการตกแต่ง ดัดแปลง และก่อสร้างเพิ่มเติมให้เป็นศูนย์การแพทย์ตามแบบแปลน ต่อมาเมื่อต้นปี 2546 ถึงเดือนเมษายน 2547 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตกลงว่าจ้างโจทก์ทั้งสี่และทีมงานสถาปนิกอื่นให้ออกแบบอาคาร สิ่งปลูกสร้าง งานตกแต่งภายในและภายนอก ตลอดจนบริเวณอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นงานศาลปกรรมประเภทงานสถาปัตยกรรม โดยโจทก์ทั้งสี่ตกลงจะโอนลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสี่จนครบถ้วนแล้ว โจทก์ทั้งสี่และทีมงานทำงานตามที่ว่าจ้างจนเสร็จและได้ส่งมอบงานให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผิดนัด ค้างชำระหนี้ค่าจ้าง จำนวน 64,828,530 บาท โจทก์ทั้งสี่ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้โดยแจ้งว่ามิฉะนั้นจะไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสี่ใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉยและกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์งานของโจทก์ทั้งสี่ โดยเผยแพร่งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ด้วยการก่อสร้างในโครงการดังกล่าวที่ยังไม่แล้วเสร็จต่อไป และนำภาพถ่ายและแผนผังงานอันมีสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ไปจัดทำเป็นภาพสามมิติ ภาพถ่ายและสิ่งพิมพ์ (โบชัวร์) และเผยแพร่ในเว็บไซต์ของจำเลยที่ 1 ทั้งในประเทศและต่างประเทศ (www.fedconthai.com) นอกจากนี้ จำเลยทั้งสี่ทำซึ้งงานออกแบบอาคารและสิ่งปลูกสร้างอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ และส่งมอบให้แก่รัฐบาลแห่งประเทสกาตาร์ เพื่อให้ดำเนินการประกวดราคาและให้ผู้รับเหมาก่อสร้างรายอื่นนำแบบแปลนอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ไปก่อสร้างต่อ เพื่อแสวงหากำไรและเพื่อประโยชน์ทางการค้าของจำเลยทั้งสี่ ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย โจทก์ที่ 1 ขอคิดค่าเสียหายเดือนละ 16,500,000 บาท โจทก์ที่ 2 ขอคิดค่าเสียหายเดือนละ 5,200,000 บาท โจทก์ที่ 3 ขอคิดค่าเสียหายเดือนละ 3,400,000 บาท โจทก์ที่ 4 ขอคิดค่าเสียหายเดือนละ 4,600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะหยุดการทำละเมิดดังกล่าวทั้งหมดขอให้บังคับโดยห้ามจำเลยทั้งสี่นำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ไปทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนไม่ว่าทางใด ให้จำเลยทั้งสี่ระงับการก่อสร้างที่กระทำอยู่และจะทำต่อไปในอนาคต ห้ามจำเลยทั้งสี่บิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของโจทก์ทั้งสี่ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ในอัตราเดือนละ 16,500,000 บาท โจทก์ที่ 2 ในอัตราเดือนละ 5,200,000 บาท โจทก์ที่ 3 ในอัตราเดือนละ 3,400,000 บาท และโจทก์ที่ 4 ในอัตราเดือนละ 4,600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะยุติการกระทำอันเป็นละเมิดงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การเป็นใจความว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ทั้งสี่ให้ออกแบบอาคารและสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจ้างลงวันที่ 25 มิถุนายน 2546 โดยตกลงให้ส่งมอบงานและแบ่งชำระเงินค่าจ้างเป็นงวดๆ ซึ่งโดยลักษณะของงานรับจ้างออกแบบงานก่อสร้างดังกล่าว คู่สัญญามีเจตนาให้จำเลยที่ 1 ทำการก่อสร้างโดยใช้งานออกแบบของโจทก์ทั้งสี่ควบคู่ไปกับการส่งมอบงานออกแบบแต่ละงวดตามสัญญา อันเป็นการตกลงให้โจทก์ทั้งสี่โอนและอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้ลิขสิทธิ์ในงานออกแบบของโจทก์ทั้งสี่ในการก่อสร้างได้ทันที่ โดยไม่จำต้องรอให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจ้างตามกำหนดในสัญญาเสียก่อน ส่วนที่โจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้างว่า มีข้อตกลงให้โจทก์ทั้งสี่โอนลิขสิทธิ์งานออกแบบให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าจ้างครบถ้วนแล้วนั้น ตามสัญญาจ้างข้อ 7 เป็นการกำหนดเงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์ในเอกสารต่าง ๆ ให้แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ใช่เงื่อนไขการโอนหรืออนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ในงานออกแบบดังที่โจทก์ทั้งสี่อ้าง จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานที่โจทก์ทั้งสี่ทำขึ้นตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา จำเลยทั้งสี่แถลงขอให้ศาลจำหน่ายคดีเนื่องจากข้อพิพาทตามฟ้องมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีโดยไม่ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาตโตตุลาการก่อนตามสัญญา จึงฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 โจทก์ทั้งสี่แถลงคัดค้านว่ามูลเหตุของคดีเป็นเรื่องละเมิด มิใช่ผิดสัญญา โจทก์ทั้งสี่สามารถนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าประเด็นข้อพิพาทหลักแห่งคดี คือ โจทก์ทั้งสี่หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมประเภทงานสถาปัตยกรรมตามฟ้อง และจำเลยทั้งสี่กระทำการอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ ซึ่งต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากข้อความในสัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 และเจตนาของคู่ความในการทำสัญญาเป็นสำคัญข้อพิพาทดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทอันเกิดจากสัญญา เมื่อสัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงซึ่งกำหนดให้เสนอข้อพิพาทที่เป็นปัญหาระหว่างคู่สัญญาต่ออนุญาโตตุลาการ ดังที่คู่ความได้เสนอข้อพิพาทเรื่องค้างชำระค่าจ้างต่ออนุญาโตตุลาการแล้ว โจทก์ทั้งสี่จึงต้องเสนอข้อพิพาทในคดีนี้ต่ออนุญาโตตุลาการตามข้อสัญญาดังกล่าวตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ก่อน จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสาระบบความเพื่อให้โจทก์ทั้งสี่ไปเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ

โจทก์ทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้จำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ทั้งสี่ไปดำเนินการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนั้น ชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 หรือไม่โดยโจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นนิติเหตุ มิใช่การฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ตามสัญญาที่พิพาทโดยตรง จึงไม่จำต้องเสนอข้อพิพาทดังกล่าวต่ออนุญาโตตุลาการก่อน เห็นว่า ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทั้งสี่ตามเอกสารท้ายคำร้องของจำเลยทั้งสี่ลงวันที่ 19 มีนาคม 2551 ซึ่งเรียกว่า สัญญาบริการทางวิชาชีพและสัญญาบริการออกแบบทางวิชาชีพลงวันที่ 25 มิถุนายน 2546 ข้อ 11.1 แปลได้ความว่า "ในกรณีที่มีข้อเรียกร้อง ข้อพิพาท หรือเรื่องอื่นใดที่เป็นปัญหาระหว่างคู่สัญญาซึ่งไม่สามารถยุติโดยการเจรจานั้นให้ได้รับการชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการ..." ดังนี้ข้อสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 11 ที่บัญญัติว่า สัญญาอนุญาโตตุลาการ หมายถึง สัญญาที่คู่สัญญาตกลงให้ระงับข้อพิพาทไม่ว่าจะเกิดจากนิติสัมพันธ์ทางสัญญาหรือไม่ โดยวิธีอนุญาโตตุลาการ แม้สภาพแห่งข้อหาตามที่โจทก์ทั้งสี่บรรยายฟ้องจะอ้างเหตุมูลละเมิดงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานสถาปัตยกรรมของโจทก์ทั้งสี่โดยจำเลยทั้งสี่นำงานออกแบบอาคารและสิ่งปลูกสร้างไปทำซื้อ ดัดแปลงและเผยแพร่ต่อสาธารณชนและมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ แต่ก็ปรากฏจากคำให้การของจำเลยทั้งสี่ต่อสู้คดีอ้างว่าไม่ได้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่เนื่องจากสัญญาระบุว่าโจทก์ทั้งสี่โอนและอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้ลิขสิทธิ์ในงานออกแบบอาคารและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสี่ในการก่อสร้างแล้ว ดังนั้น ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญาดังกล่าวเมื่อข้อตกลงตามที่ระบุไว้ในข้อ 11.1 ของสัญญาจ้างกำหนดเรื่องการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการไว้ และไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนี้เป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์ทั้งสี่ต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามสัญญาดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีต่อศาลโดยมิได้เสนอข้อพิพาทซึ่งเป็นปัญหาระหว่างคู่สัญญาต่ออนุญาโตตุลาการก่อน จึงเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้องที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ทั้งสี่นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยไม่ได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 ม. 14
ชื่อคู่ความ
บริษัทคอลซัลแทนท์ ออฟ
โจทก์ — เทคโนโลยี จำกัด กับพวก
มูลนิธิสหพันธุ์ธุรกิจบริการออกแแบบ
จำเลย — และก่อสร้างแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10209/2553
#511246
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 271 ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาทั้งหมดหรือบางส่วน เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้น มาตรา 275 บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะขอให้บังคับคดีให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี และมาตรา 276 ก็บัญญัติไว้เพียงว่าถ้าศาลเห็นว่าคำบังคับที่ขอให้บังคับนั้นได้ส่งให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและระยะเวลาที่ศาลกำหนดไว้เพื่อให้ปฏิบัติตามคำบังคับนั้นได้ล่วงพ้นไปแล้ว ให้ศาลออกหมายบังคับคดีได้ทันที ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวหาได้มีข้อจำกัดว่าจะต้องส่งคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาทุกคนก่อน ศาลจึงจะออกหมายบังคับคดีได้ และเมื่อพิจารณาคำขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ก็ปรากฏว่ามีข้อความกล่าวถึงคำพิพากษาที่จะขอให้มีการบังคับคดี รวมถึงวิธีการบังคับคดี และได้ระบุไว้แล้วว่า "จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ชำระหนี้ให้โจทก์แต่ประการใด" อันแสดงว่าในขณะที่โจทก์ขอออกหมายบังคับคดียังมีหนี้ค้างชำระอยู่เต็มจำนวนตามคำพิพากษา ถือได้ว่าคำขอของโจทก์ได้ระบุจำนวนหนี้ที่ยังมิได้ชำระตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275 (2) แล้ว คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ที่ให้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

การขอทุเลาการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 ต้องเป็นกรณีที่ยังไม่มีการบังคับคดีตามคำพิพากษา แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องขอให้งดการบังคับคดีและคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 2 ว่า ขณะที่ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 แล้ว การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าวเข้ามา จึงถือได้ว่าเป็นการขอให้งดการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 (2) ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศที่จะมีคำสั่งว่าสมควรให้งดการบังคับคดีหรือไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศสั่งยกคำร้องฉบับนี้ของจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาสั่งจึงชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝาก 40,902,214 บาท ของจำเลยที่ 2 ตามบัญชีเลขที่ 101-6-xxx ต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพิกถอนหมายบังคับคดีและยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากในบัญชีธนาคารดังกล่าวด้วย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องข้างต้นทุกฉบับ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม 2551 ว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีหรือไม่ จำเลยที่ 2 ที่ 3 อุทธรณ์ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในขณะที่ยังส่งคำบังคับให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ และในคำขอของโจทก์ที่ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีดังกล่าวไม่ได้ระบุว่ามีหนี้ค้างชำระตามคำพิพากษาที่จะต้องบังคับคดีจำนวนเท่าใด คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้ออกหมายบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาทั้งหมดหรือบางส่วน เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้น มาตรา 275 บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะขอให้บังคับคดีให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี และมาตรา 276 ก็บัญญัติไว้เพียงว่า ถ้าศาลเห็นว่าคำบังคับที่ขอให้บังคับนั้นได้ส่งให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและระยะเวลาที่ศาลกำหนดไว้เพื่อให้ปฏิบัติตามคำบังคับนั้นได้ล่วงพ้นไปแล้ว ให้ศาลออกหมายบังคับคดีได้ทันที ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวหาได้มีข้อจำกัดว่าจะต้องส่งคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาทุกคนก่อน ศาลจึงจะออกหมายบังคับคดีได้และเมื่อพิจารณาคำขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ก็ปรากฏว่ามีข้อความกล่าวถึงคำพิพากษาที่จะขอให้มีการบังคับคดี รวมถึงวิธีการบังคับคดี และได้ระบุไว้แล้วว่า "จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ชำระหนี้ให้โจทก์แต่ประการใด" อันแสดงว่าในขณะที่โจทก์ขอออกหมายบังคับคดียังมีหนี้ค้างชำระอยู่เต็มจำนวนตามคำพิพากษา ถือได้ว่าคำขอของโจทก์ได้ระบุจำนวนหนี้ที่ยังมิได้รับชำระตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 275 (2) แล้ว คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุจะเพิกถอนหมายบังคับคดีดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ฉบับนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 16 มกราคม 2552 ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 โดยไม่ส่งคำร้องดังกล่าวให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะต้องสั่งรับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีไว้แล้วส่งไปยังศาลฎีกาเพื่อให้มีคำสั่งต่อไป การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งยกคำร้องฉบับนี้โดยอ้างว่าเป็นการขอให้งดการบังคับคดีนั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 เห็นว่า การขอทุเลาการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 ต้องเป็นกรณีที่ยังไม่มีการบังคับคดีตามคำพิพากษา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องขอให้งดการบังคับคดี ฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม 2551 และคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้อง ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2551 และคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้อง ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2551 ของจำเลยที่ 2 เองว่า ขณะที่ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 แล้ว การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าวเข้ามา จึงถือได้ว่าเป็นการของให้งดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (2) ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่จะมีคำสั่งว่าสมควรให้งดการบังคับคดีหรือไม่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งยกคำร้องฉบับนี้ของจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาสั่งจึงชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว อุทธรณ์ฉบับนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2552 ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้เพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องโดยไม่ทำการไต่สวนก่อนนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตอนท้ายระบุไว้ว่า "แต่ทั้งนี้หากในชั้นบังคับคดีปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้เพิ่มหรือมากกว่าจำนวนที่ได้พิพากษาให้หักหนี้ไว้แล้ว ก็ให้บังคับคดีได้เพียงจำนวนที่เหลือหลังจากนำจำนวนเงินชำระหนี้เพิ่มเติมที่ปรากฏขึ้นนั้นมาหักชำระหนี้ดอกเบี้ยและหรือต้นเงินตามวิธีการเช่นเดียวกับที่พิพากษาให้หักหนี้ไว้แล้ว" ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่าได้มีการชำระหนี้ให้แก่โจทก์มากกว่าจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว โจทก์ไม่อาจขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากในบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงชอบที่จะไต่สวนคำร้องก่อนนั้น เห็นว่า แม้คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะระบุว่า "แต่ทั้งนี้หากในชั้นบังคับคดีปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้เพิ่มหรือมากกว่าจำนวนที่ได้พิพากษาให้หักหนี้ไว้แล้ว ก็ให้บังคับคดีได้เพียงจำนวนหนี้ที่เหลือหลังจากนำจำนวนเงินชำระหนี้เพิ่มเติมที่ปรากฏขึ้นนั้นมาหักชำระหนี้ดอกเบี้ยและหรือต้นเงินตามวิธีการเช่นเดียวกับที่พิพากษาให้หักหนี้ไว้แล้ว" ดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในอุทธรณ์แต่คำพิพากษาส่วนนั้นก็เป็นเพียงการกำหนดเงื่อนไขในการบังคับชำระหนี้แก่จำเลยให้ชัดเจนว่าในกรณีที่โจทก์ได้รับชำระหนี้เพิ่มหรือมากกว่าจำนวนที่ศาลได้พิพากษาให้หักหนี้ไว้แล้ว ให้บังคับชำระหนี้ได้เพียงจำนวนหนี้ที่เหลืออยู่หลังจากหักชำระดอกเบี้ยและหรือต้นเงินแล้ว กรณีเช่นนี้หากจำเลยยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษานั้น โจทก์และจำเลยก็ต้องคิดคำนวณหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนดในคำพิพากษา หรือหากจำเลยบิดพลิ้วและโจทก์ต้องขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ต้องคิดคำนวณหนี้ตามนั้นเช่นกัน หากเจ้าพนักงานบังคับคดีละเว้นเสีย ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการบังคับชำระหนี้ตามที่ศาลกำหนดไว้ในคำพิพากษาจึงอาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาในชั้นบังคับคดีอีกทอดหนึ่งจำเลยที่ 2 จะด่วนยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยก่อนที่ปัญหาจะเกิดมิได้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องของจำเลยที่ 2 โดยไม่ทำการไต่สวน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฉบับนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231 ม. 271 ม. 275 ม. 276 ม. 292 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ พญาไท จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทอีส จีโอ - ซิสเต็มส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
อร่าม เสนามนตรี
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10208/2553
#504709
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ทำแผนฟื้นฟูกำหนดวิธีการชำระหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุน แม้เป็นการหักหนี้กับค่าหุ้นของบริษัทต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1119 วรรคสอง แต่ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 วรรคท้าย บัญญัติว่า มิให้นำมาตรา 1119 แห่ง ป.พ.พ. มาใช้บังคับแก่แผนตามมาตรานี้เมื่อในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการมีบทบัญญัติยกเว้นบทบัญญัติของ ป.พ.พ. ส่วนนี้ ผู้ทำแผนจึงสามารถทำแผนเพิ่มทุนโดยการแปลงหนี้มาเป็นทุนได้

กรณีมีการชำระหนี้ด้วยหุ้น เนื่องจากราคาที่จดทะเบียนไว้อาจมิได้เป็นราคาที่แท้จริงของหุ้นดังกล่าวในวันที่มีการชำระแก่เจ้าหนี้ จำนวนหนี้ที่เจ้าหนี้ได้รับชำระอันจะมีผลให้หนี้ระงับย่อมมีจำนวนเท่ากับราคาตลาดที่แท้จริงอันเจ้าหนี้ได้รับโอนได้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ

ความรับผิดของจำเลยทั้งสามตามฟ้องเป็นเพียงผู้ค้ำประกันซึ่งผูกพันตนเพื่อชำระหนี้เมื่อ ศ. ลูกหนี้ชั้นต้นไม่ชำระหนี้ ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ โดยมิได้นำเงินที่ ศ. ชำระหนี้ให้แก่โจทก์มาหักออกจึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรระบุฐานะของจำเลยทั้งสามให้ชัดเจน และแก้ไขความรับผิดของจำเลยทั้งสามให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 524,056,809.78 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 257,828,259.21 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26 ตุลาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์ สาทร จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 243,000,000 บาท และ 300,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่มิได้ผิดนัดบวกสองต่อปี แต่ห้ามมิให้เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งขึ้นลงตามประกาศของธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เรื่อง อัตราดอกเบี้ยและส่วนลดของสินเชื่อที่ใช้บังคับอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 26 ตุลาคม 2548) ห้ามมิให้เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า ในคดีที่บริษัทศรีเทพไทยพลาสเคม จำกัด ร้องขอฟื้นฟูกิจการ โจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาบริษัทศรีเทพไทยพลาสเคม จำกัด ได้ชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการให้แก่โจทก์ 2 ครั้ง ครั้งแรกชำระด้วยหุ้นจำนวน 120,568 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท คิดเป็นมูลค่าหุ้น 1,205,680 บาท ครั้งที่สองชำระด้วยหุ้นจำนวน 407,045,463 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 บาท คิดเป็นมูลค่าหุ้น 407,045,463 บาท ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทศรีเทพไทยพลาสเคม จำกัด มิใช่ชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเฉพาะชำระหนี้ด้วยหุ้นครั้งที่สองดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย หุ้นที่บริษัท ศรีเทพไทยพลาสเคม จำกัด ชำระหนี้ให้แก่โจทก์มิใช่หุ้นที่ไม่ปรากฏมูลค่าที่จะตีราคาได้ อันจะถือเป็นหุ้นที่ไม่มีมูลค่าอันแท้จริงตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย แต่เป็นหุ้นที่มีมูลค่าจริงตามราคาที่ได้จดทะเบียนไว้ เมื่อบริษัท ศรีเทพไทยพลาสเคม จำกัด ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการโดยวิธีโอนหุ้นตีใช้หนี้ให้แก่โจทก์ ถือว่าโจทก์ได้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ตกลงกันไว้ ทำให้หนี้ตามฟ้องระงับสิ้นไป จำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมดที่มีต่อโจทก์ แม้ต่อมาภายหลังศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการก็ตาม ได้ความจากนายปัญญา กรรมการบริษัท เอส.ที.ที.แพลนเนอร์ จำกัด ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทศรีเทพไทยพลาสเคม จำกัดตามคำสั่งศาลล้มละลายกลางคดีหมายเลขแดงที่ 1289/2545 เบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสามว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2545 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 9 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นเงิน 392,038,494.70 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 257,828,259.21 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ ตั๋วเงิน เงินยืม และหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยตามที่โจทก์ยื่นคำขอ ตามสำเนาคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2546 บริษัทศรีเทพไทยพลาสเคม จำกัด ได้ชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการให้แก่โจทก์ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกได้ลดจำนวนหุ้นจากเดิม 24,000,000 หุ้น เหลือ 240,000 หุ้น ทำให้ทุนจดทะเบียนเดิม 240,000,000 บาท เหลือ 2,400,000 บาท แล้วเพิ่มทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการอีก 760,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท ทำให้มีทุนจดทะเบียนรวม 10,000,000 บาท ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 120,568 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท ในจำนวนหุ้นทั้งหมด 1,000,000 หุ้น ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นลงวันที่ 27 ตุลาคม 2546 ต่อมาบริษัทศรีเทพไทยพลาสเคม จำกัด ได้ขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการ โดยจดทะเบียนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท เป็นหุ้นละ 1 บาท โดยไม่มีการลดทุน ทำการลดขาดทุนสะสมโดยนำส่วนเกินมูลค่าหุ้นที่มีอยู่ 24,000,000 บาท มาลดขาดทุนสะสม และจดทะเบียนเพิ่มทุนเพื่อชำระหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุนให้แก่เจ้าหนี้ สำหรับโจทก์ซึ่งมีภาระหนี้จำนวน 407,045,462.22 บาท ได้รับชำระหนี้เป็นหุ้น 407,045,463 หุ้น มูลค่าตราไว้หุ้นละ 1 บาท ทำให้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นเลขที่ 00008011131 ถึง 00009216810 จำนวน 1,205,680 หุ้น และเลขที่ 00132711128 ถึง 00539756590 จำนวน 407,045,463 หุ้น ในจำนวนหุ้นทั้งหมด 1,083,100,132 หุ้น ตามหนังสือเรื่องแจ้งการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นลงวันที่ 29 กันยายน 2549 การที่ผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการทำแผนกำหนดวิธีการชำระหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุน แม้เป็นการหักหนี้กับค่าหุ้นของบริษัท ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1119 วรรคสอง แต่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 วรรคท้าย บัญญัติว่า มิให้นำมาตรา 1119 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่แผนตามมาตรานี้ เมื่อในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการมีบทบัญญัติยกเว้นบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนนี้ ผู้ทำแผนจึงสามารถทำแผนเพิ่มทุนโดยการแปลงหนี้มาเป็นทุนได้ ทำให้เจ้าหนี้ที่แปลงหนี้เป็นทุนรวมทั้งโจทก์เข้าเป็นผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนหนี้ของตน สถานะของเจ้าหนี้ดังกล่าวและโจทก์ย่อมเปลี่ยนจากเจ้าหนี้มาเป็นผู้ร่วมลงทุนกับผู้ถือหุ้นเดิมในบริษัทศรีเทพไทยพลาสเคม จำกัด สำหรับความรับผิดของบุคคลภายนอกซึ่งต้องร่วมรับผิดกับบริษัทศรีเทพไทยพลาสเคม จำกัด นั้น พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 กำหนดให้คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลภายนอกซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ เช่น ผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลเหล่านั้นที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน กรณีที่มีการชำระหนี้ด้วยหุ้นดังกล่าวไม่อาจถือว่าหุ้นดังกล่าวมีมูลค่าเท่ากับราคาที่จดทะเบียนไว้ เนื่องจากราคาที่จดทะเบียนอาจมิได้เป็นราคาที่แท้จริงของหุ้นดังกล่าวในวันที่มีการชำระแก่เจ้าหนี้ จำนวนหนี้ที่เจ้าหนี้ได้รับชำระอันจะมีผลให้หนี้ระงับย่อมมีจำนวนเท่ากับราคาตลาดที่แท้จริงอันเจ้าหนี้ได้รับโอนไว้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ในส่วนของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันนั้น เมื่อหนี้ของบริษัทศรีเทพไทยพลาสเคม จำกัด มิได้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 จำเลยทั้งสามก็ยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาตามคำขอบังคับของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความรับผิดของจำเลยทั้งสามตามฟ้องเป็นเพียงผู้ค้ำประกันซึ่งผูกพันตนเพื่อชำระหนี้ในเมื่อบริษัทศรีเทพไทยพลาสเคม จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นไม่ชำระหนี้ และโจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างที่บริษัทศรีเทพไทยพลาสเคม จำกัด ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ชำระเงินเพื่อบรรเทาความเสียหาย 13 ครั้ง รวมเป็นเงิน 8,060,965.87 บาท โจทก์ได้นำเงินดังกล่าวไปหักชำระดอกเบี้ย ทำให้ดอกเบี้ยและค่าปรับค้างชำระที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดตามฟ้องลดลงตามยอดเงินดังกล่าว ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ โดยมิได้นำเงินที่บริษัทศรีเทพไทยพลาสเคม จำกัด ชำระหนี้ให้แก่โจทก์มาหักออก จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรระบุฐานะของจำเลยทั้งสามให้ชัดเจน และแก้ไขความรับผิดของจำเลยทั้งสามให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัทศรีเทพไทยพลาสเคม จำกัด ร่วมกันชำระเงินและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยให้นำมูลค่าหุ้นตามราคาตลาดที่แท้จริงที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทศรีเทพไทยพลาสเคม จำกัด และนำเงินจำนวน 8,060,965.87 บาท ซึ่งบริษัทศรีเทพไทยพลาสเคม จำกัด ชำระให้แก่โจทก์หักชำระดอกเบี้ยก่อน และหากบริษัทศรีเทพไทยพลาสเครม จำกัด ชำระหนี้เพิ่มเติมให้แก่โจทก์อีก ให้หักชำระดอกเบี้ยก่อนเช่นเดียวกัน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1119 วรรคสอง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/42 วรรคท้าย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ สาทร จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายสรสินธุ ไตรจักรภพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนัชพันธ์ วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10207/2553
#503208
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมัน โจทก์เพียงตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 ดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันภายใต้ชื่อทางการค้า "บางจาก" ของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ต้องซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากโจทก์มาจำหน่าย สินค้าดังกล่าวจึงเป็นสินค้าของโจทก์ แม้มีการใช้เครื่องหมายการค้า "บางจาก" กับสินค้านั้น ก็เป็นการใช้โดยโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้เอง แล้วนำมาจำหน่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าต่อไป มิใช่จำเลยที่ 1 จัดหาผลิตภัณฑ์หรือสินค้ามาแล้วนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้กับสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์อนุญาตอันจะถือเป็นกรณีที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 68 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ค่าซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ค้างชำระ ค่าตอบแทนสิทธิเข้าดำเนินการสถานีน้ำมันที่ยังค้างชำระพร้อมเบี้ยปรับ ค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์สินในสถานีบริการน้ำมัน ค่าบริหารหนี้ค้างชำระและค่าปรับ การชำระหนี้ล่าช้า ค่าปรับกรณีธนาคารคืนเช็คที่นำเข้าเรียกเก็บเงิน ค่าเสียหายจากการนำน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาจำหน่าย ค่าขาดประโยชน์จาก การใช้สถานีบริการน้ำมันหลังจากที่เลิกสัญญาแล้วเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบสถานีบริการน้ำมันแก่โจทก์ รวมทั้งดอกเบี้ยด้วย รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 10,592,925.43 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,586,144.42 บาท และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของต้นเงิน 55,859.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 199 ถนนสันป่าตอง - บ้านกาด ตำบลทุ่งสะโตก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ และให้ส่งมอบสถานีบริการน้ำมันบางจากพร้อมอาคารและวัสดุอุปกรณ์ของสถานีบริการน้ำมันในสภาพที่เรียบร้อยพร้อมใช้งานได้โดยสมบูรณ์ หากไม่ดำเนินการให้ชำระค่าปรับวันละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากสถานีบริการน้ำมัน และส่งคืนทรัพย์สินของโจทก์จนเรียบร้อยครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 774,359.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 55,856.68 บาท (ที่ถูก 55,859.68 บาท) นับแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 199 ถนนสันป่าตอง - บ้านกาด ตำบลทุ่งสะโตก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทั้งส่งมอบสถานีบริการน้ำมันบางจาก อาคารและวัสดุอุปกรณ์ของสถานีบริการน้ำมันในสภาพที่เรียบร้อยให้โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์ในอัตราวันละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ธันวาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบอาคารและที่ดินพิพาทให้โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยปัญหาว่า สัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากรวมทั้งบันทึกต่อท้ายสัญญาตามคำฟ้องเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจาก ข้อ 1 ระบุถึงข้อตกลงการใช้สิทธิว่า โจทก์ตกลงให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 เข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเพื่อการค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดต่าง ๆ แก่บุคคลทั่วไป ภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ณ สำนักงานเลขที่ 199 หมู่ที่ 1 ถนนสันป่าตอง - บ้านกาด ตำบลทุ่งสะโตก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยสิทธิความเป็นเจ้าของและสิทธิการครอบครองที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง อุปกรณ์จำหน่าย และป้ายของสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวยังคงเป็นของโจทก์ และตามสัญญาข้อ 9 ระบุถึงค่าตอบแทนที่จำเลยทั้งสองตกลงชำระแก่โจทก์ จากข้อสัญญาดังกล่าวเห็นได้ว่า โจทก์เพียงตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 เข้าดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ภายใต้ชื่อทางการค้าคำว่า "บางจาก" ของโจทก์เท่านั้น น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่จำเลยที่ 1 ต้องซื้อจากโจทก์มาจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันตามข้อสัญญาดังกล่าวจึงเป็นสินค้าของโจทก์เอง แม้จะมีการใช้เครื่องหมายการค้า "บางจาก" กับสินค้าดังกล่าวก็เป็นการใช้เครื่องหมายการค้าโดยโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้นี้เอง และนำมาจำหน่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าต่อไปเท่านั้น มิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 จัดหาผลิตภัณฑ์หรือสินค้ามาเองแล้วนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้กับสินค้าของจำเลยที่ 1 นั้นโดยโจทก์อนุญาต อันจะถือเป็นกรณีที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์แต่อย่างใด สัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากรวมทั้งบันทึกต่อท้ายสัญญาดังกล่าวซึ่งเป็นการระบุรายละเอียดประกอบข้อสัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาดังกล่าว จึงมิใช่สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น แม้จะไม่จดทะเบียนต่อนายทะเบียนก็หาตกเป็นโมฆะไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 850,759.68 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 68 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
ห้างหุ้นส่วนจำกัดสันป่าตอง เอส อาร์
จำเลย — ปิโตรเลียม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10207/2553
#511243
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เพียงตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 เข้าดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ ภายใต้ชื่อทางการค้าคำว่า "บางจาก" ของโจทก์เท่านั้น น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่จำเลยที่ 1 ต้องซื้อจากโจทก์มาจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันตามข้อสัญญาดังกล่าวจึงเป็นสินค้าของโจทก์เอง แม้จะมีการใช้เครื่องหมายการค้า "บางจาก" กับสินค้าดังกล่าวก็เป็นการใช้เครื่องหมายการค้าโดยโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ นำมาจำหน่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าต่อไปเท่านั้น มิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 จัดหาผลิตภัณฑ์หรือสินค้ามาเองแล้วนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้กับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 นั้นโดยโจทก์อนุญาต อันจะถือเป็นกรณีที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์แต่อย่างใด สัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากรวมทั้งบันทึกต่อท้ายสัญญาดังกล่าวซึ่งเป็นการระบุรายละเอียดประกอบข้อสัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจาก อันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาดังกล่าว จึงไม่ใช่สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ค่าซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ค้างชำระ ค่าตอบแทนสิทธิเข้าดำเนินการสถานีน้ำมันที่ยังค้างชำระพร้อมเบี้ยปรับ ค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์สินในสถานีบริการน้ำมัน ค่าบริหารหนี้ค้างชำระ และค่าปรับการชำระหนี้ล่าช้า ค่าปรับกรณีธนาคารคืนเช็คที่นำเข้าเรียกเก็บเงิน ค่าเสียหายจากการนำน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาจำหน่าย ค่าขาดประโยชน์จากการใช้สถานีบริการน้ำมันหลังจากที่เลิกสัญญาแล้วเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบสถานีบริการน้ำมันแก่โจทก์ รวมทั้งดอกเบี้ยด้วย รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 10,592,925.43 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,586,144.42 บาท และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของต้นเงิน 55,859.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 199 ถนนสันป่าตอง - บ้านกาด ตำบลทุ่งสะโตก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ และให้ส่งมอบสถานีบริการน้ำมันบางจากพร้อมอาคารและวัสดุอุปกรณ์ของสถานีบริการน้ำมันในสภาพที่เรียบร้อยพร้อมใช้งานได้โดยสมบูรณ์ หากไม่ดำเนินการให้ชำระค่าปรับวันละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากสถานีบริการน้ำมัน และส่งคืนทรัพย์สินของโจทก์จนเรียบร้อยครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 774,359.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 55,856.68 บาท (ที่ถูก 55,859.68 บาท) นับแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 199 ถนนสันป่าตอง - บ้านกาด ตำบลทุ่งสะโตก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทั้งส่งมอบสถานีบริการน้ำมันบางจาก อาคารและวัสดุอุปกรณ์ของสถานีบริการน้ำมันในสภาพที่เรียบร้อยให้โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์ในอัตราวันละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ธันวาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบอาคารและที่ดินพิพาทให้โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปใบไม้ "บางจาก" ซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้ในประเทศไทย สำหรับใช้กับสินค้าน้ำมันปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดต่าง ๆ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เข้าดำเนินการกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมภายใต้เครื่องหมายการค้ารูปใบไม้และคำว่า "บางจาก" ของโจทก์ ณ สถานีบริการน้ำมันเลขที่ 199 ถนนสันป่าตอง - บ้านกาด ตำบลทุ่งสะโตก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่บนที่ดินของจำเลยที่ 2 และโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินจากจำเลยที่ 2

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า สัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากรวมทั้งบันทึกต่อท้ายสัญญาตามคำฟ้องเป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่มีวัตถุประสงค์ในลักษณะเป็นการอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ แม้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 68 วรรคสอง ก็ใช้บังคับกันได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ เห็นว่า ตามสัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากเอกสารหมาย จ. 7 ข้อ 1 ระบุถึงข้อตกลงการใช้สิทธิว่า โจทก์ตกลงให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 เข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเพื่อการค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดต่าง ๆ แก่บุคคลทั่วไป ภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ณ สำนักงานเลขที่ 199 หมู่ที่ 1 ถนนสันป่าตอง - บ้านกาด ตำบลทุ่งสะโตก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยสิทธิความเป็นเจ้าของและสิทธิการครอบครองที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง อุปกรณ์จำหน่าย และป้ายของสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวยังคงเป็นของโจทก์ และตามสัญญาข้อ 9 ระบุถึงค่าตอบแทนที่จำเลยทั้งสองตกลงชำระแก่โจทก์ จากข้อสัญญาดังกล่าวเห็นได้ว่า โจทก์เพียงตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 เข้าดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ภายใต้ชื่อทางการค้าคำว่า "บางจาก" ของโจทก์เท่านั้น น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่จำเลยที่ 1 ต้องซื้อจากโจทก์มาจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันตามข้อสัญญาดังกล่าวจึงเป็นสินค้าของโจทก์เอง แม้จะมีการใช้เครื่องหมายการค้า "บางจาก" กับสินค้าดังกล่าวก็เป็นการใช้เครื่องหมายการค้าโดยโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้นี้เอง และนำมาจำหน่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าต่อไปเท่านั้น มิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 จัดหาผลิตภัณฑ์หรือสินค้ามาเองแล้วนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้กับสินค้าของจำเลยที่ 1 นั้นโดยโจทก์อนุญาต อันจะถือเป็นกรณีที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์แต่อย่างใด สัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากเอกสารหมาย จ. 7 รวมทั้งบันทึกต่อท้ายสัญญาดังกล่าวซึ่งเป็นการระบุรายละเอียดประกอบข้อสัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจาก อันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาดังกล่าว จึงมิใช่สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น แม้จะไม่จดทะเบียนต่อนายทะเบียนก็หาตกเป็นโมฆะไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้รายการต่างๆ ตามคำฟ้องได้เพียงใดหรือไม่ ปัญหานี้สำหรับหนี้ค่าตอบแทนการให้สิทธิเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญานั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันและบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาตกเป็นโมฆะ จึงไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความโต้แย้งกันเกี่ยวกับการทำผลผูกพันตามบันทึกต่อท้ายสัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากกับหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ แต่เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้วินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวใช้บังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะดังกล่าวข้างต้นแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ต่อไปโดยไม่ต้องย้อนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ ซึ่งในปัญหานี้ เห็นว่า โจทก์มีนายบรรพต เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า ในการทำสัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกต่อท้ายสัญญาดังกล่าวด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ให้ไว้ต่อโจทก์ด้วย และจำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า มีการลงลายมือชื่อทำบันทึกต่อท้ายสัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากเอกสารหมาย จ. 8 และ จ. 10 จริง ส่วนหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้เอกสารหมาย จ. 11 ก็มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 และตราประทับของจำเลยที่ 1 ตรงกับบันทึกต่อท้ายสัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากเอกสารหมาย จ. 8 และ จ. 10 ด้วย จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำเอกสารดังกล่าวทั้งหมดไว้ต่อโจทก์จริง และเมื่อพิจารณาจากสัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากตามเอกสารหมาย จ. 7 ข้อ 9 ที่มีข้อความกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าตอบแทนสิทธิเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันแก่โจทก์ โดยมีรายละเอียดอัตราค่าตอบแทนระบุในบันทึกต่อท้ายสัญญาด้วย ข้อตกลงดังกล่าวนี้ย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ในอันที่จะต้องชำระหนี้แก่โจทก์ และในเรื่องการค้างชำระหนี้ส่วนนี้โจทก์มีนายบรรพตเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นได้ความว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 4 ฉบับ รวมเป็นเงินจำนวน 21,400 บาท เพื่อชำระค่าตอบแทนสิทธิเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันประจำเดือนเมษายน 2543 ถึงเดือนกรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่โจทก์จะแจ้งบอกเลิกสัญญาดังกล่าวต่อจำเลยที่ 1 แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวตามเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ. 15 ขณะที่จำเลยทั้งสองซึ่งให้การโต้แย้งว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 แต่ไม่นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นตามข้ออ้าง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ค่าตอบแทนสิทธิเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันสำหรับเดือนเมษายน 2543 ถึงเดือนกรกฎาคม 2543 ไว้แก่โจทก์จริง และเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินก็ถือว่าโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ สำหรับหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์สินในสถานีบริการน้ำมันจำนวน 35,092.95 บาท นั้น โจทก์มีนายบรรพต เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นอ้างว่า จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์สินสถานีบริการน้ำมันที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายไปก่อนคืนแก่โจทก์ตามสัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเอกสารหมาย จ. 7 ข้อ 10 ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การโต้แย้งหนี้รายการนี้ว่า ไม่ได้ทำข้อตกลงดังกล่าวด้วย และเมื่อพิจารณาสัญญาเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเอกสารหมาย จ. 7 ข้อ 10 ก็ปรากฏว่า เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับส่วนลดค่าตอบแทนสิทธิเข้าดำเนินการในสถานีบริการน้ำมัน หาได้มีข้อตกลงให้โจทก์เอาประกันภัยทรัพย์สินในสถานีบริการน้ำมันโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยดังที่โจทก์อ้างและนำสืบแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวจึงเลื่อนลอยและขัดแย้งกับเอกสารดังกล่าว จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ตกลงชำระหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์สินในสถานีบริการน้ำมันจำนวน 35,092.95 บาท แก่โจทก์ สำหรับหนี้ค่าเสียหายจากการบริหารหนี้เพิ่มขึ้นเป็นเงิน 28,803.77 บาท โดยแบ่งเป็นค่าปรับการชำระหนี้ไม่ตรงตามเงื่อนไข 6,803.77 บาท และค่าปรับเช็คคืน 22,000 บาท นั้น เมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่า โจทก์คิดคำนวณค่าเสียหายในส่วนนี้ไม่ถูกต้อง โจทก์มีภาระการพิสูจน์ที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานแสดงข้อเท็จจริงให้เห็นว่า โจทก์ได้รับความเสียหายดังที่อ้าง แต่โจทก์คงมีเพียงนายบรรพตเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นกับใบแจ้งหนี้ที่เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายดังกล่าว โดยไม่มีหลักฐานการที่โจทก์ต้องชำระค่าปรับเช็คคืนให้แก่ทางธนาคารที่ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค หรือรายละเอียดการคำนวณค่าปรับกรณีชำระหนี้ไม่ตรงตามเงื่อนไขมาแสดงให้เห็น พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวยังเลื่อนลอย จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายในส่วนนี้เป็นจำนวนตามที่โจทก์อ้าง อย่างไรก็ดีเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระหนี้ค่าตอบแทนเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันแก่โจทก์ดังวินิจฉัยมาข้างต้น โจทก์จึงมีความเสียหายอันเกิดจากการชำระหนี้ล่าช้าของจำเลยที่ 1 อยู่บ้าง เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้รวมกันเป็นเงิน 3,000 บาท สำหรับค่าเสียหายกรณีจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันจากโจทก์ไปจำหน่าย แต่กลับซื้อจากบริษัทอื่นมาจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันนี้แทน ซึ่งโจทก์เรียกร้องตามคำฟ้องไว้เป็นเงิน 123,434.18 บาทนั้น ในส่วนนี้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำผลิตภัณฑ์น้ำมันของบริษัทอื่นมาจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์อ้างในฟ้องส่วนนี้แล้ว ข้อเท็จจริงจึงเป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 1 นำผลิตภัณฑ์น้ำมันจากบริษัทอื่นมาจำหน่ายจริง อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์ แต่ในการพิจารณาค่าเสียหายกรณีปฏิบัติผิดสัญญานี้ ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่า ผลิตภัณฑ์น้ำมันที่จำเลยที่ 1 นำมาจำหน่ายดังกล่าวนั้นไม่มีคุณภาพหรือมีคุณภาพต่ำกว่าที่โจทก์ผลิต อันจะกระทบกระเทือนต่อความน่าเชื่อถือในการขายน้ำมันของโจทก์ และโจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานที่นำสืบแสดงมูลค่าความเสียหายส่วนนี้ว่ามีจำนวนสูงถึง 123,434.18 บาท ตามคำฟ้อง จึงเห็นว่า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาดังกล่าวนี้สูงเกินไป และเมื่อคำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์ตามสมควรแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ 50,000 บาท สำหรับหนี้ค่าเบี้ยปรับจากการที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าน้ำมันแก่โจทก์ซึ่งโจทก์คิดอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของยอดเงินค้างชำระเป็นเงินรวม 27,147.80 บาท นั้น เห็นได้ว่าค่าเสียหายดังกล่าวนี้มีลักษณะเป็นค่าเสียหายที่ได้กำหนดกันไว้ล่วงหน้าตามหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้เอกสารหมาย จ. 11 อันเป็นเบี้ยปรับ แต่จำนวนเบี้ยปรับที่โจทก์ขอมานั้น โจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความเสียหายส่วนนี้ว่ามีเท่าใด จึงเห็นว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน สมควรกำหนดลดลงเป็นจำนวนตามสมควรโดยเมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียทุกทางของโจทก์แล้ว เห็นสมควรกำหนดให้ 2,000 บาท สำหรับค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีบริการน้ำมันวันละ 20,000 บาท นั้น เมื่อพิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจตั้งแต่ในขณะเกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระเงินลงทุนสร้างสถานีบริการน้ำมันบางส่วน และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินที่นำออกให้โจทก์เช่าทำประโยชน์โดยชำระค่าเช่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 2 ในอัตราที่ต่ำมากไม่สมกับสภาพของที่ดิน แสดงว่าโจทก์ได้รับประโยชน์จากการได้เช่าที่ดินและการสร้างสถานีบริการน้ำมันนี้มากอยู่แล้ว จึงฟังไม่ได้ว่าค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินและสถานีบริการน้ำมันของโจทก์สูงถึงวันละ 20,000 บาท ตามฟ้อง และที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าขาดประโยชน์นี้แก่โจทก์วันละ 1,500 บาท นั้น เมื่อคำนึงถึงสภาพที่ดินและสถานีบริการน้ำมันที่สามารถทำกิจการค้าหากำไรได้ ประกอบกับความเสียหายและทางได้เสียของโจทก์ในส่วนนี้แล้ว เห็นว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินและสถานีบริการน้ำมันตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดมาเหมาะสมแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 850,759.68 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 68 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
ห้างหุ้นส่วนจำกัด สันป่าตอง เอส อาร์
จำเลย — ปิโตรเลียม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10189/2553
#508381
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคแรก อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น บุคคลซึ่งมิใช่ผู้เสียหายสามารถกล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ว่า มีบุคคลรู้ตัวหรือไม่ก็ดีได้กระทำความผิดขึ้น และเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดได้ ดังนั้น ต. เจ้าหน้าที่มูลนิธิคุ้มครองเด็กจึงสามารถกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายได้ โดยไม่จำต้องอาศัยการมอบอำนาจจาก ภ. และ ฉ. แต่อย่างใดพนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจทำการสอบสวนคดีได้ การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาตน (ที่ถูก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90) จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 30 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า นายพิภพและนางฉลวยไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหาย จึงไม่อาจมอบอำนาจให้มูลนิธิคุ้มครองเด็กร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้ การสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า จำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น บุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้เสียหายสามารถกล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีบุคคลรู้ตัวหรือไม่ก็ดีได้กระทำความผิดขึ้นและเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดได้ ดังนั้น นายเตชาติ์ มีชัย เจ้าหน้าที่มูลนิธิคุ้มครองเด็กจึงสามารถกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายได้โดยไม่จำต้องอาศัยการมอบอำนาจจากนายพิภพและนางฉลวยแต่อย่างใด พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจทำการสอบสวนคดีได้ การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า เมื่อประมาณกลางเดือนตุลาคม 2547 ขณะที่ผู้เสียหายอยู่บ้านกับจำเลยสองคน จำเลยเรียกผู้เสียหายเข้าไปในห้องนอนของจำเลยแล้วเปิดวีดีโอภาพยนตร์ลามกซึ่งมีภาพผู้ชายกับผู้หญิงร่วมเพศกันให้ผู้เสียหายดู และบอกให้ผู้เสียหายทำเหมือนกับในภาพยนตร์แล้วจะให้เงิน 5 บาท จำเลยให้ผู้เสียหายนั่งบนเตียงแล้วถอดเสื้อกับกางเกงชั้นนอกและชั้นในของผู้เสียหาย แล้วถอดกางเกงของตนเองออก จำเลยให้ผู้เสียหายใช้มือจับอวัยวะเพศของจำเลยจนแข็งตัว จากนั้นจำเลยจับผู้เสียหายนอนบนเตียงแล้วเอาอวัยวะเพศของตนสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ผู้เสียหายร้องไห้เพราะเจ็บและบอกให้จำเลยหยุด แต่จำเลยไม่ยอมหยุดยังคงสอดใส่อวัยวะเพศของตนเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย สักครู่หนึ่งจึงถอดออกมา ผู้เสียหายเห็นมีเลือดไหลออกมาจากอวัยวะเพศของตน จำเลยบอกให้ผู้เสียหายเข้าไปล้างในห้องน้ำ ขณะล้างอวัยวะเพศผู้เสียหายรู้สึกแสบและเห็นเลือดไหลออกมาจากอวัยวะเพศ เมื่อผู้เสียหายออกจากห้องน้ำ จำเลยห้ามไม่ให้ผู้เสียหายบอกนางฉลวยมิฉะนั้นจะถูกตี ผู้เสียหายจึงไม่กล้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นางฉลวยฟัง ต่อมาประมาณปลายเดือนตุลาคม 2547 จำเลยเรียกผู้เสียหายเข้าไปในห้องนอนแล้วเปิดภาพยนตร์ลามกให้ผู้เสียหายดูและกระทำชำเราผู้เสียหายอีก หลังจากนั้นจำเลยยังกระทำชำเราผู้เสียหายอีกประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งสุดท้ายประมาณกลางเดือนสิงหาคม 2548 จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายเหมือนครั้งก่อน ๆ โดยนำอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย เห็นว่า แม้คดีนี้เหตุเกิดขณะผู้เสียหายอายุเพียง 7 ปีเศษ และเบิกความขณะอายุ 9 ปีเศษก็ตาม แต่ผู้เสียหายเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างสมเหตุผลและมีรายละเอียดชัดแจ้งเกินกว่าที่ผู้เสียหายจะสามารถแต่งเรื่องขึ้นได้เอง อีกทั้งจำเลยเป็นปู่เลี้ยงได้เลี้ยงดูผู้เสียหายมาตั้งแต่อายุ 2 ปี หากไม่ใช่เรื่องจริงแล้วก็ไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เสียหายจะต้องเบิกความปรักปรำจำเลยซึ่งเป็นผู้มีพระคุณให้ต้องรับโทษ เชื่อว่า ผู้เสียหายเบิกความตามความเป็นจริง นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางอุบลรัตน์นางสุเทพี นายเตชาติ์และพันตำรวจตรีวิศิษฎ์ ท่านมุข เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า นางอุบลรัตน์และนางสุเทพีซึ่งเป็นครูประจำชั้นและอดีตครูประจำชั้นของผู้เสียหายเห็นผู้เสียหายขาดเรียนผิดปกติจึงสอบถามผู้เสียหายจนได้ความว่าผู้เสียหายถูกจำเลยซึ่งเป็นปู่เลี้ยงกระทำชำเรา นางสุเทพีจึงโทรศัพท์ปรึกษานายเตชาติ์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิคุ้มครองเด็ก นายเตชาติ์พาผู้เสียหายไปอยู่ที่มูลนิธิคุ้มครองเด็กและสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้เสียหายจนเชื่อว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจริงแล้วจึงแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย พันตำรวจตรีวิศิษฎ์ พนักงานสอบสวนได้ส่งตัวผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเสนา และนางสาววิภาวี ตีรณวัฒนากุล แพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหายแล้ว พบว่าเยื่อพรหมจารีของผู้เสียหายมีรอยฉีกขาดเก่า ไม่พบตกขาวผิดปกติ พบช่องคลอดยืดขยายเป็นโพรง โดยมีความเห็นว่าผู้เสียหายเคยผ่านการร่วมประเวณีมาแล้วตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.8 พยานโจทก์ทั้งสี่ล้วนไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ เชื่อว่า พยานโจทก์ทั้งสี่เบิกความตามความเป็นจริง ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายเบิกความแตกต่างจากคำให้การในชั้นสอบสวนโดยผู้เสียหายเบิกความว่า ผู้เสียหาย จำเลย และนางฉลวยอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน แต่ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าอยู่บ้านคนละหลังนั้น เห็นว่า ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อย ไม่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายลดน้ำหนักลง ส่วนปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า นายเตชาติ์ นางอุบลรัตน์ และนางสุเทพี เบิกความแตกต่างเป็นพิรุธเกี่ยวกับเวลาที่จำเลยเริ่มกระทำความผิด วิธีการล่อลวง และสถานที่กระทำชำเรา พยานโจทก์ทั้งสามมีเจตนากลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยนั้น เห็นว่า แม้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามจะมีข้อแตกต่างดังกล่าวอยู่บ้างก็ตาม แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อย ประกอบกับนายเตชาติ์เป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิคุ้มครองเด็ก นางอุบลรัตน์และนางสุเทพีรับราชการเป็นครู เชื่อว่า พยานโจทก์ทั้งสามต่างทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจและไม่มีเจตนากลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย โดยก่อนจะแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย พยานโจทก์ทั้งสามก็ได้พิจารณาและกลั่นกรองข้อเท็จจริงจากผู้เสียหายจนเชื่อว่าเป็นความจริงแล้วจึงค่อยแจ้งความ อีกทั้งในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนยังสอบคำให้การผู้เสียหายต่อหน้าพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ และนายเตชาติ์อีกครั้งหนึ่งด้วย ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า ผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.8 ที่นางสาววิภาวีแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายรายงานผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายว่าพบเยื่อพรหมจารีมีรอยฉีกขาดเก่าและช่องคลอดยืดขยายเป็นโพรงแสดงว่าผู้เสียหายเคยผ่านการร่วมประเวณีมาแล้ว แต่หลักฐานดังกล่าวไม่อาจยืนยันได้ว่าจำเลยเป็นคนกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น เห็นว่า หลักฐานดังกล่าวเพียงแต่แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายเคยผ่านการร่วมประเวณีมาแล้วเท่านั้น ศาลไม่ได้รับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวแล้วเชื่อว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่ศาลได้พิจารณาคำเบิกความของผู้เสียหาย นางอุบลรัตน์ นางสุเทพี และนายเตชาติ์เป็นสำคัญ ซึ่งเมื่อพิจารณาคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวประกอบกับผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์แล้ว ฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำชำเราผู้เสียหายจริง สำหรับปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว ผู้เสียหายได้เล่าเหตุการณ์ให้นางฉลวยฟังใหม่ว่า จำเลยไม่ได้กระทำชำเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายสับสนคำถามของครูประจำชั้นและถูกข่มขู่ โดยผู้เสียหายเขียนบันทึกเล่าเหตุการณ์ตามเอกสารแนบท้ายฎีกาหมายเลข 2 และหมายเลข 3 ความจริงแล้วจำเลยไม่ได้กระทำชำเราผู้เสียหายนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย การที่จำเลยนำสืบปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดโดยมีนางฉลวยและนายพิภพเป็นพยานเบิกความสนับสนุนนั้น เห็นว่า นางฉลวยเป็นภริยาของจำเลยและนายพิภพเป็นบุตรเลี้ยงของจำเลยจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจำเลยและย่อมเบิกความช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิด จึงมีน้ำหนักน้อยในการรับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายแสวง ฉอ้อนโฉม
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ