คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10850/2553
#503264
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นกรรมหนึ่งต่างหากและขาดตอนไปแล้ว ต่อมาผู้เสียหายจะหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในกระเป๋าถือเพื่อโทรศัพท์ติดต่อสามี จำเลยแย่งกระเป๋าถือแล้วเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเงิน 9,000 บาท ในกระเป๋าถือไป และทิ้งกระเป๋าถือไว้ใต้ถุนบ้าน พฤติการณ์แห่งคดีอาจเป็นไปได้ว่าจำเลยกระทำไปเพียงเพื่อป้องกันมิให้ผู้เสียหายใช้โทรศัพท์ติดต่อกับสามี คดีจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตในการเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง จึงไม่เป็นความผิดฐานลักหรือชิงโทรศัพท์มือถือ ส่วนเงิน 9,000 บาท เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ จำเลยจึงคืนให้ 8,000 บาท ส่วนอีก 1,000 บาท จำเลยไม่ยอมคืนจนกว่าผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ทั้ง ๆ ที่จำเลยไม่มีสิทธิเอาเงินไปและไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้ว่าจำเลยเอาเงินไปเพียงเพราะโกรธผู้เสียหาย กรรมจึงเป็นเครื่องชี้เจตนาให้รับฟังได้ว่า จำเลยกระทำไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง จำเลยจึงมีเจตนาทุจริตอันเข้าองค์ประกอบความผิดฐานลักเงินดังกล่าวแล้ว แต่การที่จำเลยดึงกระเป๋าถือโดยยื้อแย่งกันจนสายกระเป๋าขาดติดมือผู้เสียหายโดยไม่ได้ผลักผู้เสียหาย ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายแก่กายหรือจิตใจของผู้เสียหาย จำเลยไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่การกระทำเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองรวมอยู่ในข้อหาชิงทรัพย์ แม้โจทก์ฟ้องความผิดฐานชิงทรัพย์มาศาลย่อมลงโทษในความผิดฐานลักทรัพย์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 339, 91 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อโจทก์สืบพยานได้ 2 ปาก จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 339 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 2 เดือน ฐานชิงทรัพย์ จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 10 ปี 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี 1 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาชิงทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยรู้จักคุ้นเคยกับญาติของผู้เสียหาย โดยจำเลยชอบพอนางสาวจริยา ญาติของผู้เสียหาย และเหตุคดีนี้เริ่มต้นจากการที่จำเลยไม่พอใจผู้เสียหายที่บอกให้จำเลยออกไปจากบ้านของนางอุไร ป้าของผู้เสียหายและเป็นมารดาของนางสาวจริยา จำเลยจึงทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย หลังจากนั้นเมื่อผู้เสียหายกำลังจะเปิดกระเป๋าถือเพื่อจะหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้ติดต่อไปยังสามี จำเลยก็ยื้อแย่งกระเป๋าถือจากผู้เสียหายจนกระทั่งสายกระเป๋าขาดแล้วนำลงไปจากบ้าน โดยหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเงินจำนวน 9,000 บาท ของผู้เสียหายไปและทิ้งกระเป๋าถือที่ใต้ถุนบ้าน ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธร อำเภอบางคนทีในคืนเกิดเหตุ วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายจึงได้รับโทรศัพท์เคลื่อนที่คืน โดยจำเลยมอบให้นางปัทมา นำไปมอบให้นางอุไร จากนั้นอีกหนึ่งวัน จำเลยจึงคืนเงินจำนวน 8,000 บาท มอบผ่านนางสาวจริยา ส่วนเงินที่ยังขาดอยู่ 1,000 บาท นางสาวจริยาแจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่า จำเลยจะคืนให้เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้จะรับฟังว่าจำเลยมีความผิดฐานชิงทรัพย์ด้วยหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาแห่งการกระทำเป็นสำคัญ ซึ่งจะเห็นได้ว่า เมื่อจำเลยลุแก่โทสะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายแล้ว ต่อมาจำเลยได้แย่งกระเป๋าถือของผู้เสียหาย จากนั้นได้เอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายและเงินจำนวน 9,000 บาท ซึ่งบรรจุอยู่ในกระเป๋าถือดังกล่าวไป ส่วนกระเป๋าถือของผู้เสียหาย จำเลยทิ้งไว้ใต้ถุนบ้าน สำหรับการเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปนั้น โดยพฤติการณ์แห่งคดีอาจเป็นไปได้ว่าจำเลยกระทำไปเพียงเพื่อป้องกันมิให้ผู้เสียหายใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกับสามีของผู้เสียหาย คดีจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตในการเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไปหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง แต่สำหรับเงินจำนวน 9,000 บาท ของผู้เสียหายซึ่งถูกจำเลยเอาไป และต่อมาเมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย จำเลยจึงคืนให้จำนวน 8,000 บาท ส่วนอีก 1,000 บาท จำเลยไม่ยอมคืนให้จนกว่าผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ทั้งๆ ที่จำเลยไม่มีสิทธิที่จะเอาเงินจำนวน 9,000 บาท ของผู้เสียหายไป และไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้ว่าจำเลยเอาเงินจำนวนดังกล่าวของผู้เสียหายไปเพียงเพราะโกรธผู้เสียหาย กรรมจึงเป็นเครื่องชี้เจตนาให้รับฟังได้ว่า จำเลยกระทำไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง จำเลยจึงมีเจตนาทุจริต และจำเลยไม่อาจอ้างความมึนเมามาปฏิเสธการกระทำความผิดของตนได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องในข้อหาชิงทรัพย์มาทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยเฉพาะทรัพย์โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายเท่านั้น ส่วนเงินของผู้เสียหายจำนวน 9,000 บาท นั้น ผู้เสียหายเบิกความให้ข้อเท็จจริงว่า ขณะผู้เสียหายกำลังจะโทรศัพท์ติดต่อสามีของตน จำเลยได้ดึงกระเป๋าจากผู้เสียหาย โดยการยื้อแย่งกันจนสายกระเป๋าขาดติดมือผู้เสียหาย ส่วนจำเลยเอากระเป๋าไป โดยไม่ได้ใช้กำลังประทุษร้ายผลักผู้เสียหายดังที่โจทก์บรรยายฟ้องไว้ ข้อเท็จจริงเพียงเท่านี้จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายแก่กายหรือจิตใจของผู้เสียหาย จำเลยไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์ได้ แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง รวมอยู่ในข้อหาชิงทรัพย์ตามฟ้อง และศาลย่อมลงโทษในความผิดฐานนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพจึงมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 1 เดือน ที่ลงฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายแล้ว คงจำคุก 7 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 339 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นายประสิทธิ์หรือส่ง อยู่ทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายธาดา กษิตินนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10848/2553
#508352
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เกิดขึ้นภายในบริเวณโรงเรียนบ้านคลองสุดซึ่งมิใช่บนทางหลวงหรือทางสาธารณะที่กำหนดให้รถสัญจรไปมา แม้จำเลยจะเป็นผู้ขับรถกระบะโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถ การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 64 ศาลล่างทั้งสองจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357, 91 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 64

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 64 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ จำคุก 2 ปี ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ จำคุก 1 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ 16 เดือน และฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ 20 วัน รวมจำคุก 16 เดือน 20 วัน ยกฟ้องข้อหาอื่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ลงโทษจำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามมาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถอีกกระทงหนึ่ง เป็นจำคุก 8 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 64 นี้มุ่งหมายที่จะควบคุมผู้ขับรถบนทางหลวงหรือทางสาธารณะโดยคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกันเป็นสำคัญ จึงต้องมีการทดสอบสมรรถนะและความสามารถในการขับรถของบุคคลต่าง ๆ เสียก่อนที่จะออกใบอนุญาตขับรถ และกำหนดบทลงโทษผู้ขับรถบนทางหลวงหรือทางสาธารณะที่ไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ เมื่อเหตุคดีนี้เกิดขึ้นภายในบริเวณโรงเรียนบ้านคลองสุดซึ่งมิใช่บนทางหลวงหรือทางสาธารณะที่กำหนดให้รถสัญจรไปมา แม้จำเลยจะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถกระบะคันนั้นโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ การกระทำของจำเลยก็ไม่ต้องด้วยองค์ประกอบความผิดดังกล่าว ศาลล่างทั้งสองจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 64 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายสุนทร อุรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวอารีรัตน์ กิตติวินิชนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10848/2553
#513549
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 64 มุ่งหมายที่จะควบคุมผู้ขับรถบนทางหลวงหรือทางสาธารณะ การที่จำเลยขับรถกระบะภายในบริเวณโรงเรียนบ้านคลองสุดซึ่งมิใช่บนทางหลวงหรือทางสาธารณะที่กำหนดให้รถสัญจรไปมา แม้จำเลยจะไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ การกระทำของจำเลยก็ไม่ต้องด้วยองค์ประกอบความผิดดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2545 เวลากลางวัน มีคนร้ายลักรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ - 7980 อุบลราชธานี ราคา 50,000 บาท ของนายชาญ ผู้เสียหายซึ่งจอดอยู่ในโรงเรียนบ้านคลองสุดอันเป็นสถานที่ราชการ ตามวันเวลาเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถยนต์คันนั้น โดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ จึงยึดเป็นของกลาง ทั้งนี้โดยจำเลยเป็นผู้ลักทรัพย์ หรือมิฉะนั้นก็ช่วยซ้อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไป หรือรับทรัพย์นั้นไว้จากคนร้าย โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357, 91 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 64

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 64 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ จำคุก 2 ปี ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ จำคุก 1 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ 16 เดือน และฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ 20 วัน รวมจำคุก 16 เดือน 20 วัน ยกฟ้องข้อหาอื่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ลงโทษจำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามมาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถอีกกระทงหนึ่ง เป็นจำคุก 8 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยขับรถกระบะยี่ห้อมาสด้า สีขาว หมายเลขทะเบียน บ - 7980 อุบลราชธานี ตามสำเนารายการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งจอดอยู่ภายในโรงเรียนบ้านคลองสุดไปเกิดอุบัติเหตุชนเสาซุ้มประตูโรงเรียนจนได้รับความเสียหายตามภาพถ่ายประกอบสำนวนการสอบสวนคดีที่ 214/2545 หมาย จ.2 ภาพที่ 2 และภาพถ่ายนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพหมาย จ. 4 ภาพที่ 2 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกมีว่า นายชาญผู้เสียหายเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถกระบะคันเกิดเหตุซึ่งมีอำนาจร้องทุกข์ในฐานะผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า รถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่มีบทกฎหมายบังคับให้ต้องจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ และพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ก็มีเพียงเจตนารมณ์ที่จะมุ่งควบคุมปริมาณรถและวางระเบียบในการใช้รถ จึงกำหนดให้มีทะเบียนรถเพื่อจำแนกประเภทและปริมาณในการจัดเก็บภาษีรายปี รายการจดทะเบียนที่จัดทำขึ้นจึงมิใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในรถยนต์แต่ละคัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าตนซื้อรถกระบะคันเกิดเหตุมาจากเจ้าของเดิมตามรายการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.1 แล้ว โดยจำเลยมิได้มีพยานหลักฐานนำสืบหักล้างให้เห็นว่าผู้เสียหายมิใช่เจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์เหนือรถกระบะคันเกิดเหตุ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของทรัพย์ซึ่งตนครอบครองอยู่ จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มีสิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยผู้ประทุษร้ายต่อทรัพย์ของตน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อต่อไปของจำเลยมีว่า จำเลยขับรถกระบะของผู้เสียหายไปโดยมีเจตนาทุจริตหรือไม่ ในเบื้องต้นนั้นแม้ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายและจำเลยต้องตรงกันว่า จำเลยเป็นเพื่อนกับบุตรผู้เสียหายและอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน แต่ผู้เสียหายก็ปฏิเสธว่ามิได้มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับจำเลยเป็นการส่วนตัว ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายจึงไม่ถึงขนาดที่จำเลยจะทึกทักหยิบฉวยทรัพย์สินของผู้เสียหายไปใช้ได้โดยพลการโดยผู้เสียหายไม่ถือสาหาความ จำเลยย่อมไม่อาจกล่าวอ้างว่ากระทำไปโดยถือวิสาสะได้ แม้รถกระบะของผู้เสียหายจะจอดอยู่โดยไม่ใส่กุญแจประตูรถทั้งสองด้าน และทิ้งกุญแจรถไว้ที่ช่องติดเครื่องยนต์ก็ตาม ข้อที่จำเลยเบิกความอ้างว่าเอ่ยปากขอกุญแจรถจากบุตรผู้เสียหายระหว่างเล่นฟุตบอลเพื่อทดลองขับรถกระบะคันนั้นก็ได้ความว่าบุตรผู้เสียหายไม่ตอบ แต่จำเลยกลับผละจากการเล่นฟุตบอลไปที่รถกระบะ เมื่อเห็นกุญแจรถเสียบคาอยู่จึงติดเครื่องยนต์ขับวนออกไปที่บริเวณในปากทางออกจนเกิดอุบัติเหตุพุ่งชนซุ้มประตูโรงเรียนเสียก่อนดังนี้ เห็นว่า หากจำเลยมีเพียงเจตนาจะทดลองขับรถกระบะคันนั้นตามที่นำสืบต่อสู้ ก็ควรจะขับรถไปภายในบริเวณโรงเรียนเท่านั้น เมื่อจำเลยขับรถมุ่งตรงไปยังบริเวณปากทางออกทันทีเช่นนั้น พฤติการณ์ย่อมแสดงแจ้งชัดอยู่ในทีว่าจำเลยตั้งใจจะขับรถกระบะคันนั้นออกไปนอกโรงเรียน กรรมจึงเป็นเครื่องแสดงเจตนาว่าแท้ที่จริงจำเลยประสงค์จะเอารถไปจากความครอบครองของผู้เสียหายโดยมีเจตนาทุจริต ต้องด้วยองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น

แต่ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 64 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ลงโทษจำเลยด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวมุ่งหมายที่จะควบคุมผู้ขับรถบนทางหลวงหรือทางสาธารณะโดยคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกันเป็นสำคัญ จึงต้องมีการทดสอบสมรรถนะและความสามารถในการขับรถของบุคคลต่าง ๆ เสียก่อนที่จะออกใบอนุญาตขับรถ และกำหนดบทลงโทษผู้ขับรถบนทางหลวงหรือทางสาธารณะที่ไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ เมื่อเหตุคดีนี้เกิดขึ้นภายในบริเวณโรงเรียนบ้านคลองสุดซึ่งมิใช่บนทางหลวงหรือทางสาธารณะที่กำหนดให้รถสัญจรไปมา แม้จำเลยจะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถกระบะคันนั้นโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ การกระทำของจำเลยก็ไม่ต้องด้วยองค์ประกอบความผิดดังกล่าว ศาลล่างทั้งสองจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 64 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายสุนทร อุรา
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10843/2553
#511646
เปิดฉบับเต็ม

แม้เรื่องที่จำเลยนำไปขู่เข็ญผู้เสียหายซึ่งเป็นภิกษุว่า ผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงจะไม่เป็นความจริง จึงไม่ถือเป็นความลับอันเป็นความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ดังที่โจทก์ฟ้องก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายผู้ถูกขู่เข็ญจนผู้เสียหายผู้ถูกข่มขืนใจยอมใช้เงินแก่จำเลยอันเป็นความผิดฐานกรรโชก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจะแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง แต่ก็เป็นเพียงข้อแตกต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น มิใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณานั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ จึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานกรรโชกได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 192 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ริบเอกสาร 9 แผ่น ของกลาง และคืนเงินของกลางจำนวน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 จำคุก 3 ปี ริบเอกสารจำนวน 9 แผ่น ของกลาง และคืนเงินของกลางจำนวน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนของกลางทั้งหมดแก่เจ้าของ และยกอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นของจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ในปัญหานี้ผู้เสียหายไม่ได้มาเบิกความต่อศาลชั้นต้นโดยผู้เสียหายมีหนังสือแจ้งมายังศาลว่า ตนเป็นพระภิกษุไม่ประสงค์จะเกี่ยวข้องกับเรื่องทางโลกจึงไม่ขอเดินทางมาเบิกความ ซึ่งเป็นสิทธิของผู้เสียหายผู้เป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาที่ไม่จำต้องไปศาลตามหมายเรียกพยานบุคคลลงวันที่ 2 ธันวาคม 2545 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 108 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ศาลออกหมายเรียกพยานบุคคลดังกล่าว โจทก์จึงอ้างและส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายลงวันที่ 17 เมษายน 2545 เป็นพยานหลักฐานต่อศาลชั้นต้น ส่วนพยานโจทก์ที่มาศาลมีนายสุทินซึ่งเป็นศิษย์ของผู้เสียหายและเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับพระเครื่องและวัตถุมงคลมาเบิกความเป็นพยานว่า พยานเคารพนับถือไปมาหาสู่กับผู้เสียหายมานานประมาณ 10 ปีแล้ว ก่อนเกิดเหตุระหว่างวันที่ 7 ถึง 10 เมษายน 2545 วันใดจำไม่ได้แน่ชัด พยานไปพบผู้เสียหายที่วัดมุมป้อมเพราะผู้เสียหายได้รับกิจนิมนต์ที่วัดดังกล่าว ผู้เสียหายจึงเล่าให้พยานฟังว่าผู้หญิงคนหนึ่งอ้างว่าเป็นหัวหน้าผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ช่องไอทีวีมาขอเงินจำนวน 600,000 บาท มิฉะนั้น จะนำภาพที่ผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้หญิงออกเผยแพร่โดยจะออกข่าวในวันที่ 15 เดือนดังกล่าวนั้นเอง ซึ่งผู้หญิงคนนี้ได้นำเอกสารไปมอบให้ผู้เสียหายด้วย พยานจึงขอตรวจดู ปรากฏว่าเป็นบันทึกนักข่าวจรัลสนิทวงศ์ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2545 ผู้เสียหายแจ้งพยานว่าได้เห็นภาพการตัดต่อในเอกสารดังกล่าวแล้วไม่ชัดเจน แต่ได้มอบเงินจำนวน 60,000 บาท ให้ผู้หญิงคนนั้นไปเพื่อนัดให้มารับเงินส่วนที่เหลือและจะได้ดำเนินการจับกุมบุคคลดังกล่าวเพราะผู้เสียหายได้ประชุมวัดต่าง ๆ และได้กล่าวอ้างเรื่องนี้ขึ้นในที่ประชุมสงฆ์ของอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชแล้วว่าจะดำเนินการกับแก๊งนี้ พยานได้ประสานงานไปยังสถานีโทรทัศน์ช่องไอทีวีที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ถึงข่าวนี้ ปรากฏว่าไม่มีข่าวดังกล่าวที่จะออกในวันที่ 15 เมษายน 2545 พยานจึงไปแจ้งพันตำรวจเอกสุดใจ ให้ทราบและผู้ใต้บังคับบัญชาประสานงานกับพยานและผู้เสียหายเพื่อติดตามจับบุคคลดังกล่าวและในคืนนั้นเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ได้มีการวางแผนการจับกุมกัน เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2545 บันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน ซึ่งผู้เสียหายได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 17 เมษายน 2545 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่จับจำเลยได้ที่กุฏิของผู้เสียหายจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังประกอบคำเบิกความของนายสุทินและร้อยตำรวจเอกลพชนซึ่งไม่เคยรู้จักและมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน บันทึกนักข่าวจรัลสนิทวงศ์ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2545 และรับฟังประกอบกับบันทึกข้อความที่จำเลยเขียนว่า "จะไม่ให้นักข่าวลงข่าวทางวิทยุและไอทีวีหรือหนังสือพิมพ์ทุกฉบับอย่างเด็ดขาด ไทยรัฐ มติชน คมชัดลึก" และวีซีดีที่บันทึกภาพเหตุการณ์ที่กุฏิของผู้เสียหายเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2545 ตามวัตถุพยานได้ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่าระหว่างต้นเดือนเมษายน 2545 ถึงวันที่ 17 เมษายน 2545 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยได้พูดข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้เงินจำนวน 600,000 บาท ซึ่งเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายซึ่งเป็นพระภิกษุผู้ถูกขู่เข็ญด้วยการจะให้นักข่าวลงข่าวพาดหัวในหนังสือพิมพ์ว่า ผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงซึ่งไม่เป็นความจริง ผู้เสียหายเห็นว่าหากมีการลงข่าวเรื่องดังกล่าวไปจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง จึงยอมให้เงินแก่จำเลยไปจำนวน 60,000 บาท โดยจำเลยรับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วบอกว่าจะนำไปให้นักข่าว จำนวน 50,000 บาท ส่วนเงินจำนวนอีก 10,000 บาท จะใช้เป็นค่ารถ ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายในการติดต่อของจำเลย หลังจากนั้นประมาณ 2 ถึง 3 วัน จำเลยไปพบผู้เสียหายที่วัดท้าวราษฎร์อีกพร้อมกับนำแผ่นปลิวซึ่งมีข้อความที่จะพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์แผ่นที่ 3 ถึงที่ 8 ว่า "ช็อก พระเถระผู้ใหญ่เมืองนครศรีธรรมราช พระครูประโชติพัฒนกิจเขย่าจิตใจพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ หญิงชั่วระดับประเทศผู้จัดการ" มาให้ผู้เสียหายดูโดยบอกว่าจะมีการลงพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ในวันที่ 15 เมษายน 2545 หากผู้เสียหายไม่ยอมจ่ายเงินส่วนที่เหลือซึ่งผู้เสียหายเห็นว่า จำเลยทำมากเกินไปแล้วจึงแกล้งบอกว่าในวันที่ 15 นั้นเป็นวันหยุดราชการเบิกเงินจากธนาคารไม่ได้ จึงนัดจำเลยให้มารับเงินวันที่ 17 เมษายน 2545 ผู้เสียหายให้นายสุทินไปแจ้งเรื่องดังกล่าวให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบ พันตำรวจโทยศพลกับร้อยตำรวจเอกลพชนและพวกได้ร่วมกันวางแผนการจับกุมจำเลยในวันดังกล่าวพร้อมกับใช้กล้องวีดีโอบันทึกภาพเหตุการณ์ที่จำเลยมาพบผู้เสียหายที่กุฏิของผู้เสียหายไว้ ตามวีซีดีวัถตุพยาน ซึ่งปรากฏภาพที่ผู้เสียหายคุยกับจำเลย ผู้เสียหายส่งกระดาษให้จำเลยเขียนข้อความลงบนกระดาษดังกล่าวแล้วผู้เสียหายลุกขึ้นไปหยิบนับเงิน (ที่ผู้เสียหายทำเครื่องหมาย "ท.ร." ซึ่งหมายถึงวัดท้าวราษฎร์ ไว้ที่ธนบัตร) เพื่อส่งมอบให้จำเลย จำเลยส่งกระดาษที่จำเลยเขียนข้อความแล้วให้ผู้เสียหาย ผู้เสียหายอ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้นแล้วส่งเงินให้จำเลย จำเลยรับเงินมานับ จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้เข้าจับกุมจำเลยพร้อมยึดได้ธนบัตรฉบับละ 500 บาท จำนวน 40 ฉบับ เป็นเงิน 20,000 บาท ที่ทำเครื่องหมาย "ท.ร." ไว้ทุกฉบับเอกสารกระดาษขนาดเอ 4 มีข้อความทำนองขู่เข็ญผู้เสียหายจำนวน 8 แผ่น และบันทึกข้อความเขียนด้วยลายมือและลงชื่อจำเลย 1 แผ่น เป็นของกลาง ตามบัญชีของกลาง ที่จำเลยนำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานกับมีนายวิเชียร นางสุชาดา นางลำยอง มาเบิกความเป็นพยานได้ความว่า ในวันเกิดเหตุผู้เสียหายโทรศัพท์แจ้งจำเลยให้ซื้อยารักษาโรคเบาหวานไปให้ผู้เสียหาย ในวันนั้นจำเลยจัดงานเลี้ยงฉลองวันสงกรานต์ที่บ้านได้ชวนนางมัทรีที่มาช่วยงานนำยาไปให้ผู้เสียหายด้วยกัน เมื่อไปถึงวัดจำเลยก็นำยาไปให้ผู้เสียหายในกุฏิ ผู้เสียหายนำกระดาษเอกสาร มาให้จำเลยช่วยเขียนเพื่อไม่ให้หนังสือพิมพ์ลงข่าวเกี่ยวกับผู้เสียหาย ขณะลากลับผู้เสียหายหยิบเงินมาวางไว้บนโต๊ะเจ้าพนักงานตำรวจก็เข้ามาจับจำเลยและกล่าวหาว่าจำเลยเรียกร้องเงินจากผู้เสียหาย แล้วนำจำเลยส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี หลังเกิดเหตุผู้เสียหายมีหนังสือตามเอกสาร ถึงผู้บังคับบัญชาจำเลยว่าเรื่องของจำเลยเป็นการเข้าใจผิด ทำให้มีเรื่องราวขึ้นมา ในความเป็นจริงจำเลยเป็นลูกยกของผู้เสียหายและจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามเอกสาร ก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้ระบุว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันอย่างไรความเป็นจริงในเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ข้อความในหนังสือเอกสารจึงยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอให้รับฟังได้ ดังนี้ จึงไม่มีเหตุให้ควรระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นพระภิกษุดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดท้าวราษฎร์และเจ้าคณะอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชฝ่ายมหานิกายเป็นพระชั้นผู้ใหญ่จะแต่งเรื่องขึ้นและให้การให้ร้ายแก่จำเลย เมื่อรับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ทั้งหมดดังได้วินิจฉัยมาแล้ว แม้เรื่องผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงจะรับฟังไม่ได้ว่าเป็นเรื่องที่มูลความจริงอันถือเป็นความลับและมิใช่การข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้จำเลยหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้เสียหายผู้ถูกขู่เข็ญเสียหายจนผู้เสียหายผู้ถูกข่มขืนใจยอมให้เงินแก่จำเลยอันเป็นความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ดังที่โจทก์ฟ้องก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้จำเลยหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายผู้ถูกขู่เข็ญจนผู้เสียหายผู้ถูกข่มขืนใจยอมใช้เงินแก่จำเลยอันเป็นความผิดฐานกรรโชก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาดังกล่าวแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องแต่ก็เป็นเพียงข้อแตกต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น มิใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณานั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานกรรโชกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 192 วรรคสาม พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ให้จำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี ริบเอกสารจำนวน 9 แผ่น ของกลางและคืนเงินของกลางจำนวน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ป.อ. ม. 337 ม. 338
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นางขนิษฐา ทิพย์รัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายประคอง เตกฉัตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปานนท์ กัจฉปานนท์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
สมชาย สินเกษม
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10832/2553
#504742
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมทั้งสี่เข้าพักอาศัยในห้องที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ชั้นสองของอาคารที่ตั้งบริษัท ร. เนื่องจากโจทก์ร่วมที่ 1 เคยเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทและเป็นพนักงานของบริษัท ห้องพักของโจทก์ร่วมทั้งสี่ย่อมอยู่ในความครอบครองของบริษัท ร. โดยโจทก์ร่วมทั้งสี่อาศัยสิทธิของบริษัทพักอาศัยในฐานะพนักงานของบริษัทเท่านั้น การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการบริษัท มีหน้าที่ดูแลกิจการทั่วไปของบริษัท เปลี่ยนกุญแจห้องพักของโจทก์ร่วมทั้งสี่รวมถึงเปลี่ยนกุญแจตามจุดต่างๆ ในบริษัทตามคำสั่งของ ว. กรรมการผู้จัดการบริษัท เนื่องจากขณะเกิดเหตุมีทรัพย์สินของบริษัทสูญหาย จึงเป็นการกระทำในนามของบริษัทเพื่อดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินและความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในบริษัทด้วยความสุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาบุกรุก และโจทก์ร่วมทั้งสี่ก็ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองห้องพิพาทที่อ้างว่าจำเลยเข้าไปรบกวนการครอบครอง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายชัยโรจน์ ผู้เสียหายที่ 1 นางเยาวลักษณ์ ผู้เสียหายที่ 2 นางสาวนิ ผู้เสียหายที่ 3 และนางสาวศศินันท์ ผู้เสียหายที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน ปรับกระทงละ 2,000 บาท รวมสามกระทง จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยสักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ เหตุที่โจทก์ร่วมทั้งสี่เข้าพักอาศัยในห้องเกิดเหตุซึ่งอยู่ชั้นสองของอาคารที่ตั้งบริษัทราชาโภคภัณฑ์เนื่องมาจากโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทและเป็นพนักงานของบริษัท ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนชุดผู้บริหารบริษัทเสียใหม่โดยกลุ่มของโจทก์ร่วมทั้งสี่ออกไปให้นายวิชัยเข้าบริหารบริษัทแทน ห้องพักของโจทก์ร่วมทั้งสี่ย่อมอยู่ในความครอบครองของบริษัทราชาโภคภัณท์ โดยโจทก์ร่วมทั้งสี่ใช้สิทธิของบริษัทพักอาศัยอยู่ในฐานะเป็นเพียงพนักงานของบริษัทเท่านั้น และได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมทั้งสี่เมื่อนายวิชัยเข้าเป็นผู้บริหารบริษัทแทนโจทก์ร่วมที่ 1 แล้ว โจทก์ร่วมที่ 1 ได้ย้ายออกจากบริษัทราชาโภคภัณฑ์จำกัดไปตั้งโรงงานของตนเองขึ้นใหม่ โจทก์ร่วมที่ 3 และโจทก์ร่วมที่ 4 ได้ออกจากบริษัทราชาโภคภัณฑ์จำกัด ย้ายไปทำงานยังโรงงานใหม่ของโจทก์ร่วมที่ 1 คงเหลือไว้แต่โจทก์ร่วมที่ 2 ทำงานต่อที่บริษัทราชาโภคภัณฑ์จำกัดเพียงผู้เดียว พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ที่ได้ลาออกจากบริษัทราชาโภคภัณฑ์จำกัด ไปทำงานยังบริษัทแห่งใหม่ของโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วยกันแล้ว โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เพิ่งจะรู้เรื่องที่จำเลยให้ช่างมาเปลี่ยนลูกกุญแจห้องพักภายหลังจากวันที่ช่างเปลี่ยนลูกกุญแจเป็นเวลาหลายวัน และพฤติการณ์ที่เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 รู้ว่าจำเลยได้ให้ช่างมาเปลี่ยนลูกกุญแจห้องพักแล้วโจทก์ร่วมที่ 2 ได้ให้ช่างทำกุญแจเปลี่ยนกุญแจห้องพักเสียใหม่โดยนายวิชัยและโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านอย่างใด ประกอบกับข้อนำสืบของจำเลยที่ว่า จำเลยเป็นผู้จัดการบริษัท มีหน้าที่ดูแลกิจการทั่วไปของบริษัท ช่วงเวลาเกิดเหตุมีทรัพย์สินของบริษัทสูญหาย มีพนักงานพาพวกเข้ามาพักอาศัยภายในบริเวณโรงงาน จำเป็นต้องจัดระเบียบการพักอาศัยของพนักงาน โดยประกาศจัดระเบียบการพักอาศัยให้ทราบทั่วกันแล้ว ได้จัดทำและเปลี่ยนกุญแจตามจุดต่างๆ รวมถึงเปลี่ยนกุญแจห้องพักของโจทก์ร่วมทั้งสี่ซึ่งเป็นห้องพักพนักงานด้วย การกระทำของจำเลยในการจัดเปลี่ยนลูกกุญแจห้องพักของโจทก์ร่วมทั้งสี่เป็นการกระทำในนามของบริษัทราชาโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นเจ้าของห้องพักที่เกิดเหตุมีเหตุผลสมควร กรณีน่าเชื่อจำเลยกระทำการในหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินและความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในบริษัทด้วยความสุจริต เป็นการกระทำโดยขาดเจตนาบุกรุก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — นายชัยโรจน์ ชัยอมรทรัพย์ กับพวก
จำเลย — นายสุธี สงวนเกียรติชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายรุ่งเรือง ลำพองชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
กรองเกียรติ คมสัน
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10757/2553
#504678
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้ยืมเงินเป็นแบบฟอร์มหนังสือสัญญากู้ยืมเงินของสมาคมกลุ่มออมทรัพย์ และโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องประธานคณะกรรมการอำนวยการ (ผู้ให้กู้ยืม) แสดงให้เห็นว่าเงินที่กู้ยืมกันไม่ใช่เงินส่วนตัวของโจทก์ เมื่อโจทก์เป็นผู้ดูแลรักษาเงินที่สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ฝากไว้เพราะโจทก์มีฐานะเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการหรือประธานที่ปรึกษากลุ่มออมทรัพย์ โจทก์จึงเข้าครอบครองเงินนั้นมีหน้าที่ส่งคืนเงินจำนวนเดียวกันกับที่กลุ่มออมทรัพย์รับฝากไว้แก่ผู้ฝากให้ครบจำนวน เมื่อโจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินที่รับฝากนี้แม้ไม่ใช่ของโจทก์ไป โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยผู้กู้ยืมชำระเงินคืนได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากผู้ใดก่อนเพราะเป็นการฟ้องคดีโดยอาศัยสิทธิของตนเองตามสัญญากู้ยืม ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยตรง แม้ ก. กู้ยืมเงินโจทก์นำมาใช้เพื่อกิจการของศูนย์สาธิตการตลาดของหมู่บ้านซึ่ง ก. เป็นประธานศูนย์มิใช่การกู้ยืมเงินเพื่อประโยชน์ส่วนตัวก็ตาม ศูนย์สาธิตการตลาดไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลไม่อาจรับผิดทางแพ่งต่อผู้ใดตามกฎหมายได้ ดังนี้ ผู้กู้ยืมต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเป็นส่วนตัว โจทก์มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 121,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 59,365 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 59,365 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 28 ตุลาคม 2547) ไม่เกิน 62,135 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมให้โจทก์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า โจทก์เป็นผู้ใหญ่บ้านตำบลนาหว้า เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการหรือประธานที่ปรึกษากลุ่มออมทรัพย์บ้านประจ่า นายเกลิ้ม ประธานกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวซึ่งมีสมาชิกประมาณ 400 ราย นำเงินฝากกับกลุ่มออมทรัพย์โดยโจทก์เป็นผู้ดูแลเงินฝากนายเกลิ้มยังมีตำแหน่งเป็นประธานศูนย์สาธิตเพื่อการตลาดด้วย เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2537 นายเกลิ้มขอกู้ยืมเงินจากกลุ่มออมทรัพย์ 68,015 บาท นำมาใช้จ่ายสำหรับศูนย์สาธิตเพื่อการตลาด โจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเป็นผู้ให้กู้ยืม ส่วนนายเกลิ้มลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ยืม ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 นายเกลิ้มผ่อนชำระหนี้เรื่อยมา ต่อมาจำเลยดำรงตำแหน่งประธานศูนย์สาธิตต่อจากนายเกลิ้ม จึงทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ เท่ากับยอดหนี้ที่นายเกลิ้มยังคงค้างชำระเป็นเงิน 59,365 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 ศาลฎีกาเห็นว่า แม้สัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ระบุว่าเป็นแบบฟอร์มหนังสือสัญญากู้ยืมเงินของสมาคมกลุ่มออมทรัพย์ และโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องประธานคณะกรรมการอำนวยการ (ผู้ให้กู้ยืม) แสดงให้เห็นว่าเงินที่กู้ยืมกันนั้นไม่ใช่เงินส่วนตัวของโจทก์ก็ตาม เมื่อโจทก์เป็นผู้ดูแลรักษาเงินที่สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ฝากไว้เพราะโจทก์มีฐานะเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการหรือประธานที่ปรึกษากลุ่มออมทรัพย์ โจทก์จึงเข้าครอบครองเงินนั้น โดยมีหน้าที่ส่งคืนเงินจำนวนเดียวกันกับที่กลุ่มออมทรัพย์รับฝากไว้แก่ผู้ฝากให้ครบจำนวน เมื่อโจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินที่รับฝากนี้แม้ไม่ใช่ของโจทก์ไป โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นผู้กู้ยืมชำระเงินยืมคืนได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากผู้ใดเสียก่อน เพราะเป็นการฟ้องคดีโดยอาศัยสิทธิของตนเองตามสัญญากู้ยืมซึ่งมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ฝากเงินไว้ที่กลุ่มออมทรัพย์ ที่จะบังคับให้ผู้กู้ยืมซึ่งสมัครใจเข้าทำสัญญาผูกพันกับโจทก์ให้รับผิดได้ ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์เองโดยตรง แม้นายเกลิ้ม กู้ยืมเงินโจทก์นำมาใช้เพื่อกิจการของศูนย์สาธิตการตลาดของหมู่บ้านซึ่งนายเกลิ้มเป็นประธานศูนย์ มิใช่การกู้ยืมเงินเพื่อประโยชน์ส่วนตัวก็ตาม ศูนย์สาธิตการตลาดไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลจึงไม่อาจรับผิดทางแพ่งต่อผู้ใดตามกฎหมายได้ ดังนี้ผู้กู้ยืมจึงต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมที่ทำไว้ต่อโจทก์เป็นส่วนตัว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 65 ม. 70 ม. 650 ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายว่อน คงแก้ว
จำเลย — นายจิตร พรุเพชรแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นายอนุวัฒน์ พนาโยธากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจิรพงษ์ ทัศน์เอี่อม
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10756/2553
#509376
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ข้อห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัตินี้ต้องใช้บังคับแก่การอุทธรณ์ทั้งในประเด็นเนื้อหาแห่งคดีตลอดจนปัญหาเรื่องอื่นๆ ที่เป็นสาขาคดี ซึ่งรวมถึงปัญหาในชั้นบังคับคดีด้วย โดยเหตุที่ทำให้ต้องห้ามอุทธรณ์ต้องถือตามเหตุต้องห้ามอุทธรณ์ในคดีตามคำฟ้องและคำให้การที่พิพาทกันแต่เดิมนั้นเป็นลำดับ หากมีเหตุอันต้องห้ามอุทธรณ์ดังกล่าวแล้วแม้ปัญหาในชั้นสาขาคดีในส่วนการบังคับคดีจะไม่มีเหตุต้องห้ามอุทธรณ์ก็ตาม ก็ต้องถือว่าเป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ตามเหตุต้องห้ามในคดีแต่เดิมดังกล่าว

การที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จากพยานหลักฐานในสำนวนน่าจะฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยออกจากที่ดินตามฟ้องของโจทก์ภายในวันที่ 31 มกราคม 2538 ตามกำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมในคดีนี้แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจึงไม่อาจที่จะบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยได้ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษามาจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความไม่ได้ฎีกาขึ้นมาเมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรแล้วย่อมยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องเสียได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 และ 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการยึดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 7 มีนาคม 2539 และการยึดทรัพย์ของจำเลยตามหมายบังคับคดีดังกล่าว โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 22 ธันวาคม 2542 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องของโจทก์ ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องและไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 7 มีนาคม 2539 และการยึดทรัพย์ของจำเลยตามหมายบังคับคดีดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยต่อไปค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นยังมิได้ให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินให้ถูกต้องเสียก่อนเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาและพิพากษา ยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้รังวัดตรวจสอบที่ดินให้ถูกต้องแน่นอนเสียก่อนว่าบริเวณที่ดินส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยยังครอบครองทำประโยชน์เนื้อที่ 80 ตารางวาอยู่ในเขตที่ดินพิพาทหรือไม่ แล้วให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีดำเนินการรังวัดที่ดินพิพาทและมีการรังวัดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549 แล้ว ปรากฏว่า แผนที่ตามที่โจทก์นำชี้เขตและอ้างว่าจำเลยเคยครอบครองทำประโยชน์อยู่ในแนวเขตที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ 54 ตารางวา แต่ขณะนั้นจำเลยไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์แล้วโจทก์แถลงไม่ติดใจดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยในส่วนการครอบครองที่ดินนี้ คงติดใจบังคับคดีเฉพาะค่าเสียหาย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยต่อไปค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ดินตามฟ้องอันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง และข้อห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัตินี้ต้องใช้บังคับแก่การอุทธรณ์ทั้งในประเด็นเนื้อหาแห่งคดีตลอดจนปัญหาเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นสาขาของคดี ซึ่งรวมถึงปัญหาในชั้นบังคับคดีด้วย โดยเหตุที่ทำให้ต้องห้ามอุทธรณ์ต้องถือตามเหตุต้องห้ามอุทธรณ์ในคดีตามคำฟ้องและคำให้การที่พิพาทกันแต่เดิมนั้นเป็นสำคัญ ซึ่งหากมีเหตุอันต้องห้ามอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว แม้ปัญหาในชั้นสาขาคดีในส่วนการบังคับคดีนี้จะไม่มีเหตุต้องห้ามอุทธรณ์ก็ตาม ก็ต้องถือว่าเป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ตามเหตุต้องห้ามในคดีแต่เดิมดังกล่าวแล้ว และปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์นั้น จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นสรุปได้ว่า จากพยานหลักฐานในสำนวนน่าจะฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยออกจากที่ดินตามฟ้องของโจทก์ภายในวันที่ 31 มกราคม 2538 ตามกำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมในคดีนี้แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจึงไม่อาจที่จะบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยได้ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษามาจึงไม่ชอบและปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความไม่ได้ฎีกาขึ้นมา เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรแล้วย่อมยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246และ 142 (5) และกรณีเช่นนี้จำเลยย่อมไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาด้วย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และยกฎีกาของจำเลย คงให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลย ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 224 วรรคสอง ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวราภรณ์ สุขเกษม
จำเลย — นางมะระหรือมาลี โคววะนิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายจุฬา อินอิว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10749/2553
#510534
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดชำระค่าเสียหายตามสัญญารับขน จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ว่าจ้างจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้ขนส่งอีกทอดหนึ่ง จำเลยร่วมที่ 2 ใช้รถโฟร์กลิฟยกเครื่องขัดเรียบลงจากรถยนต์บรรทุกโดยเครื่องขัดเรียบหล่นกระแทกพื้นได้รับความเสียหาย และยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยต่อไปในภายหลังหากศาลพิจารณาให้ตนเป็นฝ่ายแพ้คดี การเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีก็เพื่อให้ผูกพันในผลแห่งคดี จำเลยที่ 2 มิได้อยู่ในฐานะเป็นคู่ความคนละฝ่ายกับจำเลยร่วมที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วมที่ 2 โดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาแม้จำเลยร่วมที่ 2 จะยื่นคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกา คดีก็ไม่มีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วมที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในปัญหาดังกล่าวและที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ชอบเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,238,449.26 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 2,169,788.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ขอให้เรียกบริษัทสหสิน คิวบีอี ประกันภัย จำกัด และบริษัท อี.เอส.แอล. เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกบริษัทสหสิน คิวบีอี ประกันภัย จำกัด และบริษัท อี.เอส.แอล. เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ว่าจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ตามลำดับ

จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 2,169,788.65 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 จนกว่าจะได้ชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 พฤศจิกายน 2538) ให้ไม่เกิน 68,660.61 บาท ตามที่โจทก์ขอ โดยให้จำเลยร่วมที่ 1 รับผิดชำระเงินแก่โจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพิพากษาจนกว่าจะได้ชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 1 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า บริษัทมิตราคม จำกัด เป็นเจ้าของเครื่องขัดเรียบรุ่นพีเอสจี 52 ดีเอ็กซ์เอ็นซีเอฟ หมายเลขเครื่อง 52572 ตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.19 โจทก์ทำสัญญารับประกันภัยเพื่อความเสียหายของเครื่องขัดเรียบดังกล่าวอันเกิดจากการขนส่งจากโรงงานบริษัทโอกาโมโต้ (ไทย) จำกัด ไปยังงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับเครื่องโลหะต่าง ๆ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และเดินทางกลับโรงงานหลังการแสดง ในจำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัย 2,600,000 บาท กำหนดระยะเวลาประกันภัยระหว่างวันที่ 2 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 ให้ไว้แก่บริษัทมิตราคม จำกัด ตามกรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งในประเทศเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้ขนส่งเครื่องจักรต่าง ๆ มาแสดงที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ตามใบขนย้ายสินค้าต่าง ๆ ใบวางบิลและสำเนาบิลส่งของ/ใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย ล.7 ล.11 และ ล.13 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประกันภัยเพื่อความเสียหายอันเกิดแก่สินค้าต่าง ๆ ที่เอาประกันภัยระหว่างการขนส่งไว้กับจำเลยร่วมที่ 1 กำหนดอายุสัญญาประกันภัยระหว่างวันที่ 11 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 11 มกราคม 2538 ตามกรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งในประเทศเอกสารหมาย ล.1 และ ล.4 ต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 จำเลยร่วมที่ 2 ใช้รถโฟร์กลิฟยกเครื่องขัดเรียบซึ่งมีผู้นำมาแสดงลงจากรถยนต์บรรทุกที่ลานจอดรถศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เพื่อนำไปยังที่แสดงสินค้า แต่เครื่องขัดเรียบดังกล่าวหล่นกระแทกพื้นได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 แจ้งให้จำเลยร่วมทั้งสองทราบแล้ว จำเลยร่วมที่ 1 ให้บริษัทแม็คลาเรนส์ (ประเทศไทย) จำกัด สำรวจความเสียหายและโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่บริษัทมิตราคม จำกัด จำนวน 2,169,788.65 บาท ตามใบรับช่วงสิทธิความเสียหาย รายงานเรียกร้องให้รับผิดครั้งที่สอง จดหมายเรียกร้องและใบรับช่วงสิทธิเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.15

คดีมีปัญหาที่สมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเป็นข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาเรื่องความรับผิดของจำเลยร่วมที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดชำระค่าเสียหายตามสัญญารับขน จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ว่าจ้างจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้ขนส่งอีกทอดหนึ่ง จำเลยร่วมที่ 2 ใช้รถโฟร์กลิฟยกเครื่องขัดเรียบลงจากรถยนต์บรรทุก โดยเครื่องขัดเรียบหล่นกระแทกพื้นได้รับความเสียหาย และยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยต่อไปในภายหลังหากศาลพิจารณาให้ตนเป็นฝ่ายแพ้คดี การเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีก็เพื่อให้ผูกพันในผลแห่งคดี จำเลยที่ 2 มิได้อยู่ในฐานะเป็นคู่ความคนละฝ่ายกับจำเลยร่วมที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วมที่ 2 โดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกา แม้จำเลยร่วมที่ 2 จะยื่นคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกา คดีก็ไม่มีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วมที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในปัญหาดังกล่าวและที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ชอบเช่นกัน ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมที่ 1 ว่า สัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วมที่ 1 คุ้มครองความเสียหายในคดีนี้หรือไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยร่วมที่ 2 ใช้รถโฟร์กลิฟยกเครื่องขัดเรียบลงจากรถยนต์บรรทุกที่ลานจอดรถศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เพื่อนำไปยังที่แสดงสินค้าโดยเครื่องขัดเรียบหล่นกระแทกพื้นได้รับความเสียหาย เห็นว่า แม้ความเสียหายในคดีนี้จะเกิดขึ้นในขณะที่จำเลยร่วมที่ 2 ใช้รถโฟร์กลิฟยกเครื่องขัดเรียบลงจากรถยนต์บรรทุก อันมิใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยรถบรรทุกและตามกรมธรรม์ประกันภัยจะมิได้กำหนดประเภทภัยที่คุ้มครองเกี่ยวกับภัยเพิ่มเติมหรือข้อความเพิ่มเติมพิเศษดังเช่นที่กรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งในประเทศระหว่างโจทก์และบริษัทมิตราคม จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งระบุถึงภัยทั้งปวงดังที่จำเลยร่วมที่ 1 ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์กรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งในประเทศระหว่างจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล.4 ซึ่งกำหนดประเภทภัยที่คุ้มครองคือคุ้มครองความเสียหายหรือการสูญเสียตามหมวด 1 ข้อ 6 โดยในหมวด 1 สัญญาความคุ้มครอง ข้อ 6 กำหนดว่าความเสียหายหรือการสูญเสียโดยสิ้นเชิงหรือบางส่วนของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยจากการเสี่ยงภัยทุกชนิดที่เกิดขึ้นจากเหตุภายนอกของทรัพย์สินนั้น ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นในคดีนี้จึงอยู่ภายใต้ข้อสัญญาตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งคุ้มครองในความเสียหายหรือการสูญเสียของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยจากการเสี่ยงภัยทุกชนิดที่เกิดขึ้นจากเหตุภายนอกของทรัพย์สินนั้น จำเลยร่วมที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 กับยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และยกฎีกาของจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 1 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ม. 57 (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันภัยศรีเมือง จำกัด
จำเลย — บริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทสหสิน คิวบีอี ประกันภัย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
มานัส เหลืองประเสริฐ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10720/2553
#511613
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง วางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาลดเบี้ยปรับของศาลว่าให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน กล่าวคือ จากการที่โจทก์และจำเลยทำการซื้อขายสินค้ากันตามสัญญาซื้อขายนั้นและจำเลยส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามสัญญา ซึ่งส่งผลให้โจทก์เกิดความเสียหายจากการส่งมอบสินค้าของจำเลย ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือโจทก์และจำเลยทำการซื้อขายสินค้ากัน แต่สินค้าไม่ตรงตามสัญญา จำเลยจึงมารับคืนสินค้าไปจากโจทก์ ความเสียหายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยส่งมอบสินค้าไม่ได้ ทำให้มหาวิทยาลัยขาดอุปกรณ์ในการเรียนการสอนทำให้นักศึกษาที่จบมาด้วยคุณภาพนั้นเป็นความเสียหายที่ไกลเกินความเป็นจริง และการที่โจทก์ทำการบอกเลิกสัญญากับจำเลยเมื่อเวลาได้ล่วงเลยมานานปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปเกือบสองปี แล้วเรียกค่าปรับจำนวน 336,801 บาทนั้น เห็นได้ชัดว่าจำนวนเงินดังกล่าวสูงกว่าราคาสินค้าตามสัญญาที่มีราคาเพียง 257,500 บาท จึงเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง สมควรที่ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 323,935 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 55,795 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2545 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2542 โจทก์ทำสัญญาซื้อเครื่องบันทึกและถอดข้อความยี่ห้อโอลิมปัส รุ่นดีที 2000 ระบบ 3 หัวเทป จำนวน 10 เครื่อง ราคา 257,500 บาท ตามใบเสนอราคาและแบบสัญญาซื้อขายกำหนดส่งมอบภายในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2542 โดยจำเลยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) วงเงิน 12,875 บาท มาวางเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา มีข้อตกลงว่าหากผู้ขายไม่ปฏิบัติตามสัญญาผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินประกันกับเรียกร้องค่าปรับรายวันอัตราร้อยละ 0.2 ของราคาสินค้าที่ไม่ได้ส่งมอบนับแต่วันครบกำหนดส่งมอบจนถึงวันบอกเลิกสัญญา จำเลยส่งมอบสินค้าให้โจทก์ภายในกำหนดแต่ไม่ถูกต้องตามคุณลักษณะเฉพาะของครุภัณฑ์ที่กำหนดในสัญญา กล่าวคือมิใช่ระบบ 3 หัวเทป แต่เป็นระบบ 2 หัวเทป คณะกรรมการตรวจรับจึงไม่รับมอบสินค้า วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543 ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพังงามีหนังสือแจ้งให้จำเลยดำเนินการส่งสินค้าให้ถูกต้องและวันที่ 23 มีนาคม 2543 มีหนังสือแจ้งสงวนสิทธิที่จะปรับกรณีส่งของล่าช้าในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคาของเป็นรายวันนับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดส่งของตามสัญญา ต่อมาวันที่ 27 เมษายน 2543 จำเลยมีหนังสือมาขอรับของคืนแล้วไม่ติดต่อกับโจทก์อีก วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพังงามีหนังสือแจ้งให้จำเลยรีบดำเนินการส่งของให้ถูกต้องโดยด่วนมิฉะนั้นจะถือว่าไม่ปฏิบัติตามสัญญา จำเลยก็ยังเพิกเฉย วันที่ 11 กรกฎาคม 2544 ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพังงาจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยส่งของพร้อมนำเงินค่าปรับมาชำระภายใน 7 วัน นับแต่วันรับหนังสือ มิฉะนั้นจะเสนอให้โจทก์บอกเลิกสัญญา จำเลยได้รับหนังสือแล้วเพิกเฉย วันที่ 5 กันยายน 2544 โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและหนังสือเรียกให้ชำระเงินค่าปรับเอกสารหมาย จ.13 และ จ.14 ตามลำดับไปยังจำเลย จำเลยได้รับหนังสือแล้วเพิกเฉย ในที่สุดโจทก์ต้องเรียกเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญา 12,875 บาท จากธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) มาชำระเป็นส่วนหนึ่งของค่าปรับ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นเดียวว่า โจทก์สมควรได้รับค่าปรับเต็มตามฟ้องหรือไม่... เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง จะวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาลดเบี้ยปรับของศาลว่าให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินก็ตาม แต่โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ฟังได้ว่าทางได้เสียที่ไม่ใช่ทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินนั้นเป็นผลโดยตรงจากการไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องของจำเลยอย่างไร กล่าวคือจากการที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบของตามสัญญาให้โจทก์ได้นั้น ส่งผลให้เกิดความเสียหายซึ่งคำนวณเป็นตัวเงินไม่ได้แก่โจทก์อย่างไร สำหรับความเสียโอกาสในการฝึกฝนทักษะของนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคพังงาจากเครื่องอุปกรณ์ที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบได้ ซึ่งโจทก์ฎีกาว่ามีผลต่อคุณภาพของนักศึกษาเมื่อสำเร็จการศึกษาออกไปนั้น เห็นว่า จากทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าทักษะที่จะเกิดจากการฝึกฝนใช้เครื่องบันทึกและถอดข้อความที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบได้เป็นทักษะในด้านใดและการขาดทักษะเช่นว่านั้นมีผลทำให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาออกไปด้อยคุณภาพอย่างไร ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า ความด้อยคุณภาพของนักศึกษาที่จบออกไปน่าจะเกิดจากเหตุปัจจัยหลายประการ มิใช่เกิดจากการไม่ได้ฝึกฝนเครื่องบันทึกและถอดข้อความที่จำเลยไม่ได้ส่งมอบเป็นสำคัญ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าความเสียหายที่โจทก์อ้างดังกล่าวเป็นความเสียหายที่กว้างไกลเกินไปจึงชอบแล้ว ในส่วนความล่าช้าของการบอกเลิกสัญญาที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปเกือบสองปีนั้น แม้จะฟังว่าโจทก์ได้ให้โอกาสจำเลยที่จะนำสินค้ามาส่งมอบให้ถูกต้องตามที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อจำเลยไม่ติดต่อกับวิทยาลัยเทคนิคพังงาอีกเลยหลังจากรับสินค้าคืนไปเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2543 โจทก์ก็ควรอนุมานได้แล้วว่าจำเลยอาจจะไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้และควรพิจารณาบอกเลิกสัญญาเสียแต่เนิ่น ๆ มิใช่รอเวลาไปอีกถึงหนึ่งปีเศษจึงได้บอกเลิกสัญญาในวันที่ 5 กันยายน 2544 ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.13 ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า เวลาที่ล่วงเลยไปเป็นเวลาที่จำเลยไม่สมควรจะต้องเสียค่าปรับจึงถูกต้องแล้ว สำหรับค่าปรับที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์สมควรเรียกได้ 336,810 บาท ตามขอนั้น เห็นได้ชัดว่าจำนวนเงินดังกล่าวสูงกว่าราคาสินค้าตามสัญญาที่มีราคาเพียง 257,500 บาท จึงเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง สมควรที่ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ซึ่งที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าปรับให้วันละ 105 บาท เป็นเงิน 68,670 บาท หรือเท่ากับร้อยละ 26.67 ของราคาสินค้าที่จำเลยต้องส่งมอบนั้นนับว่าเป็นจำนวนเงินที่เหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้มีทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา 288,811.48 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นศาลละ 7,220 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ 293,146.74 บาท เป็นเงินชั้นศาลละ 7,327.50 บาท เกินมาชั้นศาลละ 107.50 บาท จึงต้องคืนส่วนที่เกินให้แก่โจทก์"

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาชั้นศาลละ 107.50 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมอาชีวศึกษา
บริษัทพี.เจนเนอรัล
จำเลย — ซัพพลายเออร์ (1999) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10704/2553
#503248
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสอง พนักงานสอบสวนเคยเรียกจำเลยทั้งสองไปสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำไว้ตามบันทึกถ้อยคำของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามบันทึกคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ที่เขียนด้วยลายมือของจำเลยที่ 2 เอง แสดงว่าจำเลยทั้งสองต่างรู้ดีถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การว่า ทราบและเข้าใจข้อหาที่พนักงานสอบสวนแจ้งดีแล้ว ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนไม่ได้กล่าวย้ำถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดของเรื่องที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดอีกครั้งหนึ่ง ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 , 289 , 339 , 83 ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 18,000 บาท แก่ทายาทผู้ตาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 , 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา 339 วรรคท้าย ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 18,000 บาท แก่ทายาทของผู้ตาย ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนี้แจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันฆ่าผู้ตายด้วยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและร่วมกันชิงทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยมิได้แจ้งข้อเท็จจริงและรายละเอียดให้จำเลยทั้งสองทราบก่อนว่าคดีมีมูลพอที่จะกล่าวหาจำเลยทั้งสองในเรื่องใด การที่พนักงานสอบสวนดำเนินการเช่นนี้ย่อมขัดแย้งกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคหนึ่ง อย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาล ศาลฎีกาชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียโดยไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 134 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียกหรือส่งตัวมาหรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเองหรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดแล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบ..." บทบัญญัติดังกล่าวมีใจความโดยสรุปว่า ก่อนแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบ พนักงานสอบสวนต้องแจ้งรายละเอียดในเรื่องที่กล่าวหาให้ผู้ต้องหาทราบก่อนแล้วจึงแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบ มิฉะนั้นคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาอาจเสียไปไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานยันผู้ต้องหาในชั้นพิจารณาคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 (1) แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสอง พนักงานสอบสวนเคยเรียกจำเลยทั้งสองไปสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นรายละเอียดปรากฏตามบันทึกถ้อยคำของจำเลยที่ 1 และบันทึกคำรับสารภาพซึ่งจำเลยที่ 2 เขียนด้วยลายมือตนเอง บันทึกถ้อยคำของจำเลยที่ 1 และบันทึกคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองต่างรู้ดีถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ดังนั้น แม้ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันฆ่าผู้ตายด้วยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและร่วมกันชิงทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย พนักงานสอบสวนไม่ได้กล่าวย้ำถึงข้อเท็จจริงที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองต่างรู้ดีว่ามูลคดีที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองเป็นผลสืบเนื่องมาจากเรื่องใด ดังจะเห็นได้จากบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง ซึ่งจำเลยทั้งสองต่างให้การตรงกันว่า จำเลยทั้งสองทราบและเข้าใจข้อกล่าวหาที่พนักงานสอบสวนแจ้งให้ทราบเป็นอย่างดีแล้ว การที่พนักงานสอบสวนไม่แจ้งข้อเท็จจริงและรายละเอียดของเรื่องที่จำเลยทั้งสองถูกกล่าวหาให้จำเลยทั้งสองทราบอีกคำรบหนึ่งไม่เป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่จำเลยทั้งสองฎีกา ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์ไม่อำนาจฟ้องจึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134 ม. 134/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายสุเทพหรือเทพ เย้ยกระโทก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสมศักดิ์ ฎาราณุท
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิวัธน ทองลงยา
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10675/2553
#511615
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานภาพยนต์ที่จำเลยนำออกขายได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสอง อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นเพื่อการค้าตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง ฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 61, 70, 75, 76, 78 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 38, 79 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 24 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์ให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 (ที่ถูก วรรคหนึ่ง), 79 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี ฐานประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 200,000 บาท และปรับอีกหนึ่งวันเป็นเงิน 500 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 100,250 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้แผ่นวีซีดีของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 24 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า จากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติปรากฏว่าผู้รับมอบอำนาจช่วงของผู้เสียหายทั้งสองได้ให้ถ้อยคำว่าเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2551 จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองแล้วเป็นเงิน 10,000 บาท จึงไม่ติดใจจะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับจำเลยอีกต่อไป จึงมีผลเป็นการยอมความและถอนคำร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าจึงระงับไปนั้น เห็นว่า แม้จะปรากฏข้อความในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการสอบโจทก์และผู้เสียหายทั้งสองเพื่อยืนยันถ้อยคำดังกล่าว รวมทั้งยืนยันว่านางสาวลลิดา ผู้ให้ถ้อยคำเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงและมีอำนาจยอมความในคดีนี้หรือไม่ ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังเป็นที่ยุติว่าจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองแล้วเป็นเงิน 10,000 บาท และผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจจะดำเนินคดีทางอาญาแก่จำเลยอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏชัดแจ้งในสำนวนความแล้วว่า ในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง นั้น โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์งานภาพยนตร์ของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 โดยการนำแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์ที่ผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ออกขายเสนอขายแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นผลงานที่ได้ทำขึ้น มีบริษัทผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายทั้งสองโดยโจทก์มิได้บรรยายว่า แผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์ดังกล่าวมีผู้อื่นทำซ้ำหรือดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสอง และจำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานภาพยนตร์ดังกล่าวได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสองอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นเพื่อการค้าตามมาตรา 31 (1) ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่บรรยายข้อเท็จจริงขาดองค์ประกอบความผิดฐานนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานนี้ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง ส่วนความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 100,000 บาท ให้คืนแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ จำนวน 24 แผ่น แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 (1) ม. 70 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นางสาวลำดวน นวมโคกสูง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10674/2553
#508314
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 136 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 39 ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย

จำเลยที่ 1 พูดต่อผู้เสียหายที่ 2 กับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานสรรพสามิตผู้มีอำนาจหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดต่อกฎหมายเกี่ยวกับสรรพสามิตว่า "พวกมึงเป็นข้าราชการรังแกประชาชน แกล้งจับกู" ถ้อยคำดังกล่าวมิใช่เป็นเพียงคำกล่าวที่ไม่สุภาพและไม่สมควร แต่เป็นถ้อยคำดูถูก สบประมาทผู้เสียหายที่ 2 กับพวก จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 136

แสตมป์ยาสูบของกลางที่อ้างแสดงอยู่บนซองบุหรี่ของกลางเป็นเครื่องอุปกรณ์ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ต้องริบเป็นของกรมสรรพสามิตตาม มาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 136
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 238
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 39
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 24 วรรคหนึ่ง ม. 44 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นายทศพร บุญฤทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายทวีชัย เจริญบัญฑิต
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10673/2553
#508313
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาพยนต์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง บัญญัติ "ห้ามมิให้ผู้ใดจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน" และมาตรา 4 บัญญัติให้นิยามคำว่า "วีดิทัศน์" ว่า วัสดุที่มีการบันทึกภาพหรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นเกมการเล่น... และนิยามคำว่า "ร้านวีดิทัศน์" ว่า สถานที่ที่จัดให้มีเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกในการฉาย เล่น หรือดูวีดิทัศน์ โจทก์บรรยายการกระทำของจำเลยว่า จำเลยประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ ชื่อร้าน "ไอซ์เกมส" โดยทำเป็นธุรกิจและได้รับค่าตอบแทน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และจำเลยนำแผ่นดีวีดีเกมสไปเดอร์แมนและเกมสไปเดอร์แมน 3 เดอะเกมส์ ที่บันทึกเสียงและภาพ บรรจุลงในเครื่องเล่นเกมแล้วต่อสายไปเชื่อมกับเครื่องรับสัญญาณภาพ (โทรทัศน์) เพื่อให้ลูกค้าเช่าเล่นเกมและยึดได้เครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชั่นทูโทรทัศน์สี จอยสติ๊ก สายเอวี สายไฟฟ้าของกลาง กับแผ่นดีวีดีเกมซึ่งจัดเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกในการเล่นเกมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จึงฟังได้ว่าจำเลยประกอบกิจการร้านไอซ์เกมส์ในลักษณะให้บริการลูกค้าเช่าผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์และโทรทัศน์ แผ่นดีวีดีเกมคอมพิวเตอร์ของกลางคดีนี้จึงเป็นวัสดุที่มีการบันทึกภาพและเสียงในลักษณะที่ผู้เล่นสามารถนำมาเล่นโดยฉายภาพและเสียงผ่านเครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชั่นทูและโทรทัศน์ได้อย่างต่อเนื่อง อันจัดเป็นวีดีทัศน์ตามนิยามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 จึงเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด รวมทั้งรายละเอียดและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ รวมทั้งสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

งานอันมีลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 หมายถึง งานสร้างสรรค์ของผู้อื่นที่กฎหมายให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ภายใต้หลักเกณฑ์และวิธีการสำหรับการให้ความคุ้มครองที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดไว้

ผู้เสียหายมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์เกมของตนเป็นครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2546 และปี 2549 โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีหรือไม่ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 อันเป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นสาระสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบความผิดตามข้อหาที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้อง จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 8, 15, 30, 31, 69, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 53, 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบเครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชั่นทู โทรทัศน์สี จอยสติ๊ก สายเอวีและสายไฟฟ้าของกลาง และให้แผ่นดีวีดีเกมของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) (2) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้แผ่นดีวีดีเกมของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 2 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54 และมาตรา 82 โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ โดยมิได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับของกลางให้เข้าองค์ประกอบของกฎหมายคำว่า "วีดิทัศน์" ตามมาตรา 4 คำฟ้องจึงไม่ชอบ ให้ยกฟ้องในข้อหานี้ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่ามาตรา 4 บัญญัติให้นิยามคำว่า "วีดิทัศน์" ว่า วัสดุที่มีการบันทึกภาพหรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นเกมการเล่น ... และนิยามคำว่า "ร้านวีดิทัศน์" ว่า สถานที่ที่จัดให้มีเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ตลอดจนสิ่งอำนายความสะดวกในการฉาย เล่น หรือดูวีดิทัศน์โจทก์บรรยายการกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ (ก) ว่า จำเลยประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ชื่อร้าน "ไอซ์เกมส์" โดยทำเป็นธุรกิจและได้รับค่าตอบแทน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และบรรยายตามฟ้อง ข้อ (ข) ซึ่งเป็นการกระทำในคราวเดียวกันตอนหนึ่งว่า จำเลยนำแผ่นดีวีดีเกมสไปเดอร์แมนและเกมสไปเดอร์แมน 3 เดอะเกมส์ ที่บันทึกเสียงและภาพ จำนวน 2 แผ่น บรรจุลงในเครื่องเล่นเกมแล้วต่อสายไฟเชื่อมกับเครื่องรับสัญญาณภาพ (โทรทัศน์) เพื่อให้ลูกค้าเช่าเล่นเกม และเมื่อเจ้าพนักงานจับจำเลยได้ยึดริบเครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชั่นทู โทรทัศน์สี จอยสติ๊ก สายเอวี สายไฟฟ้าของกลาง กับแผ่นดีวีดีเกม ซึ่งจัดเป็นเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกในการเล่นเกมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เมื่อรับฟังข้อเท็จจริงประกอบกันแล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยประกอบกิจการร้านไอซ์เกมส์ ในลักษณะให้บริการลูกค้าเช่าแผ่นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เกมเล่นผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรทัศน์ แผ่นดีวีดีเกมคอมพิวเตอร์ของกลางคดีนี้จึงเป็นวัสดุที่มีการบันทึกภาพและเสียงในลักษณะที่ผู้เล่นสามารถนำมาเล่นโดยฉายภาพและเสียงผ่านเครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชั่นทูและโทรทัศน์ได้อย่างต่อเนื่อง อันจัดเป็นวีดิทัศน์ตามนิยามของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551

ส่วนที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) (2) ประกอบมาตรา 70 วรรคสองนั้น เห็นว่า งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 นั้น หมายถึงงานสร้างสรรค์ของผู้อื่นที่กฎหมายให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ภายใต้หลักเกณฑ์และวิธีการสำหรับการให้ความคุ้มครองที่พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดไว้ โดยการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์นั้นต้องเป็นไปตามวิธีการกำหนดไว้ในมาตรา 8 ถึงมาตรา 14 และมาตรา 17 โดยมาตรา 8 กำหนดเงื่อนไขการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์สำหรับผู้สร้างสรรค์งานด้วยตนเองเป็น 2กรณี คือ (1) กรณีที่ยังไม่ได้มีการโฆษณางาน ผู้สร้างสรรค์ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรืออยู่ในราชอาณาจักร หรือเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรืออยู่ในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ตลอดระยะเวลาหรือเป็นส่วนใหญ่ในการสร้างสรรค์งานนั้น และ (2) ในกรณีที่ได้มีการโฆษณางานแล้ว การโฆษณางานนั้นในครั้งแรกได้กระทำขึ้นในราชอาณาจักรหรือในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย หรือในกรณีที่การโฆษณาครั้งแรกได้กระทำนอกราชอาณาจักร หรือในประเทศอื่นที่ไม่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย หากได้มีการโฆษณางานดังกล่าวในราชอาณาจักรหรือในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วยภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้มีการโฆษณาครั้งแรก หรือผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีลักษณะตามที่กำหนดไว้ใน (1) ในขณะที่มีการโฆษณางานครั้งแรกฉะนั้น หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบที่ทำให้งานสร้างสรรค์ใดเป็นงานสร้างสรรค์อันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ตามที่กล่าวมาข้างต้นจึงเป็นองค์ประกอบความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ที่เป็นสาระสำคัญ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่าผู้เสียหายมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์เกมของตนเป็นครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2546 และปี 2549 โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีหรือไม่ อันเป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นสาระสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบความผิดตามข้อหาที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยให้การรับสารภาพศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง , 82 ลงโทษปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 50,000 บาท ให้ยกฟ้องในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) (2), 70 วรรคสอง คืนแผ่นดีวีดีเกมของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 53 วรรคหนึ่ง ม. 82
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 (1) ม. 31 (2) ม. 70
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นางธัญชนก รัตนวิบูลย์กุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายอภิชาต เทพหนู
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10671/2553
#503216
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 หลายกรรมต่างกัน ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตกระทงหนึ่ง ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตกระทงหนึ่ง และฐานมีภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการ ฯ ออกจำหน่ายอีกกระทงหนึ่ง แต่ปรากฏตามคำฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดในวันเวลาเดียวกัน โดยมีแผ่นซีดีภาพยนตร์และแผ่นซีดีวีดิทัศน์ของกลางจำนวนเดียวกัน แม้การกระทำนั้นจะเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหลายบท แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่จำเลยมีเจตนาเดียว โดยมุ่งประสงค์ต่อผลเดียว คือ เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายซีดีภาพยนตร์และซีดีวีดิทัศน์ของกลางในทางการค้าซึ่งได้กระทำไปในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 79 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว

ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีสาระสำคัญของการกระทำผิดอยู่ที่จำเลยประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน แผ่นซีดีภาพยนตร์และซีดีวีดิทัศน์ของกลาง จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือเป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดอันจะพึงริบตาม ป.อ. มาตรา 32, 33

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 69, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 25, 38, 47, 54, 78, 79, 81, 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ขอให้ริบแผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลาง จำนวน 126 แผ่น แผ่นซีดีวีดิทัศน์ของกลาง จำนวน 91 แผ่น และให้แผ่นซีดีภาพยนตร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 13 แผ่น ของกลางตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง, 38 วรรคหนึ่ง, 47 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 78, 79, 81 และ 82 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ให้ลงโทษปรับ 200,000 บาท ความผิดฐานจำหน่ายภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและความผิดฐานจำหน่ายวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาให้ลงโทษปรับกระทงละ 20,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นปรับ 240,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 120,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องข้อ 1 (ง) จำนวน 9 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ของกลางอื่นนอกจากนี้ให้ริบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยเป็นความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนกระทงหนึ่ง ความผิดฐานนำภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตออกจำหน่ายกระทงหนึ่ง และความผิดฐานนำวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตออกจำหน่ายอีกกระทงหนึ่งนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดในวันเวลาเดียวกัน โดยมีแผ่นซีดีภาพยนตร์และแผ่นซีดีวีดิทัศน์ของกลางจำนวนเดียวกัน แม้การกระทำนั้นจะเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหลายบท แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่จำเลยมีเจตนาเดียวโดยมุ่งประสงค์ต่อผลเดียว คือเพื่อประกอบกิจการจำหน่ายแผ่นซีดีภาพยนตร์และแผ่นซีดีวีดิทัศน์ของกลางในทางการค้าซึ่งได้กระทำไปในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และต้องลงโทษฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงบทเดียว

การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ริบแผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลางจำนวน 126 แผ่น และแผ่นซีดีวีดิทัศน์ของกลาง จำนวน 91 แผ่น สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาด้วยนั้น เห็นว่า ความผิดที่ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนสาระสำคัญของการกระทำความผิดอยู่ที่จำเลยประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ดังนั้น แผ่นซีดีภาพยนตร์และซีดีวีดิทัศน์ของกลางดังกล่าว จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือเป็นทรัพย์ที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด อันจะพึงริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 และให้คืนแก่เจ้าของ

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และความผิดฐานนำภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกจำหน่าย เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 100,000 บาท ให้แผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้อง จำนวน 13 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนแผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลาง จำนวน 126 แผ่น และแผ่นซีดีวีดิทัศน์ของกลาง จำนวน 91 แผ่น ให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 ม. 90
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 25 ม. 38 ม. 47 ม. 54 ม. 78 ม. 79 ม. 81 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นางอัมพรหรืออำพร ยามชัยภูมิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกุลธร วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10669/2553
#508310
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกเงินจากการที่พนักงานของโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากจำเลยที่ 1 เป็นค่าตอบแทนจากการจำหน่ายสินค้า เกินกว่าที่จำเลยที่ 1 ควรจะได้รับ เป็นกรณีฟ้องเรียกคืนทรัพย์ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้รับโดยปราศจากมูลจะอ้างตามกฎหมาย เข้าลักษณะลาภมิควรได้ ห้ามฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าจะมีสิทธิเรียกคืน หรือเมื่อพ้นกำหนดเวลาสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น การที่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 มีการตรวจหนี้สินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองครั้งสุดท้าย พบว่าโจทก์ส่งเงินมูลค่าสูงกว่าให้จำเลยทั้งสอง วันดังกล่าวจึงก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ ที่จะเรียกคืนฐานลาภมิควรได้ โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 6 ตุลาคม 2549 ยังไม่เกินหนึ่งปีนับแต่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกเงินที่ส่งผิดพลาดคืน คดีจึงไม่ขาดอายุความ

เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนจากการจำหน่ายสินค้าจากโจทก์มากกว่าที่โจทก์ส่งให้จำเลยทั้งสองผิดพลาด หลักลบกลบหนี้แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 587,853.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 549,571.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฟ้องคดีอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าประเภทวัสดุที่ใช้คลุมตู้สินค้าหรือใช้ในการห่อหุ้มสินค้าระหว่างการขนส่งรวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยที่ 1 ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าได้ โจทก์ตกลงให้ค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าแก่จำเลยทั้งสอง โดยคำนวณจากราคาขายสินค้าในอัตราที่ตกลงกันเป็นคราว ๆ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 พนักงานของโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เป็นค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าเป็นเงิน 29,436 ดอลลาร์สหรัฐ เกินกว่าที่จำเลยที่ 1 ควรจะได้รับเป็นเงิน 16,364 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อหักกับค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าซึ่งจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับจากการจำหน่ายสินค้าช่วงเดือนสิงหาคม 2548 ถึงเดือนตุลาคม 2548 จากโจทก์เป็นเงิน 136,400 บาท แล้ว จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินให้โจทก์อีก 13,110 ดอลลาร์สหรัฐ แต่จำเลยทั้งสองไม่คืนให้ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยทั้งสองเป็นเงินไทยพร้อมดอกเบี้ยอัตราตามกฎหมาย จึงเป็นกรณีซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกคืนทรัพย์ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้รับโดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย เข้าลักษณะลาภมิควรได้ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 บัญญัติไว้ว่า ห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าจะมีสิทธิเรียกคืน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น ในเบื้องต้นข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 พนักงานของโจทก์ส่งโทรสารมายังจำเลยที่ 2 เพื่อแสดงว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าจากโจทก์ เป็นเงิน 12,370 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวนหนึ่งกับเป็นเงิน 29,436 บาท อีกจำนวนหนึ่ง แต่โจทก์โอนเงิน 29,436 ดอลลาร์สหรัฐ ให้จำเลยทั้งสองเข้าบัญชีบริษัทเตียวฮง คอมเมอร์เชี่ยล แอนด์ ไฟแนนซ์ จำกัด ประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2548 ตามทางปฎิบัติการโอนค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2548 โจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 4 ตุลาคม 2548 ถึงจำเลยที่ 2 บอกเลิกสัญญาที่จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนขายสินค้าให้แก่โจทก์ ซึ่งมิได้กล่าวไว้ชัดแจ้งว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองมีข้อบาดหมางประการใดซึ่งเป็นเหตุในการเลิกสัญญาต่อกัน จึงต้องพิเคราะห์สาเหตุการเลิกสัญญาจากคำเบิกความของพยานบุคคลประกอบด้วย นายคิมพยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า สาเหตุที่โจทก์บอกเลิกสัญญา เนื่องจากยอดขายของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นที่พอใจของโจทก์ รวมทั้งฝ่ายจำเลยไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการติดต่อกับโจทก์ กับนายคิมเบิกความว่า หลังการบอกเลิกสัญญาแล้ว หากมีคำสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ภายในวันที่ 4 ตุลาคม 2548 โจทก์ยังคงจ่ายค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าให้จำเลยทั้งสอง หากลูกค้าสั่งซื้อหลังจากนั้น โจทก์ก็จะไม่จ่ายเงินให้ ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะตนเองและในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ให้การในบันทึกให้ถ้อยคำต่อศาลว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนในการจำหน่ายสินค้าให้โจทก์ในประเทศไทย โดยไม่ได้ทำสัญญาตั้งตัวแทนเป็นลายลักษณ์อักษร ในช่วงแรกโจทก์จัดส่งตารางสรุปค่าตอบแทนให้เป็นรายเดือน ในช่วงหลัง ๆ โจทก์ไม่ค่อยส่งมา พยานต้องติดตามทวงถามโจทก์จึงจัดส่งให้ หากมีปัญหาเรื่องการชำระค่าตอบแทน (ค่านายหน้า) พยานจะติดต่อกับกรรมการของโจทก์คือนางแมร์เร็ตเต้ โยเก็นเซ็น หรือนายเดนนิส เท่านั้น ไม่ได้ติดต่อกับผู้อื่น เดิมจำเลยทั้งสองได้ค่าตอบแทนจากโจทก์ในอัตราเดียวคือร้อยละ 28 ของราคาสินค้า ต่อมาโจทก์ขยายกิจการตั้งบริษัทแคร์เท็กซ์ จำกัด ในประเทศไทยและใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้น จึงขอปรับค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายแก่จำเลยทั้งสองลงเป็นร้อยละ 25 สุดท้ายขอลดลงเหลือร้อยละ 20 คำเบิกความของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีหน้าที่จัดทำตารางสรุปค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าซึ่งจะจ่ายให้จำเลยทั้งสองเป็นรายเดือน จากนั้นในเดือนถัดมาหรือในเดือนต่อ ๆ มา โจทก์จึงส่งเงินค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าตามตารางสรุปค่าตอบแทนดังกล่าว คำนวณในช่วงเวลาหนึ่งจัดส่งให้แก่จำเลยทั้งสองตามที่โจทก์แจ้งจำนวนเงินให้จำเลยทั้งสองทราบล่วงหน้าแล้ว ดังจะเห็นได้จากตารางสรุปค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าเมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคม 2548 แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับ 12,370 ดอลลาร์สหรัฐ กับ 29,436 บาท จากโจทก์ แต่โจทก์โอนเงิน 29,436 ดอลลาร์สหรัฐให้จำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2548 เป็นการโอนเงินที่ผิดพลาดเพราะควรโอนเงิน 29,436 บาท แต่กลับโอนผิดสกุลเงินเป็น 29,436 ดอลลาร์สหรัฐแทน ส่วนเงิน 12,370 ดอลลาร์สหรัฐ นั้นโจทก์ยังไม่ได้โอนให้ไป ปรากฏตามคำแปล ซึ่งเป็นโทรสารจากพนักงานของโจทก์ชื่อ "บริเท็น" ส่งถึงจำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นการส่งตารางคำนวณค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าประจำเดือนสิงหาคม 2548 มาให้โดยการโอนเข้าบัญชีทันทีเมื่อได้รับการยืนยันว่าไม่มีเงินค้างจากลูกค้าคนไทย ข้อความในตอนนี้จึงสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในคดีที่ว่า การที่โจทก์ยังไม่โอนเงิน 12,370 ดอลลาร์สหรัฐ ในคราวเดียวกับการโอนเงิน 29,436 บาท ซึ่งโจทก์โอนผิดพลาดโดยโอนเงิน 29,436 ดอลลาร์สหรัฐให้จำเลยทั้งสองแทน เป็นเพราะจำเลยทั้งสองจะต้องยืนยันว่าไม่มีเงินค้างจากลูกค้าคนไทย คือจำเลยทั้งสองต้องส่งเงินที่รับชำระจากลูกค้าไว้แทนโจทก์ ส่งให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว จึงจะมีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าครบทุกจำนวน ทางปฏิบัติเช่นนี้ส่อแสดงว่า โจทก์ต้องตรวจสอบค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าที่จะโอนให้จำเลยทั้งสองในงวดการโอนต่อ ๆ มา แม้โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองในวันที่ 4 ตุลาคม 2548 ก็ตาม โจทก์ยังถือปฏิบัติที่จะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้จำเลยทั้งสองสำหรับลูกค้ารายที่จำเลยทั้งสองแนะนำจนมีการซื้อสินค้าจากโจทก์จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2548 ด้วย การที่โจทก์ตรวจบัญชีแล้วพบการโอนสกุลเงินผิดพลาดหลังจากบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองแล้วจึงอาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งตรงกับที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่าในช่วงหลัง ๆ โจทก์ไม่ค่อยส่งตารางสรุปค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้ามา จำเลยที่ 2 ต้องติดตามทวงถาม โจทก์จึงจัดส่งให้ โจทก์ส่งโทรสาร ถึงจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 แจ้งว่าตรวจสอบ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2548 แล้วมีการโอนสกุลเงินให้จำเลยที่ 1 ผิดพลาดไป ซึ่งเมื่อหักกลบลบกับค่าตอบแทนซึ่งจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับจากโจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองต้องโอนเงินคืนโจทก์ 13,110 ดอลลาร์สหรัฐ การส่งโทรสารฉบับนี้นับได้ว่าสอดคล้องกับทางปฏิบัติของโจทก์ คือตรวจสอบยอดหนี้สินต่อกันเมื่อสิ้นเดือนหนึ่ง ๆ จึงพบว่ามีการโอนเงินผิดสกุลเงินแล้วทวงถามในวันที่ 2 ของเดือนถัดมา เช่นเดียวกับการทำตารางสรุปค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้า ประจำเดือนกรกฎาคม 2548 เป็นการทำตารางสรุปค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าในวันที่ 29 สิงหาคม 2548 และมีการจัดส่งเงินค่าตอบแทนให้แก่จำเลยทั้งสองในวันที่ 2 กันยายน 2548 ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของเดือนถัดมาเช่นกัน การส่งเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง นั้นไม่ปรากฏชื่อผู้ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้เป็นผู้โอนเงิน ส่วนโทรสารซึ่งพนักงานโจทก์ชื่อ "บริเท็น" ส่งไปยังจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2548 นั้น ต้นฉบับภาษาอังกฤษกลับระบุเป็นภาษาไทยว่า "วันที่ 8 กันยายน 2548" ซึ่งหมายถึงวันส่งโทรสารดูเป็นเรื่องผิดปกติที่มีภาษาไทยแทรกในเนื้อความภาษาอังกฤษอยู่ตอนเดียว ทั้งคำแปลโทรสาร สรุปความได้ว่า เป็นการแจ้งข้อผิดพลาดของการคำนวณอัตราค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 10 และมีการจ่ายเงินค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าให้จำเลยทั้งสองไปตามอัตราที่คำนวณผิดพลาดนั้น โทรสารของฝ่ายโจทก์ฉบับลงวันที่ 12 กันยายน 2548 ฉบับภาษาอังกฤษก็ระบุวันส่งโทรสารเป็นภาษาไทยแทรกอยู่ตอนเดียวในภาษาอังกฤษซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติเช่นเดียวกัน คำแปลโทรสารฉบับนี้เท้าความถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจนต้องส่งโทรสาร ถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งหมายถึงความผิดพลาดในการคำนวณอัตราค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้ามิใช่ความผิดพลาดในการส่งสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งมูลค่าสูงกว่าเงินบาทมาให้แทน การที่โจทก์ส่งโทรสารฉบับลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 ให้จำเลยที่ 2 แจ้งว่า ได้ส่งค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าให้จำเลยทั้งสองผิดพลาดแทนที่จะส่งเงิน 29,436 บาท ให้ กลับส่งเงิน 29,436 ดอลลาร์สหรัฐแทน เมื่อหักกลบลบหนี้กับค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าซึ่งจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับแล้ว เป็นการรับเงินเกินไป 13,110 ดอลลาร์สหรัฐ ขอให้ส่งเงินคืนแก่โจทก์ด้วยนั้น เป็นโทรสารซึ่งส่งในวันที่ 2 ของเดือน ถัดไป นับแต่สิ้นเดือนตุลาคม 2548 ซึ่งต้องตัดยอดบัญชีกันจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2548 อันเป็นวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญา เชื่อว่าพนักงานโจทก์ชื่อ "คริสต้า เอิร์บส์" เพิ่งตรวจสอบหนี้สินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองครั้งสุดท้ายเมื่อปิดบัญชีหนี้สินระหว่างกัน ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งเป็นวันส่งโทรสาร ตามทางปฏิบัติที่มีต่อกัน จึงพบว่าโจทก์ส่งเงินในสกุลเงินมูลค่าสูงกว่าให้จำเลยทั้งสองไปในวันดังกล่าว ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะเรียกคืนฐานลาภมิควรได้จากจำเลยทั้งสองนับแต่นั้น ที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่าโจทก์ทวงถามเงินที่ส่งผิดพลาดนี้คืนจากจำเลยทั้งสองทางโทรศัพท์ก่อนหน้านี้แล้วนั้น เป็นแต่เพียงคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงสนับสนุน โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 6 ตุลาคม 2549 ยังไม่เกินหนึ่งปีนับแต่โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกเงินที่ส่งผิดพลาดคืน คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความแล้วนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะเงินค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าซึ่งจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับจากโจทก์มีจำนวนมากกว่าหนี้ที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ในเบื้องต้นข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การที่โจทก์แต่งตั้งให้จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนขายสินค้าให้โจทก์นั้น กระทำโดยไม่มีลายลักษณ์อักษร โจทก์บรรยายฟ้องว่า อัตราค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าที่โจทก์จะจ่ายให้จำเลยทั้งสองนั้นมีการตกลงกันเป็นคราว ๆ นายคิม เฮนริคเซ่น พนักงานโจทก์ให้ถ้อยคำในบันทึกยืนยันข้อเท็จจริงต่อศาลว่า อัตราค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้านั้นไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้าที่สั่งซื้อและการตกลงกันเป็นคราว ๆ ไป และพยานเบิกความตอบคำถามค้านว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจจ่ายค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าคือกรรมการโจทก์ จำเลยที่ 2 เบิกความว่า เมื่อโจทก์ตั้งสาขาในประเทศไทยทำให้ใกล้ชิดกับลูกค้าในประเทศไทยมากขึ้น จึงลดอัตราค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าที่จ่ายให้จำเลยทั้งสองลง โดยฝ่ายจำเลยไม่ได้ตกลงด้วย จึงมีข้อขัดแย้งกันในระยะหลัง ๆ และปรากฏว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาต่อจำเลยทั้งสองในเวลาต่อมา เห็นว่า โจทก์ไม่มีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์มาเบิกความยืนยันว่าค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าที่จ่ายให้จำเลยทั้งสองนั้น แต่ละรายการจ่ายให้ในอัตราเท่าใด ว่า พนักงานโจทก์แจ้งจำเลยที่ 2 ว่า มีการจ่ายเงินค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าผิดพลาดไป แทนที่จะจ่ายในอัตราร้อยละ 5 กลับจ่ายในอัตราร้อยละ 10 คดีจึงมีเค้ามูลว่าโจทก์อาจปรับลดอัตราค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าลงโดยจำเลยทั้งสองยังมิได้ตกลงยินยอมด้วย ตราบที่สัญญาตั้งตัวแทนยังไม่เลิกต่อกัน คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะแก้ไขปลี่ยนแปลงอัตราค่าตอบแทนจำหน่ายสินค้าให้ผิดไปจากที่เคยตกลงกันตามธรรมเนียมปฏิบัติแต่เดิม โดยปราศจากความยินยอมจากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งหาได้ไม่ เมื่อจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่า เงินค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้ามีอัตราสูงกว่าจำนวนเงินที่โจทก์อ้างว่าส่งให้จำเลยทั้งสองผิดพลาดและขอเรียกคืน โจทก์อ้างประเพณีการหักกลบลบหนี้ระหว่างกันดังที่ได้บรรยายมาในฟ้องและนำสืบมา ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ยอมรับประเพณีปฏิบัติเรื่องการหักกลบลบหนี้ด้วย แต่โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าที่จำเลยทั้งสองนำมาหักกลบลบหนี้กับจำนวนเงินที่โจทก์ส่งให้จำเลยทั้งสองผิดพลาดไปนั้น จำนวนใดเป็นเงินสูงกว่ากัน เพราะฝ่ายโจทก์ไม่มีผู้ใดรู้เห็นอย่างชัดแจ้งในการกำหนดอัตราค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าซึ่งตกลงกับฝ่ายจำเลยเป็นคราว ๆ ไป ต่างจากฝ่ายจำเลยซึ่งมีจำเลยที่ 2 ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 มาเบิกความว่า การคิดค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าในอัตราต่ำลงนั้น ฝ่ายจำเลยไม่ได้ตกลงด้วย พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักมากกว่าโจทก์ คดีฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนการจำหน่ายสินค้าจากโจทก์มากกว่าเงินที่โจทก์ส่งผิดพลาดให้จำเลยทั้งสอง ซึ่งเมื่อหักกลบลบหนี้แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยทั้งสองอีกต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 419
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแคร์เท็กซ์ เอ/เอส จำกัด
จำเลย — บริษัทแมททีเรียล เวิลด์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายอภิชาติ เทพหนู
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10668/2553
#503207
เปิดฉบับเต็ม

คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทเรื่องการส่งมอบเครื่องฝึกบินจำลองว่า มีเหตุสุดวิสัยเกี่ยวกับการยื่นขอและรับใบอนุญาตส่งออกจนไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาได้ นั้น เป็นคำชี้ขาดว่ามีเหตุสุดวิสัยตามที่ตกลงกันในสัญญาที่เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านไม่อาจชำระหนี้ตามกำหนดเวลาในสัญญา ซึ่งเป็นเรื่องวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อตกลงในสัญญา หาใช่เป็นการวินิจฉัยแปลความถึงเหตุสุดวิสัยขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 8 ไม่ การยอมรับหรือการบังคับคดีตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 40 (2) ข แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ในคดีหมายเลขดำที่ 34/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 12/2549 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน ในข้อพิพาทคดีหมายเลขดำที่ 34/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 12/2549 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 (2) (ข) หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องของผู้ร้องว่า คณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากมีคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านว่า มีเหตุสุดวิสัยที่เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านส่งมอบงานล่าช้า จึงวินิจฉัยให้ผู้ร้องคืนค่าปรับให้แก่ผู้คัดค้านจำนวน 315,813 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จ คำวินิจฉัยชี้ขาดนี้จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดว่ามีเหตุสุดวิสัยตามที่ตกลงกันในสัญญาที่เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านยังไม่อาจชำระหนี้ตามกำหนดเวลาในสัญญาได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อตกลงในสัญญา หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 40 (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 แต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่ามิได้มีเหตุสุดวิสัยดังที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัย ดังนั้น การบังคับตามคำชี้ขาดจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้น เป็นการเข้าไปวินิจฉัยเนื้อหาในประเด็นข้อพิพาทที่เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะอนุญาโตตุลาการโดยเฉพาะ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพอากาศ
บริษัทเอ็นไวรันเม็นทอล เท็คโนนิคส์
ผู้คัดค้าน — คอร์โปเรชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10668/2553
#513546
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยอ้างว่า คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการอ้างเหตุสุดวิสัยมาเป็นข้อยกเว้นความรับผิดของผู้คัดค้านที่คณะอนุญาโตตุลาการยกขึ้นกล่าวอ้างในคำวินิจฉัยชี้ขาดไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัย ทั้งเอกสารที่คณะอนุญาโตตุลาการนำมาพิจารณาเป็นเอกสารที่ไม่อาจรับฟังได้ การบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวจึงไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้อง อันเป็นการโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานและเนื้อหาในประเด็นข้อพิพาทที่คณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัย มิใช่การโต้แย้งตามกรณีในมาตรา 40 (1) (ก) ถึง (จ) แห่งพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามบทมาตราดังกล่าวได้

คณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากมีคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านว่า มีเหตุสุดวิสัยที่เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านส่งมอบงานล่าช้า จึงวินิจฉัยให้ผู้ร้องคืนค่าปรับให้แก่ผู้คัดค้านพร้อมด้วยดอกเบี้ย เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดว่ามีเหตุสุดวิสัยตามที่ตกลงกันในสัญญาที่เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านยังไม่อาจชำระหนี้ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อตกลงในสัญญา มิได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตาม มาตรา 40 (2) (ข) แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่ามิได้มีเหตุสุดวิสัยดังที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัย การบังคับตามคำชี้ขาดจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้น จึงเป็นการเข้าไปวินิจฉัยเนื้อหาในประเด็นข้อพิพาทที่เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะอนุญาโตตุลาการโดยเฉพาะ จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2533 ผู้ร้องได้ทำสัญญาซื้อขายเครื่องฝึกบินจำลองจำนวน 3 เครื่อง พร้อมการติดตั้ง อะไหล่ เครื่องมือพิเศษ อุปกรณ์ทดสอบ และ Master Instruction Station กับผู้คัดค้าน ในราคารวมทั้งสิ้น 4,577,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้คัดค้านได้วางหลักประกันไว้ และตกลงจะต้องส่งมอบเครื่องฝึกบินจำลอง สิ่งของตามสัญญาและการติดตั้งพร้อมใช้งานให้แก่ผู้ร้องภายในกำหนดเวลาตามสัญญาเมื่อถึงกำหนดส่งมอบ ผู้คัดค้านได้นำเครื่องฝึกบินจำลองและ Master Instruction Station มาติดตั้งและขอส่งมอบให้แก่ผู้ร้อง แต่เนื่องจากเครื่องฝึกบินจำลองและ Master Instruction Station ไม่สามารถใช้งานได้ ผู้ร้องจึงยกเลิกสัญญาและริบหลักประกัน ผู้คัดค้านได้โต้แย้งโดยเสนอเป็นข้อพิพาทสู่การพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ สภาหอการค้าไทย ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2539 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านและผู้ร้องปฏิบัติตามสัญญาต่อไปจนแล้วเสร็จ โดยให้เวลาผู้คัดค้านปฏิบัติและส่งมอบงานตามสัญญาให้แก่ผู้ร้องภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 นับแต่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด ผู้คัดค้านไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลเครื่องฝึกบินจำลองดังกล่าว จนกระทั่งวันที่ 18 มิถุนายน 2540 ซึ่งเหลือระยะเวลาส่งมอบอีกไม่ถึง 15 วัน ผู้คัดค้านจึงมีหนังสือแจ้งผู้ร้องว่าจะส่งเจ้าหน้าที่มาทำงาน เมื่อครบกำหนดเวลาส่งมอบผู้คัดค้านมิได้ส่งมอบให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้คัดค้านรีบดำเนินการตามเงื่อนไขสัญญาและคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านมีหนังสือแจ้งผู้ร้องว่า ความล่าช้าเกิดจากการขออนุญาตส่งออกและพนักงานของบริษัท United Parcel Service ในประเทศสหรัฐอเมริกาประท้วงหยุดงาน ซึ่งถือเป็นเหตุสุดวิสัยอันเป็นเหตุยกเว้นค่าปรับตามสัญญา จึงขอขยายเวลาส่งมอบไป 5 เดือน และความล่าช้าในการส่งมอบมีเหตุมาจากการนำสิ่งของผ่านพิธีการศุลกากรประเทศไทยด้วย ต่อมาวันที่ 21 ตุลาคม 2540 ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งผู้คัดค้านว่า ระยะเวลาได้ล่วงเลยกำหนดการปฏิบัติตามสัญญาและคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการแล้ว และมีค่าปรับเกินร้อยละ 10 ของราคาตามสัญญา ผู้ร้องจำเป็นต้องบอกเลิกสัญญาแก่ผู้คัดค้าน เว้นแต่ผู้คัดค้านยืนยันที่ต้องการจะดำเนินการให้แล้วเสร็จและยินยอมเสียค่าปรับโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ผู้คัดค้านมีหนังสือแจ้งผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านยังประสงค์จะทำงานตามสัญญาและยินยอมให้ผู้ร้องปรับตามจำนวนที่เห็นสมควรโดยไม่มีเงื่อนไข และจะติดตั้งเครื่องฝึกบินจำลองให้แล้วเสร็จในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2540 ขอให้ผู้ร้องทำการตรวจรับงาน ต่อมาผู้ร้องได้ตรวจรับงานและทดสอบอุปกรณ์ถูกต้องแล้วจึงรับมอบเครื่องฝึกบินจำลองทั้ง 3 เครื่อง Master Instruction Station และสิ่งของอื่นตามสัญญา ผู้คัดค้านจึงมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องชำระเงินที่ยังคงค้างอยู่ โดยผู้คัดค้านรับทราบแล้วว่าผู้ร้องจะใช้สิทธิหักเงินค่าปรับสำหรับความล่าช้า 153 วัน เป็นเงิน 700,281 ดอลลาร์สหรัฐ จึงเหลือเงินที่ผู้ร้องต้องชำระจำนวน 901,669 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาผู้ร้องได้จ่ายเงินค่าของงวดสุดท้าย เงินประกันการชำระเงินล่วงหน้า และคืนหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาให้แก่ผู้คัดค้านรับไปแล้ว โดยแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ร้องไม่สามารถงดการคิดค่าปรับจำนวนดังกล่าวได้เนื่องจากทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2546 ผู้คัดค้านได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ขอเรียกค่าปรับที่ผู้ร้องใช้สิทธิหักไว้ โดยอ้างว่าเป็นการหักไว้โดยมิชอบ ผู้ร้องได้ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญาเป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ผู้ร้องจึงมีสิทธิคิดค่าปรับ ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2549 คณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากมีคำวินิจฉัยว่า มีเหตุสุดวิสัยเกี่ยวกับการยื่นขอและรับใบอนุญาตส่งออกจนไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาได้รวม 69 วัน จึงวินิจฉัยให้ผู้ร้องต้องคืนค่าปรับให้แก่ผู้คัดค้านจำนวน 315,813 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้ร้องได้พิจารณาคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการแล้ว เห็นว่า เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การยอมรับหรือการบังคับคดีตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งเอกสารที่คณะอนุญาโตตุลาการนำมาพิจารณาว่ามีเหตุสุดวิสัย คือเอกสารหนังสือแจ้งเหตุการณ์ความล่าช้าในการขอใบอนุญาตส่งออกสินค้าอันเป็นเอกสารต่างประเทศ ซึ่งปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวมีเพียงคำรับรองของโนตารีปับลิกเท่านั้น ไม่มีคำรับรองของสถานกงสุลไทย ณ สหรัฐอเมริกา จึงไม่ใช่เอกสารที่รับฟังได้ การบังคับคดีตามคำชี้ขาดจึงไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้อง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ในคดีหมายเลขดำที่ 34/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 12/2549 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ เนื่องจากคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้ผู้ร้องชำระเงินจำนวน 315,813 ดอลลาร์สหรัฐ คืนแก่ผู้คัดค้านนั้น คณะอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามที่ทั้งสองฝ่ายนำพยานเข้าสืบว่า มีเหตุสุดวิสัยเกี่ยวกับการยื่นขอและการรับใบอนุญาตส่งออกจากรัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกาอันเป็นข้อเท็จจริงที่ถือเป็นยุติตามที่คณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยมา คำชี้ขาดจึงสามารถยอมรับและบังคับได้ ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา 40 (1) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 และผู้ร้องไม่สามารถอ้างว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 40 (2) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ทั้งไม่มีกรณีปรากฏต่อศาลว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดที่ให้ผู้ร้องชำระเงินคืน 315,813 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ผู้คัดค้าน จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ มูลแห่งหนี้ในคดีชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้า เมื่อได้มีคำวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิหักเงินไว้ผู้ร้องจึงต้องคืนเงินให้แก่ผู้คัดค้านตามข้อตกลง ในสัญญาซื้อขายผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกันว่าหากมีข้อพิพาทใด ๆ เกิดขึ้นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญานี้ให้เสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ 3 คน คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและให้ถือเป็นที่สุด คำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการจึงถือเป็นที่สุดตามข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันคู่กรณี ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธินำคดีนี้มาร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีได้ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือมีข้อโต้แย้งใด ๆ ว่ากระบวนการพิจารณาต่าง ๆ ทั้งหลายในชั้นอนุญาโตตุลาการนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ให้ความเป็นธรรมแก่คู่พิพาททั้งสองฝ่ายอย่างไร ขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน ในข้อพิพาทคดีหมายเลขดำที่ 34/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 12/2549 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการแรกว่า ตามคำร้องของผู้ร้องเข้าเหตุที่ผู้ร้องจะขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 (1) หรือไม่ เห็นว่า ตามบทมาตราดังกล่าวได้กำหนดให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ ในกรณีที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาด ดังกรณีต่อไปนี้คือ

(ก) คู่สัญญาตามสัญญาอนุญาโตตุลาการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บกพร่องในเรื่องความสามารถ...

(ข) สัญญาอนุญาโตตุลาการไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย...

(ค) ไม่มีการแจ้งให้คู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดรู้ล่วงหน้าโดยชอบถึงการแต่งตั้งคณะอนุญาโตตุลาการ...

(ง) คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ...

(จ) องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้...

แต่คดีนี้ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยอ้างว่า คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการอ้างเหตุสุดวิสัยมาเป็นข้อยกเว้นความรับผิดของผู้คัดค้านที่คณะอนุญาโตตุลาการยกขึ้นกล่าวอ้างในคำวินิจฉัยชี้ขาดไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัย ทั้งเอกสารที่คณะอนุญาโตตุลาการนำมาพิจารณาเป็นเอกสารที่ไม่อาจรับฟังได้ การบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวจึงไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้อง อันเป็นการโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานและเนื้อหาในประเด็นข้อพิพาทที่คณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัย มิใช่การโต้แย้งตามกรณีในมาตรา 40 (1) (ก) ถึง (จ) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 แต่ประการใด กรณีไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ผู้ร้องจะขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามบทมาตราดังกล่าวได้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการต่อไปว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 (2) (ข) หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องของผู้ร้องว่า คณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากมีคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านว่า มีเหตุสุดวิสัยที่เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านส่งมอบงานล่าช้า จึงวินิจฉัยให้ผู้ร้องคืนค่าปรับให้แก่ผู้คัดค้านจำนวน 315,813 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จ คำวินิจฉัยชี้ขาดนี้จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดว่ามีเหตุสุดวิสัยตามที่ตกลงกันในสัญญาที่เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านยังไม่อาจชำระหนี้ตามกำหนดเวลาในสัญญาได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อตกลงในสัญญา หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 40 (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 แต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่ามิได้มีเหตุสุดวิสัยดังที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัย ดังนั้น การบังคับตามคำชี้ขาดจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เป็นการเข้าไปวินิจฉัยเนื้อหาในประเด็นข้อพิพาทที่เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะอนุญาโตตุลาการโดยเฉพาะ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — กองทัพอากาศ
บริษัทเอ็นไวรันเม็นทอล
ผู้คัดค้าน — เท็คโนนิคส์ คอร์โปเรชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10660/2553
#513562
เปิดฉบับเต็ม

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 6 บัญญัติว่า "รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้" และมาตรา 211 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย ในระหว่างนั้นให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" ดังนี้แม้อำนาจในการสั่งรับหรือไม่รับคำโต้แย้งของคู่ความตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 211 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวไว้พิจารณาจะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่อำนาจในการวินิจฉัยว่าคำโต้แย้งของคู่ความเข้าหลักเกณฑ์ที่จะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่นั้นเป็นอำนาจของศาลยุติธรรมหาใช่ว่าเมื่อคู่ความมีคำโต้แย้งอย่างไรแล้ว ศาลยุติธรรมจะต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยทุกกรณีไม่ คดีนี้จำเลยฎีกาว่า ป.วิ.พ. มาตรา 293 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2549 มาตรา 3 บังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 264, 272 ประกอบมาตรา 2, 4, 29, 30, 233 ใช้บังคับไม่ได้ตามมาตรา 6 ซึ่งข้อฎีกาของจำเลยล้วนแต่อ้างว่าการตีความของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้งดการบังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้นเนื่องจากยังไม่มีการบังคับคดีและจำเลยมิได้ยื่นฟ้องโจทก์ เป็นคดีเรื่องอื่นในศาลเดียวกัน ไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 293 ไม่เป็นธรรมแก่คู่ความ เป็นการตีความที่คับแคบขัดต่อพระราชดำริการตีความและการใช้กฎหมายที่ประสงค์จะให้ตีความอย่างอะลุ่มอล่วย ให้เกิดความสุขในบ้านเมือง ทั้งการอ้างว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 2, 4, 29, 30, 233 ก็ไม่ชัดแจ้งว่าขัดแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตราต่างๆ ดังกล่าวอย่างไร บทบัญญัติดังกล่าวก่อให้เกิดผลที่กระทำให้บุคคลไม่มีความเสมอกันในกฎหมายหรือได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไม่เท่าเทียมกัน ขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติอย่างไร ป.วิ.พ. มาตรา 293 เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการงดการบังคับคดีเพิ่มเติมจากหลักทั่วไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 โดยมาตรา 293 เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะของดการบังคับคดีโดยมีสิทธิหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และแม้จะได้ความตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 293 วรรคหนึ่ง กฎหมายก็ให้อำนาจศาลที่จะให้งดการบังคับคดีหรือไม่ เมื่อกรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ในมาตรา 293 ดังกล่าว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงได้ยกคำร้องของจำเลย คำโต้แย้งของจำเลยไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 6 ประกอบมาตรา 264 แม้ขณะที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยคดีนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 จะได้ยกเลิกและไม่มีศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยก็ตาม ก็ไม่มีเหตุที่จะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลย และบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 9049, 17885 และ 17886 ตำบลปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548) จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแก่โจทก์ คดีอยู่ระหว่างการบังคับคดี

จำเลยยื่นคำร้องของดการบังคับคดี 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นยกคำร้องทั้งสองครั้ง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ยกคำร้องของดการบังคับคดีในครั้งหลัง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 วรรคสาม ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 272 ประกอบมาตรา 2, 4, 29, 30, 233

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งตามคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ขอให้งดการบังคับคดีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 ดังนั้น คำสั่งยกคำร้องของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นที่สุด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ คำสั่งนี้จึงไม่ชอบ แต่ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้งดการบังคับของจำเลยโดยวินิจฉัยว่ายังมิได้มีหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและจำเลยมิได้ยื่นคำฟ้องโจทก์เป็นคดีเรื่องอื่นในศาลเดียวกันนั้น เนื่องจากกรณียังไม่มีการบังคับคดีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 292 และมาตรา 293 ชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ส่วนที่จำเลยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งว่า ปรากฏว่าได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2549 อันมีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ดังนั้น กรณีไม่มีปัญหาว่าบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 วรรคสาม จะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ทั้งยังไม่มีศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยเกี่ยวกับกรณีนี้อีกต่อไป จึงไม่มีเหตุที่จะให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้เพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งยกคำร้องไม่ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 6 บัญญัติว่า "รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้" และมาตรา 211 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย ในระหว่างนั้นให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" ดังนี้ แม้อำนาจในการสั่งรับหรือไม่รับคำโต้แย้งของคู่ความตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 211 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวไว้พิจารณาจะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่อำนาจในการวินิจฉัยว่า คำโต้แย้งของคู่ความเข้าหลักเกณฑ์ที่จะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่นั้นเป็นอำนาจของศาลยุติธรรม หาใช่ว่าเมื่อคู่ความมีคำโต้แย้งอย่างไรแล้ว ศาลยุติธรรมจะต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยทุกกรณีไม่ คดีนี้จำเลยฎีกาว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาไทย พุทธศักราช 2549 มาตรา 3 บังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264, 272 ประกอบมาตรา 2, 4, 29, 30, 233 ใช้บังคับไม่ได้ตามมาตรา 6 ซึ่งข้อฎีกาของจำเลยล้วนแต่อ้างว่าการตีความของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้งดการบังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้นเนื่องจากยังไม่มีการบังคับและจำเลยมิได้ยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีเรื่องอื่นในศาลเดียวกัน ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 ไม่เป็นธรรมแก่คู่ความ เป็นการตีความที่คับแคบขัดต่อพระราชดำริการตีความและการใช้กฎหมายที่มีประสงค์จะให้ตีความอย่างอะลุ่มอล่วย ให้เกิดความสุขในบ้านเมือง ทั้งการอ้างว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 2, 4, 29, 30, 233 ก็ไม่ชัดแจ้งว่าขัดแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตราต่าง ๆ ดังกล่าวอย่างไร บทบัญญัติดังกล่าวก่อให้เกิดผลที่จะทำให้บุคคลไม่มีความเสมอกันในกฎหมายหรือได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไม่เท่าเทียมกัน ขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติอย่างไร ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการงดการบังคับคดีเพิ่มเติมจากหลักทั่วไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 โดยมาตรา 293 บัญญัติว่า "ลูกหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำขอทำเป็นคำร้องต่อศาลให้งดการบังคับคดีไว้ โดยเหตุที่ตนได้ยื่นฟ้องเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นคดีเรื่องอื่นในศาลเดียวกันนั้น ซึ่งศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาด และถ้าหากตนเป็นฝ่ายชนะ จะไม่ต้องมีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินของตนโดยวิธีอื่น เพราะสามารถจะหักกลบลบหนี้กันได้

ถ้าศาลเห็นว่าข้ออ้างของลูกหนี้ตามคำพิพากษามีเหตุผลฟังได้และถ้างดการบังคับคดีไว้ไม่น่าจะเป็นที่เสียหายแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ศาลอาจมีคำสั่งงดบังคับคดีไว้ภายในระยะเวลาและเงื่อนไขตามที่เห็นสมควร

คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด" บทบัญญัติดังกล่าวให้สิทธิแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะของดการบังคับคดีโดยมีสิทธิหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและแม้จะได้ความตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 293 วรรคหนึ่ง กฎหมายก็ให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจให้งดการบังคับคดีหรือไม่ เมื่อกรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ในมาตรา 293 ดังกล่าว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงได้ยกคำร้องของจำเลย คำโต้แย้งของจำเลยไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 6 ประกอบมาตรา 264 แม้ขณะที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยคดีนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จะได้ยกเลิกและไม่มีศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยก็ตาม ก็ไม่มีเหตุที่จะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำร้องชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 6 ม. 211
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ม. 3
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 2 ม. 4 ม. 29 ม. 30 ม. 233 ม. 264 ม. 272
ป.วิ.พ. ม. 292 ม. 293
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล
จำเลย — พันเอกมณี ตั้งใจ
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10653/2553
#509340
เปิดฉบับเต็ม

เช็คระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน แม้ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" แต่ได้มีการขีดคร่อมพร้อมกับมีข้อความว่า "A/C PAYEE only" ในช่องขีดคร่อม อันมีความหมายว่าเช็คนี้ห้ามเปลี่ยนมือและต้องจ่ายเงินแก่ธนาคาร กล่าวคือต้องนำเช็คเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่มีแก่ธนาคารเท่านั้น เมื่อโจทก์มิได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 นำเช็คไปเข้าบัญชี จำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจรับเช็คดังกล่าวฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ซึ่งเปิดไว้กับจำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 2 โดยพนักงานของจำเลยที่ 2 นำเช็คฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ซึ่งเปิดไว้กับจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 225,928.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดเป็นเงินจำนวน 202,301.37 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้เป็นเงินจำนวน 7,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมเท่ากับจำนวนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายชูศักดิ์และนางอารีย์ร่วมกันออกเช็คธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) สาขาวัดตึก เลขที่ 1022037 ลงวันที่ 9 กันยายน 2540 จำนวนเงิน 200,000 บาท ระบุชื่อโจทก์และขีดคร่อมระบุในช่องที่ขีดคร่อมว่า "A/C PAYEE only" ในวันที่ 10 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อของโจทก์สลักหลังเช็คดังกล่าว แล้วนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากเลขที่ 088-2-02477-1 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเปิดไว้กับจำเลยที่ 2 สาขาย่อยซอยทองหล่อ จำเลยที่ 2 รับเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 แล้วส่งเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) สาขาวัดตึก และโอนเงินจำนวนเงินตามเช็คนั้นเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 แล้ว

...ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เช็คเอกสารหมาย จ.2 ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน แม้จะไม่ได้ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" แต่ได้มีการขีดคร่อมพร้อมกับมีข้อความว่า "A/C PAYEE only" ในช่องขีดคร่อม อันมีความหมายว่าเช็คนี้ห้ามเปลี่ยนมือและต้องจ่ายเงินแก่ธนาคาร กล่าวคือต้องนำเช็คเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่มีแก่ธนาคารเท่านั้น เมื่อโจทก์มิได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 นำเช็คไปเข้าบัญชี จำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจรับเช็คเอกสารหมาย จ.2 ฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ซึ่งเปิดไว้กับจำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 2 โดยพนักงานของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์...

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 917 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนวรัตน์ อัสสรัตนานนท์
จำเลย — นายกิตติพงษ์ อัสสรัตนานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมเกียรติ เต็งสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ศักดิ์ เนียมนัด
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สิทธิชัย พรหมศร
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10651/2553
#511623
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองตกลงซื้อที่ดินกับ ส. ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน และเมื่อไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก็ไม่ปรากฏว่า มีการแจ้งอายัดที่ดินดังกล่าวไว้ แม้จะมีพิรุธที่มีการจดทะเบียนการโอนจาก ส. ไปยัง ณ. ก่อน แล้วจึงโอนต่อไปให้โจทก์ทั้งสองในวันเดียวกันก็ไม่มีข้อห้ามมิให้กระทำ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องที่ส่อไปในทางทุจริตแต่อย่างใด การที่โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินแล้วนำมาแบ่งแยกและว่าจ้างให้ ช. ถมดินและปรับสภาพที่ดินโดยเปิดเผย จึงไม่อาจฟังว่า โจทก์ทั้งสองมีส่วนกระทำการโดยไม่สุจริต และการที่จำเลยรู้เห็นที่โจทก์ทั้งสองถมดินในที่ดินแล้วไม่ขัดขวางหรือแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบว่า ที่ดินมีข้อโต้แย้งฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ ก็ยังไม่อาจถือว่า จำเลยกระทำการโดยไม่สุจริตเช่นกัน

การที่จำเลยได้ที่ดินมาเป็นของตนตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยได้ดินที่โจทก์ทั้งสองถมไว้โดยสุจริตไปด้วย อันทำให้มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้น ถือได้ว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์ทั้งสองเสียเปรียบ จึงเป็นลาภมิควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 จำเลยต้องคืนดินที่ถมให้แก่โจทก์ทั้งสอง แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ทั้งสองได้ปรับปรุงถมดินในที่ดินของจำเลยเป็นเวลานานถึง 20 ปีเศษ ดินที่นำมาถมจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 139 จึงไม่อาจคืนดินที่ถมได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องขอให้จำเลยคืนดิน แต่ขอให้จำเลยใช้ค่าใช้จ่ายในการถมดินและปรับปรุงที่ดิน ถือได้ว่าเป็นการฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่เสียไปอันทำให้ที่ดินของจำเลยมีราคาขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 417 ที่บัญญัติให้โจทก์ทั้งสองเรียกจากจำเลยได้เพียงราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงสถานที่ตั้งของที่ดิน เนื้อที่ดิน ตลอดจนสภาวะเศรษฐกิจ และราคาซื้อขายที่ดินในขณะที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีแล้ว เห็นควรกำหนดให้จำเลยใช้ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 1,200,000 บาท

หนี้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ไม่ปรากฏว่า โจทก์ทั้งสองได้เรียกให้จำเลยใช้เงินในกรณีนี้แก่โจทก์ทั้งสองในวันใด จึงต้องถือว่า วันที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเป็นวันที่โจทก์ทั้งสองเรียกให้จำเลยใช้เงินดังกล่าว แต่จำเลยไม่ใช้ให้ อันเป็นเหตุให้จำเลยตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ตามมาตรา 415 วรรคสอง และตกเป็นผู้ผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,465,737.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,515,780 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,515,780 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองตกลงซื้อที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน กับนายสมศักดิ์ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินอยู่ในสารบบจดทะเบียนในโฉนดที่ดินและเมื่อไปทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก็ไม่ปรากฏว่า มีการแจ้งอายัดไม่ให้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวไว้ เพราะมิฉะนั้นเจ้าพนักงานที่ดินก็ย่อมต้องแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบ และไม่ทำนิติกรรมจดทะเบียนให้ นอกจากนี้การที่เจ้าพนักงานที่ดินทำนิติกรรมจดทะเบียนให้ก็แสดงว่า เจ้าพนักงานที่ดินผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต้องตรวจสอบว่าไม่มีการแจ้งอายัด และเป็นการทำนิติกรรมจดทะเบียนที่ถูกต้อง แม้จะมีพิรุธที่มีการทำนิติกรรม จดทะเบียนโอนจากนายสมศักดิ์และนางสุวิมลไปยังนายณรงค์ก่อน แล้วจึงโอนต่อไปให้โจทก์ทั้งสองในวันเดียวกันก็ไม่มีข้อห้ามมิให้กระทำ ซึ่งโจทก์ทั้งสองก็ทราบเรื่องหลังจากได้ทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งสองแล้วโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องที่ส่อไปในทางทุจริตแต่อย่างใด และเมื่อโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินมาก็ได้แบ่งแยกที่ดินและว่าจ้างให้นายชาลีผู้มีอาชีพรับจ้างถมดินทำการถมดินและปรับสภาพที่ดินโดยเปิดเผย ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่อาจพอฟังว่า โจทก์ทั้งสองมีส่วนกระทำการโดยไม่สุจริตด้วย และการที่จำเลยรู้เห็นที่โจทก์ทั้งสองถมดินในที่ดินดังกล่าวแล้วไม่ขัดขวางหรือแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบว่า ที่ดินนั้นกำลังมีข้อโต้แย้งฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ ก็ยังไม่อาจถือว่าจำเลยการกระทำโดยไม่สุจริตเช่นกัน เพราะขณะนั้นยังไม่แน่ว่าจำเลยจะได้ที่ดินดังกล่าวมาเป็นของจำเลย และอาจต้องชดใช้ราคาที่ดินพิพาทที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องจากการถมที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อจำเลยได้ที่ดินดังกล่าวมาเป็นของจำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยได้ดินที่โจทก์ทั้งสองถมไว้โดยสุจริตในที่ดินดังกล่าวไป อันทำให้มูลค่าที่ดินดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นการเพิ่มพูนกองทรัพย์สินของจำเลย ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สิ่งใดที่จำเลยได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์ทั้งสองเสียเปรียบ จึงเป็นลาภมิควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 จำเลยต้องคืนดินที่ถมให้แก่โจทก์ทั้งสอง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่านับตั้งแต่ วันที่ 15 ตุลาคม 2533 เป็นต้นมา โจทก์ทั้งสองได้ปรับปรุงถมดินในที่ดินของจำเลยเพื่อจะปลูกบ้านทาวน์เฮาส์ขายจนถึงบัดนี้เป็นเวลาล่วงเลยมานานถึง 20 ปีเศษ ดินที่โจทก์ทั้งสองนำมาถมย่อมเปลี่ยนแปลงสภาพเกลื่อนกลืนกับที่ดินของจำเลยไปตามกาลเวลา จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลย ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ไปแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 ไม่อาจคืนดินที่ถมไปแล้วได้ ซึ่งโจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้ฟ้องขอให้จำเลยคืนดินที่ถม แต่การที่โจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยใช้ค่าใช้จ่ายในการถมดินและปรับปรุงที่ดินนั้น ถือได้ว่าเป็นการฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่เสียไปอันทำให้ที่ดินของจำเลยมีราคาสูงขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 417 ที่บัญญัติ ให้โจทก์ทั้งสองเรียกจากจำเลยได้ก็เพียงเท่าราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงสถานที่ตั้งของที่ดิน เนื้อที่ดิน ตลอดจนสภาวะเศรษฐกิจและราคาซื้อขายที่ดินในขณะที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีแล้ว เห็นควรกำหนดให้จำเลยใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 1,200,000 บาท ซึ่งหนี้เงินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปีแต่ตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏว่า โจทก์ทั้งสองได้เรียกให้จำเลยใช้เงินในกรณีนี้แก่โจทก์ทั้งสองในวันใด จึงต้องถือว่าวันที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เป็นวันที่โจทก์ทั้งสองเรียกให้จำเลยใช้เงินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยไม่ใช้ให้ อันเป็นเหตุให้จำเลยตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ตามมาตรา 415 วรรคสอง และตกเป็นผู้ผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ตามมาตรา 203 วรรคหนึ่ง และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 139 ม. 203 วรรคหนึ่ง ม. 204 วรรคหนึ่ง ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 406 ม. 415 วรรคสอง ม. 417
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรัติ หงส์วิเศษชัย กับพวก
จำเลย — นางเซี้ยะ แม้นมินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสุริยนต์ โสตกิทัต
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
พิศาล อัยยะวรากูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา