คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9783/2553
#508306
เปิดฉบับเต็ม

แม้ถ้อยคำในมาตรา 57 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า ถ้าความปรากฏในภายหลังนั้นกฎหมายมิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าความปรากฏในภายหลังโดยคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดก็ตาม แต่มาตรา 57 เป็นบทบัญญัติที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่คณะกรรมการธุรกรรมของจำเลยมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นไว้ชั่วคราวตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง เพื่อเลขาธิการจะได้ดำเนินการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินต่อไปตามมาตรา 49 ซึ่งหากศาลไต่สวนแล้วเชื่อว่าทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดก็ให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แต่หากศาลเห็นว่าไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดก็ให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินนั้นตามมาตรา 51/1 วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวย่อมมีนัยแสดงให้เห็นได้อยู่ในตัวว่า คำว่า "ถ้าความปรากฏในภายหลัง" ตามมาตรา 57 วรรคสี่ นั้น ต้องเป็นกรณีที่ความปรากฏในภายหลังตามคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดตามาตรา 51/1 วรรคหนึ่ง ที่ว่า ทรัพย์สินตามคำร้องนั้นไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ดังนั้น หากตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดตามมาตราดังกล่าวว่าทรัพย์สินตามคำร้องไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด กรณีย่อมไม่เข้าองค์ประกอบตามความในมาตรา 57 วรรคสี่ ที่จะก่อให้เกิดหนี้แก่จำเลยที่จะต้องคืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดว่า ทรัพย์สินตามคำร้องไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามมาตรา 51/1 วรรคหนึ่ง กรณีย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยมีหนี้ที่จะต้องคืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้อง จำเลยจึงยังมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้

ในกรณีที่ทรัพย์สินที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดไว้ชั่วคราวไม่เหมาะสมที่จะเก็บรักษาไว้ หรือหากเก็บรักษาไว้จะเป็นภาระแก่ทางราชการมากกว่าการนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นนั้น มาตรา 57 วรรคสอง บัญญัติถึงวิธีการจัดการทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้ว่า "...เลขาธิการอาจสั่งให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทรัพย์สินนั้นไปดูแลและใช้ประโยชน์โดยมีประกันหรือหลักประกันหรือให้นำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดหรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการแล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบก็ได้" ซึ่งจะเห็นได้ว่าการที่เลขาธิการของจำเลยนำรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกทั้ง 209 คัน ของโจทก์ทั้งสองออกขายทอดตลาดในขณะที่คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดินยังอยู่ในระหว่างการพิจารณานั้น เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการของจำเลยเกี่ยวกับการรักษาและจัดการทรัพย์สินที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดไว้ชั่วคราวตามกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมายที่มาตรา 48 และมาตรา 57 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ บัญญัติให้มีอำนาจกระทำได้อีกทั้งเป็นการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดไว้ชั่วคราวในระหว่างที่คดีร้องขอให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินอยู่ในระหว่างการพิจารณา ดังนั้น การดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายเช่นว่านี้ จึงมิใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองเช่นกัน

อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองที่กล่าวอ้างว่าเลขาธิการของจำเลยใช้อำนาจโดยไม่สุจริตรีบเร่งนำทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองออกขายทอดตลาด อันเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองให้ได้รับความเสียหายดังกล่าวนั้น เป็นการยกข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองมิได้กล่าวบรรยายฟ้องไว้โดยชัดแจ้ง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนรถบรรทุกและพ่วงบรรทุก 209 คัน ที่ยึดไว้ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคารถบรรทุกและพ่วงบรรทุกตามราคาที่ประเมินได้ในวันที่ยึดหรืออายัดหรือราคาที่ได้จากการขายทอดตลาด แล้วแต่ราคาใดที่มีราคาสูงกว่าแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยชำระเงิน 120,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง และค่าเสียหายเดือนละ 10,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกหรือใช้ราคา

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งสองและจำเลย แล้ววินิจฉัยว่า เมื่อยังไม่ได้ความว่าทรัพย์สินที่จำเลยนำออกขายทอดตลาดไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 57 วรรคสี่ จึงยังไม่เกิดสิทธิที่โจทก์ทั้งสองจะโต้แย้งได้ และฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่บรรยายฟ้องว่า การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยในการดำเนินการจัดการทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองตามที่กฎหมายให้อำนาจนั้นเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือฝ่าฝืนบทกฎหมายใด และเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อโจทก์ทั้งสองอย่างไร จึงไม่เป็นการละเมิดและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้เป็นยุติว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากคณะกรรมการธุรกรรมของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จำเลย ได้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของโจทก์ทั้งสองและมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า โจทก์ทั้งสองกระทำการอันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (1) และ (5) และอาจมีการโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิดหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2546 คณะกรรมการธุรกรรมของจำเลยอาศัยอำนาจตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง มีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองหลายรายการรวมทั้งรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกอีก 209 คัน ตามคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และเลขาธิการของจำเลยได้ใช้อำนาจตามมาตรา 57 วรรคสอง สั่งให้นำรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกทั้ง 209 คัน นั้นออกขายทอดตลาด ต่อมาพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 49 สำหรับคดีอาญานั้น เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2546 พนักงานอัยการได้ฟ้องโจทก์ทั้งสองในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษต่อศาลอาญา แต่ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องจำเลยคดีนี้ในข้อหาละเมิดโดยบรรยายฟ้องว่า รถบรรทุกและพ่วงบรรทุก 209 คัน ของโจทก์ทั้งสองที่เลขาธิการของจำเลยสั่งขายทอดตลาดไปนั้นเป็นทรัพย์สินที่เหมาะสมที่จะเก็บรักษาไว้ และหากเก็บรักษาไว้ก็ไม่เป็นภาระแก่ทางราชการ หรือหากอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองรับไปดูแลเองจะเกิดผลดีมากกว่าการขายทอดตลาด อีกทั้งรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกก็ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เป็นของสดเสียได้ และจำเลยก็มีอำนาจสั่งให้โจทก์ทั้งสองรับทรัพย์สินนั้นไปดูแลและใช้ประโยชน์โดยมีประกันหรือหลักประกันก็ได้ แต่จำเลยกลับนำทรัพย์สินดังกล่าวทั้งหมดออกขายทอดตลาดเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง เพราะคดียังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ารถบรรทุกและพ่วงบรรทุกของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และคดีส่วนอาญาศาลอาญาก็พิพากษายกฟ้องด้วย ขอให้บังคับจำเลยคืนรถบรรทุกและพ่วงบรรทุก 209 คัน หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาตามราคาที่ประเมินได้ในวันที่ยึดหรือตามราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น แล้วแต่กรณีใดมีราคาสูงกว่ากันแก่โจทก์ทั้งสอง กับชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถบรรทุกและพ่วงบรรทุกที่ถูกยึดเดือนละ 10,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2546 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี เป็นเงิน 120,000,000 บาท และใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนรถหรือชดใช้ราคาดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อจำเลยให้การต่อสู้คดีแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งงดสืบพยานและวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยในข้อหาละเมิด โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยขายทอดตลาดรถบรรทุกและพ่วงบรรทุก 209 คัน ที่คณะกรรมการธุรกรรมของจำเลยมีคำสั่งยึดไว้ชั่วคราวโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 57 ...

แม้ถ้อยคำในมาตรา 57 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า ถ้าความปรากฏในภายหลังนั้น กฎหมายมิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าความปรากฏในภายหลังโดยคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดก็ตาม แต่มาตรา 57 เป็นบทบัญญัติที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่คณะกรรมการธุรกรรมของจำเลยมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นไว้ชั่วคราวตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง เพื่อเลขาธิการจะได้ดำเนินการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินต่อไปตามมาตรา 49 ซึ่งหากศาลไต่สวนแล้วเชื่อว่าทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ก็ให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แต่หากศาลเห็นว่าไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดก็ให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินนั้นตามมาตรา 51/1 วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวย่อมมีนัยแสดงให้เห็นได้อยู่ในตัวว่า คำว่า "ถ้าความปรากฏในภายหลัง" ตามมาตรา 57 วรรคสี่ นั้น ต้องเป็นกรณีที่ความปรากฏในภายหลังตามคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดตามมาตรา 51/1 วรรคหนึ่ง ที่ว่า ทรัพย์สินตามคำร้องนั้นไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ดังนั้น หากตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดตามมาตราดังกล่าวว่าทรัพย์สินตามคำร้องไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด กรณีย่อมไม่เข้าองค์ประกอบตามความในมาตรา 57 วรรคสี่ ที่จะก่อให้เกิดหนี้แก่จำเลยที่จะต้องคืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดว่า ทรัพย์สินตามคำร้องไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามมาตรา 51/1 วรรคหนึ่ง กรณีย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยมีหนี้ที่จะต้องคืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้อง จำเลยจึงยังมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์โต้แย้งว่า เลขาธิการของจำเลยนำรถบรรทุกและพ่วงบรรทุก 209 คัน ของโจทก์ทั้งสองออกขายทอดตลาดเสียทั้งหมด ทั้งที่คดีอาญาที่โจทก์ทั้งสองถูกฟ้อง ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง ส่วนคดีแพ่ง

อยู่ในระหว่างการพิจารณา ศาลยังมิได้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ยึดตกเป็นของแผ่นดิน และก่อนขายทอดตลาดโจทก์ทั้งสองก็มีหนังสือถึงจำเลยเพื่อขอรับรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกที่ถูกยึดไปดูแลและใช้ประโยชน์ระหว่างการดำเนินคดี กับขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดโดยโจทก์ทั้งสองยอมวางหลักประกันค่าเสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการจงใจไม่ให้โจทก์ทั้งสองนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองแล้วนั้น เห็นว่า ในกรณีที่ทรัพย์สินที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดไว้ชั่วคราวไม่เหมาะสมที่จะเก็บรักษาไว้ หรือหากเก็บรักษาไว้จะเป็นภาระแก่ทางราชการมากกว่าการนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นนั้น มาตรา 57 วรรคสอง บัญญัติถึงวิธีการจัดการทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้ว่า "...เลขาธิการอาจสั่งให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทรัพย์สินนั้นไปดูแลและใช้ประโยชน์โดยมีประกันหรือหลักประกันหรือให้นำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดหรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการแล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบก็ได้" ซึ่งจะเห็นได้ว่า การที่เลขาธิการของจำเลยนำรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกทั้ง 209 คัน ของโจทก์ทั้งสองออกขายทอดตลาดในขณะที่คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดินยังอยู่ในระหว่างการพิจารณานั้น เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการของจำเลยเกี่ยวกับการเก็บรักษาและจัดการทรัพย์สินที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดไว้ชั่วคราวตามกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมายที่มาตรา 48 และมาตรา 57 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติให้มีอำนาจกระทำได้ อีกทั้งเป็นการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดไว้ชั่วคราวในระหว่างที่คดีร้องขอให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินอยู่ในระหว่างการพิจารณา ดังนั้น การดำเนินการโดยอาศัยอำนาจ

ตามกฎหมายเช่นว่านี้ จึงมิใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองเช่นกัน

ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์โต้แย้งว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ในการเยียวยาเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้มีส่วนได้เสียในเบื้องต้นมิให้ได้รับผลกระทบจนยากจะเยียวยาได้ มาตรา 57 วรรคสอง จึงให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทรัพย์สินนั้นไปดูแลและใช้ประโยชน์โดยมีประกันหรือหลักประกันก็ได้ มิใช่รอผลเยียวยาตามมาตรา 57 วรรคสี่ แต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น การที่เลขาธิการของจำเลยรีบเร่งนำทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองออกขายทอดตลาดย่อมเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน วิธีการและเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเป็นการใช้อำนาจโดยไม่สุจริตกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองให้ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองที่กล่าวอ้างว่าเลขาธิการของจำเลยใช้อำนาจโดยไม่สุจริตรีบเร่งนำทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองออกขายทอดตลาดอันเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองให้ได้รับความเสียหายดังกล่าวนั้น เป็นการยกข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองมิได้กล่าวบรรยายฟ้องไว้โดยชัดแจ้ง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และเมื่อวินิจฉัยดังนี้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นตามอุทธรณ์ข้อต่อมาที่ว่า โจทก์ทั้งสองอยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกในกำหนดอายุความละเมิดอีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 (1) ม. 3 (5) ม. 48 วรรคหนึ่ง ม. 49 ม. 51 วรรคหนึ่ง ม. 51/1 วรรคหนึ่ง ม. 57 วรรคสอง ม. 57 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ห้างหุ้นส่วนจำกัดลำปางรุ่งเรือง
โจทก์ — ทรานสปอร์ต กับพวก
จำเลย — สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9783/2553
#513536
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ถ้าความปรากฏในภายหลัง" ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2552 มาตรา 57 วรรคสี่ เป็นกรณีที่ความปรากฏในภายหลังตามคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดตามมาตรา 51/1 วรรคหนึ่ง ที่ว่า ทรัพย์สินตามคำร้องนั้นไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ดังนั้น หากตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดตามมาตราดังกล่าวว่าทรัพย์สินตามคำร้องไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดย่อมไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 57 วรรคสี่ ที่จะก่อให้เกิดหนี้แก่จำเลยที่จะต้องคืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เมื่อขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดว่า ทรัพย์สินตามคำร้องไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามมาตรา 51/1 วรรคหนึ่ง ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยมีหนี้ที่จะต้องคืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยจึงยังมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ อันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย

ในกรณีที่ทรัพย์สินที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดไว้ชั่วคราวไม่เหมาะสมที่จะเก็บรักษาไว้ หรือหากเก็ยรักษาไว้จะเป็นภาระแก่ทางราชการมากกว่าการนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นนั้นพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 57 วรรคสอง บัญญัติถึงวิธีการจัดการทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้ การที่เลขาธิการของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจำเลยนำรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกของโจทก์ออกขายทอดตลาดในขณะที่คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดินยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการเกี่ยวกับการเก็บรักษาและจัดการทรัพย์สินที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดไว้ชั่วคราวตามกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมายที่มาตรา 48 และมาตรา 57 วรรคสอง บัญญัติให้มีอำนาจกระทำได้ อีกทั้งเป็นการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดไว้ชั่วคราวในระหว่างที่คดีร้องขอให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินอยู่ในระหว่างการพิจารณา ดังนั้น การดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายเช่นว่านี้ จึงมิใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2546 ศาลอาญาได้ออกหมายจับโจทก์ที่ 2 ในความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2546 พนักงานเจ้าหน้าที่โดยคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมและเลขาธิการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนของจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจทำการยึดอายัดทรัพย์สินหลายรายการของโจทก์ทั้งสองรวมถึงรถบรรทุกและพ่วงบรรทุก 209 คัน เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2546 พนักงานอัยการฟ้องโจทก์ทั้งสองในความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษต่อศาลอาญา แต่ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง ส่วนรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกทั้งหมดในทางพฤตินัยเก็บรักษาอยู่ที่ที่เก็บรถยนต์ของโจทก์ทั้งสอง หากให้โจทก์ทั้งสองดูแลก็จักเกิดผลดีกว่าการนำออกขายทอดตลาด รถบรรทุกและพ่วงบรรทุกไม่อยู่ในเงื่อนไขที่อาจขายทอดตลาดได้เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินมีสภาพเป็นของสดเสียได้หรือเป็นทรัพย์สินที่ต้องเก็บรักษาไว้ในสถานที่โดยเฉพาะ หรือเป็นทรัพย์สินที่มีขั้นตอนหรือวิธีเก็บรักษาเป็นพิเศษ และมิใช่ทรัพย์สินที่มีน้ำหนักมากหรือไม่สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย หรือมีขนาดใหญ่หรือสิ้นเปลืองเนื้อที่ในการเก็บรักษา เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2546 โจทก์ทั้งสองได้ยื่นหนังสือถึงจำเลยเพื่อขอรับรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกดังกล่าวไปดูแลและใช้ประโยชน์ระหว่างการดำเนินคดีโดยมีประกันหรือหลักประกัน และโจทก์ทั้งสองเคยร้องขอความเป็นธรรมเพื่อให้จำเลยยกเลิกการขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสอง แต่ในเดือนตุลาคม 2546 จำเลยนำรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกที่ยึดทั้งหมดออกขายทอดตลาดทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ทั้งที่ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง และศาลแพ่งยังไม่มีคำสั่งให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองตกเป็นของแผ่นดิน และทำให้โจทก์ทั้งสองขาดประโยชน์อันเป็นรายได้ในทางการค้าปกติของโจทก์ทั้งสองเดือนละไม่น้อยกว่า 10,000,000 บาท คิดถึงวันฟ้องโจทก์ทั้งสองขอค่าเสียหายเพียง 120,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยคืนรถบรรทุกและพ่วงบรรทุก 209 คัน ที่ยึดไว้ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคารถบรรทุกและพ่วงบรรทุกตามราคาที่ประเมิน

ได้ในวันที่ยึดหรืออายัดหรือราคาที่ได้จากการขายทอดตลาด แล้วแต่ราคาใดที่มีราคาสูงกว่าแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยชำระเงิน 120,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง และค่าเสียหายเดือนละ 10,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกหรือใช้ราคา

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะการยึดรถบรรทุกและพ่วงบรรทุก 209 คัน แล้วนำออกขายทอดตลาดนั้น จำเลยดำเนินการไปตามกฎหมายที่ให้อำนาจแก่จำเลย โดยจำเลยได้ตรวจสอบรายงานและข้อมูลการทำธุรกรรมของโจทก์ทั้งสองแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าโจทก์ทั้งสองเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 7, 15 วรรคสาม และ 65 วรรคสี่ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 และ 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 149 และ 157 อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (1) และ (5) และเป็นผู้กระทำผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 และ 60 ทั้งปรากฏว่าทรัพย์สินของโจทก์ที่ 2 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว คณะกรรมการธุรกรรมซึ่งตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 32 ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ชั่วคราว 212 รายการ ซึ่งมีรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกคดีนี้รวมอยู่ด้วย 209 คัน โจทก์ที่ 2 ไม่มีหลักฐานมาแสดงให้คณะกรรมการธุรกรรมทราบว่ารถบรรทุกและพ่วงบรรทุกรวมทั้งทรัพย์สินอื่น ๆ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด คณะกรรมการธุรกรรมจึงต้องมีคำวินิจฉัยเบื้องต้นว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด สำหรับการดำเนินการกับทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้ คณะกรรมการธุรกรรมมีอำนาจตามมาตรา 57 วรรคสอง ในกรณีที่ทรัพย์สินไม่เหมาะที่จะเก็บรักษาไว้ หรือหากเก็บรักษาไว้จะเป็นภาระแก่ทางราชการมากกว่าการนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เลขาธิการอาจสั่งให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทรัพย์สินนั้นไปดูแลและใช้ประโยชน์โดยมีประกันหรือหลักประกัน หรือให้นำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการแล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบก็ได้ เมื่อเลขาธิการให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ เพราะผลคดีอาญายังไม่ถึงที่สุด พนักงานอัยการได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลอาญา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษโจทก์ทั้งสองหรือศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน จำเลยก็มีสิทธิที่จะยึดและนำออกขายทอดตลาดได้ หากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลอาญาหรือศาลแพ่งพิพากษาให้ยกคำร้องขอให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน โจทก์ทั้งสองก็มีสิทธิได้รับการชดใช้ค่าเสียหายตามมาตรา 57 วรรคสี่ ที่ระบุว่า ถ้าความปรากฏในภายหลังว่า ทรัพย์สินที่นำออกขายทอดตลาดหรือที่นำไปใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการตามวรรคสอง มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดให้คืนทรัพย์สินนั้นพร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายและค่าเสื่อมสภาพตามจำนวนที่คณะกรรมการกำหนดให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครอง ถ้าไม่อาจคืนทรัพย์สินได้ให้ชดใช้ราคาทรัพย์สินนั้นตามราคาที่ประเมินได้ในวันที่ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน หรือตามราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น แล้วแต่กรณี ซึ่งเป็นมาตรการพิเศษและเป็นอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ศาลไม่มีอำนาจสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายกรณีนี้ได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะใช้สิทธิทางศาลได้ การที่โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องโดยที่ยังไม่ชัดเจนว่ารถบรรทุกและพ่วงบรรทุก 209 คัน เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล จึงเป็นการนำความเสียหายที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงมาฟ้อง การที่จำเลยนำรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกออกขายทอดตลาดเพื่อป้องกันไม่ให้โจทก์ทั้งสองนำไปใช้เกี่ยวกับการกระทำผิดความอีก ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งสองและจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า เมื่อยังไม่ได้ความว่าทรัพย์สินที่จำเลยนำออกขายทอดตลาดไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 57 วรรคสี่ จึงยังไม่เกิดสิทธิที่โจทก์ทั้งสองจะโต้แย้งได้ และฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่บรรยายฟ้องว่า การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยในการดำเนินการจัดการทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองตามที่กฎหมายให้อำนาจนั้นเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือฝ่าฝืนบทกฎหมายใด และเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อโจทก์ทั้งสองอย่างไร จึงไม่เป็นการละเมิดและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้เป็นยุติว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากคณะกรรมการอุทธรณ์ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จำเลย ได้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของโจทก์ทั้งสองและมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า โจทก์ทั้งสองกระทำการอันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (1) และ (5) และอาจมีการโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิดหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2546 คณะกรรมการธุรกรรมของจำเลยอาศัยอำนาจตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง มีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองหลายรายการรวมทั้งรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกอีก 209 คัน ตามคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และเลขาธิการของจำเลยได้ใช้อำนาจตามมาตรา 57 วรรคสอง สั่งให้นำรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกทั้ง 209 คัน นั้นออกขายทอดตลาด ต่อมาพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 49 สำหรับคดีอาญานั้น เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2546 พนักงานอัยการได้ฟ้องโจทก์ทั้งสองในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษต่อศาลอาญา แต่ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องจำเลยคดีนี้ในข้อหาละเมิดโดยบรรยายฟ้องว่า รถบรรทุกและพ่วงบรรทุก 209 คัน ของโจทก์ทั้งสองที่เลขาธิการของจำเลยสั่งขายทอดตลาดไปนั้นเป็นทรัพย์สินที่เหมาะสมที่จะเก็บรักษาไว้ และหากเก็บรักษาไว้ก็ไม่เป็นภาระแก่ทางราชการ หรือหากอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองรับไปดูแลเองจะเกิดผลดีมากกว่าการขายทอดตลาด อีกทั้งรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกก็ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เป็นของสดเสียได้ และจำเลยก็มีอำนาจสั่งให้โจทก์ทั้งสองรับทรัพย์สินนั้นไปดูแลและใช้ประโยชน์โดยมีประกันหรือหลักประกันก็ได้ แต่จำเลยกลับนำทรัพย์สินดังกล่าวทั้งหมดออกขายทอดตลาดเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง เพราะคดียังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ารถบรรทุกและพ่วงบรรทุกของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และคดีส่วนอาญาศาลอาญาก็พิพากษายกฟ้องด้วย ขอให้บังคับจำเลยคืนรถบรรทุกและพ่วงบรรทุก 209 คัน หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาตามราคาที่ประเมินได้ในวันที่ยึดหรือตามราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น แล้วแต่กรณีใดมีราคาสูงกว่ากันแก่โจทก์ทั้งสอง กับชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถบรรทุกและพ่วงบรรทุกที่ถูกยึดเดือนละ 10,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2546 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี เป็นเงิน 120,000,000 บาท และใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนรถหรือชดใช้ราคาดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อจำเลยให้การต่อสู้คดีแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งงดสืบพยานและวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยในข้อหาละเมิด โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยขายทอดตลาดรถบรรทุกและพ่วงบรรทุก 209 คัน ที่คณะกรรมการธุรกรรมของจำเลยมีคำสั่งยึดไว้ชั่วคราวโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 57 ซึ่งบัญญัติหลักเกณฑ์การเก็บรักษาและจัดการทรัพย์สินที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดหรืออายัดไว้ในวรรคสอง ดังนี้

"ในกรณีที่ทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งไม่เหมาะสมที่จะเก็บรักษาไว้ หรือหากเก็บรักษาไว้จะเป็นภาระแก่ทางราชการมากกว่าการนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เลขาธิการอาจสั่งให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทรัพย์สินนั้นไปดูแลและใช้ประโยชน์โดยมีประกันหรือหลักประกันหรือให้นำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดหรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการแล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบก็ได้"

ส่วนการชดใช้เยียวยาความเสียหายให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินที่ถูกยึด หากภายหลังความปรากฏว่าทรัพย์สินนั้นมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้น ความในวรรคสี่ของมาตรา 57 บัญญัติไว้ดังนี้

"ถ้าความปรากฏในภายหลังว่า ทรัพย์สินที่นำออกขายทอดตลาดหรือที่นำไปใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการตามวรรคสอง มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ให้คืนทรัพย์สินนั้นพร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายและค่าเสื่อมสภาพตามจำนวนที่คณะกรรมการกำหนด ให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครอง ถ้าไม่อาจคืนทรัพย์สินได้ ให้ชดใช้ราคาทรัพย์สินนั้นตามราคาที่ประเมินไว้ในวันที่ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน หรือตามราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่ได้รับคืนหรือชดใช้ราคา แล้วแต่กรณี"

แม้ถ้อยคำในมาตรา 57 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า ถ้าความปรากฏในภายหลังนั้น กฎหมายมิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าความปรากฏในภายหลังโดยคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดก็ตาม แต่มาตรา 57 เป็นบทบัญญัติที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่คณะกรรมการธุรกรรมของจำเลยมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นไว้ชั่วคราวตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง เพื่อเลขาธิการจะได้ดำเนินการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินต่อไปตามมาตรา 49 ซึ่งหากศาลไต่สวนแล้วเชื่อว่าทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ก็ให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แต่หากศาลเห็นว่าไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดก็ให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินนั้นตามมาตรา 51/1 วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวย่อมมีนัยแสดงให้เห็นได้อยู่ในตัวว่า คำว่า "ถ้าความปรากฏในภายหลัง" ตามมาตรา 57 วรรคสี่ นั้น ต้องเป็นกรณีที่ความปรากฏในภายหลังตามคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดตามมาตรา 51/1 วรรคหนึ่ง ที่ว่า ทรัพย์สินตามคำร้องนั้นไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ดังนั้น หากตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดตามมาตราดังกล่าวว่าทรัพย์สินตาม

คำร้องไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด กรณีย่อมไม่เข้าองค์ประกอบตามความในมาตรา 57 วรรคสี่ ที่จะก่อให้เกิดหนี้แก่จำเลยที่จะต้องคืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดว่า ทรัพย์สินตามคำร้องไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามมาตรา 51/1 วรรคหนึ่ง กรณีย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยมีหนี้ที่จะต้องคืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้อง จำเลยจึงยังมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์โต้แย้งว่า เลขาธิการของจำเลยนำรถบรรทุกและพ่วงบรรทุก 209 คัน ของโจทก์ทั้งสองออกขายทอดตลาดเสียทั้งหมด ทั้งที่คดีอาญาที่โจทก์ทั้งสองถูกฟ้อง ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง ส่วนคดีแพ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณา ศาลยังมิได้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ยึดตกเป็นของแผ่นดิน และก่อนขายทอดตลาดโจทก์ทั้งสองก็มีหนังสือถึงจำเลยเพื่อขอรับรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกที่ถูกยึดไปดูแลและใช้ประโยชน์ระหว่างการดำเนินคดี กับขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดโดยโจทก์ทั้งสองยอมวางหลักประกันค่าเสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการจงใจไม่ให้โจทก์ทั้งสองนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองแล้วนั้น เห็นว่า ในกรณีที่ทรัพย์สินที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดไว้ชั่วคราวไม่เหมาะสมที่จะเก็บรักษาไว้ หรือหากเก็บรักษาไว้จะเป็นภาระแก่ทางราชการมากกว่าการนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นนั้น มาตรา 57 วรรคสอง บัญญัติถึงวิธีการจัดการทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้ว่า "...เลขาธิการอาจสั่งให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทรัพย์สินนั้นไปดูแลและใช้ประโยชน์โดยมีประกันหรือหลักประกันหรือให้นำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดหรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการแล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบก็ได้" ซึ่งจะเห็นได้ว่า การที่เลขาธิการของจำเลยนำรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกทั้ง 209 คัน ของโจทก์ทั้งสองออกขายทอดตลาดในขณะที่คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดินยังอยู่ในระหว่างการพิจารณานั้น เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการของจำเลยเกี่ยวกับการเก็บรักษาและจัดการทรัพย์สินที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดไว้ชั่วคราวตามกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมายที่มาตรา 48 และมาตรา 57 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติให้มีอำนาจกระทำได้ อีกทั้งเป็นการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดไว้ชั่วคราวในระหว่างที่คดีร้องขอให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินอยู่ในระหว่างการพิจารณา ดังนั้น การดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายเช่นว่านี้ จึงมิใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองเช่นกัน

ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์โต้แย้งว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ในการเยียวยาเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้มีส่วนได้เสียในเบื้องต้นมิให้ได้รับผลกระทบจนยากจะเยียวยาได้ มาตรา 57 วรรคสอง จึงให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทรัพย์สินนั้นไปดูแลและใช้ประโยชน์โดยมีประกันหรือหลักประกันก็ได้ มิใช่รอผลเยียวยาตามมาตรา 57 วรรคสี่ แต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น การที่เลขาธิการของจำเลยรีบเร่งนำทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองออกขายทอดตลาดย่อมเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน วิธีการและเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเป็นการใช้อำนาจโดยไม่สุจริตกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองให้ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองที่กล่าวอ้างว่าเลขาธิการของจำเลยใช้อำนาจโดยไม่สุจริตรีบเร่งนำทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองออกขายทอดตลาดอันเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองให้ได้รับความเสียหายดังกล่าวนั้น เป็นการยกข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองมิได้กล่าวบรรยายฟ้องไว้โดยชัดแจ้ง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และเมื่อวินิจฉัยดังนี้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นตามอุทธรณ์ข้อต่อมาที่ว่า โจทก์ทั้งสองอยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากรถบรรทุกและพ่วงบรรทุกในกำหนดอายุความละเมิดอีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 48 ม. 49 ม. 51 ม. 51/1 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ลำปางรุ่งเรืองทรานสปอร์ต กับพวก
จำเลย — สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9695 -ที่ 9699/2553
#513551
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องเดิมเป็นการฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากการเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า โดยการกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งห้าจงใจทำงานล่าช้า ยุยงส่งเสริมให้ลูกจ้างในแผนกเดียวกันผละงานหรือหยุดงานโดยไม่ชอบ ซึ่งเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม อันเป็นฟ้องที่เกี่ยวด้วยสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แต่ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ข้อ 7.1 ที่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งห้าชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ทั้งห้าผละงานจนจำเลยที่ 1 ถูกยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าและต้องเสียค่าปรับในการผิดนัดส่งสินค้า เนื่องจากค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากมีการเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าแล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะนำสืบเป็นคนละประเด็นแตกต่างกัน ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

ส่วนฟ้องแย้งข้อ 7.2 ที่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งห้าชดใช้ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของจำเลยที่ 1 ในการนำผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นมาฝึกอบรมบุคลากรที่เข้ามาทดแทนพนักงานฝ่ายการผลิต ก็เป็นค่าใช้จ่ายอันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้ไปในการว่าจ้างพนักงานอื่นไม่เกี่ยวกับโจทก์ทั้งห้า เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าแล้วจะว่าจ้างผู้อื่นหรือไม่ ย่อมเป็นความประสงค์ซึ่งจำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแต่ฝ่ายเดียว โจทก์ทั้งห้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

สำหรับฟ้องแย้งข้อ 7.3 และ 7.4 ที่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งห้าชดใช้ค่าเสียหายจากความเสื่อมเสียชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และการเสียโอกาสขายสินค้า เห็นว่า ฟ้องแย้งเป็นคดีอันเกิดจากมูลละเมิดเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานแต่ฟ้องเดิมเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แม้ฟ้องเดิมและฟ้องแย้งจะเป็นคดีแรงงานก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตลอดจนพยานหลักฐานที่จะนำสืบเป็นคนละประเด็นแตกต่างกัน ไม่มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกัน ฟ้องแย้งข้อนี้จึงไม่อาจรับไว้พิจารณารวมกับฟ้องเดิมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งห้าฟ้องจำเลยทั้งสองมีใจความทำนองเดียวกันว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2550 จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าด้วยเหตุจงใจทำงานล่าช้า ยุยงส่งเสริมให้ลูกจ้างจำเลยที่ 1 ผละงานหรือหยุดงานโดยไม่ชอบ ฝ่าฝืนข้อบังคับ หรือระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยที่ 1 อันชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง ทั้งที่โจทก์ทั้งห้าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำงาน ได้ยื่นคำร้องทุกข์ไปตามระเบียบ แต่ถูกเลิกจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมจำเลยที่ 1 ค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ทั้งห้าจำนวน 15 วัน คิดเป็นค่าจ้างค้างจ่ายตามฟ้องแต่ละสำนวน และยังต้องชำระค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยทั้งสองต้องจ่ายเงินสมทบแก่โจทก์ทั้งห้าตามฟ้องแต่ละสำนวน ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุก 7 วัน ค่าเสียหายจากการทำละเมิด นับตั้งแต่และถัดจากวันเลิกจ้าง ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเงินสมทบ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งห้าไม่พอใจที่ถูกจำเลยที่ 1 ย้ายจากฝ่ายผลิตไปอยู่ฝ่ายบริหารคุณภาพ จึงหว่านล้อม ชักจูง และข่มขู่พนักงานในแผนกการผลิตให้ชะลอการทำงาน ผละงาน กระทำผิดอาญาร้ายแรงต่อผู้บริหารของจำเลยที่ 1 จนผลิตสินค้าส่งมอบได้ไม่ทันตามคำสั่งซื้อ เป็นเหตุให้ผิดนัดผิดสัญญาต่อลูกค้าหลายรายทำให้ลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2550 เป็นเงินจำนวน 2,600,000 บาท และทำให้ผิดนัดผิดสัญญาเป็นเหตุให้ถูกปรับเป็นเงินจำนวน 2,547,505 บาท เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 เสียหาย การเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าจึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง โจทก์ทั้งห้าต้องรับผิดชำระค่าเสียหายจำนวน 5,147,505 บาท ค่าใช้จ่ายจากการฝึกอบรมบุคลากรที่มาทดแทนเป็นเงินจำนวน 290,000 บาท ค่าเสียหายจากความเสื่อมเสียชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ เป็นเงินจำนวน 10,000,000 บาท ค่าเสียหายจากการสูญเสียโอกาสที่ลูกค้าหันไปใช้สินค้าอื่นแทนสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 10,000,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 25,437,505 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ทั้งห้าถูกไล่ออกจากงาน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งห้าแถลงว่าได้รับค่าจ้างจ่ายจากจำเลยที่ 1 แล้ว

ศาลแรงงานกลางสั่งคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ว่า รับเป็นคำให้การของจำเลยที่ 1 ส่วนฟ้องแย้งนั้นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 1 ทั้งห้าสำนวนอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องเดิมเป็นการฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากการเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยการกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งห้าจงใจทำงานล่าช้ายุยงส่งเสริมให้ลูกจ้างในแผนกเดียวกันผละงานหรือหยุดงานโดยไม่ชอบ ซึ่งเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม อันเป็นฟ้องที่เกี่ยวด้วยสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ข้อ 7.1 ที่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งห้าชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ทั้งห้าผละงานจนจำเลยที่ 1 ถูกยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าและต้องเสียค่าปรับในการผิดนัดส่งสินค้า เห็นว่า ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากมีการเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าแล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะนำสืบเป็นคนละประเด็นแตกต่างกัน ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ส่วนฟ้องแย้งข้อ 7.2 ที่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งห้าชดใช้ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของจำเลยที่ 1 ในการนำผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นมาฝึกอบรมบุคลากาที่เข้ามาทดแทนพนักงานฝ่ายการผลิต ก็เป็นค่าใช้จ่ายอันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้ไปในการว่าจ้างพนักงานอื่นไม่เกี่ยวกับโจทก์ทั้งห้า เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าแล้วจะว่าจ้างผู้อื่นหรือไม่ ย่อมเป็นความประสงค์ซึ่งจำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแต่ฝ่ายเดียว โจทก์ทั้งห้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย สำหรับฟ้องแย้งข้อ 7.3 และ 7.4 ที่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งห้าชดใช้ค่าเสียหายจากความเสื่อมเสียชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือและการเสียโอกาสขายสินค้า เห็นว่า ฟ้องแย้งเป็นคดีอันเกิดจากมูลละเมิดเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่ฟ้องเดิมเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แม้ฟ้องเดิมและฟ้องแย้งจะเป็นคดีแรงงานก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตลอดจนพยานหลักฐานที่จะนำสืบเป็นคนละประเด็นแตกต่างกัน ไม่มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกัน ฟ้องแย้งข้อนี้จึงไม่อาจรับไว้พิจารณารวมกับฟ้องเดิมได้ ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 นั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเทือง แฟงแย้ม กับพวก
บริษัทสตีล เคส แมนูแฟคเจอริ่ง
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9650/2553
#508302
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีเกิดเหตุจำเลยร่วมกับพวกทำร้ายผู้ตายโดยใช้กำลังชกต่อย แม้จำเลยจะไม่มีส่วนร่วมในการฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในภายหลัง แต่จำเลยก็ยังต้องรับผิดในการกระทำของตน อย่างไรก็ตามจากทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าการที่จำเลยชกต่อยผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายเกิดอันตรายแก่การหรือจิตใจอย่างไร ทั้งตามรายงานการชันสูตรพลิกศพผู้ตาย ก็ระบุว่าผู้ตายมีเพียงบาดแผลลักษณะถูกฟันและแทงด้วยวัตถุของแข็งมีคมที่บริเวณใต้ราวนมข้างซ้าย 1 แผล กับที่ด้านข้างแขนซ้ายท่อนบนเหนือข้อศอก 1 แผลเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีบาดแผลอื่นที่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นจากการถูกจำเลยชกต่อยอีก เช่นนี้จำเลยจึงมีความผิดเพียงฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา 391 ซึ่งแม้ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย แต่การจะลงโทษจำเลยตามที่ได้ความจากทางพิจารณาก็จะต้องพิจารณาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ด้วย ซึ่งความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนจึงมีอายุความหนึ่งปีตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 เป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความ ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี ริบอาวุธมีดของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายทำร้ายนายประสาน โดยชกต่อย และใช้อาวุธมีดของกลางฟันและแทงทำร้าย เป็นเหตุให้นายประสานถึงแก่ความตาย ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ เอกสารหมาย จ.6 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีสิบตำรวจตรีพิเชษฐ์ เบิกความเป็นพยานว่า ก่อนเกิดเหตุพยานนั่งดูภาพยนตร์กลางแปลงอยู่กับผู้ตาย ต่อมาจำเลยและนายเปี๊ยกเข้ามาหาเรื่องชกต่อยพยานกับผู้ตาย พยานกับผู้ตายสู้ไม่ได้จึงแยกกันวิ่งหนีไปคนละทาง จำเลยวิ่งไล่ตามพยาน แต่พยานหลบเข้าบ้านไปได้ ส่วนนายเปี๊ยกวิ่งไล่ตามผู้ตาย จนเช้าวันรุ่งขึ้นจึงมีผู้พบศพผู้ตายถูกฟันและแทงถึงแก่ความตายบริเวณใกล้จอภาพยนตร์ เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน แต่ได้ความว่าสิบตำรวจตรีพิเชษฐ์พยานโจทก์กับผู้ตายนั่งชมภาพยนตร์อยู่ห่างจากจอภาพยนตร์ประมาณ 100 เมตร เชื่อว่ามีแสงสว่างเพียงพอจะมองเห็นกันได้ในระยะใกล้ ประกอบกับสิบตำรวจตรีพิเชษฐ์รู้จักจำเลยมาก่อน ทั้งการเข้าชกต่อยกันต้องอยู่ในระยะใกล้ประชิดตัว สิบตำรวจตรีพิเชษฐ์ย่อมเห็นและจำจำเลยได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าสิบตำรวจตรีพิเชษฐ์มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยด้วยเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีข้อให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งให้ร้ายจำเลย ทั้งโจทก์ยังมีนายทองบิดาผู้ตาย เบิกความเป็นพยานยืนยันว่า หลังเกิดเหตุสอบถามสิบตำรวจตรีพิเชษฐ์ได้ความว่า จำเลยกับนายเปี๊ยกเป็นคนร้ายที่เข้ามาชกต่อยผู้ตายก่อนที่ผู้ตายจะวิ่งหนีไปโดยมีนายเปี๊ยกวิ่งไล่ตาม สนับสนุนคำเบิกความสิบตำรวจตรีพิเชษฐ์ให้มีน้ำหนักรับฟังได้ยิ่งขึ้น ที่จำเลยนำสืบในทำนองว่า จำเลยไปดูภาพยนตร์กลางแปลงเพียงคนเดียว ระหว่างนั้นกลุ่มคนที่นั่งข้างๆ ทะเลาะวิวาทกันแล้วมีคนวิ่งหลบหนี จำเลยจึงหลบหนีไปด้วย หลังเหตุการณ์สงบจำเลยกลับมานั่งดูภาพยนตร์ต่อไปนั้น เห็นว่า เป็นข้ออ้างที่ปราศจากพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยร่วมกับพวกทำร้ายผู้ตายโดยใช้กำลังชกต่อย แม้จำเลยจะไม่มีส่วนร่วมในการฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในภายหลังดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย แต่จำเลยก็ยังต้องรับผิดในการกระทำของตน อย่างไรก็ตามจากทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าการที่จำเลยชกต่อยผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจอย่างไร ทั้งตามรายงานการชันสูตรพลิกศพผู้ตาย เอกสารหมาย จ.6 ก็ระบุว่าผู้ตายมีเพียงบาดแผลลักษณะถูกฟันและแทงด้วยวัตถุของแข็งมีคมที่บริเวณใต้ราวนมข้างซ้าย 1 แผล กับที่ด้านข้างแขนซ้ายท่อนบนเหนือข้อศอก 1 แผล เท่านั้น ไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีบาดแผลอื่นที่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นจากการถูกจำเลยชกต่อยอีก เช่นนี้จำเลยจึงมีความผิดเพียงฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ซึ่งแม้ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย แต่การจะลงโทษจำเลยตามที่ได้ความจากทางพิจารณาก็จะต้องพิจารณาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ด้วย ซึ่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน จึงมีอายุความหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 เป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (5) ม. 391
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — จังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายกุญชรหรือตึ๋ง รัตนภักดี
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9609/2553
#504738
เปิดฉบับเต็ม

บ. ทนายจำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ว่าความตามใบแต่งทนายความ แต่ไม่ได้รับอำนาจจากจำเลยที่ 2 ให้ใช้สิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ทนายจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ จึงเป็นการอุทธรณ์โดยไม่ได้รับอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง ทนายจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ทนายจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์เป็นการลงลายมือชื่อโดยไม่มีอำนาจ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215 แต่การที่จะให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำฟ้องอุทธณณ์ หรือมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาคดีเสร็จแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาคดีในส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 และยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์และแก้ไขคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 1 ยังคงมีผลชอบด้วยกฎหมายต่อไป กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป ให้ยกฎีกาของโจทก์เสียด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 ริบของกลาง ยกเว้นธนบัตรจำนวน 120,000 บาท ที่ใช่ล่อซื้อให้คืนแก่เจ้าของเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และนับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 678/2537 ของศาลจังหวัดยะลา

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) (ที่ถูก ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 30 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 15 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 40 ปี ริบของกลาง เว้นแต่ธนบัตรจำนวน 120,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อและรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อคาวาซากิ หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 6ช - 1338 ตามบัญชีของกลางคดีอาญาอันดับที่ 6 เอกสารหมาย จ.7 ให้คืนแก่เจ้าของและให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 678/2537 ของศาลจังหวัดยะลา

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 3,366 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด จำคุก 15 ปี รวมจำคุก 25 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง รวมเป็นจำคุก 37 ปี 6 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 18 ปี 9 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,366 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายบัณฑิต ทนายจำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ว่าความตามใบแต่งทนายความลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ไม่ได้รับอำนาจจากจำเลยที่ 2 ให้ใช้สิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ด้วย และกรณีล่วงเลยเวลาที่จะย้อนสำนวนกลับไปแก้ไขอย่างใดได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ทนายจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ จึงเป็นการอุทธรณ์โดยไม่ได้รับอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง ทนายจำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ทนายจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์เป็นการลงลายมือชื่อโดยไม่มีอำนาจ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215 แต่การที่จะให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์ หรือมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้พิจารณาคดีนี้เสร็จไปแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาคดีในส่วนของอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มา เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 และยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์และแก้ไขคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 1 ยังคงมีผลโดยชอบด้วยกฎหมายต่อไป กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไปอีก จึงให้ยกฎีกาของโจทก์เสียด้วยและเมื่อศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในส่วนของจำเลยที่ 2 แล้ว คดีของจำเลยที่ 2 จึงต้องบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์ในส่วนนี้...

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 15 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว รวมจำคุก 25 ปี ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 และยกฎีกาของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายมูฮำมัดนูเด็ง เจะแวหรือเจ๊ะแว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายทวีวัฒน์ โสวรัตนพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิทยา วีระประจักษ์
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9603/2553
#503265
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมซื้อรถยนต์ตู้จากจำเลยในราคา 310,000 บาท จำเลยรับชำระราคาแล้ว 200,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระให้ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ย่อมโอนให้แก่โจทก์ร่วมตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 453 และ 458 แม้จะได้ความว่าโจทก์ร่วมยังค้างชำระค่ารถยนต์ตู้อยู่ก็ตาม หากโจทก์ร่วมเพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้ดังกล่าว ถือว่าโจทก์ร่วมผิดสัญญา จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีทางแพ่งเพื่อขอให้โจทก์ร่วมชำระหนี้ให้ครบถ้วน จำเลยหามีสิทธิที่จะติดตามเอารถยนต์ตู้คันที่ขายไปนั้นคืนมาโดยพลการได้ไม่

การที่จำเลยบอกกับ ท. ซึ่งเป็นเพียงคนขับรถยนต์ตู้ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ร่วมว่าจะมาเอารถยนต์ตู้ไป ท. มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้และมิใช่ผู้ที่มีอำนาจให้ความยินยอมให้จำเลยกระทำการเช่นนั้น จึงเป็นการบอกกล่าวให้รับทราบเท่านั้น และ ท. มิได้มอบกุญแจรถยนต์ตู้เพื่อให้จำเลยนำรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถแต่ประการใด ดังนั้น การที่จำเลยขับรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถ จึงเป็นการเอารถยนต์ตู้ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีอำนาจ แม้จำเลยจะอ้างว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ร่วมไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้างก็ตาม แต่ก็เป็นการใช้อำนาจบังคับชำระหนี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ร่วมค้างชำระราคารถยนต์เพียงประมาณ 20,000 บาท แต่จำเลยจะให้โจทก์ร่วมชำระเงินแก่จำเลยถึง 100,000 บาท ดังนั้น การที่จำเลยเอารถยนต์ตู้ไปจากโจทก์ร่วมเพื่อเรียกร้องให้โจทก์ร่วมชำระหนี้นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์

ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2553

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 310,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาวนิตยา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์จำนวน 310,000 บาท แก่โจทก์ร่วมด้วย (ที่ถูกข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้จำเลยคืนรถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน 7 ฌ - 9297 กรุงเทพมหานคร หรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 310,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์สัญญาซื้อขายแล้ว โจทก์ร่วมตกลงซื้อรถยนต์ตู้กับจำเลยในราคา 310,000 บาท และในสัญญาข้อ 3 ระบุว่าจำเลยตกลงรับชำระราคารถยนต์จำนวน 200,000 บาท ในวันที่ 27 ตุลาคม 2540 ส่วนจำนวนที่เหลือจะชำระให้จำเลยในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้แต่ประการใด ดังนั้น จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ย่อมโอนให้แก่โจทก์ร่วมตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453, 458 แม้จำเลยจะนำสืบว่ายังมิได้ส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และโอนชื่อในทะเบียนให้แก่โจทก์ร่วมก็ตาม แต่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มิใช่เอกสารสำคัญที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานอันหนึ่งที่แสดงถึงการเสียภาษีประจำปีและแสดงว่าผู้มีชื่อในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์น่าจะเป็นเจ้าของเท่านั้น คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ตู้คันดังกล่าว ตามทางนำสืบโจทก์ปรากฏว่า จำเลยส่งมอบรถยนต์ตู้ให้โจทก์ร่วมรับไปเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 และรับชำระเงินจากโจทก์ร่วมจำนวน 200,000 บาท ตามสัญญา แม้จะได้ความว่าโจทก์ร่วมยังค้างชำระหนี้อยู่ก็ตาม หากโจทก์ร่วมเพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้ดังกล่าว ถือว่าโจทก์ร่วมผิดสัญญา จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีแพ่งเพื่อขอให้โจทก์ร่วมชำระหนี้ให้ครบถ้วน จำเลยหามีสิทธิที่จะติดตามเอารถยนต์ตู้คันที่ขายไปนั้นคืนมาโดยพลการได้ไม่ แม้จำเลยจะนำสืบอ้างสัญญาซื้อขายว่ามีข้อตกลงว่าหากผู้ซื้อไม่ชำระเงินจะยินยอมขายรถคืนนั้น เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวทำขึ้นภายหลังระหว่างจำเลยกับนายสิริศักดิ์ ซึ่งเป็นสามีของโจทก์ร่วม ไม่ได้ทำขึ้นโดยโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ซื้อตามสัญญาซื้อขาย จึงไม่ผูกพันโจทก์ร่วมแต่ประการใด ดังนั้น แม้ตามคำเบิกความของนางสาวทวินัน จะได้ความว่า ในวันที่ 22 มีนาคม 2542 เวลา 14 นาฬิกา พยานเห็นจำเลยมาที่จอดรถและพูดคุยกับพยาน ต่อมาเวลาประมาณ 20 นาฬิกา พยานจึงทราบว่าจำเลยขับรถยนต์ตู้ไปแล้ว โดยพยานเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ก่อนและหลังวันที่ 22 มีนาคม 2542 จำเลยบอกพยานว่าจะมาเอารถยนต์ตู้ไป แม้จะได้ความดังกล่าวการที่จำเลยมาบอกกับนางสาวทวินัน ซึ่งเป็นเพียงคนขับรถยนต์ตู้และเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ดังกล่าวและมิใช่ผู้ที่มีอำนาจให้ความยินยอมให้จำเลยกระทำการเช่นนั้น จึงเป็นการบอกกล่าวให้รับทราบเท่านั้น อีกทั้งนางสาวทวินันยังเบิกความยืนยันว่า กุญแจรถยนต์ตู้ที่ฝากไว้กับพี่สาวพยานนั้นยังคงอยู่ จึงรับฟังได้ว่านางสาวทวินันมิได้ยินยอมมอบกุญแจรถยนต์เพื่อให้จำเลยนำรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถแต่ประการใด ดังนั้น การที่จำเลยขับรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถ จึงเป็นการเอารถยนต์ตู้ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีอำนาจ แม้จำเลยจะอ้างว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ร่วมไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้างก็ตาม แต่ก็เป็นการใช้อำนาจบังคับให้ชำระหนี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ร่วมค้างชำระราคารถยนต์แก่จำเลยเพียงประมาณ 20,000 บาท แต่จำเลยจะให้โจทก์ร่วมชำระเงินแก่จำเลยถึง 100,000 บาท ดังนั้น การที่จำเลยเอารถยนต์ตู้ไปจากโจทก์ร่วมเพื่อเรียกร้องให้โจทก์ร่วมชำระหนี้นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
โจทก์ร่วม — นางสาวนิตยา พุ่มศิริ
จำเลย — นายสุเทพ จันทร์แจ่มใส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายนิพันธ์ อักษรกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายไพโรจน์ นวานุช
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9603/2553
#513548
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมตกลงซื้อรถยนต์ตู้กับจำเลยในราคา 310,000 บาท ซึ่งในสัญญาข้อ 3 ระบุว่า จำเลยตกลงรับชำระราคารถยนต์จำนวน 200,000 บาท ในวันที่ 27 ตุลาคม 2540 ส่วนจำนวนที่เหลือจะชำระให้จำเลยในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้แต่ประการใดจึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ย่อมโอนให้แก่โจทก์ร่วมตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 453, 458

ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มิใช่เอกสารสำคัญที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานอันหนึ่งที่แสดงถึงการเสียภาษีประจำปีและแสดงว่าผู้มีชื่อในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์น่าจะเป็นเจ้าของเท่านั้น คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ตู้คันดังกล่าว ดังนั้น การที่จำเลยขับรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถ จึงเป็นการเอารถยนต์ตู้ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีอำนาจ แม้จำเลยจะอ้างว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ร่วมไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้าง แต่ก็เป็นการใช้อำนาจบังคับให้ชำระหนี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์ร่วมค้างชำระราคารถยนต์แก่จำเลยเพียงประมาณ 20,000 บาท แต่จำเลยจะให้โจทก์ร่วมชำระเงินแก่จำเลยถึง 100,000 บาท การที่จำเลยเอารถยนต์ตู้ไปจากโจทก์ร่วมเพื่อเรียกร้องให้โจทก์ร่วมชำระหนี้นั้น เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

(ประชมใหญ่ครั้งที่ 9/2553)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 310,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาวนิตยา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์จำนวน 310,000 บาท แก่โจทก์ร่วมด้วย (ที่ถูก ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้จำเลยคืนรถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน 7 ฌ - 9297 กรุงเทพมหานคร หรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 310,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์สัญญาซื้อขาย แล้ว โจทก์ร่วมตกลงซื้อรถยนต์ตู้กับจำเลยในราคา 310,000 บาท และในสัญญาข้อ 3 ระบุว่าจำเลยตกลงรับชำระราคารถยนต์จำนวน 200,000 บาท ในวันที่ 27 ตุลาคม 2540 ส่วนจำนวนที่เหลือจะชำระให้จำเลยในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้แต่ประการใด ดังนั้น จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ย่อมโอนให้แก่โจทก์ร่วมตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453, 458 แม้จำเลยจะนำสืบว่ายังมิได้ส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และโอนชื่อในทะเบียนให้แก่โจทก์ร่วมก็ตาม แต่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มิใช่เอกสารสำคัญที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานอันหนึ่งที่แสดงถึงการเสียภาษีประจำปีและแสดงว่าผู้มีชื่อในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์น่าจะเป็นเจ้าของเท่านั้น คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ตู้คันดังกล่าว ตามทางนำสืบโจทก์ปรากฏว่า จำเลยส่งมอบรถยนต์ตู้ให้โจทก์ร่วมรับไปเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 และรับชำระเงินจากโจทก์ร่วมจำนวน 200,000 บาท ตามสัญญา แม้จะได้ความว่าโจทก์ร่วมยังค้างชำระหนี้อยู่ก็ตาม หากโจทก์ร่วมเพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้ดังกล่าว ถือว่าโจทก์ร่วมผิดสัญญา จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีทางแพ่งเพื่อขอให้โจทก์ร่วมชำระหนี้ให้ครบถ้วน จำเลยหามีสิทธิที่จะติดตามเอารถยนต์ตู้คันที่ขายไปนั้นคืนมาโดยพลการได้ไม่ แม้จำเลยจะนำสืบอ้างสัญญาซื้อขาย ว่ามีข้อตกลงว่าหากผู้ซื้อไม่ชำระเงินจะยินยอมขายรถคืนนั้น เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวทำขึ้นภายหลังระหว่างจำเลยกับนายสิริศักดิ์ ซึ่งเป็นสามีของโจทก์ร่วม ไม่ได้ทำขึ้นโดยโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ซื้อตามสัญญาซื้อขาย จึงไม่ผูกพันโจทก์ร่วมแต่ประการใด ดังนั้น แม้ตามคำเบิกความของนางสาวทวินัน จะได้ความว่า ในวันที่ 22 มีนาคม 2542 เวลา 14 นาฬิกา พยานเห็นจำเลยมาที่จอดรถและพูดคุยกับพยาน ต่อมาเวลาประมาณ 20 นาฬิกา พยานจึงทราบว่าจำเลยขับรถยนต์ตู้ไปแล้ว โดยพยานเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ก่อนและหลังวันที่ 22 มีนาคม 2542 จำเลยบอกพยานว่าจะมาเอารถยนต์ตู้ไป แม้จะได้ความดังกล่าวการที่จำเลยมาบอกกับนางสาวทวินัน ซึ่งเป็นเพียงคนขับรถยนต์ตู้และเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ดังกล่าวและมิใช่ผู้ที่มีอำนาจให้ความยินยอมให้จำเลยกระทำการเช่นนั้น จึงเป็นการบอกกล่าวให้รับทราบเท่านั้น อีกทั้งนางสาวทวินันยังเบิกความยืนยันว่า กุญแจรถยนต์ตู้ที่ฝากไว้กับพี่สาวพยานนั้นยังคงอยู่ จึงรับฟังได้ว่านางสาวทวินันมิได้ยินยอมมอบกุญแจรถยนต์เพื่อให้จำเลยนำรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถแต่ประการใด ดังนั้น การที่จำเลยขับรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถ จึงเป็นการเอารถยนต์ตู้ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีอำนาจ แม้จำเลยจะอ้างว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ร่วมไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้างก็ตาม แต่ก็เป็นการใช้อำนาจบังคับให้ชำระหนี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ร่วมค้างชำระราคารถยนต์แก่จำเลยเพียงประมาณ 20,000 บาท แต่จำเลยจะให้โจทก์ร่วมชำระเงินแก่จำเลยถึง 100,000 บาท ดังนั้น การที่จำเลยเอารถยนต์ตู้ไปจากโจทก์ร่วมเพื่อเรียกร้องให้โจทก์ร่วมชำระหนี้นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 458
ป.อ. ม. 334
ป.วิ.พ. ม. 87
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
โจทก์ร่วม — นางสาวนิตยา พุ่มศิริ
จำเลย — นายสุเทพ จันทร์แจ่มใส
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9602/2553
#505328
เปิดฉบับเต็ม

เงินทอนของกลางในการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยถือว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จึงต้องริบตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2553)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบของกลางและนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนี่ง,66 วรรคหนึ่ง,102 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8057/2543 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ร้อยตำรวจเอกประพันธ์ เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอเทิงทราบจากสายลับว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงได้ร่วมกับดาบตำรวจอนันต์ จ่าสิบตำรวจนภดลกับพวก รวมประมาณ 10 คน วางแผนล่อซื้อจากจำเลย โดยได้ขอหมายค้นจากศาลชั้นต้น และในวันที่ 8 มกราคม 2542 ได้นำธนบัตร 100 บาท 1 ฉบับ 20 บาท 8 ฉบับ รวมเป็นเงิน 260 บาท ไปถ่ายสำเนาและลงบันทึกในรายงานประจำวันไว้ เวลา 11.45 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกประพันธ์กับพวกดังกล่าวได้ไปซุ่มอยู่ที่โรงเรียนบ้านป่าไผ่ ตำบลงิ้ว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ห่างจากบ้านจำเลย 200 เมตร และมอบธนบัตรให้สายลับซึ่งเป็นชายไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย สายลับเดินทางไปประมาณ 15 นาที ก็กลับมาพบร้อยตำรวจเอกประพันธ์กับพวกพร้อมมอบเมทแอมเฟตามีน จำนวน 5 เม็ด และเหรียญ 10 บาท 1 เหรียญ ให้แก่ร้อยตำรวจเอกประพันธ์โดยแจ้งว่าซื้อมาจากจำเลย ร้อยตำรวจเอกประพันธ์กับพวกจึงนำหมายค้นดังกล่าวไปขอตรวจค้นจำเลยและบ้านจำเลย แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จากนั้นได้ไปตรวจค้นนอกรั้วบ้านจำเลยพบเมทแอมเฟตามีน 189 เม็ด บรรจุในถุงพลาสติกสีฟ้าซุกซ่อนอยู่ในพงหญ้า ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย เจ้าพนักงานตำรวจทำบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ปฏิเสธฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ก่อนหน้านี้จำเลยถูกดำเนินคดีฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 89 เม็ด ศาลชั้นต้นจำคุก 7 ปี

มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้มั่นคงว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 5 เม็ด ให้แก่สายลับจริง สำหรับเงินทอน 10 บาท ของกลาง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นางบัวเรียวหรือบัวเร็ว อำนาจศาล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสุชาติ ธนะสินวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชุติมนต์ โพธิเดช
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9602/2553
#513547
เปิดฉบับเต็ม

เงินทอน 10 บาท ของกลางที่สายลับใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ต้องริบตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 102

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2553)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 194 เม็ด หนัก 17.46 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไป 5 เม็ด โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวและเงินเหรียญ 10 บาท ซึ่งจำเลยใช้ทอนเป็นของกลาง จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7649/2540 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบของกลางและนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8057/2543 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกประพันธ์ ดาบตำรวจอนันต์และจ่าสิบตำรวจนพดลเบิกความเป็นพยานว่า ร้อยตำรวจเอกประพันธ์ทราบจากสายลับว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงร่วมกับพวกวางแผนล่อซื้อจับจำเลยโดยขอหมายค้นจากศาลชั้นต้น และได้ใช้สายลับไปล่อซื้อจากจำเลย สายลับได้นำธนบัตร 100 บาท 1 ฉบับ 20 บาท 8 ฉบับ ที่ร้อยตำรวจเอกประพันธ์ได้ถ่ายสำเนาและลงบันทึกในรายงานประจำวันไว้ไปล่อซื้อ จากนั้นสายลับได้นำเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด พร้อมเหรียญ 10 บาท 1 เหรียญ ไปมอบให้ร้อยตำรวจเอกประพันธ์แจ้งว่าซื้อมาจากจำเลย ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ปฏิเสธฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันเป็นขั้นตอนและมีการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นประกอบ กล่าวคือ มีการขอหมายค้นและนำธนบัตรไปถ่ายสำเนาและลงบันทึกในรายงานประจำวันไว้ก่อนที่จะล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอก (ยศขณะเบิกความ) ศิลาพนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยให้การรับสารภาพฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ปฏิเสธฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การที่จำเลยให้การรับสารภาพทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลย หากจำเลยมิได้กระทำความผิดจริง จำเลยคงมิได้ให้การเช่นนั้น นอกจากนี้จำเลยยังเคยกระทำความผิดในลักษณะนี้มาก่อนแล้ว พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้มั่นคงว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด ให้แก่สายลับจริง ที่จำเลยอ้างว่าให้การรับสารภาพฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเพราะกลัวเจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีนางสาวสุดารัตน์ บุตรี นั้น ขัดต่อเหตุผลทั้งนี้ เพราะหากเจ้าพนักงานตำรวจต้องการที่จะใส่ร้ายจำเลยจริงก็น่าจะระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นข้อหาที่หนักกว่า แทนที่จะให้รับสารภาพเฉพาะฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ทั้งข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเจ้าพนักงานตำรวจกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งจำเลยสามารถดำเนินคดีแก่เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวได้ แต่จำเลยหาได้กระทำไม่ จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง แต่หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ใหม่ ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายใหม่ลงโทษแก่จำเลย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง สำหรับเงินทอน 10 บาท ของกลาง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นางบัวเรียวหรือบัวเร็วอำนาจศาล
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9601/2553
#508290
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขอให้โจทก์ร่วมกันไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทในส่วนแบ่งที่โจทก์จะได้รับมรดกนั้น เมื่อโจทก์มิได้เป็นผู้จำนองที่ดินพิพาทด้วย จึงไม่อาจร่วมไถ่ถอนจำนองได้ เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องดำเนินการเพื่อนำที่ดินพิพาทมาแบ่งปันให้แก่ทายาทของเจ้ามรดกต่อไป โดยหากจำเลยต้องชำระหนี้จำนองที่ดินพิพาทแทนเจ้ามรดกไปเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องไปว่ากล่าวเอาจากโจทก์ตามส่วนที่โจทก์ได้รับมรดกต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านไผ่ แล้วนำมาแบ่งปัน 6 ส่วนเท่าๆ กัน โดยแบ่งให้โจทก์ 1 ส่วนหากแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์และทายาท หากจำเลยไม่จัดการให้ใช้เงินจำนวน 310,424.66 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 4295 ตำบลไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น จากนางสาวฮวยแล้วนำมาแบ่งปันเป็นหกส่วนเท่าๆ กัน และแบ่งให้แก่โจทก์หนึ่งส่วน ถ้าแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์หนึ่งในหกส่วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 800 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์เป็นบุตรนายเนาหรือเหมากับนางพเยาว์เจ้ามรดกนายเนาและนางพเยาว์มีบุตรด้วยกัน 3 คน หลังจากนายเนาถึงแก่ความตายแล้ว นายพเยาว์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยมีบุตรด้วยกัน 2 คน นางพเยาว์ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2538 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางพเยาว์ตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย จ.3 ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 4245 ตำบลบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 214 เป็นทรัพย์มรดกของนางพเยาว์ ก่อนถึงแก่ความตายนางพเยาว์จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยในฐานะส่วนตัว หลังจากนั้นจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่นางสาวฮวยตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.4 และการจัดการมรดกของนางพเยาว์ยังไม่เสร็จสิ้น นางพเยาว์มีทายาทซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกรวม 6 คน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาขอให้โจทก์ร่วมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทในส่วนแบ่งที่โจทก์จะได้รับมรดกด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์มิได้เป็นผู้จำนองที่ดินพิพาทด้วย จึงไม่อาจร่วมไถ่ถอนจำนองได้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องดำเนินการเพื่อนำที่ดินพิพาทมาแบ่งปันให้แก่ทายาทของนางพเยาว์ต่อไป โดยหากจำเลยต้องชำระหนี้จำนองที่ดินพิพาทแทนนางพเยาว์ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนองไปเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องไปว่ากล่าวเอาจากโจทก์ตามส่วนที่โจทก์ได้รับมรดกต่างหาก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากนางสาวฮวยแล้วนำมาแบ่งปันแก่ทายาท โดยให้โจทก์ได้รับหนึ่งส่วนจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 705 ม. 1599 ม. 1600
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมคิด เพ็ญศรี
นายสมใจ เพ็ญศรี ในฐานะส่วนตัว
และในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนางพเยาว์ เพ็ญศรี
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9599/2553
#504680
เปิดฉบับเต็ม

การตัดไม่ให้ทายาทโดยธรรมได้รับมรดกในกรณีที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 กำหนดไว้ 2 กรณี กรณีแรกคือเจ้ามรดกแสดงเจตนาไว้ในพินัยกรรมโดยชัดแจ้งด้วยการระบุตัวทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก กรณีที่สองคือเจ้ามรดกทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดโดยไม่มีทายาทโดยธรรมคนที่เจ้ามรดกประสงค์จะตัดมิให้รับมรดกมีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์ใด ๆ ในพินัยกรรมนั้น เมื่อตามพินัยกรรมไม่ระบุว่าตัดโจทก์มิให้รับมรดกโดยชัดแจ้งและที่ยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท 6 คน โดยไม่มีชื่อโจทก์นั้น มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า หมายถึงเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่เจ้ามรดกมีสิทธิในกองมรดกของ อ. ครึ่งหนึ่งในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แต่ที่ดินพิพาทตามข้อ 5 ของพินัยกรรมเป็นทรัพย์มรดกที่เป็นสินส่วนตัวของเจ้ามรดกที่ได้รับการยกให้มาจาก พ. จึงเป็นคนละส่วนกัน เมื่อตามพินัยกรรมข้อ 5 คงมีแต่คำสั่งของเจ้ามรดกที่ให้ผู้จัดการมรดกขายที่ดินพิพาทแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ โดยมิได้มีคำสั่งของเจ้ามรดกว่า หากการชำระหนี้มีเงินเหลือให้ตกได้แก่ผู้ใด หรือหากมีกรณีที่ทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่มีการดำเนินการตามนั้นจะให้ตกได้แก่ผู้ใด ทั้งปรากฏว่าได้มีการไถ่ถอนทรัพย์จำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารเจ้าหนี้ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จึงเป็นกรณีที่ข้อกำหนดในพินัยกรรมเรื่องการชำระหนี้เกี่ยวกับทรัพย์สินรายนี้เป็นอันไร้ผล ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ยังมิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1699 และ 1620 วรรคสอง โจทก์เป็นบุตรคนหนึ่งในจำนวนบุตร 8 คน ของเจ้ามรดก ย่อมมีสิทธิได้รับหนึ่งในแปดส่วนของที่ดินพิพาทตามมาตรา 1629 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 1633

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองดำเนินการรวมที่ดินโฉนดเลขที่ 28553 ถึง 28556 ตำบลสวนหลวง (บางจาก)อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ให้เป็นที่ดินโฉนดแปลงเดียวกัน แล้วแบ่งแยกออกเป็น 8 ส่วน เท่า ๆ กัน โดยให้ทางทิศใต้ของที่ดินแต่ละแปลงติดกับถนนสาธารณะ (ถนนอ่อนนุชหรือซอยอ่อนนุช) และแบ่งให้แก่โจทก์ จำนวน 1 ส่วนมีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 267 ตารางวา หากไม่สามารถดำเนินการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้มีคำสั่งนำที่ดินออกประมูลขายทอดตลาดและแบ่งเงินจากการขายทอดตลาดแก่โจทก์ 1 ส่วน เป็นเงินไม่น้อยกว่า 2,015,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสอง โดยให้โจทก์ดำเนินการแทน และจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การตัดมิให้ทายาทโดยธรรมได้รับมรดกสำหรับกรณีที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมไว้นั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 กำหนดไว้เป็น 2 กรณี กรณีแรกตามวรรคหนึ่ง ( 1) และวรรคสอง เจ้ามรดกต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งไว้ในพินัยกรรมโดยระบุตัวทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกไว้ให้ชัดเจน และกรณีที่สองตามวรรคสามคือจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดในพินัยกรรม โดยไม่มีทายาทโดยธรรมคนที่เจ้ามรดกประสงค์จะตัดมิให้รับมรดกมีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์ใด ๆ ในพินัยกรรมนั้น พินัยกรรมไม่ปรากฏการตัดโจทก์มิให้รับมรดกโดยชัดแจ้งตามกรณีแรกจึงคงมีแต่กรณีที่สองที่ว่าเจ้ามรดกได้จำหน่ายทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรม เสียทั้งหมดแล้วหรือไม่ เจ้ามรดกระบุจำหน่ายทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามข้อ 1 ถึงข้อ 7 โจทก์โต้แย้งแต่เพียงข้อ 5 ข้อเดียวว่า ที่ดินพิพาทที่กำหนดไว้ในข้อดังกล่าวเจ้ามรดกยังมิได้ยกให้แก่ผู้ใด จึงต้องตกได้แก่ทายาทโดยธรรม จำเลยทั้งสองนำสืบว่า นอกเหนือจากโจทก์จะไม่มีชื่อเป็นผู้รับมรดกในพินัยกรรม ข้อ 7 ของพินัยกรรมยังได้กำหนดให้อสังหาริมทรัพย์นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในข้อ 1 ถึงข้อ 6 ตกได้แก่ทายาทโดยธรรมที่ระบุชื่อไว้จำนวน 6 คน ซึ่งไม่มีชื่อโจทก์อยู่ในทายาทดังกล่าวนั้น จึงเป็นกรณีที่เจ้ามรดกได้จำหน่ายทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมหมดแล้วโดยโจทก์มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเลย โจทก์จึงถูกตัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1608 วรรคสาม เห็นว่า ตามข้อ 7 ของพินัยกรรมที่ยกทรัพย์มรดกนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในข้อ 1 ถึงข้อ 6 ให้แก่ทายาท 6 คน ที่ไม่มีชื่อโจทก์นั้น มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าหมายถึงเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่นางฟาติมะมีสิทธิในกองมรดกของนายเอ อี ครึ่งหนึ่งในฐานะภริยาโดยชอบด้วยฎหมายเท่านั้น แต่สำหรับที่ดินพิพาทตามข้อ 5 ของพินัยกรรมนั้น เป็นทรัพย์มรดกที่เป็นสินส่วนตัวของนางฟาติมะที่ได้รับการยกให้จากนายไพโรจน์ ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2507 ที่ดินพิพาทจึงมิได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรมข้อ 7 จึงเหลือข้อที่ต้องพิจารณาเพียงประการเดียวว่า ที่ดินพิพาทได้มีการจำหน่ายไปโดยพินัยกรรมข้อ 5 แล้วหรือไม่ อันจะมีผลให้โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกของนางฟาติมะเจ้ามรดก ตามมาตรา 1608 วรรคสาม หรือไม่ด้วย พิเคราะห์ข้อความในข้อ 5 ทั้งหมดแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีการยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใดคงมีแต่คำสั่งให้ผู้จัดการมรดกขายที่ดินพิพาทนำเงินมาชำระหนี้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ โดยมิได้มีคำสั่งของนางฟาติมะเจ้ามรดกว่าหากการชำระหนี้มีเงินเหลือให้ตกได้แก่ผู้ใด หรือหากมีกรณีที่ทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่มีการดำเนินการตามนั้นจะให้ตกได้แก่ผู้ใด เมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าได้มีการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารเจ้าหนี้ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทยังคงเป็นของนางฟาติมะเจ้ามรดกโดยไม่มีข้อที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งในข้อ 5 อีก จึงเป็นทรัพย์มรดกที่ปลอดจากภาระใด ๆ ในวันที่ เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย กลายเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่มีการระบุว่าจะให้ตกได้แก่ผู้ใด ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้เงินส่วนตัวไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารเจ้าหนี้นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เพราะโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งยังปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าว และหากเป็นจริงดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างและนำสืบ หนี้จำนวนแน่นอนที่จะหักกลบลบหนี้กับที่ดินพิพาทได้ก็ยังไม่ชัดเจน และที่ดินพิพาทยังไม่มีการขาย เมื่อขายแล้วจะได้เงินมากกว่าหนี้ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าได้ชำระแทนไปหรือไม่ หากมีจำนวนมากกว่า ส่วนที่เหลือก็ยังต้องตกเป็นของทายาทโดยธรรมทุกคนรวมทั้งโจทก์คนละส่วนเท่า ๆ กัน เพราะพินัยกรรมข้อ 5 มิได้ระบุไว้ว่าให้ตกได้แก่ผู้ใดโดยเฉพาะ อีกทั้งไม่มีการฟ้องแย้งเรียกเงินจำนวนใด ๆ โดยจำเลยทั้งสอง จึงย่อมไม่มีประเด็นที่จะพิพากษาให้จำเลยทั้งสองได้เงินจำนวนใด ๆ เมื่อพินัยกรรม ข้อ 5 ระบุไว้ว่าให้ผู้จัดการมรดกขายที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินมาชำระหนี้จำนองแก่ธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ผู้เป็นเจ้าหนี้ แต่ ณ วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย อันเป็นวันที่พินัยกรรมมีผลใช้บังคับ ไม่มีหนี้จำนองดังกล่าวให้ต้องมีการขายที่ดินพิพาทมาชำระหนี้อีก จึงเป็นกรณีที่ข้อกำหนดในพินัยกรรมเรื่องการชำระหนี้เกี่ยวกับทรัพย์สินรายนี้เป็นอันไร้ผล ทำให้พินัยกรรม จำหน่ายแต่เพียงบางส่วนแห่งทรัพย์มรดก ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกส่วนที่ยังมิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมย่อมตกทอดและต้องแบ่งปันกันแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1699 และมาตรา 1620 วรรคสอง ขณะถึงแก่ความตายนางฟาติมะเจ้ามรดกมีบุตร 8 คน โดยโจทก์เป็นหนึ่งในจำนวนดังกล่าว ย่อมมีสิทธิได้รับหนึ่งในแปดส่วนของที่ดินพิพาทตามมาตรา 1629 วรรคหนึ่ง ( 1) ประกอบมาตรา 1633 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแบ่งที่ดินพิพาทเพราะจำเลยที่ 2 ได้เป็นผู้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์มีคำขอให้ศาลกำหนดวิธีการแบ่งที่ดินพิพาทและกำหนดให้โจทก์ได้ปริมาณที่ดินขั้นต่ำหรือเงินขั้นต่ำในกรณีต้องมีการขายทอดตลาดนั้น กรณีนี้เป็นเรื่องทายาททั้งแปดคนมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท สิทธิหน้าที่ของเจ้าของรวมแต่ละคนย่อมต้องเป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาของศาลจึงต้องกำหนดให้โจทก์ได้ตามเท่าที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้เท่านั้น ไม่อาจกำหนดจำนวนที่ดินหรือเงินส่วนแบ่งขั้นต่ำให้แก่โจทก์ได้ตามที่ขอ

พิพากษากลับเป็นว่า ให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งหนึ่งในแปดส่วนของที่ดินพิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 28553 ถึง 28556 ตำบลสวนหลวง (บางจาก)อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดก ดำเนินการแบ่งที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากตกลงกันไม่ได้ ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาด นำเงินที่ขายได้แบ่งให้โจทก์ 1 ใน 8 ส่วน หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง โดยให้โจทก์ดำเนินการแทน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1608 ม. 1620 วรรคสอง ม. 1629 ม. 1633 ม. 1699
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวัฒน์ ชองกูเลีย
นางสาวสุดา ชองกูเลีย ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนางฟาติมะ นานา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายไชยยศ วรนันท์ศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิคม อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
วรพจน์ วิไลชนม์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9536/2553
#501967
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 45 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.872 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยกับพวกร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 10 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.193 กรัม อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยกับพวกมีไว้เพื่อจำหน่าย ดังนี้ เมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด จึงเป็นส่วนหนึ่งในเมทแอมเฟตามีน 45 เม็ด ที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เพราะไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องและมิใช่เรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นว่ารับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนบทเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 45 เม็ด น้ำหนักรวม 4.070 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 0.872 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยกับพวกร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 10 เม็ด น้ำหนัก 0.920 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 0.193 กรัม อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยกับพวกมีไว้เพื่อจำหน่าย ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 3,700 บาท ดังนี้ เมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ของกลางที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับจึงเป็นส่วนหนึ่งในเมทแอมเฟตามีน 45 เม็ด ของกลาง ที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 10 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เพราะไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องและมิใช่เรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาปรับบทฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายเอกเชาว์หรือเชาว์ ไวทยาภิศาล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวภูษิตา หล้าหลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางประทานพร ยอดปัญญา
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9535/2553
#504703
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แล้ว หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษแก่จำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 แต่จำเลยที่ 1 มิได้ใช้สิทธิดังกล่าว กลับมายื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ โดยเลี่ยงอ้างว่าเป็นการบังคับคดีให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนี้ หากศาลฟังตามที่จำเลยที่ 1 อ้างแล้ววินิจฉัยกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 190 ซึ่งห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้วนอกจากถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 100/2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 30 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 30 ปี และปรับ 500,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 15 ปี และปรับกระทงละ 250,000 บาท รวมจำคุก 30 ปี และปรับ 500,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ศาลปรับบทลงโทษคลาดเคลื่อนไปจากคำฟ้อง เมื่อคำฟ้องไม่ มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด จึงไม่อาจฟังได้ว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกิน 0.375 กรัม จึงต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ซึ่งระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 15 ปี เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 7 ปี 6 เดือน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แล้ว หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 แต่จำเลยที่ 1 มิได้ใช้สิทธิดังกล่าวกลับมายื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ โดยเลี่ยงอ้างว่าเป็นการบังคับคดีให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนี้ หากศาลฟังตามที่จำเลยที่ 1 อ้างแล้ววินิจฉัยกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ซึ่งห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษา หรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้ว นอกจากถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 350 เม็ดไว้ในครอบครอง เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของจำเลยที่ 1 เพียงว่า จะกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ได้หรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่จำเลยที่ 1 ฎีกาดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องอุทธรณ์คำพิพากษาในคดีหลัก จำเลยที่ 1 จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องบวกกับโทษจำคุก 15 ปี ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุก 22 ปี 6 เดือน ขอให้ ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่และกำหนดโทษเสียใหม่เพื่อบังคับคดีให้ถูกต้องตามกฎหมาย ขอกำหนดโทษใหม่ไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 190 ม. 193
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายอัมพรหรือปู เสียงเส้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายประภาส สุขศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชลิศร์ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9534/2553
#504701
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฟังเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2547 และอ่านให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2547 โจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ศาลอนุญาตถึงวันที่ 24 กันยายน 2547 จำเลยที่ 1 และที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยให้ระบุว่าให้ถึงที่สุดในวันที่ 9 สิงหาคม 2547 เห็นว่า แม้คดีต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่โจทก์ก็อาจดำเนินการให้มีการอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 และไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โจทก์จึงอาจฎีกาได้ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต คดีจึงเป็นที่สุดเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของวันสุดท้ายที่โจทก์อาจยื่นฎีกาได้คือวันที่ 24 กันยายน 2547 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในวันที่ 24 กันยายน 2547

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตลอดชีวิต ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละ 25 ปี โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฟังวันที่ 9 กรกฎาคม 2547 และอ่านให้โจทก์ฟังวันที่ 3 สิงหาคม 2547

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 จำเลยที่ 1 และที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขหมายจำคุกคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 โดยให้ระบุคดีถึงที่สุดวันที่ 9 สิงหาคม 2547

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฟังวันที่ 9 กรกฎาคม 2547 และอ่านให้โจทก์ฟังวันที่ 3 สิงหาคม 2547 คดีถึงที่สุดวันที่ 3 กันยายน 2547 หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดออกถูกต้องแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลง ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ว่า คดีของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่สุดตั้งแต่วันใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติว่า " วิธีพิจารณาข้อใด ซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้ " ซึ่งตามมาตรา 147 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติว่า " คำพิพากษาหรือคำสั่งใดซึ่งอาจอุทธรณ์ ฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ...." คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฟังเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2547 และอ่านให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2547 ซึ่งต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีการวม 2 ครั้ง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถึงวันที่ 10 กันยายน 2547 กับถึงวันที่ 24 กันยายน 2547 ตามลำดับ แม้คดีต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาก็ตาม แต่โจทก์ก็อาจดำเนินการให้มีการอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ ทั้งไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โจทก์จึงอาจฎีกาได้ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาไว้ ดังนั้น คดีจึงถือว่าเป็นที่สุดเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของวันสุดท้ายที่โจทก์อาจฎีกาได้ คือวันที่ 24 กันยายน 2547 ที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขอให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดย้อนหลังไปในวันที่ 9 สิงหาคม 2547 ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนดยื่นฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ซึ่งไม่ถือว่าคดีเป็นที่สุด จึงไม่อาจกระทำได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2547 การที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 3 กันยายน 2547 จึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาย่อมมีคำสั่งแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่ให้ถูกต้องได้เพราะเป็นเรื่องการบังคับคดีที่ศาลจะต้องออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้ถูกต้องตามกฎหมาย

พิพากษายืน แต่ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ใหม่ โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 24 กันยายน 2547
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
นายบรรลือหรือเล่าจือ ศักดิ์เจริญ
จำเลย — หรือแซ่ท้าวหรือแซ่โซ่ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายสิงห์ชัย สุพรรณพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุภัทร์ สุทธิมนัส
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9520/2553
#504692
เปิดฉบับเต็ม

ในการวินิจฉัยข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 222 เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า ยาแก้ไออันเป็นตำรับยาแผนปัจจุบันที่มีโคเดอีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เป็นส่วนผสมอันถือเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 จำนวน 7 ขวด ของกลาง มีปริมาตร 3,500 มิลลิลิตร และตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 7 (3) บัญญัติว่า ยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 คือ ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นตำรับยาและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมอยู่ด้วย จากบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 มาเป็นส่วนผสมของตำรับยาแล้ว ไม่ว่ายาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จะมีจำนวนเท่าใด ย่อมต้องถือว่าตำรับยาที่มียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เป็นส่วนผสมอยู่ดังกล่าวเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ทั้งสิ้น การที่จะพิจารณาว่าการมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 จำนวนมากน้อยเพียงใดที่จะต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 181) จึงต้องถือตามจำนวนของยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 นั้นเองว่า เกิน 250 มิลลิลิตร หรือ 30 เม็ด หรือ 30 แคปซูล หรือไม่ ดังนี้ เมื่อยาแก้ไอที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมของกลางอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 มีปริมาตร 3,500 มิลลิลิตร เกิน 250 มิลลิลิตร จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 12, 101 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 6, 10, 21, 22, 23 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 371 ริบยาเสพติดของกลาง ส่วนของกลางอื่นคืนเจ้าของ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 20 วรรคสี่, 26 วรรคหนึ่ง, 71 วรรคสอง, 76/1 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก คนละ 1 ปี และปรับคนละ 12,000 บาท ในความผิดฐานนี้ทางนำสืบจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 จำนวน 4 ปี 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 คนละ 5 ปี และปรับคนละ 12,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบยาเสพติดของกลาง คืนธนบัตรล่อซื้อ เงินสด 74,950 บาท อาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 26 วรรคหนึ่ง, 76/1 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 2 ปี ฐานมีโคเดอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปี 3 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและจำเลยที่ 2 นำสืบรับว่ามียาแก้ไอไว้ในครอบครองจริง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 18 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...คดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่า ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 181) พ.ศ. 2545 เรื่อง กำหนดจำนวนยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตำรับ ที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ระบุไว้ชัดเจนว่าการมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตำรับที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมเกินจำนวน 250 มิลลิลิตร หรือ 30 เม็ด หรือ 30 แคปซูล ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หมายถึง จำนวนของยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ทั้งหมดที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม ไม่ใช่เฉพาะจำนวนโคเดอีนที่ผสมอยู่ เห็นว่า ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 โดยข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า ยาแก้ไออันเป็นตำรับยาแผนปัจจุบันที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม อันถือเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 จำนวน 7 ขวด ของกลางมีปริมาตร 3,500 มิลลิลิตร ตามรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ยาเสพติดเอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดสงขลา) ในปัญหาว่า ยาแก้ไออันเป็นตำรับยาแผนปัจจุบันที่มีโคเดอีน เป็นส่วนผสมโดยมีปริมาตร 3,500 มิลลิลิตร ของกลางต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7 (3) บัญญัติว่า ยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 คือ ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นตำรับยาและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมอยู่ด้วย จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า เมื่อนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 มาเป็นส่วนผสมของตำรับยาแล้ว ไม่ว่ายาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จะมีจำนวนเท่าใด ย่อมต้องถือว่าตำรับยาที่มียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เป็นส่วนผสมอยู่ดังกล่าวเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ทั้งสิ้น เช่นนี้การที่จะพิจารณาว่าการมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 จำนวนมากน้อยเพียงใดที่จะต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 181) จึงต้องถือเอาตามจำนวนของยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 นั้นเองว่า เกินจำนวน 250 มิลลิลิตร หรือ 30 เม็ด หรือ 30 แคปซูล หรือไม่ โดยเฉพาะการที่ได้กำหนดหน่วยเป็นเม็ดหรือแคปซูลด้วย ยิ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการกำหนดตามจำนวนของยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 หาใช่ถือเอาตามจำนวนของโคเดอีนที่เป็นส่วนผสมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไม่ ดังนั้น เมื่อยาแก้ไอที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมของกลาง อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 มีปริมาตร 3,500 มิลลิลิตร เกินจำนวน 250 มิลลิลิตร จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยที่โจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 20 วรรคสี่, 71 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 12,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว เป็นจำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 12,000 บาท คืนซองกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 222
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 7 (3) ม. 20 วรรคสี่ ม. 71 วรรคสอง
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 181) พ.ศ .2545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายมูฮัมมะซอนี แวอูมา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายวรวิทย์ จิรายุกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อาวุธ ปั้นปรีชา
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9520/2553
#511092
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2545 มาตรา 7 (3) บัญญัติว่า ยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 คือ ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นตำรับยาและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมอยู่ด้วย จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า เมื่อนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 มาเป็นส่วนผสมของตำรับยาแล้วไม่ว่ายาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จะมีจำนวนเท่าใด ย่อมต้องถือว่าตำรับยาที่มียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เป็นส่วนผสมอยู่ดังกล่าวเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ทั้งสิ้น เช่นนี้การที่จะพิจารณาว่าการมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 จำนวนมากน้อยเพียงใดที่จะต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 181) ฯ จึงต้องถือเอาตามจำนวนของยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 นั้นเองว่า เกินจำนวน 250 มิลลิลิตร หรือ 30 เม็ด หรือ 30 แคปซูลหรือไม่ โดยเฉพาะการที่ได้กำหนดหน่วยเป็นเม็ดหรือแคปซูลด้วยยิ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการกำหนดตามจำนวนของยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 หาใช่ถือเอาตามจำนวนของโคเดอีนที่เป็นส่วนผสมอยู่ไม่ ดังนั้น เมื่อยาแก้ไอที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมของกลาง อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 มีปริมาตร 3,500 มิลลิลิตร เกินจำนวน 250 มิลลิลิตร จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 12, 101 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 6, 10, 21, 22, 23 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 371 ริบยาเสพติดของกลาง ส่วนของกลางอื่นคืนเจ้าของ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 20 วรรคสี่, 26 วรรคหนึ่ง, 71 วรรคสอง, 76/1 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก คนละ 1 ปี และปรับคนละ 12,000 บาท ในความผิดฐานนี้ทางนำสืบจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 จำนวน 4 ปี 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 คนละ 5 ปี และปรับคนละ 12,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบยาเสพติดของกลาง คืนธนบัตรล่อซื้อ เงินสด 74,950 บาท อาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 26 วรรคหนึ่ง, 76/1 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 2 ปี ฐานมีโคเดอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปี 3 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและจำเลยที่ 2 นำสืบรับว่ามียาแก้ไอไว้ในครอบครองจริง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 18 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ว่า จำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมิได้ร่วมมียาแก้ไอซึ่งมีโคเดอีนผสมอยู่ในตำรับยาแก้ไอดังกล่าวนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 ไว้พิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง ประกอบพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

คดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่า ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 181) พ.ศ.2545 เรื่อง กำหนดจำนวนยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตำรับที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ระบุไว้ชัดเจนว่าการมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตำรับที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมเกินจำนวน 250 มิลลิลิตร หรือ 30 เม็ด หรือ 30 แคปซูล ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหมายถึง จำนวนของยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ทั้งหมดที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม ไม่ใช่เฉพาะจำนวนโคเดอีนที่ผสมอยู่ เห็นว่า ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 โดยข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า ยาแก้ไออันเป็นตำรับยาแผนปัจจุบันที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม อันถือเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 จำนวน 7 ขวด ของกลางมีปริมาตร 3,500 มิลลิลิตร ตามรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ยาเสพติดเอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดสงขลา) ในปัญหาว่า ยาแก้ไออันเป็นตำรับยาแผนปัจจุบันที่มีโคเดอีน เป็นส่วนผสมโดยมีปริมาตร 3,500 มิลลิลิตร ของกลางต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลย ที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 7 (3) บัญญัติว่า ยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 คือ ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นตำรับยาและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมอยู่ด้วย จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า เมื่อนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 มาเป็นส่วนผสมของตำรับยาแล้ว ไม่ว่ายาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จะมีจำนวนเท่าใด ย่อมต้องถือว่าตำรับยาที่มียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เป็นส่วนผสมอยู่ดังกล่าวเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ทั้งสิ้น เช่นนี้การที่จะพิจารณาว่าการมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 จำนวนมากน้อยเพียงใดที่จะต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 181) จึงต้องถือเอาตามจำนวนของยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 นั้นเองว่า เกินจำนวน 250 มิลลิลิตร หรือ 30 เม็ด หรือ 30 แคปซูล หรือไม่ โดยเฉพาะการที่ได้กำหนดหน่วยเป็นเม็ดหรือแคปซูลด้วยยิ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการกำหนดตามจำนวนของยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 หาใช่ถือเอาตามจำนวนของโคเดอีนที่เป็นส่วนผสมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไม่ ดังนั้น เมื่อยาแก้ไอที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมของกลาง อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 มีปริมาตร 3,500 มิลลิลิตร เกินจำนวน 250 มิลลิลิตร จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยที่โจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ริบยาเสพติดของกลาง ส่วนของกลางอื่นคืนเจ้าของ แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้สั่งคืนซองกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรสั่งคืนให้แก่เจ้าของ

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 20 วรรคสี่, 71 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 12,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว เป็นจำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 12,000 บาท คืนซองกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 7 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายมูฮัมมะซอนี แวอูมา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อาวุธ ปั้นปรีชา
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9508/2553
#507411
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และไม่ใช่ทรัพย์มรดกของ ว. เพราะก่อนที่ ว. จะถึงแก่ความตายได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง โดยสละการครอบครองและส่งมอบการครอบครองให้ผู้ร้องตามคำร้องของผู้ร้องมีความมุ่งหมายเพื่อได้รับผลที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยที่ดินพิพาทที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นกรณีที่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 288 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องร้องขัดทรัพย์ มิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 แต่การที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์และจำเลยทั้งสองตามส่วนนั้น เป็นวิธีการแบ่งทรัพย์สินให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โดยศาลกำหนดไว้ว่าหากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้แบ่งให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน อันเป็นวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้มีสิทธิร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง โจทก์และจำเลยทั้งสองมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกัน จึงมิใช่การร้องขอให้บังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันเป็นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 เข้ามาในชั้นบังคับคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 223 ถึง 237 ให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้แบ่งให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามโจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทั้ง 15 แปลงดังกล่าวขายทอดตลาดและขายทอดตลาดได้แล้ว 2 แปลง ตาม ส.ค. 1 เลขที่ 231 และ 237 อันเป็นที่ดินพิพาท

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทตาม ส.ค. 1 เลขที่ 231 และ 237 เป็นของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ และให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการขายทอดตลาดดังกล่าว

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 โจทก์ถึงแก่ความตาย นายถาวร บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นบุตรของนายวุ่น เจ้ามรดก ผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ก่อนนายวุ่นถึงแก่ความตาย นายวุ่น เจ้ามรดก ผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ก่อนนายวุ่นถึงแก่ความตาย นายวุ่นมีชื่อเป็นผู้ครอบครองที่ดินตาม ส.ค. 1 เลขที่ 223 ถึง 237 หมู่ที่ 10 ตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายวุ่นให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม ศาลจึงออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดโดยผู้ซื้อทรัพย์ซื้อที่ดินพิพาท ส.ค. 1 เลขที่ 231 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 และนายถาวร บุตรโจทก์ซื้อที่ดินพิพาท ส.ค. 1 เลขที่ 237 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2544 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทตาม ส.ค.1 เลขที่ 231 และ 237 หมู่ที่ 10 ตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เป็นผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายวุ่น เพราะก่อนที่นายวุ่นจะถึงแก่ความตายได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง โดยสละการครอบครองและส่งมอบการครอบครองให้ผู้ร้องทั้งสอง ดังนี้ ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองมีความมุ่งหมายเพื่อได้รับผลที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยที่ดินพิพาทที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้องจึงเป็นกรณีที่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องร้องขัดทรัพย์ มิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 แต่การที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์และจำเลยทั้งสองตามส่วนนั้นเป็นวิธีการแบ่งทรัพย์สินให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โดยศาลกำหนดไว้ว่าหากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้แบ่งให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน อันเป็นวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้มีสิทธิร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง โจทก์และจำเลยทั้งสองมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกัน จึงมิใช่การร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันเป็นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 271 ม. 288 ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิน รักชุม โดยนายถาวร รักชุม
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — นายคล่อง พรหมร่วมแก้ว กับพวก
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายจรูญ ยกถาวร
จำเลย — นางเอียดหรือคล้าย รักชุม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ชัยยันต์ ศุขโชติ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9508/2553
#513534
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และไม่ใช่ทรัพย์มรดกของ ว. เพราะก่อนที่ ว. จะถึงแก่ความตายได้ยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้อง โดยสละการครอบครองและส่งมอบการครอบครองให้ผู้ร้องตามคำร้องของผู้ร้องมีความมุ่งหมายเพื่อได้รับผลที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยที่ดินพิพาทที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นกรณีที่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 288 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องร้องขัดทรัพย์ มิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีตาม มาตรา 296 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27

โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์และจำเลยทั้งสองตามส่วน เป็นวิธีการแบ่งทรัพย์สินให้เป็นไปตามคำพิพากษาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง โจทก์และจำเลยทั้งสองมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกัน จึงมิใช่การร้องขอให้บังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันเป็นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นทายาทของนายวุ่น และนางสาวรักชุม ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว นายวุ่นมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 15 แปลง ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 223 ถึง 237 หมู่ที่ 10 ตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งแทนโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 223 ถึง 237 หมู่ที่ 10 ตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้แบ่งให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทั้ง 15 แปลงดังกล่าวขายทอดตลาดและขายทอดตลาดได้แล้ว 2 แปลง ตาม ส.ค.1 เลขที่ 231 และ 237 อันเป็นที่ดินพิพาท

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดและขายทอดตลาดที่ดินพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่ดินพิพาทตาม ส.ค.1 เลขที่ 231 และ 237 เป็นของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ เนื่องจากก่อนที่นายวุ่นจะถึงแก่ความตายได้ยกที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 231 ให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และยกที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 237 ให้แก่ผู้ร้องที่ 2 โดยการสละการครอบครองและส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินโดยการปลูกและกรีดยางพารา ส่วนผู้ร้องที่ 2 พักอาศัยในบ้านซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 21 ปีเศษ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายวุ่น ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทตาม ส.ค.1 เลขที่ 231 และ 237 เป็นของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับและให้เพิกถอนหมายบังคับคดี และการขายทอดตลาดดังกล่าว

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 นายวุ่นเจ้ามรดกไม่ได้สละสิทธิการครอบครองและส่งมอบสิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทนทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายวุ่น โจทก์ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกจึงมีสิทธิบังคับคดีได้ตามกฎหมาย ส่วนผู้ซื้อทรัพย์อ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทมาจากการขายทอดตลาดโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องทั้งสองไม่มีสิทธิเพิกถอนการบังคับคดีและขายทอดตลาด ผู้ร้องทั้งสองมาศาลในชั้นพิจารณาและเข้าร่วมการขายทอดตลาดมิได้ยื่นคำร้องคัดค้านภายในระยะเวลาตามกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าว ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 โจทก์ถึงแก่ความตาย นายถาวร บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นบุตรของนายวุ่น เจ้ามรดก ผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ก่อนนายวุ่นถึงแก่ความตาย นายวุ่นมีชื่อเป็นผู้ครอบครองที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 223 ถึง 237 หมู่ที่ 10 ตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายวุ่นให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม ศาลจึงออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด โดยผู้ซื้อทรัพย์ซื้อที่ดินพิพาท ส.ค.1 เลขที่ 231 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 และนายถาวร บุตรโจทก์ซื้อที่ดินพิพาท ส.ค.1 เลขที่ 237 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2544 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทตาม ส.ค.1 เลขที่ 231 และ 237 หมู่ที่ 10 ตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เป็นของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายวุ่น เพราะก่อนที่นายวุ่นจะถึงแก่ความตายได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง โดยสละการครอบครองและส่งมอบการครอบครองให้ผู้ร้องทั้งสอง ดังนี้ ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองมีความมุ่งหมายเพื่อได้รับผลที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยที่ดินพิพาทที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นกรณีที่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องร้องขัดทรัพย์ มิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 แต่การที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์และจำเลยทั้งสองตามส่วนนั้น เป็นวิธีการแบ่งทรัพย์สินให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โดยศาลกำหนดไว้ว่าหากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้แบ่งให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน อันเป็นวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้มีสิทธิร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง โจทก์และจำเลยทั้งสองมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกัน จึงมิใช่การร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันเป็นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 296 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิน รักชุมฯ
ผู้ร้อง — นายคล่อง พรหมร่วมแก้ว กับพวก
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายจรูญ ยกถาวร
จำเลย — นางเอียดหรือคล้าย รักชุม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ชัยยันต์ ศุขโชติ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9481/2553
#513544
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ประการหนึ่ง ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกอีกประการหนึ่ง การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา แม้จะถือว่าเป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งจำเลยไม่อาจกระทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องการกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง และไม่อาจถือว่าการที่จำเลยยื่นคำร้องนี้เป็นการยื่นคำร้องขอถอนฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 202 ประกอบมาตรา 225 เพราะจำเลยยังติดใจฎีกาในประเด็นการลดโทษและรอการลงโทษจำคุก ทั้งไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาด้วยการสละประเด็นบางข้อเพราะพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 แล้ว แต่การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่ได้โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

นอกจากจำเลยจะให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนแล้ว จำเลยยังให้ข้อมูลแก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยว่า จำเลยรับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจาก อ. และจำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุม อ. ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนประมาณ 20,000 เม็ด นับเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 สมควรกำหนดโทษจำเลยให้น้อยลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 6 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ประการหนึ่ง ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกอีกประการหนึ่ง การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา แม้จะถือว่าเป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งจำเลยไม่อาจกระทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง และไม่อาจถือว่าการที่จำเลยยื่นคำร้องนี้เป็นการยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 202 ประกอบมาตรา 225 เพราะจำเลยยังติดใจฎีกาในประเด็นการลดโทษและรอการลงโทษจำคุก ทั้งไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาด้วยการสละประเด็นบางข้อ เพราะพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 แล้ว แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยอีกต่อไปว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่

คดีคงเหลือแต่ประเด็นว่า สมควรจะลดโทษให้แก่จำเลยลงอีก และรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า นอกจากจำเลยจะให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนแล้ว จำเลยยังให้ข้อมูลแก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยว่า จำเลยรับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนายอะรินหรือหม่อง และจำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมนายอะรินได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนประมาณ 20,000 เม็ด นับเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 สมควรกำหนดโทษจำเลยให้น้อยลง และเมื่อจำเลยมาให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาของศาลฎีกาอีก จึงสมควรลดโทษให้แก่จำเลยมากกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลดโทษให้ แต่เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีจำนวนถึง 300 เม็ด พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่สมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ลดโทษให้สองในห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 163 วรรคสอง ม. 202 ม. 216 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายชูชาติหรือชัย กาญจนโภคิน
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9471/2553
#508298
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามล่าสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยบรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนแบตเตอรี่พร้อมดวงไฟเที่ยวติดตามแสวงหาล่าสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองทุกชนิดในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยยาง จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากไม่พบสัตว์ป่าดังกล่าว โดยไม่ได้ระบุว่าจำเลยลงมือล่าสัตว์ชนิดใดด้วยวิธีการอย่างไรและใช้อาวุธปืนของกลางร่วมในการกระทำความผิดอย่างไร ซึ่งเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด รวมทั้งไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่และสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็เป็นการรับสารภาพตามฟ้องที่ไม่เป็นความผิดจึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวตามฟ้องของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 4, 16, 47, 57 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 4, 6, 16 (15), 27, 29 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 92, 371 ริบอาวุธปืนยาว ลูกซองเดี่ยว 1 กระบอก อาวุธปืนยาวบรรจุปาก (ปืนแก๊ป) 1 กระบอก มีดพก 1 เล่ม และแบตเตอรี่พร้อมดวงไฟ 1 ชุด ของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 16, 47 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 (15), 27 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียบอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและมีดติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ และเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่าสงวน จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสามเป็นจำคุก 2 ปี 16 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน ริบอาวุธปืนมีดและแบตเตอรี่พร้อมดวงไฟของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 16, 47 ให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันมีอาวุธปืน ปรับ 3,000 บาท และฐานร่วมกันพาอาวุธปืน ปรับ 2,000 บาท รวมปรับ 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนภายในกำหนดเวลา 1 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้เพิ่มโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตมมคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง เจ้าพนักงานจับจำเลยและยึดอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวขนาด 12 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนยาวบรรจุปากประกอบขึ้นเอง ไม่ปรากฏเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 4 นัด มีดพก 1 เล่ม และแบตเตอรี่พร้อมดวงไฟ 1 ชุด เป็นของกลาง โดยกล่าวหาว่าจำเลยกับพวกอีกหนึ่งคนที่หลบหนี ร่วมกันมีและพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และของกลางดังกล่าวซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์หรือจับสัตว์ติดตัวไปและร่วมกันพยายามติดตามแสวงหาล่าสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองทุกชนิดในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยยาง บริเวณที่เกิดเหตุ

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามล่าสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์บรรยายเพียงว่า จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนแบตเตอรี่พร้อมดวงไฟเที่ยวติดตามแสวงหาล่าสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองทุกชนิดในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยยาง จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากไม่พบสัตว์ป่าดังกล่าว ฟ้องโจทก์ไม่ได้ระบุว่าจำเลยลงมือล่าสัตว์ชนิดใดด้วยวิธีการอย่างไรและใช้อาวุธปืนของกลางร่วมในการกระทำผิดอย่างไรซึ่งเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดรวมทั้งไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่และสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็เป็นการรับสารภาพตามฟ้องที่ไม่เป็นความผิดจึงไม่อาจลงโทษจำเลยในฐานความผิดดังกล่าวตามฟ้องของโจทก์ได้ ส่วนมีดพกและแบตเตอรี่พร้อมดวงไฟ 1 ชุด ของกลาง เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด จึงไม่อาจริบได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า มีดพกและแบตเตอรี่พร้อมดวงไฟของกลางให้คืนเจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายไพฑูรย์ ลิ่วเวหา
ชื่อองค์คณะ
ตรีวุฒิ สาขากร
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ