คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7235/2553
#506608
เปิดฉบับเต็ม

กรณีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 299 นั้น ต้องเป็นการชุลมุนต่อสู้กันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และมีบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และมีบุคคลได้รับอันตรายสาหัสโดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือผู้ใดร่วมกับใครทำร้ายจนได้รับอันตรายสาหัส แต่หากสามารถรู้และแบ่งฝ่ายแบ่งพวกกันได้ ทั้งรู้ว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ลงมือทำร้ายย่อมลงโทษผู้นั้นกับพวกได้ตามเจตนาและผลของการกระทำ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่าจำเลยกับพวกฝ่ายหนึ่งและผู้เสียหายกับพวกฝ่ายหนึ่งวิวาทต่อสู้กัน แล้วพวกของจำเลยเป็นผู้ใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ย่อมมิใช่กรณีตาม ป.อ. มาตรา 299 และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ที่ใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหาย คือ น. ซึ่งเป็นพวกของจำเลยที่เข้าร่วมในการทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหายด้วย จำเลยซึ่งมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายย่อมต้องรับผลอันเป็นธรรมดา ย่อมเกิดขึ้นจากการนั้นในฐานเป็นตัวการแม้มิได้เป็นผู้ลงมือใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายด้วยตนเองก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297, 83, 92 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ทางนำสืบของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ทำให้ส่วนของการเพิ่มเท่ากับส่วนของการลด จึงเห็นสมควรไม่เพิ่มและไม่ลดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องได้หรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1วินิจฉัยว่า กรณีเป็นการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และผู้เสียหายซึ่งเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้นั้นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 299 วรรคแรก เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 จึงต้องถือว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้อง ลงโทษจำเลยไม่ได้แล้วพิพากษายกฟ้องนั้น เป็นการไม่ชอบ เห็นว่า กรณีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 299 นั้น ต้องเป็นการชุลมุนต่อสู้กันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และมีบุคคลได้รับอันตรายสาหัสโดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือผู้ใดร่วมกับใครทำร้ายจนได้รับอันตรายสาหัส แต่หากสามารถรู้และแบ่งฝ่ายแบ่งพวกกันได้ ทั้งรู้ว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ลงมือทำร้ายย่อมลงโทษผู้นั้นกับพวกได้ตามเจตนาและผลของการกระทำเมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า จำเลยกับพวกฝ่ายหนึ่งและผู้เสียหายกับพวกฝ่ายหนึ่งวิวาทต่อสู้กัน แล้วพวกของจำเลยเป็นผู้ใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ย่อมมิใช่กรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 299 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ที่ใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายคือนายหนึ่งซึ่งเป็นพวกของจำเลยที่เข้าร่วมในการทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหายด้วย จำเลยซึ่งมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายย่อมต้องรับผลอันเป็นธรรมดาย่อมเกิดขึ้นจากการนั้นในฐานเป็นตัวการ แม้มิได้เป็นผู้ลงมือใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายด้วยตนเองก็ตาม ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว และที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยให้จำคุก 6 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ ก็นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 92 และลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เนื่องจากส่วนของการเพิ่มและการลดเท่ากันจึงไม่เพิ่มและไม่ลดโทษให้จำเลยนั้น ปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษาพ.ศ. 2550 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป โดยในมาตรา 4 ของบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้ล้างมลทินแก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1166/2540 ของศาลอาญาธนบุรี ซึ่งโจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษแก่จำเลยนั้น จำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุก 6 เดือนและปรับ 550 บาท ในความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2540 และจำเลยพ้นโทษก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 จำเลยจึงเป็นผู้ได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยถือว่ามิได้เคยถูกลงโทษในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1166/2540 ของศาลอาญาธนบุรี มาก่อนเลย กรณีจึงไม่อาจเพิ่มโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ยกคำขอให้เพิ่มโทษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 63 ม. 83 ม. 299
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
นายเจตร์จาลักษณ์หรือเจตร์จารัก
จำเลย — หรือเจตร์อาลักษณ์ ตุ้มจิบ
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7227/2553
#507575
เปิดฉบับเต็ม

คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยได้ความว่า ผู้ตายชอบเล่นอาวุธปืน บางครั้งเอากระสุนปืนออกจากลูกโม่แล้วมาจ่อยิงที่ศีรษะตนเองหรือผู้อื่นเพื่อล้อเล่น ในวันเกิดเหตุผู้ตายก็เอาอาวุธปืนมาเล่นอีก แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าขณะที่ผู้ตายเอาอาวุธปืนมาจ่อที่ศีรษะตนเองแล้วจำเลยเข้าแย่งเป็นเหตุให้ปืนลั่นนั้น ผู้ตายจะยิงตนเองหรือผู้ตายเมาสุราจนไม่ได้สติแต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้หรือไม่ว่าอาวุธปืนดังกล่าวบรรจุกระสุนปืนหรือไม่ ดังนั้น การที่จำเลยเข้าแย่งอาวุธปืนในสถานการณ์ดังกล่าวถือว่าจำเลยกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ อันเป็นการกระทำโดยประมาทตาม ป.อ. มาตรา 59 วรรคสี่

การที่จะอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นได้นั้น ต้องเป็นเรื่องการกระทำผิดโดยเจตนา แต่คดีนี้จำเลยกระทำความผิดโดยประมาทจึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และคืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 4 ปี คำให้การของจำเลยในฐานะพยานและคำให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก คืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำเลยอุทธรณ์ โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดตามมาตรา 288 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำด้วยความจำเป็นที่ต้องกระทำเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงที่จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายก่อให้เกิดขึ้น ทั้งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้ปืนลั่นขึ้นกระสุนปืนถูกผู้ตายถึงแก่ความตายก็มิใช่เกิดจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยกับผู้ตายอยู่กินเป็นสามีภริยากันก่อนเกิดเหตุประมาณ 4 ถึง 5 เดือน พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่ห้องเช่าเลขที่ 34/5 หมู่ที่ 8 ตำบลโพสะ อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุในคดีนี้ ในวันเกิดเหตุผู้ตายดื่มสุราในห้องเช่าดังกล่าวตั้งแต่เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ต่อมาเวลาประมาณ 15 นาฬิกา นางสาวสุวณีเพื่อนจำเลยและนายไตรภูมิสามีนางสาวสุวณีได้ไปร่วมดื่มสุราและเบียร์กับผู้ตายและจำเลยต่อมามีนางสาวรัตนาซึ่งพักอาศัยอยู่ห้องเช่าข้างเคียงมาร่วมดื่มด้วยจนกระทั่งเวลาประมาณ 21 นาฬิกา นางสาวรัตนากลับไปนอนที่ห้องเช่าของตน ส่วนนายไตรภูมิกับนางสาวสุวณีออกจากห้องเช่าเพื่อไปรับประทานอาหาร ในห้องเช่าที่เกิดเหตุคงเหลือแต่จำเลยกับผู้ตายเพียงสองคน ต่อมาผู้ตายถูกยิงด้วยอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .38 ซึ่งเป็นของผู้ตายและเป็นของกลางในคดีนี้ จำเลย 1 นัด กระสุนปืนถูกที่ศีรษะด้านขวาทะลุออกที่ศรีษะด้านซ้าย ทิศทางจากขวาไปซ้าย หน้าไปหลัง ล่างขึ้นบนตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ และรายงานการตรวจศพเอกสารหมาย ป.จ.1 และป.ล.1 (ศาลจังหวัดแม่สอด) ก่อนที่นางสาวรัตนา นายไตรภูมิและนางสาวสุวณีออกไปจากห้องเช่าของจำเลยและผู้ตาย จำเลยกับผู้ตายไม่ได้ทะเลาะกันแต่อย่างใด ปัญหาว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายหรือไม่ โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุมาเบิกความ แต่โจทก์มีคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.11 มาส่งศาล ซึ่งจำเลยได้ให้การไว้ต่อร้อยตำรวจเอกธวัชชัยพนักงานสอบสวนพยานโจทก์ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2544 หลักเกิดเหตุเพียง 1 วัน โดยจำเลยให้การไว้ว่าหลักจากนางสาวรัตนานายไตรภูมิและนางสาวสุวณีออกไปจากห้องเช่าแล้ว จำเลยกับผู้ตายก็อยู่ด้วยกันเพียงสองคน ผู้ตายนั่งหันหลังพิงผนังห้องพักทางด้านหน้า ส่วนจำเลยนอนอยู่หันศีรษะไปทางทิศตะวันออกหันปลายเท้าไปทางที่ผู้ตายนั่งอยู่ จำเลยถามผู้ตายว่าอาวุธปืนของผู้ตายอยู่ที่ไหน ผู้ตายว่าอย่ายุ่งเรื่องของผู้ตาย แล้วผู้ตายเอื้อมมือข้ามตัวจำเลยไปหยิบอาวุธปืนที่หัวนอนของจำเลยและนำอาวุธปืนเข้าหาตัวโดยปากกระบอกปืนหันเข้าหาศรีษะผู้ตาย จำเลยตกใจกลัวว่าผู้ตายจะยิงตัวเองจึงเอื้อมมือไปจับมือผู้ตายโดยใช้มือทั้งสองข้างของจำเลยกำที่มือผู้ตายซึ่งถืออาวุธปืนอยู่ แล้วเสียงปืนก็ดังขึ้น 1 นัด จำเลยเอาอาวุธปืนออกจากมือผู้ตายโยนไปที่กองผ้าห่มข้างผนังห้องทางทิศตะวันออก แล้วจำเลยไปอุ้มผู้ตายพบว่าที่บริเวณด้านหลังของผู้ตายมีเลือดไหลออกมา จำเลยจึงวิ่งออกไปจากห้องไปขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นแล้วพาผู้ตายไปโรงพยาบาล นอกจากนี้โจทก์ยังมีสิบตำรวจเอกสำเริงมาเบิกความว่า พยานได้บันทึกปากคำจำเลยไว้ตั้งแต่คืนเกิดเหตุตามเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งมีข้อความสอดคล้องกับบันทึกคำให้การชั้นสองสวนของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.11 เห็นว่า เอกสารหมาย จ.5 และ จ.11 ได้ทำขึ้นในเวลากระชั้นชิดกับเวลาเกิดเหตุ จำเลยยังไม่มีเวลาที่จะคิดปรุงแต่งให้เหตุการณ์ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง คำให้การของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.11 ที่ว่าจำเลยเข้าแย่งอาวุธปืนจากผู้ตายเป็นเหตุให้ปืนลั่นถูกผู้ตายถึงแก่ความตายจึงรับฟังได้ ส่วนที่จำเลยเบิกความในชั้นพิจารณาว่าในคืนเกิดเหตุหลังจากนายไตรภูมิและนางสาวสุวณีออกจากห้องเช่าไปแล้ว ผู้ตายได้เอาอาวุธปืนมาเล่นจำเลยห้ามไม่ให้ผู้ตายเล่นอาวุธปืน ผู้ตายว่าอย่างมายุ่ง หลังจากนั้นจำเลยนอนครึ่งหลับครึ่งตื่นประมาณ 10 ถึง 20 นาที จำเลยได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จึงลุกขึ้นมาดูเห็นเลือดไหลจากบริเวณด้านหลังศรีษะของผู้ตาย ทำนองว่าผู้ตายยิงตนเองนั้น เห็นว่าไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ เนื่องจากคดีนี้พนักงานสอบสวนได้เก็บเขม่าปืนที่มือจำเลยเพื่อดำเนินการตรวจหาธาตุสำคัญบางธาตุที่มาจากการยิงปืนซึ่งพันตำรวจเอกธาดานักวิทยาศาสตร์ (สบ 4) กองพิสูจน์หลักฐาน พยานโจทก์ได้ตรวจพิสูจน์แล้วตรวจพบธาตุแอนติโมนี (Antimony) และแบเรียม (Barium) ที่มือจำเลยในปริมาณที่เชื่อได้ว่าจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงมาแล้วใหม่ๆ ตามเอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช) แผ่นที่ 3 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้ตายเอาอาวุธปืนจ่อที่ศรีษะตนเอง จำเลยเข้าแย่งปืนเพราะกลัวผู้ตายจะใช้ปืนยิงผู้ตายเองเป็นเหตุให้ปืนลั่นกระสุนปืนถูกศรีษะผู้ตายทางด้านขวาทะลุออกด้านซ้ายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายปัญหาว่าความตายของผู้ตายเป็นผลจากการเข้าแย่งอาวุธปืนของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยว่า ผู้ตายชอบเล่นอาวุธปืน บางครั้งเอากระสุนปืนออกจากลูกโม่แล้วมาจ่อยิงที่ศีรษะตนเองหรือผู้อื่นเพื่อล้อเล่น ในวันเกิดเหตุก่อนเกิดเหตุผู้ตายก็เอาอาวุธปืนมาเล่นอีก แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าขณะที่ผู้ตายเอาอาวุธปืนมาจ่อที่ศีรษะตนเองแล้วจำเลยเข้าแย่งเป็นเหตุให้ปืนลั่นนั้น ผู้ตายจะยิงตนเองหรือผู้ตายเมาสุราจนไม่ได้สติแต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้หรือไม่ว่าอาวุธปืนดังกล่าวบรรจุกระสุนปืนหรือไม่ ดังนั้น การที่จำเลยเข้าแย่งอาวุธปืนในสถานการณ์ดังกล่าวถือว่าจำเลยกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ อันเป็นการกระทำโดยประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสี่ ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชอบแล้ว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำด้วยความจำเป็นเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงและไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67 (2) นั้น เห็นว่า การที่จะอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นได้นั้น ต้องเป็นเรื่องการกระทำผิดโดยเจตนา แต่คดีนี้จำเลยกระทำความผิดโดยประมาทจึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ด้วยเจตนาดีต่อผู้ตาย ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยตามที่จำเลยแก้ฎีกา"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตร 291 จำคุก 4 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ให้รอการลงโทษไว้ภายในกำหนด 3 ปี ข้อหาอื่นให้ยก คืนของกลางแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสี่ ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
นางสาวดาลุนีหรือดาลุณี วงศ์สีชา
จำเลย — หรือวงศ์ปาลี
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7198/2553
#502217
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมไปรษณีย์โทรเลข
จำเลย — บริษัท สามมิตรมอเตอร์ส แมนูแฟคเจอริง จำกัด หรือ บริษัท สามมิตรมอเตอร์ส แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต -
ชื่อองค์คณะ
นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7198/2553
#507574
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่การที่โจทก์จัดให้มีบริการเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุแห่งชาติ โดยผู้เช่าจะต้องเสียค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์พร้อมทั้งต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่ภายในกำหนด ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์ สิทธิเรียกร้องค่าเช่าใช้วิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (6) ส่วนค่าตอบแทนรวมทั้งค่าตอบแทนเพิ่มที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยผู้ใช้ความถี่วิทยุก็มีลักษณะทำนองเดียวกับค่าเช่า เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์และเรียกค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุตามสัญญาเช่าใช้ทั้ง 4 ฉบับ เกินกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์สามารถทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ได้ สิทธิเรียกร้องค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุดังกล่าวจึงขาดอายุความ และเมื่อสิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนการใช้ความถี่วิทยุอันเป็นหนี้ประธานขาดอายุความ ค่าตอบแทนเพิ่มซึ่งเป็นเบี้ยปรับและเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมขาดอายุความด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/26 สำหรับค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์อันเนื่องมาจากจำเลยไม่ส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์คืนแก่โจทก์เมื่อสัญญาเลิกกันนั้น เห็นว่า ค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นการเรียกร้องโดยอาศัยเหตุมาจากการที่จำเลยไม่ยอมส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่เช่าคืนโจทก์เมื่อสัญญาเช่าใช้เลิกกัน อันถือเป็นค่าเสียหายที่สืบเนื่องมาจากการเลิกสัญญา ซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์จะกระทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 หาใช่เป็นการเรียกค่าเสียหายที่มีลักษณะเช่นเดียวกับการเรียกค่าเช่าตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาไม่ ซึ่งค่าเสียหายในส่วนนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อนับตั้งแต่วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจนถึงวันฟ้องยังไม่เกินกำหนด 10 ปี คดีโจทก์ในส่วนนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้เป็นผู้ได้รับการจัดสรรความถี่วิทยุ 143.150 MHz และจำเลยได้เช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์จากโจทก์ ยอมชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยค้างชำระค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์เป็นเวลานาน และค้างชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยยื่นแบบแสดงรายการค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุพร้อมชำระค่าตอบแทน จำเลยได้รับหนังสือแล้วแต่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเครื่องวิทยุคมนาคมที่ไม่สามารถส่งคืนได้จำนวน 6 เครื่อง เป็นเงินจำนวน 19,379 บาท ชำระราคาค่าอุปกรณ์วิทยุคมนาคมที่ไม่สามารถส่งคืนได้พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินจำนวน 7,233.34 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 6,263 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินจำนวน 53,290.75 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 37,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระค่าขาดประโยชน์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่ไม่สามารถส่งคืนได้จำนวน 6 เครื่อง เป็นเงินจำนวน 52,200 บาท และอัตราเดือนละ 1,800 บาท ต่อเครื่อง นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุจำนวน 4,800 บาท และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องจำนวน 79,824 บาท และอัตราวันละ 48 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยเป็นผู้ให้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ตามฟ้องแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ทั้งสัญญาให้เลขที่ 1296/2533 และสัญญาเช่าใช้เลขที่ 1457/2533 ก็ตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระราคาค่าเครื่องวิทยุคมนาคมและค่าอุปกรณ์จำนวน 4 เครื่อง ตามสัญญาเช่าใช้ดังกล่าว ค่าอุปกรณ์ที่โจทก์เรียกร้องมาก็สูงเกินไป สิทธิเรียกร้องค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ตามสัญญาเช่าทั้ง 4 ฉบับ ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องมาจากเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์สูญหายเป็นเรื่องละเมิด โจทก์ต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทราบว่าจำเลยทำเครื่องวิทยุคมนาคมสูญหาย แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี แล้ว จึงขาดอายุความ และค่าเสียหายส่วนนี้ซ้ำซ้อนกับที่โจทก์เรียกให้จำเลยใช้ราคาค่าเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่สูญหาย ทั้งจำเลยไม่ได้มีข้อตกลงในเรื่องนี้กับโจทก์ และโจทก์ถือเป็นผู้รับส่งข่าวสาร ให้จำเลยเช่าความถี่วิทยุเรียกเอาค่าตอบแทนอันเกิดจากการเช่า จึงถือว่าเป็นค่าเช่าหรือค่าธรรมเนียม โจทก์ต้องฟ้องเรียกค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุภายใน 2 ปี นับแต่วันครบกำหนดชำระ คือปี 2539 ถึงปี 2541 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (3) แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 2 ปีแล้ว คดีโจทก์ส่วนนี้จึงขาดอายุความ เมื่อสิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุอันเป็นหนี้ประธานขาดอายุความแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/26 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 25,642 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าอุปกรณ์ที่ไม่สามารถส่งคืนได้จำนวน 6,263 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 26,612.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,263 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธิเรียกร้องค่าเช่าใช้วิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยไม่สามารถส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์คืนโจทก์ ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐ การดำเนินงานของโจทก์จึงมิใช่เป็นเรื่องของผู้ประกอบกิจการให้เช่าสังหาริมทรัพย์เรียกเอาค่าเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) ทั้งมิใช่เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันพึงได้รับในการนั้น แต่ลักษณะเป็นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้บริการสาธารณะที่หน่วยงานของรัฐเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการสาธารณะ เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น คดีนี้ต้องห้ามมิให้

ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อปี 2532 จำเลยยื่นเรื่องต่อโจทก์ขอมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมจำนวน 24 เครื่อง ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 โจทก์พิจารณาแล้วอนุญาตให้จำเลยมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมที่ความถี่ 143.150 MHz จำนวน 20 เครื่อง โดยวิธีเช่าใช้จากโจทก์ ตามหนังสือของโจทก์เอกสารหมาย จ.7 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2533 วันที่ 8 มกราคม 2534 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2535 และวันที่ 19 เมษายน 2536 จำเลยทำสัญญาให้และมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์จำนวน 4 เครื่อง 4 เครื่อง 2 เครื่อง และ 1 เครื่อง ตามลำดับให้แก่โจทก์ และในวันเดียวกันนั้นจำเลยได้ทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท 1,000 บาท 600 บาท และ 300 บาท ตามลำดับ โดยชำระภายในวันที่ 10 ของทุกเดือน สัญญาเช่าใช้แต่ละฉบับมีกำหนด 1 ปี และมีข้อตกลงว่า เมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้ว หากจำเลยยังคงใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ต่อไปอีก ให้ถือว่าจำเลยตกลงเช่าต่อไปจนกว่าจำเลยจะบอกเลิกสัญญา ตามสัญญาให้และสัญญาเช่าใช้เอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.17 ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2539 มีประกาศกระทรวงคมนาคมกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุให้แก่โจทก์ โดยครั้งแรกต้องยื่นแบบแสดงรายการค่าตอบแทนพร้อมชำระค่าตอบแทนภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือจากโจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระเกินกำหนดเวลาต้องเสียค่าตอบแทนเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน ของค่าตอบแทนที่ต้องชำระ นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระจนถึงวันชำระเสร็จ ตามประกาศเอกสารหมาย จ.27 โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 11มิถุนายน 2541 แจ้งให้จำเลยทราบแล้ว ตามหนังสือและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.28 ต่อมาปี 2542 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าทั้ง 4 ฉบับ และได้ส่งเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์คืนแก่โจทก์บางส่วน โดยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2542 ส่งคืนจำนวน 4 เครื่อง และเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2542 ส่งคืนจำนวน 1 เครื่อง ส่วนอีก 6 เครื่อง จำเลยแจ้งว่าสูญหาย ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.22 ถึง จ.25 โจทก์มีหนังสือแจ้งยินยอมให้จำเลยเลิกสัญญาเช่าใช้พร้อมแจ้งให้จำเลยส่งคืนเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ให้ครบถ้วนตามสัญญา หากไม่สามารถคืนได้ให้ชดใช้ราคาแทน ให้ชำระค่าเช่าใช้ที่ค้างชำระ ค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าใช้สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมที่สูญหาย ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุพร้อมค่าตอบแทนเพิ่ม เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่การที่โจทก์จัดให้มีบริการเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุแห่งชาติ โดยผู้เช่าจะต้องเสียค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์พร้อมทั้งต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่ รวมทั้งต้องชำระค่าตอบแทนเพิ่มในกรณีไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่ภายในกำหนด ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์ สิทธิเรียกร้องค่าเช่าใช้วิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) ส่วนค่าตอบแทนรวมทั้งค่าตอบแทนเพิ่มที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยผู้ใช้ความถี่วิทยุก็มีลักษณะทำนองเดียวกับค่าเช่า เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์และเรียกค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุตามสัญญาเช่าใช้ทั้ง 4 ฉบับ เกินกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์สามารถทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ได้ สิทธิเรียกร้องค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุดังกล่าวจึงขาดอายุความ และเมื่อสิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนการใช้ความถี่วิทยุอันเป็นหนี้ประธานขาดอายุความ ค่าตอบแทนเพิ่มดังกล่าวซึ่งเป็นเบี้ยปรับและเป็นหนี้อุปกรณ์ก็ย่อมขาดอายุความด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/26 สำหรับที่โจทก์เรียกค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์อันเนื่องมาจากจำเลยไม่ส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์คืนแก่โจทก์เมื่อสัญญาเลิกกันนั้น เห็นว่า ค่าเสียหายในส่วนดังกล่าวนี้เป็นการเรียกร้องโดยอาศัยเหตุมาจากการที่จำเลยไม่ยอมส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่เช่าคืนโจทก์เมื่อสัญญาเช่าใช้เลิกกัน อันถือเป็นค่าเสียหายที่สืบเนื่องมาจากการเลิกสัญญา ซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์จะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 หาใช่เป็นการเรียกค่าเสียหายที่มีลักษณะเช่นเดียวกับการเรียกค่าเช่าตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาไม่ ซึ่งค่าเสียหายในส่วนนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อนับตั้งแต่วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจนถึงวันฟ้องยังไม่เกินกำหนด 10 ปี คดีโจทก์ในส่วนนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า สาเหตุที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์จำนวน 6 เครื่อง คืนโจทก์ได้เนื่องจากเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวได้สูญหายไป สัญญาเช่าใช้สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่สูญหายย่อมเป็นอันระงับไปนับแต่วันที่สูญหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายในลักษณะเป็นค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ ฎีกาโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/26 ม. 193/30 ม. 193/34 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมไปรษณีย์โทรเลข
บริษัทสามมิตรมอเตอร์ส
แมนูแฟคเจอริง จำกัด
หรือบริษัทสามมิตรมอเตอร์ส
จำเลย — แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7198/2553
#512794
เปิดฉบับเต็ม

กรมไปรษณีย์โทรเลขโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่การที่โจทก์จัดให้มีบริการเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุแห่งชาติ โดยผู้เช่าจะต้องเสียค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์พร้อมทั้งต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่ รวมทั้งต้องชำระค่าตอบแทนเพิ่มในกรณีไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่ภายในกำหนด ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์ สิทธิเรียกร้องค่าเช่าใช้วิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (6)

สิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนการใช้ความถี่วิทยุอันเป็นหนี้ประธานขาดอายุความ ค่าตอบแทนเพิ่มในกรณีไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่ซึ่งเป็นเบี้ยปรับและเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมขาดอายุความด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/26

ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์อันเนื่องมาจากจำเลยไม่ส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์คืนแก่โจทก์ อาศัยเหตุมาจากการที่จำเลยไม่ยอมส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่เช่าคืนโจทก์เมื่อสัญญาเช่าใช้เลิกกัน ถือว่าเป็นค่าเสียหายที่สืบเนื่องมาจากการเลิกสัญญา ซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์จะกระทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 มิใช่เป็นการเรียกค่าเสียหายที่มีลักษณะเช่นเดียวกับการเรียกค่าเช่า เมี่อค่าเสียหายในส่วนนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

จำเลยไม่สามารถส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์คืนโจทก์ผู้ให้เช่าได้เนื่องจากเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์สูญหายไป สัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่สูญหายย่อมเป็นอันระงับไปนับแต่วันที่สูญหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 567 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายในลักษณะเป็นค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์มีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงคมนาคม ต่อมามีพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 และพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ให้โอนโจทก์มาสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีอำนาจหน้าที่บริหารความถี่วิทยุ ดำเนินการด้านใบอนุญาตวิทยุคมนาคม ให้เช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคม ตรวจสอบและเฝ้าฟังวิทยุ และดำเนินการอื่น ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคม สำหรับคดีนี้สืบเนื่องมาจากคณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุแห่งชาติได้มีมติมอบหมายให้โจทก์ดำเนินการให้เช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมสำหรับข่ายเฉพาะกิจแก่ภาคเอกชนเพื่อเป็นการสนับสนุนการให้บริการโทรคมนาคมสาธารณะ โจทก์จึงได้ออกระเบียบเรียกว่า ระเบียบกรมไปรษณีย์โทรเลขว่าด้วยการเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมสำหรับข่ายเฉพาะกิจ พ.ศ.2534 จำเลยได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้เป็นผู้ได้รับการจัดสรรความถี่วิทยุ 143.150 MHz และจำเลยได้เช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์จากโจทก์ โดยเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2533 จำเลยได้ให้เครื่องวิทยุคมนาคมแบบมือถือพร้อมอุปกรณ์แก่โจทก์และได้ทำสัญญาเลขที่ 1457/2533 เช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์จำนวน 4 เครื่อง จากโจทก์ ยอมชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 250 บาท ต่อ 1 เครื่อง วันที่ 8 มกราคม 2534 จำเลยได้ให้เครื่องวิทยุคมนาคมแบบมือถือพร้อมอุปกรณ์แก่โจทก์และได้ทำสัญญาเลขที่ 1680/2534 เช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์รวม 4 เครื่อง จากโจทก์ยอมชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 250 บาท ต่อ 1 เครื่อง วันที่ 16 พฤศจิกายน 2535 จำเลยได้ให้เครื่องวิทยุคมนาคมแบบมือถือพร้อมอุปกรณ์แก่โจทก์และได้ทำสัญญาเลขที่ 2253/2535 เช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์จำนวน 2 เครื่อง จากโจทก์ยอมชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 300 บาท ต่อ 1 เครื่อง และวันที่ 19 เมษายน 2536 จำเลยได้ให้เครื่องวิทยุคมนาคมแบบมือถือพร้อมอุปกรณ์แก่โจทก์และได้ทำสัญญาเลขที่ 2327/2536 เช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์

จำนวน 1 เครื่อง จากโจทก์ ยอมชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 300 บาท ตามสัญญาเช่าใช้แต่ละฉบับดังกล่าวจำเลยต้องชำระค่าเช่าภายในวันที่ 10 ของทุกเดือน และจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 กฎหมาย ระเบียบและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด สัญญามีผลใช้บังคับ 1 ปี เมื่อครบกำหนดตามสัญญา หากจำเลยยังคงใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์อยู่ ให้ถือว่าจำเลยตกลงเช่าต่อไปจนกว่าผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญา เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง ผู้เช่าต้องส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ในสภาพที่ใช้งานได้ดีคืนให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2539 กระทรวงคมนาคมได้ออกประกาศกระทรวงคมนาคมเรื่องกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ โดยให้ผู้ที่ได้รับการจัดสรรความถี่วิทยุต้องยื่นแบบแสดงรายการค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุตามที่โจทก์กำหนดพร้อมชำระค่าตอบแทนภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือจากโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยค้างชำระค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์เป็นเวลานาน และค้างชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยยื่นแบบแสดงรายการค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุพร้อมชำระค่าตอบแทน จำเลยได้รับหนังสือแล้วแต่เพิกเฉยไม่ดำเนินการยื่นแบบแสดงรายการ ครั้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2542 จำเลยส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ตามสัญญาเช่าใช้เลขที่ 1680/2534 จำนวน 3 เครื่อง และตามสัญญาเช่าใช้เลขที่ 2253/2535 จำนวน 1 เครื่อง คืนโจทก์ และต่อมาวันที่ 8 เมษายน 2542 จำเลยส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมตามสัญญาเช่าใช้ เลขที่ 2327/2536 คืนโจทก์อีก 1 เครื่อง และโจทก์พิจารณาแล้วยินยอมให้จำเลยยกเลิกสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ส่วนที่ยังไม่ได้ส่งมอบคืนอีก 6 เครื่อง และได้แจ้งให้จำเลยส่งคืนอุปกรณ์วิทยุคมนาคมที่ยังไม่ได้ส่งคืน ชำระค่าเช่าใช้ที่ค้าง ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่ม ส่วนเครื่องวิทยุคมนาคมที่สูญหายโจทก์ได้ดำเนินการให้กระทรวงการคลังคำนวณค่าเสื่อมราคา หลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยดำเนินการตามข้อกำหนดในสัญญาและชดใช้ราคาเครื่องวิทยุคมนาคมที่สูญหาย แต่จำเลยเพิกเฉย จึงต้องรับผิดชำระค่าเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่จำเลยไม่สามารถส่งคืนได้จำนวน 6 เครื่อง และอุปกรณ์วิทยุคมนาคมอันได้แก่ แท่นชาร์จ 5 อัน เสาอากาศ 4 ต้น แพ็คถ่าน 3 ก้อน รวมเป็นค่าเสียหายในส่วนนี้จำนวน 26,612.34 บาท ชำระค่าเช่าที่ค้างชำระตามสัญญาเช่าใช้เลขที่ 1457/2533 ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 ถึงเดือนเมษายน 2542 รวม 6 เดือน เป็นเงินจำนวน 7,200 บาท ตามสัญญาเช่าใช้เลขที่ 1680/2534 ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 ถึงเดือนมีนาคม 2542 รวม 5 เดือน เป็นเงินจำนวน 6,000 บาท ตามสัญญาเช่าใช้เลขที่ 2253/2534 ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 ถึงเดือนมีนาคม 2542 รวม 5 เดือน เป็นเงินจำนวน 3,000 บาท ตามสัญญาเช่าใช้เลขที่ 2327/2536 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2536 ถึงเดือนมีนาคม 2542 รวม 71 เดือน เป็นเงินจำนวน 21,300 บาท รวมเป็นเงินค่าเช่าใช้ที่ค้างชำระทั้งสิ้นจำนวน 37,500 บาท ชำระค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยไม่ชำระราคาเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์รวม 6 เครื่อง ให้แก่โจทก์ โดยขอคิดค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าใช้ในอัตราเดือนละ 1,800 บาท ต่อเครื่อง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2543 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 2 ปี 5 เดือน เป็นเงินจำนวน 52,200 บาท ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุตั้งแต่ปี 2539 ถึงปี 2541 อัตราปีละ 1,600 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 4,800 บาท และชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มของปี 2539 ถึงปี 2541 อันเนื่องจากไม่ชำระค่าตอบแทนภายในกำหนดเวลาในอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน ของค่าตอบแทนที่ต้องชำระในอัตราวันละ 48 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2541 จนถึงวันชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุแล้วเสร็จ คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1,663 วัน รวมเป็นเงินจำนวน 79,824 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเครื่องวิทยุคมนาคมที่ไม่สามารถส่งคืนได้จำนวน 6 เครื่อง เป็นเงินจำนวน 19,379 บาท ชำระราคาค่าอุปกรณ์วิทยุคมนาคมที่ไม่สามารถส่งคืนได้พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินจำนวน 7,233.34 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 6,263 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินจำนวน 53,290.75 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 37,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระค่าขาดประโยชน์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่ไม่สามารถส่งคืนได้จำนวน 6 เครื่อง เป็นเงินจำนวน 52,200 บาท และอัตราเดือนละ 1,800 บาท ต่อเครื่อง นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุจำนวน 4,800 บาท และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องจำนวน 79,824 บาท และอัตราวันละ 48 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยเป็นผู้ให้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ตามฟ้องแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ทั้งสัญญาให้เลขที่ 1296/2533 และสัญญาเช่าใช้เลขที่ 1457/2533 ก็ตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระราคาค่าเครื่องวิทยุคมนาคมและค่าอุปกรณ์จำนวน 4 เครื่อง ตามสัญญาเช่าใช้ดังกล่าว ค่าอุปกรณ์ที่โจทก์เรียกร้องมาก็สูงเกินไป สิทธิเรียกร้องค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ตามสัญญาเช่าทั้ง 4 ฉบับ ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องมาจากเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์สูญหายเป็นเรื่องละเมิด โจทก์ต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทราบว่าจำเลยทำเครื่องวิทยุคมนาคมสูญหาย แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี แล้ว จึงขาดอายุความ และค่าเสียหายส่วนนี้ซ้ำซ้อนกับที่โจทก์เรียกให้จำเลยใช้ราคาค่าเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่สูญหาย ทั้งจำเลยไม่ได้มีข้อตกลงในเรื่องนี้กับโจทก์ และโจทก์ถือเป็นผู้รับส่งข่าวสารให้จำเลยเช่าความถี่วิทยุเรียกเอาค่าตอบแทนอันเกิดจากการเช่า จึงถือว่าเป็นค่าเช่าหรือค่าธรรมเนียม โจทก์ต้องฟ้องเรียกค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุภายใน 2 ปี นับแต่วันครบกำหนดชำระ คือปี 2539 ถึงปี 2541 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (3) แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 2 ปีแล้ว คดีโจทก์ส่วนนี้จึงขาดอายุความ เมื่อสิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุอันเป็นหนี้ประธานขาดอายุความแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/26 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 25,642 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าอุปกรณ์ที่ไม่สามารถส่งคืนได้จำนวน 6,263 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 26,612.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,263 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธิเรียกร้องค่าเช่าใช้วิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยไม่สามารถส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์คืนโจทก์ ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐ การดำเนินงานของโจทก์จึงมิใช่เป็นเรื่องของผู้ประกอบกิจการให้เช่าสังหาริมทรัพย์เรียกเอาค่าเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) ทั้งมิใช่เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันพึงได้รับในการนั้น แต่ลักษณะเป็นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้บริการสาธารณะที่หน่วยงานของรัฐเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการสาธารณะ เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อปี 2532 จำเลยยื่นเรื่องต่อโจทก์ขอมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมจำนวน 24 เครื่อง ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 โจทก์พิจารณาแล้วอนุญาตให้จำเลยมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมที่ความถี่ 143.150 MHz จำนวน 20 เครื่อง โดยวิธีเช่าใช้จากโจทก์ ตามหนังสือของโจทก์เอกสารหมาย จ.7 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2533 วันที่ 8 มกราคม 2534 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2535 และวันที่ 19 เมษายน 2536 จำเลยทำสัญญาให้และมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์จำนวน 4 เครื่อง 4 เครื่อง 2 เครื่อง และ 1 เครื่อง ตามลำดับให้แก่โจทก์ และในวันเดียวกันนั้นจำเลยได้ทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท 1,000 บาท 600 บาท และ 300 บาท ตามลำดับ โดยชำระภายในวันที่ 10 ของทุกเดือน สัญญาเช่าใช้แต่ละฉบับมีกำหนด 1 ปี และมีข้อตกลงว่า เมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้ว หากจำเลยยังคงใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ต่อไปอีก ให้ถือว่าจำเลยตกลงเช่าต่อไปจนกว่าจำเลยจะบอกเลิกสัญญา ตามสัญญาให้และสัญญาเช่าใช้เอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.17 ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2539 มีประกาศกระทรวงคมนาคมกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุให้แก่โจทก์ โดยครั้งแรกต้องยื่นแบบแสดงรายการค่าตอบแทนพร้อมชำระค่าตอบแทนภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือจากโจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระเกินกำหนดเวลาต้องเสียค่าตอบแทนเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน ของค่าตอบแทนที่ต้องชำระ นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระจนถึงวันชำระเสร็จ ตามประกาศเอกสารหมาย จ.27 โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 11 มิถุนายน 2541 แจ้งให้จำเลยทราบแล้ว ตามหนังสือและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.28 ต่อมาปี 2542 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าทั้ง 4 ฉบับ และได้ส่งเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์คืนแก่โจทก์บางส่วน โดยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2542 ส่งคืนจำนวน 4 เครื่อง และเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2542 ส่งคืนจำนวน 1 เครื่อง ส่วนอีก 6 เครื่อง จำเลยแจ้งว่าสูญหาย ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.22 ถึง จ.25 โจทก์มีหนังสือแจ้งยินยอมให้จำเลยเลิกสัญญาเช่าใช้พร้อมแจ้งให้จำเลยส่งคืนเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ให้ครบถ้วนตามสัญญา หากไม่สามารถคืนได้ให้ชดใช้ราคาแทน ให้ชำระค่าเช่าใช้ที่ค้างชำระ ค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าใช้สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมที่สูญหาย ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุพร้อมค่าตอบแทนเพิ่ม เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่การที่โจทก์จัดให้มีบริการเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุแห่งชาติ โดยผู้เช่าจะต้องเสียค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์พร้อมทั้งต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่ รวมทั้งต้องชำระค่าตอบแทนเพิ่มในกรณีไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่ภายในกำหนด ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์ สิทธิเรียกร้องค่าเช่าใช้วิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) ส่วนค่าตอบแทนรวมทั้งค่าตอบแทนเพิ่มที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยผู้ใช้ความถี่วิทยุก็มีลักษณะทำนองเดียวกับค่าเช่า เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์และเรียกค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุตามสัญญาเช่าใช้ทั้ง 4 ฉบับ เกินกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์สามารถทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ได้ สิทธิเรียกร้องค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุดังกล่าวจึงขาดอายุความ และเมื่อสิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนการใช้ความถี่วิทยุอันเป็นหนี้ประธานขาดอายุความ ค่าตอบแทนเพิ่มดังกล่าวซึ่งเป็นเบี้ยปรับและเป็นหนี้อุปกรณ์ก็ย่อมขาดอายุความด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/26 สำหรับที่โจทก์เรียกค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์อันเนื่องมาจากจำเลยไม่ส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์คืนแก่โจทก์เมื่อสัญญาเลิกกันนั้น เห็นว่า ค่าเสียหายในส่วนดังกล่าวนี้เป็นการเรียกร้องโดยอาศัยเหตุมาจากการที่จำเลยไม่ยอมส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่เช่าคืนโจทก์เมื่อสัญญาเช่าใช้เลิกกัน อันถือเป็นค่าเสียหายที่สืบเนื่องมาจากการเลิกสัญญา ซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์จะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 หาใช่เป็นการเรียกค่าเสียหายที่มีลักษณะเช่นเดียวกับการเรียกค่าเช่าตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาไม่ ซึ่งค่าเสียหายในส่วนนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อนับตั้งแต่วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจนถึงวันฟ้องยังไม่เกินกำหนด 10 ปี คดีโจทก์ในส่วนนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า สาเหตุที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์จำนวน 6 เครื่อง คืนโจทก์ได้เนื่องจากเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวได้สูญหายไป สัญญาเช่าใช้สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่สูญหายย่อมเป็นอันระงับไปนับแต่วันที่สูญหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายในลักษณะเป็นค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ ฎีกาโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/26 ม. 193/30 ม. 193/34 ม. 567
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมไปรษณีย์โทรเลข
บริษัทสามมิตรมอเตอร์ส แมนูแฟคเจอริง จำกัด
จำเลย — หรือบริษัทสามมิตรมอเตอร์ส แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ชัยวัฒน์ เบ็ญจะมโน
ณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7188/2553
#507512
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดในมูลละเมิดและประกันภัยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2026/2548 ของศาลจังหวัดปฐม แต่โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีก่อนเสียเพื่อไปฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาลที่อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ในมูลหนี้เดิมและรายเดียวกันเป็นคดีนี้ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีก่อนอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ ดังนั้น เมื่อคดีที่โจทก์ขอถอนฟ้องในคดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ต้องถือว่าคดีก่อนยังไม่ถึงที่สุด การที่โจทก์นำมูลหนี้รายเดียวกันฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอีกจึงเป็นการฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาศาลฎีกาจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง คดีก่อนถึงที่สุดก็ตาม ก็หาทำให้ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 228,878 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองในเรื่องเดียวกันตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2026/2548 ของศาลจังหวัดนครปฐมและคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล โจทก์มาฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า มูลเหตุคดีนี้และคดีก่อนเป็นเรื่องเดียวกัน และคดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา กรณีจึงต้องห้ามไม่ให้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในเรื่องเดียวกันอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2026/2548 ของศาลจังหวัดนครปฐมหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดในมูลละเมิดประกันภัยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2026/2548 ของศาลจังหวัดนครปฐม แต่โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีก่อนเสียเพื่อไปฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาลที่อยู่ในเขตอำนาจ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ในมูลหนี้เดิมและรายเดียวกันเป็นคดีนี้ ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีก่อนอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ เห็นว่า เมื่อคดีที่โจทก์ขอถอนฟ้องในคดีก่อนยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ต้องถือว่าคดีก่อนยังไม่ถึงที่สุด การที่โจทก์นำมูลหนี้รายเดียวกันมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอีกจึงเป็นการฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาศาลฎีกาจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง คดีก่อนถึงที่สุดก็ตาม ก็หาทำให้ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟัองไม่ขึ้น"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 173 วรรคสอง (1) ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววัชรี นุ่มนวล
นายยอดยิ่งหรือศุภสิน
จำเลย — ศรีวัฒนทรัพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สุเสารัจ
มานัส เหลืองประเสริฐ
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7173/2553
#510411
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว หากจำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือกำหนดโทษไม่ถูกต้อง จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาไปยังศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 แต่จำเลยมิได้ใช้สิทธิจนคดีถึงที่สุดไปแล้ว จึงมายื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษจำเลยใหม่ ดังนี้ หากศาลกำหนดโทษจำเลยใหม่ ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 190 ซึ่งห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้วนอกจากถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสองและวรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,500,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ จำคุก 15 ปี และปรับ 900,000 บาท เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ประกอบมาตรา 51 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิตเพิ่มโทษไม่ได้ คงจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 2,000,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ จำคุก 20 ปี และปรับ 1,200,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ จำคุก 10 ปี และปรับ 600,000 บาท รวมจำคุก 35 ปี และปรับ 1,600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คดีถึงที่สุด

จำเลยยื่นคำร้องว่า เมทแอมเฟตามีนที่โจทก์หาว่าจำเลยพยายามจำหน่ายมีจำนวน 200 เม็ด น้ำหนักเท่าใดไม่ปรากฏชัด และไม่ระบุปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ กรณีจึงเป็นความผิดตามกฎหมายเดิม มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง และเป็นความผิดตามกฎหมายใหม่ มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง โทษจำคุกจึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ทั้งความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนต้องรับโทษเพียงสองในสามของความผิดสำเร็จ การที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุก 15 ปี จึงเป็นการคลาดเคลื่อน จำเลยจึงควรได้รับโทษจำคุกเพียง 10 ปี ก่อนเพิ่มโทษและลดโทษ นอกจากนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยลงโทษจำเลยในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต จึงไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีก จำเลยจึงควรได้รับโทษจำคุกทั้งสิ้นเพียง 25 ปี ขอให้ปรับบทลงโทษจำเลยใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีถึงที่สุดแล้ว ไม่อาจปรับบทลงโทษให้ตามที่จำเลยขอให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ปรับบทลงโทษใหม่ในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้วแต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้..." ดังนั้น การที่จะนำบทบัญญํติดังกล่าวมาใช้บังคับในฐานะกฎหมายที่เป็นคุณได้จะต้องเป็นกรณีที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด แต่ขณะที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2548 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องนำบทบัญญัติมาตรา 15 และมาตรา 66 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยกระทำความผิดมาใช้บังคับ ดังนี้ ศาลย่อมพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวได้ ส่วนที่จำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยมีกำนด 15 ปี ในความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไม่ถูกต้อง ต้องลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี และจำเลยต้องได้รับโทษจำคุกรวม 25 ปี เพราะเมื่อลงโทษจำเลยจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจนำโทษในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีกนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว หากจำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือกำหนดโทษไม่ถูกต้อง จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 แต่จำเลยมิได้ใช้สิทธิดังกล่าวจนคดีถึงที่สุดไปนานแล้ว จำเลยจึงมายื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษจำเลยใหม่ โดยอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 152/2534 ดังนี้ หากศาลฟังข้อกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกาตามที่จำเลยอ้างแล้ววินิจฉัยกำหนดโทษจำเลยใหม่ ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ซึ่งห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้วนอกจากถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด เป็นเรื่องที่จำเลยจะอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 190 ม. 193
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายพา สุขสมบัติไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7153/2553
#503234
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1392 มิได้ระบุระยะเวลาที่อาจเรียกให้ย้ายภาระจำยอมไว้ว่าจะต้องกระทำภายในระยะเวลาใด และต้องกระทำก่อนคดีถึงที่สุดหรือไม่ เพียงแต่ะระบุให้เจ้าของภารยทรัพย์ที่ขอย้ายต้องแสดงให้เห็นได้ว่าการย้ายนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนและรับจะเสียค่าใช้จ่ายหากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ทั้งจะต้องไม่ทำให้ความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์ลดน้อยลง ก็เพียงพอที่จะเรียกให้ย้ายทางภาระจำยอมได้แล้ว ประกอบกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวก็เพื่อต้องการให้เป็นหลักประนีประนอมอันดีระหว่างประโยชน์ของเจ้าของภารยทรัพย์และความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์โดยไม่ถือเคร่งครัดตามสิทธิเกินไปด้วย ดังนั้นตราบใดที่การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้น การขอย้ายทางภาระจำยอมก็ย่อมสามารถกระทำได้แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นที่สุดแล้วก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า ทางเดินพิพาทกว้างประมาณ 80 เซนติเมตร ยาวตลอดแนวทางเดินในที่ดินโฉนดเลขที่ 1253 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 ยาวประมาณ 91 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1251 และ 1252 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ยาวประมาณ 63 เมตร และ 72.50 เมตร ตามลำดับเป็นทางภาระจำยอม ให้จำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนภาระจำยอมให้โจทก์ทั้งเจ็ด เพื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 1275 เลขที่ดิน 19 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ด ให้จำเลยทั้งเจ็ดรื้อสิ่งก่อสร้างใดๆ ที่ได้กระทำลงบนทางพิพาท ให้จำเลยทั้งเจ็ดทำสะพานไม้ให้อยู่ในสภาพเดิมโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งเจ็ด คดีอยู่ระหว่างการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี

จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีและย้ายทางภาระจำยอมบางส่วนดังกล่าว

ผู้ร้องทั้งสี่สิบห้าขอให้งดการบังคับคดี

โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ดและผู้ร้องทั้งสี่สิบห้าและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้งดการบังคับคดีตามคำพิพากษาเฉพาะที่ให้รื้อสิ่งก่อสร้างที่เป็นตัวอาคารหรือตึกแถวที่ตั้งอยู่บนทางภาระจำยอมด้านที่ยาว 91 เมตร และ 63 เมตร และให้งดการบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ให้ทำสะพานไม้ให้อยู่ในสภาพเดิมเฉพาะทางภาระจำยอมด้านที่ยาว 91 เมตร และ 63 เมตร นอกจากที่ให้งดการบังคับคดีดังกล่าวนี้แล้ว การบังคับคดีในส่วนอื่นตามคำพิพากษาคงให้ดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย

สำหรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่สิบห้า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เหตุตามที่ผู้ร้องอ้างไม่ถือเป็นเหตุเพียงพอที่จะให้ศาลงดการบังคับคดีไว้ได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ด จำเลยทั้งเจ็ดและผู้ร้องทั้งสี่สิบห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้งดการบังคับคดีไว้ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่สิบห้า ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยทั้งเจ็ด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า...ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยทั้งเจ็ดที่ว่า จำเลยทั้งเจ็ดจะขอให้ย้ายทางภาระจำยอมบางส่วนและงดการบังคับคดีตามคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ดได้หรือไม่เพียงใดนั้น ประการแรกที่จำเลยทั้งเจ็ดขอให้ย้ายทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตร ไปใช้ทางที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายวิมลทนายจำเลยทั้งเจ็ดประกอบกับคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ดว่า ทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตร มีบางส่วนอยู่เลยเข้าไปในที่ดินและตึกแถวของผู้ซื้อบ้านจัดสรร จำเลยทั้งเจ็ดในฐานะเจ้าของภารยทรัพย์ได้สร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างดีเป็นการถาวรมั่นคง กว้างประมาณ 6 เมตร ขึ้นมาใหม่ถัดจากทางภาระจำยอมเดิมเล็กน้อย ซึ่งประชาชนทั่วไปรวมทั้งโจทก์ทั้งเจ็ดสามารถใช้ถนนดังกล่าวเป็นทางเดินหรือใช้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออกได้สะดวกปลอดภัยโดยไม่จำต้องสร้างสะพานไม้บนถนนดังกล่าวอันจะก่อให้เกิดความยากลำบากในการสัญจรขึ้นอีก ทั้งในส่วนของทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตรนี้ ทนายโจทก์ทั้งเจ็ดก็แถลงรับข้อเท็จจริงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา แล้วว่า ตำแหน่งของทางภาระจำยอมส่วนนี้ส่วนใหญ่จะทับกับถนนคอนกรีตที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นคงมีบางส่วนที่ทับกับตึกแถวของนางนิรมลที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวและทับกับตึกแถวซึ่งอยู่ถัดขึ้นไปอีกสองห้องเพียงเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นว่า ทางภาระจำยอมส่วนนี้เดิมเป็นที่ต่ำจึงต้องสร้างสะพานใม้ขึ้นเป็นทางเดินมีความกว้างเพียง 70 ถึง 80 เซนติเมตร ส่วนถนนที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่เป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กถาวรมั่นคงมีความกว้างถึงประมาณ 6 เมตร ใช้เป็นทางเดินและทางรถยนต์ได้สะดวกสบายกว่าทางภาระจำยอมเดิมมาก นอกจากนี้ปรากฏว่าตึกแถวที่จำเลยทั้งเจ็ดก่อสร้างมีจำนวนถึง 3 คูหา ที่รุกล้ำเข้ามาทับทางภาระจำยอมบางส่วนซึ่งเห็นได้ชัดว่าหากต้องมีการรื้อตึกแถวในส่วนที่รุกล้ำทุกคูหาย่อมจะเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ดังนั้นการย้ายทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตร จากที่เดิมไปยังถนนคอนกรีตที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นจึงเป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งเจ็ดรวมถึงโจทก์ทั้งเจ็ด และยังเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบันอีกด้วย จำเลยทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิเรียกให้ย้ายทางภาระจำยอมดังกล่าวไปยังถนนที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 ซึ่งการย้ายทางภาระจำยอมดังกล่าวไม่เป็นการต้องห้ามหรือขัดกับคำวินิจฉัยชี้ขาดและคำพิพากษาของศาลฎีกาดังที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกากล่าวอ้าง เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 มิได้ระบุระยะเวลาที่อาจจะเรียกให้ย้ายภาระจำยอมไว้ว่าจะต้องกระทำภายในระยะเวลาใดและต้องการกระทำก่อนคดีถึงที่สุดหรือไม่ เพียงแต่ระบุให้เจ้าของภารยทรัพย์ที่ขอย้ายต้องแสดงให้เห็นได้ว่าการย้ายนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนและรับจะเสียค่าใช้จ่ายหากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ทั้งจะต้องไม่ทำให้ความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์ลดน้อยลง ก็เพียงพอที่จะเรียกให้ย้ายภาระจำยอมได้แล้ว ประกอบกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวก็เพื่อต้องการให้เป็นหลักประนีประนอมอันดีระหว่างประโยชน์ของเจ้าของภารยทรัพย์และความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์โดยไม่ถือเคร่งครัดตามสิทธิเกินไปด้วย ดังนั้น ตราบใดที่การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้น การขอให้ย้ายทางภาระจำยอมก็ย่อมสามารถกระทำได้ แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นที่สุดแล้วก็ตาม ...และเมื่อจำเลยทั้งเจ็ดขอให้โจทก์ทั้งเจ็ดย้ายทางภาระจำยอมเดิมมายังถนนคอนกรีตที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่แล้วถนนคอนกรีตย่อมตกเป็นทางภาระจำยอมแทนทางภาระจำยอมซึ่งเป็นสะพานไม้เดิมจำเลยทั้งเจ็ดจึงต้องจดทะเบียนถนนคอนกรีตให้เป็นทางภาระจำยอมแทนทางภาระจำยอมเดิมด้วย โดยจำเลยทั้งเจ็ดไม่ต้องสร้างสะพานไม้ขึ้นมาบนทางภาระจำยอมนี้อีก...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ย้ายทางภาระจำยอมด้านที่มีความยาว 63 เมตรเดิมไปใช้ทางซึ่งเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กกว้างประมาณ 6 เมตร ที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นติดและทับกับทางภาระจำยอมเดิม โดยให้จำเลยทั้งเจ็ดดำเนินการเพื่อให้โจทก์ทั้งเจ็ดสามารถใช้ทางภาระจำยอมใหม่ได้ หากมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก็ให้จำเลยทั้งเจ็ดเป็นผู้ออกใช้ ให้จำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนถนนคอนกรีตดังกล่าวเป็นทางภาระจำยอมแทนทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตรเดิม หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษานี้แทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ด ให้งดการบังคับคดีในส่วนที่ต้องรื้อกำแพงรั้วและตึกแถวที่สร้างเฉียงล้ำทางภาระจำยอมความยาว 91 เมตร และทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตรเดิมเสีย กับให้งดการก่อสร้างสะพานไม้บนทางภาระจำยอมทั้งสองทางดังกล่าว ส่วนทางภาระจำยอมความยาว 72.50 เมตร คงให้ดำเนินการบังคับคดีตามหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นซึ่งออกตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่สิบห้า ค่าคำร้องเป็นพับ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยทั้งเจ็ดเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1392
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาอากาศตรีเทียม ประถมด้วง กับพวก
ผู้ร้อง — นายปรีชา สหมงคลกิจ กับพวก
จำเลย — บริษัทเชิงทะเล จำกัด กับพวก
นายสำคัญ บุญหลง โดยนางสาวดวงตา บุญหลง
จำเลยร่วม — ผู้จัดการมรดก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายโสภณ บางยี่ขัน
ศาลอุทธรณ์ — นางปดารณี ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7152/2553
#503241
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1497 บัญญัติว่า "การสมรสที่เป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้" เมื่อจำเลยร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องกล่าวอ้างในคดีนี้ว่า การสมรสระหว่างตนเองกับ ช.เป็นการสมรสซ้อน ผลคือทำให้การสมรสเป็นโมฆะตามบทกฎหมายดังกล่าว การสมรสที่เป็นโมฆะดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1498 วรรคแรก ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยร่วมที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ไม่ใช่สินสมรส

โจทก์ยื่นคำคัดค้านแต่เพียงว่า ทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสที่ตกทอดเป็นมรดกของ ช. ไม่ได้คัดค้านว่าเป็นทรัพย์สินที่ ช.ซื้อหรือร่วมกับจำเลยร่วมที่ 1 ซื้อหามา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าทรัพย์พิพาทเป็นทรัพย์สินของจำเลยร่วมที่ 1 แต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของ ช. ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ทรัพย์พิพาทเป็นทรัพย์สินที่ ช. ซื้อหามาด้วยเงินของตนเอง แล้วใส่ชื่อของบุตรสาวไว้ ต่อมาจึงโอนใส่ชื่อของจำเลยร่วมที่ 1 เป็นข้อที่โจทก์ไม่ได้คัดค้านและไม่ได้นำสืบต่อสู้ไว้ ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ขณะโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาในคดี จำเลยร่วมที่ 1 ยื่นคำให้การว่า การสมรสระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับ ช. เป็นโมฆะเพราะเป็นการสมรสซ้อน โจทก์จึงทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวจากคำให้การของจำเลยร่วมที่ 1 แล้ว แต่ยังยินยอมที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยร่วมที่ 1 โดยในสัญญาข้อ 3 ระบุว่า "ในส่วนของจำเลยร่วมทั้งสามขอรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของช." ดังนั้น หาก ช. ไม่มีทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยร่วมทั้งสาม โจทก์ก็จะเรียกร้องให้จำเลยร่วมทั้งสามรับผิดไม่ได้ การที่จำเลยร่วมที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยโจทก์ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสมรสซ้อนอยู่แล้วจึงไม่เป็นการฉ้อฉลโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์ 85,000 บาท โดยเริ่มชำระงวดแรกวันที่ 2 ตุลาคม 2543 เป็นเงิน 5,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท ทุกวันที่ 2 ของเดือนจนกว่าจะครบ ภายในระยะเวลา 17 เดือน แต่ต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2545 หากผิดนัดจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทั้งสามยอมให้โจทก์บังคับคดีในยอดเงินที่เหลือได้ทันที พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันชำระเสร็จ โดยตกลงค่าทนายความ 5,000 บาท ในส่วนของจำเลยร่วมทั้งสามให้รับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ ต่อมาจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 21505 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป

จำเลยร่วมที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เพิกถอนการบังคับคดีที่ดินโฉนดเลขที่ 21505 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างนาวาอากาศเอกชัยยุทธกับจำเลยร่วมที่ 1 เป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า การสมรสยังสมบูรณ์อยู่ เพราะไม่มีผู้ใดกล่าวอ้างหรือขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะ จึงต้องถือว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส เมื่อนาวาอากาศเอกชัยยุทธถึงแก่ความตาย ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจึงตกเป็นทรัพย์มรดกตกได้แก่ทายาท โจทก์มีสิทธิที่จะยึดเพื่อนำไปขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 บัญญัติว่า "การสมรสที่เป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้" การสมรสซ้อนตามมาตรา 1452 จึงอาจเป็นโมฆะได้โดยบุคคลผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้าง เมื่อจำเลยร่วมที่ 1 กล่าวอ้างในคดีนี้แล้วว่าการสมรสระหว่างตนเองกับนาวาอากาศเอกชัยยุทธเป็นการสมรสซ้อน ผลก็คือทำให้การสมรสเป็นโมฆะตามบทกฎหมายดังกล่าว และการสมรสที่เป็นโมฆะดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ตามมาตรา 1498 วรรคแรก ดังนั้น ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ไม่เป็นสินสมรส

ส่วนปัญหาว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจะตกเป็นทรัพย์มรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องอ้างว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่จำเลยร่วมที่ 1 ซื้อหามาเอง โจทก์ยื่นคำคัดค้านแต่เพียงว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นสินสมรสที่ตกทอดเป็นมรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ ไม่ได้คัดค้านว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นทรัพย์สินที่นาวาอากาศเอกชัยยุทธซื้อหามาหรือร่วมกับจำเลยร่วมที่ 1 ซื้อหามา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การสมรสระหว่างนาวาอากาศเอกชัยยุทธกับจำเลยร่วมที่ 1 เป็นโมฆะ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจึงไม่ใช่สินสมรส หากแต่เป็นทรัพย์สินของจำเลยร่วมที่ 1 ฝ่ายเดียว ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจึงไม่ตกเป็นทรัพย์มรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นทรัพย์สินที่นาวาอากาศเอกชัยยุทธซื้อหามาด้วยเงินของตนเองใส่ชื่อของบุตรสาวไว้ ต่อมาจึงโอนใส่ชื่อของจำเลยร่วมที่ 1 จำเลยร่วมที่ 1 ไม่มีเงินหาซี้อบ้านได้ เป็นข้อที่โจทก์ไม่ได้คัดค้านและไม่ได้นำสืบต่อสู้ไว้ ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยร่วมที่ 1 ทราบว่าตนเองสมรสซ้อนกับนาวาอากาศเอกชัยยุทธตั้งแต่ปี 2541 แต่มาตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์เมื่อปี 2543 เป็นการฉ้อฉลโจทก์และปิดบังข้อเท็จจริงต่อศาล ในทำนองว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น แม้ปัญหาดังกล่าวโจทก์จะไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คัดค้านมาตั้งแต่ในศาลชั้นต้นเช่นกัน แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้ เห็นว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาในคดีนี้ จำเลยร่วมที่ 1 ได้ยื่นคำให้การไว้อยู่แล้วว่า การสมรสระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับนาวาอากาศเอกชัยยุทธเป็นโมฆะเพราะเป็นการสมรสซ้อน โจทก์จึงทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวมาแล้วจากคำให้การของจำเลยร่วมที่ 1 แต่โจทก์ก็ยังยินยอมที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยร่วมที่ 1 โดยในข้อสัญญาข้อ 3 ยังระบุว่า "ในส่วนของจำเลยร่วมทั้งสามขอรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ " แสดงว่าโจทก์ยินยอมรับตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวว่า หากนาวาอากาศเอกชัยยุทธมีทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยร่วมทั้งสาม โจทก์ก็อาจจะเรียกร้องเอาจากจำเลยร่วมทั้งสามได้ แต่หากนาวาอากาศเอกชัยยุทธไม่มีทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยร่วมทั้งสาม โจทก์ก็อาจจะเรียกร้องให้จำเลยร่วมทั้งสามรับผิดไม่ได้ รวมถึงอาจจะเรียกร้องให้จำเลยร่วมที่ 1 รับผิดไม่ได้ หากจำเลยร่วมที่ 1 ไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับมรดกจากนาวาอากาศเอกชัยยุทธ การที่จำเลยร่วมที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยโจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่แล้วจึงไม่เป็นการฉ้อฉลโจทก์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1452 ม. 1497 ม. 1498
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายเฉลิม ทวีบท กับพวก
จำเลยร่วม — นางอรวรรณ เทียมสีหา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวน เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
สมชาย สินเกษม
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7152/2553
#509545
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1497 บัญญัติว่า "การสมรสที่เป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้" การสมรสซ้อนตามมาตรา 1452 จึงอาจเป็นโมฆะได้โดยบุคคลผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้าง เมื่อจำเลยร่วมที่ 1 กล่าวอ้างว่าการสมรสระหว่างตนเองกับ ช. เจ้ามรดกเป็นการสมรสซ้อนผลก็คือทำให้การสมรสเป็นโมฆะตามบทกฎหมายดังกล่าวและการสมรสที่เป็นโมฆะดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1498 วรรคแรก ดังนั้น ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสไม่เป็นสินสมรสของจำเลยร่วมที่ 1 กับ ช. ที่โจทก์จะยึดมาขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลยร่วมทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของ ช. กับจำเลยที่ 1

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 แล้วยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาในคดี จำเลยร่วมที่ 1 ได้ยื่นคำให้การอยู่แล้วว่า การสมรสระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับ ช. เจ้ามรดกเป็นโมฆะเพราะเป็นการสมรสซ้อน โจทก์จึงทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวมาแล้วจากคำให้การของจำเลยร่วมที่ 1 แต่โจทก์ก็ยังยินยอมที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 โดยในสัญญาข้อ 3 ระบุว่า ในส่วนของจำเลยร่วมทั้งสามขอรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของ ช. จึงมิใช่เป็นการฉ้อฉลโจทก์ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์ 85,000 บาท โดยเริ่มชำระงวดแรกวันที่ 2 ตุลาคม 2543 เป็นเงิน 5,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท ทุกวันที่ 2 ของเดือนจนกว่าจะครบ ภายในระยะเวลา 17 เดือน แต่ต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2545 หากผิดนัดจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทั้งสามยอมให้โจทก์บังคับคดีในยอดเงินที่เหลือได้ทันที พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันชำระเสร็จ โดยตกลงค่าทนายความ 5,000 บาท ในส่วนของจำเลยร่วมทั้งสามให้รับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ ต่อมาจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 21505 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้วจังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยร่วมที่ 1 จดทะเบียนสมรสซ้อนกับนาวาอากาศเอกชัยยุทธ เนื่องจากนาวาอากาศเอกชัยยุทธได้จดทะเบียนสมรสกับนางสุขศิริอยู่ก่อนแล้ว จำเลยร่วมที่ 1 ไม่ใช่ทายาทของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ ซึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า จำเลยร่วมที่ 1 รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ ดังนั้น การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทของจำเลยร่วมที่ 1 จึงไม่เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพราะไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ และขณะที่นาวาอากาศเอกชัยยุทธยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีกรรมสิทธิ์หรือส่วนได้เสียในทรัพย์ดังกล่าว จำเลยร่วมที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทมาด้วยทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลยร่วมที่ 1 ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสของนาวาอากาศเอกชัยยุทธกับจำเลยร่วมที่ 1 โดยมีชื่อจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เมื่อนาวาอากาศเอกชัยยุทธเสียชีวิตจึงเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยร่วมที่ 1 ซึ่งจำเลยร่วมที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวแต่ต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่เกินทรัพย์มรดกของผู้ตาย การสมรสระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับนาวาอากาศเอกชัยยุทธชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีบุคคลใดใช้สิทธิโต้แย้งและมิได้มีคำสั่งศาลให้การสมรสเป็นโมฆะ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป

จำเลยร่วมที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เพิกถอนการบังคับคดีที่ดินโฉนดเลขที่ 21505 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นที่ยุติว่า นาวาอากาศเอกชัยยุทธ เทียมสีหา ผู้ตายได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยร่วมที่ 1 เมื่อปี 2524 ซึ่งขณะนั้นนาวาอากาศเอกชัยยุทธได้จดทะเบียนสมรสกับนางสุขศิริอยู่ก่อนแล้วและไม่ได้จดทะเบียนหย่ากัน การจดทะเบียนสมรสระหว่างนาวาอากาศเอกชัยยุทธกับจำเลยร่วมที่ 1 จึงเป็นการสมรสซ้อน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างนาวาอากาศเอกชัยยุทธกับจำเลยร่วมที่ 1 เป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า การสมรสยังสมบูรณ์อยู่ เพราะไม่มีผู้ใดกล่าวอ้างหรือขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะ จึงต้องถือว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส เมื่อนาวาอากาศเอกชัยยุทธ ถึงแก่ความตาย ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจึงตกเป็นทรัพย์มรดกตกได้แก่ทายาท โจทก์มีสิทธิที่จะยึดเพื่อนำไปขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 บัญญัติว่า "การสมรสที่เป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้" การสมรสซ้อนตามมาตรา 1452 จึงอาจเป็นโมฆะได้โดยบุคคลผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้าง เมื่อจำเลยร่วมที่ 1 กล่าวอ้าง

ในคดีนี้แล้วว่าการสมรสระหว่างตนเองกับนาวาอากาศเอกชัยยุทธเป็นการสมรสซ้อน ผลก็คือทำให้การสมรสเป็นโมฆะตามบทกฎหมายดังกล่าว และการสมรสที่เป็นโมฆะดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ตามมาตรา 1498 วรรคแรก ดังนั้น ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ไม่เป็นสินสมรส

ส่วนปัญหาว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจะตกเป็นทรัพย์มรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องอ้างว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่จำเลยร่วมที่ 1 ซื้อหามาเอง โจทก์ยื่นคำคัดค้านแต่เพียงว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นสินสมรสที่ตกทอดเป็นมรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ ไม่ได้คัดค้านว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นทรัพย์สินที่นาวาอากาศเอกชัยยุทธซื้อหามาหรือร่วมกับจำเลยร่วมที่ 1 ซื้อหามา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การสมรสระหว่างนาวาอากาศเอกชัยยุทธกับจำเลยร่วมที่ 1 เป็นโมฆะ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจึงไม่ใช่สินสมรส หากแต่เป็นทรัพย์สินของจำเลยร่วมที่ 1 ฝ่ายเดียว ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจึงไม่ตกเป็นทรัพย์มรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นทรัพย์สินที่นาวาอากาศเอกชัยยุทธซื้อหามาด้วยเงินของตนเองใส่ชื่อของบุตรสาวไว้ ต่อมาจึงโอนใส่ชื่อของจำเลยร่วมที่ 1 จำเลยร่วมที่ 1 ไม่มีเงินหาซี้อบ้านได้ เป็นข้อที่โจทก์ไม่ได้คัดค้านและไม่ได้นำสืบต่อสู้ไว้ ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยร่วมที่ 1 ทราบว่าตนเองสมรสซ้อนกับนาวาอากาศเอกชัยยุทธตั้งแต่ปี 2541 แต่มาตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์เมื่อปี 2543 เป็นการฉ้อฉลโจทก์และปิดบังข้อเท็จจริงต่อศาล ในทำนองว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น แม้ปัญหาดังกล่าวโจทก์จะไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คัดค้านมาตั้งแต่ในศาลชั้นต้นเช่นกัน แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้ เห็นว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาในคดีนี้ จำเลยร่วมที่ 1 ได้ยื่นคำให้การไว้อยู่แล้วว่า การสมรสระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับนาวาอากาศเอกชัยยุทธเป็นโมฆะเพราะเป็นการสมรสซ้อน โจทก์จึงทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวมาแล้วจากคำให้การของจำเลยร่วมที่ 1 แต่โจทก์ก็ยังยินยอมที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยร่วมที่ 1 โดยในข้อสัญญาข้อ 3 ยังระบุว่า "ในส่วนของจำเลยร่วมทั้งสาม ขอรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ เทียมสีหา" แสดงว่าโจทก์ยินยอมรับตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวว่า หากนาวาอากาศเอกชัยยุทธมีทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยร่วมทั้งสาม โจทก์ก็อาจจะเรียกร้องเอาจากจำเลยร่วมทั้งสามได้ แต่หากนาวาอากาศเอกชัยยุทธไม่มีทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยร่วมทั้งสาม โจทก์ก็อาจจะเรียกร้องให้จำเลยร่วมทั้งสามรับผิดไม่ได้ รวมถึงอาจจะเรียกร้องให้จำเลยร่วมที่ 1รับผิดไม่ได้ หากจำเลยร่วมที่ 1 ไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับมรดกจากนาวาอากาศเอกชัยยุทธการที่จำเลยร่วมที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยโจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่แล้วจึงไม่เป็นการฉ้อฉลโจทก์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1497
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ลิสซึ่ง จำกัด
จำเลย — นายเฉลิม ทวีบท กับพวก
จำเลยร่วม — นางอรวรรณ เทียมสีหา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
สมชาย สินเกษม
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7139/2553
#507392
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุจำเลยเหน็บอาวุธปืนพกไว้ที่เอวอยู่ก่อนแล้ว เมื่อจำเลยตาม โจทก์ร่วมออกมาที่รถดึงประตูด้านคนขับเปิดนั้น จำเลยมีโอกาสดีที่จะชักอาวุธปืนที่เหน็บที่เอวออกมายิงใส่โจทก์ร่วมซึ่งจะสามารถฆ่าโจทก์ร่วมได้โดยง่ายแต่จำเลยไม่ได้ทำ แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมมาแต่แรก จำเลยจึงไม่ได้ชักอาวุธปืนยิงเมื่อมีโอกาสดีดังกล่าว อย่างไรก็ดีจำเลยได้ยิงเมื่อโจทก์ร่วมขับรถออกไปซึ่งเป็นการยิงตามหลังรถ กระสุนถูกตัวถังรถที่ฝากระบะท้าย 1 นัด อีก 1 นัด มีรอยที่ตัวถังด้านข้างเกือบจะถึงขอบรอยต่อกับส่วนห้องผู้โดยสารด้านหน้าที่เรียกว่าแคปหรือที่ว่างให้คนโดยสารนั่งหรือไว้ของด้านหลังเบาะคนขับ รูกระสุนที่ฝากระบะท้ายอยู่ต่ำกว่าขอบบนกระบะ 12 เซนติเมตร และรอยที่ตัวถังด้านข้างต่ำกว่าขอบบนกระบะ 14 เซนติเมตร ถือได้ว่าอยู่ในแนวเดียวกัน เหนือขอบบนกระบะเป็นโครงหลังคาและกระจก โอกาสที่กระสุน 2 นัดที่จำเลยยิงจะถูกโจทก์ร่วมแทบจะไม่มีเลย หากจำเลยต้องการจะให้กระสุนถูกโจทก์ร่วมต้องยิงผ่านกระจกเพราะกระสุนทะลุกระจกได้ง่ายพอจะมีโอกาสไปถูกโจทก์ร่วมได้ แต่จำเลยยิงระดับเดียวกันทั้งสองนัดที่ตัวถังรถ น่าจะเป็นการตั้งใจยิงรถที่ตัวถังรถเพื่อระบายความโกรธ พฤติการณ์ยิงปืนพก 2 นัด ของจำเลยไม่เพียงพอจะชี้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 142, 288 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยแก้ไขคำให้การโดยรับสารภาพในข้อหามีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตและทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารที่พนักงานสอบสวนยึดรักษาไว้เป็นพยานหลักฐาน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา นายขวัญภพ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 142 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้เสียหายซึ่งเอกสารอันเจ้าพนักงานได้รักษาไว้เพื่อเป็นพยานหลักฐาน จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท รวมจำคุก 18 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานดังกล่าวเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฎว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้จำเลยได้กลับตัวเป็นพลเมืองดี ให้รอการลงโทษจำคุกมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ให้จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยนำสืบฟังยุติว่า นายเกียรติศักดิ์ บิดาของโจทก์ร่วมกับนางมานน มารดาของโจทก์ร่วมทะเลาะกัน นายเกียรติศักดิ์ขับรถกระบะคันเกิดเหตุไปหาจำเลยซึ่งเป็นน้องชายที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี วันก่อนวันเกิดเหตุนายเกียรติศักดิ์กับจำเลยได้ขับรถกระบะคันเกิดเหตุมาที่บ้านเกิดเหตุซึ่งนางมานน โจทก์ร่วม พี่สาวและน้องสาวโจทก์ร่วมพักอาศัย นายเกียรติศักดิ์พักที่บ้าน ส่วนจำเลยพักโรงแรมโดยนำรถกระบะคันเกิดเหตุไปใช้เดินทาง วันเกิดเหตุจำเลยขับรถมาที่บ้านจอดรถไว้ที่เกิดเหตุพบว่านายเกียรติศักดิ์กับนางมานนทะเลาะกัน มีโจทก์ร่วมโต้เถียงกับนายเกียรติศักดิ์ด้วย จำเลยจึงต่อว่าทะเลาะกับโจทก์ร่วมถึงกับจะทำร้ายร่างกายกัน แต่นางมานนห้ามโจทก์ร่วมไว้ โจทก์ร่วมมีกุญแจสำรองของรถกระบะคันเกิดเหตุจึงนำไปไขรถที่จำเลยจอดไว้เพื่อขับไป จำเลยตามออกไป ที่รถดึงประตูด้านคนขับเปิดออก โจทก์ร่วมดึงประตูปิดแล้วล็อกประตู โจทก์ร่วมขับรถถอยหลังก่อนแล้วเดินหน้าขับไปขึ้นถนน จำเลยชักอาวุธปืนพกตามฟ้องออกจากเอวยิงไปที่รถที่โจทก์ร่วมขับออกไป 2 นัด ถูกที่ฝากระบะท้าย 1 นัด ด้านข้างรถ 1 นัด โจทก์ร่วมขับรถออกไปแล้วนายเกียรติศักดิ์กับจำเลยจึงพากันไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้สกัดรถที่โจทก์ร่วมขับไปไว้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยใช้อาวุธปืนพกยิง 2 นัด ดังกล่าวโดยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเหน็บอาวุธปืนพกไว้ที่เอวอยู่ก่อนแล้ว เมื่อจำเลยตามโจทก์ร่วมออกมาที่รถดึงประตูด้านคนขับเปิดนั้นจำเลยมีโอกาสดีที่จะชักอาวุธปืนที่เหน็บที่เอวออกมายิงใส่โจทก์ร่วมซึ่งจะสามารถฆ่าโจทก์ร่วมได้โดยง่ายแต่จำเลยไม่ได้ทำ แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมมาแต่แรก จำเลยจึงไม่ได้ชักอาวุธปืนยิงเมื่อมีโอกาสดีดังกล่าว อย่างไรก็ดีจำเลยได้ยิงเมื่อโจทก์ร่วมขับรถออกไป ซึ่งเป็นการยิงตามหลังรถ กระสุนถูกตัวถังรถที่ฝากระบะท้าย 1 นัด อีก 1 นัด มีรอยที่ตัวถังด้านข้างเกือบจะถึงขอบรอยต่อกับส่วนห้องผู้โดยสารด้านหน้าที่เรียกว่าแคปหรือที่ว่างให้คนโดยสารนั่งหรือไว้ของด้านหลังเบาะคนขับ รูกระสุนที่ฝากระบะท้ายอยู่ต่ำกว่าขอบบนกระบะ 12 เซนติเมตร และรอยที่ตัวถังด้านข้างต่ำกว่าขอบบนกระบะ 14 เซนติเมตร ถือได้ว่าอยู่ในแนวเดียวกัน เหนือขอบบนกระบะเป็นโครงหลังคาและกระจก โอกาสที่กระสุน 2 นัดที่จำเลยยิงจะถูกโจทก์ร่วมแทบจะไม่มีเลย หากจำเลยต้องการจะให้กระสุนถูกโจทก์ร่วมต้องยิงผ่านกระจกเพราะกระสุนทะลุกระจกได้ง่ายพอจะมีโอกาสไปถูกโจทก์ร่วมได้ แต่จำเลยยิงระดับเดียวกันทั้งสองนัดที่ตัวถังรถ น่าจะเป็นการตั้งใจยิงรถที่ตัวถังรถเพื่อระบายความโกรธ พฤติการณ์ยิงปืนพก 2 นัด ของจำเลยไม่เพียงพอจะชี้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาว่า วิถีกระสุนอยู่ในระนาบเดียวกับที่โจทก์ร่วมนั่งอยู่ในรถ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำของตนเองว่ากระสุนอาจถูกโจทก์ร่วมนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดกาญจนบุรี
โจทก์ร่วม — นายขวัญภพ ไชยวิภาส
จำเลย — นายพีระศักย์ ไชยวิภาส
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
สิทธิชัย พรหมศร
บุญมี ฐิตะศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7135/2553
#507511
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องแล้ว จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่ามีเจตนากระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมา จำเลยจะฎีกาโต้เถียงว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดหาได้ไม่ เพราะขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยและมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มตรา 15

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติและร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่ความผิดฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองนั้น เป็นการกระทำต่างวาระกัน อาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันกับการกระทำความผิดสองฐานดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 11, 69, 73, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 ริบของกลาง และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนกับบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 69 วรรคสอง, 73 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2), 73 วรรคสอง (2)), 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 31 วรรคสอง (2)), 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กระทงแรกฐานร่วมกันทำไม้ จำคุก 6 ปี กระทงที่ 2 ฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถาง จำคุก 6 ปี กระทงที่ 3 ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย กระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 9 ปี ริบของกลาง และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนกับบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันทำไม้และร่วมกันยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถาง เป็นความผิดกรรมเดียว ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว รวมจำคุก 12 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในทำนองว่ามิได้มีเจตนาในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องแล้วจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่ามีเจตนากระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมาจำเลยจะฎีกาโต้เถียงว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดหาได้ไม่ เพราะขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยและมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกันต่อเนื่องกันจึงเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ และร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองนั้นเป็นการกระทำต่างวาระกัน อาศัยเจตนาในการทำความผิดแตกต่างแยกจากกันกับการกระทำความผิดสองฐานดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่างกรรมกันและที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า การที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ในเขตบริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาปลายโต๊ะ - ป่าเขาศก เนื้อที่ 12 ไร่ และจำเลยยังทำไม้และครอบครองไม้อันยังไม่ได้แปรรูปถึง 13 ตัน ปริมาตร 17.35 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นปริมาณไม้จำนวนมาก โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่การกระทำของจำเลยนับว่าเป็นภัยต่อทรัพยากรป่าไม้ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์และมีค่ายิ่งต่อประเทศชาติ กรณีจึงเป็นเรื่องร้ายแรงแม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ก็ไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานบุกรุก ยึดถือครอบครอง ทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง กระทงละ 6 ปี ก่อนลดโทษนั้นหนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานบุกรุก ยึดถือครอบครอง ทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ให้ลงโทษจำคุกจำเลย มีกำหนด 1 ปี และฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง ให้ลงโทษจำคุกจำเลย มีกำหนด 4 ปี รวมจำคุก 5 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — นายธานี ราชมณี
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7131/2553
#501760
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อที่ดินมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2536 ต่อมาโจทก์ลงทุนปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินของโจทก์เอง เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2541 แล้วขายไปเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2541 จึงเป็นกรณีที่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้มาไม่พร้อมกัน กำหนดเวลา 5 ปี จึงต้องถือตามระยะเวลาการได้มาซึ่งที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้มาภายหลัง ตาม พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) วรรคท้าย ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างมาภายหลังจากที่ได้ที่ดินมาแล้ว และการโอนที่ดินดังกล่าวทำใน 5 ปี นับแต่ได้มา โดยโจทก์ซื้อ 10 ล้านบาท ขาย 30 ล้านบาท แสดงว่าที่ดินโจทก์อยู่ในทำเลที่เจริญแล้ว แม้โจทก์จะขายที่ดินส่วนอื่นตามสภาพที่ซื้อมา ก็ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 3 (6) แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244)

รายรับที่คำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 (1) มิได้พิจารณาจากยอดเงินรายรับจริงอย่างเดียว ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่พึงได้รับก็ถือเป็นรายรับด้วย การที่บริษัท ร. รับภาระจำนองไป 37,280,000 บาท ซึ่งเป็นภาระจำนองประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีที่โจทก์ในฐานะลูกหนี้อาจก่อหนี้เต็มวงเงินตามสัญญาจำนองได้ โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากจำนวนเงินที่ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและได้ปลดตัวเองจากภาระจำนอง ภาระจำนองจึงถือเป็นรายรับที่โจทก์พึงได้รับจากการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างด้วย ที่จำเลยประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) เลขที่ 1 - 02009320 - 25470322 - 006 - 00217 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2547 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1/อธ.4/7/51/47 ลงวันที่ 30 กันยายน 2547

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยในประการแรกว่า โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 91/2 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้การประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้นมีดังต่อไปนี้... (6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้โดยพระราชกฤษฎีกา ขณะโจทก์ขายที่ดินพิพาทพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ ซึ่งมาตรา 3 บัญญัติว่า ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มีดังต่อไปนี้...

(5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม

(6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เว้นแต่...

(ค) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญที่ผู้ขายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และได้อาศัยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น

ในกรณีที่ที่ดินและอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างได้มาไม่พร้อมกัน กำหนดเวลา 5 ปี ให้ถือตามระยะเวลาการได้มาซึ่งที่ดินหรืออาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้มาภายหลัง ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเวสท์คอน จำกัด บริษัทสตรองแมท จำกัด และบริษัทเรกิวลัส จำกัด ซึ่งประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1090 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน 66 ตารางวา ในราคา 10,000,000 บาท เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2536 และโจทก์ได้ก่อสร้างบ้านในที่ดินดังกล่าวให้คนงานพักอาศัยและดูแลทรัพย์สินของโจทก์ ที่ดินที่ขายนั้นโจทก์ไม่ได้ใช้ในเกษตรกรรม ที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ขายที่ดินทั้งแปลงตามสภาพที่ดินที่ซื้อมา ไม่ได้มีการแบ่งแยกที่ดินหรือปรับปรุงพัฒนาที่ดิน จึงไม่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหรือหากำไรนั้น เห็นว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาในราคา 10,000,000 บาท ถือครองที่ดินเพียง 5 ปีเศษ แล้วขายไปเป็นเงิน 30,000,000 บาท แสดงว่าที่ดินของโจทก์อยู่ในทำเลที่เจริญแล้ว แม้จะได้ความว่าโจทก์ขายที่ดินตามสภาพที่ซื้อมาก็เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าและหากำไร ข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการขายที่ดินของโจทก์ดังกล่าวมิได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น หรือกรณีที่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้มาไม่พร้อมกัน กำหนดเวลา 5 ปี ให้ถือตามระยะเวลาการได้มาซึ่งที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้มาภายหลังตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาไม่อาจใช้บังคับแก่กรณีของโจทก์นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ลงทุนปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินของโจทก์เอง เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2541 แล้วขายไปเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ก็ต้องถือว่าโจทก์ได้อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างมาภายหลังจากที่ได้ที่ดินมาแล้ว เมื่อโจทก์ขายที่ดินและอาคารไปภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่ได้อาคารมา กรณีย่อมมีเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินได้ และต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อไปว่า โจทก์มีรายรับที่ใช้เป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวนเท่าใด โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยอ้างคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.82/2542 ประเมินให้โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะโดยนำยอดรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์รวมกับภาระจำนองที่ดินกับทรัพย์ด้วย เป็นเพียงแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรเท่านั้นไม่ถือเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับ ภาระหนี้ตามสัญญาจำนองของโจทก์ขณะจดทะเบียนโอนภาระจำนองให้แก่บริษัทเรกิวลัส จำกัด มีอยู่ไม่ถึง 37,280,000 บาท ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าโจทก์มีรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 67,280,000 บาท จึงไม่ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ตามมาตรา 91/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า รายรับ หมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร อันเนื่องมาจากการประกอบกิจการ รายรับที่เป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น จึงมิได้พิจารณาจากยอดเงินรายรับจริงแต่เพียงอย่างเดียว ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับก็ถือเป็นรายรับของโจทก์ด้วย การที่บริษัทเรกิวลัส จำกัด รับภาระจำนองไปด้วยจำนวน 37,280,000 บาท ซึ่งเป็นภาระจำนองประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีที่โจทก์ในฐานะลูกหนี้อาจก่อหนี้เต็มวงเงินตามสัญญาจำนองได้ โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากจำนวนเงินที่ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและได้ปลดตัวเองจากภาระจำนอง ภาระจำนองดังกล่าวจึงถือเป็นรายรับที่โจทก์พึงได้รับจากการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวด้วย ที่จำเลยประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงเป็นการประเมินที่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (1) ม. 91/2 (6) ม. 91/7
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความในป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.82/2542 เรื่อง การเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอดิศักดิ์ ศรีสุโข
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายปรีชา บุญโรจน์พงศ์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7131/2553
#510410
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อที่ดินมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2536 ต่อมาโจทก์ลงทุนปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินของโจทก์เองเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2541 แล้วขายไปเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2541 จึงเป็นกรณีที่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้มาไม่พร้อมกัน กำหนดเวลา 5 ปี จึงต้องถือตามระยะเวลาการได้มาซึ่งที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้มาภายหลังตาม พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) วรรคท้าย ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างมาภายหลังจากที่ได้ที่ดินมาแล้ว และการโอนที่ดินดังกล่าวทำใน 5 ปี นับแต่ได้มา โดยโจทก์ซื้อ 10 ล้านบาท ขาย 30 ล้านบาท แสดงว่าที่ดินโจทก์อยู่ในทำเลที่เจริญแล้ว แม้โจทก์จะขายที่ดินส่วนอื่นตามสภาพที่ซื้อมาก็ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 3 (6) แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นการค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534

รายรับที่คำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 (1) มิได้พิจารณาจากยอดเงินรายรับจริงอย่างเดียว ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับก็ถือเป็นรายรับด้วย การที่บริษัท ร. รับภาระจำนองไป 37,280,000 บาท ซึ่งเป็นภาระจำนองประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีที่โจทก์ในฐานะลูกหนี้อาจก่อหนี้เต็มวงเงินตามสัญญาจำนองได้ โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากจำนวนเงินที่ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและได้ปลดตัวเองจากภาระจำนอง การปลดจากภาระจำนองจึงถือเป็นรายรับที่โจทก์พึงได้รับจากการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างด้วย ที่จำเลยประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะโดยนำราคาขายมาคำนวณกับวงเงินจำนองแล้วประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับ 67,280,000 บาท ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) เลขที่ 1 - 02009320 - 25470322 - 006 - 00217 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2547 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1/อธ.4/7/51/47 ลงวันที่ 30 กันยายน 2547

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นกรรมการบริษัทเวสท์คอน จำกัด บริษัทสตรองแมท จำกัด และบริษัทเรกิวลัส จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2536 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1090 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน 66 ตารางวา จากนายจิรศักดิ์ ในราคา 10,000,000 บาท เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2536 โจทก์นำที่ดินดังกล่าวจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกระบือ เพื่อประกันหนี้เงินกู้และหรือกู้เบิกเงินเกินบัญชีและหรือหนี้ประเภทอื่น ๆ ของบริษัทเวสท์คอน จำกัด เป็นเงิน 30,080,000 บาท และวันที่ 29 พฤษภาคม 2540 โจทก์นำที่ดินดังกล่าวจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้และหรือกู้เบิกเงินเกินบัญชีและหรือหนี้ประเภทอื่น ๆ ของบริษัทสตรองแมท จำกัด เป็นเงิน 7,200,000 บาท รวมวงเงินจำนองทั้งสิ้น 37,280,000 บาท เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2541 โจทก์ปลูกสร้างบ้านไม้ชั้นเดียวเลขที่ 32/2 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ขนาดพื้นที่ 104 ตารางเมตร ลงบนที่ดินโฉนดดังกล่าว และวันที่ 30 ธันวาคม 2541 โจทก์ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่บริษัทเรกิวลัส จำกัด ในราคา 30,000,000 บาท โดยบริษัทเรกิวลัส จำกัด รับภาระหนี้ตามสัญญาจำนองในวงเงิน 37,280,000 บาท แทนโจทก์ด้วย ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่น 4,318,366.80 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 เป็นแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากร เป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้ในการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรเท่านั้น โจทก์ขายที่ดินทั้งแปลงโดยไม่มีการแบ่งแยกหรือปรับปรุงพัฒนาที่ดินแต่อย่างใด เป็นการขายที่ดินตามสภาพที่ซื้อมา มีเพียงการปลูกบ้าน 1 หลัง เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่โจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์ ไม่เข้าลักษณะการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจในทางค้าหรือหากำไร ทั้งโจทก์ถือครองที่ดินดังกล่าวเกินกว่า 5 ปี จึงขายที่ดินนั้นไป หากโจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะก็ต้องเสียเฉพาะจากราคาสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า มาตรา 91/2 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้การประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้นมีดังต่อไปนี้... (6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้โดยพระราชกฤษฎีกา ขณะโจทก์ขายที่ดินพิพาท พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ ซึ่งมาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มีดังต่อไปนี้...

(5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม

(6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เว้นแต่...

(ค) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญที่ผู้ขายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และได้อาศัยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น

ในกรณีที่ที่ดินและอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างได้มาไม่พร้อมกัน กำหนดเวลา 5 ปี ให้ถือตามระยะเวลาการได้มาซึ่งที่ดินหรืออาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้มาภายหลัง" ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเวสท์คอน จำกัด บริษัทสตรองแมท จำกัด และบริษัทเรกิวลัส จำกัด ซึ่งประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1090 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน 66 ตารางวา ในราคา 10,000,000 บาท และโจทก์ได้ก่อสร้างบ้านในที่ดินดังกล่าวให้คนงานพักอาศัยและดูแลทรัพย์สินของโจทก์ ที่ดินที่ขายนั้นโจทก์ไม่ได้ใช้ในเกษตรกรรม ที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ขายที่ดินทั้งแปลงตามสภาพที่ดินที่ซื้อมาไม่ได้มีการแบ่งแยกที่ดินหรือปรับปรุงพัฒนาที่ดิน จึงไม่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหรือหากำไรนั้น เห็นว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาในราคา 10,000,000 บาท ถือครองที่ดินเพียง 5 ปีเศษ แล้วขายไปเป็นเงิน 30,000,000 บาท แสดงว่าที่ดินของโจทก์อยู่ในทำเลที่เจริญแล้ว แม้จะได้ความว่า โจทก์ขายที่ดินตามสภาพที่ซื้อมาก็เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าและหากำไร ข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการขายที่ดินของโจทก์ดังกล่าวมิได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น หรือกรณีที่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้มาไม่พร้อมกัน กำหนดเวลา 5 ปี ให้ถือตามระยะเวลาการได้มาซึ่งที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้มาภายหลังตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกา ไม่อาจใช้บังคับแก่กรณีของโจทก์นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ลงทุนปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินของโจทก์เองเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2541 แล้วขายไปเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ก็ต้องถือว่าโจทก์ได้อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างมาภายหลังจากที่ได้ที่ดินมาแล้ว เมื่อโจทก์ขายที่ดินและอาคารไปภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่ได้อาคารมา กรณีย่อมมีเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินได้ และต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า โจทก์มีรายรับที่ใช้เป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวนเท่าใด โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยอ้างคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.82/2542 ประเมินให้โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะโดยนำยอดรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์รวมกับภาระจำนองที่ดินกับทรัพย์ด้วย เป็นเพียงแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรเท่านั้น ไม่ถือเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับ ภาระหนี้ตามสัญญาจำนองของโจทก์ขณะจดทะเบียนโอนภาระจำนองให้แก่บริษัทเรกิวลัส จำกัด มีอยู่ไม่ถึง 37,280,000 บาท ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าโจทก์มีรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 67,280,000 บาท จึงไม่ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามมาตรา 91/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า รายรับ หมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร อันเนื่องมาจากการประกอบกิจการ รายรับที่เป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น จึงมิได้พิจารณาจากยอดเงินรายรับจริงแต่เพียงอย่างเดียว ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับก็ถือเป็นรายรับของโจทก์ด้วย การที่บริษัทเรกิวลัส จำกัด รับภาระจำนองไปด้วยจำนวน 37,280,000 บาท ซึ่งเป็นภาระจำนองประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีที่โจทก์ในฐานะลูกหนี้อาจก่อหนี้เต็มวงเงินตามสัญญาจำนองได้ โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากจำนวนเงินที่ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและได้ปลดตัวเองจากภาระจำนอง ภาระจำนองดังกล่าวจึงถือเป็นรายรับที่โจทก์พึงได้รับจากการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวด้วย ที่จำเลยประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงเป็นการประเมินที่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (1) ม. 91/2 (6) ม. 91/7
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความในป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.82/2542 เรื่อง การเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอดิศักดิ์ ศรีสุโข
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7124/2553
#583428
เปิดฉบับเต็ม

ตามใบแต่งทนายความของโจทก์ ทนายโจทก์มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในทางจำหน่ายสิทธิของโจทก์ ซึ่งรวมถึงการถอนฟ้อง และการสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาด้วย เมื่อทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องตามอำนาจที่ระบุไว้ในใบแต่งทนายความ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้องจึงเป็นการชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเป็นการถอนฟ้องโดยสำคัญผิด ก็เป็นความบกพร่องของฝ่ายโจทก์เอง ย่อมไม่กระทบถึงคำสั่งที่อนุญาตให้ถอนฟ้องโดยชอบของศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำร้อง ขอให้ยกคดีของโจทก์ขึ้นพิจารณาต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื่องจากตามใบแต่งทนายความโจทก์มีอำนาจถอนฟ้อง เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเป็นคำสั่งโดยชอบแล้วจึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ส่วนเรื่องการชำระหนี้เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปดำเนินการทางแพ่งกับจำเลย ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายศาลอุทธรณ์จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทนายความของโจทก์มีอำนาจถอนฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้แต่งตั้งนายสุนทรเป็นทนายความซึ่งตามใบแต่งทนายความระบุว่าให้ทนายความมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ไปในทางจำหน่ายสิทธิของโจทก์ เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา การขอพิจารณาคดีใหม่ดังนี้ เมื่อคดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ทนายความของโจทก์ย่อมมีอำนาจถอนฟ้องก่อนคดีถึงที่สุดได้ เมื่อทนายความของโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องตามอำนาจที่ระบุไว้ในใบแต่งทนายความ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้องจึงเป็นการชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเป็นการถอนฟ้องโดยสำคัญผิดก็เป็นความบกพร่องของฝ่ายโจทก์เอง ย่อมไม่กระทบถึงคำสั่งที่อนุญาตให้ถอนฟ้องโดยชอบของศาลชั้นต้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 1 (7) ม. 62 ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเวศร์ เล็กสุวรรณกุล
จำเลย — นางพันทิพา กาญจนาคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายอนนท์ เศรษฐชวาลวงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ วงศ์รัตนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ตรีวุฒิ สาขากร
วัส ติงสมิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7123/2553
#507391
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอมตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสามและมาตรา 277 วรรคสาม แต่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยปราศจากเหุตอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคแรก จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกันซึ่งมีระวางโทษต่างกันไม่มากนัก และเป็นการแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องตามฟ้องโจทก์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะแก้โทษด้วยก็เป็นการพิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 ให้เหมาะสมตามความผิดได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและเด็กหญิงไม่ยินยอมตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ที่ใช้บังคับขณะจำเลยที่ 1 กระทำความผิด จะต้องมีผู้ร่วมกระทำชำเราเด็กหญิงอย่างน้อยสองคน โดยผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราเด็กหญิงและโดยมีเจตนาร่วมกันในขณะกระทำความผิด ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปบ้านที่เกิดเหตุและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 พา ต. มาและจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 1 ออกไปจากบ้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้น ต. กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 และในเวลาใกล้เคียงต่อเนื่องกันยังมี ร. กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อีก พยานหลักฐานโจทก์ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมคบคิดหรือนัดแนะกับคนอื่นในการกระทำความผิดอย่างไร ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แล้วออกไปจากที่เกิดเหตุ จึงเป็นการกระทำโดยลำพังเฉพาะตัว ไม่มีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277 วรรคแรกและวรรคสาม, 317 วรรคแรกและวรรคสาม

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม, 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอมจำคุก 33 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ลงโทษฐานร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร จำคุก 12 ปี และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม จำคุกตลอดชีวิต แต่พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง รวมทั้งให้การรับสารภาพกรณีมีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยทั้งสองกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงเหลือโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี และ 16 ปี 8 เดือน ตามลำดับ รวมจำคุก 20 ปี 8 เดือน และคงเหลือโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี และ 25 ปี ตามลำดับ รวมจำคุก 31 ปี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามและมาตรา 277 วรรคสาม แต่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก จำคุก 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายเบิกความว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนกระทำชำเราคนแรก นายเตี้ยเป็นคนกระทำชำเราคนที่สองและนายราชเป็นคนกระทำชำเราคนที่สาม โดยแต่ละคนไม่ได้ร่วมกันข่มขู่หรือใช้กำลังเป็นการกระทำชำเราคนละครั้ง การกระทำของจำเลยที่ 2 มีลักษณะของการเป็นตัวการร่วมกระทำชำเราผู้อื่นเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงซึ่งมีโทษหนักนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยที่ 2 จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และมาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาในทำนองขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 6 ปี และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุก 25 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามและมาตรา 277 วรรคสาม แต่ความผิดฐานพากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก จำคุก 3 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกัน ซึ่งมีระวางโทษต่างกันไม่มากนักและเป็นการแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องตามฟ้องโจทก์ ดังนั้นแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะแก้โทษด้วยก็เป็นการพิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ไว้โดยมิชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 ให้เหมาะสมตามความผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225

อนึ่ง แม้หลังจากที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ไม่เป็นกรณีที่จะต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในส่วนนี้ แต่ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงไม่ยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ที่ใช้บังคับขณะจำเลยที่ 1 กระทำความผิด จะต้องมีผู้ร่วมกระทำชำเราเด็กหญิงอย่างน้อยสองคน โดยผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราเด็กหญิงและโดยมีเจตนาร่วมกันในขณะกระทำความผิด ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามทางนำสืบโจทก์จากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 และคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.5 และศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงโดยคู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปบ้านที่เกิดเหตุ ในระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ต่อมาจำเลยที่ 2 พานายเตี้ยมาบ้านที่เกิดเหตุและจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 1 ออกไปจากบ้านเกิดเหตุ หลังจากนั้นนายเตี้ยกระทำเราผู้เสียหายที่ 2 จนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง และในเวลาใกล้เคียงต่อเนื่องกันนั้นยังมีนายราช ไม่ทราบนามสกุล กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จนสำเร็จความใคร่อีก 1 ครั้ง นอกจากนี้ พยานหลักฐานโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมคบคิดหรือนัดแนะกับคนอื่นในการกระทำความผิดอย่างไร ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แล้วออกไปจากที่เกิดเหตุ จึงเป็นการกระทำโดยลำพังเฉพาะตัว ไม่มีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 นอกจากนี้ที่ศาลล่างทั้งสองลดมาตราส่วนโทษแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ลงหนึ่งในสามแต่วางโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร จำคุกถึง 8 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น เห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกและมาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 เมื่อลดมาตราส่วนโทษแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ลงหนึ่งในสามแล้ว ให้วางโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร จำคุก 4 ปี และฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 10 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 14 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้วางโทษจำคุก 3 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 277 วรรคสาม (เดิม) ม. 317
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 193 ม. 215 ม. 216 ม. 218 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นายมานะน้อยหรือมุ่ย ประดิษฐ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7122/2553
#504734
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองทำคำแถลงต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์โดยเปิดเผย มีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ต่อบุคคลที่สาม เพื่อให้ศาล เจ้าหน้าที่และบุคคลที่เกี่ยวข้องเมื่อได้เห็นเอกสารเชื่อว่าโจทก์มีอาชีพหากินกับศาลโดยไม่สุจริต เป็นการใส่ความโจทก์โดยประการที่จะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 326, 328, 83 ฟ้องโจทก์ดังกล่าวมิได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสองหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณา จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 แม้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 328 และศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้เพราะเป็นการพิพากษาในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 เมื่อปรากฏว่าความผิดตาม ป.อ. มาตรา 326 มีอัตราโทษอย่างสูงซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาและชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 326 ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17, 25 วรรคหนึ่ง (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 83 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์รายวันไทยรัฐ คมชัดลึก ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน โดยเสียค่าใช้จ่ายเอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสอง คดีอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น (ศาลแขวงพระนครใต้) ที่จะพิจารณาพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยทั้งสองทำคำแถลงต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์โดยเปิดเผย มีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ต่อบุคคลที่สาม เพื่อให้ศาล เจ้าหน้าที่ และบุคคลที่เกี่ยวข้องเมื่อได้เห็นเอกสารเชื่อว่าโจทก์มีอาชีพหากินกับศาลโดยไม่สุจริต เป็นการใส่ความโจทก์โดยประการที่จะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 83 ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสองหมิ่นประมาทโจทก์อันเป็นการกระทำโดยโฆษณา ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ฟ้องโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และศาลชั้นต้นประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้เพราะเป็นการพิพากษาในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 เมื่อปรากฏว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงเป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง (5) ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงก็ชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ตามฟ้องได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 วรรคหนึ่ง (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสงวน สงวนรักศักดิ์
จำเลย — นายรัตนชัย เนาวรัตน์ธนากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายวรุณ ชำนาญศรีเพ็ชร
ศาลอุทธรณ์ — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
คำนวน เทียมสอาด
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7114/2553
#507389
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินวันที่ 1 มิถุนายน 2542 การนับอายุความต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/3 วรรคสอง ที่มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน อายุความจึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2542 และเมื่อวันเริ่มต้นนับระยะเวลาเป็นวันที่ 2 มิถุนายน 2542 กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 193/5 วรรคหนึ่ง ที่คำนวณเดือนตามปีปฏิทิน เมื่อระยะเวลามิได้กำหนดนับตั้งแต่วันต้นแห่งเดือน กรณีต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 193/5 วรรคสอง ที่ให้ถือระยะเวลาสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งเดือนสุดท้ายอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น เมื่อวันเริ่มระยะเวลาคือวันที่ 2 มิถุนายน 2542 ระยะเวลาสิ้นสุดลงก่อนหน้าวันจะถึงวันแห่งเดือนสุดท้ายอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้นคือวันที่ 1 กันยายน 2542 ที่จำเลยอ้างว่าคดีครบกำหนดอายุความวันที่ 31 สิงหาคม 2542 จึงหาถูกต้องไม่ ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2541 จำเลยออกเช็คธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) สาขาขอนแก่น ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2542 สั่งจ่ายเงินจำนวน 186,647.49 บาท เพื่อชำระหนี้ตามหนังสือตามหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ ครั้นเมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนด โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2542 โดยให้เหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" การกระทำของจำเลยเป็นเป็นการออกเช็คโดยเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค เหตุเกิดที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำคุก 2 เดือน

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า เช็คพิพาทธนาคารปฏิเสธจ่ายเงินเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2542 จึงครบกำหนดอายุความ 3 เดือน ในวันที่ 31 สิงหาคม 2542 การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 1 กันยายน 2542 จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ในการนับอายุความ กรณีเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง ที่มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน การที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันที่ 1 มิถุนายน 2542 อายุความในคดีนี้จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2542 และเมื่อวันเริ่มต้นนับระยะเวลาเป็นวันที่ 2 กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 193/5 วรรคหนึ่ง ที่ให้คำนวณเดือนตามปีปฏิทิน ที่จำเลยอ้างว่าคดีครบกำหนดอายุความในวันที่ 31 สิงหาคม 2542 จึงหาถูกต้องไม่ และเมื่อระยะเวลามิได้กำหนดนับตั้งแต่วันต้นแห่งเดือน คือมิได้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 193/5 วรรคสอง ที่ให้ถือระยะเวลาสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งเดือนสุดท้ายอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น ด้วยเหตุนี้เมื่อวันเริ่มระยะเวลาคือวันที่ 2 มิถุนายน 2542 ระยะเวลาสิ้นสุดลงก่อนหน้าวันจะถึงวันแห่งเดือนสุดท้ายอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้นก็คือวันที่ 1 กันยายน 2542 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาปัญหาตามประเด็นในข้อวินิจฉัยไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า มูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้มีหรือไม่เพียงใด โดยจำเลยอ้างว่า เมื่อได้ความว่าหนังสือรับสภาพหนี้มีการเพิ่มข้อความในภายหลังจึงควรถือว่าเป็นเอกสารปลอม และหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้มีการชำระหนี้ไปแล้วนั้น เห็นว่า คดีได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า นายธัชพล บิดาจำเลยเป็นหนี้ค้างชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่รับจากลูกค้าโจทก์ต่อโจทก์จึงทำสัญญารับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.4 ซึ่งมีข้อความตรงตามบันทึกเอกสารหมาย จ.9 จำเลยก็เบิกความรับว่า นายธัชพล เป็นหนี้ และมีการทำหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.4 ไว้จริง ได้ความตามคำเบิกความของนางสาวผจงจิตต์ พยานโจทก์ว่า การชำระหนี้ของนายธัชพลตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.4 มีจำเลยเป็นผู้ออกเช็คพิพาทไว้ชำระหนี้ แต่ในวันทำหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.4 ยังไม่มีการกรอกข้อความเกี่ยวกับเช็คเพราะนายธัชพลยังมิได้มอบเช็คให้โจทก์ ต่อมาวันรุ่งขึ้นนายธัชพลมอบเช็คพิพาทที่จำเลยสั่งจ่ายให้โจทก์แล้ว จึงได้มีการกรอกข้อความรายละเอียดเกี่ยวกับเช็คในข้อ 3.1 ถึง 3.3 ไว้ในเอกสารหมาย จ.4 จำเลยเองก็เบิกความรับว่า ได้อยู่รู้เห็นในขณะทำเอกสารหมาย จ.4 แสดงว่า หนังสือรับสภาพหนี้มีการทำขึ้นโดยความสมัครใจของผู้ที่เกี่ยวข้องในสัญญา เมื่อการลงรายละเอียดแห่งข้อสัญญายังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์มีการลงรายการเพิ่มเติมจนครบข้อสัญญาในเวลาต่อมา จึงเป็นการดำเนินการจัดทำสัญญาไปตามเจตนาของคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง หนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.4 จึงสมบูรณ์หาเป็นเอกสารปลอมไม่ ส่วนข้อที่จำเลยอ้างว่าหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้มีการชำระไปแล้วบางส่วนตามเช็คเอกสารหมาย ล.3 ถึง ล.8 นั้น เห็นว่า เช็คดังกล่าวลงวันที่ก่อนวันที่การจัดทำหนังสือรับสภาพหนี้ ทั้งได้ความว่านายธัชพลเป็นหนี้โจทก์หลายจำนวน หากนายธัชพลประสงค์จะใช้เช็คตามเอกสารหมาย ล.3 ถึง ล.8 ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ เอกสารหมาย จ.4 ก็ควรมีการระบุแจ้งไว้ในเอกสารหมาย จ.4 ด้วย พฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงที่นายธัชพลเป็นหนี้โจทก์ ได้มอบเช็คตามเอกสารหมาย ล.3 ถึง ล.8 ให้โจทก์และโจทก์ได้นำขึ้นเรียกเก็บเงินได้แล้ว และได้มีการทำหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.4 มีการนำเช็คพิพาทอันเป็นเช็คชุดใหม่มามอบให้โจทก์อีกแสดงว่าเช็คตามเอกสารหมาย ล.3 ถึง ล.8 มุ่งในการนำไปชำระหนี้จำนวนอื่น หาใช่หนี้ตามเอกสารหมาย จ.4 ไม่ ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่าเช็คตามเอกสารหมาย จ.5 เป็นเช็คประกันหนี้สินหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ของนายธัชพลกับโจทก์เป็นการมุ่งชำระที่มีต่อกันตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.4 ดังปรากฏจากการที่โจทก์เมื่อทราบว่านายธัชพลมิได้นำส่งเบี้ยประกันที่ลูกค้าโจทก์มอบให้โจทก์ผ่านนายธัชพล โจทก์กับนายธัชพล ได้ทำสัญญากันโดยนายธัชพลได้นำเช็คของจำเลยไปมอบให้โจทก์ ดังปรากฏตามเช็คเอกสารหมาย ล.3 ถึง ล.8 และโจทก์ก็ได้นำเช็คขึ้นเรียกเก็บเงินทันที เมื่อต่อมานายธัชพลนำเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.5 มอบให้โจทก์ เมื่อถึงวันที่ลงในเช็คโจทก์นำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินทันที ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.6 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า การออกเช็คหมาย จ.5 มีเจตนาเพื่อชำระหนี้ที่นายธัชพลมีต่อโจทก์ หาใช่เป็นการออกเช็คเพื่อประกันหนี้ของนายธัชพลไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุปรานีลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า จำเลยออกเช็คชำระหนี้เป็นเงินจำนวนสูง ทั้งเป็นหนี้ที่เกิดจากการผิดหน้าที่ที่บิดาของจำเลยมีต่อโจทก์ เมื่อเกิดการกระทำผิดแล้วก็หาได้สำนึกในการกระทำ ไม่คิดจะเยียวยาความเสียหายของโจทก์ตามความเสียหายที่แท้จริง ทั้งหาได้เยี่ยวยาความเชื่อถือของจำเลยและบิดาที่ต้องเสียหายจากการบกพร่องในการดำเนินการเกี่ยวกับการเงินที่ได้รับความไว้วางใจจากโจทก์ แต่กลับอ้างเหตุบ่ายเบี่ยงปฏิเสธความรับผิดตลอดมา พฤติการณ์ไม่มีเหตุอันควรลดโทษหรือปราณีรอการลงโทษ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3 วรรคสอง ม. 193/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายอภิชาติ แวววรรธนกุล
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยา
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7109/2553
#507506
เปิดฉบับเต็ม

เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 5770 เป็นของ ส. เมื่อปี 2534 ส. ฟ้องจำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีนี้และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตที่ดินของ ส. จึงฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของ ส. คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพัน ส. และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวก็ตาม แต่โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาจาก ส. โจทก์จึงไม่ใช่บุคคลภายนอกเพราะคำว่าบุคคลภายนอกที่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2) นั้น ย่อมหมายถึงบุคคลทั่วไปนอกคดีที่จะยกขึ้นพิสูจน์ต่อสู้ได้ว่าตนมีสิทธิในที่ดินดีกว่าผู้ครอบครอง ดังนั้น คดีดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจาก ส.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองไปดำเนินการยกเลิกหรือเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองคัดค้านและขัดขวางการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ไปดำเนินการ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 3 งาน 57 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ โดยการครอบครอง ห้ามโจทก์

หรือบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินส่วนนี้ต่อไป การกระทำของโจทก์เป็นการรบกวนการครอบครองของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ขอคิดค่าเสียหายจากโจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากจำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 ให้การแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งให้โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 53 ตารางวา ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 1 จำนวน 1,000 บาท และแทนจำเลยที่ 2 จำนวน 1,500 บาท

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางกฤษณี ผู้จัดการมรดกของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5570 ตำบลไผ่จำศิล อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา โดยโจทก์ซื้อมาจากนายสุรทิน นิยมศิลป์ชัย กับพวกเมื่อปี 2534 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.12 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 18699 ตำบลไผ่จำศิล อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เนื้อที่ 2 ไร่ 44 ตารางวา โดยได้รับการยกให้จากบิดามารดาจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2517 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.3 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5566 ตำบลไผ่จำศิล อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เนื้อที่ 6 ไร่ 2 ตารางวา โดยได้รับการยกให้จากยายเมื่อปี 2536 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.4 ที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองปรากฏตามรูปแผนที่โฉนดที่ดินดังกล่าวข้างต้น ที่ดินของจำเลยทั้งสองอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินโจทก์ มีถนนสาธารณะคั่นระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยทั้งสองซึ่งอยู่ฝั่งถนนเดียวกัน โดยที่ดินของจำเลยที่ 1 อยู่ทางด้านทิศเหนือ ส่วนที่ดินของจำเลยที่ 2 อยู่ทางด้านทิศใต้ติดต่อกัน เมื่อปี 2541 โจทก์ได้ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดอ่างทอง แต่เจ้าหน้าที่ไม่อาจทำการรังวัดให้ได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสองต่างคัดค้านแนวเขตที่โจทก์นำชี้โดยอ้างว่า โจทก์นำชี้แนวเขตที่ดินทับทางสาธารณะรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ดินที่โจทก์นำชี้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยที่ 1 ปรากฏตามพื้นที่สีเขียวเนื้อที่ประมาณ 3 งาน 57 ตารางวา อันเป็นที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ดินที่โจทก์นำชี้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยที่ 2 ปรากฏตามพื้นที่สีน้ำเงินเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 3 งาน 68 ตารางวา อันเป็นที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่ดินพิพาทดังกล่าวอยู่ติดกับทางสาธารณะทางด้านทิศตะวันตกตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เมื่อปี 2534 นายสุรทินเจ้าของที่ดินที่ขายให้แก่โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ออกไปจากที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่โจทก์พิพาทกับจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ และในคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าที่ดินที่โจทก์อ้างว่าบุกรุกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามีทางสาธารณะอื่นอีก นอกจากทางสาธารณะที่ปรากฏเป็นแนวเขตที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ 2 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ก็คือ ทางลูกรังที่สร้างขึ้นสมัยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ที่พิพาทอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของถนนดังกล่าว ส่วนที่ดินของโจทก์นั้นอยู่ทางด้านทิศตะวันออกติดถนน ที่พิพาทจึงอยู่นอกเขตที่ดินของโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ พิพากษายกฟ้อง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 439/2534 ของศาลชั้นต้น ซึ่งถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทพื้นที่สีเขียวตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เป็นของโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์มิได้เป็นคู่ความกับจำเลยที่ 1 หรืออยู่ในฐานะเช่นเดียวกับคู่ความในคดีก่อนและประเด็นแห่งคดีต่างกัน ประกอบกับโจทก์รับโอนที่ดินมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนโจทก์จึงเป็นบุคคลภายนอกไม่ผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนนั้น เห็นว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 5770 ตามเอกสารหมาย จ.12 เป็นของนายสุรทิน นิยมศิลป์ชัยเมื่อปี 2534 นายสุรทินฟ้องจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีนี้ และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2534 โดยพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตที่ดินของนายสุรทิน จึงฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายสุรทิน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 439/2534 คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันนายสุรทินและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวก็ตาม แต่โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาจากนายสุรทิน โจทก์จึงไม่ใช่บุคคลภายนอกเพราะคำว่าบุคคลภายนอกที่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) นั้น ย่อมหมายถึงบุคคลทั่วไปนอกคดีที่จะยกขึ้นพิสูจน์ต่อสู้ได้ว่าตนมีสิทธิในที่ดินดีกว่าผู้ครอบครอง ดังนั้น คดีดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจากนายสุรทินคดีจะฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ จึงต้องฟังว่า ที่ดินพิพาทในกรอบสีเขียวตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ดินพิพาทพื้นที่สีน้ำเงินตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เป็นของโจทก์หรือไม่ ...จึงน่าเชื่อว่า ที่ดินพื้นที่สีน้ำเงินตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครอง ที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงไม่ใช่ของโจทก์ส่วนเรื่องค่าเสียหายนั้น เมื่อที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ แต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 145 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโฆษิต มงคลธีระสกุล
โดยนางกฤษณี มงคลธีระสกุล
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายสวง ระรวยทรง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7064/2553
#507390
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้การยอมรับว่าได้กู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ น. ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 13 จริง ซึ่งตรงกับหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.15 ทั้งรับว่าได้ชำระคืนแก่ผู้ให้กู้ดังกล่าวตลอดมาเพียงแต่ชำระไม่ครบจำนวนตามที่ตกลงกัน ชำระไม่ตรงตามเวลาที่กำหนดในสัญญาและต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ว่าลายมือชื่อในสัญญากู้เงินดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 หรือเป็นลายมือชื่อปลอมเท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าลายมือชื่อในสัญญากู้เงินดังกล่าว เป็นลายมือชื่อที่แท้จริง ของจำเลยที่ 1 มิใช่ลายมือชื่อปลอมแล้ว แม้จำเลยที่ 3 จะได้ยกข้อต่อสู้ว่าลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ในสัญญากู้เงินดังกล่าว ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 หรือเป็นลายมือชื่อปลอมก็ตาม ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 3 จะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ฟังได้ตามที่ยกขึ้นให้การต่อสู้ไว้ เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบโดยแถลงไม่ขอสืบพยาน ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงฟังไม่ได้

หนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวมีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ผู้กู้ โดยไม่มีลายมือชื่อของบริษัทเงินทุน น. ผู้ให้กู้อยู่ด้วย จึงเป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง แม้จะมีข้อความว่าหนังสือสัญญากู้เงิน เอกสารดังกล่าวก็มิใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอากรแสตมป์ลักษณะ 5 แต่อย่างใด หนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ผู้กู้ ตามความหมายของมาตรา 653 วรรคหนึ่งแล้ว ศาลย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ น. ไปตามฟ้องโดยไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,269,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี โดยยอมให้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองห้องชุดเป็นประกัน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามสัญญา โจทก์ได้รับหนี้ดังกล่าวตามโครงการรวมกิจการระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุน 12 บริษัท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,093,400.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 694,076.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระเงินกู้ไม่ตรงตามสัญญา บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ไม่เคยทวงถามหรือบอกเลิกสัญญา ถือได้ว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) สละซึ่งประโยชน์แห่งข้อสัญญาที่ตกลงกันไว้ เมื่อมีการรวมกิจการระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุน 12 บริษัท จำเลยที่ 1 พยายามชำระเงินคืน แต่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ปฏิเสธการรับชำระหนี้โดยไม่มีเหตุผล จำเลยที่ 1 จึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ยังไม่มีสิทธิฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้เงิน ไม่ได้รับเงินกู้และไม่ได้จำนองทรัพย์เป็นประกันตามฟ้อง ลายมือชื่อในสัญญากู้สัญญาจำนองไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยที่ 3 ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 689,580.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 เมษายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกัน 4,496.14 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระ 1,407.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,496.14 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มกราคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดห้องชุดเลขที่ 114/16 ชั้นที่ 5 อาคารเลขที่ 1 อาคารโมเดอร์นโฮมเพลส 3 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 30/2536 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1172 ตำบลสวนหลวง อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญากู้เงินกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,269,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.15 มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามเอกสารหมาย จ.16 และ จ.17 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองห้องชุดเลขที่ 114/16 ชั้นที่ 5 อาคารเลขที่ 1 อาคารโมเดอร์นโฮมเพลส 3 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 30/2536 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1172 ตำบลสวนหลวง อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร เป็นประกันหนี้ โดยตกลงทำประกันภัยทรัพย์จำนองทุกปีและเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันเอง หากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ชำระแทนไปก่อนก็ยอมชำระคืนให้ ตามเอกสารหมาย จ.20 จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและยังค้างชำระต้นเงิน 689,580.41 บาท และค้างชำระค่าเบี้ยประกันที่โจทก์ชำระแทนไปก่อน 4,496.14 บาท เมื่อโจทก์ได้รับโอนหนี้ดังกล่าวตามโครงการรวมกิจการระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุน 12 บริษัท ซึ่งรวมทั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) แล้วโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยทั้งสามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วตามเอกสารหมาย จ.22 ถึง จ.27

จำเลยที่ 3 ฎีกาประการแรกว่า... จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ให้การว่า ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 13 จำเลยที่ 1 กู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ไปจำนวน 1,269,000 บาท และกำหนดชำระภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2552 หลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ชำระคืนให้แก่บริษัทดังกล่าวตลอดมา แม้จำเลยที่ 1 จะปฏิบัติไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ตามสัญญาที่ให้ไว้กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) โดยชำระไม่ตรงตามวันที่ต้องชำระวันสุดท้ายของสิ้นเดือน อีกทั้งจำนวนเงินที่ชำระก็ไม่ครบตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินก็ตาม แต่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ก็ไม่ได้เรียกร้องทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้หรือบอกเลิกสัญญาแต่อย่างใด จึงถือว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ไม่ถือว่าการผิดนัดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เป็นสาระสำคัญอันสามารถบอกเลิกสัญญาได้จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อนครบกำหนดเท่านั้น ซึ่งเห็นได้ว่าตามคำให้การของจำเลยที่ 1 นั้น ยอมรับว่าได้กู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 13 จริง ซึ่งตรงกับหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.15 นั่นเอง ทั้งยอมรับว่าได้ชำระคืนแก่ผู้ให้กู้ดังกล่าวตลอดมา เพียงแต่ชำระเงินไม่ครบจำนวนตามที่ตกลงกันและชำระไม่ตรงตามเวลาที่กำหนดในสัญญาและต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ว่าลายมือชื่อในสัญญากู้เงินดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 หรือเป็นลายมือชื่อปลอมแต่อย่างใด เท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ในสัญญากู้เงินดังกล่าวเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของจำเลยที่ 1 มิใช่ลายมือชื่อปลอมแล้วนอกจากนี้หนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.15 มีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ผู้กู้ โดยไม่มีลายมือชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้กู้อยู่ด้วยจึงเป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคแรก แม้จะมีข้อความว่าหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารดังกล่าวก็มิใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอากรแสตมป์ลักษณะ 5 แต่อย่างใด ดังนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะได้ยกข้อต่อสู้ว่าลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ในสัญญากู้เงินดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 หรือเป็นลายมือชื่อปลอมได้ตามที่ให้การไว้ก็ตาม ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 3 จะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ฟังได้ตามที่ยกขึ้นให้การต่อสู้ดังกล่าว แต่เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบโดยแถลงไม่ขอสืบพยาน ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงฟังไม่ได้และกรณีการกู้ยืมเงินเกินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไป ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคแรก ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะทำสัญญาบัญญัติเพียงว่า "ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่" เท่านั้น ดังนั้น หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินหาจำต้องทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินไม่ เพียงแต่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้มาแสดงเท่านั้นก็สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้กู้เงินโจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 13 ดังวินิจฉัยมาข้างต้นซึ่งเอกสารท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง หนังสือสัญญากู้เงินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 13 ดังกล่าวซึ่งตรงกับเอกสารหมาย จ.15 จึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ผู้กู้ตามความหมายของมาตรา 653 วรรคแรก ดังกล่าวมา ศาลย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ไปตามฟ้องโดยไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงไม่มีเหตุให้รับฟัง ฎีกาจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 3 ฎีกาในประการต่อไปว่า ...การโอนสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) กับโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 ให้การในเรื่องดังกล่าวเพียงว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ควบรวมกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ควบรวมกับโจทก์ ทั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทั้งสองบริษัทดังกล่าวก็ไม่ได้โอนสินทรัพย์และหนี้สินกัน รวมทั้งไม่ได้โอนสินทรัพย์และหนี้สินกับโจทก์ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9, 10 และ ไม่มีต้นฉบับ เป็นเอกสารปลอม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 เท่านั้น ซึ่งเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 และ 10 ตรงกับเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.12 ตามลำดับเอกสารหมาย จ.9 คือสำเนาประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุน 12 บริษัท ซึ่งมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) รวมอยู่ด้วย เอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.12 คือ สำเนาพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 และ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2541 กับพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่ศาลรู้ได้เองคู่ความไม่จำต้องนำสืบ และปรากฏว่าประกาศกระทรวงการคลังและพระราชกำหนดทั้งสามฉบับดังกล่าวได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นที่ทราบกันทั่วไป ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ศาลย่อมรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยานได้ จึงชอบแล้ว กรณีจึงรับฟังตามเอกสารดังกล่าวได้ว่า กระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นชอบให้ดำเนินการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุน 12 บริษัท ซึ่งมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) รวมอยู่ด้วย โดยกำหนดให้ดำเนินการโอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดของบริษัทเงินทุนทั้ง 12 บริษัทดังกล่าวให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ก่อน จากนั้นจึงให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) โอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่โจทก์ ซึ่งปรากฏว่าบริษัทเงินทุนทั้ง 12 บริษัท รวมทั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ก็ได้ดำเนินการตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว โดยบริษัทเงินทุนทั้ง 12 บริษัทได้โอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 29 มกราคม 2542 ตามหนังสือสัญญาโอนสินทรัพย์และหนี้สินเอกสารหมาย จ.13 และในวันเดียวกันบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ก็โอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาโอนสินทรัพย์และหนี้สินเอกสารหมาย จ.14 ซึ่งเอกสารหมาย จ.13 ตรงกับเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 11 และเอกสารหมาย จ.14 ตรงกับเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 12 ตามคำให้การของจำเลยที่ 3 คัดค้านเฉพาะเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 11 คือเอกสารหมาย จ.13 ว่าไม่มีต้นฉบับ เป็นเอกสารปลอม มิได้ให้การคัดค้านเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 12 คือเอกสารหมาย จ.14 ซึ่งเป็นสำเนาเช่นกันว่าไม่มีต้นฉบับหรือเป็นเอกสารปลอมแต่อย่างใด ซึ่งเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้ให้การคัดค้านเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 12 หรือเอกสารหมาย จ.14 จึงถือว่าจำเลยที่ 3 ยอมรับการมีอยู่และความแท้จริงของหนังสือสัญญาโอนสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) กับโจทก์และไม่คัดค้านการอ้างเอกสารหมาย จ.14 เป็นพยาน ศาลจึงรับฟังเอกสารหมาย จ.14 เป็นพยานได้ ซึ่งตามเอกสารหมาย จ.14 มีข้อความระบุชัดแจ้งว่า สินทรัพย์ซึ่งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ตกลงโอนให้โจทก์และโจทก์ตกลงรับโอนประกอบด้วย สินทรัพย์ตามประกาศกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2541 ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และรวมตลอดถึงสินทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ได้รับโอนมาจากบริษัทเงินทุน 12 บริษัท ซึ่งมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) รวมอยู่ด้วย การโอนดังกล่าวเป็นการโอนตามขั้นตอนของประกาศกระทรวงการคลังตามเอกสารหมาย จ.9 ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น แม้หลักฐานการโอนสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) จะเป็นเพียงสำเนาไม่ใช่ต้นฉบับ ซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อการโอนสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.14 ซึ่งรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ระบุชัดแจ้งว่าสินทรัพย์และหนี้สินที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) โอนให้แก่โจทก์นั้นรวมทั้งสินทรัพย์และหนี้สินที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ได้รับโอนมาจากบริษัทเงินทุน 12 บริษัทด้วย ซึ่งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) รวมอยู่ใน 12 บริษัทดังกล่าว เช่นนี้ศาลจึงไม่จำต้องรับฟังเอกสารหมาย จ.13 ซึ่งเป็นสำเนาหนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างบริษัทเงินทุน 12 บริษัทดังกล่าวกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) เป็นพยาน เพียงแต่รับฟังเอกสารหมาย จ.14 ดังกล่าวก็ฟ้งได้แล้วว่าบริษัทเงินทุนทั้ง 12 บริษัท ซึ่งรวมถึงบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ได้โอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ได้โอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) แล้วบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ได้โอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดของตนรวมทั้งที่ได้รับโอนมาจากบริษัทเงินทุน 12 บริษัท ให้แก่โจทก์อีกต่อหนึ่งเพื่อให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวมาข้างต้น ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของจำเลยทั้งสามให้แก่โจทก์เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 3 ฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำนวน 689,580.41 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และโจทก์มิได้นำสืบว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าว ทั้งดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการกำหนดไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับ การที่ศาลกำหนดให้จำเลยที่ 3 ชำระดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 689,580.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยที่ 3 มิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นพิพากษาไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยเหตุผลใด และที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เพิ่งยกปัญหาดังกล่างขึ้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน โจทก์มิได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายปราการ ธีรประเทืองกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ