คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7608/2553
#510216
เปิดฉบับเต็ม

ทางนำสืบของผู้ร้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้รู้ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องไม่รู้เห็นยินยอมในการที่จำเลยนำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องและจำเลยไปจำนองไว้กับโจทก์แต่อย่างใด เมื่อที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวต้องถือว่าโจทก์รับจำนองไว้โดยสุจริต การจำนองจึงสมบูรณ์มีผลผูกพันทรัพย์จำนองทั้งหมดทุกส่วน เมื่อโจทก์ฟ้องบังคับจำนองและศาลพิพากษาให้บังคับตามสัญญาจำนองแล้วเช่นนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ ส่วนการที่จำเลยนำทรัพย์ส่วนของผู้ร้องเข้าร่วมจำนองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้องนั้น หากเป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายอย่างไร ผู้ร้องก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก จะมาร้องขอกันส่วนให้การบังคับคดีมีผลผิดไปจากคำพิพากษาหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 30439 ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อบังคับ

ชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดออกขายทอดตลาดนั้นเป็นสินสมรสที่ผู้ร้องกับจำเลยร่วมกันซื้อมา แต่ใส่ชื่อจำเลยเพียงผู้เดียว ผู้ร้องจึงมีกรรมสิทธิ์อยู่ครึ่งหนึ่ง ผู้ร้องไม่รู้เห็นยินยอมในการที่จำเลยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจำนองและไม่ได้ถูกฟ้องด้วย ขอให้กันส่วนครึ่งหนึ่งอันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องออกจากทรัพย์ที่ถูกยึด หรือกันเงินครึ่งหนึ่งของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์คัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยจำนองไว้กับโจทก์และโจทก์ดำเนินการบังคับคดีนำยึดในคดีนี้เป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องและจำเลยได้มาระหว่างสมรส โดยมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนทรัพย์จำนองที่โจทก์นำยึดดังกล่าวหรือไม่ ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องยอมให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียวในที่ดินพิพาทเพราะไว้ใจจำเลยเนื่องจากเป็นสามีภริยากัน แต่ผู้ร้องไม่รู้เห็นยินยอมในการที่จำเลยนำที่ดินพิพาทไปจำนองไว้กับโจทก์นั้น เห็นว่า ทางนำสืบของผู้ร้องไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รู้ข้อเท็จจริงดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างแต่อย่างใด เมื่อที่ดินพิพาทมีชื่อ

จำเลยเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวต้องถือว่าโจทก์รับจำนองไว้โดยสุจริต การจำนองจึงสมบูรณ์มีผลผูกพันทรัพย์จำนองทั้งหมดทุกส่วน เมื่อโจทก์ฟ้องบังคับจำนองและศาลพิพากษาให้บังคับตามสัญญาจำนองแล้วเช่นนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ ส่วนการที่จำเลยนำทรัพย์ส่วนของผู้ร้องเข้าร่วมจำนองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้องนั้น หากเป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายอย่างไร ผู้ร้องก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก จะมาร้องขอกันส่วนให้การบังคับคดีมีผลผิดไปจากคำพิพากษาหาได้ไม่ ฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพวงผกา แซ่เยี่ยง
ผู้ร้อง — นายวิจิตต์ ผิวงาม
จำเลย — นางกานต์หรือเบญจวรรณ ผิวงาม
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7604/2553
#510594
เปิดฉบับเต็ม

ทางนำสืบของโจทก์และคำขอท้ายฟ้องปรากฏว่าเงินจำนวนที่โจทก์เรียกร้องไม่ใช่เงินส่วนที่ต่ำกว่าไร่ละ 65,000 บาท ตามที่อ้างว่าเป็นข้อตกลงให้ค่าบำเหน็จนายหน้าหากแต่เป็นเงินที่โจทก์อ้างว่าโจทก์กับพวกซื้อที่ดินพิพาทมาในราคาไร่ละ 50,000 บาท แล้วนำมาเสนอขายแก่ฝ่ายจำเลยในราคาไร่ละ 60,000 บาท ส่วนที่เกินไร่ละ 10,000 บาท ตกเป็นของโจทก์กับพวก อันมีลักษณะเป็นการหากำไรจากการซื้อขายที่ดินตามปกติ และเมื่อพิจารณาจากหนังสือทวงถามเงินและสรุปรายการซื้อขายที่ดินซึ่งโจทก์เป็นคนทำเอกสารดังกล่าวเองก็ยิ่งปรากฏชัดเจนว่า เป็นเรื่องที่โจทก์กับพวกซื้อที่ดินมาขายให้แก่ฝ่ายจำเลยจริง โดยเอากำไรจากราคาที่ดินที่โจทก์ซื้อมาหักออกจากราคาที่ตั้งขายแก่ฝ่ายจำเลยในราคาไร่ละ 60,000 บาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายของเจ้าของที่ดินชื่อ ข. ที่ปรากฏในลำดับที่ 6 โจทก์ไปซื้อที่ดินรายนี้มาในราคาไร่ละ 100,000 บาท ขายให้แก่ฝ่ายจำเลยราคาไร่ละ 60,000 บาท โดยโจทก์จ่ายเงินเพิ่มเอง อันเป็นผลขาดทุนในการซื้อขายที่ดินรายนี้ ทำให้เห็นเจตนาของทั้งสองฝ่ายว่าการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินทุกแปลงรวมทั้งแปลงพิพาทเป็นเรื่องการทำธุรกิจซื้อขายที่ดินกัน หากโจทก์ซื้อที่ดินมาได้ในราคาถูกเมื่อนำไปขายในราคาที่ตกลงกัน โจทก์ก็มีกำไรมาก หากโจทก์ซื้อที่ดินมาได้ในราคาแพงก็จะมีกำไรน้อย และโจทก์อาจขาดทุนได้หากซื้อที่ดินมาในราคาสูงกว่าที่ตกลงขายให้แก่ฝ่ายจำเลย ลักษณะการทำธุรกิจกันดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการชี้ช่องให้ฝ่ายจำเลยได้เข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเพื่อเอาค่าบำเหน็จนายหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 845 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,460,725 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,460,725 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 3,460,725 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2538) ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับและไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2533 จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 ทำสัญญาให้โจทก์เป็นตัวแทนในการติดต่อเจรจาตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินบริเวณตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 800 ถึง 1,200 ไร่ ในราคาไม่เกินไร่ละ 65,000 บาท ตามสัญญาตั้งตัวแทน โจทก์มอบให้นายเฉลิม เป็นนายหน้าในการติดต่อขอซื้อที่ดินของนายปรีชา และห้างหุ้นส่วนจำกัด โตนงาช้างปาล์ม จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2533 โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ร่วมเริ่มก่อการจัดตั้งด้วย เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2534 จำเลยที่ 3 ทำสัญญาข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.43 ให้แก่โจทก์ ที่ดินที่มีการติดต่อซื้อจากนายปรีชาและห้างหุ้นส่วนจำกัด โตนงาช้างปาล์มนั้น ได้โอนเป็นของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2536 ซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้ทำเป็นสนามกอล์ฟและโครงการของจำเลยที่ 1

ก่อนที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์และตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า เงินจำนวน 3,460,725 บาท ดังกล่าว เป็นเงินบำเหน็จนายหน้าหรือบำเหน็จตัวแทนที่ฝ่ายจำเลยตกลงจะให้แก่โจทก์ตามสัญญาตั้งตัวแทนหรือไม่ ข้อนี้โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2533 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาในนามจำเลยที่ 2 ให้โจทก์เป็นนายหน้าติดต่อซื้อที่ดินในราคาไม่เกินไร่ละ 65,000 บาท โดยตกลงด้วยว่าหากโจทก์ซื้อที่ดินในราคาต่ำกว่าไร่ละ 65,000 บาท ส่วนต่างจะเป็นของโจทก์กับพวก แต่เมื่อพิจารณาตามคำขอท้ายฟ้องและตามทางนำสืบของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าเงินจำนวนที่โจทก์เรียกร้องไม่ใช่เงินส่วนที่ต่ำกว่าไร่ละ 65,000 บาท ตามที่อ้างว่าเป็นข้อตกลงให้ค่าบำเหน็จนายหน้า หากแต่เป็นเงินที่โจทก์อ้างว่าโจทก์กับพวกซื้อที่ดินพิพาทมาในราคาไร่ละ 50,000 บาท แล้วนำมาเสนอขายแก่ฝ่ายจำเลยในราคาไร่ละ 60,000 บาท ส่วนที่เกินไร่ละ 10,000 บาท ตกเป็นของโจทก์กับพวก อันมีลักษณะเป็นการหากำไรจากการซื้อขายที่ดินตามปกติ เพียงแต่ในการซื้อที่ดินมาของโจทก์กับพวกไม่ได้จดทะเบียนโอนใส่ชื่อโจทก์เท่านั้น ซึ่งอาจเป็นเพราะคู่กรณีไม่ต้องการเสียเงินค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอนที่ดินอีกทอดหนึ่ง เพราะโจทก์ทราบดีว่าจะต้องนำที่ดินไปขายให้แก่ฝ่ายจำเลยต่อไป เมื่อโจทก์นำที่ดินไปขายให้แก่ฝ่ายจำเลยจึงต้องให้เจ้าของที่ดินเดิมเป็นคนทำสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อซื้อขายที่ดินกันได้สำเร็จแล้วจึงหักส่วนกำไรให้แก่โจทก์ และเมื่อพิจารณาจากหนังสือทวงถามเงินและสรุปรายการซื้อ/ขายที่ดิน ซึ่งโจทก์เป็นคนทำเอกสารดังกล่าวเองก็ยิ่งปรากฏชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่โจทก์กับพวกซื้อที่ดินมาขายให้แก่ฝ่ายจำเลยจริงโดยเอากำไรจากราคาที่ดินที่โจทก์ซื้อมาหักออกจากราคาที่ตั้งขายแก่ฝ่ายจำเลยในราคาไร่ละ 60,000 บาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายของเจ้าของที่ดินชื่อนายไข่ที่ปรากฏในลำดับที่ 6 โจทก์ไปซื้อที่ดินรายนี้มาในราคาไร่ละ 100,000 บาท ขายให้แก่ฝ่ายจำเลยราคาไร่ละ 60,000 บาท โจทก์ได้เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถามค้านยอมรับว่าโจทก์จ่ายเงินเพิ่มเอง อันเป็นผลขาดทุนในการซื้อขายที่ดินรายนี้ ทำให้เห็นเจตนาของทั้งสองฝ่ายว่า การดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินทุกแปลงรวมทั้งแปลงพิพาทเป็นเรื่องการทำธุรกิจซื้อขายที่ดินกัน หากโจทก์ซื้อที่ดินมาได้ในราคาถูก เมื่อนำไปขายในราคาที่ตกลงกันโจทก์ก็มีกำไรมาก หากโจทก์ซื้อที่ดินมาในราคาแพงก็จะมีกำไรน้อย และโจทก์อาจขาดทุนได้หากซื้อที่ดินมาในราคาสูงกว่าที่ตกลงขายให้แก่ฝ่ายจำเลย ลักษณะการทำธุรกิจกันดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการชี้ช่องให้ฝ่ายจำเลยได้เข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเพื่อเอาค่าบำเหน็จนายหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845 วรรคหนึ่ง และไม่เป็นไปตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าฝ่ายจำเลยตกลงจะให้ส่วนต่างจากราคาที่ดินที่ต่ำกว่าไร่ละ 65,000 บาท ดังนั้น เงินจำนวน 3,460,725 บาท ตามฟ้องดังกล่าวจึงเป็นเงินส่วนกำไรจากการซื้อขายที่ดินแปลงพิพาทของโจทก์ มิใช่เป็นเงินค่านายหน้าตามที่โจทก์นำสืบมาว่ามีข้อตกลงที่ฝ่ายจำเลยจะให้เป็นบำเหน็จแก่โจทก์ตามสัญญาตั้งตัวแทนและก็ฟังไม่ได้ว่าเป็นบำเหน็จของตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 803 อีกด้วย เพราะการซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นเรื่องที่โจทก์ทำการค้าโดยหวังผลกำไรจากฝ่ายจำเลย มิใช่ทำการแทนฝ่ายจำเลยตัวการตามมาตรา 797 วรรคหนึ่ง

เมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าวแล้ว ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 3,460,725 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่โจทก์หรือไม่ และปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจำนวนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่ จึงเห็นควรวินิจฉัยรวมกันไปว่า จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,460,725 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่โจทก์ตามสัญญาข้อตกลงหรือไม่ ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2534 จำเลยที่ 3 ทำสัญญาข้อตกลงเอกสารหมาย จ.43 จะชำระค่าที่ดินส่วนต่างให้แก่โจทก์จำนวน 3,460,725 บาท การทำสัญญาข้อตกลงดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างนายปรีชาและห้างหุ้นส่วนจำกัด โตนงาช้างปาล์มผู้จะขายกับจำเลยที่ 3 ผู้จะซื้อฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2533 ซึ่งขณะนั้นหากมีการซื้อขายกันจริงโจทก์จะได้รับส่วนต่างของราคาที่ดินจำนวน 3,460,725 บาท จากจำเลยที่ 3 แต่โจทก์และจำเลยที่ 1 ก็นำสืบรับกันว่าไม่ได้มีการซื้อขายตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2533 แต่อย่างใด โดยจำเลยที่ 3 ยังได้ชำระเงินเป็นค่าชดเชยในการเลื่อนการจดทะเบียนโอนที่ดินไปด้วย ภายหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 มาซื้อที่ดินแปลงพิพาทได้เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2535 ในราคาเฉลี่ยไร่ละประมาณ 100,000 บาท สูงกว่าราคาที่โจทก์ตกลงไว้ เมื่อจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้องตามสัญญาข้อตกลงเอกสารหมาย จ.43 ซึ่งเป็นเงินส่วนต่างของราคาที่ดินที่โจทก์นำมาขายให้แก่ฝ่ายจำเลย ไม่ใช่เงินค่าบำเหน็จนายหน้าหรือบำเหน็จตัวแทน และข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่มีส่วนต่างของราคาที่ดินที่โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับจากการซื้อขายดังกล่าว จำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 หรือเป็นผู้ร่วมเริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินจำนวน 3,460,725 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 845 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุทธิ มโนธรรมพิทักษ์
บริษัทหาดใหญ่เอ็กซ์คลูซีฟ
จำเลย — กอล์ฟคลับ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7602/2553
#501979
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำบันทึกข้อตกลงระบุข้อความว่า "จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามเช็คที่ฟ้องจำนวน 431,103 บาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนี้จำนวน 1,565,486 บาท ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่ และจำเลยจะผ่อนชำระแก่โจทก์" โดยบันทึกดังกล่าวมิได้ระบุว่าจำเลยกระทำการแทนบริษัท ซ. ย่อมแสดงให้เห็นถึงการที่จำเลยทำบันทึกข้อตกลงเป็นส่วนตัวยอมผูกพันตนเข้าเป็นลูกหนี้ของโจทก์เพื่อชำระหนี้จำนวน 1,565,486 บาท อีกคนหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งคือโจทก์จะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของจำเลยว่าจะชำระหนี้เพียงบางส่วน หนี้ส่วนที่เหลือจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาให้มีผลผูกพันบริษัท ซ. อันจะเป็นเหตุให้การแสดงเจตนาตกเป็นโมฆะตามที่บัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 154 จำเลยจึงต้องผูกพันตามเจตนาที่แสดงออกมานั้น เมื่อจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ให้โจทก์ตามข้อตกลง จึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยหรือบริษัท ซ. คนใดคนหนึ่งได้ การที่โจทก์ไม่เลือกใช้สิทธิบังคับเอาแก่บริษัท ซ. จึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

โจทก์ตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขต ปรากฏว่าไม่พบทรัพย์สินของจำเลยแต่อย่างใด และจำเลยเสนอขอผ่อนชำระหนี้ให้เจ้าหนี้อื่นซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีที่จำเลยถูกฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 อีก 3 คดี กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยเสนอคำขอประนอมหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่สองคนขึ้นไป จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) (8) ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษา มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติ จำเลยเป็นกรรมการบริษัทแซมคอมส์ จำกัด ซึ่งค้างชำระหนี้โจทก์จำนวน 1,565,486 บาท จำเลยสั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 431,103 บาท เพื่อชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลย จำเลยทำบันทึกข้อตกลงโจทก์ถอนคำร้องทุกข์และศาลจำหน่ายคดีจากสารบบความ จำเลยถูกฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 อีก 3 คดี จำเลยเสนอขอผ่อนชำระหนี้ให้เจ้าหนี้อื่นซึ่งเป็นผู้เสียหายทั้ง 3 คดี ปัญหาวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้เป็นหนี้โจทก์โดยตรง แต่เมื่อจำเลยแสดงเจตนาโดยทำบันทึกข้อตกลง ระบุข้อความจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามเช็คที่ฟ้องจำนวน 431,103 บาท ซึ่งหนี้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของหนี้จำนวน 1,565,486 บาท ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่และจำเลยจะผ่อนชำระแก่โจทก์ 18 เดือนแรก เดือนละ 6,000 บาท และอีก 12 เดือนหลัง เดือนละ 35,000 บาท ส่วนที่เหลือจากยอดหนี้ทั้งหมดจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน โดยบันทึกมิได้ระบุเลยว่าจำเลยกระทำการแทนบริษัทแซมคอมส์ จำกัด ย่อมแสดงให้เห็นถึงการที่จำเลยทำบันทึกข้อตกลงเป็นส่วนตัวยอมผูกพันตนเข้าเป็นลูกหนี้ของโจทก์เพื่อชำระหนี้จำนวน 1,565,486 บาท อีกคนหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งคือโจทก์จะได้รู้เจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของจำเลยว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เพียง 431,103 บาท ส่วนหนี้ที่เหลือจำเลยมีเจตนาให้มีผลผูกพันบริษัทแซมคอมส์ จำกัด อันจะเป็นเหตุให้การแสดงเจตนาตกเป็นโมฆะตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 154 จำเลยจึงต้องผูกพันตามเจตนาที่แสดงออกมา เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คและจำเลยไม่ผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์ตามที่ตกลง ข้อเท็จจริงรับฟังว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจำนวน 1,565,486 บาท จำเลยเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยหรือบริษัทแซมคอมส์ จำกัด คนใดคนหนึ่งได้ การที่โจทก์ไม่เลือกใช้สิทธิบังคับเอาแก่บริษัทแซมคอมส์ จำกัด จึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไป จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากทางนำสืบโจทก์ ก่อนฟ้องคดีโจทก์ตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขต ปรากฏว่าไม่พบทรัพย์สินของจำเลยแต่อย่างใด และนอกจากจำเลยถูกฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 คดีแรกแล้ว จำเลยยังถูกฟ้องในความผิดเดียวกันอีก 3 คดี ต่อมาจำเลยเสนอขอผ่อนชำระหนี้ให้เจ้าหนี้อื่นซึ่งเป็นผู้เสียหายทั้ง 3 คดี กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยเสนอคำขอประนอมหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่สองคนขึ้นไป จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 (5) (8) ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐาน แต่จำเลยกล่าวอ้างในอุทธรณ์เพียงว่าจำเลยมีความสามารถชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหมด โดยไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุนเลยว่าจำเลยมีทรัพย์สินใดเพียงพอชำระหนี้ทั้งหมด ข้อกล่าวอ้างของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (5) ม. 8 (8) ม. 9 (3)
ป.พ.พ. ม. 154 ม. 291
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส ซี ที ซี จำกัด
จำเลย — นายอิสระ จาริก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายอดุลย์ ญาณกิตติ์กูร
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
สมศักดิ์ จันทรา
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7602/2553
#509555
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์โดยตรง แต่เมื่อจำเลยแสดงเจตนาโดยทำบันทึกข้อตกลงให้โจทก์ระบุว่า จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามเช็คที่ฟ้องจำนวน 431,103 บาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนี้จำนวน 1,565,486 บาท ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่ โดยบันทึกดังกล่าวมิได้ระบุเลยว่าจำเลยกระทำการแทนบริษัท ซ. ที่จำเลยเป็นกรรมการบริษัทอยู่แสดงให้เห็นถึงการที่จำเลยทำบันทึกข้อตกลงเป็นส่วนตัวยอมผูกพันตนเข้าเป็นลูกหนี้ของโจทก์เพื่อชำระหนี้จำนวน 1,565,486 บาท อีกคนหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่รู้เจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของจำเลยว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เพียง 431,103 บาท ส่วนหนี้ที่เหลือจำเลยมีเจตนาให้มีผลผูกพันบริษัท ซ. อันจะเป็เหตุให้การแสดงเจตนาตกเป็นโมฆะตามป.พ.พ. มาตา 154 จำเลยจึงต้องผูกพันตามเจตนาที่แสดงออกมานั้น เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คและจำเลยไม่ผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์ตามที่ตกลงจำเลยจึงเป็นหนี้โจทก์จำนวน 1,565,486 บาท ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท ที่จะฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายได้และโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยหรือบริษัท ซ. คนใดคนหนึ่งได้ การที่โจทก์ไม่เลือกใช้สิทธิบังคับเอกแก่บริษัท ซ. จึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ก่อนฟ้องโจทก์ได้ตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตแต่ไม่พบทรัพย์สินของจำเลย นอกจากจำเลยถูกฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 คดีแรกแล้วจำเลยยังถูกฟ้องในความผิดเดียวกันอีก 3 คดี ต่อมาจำเลยเสนอขอผ่อนชำระหนี้ให้เจ้าหนี้อื่นซึ่งเป็นผู้เสียหายทั้ง 3 คดีดังกล่าว กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยเสนอคำขอประนอมหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่สสองคนขึ้นไปจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) (8) ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยสั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 431,103 บาท เพื่อชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนของจำนวนหนี้ทั้งหมด 1,565,486 บาท แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลย วันที่ 24 สิงหาคม 2548 จำเลยทำบันทึกข้อตกลงยินยอมผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 1,565,486 บาท โจทก์จึงถอนคำร้องทุกข์และศาลจำหน่ายคดีจากสารบบความ ภายหลังจากทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้วจำเลยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระ จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การ จำเลยสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้โจทก์ในฐานะกรรมการของบริษัทแซมคอมส์ จำกัด ในการทำบันทึกข้อตกลงจำเลยทักท้วงแล้วว่าหนี้จำนวน 1,565,486 บาท เป็นหนี้ของบริษัท ไม่ใช่หนี้ส่วนตัว ทั้งจำเลยกระทำการภายในขอบวัตถุประสงค์ของบริษัท ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง บริษัทแดทคอมส์ จำกัด สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้เนื่องจากมีสิทธิเรียกร้อง

ให้บริษัทอินโปร คอมแทค จำกัด ชำระเงินจำนวน 5,692,302 บาท โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โดยส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์เพื่อไม่ให้จำเลยทราบเรื่อง กรณีจึงมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นกรรมการบริษัทแซมคอมส์ จำกัด ซึ่งค้างชำระหนี้โจทก์จำนวน 1,565,486 บาท จำเลยสั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 431,103 บาท เพื่อชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลย จำเลยทำบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2548 โจทก์จึงถอนคำร้องทุกข์และศาลจำหน่ายคดีดังกล่าวจากสารบบความ จำเลยถูกฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 อีก 3 คดี จำเลยเสนอขอผ่อนชำระหนี้ให้เจ้าหนี้อื่นซึ่งเป็นผู้เสียหายทั้ง 3 คดี ดังกล่าว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้เป็นหนี้โจทก์โดยตรง แต่เมื่อจำเลยแสดงเจตนาโดยทำบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ. 4 ระบุข้อความว่า จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามเช็คที่ฟ้องจำนวน 431,103 บาท ซึ่งหนี้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของหนี้จำนวน 1,565,486 บาท ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่และจำเลยจะผ่อนชำระแก่โจทก์ 18 เดือนแรก เดือนละ 6,000 บาท และอีก 12 เดือนหลัง เดือนละ 35,000 บาท ส่วนที่เหลือจากยอดหนี้ทั้งหมดจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน โดยบันทึกดังกล่าวมิได้ระบุเลยว่าจำเลยกระทำการแทนบริษัทแซมคอมส์ จำกัด ย่อมแสดงให้เห็นถึงการที่จำเลยทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นส่วนตัวยอมผูกพันตนเข้าเป็นลูกหนี้ของโจทก์เพื่อชำระหนี้จำนวน 1,565,486 บาท อีกคนหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งคือโจทก์จะได้รู้เจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของจำเลยว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เพียง 431,103 บาท ส่วนหนี้ที่เหลือจำเลยมีเจตนาให้มีผลผูกพันบริษัทแซมคอมส์ จำกัด อันจะเป็นเหตุให้การแสดงเจตนาตกเป็นโมฆะตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 154 จำเลยจึงต้องผูกพันตามเจตนาที่แสดงออกมานั้น เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวและจำเลยไม่ผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์ตามที่ตกลง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจำนวน 1,565,486 บาท จำเลยจึงเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยหรือบริษัทแซมคอมส์ จำกัด คนใดคนหนึ่งได้ การที่โจทก์ไม่เลือกใช้สิทธิบังคับเอาแก่บริษัทแซมคอมส์ จำกัด จึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากทางนำสืบโจทก์ว่า ก่อนฟ้องคดีโจทก์ตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตตามเอกสารหมาย จ. 11 ปรากฏว่าไม่พบทรัพย์สินของจำเลยแต่อย่างใด และนอกจากจำเลยถูกฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 คดีแรกแล้ว จำเลยยังถูกฟ้องในความผิดเดียวกันอีก 3 คดี ต่อมาจำเลยเสนอขอผ่อนชำระหนี้ให้เจ้าหนี้อื่นซึ่งเป็นผู้เสียหายทั้ง 3 คดี ดังกล่าว กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยเสนอคำขอประนอมหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่สองคนขึ้นไป จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) (8) ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่จำเลยกล่าวอ้างในอุทธรณ์เพียงว่าจำเลยมีความสามารถชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหมด เนื่องจากจำเลยยังดำเนินกิจการหลายอย่าง ทั้งยังมีภรรยา ญาติพี่น้องและเพื่อนที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือได้ โดยไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุนเลยว่าจำเลยมีทรัพย์สินใดเพียงพอชำระหนี้ทั้งหมด ข้อกล่าวอ้างของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 154
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส ซี ที ซี จำกัด
จำเลย — นายอิสระ จาริก
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
สมศักดิ์ จันทรา
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7499/2553
#510536
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งบทความผิดและแก้โทษที่ลงแก่จำเลยทั้งสอง แต่ก็เป็นการแก้ไขเพียงปรับวรรคของบทความผิดให้ถูกต้อง โดยมิได้แก้ฐานความผิด ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเกินห้าปี ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2549 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 14,000 เม็ด น้ำหนักรวม 1,275.81 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 268.941 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เหตุเกิดที่ตำบลหนองกรด อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้และยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าว โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียจำนวน 2 เครื่อง ซึ่งเป็นเครื่องมือสื่อสารที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษคดีนี้ และรถยนต์หมายเลขทะเบียน กธ 1414 ชลบุรี ซึ่งเป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองใช้ในการซุกซ่อนและขนยาเสพติดให้โทษที่มีไว้เพื่อจำหน่ายคดีนี้มาจำหน่าย เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 30 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยที่ 1 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตและปรับคนละ 3,000,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว คงจำคุกคนละ 25 ปี และปรับคนละ 1,500,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในกรณีกักขังแทนค่าปรับ ให้กักขังเกิน 1 ปี ได้แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 30 ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีนี้แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งบทความผิดและแก้โทษที่ลงแก่จำเลยทั้งสอง แต่ก็เป็นการแก้ไขเพียงปรับวรรคของบทความผิดให้ถูกต้อง โดยมิได้แก้ฐานความผิดแต่อย่างใด ถือว่าเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเกินห้าปีจึงห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพนิจในการกำหนดโทษ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มานั้นเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายนคร วงค์การีม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7475/2553
#507398
เปิดฉบับเต็ม

ร้อยตำรวจเอก ส.เป็นข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดขึ้นภายในเขตอำนาจของตนตาม ป.วิ.อ.มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แม้ระหว่างสอบสวนจะมีพนักงานสอบสวนซึ่งไม่มีอำนาจสอบสวนร่วมนั่งฟังอยู่ด้วยก็ไม่ทำให้การสอบสวนนั้นเสียไป เมื่อพันตำรวจโท น. ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ พันตำรวจโท น. ย่อมมีอำนาจสอบสวนก่อนร้อยตำรวจเอก ส. โอนสำนวนการสอบสวน และหลังจากนั้นร้อยตำรวจเอก ศ. ยังคงมีอำนาจสอบสวนเพื่อช่วยเหลือพันตำรวจโท น. ได้ ดังนั้น การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบมีดคัทเตอร์ มีดเหล็กปลายตัดและปลอกกระสุนปืนลูกซองของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางนุ้ย มารดาของนางสาวนฤมล ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) (5) ประกอบมาตรา 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย ให้ลงโทษประหารชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงประหารชีวิตสถานเดียว ริบมีดคัทเตอร์ มีดเหล็กปลายแหลมและปลอกกระสุนปืนลูกซองของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดต่อชีวิตจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามในทุกกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน 20 วัน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่ให้แก้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยอ้างว่า ร้อยตำรวจเอกสุเทียน ไม่มีอำนาจสอบสวนเนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ พนักงานสอบสวนต้องมียศตั้งแต่ระดับสารวัตรขึ้นไป การสอบสวนกระทำต่อหน้าพันตำรวจโทอำภณ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรนาทวีนอกเขตอำนาจ พันตำรวจโทนิพล ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบแต่ไม่มีอำนาจสอบสวนก่อนร้อยตำรวจเอกสุเทียนโอนสำนวนการสอบสวนและหลังจากนั้นร้อยตำรวจเอกสุเทียนไม่มีอำนาจสอบสวน เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกสุเทียนเป็นข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีขึ้นไปมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดขึ้นภายในเขตอำนาจของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แม้ระหว่างสอบสวนจะมีพนักงานสอบสวนซึ่งไม่มีอำนาจสอบสวนร่วมนั่งฟังอยู่ด้วยก็ไม่ทำให้การสอบสวนนั้นเสียไป เมื่อพันตำรวจโทนิพล ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ พันตำรวจโทนิพลย่อมมีอำนาจสอบสวนก่อนร้อยตำรวจเอกสุเทียนโอนสำนวนการสอบสวน และหลังจากนั้นร้อยตำรวจสุเทียนยังคงมีอำนาจสอบสวนเพื่อช่วยเหลือพันตำรวจโทนิพลได้ ดังนั้น การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาควาามอาญา มาตรา 120 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางสาวแสงเดือน พนักงานบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด สาขาสตูล เป็นพยานเบิกความว่า วันที่ 10 ธันวาคม 2546 พยานเดินทางไปจังหวัดยะลาเพื่อรับคำขอเอาประกันภัยรายงวดจากจำเลยตามสำเนาเอกสารหมาย จ.25 สัญญาประกันชีวิตนางสาวนฤมล ผู้ตายรวมการคุ้มครองภัยถูกฆ่า จำนวนเงินเอาประกันภัย 600,000 บาท จำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ ผู้ตายลงชื่อผู้ขอเอาประกันภัยแต่พยานไม่พบผู้ตาย ต่อมาบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด ออกกรมธรรม์ให้ตามสำเนาเอกสารหมาย จ.28 นายการี เป็นพยานเบิกความว่า วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยขอยืมรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีแดง จากจังหวัดยะลาบอกว่าจะนำไปบรรทุกพันธุ์ยางพาราที่จังหวัดปัตตานี พยานเข้านอนเวลา 21 นาฬิกา พยานตื่นนอนเห็นรถยนต์กระบะจอดอยู่หน้าบ้าน นายประมวล และนายเลื่อน เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ขณะพยานกับพวกนั่งดื่มสุราอยู่หน้าบ้านนายประมวล จำเลยขับรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีแดง มาถามหานายพิเชษฐ์ เพื่อนจำเลยซึ่งมีบ้านอยู่ห่างประมาณ 300 เมตร พยานบอกว่านายพิเชษฐ์ไม่อยู่และชวนจำเลยดื่มสุรา พยานถามจำเลยว่ามากันกี่คน จำเลยบอกว่ามากับแฟน พยานบอกให้พาแฟนลงมา จำเลยพาผู้หญิงคนหนึ่งลงมา ต่อมานายประมวลจำได้ว่าผู้ตายสวมกางเกงลักษณะเดียวกับผู้หญิงคนนั้น และนายเลื่อนจำได้ว่าผู้ตายคือผู้หญิงคนนั้น จำเลยกับแฟนนั่งอยู่สักครู่บอกว่าจะรีบไปที่ว่าการอำเภอ นางสมพิศ เจ้าหน้าที่ปกครอง 5 ที่ว่าการอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เป็นพยานเบิกความว่า วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา จำเลยและผู้ตายมาที่ว่าการอำเภอสะเดายื่นคำร้องเพื่อจดทะเบียนสมรสตามสำเนาคำร้องขอจดทะเบียนและบันทึกทะเบียนครอบครัวเอกสารหมาย จ.15 พยานลงชื่อเป็นพยานในทะเบียนสมรสตามสำเนาเอกสารหมาย จ.16 นายวิไลย์ เป็นพยานเบิกความว่าคืนนั้นเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะพยานอยู่บ้านที่ตำบลเขามีเกียรติ อำเภอสะเดา คนงานกรีดยางโทรศัพท์มาบอกว่าได้ยินเสียงปืนดังประมาณ 2 นัด พยานขับรถจักรยานยนต์ออกไปดูในสวนยางพาราพบศพผู้ตาย ร้อยตำรวจเอกสุเทียนเบิกความว่าพยานไปตรวจสถานที่เกิดเหตุพบขวดเบียร์ 2 ใบ รองเท้าแตะ 1 คู่ ถุงมือ 1 คู่ หมวกไหมพรม 1 ใบ เศษบุหรี่และใบจาก เศษเส้นผม 2 กระจุกในอุ้งมือผู้ตาย มีดคัทเตอร์ 1 เล่ม และมีดเหล็กปลายตัด 1 เล่ม ตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.42, จ.43 และภาพถ่ายหมาย จ.45 พยานสอบสวนจำเลยตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.48 ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาว่า ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยให้การปฏิเสธตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.50 และพันตำรวจโทนิพลเบิกความว่า จำเลยบอกว่าเป็นผู้กระทำความผิดขอให้การรับสารภาพ พยานให้จำเลยเขียนบันทึกคำรับสารภาพตามภาพถ่ายหมาย จ.53 และเอกสารหมาย จ.54 พยานพาจำเลยไปนำชี้ที่เกิดเหตุและถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.55 และ จ.56 จำเลยให้การว่าใช้อาวุธปืนลูกซองยิงผู้ตาย 2 นัด นายเราะห์มันใช้มีดฟันและแทงผู้ตาย จำเลยพาพยานไปเอาปลอกกระสุนปืนลูกซอง 1 ปลอก ตามภาพถ่ายหมาย จ.57 และพาไปชี้ถังขยะข้างวัดปริงที่นำเสื้อยืดไปทิ้งตามภาพถ่ายหมาย จ.23 พยานแจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทารุณโหดร้าย มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.59 จำเลยเบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์จากจังหวัดยะลาเพื่อพบผู้ตายที่อำเภอสะเดา เวลาประมาณ 13 นาฬิกา หลังจากรับประทานอาหารเวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยพาผู้ตายไปที่ว่าการอำเภอสะเดาจดทะเบียนสมรสเสร็จเวลาปรามาณ 16 นาฬิกา ผู้ตายบอกว่าจะไปร้านเสริมสวย จำเลยจะรีบนำอะไหล่รถกลับไปซ่อมให้ลูกค้าจึงแยกกันหน้าที่ว่าการอำเภอ จำเลยเขียนบันทึกคำรับสารภาพเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจใช้ไฟฟ้าช็อตและทำร้ายร่างกาย เห็นว่า ได้ความว่าวันเกิดเหตุจำเลยขอยืมรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีแดง ของนายการี ขับออกจากจังหวัดยะลาและไม่ทราบเวลาแน่นอนที่จำเลยขับกลับไปคืน แต่หลังเวลา 21 นาฬิกา ที่นายการีเข้านอนตามคำเบิกความนายการีและบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.19 ซึ่งนายการีเป็นลูกจ้างจำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน นอกจากนั้นนายประมวลและนายเลื่อนซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเบิกความยืนยันและให้การตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.7, จ.8 และ จ.11 ว่า จำเลยขับรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีแดง มาถามหาเพื่อนก่อนไปที่ว่าการอำเภอ จำเลยและผู้ตายจดทะเบียนสมรสกันวันนั้น นายทะเบียนสอบถามคู่สมรสเวลา 16.02 นาฬิกา ตามสำเนาทะเบียนสมรสเอกสารหมาย จ.16 วันดังกล่าวเป็นวันมงคลคู่สมรสทั่วไปจะไปรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน ข้อเท็จจริงเป็นไปไม่ได้ที่หลังจากจดทะเบียนสมรสจำเลยและผู้ตายต่างแยกกันหน้าที่ว่าการอำเภอ ผู้ตายขึ้นรถยนต์กระบะซึ่งมีผู้ชาย 2 คน และผู้หญิง 2 คน อยู่ในรถมาจอดรอโดยจำเลยไม่รู้จัก และผู้ตายไม่บอกว่าไปที่ใดตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.48 ซึ่งจำเลยให้การในฐานะพยาน ทั้งเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ตายจะนั่งรถยนต์กระบะซึ่งมีผู้ชาย 2 คน และผู้หญิง 2 คน อยู่ในรถมาหาหน้าที่ว่าการอำเภอ จำเลยขับรถกระบะคันนั้นซึ่งมีบุคคลทุกคนไปพบนายประมวลและนายเลื่อน แล้วกลับมาที่ว่าการอำเภอสะเดาขึ้นไปจดทะเบียนสมรสกันเพียง 2 คน หลังจากนั้นผู้ตายกลับไปขึ้นรถยนต์กระบะโดยไม่บอกว่าไปที่ใดตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.50 ซึ่งจำเลยให้การในฐานผู้ต้องหา ผู้ตายถูกฆาตกรรมคืนนั้นเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ตามคำเบิกความนายวิไลย์และบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.3 ที่นายวิไลย์ได้ยินเสียงปืนและพบศพผู้ตายในพื้นที่อำเภอสะเดาหลังจากจดทะเบียนสมรส 3 ชั่วโมงเศษ ก่อนหน้านั้นไม่ถึง 2 เดือน จำเลยยื่นคำขอเอาประกันชีวิตผู้ตายรวมการคุ้มครองภัยถูกฆ่าจำนวนเงินเอาประกันภัย 600,000 บาท โดยจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ และคำขอมีเพียงลายมือชื่อผู้ตายขอเอาประกันภัยตามสำเนาเอกสารหมาย จ.25 ดังนั้น ข้อเท็จจริงเป็นไปไม่ได้ที่หลังจากจดทะเบียนสมรสผู้ตายจะไปกับบุคคลอื่นและถูกฆ่าตายในสวนยางพาราซึ่งเป็นที่มืดเปลี่ยวอยู่ห่างจากถนนสายคลองหลวง-นาทวี ประมาณ 300 เมตร ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.1 และภาพถ่ายหมาย จ.2 เว้นแต่ขณะเกิดเหตุผู้ตายจะยังคงอยู่กับจำเลย พยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อหวังเงินประกันชีวิต สอดคล้องกับที่จำเลยเขียนบันทึกคำรับสารภาพตามเอกสารหมาย จ.54 รวม 2 หน้า หลังจากจำเลยตื่นนอนในตอนเช้าและอาบน้ำแล้วมีสีหน้าสดชื่นตามภาพถ่ายหมาย จ.53 ซึ่งมีผ้าเช็ดตัวคล้องคอ จำเลยอธิบายรายละเอียดพฤติการณ์การกระทำความผิดตลอดจนพาพนักงานสอบสวนไปนำชี้ที่เกิดเหตุตามภาพถ่ายหมาย จ.55 และ จ.56 โดยภาพถ่ายหมาย จ.55 จำเลยแสดงท่ายื่นมือขวาระดับบ่าตั้งฉากกับลำตัวเหยียดนิ้วชี้และนิ้วกลางตรงกำนิ้วหัวแม่มือ นิ้วนางและนิ้วก้อยลักษณะเหมือนถืออาวุธปืนยิงผู้ตายที่ศรีษะด้านซ้ายขณะยืนหันหลังตามรายงานการชันสูตรศพเอกสารหมาย จ.21 ข้อ 8 และพาพนักงานสอบสวนไปเอาปลอกกระสุนปืนลูกซองที่จำเลยโยนทิ้งข้างถนน ตามภาพถ่ายหมาย จ.57 อันเป็นการรับสารภาพและแสดงท่าโดยสมัครใจสำนึกในการกระทำความผิดก่อนพนักงานสอบสวนจะนำตัวจำเลยไปยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 วันที่ 8 มีนาคม 2547 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

อนึ่ง จำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จำเลยจึงกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรไม่ถูกต้องเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 18 ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นางนุ้ย หมัดสุวรรณ์
จำเลย — นายวัชรพงษ์หรือฮาซัน หรือเปเล่ แก้วรุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7463/2553
#507843
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 563 บัญญัติว่า คดีอันผู้ให้เช่าจะฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหกเดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าการที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าปรับตามสัญญาเช่าวันละ 200 บาท ของค่าเช่าแต่ละงวดที่ยังไม่ได้ชำระกับค่าปรับจำนวนหนึ่งในสิบของค่าเช่าที่เหลือตลอดอายุของสัญญาเช่าเป็นการฟ้องเรียกค่าปรับตามสัญญาเช่าที่กำหนดให้จำเลยผู้เช่าต้องชำระเพราะเหตุผิดสัญญาจึงอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 563 ต้องใช้อายุความหกเดือน แต่การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายอันสืบเนื่องมาจากการผิดสัญญาเช่า มิใช่กรณีฟ้องเกี่ยวแก่สัญญาเช่าเมื่อกฎหมายลักษณะเช่าทรัพย์ไม่ได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปีตามมาตรา 193/30 ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าขาดประโยชน์จึงไม่ขาดอายุความและเมื่อค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องใช้แก่โจทก์เป็นมูลหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกชำระกันได้ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้เช่าและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกันคำพิพากษาจึงต้องมีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมที่มิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอหักกลบลบหนี้ค่าเสียหายและค่าปรับกับโจทก์จากเงินที่จำเลยที่ 1 วางเป็นประกันตามสัญญาเช่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ขอหักกลบลบหนี้มาในคำให้การ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการหักกลบลบหนี้ ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ประเด็นข้อนี้มาและศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่งนั้นชอบแล้วศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่ารถขุดไฮดรอลิกกับโจทก์ 1 คัน จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์เพียง 10 งวดเศษ แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าตั้งแต่งวดที่ 11 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ต้องใช้ราคาแทน 2,736,108 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดวันที่ 27 กรกฎาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,747,361.02 บาท รวมต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย 4,483,469.02 บาท และให้ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 1,530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าปรับเนื่องจากการผิดนัด 310,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าเสียหายเนื่องจากผิดสัญญา 273,610.80 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนหรือชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 494,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ธันวาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 4,850 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่ารถขุดไฮดรอลิกกับโจทก์ 1 คัน มีกำหนด 36 เดือน ตกลงชำระค่าเช่าพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม งวดที่ 1 ถึงที่ 30 เดือนละ 107,500 บาท งวดที่ 31 ถึงที่ 36 เดือนละ 4,335 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งในวันทำสัญญาเช่าดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้วางเงินประกันไว้ 500,000 บาท ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ได้ยึดรถขุดคืนมาจากจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ 195,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ร่วมกันชำระเงินค่าปรับตามข้อตกลงในสัญญาเช่า ข้อ 15 (1) และข้อ 16 วรรคสอง เป็นเงิน 300,000 บาท

คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ประการแรกว่า คดีโจทก์ในส่วนค่าขาดประโยชน์และค่าปรับดังกล่าวขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 บัญญัติว่า คดีอันผู้ให้เช่าจะฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า ดังนั้น ที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าขาดประโยชน์จึงเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายซึ่งโจทก์มีสิทธิจะได้รับอันสืบเนื่องมาจากการผิดสัญญาเช่าเท่านั้น มิใช่กรณีฟ้องเกี่ยวแก่สัญญาเช่าตามมาตราดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อกฎหมายลักษณะเช่าทรัพย์ไม่ได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปี ตามมาตรา 193/30 ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าขาดประโยชน์จึงไม่ขาดอายุความ แต่สำหรับที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าปรับ วันละ 200 บาท ของค่าเช่าแต่ละงวดที่ยังไม่ได้ชำระจนครบถ้วน กับค่าปรับตามจำนวนหนึ่งในสิบของค่าเช่าส่วนที่เหลือตลอดอายุของสัญญาเช่านั้น เป็นการฟ้องเรียกค่าปรับตามสัญญาเช่าที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าต้องชำระเพราะเหตุผิดสัญญา จึงอยู่ในบังคับมาตรา 563 ต้องใช้อายุความหกเดือน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ส่งคืนรถขุดไฮดรอลิกที่เช่าแก่โจทก์เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 การที่โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 28 ธันวาคม 2544 จึงพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าปรับดังกล่าวจึงขาดอายุความ ฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอหักกลบลบหนี้ค่าเสียหายและค่าปรับกับโจทก์จากเงิน 500,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำมาวางเป็นประกันตามสัญญาเช่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ขอหักกลบลบหนี้มาในคำให้การ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการหักกลบลบหนี้ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ประเด็นข้อนี้มาและศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตราม 225 วรรคหนึ่งนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้อีกเช่นกัน อนึ่ง เมื่อค่าเสียหายซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องชดใช้แก่โจทก์เป็นมูลหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกชำระหนี้กันได้ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้เช่า และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกัน จึงให้คำพิพากษานี้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมที่มิได้ฎีกาด้วย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 195,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ธันวาคม2544) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 563
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 183 ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 245 วรรค(1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคาเธ่ย์ลีสแพลน จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไพบูลย์สัมพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7461/2553
#507397
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 120 และ 121 เป็นโฉนดที่ดินที่ออกให้ตั้งแต่รัชสมัยของรัชกาลที่ 5 เมื่อปี ร.ศ.125 โดยระบุอาณาเขตของที่ดินทั้งสองแปลงว่าด้านทิศใต้จดลำกระโดงและตามรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินก็ปรากฏว่าด้านทิศใต้ของที่ดินเป็นลำกระโดง แสดงให้เห็นว่าลำกระโดงมีมาไม่น้อยกว่า 100 ปีแล้ว โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นลำกระโดงที่มีอยู่ตามธรรมชาติหรือมีผู้ใดขุดให้เป็นลำกระโดงและขุดตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งโจทก์ที่ 1 เบิกความยอมรับว่าในสมัยก่อนเจ้าของที่ดินที่ลำกระโดงผ่านจะใช้ลำกระโดงเป็นทางออกเพื่อขนผลิตผลทางการเกษตรออกไปสู่คลองชักพระและได้ความจาก ฉ. พยานโจทก์อีกปากหนึ่งว่า ลำกระโดงมีระยะทางเริ่มต้นจากคลองชักพระไปจนถึงสวนของพยานซึ่งเป็นระยะทางประมาณ 1,000 เมตร ผู้อยู่อาศัยทั้งสองฝั่งของลำกระโดงจะแบ่งกันใช้น้ำและใช้ประโยชน์ในลำกระโดงร่วมกันจึงสอดคล้องกับคำเบิกความของ ว. และ บ. พยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งขณะเบิกความต่างมีอายุ 69 ปี และตั้งบ้านเรือนอยู่ริมลำกระโดงที่พิพาทมาเป็นเวลานาน โดยพยานทั้งสองเบิกความยืนยันว่า ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายเป็นต้นมาชาวบ้านบริเวณดังกล่าวใช้ลำกระโดงพิพาทเป็นทางสัญจรและใช้ขนผลิตผลทางการเกษตรโดยทางเรือออกสู่ภายนอก พยานเห็นว่าลำกระโดงพิพาทมีมาตั้งแต่เกิดและได้ใช้ลำกระโดงดังกล่าวเป็นทางสัญจรเช่นเดียวกับชาวบ้านในละแวกนั้นโดยไม่เคยมีบุคคลใดหวงห้าม เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายแล้วเห็นได้ว่าลำกระโดงสายนี้ยังมีสภาพที่ประชาชนสามารถใช้เรือสัญจรไปมาออกสู่คลอกชักพระได้โดยสะดวก จากพยานหลักฐานดังกล่าวฟังได้ว่าประชาชนในละแวกนั้นได้ใช้ลำกระโดงสายนี้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว หากจะฟังว่าลำกระโดงสายนี้เกิดจากการขุดสร้างขึ้นเองของชาวบ้านทั้งสองฝั่งในที่ดินของตนเพื่อประโยชน์ในการใช้น้ำและการสัญจรไปมาก็ถือได้ว่าเจ้าของที่ดินแต่เดิมได้ยกที่ดินส่วนที่เป็นลำกระโดงพิพาทให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ป.พ.พ.มาตรา 1304 แล้วโดยปริยาย หากจำต้องการแสดงเจตนาอุทิศให้หรือจดทะเบียนยกให้เป็นทางสาธารณะต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใดไม่ เมื่อฟังว่าลำกระโดงพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาเป็นเวลาเนิ่นนานก่อนที่โจทก์ทั้งสองจะรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 120 และ 121 จากเจ้าของเดิม แม้ลำกระโดงพิพาทจะอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และโจทก์ทั้งสองได้กลับเข้าหวงกันหรือประชาชนใช้ประโยชน์จากลำกระโดงพิพาทน้อยลงจากเดิม ก็ไม่ทำให้ลำกระโดงพิพาทหมดสภาพจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินกลับไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินที่ได้กรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวอีก โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะยึดถือเอาลำกระโดงพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนสะพานทางเดินคอนกรีตขนาดความกว้าง 1 เมตร และฐานรากของสะพานทางเดินดังกล่าวออกไปจากเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 120 และ 121 เลขที่ดิน 45 และ 44 ตำบลบางขุนนนท์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ทั้งสองและให้จำเลยทั้งสามดำเนินการปรับปรุงสภาพที่ดินดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองให้ดีดังเดิมด้วยทุนทรัพย์ของจำเลยทั้งสาม หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมทำให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ทำด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสามและห้ามมิให้จำเลยทั้งสามเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือกระทำการใดๆ เหนือที่ดินดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 120 และ 121 ตำบลบางขุนนนท์ อำเภอบางกอกน้อย กรงุเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ดินที่อยู่ติดต่อกันแต่หลังจากฟ้องคดีแล้วได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 120 ไปเป็นของผู้อื่น ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.11 และ จ.2 ตามลำดับ ด้านทิศใต้ของที่ดินทั้งสองแปลงมีความยาวรวมกันประมาณ 50 เมตร มีลำกระโดงพิพาทกว้างประมาณ 3 เมตร ด้านหนึ่งของลำกระโดงยาวต่อเนื่องไปเชื่อมต่อกับคลองชักพระ ส่วนอีกด้านหนึ่งยาวต่อเนื่องไปทางซอยอำนวยผล ซอย 7 ความยาวของลำกระโดงจากคลองชักพระไปถึงด้านในสุดยาวประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 โดยผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อยและโดยจำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้ทำการก่อสร้างสะพานทางเดินคอนกรีตขนาดกว้าง 1 เมตร ต่อจากบริเวณที่ก่อสร้างค้างไว้ไปถึงคลองชักพระตามสัญญาเลขที่ 22/2540 การก่อสร้างสะพานทางเดินคอนกรีตดังกล่าวจำเลยที่ 3 ลงเสาและก่อสร้างอยู่ในลำกระโดงพิพาทเลียบไปตามแนวลำกระโดงผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 120 และ 121 ของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสอง และโจทก์ทั้งสองได้ทักท้วงหวงห้ามแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่... เห็นว่าตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 120 และ 121 ปรากฏว่าเป็นโฉนดที่ดินที่ออกให้ตั้งแต่รัชสมัยของรัชกาลที่ 5 เมื่อปี ร.ศ.125 โดยระบุอาณาเขตของที่ดินทั้งสองแปลงว่าด้านทิศใต้จดลำกระโดงตามรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินก็ปรากฏว่าด้านทิศใต้ของที่ดินเป็นลำกระโดงแสดงให้เห็นว่าลำกระโดงนี้มีมาไม่น้อยกว่า 100 ปีแล้ว โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นลำกระโดงที่มีอยู่ตามธรรมชาติหรือมีผู้ใดขุดให้เป็นลำกระโดงและขุดตั้งแต่เมื่อใด แต่โจทก์ที่ 1 เบิกความรับว่าในสมัยก่อนเจ้าของที่ดินที่ลำกระโดงผ่านจะใช้ลำกระโดงเป็นทางออกเพื่อขนผลิตผลทางการเกษตรออกไปสู่คลองชักพระ และได้ความจากนายฉลอง พยานโจทก์อีกปากหนึ่งว่า ลำกระโดงมีระยะทางเริ่มต้นจากคลองชักพระไปจนถึงสวนของพยานซึ่งเป็นระยะทางประมาณ 1,000 เมตร ผู้อยู่อาศัยทั้งสองฝั่งของลำกระโดงจะแบ่งกันใช้น้ำและใช้ประโยชน์ในลำกระโดงร่วมกันซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนาวาเอกวิจิตร และนายบุญส่ง พยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งขณะเบิกความต่างมีอายุ 69 ปี และตั้งบ้านเรือนอยู่ริมลำกระโดงที่พิพาทมาเป็นเวลานาน โดยพยานทั้งสองเบิกความยืนยันว่า ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายเป็นต้นมาชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวใช้ลำกระโดงพิพาทเป็นทางสัญจรและใช้ขนส่งผลิตผลทางการเกษตรโดยทางเรือออกสู่ภายนอก พยานเห็นลำกระโดงพิพาทมีมาตั้งแต่เกิดและได้ใช้ลำกระโดงดังกล่าวเป็นทางสัญจรเช่นดียวกับชาวบ้านในละแวกนั้นโดยไม่เคยมีบุคคลใดหวงห้าม เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายหมาย จ.6 ล.1 และ ล.2 แล้ว เห็นได้ว่าลำกระโดงสายนี้ยังมีสภาพที่ประชาชนสามารถใช้เรือสัญจรไปมาออกสู่คลองชักพระได้โดยสะดวกจากพยานหลักฐานดังกล่าวฟังได้ว่าประชาชนในละแวกนั้นได้ใช้ลำกระโดงสายนี้เป็นเส้นทางในการสัญจรไปมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว หากจะฟังว่าลำกระโดงสายนี้เกิดขึ้นจากการขุดสร้างขึ้นเองของชาวบ้านทั้งสองฝั่งในที่ดินของตนเพื่อประโยชน์ในการใช้น้ำและการสัญจรไปมาก็ถือได้ว่าเจ้าของที่ดินแต่เดิมได้ยกที่ดินส่วนที่เป็นลำกระโดงพิพาทให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 แล้วโดยปริยาย หาจำต้องมีการแสดงเจตนาอุทิศให้หรือจดทะเบียนยกให้เป็นทางสาธารณะต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใดไม่ เมื่อฟังว่าลำกระโดงพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาเป็นเวลาเนิ่นนานก่อนที่โจทก์ทั้งสองจะรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 120 และ 121 จากเจ้าของเดิม แม้ลำกระโดงพิพาทจะอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสองและโจทก์ทั้งสองได้กลับเข้าหวงกันหรือประชาชนใช้ประโยชน์จากลำกระโดงพิพาทน้อยลงจากเดิมก็ไม่ทำให้ลำกระโดงพิพาทหมดสภาพจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินกลับไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินที่ได้กรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวอีก โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะยึดถือเอา ลำกระโดงพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรียงไกร จารุทวี กับพวก
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7458/2553
#503222
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จะเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 นั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ คู่ความคดีหลังเป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความคดีแรก คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีแรกต้องถึงที่สุดก่อนฟ้องคดีหลัง และประเด็นข้อพิพาทในคดีแรกและคดีหลังเป็นอย่างเดียวกันทั้งได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแรกแล้ว ดังนั้นแม้คู่ความคดีนี้จะเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 1442/2540 ทั้งประเด็นแห่งคดีเป็นอย่างเดียวกันและคดีหมายเลขแดงที่ 1442/2540 ถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องเนื่องจากคดีหมายเลขที่ 1442/2540 ของศาลชั้นต้น เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขแดงที่ 1710/2539 ของศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 1442/2540 ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทอันเป็นเนื้อหาแห่งคดีว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนาย ย. หรือไม่ เพียงใด ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนหรือไม่ ดังนั้นฟ้องของโจทก์ทั้งสี่คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1442/2540

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนาง น. ให้เป็นผู้จัดการมรดกของนาย ย. นาง น. จึงมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามกฎหมาย มีผลให้โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทของนาย ย. ไม่จำต้องฟ้องร้องภายในอายุความมรดก 1 ปี เพราะอายุความสะดุดหยุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 และถือได้ว่านาง น. ในฐานะผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งปันแทนทายาทของนาย ย. ทุกคน แม้ต่อมานาง น. ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนาย ย. ให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของนาย ย. ก็เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และการจัดการมรดกที่ไม่ชอบนั้นย่อมทำให้การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่สิ้นสุดลง ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นทรัพย์สินในกองมรดกของนาย ย. และยังคงอยู่ในระหว่างการจัดการแบ่งทรัพย์มรดก เมื่อจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนาง น. ก็ต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นทั้งหมด โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งที่พิพาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง คดีของโจทก์ทั้งสี่จึงยังไม่ขาดอายุความมรดก

ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนาย ย. และนาง น. ได้มาเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2499 โดยนาย ย. และนาง น. อยู่กินกันฉันสามีภริยาและแต่งงานกันในขณะกฎหมายลักษณะผัวเมียใช้บังคับ (โดยมิได้จดทะเบียนสมรสในภายหลัง) จึงต้องแบ่งสินสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมียโดยนาย ย. ได้ส่วนแบ่ง 2 ใน 3 ส่วน ส่วนนาง น. ได้ 1 ใน 3 ส่วน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14242 ตำบลท่าทราย (บางธรณี) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี จำนวนเนื้อที่ 1 ไร่ 6 ตารางวา พร้อมบ้านจำนวน 3 หลัง ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวที่ได้จดทะเบียนเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2535 ให้กลับคืนสู่สภาพทรัพย์มรดกของนายยิ้ม ขอให้กำจัดมิให้จำเลยรับทรัพย์มรดกในส่วนของตนที่จะได้รับและให้กลับคืนสู่สภาพเป็นทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันแก่โจทก์ทั้งสี่ต่อไป และขอถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 14242 ตำบลท่าทราย (บางธรณี) อำเภอเมืองนนทบุรี(ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวซึ่งได้จดทะเบียนเมื่อวันที่13 สิงหาคม 2535 ให้กลับสู่สภาพทรัพย์มรดกของนายยิ้ม ผู้ตาย เพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกทุกคน โดยให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนดังกล่าว หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำร้องในส่วนที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านจำนวน 3 หลัง ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีที่จะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 นั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ คู่ความคดีหลังเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีแรกประการหนึ่ง คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีแรกต้องถึงที่สุดก่อนฟ้องคดีหลัง ประการที่สองประเด็นข้อพิพาทในคดีแรกและคดีหลังเป็นอย่างเดียวกันทั้งได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแรกแล้ว ประการที่สาม จะขาดหลักเกณฑ์ประการใดประการหนึ่งไม่ได้เลยแม้คู่ความคดีนี้จะเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 1442/2540 ทั้งประเด็นแห่งคดีเป็นอย่างเดียวกัน และคดีหมายเลขแดงที่1442/2540 ถึงที่สุด โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง เนื่องจากฟ้องตามคดีหมายเลขแดงที่ 1442/2540 ของศาลชั้นต้น เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขแดงที่ 1710/2539 ของศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทอันเป็นเนื้อหาแห่งคดีว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายยิ้มหรือไม่ เพียงใด ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนหรือไม่ ดังนั้น ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1442/2540 เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งนางนองสินเป็นผู้จัดการมรดกของนายยิ้ม เมื่อวันที่ นางนองสินจึงเป็นผู้แทนตามกฎหมายของทายาท มีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามกฎหมาย มีผลให้โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทของนายยิ้มไม่จำต้องฟ้องร้องภายในอายุความมรดก 1 ปี เพราะอายุความย่อมสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 และถือได้ว่า นางนองสินครอบครอบทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งปันแทนทายาทของนายยิ้มทุกคน แม้ต่อมานางนองสินในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์ทั้งสี่และจำเลยต่างนำสืบรับกันว่า เป็นทรัพย์มรดกของนายยิ้มให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของนายยิ้ม ก็เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและการจัดการมรดกที่ไม่ชอบนั้นย่อมทำให้การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่สิ้นสุดลง ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นทรัพย์สินในกองมรดกของนายยิ้มและยังคงอยู่ในระหว่างการจัดการแบ่งทรัพย์มรดก ถือได้ว่าผู้จัดการมรดกครอบครองที่พิพาทแทนทายาทอื่นทุกคน และเมื่อจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนางนองสิน ก็ต้องถือว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นทั้งหมด โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งที่พิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง คดีของโจทก์ทั้งสี่จึงไม่ขาดอายุความมรดก

อนึ่ง ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายยิ้มและนางนองสิน ได้มาเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2499 โดยนายยิ้มและนางนองสินอยู่กินกันฉันสามีภริยาและแต่งงานกันในขณะกฎหมายลักษณะผัวเมียใช้บังคับ (โดยมิได้จดทะเบียนสมรสภายหลัง) จึงต้องแบ่งสินสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย โดยนายยิ้มได้ส่วนแบ่ง 2 ใน 3 ส่วน ส่วนนางนองสินได้ 1 ใน 3 ส่วน สินสมรสส่วนของนายยิ้มตกเป็นกองมรดกของนายยิ้มที่จะตกแก่ทายาทโดยธรรมคือนางนองสิน นายโกสินทร์ โจทก์ที่ 4 และจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629, 1630, 1634 และ 1635 (1) คนละ 1 ใน 4 ส่วนของมรดกหรือ 1 ใน 6 ส่วนของที่ดินพิพาท แต่เมื่อนายโกสินทร์ถึงแก่ความตายก่อนนายยิ้มเจ้ามรดก โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้สืบสันดานของนายโกสินทร์จึงเข้ารับมรดกแทนที่นายโกสินทร์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จึงได้รับส่วนแบ่งมรดกคนละ 1 ใน 18 ส่วนของที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1634 (2) โจทก์ทั้งสี่จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น แต่เพื่อความสะดวกในการแบ่งปันที่ดินมรดกให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามส่วน ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทแทนการให้เพิกถอนการจดทะเบียนการโอนเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทคนละ 1 ใน 18 ส่วน และให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ 4 ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท 1 ใน 6 ส่วน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขอของโจทก์ทั้งสี่นอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ทั้งสี่เท่าที่ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสี่ และจำเลยให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 1748 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 148
กฎหมายลักษณะผัวเมีย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนเดช ปัณฑยางกูร กับพวก
จำเลย — นายโฆสิต ปัณฑยางกูร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางมนทกานติ ช้างหัวหน้า
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
สิทธิชัย พรหมศร
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7458/2553
#507841
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จะเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 นั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ คู่ความคดีหลังเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีแรกประการหนึ่ง คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีแรกต้องถึงที่สุดก่อนฟ้องคดีหลังประการที่สอง ประเด็นข้อพิพาทในคดีแรกและคดีหลังเป็นอย่างเดียวกันทั้งได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแรกแล้วประการที่สาม จะขาดหลักเกณฑ์ประการใดประการหนึ่งไม่ได้เลยแม้คู่ความคดีนี้จะเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 1442/2540 ทั้งประเด็นแห่งคดีเป็นอย่างเดียวกัน และคดีหมายเลขแดงที่ 1442/2540 ถึงที่สุด โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องเนื่องจากฟ้องตามคดีหมายเลขแดงที่ 1442/2540 ของศาลชั้นต้นเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขแดงที่ 1710/2539 ของศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทอันเป็นเนื้อหาแห่งคดีว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของ ย. หรือไม่ เพียงใดฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนหรือไม่นั้น ฟ้องโจทก์ทั้งสี่คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1442/2540

ก. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ย. โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ก. เมื่อ ก. ถึงแก่ความตายก่อน ย. โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่ ก. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1639 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นทายาทของ ย. ส่วนโจทก์ที่ 4 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นทายาทของ ย. เช่นกัน เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้ง ส. เป็นผู้จัดการมรดกของ ย. ส. จึงเป็นผู้แทนตามกฎหมายของทายาท มีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามกฎหมาย มีผลให้โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทของ ย. ไม่จำต้องฟ้องร้องภายในอายุความมรดก 1 ปี เพราะอายุความย่อมสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 และถือได้ว่า ส. ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งปันแทนทายาทของ ย. ทุกคน แม้ต่อมา ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ย. ให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของ ย. ก็เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่สิ้นสุดลงที่ดินพิพาทยังคงเป็นทรัพย์สินในกองมรดกของ ย. และยังคงอยู่ในระหว่างการจัดการแบ่งทรัพย์มรดก ถือได้ว่าผู้จัดการมรดกครอบครองที่พิพาทแทนทายาทอื่นทุกคน และเมื่อจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาจาก ส. ก็ต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นทั้งหมดโจทก์ทั้งสี่มีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งที่พิพาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้กำจัดมิให้จำเลยรับทรัพย์มรดกในส่วนของตนที่จะได้รับและให้กลับคืนสู่สภาพเป็นทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันแก่โจทก์ทั้งสี่ต่อไป และขอถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 14242 ตำบลท่าทราย (บางธรณี) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวซึ่งได้จดทะเบียนเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2535 ให้กลับสู่สภาพทรัพย์มรดกของนายยิ้มผู้ตาย เพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกทุกคน โดยให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนดังกล่าว หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องในส่วนที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านจำนวน 3 หลัง ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า นายยิ้ม และนางนองสิน เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกันจำนวน 4 คน คือนายโกสินทร์ โจทก์ที่ 4 จำเลยและเด็กหญิงศิริมา ซึ่งเสียชีวิตไปตั้งแต่วัยเยาว์ นายโกสินทร์และนางพเยาว์เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตร 3 คน คือ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2526 นายโกสินทร์ถึงแก่ความตาย ตามสำเนามรณบัตรเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2535 นายยิ้มถึงแก่ความตายตามสำเนามรณบัตรเอกสารหมาย จ.5 ขณะที่นายยิ้มถึงแก่ความตายมีทรัพย์มรดกคือ ที่ดินโฉนดเลขที่14242 เลขที่ดิน 483 ตำบลท่าทราย (บางธรณี) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี จำนวนเนื้อที่ 1 ไร่ 6 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งคือที่ดินพิพาทคดีนี้ โดยได้มาระหว่างสมรสเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2499 มีชื่อนายยิ้มถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ที่ดินดังกล่าวมีสิ่งปลูกสร้างคือ บ้าน 3 หลัง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และนางพเยาว์อยู่อาศัยในบ้าน 1 หลัง ที่นายโกสินทร์เป็นผู้ปลูกตั้งแต่นายโกสินทร์ยังมีชีวิต หลังจากนายยิ้มถึงแก่ความตาย นางนองสินได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายยิ้มเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2535 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งนางนองสินเป็นผู้จัดการมรดกของนายยิ้มเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2535 ตามสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 441/2535 ของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2535 นางนองสินจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของนางนองสินในฐานะผู้จัดการมรดกและโอนให้จำเลยในฐานะผู้รับมรดกแต่ผู้เดียว วันที่ 25 กันยายน 2538 จำเลยมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้นางพเยาว์และบริวารออกจากบ้าน ตามสำเนาหนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.12 วันที่ 9 ตุลาคม 2538 โจทก์ทั้งสี่ได้มอบอำนาจให้ทนายความโต้แย้งหนังสือบอกกล่าวไปยังทนายจำเลยว่า นางนองสินจัดการมรดกของนายยิ้มไม่ถูกต้องตามสำเนาหนังสือโต้แย้งเอกสารหมาย จ.14 วันที่ 25 ตุลาคม 2538 ทนายความจำเลยมีหนังสือโต้ตอบถึงทนายความโจทก์ทั้งสี่ตามสำเนาหนังสือโต้ตอบเอกสารหมาย จ.15 วันที่ 21 ธันวาคม 2538 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จึงฟ้องนางนองสินและจำเลยว่าร่วมกันยักยอกที่ดินพิพาท ต่อมาได้ถอนฟ้องนางนองสิน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่า จำเลยที่ 2 ครอบครองทรัพย์มรดกอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ตามสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 1940 /2538 หมายเลขแดงที่ 699/2540 ของศาลชั้นต้น วันที่ 1 สิงหาคม 2539 โจทก์ทั้งสี่ฟ้องนางนองสินและจำเลยขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินมรดกทั้งให้กำจัดนางนองสินและจำเลยมิให้ได้มรดก ให้นางนองสินผู้จัดการมรดกจัดการแบ่งมรดกให้โจทก์ทั้งสี่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ในส่วนที่ขอให้กำจัดนางนองสินมิให้ได้มรดกเป็นคดีอุทลุม ไม่รับฟ้องในส่วนนี้ ในส่วนคำฟ้องอื่นให้โจทก์ทั้งสี่ทำคำฟ้องฉบับใหม่มายื่นภายใน 10 วัน แต่โจทก์ทั้งสี่ไม่ดำเนินการภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องส่วนที่ไม่เป็นอุทลุม วันที่ 12 กันยายน 2539 นางนองสินและจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า นางนองสินและจำเลยยังไม่ใช่คู่ความในคดี ไม่มีสิทธิอุทธรณ์จึงไม่รับอุทธรณ์ วันที่ 27 กันยายน 2539 นางนองสินและจำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ วันที่ 8 เมษายน 2540 นางนองสินและจำเลยฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา นางนองสินและจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องตามสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 2018/2539 หมายเลขคดีแดงที่ 1710/2539 ของศาลชั้นต้น หลังจากศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ของนางนองสินและจำเลยตามคดีหมายเลขแดงที่ 1710/2539 แล้ว เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2539 โจทก์ทั้งสี่ได้ยื่นฟ้องนางนองสินและจำเลยเป็นคดีใหม่ทำนองเดียวกับคดีดังกล่าวข้างต้นยกเว้นเรื่องกำจัดนางนองสินมิให้ได้รับมรดก จำเลยให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีที่ฟ้องใหม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 20 18/2539 หมายเลขแดงที่ 1710/2539 ของศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาตามสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 2682/2539 หมายเลขแดงที่ 1442/2540 ของศาลชั้นต้นโจทก์ทั้งสี่จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โดยโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ยังคงอยู่อาศัยในบ้านที่นายโกสินทร์ปลูกในที่ดินพิพาทคดีนี้ สำหรับบ้าน 3 หลัง ที่ปลูกในที่ดินพิพาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โจทก์ทั้งสี่ไม่ฎีกาจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 สำหรับปัญหาที่ว่า จำเลยต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นการปิดบังทรัพย์มรดกจำเลยจึงไม่ถูกกำจัดมิให้ได้มรดก โจทก์ทั้งสี่ไม่อุทธรณ์จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยได้ตั้งประเด็นไว้ในคำให้การและศาลชั้นต้นได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในข้อ 1 แต่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็มิได้วินิจฉัยเช่นกันย่อมเป็นการไม่ชอบ แต่เนื่องจากได้มีการสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า นายยิ้มและนางนองสิน เป็นสามีภริยากันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 จึงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ที่ 4 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสี่ถามติงว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส นอกจากนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ในคดีแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 1710/2539 และคดีหมายเลขแดงที่ 1442/2540 ของศาลชั้นต้นก็บรรยายฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส ทั้งปรากฏว่าที่ดินพิพาทได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1442/2540 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่จะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 นั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ คู่ความคดีหลังเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีแรกประการหนึ่ง คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีแรกต้องถึงที่สุดก่อนฟ้องคดีหลัง ประการที่สองประเด็นข้อพิพาทในคดีแรกและคดีหลังเป็นอย่างเดียวกันทั้งได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแรกแล้ว ประการที่สาม จะขาดหลักเกณฑ์ประการใดประการหนึ่งไม่ได้เลยแม้คู่ความคดีนี้จะเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 1442/2540 ทั้งประเด็นแห่งคดีเป็นอย่างเดียวกัน (ยกเว้นเฉพาะเรื่องฟ้องซ้อนและฟ้องซ้ำ) และคดีหมายเลขแดงที่ 1442/2540 ถึงที่สุด โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง เนื่องจากฟ้องตามคดีหมายเลขแดงที่ 1442/2540 ของศาลชั้นต้น เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขแดงที่ 1710/2539 ของศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทอันเป็นเนื้อหาแห่งคดีว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายยิ้มหรือไม่ เพียงใด ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนหรือไม่ ดังนั้น ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1442/2540 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความมรดกหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายโกสินทร์ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายยิ้ม ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมของนายยิ้มตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายโกสินทร์ จึงเป็นผู้สืบสันดานของนายโกสินทร์ เมื่อนายโกสินทร์ถึงแก่ความตายก่อนนายยิ้ม ครั้นต่อมานายยิ้มถึงแก่ความตาย โดยมีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทอันเป็นสินสมรสระหว่างนายยิ้มและนางนองสินอันจะตกแก่ทายาทโดยธรรมเนื่องจากนายยิ้มไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ดังนี้ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่นายโกสินทร์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นทายาทของนายยิ้ม ส่วนโจทก์ที่ 4 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นทายาทของนายยิ้มเช่นกัน เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งนางนองสินเป็นผู้จัดการมรดกของนายยิ้ม เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2535 นางนองสินจึงเป็นผู้แทนตามกฎหมายของทายาท มีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามกฎหมาย มีผลให้โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทของนายยิ้มไม่จำต้องฟ้องร้องภายในอายุความมรดก 1 ปี เพราะอายุความย่อมสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 และถือได้ว่า นางนองสินครอบครอบทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งปันแทนทายาทของนายยิ้มทุกคน แม้ต่อมานางนองสินในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์ทั้งสี่และจำเลยต่างนำสืบรับกันว่า เป็นทรัพย์มรดกของนายยิ้มให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของนายยิ้ม เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2535 ก็เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและการจัดการมรดกที่ไม่ชอบนั้นย่อมทำให้การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่สิ้นสุดลง ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นทรัพย์สินในกองมรดกของนายยิ้มและยังคงอยู่ในระหว่างการจัดการแบ่งทรัพย์มรดก ถือได้ว่าผู้จัดการมรดกครอบครองที่พิพาทแทนทายาทอื่นทุกคน และเมื่อจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนางนองสิน ก็ต้องถือว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นทั้งหมด โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งที่พิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง คดีของโจทก์ทั้งสี่จึงไม่ขาดอายุความมรดก อนึ่ง ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายยิ้มและนางนองสิน ได้มาเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2499 โดยนายยิ้มและนางนองสินอยู่กินกันฉันสามีภริยาและแต่งงานกันในขณะกฎหมายลักษณะผัวเมียใช้บังคับ (โดยมิได้จดทะเบียนสมรสภายหลัง) จึงต้องแบ่งสินสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย โดยนายยิ้มได้ส่วนแบ่ง 2 ใน 3 ส่วน ส่วนนางนองสินได้ 1 ใน 3 ส่วน สินสมรสส่วนของนายยิ้มตกเป็นกองมรดกของนายยิ้มที่จะตกแก่ทายาทโดยธรรมคือนางนองสิน นายโกสินทร์ โจทก์ที่ 4 และจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629, 1630 ,1634 และ 1635 (1) คนละ 1 ใน 4 ส่วนของมรดกหรือ 1 ใน 6 ส่วนของที่ดินพิพาท แต่เมื่อนายโกสินทร์ถึงแก่ความตายก่อนนายยิ้มเจ้ามรดก โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้สืบสันดานของนายโกสินทร์จึงเข้ารับมรดกแทนที่นายโกสินทร์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จึงได้รับส่วนแบ่งมรดกคนละ 1 ใน 18 ส่วนของที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1634 (2) โจทก์ทั้งสี่จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น แต่เพื่อความสะดวกในการแบ่งปันที่ดินมรดกให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามส่วน ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทแทนการให้เพิกถอนการจดทะเบียนการโอนเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทคนละ 1 ใน 18 ส่วน และให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ 4 ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท 1 ใน 6 ส่วน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขอของโจทก์ทั้งสี่นอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ทั้งสี่เท่าที่ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสี่ และจำเลยให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 1629 ม. 1634 ม. 1748
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนเดช ปัณฑยางกูร กับพวก
จำเลย — นายโฆสิต ปัณฑยางกูร
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
สิทธิชัย พรหมศร
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7436/2553
#507396
เปิดฉบับเต็ม

ภาระจำยอมเมื่อจดทะเบียนแล้วมีผลผูกพันตราบเท่าที่ยังไม่มีการยกเลิกเพิกถอนเพราะเป็นทรัพยสิทธิที่ก่อตั้งขึ้นโดยอำนาจของกฎหมายตาม ป.พ.พ.มาตรา 1298 ทั้งจำเลยที่ 2 มิได้ฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมเข้ามาในคดีนี้ แต่ฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหากและคดีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง แก้ไขหรือกลับว่าการจดทะเบียนภาระจำยอมไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้เพิกถอน จึงต้องฟังว่าการจดะเบียนภาระจำยอมชอบและมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวและเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ให้ต้องปฏิบัติตาม แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าไม่รู้ว่ามีการจดทะเบียนภาระจำยอม ก็ไม่เป็นเหตุให้ยกเว้นความรับผิดในเรื่องทรัพยสิทธิที่จดทะเบียนแล้วได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนท่อนเหล็กที่นำมาปิดกั้นออกไปจากทางภาระจำยอมโฉนดที่ 46746 และ 54750 ตำบลลำลูกกา (คลองหกวาสายล่างฝั่งเหนือ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี หากจำเลยทั้งสองไม่รื้อถอนก็ให้โจทก์เป็นผู้รื้อเอง โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อ ห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใดๆ เป็นการปิดกั้นหรือกีดขวางการผ่านเข้าออกของโจทก์และบริวารบนทางภาระจำยอม กับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 200,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนท่อนเหล็กออกไปจากทางภาระจำยอม

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนท่อนเหล็กที่นำมาปิดกั้นออกไปจากทางภาระจำยอมโฉนดเลขที่ 46746 และ 54750 ตำบลลำลูกกา (คลองหกวาสายล่างฝั่งเหนือ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี หากจำเลยทั้งสองไม่รื้อถอนก็ให้โจทก์เป็นผู้รื้อเอง โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันเสียค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มิถุนายน 2545 ) เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2546 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำขอของโจทก์ที่ว่าถ้าจำเลยทั้งสองไม่รื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันเสียค่าใช้จ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "....ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2776 ตั้งอยู่ตำบลลำลูกกา (คลองหกวาสายล่างฝั่งเหนือ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ของโจทก์เป็นสามยทรัพย์ได้ภาระจำยอมโดยการจดทะเบียนจากที่ดินภารยทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โฉนดเลขที่ 46746 และ 54750 ตั้งอยู่ตำบลลำลูกกา (คลองหกวาสายล่างฝั่งเหนือ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นทางเดินทางรถยนต์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ฟ้องจำเลยที่ 1 และนายชูแสง ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมเป็นอีกคดีหนึ่งโดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับนายชูแสงปลอมหนังสือมอบอำนาจให้จดทะเบียนภาระจำยอม โดยมีโจทก์ยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความ ในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่าพยานหลักฐานที่นำสืบมาฟังไม่ได้ว่าหนังสือมอบอำนาจให้จดทะเบียนภาระจำยอมเป็นเอกสารปลอม ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีอยู่ระหว่างฎีกา คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า การจดทะเบียนภาระจำยอมมีผลผูกพันตราบเท่าที่ยังไม่มีการยกเลิกเพิกถอนเพราะเป็นทรัพยสิทธิที่ก่อตั้งขึ้นโดยอำนาจของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1298 ทั้งจำเลยที่ 2 มิได้ฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมเข้ามาในคดีนี้ แต่ฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหากและคดีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง แก้ไขหรือกลับว่าการจดทะเบียนภาระจำยอมไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้เพิกถอน จึงต้องฟังว่าการจดทะเบียน ภาระจำยอมชอบและมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวและเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ให้ต้องปฏิบัติตาม แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าไม่รู้ว่ามีการจดทะเบียนภาระจำยอม ก็ไม่เป็นเหตุให้ยกเว้นความรับผิดในเรื่องทรัพยสิทธิที่จดทะเบียนแล้วได้ ฎีกาจำเลยที่ 2 ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาตามฎีกาจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า สมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นจำนวนเท่าใด เห็นว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์โดยคำนึงถึงทางได้ทางเสียของโจทก์จำเลยทุกประการแล้ว ข้อฎีกาของจำเลยที่ 2 อ้างเพียงจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้สิทธิโดยสุจริตในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จะป้องกันและขัดขวางผู้ที่จะมาทำให้ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เสียหายเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1298 ม. 1387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซี เอ แอนด์ เอ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด
นางสมจิตต์ ฉัตรทิวาพร
จำเลย — หรือถิ่นประชา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7434/2553
#501613
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นายจ๊ะเหล็น ข้อค้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายสมพร อิสระพงศ์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายทรงชัย รักษาเกียรติศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7429/2553
#507394
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศภาคีในอนุสัญญากรุงเบิร์น กับเป็นประเทศภาคีในความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า อันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ได้ทำและนำออกสู่สาธารณชนซึ่งรายการกีฬาทางโทรทัศน์ช่อง "ESPN" กับ "STAR SPORTS" และรายการข่าวทางโทรทัศน์ข่าว "CNN" ตามลำดับ โดยการแพร่เสียงแพร่ภาพทางโทรทัศน์ จึงเป็นผู้สร้างสรรค์ซึ่งมีลิขสิทธิ์ร่วมกับบริษัทยูบีซี (UBC) ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นทรูวิชันส์ (true visions) ทำความตกลงการมีสิทธิเด็ดขาดแต่ผู้เดียวในการให้บริการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่องดังกล่าวแก่สมาชิกผู้รับบริการภายในเขตประเทศไทย แต่จำเลยทั้งสองได้รับสิทธิการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ทั้ง 3 ช่องดังกล่าวมาจาก ล. ที่ประเทศมาเลเซีย โดยจ่ายค่าตอบแทนให้ ล. ทั้งปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ด้วยว่า การรับภาพและเสียงนั้น หากที่จอเครื่องรับโทรทัศน์ไม่ปรากฏเครื่องหมาย "UBC" แสดงว่าเป็นการรับภาพและเสียงจากต้นกำเนิดโดยตรง กรณีมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยทั้งสองได้รับสิทธิการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการช่องดังกล่าวมาจาก ล. ที่ประเทศมาเลเซีย จำเลยทั้งสองจึงมิได้กระทำการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำแก่งานของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดและไม่เป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าดังที่โจทก์ฟ้อง ส่วนปัญหาว่าจำเลยทั้งสองได้รับสิทธิการแพร่ภาพแพร่เสียงจาก ล. มาโดยชอบหรือไม่ ล. ได้รับมอบสิทธิจากโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ให้ทำการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่องดังกล่าวแต่ผู้เดียวในประเทศมาเลเซียและมีสิทธิอนุญาตช่วงให้จำเลยทั้งสองทำการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำในประเทศไทยหรือไม่ เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 อาจไปว่ากล่าวเอาแก่ ล. หรือไม่ต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง ของกลางจึงไม่ใช่สิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดไม่อาจริบได้ ต้องคืนของกลางทั้งหมดแก่เจ้าของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29, 69, 74 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และ 83 ริบของกลางทั้งหมดและให้จ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทยาร์ราตัน ลิมิเต็ด ห้างหุ้นส่วนสามัญอีจีพี.โค. ห้างหุ้นส่วนสามัญอีเอสพีเอ็นสตาร์สปอร์ตส และห้างหุ้นส่วนจำกัดเคเบิลนิวส์เน็ตเวิร์กแอลพี, แอลแอลแอลพี. ผู้ร้องทั้งสี่ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตและเรียกผู้ร้องทั้งสี่ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และ ที่ 4 ตามลำดับ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 29 (2) ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 400,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 (ที่ถูก มาตรา 29) ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ให้จ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์ตามคำพิพากษากึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 หรือผู้เสียหายที่ 1 กับโจทก์ร่วมที่ 4 หรือผู้เสียหายที่ 2 และให้ริบของกลางทั้งหมด

โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 กับจำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์คัดค้านรับฟังได้ว่า บริษัทโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายแห่งหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (British Virgin Islands) และห้างหุ้นส่วนสามัญโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของมลรัฐเดลาแวร์ (Delaware) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโจทก์ร่วมที่ 3 ภายใต้กฎหมายของมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศภาคีในอนุสัญญากรุงเบิร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรมกับเป็นประเทศภาคีในความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าอันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการกีฬาทางโทรทัศน์ช่องอีเอสพีเอ็น (ESPN) และช่องสตาร์สปอร์ตส (STAR SPORTS) ส่วนโจทก์ร่วมที่ 4 จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการข่าวทางโทรทัศน์ช่องซีเอ็นเอ็น (CNN) โดยโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ส่งสัญญาณรายการโทรทัศน์ดังกล่าวผ่านดาวเทียมไปยังเครื่องรับสัญญาณและถอดรหัสสัญญาณจากดาวเทียมที่เรียกว่า "ไออาร์ดี" (IRD) แปลงสัญญาณจากดาวเทียมให้เป็นสัญญาณภาพและเสียง เมื่อส่งสัญญาณภาพและเสียงเข้าสู่เครื่องรับโทรทัศน์จะปรากฏภาพและเสียงรายการโทรทัศน์ของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าวที่เครื่องรับโทรทัศน์ของสมาชิกซึ่งตกลงจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการรับบริการดังกล่าว สำหรับในประเทศไทย โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 และโจทก์ร่วมที่ 4 ได้ร่วมกับบริษัทยูไนเต็ดบรอดแคสติงคอร์ปอร์เรชัน จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทยูบีซี และบริษัทยูบีซีเคเบิลเน็ตเวิร์ก จำกัด (มหาชน) หรือยูบีซีเคเบิล ทำความตกลงการมีสิทธิเด็ดขาดแต่ผู้เดียวในการให้บริการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่อง "ESPN" ช่อง "STAR SPORTS" และช่อง "CNN" แก่สมาชิกผู้รับบริการภายในอาณาเขตประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 ตามข้อกำหนดและข้อกำหนดเพิ่มเติมพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.4 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2546 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจพร้อมด้วยนายสุรพล ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากจากโจทก์ร่วมทั้งสี่นำหมายค้นของศาลอาญาเลขที่ 3747/2546 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2546 เอกสารหมาย จ.12 ไปทำการตรวจค้นที่ที่ทำการห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนปากทางเข้าเมือง ตำบลแม่กลอง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม พบจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ในการตรวจค้นดังกล่าวเจ้าพนักงานยึดได้อุปกรณ์จานรับสัญญาณดาวเทียม 1 ชุด เครื่องรับสัญญาณความถี่สูง 1 เครื่อง เครื่องแปลงสัญญาณ (IRD) จำนวน 3 เครื่อง บัตรสมาร์ตการ์ดจำนวน 3 ใบ และเครื่องตั้งช่องสัญญาณจำนวน 3 เครื่อง เป็นของกลาง นายสุรพลผู้รับมอบอำนาจช่วงจากโจทก์ร่วมทั้งสี่ซึ่งได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 แล้วยืนยันให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง เจ้าพนักงานแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพของโจทก์ร่วมทั้งสี่โดยการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำเพื่อการค้า ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำแก่งานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 เพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 29 (2) ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์กับโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 นำสืบว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 และโจทก์ร่วมที่ 4 ได้ร่วมกับบริษัทยูไนเต็ดบรอดแคสติง คอร์ปอร์เรชัน จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทยูบีซี และบริษัทยูบีซีเคเบิลเน็ตเวิร์ก จำกัด (มหาชน) หรือยูบีซีเคเบิล ทำความตกลงการมีสิทธิเด็ดขาดแต่ผู้เดียวในการให้บริการแพร่งเสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่อง "ESPN" ช่อง "STAR SPORTS" และช่อง "CNN" แก่สมาชิกผู้รับบริการภายในอาณาเขตประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 ตามข้อกำหนดและข้อกำหนดเพิ่มเติมพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.4 โจทก์ร่วมทั้งสี่มอบอำนาจให้นายอดิศักดิ์ เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการทางกฎหมายแก่ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพของโจทก์ร่วมทั้งสี่ในประเทศไทยและมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ นายอดิศักดิ์มอบอำนาจช่วงให้แก่นายสุรพล เมื่อนายอดิศักดิ์ได้รับแจ้งจากโจทก์ร่วมทั้งสี่ว่าที่จังหวัดสมุทรสงครามท้องที่ที่เกิดเหตุ มีผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพของโจทก์ร่วมทั้งสี่ที่ขอให้ตรวจสอบ นายอดิศักดิ์สั่งให้นายพิทักษ์ กับพวกไปดำเนินการ นายพิทักษ์เดินทางไปในท้องที่ที่เกิดเหตุ ไปเช่าบ้านเลขที่ 13/19 ซอยเอกชัย 2 ถนนเอกชัย ตำบลแม่กลอง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม และไปติดต่อกับห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและนายพิทักษ์ได้รับผังรายการจำนวน 24 ช่อง ของจำเลยที่ 1 ของกลางไว้ด้วย ในวันนัดให้พนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ไปติดตั้งเคเบิลทีวีของจำเลยที่ 1 ตรงกับวันที่ 19 กันยายน 2546 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา นายพิทักษ์ร่วมกับนายถาวร พนักงานบริษัทเดียวกันกับนายพิทักษ์เตรียมกล้องไปบันทึกภาพและเสียงในขณะที่พนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ไปติดตั้งเคเบิลทีวีของจำเลยที่ 1 นายถาวรเป็นผู้บันทึกภาพและเสียงอยู่ที่ชั้นสองของบ้านเช่าดังกล่าว เมื่อพนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 ติดตั้งเคเบิลทีวีนั้นเสร็จและกลับไปแล้ว นายถาวรได้เปิดและบันทึกภาพและเสียงที่ได้จากจอโทรทัศน์ที่พนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ติดตั้งเคเบิลทีวีของจำเลยที่ 1 ไว้โดยบันทึกลงในม้วนเทปขนาดเล็กแล้วถ่ายลงในเทปคาสเซตโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ได้ส่งเทปดังกล่าวต่อศาลเป็นวัตถุพยานแล้วปรากฏว่าเป็นภาพและเสียงรายการของพีเอสพีเอ็น สตาร์สปอร์ตส และซีเอ็นเอ็น โดยมีภาพตัวอักษร "ESPN" "STAR SPORTS" และ "CNN" ปรากฏที่มุมบนของจอโทรทัศน์ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ แต่จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้นายมานพ พนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นผู้บริหารจัดการกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 มีกิจการอื่นๆ อีกจำนวน 8 กิจการ นานๆ จำเลยที่ 2 จึงไปดูกิจการของจำเลยที่ 1 สักครั้ง การประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 มีรายละเอียดอย่างใด จำเลยที่ 2 ไม่ทราบ หลังจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกกล่าวหาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินกิจการถ่ายทอดภาพและเสียงรายการโทรทัศน์ช่องอีเอสพีเอ็น ช่องสตาร์สปอร์ตส และช่องซีเอ็นเอ็น นายมานพเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยของสถานที่ทำงาน ทำงานได้ทุกอย่างตามที่จำเลยที่ 2 มอบหมาย เว้นแต่กรณีเกี่ยวกับการเงิน นายมานพเป็นผู้ติดต่อกับนายเลาว์บาร์กหมิง ชาวมาเลเซียซึ่งมีสถานที่อยู่ที่ประเทศมาเลเซียและสั่งซื้อรายการโทรทัศน์ช่องอีเอสพีเอ็น สตาร์สปอร์ตส และซีเอ็นเอ็นจากนายเลาว์บาร์กหมิง โดยตกลงจ่ายค่าตอบแทนจำนวนปีละประมาณ 30,000 บาท นายมานพได้ให้นางสาวฐิติทิพย์ เป็นผู้ติดต่อเพื่อรับสิทธิการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ดังกล่าว นางสาวฐิติทิพย์มีตำแหน่งพนักงานฝ่ายบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลรายได้และสั่งซื้อสินค้าต่างๆ การทำงานในหน้าที่ต้องได้รับการมอบหมายจากนายมานพ นางสาวฐิติทิพย์เริ่มดำเนินการโดยได้รับโทรสารจากนายเลาว์บาร์กหมิงซึ่งส่งมาจากประเทศมาเลเซียก่อน โดยได้รับโทรสารตามสำเนาหนังสือรวมจำนวน 2 ฉบับ เอกสารหมาย ล.4 เป็นเอกสารแสดงการได้รับสิทธิการถ่ายทอดภาพและเสียงรายการโทรทัศน์ทั้งสามรายการนั้นตั้งแต่ปี 2543 เมื่อได้รับสิทธิมาแล้ว นางสาวฐิติทิพย์ก็ขออนุมัติจากนายมานพเพื่อชำระเงินแก่นายเลาว์บาร์กหมิง เมื่อได้รับอนุมัติก็โอนเงินจำนวน 3,598.20 ริงกิต หรือ 40,660 บาท จากจังหวัดสมุทรสงครามไปเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสตูล ตามเอกสารหมาย ล.5 การโอนเงินดังกล่าวเป็นการชำระเงินเป็นรายปีในปี 2546 เมื่อชำระเงินให้นายเลาว์บาร์กหมิงแล้วนายมานพก็ได้รับกล่องที่เรียกว่ารีซีฟเวอร์และการ์ด 1 ใบ ที่เรียกว่าสมาร์ตการ์ดจากนายเลาว์บาร์กหมิง เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโจทก์ร่วมที่ 3 และห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมที่ 4 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศในภาคีในอนุสัญญากรุงเบิร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรมกับเป็นประเทศภาคีในความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าอันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย เป็นผู้ทำและนำออกสู่สาธารณชนซึ่งรายการกีฬาทางโทรทัศน์ช่อง "ESPN" กับ "STAR SPORTS" และรายการข่าวทางโทรทัศน์ช่อง "CNN" ตามลำดับ โดยการแพร่เสียงแพร่ภาพทางโทรทัศน์รวมทั้งในประเทศไทยด้วย โจทก์ที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นผู้สร้างสรรค์ซึ่งมีลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการกีฬาและข่าวทางโทรทัศน์ดังกล่าวตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6 วรรคหนึ่ง และ 8 (1) สำหรับในประเทศไทย ขณะเกิดเหตุคดีนี้เมื่อระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2546 เวลากลางวันถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2546 เวลากลางวัน โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ทำการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการกีฬาและข่าวทางโทรทัศน์ช่องดังกล่าวโดยร่วมกับบริษัทยูไนเต็ดบรอดแคสติงคอร์ปอร์เรชัน จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทยูบีซี และบริษัทยูบีซีเคเบิลเน็ตเวอร์ก จำกัด (มหาชน) หรือยูบีซีเคเบิล ทำความตกลงการมีสิทธิเด็ดขาดแต่ผู้เดียวในการให้บริการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่อง "ESPN" ช่อง "STAR SPORTS" และช่อง "CNN" แก่สมาชิกผู้รับบริการภายในอาณาเขตประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 ตามข้อกำหนดและข้อกำหนดเพิ่มเติมพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.4 ในข้อนี้นายอดิศักดิ์ ผู้รับรอบอำนาจจากโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 เบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมทั้งสี่ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้มอบสิทธิในการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ของตนให้แก่ผู้รับสิทธิในประเทศไทยคือบริษัทยูบีซี ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นทรูวิชันส์โดยเฉพาะโจทก์ร่วมทั้งสี่ไม่ได้อนุญาตให้ผู้ใดในประเทศไทยได้รับสิทธิดังกล่าวอีก สำหรับผู้รับสิทธิจากโจทก์ร่วมทั้งสี่จะปรากฏสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่จอเครื่องรับโทรทัศน์โดยมีสัญลักษณ์ว่า "UBC" หรือ "true visions" แล้วแต่กรณี การรับภาพและเสียงนั้นหากที่จอเครื่องรับโทรทัศน์ไม่ปรากฏเครื่องหมาย "UBC" หรือ "true visions" หมายความว่า การรับภาพและเสียงนั้นเป็นการรับโดยตรงจากต้นกำเนิด คือจาก "ESPN"หรือ "STAR SPORTS" หรือ "CNN" ซึ่งเป็นไปได้ว่าหากรับภาพและเสียงรายการโทรทัศน์ของโจทก์ร่วมทั้งสี่ แต่ไม่ปรากฏเครื่องหมาย "UBC" หรือ "true visions" บนจอเครื่องรับโทรทัศน์ การรับภาพและเสียงนั้นเป็นการรับจากประเทศอื่น การให้สิทธิแพร่เสียงแพร่ภาพแก่ผู้ประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ในประเทศใดประเทศหนึ่งนั้น ก็เป็นการให้สิทธิเฉพาะการแพร่เสียงแพร่ภาพแก่ผู้ประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวในประเทศนั้นเท่านั้น ผู้ประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ในประเทศที่ได้รับอนุญาตไม่อาจอนุญาตช่วงสิทธิในการแพร่เสียงแพร่ภาพนั้นต่อไปยังผู้อื่นในประเทศใดประเทศหนึ่งอีกได้ ปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.6 ภาพที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ที่นายพิทักษ์ พยานโจทก์กับโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ได้ถ่ายรูปรายการโทรทัศน์ "STAR SPORTS" ช่อง "ESPN" และช่อง "CNN" ตามลำดับ จากจอเครื่องรับโทรทัศน์ซึ่งได้รับการติดตั้งเคเบิลทีวีของจำเลยที่ 1 จากพนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ที่บ้านเช่าเลขที่ 13/19 ซอยเอกชัย 2 ถนนเอกชัย ตำบลแม่กลอง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2546 ว่าไม่มีเครื่องหมายตัวอักษร "UBC" ปรากฏบนจอเครื่องรับโทรทัศน์สำหรับรายการช่อง "STAR SPORTS" ช่อง "ESPN" และช่อง "CNN" ตามลำดับ นอกจากนี้ยังปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.ร.2 ภาพที่ 1 และที่ 2 กับภาพที่ 3 ที่เจ้าพนักงานตำรวจได้ถ่ายรูปรายการโทรทัศน์ช่อง "CNN" และ "ESPN" ตามลำดับจากจอเครื่องรับโทรทัศน์ซึ่งได้รับการติดตั้งเคเบิลทีวีของจำเลยที่ 1 จากพนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ที่บ้านเช่าเลขที่ 13/19 ดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2546 อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 2 มาดำเนินคดีว่า ไม่มีเครื่องหมายตัวอักษร "UBC" ปรากฏบนจอเครื่องรับโทรทัศน์สำหรับรายการช่อง "CNN" และช่อง "ESPN" ตามลำดับเช่นกัน ดังนี้ทางนำสืบของโจทก์กับโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ที่ว่า การรับภาพและเสียนั้น หากที่จอเครื่องรับโทรทัศน์ไม่ปรากฏเครื่องหมาย "UBC" แสดงว่าเป็นการรับภาพและเสียงจากต้นกำเนิดโดยตรงคือจาก "ESPN"หรือ "STAR SPORTS" หรือ "CNN" และเป็นไปได้ว่าเป็นการรับภาพและเสียงจากประเทศอื่น จึงเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยทั้งสองได้รับสิทธิการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่อง "ESPN"ช่อง "STAR SPORTS" และช่อง "CNN" มาจากนายเลาว์บาร์กหมิงที่ประเทศมาเลเซียโดยจ่ายค่าตอบแทนให้นายเลาว์บาร์กหมิงจำนวน 3,598.20 ริงกิต หรือ 40,660 บาท สำหรับการรับสิทธิการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ดังกล่าวในปี 2546 ที่เกิดเหตุจากพยานหลักฐานดังกล่าว กรณีย่อมมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยทั้งสองได้รับสิทธิการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่อง "ESPN" ช่อง "STAR SPORTS" และช่อง "CNN" มาจากนายเลาว์บาร์กหมิงที่ประเทศมาเลเซีย พยานหลักฐานของโจทก์กับโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำแก่งานแพร่เสียงแพร่ภาพของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ในระบบผ่านเครือข่ายดาวเทียมโดยส่งสัญญาณไปยังเครื่องรับสัญญาณและถอดรหัสสัญญาณจากดาวเทียมที่เรียกว่า "IRD" แปลงสัญญาณดาวเทียมให้เป็นสัญญาณภาพและเสียง เมื่อส่งสัญญาณภาพและเสียงเข้าสู่เครื่องรับโทรทัศน์จะปรากฏภาพและเสียงรายการโทรทัศน์ของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ที่เครื่องรับโทรทัศน์ของสมาชิกซึ่งตกลงจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการรับบริการดังกล่าวดังที่โจทก์บรรยายในฟ้อง นอกจากนี้ พยานหลักฐานของโจทก์กับโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำแก่งานแพร่เสียงแพร่ภาพที่โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกับบริษัทยูบีซีและยูบีซีเคเบิลทำความตกลงการมีสิทธิเด็ดขาดแต่ผู้เดียวในการให้บริการแพร่เสียงแพร่ภาพายการโทรทัศน์ช่อง "ESPN"ช่อง "STAR SPORTS" และช่อง "CNN" แก่สมาชิกผู้รับบริการภายในอาณาเขตประเทศไทย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำแก่งานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่อง "ESPN"ช่อง "STAR SPORTS" และช่อง "CNN" ของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6 วรรคหนึ่ง และ 8 (1) การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบของความผิดและไม่เป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำแก่งานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 เพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 29 (2) ดังที่โจทก์ฟ้อง ส่วนปัญหาว่า จำเลยทั้งสองได้รับสิทธิการแพร่เสียงแพร่ภาพจากนายเลาว์บาร์กหมิงมาโดยชอบหรือไม่ นายเลาว์บาร์กหมิงได้รับมอบสิทธิจากโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ให้ทำการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่อง "ESPN"ช่อง "STAR SPORTS" และช่อง "CNN" แต่ผู้เดียวในประเทศมาเลเซีย และมีสิทธิอนุญาตช่วงให้จำเลยทั้งสองทำการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำในประเทศไทยหรือไม่ เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 อาจไปว่ากล่าวเอาแก่นายเลาว์บาร์กหมิงในประเทศมาเลเซียหรือไม่ต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 ได้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 อย่างไร การมีตำแหน่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ไม่ใช่พยานหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดด้วยและพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ที่ว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลกระทำความผิดจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 74 จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยต่อไป ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดเพราะไม่ครบองค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 29 (2) อันเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงมีคำพิพากษายกฟ้องตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้อุทธรณ์ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตา 213 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง อุปกรณ์จานรับสัญญาณดาวเทียม 1 ชุด เครื่องรับสัญญาณความถี่สูง 1 เครื่อง เครื่องแปลงสัญญาณ (IRD) จำนวน 3 เครื่อง บัตรสมาร์ตการ์ดจำนวน 3 ใบ เครื่องตั้งช่องสัญญาณจำนวน 3 เครื่อง สำเนาใบเสร็จรับเงินค่าติดตั้งและค่าสมาชิก 1 แผ่น และสำเนาผังรายการของจำเลยที่ 1 จำนวน 1 แผ่น ของกลางที่โจทก์ฟ้องว่าเป็นสิ่งที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดขอให้ริบนั้นจึงรับฟังไม่ได้ว่าเป็นสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด ไม่อาจริบตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ได้ จึงต้องคืนของกลางทั้งหมดแก่เจ้าของ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย คืนของกลางทั้งหมดแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6 วรรคหนึ่ง ม. 8 (1) ม. 29 (2) ม. 45 ม. 69 วรรคสอง ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
บริษัท ยาร์ราตัน ลิมิเต็ด กับพวก
ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.พี.เอส. เคเบิลทีวี
จำเลย — (สมุทรสงคราม) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7428/2553
#501582
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้จัดพิมพ์หนังสือคัมภีร์เทศน์โดยมีข้อตกลงกำหนดรูปแบบ ในหนังสือต้องระบุตราของพุทธธรรมคัมภีร์ที่อยู่ของพุทธธรรมคัมภีร์ที่ชัดเจน ชื่อ ท. ผู้เรียบเรียง และข้อความระบุว่า "การพิมพ์ครั้งนี้ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ตามกฎหมายแล้ว" "สงวนลิขสิทธิ์" และ "ฉบับปรับปรุงใหม่ระหว่างพุทธธรรมคัมภีร์กับคลังนานาธรรม" ส.และ ว. บุตรโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือคัมภีร์ที่ ท. เป็นผู้ประพันธ์ อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ทำซ้ำงานวรรณกรรมโดยโจทก์ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือสัญญา และโจทก์ได้ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิตัวแทนจำหน่ายกับจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือคัมภีร์เทศน์จำนวน 28 เรื่องที่ ท.เป็นผู้สร้างสรรค์ พฤติการณ์ที่โจทก์ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์งานวรรณกรรม และที่โจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้จัดพิมพ์หนังสือคัมภีร์เทศน์และให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นอันเป็นวันเดียวกันกับที่โจทก์ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในงานวรรณกรรม ถือได้ว่าโจทก์ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ทำซ้ำงานวรรณกรรมหนังสือคัมภีร์เทศน์ที่ ท. เป็นผู้เขียนอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์แล้ว การที่จำเลยที่ 1 จัดพิมพ์หนังสือคัมภีร์เทศน์ ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรม ส่วนจำเลยที่ 2 มีเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือคัมภีร์เทศน์ซึ่งเป็นงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรม

สัญญาจ้างพิมพ์งานกำหนดให้จำเลยที่ 1 ระบุโลโก้ของพุทธธรรมคัมภีร์ลงในหนังสือคัมภีร์เทศน์ที่จัดพิมพ์เท่านั้น มิได้กำหนดให้ระบุโลโก้ในตำแหน่งใดของหนังสือ การที่จำเลยที่ 1 ได้ระบุโลโก้ของพุทธธรรมคัมภีร์ไว้ในหนังสือรูปข่อยแล้ว แม้จะมิได้ระบุไว้ในตำแหน่งที่เหมือนกับตัวฉบับ ถือไม่ได้ว่าเป็นการที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาและถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุให้ลูกค้าหลงผิดในความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ว่า ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือนั้นเป็นของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบต้นฉบับหนังสือคัมภีร์เทศน์ที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดแก่โจทก์นับแต่วันเลิกสัญญาตามสัญญาจ้างพิมพ์งาน ข้อ 8 ส่วนเพลตแม่พิมพ์หนังสือคัมภีร์เทศน์นั้น สัญญาจ้างพิมพ์ข้อ 8 มิได้กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบให้โจทก์นับแต่วันเวลาเลิกสัญญา คงให้จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างส่งมอบเฉพาะต้นฉบับหรือแบบตัวอย่างให้โจทก์ผู้ว่าจ้างเท่านั้น กรณีไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเพลตแม่พิมพ์หนังสือคัมภีร์เทศน์ตามคำขอบังคับท้ายคำฟ้องของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบต้นฉบับวรรณกรรมของนายทวี และเพลตแม่พิมพ์ทั้งหมดคืนแก่โจทก์ กับให้ยึดหนังสือคัมภีร์เทศน์ทั้งหมดที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิดลิขสิทธิ์ต่อโจทก์เพื่อโจทก์จะได้ทำลายทิ้งต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยทั้งสองแถลงขอสละข้อต่อสู้ในเรื่องคำฟ้องเคลือบคลุม และไม่ติดใจโต้แย้งว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต่อไป

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองรับฟังได้ โจทก์สมรสกับนายทวี เมื่อปี 2519 และมีบุตรคือ นางสาวโสภา และนายวราจิต โจทก์ประกอบธุรกิจโดยใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า "พุทธธรรมคัมภีร์" ทั้งได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 16 รายการสินค้าหนังสือกัณฑ์เทศน์ ต่อมานายทวีประสงค์จะบวชเป็นพระภิกษุ จึงจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ ระหว่างที่เป็นพระภิกษุตั้งแต่ปี 2524 นายทวีได้เขียนหนังสือคัมภีร์เทศน์ไว้หลายชุด นายทวีลาสิกขาเมื่อปี 2534 โดยกลับมาอยู่กินกับโจทก์ นายทวีถึงแก่ความตาย ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมต่าง ๆ ของนายทวีจึงตกทอดแก่นางสาวโสภาและนายวราจิตซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายทวีในฐานะทายาทโดยธรรม ต่อมานางสาวโสภาและนายวราจิตได้โอนลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมเหล่านั้นให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ซึ่งเคยสั่งซื้อหนังสือในนามของบริษัทจำเลยที่ 2 ไปพบโจทก์ที่บ้านและเสนอขอร่วมทุนจัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือที่นายทวีเป็นผู้เขียน ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้จำเลยที่ 1 จัดพิมพ์หนังสือคัมภีร์เทศน์ชุดละ 500 เล่ม รวมจำนวน 28 ชุด เป็นจำนวน 14,000 เล่ม จำเลยที่ 1 จะแบ่งให้โจทก์นำไปขายชุดละ 200 เล่ม และจำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์จำนวน 350,000 บาท เพื่อให้โจทก์นำเงินไปชำระหนี้ที่โจทก์มีอยู่ต่อโรงพิมพ์ จำเลยที่ 1 ส่งสัญญากู้เงินไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้เงินจำนวน 350,000 บาท โจทก์ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในหนังสือสัญญาเงินกู้ โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้จัดพิมพ์หนังสือคัมภีร์เทศน์โดยมีข้อตกลงกำหนดรูปแบบว่าในหนังสือต้องระบุว่าตราของพุทธธรรมคัมภีร์ ที่อยู่ของพุทธธรรมคัมภีร์ที่ชัดเจน ชื่อนายทวีผู้เรียบเรียง และระบุข้อความว่า "การพิมพ์ครั้งนี้ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ตามกฎหมายแล้ว" "สงวนลิขสิทธิ์" และ "ฉบับปรับปรุงใหม่ระหว่างพุทธธรรมคัมภีร์กับคลังนานาธรรม" นางสาวโสภาและนายวราจิตบุตรโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือคัมภีร์เทศน์ที่นายทวีเป็นผู้ประพันธ์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ทำซ้ำงานวรรณกรรมโดยพิมพ์เป็นหนังสือรูปเล่ม 16 หน้ายก จำนวน 56,000 เล่ม พิมพ์จำหน่ายราคาเล่มละ 70 บาท ซึ่งโจทก์ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิงานวรรณกรรม นอกจากนี้ ในวันเดียวกันนั้น โจทก์ยังได้ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิตัวแทนจำหน่ายกับจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือคัมภีร์เทศน์จำนวน 28 เรื่อง ที่นายทวีเป็นผู้สร้างสรรค์

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์และจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างพิมพ์งาน และสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิตัวแทนจำหน่าย ที่ทำไว้กับโจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์หนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในงานวรรณกรรม หนังสือสัญญาจ้างพิมพ์งาน และสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิตัวแทนจำหน่าย ผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิมีเพียงจำเลยที่ 1 ที่เป็นคู่สัญญา บริษัทจำเลยที่ 2 มิได้เป็นคู่สัญญา จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ทำซ้ำงานวรรณกรรมหนังสือคัมภีร์เทศน์ที่นายทวีเป็นผู้เขียนอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ ทั้งจำเลยที่ 2 มิใช่ผู้รับจ้างพิมพ์และเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือ จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริตได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำซ้ำงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ เห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องกับคำให้การของจำเลยที่ 1 และทางนำสืบของโจทก์กับจำเลยทั้งสองรับกันว่า โจทก์ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในงานวรรณกรรม ที่นางสาวโสภาและนายวราจิตบุตรโจทก์ทั้งสองได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ทำซ้ำงานวรรณกรรมหนังสือคัมภีร์เทศน์ที่นายทวีเป็นผู้สร้างสรรค์ ซึ่งขณะนั้นโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมเพราะโจทก์ได้รับโอนลิขสิทธิ์จากนางสาวโสภาและนายวราจิตมา พฤติการณ์ที่โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์งานวรรณกรรม และที่โจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้จัดพิมพ์หนังสือคัมภีร์เทศน์และให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นนั้น อันเป็นวันเดียวกันกับที่โจทก์ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในงานวรรณกรรม ถือได้ว่าโจทก์ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ทำซ้ำงานวรรณกรรมหนังสือคัมภีร์เทศน์ที่นายทวีเป็นผู้เขียนอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์แล้ว การที่จำเลยที่ 1 จัดพิมพ์หนังสือคัมภีร์เทศน์จึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ปรากฏตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิตัวแทนจำหน่าย ข้อ 2 ว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือคัมภีร์เทศน์จำนวน 28 เรื่อง ที่นายทวีเป็นผู้สร้างสรรค์ในนามของสำนักพิมพ์คลังนานาธรรม พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสองมีเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือคัมภีร์เทศน์ซึ่งเป็นงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างพิมพ์งาน และสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิตัวแทนจำหน่าย ที่ทำไว้กับโจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์จำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาจ้างพิมพ์งาน ข้อ 3 ที่กำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์หนังสือคัมภีร์เทศน์ซึ่งเรียบเรียงโดยนายทวีว่า ต้องมีรูปโลโก้ของพุทธธรรมคัมภีร์ ระบุที่อยู่ของพุทธธรรมคัมภีร์ชัดเจน ระบุชื่อ "นายทวี ผู้เรียบเรียง" กับระบุข้อความว่า "การพิมพ์ครั้งนี้ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ตามกฎหมายแล้ว" "สงวนลิขสิทธิ์" (ที่ถูกไม่จำต้องระบุคำนี้ไว้ เพราะการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ให้ความคุ้มครองทันทีที่ผู้สร้างสรรค์สร้างงานอันมีลิขสิทธิ์เสร็จ ไม่มีแบบพิธีต้องแสดงการสงวนลิขสิทธิ์ไว้ในงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นแต่อย่างใด) และ"ฉบับปรับปรุงใหม่ระหว่างพุทธธรรมคัมภีร์กับคลังนานาธรรม" โดยหนังสือคัมภีร์เทศน์รูปแบบสมุดข่อยชุด "วันสำคัญทางศาสนา" 13 กัณฑ์ จำเลยที่ 1 มิได้ระบุที่อยู่ของพุทธธรรมคัมภีร์กับไม่ได้ระบุข้อความว่า "การพิมพ์ครั้งนี้ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ตามกฎหมายแล้ว" และข้อความว่า "ฉบับปรับปรุงใหม่ระหว่างพุทธธรรมคัมภีร์กับคลังนานาธรรม" ส่วนหนังสือคัมภีร์เทศน์รูปแบบสมุดชุด "ไตรมาสเทศนา" 12 กัณฑ์ จำเลยที่ 1 มิได้ระบุที่อยู่ของพุทธธรรมคัมภีร์ และมิได้ระบุข้อความว่า "ฉบับปรับปรุงใหม่ระหว่างพุทธธรรมคัมภีร์กับคลังนานาธรรม" ทั้งนี้ โดยจำเลยที่ 1 มีเจตนาให้ลูกค้าประจำและทั่วไปเข้าใจว่าหนังสือเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ หนังสือรูปแบบสมุดข่อยรูปโลโก้ของพุทธธรรมคัมภีร์ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ทำกลับใส่ไว้ในตำแหน่งอื่นไม่เหมือนกับต้นฉบับของโจทก์ ส่วนหนังสือรูปแบบสมุดจำเลยที่ 1 ไม่ใส่โลโก้ของพุทธธรรมคัมภีร์ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ด้วยเจตนาให้ลูกค้าหลงผิดในความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างพิมพ์งาน ในข้อที่จำเลยที่ 1 มิได้ระบุที่อยู่ของพุทธธรรมคัมภีร์ในหนังสือคัมภีร์เทศน์ ปัญหาว่า ที่จำเลยที่ 1 มิได้ระบุข้อความในหนังสือคัมภีร์เทศน์ว่า "การพิมพ์ครั้งนี้ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ตามกฎหมายแล้ว" และมิได้ระบุข้อความว่า "ฉบับปรับปรุงใหม่ระหว่างพุทธธรรมคัมภีร์กับคลังนานาธรรม" ในหนังสือคัมภีร์เทศน์เป็นการกระทำโดยจำเลยที่ 1 มีเจตนาให้ลูกค้าประจำและลูกค้าทั่วไปเข้าใจว่าหนังสือคัมภีร์เทศน์เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทจำเลยที่ 2 และเป็นผลให้ตัวแทนจำหน่ายหนังสือนั้นเกือบทั้งหมดติดต่อซื้อหนังสือจากจำเลยที่ 2 ไม่ติดต่อซื้อจากโจทก์ จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น ในปัญหานี้ เฉพาะข้อความว่า "การพิมพ์ครั้งนี้ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ตามกฎหมายแล้ว" มีปรากฏอยู่แล้วในหนังสือคัมภีร์เทศน์ ในหน้าคำปรารภ คงไม่มีข้อความเฉพาะที่กล่องบรรจุหนังสือคัมภีร์เทศน์รูปแบบสมุดข่อยเท่านั้น ปรากฏแจ้งชัดในหนังสือคัมภีร์เทศน์ "ไตรมาสเทศนา" 12 กัณฑ์ และที่กล่องบรรจุหนังสือคัมภีร์เทศน์รูปแบบสมุดข่อยชุด "วันสำคัญทางศาสนา" 12 กัณฑ์ว่า จำเลยที่ 1 ได้จัดพิมพ์ข้อความว่า "นายทวี" เป็นผู้เรียบเรียงตรงตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างพิมพ์งาน และระบุข้อความว่า จัดพิมพ์จำหน่ายโดยพุทธธรรมคัมภีร์ หมายเลขโทรศัพท์ของพุทธธรรมคัมภีร์และบริษัทจำเลยที่ 2 ที่อยู่กับหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 มิได้ระบุข้อความว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สร้างสรรค์งานวรรณกรรมหนังสือคัมภีร์และมิได้ระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนั้นแต่อย่างใด คงระบุไว้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมจัดพิมพ์จำหน่ายกับพุทธธรรมคัมภีร์ ซึ่งย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่าพุทธธรรมคัมภีร์และบริษัทจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือคัมภีร์เทศน์เท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 มิได้ระบุข้อความที่กล่องบรรจุหนังสือคัมภีร์เทศน์ว่า "การพิมพ์ครั้งนี้ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ตามกฎหมายแล้ว" และมิได้ระบุข้อความว่า "ฉบับปรับปรุงใหม่ระหว่างพุทธธรรมคัมภีร์กับคลังนานาธรรม" หาอาจทำให้ผู้ซื้อหนังสือคัมภีร์เข้าใจว่าหนังสือคัมภีร์เทศน์เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทจำเลยที่ 2 อันจะเป็นผลให้ตัวแทนจำหน่ายหนังสือนั้นนี้ติดต่อซื้อหนังสือจากจำเลยที่ 2 โดยไม่ติดต่อซื้อจากโจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากตัวแทนจำหน่ายหนังสือนั้นจะติดต่อสั่งซื้อจากโจทก์ก็สามารถทำได้โดยง่ายเพราะในหนังสือ และที่กล่องบรรจุหนังสือระบุหมายเลขโทรศัพท์ของพุทธธรรมคัมภีร์ไว้ถึง 2 หมายเลข นอกจากนี้ยังปรากฏในหน้าคำปรารภในหนังสือว่า "พุทธธรรมคัมภีร์ (โจทก์) ได้พิมพ์หนังสือเทศน์ของอาจารย์ทวี มาเป็นเวลานานแต่ไม่เคยจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มหนังสือมาก่อน และปัจจุบันนี้พุทธธรรมคัมภีร์จึงได้เห็นสมควรว่า ควรจะจัดพิมพ์คัมภีร์เทศน์ของอาจารย์ทวีเป็นรูปเล่มของหนังสือขึ้น โดยคงเนื้อความไว้เหมือนเดิมทุกอย่าง" หนังสือคัมภีร์เทศน์ที่จำเลยที่ 1 พิมพ์จึงมิได้ปรับปรุงเนื้อหาสาระในงานวรรณกรรมของนายทวีแต่อย่างใด ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 มิได้ระบุในหนังสือ และที่กล่องหนังสือ ซึ่งข้อความว่า "ฉบับปรุงปรุงใหม่ระหว่างพุทธธรรมคัมภีร์กับคลังนานาธรรม" กลับจะตรงกับข้อเท็จจริงในการจัดพิมพ์ว่าได้คงเนื้อความของคัมภีร์เทศน์ที่นายทวีเป็นผู้เรียบเรียงไว้เหมือนเดิมทุกประการโดยมิได้มีการแก้ไขปรับปรุงแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 1 มิได้ระบุข้อความที่กล่องบรรจุหนังสือว่า "การพิมพ์ครั้งนี้ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ตามกฎหมายแล้ว" และมิได้ระบุข้อความว่า "ฉบับปรับปรุงใหม่ระหว่างพุทธธรรมคัมภีร์กับคลังนานาธรรม" ในหนังสือและที่กล่องบรรจุหนังสือ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างพิมพ์งาน และสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิตัวแทนจำหน่าย ที่ทำไว้กับโจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าหนังสือรูปแบบสมุดข่อย รูปโลโก้ของพุทธธรรมคัมภีร์ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ทำกลับใส่ไว้ในตำแหน่งอื่นไม่เหมือนกับต้นฉบับของโจทก์ และหนังสือรูปแบบสมุด จำเลยที่ 1 ไม่ได้ใส่โลโก้ของพุทธธรรมคัมภีร์ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ด้วยเจตนาให้ลูกค้าหลงผิดในความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือว่าลิขสิทธิ์เป็นของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า สัญญาจ้างพิมพ์งานได้กำหนดให้จำเลยที่ 1 ระบุโลโก้ของพุทธธรรมคัมภีร์ลงในหนังสือคัมภีร์เทศน์ที่จัดพิมพ์เท่านั้น มิได้กำหนดให้ระบุโลโก้ในตำแหน่งใดของหนังสือ การที่จำเลยที่ 1 ได้ระบุโลโก้ของพุทธธรรมคัมภีร์ไว้ในหนังสือรูปแบบข่อยแล้ว แม้จะมิได้ระบุไว้ในตำแหน่งที่เหมือนกับต้นฉบับของโจทก์ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญา ส่วนที่จำเลยที่ 1 มิได้ระบุโลโก้ของพุทธธรรมคัมภีร์ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไว้ในหนังสือ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุให้ลูกค้าหลงผิดในความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ว่าลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือนั้นเป็นของจำเลยที่ 2 เพราะการระบุเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่หนังสือก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า สินค้าหนังสือคัมภีร์เทศน์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้นแตกต่างกับสินค้าหนังสือคัมภีร์เทศน์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น หาได้เกี่ยวข้องกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือคัมภีร์เทศน์แต่อย่างใดไม่ทั้งในหนังสือคัมภีร์เทศน์ก็ระบุไว้ชัดเจนว่า "ทวี" เป็นผู้เรียบเรียง จัดพิมพ์จำหน่ายโดยพุทธธรรมคัมภีร์และบริษัทจำเลยที่ 2 กรณีไม่อาจทำให้ผู้ซื้อหลงผิดว่าหนังสือ เป็นลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างพิมพ์งาน ที่ทำไว้กับโจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องสำหรับคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้ยกคำขอยึดหนังสือคัมภีร์เทศน์ทั้งหมดที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิดลิขสิทธิ์ต่อโจทก์เพื่อโจทก์จะได้จัดการทำลายทิ้งต่อไปนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้ทั้งหมดฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องส่งมอบต้นฉบับวรรณกรรมของนายทวี และเพลตแม่พิมพ์ทั้งหมดคืนให้แก่โจทก์หรือไม่ ตามสัญญาจ้างพิมพ์งานข้อ 8 ว่า "เมื่อผู้ว่าจ้าง(โจทก์) บอกเลิกสัญญาแล้ว ผู้รับจ้าง (จำเลยที่ 1) จะต้องส่งมอบต้นฉบับหรือแบบตัวอย่างให้แก่ผู้ว่าจ้าง(โจทก์)โดยเร็วนับตั้งแต่วันเวลาเลิกสัญญา" เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาจ้างพิมพ์งาน แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องส่งมอบต้นฉบับหนังสือคัมภีร์เทศน์ที่ยังอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดแก่โจทก์นับแต่วันเวลาเลิกสัญญา ตามสัญญาจ้างพิมพ์งาน ข้อ 8 ส่วนเพลตแม่พิมพ์หนังสือคัมภีร์เทศน์ สัญญาจ้างพิมพ์งานข้อ 8 มิได้กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบให้โจทก์นับตั้งแต่วันเวลาเลิกสัญญาด้วย คงให้จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างส่งมอบเฉพาะต้นฉบับหรือแบบตัวอย่างให้โจทก์ผู้ว่าจ้างเท่านั้น กรณีจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเพลตแม่พิมพ์หนังสือคัมภีร์เทศน์นั้นตามคำขอบังคับท้ายคำฟ้องของโจทก์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบต้นฉบับหนังสือคัมภีร์เทศน์ซึ่งนายทวีเป็นผู้เขียนทั้งหมดคืนแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 15 (1) ม. 15 (5) ม. 27 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิไล มูลตั้ง
จำเลย — นายไพบูลย์ หาญพานิช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7409/2553
#503214
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานยึดแผ่นวีซีดี และ ซีดีคาราโอเกะ เพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสอง 430 แผ่น และที่ไม่ปรากฏเจ้าของลิขสิทธิ์อีก 21 แผ่น เป็นของกลาง ตามคำฟ้องแสดงว่าของกลาง 21 แผ่น ดังกล่าวยังไม่มีผู้เสียหายไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เกี่ยวกับของกลาง 21 แผ่น นี้ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในส่วนนี้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีอาญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 120 และ 121 วรรคสอง จึงฟังไม่ได้ว่าของกลางทั้ง 21 แผ่น เป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งต้องพิพากษาให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ให้คืนของกลาง 21 แผ่น แก่เจ้าของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 31 (1), 70, 75, 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 54, 82 และสั่งริบของกลางให้ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งสอง กับจ่ายเงินค่าปรับแก่ผู้เสียหายทั้งสองกึ่งหนึ่งและปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 54 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือนและปรับ 94,000 บาท ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่ได้รับใบอนุญาตให้ลงโทษปรับ 100,000 บาท รวมเป็นจำคุก 3 เดือน และปรับ 194,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 97,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ จ่ายเงินค่าปรับให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองกึ่งหนึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายซึ่งแผ่นเอ็มพีสาม แผ่นวีซีดีและแผ่นซีดีคาราโอเกะเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์รวม 430 แผ่น และแผ่นซีดีเพลงคาราโอเกะไม่ปรากฏเจ้าของลิขสิทธิ์อีก 21 แผ่น เป็นของกลาง กับมีคำขอให้ศาลส่งริบของกลางให้ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 บรรดาสิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กระทำความผิดมาตรา 70 ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำฟ้อง โจทก์ที่จำเลยให้การรับสารภาพว่า เฉพาะของกลางจำนวน 430 แผ่นเท่านั้นที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสองที่ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ ศาลจึงมีอำนาจสั่งให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนดังกล่าวเท่านั้นตกเป็นของผู้เสียหายทั้งสองที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนของกลางอีก 21 แผ่นที่ไม่ปรากฏผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์นั้น ตามคำฟ้องโจทก์แสดงให้เห็นว่ายังไม่มีผู้เสียหายรายใดร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในส่วนนี้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนในความผิดที่เกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าโดยการขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขายของกลางทั้ง 21 แผ่นดังกล่าว ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา120 และมาตรา 121 วรรคสอง ซึ่งเท่ากับยังไม่มีการพิจารณาความผิดของจำเลยส่วนนี้ และรับฟังเป็นยุติยังไม่ได้ว่า ของกลางทั้ง 21 แผ่น เป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น จึงต้องคืนให้แก่เจ้าของ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ นอกจากนี้ ในส่วนของค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษา ให้ศาลสั่งจ่ายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 76 ดังนั้น ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จึงมีสิทธิได้รับค่าปรับกึ่งหนึ่งเฉพาะค่าปรับที่จำเลยได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าเท่านั้น เมื่อคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษปรับจำเลยทั้งในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าและความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่กลับพิพากษาให้จ่ายค่าปรับให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองกึ่งหนึ่งโดยมิได้ระบุว่าให้จ่ายจากค่าปรับที่จำเลยชำระตามความผิดฐานใด จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ให้ปรับ 50,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 25,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว เป็นปรับ 75,000 บาท ให้ขอกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสอง 430 แผ่น ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป้นเจ้าของลิขสิทธิ์ ให้จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าแก่ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง นอกจากที่คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 121 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นางสาวดอกรัก จูมพิลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสิรภพ วีระวานิช
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7409/2553
#509554
เปิดฉบับเต็ม

ของกลางในคดีความผิดเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าโดยการขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขายซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ที่ไม่ปรากฏผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมไม่มีผู้เสียหายรายใดที่จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 และมาตรา 121 วรรคสอง ซึ่งเท่ากับยังไม่มีการพิจารณาความผิดของจำเลยส่วนนี้ และรับฟังเป็นยุติยังไม่ได้ว่าของกลางเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น จึงต้องคืนให้แก่เจ้าของ

ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิได้รับค่าปรับกึ่งหนึ่งเฉพาะค่าปรับที่จำเลยได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าเท่านั้น เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าและความผิดฐานประกอบกิจการให้ เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่กลับพิพากษาให้จ่ายค่าปรับให้แก่ผู้เสียหายกึ่งหนึ่งโดยมิได้ระบุว่าให้จ่ายจากค่าปรับที่จำเลยชำระตามความผิดฐานใด จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน คือ จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์งานสร้างสรรค์ประเภทงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุของบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายที่ 1 บริษัทลิขสิทธิ์เพลง จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยจำเลยขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายซึ่งแผ่นเอ็มพีสาม แผ่นวีซีดีและแผ่นซีดีคาราโอเกะเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์เพลงตามบัญชีรายชื่อเพลงที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสองและตามบัญชีของกลางเอกสารท้ายฟ้อง รวม 430 แผ่น ซึ่งผู้เสียหายทั้งสองได้สร้างสรรค์งานขึ้นในราชอาณาจักรและโฆษณางานในราชอาณาจักรแล้ว และแผ่นซีดีเพลงคาราโอเกะไม่ปรากฏเจ้าของลิขสิทธิ์อีก 21 แผ่น ทั้งนี้เพื่อการค้าหากำไร โดยจำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าแผ่นเอ็มพีสาม แผ่นวีซีดีและซีดีคาราโอเกะเพลงดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสองและจำเลยประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายแผ่นเอ็มพีสาม แผ่นวีซีดีและซีดีคาราโอเกะเพลงอันเป็นวีดิทัศน์ 451 แผ่น โดยจำเลยเป็นเจ้าของทำเป็นธุรกิจและได้รับประโยชน์ตอบแทนอยู่ที่ตลาดนัดบ้านนาบอน ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนและไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เจ้าพนักงานยึดแผ่นเอ็มพีสาม แผ่นวีซีดีและซีดีคาราโอเกะเพลงตามฟ้องข้างต้นเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 , 6 , 8 , 31 , 70 , 75 , 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4 , 54 , 82 และสั่งริบของกลางให้ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งสอง กับจ่ายเงินค่าปรับแก่ผู้เสียหายทั้งสองกึ่งหนึ่ง และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 54 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน

และปรับ 94,000 บาท ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษปรับ 100,000 บาท รวมเป็นจำคุก 3 เดือน และปรับ 194,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 97,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ จ่ายเงินค่าปรับให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองกึ่งหนึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษปรับนั้น เห็นว่า สำหรับความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามมาตรา 31 (1) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ในส่วนของโทษปรับ มาตรา 70 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันกำหนดให้ปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท และปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ที่จำเลยให้การรับสารภาพว่า จำเลยขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายซึ่งงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสองเป็นแผ่นเอ็มพีสาม แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีคาราโอเกะเพลง 430 แผ่น ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ค้ารายใหญ่ ทั้งแผ่นเอ็มพีสาม แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีคาราโอเกะเพลงจำนวนดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นเอ็มพีสาม แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีคาราโอเกะจำนวนเดียวกับที่จำเลยประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยจะต้องระวางโทษปรับตามที่พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดโทษปรับไว้เพียงสถานเดียวในอีกวาระหนึ่งด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าในส่วนโทษปรับโดยให้ปรับ 94,000 บาท ก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น นับว่าหนักเกินไป ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษปรับจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลย โดยกำหนดโทษปรับขั้นต่ำสุดตามที่มาตรา 70 วรรคสองกำหนดไว้ ส่วนข้อหาความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 นั้น มาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 กำหนดโทษสำหรับผู้กระทำความผิดฐานนี้ให้ระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาทดังนั้นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดโทษจำเลยให้ปรับ 100,000 บาท แล้วลดโทษปรับให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นการลงโทษปรับขั้นต่ำสุดของกฎหมายและลดโทษให้ในอัตราสูงสุดตามกฎหมายแล้ว จึงไม่อาจลงโทษปรับสำหรับความผิดฐานนี้ในสถานเบากว่านี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายซึ่งแผ่นเอ็มพีสาม แผ่นวีซีดีและแผ่นซีดีคาราโอเกะเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสองรวม 430 แผ่น และแผ่นซีดีเพลงคาราโอเกะไม่ปรากฏเจ้าของลิขสิทธิ์อีก 21 แผ่น โดยเจ้าพนักงานยึดแผ่นเอ็มพีสาม แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีคาราโอเกะทั้งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสอง รวม 430 แผ่น และที่ไม่ปรากฏเจ้าของลิขสิทธิ์อีก 21 แผ่นเป็นของกลาง กับมีคำขอให้ศาลสั่งริบของกลางให้ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 บรรดาสิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กระทำความผิดมาตรา 70 ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำฟ้องของโจทก์ที่จำเลยให้การรับสารภาพว่า เฉพาะของกลางจำนวน 430 แผ่นเท่านั้นที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสองที่ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ ศาลจึงมีอำนาจสั่งให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนดังกล่าวเท่านั้นตกเป็นของผู้เสียหายทั้งสองที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์นั้น ไม่ชัดเจนว่าเป็นของกลางจำนวนใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนของกลางอีก 21 แผ่นที่ไม่ปรากฏผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์นั้น ตามคำฟ้องโจทก์แสดงให้เห็นว่ายังไม่มีผู้เสียหายรายใดร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในส่วนนี้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนในความผิดที่เกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าโดยการขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขายของกลางทั้ง 21 แผ่นดังกล่าว ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 และมาตรา 121 วรรคสอง ซึ่งเท่ากับยังไม่มีการพิจารณาความผิดของจำเลยส่วนนี้ และรับฟังเป็นยุติยังไม่ได้ว่า ของกลางทั้ง 21 แผ่น เป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น จึงต้องคืนให้แก่เจ้าของ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ นอกจากนี้ ในส่วนของค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษา ให้ศาลสั่งจ่ายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 76 ดังนั้น ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จึงมีสิทธิได้รับค่าปรับกึ่งหนึ่งเฉพาะค่าปรับที่จำเลยได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าเท่านั้น เมื่อคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษปรับจำเลยทั้งในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าและความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่กลับพิพากษาให้จ่ายค่าปรับให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองกึ่งหนึ่งโดยมิได้ระบุว่าให้จ่ายจากค่าปรับที่จำเลยชำระตามความผิดฐานใด จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเช่นนั้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ให้ปรับ 50,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 25,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว เป็นปรับ 75,000 บาท ให้แผ่นเอ็มพีสาม แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีคาราโอเกะเพลงของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสอง 430 แผ่น ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนแผ่นซีดีเพลงคาราโอเกะของกลางอีก 21 แผ่น ให้คืนแก่เจ้าของ ให้จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าแก่ผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 121
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 70 ม. 75 ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นางสาวดอกรัก จูมพิลา
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7407/2553
#503213
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีสัญชาติเยอรมัน แต่โจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่าประเทศที่โจทก์ถือสัญชาติเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี หรือขณะสร้างสรรค์งานโจทก์อยู่ในราชอาณาจักรหรือประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วยตลอดระยะเวลาหรือเป็นส่วนใหญ่ในการสร้างสรรค์งาน หรืองานของโจทก์ได้มีการโฆษณางานในราชอาณาจักรหรือประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีแล้ว อันเป็นเงื่อนไขการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 65, 69, 70, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 และให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองพิมพ์ ทำซ้ำ นำออกโฆษณา ขาย เสนอขาย หนังสือ "ภาษาไทยง่ายสำหรับคนเยอรมัน" อันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบแผ่นซีดีหรือแผ่นดิสก์ต้นฉบับหนังสือแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระราคาแทนแก่โจทก์ สั่งให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์ กับจ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูลเฉพาะความผิดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 ประกอบมาตรา 69 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 ให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1), 69 วรรคสอง, 31 (1), 70 วรรคสอง รวม 2 กระทง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามมาตรา 27 (1), 69 วรรคสอง ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 100,000 บาท ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามมาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 50,000 บาท รวมปรับจำเลยทั้งสองคนละ 150,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 75,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้หนังสือ "ภาษาไทยง่ายสำหรับคนเยอรมัน" ของกลางที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามคำฟ้องและยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสองตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาแก่เจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) บัญญัติว่า ฟ้องจะต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี โดยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นด้วยการทำซ้ำหรือดัดแปลงและเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานวรรณกรรมตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 โจทก์ต้องบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดในส่วนของการกระทำ คือ การทำซ้ำหรือดัดแปลง หรือการเผยแพร่ต่อสาธารณชน และต้องบรรยายให้ปรากฏด้วยว่างานของโจทก์ เป็นงานที่กฎหมายรับรองว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ และการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทั้งขณะเกิดเหตุงานดังกล่าวยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย ฉะนั้น หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบที่ทำให้งานสร้างสรรค์เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เป็นสาระสำคัญที่โจทก์ต้องบรรยายให้ครบถ้วน ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง โจทก์มีสัญชาติเยอรมัน แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าประเทศที่โจทก์ถือสัญชาติเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีหรือไม่ หรือในขณะที่โจทก์สร้างสรรค์งานวรรณกรรมหนังสือ "ภาษาไทยง่ายสำหรับคนเยอรมัน" ขึ้นนั้น โจทก์อยู่ในราชอาณาจักรหรืออยู่ในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ตลอดระยะเวลาหรือเป็นส่วนใหญ่ในการสร้างสรรค์งานหรือไม่ งานสร้างสรรค์ของโจทก์ตามฟ้องมีการโฆษณางานในราชอาณาจักรหรือในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีหรือไม่ อันเป็นเงื่อนไขการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 คำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด อันเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 8 ม. 27
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแอนเดรียส มาคัส สคอตเทนโลเฮอร์
จำเลย — บริษัทสไมล์พับลิซซิ่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7390 -ที่ 7391/2553
#509552
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เป็นอำนาจของศาลที่จะทำไต่สวนได้ตามที่เห็นสมควร ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 21 (4) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แต่ถ้าข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนปรากฏต่อศาลโดยชัดแจ้งว่า มิได้มีการพิจารณาที่ผิดระเบียบศาลย่อมมีอำนาจสั่งยกคำร้องได้โดยไม่จำต้องไต่สวน

ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาล และการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลย่อมเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะเมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่มีเหตุมีจะเรียก ว. มาสอบถามและหากโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจาก ว. โจทก์ร่วมชอบที่จะไปดำเนินคดีต่างหากก่อน ถือได้ว่าศาลชั้นต้นชี้ขาดในเรื่องการละเมิดอำนาจศาลแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ โจทก์ย่อมมิใช่ผู้เสียหายอันจะมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเป็นคดีเดียวกัน

คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความ เนื่องจากโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2545

วันที่ 12 มิถุนายน 2549 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องว่า ลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในใบแต่งทนายร้อยโทวิชัยเป็นทนายความโจทก์ร่วมเป็นลายมือชื่อปลอม ต่อมาร้อยโทวิชัยยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ โดยโจทก์ร่วมไม่ทราบเรื่องทำให้ได้รับความเสียหายขอให้หมายเรียกร้อยโทวิชัยมาสอบถามและลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ร่วมแต่งตั้งทนายความ 2 คน คือนายอุลิตกับร้อยโทวิชัยต่อมาวันที่ 24 กันยายน 2545 ร้อยโทวิชัยยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ โดยนายอุลิตลงชื่อเป็นทนายโจทก์ร่วมด้วย น่าเชื่อว่ามีการถอนคำร้องทุกข์โดยชอบ และทนายโจทก์ร่วมดำเนินคดีแทนโจทก์ร่วมไปตามกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่จะเรียกร้องโทวิชัยมาสอบถาม ยกคำร้อง

วันที่ 19 มิถุนายน 2549 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องว่า ร้อยโทวิชัยนำใบแต่งทนายความซึ่งปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมมายื่นต่อศาล ทำให้ศาลหลงเชื่อแล้วร้อยโทวิชัยยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์โดยโจทก์ร่วมไม่ทราบเรื่องและไม่เคยมอบสิทธิหรือแต่งตั้งร้อยโทวิชัยเป็นทนายความ การถอนคำร้องทุกข์จึงมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย ขอให้ศาลไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่วันที่ร้อยโทวิชัยดำเนินการใช้สิทธิของโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ร่วมรับว่า นายอุลิตเป็นทนายโจทก์ร่วม ตามคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ลงวันที่ 24 กันยายน 2545 นอกจากร้อยโทวิชัยแล้ว ยังมีนายอุลิตร่วมลงชื่อฐานะโจทก์ร่วมและในฐานะทนายโจทก์ร่วมด้วย และศาลได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว ยกคำร้อง ต่อมในวันเดียวกันโจทก์ร่วมยื่นคำร้องทำนองเดียวกันขอให้ศาลไต่สวนคำร้องและลงโทษร้อยโทวิชัยฐานละเมิดอำนาจศาลศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หากโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากร้อยโทวิชัยโจทก์ร่วมชอบที่จะไปดำเนินคดีต่างหากก่อน ในชั้นนี้ยังไม่สมควรจะไต่สวนยกคำร้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ทั้งสองฉบับของโจทก์ร่วม (ที่ถูกพิพากษายืนและยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2549)

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการแรกว่า มีเหตุที่จะไต่สวนคำร้องของโจทก์ร่วมที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ เห็นว่า การร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เป็นอำนาจของศาลที่จะทำการไต่สวนได้ตามที่เห็นสมควร ตามมาตรา 21 (4) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แต่ถ้าข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนปรากฏต่อศาลโดยชัดแจ้งว่า มิได้มีการพิจารณาที่ผิดระเบียบศาลย่อมมีอำนาจสั่งยกคำร้องได้โดยไม่จำต้องไต่สวน คดีได้ความตามคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ ฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2545 ว่า นายอุลิตทนายความของโจทก์ร่วมอีกคนหนึ่งซึ่งมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาไปทางจำหน่ายสิทธิของโจทก์ร่วมได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ร้องร่วมกับร้อยโทวิชัยด้วย ซึ่งตามคำร้องของโจทก์ร่วมฉบับลงวันที่ 12 มิถุนายน 2549 ยืนยันว่าโจทก์ร่วมแต่งตั้งนายอุลิตเป็นทนายความจริง ดังนี้ ย่อมมีเหตุที่ศาลชั้นต้นเชื่อว่าโจทก์ร่วมประสงค์ถอนคำร้องทุกข์และมอบหมายให้นายอุลิตและร้อยโทวิชัยทนายโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ แม้จะปรากฏจากคำร้องของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมไม่เคยแต่งตั้งร้อยโทวิชัยเป็นทนายความ ก็ไม่ทำให้คำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ที่นายอุลิตได้ลงลายมือชื่อไว้ด้วยเสียไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2545 เป็นการปฏิบัติตามบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้นมิได้มีการพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยผิดหลงแต่อย่างใด อันโจทก์ร่วมจะร้องขอให้เพิกถอนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของโจทก์ร่วมโดยไม่ไต่สวนก่อนศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการต่อไปว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยตรงในการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้นเป็นความผิดต่อศาล และการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลย่อมเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่มีเหตุที่จะเรียกร้อยโทวิชัยมาสอบถาม และหากโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากร้อยโทวิชัยโจทก์ร่วมชอบที่จะไปดำเนินคดีต่างหากก่อนถือได้ว่าศาลชั้นต้นชี้ขาดในเรื่องการละเมิดอำนาจศาลแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ โจทก์ร่วมย่อมมิใช่ผู้เสียหายอันจะมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 ม. 27 ม. 31
ป.วิ.อ. ม. 193
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
โจทก์ร่วม — นางฐฌวรรณ เอื้อภัสสรพันธ์
ผู้ถูกกล่าวหา — ร้อยโทวิชัย สวัสดี
จำเลย — นายสมิตร พงษ์คณะกับพวก
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ชัยยันต์ ศุขโชติ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7357/2553
#503229
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาตามยอมแต่ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าขึ้นศาลนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งว่า ค่าขึ้นศาลมีเพียง 200 บาท จึงไม่คืนให้ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 75,000 บาท ความผิดพลาดจึงเกิดเพราะความผิดหลงในข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งความผิดพลาดในเรื่องการคืนค่าขึ้นศาลให้แก่จำเลยนี้เป็นคนละส่วนกับข้อตกลงในสัญญาประนีประยอมความของคู่ความซึ่งไม่มีข้อผิดพลาดอะไร แม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะระบุว่าค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับก็เป็นข้อตกลงระหว่างคู่ความในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม เมื่อคดีได้เสร็จเด็ดขาดโดยสัญญาหรือการประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นเรื่องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรที่จะมีคำสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดเช่นว่านั้นให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2552 พร้อมกับสั่งค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ว่า ส่วนค่าขึ้นศาลมีเพียง 200 บาท จึงไม่คืนให้

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ถึงแก่ความตาย นางดวงตา ภริยาและทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้ไขคำพิพากษาที่ไม่คืนค่าขึ้นศาลดังกล่าวและสั่งคืนค่าขึ้นศาลให้แก่จำเลยเป็นกรณีพิเศษ โดยคำนวณจากค่าขึ้นศาล 75,000 บาท

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้ว มีคำสั่งว่า เป็นการแก้ไขคำพิพากษาอีกทั้งตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3. ก็ระบุให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับซึ่งค่าฤชาธรรมเนียมนั้นย่อมรวมถึงค่าขึ้นศาลด้วย กรณีไม่อาจสั่งคืนได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกฎีกาคำสั่ง)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาตามยอมแต่ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าขึ้นศาลนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งว่า ค่าขึ้นศาลมีเพียง 200 บาท จึงไม่คืนให้ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 75,000 บาท ความผิดพลาดจึงเกิดเพราะความผิดหลงในข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งความผิดพลาดในเรื่องการคืนค่าขึ้นศาลให้แก่จำเลยนี้เป็นคนละส่วนกับข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความซึ่งไม่มีข้อผิดพลาดอะไร แม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะระบุว่าค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับก็เป็นข้อตกลงระหว่างคู่ความในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างกันเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่จะสั่งคืนค่าขึ้นศาล เมื่อคดีได้เสร็จเด็ดขาดโดยสัญญาหรือการประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรที่จะมีคำสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดเช่นว่านั้นให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 และ 247 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 65,000 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ม. 246 ม. 247 ม. 151 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย งามล้วน โดยนางดวงตา งามล้วน
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจริญพรสหขนส่ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธงชัย จันทร์วิรัช
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7357/2553
#509549
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาตามยอม แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าขึ้นศาลนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งว่า ค่าขึ้นศาลมีเพียง 200 บาท จึงไม่คืนให้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยวางเงินค่าขึ้นอุทธรณ์เป็นเงิน 75,000 บาท ความผิดพลาดจึงเกิดเพราะความผิดหลงในข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งความผิดพลาดในเรื่องการคืนค่าขึ้นศาลให้แก่จำเลยนี้เป็นคนละส่วนกับข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความซึ่งไม่มีข้อผิดพลาด แม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะระบุว่าค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับก็เป็นข้อตกลงระหว่างคู่ความในเรื่องความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างกันเท่านั้นไม่เกี่ยวกับการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่จะสั่งคืนค่าขึ้นศาล เมื่อคดีได้เสร็จเด็ดขาดโดยสัญญาหรือการประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นเรื่องตามป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยศาลฎีกาเห็นสมควรที่จะมีคำสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดเช่นว่านั้นให้ถูกต้องตามมาตรา 143 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 และ 247 โดยให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 65,000 บาท แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยตกลงยอมส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 70-0243 อ่างทอง และ 70-0247 อ่างทอง ซึ่งเป็นทรัพย์ที่พิพาทให้แก่โจทก์พร้อมกับไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ดังกล่วให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2552 พร้อมกับสั่งค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ว่า ส่วนค่าขึ้นศาลมีเพียง 200 บาท จึงไม่คืนให้

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ถึงแก่ความตาย นางดวงตา ภริยาและทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต

จำเลยยื่นคำร้องว่า เดิมจำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2550 จำเลยได้วางค่าขึ้นศาลเป็นเงิน 200 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์ 1 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์จำเลยมาเพื่อกำหนดราคาทรัพย์พิพาทเพื่อเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเพิ่ม ซึ่งโจทก์จำเลยตกลงกำหนดราคาทรัพย์พิพาทเป็นเงิน 3,000,000 บาท จึงคำนวณค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ได้เป็นเงิน 75,000 บาท จำเลยได้วางเงินค่าขึ้นศาลเพิ่มจนครบ 75,000 บาท แล้ว ต่อมาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวแล้ว แต่ในส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งในคำพิพากษาว่า ส่วนค่าขึ้นศาลมีเพียง 200 บาท จึงไม่คืนให้ซึ่งเป็นกรณีผิดหลงเล็กน้อย เพราะจำเลยวางค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 75,000 บาท ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้ไขคำพิพากษาที่ไม่คืนค่าขึ้นศาลดังกล่าวและสั่งคืนค่าขึ้นศาลให้แก่จำเลยเป็นกรณีพิเศษ โดยคำนวณจากค่าขึ้นศาล 75,000 บาท

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้ว มีคำสั่งว่า เป็นการแก้ไขคำพิพากษาอีกทั้งตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3. ก็ระบุให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ซึ่งค่าฤชาธรรมเนียมนั้นย่อมรวมถึงค่าขึ้นศาลด้วย กรณีไม่อาจสั่งคืนได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกฎีกาคำสั่ง)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยที่ว่า แม้โจทก์กับจำเลยจะตกลงให้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3. ก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ตกลงจะไม่เรียกร้องค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างกันเอง หาได้หมายความรวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจสั่งคืนอันเนื่องจากการประนีประนอมยอมความด้วยไม่ แม้เป็นการแก้ไขคำพิพากษา ก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและคู่ความอีกฝ่ายไม่เสียเปรียบ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มีเพียง 200 บาท จึงไม่สั่งคืนจึงเกิดจากกรณีผิดหลงอย่างแจ้งชัดนั้น เห็นว่า คดีนี้ โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาตามยอม แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าขึ้นศาลนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งว่าค่าขึ้นศาลมีเพียง 200 บาท จึงไม่คืนให้ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 75,000 บาท ความผิดพลาดจึงเกิดเพราะความผิดหลงในข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งความผิดพลาดในเรื่องการคืนค่าขึ้นศาลให้แก่จำเลยนี้เป็นคนละส่วนกับข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความซึ่งไม่มีข้อผิดพลาดอะไร แม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะระบุว่าค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับก็เป็นข้อตกลงระหว่างคู่ความในเรื่องความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างกันเท่านั้นไม่เกี่ยวกับการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่จะสั่งคืนค่าขึ้นศาล เมื่อคดีได้เสร็จเด็ดขาดโดยสัญญาหรือการประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรที่จะมีคำสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดเช่นว่านั้นให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 และ 247 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 65,000 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 143 ม. 151
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย งามล้วนฯ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจริญพรสหขนส่ง
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา