คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7060/2553
#501591
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับจ้างก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์ในราคา 2,225,000 บาท และได้รับค่าจ้างจากโจทก์แล้ว 2,050,000 บาท คงเหลืออีกเพียง 175,000 บาท แม้ตามบันทึกข้อตกลงไม่ได้กำหนดระยะเวลาก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ และจำเลยเสนอแผนการเงินให้โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่พิจารณาให้จำเลยกู้เงินก็ตาม จำเลยก็มีหน้าที่ต้องก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ แต่จำเลยก็ไม่ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ หรือดำเนินการประการใดที่แสดงว่าจำเลยจะก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ ทั้งตามแผนการเงินที่จำเลยเสนอต่อโจทก์สำหรับรายการงานส่วนที่เหลือจะต้องใช้เงินถึง 1,455,000 บาท และจำเลยก่อสร้างบ้านได้เพียงโครงสร้างบางส่วน แต่โจทก์ต้องชำระค่าก่อสร้างส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยอีกเพียง 175,000 บาท ย่อมเห็นได้โดยชัดแจ้งว่าจำเลยไม่สามารถก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จตามสัญญา จะทิ้งงานไม่ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จต่อไป และผิดสัญญา โจทก์ชอบที่จะเลิกสัญญาโดยไม่จำต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,280,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2543 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 77,061.93 บาท และดอกเบี้ยอัตราเดียวกันของต้นเงิน 1,280,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 1,280,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินนับแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จก่อนเลิกสัญญาหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ โจทก์ว่าจ้างจำเลยก่อสร้างบ้านในราคา 2,225,000 บาท กำหนดแล้วเสร็จประมาณเดือนมีนาคม 2543 โดยก่อสร้างบ้านตามรูปแบบแปลนของบริษัทเมย์ 37 จำกัด โจทก์ได้จ่ายเงินค่าก่อสร้างบ้านให้แก่จำเลยรวม 4 งวด เป็นเงิน 2,050,000 บาท จำเลยยังก่อสร้างบ้านไม่แล้วเสร็จ จำเลยมีปัญหาทางการเงินที่จะดำเนินการก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์ให้แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์ยินดีให้จำเลยเสนอแผนการเงินในการซื้อวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้าง ค่าแรงงาน และกำหนดงวดงานที่จะขอให้โจทก์พิจารณาให้จำเลยกู้ยืมเงินเพื่อก่อสร้างบ้านให้เสร็จ โดยจำเลยจะเสนอรายการให้โจทก์พิจารณาภายใน 7 วัน นับแต่วันทำบันทึกดังกล่าว เห็นว่า จำเลยรับจ้างก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์ในราคา 2,225,000 บาท และได้รับค่าจ้างจากโจทก์แล้ว 2,050,000 บาท คงเหลืออีกเพียง 175,000 บาท แม้ตามบันทึกไม่ได้กำหนดระยะเวลาก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จและจำเลยได้เสนอแผนการเงินแก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่พิจารณาให้จำเลยกู้ยืมเงินก็ตาม จำเลยก็มีหน้าที่ต้องก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ ทั้งที่อ้างว่าได้ก่อสร้างบ้านใกล้แล้วเสร็จคิดเป็นร้อยละ 85 ของงานทั้งหมดโดยเสียค่าวัสดุ ค่าแรงงานก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 1,890,000บาท โดยไม่รวมกำไรไม่ใช่คิดมูลค่างานได้เพียง 770,000 บาท แต่จำเลยก็ไม่ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ หรือดำเนินการประการใดที่แสดงว่าจำเลยจะก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ ทั้งตามแผนการเงินที่จำเลยเสนอต่อโจทก์สำหรับรายการงานส่วนที่เหลือจะต้องใช้เงินถึง 1,455,000 บาท และจำเลยก่อสร้างบ้านได้เพียงโครงสร้างบางส่วน แต่โจทก์ต้องชำระค่าก่อสร้างส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยอีกเพียง 175,000 บาท ย่อมเห็นได้โดยชัดแจ้งว่าจำเลยไม่สามารถก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จตามสัญญา จะทิ้งงานไม่ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จต่อไป และผิดสัญญาโจทก์ชอบที่จะเลิกสัญญาโดยไม่จำต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า จำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างว่ารายการค่าจ้างเพื่อก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จไม่ถูกต้องประการใด เพียงแต่อ้างว่าเอกสารหมาย จ.๕ เป็นหนังสือที่นายประเสริฐเสนอราคาต่อโจทก์เพื่อรับงานต่อจากจำเลย จำนวนเงินที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวจึงสูงกว่าปกติ ทั้งจำเลยเคยเสนอค่าใช้จ่ายสำหรับรายการงานส่วนที่เหลือ เพียงแต่อ้างว่าตัวเลขที่ปรากฏในเอกสารเป็นเพียงตัวเลขที่จัดทำขึ้นเพื่อขอความช่วยเหลือจากโจทก์ไม่เกี่ยวกับมูลค่างานที่ได้ก่อสร้างไปแล้วหรือมูลค่างานในส่วนที่เหลือ ซึ่งไม่อาจรับฟังได้ การที่จำเลยไม่สามารถก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ จึงน่าเชื่อว่าจะต้องใช้เงินจำนวนดังกล่าวในการก่อสร้าง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยชำระค่าจ้างที่จำเลยรับเกินไป 1,280,000 บาท คืนแก่โจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุพัตรา ธีราวิทยางกูร
จำเลย — นายวิรัติ เทพสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายวัชระ จิรัฐิติเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7045/2553
#501606
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิผู้บริโภค ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 10 (7) เป็นการดำเนินคดีที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคเป็นส่วนรวมตามมาตรา 39 จึงเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษต่างจากคดีแพ่งทั่วไป หลักเกณฑ์ในการพิจารณาทุนทรัพย์ที่ฟ้องคดีว่าจะอยู่ในอำนาจของศาลใด ต้องคำนวณทุนทรัพย์ในลักษณะรวมกลุ่มคดีโดยรวมทุนทรัพย์ของผู้บริโภคทุกราย แม้แต่ละรายไม่เกิน 300,000 บาท แต่ในคดีนี้ เมื่อรวมทุนทรัพย์ในคดีแล้วจำนวน 610,709 บาท จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ที่จะต้องรับฟ้องไว้พิจารณา ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งว่า มูลหนี้ของผู้บริโภคแต่ละรายสามารถแบ่งแยกได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 และไม่รับฟ้องไว้พิจารณา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 2 อย่างคดีแพ่งทั่วไปเป็นการไม่ชอบ จึงต้องรับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2553)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินคืนให้แก่นายสกล จำนวน 144,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินถึงวันฟ้องเป็นเงิน 108,177.53 บาท รวมเป็นเงิน 252,177.53 บาท และชำระเงินคืนให้แก่นางสาวสุพรรณ จำนวน 97,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินถึงวันฟ้องเป็นเงิน 81,566.11 บาท รวมเป็นเงิน 179,266.11 บาท และชำระเงินคืนให้แก่นางสาวนิตยา จำนวน 97,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินถึงวันฟ้องเป็นเงิน 81,566.11 บาท รวมเป็นเงิน 179,266.11 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินที่รับไว้ให้แก่ผู้บริโภคทั้งสามราย นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว เห็นว่า มูลหนี้ของผู้บริโภคแต่ละรายสามารถแบ่งแยกกันได้ ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ของผู้บริโภคแต่ละรายเป็นเกณฑ์ ปรากฎว่าทุนทรัพย์ของผู้บริโภคแต่ละรายที่ฟ้องมาไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาและพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วมีคำสั่งใหม่ว่า ไม่รับฟ้องคืนฟ้องแก่โจทก์เพื่อให้นำไปฟ้องใหม่ยังศาลที่มีเขตอำนาจ ส่วนค่าขึ้นศาลโจทก์ได้รับการยกเว้นจึงไม่ต้องสั่ง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่น ๆ ให้เป็นพับ จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่จะพิจารณาพิพากษาหรือไม่ โจทก์ฎีกา คดีนี้มีโจทก์เพียงรายเดียวไม่ได้ร่วมกับใครฟ้องคดี โดยผู้บริโภคทั้งสามรายเป็นเพียงผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ การดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 เป็นกฎหมายพิเศษแตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไป ดังนั้น จึงจะนำหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 มาใช้กับโจทก์คดีนี้ไม่ได้ การคิดทุนทรัพย์ว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลใดจึงต้องคิดรวมทั้งคดีนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคโดยรวมซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่าผู้ประกอบธุรกิจ รัฐจึงจัดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิผู้บริโภคดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 10 (7) และการที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเห็นสมควรจะเข้าดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค หรือเมื่อได้รับคำร้องขอจากผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิก็ต่อเมื่อเห็นว่าการดำเนินคดีจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวมและการดำเนินคดีในศาลได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ดังที่บัญญัติไว้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 39 การดำเนินคดีเกี่ยวกับคดีคุ้มครองผู้บริโภคมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียม โดยมีคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ดำเนินคดีแทนผู้บริโภคเป็นส่วนรวม คดีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 จึงเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษต่างจากคดีแพ่งทั่วไป เมื่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องคดีในลักษณะรวมกลุ่มคดี หลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าทุนทรัพย์ที่ฟ้องคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดจึงต้องคิดคำนวณทุนทรัพย์ในลักษณะทุนทรัพย์รวมกลุ่มคดี มิใช่คิดแบ่งแยกทุนทรัพย์ของผู้บริโภคแต่ละรายดังคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง คดีนี้แม้ทุนทรัพย์ที่ผู้บริโภคเรียกร้องมาแต่ละรายจะมีจำนวนรายละไม่เกิน 300,000 บาท แต่ก็มีทุนทรัพย์รวมกลุ่มคดีจำนวน 610,709 บาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคดีโจทก์ไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไปค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 10 (7) ม. 39
ป.วิ.พ. ม. 2 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัทรังสิยา อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอภิวัฒน์ เจริญไทย
ศาลอุทธรณ์ — นายน้ำเพชร ปานะถึก
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7045/2553
#507379
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฯ เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคโดยรวม คดีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคจึงเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษต่างจากคดีแพ่งทั่วไป โดยมีคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ดำเนินคดีแทนผู้บริโภคเป็นส่วนรวม การพิจารณาทุนทรัพย์ที่ฟ้องคดีว่าจะอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดจึงต้องคิดคำนวณทุนทรัพย์ในลักษณะทุนทรัพย์รวมกลุ่มคดี มิใช่คิดแยกทุนทรัพย์ของผู้บริโภคแต่ละราย ดังนี้ แม้ทุนทรัพย์ที่ผู้บริโภคเรียกร้องมาแต่ละรายจะมีจำนวนรายละไม่เกิน 300,000 บาท แต่เมื่อทุนทรัพย์รวมกลุ่มคดีมีจำนวน 610,709 บาท กรณีจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค จำเลยเป็นนิติบุคคลผู้ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินทำการก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อจำหน่าย โดยได้โฆษณาประกาศชักชวนประชาชนทั่วไปให้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง "โครงการรังสิยา รังสิตคลอง 9" ของจำเลย มีประชาชนผู้บริโภคหลายรายรวมทั้งนายสกล นางสาวสุพรรณ และนางสาวนิตยา หลงเชื่อการโฆษณาเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลย มีการชำระเงินในวันจอง วันทำสัญญาจะซื้อจะขาย และผ่อนชำระค่างวดแก่จำเลยตามสัญญา แต่จำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามที่ได้โฆษณาไว้ จำเลยได้รับเงินทั้งหมดจากนายสกลรวมจำนวน 144,000 บาท จากนางสาวสุพรรณรวมจำนวน 97,700 บาท และจากนางสาวนิตยารวมจำนวน 97,700 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินคืนให้แก่นายสกลจำนวน 144,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวถึงวันฟ้องเป็นเงิน 108,177.53 บาท รวมเป็นเงิน 252,177.53 บาท และชำระเงินคืนให้แก่นางสาวสุพรรณจำนวน 97,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวถึงวันฟ้องเป็นเงิน 81,566.11 รวมเป็นเงิน 179,266.11 บาท และชำระเงินคืนให้แก่นางสาวนิตยาจำนวน 97,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวถึงวันฟ้องเป็นเงิน 81,566.11 บาท รวมเป็นเงิน 179,266.11 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินที่รับไว้ให้แก่ผู้บริโภคทั้งสามราย นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์บอกเลิกสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีที่โจทก์ฟ้องขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่ามูลหนี้ของผู้บริโภคแต่ละรายสามารถแบ่งแยกกันได้ ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ของผู้บริโภคแต่ละรายเป็นเกณฑ์ ปรากฏว่าทุนทรัพย์ของผู้บริโภคแต่ละรายที่ฟ้องมาไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาและพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วมีคำสั่งใหม่ว่า ไม่รับฟ้องคืนฟ้องแก่โจทก์เพื่อนำไปฟ้องใหม่ยังศาลที่มีเขตอำนาจ ส่วนค่าขึ้นศาลโจทก์ได้รับการยกเว้นจึงไม่ต้องสั่ง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นๆ ให้เป็นพับ จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่จะพิจารณาพิพากษาหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้มีโจทก์เพียงรายเดียวไม่ได้ร่วมกับใครฟ้องคดี โดยผู้บริโภคทั้งสามรายเป็นเพียงผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ การดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 เป็นกฎหมายพิเศษแตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไป ดังนั้น จึงจะนำหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 มาใช้กับโจทก์คดีนี้ไม่ได้ การคิดทุนทรัพย์ว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลใดจึงต้องคิดรวมทั้งคดีนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคโดยรวมซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่าผู้ประกอบธุรกิจ รัฐจึงจัดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิผู้บริโภคดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 10 (7) และการที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเห็นสมควรจะเข้าดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค หรือเมื่อได้รับคำร้องขอจากผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิก็ต่อเมื่อเห็นว่าการดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม และการดำเนินคดีในศาลได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงดังที่บัญญัติไว้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 39 การดำเนินคดีเกี่ยวกับคดีคุ้มครองผู้บริโภคมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียม โดยมีคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ดำเนินคดีแทนผู้บริโภคเป็นส่วนรวม คดีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 จึงเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษต่างจากคดีแพ่งทั่วไป เมื่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องคดีในลักษณะรวมกลุ่มคดี ดังนั้นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าทุนทรัพย์ที่ฟ้องคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด จึงต้องคิดคำนวณทุนทรัพย์ในลักษณะทุนทรัพย์รวมกลุ่มคดี มิใช่คิดแบ่งแยกทุนทรัพย์ของผู้บริโภคแต่ละรายดังคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง คดีนี้แม้ทุนทรัพย์ที่ผู้บริโภคเรียกร้องมาแต่ละรายจะมีจำนวนรายละไม่เกิน 300,000 บาท แต่ก็มีทุนทรัพย์รวมกลุ่มคดีจำนวน 610,709 บาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคดีโจทก์ไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 18 ม. 25
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
บริษัทรังสิยา อินเตอร์เนชั่นแนล
จำเลย — กรุ๊ป จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7014/2553
#501610
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยที่ 3 กระทำความผิดคดีนี้ มาตรา 15 และ มาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ใช้บังคับแล้ว กรณีจึงมิใช่เรื่องกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดตามบทบัญญัติใน ป.อ. มาตรา 3 แต่เป็นกรณีบังคับใช้กฎหมายลงโทษจำเลยที่ 3 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วหากจำเลยที่ 3 เห็นว่าศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้ จำเลยที่ 3 ชอบที่ใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 แต่จำเลยที่ 3 มิได้ใช้สิทธิดังกล่าวจนคดีถึงที่สุดไปนานแล้ว จำเลยที่ 3 จึงมายื่นคำร้องขอให้ศาลปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยที่ 3 ใหม่ โดยอ้างข้อกฎหมายตาม ป.อ. มาตรา 3 ดังนี้หากศาลฟังข้อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 3 อ้างแล้ววินิจฉัยปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยที่ 3 ใหม่ ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 190 ซึ่งห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้วนอกจากถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2547 ว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษจำนวนเดียวกันจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 3 ตลอดชีวิต และปรับ 2,100,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิต เป็นจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 จำคุก 25 ปี และปรับ 1,050,000 บาท รวมจำคุก 25 ปี 3 เดือน และปรับ 1,050,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิให้กักขังเกินกว่า 2 ปี คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่สุดแล้ว

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเปลี่ยนแปลงกำหนดโทษใหม่ให้จำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยที่ 3 เป็นเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยที่ 3 มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้ปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยที่ 3 ใหม่ แต่จำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้ใช้สิทธินั้นจนคดีถึงที่สุดและศาลออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดไปแล้ว กรณีไม่อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นที่จะปรับแก้ตัวบทกฎหมายและบทกำหนดโทษให้จำเลยที่ 3 ใหม่ ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำเลยที่ 3 ใหม่หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 3 กระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2545 ซึ่งมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ใช้บังคับแล้ว กรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่เป็นกรณีบังคับใช้กฎหมายลงโทษจำเลยที่ 3 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 แล้ว หากจำเลยที่ 3 เห็นว่าศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้ จำเลยที่ 3 ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 แต่จำเลยที่ 3 มิได้ใช้สิทธิดังกล่าวจนคดีถึงที่สุดไปนานแล้ว จำเลยที่ 3 จึงมายื่นคำร้องขอให้ศาลปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยที่ 3 ใหม่ โดยอ้างข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ดังนี้ หากศาลฟังข้อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 3 อ้างแล้ววินิจฉัยปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยที่ 3 ใหม่ ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ซึ่งห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้วนอกจากถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยที่ 3 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ป.วิ.อ. ม. 190 ม. 193
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายสุนันท์ ซุ้ยอาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายกิตติพันธุ์ เกียรติสุนทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7007/2553
#501614
เปิดฉบับเต็ม

ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 15 เม็ด ของกลางเป็นแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนที่ผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ มีน้ำหนักรวม 4.480 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.457 กรัม กรณีต้องด้วย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่บัญญัติว่า "การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณดังต่อไปนี้ ให้ถือว่า เป็นการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย... (2) แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป..." ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาด แม้ทางนำสืบของโจทก์จะได้ความเพียงว่า มีผู้แจ้งว่าจำเลยจำหน่ายยาเสพติดให้โทษโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่ส่อแสดงว่าจำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดให้โทษก็ตาม จำเลยก็มีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท มีอายุความ 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) คดีนี้จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2545 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 16 มกราคม 2547 คดีของโจทก์ในความผิดดังกล่าว จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าว ปัญหาข้างต้นเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 215, 225

ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยเกินแปดหมื่นบาท โดยพิพากษาว่าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 แต่มิได้ระบุให้กักขังเกิน 1 ปี หรือไม่ เช่นนี้จะกักขังเกิน 1 ปี ไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรระบุในคำพิพากษาให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้มีปัญหาในชั้นบังคับตามคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 371 กับขอให้ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนเองติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ปฏิเสธข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ปรับ 420,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน และทางสาธารณะ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ปรับ 2,000 บาท คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและคำให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาในความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ปรับ 280,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน และทางสาธารณะ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 281,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คืนอาวุธปืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อม 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ผสมอยู่กับเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ จำนวน 13 เม็ด มีสีเหลืองน้ำหนัก 3.930 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.129 กรัม อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และอาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด 0.32 ( 7.65 มม. ) เครื่องหมายทะเบียน กท 4509291 พร้อมกระสุนปืน 3 นัด เป็นของจำเลยที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้เป็นของกลางกับยึด 3 , 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์จำนวน 2 เม็ด มีสีชมพูน้ำหนัก 0.550 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.328 กรัม อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เป็นของกลาง ความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 เม็ด ชนิดสีชมพูของกลาง เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากจำเลยพร้อมกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 13 เม็ด ชนิดสีเหลืองของกลางหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน เหตุที่จับจำเลยเนื่องจากร้อยตำรวจเอกไพฑูรย์ทราบจากสายลับ มีชายอายุ 24 ปี จำหน่ายยาเสพติดให้โทษที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีโดยบอกลักษณะรูปพรรณและประเภทยานพาหนะ ที่ใช้ขับ เมื่อพยานทั้งสองกับพวกไปดักซุ่มดูก็พบจำเลยซึ่งมีลักษณะรูปพรรณตรงกับที่แจ้งขับรถยนต์ตรงตามที่แจ้ง ครั้นเมื่อทำการตรวจค้นก็พบยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ทั้งสองชนิดรวม 15 เม็ด ของกลางรวมอยู่ด้วยกัน คำของร้อยตำรวจเอกไพฑูรย์และจ่าสิบตำรวจสุพิศมีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกสำรวยพนักงานสอบสวนเบิกความยืนยัน จำเลยให้การรับสารภาพ ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ของกลางทั้งสองชนิดรวม 15 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากจำเลย ร้อยตำรวจเอกสำรวยไม่รู้จักจำเลยมาก่อน คำของร้อยตำรวจเอกสำรวยมีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยก็ยอมรับว่า ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ของกลางชนิดสีเหลืองจำนวน 13 เม็ด เป็นของจำเลย ยิ่งกว่านั้นไม่มีเหตุผลใดที่ร้อยตำรวจเอกไพฑูรย์และจ่าสิบตำรวจสุพิศจะต้องกลั่นแกล้งจำเลย โดยนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ของกลางชนิดสีชมพูจำนวน 2 เม็ด มาเพิ่มขึ้นอีก พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่ายาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 เม็ด ชนิดสีชมพูของกลางเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากจำเลยพร้อมกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 13 เม็ด ชนิดสีเหลืองของกลาง จำเลยก็เบิกความยอมรับ ได้ลงชื่อในบันทึกการจับกุมและชั้นสอบสวน ข้อที่จำเลยอ้างว่า เจ้าพนักงานตำรวจบอกว่า จะคืนรถยนต์ให้นั้นก็เป็นการเบิกความลอยๆ ไม่มีพยานสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อมา จำเลยมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 15 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 15 เม็ด ของกลางเป็นแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนที่ผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้มีน้ำหนักรวม 4.480 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์รวมกันได้ 1.457 กรัม กรณีต้องด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่บัญญัติว่า "การผลิต นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย... (2) แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป..." ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาด แม้ทางนำสืบของโจทก์จะได้ความเพียงมีผู้แจ้งว่าจำเลยจำหน่ายยาเสพติดให้โทษโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่ส่อแสดงว่า จำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดให้โทษก็ตาม ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท มีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) คดีนี้จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2545 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 16 มกราคม 2547 คดีของโจทก์ในความผิดดังกล่าว จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าว ปัญหาข้างต้นเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225 และศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลย โดยพิพากษาว่าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิได้ระบุให้กักขังเกิน 1 ปี หรือไม่ เช่นนี้จะกักขังเกิน 1 ปี ไม่ได้ เห็นควรระบุในคำพิพากษาให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้มีปัญหาในชั้นบังคับตามคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 สำหรับค่าปรับหากจำเลยไม่ชำระให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30 ม. 95 (5) ม. 371
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม ม. 66 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสงวนศักดิ์ แก้วกาญจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวณัฐวดี ฉลวยศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายอาคม รุ่งแจ้ง
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6965/2553
#502447
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องแยกความผิดฐานเสพฝิ่นและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนไว้ต่างหากจากกัน ฟ้องโจทก์จึงประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในแต่ละข้อ และความผิดดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายคนละมาตรา เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องย่อมหมายความว่า จำเลยรับว่าได้กระทำความผิดฐานเสพฝิ่นและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง แม้ความผิดดังกล่าวจะมีบทลงโทษในมาตราเดียวกันและจำเลยเสพฝิ่นและเสพเมทแอมเฟตามีนในวันเวลาเดียวกัน ก็ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 17, 57, 58, 69, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 57, 58, 69 วรรคหนึ่ง, 91, 102 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 12,000 บาท ฐานเสพฝิ่นและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 22,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 11,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานเสพฝิ่นและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ก. จำเลยมีฝิ่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ข. จำเลยเสพฝิ่นโดยการนำเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีใดไม่ปรากฏชัด ค. จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนโดยรับเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีใดไม่ปรากฏชัด และคำขอท้ายฟ้องอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ไว้ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแยกความผิดฐานเสพฝิ่นและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนไว้ต่างหากจากกัน ฟ้องของโจทก์จึงประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในแต่ละข้อ และความผิดดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายคนละมาตรา เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องย่อมหมายความว่า จำเลยรับว่าได้กระทำความผิดฐานเสพฝิ่นและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง แม้ความผิดดังกล่าวจะมีบทลงโทษในมาตราเดียวกันและจำเลยเสพฝิ่นและเสพเมทแอมเฟตามีนในวันเวลาเดียวกัน แต่เมื่อจำเลยมีเจตนากระทำความผิดที่แยกต่างหากจากกัน ก็ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน หาใช่กรรมเดียวกันไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยฐานเสพฝิ่นและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเสพฝิ่นและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว เป็นจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 32,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 3 เดือน และปรับ 16,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 58 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายอาหย่า มาเยอะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายไพฑูรย์ วรสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุรพล เอี่ยมอธิคม
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6924/2553
#502435
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งที่จะเป็นคำสั่งทางปกครองนอกจากจะต้องเป็นคำสั่งในเรื่องของการใช้อำนาจทางกฎหมายของเจ้าหน้าที่แล้วยังจะต้องมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว การที่เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 88 ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มย่อมมีผลทำให้ผู้ถูกประเมินมีหน้าที่ต้องชำระภาษีอากรตามจำนวนที่มีการประเมิน การประเมินดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามความหมายของ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 5 คำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรที่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาประเมินจาก 2 ปี เป็น 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 88/6 วรรคท้าย เป็นเพียงการสั่งการภายในส่วนราชการของการประเมินและยังไม่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างกรมสรรพากรและผู้ถูกประเมินอันจะทำให้ผู้ถูกประเมินมีหน้าที่ต้องชำระภาษีอากร ผู้ถูกประเมินมีหน้าที่ต้องชำระภาษีอากรต่อเมื่อมีการประเมินโดยเจ้าพนักงานประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 88 และแจ้งให้ผู้ถูกประเมินทราบตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง แล้ว คำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรที่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาประเมินจาก 2 ปี เป็น 5 ปี ไม่ถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่จะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบแต่อย่างใด

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) ระบุว่า โจทก์มียอดขาย ภาษีขาย ยอดซื้อและภาษีซื้อที่แสดงไว้ในแบบแสดงรายการที่โจทก์ยื่นเป็นจำนวนเท่าใด ต่างกับผลการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินเป็นจำนวนเท่าใด คำนวณภาษีแล้วโจทก์จะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นจำนวนเท่าใด จึงประเมินให้โจทก์ชำระภาษีอากรเพิ่มเติมรวมเป็นเงินเท่าใดและระบุเหตุผลที่ประเมินว่าโจทก์แสดงยอดขายต่ำไปเป็นจำนวนเท่าใด ทั้งระบุข้อกฎหมายที่อ้างอิงไว้ด้วยว่าเป็นมาตรา 88, 88/2, 88/5 และ 88/6 แห่ง ป.รัษฎากร หนังสือแจ้งการประเมินจึงเป็นหนังสือที่จัดให้มีเหตุผลแห่งการประเมินซึ่งประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 แล้ว หนังสือแจ้งการประเมินจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ฉะนั้น ไม่ว่าการแจ้งเหตุผลในภายหลังจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่มีผลทำให้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องซึ่งชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ ก.04/05110011/5/0/000001) (ที่ถูกคือเลขที่ ก.04/05110011/5/000001) ลงวันที่ 11 กันยายน 2546 ของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ. (อธ.2)/14/2547 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2547 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนที่วินิจฉัยให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับจำนวน 13,378,459.08 บาท ให้จำเลยคืนเบี้ยปรับจำนวน 13,378,459.08 บาท กับเงินภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มจำนวน 25,017,718.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนนับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากโจทก์ได้ส่งคืนเงินที่จำเลยอ้างว่าสั่งคืนผิดพลาดจำนวน 13,378,459.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มอื่นใดให้แก่จำเลยไปแล้ว ไม่ว่าโดยการที่จำเลยหักกลบลบหนี้กับเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนในเดือนใดๆ หรือโดยการที่โจทก์นำไปชำระให้แก่จำเลยขอให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนนับแต่วันที่มีการหักกลบลบหนี้หรือวันที่โจทก์ได้ชำระคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และหากศาลฟังว่าโจทก์ขายเครื่องจักรไปในราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.73.1 เลขที่ ก.04/05110011/5/0/000001 (ที่ถูกเลขที่ ก.04/05110011/5/000001) ลงวันที่ 11 กันยายน 2546 ในส่วนที่เกี่ยวกับยอดขายเครื่องจักรพิพาทจากเดิม 133,384,590 บาท เป็น 73,497,482.22 บาท และแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.2)/14/2547 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2547 โดยให้คำนวณเบี้ยปรับตามกฎหมายจากยอดขาย 73,497,482.22 บาท คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรก คำสั่งอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการประเมินของอธิบดีกรมสรรพากรตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร เป็นคำสั่งทางปกครองที่จะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 5 ให้ความหมายของคำว่า "คำสั่งทางปกครอง" ว่า "(1) การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรองและการรับจดทะเบียน แต่ไม่รวมถึงการออกกฎ (2) การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง" จากความหมาย คำสั่งที่จะเป็นคำสั่งทางปกครองนอกจากจะต้องเป็นคำสั่งในเรื่องของการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่แล้ว ยังจะต้องมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว การที่เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากรมาตรา 88 ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มย่อมมีผลทำให้ผู้ถูกประเมินมีหน้าที่ต้องชำระเงินภาษีอากรตามจำนวนที่มีการประเมิน การประเมินเป็นคำสั่งทางปกครองตามความหมายของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 5 ส่วนคำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรที่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาประเมินจากสองปีเป็นห้าปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/6 วรรคท้าย เป็นเพียงการสั่งการภายในส่วนราชการก่อนการประเมิน และยังไม่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างกรมสรรพากรและผู้ถูกประเมินอันจะทำให้ผู้ถูกประเมินมีหน้าที่ต้องชำระภาษีอากร ผู้ถูกประเมินจะมีหน้าที่ต้องชำระภาษีอากรต่อเมื่อมีการประเมินโดยเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 และแจ้งให้ผู้ถูกประเมินทราบตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง แล้ว ฉะนั้น คำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรที่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาประเมินจากสองปีเป็นห้าปีไม่ถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่จะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ หนังสือแจ้งการประเมินเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ เห็นว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) ลงวันที่ 11 กันยายน 2546 ระบุว่า ในเดือนภาษีตุลาคม 2541 โจทก์มียอดขาย ภาษีขาย ยอดซื้อ และภาษีซื้อที่แสดงไว้ในแบบแสดงรายการที่โจทก์ยื่นเป็นจำนวนเท่าใด ต่างกับผลการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินเป็นจำนวนเท่าใด คำนวณภาษีแล้วโจทก์จะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นจำนวนเท่าใด จึงประเมินให้โจทก์ชำระภาษีอากรเพิ่มเติมรวมเป็นเงินเท่าใด และระบุเหตุผลที่ประเมินว่าโจทก์แสดงยอดขายต่ำไปเป็นจำนวนเท่าใด ทั้งระบุข้อกฎหมายที่อ้างอิงไว้ด้วยว่าเป็นมาตรา 88, 88/2, 88/5 และ 88/6 แห่งประมวลรัษฎากร หนังสือแจ้งการประเมินเป็นหนังสือที่จัดให้มีเหตุผลแห่งการประเมินประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 แล้ว หนังสือแจ้งการประเมินเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ฉะนั้น ไม่ว่าการแจ้งเหตุผลในภายหลังตามหนังสือลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2547 จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ไม่มีผลทำให้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องซึ่งชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ขายเครื่องจักรพิพาทต่ำกว่าราคาตลาดและโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มมิได้บัญญัติให้ความหมายของคำว่า "ราคาตลาด" ไว้เป็นการเฉพาะกรณีจึงต้องพิจารณาตามความหมายทั่วไปว่าหมายถึง ราคาที่ซื้อขายสินค้าหรือการให้บริการตามความเป็นจริงทั่วไปในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ส่วนการคำนวณมูลค่าของฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ประมวลรัษฎากร มาตรา 79/3 บัญญัติให้ถือมูลค่าของฐานภาษีเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น แต่หากการขายสินค้าหรือการให้บริการไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดของสินค้าหรือการให้บริการในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักให้รับฟังได้ เครื่องจักรพิพาทที่โจทก์ขายไม่อยู่ในลักษณะเป็นเครื่องจักรที่สามารถนำไปใช้หรือดัดแปลงเพื่อใช้ในการผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ การขายเครื่องจักรพิพาทมีลักษณะเป็นการขายเศษซากของวัสดุต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นเครื่องจักรมูลค่าของเครื่องจักรจำนวน 74,625,979.69 บาท ศาลภาษีอากรกลางเห็นว่า เป็นราคาตลาดโดยยึดถือตามราคาประเมินของกรมศุลกากรภายหลังการปรับลดแล้วจึงไม่ถูกต้อง เพราะไม่ปรากฏว่าเป็นราคาที่กำหนดโดยพิจารณาจากเครื่องจักรพิพาทในลักษณะของเศษซาก แม้ราคาจะต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของโจทก์ แต่มูลค่าทางบัญชีเป็นการกำหนดจากราคาเครื่องจักรขณะที่มีการนำเข้าแล้วหักด้วยค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในแต่ละปีตามหลักเกณฑ์การคำนวณหามูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินโดยทั่วไปมิได้สะท้อนให้เห็นถึงราคาตลาดที่แท้จริงของเครื่องจักรพิพาทในขณะนั้นและแม้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ของเครื่องจักรบางรายการจะมีลักษณะเหมือนเป็นชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่สมบูรณ์ แต่เมื่อเครื่องจักรและอุปกรณ์ประกอบที่พิพาทไม่อาจใช้ประโยชน์เพื่อหามูลค่าทางเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ต่อไป ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ย่อมมีสภาพเป็นเพียงเศษซากของเครื่องจักรนั่นเอง กรณีมีเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้ โจทก์ขายเครื่องจักรพิพาทในลักษณะเศษซากให้แก่บริษัทไทยรีไซเคิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยราคาที่ซื้อขายกันเป็นราคาซื้อขายตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะนั้นอันถือได้ว่าเป็นราคาตลาดของเศษซากเครื่องจักรพิพาทขณะความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์เกิดขึ้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/3 ส่วนของราคาขายเครื่องจักรพิพาทที่โจทก์อ้างว่าขายให้แก่บริษัทไทยรีไซเคิล อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด ในราคา 1,128,497.47 บาท นั้น จำเลยนำสืบโต้แย้ง ในชั้นที่มีการตรวจสอบการเสียภาษีของโจทก์ นางทิพวรรณ เจ้าพนักงานของจำเลยได้เชิญบริษัทไทยรี ไซเคิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มาพบเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องการซื้อขายเครื่องจักรพิพาท นางนิภา ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทชี้แจง บริษัทไทยรีไซเคิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซื้อเครื่องจักรพิพาทจากโจทก์ในราคา 1,705,550 บาท ตามบันทึกคำให้การ เมื่อพิจารณาบันทึกคำให้การแล้วนางนิภาชี้แจ้งด้วยว่าบริษัทชำระค่าเครื่องจักรพิพาทด้วยแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด เลขที่ 2618994 จำนวนเงิน 1,397,000 บาท และของธนาคารกสิกรไทย จำกัด เลขที่ 2110256 จำนวนเงิน 308,550 บาท ซึ่งตรงกับภาพถ่ายใบเสร็จรับเงินส่วนสำเนาใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีที่โจทก์ออกให้บริษัทไทยรีไซเคิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นหลักฐานในการชำระค่าเครื่องจักรพิพาท ก็ระบุว่าได้รับชำระค่าสินค้าด้วยเช็คซึ่งมีชื่อธนาคารตามเช็คและเลขที่ตรงกัน ฟังได้ว่า โจทก์ขายเครื่องจักรพิพาทให้แก่บริษัทไทยรีไซเคิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในราคา 1,705,550 บาท มิใช่ 1,128,497.47 บาท และราคาขาย 1,705,550 บาท ถือเป็นราคาตลาดของเครื่องจักรพิพาทในขณะนั้น ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยโดยกำหนดราคาตลาดของเครื่องจักรพิพาทเป็นเงิน 74,625,979.69 บาท นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยคืนเงินเบี้ยปรับจำนวน 13,378,459.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ เห็นว่า ฐานภาษีสำหรับการประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายเครื่องจักรพิพาท คือเงินจำนวน 1,705,550 บาท ซึ่งสูงกว่าที่โจทก์นำไปแสดงในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงยังต้องรับผิดชำระภาษีและเบี้ยปรับเพิ่มเติม สำหรับภาษีและเบี้ยปรับส่วนที่เกินกว่าความรับผิด โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับคืน แต่เนื่องจากสิทธิที่โจทก์จะได้รับคืนเงินเบี้ยประกันเกิดขึ้นโดยผลแห่งคำพิพากษาของศาลเพราะเหตุที่โจทก์อุทธรณ์การประเมินและฟ้องเป็นคดีในศาล โจทก์ต้องยื่นคำร้องขอคืนเงินเบี้ยปรับส่วนนี้ภายในสามปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามมาตรา 27 ตรี (2) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์ยังมิได้ยื่นคำร้องขอคืนเบี้ยปรับตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินเบี้ยปรับพร้อมดอกเบี้ยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 9 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 13,378,459.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ เห็นว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนนี้โจทก์เคยยื่นคำร้องขอคืนจากจำเลยและจำเลยได้ส่งคืนเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาเทพารักษ์ แล้วเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2547 ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2548 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์คืนเงินโดยให้เหตุผลว่าได้สั่งคืนเงินให้โจทก์เกินไป แม้ความรับผิดในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนนี้จะลดน้อยลง แต่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2548 โจทก์ยังมิได้ส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 13,378,459.08 บาท คืนจำเลย โดยโจทก์เพิ่งนำเงินส่งคืนให้จำเลยเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2548 ดังนั้น ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิในเงินจำนวนดังกล่าวแล้วตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้าย มีเหตุอันควรงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เบี้ยปรับที่โจทก์ต้องชำระตามการประเมินในส่วนนี้คือเบี้ยปรับของภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากราคาขายเครื่องจักรพิพาทที่โจทก์แสดงไว้ขาดไป 577,052.53 บาท (1,705,550-1,128,497.47) ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีเหตุผลอันสมควรประการใดที่ทำให้โจทก์แสดงราคาขายเครื่องจักรพิพาทต่ำกว่าความเป็นจริงกรณีไม่มีเหตุอันควรที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ ก.04/05110011/5/000001 ลงวันที่ 11 กันยายน 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ. (อธ.2)/14/2547 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2547 ในส่วนที่เกี่ยวกับยอดขายเครื่องจักรพิพาทของโจทก์จากเดิม 134,913,088.52 บาท เป็น 1,705,550 บาท โดยให้คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับตามกฎหมายจากยอดขาย 1,705,550 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 88/5 ม. 88/6
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 5 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซีเกท เทคโนโลยี(ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายปรีชา บุญโรจน์พงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6909/2553
#502432
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2551 ภายหลังที่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2551 แล้ว แม้จำเลยจะกระทำความผิดก่อนที่กฎหมายนี้ใช้บังคับก็ตาม ก็ต้องใช้กฎหมายดังกล่าวบังคับแก่คดีของจำเลยด้วยเพราะบทเฉพาะกาลในมาตรา 24 ที่คงให้ใช้กฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อน บังคับจนกว่าคดีจะถึงที่สุดนั้น เป็นกรณีที่คดีค้างพิจารณาอยู่ในศาล คดีของจำเลยไม่ได้ค้างพิจารณา จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทเฉพาะกาล

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัย ซึ่งเท่ากับว่าเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดียาเสพติดแล้ว ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ฎีกา เมื่อจำเลยยื่นฎีกาโดยมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี และปรับ 80,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี และปรับ 80,000 บาท รวมสองกระทง จำคุก 8 ปี และปรับ 160,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี และปรับ 80,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้งต่อปี ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด กับห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษและวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาททุกประเภท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษและไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2551 ภายหลังที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2551 แล้ว แม้จำเลยจะกระทำความผิดก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับก็ตาม ก็ต้องใช้พระราชบัญญัติบังคับกับคดีของจำเลยด้วย เพราะตามพระราชบัญญัติคงบัญญัติบทเฉพาะกาลไว้ในมาตรา 24 ที่คงให้ใช้กฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดในกรณีที่คดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลเท่านั้น เมื่อคดีของจำเลยไม่ได้ค้างพิจารณาอยู่ในศาลขณะที่พระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับ ไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทเฉพาะกาล ดังนั้นต้องใช้พระราชบัญญัติบังคับกับคดีของจำเลย ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกา ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ซึ่งเท่ากับว่าเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดียาเสพติดแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นที่สุด ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาเว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ฎีกา โจทก์ฟ้องจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด จำเลยจะยื่นฎีกาได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาให้ฎีกา เมื่อจำเลยยื่นฎีกาโดยมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 18 ม. 19 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นายยมนาหรือน้อย ปานโต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นายวิศุทธิ์เกียรติ จาดภักดี
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีรัตน์ วงศ์ศักดิ์มณี
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6904/2553
#510178
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 พิการขาทั้งสองข้างอัมพาตอ่อนแรงไม่สามารถซื้อขายเมทแอมเฟตามีนหรือนำเมทแอมเฟตามีนไปซุกซ่อนในช่องลมใต้ที่ปัดน้ำฝนของรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับโดยจำเลยที่ 2 โดยสารมาด้วย แต่จำเลยที่ 2 ก็ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยให้ผู้อื่นดำเนินการให้ตามคำสั่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2541 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 20,000 เม็ด น้ำหนักรวม 1,896 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 382.92 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถูกจับกุมและคุมขังในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 535/2542 ของศาลจังหวัดน่าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 จากสารบบความชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษาเฉพาะจำเลยที่ 1 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตริบของกลาง และคดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นได้รับตัวจำเลยที่ 2 มาพิจารณาในภายหลัง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษประหารชีวิต คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวัน เวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจเอกชวิน กับพวกได้ร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งโดยสารในรถยนต์กระบะมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับโดยเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ในช่องลมใต้ที่ปัดน้ำฝนของรถยนต์ดังกล่าว

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกชวิน แก้วเกตุศรี จ่าสิบตำรวจอำนาจ เลี้ยงเลข และนายธีระชัย เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า สายลับแจ้งแก่ร้อยตำรวจเอกชวินว่า มีชายสองคนใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ สีเขียว หมายเลขทะเบียน บ - 4443 น่าน นำเมทแอมเฟตามีนจากอำเภอเด่นชัยไปยังจังหวัดพิษณุโลก โดยชายคนหนึ่งขาพิการ พยานโจทก์ทั้งสามกับพวกจึงตั้งด่านตรวจที่หน่วยบริการประชาชนถนนสายเด่นชัย - พิษณุโลก ตำบลน้ำอ่าง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ ถึงเวลา 13.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะลักษณะตรงตามที่รับแจ้ง มีจำเลยที่ 2 นั่งมาด้วยแล่นผ่านด่าน พยานโจทก์ทั้งสามจึงตรวจค้นจำเลยทั้งสองและรถยนต์ พบเมทแอมเฟตามีนบรรจุในถุงเท้า 3 ถุง แต่ละถุงมีพลาสติกสีขาวหุ้มกระดาษสีน้ำตาล 10 ห่อ แต่ละห่อมีถุงพลาสติกสีฟ้ามีเมทแอมเฟตามีนถุงละ 2,000 เม็ด รวม 20,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในช่องลมใต้ที่ปัดน้ำฝน ในระหว่างที่เจ้าพนักงานตำรวจค้น จำเลยทั้งสองมีอาการพิรุธหน้าซีดเหงื่อออกและเสียงสั่น ในชั้นจับกุม จำเลยที่ 1 รับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ปฏิเสธ คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามสอดคล้องต้องกันประกอบด้วยเหตุผลและเชื่อมโยงตามลำดับเหตุการณ์ พยานโจทก์ดังกล่าวไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 ประกอบกับนางพัฒนา พยานโจทก์ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิสีเขียวโดยมีผู้อื่นขับให้ ในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 6 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวพาจำเลยที่ 2 ไปที่บ้านนางพัฒนา นางพัฒนาคุยกับจำเลยที่ 2 สักครู่หนึ่ง แล้วนางพัฒนาออกจากบ้านไปทำงาน ส่วนจำเลยที่ 2 นั่งคุยอยู่กับมารดานางพัฒนา วันเดียวกันนางพัฒนากลับจากทำงานจึงทราบข่าวจากโทรทัศน์ว่า จำเลยทั้งสองถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เห็นว่า นางพัฒนาเป็นภริยาจำเลยที่ 2 ไม่มีเหตุที่นางพัฒนาต้องเบิกความให้ร้ายแก่จำเลยที่ 2 คำเบิกความของนางพัฒนาย่อมรับฟังได้ ในชั้นสอบสวน นางพัฒนาให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันรุ่งขึ้นของวันเกิดเหตุ มีรายละเอียดของความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 2 กับพยาน และพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ป.จ. 1 ความว่า จำเลยที่ 2 ใช้รถยนต์กระบะมิตซูบิชิสีเขียว บ - 4443 น่าน เป็นประจำ โดยจำเลยที่ 2 บอกว่ารถของน้องชาย ในวันเกิดเหตุ ตอนเช้านางพัฒนาออกไปทำงาน จำเลยที่ 2 อยู่ที่บ้าน รถยนต์ดังกล่าวก็จอดอยู่ในบ้าน แต่ตอนเย็นนางพัฒนากลับบ้านไม่พบจำเลยที่ 2 จนกระทั่งเวลา 18 นาฬิกา จึงทราบข่าวว่าจำเลยทั้งสองถูกจับ จำเลยที่ 2 ในบางคราวมีเงินจำนวนมากและใช้โทรศัพท์ด้วยคำพูดที่มีความหมายแปลก ๆ นางพัฒนาเตือนจำเลยที่ 2 ให้เลิกเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่ก็ถูกจำเลยที่ 2 ดุด่า ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของจำเลยที่ 2 เมื่อฟังบันทึกคำให้การดังกล่าวประกอบคำเบิกความในชั้นพิจารณาน่าเชื่อว่านางพัฒนาให้การในชั้นสอบสวนตรงตามความจริงและมีรายละเอียดมากเนื่องจากเพิ่งเกิดเหตุได้เพียงวันเดียว การที่จำเลยที่ 2 ใช้รถยนต์กระบะคันที่เกิดเหตุเป็นประจำ และนั่งรถไปในขณะเกิดเหตุโดยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ภายในช่องลมใต้ที่ปัดน้ำฝน ในที่ดังกล่าวต้องเปิดฝากระโปรงหน้ารถเสียก่อนจึงจะนำของไปซุกซ่อนได้ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 พิการขาทั้งสองข้างอัมพาตอ่อนแรงไม่สามารถซื้อขายเมทแอมเฟตามีนหรือนำของกลางไปซุกซ่อนในรถยนต์กระบะนั้น เห็นว่า การกระทำดังกล่าวจำเลยที่ 2 ไม่จำต้องลงมือทำเอง แต่ร่วมกับผู้อื่นโดยให้ผู้อื่นดำเนินการให้ตามคำสั่งก็ได้ ส่วนฎีกาข้ออื่นที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นต่อสู้นั้น ไม่มีเหตุผลที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายบรรจบ อินต๊ะไชย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สิทธิชัย พรหมศร
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6900/2553
#502444
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์จับกุมขณะขับรถยนต์พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีน 100 เม็ด จำเลยยอมรับว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอีกบางส่วนเก็บไว้ที่บ้านด้วย เจ้าพนักงานตำรวจจึงนำจำเลยไปตรวจค้นที่บ้านพักซึ่งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น พบเมทแอมเฟตามีนอีก 26 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจแยกดำเนินคดีเป็น 2 คดี แม้เจ้าพนักงานตำรวจจะตรวจค้นเมทแอมเฟตามีนได้ต่างสถานที่กันเป็นเพราะการแยกเก็บรักษาหรือซุกซ่อนเท่านั้น เหตุที่มีการตรวจค้นบ้านจำเลยหลังจากถูกจับกุมหลายชั่วโมง เนื่องมาจากกระบวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจ ลำพังเพียงการตรวจยึดได้ของกลางต่างเวลากันไม่ทำให้การที่จำเลยมีเจตนาครอบครองเมทแอมเฟตามีนทั้งสองส่วนไว้ในคราวเดียวกันกลายเป็นการกระทำต่างกรรม การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียว เมื่อคดีแรกศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดและคดีถึงที่สุดไปแล้ว สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นอันระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 55, 72, 87 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.15362/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง วางโทษจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.1536/2545 (ที่ถูก ย.15362/2545) ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์จับจำเลยได้ขณะจำเลยขับรถมาจอดอยู่ในท้องที่และยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 100 เม็ด เป็นของกลาง แล้วมีการสอบสวนขยายผลจนนำไปสู่การขอหมายค้นเพื่อตรวจค้นบ้านที่จำเลยพักอาศัยในวันเดียวกันและพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 26 เม็ด ของกลางในคดีนี้ ในการสอบสวน จำเลยถูกถามว่ามีเมทแอมเฟตามีนเหลืออีกหรือไม่ จำเลยรับว่ามีอีกส่วนหนึ่งเหลือประมาณ 20 เม็ด อยู่ที่บ้าน และในขณะเข้าตรวจค้นที่บ้านของจำเลย จำเลยเป็นผู้หยิบเมทแอมเฟตามีนส่งให้เจ้าพนักงานตำรวจด้วยตนเองจึงรับฟังได้ว่าเมทแอมเฟตามีนทั้งสองส่วนก็คือเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกัน โดยจำเลยมีเจตนาครอบครองในคราวเดียวกัน แม้เจ้าพนักงานตำรวจจะตรวจค้นได้ต่างสถานที่กันก็เป็นเพราะการแยกเก็บรักษาหรือซุกซ่อนเท่านั้น เหตุที่มีการตรวจค้นบ้านของจำเลยหลังจากนั้นหลายชั่วโมงเนื่องมาจากกระบวนการในการสอบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจ การขอหมายค้นรวมถึงการประสานงานกับเจ้าพนักงานตำรวจเจ้าของท้องที่ที่บ้านของจำเลย ลำพังการตรวจยึดได้ของกลางต่างเวลากันไม่ทำให้การที่จำเลยมีเจตนาครอบครองเมทแอมเฟตามีนทั้งสองส่วนไว้ในคราวเดียวกันกลายเป็นการกระทำต่างกรรมกัน ทั้งโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่า จำเลยได้รับเมทแอมเฟตามีนทั้งสองส่วนนั้นมาคนละคราวอันจะทำให้สามารถแยกเจตนาในการครอบครองเมทแอมเฟตามีนนั้นได้ เช่นนี้การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้กับในคดีหมายเลขแดงที่ ย.15362/2545 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว เมื่อจำเลยถูกดำเนินคดีในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 100 เม็ด และศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดดังกล่าวซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์จึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (4) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอิสริยะ ลิ่มวงศ์หรือลิ้มวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุพจน์ กาวชู
ศาลอุทธรณ์ — นางอารยา วิชิตชลชัย
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโชธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6894/2553
#507378
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดในขณะกฎหมายมิได้บัญญัติห้ามมิให้รับฟังคำให้การชั้นจับกุมมาประกอบการใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานของโจทก์ การแก้ไขกฎหมายดังกล่าว กระทำโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22 )ฯ ซึ่งเป็นการแก้ไขในภายหลังจากการจับจำเลย บทบัญญัติที่แก้ไขใหม่มิได้ให้มีผลย้อนหลังไปถึงคดีที่ได้ดำเนินการจับกุมมาก่อนแล้วหน้านี้ บทบัญญัติที่แก้ไขใหม่จึงไม่มีผลกระทบกระทั่งถึงการจับจำเลยซึ่งได้กระทำก่อนหน้าที่มีการแก้ไขแล้วซึ่งชอบด้วยกฎหมายในขณะนั้น ดังนั้น ศาลย่อมใช้ดุลพินิจนำคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยมาประกอบการพิจารณาชั่งน้ำหนักพยานของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 90 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และบวกโทษของจำเลย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าอยู่ในระหว่างรอการลงโทษจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, (ที่ถูก 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)), 102 การกระทำของจำเลยผิดกฎหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน บวกโทษที่รอการลงโทษไว้แล้วเป็นจำคุก 3 ปี 10 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุก 4 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน เมื่อรวมโทษจำคุกที่รอการลงโทษอยู่แล้วเป็นจำคุก 2 ปี 14 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลล่างทั้งสองนำคำรับสารภาพชั้นจับกุมมารับฟังลงโทษจำเลยเป็นการไม่ชอบเนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย บัญญัติไว้นั้น เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544 ซึ่งขณะนั้นกฎหมายมิได้บัญญัติห้ามมิให้รับฟังคำให้การชั้นจับกุมมาประกอบการใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานของโจทก์ การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวกระทำโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 23 ธันวาคม 2547 จึงเป็นการแก้ไขในภายหลังจากการจับจำเลย ซึ่งบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่มิได้ให้มีผลย้อนหลังไปถึงคดีที่ได้ดำเนินการจับกุมมาแล้วก่อนหน้านี้ ดังนั้น บทบัญญัติที่ให้แก้ไขใหม่จึงไม่มีผลกระทบกระทั่งถึงการจับจำเลยซึ่งได้กระทำก่อนหน้าที่มีการแก้ไขแล้วซึ่งชอบด้วยกฎหมายในขณะนั้น ดังนั้น ศาลย่อมใช้ดุลพินิจนำคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยมาประกอบการพิจารณาชั่งน้ำหนักพยานของโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 84 วรรคท้าย
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายพีระหรือตุ้ม เฉลิมศิลปกิจ
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6863 -ที่ 6879/2553
#510407
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดในข้อ 1 ขอให้จำเลยชำระเงินเป็นจำนวนเท่ากับผลต่างของดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ที่จำเลยจะต้องจ่ายกับผลประโยชน์ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ท. จำกัด หาได้ ซึ่งคิดคำนวณเป็นรายเดือนจากยอดเงินยกมาของโจทก์แต่ละคน ณ วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2549 และให้จำเลยชำระเงินซึ่งคำนวณผลประโยชน์ตอบแทนงวดต่อไปในอัตราร้อยละ 13 นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสิบเจ็ดขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพ ส่วนที่จำเลยไม่ได้ชำระ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2549 และวันที่ 31 ธันวาคม 2549 และเนื่องจากตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ขอให้จำเลยปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ อันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเกี่ยวกับการจ่ายดอกเบี้ยเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี จึงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสิบเจ็ดขอให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวตลอดไป ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี กับผลประโยชน์ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ท. จำกัด หาได้ตลอดไปจนกว่าโจทก์ทั้งสิบเจ็ดจะพ้นจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยนั้น จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

จำเลยจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานจำเลยขึ้นเมื่อประมาณปี 2511 เงินกองทุนฝากไว้กับธนาคารจำเลย โดยจำเลยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยเข้ากองทุนในอัตราคงที่ร้อยละ 13 ต่อปี ต่อมามีการจดทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อ. จำกัด เป็นนิติบุคคลและมอบเงินกองทุนให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ท. จำกัด เป็นผู้จัดการในปี 2535 หากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ท. จำกัด นำเงินกองทุนไปลงทุนหาผลประโยชน์ได้ไม่ครบในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี จำเลยยอมรับภาระจ่ายส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี กับผลประโยชน์ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ท. จำกัด หาได้เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานจำเลยการที่จำเลยจ่ายเงินดอกเบี้ยเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคาร อ. จำกัด นั้นสืบเนื่องมาจากจำเลยเคยจ่ายเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารจำเลยก่อนที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวจะจดทะเบียน การที่ต่อมากองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ก็หาทำให้เสียสิทธิผู้ที่เป็นสมาชิกของกองทุนอยู่ก่อนที่จะจดทะเบียนไม่ โจทก์ทั้งสิบเจ็ดซึ่งเป็นสมาชิกของกองทุนดังกล่าวอยู่ก่อนที่จะจดทะเบียนจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

จำเลยจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานจำเลยขึ้นเมื่อประมาณปี 2511 จำเลยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยเข้ากองทุนในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ถึงแม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยตกลงจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี สมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม แต่ตามเอกสารมีข้อความระบุว่าจำเลยเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี โดยจ่ายให้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน และ 31 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งข้อความดังกล่าวสืบเนื่องจากผู้แทนของจำเลยแถลงประกอบเหตุผลที่ไม่สามารถจ่ายโบนัสให้แก่พนักงานเป็นจำนวน 4 เท่าของค่าจ้างตามข้อเรียกร้องของสหภาพของจำเลยได้ ดังนั้น การจ่ายดอกเบี้ยสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบเจ็ดสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสิบเจ็ดสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 17 และเรียกจำเลยทั้งสิบเจ็ดสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสิบเจ็ดสำนวนฟ้องจำเลยเป็นใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสิบเจ็ดเป็นลูกจ้างจำเลย ในระหว่างทำงานจำเลยจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารจำเลยขึ้น โดยให้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมอัตราร้อยละ 5 หรือ 10 ของค่าจ้างตามความสมัครใจ ส่วนจำเลยออกเงินสมทบอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนและโบนัสของลูกจ้าง และจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงินสะสม เงินสมทบ และยอดเงินกองทุนของลูกจ้างแต่ละคนที่ยกมาจากงวดก่อนโดยลงรับดอกเบี้ยในบัญชีเงินสำรองเลี้ยงชีพของลูกจ้างในงวดวันที่ 30 มิถุนายน และ 31 ธันวาคมของทุกปี ต่อมาในปี 2535 จำเลยให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด เป็นผู้จัดการกองทุน นำเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปลงทุนหาผลประโยชน์ หากปีใดบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด หาผลประโยชน์ได้ไม่ถึงร้อยละ 13 ต่อปี จำเลยยอมจ่ายส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี กับผลประโยชน์ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด หาได้สมทบเข้ากองทุน เพื่อให้สมาชิกกองทุนได้รับผลประโยชน์ตอบแทนครบอัตราร้อยละ 13 ต่อปี จำเลยจ่ายส่วนต่างของเงินดังกล่าวถึงงวดวันที่ 31 ธันวาคม 2548 แล้วไม่ยอมจ่ายส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี กับผลประโยชน์ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด หาได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไปโดยในงวดระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน 2549 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด นำเงินกองทุนไปลงทุนหาผลประโยชน์ได้ผลตอบแทนอัตราร้อยละ 1.75 ต่อปี และจ่ายผลตอบแทนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพลงบัญชีให้โจทก์ทั้งสิบเจ็ดเฉพาะในส่วนที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด หาได้ เมื่อคำนวณส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี กับผลประโยชน์ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด หาได้ในงวดระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน 2549 ที่จะต้องลงบัญชีในสัดส่วนของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 17 แล้ว การที่จำเลยไม่จ่ายเงินส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี กับผลประโยชน์ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด หาได้ให้โจทก์ทั้งสิบเจ็ด เป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ทำให้โจทก์ทั้งสิบเจ็ดไม่ได้รับส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปีกับผลประโยชน์ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด หาได้ในงวดระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน 2549 และในงวดถัดไป ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารจำเลยของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 17 ตามลำดับ กับให้คำนวณผลประโยชน์ตอบแทนในงวดต่อไปอัตราร้อยละ 13 ต่อปี และให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเกี่ยวกับการจ่ายดอกเบี้ยเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพอัตราร้อยละ 13 ต่อปี แก่โจทก์ทั้งสิบเจ็ด

จำเลยทุกสำนวนให้การว่า โจทก์ไม่ถูกโต้แย้งสิทธิจึงมิใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยจ่ายเงินแก่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม จำเลยไม่เคยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือระเบียบปฏิบัติดังเช่นที่ระบุในฟ้อง เดิมจำเลยจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของพนักงานขึ้นโดยหักเงินค่าจ้างของลูกจ้างสะสม และจำเลยออกเงินสมทบเข้ากองทุนอีกส่วนหนึ่ง เนื่องจากเงินกองทุนฝากไว้กับธนาคารจำเลย จำเลยในฐานะธนาคารพาณิชย์ผู้รับฝากเงินจึงได้จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยขณะนั้นเข้ากองทุนต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มีผลใช้บังคับ จึงมีการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคาร อาร์ เอช บี จำกัด และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารจำเลย และตั้งให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าว ปี 2549 พนักงานของจำเลยสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารจำเลยทั้งหมด จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี เข้ากองทุนอีกต่อไป การให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่สมาชิกย่อมเป็นไปตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารจำเลยไม่เกี่ยวกับจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างด้วยการจ่ายเงินส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี กับผลประโยชน์ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด ได้รับจากการนำเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พนักงานธนาคารจำเลยไปลงทุนในทุกรอบระยะเวลาหกเดือนโดยให้คำนวณจ่ายในทุกสิ้นงวดวันที่ 30 มิถุนายน และ 31 ธันวาคมของทุกปี ทั้งนี้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสิบเจ็ดจะพ้นจากการเป็นลูกจ้างจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมจำเลยชื่อธนาคารสหมาลายัน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคาร อาร์ เอช บี จำกัด เมื่อประมาณปี 2511 จำเลยจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานจำเลยขึ้น กำหนดให้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมอัตราร้อยละ 5 หรือ 10 ของค่าจ้างตามความสมัครใจ ส่วนจำเลยออกเงินสมทบอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนและโบนัสของลูกจ้าง ต่อมาในปี 2535 จำเลยจดทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 และให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด เป็นผู้บริหารกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด จะรายงานแจ้งยอดเงินสำรองเลี้ยงชีพและผลตอบแทนของกองทุนให้สมาชิกทราบปีละ 2 งวด คือ งวดแรกระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน และงวดที่สอง ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 31 ธันวาคม ของทุกปี ก่อนที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานจำเลยจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เงินกองทุนฝากไว้กับธนาคารจำเลย และจำเลยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยเข้ากองทุนอัตราคงที่ร้อยละ 13 ต่อปี ตั้งแต่ปี 2528 ต่อมาเมื่อมีการจดทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานจำเลยเป็นนิติบุคคล และมอบเงินกองทุนให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด เป็นผู้จัดการในปี 2535 หากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด นำเงินกองทุนไปลงทุนหาประโยชน์ได้ไม่ครบอัตราร้อยละ 13 ต่อปี จำเลยยอมรับภาระจ่ายส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี กับผลประโยชน์ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด หาได้เข้ากองทุนเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่ปี 2535 ถึง 2548 จำเลยไม่จ่ายเงินส่วนต่างดังกล่าวเข้ากองทุนตั้งแต่เดือนมกราคม 2549 เป็นต้นมา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นแรกว่า ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี กับผลประโยชน์ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด หาได้เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานจำเลยกระจายสิทธิประโยชน์เข้าบัญชีโจทก์ทั้งสิบเจ็ดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป จนกว่าโจทก์ทั้งสิบเจ็ดจะพ้นจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยนั้นเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดในข้อ 1 ขอให้จำเลยชำระเงินเป็นจำนวนเท่ากับผลต่างของดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ที่จำเลยจะต้องจ่ายกับผลประโยชน์ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด หาได้ ซึ่งคิดคำนวณเป็นรายเดือนจากยอดเงินยกมาของโจทก์แต่ละคน ณ วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2549 และให้จำเลยชำระเงินซึ่งคำนวณผลประโยชน์ตอบแทนงวดต่อไปในอัตราร้อยละ 13 นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสิบเจ็ดขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนที่จำเลยไม่ได้ชำระ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2549 และวันที่ 31 ธันวาคม 2549 และเนื่องจากตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ขอให้จำเลยปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเกี่ยวกับการจ่ายดอกเบี้ยเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี จึงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสิบเจ็ดขอให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวตลอดไป ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี กับผลประโยชน์ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด หาได้ตลอดไปจนกว่าโจทก์ทั้งสิบเจ็ดจะพ้นจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยนั้น จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นต่อไปว่า โจทก์ทั้งสิบเจ็ดมีอำนาจฟ้องให้จำเลยจ่ายเงินให้แก่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด ซึ่งไม่ใช่คู่ความและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ทั้งสิบเจ็ดฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพอัตราร้อยละ 13 ต่อปี กับผลประโยชน์ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด หาได้ให้แก่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลที่สามที่ไม่ใช่คู่ความและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี ซึ่งเงินดังกล่าวถือได้ว่าเป็นผลประโยชน์ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคาร อาร์ เอช บี จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ดังนั้น หากโจทก์ทั้งสิบเจ็ดได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนน้อยลงโจทก์ทั้งสิบเจ็ดชอบที่จะฟ้องให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคาร อาร์ เอช บี จำกัด จ่ายสิทธิประโยชน์ให้ และการที่โจทก์ทั้งสิบเจ็ดฟ้องให้จำเลยจ่ายเงินให้แก่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด ก็แปลความไม่ได้ว่าเป็นการฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานจำเลยขึ้นเมื่อประมาณปี 2511 เงินกองทุนฝากไว้กับธนาคารจำเลย โดยจำเลยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยเข้ากองทุนในอัตราคงที่ร้อยละ 13 ต่อปี ต่อมามีการจดทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอาร์ เอช บี จำกัด เป็นนิติบุคคล และมอบเงินกองทุนให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด เป็นผู้จัดการในปี 2535 หากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด นำเงินกองทุนไปลงทุนหาผลประโยชน์ได้ไม่ครบในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี จำเลยยอมรับภาระจ่ายส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี กับผลประโยชน์ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด หาได้เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานจำเลย การที่จำเลยจ่ายเงินดอกเบี้ยเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคาร อาร์ เอช บี จำกัด นั้น สืบเนื่องมาจากจำเลยเคยจ่ายเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารจำเลยก่อนที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวจะจดทะเบียน การที่ต่อมากองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็หาทำให้เสียสิทธิผู้ที่เป็นสมาชิกของกองทุนอยู่ก่อนที่จะจดทะเบียนไม่ โจทก์ทั้งสิบเจ็ดซึ่งเป็นสมาชิกของกองทุนดังกล่าวอยู่ก่อนที่จะจดทะเบียนจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นสุดท้ายว่า การที่จำเลยจ่ายดอกเบี้ยสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานจำเลยขึ้น เมื่อประมาณปี 2511 จำเลยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยเข้ากองทุนในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ถึงแม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยตกลงจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี สมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม แต่ตามเอกสารหมาย จ.3 หน้า 8 ข้อ 6 มีข้อความระบุว่าจำเลยเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี โดยจ่ายให้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน และ 31 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งข้อความดังกล่าวสืบเนื่องจากผู้แทนของจำเลยแถลงประกอบเหตุผลที่ไม่สามารถจ่ายโบนัสให้แก่พนักงานเป็นจำนวน 4 เท่าของค่าจ้างตามข้อเรียกร้องของสหภาพของจำเลยได้ ดังนั้น การจ่ายดอกเบี้ยสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 52
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประพล พฤกษาจันทนา กับพวก
จำเลย — ธนาคาร อาร์ เอช บี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
ดิเรก อิงคนินันท์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6862/2553
#502437
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลที่มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลยไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีได้ นอกจากนี้การที่จะเข้าสวมสิทธิแทนคู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดีนั้นต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ เช่น พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เป็นต้น ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 173,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่อาจเข้าสวมสิทธิโจทก์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามอุทธรณ์ของผู้ร้อง ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า บุคคลที่มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลยทั้งสอง ไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีได้ นอกจากนี้ การที่จะเข้าสวมสิทธิแทนคู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดีนั้น ต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ เช่น พระราชกำหนดปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เป็นต้น ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายภักดี สมมะลวน
จำเลย — นางสาวรัตนา วิจิตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายนรินทร์ ทองชัย
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6862/2553
#507504
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลที่มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลยทั้งสอง ไม่ใช่คู่ความในคดีหรือเป็นบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีได้ นอกจากนี้การที่จะเข้าสวมสิทธิแทนคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีนั้น ต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ เช่น ตาม พ.ร.ก.ปฏิรูประบบสถาบันการเงินฯ พ.ร.ก. บริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฯ เป็นต้น ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 173,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2550 ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ด้วย ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่อาจเข้าสวมสิทธิโจทก์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการเดียวว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า บุคคลที่มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลยทั้งสอง ไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีได้ นอกจากนี้ การที่จะเข้าสวมสิทธิแทนคู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดีนั้น ต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ เช่น พระราชกำหนดปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เป็นต้น ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายภักดี สมมะลวน
จำเลย — นางสาวรัตนา วิจิตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6862/2553
#509544
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลที่มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลยไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีได้ นอกจากนี้ การที่จะเข้าสวมสิทธิแทนคู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดีนั้นต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ เช่น พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เป็นต้น ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 173,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2550 ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ด้วย ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่อาจเข้าสวมสิทธิโจทก์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการเดียวว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า บุคคลที่มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลยทั้งสอง ไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีได้ นอกจากนี้ การที่จะเข้าสวมสิทธิแทนคู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดีนั้น ต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ เช่น พระราชกำหนดปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เป็นต้น ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายภักดี สมมะลวน
จำเลย — นางสาวรัตนา วิจิตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6860/2553
#502436
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานประเมินได้หลักฐานว่าโจทก์มีเงินได้พึงประเมินเป็นเงินเดือนและค่าน้ำมันรถยนต์ที่ได้รับจากห้าง ส. ซึ่งเป็นนายจ้าง เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่ง ป.รัษฎากร และนำเงินฝากเข้าบัญชีโจทก์ซึ่งโจทก์ไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ได้ว่าเป็นเงินได้ประเภทใด จึงถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) วิธีการตรวจสอบและประเมินภาษีนั้น เป็นการตรวจสอบและประเมินภาษีตามมาตรา 19 ถึง 27 แห่ง ป.รัษฎากร ไม่ใช่เป็นการตรวจสอบและประเมินโดยวิธีพิเศษ โดยกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิขึ้น อันจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรเสียก่อนตามมาตรา 49 แห่ง ป.รัษฎากร

โจทก์มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (8) เป็นจำนวนตามการประเมินในแต่ละปีภาษีพิพาท ซึ่งโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์หักล้างได้ว่ามิใช่เงินได้ของโจทก์ เงินฝากดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้รับ จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่ง ป.รัษฎากร

เมื่อโจทก์มีรายการเงินฝากในบัญชีซึ่งโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเงินได้ประเภทใด จึงถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบชำระภาษีครึ่งปีตามมาตรา 56 ทวิ

แม้ห้าง ส. มิได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่ง โจทก์เป็นผู้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบและชำระภาษี แต่โจทก์ไม่ยื่นแบบและชำระภาษี โจทก์จึงต้องรับผิดชำระภาษีตามการประเมิน

โจทก์และห้าง ส. ร่วมกันหลีกเลี่ยงภาษี จึงไม่สมควรงดเบี้ยปรับ ส่วนเงินเพิ่มยังไม่มีเหตุอันสมควรให้งดหรือลด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) เลขที่ 1001010/1/102595 ถึง 102602 ลงวันที่ 30 มกราคม 2547 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามหนังสือ (ภ.ส. 7 ) เลขที่ สภ.1(อธ.2)/225 - 232/2547 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2547 งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) เลขที่ 1001010/1/02595 (ที่ถูก 102595) ถึงเลขที่ 1001010/1/102602 ลงวันที่ 30 มกราคม 2537 (ที่ถูก 2547) และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1(อธ.2)/225/2547 ถึง เลขที่ สภ.1(อธ.2)/232/2547 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2547 โดยให้งดเบี้ยปรับที่เรียกเก็บจากโจทก์ทั้งหมด แต่ในส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินเรียกเก็บภาษีประเภทเงินเดือนและค่าน้ำมันรถยนต์ที่โจทก์ได้รับจากห้างหุ้นส่วนจำกัดสายไฟไทยอุตสาหกรรมเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และประเมินเงินเข้าบัญชีที่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ที่มาและได้รับเป็นค่าอะไร โดยถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้โจทก์ต้องชำระภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับปีภาษี 2536 ถึงปีภาษี 2540 และนำรายรับเงินเข้าบัญชีซึ่งโจทก์ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายนของปีภาษี 2537, ปีภาษี 2539 และปีภาษี 2540 เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ซึ่งโจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีตามมาตรา 56 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) การประเมินให้โจทก์ชำระภาษีถือว่าวิธีการตรวจสอบและประเมินภาษีนั้นเป็นการตรวจสอบและประเมินภาษีตามมาตรา 19 ถึง มาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ใช่เป็นการตรวจสอบและประเมินโดยวิธีพิเศษโดยกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิขึ้นอันจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรเสียก่อน ตามมาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนตามการประเมินในแต่ละปีภาษีพิพาท เมื่อเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้รับหลักฐานเงินฝากบัญชีของโจทก์ในธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักพหลโยธิน และธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) เงินฝากดังกล่าวของโจทก์เข้าลักษณะเป็นทรัพย์สินที่ได้รับ จึงถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินฝากตามรายการที่เกิดขึ้นแต่ละเดือนส่วนที่เป็นเงินเดือนและค่าน้ำมันรถยนต์ที่โจทก์ได้รับจากนายจ้าง เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยถือว่าเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 56 ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ และมาตรา 57 ตรี ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา 40 (5) (6) (7) หรือ (8) ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี" และตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 28) ลงวันที่ 20 เมษายน 2531 กำหนดแบบแสดงรายการที่ยื่นตามมาตรานี้คือแบบ ภ.ง.ด. 94 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ตามมาตรา 56 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ห้างหุ้นส่วนจำกัดสายไฟไทยอุตสาหกรรมผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร ห้างหุ้นส่วนจำกัดสายไฟไทยอุตสาหกรรมผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ในการเสียภาษี โดยต้องร่วมรับผิดชำระตามจำนวนเงินที่มิได้หักและนำส่งตามมาตรา 54 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษียังคงมีหน้าที่ในการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีตามประมวลรัษฎากร อีกทั้งตามมาตรา 55 แห่งประมวลรัษฎากร ก็บัญญัติว่า "อำนาจการเก็บเงินภาษีโดยวิธีหักไว้ตามมาตรา 50 และมาตรา 53 มิให้เป็นเหตุเสื่อมสิทธิของเจ้าพนักงานประเมินในการที่จะเรียกเก็บเงินภาษีนั้นโดยวิธีอื่น" ดังนั้น เมื่อโจทก์มีหน้าที่ยื่นรายการและชำระภาษีตามกฎหมาย แต่ไม่ยื่นแบบและชำระภาษีตามกฎหมาย โจทก์จึงต้องรับผิดชำระภาษี เงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามการประเมิน โจทก์เป็นผู้มีการศึกษาและมีรายได้สูง ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการโรงงาน อยู่ในเกณฑ์ที่มีเงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษี ก่อนที่โจทก์ทำงานกับห้างหุ้นส่วนจำกัดสายไฟไทยอุตสาหกรรม โจทก์เคยยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การที่โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตั้งแต่ปีภาษี 2536 ถึงปีภาษี 2540 รวม 5 ปีภาษีติดต่อกัน มิใช่เกิดเพราะความหลงลืมของโจทก์ แต่มีพฤติการณ์ซึ่งโจทก์และห้างหุ้นส่วนจำกัดสายไฟไทยอุตสาหกรรม ร่วมกันหลีกเลี่ยงภาษีทั้งระบบ โจทก์จึงเป็นผู้ร่วมขบวนการหลีกเลี่ยงภาษี การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย เป็นคุณแก่โจทก์มากพอสมควรแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะลดหรืองดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์อีก

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (1) ม. 40 (8) ม. 49 ม. 54 ม. 55 ม. 56 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธานี แดงพวงไพบูลย์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6857/2553
#507377
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1715 วรรคสองบัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีข้อกำหนดไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้ามีผู้จัดการมรดกหลายคน แต่ผู้จัดการมรดกเหล่านั้นบางคนไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ และยังมีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียวผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการได้โดยลำดับ แต่ถ้ามีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่หลายคนให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้จัดการมรดกเหล่านั้นแต่ละคนจะจัดการโดยลำพังไม่ได้" ก็มีความหมายถึงผู้จัดการมรดกที่ตั้งขึ้นโดยพินัยกรรมเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งขึ้นโดยไม่มีพินัยกรรม การที่ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน การกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องดำเนินการตามมาตรา 1726 ที่ให้กระทำการโดยถือเอาเสียงข้างมาก หากปรากฏว่าผู้จัดการมรดกร่วมคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกที่เหลือย่อมต้องร้องขอต่อศาลให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมเมื่อการฟ้องคดีเพื่อจัดการทรัพย์มรดกเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามมารตรา 1736 วรรคสอง และมีบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลกรณีที่มีผู้จัดการมรดกหลายคนต้องดำเนินการตามมาตรา 1726 ที่กฎหมายได้กำหนดไว้โดยเฉพาะแล้วจึงไม่อาจนำวิธีการตามมาตรา 1715 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้เฉพาะผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมมาใช้บังคับได้ ดังนั้น เมื่อ ป. ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย โดยโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมจะจัดการมรดกต่อไปเพียงสองคนโดยยังมิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ตนเป็นผู้จัดการมรดกต่อไป ย่อมเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลและไม่มีอำนาจจะจัดการได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 204 ตำบลบ้านแป้ง อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คืนแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองและนางสาวประสิทธิ์ เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางสายทองหรือทอง ผู้ตาย โดยผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือแต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์ทั้งสองและนางสาวประสิทธิ์ เป็นผู้จัดการมรดกของนางสายทองหรือทอง ตามคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ 352/2548 ของศาลชั้นต้น ต่อมานางสาวประสิทธิ์ถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมายตามที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอ้างว่าศาลได้ตั้งโจทก์ทั้งสองและนางสาวประสิทธิ์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ฟ้องคดีจึงเป็นเสียงข้างมากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 แล้ว การที่ศาลตั้งผู้จัดการมรดกหลายคน และมีผู้จัดการมรดกคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่าผู้จัดการมรดกที่เหลือจะสามารถจัดการมรดกต่อไปได้หรือไม่ จึงต้องนำบทบัญญัติตามมาตรา 1715 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับใช้ตามมาตรา 4 โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าวตามมาตรา 1715 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ผู้ทำพินัยกรรมจะตั้งบุคคลคนเดียวหรือหลายคนให้เป็นผู้จัดการมรดกก็ได้" และในวรรคสองบัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีข้อกำหนดไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้ามีผู้จัดการมรดกหลายคนแต่ผู้จัดการมรดกเหล่านั้นบางคนไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ และยังมีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียวผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง แต่ถ้ามีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่หลายคนให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้จัดการมรดกเหล่านั้นแต่ละคนจะจัดการโดยลำพังไม่ได้" เมื่อพิจารณาข้อความในวรรคสองของมาตรา 1715 แล้ว เห็นว่า ข้อความในวรรคสองนั้นสืบเนื่องมาจากข้อความในวรรคหนึ่ง คำว่า "ถ้ามีผู้จัดการมรดกหลายคน" ในวรรคสองนั้นหมายถึงผู้จัดการมรดกที่ตั้งขึ้นโดยพินัยกรรมเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งขึ้นโดยไม่มีพินัยกรรมและที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าตามมาตรา 1713 บัญญัติให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมนั้น ก็เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในการตั้งผู้จัดการมรดกโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดกเท่านั้น แต่กรณีที่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียขอให้ศาลตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรม เมื่อศาลเห็นสมควรจะตั้งให้คนเดียวหรือหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกก็ได้ และในกรณีที่ศาลตั้งให้บุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกนั้นก็โดยเห็นว่ายังไม่สมควรที่จะให้บุคคลคนเดียวเป็นผู้จัดการมรดกตามลำพัง ซึ่งกรณีที่ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันการกระทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องดำเนินการตามมาตรา 1726 ที่ให้กระทำการโดยถือเอาเสียงข้างมากในกรณีที่ผู้จัดการมรดกที่เหลือมีเพียง 2 คน หากเกิดกรณีที่ผู้จัดการมรดกทั้งสองมีความเห็นแตกต่างกัน คนหนึ่งคนใดก็ไม่อาจจัดการมรดกไปได้ การจัดการมรดกตามคำสั่งศาลที่ให้จัดการร่วมกันก็จะไม่มีผลข้อขัดข้องในการจัดการแบ่งปันมรดกก็คงมีอยู่ต่อไป ทายาทไม่อาจแบ่งปันให้แก่ทายาทได้ ดังนั้น หากปรากฏว่าผู้จัดการมรดกร่วมคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกที่เหลือย่อมต้องร้องขอต่อศาลให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมในระหว่างนี้ผู้จัดการมรดกที่เหลือยังไม่อาจจัดการมรดกต่อไปได้ เมื่อการฟ้องคดีเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1736 วรรคสอง และมีบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลกรณีที่มีผู้จัดการมรดกหลายคนต้องดำเนินการตามมาตรา 1726 ที่กฎหมายได้กำหนดไว้โดยเฉพาะแล้ว ไม่ใช่กรณีไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีตามมาตรา 4 จึงไม่อาจนำวิธีการตามมาตรา 1715 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้เฉพาะผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมมาใช้บังคับในกรณีนี้ได้ ดังนั้น เมื่อนางสาวประสิทธิ์ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองจะจัดการมรดกต่อไปเพียง 2 คน โดยยังมิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ตนเป็นผู้จัดการมรดกต่อไปย่อมเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลไม่มีอำนาจจะจัดการได้ เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้เหมือนการตั้งผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรม โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713 ม. 1715 ม. 1726 ม. 1736 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
นายสีนวล วาสุกรี ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นางสายทองหรือทอง วาสุกรี กับพวก
จำเลย — พันจ่าเอกวิเชียร วาสุกรี
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
สิทธิชัย พรหมศร
บุญมี ฐิตะศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6857/2553
#512793
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ถ้ามีผู้จัดการมรดกหลายคน" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1715 วรรคสองหมายถึงผู้จัดการมรดกที่ตั้งขึ้นโดยพินัยกรรมเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งขึ้นโดยไม่มีพินัยกรรม

ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันการกระทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องดำเนินการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1726 หากผู้จัดการมรดกร่วมคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกที่เหลือต้องร้องขอต่อศาลให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ในระหว่างนี้ผู้จัดการมรดกที่เหลือยังไม่อาจจัดการมรดกต่อไปได้ เมื่อการฟ้องคดีเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1736 วรรคสอง และมีบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลกรณีที่มีผู้จัดการมรดกหลายคนต้องดำเนินการตามมาตรา 1726 วรรคสอง ที่กฎหมายได้กำหนดไว้โดยเฉพาะแล้ว ไม่ใช่กรณีไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีตามมาตรา 4 จึงไม่อาจนำวิธีการตามมาตรา 1715 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้เฉพาะผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมมาใช้บังคับได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์ทั้งสองกับ ป. เป็นผู้จัดการมรดกต่อมา ป. ถึงแก่ความตาย การที่โจทก์ทั้งสองจะจัดการมรดกเพียง 2 คน โดยยังมิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ตนเป็นผู้จัดการมรดกต่อไปย่อมเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลไม่มีอำนาจจะจัดการได้ เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้เหมือนการตั้งผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรม โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินของผู้ตายแก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์ทั้งสองและนางสาวประสิทธิ์ เป็นผู้จัดการมรดกของนางสายทองผู้ตาย การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น ต่อมาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2549 นางสาวประสิทธิ์ถึงแก่ความตายโจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้จัดการมรดกของนางสายทอง โจทก์ทั้งสองประสงค์ที่จะจัดการมรดกแบ่งปันให้แก่ทายาท แต่ไม่สามารถจัดการได้ เนื่องจากต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 204 อยู่ที่จำเลย ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 204 ตำบลบ้านแป้ง อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คืนแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า เมื่อนางสาวประสิทธิ์ ถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจจัดการมรดกตามลำพังต่อไปได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองและนางสาวประสิทธิ์เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางสายทองหรือทองผู้ตาย โดยผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือแต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์ทั้งสองและนางสาวประสิทธิ์ เป็นผู้จัดการมรดกของนางสายทองตามคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ 352/2548 ของศาลชั้นต้น ต่อมานางสาวประสิทธิ์ถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมายตามที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอ้างว่า ศาลได้ตั้งโจทก์ทั้งสอง และนางสาวประสิทธิ์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ฟ้องคดีจึงเป็นเสียงข้างมากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 แล้ว การที่ศาลตั้งผู้จัดการมรดกหลายคน และมีผู้จัดการมรดกคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่า ผู้จัดการมรดกที่เหลือจะสามารถจัดการมรดกต่อไปได้หรือไม่ จึงต้องนำบทบัญญัติตามมาตรา 1715 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับใช้ตามมาตรา 4 โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าวตามมาตรา 1715 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ทำพินัยกรรมจะตั้งบุคคลคนเดียวหรือหลายคนให้เป็นผู้จัดการมรดกก็ได้" และในวรรคสองบัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีข้อกำหนดไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้ามีผู้จัดการมรดกหลายคนแต่ผู้จัดการมรดกเหล่านั้นบางคนไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ และยังมีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียวผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง แต่ถ้ามีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่หลายคน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้จัดการมรดกเหล่านั้นแต่ละคนจะจัดการโดยลำพังไม่ได้" เมื่อพิจารณาข้อความในวรรคสองของมาตรา 1715 แล้ว เห็นว่า ข้อความในวรรคสองนั้นสืบเนื่องมาจากข้อความในวรรคหนึ่ง คำว่า "ถ้ามีผู้จัดการมรดกหลายคน" ในวรรคสองนั้นหมายถึงผู้จัดการมรดกที่ตั้งขึ้นโดยพินัยกรรมเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งขึ้นโดยไม่มีพินัยกรรม และที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าตามมาตรา 1713 บัญญัติให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมนั้น ก็เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในการตั้งผู้จัดการมรดกโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดกเท่านั้น แต่กรณีที่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียขอให้ศาลตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรม เมื่อศาลเห็นสมควรจะตั้งให้คนเดียวหรือหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกก็ได้ และในกรณีที่ศาลตั้งให้บุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกนั้นก็โดยเห็นว่ายังไม่สมควรที่จะให้บุคคลคนเดียวเป็นผู้จัดการมรดกตามลำพัง ซึ่งกรณีที่ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน การกระทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องดำเนินการตามมาตรา 1726 ที่ให้กระทำการโดยถือเอาเสียงข้างมาก ในกรณีที่ผู้จัดการมรดกที่เหลือมีเพียง 2 คน หากเกิดกรณีที่ผู้จัดการมรดกทั้งสองมีความเห็นแตกต่างกัน คนหนึ่งคนใดก็ไม่อาจจัดการมรดกไปได้ การจัดการมรดกตามคำสั่งศาลที่ให้จัดการร่วมกันก็จะไม่มีผลข้อขัดข้องในการจัดการแบ่งปันมรดกก็คงมีอยู่ต่อไป ทายาทไม่อาจแบ่งปันให้แก่ทายาทได้ ดังนั้น หากปรากฏว่าผู้จัดการมรดกร่วมคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกที่เหลือย่อมต้องร้องขอต่อศาลให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ในระหว่างนี้ผู้จัดการมรดกที่เหลือยังไม่อาจจัดการมรดกต่อไปได้ เมื่อการฟ้องคดีเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1736 วรรคสอง และมีบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลกรณีที่มีผู้จัดการมรดกหลายคนต้องดำเนินการตามมาตรา 1726 วรรคสอง ที่กฎหมายได้กำหนดไว้โดยเฉพาะแล้ว ไม่ใช่กรณีไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีตามมาตรา 4 จึงไม่อาจนำวิธีการตามมาตรา 1715 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้เฉพาะผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมมาใช้บังคับในกรณีนี้ได้ ดังนั้น เมื่อนางสาวประสิทธิ์ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองจะจัดการมรดกต่อไปเพียง 2 คน โดยยังมิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ตนเป็นผู้จัดการมรดกต่อไปย่อมเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลไม่มีอำนาจจะจัดการได้ เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้เหมือนการตั้งผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรม โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ เพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1713 ม. 1715 ม. 1726 ม. 1736
ชื่อคู่ความ
นายสีนวล วาสุกรี
ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสายทองหรือทอง
โจทก์ — วาสุกรี กับพวก
จำเลย — พันจ่าเอกวิเชียร วาสุกรี
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
สิทธิชัย พรหมศร
บุญมี ฐิตะศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6854/2553
#510404
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินบริษัท ก. โดยตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยรายเดือนรวม 144 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 22 เมษายน 2538 และชำระงวดถัดไปทุกวันที่ 22 ของทุกเดือน หากผิดนัดไม่ชำระหนี้งวดใด ยอมให้บริษัท ก. เรียกหนี้ตามสัญญาทั้งหมดคืนได้ทันที ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้ในสัญญากู้ โดยจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 5 กรกฎาคม 2538 เป็นการฟ้องขอให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ซึ่งมีข้อตกลงชำระหนี้ผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้ดังกล่าวจึงมีกำหนดอายุความห้าปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้คือตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2538 เป็นต้นไป เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากนำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดห้าปี นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 13 มิถุนายน 2544 คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้จำนวน 2,141,437.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2538 และอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ และหนี้ตามตั๋วเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2539 และอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้จำนวน 2,141,437.61 บาท กับหนี้ตามตั๋วเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2538 และวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ให้คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องสำหรับหนี้เงินกู้ไม่เกิน 2,689,938.97 บาท และหนี้ตามตั๋วเงินไม่เกิน 347,334.23 บาท ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โดยให้เสียค่าธรรมเนียมศาลเพียง 100,000 บาท ค่าธรรมเนียมศาลนอกจากนี้ได้รับยกเว้น

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาให้โจทก์นำมาชำระต่อศาลในนามของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นเดียวว่า คำฟ้องโจทก์ในส่วนหนี้เงินกู้ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนหนี้เงินกู้ระบุไว้แจ้งชัดว่า จำเลยที่ 1 ตกลงกู้เงินบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) 2,148,647.44 บาท โดยจำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยรายเดือนรวม 144 งวด เป็นเงินงวดละ 33,700 บาท โดยเริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 22 เมษายน 2538 และงวดถัดไปทุกวันที่ 22 ของเดือน และตกลงจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 มีนาคม 2550 นับแต่จำเลยที่ 1 ได้กู้เงินจากบริษัทผู้ให้กู้แล้ว จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญากู้ โดยในวันที่ 5 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้นำเงินมาชำระหนี้ครั้งสุดท้ายจำนวน 34,439.01 บาท ซึ่งเป็นการชำระดอกเบี้ยบางส่วน ทำให้วันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ค้างชำระต้นเงินจำนวน 2,141,437.61 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 48,578.36 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวจากบริษัทผู้ให้กู้ ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์จึงมีลักษณะเป็นการฟ้องขอให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ซึ่งมีข้อตกลงชำระหนี้ผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้ดังกล่าวจึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ที่ระบุในคำฟ้อง คือ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2538 เป็นต้นไป ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากนำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้ ดังนี้การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2544 คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว ส่วนข้ออ้างในฎีกาของโจทก์ว่า ในทางปฏิบัติจำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ตรงตามกำหนดชำระหนี้ตามงวดที่ระบุไว้ในสัญญากู้ ซึ่งปรากฏตามการ์ดเงินกู้ จำเลยที่ 1 นำเงินเข้าชำระในบัญชีเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2538 จำนวน 33,700 บาท และครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2538 จำนวน 34,439.01 บาท จึงแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วในขณะทำสัญญากู้จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาชำระหนี้ตรงตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ ทั้งบริษัทผู้ให้กู้ได้รับชำระหนี้ดังกล่าวไว้แล้ว จึงถือว่าบริษัทผู้ให้กู้และจำเลยที่ 1 มิได้ถือเอาข้อตกลงในเรื่องระยะเวลาและจำนวนเงินที่ต้องชำระตามงวดดังที่ระบุไว้ในสัญญาเป็นข้อสำคัญ ถือว่าคู่สัญญาเจตนาทำสัญญากู้ทั่วไป อันเป็นเรื่องเอกเทศสัญญาว่าด้วยการยืมใช้สิ้นเปลือง ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นั้น เห็นว่า พฤติการณ์ระหว่างบริษัทผู้ให้กู้และจำเลยที่ 1 ในเรื่องการชำระหนี้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาดังกล่าว อาจมีผลในปัญหาเรื่องการผิดนัดว่าถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้หรือไม่เท่านั้น มิได้มีผลเปลี่ยนแปลงลักษณะของสัญญาดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ในส่วนของหนี้เงินกู้ขาดอายุความและพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ยื่นฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์จำนวน 4,350,638.52 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาล 108,765 บาท โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา 136,967.50 บาท จึงเป็นการชำระค่าขึ้นศาลเกินมา 28,202.50 บาท จึงต้องคืนส่วนที่เกินให้แก่โจทก์"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาจำนวน 28,202.50 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง
จำเลย — นางสาวประภาวดีหรือธิติยา อู่อรุณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6853/2553
#507503
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าและบริวารออกจากอสังหาริมทรัพย์ตามสัญญาเช่าที่ดินพิพาทซึ่งมีค่าเช่าปีละ 30,000 บาท หรือเดือนละ 2,500 บาท อันเป็นการฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท คู่ความในคดีฟ้องขับไล่เดิมจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง เมื่อคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ในชั้นบังคับคดีอันเป็นสาขาของคดีเดิมจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2547 ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 13628 ตำบลโพธิ์กลาง (หัวทะเล) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทดังกล่าวของโจทก์อีกต่อไป และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โจทก์ขอบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ต่อมาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2547 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนด 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 1 เพราะผู้ร้องกับโจทก์ได้ตกลงกันให้ผู้ร้องอยู่ในที่ดินตามฟ้องได้เป็นเวลา 15 ปี นับแต่ปี 2542 ครบสัญญาปี 2557 โดยโจทก์ให้ผู้ร้องสร้างบ้านเลขที่ 89 - 91 ถนนท้าวสุระ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ราคาเป็นล้านบาทลงในที่ดินตามฟ้องแล้วโจทก์ได้ตกลงรับมอบบ้านดังกล่าวไปจากผู้ร้อง เป็นการตอบแทนยิ่งกว่าการเช่า

โดยผู้ร้องไม่ต้องเสียค่าเช่า รายละเอียดปรากฏตามบันทึกภาพถ่ายโฉนด และภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนเอกสารท้ายคำร้อง ขอให้สั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีระงับการบังคับคดีแก่ผู้ร้องด้วย (ที่ถูกขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยที่ 1)

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 ผู้ร้องไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอเซียบัสบอดี้ราชสีมา ผู้ร้อง ไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ ให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า มีปัญหามาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเพียงว่า คดีโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เกินกว่าเดือนละ 4,000 บาท และขณะฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวาร โจทก์ทราบว่าผู้ร้องนำที่ดินพิพาทไปให้บุคคลภายนอกเช่าได้ค่าเช่าเดือนละ 20,000 บาท เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคสอง ได้บัญญัติหลักเกณฑ์กรณีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาซึ่งแยกได้เป็น 2 กรณี คือ ฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท และฟ้องขับไล่บุคคลอื่นนอกจากผู้เช่า เช่น ผู้อาศัยหรือผู้ละเมิดออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท คดีเดิมเป็นคดีที่โจทก์ผู้ให้เช่าฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ผู้เช่า และบริวารออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าปีละ 30,000 บาท หรือเดือนละ 2,500 บาท ตามสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ. 4 เป็นการฟ้องขับไล่ผู้เช่าซึ่งกำหนดค่าเช่าไว้ชัดแจ้ง เมื่อค่าเช่าไม่เกินเดือนละ 4,000 บาทคู่ความในคดีดังกล่าวจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง เมื่อคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 ผู้ถูกฟ้องขับไล่ ในชั้นบังคับคดีอันเป็นสาขาของคดีเดิม จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคสอง เช่นกัน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุดใจ ทูเกาะ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด
ผู้ร้อง — เอเซียบัสบอดี้ ราชสีมา
จำเลย — นายอภิรัตน์ งามวิวัฒน์อนันต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สุเสารัจ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ