คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6017/2553
#506655
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีและมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 แห่ง ป.วิ.พ. จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 จำเลยทั้งสองยังไม่มีสิทธิฎีกา แม้จำเลยทั้งสองจะเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องก็มีสิทธิเพียงโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปเมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องขัดทรัพย์อุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับซื้อรับโอนหนี้ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน โจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยทั้งสองในคดีนี้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ เอแคป จำกัด ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์ เอแคป จำกัด ได้ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยทั้งสองให้ผู้ร้อง และผู้ร้องได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยทั้งสองทราบแล้ว หนี้ตามคำพิพากษาตลอดจนสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสองจึงโอนมายังผู้ร้องแล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมได้ตามคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 จำเลยทั้งสองยังไม่มีสิทธิฎีกา แม้จำเลยทั้งสองจะเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง ก็มีสิทธิเพียงโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปเมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นแล้ว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองขึ้นมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์สตาร์ จำกัด
ผู้ร้องขัดทรัพย์ — นายสมชัยหรือประสารชัย ตรึงจิตวิลาส
จำเลย — นายพรชัย ตรึงจิตวิลาส กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5904/2553
#506603
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้อาวุธปืนยิงสวนผู้เสียหายไปในทันทีทันใดในท่านอนตะแคง โดยไม่มีโอกาสเลือกยิงจุดสำคัญของร่างกายผู้เสียหาย เมื่ออาวุธปืนโดยสภาพย่อมเป็นอาวุธที่ใช้ทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ในทันทีทันใด ประกอบกับกระสุนปืนก็ถูกที่บริเวณใบหน้าซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้เสียหายในระยะใกล้ประชิดติดตัวก็ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนจะต้องถูกผู้เสียหายให้ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย หาใช่ไม่มีเจตนาฆ่า และเป็นเพียงความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัสไม่ อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยถูกผู้เสียหายใช้ไม้ตีทำร้ายก่อนซึ่งจำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันตัวได้ แต่เมื่อไม้ดังกล่าวมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว และเมื่อตีถูกจำเลยแล้วไม้ดังกล่าว ก็หักทันที อีกทั้งไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายจะกระทำการอย่างใดอื่นอีกที่ส่อแสดงให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่ามีเจตนาจะทำร้ายจำเลยเพิ่มเติมให้หนักขึ้นกว่าเดิม การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงสวนไปที่ผู้เสียหายในขณะนั้น โดยมีโอกาสที่จะหยุดยั้งการกระทำของผู้เสียหายได้โดยวิธีอื่นอีก พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมถือได้ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุอันจะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.อ. มาตรา 69 แต่เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตาม ป.อ. มาตรา 69

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 80, 91, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 69, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง และ 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเพื่อป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำคุก 2 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวมจำคุก 1 ปี 16 เดือน ริบหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดนั้น มีระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท จึงมีอายุความฟ้องภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2538 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2543 จึงเกิน 1 ปี นับแต่วันกระทำความผิด ความผิดฐานดังกล่าวจึงขาดอายุความ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกฟ้องในคดีความผิดฐานนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า คดีมีเหตุสมควรลดโทษในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ให้การรับสารภาพทั้งชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นมาโดยตลอดดังปรากฏในคำให้การพยานจำเลยลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 เห็นว่า คดีนี้ในชั้นสอบคำให้การจำเลยนั้น ศาลชั้นต้นได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธซึ่งศาลได้บันทึกคำให้การปฏิเสธของจำเลยไว้แล้วตามคำให้การจำเลยเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2543 และในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นตลอดมานั้นก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แก้ไขคำให้การปฏิเสธดังกล่าวแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานดังกล่าวข้างต้นในชั้นพิจารณาของศาล อันจะเป็นเหตุให้ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคแรก ส่วนคำให้การพยานจำเลยลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 ที่ระบุว่าข้าพเจ้า ขอให้การรับสารภาพในข้อหามีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นเพียงคำเบิกความรับของจำเลยในชั้นพิจารณาที่จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานในชั้นสืบพยานของจำเลยเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจเห็นสมควรลดโทษในความผิดฐานดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้แก่จำเลยกระทงละหนึ่งในสามนั้นเหมาะสมและเป็นคุณแล้ว ไม่มีเหตุที่ฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อไปมีว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเพื่อป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 69 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 68 ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติแล้วว่า ก่อนเกิดเหตุในขณะที่ผู้เสียหายกับจำเลยร่วมดื่มสุรากันอยู่นั้นก็มีนางจรอน อยู่ร่วมด้วยมาโดยตลอดจนกระทั่งเกิดเหตุคดีนี้ขึ้น ซึ่งนางจรอนเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุขณะร่วมดื่มสุรากันจำเลยใช้มือตบศีรษะผู้เสียหาย 1 ครั้ง มีการห้ามปรามกันแล้วจำเลยก็แยกกลับบ้านไป ต่อมาอีกประมาณ 30 นาที จำเลยก็กลับมาร่วมดื่มสุรากับผู้เสียหายและนางจรอนอีกแล้วจำเลยก็ถูกผู้เสียหายใช้ไม้ตีทำร้ายที่บริเวณด้านหลัง 1 ครั้ง จนไม้หัก จากนั้นจำเลยก็ใช้อาวุธปืนสั้นที่พกติดตัวมายิงผู้เสียหาย 1 นัด โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาวินิจฉัยว่า นางจรอนพยานโจทก์เบิกความไปตามความเป็นจริงเพราะไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด อีกทั้งยังเป็นเพื่อนกับจำเลยและผู้เสียหายด้วยนั้น ซึ่งข้อวินิจฉัยดังกล่าวนี้จำเลยกล่าวอ้างรับในฎีกาว่าจำเลยเห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายใช้ไม้ตีทำร้ายที่บริเวณด้านหลังของจำเลย 1 ครั้ง จนไม้หัก หาใช่ตีทำร้ายที่บริเวณข้างกกหูของจำเลยดังที่จำเลยนำสืบกล่าวอ้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งเหตุดังกล่าวก็สืบเนื่องมาจากผู้เสียหายรู้สึกโกรธที่ถูกจำเลยใช้มือตบศีรษะไป 1 ครั้ง ก่อนเกิดเหตุ โดยเหตุการณ์ก็ได้สิ้นสุดยุติลงไปแล้วตั้งแต่เมื่อจำเลยได้แยกย้ายกลับบ้านไปโดยเมื่อจำเลยถูกตีทำร้ายแล้วจำเลยก็ใช้อาวุธปืนสั้นที่พกติดตัวมายิงผู้เสียหายไปทันที 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายมีบาดแผลบริเวณใบหน้าข้างปากด้านซ้าย ลูกกระสุนปืนฝังคาไว้ที่คอใกล้กระดูกสันหลัง ซึ่งแพทย์ต้องรักษาโดยวิธีการผ่าตัดและเอากระสุนปืนออกมาเป็นของกลาง เห็นว่า แม้จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิงสวนไปในทันทีทันใดในท่านอนตะแคงโดยไม่มีโอกาสเลือกยิงจุดสำคัญของร่างกายผู้เสียหายดังที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่เมื่ออาวุธปืนโดยสภาพย่อมเป็นอาวุธที่ใช้ทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ในทันทีทันใด ประกอบกับกระสุนปืนก็ถูกที่บริเวณใบหน้าซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้เสียหายในระยะใกล้ประชิดติดตัวกัน ก็ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนจะต้องถูกผู้เสียหายให้ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย หาใช่ไม่มีเจตนาฆ่าและเป็นเพียงความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัสดังที่จำเลยฎีกาอ้างมาไม่ อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยถูกผู้เสียหายใช้ไม้ตีทำร้ายก่อน ซึ่งจำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันตัวได้ แต่เมื่อไม้ดังกล่าวมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว และเมื่อตีถูกจำเลยแล้วไม้ดังกล่าวก็หักทันที อีกทั้งก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายจะกระทำการอย่างใดอื่นอีกที่ส่อแสดงให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่ามีเจตนาจะทำร้ายจำเลยเพิ่มเติมให้หนักขึ้นกว่าเดิม การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงสวนไปที่ผู้เสียหายในขณะนั้นโดยมีโอกาสที่จะหยุดยั้งการกระทำของผู้เสียหายได้โดยวิธีอื่นอีก พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมถือได้ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุอันจะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ตามที่จำเลยฎีกา ส่วนข้อเท็จจริงอื่นๆ ที่จำเลยหยิบยกขึ้นมาอ้างในฎีกา ก็หาใช่ข้อสาระสำคัญที่จะทำให้ผลของคดีเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเพื่อป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ มาตรา 69 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อสุดท้าย่วา คดีมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีและความหนักเบาแห่งข้อหา ประกอบกับจำเลยได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจวางโทษและลดโทษจำคุกให้แก่จำเลยในแต่ละกระทงนั้น เหมาะสมและเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมของจำเลยประกอบกับบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับ ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงเหตุที่จำเลยยกขึ้นอ้างมาในฎีกายังไม่มีเหตุผลสมควรเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิจารณาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 69 ม. 80 ม. 288 ม. 297
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายสุริยะหรือยะ แทนนิกร
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ตรีวุฒิ สาขากร
วัส ติงสมิตร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5860/2553
#506577
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี เป็นส่งจำเลยที่ 2 ไปฝึกและอบรมมีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 5 ปี นับแต่วันพิพากษา เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นอันเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 18 และต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เกิน 5 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 และมาตรา 124

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340, 340 ตรี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 45,225 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และ 126,700 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 กับนับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 17 ปีเศษ จำเลยที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และ 75 (ที่ถูก มาตรา 76 และมาตรา 75 (เดิม)) ตามลำดับ คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 9 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยทั้งสองไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 1 จังหวัดระยอง มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 5 ปี นับแต่วันพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 45,225 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และ 126,700 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ยกคำขอให้นับโทษต่อ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 (ที่ถูก มาตรา 75 (เดิม)) คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยที่ 2 ไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 จังหวัดระยอง มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 5 ปี นับแต่วันพิพากษา ซึ่งเป็นกรณีศาลชั้นต้นอันเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลย จึงไม่เป็นการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 และต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 124 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิดขอให้ยกฟ้องหรือขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 สถานเบา อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง รวมทั้งข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนไม่ได้ถามผู้ต้องหาก่อนเริ่มสอบคำให้การและก่อนพาไปนำชี้ที่เกิดเหตุว่ามีทนายความ หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ทวิ จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า การจะวินิจฉัยว่าปัญหานี้เป็นจริงตามที่จำเลยที่ 2 อ้างหรือไม่ศาลต้องพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน ดังนั้นเมื่อฎีกาของจำเลยที่ 2 ล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริงจึงเป็นฎีกาต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 104 (2) ม. 124
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายธีรนัยหรือแจ้ ไกรรอด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
ไสว จันทะศรี
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5831/2553
#501989
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อหน้าศาลโดยจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินต่อผู้ร้องตามคำฟ้องและขอผ่อนชำระหนี้ หากผิดนัดยอมให้ผู้ร้องยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องจนครบถ้วน และศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว การที่จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินต่อผู้ร้องหนี้ประธานจึงยังไม่ระงับไปและจำเลยยังตกลงว่าหากจำเลยผิดนัด ให้ผู้ร้องยึดทรัพย์จำนองอันเป็นประกันหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง เป็นการที่จำเลยยอมรับผิดตามสัญญาจำนองอันเป็นหนี้อุปกรณ์ด้วย ดังนี้ เมื่อหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินอันจำนองเป็นประกันยังไม่ระงับสิ้นไป หนี้ตามสัญญาจำนองจึงยังไม่ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ก่อนเจ้าหนี้อื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินมัดจำในการซื้ออาคารชุดแก่ผู้บริโภคและศาลได้ออกหมายบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลย

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งว่า อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ต่อผู้ร้องจริงตามคำฟ้องและขอผ่อนชำระหนี้เป็นงวด หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วน ให้ผู้ร้องยึดที่ดินตามโฉนดที่ดินที่จำนองไว้ดังกล่าวและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระให้แก่ผู้ร้องจนกว่าจะครบถ้วน อันเป็นการที่จำเลยยอมรับผิดตามสัญญาจำนองอันเป็นสัญญาอุปกรณ์ด้วย สิทธิเรียกร้องของผู้ร้องตามสัญญาจำนองดังกล่าวยังคงมีอยู่และผูกพันจำเลยให้ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองนั้น เมื่อหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้นั้นยังไม่ระงับสิ้นไปและมิได้มีการปลดจำนองให้แก่จำเลยผู้จำนองหรือมีการไถ่ถอนจำนองตามสัญญาจำนองหนี้ตามหนังสือสัญญาจำนองจึงยังไม่ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 ผู้ร้องชอบที่จะใช้สิทธิในฐานะผู้รับจำนองรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินที่จำเลยจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับดังกล่าวได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 744 ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
ผู้ร้อง — กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 2
จำเลย — บริษัทคุ้มศักดิ์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายเชาวลิต ชูรัศมี
ศาลอุทธรณ์ — นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
สมชาย สินเกษม
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5831/2553
#510160
เปิดฉบับเต็ม

ข้อสัญญาในหนังสือสัญญาจำนองที่ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินแก่ผู้รับจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่จะมีขึ้นต่อไปในภายหน้าเป็นข้อสัญญาที่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 707 ประกอบมาตรา 681 วรรคสอง และใช้บังคับกันได้

ผู้ร้องกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อหน้าศาลชั้นต้นในคดีอื่นว่า จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ต่อผู้ร้องจริงและขอผ่อนชำระหนี้เป็นงวด หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้ผู้ร้องยึดที่ดินที่จำนองไว้และทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระให้แก่ผู้ร้องจนกว่าจะครบถ้วนและศาลพิพากษาตามยอมแล้วเป็นการที่จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินต่อผู้ร้องจริงตามคำฟ้องในคดีนั้น หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินอันเป็นสัญญาประธานจึงยังไม่ระงับไปตามข้อสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำเลยก็ตกลงให้ผู้ร้องยึดที่ดินที่จำเลยจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินไว้อันเป็นการที่จำเลยยอมรับผิดตามสัญญาจำนองอันเป็นสัญญาอุปกรณ์ด้วย สิทธิเรียกร้องของผู้ร้องตามสัญญาจำนองดังกล่าวซึ่งผู้ร้องได้รับโอนจากบริษัทเงินทุน บ. ผู้รับจำนองจึงยังคงมีอยู่และผูกพันจำเลยให้ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองนั้น ดังนี้ เมื่อหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้นั้นยังไม่ระงับสิ้นไปและมิได้มีการปลดจำนองให้แก่จำเลยผู้จำนองหรือมีการไถ่ถอนจำนอง จึงยังไม่ระงับสิ้นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 ผู้ร้องชอบที่จะใช้สิทธิในฐานะผู้รับจำนองขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินที่จำเลยจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาใช้เงินได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 289

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินมัดจำในการซื้ออาคารชุดแก่ผู้บริโภคและศาลได้ออกหมายบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลย

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า จำเลยเป็นลูกหนี้บริษัทเงินทุนบางกอกเงินทุน จำกัด โดยได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทดังกล่าวไว้จำนวน 2 ฉบับ เป็นตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 1741 และเลขที่ 1742 ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2539 โดยสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวน 40,000,000 บาท และจำนวน 9,000,000 บาท ในวันที่ 10 มีนาคม 2540 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกเพิ่มด้วยดอกเบี้ยในอัตรา เอ็ม.แอล.อาร์. ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่สุดที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เรียกเก็บจากลูกค้าประเภทกู้ยืมเงินชั้นดี และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3.5 ต่อปีบวกเพิ่มด้วยดอกเบี้ยในอัตรา เอ็ม.โอ.อาร์. ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่สุดที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เรียกเก็บจากลูกค้าประเภทกู้ยืมเบิกเงินเกินบัญชีชั้นดี ตามลำดับ และจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 36062 และเลขที่ 36063 ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับดังกล่าว ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาจำนองดังกล่าวของบริษัทเงินทุนบางกอกเงินทุน จำกัด ที่มีอยู่ต่อจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ จากการจำหน่ายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ต่อมาผู้ร้องฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้นั้น ระหว่างพิจารณาผู้ร้องกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม โดยจำเลยตกลงชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาด แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วน ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ผู้ร้องทราบว่าได้ยึดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 36062 และเลขที่ 36063 นั้นออกขายทอดตลาด ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 36062 และ 36063 ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร เป็นประกันการชำระหนี้รายอื่นซึ่งจำเลยได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว การที่ผู้ร้องฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่ผู้ร้องและศาลพิพากษาตามยอมแล้วย่อมมีผลให้หนี้เดิมรวมทั้งหนี้จำนองที่ประกันการชำระหนี้เดิมระงับไป ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งว่า อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น (ที่ถูก ต้องสั่งว่าค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับด้วย)

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาประการแรกว่า บริษัทจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 36062 และเลขที่ 36063 ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่บริษัทเงินทุนบางกอกเงินทุน จำกัด เมื่อวันที่ 8 (ที่ถูก วันที่ 3) ธันวาคม 2536 และวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2537 อันเป็นเวลาก่อนที่จำเลยได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 2 ฉบับ ให้แก่บริษัทเงินทุนบางกอกเงินทุน จำกัด ซึ่งผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของบริษัทดังกล่าวที่มีอยู่ต่อจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ การจำนองดังกล่าวจึงไม่ใช่การจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับ ผู้ร้องไม่อาจอ้างสิทธิในฐานะผู้รับจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงนั้นว่าเป็นการจำนองประกันการชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับดังกล่าวด้วยนั้น เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 36062 และเลขที่ 36063 เอกสารหมาย ร. 6 และ ร. 8 ข้อ 1 ระบุว่า จำเลยผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินดังกล่าวแก่ผู้รับจำนองเพื่อเป็นประกันในบรรดาหนี้สินทุกชนิดทุกประเภทที่จำเลยผู้จำนองมีอยู่ต่อผู้รับจำนองในขณะนี้และหรือที่จะมีขึ้นต่อไปในภายหน้า แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นดังที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงนั้นไว้แก่บริษัทเงินทุนบางกอกเงินทุน จำกัด ก่อนที่จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 2 ฉบับ ให้แก่บริษัทดังกล่าวก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 707 ประกอบมาตรา 681 วรรคสอง บัญญัติว่า หนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะจำนองเป็นประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริงก็จำนองเป็นประกันได้ ดังนี้ ข้อสัญญาในหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย ร. 6 และ ร. 8 ที่จำเลยตกลงจำนองที่ดินของจำเลยแก่ผู้รับจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่จะมีขึ้นต่อไปในภายหน้าจึงเป็นข้อสัญญาที่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 707 ประกอบมาตรา 681 วรรคสอง และใช้บังคับกันได้ เมื่อผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวของบริษัทเงินทุนบางกอกเงินทุน จำกัด ที่มีอยู่ต่อจำเลยผู้จำนอง ผู้ร้องย่อมใช้สิทธิในฐานะผู้รับจำนองขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองเป็นประกันการชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับอันเป็นหนี้ในอนาคตนั้นได้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาต่อไปเป็นประการสุดท้ายว่า เมื่อผู้ร้องกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับที่จำเลยออกให้แก่บริษัทเงินทุนบางกอกเงินทุน จำกัด ซึ่งเป็นหนี้ประธานและหนี้ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินจำนวน 2 แปลง เอกสารหมาย ร. 6 และ ร. 8 ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ย่อมระงับไปเนื่องจากการประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว ผู้ร้องย่อมไม่อาจใช้สิทธิในฐานะผู้รับจำนองที่ได้รับโอนมาจากบริษัทเงินทุนบางกอกเงินทุน จำกัด ขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองเป็นประกันการชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า ปรากฏในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2931/2543 ของศาลชั้นต้น ที่ผู้ร้องฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 2 ฉบับ จำนวน 40,000,000 บาท และจำนวน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยไม่ชำระหนี้ดังกล่าว ให้มีคำสั่งยึดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 36062 และเลขที่ 36063 ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยจำนองไว้ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องว่า ผู้ร้องกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อหน้าศาลชั้นต้นตามเอกสารหมาย ร. 16 ว่า จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ต่อผู้ร้องจริงตามคำฟ้องและขอผ่อนชำระหนี้เป็นงวด หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วน ให้ผู้ร้องยึดที่ดินตามโฉนดที่ดินที่จำนองไว้ดังกล่าวและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระให้แก่ผู้ร้องจนกว่าจะครบถ้วนและศาลพิพากษาตอมยอมแล้ว จากข้อสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลระหว่างผู้ร้องกับจำเลยดังกล่าวเป็นการที่จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 2 ฉบับ ต่อผู้ร้องจริงตามคำฟ้อง หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินอันเป็นสัญญาประธานจึงยังไม่ระงับไปตามข้อสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และเมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นให้ครบถ้วน จำเลยก็ตกลงให้ผู้ร้องยึดที่ดินตามโฉนดที่ดินจำนวน 2 แปลง ที่จำเลยจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นไว้อันเป็นการที่จำเลยยอมรับผิดตามสัญญาจำนองอันเป็นสัญญาอุปกรณ์ด้วย สิทธิเรียกร้องของผู้ร้องตามสัญญาจำนองดังกล่าวซึ่งผู้ร้องได้รับโอนจากบริษัทเงินทุนบางกอกเงินทุน จำกัด ผู้รับจำนองจึงยังคงมีอยู่และผูกพันจำเลยให้ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองนั้น ดังนี้ เมื่อหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้นั้นยังไม่ระงับสิ้นไปและมิได้มีการปลดจำนองให้แก่จำเลยผู้จำนองหรือมีการไถ่ถอนจำนองตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย ร. 6 และ ร. 8 หนี้ตามหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย ร. 6 และ ร. 8 จึงยังไม่ระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 ผู้ร้องชอบที่จะใช้สิทธิในฐานะผู้รับจำนองที่ได้รับโอนมาจากบริษัทเงินทุนบางกอกเงินทุน จำกัด ขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินที่จำเลยจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับดังกล่าวได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ 2931/2543 ของศาลชั้นต้น ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยและตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อตกลงว่า จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ผู้ร้องและขอผ่อนชำระหนี้ หากจำเลยผิดนัด ยอมให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดบังคับชำระหนี้จนกว่าจะครบโดยไม่มีข้อความปรากฏให้เห็นว่าสัญญาจำนองเป็นอันระงับไป เมื่อศาลในคดีดังกล่าวพิพากษาตามยอม สัญญาจำนองก็ยังคงมีผลผูกพันต่อไป หาได้ระงับไปไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 707 ม. 744
ป.วิ.พ. ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
ผู้ร้อง — กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 2
จำเลย — บริษัทคุ้มศักดิ์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
สมชาย สินเกษม
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5813/2553
#506570
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารถือได้ว่าความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารสำเร็จตั้งแต่จำเลยพรากผู้เสียหายที่ 1 ไป โดยมีเจตนาพรากไปเพื่อการอนาจารโดยไม่คำนึงว่าจะต้องมีการกระทำอนาจารตามเจตนาหรือไม่ ส่วนการที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หลังจากนั้นเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งซึ่งมีเจตนากระทำชำเราเพื่อสำเร็จความใคร่ของตนเท่านั้น เจตนาจึงต่างกัน ต่างกรรมต่างวาระกับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 318 วรรคสาม

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 318 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 5 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย เพื่อการอนาจาร จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 9 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่ามีการสอบสวนโดยชอบ และอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่มีการร้องทุกข์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ส่วนความผิดฐานพรากผู้เยาว์ พนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นข้อที่ได้รับการยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น เห็นว่าคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์บรรยายฟ้องว่า พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว ย่อมสันนิษฐานได้ว่าการสอบสวนตามที่ได้บรรยายฟ้องนั้นเป็นการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยมิได้ให้การโต้แย้งว่าการร้องทุกข์และการสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบแต่เพียงให้พอฟังได้ว่ามีการร้องทุกข์และการสอบสวนตามข้อสันนิษฐานและที่โจทก์บรรยายฟ้องมาเท่านั้น หาต้องนำสืบพิสูจน์ในรายละเอียดปลีกย่อยถึงขนาดต้องให้ได้ความแน่ชัดปราศจากข้อสงสัยว่ามีการร้องทุกข์และสอบสวนโดยชอบแล้วไม่เมื่อในการสืบพยานหลักฐานโจทก์นั้น โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่าผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปร้องทุกข์ มีผู้เสียหายที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่าผู้เสียหายที่ 2 ไปร้องทุกข์พร้อมกับผู้เสียหายที่ 1 และมีพันตำรวจโทจำเนียร เป็นพยานเบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 2 มาแจ้งว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราที่โรงแรมปาล์มอินน์ แล้วขอแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับจำเลย โดยในวันที่แจ้งนั้นพาผู้เสียหายที่ 1 มาด้วย ได้สอบปากคำผู้เสียหายที่ 2 ในฐานะผู้กล่าวหาในส่วนของผู้เสียหายที่ 1 เนื่องจากเป็นผู้เยาว์ได้มีการสอบสวนโดยเจ้าพนักงานตามกฎหมายอื่นร่วมกันสอบสวนตามกฎหมายด้วยโจทก์จึงได้นำสืบแล้วว่ามีการร้องทุกข์และสอบสวนแล้ว เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ในชั้นพิจารณาไม่ปรากฏชัดว่าการร้องทุกข์หรือการสอบสวนไม่ชอบ ทั้งจำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าการร้องทุกข์หรือการสอบสวนไม่ชอบ พยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวนั้นย่อมเพียงพอที่จะฟังได้ว่ามีการร้องทุกข์และการสอบสวนโดยชอบตามข้อสันนิษฐานและที่บรรยายมาในฟ้องแล้วซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นให้ผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวนได้ ดังนั้น แม้ว่าปัญหาว่าจะมีการนำสืบว่ามีการร้องทุกข์และสอบสวน อันถือได้ว่าข้อเท็จจริงที่ว่ามีการร้องทุกข์และการสอบสวนโดยชอบหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะได้วินิจฉัยว่าปัญหาดังกล่าวเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและไม่ได้รับวินิจฉัยนั้น จะไม่ชอบด้วยเหตุผลและข้อกฎหมายที่ยกขึ้นปรับแก่คดีก็ตาม อย่างไรก็ดีแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้พิจารณา ก็ต้องรับฟังข้อเท็จจริงว่ามีการร้องทุกข์และสอบสวนโดยชอบแล้วและโจทก์มีอำนาจฟ้องอยู่นั่นเอง ผลของคดีย่อมไม่ต่างกัน ศาลฎีกาจึงเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวในผล

ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้นข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนฟังได้ว่าในวันเกิดเหตุจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีอายุ 16 ปีเศษ นั่งรถอ้างว่าจะพาไปซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อไว้ใช้งานที่ห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์ปาร์ครังสิตแต่จำเลยกลับพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่โรงแรมปาล์มอินที่เกิดเหตุแล้วจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ เห็นว่า การที่จำเลยมีเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารถือได้ว่าความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารสำเร็จตั้งแต่จำเลยพรากผู้เสียหายที่ 1 ไป โดยมีเจตนาพรากไปเพื่อการอนาจารโดยไม่คำนึงว่าจะต้องมีการกระทำอนาจารตามเจตนาหรือไม่ ส่วนการที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หลังจากนั้นเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ซึ่งมีเจตนากระทำชำเราเพื่อสำเร็จความใคร่ของตนเท่านั้น เจตนาจึงต่างกัน ต่างกรรมต่างวาระกับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยจึงเป็นหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายมงคล รามัญ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5808/2553
#500127
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับฝากเมทแอมเฟตามีนไว้จาก จ. โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จ. มีเจตนานำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาส่งมอบให้จำเลยเพื่อจำหน่ายโดยตรงแต่อย่างใดจึงถือไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาร่วมกับนาง จ. มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้อง คงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยให้ความสะดวกแก่ จ. ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนาง จ. กระทำความผิดเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม), 102 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำผิดฐานร่วมกับนางจินดาและนางจันทร์สมมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 2 มัดนับจำนวนได้ 4,013 เม็ด น้ำหนักเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 100,917 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า พฤติการณ์ที่โจทก์นำสืบคงฟังได้เพียงจำเลยรับฝากเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว ไว้จากนางจินดาและนางจันทร์สมเท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านางจินดาและนางจันทร์สมมีเจตนานำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาส่งมอบให้แก่จำเลยเพื่อจำหน่ายโดยตรงแต่อย่างใด กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับนางจินดาและนางจันทร์สมมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้อง กรณีคงรับฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยให้ความสะดวกแก่นางจินดาและนางจันทร์สมในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น จำเลยจึงคงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนางจินดาและนางจันทร์สมกระทำผิดเท่านั้น ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองศาลวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำผิดด้วยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยจึงฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 53 ให้ลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 22 ปี 2 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายปี๋ นาใจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายไพฑูรย์ อุ้ยมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ไพโรจน์ วายุภาพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5800/2553
#506183
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 ซึ่งประกอบกิจการห้างสรรพสินค้า เทสโก้ โลตัส สาขามีนบุรี จะไม่มีวัตถุประสงค์ในการรับฝากรถของลูกค้าที่มาจอดเพื่อใช้บริการของห้างจำเลยที่ 1 และไม่มีการเก็บค่าจอดรถก็ตาม แต่การก่อสร้างห้างจำเลยที่ 1 อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ซึ่งกำหนดให้ต้องมีที่จอดรถ 1 คัน ต่อพื้นที่ทุกๆ 20 ตารางเมตร และจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดูแลรักษาความปลอดภัยของห้าง โดยต้องตรวจบัตรเมื่อจะนำรถออกให้ตรงกับทะเบียนรถ จึงเป็นการจัดที่จอดรถให้แก่ลูกค้า ตามพฤติการณ์เป็นการให้บริการอย่างหนึ่งที่มีผลต่อยอดจำหน่ายสินค้า ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอื่น จึงเป็นผู้ให้บริการ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค มาตรา 3 และนอกจากผู้บริโภคในคดีนี้แล้วยังมีผู้บริโภคอื่นอีกหลายรายที่นำรถไปจอดในที่จอดรถของห้างจำเลยที่ 1 แล้วสูญหายไป การดำเนินคดีย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค มาตรา 39 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง เมื่อปรากฏว่ารถที่สูญหายไปบัตรจอดรถยังอยู่ที่ผู้บริโภค การที่จำเลยที่ 3 ที่ 4 พนักงานรักษาความปลอดภัยลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ไม่ระมัดระวังในการออกบัตรจอดรถและตรวจบัตรจอดรถโดยเคร่งครัดเป็นเหตุให้รถยนต์ของผู้บริโภคถูกลักไป จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้บริโภค ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และมาตรา 425 จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดดังกล่าว ทั้งจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ดูแลรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 และลูกจ้าง ตลอดทั้งทรัพย์สินอื่นซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ 1 ในบริเวณห้างจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับมอบหมายจึงต้องรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันกระทำละเมิดต่อผู้บริโภค จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดที่ตัวแทนได้กระทำไปในกิจการที่ได้รับมอบหมายให้ทำแทนนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 427

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันคืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1ฎ-3500 กรุงเทพมหานคร หรือชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายอลงลาภ ผู้บริโภค

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้ประมาทเลินเล่อแต่ได้ใช้ความระมัดระวังป้องกันโดยใช้ระบบบัตรผ่านเข้าออกลานจอดรถแล้วแต่นายอลงลาภเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อไม่ล็อกประตูรถ ไม่ติดสัญญาณป้องกันการโจรกรรมจึงถูกคนร้ายโจรกรรมรถได้ง่ายการที่รถยนต์ของนายอลงลาภสูญหายเพราะคนร้ายปลอมบัตรผ่านเข้าออกเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะป้องกันได้ รถยนต์พิพาทสภาพเก่าราคาไม่เกิน 100,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1ฎ-3500 กรุงเทพมหานคร หรือใช้ราคาเป็นเงิน 220,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายอลงลาภ (ผู้บริโภค)

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้บริโภคขับรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน 1ฎ-3500 กรุงเทพมหานคร เข้าไปจอดในที่จอดรถของห้างสรรพสินค้า เทสโก้ โลตัส สาขามีนบุรี ของจำเลยที่ 1 และรถยนต์ของผู้บริโภคที่จอดไว้ดังกล่าวได้หายไป แม้จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยไม่มีวัตถุประสงค์ในการรับฝากรถของลูกค้าที่นำมาจอดเพื่อใช้บริการของห้างจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ห้างจำเลยที่ 1 อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ซึ่งกำหนดให้เจ้าของอาคารต้องมีที่จอดรถ 1 คันต่อพื้นที่ทุก ๆ 20 ตารางเมตร จำเลยที่ 1 จึงต้องจัดสร้างที่จอดรถดังกล่าวและได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ในการดูแลรักษาความปลอดภัยห้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ซึ่งในการนำรถยนต์เข้ามาจอดรถในห้างดังกล่าว ต้องรับบัตรจอดรถจากพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 และเมื่อจะนำรถยนต์ออกจากห้างต้องแสดงบัตรจอดรถที่ตรงกับหมายเลขทะเบียนรถต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ตรวจดูว่าถูกต้องจึงจะอนุญาตให้นำรถออกจากห้างของจำเลยที่ 1 ได้ แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่า ไม่มีการเก็บค่าจอดรถก็ตาม แต่ก็เป็นการจัดที่จอดรถให้แก่ลูกค้าตามบทบัญญัติของกฎหมาย และตามพฤติการณ์ยังเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งของห้างจำเลยที่ 1 ที่มีผลต่อยอดจำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยตรง ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอื่น จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ให้บริการตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 3 การดำเนินคดีย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคโดยส่วนรวมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 39 การที่พนักงานรักษาความปลอดภัยปล่อยให้คนร้ายนำรถของผู้บริโภคออกจากลานจอดรถที่เกิดเหตุโดยไม่ระมัดระวังในการตรวจบัตรจอดรถโดยเคร่งครัด จึงเป็นผลโดยตรงที่ทำให้รถยนต์ของผู้บริโภคถูกลักไป เป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 และที่ 4 พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างที่กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 อันเป็นการละเมิดต่อผู้บริโภค ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และ 425 จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งการละเมิดต่อผู้บริโภค นอกจากจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ทำการรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 และลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แล้วยังรวมตลอดถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์หรืออยู่ภายใต้การควบคุมดูแลหรือครอบครองของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในบริเวณห้างจำเลยที่ 1 ที่เกิดเหตุด้วย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันกระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภคโดยประมาทเลินเล่อทำให้รถยนต์พิพาทของผู้บริโภคสูญหายไป จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการจึงต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปในกิจการที่รับมอบหมายให้ทำแทนนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 3 ม. 39
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 427
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายยงยุทธ สมัย
ศาลอุทธรณ์ — นายโสรัตน์ เพียรอนุกุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5800/2553
#509534
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยไม่มีวัตถุประสงค์ในการรับฝากรถของลูกค้าที่นำมาจอดเพื่อใช้บริการของห้างจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ก่อสร้างห้างจำเลยที่ 1 อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ซึ่งกำหนดให้เจ้าของอาคารต้องมีที่จอดรถ จำเลยที่ 1 จึงต้องจัดสร้างที่จอดรถดังกล่าวและจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ในการดูแลรักษาความปลอดภัยห้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งในการนำรถยนต์เข้ามาจอด ต้องรับบัตรจอดรถจากพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 และเมื่อจะนำรถยนต์ออกต้องแสดงบัตรจอดรถที่ตรงกับหมายเลขทะเบียนรถต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ตรวจดูว่าถูกต้องจึงจะอนุญาตให้นำรถออกจากห้องของจำเลยที่ 1 ได้ แม้จำเลยที่ 1 ไม่เก็บค่าจอดรถ แต่ก็เป็นการจัดที่จอดรถให้แก่ลูกค้าตามพระราชบัญญัติของกฎหมาย และตามพฤติการณ์ยังเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งของห้างจำเลยที่ 1 ที่มีผลต่อยอดจำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยตรง ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอื่น จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ให้บริการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3 ทั้งห้างของจำเลยที่ 1 มีลูกค้าขับรถยนต์มาจอดและเข้าซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากการดำเนินคดีย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคโดยส่วนรวมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 39 คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโจทก์ย่อมมีอำนาจรับเรื่องไว้พิจารณาและแต่งตั้งให้พนักงานอัยการดำเนินคดีแทนผู้บริโภคได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้บริโภคขับรถยนต์พิพาทไปจอดที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยรับบัตรจอดรถฉบับบนจากจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ที่ประจำอยู่ประตูทางเข้าของห้าง โดยจำเลยที่ 4 ได้เขียนกำกับหมายเลขทะเบียนรถยนต์ของผู้บริโภคไว้ในบัตรจอดรถก่อนมอบให้ผู้บริโภค เมื่อจอดรถแล้วผู้เสียหายได้เข้าไปซื้อสินค้าในห้างของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นประมาณ 50 นาที ผู้บริโภคได้กลับมาที่จอดรถ ปรากฏว่ารถยนต์พิพาทหายไปแล้ว โดยบัตรจอดรถยังอยู่ที่ผู้บริโภค การออกบัตรจอดรถให้เจ้าของรถยนต์ที่ผ่านเข้ามาจอดในลานจอดรถไม่ได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ โดยเขียนกำกับเฉพาะหมายเลขทะเบียนแต่ไม่ได้ระบุหมวดตัวอักษรหน้าหมายเลขทะเบียน และบัตรอ่อนไม่ระบุวันเดือนปีและเวลาที่รถยนต์เข้ามาจอด จึงง่ายต่อการปลอมแปลงและนำมาใช้ซ้ำ การที่พนักงานรักษาความปลอดภัยปล่อยให้คนร้ายนำรถของผู้บริโภคออกจากลานจอดรถโดยไม่ระมัดระวังในการตรวจบัตรจอดรถโดยเคร่งครัด จึงเป็นผลโดยตรงที่ทำให้รถยนต์ถูกลักไป เป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 และที่ 4 พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างที่กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 อันเป็นการละเมิดต่อผู้บริโภค ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และ 425 จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งการละเมิดต่อผู้บริโภค

ตามสัญญาว่าจ้างงานรักษาความปลอดภัย ครอบคลุมเฉพาะการรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้ว่าจ้างและลูกจ้างของผู้ว่าจ้างเท่านั้น แต่ตามสัญญาข้อ 1 ระบุว่านอกจากจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ทำการรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 และลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แล้วยังรวมตลอดถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์หรืออยู่ภายใต้การควบคุมดูแลหรือครอบครองของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในบริเวณห้างจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากนี้ยังได้ระบุในสัญญาว่าจ้างงานรักษาความปลอดภัย ข้อ 7.3 ว่า "ประสานงานและให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือในการป้องกันและปราบปรามโจรกรรม การก่อวินาศกรรม การก่ออาชญากรรมทุกรุปแบบตลอดจนการก่อความวุ่นวาย การจลาจลต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นภายในบริเวณสถานที่ของผู้ว่าจ้าง" ด้วย จึงย่อมรวมถึงรถยนต์ของผู้บริโภคซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 ที่มาจอดในบริเวณห้างและถูกคนร้ายลักไปเพราะการลักทรัพย์ถือเป็นการโจรกรรมและการก่ออาชญากรรมอย่างหนึ่ง จึงอยู่ในขอบเขตการว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยตามสัญญาว่าจ้างงานรักษาความปลอดภัย จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวแทนที่รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ในการรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินในห้างจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันกระทำละเมิดทำให้รถยนต์พิพาทของผู้บริโภคสูญหายไป จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการจึงต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปในกิจการที่รับมอบหมายให้ทำแทนนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายอลงลาภ ผู้บริโภคเข้าไปซื้อสินค้าโดยนำรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ฎ-3500 กรุงเทพมหานคร เข้าไปจอดในห้างสรรพสินค้า เทสโก้ โลตัส สาขามีนบุรี ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจ้างจำเลยที่ 2 ดูแลรักษาความปลอดภัย จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อไม่ตรวจความถูกต้องของบัตรจอดรถยนต์ตรงช่องทางออกอย่างเคร่งครัดและละเอียดรอบคอบเป็นเหตุให้รถยนต์ของนายอลงลาภสูญหายเพราะถูกคนร้ายลักไป ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันคืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1ฎ-3500 กรุงเทพมหานคร หรือชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายอลงลาภ โชติสินผู้บริโภค

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจในฐานะผู้ขายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคเท่านั้นไม่ได้เรียกเงินตอบแทนหรือผลประโยชน์อื่นสำหรับการให้การบริการสถานที่จอดรถจึงมิใช่ผู้ให้การบริการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3 โจทก์ไม่มีอำนาจรับเรื่องร้องทุกข์จากนายอลงลาภจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับจ้างดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และอำนวยความสะดวกการจราจรในการจอดรถของลูกค้าเท่านั้น การใช้บัตรผ่านเข้าออกก็เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย มิใช่เป็นการรับฝากรถยนต์ของลูกค้าจึงไม่มีหน้าที่โดยตรงในการดูแลรักษาจึงไม่ต้องรับผิดกรณีรถยนต์สูญหาย ทั้งจำเลยที่ 1 ได้ใช้ความระมัดระวังในการคัดเลือกจำเลยที่ 2 ผู้รับจ้างดีแล้วและจำเลยที่ 1 ได้ใช้ความระมัดระวังปิดประกาศเตือนการโจรกรรมรถยนต์ให้ลูกค้าทราบแล้ว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้ประมาทเลินเล่อแต่ได้ใช้ความระมัดระวังป้องกันโดยใช้ระบบบัตรผ่านเข้าออกลานจอดรถแล้วแต่นายอลงลาภเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อไม่ล็อกประตูรถ ไม่ติดสัญญาณป้องกันการโจรกรรมจึงถูกคนร้ายโจรกรรมรถได้ง่ายการที่รถยนต์ของนายอลงลาภสูญหายเพราะคนร้ายปลอมบัตรผ่านเข้าออกเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะป้องกันได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1ฎ-3500 กรุงเทพมหานคร หรือใช้ราคาเป็นเงิน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายอลงลาภ (ผู้บริโภค)

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาโต้แย้งว่าเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา นายอลงลาภผู้บริโภคขับรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน 1ฎ-3500 กรุงเทพมหานคร ของผู้บริโภคเข้าไปจอดในที่จอดรถของห้างสรรพสินค้า เทสโก้ โลตัส สาขามีนบุรี ของจำเลยที่ 1 โดยรับบัตรจอดรถเอกสารหมาย จ.1 ฉบับบน จากจำเลยที่ 4 ที่ประตูทางเข้าห้าง แล้วผู้บริโภคเข้าไปซื้อสินค้าภายในห้าง หลังจากนั้นประมาณ 50 นาที ผู้บริโภคกลับมาที่รถปรากฏว่ารถยนต์ของผู้บริโภคที่จอดไว้ดังกล่าวได้หายไปแล้ว จึงสอบถามจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ทางออกจากห้างที่เกิดเหตุและร่วมกับพนักงานรักษาความปลอดภัยคนอื่นช่วยค้นหาแต่ไม่พบรถยนต์ของผู้บริโภค จึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี ตามบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.3 รุ่งขึ้นผู้บริโภคไปพบเจรจากับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของห้างที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทที่รับจ้างดูแลรักษาความปลอดภัยของห้างที่เกิดเหตุแล้ว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิเสธที่จะรับผิดชอบ ผู้บริโภคจึงไปยื่นเรื่องร้องเรียนต่อโจทก์ตามบันทึกคำร้องเรียน เอกสารหมาย จ.4 โจทก์นัดหมายผู้บริโภคและจำเลยที่ 1 กับที่ 2 มาเจรจากันแล้วแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ตามรายงานผลการเจรจาเอกสารหมาย จ.๘ จึงนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาที่ประชุมของโจทก์พิจารณากลั่นกรองแล้วมีความเห็นว่าจำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้บริโภคจึงมีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานอัยการดำเนินคดี ตามรายงานการประชุมและคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เอกสารหมาย จ.17 ถึง จ.19 โดยได้แจ้งให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมทราบแล้ว ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.20 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยไม่มีวัตถุประสงค์ในการรับฝากรถของลูกค้าที่นำมาจอดเพื่อใช้บริการของห้างจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็นำสืบว่า การก่อสร้างห้างจำเลยที่ 1 อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ซึ่งกำหนดให้เจ้าของอาคารต้องมีที่จอดรถ 1 คันต่อพื้นที่ทุก ๆ 20 ตารางเมตร จำเลยที่ 1 จึงต้องจัดสร้างที่จอดรถดังกล่าวและได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ในการดูแลรักษาความปลอดภัยห้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ซึ่งในการนำรถยนต์เข้ามาจอดรถในห้างดังกล่าว ต้องรับบัตรจอดรถจากพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 และเมื่อจะนำรถยนต์ออกจากห้างต้องแสดงบัตรจอดรถที่ตรงกับหมายเลขทะเบียนรถต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ตรวจดูว่าถูกต้องจึงจะอนุญาตให้นำรถออกจากห้างของจำเลยที่ 1 ได้ แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่า ไม่มีการเก็บค่าจอดรถก็ตาม แต่ก็เป็นการจัดที่จอดรถให้แก่ลูกค้าตามบทบัญญัติของกฎหมาย และตามพฤติการณ์ยังเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งของห้างจำเลยที่ 1 ที่มีผลต่อยอดจำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยตรง ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอื่น จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ให้บริการตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3 ทั้งห้างของจำเลยที่ 1 มีลูกค้าขับรถยนต์มาจอดและเข้าซื้อสินค้าในห้างจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนมากและนอกจากรถโจทก์แล้วยังมีนายประสิทธิ์ นายพินิจและนายสถาวรซึ่งขับรถเข้าไปจอดในที่จอดรถของจำเลยที่ 1 แล้วรถยนต์ที่จอดสูญหายไปด้วยการดำเนินคดีย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคโดยส่วนรวมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 39 โจทก์ย่อมมีอำนาจรับเรื่องไว้พิจารณาและแต่งตั้งให้พนักงานอัยการดำเนินคดีแทนผู้บริโภคได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อผู้บริโภคและต้องรับผิดต่อผู้บริโภคหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้บริโภคขับรถยนต์พิพาทไปจอดที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า เทสโก้ โลตัส สาขามีนบุรี ของจำเลยที่ 1 โดยรับบัตรจอดรถเอกสารหมาย จ.1 ฉบับบนจากจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ที่ประจำอยู่ประตูทางเข้าของห้างเกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 4 ได้เขียนกำกับหมายเลขทะเบียนรถยนต์ของผู้บริโภคไว้ในบัตรจอดรถก่อนมอบให้ผู้บริโภค เมื่อจอดรถแล้วผู้เสียหายได้เข้าไปซื้อสินค้าในห้างของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นประมาณ 50 นาที ผู้บริโภคได้กลับมาที่จอดรถพิพาท ปรากฏว่ารถยนต์พิพาทหายไปแล้ว โดยบัตรจอดรถยังอยู่ที่ผู้บริโภค ผู้บริโภคจึงแจ้งให้พนักงานรักษาความปลอดภัยทราบและช่วยกันค้นหาแต่ไม่พบจึงไปตรวจสอบที่ประตูทางออกพบว่ามีบัตรจอดรถที่มีหมายเลขทะเบียนตรงกับ

รถของผู้บริโภคอีกฉบับหนึ่งอยู่ที่ประตูทางออก ตามบัตรจอดรถเอกสารหมาย จ.1 ฉบับล่าง ซึ่งขณะที่พบเขียนแต่หมายเลขทะเบียนรถโดยไม่ได้ระบุหมวดตัวอักษร "1ฎ" แต่อย่างใด ต่อมานายบุญเกียรติพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 จึงได้เขียนขึ้นในภายหลัง ทั้งขณะเกิดเหตุมีพนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างเดินตรวจตราอยู่ในบริเวณลานจอดรถด้วย เห็นได้ว่า การออกบัตรจอดรถให้เจ้าของรถยนต์ที่ผ่านเข้ามาจอดในลานจอดรถห้างจำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ โดยได้ออกบัตรจอดรถให้ผู้นำรถมาจอดโดยเขียนกำกับเฉพาะหมายเลขทะเบียนแต่ไม่ได้ระบุหมวดตัวอักษรหน้าหมายเลขทะเบียน และบัตรจอดรถที่ออกให้เป็นบัตรอ่อนไม่ระบุวันเดือนปีและเวลาที่รถยนต์เข้ามาจอด จึงง่ายต่อการปลอมแปลงและนำมาใช้ซ้ำ การที่พนักงานรักษาความปลอดภัยปล่อยให้คนร้ายนำรถของผู้บริโภคออกจากลานจอดรถที่เกิดเหตุโดยไม่ระมัดระวังในการตรวจบัตรจอดรถโดยเคร่งครัด จึงเป็นผลโดยตรงที่ทำให้รถยนต์ของผู้บริโภคถูกลักไป เป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 และที่ 4 พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างที่กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 อันเป็นการละเมิดต่อผู้บริโภค ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และ 425 จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งการละเมิดต่อผู้บริโภคสำหรับจำเลยที่ 1 แม้จะนำสืบว่าตามสัญญาว่าจ้างงานรักษาความปลอดภัยเอกสารหมาย ล.1 ครอบคลุมเฉพาะการรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้ว่าจ้างและลูกจ้างของผู้ว่าจ้างเท่านั้นก็ตาม แต่ตามสัญญาข้อ 1 ระบุว่านอกจากจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ทำการรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 และลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แล้วยังรวมตลอดถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์หรืออยู่ภายใต้การควบคุมดูแลหรือครอบครองของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในบริเวณห้างจำเลยที่ 1 ที่เกิดเหตุด้วย นอกจากนี้ยังได้ระบุในสัญญาว่าจ้างงานรักษาความปลอดภัย เอกสารหมาย ล.1 ข้อ 7.3 ว่า "ประสานงานและให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือในการป้องกันและปราบปรามโจรกรรม การก่อวินาศกรรม การก่ออาชญากรรมทุกรูปแบบตลอดจนการก่อความวุ่นวาย การจลาจลต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นภายในบริเวณสถานที่ของผู้ว่าจ้าง" ด้วย จึงย่อมรวมถึงรถยนต์ของผู้บริโภคซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 ที่มาจอดในบริเวณห้างและถูกคนร้ายลักไปเพราะการลักทรัพย์ถือเป็นการโจรกรรมและการก่ออาชญากรรมอย่างหนึ่ง จึงอยู่ในขอบเขตการว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยตามสัญญาว่าจ้างงานรักษาความปลอดภัยเอกสารหมาย ล.1 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวแทนที่รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ในการรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินในห้างจำเลยที่ 1 ที่เกิดเหตุ เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันกระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภคโดยประมาทเลินเล่อทำให้รถยนต์พิพาทของผู้บริโภคสูญหายไป จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการจึงต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปในกิจการที่รับมอบหมายให้ทำแทนนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 427
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
บริษัทเอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น
จำเลย — ซิสเทม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5752/2553
#501947
เปิดฉบับเต็ม

แม้ภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายบังคับคดีแล้ว จำเลยยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งอายัดทรัพย์สินของจำเลยว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวอายัดซ้ำกับคดีของโจทก์ เป็นการดำเนินการในคดีอื่นอีกคดีหนึ่งภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำร้องในคดีนี้เพื่อรักษาประโยชน์ของตนเองในฐานะที่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวมิใช่การดำเนินการในคดีนี้ จึงมิใช่กรณีที่จำเลยได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หรือเป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำนั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเห็นว่าศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีไม่ถูกต้อง จำเลยจึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม

จำเลยนำเงินเข้าบัญชีโจทก์ในวันจันทร์ที่ 1 กันยายน 2551 อันเป็นวันเปิดทำการวันแรกทันที ซึ่งการนับระยะเวลาตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8 บัญญัติว่า ถ้าวันสุดท้ายของระยะเวลาเป็นวันหยุดทำการตามประกาศเป็นทางการหรือตามประเพณี ให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการนั้นเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา ดังนั้น การที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีของโจทก์ทันทีในวันแรกที่เปิดทำการจึงไม่ถือว่าจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ล่วงพ้นกำหนดและตกเป็นผู้ผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีจึงเป็นการไม่ชอบ แม้โจทก์จะอ้างว่าธนาคารเปิดทำการในวันเสาร์อาทิตย์ ไม่อาจเป็นข้อยกเว้นของกฎหมายได้ และแม้จะมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อมาว่า ในงวดที่สามและที่สี่จำเลยยังคงนำเงินเข้าบัญชีโจทก์เกินกำหนด ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นในภายหลัง ไม่ทำให้การออกหมายบังคับคดีที่ไม่ชอบกลับกลายเป็นหมายบังคับคดีที่ถูกต้องตามกฎหมายไปได้ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยยินยอมจะชำระค่าสินค้า 75,000 บาท และค่าทนายความอีก 2,000 บาท แก่โจทก์ ตกลงผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 5 งวด เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 และงวดต่อไปทุกภายในวันที่เดียวกับการชำระงวดแรก โดยจะชำระเข้าบัญชีของโจทก์ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีทันทีได้เต็มตามฟ้อง 179,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากราคาที่ค้างชำระคือ 158,036 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอ จำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระงวดวันที่ 30 สิงหาคม 2551 ตามกำหนด ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายบังคับคดี

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีโดยอ้างว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง แต่วันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงร่วมกันแล้ว เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดไต่สวนและมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรก จำเลยมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายบังคับคดีแล้ว จำเลยยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งอายัดทรัพย์สินของจำเลย ทรัพย์สินของจำเลยถูกเจ้าหนี้หลายรายรวมทั้งโจทก์อายัดไว้แล้ว การอายัดทรัพย์สินของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นการอายัดซ้ำกับคดีของโจทก์ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการอายัดและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ถอนการอายัดแล้ว ถือว่าจำเลยให้สัตยาบันแก่การบังคับคดีของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม จำเลยไม่อาจขอเพิกถอนหมายบังคับคดีได้ เห็นว่า การที่จำเลยยื่นคำแถลงในอีกคดีหนึ่งว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอายัดซ้ำกับคดีของโจทก์ เป็นการดำเนินการในคดีอื่นอีกคดีหนึ่งภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำร้องในคดีนี้เพื่อรักษาประโยชน์ของตนเองในฐานะที่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามิใช่การดำเนินการในคดีนี้มิใช่กรณีที่จำเลยได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หรือเป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำ ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเห็นว่าศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีไม่ถูกต้อง จำเลยมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไป จำเลยผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเหตุให้ต้องออกหมายบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอลงวันที่ 5 กันยายน 2551 ของโจทก์ที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า จำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระหนี้งวดวันที่ 30 สิงหาคม 2551 นั้น ปรากฏตามคำแถลงรับข้อเท็จจริงของโจทก์จำเลย ในวันครบกำหนดคือวันที่ 30 สิงหาคม 2551 เป็นวันเสาร์ซึ่งหยุดราชการ แต่จำเลยก็นำเงินเข้าบัญชีโจทก์ในวันจันทร์ที่ 1 กันยายน 2551 เป็นวันเปิดทำการวันแรกทันที การนับระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 บัญญัติว่า ถ้าวันสุดท้ายของระยะเวลาเป็นวันหยุดทำการตามประกาศเป็นทางการหรือตามประเพณี ให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา ดังนั้น การที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีของโจทก์ทันทีในวันแรกที่เปิดทำการไม่ถือว่าจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ล่วงพ้นกำหนดและตกเป็นผู้ผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเป็นการไม่ชอบ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าธนาคารเปิดทำการในวันเสาร์อาทิตย์ก็มีนั้น ไม่อาจเป็นข้อยกเว้นของกฎหมาย และแม้จะมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อมา ในงวดที่สามและที่สี่จำเลยยังคงนำเงินเข้าบัญชีโจทก์เกินกำหนด เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นในภายหลัง ไม่ทำให้การออกหมายบังคับคดีที่ไม่ชอบกลับกลายเป็นหมายบังคับคดีที่ถูกต้องตามกฎหมายไปได้ ฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/8
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิรภพ ศรีกาญจนา
จำเลย — นางรัชฎาวรรณ สกุลซ้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายกลอน รักษา
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5752/2553
#512792
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายบังคับคดีในคดีนี้อ้างว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอม การที่จำเลยยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในอีกคดีหนึ่งที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอายัดทรัพย์สินของจำเลยว่า ทรัพย์สินของจำเลยถูกเจ้าหนี้หลายรายรวมทั้งโจทก์อายัดไว้แล้ว การอายัดทรัพย์สินในคดีดังกล่าวจึงเป็นการอายัดซ้ำ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการอายัดและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ถอนการอายัดแล้วเป็นการดำเนินการในคดีอื่นมิใช่ในคดีนี้ จึงมิใช่กรณีที่จำเลยได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หรือเป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำนั้น จำเลยจึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีในคดีนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม

วันครบกำหนดชำระหนี้ตรงกับวันเสาร์ การที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีของโจทก์ในธนาคารทันทีในวันแรกที่เปิดทำการจึงไม่ถือว่าจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ล่วงพ้นกำหนดและตกเป็นผู้ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8 แม้ธนาคารเปิดทำการในวันเสาร์อาทิตย์ก็มี ก็ไม่อาจเป็นข้อยกเว้นของกฎหมายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยยินยอมจะชำระค่าสินค้า 75,000 บาท และค่าทนายความอีก 2,000 บาท แก่โจทก์ ตกลงผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 5 งวด เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 และงวดต่อไปทุกภายในวันที่เดียวกับการชำระงวดแรก โดยจะชำระเข้าบัญชีของโจทก์ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีทันทีได้เต็มตามฟ้อง 179,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากราคาที่ค้างชำระคือ 158,036 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่18 มิถุนายน 2551 ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2551 โจทก์ยื่นคำขอว่า จำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระงวดวันที่ 30 สิงหาคม 2551 ตามกำหนด ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายบังคับคดี

วันที่ 3 ธันวาคม 2551 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีโดยอ้างว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง แต่ในวันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงร่วมกันแล้ว เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดไต่สวนและมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยจำเลยตกลงผ่อนชำระค่าสินค้าด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีโจทก์แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน 5 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 และงวดต่อไปภายในวันที่ 30 ของทุกเดือน ซึ่งจำเลยได้ผ่อนชำระค่าสินค้างวดแรกตรงตามกำหนดนัดในสัญญางวดต่อมาจำเลยต้องผ่อนชำระภายในวันที่ 30 ของเดือนถัดไป แต่จำเลยผ่อนชำระวันที่ 1 กันยายน 2551 โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่จำเลย ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนหมายบังคับคดีอ้างว่าไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ระหว่างไต่สวนคู่ความแถลงร่วมกันว่าจำเลยชำระเงินให้โจทก์ครบจำนวนตามสัญญาแล้ว โดยงวดแรกจำเลยผ่อนชำระตรงตามกำหนดนัดในสัญญา คือวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 งวดที่สองจำเลยต้องผ่อนชำระภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2551 แต่ปรากฏว่าจำเลยนำเงินผ่อนชำระวันที่ 1 กันยายน 2551 เนื่องจากวันที่ 30 และ 31 สิงหาคม 2551 เป็นวันเสาร์และวันอาทิตย์ งวดที่สามและที่สี่ชำระเกินกำหนด 1 วัน และงวดที่ห้าชำระตรงตามกำหนด 5 งวด ครบถ้วนตามกำหนดที่ได้ตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความในกรณีจำเลยไม่ผิดนัดแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า จำเลยมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายบังคับคดีในคดีนี้แล้ว จำเลยยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งอายัดทรัพย์สินของจำเลยว่า ทรัพย์สินของจำเลยถูกเจ้าหนี้หลายรายรวมทั้งโจทก์อายัดไว้แล้ว การอายัดทรัพย์สินของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงเป็นการอายัดซ้ำกับคดีของโจทก์ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการอายัดและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ถอนการอายัดในคดีดังกล่าวแล้ว ถือว่าจำเลยให้สัตยาบันแก่การบังคับคดีของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม จำเลยจึงไม่อาจของเพิกถอนหมายบังคับคดีได้ เห็นว่า การที่จำเลยยื่นคำแถลงในอีกคดีหนึ่งว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวอายัดซ้ำกับคดีของโจทก์ เป็นการดำเนินการในคดีอื่นอีกคดีหนึ่งภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำร้องในคดีนี้เพื่อรักษาประโยชน์ของตนเองในฐานะที่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวมิใช่การดำเนินการในคดีนี้ จึงมิใช่กรณีที่จำเลยได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หรือเป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำนั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเห็นว่าศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีไม่ถูกต้อง จำเลยจึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเหตุให้ต้องออกหมายบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอลงวันที่ 5 กันยายน 2551 ของโจทก์ที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า จำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระหนี้งวดวันที่ 30 สิงหาคม 2551 นั้น ปรากฏตามคำแถลงรับข้อเท็จจริงของโจทก์จำเลยว่าในวันครบกำหนดคือวันที่ 30 สิงหาคม 2551 เป็นวันเสาร์ซึ่งหยุดราชการ แต่จำเลยก็นำเงินเข้าบัญชีโจทก์ในวันจันทร์ที่ 1 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรกทันที ซึ่งการนับระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 บัญญัติว่า ถ้าวันสุดท้ายของระยะเวลาเป็นวันหยุดทำการตามประกาศเป็นทางการหรือตามประเพณี ให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการนั้นเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา ดังนั้น การที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีของโจทก์ทันทีในวันแรกที่เปิดทำการจึงไม่ถือว่าจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ล่วงพ้นกำหนดและตกเป็นผู้ผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีจึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าธนาคารเปิดทำการในวันเสาร์อาทิตย์ก็มีนั้นไม่อาจเป็นข้อยกเว้นของกฎหมาย และแม้จะมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อมาว่า ในงวดที่สามและที่สี่จำเลยยังคงนำเงินเข้าบัญชีโจทก์เกินกำหนดนั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นในภายหลัง ไม่ทำให้การออกหมายบังคับคดีที่ไม่ชอบกลับกลายเป็นหมายบังคับคดีที่ถูกต้องตามกฎหมายไปได้ คดีฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/8
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิรภพ ศรีกาญจนา
จำเลย — นางรัชฎาวรรณ สกุลซ้ง
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5749/2553
#501578
เปิดฉบับเต็ม

การห้ามยึดหรืออายัดทรัพย์สินซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นทรัพย์รายเดียวกันของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยมีเงินเดือน 27,000 บาท ถูกอายัดเงินเดือนครั้งแรกในคดีที่ 1 เป็นเงิน 3,000 บาท ครั้งที่ 2 ในคดีที่ 2 เป็นเงิน 3,000 บาท ครั้งที่ 3 คือคดีนี้โจทก์อายัดไว้ 5,000 บาท ดังนั้น การอายัดของโจทก์จึงเป็นการอายัดเงินเดือนของจำเลยในจำนวนที่แยกต่างหากจากที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่นได้อายัดไว้ จึงไม่ใช่การอายัดซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทโดยธรรมชำระเงินจำนวน 90,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 61,200 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำบังคับ โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้คืนเงินที่ได้รับจากเจ้าพนักงานบังคับคดีจำนวน 3,462 บาท แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อคืนแก่จำเลยที่ 1 ต่อไป

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีเงินเดือน 27,000 บาท ถูกอายัดเงินเดือนครั้งแรกในคดีหมายเลขแดงที่ 14169/2538 เป็นเงิน 3,000 บาท ครั้งที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 7727/2543 เป็นเงิน 3,000 บาท ครั้งที่ 3 คือคดีนี้โจทก์อายัดไว้ 5,000 บาท ดังนั้นการอายัดของโจทก์จึงเป็นการอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 1 ในจำนวนที่แยกต่างหากจากที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่นได้อายัดไว้ จึงไม่ใช่เป็นการอายัดซ้ำแต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าสิบเอกฉลาม สุวรรณหงษ์
จำเลย — นายสำรวย ยังถาวร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายโตมร คงรุ่งภากร
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5746/2553
#501918
เปิดฉบับเต็ม

ใบกำกับการส่งสินค้าหรือใบเสร็จรับเงินซึ่งจำเลยที่ 2 ออกให้แก่ลูกจ้างของโจทก์ที่นำสินค้ามาส่ง มีข้อความจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 และลูกจ้างของโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ส่งสินค้า แต่ด้านหน้าตอนท้ายของเอกสารดังกล่าวเพียงแต่มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า การส่งสินค้าควรประเมินราคาเพื่อประโยชน์ของท่านเอง และอีกตอนหนึ่งว่า โปรดสังเกตเงื่อนไขในการว่าจ้าง ร.ส.พ. ขนส่งสินค้าอยู่ด้านหลังนี้ ซึ่งด้านหลังของเอกสารดังกล่าวเป็นเงื่อนไขการว่าจ้าง มีเงื่อนไขตอนหนึ่งระบุว่า ข้อ 7 ค. การขนส่งพัสดุภัณฑ์อื่นๆ นอกจากที่ระบุไว้ในข้อ ก.และ ข. ผู้ส่งหรือผู้ว่าจ้างยินยอมให้ ร.ส.พ. ชดใช้ค่าเสียหายตามราคาที่เสียหายจริงแต่ไม่เกินวงเงิน 5,000 บาท ต่อเอกสารการขนส่ง 1 ฉบับ ข้อความด้านหน้าตอนท้ายของเอกสารดังกล่าวเป็นแต่เพียงคำเตือนหรือคำแนะนำให้ผู้ส่งสินค้าปฏิบัติ ไม่มีลักษณะเป็นข้อตกลงที่ชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดระหว่างผู้ขนส่งและผู้ส่ง ข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงเป็นโมฆะ ตามมาตรา 625 แห่ง ป.พ.พ.

สินค้ากระดาษอัดรูปและฟิลม์สีที่โจทก์ว่าจ้างให้ขนส่งมีราคาสูง ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นของมีค่าอย่างอื่นตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 620 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่จำต้องบอกราคาหรือสภาพแห่งของไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในราคาสินค้าที่แท้จริงซึ่งเสียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 616

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 259,943 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 241,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน259,943 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 241,900 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด

ค่าทนายความ 9,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชดใช้เงินเพียงจำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ใบกำกับการส่งสินค้าหรือใบเสร็จรับเงิน ซึ่งจำเลยที่ 2 ออกให้แก่ลูกจ้างของโจทก์ที่นำสินค้ามาส่งมีข้อความจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 และลูกจ้างของโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ส่งสินค้าเอกสารดังกล่าวด้านหน้าตอนท้ายเพียงแต่มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า การส่งสินค้าควรประเมินราคาเพื่อประโยชน์ของท่านเอง และอีกตอนหนึ่งว่า โปรดสังเกตเงื่อนไขในการว่าจ้าง ร. ส. พ. ขนส่งสินค้าอยู่ด้านหลังนี้ ซึ่งด้านหลังของเอกสารดังกล่าวเป็นเงื่อนไขการว่าจ้าง ร. ส. พ. ขนส่งสินค้า และมีเงื่อนไขตอนหนึ่งระบุว่า ข้อ 7 ค. การขนส่งพัสดุภัณฑ์อื่น ๆ นอกจากที่ระบุไว้ในข้อ ก และ ข ผู้ส่งหรือผู้ว่าจ้างยินยอมให้ ร. ส. พ. ชดใช้ค่าเสียหายตามราคาที่เสียหายจริง แต่ไม่เกินวงเงิน 5,000 บาท ต่อเอกสารการขนส่ง 1 ฉบับ จะเห็นได้ว่าข้อความด้านหน้าตอนท้ายของเอกสารดังกล่าวเป็นแต่เพียงคำเตือนหรือคำแนะนำให้ผู้ส่งสินค้าปฏิบัติ ไม่มีลักษณะเป็นข้อตกลงที่ชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดระหว่างผู้ขนส่งและผู้ส่ง ข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 625 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้สินค้าที่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ขนส่งมีราคาสูง แต่ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นของมีค่าอย่างอื่นตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 620 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่จำต้องบอกราคาหรือสภาพแห่งของไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่จำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในราคาสินค้าที่แท้จริงซึ่งเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616 ม. 620 ม. 625
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรรณเพ็ญ เกษมสันต์
จำเลย — นายมนัส เถาว์หมอ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายนนท์ ทันตพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายธีระพงศ์ จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5746/2553
#509533
เปิดฉบับเต็ม

ใบกำกับการส่งสินค้าหรือใบเสร็จรับเงินซึ่งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์จำเลยที่ 2 ออกให้แก่ลูกจ้างของโจทก์ที่นำสินค้ามาส่ง มีข้อความจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 และลูกจ้างของโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ส่งสินค้าไว้ด้วย แต่เอกสารดังกล่าวด้านหน้าตอนท้าย ของเอกสารดังกล่าวเพียงแต่มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า การส่งสินค้าควรประเมินราคาเพื่อประโยชน์ของท่านเอง และอีกตอนหนึ่งว่า โปรดสังเกตเงื่อนไขในการว่าจ้าง ร.ส.พ. ขนส่งสินค้าอยู่ด้านหลังนี้ ซึ่งด้านหลังของเอกสารดังกล่าวเป็นเงื่อนไขการว่าจ้างร.ส.พ.ขนส่งสินค้าและมีเงื่อนไขตอนหนึ่งระบุว่าการขนส่งพัสดุภัณฑ์อื่นๆ นอกจากที่ระบุไว้ในข้อ ก.และ ข. ผู้ส่งหรือผู้ว่าจ้างยินยอมให้ ร.ส.พ. ชดใช้ค่าเสียหายตามราคาที่เสียหายจริงแต่ไม่เกินวงเงิน 5,000 บาท ต่อเอกสารการขนส่ง 1 ฉบับ ข้อความด้านหน้าตอนท้ายของเอกสารดังกล่าวเป็นแต่เพียงคำเตือนหรือคำแนะนำให้ผู้ส่งสินค้าปฏิบัติ ไม่มีลักษณะเป็นข้อตกลงที่ชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดระหว่างผู้ขนส่งและผู้ส่งจึงเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 สินค้าประเภทกระดาษอัดรูปและฟิลม์สีที่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ขนส่งมีราคาสูง แต่ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นของมีค่าอย่างอื่นตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 620 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่จำต้องบอกราคาหรือสภาพแห่งของไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่จำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในราคาสินค้าที่แท้จริงซึ่งเสียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 61

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโจทก์ตกลงว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม ขนส่งสินค้ารวม 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2545 ให้ขนส่งกระดาษอัดรูป 30 ม้วน ราคา 87,000 บาท ค่าจ้างรับขนส่งเป็นเงิน 460 บาท ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่21 กุมภาพันธ์ 2545 ให้ขนส่งกระดาษอัดรูป 10 ม้วน ฟิล์มสีโกดักโกล 100 จำนวน 200 ม้วน และฟิล์มสีโกดักโกล 200 จำนวน 800 ม้วน ราคา 107,700 บาท ค่าจ้างรับขนส่งเป็นเงิน 290 บาท ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 ให้ขนส่งกระดาษอัดรูป 20 ม้วน ราคา 59,000 บาท ค่าจ้างรับขนส่งเป็นเงิน270 บาท ซึ่งโจทก์ได้ชำระค่าจ้างรับขนส่งแล้วในวันทำสัญญา ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2545 โจทก์ได้รับแจ้งจากลูกค้าว่ายังไม่ได้รับสินค้า โจทก์สอบถามจำเลยที่ 2 แล้ว ทราบว่ารถยนต์บรรทุกสินค้าของจำเลยที่ 2 คว่ำที่จังหวัดเชียงใหม่โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ควบคุมและขับรถยนต์บรรทุก ร.ส.พ.รถ. 2410 ทะเบียนเลขที่ 71 - 7496 กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 บรรทุกสินค้าที่รับขนส่งจากจังหวัดขอนแก่นไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดะระวังเป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกสินค้าพลิกคว่ำ ทำให้สินค้าที่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ขนส่งชำรุดเสียหายเป็นเงิน 241,900 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 241,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการกระทำละเมิด คือวันที่ 1 มีนาคม 2545 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 18,043 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 259,943 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 241,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างและไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งหรือทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โจทก์ตกลงทำสัญญาให้จำเลยที่ 2 รับขนส่งสินค้าแบบธรรมดาโดยไม่ประเมินราคา เมื่อสินค้าโจทก์ได้รับความเสียหายจากรถยนต์ที่บรรทุกสินค้าเกิดอุบัติเหตุ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเพียง 5,000 บาท ต่อเอกสาร 1 ฉบับ รวม 3 ฉบับ เป็นเงิน 15,000 บาท และโจทก์ได้รับคืนสินค้าฟิล์มสีโกดักเบอร์ 100 และเบอร์ 200 จำนวน 190 ม้วน และ 620 ม้วนที่อยู่ในสภาพใช้การได้ดีไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 259,943 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 241,900 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชดใช้เงินเพียงจำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม มีวัตถุประสงค์ให้บริการแก่รัฐและประชาชนในการขนส่ง จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างทำหน้าที่ขับรถยนต์บรรทุก ร. ส. พ. รถ. 2410 หมายเลขทะเบียน 71 - 7496 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 รับจ้างโจทก์ขนส่งสินค้าประเภทกระดาษอัดรูปและฟิล์มถ่ายรูป 3 ครั้ง รวมราคาสินค้า 241,900 บาท ตามใบกำกับการส่งสินค้าหรือใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.4 ถึง ล.6 หรือ จ.2 จ. 4 และ จ.6 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวเพื่อนำสินค้าของโจทก์ไปส่งให้แก่ลูกค้าที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกพลิกคว่ำ สินค้าของโจทก์ได้รับความเสียหายทั้งหมด คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด โจทก์นำสืบว่า โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ขนส่งสินค้าประเภทกระดาษอัดรูปและฟิล์มถ่ายรูปไปส่งให้แก่ลูกค้าที่จังหวัดเชียงใหม่โดยไม่ทราบว่ามีข้อจำกัดความรับผิดในกรณีสินค้าได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามราคาสินค้าที่แท้จริงซึ่งได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 นำสืบว่า โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ขนส่งสินค้าแบบไม่ประเมินราคาสินค้า เมื่อสินค้าได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายไม่เกิน 5,000 บาท ต่อเอกสารการขนส่ง 1 ฉบับ ซึ่งเป็นข้อจำกัดความรับผิดตามที่ปรากฏในใบกำกับการส่งสินค้าหรือใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.4 ถึง ล.6 หรือ จ.2 จ.4 และ จ.6 และระเบียบของจำเลยที่ 2 ว่าด้วยการรับส่งพัสดุภัณฑ์ พ.ศ.2533 เอกสารหมาย ล.8 เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 บัญญัติว่า "ใบรับ ใบตราส่ง หรือเอกสารอื่น ๆ ทำนองนั้นก็ดี ซึ่งผู้ขนส่งออกให้แก่ผู้ส่งนั้น ถ้ามีข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งประการใด ท่านว่าความนั้นเป็นโมฆะ เว้นแต่ผู้ส่งจะได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเช่นว่านั้น" คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า ตามใบกำกับการส่งสินค้าหรือใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.4 ถึง ล.6 หรือ จ.2 จ.4 และ จ.6 ซึ่งจำเลยที่ 2 ออกให้แก่ลูกจ้างของโจทก์ที่นำสินค้ามาส่งมีข้อความจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 และลูกจ้างของโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ส่งสินค้าไว้ด้วยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเอกสารดังกล่าวแล้ว เอกสารดังกล่าวด้านหน้าตอนท้ายเพียงแต่มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า การส่งสินค้าควรประเมินราคาเพื่อประโยชน์ของท่านเอง และอีกตอนหนึ่งว่า โปรดสังเกตเงื่อนไขในการว่าจ้าง ร. ส. พ. ขนส่งสินค้าอยู่ด้านหลังนี้ ซึ่งด้านหลังของเอกสารดังกล่าวเป็นเงื่อนไขการว่าจ้าง ร. ส. พ. ขนส่งสินค้า และมีเงื่อนไขตอนหนึ่งระบุว่า ข้อ 7 ค. การขนส่งพัสดุภัณฑ์อื่น ๆ นอกจากที่ระบุไว้ในข้อ ก และ ข ผู้ส่งหรือผู้ว่าจ้างยินยอมให้ ร. ส. พ. ชดใช้ค่าเสียหายตามราคาที่เสียหายจริง แต่ไม่เกินวงเงิน 5,000 บาท ต่อเอกสารการขนส่ง 1 ฉบับ จะเห็นได้ว่าข้อความด้านหน้าตอนท้ายของเอกสารดังกล่าวเป็นแต่เพียงคำเตือนหรือคำแนะนำให้ผู้ส่งสินค้าปฏิบัติ ไม่มีลักษณะเป็นข้อตกลงที่ชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดระหว่างผู้ขนส่งและผู้ส่ง ข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 625 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยที่ 2 เองก็ตระหนักถึงความข้อนี้ดังจะเห็นได้จากทางนำสืบของโจทก์ว่า หลังจากเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติงานโดยพนักงานของจำเลยที่ 2 สาขาขอนแก่นจะประทับข้อความในใบเสร็จรับเงินด้วยหมึกสีแดงว่า " สินค้าไม่ประเมินราคาตามระเบียบ ร. ส. พ. จะชดใช้ไม่เกิน 5,000 บาท" แล้วให้ผู้ส่งลงลายมือชื่อรับทราบตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.9 จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอ้างข้อความตามใบกำกับการส่งสินค้าหรือใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.4 ถึง ล.6 หรือ จ.2 จ.4 และ จ.6 มาเป็นข้อจำกัดความรับผิดต่อโจทก์ได้ อีกทั้งระเบียบของจำเลยที่ 2 ว่าด้วยการรับส่งพัสดุภัณฑ์ พ.ศ.2533 เอกสารหมาย ล.8 ซึ่งเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการจำกัดความรับผิดในกรณีที่สินค้าของผู้ส่งได้รับความเสียหายก็เป็นเพียงระเบียบภายในของจำเลยที่ 2 เอง ไม่อาจใช้อ้างต่อบุคคลภายนอกเพื่อจำกัดความรับผิดได้ และแม้สินค้าที่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ขนส่งมีราคาสูง แต่ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นของมีค่าอย่างอื่นตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 620 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่จำต้องบอกราคาหรือสภาพแห่งของไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่จำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในราคาสินค้าที่แท้จริงซึ่งเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616 ม. 620 ม. 625
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรรณเพ็ญ เกษมสันต์
จำเลย — นายมานัส เถาว์หมอ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5706/2553
#506568
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 การที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จึงเป็นการอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 แม้เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยก็ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 234 บัญญัติไว้ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยย่อมเป็นการไม่ชอบและถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 9,221,918.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,614,992.23 บาท แต่สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมรับผิดเฉพาะในต้นเงิน 3,700,000 บาท นับถัดจากวันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5151, 5152 และ 5153 ตำบลขุนศรี อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยทั้งสามชำระหนี้จนครบถ้วนแล้วแต่กรณี ส่วนจำเลยที่ 3 ให้รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกของผู้มรณะ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 15,000 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสาม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับโดยให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 40 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสาม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จึงเป็นการอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 แม้เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ได้บัญญัติไว้ด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมเป็นการไม่ชอบ และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 234 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเซ็นเตอร์ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5698/2553
#506566
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 นั้น เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 แห่ง ป.วิ.พ. จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 จำเลยที่ 1 จึงยังไม่มีสิทธิฎีกา คงมีสิทธิเพียงโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปเมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีนั้นแล้วเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2547 ผู้ร้องได้รับโอนสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันทั้งหมด รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสองในคดีนี้จากโจทก์ ผู้ร้องจึงขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนโจทก์ การโอนสิทธิเรียกร้องในการโอนกิจการนี้ไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตามมาตรา 308 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายและพาณิชย์ตามมาตรา 38 ตรี และมาตรา 38 สัตต แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2541 ขอให้อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนโจทก์ในคดีนี้

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ได้ตามขอ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์นั้น เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 จำเลยที่ 1 ยังไม่มีสิทธิฎีกาแม้จำเลยที่ 1 จะเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง ก็มีสิทธิเพียงโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปเมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีนั้นแล้วเท่านั้น ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) โดยธนาคารทหาร
โจทก์ — ไทยจำกัด (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทเอส.พี.ไฮเวย์บิลดิ้ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สุเสารัจ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5697/2553
#506562
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนผู้ครอบครอง บุคคลนั้นจะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือได้ก็แต่โดยบอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองว่าไม่มีเจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้ครอบครองต่อไป และมาตรา 1375 วรรคสอง การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ในกรณีเช่นนี้จะถือว่าจำเลยทั้งสองได้แย่งการครอบครองก็ต่อเมื่อได้เปลี่ยนลักษณะการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังโจทก์ผู้ครอบครองว่า ตนไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทนโจทก์ต่อไป ดังนั้น การที่ก่อนปี 2539 ระหว่างแนวเขตที่ดินพิพาทมีการปลูกต้นยูคาลิปตัสและนาย จ. บอกฝ่ายจำเลยให้รื้อถอนต้นยูคาลิปตัสกับรั้วลวดหนามออก ไม่ใช่การบอกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยังโจทก์ จึงไม่เป็นการแย่งการครอบครอง แต่เมื่อประมาณกลางเดือนมกราคม 2541 จำเลยทั้งสองได้ทำรั้วลวดหนามอ้างว่าทำขึ้นทดแทนรั้วเดิมซึ่งทรุดโทรมไปแล้วและโจทก์เห็นว่ารั้วดังกล่าวสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ จึงมีการเจรจากับจำเลยทั้งสองให้รื้อรั้วออกไป แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอม ต่อมาโจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้บอกกล่าวไปยังโจทก์ตั้งแต่ประมาณกลางเดือนมกราคม 2541 แล้วว่าได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือจากการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์เป็นการยึดถือครอบครองเพื่อตนเองซึ่งเข้าลักษณะแย่งการครอบครอง เมื่อโจทก์ได้ฟ้องคดีนี้เพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2542 จึงเป็นการฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์และต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกหากไม่สามารถคืนที่ดินได้ให้ใช้ราคาแทน 50,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทห้ามโจทก์เข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีก

โจทก์ให้การและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวสุดใจ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายปีละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นให้ยกและให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนรั้วออกจากที่ดินพิพาท เนื้อที่ 43 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 เดิมนายสูน บิดาโจทก์และจำเลยที่ 1 ยกที่ดินมีแบบแจ้งการครอบอครองที่ดิน (ส.ค.1) ให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 โดยที่ดินของโจทก์มีอาณาเขตติดต่อกับที่ดินของจำเลยทั้งสองทางด้านทิศเหนือ ต่อมาปี 2514 จำเลยที่ 1 ได้ขอออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 64 เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา ปี 2519 โจทก์ได้ขอออกหนังสือรับรองทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 132 เนื้อที่ 6 ไร่ 45 ตารางวา วันที่ 23 มีนาคม 2541 ช่างรังวัด กรมที่ดิน ทำการรังวัดที่ดินดังกล่าวซึ่งมีข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองปรากฏตามแนวเขตรั้วเส้นสีเขียวที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ 43 ตารางวา ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์

ปัญหาข้อแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยฟังคำเบิกความของนางสาวสุดใจ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และนายขบวน พี่โจทก์ที่เบิกความลอยๆ ว่า โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ แต่ไม่ได้ความว่าเข้าไปทำอะไร อย่างไร ตั้งแต่เมื่อไร ส่วนคำเบิกความของนายเพลิน อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลบ่อนอก ก็ไม่มีตอนใดระบุว่าจำเลยทั้งสองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและเบิกความว่า ตั้งแต่ปี 2513 โจทก์ จำเลยที่ 1 และนายขบวนมีเรื่องพิพาทเกี่ยวกับที่ดินและไม่เคยพูดจากันจนกระทั่งปัจจุบัน จึงเป็นไปไม่ได้ตามที่นางสาวสุดใจเบิกความว่า จำเลยที่ 1 เจรจากับโจทก์ขอทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แสดงว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มีนางสาวสุดใจเป็นพยานเบิกความว่า ปี 2519 โจทก์มาดูเจ้าหน้าที่รังวัดเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) จำเลยที่ 1 เจรจากับโจทก์ขอใช้ที่ดินทำประโยชน์อ้างว่าจะช่วยปลูกต้นมะพร้าวเก็บผลมะพร้าวขายแล้วส่งเงินให้โจทก์เป็นงวดๆ ทำนาในที่ดินพิพาทและเลี้ยงวัว จนถึงประมาณกลางเดือนมกราคม 2541 โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ทำรั้วรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ และโจทก์มีนายขบวนเบิกความสนับสนุนว่า หลังจากนายขบวนออกไปจากที่ดินของโจทก์ โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 ทำกินในที่ดินโจทก์ ส่วนนายเพลินก็ได้เบิกความยืนยันว่า เมื่อนายขบวนออกจากการอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ที่นาซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ได้ให้จำเลยทั้งสองดูแล แนวเขตเดิมเป็นคันนากว้างประมาณ 1 เมตร มีแนวต้นมะพร้าวเอนเข้ามาฝั่งของโจทก์ แต่ปัจจุบันคันนามีขนาดเล็กลงจากการถากคันนาฝั่งของจำเลยที่ 1 ต้นมะพร้าวบางส่วนก็ตาม จำเลยที่ 1 ตกลงจะปลูกต้นมะพร้าวให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ทำรั้วพิพาทล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ดังนั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความแล้วว่า จำเลยทั้งสองเข้าไปทำอะไร อย่างไรตั้งแต่เมื่อไร นอกจากนี้นายสมชาย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลบ่อนอก ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ดินพิพาท พยานจำเลยทั้งสองเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับรองว่าที่ดินที่เป็นสวนมะพร้าวที่พิพาทโจทก์ให้จำเลยทั้งสองทั้งสองเก็บผลมะพร้าวและแบ่งผลประโยชน์ให้แก่โจทก์ เป็นการสนับสนุนให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์อนุญาตให้จำเลยทั้งสองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสองเป็นการครอบครองแทนโจทก์จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หลังจากบิดาแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ว มีการตกลงแบ่งเขตแดนกันแน่นอนไม่มีข้อโต้แย้งกัน หลังจากนั้นมีการทำรั้วลวดหนามกั้นเขตแดน ต่อมาจำเลยที่ 1 ปลูกต้นยูคาลิปตัสตรงแนวรั้วลวดหนาม ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของนายจงกล พยานโจทก์และเป็นบุตรของโจทก์คนที่ 2 ว่าในช่วงปี 2539 พยานใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ระหว่างแนวเขตที่ดินมีการปลูกต้นยูคาลิปตัสต้นยังเล็กและพยานเคยไปบอกฝ่ายจำเลยให้รื้อถอนต้นยูคาลิปตัสกับรั้วลวดหนามออกไปหลายครั้งก่อนปี 2539 ทั้งพยานดังกล่าวเบิกความอีกว่า ที่ดินของโจทก์ก่อนที่พยานจะเข้าทำประโยชน์นั้นมีญาติทำประโยชน์อยู่ก่อน แต่จำชื่อไม่ได้ แสดงให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ก่อนปี 2539 จำเลยทั้งสองได้แสดงเจตนายึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนเองหาใช่เพิ่งจะแสดงเจตนายึดถือเพื่อตนเมื่อกลางเดือนมกราคม 2541 ส่วนที่ดินของโจทก์มีญาติโจทก์ทำประโยชน์ ไม่ใช่จำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนผู้ครอบครอง บุคคลนั้นจะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือได้แก็แต่โดยบอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองว่าไม่เจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้ครอบครองต่อไป และมาตรา 1375 วรรคสอง การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครอง ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ในกรณีเช่นนี้จะถือว่าจำเลยทั้งสองได้แย่งการครอบครองก็ต่อเมื่อได้เปลี่ยนลักษณะการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังโจทก์ผู้ครอบครองว่า ตนไม่เจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทนโจทก์ต่อไป ดังนั้น การที่ก่อนปี 2539 ระหว่างแนวเขตที่ดินพิพาทมีการปลูกต้นยูคาลิปตัสและนายจงกลบอกฝ่ายจำเลยให้รื้อถอนต้นยูคาลิปตัสกับรั้วลวดหนามออกไม่ใช่การบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยังโจทก์ จึงไม่เป็นการแย่งการครอบครองแต่เมื่อประมาณกลางเดือนมกราคม 2541 จำเลยทั้งสองได้ทำรั้วลวดหนามอ้างว่าทำขึ้นทดแทนรั้วเดิมซึ่งทรุดโทรมไปแล้วและโจทก์เห็นว่ารั้วดังกล่าวสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ จึงมีการเจรจากับจำเลยทั้งสองให้รื้อรั้วออกไป แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมต่อมาโจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้บอกกล่าวไปยังโจทก์ตั้งแต่ประมาณกลางเดือนมกราคม 2541 แล้วว่าได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือจากการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ เป็นการยึดถือครอบครองเพื่อตนเองซึ่งเข้าลักษณะแย่งการครอบครองเมื่อโจทก์ได้ฟ้องคดีนี้เพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2542 จึงเป็นการฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์และต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375 ม. 1381
ชื่อคู่ความ
นางทองเบือน แซ่ซื้อ โดยนางสาวสุดใจ สมบูรณ์รัตน์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางทองใบ แช่มช้อย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5681/2553
#507388
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์โดยไม่แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบก่อน แต่ในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตดังกล่าวก็เป็นวันที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนคำร้องขอให้ขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 ด้วย ทนายความของจำเลยที่ 1 มาศาลและแถลงขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาว่า สอบทนายโจทก์และทนายผู้สวมสิทธิโจทก์แล้วไม่ค้าน กรณีดังกล่าวย่อมแสดงว่าทนายความของจำเลยทั้งสองทราบในวันนั้นแล้วว่าผู้ร้องได้รับอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เช่นกันเมื่อจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งที่ผิดระเบียบดังกล่าวของศาลชั้นต้นภายใน 8 วันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง จำเลยที่ 1 ย่อมหมดสิทธิคัดค้านกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 9,603,283.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 7,800,065.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นงวด แต่ต้องให้แล้วเสร็จใน 7 ปี กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ไม่สั่งคืนและค่าทนายความ 7,000 บาท ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม และมีการนำยึดที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต 12 แปลง และยึดที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร 1 แปลง จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี ในที่สุดศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ขายทอดตลาดที่ดินแปลงที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดภูเก็ตรวมกัน และขายทอดตลาดที่ดินแปลงที่ 6 ถึงที่ 12 ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดภูเก็ตแยกกัน กับขอให้ไต่สวนเกี่ยวกับการที่โจทก์โอนหนี้รายของจำเลยทั้งสองให้แก่ผู้อื่น และขอให้งดการขายทอดตลาดไว้ก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไต่สวนและงดการขายทอดตลาดไว้ ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนคำร้องข้างต้นบริษัทบริหารสินทรัพย์ สตาร์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทดังกล่าวเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ และหมายแจ้งคำสั่งให้จำเลยทั้งสองทราบ แต่ในวันนัดไต่สวนคำร้องของจำเลยทั้งสองดังกล่าว ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ในที่สุดศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้องของจำเลยทั้งสองในวันที่ 25 มิถุนายน 2550 ก่อนถึงวันนัด ในวันที่ 18 มิถุนายน 2550 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองยังไม่ได้รับหมายแจ้งคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวที่อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ สตาร์ จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และศาลชั้นต้นยังไม่ได้ไต่สวนข้อคัดค้านการโอนขายหนี้ตามคำร้อง ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 ของจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้สวมสิทธิและไต่สวนข้อคัดค้านการโอนขายหนี้

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้ว มีคำสั่งยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์โดยไม่แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบก่อนก็ตาม แต่ในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตดังกล่าวนั้นก็เป็นวันที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 ด้วย ทนายความของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทนายความของจำเลยที่ 2 ด้วยเช่นกันมาศาลและแถลงขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาว่า สอบทนายโจทก์และทนายผู้สวมสิทธิโจทก์แล้วไม่ค้าน

กรณีดังกล่าวย่อมแสดงว่าทนายความของจำเลยทั้งสองทราบในวันนั้นแล้วว่า ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เช่นกัน เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งที่ผิดระเบียบดังกล่าวของศาลชั้นต้นภายใน 8 วันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง จำเลยที่ 1 ย่อมหมดสิทธิคัดค้านกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและศาลอุทธรณ์

ภาค 8 พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในส่วนของโจทก์กับจำเลยที่ 2 และให้ยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สตาร์ จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางบุญมี รอดน้อย หรือวชิรกำธร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
มานัส เหลืองประเสริฐ
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5679/2553
#509100
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยแต่เพียงเรื่องอำนาจฟ้อง โดยไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้ออื่นๆ รวมถึงประเด็นข้อพิพาทในเรื่องรถยนต์พิพาทสูญหายหรือไม่ แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ในปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องแล้ว จำเลยได้ทำคำแก้อุทธรณ์โดยตั้งประเด็นไว้ด้วยว่ารถยนต์พิพาทไม่ได้สูญหาย เมื่อปรากฏว่าประเด็นข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์ซึ่งเกิดจากคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยมีเรื่องรถยนต์พิพาทสูญหายหรือไม่อยู่ด้วย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 237 และ 240

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เอาประกันวินาศภัยรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์รุ่นเอส 280 กับจำเลย คุ้มครองการลักทรัพย์ในวงเงิน 3,300,000 บาท ระหว่างเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ รถดังกล่าวสูญหายไป โจทก์ขอรับเงินค่าสินไหมทดแทน จำเลยไม่ชดใช้ให้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน3,650,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,300,000บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์มิใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์ที่เอาประกันภัย แต่เป็นของบริษัทวิริยะลิสซิ่ง จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อซึ่งบริษัทผู้ให้เช่าซื้อได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2540 แล้วและโจทก์มิใช่ผู้เอาประกันภัยรถดังกล่าวกับจำเลย เพราะบริษัทวิริยะลิสซิ่ง จำกัด เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัย และรถก็มิได้สูญหายไปด้วย บริษัทผู้ให้เช่าซื้อรถได้บอกเลิกสัญญาประกันภัยแก่จำเลยในวันที่ 30 ตุลาคม 2540 กับใช้สิทธิรับค่าเบี้ยประกันภัยส่วนคืนจากจำเลยแล้ว ขณะรถยนต์สูญหายนั้น รถจึงมิได้เอาประกันภัยไว้กับจำเลย นอกจากนี้ก่อนวันที่ 30 ตุลาคม 2540 โจทก์ได้โอนส่งมอบรถยนต์แก่บุคคลภายนอกโดยมิได้แจ้งบริษัทผู้ให้เช่าซื้อและจำเลยทราบ กรมธรรม์ประกันภัยย่อมระงับไปตามข้อตกลง โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลย เพราะตามกรมธรรม์ประกันภัยผู้รับประโยชน์คือบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีป็นหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่อาจฟังได้ว่ารถยนต์พิพาทได้หายไปจริงตามฟ้อง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นคำวินิจฉัยที่ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า จำเลยไม่ได้หยิบยกปัญหาเรื่องรถยนต์สูญหายขึ้นต่อสู้ในชั้นที่โจทก์ร้องขอความเป็นธรรมต่อนายทะเบียนประกันภัย คดีจึงไม่มีประเด็นดังกล่าว กับศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยในเรื่องรถยนต์พิพาทสูญหายหรือไม่ โจทก์และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ปัญหานี้ ประเด็นนี้จึงยุติไปแล้ว ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทในคดีย่อมเกิดจากคำคู่ความคือคำฟ้องและคำให้การในคดี มิใช่เกิดจากข้อต่อสู้ของคู่กรณีในชั้นอื่น ๆ ก่อนที่จะมีการฟ้องร้องกัน คดีนี้เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิด จำเลยได้ให้การต่อสู้ในเรื่องรถยนต์มิได้สูญหายมาด้วย ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยชอบในคดี แม้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยแต่เพียงเรื่องอำนาจฟ้อง โดยไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้ออื่น ๆ รวมถึงประเด็นข้อพิพาทในเรื่องรถยนต์พิพาทสูญหายหรือไม่ แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ในปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องแล้ว ก็ปรากฏว่าจำเลยได้ทำคำแก้อุทธรณ์โดยตั้งประเด็นไว้ด้วยว่ารถยนต์พิพาทไม่ได้สูญหาย เมื่อปรากฏว่าประเด็นข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งเกิดจากคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยมีเรื่องรถยนต์พิพาทสูญหายหรือไม่อยู่ด้วย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 237 และ 240 ที่โจทก์ฎีกากล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงในคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยเพื่อให้เห็นว่าคดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทซึ่งข้อเท็จจริงมิได้เป็นไปเช่นนั้น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 237 ม. 240
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดารจันทร์ โกโรวารา
จำเลย — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
มานัส เหลืองประเสริฐ
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5597/2553
#501961
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. ฟ้องจำเลยทั้งห้าว่าทำให้ที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ช.เสียหาย ขอให้ลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพและยื่นคำร้องใจความว่าที่ดินดังกล่าวมิใช่ที่ดินโจทก์ แต่เป็นที่ดินในเขตนิคมท้ายเหมืองที่บริษัท ง. ได้รับประทานบัตรในการทำเหมืองแร่ เมื่อหมดอายุประทานบัตรแล้วบริษัท ง. และโจทก์มิได้ทำประโยชน์ในที่ดิน ที่ดินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดกของ ช. จำเลยทั้งห้าเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเนื่องจากไม่มีที่ทำกิน และมุ่งหวังจะได้สิทธิการเช่าที่ดินจากนิคมท้ายเหมือง ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ทนายโจทก์แถลงขอเลื่อนคดีเนื่องจากคดีอยู่ระหว่างตกลงเรื่องค่าชดเชยในการขนย้ายให้จำเลยทั้งห้าและทำแผนที่ ต่อมาคู่ความแถลงว่าคดีไม่สามารถตกลงกันได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งห้าตามฟ้อง จำเลยทั้งห้าฎีกาขอให้รอการลงโทษ ดังนี้ เมื่ออ่านคำให้การของจำเลยทั้งห้ารวมกับคำร้องที่ยื่นมาพร้อมกับคำให้การแล้ว จะเห็นได้ว่าจำเลยทั้งห้ายังคงโต้แย้งว่าที่ดินตามฟ้องมิใช่ที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ ช. เหตุที่จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพอาจเป็นเพราะคดีอยู่ระหว่างเจรจาว่าจะมีการชดใช้ค่าขนย้ายให้แก่จำเลยทั้งห้าตามที่ทนายโจทก์แถลง และจำเลยทั้งห้าอาจเข้าใจว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิด คำให้การของจำเลยทั้งห้ายังฟังไม่ได้ว่าเป็นคำให้การที่รับสารภาพว่าจำเลยทั้งห้าได้กระทำความผิดจริงตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานคดีจึงลงโทษจำเลยทั้งห้าไม่ได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกฟ้องโจทก์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 358, 359

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 358 และ 359 (ที่ถูกประกอบมาตรา 83) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 359 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 2,000 บาท จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ประกอบมาตรา 83 ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ยกฟ้องข้อหาร่วมกันขุดทำลายถนนที่โจทก์ใช้ในการเข้าออก

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในวันนัดพร้อม จำเลยทั้งห้ายื่นคำให้การขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ พร้อมทั้งยื่นคำร้องใจความว่า จำเลยทั้งห้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินในเขตนิคมท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เนื้อที่ประมาณ 180 ไร่ โจทก์ได้ขุดร่องที่ดินเพื่อทำประโยชน์แต่มิได้ทำประโยชน์ในที่ดินต่อมา ที่ดังกล่าวมิใช่ที่ดินโจทก์ แต่เป็นที่ดินที่บริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด ได้รับประทานบัตรในการทำเหมือนแร่เมื่อหมดอายุประทานบัตรแล้ว บริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด และโจทก์มิได้ทำประโยชน์ในที่ดินที่ดินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดกของนายชัยสิน ที่โจทก์ฟ้องว่าได้รับความเสียหายเป็นเงิน 400,000 บาท จึงไม่เป็นความจริง จำเลยทั้งห้าเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเนื่องจากไม่มีที่ทำกิน และมุ่งหวังจะได้สิทธิการเช่าที่ดินจากนิคมท้ายเมือง จึงขอให้ศาลชั้นตั้นลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การจำเลยทั้งห้า ทนายโจทก์แถลงขอเลื่อนคดีเนื่องจากคดีอยู่ระหว่างตกลงเรื่องค่าชดเชยในการขนย้ายให้จำเลยทั้งห้าและทำแผนที่ ต่อมาคู่ความแถลงว่าคดีไม่สามารถตกลงกันได้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษา เห็นว่า คำให้การของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวเมื่ออ่านรวมกับคำร้องที่ยื่นมาพร้อมกับคำให้การแล้วจะเห็นได้ว่าจำเลยทั้งห้ายังคงโต้แย้งว่าที่ดินตามฟ้องมิใช่ที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนายชัยสินจึงมิใช่ที่ดินของโจทก์ซึ่งฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชัยสิน เหตุที่จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพอาจเป็นเพราะคดีอยู่ระหว่างเจรจาว่าจะมีการชดใช้ค่าขนย้ายให้แก่จำเลยทั้งห้าตามที่ทนายโจทก์แถลง และจำเลยทั้งห้าอาจเข้าใจว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิด คำให้การของจำเลยทั้งห้าจึงฟังไม่ได้ว่าเป็นคำให้การรับสารภาพว่าจำเลยทั้งห้าได้กระทำความผิดจริงตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน คดีจึงลงโทษจำเลยทั้งห้าไม่ได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกฟ้องโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 358 ม. 359
ป.วิ.อ. ม. 185
ชื่อคู่ความ
นายเกียรติชัย งานทวี และนางสกุณี งานทวี ในฐานะ
โจทก์ — ผู้จัดการมรดกของนายชัยสิน งานทวี ผู้ตาย
จำเลย — นายทวี หนูด้วง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายธรรมนูญ ชูทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปัญญา ช่อมณี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ชัยวัฒน์ เวียงธีระวัฒน์
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา