คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3628/2553
#504969
เปิดฉบับเต็ม

คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 สำหรับข้อหาพาอาวุธไปโดยไม่มีเหตุสมควรตาม ป.อ.มาตรา 371 นั้น อัตราโทษอย่างสูงที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้ โจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ทั้งหมดของโจทก์รวมถึงข้อหานี้ด้วย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยความผิดในข้อหาดังกล่าวและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 298, 371

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 จำคุก 4 ปี คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 10 ปี ฐานพาอาวุธไปโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท (ที่ถูก ปรับคนละ 100 บาท) รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 10 ปี และปรับคนละ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้มีดฟันและแทงพยายามฆ่านายสวัสดิ์ ผู้เสียหาย มีบาดแผลตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสอง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 สำหรับข้อหาพาอาวุธไปโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นั้น อัตราโทษอย่างสูงที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้ โจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ทั้งหมดของโจทก์รวมถึงข้อหานี้ด้วย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยความผิดในข้อหาดังกล่าวและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ จึงให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนนี้เสีย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายและนายสกล เป็นประจักษ์พยาน โดยผู้เสียหายเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุขณะที่ผู้เสียหายกำลังจะเดินเข้าไปในร้านมัยคาราโอเกะเพื่อไปรับคนรักที่เป็นพนักงานเสิร์ฟโดยผู้เสียหายเดินตามหลังนายสกล มีชายคนหนึ่งขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าร้านดังกล่าวโดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายแล้วจำเลยที่ 2 ชี้ไปทางผู้เสียหาย หลังจากนั้นผู้เสียหายได้ยินเสียงตะโกนร้องว่า "เฮ้ย" จึงหันไปดูก็ถูกจำเลยที่ 1 และนายธนากรร่วมกันทำร้ายจนกระทั่งนายสกลใช้แป๊บที่ตกอยู่บริเวณที่เกิดเหตุตีนายธนากร นายธนากรจึงปล่อยตัวผู้เสียหาย ซึ่งนายสกลเบิกความยืนยันในทำนองเดียวกันว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ชี้ไปทางพยานกับพวกแล้วผู้เสียหายก็ถูกจำเลยที่ 1 และนายธนากรร่วมกันทำร้าย นอกจากนี้ยังได้ความจากนายสกลอีกว่า หลังจากนายธนากรปล่อยตัวผู้เสียหายแล้ว จำเลยที่ 2 ชี้ไปทางนายสกลและพูดกับจำเลยที่ 1 แต่จะพูดเรื่องอะไรนายสกลได้ยินไม่ถนัด จากนั้นจำเลยที่ 1 วิ่งถือแป๊บไปทางนายสกล โดยมีจำเลยที่ 2 ยืนในลักษณะคุมเชิงอยู่ห่างประมาณ 2 เมตร นายสกลก็ถือแป๊บเช่นเดียวกัน จำเลยที่ 1 จึงถอยกลับไป ทั้งได้ความจากคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจจิระศักดิ์ พยานโจทก์ผู้จับกุมว่าพยานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมกันที่ร้าน ก. การช่าง ซึ่งแสดงว่าหลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสองต้องหลบหนีไปด้วยกัน แม้ผู้เสียหายและนายสกลต่างเบิกความว่า ขณะที่ฝ่ายผู้เสียหายกับนายสกลและพวกกับฝ่ายจำเลยทั้งสองกับพวกกลุ่มวัยรุ่นต่างนั่งรับประทานอาหารและดื่มสุราในร้านมัยคาราโอเกะไม่มีเหตุทะเลาะโต้เถียงกันก็ตาม แต่ก็ได้ความจากร้อยตำรวจเอกจตุรภัทร พนักงานสอบสวนว่าจากการสอบสวนเบื้องต้นได้ความว่ากลุ่มผู้เสียหายกับกลุ่มจำเลยทั้งสองเกิดมีการเขม่นกันเรื่องพนักงานเสิร์ฟผู้หญิงในร้านซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่ามีพนักงานเสิร์ฟผู้หญิงคนหนึ่งไปนั่งคุยกับจำเลยที่ 2 ที่โต๊ะจำเลยทั้งสองกับพวก ประมาณ 2 ถึง 3 นาที ประกอบกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ดังนี้ตามเหตุพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว แสดงว่าจำเลยที่ 2 คบคิดกันเพื่อทำร้ายฝ่ายผู้เสียหาย จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กับพวกกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 มีอายุกว่า 14 ปี แต่ไม่เกิน 17 ปี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 โดยไม่ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดลงแก่จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จึงไม่ถูกต้องสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดมาตราส่วนโทษแก่จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานพาอาวุธไปโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี
จำเลย — นายวราพงษ์ วงษาหาญหรือวงษาหาร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3612/2553
#504968
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ประกอบด้วยการลักทรัพย์โดยใช้กิริยาฉกฉวยเอาซึ่งหน้า จึงรวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ด้วย การที่จำเลยกับพวกซึ่งมีอาวุธร่วมกันลักโทรศัพท์มือถือโดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ จึงเป็นการร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้อาวุธในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ บทหนึ่งและร่วมกันลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้อาวุธและยานพาหนะตาม ป.อ. มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ อีกบทหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมเดียวกันแต่ผิดกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336, 336 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยกลับให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง, 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 การกระทำของจำเลยเป็นเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยมีอาวุธในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะกระทำความผิดจำเลยยังเป็นผู้เยาว์ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ประกอบด้วยการลักทรัพย์โดยใช้กริยาฉกฉวยเอาซึ่งหน้า จึงรวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ด้วยเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยกับพวกซึ่งมีอาวุธร่วมกันลักทรัพย์มือถือโดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ โดยใช้อาวุธในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ บทหนึ่ง และร่วมกันลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้อาวุธและยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ อีกบทหนึ่งซึ่งเป็นกรรมเดียวกันแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ต้องลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยมีอาวุธในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเป็นบทหนัก เป็นการใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดอันเป็นการชอบแล้ว และเท่ากับศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มิได้วินิจฉัยนอกประเด็นอุทธรณ์ของจำเลยดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอภิชาติ ผดุงดี
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3591/2553
#501940
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีบทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่ โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป บัญญัติว่า "ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน..." ก็ไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบถึงคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยดังกล่าวที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมจึงใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้

บทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือวันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป เมื่อพนักงานสอบสวนสอบถามคำให้การของจำเลยในฐานะผู้ต้องหาในวันที่ 10 ตุลาคม 2547 ก่อนวันที่บทบัญญัติมาตรา 134/1 มีผลใช้บังคับ จึงไม่อาจนำมาตรา 134/1 มาใช้บังคับแก่การสอบถามคำให้การของจำเลยในคดีนี้ได้ การสอบสวนจำเลยจึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 134 ทวิ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 4, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง วรรคสาม (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ด้วย) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนลงโทษเท่าความผิดสำเร็จ ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 จำคุก 12 ปี และปรับ 600,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 8 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 41 ปี 4 เดือน และปรับ 1,200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดได้เมทแอมเฟตามีน 1,600 เม็ด น้ำหนัก 147.010 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 47.346 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์เป็นของกลาง มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันในข้อสาระสำคัญ ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความปรักปรำจำเลย และไม่น่าเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองสร้างเรื่องขึ้นเพื่อเอาผิดแก่จำเลยหรือหวังผลงานในการจับกุมปราบปรามผู้กระทำความผิด แม้การวางแผนจับกุมจำเลยจะไม่มีการนำธนบัตรไปใช้ล่อซื้อหรือลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้เป็นหลักฐานหรือมีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กันดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่ทำให้น้ำหนักคำพยานโจทก์ทั้งสองลดน้อยลง เพราะจากการตรวจค้นตัวจำเลยพบเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด อยู่ในกระเป๋าเสื้อยีนที่จำเลยใส่ ซึ่งจำเลยก็ให้การยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำเลยนำมาส่งมอบให้แก่นางสาวจรียา นอกจากนี้จำเลยยังพาพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกไปตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีก 1,000 เม็ด ในห้องนอนของจำเลย และลงลายมือชื่อยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีนที่ตรวจพบดังกล่าวจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริงสอดคล้องกับที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามบันทึกการจับกุม โดยมีเหตุผลน่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยถูกจับกุมอย่างกะทันหันพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลางยังไม่มีโอกาสหาข้อแก้ตัวได้ทัน จึงต้องให้การรับสารภาพไปตามความเป็นจริง แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีบทบัญญัติมาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่ โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป บัญญัติว่า "ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน..." ก็ไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบถึงคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยดังกล่าวที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมตามบันทึกการจับกุมจึงใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้และเมื่อนำมาฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นแล้วย่อมมีน้ำหนักมั่นคง จึงรับฟังได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามที่โจทก์ฟ้องจริง

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าคดีนี้มีอัตราโทษถึงประหารชีวิต แต่ปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยลงวันที่ 10 ตุลาคม 2547 ว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้ถามจำเลยว่ามีหรือไม่มีทนายความก่อนเริ่มถามคำให้การ ทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 นั้น เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 134/1 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547 ซึ่งตามมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือวันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป เมื่อพนักงานสอบสวนสอบถามคำให้การของจำเลยในฐานะผู้ต้องหาในวันที่ 10 ตุลาคม 2547 ก่อนวันที่บทบัญญัติมาตรา 134/1 ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงไม่อาจนำมาตรา 134/1 มาใช้บังคับแก่การสอบถามคำให้การของจำเลยในคดีนี้ได้ การสอบสวนจำเลยจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ทวิ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน แต่หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134/1 ม. 134 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเฉลิมชัยหรือต่าย อุ่นแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอาคม รุ้งแจ่ง
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2553
#506586
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "จำหน่าย" ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ หมายถึง การจำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ดังนั้น การที่จำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่ ส. ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันจึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ ปัญหานี้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง กับให้ยกคำขออื่นของโจทก์ด้วย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 100 /1 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุก 12 ปี และปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี และปรับ 40,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ให้ยกคำขอริบทรัพย์ของกลาง เพราะได้ริบไว้แล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 280 /2546 ของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์นำสืบ ข้อเท็จจริงก็รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยร่วมกับนายสุรพงษ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ แต่เป็นกรณีที่จำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่นายสุรพงษ์ผู้กระทำความผิดด้วยกันซึ่งไม่อยู่ในความหมายของการจำหน่ายยาเสพติดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 เนื่องจากตามบทบัญญัติดังกล่าว คำว่า "จำหน่าย" หมายถึง การจำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ดังนี้ จึงไม่มีทางที่จะลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ ปัญหานี้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายธีระพงษ์หรือธีรพงษ์ เอี่ยมสะอาด
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3560/2553
#500132
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องตั้งรูปคดีว่าทางพิพาทบนที่ดินของจำเลยเป็นทางภาระจำยอมและเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสอง เป็นคำฟ้องที่ให้ศาลเลือกวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงว่าเป็นทางประเภทใด เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าทางพิพาทไม่เป็นทางภาระจำยอมแต่เป็นทางจำเป็น แม้จำเลยอุทธรณ์มาฝ่ายเดียวว่าทางพิพาทมิใช่ทางจำเป็น ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า ทางพิพาทมิใช่ทางจำเป็นแต่เป็นทางภาระจำยอมได้ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยไปจดทะเบียนทางภาระจำยอมและทางจำเป็นในโฉนดที่ดินเลขที่ 10579 ตำบลตะนาวศรี (ตลาดขวัญ) อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 10580 ตำบลตะนาวศรี (ตลาดขวัญ) อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ที่ 1 กว้าง 1 เมตร ยาวตลอดแนว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ 10579 ตำบลตะนาวศรี อำเภอนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี กว้าง 1.04 เมตร ยาว 17.05 เมตร ให้แก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 โฉนดเลขที่ 10580 ตำบลตะนาวศรี อำเภอนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี โดยให้โจทก์ที่ 1 จ่ายค่าทดแทนแก่จำเลย 40,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเปิดทางพิพาทและจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 10579 ตำบลบางตะนาวศรี อำเภอนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของจำเลย เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 10580 ตำบลบางตะนาวศรี อำเภอนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ที่ 1 หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นให้ยกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 10580 ตำบลตะนาวศรี (ตลาดขวัญ) อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี มีบ้านเลขที่ 45 ปลูกอยู่ที่ดินแปลงนี้ ด้านทิศตะวันตกติดแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านทิศใต้ติดคลองวัดเขมา ตามแผนที่วิวาท ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10579 ร่วมกับบุคคลอื่นตามโฉนดที่ดิน ทางพิพาทกว้าง 1.30 เมตร ยาว 17 เมตร อยู่ในเขตที่ดินของจำเลย ที่จำเลยอ้างว่าเป็นทางเดินที่โจทก์ที่ 1 สามารถใช้เดินผ่านจากบ้านเลขที่ 45 ออกสู่ทางสาธารณะได้เพราะเป็นที่ดินที่อยู่ติดกับตึกแถวที่โจทก์ที่ 1 เช่าอยู่อาศัยมา 20 กว่าปีแล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นมิใช่ทางภาระจำยอม โจทก์พอใจและไม่อุทธรณ์ ประเด็นเรื่องภาระจำยอมจึงถึงที่สุดไปแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยว่าทางพิพาทไม่ใช่ทางจำเป็นแต่เป็นทางภาระจำยอม ปัญหานี้ เห็นว่าโจทก์ที่ 1 ฟ้องตั้งรูปคดีว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม และทางจำเป็น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นทางจำเป็น แม้โจทก์ที่ 1 มิได้อุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าทางพิพาทไม่ใช่ทางจำเป็นเพราะที่ดินและบ้านของโจทก์ที่ 1 อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นทางสาธารณะอยู่แล้ว ทางพิพาทจึงไม่เป็นทางจำเป็น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าเป็นทางภาระจำยอมได้ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 6,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวชุติมา ศรีณรงค์รัตน์ กับพวก
จำเลย — นางสาวสมใจ คล้ายชัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวศนิวันท์ เกื้อสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3560/2553
#506176
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นทางจำเป็น แม้โจทก์ที่ 1 มิได้อุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า ทางพิพาทไม่ใช่ทางจำเป็นเพราะที่ดินและบ้านของโจทก์ที่ 1 อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นทางสาธารณะอยู่แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าเป็นทางภาระจำยอมได้ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น

การที่จำเลยไม่ได้ล็อกกุญแจประตูรั้วตรงทางพิพาทก็เพราะเป็นทางที่ญาติพี่น้องของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมต้องใช้เป็นทางผ่านออกสู่ทางสาธารณะ การที่ผู้พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 45 ซึ่งเป็นเพียงผู้เช่าบ้านดังกล่าว และมิใช่ญาติพี่น้องของจำเลยจะได้อาศัยใช้ทางพิพาทไปด้วยก็เป็นการใช้ทางพิพาทโดยได้รับความยินยอมจากจำเลย แม้ใช้นานเท่าใดก็ไม่ทำให้ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10580 ตำบลตะนาวศรี (ตลาดขวัญ) อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และบ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 8 ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านเลขที่ 43/3 ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี บุคคลที่พักอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 45 ใช้ทางเข้าออกผ่านที่ดินของจำเลยเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว เพราะไม่มีทางอื่นออกสู่ทางสาธารณะได้ ต่อมาจำเลยปิดกั้นทางโดยทำประตูเหล็กใส่กุญแจ ขอให้บังคับจำเลยเปิดทางดังกล่าว ให้จำเลยไปจดทะเบียนทางภาระจำยอมและทางจำเป็นในโฉนดที่ดินเลขที่ 10579 ตำบลตะนาวศรี (ตลาดขวัญ) อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ที่ 1 กว้าง 1 เมตร ยาวตลอดแนว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ 10579 ตำบลตะนาวศรี อำเภอนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี กว้าง 1.04 เมตร ยาว 17.05 เมตร ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ให้แก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 โฉนดเลขที่ 10580 ตำบลตะนาวศรี อำเภอนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี โดยให้โจทก์ที่ 1 จ่ายค่าทดแทนแก่จำเลย 40,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเปิดทางพิพาทตามหมายสีแดงในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ให้จำเลยไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 10579 ตำบลบางตะนาวศรี อำเภอนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของจำเลย เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 10580 ตำบลบางตะนาวศรี อำเภอนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ที่ 1 หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 10580 ตำบลตะนาวศรี (ตลาดขวัญ) อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี มีบ้านเลขที่ 45 ปลูกอยู่ที่ดินแปลงนี้ด้านทิศตะวันตกติดแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านทิศใต้ติดคลองวัดเขมา ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10579 ร่วมกับบุคคลอื่นทางพิพาทกว้าง 1.30 เมตร ยาว 17 เมตร ในกรอบสีแดงตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 อยู่ในเขตที่ดินของจำเลย คือส่วนที่เป็นพื้นปูนซีเมนต์ มีโอ่งน้ำและกระถางต้นไม้ตั้งอยู่ในประตูรั้วโปร่งสีเทาตามภาพถ่าย ส่วนที่ปรากฏในภาพที่ 1 ของภาพถ่ายมีกองวัสดุโต๊ะเก้าอี้กองไว้ในวงกลมด้วยหมึกสีแดงคือส่วนที่อยู่ในกรอบสีเขียวของแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ที่จำเลยอ้างว่าเป็นทางเดินที่โจทก์ที่ 1 สามารถใช้เดินผ่านจากบ้านเลขที่ 45 ออกสู่ทางสาธารณะได้เพราะเป็นที่ดินที่อยู่ติดกับตึกแถวที่โจทก์ที่ 1 เช่าอยู่อาศัยมา 20 กว่าปีแล้ว ตึกแถวที่โจทก์ที่ 1 เช่าพักอาศัย คือ ตึกแถวที่มีประตูเหล็กยืดสีฟ้าตามภาพถ่าย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นมิใช่ทางภาระจำยอม โจทก์พอใจและไม่อุทธรณ์ ประเด็นเรื่องภาระจำยอมจึงถึงที่สุดไปแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยว่าทางพิพาทไม่ใช่ทางจำเป็นแต่เป็นทางภาระจำยอมปัญหานี้ เห็นว่าโจทก์ที่ 1 ฟ้องตั้งรูปคดีว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็นศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นทางจำเป็น แม้โจทก์ที่ 1 มิได้อุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าทางพิพาทไม่ใช่ทางจำเป็นเพราะที่ดินและบ้านของโจทก์ที่ 1 อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นทางสาธารณะอยู่แล้ว ทางพิพาทจึงไม่เป็นทางจำเป็น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าเป็นทางภาระจำยอมได้ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็นฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์ที่ 1 นำสืบว่าโจทก์ที่ 1 เช่าตึกแถวเลขที่ 43/8, 43/9 และ 43/10 อยู่อาศัยมาประมาณ 26 ปี คือ ตึกแถวที่มีประตูเหล็กยืดสีฟ้าตามภาพที่ 1 วัสดุสิ่งของที่วางกองไว้ตรงข้างตึกที่โจทก์ที่ 1 เช่าตรงส่วนในวงกลมด้วยหมึกสีแดงของภาพถ่ายภาพที่ 1 คือที่ดินของเจ้าของตึกแถวที่โจทก์ที่ 1 เช่าอยู่ ซึ่งคือส่วนที่อยู่ในกรอบเส้นสีเขียวตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 บ้านเลขที่ 45 พร้อมที่ดินที่โจทก์ที่ 1 ซื้อมาคือส่วนที่อยู่ในกรอบพื้นที่สีดำตามที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ซึ่งอยู่ติดกับด้านหลังของตึกแถวทั้งสามห้องที่โจทก์ที่ 1 เช่าอยู่ ก่อนที่โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 45 จากนายสุรชาติ โจทก์ที่ 1 เห็นคนที่พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 45 และคนในละแวกนั้นใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะมากกว่า 10 ปีแล้ว โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 45 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 จำเลยปิดประตูไม่ยอมให้โจทก์ที่ 1 และผู้ที่โจทก์ที่ 1 อนุญาตให้เข้าพักอาศัยที่บ้านเลขที่ 45 ของโจทก์ที่ 1 เดินผ่านทางพิพาทอีก โดยโจทก์ที่ 1 มีนายสุรชาติ มาเบิกความสนับสนุนว่า ตนเองพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 45 ตั้งแต่เรียนหนังสือชั้นอนุบาลเรื่อยมาเป็นเวลา 10 ปีเศษ หลังจากนั้นได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดลพบุรีนาน 20 ปีแล้ว ระหว่างนั้นได้ให้นางอำภา เช่าบ้านเลขที่ 45 เรื่อยมา ขณะที่นางอำภาพักที่บ้านเลขที่ 45 ใช้ทางพิพาทออกสู่ถนนสาธารณะซึ่งเดิมเป็นสะพานไม้เปิดโล่ง ต่อมามีประตูปิดเปิดแม้โจทก์ที่ 1 จะมีนางอำภามาเบิกความสนับสนุนว่าเป็นผู้เคยเช่าบ้านเลขที่ 45 อยู่อาศัยจริง และใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะเรื่อยมาโดยเช่าอยู่อาศัยเมื่อ 10 ปีที่แล้วแต่ไม่ปรากฏจากพยานโจทก์ที่ 1 ปากใดเลยว่าหลังจากนางอำภาไม่ได้เช่าบ้านเลขที่ 45 แล้ว มีผู้ใดเช่าพักอาศัยอยู่ต่อไปอีกหรือไม่ แม้โจทก์ที่ 1 จะมีพยานอีกสามปากคือนางชำมะนาค นายสุชาติ และนางสาวจีระพรรณมาเบิกความสนับสนุนว่า ผู้ทีพักอาศัยที่บ้านเลขที่ 45 ก่อนขายให้โจทก์ที่ 1ใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะเรื่อยมาก็ตาม แต่พยานทั้งสามปากดังกล่าวไม่ใช่ผู้ที่เคยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 45 แต่เป็นเพียงผู้ที่อ้างว่าเคยเดินผ่านทางพิพาทไปยังบ้านเลขที่ 45 บ้างเท่านั้น โดยนางชำมะนาคอ้างว่าเคยเข้าไปเก็บเงินค่าสินค้าที่ผู้พักอาศัยที่บ้านเลขที่ 45 ติดค้างอยู่และเคยไปซักเสื้อผ้าที่ท่าน้ำบ้านเลขที่ 45 ส่วนนายสุชาติอ้างว่าเคยเดินผ่านไปอาบน้ำที่ท่าน้ำ เห็นคนที่พักอาศัยที่บ้านเลขที่ 45 เดินผ่านทางพิพาทออกสู่ถนนสาธารณะ ส่วนนางสาวจีระพรรณซึ่งเป็นน้องสาวของเจ้าของตึกแถวที่โจทก์ที่ 1 เช่าอยู่อ้างว่ารู้เห็นว่ามีคนใช้ทางพิพาทออกสู่ถนนสาธารณะขณะที่ตนเองไปเก็บค่าเช่าตึกแถวจากโจทก์ที่ 1 บุคคลทั้งสามนี้จึงเป็นผู้ใช้ทางพิพาทเพื่อประโยชน์ตนเองเป็นครั้งคราวเท่านั้น นอกจากนี้ในส่วนคำเบิกความของนายสุรชาติที่อ้างว่าเคยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 45 เป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว จึงย้ายไปอยู่ที่จังหวัดลพบุรีได้ 20 ปี แต่กลับปรากฏจากรายการจดทะเบียนในที่ดินโฉนดเลขที่ 10580 ระบุว่า นายชั้น บิดานายสุรชาติมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2520 เมื่อนับเวลาถึงวันที่นายสุรชาติขายที่ดินพร้อมบ้านให้แก่โจทก์ที่ 1 ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 แล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ว่านายสุรชาติจะพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 45 รวมเวลากว่า 10 ปี แล้วจึงย้ายไปอยู่ที่จังหวัดลพบุรีอีก 20 ปี นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 เองและพยานโจทก์จำเลยทุกปากรวมทั้งนายสุรชาติด้วย ต่างก็เบิกความรับกันว่าทางพิพาทมีประตูสำหรับเปิดปิดแต่ไม่ได้ล๊อกกุญแจ เพราะจำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมกับญาติพี่น้องหลายคน มีญาติพี่น้องของจำเลยปลูกบ้านอยู่บนที่ดินแปลงนี้หลายหลังและใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยอนุญาตให้บุคคลที่พักอาศัยที่บ้านเลขที่ 45 เดินผ่านสู่ทางสาธารณะ เพราะรู้จักคุ้นเคยกัน ผู้ใช้ทางผ่านเข้าออกด้วยความเกรงใจ ไม่ได้เข้าออกโดยเสรี เห็นว่า การที่จำเลยทำประตูรั้วไว้ตรงทางพิพาทเป็นการแสดงแนวเขตที่ดินในครอบครองของจำเลยให้บุคคลทั่วไปทราบ การที่จำเลยไม่ได้ล็อกกุญแจประตูก็เป็นเพราะเป็นญาติพี่น้องซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมต้องใช้ผ่านออกสู่ทางสาธารณะ แม้ผู้ที่พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 45 จะเป็นเพียงผู้เช่าบ้านเลขที่ 45 ไม่ใช่ญาติพี่น้องของจำเลยจะได้อาศัยใช้ทางพิพาทไปด้วย ก็เป็นการใช้โดยจำเลยมีน้ำใจอนุญาต พยานโจทก์ที่ 1 ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานจำเลย ฟังไม่ได้ว่ามีการใช้ทางพิพาทติดต่อกันมากกว่า 10 ปี โดยความสงบ เปิดเผย เจตนาเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินและบ้านของโจทก์ที่ 1 ตามฟ้องแต่กลับได้ความว่า เป็นการใช้ทางพิพาทโดยได้รับความยินยอมอนุญาตจากจำเลยแม้ใช้นานเท่าใดก็ไม่ทำให้ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 6,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวชุติมา ศรีณรงค์รัตน์ กับพวก
จำเลย — นางสาวสมใจ คล้ายชัง
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3558/2553
#506583
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1373 บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นของโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยทั้งสอง ที่จำเลยทั้งสองอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 1367 ที่บัญญัติว่า บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ท่านว่าบุคคลนั้นได้ซึ่งสิทธิครอบครองนั้น มาตรา 1367 เป็นเพียงบทบัญญัติทั่วไป เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ซึ่งกฎหมายต้องการให้แสดงออกซึ่งกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนยิ่งกว่าการครอบครองจึงต้องบังคับตามมาตรา 1373 ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและห้ามเกี่ยวข้องอีก กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 30,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้อง และขอให้ศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในส่วนที่จำเลยทั้งสองครอบครองโดยการครอบครองปรปักษ์ ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์แบ่งแยกส่วนที่จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ออกจากที่ดินแปลงใหญ่และออกโฉนดที่ดินใหม่โดยใส่ชื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ห้ามโจทก์เกี่ยวข้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า นางล้วนไม่ได้ยกที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 76 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเป็นเพียงผู้อาศัยและช่วยดูแลเก็บผลประโยชน์ให้นางล้วนและนางสาวบรรจง จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตจากนางล้วนให้อยู่อาศัยในบ้านและช่วยดูแลกิจการโรงภาพยนตร์ของนางล้วนเท่านั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้ยึดถือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเพื่อตน การปรับปรุงโรงภาพยนตร์นั้นจำเลยทั้งสองกระทำไปในฐานะตัวแทนของนางล้วน เมื่อนางล้วนถึงแก่ความตายจำเลยทั้งสองอาศัยอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทในฐานะผู้อาศัย และโจทก์ได้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองอาศัยอยู่และดูแลเก็บผลประโยชน์แทนและช่วยนางสาวบรรจงซึ่งเป็นอัมพาตเก็บผลประโยชน์แทนโจทก์ตลอดมา จำเลยทั้งสองไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์กับพวกไม่ได้ปลอมพินัยกรรมของนางล้วน และจำเลยทั้งสองก็ไม่เคยกล่าวอ้างหรือคัดค้านว่าพินัยกรรมของนางล้วนเป็นเอกสารปลอม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองโดยให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 1 โรงภาพยนตร์และบ้านพักคนงาน ซึ่งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 76 เลขที่ดิน 17 ตำบลประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมือง ประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 40,000 บาท แทนโจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายประเสริฐพันธุ์ ผู้จัดการมรดกของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน และจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้นางสาวปิยะนุช ทายาทของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 76 ตำบลประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างได้แก่โรงภาพยนตร์ บ้านพักและห้องแถว ที่อยู่บนที่ดินทั้งหมดเป็นของนางล้วน นางล้วนถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2519 ต่อมานายกัมพลยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางล้วน ตามพินัยกรรม ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2512 และศาลมีคำสั่งตั้งนายกำพลเป็นผู้จัดการมรดกของนางล้วนเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2520 ต่อมาในปี 2529 นายกัมพลในฐานะผู้จัดการมรดกของนางล้วนได้จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของนางล้วนตามข้อกำหนดในพินัยกรรม จำเลยที่ 1 เป็นหลานของขุนประจวบสมบูรณ์สามีนางล้วน อาศัยอยู่กับนางล้วนตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เมื่อจำเลยที่ 1 สมรสกับจำเลยที่ 2 จึงแยกไปอาศัยและประกอบอาชีพอยู่ที่อื่น ต่อมาจึงได้กลับมาพักอาศัยอยู่กับนางล้วนอีกครั้งหนึ่งและประกอบอาชีพเกี่ยวกับฉายภาพยนตร์ที่โรงภาพยนตร์ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินพิพาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นของโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยทั้งสอง ที่จำเลยทั้งสองอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 ที่บัญญัติว่า บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ท่านว่าบุคคลนั้นได้ซึ่งสิทธิครอบครองนั้น เห็นว่า มาตรา 1367 เป็นเพียงบทบัญญัติทั่วไป เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ซึ่งกฎหมายต้องการให้แสดงออกซึ่งกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนยิ่งกว่าการครอบครองจึงต้องบังคับตามมาตรา 1373 ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงชอบแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสอง ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยทั้งสองว่า ประมาณปี 2509 นางล้วนขอให้จำเลยที่ 1 กลับมาอยู่กับนางล้วนเพื่อดูแลนางล้วนและทำหน้าที่เก็บผลประโยชน์จากทรัพย์สินต่าง ๆ ให้แก่นางล้วน เนื่องจากนางสาวบรรจงซึ่งเป็นหลานของขุนประจวบสมบูรณ์และเป็นผู้ดูแลนางล้วนอยู่ป่วยเป็นอัมพาต จำเลยที่ 1 จึงกลับมาอยู่กับนางล้วน โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้กลับมาอยู่ด้วย ต่อมาในปี 2514 นางล้วนเห็นใจที่จำเลยที่ 1 ต้องแยกกันอยู่กับจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 5 ปี และเพื่อตอบแทนที่จำเลยที่ 1 ดูแลนางล้วนและนางสาวบรรจง จึงยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท และที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 78 ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเพื่อปรับปรุงโรงลิเกเป็นโรงภาพยนตร์ และที่จอดรถจักรยานและจักรยานยนต์ การพูดยกให้ดังกล่าวกระทำต่อหน้านางสาวบรรจง จำเลยทั้งสองใช้เงินส่วนตัวปรับปรุงโรงลิเกเป็นโรงภาพยนตร์ เป็นเงิน 500,000 บาท ปรับปรุงบ้านใช้เป็นที่อยู่อาศัย และรื้อห้องแถวบางส่วนในที่ดินโฉนดเลขที่ 78 ทำเป็นที่จอดรถจักรยานและรถจักรยานยนต์ แล้วครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทมาโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาโดยตลอดเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ส่วนโจทก์มีโจทก์และนายกัมพล เบิกความว่า นางล้วนให้จำเลยทั้งสองเข้ามาอยู่อาศัยและดำเนินกิจการโรงภาพยนตร์แทนนางล้วนเพื่อเป็นการตอบแทนที่จำเลยที่ 1 มาช่วยนางสาวบรรจงเก็บผลประโยชน์ จากทรัพย์สินของนางล้วนให้แก่นางล้วน นางล้วนและขุนประจวบสมบูรณ์ไม่มีบุตร และได้นำโจทก์ซึ่งเป็นบุตรของนางร่ายพี่สาวนางล้วนมาอุปการะเลี้ยงดูตั้งแต่โจทก์ยังเป็นเด็ก ต่อมาจึงได้จดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตรบุญธรรม นางล้วนทำพินิยกรรม ยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทให้แก่โจทก์ ต่อมานายกัมพลในฐานะผู้จัดการมรดกของนางล้วนจึงจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทให้แก่โจทก์ เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีแต่พยานบุคคลที่เป็นญาติ และเป็นบุคคลใกล้ชิดกับจำเลยทั้งสองได้แก่นางสาวปิยะนุช โปตะวณิช นายปริญญา นางศิลา นาคนงนุช และพลเรือตรีประกิจ มาเบิกความสนับสนุน แต่หลังจากที่นางล้วนถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2519 จำเลยทั้งสองซึ่งอ้างว่านางล้วนยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสอง กลับไม่ดำเนินการอย่างใดเลยเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท เมื่อนายกัมพลยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางล้วน จนกระทั่งศาลมีคำสั่งตั้งนายกัมพลเป็นผู้จัดการมรดกของนางล้วนเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2520 จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้ไปคัดค้านว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดก โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 ยังเบิกความรับว่าทราบเรื่องที่นายกัมพลร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกนางล้วนแต่ไม่ได้คัดค้าน นอกจากนี้นางสาวบรรจง ซึ่งจำเลยทั้งสองอ้างว่าอยู่ด้วยในขณะที่นางล้วนพูดยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยทั้งสองกลับเขียนจดหมายลงวันที่ 22 มีนาคม 2520 ส่งบัญชีทรัพย์สินของนางล้วนให้แก่นายกัมพล โดยระบุว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 76 และสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งโรงภาพยนตร์เป็นทรัพย์มรดกของนางล้วน หากนางล้วนยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองจริง นางสาวบรรจงซึ่งเป็นหลานของขุนประจวบสมบูรณ์ สามีนางล้วน และเป็นญาติใกล้ชิดกับจำเลยที่ 1 โดยมารดาจำเลยที่ 1 และนางสาวบรรจงเป็นพี่น้องกันก็น่าจะแจ้งให้นายกัมพลรวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ ในปี 2536 เมื่อโจทก์ประสงค์จะนำที่ดินโฉนดเลขที่ 76 ไปปลูกสร้างอาคารพาณิชย์และนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดแบ่งแยกที่ดิน ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองโต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด จนสามารถดำเนินการรังวัดได้แล้วเสร็จ นอกจากนี้ยังมีการปักป้ายและตั้งสำนักงานขายอยู่ใกล้กับโรงภาพยนตร์ประจวบรามาอีกด้วย ดังนั้น ตามพฤติการณ์ดังกล่าว จึงไม่น่าเชื่อว่านางล้วนยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระเงินค่ารื้อโรงลิเกทำเป็นโรงภาพยนตร์ชำระค่าซ่อมแซมบ้านและไม่ได้จ่ายเงินค่าเช่าหรือค่าตอบแทนเกี่ยวกับกิจการโรงภาพยนตร์ให้แก่นางล้วนนั้น หากจะเป็นจริงก็อาจจะเป็นเพราะจำเลยที่ 1 เป็นหลานของขุนประจวบสมบูรณ์สามีนางล้วน เคยอาศัยอยู่กับนางล้วนมาก่อน และเป็นผู้ดูแลและเก็บผลประโยชน์ให้นางล้วน ยังรับฟังไม่ได้ว่านางล้วนยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทให้แก่จำเลยทั้งสอง ดังนั้น การครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการครอบครองแทนนางล้วนแม้จะนานเพียงใด จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าพินัยกรรม เป็นพินัยกรรรมปลอมนั้น หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งนายกัมพลเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 78 ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทในคดีนี้เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 545/2528 ของศาลชั้นต้น นายกัมพลในฐานะผู้จัดการมรดกของนางล้วนยื่นคำคัดค้านและอ้างพินัยกรรมของนางล้วนเป็นพยาน จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าเป็นพินัยกรรมปลอมแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 1 ยังเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้แบ่งผลประโยชน์ให้แก่ผู้มีสิทธิรับมรดกของนางล้วนตามพินัยกรรมออกเป็น 5 ส่วน สอดคล้องกับข้อกำหนดในพินัยกรรมที่จำเลยทั้งสองอ้างก็มีรายละเอียดในทำนองเดียวกันทั้งยังมีบางส่วนที่ระบุว่าเป็นส่วนตัวของโจทก์ ซึ่งน่าจะเป็นผลประโยชน์ที่เก็บได้จากที่ดินโฉนดเลขที่ 76 นอกจากนี้โจทก์ยังเป็นบุตรบุญธรรมของนางล้วน หากไม่มีพินัยกรรม ทรัพย์มรดกของนางล้วนจะตกได้แก่โจทก์ทั้งหมดในฐานะทายาทโดยธรรม จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องปลอมพินัยกรรมเพื่อให้ตนเองเสียผลประโยชน์แต่อย่างใด ที่จำเลยทั้งสองนำสืบถึงลายมือชื่อของนางล้วนในพินัยกรรมว่าไม่เหมือนกับลายมือชื่อของนางล้วนในเอกสารอื่นที่นางล้วนเคยลงลายมือชื่อไว้ และอ้างว่าผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์แล้วว่าเป็นลายมือชื่อปลอมนั้นเป็นเพียงความเห็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถรับฟังเป็นยุติได้ว่าลายมือชื่อของนางล้วนในพินัยกรรมเป็นลายมือชื่อปลอม ซึ่งเมื่อนำมาชั่งน้ำหนักกับพยานหลักฐานอื่นตามที่ได้วินิจฉัยไปแล้ว แม้ผู้เชี่ยวชาญจะมีความเห็นดังกล่าวก็ยังรับฟังไม่ได้ว่าลายมือชื่อนางล้วนในพินัยกรรมเป็นลายมือชื่อปลอม ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังกล่าวจึงไม่จำเป็นต้องสืบพยานตามที่จำเลยทั้งสองขอระบุพยานเพิ่มเติม ลงวันที่ 26 มกราคม 2542 ที่อ้างว่าพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาในความผิดฐานใช้เอกสารปลอม และผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์แล้วว่าลายมือชื่อนางล้วนในพินัยกรรมเป็นลายมือชื่อปลอม

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์เสียหายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท จำเลยทั้งสองไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทได้ โจทก์จึงได้รับความเสียหายมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 30,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
นางรัชนีกร พิพัฒนกุล
โดยนายประเสริฐพันธุ์ พิพัฒนกุล
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
นางอัจฉรา โปตะวณิช
จำเลย — หรือประจวบเหมาะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3547/2553
#506575
เปิดฉบับเต็ม

ใบอนุญาตให้ทำสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ เป็นเพียงคำสั่งอนุญาตของเจ้าท่าภูมิภาคที่ 6 ที่ให้สร้างท่าเทียบเรือขนาดไม่เกิน 500 ตันกรอส แม้ใบอนุญาตดังกล่าวจะระบุชื่อจำเลยผู้ขออนุญาต แต่ก็มีเงื่อนไขว่าผู้รับอนุญาตจะต้องเริ่มดำเนินการก่อสร้างภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ลงไว้ในอนุญาต ถ้ามิได้จัดการตามคำขอภายในกำหนดจะต้องมาขอนุญาตใหม่ รวมทั้งมีเงื่อนไขระบุให้กรมเจ้าท่ามีสิทธิเรียกใบอนุญาตคืนได้ทุกเมื่อถ้ามีเหตุอย่างใดเกิดขึ้นตามที่ระบุไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าใบอนุญาตเช่นนี้สามารถออกใหม่ได้หรือถูกเรียกคืนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีข้อความที่แสดงว่าผู้ขออนุญาตเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาท ใบอนุญาตให้ทำสิ่งล่วงล้ำลำน้ำดังกล่าวจึงไม่ใช่เอกสารสิทธิที่แสดงว่าสะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาทเป็นของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารให้ขนย้ายสิ่งของออกไปจากบ้านเลขที่ 1/5 หมู่ที่ 1 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี บ้านเดี่ยวชั้นเดียวและโรงรถซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) (ที่ถูก น.ส.3) เลขที่ 27 และ 34 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 6083 หมู่ที่ 1 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และส่งมอบให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยว ให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสะพานปลาท่าเทียบเรือประมงเลขที่ 0001/5 หมู่ที่ 1 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า สะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาทไม่ใช่ของจำเลย แต่เป็นของผู้ร้องที่ซื้อมาจากจำเลยโดยรับชำระหนี้แทนจำเลยที่มีต่อธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1683/2539 ของศาลชั้นต้น ที่นำยึดไว้ ต่อมาธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้ขอถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว โจกท์จึงเข้าสวมสิทธิขอยึดสะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาทต่อ โจทก์ทราบดีอยู่แล้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของ เพราะผู้ร้องและโจทก์มีคดีพิพาทกันเกี่ยวกับทางสาธารณะบริเวณสะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาท โจทก์ไม่มีสิทธิยึดสะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาทของผู้ร้อง ขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว

โจทก์ให้การว่าสะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาทเป็นของจำเลยไม่ใช่ของผู้ร้องการซื้อขายสะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยได้กระทำขึ้นระหว่างที่ทรัพย์ดังกล่าวถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ สัญญาซื้อขายจึงตกเป็นโมฆะหลังจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ถอนการยึดแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าวย่อมตกมาเป็นของจำเลยและตามหลักฐานการขออนุญาตให้ปลูกสร้างรุกล้ำทางน้ำซึ่งออกโดยกรมเจ้าท่า (เจ้าท่าภูมิภาคที่ 6) ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้ขออนุญาตแสดงว่าจำเลยยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงมีสิทธิยึดทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยทรัพย์พิพาทคืนแก่ผู้ร้องให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่าธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีอื่น ได้ยึดที่ดิน 3 แปลง ของจำเลย ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 27 และ 34 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 6083 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ติดกับสะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาทของจำเลยออกขายทอดตลาด โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวจากการขายทอดตลาด ต่อมาธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ยังได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาทของจำเลยเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2543 ครั้นวันที่ 1 ตุลาคม 2545 จำเลยทำสัญญาขายสะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาทให้แก่ผู้ร้องในราคา 4,000,000 บาท ผู้ร้องชำระเงินในวันทำสัญญาให้จำเลย 200,000 บาท ส่วนที่เหลือผู้ร้องชำระหนี้แทนจำเลยให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) วันที่ 23 เมษายน 2546 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ขอถอนการยึดสะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาท ในวันเดียวกันนั้นโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีนี้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ใบอนุญาตให้ทำสิ่งล่วงล้ำลำน้ำตามเอกสารหมาย ค.5 เป็นเอกสารสิทธิที่แสดงว่าสะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาทเป็นของจำเลยหรือไม่โจทก์ฎีกาว่า แม้ในใบอนุญาตดังกล่าวไม่มีข้อความระบุว่าผู้ขออนุญาตเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาทแต่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ความสำคัญต่อใบอนุญาตดังกล่าวเสมือนหนึ่งเป็นเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของจึงถือเป็นเอกสารสิทธิได้อย่างชัดเจน เห็นว่า ใบอนุญาตดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งอนุญาตของเจ้าท่าภูมิภาคที่ 6 ให้ทำสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ ซึ่งก็คือสร้างท่าเทียบเรือขนาดไม่เกิน 500 ตันกรอส แม้ใบอนุญาตระบุชื่อจำเลยผู้ขออนุญาตแต่ก็มีเงื่อนไขระบุว่า ผู้รับอนุญาตจะต้องเริ่มดำเนินการก่อสร้างภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ลงไว้ในใบอนุญาต ถ้ามิได้จัดการตามคำขอภายในกำหนด จะต้องมาขออนุญาตใหม่ รวมทั้งมีเงื่อนไขระบุให้กรมเจ้าท่ามีสิทธิเรียกใบอนุญาตคืนได้ทุกเมื่อถ้ามีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้นตามที่ระบุไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าใบอนุญาตเช่นนี้สามารถออกใหม่ได้หรือถูกเรียกคืนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีข้อความที่แสดงว่าผู้ขออนุญาตเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาทการอ้างใบอนุญาตดังกล่าวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่อาจถือโดยปริยายว่าใบอนุญาตดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิที่แสดงความเป็นเจ้าของดังที่โจทก์ฎีกา ใบอนุญาตให้ทำสิ่งล่วงล้ำลำน้ำตามเอกสารหมาย ค.5 จึงไม่ใช่เอกสารสิทธิที่แสดงว่าสะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาทเป็นของจำเลย

สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ว่า สัญญาซื้อขายสะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาทเกิดจากการฉ้อฉลระหว่างผู้ร้องกับจำเลย เพื่อป้องกันมิให้เจ้าหนี้ของจำเลยรายอื่นมายึดทรัพย์ได้ สัญญาซื้อขายจึงตกเป็นโมฆะเนื่องจากการกระทำที่ฉ้อฉลนั้น โจทก์ไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นข้อนี้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้ฎีกาของโจทก์ที่ว่าการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์หลังจากโจทก์นำยึดสะพานปลาท่าเทียบเรือประมงพิพาทนานกว่า 1 ปี แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่ไม่สุจริตของผู้ร้องนั้น โจทก์ไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นข้อนี้ไว้ในคำให้การเช่นกัน แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกไม่รับวินิจฉัยเช่นกันที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ปล่อยทรัพย์พิพาทคืนแก่ผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถิรพงศ์ นวังคสัตถุศาสน์
ผู้ร้อง — นายเอกชัย วิริยธรรมทวี
จำเลย — นางประเทือง ก้องสมุทร
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3528/2553
#500117
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะคู่สมรสสำคัญผิดตัว หรือถูกฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่ เฉพาะแต่คู่สมรสที่สำคัญผิดตัว หรือถูกฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่เท่านั้นขอเพิกถอนการสมรสได้ โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเพียงหลานของผู้ตายแม้จะมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่มิใช่ผู้ถูกข่มขู่ จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่อ้างว่าเกิดจากการข่มขู่ของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนายสำราญเจ้ามรดก ฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2545 ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1507

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1507 วรรคสองหรือไม่ และโจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1508 วรรคหนึ่งหรือไม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืนค่าฤชาธรรมเนียม ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะคู่สมรสสำคัญผิดตัวหรือถูกฉ้อฉลหรือถูกข่มขู่ เฉพาะแต่คู่สมรสที่สำคัญผิดตัวหรือถูกกลฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่เท่านั้นขอเพิกถอนการสมรสได้" คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดมิใช่ผู้ถูกข่มขู่จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1508 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมปอง แดงน้อย กับพวก
จำเลย — นางบุญมี คชพิมพ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นางอมรา พงค์ศิริกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางวยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3515/2553
#505295
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานหลอกลวงคนหางานว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่มีเจตนามุ่งกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้งมิได้พิจารณาจากการที่จำเลยกับพวกจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตต่อเนื่องกันหรือไม่ ซึ่งเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่ง

การกระทำความผิดของจำเลยคดีนี้กับคดีก่อนมีวันกระทำความผิดต่างกันความผิดฐานหลอกลวงคนหางานจำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายต่างคนกันด้วยการกระทำของจำเลยกับพวกแม้จะเป็นการหลอกลวงด้วยเจตนาในการกระทำผิดอย่างเดียวกัน มีดำเนินการและจ่ายเงินให้แก่จำเลยกับพวกเหมือนกัน แต่จำเลยกับพวกหลอกลวงต่อบุคคลต่างราย เกิดขึ้นคนละสถานที่และต่างวันเวลากัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 75,000 บาท และผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 65,000 บาท และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1387/2551 และ 1389/2551 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 74/2552 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1389/2551 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากในคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ให้ยกฟ้องในความผิดข้อหาร่วมกันจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 75,000 บาท และผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 65,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และ 343 วรรคแรก, 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...การกระทำความผิดฐานหลอกลวงคนหางานว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่มีเจตนามุ่งกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง มิได้พิจารณาจากการที่จำเลยกับพวกจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตต่อเนื่องกันหรือไม่ซึ่งเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งเมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างช่วงเดือนตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 2 เมษายน 2546 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกหลอกลวงประชาชนว่าจำเลยกับพวกได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางและสามารถจัดหางานและส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศที่ประเทศมาเลเซียได้ จนผู้เสียหายทั้งสี่หลงเชื่อทำให้จำเลยกับพวกได้เงินไปจากผู้เสียหายทั้งสี่ เหตุเกิดที่ตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ ตำบลจรัส ตำบลอาโพน อำเภอบัวเชด และตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 461/2551 ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างเดือนเมษายน 2545 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2545 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสิบแปดคนว่าจำเลยกับพวกสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งสิบแปดไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียได้จนผู้เสียหายทั้งสิบแปดหลงเชื่อยอมให้จำเลยกับพวกได้ไปซึ่งเงินจากผู้เสียหายทั้งสิบแปดเหตุเกิดที่ตำบลจรัส ตำบลอาโพน อำเภอบัวเชด ตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ และตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ การกระทำความผิดของจำเลยคดีนี้กับคดีก่อนจึงมีวันกระทำความผิดต่างกันในเดือนมกราคม 2546 ถึงวันที่ 2 เมษายน 2546 และความผิดดังกล่าวจำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายต่างคนกันด้วย การกระทำของจำเลยกับพวกแม้จะเป็นการหลอกลวงด้วยเจตนาในการกระทำผิดอย่างเดียวกันมีดำเนินการและจ่ายเงินให้แก่จำเลยกับพวกเหมือนกัน แต่จำเลยกับพวกหลอกลวงต่อบุคคลต่างราย เกิดขึ้นคนละสถานที่และต่างวันเวลากัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 461/2551 ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายศักดิ์กรินทร์ สีคำภา
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3490/2553
#506573
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะเป็นความผิดฐานบุกรุกจำเลยจะต้องกระทำโดยมีเจตนาบุกรุกด้วยกล่าวคือ จำเลยจะต้องรู้ว่าที่ดินที่หาว่าจำเลยบุกรุกนั้นเป็นของผู้เสียหายทั้งสาม แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินหรือความเป็นเจ้าของที่ดินที่หาว่าจำเลยบุกรุกโจทก์และจำเลยยังนำสืบโต้แย้งกันอยู่ โดยโจทก์นำสืบว่าที่ดินเป็นของผู้เสียหายทั้งสามผู้เสียหายทั้งสามครอบครองที่ดินตลอดมาตั้งแต่ปี 2525 ส่วนจำเลยนำสืบว่าที่ดินเป็นของจำเลย จำเลยซื้อมาจาก ช. ตั้งแต่ปี 2537 แล้วจำเลยครอบครองตลอดมาฝ่ายผู้เสียหายมิได้ครอบครองแต่อย่างใด ที่ดินไม่ใช่เป็นของผู้เสียหายทั้งสาม แม้ทางราชการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสาม จำเลยก็นำสืบอยู่ว่าโฉนดที่ดินออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งจำเลยไม่รู้มาก่อนและไม่ยอมรับว่าที่ดินเป็นของผู้เสียหายทั้งสาม เมื่อผู้เสียหายทั้งสามกับจำเลยยังคงโต้เถียงความเป็นเจ้าของกันเช่นนี้ กรณีจึงเป็นเรื่องทางแพ่ง ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาบุกรุก การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานบุกรุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365 (2) (3)

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 362 จำคุก 6 เดือน และปรับ 9,000 บาท คำให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยมีความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ เห็นว่า ที่จะเป็นความผิดฐานบุกรุกจำเลยจะต้องกระทำโดยมีเจตนาบุกรุกด้วย กล่าวคือ จำเลยจะต้องรู้ว่าที่ดินที่หาว่าจำเลยบุกรุกนั้นเป็นของผู้เสียหายทั้งสาม แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินหรือความเป็นเจ้าของที่ดินที่หาว่าจำเลยบุกรุก โจทก์และจำเลยยังนำสืบโต้แย้งกันอยู่ โดยโจทก์นำสืบว่าที่ดินเป็นของผู้เสียหายทั้งสาม ผู้เสียหายทั้งสามครอบครองที่ดินตลอดมาตั้งแต่ปี 2525 ส่วนจำเลยนำสืบว่าที่ดินเป็นของจำเลย จำเลยซื้อมาจากนายชวลิตย์ ตั้งแต่ปี 2537 แล้วจำเลยครอบครองตลอดมา ฝ่ายผู้เสียหายมิได้ครอบครองแต่อย่างใด ที่ดินไม่ใช่เป็นของผู้เสียหายทั้งสาม แม้ทางราชการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสาม จำเลยก็นำสืบอยู่ว่าโฉนดที่ดินออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งจำเลยไม่รู้มาก่อนและไม่ยอมรับว่าที่ดินเป็นของผู้เสียหายทั้งสาม พิจารณาตลอดแล้วข้อนำสืบของจำเลยมิใช่เป็นการนำสืบลอยๆ แต่คดีมีเหตุผลให้จำเลยนำสืบเช่นนั้นได้ เมื่อผู้เสียหายทั้งสามกับจำเลยยังคงโต้เถียงความเป็นเจ้าของกันเช่นนี้ กรณีจึงเป็นเรื่องทางแพ่ง ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาบุกรุกดังที่จำเลยฎีกา การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานบุกรุก ฎีกาประการอื่นของจำเลยนอกจากนี้ เช่น โฉนดที่ดินออกมาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีนี้เปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าจำเลยมีความผิดฐานบุกรุกและพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นางอาลัย พลารชุน
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สนอง เล่าศรีวรกต
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3484/2553
#501933
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์อันจะมีบุริมสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 273 (1), 274 และ 269 คือ หนี้ค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยตรง ซึ่งรวมถึงหนี้ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นที่ได้เสียไปเพื่อที่จะสงวนสิทธิ รับสภาพสิทธิ หรือบังคับสิทธิอันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยตรง แม้ผู้ร้องจะได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์ แต่การที่ผู้ร้องถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวไปดำเนินคดีเป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ร้องเข้าไปหาจำเลยแล้วจำเลยไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าผู้ร้องบุกรุกเข้าไปในบ้านจำเลย การเรียกค่าเสียหายจากการถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุกเป็นคนละเรื่องกับค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาบ้านอันเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยตรง ที่ผู้ร้องจะต้องไปดำเนินการแก่จำเลยเป็นคดีอีกส่วนหนึ่งต่างหาก มิใช่เป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการสงวนสิทธิหรือรับสภาพสิทธิหรือบังคับสิทธิอันเกี่ยวด้วยสังหาริมทรัพย์นั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้จำนวน 144,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 90,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2546 ผู้ร้องซึ่งเป็นทนายความและเป็นผู้แทนโจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 13277 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 217/9 หมู่ที่ 1 ตำบลจำปา อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มอบให้ผู้ร้องเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ณ ที่ยึด ตั้งแต่วันที่ดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ผู้ร้องกับนายเฉลิมเข้าไปในบ้านเลขที่ 217/9 และถามหาจำเลยแต่ไม่พบ ผู้ร้องและนายเฉลิมออกจากบ้านไป จำเลยร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่ผู้ร้องและนายเฉลิมในข้อหาบุกรุก แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2548 ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในวันที่ 18 พฤษภาคม 2549 นายสุภาพเป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 290,000 บาท แต่นายปรีชาสามีจำเลยยื่นคำร้องขัดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง นายปรีชายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้ยกเลิกหรือเพิกถอนการขายทอดตลาด คดียังไม่ถึงที่สุด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีรายรับรายจ่าย และนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาจ่ายเป็นค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 100,000 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่าการที่ผู้ร้องถูกดำเนินคดีดังกล่าว ผู้ร้องต้องสูญเสียแรงงานวิชาชีพทางกฎหมายในการต่อสู้คดี และผู้ร้องต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าอาหารเพื่อรักษาอสังหาริมทรัพย์ ถือว่าเป็นหนี้มีอยู่แก่ผู้ร้องเป็นคุณในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 273 บัญญัติว่า "ถ้าหนี้มีอยู่เป็นคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลอย่างหนึ่งอย่างใดดังจะกล่าวต่อไปนี้ บุคคลผู้นั้นย่อมมีบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ คือ (1) รักษาอสังหาริมทรัพย์..." และหนี้ในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์นั้นมาตรา 274 วรรคแรก บัญญัติว่า "บุริมสิทธิในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์นั้น ใช้สำหรับเอาค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาอสังหาริมทรัพย์และมีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์อันนั้น" กับวรรคสอง บัญญัติว่า "อนึ่ง บทบัญญัติแห่งมาตรา 269 วรรคสอง นั้น ท่านให้นำมาใช้บังคับแก่กรณีที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ด้วย" และมาตรา 269 วรรคสอง บัญญัติว่า "อนึ่ง บุริมสิทธินี้ยังใช้สำหรับเอาค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอันได้เสียไปเพื่อที่จะสงวนสิทธิหรือรับสภาพสิทธิหรือบังคับสิทธิอันเกี่ยวด้วยสังหาริมทรัพย์นั้นอีกด้วย" อันมีความหมายว่า หนี้ในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์อันจะมีบุริมสิทธิได้ คือ หนี้ค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยตรง ซึ่งรวมถึงหนี้ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นที่ได้เสียไปเพื่อที่จะสงวนสิทธิ รับสภาพสิทธิหรือบังคับสิทธิอันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยตรงอีกด้วย แต่ในกรณีของผู้ร้องแม้ผู้ร้องจะได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์ แต่การที่ผู้ร้องเข้าไปในบ้านเลขที่ 217/9 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้จากคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 88/2548 ของศาลชั้นต้นว่าการที่ผู้ร้องถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวไปดำเนินคดี เป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าผู้ร้องบุกรุกเข้าไปในบ้านของจำเลย และการที่ผู้ร้องเข้าไปในบ้านของจำเลยก็เพื่อไปหาจำเลย การเรียกค่าเสียหายในการถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกจึงเป็นคนละเรื่องกับค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาบ้านอันเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยตรง ทั้งค่าเสียหายในการถูกดำเนินคดีดังกล่าวก็เป็นเรื่องค่าเสียหายที่จำเลยอาจทำละเมิดต่อผู้ร้อง ที่ผู้ร้องจะต้องไปดำเนินการแก่จำเลยเป็นคดีอีกส่วนหนึ่งต่างหาก มิใช่เป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการสงวนสิทธิหรือรับสภาพสิทธิหรือบังคับสิทธิอันเกี่ยวด้วยสังหาริมทรัพย์นั้นไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 269 ม. 273 (1) ม. 274
ป.วิ.พ. ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำรุณ เฉลยทิพย์
ผู้ร้อง — นายกฤต เกษมศิลป์
จำเลย — นางสุจิรา สุชาตะนันท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายประนต วราดิเรก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3471/2553
#501585
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย การที่นาย อ. กับพวกไล่ทำร้ายกลุ่มวัยรุ่น จำเลยได้เข้าห้ามปรามและสั่งให้ทุกฝ่ายหยุดและนั่งลง กลุ่มวัยรุ่นปฏิบัติตาม แต่นาย อ. ไม่ปฏิบัติตาม กลับท้าทายอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลย โดยเข้าไปเตะวัยรุ่นที่นั่งตามคำสั่งของจำเลย ย่อมทำให้จำเลยโกรธเคือง ถือเป็นการถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยจึงทำร้ายนาย อ. ผู้ตายเข้าไปดึงเอวจำเลยไว้ จำเลยเข้าใจว่าผู้ตายเป็นพวกเดียวกับนาย อ. ที่ท้าทายอำนาจตามกฎหมายของจำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 20 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย การที่นายอภิรักษ์กับพวกไล่ทำร้ายกลุ่มวัยรุ่น จำเลยได้เข้าห้ามปรามและสั่งให้ทุกฝ่ายหยุดและนั่งลง กลุ่มวัยรุ่นปฏิบัติตาม แต่นายอภิรักษ์ไม่ยอมปฏิบัติตาม กลับท้าทายอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลย โดยเข้าไปเตะวัยรุ่นที่นั่งตามคำสั่งของจำเลย ย่อมทำให้จำเลยโกรธเคือง ถือเป็นการถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยจึงทำร้ายนายอภิรักษ์ ผู้ตายเข้าไปดึงเอวจำเลยไว้ จำเลยเข้าใจว่าผู้ตายเป็นพวกเดียวกับนายอภิรักษ์ที่ท้าทายอำนาจตามกฎหมายของจำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ให้จำคุก 5 ประกอบมาตรา 72 ให้จำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 288 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — สิบตำรวจโทมานะ ศุภมาตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายเจษฎา ยวงทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายเชิดศักดิ์ วงศ์กระสันต์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3469/2553
#506169
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 13 ศาลมีอำนาจรับฟังรายงานของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบก็ตาม แต่ต้องเป็นการรับฟังเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องโทษและวิธีการที่จะดำเนินการแก่จำเลย มิใช่รับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อนำมาวินิจฉัยความผิดของจำเลยตามฟ้อง ศาลจึงนำข้อเท็จจริงจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติดังกล่าวมาเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์ไม่ได้

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง และมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ซึ่งบทบัญญัติในมาตราดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะลงโทษเฉพาะผู้ประกอบกิจการไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนก่อน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติปรากฏว่าจำเลยเป็นเพียงลูกจ้าง ซึ่งไม่ใช่ผู้ประกอบกิจการที่ต้องไปขออนุญาตจากนายทะเบียนดังที่กฎหมายบัญญัติไว้ อันเป็นกรณีไม่แน่ชัดว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จึงชอบที่ศาลจะแจ้งรายงานดังกล่าวให้โจทก์และจำเลยทราบแล้วสอบข้อเท็จจริงจากจำเลย รวมทั้งอธิบายฟ้องและสอบคำให้การจำเลยในข้อหานี้ใหม่ หากจำเลยยืนยันว่าเป็นลูกจ้างโจทก์ก็มีสิทธิขอนำพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมหรือศาลจะสั่งให้โจทก์นำสืบพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยในข้อหานี้เพื่อให้ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนก่อนหรือไม่ก็ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 176 และมาตรา 228 แต่หากจำเลยขอถอนการให้ถ้อยคำในส่วนของการเป็นลูกจ้างและยืนยันให้การรับสารภาพ ศาลจึงรับฟังข้อเท็จจริงยุติตามฟ้องโจทก์ได้ เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้สอบโจทก์และจำเลยถึงข้อเท็จจริงตามรายงานของพนักงานคุมประพฤติดังกล่าว กรณีจึงยังไม่แน่ชัดว่าโจทก์จะนำสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมในความผิดข้อหานี้หรือไม่ จึงยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในความผิดนี้ ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสอบข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นลูกจ้างหรือผู้ประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ สอบคำให้การจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าว และสอบโจทก์เกี่ยวกับการสืบพยานโจทก์ในข้อหาความผิดนี้แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 61, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 3, 4, 38, 54, 79, 82, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สั่งให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง ปรับ 66,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 33,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้อง 159 แผ่น ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38, 54, 79, 82

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังข้อเท็จจริงจากการรายงานสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติมาวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้นชอบหรือไม่... เห็นว่าการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยก็เพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริงเพื่อนำมาประกอบดุลพินิจว่าสมควรกำหนดโทษแก่จำเลยสถานใด เพียงใด และเพื่อกำหนดวิธีการหรือเงื่อนไขอันสมควรและเหมาะสมที่จะปฏิบัติต่อจำเลยต่อไปเท่านั้น มิใช่มีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบพยานว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ทั้งศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งให้พนักงานคุมประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น แม้ตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 ศาลจะมีอำนาจรับฟังรายงานของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบก็ตามแต่ก็เป็นการรับฟังเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องโทษและวิธีการที่จะดำเนินการแก่จำเลยเท่านั้น มิได้เป็นการรับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานที่จะนำมาวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วยจึงนำข้อเท็จจริงจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติมาเป็นเหตุยกฟ้องของโจทก์ไม่ได้ ฉะนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำข้อเท็จจริงจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติมาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ใช่ผู้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหานี้ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา อุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ดีความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 และมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 82 นั้น บทบัญญัติมาตรา 38 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน" โดยผู้ที่ฝ่าฝืนจะได้รับโทษตามมาตรา 79 และบทบัญญัติมาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน" โดยผู้ที่ฝ่าฝืนจะได้รับโทษตามมาตรา 82 เห็นได้ชัดว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะลงโทษเฉพาะผู้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ซึ่งทำเป็นธุรกิจหรือได้ร้บประโยชน์ตอบแทนโดยผู้ประกอบกิจการนั้นประกอบกิจการไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนก่อน ดังนี้ แม้ในเบื้องต้นจำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามรายงานของพนักงานคุมประพฤติปรากฏว่าจำเลยเป็นเพียงลูกจ้าง ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นดังเช่นนั้นจริง จำเลยก็ไม่ใช่ผู้ประกอบกิจการที่จะต้องไปขอใบอนุญาตจากนายทะเบียนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38 วรรคหนึ่ง และมาตรา 54 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 การกระทำของจำเลยก็จะไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551... นอกจากนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติว่า "ในชั้นพิจารณาถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้เว้นแต่..." แสดงว่าแม้เป็นข้อหาความผิดที่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้วศาลมีอำนาจพิพากษาคดีไปได้โดยมิต้องสืบพยานก็ตาม แต่หากยังไม่แน่ใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ศาลจะให้สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ มิใช่ต้องฟังตามคำรับสารภาพของจำเลยเสียทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นในระหว่างพิจารณา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 ยังให้ศาลมีอำนาจโดยพลการที่จะสืบพยานเพิ่มเติมได้ด้วย ดังนั้น เมื่อปรากฏจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติว่าการกระทำของจำเลยขัดแย้งกับคำฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลย เพื่อให้ข้อเท็จจริงกระจ่างศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจให้โจทก์และจำเลยทราบแล้วสอบข้อเท็จจริงจากจำเลยอีกครั้ง รวมทั้งอธิบายคำฟ้องในข้อหานี้และสอบคำให้การจำเลยในข้อหานี้เสียใหม่ หากจำเลยยังคงยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นลูกจ้างดังเช่นที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลย ทำให้ไม่แน่ชัดว่าจำเลยกระทำความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีสิทธิที่จะแถลงนำสืบพยานหลักฐานในส่วนนี้เพิ่มเติมได้ หรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะสั่งให้โจทก์นำสืบพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยในข้อหานี้เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนก่อนหรือไม่ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 และ 228 ทั้งนี้เพราะศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีหน้าที่ต้องพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องและจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 หากจำเลยไม่ติดใจหรือเพิกถอนการให้ถ้อยคำในส่วนของการเป็นลูกจ้างและยืนยันให้การรับสารภาพตามฟ้องศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงจะรับฟังข้อเท็จจริงยุติไปตามคำฟ้องของโจทก์ได้ แต่หากจำเลยยังคงยืนยันต่อศาลว่าจำเลยเป็นเพียงลูกจ้างและโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน ก็จะไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง และ 54 วรรคหนึ่ง ที่ประสงค์จะลงโทษเฉพาะผู้ประกอบกิจการเท่านั้น ซึ่งศาลไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ได้ เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้สอบโจทก์และจำเลยถึงข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะพินิจจำเลยดังกล่าว และกรณียังไม่แน่ชัดว่าโจทก์จะนำสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมในความผิดฐานนี้หรือไม่ เพื่อให้ได้ความกระจ่างจึงเห็นสมควรให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าหว่างประเทศกลางสอบข้อเท็จจริงและคำให้การจำเลยในความผิดฐานนี้อีกครั้ง และสอบโจทก์ว่าจะติดใจสืบพยานในประเด็นที่ว่าจำเลยเป็นลูกจ้างหรือผู้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์หรือไม่ เมื่อได้ความเช่นไรให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่งประเทศกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2)"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสอบข้อเท็จจริงในประเด็นว่าจำเลยเป็นลูกจ้างหรือผู้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์สอบคำให้การจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าว และสอบโจทก์เกี่ยวกับการสืบพยานโจทก์ในข้อหาความผิดดังกล่าวแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 185 ม. 208 (2) ม. 228
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 38 วรรคหนึ่ง ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 79 ม. 82
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 11 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธีระพงษ์ หมวกทอง
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3428/2553
#513423
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 และมาตรา 90/60 วรรคสอง การที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่หลุดพ้นจากหนี้ซึ่งมีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน แล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนจำเลยในคดีนี้ซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันนั้น จะต้องรับผิดอีกหรือไม่ อย่างไรเป็นไปตามกฎหมายต่างๆ ที่ว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง

ในคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ในแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดให้มีการชำระหนี้แก่โจทก์โดยการออกหุ้นเพื่อชำระหนี้เช่นนี้ ในส่วนของผู้ค้ำประกันนั้นจะหลุดพ้นความรับผิดก็แต่เฉพาะเท่ากับมูลค่าตลาดที่แท้จริงของหุ้นที่โจทก์ได้รับชำระหนี้มาส่วนที่เหลือจากราคาดังกล่าวโจทก์ก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นว่ามูลหนี้ตามฟ้องได้ระงับไปตามแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทเซ้าท์เทอร์นมาร์เก็ตติ้ง จำกัดแล้วหรือไม่ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า รวมไว้วินิจฉัยในคำพิพากษา

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการทั้งนี้ ตามมาตรา 90/27 และมาตรา 90/60 วรรคสอง บัญญัติว่า คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกัน หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และไม่มีผลให้บุคคลเช่นว่านั้นต้องรับผิดในหนี้ที่ก่อขึ้นตามแผนตั้งแต่วันดังกล่าว เว้นแต่บุคคลเช่นว่านั้นจะยินยอมโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วยนั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมีผลเฉพาะตัวบริษัทเซ้าท์เทอร์นมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่หลุดพ้นจากหนี้ซึ่งมีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนจำเลยคดีนี้ซึ่งต้องร่วมรับผิดกับบริษัทเซ้าท์เทอร์นมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ในฐานะผู้ค้ำประกันนั้น จะต้องรับผิดอีกหรือไม่ อย่างไรเป็นไปตามกฎหมายต่างๆ ที่ว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ในคดีฟื้นฟูกิจการของบริษัทเซ้าท์เทอร์นมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ในแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดให้มีการชำระหนี้แก่โจทก์โดยการออกหุ้นเพื่อชำระหนี้เช่นนี้ ในส่วนของผู้ค้ำประกันนั้นจะหลุดพ้นความรับผิดก็แต่เฉพาะเท่ากับมูลค่าตลาดที่แท้จริงของหุ้นที่โจทก์ได้รับชำระหนี้มาส่วนที่เหลือจากราคาดังกล่าวโจทก์ก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้ กรณีจึงต้องพิจารณาว่าหุ้นที่โจทก์ได้รับชำระหนี้นั้นมีราคาเพียงใด เมื่อปรากฏว่าบริษัทเซ้าท์เทอร์นมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อันจะทำให้ทราบมูลค่าราคาซื้อขายหุ้นในตลาดได้ และคู่ความมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงต้องพิเคราะห์มูลค่าของหุ้นจากราคาหุ้นทั้งหมดเทียบกับสินทรัพย์ที่ลูกหนี้มีอยู่ประกอบกับพฤติการณ์อื่นในคดีซึ่งปรากฏตามแผนฟื้นฟูกิจการว่าลูกหนี้มีหุ้นเดิมจำนวน 4,000 หุ้น ตามงบดุล ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2546 ลูกหนี้มีหนี้สินจำนวน 224,162,956.58 บาท มีสินทรัพย์ 105,213,940.30 บาท ปรากฏว่าตามแผนหากมีการเลิกกิจการของลูกหนี้ และมีการนำทรัพย์สินของลูกหนี้ออกขายแล้วจะได้ราคาประมาณ 15,371,326.24 บาท และหลังจากที่มีการแปลงหนี้เป็นทุนแล้ว มีการลดทุนของลูกหนี้ในอัตราส่วน 10 หุ้น เป็น 3 หุ้น เพื่อให้สอดคล้องกับฐานะที่แท้จริงของลูกหนี้ จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามูลค่าหุ้นนั้นมีมากกว่าสินทรัพย์ที่มีอยู่ถึง 10 ส่วนต่อ 3 ส่วน มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นจึงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 30 ของมูลค่าที่ลูกหนี้ออกให้เพื่อการแปลงหนี้เป็นทุน หุ้นจึงมีราคาเพียงประมาณ 58,200,000 บาท ดังที่โจทก์แสดงมาเท่านั้น คงมีหนี้ส่วนที่จำเลยจะต้องรับผิดอีกประมาณ 130,000,000 บาท เมื่อโจทก์ไม่ได้เปลื้องความรับผิดให้แก่จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยจึงต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวและโจทก์มีอำนาจนำมูลหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายได้"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/27 ม. 90/60 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซูบิซิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายพิชัย เลาห์เรณู
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมศักดิ์ จันทรา
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3427/2553
#499682
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มอบให้บริษัท ท. เป็นผู้เช่าอุปกรณ์เพื่อใช้ในการถ่ายทอดโทรทัศน์จากโจทก์ ทั้งยังให้บริษัท ท. ชำระค่าเบี้ยประกันภัย และมีชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยด้วย คำบรรยายฟ้องก็ระบุว่ามอบหมายให้บริษัท ท. ซึ่งอยู่ในประเทศไทยเป็นตัวแทนติดต่อกับจำเลยที่อยู่ในประเทศไทย เมื่อบริษัท ท. เป็นตัวแทนติดต่อขอเอาประกันภัยอุปกรณ์กับจำเลย จำเลยตกลงรับประกันภัยอุปกรณ์พร้อมกับส่งกรมธรรม์ประกันภัยไปให้บริษัท ท. ซึ่งมีภูมิลำเนาในประเทศไทย จึงถือว่าสัญญาดังกล่าวทำหรือเกิดขึ้นในประเทศไทยและต้องนำกฎหมายไทยมาใช้บังคับกับผลของสัญญาประกันภัยตามมาตรา 13 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ต้องนำกฎหมายไทยมาใช้บังคับกับผลของสัญญาประกันภัยดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 882

??

??

??

??

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 71,775 ปอนด์สเตอร์ริง พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 49,500 ปอนด์สเตอร์ริง นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า สัญญาประกันภัยฉบับพิพาทเกิดเป็นสัญญาขึ้นที่ประเทศใด ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งมีนายภราเดชเป็นผู้จัดการเป็นผู้เช่าอุปกรณ์เพื่อใช้ในการถ่ายทอดโทรทัศน์การแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งจัดขึ้นในประเทศไทย โจทก์จึงได้ติดต่อจำเลยซึ่งอยู่ในประเทศไทยและเป็นสาขาของบริษัทโรยัลแอนด์ซันอัลลายแอนซ์ประกันภัยในประเทศอังกฤษเพื่อขอเอาประกันภัยอุปกรณ์ดังกล่าว ต่อมาจำเลยตกลงรับประกันภัยอุปกรณ์ของโจทก์ให้ความคุ้มครองความเสี่ยงภัยทุกประเภทตามกรมธรรม์ประกันภัย การติดต่อระหว่างนายจอห์นกับตัวแทนจำเลยจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนายภราเดชได้ติดต่อขอเอาประกันภัยอุปกรณ์แล้ว นายจอห์นน่าจะติดต่อจำเลยเพื่อเร่งรัดให้มีการทำสัญญาให้เสร็จสิ้นโดยเร็วก่อนมีการขนส่งอุปกรณ์มายังประเทศไทยเท่านั้น หลังจากมีการตกลงทำสัญญาประกันภัยแล้วจำเลยก็ส่งกรมธรรม์ประกันภัยไปให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ก่อนที่จะมีการส่งไปให้โจทก์ภายหลัง และยังได้ความว่ามีการเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยจากบริษัทนี้ด้วย นอกจากนั้นบริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ก็มีชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยอุปกรณ์รวมกับโจทก์ พยานหลักฐานในคดีนี้ดังกล่าวมาแล้วประกอบกับคำบรรยายฟ้องของโจทก์เองก็ระบุว่าโจทก์มอบหมายให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศไทยเป็นตัวแทนติดต่อกับจำเลยที่ประเทศไทยเพื่อขอทำประกันภัยอุปกรณ์ของโจทก์กับจำเลย เชื่อได้ว่าโจทก์ได้มอบหมายให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด เป็นตัวแทนของโจทก์ในการติดต่อขอเอาประกันภัยอุปกรณ์กับจำเลยในระหว่างที่อุปกรณ์มาอยู่ในประเทศไทย มิฉะนั้นโจทก์คงไม่ให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด มีชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยอุปกรณ์ของโจทก์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด เป็นตัวแทนของโจทก์ในการติดต่อขอเอาประกันภัยอุปกรณ์กับจำเลย และต่อมาจำเลยตกลงรับประกันภัยอุปกรณ์นั้น พร้อมกับมีการส่งกรมธรรม์ประกันภัยไปให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย กรณีจึงถือว่าสัญญาประกันภัยดังกล่าวทำหรือเกิดขึ้นในประเทศไทย และต้องนำกฎหมายไทยมาใช้บังคับกับผลของสัญญาประกันภัยนี้ตามมาตรา 13 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

??

??

??

??
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 882 ม. 13 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเกียร์เฮาส์ บรอดแคสท์ ลิมิเต็ด
บริษัทโรยัลแอนด์ซันอัลลายแอนซ์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — หรือ บริษัทไอเอจี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3427/2553
#508759
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลของประเทศอังกฤษมอบหมายให้บริษัท ท. ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศไทยเป็นตัวแทนติดต่อจำเลยที่ประเทศไทยเพื่อประกันภัยอุปกรณ์สำหรับการถ่ายทอดโทรทัศน์ของโจทก์ เมื่อคู่สัญญามิได้แสดงเจตนาให้ใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สัญญาโดยชัดแจ้ง แต่โจทก์มี ภ. ซึ่งเป็นผู้จัดการของบริษัท ท. เป็นตัวแทนในการติดต่อทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยในประเทศไทยการที่จำเลยตกลงรับประกันภัยและส่งกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่บริษัท ท. ต้องถือว่าสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยทำหรือเกิดขึ้นในประเทศไทย จึงต้องนำกฎหมายไทยมาใช้บังคับกับผลของสัญญาประกันภัยดังกล่าว ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 13 วรรคสอง สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 882

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลของประเทศอังกฤษได้มอบหมายให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งอยู่ที่ประเทศไทยเป็นตัวแทนติดต่อจำเลยที่ประเทศไทยเพื่อทำประกันภัยอุปกรณ์สำหรับการถ่ายทอดโทรทัศน์ของโจทก์ ซึ่งบริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ได้เช่าอุปกรณ์ดังกล่าวจากโจทก์เพื่อนำมาใช้สำหรับการถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทย บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ได้ส่งรายละเอียดอุปกรณ์ที่ขอเอาประกันภัยไปยังจำเลย จำเลยพิจารณาแล้วตกลงรับทำประกันภัยอุปกรณ์ดังกล่าวโดยคุ้มครองความเสี่ยงภัยทุกประเภท (All Risks Insurance) จากประเทศอังกฤษและ/หรือประเทศออสเตรเลียมายังประเทศไทย และจากประเทศไทยกลับไปยังประเทศอังกฤษ และ/หรือประเทศออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 โดยมีทุนประกันภัยจำนวน 3,586,190 ปอนด์สเตอร์ริงและระบุให้โจทก์และหรือบริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด เป็นผู้เอาประกันภัยและเป็นผู้รับผลประโยชน์ และได้มีการเพิ่มวงเงินประกันภัยเป็น 4,084,890 ปอนด์สเตอร์ริง ต่อมาประมาณปลายเดือนธันวาคม 2541 บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ได้ส่งอุปกรณ์ที่เอาประกันภัยทั้งหมดกลับคืนไปยังประเทศอังกฤษด้วยวิธีการขนส่งสินค้าทางอากาศ แต่ปรากฏว่าเมื่อขนส่งไปถึงปลายทางประเทศอังกฤษ อุปกรณ์ประเภทเลนส์ยี่ห้อแคนนอน จำนวน 3 ชิ้น มูลค่าชิ้นละ 16,500 ปอนด์สเตอร์ริง ได้สูญหายไป คิดเป็นมูลค่าจำนวน 49,500 ปอนด์สเตอร์ริง โจทก์ได้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนมายังจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธ จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 49,500 ปอนด์สเตอร์ริง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำนวณดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องได้จำนวน 22,275 ปอนด์สเตอร์ริง รวมเป็นเงินจำนวน 71,775 ปอนด์สเตอร์ริง โจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความตามกฎหมายของประเทศอังกฤษซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาในคดีนี้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 71,775 ปอนด์สเตอร์ริง พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 49,500 ปอนด์สเตอร์ริง นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ทรัพย์สินที่สูญหายไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยทั้งนี้เนื่องจากกรมธรรม์ประกันภัยที่พิพาทเป็นสัญญาประกันภัยวินาศภัยทรัพย์สินทั่วไป อันจำเป็นต้องระบุรายละเอียดของวัตถุที่เอาประกันภัยให้ชัดแจ้ง แต่ปรากฏว่ากรมธรรม์ประกันภัยและเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัย ไม่ปรากฏว่ามีรายการทรัพย์สินที่สูญหายระบุเป็นวัตถุที่บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ติดต่อขอเอาประกันภัยไว้แต่อย่างใด ดังนั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าทรัพย์สินที่สูญหายไปนั้นเป็นวัตถุที่เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัย นอกจากนี้สัญญาประกันภัยในข้อ ซี 3 ระบุว่า "กรมธรรม์ประกันภัยนี้จะไม่คุ้มครองความสูญหายหรือเสียหายของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยในกรณีที่มีสาเหตุเนื่องมาจากการไม่ปรากฏร่องรอย ไม่สามารถอธิบายได้หรือความสูญหายที่ไม่ปรากฏข้อมูล ความสูญหายอันเนื่องมาจากการใส่ การวาง การส่ง หรือการตรวจนับสินค้าผิดพลาด" คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างเพียงลอย ๆ และไม่สามารถแสดงหลักฐานแห่งร่องรอยเบื้องต้นได้ จำเลยจึงมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน สัญญาประกันภัยพิพาทไม่มีข้อตกลงให้ใช้กฎหมายอังกฤษมาบังคับแก่สัญญา สัญญาไม่ได้ทำขึ้นที่ประเทศอังกฤษ โจทก์จึงไม่อาจอ้างกฎหมายอังกฤษมาบังคับใช้กับสัญญาประกันภัยพิพาทได้ โจทก์ไม่อาจยกอายุความของกฎหมายอังกฤษมาใช้บังคับคดีนี้ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะไม่ได้ฟ้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่อ้างว่าทรัพย์สินสูญหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 หากจำเลยจะต้องรับผิดก็จะรับผิดไม่เกิน 2,974,950 บาท โดยต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ทรัพย์สินสูญหายอันเป็นไปตามเงื่อนไขตามสัญญาประกันภัย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า " พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศอังกฤษและมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2541 โจทก์ได้มอบหมายให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้เช่าอุปกรณ์ของโจทก์ประเภทอุปกรณ์เพื่อใช้ในการถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งจัดขึ้นในประเทศไทย ให้ติดต่อกับจำเลยที่ประเทศไทยเพื่อขอเอาประกันภัยอุปกรณ์ดังกล่าว ต่อมาจำเลยตกลงรับประกันภัยอุปกรณ์ดังกล่าว รายละเอียดปรากฏตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. 3 และ จ. 4 เป็นการคุ้มครองความเสี่ยงภัยทุกประเภท (All Risks Insurance) ช่วงระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 เมื่อประมาณปลายเดือนธันวาคม 2541 อุปกรณ์ทั้งหมดถูกส่งกลับไปยังประเทศอังกฤษ แต่อุปกรณ์บางส่วนได้สูญหายไปในระหว่างการขนส่งจากประเทศไทยไปยังประเทศอังกฤษ โจทก์ได้เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่จำเลยปฏิเสธความรับผิด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า สัญญาประกันภัยฉบับพิพาทเกิดเป็นสัญญาขึ้นที่ประเทศใด โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาประกันภัยเอกสารหมาย จ. 3 และ จ. 4 เป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยโจทก์และจำเลยอยู่ห่างกันโดยระยะทาง เมื่อจำเลยซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยที่อยู่ในประเทศไทยบอกกล่าวสนองไปถึงโจทก์ที่อยู่ในประเทศอังกฤษ สัญญาประกันภัยดังกล่าวจึงเกิดเป็นสัญญาขึ้นที่ประเทศอังกฤษตามมาตรา 13 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 กรณีจึงต้องนำกฎหมายเกี่ยวกับอายุความของประเทศอังกฤษมาใช้บังคับกับคดีนี้ ซึ่งมีกำหนดอายุความของการเรียกร้อง 6 ปี คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น พิเคราะห์แล้ว มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 บัญญัติว่า "ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้นให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับ ก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น

ถ้าสัญญานั้นได้ทำขึ้นระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทาง ถิ่นที่ถือว่าสัญญานั้นได้เกิดเป็นสัญญาขึ้นคือถิ่นที่คำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ ถ้าไม่อาจหยั่งทราบถิ่นที่ว่านั้นได้ ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่จะพึงปฏิบัติตามสัญญานั้น..."

คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า คดีนี้คู่สัญญามิได้แสดงเจตนาให้ใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สัญญาโดยชัดแจ้ง โจทก์มีนายภราเดชเป็นตัวแทนในการติดต่อทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยในประเทศไทย เมื่อจำเลยส่งกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. 3 อันเป็นหลักฐานแห่งสัญญาประกันภัยให้แก่นายภราเดช กรณีต้องถือว่าสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยทำหรือเกิดขึ้นในประเทศ จึงต้องใช้กฎหมายไทยมาบังคับกับผลของสัญญาประกันภัยดังกล่าว ซึ่งตามมาตรา 882 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนมีกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย เมื่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยสูญหายไปในเดือนธันวาคม 2541 นับถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 ธันวาคม 2547) เป็นเวลาเกิน 2 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่านายภราเดชเป็นตัวแทนของโจทก์ นายภราเดชเป็นเพียงผู้มีหน้าที่ติดต่อและประสานงานให้ระหว่างโจทก์กับจำเลยเท่านั้น เป็นทำนองว่าการแสดงเจตนาสนองรับของจำเลยที่มีไปถึงนายภราเดชย่อมไม่มีผลตามกฎหมาย โดยต้องถือว่าสัญญาประกันภัยเกิดขึ้นเมื่อจำเลยบอกกล่าวสนองไปถึงโจทก์ที่ประเทศอังกฤษ จึงต้องนำกฎหมายของประเทศอังกฤษมาใช้บังคับตามมาตรา 13 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 ในประเด็นข้อนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งมีนายภราเดช เป็นผู้จัดการเป็นผู้เช่าอุปกรณ์เพื่อใช้ในการถ่ายทอดโทรทัศน์การแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งจัดขึ้นในประเทศไทย โดยโจทก์จะจัดส่งอุปกรณ์ดังกล่าวมายังประเทศไทยทางอากาศ หลังจากใช้งานเสร็จก็จะมีการส่งกลับโดยทางอากาศเช่นกัน โจทก์จึงได้ติดต่อจำเลยซึ่งอยู่ในประเทศไทยและเป็นสาขาของบริษัทโรยัลแอนด์ซันอัลลายแอนซ์ประกันภัย ในประเทศอังกฤษ เพื่อขอเอาประกันภัยอุปกรณ์ดังกล่าว ต่อมาจำเลยตกลงรับประกันภัยอุปกรณ์ของโจทก์ให้ความคุ้มครองความเสี่ยงภัยทุกประเภทตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. 3 และ จ. 4 ในเรื่องการติดต่อกันระหว่างโจทก์กับจำเลยในการทำสัญญาประกันภัยรายนี้ ได้ความจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและคำเบิกความของนายจอห์นกรรมการโจทก์ซึ่งเป็นพยานโจทก์ว่า โจทก์มอบหมายให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ช่วยติดต่อจำเลยในประเทศไทยเพื่อทำคำเสนอรายละเอียดของอุปกรณ์ของโจทก์เพื่อขอเอาประกันภัยอุปกรณ์ดังกล่าว ระหว่างนั้นพยานเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อมาติดต่องานและติดต่อจำเลยและเคยหารือกับตัวแทนจำเลยเกี่ยวกับการประกันภัยอุปกรณ์ดังกล่าว หลังจากพยานเดินทางกลับไปประเทศอังกฤษแล้ว จึงได้รับแจ้งผลว่าจำเลยยอมรับประกันภัยอุปกรณ์ของโจทก์ และได้ความจากพยานปากนี้และจากกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. 3 และ จ. 4 ว่า บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด เป็นผู้เอาประกันภัยด้วย พยานเป็นผู้ส่งข้อมูลอุปกรณ์ให้นายภราเดชเพื่อส่งต่อให้จำเลย ขณะที่มีการตกลงรับประกันภัยอุปกรณ์พยานอยู่ที่ประเทศอังกฤษ หลังจากมีการตกลงทำสัญญาประกันภัยแล้วนายภราเดชส่งต้นฉบับกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. 3 ไปให้พยานที่ประเทศอังกฤษ และได้ความจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นกับคำเบิกความของนายภราเดชพยานโจทก์ว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2541 โจทก์ได้มอบหมายให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งมีพยานเป็นผู้จัดการเป็นตัวแทนในการติดต่อจำเลยในประเทศเพื่อขอประกันภัยอุปกรณ์เพื่อใช้ในการถ่ายทอดโทรทัศน์ พยานได้ดำเนินการตามที่โจทก์ร้องขอ ต่อมาประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2541 นายจอห์นกรรมการโจทก์เดินทางมาประเทศไทย พยานเป็นผู้ติดต่อและประสานงานให้กับโจทก์และจำเลย หลังจากนั้นจำเลยตกลงรับประกันภัยอุปกรณ์ของโจทก์เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงภัยอุปกรณ์นั้น โดยระบุให้โจทก์และ/หรือบริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด เป็นผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์ ต่อมามีการเพิ่มวงเงินประกันภัยอีก โดยระบุให้บริษัททั้งสองเป็นผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์เช่นเดิม ปรากฏตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. 3 และ จ. 4 และได้ความจากพยานปากนี้ว่าจำเลยในประเทศไทยได้ส่งกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. 3 และ จ. 4 ให้พยานที่บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ส่วนการชำระเบี้ยประกันภัยมีการชำระเป็นเงินบาท โดยบริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด เป็นผู้ชำระแก่จำเลยตามเอกสารหมาย ล. 12 นอกจากนี้ได้ความจากนางสาวสุมาวดี มาลัยมาตร์ พยานจำเลยว่า พยานทำงานในบริษัทจำเลยตำแหน่งเจ้าหน้าที่รับประกันภัยมาประมาณ 12 ปี เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2541 จำเลยได้รับการติดต่อจากนายภราเดชเจ้าหน้าที่ของบริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ว่าบริษัทดังกล่าวประสงค์จะขอทำสัญญาประกันภัยอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการถ่ายทอดโทรทัศน์ นางสาวสุมาวดีจึงเสนอเรื่องไปตามลำดับชั้น ต่อมาจำเลยขอให้นายภราเดชแจ้งรายละเอียดอุปกรณ์ที่จะเอาประกันภัยเพื่อออกกรมธรรม์ประกันภัย นายภราเดชได้ส่งรายละเอียดของอุปกรณ์มาให้จำเลยปรากฏตามเอกสารหมาย ล. 3 หลังจากนั้นจำเลยตกลงที่จะรับประกันภัยและได้แจ้งผลไปยังนายภราเดชซึ่งเป็นผู้ติดต่อขอเอาประกันภัย โดยได้ส่งกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. 3 ไปให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นการสิ้นสุดหน้าที่ของฝ่ายจำเลย เห็นว่า บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งมีนายภราเดชเป็นผู้จัดการเป็นผู้เช่าอุปกรณ์เพื่อใช้ในการถ่ายทอดโทรทัศน์จากโจทก์ โจทก์ประสงค์จะให้มีการประกันภัยอุปกรณ์ดังกล่าวจึงได้มอบหมายให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ติดต่อกับจำเลยในประเทศไทยเพื่อขอเอาประกันภัยอุปกรณ์นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ต่อไปว่านายภราเดชผู้จัดการของบริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด เป็นผู้ไปติดต่อขอเอาประกันภัยอุปกรณ์กับจำเลยตั้งแต่เริ่มแรก เมื่อจำเลยขอรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์นายภราเดชก็ติดต่อกับโจทก์แล้วนายภราเดชเป็นผู้ส่งรายละเอียดของอุปกรณ์ให้จำเลย ส่วนนายจอห์นกรรมการโจทก์นั้นได้ความเพียงว่าเป็นผู้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยและติดต่อจำเลยเพื่อรับฟังผลการพิจารณาการขอเอาประกันภัยของโจทก์ โดยตัวแทนของจำเลยไปพบนายจอห์นที่โรงแรมแห่งหนึ่ง และหารือเกี่ยวกับการประกันภัยอุปกรณ์ดังกล่าวแล้ว ตัวแทนจำเลยแจ้งว่าจะแจ้งผลการพิจารณาไปให้โจทก์ทราบโดยเร็ว เช่นนี้ การติดต่อระหว่างนายจอห์นกับตัวแทนจำเลยจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนายภราเดชได้ติดต่อขอเอาประกันภัยอุปกรณ์แล้ว นายจอห์นน่าจะติดต่อจำเลยเพื่อเร่งรัดให้มีการทำสัญญาให้เสร็จสิ้นโดยเร็วก่อนมีการขนส่งอุปกรณ์มายังประเทศไทยเท่านั้น หลังจากมีการตกลงทำสัญญาประกันภัยแล้ว จำเลยก็ส่งกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. 3 และ จ. 4 ไปให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ก่อนที่จะมีการส่งไปให้โจทก์ภายหลัง และยังได้ความว่ามีการเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยจากบริษัทนี้ด้วย นอกจากนั้นบริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ก็มีชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยอุปกรณ์รวมกับโจทก์ พยานหลักฐานในคดีนี้ดังกล่าวมาแล้วประกอบกับคำบรรยายฟ้องของโจทก์เองก็ระบุว่าโจทก์มอบหมายให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศไทยเป็นตัวแทนติดต่อกับจำเลยที่ประเทศไทยเพื่อขอทำประกันภัยอุปกรณ์ของโจทก์กับจำเลย เชื่อได้ว่าโจทก์ได้มอบหมายให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด เป็นตัวแทนของโจทก์ในการติดต่อขอเอาประกันภัยอุปกรณ์กับจำเลยในระหว่างที่อุปกรณ์มาอยู่ในประเทศไทย มิฉะนั้นโจทก์คงไม่ให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด มีชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยอุปกรณ์ของโจทก์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด เป็นตัวแทนของโจทก์ในการติดต่อขอเอาประกันภัยอุปกรณ์กับจำเลย และต่อมาจำเลยตกลงรับประกันภัยอุปกรณ์นั้น พร้อมกับมีการส่งกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. 3 และ จ. 4 ไปให้บริษัท ที พี แอนด์ โกลบอล เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย กรณีจึงถือว่าสัญญาประกันภัยดังกล่าวทำหรือเกิดขึ้นในประเทศไทย และต้องนำกฎหมายไทยมาใช้บังคับกับผลของสัญญาประกันภัยนี้ตามมาตรา 13 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ต้องนำกฎหมายไทยมาใช้บังคับกับผลของสัญญาประกันภัยดังกล่าวแล้วพิพากษายกฟ้องเพราะคดีขาดอายุความ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 882 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเกียร์เฮาส์ บรอดแคสท์ ลิมิเต็ด
บริษัทโรยัลแอนด์ซัน
อัลลายแอนซ์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — หรือ บริษัทไอเอจี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3424/2553
#499708
เปิดฉบับเต็ม

โจทย์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตข้อหาหนึ่ง และประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกข้อหาหนึ่ง แต่มีคำขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ภาพยนต์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 82 ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตเพียงข้อหาเดียว แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นความผิดตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 ด้วย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 และมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 82 และให้ลงโทษตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักกว่านั้น จึงเป็นการพิพากษาลงโทษในข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลย อันต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง โดยปรับบทลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 82 และเมื่อโทษปรับที่กำหนดลงโทษแก่จำเลยนั้นเป็นอัตราโทษปรับขั้นต่ำที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงไม่อาจลดโทษปรับได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 70, 75 และ 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 54 และ 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 91 ให้แผ่นซีดีเพลง เอ็มพี 3 วีซีดีคาราโอเกะและวิดีโอซีดีภาพยนตร์จำนวน 49 แผ่น ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ของกลางที่เหลืออีก 57 แผ่น ให้ริบ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัตลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) และ 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 ประกอบมาตรา 79 และมาตรา 54 ประกอบมาตรา 82 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 ประกอบมาตรา 79 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 100,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ของกลางจำนวน 49 แผ่น ที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ให้ตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนโทษปรับรายวันตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 ประกอบมาตรา 79 โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยยังคงประกอบกิจการโดยฝ่าฝืนกฎหมายจึงไม่กำหนดโทษในส่วนนี้ ยกคำขอให้ริบของกลางอื่นจำนวน 57 แผ่น เพราะการกระทำของจำเลยเป็นความผิดที่ไม่ได้รับใบอนุญาต

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 โจทก์บรรยายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยรวมกันมาในฟ้อง จำเลยได้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายแผ่นวีซีดีคาราโอเกะ อันเป็นวีดิทัศน์ และแผ่นวิดีโอซีดีภาพยนตร์ อันเป็นภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เท่ากับโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตข้อหาหนึ่ง และประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกข้อหาหนึ่งแต่มีคำขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54, 82 หมายถึงให้ลงโทษฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันเป็นความผิดตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 ด้วย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 และมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 82 และให้ลงโทษตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักกว่านั้น จึงเป็นการพิพากษาลงโทษในข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษอันต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง โดยปรับบทลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 82 โดยให้ปรับ 100,000 บาท และเมื่อโทษปรับที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกำหนดลงโทษแก่จำเลยเป็นอัตราโทษปรับขั้นต่ำที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงไม่อาจลดโทษปรับตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้ลดโทษจำเลยอีกได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 จำเลยมีความผิดเฉพาะฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 82 เท่านั้น ให้ลงโทษปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 50,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 38 วรรคหนึ่ง ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 79 ม. 82
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
จำเลย — นางมณฑา ทิพย์อินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3424/2553
#508718
เปิดฉบับเต็ม

โจทย์ฟ้องว่า จำเลยได้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายแผ่นวีซีดีคาราโอเกะ อันเป็นวีดิทัศน์ และแผ่นวิดีโอซีดีภาพยนตร์อันเป็นภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เท่ากับโจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตข้อหาหนึ่ง และประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกข้อหาหนึ่ง แต่มีคำขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ภาพยนต์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54, 82 ซึ่งหมายถึงให้ลงโทษฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันเป็นความผิดตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 ด้วย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 และมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 82 และให้ลงโทษตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักกว่านั้น จึงเป็นการพิพากษาลงโทษในข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษอันต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2551 เวลาประมาณ 18.10 นาฬิกา จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ

(1) ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุของบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศไทยและมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์โดยการนำแผ่นซีดีเพลงเอ็มพี 3 และวีซีดีคาราโอแกะซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 35 แผ่น ออกขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไปอันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าการกระทำดังกล่าวเป็นละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 1 และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

(2) ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทภาพยนตร์และโสตทัศนวัสดุของบริษัทพระนครฟิล์ม จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศไทยและมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์ โดยการนำแผ่นวิดีโอซีดีซึ่งบันทึกเสียงและภาพยนตร์ซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 14 แผ่น ออกขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไปอันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 2 และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายที่ 2 เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

(3) ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายแผ่นซีดีเอ็มพี 3 วีซีดีคาราโอเกะ และวิดีโอซีดีภาพยนตร์ อันเป็นภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ ที่แผงลอยบริเวณตลาดนัดขนส่งเทิง รวม 106 แผ่น โดยมิได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมายและมิได้รับการยกเว้นใดๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 70, 75 และ 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 54 และ 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 91 ให้แผ่นซีดีเพลง เอ็มพี 3 วีซีดีคาราโอเกะและวิดีโอซีดีภาพยนตร์จำนวน 49 แผ่น ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ของกลางที่เหลืออีก 57 แผ่น ให้ริบ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัตลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) และ 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 ประกอบมาตรา 79 และมาตรา 54 ประกอบมาตรา 82 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 ประกอบมาตรา 79 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 100,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ของกลางจำนวน 49 แผ่น ที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ให้ตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนโทษปรับรายวันตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 ประกอบมาตรา 79 โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยยังคงประกอบกิจการโดยฝ่าฝืนกฎหมายจึงไม่กำหนดโทษในส่วนนี้ ยกคำขอให้ริบของกลางอื่นจำนวน 57 แผ่น เพราะการกระทำของจำเลยเป็นความผิดที่ไม่ได้รับใบอนุญาต

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ในเบื้องต้นเห็นว่า สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ซึ่งโจทก์ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยรวมกันมาในฟ้อง จำเลยได้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายแผ่นวีซีดีคาราโอเกะ อันเป็นวีดิทัศน์ และแผ่นวิดีโอซีดีภาพยนตร์ อันเป็นภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เท่ากับโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตข้อหาหนึ่ง และประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกข้อหาหนึ่ง แต่มีคำขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54, 82 ซึ่งหมายถึงให้ลงโทษฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันเป็นความผิดตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 ด้วย ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 และมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 82 และให้ลงโทษตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักกว่านั้น จึงเป็นการพิพากษาลงโทษในข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษอันต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง โดยปรับบทลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, ประกอบมาตรา 82 โดยให้ปรับ 100,000 บาท และเมื่อโทษปรับที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกำหนดลงโทษแก่จำเลยเป็นอัตราโทษปรับขั้นต่ำที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงไม่อาจลดโทษปรับตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้ลดโทษจำเลยอีกได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 จำเลยมีความผิดเฉพาะฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 82 เท่านั้น ให้ลงโทษปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 50,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 192
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 38 ม. 54 ม. 79 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
จำเลย — นางมณฑา ทิพย์อินทร์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3419 -ที่ 3420/2553
#507350
เปิดฉบับเต็ม

ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจขยายระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ ได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ โดยไม่ต้องมีองค์ประกอบของพฤติการณ์พิเศษหรือกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยอันเป็นการแตกต่างจาก ป.วิ.พ. มาตรา 23

มติคณะรัฐมนตรีในเรื่องการยุติการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ใช่กฎหมายที่จะตัดอำนาจฟ้องคดีของผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 เมื่อตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องได้ และเมื่อตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ไม่ใช่กรณีที่โจทก์เห็นว่าจำนวนเงินที่ประเมินและตามคำชี้ขาดสูงเกินสมควรโจทก์จึงไม่ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหน่อยค่ารายปีตาม พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 31 วรรคท้าย

ตามคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของโจทก์ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2548 มี ส. ลงลายมือชื่อเป็นผู้ยื่นคำร้องแทนโจทก์โดยระบุว่าเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านสื่อสารสาธารณะทำการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ท. และโจทก์อ้างในคำฟ้องว่าเป็นการกระทำในนามของโจทก์ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ตามสำเนาคำสั่งของโจทก์ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 แต่ปรากฏว่าสำเนาคำสั่งดังกล่าวระบุชื่อโจทก์ว่าบริษัทที. ซึ่งตามหนังสือรับรองโจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นบริษัทที. เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 การยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่จึงกระทำก่อนที่โจทก์จะมอบอำนาจตามคำสั่งดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ได้มอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ ส. ลงนามแทนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ ทั้งเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจให้สัตยาบันในภายหลังได้กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ฎีกามีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เดิมชื่อว่าองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ต่อมาแปลงสภาพตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 เป็นบริษัทมหาชนจำกัด ชื่อว่าบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตู้โทรศัพท์สาธารณะและเครื่องโทรศัพท์สาธารณะที่ติดตั้งอยู่ในสถานที่ต่างๆ ในเขตปกครองของจำเลย โดยโจทก์ได้ติดตั้งเพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั้งในอาคารและนอกอาคาร เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 พนักงานเก็บภาษีของจำเลยได้แจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ตั้งอยู่ในเขตปกครองของจำเลย โดยประเมินค่ารายปี 36,697,200 บาท ค่าภาษี 4,587,150 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าว จึงได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2549 โจทก์ได้รับใบแจ้งคำชี้ขาดจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งชี้ขาดยืนตามการประเมิน โจทก์เห็นว่าเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตู้โทรศัพท์ของโจทก์ไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีลักษณะเป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นอันเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 5 และ 6 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 หากเป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นก็เป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะ ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและคำชี้ขาดของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มอบอำนาจและให้สัตยาบันแก่การกระทำของนายสายัณห์ ถิ่นสำราญ ในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ซึ่งจำเลยก็รับวินิจฉัยให้ อีกทั้งโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ที่กำหนดแนวทางในการยุติการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมิใช่กฎหมายที่ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิทางศาลได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินประจำปีภาษี 2548 เล่มที่ 11 ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2548 และใบแจ้งคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เล่มที่ 8 เลขที่ 26 ลงวันที่ 4 มกราคม 2549 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 4,587,150 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดเพียงผู้เดียวตามมาตรา 25 และ 26 แห่งพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 โจทก์จึงมีฐานเป็นหน่วยงานของรัฐและถือเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นนิติบุคคล ในกรณีที่มีข้อพิพาททางแพ่งระหว่างหน่ายงานของรัฐนั้นมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 กำหนดแนวทางปฏิบัติให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องส่งเรื่องที่พิพาทแก่สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการส่งให้คณะกรรมการชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาตัดสินชี้ขาดแล้วเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจจึงเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องผูกพันปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว นอกจากนี้มาตรา 31 วรรคท้ายแห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ได้บัญญัติกรณีผู้รับประเมินซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ไม่พอใจในคำชี้ขาดต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาด มติของคณะรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด ดังนั้น การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาล โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์มิได้มอบอำนาจให้นายสายัณห์รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านสื่อสารสาธารณะเป็นผู้ยื่นคำร้องโดยถูกต้อง ถือว่าโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามมาตรา 25 และ 27 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การประเมินของเจ้าพนักงานจึงเป็นที่สุด โจทก์ไม่มีสิทธินำคดีฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางตามมาตรา 7 และ 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะที่จะได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยตามใบแจ้งรายการประเมินประจำปีภาษี 2548 เล่มที่ 1 เลขที่ 11 ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2548 และใบแจ้งคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เล่มที่ 8 เลขที่ 26 ลงวันที่ 4 มกราคม 2549 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษี 4,587,150 บาท แก่โจทก์ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบ 3 เดือน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "....ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์คำสั่งและคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยในครั้งที่ 2 และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยชอบหรือไม่...เห็นว่า มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 บัญญัติว่า กระบวนพิจารณาในศาลภาษีอากรให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดตามมาตรา 20 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าวให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมและมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ศาลภาษีอากรกำหนด ศาลภาษีอากรมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยที่คดีภาษีอากรเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากคดีแพ่งโดยทั่วไป จึงมีการตราพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อพิจารณาคดีภาษีอากรโดยมีวิธีพิจารณาคดีเป็นพิเศษ ยกเว้นขั้นตอนและวิธีการตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบางอย่างเพื่อให้เกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้น และคดีภาษีอากรเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนอันเนื่องมาจากการประเมินหรือการจัดเก็บภาษีอากร มีความยุ่งยากซับซ้อนแตกต่างไปจากคดีแพ่งทั่วไปศาลภาษีอากรกลางย่อมีอำนาจขยายระยะเวลาให้จำเลยได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตามที่มาตรา 19 บัญญัติไว้เป็นพิเศษ โดยไม่ต้องมีองค์ประกอบของพฤติการณ์พิเศษหรือกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย อันเป็นการแตกต่างจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เมื่อศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมก็ย่อมมีอำนาจขยายระยะเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าวได้กรณีไม่ปรากฏว่าจำเลยประสงค์จะเอาเปรียบในทางคดี ทั้งไปปรากฏว่าศาลภาษีอากรกลางใช้ดุลพินิจดังกล่าวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นเรื่องที่ศาลภาษีอากรกลางใช้ดุลพินิจเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยและรับอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยประการแรกว่า คำสั่งศาลภาษีอากรกลางที่ให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยนั้นชอบหรือไม่... ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า แม้ศาลภาษีอากร เห็นว่า แม้ศาลภาษีอากรกลางจะมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแต่เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ คำแถลงของคู่ความ และที่ปรากฏตามพยานหลักฐานที่คู่ความยอมรับกันในวันชี้สองสถานเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้ว ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ซึ่งศาลภาษีอากรกลางก็รับฟังว่ามีมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้คู่กรณีปฏิบัติกรณีมีข้อพิพาททางแพ่งระหว่างส่วนราชการกับส่วนราชการ ส่วนราชการกับรัฐวิสหกิจ รัฐวิสาหกิจกับรัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการกับเอกชนหรือรัฐวิสหกิจกับเอกชนตามที่จำเลยประสงค์จะนำสืบ ทั้งได้วินิจฉัยถึงการมอบอำนาจของโจทก์ตลอดจนลักษณะของตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์โดยละเอียดตามที่จำเลยจะขอสืบพยาน คำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยของศาลภาษีอากรกลางจึงชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยมีว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวหรือไม่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีในเรื่องการยุติการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ไม่ใช่กฎหมายที่จะตัดอำนาจฟ้องคดีของผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์อ้างว่าถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ส่วนปัญหาว่าโจทก์ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ไม่ใช่กรณีที่โจทก์เห็นว่าจำนวนเงินที่ประเมินและตามคำชี้ขาดสูงเกินสมควรแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหย่อนค่ารายปีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟ้องไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการต่อไปว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่หรือไม่... ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่าตามคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2548 นายสายัณห์ลงลายมือชื่อเป็นผู้ยื่นคำร้องแทนโจทก์ โดยระบุว่าเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านสื่อสารสาธารณะทำการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และโจทก์อ้างในคำฟ้องว่าเป็นการกระทำในนามของโจทก์ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ตามสำเนาคำสั่งของโจทก์ที่ รบ.55/2546 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 แต่ปรากฏว่าสำเนาคำสั่งดังกล่าวระบุชื่อบริษัทโจทก์ว่า บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งตามหนังสือรับรองบริษัทโจทก์โจทก์ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 การยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่จึงกระทำก่อนที่โจทก์จะมอบอำนาจตามคำสั่งดังกล่าว มาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติว่า "ถ้าผู้รับประเมินจะต้องลงนามในแบบพิมพ์ใดตามพระราชบัญญัตินี้ ท่านว่าจะมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ตัวแทนลงนามก็ได้ ถ้าผู้รับประเมินได้รับหมายเรียกตัวตามพระราชบัญญัตินี้ นอกจากที่กล่าวในหมายเรียกว่าต้องไปเองท่านว่าจะมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ตัวแทนไปแทนตัวก็ได้" และวรรคสองบัญญัติว่า "แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องพอใจว่าผู้แทนนั้นได้รับมอบอำนาจโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มอบฉันทะเป็นลายลักษณะอักษรให้นายสายัณห์ลงนามแทนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ทั้งเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจให้สัตยาบันในภายหลังได้ กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 104
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 19
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 31 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ