คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3418/2553
#501588
เปิดฉบับเต็ม

ภาษีธุรกิจเฉพาะ มีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นต่างจาก ป.รัษฎากร มาตรา 19 และมาตรา 20 โดยให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/15 ซึ่งมิได้บัญญัติว่าต้องออกหมายเรียกมาไต่สวนภายในเวลาที่กำหนดก่อนจึงจะมีอำนาจประเมินได้ และการเสียภาษีเงินได้กับการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะต้องปฏิบัติตามกฎหมายคนละส่วนกัน มีฐานภาษี อัตราภาษีกำหนดเวลาการยื่นแบบและรายละเอียดอื่น ๆ แตกต่างกัน เนื่องจากเป็นภาษีคนละประเภท และผู้เสียภาษีต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติ การเสียภาษีเงินได้แล้วจึงไม่ถือว่าเป็นการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

การที่ จ. โอนที่ดินโดยเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์จากตนเองเป็น บริษัท จ. ซึ่งเป็นบริษัทของตนเอง แม้เป็นบุคคลและนิติบุคคลคนละรายกันแต่ก็ถือว่าเป็นการขายตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 (4)

เมื่อไม่ปรากฏว่า จ. ซื้อที่ดินมาเพื่อประกอบกิจการใดและใช้ประโยชน์สมเนื้อที่หรือไม่ การแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย จดทะเบียนภาระจำยอมเรื่องทางเดิน ทางระบายน้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ และสาธารณูปโภค แล้วขายจึงเป็นการขายในลักษณะคล้ายกับการจัดสรรที่ดิน ข้อเท็จจริงฟังว่าเป็นการขายที่ดินมุ่งค้าหรือหากำไรต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

แม้ จ. ป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ไม่สามารถไปพบและชี้แจงข้อเท็จจริงได้ และนับแต่ขายถึงวันเชิญพบเป็นเวลา 9 ปี เอกสารที่เกี่ยวข้องสูญหายหมดแล้ว แต่การที่ผู้รับมอบอำนาจไม่ทราบข้อเท็จจริง ไม่สามารถให้ความร่วมมือในการตรวจสอบด้วยดี ไม่เป็นประโยชน์ และชำระภาษีอากรหลังจากจำเลยยึดและอายัดทรัพย์สินแล้ว จะถือว่าโจทก์ทั้งสี่มีเจตนาชำระภาษียังฟังไม่ถนัด ส่วนที่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ว่า ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานว่า ขายที่ดินไม่ได้ทำภายใน 5 ปี นับแต่ได้มา เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีกรณีที่โจทก์ทั้งสี่จะแปลความหมายหรือเข้าใจกฎหมายผิดพลาด ส่วนที่เจ้าพนักงานเก็บค่าอากรแสตมป์จำนวน 400,000 บาท เมื่อ จ. อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากรต้องดำเนินการขอคืนอากรตามที่กฎหมายกำหนด

ตาม ป.วิ.พ. ภาค 1 ลักษณะ 6 หมวด 3 ส่วนที่ 2 บัญญัติถึงความรับผิดชั้นที่สุดในค่าฤชาธรรมเนียมไม่มีบทยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมให้หน่วยงานของรัฐในการฟ้องคดีและความรับผิดชั้นที่สุดในค่าฤชาธรรมเนียมย่อมตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ศาลภาษีพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่ซึ่งแพ้คดีใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท มิใช่การใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นของสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 16 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 3016150/6 สำหรับเดือนภาษีกันยายน 2538 (ที่ถูกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) เลขที่ 03016150 - 25461027 - 006 - 00005 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2546) และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ (ภ.ส. 7) เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/16/2548 ลงวันที่ 20 มกราคม 2548 ให้จำเลยคืนภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวม 10,560,000 บาท ที่เรียกเก็บไปจากโจทก์ทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ และหากศาลสั่งให้โจทก์ทั้งสี่ต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะแก่จำเลย ขอให้ลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 7,200,000 บาท ให้โจทก์ทั้งสี่ โดยให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันที่โจทก์ทั้งสี่ได้ชำระให้แก่จำเลยจนถึงวันที่จำเลยคืนให้โจทก์ทั้งสี่ รวมทั้งให้ยกเว้นค่าอากรแสตมป์จำนวน 400,000 บาท ที่ได้ชำระแก่สำนักงานที่ดินอันเนื่องมาจากการขายที่ดินดังกล่าวด้วย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นทายาทและเป็นผู้จัดการมรดกของนางเจริญศรี เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ตรวจสอบพบว่า นางเจริญศรีและนางวันเพ็ญได้ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 892 ตำบลบึงลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2533 เนื้อที่ 88 ไร่เศษ ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2537 นางเจริญศรีและนางวันเพ็ญได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 7 แปลง เป็นส่วนของนางเจริญศรี 3 แปลง คือ โฉนดเลขที่ 69931, 69934 และ 892 ส่วนอีก 4 แปลง เป็นของนางวันเพ็ญโดยที่ดินโฉนดเลขที่ 69931 ของนางเจริญศรีตกอยู่ในภาระจำยอมของที่ดินแปลงอื่นที่แบ่งแยกออกมาด้วย เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2538 นางเจริญศรีได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 69931 ออกเป็นโฉนดเลขที่ 76331, 76332 และ 76333 โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 69931 ยังคงตกอยู่ในภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 76331, 76332 และ 76333 ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2538 นางเจริญศรีขายที่ดินโฉนดเลขที่ 76331, 76332, 76333 ให้แก่บริษัทเจริญศรี พรอพเพอร์ตี้ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งนางเจริญศรีเป็นกรรมการในราคา 80,000,000 บาท โดยนางเจริญศรีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้นางเจริญศรีชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นรวม 10,560,000 บาท นางเจริญศรีอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยได้ยึดและอายัดทรัพย์สินของนางเจริญศรี ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์ของนางเจริญศรีโจทก์ทั้งสี่ได้ชำระค่าอากรค้างดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว และจำเลยได้ถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินของนางเจริญศรี ที่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ว่านางเจริญศรีได้ยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว การมิได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเพียงแต่เสียภาษีไม่ครบทุกประเภทเท่านั้น และกรณีไม่ได้เสียภาษีในประเภทใดประเภทหนึ่งอันเนื่องมาจากกิจการเดียวกัน เป็นการยื่นแบบแสดงรายการไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ จึงอยู่ในบังคับมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรนั้น เห็นว่า การเสียภาษีเงินได้และการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายคนละส่วนกัน มีฐานภาษี อัตราภาษี กำหนดระยะเวลาการยื่นแบบและรายละเอียดอื่น ๆ แตกต่างกันเนื่องจากเป็นภาษีคนละประเภทกัน ผู้เสียภาษีต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติ การเสียภาษีเงินได้แล้วจะถือว่าเป็นการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วยหาได้ไม่ และที่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ว่านางเจริญศรีเพียงแต่โอนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินจากนางเจริญศรี เป็นบริษัทเจริญศรี พรอพเพอร์ตี้ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของตนเอง และเป็นบริษัทของครอบครัว มิได้เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในลักษณะของการขายนั้น เห็นว่า ข้ออุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ดังกล่าวนั้นขัดกับบทบัญญัติของมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบัญญัติว่า "ขาย" หมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่ายจ่ายโอนไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ เมื่อนางเจริญศรีกับบริษัทเจริญศรี พรอพเพอร์ตี้ กรุ๊ป จำกัด เป็นบุคคลและนิติบุคคลคนละรายกัน กรณีการโอนที่ดินของนางเจริญศรีจึงต้องด้วยบทบัญญัติคำว่าขายดังกล่าวข้างต้น อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ในประการต่อไปว่า การขายที่ดินตามฟ้องของนางเจริญศรีต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านางเจริญศรีได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 892 ตำบลบึงลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 88 ไร่ โดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางวันเพ็ญ ต่อมามีการแบ่งแยกออกเป็น 7 โฉนด โดยนางเจริญศรีได้ที่ดิน 3 โฉนด คือโฉนดเลขที่ 69931, 69934 และ 892 ต่อมานางเจริญศรีแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 69931 ออกเป็นโฉนดเลขที่ 76331, 76332 และ 76333 โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 69931 ตกอยู่ในภาระจำยอมเรื่องทางเดิน ทางระบายน้ำ ประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์และสาธารณูปโภคอื่นของที่ดินโฉนดเลขที่ 76331, 76332 และ 76333 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2538 นางเจริญศรีขายที่ดินโฉนดเลขที่ 76331, 76332 และ 76333 ให้แก่บริษัทเจริญศรี พรอพเพอร์ตี้ กรุ๊ป จำกัด เป็นเงิน 80,000,000 บาท ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านางเจริญศรีได้ซื้อที่ดินมาเพื่อประกอบกิจการใด ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้ใช้ประโยชน์สมเนื้อที่หรือไม่ กรณีมีการแบ่งแยกขายในลักษณะคล้ายคลึงกันกับการจัดสรรที่ดิน ย่อมฟังข้อเท็จจริงได้ว่า เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบมาตรา 3 (4) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 การขายที่ดินตามฟ้องของนางเจริญศรีจึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ในประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่นางเจริญศรีหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่นางเจริญศรีมอบอำนาจให้ผู้ไปชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีอากรของจำเลยที่ 1 โดยไม่สามารถให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีด้วยดีนั้น ไม่เป็นประโยชน์เพียงพอให้ตรวจสอบภาษี จึงเป็นการไม่ให้ความร่วมมือแก่เจ้าพนักงานในการตรวจสอบไต่สวน การที่โจทก์ทั้งสี่ชำระค่าภาษีอากรแก่จำเลยที่ 1 จนครบถ้วนเป็นการชำระหลังจากจำเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของนางเจริญศรี จะถือว่าโจทก์ทั้งสี่มีเจตนาชำระภาษีตามการประเมินนั้นยังฟังไม่ถนัด ที่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ว่า ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานว่า นางเจริญศรีขายที่ดินโดยมิใช่เป็นการกระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีกรณีที่โจทก์ทั้งสี่จะแปลความหมายหรือเข้าใจความหมายของกฎหมายผิดพลาด ส่วนกรณีที่เจ้าพนักงานได้เรียกเก็บค่าอากรแสตมป์ใบรับสำหรับการโอนอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนถึง 400,000 บาท ก็เพราะว่าที่ดินที่นางเจริญศรีขายให้แก่บริษัทเจริญศรี พรอพเพอร์ตี้ กรุ๊ป จำกัด มีมูลค่าสูง เมื่อนางเจริญศรีอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากร ก็ต้องดำเนินการขอคืนค่าอากรแสตมป์ดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป การเรียกเก็บค่าอากรแสตมป์ดังกล่าวมิใช่เหตุผลให้ฟังว่า กรณีของนางเจริญศรีได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะแต่อย่างใด พฤติการณ์ดังกล่าวไม่มีเหตุที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่นางเจริญศรีได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ในประการสุดท้ายว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 1 ลักษณะ 6 หมวด 3 ค่าฤชาธรรมเนียม ส่วนที่ 1 การกำหนดและการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ส่วนที่ 2 บัญญัติถึงความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียม ไม่มีบทบัญญัติใดให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลสำหรับหน่วยงานของรัฐในการฟ้องคดีหรือต่อสู้คดี และความรับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงย่อมตกแก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี แต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงหรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียม ซึ่งคู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปก่อนได้ ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นฝ่ายที่แพ้คดีใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท มิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 20 ม. 91/1 (4) ม. 91/15
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววรีพร พูลวรลักษณ์ กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางกีรติ ตั้งธรรม
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3407/2553
#500119
เปิดฉบับเต็ม

การแปลความหมายแห่งสัญญานั้นจะต้องดูข้อความที่ปรากฏในสัญญาทั้งฉบับและเจตนาของคู่สัญญาที่มุ่งทำสัญญาต่อกัน ตามสัญญาจำนองมีข้อความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 และ ผ. จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ตามสัญญาฝากเก็บและแปรสภาพข้าวเปลือกของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้กับโจทก์เป็นเงินแต่ละจำนวนที่ระบุไว้ตามลำดับ ซึ่งเป็นการระบุจำนวนต้นเงินไว้ชัดแจ้งแน่นอน แสดงให้เห็นว่าผู้จำนองแต่ละคนมีเจตนาจำนองที่ดินซึ่งประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงินที่ระบุไว้ในสัญญาจำนองเท่านั้น แม้สัญญาจำนองจะมีข้อสัญญาด้วยว่า เมื่อมีการบังคับจำนองเอาทรัพย์ซึ่งจำนองนี้ออกขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับค่าอุปกรณ์ต่างๆ ดังได้กล่าวแล้วนั้นเงินยังขาดอยู่จำนวนเท่าใด ผู้จำนองและลูกหนี้ยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนองจนครบจำนวน ก็มีความหมายแต่เพียงว่าผู้จำนองแต่ละคนยอมเข้ารับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ในอันที่จะต้องชำระหนี้ตามสัญญาภายในต้นเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระของต้นเงินดังกล่าวเท่านั้น หาได้มีความหมายว่าจะต้องรับผิดชำระหนี้ที่ขาดจำนวนหลังจากบังคับจำนองซึ่งเท่ากับจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ทั้งจำนวนไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 175,006,206.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้บังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 หากไม่พอให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 17 และที่ 20 ชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 และที่ 20 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ที่ 10 ถึงที่ 13 ที่ 18 และที่ 19 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ที่ 8 ที่ 14 และที่ 17 ถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายอนุชา นายสุธน นางจอมศรี และนายสมคิด เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยดังกล่าวตามลำดับ และโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายธนากรณ์ เข้าเป็นจำเลยร่วม เนื่องจากนายธนากรณ์เป็นทายาทของจำเลยที่ 15 ซึ่งถึงแก่กรรมไปก่อนโจทก์ฟ้องคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 15

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 ที่ 9 ที่ 14 ที่ 16 และที่ 20 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 146,494,111.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 13 มีนาคม 2535) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 55, 59, 60, 72, 173, 176, 729, 745 และ 1153 ตำบลวังดาล อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 953 ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 213 ตำบลประจันตคาม อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 13, 77, 86, 97, 118 และ 172 ตำบลโนนหมากเค็ง อำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี (ปัจจุบันจังหวัดสระแก้ว) และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 454, 583, 653, 658, 682, 699 และ 700 ตำบลหนองแวง อำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี (ปัจจุบันจังหวัดสระแก้ว) ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ทั้งนี้ หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามวงเงินที่จำนอง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 18 และที่ 19 ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด แต่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยที่ต้องชำระตามวงเงินจำนองไม่เกิน 5 ปี และรับผิดไม่เกินวงเงินที่จำนอง ส่วนจำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 20 และจำเลยร่วมต้องรับผิดในส่วนที่ขาดแต่ไม่เกินวงเงินจำนอง และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยที่ต้องชำระตามวงเงินจำนองไม่เกิน 5 ปี ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 16 ถึงที่ 20 และจำเลยร่วมร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 ให้ยกคำขออื่น

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองจากจำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 และที่ 20 ได้เพียงใด เห็นว่า การแปลความหมายแห่งสัญญานั้นจะต้องดูข้อความที่ปรากฏในสัญญาทั้งฉบับและเจตนาของคู่สัญญาที่มุ่งตกลงทำสัญญาต่อกัน ตามหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 และนายผันมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนจำนองแทนนั้น ปรากฏว่ามิได้มีข้อความระบุให้อำนาจจำเลยที่ 1 ทำข้อตกลงรับผิดในหนี้ส่วนที่ขาดหลังจากการบังคับจำนอง ประกอบกับหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ. 20 ถึง จ. 28 จ. 32 จ. 33 และ จ. 35 ถึง จ. 37 มีข้อความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 และนายผันจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ตามสัญญาฝากเก็บและแปรสภาพข้าวเปลือกของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้กับโจทก์เป็นเงิน 25,157.50 บาท 24,607.50 บาท 34,567.50 บาท 6,032.50 บาท 45,267.50 บาท 435 บาท 787.50 บาท 340 บาท 32,725 บาท 447.50 บาท 457.50 บาท 18,725 บาท 42,000 บาท และ 457.50 บาท ตามลำดับ ซึ่งเป็นการระบุจำนวนต้นเงินจำนองไว้ชัดแจ้งแน่นอน แสดงให้เห็นว่าผู้จำนองแต่ละคนมีเจตนาจำนองที่ดินของตนเพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงินที่ระบุไว้ในสัญญาจำนองเท่านั้น แม้สัญญาจำนองจะมีข้อสัญญาด้วยว่า "เมื่อถึงการบังคับจำนองเอาทรัพย์ซึ่งจำนองนี้ขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับค่าอุปกรณ์ต่างๆ ดังได้กล่าวแล้วนั้น เงินยังขาดอยู่จำนวนเท่าใด ผู้จำนองและลูกหนี้ยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนองจนครบจำนวน" ก็มีความหมายแต่เพียงว่าผู้จำนองแต่ละคนยอมเข้ารับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ในอันที่จะต้องชำระหนี้ตามสัญญาภายในต้นเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระของต้นเงินดังกล่าวเท่านั้น หาได้มีความหมายว่าจะต้องรับผิดชำระหนี้ที่ขาดจำนวนหลังจากบังคับจำนองซึ่งเท่ากับจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ต่อโจทก์ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 บัญญัติให้ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ที่ศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาถึงข้อจำกัดความรับผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวของจำเลยที่ 18 ถึงที่ 20 และจำเลยร่วมนั้นจึงไม่ชอบ อีกทั้งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 โดยมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้มีคำสั่งแก้ไขก็ไม่ชอบเช่นเดียวกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 18 ถึงที่ 20 และจำเลยร่วมให้รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 708 ม. 715 ม. 733
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร
นายวิฑูรย์ บุญศิริ โดยนายอนุชา บุญศิริ
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายสมศักดิ์ เอี่ยมพลับใหญ่
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3407/2553
#509568
เปิดฉบับเต็ม

ผู้จำนองแต่ละคนมีเจตนาจำนองที่ดินของตนเพื่อประกันหนี้ของลูกหนี้ ในวงเงินที่ระบุไว้ในสัญญาจำนองเท่านั้น แม้สัญญาจำนองจะมีข้อสัญญาด้วยว่า "เมื่อถึงการบังคับจำนองเอาทรัพย์ซึ่งจำนองนี้ขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังได้กล่าวแล้วนั้น เงินยังขาดอยู่จำนวนเท่าใด ผู้จำนองและลูกหนี้ยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนองจนครบจำนวน" ก็มีความหมายแต่เพียงว่าผู้จำนองแต่ละคนยอมเข้ารับผิดร่วมกับลูกหนี้ในอันที่จะต้องชำระหนี้ตามสัญญาภายในต้นเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระของต้นเงินดังกล่าวเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายว่าจะต้องรับผิดชำระหนี้ที่ขาดจำนวนหลังจากบังคับจำนองซึ่งเท่ากับจำนวนหนี้ที่ลูกหนี้เป็นหนี้ต่อเจ้าหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาฝากเก็บและแปรสภาพข้าวเปลือกกับโจทก์รวม 3 ฉบับ แต่ละฉบับมีใจความว่า จำเลยที่ 1 รับรองว่าจะเก็บรักษาข้าวเปลือกและข้าวสารมิให้ขาดจำนวนหรือเสื่อมคุณภาพ หากโจทก์สั่งให้สีข้าวชนิดใด จำนวนเท่าใด และส่งมอบให้แก่ผู้ใด จำเลยที่ 1 จะต้องทำตามคำสั่งโดยไม่บิดพลิ้ว มิฉะนั้นยินยอมให้ปรับวันละ 20 บาท ต่อ 1 ตัน ของข้าวเปลือกที่มิได้ปฏิบัติตามคำสั่ง ทั้งนี้ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 นางนาคหรือทองนาค นางสาวสมบัติ และนายผัน จดทะเบียนจำนองเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและต้องชำระค่าข้าวสารค้างส่งมอบกับค่าปรับรวมเป็นเงิน 175,006,206.58 บาท โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 แล้ว แต่จำเลยทุกคนเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน175,006,206.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้บังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 หากไม่พอให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 17 และที่ 20 ชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 และที่ 20 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ที่ 10 ถึงที่ 13 ที่ 18 และที่ 19 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์ครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีหนี้สินที่จะต้องชำระแก่โจทก์ สัญญาจำนองเพื่อเป็นหลักประกันการฝากเก็บและแปรสภาพข้าวเปลือกระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ที่ 10 ถึงที่ 13 ที่ 18 และที่ 19 ทำกับโจทก์ได้กำหนดวงเงินรับผิดไว้ หากจะต้องรับผิดก็ไม่เกินจำนวนที่ทำสัญญาพร้อมดอกเบี้ยเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ที่ 8 ที่ 14 และที่ 17 ถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายอนุชา นายสุธน นางจอมศรี และนายสมคิด เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยดังกล่าวตามลำดับ และโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายธนากรณ์ เข้าเป็นจำเลยร่วม เนื่องจากนายธนากรณ์เป็นทายาทของจำเลยที่ 15 ซึ่งถึงแก่กรรมไปก่อนโจทก์ฟ้องคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 15

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 ที่ 9 ที่ 14 ที่ 16 และที่ 20 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 146,494,111.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 13 มีนาคม 2535) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 55, 59, 60, 72, 173, 176, 729, 745 และ 1153 ตำบลวังดาล อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 953 ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 213 ตำบลประจันตคาม อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 13, 77, 86, 97, 118 และ 172 ตำบลโนนหมากเค็ง อำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี (ปัจจุบันจังหวัดสระแก้ว) และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 454, 583, 653, 658, 682, 699 และ 700 ตำบลหนองแวง อำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี (ปัจจุบันจังหวัดสระแก้ว) ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ทั้งนี้ หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามวงเงินที่จำนอง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 18 และที่ 19 ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด แต่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยที่ต้องชำระตามวงเงินจำนองไม่เกิน 5 ปี และรับผิดไม่เกินวงเงินที่จำนอง ส่วนจำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 20 และจำเลยร่วมต้องรับผิดในส่วนที่ขาดแต่ไม่เกินวงเงินจำนอง และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยที่ต้องชำระตามวงเงินจำนองไม่เกิน 5 ปี ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 16 ถึงที่ 20 และจำเลยร่วมร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 ให้ยกคำขออื่น

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาฝากเก็บและแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นเงิน 146,494,111.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2535 ซึ่งเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 นางบุญจันทร์ นางนาคหรือทองนาค นางสาวสมบัติ และนายผัน จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ตามสัญญาฝากเก็บและแปรสภาพข้าวเปลือกที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ดังกล่าว ซึ่งในส่วนของจำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 และนายผัน จดทะเบียนจำนองโดยระบุจำนวนเงินไว้ 25,157.50 บาท 24,607.50 บาท 34,567.50 บาท 6,032.50 บาท 45,267.50 บาท 435 บาท 787.50 บาท 340 บาท 32,725 บาท 447.50 บาท 457.50 บาท 18,725 บาท 42,000 บาท และ 457.50 บาท ตามลำดับ ทั้งในสัญญาจำนองดังกล่าวยังมีข้อสัญญาอยู่ข้อหนึ่งว่า "เมื่อถึงการบังคับจำนองเอาทรัพย์ซึ่งจำนองนี้ขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับค่าอุปกรณ์ต่างๆ ดังได้กล่าวแล้วนั้น เงินยังขาดอยู่จำนวนเท่าใด ผู้จำนองและลูกหนี้ยอมรับผิดชอบใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนองจนครบจำนวน" ตามหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ. 20 ถึง จ. 28 จ. 32 จ. 33 และ จ. 35 ถึง จ. 37

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองจากจำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 และที่ 20 ได้เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 และที่ 20 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่ขาดจำนวนหลังจากบังคับจำนองตามข้อสัญญาดังกล่าว เห็นว่า การแปลความหมายแห่งสัญญานั้นจะต้องดูข้อความที่ปรากฏในสัญญาทั้งฉบับและเจตนาของคู่สัญญาที่มุ่งตกลงทำสัญญาต่อกัน ตามหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 และนายผันมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนจำนองแทนนั้น ปรากฏว่ามิได้มีข้อความระบุให้อำนาจจำเลยที่ 1 ทำข้อตกลงรับผิดในหนี้ส่วนที่ขาดหลังจากการบังคับจำนอง ประกอบกับหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ. 20 ถึง จ. 28 จ. 32 จ. 33 และ จ. 35 ถึง จ. 37 มีข้อความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 และนายผันจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ตามสัญญาฝากเก็บและแปรสภาพข้าวเปลือกของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้กับโจทก์เป็นเงิน 25,157.50 บาท 24,607.50 บาท 34,567.50 บาท 6,032.50 บาท 45,267.50 บาท 435 บาท 787.50 บาท 340 บาท 32,725 บาท 447.50 บาท 457.50 บาท 18,725 บาท 42,000 บาท และ 457.50 บาท ตามลำดับ ซึ่งเป็นการระบุจำนวนต้นเงินจำนองไว้ชัดแจ้งแน่นอน แสดงให้เห็นว่าผู้จำนองแต่ละคนมีเจตนาจำนองที่ดินของตนเพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงินที่ระบุไว้ในสัญญาจำนองเท่านั้น แม้สัญญาจำนองจะมีข้อสัญญาด้วยว่า "เมื่อถึงการบังคับจำนองเอาทรัพย์ซึ่งจำนองนี้ขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับค่าอุปกรณ์ต่างๆ ดังได้กล่าวแล้วนั้น เงินยังขาดอยู่จำนวนเท่าใด ผู้จำนองและลูกหนี้ยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนองจนครบจำนวน" ก็มีความหมายแต่เพียงว่าผู้จำนองแต่ละคนยอมเข้ารับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ในอันที่จะต้องชำระหนี้ตามสัญญาภายในต้นเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระของต้นเงินดังกล่าวเท่านั้น หาได้มีความหมายว่าจะต้องรับผิดชำระหนี้ที่ขาดจำนวนหลังจากบังคับจำนองซึ่งเท่ากับจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ต่อโจทก์ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 บัญญัติให้ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ที่ศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาถึงข้อจำกัดความรับผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวของจำเลยที่ 18 ถึงที่ 20 และจำเลยร่วมนั้นจึงไม่ชอบ อีกทั้งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 โดยมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้มีคำสั่งแก้ไขก็ไม่ชอบเช่นเดียวกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 18 ถึงที่ 20 และจำเลยร่วมให้รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 715 ม. 733
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร
จำเลย — นายวิฑูรย์ บุญศิริ ฯ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3343/2553
#506571
เปิดฉบับเต็ม

สภาพบ้านของผู้ร้องเป็นบ้านชั้นเดียวหลังคามุงด้วยสังกะสี ผนังบ้านกั้นด้วยกระเบื้องแผ่นเรียบ พื้นบ้านมีการยกพื้น โดยเป็นการปลูกสร้างอย่างง่ายๆ ใช้วัสดุก่อสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง ไม่ยากต่อการรื้อถอน ทางด้านขวาของบ้านผู้ร้องติดกับผนังของบ้านข้างเคียง ส่วนทางด้านซ้ายอยู่ห่างจากผนังบ้านข้างเคียงประมาณ 1 เมตร บริเวณด้านข้างและด้านหลังมีน้ำท่วมขังไม่สามารถใช้เป็นทางเดินได้ ลักษณะการปลูกสร้างบ้านและสภาพสิ่งแวดล้อมของบ้านผู้ร้องจึงมีลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการปลูกสร้างไม่แน่นหนาและถาวรเพื่อเป็นที่อาศัยพักพิงชั่วคราวดังเช่นบ้านในชุมชนแออัดทั่วไปซึ่งมักจะอาศัยโอกาสปลูกสร้างบ้านชั่วคราวในลักษณะเช่นนี้ในที่ดินว่างเปล่าของผู้อื่น โดยการปลูกสร้างหรือต่อเติมรวมทั้งการรื้อถอนโยกย้ายสามารถกระทำได้ง่ายตลอดเวลา นอกจากนี้ยังปรากฏว่าผู้ร้องไม่เคยขอเลขที่บ้านหรือหลักฐานทะเบียนบ้านจากทางราชการ ทั้งได้ความว่าบุตรของผู้ร้องไปขอใช้บริการไฟฟ้าและน้ำประปาให้ผู้ร้องโดยใช้บ้านเลขที่ของน้องต่างมารดาของผู้ร้อง และติดตั้งมาตรวัดน้ำและมิเตอร์ไฟฟ้าที่บ้านดังกล่าวด้วย ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่าผู้ร้องยอมรับว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของบ้านซึ่งปลูกสร้างชั่วคราวในที่ดินของผู้อื่น พฤติกรรมการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องเช่นนี้จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการครอบครองโดยมีเจตนาเป็นเจ้าของอันจะเป็นเหตุให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเพื่อทำการแบ่งแยกที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 2340 เป็นโฉนดฉบับใหม่ให้แก่ผู้ร้อง และมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านผู้ครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่ศาลหรือเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อทำการแบ่งแยกที่ดินออกจากโฉนดที่ดินเดิมให้แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งว่าขอให้บังคับผู้ร้องและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินของผู้ร้องและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2340 และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้คัดค้านในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งไปจนกว่าผู้ร้องและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินของผู้ร้องและบริวารออกจากที่ดินของผู้คัดค้าน

ผู้ร้องให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ ให้ผู้ร้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2340 ของผู้คัดค้าน และให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้านในอัตราเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันยื่นคำร้องคัดค้านและฟ้องแย้ง (วันที่ 31 มีนาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าผู้ร้องจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท กับให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1445 และ 2340 ผู้ร้องเข้าไปปลูกสร้างบ้านอยู่บนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 2340 มีเนื้อที่ประมาณ 15 ตารางวา ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย ร.11 ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนดาวคะนองฝั่งใต้ซึ่งมีชาวบ้านอื่นบุกรุกเข้าไปปลูกบ้านพักอาศัยแออัด ตามภาพถ่ายทางอากาศของกรมที่ดิน หมาย ร.5 และภาพถ่ายทางอากาศของกรมแผนที่ทหารที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2534 หมาย ร.7 และ ร.8 ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ครอบครองต้องครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ดังนั้น นอกจากเรื่องระยะเวลาในการครอบครองแล้ว ผู้ร้องยังมีหน้าที่ต้องนำสืบถึงเจตนาในการครอบครองอย่างเป็นเจ้าของซึ่งต้องพิจารณาจากพฤติกรรมการครอบครองของผู้ร้องว่ามีลักษณะอันจะถือได้ว่าเป็นการเข้าครอบครองโดยมีเจตนาอย่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยถาวรหรือไม่ ผู้ร้องนำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความถึงการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทของตนด้วยการปลูกสร้างบ้านชั้นเดียวพักอาศัยอยู่ โดยชาวบ้านข้างเคียงซึ่งอยู่ในชุมชนแออัดดังกล่าวทราบดีว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของ โดยมีนางกรกมลบุตรของผู้ร้อง นายชด น้องต่างมารดาของผู้ร้องและนางสาวพรรณี ศรีปาน เพื่อนบ้านมาเบิกความสนับสนุนและเมื่อพิจารณาจากสภาพบ้านของผู้ร้อง ตามภาพถ่ายหมาย ค.6 ประกอบแล้ว ปรากฏว่าบ้านของผู้ร้องเป็นบ้านชั้นเดียวหลังคามุงด้วยสังกะสี ผนังบ้านกั้นด้วยกระเบื้องแผ่นเรียบ พื้นบ้านมีการยกพื้น โดยเป็นการปลูกสร้างอย่างง่าย ๆ ใช้วัสดุก่อสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง ไม่ยากต่อการรื้อถอน และได้ความจากผู้ร้องว่า ทางด้านขวาของบ้านผู้ร้องติดกับผนังของบ้านข้างเคียง ส่วนทางด้านซ้ายอยู่ห่างจากผนังบ้านข้างเคียงประมาณ 1 เมตร บริเวณด้านข้างและด้านหลังมีน้ำท่วมขังไม่สามารถใช้เป็นทางเดินได้ ลักษณะการปลูกสร้างบ้านและสภาพสิ่งแวดล้อมของบ้านผู้ร้องจึงมีลักษณะที่แสดงให้เห็นว่า เป็นการปลูกสร้างเพื่อขออาศัยเป็นที่พักพิงชั่วคราวไม่แน่นหนาและถาวรดังเช่นบ้านในชุมชนแออัดทั่วไปซึ่งมักจะอาศัยโอกาสปลูกสร้างบ้านชั่วคราวในลักษณะเช่นนี้ในที่ดินว่างเปล่าของผู้อื่น โดยการปลูกสร้างหรือต่อเติมรวมทั้งการรื้อถอนโยกย้ายสามารถกระทำได้โดยง่ายตลอดเวลา นอกจากนี้ยังปรากฏว่าผู้ร้องไม่เคยขอเลขที่บ้านหรือหลักฐานทะเบียนบ้านจากทางราชการ ทั้งได้ความจากนางกรกมลว่า พยานไปขอใช้บริการไฟฟ้าและน้ำประปาให้ผู้ร้องโดยใช้บ้านเลขที่ของนายชดและติดตั้งมาตรวัดน้ำและมิเตอร์ไฟฟ้าที่บ้านของนายชด ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่าผู้ร้องยอมรับว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของบ้านซึ่งปลูกสร้างชั่วคราวในที่ดินของผู้อื่น พฤติกรรมการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องเช่นนี้ จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการครอบครองโดยมีเจตนาเป็นเจ้าของ เมื่อภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวตกแก่ผู้ร้องและทางนำสืบของผู้ร้องฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยมีเจตนาอย่างเป็นเจ้าของเสียแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นเรื่องระยะเวลาในการครอบครอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางอารี มั่นคง
ผู้คัดค้าน — นายธัญนพ วัฒนานิตย์
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3323/2553
#602821
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสามซึ่งเป็นผู้ประกัน จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประกันในชั้นอุทธรณ์และฎีกา ผู้ประกันทั้งสามยื่นคำร้องขอเพิกถอนสัญญาประกัน ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน เห็นว่า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2532 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ในกรณีผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันหรือตามที่ศาลเห็นสมควรโดยมิต้องฟ้อง เมื่อศาลสั่งประการใดแล้ว ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันหรือพนักงานอัยการมีอำนาจอุทธรณ์ได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" ดังนั้น ไม่ว่าผู้ประกันทั้งสามจะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวในประเด็นใดก็ตาม ก็ถือเป็นกรณีที่ผู้ประกันทั้งสามผิดสัญญาประกันต่อศาล ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งประการใดแล้วและมีการอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้ประกันทั้งสามมานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษาให้ยกฎีกาของผู้ประกันทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสามซึ่งเป็นผู้ประกันจำเลยที่ 2 ตามสัญญาประกันในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ผู้ประกันทั้งสามยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ประกันทั้งสามมิได้มอบอำนาจให้ผู้คัดค้านทำสัญญาประกันจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา ใบมอบฉันทะที่ให้ผู้คัดค้านทำสัญญาประกันจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาเป็นเอกสารปลอม ผู้ประกันทั้งสามลงชื่อในเอกสารโดยไม่ได้กรอกข้อความเพื่อให้ผู้คัดค้านนำตัวจำเลยที่ 2 มาศาลตามกำหนดนัด แต่ผู้คัดค้านนำเอกสารไปกรอกข้อความเรื่องมอบอำนาจให้ทำสัญญาประกันจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาอันเกินกว่าเจตนาของผู้ประกันทั้งสาม นอกจากนี้การใช้ตำแหน่งหน้าที่เป็นประกันเป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นกระทำแทนได้ ขอให้เพิกถอนสัญญาประกันชั้นอุทธรณ์ ชั้นฎีกาและคำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสาม

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ประกันทั้งสามลงชื่อในใบมอบฉันทะให้ทำสัญญาประกันในชั้นอุทธรณ์และฎีกา โดยมีข้อความครบถ้วนและผู้คัดค้านได้อ่านข้อความในใบมอบฉันทะให้ผู้ประกันทั้งสามฟังถูกต้องตรงตามความประสงค์ของผู้ประกันทั้งสามแล้ว จึงให้ผู้ประกันทั้งสามลงชื่อไว้ เอกสารการมอบอำนาจจึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ประกันทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้ประกันทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า ผู้ประกันทั้งสามทำสัญญาประกันตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น ต่อมาผู้คัดค้านนำใบมอบฉันทะไปทำสัญญาประกันตัวจำเลยที่ 2 ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนผู้ประกันทั้งสามและผู้ประกันทั้งสามไม่สามารถนำตัวจำเลยที่ 2 ไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จนถูกศาลสั่งปรับตามสัญญา ผู้ประกันทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประกัน ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ประกันทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2532 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ในกรณีผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันหรือตามที่ศาลเห็นสมควรโดยมิต้องฟ้อง เมื่อศาลสั่งประการใดแล้ว ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันหรือพนักงานอัยการมีอำนาจอุทธรณ์ได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" เมื่อคดีนี้ได้ความว่า ผู้ประกันทั้งสามได้ทำสัญญาประกันตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาล ต่อมาผู้ประกันทั้งสามผิดสัญญา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งบังคับตามสัญญาโดยให้ปรับผู้ประกันทั้งสามตามสัญญา ดังนั้น ไม่ว่าผู้ประกันทั้งสามจะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นในประเด็นใดก็ตาม ก็ถือเป็นกรณีที่ผู้ประกันทั้งสามผิดสัญญาประกันต่อศาล ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นประการใดแล้วและมีการอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด ผู้ประกันทั้งสามจะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับสัญญาประกันอีกไม่ได้ตามบทกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้ประกันทั้งสามมานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาให้ยกฎีกาของผู้ประกันทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
ผู้ประกัน — นายสุจินต์ ลีกระจ่าง กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายประสงค์ ไชยันโต
จำเลย — นายรุ่งโรจน์ บ่งแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายกิตติ โตมร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอำนาจ พวงชมภู
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3302/2553
#506518
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเคยเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัท ย. และได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1270 ให้ถือว่าเป็นที่สุดแห่งการชำระบัญชี แต่ก็มิได้หมายความว่าหากได้จดทะเบียนแล้ว หากมีเหตุจำเป็นขัดข้องจากการชำระบัญชีกิจการของบริษัทแต่เดิมแล้วจะมีการชำระบัญชีเพิ่มเติมใหม่อีกไม่ได้ ซึ่งก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดห้ามไว้ นอกจากนี้หากกรณีมีมูลเหตุข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำร้องขอของผู้ร้องว่าหลังจากจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว ผู้ร้องตรวจสอบพบว่ายังมีที่ดินที่บริษัท ย. ถือกรรมสิทธิ์อยู่อีก 2 แปลง กรณีจะดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นสินทรัพย์ของบริษัทที่ยังคงหลงเหลืออยู่โดยมิได้มีการชำระบัญชีด้วยวิธีการเช่นใด ในเมื่อบริษัทมิได้ยังคงตั้งอยู่แต่สิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคลไปแล้ว และย่อมกระทบกับสิทธิที่จะได้รับแบ่งคืนทรัพย์สินของผู้ถือหุ้นอีกด้วย ดังนั้น คดีมีเหตุที่ผู้ร้องจะต้องใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีและแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัท ย. ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการและเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทยูเนี่ยนวิวล์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้วเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2542 ต่อมาผู้ร้องตรวจสอบพบว่ายังมีที่ดินที่บริษัทยูเนี่ยนวิวล์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ถือกรรมสิทธิ์หลงเหลืออยู่อีก 2 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 79698 และ 8552 ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร การชำระบัญชีจึงยังไม่แล้วเสร็จจริงเพราะยังมิได้นำที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมาประกอบการชำระบัญชีเพื่อจัดแบ่งให้แก่ผู้ถือหุ้น ทำให้การจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเป็นการจดทะเบียนที่ไม่ถูกต้อง และไม่ถือเป็นที่สุดแห่งการชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1270 ผู้ร้องได้ไปติดต่อกับนายทะเบียนพาณิชย์จังหวัดปทุมธานีเพื่อดำเนินการชำระบัญชีสำหรับที่ดินทั้งสองแปลงที่ยังคงเหลือให้แล้วเสร็จ แต่ได้รับแจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการชำระบัญชีได้ ต้องร้องขอต่อศาลเพื่อเพิกถอนการชำระบัญชีเสร็จและตั้งผู้ร้องเป็นผู้ชำระบัญชีก่อน ผู้ร้องจึงมีเหตุขัดข้องไม่สามารถดำเนินการชำระบัญชีและมิได้เป็นผู้ต้องหาตามกฎหมายที่จะเป็นผู้ชำระบัญชี จึงขอให้ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอและมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีและแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทยูเนี่ยนวิวล์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เพื่อดำเนินการชำระบัญชีให้แล้วเสร็จต่อไป

ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีตามคำร้องขอไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองว่า การขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีนั้นอาจทำเป็นคำร้องขออย่างคดีไม่มีข้อพิพาทได้ ผู้ร้องจะเริ่มคดีโดยทำเป็นคำร้องขออย่างคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) หาได้ไม่ จึงให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ตามคำร้องขอของผู้ร้องเป็นกรณีสืบเนื่องมาจากการชำระบัญชีกิจการของบริษัทสำเร็จลง ซึ่งเมื่อได้จดทะเบียนแล้วให้ถือเป็นที่สุดแห่งการชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1270 แต่อย่างไรก็ตามก็มิได้หมายความว่าหากได้จดทะเบียนแล้ว หากมีเหตุจำเป็นขัดข้องจากการชำระบัญชีกิจการของบริษัทแต่เดิมแล้วจะมีการชำระบัญชีเพิ่มเติมใหม่อีกไม่ได้ ซึ่งก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดห้ามไว้ นอกจากนี้หากกรณีมีมูลเหตุข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำร้องขอของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีมาแต่เดิม กรณีจะดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินที่บริษัทถือกรรมสิทธิ์อยู่อีก 2 แปลง ซึ่งเป็นสินทรัพย์ของบริษัทที่ยังคงหลงเหลืออยู่โดยมิได้มีการชำระบัญชีด้วยวิธีการเช่นใด ในเมื่อบริษัทมิได้ยังคงตั้งอยู่แต่สิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคลไปแล้วและย่อมกระทบถึงสิทธิที่จะได้รับแบ่งคืนทรัพย์สินของผู้ถือหุ้นอีกด้วย ดังนั้น คดีของผู้ร้องตามคำร้องขอจึงมีเหตุที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องโดยมิได้รับคำร้องขอไว้ไต่สวนเสียก่อนนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1270
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายพงษ์เทพ ฐีตาริยกุล
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงษ์ จิระภาค
ตรีวุฒิ สาขากร
วัส ติงสมิตร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3302/2553
#508716
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นกรรมการและผู้ชำระบัญชีของบริษัท ย. ทำการชำระบัญชีกิจการของบริษัท ย. สำเร็จลงซึ่งเมื่อได้จดทะเบียนแล้วให้ถือเป็นที่สุดแห่งการชำระบัญชีตามป.พ.พ. มาตรา 1270 แต่มิได้หมายความว่าหากได้จดทะเบียนแล้ว มีเหตุจำเป็นข้ดข้องจากการชำระบัญชีกิจการของบริษัทแต่เดิมแล้วจะมีการชำระบัญชีเพิ่มเติมใหม่อีกไม่ได้ การที่บริษัท ย. ยังมีที่ดินถือกรรมสิทธิ์อีก 2 แปลง ซึ่งหลงเหลืออยู่โดยมิได้มีการชำระบัญชี แต่บริษัท ย. สิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคลไปแล้วย่อมกระทบถึงสิทธิที่จะได้รับแบ่งคืนทรัพย์สินของผู้ถือหุ้นจากที่ดินดังกล่าว จึงมีเหตุที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้ชำระบัญชีบริษัท ย. ได้ตามป.วิ.พ.มาตรา 55

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการและเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทยูเนี่ยนวิวล์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้วเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2542 ต่อมาผู้ร้องตรวจสอบพบว่ายังมีที่ดินที่บริษัทยูเนี่ยนวิวล์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ถือกรรมสิทธิ์ หลงเหลืออยู่อีก 2 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 79698 และ 8552 ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร การชำระบัญชีจึงยังไม่แล้วเสร็จจริงเพราะยังมิได้นำที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมาประกอบการชำระบัญชีเพื่อจัดแบ่งให้แก่ผู้ถือหุ้น ทำให้การจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเป็นการจดทะเบียนที่ไม่ถูกต้อง และไม่ถือเป็นที่สุดแห่งการชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1270 ผู้ร้องได้ไปติดต่อกับนายทะเบียนพาณิชย์ จังหวัดปทุมธานี เพื่อดำเนินการชำระบัญชีสำหรับที่ดินทั้งสองแปลงที่ยังคงเหลือให้แล้วเสร็จ แต่ได้รับแจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการชำระบัญชีได้ ต้องร้องขอต่อศาลเพื่อเพิกถอนการชำระบัญชีเสร็จและตั้งผู้ร้องเป็นผู้ชำระบัญชีก่อน ผู้ร้องจึงมีเหตุขัดข้องไม่สามารถดำเนินการชำระบัญชีและมิได้เป็นผู้ต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้ชำระบัญชี จึงขอให้ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอและมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีและแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทยูเนี่ยนวิวล์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เพื่อดำเนินการชำระบัญชีให้แล้วเสร็จต่อไป

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า กรณีตามคำร้องขอไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองว่า การขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีนั้นอาจทำเป็นคำร้องขออย่างคดีไม่มีข้อพิพาทได้ ผู้ร้องจะเริ่มคดีโดยทำเป็นคำร้องขออย่างคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) หาได้ไม่ จึงให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชียื่นคำร้องขออ้างว่า ภายหลังจากจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีของบริษัทแล้ว ผู้ร้องตรวจสอบพบว่ายังมีที่ที่บริษัทถือกรรมสิทธิ์หลงเหลืออยู่อีก 2 แปลง ที่ไม่ได้นำมาประกอบการชำระบัญชีเพื่อจัดแบ่งให้แก่ผู้ถือหุ้น จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีของบริษัท และแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทเพื่อดำเนินการต่อไปให้แล้วเสร็จ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นกรณีสืบเนื่องมาจากการชำระบัญชีกิจการของบริษัทสำเร็จลง ซึ่งเมื่อได้จดทะเบียนแล้วให้ถือเป็นที่สุดแห่งการชำระบัญชี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1270 แต่อย่างไรก็ตามก็มิได้หมายความว่าหากได้จดทะเบียนแล้ว หากมีเหตุจำเป็นขัดข้องจากการชำระบัญชีกิจการของบริษัทแต่เดิมแล้วจะมีการชำระบัญชีเพิ่มเติมใหม่อีกไม่ได้ ซึ่งก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดห้ามไว้ นอกจากนี้หากกรณีมีมูลเหตุข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำร้องขอของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีมาแต่เดิม กรณีจะดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินที่บริษัทถือกรรมสิทธิ์อยู่อีก 2 แปลง ซึ่งเป็นสินทรัพย์ของบริษัทที่ยังคงหลงเหลืออยู่โดยมิได้มีการชำระบัญชีด้วยวิธีการเช่นใด ในเมื่อบริษัทมิได้ยังคงตั้งอยู่ แต่สิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคลไปแล้วและย่อมกระทบถึงสิทธิที่จะได้รับแบ่งคืนทรัพย์สินของผู้ถือหุ้นอีกด้วย ดังนั้น คดีของผู้ร้องตามคำร้องขอ จึงมีเหตุที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องโดยมิได้รับคำร้องขอไว้ไต่สวนเสียก่อนนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1270
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายพงษ์เทพ ฐีตาริยกุล
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ตรีวุฒิ สาขากร
วัส ติงสมิตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3300/2553
#506567
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บิดาโจทก์ขายที่ดินพิพาทให้บิดาจำเลยไปแล้วและขณะมีการทำสัญญาซื้อขายนั้นที่ดินของบิดาโจทก์มีเพียงสิทธิครอบครอง แม้สัญญาซื้อขายดังกล่าวจะไม่ได้ทำต่อเจ้าพนักงานที่ดินก็ตาม แต่บิดาโจทก์ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่บิดาจำเลยแล้ว สิทธิครอบครองจึงตกแก่บิดาจำเลย บิดาจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยสมบูรณ์ เมื่อบิดาจำเลยถึงแก่ความตาย จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมย่อมมีสิทธิรับมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นสิทธิครอบครองของจำเลย จำเลยจึงเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า 1 แปลง เนื้อที่ประมาณ 33 ไร่ 3 งาน 32 ตารางวา ต่อมาขอออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) จำเลยและบริวารบุกรุกเข้าไปทำนาในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกสุดของแปลงเนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ 85 ตารางวา เป็นการรบกวนและโต้แย้งสิทธิการครอบครองในที่ดินพิพาทของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้ทำนาในที่ดินพิพาทปี 2543 ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท กับให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการทำนาในที่ดินพิพาทปี 2543 จำนวน 10,000 บาท และปีถัดไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาทแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยตกทอดมาทางมรดก จำเลยครอบครองและทำประโยชน์ในที่พิพาทตลอดมา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 10,000 บาท นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรของนายศรีหรือสีเดิมนายศรีมีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 33 ไร่ 3 งาน 32 ตารางวา ในปี 2498 นายศรีได้เอกสารแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ต่อมาปี 2500 นายศรีได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ในที่ดินแปลงดังกล่าวตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จำเลยเป็นบุตรของนายเหรียญและนางสมุ เมื่อปี 2517 นายเหรียญได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 11 ไร่ 84 ตารางวา ตามแผนที่วิวาท ตลอดมาจนถึงปี 2539 นายเหรียญถึงแก่ความตายจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อมา โจทก์อ้างว่าขณะที่บิดายังมีชีวิตอยู่ได้นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปจำนองแก่สหกรณ์อุดมศิลป์ ไม่จำกัดสินใช้หรือสหกรณ์การเกษตรเมืองสุรินทร์ จำกัด ต่อมาบิดาโจทก์ต้องการขึ้นเงินจำนองแต่สหกรณ์ดังกล่าวไม่อนุมัติ กลางปี 2517 บิดาโจทก์กู้ยืมเงินจากบิดาจำเลยจำนวน 8,000 บาท โดยบิดาโจทก์ยินยอมให้บิดาจำเลยทำนาในที่ดินพิพาทต่างดอกเบี้ย ส่วนจำเลยอ้างว่าเมื่อปี 2517 บิดาโจทก์ขายที่ดินพิพาทให้บิดาจำเลยในราคาร 30,000 บาท ตามหนังสือสัญญาการซื้อขาย หลังจากนั้นบิดาจำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปี 2539 บิดาจำเลยถึงแก่ความตาย จำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อมาจนถึงวันฟ้องในฐานะผู้สืบสิทธิของบิดาจำเลยคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยทำกินต่างดอกเบี้ยหรือครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ เห็นว่า โจทก์มีเพียงพยานบุคคลเท่านั้นที่มาเบิกความสนับสนุนว่าบิดาโจทก์กู้ยืมเงินจากบิดาจำเลยโดยบิดาโจทก์มอบที่ดินพิพาทให้บิดาจำเลยทำกินต่างดอกเบี้ย แต่พยานบุคคลของโจทก์ไม่ว่าจะเป็นนายเสนีย์ นางสงวน นางยินดี นางสาวประไพ และนายสวัสดิ์ต่างเบิกความว่าไม่รู้เห็นในเรื่องดังกล่าว เพียงแต่ได้รับการบอกเล่ามาว่าบิดาโจทก์กู้ยืมเงินบิดาจำเลยโดยบิดาโจทก์มอบที่ดินพิพาทให้บิดาจำเลยทำกินต่างดอกเบี้ยเท่านั้น ส่วนจำเลยมีพยานบุคคลและพยานเอกสาร คือหนังสือสัญญาการซื้อขายซึ่งเมื่อพิจารณาหนังสือสัญญาการซื้อขายดังกล่าวแล้ว มีข้อคาวามระบุว่าขายที่นา 1 แปลงทิศเหนือจดทางเกวียน ทิศใต้จดนายเสงี่ยม ทิศตะวันตกจดนายศรี ทิศตะวันออกจดนายเดียนและโรงเรียน ซึ่งที่ดินดังกล่าวมีอาณาเขตสอดคล้องกับแผนที่วิวาท และยังระบุว่านายศรีตกลงขายที่ดินให้แก่นายเหรียญ มีลายมือชื่อนายศรีและนายเหรียญเป็นผู้ขายและผู้ซื้อตามลำดับในราคา 30,000 บาท นายศรียอมมอบที่ดินให้แก่นายเหรียญในวันทำสัญญา จำเลยและนางสมุได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานไว้ในสัญญาโดยนายไสรเป็นผู้เขียนสัญญา และเมื่อเปรียบเทียบลายมือชื่อนายศรีตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินกับลายมือชื่อผู้ขายแล้ว มีลักษณะการเขียนและตัวอักษรคล้ายกัน ประกอบกับหนังสือสัญญาการซื้อขายซึ่งเป็นต้นฉบับมีสภาพเก่ามาก ไม่น่าเชื่อว่าจะเพิ่งมีการทำขึ้นมา ซึ่งโจทก์เองก็ไม่ได้นำสืบโต้แย้งว่าหนังสือสัญญาการซื้อขายเป็นเอกสารปลอมเพียงนำสืบว่าเป็นการกู้ยืมเงินและไม่ได้เป็นการซื้อขายกันจริง หนังสือสัญญาการซื้อขายดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้รับรองหนังสือสัญญาการซื้อขายนั้นซึ่งมาเป็นพยานในคำขอคัดค้านของจำเลยเพราะไม่ใช่เจ้าพนักงานที่ดิน พอแปลได้ว่าโจทก์ไม่ยอมรับหนังสือสัญญาการซื้อขายดังกล่าวเนื่องจากไม่ได้ทำต่อเจ้าพนักงานที่ดิน อย่างไรก็ตามขณะมีการทำสัญญาการซื้อขายที่ดินนั้น ที่ดินของบิดาโจทก์มีเพียงสิทธิครอบครองซึ่งโจทก์รับว่าบิดาโจทก์ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่บิดาจำเลยเข้าทำนา นอกจากนี้จำเลยยังมีนางจำเนียรและนางแหลมทองน้องสาวโจทก์ที่ต่างก็เป็นบุตรของนายศรีเป็นพยานจำเลย ซึ่งพยานทั้งสองเบิกความเป็นปรปักษ์ต่อโจทก์โดยเบิกความยืนยันว่า นายศรีขายที่ดินพิพาทให้นายเหรียญบิดาจำเลยทั้งๆ ที่พยานจำเลยทั้งสองต่างมีส่วนได้เสียที่จะได้รับมรดกจากนายศรีเช่นเดียวกับโจทก์และการเบิกความเช่นนี้ย่อมทำให้มรดกของนายศรีที่ตนเองจะได้รับลดน้อยลงไปอีกซึ่งไม่เป็นผลดีต่อพยานจำเลยทั้งสอง จึงน่าเชื่อว่าพยานจำเลยทั้งสองเบิกความไปตามความจริง ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าบิดาโจทก์ขายที่ดินพิพาทให้บิดาจำเลยไปแล้วและขณะมีการทำสัญญาซื้อขายที่ดิน ที่ดินของบิดาโจทก์มีเพียงสิทธิครอบครองแม้สัญญาซื้อขายดังกล่าวจะไม่ได้ทำต่อเจ้าพนักงานที่ดินก็ตาม แต่บิดาโจทก์ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่บิดาจำเลยแล้ว สิทธิคีรอบครองจึงตกแก่บิดาจำเลย บิดาจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยสมบูรณ์ เมื่อบิดาจำเลยถึงแก่ความตายจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมย่อมมีสิทธิรับมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นสิทธิครอบครองของจำเลย จำเลยจึงเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1378
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลำพวง แก้วแล้ว
จำเลย — นายเจริญ อยู่นาน
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
พิศาล อัยยะวรากูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3285/2553
#506564
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 2 ใน 3 ส่วน ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางที่ 80 เมตร จึงต้องห้ามมิให้ทำการปลูกสร้างอาคารในบริเวณดังกล่าวตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม การที่โจทก์เพิ่งมาทราบข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทไม่สามารถปลูกสร้างอาคารได้ภายหลังจากที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไปแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินคงจะมิได้กระทำขึ้น เพราะความตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินข้อ 6 ระบุไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทก็เพื่อประกอบธุรกิจปลูกสร้างบ้าน อาคารเพื่ออยู่อาศัย ให้เช่า หรือขายให้ผู้อื่น ดังนี้ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงตกเป็นโมฆียะตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าในเวลาต่อมาโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญา และขอให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินได้รับไปแล้วแก่โจทก์ จึงเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มีผลให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม กล่าวคือจำเลยต้องคืนเงินค่าที่ดินที่ได้รับไปทั้งหมดให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

คดีนี้โจทก์ฟ้องและอุทธรณ์ขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำและค่าที่ดินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วคืนพร้อมค่าเสียหาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกล้างแล้วจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 แล้วพิพากษาให้จำเลยคืนเงินมัดจำและค่าที่ดินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วคืน ส่วนคำขอเรียกค่าเสียหายโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเอาค่าเสียหายอีกได้ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อแล้ว การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่าโจทก์และจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ได้วินิจฉัยว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจปลูกสร้างบ้าน อาคารที่อยู่อาศัย ให้เช่าหรือขายให้ผู้อื่น เมื่อโจทก์มาทราบภายหลังว่าที่ดินพิพาทไม่สามารถปลูกสร้างอาคารได้ตามสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกล้างสัญญาจะซื้อจะขายที่เป็นโมฆียะให้ตกเป็นโมฆะเพื่อกลับสู่ฐานะเดิมในอันที่จะใช้สิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินมัดจำและค่าที่ดินตามที่โจทก์ฟ้องและอุทธรณ์มาได้ หาใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือทำคำสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 142 แต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประสงค์ที่จะซื้อที่ดินพิพาทเพื่อปลูกสร้างบ้านอาคารเป็นที่อยู่อาศัย หรือให้เช่า หรือขายให้แก่บุคคลอื่น หลังจากทำสัญญาแล้ว โจทก์ได้ชำระเงิน รวม 2,000,000 บาท ต่อมาโจทก์รังวัดที่ดินพิพาทพบว่าเนื้อที่ไม่ครบถ้วนตามสัญญาขาดไป 1 ไร่เศษ เกินกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมดที่ได้ตกลงในสัญญา หากโจทก์ทราบมาก่อนแล้วโจทก์คงจะไม่เข้าทำสัญญานั้น นอกจากนี้ที่ดินพิพาทมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเกินกว่า 80 เมตรขึ้นไป อยู่ในพื้นที่ต้องห้ามก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารใดๆ ตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายได้ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและทวงถามให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระไปแล้ว 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 22 กันยายน 2544 แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,166,666 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การที่โจทก์จะก่อสร้างบ้าน อาคารเพื่ออยู่อาศัย หรือขายให้ผู้อื่นได้หรือไม่นั้น จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ต้องรับผิดชอบ เนื่องจากก่อนหน้าที่จะมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายโจทก์ได้รู้เห็นสภาพที่ดินโดยละเอียดเป็นอย่างดีแล้ว และการที่ที่ดินซึ่งทำสัญญาจะซื้อจะขายกันมีจำนวนเนื้อที่ดินขาดไปไม่ครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในสัญญา โจทก์ก็ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะการซื้อขายที่ดินตามสัญญาดังกล่าวเป็นการซื้อขายแบบขายเหมายกแปลง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (วันที่ 12 เมษายน 2545) ต้องไม่เกิน 166,666 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2544 โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 50 ตารางวา ในราคา 8,400,000 บาท ตกลงชำระเงินรวม 4 งวด งวดแรกเป็นเงินมัดจำชำระในวันทำสัญญา 100,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระในวันที่ 24 กันยายน 2544 เป็นเงิน 1,900,000 บาท วันที่ 24 ธันวาคม 2544 เป็นเงิน 3,200,000 บาท และในวันที่ 24 เมษายน 2545 เป็นเงิน 3,200,000 บาท หากโจทก์ผิดนัดยอมให้จำเลยริบเงินมัดจำและเงินที่ชำระมาแล้วทั้งหมด แต่ถ้าจำเลยผิดสัญญายอมให้โจทก์เรียกค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด รายละเอียดปรากฏตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โจทก์ชำระเงินในวันทำสัญญาแล้ว 100,000 บาท และชำระงวดที่สองอีก 1,900,000 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปแล้ว 2,000,000 บาท เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินที่ชำระไปแล้วคืนแก่โจทก์ โดยอ้างว่าเนื้อที่ดินตามสัญญาขาดหายไปประมาณ 1 ไร่ และที่ดินที่ซื้อขายอยู่ในพื้นที่ต้องห้ามก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารตามหนังสือบอกกล่าวซึ่งจำเลยได้รับแล้วตามบัตรตอบรับไปรษณีย์ วันที่ 28 ธันวาคม 2544 จำเลยมอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าที่ดินตามกำหนด จำเลยจึงใช้สิทธิริบมัดจำและเงินค่าที่ดินที่โจทก์ชำระมาแล้วตามหนังสือบอกกล่าวและบัตรตอบรับไปรษณีย์

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินมัดจำและเงินค่าที่ดินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 2 ใน 3 ส่วน ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางที่ 80 เมตร จึงต้องห้ามมิให้ทำการปลูกสร้างอาคารในบริเวณดังกล่าวตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม การที่โจทก์เพิ่งมาทราบข้อเท็จจริงในภายหลังจากช่างว่าที่ดินพิพาทไม่สามารถปลูกสร้างอาคารได้ภายหลังที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามไปแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน คงจะมิได้กระทำขึ้น เพราะความตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อที่ 6 ระบุไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทก็เพื่อประกอบธุรกิจปลูกสร้างบ้าน อาคารเพื่ออยู่อาศัย ให้เช่าหรือขายให้ผู้อื่น ดังนี้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน จึงตกเป็นโมฆียะตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าในเวลาต่อมาโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญา และขอให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินที่ได้รับไปแล้วแก่โจทก์ จึงเป็นการบอกล้างโมฆียะดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มีผลให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม กล่าวคือจำเลยต้องคืนเงินค่าที่ดินที่ได้รับไปทั้งหมดให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำวินิจฉัยมา เมื่อได้ความดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในเรื่องที่เนื้อที่ดินพิพาทขาดหายไปเกินกว่าร้อยละ 5 อันจะเป็นการผิดสัญญาอีกหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

ที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือทำคำสั่งให้เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ เนื่องจากโจทก์มิได้ฟ้องว่าหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะหรือโมฆียะ ทั้งศาลชั้นต้นก็ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีไว้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เพียงใดนั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องและอุทธรณ์ขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำและค่าที่ดินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วคืนพร้อมค่าเสียหาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกล้างแล้วจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 แล้วพิพากษาให้จำเลยคืนเงินมัดจำและค่าที่ดินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วคืน ส่วนคำขอเรียกค่าเสียหายโจทก์ไม่มีอำนาฟ้องเรียกเอาค่าเสียหายอีกได้ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อแล้ว การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่าโจทก์และจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ได้วินิจฉัยว่าตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินข้อ 6 โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจปลูกสร้างบ้าน อาคารที่อยู่อาศัย ให้เช่า หรือขายให้ผู้อื่น เมื่อโจทก์มาทราบภายหลังว่าที่ดินพิพาทไม่สามารถปลูกสร้างอาคารได้ตามสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกล้างสัญญาจะซื้อจะขายที่เป็นโมฆียะให้ตกเป็นโมฆะเพื่อกลับสู่ฐานะเดิมในอันที่จะใช้สิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินมัดจำและค่าที่ดินตามที่โจทก์ฟ้องและอุทธรณ์มาได้ หาใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือทำคำสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 25,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 157 ม. 176 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททวิว เรสซิเต็นท์ จำกัด
จำเลย — นายสมศักดิ์ วิมลพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3285/2553
#508691
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 2 ใน 3 ส่วน ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางที่ 80 เมตร จึงต้องห้ามมิให้ทำการปลูกสร้างอาคารในบริเวณดังกล่าวตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม การที่โจทก์เพิ่งมาทราบข้อเท็จจริงในภายหลังว่าที่ดินพิพาทไม่สามารถปลูกสร้างอาคารได้ภายหลังที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไปแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 เพราะโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาเพื่อประกอบธุรกิจปลูกสร้างบ้าน อาคารเพื่ออยู่อาศัย ให้เช่าหรือขายให้ผู้อื่น สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงตกเป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญา และขอให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินที่ได้รับไปแล้วแก่โจทก์ จึงเป็นการบอกล้างโมฆียะตามมาตรา 176 วรรคหนึ่ง มีผลให้สัญญาจะซื้อจะขายเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินค่าที่ดินที่ได้รับไปทั้งหมดให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

โจทก์ฟ้องและอุทธรณ์ขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำและค่าที่ดินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วคืนพร้อมค่าเสียหาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกล้างแล้วจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 แล้วพิพากษาให้จำเลยคืนเงินมัดจำและค่าที่ดินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วคืน ส่วนคำขอเรียกค่าเสียหายโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเอาค่าเสียหายอีกได้ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อแล้ว การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่าโจทก์และจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ได้วินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจปลูกสร้างบ้าน อาคารที่อยู่อาศัย ให้เช่า หรือขายให้ผู้อื่น เมื่อโจทก์มาทราบภายหลังว่าที่ดินพิพาทไม่สามารถปลูกสร้างอาคารได้ตามสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกล้างสัญญาจะซื้อจะขายที่เป็นโมฆียะให้ตกเป็นโมฆะเพื่อกลับสู่ฐานะเดิมในอันที่จะใช้สิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินมัดจำและค่าที่ดินตามที่โจทก์ฟ้องและอุทธรณ์มาได้ จึงมิใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือทำคำสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2544 โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 1 หน้า 34 สารบบเลขที่ 10 ตั้งอยู่ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 50 ตารางวา ในราคา 8,400,000 บาท วางมัดจำในวันทำสัญญา 100,000 บาท ส่วนที่เหลือแบ่งชำระรวม 3 งวด งวดที่ 1 ในวันที่ 24 กันยายน 2544 จำนวนเงิน 1,900,000 บาท งวดที่ 2 วันที่ 24 ธันวาคม 2544 จำนวนเงิน 3,200,000 บาท และงวดที่ 3 วันที่ 24 เมษายน 2545 จำนวนเงิน 3,200,000 บาท โจทก์ประสงค์ที่จะซื้อที่ดินพิพาทเพื่อปลูกสร้างบ้านอาคารเป็นที่อยู่อาศัย หรือให้เช่า หรือขายให้แก่บุคคลอื่น หลังจากทำสัญญาแล้ว โจทก์ได้ชำระเงินในวันทำสัญญา จำนวน 100,000 บาท และชำระค่าที่ดินอีก 1 งวด เป็นจำนวนเงิน 1,900,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท ต่อมาโจทก์รังวัดที่ดินพิพาทพบว่าเนื้อที่ไม่ครบถ้วนตามสัญญาขาดไป 1 ไร่เศษ เกินกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมดที่ได้ตกลงในสัญญา หากโจทก์ทราบมาก่อนแล้วโจทก์คงจะไม่เข้าทำสัญญานั้น นอกจากนี้ที่ดินพิพาทมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเกินกว่า 80 เมตรขึ้นไป อยู่ในพื้นที่ต้องห้ามก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารใดๆ ตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณจังหวัดภูเก็ต พ.ศ.2540 ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายได้ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและทวงถามให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระไปแล้ว 2,000,0000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 22 กันยายน 2544 แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,166,666 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระเงิน 3,200,000 บาท ซึ่งถึงกำหนดชำระในวันที่ 24 ธันวาคม 2544 จำเลยจึงริบเงินมัดจำและเงินที่โจทก์ชำระมาแล้ว จำเลยไม่ได้ประพฤติผิดสัญญาตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ในส่วนที่เกี่ยวกับการก่อสร้างบ้าน อาคารเพื่ออยู่อาศัย ให้เช่า หรือขายให้ผู้อื่นตามที่ระบุไว้ในสัญญานั้น เป็นเพียงการบอกกล่าวให้จำเลยทราบเพื่อให้จำเลยดำเนินการปรับแต่งพื้นที่หน้าดินให้แก่โจทก์ก่อนการโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องปรับแต่งหน้าดินให้โจทก์ตามสัญญาอีก ส่วนการที่โจทก์จะก่อสร้างบ้าน อาคารเพื่ออยู่อาศัย หรือขายให้ผู้อื่นได้หรือไม่นั้น จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ต้องรับผิดชอบ เนื่องจากก่อนหน้าที่จะมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายโจก์ได้รู้เห็นสภาพที่ดินโดยละเอียดเป็นอย่างดีแล้ว และการที่ที่ดินซึ่งทำสัญญาจะซื้อจะขายกันมีจำนวนเนื้อที่ดินขาดไปไม่ครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในสัญญา โจทก์ก็ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา เพราะการซื้อขายที่ดินตามสัญญาดังกล่าวเป็นการซื้อขายแบบขายเหมายกแปลง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2545 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (วันที่ 12 เมษายน 2545) ต้องไม่เกิน 166,666 บาท ให้จำเลยใชค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมา 32.50 บาท แก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2544 โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 50 ตารางวา ในราคา 8,400,000 บาท ตกลงชำระเงินรวม 4 งวด งวดแรกเป็นเงินมัดจำชำระในวันทำสัญญา 100,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระในวันที่ 24 กันยายน 2544 เป็นเงิน 1,900,000 บาท วันที่ 24 ธันวาคม 2544 เป็นเงิน 3,200,000 บาท และในวันที่ 24 เมษายน 2545 เป็นเงิน 3,200,000 บาท หากโจทก์ผิดนัดยอมให้จำเลยริบเงินมัดจำและเงินที่ชำระมาแล้วทั้งหมด แต่ถ้าจำเลยผิดสัญญายอมให้โจทก์เรียกค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด รายละเอียดปรากฏตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.3 โจทก์ชำระเงินในวันทำสัญญาแล้ว 100,000 บาท และชำระงวดที่สองอีก 1,900,000 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปแล้ว 2,000,000 บาท เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินที่ชำระไปแล้วคืนแก่โจทก์ โดยอ้างว่าเนื้อที่ดินตามสัญญาขาดหายไปประมาณ 1 ไร่ และที่ดินที่ซื้อขายอยู่ในพื้นที่ต้องห้ามก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารตามหนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งจำเลยได้รับแล้วตามบัตรตอบรับไปรษณีย์เอกสารหมาย จ.7 วันที่ 28 ธันวาคม 2544 จำเลยมอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าที่ดินตามกำหนด จำเลยจึงใช้สิทธิริบมัดจำและเงินค่าที่ดินที่โจทก์ชำระมาแล้วตามหนังสือบอกกล่าวและบัตรตอบรับไปรษณีย์เอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินมัดจำและเงินค่าที่ดินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วหรือไม่ ได้ความจากนายชูพงษ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.3แล้ว โจทก์ทำการตรวจสอบพื้นที่โดยติดต่อให้นายเรวัต ช่างรังวัดมาทำการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่และความสูงของที่ดินพิพาท นายเรวัตพยานโจทก์เบิกความว่า พยานได้ทำทำการรังวัดที่ดินพาทให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2545 โดยดำเนินการตามหลักวิชาการและใช้กล้องระบบอัตโนมัติซึ่งสามารถวัดพื้นที่และความสูงได้ เมื่อทำการรังวัดพื้นที่และความสูงของที่ดินพิพาทแล้วพบว่าเนื้อที่ดินพิพาทเมื่อรังวัดแล้วนำมาเปรียบเทียบกับเนื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการประโยชน์ (น.ส. 3) ปรากฏว่าขาดหายไป 1 ไร่ 1 งาน 56.2 ตารางวา ระดับความสูงของที่ดินส่วนที่สูงที่สุดอยู่ที่ 111 เมตร ระดับต่ำสุดอยู่ที่ 61 เมตร จากความสูงเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางที่ 80 เมตร ที่ดินพิพาทมีพื้นที่ 2 ใน 3 ส่วน อยู่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางที่ 80 เมตร ระดับการรังวัดที่พยานได้ใช้นั้นเป็นระบบมาตรฐานสากลที่ใช้กันทั่วไป รวมทั้งในหน่วยราชการเมื่อได้ผลของการรังวัดแล้ว พยานจึงแจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อกลางเดือนตุลาคม 2544 นางสาวสิริพร นักวิชาการสิ่งแวดล้อม 7 ว สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต พยานโจทก์เบิกความว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมประกาศกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในจังหวัดภูเก็ต พ.ศ.2540 ในเรื่องพื้นที่ก่อสร้างอาคารนั้น หากเป็นพื้นที่สูงเกินกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางที่ 80 เมตรขึ้นไป ห้ามก่อสร้างสิ่งใดๆ ตามประกาศเอกสารหมาย จ.13 ข้อ 5 และ ข้อ 6 ต่อมาเมื่อระยะเวลาบังคับใช้ตามประกาศดังกล่าวสิ้นสุดลง กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมก็ได้ออกประกาศเรื่องดังกล่าวใหม่ ซึ่งยังคงกำหนดหลักเกณฑ์พื้นที่ห้ามก่อสร้างอาคารเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางที่ 80 เมตร เช่นเดิมตามประกาศเอกสารหมาย จ.14 พยานโจทก์ทั้งสองปากเป็นพยานคนกลาง ไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด โดยนายเรวัตเป็นช่างรังวัดเอกชนได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพจากสำนักงานคณะกรรมการช่างรังวัดเอกชน กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ส่วนนางสาวสิริพรเป็นข้าราชการเบิกความตามที่รู้เห็นเรื่องราวจากการปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่ การเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากมีเอกสารอ้างอิงประกอบคำเบิกความ จึงมีน้ำหนักให้รับฟังเป็นความจริงได้ หาใช่เป็นพยานที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะโจทก์ได้ว่าจ้างให้มาทำงานแล้วจะต้องมาเบิกความเข้าข้างโจทก์ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบมาว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 2 ใน 3 ส่วนตั้งอยู่เหนือระดังน้ำทะเลปานกลางที่ 80 เมตร จึงต้องห้ามมิให้ทำการปลูกสร้างอาคารในบริเวณดังกล่าวตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม การที่โจทก์เพิ่งมาทราบข้อเท็จจริงในภายหลังจากนายเรวัตว่าที่ดินพิพาทไม่สามารถปลูกสร้างอาคารได้ภายหลังที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.3 ไปแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าวสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.3 คงจะมิได้กระทำขึ้นเพราะความตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อที่ 6 ระบุไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทก็เพื่อประกอบธุรกิจปลูกสร้างบ้าน อาคารเพื่ออยู่อาศัย ให้เช่าหรือขายให้ผู้อื่น ดังนี้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.3 จึงตกเป็นโมฆียะตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าในเวลาต่อมาโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญา และขอให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินที่ได้รับไปแล้วแก่โจทก์ จึงเป็นการบอกล้างโมฆียะดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มีผลให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม กล่าวคือจำเลยต้องคืนเงินค่าที่ดินที่ได้รับไปทั้งหมดให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำวินิจฉัยมา เมื่อได้ความดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในเรื่องที่เนื้อที่ดินพิพาทขาดหายไปเกินกว่าร้อยละ 5 อันจะเป็นการผิดสัญญาอีกหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือทำคำสั่งให้เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ เนื่องจากโจทก์มิได้ฟ้องว่าหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะหรือโมฆียะ ทั้งศาลชั้นต้นก็ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีไว้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เพียงใดนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องและอุทธรณ์ขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำและค่าที่ดินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วคืนพร้อมค่าเสียหาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกล้างแล้วจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 แล้วพิพากษาให้จำเลยคืนเงินมัดจำและค่าที่ดินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วคืน ส่วนคำขอเรียกค่าเสียหายโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเอาค่าเสียหายอีกได้ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อแล้ว การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่าโจทก์และจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ได้วินิจฉัยว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 6 โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจปลูกบ้าน อาคารที่อยู่อาศัย ให้เช่า หรือขายให้ผู้อื่น เมื่อโจทก์มาทราบภายหลังว่าที่ดินพิพาทไม่สามารถปลูกสร้างอาคารได้ตามสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกล้างสัญญาจะซื้อจะขายที่เป็นโมฆียะให้ตกเป็นโมฆะเพื่อกลับสู่ฐานะเดิมในอันที่จะใช้สิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินมัดจำและค่าที่ดินตามที่โจทก์ฟ้องและอุทธรณ์มาได้ หาใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือทำคำสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 25,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 157 ม. 176
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิว เรสซิเด็นท์ จำกัด
จำเลย — นายสมศักดิ์ วิมลพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3270/2553
#506560
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนที่จำเลยฟ้องขับไล่ให้ ช. และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทนั้น จำเลยฟ้อง ช. คนเดียวมิได้ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ด้วย โจทก์จึงไม่จำต้องเข้ามาต่อสู้คดีแต่อย่างใด คดีดังกล่าวมีประเด็นตามฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยหรือ ช. ปรากฏว่า ช. ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยให้ขับไล่ ช. และบริวาร แต่คดีนี้โจทก์ซึ่งมิใช่คู่ความในคดีเดิมยื่นฟ้องจำเลยว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์และห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ ขอให้ยกฟ้องประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีนี้จึงมีว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับประเด็นในคดีเดิม เมื่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าการครอบครองของโจทก์เข้าหลักเกณฑ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ก็ชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีได้ ไม่เป็นการขัดกับคำพิพากษาในคดีเดิมแต่อย่างใดเพราะแม้จะฟังตามคำพิพากษาในคดีเดิมว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยมิใช่ของ ช. แต่จำเลยก็อาจจะเสียสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นการได้ทรัพยสิทธิโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมได้

บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) ที่กำหนดให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศนั้น มิได้บังคับโดยเด็ดขาดว่าถ้าโจทก์หรือผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของ ช. ไม่ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาเช่นว่านั้นแล้ว โจทก์หรือผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของ ช. จะต้องเป็นบริวารของ ช. สถานเดียว เพียงแต่กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ที่ไม่ยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลาดังกล่าวเป็นบริวารของ ช. เท่านั้น แต่หากโจทก์หรือผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของ ช. มีหลักฐานแสดงว่าตนไม่ใช่บริวารของ ช. แล้ว ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องนำพยานมาสืบพิสูจน์ถึงสถานภาพของตนได้ว่าตนไม่ใช่บริวารของ ช. แม้จะล่วงเลยเวลาแปดวันแล้วก็ตาม ทั้งนี้เพราะกำหนดเวลาดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของกฎหมายถึงสถานภาพของบุคคลว่าใช่หรือไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้นมิใช่ระยะเวลาสิ้นสุด เพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 23 ซึ่งจะทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะฟ้องร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายหลังเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลานั้นแล้ว ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในคดีที่จำเลยฟ้องขับไล่ ช. เสียภายในแปดวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของ ช. ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลจึงมิใช่ข้อบ่งชี้ว่าโจทก์ต้องเป็นบริวารของ ช. หรือโจทก์ไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทดังที่จำเลยฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 287 ตำบลเขาน้อย (ปัจจุบันตำบลหนองตาแต้ม) อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 24 ไร่ 13 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง และขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินโดยการเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินเป็นชื่อโจทก์หากจำเลยไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้การฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 24 ไร่ 13 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 287 ตำบลเขาน้อย (ที่ถูก ปัจจุบันตำบลหนองตาแต้ม) อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 24 ไร่ 13 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดเลขที่ 287 ตำบลเขาน้อย (ปัจจุบันเป็นตำบลหนองตาแต้ม) อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 676 ไร่ 1 งาน 30 ตารางวา ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 737/2535 ของศาลชั้นต้นซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เดินนางแช่ม ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ น.ส.3 เลขที่ 164 ในปี 2521 แต่ต่อมาปี 2526 ทางอำเภอปราณบุรีได้แจ้งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวตามคำขอร้องเรียนของจำเลย ปี 2535 หลังจากจำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 287 มาจากบริษัทอุตสาหกรรมเพชรบุรี จำกัด ในปี 2509 แล้ว จำเลยได้ยื่นฟ้องขับไล่นางแช่มออกไปจากที่ดินพิพาทนางแช่มขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ผลคดีศาลพิพากษาให้นางแช่มและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุดตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 737/2535 ของศาลชั้นต้น นอกจากนั้นในปีเดียวกันจำเลยยังยื่นฟ้องขับไล่นางวิเชียรผู้ครอบครองที่ดินในเขตโฉนดเลขที่ 287 เป็นเนื้อที่ 19 ไร่ 1 งาน 3 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 165 ซึ่งอยู่ใกล้กับที่ดินที่นางแช่มครอบครองออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 287 ด้วย หนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว ก็มีคำสั่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้เพิกถอนเช่นเดียวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 164 แต่ศาลพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า นางวิเชียรได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ คดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 34/2538 ของศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสำหรับที่ดินพิพาทคดีนี้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปเป็นข้อแรกได้ว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่น่าเชื่อถือว่าโจทก์จะรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนางวิเชียรเมื่อปี 2525 เพราะในปีดังกล่าวโจทก์ยังมีอายุเพียง 13 ปี และไม่น่าเชื่อว่านางแช่มเจ้าของที่ดินเดิมจะขายที่ดินพิพาทให้แก่นางวิเชียรเพราะตามใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ระบุชื่อนางแช่มเป็นผู้ชำระ สำหรับปัญหาว่าโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาจากนางวิเชียรหรือไม่นั้น โจทก์มีตัวโจทก์และนายชัชชัยกับน้องชายโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า นางวิเชียรได้ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์เมื่อปี 2525 โจทก์ได้ใช้ที่ดินดังกล่าวปลูกสับประรดและเผือกโดยสงบและเจตนาเป็นเจ้าของนายชัชชัยก็ยังร่วมทำประโยชน์กับโจทก์โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งสิทธิ และโจทก์มีนายสำเริงกับนางสมสมร มาเบิกความสนับสนุนว่า นายสำเริงและนายเสรีสามีของนางสมสมรเคยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ทำไร่ โดยนายสำเริงเบิกความว่าเช่าตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปี 2540 ในราคาไร่ละ 500 บาท ส่วนนายเสรีเช่าเมื่อปี 2545 ในอัตราค่าเช่าปีละ 15,000 บาท ระหว่างที่นายสำเริงเช่าทำประโยชน์นั้นไม่มีผู้ใดคัดค้าน แต่ในปีที่นายเสรีเช่ามีนายสมานพนักงานของบริษัทจำเลยมาบอกว่าบริษัทจำเลยชนะคดีแต่นางสมสมรก็บอกว่าได้เช่าที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ นอกจากนั้นโจทก์ยังมีนายบุญมาผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลหนองตาแต้ม ซึ่งเป็นตำบลที่ตั้งของที่ดินพิพาทมาเบิกความอีกว่า พยานเห็นโจทก์ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ส่วนจำเลยมีนางสมานผู้ดูแลไร่ของจำเลยเป็นพยานปากเดียวเบิกความเพียงว่าจำเลยได้ฟ้องขับไล่นางแช่มออกจากที่ดินพิพาทและมีการบังคับคดีแล้วเท่านั้น โดยมิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับโอนที่ดินพิพาทของโจทก์มาจากมารดาแต่อย่างใด ทั้งทนายจำเลยก็มิได้ถามค้านพยานโจทก์ที่โจทก์นำเข้าสืบในประเด็นดังกล่าวให้ฟังข้อเท็จจริงได้เป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ รับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับโอนการครอบครองที่ดินพิพาทมาจากนางวิเชียรจริง แม้ขณะรับโอนโจทก์จะมีอายุ 13 ปี ดังที่จำเลยฎีกาก็ตามเพราะการครอบครองทำประโยชน์มิได้จำกัดว่าโจทก์ต้องลงไปทำด้วยตนเองเสมอไป อาจจะมีผู้อื่นช่วยจัดการหรือดำเนินการแทนก็ได้ ส่วนปัญหาว่านางแช่มเจ้าของเดิมขายที่ดินพิพาทให้แก่นางวิเชียรหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่านางแช่มไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นางวิเชียร การฎีกาว่าพยานโจทก์ไม่น่าเชื่อว่ามีการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางแช่มกับนางวิเชียรจึงเป็นการอ้างข้อเท็จจริงซึ่งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีทั้งๆ ที่จำเลยเคยฟ้องขับไล่นางแช่มเจ้าของที่ดินเดิมและบริวารออกจากที่ดินพิพาทซึ่งศาลพิพากษาให้จำเลยชนะคดีและคดีจึงที่สุดไปแล้วนั้นเป็นการชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกา จำเลยฟ้องนางแช่มเมื่อปี 2535 หากโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจริง โจทก์ก็ต้องเข้ามาต่อสู้คดี และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศให้ผู้เกี่ยวข้องมาคัดค้านภายในแปดวันก็ไม่มีผู้ใดมาคัดค้าน เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 534/2535 หมายเลขแดงที่ 737/2535 ที่จำเลยฟ้องขับไล่ให้นางแช่มและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทนั้น จำเลยฟ้องนางแช่มคนเดียวมิได้ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ด้วย โจทก์จึงไม่จำต้องเข้ามาต่อสู้คดีแต่อย่างใด คดีดังกล่าวมีประเด็นตามฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยหรือของนางแช่ม ปรากฏว่านางแช่มขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัพพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยให้ขับไล่น่างแช่มและบริวาร แต่คดีนี้โจทก์ซึ่งมิใช่คู่ความในคดีเดิมยื่นฟ้องจำเลยว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์และห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ขอให้ยกฟ้อง ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีนี้จึงมีว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับประเด็นในคดีเดิม เมื่อศาลล่างทั้งสองเห็นว่าการครอบครองของโจทก์เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ก็ชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีได้ ไม่เป็นการขัดกับคำพิพากษาในคดีเดิมแต่อย่างใดเพราะแม้จะฟังตามคำพิพากษาในคดีเดิมว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยมิใช่ของนางแช่ม แต่จำเลยก็อาจจะเสียสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นการได้ทรัพยสิทธิโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนางแช่มยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศในคดีที่จำเลยฟ้องขับไล่นางแช่มก็ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านนั้น เห็นว่าบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ที่กำหนดให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศนั้น มิได้บังคับโดยเด็ดขาดว่าถ้าโจทก์หรือผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนางแช่มไม่ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาเช่นว่านั้นแล้ว โจทก์หรือผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนางแช่มจะต้องเป็นบริวารของนางแช่มสถานเดียว เพียงแต่กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ที่ไม่ยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลาดังกล่าวเป็นบริวารของนางแช่มเท่านั้น แต่หากโจทก์หรือผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนางแช่มมีหลักฐานแสดงว่าตนไม่ใช่บริวารของนางแช่มแล้ว ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องนำพยานมาสืบพิสูจน์ถึงสถานภาพของตนได้ว่าตนไม่ใช่บริวารของนางแช่ม แม้จะล่วงเลยเวลาแปดวันแล้วก็ตาม ทั้งนี้เพราะกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของกฎหมายถึงสถานภาพของบุคคลว่าใช่หรือไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้นมิใช่ระยะเวลาสิ้นสุดเพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ซึ่งจะทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะฟ้องร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายหลังเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลานั้นแล้ว ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในคดีที่จำเลยฟ้องขับไล่นางแช่มเสียภายในแปดวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนางแช่มยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาล จึงมิใช่ข้อบ่งชี้ว่าโจทก์ต้องเป็นบริวารของนางแช่มหรือโจทก์ไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 296 วรรคจัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกฤษณ์ เพ็งกับหนู
จำเลย — บริษัททักษิณเกษตร จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3248/2553
#499683
เปิดฉบับเต็ม

ใบโฆษณาขายที่ดินในโครงการจัดสรรที่ดินของจำเลยที่ 1 ระบุว่า ที่ดินในโครงการมีเนื้อที่ 200 ไร่ ซึ่งตามใบโฆษณาก็มีเครื่องหมาย "ฯลฯ" ไว้ด้านหลังข้อความ โฉนดเลขที่ 48513 ถึง 48535 ที่โจทก์อ้างว่ามีชื่อนาง ล. เป็นเจ้าของมิใช่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีความหมายว่า นอกจากที่ดินทั้ง 23 แปลง ดังกล่าวที่มีเนื้อที่รวมเพียง 3 ไร่เศษ นี้แล้วยังมีที่ดินแปลงอื่น ๆ อีก ทั้งใบโฆษณายังระบุอีกว่าอยู่ระหว่างการดำเนินการขออนุญาตจัดสรรที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการขออนุญาตจัดสรรที่ดินให้แล้วเสร็จได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจถูกเจ้าหนี้ฟ้องหลายราย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ และโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้วก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นคดีนี้ ดังนั้น ยังไม่ฟังว่าจำเลยทั้งห้าโฆษณาหลอกลวงโจทก์ว่าจะจัดสรรที่ดินโดยไม่มีเจตนาที่จะจัดสรรที่ดินจริง การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 366,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 290,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 คดีอยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ก็ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวสำหรับจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โครงการจัดสรรที่ดินของจำเลยที่ 1 มีเนื้อที่ถึง 200 ไร่ ซึ่งตามใบโฆษณาก็ได้ระบุเครื่องหมาย "ฯลฯ" ไว้ด้านหลังข้อความโฉนดเลขที่ 48513 ถึง 48535 แล้วอันมีความหมายว่านอกจากที่ดินทั้ง 23 แปลงนี้แล้วยังมีที่ดินแปลงอื่น ๆ อีก จำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการขออนุญาตจัดสรรที่ดินให้แล้วเสร็จได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจถูกเจ้าหนี้ฟ้องหลายราย ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 พยานหลักฐานของโจทก์ตามที่นำสืบยังไม่พอให้รับฟังว่าจำเลยทั้งห้าโฆษณาหลอกลวงโจทก์ว่าจะจัดสรรที่ดินโดยไม่มีเจตนาที่จะจัดสรรที่ดินจริงดังที่โจทก์ฎีกา จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้ากระทำละเมิดต่อโจทก์

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรเทพ เมฆารักษ์ภิญโญ
จำเลย — บริษัทไรมอนแลนด์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอดิศักดิ์ เทียนกริม
ศาลอุทธรณ์ — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3220/2553
#506559
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันเป็นละเมิดนั้นต้องเป็นการประทุษกรรมต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย หรือละเว้นไม่กระทำในสิ่งที่กฎหมายบัญญัติให้กระทำ หรือที่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลิ่นเล่อ การละเว้นไม่กระทำในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้กระทำหรือตนไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องกระทำนั้นหาเป็นละเมิดไม่ เมื่อนิติบุคคลอาคารชุดมีหน้าที่จัดการและดูแลเฉพาะทรัพย์ส่วนกลางซึ่งหมายถึง ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุดและที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้เพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมตาม พ.ร.บ.อาคารชุดฯ มาตรา 4 วรรคสามเท่านั้น นิติบุคคลอาคารชุดจึงไม่มีหน้าที่ดูแลรักษาห้องชุดซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลตามมาตรา 4 วรรคสองแต่อย่างใด ดังนั้นการที่พนักงานรักษาความปลอดภัยของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลตรวจตราอาคารชุดโดยใกล้ชิดและมีคนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ในห้องชุดของโจทก์จึงถือไม่ได้ว่าการลักทรัพย์เกิดจากการที่จำเลยที่ 1 งดเว้นหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดฐานละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,591,188 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,542,975 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 309,658.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542) ต้องไม่เกิน 48,217.82 บาทตามขอ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดว่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 159/290 ตั้งอยู่บนชั้น 13 อาคารชุดคอมมอนเวลธ์ ปิ่นเกล้า แขวงบางบำรุง เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร โดยโจทก์ได้ชำระเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นรายปี ปีละ 6,120 บาท จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุดคอมมอนเวลธ์ ปิ่นเกล้าและได้ว่าจ้างพนักงานดูแลความปลอดภัยหรือความสงบเรียบร้อยภายในอาคารชุดดังกล่าวจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และทำสัญญารับประกันภัยเกี่ยวกับทรัพย็สินของจำเลยที่ 1 ตามตารางกรมธรรม์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2542 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา มีคนร้ายงัดกุญแจประตูห้องชุดพิพาทเข้าไปลักทรัพย์ของโจทก์หลายรายการรวมเป็นค่าเสียหาย 1,542,970.25 บาท ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยที่ 1 ได้ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้คนร้ายลักทรัพย์นั้นไปหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 วรรคสอง บัญญัติว่า "ทรัพย์ส่วนบุคคล" หมายความว่า ห้องชุดและหมายความรวมถึงสิ่งปลูกสร้างหรือที่ดินที่จัดไว้ให้เป็นของเจ้าของห้องชุดแต่ละรายวรรคสาม บัญญัติว่า "ห้องชุด" หมายความว่า ส่วนของอาคารชุดที่แยกการถือกรรมสิทธิ์ออกได้เป็นส่วนเฉพาะของแต่ละบุคคล และวรรคสี่ บัญญัติว่า "ทรัพย์ส่วนกลาง" หมายความว่า ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม ส่วนการจัดการทรัพย์ส่วนกลางต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 17, 33, 36 และ 37 กล่าวคือ ต้องมีนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวและตามข้อบังคับโดยมีผู้จัดการหรือคณะกรรมการเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์ส่วนกลาง จะเห็นได้ว่าตามบทบัญญัติและข้อบังคับดังกล่าวนิติบุคคลอาคารชุดไม่มีหน้าที่รักษาทรัพย์ส่วนบุคคลแต่ประการใด ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความแต่เพียงว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลตรวจตราอาคารชุดทุกชั้นโดยใกล้ชิด จึงเป็นเหตุให้คนร้ายเข้าไปในห้องชุดระมัดระวังดูแลตรวจตราอาคารชุดทุกชั้นโดยใกล้ชิด จึงเป็นเหตุให้คนร้ายเข้าไปในห้องชุดลักทรัพย์ของโจทก์ไปนั้น ในกรณีเช่นนี้ตามกฎหมายลักษณะละเมิดหามีบทมาตราใดบัญญัติไว้ว่าเป็นละเมิดไป เพราะการละเมิดนั้นเป็นประทุษกรรมกระทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายหรือละเว้นไม่กระทำในสิ่งที่กฎหมายบัญญัติให้กระทำ หรือที่ตนมีหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ การละเว้นไม่กระทำในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้กระทำหรือตนไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องกระทำหาเป็นละเมิดไม่ ดังนี้ การที่พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความลักทรัพย์ของโจทก์นั้น จะถือว่าเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 งดเว้นหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้นไม่ได้จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 17 ม. 33 ม. 36 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกนกวรรณ คุณวัตรสิริ
นิติบุคคลอาคารชุด คอมมอนเวลธ์
จำเลย — ปิ่นเกล้า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3220/2553
#508688
เปิดฉบับเต็ม

นิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่รักษาทรัพย์ส่วนบุคคล ทั้งการละเว้นไม่กระทำในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้กระทำหรือตนไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องกระทำก็ไม่เป็นละเมิด การที่พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลตรวจตราอาคารชุดโดยใกล้ชิด จึงเป็นเหตุให้คนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ในห้องชุดของโจทก์ จะถือเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 งดเว้นหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้นไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดฐานต่อโจทก์ฐานละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของห้องชุดเลขที่ 759/290 ตั้งอยู่ชั้น 13 อาคารเลขที่ 1 คอมมอนเวลธ์ ปิ่นเกล้า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มีนายสุวิทย์ เป็นผู้จัดการ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นผู้รับประกันภัยในทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแล เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2542 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ลาดตระเวนตรวจตราภายในอาคารเป็นเหตุให้คนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ในห้องชุดของโจทก์ โดยวิธีงัดกุญแจทั้งสามชุดออก และทุบประตูห้องได้รับความเสียหาย ทรัพย์สินที่ถูกลักไป คือ เครื่องเพชร ราคาประมาณ 1,500,000 บาท เครื่องเล่นซีดี ราคา 8,000 บาท ตู้เสื้อผ้าถูกทุบเสียหาย ราคา 30,000 บาท ตัวลอกกุญแจ 1 ชุด ราคา 1,980 บาท และกุญแจลูกบิด ราคา 790.25 บาท รวมค่าเสียหายเป็นเงิน 1,542,970.25 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างจะต้องรับผิดและจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยในทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดด้วย โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,591,177 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,542,975 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เนื่องจากนิติบุคคลอาคารชุดมีหน้าที่ในการจัดการและรักษาทรัพย์สินส่วนกลางเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนบุคคล ทั้งตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าของร่วมหรือโจทก์กรณีทรัพย์สินส่วนบุคคลหาย หน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่เคยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 1 ได้จัดให้มีระบบรักษาความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐานสากลจึงถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดในเรื่องการรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดี เสมือนเช่นบุคคลผู้มีหน้าที่ในการจัดการอาคารชุดอื่นพึงปฏิบัติแล้ว ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายเกิดจากเหตุสุดวิสัยอยู่เหนือการควบคุมดูแลของจำเลยที่ 1 และเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง ทรัพย์สินตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6 โจทก์ไม่ได้มีหรือเก็บรักษาภายในห้องชุดของโจทก์ และไม่ได้มีราคาตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เนื่องจากทรัพย์สินสูญหายอยู่นอกเหนือความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติตามระเบียบของนิติบุคคลอาคารชุดโดยจัดให้มีการรักษาความปลอดภัยในระบบมาตรฐานสากล ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายโดยเหตุสุดวิสัย โจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อไม่ใช้ความระมัดระวังในการจัดเก็บและดูแลทรัพย์สินตามที่วิญญูชนพึงปฏิบัติ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 309,657.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542) ต้องไม่เกิน 48,217.82 บาท ตามขอ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 159/290 ตั้งอยู่บนชั้น 13 อาคารชุดคอมมอนเวลธ์ ปิ่นเกล้า แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร โดยโจทก์ได้ชำระเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นรายปี ปีละ 6,120 บาท จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุดคอมมอนเวลธ์ ปิ่นเกล้าและได้ว่าจ้างพนักงานดูแลความปลอดภัย หรือความสงบเรียบร้อยภายในอาคารชุดดังกล่าวจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และทำสัญญารับประกันภัยเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตามตารางกรมธรรม์เอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2542 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา มีคนร้ายงัดกุญแจประตูห้องชุดพิพาทเข้าไปลักทรัพย์ของโจทก์หลายรายการรวมเป็นค่าเสียหาย 1,542,970.25 บาท ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.14 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยที่ 1 ได้ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้คนร้ายลักทรัพย์นั้นไปหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 วรรคสอง บัญญัติว่า "ทรัพย์ส่วนบุคคล" หมายความว่าห้องชุดและหมายความรวมถึงสิ่งปลูกสร้างหรือที่ดินที่จัดไว้ให้เป็นของเจ้าของห้องชุดแต่ละราย วรรคสาม บัญญัติว่า "ห้องชุด" หมายความว่า ส่วนของอาคารชุดที่แยกการถือกรรมสิทธิ์ออกได้เป็นส่วนเฉพาะของแต่ละบุคคล และวรรคสี่ บัญญัติว่า "ทรัพย์ส่วนกลาง" หมายความว่า ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม ส่วนการจัดการทรัพย์ส่วนกลางต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 17, 33, 36 และ 37 กล่าวคือ ต้องมีนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวและตามข้อบังคับโดยมีผู้จัดการหรือคณะกรรมการเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์ส่วนกลาง จะเห็นได้ว่าตามบทบัญญัติและข้อบังคับดังกล่าว นิติบุคคลอาคารชุดไม่มีหน้าที่รักษาทรัพย์ส่วนบุคคลแต่ประการใด ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความแต่เพียงว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลตรวจตราอาคารชุดทุกชั้นโดยใกล้ชิด จึงเป็นเหตุให้คนร้ายเข้าไปในห้องชุดระมัดระวังดูแลตรวจตราอาคารชุดทุกชั้นโดยใกล้ชิด จึงเป็นเหตุให้คนร้ายเข้าไปในห้องชุดลักทรัพย์ของโจทก์ไปนั้น ในกรณีเช่นนี้ตามกฎหมายลักษณะละเมิดหามีบทมาตราใดบัญญัติไว้ว่าเป็นละเมิดไป เพราะการละเมิดนั้นเป็นประทุษกรรมกระทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย หรือละเว้นไม่กระทำในสิ่งที่กฎหมายบัญญัติให้กระทำ หรือที่ตนมีหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ การละเว้นไม่กระทำในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้กระทำหรือตนไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องกระทำหาเป็นละเมิดไม่ ดังนี้ การที่พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลตรวจตราอาคารชุดโดยใกล้ชิด จึงเป็นเหตุให้คนร้ายเข้าไปลักทรัพย์นั้น จะถือว่าเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 งดเว้นหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้นไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 17 ม. 33 ม. 36 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกนกวรรณ คุณวัฒรศีริ
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด คอมมอนเวลธ์ ปิ่นเกล้า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3214/2553
#500131
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารและฐานพาผู้อื่นไป เพื่อการอนาจาร โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำไปเพื่อการอนาจาร แม้ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงรายละเอียดว่าจำเลยกระทำอนาจารต่อผู้เสียหายด้วยวิธีการอย่างไร ฟ้องโจทก์ก็สมบูรณ์ เพราะการกระทำเพื่อการอนาจาร เป็นเจตนาพิเศษที่มุ่งประสงค์ที่จะกระทำการอันไม่สมควรในทางเพศต่อร่างกายของผู้อื่น จึงมิใช่การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด อันจะต้องบรรยายมาในฟ้อง ตามป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แต่เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำพยานเข้าสืบได้ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายตามป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ,284 ,295 , 310, 318 , 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก,284 วรรคแรก,310 วรรคแรก,318 วรรคสาม,391 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์โดยไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุก 1 ปี ฐานทำร้ายร่ายกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 21 ปี 1 เดือน คำให้การของจำเลยในชั้นพิจารณาพอเป็นประโยชน์อยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 14 ปี 20 วัน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก,319 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาบุคคลอายุเกินกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไป เพื่อการอนาจาร โดยผู้นั้นยินยอม จำคุก 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจ จำคุก 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังและทำร้ายร่ายกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 9 ปี 1 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 20 วัน ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารและฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงรายละเอียดว่าจำเลยกระทำอนาจารต่อผู้เสียหายด้วยวิธีการอย่างไร เห็นว่า คำฟ้องที่บรรยายว่าเพื่อการอนาจารนั้น เป็นเจตนาพิเศษที่มุ่งประสงค์ที่จะกระทำการอันไม่สมควรในทางเพศต่อร่างกายของผู้อื่น จึงมิใช่การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด อันจะต้องบรรยายมาในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แต่เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำพยานเข้าสืบได้ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) 284 วรรคแรก และ 318 วรรคสาม หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าผู้เสียหายไม่เต็มใจไปกับจำเลย และไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา เห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุผลให้รับฟัง ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ที่ฟังว่าผู้เสียหายไม่เต็มใจไปกับจำเลยและไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราเสียน้ำหนักไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) 284 วรรคแรก และ 318 วรรคสาม ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดีการที่จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) และฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ในแต่ละวันจำเลยมีเจตนาเดียวกันคือต้องการพาผู้เสียหายไปกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 295 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก และมาตรา 319 วรรคแรกโดยที่โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษตามมาตราดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรกและมาตรา 318 วรรคสาม ตามที่โจทก์ฟ้องจึงต้องลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความตามฟ้อง ไม่จำต้องลงโทษจำเลยตามมาตรา 283 ทวิ วรรคแรกและมาตรา 319 วรรคแรก ฎีกาของจำเลยข้อนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษา ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก และมาตรา 391 หรือไม่ ในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีเจตนาเพียงพาผู้เสียหายไปปรับความเข้าใจที่บ้าน เมื่อผู้เสียหายเข้าใจแล้วจำเลยก็ตั้งใจจะไปส่งผู้เสียหายแต่มารดาผู้เสียหายมารับเสียก่อน เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีส่อแสดงว่าจำเลยมีเจตนาให้ผู้เสียหายอยู่ในบ้านจนกว่าจะปรับความเข้าใจกันได้ เมื่อจำเลยไม่ยอมให้ผู้เสียหายออกจากบ้าน จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้เสียหายต้องปราศจากเสรีภาพ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จำเลยฎีกาว่า ไม่มีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายเพราะจำเลยจับมือผู้เสียหายเพื่อให้ผู้เสียหายปล่อยมีดคัดเตอร์เท่านั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายคือ การกระทำที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยตบ ชก และกระชาก ผู้เสียหาย โจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยบิดมือผู้เสียหายที่ถือมีดคัตเตอร์แล้วมีดไปบาดถูกมือผู้เสียหาย การที่จำเลยฎีกาว่าไม่มีเจตนาให้มีดบาดมือผู้เสียหาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ แม้ชั้นอุทธรณ์จำเลยได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าการที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยนั้นไม่ชอบแต่อย่างไร การที่จำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นฎีกาซ้ำอีก ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกาและไม่ได้เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ทั้งมิได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ ที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหามาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย

อนึ่ง แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 276 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) 284 วรรคแรก และ 318 วรรคสาม การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) และ 284 วรรคแรก เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี รวม 2 กระทง ลดโทษกระทงละหนึ่งในสาม เป็นจำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน และลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม จำคุก 5 ปี รวม 2 กระทง ลดโทษกระทงละหนึ่งในสาม เป็นจำคุก กระทงละ 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 310 วรรคแรก และ 391 แล้วรวมเป็นโทษจำคุก 10 ปี 32 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 284 ม. 318
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายพิษณุ พุ่มต้นวงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางปัญจมา นรัตถรักษา กิจนิธี
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ศักดิ์ เนียมนัด
ชื่อองค์คณะ
ตรีวุฒิ สาขากร
พิทักษ์ คงจันทร์
เฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2553
#506167
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายแผ่นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บันทึกภาพและเสียงซึ่งนำมาฉายให้เห็นภาพเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นเกมการเล่นอันเป็นวีดิทัศน์ โดยทำเป็นธุรกิจและได้ประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน จำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามฟ้อง และ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ให้ระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 176 แม้ว่า พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติโดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบก็ตาม แต่ก็เพียงการนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลย และความเห็นของพนักงานคุมประพฤติมารับฟังเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้นมิใช่เป็นการนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจที่ว่าจำเลยเป็นผู้รับจ้างขายวีดิทัศน์ของกลางมาเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์เป็นการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2551 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 เพราะศาลจะนำข้อเท็จจริงในรายงานการสืบเสาะและพินิจมาลบล้างคำรับสารภาพของจำเลยไม่ได้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพการกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง และมีบทลงโทษตามมาตรา 82

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 30, 31, 61, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 54, 82, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้แผ่นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เกมส์วีจำนวน 3 แผ่น ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) และ 70 วรรคสองให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายจำนวน 3 แผ่น ตกเป็นของผู้เสียหายเจ้าของลิขสิทธิ์ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายแผ่นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บันทึกภาพและเสียงซึ่งนำมาฉายให้เห็นภาพเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นเกมการเล่นอันเป็นวีดิทัศน์ โดยทำเป็นธุรกิจและได้ประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามฟ้อง และพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ให้ระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 แม้ว่าพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติโดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลย และความเห็นของพนักงานคุมประพฤติมารับฟังเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้น มิใช่เป็นการนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจที่ว่า จำเลยเป็นผู้รับจ้างขายวีดิทัศน์ของกลางมาเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์โดยมิได้สอบข้อเท็จจริงดังกล่าวจากจำเลยอีกครั้ง จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 เพราะศาลจะนำข้อเท็จจริงในรายงานการสืบเสาะพินิจมาลบล้างคำรับสารภาพของจำเลยไม่ได้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพการกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง และมีบทลงโทษตามมาตรา 82 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 82 อีกกระทงหนึ่ง ลงโทษปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 50,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 82
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธนากร ตันติพงศานุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3193/2553
#506557
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 271 บัญญัติให้คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหมายถึงวันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นที่สุดและมาตรา 147 วรรคสอง บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งใดซึ่งอาจอุทธรณ์ ฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้นถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง

คดีนี้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ซึ่งหากจำเลยทั้งสองจะขอให้พิจารณาใหม่ย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับตามตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง คือคำขอให้พิจารณาใหม่นั้นให้ยื่นต่อศาลใน 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลย แต่คดีนี้หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายังมิได้มีการออกคำบังคับมาก่อน ระยะเวลา 15 วันดังกล่าวจึงยังไม่เริ่มนับ

ศาลชั้นต้นเพิ่งออกคำบังคับเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2550 และได้ส่งคำบังคับแก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2550 และส่งคำบังคับแก่จำเลยที่ 2 โดยการปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2550 การส่งคำบังคับโดยการปิดดังกล่าวมีผลเมื่อกำหนดเวลา 15 วันได้ล่วงพ้นไปแล้วตามมาตรา 79 วรรคสอง จึงต้องถือว่าการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีผลในวันที่ 2 พฤษภาคม 2550 และวันที่ 20 พฤษภาคม 2550 ตามลำดับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 และวันที่ 4 มิถุนายน 2550 ตามลำดับ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ภายในกำหนดดังกล่าว คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 และคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 4 มิถุนายน 2550 การที่โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีในวันที่ 13 กันยายน 2550 จึงเป็นการร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2540 ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน พ -7433 สงขลา คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าไม่ส่งคืนให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 172,883.22 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2540) จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทน และชำระค่าเสียหายให้โจทก์ต่อไปเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์ยื่นคำขอให้ออกคำบังคับเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2550 ศาลชั้นต้นสั่งให้ออกคำบังคับในวันเดียวกัน เจ้าพนักงานส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสองโดยการปิดคำบังคับ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2550 และปิดคำบังคับ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2550 ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2550 โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2540 โจทก์จึงต้องบังคับคดีภายในกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เมื่อโจทก์มายื่นขอออกหมายบังคับคดีพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องออกหมายบังคับคดี ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติให้คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหมายถึง วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นที่สุด และมาตรา 147 วรรคสอง บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ ฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง คดีนี้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ซึ่งกรณีจำเลยทั้งสองซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาหากจะขอให้พิจารณาใหม่ย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับตามมาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง คือ คำขอให้พิจารณาใหม่นั้น ให้ยื่นต่อศาลใน 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลย แต่คดีนี้หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาก็มิได้มีการออกคำบังคับมาก่อน ระยะเวลา 15 วัน ดังกล่าวจึงยังไม่เริ่มนับ ศาลชั้นต้นเพิ่งออกคำบังคับเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2550 และได้ส่งคำบังคับแก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2550 และแก่จำเลยที่ 2 โดยการปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2550 การส่งคำบังคับโดยการปิดดังกล่าวมีผลเมื่อกำหนดเวลา 15 วัน ได้ล่วงพ้นไปแล้วตามมาตรา 79 วรรคสอง จึงต้องถือว่าการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีผลในวันที่ 2 พฤษภาคม 2550 และวันที่ 20 พฤษภาคม 2550 ตามลำดับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 และวันที่ 4 มิถุนายน 2550 ตามลำดับ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ภายในกำหนดดังกล่าว คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 และคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 4 มิถุนายน 2550 การที่โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีในวันที่ 13 กันยายน 2550 จึงเป็นการร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นที่สุด

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง ม. 271
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทธีรทนงค์ จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายสมชาย พรรณคะวะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
มานัส เหลืองประเสริฐ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3188/2553
#504717
เปิดฉบับเต็ม

เช็คเดินทางตามฟ้องโจทก์สามารถนำไปใช้จ่ายได้ หากไม่นำไปใช้ก็สามารถนำไปแลกคืนจากจำเลยได้ทันที ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมเกิดขึ้นนับแต่โจทก์ซื้อเช็คเดินทางดังกล่าว อายุความจึงเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ความรับผิดตามสัญญาซื้อขายเช็คเดินทางดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องคดีเกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 33,752 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 33,752 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์พิพาท ชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2530 โจทก์ซื้อเช็คเดินทางจากจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของธนาคารเครดิตแอนด์คอมเมิร์ชอินเตอร์เนชั่นแนล (โอเวอร์ซีส์) จำกัด ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ซึ่งเช็คเดินทางดังกล่าวสามารถนำไปใช้ได้ทันที หากไม่ได้ใช้สามารถนำไปขายคืนที่ธนาคารเครดิตแอนด์คอมเมิร์ชอินเตอร์เนชั่นแนล (โอเวอร์ซีส์) จำกัด หรือธนาคารอื่นได้ ต่อมาปี 2534 ธนาคารเครดิตแอนด์คอมเมิร์ชอินเตอร์เนชั่นแนล (โอเวอร์ซีส์) จำกัด ล้มละลาย ปี 2546 โจทก์นำเช็คเดินทางดังกล่าวไปแลกเงินคืนจากจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธ เห็นว่า เช็คเดินทางดังกล่าวโจทก์สามารถนำไปใช้จ่ายได้หรือหากไม่ได้นำไปใช้ก็สามารถนำเช็คเดินทางดังกล่าวไปแลกคืนจากจำเลยได้ทันที ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมเกิดขึ้นนับแต่โจทก์ซื้อเช็คเดินทางดังกล่าว อายุความจึงเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 และความรับผิดตามสัญญาซื้อขายเช็คเดินทางดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 ซึ่งเกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุภา สงวนดีกุล
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายอนันต์ บุญแย้ม
ศาลอุทธรณ์ — นางอารยา วิชิตชลชัย
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3187/2553
#506553
เปิดฉบับเต็ม

เดิมที่ดินพิพาทเป็นของ ป. ต่อมา ป. ได้ขายให้โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2500 กรณีเช่นนี้จึงไม่ใช่การแย่งการครอบครองที่จะต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อที่ดินเป็นของผู้อื่นเท่านั้น แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 เองจึงไม่มีประเด็นพิพาทเรื่องการแย่งการครอบครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 149 เลขที่ดิน 84 ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ให้จำเลยทั้งสามและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตลอดจนขนย้ายวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ออกจากที่ดิน และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดิน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะออกจากที่ดิน

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การกับฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 149 เลขที่ดิน 84 ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 149 เลขที่ดิน 84 ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ให้จำเลยทั้งสามและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายสิ่งของวัสดุต่าง ๆ ออกจากที่ดินดังกล่าว ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ10,000 บาท นับจากวันฟ้อง (วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายปานเป็นบุตรนายดวง จำเลยที่ 1 เป็นบุตรเขยนายดวง จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นบุตรเขยจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2538 โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 149 เลขที่ดิน 84 ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 15 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทมาจากนายปานตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี 2535 โจทก์และสามีไปทำธุรกิจที่เกาะลันตา นายปานรับจ้างสามีโจทก์ขับแพบรรทุกเสาไฟฟ้าจากฝั่งแผ่นดินใหญ่ไปยังเกาะลันตา นายปานบอกโจทก์ว่านายปานเป็นหนี้ธนาคารทหารไทย จำกัด สาขากระบี่ และไม่สามารถชำระหนี้ได้ ธนาคารยึดที่ดินพิพาทของนายปานและอยู่ระหว่างการขายทอดตลาด นายปานขอให้โจทก์ช่วยซื้อที่ดินพิพาทเพื่อให้ลูกหลานนายปานอยู่อาศัยต่อไป นายปานบอกว่าบนที่ดินพิพาทมีบ้านปลูกอยู่ 2 หลัง นายปานจะดูแลที่ดินพิพาทและบ้านให้ โจทก์ไปดูที่ดินพิพาทและตรวจสอบกับนายอุดร จ่าศาลจังหวัดกระบี่ รวมทั้งตรวจสอบที่ธนาคารทหารไทย จำกัด สาขากระบี่ พบว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายปานและถูกธนาคารทหารไทย จำกัด สาขากระบี่ ยึดจริง โจทก์จึงซื้อที่ดินพิพาทพร้อมบ้าน 2 หลัง จากนายปาน ต่อมาอีกประมาณ 2 เดือน โจทก์ไปดูที่ดินพิพาทพบนายตะหว้าด ซึ่งเป็นหลานนายปานและภริยาอาศัยอยู่ในบ้านไม้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อาศัยอยู่ในบ้านไม้ และนายวิษณุ อาศัยอยู่ในบ้านก่ออิฐถือปูน นายปานบอกว่านายวิษณุเป็นบุตรของตน ส่วนคนอื่น ๆ เป็นหลานและหลานเขย นายปานเรียกบุคคลทั้งสามครอบครัวมาพบโจทก์ ทั้งหมดขออาศัยอยู่บนที่ดินพิพาทและรับว่าจะย้ายออกหากโจทก์ต้องการที่ดินพิพาท ต่อมาปี 2544 นายปานถึงแก่กรรม โจทก์ไปร่วมงานศพซึ่งจัดที่บ้านนายปานตั้งอยู่บนที่ดินอีกแปลงหนึ่งตรงข้ามที่ดินพิพาท โจทก์บอกลูกหลานนายปานว่าโจทก์จะขายที่ดินพิพาท ลูกหลานนายปานรับว่าจะขนย้ายออกจากที่ดินพิพาทแต่ขอเวลาหาที่อยู่ใหม่ ต่อมาประมาณเดือนมีนาคม 2545 โจทก์เห็นร้านค้าปลูกสร้างอยู่ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าเป็นของตนและจะรื้อถอน โจทก์ยังเห็นมีต้นปาล์มปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 บอกว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนปลูก เมื่อโจทก์สอบถามจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 อ้างว่าปลูกอยู่ในเขตที่ดินของตนเองซึ่งอยู่ติดกับที่ดินพิพาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้ตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ปลูกต้นปาล์มรุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินพิพาท ประมาณเดือนมิถุนายน 2545 นายวิษณุย้ายออกจากที่ดินพิพาทโดยโจทก์ช่วยเหลือค่าขนย้ายและให้ค่าตอบแทนที่นายวิษณุเคยช่วยเหลือธุรกิจโจทก์เป็นเงิน 350,000 บาท ต่อมานายตะหว้าดกับภริยาย้ายออกจากที่ดินพิพาทโดยโจทก์ช่วยเหลือค่าขนย้าย 35,000 บาท วันที่ 13 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย้ายออกจากที่ดินพิพาทโดยโจทก์ช่วยเหลือค่าขนย้าย 200,000 บาท โจทก์ยังมีนายวิษณุเป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นบุตรของนายปาน ที่ดินพิพาทเป็นของนายปาน พยานเคยปลูกบ้าน ในที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายปาน พยานได้รื้อถอนบ้านออกจากที่ดินพิพาทโดยได้รับค่าขนย้ายจากโจทก์ 350,000 บาท พยานได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในการที่นายตะหว้าดรับเงินค่าขนย้ายจากโจทก์ด้วย พันตำรวจเอกอดิศักดิ์ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2546 ซึ่งขณะนั้นพยานรับราชการอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับดาบตำรวจพรรณโย ฝ่ายหนึ่ง กับโจทก์อีกฝ่ายหนึ่งมาพบพยานแจ้งว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 บุกรุกที่ดินของโจทก์ ขอให้พยานทำบันทึกข้อตกลงค่าขนย้าย พยานจึงจัดทำให้ตามความประสงค์นายสุชาติพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า พยานรับราชการตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 7 สำนักงานที่ดินอำเภอเกาะลันตา จากการตรวจสอบสำเนาสารบบของที่ดินพิพาทที่ส่งมาตามคำสั่งเรียกของศาลพบว่า เดิมที่ดินแปลงนี้มีนายปานจับจองโดยมีการรังวัดและสอบสวน สำเนาประกาศเรื่องมีผู้ขอจับจองที่ดิน ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2494 ปี 2494 ได้รับใบเหยียบย่ำที่ดิน ปี 2498 ได้รับแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ปีเดียวกันนายปานขอออกเอกสารสิทธิแบบหมายเลข 3 และปี 2532 ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และโจทก์มีนายปราโมทย์ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี 2532 พยานรับราชการตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน สำนักงานที่ดินอำเภอเกาะลันตา เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2532 นายปานนำเอกสารสิทธิแบบหมายเลข 3 ของที่ดินพิพาทมาขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) พยานตรวจสอบรังวัดพบว่า ด้านทิศตะวันออกของที่ดินพิพาทจดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของนายโกวิทย์นายโกวิทย์ได้ลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตที่ดิน ส่วนจำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 แต่งงานกับนางห่าเดี้ยะ ซึ่งเป็นน้องนายปานแล้ว จำเลยที่ 1 กับภริยาอาศัยอยู่ที่บ้านนายดวงซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินพิพาท ต่อมาอีกประมาณ 2 ปี เมื่อจำเลยที่ 1 กับภริยามีบุตรคนแรก นายดวงให้จำเลยที่ 1 และภริยาแยกครอบครัวไปอยู่ต่างหากโดยชี้ที่ดินพิพาทให้ นายดวง ยังแบ่งที่ดินโดยชี้ที่ดินให้ลูกคนอื่น ๆ ด้วยจำเลยที่ 1 ปลูกบ้านบนที่ดินพิพาท ปลูกต้นมะม่วง ต้นมะม่วงหิมพานต์ ต้นมะพร้าว พืชผักสวนครัว จำเลยที่ 1 ให้บุตรปลูกบ้านอาศัยบนที่ดินพิพาทด้วย นายปานไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ไม่ทราบเรื่องที่นายปานขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ยังมีนายลิ่ม ซึ่งเป็นพี่ชายนางห่าเดี้ยะเป็นพยานเบิกความว่า บิดายกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา เห็นว่า โจทก์มีทั้งพยานบุคคลซึ่งไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้ส่วนเสียกับคู่ความและพยานเอกสารมาประกอบแสดงให้เห็นถึงความเป็นมาของที่ดินพิพาท ซึ่ง มีข้อความโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2493 นายนิยม กำนันตำบลเกาะลันตา นายดวงผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 นายปานและนายสอาดเจ้าของที่ดินข้างเคียงร่วมกันรังวัดและสอบสวนที่ดินที่นายปานจับจอง และตามสำเนาประกาศเรื่องมีผู้ขอจับจองที่ดิน ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2494 มีข้อความโดยสรุปว่า กรมการอำเภอเกาะลันตาได้ประกาศให้มหาชนทั้งหลายทราบทั่วกันว่านายปานได้จับจองที่ดิน หากบุคคลใดจะคัดค้านให้ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนด 1 เดือน หากต้องการทราบที่ตั้งหรือเขตที่ดินให้สอบถามนายนิยม กำนันตำบลเกาะลันตาใหญ่ และนายดวงพยาน เช่นนี้แสดงว่าทั้งนายนิยมและนายดวงซึ่งเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านรับรองการจับจองที่ดินพิพาทของนายปาน ซึ่งปรากฏต่อมาว่านายอำเภอเกาะลันตาได้ออกใบเหยียบย่ำที่ดินให้นายปานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2494 ตามสำเนาใบเหยียบย่ำที่ดิน ส่วนสำเนาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ที่มีชื่อนายปานเป็นผู้แจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทนั้น ปรากฏว่ามีนายดวงลงลายมือชื่อในฐานะผู้ใหญ่บ้านรับรองและมีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นพยานด้วย แสดงว่าทั้งนายดวงและจำเลยที่ 1 ยอมรับว่านายปานเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท อีกทั้งด้านหลังสำเนาแบบหมายเลข 3 ยังมีข้อความบ่งชี้ว่านายปานเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โดยมีข้อความระบุว่าเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2523 นายปานนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และนายปานไถ่ถอนในปี 2530 นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังได้ความจากนายปราโมทย์ เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน สำนักงานที่ดินอำเภอเกาะลันตา ว่า ในการรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้นายปานนั้น ด้านทิศตะวันออกของที่ดินพิพาทจดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของนายโกวิทย์ นายโกวิทย์ได้ลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตที่ดินให้ การกระทำของนายโกวิทย์เช่นนี้ย่อมแสดงว่านายโกวิทย์ซึ่งเป็นบุตรจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายปาน นายปานยังแสดงออกซึ่งความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยการนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารทหารไทย จำกัด สาขากระบี่ เมื่อปี 2535 ด้วย ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 นั้น แม้จำเลยที่ 1 จะมีนายลิ่มบุตรนายดวงเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่านายดวงยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ซึ่งหากที่ดินพิพาทเป็นของนายดวงและนายดวงยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 จริง จำเลยที่ 1 ก็ได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ขอออกเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเลยซึ่งแตกต่างจากนายปานที่ขอออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินพิพาทเป็นขั้นตอนตลอดมา โดยในการขอเอกสารสิทธิของนายปานนั้น ทั้งนายดวงและจำเลยที่ 1 ยังแสดงออกถึงการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายปานโดยให้การรับรองและเป็นพยานดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าในระหว่างที่ที่ดินพิพาทถูกยึดขายทอดตลาดนั้น เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2538 นางห่าเดี้ยะ ภริยาจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอถ่ายสารบบที่ดินพิพาทโดยอ้างว่ามีส่วนได้ส่วนเสียกับที่ดินพิพาทจะนำเอกสารไปติดต่อศาลจังหวัดกระบี่ กรณีน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ทราบว่าที่ดินพิพาทถูกยึดขายทอดตลาดเช่นกัน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขัดทรัพย์แต่อย่างใด ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติของบุคคลที่เป็นเจ้าของทรัพย์ หากจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจริง จำเลยที่ 1 น่าจะต้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์หรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน อีกทั้งเมื่อโจทก์แจ้งความประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท บรรดาญาติของจำเลยที่ 1 ซึ่งอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท ได้แก่ ครอบครัวของนายตะหว้าด ซึ่งเป็นหลานนายปาน ครอบครัวของนายวิษณุซึ่งเป็นบุตรนายปาน และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรและบุตรเขยจำเลยที่ 1 ก็ยอมออกจากที่ดินพิพาทโดยได้รับค่าขนย้ายจากโจทก์ แสดงว่าบรรดาญาติของจำเลยที่ 1 ต่างยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายปานและนายปานขายให้โจทก์แล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่านายปานนำที่ดินพิพาทไปขอออกเอกสารสิทธิก็ดี นายสุชาติไม่ได้เบิกความว่าปิดประกาศเรื่องการจับจองที่ดินพิพาทของนายปานไว้ที่ใดบ้างก็ดี โจทก์ไม่มีพยานยืนยันลายมือชื่อของนายดวงก็ดี จำเลยที่ 1 จำไม่ได้ว่าลายมือชื่อตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เป็นลายมือชื่อของตนหรือไม่ก็ดี เหล่านี้ล้วนแต่เป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยและไม่มีเหตุผลสนับสนุนทั้งขัดต่อพยานเอกสารซึ่งเป็นเอกสารราชการ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายปาน ต่อมานายปานขายให้โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์จะต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2500 กรณีเช่นนี้จึงมิใช่การแย่งการครอบครองที่จะต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อที่ดินเป็นของผู้อื่นเท่านั้น แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 เอง จึงไม่มีประเด็นพิพาทเรื่องแย่งการครอบครอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยเรื่องนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1375 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอิงอร จันทร์ผ่อง
จำเลย — นายบ่าว ก๊กใหญ่ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3183/2553
#504773
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "คำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุด" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ นั้น หมายถึงเป็นที่สุดทั้งสองทาง คือ ทางที่อนุญาตตามคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือยกคำร้องขอดังกล่าว ไม่ใช่เป็นที่สุดเฉพาะคำสั่งที่อนุญาตตามคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,078,490.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ทบต้นถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2540 จากนั้นให้คิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นในอัตราเดียวกันถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2540 หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2540 ให้คิดอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หลังจากนั้นเป็นต้นไม่ให้คิดในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,548,567.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,200,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กรกฎาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้นำที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 2 หมู่ที่ 3 (10) ตำบลพุคำจาน (ธารเกษม) อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี อันเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นให้ยก ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 2 หมู่ที่ 3 (10) ตำบลพุคำจาน (ธารเกษม) อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี และขายทอดตลาดไปในราคา 1,270,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 2 โดยมีโจทก์เข้าสู้ราคารายเดียวและให้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 1,270,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเคาะไม้ขายให้แก่โจทก์ ที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมิน 2,532,000 บาท การขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ในราคาดังกล่าวจึงเป็นราคาที่ต่ำเกินสมควรเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลของผู้ที่เกี่ยวข้องในการสู้ราคา เนื่องจากปกปิดไม่แจ้งวันขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดครั้งที่ 18 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2549 ในการขายทอดตลาดทุกครั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 เข้าดูแลการขายเรื่อยมา ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินว่างเปล่าเป็นหินใช้ประโยชน์เพาะปลูกพืชไร่ไม่ได้ผลและเป็นที่ดินแห้งแล้งจึงไม่มีผู้สนใจซื้อ ทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่จัดหาผู้อื่นเข้าซื้อทรัพย์ ราคาที่โจทก์ซื้อในการขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นราคาที่สมควรแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ที่บัญญัติว่าคำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุดนั้น หมายถึงคำสั่งที่อนุญาตตามคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเท่านั้น แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นที่สุด ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไว้ดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีให้ขายทอดตลาดในราคาเพียง 1,270,000 บาท เป็นราคาที่ต่ำเกินสมควร เกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลของผู้ที่เกี่ยวข้องในการสู้ราคานั้น เป็นคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่า คำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุด คำว่าคำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุดนั้นหมายถึงเป็นที่สุดทั้งสองทาง คือ ทางที่อนุญาตตามคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือยกคำร้องขอดังกล่าว ไม่ใช่เป็นที่สุดเฉพาะคำสั่งที่อนุญาตตามคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเท่านั้นตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาจึงไม่ชอบ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2549 ในขณะที่บทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ วรรคสองและวรรคสี่ ดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ต่อมาจึงไม่ชอบเช่นกัน ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — หม่อมราชวงศ์วรฉัตร ฉัตรชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
มานัส เหลืองประเสริฐ
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ