คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3757/2553
#506597
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 พักอยู่ที่ที่ทำงานและจะให้รถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุเป็นประจำในการทำงาน เหตุรถเฉี่ยวชนกันเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 22 นาฬิกา หลังจากเวลาเลิกงานตามปกติแล้ว ขณะจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุไปเติมน้ำมันแม้จะอยู่นอกเวลาทำงานแต่ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องปฏิบัติการเพื่อให้เป็นไปตามที่จำเลยที่ 2 มอบหมาย จึงเป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2

ป.พ.พ. มาตรา 1077 (2) ประกอบมาตรา 1087 ที่บัญญัติให้ผู้จัดการซึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนไม่จำกัดจำนวนนั้นมิได้ระบุข้อยกเว้นหรือเงื่อนไขแห่งการรับผิดของผู้จัดการในหนี้ของห้างหุ้นส่วนแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 หุ้นส่วนผู้จัดการต้องร่วมรับผิดด้วยจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำรเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 841,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 ธันวาคม 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 526,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสามไม่ฎีกาโต้แย้งว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเฉลี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่แล่นอยู่ข้างหน้าซึ่งมีนายโจพจน์เป็นคนขับขี่และมีนางเรณูนั่งซ้อนท้ายเป็นเหตุให้นางเรณูถึงแก่ความตาย...

ปัญหาตามฎีกาต่อไปมีว่า เหตุเฉี่ยวชนเกิดขึ้นขณะจำเลยที่ 1 กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 หรือไม่ และจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่าเหตุเกิดขณะจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารไปเติมน้ำมันเวลาประมาณ 22 นาฬิกา หลังจากเวลาเลิกงานตามปกติแล้วจึงเป็นการกระทำนอกทางการที่จ้าง เห็นว่า จากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านได้ความว่า จำเลยที่ 1 พักอยู่ที่ที่ทำงานและจะใช้รถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุเป็นประจำในการทำงาน ดังนั้น การขับรถไปเติมน้ำมันแม้จะอยู่นอกเวลาทำงานแต่ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องปฏิบัติการเพื่อให้เป็นไปตามที่จำเลยที่ 2 มอบหมายจึงเป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 สำหรับจำเลยที่ 3 ที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างเหตุว่าไม่ต้องร่วมรับผิดเพราะจำเลยที่ 2 มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้ได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1077 (2) ประกอบมาตรา 1087 ที่บัญญัติให้ผู้จัดการซึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนไม่จำกัดจำนวนนั้นมิได้ระบุข้อยกเว้นหรือเงื่อนไขแห่งการรับผิดของผู้จัดการในหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดไว้แต่อย่างใด ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 หุ้นส่วนผู้จัดการต้องร่วมรับผิดด้วยจึงชอบแล้ว

ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ทั้งสามควรได้รับค่าสินไหมทดแทนเพียงใดจำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 เป็นสามีของนางเรณูซึ่งตามคดีไทยโบราณฝ่ายชายต้องเป็นฝ่ายหาเลี้ยงครอบครัวโจทก์ที่ 1 จึงไม่สมควรได้รับค่าขายไร้อุปการะจากนางเรณูผู้เป็นภริยาและโจทก์ที่ 2 กับที่ 3 ควรได้รับค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 102,750 บาท กับ 177,750 บาท ตามลำดับ โดยศาลไม่ควรกำหนดดอกเบี้ยสำหรับค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ให้เพราะเป็นหนี้ในอนาคตนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน" นั้น ทั้งสามีและภริยาต่างมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน มิใช่สามีฝ่ายเดียวที่ต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูภริยา ภริยาก็มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูสามีเช่นเดียวกัน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคท้ายได้ สำหรับค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นบุตรนั้นจำเลยทั้งสามมิได้ให้เหตุผลว่าเหตุใดโจทก์ที่ 2 จึงควรได้รับจำนวน 102,750 บาท และโจทก์ที่ 3 ควรได้รับจำนวน 177,750 บาท ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ยังเป็นผู้เยาว์ มีอายุเพียง 9 ปี และ 3 เดือน ตามลำดับ การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้รับเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 3 จะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์จึงนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และฐานานุรูปของโจทก์ทั้งสามแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข และการกำหนดค่าขาดไร้อุปการะดังกล่าวเป็นการกำหนดให้จำเลยทั้งสามต้องชำระรวมกันครั้งเดียวมิใช่ทะยอยชำระหรือชำระเป็นรายเดือนรายปีต่อไปในภายหน้า จึงไม่ใช่หนี้ในอนาคตดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 บัญญัติว่า "ในกรณีหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด" อันก่อให้เกิดสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันทำละเมิดแต่โจทก์ทั้งสามสละสิทธิตามกฎหมายดังกล่าวโดยขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ศาลล่างทั้งสองจึงชอบที่จะให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องตามขอได้ นอกจากค่าขาดไร้อุปการะแล้วจำเลยทั้งสามยังฎีกาในส่วนค่าปลงศพที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ 50,000 บาท ตามฟ้องว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป ศาลฎีกาพิเคราะห์คำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ประกอบรายการค่าใช้จ่ายการปลงศพของนางเรณู เอกสารหมาย จ.11 แล้ว เห็นว่า รายการดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและเกี่ยวเนื่องกับการจัดงานศพตามประเพณีทั่วไป แม้รายการที่ 5 ค่าแสดงแม่ไม้มวยไทยหน้าศพอาจจะเป็นความนิยมเชื่อถือเฉพาะรายซึ่งไม่มีความจำเป็นต่อการปลงศพเท่าใดนัก แต่โจทก์ทั้งสามก็ใช้จ่ายในส่วนนี้ไปเพียง 2,000 บาท จึงสมควรให้โจทก์ทั้งสามได้รับค่าปลงศพรวม 50,000 บาท ตามจำนวนที่ขอ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 1077 ม. 1087
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทนงศักดิ์ มั่นหมาย กับพวก
จำเลย — นายชำนาญ อ่อนละมัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3749/2553
#499709
เปิดฉบับเต็ม

แม้คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 1 จะมีมติยืนตามการประเมิน โดยวินิจฉัยว่า สนามกอล์ฟพิพาทเป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นแตกต่างจากการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่ประเมินว่า สนามกอล์ฟพิพาทเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น คือ อาคารสโมสรและอาคารบริการต่างๆ ก็ตาม แต่ก็เป็นการวินิจฉัยในประเด็นเดียวกันว่าสนามกอล์ฟเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 6 (1) หรือไม่ ประกอบกับคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 1 มีมติยืนตามการประเมิน กรณีจึงไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในรายการอื่น คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจกระทำได้

ปัญหาว่าพื้นที่บริเวณที่ดินสนามกอล์ฟจะเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับสิ่งปลูกสร้างหรือไม่นั้น แม้ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 จะมิได้กำหนดความหมายของสิ่งปลูกสร้างได้โดยเฉพาะ แต่ลักษณะสภาพของสะพาน ซุ้มต่างๆ และสิ่งต่างๆ ที่โจทก์ก่อสร้างในบริเวณสนามกอล์ฟล้วนก่อสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์แก่บุคคลต่างๆ ในพื้นที่สนามกอล์ฟทั้งสิ้นถือได้ว่าเป็นสิ่งปลูกสร้าง ส่วนพื้นที่สนามกอล์ฟที่เหลือนอกเหนือจากสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสนามหญ้า บ่อน้ำ สระน้ำ ทะเลสาบ บ่อทราย พื้นที่ปลูกต้นไม้หรือพื้นที่ว่างเปล่าอื่นๆ ได้ความจากพยานหลักฐานโจทก์เพียงว่าเป็นการปรับปรุงพื้นที่ดินจากสภาพธรรมชาติเดิมขึ้นมาให้เหมาะสมกับการใช้สนามกอล์ฟเท่านั้น จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงในการปรับปรุงพื้นดินให้เป็นสนามกอล์ฟของโจทก์ว่า มีการจัดทำโครงสร้างอย่างใดที่พอจะถือได้ว่ามีสภาพที่เป็นสิ่งปลูกสร้างตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าลักษณะพื้นดินสนามกอล์ฟของโจทก์นอกเหนือจากที่มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นมีสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างด้วย คงฟังได้เพียงว่าเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับสิ่งปลูกสร้างตามความหมายใน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 6 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 และใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ของจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนภาษีที่ดินที่เป็นสนามกอล์ฟของโจทก์เนื้อที่ 751,566.35 ตารางเมตร จำนวนภาษี 1,127,349.50 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน หรือแทนกันคืนเงินจำนวน 1,127,349.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระงวดสุดท้ายถึงวันฟ้องเป็นเงิน 105,689 บาท และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด. 8) ประจำปีภาษี 2546 เล่มที่ 1/46 เลขที่ 025 ของจำเลยที่ 1 ใบแจ้งคำชี้ขาด ฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ของจำเลยที่ 2 เฉพาะรายการที่ดินที่เป็นสนามกอล์ฟเนื้อที่ 751,566.35 ตารางเมตร จำนวนค่าภาษี 1,127,349.50 บาท กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษี 1,127,349.50 บาท ให้แก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ครบกำหนดสามเดือนที่คำพิพากษาถึงที่สุด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการแรกมีว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางไม่วินิจฉัยในประเด็นที่ว่า สนามกอล์ฟพิพาทเป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นชอบหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินว่าพื้นที่ในส่วนที่เป็นสนามกอล์ฟเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอันประกอบด้วยอาคารต่าง ๆ โดยมิได้ประเมินว่าพื้นที่ในส่วนที่เป็นสนามกอล์ฟเป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองก็ให้การต่อสู้ว่าพื้นที่ในส่วนที่เป็นสนามกอล์ฟเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและยังเป็นสิ่งปลูกสร้างด้วยซึ่งศาลภาษีอากรกลางยังไม่ได้วินิจฉัยนั้น เห็นว่า ในประเด็นนี้ศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยแล้วว่า พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า สนามกอล์ฟพิพาทเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นอันจะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า สนามกอล์ฟพิพาทเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นด้วยนั้น เห็นว่า แม้คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 1 จะมีมติยืนตามการประเมิน โดยวินิจฉัยว่า สนามกอล์ฟพิพาทเป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นแตกต่างจากการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่ประเมินว่า สนามกอล์ฟพิพาทเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น คือ อาคารสโมสรหรืออาคารบริการต่าง ๆ ก็ตาม แต่ก็เป็นการวินิจฉัยในประเด็นเดียวกันว่าสนามกอล์ฟเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 6 (1) หรือไม่ ประกอบกับคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 1 มีมติยืนตามการประเมิน กรณีจึงไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในรายการอื่น คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจกระทำได้ และเมื่อจำเลยที่ 2 ได้แจ้งคำชี้ขาดตามมติของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 1 พร้อมเหตุผลของคำวินิจฉัยไปยังโจทก์แล้ว หากโจทก์ไม่พอใจในคำชี้ขาดดังกล่าวจะต้องนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้เห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ส่วนปัญหาว่าพื้นที่บริเวณที่ดินสนามกอล์ฟจะเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับสิ่งปลูกสร้างหรือไม่นั้น จากคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้นอกจากสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ไม่ได้ติดใจโต้แย้งคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 1 ที่แจ้งมายังโจทก์ แล้วยังยอมรับว่าสนามกอล์ฟพิพาทเป็นสนามกอล์ฟขนาดมาตรฐาน 18 หลุม มีเนื้อที่ประมาณ 751,566.35 ตารางเมตร หรือประมาณ 469 ไร่ โจทก์ลงทุนประกอบกิจการสนามกอล์ฟให้บริการแก่สมาชิกและบุคคลทั่วไปโดยมุ่งเน้นที่ตัวพื้นที่สนามกอล์ฟซึ่งเป็นทรัพย์ประธานเป็นสาระสำคัญ โดยโจทก์ได้ใช้เงินทุนสูงในการปรับปรุงที่ดินด้วยการขุดหลุม ขุดบ่อ สร้างสะพาน สร้างถนน ปลูกหญ้า ปลูกต้นไม้ ฯลฯ ทั้งนายสุธีซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์และนายสุนทร ซึ่งเป็นกรรมการของโจทก์ยังเบิกความว่า มีซุ้มขนาดเล็กอีกจำนวน 4 ซุ้ม เพื่อใช้เป็นสถานที่ให้บริการเครื่องดื่มแก่นักกอล์ฟซึ่งจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพสนามกอล์ฟของโจทก์ได้ตามที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวข้างต้น แม้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 จะมิได้กำหนดความหมายของสิ่งปลูกสร้างไว้โดยเฉพาะ แต่ลักษณะสภาพของสะพาน ซุ้มต่างๆ และสิ่งต่างๆ ที่โจทก์ก่อสร้างขึ้นในบริเวณสนามกอล์ฟล้วนก่อสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์แก่บุคคลต่างๆ ในพื้นที่สนามกอล์ฟทั้งสิ้น ถือได้ว่าเป็นสิ่งปลูกสร้าง และแม้จะมีการปลูกสร้างกระจัดกระจายกันตามประโยชน์ใช้สอยก็ตาม แต่ก็เป็นปกติธรรมดาของการสร้างสนามกอล์ฟที่ต้องมีการวางแผนในการปรับปรุงพื้นที่ให้มีสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์ในการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่มาใช้บริการ ส่วนพื้นที่สนามกอล์ฟที่เหลือนอกเหนือจากสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวข้างต้น ได้แก่ บ่อน้ำ สระน้ำ ทางน้ำ ทะเลสาบ บ่อทราย บริเวณที่ปลูกต้นไม้ สนามหญ้า และบริเวณที่ดินว่างเปล่านั้น คงได้ความจากพยานหลักฐานโจทก์เพียงว่า เป็นพื้นที่ที่โจทก์ได้วางแผนผังกำหนดให้เป็นพื้นที่ใช้สอยในการเล่นกอล์ฟ โดยมีการปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะสม มีความสวยงามตามสภาพธรรมชาติ เช่น ปลูกต้นไม้ หรือขุดสระน้ำ เป็นต้น ทั้งยังมุ่งประสงค์ที่จะทำให้มีสภาพเป็นอุปสรรคให้การเล่นกอล์ฟให้เกิดความท้าทาย และความสนุกสนานในการเล่น แสดงให้เห็นว่า สะพาน ซุ้ม และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ โจทก์วางแผนปรับปรุงไว้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ ส่วนพื้นที่ดินที่เหลือไม่ว่าจะเป็นสนามหญ้า บ่อน้ำ สระน้ำ ทะเลสาบ บ่อทราย พื้นที่ปลูกต้นไม้ หรือพื้นที่ว่างเปล่าอื่นๆ นั้น ได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์เพียงว่า เป็นการปรับปรุงพื้นที่ดินจากสภาพธรรมชาติเดิมขึ้นมาให้เหมาะสมกับการใช้เป็นสนามกอล์ฟเท่านั้น ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงในการปรับปรุงพื้นดินให้เป็นสนามกอล์ฟของโจทก์ว่า มีการจัดทำโครงสร้างอย่างใดที่พอจะถือได้ว่ามีสภาพที่เป็นสิ่งปลูกสร้างตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 ข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงยังฟังไม่ได้ว่า ลักษณะพื้นที่ดินสนามกอล์ฟของโจทก์นอกเหนือจากที่มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นมีสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างด้วย คงฟังได้เพียงว่าเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับสิ่งปลูกสร้าง ตามความหมายในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 6 วรรคสาม ส่วนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับสนามกอล์ฟของการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า สนามกอล์ฟของการรถไฟแห่งประเทศไทยมีลักษณะอย่างไรหรือเข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ จึงนำมาพิจารณาเทียบเคียงกันไม่ได้ เมื่อโจทก์ปรับปรุงพื้นที่ดินบริเวณสนามกอล์ฟพิพาท โดยใช้ทรัพยากรดินและน้ำของท้องถิ่นดังกล่าวเป็นบริเวณกว้าง ทั้งยังต้องใช้ทรัพยากรดินและน้ำในการบำรุงดูแลรักษาสนามกอล์ฟพิพาท และโจทก์ได้ใช้สนามกอล์ฟพิพาทประกอบกิจการก่อให้เกิดประโยชน์และผลตอบแทนอันเป็นรายได้แก่โจทก์ สนามกอล์ฟพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน และไม่ได้รับงดเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 10 การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่ารายปีของสนามกอล์ฟมาในอัตราตารางเมตรละ 1 บาท ซึ่งต่ำกว่าค่ารายปีของอาคารสโมรสรและอาคารบริการต่างๆ ที่อยู่ในอัตราตารางเมตรละ 7 บาท และคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 1 มีมติยืนตามการประเมินถือว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการอื่นอีกต่อไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 5 ม. 6 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามบางนาแลนด์
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลศีรษะจรเข้น้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสงค์ มหาลี้ตระกูล
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3749/2553
#506320
เปิดฉบับเต็ม

แม้คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่จะมีมติยืน ตามการประเมิน โดยวินิจฉัยว่าสนามกอล์ฟพิพาทเป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นแตกต่างจากการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินว่า สนามกอล์ฟพิพาทเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น แต่ก็เป็นการวินิจฉัยในประเด็นเดียวกันว่าสนามกอล์ฟเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ประกอบกับคณะกรรมการฯ มีมติตามการประเมิน กรณีจึงไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในรายการอื่น คณะกรรมการฯ ย่อมมีอำนาจกระทำได้

แม้ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 จะมิได้กำหนดความหมายของสิ่งปลูกสร้างไว้โดยเฉพาะ แต่ลักษณะสภาพของสะพาน ซุ้มต่างๆ และสิ่งต่างๆ ที่โจทก์ก่อสร้างขึ้นในบริเวณสนามกอล์ฟล้วนก่อสร้างขึ้นมาในพื้นที่สนามกอล์ฟทั้งสิ้นถือได้ว่าเป็นสิ่งปลูกสร้าง ส่วนพื้นที่สนามกอล์ฟที่เหลือนอกจากสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นสนามหญ้า บ่อน้ำ สระน้ำ ทะลสาบ บ่อทราย พื้นที่ปลูกต้นไม้ หรือพื้นที่ว่างเปล่าอื่นๆ นั้น ไม่มีสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จึงเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับสิ่งปลูกสร้างตามมาตรา 6 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 สนามกอล์ฟพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการสนามกอล์ฟขนาดมาตรฐาน 18 หลุม โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2546 ต่อจำเลยที่ 1 เพื่อให้กำหนดค่ารายปีและประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) ประจำปีภาษี 2546 จากจำเลยที่ 1 คิดเป็นเงินค่าภาษีจำนวน 41,463.45 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนที่ดินที่เป็นสนามกอล์ฟขนาดมาตรฐานจำนวน 18 หลุม เนื้อที่ประมาณ 751,566.35 ตารางเมตร หรือประมาณ 469 ไร่ เพิ่มเติมคิดเป็นเงินค่าภาษีอีกจำนวน 1,127,349.50 บาท โดยกำหนดประเภททรัพย์สินในรายการคำนวณตอนท้ายของแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินว่า เป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง รวมเป็นภาษีที่โจทก์ต้องชำระทั้งสิ้น 1,168,813 บาท โจทก์นำเงินค่าภาษีจำนวนดังกล่าวไปชำระแก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ต่อจำเลยทั้งสอง คณะกรรมการพิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นประธานได้พิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของโจทก์แล้วแจ้งคำชี้ขาดแก่โจทก์ว่า ที่ดินส่วนที่เป็นสนามกอล์ฟขนาดมาตรฐานจำนวน 18 หลุม เป็นที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง จึงมีมติยืนยันให้โจทก์เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินโจทก์เห็นว่า ที่ดินส่วนที่เป็นสนามกอล์ฟขนาดมาตรฐานจำนวน 18 หลุม มิใช่ที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จำเลยที่ 2 จงใจไม่ปฏิบัติหรือใช้สิทธิหรืออำนาจหน้าที่โดยสุจริตจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 และใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ของจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนภาษีที่ดินที่เป็นสนามกอล์ฟของโจทก์เนื้อที่ 751,566.35 ตารางเมตร จำนวนภาษี 1,127,349.50 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินจำนวน 1,127,349.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระงวดสุดท้ายถึงวันฟ้องเป็นเงิน 105,689 บาท และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นบนที่ดินโฉนดเลขที่ 69 หมู่ที่ 7 ตำบลศีรษะจรเข้น้อย กิ่งอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ที่ดินดังกล่าวประกอบด้วยอาคารสโมสรเป็นตึก 2 ชั้น อาคารที่พักของพนักงานถือถุงไม้กอล์ฟเป็นตึกชั้นเดียว ซุ้มบริการเครื่องดื่มสำหรับผู้ใช้สนามกอล์ฟเป็นตึกชั้นเดียวรวม 4 หลัง พื้นที่อาคารทั้งหมดมีเนื้อที่ 3,457.14 ตารางเมตร พื้นที่ลานคอนกรีต ถนนลาดยาง ลานจอดรถ และพื้นที่สนามกอล์ฟซึ่งเป็นที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ซึ่งตามปกติใช้ไปด้วยกันกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นมีเนื้อที่ 751,566.35 ตารางเมตร สนามกอล์ฟดังกล่าวไม่ได้แยกออกจากอาคารสโมสรซึ่งตามปกติจะใช้ไปด้วยกันกับอาคารสโมสร โรงเรือน และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ โดยผู้ใช้บริการต้องเสียค่าบริการที่อาคารสโมสรก่อนลงเล่นกอล์ฟ ในสนามกอล์ฟมีลานจอดรถและลานคอนกรีตต่อเนื่องกับตัวอาคารสโมสรสำหรับเป็นที่จอดรถของผู้มาใช้บริการ มีถนนลาดยางสำหรับรถไฟฟ้าที่ให้บริการแก่ผู้เล่นกอล์ฟภายในสนามกอล์ฟ โจทก์ใช้ประโยชน์จากสนามกอล์ฟเป็นสถานที่ให้บุคคลทั่วไปเข้าไปเล่นกอล์ฟโดยเสียค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 กำหนดค่ารายปีและประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ประจำปีภาษี 2546 ตามเกณฑ์กำหนดอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลศีรษะจรเข้น้อย รวมค่ารายปีของโจทก์ประจำปีภาษี 2546 จำนวน 9,350,504 บาท คำนวณเป็นค่าภาษีในอัตราร้อยละ 12.5 เป็นเงิน 1,168,813 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ส่งใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ในจำนวนเงิน 450,000 บาท คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินองค์การบริหารส่วนตำบลศีรษะจรเข้น้อยมีมติยืนตามการประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินไปแล้ว ส่วนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ใช่กฎหมายหรือคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลที่จะต้องปฏิบัติตาม อีกทั้งยังไม่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาตัดสินเป็นบรรทัดฐานไว้ มีแต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1925/2546 ที่ตัดสินให้จำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งโดยนัยแล้วก็คือสนามกอล์ฟเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ที่จำเลยที่ 1 กำหนดค่ารายปีและประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 ของโจทก์ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้โดยคณะกรรมการดังกล่าวมาแล้ว จึงถูกต้องชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) ประจำปีภาษี 2546 เล่มที่ 1/46 เลขที่ 025 ของจำเลยที่ 1 ใบแจ้งคำชี้ขาด ฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ของจำเลยที่ 2 เฉพาะรายการที่ดินที่เป็นสนามกอล์ฟเนื้อที่ 751,566.35 ตารางเมตร จำนวนค่าภาษี 1,127,349.50 บาท กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษี 1,127,349.50 บาท ให้แก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ครบกำหนดสามเดือนที่คำพิพากษาถึงที่สุด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2546 ต่อจำเลยที่ 1 เพื่อให้กำหนดค่ารายปีและประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 1 แจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนที่เป็นอาคารสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 41,463.45 บาท และในส่วนที่ดินที่เป็นสนามกอล์ฟขนาดมาตรฐานจำนวน 18 หลุม เนื้อที่ประมาณ 751,566.35 ตารางเมตร หรือประมาณ 469 ไร่เศษ เป็นเงิน 1,127,349.50 บาท โดยกำหนดประเภททรัพย์สินในรายการคำนวณตอนท้ายของแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินว่าเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง รวมเป็นเงินค่าภาษีทั้งสิ้น 1,168,813 บาท โจทก์นำเงินภาษีดังกล่าวไปชำระแก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้วโดยชำระงวดสุดท้ายวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินในส่วนที่เป็นสนามกอล์ฟ จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่โดยโต้แย้งว่าที่ดินในส่วนที่เป็นสนามกอล์ฟมิใช่ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง โจทก์จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 มีคำสั่งแต่งตั้งขึ้นพิจารณาแล้วแจ้งคำชี้ขาดแก่โจทก์โดยยืนตามให้โจทก์ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่ถูกประเมิน โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการแรกมีว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางไม่วินิจฉัยในประเด็นที่ว่า สนามกอล์ฟพิพาทเป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นชอบหรือไม่ เห็นว่า ในประเด็นนี้ศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า สนามกอล์ฟพิพาทเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นอันจะต้องภาษีโรงเรือนและที่ดิน อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า สนามกอล์ฟพิพาทเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นด้วยนั้น เห็นว่า แม้คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 1 จะมีมติยืนตามการประเมิน โดยวินิจฉัยว่าสนามกอล์ฟพิพาทเป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นแตกต่างจากการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่ประเมินว่าสนามกอล์ฟพิพาทเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น คือ อาคารสโมสรหรืออาคารบริการต่างๆ ก็ตาม แต่ก็เป็นการวินิจฉัยในประเด็นเดียวกันว่าสนามกอล์ฟเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 6 (1) หรือไม่ ประกอบกับคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 1 มีมติยืนตามการประเมิน กรณีจึงไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในรายการอื่น คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจกระทำได้ และเมื่อจำเลยที่ 2 ได้แจ้งคำชี้ขาดตามมติของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 1 พร้อมเหตุผลของคำวินิจฉัยไปยังโจทก์แล้ว หากโจทก์ไม่พอใจในคำชี้ขาดดังกล่าวจะต้องนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้เห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ส่วนปัญหาว่าพื้นที่บริเวณที่ดินสนามกอล์ฟจะป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับสิ่งปลูกสร้างหรือไม่นั้น จากคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้นอกจากสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ไม่ได้ติดใจโต้แย้งคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 1 ที่แจ้งมายังโจทก์แล้วยังยอมรับว่า สนามกอล์ฟพิพาทเป็นสนามกอล์ฟขนาดมาตรฐาน 18 หลุม มีเนื้อที่ประมาณ 751,566.35 ตารางเมตร หรือประมาณ 469 ไร่ โจทก์ลงทุนประกอบกิจการสนามกอล์ฟให้บริการแก่สมาชิกและบุคคลทั่วไปโดยมุ่งเน้นที่ตัวพื้นที่สนามกอล์ฟซึ่งเป็นทรัพย์ประธานเป็นสาระสำคัญโดยโจทก์ได้ใช้เงินทุนสูงในการปรับปรุงที่ดิน ด้วยการขุดหลุม ขุดบ่อ สร้างสะพาน สร้างถนนปลูกหญ้า ปลูกต้นไม้ ฯลฯ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และกรรมการของโจทก์ยังเบิกความว่ามีซุ้มขนาดเล็กอีกจำนวน 4 ซุ้ม เพื่อใช้เป็นสถานที่ให้บริการเครื่องดื่มแก่นักกอล์ฟซึ่งจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพสนามกอล์ฟของโจทก์ได้ตามที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวข้างต้น แม้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 จะมิได้กำหนดความหมายของสิ่งปลูกสร้างไว้โดยเฉพาะ แต่ลักษณะสภาพของสะพาน ซุ้มต่างๆ และสิ่งต่างๆ ที่โจทก์ก่อสร้างขึ้นในบริเวณสนามกอล์ฟล้วนก่อสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์แก่บุคคลต่างๆ ในพื้นที่สนามกอล์ฟทั้งสิ้น ถือได้ว่าเป็นสิ่งปลูกสร้าง และแม้จะมีการปลูกสร้างกระจัดกระจายกันตามประโยชน์ใช้สอยก็ตาม แต่ก็เป็นปกติธรรมดาของการสร้างสนามกอล์ฟที่ต้องมีการวางแผนในการปรับปรุงพื้นที่ให้สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์ในการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่มาใช้บริการ ส่วนพื้นที่สนามกอล์ฟที่เหลือนอกเหนือจากสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวข้างต้น ได้แก่ บ่อน้ำ สระน้ำ ทางน้ำ ทะเลสาบ บ่อทราย บริเวณที่ปลูกต้นไม้ สนามหญ้า และบริเวณที่ดินว่างเปล่านั้น คงได้ความจากพยานหลักฐานโจทก์เพียงว่าเป็นพื้นที่ที่โจทก์ได้วางแผนผังกำหนดให้เป็นพื้นที่ใช้สอยในการเล่นกอล์ฟ โดยมีการปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะสม มีความสวยงามตามธรรมชาติ เช่น ปลูกต้นไม้ หรือขุดสระน้ำ เป็นต้น ทั้งยังมุ่งประสงค์ที่จะทำให้มีสภาพเป็นอุปสรรคให้การเล่นกอล์ฟให้เกิดความท้าทายและความสนุกสนานในการเล่น แสดงให้เห็นว่า สะพาน ซุ้มและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ โจทก์วางแผนปรับปรุงไว้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการส่วนพื้นที่ดินที่เหลือไม่ว่าจะเป็นสนามหญ้า บ่อน้ำ สระน้ำ ทะเลสาบ บ่อทราย พื้นที่ปลูกต้มไม้หรือพื้นที่วางเปล่าอื่นๆ นั้น ได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์เพียงว่า เป็นการปรับปรุงพื้นที่ดินจากสภาพธรรมชาติเดิมขึ้นมาให้เหมาะสมกับการใช้เป็นสนามกอล์ฟเท่านั้น ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงในการปรับปรุงพื้นดินให้เป็นสนามกอล์ฟของโจทก์ว่า มีการจัดทำโครงสร้างอย่างใดที่พอจะถือได้ว่ามีสภาพที่เป็นสิ่งปลูกสร้างตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 ข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงยังฟังไม่ได้ว่า ลักษณะพื้นที่ดินสนามกอล์ฟของโจทก์นอกเหนือจากที่มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นมีสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างด้วย คงฟังได้เพียงว่าเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับสิ่งปลูกสร้างตามความหมายในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 6 วรรคสาม ส่วนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับสนามกอล์ฟของการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า สนามกอล์ฟของการรถไฟแห่งประเทศไทยมีลักษณะอย่างไร หรือเข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ จึงนำมาพิจารณาเทียบเคียงกันไม่ได้ เมื่อโจทก์ปรับปรุงพื้นที่ดินบริเวณสนามกอล์ฟพิพาท โดยใช้ทรัพยากรดินและน้ำของท้องถิ่นดังกล่าวเป็นบริเวณกว้าง ทั้งยังต้องใช้ทรัพยากรดินและน้ำในการบำรุงดูแลรักษาสนามกอล์ฟพิพาทและโจทก์ได้ใช้สนามกอล์ฟพิพาทประกอบกิจการก่อให้เกิดประโยชน์และผลตอบแทนอันเป็นรายได้แก่โจทก์ สนามกอล์ฟพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินและไม่ได้รับงดเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 10 การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่ารายปีของสนามกอล์ฟมาในอัตราตารางเมตรละ 1 บาท ซึ่งต่ำกว่าค่ารายปีของอาคารสโมสรและอาคารบริการต่างๆ ที่อยู่ในอัตราตารางเมตรละ 7 บาท และคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 1 มีมติยืนตามการประเมินถือว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการอื่นอีกต่อไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 5 ม. 6 ม. 10 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามบางนาแลนด์ จำกัด
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบล ศีรษะจรเข้น้อย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3748/2553
#499706
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากสัญญาเช่าเครื่องบินระงับ มิใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาเช่าของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์เสนอข้อหาของตนไว้ในคำฟ้องเดิม จึงมิใช่การเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิม หรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ ไม่อาจแก้ไขได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 (1) และ (2) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 82,385,863 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราเงินกู้เงินสำหรับลูกค้าชั้นดีสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐบวกร้อยละ 3 นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง นอกจากค่าเสียหายตามฟ้องเดิมแล้ว โจทก์ยังได้รับความเสียหายจากค่าขาดประโยชน์จากค่าเช่าที่โจทก์ควรได้รับจากแอเรียน่า อัฟกัน แอร์ไลน์ ผู้ขอเช่ารายใหม่อีก 12,576,600 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากโจทก์พยายามเยียวยาความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแก่โจทก์รวมทั้งค่าจอด ค่าเก็บรักษาและค่าใช้จ่ายอื่นอีก 24,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าเครื่องบินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แล้ว และจำเลยที่ 1 ส่งมอบเครื่องบินคืนแก่โจทก์ความผูกพันตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยุติลงนับแต่นั้น ข้อที่โจทก์ขอเรียกค่าขาดประโยชน์จากค่าเช่าที่ควรได้รับจากแอเรียน่า อัฟกัน แอร์ไลน์ ผู้ขอเช่ารายใหม่เกิดขึ้นหลังจากการเลิกสัญญาและจำเลยที่ 1 ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนแก่โจทก์แล้วกว่า 5 เดือน นอกจากนั้นยังได้ความจากคำแปลบันทึกถ้อยคำนายเอียน พยานโจทก์ในชั้นไต่สวนคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ค่าเสียหายเกิดจากการที่โจทก์ใช้ความพยายามในการไกล่เกลี่ยกับจำเลยหลายครั้งหลังจากเลิกสัญญาเช่าและจำเลยที่ 1 ส่งมอบเครื่องบินคืนแก่โจทก์แล้ว แต่การไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จโจทก์เรียกค่าเสียหายในระหว่างไกล่เกลี่ยโดยขอเพิ่มเติมคำฟ้อง คำร้องขอของโจทก์จึงเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากสัญญาเช่าระงับและจำเลยที่ 1 ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนแก่โจทก์แล้ว มิใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาเช่าของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์เสนอเป็นข้อหาของตนไว้ในคำฟ้องเดิม จึงมิใช่การเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิมหรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ ไม่อาจแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 (1) และ (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 (1) ม. 179 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โบอิ้งเนเธอร์แลนด์ ลีสซิ่ง บี.วี.
จำเลย — บริษัทภูเก็ต แอร์ไลน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวอัญชลี อนันต์โท
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
อร่าม เสนามนตรี
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3741/2553
#499698
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำเงินที่ลูกเรือประมงมอบให้ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนแล้วมาเสพด้วยกัน แม้ว่าลูกเรือประมงต่างคนต่างหยิบเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยวางไว้ตรงหน้าไปเสพเอง ก็ถือว่าเป็นการที่จำเลยกระทำให้ยาเสพติดให้โทษแพร่กระจายไปสู่บุคคลอื่นโดยวิธีจ่าย แจก แลกเปลี่ยน อันเป็นการจำหน่ายตามบทนิยามของคำว่า จำหน่าย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 6, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 4 ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนกับทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือนริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 12,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 8,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 3 ปี กับให้คุมประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง พร้อมตรวจหาสารเสพติดภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษจำคุกไว้ และห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำเงินที่ลูกเรือประมงมอบให้ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนแล้วนำมาเสพด้วยกัน แม้ว่าลูกเรือประมงต่างคนต่างหยิบเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยวางไว้ตรงหน้าไปเสพเอง ก็ถือว่าเป็นการที่จำเลยกระทำให้ยาเสพติดให้โทษแพร่กระจายไปสู่บุคคลอื่นโดยวิธีจ่าย แจก แลกเปลี่ยน อันเป็นการจำหน่ายตามบทนิยามของคำว่า จำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 แล้ว ซึ่งจำเลยจะต้องมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วย แต่โจทก์ฟ้องเฉพาะในส่วนของเมทแอมเฟตามีนส่วนที่เหลือ การมีเมทแอมเฟตามีนส่วนที่เหลือ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายอัคเดช น้อยจำรัส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายทิษณุ เพ็งไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประมุข อธิคมกมลาศัย
ชื่อองค์คณะ
คำนวน เทียมสอาด
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3737/2553
#506283
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในการซื้อขายสิ่งปลูกสร้างพิพาท ผู้ร้องกับจำเลยมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่สิ่งปลูกสร้างนี้อยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 7412 ซึ่งจำเลยทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนขายฝากให้แก่ผู้ร้องแล้ว กรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมตกเป็นของผู้ร้อง เมื่อบ้านเลขที่ 50 อยู่บนที่ดินดังกล่าวมาก่อน และจำเลยยังได้ทำหนังสือสัญญาโอนสิ่งปลูกสร้างนั้นให้แก่ผู้ร้องด้วย สิ่งปลูกสร้างจึงเป็นส่วนควบของที่ดินซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 144 วรรคสอง บัญญัติว่า เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์นั้น เช่นนี้ การที่โจทก์นำยึดสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องในฐานะเจ้าของทรัพย์ ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้ ศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้ 135,000 บาท แก่โจทก์ ในวันที่ 31 มกราคม 2538 หากผิดนัดยินยอมให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแต่จำเลยไม่ชำระ ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2547 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 1 ตำบลหลักแก้ว อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทองเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ทรัพย์พิพาทที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยนั้น ความจริงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง โดยจำเลยโอนขายชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2546 จำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยในฐานะผู้เช่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว โดยยังมิได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงทะเบียนราษฎรเท่านั้น ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยสิ่งปลูกสร้างหมายเลขทะเบียนที่ 50 หมู่ที่ 1 ตำบลหลักแก้ว อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง คืนให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้เป็นบ้านเลขที่ 50 ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลหลักแก้ว อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 7412 ซึ่งเดิมเป็นของจำเลย ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2546 จำเลยทำสัญญาขายฝากให้แก่ผู้ร้อง มีกำหนด 2 ปี เป็นจำนวนเงิน 800,000 บาท ตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย ร.5 ครั้นวันรุ่งขึ้นจำเลยกับผู้ร้องทำสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้และเงื่อนไขการซื้อคืนตามเอกสารหมาย ร.2 ระบุว่า จำเลยตกลงขายบ้านไม้ทรงไทย 4 หลังซึ่งรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทในคดีนี้ให้แก่ผู้ร้อง โดยมิได้จดทะเบียนการซื้อขายนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าวหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่า การซื้อขายบ้านพิพาทเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อจำเลยกับผู้ร้องยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ร้องจึงเป็นเพียงบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนเท่านั้น ไม่มีอำนาจร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ เห็นว่า แม้ในการซื้อขายสิ่งปลูกสร้างพิพาท ผู้ร้องกับจำเลยมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แต่สิ่งปลูกสร้างนี้อยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 7412 ซึ่งจำเลยทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนขายฝากให้แก่ผู้ร้องแล้ว กรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมตกเป็นของผู้ร้อง เมื่อบ้านเลขที่ 50 อยู่บนที่ดินดังกล่าวมาก่อน และจำเลยยังได้ทำหนังสือสัญญาโอนสิ่งปลูกสร้างนั้นให้แก่ผู้ร้องด้วยสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นส่วนควบของที่ดิน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคสอง บัญญัติว่า เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์นั้นเช่นนี้ การที่โจทก์นำยึดสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องในฐานะเจ้าของทรัพย์ ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวชลิดา ฮุนสวัสดิกุล
ผู้ร้อง — นายกำปั่น พานิชาภรณ์
จำเลย — นางบุญมี พยัคฆ์เรือง
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3729/2553
#500122
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการเคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ร.บ.ป่าไม้และพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ คดีถึงที่สุดในศาลชั้นต้นแล้ว โดยศาลวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินในป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่และป่าเขาสะโตน อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมสภาพคิดเป็นจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ คดีนี้เมื่อผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามสิทธิเรียกร้องอันมีมูลมาจากการกระทำความผิดอาญาดังกล่าวจึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 จำเลยที่ 1 จะฎีกาโต้เถียงว่า โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเต็มตามจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ นั้น หาได้ไม่ เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 2,503,125 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,250,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่หรือไม่ เห็นว่า พนักงานอัยการเคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พระราชบัญญัติป่าไม้และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ คดีถึงที่สุดในศาลชั้นต้นแล้ว โดยศาลวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินในป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่และป่าเขาสะโตน อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมสภาพคิดเป็นจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 110/2544 ของศาลชั้นต้น คดีนี้เมื่อผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามสิทธิเรียกร้องอันมีมูลมาจากการกระทำความผิดอาญา จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จำเลยที่ 1 จะฎีกาโต้เถียงว่า โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเต็มตามจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ นั้นหาได้ไม่ เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ ไร่ละ 80,000 บาท เป็นจำนวนเงิน 1,200,000 บาท นั้นเป็นจำนวนที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมป่าไม้
จำเลย — นายวิโรจน์ แจ่มศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายเตชัช ฉินังกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชาติชาย กริชชาญชัย
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3729/2553
#506596
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการเคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ คดีถึงที่สุดในศาลชั้นต้นแล้ว โดยศาลวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินในป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่และป่าเขาสะโตน อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมสภาพคิดเป็นจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 110/2544 ของศาลชั้นต้น คดีนี้เมื่อผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามสิทธิเรียกร้องอันมีมูลมาจากการกระทำความผิดอาญาจึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ดังนั้น การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 จำเลยที่ 1 จะฎีกาโต้เถียงว่า โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเต็มตามจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ นั้นหาได้ไม่ เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินด้วยการแผ้วถางป่า ก่นสร้างและปลูกสร้างอาคารในบริเวณป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่และป่าเขาสะโตน อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นการทำลายป่า ทำให้ป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมสภาพ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 2,503,125 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,250,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้บุกรุกเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องเพราะที่ดินพิพาทไม่ใช่พื้นที่ต้นน้ำลำธารจึงไม่อยู่ในเงื่อนไขการประเมินความเสียหาย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจำนวนเนื้อที่เท่าใด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเต็มตามจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่นั้น เห็นว่า พนักงานอัยการเคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พระราชบัญญัติป่าไม้และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ คดีถึงที่สุดในศาลชั้นต้นแล้ว โดยศาลวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินในป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่และป่าเขาสะโตน อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมสภาพคิดเป็นจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 110/2544 ของศาลชั้นต้น คดีนี้เมื่อผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามสิทธิเรียกร้องอันมีมูลมาจากการกระทำความผิดอาญา จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จำเลยที่ 1 จะฎีกาโต้เถียงว่า โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเต็มตามจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ นั้นหาได้ไม่ เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ ไร่ละ 80,000 บาท เป็นจำนวนเงิน 1,200,000 บาท นั้นเป็นจำนวนที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมป่าไม้
จำเลย — นายวิโรจน์ แจ่มศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3729/2553
#509688
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการเคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ร.บ.ป่าไม้และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ คดีถึงที่สุด โดยศาลวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินในป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่ และป่าเขาสะโตน อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมสภาพคิดเป็นจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ คดีนี้กรมป่าไม้ซึ่งเป็นผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามสิทธิเรียกร้องอันมีมูลมาจากการกระทำความผิดอาญาดังกล่าว จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 จำเลยที่ 1 จะฎีกาโต้เถียงว่า โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเต็มตามจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ หาได้ไม่ เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณต้นปี 2541 ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2543 จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินด้วยการแผ้วถางป่า ก่อนสร้างและปลูกสร้างอาคารบริการขายอาหาร 1 หลัง อาคารห้องน้ำ 1 หลัง อาคารศาลาที่พักรูปหกเลี่ยม 5 หลัง อาคารที่พัก 4 หลัง อาคารที่พักยังไม่ได้มุงหลังคา 2 หลัง และแท็งก์น้ำแบบติดตั้งกับพื้น 1 ใบ เพื่อประกอบกิจการให้บริการสถานที่พักตากอากาศชื่อ "ภูผาหมอกหรือเมืองในหมอก" ในท้องที่ตำบลบุพราหมณ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งอยู่ในบริเวณป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่และป่าเขาสะโตน อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งเป็นการทำลายป่า ทำให้ป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมสภาพคิดเป็นจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ โจทก์ประเมินความเสียหายเป็นค่าดินสูญหายไร่ละ 1,800 บาท ปุ๋ยสูญหายไร่ละ 4,064.15 บาท น้ำสูญหายไร่ละ 58,800 บาท อากาศร้อนกว่าปกติไร่ละ 45,453.45 บาท เนื้อไม้และของป่าสูญหายไร่ละ 40,825.10 บาท รวมเป็นเงิน 150,942.70 บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพียงไร่ละ 150,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 2,250,000 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 253,125 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหาย จำนวน 2,503,125 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,250,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้บุกรุกเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ จำเลยที่ 1 ครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินดังกล่าวตามเอกสารสิทธิ ภบท. 5 ซึ่งออกโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ได้ทำลายป่าทำให้ป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมสภาพ จำเลยที่ 1 พัฒนาบริเวณที่ดินพิพาทโดยปลูกต้นไม้ ปลูกหญ้าและรักษาสภาพป่าไม้ให้สมบูรณ์อยู่เสมอ จำเลยที่ 1 สร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างบริเวณที่โล่งว่างโดยไม่ได้แผ้วถางป่าและก่อนสร้างแต่อย่างใดโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องเพราะที่ดินพิพาทไม่ใช่พื้นที่ต้นน้ำลำธารจึงไม่อยู่ในเงื่อนไขการประเมินความเสียหาย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจำนวนเนื้อที่เท่าใด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเต็มตามจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ นั้น เห็นว่า พนักงานอัยการเคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พระราชบัญญัติป่าไม้และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ คดีถึงที่สุดในศาลชั้นต้นแล้ว โดยศาลวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินในป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่และป่าเขาสะโตน อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมสภาพคิดเป็นจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 110/2544 ของศาลชั้นต้น คดีนี้เมื่อผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามสิทธิเรียกร้องอันมีมูลมาจากการกระทำความผิดอาญา จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จำเลยที่ 1 จะฎีกาโต้เถียงว่า โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเต็มตามจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ นั้นหาได้ไม่ เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ ไร่ละ 80,000 บาท เป็นจำนวนเงิน 1,200,000 บาท นั้นเป็นจำนวนที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมป่าไม้
จำเลย — นายวิโรจน์ แจ่มศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3726/2553
#506594
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินซึ่งตกเป็นภาระจำยอมและถูกบังคับคดีในคดีนี้ เมื่อการบังคับคดีมีปัญหาอันเนื่องจากโจทก์และจำเลยแปลความคำพิพากษาแตกต่างกันจำเลยและผู้ร้องเห็นว่าการบังคับคดีไม่ถูกต้องตามคำพิพากษาทำให้จำเลยและผู้ร้องเสียหาย ผู้ร้องย่อมใช้สิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันทำทางพิพาทตามแนวเส้นสีน้ำตาลตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.19 เฉพาะส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 33998 ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ให้เป็นตามรูปแผนที่ดังกล่าว โดยให้ทางพิพาทมีความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนวทาง

ระหว่างบังคับคดี จำเลยที่ 1 และผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 2 มีนาคม 2548 ว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยปักเสาไม้เป็นแนวเขตทางพิพาทนอกเส้นเขตเส้นสีน้ำตาลตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.19 เข้ามาในแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 มีความกว้าง 2.50 เมตร ซึ่งมิได้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ด้วยเหตุผลทางพิพาทตามแนวเส้นสีน้ำตาลมิได้อยู่ในแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด การปักหลักเขตดังกล่าวจึงเป็นการย้ายทางพิพาทล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ขอให้ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันทำทางพิพาทตามแนวเส้นสีน้ำตาลตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.19 เฉพาะส่วนที่อยู่ในแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามรูปแผนที่ดังกล่าว โดยให้ทางพิพาทมีความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนวทางนั้นหมายถึงแนวเส้นสีน้ำตาลด้านล่างซึ่งอยู่ในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยวัดจากแนวเส้นสีน้ำตาลด้านล่างให้ได้ความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนวทาง ให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการรังวัดโดยยึดถือแนวเส้นสีน้ำตาลด้านล่างเป็นหลัก

จำเลยที่ 1 และผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนที่สั่งรับคำร้องของผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านในคดีนี้หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดที่ 33998 ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการบังคับคดีและคำสั่งของศาลชั้นต้น ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีนี้ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินซึ่งตกเป็นภาระจำยอมและถูกบังคับคดีในคดีนี้ เมื่อการบังคับคดีมีปัญหาอันเนื่องจากโจทก์และจำเลยแปลความคำพิพากษาแตกต่างกัน จำเลยและผู้ร้องเห็นว่าการบังคับคดีไม่ถูกต้องตามคำพิพากษา ทำให้จำเลยและผู้ร้องเสียหาย ผู้ร้องย่อมใช้สิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำร้องของผู้ร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และผู้ร้องว่าการบังคับคดีชอบด้วยคำพิพากษาศาลฎีกาหรือไม่ จำเลยที่ 1 และผู้ร้องฎีกาว่า ทางพิพาทอยู่ในระหว่างแนวเส้นสีน้ำตาลเส้นบนและเส้นล่าง ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.19 มิใช่นับจากเส้นสีน้ำตาลเป็นหลักเข้ามาในที่ดินของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีการะบุว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันทำทางพิพาทตามแนวเส้นสีน้ำตาลตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.19 เฉพาะส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามรูปแผนที่ดังกล่าว โดยให้ทางพิพาทมีความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนวทาง ด้วยผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ทางพิพาทต้องอยู่ตามแนวเส้นสีน้ำตาล มีความกว้างตลอดแนวทาง 2.50 เมตร และอยู่ในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดถือเส้นสีดำอันเป็นเส้นอาณาเขตที่ดินด้านทิศเหนือของจำเลยที่ 1 เป็นหลักวัดให้ได้ความกว้าง 2.50 เมตร ลงมาตลอดแนวทางเส้นสีน้ำตาลในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.19 จึงถูกต้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทมีความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดเส้นแนวทางนั้น หมายถึงแนวเส้นสีน้ำตาลด้านล่างซึ่งอยู่ในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยวัดจากแนวเส้นสีน้ำตาลด้านล่างให้ได้ความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนวทางให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการรังวัดโดยยึดถือแนวเส้นสีน้ำตาลด้านล่างเป็นหลัก และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนที่สั่งรับคำร้องของผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า หากวัดจากแนวเส้นสีน้ำตาลด้านล่างลงมาทางทิศใต้ให้ได้ความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนวทางไม่ถูกต้องตามคำพิพากษาศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และผู้ร้องฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี ให้บังคับคดีโดยวัดจากเส้นสีดำ (เส้นอาณาเขตที่ดินด้านทิศเหนือของจำเลยที่ 1) เป็นหลักลงมาความกว้าง 2.50 เมตร ในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ตลอดแนวทางตามแนวเส้นสีน้ำตาลตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.19 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
ชื่อคู่ความ
นางประเทือง สมานสิทธิดิลก
โจทก์ — หรือสุพรรณโรจน์ กับพวก
ผู้ร้อง — นางศาธร รามดี
จำเลย — นางสาวพจนีย์ สกุณี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สิทธิชัย พรหมศร
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3726/2553
#508692
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินกับจำเลยซึ่งตกเป็นภาระจำยอมและถูกบังคับคดีในคดีนี้ เมื่อการบังคับคดีมีปัญหาอันเนื่องจากโจทก์และจำเลยแปลความคำพิพากษาแตกต่างกัน จำเลยและผู้ร้องเห็นว่าการบังคับคดีไม่ถูกต้องตามคำพิพากษา ทำให้จำเลยและผู้ร้องเสียหายผู้ร้องย่อมใช้สิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันทำทางพิพาทตามแนวเส้นสีน้ำตาลตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.19 เฉพาะส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 33998 ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ให้เป็นตามรูปแผนที่ดังกล่าว โดยให้ทางพิพาทมีความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนวทาง

ระหว่างบังคับคดี จำเลยที่ 1 และผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 2 มีนาคม 2548 ว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยปักเสาไม้เป็นแนวเขตทางพิพาทนอกเส้นเขตเส้นสีน้ำตาลตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.19 เข้ามาในแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 มีความกว้าง 2.50 เมตร ซึ่งมิได้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ด้วยเหตุผลทางพิพาทตามแนวเส้นสีน้ำตาลมิได้อยู่ในแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด การปักหลักเขตดังกล่าวจึงเป็นการย้ายทางพิพาทล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ขอให้ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันทำทางพิพาทตามแนวเส้นสีน้ำตาลตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.19 เฉพาะส่วนที่อยู่ในแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามรูปแผนที่ดังกล่าว โดยให้ทางพิพาทมีความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนวทางนั้นหมายถึงแนวเส้นสีน้ำตาลด้านล่างซึ่งอยู่ในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยวัดจากแนวเส้นสีน้ำตาลด้านล่างให้ได้ความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนวทาง ให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการรังวัดโดยยึดถือแนวเส้นสีน้ำตาลด้านล่างเป็นหลัก

จำเลยที่ 1 และผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนที่สั่งรับคำร้องของผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านในคดีนี้หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดที่ 33998 ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการบังคับคดีและคำสั่งของศาลชั้นต้น ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีนี้ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินซึ่งตกเป็นภาระจำยอมและถูกบังคับคดีในคดีนี้ เมื่อการบังคับคดีมีปัญหาอันเนื่องจากโจทก์และจำเลยแปลความคำพิพากษาแตกต่างกัน จำเลยและผู้ร้องเห็นว่าการบังคับคดีไม่ถูกต้องตามคำพิพากษา ทำให้จำเลยและผู้ร้องเสียหาย ผู้ร้องย่อมใช้สิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำร้องของผู้ร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และผู้ร้องว่าการบังคับคดีชอบด้วยคำพิพากษาศาลฎีกาหรือไม่ จำเลยที่ 1 และผู้ร้องฎีกาว่า ทางพิพาทอยู่ในระหว่างแนวเส้นสีน้ำตาลเส้นบนและเส้นล่าง ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.19 มิใช่นับจากเส้นสีน้ำตาลเป็นหลักเข้ามาในที่ดินของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีการะบุว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันทำทางพิพาทตามแนวเส้นสีน้ำตาลตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.19 เฉพาะส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามรูปแผนที่ดังกล่าว โดยให้ทางพิพาทมีความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนวทาง ด้วยผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ทางพิพาทต้องอยู่ตามแนวเส้นสีน้ำตาลมีความกว้างตลอดแนวทาง 2.50 เมตร และอยู่ในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดถือเส้นสีดำอันเป็นเส้นอาณาเขตที่ดินด้านทิศเหนือของจำเลยที่ 1 เป็นหลักวัดให้ได้ความกว้าง 2.50 เมตร ลงมาตลอดแนวทางเส้นสีน้ำตาลในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.19 จึงถูกต้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทมีความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดเส้นแนวทางนั้น หมายถึงแนวเส้นสีน้ำตาลด้านล่างซึ่งอยู่ในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยวัดจากแนวเส้นสีน้ำตาลด้านล่างให้ได้ความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนวทาง ให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการรังวัดโดยยึดถือแนวเส้นสีน้ำตาลด้านล่างเป็นหลัก และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนที่สั่งรับคำร้องของผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า หากวัดจากแนวเส้นสีน้ำตาลด้านล่างลงมาทางทิศใต้ให้ได้ความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนวทางไม่ถูกต้องตามคำพิพากษาศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และผู้ร้องฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีให้บังคับคดีโดยวัดจากเส้นสีดำ (เส้นอาณาเขตที่ดินด้านทิศเหนือของจำเลยที่ 1) เป็นหลักลงมาความกว้าง 2.50 เมตร ในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ตลอดแนวทางตามแนวเส้นสีน้ำตาลตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.19 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประเทือง สมานสิทธิดิลกหรือสุพรรณโรจน์ กับพวก
ผู้ร้อง — นางศาธร รามดี
จำเลย — นางสาวพจนีย์ สกุณี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สิทธิชัย พรหมศร
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3722/2553
#499689
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่สั่งให้ตีราคาทุนทรัพย์ของที่ดินพิพาทและเรียกให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ถูกต้องครบถ้วนในวันที่ 7 มีนาคม 2548 จำเลยยื่นฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในเรื่องค่าขึ้นศาลวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ซึ่งเท่ากับเป็นการฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในเรื่องค่าขึ้นศาลเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ที่ศาลชั้นต้นส่งคำร้องมาให้ศาลฎีกาพิจารณา ทั้งไม่ได้สั่งรับฎีกาคำสั่งเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นตีราคาทุนทรัพย์ของที่ดินพิพาท และเรียกให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งในส่วนคำฟ้องและฟ้องแย้งให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้คู่ความฟัง

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลและให้คืนค่าขึ้นศาลที่จำเลยได้ชำระไปแก่จำเลย (ที่ถูก ยื่นฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในเรื่องค่าขึ้นศาล)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นออกหมายนัดพร้อมคู่ความให้มาศาลเพื่อตีราคาทรัพย์พิพาท คู่ความมาศาลตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 7 มีนาคม 2548 ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความเกี่ยวกับราคาประเมินของที่ดินพิพาท ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่สั่งให้ตีราคาทุนทรัพย์ของที่ดินพิพาท และเรียกให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ถูกต้องครบถ้วนในวันที่ 7 มีนาคม 2548 จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 (ที่ถูก ยื่นฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในเรื่องค่าขึ้นศาล) วันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ซึ่งเท่ากับเป็นการฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในเรื่องค่าขึ้นศาลเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ที่ศาลชั้นต้นส่งคำร้องมาให้ศาลฎีกาพิจารณา ทั้งไม่ได้สั่งรับฎีกาคำสั่งเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกคำร้อง (ที่ถูก ฎีกา) จำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเหลียว อินยาศรี
จำเลย — นางสวาท สายคำน้อย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายชาญคณิต ตันพิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวัส ติงสมิตร
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3706 -ที่ 3718/2553
#510274
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะหรือไม่นั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานนอกข้อต่อสู้ในคำให้การและนอกประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบหรือมีกฎหมายบังคับให้ต้องแสดง ศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยไม่ได้เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 ที่ศาลล่างนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา แม้คดีนี้จะขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะในส่วนฟ้องแย้ง และคดีตามฟ้องเดิมของโจทก์จะต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่การที่ศาลล่างวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานนอกข้อต่อสู้ในคำให้การและนอกประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้อันเป็นประเด็นข้อสำคัญในคดีตามฟ้องเดิม ซึ่งมีผลทำให้การวินิจฉัยคดีในส่วนฟ้องแย้งที่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่จะมุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาแต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยและเห็นสมควรที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ถูกต้องในส่วนของฟ้องเดิมและฟ้องแย้งเสียทั้งหมดแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 เพราะข้อเท็จจริงตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งเป็นเรื่องเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสิบสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยสำนวนที่ 1 ถึงที่ 10 จำเลยที่ 2 สำนวนที่ 11 และจำเลยสำนวนที่ 12 และที่ 13 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ตามลำดับ ส่วนจำเลยที่ 1 สำนวนที่ 11 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยดังกล่าวจากสารบบความ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบสามสำนวนและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสามและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยทั้งสิบสามและบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทของโจทก์อีก ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ชดใช้ค่าเสียหายต่อไปนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสิบสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10, ที่ 12 และที่ 13 ฟ้องแย้งว่าจำเลยแต่ละคนและบริวารได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดโดยสุจริต สงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้องหรือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เอกสารสิทธิของที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้าง โจทก์ได้มาโดยปราศจากสิทธิตามกฎหมาย เป็นการออกโดยไม่ชอบ ขอให้พิพากษาว่าจำเลยแต่ละคนได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4220 ถึง 4224, 4256, 4260, 4261, 4374 ถึง 4378 ตำบลโพนงาม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ยกฟ้องโจทก์ทั้งสิบสามสำนวน คำขอตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ส่วนอื่นให้ยก ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสิบสามสำนวนโดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 10 ถึงแก่กรรม นายสมควร ทายาทของจำเลยที่ 10 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4220 ถึง 4224, 4224, 4256, 4260, 4261, 4374 ถึง 4378 ตำบลโพนงาม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร เฉพาะส่วนที่พิพาทตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เอกสารหมาย จ.31 และ จ.54 ถึง จ.66 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์สำหรับฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในส่วนฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสิบสามมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทรวม 13 แปลง จำเลยทั้งสิบสามและบริวารทำนาในที่ดินพิพาทในส่วนที่ระบายสีชมพูเอกสารหมาย จ.31 และ จ.54 ถึง จ.66 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยแต่ละคนและบริวารได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมานานตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายโดยสุจริต สงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ส่วนโจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้องหรือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้างว่ามีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ในที่ดินพิพาทเป็นการอ้างและได้มาโดยปราศจากสิทธิตามกฎหมาย หากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าวมีอยู่จริงก็เป็นการออกโดยไม่ชอบนั้น เป็นการบรรยายให้เข้าใจได้แล้วว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาอย่างไร ตั้งแต่เมื่อใด และมีสิทธิดีกว่าหรือเหนือกว่าโจทก์ด้วยเหตุผลใด เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 มิได้ยอมรับถึงความถูกต้องของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้างแล้ว เอกสารดังกล่าวจะมีอยู่จริงหรือไม่จึงมิใช่ข้อสำคัญ การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 มิได้ให้การยอมรับหรือปฏิเสธโดยชัดแจ้งถึงความมีอยู่จริงของเอกสารดังกล่าวจึงไม่มีผล ทั้งมิใช่เป็นการตั้งประเด็นเป็นสองนัยดังที่โจทก์เข้าใจ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ถือว่าได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว จึงไม่เป็นฟ้องแย้งที่เคลือบคลุม ส่วนเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และ ที่ 13 เสียค่าธรรมเนียมศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์อันเนื่องมาจากการให้การและฟ้องแย้งก็ดี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 จะนำสืบพยานหลักฐานตรงตามคำให้การและฟ้องแย้งหรือไม่ก็ดี และการวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องมีการตีความคำให้การและฟ้องแย้งหรือไม่ก็ดี ล้วนมิใช่ข้อที่จะนำมาพิจารณาว่าฟ้องแย้งเคลือบคลุมหรือไม่ เพราะการพิจารณาว่าฟ้องแย้งเคลือบคลุมหรือไม่ ต้องพิจารณาจากคำให้การและฟ้องแย้งเป็นสำคัญ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 มิได้เป็นผู้เสียหายโดยตรงและโดยชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการออกเอกสารสิทธิของที่ดินพิพาท จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิดังกล่าวซึ่งโจทก์ฎีกาพัวพันมากับเรื่องเคลือบคลุมนั้นเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาข้อต่อไปมีว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสิบสามและบริวารบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ซึ่งมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) รวม 13 แปลง จำเลยทั้งสิบสามให้การว่าจำเลยแต่ละคนและบริวารต่างเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสุจริต สงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของและได้ครอบครองเป็นส่วนสัดมานานแล้ว โจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้องหรือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เอกสารสิทธิของที่ดินพิพาทออกโดยไม่ชอบ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสิบสาม แม้จำเลยทั้งสิบสามจะให้การว่าจำเลยแต่ละคนและบริวารทั้งชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกับชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งมีเนื้อที่หลายพันไร่มานานตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ก็ไม่อาจแปลได้ว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นที่สาธารณะ การที่จำเลยทั้งสิบสามนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะจึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะหรือไม่นั้นจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานนอกข้อต่อสู้ในคำให้การและนอกประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบหรือมีกฎหมายบังคับให้ต้องแสดง ศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยไม่ได้เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ที่ศาลล่างทั้งสองนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา แม้คดีนี้จะขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะในส่วนฟ้องแย้ง และคดีตามฟ้องเดิมของโจทก์ทั้งสิบสามสำนวนจะต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานนอกข้อต่อสู้ในคำให้การและนอกประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้อันเป็นประเด็นข้อสำคัญในคดีตามฟ้องเดิม ซึ่งมีผลทำให้การวินิจฉัยคดีในส่วนฟ้องแย้งที่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงจึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในข้อที่จะมุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยและเห็นสมควรที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ถูกต้องในส่วนของฟ้องเดิมและฟ้องแย้งเสียทั้งหมด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 เพราะข้อเท็จจริงตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งเป็นเรื่องเดียวกัน"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ทั้งคดีตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสิบสาม แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งทั้งสามศาล ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 243 (1) ม. 247 ม. 248 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเชียเทค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายปรารถนา เถมพิทุม หรือเถพิทุม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3706 -ที่ 3718/2553
#555837
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสิบสามและบริวารที่เข้าไปบุกรุกที่ดินพิพาท ให้ออกจากที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสิบสามให้การว่า จำเลยแต่ละคนครอบครองโดยสุจริต สงบ และเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมานาน โจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้องหรือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เอกสารสิทธิของที่ดินพิพาทออกโดยไม่ชอบ คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสิบสาม แม้จำเลยทั้งสิบสามจะให้การว่า จำเลยแต่ละคนและบริวารทั้งชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกันกับชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งมีเนื้อที่หลายพันไร่มานานตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ก็ไม่อาจแปลได้ว่า ที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นที่สาธารณะ การที่จำเลยทั้งสิบสามนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ จึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การและนอกประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ทั้งไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่คู่ความจะต้องนำสืบหรือมีกฎหมายบังคับให้ต้องแสดง ศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยไม่ได้เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 ที่ศาลล่างทั้งสองนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะจึงเป็นการไม่ชอบ แม้คดีนี้จะขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะในส่วนฟ้องแย้ง และคดีตามฟ้องเดิมของโจทก์ทั้งสิบสามสำนวนจะต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานนอกข้อต่อสู้ในคำให้การ และนอกประเด็นข้อพิพาทอันเป็นประเด็นสำคัญในฟ้องเดิม มีผลทำให้การวินิจฉัยคดีในส่วนฟ้องแย้งที่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาคลาดเคลื่อนไปจากความจริง จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยและเห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ถูกต้องในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งเสียทั้งหมด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 เพราะข้อเท็จจริงตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งเป็นเรื่องเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสิบสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยสำนวนที่ 1 ถึงที่ 10 จำเลยที่ 2 สำนวนที่ 11 และจำเลยสำนวนที่ 12 และที่ 13 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ตามลำดับ ส่วนจำเลยที่ 1 สำนวนที่ 11 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยดังกล่าวออกจากสารบบความ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบสามสำนวนและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสามและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยทั้งสิบสามและบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทของโจทก์อีก ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 7,433.52 บาท 3,367.08 บาท 4,074.90 บาท 5,733.06 บาท 4,390.74 บาท 5,228.28 บาท 5,984.04 บาท 5,727.42 บาท 5,092.92 บาท 3,564.48 บาท 3,818.28 บาท 3,054.06 บาท 2,724.12 บาท ตามลำดับ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ชดใช้ค่าเสียหายต่อไปนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่ดินพิพาทโดยให้ชดใช้เดือนละ 790.88 บาท 358.06 บาท 433.36 บาท 609.95 บาท 466.95 บาท 556.33 บาท 636.50 บาท 609.41 บาท 541.70 บาท 379.19 บาท 406.28 บาท 325.02 บาท และ 289.81 บาท ตามลำดับ

จำเลยทั้งสิบสามให้การขอให้ยกฟ้องและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าจำเลยแต่ละคนได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4220 ถึง 4224, 4256, 4260, 4261, 4374 ถึง 4378 ตำบลโพนงาม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ยกฟ้องโจทก์ทั้งสิบสามสำนวน คำขอตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ส่วนอื่นให้ยก ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสิบสามสำนวนโดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 10 ถึงแก่กรรม นายสมควร ทายาทของจำเลยที่ 10 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4220 ถึง 4224, 4256, 4260, 4261, 4374 ถึง 4378 ตำบลโพนงาม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร เฉพาะส่วนที่พิพาทตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์สำหรับฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยในส่วนฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสิบสามมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่าโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทรวม 13 แปลง จำเลยทั้งสิบสามและบริวารทำนาในที่ดินพิพาทในส่วนที่ระบายสีชมพู

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยแต่ละคนและบริวารได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมานานตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายโดยสุจริต สงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ส่วนโจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้องหรือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้างว่ามีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ในที่ดินพิพาทเป็นการอ้างและได้มาโดยปราศจากสิทธิตามกฎหมาย หากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) มีอยู่จริงก็เป็นการออกโดยไม่ชอบนั้น เป็นการบรรยายให้เข้าใจได้แล้วว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาอย่างไร ตั้งแต่เมื่อใด และมีสิทธิดีกว่าหรือเหนือกว่าโจทก์ด้วยเหตุผลใด เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 มิได้ยอมรับถึงความถูกต้องของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้างแล้ว เอกสารจะมีอยู่จริงหรือไม่จึงมิใช่ข้อสำคัญ การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 มิได้ให้การยอมรับหรือปฏิเสธโดยชัดแจ้งถึงความมีอยู่จริงของเอกสารจึงไม่มีผล ทั้งมิใช่เป็นการตั้งประเด็นเป็นสองนัยดังที่โจทก์เข้าใจ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ถือว่าได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว จึงไม่เป็นฟ้องแย้งที่เคลือบคลุม ส่วนเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 เสียค่าฤชาธรรมเนียมศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์อันเนื่องมาจากการให้การและฟ้องแย้งก็ดี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 จะนำสืบพยานหลักฐานตรงตามคำให้การและฟ้องแย้งหรือไม่ก็ดี และการวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องมีการตีความคำให้การและฟ้องแย้งหรือไม่ก็ดี ล้วนมิใช่ข้อที่จะนำมาพิจารณาว่าฟ้องแย้งเคลือบคลุมหรือไม่ เพราะการพิจารณาว่าฟ้องแย้งเคลือบคลุมหรือไม่ ต้องพิจารณาจากคำให้การและฟ้องแย้งเป็นสำคัญ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 มิได้เป็นผู้เสียหายโดยตรงและโดยชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการออกจากเอกสารสิทธิของที่ดินพิพาท จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิดังกล่าวซึ่งโจทก์ฎีกาพัวพันมากับเรื่องฟ้องเคลือบคลุมนั้น เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสิบสามและบริวารบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ซึ่งมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) รวม 13 แปลง จำเลยทั้งสิบสามให้การว่า จำเลยแต่ละคนและบริวารต่างเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสุจริต สงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของและได้ครอบครองเป็นส่วนสัดมานานแล้ว โจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้องหรือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เอกสารสิทธิของที่ดินพิพาทออกโดยไม่ชอบ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสิบสาม แม้จำเลยทั้งสิบสามจะให้การว่าจำเลยแต่ละคนและบริวารทั้งชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกันกับชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งมีเนื้อที่หลายพันไร่มานานตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ก็ไม่อาจแปลได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ การที่จำเลยทั้งสิบสามนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะจึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะหรือไม่นั้น จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานนอกข้อต่อสู้ในคำให้การและนอกประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบหรือมีกฎหมายบังคับให้ต้องแสดง ศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยไม่ได้เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ที่ศาลล่างทั้งสองนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา แม้คดีนี้จะขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะในส่วนฟ้องแย้ง และคดีตามฟ้องเดิมของโจทก์ทั้งสิบสามสำนวนจะต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ก็ตามแต่การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานนอกข้อต่อสู้ในคำให้การและนอกประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้อันเป็นประเด็นข้อสำคัญในคดีตามฟ้องเดิม ซึ่งมีผลทำให้การวินิจฉัยคดีในส่วนฟ้องแย้งที่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในข้อที่จะมุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขี้นวินิจฉัยและเห็นสมควรที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ถูกต้องในส่วนของฟ้องเดิมและฟ้องแย้งเสียทั้งหมด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 เพราะข้อเท็จจริงตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งเป็นเรื่องเดียวกัน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ทั้งคดีตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสิบสาม แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งทั้งสามศาล ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 86 ม. 87 ม. 142 (5) ม. 177 วรรคสอง ม. 183 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเชียเทค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายปรารถนา เถมพิทุมหรือเถพิทุม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายทินกร พูนเม็ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3702/2553
#506208
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นหัวหน้าวงแชร์ โจทก์ทั้งหกเป็นผู้ร่วมเล่นแชร์วงเดียวกันซึ่งมีจำเลยเป็นหัวหน้าวง แต่โจทก์ทั้งหกต่างมิได้มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกัน ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งหกมีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกัน ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งหกมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 การคำนวณทุนทรัพย์ในการใช้สิทธิอุทธรณ์ย่อมต้องแยกตามจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องให้จำเลยรับผิด หาใช่พิจารณาจากหนี้ที่โจทก์ทั้งหกเรียกร้องรวมกันไม่ เมื่อจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ไม่เกินห้าหมื่นบาท คดีระหว่างโจทก์ที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 กับจำเลยจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 260,862 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งหก 260,862 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งหก โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งหก 230,862 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ยกอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 กับจำเลยนอกจากนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนเป็นประการแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 มานั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งหกและมีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมว่า ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อจำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมดซึ่งรวมถึงโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ด้วย นอกจากจำเลยจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาแล้วจำเลยยังมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาวางศาลพร้อมกับฎีกาของจำเลยด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบมาตรา 247 แต่จำเลยยื่นฎีกาโดยมิได้นำเงินค่าทนายความใช้แทนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 มาวางศาลพร้อมฎีกาแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในส่วนทีเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งหกฟ้องว่า จำเลยเป็นหัวหน้าวงแชร์ โจทก์ทั้งหกเป็นผู้ร่วมเล่น ต่อมาโจทก์ทั้งหกประมูลแชร์ได้แต่จำเลยส่งมอบเงินที่เก็บจากลูกวงให้โจทก์ทั้งหกเพียงบางส่วน คงค้างชำระโจทก์ที่ 1 จำนวน 15,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 67,733 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 56,533 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 56,753 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 42,293 บาท และโจทก์ที่ 6 จำนวน 22,530 บาท เช่นนี้ เห็นได้ว่า แม้โจทก์ทั้งหกจะร่วมเล่นแชร์วงเดียวกันซึ่งมีจำเลยเป็นหัวหน้าวง แต่โจทก์ทั้งหกต่างมิได้มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกัน กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งหกมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 การคำนวณทุนทรัพย์ในการใช้สิทธิอุทธรณ์ย่อมต้องแยกตามจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องให้จำเลยรับผิด หาใช่พิจารณาจากหนี้ที่โจทก์ทั้งหกเรียกร้องรวมกันดังที่จำเลยอ้างไม่ เมื่อคดีนี้จำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ไม่เกินห้าหมื่นบาท คดีระหว่างโจทก์ที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 กับจำเลย จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งและอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจศาลชั้นต้นในการรับฟังพยานหลักฐานอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิฎีกาว่าจำเลยเงินที่โจทก์ที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ฟ้องเรียกร้องเกินกว่าจำนวนที่จำเลยต้องรับผิดจริงและขอให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ที่ 5 และที่ 6

อนึ่ง จำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชำระแก่โจทก์แต่ละคนเมื่อรวมแล้วเป็นเงิน 230,842 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งหกเป็นเงิน 230,862 บาท จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขและเห็นควรกำหนดความรับผิดจำเลยต่อโจทก์แต่ละคนให้ชัดเจน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 15,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 37,733 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 56,533 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 56,753 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 42,293 บาท และโจทก์ที่ 6 จำนวน 22,530 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฎีกาของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ให้แก่จำเลยค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาอื่นนอกจากนี้และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์ที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 กับจำเลยให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลำใย เตี้ยทอง กับพวก
จำเลย — นางกระดังงา คอนมะลา
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3701/2553
#555659
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงตามฟ้องได้ความว่าหลังจากโจทก์ทราบผลการรังวัดที่ดินพิพาทที่รับโอนมาว่ามีเนื้อที่น้อยกว่าที่ระบุในสัญญาและได้ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว และฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 26 คืนเงินตามจำนวนเนื้อที่ดินที่ลดลงตามส่วน จำเลยที่ 1 ได้นำเงินไปคืนให้โจทก์แล้ว แม้จะส่งคืนล่าช้าหรือไม่ตรงตามกำหนดเวลาที่โจทก์ทวงถามก็เป็นเรื่องผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามหนังสือทวงถามซึ่งจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเพราะเหตุผิดนัดเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 26 ผิดสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับตามสัญญาได้ เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์แล้วคดีสามารถวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องทำการสืบพยาน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโดยไม่สืบพยานโจทก์และจำเลยจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 26 ชำระเงิน 7,565,000 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 27 ร่วมรับผิดชำระเงิน 7,530,767.12 บาท และให้จำเลยทั้งยี่สิบเจ็ดร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,800,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 14 ที่ 27 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 9 ถึงที่ 12 ที่ 16 ที่ 19 ที่ 20 ที่ 22 และที่ 26 ขาดนัดยื่นคำให้การ

วันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 4 ที่ 14 ที่ 22 และที่ 26 ถึงแก่กรรม ศาลอนุญาตให้นางคำพันธ์ ทายาทจำเลยที่ 4 นายสมพงษ์ ทายาทจำเลยที่ 14 นางสาวลัดดาและนายสมโภชน์ ทายาทจำเลยที่ 22 และนางประมุข ทายาทจำเลยที่ 26 เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 27 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงไม่ประสงค์เข้าว่าคดีแทนและขอให้จำหน่ายคดี ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 27 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 15 และที่ 18 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียก นางตั้น และ นายสายันต์ ทายาทของจำเลยที่ 15 และที่ 18 ตามลำดับเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งตั้งบุคคลทั้งสองผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโดยไม่สืบพยานโจทก์และจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 26 ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทซึ่งมีเอกสารสิทธิเป็น น.ส. 3 หรือ ส.ค. 1 รวม 27 แปลง เนื้อที่รวม 457 ไร่ 2 งาน 84 ตารางวา ในราคาไร่ละ 295,000 บาท คิดเป็นเงิน 135,024,450 บาท โดยมีข้อตกลงว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 26 จะต้องดำเนินการออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินพิพาทเป็นโฉนดที่ดินหรือ น.ส. 3 ก. ก่อนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ หากในการรังวัดที่ดินพิพาทปรากฏว่าเนื้อที่ดินมีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ให้คิดราคาที่ดินเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามส่วน ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 26 ดำเนินการออก น.ส. 3 ก. สำหรับที่ดินพิพาทและแจ้งว่าที่ดินมีเนื้อที่รวม 470 ไร่ 1 งาน 77 ตารางวา โจทก์รับโอนที่ดินตามเนื้อที่ดังกล่าวและชำระราคาเป็นเงิน 138,780,537.50 บาท แต่เมื่อโจทก์ยื่นคำขอรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกโฉนดที่ดินในภายหลังปรากฏว่าที่ดินมีเนื้อที่รวม 447 ไร่ 2 งาน 1 ตารางวา โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 26 คืนเงินตามเนื้อที่ที่ดินส่วนที่ขาดจำนวน 6,759,925 บาท แต่จำเลยที่ 1 นำเงินมาคืนไม่ตรงตามกำหนดเวลาที่โจทก์ทวงถามเป็นการผิดสัญญาจะซื้อจะขายข้อ 4 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 26 ต้องรับผิดเสียค่าปรับตามสัญญาข้อ 12 เป็นเงิน 6,800,000 บาท จำเลยที่ 27 ต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน เมื่อพิเคราะห์สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทประกอบแล้ว สัญญาดังกล่าว ข้อ 4 มีข้อตกลงความว่า เมื่อมีการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาท หากปรากฏว่าที่ดินมีเนื้อที่น้อยหรือมากกว่าจำนวน 457 ไร่ 2 งาน 84 ตารางวา คู่สัญญาให้คิดราคาเพิ่มลดตามส่วน โดยคู่สัญญาจะต้องดำเนินการชำระเงินเพิ่มหรือคืนเงินตามจำนวนเนื้อที่ดินที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเมื่อได้ทราบจำนวนเนื้อที่ดินที่แท้จริงจากการรังวัดสอบเขต สัญญาข้อ 11 มีข้อตกลงความว่า หากผู้ขายผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าผิดสัญญาทั้งหมด ผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาทั้งหมดหรือบางส่วนได้ทันที การที่ผู้ซื้อไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาไม่เป็นเหตุให้ผู้ขายพ้นจากความรับผิดตามสัญญา และสัญญาข้อ 12 (1) มีข้อตกลงความว่า หากผู้ขายผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดแต่ผู้ซื้อยังมิได้บอกเลิกสัญญามาว่าทั้งหมดหรือบางส่วนผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อปรับเป็นเงิน 6,800,000 บาท ตามสัญญาดังกล่าวเห็นได้ว่าผู้ขายจะต้องรับผิดเสียค่าปรับต่อเมื่อเป็นฝ่ายผิดสัญญาเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงตามฟ้องได้ความว่า หลังจากโจทก์ทราบผลการรังวัดที่ดินพิพาทที่รับโอนมาว่ามีเนื้อที่น้อยกว่าที่รับโอนได้ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 26 คืนเงินตามจำนวนเนื้อที่ดินที่ลดลงตามส่วนนั้น จำเลยที่ 1 ก็ได้นำเงินส่วนนี้ไปคืนให้แก่โจทก์อันเป็นการปฏิบัติตามสัญญาข้อ 4 แล้ว แม้จะคืนเงินล่าช้าหรือไม่ตรงตามกำหนดเวลาที่โจทก์ทวงถามก็เป็นเรื่องผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามหนังสือทวงถามซึ่งจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเพราะเหตุผิดนัดเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 26 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายข้อดังกล่าวซึ่งเป็นกรณีที่ฝ่ายผู้ขายละเลยเพิกเฉยหรือไม่ ยอมคืนเงินค่าที่ดินตามส่วนเนื้อที่ดินที่ขาดไปให้แก่ผู้ซื้อ การที่โจทก์แจ้งขอสงวนสิทธิที่จะปรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 26 ตามสัญญาในหนังสือทวงถามดังกล่าวจึงไม่มีผลแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 26 มิได้ผิดสัญญา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับตามสัญญาข้อ 12 (1) ได้ เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแล้วคดีสามารถวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องทำการสืบพยาน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโดยไม่สืบพยานโจทก์และจำเลยจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86 ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การเคหะแห่งชาติ
จำเลย — นายพิทักษ์ เลาหชีวิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3700/2553
#500134
เปิดฉบับเต็ม

การบังคับคดีย่อมอาศัยคำพิพากษาเป็นหลัก และการแปลคำพิพากษาต้องพิเคราะห์เกี่ยวกับข้อวินิจฉัยในคำพิพากษา เมื่อคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทยังคงเป็นของโจทก์ จำเลยไม่อาจขอให้ขับไล่โจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายได้ จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทพร้อมยึดทรัพย์สินของโจทก์ออกขายทอดตลาด ก็เพื่อบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาบังคับไปตามฟ้องแย้งจำเลย เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องแย้งจำเลยเท่ากับคำพิพากษาในระหว่างบังคับคดีได้ถูกกลับในชั้นที่สุด เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องถอนการบังคับคดี และเมื่อศาลยังไม่ส่งคำสั่งถอนการบังคับคดีให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 (3) โจทก์ผู้ถูกบังคับย่อมร้องขอต่อศาลเพื่อให้ส่งคำสั่งดังกล่าวได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาเพื่อให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจึงเป็นการส่งคำสั่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการถอนการบังคับคดีโดยอาศัยบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 36/27 หมู่ที่ 16 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และที่ดินโฉนดเลขที่ 213447 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 214669 ตำบลบางแก้ว (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2535 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความให้ 62,500 บาท คำขอจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท พร้อมยึดทรัพย์สินของโจทก์ออกขายทอดตลาด ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 213447 และที่ดินโฉนดเลขที่ 214669 ตำบลบางแก้ว (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ แก่โจทก์ โดยให้จำเลยเสียค่าธรรมเนียมทั้งหมด หากไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากไม่สามารถโอนได้ด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 80,000 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ โจทก์ยื่นคำขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทคืนโจทก์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 1 ธันวาคม 2546 ว่า หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาเพื่อให้โจทก์เข้าครอบครองทรัพย์พิพาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีและมีคำสั่งให้จำเลยเข้าครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทชั่วคราว และมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะวินิจฉัยชี้ขาด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี เพื่อให้ดำเนินการมีหนังสือเรียกต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 213447 และ 214669 ตำบลบางแก้ว (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ จากจำเลยหรือออกโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ และดำเนินการจดทะเบียนหรือเพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินทั้งสองแปลงและสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 9 มกราคม 2547 ว่า ให้มีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี บันทึกในสารบาญจดทะเบียนโฉนดที่ดินเลขที่ 213447 และ 214669 ตำบลบางแก้ว (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างว่าสัญญาซื้อขายฉบับวันที่ 28 เมษายน 2535 เป็นโมฆะตามคำพิพากษาศาลฎีกา หากมีเหตุขัดข้องไม่ได้รับโฉนดที่ดินจากจำเลย ก็ให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์และบันทึกในสารบาญจดทะเบียนไว้ตามที่แจ้งมา และเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการเสร็จแล้วให้แจ้งให้ศาลทราบด้วย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2547 และแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี งดดำเนินการทางทะเบียนในสารบาญจดทะเบียนไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมีคำสั่งหรือคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพาทษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 26 มกราคม 2547 และวันที่ 9 มกราคม 2547 ให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ให้งดดำเนินการทางทะเบียนในโฉนดที่ดินเลขที่ 213447 และ 214669 ตำบลบางแก้ว (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ที่พิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่เพิกถอนการออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาเพื่อให้โจทก์เข้าครอบครองทรัพย์พิพาทชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทคืนโจทก์ โดยอ้างเหตุว่าจำเลยปลอมหนังสือมอบอำนาจไปใช้ดำเนินการจดทะเบียน แต่ข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของจำเลยจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทคืนโจทก์ได้เพราะนอกประเด็นตามคำฟ้อง และเมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์ไม่ได้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้จำเลย การจดทะเบียนดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาลวง ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจึงยังคงเป็นของโจทก์ จำเลยจึงไม่อาจขอให้ขับไล่โจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายได้ พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย ดังนั้น การบังคับคดีย่อมอาศัยคำพิพากษาเป็นหลัก และการแปลคำพิพากษาต้องพิเคราะห์เกี่ยวกับข้อวินิจฉัยในคำพิพากษา เมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทยังคงเป็นของโจทก์ จำเลยไม่อาจขอให้ขับไล่โจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายได้ การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดี่ขับไล่โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทพร้อมยึดทรัพย์สินของโจทก์ออกขายทอดตลาด ก็เพื่อบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาบังคับไปตามฟ้องแย้งจำเลย เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องแย้งจำเลยเท่ากับคำพิพากษาในระหว่างบังคับคดีได้ถูกกลับในชั้นที่สุด เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องถอนการบังคับคดี และเมื่อศาลยังไม่ส่งคำสั่งถอนการบังคับคดีให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 (3) โจทก์ผู้ถูกบังคับย่อมร้องขอต่อศาลเพื่อให้ส่งคำสั่งดังกล่าวนั้นได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาเพื่อให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจึงเป็นการส่งคำสั่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการถอนการบังคับคดีโดยอาศัยบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาไม่เพิกถอนการออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาเพื่อให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 295 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพวงจันทร์ ฉลาดสุนทรวาที
จำเลย — นายนพรัตน์ ทองประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายกฤต บุญญานุสนธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบัณฑิต รชตะนันทน์
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3694/2553
#501937
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยออกเช็คให้แก่บริษัท ส. โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้นและในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ อันเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ผู้เสียหายในคดีนี้คือบริษัท ส. ไม่ใช่นาย ส. แม้นาย ส. จะเป็นกรรมการของบริษัท ส. แต่การกระทำการแทนบริษัทจะต้องลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัท จึงจะมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทได้ เมื่อปรากฏตามคำร้องของนาย ส. ว่าเป็นการยื่นคำร้องในฐานะส่วนตัว ดังนั้นนาย ส. จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นาย ส. เข้าเป็นโจทก์ร่วมจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่คู่ความในคดี ไม่มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาต่อมา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2)

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายสุรชัย ในฐานะส่วนตัวยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นเงิน 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 1 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 , 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ว่า ผู้เสียหายคือบริษัทสุรชัยฟาร์ม จำกัด ไม่ใช่นายสุรชัย แม้นายสุรชัยจะเป็นกรรมการของบริษัทสุรชัยฟาร์ม จำกัด แต่การกระทำการแทนบริษัทจะต้องลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทจึงจะมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทได้ เมื่อปรากฏตามคำร้องของนายสุรชัยว่าเป็นการยื่นคำร้องในฐานะส่วนตัว นายสุรชัยจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับโจทก์ร่วมในคดีนี้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้นายสุรชัยเข้าเป็นโจทก์ร่วมจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์ร่วมจึงมิใช่คู่ความในคดีไม่มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาต่อมา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นายสุรชัยเข้าร่วมเป็นโจทก์คดีนี้ และยกฎีกาโจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 30
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์ร่วม — นายสุรชัย แซ่เล้า
จำเลย — นางวิลินญา จันทร์มา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายกิตติศักดิ์ อเนกธีรกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายรัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3666/2553
#499701
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์ตามบัญชีท้ายฟ้องรวม 7 รายการ เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน ต่อมาพนักงานสอบสวนให้โจทก์ร่วมรับมอบทรัพย์ดังกล่าวไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างดำเนินคดี เมื่อคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้คืนทรัพย์ของกลางแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยในเรื่องของกลางตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) อันเป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนผู้ยึดทรัพย์ของกลางไว้มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวนั่นเอง ทั้งมิใช่คดีที่มีข้อหาหรือข้อพิพาทกันว่า โจทก์ร่วมยึดถือหรือครอบครองทรัพย์ของกลางของจำเลยที่ 1 ไว้โดยมิชอบที่จะบังคับให้โจทก์ร่วมคืนให้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ย่อมไม่ตกอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะขอให้ศาลบังคับคดีเพื่อให้โจทก์ร่วมคืนทรัพย์ของกลางแก่จำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันลักทรัพย์รวม 14 รายการ ของบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ผู้เสียหาย ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้อง ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2528 และวันที่ 18 มกราคม 2529 เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้รถเกรด 2 คัน รถแทรกเตอร์ รถบดสั่นสะเทือน 2 คัน รถบดล้อยาง และรถน้ำ 2 คัน รวม 7 รายการ ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับที่ 7 ถึง 14 เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 , 83 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 1 ถึง 6 แก่ผู้เสียหาย ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสาม และให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 1 ถึงที่ 6 แก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้คืนทรัพย์ของกลางตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับที่ 7 ถึง 14 แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของ โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน

ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์และโจทก์ร่วมคืนทรัพย์ของกลางตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับที่ 7 ถึง 14 ให้จำเลยที่ 1 แต่โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ยอมคืนทรัพย์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ ศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับแล้ว แต่โจทก์และโจทก์ร่วมก็ยังไม่ยอมส่งคืนทรัพย์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ซึ่งศาลชั้นต้นก็ออกหมายบังคับคดีให้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่าโจทก์ร่วมจงใจไม่คืนทรัพย์ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับกรรมการบริษัทโจทก์ร่วมมาเพื่อบังคับคดีให้คืนทรัพย์แก่โจทก์ร่วม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจับนายจำนงค์ กรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วมมากักขังเพื่อบังคับคดี

โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิขอให้ศาลบังคับคดีแก่โจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคหนึ่ง และ 132 (4) พนักงานสอบสวนมีอำนาจค้นและยึดสิ่งของซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนยึดทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องของโจทก์อันดับที่ 7 ถึง 14 ไว้เป็นของกลาง จึงเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 85 วรรคหนึ่ง และ 132 (4) ดังกล่าว และพนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วก็ต้องคืนแก่ผู้ต้องหาหรือผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม จึงเห็นได้ว่า เมื่อทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้เพื่อการสอบสวนและดำเนินคดีจนคดีถึงที่สุด การที่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้คืนทรัพย์เหล่านี้แก่จำเลยที่ 1 ก็เป็นเพียงการวินิจฉัยและพิพากษาในเรื่องของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ซึ่งในคดีนี้ย่อมหมายถึงการพิพากษาถึงทรัพย์ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้นั้นให้ดำเนินการโดยให้คืนแก่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของ อันเป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนผู้ยึดทรัพย์ของกลางนี้ไว้เป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวนั่นเอง โดยที่คดีนี้มิใช่คดีที่มีข้อหาหรือข้อกล่าวอ้างที่พิพาทกันว่า โจทก์ร่วมยึดถือหรือครอบครองทรัพย์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมายในอันที่จะพิจารณาและพิพากษาบังคับให้โจทก์ร่วมคืนทรัพย์นี้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด คำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้คืนทรัพย์ของกลางตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องของโจทก์อันดับที่ 7 ถึง 14 จึงไม่ใช่คำพิพากษาบังคับในลักษณะให้โจทก์ร่วมเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาด้วยการคืนทรัพย์ของกลางนี้แก่จำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะขอให้ศาลบังคับคดีแก่โจทก์ร่วมเพื่อให้ โจทก์ร่วมคืนทรัพย์ของกลางนี้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 249 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำร้องของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 85 วรรคหนึ่ง ม. 85 วรรคสาม ม. 132 (4) ม. 186 (9) ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์ร่วม — บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เชียงใหม่เพชรประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวิวุฒิ มณีนิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3666/2553
#506590
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้พนักงานสอบสวนยึดทรัพย์ของกลางไว้ในชั้นสอบสวนเพื่อดำเนินคดีและตกลงให้โจทก์ร่วมรับมอบทรัพย์ดังกล่าวไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างดำเนินคดีมิใช่คดีที่มีข้อหาหรือข้อกล่าวอ้างที่พิพาทกันว่า โจทก์ร่วมยึดถือครอบครองทรัพย์ของกลางของจำเลยที่ 1 ไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมายในอันที่จะพิจารณาและพิพากษาบังคับให้โจทก์ร่วมคืนทรัพย์นี้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด คำพิพากษาที่ให้โจทก์ร่วมคืนทรัพย์ของกลางแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่คำพิพากษาบังคับในลักษณะให้โจทก์ร่วมเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาด้วยการคืนทรัพย์ของกลางนี้แก่จำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะขอให้ศาลบังคับคดีแก่โจทก์ร่วมเพื่อให้โจทก์ร่วมคืนทรัพย์ของกลางนี้แก่จำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 249 ประกอบกับ ป.วิ.พ. ว่าด้วยการบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 83 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 1 ถึง 6 แก่ผู้เสียหาย ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสาม และให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 1 ถึงที่ 6 แก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้คืนทรัพย์ของกลางตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับที่ 7 ถึง 14 แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของ โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน

ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์และโจทก์ร่วมคืนทรัพย์ของกลางตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับที่ 7 ถึง 14 ให้จำเลยที่ 1 แต่โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ยอมคืนทรัพย์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ ศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับแล้ว แต่โจทก์และโจทก์ร่วมก็ยังไม่ยอมส่งคืนทรัพย์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ซึ่งศาลชั้นต้นก็ออกหมายบังคับคดีให้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่าโจทก์ร่วมจงใจไม่คืนทรัพย์ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับกรรมการบริษัทโจทก์ร่วมมาเพื่อบังคับคดีให้คืนทรัพย์แก่โจทก์ร่วม

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ออกหมายจับนายจำนงค์กรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วมมากักขังเพื่อบังคับคดี

โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า การที่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้คืนทรัพย์ของกลางตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับที่ 7 ถึง 14 แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของ หมายถึงการให้พนักงานสอบสวนผู้เก็บรักษาทรัพย์ดังกล่าวคืนทรัพย์นี้แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานี้ต่อโจทก์ร่วม จึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแก่โจทก์ร่วม พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า ทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องของโจทก์อันดับที่ 7 ถึง 14 เป็นทรัพย์ที่พนักงานสอบสวนยึดไว้เป็นของกลางในชั้นสอบสวนเพื่อดำเนินคดีนี้ และต่อมาพนักงานสอบสวนตกลงให้โจทก์ร่วมรับมอบทรัพย์ดังกล่าวไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างการดำเนินคดี มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิขอให้ศาลบังคับคดีแก่โจทก์ร่วมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เมื่อศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้คืนทรัพย์ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของ ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อโจทก์ร่วมแล้ว จึงมีสิทธิในการบังคับคดีได้เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคหนึ่ง และ 132 (4) พนักงานสอบสวนมีอำนาจค้นและยึดสิ่งของซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนยึดทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องของโจทก์อันดับที่ 7 ถึง 14 ไว้เป็นของกลาง จึงเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 85 วรรคหนึ่ง และ 132 (4) ดังกล่าว และพนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วก็ต้องคืนแก่ผู้ต้องหาหรือผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม จึงเห็นได้ว่าเมื่อทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้เพื่อการสอบสวนและดำเนินคดีจนคดีถึงที่สุด การที่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้คืนทรัพย์เหล่านี้แก่จำเลยที่ 1 ก็เป็นเพียงการวินิจฉัยและพิพากษาในเรื่องของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ซึ่งในคดีนี้ย่อมหมายถึงการพิพากษาถึงทรัพย์ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้นั้นให้ดำเนินการโดยให้คืนแก่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของ อันเป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนผู้ยึดทรัพย์ของกลางนี้ไว้เป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวนั่นเอง โดยที่คดีนี้มิใช่คดีที่มีข้อหาหรือข้อกล่าวอ้างที่พิพาทกันว่า โจทก์ร่วมยึดถือหรือครอบครองทรัพย์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมายในอันที่จะพิจารณาและพิพากษาบังคับให้โจทก์ร่วมคืนทรัพย์นี้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด คำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้คืนทรัพย์ของกลางตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องของโจทก์อันดับที่ 7 ถึง 14 จึงไม่ใช่คำพิพากษาบังคับในลักษณะให้โจทก์ร่วมเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาด้วยการคืนทรัพย์ของกลางนี้แก่จำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะขอให้ศาลบังคับคดีแก่โจทก์ร่วมเพื่อให้โจทก์ร่วมคืนทรัพย์ของกลางนี้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 249 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำร้องของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธา
โจทก์ร่วม — และก่อสร้าง จำกัด
ห้างหุ้นส่วนจำกัด เชียงใหม่
จำเลย — เพชรประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ