คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2953/2553
#506517
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์ และศาลชั้นต้นได้ส่งสัญญาประนีประนอมยอมความและรายงานกระบวนพิจารณาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้ว เมื่อคดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและคดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าวกลับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษาให้ยกฟ้อง จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ร่วมไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83, ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์จำนวนเงิน 57,302.06 บาท แก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัด พะเยาเจริญยนต์ (1996) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) จำคุก 2 ปี กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถจักรยานยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อเป็นเงิน 57,302.06 บท แก่โจทก์ร่วม ยกคำขอให้นับโทษต่อเพราะคดีที่ขอให้นับโทษต่อศาลยังมิได้มีคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏหลักฐานในสำนวนคดีว่าระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2549 โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์และศาลชั้นต้นได้ส่งสัญญาประนีประนอมยอมความและรายงานกระบวนพิจารณาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้ว คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและคดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าวกลับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษาให้ยกฟ้องจึงเป็นการไม่ชอบ กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้โจทก์ร่วมไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นสมควรวินิจฉัยคำขอถอนคำร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ เมื่อการถอนคำร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป คดีจึงไม่มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมอีกต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 126 ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัดพะเยาเจริญยนต์ (1996)
จำเลย — นางคมคาย พุ่มโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2950/2553
#499242
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้อง และต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ก็ถือเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 83 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 360/2542, 398/2542 และ 499/2542 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 499/2542 และ 636/2542 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า ความผิดตามฟ้องมิได้เกิดขึ้นภายในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นและจำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดลำพูนตามลำดับ ซึ่งอยู่นอกเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย และแม้คดีนี้จะเป็นการพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม คดีก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สัมพันธ์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายรักษ์ เพียรเสถียรกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายประสงค์ ชุ่มจิตร
ศาลอุทธรณ์ — นายโสรัตน์ เพียรอนุกูล
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2945/2553
#505287
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือวางมัดจำ กำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 2 สิงหาคม 2541 แต่สัญญาข้อ 12 ระบุว่า หากในกรณีที่ผู้จะซื้อยังไม่พร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม ผู้จะขายยินยอมผ่อนผันเลื่อนกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไปจนกว่าผู้จะซื้อพร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์เหตุที่กำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หลังจากวันทำสัญญานาน 5 ปี 6 เดือน ทั้งให้โอกาสโจทก์เลื่อนกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และตอนท้ายของสัญญาข้อ 3 ระบุว่า ค่านายหน้าผู้จะขายให้ 4 เปอร์เซ็นต์ของราคาที่ดินที่ขาย โดยแบ่งให้นายหน้า 2 เปอร์เซ็นต์ และผู้จะซื้อ 2 เปอร์เซ็นต์ วันที่ 28 กรกฎาคม 2541 โจทก์ทำหนังสือขอเลื่อนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินออกไปโดยไม่มีกำหนด อ้างว่าเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันมีปัญหาทั่วประเทศ สถาบันการเงินและธนาคารไม่มีเงินสำรองให้บุคคลภายนอกกู้ได้โดยไม่มีหลักประกันนั้น แสดงเจตนาให้เห็นว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพื่อให้เวลาโจทก์มีสิทธินำที่ดินไปบอกขายต่อและได้ค่านายหน้า สอดคล้องกับสัญญาข้อ 8 ที่ระบุว่า ผู้จะขายยินยอมให้ผู้จะซื้อให้บุคคลอื่นเป็นคู่สัญญาหรือเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแทนผู้จะซื้อการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่สัญญาข้อ 12 ให้โจทก์เลื่อนกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินออกไปได้นั้น เป็นการให้โอกาสโจทก์เลื่อนระยะเวลาออกไปชั่วครั้งชั่วคราวเพื่อขวนขวายหาเงินหรือหาบุคคลอื่นมาซื้อที่ดินไม่ใช่ให้สิทธิโจทก์เลื่อนกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินออกไปได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด เพราะมิฉะนั้นสัญญาจะซื้อจะขายก็ไม่มีทางสำเร็จผลเป็นสัญญาซื้อขายไปได้ การที่โจทก์ปล่อยระยะเวลาให้ล่วงเลยต่อไปอีกประมาณ 5 ปี หลังจากทำหนังสือขอเลื่อนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่สามารถหาเงินมาชำระราคาที่ดินที่เหลือหรือไม่สามารถหาบุคคลอื่นมาซื้อที่ดินได้ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาต่างตอบแทนจำเลยทั้งสองจึงกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้โจทก์มาชำระเงินและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันที่ 30 เมษายน 2546 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 แม้หนังสือบอกกล่าวจะมีข้อโต้แย้งเรื่องให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยก็ตาม แต่การที่โจทก์ทำหนังสือลงวันที่ 17 เมษายน 2546 ขอบอกเลิกสัญญาอ้างว่าสัญญาจะซื้อจะขายกำหนดให้การนัดหมายโอนเป็นหน้าที่ของผู้จะซื้อ จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามสัญญา และวันที่ 30 เมษายน 2546 โจทก์ไม่ไปที่สำนักงานที่ดิน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่สามารถหาเงินมาชำระราคาที่ดินที่เหลือหรือไม่สามารถหาบุคคลอื่นมาซื้อที่ดินได้หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายมา 10 ปี แล้วนั้น ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่หลังจากโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองมิได้ทักท้วงและไม่ได้เรียกร้องให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยปริยาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 3,525,958.93 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ผิดสัญญา จึงไม่ต้องคืนเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 1,500,000 บาท แก่โจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7292 ตำบลตลาดจินดา อำเภอตลาดใหม่ จังหวัดนครปฐม กับจำเลยทั้งสองในราคา 9,724,000 บาท โจทก์ชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญาจำนวน 500,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2537 จำนวนเงิน 500,000 บาท วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2538 จำนวนเงิน 1,000,000 บาท และชำระวันที่ 2 สิงหาคม 2541 ซึ่งเป็นวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จำนวนเงิน 7,724,000 บาท ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2537 โจทก์ชำระเงินจำนวน 500,000 บาท และวันที่ 17 มกราคม 2538 โจทก์ชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้จำเลยทั้งสอง หลังจากนั้นวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 โจทก์ทำหนังสือขอเลื่อนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินออกไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา วันที่ 31 มีนาคม 2546 จำเลยทั้งสองทำหนังสือขอให้โจทก์มารับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันที่ 30 เมษายน 2546 พร้อมชำระดอกเบี้ย วันที่ 17 เมษายน 2546 โจทก์ทำหนังสือขอบอกเลิกสัญญาให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าที่ดินที่รับไว้ทั้งหมดพร้อมชำระดอกเบี้ย และโจทก์ไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นแรกว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา เห็นว่า หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือวางมัดจำเอกสารหมาย จ.3 ตกลงกำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 2 สิงหาคม 2541 แต่สัญญาข้อ 12 ระบุว่า หากในกรณีที่ผู้จะซื้อยังไม่พร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ผู้จะขายยินยอมผ่อนผันเลื่อนกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไปจนกว่าผู้จะซื้อพร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ เหตุที่กำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หลังจากวันทำสัญญานาน 5 ปี 6 เดือน ทั้งให้โอกาสโจทก์เลื่อนกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตอนท้ายของสัญญาข้อ 3 ระบุว่า ค่านายหน้าผู้จะขายให้ 4 เปอร์เซ็นต์ของราคาที่ดินที่ขายโดยแบ่งให้นายหน้า 2 เปอร์เซ็นต์ และผู้จะซื้อ 2 เปอร์เซ็นต์ วันที่ 28 กรกฎาคม 2541 โจทก์ทำหนังสือขอเลื่อนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินออกไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาอ้างว่าเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันมีปัญหาทั่วประเทศ สถาบันการเงินและธนาคารไม่มีเงินสำรองให้บุคคลภายนอกกู้ได้โดยไม่มีหลักประกันนั้น แสดงเจตนาให้เห็นว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพื่อให้เวลาโจทก์มีสิทธินำที่ดินไปบอกขายต่อและได้ค่านายหน้า สอดคล้องกับสัญญาข้อ 8 ระบุว่า ผู้จะขายยินยอมให้ผู้จะซื้อให้บุคคลอื่นเป็นคู่สัญญา หรือเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแทนผู้จะซื้อ การทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่สัญญาข้อ 12 ให้โจทก์เลื่อนกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินออกไปได้นั้น เป็นการให้โอกาสโจทก์เลื่อนระยะเวลาออกไปชั่วครั้งชั่วคราวเพื่อขวนขวายหาเงินหรือหาบุคคลอื่นมาซื้อที่ดินไม่ใช่ให้สิทธิโจทก์เลื่อนกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินออกไปได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด เพราะมิฉะนั้นสัญญาจะซื้อจะขายก็ไม่มีทางสำเร็จผลเป็นสัญญาซื้อขายไปได้ การที่โจทก์ปล่อยระยะเวลาให้ล่วงเลยต่อไปอีกประมาณ 5 ปี หลังจากทำหนังสือขอเลื่อนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่สามารถหาเงินมาชำระราคาที่ดินที่เหลือหรือไม่สามารถหาบุคคลอื่นมาซื้อที่ดินได้ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยทั้งสองจึงกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้โจทก์มาชำระเงินและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันที่ 30 เมษายน 2546 ตามเอกสารหมาย จ.7 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 แม้หนังสือบอกกล่าวจะมีข้อโต้แย้งเรื่องให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยก็ตามแต่การที่โจทก์ทำหนังสือลงวันที่ 17 เมษายน 2546 ขอบอกเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ.8 โดยอ้างว่าสัญญาจะซื้อจะขายกำหนดให้การนัดหมายโอนเป็นหน้าที่ของผู้จะซื้อ จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามสัญญา และวันที่ 30 เมษายน 2546 โจทก์ไม่ไปที่สำนักงานที่ดินตามสำเนาคำขอเอกสารหมาย ล.9 โดยข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่สามารถหาเงินมาชำระราคาที่ดินที่เหลือหรือไม่สามารถหาบุคคลอื่นมาซื้อที่ดินได้หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายมา 10 ปีแล้วนั้น ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยตรงกันมา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่หลังจากโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองมิได้ทักท้วงและไม่ได้เรียกร้องให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยปริยายที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสัญญาจะซื้อจะขายยังไม่เลิกกันนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

โจทก์ฎีกาประเด็นสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินจำนวน 2,000,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์ชำระเงินให้จำเลยทั้งสองไปแล้ว 2,000,000 บาท แต่เงินจำนวน 500,000 บาท ที่โจทก์ชำระในวันทำสัญญาตามสัญญาจะซื้อจะขายข้อ 2 เป็นเงินมัดจำ ส่วนเงิน 1,500,000 บาท ที่ชำระต่อมาเป็นเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ ดังนั้น เมื่อมีการเลิกสัญญาเพราะความผิดของโจทก์ฝ่ายที่วางมัดจำ จำเลยทั้งสองจึงริบมัดจำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (2) แต่ต้องคืนเงินจำนวน 1,500,000 บาท ให้โจทก์ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา และให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยคิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงต้องคืนเงินจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มกราคม 2538 ที่โจทก์ชำระเงินครั้งสุดท้ายตามบันทึกรับเงินค่าที่ดินเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 3 ให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองคืนเงินแก่โจทก์ และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มกราคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอุไร วรวิทย์จรุงวัฒน์
จำเลย — นายเลย หุมสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2910/2553
#499243
เปิดฉบับเต็ม

ซองกระสุนเป็นอาวุธปืนตามความหมายแห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4 (1) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความใน พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อ 1 (4) แม้ซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 15 นัด และ 30 นัด เป็นซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินกว่า 10 นัด อันเป็นซองกระสุนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ข้อ 2 (12) ซึ่งเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 ตามฟ้องโจทก์ แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีกฎกระทรวง ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2552) ออกตามความใน พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 กำหนดให้ซองกระสุนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ต้องเป็นซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกิน 20 นัด จึงถือได้ว่าตามบทบัญญัติดังกล่าวที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 15 นัด ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง จำเลยคงมีความผิดฐานมีอาวุธปืน (ซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 30 นัด) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง สำหรับซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 30 นัด ของกลาง เป็นซองกระสุนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ผู้ใดมีไว้ย่อมเป็นความผิด ซึ่งตาม ป.อ. มาตรา 32 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น จึงต้องริบซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 30 นัด ของกลาง ตามบทบัญญัติดังกล่าว

ความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองต้องระวางโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง ต้องระวางโทษตามมาตรา 72 วรรคสาม และวัตถุที่ต้องห้ามทั้งสองกรณีดังกล่าว กฎหมายถือว่าเป็นวัตถุประเภทเดียวกันโดยบัญญัติบทความผิดกับบทลงโทษในบทมาตราเดียวกัน เมื่อจำเลยมีไว้ในครอบครองในขณะเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกเป็นความผิดแต่ละกรรมโดยชัดแจ้งและขอให้ลงโทษทุกกรรมกับจำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่ทำให้การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8, 8 ทวิ, 55, 56, 72, 72 ทวิ, 78 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 23 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 ริบอาวุธปืนของกลางลำดับที่ 1 ซองกระสุนปืนของกลางชนิดบรรจุ 15 นัด และ 30 นัด ลำดับที่ 24 กระสุนปืนขนาด .32 ของกลางลำดับที่ 20 ลำกล้องเก็บเสียงขนาด .22 จำนวน 1 อัน ของกลางลำดับที่ 39 และเครื่องวิทยุคมนาคม 2 เครื่อง พร้อมเครื่องชาร์จ ของกลางลำดับที่ 54 ถึง 56

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 56, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 72 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง), 78 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 (ที่ถูก มาตรา 6 วรรคหนึ่ง), 23 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนปืนของผู้อื่น และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองและฐานมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ได้รับใบอนุญาตไว้ในครอบครอง เป็นการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกัน จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท และฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 16,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายใน 1 ปี กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 10 ชั่วโมง หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนของกลางลำดับที่ 1 ซองกระสุนปืนของกลางชนิดบรรจุ 15 นัด และ 30 นัด กระสุนปืนขนาด .32 ของกลางลำดับที่ 20 ลำกล้องเก็บเสียงขนาด .22 จำนวน 1 อัน ของกลางลำดับที่ 39 และเครื่องวิทยุคมนาคม 2 เครื่อง พร้อมเครื่องชาร์จ ของกลางลำดับที่ 54 ถึง 56

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ส่วนความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตไว้ในครอบครอง และความผิดฐานมีอาวุธปืน (ลำกล้องเก็บเสียง) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กระทงแรก ปรับ 680 บาท กระทงที่สอง จำคุก 2 ปี สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของตนเองติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร ปรับ 2,000 บาท เมื่อรวมเข้ากับโทษฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นก่อนลดโทษแล้ว เป็นจำคุก 4 ปี และปรับ 18,680 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 9,340 บาท ให้ยกฟ้องข้อหามีอาวุธปืน (ซองกระสุนปืน) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ไม่ริบซองกระสุนปืนของกลางขนาด 9 มม. ชนิดบรรจุกระสุน 15 นัด และ 30 นัด โดยให้คืนแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืน (ซองกระสุน) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง และต้องริบซองกระสุนของกลาง ขนาด 9 มม. ชนิดบรรจุกระสุน 15 นัด และ 30 นัด หรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยในความผิดฐานมีซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 15 นัดก่อน เห็นว่า แม้ซองกระสุนของกลางเป็นซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินกว่า 10 นัด อันเป็นซองกระสุนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อ 2 (12) ซึ่งเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 ตามฟ้องโจทก์ แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีกฎกระทรวง ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2552) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2552 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 โดยกำหนดไว้ในข้อ 1 ว่า ให้ยกเลิกความใน (12) ของข้อ 2 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2512) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "(12) ซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินยี่สิบนัด เว้นแต่ซองกระสุนที่ใช้กับปืนลูกกรดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องไม่เกิน 5.6 มม." ดังนี้ ถือได้ว่าตามบทบัญญัติของกฎกระทรวง ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2552) ที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 15 นัด ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้และไม่ริบซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 15 นัด ของกลางนั้น ชอบแล้ว ส่วนความผิดฐานมีซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 30 นัด เห็นว่า กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อ 1 ระบุว่า ส่วนของอาวุธปืนซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้ถือว่าเป็น "อาวุธปืน" ตามความในมาตรา 4 (1) คือ (4) เครื่องส่งกระสุน ซองกระสุน หรือส่วนประกอบสำคัญของสิ่งเหล่านี้ และข้อ 2 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2552) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ระบุว่า ห้ามมิให้ออกใบอนุญาตสำหรับให้ทำหรือสั่งหรือนำเข้าซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนสำหรับอาวุธดังต่อไปนี้เพื่อการค้าหรือเพื่อใช้ส่วนตัว คือ (12) ซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินยี่สิบนัด เว้นแต่ซองกระสุนที่ใช้กับปืนลูกกรดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องไม่เกิน 5.6 มม. ดังนั้น ซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 30 นัด ของกลางจึงเป็นอาวุธปืนตามความหมายของพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4 (1) เมื่อเป็นซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินยี่สิบนัดแล้วก็เป็นซองกระสุนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 2 (12) จำเลยจึงมีความผิดฐานมีอาวุธปืน (ซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 30 นัด) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานมีอาวุธปืน (ลำกล้องเก็บเสียง) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ สำหรับซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 30 นัด ของกลาง เป็นซองกระสุนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ผู้ใดมีไว้ย่อมเป็นความผิด ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น จึงต้องริบซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 30 นัด ของกลางตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าการที่จำเลยมีซองกระสุนปืนดังกล่าวไว้ในครอบครองไม่เป็นความผิดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า การที่จำเลยมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้และเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำความผิด หลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง ต้องระวางโทษตามมาตรา 72 วรรคสาม และวัตถุที่ต้องห้ามทั้งสองกรณีดังกล่าว กฎหมายถือว่าเป็นวัตถุประเภทเดียวกันโดยบัญญัติบทความผิดกับบทลงโทษในบทมาตราเดียวกัน เมื่อจำเลยมีไว้ในครอบครองในขณะเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกเป็นความผิดแต่ละกรรมโดยชัดแจ้งและขอให้ลงโทษทุกกรรมกับจำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่ทำให้การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฎีกาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืน (ซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 30 นัด) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง อีกบทหนึ่ง อันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานมีอาวุธปืน (ลำกล้องเก็บเสียง) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืน (ลำกล้องเก็บเสียง) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กำหนดโทษให้คงเดิม ริบซองกระสุนของกลางขนาด 9 มม. ชนิดบรรจุกระสุน 30 นัด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง ม. 32
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 (1) ม. 55 ม. 78 วรรคหนึ่ง
กฎกระทรวง ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2552) ออกตามความใน พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490
กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความใน พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 ม. ข้อ 1 (4) ม. ข้อ 2 (12)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายศราวุธ ธรรมจง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางสาวชนาธิป เศรษฐสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูลย์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2910/2553
#504736
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองต้องระวางโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง ต้องระวางโทษตามมาตรา 72 วรรคสาม และวัตถุที่ต้องห้ามทั้งสองกรณีดังกล่าวกฎหมายถือว่าเป็นวัตถุประเภทเดียวกัน โดยบัญญัติบทความผิดกับบทลงโทษในบทมาตราเดียวกัน เมื่อจำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธปืนทั้งสองประเภทในขณะเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกเป็นความผิดแต่ละกรรมโดยชัดแจ้งและขอให้ลงโทษทุกกรรมกับจำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่ทำให้การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ (SMITH & WESSON) ขนาด .38 (SPECIAL) จำนวน 1 กระบอก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนปืนของเจ้าพนักงานประทับ อันเป็นอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ไว้ในครอบครองของจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย จำเลยมีอาวุธปืน ชนิดและขนาดต่างๆ กัน ตามบัญชีของกลางคดีอาญาแนบท้ายฟ้อง ลำดับที่ 2 และ 7 ถึง 15 รวม 10 กระบอก อันมีหมายเลขทะเบียนปืน ซึ่งเป็นของผู้มีชื่อที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนจากนายทะเบียนท้องที่แล้ว และมีกระสุนปืนชนิดและขนาดต่างๆ กัน ตามบัญชีของกลางลำดับที่ 17, 18, 19, 21 และ 22 รวม 669 นัด ซองบรรจุกระสุนปืนพกออโตเมติก (ผลิตจากต่างประเทศ) ขนาด .45 (11 มม.) จำนวน 5 อัน ซองบรรจุกระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 4 อัน ซองบรรจุกระสุนขนาด .22 แมกนั่ม จำนวน 1 อัน และอุปกรณ์ชนิดต่างๆ ตามบัญชีของกลางลำดับที่ 30 ถึง 38 และ 40 อันเป็นอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนตามกฎหมาย ใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย จำเลยมีซองบรรจุกระสุนปืนพกออโตเมติก (GLOCK) ขนาด 9 มม. (PARABELLUM) ชนิดบรรจุกระสุนปืนได้ 15 นัด จำนวน 3 อัน และชนิดบรรจุกระสุนปืนได้ 30 นัด จำนวน 1 อัน ซึ่งบรรจุกระสุนปืนได้เกินกว่า 10 นัด และมีลำกล้องเก็บเสียง (อลูมิเนียม) ขนาด .22 ซองกระสุนปืนและลำกล้องเก็บเสียงดังกล่าวเป็นส่วนของอาวุธปืน อันเป็นอาวุธปืนตามกฎหมายซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ และถือเป็นอาวุธปืนชนิดและขนาดนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ จำเลยมีเครื่องกระสุนปืน ขนาด .32 จำนวน 34 นัด อันเป็นเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับอนุญาตให้มีหรือใช้ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยพาอาวุธปืนพกออโตเมติก (REMINGTON) ขนาด .45 (11 มม.) หมายเลขทะเบียน พล 2/10395 ซึ่งเป็นของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้มีหรือใช้อาวุธปืนจากนายทะเบียนท้องที่แล้ว ติดตัวไปตามถนนภายในหมู่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลบ้านเลือก อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและไม่เป็นกรณีที่ต้องมีอาวุธปืนติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งจำเลยไม่ใช่เจ้าพนักงานและไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย และจำเลยมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคม ยี่ห้อ VEV รุ่น VEV - 3288 ชนิดมือถือ หมายเลขเครื่อง 18 D 11 X 0160 หมายเลขทะเบียนวิทยุคมนาคมไม่ปรากฏจำนวน 1 เครื่อง และยี่ห้อ KENWOOD TK-K 2 AT ชนิดมือถือ หมายเลขเครื่องไม่ปรากฏ หมายเลขทะเบียนวิทยุคมนาคมไม่ปรากฏจำนวน 1 เครื่อง รวม 2 เครื่อง พร้อมเครื่องชาร์จวิทยุสื่อสารยี่ห้อไอคอม จำนวน 1 เครื่อง โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตตามกฎหมายและไม่ได้รับยกเว้นใดๆ ตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลบ้านเลือก อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8, 8 ทวิ, 55, 56, 72, 72 ทวิ, 78 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 23 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 ริบอาวุธปืนของกลาง ลำดับที่ 1 ซองกระสุนปืนของกลางชนิดบรรจุ 15 นัด และ 30 นัด ลำดับที่ 24 กระสุนปืนขนาด .32 ของกลางลำดับที่ 20 ลำกล้องเก็บเสียงขนาด .22 จำนวน 1 อัน ของกลางลำดับที่ 39 และเครื่องวิทยุคมนาคม 2 เครื่อง พร้อมเครื่องชาร์จ ของกลางลำดับที่ 54 ถึง 56

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 56, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 72 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง), 78 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 (ที่ถูก มาตรา 6 วรรคหนึ่ง), 23 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนปืนของผู้อื่น และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองและฐานมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ได้รับใบอนุญาตไว้ในครอบครองเป็นการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท และฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 16,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้งภายใน 1 ปี กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 10 ชั่วโมง หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนของกลางลำดับที่ 1 ซองกระสุนปืนของกลางชนิดบรรจุ 15 นัด และ 30 นัด กระสุนปืนขนาด .32 ของกลางลำดับที่ 20 ลำกล้องเก็บเสียงขนาด .22 จำนวน 1 นัด ของกลางลำดับที่ 39 และเครื่องวิทยุคมนาคม 2 เครื่อง พร้อมเครื่องชาร์จของกลางลำดับที่ 54 ถึง 56

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ส่วนความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตไว้ในครอบครองและความผิดฐานมีอาวุธปืน (ลำกล้องเก็บเสียง) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กระทงแรก ปรับ 680 บาท กระทงที่สอง จำคุก 2 ปี สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของตนเองติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร ปรับ 2,000 บาท เมื่อรวมเข้ากับโทษฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นก่อนลดโทษแล้วเป็นจำคุก 4 ปี และปรับ 18,680 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 9,340 บาท ให้ยกฟ้องข้อหามีอาวุธปืน (ซองกระสุนปืน) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ไม่ริบซองกระสุนปืนของกลางขนาด 9 มม. ชนิดบรรจุกระสุน 15 นัด และ 30 นัด โดยให้คืนแก่จำเลยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจิฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืน (ซองกระสุน) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง และต้องริบซองกระสุนของกลางขนาด 9 มม. ชนิดบรรจุกระสุน 15 นัด และ 30 นัด หรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยในความผิดฐานมีซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 15 นัดก่อน เห็นว่า แม้ซองกระสุนของกลางเป็นซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินกว่า 10 นัด อันเป็นซองกระสุนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกเพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อ 2 (12) ซึ่งเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 ตามฟ้องโจทก์ แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีกฎกระทรวง ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2552) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2552 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 โดยกำหนดไว้ในข้อ 1 ว่า ให้ยกเลิกความใน (12) ของข้อ 2 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2512) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "(12) ซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินยี่สิบนัด เว้นแต่ซองกระสุนที่ใช้กับปืนลูกกรด ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องไม่เกิน 5.6 มม." ดังนี้ ถือได้ว่าตามพระราชบัญญัติของกฎกระทรวง ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2552) ที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 15 นัด ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 55, 78 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้และไม่ริบซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 15 นัดของกลางนั้น ชอบแล้ว ส่วนความผิดฐานมีซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 30 นัด เห็นว่า กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อ 1 ระบุว่า ส่วนของอาวุธปืนซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้ถือว่าเป็น "อาวุธปืน" ตามความในมาตรา 4 (1) คือ (4) เครื่องกระสุน ซองกระสุน หรือส่วนประกอบสำคัญของสิ่งเหล่านี้ และข้อ 2 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2552) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ระบุว่า ห้ามมิให้ออกใบอนุญาตสำหรับให้ทำหรือสั่งหรือนำเข้าซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนสำหรับอาวุธดังต่อไปนี้เพื่อการค้าหรือเพื่อใช้ส่วนตัว คือ (12) ซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินยี่สิบนัด เว้นแต่ซองกระสุนที่ใช้กับปืนลูกกรดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องไม่เกิน 5.6 มม. ดังนั้น ซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 30 นัด ของกลางจึงเป็นอาวุธปืนตามความหมายของพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4 (1) เมื่อเป็นซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินยี่สิบนัดแล้วก็เป็นซองกระสุนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 2 (12) จำเลยจึงมีความผิดฐานมีอาวุธปืน (ซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 30 นัด) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานมีอาวุธปืน (ลำกล้องเก็บเสียง) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ สำหรับซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 30 นัด ของกลาง เป็นซองกระสุนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ผู้ใดมีไว้ย่อมเป็นความผิดซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น จึงร้องริบซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 30 นัด ของกลางตามบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยมีซองกระสุนปืนดังกล่าวไว้ในครอบครองไม่เป็นความผิดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า การที่จำเลยมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้และเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง ต้องระวางโทษตามมาตรา 72 วรรคสาม และวัตถุที่ต้องห้ามทั้งสองกรณีดังกล่าว กฎหมายถือว่าเป็นวัตถุประเภทเดียวกัน โดยบัญญัติบทความผิดกับบทลงโทษในบทมาตราเดียวกัน เมื่อจำเลยมีไว้ในครอบครองในขณะเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกเป็นความผิดแต่ละกรรมโดยชัดแจ้ง และขอให้ลงโทษทุกกรรมกับจำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่ทำให้การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฎีกาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ในข้อนี้มาด้วย จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืน (ซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนได้ 30 นัด) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง อีกบทหนึ่ง อันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานมีอาวุธปืน (ลำกล้องเก็บเสียง) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืน (ลำกล้องเก็บเสียง) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กำหนดโทษให้คงเดิม ริบซองกระสุนของกลางขนาด 9 มม. ชนิดบรรจุกระสุน 30 นัด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายศราวุธ ธรรมจง
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2900/2553
#498983
เปิดฉบับเต็ม

เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 319 เป็นที่ดินแปลงใหญ่ ต่อมามีการแบ่งแยกออกไปรวม 8 แปลง โดยที่ดินของโจทก์ทั้งสามแปลงต่างแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 319 ด้วย ส่วนที่เหลือจากการแบ่งแยกมีโจทก์ที่ 2 และนาย ล. กับพวกอีก 6 คน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม และโฉนดที่ดินของนาย ล. ที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 319 แปลงใหญ่ เป็นที่ดินที่มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้เช่นเดียวกับที่ดินโจทก์ทั้งสาม เมื่อนาย ล. ผ่านที่ดินจำเลยซึ่งล้อมอยู่ออกไปสู่ทางสาธารณะคลองคอกกระบือและถนนเอกชัยได้ โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่แบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 319 ย่อมมีสิทธิผ่านที่ดินจำเลยซึ่งเป็นทางจำเป็นได้เช่นเดียวกับนาย ล. จำเลยไม่มีสิทธิปิดกั้นทางจำเป็นได้อีกต่อไป และถือว่าโจทก์ทั้งสามมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิให้จำเลยเปิดทางจำเป็นในที่ดินแปลงอื่นได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสามทำถนนตั้งแต่ริมคลองคอกกระบือถึงที่ดินของโจทก์ทั้งสามยาว 20 วา และกว้าง 5 เมตร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 31253 ตำบลบางน้ำจืด ( โพแจ้ ) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ของจำเลยในส่วนที่ตกเป็นภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 319 ตำบลโพแจ้ อำภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อออกสู่คลองคอกกระบือและถนนเอกชัย โดยโจทก์ยอมจ่ายค่าทดแทนให้แก่จำเลยเป็นเงิน 10,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 31253 ตำบลบางน้ำจืด ( โพแจ้ ) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ของจำเลยออกสู่คลองคอกกระบือ และถนนเอกชัย โดยทำเป็นถนนกว้างไม่เกิน 1 เมตร บนแนวคูน้ำภาระจำยอมในที่ดินของจำเลยตั้งแต่คลองคอกกระบือถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 319 ตำบลโพแจ้ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เป็นระยะทางยาวประมาณ 20 วา แต่ทั้งนี้การทำถนนของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวจะต้องไม่ให้เสื่อมประโยชน์แก่ภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 319 ในการชักน้ำเข้านาและสวน และให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าทดแทนคนละ 20,000 บาท แก่จำเลย คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 319 เป็นที่ดินแปลงใหญ่ ต่อมีการแบ่งแยกไปรวม 8 แปลง โดยที่ดินโจทก์ทั้งสามต่างแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 319 ส่วนที่เหลือจากการแบ่งแยกมีโจทก์ที่ 2 และนายละออง กับพวกอีก 6 คน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม และโฉนดที่ดินของนางละอองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 319 แปลงใหญ่ และมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้เช่นเดียวกับที่ดินโจทก์ทั้งสาม เมื่อนายละอองผ่านที่ดินจำเลยซึ่งล้อมอยู่ออกไปสู่ทางสาธารณะคลองคอกกระบือและถนนเอกชัยที่ดินของโจทก์ทั้งสามแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 319 ซึ่งเป็นแปลงใหญ่ และที่ดินโฉนดเลขที่ 319 นั้น ปรากฏว่าที่ดินที่แบ่งทุกแปลงมีทางออกผ่านที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะเป็นทางจำเป็นอยู่แล้ว ดังนั้นโจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิผ่านที่ดินจำเลยซึ่งเป็นทางจำเป็นได้เช่นเดียวกับนายละออง เพราะจำเลยไม่มีสิทธิปิดกั้นทางจำเป็นได้อีกต่อไป ถือได้ว่า ที่ดินโจทก์ทั้งสามมีทางออกถึงทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยเปิดทางพิพาทในที่ดินจำเลยเป็นทางจำเป็นได้อีก

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าตรีเพ็ญศรี เชื่อมสุข กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — นายวีระ เตยอ่อน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสมาน พูลสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2900/2553
#504712
เปิดฉบับเต็ม

อ. ฟ้องจำเลยขอให้เปิดทางจำเป็น เป็นเรื่องเฉพาะตัวไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสาม แต่ อ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 319 แปลงใหญ่ และมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้เช่นเดียวกับที่ดินโจทก์ทั้งสาม เมื่อ อ. ผ่านที่ดินจำเลยซึ่งล้อมอยู่ออกไปสู่ทางสาธารณะและถนนได้ การที่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 319 ซึ่งเป็นแปลงใหญ่นั้นปรากฏว่าที่ดินที่แบ่งทุกแปลงมีทางออกผ่านที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะเป็นทางจำเป็นอยู่แล้ว ดังนั้น โจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิผ่านที่ดินของจำเลยซึ่งเป็นทางจำเป็นได้เช่นเดียวกับ อ. เพราะจำเลยไม่มีสิทธิปิดกั้นทางจำเป็นได้อีกต่อไป ถือได้ว่าที่ดินโจทก์ทั้งสามมีทางออกถึงทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งสามจึงมีไม่สิทธิเรียกร้องให้จำเลยเปิดทางพิพาทในที่ดินจำเลยเป็นทางจำเป็นได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสามทำถนนตั้งแต่ริมคลองคอกกระบือถึงที่ดินของโจทก์ทั้งสามยาว 20 วา และกว้าง 5 เมตร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 31253 ตำบลบางน้ำจืด (โพแจ้) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ของจำเลยในส่วนที่ตกเป็นภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 319 ตำบลโพแจ้ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อออกสู่คลองคอกกระบือและถนนเอกชัย โดยโจทก์ยอมจ่ายค่าทดแทนให้แก่จำเลยเป็นเงิน 10,000 บาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 31253 ตำบลบางน้ำจืด (โพแจ้) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ของจำเลยออกสู่คลองคอกกระบือ และถนนเอกชัย โดยทำเป็นถนนกว้างไม่เกิน 1 เมตร บนแนวคูน้ำภาระจำยอมในที่ดินของจำเลยตั้งแต่คลองคอกกระบือถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 319 ตำบลโพแจ้ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เป็นระยะทางยาวประมาณ 20 วา แต่ทั้งนี้การทำถนนของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวจะต้องไม่ให้เสื่อมประโยชน์แก่ภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 319 ในการชักน้ำเข้านาและสวน และให้โจทก์สามใช้ค่าทดแทนคนละ 20,000 บาท แก่จำเลย คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื่องต้นนฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19827 ตำบลบางน้ำจืด (โพแจ้) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยได้รับการให้มาจากพันจ่าเอกจันทร์ ซึ่งเป็นบิดาตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19826 ตำบลบางน้ำจืด (โพแจ้) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 47837 ตำบลบางน้ำจืด (โพแจ้) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 31253 ตำบลบางน้ำจืด (โพแจ้) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ. 3 โดยทิศเหนือจดคลองคอกกระบือและถนนเอกชัยซึ่งเป็นทางสาธารณะ ทิศตะวันตกจดที่ดินโฉนดเลขที่ 319 ตำบลโพแจ้ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ทางพิพาทภายในเส้นสีเขียวในแผนที่วิวาทอยู่ในที่ดินจำเลยด้านทิศใต้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า ที่ดินโจทก์ทั้งสามมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ฟังได้ว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 319 เป็นที่ดินแปลงใหญ่ ต่อมามีการแบ่งแยกไปรวม 8 แปลง โดยที่ดินโจทก์ทั้งสามต่างแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 319 แปลงใหญ่ด้วย ปัจจุบันที่ดินโฉนดเลขที่ 319 แปลงเดิม ส่วนที่เหลือจากการแบ่งแยกมีโจทก์ที่ 2 และนายละออง กับพวกอีก 6 คน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม และมีทางภายในเส้นสีเขียวตามรูปแผนที่หลังโฉนดที่ดินอยู่กลางระหว่างที่ดินที่แบ่งแยกไปจนจดทางพิพาท นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังฟังได้ว่า นายละอองยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15125 ตำบลบางน้ำจืด (โพแจ้) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีทิศตะวันตกจดที่ดินจำเลยและอยู่ด้านทิศเหนือของทางภายในเส้นสีเขียว ส่วนที่ดินโจทก์ทั้งสามอยู่ด้านใต้ของทางภายในเส้นสีเขียว ซึ่งโจทก์ทั้งสามสามารถใช้ทางภายในเส้นสีเขียวได้ ก่อนหน้านี้นายละอองซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15125 ได้ฟ้องจำเลยโดยอ้างว่า ที่ดินนายละอองมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้นายละอองมีสิทธิผ่านบนแนวคูน้ำภาระจำยอมในที่ดินจำเลยซึ่งเป็นทางจำเป็นออกสู่ทางสาธารณะคลองคอกกระบือและถนนเอกชัยได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 417/2531 ของศาลชั้นต้น แม้นายละอองฟ้องจำเลยขอให้เปิดทางจำเป็น เป็นเรื่องเฉพาะตัวไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสามดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยก็ตาม แต่นายละอองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 319 แปลงใหญ่ และมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้เช่นเดียวกับที่ดินโจทก์ทั้งสาม เมื่อนายละอองผ่านที่ดินจำเลยซึ่งล้อมอยู่ออกไปสู่ทางสาธารณะคลองคอกกระบือและถนนเอกชัยได้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าวแล้ว การที่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 319 ซึ่งเป็นแปลงใหญ่และที่ดินโฉนดเลขที่ 319 ตามเอกสารหมาย จ.1 นั้น ปรากฏว่าที่ดินที่แบ่งทุกแปลงมีทางออกผ่านที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะเป็นทางจำเป็นอยู่แล้ว ดังนั้น โจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิผ่านที่ดินจำเลยซึ่งเป็นทางจำเป็นได้เช่นเดียวกับนายละออง เพราะจำเลยไม่มีสิทธิปิดกั้นทางจำเป็นได้อีกต่อไป ถือได้ว่าที่ดินโจทก์ทั้งสามมีทางออกถึงทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยเปิดทางพิพาทในที่ดินจำเลยเป็นทางจำเป็นได้อีก กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสามและฎีกาของจำเลยข้อต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าตรีหญิงเพ็ญศรี เชื่อมสุข กับพวก
จำเลย — นายวีระ เตยอ่อน
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2897/2553
#500136
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และสืบพยานจำเลยในวันที่ 24 เมษายน 2549 เวลา 9 นาฬิกาเมื่อถึงวันนัดในช่วงเช้า ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาศาลและไปคอยอยู่ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 2 แต่เนื่องจากคดีนี้ย้ายไปพิจารณาที่ห้องพิจารณาคดีที่ 5 จึงไม่พบสำนวนคดีนี้ ทนายโจทก์จึงไปสอบถามเจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์ลงเวลานัดพิจารณาผิดพลาดเป็นช่วงบ่าย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และทนายโจทก์จึงไม่ได้เข้าห้องพิจารณาคดีที่ 5 ในช่วงเช้า โดยรออยู่ที่ศาลจนถึงช่วงบ่าย เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์และทนายโจทก์มาศาลตามกำหนดนัดแล้ว แต่เป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ศาลเองที่ทำให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และทนายโจทก์ไม่ได้เข้าห้องพิจารณาคดี เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ การจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นเป็นการสั่งโดยผิดหลง ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวเสียได้ตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 27 ให้อำนาจไว้ โดยไม่จำต้องมีคู่ความฝ่ายใดร้องขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 640,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นกำหนดนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ 24 เมษายน 2549 เวลา 9 นาฬิกา ถึงวันเวลานัดไม่มีคู่ความมาศาล ศาลชั้นต้นถือว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาและดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีโดยผิดหลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และกำหนดวัดนัดพิจารณาคดีใหม่

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และกำหนดวันนัดพิจารณาคดีใหม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลชั้นต้นกำหนดนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในวันที่ 24 เมษายน 2549 เวลา 9 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัดในช่วงเช้าทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาศาลและไปคอยอยู่ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 2 แต่เนื่องจากคดีนี้ย้ายไปพิจารณาที้ห้องพิจารณาคดีที่ 5 จึงไม่พบสำนวนคดีนี้ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 2 ทนายโจทก์จึงไปสอบถามเจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์ลงเวลานัดพิจารณาคดีผิดพลาดเป็นช่วงบ่าย ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์จึงไม่ได้เข้าห้องพิจารณาคดีที่ 5 ในช่วงเช้า โดยรออยู่ที่ศาลจนถึงช่วงบ่าย เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์และทนายโจทก์มาศาลตามกำหนดนัดแล้ว แต่เป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ศาลเองที่ทำให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และทนายโจทก์ไม่ได้เข้าห้องพิจารณาคดี เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ การจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวเสียได้ตามที่มาตรา 27 ให้อำนาจไว้ โดยไม่จำต้องมีคู่ความฝ่ายใดร้องขอ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องของโจทก์ให้แก่จำเลยทั้งสามเพื่อจะได้มีโอกาสคัดค้านก่อนและการไต่สวนคำร้องของโจทก์เป็นไปโดยมิชอบนั้นจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 201
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.เรืองโรจน์ จำกัด
จำเลย — นายบุญเลี้ยง วระโพธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายสมบูรณ์ ดวงดารา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
ศิริชัย จิระบุญศรี
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2897/2553
#509563
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย เวลา 9 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัดในช่วงเช้าทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาศาลและไปคอยอยู่ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 2 แต่เนื่องจากคดีนี้ย้ายไปพิจารณาที่ห้องพิจารณาคดีที่ 5 จึงไม่พบสำนวนคดีนี้ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 2 ทนายโจทก์จึงไปสอบถามเจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์ลงเวลานัดพิจารณาคดีผิดพลาดเป็นช่วงบ่าย ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์จึงไม่ได้เข้าห้องพิจารณาคดีที่ 5 ในช่วงเช้า โดยรออยู่ที่ศาลจนถึงช่วงบ่าย แสดงให้เห็นว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์และทนายโจทก์มาศาลตามกำหนดนัดแล้ว แต่เป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ศาลเองที่ทำให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และทนายโจทก์ไม่ได้เข้าห้องพิจารณาคดี เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ เป็นการสั่งโดยผิดหลงชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวเสียได้ตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 27 ให้อำนาจไว้ โดยไม่จำต้องมีคู่ความฝ่ายใดร้องขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 640,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นกำหนดนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ 24 เมษายน 2549 เวลา 9 นาฬิกา ถึงวันเวลานัดไม่มีคู่ความมาศาล ศาลชั้นต้นถือว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ในวันนัดสืบพยานทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาศาลในเวลา 9 นาฬิกา และไปที่ห้องพิจารณาคดีที่ 2 ซึ่งเป็นห้องพิจารณาคดีในนัดที่แล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มีสำนวนคดีนี้ จึงไปสอบถามเจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์เจ้าหน้าที่บอกว่าคดีนี้นัดบ่ายเวลา 13.30 นาฬิกา โจทก์จึงไม่ได้เข้าห้องพิจารณาคดีที่ 5 ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี โจทก์จึงขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาและดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ต่อไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีโดยผิดหลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และกำหนดวัดนัดพิจารณาคดีใหม่

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และกำหนดวันนัดพิจารณาคดีใหม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลชั้นต้นกำหนดนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในวันที่ 24 เมษายน 2549 เวลา 9 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัดในช่วงเช้าทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาศาลและไปคอยอยู่ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 2 แต่เนื่องจากคดีนี้ย้ายไปพิจารณาที่ห้องพิจารณาคดีที่ 5 จึงไม่พบสำนวนคดีนี้ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 2 ทนายโจทก์จึงไปสอบถามเจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์ลงเวลานัดพิจารณาคดีผิดพลาดเป็นช่วงบ่าย ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์จึงไม่ได้เข้าห้องพิจารณาคดีที่ 5 ในช่วงเช้า โดยรออยู่ที่ศาลจนถึงช่วงบ่าย เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์และทนายโจทก์มาศาลตามกำหนดนัดแล้ว แต่เป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ศาลเองที่ทำให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และทนายโจทก์ไม่ได้เข้าห้องพิจารณาคดี เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ การจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวเสียได้ตามที่มาตรา 27 ให้อำนาจไว้ โดยไม่จำต้องมีคู่ความฝ่ายใดร้องขอ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องของโจทก์ให้แก่จำเลยทั้งสามเพื่อจะได้มีโอกาสคัดค้านก่อนและการไต่สวนคำร้องของโจทก์เป็นไปโดยมิชอบนั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 200
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก. เรืองโรจน์ จำกัด
จำเลย — นายบุญเลี้ยง วระโพธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
ศิริชัย จิระบุญศรี
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2889/2553
#499244
เปิดฉบับเต็ม

ขณะโจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่ทราบว่ามีข้อกำหนดห้ามโอนที่ดินพิพาท นิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระราคาที่ดินที่เหลือแก่จำเลยที่ 1 อีก การที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเพราะต้องการที่ดินพิพาทโดยไม่รู้มาก่อนว่าที่ดินพิพาทอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายที่กำหนดข้อห้ามโอนไว้ กรณีดังกล่าวไม่ใช่โจทก์กระทำการตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระหรือกระทำการชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 และมาตรา 411 จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินที่ค่าที่ดินที่ได้ชำระมาแล้วให้แก่โจทก์

โจทก์อ้างหนังสือสัญญาซื้อขายเพื่อแสดงข้อเท็จจริงต่อศาลว่าได้มีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้อ้างเพื่อแสดงข้อเท็จจริงว่าเป็นใบรับ จึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์และไม่ต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงิน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 7,932 บาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 340,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 7,932 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าที่ดินจำนวน 340,000 บาท คืนจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะโจทก์ทำสัญญาซื้อขายจากจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ไม่ทราบว่ามีข้อกำหนดห้ามโอนที่ดินพิพาท และนิติกรรมดังกล่าวเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เมื่อสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะมาแต่แรกแล้ว โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระราคาที่ดินที่เหลือแก่จำเลยที่ 1 อีก การที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 ก็เพราะต้องการที่ดินพิพาทโดยไม่รู้มาก่อนว่าที่ดินพิพาทอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายที่กำหนดข้อห้ามโอนไว้ กรณีดังกล่าวไม่ใช่โจทก์กระทำการตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระหรือกระทำการชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 และมาตรา 411 ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวน 340,000 บาท แก่โจทก์

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า สัญญาซื้อขายมิอาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพราะมิได้ปิดอากรแสตป์ ปรากฏว่าโจทก์อ้างหนังสือสัญญาซื้อขายเพื่อแสดงข้อเท็จจริงต่อศาลว่าได้มีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จริง ไม่ได้อ้างเพื่อแสดงข้อเท็จจริงว่าเป็นใบรับ จึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์และไม่ต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 407 ม. 411 ม. 453
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญชัย ทิพย์พิมานชัย
จำเลย — นายพลอย ทูลสูงเนิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายโชคชัย รัตกิจนากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2889/2553
#508687
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่ทราบว่ามีข้อกำหนดห้ามโอนที่ดินพิพาทและนิติกรรมดังกล่าวเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตามป.พ.พ. มาตรา 150 เมื่อสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะมาแต่แรก โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระราคาที่ดินที่เหลือแก่จำเลยที่ 1 อีก การที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 ก็เพราะต้องการได้ที่ดินพิพาทโดยไม่รู้มาก่อนว่าที่ดินพิพาทอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายที่กำหนดข้อห้ามโอนไว้ การที่โจทก์ชำระราคาที่ดินให้จำเลย จึงไม่ใช่โจทก์กระทำการตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระหรือกระทำการชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีตามป.พ.พ. มาตรา 407 และมาตรา 411

โจทก์อ้างหนังสือสัญญาซื้อขายเพื่อแสดงข้อเท็จจริงต่อศาลว่าได้มีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จริงไม่ได้อ้างเพื่อแสดงข้อเท็จจริงว่าเป็นใบรับ จึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์และไม่ต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2543 โจทก์และนางกุสุมาซื้อที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 5609 ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาเนื้อที่ 6 ไร่ 67 ตารางวา ในราคา 740,000 บาท จากจำเลยทั้งสองโจทก์ชำระเงินแก่จำเลยทั้งสองบางส่วน จำนวน 340,000 บาท จำเลยทั้งสองผิดสัญญาซื้อขายตั้งแรกเป็นเหตุให้ไม่สามารถส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ ทั้งสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะเพราะไม่ได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด โจทก์บอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยทั้งสองคืนเงินที่รับชำระจากโจทก์ไปแล้วโดยกำหนดชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 แต่จำเลยทั้สองผิดนัดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงิน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 7,932 บาท

จำเลยทั้งสองให้การว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองในที่ดินเดิมมีเนื้อที่ประมาณ 32 ไร่ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ตกลงขายที่ดินบางส่วนเนื้อที่ 6 ไร่ 67 ตารางวา คือที่ดินพิพาทแก่โจทก์และนางกุสุมาจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และนางกุสุมาเข้าครอบครองทำประโยชน์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมชำระราคาที่ดินที่เหลืออีก 400,000 บาท เนื่องจากโจทก์ไม่มีเงินที่จะชำระราคาจึงอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและสัญญาซื้อขายที่ดินไม่ได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดจึงตกเป็นโมฆะ เพื่อขอเงินที่ชำระไปแล้วคืน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ส่งมอบที่ดินที่มีการซื้อขายให้แก่โจทก์เข้าครอบครองแล้วจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 1 มีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระไปแล้ว จำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและมิได้มีนิติสัมพันธ์ในการทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นเพียงพยานในสัญญาซื้อขายจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 340,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 7,932 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5609 เนื้อที่ 32 ไร่ 2 งาน 6 ตารางวา ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.3 ต่อมาวันที่ 27 มกราคม 2543 โจทก์และนางกุสุมาได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวบางส่วนซึ่งเป็นที่ดินพิพาทเนื้อที่ 6 ไร่ 67 ตารางวา จากจำเลยที่ 1 ในราคา 740,000 บาท ตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ชำระเงินแล้ว 340,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงกันให้โจทก์ชำระเป็นเช็คฉบับละ 50,000 บาท จำนวน 8 ฉบับ ในภายหลัง โดยขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทอยู่ในระหว่างห้ามโอนตามมาตรา 12 แห่ง พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 และติดจำนองอยู่กับนางสุภาภรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าที่ดินจำนวน 340,000 บาท คืนจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนางณัฐพร ภริยาโจทก์เป็นพยานเบิกความได้ความว่า ในวันทำสัญญานั้น จำเลยทั้งสองนำสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทเฉพาะด้านหน้าให้ดูเท่านั้นและบอกว่าสามารถโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ และจะโอนที่ดินพิพาททางทะเบียนเมื่อโจทก์จ่ายเงินให้ครบแล้ว โดยจำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่มีภาระติดพันใดๆ หลังจากนั้นโจทก์และนางณัฐพรไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินปรากฏว่าที่ดินพิพาทติดจำนอง และมีข้อห้ามโอนตามกฎหมาย ถือว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาโจทก์จึงไม่ชำระค่าที่ดินที่ค้างอยู่และให้จำเลยทั้งสองนำเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วมาคืน แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้นำต้นฉบับของสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.3 ให้โจทก์ดูแล้ว ในวันทำสัญญาโจทก์ได้ชำระค่าที่ดินด้วยเช็คเป็นเงิน 340,000 บาท ส่วนที่เหลือโจทก์ตกลงชำระเป็นเช็คจำนวน 8 ฉบับ ฉบับละ 50,000 บาท แต่โจทก์ไม่ได้สั่งจ่ายเช็คให้ โดยโจทก์ยังค้างชำระค่าที่ดินพิพาทเป็นเงินจำนวน 400,000 บาท เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 2 ระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ขาย (จำเลยที่ 1 ) ยอมสัญญาว่าทรัพย์สินซึ่งผู้ขายนำมาขายให้แก่ผู้ซื้อ (โจทก์) นี้เป็นทรัพย์สินของผู้ขายคนเดียว ไม่เคยนำไปขาย จำนำ หรือทำสัญญาผูกพันใดๆ แก่ผู้ได้เลย ดังนั้น การที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทก็เพราะเชื่อว่าที่ดินพิพาทไม่มีภาระผูกพันใดๆ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาทติดจำนองอยู่กับนางสุภาภรณ์ ซึ่งระบุไว้ที่สารบัญจดทะเบียนด้านหลังหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาท ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้โจทก์ดูต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทดังที่อ้าง เพราะตามวิสัยของผู้ซื้อที่ดินย่อมต้องซื้อที่ดินที่ไม่มีภาระผูกพันใดๆ เช่นนี้ เมื่อข้อความห้ามโอนที่ดินพิพาทภายใน 5 ปี ก็ระบุไว้ที่สารบัญการจดทะเบียน โจทก์ย่อมไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนเช่นเดียวกัน หากขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทโจทก์ทราบว่าที่ดินพิพาทอยู่ในระหว่างเวลาห้ามโอนตามกฎหมายและโจทก์ยังทำสัญญาซื้อขายโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีเหตุขัดข้องแต่อย่างใด ก็ไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือเพราะโจทก์ก็ต้องการซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะโจทก์ทำสัญญาซื้อขายจากจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ไม่ทราบว่ามีข้อกำหนดห้ามโอนที่ดินพิพาท และนิติกรรมดังกล่าวเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เมื่อสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะมาแต่แรกแล้ว โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระราคาที่ดินที่เหลือแก่จำเลยที่ 1 อีก การที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 ก็เพราะต้องการที่ดินพิพาทโดยไม่รู้มาก่อนว่าที่ดินพิพาทอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายที่กำหนดข้อห้ามโอนไว้ กรณีดังกล่าวไม่ใช่โจทก์กระทำการตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระหรือกระทำการชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 และมาตรา 411 ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวน 340,000 บาท แก่โจทก์

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า สัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 มิอาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพราะมิได้ปิดอากรแสตป์นั้น ปรากฏว่าโจทก์อ้างหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 เพื่อแสดงข้อเท็จจริงต่อศาลว่าได้มีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จริง ไม่ได้อ้างเพื่อแสดงข้อเท็จจริงว่าเป็นใบรับ จึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์และไม่ต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 407 ม. 411
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญชัย ทิพย์พิมานชัย
จำเลย — นางพลอย ทูลสูงเนิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2888/2553
#499694
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับ จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยที่ 4 โดยไม่เปิดเผยชื่อตัวการตาม ป.พ.พ. มาตรา 806 ตัวการซึ่งเปิดเผยชื่อจะกลับแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาใด ๆ ซึ่งตัวแทนได้ทำไว้แทนตนก็ได้ สัญญาประกันภัยค้ำจุนระหว่างจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงมีผลบังคับใช้ได้ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 นำรถยนต์ไปใช้ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถคันที่เอาประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยแล้วตามสัญญาประกันภัยหมวดที่ 2 ส่วนที่ 2 ข้อ 2.6 ระบุว่า การคุ้มครองความรับผิดของผู้ขับขี่บริษัทจะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งอยู่ในฐานะผู้เอาประกันภัยจะไม่ต้องรับผิดในเหตุละเมิดที่เกิดขึ้นก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 4 รับประกันภัยไว้ โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 299,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 278,940 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 142,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2543 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ตกเป็นพับ

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 4 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันเป็นอย่างอื่นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 5ฉ-2505 กรุงเทพมหานคร ได้ขับรถคันดังกล่าวไปทางเดียวกับโจทก์ซึ่งขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน บฉ 3535 ประจวบคีรีขันธ์ โดยจำเลยที่ 1 ขับรถอยู่ในช่องเดินรถด้านซ้ายข้างหลังรถโจทก์ซึ่งอยู่ในช่องเดินรถที่ 2 จากทางซ้ายมือแล้วจำเลยที่ 1 ขับรถแซงรถของโจทก์ทางด้านซ้ายและหักรถหลบรถจักรยานยนต์ที่ขับสวนทางมาในช่องเดินรถด้านซ้ายล่วงล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของโจทก์ โจทก์หักรถหลบรถของจำเลยที่ 1 จึงเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทางทำให้รถของโจทก์เสียหายและผู้ที่โดยสารมากับรถของโจทก์ได้รับบาดเจ็บโดยคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนรถที่จำเลยที่ 1 ขับได้เสียหลักพุ่งลงเกาะกลางถนนรถคันดังกล่าวมีชื่อของจำเลยที่ 3 เป็นผู้เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 4 มีปัญหาว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 ตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อจะกลับแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาใด ๆ ซึ่งตัวแทนได้ทำไว้แทนตนก็ได้ สัญญาประกันภัยค้ำจุนระหว่างจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงมีผลบังคับใช้ได้ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 เจ้าของกรรมสิทธิ์นำรถยนต์คันนี้ไปใช้ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถคันที่เอาประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยแล้วและตามสัญญาประกันภัยหมวดที่ 2 ส่วนที่ 2 ข้อ 2.6 ระบุว่าการคุ้มครองความรับผิดของผู้ขับขี่บริษัทจะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง หมายความว่า นอกจากรับผิดในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยทำละเมิดต่อผู้อื่นแล้ว จำเลยที่ 4 ยังยอมรับผิดในกรณีที่จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 ผู้เอาประกันภัยมิได้เป็นผู้ทำละเมิดเองแต่ผู้อื่นเป็นผู้ทำละเมิดโดยผู้นั้นได้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวโดยความยินยอมของผู้เอาประกันภัยด้วย ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งอยู่ในฐานะผู้เอาประกันภัยจะไม่ต้องรับผิดในเหตุละเมิดที่เกิดขึ้นก็ตาม จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยก็ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนต่อบุคคลภายนอก หากฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวขับขี่โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิด ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันรับผิดต่อโจทก์ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 4 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุน ซึ่งมีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์เพียงแต่กำหนดวงเงินความเสียหายที่จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดโดยมิได้ระบุให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด ประกอบกับหนี้หรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์ไม่ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 4 ชำระหนี้ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้มาก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 142,000 บาท ร่วมกับจำเลยที่ 1 แต่สำหรับดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 4 ต้องชำระแก่โจทก์ให้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวมเป็นเงิน 9,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 806
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูชาติ เกิดปราโมทย์
จำเลย — นายไพฑูรย์ ศรีพิพัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงตลิ่งชัน — นายศุภกิจ บุญพ้นทุกข์
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2888/2553
#506159
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 ไม่นำสืบว่าเหตุใดจึงยอมรับทำสัญญาประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันนี้กับจำเลยที่ 3 ทั้งๆ ที่น่าจะทราบดีว่าจำเลยที่ 3 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ตามพฤติการณ์เชื่อว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยที่ 4 โดยไม่เปิดเผยชื่อตัวการตาม ป.พ.พ. มาตรา 806 ตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อจะกลับแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาใดๆ ซึ่งตัวแทนได้ทำให้แทนตนก็ได้ สัญญาประกันภัยค้ำจุนระหว่างจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงมีผลบังคับใช้ได้ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 เจ้าของกรรมสิทธิ์นำรถยนต์คันนี้ไปใช้ย่อมถือได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถคันที่เอาประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยแล้ว และตามสัญญาประกันภัย หมวดที่ 2 ส่วนที่ 2 ข้อ 2.6 ระบุว่าการคุ้มครองความรับผิดของผู้ขับขี่บริษัทจะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดแต่จำเลยที่ 4 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุน มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์กำหนดแต่เพียงวงเงินความเสียหายที่จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดโดยมิได้ระบุให้ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิดเมื่อหนี้ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์มิได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ตกเป็นผู้ผิดนัดก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน บฉ 3535 ประจวบคีรีขันธ์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 5 ฉ - 2505 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 3 เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 5 ฉ - 2505 กรุงเทพมหานคร โดยได้ทำสัญญาประกันวินาศภัยไว้กับจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ต่างเป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ขับรถของโจทก์คันหมายเลขทะเบียนข้างต้นไปตามถนนเพชรเกษมจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มุ่งหน้าไปทางจังหวัดเพชรบุรี เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุบริเวณหมู่ที่ 2 ตำบลไร่ใหม่ กิ่งอำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขณะนั้นฝนกำลังตก จำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 5 ฉ - 2505 กรุงเทพมหานคร ตามหลังรถยนต์ของโจทก์ด้วยความเร็วสูงได้ขับแซงทางด้านซ้ายของรถโจทก์ แล้วหักหลบรถจักรยานยนต์ซึ่งอยู่ในช่องทางซ้าย เข้ามาในช่องเดินรถของโจทก์โดยไม่ใช้ความระมัดระวัง โจทก์จึงต้องบังคับรถหลบไปทางด้านขวาเพื่อมิให้ชนกับรถที่จำเลยที่ 1 ขับ ทำให้รถยนต์ของโจทก์เสียหลักหมุนไปกระแทกกับเสาไฟฟ้าซึ่งวางอยู่ที่ขอบถนนด้านซ้ายเสียหลักพลิกคว่ำ ส่วนรถที่จำเลยที่ 1 ขับเสียหลักพุ่งตกลงไปในช่องกลางถนน รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าซ่อมแซมรถเป็นเงิน 163,940 บาท รถของโจทก์หลังจากถูกชนแล้วเสื่อมราคาและเสื่อมสภาพลงคิดเป็นค่าเสียหาย 70,000 บาท และโจทก์ยังขาดประโยชน์จากการที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ในระหว่างที่ทำการซ่อมแซมเป็นเวลา 60 วัน โดยโจทก์ต้องจ้างรถยนต์รับจ้างไปบรรทุกสินค้ามาขายในร้านของครอบครัวโจทก์ และต้องเสียค่ายานพาหนะในการเดินทางไปทำงานของโจทก์เป็นเงินวันละ 500 บาท คิดเป็นค่าเสียหาย 30,000 บาท ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ 1 เครื่อง ราคา 20,820 บาท ได้สูญหายไปในขณะเกิดเหตุด้วย โจทก์ขอคิดค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียง 15,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 278,940 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์แล้วจำเลยที่ 1 เพิกเฉยโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินค่าเสียหายข้างต้น นับแต่วันเกิดเหตุถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 20,920 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 299,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 278,940 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 142,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2543 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ตกเป็นพับ

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 4 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดตามฟ้องหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 142,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ฝ่ายเดียว โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงถึงที่สุด ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ด้วย โจทก์จะกลับมาฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 อีกมิได้ เพราะมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับฎีกาของโจทก์ในข้อนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ ตามคำให้การของจำเลยที่ 4 ยอมรับว่าจำเลยที่ 4 ได้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 5 ฉ - 2505 กรุงเทพมหานคร ไว้จริงโดยรับประกันภัยไว้ในประเภทรับประกันภัยค้ำจุนจากจำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะผู้เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์และไม่ได้มีส่วนได้เสียในรถยนต์คันนี้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังเป็นยุติแล้วว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 5 ฉ - 2505 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โจทก์ยอมรับทำสัญญาประกันภัยค้ำจุนไว้โดยมิได้โต้แย้งและมิได้ต่อสู้ว่าถูกจำเลยที่ 3 ฉ้อฉลให้เข้าใจผิด ตามปกติทั่วไปผู้รับประกันภัยรถยนต์จะต้องตรวจดูทะเบียนรถยนต์เพื่อให้ทราบว่าเป็นรถของผู้เอาประกันภัยหรือไม่และเป็นรถที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การที่จำเลยที่ 4 ยอมรับทำสัญญาประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันนี้ไว้จากจำเลยที่ 3 โดยไม่ปรากฏว่าถูกจำเลยที่ 3 ฉ้อฉลหลอกลวงแสดงว่าจำเลยที่ 4 ยอมรับสัญญาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวโดยเชื่อว่าเจ้าของรถยนต์ยินยอมให้จำเลยที่ 3 นำมาประกันซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า "จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถและเป็นภรรยาของข้าฯ นายละมุล จำเลยที่ 3 ในคดีนี้ ข้าฯ ไม่รู้จัก เกี่ยวกับรถที่ข้าฯ ขับไปนั้นมีอยู่ช่วงหนึ่งเพื่อนของข้าฯ ชื่อเล่นว่าเป๋ได้ยืมไปใช้ และเป็นช่วงที่ประกันภัยขาดอายุข้าฯ จึงมอบหมายให้นายเป๋ทำประกันภัยไว้ ซึ่งนายเป๋คนนี้จะเป็นจำเลยที่ 3 ตามที่โจทก์ฟ้องมาหรือไม่ ข้าฯ ก็ไม่ทราบ เพราะไม่รู้จักชื่อจริงของนายเป๋" และจำเลยที่ 4 ไม่นำสืบว่าเหตุใดจึงยอมรับทำสัญญาประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันนี้กับจำเลยที่ 3 ทั้งๆ ที่น่าจะทราบดีว่าจำเลยที่ 3 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ ตามพฤติการณ์เชื่อว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ ทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยที่ 4 โดยไม่เปิดเผยชื่อตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 ตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อจะกลับแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาใดๆ ซึ่งตัวแทนได้ทำไว้แทนตนก็ได้ สัญญาประกันภัยค้ำจุนระหว่างจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงมีผลบังคับใช้ได้การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 เจ้าของกรรมสิทธิ์นำรถยนต์คันนี้ไปใช้ย่อมถือได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถคันที่เอาประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยแล้ว และตามสัญญาประกันภัยหมวดที่ 2 ส่วนที่ 2 ข้อ 2.6 ระบุว่าการคุ้มครองความรับผิดของผู้ขับขี่บริษัทจะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง หมายความว่า นอกจากรับผิดในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยทำละเมิดต่อผู้อื่นแล้ว จำเลยที่ 4 ยังยอมรับผิดในกรณีที่จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 ผู้เอาประกันภัยมิได้เป็นผู้ทำละเมิดเองแต่ผู้อื่นเป็นผู้ทำละเมิดโดยผู้นั้นได้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวโดยความยินยอมของผู้เอาประกันภัยด้วยดังนั้นแม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งอยู่ในฐานะผู้เอาประกันภัยจะไม่ต้องรับผิดในเหตุละเมิดที่เกิดขึ้นก็ตามจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยก็ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนต่อบุคคลภายนอก หากฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวขับขี่โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ศาลฎีกาสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 142,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 4 ฝ่ายเดียวอุทธรณ์ โจทก์ไม่อุทธรณ์ แสดงว่าโจทก์พอใจในคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยไม่ได้แก้ไขจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้น้อยลงแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ใหม่ได้ เพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาข้อนี้ของโจทก์มาศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันรับผิดต่อโจทก์ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 4 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุนซึ่งมีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์เพียงแต่กำหนดวงเงินความเสียหายที่จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดโดยมิได้ระบุให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด ประกอบกับหนี้หรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์ไม่ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 4 ชำระหนี้ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้มาก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 142,000 บาท ร่วมกับจำเลยที่ 1 แต่สำหรับดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 4 ต้องชำระแก่โจทก์ให้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวมเป็นเงิน 9,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 204 ม. 206 ม. 806 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูชาติ เกิดปราโมทย์
จำเลย — นายไพฑูรย์ ศรีพิพัฒน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2869/2553
#504708
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์กระบะแซงรถจักรยานยนต์ของ ป. ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของผู้ตาย ขณะเดียวกันผู้ตายก็ขับรถจักรยานยนต์ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลยประมาณ 50 เซนติเมตร เป็นเหตุให้รถชนกันเช่นนี้ จำเลยจึงขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายและผู้อื่นถึงแก่ความตาย แม้ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยก็ไม่ทำให้จำเลยพ้นความรับผิดไปได้

ผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย สำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) มารดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจกท์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 47, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางวินัย มารดาของนายบัวลอย ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 47 วรรคหนึ่ง, 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ป-5687 กำแพงเพชร ไปตามถนนสายกำแพงเพชร - ท่ามะเขือ จากทางบ้านท่ามะเขือมุ่งหน้าไปทางด้านอำเภอเมืองกำแพงเพชร เมื่อถึงที่เกิดเหตุระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 12 ถึง 13 หมู่ที่ 5 ตำบลเทพนคร อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ชนกับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กำแพงเพชร น-4335 ซึ่งนายบัวลอย ผู้ตาย ขับสวนทางมา เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและผู้ตายถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปได้ว่าเหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทของผู้ตายฝ่ายเดียว เห็นว่า โจทก์มีนายประสาร และนางยุพา เบิกความเป็นพยานยืนยันว่า นายประสาร และนางยุพาเป็นสามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา นายประสารขับรถจักรยานยนต์มีนางยุพาซ้อนท้ายมุ่งหน้าไปทางจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุมีรถยนต์กระบะสีแดงขับแซงขึ้นไปทางขวา บางส่วนของรถยนต์กระบะคันดังกล่าวล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไป ขณะเดียวกันในช่องเดินรถสวนมีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งแล่นสวนทางมา เมื่อรถยนต์กระบะแซงไปได้ประมาณ 20 เมตร ได้ยินเสียงดังโครมเหมือนรถชนกัน นายประสารจึงชะลอรถชิดขอบทางด้านซ้ายแล้วจอดรถ ขณะนั้นมีรถยนต์กระบะคันหนึ่งแล่นตามหลังรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาทิ้งช่วงห่างกันไม่มากนัก รถยนต์กระบะคันดังกล่าวได้หักหลบเลี้ยวเข้ามาในช่องเดินรถของนายประสารอ้อมรถยนต์กระบะสีแดงแล้วผ่านเลยไป คำเบิกความของนายประสารและนางยุพาดังกล่าว สอดคล้องกับสภาพของรถยนต์กระบะของจำเลยและสภาพศพผู้ตายหลังเกิดเหตุ ซึ่งพันตำรวจตรีไพฑูรย์ พนักงานสอบสวนออกไปตรวจที่เกิดเหตุและถ่ายรูปไว้ทันทีหลังจากได้รบแจ้งเหตุใหม่ๆ แสดงให้เห็นว่าไม่มีคนเลื่อนย้ายรถยนต์กระบะของจำเลย ตามคำเบิกความของจำเลยแต่อย่างใด เพราะรถยนต์กระบะที่แล่นตามหลังรถจักรยานยนต์ของผู้ตายมาในระยะใกล้ชิดขับอ้อมไปทางช่องทางเดินรถของนายประสาร เมื่อพิจารณาสภาพความเสียหายของรถยนต์กระบะของจำเลย ปรากฏว่ารถยนต์กระบะของจำเลยได้รับความเสียหายค่อนไปทางด้านหน้าซ้ายของรถยนต์ แสดงให้เห็นว่ารถยนต์กระบะของจำเลยขับล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถสวนจริงตามคำเบิกความของนายประสารและนางยุพา เพราะหากผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของจำเลยเพียงฝ่ายเดียวแล้ว น่าจะชนทางด้านขวาของรถยนต์กระบะของจำเลยเสียมากกว่า เพราะเป็นส่วนที่อยู่ใกล้ที่สุด แม้ในการตรวจสถานที่เกิดเหตุของพันตำรวจตรีไพฑูรย์พนักงานสอบสวน พบคราบน้ำมันอยู่เลยเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนไปทางช่องเดินรถของจำเลยประมาณ 50 เซนติเมตร ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นจุดชนอันหมายถึงผู้ตายก็ขับรถจักรยานยนต์ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลยด้วยนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเหตุรถชนกันเกิดจากผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลยฝ่ายเดียว เพราะจำเลยก็เป็นฝ่ายขับรถแซงขึ้นไปในช่องเดินรถของผู้ตายเช่นเดียวกัน ดังนั้น พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักพอหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์กระบะแซงรถจักรยานยนต์ของนายประสารล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของผู้ตาย ขณะเดียวกันผู้ตายก็ขับรถจักรยานยนต์ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลยประมาณ 50 เซนติเมตร เป้ฯเหตุให้รถชนกันเช่นนี้ จำเลยจึงขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายและผู้อื่นถึงแก่ความตาย แม้ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยก็ไม่ทำให้จำเลยพ้นความรับผิดไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติตามฟ้องโจทก์ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มารดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นางวินัย เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางวินัย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสี่ ม. 291
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 30 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
โจทก์ร่วม — นางวินัย เสวตพยัคฆ์
จำเลย — นายอำนาจ วัฒนศิริ
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2865/2553
#506549
เปิดฉบับเต็ม

ผู้กระทำผิดซึ่งเป็นผู้ถูกข่มเหงจะอ้างเหตุบันดาลโทสะได้จะต้องกระทำต่อผู้ข่มเหง ตามข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า ป. ได้ข่มเหงหรือร่วมกับ น. ข่มเหงจำเลยแต่อย่างใด จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิง น. แต่กระสุนปืนไปถูก ป. ซึ่งอยู่ด้านหน้าของ น. จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำได้ว่ากระสุนปืนที่จำเลยยิงออกไปนั้นจะถูก ป. ที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำโดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา 60 จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเจตนาฆ่า น. ด้วยเหตุบันดาลโทสะแต่ผลของการกระทำเกิดแก่ ป. โดยพลาดไป จึงต้องถือว่าจำเลยเจตนาฆ่า ป. ด้วยเหตุบันดาลโทสะด้วยไม่ได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเจตนาฆ่า ป. แต่ ป. มิได้เป็นผู้ข่มเหงจำเลย จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้ แม้จะได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า เมื่อ ป. ถูกจำเลยยิงล้มลง น. วิ่งหนีจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิง น. ถึงแก่ความตายด้วยเหตุบันดาลโทสะก็ตามก็เป็นคนละตอนและคนละเจตนาแยกต่างหากจากกันกับที่จำเลยยิง ป.

จำเลยใช้อาวุธปืนจ้องยิงผู้เสียหาย 2 นัด จำเลยลงมือกระทำความผิดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเพราะกระสุนปืนด้าน จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490

มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกันและเหตุบันดาลโทสะ

ระหว่างพิจารณา นางสำลี มารดานายเปี๊ยก ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานฆ่านายเปี๊ยก

ศาลชั้นต้นแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72, 80 มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 20 ปี ฐานฆ่าผู้อื่นด้วยเหตุบันดาลโทสะ จำคุก 10 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 6 เดือน ฐานฆ่า (ที่ถูกฐาน ฆ่าผู้อื่น ฆ่าผู้อื่นด้วยเหตุบันดาลโทสะ) และพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 25 ปี 29 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 17 ปี ฐานฆ่าผู้อื่นด้วยเหตุบันดาลโทสะ จำคุก 6 ปี และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุก 10 ปี รวมจำคุก 22 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 22 ปี และเมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 22 ปี 9 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยมีอาวุธปืนสั้น ขนาด .38 ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาด .38จำนวน 5 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปที่บริเวณบ้านหมู่ที่ 2 ตำบลหินดาด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา อันเป็นเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยได้ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายเปี๊ยกจำนวน 1 นัด ถูกบริเวณศีรษะ และยิงนายนิวุฒิจำนวน 1 นัด ถูกบริเวณปอดทั้งสองข้าง เป็นเหตุให้นายเปี๊ยกและนายนิวุฒิถึงแก่ความตาย ทั้งนี้โดยจำเลยยิงนายนิวุฒิด้วยเหตุบันดาลโทสะ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ศาลจะลงโทษจำเลยฐานฆ่านายเปี๊ยกให้น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยอ้างเหตุบันดาลโทสะได้หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 บัญญัติว่า "ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้นศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้" ดังนั้น ผู้กระทำผิดซึ่งเป็นผู้ถูกข่มเหงจะอ้างเหตุบันดาลโทสะได้จะต้องกระทำต่อผู้ข่มเหง ตามข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า นายเปี๊ยกได้ข่มเหงหรือร่วมกับนายนิวุฒิข่มเหงจำเลยแต่อย่างใดและที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิงนายนิวุฒิ แต่กระสุนปืนไปถูกนายเปี๊ยกซึ่งอยู่ด้านหน้าของนายนิวุฒิ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำได้ว่ากระสุนปืนที่จำเลยยิงออกไปนั้นจะถูกนายเปี๊ยกที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยมีเจตนาฆ่านายเปี๊ยกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเจตนาฆ่านายนิวุฒิด้วยเหตุบันดาลโทสะแต่ผลของการกระทำเกิดแก่นายเปี๊ยกโดยพลาดไป จึงต้องถือว่าจำเลยเจตนาฆ่านายเปี๊ยกด้วยเหตุบันดาลโทสะด้วยไม่ได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเจตนาฆ่านายเปี๊ยก แต่นายเปี๊ยกมิได้เป็นผู้ข่มเหงจำเลย จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้ แม้จะได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า เมื่อนายเปี๊ยกถูกจำเลยยิงล้มลง นายนิวุฒิวิ่งหนี จำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายนิวุฒิถึงแก่ความตายด้วยเหตุบันดาลโทสะก็ตาม ก็เป็นคนละตอนและคนละเจตนาแยกต่างหากจากกันกับที่จำเลยยิงนายเปี๊ยก จึงไม่เป็นเหตุในลักษณะคดีดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่านายเปี๊ยก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และให้จำคุก 17 ปี จึงชอบด้วยเหตุผลและเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่านายสมชาย หรือไม่ โจทก์มีนายสมชาย ผู้เสียหายเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะพยานอยู่ภายในบ้านได้ยินเสียงปืน 2 นัด ดังมาจากบริเวณหน้าบ้านซึ่งเป็นบริเวณจัดงานเลี้ยง จึงออกมาดูเห็นนายเปี๊ยกผู้ตายนอนอยู่บริเวณหน้าบ้านมีโลหิตไหลออกมาจากศีรษะ และมีนายนิวุฒิผู้ตายนอนคว่ำหน้าอยู่ห่างจากนายเปี๊ยกประมาณ 3 เมตร มีโลหิตไหลออกมาที่ร่างกาย โดยมีจำเลยยืนถืออาวุธปืนสั้นอยู่ห่างจากผู้ตายทั้งสองประมาณ 3 เมตร พยานร้องบอกจำเลยว่าอย่ายิง แต่จำเลยไม่ยอมหยุดยิง และจ้องอาวุธปืนยิงมาทางพยาน แต่กระสุนปืนด้าน ขณะนั้นพยานยืนอยู่ห่างจากจำเลยประมาณ 3 เมตร หลังจากนั้นจำเลยได้ยิงปืนอีกเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งสามารถยิงได้ แต่กระสุนปืนไม่ถูกพยาน แล้วจำเลยวิ่งหลบหนีออกจากบริเวณดังกล่าวพร้อมอาวุธปืน และพยานได้อุ้มนายนิวุฒิผู้ตายมาวางไว้ข้างบ้าน เห็นว่า ผู้เสียหายไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน และยังไม่ได้รับอันตรายจากการถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิง ไม่มีเหตุน่าระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย และในขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ หากผู้เสียหายจะปรักปรำจำเลยโดยอ้างว่าเห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายเปี๊ยกและนายนิวุฒิก็ย่อมทำได้ แต่ผู้เสียหายก็มิได้เบิกความยืนยันเช่นนั้น จึงเชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความไปตามความจริง นอกจากนี้ผู้เสียหายยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ภายหลังที่จำเลยใช้อาวุธปืนจ้องยิงมาทางพยานแล้วกระสุนปืนด้าน จำเลยได้ใช้อาวุธปืนจ้องไปทางนายนิวุฒิอีก ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนว่า ผู้เสียหายสามารถแยกแยะการกระทำของจำเลยได้ว่า จำเลยประสงค์จะยิงผู้เสียหายหรือยิงนายนิวุฒิได้อย่างชัดเจน ประกอบกับชั้นสอบสวนจำเลยนำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ระบุว่า จำเลยได้แสดงท่าทางใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหาย ขณะที่เข้าประคองตัวนายนิวุฒิจำนวน 2 นัด แต่กระสุนด้านพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยใช้อาวุธปืนจ้องยิงผู้เสียหาย 2 นัด จำเลยลงมือกระทำผิดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเพราะกระสุนปืนด้าน จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย ที่จำเลยนำสืบว่า มิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายนั้นก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอยๆ ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ และที่จำเลยฎีกาว่า กระสุนปืนยังเหลืออีก 1 นัด หากจำเลยจะฆ่าผู้เสียหายก็สามารถยิงผู้เสียหายได้อีก 1 นัด แต่จำเลยไม่ได้ยิงเพราะมิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายนั้น ก็ได้ความตามฎีกาของจำเลยว่า ขณะนั้นมีประชาชนที่อยู่ในบริเวณงานหยิบฉวยท่อนไม้จะเข้าทำร้ายจำเลย จำเลยต้องยิงปืนขึ้นฟ้า 1 นัด เพื่อเปิดทางหนี ดังนั้นแม้จำเลยจะเหลือกระสุนอีก 1 นัด แต่ไม่ยิงผู้เสียหายอีกก็อาจจะเป็นเพราะเหตุผลดังกล่าวก็เป็นได้ และแม้โจทก์จะไม่มีภาพถ่ายแสดงท่าทางที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจำนวน 2 นัด ขณะที่เข้าประคองตัวนายนิวุฒิตามที่ระบุไว้ในบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม ก็ไม่ทำให้น้ำหนักในการรับฟังเอกสารดังกล่าวต้องเสียไป เพราะจำเลยได้ลงลายมือชื่อในบันทึกการนำชี้สถานที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพนั้นไว้เป็นหลักฐาน ทั้งยังให้การต่อพนักงานสอบสวนในการสอบสวนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ว่าเป็นผู้นำชี้สถานที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพดังกล่าวอีกด้วย ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่ระบุไว้ในบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 60 ม. 72 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
โจทก์ร่วม — นางสำลี มำขุนทด
จำเลย — นายบุญนำ เทียนขุดทด
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2850/2553
#504671
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะเป็นลูกหนี้ร่วมกันกับจำเลยที่ 3 ซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจนสิ้นเชิง แต่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขายทอดตลาดนั้นเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ไม่ได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้มีชื่อตามทะเบียนบ้านในทรัพย์สินที่ยึดดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่ยึดดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 306 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่จำต้องแจ้งการขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบก็ได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าการขายทอดตลาดได้ราคาต่ำกว่าที่สมควร โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่กระทำการตรวจสอบให้รอบคอบก่อนเคาะไม้ขายทอดตลาดว่าราคาที่มีผู้เสนอสูงสุดนั้นเพียงพอแล้วหรือไม่ เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 7,804,510.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 5,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนกว่าจะครบ แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43165 และ 22090 ตำบลจอหอ (บ้านเกาะ) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 456/78 ตำบลหมื่นไวย อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของจำเลยที่ 2 และยึนที่ดินโฉนดเลขที่ 42612, 42613 และ 42614 ตำบลปรุใหญ่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ ในราคา 4,150,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า จำเลยทั้งสามไม่ทราบประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 เพราะจำเลยทั้งสามไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 6 ตำบลเขาฉกรรจ์ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงในท้องตลาดโดยไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำเลยที่ 3 โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งจำเลยทั้งสามให้ทราบและปิดประกาศขายทอดตลาดตามสถานที่ต่างๆ เรื่องการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 โดยชอบด้วยกฎหมาย และเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ โดยกำหนดค่าทนายความโจทก์และผู้ซื้อทรัพย์คนละ 1,500 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยประการแรกว่า การส่งประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะเป็นลูกหนี้ร่วมกันกับจำเลยที่ 3 ซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจนสิ้นเชิง แต่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขายทอดตลาดนั้นเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ไม่ได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ด้วย ทั้งจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้มีชื่อตามทะเบียนในทรัพย์สินที่ยึดดังกล่าวแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ต้องแจ้งการขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบก็ได้ ส่วนจำเลยที่ 3 นั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศขายทอดตลาดไปยังบ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 6 ตำบลเขาฉกรรจ์ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งจำเลยที่ 3 มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ดังกล่าวตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรเอกสารหมาย ค.4 โดยมีนางดาวเรือง ซึ่งเป็นบุคคลอายุเกินกว่า 20 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ดังกล่าวเต็มใจรับไว้แทน ตามรายงานการเดินหมายเอกสารหมาย ค.13 จึงถือได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งหมายให้แก่จำเลยที่ 3 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 76 แล้ว ส่วนข้อโต้แย้งของจำเลยที่ 2 ว่า การขายทอดตลาดได้ราคาต่ำกว่าที่สมควร โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่กระทำการตรวจสอบให้รอบคอบก่อนเคาะไม้ขายทอดตลาดว่า ราคาที่มีผู้เสนอสูงสุดนั้นเพียงพอแล้วหรือไม่ เป็นความประมาทเลินเล่อย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 แล้วนั้น โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคท้าย ระบุให้คำสั่งดังกล่าวถึงที่สุด จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นในเรื่องนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291
ป.วิ.พ. ม. 306 ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายสุวรรณ งามสะพรั่ง
จำเลย — นายทนงศักดิ์ บุญมาเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2841/2553
#501927
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าอาคารราชพัสดุและชำระค่าภาษีแทนกรมธนารักษ์ตามสัญญาเช่าที่กรมธนารักษ์ทำกับโจทก์ โจทก์ไม่ใช่ผู้รับการประเมินย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใด ก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่โจทก์มีภาระหนี้ภาษีเพิ่มขึ้นจากการกระทำของจำเลยทั้งสองจำนวน 91,350 บาท พร้อมเงินเพิ่มและดอกเบี้ยที่โจทก์มีภาระเพิ่มขึ้น กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 5 กำหนดคำนิยามคำว่า "ผู้รับประเมิน" หมายความว่า บุคคลผู้พึงชำระค่าภาษี และมาตรา 40 วางหลักไว้ว่า ค่าภาษีนั้นให้เจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้เสีย เจ้าของทรัพย์สินจึงเป็นผู้รับประเมินที่ต้องรับภาระภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยตรงเพียงฝ่ายเดียว ตามคำฟ้องของโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดว่า กรมธนารักษ์เป็นเจ้าของทรัพย์สินอาคารราชพัสดุที่ถูกประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน และยอมรับว่าตนมิใช่ผู้รับประเมิน รับฟังได้ว่า กรมธนารักษ์เป็นผู้รับประเมินตามกฎหมาย โจทก์มิใช่เป็นผู้มีหน้าที่ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแต่อย่างใด การที่โจทก์ต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามข้อ 5 แห่งสัญญาเช่าอาคารราชพัสดุ ก็เป็นเพียงการชำระค่าภาษีแทนกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นผู้รับประเมินตามกฎหมายเท่านั้น และหากกรมธนารักษ์ในฐานะผู้รับประเมินไม่พอใจในการประเมินก็จะต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ด้วยตนเองหรือมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรตามมาตรา 25 และมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 แต่ตามคำฟ้องของโจทก์กลับไม่ปรากฏว่ากรมธนารักษ์ได้มอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ กรณีย่อมต้องถือว่าจำนวนค่ารายปีและค่าภาษียุติตามการประเมินแล้ว และกรมธนารักษ์มิได้มีการคัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรนั้นบัญญัติไว้ อันจะทำให้กรมธนารักษ์มีสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรได้ตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 กรมธนารักษ์ในฐานะผู้รับประเมินมิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ กรมธนารักษ์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง โจทก์ซึ่งเป็นเพียงผู้เช่าอาคารราชพัสดุและชำระค่าภาษีแทนกรมธนารักษ์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกฟ้องโจทก์โดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้ เป็นการไม่ชอบ เพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใด ก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 167 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 5 ม. 40 ม. 25 ม. 37
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรศักดิ์ ทรงไตรรัตนกุล
จำเลย — เทศบาลเมืองคูคต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
องอาจ โรจนสุพจน์
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2841/2553
#507347
เปิดฉบับเต็ม

หากผู้รับประเมินไม่พอใจการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ด้วยตนเองหรือมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรตามมาตรา 25 และมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์กลับไม่ปรากฏว่าผู้รับประเมินได้มอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ผู้เช่าอาคารและชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนผู้รับประเมินยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่กรณีย่อมต้องถือว่าจำนวนค่ารายปีและค่าภาษียุติตามการประเมินแล้วเมื่อผู้รับประเมินมิได้มีการคัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ ผู้รับประเมินจึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ไปด้วย

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกฟ้องโจทก์โดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้เป็นการไม่ชอบ เพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใด ก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 17 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยทั้งสองตามหนังสือชี้แจงการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ที่ ปท 52202/2006 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2551 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่โจทก์มีภาระหนี้ภาษีเพิ่มขึ้นจากการกระทำของจำเลยทั้งสองจำนวน 91,350 บาท พร้อมเงินเพิ่มและดอกเบี้ยที่โจทก์มีภาระเพิ่มขึ้น กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลภาษีอากรกลางตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งว่า ตามคำฟ้องและเอกสารท้ายคำฟ้องนั้น กรมธนารักษ์ขอให้โจทก์ไปชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ ซึ่งโจทก์มีหนังสือคัดค้านว่าไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินไปยังจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ชี้แจงการประเมินแก่โจทก์ โดยยังไม่ปรากฏว่ามีหนังสือฉบับใดเป็นหนังสือแจ้งการประเมิน และโจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินตามมาตรา 25 และ 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ยังมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้เช่าอาคารราชพัสดุเลขที่ 300/91 ถึง 93 แปลงโฉนดที่ 1527 ทะเบียนที่ราชพัสดุ ปท 343 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี จำนวน 3 ห้อง กับกรมธนารักษ์ ซึ่งสัญญาเช่าอาคารราชพัสดุดังกล่าวกำหนดให้โจทก์ต้องเสียค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่หรือภาษีอื่นใด ตลอดจนค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเช่าตามสัญญา ไม่ว่าจะที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น หรือหากมีบังคับต่อไปในภายหน้าแทนผู้ให้เช่าทั้งสิ้น โดยต้องชำระให้แก่เจ้าหน้าที่ของผู้ให้เช่าภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของผู้ให้เช่าตามสัญญาเช่าอาคารราชพัสดุ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ปทุมธานีมีหนังสือที่ กค 0307.02/432 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2551 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ให้โจทก์นำค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2550 จำนวน 12,000 บาท ไปชำระที่สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ปทุมธานีภายในวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 ต่อมาโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 เรื่อง ขอคัดค้านการเก็บภาษีโรงเรือนถึงจำเลยที่ 2 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 มีใจความว่า โจทก์ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน แต่โจทก์ยินยอมจ่ายค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนกรมธนารักษ์ตามอัตราค่าเช่าที่เจ้าของทรัพย์สินได้รับจริง ในอัตราเดือนละ 2,960 บาท ต่อ 3 คูหา แต่สำหรับค่าเช่าในปีภาษี 2550 อยู่ในอัตราเดือนละ 2,710 บาท ต่อ 3 คูหา ขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ จากนั้นจำเลยที่ 2 มีหนังสือที่ ปท 52202/1006 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2551 เรื่อง ชี้แจงการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ถึงโจทก์ เพื่อแจ้งรายละเอียดการคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีให้โจทก์ทราบ และให้โจทก์นำค่าภาษีที่ค้างชำระตั้งแต่ปีภาษี 2541 ถึงปีภาษี 2551 จำนวน 132,000 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 10 ไปชำระให้เป็นการเสร็จสิ้นด้วย ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 กำหนดคำนิยามคำว่า "ผู้รับประเมิน" หมายความว่า บุคคลผู้พึงชำระค่าภาษี และมาตรา 40 วางหลักไว้ว่า ค่าภาษีนั้นให้เจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้เสีย ด้วยเหตุนี้ เจ้าของทรัพย์สินจึงเป็นผู้รับประเมินที่ต้องรับภาระภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยตรงเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดว่า กรมธนารักษ์เป็นเจ้าของทรัพย์สินอาคารราชพัสดุที่ถูกประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามคดีนี้ และยอมรับว่าตนมิใช่ผู้รับประเมิน จึงรับฟังได้ว่า กรมธนารักษ์เป็นผู้รับประเมินตามกฎหมาย โจทก์มิใช่เป็นผู้มีหน้าที่ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแต่อย่างใด การที่โจทก์ต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามข้อ 5 แห่งสัญญาเช่าอาคารราชพัสดุ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 ก็เป็นเพียงการชำระค่าภาษีแทนกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นผู้รับประเมินตามกฎหมายเท่านั้น และหากกรมธนารักษ์ในฐานะผู้รับประเมินไม่พอใจในการประเมินก็จะต้อง

ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ด้วยตนเองหรือมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรตามมาตรา 25 และมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แต่ตามคำฟ้องของโจทก์กลับไม่ปรากฏว่ากรมธนารักษ์ได้มอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ กรณีย่อมต้องถือว่าจำนวนค่ารายปีและค่าภาษียุติตามการประเมินแล้ว และกรมธนารักษ์มิได้มีการคัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรนั้นบัญญัติไว้ อันจะทำให้กรมธนารักษ์มีสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรได้ตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 เมื่อกรมธนารักษ์ในฐานะผู้รับประเมินมิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าวกรมธนารักษ์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง โจทก์ซึ่งเป็นเพียงผู้เช่าอาคารราชพัสดุและชำระค่าภาษีแทนกรมธนารักษ์จึงย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ไปด้วย ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกฟ้องโจทก์โดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้ เป็นการไม่ชอบ เพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใด ก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 167
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8 ม. 17
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2475 ม. 25 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรศักดิ์ ทรงไตรรัตนกุล
จำเลย — เทศบาลเมืองคูคต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
องอาจ โรจนสุพจน์
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2826/2553
#505285
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก และ พ.ร.บ.มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 อันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก แต่ปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาผู้เสียหายทั้งสามต่างยื่นคำร้องว่า แต่ละคนได้รับค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จนเป็นที่พอใจแล้วจึงไม่ประสงค์จะว่ากล่าวเอาความแก่จำเลยที่ 1 อีกต่อไปซึ่งตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคท้าย บัญญัติว่า "ความผิดตามวรรคแรกฯ เฉพาะกรณีที่กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีเป็นความผิดอันยอมความได้" เมื่อผู้เสียหายทั้งสามซึ่งต่างก็มีอายุเกินสิบห้าปีแล้วทั้งสิ้น จึงเท่ากับยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในระหว่างฎีกา สิทธิของโจทก์ในการนำความผิดฐานนี้มาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5 และ 7 วรรคหนึ่ง ซึ่งมิใช่ความผิดอันยอมความได้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยศาลล่างทั้งสองต่างมิได้กำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 1 ไว้ คดีของจำเลยที่ 1 จึงอาจต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษในความผิดดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนเป็นใจความว่า ระหว่างเดือนกันยายน 2542 ถึงเดือนตุลาคมปีเดียวกัน วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อหรือชักพานางสาว อ. ผู้เสียหาย ที่ 1 ซึ่งมีอายุ 16 ปีเศษ ไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวงไปถ่ายภาพยนตร์ วิดีโอเทปเปลือยกาย แสดงสัดส่วนของร่างกายเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ทั้งยังเป็นการสมคบกันจัดให้หญิงกระทำการ หรือยอมรับการกระทำเพื่อการอนาจาร หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบสำหรับจำเลยทั้งสามกับพวกหรือผู้อื่น ต่อมาระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อหรือชักพานางสาว น. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมีอายุ 16 ปีเศษ กับนางสาว ม. ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งมีอายุ 17 ปีเศษ ไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวงไปถ่ายภาพยนตร์ วิดีโอเทปเปลือยกาย แสดงสัดส่วนของร่างกายเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ทั้งยังเป็นการสมคบกันจัดให้หญิงกระทำการ หรือยอมรับการกระทำใดเพื่อการอนาจารหรือเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบสำหรับจำเลยทั้งสามกับพวกหรือผู้อื่น เหตุเกิดที่ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ และตำบลใดไม่ปรากฏชัด อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เกี่ยวพันกัน ตำรวจจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมวิดีโอเทปเปลือยกาย แสดงสัดส่วนของร่ายกายผู้เสียหายทั้งสาม 5 ม้วน เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283, 91, 83, 32, 33 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ตาย ศาลชั้นต้นจึงจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 การกระทำดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เฉพาะการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาหญิงอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นจำคุกกระทงละ 12 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 24 ปี ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นแม้หญิงนั้นจะยินยอม จำคุก 12 ปี ริบของกลาง ยกคำขออื่น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำเลยที่ 3 ขอถอนอุทธรณ์ของตน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคหนึ่ง การกระทำในแต่ละกระทงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 8 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ริบของกลาง ยกคำขออื่น (ที่ถูกคือนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น)

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีนี้จำเลยที่ 1 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่าตนมิได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก และพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมา ความปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายทั้งสามต่างยื่นคำร้องว่าแต่ละคนได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จนเป็นที่พอใจแล้ว จึงไม่ประสงค์จะว่ากล่าวเอาความแก่จำเลยที่ 1 อีกต่อไปดังนี้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคท้าย บัญญัติว่า "ความผิดตามวรรคแรกฯ เฉพาะกรณีที่กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีเป็นความผิดอันยอมความได้" เมื่อผู้เสียหายทั้งสามซึ่งต่างก็มีอายุเกินสิบห้าปีแล้วทั้งสิ้นไม่ติดใจว่ากล่าวเอาความแก่จำเลยที่ 1 เช่นนี้ จึงเท่ากับยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในระหว่างฎีกา สิทธิของโจทก์ในการนำความผิดฐานนี้มาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) อย่างไรก็ตามศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังพิพากษาว่าความผิดฐานดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกันกับความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5 และ 7 วรรคหนึ่ง อันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และเนื่องจากแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก ดังกล่าวข้างต้น นอกจากนั้นศาลชั้นต้นซึ่งพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง เป็นกรรมเดียวกันกับความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 ก็กำหนดให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยศาลล่างทั้งสองต่างก็มิได้กำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับซึ่งมิใช่ความผิดอันยอมความได้ไว้ด้วย เมื่อความผิดฐานนี้ยังไม่ระงับและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนนี้เป็นการพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีของจำเลยที่ 1 จึงอาจต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5 และ 7 วรรคหนึ่ง แก่จำเลยที่ 1"

ให้จำหน่ายคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก ออกจากสารบบความ และย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษแก่จำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายพลากรหรือเม้ง สุวุฒิ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ตรีวุฒิ สาขากร
วัส ติงสมิตร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2823/2553
#501962
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 3 ซึ่งยื่นฎีกาเพียงผู้เดียวถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาและศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 เสียจากสารบบความของศาลฎีกาแล้ว แต่สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า สถานบริการที่เกิดเหตุเป็นสถานบริการที่เปิดเพื่อให้บริการแก่บุคคลทั่วไป ในวันเวลาเกิดเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจสอบพบหญิงสัญชาติพม่า 30 คน นั่งอยู่ในตู้กระจกใสอันเป็นที่เปิดเผยเพื่อรอให้บริการแก่ลูกค้า เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 มีเจตนาเพื่อให้หญิงทั้งหมดทำงานเป็นหญิงบริการให้แก่ลูกค้าในสถานบริการเท่านั้น หาได้มีเจตนาเพื่อให้หญิงทั้ง 30 คน พ้นจากการจับกุมไม่ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 กระทำความผิด กรณีเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่เป็นความผิดก็มีอำนาจยกขึ้นพิจารณาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 3(1) ให้ยกเลิก พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 ซึ่งความผิดฐานรับคนต่างด้าวเข้าทำงานตามกฎหมายที่ใช้บังคับใหม่เป็นความผิดตาม มาตรา 27 ที่ได้กำหนดโทษไว้ในมาตรา 54 ให้ระวางโทษปรับสถานเดียวต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน ต่างจาก พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 39 ที่ให้ระวางโทษจำคุกหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนของโทษจำคุกกฎหมายที่ใช้ในภายหลังเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่า แต่ในส่วนโทษปรับกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมีบางส่วนเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยที่ 2 ไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคแรก กรณีเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จะยุติการพิจารณาไปในชั้นศาลอุทธรณ์แล้ว แต่คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 22, 39 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 (ที่ถูก มาตรา 64 วรรคหนึ่ง) พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 39 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานรู้ว่าคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี ฐานรับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 6 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม (ที่ถูกต้องระบุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78) คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี 4 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการยึดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้รับมอบอำนาจผู้ประกันยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2552 ตามสำเนามรณบัตรท้ายคำร้อง โจทก์รับว่าจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 เสียจากสารบบความ แต่เห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ผู้กระทำจะต้องให้คนต่างด้าวเข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า สถานบริการที่เกิดเหตุเป็นสถานบริการที่เปิดเพื่อให้บริการแก่บุคคลทั่วไป ในวันเวลาเกิดเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจสอบสถานบริการดังกล่าวและพบหญิงสัญชาติพม่า 30 คน นั่งอยู่ในตู้กระจกใสอันเป็นที่เปิดเผยเพื่อรอให้บริการแก่ลูกค้า หญิงทุกคนรวมทั้งจำเลยที่ 3 รับว่าหญิงทั้งหมดหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรและไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานจริง แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตตั้งสถานบริการมีหญิงบริการต่างด้าวทั้งหมดเป็นผู้บริการอันเป็นการให้เข้าพักอาศัยในสถานบริการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาให้หญิงทั้งหมดทำงานเป็นหญิงบริการให้แก่ลูกค้าในสถานบริการเท่านั้นหาได้มีเจตนาเพื่อให้หญิงทั้ง 30 พ้นจากการจับกุมไม่ ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฯ ตามฟ้อง กรณีเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา เมื่อฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เป็นความผิดก็มีอำนาจยกขึ้นพิจารณาและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 215 และมาตรา 225

อนึ่ง ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานรับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 39 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน นั้น ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 3 (1) ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 ซึ่งความผิดฐานรับคนต่างด้าวเข้าทำงานตามกฎหมายที่ใช้บังคับใหม่เป็นความผิดตามมาตรา 27 ที่ได้กำหนดโทษไว้ใน มาตรา 54 ให้ระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคนต่างจากพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 39 ที่ให้ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนของโทษจำคุกกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่า แต่ในส่วนโทษปรับกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมีบางส่วนเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยที่ 2 ไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคแรก กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จะยุติการพิจารณาไปในศาลชั้นอุทธรณ์แล้ว แต่คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 22, 39 และพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 27, 54 ให้ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 60,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ถูกคุมขังมาพอแก่โทษปรับตามคำพิพากษาแล้ว จึงให้ปล่อยตัวไปและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 เสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
ป.วิ.อ. ม. 39 (1) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 ม. 39
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม. 3 (1) ม. 27 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทพี. ที. เอส. เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายจิรศักดิ์ ศิริรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา