คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2607/2553
#498979
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์สั่งซื้อครั่งเม็ดชั้นคุณภาพ ข. จากจำเลยที่ 1 โดยระบุในสัญญาซื้อขายว่าต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองจากจำเลยที่ 2 โจทก์ตรวจสอบพบว่า ครั่งเม็ดที่จำเลยที่ 2 รับรองนั้นไม่ได้มาตรฐาน ดังนี้ การที่จำเลยที่ 2 แอบอ้างว่าเป็นผู้ตรวจสอบอย่างเป็นทางการของสมาคมผู้นำเข้าเชลแล็กแห่งสหรัฐอเมริกา และจำเลยที่ 2 ตรวจสอบคุณภาพครั่งเม็ดและออกหนังสือรับรองคุณภาพให้แก่จำเลยที่ 1 ผิดไปจากความเป็นจริง โดยจำเลยที่ 2 ทราบถึงความสำคัญของหนังสือรับรองน้ำหนักและคุณภาพสินค้าดีว่ามีผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าและการตกลงรับซื้อสินค้าระหว่างประเทศนั้น โดยใช้หนังสือรับรองน้ำหนักและคุณภาพดังกล่าวประกอบการซื้อขายสินค้าและเพื่อพิจารณาว่าสินค้านั้นมีคุณภาพพอเพียงแก่การส่งไปประเทศใดหรือไม่ด้วย ประกอบกับเมื่อได้รับหนังสือรับรองน้ำหนักและคุณภาพจากจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 ก็อาศัยหนังสือรับรองดังกล่าวแสดงต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อว่าสินค้าที่ขนส่งไปส่งมอบให้แก่โจทก์นั้นเป็นสินค้าครั่งเม็ดชั้นคุณภาพ ข. ตามข้อกำหนดของสมาคมผู้นำเข้าเชลแล็กแห่งสหรัฐอเมริกาตามที่ตกลงซื้อขายกัน และรับชำระเงินค่าสินค้าโดยวิธีเลตเตอร์ออฟเครดิต การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์และทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นค่าสินค้า ค่าธรรมเนียมธนาคาร ค่าใช้จ่ายด้านพิธีการศุลกากร และค่าขนส่งสินค้า และต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวอันถือเป็นค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันจำเลยที่ 2 ได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายฐานผิดสัญญาซื้อขาย

การจะให้บุคคลหลายคนต้องรับผิดร่วมกันในหนี้จำนวนใดจำนวนหนึ่งอย่างลูกหนี้ร่วมต้องเป็นไปโดยนิติกรรม หรือมีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งให้บุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วมเท่านั้น แต่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์อันเนื่องจากการผิดสัญญาซื้อขาย ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์อันเนื่องจากการทำละเมิด จึงไม่มีการทำนิติกรรมไว้ว่าจะต้องร่วมกันรับผิดในหนี้ค่าเสียหายต่อโจทก์ และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดให้ความรับผิดในลักษณะนี้เป็นไปอย่างลูกหนี้ร่วมกัน กรณีนี้หากโจทก์บังคับชำระหนี้จากจำเลยคนใดแล้วต้องนำมาหักออกจากความรับผิดของจำเลยอีกคนด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 3,552,079.30 ดอลล่าร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,000,663.75 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน 2546 โจทก์สั่งซื้อครั่งเม็ดซึ่งผ่านการแปรสภาพจากครั่งดิบโดยการบดและล้างแล้วจากจำเลยที่ 1 ในราคา 1,128,730 ดอลลาร์สหรัฐ โดยรวมค่าขนส่งทางเรือถึงปลายทางที่ท่าเรือเมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา และระบุในสัญญาซื้อขาย พร้อมคำแปลว่า "Material (Quality): Siam B Seedlac - Quality in Accordance with the U.S.S.I.A. standards (Maximum 3.5% insolubles, 2.0% moisture)" และ "Invoices are to be accompanied by SGS Certificate of Inspection indicating lot number, percent of hot alcohol insolubles and moisture content" ต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองจาก SGS คือ จำเลยที่ 2 ว่ามีสถานะความไม่ละลายในแอลกอฮอล์ร้อน ไม่เกินร้อยละ 3.5 ความชื้นไม่เกินร้อยละ 2.0 ตามที่ U.S.S.I.A. คือสมาคมผู้นำเข้าเชลแล็กแห่งสหรัฐอเมริกากำหนดมาตรฐานไว้ และจำเลยที่ 2 ตรวจสอบคุณภาพครั่งเม็ดตามวิธีการที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกำหนดไว้สำหรับการตรวจสอบครั่งเม็ดสยาม ชั้นคุณภาพ ข. (Standard For Lac Product) มอก. 233 - 2520 ซึ่งไม่เหมือนกับการตรวจตามข้อกำหนดของสมาคมผู้นำเข้าเชลแล็กแห่งสหรัฐอเมริกาทุกข้อ โดยเฉพาะการตรวจสอบอายุ และการหลอมไหล แต่หลังจากการตรวจสอบคุณสมบัติต่อการฟอกสี การหลอมไหล อายุ การที่ไม่ละลายในแอลกอฮอล์ร้อน และความชื้นรวม 5 คุณลักษณะของครั่งเม็ดเหล่านั้นแล้ว จำเลยที่ 2 ออกหนังสือรับรองน้ำหนักและคุณภาพโดยระบุข้อความยืนยันว่า "ได้ดำเนินการชักตัวอย่างและตรวจวิเคราะห์ตามข้อกำหนดของสมาคมผู้นำเข้าเชลแล็กแห่งสหรัฐอเมริกาแล้ว" ให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากได้รับครั่งเม็ดซึ่งขนส่งไปทางเรือเดินทะเลแล้ว โจทก์ตรวจสอบพบว่า ครั่งเม็ดที่จำเลยที่ 2 รับรองนั้นไม่ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของสมาคมผู้นำเข้าเชลแล็กแห่งสหรัฐอเมริกาในชั้นคุณภาพ ข. โดยมีสถานะความไม่ละลายในแอลกอฮอล์ร้อนไม่เกินร้อยละ 3.5 ความชื้นไม่เกินร้อยละ 2.0 ตามหนังสือรับรองการตรวจวิเคราะห์ของบริษัทอาร์ ไอ อะนาลิติคัล แลบบอราทอรีส์, อิงค์ ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบอิสระ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า จำเลยที่ 2 ตรวจสอบคุณภาพครั่งเม็ดเหล่านั้นโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อจนทำให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สินอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์มีนายวิลเลี่ยม กรรมการโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า สัญญาซื้อขายครั่งเม็ดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 กำหนดว่า ต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบครั่งเม็ดในประเทศไทยเสียก่อน และหลังจากการตรวจสอบดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ออกหนังสือรับรองน้ำหนักและคุณภาพครั่งเม็ดเหล่านั้นว่ามีชั้นคุณภาพ ข. ตามข้อกำหนดของสมาคมผู้นำเข้าเชลแล็กแห่งสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อโจทก์ตรวจสอบครั่งเม็ดเหล่านั้นแล้วกลับพบว่าสถานะความไม่ละลายในความร้อนสูงเกินกว่าร้อยละ 3.5 ตามที่โจทก์กำหนดในสัญญาซื้อขาย และมีอายุเกือบเป็น 0 ไม่ตรงตามมาตรฐานของสมาคมดังกล่าว และไม่สามารถนำไปใช้งานได้ จึงมิได้ตรวจคุณสมบัติด้านความชื้นอีก เมื่อส่งให้บริษัทอาร์ ไอ อะนาลิติคัล แลบบอราทอรีส์, อิงค์ ตรวจสอบซ้ำอีก 2 ครั้ง ก็ยังได้ผลเช่นเดิม ทั้งที่ปกติคุณสมบัติของครั่งเม็ดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อเมื่อสัมผัสอุณหภูมิร้อนเป็นเวลานานหลายปีเท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 จะมีนายรชตนันท์ ผู้จัดการแผนกสินค้าเกษตร และนายประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสินค้าเกษตร กับนายวีระ ผู้จัดการฝ่ายวิชาการ ทำหน้าที่ควบคุมดูแลห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ของจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 ตรวจสอบและรับรองคุณภาพครั่งเม็ดเหล่านั้นตามความเป็นจริงที่ตรวจพบในวันเวลาและสถานที่ที่ทำการตรวจ โดยชักตัวอย่างตามวิธีการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ครั่ง (มอก. 233 - 2520) ที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดขึ้นโดยลอกเลียนแบบมาจากวิธีการตรวจสอบของสมาคมผู้นำเข้าเชลแล็กแห่งสหรัฐอเมริกา และจำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้ตรวจสอบอย่างเป็นทางการของสมาคมดังกล่าว แต่นายรชตนันท์กลับตอบทนายจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกหนังสือรับรอง ซึ่งระบุข้อความว่า "ผู้ตรวจสอบอย่างเป็นทางการของสมาคมผู้นำเข้าเชลแล็กแห่งสหรัฐอเมริกา" ไว้ที่หัวกระดาษ และหลังจากตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการแล้วจำเลยที่ 2 ก็จะออกหนังสือรับรองแก่จำเลยที่ 1 เช่นนั้น โดยยอมรับว่า หนังสือรับรองคุณภาพดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งในการใช้ประกอบการซื้อขายสินค้าและเพื่อพิจารณาว่าสินค้านั้นมีคุณภาพพอเพียงแก่การส่งไปประเทศใดหรือไม่ด้วย นอกจากนั้นยังตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ระบุข้อความในเอกสารหมาย จ.6 ว่า ผู้ตรวจสอบอย่างเป็นทางการของสมาคมผู้นำเข้าเชลแล็กแห่งสหรัฐอเมริกา ทั้งที่ความจริงมิได้มีสถานภาพเช่นนั้น นายประเสริฐก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 ทำหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.6 ขึ้นเอง โดยระบุข้อความดังกล่าว รวมทั้งรับรองน้ำหนักและคุณภาพครั่งเม็ดที่จัดส่งไปยังเมืองบอสตันตรงตามใบสั่งตรวจสอบสินค้า ยิ่งกว่านั้นนายวีระยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า มาตรฐานการตรวจสอบครั่งเม็ดของสมาคมผู้นำเข้าเชลแล็กแห่งสหรัฐอเมริกาแตกต่างจากมาตรฐานของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย ซึ่งมีเนื้อหาเพียงส่วนหนึ่งที่มาจากมาตรฐานของสมาคมดังกล่าว อีกส่วนหนึ่งมาจากแหล่งอื่น โดยการตรวจสอบอายุและการหลอมไหลเป็นไปตามมาตรฐานของ ASTM D 411 - 73 แต่ละมาตรฐานมีวิธีการชักตัวอย่าง วิเคราะห์ และแปรผลแตกต่างกัน แสดงให้เห็นว่า แท้ที่จริงจำเลยที่ 2 แอบอ้างว่าเป็นผู้ตรวจสอบอย่างเป็นทางการของสมาคมผู้นำเข้าเชลแล็กแห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ผู้พบเห็นหนังสือรับรองหลงเชื่อตามคำรับรองในการตรวจวิเคราะห์น้ำหนักและคุณภาพครั่งเม็ดว่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของสมาคมดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 2 ตรวจสอบและรับรองตามเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย ซึ่งนำเกณฑ์มาตรฐานจากแหล่งต่าง ๆ มาผสมผสานกัน และจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่า จำเลยที่ 1 จะส่งออกครั่งเม็ดเหล่านั้นไปยังเมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนหนังสือรับรองคุณภาพที่จำเลยที่ 2 ออกให้นั้นมีวัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งในการใช้ประกอบการซื้อขายสินค้าเป็นสำคัญ เพื่อพิจารณาว่ามีคุณภาพเพียงพอแก่การส่งไปจำหน่ายในประเทศนั้นหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 2 ยังขืนออกหนังสือรับรองที่แสดงสถานภาพอันเป็นเท็จของตน และรับรองว่าครั่งเม็ดที่จำเลยที่ 1 จะส่งออกไปให้โจทก์ตามสัญญาซื้อขายมีชั้นคุณภาพ ข. ตามข้อกำหนดของสมาคมผู้นำเข้าเชลแล็กแห่งสหรัฐอเมริกา อันเป็นการรับรองมาตรฐานสินค้าผิดไปจากความเป็นจริง การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นการตรวจสอบคุณภาพครั่งเม็ดเหล่านั้นโดยจงใจทำผิดต่อโจทก์จนทำให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สิน อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ แม้จำเลยที่ 2 จะไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์โดยตรงก็ตาม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นว่าจำเลยที่ 2 ตรวจสอบคุณภาพครั่งเม็ดและออกหนังสือรับรองน้ำหนักและคุณภาพให้แก่จำเลยที่ 1 ผิดไปจากความเป็นจริง โดยจำเลยที่ 2 ทราบถึงความสำคัญของหนังสือรับรองน้ำหนักและคุณภาพสินค้าดีว่า มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้า และการตกลงรับซื้อสินค้าระหว่างประเทศนั้น โดยใช้หนังสือรับรองน้ำหนักและคุณภาพดังกล่าวประกอบการซื้อขายสินค้าและเพื่อพิจารณาว่าสินค้านั้นมีคุณภาพพอเพียงแก่การส่งไปประเทศใดหรือไม่ด้วย ประกอบกับเมื่อได้รับหนังสือรับรองน้ำหนักและคุณภาพจากจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 ก็อาศัยหนังสือรับรองดังกล่าวแสดงต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อว่า สินค้าที่ขนส่งไปส่งมอบให้แก่โจทก์นั้นเป็นสินค้าครั่งเม็ดชั้นคุณภาพ ข. ตามข้อกำหนดของสมาคมผู้นำเข้าเชลแล็กแห่งสหรัฐอเมริกาตามที่ตกลงซื้อขายกัน และรับชำระเงินค่าสินค้าโดยวิธีเลตเตอร์ออฟเครดิต การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์จึงทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นค่าสินค้า ค่าธรรมเนียมธนาคาร ค่าใช้จ่ายด้านพิธีการศุลกากร และค่าขนส่งสินค้า และต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวอันถือเป็นค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันจำเลยที่ 2 ได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายฐานผิดสัญญาซื้อขายตามจำนวนค่าเสียหายที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดมา อย่างไรก็ดี การจะให้บุคคลหลายคนต้องรับผิดร่วมกันในหนี้จำนวนใดจำนวนหนึ่งอย่างลูกหนี้ร่วมต้องเป็นไปโดยนิติกรรม หรือมีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งให้บุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วมเท่านั้น แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์อันเนื่องจากการผิดสัญญาซื้อขาย ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์อันเนื่องจากการทำละเมิด จึงไม่มีการทำนิติกรรมไว้ว่าจะต้องร่วมกันรับผิดในหนี้ค่าเสียหายต่อโจทก์ และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดให้ความรับผิดในลักษณะนี้เป็นไปอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แม้ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์จะเป็นจำนวนเดียวกันกับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่กรณีไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์นั้นฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงิน 1,000,663.75 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยหากโจทก์บังคับชำระหนี้จากจำเลยคนใดแล้วให้นำมาหักออกจากความรับผิดชำระหนี้ของจำเลยอีกคนด้วย ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดไว้แทนโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215 ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — แมนโทรส - ออยเซอร์ โค.อิงค์.
จำเลย — บริษัทเค.เค.พี.การเกษตรไทย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — สุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
อร่าม เสนามนตรี
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2587/2553
#498980
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาขนส่งสินค้าระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นสัญญารับขนของโดยมีการขนส่งทางทะเลและทางอื่นรวมอยู่ด้วย อันเข้าเป็นลักษณะของสัญญาจ้างทำของ และลักษณะของสัญญามุ่งเน้นการขนส่งทางทะเลเป็นสาระสำคัญ การที่ใบจองระวางเรือและใบตราส่งสินค้าพิพาทระบุจุดหมายปลายทางของการขนส่งทั้งสองเที่ยวว่าเมืองชิคาโกและเมืองดีทรอยต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา แสดงว่าความรับผิดของจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ขนส่งจะสิ้นสุดลงต่อเมื่อได้ส่งของที่รับขนส่งให้แก่ผู้รับตราส่งที่จุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้ว แม้จำเลยทั้งสองเรียกเก็บค่าระวางจากโจทก์ในลักษณะการขนส่งทางทะเลบวกกับการขนส่งทางบก ก็ไม่อาจถือได้ว่าการขนส่งทางบกโดยรถไฟเป็นสาระสำคัญของสัญญาขนส่งตามฟ้อง เพราะสภาพแห่งสัญญามุ่งถึงผลสำเร็จของงานที่ว่าจ้างโดยการที่สินค้าพิพาทไปถึงมือผู้รับตราส่งที่เมืองปลายทางเท่านั้น การที่สินค้าของโจทก์ไม่อาจขนส่งทางรถไฟจากเมืองแวนคูเวอร์ไปยังเมืองชิคาโกและเมืองดีทรอยต์ได้เพราะมีข้อจำกัดของการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศแคนาดา ก็ไม่อาจถือได้ว่าการขนส่งสินค้าพิพาททั้งสองเที่ยวอันเป็นการชำระหนี้ของจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ตามสัญญาขนส่งสินค้าตามฟ้องกลายเป็นพ้นวิสัย เพราะสินค้าตามฟ้องสามารถขนส่งไปยังเมืองปลายทางได้โดยทางรถบรรทุก ทั้งไม่อาจถือได้ว่าการขนส่งทางรถบรรทุกอยู่นอกเหนือจากข้อตกลงขนส่งสินค้า การที่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการขนส่งสินค้าพิพาทจากเมืองแวนคูเวอร์ไปยังเมืองชิคาโกและเมืองดีทรอยต์อันเป็นสถานที่ปลายทางตามสัญญาขนส่งสินค้าโดยโจทก์ได้บอกกล่าวแก่จำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามสัญญาภายในระยะเวลาพอสมควรแล้ว ถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองได้ การที่โจทก์เกรงว่าหากปล่อยเวลาเนิ่นนานไปจะเกิดความเสียหายเพราะผู้ซื้ออาจปฏิเสธไม่ยอมรับสินค้า จึงได้แจ้งแก่จำเลยที่ 2 ว่าจะขนส่งสินค้าช่วงจากเมืองแวนคูเวอร์ไปยังปลายทางเอง ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาขนส่งสินค้าตามฟ้องแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ยินยอมตกลงส่งมอบตู้สินค้าให้แก่บุคคลภายนอกที่โจทก์ติดต่อให้รับขนส่งต่อ โดยจำเลยที่ 2 ตกลงไม่เรียกเก็บค่าเสียเวลาตู้สินค้าที่เมืองแวนคูเวอร์ และจะไปรับตู้สินค้าคืนที่เมืองปลายทาง รวมทั้งยินยอมคืนค่าระวางบางส่วนให้แก่โจทก์ ถือเป็นส่วนที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชอบและไม่มีสิทธิได้รับค่าระวางในส่วนนั้นอยู่แล้ว ไม่อาจถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยทั้งสองสมัครใจเลิกสัญญาขนส่งสินค้าตามฟ้องต่อกัน เมื่อโจทก์ได้จ่ายเงินค่าจ้างขนส่งสินค้าพิพาททั้งสองรายการจากเมืองแวนคูเวอร์ไปยังเมืองปลายทางโดยทางรถยนต์เป็นเงิน 46,370 ดอลลาร์สหรัฐ จึงถือเป็นค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาซึ่งจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ โดยหักเงินค่าระวางส่วนต่างจากท่าเรือเมืองแวนคูเวอร์ไปยังเมืองปลายทางทั้งสองเที่ยวที่จำเลยทั้งสองส่งคืนให้แก่โจทก์แล้วออก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้เงิน 46,720.25 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 46,370 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 38,267 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากชำระเป็นเงินบาทให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองรับฟังได้ โจทก์ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทวิทที้ เฟรท จำกัด ให้ขนส่งสินค้าเหล็กสเตนเลสม้วนเพื่อไปส่งให้ผู้รับตราส่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์เป็นผู้ขนส่งประเภทไม่มีเรือเป็นของตนเองจึงว่าจ้างจำเลยทั้งสองขนส่งสินค้าทางทะเลจากท่าเรือแหลมฉบังไปส่งให้ผู้รับตราส่งที่เมืองชิคาโกและเมืองดีทรอยต์ รวม 2 เที่ยว โจทก์จ่ายค่าระวางขนส่งทั้งหมดแล้ว เมื่อครบกำหนดระยะเวลาส่งมอบสินค้าทั้ง 2 เที่ยว สินค้ายังคงอยู่ที่เมืองแวนคูเวอร์ไม่ไปถึงปลายทาง ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ระงับการขนส่งต่อไปและแจ้งว่าโจทก์จะขนส่งสินค้าต่อไปเอง จำเลยที่ 2 ตกลงยินยอม โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกขนส่งสินค้าจากเมืองแวนคูเวอร์ไปยังเมืองชิคาโกและเมืองดีทรอยต์โดยทางรถบรรทุกเสียค่าใช้จ่ายไปเป็นเงิน 46,370 ดอลลาร์สหรัฐ และได้เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้ จำเลยทั้งสองชำระเงินคืนแก่โจทก์แล้ว 319,420 บาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองผิดสัญญาขนส่งหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามสัญญาโดยการขนส่งสินค้าทั้ง 2 เที่ยวทางเรือจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เพื่อขนส่งต่อไปยังเมืองชิคาโกและเมืองดีทรอยต์ ประเทศสหรัฐอเมริกาทางรถไฟ แต่ปรากฏว่า สินค้าที่ขนส่งทั้ง 2 เที่ยวตามฟ้อง มีข้อจำกัดควบคุมห้ามขนส่งทางรถไฟเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องขนส่งทางรถบรรทุกเท่านั้น ซึ่งอยู่นอกเหนือข้อตกลงในการว่าจ้างขนส่งสินค้าตามฟ้อง ถือว่ากรณีเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยทั้งสองได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงขั้นตอนและวิธีการขนส่งว่า จำเลยที่ 2 จะทำการขนส่งสินค้าพิพาททางเรือจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา แล้วจะขนส่งสินค้าทั้ง 2 เที่ยวไปยังเมืองชิคาโกและเมืองดีทรอยต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทางรถไฟ แต่เมื่อพิเคราะห์สัญญาขนส่งสินค้าระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง เป็นสัญญารับขนของโดยมีการขนส่งทางทะเลและทางอื่นรวมอยู่ด้วยและยังเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองตกลงรับจ้างขนสินค้าทางเรือและทางอื่น จากท่าเรือแหลมฉบังไปยังปลายทางที่เมืองชิคาโกและเมืองดีทรอยต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา จนสำเร็จให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ตกลงจ่ายสินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการขนส่ง อันเข้าลักษณะของสัญญาจ้างทำของ และลักษณะสำคัญของสัญญามุ่งเน้นการขนส่งทางทะเลเป็นสาระสำคัญ และการที่ใบจองระวางเรือและใบตราส่งสินค้าพิพาทระบุจุดหมายปลายทางของการขนส่งทั้ง 2 เที่ยวเมืองชิคาโก และเมืองดีทรอยต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา แสดงว่า ความรับผิดของจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ขนส่งจะสิ้นสุดลงต่อเมื่อได้ส่งของที่รับขนส่งให้แก่ผู้รับตราส่งที่จุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้ว ส่วนการขนส่งสินค้าจากเมืองแวนคูเวอร์ไปยังเมืองชิคาโกและเมืองดีทรอยต์ ไม่สามารถขนส่งทางทะเลได้ จึงต้องเป็นการขนส่งทางบก การที่จำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจะขนสินค้าตามฟ้องจากเมืองแวนคูเวอร์ไปยังปลายทางโดยทางรถไฟ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเรียกเก็บค่าระวางของสินค้าทั้ง 2 เที่ยวจากโจทก์ในลักษณะการขนส่งทางทะเลบวกกับการขนส่งทางรถไฟ ไม่อาจถือการขนส่งทางบกโดยรถไฟเป็นสาระสำคัญของสัญญาขนส่งตามฟ้อง เพราะสภาพแห่งสัญญามุ่งถึงผลสำเร็จของงานที่ว่าจ้างโดยการที่สินค้าพิพาทไปถึงมือผู้รับตราส่งที่เมืองปลายทางเท่านั้น การที่สินค้าของโจทก์ไม่สามารถขนส่งทางรถไฟจากเมืองแวนคูเวอร์ไปยังเมืองชิคาโกและเมืองดีทรอยต์เพราะมีข้อจำกัดของการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศแคนาดา แม้หากเป็นความจริงดังที่จำเลยทั้งสองนำสืบ ไม่อาจถือว่า การขนส่งสินค้าพิพาททั้ง 2 เที่ยวจากเมืองแวนคูเวอร์ไปยังเมืองชิคาโกและเมืองดีทรอยต์อันเป็นการชำระหนี้ของจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ตามสัญญาขนส่งสินค้าตามฟ้องกลายเป็นการพ้นวิสัย เพราะสินค้าตามฟ้องสามารถขนส่งไปยังเมืองปลายทางได้โดยทางรถบรรทุก ทั้งไม่อาจถือได้ว่าการขนส่งทางรถบรรทุกอยู่นอกเหนือจากข้อตกลงขนส่งสินค้าแต่อย่างใด การที่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการขนส่งสินค้าพิพาทจากเมืองแวนคูเวอร์ไปยังเมืองชิคาโกและเมืองดีทรอยต์อันเป็นสถานที่ปลายทางตามสัญญาขนส่งสินค้า โดยโจทก์ได้บอกกล่าวแก่จำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามสัญญาในระยะเวลาพอสมควรแล้ว ถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองได้ การที่โจทก์เกรงว่าหากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานต่อไปอาจเกิดความเสียหายมากขึ้นเพราะผู้ซื้อสินค้าอาจปฏิเสธไม่ยอมรับสินค้า โจทก์จึงแจ้งจำเลยที่ 2 ว่า จะขนส่งสินค้าช่วงจากเมืองแวนคูเวอร์ไปยังเมืองชิคาโกและเมืองดีทรอยต์เอง ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาขนส่งสินค้าตามฟ้องแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ยินยอมและตกลงให้ความร่วมมือในการส่งมอบตู้สินค้าให้แก่บุคคลภายนอกที่โจทก์ติดต่อให้รับขนส่งต่อ โดยจำเลยที่ 2 ตกลงจะไม่เรียกเก็บค่าเสียเวลาตู้สินค้าที่เมืองแวนคูเวอร์ และจะไปรับตู้สินค้าคืนที่เมืองปลายทางเอง รวมทั้งยอมคืนค่าระวางบางส่วนให้แก่โจทก์ถือเป็นส่วนที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชอบและไม่มีสิทธิได้ค่าระวางในส่วนนั้นอยู่แล้ว ไม่อาจถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยทั้งสองสมัครใจเลิกสัญญาขนส่งสินค้าตามฟ้องต่อกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ได้จ่ายเงินค่าว่าจ้างขนส่งสินค้าพิพาททั้ง 2 รายการจากเมืองแวนคูเวอร์ไปยังเมืองชิคาโกและเมืองดีทรอยต์ทางรถบรรทุกเป็นเงิน 46,370 ดอลลาร์สหรัฐ อันถือเป็นค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญา ซึ่งจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ โดยหักเงินค่าระวางส่วนต่างจากท่าเรือเมืองแวนคูเวอร์ไปยังจุดหมายปลายทางทั้ง 2 เที่ยวที่จำเลยทั้งสองส่งคืนให้แก่โจทก์แล้วออกนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 219 วรรคหนึ่ง ม. 387 ม. 587 ม. 616
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลีโอ ทรานสปอร์ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทไทยสตาร์ชิปปิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2582/2553
#505273
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288, 80 ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาฆ่า แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 295 โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาฆ่าเช่นกัน และเนื่องจากศาลชั้นต้นวางโทษปรับฐานพาอาวุธมีดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้แก้ไขให้ถูกต้องย่อมมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ซึ่งต้องห้ามทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานพยายามฆ่าตาม ป.อ. มาตรา 288, 80 จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 คดีโจทก์ไม่อาจขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาและถือไม่ได้ว่าโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นในข้อหาฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 295 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 295, 371, 80, 83, 91, 33 และริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ภายหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 อีกกระทงหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 มีอายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 2 มีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 และ 76 ตามลำดับ ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 2,000 บาท ฐานพาอาวุธมีดติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 500 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 2,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 2,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 1,250 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 106 ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและสิ่งมึนเมาทุกชนิด ห้ามคบค้าสมาคมบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดี ห้ามเที่ยวเตร่ยามวิกาลและห้ามเล่นการพนัน ให้จำเลยทั้งสองทำงานบริการสังคมหรือบำเพ็ญสาธารณประโยชน์มีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามที่จำเลยทั้งสองและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้ส่งจำเลยทั้งสองไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดตรัง มีกำหนด 7 วัน ริบอาวุธมีดของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้วฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 50 บาท รวมกับโทษความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นสำหรับจำเลยที่ 1 แล้ว เป็นจำคุก 1 ปี และปรับ 2,050 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 1,025 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาฆ่า แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาฆ่าเช่นกัน และเนื่องจากศาลชั้นต้นวางโทษปรับฐานพาอาวุธมีดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้แก้ไขให้ถูกต้อง ย่อมมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ซึ่งต้องห้ามทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดของกลางซึ่งเป็นมีดขนาดใหญ่ จ้วงแทงบริเวณกลางหลังผู้เสียหายจนมีดปักติดกับแผ่นหลัง และแพทย์ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเอามีดออก แสดงว่าจำเลยที่ 1 แทงด้วยความแรง ทั้งบริเวณดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งอวัยวะสำคัญของร่างกาย หากอาวุธมีดถูกอวัยวะภายใน ผู้เสียหายอาจถึงแก่ความตายได้ แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาประสงค์ต่อชีวิต จึงเป็นการที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 คดีโจทก์ไม่อาจขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาและถือไม่ได้ว่าโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นในข้อหาฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชน
และครอบครัวจังหวัดตรัง
จำเลย — นายอุดร อ่อนชาติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2580/2553
#505272
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องระบุชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งข้อความผิดตามฟ้องนั้นมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การและจำเลยที่ 1 กับพวกให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

การที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เป็นการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 กับพวกเพียงแต่ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้นเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้าง ฎีกาในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่บิดเบือนเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเป็นไปโดยมุ่งประสงค์จะโต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 10 ปี ปรับคนละ 550,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 8 ปี ปรับคนละ 450,000 บาท รวมจำคุกคนละ 18 ปี ปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 ปี ปรับ คนละ 500,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับได้คนละไม่เกินสองปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าในวันเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมทำบันทึกการจับกุมแบ่งแยกว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 200 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อและค้นพบเมทแอมเฟตามีนภายหลังอีกจำนวน 80 เม็ด เป็นเหตุให้การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกถูกศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันและลงโทษจำเลยที่ 1 กับพวกทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 กับพวกเพียงแต่ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 280 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เท่านั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 280 เม็ด น้ำหนักรวม 24.98 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 6.743 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 200 เม็ด น้ำหนัก 17.82 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 4.754 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 35,000 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การ และจำเลยที่ 1 กับพวกให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นการร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย กล่าวคือ ศาลจะวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยที่ 1 มิได้ร่วมกับพวกกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันได้ก็ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่านี้เสียก่อนว่าในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 กับพวกเพียงแต่ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 280 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นฎีกาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในลักษณะเช่นนี้เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่บิดเบือนเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเป็นโดยมุ่งประสงค์จะโต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้อง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลล่าง และลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองในความผิดแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งจำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมานั้นเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายวิชิตร พรหมราช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สุเสารัจ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2573/2553
#498996
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามขู่ให้โจทก์ร่วมนำเงินมามอบให้โดยอ้างว่าเพื่อลบชื่อโจทก์ร่วมออกจากบัญชีผู้ค้ายาเสพติดของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และเพื่อที่จะไม่จับกุมโจทก์ร่วม จึงเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจและจูงใจเพื่อให้โจทก์ร่วมมอบให้ซึ่งทรัพย์สินแก่ตนเอง แต่การที่โจทก์ร่วมนำเงินไปมอบให้แก่จำเลยก็เพื่อที่จะให้เจ้าพนักงานจับกุม แสดงว่าโจทก์ร่วมไม่ได้กลัวคำขู่ของจำเลย ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยข่มขืนใจโจทก์ร่วมจนโจทก์ร่วมยอมเช่นว่านั้น การกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานพยายามกรรโชก แม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157, 337 คืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายนฤพนธ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และ 337 วรรคสอง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 148 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี คืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ....ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิดนั้น โดยอ้างว่าโจทก์ร่วมมีชื่อในบัญชีผู้ค้ายาเสพติดของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และขู่ให้โจทก์ร่วมนำเงินมามอบให้ 30,000 บาท ถึง 40,000 บาท เพื่อลบชื่อโจทก์ร่วมออกจากบัญชีผู้ค้ายาเสพติดและจะไม่จับกุมโจทก์ร่วม และจำเลยโทรศัพท์ถึงโจทก์ร่วมระหว่างวันที่ 14 ถึง 16 กรกฎาคม 2540 หลายครั้ง ขู่ให้นำเงินไปให้ จนในที่สุดโจทก์ร่วมวางแผนจับจำเลยโดยนำธนบัตรไปถ่ายสำเนาไว้แล้วนัดให้จำเลยไปรับเงินที่ลานจอดรถบริเวณอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี โดยมีเจ้าพนักงานตำรวจไปซุ่มดูเหตุการณ์เพื่อจับจำเลย เมื่อจำเลยไปรับเงินตามเวลาและสถานที่ที่นัดหมาย พันตำรวจโทปิยวัชร์กับพวกเข้าจับจำเลยได้พร้อมธนบัตรของกลาง นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีร้อยตำรวจเอกสุรศักดิ์ มาเบิกความว่า ก่อนจำเลยถูกจับ โจทก์ร่วมมาขอให้ลงบันทึกในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่ถูกคนร้ายขู่เรียกเงินไว้เป็นหลักฐานก่อน ร้อยตำรวจเอกสุรศักดิ์ได้ลงบันทึกประจำวัน ร้อยตำรวจเอกธวัช พนักงานสอบสวนมาเบิกความว่า โจทก์ร่วมไปร้องทุกข์เรื่องที่ถูกจำเลยขู่ให้มอบทรัพย์ให้ ร้อยตำรวจเอกธวัชรู้เรื่องที่โจทก์ร่วมและเจ้าพนักงานตำรวจวางแผนจับจำเลย กับมีพันตำรวจโทปิยวัชร์มาเบิกความว่า โจทก์ร่วมนำธนบัตรไปถ่ายสำเนาเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการจับจำเลย แล้วนำสำเนาธนบัตรพร้อมทั้งธนบัตรมาให้ดู พันตำรวจโทปิยวัชร์วางแผนร่วมกับโจทก์ร่วมและจับจำเลยได้ตามแผนพร้อมธนบัตรของกลาง ศาลฎีกาเห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วม นอกจากโจทก์ร่วมและนายชำนาญซึ่งเป็นราษฎรมาเบิกความยืนยันการกระทำผิดของจำเลยแล้ว พยานโจทก์ปากอื่น คือ ร้อยตำรวจเอกสุรศักดิ์ ร้อยตำรวจเอกธวัช และพันตำรวจโทปิยวัชร์ต่างเป็นเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ เบิกความสอดคล้องตรงกัน และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนัก ไม่มีข้อต้องระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลยแต่อย่างใด โดยเฉพาะพันตำรวจโทปิยวัชร์เคยเป็นผู้บังคับบัญชาจำเลยมาก่อน หากจำเลยไม่ได้กระทำผิด เชื่อว่าจะต้องไม่ยอมเบิกความว่าจำเลยเป็นคนร้าย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลย เช่น ฎีกาว่าผิดวิสัยของคนร้ายที่ไปรับเงินที่ขู่กรรโชกจากบุคคลที่ไม่เคยรู้จักโดยไม่กลัวอันตราย ไม่น่าเชื่อว่าคนร้ายจะไม่มีอาวุธ การที่ไม่พบอาวุธที่จำเลยแสดงว่าจำเลยไม่ใช่คนร้าย หรือฎีกาว่าเมื่อจำเลยถูกจับจำเลยไม่แสดงอาการพิรุธกลับแสดงอาการมึน แสดงว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดนั้น เป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามขู่ให้โจทก์ร่วมนำเงินมามอบให้โดยอ้างว่าเพื่อลบชื่อโจทก์ร่วมออกจากบัญชีผู้ค้ายาเสพติดของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และเพื่อที่จะไม่จับกุมโจทก์ร่วม พยานหลักฐานจำเลยไม่พอฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจและจูงใจเพื่อให้โจทก์ร่วมมอบให้ซึ่งทรัพย์สินแก่ตนเองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่การที่โจทก์ร่วมนำเงินไปมอบให้แก่จำเลยก็เพื่อที่จะให้เจ้าพนักงานจับกุม แสดงว่าโจทก์ร่วมไม่ได้กลัวคำขู่ของจำเลย ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยข่มขืนใจโจทก์ร่วมจนโจทก์ร่วมยอมเช่นว่านั้น การกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานพยายามกรรโชก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานกรรโชกอันเป็นความผิดสำเร็จนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และมีความผิดตามมาตรา 337 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 80 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 148 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 148 ม. 337 วรรคสอง (1)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายนฤพนธ์ พิมพา
จำเลย — ร้อยตำรวจเอกไชยาหรือชัยยาหรือชัยญา ศิริรักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธานิศ เกศวพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2550/2553
#504658
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน จำเลยนอนในเปลที่ขนำในนากุ้งเพื่อเฝ้าดูแลรักษาทรัพย์สินของตน เมื่อจำเลยเห็นรถยนต์แล่นผ่านเข้ามาใกล้ก็ใช้สปอทไลท์ส่องซึ่งจะทำให้ผู้ที่ผ่านมาทราบว่ามีผู้เฝ้าดูแลอยู่ในบริเวณนั้น อันเป็นการกระทำเพื่อรักษาทรัพย์สินของตน แต่โจทก์ร่วมกลับขับรถแล่นเข้ามาบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งมิใช่ถนนสาธารณะที่ใช้สัญจรทั่วไป แต่เป็นถนนทางเข้านากุ้งในยามวิกาลเวลาประมาณ 3 นาฬิกา แล้วชนรถจักรยานยนต์ของจำเลยซึ่งจอดอยู่หน้าขนำ ย่อมทำให้จำเลยตกใจกลัวและสำคัญผิดว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงจากคนร้ายที่มุ่งเข้าทำร้ายตน การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าก่อนและยิงอีก 1 นัด ในระยะเวลาที่ใกล้ชิดต่อเนื่องกันขณะ ช. และโจทก์ร่วมกำลังเปิดประตูรถออกมา ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจว่าผู้ที่อยู่ในรถมีอาวุธหากจำเลยช้าเพียงเล็กน้อย จำเลยก็อาจได้รับอันตรายร้ายแรงได้ จึงเป็นการป้องกันตนให้พ้นจากภยันตรายที่จำเลยสำคัญผิดว่าจะเกิดขึ้นแก่ตนและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง อีกทั้งหลังจากจำเลยยิงปืนนัดที่สองไปแล้ว จำเลยก็วิ่งหลบหนีไปในทันทีโดยมิได้ยิงหรือทำร้ายโจทก์ร่วมหรือ ช. ซ้ำอีก ทั้งที่มีโอกาสเนื่องจากโจทก์ร่วมถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บและลงมาจากรถแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุเพื่อให้ตนพ้นจากภยันตรายที่จำเลยสำคัญผิดว่าจะเกิดขึ้น อันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสำคัญผิดตาม ป.อ. มาตรา 68 ประกอบมาตรา 62 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายจเร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี เฉพาะข้อหามีอาวุธปืนจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานมีอาวุธปืน 6 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยฐานมีอาวุธปืน 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงโจทก์ร่วมกับพวก 2 นัด ทันทีโดยไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงว่าโจทก์ร่วมกับพวกจะทำร้ายจำเลย การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย เห็นว่า จำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ร่วมกับพวกมาก่อน ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน จำเลยนอนในเปลที่ขนำในนากุ้งเพื่อเฝ้าดูแลรักษาทรัพย์สินของตนและเมื่อจำเลยเห็นรถยนต์แล่นผ่านเข้ามาใกล้บริเวณนากุ้งของตนก็ใช้ไฟสปอทไลท์ส่องซึ่งจะทำให้ที่ผ่านเข้ามาทราบว่ามีผู้เฝ้าดูแลอยู่ในบริเวณนั้นอันเป็นการกระทำเพื่อรักษาทรัพย์สินของตนทางหนึ่ง แต่โจทก์ร่วมกลับขับรถมุ่งเข้ามาที่ขนำแล้วชนรถจักรยานยนต์ของจำเลยซึ่งจอดอยู่หน้าขนำ ซึ่งจากแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.3 ประกอบภาพถ่ายหมาย จ.4 ภาพที่ 2 เห็นได้ว่าจุดดังกล่าวอยู่ใกล้เปลที่จำเลยนอนมาก โดยนายชำนาญพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า ห่างกันประมาณ 2 เมตร ลำพังเพียงการมีรถแล่นเข้ามาบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งมิใช่ถนนสาธารณะที่ใช้ในการสัญจรทั่วไปแต่เป็นถนนทางเข้านากุ้งในยามวิกาล เวลาประมาณ 3 นาฬิกา ก็ย่อมจะทำให้จำเลยระแวงสงสัยว่าจะเป็นรถของคนร้ายแล้วแต่รถังกล่าวยังแล่นเข้ามาชนรถจักรยานยนต์ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวจำเลยอีก พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ขับรถดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยตกใจกลัวและสำคัญผิดว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงจากคนร้ายที่มุ่งเข้าทำร้ายตนแม้โจทก์ร่วมจะนำสืบอ้างว่ารถยนต์ของโจทก์ร่วมเสียหลักไถลไปชนรถจักรยานยนต์ของจำเลยเพราะพื้นถนนลื่น แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่อาจคาดเดาได้ในขณะนั้น ทั้งเป็นกรณีเหตุจวนตัว จำเลยไม่มีทางอื่นใดที่จะป้องกันให้พันจากภัยที่คาดว่าใกล้จะถึงเช่นนี้นอกจากใช้อาวุธปืนที่เตรียมมายิงเพื่อหยุดยั้ง ส่วนที่จำเลยยิงปืน 2 นัด นั้น นายเรวัต พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ห่างจำเลยเพียง 3 ถึง 4 เมตร และเห็นเหตุการณ์มาตลอดตั้งแต่รถของโจทก์ร่วมแล่นตรงเข้ามาที่ขนำของจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่าในการยิงปืนนัดแรก จำเลยยิงในลักษณะเลยหลังคารถขึ้นไป คล้ายๆ กับยิงปืนขึ้นฟ้าเจือสมคำเบิกความของจำเลยที่ว่า เมื่อเกิดเหตุรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์และเสาขนำของจำเลยแล้ว จำเลยจึงหยิบปืนและยิงขึ้นฟ้า ทั้งยังปรากฏว่าที่รถของโจทก์ร่วมมีรูกระสุนปืนเพียงรูเดียวคือที่กระจำหน้ารถ จึงเชื่อว่าหลังจากรถยนต์ของโจทก์ร่วมชนรถจักรยานยนต์ของจำเลย จำเลยยิงปืนนัดแรกขึ้นฟ้าดังที่จำเลยอ้างและในเวลาต่อเนื่องกันขณะนายชำนาญและโจทก์ร่วมกำลังจะเปิดประตูรถออกมา จำเลยจึงยิงปืนมาที่รถยนต์ของโจทก์ร่วมอีกนัดหนึ่ง กระสุนปืนทะลุกระจกหน้ารถถูกที่หน้าอกของโจทก์ร่วมเช่นนี้เห็นได้ว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าก่อนเพื่อยับยั้งภยันตรายที่จะมาถึง แต่เมื่อผู้อยู่ในรถเปิดประตูรถออกมาย่อมทำให้เข้าใจว่าผู้ที่อยู่ในรถมีอาวุธ หากจำเลยช้าไปเพียงเล็กน้อย จำเลยก็อาจได้รับอันตรายร้ายแรงได้ ดังนั้น การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงออกไปที่รถอีก 1 นัด ในระยะเวลาที่ใกล้ชิดต่อเนื่องกันจึงเป็นการป้องกันตนให้พ้นจากภยันตรายที่จำเลยสำคัญผิดว่าจะเกิดขึ้นแก่ตนและเป็นภยันตรายที่ใกล้ถึงทั้งหลังจากจำเลยยิงปืนนัดที่สองไปแล้ว จำเลยก็วิ่งหลบหนีไปแจ้งเหตุต่อนางอรุณี ในทันทีโดยมิได้ยิงหรือทำร้ายโจทก์ร่วมหรือนายชำนาญซ้ำอีก ทั้งที่มีโอกาสเนื่องจากโจทก์ร่วมถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บและลงมาจากรถแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุเพื่อให้ตนพ้นจากภยันตรายที่จำเลยสำคัญผิดว่าจะเกิดขึ้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสำคัญผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ประกอบมาตรา 62 วรรคแรก จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉันมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62 วรรคแรก ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดไชยา
โจทก์ร่วม — นายจเร เผือกภูมิ
จำเลย — นายสุนิตย์ ธรรมรงค์
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2545/2553
#498984
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้คดีนี้เป็นการเรียกให้ชำระหนี้อันเกิดแต่การผิดสัญญาขายลดตั๋วเงิน ส่วนมูลหนี้ในคดีที่โจทก์ฟ้อง ธ. เป็นการเรียกให้ชำระหนี้ตามเช็คในฐานะผู้สั่งจ่าย อันเป็นนิติกรรมคนละประเภท ความรับผิดของจำเลยต้องเป็นไปตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์นำคดีไปฟ้อง ธ. ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดย ธ. ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ การที่ ธ. ได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบจำนวนแล้วมีผลเพียงทำให้ความรับผิดตามเช็คในคดีที่ ธ. ถูกโจทก์ฟ้องระงับสิ้นไปเท่านั้น แต่ในส่วนสัญญาขายลดตั๋วเงิน โจทก์ชอบที่จะนำเงินที่ได้รับชำระหนี้แต่ละครั้งไปชำระดอกเบี้ยที่คงค้างก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปหักชำระเงินต้นที่ค้างชำระในแต่ละคราวไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 204,324.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 155,601.95 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 1,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การชำระหนี้ตามเช็คทำให้หนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินระงับสิ้นไปหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ในคดีนี้เป็นการเรียกให้ชำระหนี้อันเกิดแต่การผิดสัญญาขายลดตั๋วเงิน ส่วนมูลหนี้ในคดีที่โจทก์ฟ้องนายธานีเป็นการเรียกให้ชำระหนี้ตามเช็คในฐานะผู้สั่งจ่าย อันเป็นนิติกรรมคนละประเภท ซึ่งความรับผิดของจำเลยต้องเป็นไปตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์นำคดีไปฟ้องนายธานี ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยนายธานีผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ การที่นายธานีโดยจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบจำนวนแล้ว มีผลเพียงทำให้ความรับผิดตามเช็คในคดีที่นายธานีถูกโจทก์ฟ้องระงับสิ้นไปเท่านั้น แต่ในส่วนสัญญาขายลดตั๋วเงิน ในการชำระหนี้โจทก์ชอบที่จะนำเงินที่ได้รับชำระแต่ละครั้งไปชำระดอกเบี้ยที่คงค้างก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปหักชำระเงินต้นที่ค้างชำระในแต่ละคราวไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคแรก การชำระหนี้ตามเช็คจึงไม่ทำให้หนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินระงับสิ้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเมื่อมีการชำระหนี้ตามเช็คครบถ้วนแล้วจึงไม่มีต้นเงินคงเหลือให้จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาขายลดตั๋วเงินอีก ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น...

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 168,611.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 155,601.95 บาท นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 48,723.01 บาท หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วนและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 329 วรรคแรก ม. 900 ม. 989
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุนทร วาณิชย์มงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายสมชนก ปิยะสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายธนฤกษ์ นิติเศรณี
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2545/2553
#508685
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการเรียกให้ชำระหนี้อันเกิดแต่การผิดสัญญาขายลดตั๋วเงิน ที่จำเลยนำเช็คที่ ธ. เป็นผู้สั่งจ่ายมาขายลดกับโจทก์ ส่วนมูลหนี้ในคดีที่โจทก์ฟ้อง ธ. เป็นการเรียกให้ชำระหนี้ตามเช็คในฐานะผู้สั่งจ่าย อันเป็นนิติกรรมคนละประเภท ซึ่งความรับผิดของจำเลยต้องเป็นไปตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์นำคดีไปฟ้อง ธ. ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดย ธ. ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ การที่ ธ. โดยจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบจำนวนแล้ว มีผลเพียงทำให้ความรับผิดตามเช็คในคดีที่ ธ. ถูกโจทก์ฟ้องระงับสิ้นไปเท่านั้น แต่ในส่วนสัญญาขายลดตั๋วเงิน ในการชำหนี้โจทก์ชอบที่จะนำเงินที่ได้รับชำระหนี้แต่ละครั้งไปชำระดอกเบี้ยที่คงค้างก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปหักชำระเงินต้นที่ค้างชำระในแต่ละคราวไปตามป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคแรก การชำระหนี้ตามเช็คจึงไม่ทำให้หนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินระงับสิ้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2540 และวันที่ 11 กรกฎาคม 2540 จำเลยได้ทำคำขอวงเงินขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ สาขาสันกำแพง วงเงินไม่เกิน 1,000,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 592 และ 516 ตำบลจองคำ อำเภอเมือง แม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกัน มีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2540 จำเลยนำเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านหนองประทีปเลขที่ 4660763 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2540 จำนวนเงิน 500,000 บาท มาขายลดให้แก่โจทก์ โดยคิดส่วนลดในอัตราเบี้ยร้อยละ 13.50 ต่อปี และวันที่ 14 กรกฎาคม 2540 นำเช็คธนาคารเดียวกันเลขที่ 4660764 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2540 จำนวนเงิน 500,000 บาท มาขายลดให้แก่โจทก์ โดยคิดส่วนลดในอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี มีข้อตกลงว่า หากโจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ให้ถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมดและยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ต่อมาจำเลยมาผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วน ปรากฏว่า ณ วันที่ 7 ธันวาคม 2543 จำเลยคงค้างต้นเงิน 155,601.95 บาท และดอกเบี้ย 13,009.17 บาท โจทก์จึงต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 204,324.96 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 204,324.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 155,601.95 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า เช็คที่จำเลยนำไปขายลดให้แก่โจทก์ทั้งสองฉบับลงลายมือชื่อนายธานีเป็นผู้สั่งจ่าย โจทก์นำคดีไปฟ้องนายธานีต่อศาลชั้นต้น ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1277/2542 ซึ่งมีการชำระเงินให้แก่โจทก์ครบถ้วนงวดสุดท้าย เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2543 มูลหนี้ดังกล่าวจึงเป็นมูลหนี้เดียวกันกับคดีนี้ ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ และจำเลยไม่มีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 1,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยนำเช็ค 2 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 500,000 บาท รวม 1,000,000 บาท มาขายลดแก่โจทก์ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินและเช็คเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ต่อมาธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์นำคดีไปฟ้องนายธานีผู้สั่งจ่ายเช็คดังกล่าว ต่อมาโจทก์และนายธานีทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอม ตามสัญญาประนีประนอมยอมและคำพิพากษาตามยอมเอกสารหมาย ล.2 นายธานีโดยจำเลยผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การชำระหนี้ตามเช็คทำให้หนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินระงับสิ้นไปหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ในคดีนี้เป็นการเรียกให้ชำระหนี้อันเกิดแต่การผิดสัญญาขายลดตั๋วเงิน ส่วนมูลหนี้ในคดีที่โจทก์ฟ้องนายธานีเป็นการเรียกให้ชำระหนี้ตามเช็คในฐานะผู้สั่งจ่าย อันเป็นนิติกรรมคนละประเภท ซึ่งความรับผิดของจำเลยต้องเป็นไปตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์นำคดีไปฟ้องนายธานี ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยนายธานีผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ การที่นายธานีโดยจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบจำนวนแล้ว มีผลเพียงทำให้ความรับผิดตามเช็คในคดีที่นายธานีถูกโจทก์ฟ้องระงับสิ้นไปเท่านั้น แต่ในส่วนสัญญาขายลดตั๋วเงิน ในการชำระหนี้โจทก์ชอบที่จะนำเงินที่ได้รับชำระแต่ละครั้งไปชำระดอกเบี้ยที่คงค้างก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปหักชำระเงินต้นที่ค้างชำระในแต่ละคราวไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคแรก การชำระหนี้ตามเช็คจึงไม่ทำให้หนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินระงับสิ้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเมื่อมีการชำระหนี้ตามเช็คครบถ้วนแล้วจึงไม่มีต้นเงินคงเหลือให้จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาขายลดตั๋วเงินอีก ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ปัญหาข้อนี้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่คู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานเสร็จแล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยไปเสียโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่านายธานีนำเงินมาชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2543 จำนวน 61,675.17 บาท โจทก์นำไปหักชำระหนี้ในส่วนสัญญาขายลดตั๋วเงินแล้ว ยังคงมีหนี้ค้างชำระถึงวันดังกล่าวคิดเป็นต้นเงิน 155,601.95 บาท และดอกเบี้ย 13,009.17 บาท รวมเป็นเงิน 168,611.12 บาท ตามรายการบัญชีเงินกู้เอกสารหมาย จ.13 ซึ่งจำเลยไม่นำสืบโต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยยังมีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์ตามจำนวนเงินดังกล่ว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 168,611.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 155,601.95 บาท นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 48,723.01 บาท หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วนและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 329
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุนทร วาณิชย์มงคล
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2542/2553
#498544
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาเบื้องต้น การทำสัญญาซื้อขายต่อมาภายหลังก็เพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ในสัญญาจะซื้อจะขายให้มีผลสมบูรณ์ เว้นแต่สัญญาซื้อขายจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขาย ดังนั้น สัญญาจะซื้อจะขายจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขาย มีผลผูกพันคู่สัญญาดังเช่นสัญญาซื้อขาย.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่ได้ต่อเติมขึ้นใหม่ด้านหลังอาคารพาณิชย์เลขที่ 100/20 หมู่ที่ 7 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร ให้กลับอยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่กระทำให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนสิ่งก่อสร้างดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเดิมได้โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 113,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับชดใช้เบี้ยปรับอีกวันละ 1,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างให้กลับอยู่ในสภาพเดิม

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและให้บังคับโจทก์คืนเงินประกัน 27,440 บาท และค่าบำรุงรักษาถนน 3,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง ให้โจทก์ทำบ่อบำบัดน้ำเสียให้แล้วเสร็จใน 90 วัน กับให้โจทก์จดทะเบียนภาระจำยอมผ่านถนนหน้าบ้านจำเลยทั้งสองถึงถนนหลวง หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์คืนเงิน 3,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่ได้ปลูกสร้างต่อเติมขึ้นใหม่ด้านหลังอาคารพาณิชย์เลขที่ 100/20 หมู่ที่ 7 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร ให้กลับอยู่ในสภาพเดิม ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 50,000 บาท และเบี้ยปรับอีกวันละ 100 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างให้กลับอยู่ในสภาพเดิม ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองที่ขอให้โจทก์คืนเงินค่าบำรุงรักษาถนน 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยทั้งสองต่อเติมอาคารดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาเบื้องต้น ซึ่งการทำสัญญาซื้อขายต่อมาภายหลังก็เพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ในสัญญาจะซื้อจะขายให้มีผลสมบูรณ์ เว้นแต่สัญญาซื้อขายจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขาย ดังนั้น สัญญาจะซื้อจะขายจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขาย มีผลผูกพันคู่สัญญาดังเช่นสัญญาซื้อขาย คดีนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารและบันทึกต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยทั้งสองตกลงจะไม่ทำการดัดแปลง ต่อเติมส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการและโจทก์ กับจะไม่ทำการต่อเติมอาคารบริเวณด้านหลังสูงเกินกว่า 2 เมตร 40 เซนติเมตร โดยไม่ปรากฏในการทำสัญญาซื้อขายว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารและบันทึกต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายจึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสองอยู่ต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองต่อเติมอาคารบริเวณด้านหลังสูงเกินกว่า 2 เมตร 40 เซนติเมตร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการและโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างเพิ่มเติมนั้น ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง หากการต่อเติมอาคารของจำเลยทั้งสองจะเป็นการผิดต่อกฎหมายอย่างไร เป็นเรื่องของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะดำเนินการกับจำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างเพิ่มเติมดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารสิ่งก่อสร้างดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างเพิ่มเติม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส.ซี.พัฒนาการ จำกัด
จำเลย — นางสาวอุบลวันทน์ คาระวะวัฒนา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประยุทธ ไชยพิณ
ศาลอุทธรณฺ์ — นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2527/2553
#506545
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ไม่เคยขออนุญาตใช้รถจาก ส. ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อนุญาตใช้รถจาก ม. ก็ดี และ ม. ไม่ทราบตัวผู้รับผิดชอบเก็บรักษากุญแจรถคันเกิดเหตุรวมทั้งไม่ทราบเหตุรถชนที่เกิดขึ้น จนกระทั่งมีการร้องเรียนไปที่จำเลยที่ 2 ก็ดีเหล่านี้ย่อมเห็นได้ว่ามีการปล่อยปละละเลยย่อหย่อนไม่ควบคุมการใช้รถให้เป็นไปตามระเบียนของทางราชการ จำจำเลยที่ 1 เคยนำรถคันเกิดเหตุไปจอดค้างคืนที่บ้านของตนเอง รวมทั้งสามารถนำรถออกไปใช้ในกิจธุระส่วนตัวโดยพลการ ทั้งที่ขัดต่อระเบียบกฎเกณฑ์การใช้รถราชการดังกล่าว เข้าลักษณะที่จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้รถคันเกิดเหตุอันเป็นหน้าที่ของพนักงานขับรถได้แม้เป็นเวลานอกราชการการที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปเฉี่ยวชนจนทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บโดยประมาท จึงถือได้ว่าเป็นผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายกับดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องรวมจำนวน 372,937.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 351,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ชั้นตรวจฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 301,677 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2547 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้เป็นเงิน 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2546 เวลาประมาณ 21.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 ษ - 9204 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน นธว กรุงเทพมหานคร 836 ซึ่งมีนายวิฑูรย์ เป็นผู้ขับ และมีโจทก์นั่งซ้อนท้ายที่บริเวณถนนซอยเทศบาลสำโรงใต้ 11 (ซอยร่มประดู่) ตำบลสำโรงใต้ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเหตุให้โจทก์รับอันตรายสาหัส

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าพยานจำเลยที่ 2 ยืนยันว่าในวันเกิดเหตุไม่มีการส่งเอกสารที่สถานทูตญี่ปุ่นและสถานทูตฟิลิปปินส์ จำเลยที่ 1 นำรถไปใช้โดยพลการจึงไม่ใช่การกระทำในทางการที่จ้างหรือโดยฐานการเป็นตัวแทนจำเลยที่ 2 หรือในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์เบิกความว่า ในระหว่างที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถไปปฏิบัติราชการของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพยานจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุได้ขออนุญาตใช้รถยนต์จากนายชูชัยซึ่งเป็นหัวหน้ามีหน้าที่จัดพนักงานขับรถไปส่งเอกสาร เก็บรักษากุญแจรถ และดูแลรักษารถยนต์ในหมวดยานพาหนะทั้งหมดเพื่อไปส่งเอกสารด่วนให้แก่สถานทูตญี่ปุ่นและสถานทูตฟิลิปปินส์ เนื่องจากส่งในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2546 ไม่ทัน หลังจากส่งเอกสารแล้วจึงขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดสมุทรปราการ และเกิดเหตุในระหว่างนำรถยนต์กลับไปเก็บที่หมวดยานพาหนะ สำหรับข้อที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้รับอนุญาตให้ใช้รถยนต์จากนายชูชัยนั้น ได้ความจากนายชูชัยซึ่งมีตำแหน่งหัวหน้าหมวดยานพาหนะ กองการพัสดุ กระทรวงการต่างประเทศ มีหน้าที่ดูแลรถยนต์ส่วนกลางของกระทรวงการต่างประเทศว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 อยู่ในความดูแลของเลขานุการกรมพิธีการฑูต การนำรถของจำเลยที่ 2 ไปใช้ไม่ต้องขออนุญาตจากพยานและพยานไม่ได้ไปทำงานในวันที่ 19 เมษายน 2546 นอกจากนี้ยังได้ความตามที่นางสาวสดใส เจ้าหน้าที่ธุรการ ซึ่งควบคุมการส่งเอกสารของจำเลยที่ 2 และนางพิมพ์นิภาเจ้าหน้าที่งานสารบรรณมีหน้าที่ออกเลขที่หนังสือออกของกองรับรอง สังกัดจำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันตรงกันว่า ในช่วงวันที่ 17 และ 18 เมษายน 2546 ไม่มีการออกหนังสือเพื่อส่งไปที่สถานทูตญี่ปุ่นและสถานทูตฟิลิปปินส์ ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง ทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำรถยนต์ออกไปส่งเอกสารจริงตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง อย่างไรก็ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 2 ควบคุมการใช้รถอย่างเคร่งครัดตลอดมา การที่จำเลยที่ 1 นำรถออกไปใช้โดยพลการจะถือเป็นการปล่อยปละละเลยอันเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ได้นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากนางสาวมณฑาเลขานุการกรมพิธีการทูต พยานจำเลยที่ 2 ว่า ตามระเบียบการใช้รถราชการจะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึงกรณีที่นำรถไปส่งข้าราชการร่วมประชุมจะต้องมีแบบพิมพ์การขออนุมัติการใช้รถจากพยานหรือนางสาวสุชาดา เจ้าหน้าที่ธุรการซึ่งได้รับมอบหมายจากพยาน แต่สำหรับการนำรถออกไปส่งเอกสารมีการปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านานโดยพนักงานขับรถจะเป็นผู้ตรวจตะแกรงใส่เอกสารที่จะต้องจัดส่งแล้วลงทะเบียนเป็นหลักฐานก่อนนำเอกสารไปส่งโดยไม่จำต้องขออนุญาตใช้รถเป็นลายลักษณ์อักษรอีก และได้ความจากนางสาวสุชาดา พยานจำเลยที่ 2 อีกปากหนึ่งว่า อำนาจในการอนุญาตนำรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปใช้เป็นของนางสาวมณฑาแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 ไม่เคยขออนุญาตใช้รถจากพยาน แต่จำเลยที่ 1 สามารถนำรถออกไปส่งเอกสารโดยไม่ต้องขออนุญาตจากบุคคลใด ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์เกี่ยวกับการควบคุมดูแลการใช้รถคันเกิดเหตุแล้ว นางสาวสุชาดาเบิกความว่า นายชูชัยเป็นผู้เก็บรักษากุญแจรถ แต่กลับได้ความดังกล่าวข้างต้นแล้วว่านายชูชัยเป็นข้าราชการคนละสังกัดกับจำเลยที่ 1 และไม่ได้อยู่ในสังกัดจำเลยที่ 2 ส่วนนางสาวมณฑาซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชามีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงก็เบิกความเพียงว่า กุญแจรถยนต์คันเกิดเหตุจะต้องเก็บไว้ที่ตู้ของหมวดยานพาหนะ ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ดูแลตู้เก็บกุญแจ ไม่ทราบว่าพนักงานขับรถที่ไปรับกุญแจจะต้องขออนุญาตจากผู้รับผิดชอบตู้ใส่กุญแจหรือไม่ นอกจากนี้ที่นางสาวมณฑาทราบถึงเหตุรถชนคดีนี้ก็เนื่องจากได้ทราบจากหนังสือสำนักงานเขตสาทรที่มีถึงอธิบดีกรมพิธีการฑูต ซึ่งหนังสือฉบับดังกล่าวปรากฏข้อความลงรับวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 ร้องเรียนกรณีที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนโจทก์ซึ่งเป็นบุตรลูกจ้างสำนักงานเขตสาทรได้รับบาดเจ็บ เห็นได้ว่า การที่นางสาวมณฑาซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชามีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการควบคุมการใช้รถ แต่กลับไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเก็บรักษากุญแจรถ การทราบเหตุคดีนี้ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2546 ก็เพิ่งทราบจากการที่มีหนังสือร้องเรียน ทั้งข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 นำสืบได้ความด้วยว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำรถไปซ่อมแซมภายหลังเกิดเหตุจากเหตุรถชนคดีนี้ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ยังเบิกความอีกว่า จำเลยที่ 1 เคยนำรถคันเกิดเหตุไปจอดค้างคืนที่บ้านของตนประมาณ 10 ครั้ง จากพฤติการณ์ที่นางสาวมณฑาผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ในการใช้รถบางกรณีไม่จำต้องขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเนื่องจากถือปฏิบัติกันมาช้านานก็ดี จำเลยที่ 1 ไม่เคยขออนุญาตใช้รถจากนางสาวสุชาดาซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อนุญาตใช้รถจากนางสาวมณฑาก็ดี นางสาวมณฑาไม่ทราบตัวผู้รับผิดชอบเก็บรักษากุญแจรถคันเกิดเหตุ รวมทั้งไม่ทราบเหตุรถชนที่เกิดขึ้น จนกระทั่งมีการร้องเรียนไปที่จำเลยที่ 2 ก็ดี เหล่านี้ย่อมเห็นได้ว่ามีการปล่อยปละละเลย ย่อหย่อนไม่ควบคุมการใช้รถให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ จนจำเลยที่ 1 เคยนำรถคันเกิดเหตุไปจอดค้างคืนที่บ้านของตนเอง รวมทั้งสามารถนำรถออกไปใช้ในกิจธุระส่วนตัวโดยพลการทั้งที่ขัดต่อระเบียบกฎเกณฑ์การใช้รถราชการดังกล่าว เข้าลักษณะที่จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้รถคันเกิดเหตุอันเป็นหน้าที่ของพนักงานขับรถได้แม้เป็นเวลานอกราชการ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปเฉี่ยวชนจนทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บโดยประมาท จึงถือได้ว่าเป็นผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาที่ควบคุมดูแลรถของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้แทนจำเลยที่ 2 อธิบดีกรมพิธีการฑูตไม่มีส่วนรู้เห็นการใช้รถของจำเลยที่ 1 การกระทำของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะถือว่าจำเลยที่ 2 ปล่อยปละละเลยด้วยไม่ได้นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 แล้วกระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ไม่ว่าอธิบดีกรมพิธีการฑูตจะรู้เห็นการใช้รถของจำเลยที่ 1 ตามที่ยกขึ้นฎีกาหรือไม่ ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน ฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นประการสุดท้ายว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยภายหลังวันฟ้องในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลจะมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องหรือวันอื่นหลังจากนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (6) ก็ตาม แต่การที่จะใช้อำนาจเช่นนั้นศาลจะต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการต่อสู้ความหรือการดำเนินคดีของจำเลยที่ 2 ด้วย สำหรับคดีนี้ เห็นว่า ข้อที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ล้วนแต่เป็นประเด็นโดยตรงและเป็นสาระแก่คดี ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ได้รับวินิจฉัยประเด็นที่จำเลยที่ 2 ต่อสู้มาตลอด หาได้มีข้อเท็จจริงใดที่ส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการดำเนินคดีหรือประวิงการชำระหนี้ไม่ จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 19 เมษายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวแอน รักแพง
จำเลย — นายสมยศ สังเกตุ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
วิวัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2527/2553
#508239
เปิดฉบับเต็ม

กรมพิธีการทูตจำเลยที่ 2 ปล่อยปละละเลย ย่อหย่อน ไม่ควบคุมการใช้รถให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ จนจำเลยที่ 1 เคยนำรถไปจอดค้างคืนที่บ้านของตนเอง รวมทั้งสามารถนำรถออกไปใช้ในกิจธุระส่วนตัวโดยพลการทั้งที่ขัดต่อระเบียบกฎเกณฑ์การใช้รถราชการ เข้าลักษณะที่จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้รถอันเป็นหน้าที่ของพนักงานขับรถได้แม้เป็นเวลานอกราชการการ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปเฉี่ยวชนจนทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บโดยประมาท จึงถือได้ว่าเป็นผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

โจทก์ไม่สามารถเดินได้ตามปกติโดยหลังเกิดเหตุภายหลังการรักษาทำให้ขาข้างขวาสั้นกว่าขาข้างซ้าย ถือว่าเป็นความเสียหายอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงินซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับชดใช้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 446

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2546 เวลาประมาณ 21.30 นาฬิกา ขณะโจทก์ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน นธว กรุงเทพมหานคร 836 มีนายวิฑูรย์ เป็นเป็นผู้ขับมาตามถนนซอยเทศบาลสำโรงใต้ 11 (ซอยร่มประดู่) จากท้ายซอยไปยังปากซอย เมื่อมาถึงบริเวณกลางซอย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 ษ-9204 กรุงเทพมหานคร ไปในทางการที่จ้างหรือในกิจการงานของจำเลยที่ 2 แล่นสวนทางมาด้วยความเร็วสูงเกินสมควรและล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของรถจักยานยนต์คันที่โจทก์นั่งซ้อนท้ายเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว จาการเฉี่ยวชนทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกขาขวาหัก ไม่สามารถประกอบการงานตามปกติเป็นเวลา 3 เดือน ก่อนเกิดเหตุโจทก์ประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด มีรายได้เดือนละ 7,000 บาท จึงขาดประโยชน์เดือนละ 7,000 รวมเป็นเงิน 21,000 บาท ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลโดยต้องเสียค่าใช้จ่ายไปเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท และเมื่อแผลหายดีแล้วจะต้องผ่าตัดนำเหล็กที่ดามขาขวาออก โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 30,000 บาท และจากการที่ถูกจำเลยที่ 1 ขับรถเฉี่ยวชนทำให้โจทก์ต้องทุพลภาพไม่สามารถเดินหรือทำงานเยี่ยงบุคคลทั่วไปได้ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 351,000 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 หรือตัวการต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายดังกล่าว กับดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องรวมจำนวน 372,937.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 351,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ชั้นตรวจฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิใช่ตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 ษ-9204 กรุงเทพมหานคร ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 แต่นำไปใช้เพื่อกิจธุระของจำเลยที่ 1 โดยพลการ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐให้รับผิดได้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 6 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 301,677 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2547 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้เป็นเงิน 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2546 เวลาประมาณ 21.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 ษ - 9204 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน นธว กรุงเทพมหานคร 836 ซึ่งมีนายวิฑูรย์ เป็นผู้ขับ และมีโจทก์นั่งซ้อนท้ายที่บริเวณถนนซอยเทศบาลสำโรงใต้ 11 (ซอยร่มประดู่) ตำบลสำโรงใต้ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเหตุให้โจทก์รับอันตรายสาหัส

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าพยานจำเลยที่ 2 ยืนยันว่าในวันเกิดเหตุไม่มีการส่งเอกสารที่สถานทูตญี่ปุ่นและสถานทูตฟิลิปปินส์ จำเลยที่ 1 นำรถไปใช้โดยพลการจึงไม่ใช่การกระทำในทางการที่จ้างหรือโดยฐานการเป็นตัวแทนจำเลยที่ 2 หรือในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์เบิกความว่า ในระหว่างที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถไปปฏิบัติราชการของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพยานจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุได้ขออนุญาตใช้รถยนต์จากนายชูชัย ซึ่งเป็นหัวหน้ามีหน้าที่จัดพนักงานขับรถไปส่งเอกสาร เก็บรักษากุญแจรถ และดูแลรักษารถยนต์ในหมวดยานพาหนะทั้งหมดเพื่อไปส่งเอกสารด่วนให้แก่สถานทูตญี่ปุ่นและสถานทูตฟิลิปปินส์ เนื่องจากส่งในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2546 ไม่ทัน หลังจากส่งเอกสารแล้วจึงขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดสมุทรปราการ และเกิดเหตุในระหว่างนำรถยนต์กลับไปเก็บที่หมวดยานพาหนะ สำหรับข้อที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้รับอนุญาตให้ใช้รถยนต์จากนายชูชัยนั้น ได้ความจากนายชูชัยซึ่งมีตำแหน่งหัวหน้าหมวดยานพาหนะกองการพัสดุ กระทรวงการต่างประเทศ มีหน้าที่ดูแลรถยนต์ส่วนกลางของกระทรวงการต่างประเทศว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 อยู่ในความดูแลของเลขานุการกรมพิธีการฑูต การนำรถของจำเลยที่ 2 ไปใช้ไม่ต้องขออนุญาตจากพยาน และพยานไม่ได้ไปทำงานในวันที่ 19 เมษายน 2546 นอกจากนี้ยังได้ความตามที่นางสาวสดใส เจ้าหน้าที่ธุรการ ซึ่งควบคุมการส่งเอกสารของจำเลยที่ 2 และนางพิมพ์นิภา เจ้าหน้าที่งานสารบรรณมีหน้าที่ออกเลขที่หนังสือออกของกองรับรอง สังกัดจำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันตรงกันว่า ในช่วงวันที่ 17 และ 18 เมษายน 2546 ไม่มีการออกหนังสือเพื่อส่งไปที่สถานทูตญี่ปุ่นและสถานทูตฟิลิปปินส์ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง ทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำรถยนต์ออกไปส่งเอกสารจริงตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง อย่างไรก็ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 2 ควบคุมการใช้รถอย่างเคร่งครัดตลอดมา การที่จำเลยที่ 1 นำรถออกไปใช้โดยพลการจะถือเป็นการปล่อยปละละเลยอันเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ได้นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากนางสาวมณฑา เลขานุการกรมพิธีการทูต พยานจำเลยที่ 2 ว่า ตามระเบียบการใช้รถราชการจะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึงกรณีที่นำรถไปส่งข้าราชการร่วมประชุมจะต้องมีแบบพิมพ์การขออนุมัติการใช้รถจากพยานหรือนางสาวสุชาดา เจ้าหน้าที่ธุรการซึ่งได้รับมอบหมายจากพยาน แต่สำหรับการนำรถออกไปส่งเอกสารมีการปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านานโดยพนักงานขับรถจะเป็นผู้ตรวจตะแกรงใส่เอกสารที่จะต้องจัดส่งแล้วลงทะเบียนเป็นหลักฐานก่อนนำเอกสารไปส่งโดยไม่จำต้องขออนุญาตใช้รถเป็นลายลักษณ์อักษรอีก และได้ความจากนางสาวสุชาดา พยานจำเลยที่ 2 อีกปากหนึ่งว่า อำนาจในการอนุญาตนำรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปใช้เป็นของนางสาวมณฑาแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 ไม่เคยขออนุญาตใช้รถจากพยาน แต่จำเลยที่ 1 สามารถนำรถออกไปส่งเอกสารโดยไม่ต้องขออนุญาตจากบุคคลใด ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์เกี่ยวกับการควบคุมดูแลการใช้รถคันเกิดเหตุแล้ว นางสาวสุชาดาเบิกความว่า นายชูชัยเป็นผู้เก็บรักษากุญแจรถ แต่กลับได้ความดังกล่าวข้างต้นแล้วว่านายชูชัยเป็นข้าราชการคนละสังกัดกับจำเลยที่ 1 และไม่ได้อยู่ในสังกัดจำเลยที่ 2 ส่วนนางสาวมณฑาซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชามีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงก็เบิกความเพียงว่า กุญแจรถยนต์คันเกิดเหตุจะต้องเก็บไว้ที่ตู้ของหมวดยานพาหนะ ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ดูแลตู้เก็บกุญแจ ไม่ทราบว่าพนักงานขับรถที่ไปรับกุญแจจะต้องขออนุญาตจากผู้รับผิดชอบตู้ใส่กุญแจหรือไม่ นอกจากนี้ที่นางสาวมณฑาทราบถึงเหตุรถชนคดีนี้ก็เนื่องจากได้ทราบจากหนังสือสำนักงานเขตสาทรที่มีถึงอธิบดีกรมการต่างประเทศ (ที่ถูก กรมพิธีการทูต) ตามเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งหนังสือฉบับดังกล่าวปรากฏข้อความลงรับวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 ร้องเรียนกรณีที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนโจทก์ซึ่งเป็นบุตรลูกจ้างสำนักงานเขตสาทรได้รับบาดเจ็บเห็นได้ว่าการที่นางสาวมณฑาซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชามีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการควบคุมการใช้รถ แต่กลับไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเก็บรักษากุญแจรถ การทราบเหตุคดีนี้ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2546 ก็เพิ่งทราบจากการที่มีหนังสือร้องเรียน ทั้งข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 นำสืบได้ความด้วยว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำรถไปซ่อมแซมภายหลังเกิดเหตุจากเหตุรถชนคดีนี้ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ยังเบิกความอีกว่า จำเลยที่ 1 เคยนำรถคันเกิดเหตุไปจอดค้างคืนที่บ้านของตนประมาณ 10 ครั้ง จากพฤติการณ์ที่นางสาวมณฑาผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ในการใช้รถบางกรณีไม่จำต้องขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเนื่องจากถือปฏิบัติกันมาช้านานก็ดี จำเลยที่ 1 ไม่เคยขออนุญาตใช้รถจากนางสาวสุชาดาซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อนุญาตใช้รถจากนางสาวมณฑาก็ดี นางสาวมณฑาไม่ทราบตัวผู้รับผิดชอบเก็บรักษากุญแจรถคันเกิดเหตุ รวมทั้งไม่ทราบเหตุรถชนที่เกิดขึ้น จนกระทั่งมีการร้องเรียนไปที่จำเลยที่ 2 ก็ดี เหล่านี้ย่อมเห็นได้ว่ามีการปล่อยปละละเลย ย่อหย่อนไม่ควบคุมการใช้รถให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ จนจำเลยที่ 1 เคยนำรถคันเกิดเหตุไปจอดค้างคืนที่บ้านของตนเอง รวมทั้งสามารถนำรถออกไปใช้ในกิจธุระส่วนตัวโดยพลการทั้งที่ขัดต่อระเบียบกฎเกณฑ์การใช้รถราชการดังกล่าว เข้าลักษณะที่จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้รถคันเกิดเหตุอันเป็นหน้าที่ของพนักงานขับรถได้แม้เป็นเวลานอกราชการ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปเฉี่ยวชนจนทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บโดยประมาท จึงถือได้ว่าเป็นผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาที่ควบคุมดูแลรถของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้แทนจำเลยที่ 2 อธิบดีกรมพิธีการฑูตไม่มีส่วนรู้เห็นการใช้รถของจำเลยที่ 1 การกระทำของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะถือว่าจำเลยที่ 2 ปล่อยปละละเลยด้วยไม่ได้นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 แล้วกระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ไม่ว่าอธิบดีกรมพิธีการฑูตจะรู้เห็นการใช้รถของจำเลยที่ 1 ตามที่ยกขึ้นฎีกาหรือไม่ ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน ฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นประการต่อไปว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใด สำหรับปัญหานี้จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์นั้นสูงเกินไป เห็นว่า ในส่วนค่ารักษาพยาบาลโจทก์นำสืบโดยมีใบเสร็จรับเงิน เอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 มาแสดง ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าใบเสร็จรับเงินดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร หรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นกรณีจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลไปเป็นเงินรวม 61,677 บาท ในส่วนค่าขาดประโยชน์ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า หลังจากโจทก์ถูกจำเลยที่ 1 ขับรถเฉี่ยวชนต้องพักรักษาตัวและกว่าจะเดินได้ต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน การที่โจทก์ต้องพักรักษาตัวดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำงาน ซึ่งได้ความว่าก่อนเกิดเหตุโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด ได้รับค่าจ้างเดือนละ 7,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้เป็นเงิน 10,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ในส่วนค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ในการรักษาอาการอันเกิดจากกระดูกต้นขาขวาของโจทก์หักนั้นจะต้องใช้เหล็กดามกระดูกไว้ ซึ่งการใช้เหล็กดามกระดูกดังกล่าวแม้จะได้ความจากพยานจำเลยที่ 2 ปากนายแพทย์สมศักดิ์ แพทย์ผู้ตรวจรักษาโจทก์ว่า เมื่อบาดแผลหายแล้ว หากไม่เกิดผลข้างเคียงก็ไม่จำต้องผ่าเอาหล็กที่ดามกระดูกออกก็ตาม แต่การจะผ่าตัดเหล็กที่ดามไว้ซึ่งถือได้ว่าเป็นของแปลกปลอมอย่างหนึ่งในร่างกายออกหรือไม่ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ และย่อมเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนว่าในอนาคตเหล็กที่ดามไว้จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์จึงย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ สำหรับจำนวนค่าเสียหายในส่วนนี้นั้น ก็ได้ความจากนายแพทย์สมศักดิ์เบิกความว่า หากไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลเอกชนต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 30,000 บาท ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงินจำนวน 30,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว สำหรับค่าเสียหายอันเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถเดินได้ตามปกตินั้น โจทก์เบิกความว่า ภายหลังการตรวจรักษาโจทก์ไม่สามารถเดินได้ตามปกติโดยหลังเกิดเหตุภายหลังการรักษาทำให้ขาข้างขวาสั้นกว่าขาข้างซ้าย ข้อนี้แม้นายแพทย์สมศักดิ์พยานจำเลยที่ 2 เบิกความว่าการรักษากระดูกนั้นหากกระดูดติดดีและมีการฟื้นฟูสมรรถนะกล้ามเนื้อดีจะเดินได้อย่างคนปกติ เห็นว่า นายแพทย์สมศักดิ์เบิกความถึงกรณีผ่าตัดนำเหล็กดามกระดูกออกว่าไม่จำเป็น แต่อาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากโลหะดามหัก หลวมหรือทำอันตรายเนื้อเยื่อข้างเคียงนั้น ทำให้เห็นได้ว่าการรักษาอาการของโจทก์ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ และต้องขึ้นอยู่กับการฟื้นฟูสมรรถนะกล้ามเนื้อด้วย ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าโจทก์ไม่สามารถเดินได้ตามปกติอันเป็นความเสียหายอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นประการสุดท้ายว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยภายหลังวันฟ้องในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลจะมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องหรือวันอื่นหลังจากนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (6) ก็ตาม แต่การที่จะใช้อำนาจเช่นนั้นศาลจะต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการต่อสู้ความหรือการดำเนินคดีของจำเลยที่ 2 ด้วย สำหรับคดีนี้ เห็นว่า ข้อที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ล้วนแต่เป็นประเด็นโดยตรงและเป็นสาระแก่คดี ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ได้รับวินิจฉัยประเด็นที่จำเลยที่ 2 ต่อสู้มาตลอด หาได้มีข้อเท็จจริงใดที่ส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการดำเนินคดีหรือประวิงการชำระหนี้ไม่ จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 19 เมษายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 446
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวแอน รักแพง
จำเลย — นายสมยศ สังเกตุ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2504/2553
#499679
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าว่าเหมือนหรือคล้ายกันและทำให้สาธารณชนหลงผิดหรือไม่ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) และมาตรา 13 ศาลจะต้องพิจารณาจากเครื่องหมายการค้าทั้งเครื่องหมาย มิได้พิจารณาเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น และยังต้องพิจารณาในส่วนของเสียงเรียกขาน ตลอดจนจำพวกและรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนด้วย เพราะศาลต้องคำนึงถึงกลุ่มผู้บริโภคสินค้านั้น ๆ เป็นสำคัญว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะช่วยให้กลุ่มผู้บริโภคสามารถแยกแยะเจ้าของสินค้า หรือแสดงความเชื่อมโยงระหว่างสินค้ากับเจ้าของสินค้านั้นได้หรือไม่

เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นอักษรโรมันคำว่า MAGNUM ส่วนของบริษัท อ. เป็นอักษรไทยคำว่า แมกนั่ม จึงไม่เหมือนหรือคล้ายกันในเรื่องรูปลักษณะของเครื่องหมายการค้าแม้เสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของบริษัท อ. มีเสียงเรียกขานที่เหมือนหรือคล้ายกันมาก เพราะเครื่องหมายการค้าคำว่า แมกนั่ม ของบริษัท อ. เป็นอักษรไทยที่สะกดเลียนเสียงภาษาอังกฤษคำว่า MAGNUM แต่สินค้าของโจทก์และบริษัท อ. เป็นรายการสินค้าที่แตกต่างกัน ซึ่งลักษณะของการวางจำหน่ายในร้านค้าโดยทั่วไปน่าจะไม่ได้วางใกล้ชิดกันหรือบนชั้นวางสินค้าเดียวกัน ดังนั้น กลุ่มผู้บริโภคสินค้าของโจทก์กับของบริษัท อ. แม้จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะเกิดความสับสนได้

สินค้าส่วนใหญ่ของบริษัท อ. ภายใต้เครื่องหมายการค้าที่เกี่ยวกับคำว่า MAGNUM เป็นสินค้าประเภทเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เมื่อไม่ปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าของบริษัท อ. เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ย่อมจะไม่ได้รับความคุ้มครองในสินค้าต่างจำพวกที่ขอจดทะเบียนไว้ และปรากฏต่อไปว่า บริษัท อ. ไม่เคยนำสินค้าประเภทชา หรือกาแฟออกจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้านี้ ความสับสนในหมู่ผู้บริโภคจึงไม่มี ประกอบกับโจทก์ได้ใช้คำว่า MAGNUM เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้ากับสินค้าไอศกรีมของตนในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว มิได้ประสงค์ที่จะใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า MAGNUM เพื่อแอบอิงหรือแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงเกียรติคุณในเครื่องหมายการค้าของบริษัท อ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 368774 ของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค 106069, ค 106067, ค 106065, ค 106066, ค 922225, ค 106080, ค 106073, ค 147705, ค 89564, ค 89561, ค 116651 และ ค 116652 ของบริษัทโอสถสภา จำกัด ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 368774 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1346/2545 และบังคับให้จำเลยทั้งสองดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 368774 เพื่อการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยประเด็นแรกที่จะพิจารณา คือ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามฟ้องเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบริษัทโอสถสภา จำกัด หรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าว่าเหมือนหรือคล้ายกันหรือไม่นี้ ศาลจะต้องพิจารณาจากเครื่องหมายการค้าทั้งเครื่องหมาย มิได้พิจารณาเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น และยังต้องพิจารณาในส่วนของเสียงเรียกขาน ตลอดจนจำพวกและรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนด้วย เพราะศาลต้องคำนึงถึงกลุ่มผู้บริโภคสินค้านั้น ๆ เป็นสำคัญว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะช่วยให้กลุ่มผู้บริโภคสามารถแยกแยะเจ้าของสินค้า หรือแสดงความเชื่อมโยงระหว่างสินค้ากับเจ้าของสินค้านั้นได้หรือไม่ สำหรับคดีนี้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นอักษรโรมันคำว่า MAGNUM ส่วนของบริษัทโอสถสภา จำกัด เป็นอักษรไทยคำว่า แมกนั่ม จึงไม่เหมือนหรือคล้ายกันในเรื่องรูปลักษณะของเครื่องหมายการค้า เมื่อพิจารณาถึงเสียงเรียกขานจะพบว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของบริษัทโอสถสภา จำกัด มีเสียงเรียกขานที่เหมือนหรือคล้ายกันมาก เพราะเครื่องหมายการค้าคำว่า แมกนั่ม ของบริษัทโอสถสภา จำกัด เป็นอักษรไทยที่สะกดเลียนเสียงภาษาอังกฤษคำว่า MAGNUM นั่นเอง

เมื่อพิจารณาต่อไปว่า ในส่วนของกลุ่มผู้บริโภคจะสามารถแยกแยะสินค้าหรือเจ้าของสินค้าออกจากกันได้หรือไม่นั้น เห็นว่า สินค้าของโจทก์เป็นจำพวก 30 รายการสินค้า ไอศกรีม หวานเย็น ขนมแช่แข็ง และสิ่งที่ใช้ผสมในการทำไอศกรีม หรือหวานเย็น หรือขนมหวานแช่แข็ง ส่วนสินค้าของบริษัทโอสถสภา จำกัด เป็นสินค้าจำพวก 30 รายการสินค้า ชา กาแฟ จึงเป็นรายการสินค้าที่แตกต่างกัน ซึ่งลักษณะของการวางจำหน่ายในร้านค้าโดยทั่วไปน่าจะไม่ได้วางใกล้ชิดกัน หรือบนชั้นวางสินค้าเดียวกัน ดังนั้น กลุ่มผู้บริโภคสินค้าของโจทก์กับของบริษัทโอสถสภา จำกัด แม้จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะเกิดความสับสนได้

ทั้งได้ความจากทางนำสืบของพยานโจทก์และฝ่ายจำเลยว่า สินค้าส่วนใหญ่ของบริษัทโอสถสภา จำกัด ภายใต้เครื่องหมายการค้าที่เกี่ยวกับคำว่า MAGNUM นี้เป็นสินค้าประเภทเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เมื่อไม่ปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าของบริษัทโอสถสภา จำกัด เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ย่อมจะไม่ได้รับความคุ้มครองในสินค้าต่างจำพวกที่ขอจดทะเบียนไว้ และปรากฏต่อไปตามคำเบิกความของพยานโจทก์ในทำนองว่า บริษัทโอสถสภา จำกัด ไม่เคยนำสินค้าประเภทชา หรือกาแฟออกจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้านี้ ความสับสนในหมู่ผู้บริโภคดังที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยมาจึงไม่มี ประกอบกับโจทก์ได้ใช้คำว่า MAGNUM เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้ากับสินค้าไอศกรีมของตนในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ประสงค์ที่จะใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า MAGNUM เพื่อแอบอิงหรือแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงเกียรติคุณในเครื่องหมายการค้าของบริษัทโอสถสภา จำกัด ดังนี้ แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบริษัทโอสถสภา จำกัด จะมีเสียงเรียกขานคล้ายกัน แต่ก็ยังไม่เป็นเหตุที่จะทำให้เครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบริษัทโอสถสภา จำกัด จนเป็นเหตุให้ไม่อาจได้รับการจดทะเบียนได้

พิพากษากลับว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 368774 ของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วของบริษัทโอสถสภา จำกัด ทะเบียนเลขที่ ค 106069, ค 106067, ค 106065, ค 106066, ค 922225, ค 106080, ค 106073, ค 147705, ค 89564, ค 89561, ค 116651 และ ค 116652 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1346/2545 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 368774 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ยูนิลีเวอร์ เอ็น.วี.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายภานุ รังสีสหัส
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2504/2553
#505932
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาเครื่องหมายการค้าว่าเหมือนหรือคล้ายกันหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเครื่องหมายนั้นทั้งเครื่องหมาย มิใช่พิจารณาเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง และต้องพิจารณาเสียงเรียกขานเครื่องหมายดังกล่าวตลอดจนจำพวกและรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยคำนึงถึงกลุ่มผู้บริโภคสินค้านั้นๆ ว่าสามารถแยกแยะเจ้าของสินค้าหรือแสดงความเชื่อมโยงระหว่างสินค้ากับเจ้าของสินค้านั้นได้หรือไม่

เครื่องหมายสินค้าของโจทก์เป็นอักษรโรมันคำว่า MAGNUM ส่วนเครื่องหมายการค้าของบริษัท อ. ซึ่งได้จดทะเบียนไว้แล้วเป็นอักษรไทยคำว่า แมกนั่มแม้เสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าทั้งสองเหมือนหรือคล้ายกันมากและโจทก์กับบริษัท อ. ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันแต่รายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนนั้นแตกต่างกัน โดยของโจทก์เป็นไอศกรีมหวานเย็นขนมแช่แข็งและสิ่งที่ใช้ผสมในการทำขนมดังกล่าว ส่วนของบริษัท อ. เป็นชา กาแฟซึ่งลักษณะของการวางจำหน่ายสินค้าดังกล่าวในร้านค้าโดยทั่วไปไม่ได้วางใกล้ชิดกันกลุ่มผู้บริโภคสินค้าของโจทก์และบริษัท อ. ไม่น่าจะเกิดความสับสนได้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบริษัท อ. จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศเนเธอร์แลนด์ และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า MAGNUM ซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับสินค้าไอศกรีมและอื่นๆ ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก สำหรับประเทศไทยโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่างๆ ที่มีคำว่า MAGNUM อยู่ด้วยมาตั้งแต่ปี 2534 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2541 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า MAGNUM เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 30 รายการสินค้า ไอศกรีม หวานเย็น ขนมหวานแช่แข็ง สิ่งที่ใช้ผสมในการทำไอศกรีมหรือหวานเย็นหรือขนมหวานแช่แข็งตามคำขอเลขที่ 368774 บริษัทโอสถสภา จำกัด ยื่นคำคัดค้านอ้างว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของตนซึ่งได้จดทะเบียนไว้แล้วนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้าน บริษัทโอสถสภา จำกัด อุทธรณ์คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 368774 ของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค 106069, ค 106067, ค 106065, ค 106066, ค 92225, ค 106080, ค 106073, ค 147705, ค 89564, ค 116651 และ ค 116652 ของบริษัทโอสถสภา จำกัด ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 368774 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1346/2545 และบังคับให้จำเลยทั้งสองดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 368774 เพื่อรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า บริษัทโอสถสภา จำกัด เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า MAGNUM, MACNUM, แม็กนั่ม, แมกนั่ม และเครื่องหมายการค้าที่ประกอบด้วยคำว่า MAGNUM หรือ แม็กนั่ม เป็นสาระสำคัญ และได้จดทะเบียนไว้แล้วรวม 12 เครื่องหมาย ก่อนที่โจทก์จะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า MAGNUM เครื่องหมายการค้าคำว่า MAGNUM ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าคำว่า แมกนั่มของบริษัทโอสถสภา จำกัด มีเสียงเรียกขานคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เมื่อโจทก์ยื่นขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกับเครื่องหมายการค้าของบริษัทโอสถสภา จำกัด จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่าโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า MAGNUM และแม็กนั่ม เป็นภาคส่วนประกอบกับคำหรือรูปอื่นในลักษณะต่างๆ เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 30 รายการสินค้าไอศกรีม ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเฉพาะคำว่า MAGNUM เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 30 รายการสินค้า ไอศกรีม หวานเย็น ขนมหวานแช่แข็งและสิ่งที่ใช้ผสมในการทำไอศกรีมหรือหวานเย็นหรือขนมหวานแช่แข็ง บริษัทโอสถสภา จำกัด ยื่นคำคัดค้าน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้าน บริษัทโอสถสภา จำกัด อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาโดยเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เอกสารหมาย จ.11 กับเครื่องหมายการค้าของบริษัทโอสถสภา จำกัด เอกสารหมาย จ.49 แผ่นที่ 5 แล้วมีคำวินิจฉัยให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์

ปัญหาที่เห็นสมควรวินิจฉัยมีว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่... เห็นว่า ในการพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าว่าเหมือนหรือคล้ายกันหรือไม่นี้ศาลจะต้องพิจารณาจากเครื่องหมายการค้าทั้งเครื่องหมายมิได้พิจารณาเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น และยังต้องพิจารณาเสียงเรียกขาน ตลอดจนจำพวกและรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนด้วย เพราะศาลต้องคำนึงถึงกลุ่มผู้บริโภคสินค้านั้นๆ เป็นสำคัญว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะช่วยให้กลุ่มผู้บริโภคสามารถแยกแยะเจ้าของสินค้าหรือแสดงความเชื่อมโยงระหว่างสินค้ากับเจ้าของสินค้านั้นได้หรือไม่เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นอักษรโรมันคำว่า MAGNUM ส่วนของบริษัทโอสถสภา จำกัด เป็นอักษรไทยคำว่า แมกนั่ม จึงไม่เหมือนหรือคล้ายกันในรูปลักษณะของเครื่องหมายการค้า เมื่อพิจารณาถึงเสียงเรียกขาน เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของบริษัทโอสถสภา จำกัด มีเสียงเรียกขานที่เหมือนหรือคล้ายกันมาก เพราะเครื่องหมายการค้าคำว่า แมกนั่ม ของบริษัทโอสถสภา จำกัด เป็นอักษรไทยที่สะกดเลียนเสียงภาษาอังกฤษคำว่า MAGNUM นั่นเอง เมื่อพิจารณาต่อไปว่ากลุ่มผู้บริโภคจะสามารถแยกแยะสินค้าหรือเจ้าของสินค้าออกจากกันได้หรือไม่ เห็นว่า สินค้าของโจทก์เป็นจำพวก 30 รายการสินค้า ไอศกรีม หวานเย็น ขนมแช่แข็ง และสิ่งที่ใช้ผสมในการทำไอศกรีม หรือหวานเย็น หรือขนมหวานแช่แข็ง ส่วนสินค้าของบริษัทโอสถสภา จำกัด ตามที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ.49 เป็นสินค้าจำพวก 30 รายการสินค้า ชา กาแฟ จึงเป็นรายการสินค้าที่แตกต่างกัน ซึ่งลักษณะของการวางจำหน่ายในร้านค้าโดยทั่วไปน่าจะไม่ได้วางใกล้ชิดกันหรือบนชั้นวางสินค้าเดียวกัน ดังนั้น กลุ่มผู้บริโภคสินค้าของโจทก์กับของบริษัทโอสถสภา จำกัด แม้จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะเกิดความสับสนได้ทั้งได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า สินค้าส่วนใหญ่ของบริษัทโอสถสภา จำกัด ภายใต้เครื่องหมายการค้าที่เกี่ยวกับคำว่า MAGNUM นี้ เป็นสินค้าประเภทเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เมื่อไม่ปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าของบริษัทโอสถสภา จำกัด เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ย่อมจะไม่ได้รับความคุ้มครองในสินค้าต่างจำพวกที่ขอจดทะเบียนไว้ และพยานโจทก์กับพยานจำเลยทั้งสองเบิกความในทำนองว่าบริษัทโอสถสภา จำกัด ไม่เคยนำสินค้าประเภทชา หรือกาแฟ ออกจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้านี้ ความสับสนในหมู่ผู้บริโภคดังที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยมาจึงไม่มี ประกอบกับโจทก์ได้ใช้คำว่า MAGNUM เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้ากับสินค้าไอศกรีมของตนในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ประสงค์ที่จะใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า MAGNUM เพื่อแอบอิง หรือแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงเกียรติคุณในเครื่องหมายการค้าของบริษัทโอสถสภา จำกัด ดังนี้ แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบริษัทโอสถสภา จำกัด จะมีเสียงเรียกขานคล้ายกัน แต่ก็ยังไม่ทำให้เครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบริษัทโอสถสภา จำกัด จนเป็นเหตุให้ไม่อาจรับจดทะเบียนได้... ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 368774 ของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วของบริษัทโอสถสภา จำกัด ทะเบียนเลขที่ ค 106069, ค 106067, ค 106065, ค 106066, ค 92225, ค 106080, ค 106073, ค147705, ค 89564, ค 89561, ค 116651 และ ค 116652 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1346/2545 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 368774 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ยูนิลีเวอร์ เอ็น. วี.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2503/2553
#498978
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาหุ้นส่วนโดยยินยอมให้ผู้อื่นจัดทำหนังสือคำทำนายดวงชะตาที่มีข้อความคำทำนายเช่นเดียวกับเทปคาสเซทที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองตกลงเข้าหุ้นกันผลิตและจำหน่าย โดยอาศัยการโฆษณาของโจทก์ทั้งสอง อันเป็นการแข่งขันและแย่งตลาดผู้ซื้อ จำเลยที่ 2 ไม่ไปออกรายการวิทยุเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์เทปตามข้อตกลงและจำเลยทั้งสองยังมีหนังสือถึงบริษัท ซ. ซึ่งโจทก์ได้มอบสิทธิการผลิตและจำหน่ายเทปให้บริษัทดังกล่าวดำเนินการ โดยแจ้งยกเลิกการมอบลิขสิทธิ์เทปแก่โจทก์ทั้งสอง ห้ามมิให้บริษัท ซ. ชำระเงินค่าลิขสิทธิ์การจำหน่ายเทปแก่โจทก์ทั้งสอง และขอยกเลิกการให้ลิขสิทธิ์การผลิตและจำหน่ายแก่บริษัท ซ. โดยเรียกร้องให้แบ่งผลกำไรที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้หากจำเลยทั้งสองไม่ผิดสัญญาหุ้นส่วน ถือได้ว่าเป็นการประพฤติผิดสัญญาหุ้นส่วนในข้อสาระสำคัญเป็นเหตุที่จะเลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1057 (1) มาตรา 1061 และมาตรา 1062 การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกเอาส่วนแบ่งผลกำไร หรือขอให้ชดใช้เงินลงทุนที่โจทก์ทั้งสองได้ออกไป อันมีลักษณะคืนทุนทรัพย์โดยที่ยังมิได้มีการชำระบัญชี หรือตกลงให้จัดการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,989,592.80 บาท ให้โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งให้บังคับโจทก์ทั้งสองชำระเงิน 23,203,138 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 14,979,664 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งและของต้นเงิน 7,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อแรกว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองตกลงเข้าหุ้นส่วนกันผลิตเทปและจำหน่ายเทป "คำทำนายดวงชะตา 7 สี 7 อารมณ์ ประจำปี พ.ศ.2541" เพื่อนำผลกำไรมาแบ่งปันกันคนละครึ่ง และโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองโดยไม่ต้องตั้งผู้ชำระบัญชีก่อนหรือไม่ ดังนี้ การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาหุ้นส่วนโดยยินยอมให้ผู้อื่นจัดทำหนังสือคำทำนายเช่นเดียวกับเทปออกจำหน่าย โดยอาศัยการโฆษณาของโจทก์ทั้งสอง อันถือเป็นการแข่งขันและแย่งตลาดผู้ซื้อของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 ไม่ไปออกรายการที่โจทก์ทั้งสองจัดเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์เทปที่สถานีวิทยุกระจายเสียงตามฟ้อง และจำเลยทั้งสองมีหนังสือถึงบริษัทซีวีดี มิวสิค จำกัด แจ้งยกเลิกการมอบลิขสิทธิ์เทปแก่โจทก์ทั้งสอง ห้ามมิให้บริษัทซีวีดี มิวสิค จำกัด ชำระเงินค่าลิขสิทธิ์การจำหน่ายเทปแก่โจทก์ทั้งสอง และขอยกเลิกการให้ลิขสิทธิ์การผลิตและจำหน่ายแก่บริษัทซีวีดี มิวสิค จำกัด โดยเรียกร้องให้แบ่งผลกำไรที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้ หากจำเลยทั้งสองไม่ผิดสัญญาหุ้นส่วน ถือได้ว่าเป็นการประพฤติผิดสัญญาหุ้นส่วนในข้อสาระสำคัญเป็นเหตุที่จะเลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057 (1) มาตรา 1061 และมาตรา 1062 การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกเอาส่วนแบ่งผลกำไร หรือขอให้ชดใช้เงินลงทุนที่โจทก์ทั้งสองได้ออกไปอันมีลักษณะคืนทุนทรัพย์โดยที่ยังมิได้มีการชำระบัญชีหรือตกลงให้จัดการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองฐานผิดสัญญาหุ้นส่วนพร้อมเรียกค่าเสียหายไม่ใช่กรณีที่จะต้องชำระบัญชีก่อนจึงฟ้องได้นั้นเป็นการไม่ชอบ...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1057 (1) ม. 1061 ม. 1062
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มูลนิธิทีวีพูล กับพวก
บริษัทดิโอลี ซินเซียริตี้ โปรโมชั่น กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายทวีวัฒน์ โสวรัตนพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2502/2553
#501924
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการรับขนจัดส่งพัสดุภัณฑ์ระหว่างประเทศแก่บุคคลทั่วไปเพื่อบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติ จำเลยได้ขนสินค้าผ่านทางจำเลยร่วมที่ 1 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ และตามเงื่อนไขจำเลยมีหน้าที่และรับผิดชอบมอบสินค้ายังสถานที่ปลายทาง แต่ปรากฏว่าสินค้าได้สูญหายไปทั้งหมด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับสินค้า ถือว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นผู้รับขนส่งของเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติของตนดังกล่าว และให้จำเลยรับผิดในการที่ของสูญหาย จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญารับขน ต้องนำอายุความลักษณะรับขนตามมาตรา 624 มาใช้บังคับ มิใช่นำอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2545 เป็นต้นไปคิดถึงวันฟ้องได้เป็นเงิน 17,940 บาท รวมกับต้นเงิน 249,650 บาท เป็นเงิน 267,590 บาท ขอให้จำเลยชำระเงิน 267,590 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 249,650 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกสายการบินอินเดียน แอร์ไลน์ส เข้ามาเป็นจำเลยร่วม และสายการบินอินเดียน แอร์ไลน์ส ขอให้เรียกบริษัทไทย แอร์พอร์ตส์ กราวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต โดยให้เรียกสายการบินอินเดียน แอร์ไลน์ส ว่าจำเลยร่วมที่ 1 และเรียกบริษัทไทย แอร์พอร์ตส์ กราวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด ว่าจำเลยร่วมที่ 2

จำเลยร่วมทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการรับขนจัดส่งพัสดุภัณฑ์ระหว่างประเทศแก่บุคคลทั่วไปเพื่อบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติ โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยและจำเลยตกลงรับขนส่งสินค้าทางอากาศโดยจำเลยร่วมที่ 1 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ และตามเงื่อนไขจำเลยมีหน้าที่และรับผิดชอบมอบสินค้ายังสถานที่ปลายทาง แต่ปรากฏว่าสินค้าได้สูญหายไปทั้งหมด โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้รับขนส่งของเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติของตนดังกล่าว และให้จำเลยรับผิดในการที่ของสูญหาย จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญารับขน แม้สัญญารับขนจะมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของประเภทหนึ่ง แต่คดีนี้ โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญารับขนที่มีอายุความกำหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงต้องนำอายุความลักษณะรับขนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 ดังกล่าวมาใช้บังคับ มิใช่นำอายุความ 10 ปี มาใช้บังคับ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 624
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอาลีบาบา ตันดูรี่ แอนด์เคอรี่ เรสเตอรองท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทลีโอ ทราสปอร์ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปลื้มจิต จุลฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2495/2553
#500137
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดค่ารายปีสำหรับเครื่องจักรของโจทก์นั้นเป็นกรณีหาค่าเช่าไม่ได้ และเทียบเคียงไม่ได้เพราะในเขตบริหารของจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินที่มีลักษณะใกล้เคียงกับทรัพย์สินของโจทก์ตั้งอยู่ การกำหนดค่ารายปีจึงต้องคำนวณจากมูลค่าเครื่องจักรของโจทก์เป็นฐาน เมื่อคดีนี้โจทก์จำเลยไม่ได้นำสืบข้อมูลอื่นที่มีนัยสำคัญในการพิจารณาหาค่ารายปีตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่นำสืบรับกันว่าใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากคูณมูลค่าเครื่องจักรในการกำหนดค่ารายปี การใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากคูณมูลค่าเครื่องจักรจึงมีความเหมาะสมและเป็นธรรม ทั้งเป็นสิ่งเดียวในคดีนี้ที่จะใช้วัดสภาวะเศรษฐกิจ แต่ที่จำเลยที่ 1 เห็นควรใช้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลช่วยชาติ 10 ปี ร้อยละ 6.1 ต่อปี เป็นอัตราที่สูงไป ส่วนที่โจทก์เห็นควรใช้ร้อยละ 1.25 ต่อปี ซึ่งเป็นค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วกับดอกเบี้ยเงินฝากสูงสุดเป็นอัตราที่ต่ำไป เพราะการกำหนดค่ารายปีตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เป็นเพียงการกำหนดค่ารายปีเบื้องต้นเท่านั้น แต่ค่ารายปีอาจเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่การที่ศาลภาษีเห็นสมควรใช้ร้อยละ 4.125 ต่อปี ตามที่คณะกรรมการโจทก์ยอมรับเป็นอัตราที่ต่ำไป อย่างไรก็ดีระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับการประเมินค่ารายปีของโจทก์มีมติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบกรณีเทศบาลตำบลปลายบาง (อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี) ประเมินค่ารายปีเครื่องจักรของการประปานครหลวงที่ติดตั้ง ณ โรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์ โดยใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากร้อยละ 5 ต่อปี ประกอบกับโจทก์ก็เคยยอมรับให้ใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอัตราร้อยละ 4.125 ต่อปี แสดงให้เห็นว่า โจทก์ทราบดีว่าอัตราดังกล่าวใกล้เคียงกับการหาประโยชน์จากทรัพย์สินของโจทก์ ดังนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงเห็นสมควรนำอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี มาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณค่ารายปีเนื่องจากเป็นอัตราที่มีการอ้างอิงและปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าเป็นการกำหนดที่สอดคล้องกับการที่จะนำทรัพย์สินออกให้เช่าได้จริงยิ่งกว่าหลักเกณฑ์ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง

คำให้การของจำเลยทั้งแปดไม่ได้ปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ได้หยุดใช้งานเครื่องจักร เพียงแต่ปฏิเสธว่าหยุดใช้งานไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 ถือว่ายอมรับตามฟ้องว่าเครื่องจักรหยุดใช้งานปีภาษีพิพาทจริง แม้ศาลภาษีจะวินิจฉัยว่า โจทก์เปลี่ยนเครื่องจักรจากการบรรจุขวดมาเป็นล้างขวด ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้ออื่นไม่ต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดโดยกำหนดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 เป็นเงิน 1,274,071.11 บาท ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีจำนวน 4,846,830.97 บาท ภายในสามเดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยให้อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 4,846,830.97 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งแปดให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าให้แก้ไขหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 01 เลขที่ 47 ลงวันที่ 18 เมษายน 2546 และใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด. 11) เล่มที่ 1 เลขที่ 01 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2546 เป็นให้กำหนดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 สำหรับโรงเรือนพิพาทเป็นเงินทั้งสิ้น 4,056,811.02 บาท และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีจำนวน 2,064,091.06 บาท แก่โจทก์ ภายในสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 2,064,091.06 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ให้เป็นพับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปีภาษี 2546 ต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 แจ้งการประเมินมายังโจทก์ โดยกำหนดค่ารายปีเป็นเงิน 1,865,486,322.75 บาท และคำนวณค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 78,366,544.73 บาท ตามใบแจ้งรายการประเมิน โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่พิจารณาแล้วมีคำชี้ขาดให้แก้ไขการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยให้ลดค่ารายปีลงเหลือ 131,590,899.24 บาท และลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินลงเหลือ 6,120,902.08 บาท และแจ้งคำชี้ขาดให้โจทก์ทราบ

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ในประการแรกว่า ค่ารายปีสำหรับเครื่องจักรที่ยังใช้งานอยู่ของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 นำมาใช้ในการคำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดินมีจำนวนเท่าใด ข้อนี้โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่ศาลภาษีอากรกลางเห็นสมควรใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากร้อยละ 4.125 ต่อปี มาคำนวณหาค่ารายปีสำหรับเครื่องจักรไม่ชอบ เนื่องจากการที่พลเอกพัฑฒะนะ เสนออัตราร้อยละ 4.125 มาคิดคำนวณกับมูลค่าเครื่องจักรในการประชุมเพื่อพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์เห็นว่าเป็นจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินของโจทก์สมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่งๆ แต่เป็นการเจรจาที่หาข้อยุติ อัตราดังกล่าวมิใช่ฐานที่จะนำมาคิดคำนวณเพื่อกำหนดค่าเช่าในปีหนึ่ง ตามนัยมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ชอบที่ศาลภาษีอากรกลางจะนำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วตามที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดค่ารายปีของเครื่องจักรโดยใช้อัตราร้อยละ 1.25 ต่อปี มาคิดคำนวณกับมูลค่าเครื่องจักร ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แม้คดีดังกล่าวจะยังไม่ถึงที่สุด ส่วนจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ไม่มีบทบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ที่บัญญัติให้หาค่ารายปีของทรัพย์สินของผู้ประเมินจากข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้รับประเมินกับผู้ประเมิน และโจทก์ไม่มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจจึงไม่อาจกำหนดค่ารายปีของเครื่องจักรทั้งหมดของโจทก์ที่ยังใช้ทำงานอยู่โดยใช้มูลค่าของเครื่องจักรคูณด้วยอัตราร้อยละ 4.125 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่โจทก์พอใจ และใกล้เคียงกับอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของมูลค่าเครื่องจักรที่เป็นกรณีพิพาทระหว่างเทศบาลตำบลปลายบางกับการประปานครหลวง ซึ่งกรมการปกครองให้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามหนังสือของกรมการปกครอง ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2545 ตามที่ศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยไว้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ค่ารายปีตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่งๆ หากทรัพย์สินนั้นให้เช่าให้ถือว่าค่าเช่าคือค่ารายปี แต่หากเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งเป็นไปตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การกำหนดค่ารายปีจึงจะต้องคำนวณจากมูลค่าทรัพย์สินคือเครื่องจักรของโจทก์เป็นฐาน

เมื่อคดีนี้โจทก์และจำเลยไม่ได้นำสืบข้อมูลอื่นหรือปัจจัยอื่นที่มีนัยสำคัญเพื่อพิจารณาหาค่ารายปีตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้นการนำอัตราดอกเบี้ยไปคูณกับมูลค่าเครื่องจักร เพื่อให้ได้จำนวนเงินมากำหนดเป็นค่ารายปีเพื่อคำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดิน จึงเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว เมื่อพิจารณาจากที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 นำดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6.1 ต่อปี เทียบเคียงจากอัตราดอกเบี้ยที่ได้จากการลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ช่วยชาติระยะสิบปี ก็เป็นอัตราที่สูงเกินไปเนื่องจากเป็นอัตราดอกเบี้ยจากการออมเงินที่มีระยะยาวนานถึงสิบปี และเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไป ตามที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดค่ารายปีของเครื่องจักรโดยใช้อัตราร้อยละ 1.25 ต่อปี มาคิดคำนวณตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แม้คดีดังกล่าวจะยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม ก็เห็นว่า ค่ารายปีของปีที่ล่วงหน้ามาแล้วในการกำหนดค่ารายปีเบื้องต้นเท่านั้น แต่ค่ารายปีของทรัพย์สินอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพข้อเท็จจริง ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามสภาวะเศรษฐกิจอย่างไรก็ตามในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับการประเมินค่ารายปีเครื่องจักรของโจทก์ในคดีนี้ได้มีแนวทางตามมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรณีเทศบาลตำบลปลายบาง อำเภอบางกรวย (จังหวัดนนทบุรี) ประเมินค่ารายปีเครื่องจักรของการประปานครหลวงที่ติดตั้ง ณ โรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์โดยใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งน่าจะเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในขณะที่มีการประเมินค่ารายปีเครื่องจักรโจทก์ในคดีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงเห็นสมควรกำหนดค่ารายปีโดยนำอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี มาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณค่ารายปี

เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าให้ใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากร้อยละ 5 ต่อปี มาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณหาค่ารายปีของเครื่องจักร ดังนั้น เมื่อคำนวณค่ารายปีของเครื่องจักรที่ใช้งานอยู่ในลำดับที่ 1, 4, 5, 6, 7 และ 8 โดยใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี มาคูณกับมูลค่าของเครื่องจักร รวมกับค่ารายปีของโรงเรือนที่มิได้มีการโต้เถียงกันตามตารางการประเมินรวมเป็นเงินค่าภาษีที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนแก่โจทก์ทั้งสิ้นจำนวน 1,506,385.60 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้กำหนดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 สำหรับโรงเรือนพิพาทเป็นเงิน 4,614,516.48 บาท และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินส่วนที่ลดลงเป็นเงินจำนวน 1,506,385.60 บาท ภายในสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนในกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 1,506,385.60 บาท นับจากวันครบกำหนดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบียร์ไทย (1991) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำเต้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางวีนัส นิมิตกุล
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2494/2553
#504652
เปิดฉบับเต็ม

การบอกเลิกการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมซึ่งต้องแจ้งการบอกเลิกต่อประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีคำวินิจฉัยก่อน บังคับเฉพาะแต่การเช่านาซึ่งหมายถึงเพาะปลูกข้าวหรือพืชไร่ และพืชไร่หมายความว่าพืชซึ่งต้องการน้ำน้อยและอายุสั้นหรือสามารถเก็บเกี่ยวครั้งแรกได้ภายในสิบสองเดือนตามที่ พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ ให้คำนิยามไว้ ดังนี้ ต้นมะพร้าวจึงไม่ใช่พืชไร่แต่เป็นพืชเกษตรกรรมอื่น ไม่อยู่ในบังคับให้ต้องแจ้งการบอกเลิกการเช่าต่อประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อให้มีคำวินิจฉัย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ข้อตกลงในสัญญาเช่าห้ามผู้เช่าขุดคู บ่อน้ำในที่ดินที่เช่า เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ให้เช่า เป็นข้อกำหนดลักษณะการใช้ที่ดิน เป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า เมื่อจำเลยที่ 1 รับว่าขุดคูและบ่อน้ำในที่ดินที่เช่าโดยได้รับอนุญาตด้วยวาจา จำเลยที่ 1 จึงผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่า เมื่อจำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า จำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญาเนื่องจากกระทำไปโดยได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่า ดังนี้ ข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาจึงเป็นเรื่องนอกคำให้การ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 กำหนดข้อตกลงว่า กรณีผู้เช่ากระทำผิดสัญญา ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันทีและผู้เช่ายอมให้ผู้ให้เช่าทรงไว้ซึ่งสิทธิจะเข้ายึดถือครอบครองที่เช่าได้โดยพลัน แม้การที่โจทก์เข้ารื้อถอนต้นมะพร้าวออกจากที่ดินที่เช่าจะเป็นการกระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 1 แต่ก็เป็นผลสืบเนื่องจากข้อตกลงในสัญญาเช่าที่ให้สิทธิโจทก์เข้ายึดถือครอบครองที่ดินที่เช่า ถือว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับคำฟ้องเดิม หลังจากโจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่า ต่อมาอีกประมาณปีเศษโจทก์จึงเข้าปรับสภาพที่ดินให้เป็นดังเดิม ซึ่งเมื่อขณะจำเลยที่ 1 ขุดคูและบ่อน้ำ จำเลยที่ 1 ยอมรับจะปรับสภาพที่ดินให้เป็นไปดังเดิมภายหลัง ดังนี้ที่โจทก์เข้าปรับสภาพที่ดินรวมถึงรื้อถอนต้นมะพร้าวของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเรื่องที่โจทก์กระทำตามข้อตกลงในสัญญาเช่า แม้จำเลยที่ 1 จะได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วนัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจากการไม่ได้เข้าไปใช้ประโยชน์ที่ดินในปี 2547 จำนวน 5,000 บาท และค่าใช้จ่ายจากการปรับสภาพที่ดินจำนวน 200,000 บาท รวม 205,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กรกฎาคม 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนค่าตรวจพิสูจน์เอกสารให้โจทก์เป็นผู้ชำระ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งสอง (ที่ถูกยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1)

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณา รวมทั้งกระบวนพิจารณาที่มีต่อมาในภายหลังและคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และคืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้จำเลยที่ 1 รับไป

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินของโจทก์ในโฉนดเลขที่ 14663, 4182 และ 4183 ตำบลทับยา (สวนหลวง) อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่รวมประมาณ 50 ไร่ ปลูกต้นมะพร้าวเพื่อตัดยอดขายระยะเวลาเช่า 6 ปี นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2550 ค่าเช่าปีละ 30,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ได้ปลูกต้นมะพร้าว ขุดคู ทางระบายน้ำและบ่อน้ำในที่ดินที่เช่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์ได้บอกเลิกการเช่า และต่อมาเดือนเมษายน 2548 โจทก์เข้าปรับสภาพที่ดินกับรื้อถอนต้นมะพร้าวที่จำเลยที่ 1 ปลูกไว้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์บอกเลิกการเช่าโดยมิได้แจ้งการบอกเลิกต่อประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อให้มีคำวินิจฉัยก่อนตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 โจทก์ยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง เห็นว่า การบอกเลิกการเช่าดังฎีกาบังคับเฉพาะแต่การเช่านา ซึ่งหมายถึงเพาะปลูกข้าวหรือพืชไร่และพืชไร่หมายความว่าพืชซึ่งต้องการน้ำน้อยและอายุสั้นหรือสามารถเก็บเกี่ยวครั้งแรกได้ภายในสิบสองเดือนตามที่พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ให้คำนิยามไว้ ดังนี้ ต้นมะพร้าวจึงไม่ใช่พืชไร่แต่เป็นพืชเกษตรกรรมอื่น ไม่อยู่ในบังคับให้ต้องแจ้งการบอกเลิกการเช่าต่อประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อให้มีคำวินิจฉัย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อมาว่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างเหตุเลิกสัญญาเช่าเนื่องจากจำเลยที่ 1 กระทำการฝ่าฝืนข้อตกลงในสัญญาเช่าที่ห้ามจำเลยที่ 1 ขุดคู บ่อน้ำในที่ดินที่เช่า เว้นแต่จำเลยที่ 1 จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ให้เช่า ข้อเท็จจริงได้ความจากที่โจทก์และจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้ขุดคูไว้รอบที่ดินที่เช่ากับขุดบ่อน้ำเนื้อที่ประมาณ 3 งาน ลึกประมาณ 3 เมตร ในที่ดินที่เช่าจริง เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อกำหนดลักษณะการใช้ที่ดิน จึงเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า เมื่อจำเลยที่ 1 นำสืบรับว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยได้รับอนุญาตด้วยวาจา ซึ่งเป็นแต่คำเบิกความลอยๆ จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่า ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ทางปฏิบัติของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อสาระสำคัญ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองคงให้การเพียงว่าจำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญาเนื่องจากกระทำไปโดยได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่า ดังนี้ ข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาจึงเป็นเรื่องนอกคำให้การ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์เข้ารื้อถอนต้นมะพร้าวของจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 กำหนดข้อตกลงว่ากรณีผู้เช่ากระทำผิดสัญญา ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันทีและผู้เช่ายอมให้ผู้ให้เช่าทรงไว้ซึ่งสิทธิจะเข้ายึดถือครอบครองที่เช่าได้โดยพลัน แม้การที่โจทก์เข้ารื้อถอนต้นมะพร้าวออกจากที่ดินที่เช่าจะเป็นการกระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 1 แต่ก็เป็นผลสืบเนื่องจากข้อตกลงในสัญญาเช่าที่ให้สิทธิโจทก์เข้ายึดถือครอบครองที่ดินที่เช่า ถือว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนข้อฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้รับค่าเสียหายหรือไม่ เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอีก เห็นว่า หลังจากโจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่า ต่อมาอีกประมาณปีเศษโจทก์จึงเข้าปรับสภาพที่ดินให้เป็นไปดังเดิม ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความว่า ขณะเมื่อจำเลยที่ 1 ขุดคูและบ่อน้ำ จำเลยที่ 1 ยอมรับจะปรับสภาพที่ดินให้เป็นไปดังเดิมในภายหลัง ดังนี้ ที่โจทก์เข้าปรับสภาพที่ดินรวมถึงการรื้อถอนต้นมะพร้าวของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเรื่องที่โจทก์กระทำตามข้อตกลงในสัญญาเช่า แม้จำเลยที่ 1 จะได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิจะเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ไม่รับฟ้องแย้ง ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 179 วรรคท้าย ม. 249
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 21 ม. 34 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปณิดา เรืองฤทธิ์หรือภู่แส
จำเลย — นายนพดลหรือพันจ่าอากาศเอกนพดล ม่วงแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
ศุภชัย สมเจริญ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2493/2553
#498995
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดระบุว่า โครงการคิดถึง คอนโดมิเนียม เป็นอาคารชุดตั้งอยู่บนที่ดินมีโฉนดเนื้อที่ 380 ตารางวา แต่ความจริงโฉนดที่ดินมีเนื้อที่เพียง 200 ตารางวา จึงเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขในสัญญา ส่วนที่จอดรถของอาคารชุดไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดว่าจะมีที่จอดรถได้กี่คันและตามแผ่นพิมพ์โฆษณาอาคารชุดก็ไม่ได้ระบุจำนวนรถยนต์ที่จะจอดได้ไว้เช่นเดียวกัน ที่จอดรถจำนวน 17 คัน คงปรากฏอยู่ในคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นต่อเทศบาลตำบลแสนสุขเท่านั้น ความจริงอาคารชุดมีที่จอดรถได้เพียง 6 คัน จึงเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่ขออนุญาตไว้ต่อเทศบาลตำบลแสนสุข ซึ่งทางเทศบาลตำบลแสนสุขได้ดำเนินคดีในส่วนนี้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว มิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำมั่นหรือโฆษณาที่ให้ไว้แก่ผู้จะซื้อ อีกทั้งอาคารชุดของจำเลยที่ 1 ไม่อยู่ในบังคับของการจัดบริเวณที่จอดรถตามกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2517) จะถือว่าโจทก์และ ด. สำคัญผิดในข้อนี้ไม่ได้

การผิดเงื่อนไขในเนื้อที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคารชุดซึ่งไม่ได้เป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดมิใช่เป็นสาระสำคัญแห่งการทำสัญญาจะซื้อจะขายอันจะเป็นโมฆะ เพราะจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดมิใช่ที่ดิน ห้องชุดจึงเป็นทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมสัญญาจะซื้อจะขาย การผิดเงื่อนไขในจำนวนเนื้อที่ดินจึงเป็นเพียงการสำคัญผิดในคุณสมบัติของอาคารชุดอันเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 ซึ่งจะต้องบอกล้างภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้หรือภายในเวลา 10 ปี นับแต่ได้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 181 สัญญาจะซื้อจะขายจึงไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,364,092 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 905,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 39/42 และ 39/55 อาคารชุดคิดถึง คอนโดโฮม ไปจากนางดวงพร หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,364,092 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 905,000บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มกราคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 39/42 และ 39/55 อาคารชุดคิดถึง คอนโดโฮม จากนางดวงพร หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดระบุไว้แต่เพียงว่า โครงการคิดถึง คอนโดมิเนียมซึ่งเป็นอาคารชุดตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 5003 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี มีเนื้อที่ 380 ตารางวา แต่ในความเป็นจริงอาคารชุดแห่งนี้ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดดังกล่าวโดยมีเนื้อที่เพียง 200 ตารางวา เท่านั้น จึงเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขในสัญญา ส่วนที่จอดรถของอาคารชุดแห่งนี้ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดว่าจะมีที่จอดรถได้จำนวนกี่คันและตามแผ่นพิมพ์โฆษณาอาคารชุดก็ไม่ได้ระบุจำนวนรถยนต์ที่จะจอดได้กี่คันไว้เช่นเดียวกัน ที่จอดรถจำนวน 17 คัน คงปรากฏอยู่ในคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นต่อเทศบาลตำบลแสนสุขเท่านั้น การที่ความเป็นจริงอาคารชุดแห่งนี้มีที่จอดรถได้เพียง 6 คัน จึงเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่ขออนุญาตไว้ต่อเทศบาลตำบลแสนสุข ซึ่งทางเทศบาลตำบลแสนสุขก็ได้ดำเนินคดีในส่วนนี้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำมั่นหรือคำโฆษณาที่ให้ไว้แก่ผู้จะซื้อรวมทั้งนางดวงพรแต่อย่างใด อีกทั้งอาคารชุดของจำเลยที่ 1 ไม่อยู่ในบังคับของการจัดบริเวณที่จอดรถตามกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2517) จะถือว่าโจทก์และนางดวงพรสำคัญผิดในข้อนี้ย่อมไม่ได้

กรณีคงมีแต่เพียงการผิดเงื่อนไขในข้อเนื้อที่ดินเป็นที่ตั้งอาคารชุดซึ่งไม่ได้เป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ซึ่งการผิดเงื่อนไขในข้อนี้หาใช่เป็นสาระสำคัญแห่งการทำสัญญาจะซื้อจะขายอันจะเป็นโมฆะไม่ เพราะนางดวงพรและจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดหาใช่ที่ดิน ห้องชุดจึงเป็นทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมสัญญาจะซื้อจะขาย และนางดวงพรรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้องจากจำเลยที่ 1 เรียบร้อยแล้วโดยมิได้โต้แย้งแต่ประการใดแสดงถึงความพอใจและเต็มใจที่จะรับโอนห้องชุด การผิดเงื่อนไขในข้อจำนวนเนื้อที่ดิน จึงเป็นเพียงการสำคัญผิดในคุณสมบัติของอาคารชุดอันเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 ซึ่งจะต้องบอกล้างภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้หรือภายในเวลาสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 181 สัญญาจะซื้อจะขายจึงไม่เป็นโมฆะ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่านางดวงพรประชุมนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2543 และทราบว่าพื้นที่บางส่วนของอาคารชุดแห่งนี้หดหายไปจึงต้องถือว่านางดวงพรทราบเหตุแห่งโมฆียะในวันนั้นอันเป็นเวลาที่นางดวงพรอาจให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมได้นับแต่นั้น การที่นางดวงพรมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาซื้อขายลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545 หรือฟ้องคดีเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2546 ก็ดี ย่อมเป็นระยะเวลาเกินหนึ่งปี นับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 157 ม. 181 ม. 453
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโทชาคริต สวัสดี
จำเลย — บริษัทคิดถึง คอนโดโฮม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาววรางคณา สุจริตกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจรัญ เนาวพนานนท์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2493/2553
#508684
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดระบุว่า อาคารชุดตั้งอยู่บนที่ดินมีโฉนดเนื้อที่ 380 ตารางวา แต่ในความเป็นจริงตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวโดยมีเนื้อที่เพียง 200 ตารางวา เป็นการผิดเงื่อนไขในข้อจำนวนเนื้อที่ดินอันเป็นเพียงการสำคัญผิดในคุณสมบัติของอาคารชุดซึ่งเป็นโมฆียะตามป.พ.พ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางดวงพรจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ปลายปี 2536 ถึงต้นปี 2537 ก่อนจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 3 กระทำการโดยไม่สุจริตในนามของจำเลยที่ 1 โฆษณาขายห้องชุดคิดถึง คอนโดมิเนียม หรือคิดถึง คอนโดโฮมซึ่งเป็นอาคารชุด ตั้งอยู่ซอย 2 ถนนบางแสนสาย 2 ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี บนที่ดินโฉนดเลขที่ 5003 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี วันที่ 10 มกราคม 2537 นางดวงพรได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าวกับจำเลยที่ 3 รวม 2 ห้อง หมายเลข 3A เนื้อที่ 42 ตารางเมตร ราคา 450,000 บาท และหมายเลข 4A เนื้อที่ 42 ตารางเมตร ราคา 455,000 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญาและผ่อนชำระเงินดาวน์รวม 21 งวด ส่วนที่เหลือตกลงชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจะซื้อจะขายมีสาระสำคัญคือผู้จะขายเป็นเจ้าของโครงการอาคารชุด ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 5003 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 380 ตารางวา ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจได้ยื่นคำร้องขออนุญาตปลูกสร้างอาคารชุดต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นระบุว่ามีจำนวนห้องพัก 84 ห้อง ที่จอดรถ 17 คัน พร้อมที่กลับรถและทางเข้าออก วันที่ 14 กันยายน 2538 เทศบาลตำบลแสนสุขออกใบอนุญาตปลูกสร้างอาคารให้จำเลยที่ 1 วันที่ 3 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจร่วมกันกระทำการโดยไม่สุจริตเรียกประชุมกรรมการและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เพื่อให้มีมติแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 5003 ออกเป็น 2 แปลง คือแปลง 200 ตาราวา ให้เป็นที่ตั้งอาคารชุด อีกแปลง 180 ตารางวา ให้เป็นที่ตั้งอาคารคิดถึง อพาร์ทเม้นต์ ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งปลูกสร้างไว้เดิม จากนั้นจึงดำเนินการแบ่งแยกที่ดินเป็น 2 แปลง อันเป็นขั้นตอนการฉ้อฉลที่จำเลยทั้งสามวางแผนไว้ล่วงหน้า เป็นผลให้พื้นที่จอดรถ ที่กลับรถและทางเข้าออกของรถสำหรับรถยนต์ 17 คัน ขาดหายไป ซึ่งพื้นที่จอดรถส่วนที่ถูกแบ่งออกไปนี้จำเลยที่ 1 จะต้องนำไปจดทะเบียนทรัพย์ส่วนกลางและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของเจ้าของรวม แต่จำเลยทั้งสามกลับนำไปเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของจำเลยที่ 1 อันเป็นการผิดสัญญาจะซื้อจะขายและเป็นการดัดแปลงอาคารให้ผิดไปจากผัง บริเวณและแบบแปลนที่ขออนุญาต ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนอาคารชุดต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี และด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 เจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดชลบุรีได้รับจดทะเบียนอาคารชุดคิดถึง คอนโดโฮม ให้แก่จำเลยที่ 1 ทะเบียนเลขที่ 1/2539 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2539 โดยจำเลยที่ 1 จัดให้มีทรัพย์ส่วนกลางเป็นที่จอดรถเพียง 6 คัน ไม่เพียงพอสำหรับการใช้สอยและไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 อันเป็นการผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ได้ตกลงกันไว้ นางดวงพรได้ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีต่อศาลปกครองกลาง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนอาคารชุดดังกล่าว ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเรียกจำเลยที่ 1 เข้ามาในฐานะผู้ร้องสอดกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง การจดทะเบียนอาคารชุดที่มิชอบด้วยกฎหมายไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 1 ที่จะนำห้องชุดออกขาย การที่จำเลยที่ 1 นำห้องชุดออกขายจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นโมฆะกรรม แต่จำเลยที่ 1 แจ้งให้นางดวงพรรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้องในวันที่ 11 มิถุนายน 2539 นางดวงพรจึงรับโอนห้องชุดเลขที่ 39/55 หรือห้องหมายเลข 4A และวันที่ 6 สิงหาคม 2539 รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 39/42 หรือห้องหมายเลข 3A โดยใช้เงินสินสมรสชำระให้แก่จำเลยที่ 1 รวมเป็นเงิน 905,000 บาท ขณะรับโอนจำเลยทั้งสามปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการไม่ชอบด้วยกฎหมายของอาคารชุดและพื้นที่จอดรถ ซึ่งหากนางดวงพรทราบย่อมไม่เข้าทำสัญญาและรับโอนกรรมสิทธิ์ การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์และนางดวงพรได้รับความเสียหาย วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเทศบาลตำบลแสนสุขและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี จึงทราบว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายและอาคารชุดปลูกสร้างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย นางดวงพรร้องเรียนต่อเทศบาลตำบลแสนสุขให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง วันที่ 4 พฤษภาคม 2544 เทศบาลตำบลแสนสุขจึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร และมีคำสั่งให้ระงับการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขพื้นที่ส่วนที่เป็นที่จอดรถ ที่กลับรถและทางเข้าออกให้เป็นไปตามที่ขออนุญาตแต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติ นางดวงพรจึงมีหนังสือลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545 บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดและให้จำเลยทั้งสามคืนเงินจำนวน 905,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยโดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ แต่จำเลยทั้งสามไม่มารับตามกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,364,092 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 905,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 39/42 และ 39/55 อาคารชุดคิดถึง คอนโดโฮม ไปจากนางดวงพร หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยทำนิติกรรมในฐานะส่วนตัว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดโครงการคิดถึง คอนโดมิเนียม ฉบับลงวันที่ 10 มกราคม 2537 ซึ่งได้ลงนามโดยจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำในนามของจำเลยที่ 1 มิใช่ฐานะส่วนตัวและกระทำในระหว่างการจัดตั้งบริษัท เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลแล้วได้ให้สัตยาบันเกี่ยวกับการดำเนินการดังกล่าว การขายห้องชุดไม่ได้มีการประกาศโฆษณา จำเลยที่ 1 กระทำโดยสุจริตมีการขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย เกี่ยวกับที่จอดรถถือว่าได้รับการยินยอมโดยชอบด้วยกฎหมายจากเจ้าของโฉนดเพราะในเวลานั้นก่อนแบ่งแยกเป็นเจ้าของเดียวกัน การจดทะเบียนซื้อขายห้องชุดพิพาททั้งโจทก์และนางดวงพรทราบว่านิติบุคคลอาคารชุดมีเนื้อที่ 2 งาน ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2539 และวันที่ 5 สิงหาคม 2539 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากนางดวงพรไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทน ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่นางดวงพรรู้หรือควรจะรู้ว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นโมฆียะกรรม จำเลยที่ 3 มิได้เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2539 จำเลยที่ 3 ไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาจากนางดวงพรและไม่เคยหลอกลวงนางดวงพรในลักษณะการฉ้อฉลปกปิดข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 ผู้จะขายมีสิทธิเปลี่ยนแปลงทรัพย์ส่วนกลางตามความเหมาะสมของการก่อสร้างให้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของทางราชการตลอดจนแก้ไขเปลี่ยนแปลงผังหรือวิธีการในการจัดสรรที่ดินของโครงการที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดินแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จำเลยที่ 3 ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 32 ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2517) ข้อ 2 (3) กำหนดให้อาคารชุดเป็นอาคารโดยกำหนดบังคับให้อาคารชุดที่มีพื้นที่แต่ละครอบครัวตั้งแต่ 60 ตารางเมตรขึ้นไปต้องมีที่จอดรถ ที่กลับรถและทางเข้าออกรถยนต์ แต่สำหรับอาคารชุดคิดถึง คอนโดโฮม มีพื้นที่แต่ละครอบครัวประมาณ 30 ตารางเมตร จึงไม่อยู่ในข้อบังคับของกฎกระทรวงดังกล่าว ในวันที่นางดวงพรรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้องนางดวงพรทราบอยู่แล้วว่าเนื้อที่ในโฉนดเลขที่ 5003 มีจำนวน 2 งานแต่นางดวงพรมิได้ทักท้วงและยังคงรับโอนกรรมสิทธิ์กับจดทะเบียนจำนองต่อธนาคาร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,364,092 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 905,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มกราคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 39/42 และ 39/55 อาคารชุดคิดถึง คอนโดโฮม จากนางดวงพร สวัสดี หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์และของจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งคัดค้านฟังได้ว่า โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางดวงพร เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2537 นางดวงพรทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดโครงการคิดถึง คอนโดมิเนียม กับจำเลยที่ 3 ซึ่งกระทำการแทนจำเลยที่ 1 รวม 2 ห้อง คือห้องชุดหมายเลข 3A เนื้อที่ 42 ตารางเมตร ราคา 450,000 บาท ห้องชุดหมายเลข 4A เนื้อที่ 42 ตารางเมตร ราคา 455,000 บาท ห้องชุดดังกล่าวปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 5003 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี วันที่ 15 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้จัดการยื่นคำร้องขออนุญาตปลูกสร้างอาคารที่พักอาศัยเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กเจ็ดชั้น มีห้องพักจำนวน 84 ห้อง ที่จอดรถ 17 คัน ต่อเจ้าพนักงานเทศบาลตำบลแสนสุข วันที่ 14 กันยายน 2538 เทศบาลตำบลแสนสุขได้ออกใบอนุญาตปลูกสร้างอาคารเลขที่ 148/2538 ให้จำเลยที่ 1 โดยอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กเจ็ดชั้นจำนวน 84 ห้อง เพื่อใช้เป็นอาคารชุดพักอาศัยพื้นที่ 4,815 ตารางเมตร พร้อมที่จอดรถ ที่กลับรถ และทางเข้าออกของรถจำนวน 17 คัน ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 เรียกประชุมผู้ถือหุ้นและมีมติแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 5003 เนื้อที่ 380 ตารางวา ออกเป็น 2 แปลง คือที่ตั้งอาคารชุดเนื้อที่ 200 ตารางวา และที่ตั้งอาคารคิดถึง อพาร์ทเม้นต์ ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินอยู่ก่อนแล้วเนื้อที่ 180 ตารางวา วันที่ 17 มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนอาคารชุดต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี วันที่ 9 เมษายน 2539 เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนอาคารชุดทะเบียนเลขที่ 1/2539 ให้แก่จำเลยที่ 1 นางดวงพรรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 39/55 และ 39/42 จากจำเลยที่ 1 ในวันที่ 11 มิถุนายน 2539 และวันที่ 6 สิงหาคม 2539 ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2543 มีการเรียกประชุมเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในอาคารชุด นางดวงพรจึงทราบว่านางสาวหทัยรัตน์ กันนุลา ได้ร้องเรียนต่อสำนักงานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดชลบุรีว่าจำเลยที่ 1 นำลิฟต์เก่ามาใช้และที่ดินที่ปลูกสร้างอาคารชุดมีเนื้อที่ไม่ครบถ้วน คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดชลบุรีได้ตรวจสอบแล้ว ผลปรากฏว่าการขออนุญาตก่อสร้างและการจดทะเบียนอาคารชุดถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งแจ้งให้เจ้าของอาคารชุดดำเนินการฟ้องคดีเอง วันเดียวกันนางดวงพรได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจึงได้ยื่นเรื่องขอตรวจสอบรังวัดที่ดิน เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ได้ขอตรวจสอบการปลูกสร้างอาคารจากเทศบาลตำบลแสนสุขและตรวจสอบการจดทะเบียนอาคารชุดต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ต่อมานางดวงพรกับพวกได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีและนายกเทศมนตรีตำบลแสนสุข นายกเทศมนตรีจึงตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงผลการสอบข้อเท็จจริง เทศบาลตำบลแสนสุขได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามและมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 จัดที่จอดรถให้ถูกต้องตามกฎหมาย นางดวงพรได้แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามในข้อหาฉ้อโกงประชาชน พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง แต่พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง วันที่ 14 มีนาคม 2544 นางดวงพรกับพวกได้ยื่นฟ้องเทศบาลตำบลแสนสุขและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีต่อศาลปกครองกลาง ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเรียกจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ต่อมาศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จัดที่จอดรถให้เป็นไปตามแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตภายใน 60 วัน นับแต่วันพิพากษา หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่สามารถจัดหาที่จอดรถให้เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายดังกล่าวได้ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข) ใช้อำนาจตามความในมาตรา 53 วรรคสอง (3) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โดยให้เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคารและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี) เพิกถอนการจดทะเบียนอาคารชุดคิดถึง คอนโดโฮม ภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.53 ต่อมานางดวงพรได้มีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.54 แต่ไม่สามารถส่งได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มารับภายในกำหนด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด เอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด เอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 ระบุไว้แต่เพียงว่า โครงการคิดถึง คอนโดมิเนียมซึ่งเป็นอาคารชุดตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 5003 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี มีเนื้อที่ 380 ตารางวา แต่ในความเป็นจริงอาคารชุดแห่งนี้ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดดังกล่าวโดยมีเนื้อที่เพียง 200 ตารางวา เท่านั้น จึงเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขในสัญญา ส่วนที่จอดรถของอาคารชุดแห่งนี้ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด เอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 ว่าจะมีที่จอดรถได้จำนวนกี่คัน และตามแผ่นพิมพ์โฆษณาอาคารชุดเอกสารหมาย จ.8 ก็ไม่ได้ระบุจำนวนรถยนต์ที่จะจอดได้กี่คันไว้เช่นเดียวกัน ที่จอดรถจำนวน 17 คัน คงปรากฏอยู่ในคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นต่อเทศบาลตำบลแสนสุขตามเอกสารหมาย จ.11 เท่านั้น ซึ่งเป็นเอกสารที่ยื่นต่อทางราชการ การที่ความเป็นจริงอาคารชุดแห่งนี้มีที่จอดรถได้เพียง 6 คัน จึงเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่ขออนุญาตไว้ต่อเทศบาลตำบลแสนสุขซึ่งทางเทศบาลตำบลแสนสุขก็ได้ดำเนินคดีในส่วนนี้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำมั่นหรือคำโฆษณาที่ให้ไว้แก่ผู้จะซื้อรวมทั้งนางดวงพรแต่อย่างใด อีกทั้งอาคารชุดของจำเลยที่ 1 ไม่อยู่ในบังคับของการจัดบริเวณที่จอดรถตามกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2517) เอกสารหมาย จ.18 จะถือว่าโจทก์และนางดวงพรสำคัญผิดในข้อนี้ย่อมไม่ได้ กรณีคงมีแต่เพียงการผิดเงื่อนไขในข้อเนื้อที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคารชุดซึ่งไม่ได้เป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ซึ่งการผิดเงื่อนไขในข้อนี้หาใช่เป็นสาระสำคัญแห่งการทำสัญญาจะซื้อจะขายอันจะเป็นโมฆะไม่ เพราะนางดวงพรและจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดหาใช่ที่ดิน ห้องชุดจึงเป็นทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมสัญญาจะซื้อจะขาย และนางดวงพรรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้องจากจำเลยที่ 1 เรียบร้อยแล้วโดยมิได้โต้แย้งแต่ประการใด แสดงถึงความพอใจและเต็มใจที่จะรับโอนห้องชุด การผิดเงื่อนไขในข้อจำนวนเนื้อที่ดินจึงเป็นเพียงการสำคัญผิดในคุณสมบัติของอาคารชุดอันเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 ซึ่งจะต้องบอกล้างภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้หรือภายในเวลาสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 181 สัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 จึงไม่เป็นโมฆะ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่านางดวงพรประชุมนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2543 และทราบว่าพื้นที่บางส่วนของอาคารชุดแห่งนี้หดหายไปจึงต้องถือว่านางดวงพรทราบเหตุแห่งโมฆียะในวันนั้นอันเป็นเวลาที่นางดวงพรอาจให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมได้นับแต่นั้น การที่นางดวงพรมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาซื้อขายลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545 ตามเอกสารหมาย จ.54 ก็ดี หรือฟ้องคดีเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2546 ก็ดี ย่อมเป็นระยะเวลาเกินหนึ่งปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโทชาคริต สวัสดี
จำเลย — บริษัทคิดถึง คอนโดโอม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2421/2553
#504682
เปิดฉบับเต็ม

การร้องสอดอ้างว่าตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) นั้น เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนเสร็จแล้วต้องมีคำสั่งอนุญาตหรือยกคำร้องเพื่อที่คู่ความที่ไม่เห็นด้วยจะได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อไป ที่ศาลชั้นต้นไต่สวนเสร็จแล้วไม่ทำคำสั่ง แต่มีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่งนั้นไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งเสียเองแทนศาลชั้นต้นโดยให้ยกคำร้องก็ไม่ถูกต้อง ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของผู้ร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) อ้างว่าผู้ร้องสอดเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เนื่องจากโจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยตามคำพิพากษาในคดีนี้ให้แก่ผู้ร้องสอดแล้ว กรณีมีเหตุจำเป็นที่ผู้ร้องสอดต้องร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องสอดของผู้ร้องเสร็จแล้วมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การร้องสอดอ้างว่าตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) นั้น เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนเสร็จแล้วต้องมีคำสั่งอนุญาตหรือยกคำร้องเพื่อที่คู่ความที่ไม่เห็นด้วยจะได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อไป ที่ศาลชั้นต้นไต่สวนเสร็จแล้วไม่ทำคำสั่ง แต่มีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่งนั้นไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งเสียเองแทนศาลชั้นต้นโดยให้ยกคำร้องก็ไม่ถูกต้อง ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของผู้ร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาผู้ร้องสอด

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของผู้ร้องสอดที่ไต่สวนเสร็จแล้วตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่ง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 243 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
นายศักดาหรือร้อยโทศักดา
โจทก์ — หรือสหะเกียรติหรือล้ำ คำวชิรพิทักษ์ กับพวก
ผู้ร้อง — นางสาวสมนึก ลี้ตระกูล กับพวก
ผู้ร้องสอด — นายหุ้ย ภู่ภิรมย์
นายชาณุ แสงพิทักษ์ ในฐานะทายาท
ของนางสมใจ แสงพิทักษ์ และในฐานะ
จำเลย — ผู้จัดการมรดกของนายประสาน แสงพิทักษ์
จำเลยร่วม — นายกมลสิงห์ แสงพิทักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นางอรอุษา กฤษณะโลม จรัญรัตนศรี
ศาลอุทธรณ์ — นางอมรัตน์ ดีศรีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา