คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2803/2553
#505278
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 ศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงจริง และพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงว่า ผู้เสียหายมีส่วนร่วมในความผิดที่เกิดขึ้นจึงไม่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย กับขอให้รอการลงโทษให้แก่จำเลยโดยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงแต่ประการใด ข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่สามารถยืนยันได้ว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิด ผู้เสียหายปรักปรำจำเลย ทำให้มีเหตุสงสัย จึงเชื่อได้ไม่สนิทใจว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นการหยิบยกเอาข้อเท็จจริงซึ่งยุติไปในศาลชั้นต้นขึ้นมาโต้เถียงใหม่ในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ซึ่งไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาได้ การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1431/2550 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้ว ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2548 เวลากลางวัน จำเลยกับนายทรงเกียรติหรือปิง ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2785/2548 และพวกอีก 2 คน ร่วมกันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเรา ช. ผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยกับพวก อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงโดยจำเลยกับพวกใช้วาจาขู่เข็ญและใช้กำลังประทุษร้าย ช่วยกันจับแขนและจับขาบังคับให้ผู้เสียหายนอนหงายบนเตียงแล้วใช้อวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายขณะผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เหตุเกิดที่ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 ศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงจริง และพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมในความผิดที่เกิดขึ้นจึงไม่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย กับขอให้รอการลงโทษให้แก่จำเลยโดยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงแต่ประการใด ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่สามารถยืนยันได้ว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิด ผู้เสียหายปรักปรำจำเลย ทำให้มีเหตุสงสัย จึงเชื่อได้ไม่สนิทใจว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นการหยิบยกเอาข้อเท็จจริงซึ่งยุติไปในศาลชั้นต้นขึ้นมาโต้เถียงใหม่ในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาได้ การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 276 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายชานนท์หรืออู่ เจริญวิริยะภาพ
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2758/2553
#499686
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่น..." มีความมุ่งหมายว่า คดีเรื่องเดียวกันโจทก์ควรจะฟ้องร้องว่ากล่าวกันไปเสียให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน ส่วนคดีใดจะเป็นคดีเดียวกันหรือไม่ต้องพิจารณาจากคำฟ้องในคดีนั้นๆ ว่า เป็นคดีที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันหรือไม่

เช็คเป็นตั๋วเงินซึ่งเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง เช็คแต่ละฉบับก่อให้เกิดมูลหนี้ผูกพันระหว่างผู้ทรงเช็ค ผู้สลักหลัง และผู้สั่งจ่าย ในตัวเอง ซึ่งกฎหมายกำหนดสิทธิหน้าที่และความเกี่ยวพันระหว่างกันไว้เป็นการเฉพาะ การที่ผู้ทรงเช็คได้รับเช็คที่มีผู้สั่งจ่ายรายเดียวกันไว้ในครอบครองหลายฉบับแม้จะเป็นการชำระหนี้ในมูลหนี้เดียวกันก็ไม่ถือว่าเช็คแต่ละฉบับมีความเกี่ยวพันกัน เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น ผู้ทรงเช็คย่อมใช้สิทธิเรียกร้องตามเช็คแต่ละฉบับได้ หาจำต้องใช้สิทธิเรียกร้องตามเช็คทั้งหมดไปในคราวเดียวกันแต่อย่างใดไม่ การใช้สิทธิเรียกร้องในเช็คแต่ละฉบับโดยยื่นฟ้องเป็นหลายคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ตามเช็คต่างฉบับกัน ไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ที่มีการออกเช็คชำระหนี้ ทั้งยังเป็นคดีที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแยกต่างหากจากกันตามเช็คแต่ละฉบับด้วย คดีนี้ แม้เช็คพิพาทจะเป็นส่วนหนึ่งของเช็คหลายฉบับที่โจทก์ได้รับมาในคราวเดียวกันก็ตาม แต่โจทก์ก็มีสิทธินำเช็คดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องร้องเป็นคดีต่างหากจากกันได้ การที่โจทก์นำเช็คจำนวนหนึ่งไปฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 523/2547 ของศาลชั้นต้น และนำเช็คพิพาทมาฟ้องคดีนี้ จึงไม่ใช่การยื่นคำฟ้องในเรื่องเดียวกัน อันจะเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 752,643 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 720,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 523/2547 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า "นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้วคดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่น..." มีความมุ่งหมายว่า คดีเรื่องเดียวกันโจทก์ควรจะฟ้องร้องว่ากล่าวกันไปเสียให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน ส่วนคดีใดจะเป็นคดีเดียวกันหรือไม่ต้องพิจารณาจากคำฟ้องในคดีนั้น ๆ ว่า เป็นคดีที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันหรือไม่

เช็คเป็นตั๋วเงินซึ่งเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง เช็คแต่ละฉบับก่อให้เกิดมูลหนี้ผูกพันระหว่างผู้ทรงเช็ค ผู้สลักหลัง และผู้สั่งจ่าย ในตัวเองซึ่งกฎหมายกำหนดสิทธิ หน้าที่และความเกี่ยวพันระหว่างกันไว้เป็นการเฉพาะ การที่ผู้ทรงเช็คได้รับเช็คที่มีผู้สั่งจ่ายรายเดียวกันไว้ในครอบครองหลายฉบับแม้จะเป็นการชำระหนี้ในมูลหนี้เดียวกันก็ไม่ถือว่าเช็คแต่ละฉบับมีความเกี่ยวพันกัน เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น ผู้ทรงเช็คย่อมใช้สิทธิเรียกร้องตามเช็คแต่ละฉบับได้ หาจำต้องใช้สิทธิเรียกร้องตามเช็คทั้งหมดไปในคราวเดียวกันแต่อย่างใดไม่ การใช้สิทธิเรียกร้องในเช็คแต่ละฉบับโดยยื่นฟ้องเป็นหลายคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ตามเช็คต่างฉบับกัน ไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ที่มีการออกเช็คชำระหนี้ ทั้งยังเป็นคดีที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแยกต่างหากจากกันตามเช็คแต่ละฉบับด้วย คดีนี้แม้เช็คพิพาทจะเป็นส่วนหนึ่งของเช็คหลายฉบับที่โจทก์ได้รับมาในคราวเดียวกันก็ตาม แต่โจทก์ก็ย่อมมีสิทธินำเช็คดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องร้องเป็นคดีต่างหากจากกันได้ การที่โจทก์นำเช็คจำนวนหนึ่งไปฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 523/2547 ของศาลชั้นต้น และนำเช็คพิพาทมาฟ้องคดีนี้ จึงหาใช่การยื่นคำฟ้องในเรื่องเดียวกัน อันจะเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 523/2547 ของศาลชั้นต้นนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น...

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 720,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับ นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องมิให้เกิน 32,643 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพัชรภรณ์ หทัยศีลวัต
จำเลย — นายอุดม ณีรัตนพันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายปรีชา ปิติโกศล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2758/2553
#504670
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า "นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้วคดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่น..." มีความมุ่งหมายว่า คดีเรื่องเดียวกันโจทก์ควรจะฟ้องร้องว่ากล่าวกันไปเสียให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน ส่วนคดีใดจะเป็นคดีเดียวกันหรือไม่ต้องพิจารณาจากคำฟ้องในคดีนั้นๆ ว่า เป็นคดีที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันหรือไม่ เช็คเป็นตั๋วเงินซึ่งเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง เช็คแต่ละฉบับก่อให้เกิดมูลหนี้ผูกพันระหว่างผู้ทรงเช็ค ผู้สลักหลังและผู้สั่งจ่ายในตัวเอง ซึ่งกฎหมายกำหนดสิทธิ หน้าที่และความเกี่ยวพันระหว่างกันไว้เป็นการเฉพาะ การที่ผู้ทรงเช็คได้รับเช็คที่มีผู้สั่งจ่ายรายเดียวกันไว้ในครอบครองหลายฉบับ แม้จะเป็นการชำระหนี้ในมูลหนี้เดียวกันก็ไม่ถือว่าเช็คแต่ละฉบับมีความเกี่ยวพันกัน เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น ผู้ทรงเช็คย่อมใช้สิทธิเรียกร้องตามเช็คแต่ละฉบับได้ หาจำต้องใช้สิทธิเรียกร้องตามเช็คทั้งหมดไปในคราวเดียวกันแต่อย่างใดไม่ การใช้สิทธิเรียกร้อกในเช็คแต่ละฉบับโดยยื่นฟ้องเป็นหลายคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ตามเช็คต่างฉบับกันไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ที่มีการออกเช็คชำระหนี้ ทั้งยังเป็นคดีที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแยกต่างหากจากกันตามเช็คแต่ละฉบับด้วย คดีนี้แม้เช็คพิพาทจะเป็นส่วนหนึ่งของเช็คหลายฉบับที่โจทก์ได้รับมาในคราวเดียวกันก็ตาม แต่โจทก์ก็ย่อมมีสิทธินำเช็คดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องร้องเป็นคดีต่างหากจากกันได้ การที่โจทก์นำเช็คจำนวนหนึ่งไปฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 523/2547 ของศาลชั้นต้น และนำเช็คพิพาทมาฟ้องคดีนี้ จึงหาใช่การยื่นคำฟ้องในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2545 ผู้มีชื่อได้นำเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเสนา จำนวนเงินฉบับละ 120,000 บาท จำนวน 6 ฉบับ รวมเป็นเงิน 720,000 บาท ลงวันที่สั่งจ่ายฉบับแรกวันที่ 10 มกราคม 2546 และทุกวันที่ 10 ของเดือนถัดไป โดยมีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย มาชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงินโจทก์ได้นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้ง 6 ฉบับ โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินตามเช็คแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คดังกล่าว นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 752,643 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 720,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 523/2547 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า "นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องงแล้วคดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่น..." มีความมุ่งหมายว่าคดีเรื่องเดียวกันโจทก์ควรจะฟ้องร้องว่ากล่าวกันไปเสียให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน ส่วนคดีใดจะเป็นคดีเดียวกันหรือไม่ต้องพิจารณาจากคำฟ้องในคดีนั้นๆ ว่า เป็นคดีที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันหรือไม่ เช็คเป็นตั๋วเงินซึ่งเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง เช็คแต่ละฉบับก่อให้เกิดมูลหนี้ผูกพันระหว่างผู้ทรงเช็ค ผู้สลักหลังและผู้สั่งจ่ายในตัวเอง ซึ่งกฎหมายกำหนดสิทธิ หน้าที่และความเกี่ยวพันระหว่างกันไว้เป็นการเฉพาะ การที่ผู้ทรงเช็คได้รับเช็คที่มีผู้สั่งจ่ายรายเดียวกันไว้ในครอบครองหลายฉบับ แม้จะเป็นการชำระหนี้ในมูลหนี้เดียวกันก็ไม่ถือว่าเช็คแต่ละฉบับมีความเกี่ยวพันกัน เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น ผู้ทรงเช็คย่อมใช้สิทธิเรียกร้องตามเช็คแต่ละฉบับได้ หาจำต้องใช้สิทธิเรียกร้องตามเช็คทั้งหมดไปในคราวเดียวกันแต่อย่างใดไม่ การใช้สิทธิเรียกร้องในเช็คแต่ละฉบับโดยยื่นฟ้องเป็นหลายคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ตามเช็คต่างฉบับกัน ไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ที่มีการออกเช็คชำระหนี้ ทั้งยังเป็นคดีที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแยกต่างหากจากกันตามเช็คแต่ละฉบับด้วย คดีนี้แม้เช็คพิพาทจะเป็นส่วนหนึ่งของเช็คหลายฉบับที่โจทก์ได้รับมาในคราวเดียวกันก็ตาม แต่โจทก์ก็ย่อมมีสิทธินำเช็คดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องร้องเป็นคดีต่างหากจากกันได้ การที่โจทก์นำเช็คจำนวนหนึ่งไปฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 523/2547 ของศาลชั้นต้น และนำเช็คพิพาทมาฟ้องคดีนี้ จึงหาใช่การยื่นคำฟ้องในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 523/2547 ของศาลชั้นต้นนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น..."

พิพากษกลับ ให้จำเลยชำระเงิน 720,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับ นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องมิให้เกิน 32,643 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพัชรภรณ์ หทัยศีลวัต
จำเลย — นายอุดม ณีรัตนพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2758/2553
#509562
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ทรงเช็คได้รับเช็คที่มีผู้สั่งจ่ายรายเดียวกันไว้ในครอบครองหลายฉบับแม้จะเป็นการชำระหนี้ในมูลหนี้ในมูลหนี้เดียวกันก็ไม่ถือว่าเช็คแต่ละฉบับมีความเกี่ยวพันกัน เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น ผู้ทรงเช็คย่อมใช้สิทธิเรียกร้องตามเช็คแต่ละฉบับได้ไม่จำต้องใช้สิทธิเรียกร้องตามเช็คทั้งหมดไปในคราวเดียวกัน การใช้สิทธิเรียกร้องในเช็คแต่ละฉบับโดยยื่นฟ้องเป็นหลายคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ตามเช็คต่างฉบับกันไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ที่มีการออกเช็คชำระหนี้ทั้งยังเป็นคดีที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแยกต่างหากจากกันตามเช็คแต่ละฉบับด้วย แม้เช็คพิพาทจะเป็นส่วนหนึ่งของเช็คหลายฉบับที่โจทก์ได้รับมาในคราวเดียวกัน โจทก์ก็มีสิทธินำเช็คดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องร้องเป็นคดีต่างหากจากกันได้ การที่โจทก์นำเช็คจำนวนหนึ่งไปฟ้องคดีแพ่ง และนำเช็คพิพาทมาฟ้องคดีนี้จึงมิใช่การยื่นคำฟ้องในเรื่องเดียวกัน อันจะเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2545 ผู้มีชื่อได้นำเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเสนา จำนวนเงินฉบับละ 120,000 บาท จำนวน 6 ฉบับ รวมเป็นเงิน 720,000 บาท ลงวันที่สั่งจ่ายฉบับแรกวันที่ 10 มกราคม 2546 และทุกวันที่ 10 ของเดือนถัดไป โดยมีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย มาชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงินโจทก์ได้นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้ง 6 ฉบับ โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินตามเช็คแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คดังกล่าว นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 752,643 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 720,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ จำเลยไม่เคยออกเช็คทั้ง 6 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์ได้สมคบคิดกับผู้มีชื่อนำเช็คดังกล่าวซึ่งมูลหนี้ระงับแล้วมาทำการฉ้อฉลจำเลยอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย หนังสือสัญญากู้ยืมท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอมทำขึ้นโดยฉ้อฉลเพื่อจะสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จขึ้นมาว่ามีการกู้ยืมเงินกันจริง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่นำสืบรับกันรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อประมาณปี 2543 จำเลยจัดตั้งวงแชร์ขึ้น 4 วง โดยจำเลยเป็นหัวหน้าวงแชร์ ส่วนลูกวงแชร์ส่วนใหญ่จะเป็นญาติพี่น้องจำเลย นายสิทธิพงษ์ ซึ่งเป็นน้องชายโจทก์และเป็นญาติจำเลยทางภริยา ร่วมเล่นแชร์กับจำเลยด้วยทั้ง 4 วง กระทั่งเดือนกรกฎาคม 2544 แชร์ทุกวงมีปัญหาขัดแย้งระหว่างลูกวงแชร์ จำเลยจึงยกเลิกวงแชร์และออกเช็คสั่งจ่ายเงินฉบับละ 120,000 บาท รวม 18 ฉบับ และฉบับละ 40,000 บาท อีก 1 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าแชร์มอบแก่นายสิทธิพงษ์กับพวกอีก 2 คน ต่อมาโจทก์นำเช็คของจำเลยดังกล่าวซึ่งจ่ายเงินฉบับละ 120,000 บาท รวม 6 ฉบับ มาฟ้องเรียกเงินจากจำเลย โดยอ้างว่านายสิทธิพงษ์นำเช็คดังกล่าวไปชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2547 ให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 523/2547 จำเลยอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในวันที่ 8 มกราคม 2547 โจทก์นำเช็คที่จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายอีก 6 ฉบับ อ้างว่าได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจากนายสิทธิพงษ์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 523/2547 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า "นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้วคดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่น..." มีความมุ่งหมายว่า คดีเรื่องเดียวกันโจทก์ควรจะฟ้องร้องว่ากล่าวกันไปเสียให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน ส่วนคดีใดจะเป็นคดีเดียวกันหรือไม่ต้องพิจารณาจากคำฟ้องในคดีนั้น ๆ ว่า เป็นคดีที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันหรือไม่ เช็คเป็นตั๋วเงินซึ่งเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง เช็คแต่ละฉบับก่อให้เกิดมูลหนี้ผูกพันระหว่างผู้ทรงเช็ค ผู้สลักหลัง และผู้สั่งจ่ายในตัวเองซึ่งกฎหมายกำหนดสิทธิ หน้าที่และความเกี่ยวพันระหว่างกันไว้เป็นการเฉพาะ การที่ผู้ทรงเช็คได้รับเช็คที่มีผู้สั่งจ่ายรายเดียวกันไว้ในครอบครองหลายฉบับแม้จะเป็นการชำระหนี้ในมูลหนี้เดียวกันก็ไม่ถือว่าเช็คแต่ละฉบับมีความเกี่ยวพันกัน เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น ผู้ทรงเช็คย่อมใช้สิทธิเรียกร้องตามเช็คแต่ละฉบับได้ หาจำต้องใช้สิทธิเรียกร้องตามเช็คทั้งหมดไปในคราวเดียวกันแต่อย่างใดไม่ การใช้สิทธิเรียกร้องในเช็คแต่ละฉบับโดยยื่นฟ้องเป็นหลายคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ตามเช็คต่างฉบับกัน ไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ที่มีการออกเช็คชำระหนี้ ทั้งยังเป็นคดีที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแยกต่างหากจากกันตามเช็คแต่ละฉบับด้วย คดีนี้ แม้เช็คพิพาทจะเป็นส่วนหนึ่งของเช็คหลายฉบับที่โจทก์ได้รับมาในคราวเดียวกันก็ตาม แต่โจทก์ก็ย่อมมีสิทธินำเช็คดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องร้องเป็นคดีต่างหากจากกันได้ การที่โจทก์นำเช็คจำนวนหนึ่งไปฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 523/2547 ของศาลชั้นต้น และนำเช็คพิพาทมาฟ้องคดีนี้ จึงหาใช่การยื่นคำฟ้องในเรื่องเดียวกัน อันจะเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 523/2547 ของศาลชั้นต้นนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาว่า จำเลยต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่นั้น ศาลล่างยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์จำเลยได้นำพยานมาสืบในประเด็นดังกล่าวจนสิ้นกระแสความแล้ว ทั้งคดีได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาโดยโจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวด้วย ดังนั้น เพื่อมิให้คดีต้องเนิ่นช้าออกไปอีก ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวมาวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวนลงไปเพื่อให้วินิจฉัยตามลำดับชั้นศาล ปัญหาข้อนี้ โจทก์นำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับ เป็นเช็คที่นายสิทธิพงษ์ นำมาชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยนายสิทธิพงษ์กู้เงินโจทก์ไป 1,560,000 บาท ตามสัญญากู้และใบรับเงินกู้ตามเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 และมีนางพรทิพย์ ซึ่งเป็นภริยาของนายสิทธิพงษ์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อจำเลยมีปัญหากับลูกวงแชร์ จำเลยเรียกนายสิทธิพงษ์ไปพูดคุยกัน นายสิทธิพงษ์มอบหมายให้พยานไปแทน จำเลยตกลงมอบเช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับ ให้แก่นายสิทธิพงษ์เป็นค่าเสียหายจากการเล่นแชร์ และทำบันทึกการยกเลิกการเล่นแชร์โดยระบุว่ามีการชำระค่าเสียหายกันแล้ว ตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 ส่วนจำเลยนำสืบว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้การยกเลิกวงแชร์จริง โดยมอบให้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2544 ต่อมาในวันที่ 4 กรกฎาคม 2544 นางปุ้ม นางกุ้ง และนางพรทิพย์ได้มาพบขอเปลี่ยนเช็คเป็นเงินสด แต่จำเลยไม่มีเงินสด จึงโอนทาวน์เฮาส์จำนวน 2 หลัง และที่ดินว่างเปล่าหน้าทาวน์เฮาส์เพื่อเป็นการชำระหนี้โดยใส่ชื่อนายสมบัติ ซึ่งเป็นสามีของนางปุ้ม จำเลยไม่ได้ขอเช็คทั้งหมดคืน จึงทำบันทึกยกเลิกเช็คไว้ในเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.14 จำเลยไม่เชื่อว่าโจทก์กับนายสิทธิพงษ์มีการกู้ยืมเงินกันจริง เพราะโจทก์เป็นพี่สาวของนายสิทธิพงษ์ เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็ค ย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 916 ประกอบมาตรา 989 บัญญัติสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยไว้ความว่า บุคคลทั้งหลายผู้ถูกฟ้องในมูลเช็ค หาอาจจะต่อสู้ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับผู้สั่งจ่ายหรือผู้ทรงคนก่อน ๆ นั้นได้ไม่ เว้นแต่การโอนจะได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล ฉะนั้น คดีจึงไม่มีข้อพิจารณาว่าจำเลยได้ชำระหนี้แก่นายสิทธิพงษ์ซึ่งเป็นผู้ทรงคนก่อนไปแล้วหรือไม่ เพราะแม้จะชำระหนี้ไปแล้วจริงก็ไม่อาจจะยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ คงมีข้อต้องพิจารณาเพียงว่า โจทก์ได้รับเช็คมาโดยคบคิดกันฉ้อฉลกับนายสิทธิพงษ์หรือไม่ ในข้อนี้จำเลยนำสืบว่า เหตุที่คิดว่าโจทก์กับนายสิทธิพงษ์ไม่ได้เป็นหนี้กันจริง แต่คบคิดทำสัญญากู้ขึ้นมาเพื่อทำให้โจทก์เป็นผู้ทรงนำเช็คพิพาทมาฟ้องจำเลย เพราะโจทก์กับนายสิทธิพงษ์เป็นพี่น้องกัน แต่โจทก์กับนายสิทธิพงษ์จะมีหนี้สินต่อกันอย่างไร จำเลยไม่ทราบ ซึ่งเป็นการนำสืบลอย ๆ ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริง ลำพังการที่โจทก์กับนายสิทธิพงษ์เป็นพี่น้องกันยังไม่เป็นข้อพิรุธที่แสดงว่าการทำสัญญากู้เป็นการคบคิดกันฉ้อฉล พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินตามเช็ค พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินแก่โจทก์"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 720,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับ นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องมิให้เกิน 32,643 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพัชรภรณ์ หทัยศีลวัต
จำเลย — นายอุดม ณีรัตนพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2748/2553
#506157
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 บัญญัติไว้กว้างๆ ว่า ให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรม ไม่ได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะนำมาใช้คำนึงถึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนดังเช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ได้นั้น จึงควรคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ในทำนองเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ทุกอนุมาตราประกอบกัน เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน โดยวันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าคือ วันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในโครงการนี้ในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 28 (2) แห่ง พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 354,044,152.50 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปีของเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินจำนวน 121,616,610 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของค่าที่ดินเสื่อมราคาจำนวน 150,707,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยนำเงินค่าทดแทนที่ตั้งเสาไฟฟ้า เนื้อที่ 3 ไร่ 95.22 ตารางวา เป็นเงิน 592,830 บาท มาวางต่อศาล โจทก์รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากศาล วันที่ 11 สิงหาคม 2542

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 10,655,505 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินโดยยอดเงิน 9,490,125 บาท นับแต่วันที่ 4 กันยายน 2540 และยอดเงิน 1,165,380 บาท นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยสูงสุดต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปีตามขอ และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนในจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีชั้นอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1653, 10406 และ 10407 ตำบลคลองสิบสอง อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร แปลงแรกเนื้อที่ 10 ไร่ 03 ตารางวา แปลงที่สองเนื้อที่ 31 ไร่ 3 งาน 16 ตารางวา และแปลงที่สามเนื้อที่ 31 ไร่ 3 งาน 61 ตารางวา เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2534 จำเลยประกาศกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาดใหญ่ 500 กิโลโวลต์ จากสถานีไฟฟ้าย่อยไทรน้อยไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยหนองจอกกรุงเทพมหานคร ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2534 เป็นเหตุให้สายส่งไฟฟ้าดังกล่าวพาดผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งสามแปลงที่ดินโฉนดเลขที่ 1653 ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 19.20 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 10406 ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 37.50 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 10407 ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าเนื้อที่ 28 ไร่ 16 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สิน กรุงเทพมหานคร มีมติในการประชุมครั้งที่ 1 ให้กำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์โดยอาศัยราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมปี 2535 ถึงปี 2538 เป็นฐานในการคำนวณเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดิน ซึ่งคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินฯ มีมติในการประชุมครั้งที่ 2 ให้ปรับราคาประเมินที่ดินเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 100 และคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินฯ มีมติในการประชุมครั้งที่ 3 ให้ปรับราคา ประเมินที่ดินเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 50 ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 10406 และ 10407 มีราคาตารางวาละ 3,000 บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 1653 มีราคาตารางวาละ 4,500 บาท เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ แต่เนื่องจากมิได้มีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินส่วนที่ถูกเขตเดินสายไฟฟ้าพาดผ่าน จึงไม่จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้เต็มราคาประเมินที่ดิน แต่ถือจ่ายให้เป็นอัตราร้อยละของราคาประเมินที่ดินที่กำหนดไว้ 4 ประเภท คือ

1. ที่ตั้งเสาไฟฟ้า จ่ายให้เต็มร้อยละ 100 ของราคาประเมินที่ดิน

2. ที่บ้าน จ่ายให้ร้อยละ 90 ของราคาประเมินที่ดิน

3. ที่สวน จ่ายให้ร้อยละ 70 ของราคาประเมินที่ดิน

4. ที่นา จ่ายให้ร้อยละ 50 ของราคาประเมิน

คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินฯ กำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดิน ให้แก่โจทก์ดังนี้ ที่ดินโฉนดเลขที่ 10406 จ่ายเป็นประเภทที่นาร้อยละ 50 เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 37.50 ตารางวา เป็นเงิน 2,156,250 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 10407 จ่ายเป็นประเภทที่นาร้อยละ 50 เนื้อที่ 28 ไร่ 16 ตารางวา เป็นเงิน 16,824,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 1653 จ่ายเป็นประเภทที่สวนร้อยละ 70 เนื้อที่ 3 งาน 36.60 ตารางวา เป็นเงิน 1,060,290 บาท และจ่ายประเภทที่นาร้อยละ 50 เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 82.60 ตารางวา เป็นเงิน 2,435,850 บาท โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 10406 และ 10407 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2540 และได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1653 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2540 แต่โจทก์ไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินดังกล่าว จึงฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยให้ใช้ราคาประเมินที่ดินโฉนดเลขที่ 10406 และ 10407 อัตราตารางวาละ 4,500 บาท และใช้ราคาประเมินที่ดินโฉนดเลขที่ 1653 อัตราตารางวาละ 6,000 บาท เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 10406 และ 10407 จ่ายประเภทที่นาร้อยละ 50 ทั้งสองแปลง รวมเนื้อที่ 31 ไร่ 2 งาน 53.50 ตารางวา เป็นเงิน 28,470,375 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 1653 จ่ายประเภทที่สวนร้อยละ 70 เนื้อที่ 3 งาน 36.60 ตารางวา เป็นเงิน 1,413,720 บาท และจ่ายประเภทที่นาร้อยละ 50 เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 82.60 ตารางวา เป็นเงิน 3,247,800 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 33,131,895 บาท หักจากเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินที่โจทก์ได้รับไปแล้วจำนวน 22,482,390 บาท จึงให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นอีก 10,655,505 บาท จำเลยฎีกา... พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์สมควรได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินทั้งสามแปลงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปได้ว่า ที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์มีสภาพเป็นที่นายังไม่ได้ปรับปรุงพัฒนาที่ดิน และตั้งอยู่ในถนนซอยประชาสำราญ 1 ห่างจากถนนใหญ่คือ ถนนประชาสำราญประมาณ 1 กิโลเมตร ห่างจากโครงการบ้านจัดสรรเกร็ดฟ้าคันทรีคลับประมาณ 2.5 กิโลเมตร และห่างจากโครงการวิคตอเรียปาร์คประมาณ 4 กิโลเมตร สภาพที่ดินทั้งสองโครงการดังกล่าวมีการพัฒนาปรับสภาพที่ดินและปลูกบ้านแล้ว ส่วนโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี อยู่ห่างจากโครงการวิคตอเรียปาร์คประมาณ 700 เมตร ไม่สามารถนำราคาที่ดินทั้งสองโครงการดังกล่าวมาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินฯ กำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่โจทก์เหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 บัญญัติว่า "ให้ กฟผ. จ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองหรือผู้ทรงสิทธิอื่น ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) การใช้ที่ดินปักหรือตั้งเสาเพื่อเดินสายส่งไฟฟ้าหรือสายจำหน่ายไฟฟ้า

(2) การใช้ที่ดินปักหรือตั้งสถานีไฟฟ้าย่อยหรืออุปกรณ์อื่น

(3) การใช้ที่ดินที่ประกาศกำหนดเป็นเขตเดินสายไฟฟ้า

(4) การกระทำตามมาตรา 29 (3)..." บทบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติไว้กว้างๆว่า ให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรม ไม่ได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะนำมาใช้คำนึงถึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนดังเช่นพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่าให้กำหนดโดยคำนึงถึง

(1) ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6

(2) ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่

(3) ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

(4) สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น และ

(5) เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม ดังนั้น ในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ได้นั้น จึงควรคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ในทำนองเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ทุกอนุมาตราประกอบกัน เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน โดยวันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้า คือ วันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในโครงการนี้ในราชกิจจานุเบกษาตาม มาตรา 28 (2) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511..."

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 28 (2) ม. 30
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21 วรรคหนึ่ง (1), ม. 21 (2), ม. 21 (3), ม. 21 (4), ม. 21 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางธนภรณ์หรือเรวดี ธำรงสัตย์
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
ไสว จันทะศรี
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2746/2553
#504667
เปิดฉบับเต็ม

เหล็กแหลมที่จำเลยใช้แทงผู้เสียหายนั้นเป็นเครื่องมือใช้ในการเจาะปล่อยลมยาง แม้จะไม่มีคมแต่ก็มีลักษณะแหลมยาวถึง 12 เซนติเมตร ดังนั้น การที่จำเลยใช้กำลังจ้วงแทงไปที่บริเวณช่องท้องของผู้เสียหายซึ่งเป็นจุดอ่อนของร่างกาย แม้จ้วงแทงไปเพียงครั้งเดียว หากขณะเกิดเหตุผู้เสียหายไม่ได้ถือแฟ้มเอกสารอยู่ที่มือหรือยกแขนขึ้นปิดกั้นได้ทันแล้วเชื่อว่าเหล็กแหลมนั้นจะแทงทะลุเข้าช่องท้องของผู้เสียหาย ทำอันตรายต่อวัยวะสำคัญต่างๆ ภายในช่องท้องของผู้เสียหายได้ ประกอบกับบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับถึงขนาดกระดูกแขนขวาหักย่อมแสดงว่าจำเลยแทงผู้เสียหายโดยแรงที่ช่องท้อง ดังนั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลในการกระทำของจำเลยได้ว่าเหล็กแหลมที่จำเลยแทงไปนั้นอาจทะลุเข้าช่องท้องไปถูกอวัยวะต่างๆ ภายในช่องท้องที่เป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายได้รับบาดเจ็บและผู้เสียหายอาจถึงแก่ความตายได้ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหาใช่มีเพียงเจตนาทำร้ายผู้เสียหายไม่ อีกทั้งพฤติการณ์ที่จำเลยตระเตรียมเหล็กแหลมของกลางไว้เพื่อหาโอกาสแทงผู้เสียหายด้วยสาเหตุโกรธเคืองที่ผู้เสียหายเป็นตัวแทนฝ่ายนายจ้างไม่เจรจาช่วยเหลือฝ่ายจำเลยให้ได้รับเงินโบนัสพิเศษเพิ่มเติมนั้น เมื่อสบโอกาสจำเลยจึงใช้เหล็กแหลมที่ตระเตรียมไว้จ้วงแทงผู้เสียหาย ย่อมแสดงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 288, 289 (4) และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าได้ใช้อาวุธมีด (ที่ถูก เหล็กแหลม) แทงผู้เสียหายโดยมีเจตนาทำร้ายร่างกาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 1 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 52 (1) ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกมีกำหนด 33 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์และจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งกันฟังยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยต่างรู้จักกันและทำงานอยู่ที่บริษัทไทยบริดจ์สโตน จำกัด ด้วยกัน โดยผู้เสียหายเป็นผู้จัดการโรงงาน ส่วนจำเลยเป็นคนงานฝ่ายผลิตและเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้เสียหาย ก่อนเกิดเหตุพนักงานมีข้อพิพาทแรงงานกับบริษัทเกี่ยวกับค่าจ้างและเงินโบนัสประจำปีโดยผู้เสียหายเป็นตัวแทนฝ่ายนายจ้างเจรจากับสหภาพของพนักงานหลายครั้งแล้วยังไม่สามารถตกลงกันได้ ทำให้จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพไม่พอใจผู้เสียหาย ต่อมาตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง หลังจากที่คนงานเข้าแถวเคารพธงชาติและออกกำลังกายตอนเช้าตามปกติแล้ว กำลังทยอยเดินเข้าไปทำงานในโรงงาน ส่วนผู้เสียหายยังยืนพูดคุยปรึกษางานอยู่กับนายจีรศักดิ์ ผู้จัดการฝ่ายการแผนและควบคุมการผลิตและนายพิทักษ์ ที่บริเวณหน้าโรงอาหารบนถนนสายหลักของโรงงาน ซึ่งเป็นบริเวณใกล้กับที่คนงานเข้าแถวทยอยเดินเข้าโรงงาน โดยผู้เสียหายยืนถือแฟ้มเอกสารหันหลังให้ประตูทางเข้าโรงงาน ส่วนนายจีรศักดิ์ยืนหันหน้าเข้าโรงงานและนายพิทักษ์ยืนหันหน้าไปทางโรงอาหารตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและภาพถ่ายที่เกิดเหตุที่จำเลยนำชี้อยู่นั้น จำเลยได้เดินเข้ามาทางด้านหลังของผู้เสียหายแล้วใช้มือโน้มตัวผู้เสียหายให้หันกลับมา แล้วใช้เหล็กแหลมตามภาพถ่ายซึ่งเป็นเครื่องมือใช้ในการเจาะปล่อยลมยางที่จำเลยนำสืบรับว่าหัวหน้างานของจำเลยได้มอบให้จำเลยเก็บไว้ใช้งาน ซึ่งจำเลยได้ทำด้ามจับให้ถนัดในการใช้งานและเก็บรักษาไว้ในตู้เก็บของใช้ส่วนตัวของจำเลย (ล็อกเกอร์) ตามภาพถ่าย ซึ่งจำเลยได้นำพกใส่กระเป๋ากางเกงติดตัวมาออกมาแทงผู้เสียหาย 1 ครั้งที่บริเวณช่องท้องแล้วถูกนายจีรศักดิ์และนายพิทักษ์ซึ่งยืนอยู่ใกล้ผู้เสียหายเห็นเหตุการณ์และล็อกตัวจำเลยไว้ได้ทันที ต่อมาเมื่อดาบตำรวจประทีปได้รับแจ้งเหตุจากพนักงานรักษาความปลอดภัยของโรงงาน จึงเดินทางไปรับตัวจำเลย โดยในชั้นจับกุมได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม แต่ต่อมาในชั้นสอบสวนพันตำรวจโทกิติศักดิ์ พนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์การกระทำผิดของจำเลยเข้าข่ายความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงแจ้งข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแก่จำเลย จำเลยจึงให้การปฏิเสธตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหา ส่วนผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลถูกของแข็งมีคมแทงถูกที่แขนขวาทำให้กระดูกแขนขวาหักตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า พฤติการณ์การกระทำผิดของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จากคำเบิกความของจำเลยที่รับว่าเหล็กแหลมที่จำเลยใช้แทงผู้เสียหายนั้นเป็นเครื่องมือที่หัวหน้างานมอบให้จำเลยไว้ใช้งานและเก็บรักษาไว้ในล็อกเกอร์ของจำเลย ซึ่งสอดคล้องกับรายละเอียดในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ที่จำเลยให้การว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยได้นำเหล็กแหลมดังกล่าวออกจากล็อกเกอร์ของจำเลยไว้ในกระเป๋ากางเกงของจำเลย เตรียมไปหาโอกาสแทงทำร้ายผู้เสียหายเพื่อสั่งสอนที่ไม่ยอมตกลงจ่ายเงินโบนัสพิเศษตามที่จำเลยกับพวกเรียกร้อง เมื่อจำเลยไปถึงที่เกิดเหตุเห็นผู้เสียหายยืนประชุมลูกจ้างอยู่หน้าแถวลูกจ้างที่เข้าแถวอยู่ จำเลยจึงเดินตรงเข้าไปหาผู้เสียหาย เมื่อประชิดตัวผู้เสียหายจำเลยก็ได้ล้วงเหล็กแหลมดังกล่าวออกจากกระเป๋ากางเกงจ้วงแทงผู้เสียหายทันที 1 ครั้ง โดยเจตนาที่จะแทงที่ท้องของผู้เสียหายแต่เป็นจังหวะพอดีที่ผู้เสยหายยกแขนปิดทำให้ถูกแทงที่แขน ขณะเดียวกันได้มีลูกจ้างคนอื่นเข้ามาล็อกตัวจำเลยดึงออกไปจากผู้เสเยหาย ซึ่งจำเลยก็ไม่ได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านว่ารายละเอียดตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงไหน แต่อย่างใด อีกทั้งเป็นรายละเอียดคำให้การที่จำเลยให้การไว้ในวันเกิดเหตุนั้นเองจึงเชื่อว่าจำเลยไม่ทันได้เสริมแต่งคำให้การผิดแผกแตกต่างไปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงจึงมีเหตุให้น่าเชื่อว่าจำเลยได้ให้การรายละเอียดข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วยสัตย์จริงและความสมัครใจของจำเลย โดยไม่มีผู้ใดขู่เข็ญบังคับให้จำเลยให้การเช่นนั้น ทั้งรายละเอียดคำให้การของจำเลยดังกล่าวก็ฟังสอดคล้องกับคำเบิกความของนายจีรศักดิ์และนายพิทักษ์ ประจักษ์พยานผู้ใกล้ชิดและเห็นเหตุการณ์ในขณะที่ยืนคุยอยู่กับผู้เสียหายในขณะเกิดเหตุว่า เห็นจำเลยเดินเข้ามาทางด้านหลังของผู้เสียหายในระยะใกล้ประมาณ 2 เมตร หรือ 3 ถึง 4 ก้าว แล้วจำเลยได้ใช้มือโน้มตัวผู้เสียหายทางด้านหลังให้หันกลังมาแล้วใช้เหล็กแหลมดังกล่าวจ้วงแทงไปที่บริเวณท้องของผู้เสียหาย 1 ครั้ง เมื่อจำเลยดึงมือกลับจะจ้วงแทนผู้เสียหายอีกแต่ถูกนายจีรศักดิ์จับมือไว้และลากตัวจำเลยออกจากผู้เสียหาย แล้วถูกนายพิทักษ์ซึ่งตัวใหญ่กว่าจำเลยล็อกตัวไว้ได้ทันทีจำเลยจึงไม่มีโอกาสแทงผู้เสียหายซ้ำอีกต่างหาก กรณีหาใช่จำเลยมีเจตนาจะแทงผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวตามที่จำเลยฎีกาโต้แย้งไม่ ส่วนที่จำเลยโต้แย้งว่าเหล็กแหลมที่จำเลยใช้แทงผู้เสียหายไม่ใช่อาวุธโดยสภาพนั้น เห็นว่า เหล็กแหลมตามภาพถ่าย ส่วนที่เป็นเหล็กแหลมนั้น แม้จะไม่มีคมแต่ก็มีลักษณะแหลมยาวถึง 12 เซนติเมตร ดังนั้น การที่จำเลยใช้กำลังจ้วงแทงไปที่บริเวณช่องท้องของผู้เสียหายซึ่งเป็นจุดอ่อนของร่างกายแม้จ้วงแทงไปเพียงครั้งเดียว หากขณะเกิดเหตุผู้เสียหายไม่ได้ถือแฟ้มเอกสารอยู่ที่มือหรือยกแขนขึ้นปิดกั้นได้ทันแล้ว เชื่อว่าเหล็กแหลมนั้นจะแทงทะลุเข้าช่องท้องของผู้เสียหายทำอันตรายต่อวัยวะสำคัญต่างๆ ภายในช่องท้องของผู้เสียหายได้ประกอบกับบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับถึงขนาดกระดูกแขนขวาหักย่อมแสดงว่าจำเลยแทงผู้เสียหายโดยแรงที่ช่องท้อง ดังนั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลในการกระทำของจำเลยได้ว่าเหล็กแหลมที่จำเลยแทงไปนั้นอาจทะลุเข้าช่องท้องไปถูกอวัยวะภายในช่องท้องต่างๆ ที่เป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายได้รับบาดเจ็บและผู้เสียหายอาจถึงแก่ความตายได้ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหาใช่มีเพียงเจตนาจะทำร้ายผู้เสียหายตามที่จำเลยฎีกาโต้แย้งไม่ อีกทั้งพฤติการณ์ที่จำเลยตระเตรียมเหล็กแหลมของกลางไว้เพื่อหาโอกาสแทงผู้เสียหายด้วยสาเหตุโกรธเคืองที่ผู้เสียหายเป็นตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ไม่เจรจาช่วยเหลือฝ่ายจำเลยให้ได้รับเงินโบนัสพิเศษเพิ่มเติมนั้น เมื่อสบโอกาสจำเลยจึงใช้เหล็กแหลมที่ตระเตรียมไว้จ้วงแทงผู้เสียหายดังกล่าวมาแล้วย่อมแสดงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วย เมื่อจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่ไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายยกแขนขึ้นบังได้ทันการ จึงถูกแทงที่แขนและมีผู้อื่นเข้าจับกุมจำเลยได้ทันทีก่อนที่จำเลยจะมีโอกาสแทงผู้เสียหายซ้ำอีกผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลย ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้นเห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต แต่ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีจึงไม่อยู่ในเงื่อนไขแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่ศาลฎีกาจะใช้ดุลพินิจรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

พิพากษยืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายกมล สำราญอยู่
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2745/2553
#504666
เปิดฉบับเต็ม

ขณะ บ. ใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้ตาย จำเลยที่ 2 พูดกับ บ. ว่า ยิงเลยๆ แล้ว บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการยุยงส่งเสริมให้ บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เมื่อ บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายและกระสุนปืนยังถูกผู้เสียหายได้รับอันตายสาหัส จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 และมาตรา 288, 80, 60 ประกอบมาตรา 84

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83, 84, 60, 80, 33, 32 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสมควร มารดาของนายอนันต์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 84)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 84, 288 ประกอบมาตรา 80 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 84 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต ของกลางริบ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา โต้แย้งฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายอนันต์ผู้ตายขับรถยนต์กระบะไปตามถนนสายเลียบคลองหกวาเพื่อกลับบ้านที่คลอง 11 โดยมีนายสามัญ ผู้เสียหายนั่งคู่กันไปที่เบาะหน้า เมื่อถึงทางโค้งก่อนข้ามทางรถไฟอันเป็นที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์แซงหน้าเรียกให้ผู้ตายหยุดรถ ผู้ตายจอดรถและลดกระจกด้านข้างคนขับลงแล้วเกิดการต่อว่ากัน ในช่วงนั้นมีคนร้ายขับรถจักรยานยนต์มาจอดข้างประตูรถด้านคนขับและใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายหลายนัด กระสุนปืนถูกผู้ตายที่กกหูขวา หน้าผากขวา ฝ่ามือขวา นิ้วก้อยมือซ้ายและกรามซ้ายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และกระสุนปืนยังถูกผู้เสียหายที่ศอกขวา หน้าแข้งซ้ายและหน้าท้องด้านขวาได้รับอันตรายสาหัส สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ จึงเป็นยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ให้คนร้ายกระทำความผิดฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุเล็กน้อยผู้ตายขับรถผ่านหน้าบ้านจำเลยที่ 1 มีสุนัขเห่าและวิ่งตามรถ ผู้ตายหยุดรถและตะโกนด่าสุนัขว่ามึงดุนักหรือ จากนั้นก็ขับรถต่อไปผ่านบ้านนายบุญส่งหรือวัลย์ พี่ชายจำเลยที่ 2 เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์แซงขวางหน้าให้ผู้ตายหยุดรถแล้วพูดกับผู้ตายว่า เมื่อสักครู่มึงพูดอะไร ผู้ตายตอบว่า ไม่ได้ว่าใครแต่ว่าสุนัข ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นนายบุญส่งขับรถจักรยานยนต์มาจอดข้างผู้ตายโดยมีจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งตามมาจอดหลังรถนายบุญส่ง นายบุญส่งพูดกับผู้ตายว่าเมื่อสักครู่มึงขับรถฝุ่นเข้าบ้านกู แล้วนายบุญส่งชักอาวุธปืนออกมาเล็งไปที่ผู้ตาย จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลยๆ นายบุญส่งใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายประมาณ 7 ถึง 8 นัด ผู้ตายฟุบลงที่พวงมาลัยรถ จากนั้นจำเลยทั้งสองและนายบุญส่งขับรถจักรยานยนต์หนีไป ผู้เสียหายโทรศัพท์บอกนายมาโนช พี่ชายผู้ตายให้มานำผู้เสียหายและผู้ตายส่งโรงพยาบาล เห็นว่า บ้านของผู้เสียหายอยู่ห่างจากบ้านของจำเลยที่ 2 ประมาณ 3 กิโลเมตร ผู้เสียหายเคยไปเที่ยวที่ละแวกบ้านของจำเลยที่ 2 และรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน ขณะเกิดเหตุนายบุญส่งขับรถจักรยานยนต์มาจอดข้างผู้ตายแล้วพูดว่า เมื่อสักครู่มึงขับรถฝุ่นเข้าบ้านกู ซึ่งเป็นการพูดต่อว่าลักษณะหาเรื่อง ผู้เสียหายซึ่งนั่งอยู่กับผู้ตายย่อมมีความตื่นตัวและระวังสังเกตตามปกติวิสัย การที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ตามมาจอดท้ายรถนายบุญส่งในช่วงเวลาเดียวกันจึงอยู่ในความสังเกตของผู้เสียหาย และนับแต่นายบุญส่งกับจำเลยที่ 2 มาที่เกิดเหตุจนกระทั่งนายบุญส่งใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายก็เป็นระยะเวลาช่วงหนึ่งที่ผู้เสียหายมีโอกาสเห็นจำเลยที่ 2 ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 17 นาฬิกา มีแสงสว่างเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน เมื่อนายบุญส่งชักอาวุธปืนเล็งไปที่ผู้ตาย ช่วงนั้นผู้เสียหายอยู่ห่างจากจำเลยที่ 2 ประมาณ 4 เมตร ไม่ไกลนัก ผู้เสียหายย่อมได้ยินถ้อยคำที่จำเลยที่ 2 พูด หลังเกิดเหตุผู้เสียหายให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำเลยที่ 2 บอกนายบุญส่งว่า ยิงเลยๆ ซึ่งในข้อนี้พันตำรวจตรียงยุทธ พนักงานสอบสวนและสิบตำรวจเอกพรชัย พยานโจทก์และโจทก์ร่วมก็เบิกความรับรองสอดคล้องกัน นอกจากนั้นแล้วหลังเกิดเหตุประมาณ 2 สัปดาห์ ผู้เสียหายชี้สำเนาภาพถ่ายของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นผู้พูดว่ายิงเลยๆ ในขณะเกิดเหตุตามเอกสารหมาย จ.8 และ จ.10 ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 มอบตัว ผู้เสียหายก็ไปชี้ตัวจำเลยที่ 2 ยืนยันอีกว่าเป็นผู้พูดว่า ยิงเลยๆ ตามเอกสารหมาย จ.11 แม้ผู้เสียหายจะเบิกความแตกต่างจากพันตำรวจตรียงยุทธและสิบตำรวจเอกพรชัยเกี่ยวกับวันที่ที่ให้การ โดยผู้เสียหายให้การว่าหลังเกิดเหตุ 2 วัน แต่พันตำรวจตรียงยุทธและสิบตำรวจเอกพรชัยว่าผู้เสียหายให้การในวันเกิดเหตุ แต่ก็ได้ความจากผู้เสียหาย พันตำรวจตรียงยุทธและสิบตำรวจเอกพรชัยตรงกันว่า ผู้เสียหายให้การในลักษณะดังกล่าวในโอกาสแรกที่ผู้เสียหายพบเจ้าพนักงานตำรวจ ข้อแตกต่างดังกล่าวจึงเป็นรายละเอียดเล็กน้อย ส่วนแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.6 ไม่ระบุจุดที่จำเลยที่ 2 อยู่ขณะเกิดเหตุนั้น เมื่อปรากฏว่าพันตำรวจตรียงยุทธพนักงานสอบสวนทราบถึงการกระทำของจำเลยที่ 2 ในขณะเกิดเหตุจากคำให้การของผู้เสียหายแล้ว การไม่ระบุจุดที่จำเลยที่ 2 อยู่ลงในเอกสารจึงเป็นเรื่องของพันตำรวจตรียงยุทธผู้ทำเอกสารซึ่งเป็นไปได้ว่าเกิดจากความพลั้งเผลอ ไม่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายมีข้อพิรุธ และที่ผู้เสียหายเคยให้การต่อพันตำรวจตรียงยุทธกับสิบตำรวจเอกพรชัยในชั้นแรกว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้พูดถ้อยคำดังกล่าวด้วย แต่ต่อมากลับเบิกความว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้พูดนั้นก็เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายไม่มั่นใจว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้พูดถ้อยคำนั้นกับจำเลยที่ 2 ด้วยหรือไม่เท่านั้น หาใช่เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายไม่ทราบหรือไม่แน่ใจว่าจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 เป็นผู้พูดไม่ เพราะผู้เสียหายยังคงเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 2 พูด ดังนั้น แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์เพียงปากเดียวคือผู้เสียหาย แต่คำเบิกความของผู้เสียหายมีเหตุผลและสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจตรียงยุทธกับสิบตำรวจเอกพรชัยในสาระสำคัญ ทั้งไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายจะต้องกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 2 คำเบิกความของผู้เสียหายจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ก็เป็นคนละเวลากับขณะเกิดเหตุเชื่อว่าขณะนายบุญส่งใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้ตาย จำเลยที่ 2 พูดกับนายบุญส่งว่ายิงเลยๆ แล้วนายบุญส่งใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการยุยงส่งเสริมให้นายบุญส่งใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เมื่อนายบุญส่งใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายและกระสุนปืนยังถูกผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288, 80, 60 ประกอบมาตรา 84 และการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แต่ที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกตลอดชีวิตนั้นหนักเกินไป สมควรวางโทษใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288, 80, 60 ประกอบมาตรา 84 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 84 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 60 ม. 80 ม. 84 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
โจทก์ร่วม — นางสมควร พวงพุก
จำเลย — นายบุญเสริม วีขำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2694/2553
#499245
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 116 บัญญัติว่า "การขอถอนสัญญาประกันหรือขอถอนหลักประกัน ย่อมทำได้เมื่อผู้ทำสัญญามอบตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานหรือศาล" เมื่อผู้ประกันไม่ได้ยื่นคำร้องขอมอบตัวจำเลยที่ 2 คืนต่อศาล จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ประกันได้ส่งมอบหรือคืนตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นก็มิได้เพิกถอนสัญญาประกันแล้วออกหมายขังจำเลยที่ 2 ไว้ในคดีนี้ ในระหว่างนั้นจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นต้องออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 2 จะถูกจับและควบคุมตัวที่เรือนจำเพื่อดำเนินคดีอื่นก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3153/2543 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยคดีนี้ว่าจำเลยที่ 2 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

คดีนี้ สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 และศาลชั้นต้นออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 วันที่ 14 มิถุนายน 2549 ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 2 ยืนคำร้องขอให้แก้ไขหมายขังระหว่างพิจารณาให้ถูกต้องเพื่อจำเลยที่ 2 จะได้ใช้สิทธิเรียกร้องจากรัฐ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุที่จะแก้ไขหมายขังระหว่างพิจารณาให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 ในวันเดียวกันนายสิทธิพร ผู้ประกัน ใช้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 88 (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะนั้น แม้ในระหว่างพิจารณาจะปรากฏข้อเท็จจริงแก่ศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 ถูกจับกุมและควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเพื่อดำเนินคดีที่ศาลอาญาก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116 บัญญัติว่า "การขอถอนสัญญาประกันหรือขอถอนหลักประกัน ย่อมทำได้เมื่อผู้ทำสัญญามอบตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานหรือศาล" เมื่อผู้ประกันไม่ได้ยื่นคำร้องขอมอบตัวจำเลยที่ 2 คืนต่อศาล จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ประกันได้ส่งมอบหรือคืนตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นก็มิได้เพิกถอนสัญญาประกันแล้วออกหมายขังจำเลยไว้ในคดีนี้ เพราะเมื่อศาลชั้นต้นมีหนังสือขอให้ศาลอาญาส่งตัวจำเลยมาพิจารณาคดีนี้ ศาลอาญาแจ้งว่าจะส่งตัวจำเลยให้เมื่อพิจารณาคดีเสร็จแล้ว ดังนี้ ในระหว่างนั้นจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นต้องออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 จนกระทั่งเมื่อได้ตัวจำเลยที่ 2 มาและนายสิทธิพร ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ได้พ้นจากสภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาประกันและออกหมายขังจำเลยที่ 2 ระหว่างพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นออกหมายขังจำเลยที่ 2 ระหว่างพิจารณาดังกล่าวชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะแก้ไขหมายขังระหว่างพิจารณาให้จำเลยที่ 2 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 88 (เดิม) ม. 116
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายมาโนช บุตรน้ำเพชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายสมศักดิ์ ธนากิจพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางปวีณา ศรีวงษ์
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2694/2553
#505274
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 และในวันเดียวกัน ส. ได้ใช้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.อ. 88 (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะนั้น แม้ในระหว่างพิจารณาจะปรากฏข้อเท็จจริงแก่ศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 2 ถูกจับกุมและควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเพื่อดำเนินคดีที่ศาลอาญาก็ตาม แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 116 บัญญัติว่า "การขอถอนสัญญาประกันหรือขอถอนหลักประกัน ย่อมทำได้เมื่อผู้ทำสัญญามอบตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานหรือศาล" เมื่อผู้ประกันไม่ได้ยื่นคำร้องขอมอบตัวจำเลยที่ 2 คืนต่อศาล จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ประกันได้ส่งมอบหรือคืนตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นก็มิได้เพิกถอนสัญญาประกันแล้วออกหมายขังจำเลยไว้ในคดีนี้ เพราะเมื่อศาลชั้นต้นมีหนังสือขอให้ศาลอาญาส่งตัวจำเลยมาพิจารณาคดีนี้ ศาลอาญาแจ้งว่าจะส่งตัวจำเลยให้เมื่อพิจารณาคดีเสร็จแล้ว ดังนี้ ในระหว่างนั้นจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นต้องออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 จนกระทั่งเมื่อได้ตัวจำเลยที่ 2 มาและเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ส. ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ได้พ้นจากสภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาประกันและออกหมายขังจำเลยที่ 2 ระหว่างพิจารณาจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3153/2543 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยคดีนี้ว่าจำเลยที่ 2 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 และศาลชั้นต้นออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 วันที่ 14 มิถุนายน 2549 ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า หมายขังระหว่างพิจารณาไม่ถูกต้อง เนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2542 และจำเลยที่ 2 ถูกควบคุมและคุมขังระหว่างพิจารณาของศาลอาญาในคดีอื่นที่เรือนจำตลอดมา และย้ายไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดเพชรบุรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2549 คดีนี้จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 และได้รับการปล่อยชั่วคราวโดยนายสิทธิพร ผู้ประกัน ใช้ตำแหน่งหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลักประกัน ต่อมานายสิทธิพรหมดสมาชิกภาพเมื่อปี 2543 กรณีถือได้ว่าผู้ประกันไม่สามารถส่งตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาล จึงผิดสัญญาประกัน ศาลควรออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 นับตั้งแต่นั้น ขอให้แก้ไขหมายขังระหว่างพิจารณาให้ถูกต้องเพื่อจำเลยที่ 2 จะได้ใช้สิทธิเรียกร้องจากรัฐ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หมายขังและหมายปล่อยตามที่บรรยายไว้ในคำร้องศาลออกถูกต้องแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุที่จะแก้ไขหมายขังระหว่างพิจารณาให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 ในวันเดียวกันนายสิทธิพร ผู้ประกัน ใช้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 88 (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะนั้น แม้ในระหว่างพิจารณาจะปรากฏข้อเท็จจริงแก่ศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 ถูกจับกุมและควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเพื่อดำเนินคดีที่ศาลอาญาก็ตามแต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116 บัญญัติว่า "การขอถอนสัญญาประกันหรือขอถอนหลักประกันย่อมทำได้เมื่อผู้ทำสัญญามอบตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานหรือศาล" เมื่อผู้ประกันไม่ได้ยื่นคำร้องขอมอบตัวจำเลยที่ 2 คืนต่อศาล จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ประกันได้ส่งมอบหรือคืนตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นก็มิได้เพิกถอนสัญญาประกันแล้วออกหมายขังจำเลยไว้ในคดีนี้ เพราะเมื่อศาลชั้นต้นมีหนังสือขอให้ศาลอาญาส่งตัวจำเลยมาพิจารณาคดีนี้ ศาลอาญาแจ้งว่าจะส่งตัวจำเลยให้เมื่อพิจารณาคดีเสร็จแล้วดังนี้ ในระหว่างนั้นจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นต้องออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 จนกระทั่งเมื่อได้ตัวจำเลยที่ 2 มาและข้อเท็จจริงได้ความจากจำเลยที่ 2 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 13 มิถุนายน 2549 ว่า นายสิทธิพร ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ได้พ้นจากสภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาประกันและออกหมายขังจำเลยที่ 2 ระหว่างพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นออกหมายขังจำเลยที่ 2 ระหว่างพิจารณาที่ 216/2549 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2549 ดังกล่าวชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะแก้ไขหมายขังระหว่างพิจารณาให้จำเลยที่ 2 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 88 (เดิม) ม. 116
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายมาโนช บุตรน้ำเพชร
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2692/2553
#498998
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 84 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด" ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าจ้างให้ ศ. กับพวกฆ่าโจทก์ร่วม โดย ศ. กับพวกได้รับเงินค่าจ้างส่วนหนึ่งพร้อมภาพถ่ายของโจทก์ร่วม ก็แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีความประสงค์ที่จะให้ ศ. ตัดสินใจกระทำความผิดฐานฆ่าโจทก์ร่วมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดแล้ว เนื่องจากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายถึงเจตนาของผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดเป็นสำคัญ เมื่อผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดได้ลงมือกระทำด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน ยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ต่อผู้ถูกใช้แล้ว ไม่ว่าผู้ถูกใช้จะตกลงใจกระทำความผิดตามที่ถูกใช้หรือไม่ ผู้ใช้ก็มีความผิด ดังจะเห็นได้จากที่ ป.อ. มาตรา 84 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" เช่นนี้ เมื่อ ศ. ผู้ถูกใช้ให้ฆ่าโจทก์ร่วมไม่ยอมกระทำความผิดตามที่ถูกใช้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะ ศ. ไม่มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมมาก่อนหรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็มีความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 84 วรรคแรก และวรรคสองตอนท้าย ประกอบมาตรา 289 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84,289

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายปัณณทัต ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 84 วรรคแรก และวรรคสองตอนท้าย (ที่ถูก มาตรา 84 วรรคแรกและวรรคสองตอนท้ายประกอบมาตรา 289 (4)), 52 (1), 53 จำคุก 25 ปี คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 84 วรรคแรก และวรรรคสองตอนท้าย (ที่ถูก มาตรา 84 วรรคแรกและวรรคสองตอนท้าย ประกอบมาตรา 289 (4)), 52 (1), 53 จำคุก 25 ปี คำรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างให้นายศุภาไชยกับพวกฆ่าโจทก์ร่วมตกลงให้ค่าจ้าง 80,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ส่งมอบเงินให้แก่นายศุภาไชยกับพวกไป 40,000 บาท ก่อน และมอบภาพถ่ายของโจทก์ร่วมให้ด้วย ต่อมานายศุภาไชยไม่ยอมกระทำความผิดฆ่าโจทก์ร่วมและนำเรื่องไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจวางแผนจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ต้องเป็นการกระทำอันเป็นเหตุให้ผู้อื่นตกลงใจกระทำความผิด หากผู้อื่นหรือผู้ถูกใช้ไม่ตกลงใจกระทำความผิด ผู้กระทำการนั้นยังไม่เป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายศุภาไชยไม่มีเจตนาที่จะฆ่าโจทก์ร่วมมาก่อนและหลังจากที่มีการใช้แล้วนายศุภาไชยไม่คิดฆ่าโจทก์ร่วมจริงจัง การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นการก่อให้นายศุภาไชยกระทำความผิดนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้างวานหรือยุยงส่งเสริมหรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด" ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าจ้างให้นายศุภาไชยกับพวกฆ่าโจทก์ร่วมโดยนายศุภาไชยกับพวกได้รับเงินค่าจ้างส่วนหนึ่งพร้อมภาพถ่ายของโจทก์ร่วมก็แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีความประสงค์ที่จะให้นายศุภาไชยตัดสินใจกระทำความผิดฐานฆ่าโจทก์ร่วมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดแล้ว เนื่องจากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายถึงเจตนาของผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดเป็นสำคัญ เมื่อผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดได้ลงมือกระทำด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้างวาน ยุยงส่งเสริมหรือด้วยวิธีอื่นใดต่อผู้ถูกใช้แล้ว ไม่ว่าผู้ถูกใช้จะตกลงใจกระทำความผิดตามที่ถูกใช้หรือไม่ ผู้ใช้ก็มีความผิด ดังจะเห็นได้จากที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนตัวการ ถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" เช่นนี้เมื่อนายศุภาไชยผู้ถูกใช้ให้ฆ่าโจทก์ร่วมไม่ยอมกระทำความผิดตามที่ถูกใช้ไม่ว่าเพราะนายศุภาไชยไม่มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมมาก่อนหรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 วรรคแรกและวรรคสองตอนท้าย ประกอบมาตรา 289 (4)...

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายปัณณทัต รอดบำรุง
จำเลย — นายศรศักดิ์ ดำมณี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมบัติ เดียวอิศเรศ
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมชาย สินเกษม
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2686/2553
#499703
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในจังหวัดหนึ่ง ให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่งเป็นผู้รับนโยบายและคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการให้เหมาะสมกับท้องที่และประชาชน และเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหาร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในราชการส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัด และรับผิดชอบในราชการจังหวัดและอำเภอ และจะให้มีรองผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือทั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้" เห็นได้ว่า สำหรับกรณีที่ส่วนราชการเป็นส่วนราชการส่วนภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้บังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหารของส่วนราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการในส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัดย่อมมีอำนาจสั่งให้ข้าราชการฝ่ายบริหารของส่วนราชการดังกล่าวไปปฏิบัติราชการยังส่วนราชการต่าง ๆ ในเขตจังหวัดนั้นได้ เพราะเป็นการใช้อำนาจในทางบริหารของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การบริหารราชการในส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัดดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีจึงมีอำนาจสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายบริหารของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นราชการส่วนภูมิภาคไปปฏิบัติราชการยังโรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่งในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานีในเขตจังหวัดปทุมธานีได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสองได้ส่งเรื่องที่คณะกรรมการและประเมินผลมีมติให้โจทก์ซึ่งปฏิบัติราชการที่โรงพยาบาลลาดหลุมแก้วกลับไปปฏิบัติราชการเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 ไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีเพื่อพิจารณาสั่ง จึงเป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157, 326 และ 328

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบด้วยมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท เมื่อได้คำนึงถึงอายุและประวัติการรับราชการของจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้าสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ระดับ 9 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่บุคลากร ระดับ 6 ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เห็นควรให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไว้คนละ 2 ปี หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาหน่วงเหนี่ยวการแต่งตั้งไม่ให้โจทก์ไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาตามมติที่ประชุมคณะกรรมการวางแผนและประเมินผลเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 อันเป็นการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ ดังนี้ การสั่งให้โจทก์ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาหรือผู้อำนวยการ ณ ที่ใดเป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่จะเป็นผู้สั่ง จึงเป็นช่วงเวลาระหว่างที่โจทก์จะต้องรอคำสั่งของปลัดกระทรวงสาธารณสุขว่าจะสั่งการอย่างใด ซึ่งเป็นกรณีมีคำสั่งย้ายโจทก์ แต่กรณีที่จำเลยทั้งสองมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีให้โจทก์กลับไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลลำลูกกาตามหนังสือขอย้ายของโจทก์เป็นการแก้ปัญหาให้โจทก์ตามความประสงค์ของโจทก์เองในระหว่างรอคำสั่งจริงของปลัดกระทรวงสาธารณสุขเพราะตำแหน่งของโจทก์คือตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาอยู่แล้ว เพียงแต่มาช่วยราชการที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี การจะให้กลับไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลลำลูกกาอีกจึงมิใช่การสั่งย้ายซึ่งอยู่ในอำนาจสั่งการของปลัดกระทรวงสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 แต่เป็นเพียงการสั่งให้ไปปฏิบัติราชการซึ่งเป็นอำนาจสั่งการของผู้ว่าราชการจังหวัดตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 54 ในเรื่องนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้ตีความเรื่องอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้บังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหารของส่วนราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ในราชการส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัดย่อมมีอำนาจสั่งให้ข้าราชการฝ่ายบริหารของส่วนราชการดังกล่าวไปปฏิบัติราชการยังส่วนราชการต่าง ๆ ในเขตจังหวัดนั้นได้เพราะเป็นการใช้อำนาจบริหารของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การบริหารราชการในส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัดดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 จำเลยทั้งสองได้ดำเนินการไปโดยชอบด้วยกฎหมายตามความประสงค์ของโจทก์ มิได้เจตนากลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เหตุที่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการใด ๆ หลังจากนายอารีย์ส่งเรื่องคืนแล้วเป็นเพราะขณะที่มีปัญหาผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีไม่ลงนามในหนังสืออนุมัติให้โจทก์กลับไปปฏิบัติราชการที่โรงพยาบาลลำลูกกานั้น จำเลยที่ 1 ต้องย้ายไปรับราชการที่จังหวัดนครนายก การไม่ได้ดำเนินการใด ๆ หลังจากนายอารีย์ส่งเรื่องคืนจึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยที่ 1 มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย แต่เป็นหน้าที่ของนายแพทย์อำนวย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานีคนใหม่ที่มาดำรงตำแหน่งแทนจำเลยที่ 1 ที่จะต้องดำเนินการต่อไป หลังจากนายแพทย์อำนวยมารับหน้าที่แทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ก็นำเรื่องของโจทก์เข้าหารือกับนายแพทย์อำนวย แต่นายแพทย์อำนวยมิได้ให้ความเห็นใดแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงเก็บเรื่องรอไว้เพราะไม่ทราบว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร จนกระทั่งมีการคัดค้านการที่โจทก์จะกลับไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาและคณะกรรมการวางแผนและประเมินผลมีมติไม่ให้โจทก์กลับไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกา จำเลยที่ 2 จึงยุติไม่ดำเนินการเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะขอย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาอีก จำเลยทั้งสองมิได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ จึงไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะกลั่นแกล้งโจทก์เพื่อให้ได้รับความเสียหาย เห็นว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกา ต่อมาโจทก์ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีจึงสั่งให้โจทก์ไปปฏิบัติราชการที่โรงพยาบาลลาดหลุมแก้ว อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี จากนั้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 ได้มีการประชุมคณะกรรมการวางแผนและประเมินผล ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี โดยจำเลยที่ 1 เป็นประธานในที่ประชุม ที่ประชุมคณะกรรมการดังกล่าวมีมติให้โจทก์กลับไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกา ซึ่งมติที่ประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมในวาระการพิจารณาสถานที่ปฏิบัติงานของโจทก์ว่าจะให้โจทก์ไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลลำลูกกาหรือที่โรงพยาบาลลาดหลุมแก้วตามที่โจทก์ขอในบันทึกของโจทก์ มติที่ประชุมคณะกรรมการวางแผนและประเมินผลที่ให้โจทก์ซึ่งปฏิบัติราชการที่โรงพยาบาลลาดหลุมแก้วกลับไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลลำลูกกาซึ่งโจทก์ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาอยู่ดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งให้ย้ายโจทก์ไปที่ใดที่หนึ่งภายในจังหวัดปทุมธานี แต่เป็นคำสั่งให้โจทก์ไปปฏิบัติราชการที่ใดที่หนึ่งภายในจังหวัดปทุมธานี การออกคำสั่งให้โจทก์ไปปฏิบัติราชการในกรณีเช่นนี้จึงมิต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยการย้ายข้าราชการระดับ 8 ภายในจังหวัดของหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการย้าย การโอน การให้ปฏิบัติราชการ และการยืมตัวข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2537 ที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานีต้องเสนอเรื่องขอย้ายตามความเห็นของคณะกรรมการวางแผนและประเมินผลต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพิจารณาอนุมัติในหลักการ แล้วให้จังหวัดเสนอเรื่องไปยังสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขพร้อมทั้งแนบใบขอย้ายเพื่อให้กองการเจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเสนอปลัดกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาอนุมัติพร้อมลงนามคำสั่ง สำหรับการออกคำสั่งให้โจทก์ไปปฏิบัติราชการที่ใดที่หนึ่งภายในจังหวัดปทุมธานี มีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในจังหวัดหนึ่งให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่งเป็นผู้รับนโยบายและคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการให้เหมาะสมกับท้องที่และประชาชน และเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในราชการส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัดและรับผิดชอบในราชการจังหวัดและอำเภอ และจะให้มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือทั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้" จากบทบัญญัติมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว เห็นได้ว่า สำหรับกรณีที่ส่วนราชการเป็นราชการส่วนภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้บังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหารของส่วนราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการในส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัดย่อมมีอำนาจสั่งให้ข้าราชการฝ่ายบริหารของส่วนราชการดังกล่าวไปปฏิบัติราชการยังส่วนราชการต่าง ๆ ในเขตจังหวัดนั้นได้เพราะเป็นการใช้อำนาจในทางบริหารของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การบริหารราชการในส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัดดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีจึงมีอำนาจสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายบริหารของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานีซึ่งเป็นราชการส่วนภูมิภาคไปปฏิบัติราชการยังโรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่งในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานีในเขตจังหวัดปทุมธานีได้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสองได้ส่งเรื่องที่คณะกรรมการวางแผนและประเมินผลมีมติให้โจทก์กลับไปปฏิบัติราชการเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 ไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีเพื่อพิจารณาสั่งก็เป็นการปฏิบัติทำนองเดียวกับที่จำเลยทั้งสองเคยทำบันทึกเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีให้มีคำสั่งให้โจทก์ไปช่วยปฏิบัติราชการที่โรงพยาบาลลาดหลุมแก้วตามที่จำเลยที่ 1 สั่งให้ฝ่ายบริหารดำเนินการ การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 54 วรรคหนึ่งแล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาทั้งหมดยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาหน่วงเหนี่ยวการแต่งตั้งไม่ให้โจทก์ไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาตามมติที่ประชุมคณะกรรมการวางแผนและประเมินผลเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 อันเป็นการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมาเสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

??

??

??

??
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงศธร สิริภาณุพงศ์
จำเลย — นายวิวัฒน์ เธียระวิบูลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายอำนวย หมวดเมือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางกฤษณี เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
สมชาย สินเกษม
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2681/2553
#498977
เปิดฉบับเต็ม

งานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทศิลปประยุกต์ที่นำเอางานศิลปกรรมประเภทงานภาพร่าง ภาพประกอบ และหรืองานสถาปัตยกรรม อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างมารวมกัน ตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 ได้ให้นิยามศัพท์คำว่า "ศิลปกรรม" ไว้ ในส่วนของงานสถาปัตยกรรมนั้นจะต้องเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง ไม่ใช่เป็นเพียงการออกแบบตกแต่งสถานที่ที่ใช้ในการผลิตรายการ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ โดยตรง สำหรับงานภาพร่างและงานภาพประกอบนั้น ตามนิยามศัพท์ข้างต้น งานภาพร่างและงานภาพประกอบจะต้องเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ หรือวิทยาศาสตร์ด้วย ไม่ใช่งานภาพร่างหรืองานภาพประกอบใดๆ ก็ได้ เมื่อรูปแบบรายการเกมโชว์ไม่อาจพิจารณาว่าเป็นงานภาพร่าง งานภาพประกอบ และงานสถาปัตยกรรมแล้วย่อมไม่อาจเป็นงานศิลปประยุกต์ได้

นาฏกรรม หมายความว่า "งานเกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราว" แต่การเล่นเกมโชว์นับเป็นการแข่งขันภายใต้กรอบกติกาที่กำหนดไว้ ซึ่งผู้เล่นเกมโชว์มีอิสระที่จะกระทำการใดๆ ภายใต้กรอบกติกาดังกล่าวเพื่อให้ตนชนะการเล่นเกมโชว์นั้น มิใช่ว่าผู้เล่นเกมโชว์จะต้องปฏิบัติตนไปตามรูปแบบและกฎกติกาที่กำหนดไว้ เพราะมิเช่นนั้นแล้วการเล่นเกมโชว์ย่อมจะไม่ใช่การแข่งขันอย่างแท้จริง การเล่นเกมโชว์จึงเป็นเช่นเดียวกับการแข่งขันกีฬา ไม่ใช่งานเกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราวอันจะถือได้ว่าเป็นงานนาฏกรรมได้ รูปแบบรายการเกมโชว์ของโจทก์จึงไม่ใช่งานนาฏกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 730,005,316 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 672,672,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะหยุดการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ให้จำเลยหยุดผลิตและหรือแพร่เสียงแพร่ภาพรายการไทยแลนด์อเมซซิ่งเกมส์ ให้ยึดหรืออายัดเครื่องมือ อุปกรณ์ และเอกสารต่าง ๆ ที่ใช้ในการจัดทำรายการไทยแลนด์อเมซซิ่งเกมส์ รวมทั้งวิดีโอเทปที่ได้แพร่เสียงแพร่ภาพออกอากาศไปแล้ว และที่ยังมิได้นำฉายออกอากาศ ให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ กรุงเทพธุรกิจ บางกอกโพสต์ และเดอะเนชั่น เป็นเวลา 15 วัน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า รูปแบบรายการเกมโชว์ที่ใช้ชื่อว่า "อินเตอร์ซิตี้ส์" เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 ได้ให้นิยามศัพท์คำว่า "ศิลปกรรม" ไว้โดย (4) งานสถาปัตยกรรม ได้แก่ งานออกแบบอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง งานออกแบบตกแต่งภายในหรือภายนอก ตลอดจนบริเวณของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง หรือการสร้างสรรค์หุ่นจำลองของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง (6) งานภาพประกอบ แผนที่ โครงสร้าง ภาพร่าง หรืองานสร้างสรรค์รูปทรงสามมิติ อันเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ หรือวิทยาศาสตร์ และ (7) งานศิลปประยุกต์ ได้แก่ งานที่นำเอางานตาม (1) ถึง (6) อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าวนั้น เช่น นำไปใช้สอย นำไปตกแต่งวัสดุหรือสิ่งของอันเป็นเครื่องใช้ หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า จะเห็นได้ว่า ในส่วนของงานสถาปัตยกรรมนั้นจะต้องเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง (Building) ไม่ใช่เป็นเพียงการออกแบบตกแต่งสถานที่ที่ใช้ในการผลิตรายการ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ โดยตรง สำหรับงานภาพร่างและงานภาพประกอบนั้น ตามนิยามศัพท์ข้างต้น งานภาพร่าง และงานภาพประกอบจะต้องเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ หรือวิทยาศาสตร์ด้วย ไม่ใช่งานภาพร่างหรืองานภาพประกอบใด ๆ ก็ได้ตามที่โจทก์อุทธรณ์โดยอ้างกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อรูปแบบรายการเกมโชว์ไม่อาจพิจารณาว่าเป็นงานภาพร่าง งานภาพประกอบ และงานสถาปัตยกรรมแล้ว ย่อมไม่อาจเป็นงานศิลปประยุกต์ตามฟ้องได้

สำหรับประเด็นว่า รูปแบบรายการเกมโชว์ของโจทก์เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานนาฏกรรมหรือไม่ เห็นว่า นิยามศัพท์คำว่า งานนาฏกรรม หมายความว่า "งานเกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราว" แม้โจทก์จะนำสืบในทำนองว่า การเล่นเกมโชว์เป็นไปตามรูปแบบและกฎกติกาที่มีการกำหนดเอาไว้ ถือเป็นการแสดงที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราว แต่จะเห็นได้ว่า การเล่นเกมโชว์นับเป็นการแข่งขันภายใต้กรอบกติกาที่กำหนดไว้ ซึ่งผู้เล่นเกมโชว์มีอิสระที่จะกระทำการใด ๆ ภายใต้กรอบกติกาดังกล่าวเพื่อให้ตนชนะการเล่นเกมโชว์นั้น หาใช่ว่าผู้เล่นเกมโชว์จะต้องปฏิบัติตนไปตามรูปแบบและกฎกติกาที่กำหนดไว้ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว การเล่นเกมโชว์ย่อมจะไม่ใช่การแข่งขันอย่างแท้จริง การเล่นเกมโชว์จึงเป็นเช่นเดียวกับการแข่งขันกีฬา หาใช่งานเกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราวอันจะถือได้ว่าเป็นงานนาฏกรรมได้ รูปแบบรายการเกมโชว์ตามฟ้องของโจทก์จึงไม่ใช่งานนาฏกรรม...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มิสตรอล โปรดุ๊กสิยง ซาค์ล
จำเลย — บริษัทบีอีซี - เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2681/2553
#509559
เปิดฉบับเต็ม

งานสถาปัตยกรรมต้องเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง (Building) ไม่ใช่เป็นเพียงการออกแบบตกแต่งสถานที่ที่ใช้ในการผลิตรายการ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ โดยตรง งานภาพร่างและงานภาพประกอบต้องเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศหรือวิทยาศาสตร์ด้วย เมื่อรูปแบบรายการเกมโชว์ไม่อาจพิจารณาว่าเป็นงานภาพร่าง งานภาพประกอบ และงานสถาปัตยกรรมแล้ว ย่อมไม่อาจเป็นงานศิลปประยุกต์ได้

การเล่นเกมโชว์นับเป็นการแข่งขันภายใต้กรอบกติกาที่กำหนดไว้ ซึ่งผู้เล่นเกมโชว์มีอิสระที่จะกระทำการใด ๆ ภายใต้กรอบกติกาดังกล่าวเพื่อให้ตนชนะการเล่นเกมโชว์นั้น มิใช่ว่าผู้เล่นเกมโชว์จะต้องปฏิบัติตนไปตามรูปแบบและกฎกติกาที่กำหนดไว้ เพราะมิเช่นนั้นแล้วการเล่นเกมโชว์ย่อมจะไม่ใช่การแข่งขันอย่างแท้จริง การเล่นเกมโชว์จึงเป็นเช่นเดียวกับการแข่งขันกีฬา มิใช่งานเกี่ยวกับการรำการเต้น การทำท่า หรือการแสดงที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราวอันจะถือได้ว่าเป็นงานนาฏกรรม รูปแบบรายการเกมโชว์ของโจทก์จึงไม่ใช่งานนาฏกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อประมาณปี 2505 ถึง 2546 นายกี และนายคลอเด ได้ร่วมกันคิดสร้างสรรค์รูปแบบรายการเกมโชว์ขึ้น มีชื่อรายการว่า Intercities อ่านว่า "อินเตอร์ซิตี้ส์" และหรือ Intervills ในภาษาฝรั่งเศสอ่านว่า "แองแตร์วิลส์" โดยแต่ละรูปแบบของเกมจะเริ่มต้นด้วยการเขียนเป็นภาพร่างและหรือภาพประกอบ มีการสร้างสรรค์หุ่นจำลองของวัสดุอุปกรณ์ตามภาพร่างและหรือภาพประกอบ รวมทั้งการออกแบบตกแต่งสถานที่ที่ใช้ในการผลิตรายการ รูปแบบของรายการดังกล่าวจึงเป็นงานสร้างสรรค์ทางศิลปกรรมประเภทงานภาพร่าง งานภาพประกอบ และงานสถาปัตยกรรมรวมกัน อันเป็นงานศิลปประยุกต์ที่มีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส และเป็นกรรมการแข่งขันตามรูปแบบและกฎกติกาที่กำหนดไว้ จึงเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทงานนาฏกรรมที่มีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ทั้งยังมีการนำรายการดังกล่าวออกแพร่เสียงแพร่ภาพทางโทรทัศน์ในประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส จึงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานแพร่เสียงแพร่ภาพด้วย ทั้งนี้ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสเป็นประเทศภาคีในอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรมอันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย โจทก์ได้รับอนุญาตจากนายกี และนายคลอเด ให้เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับรูปแบบและรายการเกมโชว์ดังกล่าว รวมทั้งสิทธินำรายการออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน และมีสิทธิดำเนินการทางกฎหมายแก่ผู้กระทำละเมิดสิทธิในรายการดังกล่าวด้วย เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2548 จำเลยได้นำรูปแบบของรายการเกมโชว์อินเตอร์ซิตี้ส์ และหรือแองแตร์วิลส์ ของโจทก์ ไปทำซ้ำหรือดัดแปลงโดยการจัดทำรายการเกมโชว์ชื่อว่า ไทยแลนด์อเมซซิ่งเกมส์ (Thailand Amazing Games) ซึ่งมีลักษณะของรูปแบบรายการลอกเลียนแบบรายการอินเตอร์ซิตี้ส์ และหรือแองแตร์วิลส์ ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญทั้งหมด โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ และจำเลยได้นำเอาเทปบันทึกรายการไทยแลนด์อเมซซิ่งเกมส์ที่จัดทำขึ้นนั้นไปทำให้ปรากฏแก่สาธารณชนด้วยการนำออกโฆษณาและแพร่เสียงแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์สีช่อง 3 ทุกวันเสาร์ เวลาประมาณ 15.45 ถึง 16.45 นาฬิกา โดยเริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่ 15 มกราคม 2548 เป็นต้นมา โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ โจทก์มีหนังสือห้ามไม่ให้จัดทำรายการไทยแลนด์อเมซซิ่งเกมส์ดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 730,005,316 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 672,672,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะหยุดการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ให้จำเลยหยุดผลิตและหรือแพร่เสียงแพร่ภาพรายการไทยแลนด์อเมซซิ่งเกมส์ ให้ยึดหรืออายัดเครื่องมือ อุปกรณ์ และเอกสารต่าง ๆ ที่ใช้ในการจัดทำรายการไทยแลนด์อเมซซิ่งเกมส์ รวมทั้งวิดีโอเทปที่ได้แพร่เสียงแพร่ภาพออกอากาศไปแล้ว และที่ยังมิได้นำฉายออกอากาศ ให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ กรุงเทพธุรกิจ บางกอกโพสต์ และเดอะเนชั่นเป็นเวลา 15 วัน

จำเลยให้การว่า โจทก์อ้างว่า ตนได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากเจ้าของลิขสิทธิ์ จึงไม่ใช่ผู้รับโอนสิทธิในงานอันมีลิขสิทธิ์ และไม่มีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลในฐานะผู้เสียหายโดยตรง เอกสารท้ายคำฟ้องไม่ใช่หนังสือมอบอำนาจที่นายกี และนายคลอเด ได้มอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินคดีนี้แทนโดยเฉพาะเจาะจง หรือเป็นหนังสือมอบอำนาจให้มีการดำเนินคดีโดยชัดแจ้ง จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ต่อโจทก์ จำเลยในฐานะผู้สร้างสรรค์และผลิตรายการไทยแลนด์อเมซซิ่งเกมส์ให้กับสถานีโทรทัศน์สีช่อง 3 ซึ่งเป็นเกมการแข่งขัน และการละเล่น โดยจำเลยได้ความคิด แนวความคิดมาจากซอนแดต โปรดักชั่น ลิมิเต็ด (SONDAT PRODUCTION LEMITED) ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมไทยแลนด์อเมซซิ่งเกมส์ โดยทีมงานสร้างสรรค์ได้ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแนวความคิดในรูปแบบรายการบันเทิง เพื่อแพร่เสียงแพร่ภาพรายการเกมโชว์ "อินเตอร์ซิตี้ส์" หรือ "แองแตร์วิลส์" ของโจทก์ มีเค้าโครงเป็นเรื่องของการแข่งขันเกมธรรมดา ไม่มีสาระเพียงพอที่กฎหมายจะให้ความคุ้มครอง ไม่เป็นเรื่องเป็นราวและมิได้แสดงออกให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของงานที่อ้างว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ อันจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หากรายการเกมโชว์ตามคำฟ้องจะได้รับความคุ้มครองในฐานะงานศิลปประยุกต์ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ก็สิ้นอายุการคุ้มครองตามกฎหมาย และตกเป็นสมบัติสาธารณะแล้ว ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเกินกว่าความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า นายกี และนายคลอเด ได้สร้างสรรค์รายการเกมโชว์ทางโทรทัศน์ ภายใต้ชื่อว่า "อินเตอร์ซิตี้ส์" และหรือ "แองแตร์วิลส์" จำเลยผลิตรายการเกมโชว์ ไทยแลนด์อเมซซิ่งเกมส์ เผยแพร่ทางโทรทัศน์ ปรากฏตามวัตถุพยานหมาย วจ.1 ถึง วจ.11

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า รูปแบบรายการเกมโชว์ที่ใช้ชื่อว่า "อินเตอร์ซิตี้ส์" เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่ สำหรับประเด็นว่า รูปแบบรายการเกมโชว์ของโจทก์เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทศิลปประยุกต์ที่นำเอางานศิลปกรรมประเภทงานภาพร่าง ภาพประกอบ และหรืองานสถาปัตยกรรม อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างมารวมกันหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 ได้ให้นิยามศัพท์คำว่า "ศิลปกรรม" ไว้โดย (4) งานสถาปัตยกรรม ได้แก่ งานออกแบบอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง งานออกแบบตกแต่งภายในหรือภายนอก ตลอดจนบริเวณของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง หรือการสร้างสรรค์หุ่นจำลองของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง (6) งานภาพประกอบ แผนที่ โครงสร้าง ภาพร่าง หรืองานสร้างสรรค์รูปทรงสามมิติ อันเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ หรือวิทยาศาสตร์ และ (7) งานศิลปประยุกต์ ได้แก่ งานที่นำเอางานตาม (1) ถึง (6) อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าวนั้น เช่น นำไปใช้สอย นำไปตกแต่งวัสดุหรือสิ่งของอันเป็นเครื่องใช้ หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า จะเห็นได้ว่า ในส่วนของงานสถาปัตยกรรมนั้นจะต้องเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง (Building) ไม่ใช่เป็นเพียงการออกแบบตกแต่งสถานที่ที่ใช้ในการผลิตรายการ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ โดยตรง สำหรับงานภาพร่างและงานภาพประกอบนั้น ตามนิยามศัพท์ข้างต้น งานภาพร่าง และงานภาพประกอบจะต้องเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ หรือวิทยาศาสตร์ด้วย ไม่ใช่งานภาพร่างหรืองานภาพประกอบใด ๆ ก็ได้ตามที่โจทก์อุทธรณ์โดยอ้างกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อรูปแบบรายการเกมโชว์ไม่อาจพิจารณาว่าเป็นงานภาพร่าง งานภาพประกอบ และงานสถาปัตยกรรมแล้ว ย่อมไม่อาจเป็นงานศิลปประยุกต์ตามฟ้องได้

สำหรับประเด็นว่า รูปแบบรายการเกมโชว์ของโจทก์เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานนาฏกรรมหรือไม่ เห็นว่า นิยามศัพท์คำว่า งานนาฏกรรม หมายความว่า "งานเกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราว" แม้โจทก์จะนำสืบในทำนองว่า การเล่นเกมโชว์เป็นไปตามรูปแบบและกฎกติกาที่มีการกำหนดเอาไว้ ถือเป็นการแสดงที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราว แต่จะเห็นได้ว่า การเล่นเกมโชว์นับเป็นการแข่งขันภายใต้กรอบกติกาที่กำหนดไว้ ซึ่งผู้เล่นเกมโชว์มีอิสระที่จะกระทำการใด ๆ ภายใต้กรอบกติกาดังกล่าวเพื่อให้ตนชนะการเล่นเกมโชว์นั้น หาใช่ว่าผู้เล่นเกมโชว์จะต้องปฏิบัติตนไปตามรูปแบบและกฎกติกาที่กำหนดไว้ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว การเล่นเกมโชว์ย่อมจะไม่ใช่การแข่งขันอย่างแท้จริง การเล่นเกมโชว์จึงเป็นเช่นเดียวกับการแข่งขันกีฬา หาใช่งานเกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราวอันจะถือได้ว่าเป็นงานนาฏกรรมได้ รูปแบบรายการเกมโชว์ตามฟ้องของโจทก์จึงไม่ใช่งานนาฏกรรม

สำหรับประเด็นเรื่องงานแพร่เสียงแพร่ภาพนั้น แม้จะรับฟังว่ารูปแบบรายการเกมโชว์เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า จำเลยทำซ้ำหรือดัดแปลงรูปแบบรายการเกมโชว์ดังกล่าว โดยการจัดรายการเกมโชว์ชื่อว่า "ไทยแลนด์อเมซซิ่งเกมส์" ซึ่งไม่ปรากฏว่าการกระทำของจำเลยนั้นจะเป็นการละเมิดงานที่นำออกสู่สาธารณชนโดยการแพร่เสียงแพร่ภาพทางโทรทัศน์ตามมาตรา 29 (1) - (3) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แต่อย่างใด จึงไม่อาจรับฟังว่า การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดอันจะต้องรับผิดต่อโจทก์ได้ ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า รูปแบบรายการเกมโชว์ตามฟ้องของโจทก์เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทศิลปประยุกต์ที่นำเอางานศิลปกรรมประเภทงานภาพร่าง ภาพประกอบ งานสถาปัตยกรรม งานจิตรกรรม และหรืองานประติมากรรม อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างมารวมกัน และเป็นงานวรรณกรรมด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า รูปแบบรายการเกมโชว์ "อินเตอร์ซิตี้ส์" และหรือ "แองแตร์วิลส์" เริ่มต้นการสร้างสรรค์งานด้วยการเขียนเป็นภาพร่างและหรือภาพประกอบ มีการสร้างสรรค์หุ่นจำลองของวัสดุอุปกรณ์ตามภาพร่างและหรือภาพประกอบ รวมทั้งการออกแบบตกแต่งสถานที่ที่ใช้ในการผลิตรายการ รูปแบบรายการเกมโชว์ดังกล่าวจึงเป็นงานสร้างสรรค์ทางศิลปกรรมประเภทงานภาพร่าง งานประกอบ และงานสถาปัตยกรรมรวมกัน อันเป็นงานศิลปประยุกต์ที่มีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส และเป็นเกมการแข่งขันตามรูปแบบและกฎกติกาที่กำหนดไว้ จึงเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทงานนาฏกรรมที่มีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ทั้งยังมีการนำรายการดังกล่าวออกแพร่เสียงแพร่ภาพทางโทรทัศน์ในประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส จึงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานแพร่เสียงแพร่ภาพด้วย คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายไว้เลยว่า รูปแบบรายการเกมโชว์ "อินเตอร์ซิตี้ส์" และหรือ "แองแตร์วิลส์" เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ในส่วนของงานศิลปกรรมซึ่งใช้ประโยชน์จากงานจิตรกรรม หรืองานประติมากรรม และเป็นงานวรรณกรรม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับงานอันมีลิขสิทธิ์ในลักษณะดังกล่าวไว้ อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะรับอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้มาด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็ไม่รับวินิจฉัยให้ และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ของโจทก์และจำเลยต่อไป เพราะไม่เป็นสาระและไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มิสตรอล โปรดุ๊กสิยง ซาค์ส
จำเลย — บริษัทบีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2664/2553
#504665
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปริมนทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษาฯ มาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีมีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้น เมื่อความผิดที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุที่ขอให้เพิ่มโทษ จำเลยที่ 3 ได้ต้องโทษและพ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่ พ.ร.บ. ดังกล่าวใช้บังคับ อันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จำเลยที่ 3 ย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษาฯ โดยมิต้องคำนึงว่าเป็นกรณีตาม ป.อ. มาตรา 3 หรือไม่ ทั้งปัญหาว่าเมื่อ พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษาฯ ใช้บังคับแล้วจะเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ได้หรือไม่ เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดีเพื่อบังคับให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวและไม่เป็นการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4346/2548, 2561/2549, 5502/2549 และ 6910/2549 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550

วันที่ 10 มกราคม 2551 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษ พ.ศ.2550 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณบังคับแก่คดีของจำเลยที่ 3 ทำให้โทษที่จำเลยที่ 3 เคยได้รับไม่มี จึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ไม่ได้ ขอให้เพิกถอนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ออกจากคำพิพากษา กำหนดโทษจำเลยที่ 3 ใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) และลดโทษที่เพิ่มลงกึ่งหนึ่งด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 2 กำหนดให้พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดไปแล้วก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จำเลยที่ 3 จึงไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ว่า พระราชบัญญัติล้างมลทินฯ เป็นกฎหมายที่ออกมาภายหลังและมีส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 ซึ่งมีผลย้อนหลังทำให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องถูกเพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 นั้น กรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 กำหนดให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด แต่พระราชบัญญัติล้างมลทินฯ ไม่ใช่บทบัญญัติที่แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงประมวลกฎหมายอาญาแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ตามขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีที่จำเลยที่ 3 ถูกฟ้องขอให้เพิ่มโทษได้ถึงที่สุดไปแล้วและไม่มีคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลในวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับ ทำให้ไม่อาจนำมาตรา 4 มาใช้แก่คดีที่จำเลยที่ 3 ถูกฟ้องขอให้เพิ่มโทษได้ ทั้งมาตรา 2 ก็ไม่เปิดช่องให้นำมาใช้แก่คดีของจำเลยที่ 3 และไม่ใช่กรณีที่จะนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) มาใช้บังคับในฐานที่กฎหมายเป็นคุณเพื่อกำหนดโทษจำเลยที่ 3 ใหม่ได้ พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 3 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานบุกรุกในเวลากลางคืนและพยายามลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 858/2546 ของศาลอาญา และภายในระยะเวลาสามปีนับแต่วันพ้นโทษ จำเลยที่ 3 ได้มากระทำความผิดในคดีนี้ซ้ำในอนุมาตราเดียวกันอีก มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า มีเหตุที่จะงดเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 และกำหนดโทษจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้น เมื่อความผิดที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยที่ 3 ได้ต้องโทษและพ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับอันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดแล้ว จำเลยที่ 3 ย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งนี้ โดยมิต้องคำนึงว่าเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 หรือไม่ แม้พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และคดีจำเลยที่ 3 จะถึงที่สุดไปก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแล้ว แต่ปัญหาว่าเมื่อมีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับแล้วจะเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ได้หรือไม่ เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดีเพื่อบังคับให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ไม่เป็นการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด กรณีมีเหตุที่จะไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุทธิพงษ์ ไทยสยาม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
พิศาล อัยยะวรากูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2637 -ที่ 2638/2553
#504664
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเป็นการทำสัญญาระหว่างผู้บริโภคทั้ง 21 ราย ในคดีนี้กับจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวย่อมฟังได้โดยแจ้งชัดว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันดำเนินธุรกิจโครงการประตูทองพลาซ่าและคอนโดมิเนียมโดยต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในโครงการดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อผู้บริโภคทั้ง 21 รายด้วย

โจทก์ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง และโจทก์ดำเนินคดีเองโดยไม่ได้แต่งตั้งทนายความ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นเป็นพับและกำหนดให้ฝ่ายจำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ และศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์และมิได้สั่งเรื่องความรับผิดในชั้นที่สุดของค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคยกขึ้นเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังเป็นจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังเป็นจำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 231,706.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 173,252 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวคุณภัทรหรือณัฐธยาหรือศิริภัทร ร่วมกันชำระเงินจำนวน 906,012.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 667,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางมลิวัลย์ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 623,178 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 458,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางทองคำ ร่วมกันชำระเงิน 1,011,357.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 729,861 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางพรประไพ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 275,588.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 204,930 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายประจณ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 564,603.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 413,712 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวเมธินี และนางสาวสุแพรวพรรณ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 889,950.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 668,516 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายอำพร และนายอำนวย ร่วมกันชำระเงินจำนวน 876,110.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 652,180 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางวัลลีย์ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 688,776.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 497,952 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาววิไล ร่วมกันชำระเงินจำนวน 643,588.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 495,773 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายณัฐวุฒิ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 376,565 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางอิงอร ร่วมกันชำระเงินจำนวน 323,392 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางพนอรัตน์ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 316,744 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายวิโรจน์ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 366,730 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวกานต์ชนก ร่วมกันชำระเงินจำนวน 585,358 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายอมรสิต ร่มกันชำระเงินจำนวน 492,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายวรณ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 577,902 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวหรือนางสุกัญญา ร่วมกันชำระเงินจำนวน 606,381 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำเสร็จแก่นางสาวปิยะพร ร่วมกันชำระเงินจำนวน 429,194 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางอรพิน ร่วมกันชำระเงินจำนวน 623,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางพิรัตน์ และร่วมกันชำระเงินจำนวน 557,464 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสมใจ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 173,252 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวคุณภัทร หรือณัฐธยาน์หรือศิริภัทร ร่วมกันชำระเงินจำนวน 667,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางมลิวัลย์ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 458,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางทองคำ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 729,861 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางพรประไพ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 204,930 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายประจณ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 412,712 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวเมธินี และนางสาวสุแพรวพรรณ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 668,516 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายอำพร และนายอำนวย ร่วมกันชำระเงินจำนวน 652,180 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางวัลลีย์ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 497,952 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาววิไล ร่วมกันชำระเงินจำนวน 495,773 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายณัฐวุฒิ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 376,565 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางอิงอร ร่วมกันชำระเงินจำนวน 323,392 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางพนอรัตน์ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 316,744 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤศิจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายวิโรจน์ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 366,730 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวกานต์ชนก ร่วมกันชำระเงินจำนวน 585,358 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายอมรสิต ร่วมกันชำระเงินจำนวน 492,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายวรณ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 577,902 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวหรือนางสุกัญญา ร่วมกันชำระเงินจำนวน 606,381 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวปิยะพร ร่วมกันชำระเงินจำนวน 429,194 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวอรพิน ร่วมกันชำระเงินจำนวน 623,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางพิรัตน์ และร่วมกันชำระเงินจำนวน 557,464 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสมใจ ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์นั้น เนื่องจากโจทก์ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 39 วรรคสอง จึงไม่กำหนดให้ คงให้ใช้เพียงค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการโครงการประตูทองพลาซ่าและคอนโดมิเนียมและทำสัญญาขายห้องชุดกับผู้บริโภคทั้ง 21 ราย แล้วผิดสัญญาก่อสร้างไม่แล้วเสร็จและหยุดการก่อสร้าง ผู้บริโภคทั้ง 21 ราย ร้องเรียนต่อโจทก์และมอบอำนาจให้โจทก์บอกเลิกสัญญาและเรียกเงินคืนจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เพิกเฉยจึงถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้บริโภคทั้ง 21 ราย ในคดีนี้เป็นอันเลิกกัน โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้บริโภคทั้ง 21 ราย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางสาวคุณภัทร หรือณัฐธยาหรือศิริภัทร นางมลิวัลย์ นางสาวปิยะพร นางทองคำ และนางพรประไพ ผู้บริโภคสั่งซื้อห้องชุดในโครงการประตูทองพลาซ่าและคอนโดมิเนียมเบิกความทำนองเดียวกันว่า รู้จักโครงการดังกล่าวจากแผ่นพับโฆษณาเอกสารหมาย จ.9 และทราบจากพนักงานขายของโครงการว่าเป็นโครงการของคุณหญิงศศิมา และเป็นโครงการในเครือของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ พยานทั้งห้าจึงให้ความเชื่อถือในโครงการและตกลงซื้อห้องชุดในโครงการดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้บริหารการขายซึ่งรับค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 โดยทำหน้าที่ชักชวนประชาชนให้มาซื้อห้องชุดในโครงการเท่านั้น ใบโฆษณาเอกสารหมาย จ.18 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำ จำเลยที่ 2 เพียงมีหน้าที่รับไปแจกจ่ายเท่านั้น เห็นว่า ตามใบโฆษณาเอกสารหมาย จ.9 มีข้อความว่า "บริษัทแผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (จำเลยที่ 2) ได้เล็งเห็นถึงความเจริญเติบโตทางธุรกิจที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในย่านประตูน้ำจึงพัฒนาแนวคิดทางด้านการจัดศูนย์รวมการค้าขาย ทั้งประเภทการค้าส่งและการค้าปลีกเป็นรูปแบบใหม่ให้เข้ามารวมอยู่ในจุดเดียวกันในชื่อโครงการว่า "โครงการประตูทองพลาซ่าและคอนโดมิเนียม" โดยมอบหมายให้บริษัทโกลเด้น เกท พลาซ่า จำกัด" ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเข้ารับผิดชอบเป็นเจ้าของโครงการ และเอกสารโฆษณาหมาย จ.18 แผ่นที่ 5 มีข้อความว่า "...รับประกันโดยบริษัทแผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทั้งหมดเป็นหลักประกันความสำเร็จที่ชัดเจนสำหรับธุรกิจในอนาคตของคุณ" และแผ่นที่ 15 และ 21 มีข้อความว่า "เจ้าของโครงการและกรรมสิทธิ์ที่ดินบริษัทโกลเด้น เกท พลาซ่า จำกัด ทุนจดทะเบียน 10,000,000 บาท บริหารโครงการโดยบริษัทแผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (บมจ. 474) ทุนจดทะเบียน 750,000,000 บาท (ชำระเต็มมูลค่า) ประธานกรรมการคุณหญิงศศิมา กรรมการผู้จัดการ นายประภา..." ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ และข้อความดังกล่าวย่อมทำให้พยานโจทก์และประชาชนทั่วไปที่พบเห็นข้อความดังกล่าวเข้าใจว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินธุรกิจโครงการประตูทองพลาซ่าและคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 มีทุนจดทะเบียนสูงถึง 750,000,000 บาท ขณะที่จำเลยที่ 1 มีทุนจดทะเบียนเพียง 10,000,000 บาท และในเอกสารดังกล่าวมีข้อความย้ำหลังข้อความเกี่ยวกับทุนจดทะเบียนของจำเลยที่ 2 ว่า "ชำระเต็มมูลค่า" ประกอบด้วยย่อมจูงใจให้ผู้พบเห็นข้อความนี้เชื่อถือโครงการดังกล่าวจากฐานะความมั่นคงของจำเลยที่ 2 ประกอบกับนางสาวปิยะพรพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคที่ซื้อห้องชุดในโครงการดังกล่าวคนหนึ่งเบิกความว่า ก่อนตกลงซื้อพยานได้รับหนังสือเชิญชวนจากจำเลยที่ 2 ให้ซื้ออาคารและห้องชุดของจำเลยที่ 2 และบริษัทในเครือรวมทั้งโครงการประตูทองพลาซ่าและคอนโดมิเนียมด้วย ซึ่งเป็นการยืนยันว่าโครงการประตูทองพลาซ่าและคอนโดมิเนียมเป็นโครงการหนึ่งในเครือของจำเลยที่ 2 ข้ออ้างที่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้บริหารโครงการทำหน้าที่ขายและไม่รู้เห็นในการจัดทำเอกสารโฆษณาหมาย จ.18 ทั้งเหตุที่ต้องระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้บริหารโครงการเพื่อเป็นการปฏิบัติตามที่กฎกระทรวงฉบับที่ 4 ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 นั้น ไม่สมเหตุสมผล จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ แม้ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเอกสารหมาย จ.2 จ.3 จ.7 จ.10 และ จ.19 เป็นการทำสัญญาระหว่างผู้บริโภคทั้ง 21 ราย ในคดีนี้กับจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวย่อมฟังได้โดยแจ้งชัดว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันดำเนินธุรกิจโครงการประตูทองพลาซ่าและคอนโดมิเนียมโดยต่างมีประโยชน์ร่วมกันในโครงการดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อผู้บริโภคทั้ง 21 ราย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ผู้บริโภคทั้ง 21 ราย มิได้ร้องเรียนจำเลยที่ 2 และไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินคดีแทนนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 10 บัญญัติให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจและหน้าที่ "(1) พิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจ... (7) ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคที่คณะกรรมการเห็นสมควร หรือมีผู้ร้องขอตามมาตรา 39" และมาตรา 39 บัญญัติว่า "ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควรเข้าดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค หรือเมื่อได้รับคำร้องขอจากผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิ ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม..." เมื่อพิจารณาบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวแล้วเห็นว่า นอกจากโจทก์มีอำนาจดำเนินคดีแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค เมื่อได้รับคำร้องขอจากผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิแล้วโจทก์ยังมีอำนาจดำเนินคดีแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคเมื่อโจทก์เห็นสมควรได้ด้วย สำหรับกรณีผู้บริโภคทั้ง 21 รายในคดีนี้ โจทก์มีนายกฤษณ์ นิติกรประจำสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเบิกความประกอบบันทึกสรุปข้อเท็จจริงการดำเนินคดีแพ่งจำเลยทั้งสอง และรายงานการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภค (ชุดที่ 21) และรายงานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคครั้งที่ 5/2543 เอกสารหมาย จ.20 และ จ.21 ว่าโจทก์ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 จึงถือว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินโครงการประตูทองพลาซ่าและคอนโดมิเนียม เห็นว่า การดำเนินคดีแพ่งจำเลยทั้งสองจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม โจทก์จึงมีมติให้ดำเนินคดีแพ่งแก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและเหตุผลดังที่ศาลได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น มติของโจทก์ที่ให้ดำเนินคดีแพ่งแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งร่วมกับจำเลยที่ 1 ละเมิดสิทธิของผู้บริโภคทั้ง 21 ราย จึงเป็นไปตามอำนาจของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 10 และ 39 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงและโจทก์ดำเนินคดีเองโดยไม่ได้แต่งตั้งทนายความ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นเป็นพับและกำหนดให้ฝ่ายจำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์และศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์และมิได้สั่งเรื่องความรับผิดในชั้นที่สุดของค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคยกขึ้นเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะที่สั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในส่วนของโจทก์เป็นพับ โดยให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแก่โจทก์กับให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ฝ่ายจำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะที่ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัทโกลเด้น เกท พลาซ่า จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2616/2553
#504659
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพื่อบอกให้ผู้เสียหายเบาวิทยุที่เปิดเสียงดังหรือการที่จำเลยเข้าไปหานาง ก. นั้น ถือว่ามีเหตุอันสมควร การเข้าไปของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก แต่เมื่อผู้เสียหายไล่ให้จำเลยออกจากบ้านแล้ว จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะอยู่อีก การที่จำเลยยังคงอยู่และใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย มีอาวุธมีดและกระทำในเวลากลางคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยมีมีดปลายแหลมเป็นอาวุธติดตัวบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของนายปราโมทย์ ผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้าย และจำเลยมีเจตนาฆ่าใช้มีดปลายแหลมดังกล่าวแทงผู้เสียหาย 2 ครั้ง แต่การระทำไม่บรรลุผลเพียงแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานบุกรุก จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 13 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 คงให้จำคุกจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น 12 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายพักอาศัยรวมอยู่กับนางสมคิด มารดา นางกรรณิการ์ พี่สาว และพี่น้องรวมทั้งหมด 7 คน วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา หลังจากที่ผู้เสียหายกับพวกอีก 2 คน ช่วยกันทาสีบ้านเสร็จได้จัดเตรียมอาหารและสุราเพื่อดื่มและรับประทานกันได้เปิดเครื่องเสียงฟังเพลง จำเลยซึ่งเป็นญาติห่างๆ กับผู้เสียหายได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาจอดอยู่บริเวณหน้าบ้าน แล้วเดินลงจากรถจักรยานยนต์เข้าไปในบ้านผู้เสียหายเข้าไปพูดกับผู้เสียหาย ต่อมาได้เกิดการด่าทอและทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน แล้วจำเลยใช้อาวุธมีดที่พกติดตัวมาแทงผู้เสียหายถูกที่นิ้วมือข้างซ้าย 2 แผล และที่หน้าท้องข้างขวายาวประมาณ 2 เซนติเมตร บาดแผลลึกประมาณ 8 เซนติเมตร คมมีดถูกตับฉีกขาดเลือดออก แพทย์ต้องรักษาโดยการผ่าตัดเย็บซ่อมตับและห้ามเลือด ระหว่างเกิดเหตุนางสมคิดได้เข้าห้ามจำเลยจึงขึ้นรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายหลบหนีไป

เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ก่อนว่า จำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกเข้าไปในเหคสถานของผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า สภาพบ้านของผู้เสียหายเป็นบ้านเดี่ยวปลูกอยู่ในที่ดินซึ่งมีบริเวณหน้าบ้าน การที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายซึ่งตามทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยเข้าไปบอกผู้เสียหายให้เบาวิทยุที่เปิดเสียงดัง หรือตามทางนำสืบของจำเลยว่าเข้าไปหานางกรรณิการ์ การเข้าไปของจำเลยด้วยเหตุดังกล่าวจึงไปโดยมีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด แต่เมื่อผู้เสียหายไล่ให้จำเลยออกจากบ้านแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่อีก การที่จำเลยยังคงอยู่และใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย มีอาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย มีอาวุธมีดและกระทำในเวลากลางคืน แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายกับจำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองมาก่อน กลับได้ความว่าเป็นญาติกัน หากจำเลยไม่ด่าผู้เสียหายดังที่ผู้เสียหายเบิกความ ก็ไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายจะไปทำร้ายจำเลย ดังนั้น ที่ผู้เสียหายและนางสมคิดเบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นด่าผู้เสียหายก่อน จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ การที่จำเลยด่าผู้เสียหายก่อนทำให้ผู้เสียหายโกรธแล้วเข้าผลักจำเลย จึงเป็นเหตุให้มีการชกต่อยกันและจำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้เริ่มต้นในการทำร้ายก่อนที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายทำร้ายนายสามารถนั้น หากเป็นจริงนายสามารถย่อมจะต้องร้องทุกข์ดำเนินคดีผู้เสียหายแล้ว แต่นายสามารถหาได้กระทำไม่ และที่จำเลยฎีกาว่าใช้อาวุธมีดแทงใส่ผู้เสียหายโดยสะเปะสะปะนั้น ขัดกับคำเบิกความของจำเลยเองที่ว่าจำเลยไม่พอใจที่ผู้เสียหายชกต่อยจำเลยและยังไปชกต่อยนายสามารถอีก จึงชักมีดออกมาแทงสวนไปขณะที่ผู้เสียหายวิ่งสวนเข้ามาทางประตูหน้าบ้าน จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดแล้วหาได้สำนึกในการกระทำกลับต่อสู้คดีมาตลอด ทั้งมิได้บรรเทาความเสียหายแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษมาในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธณณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 364 ม. 365 (1) (2) (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายกมลหรือปุ้น ถนอมทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2616/2553
#509557
เปิดฉบับเต็ม

บ้านของผู้เสียหายเป็นบ้านเดี่ยวปลูกอยู่ในที่ดินซึ่งมีบริเวณหน้าบ้าน การที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายบอกผู้เสียหายให้เบาวิทยุที่เปิดเสียงดัง เป็นการเข้าไปโดยีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด แต่เมื่อผู้เสียหายไล่ให้จำเลยออกจากบ้านแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่อีก การที่จำเลยยังคงอยู่และใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย มีอาวุธมีดและกระทำในเวลากลางคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 1 ธันวาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีมีดปลายแหลมเป็นอาวุธติดตัวบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของนายปราโมทย์ ผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้าย และจำเลยมีเจตนาฆ่าใช้มีดปลายแหลมดังกล่าวแทงผู้เสียหาย 2 ครั้ง แต่การกระทำไม่บรรลุผลเพียงแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จังหวัดสงขลา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานบุกรุก จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 13 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 คงให้จำคุกจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น 12 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายพักอยู่ที่บ้านเลขที่ 223 ซอยมิตรเมืองลุง ถนนริมทางรถไฟนอก ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยพักอาศัยรวมอยู่กับนางสมคิด มารดา นางกรรณิการ์ พี่สาว และพี่น้องรวมทั้งหมด 7 คน วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา หลังจากที่ผู้เสียหายกับพวกอีก 2 คน ช่วยกันทาสีบ้านเสร็จได้จัดเตรียมอาหารและสุราเพื่อดื่มและรับประทานกันได้เปิดเครื่องเสียงฟังเพลง จำเลยซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ กับผู้เสียหายได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาจอดอยู่บริเวณหน้าบ้าน แล้วเดินลงจากรถจักรยานยนต์เข้าไปในบ้านผู้เสียหายเข้าไปพูดกับผู้เสียหาย ต่อมาได้เกิดการด่าทอและทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน แล้วจำเลยใช้อาวุธมีดที่พกติดตัวมาแทงผู้เสียหายถูกที่นิ้วมือข้างซ้าย 2 แผล และที่หน้าท้องข้างขวายาวประมาณ 2 เซนติเมตร บาดแผลลึกประมาณ 8 เซนติเมตร คมมีดถูกตับฉีกขาดเลือดออก แพทย์ต้องรักษาโดยการผ่าตัดเย็บซ่อมตับและห้ามเลือด ระหว่างเกิดเหตุนางสมคิดได้เข้าห้าม จำเลยจึงขึ้นรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายหลบหนีไป นางสมคิดได้โทรศัพท์แจ้งนางกรรณิการ์ให้ทราบเรื่อง นางกรรณิการ์ได้ไปแจ้งความกล่าวโทษจำเลยต่อพันตำรวจตรีบัญญัติ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสงขลา และต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2544 จำเลยเข้ามอบตัวต่อสู้คดี ชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ

เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ก่อนว่า จำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ตามภาพถ่ายหมาย จ. 3 สภาพบ้านของผู้เสียหายเป็นบ้านเดี่ยวปลูกอยู่ในที่ดินซึ่งมีบริเวณหน้าบ้าน การที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายซึ่งตามทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยเข้าไปบอกผู้เสียหายให้เบาวิทยุที่เปิดเสียงดัง หรือตามทางนำสืบของจำเลยว่าเข้าไปหานางกรรณิการ์ การเข้าไปของจำเลยด้วยเหตุดังกล่าวจึงเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด แต่เมื่อผู้เสียหายไล่ให้จำเลยออกจากบ้านแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่อีก การที่จำเลยยังคงอยู่และใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย มีอาวุธมีดและกระทำในเวลากลางคืน แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายเบิกความรับว่า ผลักอกจำเลยก่อนทำให้จำเลยเซล้มลง เจือสมกับคำเบิกความของนายสามารถ พยานจำเลยที่เห็นผู้เสียหายเข้ามาทำร้ายจำเลยก่อนโดยใช้ขวดเบียร์ตีศีรษะของจำเลย แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิใช่คนก่อเรื่องทะเลาะนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายกับจำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองมาก่อน กลับได้ความว่าเป็นญาติกันหากจำเลยไม่ด่าผู้เสียหายดังที่ผู้เสียหายเบิกความ ก็ไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายจะไปทำร้ายจำเลย ดังนั้น ที่ผู้เสียหายและนางสมคิดเบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ด่าผู้เสียหายก่อน จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ การที่จำเลยด่าผู้เสียหายก่อนทำให้ผู้เสียหายโกรธแล้วเข้าผลักจำเลย จึงเป็นเหตุให้มีการชกต่อยกันและจำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้เริ่มต้นในการทำร้ายก่อน นอกจากนี้ชั้นสอบสวนจำเลยมิได้ให้การถึงรายละเอียดดังกล่าวไว้ หากเป็นความจริงควรที่จำเลยจะให้การต่อพนักงานสอบสวนเพื่อที่พนักงานสอบสวนจะได้ใช้ดุลพินิจประกอบในการพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องจำเลย นอกจากนี้จำเลยเบิกความว่า ผู้เสียหายเงื้อขวดสุราจะตีศีรษะจำเลย จำเลยยกแขนขึ้นบังจึงทำให้มือของจำเลยไปถูกแขนของผู้เสียหายที่ถือขวดสุราทำให้ขวดสุราหลุดจากมือของผู้เสียหายแฉลบมาโดนศีรษะจำเลยกระเด็นตกลงพื้น ทำให้จำเลยได้รับบาดเจ็บช้ำที่ศีรษะ แต่นายสามารถกลับเบิกความว่า ผู้เสียหายถือขวดสุราเงื้อจะตีศีรษะของจำเลย แต่ขวดสุราหลุดจากมือของผู้เสียหาย ทำให้ขวดไม่ถูกจำเลย คำเบิกความของจำเลยกับนายสามารถจึงแตกต่างกัน หากเป็นความจริงก็น่าที่จะเบิกความเหมือนกัน ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายทำร้ายนายสามารถนั้น หากเป็นจริงนายสามารถย่อมจะต้องร้องทุกข์ดำเนินคดีผู้เสียหายแล้ว แต่นายสามารถหาได้กระทำไม่ และที่จำเลยฎีกาว่าใช้อาวุธมีดแทงใส่ผู้เสียหายโดยสะเปะสะปะนั้น ขัดกับคำเบิกความของจำเลยเองที่ว่า จำเลยไม่พอใจที่ผู้เสียหายชกต่อยจำเลยและยังไปชกต่อยนายสามารถอีก จึงชักมีดออกมาแทงสวนไปขณะที่ผู้เสียหายวิ่งสวนเข้ามาทางประตูหน้าบ้าน จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดแล้วหาได้สำนึกในการกระทำกลับต่อสู้คดีมาตลอด ทั้งมิได้บรรเทาความเสียหายแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายกมลหรือปุ้น ถนอมทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2613/2553
#506547
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/60 วรรคสอง มีความหมายว่า ผลของคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน แล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลอื่นซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้จะต้องรับผิดเช่นไรต้องเป็นไปตามกฎหมายต่างๆ ซึ่งว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ดังนี้ในส่วนตัวลูกหนี้ย่อมได้รับการปลดเปลื้องความรับผิดในส่วนที่ขาดโดยผลของกฎหมายฟื้นฟูกิจการ แต่ในส่วนผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดก็เมื่อหนี้นั้นได้ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 698 การที่แผนฟื้นฟูกิจการในคดีนี้กำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียวย่อมเป็นการขัดต่อ พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/60 วรรคสองดังกล่าว อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่ยังขาด โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ได้รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งรับซื้อสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยซัมมิท จำกัด บริษัทเงินทุนเฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ได้ทำสัญญาเงินกู้หมุนเวียนและเป็นลูกหนี้ค้างชำระแก่บริษัทดังกล่าว โดยมีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากโจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัดได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้หลายรายรวมทั้งโจทก์ สำหรับหนี้ในส่วนของโจทก์นั้นบริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ยอมรับว่า ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2542 บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด มีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์รวมเป็นเงินจำนวน 298,196,569.22 บาท แต่บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ผิดเงื่อนไขตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ในวันที่ 20 ตุลาคม 2543 บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 869/2543 คดีหมายเลขแดงที่ 893/2543 ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการบริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการไม่ครบถ้วนตามสัญญาสินเชื่อเดิม จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์โดยหนี้ที่รับโอนมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยซัมมิท จำกัด จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์จำนวน 91,828,128.07 บาท หนี้ที่รับโอนมาจากบริษัทเงินทุนเฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดต่อโจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 419,297,211.74 บาท หนี้ที่รับโอนมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดรวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 19,425,667.39 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 530,551,007.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 235,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6213 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาใช้หนี้โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 419,297,211.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 170,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ได้รับชำระหนี้จากบริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ตามแผนฟื้นฟูกิจการที่โจทก์เห็นชอบกับแผนแล้ว หนี้ประธานและหนี้อุปกรณ์จึงระงับ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้โจทก์ไม่ได้สงวนสิทธิจะเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แผนฟื้นฟูกิจการมีข้อตกลงว่าเจ้าหนี้จะไม่เรียกร้องเอาจากผู้ค้ำประกันอีก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ การโอนสิทธิเรียกร้องหนี้ตามฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมจึงระงับทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เคยลงนามในแบบพิมพ์สัญญาค้ำประกันที่ยังไม่ได้กรอกข้อความสัญญาค้ำประกันจึงเป็นเอกสารปลอม ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ ดอกเบี้ยส่วนที่เกิน 5 ปี ตามฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัดทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์เป็นเงินต้นจำนวน 235,000,000 บาท เป็นดอกเบี้ยจำนวน 63,196,569.22 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 298,196,569.22 บาท ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ฟื้นฟูกิจการ โดยศาลล้มละลายกลางเห็นชอบด้วยกับแผนฟื้นฟูกิจการตามแผนฟื้นฟูกิจการเอกสารหมาย ล. 18 และตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง โดยแผนฟื้นฟูกิจการเอกสารหมาย ล.18 บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ต้องชำระในมูลหนี้เดียวกับที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้เป็นจำนวนเงิน 52,845,247 บาท ซึ่งบริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ได้ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการให้แก่เจ้าหนี้ครบถ้วนรวมทั้งโจทก์ด้วย หลังจากนั้นศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของบริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ต่อมาโจทก์นำหนี้ในมูลหนี้เดียวกันกับที่บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางมาฟ้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดในหนี้ที่ยังเหลืออยู่ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอ้างเหตุผลว่าโจทก์ย่อมไม่สามารถนำหนี้ตามฟ้องซึ่งเป็นมูลหนี้เดียวกันมาฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันให้รับผิดและฟ้องบังคับจำนองได้อีกเนื่องจากหนี้ดังกล่าวระงับสิ้นแล้วตามแผนฟื้นฟูกิจการเอกสารหมาย ล.18 ข้อ 6.3.1.3 (3) ข้อ 6.3.1.4 (2) (3) ข้อ 6.3.3 ที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง บัญญัติว่า คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกัน หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน...นั้น ซึ่งมีความหมายว่าผลของคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน แล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลอื่นซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้จะต้องรับผิดเช่นไรต้องเป็นไปตามกฎหมายต่างๆ ซึ่งว่าต้องความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ดังนี้ ในส่วนตัวลูกหนี้ย่อมได้รับการปลดเปลื้องความรับผิดในส่วนที่ขาดโดยผลของกฎหมายฟื้นฟูกิจการแต่ในส่วนผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดก็เมื่อหนี้นั้นได้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 การที่แผนฟื้นฟูกิจการในคดีนี้กำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียวย่อมเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสองดังกล่าว อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่ยังขาด โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่หรือไม่ เมื่อศาลฎีกวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้ว จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์เช่นนี้ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 600,000 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ให้คืนค่าขึ้นศาลฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 698
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/60 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายทองห่อ ไผ่ตง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2613/2553
#508241
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง มีความหมายว่าผลของคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน แล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลอื่นซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้จะต้องรับผิดเช่นไร ต้องเป็นไปตามกฎหมายต่างๆ ซึ่งว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ดังนี้ ในส่วนตัวลูกหนี้ย่อมได้รับการปลดเปลื้องความรับผิดในส่วนที่ขาดโดยผลของกฎหมายฟื้นฟูกิจการ แต่ในส่วนผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดก็เมื่อหนี้นั้นได้ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 698 การที่แผนฟื้นฟูกิจการในคดีนี้กำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียวย่อมเป็นการขัดต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่ยังขาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ได้รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งรับซื้อสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยซัมมิท จำกัด บริษัทเงินทุนเฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ได้ทำสัญญาเงินกู้หมุนเวียนและเป็นลูกหนี้ค้างชำระแก่บริษัทดังกล่าว โดยมีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากโจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้หลายรายรวมทั้งโจทก์ สำหรับหนี้ในส่วนของโจทก์นั้นบริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด มีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์รวมเป็นเงินจำนวน 235,000,000 บาท เป็นดอกเบี้ยจำนวน 63,196,569.22 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 298,196,569.22 บาท แต่บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ผิดเงื่อนไขตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ในวันที่ 20 ตุลาคม 2543 บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 869/2543 คดีหมายเลขแดงที่ 893/2543 ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการไม่ครบถ้วน ตามสัญญาสินเชื่อเดิม จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ โดยหนี้ที่รับโอนมาจากบริษัทเงินทุนทรัพย์ไทยซัมมิท จำกัด จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดจำนวน 50,000,000 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระนับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 41,828,128.08 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 91,828,128.08 บาท หนี้ที่รับโอนมาจากบริษัทเงินทุนเฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดต่อโจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น175,000,000 บาท ดอกเบี้ยค้างชำระนับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2540 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 244,297,211.74 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 419,297,211.74 บาท หนี้ที่รับโอนมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเงินต้นจำนวน 10,000,000 บาท และดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันฟ้องหักดอกเบี้ยที่ชำระแล้ว บางส่วนเป็นดอกเบี้ยจำนวน 9,425,667.39 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 19,425,667.39 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 530,551,000.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 235,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6213 ตำบลบางขัน อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาใช้หนี้โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 419,297,211.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 170,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ได้รับชำระหนี้จากบริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ตามแผนฟื้นฟูกิจการที่โจทก์เห็นชอบกับแผนแล้ว หนี้ประธานและหนี้อุปกรณ์จึงระงับ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้โจทก์ไม่ได้สงวนสิทธิจะเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แผนฟื้นฟูกิจการมีข้อตกลงว่าเจ้าหนี้จะไม่เรียกร้องเอาจากผู้ค้ำประกันอีก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ การโอนสิทธิเรียกร้องหนี้ตามฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมจึงระงับทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เคยลงนามในแบบพิมพ์สัญญาค้ำประกันที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ สัญญาค้ำประกันจึงเป็นเอกสารปลอม ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ ดอกเบี้ยส่วนที่เกิน 5 ปี ตามฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัดทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ เป็นเงินต้นจำนวน 235,000,000 บาท เป็นดอกเบี้ยจำนวน 63,196,569.22 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 298,196,569.22 บาท ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เอกสารหมาย จ.25 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ฟื้นฟูกิจการ ตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย จ.28 โดยศาลล้มละลายกลางเห็นชอบด้วยกับแผนฟื้นฟูกิจการตามแผนฟื้นฟูกิจการเอกสารหมาย ล. 18 และตามคำสั่งศาลล้มละลายกลางเอกสารหมาย จ.29 โดยแผนฟื้นฟูกิจการเอกสารหมาย ล.18 บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ต้องชำระในมูลหนี้เดียวกับที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้เป็นจำนวนเงิน 52,845,247 บาท ซึ่งบริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ได้ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการให้แก่เจ้าหนี้ครบถ้วนรวมทั้งโจทก์ด้วย หลังจากนั้นศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของบริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ตามสำเนาคำสั่งศาลล้มละลายกลางเอกสารหมาย จ.29 ต่อมาโจทก์นำหนี้ในมูลหนี้เดียวกันกับที่บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางมาฟ้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดในหนี้ที่ยังเหลืออยู่ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เอกสารหมาย จ.25 แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอ้างเหตุผลว่าโจทก์ย่อมไม่สามารถนำหนี้ตามฟ้องซึ่งเป็นมูลหนี้เดียวกันมาฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันให้รับผิดและฟ้องบังคับจำนองได้อีก เนื่องจากหนี้ดังกล่าวระงับสิ้นแล้วตามแผนฟื้นฟูกิจการเอกสารหมาย ล.18 ข้อ 6, 3, 1, 3 (3) ข้อ 6, 3, 1, 4 (2) (3) ข้อ 6, 3, 3 ที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง บัญญัติว่า คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกัน หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน...นั้น ซึ่งมีความหมายว่าผลของคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน แล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลอื่นซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้จะต้องรับผิดเช่นไรต้องเป็นไปตามกฎหมายต่างๆ ซึ่งว่าต้องความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ดังนี้ ในส่วนตัวลูกหนี้ย่อมได้รับการปลดเปลื้องความรับผิดในส่วนที่ขาดโดยผลของกฎหมายฟื้นฟูกิจการแต่ในส่วนผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดก็เมื่อหนี้นั้นได้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 การที่แผนฟื้นฟูกิจการในคดีนี้ กำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียวย่อมเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง ดังกล่าวอันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่ยังขาด โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่หรือไม่ เมื่อศาลฎีกวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้ว จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์เช่นนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 600,000 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ให้คืนค่าขึ้นศาลฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 698
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายทองห่อ ไผ่ตง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2610/2553
#499678
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารประชาสัมพันธ์เป็นการเชิญชวนให้ลูกค้าของโจทก์เข้าร่วมสัมมนาที่โจทก์จัดขึ้น องค์ประกอบสำคัญของเอกสารประชาสัมพันธ์การอบรมสัมมนาดังกล่าว ไม่ว่าผู้ใดจัดอบรมสัมมนาก็ต้องระบุชื่อผู้จัดการอบรม ชื่อหลักสูตร หัวข้อการอบรม ชื่อวิทยากร อัตราค่าอบรม วัน เวลา สถานที่อบรม เพื่อเป็นข้อมูลให้ลูกค้าใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะอบรมหรือไม่ ซึ่งล้วนเป็นรายละเอียดที่จำต้องระบุไว้ในเอกสารประชาสัมพันธ์ทั่วไป ดังนั้น ชื่อหรือหัวข้อหลักสูตรการสัมมนาตามเอกสารประชาสัมพันธ์ของผู้จัดแต่ละสถาบันจึงอาจซ้ำกันได้ เมื่อพิจารณาเอกสารประชาสัมพันธ์ของโจทก์แล้ว ส่วนที่สำคัญที่เป็นสาระคือหัวข้อสัมมนาหรืออบรม ซึ่งแม้จะมีการรวบรวมข้อมูลจัดลำดับเกี่ยวกับทางบัญชีและกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร ก็เป็นเพียงเนื้อหาบางส่วนของชื่อหัวข้อซึ่งอาจจะซ้ำกับคนอื่นได้ เอกสารประชาสัมพันธ์ของโจทก์ดังกล่าว จึงยังไม่ถึงกับเป็นการใช้ความรู้ความสามารถ สติปัญญาวิริยะอุตสาหะที่เพียงพอถึงขนาดที่จะถือว่าเป็นการริเริ่มสร้างสรรค์งานนิพนธ์อันเป็นวรรณกรรมที่จะได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามที่ออกเอกสารประชาสัมพันธ์ในการจัดอบรม แม้จะมีลักษณะข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรการสัมมนาของโจทก์อยู่บ้าง จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์เอกสารประชาสัมพันธ์ของโจทก์ และเมื่อพิจารณาเอกสารประชาสัมพันธ์ของโจทก์เปรียบกับของจำเลยทั้งสามแล้ว จะเห็นได้ว่า แม้เอกสารประชาสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยต่างวางตำแหน่งรูปรอยประดิษฐ์ลูกโลกอยู่ที่มุมบนด้านซ้ายของเอกสารเหมือนกัน ลูกโลกกลมมีขนาดเท่ากัน ตรงบริเวณกลางลูกโลกต่างมีคำภาษาอังกฤษว่า "CONSULTANT" เหมือนกัน แต่รูปลูกโลกของโจทก์อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม ส่วนของจำเลยทั้งสามไม่มีกรอบสี่เหลี่ยม ของโจทก์จะมีคำภาษาอังกฤษคำว่า "BUSINESS" เหนือคำว่า "CONSULTANT" แต่ของจำเลยทั้งสามเป็นคำภาษาอังกฤษว่า "ADVANCE" เมื่อพิจารณาในส่วนที่เป็นภาพรวมแล้วยังมีความแตกต่างกันในนัยสำคัญมาก ไม่อาจทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเอกสารประชาสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสามเป็นเอกสารประชาสัมพันธ์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันนำเอา ชื่อ รูป รอยประดิษฐ์รูปลูกโลกในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่น ตาม ป.อ. มาตรา 272 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 9, 15, 27, 31, 69, 70 และมาตรา 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 272

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 15 วัน และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ริบเอกสารประชาสัมพันธ์จำนวน 9 ฉบับ ซึ่งเป็นเอกสารที่จำเลยทั้งสามใช้ในการกระทำความผิด คำขออื่นให้ยก ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27 (1) (2) ประกอบมาตรา 69 ให้ยกเสีย

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์เอกสารประชาสัมพันธ์ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4 นิยามคำว่า "ผู้สร้างสรรค์" หมายความว่า ผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งงานสร้างสรรค์ดังกล่าวผู้สร้างสรรค์จะต้องสร้างสรรค์ด้วยตนเอง กล่าวคือมิได้ลอกเลียนผู้อื่นและต้องใช้ความรู้ความสามารถสติปัญญาในระดับหนึ่งเพื่อจะก่อให้เกิดงานนั้น การที่นางสาวหทัยรัตน์กรรมการโจทก์เบิกความว่า เป็นผู้จัดทำเอกสารประชาสัมพันธ์อันประกอบด้วย ชื่อหลักสูตร สาระสำคัญของหลักสูตร หัวข้อการอบรม อัตราค่าอบรม ชื่อวิทยากร และเอกสารประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะบอกให้ลูกค้าทราบรายละเอียดในการอบรมสัมมนา เพื่อเป็นข้อพิจารณาว่าลูกค้าจะได้รับประโยชน์อย่างไรเพื่อตัดสินใจเข้าอบรมสัมมนาหรือไม่ นางสาวหทัยรัตน์จัดทำหลักสูตรโดยนำข้อมูลมาจาก (1) ประสบการณ์ที่ได้จัดฝึกอบรมมาเป็นเวลา 13 ปี (2) จากการฝึกอบรมจึงทราบถึงปัญหา แนวทางการตอบปัญหาจากการรวบรวมคำถามที่มีการถามในระหว่างการฝึกอบรม (3) การติดตามกฎหมายภาษีอากรที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (4) จากการเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทต่าง ๆ จึงทราบปัญหา (5) จากคำแนะนำของ ดร.อรรถพลสามีของนางสาวหทัยรัตน์เองซึ่งมีตำแหน่งเป็นรองอธิการบดี คณบดี บัณฑิตวิทยาลัย สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสยาม และเคยเป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ดังนั้น เอกสารประชาสัมพันธ์ของโจทก์เป็นเอกสารสำคัญต่อการประกอบธุรกิจของโจทก์เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการของโจทก์ เป็นงานวรรณกรรมที่สร้างสรรค์ เป็นการนำข้อมูลที่รวบรวม คัดเลือกและจัดลำดับเข้าด้วยกันโดยไม่ได้ลอกเลียนงานของผู้อื่น ทั้งยังนำข้อกฎหมายเกี่ยวกับการหักภาษี ณ ที่จ่ายมารวบรวมเรียบเรียงจัดลำดับใหม่เป็นหลักสูตรในการอบรมในเอกสารประชาสัมพันธ์ โดยความเพียรพยายามอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานดังกล่าวนั้น เห็นว่า เอกสารประชาสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นการเชิญชวนให้ลูกค้าของโจทก์เข้าร่วมสัมมนาที่โจทก์จัดสัมมนาขึ้น องค์ประกอบสำคัญของเอกสารประชาสัมพันธ์การอบรมสัมมนาดังกล่าวไม่ว่าผู้ใดจัดอบรมสัมมนาก็ต้องระบุชื่อผู้จัดการอบรม ชื่อหลักสูตร หัวข้ออบรม ชื่อวิทยากร อัตราค่าอบรม วัน เวลา สถานที่อบรม เพื่อเป็นข้อมูลให้ลูกค้าใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะอบรมหรือไม่ ล้วนเป็นรายละเอียดที่ต้องระบุไว้ในเอกสารประชาสัมพันธ์โดยทั่วไป แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ส่วนที่เป็น "หัวข้อการอบรม" ส่วนชื่อของหลักสูตรหรือหัวข้อของหลักสูตรอาจซ้ำกันได้ เป็นเรื่องที่บุคคลโดยทั่วไปต้องรับรู้ ใครก็สามารถจัดอบรมได้ ซึ่งนางสาวผ่องพรรณผู้อำนวยการสำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมชายรองคณบดีฝ่ายการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นวิทยากรให้แก่โจทก์และบริษัทรับจัดฝึกอบรม กับนายสุพัฒน์ผู้สอบบัญชี รับอนุญาตเป็นวิทยากรเกี่ยวกับบัญชีและภาษีอากรต่างเบิกความในทำนองเดียวกันว่า การจัดอบรมสัมมนา ชื่อ หัวข้อหลักสูตรสัมมนาของแต่ละสถาบันจะซ้ำกัน เป็นเรื่องที่สาธารณชนทั่วไปต้องรับรู้ แต่เอกสารประชาสัมพันธ์ของผู้จัดแต่ละแห่งจะไม่ซ้ำกัน โดยมีรายละเอียดและเทคนิคการเชิญชวนให้คนสนใจเข้าร่วมสัมมนาต่างกัน ซึ่งนายสาธิตกรรมการบริษัทรุ่งศิลป์ โพลีพลาสท์ จำกัด ผู้เคยร่วมสัมมนากับโจทก์ก็เบิกความยืนยันความในข้อนี้ โดยเฉพาะนางสาวผ่องพรรณยืนยันว่า ชื่อหลักสูตรอาจซ้ำกันได้ ใครก็สามารถจัดอบรมได้ เช่น ชื่อเรื่อง "BALANCE SCORE CARD" มีการจัดหลายหน่วยงานด้วยกัน ดังนั้น ชื่อหรือหัวข้อหลักสูตรการสัมมนาตามเอกสารประชาสัมพันธ์ของผู้จัดแต่ละสถาบันจึงซ้ำกันได้ ไม่ใช่เป็นสาระสำคัญของเอกสารประชาสัมพันธ์ โดยนางสาวผ่องพรรณเบิกความว่า ที่สำคัญคือการอบรมซึ่งหัวข้อการอบรมเกี่ยวกับการบัญชีใช้เวลาอบรม 18 - 27 ชั่วโมง กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรและการบัญชีประมวลรัษฎากรใช้เวลาอบรมจำนวน 9 ชั่วโมง เมื่อพิจารณาเอกสารประชาสัมพันธ์ของโจทก์เป็นเพียงเอกสารโฆษณาประชาสัมพันธ์เผยแพร่กิจการของโจทก์เพื่อผลประโยชน์ของโจทก์เท่านั้น ไม่ใช่เป็นเอกสารใช้ประกอบการอบรมหรือสัมมนา หรือเป็นเอกสารที่ต้องใช้ความรู้ ความสามารถและความวิริยะอุตสาหะสร้างสรรค์ขึ้นมา ส่วนที่สำคัญที่เป็นสาระคือหัวข้อสัมมนาหรืออบรมมีจำนวน 8 ชุด เฉลี่ยแล้วมีเนื้อหาประมาณ 22 บรรทัด เท่านั้น แม้จะมีการรวบรวมข้อมูลจัดลำดับเกี่ยวกับทางบัญชีและกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรซึ่งก็เป็นเพียงเนื้อหาบางส่วนของชื่อหัวข้อหลักสูตรที่อาจซ้ำกับบุคคลอื่น ๆ ดังกล่าว เอกสารประชาสัมพันธ์ของโจทก์ยังไม่ถึงกับเป็นการใช้ความรู้ความสามารถ สติปัญญา และความวิริยะอุตสาหะที่เพียงพอถึงขนาดที่จะถือว่าเป็นการริเริ่มสร้างสรรค์งานนิพนธ์อันเป็นวรรณกรรมที่จะได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสามที่ออกเอกสารประชาสัมพันธ์ในการจัดการอบรม แม้จะมีข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรการสัมมนาของโจทก์อยู่บ้าง ก็ยังไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์เอกสารประชาสัมพันธ์ของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27 (1) (2) ประกอบมาตรา 69 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานร่วมกันนำเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์รูปลูกโลกในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) หรือไม่ เมื่อพิเคราะห์เอกสารประชาสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสามเปรียบเทียบกับของโจทก์แล้ว จะเห็นได้ว่า แม้รูป รอยประดิษฐ์รูปโลกเอกสารประชาสัมพันธ์ทั้งของโจทก์และของจำเลยทั้งสามต่างวางตำแหน่งรูปลูกโลกอยู่ที่มุมบนด้านซ้ายของเอกสารเหมือนกัน ลูกโลกกลมมีขนาดเท่ากัน ตรงบริเวณกลางลูกโลกต่างมีคำภาษาอังกฤษว่า "CONSULTANT" เหมือนกัน แต่รูปลูกโลกของโจทก์อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม รูปลูกโลกของจำเลยทั้งสามจะไม่มีกรอบสี่เหลี่ยม ภาษาอังกฤษเหนือคำว่า "CONSULTANT" ของโจทก์จะมีคำภาษาอังกฤษว่า "BUSINESS" แต่ของจำเลยทั้งสามเป็นคำภาษาอังกฤษว่า "ADVANCE" เมื่อพิจารณาในส่วนที่เป็นภาพรวมแล้ว ยังมีความแตกต่างกันในนัยสำคัญ ไม่อาจทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเอกสารประชาสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสามเป็นเอกสารประชาสัมพันธ์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานนี้มาด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันนำเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) คืนเอกสารให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 272 (1)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบิสซิเนส คอนซัลแทนท์ เซ็นเตอร์ จำกัด
จำเลย — นายคำรณ เรืองดิษฐ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
อร่าม เสนามนตรี
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา