คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7896 -ที่ 8256/2552
#554999
เปิดฉบับเต็ม

การที่บริษัท น. กำหนดรายชื่อผู้ขายวัตถุดิบและรายชื่อผู้ผลิตชิ้นส่วนรองเท้า ส่งเจ้าหน้าที่มาประจำที่โรงงานของจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพและรูปแบบการผลิตรองเท้าของจำเลยที่ 2 เป็นกรณีที่บริษัท น. สอดแทรกเข้าไปในกระบวนการผลิตรองเท้าตั้งแต่กำหนดตัวผู้จำหน่ายวัตถุดิบ กำหนดตัวผู้ผลิตชิ้นส่วนรองเท้า จำเลยที่ 2 ไม่มีอิสระในการเลือกซื้อวัตถุดิบและเลือกจ้างผู้ผลิตชิ้นส่วนรองเท้า จนถึงในกรณีการผลิตไม่ได้คุณภาพหรือรูปแบบตามความประสงค์ของบริษัท น. เจ้าหน้าที่ของบริษัท น. ที่ประจำอยู่ที่โรงงานก็แจ้งให้จำเลยที่ 2 แก้ไขในส่วนโรงงานผลิตได้อีกด้วย ดังนั้นทุกขั้นตอนการผลิตของจำเลยที่ 2 จึงอยู่ในการควบคุมของบริษัท น. ทั้งนี้ก็เพื่อให้จำเลยที่ 2 ผลิตรองเท้าที่มีคุณภาพวัตถุดิบและคุณภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานเดียวกับรองเท้าของบริษัท น. ทั่วโลก อันเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญที่จำเลยที่ 2 ต้องทำให้สำเร็จประโยชน์ของบริษัท น. สัญญาระหว่างจำเลยที่ 2 กับบริษัท น. จึงไม่ใช่สัญญาอันมีวัตถุประสงค์ให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในรองเท้าแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ตกลงรับผลิตรองเท้าจนสำเร็จประโยชน์ในการให้คุณภาพของรองเท้าที่จำเลยที่ 2 ผลิตมีมาตรฐานเดียวกับรองเท้าของบริษัท น. ทั่วโลก จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นของบริษัท น. ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างผลิตรองเท้าตามความหมายของคำว่า "ผู้รับเหมาชั้นต้น" ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามร้อยหกสิบเอ็ดสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 361

โจทก์ทั้งสามร้อยหกสิบเอ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน

ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา ให้พิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว (จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การ)

จำเลยที่ 2 ทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง พิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยส่วนที่เหลือตามบัญชีท้ายคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามร้อยหกสิบเอ็ด ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งสามร้อยหกสิบเอ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเหมาชั้นต้นของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือไม่ พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า จำเลยที่ 2 ผลิตรองเท้าให้บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด เพียงรายเดียว ในการผลิตบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้กำหนดรูปแบบ จำนวน วัตถุดิบ และตั้งราคากลางให้จำเลยที่ 2 พิจารณา หากจำเลยที่ 2 เห็นว่าสามารถผลิตได้ตามราคากลางก็แจ้งกลับไปยังบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ทำใบยืนยันให้ทำการผลิตโดยระบุรายละเอียดขนาดรองเท้า จำนวนรองเท้าแต่ละขนาด สถานที่จัดส่ง และราคารองเท้าต่อคู่ส่งให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดซื้อวัตถุดิบจากรายชื่อผู้ขายที่บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนดเพื่อให้ใช้วัตถุดิบตามคุณภาพที่บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด แม้มีผู้จำหน่ายวัตถุดิบรายอื่น (ไม่มีรายชื่อตามที่บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด) ที่มีวัตถุดิบมีคุณภาพเดียวกันและราคาถูกกว่า จำเลยที่ 2 ก็ไม่สามารถซื้อได้ และจำเลยที่ 2 ดำเนินการผลิตจนเป็นรองเท้าสำเร็จรูปแล้วส่งให้บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผลิตชิ้นส่วนด้านบนของรองเท้าให้จำเลยที่ 2 ซึ่งผู้ผลิตชิ้นส่วนรองเท้าต้องเป็นผู้ที่บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุรายชื่อไว้ ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด จะตรวจสอบในเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานและคุณภาพสินค้า ระหว่างการผลิตมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด มาประจำที่โรงงานของจำเลยที่ 2 เพื่อตรวจสอบคุณภาพและการผลิตของจำเลยที่ 2 หากการผลิตไม่ได้คุณภาพหรือไม่ได้รูปแบบตามที่บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด เจ้าหน้าที่ของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด แจ้งฝ่ายตรวจสอบคุณภาพของจำเลยที่ 2 แล้วฝ่ายตรวจสอบคุณภาพประสานงานกับฝ่ายผลิตของจำเลยที่ 2 ให้แก้ไขปรับปรุงในส่วนของโรงงานผลิต บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด มีนโยบายทางการค้าในการควบคุมคุณภาพการผลิตของจำเลยที่ 2 ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับผู้ผลิตรายอื่นที่ผลิตรองเท้าให้บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ทั่วโลก มีเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และเจ้าหน้าที่ของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ตรวจสอบคุณภาพของงานที่จำเลยที่ 1 ผลิตว่าถูกต้องตรงตามที่กำหนดไว้หรือไม่หากตรวจสอบแล้วไม่ได้คุณภาพตามกำหนดก็สั่งให้จำเลยที่ 1 หยุดการผลิต เห็นว่า การที่บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนดรายชื่อผู้ขายวัตถุดิบและรายชื่อผู้ผลิตชิ้นส่วนรองเท้า ส่งเจ้าหน้าที่มาประจำที่โรงงานของจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพและรูปแบบการผลิตรองเท้าของจำเลยที่ 2 เป็นกรณีที่บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด สอดแทรกเข้าไปในกระบวนการผลิตรองเท้าตั้งแต่กำหนดตัวผู้จำหน่ายวัตถุดิบ กำหนดตัวผู้ผลิตชิ้นส่วนรองเท้า จำเลยที่ 2 ไม่มีอิสระในการเลือกซื้อวัตถุดิบและเลือกจ้างผู้ผลิตชิ้นส่วนรองเท้า จนถึงในกรณีการผลิตไม่ได้คุณภาพหรือรูปแบบตามความประสงค์ของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าหน้าที่ของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ประจำอยู่ที่โรงงานก็แจ้งให้จำเลยที่ 2 แก้ไขในส่วนโรงงานผลิตได้อีกด้วย ดังนั้นทุกขั้นตอนการผลิตของจำเลยที่ 2 จึงอยู่ในการควบคุมของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ทั้งนี้ก็เพื่อให้จำเลยที่ 2 ผลิตรองเท้าที่มีคุณภาพวัตถุดิบและคุณภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานเดียวกับรองเท้าของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ทั่วโลก อันเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญที่จำเลยที่ 2 ต้องทำให้สำเร็จประโยชน์ของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด สัญญาระหว่างจำเลยที่ 2 กับบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด จึงไม่ใช่สัญญาอันมีวัตถุประสงค์ให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในรองเท้าแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ตกลงรับผลิตรองเท้าจนสำเร็จประโยชน์ในการให้คุณภาพของรองเท้าที่จำเลยที่ 2 ผลิตมีมาตรฐานเดียวกับรองเท้าของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ทั่วโลก จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างผลิตรองเท้าตามความหมายของคำว่า "ผู้รับเหมาชั้นต้น" ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และเมื่อจำเลยที่ 2 ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ผลิตชิ้นส่วนรองเท้าด้านบน ตามแบบที่กำหนดในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 เพื่อประโยชน์แก่ผู้ว่าจ้าง จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้รับเหมาช่วง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสามร้อยหกสิบเอ็ดในค่าชดเชยส่วนที่เหลือตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามร้อยหกสิบเอ็ดฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในค่าชดเชยส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเพยาว์ นันทภูมิ กับพวก
จำเลย — บริษัทเซิงลิมโดไทย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นางเศรณี ศิริมังคละ
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7884/2552
#495545
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกับพวกร่วมกันครอบครองเมทแอมเฟตามีนจำนวน 27 เม็ด ตามฟ้อง จำเลยไม่อุทธรณ์ ถือว่าข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยร่วมกับพวกครอบครองเมทแอมเฟตมีนตามฟ้องหรือไม่ เป็นอันยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ร่วมกับพวกครอบครองเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องนั้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้ว จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยกับพวกร่วมกันครอบครองมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เพียง 0.235 กรัม ไม่ถึง 0.375 กรัม จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 66 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และบทบัญญัติดังกล่าวไม่มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิ ดังนั้น การที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนหน่วยการใช้ 27 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 2.694 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 0.235 กรัม จึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 66 วรรคสอง จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกับนายจงรักษ์ร่วมกันครอบครองเมทแอมเฟตามีนจำนวน 27 เม็ด ตามฟ้อง จำเลยไม่อุทธรณ์ แต่โจทก์อุทธรณ์ว่า เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยกับพวกร่วมกันครอบครองมีจำนวนหน่วยการใช้ 27 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 2.694 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.235 กรัม จึงถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกับนายจงรักษ์ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยร่วมกับนายจงรักษ์ครอบครองเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องหรือไม่ เป็นอันยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ร่วมกับนายจงรักษ์ครอบครองเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องนั้นเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้ว จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยกับนายจงรักษ์ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ปรับบทลงโทษมาหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยกับพวกร่วมกันครอบครองมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เพียง 0.235 กรัม ไม่ถึง 0.375 กรัม จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 66 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และบทบัญญัติมาตราดังกล่าวไม่มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิ ดังนั้น การที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนหน่วยการใช้ 27 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 2.694 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 0.235 กรัม จึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 66 วรรคสอง จึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 4 ปี ไม่ลงโทษปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นายบุญธรรม วงค์ปินตา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายสมศักดิ์ เชื่อมไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุภกิจ กิตสัมบันท์
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7844/2552
#554437
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 91 ความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษให้คิดจากโทษที่รวมกันทุกกระทงความผิด แต่ถ้าโทษที่เพิ่มหรือลดยังเกินกว่าที่กำหนดไว้ในมาตรา 91 (1) (2) (3) แล้ว จะต้องลงโทษไม่เกินกว่าที่มาตราดังกล่าวกำหนด เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ในความผิดหลายกระทงรวมกัน 192 เดือน แล้วจำคุก 96 เดือน นั้น ไม่เกินกว่า 10 ปี ตามมาตรา 91 (1) โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ลงแก่จำเลยจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัทเอเวอร์ โฮลี่ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมด้วยตนเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 32 กระทง เป็นจำคุก 192 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 96 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) มิได้ยกเว้นที่จะไม่บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ดังนั้น เมื่อรวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุกไม่เกิน 10 ปีแล้ว ต้องลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง จำเลยจึงต้องรับโทษจำคุก 5 ปี เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตามเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้" หมายความว่าความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษให้คิดจากโทษที่รวมกันทุกกระทงความผิด แต่ถ้าโทษที่เพิ่มหรือลดยังเกินกว่าที่กำหนดไว้ในมาตรา 91 (1) (2) (3) แล้ว จะต้องลงโทษได้ไม่เกินกว่าที่มาตราดังกล่าวกำหนด คดีนี้ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ในความผิดหลายกระทงรวมกัน 192 เดือน แล้วจำคุก 96 เดือน นั้น ไม่เกินกว่า 10 ปี ตามมาตรา 91 (1) โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ลงแก่จำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทเอเวอร์ โฮลี่ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — นางนิตยาหรืออักษิกา เกิดขุมทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายสุพจน์ อินทิวร
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7841/2552
#496755
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 16 บัญญัติว่า การนับอายุของบุคคลให้เริ่มนับแต่วันเกิด ผู้เสียหายที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2532 จึงต้องนับอายุแต่วันเกิดคือนับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2532 เป็นหนึ่งวันเต็ม ผู้เสียหายที่ 1 จึงมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2547 ตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 193/5 คดีได้ความว่า เหตุเกิดวันที่ 5 มีนาคม 2547 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา ดังนั้นขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 จึงมีอายุเกินกว่า 15 ปีบริบูรณ์แล้ว กรณีจึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 และ 317

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 91, 83

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี และจำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน สำหรับจำเลยที่ 1 รวมจำคุก 5 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี 8 เดือน และจำเลยที่ 3 จำคุก 2 ปี 8 เดือน

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ให้จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 36 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 39 ปี 4 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุเกิน 15 ปีบริบูรณ์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 16 บัญญัติว่า การนับอายุของบุคคลให้เริ่มนับแต่วันเกิด ผู้เสียหายที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2532 จึงต้องนับอายุแต่วันเกิดคือนับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2532 เป็นหนึ่งวันเต็ม ผู้เสียหายที่ 1 จึงมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2547 ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/5 คดีได้ความว่า เหตุเกิดวันที่ 5 มีนาคม 2547 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา ดังนั้นขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 จึงมีอายุเกินกว่า 15 ปีบริบูรณ์แล้ว...

อนึ่ง สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งมิได้ฎีกาในความผิดตามมาตรา 277 แต่เมื่อได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 1 อายุเกินกว่า 15 ปีบริบูรณ์ ทำให้การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่มีความผิด อันเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกและให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 16 ม. 193/5
ป.อ. ม. 276 ม. 277 ม. 317 ม. 319
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายประวิทย์หรือส้อแหละ งานแข็ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายวันชัย อินทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7841/2552
#503070
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 16 ป.พ.พ. บัญญัติว่า การนับอายุของบุคคลให้เริ่มนับแต่วันเกิด ผู้เสียหายที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2532 จึงต้องนับอายุตั้งแต่วันเกิด คือนับตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2532 เป็นหนึ่งวันเต็ม ผู้เสียหายที่ 1 จึงมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2547 ตามนัย ป.พ.พ. มาตรา 193/5 คดีได้ความว่าเหตุเกิดวันที่ 5 มีนาคม 2547 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา ดังนั้น ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 จึงมีอายุเกินกว่า 15 ปีบริบูรณ์แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 227 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีความผิดตามบทบัญญัติมาตรานี้และแม้จะมีบทบัญญัติความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราในมาตรา 276 แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 276 เช่นกัน ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้นไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 แต่ก็เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ตาม ป.อ. มาตรา 319

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 91, 83

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี และจำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน สำหรับจำเลยที่ 1 รวมจำคุก 5 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี 8 เดือน และจำเลยที่ 3 จำคุก 2 ปี 8 เดือน

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ให้จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 36 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 39 ปี 4 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุเกิน 15 ปีบริบูรณ์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 16 บัญญัติว่า การนับอายุของบุคคลให้เริ่มนับแต่วันเกิด ผู้เสียหายที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2532 จึงต้องนับอายุแต่วันเกิดคือนับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2532 เป็นหนึ่งวันเต็ม ผู้เสียหายที่ 1 จึงมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2547 ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/5 คดีได้ความว่า เหตุเกิดวันที่ 5 มีนาคม 2547 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา ดังนั้น ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 จึงมีอายุเกินกว่า 15 ปีบริบูรณ์แล้ว

ปัญหาประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ขณะขายโรตีอยู่ที่ร้าน จำเลยที่ 1 และที่ 2 มาหา จำเลยที่ 1 เป็นคนรักของผู้เสียหายที่ 1 มาก่อน จำเลยที่ 2 นั้นผู้เสียหายที่ 1 รู้จักเนื่องจากเป็นเพื่อนกับพี่ชาย จำเลยที่ 1 พูดชักชวนให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 ตอบว่าไม่ไปเนื่องจากทำงานอยู่ จากนั้นจำเลยที่ 2 กระชากแขนผู้เสียหายที่ 1 พาไปที่เต้นท์ โดยใช้วิธีเดินไปเป็นเวลานาน จำเลยที่ 2 ได้เปิดเต้นท์ จำเลยที่ 1 เข้าไปนอน จำเลยที่ 2 ผลักผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปภายในเต้นท์ จำเลยที่ 1 ได้ถอดกางเกงและกางเกงในของผู้เสียหายที่ 1 ออก จากนั้นได้เอาอวัยวะเพศของจำเลยที่ 1 สอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ชักเข้าชักออกจนมีน้ำไหลออกมาจากอวัยวะเพศของจำเลยที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอม เมื่อจำเลยที่ 1 ออกไปจากเต้นท์แล้ว ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 กำลังจะสวมกางเกง จำเลยที่ 2 ก็เข้ามาภายในเต้นท์ จากนั้นได้เอาอวัยวะเพศของตนสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ชักเข้าชักออกจนมีน้ำไหลออกมา เมื่อจำเลยที่ 2 ออกไปแล้ว จำเลยที่ 3 เข้ามาถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 1 จากนั้นได้เอาอวัยวะเพศของตนสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ชักเข้าชักออกจนมีน้ำไหลออกมา เมื่อจำเลยที่ 3 ออกไปจากเต้นท์ จำเลยที่ 2 ได้เข้ามาอีก ได้ถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 1 และเอาอวัยวะเพศของตนสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ชักเข้าชักออกจนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ยินยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมประเวณี ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ได้ร้องขอความช่วยเหลือแต่ละแวกนั้นไม่มีบ้านคน เมื่อสว่างผู้เสียหายที่ 1 ก็ได้ออกจากเต้นท์ ผู้เสียหายที่ 2 ออกติดตามจนพบผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง จึงได้ไปแจ้งความ ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า หลังจากพบกับผู้เสียหายที่ 1 แล้วได้รับแจ้งเรื่องจากผู้เสียหายที่ 1 จากนั้นจึงไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ดาบตำรวจดนัย เบิกความว่ารับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำอยู่ที่เกาะพีพี หลังจากได้รับแจ้งเหตุแล้วจึงได้ไปจับกุมตัวจำเลยทั้งสามตามบันทึกการจับกุมพันตำรวจโทณรงค์ เบิกความว่าเป็นพนักงานสอบสวนในชั้นสอบสวนได้สอบคำให้การของจำเลยทั้งสาม ปรากฏตามบันทึกคำให้การ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยที่ 1 เป็นคนรักกัน ส่วนจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 ก็รู้จักเพราะเป็นเพื่อนกับพี่ชาย แสดงว่าผู้เสียหายที่ 1 มีความสนิทสนมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อระแวงว่าผู้เสียหายที่ 1 ให้ร้ายหรือกลั่นแกล้งนั้นย่อมไม่มี หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ก็ไม่กล้ากลับบ้าน จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกตามหาจนพบ และผู้เสียหายที่ 1 ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้เสียหายที่ 2 ฟังทันที ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การว่าได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 แต่ไม่ทันสำเร็จความใคร่ จำเลยที่ 2 ให้การว่าได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าไม่ได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 ก็เป็นการกล่าวอ้างภายหลังเกิดเหตุเป็นเวลานาน ซึ่งขัดกับที่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน ข้ออ้างจึงมีน้ำหนักน้อยไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เป็นการกระทำโดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมหรือไม่ ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่าตนไม่ยินยอมให้ร่วมประเวณี แต่เมื่อคำนึงถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้เสียหายที่ 1 กับกลุ่มของจำเลยทั้งสามที่เดินไปก็เกิดเหตุโดยไม่มีการบังคับข่มขู่ สภาพเต้นท์ที่เกิดเหตุได้ความว่าไม่ใหญ่โตมาก นอนได้ไม่เกิน 2 ถึง 3 คน สูงระดับหน้าอกของผู้เสียหายที่ 1 ขณะมีการร่วมประเวณีคงอยู่ภายในเต้นท์เพียง 2 คน ส่วนอีก 2 คน ไม่อยู่ด้วยและไม่ปรากฏว่ามีการใช้อาวุธ ดังนั้น ที่ไม่มีการต่อสู้หรือร้องขอความช่วยเหลือโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุอะไรที่มาขัดขวางผู้เสียหายที่ 1 ไม่ให้กระทำการดังกล่าวได้ จึงยังมีข้อสงสัยว่าจะมีการบังคับขู่เข็ญหรือใช้กำลังประทุษร้ายหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 พยานโจทก์คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม และเมื่อได้ความดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกินกว่า 15 ปีบริบูรณ์แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีความผิดตามบทบัญญัติมาตรานี้ และแม้จะมีบทบัญญัติความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราในมาตรา 276 แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมดังกล่าวแล้วการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 276 อีกเช่นกัน

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 พรากผู้เสียหายที่ 1 ไปจากผู้เสียหายที่ 2 เพื่อการอนาจารหรือไม่ ได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาที่ร้านที่ผู้เสียหายที่ 1 ทำงานอยู่ จำเลยที่ 1 บอกผู้เสียหายที่ 1 ให้ไปส่งจำเลยที่ 2 ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 โต้แย้งหรือบอกปัด จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับผู้เสียหายที่ 1 ไปที่เต้นท์แล้วจำเลยทั้งสามก็ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 พฤติการณ์แห่งคดีแสดงว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร และที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า ผู้เสียหายที่ 1 มีสภาพร่างกายดังเช่นบุคคลอายุ 18 ปี แล้วนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพื่อนกับพี่ชายของผู้เสียหายที่ 1 รู้จักกันมาประมาณ 4 ถึง 5 ปี จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทราบว่าผู้เสียหายที่ 1 อายุเพียง 15 ปี แม้จะได้ความว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกิน 15 ปีบริบูรณ์แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 แต่ก็เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหก

อนึ่ง สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งมิได้ฎีกาในความผิดตามมาตรา 277 แต่เมื่อได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 1 อายุเกินกว่า 15 ปีบริบูรณ์ ทำให้การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่มีความผิด อันเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกและให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 16 ม. 193/5
ป.อ. ม. 276 ม. 277 ม. 317 ม. 319 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายประวิทย์หรือส้อแหละ งานแข็ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7820/2552
#496765
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อทนายโจทก์ได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยชอบแล้วและในใบแต่งทนายความโจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ดำเนินการแทนโจทก์ถึงชั้นอุทธรณ์และฎีกา กรณีนี้ย่อมถือได้ว่าโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้ว โจทก์จึงไม่มีเหตุที่จะอ้างว่าไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นเรื่องที่โจทก์และทนายโจทก์ต้องไปว่ากล่าวกันเอง เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาล่วงเลยกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา ซึ่งต้องยื่นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 อีกทั้งกรณีไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่โจทก์จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาภายหลังสิ้นระยะเวลาฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 วันที่ 3 เมษายน 2550 และส่งหมายนัดให้โจทก์และทนายโจทก์ทราบทางไปรษณีย์ โดยส่งหมายนัดให้โจทก์ตามภูมิลำเนาที่ปรากฏอยู่ในคำฟ้อง ทนายโจทก์ได้รับหมายนัดแล้ว ส่วนโจทก์ส่งให้ไม่ได้เพราะไม่มีผู้รับเมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จำเลยมาศาล ส่วนโจทก์และทนายโจทก์ไม่มา ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้จำเลยฟัง โดยถือว่าโจทก์ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2551 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอ้างว่า โจทก์ไม่ได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และนับแต่ยื่นอุทธรณ์แล้วโจทก์ไม่เคยได้รับการติดต่อจากทนายโจทก์ให้มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 กรณีเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้โจทก์ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนด ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปอีก 15 วัน ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นับแต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2546 จนถึงวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเป็นเวลาเกือบ 5 ปี โจทก์ไม่ได้รับการติดต่อจากทนายโจทก์ และทนายโจทก์ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 พฤติการณ์ของทนายโจทก์ดังกล่าวแสดงว่าไม่ประสงค์จะทำหน้าที่ทนายความให้แก่โจทก์นานแล้ว โจทก์เพิ่งทราบว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว ดังนั้นจะถือว่าเป็นความละเลยหรือความบกพร่องของโจทก์หาได้ไม่ กรณีเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้โจทก์ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนด ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องของโจทก์ไว้ไต่สวนหรือมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปอีก 15 วัน นั้น เห็นว่า เมื่อทนายโจทก์ได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยชอบแล้ว และในใบแต่งทนายความโจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ดำเนินการแทนโจทก์ถึงชั้นอุทธรณ์และฎีกา กรณีนี้ย่อมถือได้ว่าโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้ว โจทก์จึงไม่มีเหตุที่จะอ้างว่าไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นเรื่องที่โจทก์และทนายโจทก์ต้องไปว่ากล่าวกันเอง เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาวันที่ 10 มกราคม 2551 ซึ่งล่วงเลยกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาของโจทก์แล้ว โดยโจทก์ต้องยื่นฎีกาภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2550 อีกทั้งกรณีไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่โจทก์จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาภายหลังจากสิ้นระยะเวลาฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโทอรุณ สงผอม
จำเลย — นายกิตติ เบ็ญละ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอำนวย เขียวขำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางประทานพร ยอดปัญญา
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7820/2552
#508395
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อทนายโจทก์ได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยชอบแล้วและในใบแต่งทนายความโจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ดำเนินการแทนโจทก์ถึงชั้นอุทธรณ์และฎีกา กรณีนี้ย่อมถือได้ว่าโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้ว โจทก์จึงไม่มีเหตุที่จะอ้างว่าไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาวันที่ 10 มกราคม 2551 ซึ่งล่วงเลยกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาของโจทก์แล้ว โดยโจทก์ต้องยื่นฎีกาภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2550 อีกทั้งที่โจทก์อ้างว่าไม่ได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และนับแต่ยื่นอุทธรณ์แล้วโจทก์ไม่เคยได้รับการติดต่อจากทนายโจทก์ให้มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่โจทก์จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาภายหลังจากสิ้นระยะเวลาฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของโจทก์นั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 วันที่ 3 เมษายน 2550 และส่งหมายนัดให้โจทก์และทนายโจทก์ทราบทางไปรษณีย์ โดยส่งหมายนัดให้โจทก์ตามภูมิลำเนาที่ปรากฏอยู่ในคำฟ้อง ทนายโจทก์ได้รับหมายนัดแล้ว ส่วนโจทก์ส่งให้ไม่ได้เพราะไม่มีผู้รับ เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จำเลยมาศาลส่วนโจทก์และทนายโจทก์ไม่มา ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้จำเลยฟัง โดยถือว่าโจทก์ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยชอบแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2551 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอ้างว่า โจทก์ไม่ได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และนับแต่ยื่นอุทธรณ์แล้วโจทก์ไม่เคยได้รับการติดต่อจากทนายโจทก์ให้มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 กรณีเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้โจทก์ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนด ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปอีก 15 วัน ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของโจทก์ที่ว่า นับแต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2546 จนถึงวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเป็นเวลาเกือบ 5 ปี โจทก์ไม่ได้รับการติดต่อจากทนายโจทก์ และทนายโจทก์ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 พฤติการณ์ของทนายโจทก์ดังกล่าวแสดงว่าไม่ประสงค์จะทำหน้าที่ทนายความให้แก่โจทก์นานแล้ว โจทก์เพิ่งทราบว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว ดังนั้น จะถือว่าเป็นความละเลยหรือความบกพร่องของโจทก์หาได้ไม่ กรณีเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้โจทก์ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนด ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องของโจทก์ไว้ไต่สวนหรือมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปอีก 15 วัน นั้น เห็นว่า เมื่อทนายโจทก์ได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยชอบแล้วและในใบแต่งทนายความโจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ดำเนินการแทนโจทก์ถึงชั้นอุทธรณ์และฎีกา กรณีนี้ย่อมถือได้ว่าโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้ว โจทก์จึงไม่มีเหตุที่จะอ้างว่าไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นเรื่องที่โจทก์และทนายโจทก์ต้องไปว่ากล่าวกันเอง เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวบายื่นฎีกาวันที่ 10 มกราคม 2551 ซึ่งล่วงเลยกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาของโจทก์แล้ว โดยโจทก์ต้องยื่นฎีกาภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2550 อีกทั้งกรณีไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่โจทก์จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาภายหลังจากสิ้นระยะเวลาฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโทอรุณ สงผอม
จำเลย — นายกิตติ เบ็ญละ
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7819/2552
#497658
เปิดฉบับเต็ม

การที่พนักงานธนาคารหรือธนาคารเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของลูกค้าไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์เพราะเงินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร ธนาคารมีหน้าที่เพียงคืนเงินเท่าจำนวนที่ลูกค้าฝากเท่านั้น โดยไม่จำต้องเป็นตัวเงินที่ลูกค้านำมาฝาก

ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ ฯ มาตรา 12 (9) บัญญัติห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการใด ๆ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศหรือแก่ประโยชน์ของประชาชน หรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็นธรรม หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือต่อการแข่งขันในระบบสถาบันการเงิน หรือเป็นการผูกขาดหรือจำกัดตัดตอนทางเศรษฐกิจ เป็นการบัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมและกำกับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ และเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวม อันเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์กระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ ฯ มาตรา 12 (9) จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1), (7), 50, 83, 84, 90, 91 พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9), 44, 46, 46 ทวิ, 46 นว (1), (3) ให้มีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ประกอบการธนาคารพาณิชย์เป็นเวลา 5 ปี

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่จะครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 นั้น จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต แต่กรณีตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ปรากฏว่า เงินจำนวนที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปเป็นเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 ที่ฝากไว้กับจำเลยทั้งสอง เงินจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับฝากย่อมมีสิทธิที่จะบริหารจัดการเงินฝากจำนวนดังกล่าวนั้นประการใดก็ได้ จำเลยทั้งสองคนมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตามจำนวนที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองไม่จำต้องส่งคืนเป็นเงินจำนวนอันเดียวกับที่ฝากไว้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 จึงมิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไป การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ทั้งสองประการต่อมาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) หรือไม่ เห็นว่า ข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) บัญญัติห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นความผิดไว้ว่า "กระทำการใด ๆ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศหรือแก่ประโยชน์ของประชาชน หรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็นธรรม หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือต่อการแข่งขันในระบบสถาบันการเงิน หรือเป็นการผูกขาดหรือจำกัดตัดตอนทางเศรษฐกิจ..." เป็นการบัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมและกำกับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ กับเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวม อันเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในกรณีธนาคารพาณิชย์กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 12 (9)
ชื่อคู่ความ
ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางเขน เอนยิเนียริ่งเวอร์คแอนด
โจทก์ — คอนสตรัคท์ชั่น กับพวก
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายโชคชัย รุจินินนาท
ศาลอุทธรณ์ — นางภคมณฑน์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7819/2552
#503080
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ฝากเงินไว้กับธนาคารจำเลยที่ 1 เงินจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับฝากย่อมมีสิทธิที่จะบริหารจัดการเงินฝากนั้นประการใดก็ได้ คงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตามจำนวนที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น โดยไม่จำต้องส่งคืนเป็นเงินจำนวนอันเดียวกับที่ฝากไว้ การที่จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 จึงมิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไป ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์

พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) บัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมและกำกับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ กับเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวม อันเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในกรณีธนาคารพาณิชย์กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีโจทก์ที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ที่ 1 เป็นบุคคลล้มละลายตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ล.31/2544 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ โจทก์ทั้งสองเปิดบัญชีเงินฝากกับจำเลยที่ 1 สาขาสำนักพลับพลาไชย ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการ เมื่อระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2526 เวลากลางวัน จนถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2550 เวลากลางวัน ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน จำเลยทั้งสองร่วมกับพวกกระทำความผิดด้วยการใช้กลอุบายลักทรัพย์เอาเงินจำนวน 500,000 บาท ของโจทก์ที่ 1 ไปโดยทุจริต โดยลงข้อความเท็จในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ที่ 1 และจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จว่า โจทก์ที่ 1 นำเช็คของบุคคลอื่นจำนวน 500,000 บาท มาขายลดให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วนำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระหนี้ขายลดเช็คฉบับอื่นจำนวนเงิน 500,000 บาท แล้วจำเลยทั้งสองเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวและเอาไปโดยสุจริต ทำให้โจทก์เสียหายไม่มีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชี การกระทำของจำเลยเป็นการเอาเปรียบโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้าอย่างไม่เป็นธรรม เหตุเกิดที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักพลับพลาไชย แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร และแขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7), 50, 83, 84, 90, 91 พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9), 44, 46, 46 ทวิ, 46 นว (1), (3) ให้มีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ประกอบการธนาคารพาณิชย์เป็นเวลา 5 ปี

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเบิกถอนเงิน 500,000 บาท จากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ที่ 1 ไปชำระหนี้ขายลดเช็คฉบับอื่นโดยไม่มีสิทธิ ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายนั้นเป็นการโต้แย้งสิทธิในทางแพ่ง ไม่มีมูลความผิดทางอาญา ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์และโจทก์ทั้งสองมิใช่ผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เงินในบัญชีเงินฝากเป็นกรรมสิทธิ์และตกอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 สามารถบริหารจัดการเงินในบัญชีเงินฝากด้วยประการใดๆ ก็ได้ เพียงแต่ต้องคืนเงินให้ลูกค้าครบจำนวนตามที่ลูกค้านำเงินเข้าฝากในบัญชีเท่านั้น การเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 จึงมิใช่การเอาทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 ไป ไม่มีมูลเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ และสำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) รัฐเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า เงินที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 นั้นเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของโจทก์ทั้งสอง มิได้เป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต จึงมีมูลความผิดอาญาฐานลักทรัพย์นั้น เห็นว่า การกระทำที่จะครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 นั้น จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต แต่กรณีตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ปรากฏว่า เงินจำนวนที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปเป็นเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 ที่ฝากไว้กับจำเลยทั้งสอง เงินจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับฝากย่อมมีสิทธิที่จะบริหารจัดการเงินฝากจำนวนดังกล่าวนั้นประการใดก็ได้จำเลยทั้งสองคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตามจำนวนที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองไม่จำต้องส่งคืนเป็นเงินจำนวนอันเดียวกับที่ฝากไว้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 จึงมิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไป การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ทั้งสองประการต่อมาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นการกระทำอันเป็นการเอาเปรียบโจทก์ทั้งสองอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายไม่มีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีเงินฝากดังกล่าวทั้งตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) ก็ไม่ได้บัญญัติให้รัฐเป็นผู้เสียหายแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยทั้งสอง และเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้นั้น เห็นว่า ข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) บัญญัติห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นความผิดไว้ว่า "กระทำการใดๆ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศหรือแก่ประโยชน์ของประชาชน หรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็นธรรม หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือต่อการแข่งขันในระบบสถาบันการเงิน หรือเป็นการผูกขาดหรือจำกัดตัดตอนทางเศษฐกิจ..." เป็นการบัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมและกำกับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ กับเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวม อันเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในกรณีธนาคารพาณิชย์กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 12
ชื่อคู่ความ
ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางเขน เอนยิเนียริ่ง
โจทก์ — เวอร์คแอนดคอนสตรัคท์ชั่น กับพวก
จำเลย — ธนาคากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7819/2552
#508393
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 นั้น จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต แต่กรณีตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ปรากฏว่า เงินจำนวนที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปเป็นเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 ที่ฝากไว้กับจำเลยทั้งสองเงินจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับฝากย่อมมีสิทธิที่จะบริหารจัดการเงินฝากจำนวนดังกล่าวนั้นประการใดก็ได้ จำเลยทั้งสองคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตามจำนวนที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองไม่จำต้องส่งคืนเป็นเงินจำนวนอันเดียวกับที่ฝากไว้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 จึงมิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไป การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง

ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ ฯ มาตรา 12 (9) บัญญัติห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นความผิดไว้ว่า "กระทำการใด ๆ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศหรือแก่ประโยชน์ของประชาชน หรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็นธรรม หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือต่อการแข่งขันในระบบสถาบันการเงิน หรือเป็นการผูกขาดหรือจำกัด ตัดตอนทางเศรษฐกิจ..." เป็นการบัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมและกำกับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ กับเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวม อันเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในกรณีธนาคารพาณิชย์กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ ฯ มาตรา 12 (9) โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2526 เวลากลางวัน จนถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2550 เวลากลางวัน ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน จำเลยทั้งสองร่วมกับพวกกระทำความผิดด้วยการใช้กลอุบายลักทรัพย์เอาเงินจำนวน 500,000 บาท ของโจทก์ที่ 1 ไปโดยทุจริต โดยลงข้อความเท็จในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ที่ 1 และจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จว่า โจทก์ที่ 1 นำเช็คของบุคคลอื่นจำนวน 500,000 บาท มาขายลดให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วนำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระหนี้ขายลดเช็คฉบับอื่นจำนวนเงิน 500,000 บาท แล้วจำเลยทั้งสองเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวและเอาไปโดยทุจริตทำให้โจทก์เสียหายไม่มีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชี การกระทำของจำเลยเป็นการเอาเปรียบโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้าอย่างไม่เป็นธรรม เหตุเกิดที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักพลับพลาไชย แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานครและแขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7), 50, 83, 84, 90, 91 พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9), 44, 46, 46 ทวิ, 46 นว (1), (3) ให้มีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ประกอบการธนาคารพาณิชย์เป็นเวลา 5 ปี

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 มิใช่การเอาทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 ไป ไม่มีมูลเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ และสำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) รัฐเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่าเงินที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 นั้นเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของโจทก์ทั้งสอง มิได้เป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริตจึงมีมูลความผิดอาญาฐานลักทรัพย์นั้น เห็นว่า การกระทำที่จะครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 นั้น จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต แต่กรณีตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ปรากฏว่าเงินจำนวนที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปเป็นเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 ที่ฝากไว้กับจำเลยทั้งสอง เงินจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับฝากย่อมมีสิทธิที่จะบริหารจัดการเงินฝากตามจำนวนดังกล่าวนั้นประการใดก็ได้จำเลยทั้งสองคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตามจำนวนที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองไม่จำต้องส่งคืนเป็นเงินจำนวนอันเดียวกับที่ฝากไว้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 จึงมิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไป การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ทั้งสองประการต่อมาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นการกระทำอันเป็นการเอาเปรียบโจทก์ทั้งสองอย่าไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายไม่มีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีเงินฝากดังกล่าว ทั้งตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) ก็ไม่ได้บัญญัติให้รัฐเป็นผู้เสียหายแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยทั้งสอง และเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง ย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้นั้น เห็นว่า ข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) บัญญัติห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นความผิดไว้ว่า "กระทำการใด ๆ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศหรือแก่ประโยชน์ของประชาชนหรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็นธรรม หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือต่อการแข่งขันในระบบสถาบันการเงิน หรือเป็นการผูกขาดหรือจำกัดตัดตอนทางเศรษฐกิจ..." เป็นการบัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมและกำกับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ กับเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวม อันเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในกรณีธนาคารพาณิชย์กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 12 (9)
ชื่อคู่ความ
ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางเขน
เอนยิเนียริ่ง เวอร์คแอนด์
โจทก์ — คอนสตรัคท์ชั่น กับพวก
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7815/2552
#496766
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักท่อพีอี (ท่อส่งน้ำ) ที่เป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรม แต่ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า ทรัพย์ที่ถูกลักไปนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ พืชพันธ์ สัตว์ หรือเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้มาจากการกสิกรรมตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 335 (12) เพราะลำพังการลักทรัพย์อื่นของผู้มีอาชีพกสิกรรมย่อมไม่เป็นความผิดตามอนุมาตรานี้ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 335 (12) จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335 (7) (11) (12) ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือชดใช้ราคาเป็นเงิน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ในนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก จำเลยขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) (12) วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี ตามมาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งมีอาชีพกสิกรรม โดยมิได้บรรยายว่า ทรัพย์ดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์พืชพันธ์ สัตว์ หรือเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้จากการทำกสิกรรมนั้นตามที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (12) เพราะลำพังการลักทรัพย์อื่นของผู้มีอาชีพกสิกรรมย่อมไม่เป็นความผิดตามอนุมาตรานี้ ดังนั้น ที่ศาลล่างปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 335 (12) ด้วย ย่อมไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ สำหรับปัญหาในชั้นฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยลักทรัพย์นายจ้างแม้พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แต่ได้ความจากคำร้องขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพของจำเลยลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 กับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยว่าจำเลยไม่เคยมีประวัติการกระทำความผิดใด ๆ มาก่อน ผู้เสียหายมอบหมายให้จำเลยเป็นผู้จัดการไร่ดูแลไร่ของผู้เสียหายซึ่งมีจำนวนหลายร้อยไร่มาหลายปี จำเลยปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีตลอดมา เพิ่งจะมีปัญหาคดีนี้ แต่ผู้เสียหายก็ปรับความเข้าใจกับจำเลยได้แล้ว ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป ทั้งยังให้จำเลยทำงานกับผู้เสียหายต่อไปเช่นเดิมอีกด้วย จำเลยมีอายุ 45 ปีแล้ว การดำรงชีวิตที่ผ่านมา ไม่ปรากฏว่ามีนิสัยและความประพฤติในทางเสื่อมเสีย จำเลยมีครอบครัวและมีบุตร 3 คน ดังนั้น สาเหตุที่กระทำความผิดน่าจะเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คดีมีเหตุอันควรปรานีโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อผู้เสียหายไม่ประสงค์จะให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำความผิดแล้ว ก็ไม่อาจจะสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์อีก ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (12) ให้ลงโทษและรอการลงโทษจำคุกจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ยกคำขอที่ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (12)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายนิเวศหรือเวศ มีคติธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางอรอุมา วชิรประดิษฐพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
เฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7815/2552
#508391
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งมีอาชีพกสิกรรม โดยมิได้บรรยายว่า ทรัพย์ดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์ สัตว์ หรือเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้มาจากการทำกสิกรรมนั้น ตามที่ได้บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 335 (12) เพราะลำพังการลักทรัพย์อื่นของผู้มีอาชีพกสิกรรมย่อมไม่เป็นความผิดตามอนุมาตรานี้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335 (7) (11) (12) ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือชดใช้ราคาเป็นเงิน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ในนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก จำเลยขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) (12) วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี ตามมาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งมีอาชีพกสิกรรม โดยมิได้บรรยายว่า ทรัพย์ดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์พืชพันธุ์ สัตว์ หรือเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้จากการทำกสิกรรมนั้น ตามที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (12) เพราะลำพังการลักทรัพย์อื่นของผู้มีอาชีพกสิกรรมย่อมไม่เป็นความผิดตามอนุมาตรานี้ ดังนั้น ที่ศาลล่างปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 335 (12) ด้วย ย่อมไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้สำหรับปัญหาในชั้นฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยลักทรัพย์นายจ้างแม้พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แต่ได้ความจากคำร้องขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพของจำเลยลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 กับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยว่า จำเลยไม่เคยมีประวัติการกระทำความผิดใด ๆ มาก่อน ผู้เสียหายมอบหมายให้จำเลยเป็นผู้จัดการไร่ดูแลไร่ของผู้เสียหายซึ่งมีจำนวนหลายร้อยไร่มาหลายปี จำเลยปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีตลอดมา เพิ่งจะมีปัญหาคดีนี้แต่ผู้เสียหายก็ปรับความเข้าใจกับจำเลยได้แล้ว ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป ทั้งยังให้จำเลยทำงานกับผู้เสียหายต่อไปเช่นเดิมอีกด้วย จำเลยมีอายุ 45 ปี แล้ว การดำรงชีวิตที่ผ่านมา ไม่ปรากฏว่ามีนิสัยและความประพฤติในทางเสื่อมเสียจำเลยมีครอบครัวและมีบุตร 3 คน ดังนั้น สาเหตุที่กระทำความผิดน่าจะเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คดีมีเหตุอันควรปรานีโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อผู้เสียหายไม่ประสงค์จะให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำความผิดแล้วก็ไม่อาจจะสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์อีกปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (12) ให้ลงโทษและรอการลงโทษจำคุกจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ยกคำขอที่ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหายนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (12)
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายนิเวศหรือเวศ มีคติธรรม
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
เฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7802/2552
#497424
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเกิดเหตุรถชนกัน ส. ไปเจรจาค่าเสียหายกับโจทก์โดยมอบใบมอบอำนาจที่มี จ. กรรมการของจำเลยลงลายมือชื่อโจทก์ พร้อมหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทของจำเลยให้ร้อยตำรวจเอก พ. เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า จ. กระทำในนามของจำเลย แม้ จ. มิได้ประทับตราสำคัญของจำเลยลงในหนังสือมอบอำนาจ แต่การที่ ส. เจรจาค่าเสียหายกับโจทก์ยอมชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์ 70,000 บาท และรับรถกระบะของโจทก์เพื่อนำไปซ่อม ทั้งยังนำรถบรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุคืนไปจากพนักงานสอบสวน และไม่ปรากฏว่าจำเลยมิได้รับรถคันดังกล่าวไว้ พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าจำเลยเชิด จ. เป็นตัวแทนในการตกลงค่าเสียหายกับโจทก์ แม้ จ. จะมิได้กระทำด้วยตนเอง แต่มอบอำนาจให้ ส. กระทำการแทนก็ตาม จำเลยจึงต้องรับผิดตามบันทึกตกลงค่าเสียหาย

บันทึกตกลงค่าเสียหายไม่มีข้อความระบุชัดแจ้งว่าฝ่ายจำเลยจะชำระค่าซ่อมรถยนต์เป็นเงินเท่าใด และหากฝ่ายจำเลยไม่ซ่อม โจทก์จะเรียกร้องได้เพียงใด ไม่ชัดแจ้งที่จะเป็นการระงับข้อพิพาท จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ที่จะทำให้มูลหนี้ละเมิดระงับไป จำเลยจึงยังต้องรับผิดในการกระทำละเมิดของลูกจ้างจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายไพทูร ลูกจ้างของจำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของจำเลยไปในทางการที่จ้างโดยประมาทชนรถกระบะของโจทก์ได้รับความเสียหายและโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส จำเลยมอบอำนาจให้ตัวแทนไปพบพนักงานสอบสวนบันทึกตกลงค่าเสียหายกับโจทก์ และชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่ารักษาพยาบาลให้โจทก์ 70,000 บาท แล้ว ทั้งตกลงจะซ่อมรถกระบะของโจทก์ให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดี จำเลยนำรถกระบะของโจทก์ไปซ่อมแต่ยังมิได้ซ่อม ขอให้บังคับจำเลยส่งซากรถกระบะของโจทก์คืนแก่โจทก์ในสภาพดียวกับที่จำเลยรับไปซ่อม ให้จำเลยชดใช้เงิน 365,097.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 350,894 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ก็ไม่ใช่เจ้าของรถกระบะ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ใช่เจ้าของครอบครองรถบรรทุกสิบล้อ นายไพทูรไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยไม่เคยมอบหมายให้นายไพทูรขับรถบรรทุกดังกล่าว และไม่เคยมอบอำนาจให้บุคคลใดไปทำบันทึกตกลงค่าเสียหายกับโจทก์ ทั้งไม่เคยนำรถกระบะของโจทก์ไปซ่อม ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 1 สิงหาคม 2541 นายไพทูรขับรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 4656 กาญจนบุรี ชนรถกระบะหมายเลขทะเบียน บ - 9557 กาญจนบุรี ของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสและรถได้รับความเสียหาย วันที่ 1 ธันวาคม 2541 นางสุจิตรามอบอำนาจให้นายสุชาติตกลงค่าเสียหายกับโจทก์ นายสุชาติได้ชำระค่ารักษาพยาบาลให้โจทก์ 70,000 บาท รับรถกระบะของโจทก์ไปซ่อมและรับรถบรรทุกสิบล้อคืนไปจากพนักงานสอบสวน ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจยึดเครื่องยนต์รถกระบะของโจทก์จากอู่ซ่อมรถไป โจทก์ติดตามเอาคืนได้แล้ว ส่วนหัวเก๋งรถกระบะของโจทก์หายไป

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของนายสุชาติที่ตกลงค่าเสียหายกับโจทก์ตามบันทึกตกลงค่าเสียหายมีผลผูกพันจำเลยหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกไพบูลย์ พนักงานสอบสวนในคดีที่นายไพทูรขับรถเฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่โจทก์ขับเบิกความเป็นพยานว่า นายสุชาติได้รับมอบอำนาจจากนางสุจิตรากรรมการของจำเลยมาเจรจาและตกลงเกี่ยวกับเรื่องความเสียหายโดยนายสุชาตินำหนังสือมอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนางสุจิตราและนายสุชาติ หนังสือรับรองของบริษัทจำเลยมาแสดงต่อร้อยตำรวจเอกไพบูลย์ และนายสุชาติตกลงเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล และค่าซ่อมรถให้แก่โจทก์ ทั้งได้รับรถบรรทุกสิบล้อคืนไป เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์เป็นพยานคนกลาง คำเบิกความจึงน่าเชื่อถือ การที่นายสุชาตินำใบมอบอำนาจที่มีนางสุจิตราลงลายมือชื่อโดยไม่ประทับตราของจำเลย และหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทของจำเลยไปมอบให้แก่ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์แสดงให้เห็นว่านางสุจิตรากระทำในนามของจำเลย มิฉะนั้นแล้วก็ไม่มีเหตุผลประการใดที่จะมอบหนังสือรับรองของจำเลยไปให้แก่ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์ แม้นางสุจิตราจะมิได้ประทับตราสำคัญของจำเลยลงในหนังสือมอบอำนาจก็ตาม แต่การที่นายสุชาติเจรจาตกลงค่าเสียหายกับโจทก์ยอมชำระเงินให้แก่โจทก์ 70,000 บาท และรับรถกระบะจากโจทก์เพื่อนำไปซ่อม ทั้งยังนำรถบรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุคืนไปจากพนักงานสอบสวน และไม่ปรากฏว่าจำเลยมิได้รับรถคันดังกล่าวไว้ พฤติการณ์ของจำเลยจึงถือได้ว่าเป็นการเชิดนางสุจิตราเป็นตัวแทนในการตกลงค่าเสียหายกับโจทก์ แม้ว่านางสุจิตราจะมิได้กระทำด้วยตนเองแต่มอบอำนาจให้นายสุชาติกระทำการแทนก็ตาม จำเลยจึงต้องรับผิดตามบันทึกตกลงค่าเสียหายนั้น แม้จำเลยจะมิได้มีชื่อเป็นเจ้าของรถบรรทุกสิบล้อทางทะเบียน แต่ทะเบียนรถมิใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์เป็นแต่เพียงหลักฐานการควบคุมรถของทางการเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

เมื่อคู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยประเด็นต่อไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างวินิจฉัย โดยเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่าบันทึกการตกลงค่าเสียหาย เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความอันจะทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดหรือไม่ เห็นว่า บันทึกดังกล่าวไม่มีข้อความระบุชัดแจ้งว่าฝ่ายจำเลยจะชำระค่าซ่อมรถยนต์เป็นเงินเท่าใดและหากฝ่ายจำเลยไม่ซ่อมโจทก์จะเรียกร้องได้เพียงใด ไม่ชัดแจ้งที่จะเป็นการระงับข้อพิพาท จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยยังคงต้องรับผิดในการกระทำละเมิดของลูกจ้าง...

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 221,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (30 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพินิจ รักษา
จำเลย — บริษัทท่าเรือคอมเพลค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายปิยะพงษ์ นิ่มละมัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7802/2552
#503075
เปิดฉบับเต็ม

ช. นำหนังสือมอบอำนาจที่มี ส. ลงลายมือชื่อและหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทของจำเลยไปมอบให้แก่พนักงานสอบสวน แม้ ส. มิได้ประทับตราสำคัญของจำเลยลงในหนังสือมอบอำนาจ แต่การที่ ช. เจรจาตกลงค่าเสียหายกับโจทก์ยอมชำระเงินให้แก่โจทก์ 70,000 บาท และรับรถกระบะจากโจทก์เพื่อนำไปซ่อม ทั้งยังนำรถบรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุคืนไปจากพนักงานสอบสวน ถือได้ว่าเป็นการเชิด ส. เป็นตัวแทนในการตกลงค่าเสียหายกับโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดตามบันทึกตกลงค่าเสียหายนั้น แม้จำเลยไม่มีชื่อเป็นเจ้าของรถบรรทุกสิบล้อทางทะเบียน

บันทึกการตกลงค่าเสียหายระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีข้อความระบุชัดแจ้งว่าฝ่ายจำเลยจะชำระค่าซ่อมรถยนต์เป็นเงินเท่าใดและหากฝ่ายจำเลยไม่ซ่อมโจทก์จะเรียกร้องได้เพียงใด ไม่ชัดแจ้งที่จะเป็นการระงับข้อพิพาท จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยยังคงต้องรับผิดในการกระทำละเมิดของลูกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถกระบะหมายเลขทะเบียน บ-9557 กาญจนบุรี จำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์รถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-4656 กาญจนบุรี นายไพทูร ลูกจ้างจำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของจำเลยโดยประมาทชนรถกระบะของโจทก์ได้รับความเสียหายและโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ต่อมาจำเลยมอบอำนาจให้ตัวแทนไปพบพนักงานสอบสวนบันทึกตกลงค่าเสียหายกับโจทก์โดยยอมรับว่า นายไพทูรเป็นลูกจ้างของจำเลย และชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่ารักษาพยาบาลให้โจทก์ 70,000 บาทแล้ว ทั้งรับว่าจะซ่อมรถกระบะของโจทก์ให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดี จำเลยได้นำรถยนต์ของโจทก์ไปซ่อม แต่มิได้ซ่อมให้แก่โจทก์ ต่อมาอู่ซ่อมรถที่จำเลยนำรถยนต์ของโจทก์ไปซ่อมถูกเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นและยึดเอาเครื่องยนต์ของโจทก์ไป โจทก์ต้องติดตามขอรับเครื่องยนต์คืน และเจ้าของอู่ซ่อมรถนำหัวเก๋งรถกระบะของโจทก์ไปขาย โจทก์ทวงถามค่าเสียหายแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยส่งซากรถกระบะหมายเลขทะเบียน บ-9557 กาญจนบุรี คืนให้แก่โจทก์ในสภาพเดียวกับที่จำเลยรับไปซ่อม ให้จำเลยชดใช้เงิน 365,097.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,894 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถกระบะ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองรถบรรรทุกสิบล้อ นายไพทูรไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยไม่เคยมอบหมายให้นายไพทูรขับรถบรรทุกดังกล่าว และไม่เคยมอบอำนาจให้บุคคลใดไปทำบันทึกตกลงค่าเสียหายกับโจทก์ ทั้งไม่เคยนำรถกระบะของโจทก์ไปซ่อม ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

คาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 1 สิงหาคม 2541 นายไพทูรขับรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-4656 กาญจนบุรี ชนรถกระบะหมายเลขทะเบียน บ-9557 กาญจนบุรี ของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสและรถได้รับความเสียหาย วันที่ 1 ธันวาคม 2541 นางสุจิตรา มอบอำนาจให้นายสุชาติตกลงค่าเสียหายกับโจทก์ นายสุชาติได้ชำระค่ารักษาพยาบาลให้โจทก์ 70,000 บาท รับรถกระบะของโจทก์ไปซ่อมและรับรถบรรทุกสิบล้อคืนไปจากพนักงานสอบสวน ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจยึดเครื่องยนต์รถกระบะของโจทก์จากอู่ซ่อมรถไป โจทก์ติดตามเอาคืนได้แล้ว ส่วนหัวเก๋งรถกระบะของโจทก์หายไป

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของนายสุชาติที่ตกลงค่าเสียหายกับโจทก์ตามบันทึกตกลงค่าเสียหายตามเอกสารหมาย จ.5 มีผลผูกพันจำเลยหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกไพบูลย์พนักงานสอบสวนในคดีที่นายไพทูรขับรถเฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่โจทก์ขับเบิกความเป็นพยานว่า นายสุชาติได้รับมอบอำนาจจากนางสุจิตรากรรมการของจำเลยมาเจรจาและตกลงเกี่ยวกับเรื่องความเสียหายโดยนายสุชาตินำหนังสือมอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนางสุจิตราและนายสุชาติ หนังสือรับรองของบริษัทจำเลยตามเอกสารหมาย ป.จ.1 ถึง ป.จ.4 มาแสดงต่อร้อยตำรวจเอกไพบูลย์ และนายสุชาติตกลงเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล และค่าซ่อมรถให้แก่โจทก์ ทั้งได้รับรถบรรทุกสิบล้อคืนไป เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์เป็นพยานคนกลาง คำเบิกความจึงน่าเชื่อถือ การที่นายสุชาตินำใบมอบอำนาจที่มีนางสุจิตราลงลายมือชื่อโดยไม่ประทับตราของจำเลย และหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทของจำเลยไปมอบให้แก่ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์แสดงให้เห็นว่านางสุจิตรากระทำในนามของจำเลย มิฉะนั้นแล้วก็ไม่มีเหตุผลประการใดที่จะมอบหนังสือรับรองของจำเลยไปให้แก่ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์ แม้นางสุจิตราจะมิได้ประทับตราสำคัญของจำเลยลงในหนังสือมอบอำนาจก็ตาม แต่การที่นายสุชาติเจรจาตกลงค่าเสียหายกับโจทก์ยอมชำระเงินให้แก่โจทก์ 70,000 บาท และรับรถกระบะจากโจทก์เพื่อนำไปซ่อม ทั้งยังนำรถบรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุคืนไปจากพนักงานสอบสวนและไม่ปรากฏว่าจำเลยมิได้รับรถคันดังกล่าวไว้ พฤติการณ์ของจำเลยจึงถือได้ว่าเป็นการเชิดนางสุจิตราเป็นตัวแทนในการตกลงค่าเสียหายกับโจทก์ แม้ว่านางสุจิตราจะมิได้กระทำด้วยตนเองแต่มอบอำนาจให้นายสุชาติกระทำการแทนก็ตาม จำเลยจึงต้องรับผิดตามบันทึกตกลงค่าเสียหายนั้น แม้จำเลยจะมิได้มีชื่อเป็นเจ้าของรถบรรทุกสิบล้อทางทะเบียน แต่ทะเบียนรถมิใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์เป็นแต่เพียงหลักฐานการควบคุมรถของทางการเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

เมื่อคู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยประเด็นต่อไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างวินิจฉัย โดยเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่าบันทึกการตกลงค่าเสียหายตามเอกสารหมาย จ.5 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความอันจะทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดหรือไม่ เห็นว่า บันทึกดังกล่าวไม่มีข้อความระบุชัดแจ้งว่าฝ่ายจำเลยจะชำระค่าซ่อมรถยนต์เป็นเงินเท่าใด และหากฝ่ายจำเลยไม่ซ่อมโจทก์จะเรียกร้องได้เพียงใด ไม่ชัดแจ้งที่จะเป็นการระงับข้อพิพาท จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยยังคงต้องรับผิดในการกระทำละเมิดของลูกจ้าง

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า เหตุเกิดเพราะความประมาทของนายไพทูรคนขับรถบรรทุกสิบล้อหรือไม่ โจทก์มีโจทก์เบิกความเป็นพยานว่าขณะที่โจทก์จอดรถอยู่ที่ไหล่ทาง นายไพทูรขับรถบรรทุกสิบล้อมาด้วยความเร็วไม่สามารถควบคุมทิศทางได้เป็นเหตุให้รถแฉลบชนรถที่โจทก์ขับ และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกไพบูลย์เบิกความว่าจากการสอบสวนได้ความว่านายไพทูรเป็นคนขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนรถโจทก์ และนายไพทูรยอมรับสารภาพร้อยตำรวจเอกไพบูลย์ได้เปรียบเทียบปรับไปแล้ว เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกัน ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเหตุเกิดจากความประมาทของนายไพทูร มีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า นายไพทูรเป็นลูกจ้างของจำเลยและกระทำไปทางการที่จ้างของจำเลยหรือไม่ โจทก์มีโจทก์เบิกความว่านายสุชาติรับมอบอำนาจจากจำเลยให้มาเจรจากับโจทก์ยอมรับว่านายไพทูรเป็นลูกจ้างของจำเลย เห็นว่า คำเบิกความของโจทก์สอดคล้องกับพฤติการณ์ในการที่จำเลยมอบอำนาจให้นายสุชาติมาเจรจาตกลงค่าเสียหายกับโจทก์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยยอมรับว่านายไพทูรเป็นลูกจ้างของจำเลย มิฉะนั้นก็ไม่มีเหตุผลประการใดที่จำเลยจะสอดเข้ามายอมชดใช้เงินให้แก่โจทก์เป็นจำนวนมาก ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่านายไพทูรเป็นลูกจ้างของจำเลยและกระทำไปในการที่จ้าง

ประเด็นสุดท้ายที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใด โจทก์มีนายวีระชัย ลูกจ้างร้านซ่อมรถศานติการช่างซึ่งเป็นผู้ประเมินราคารถกระบะของโจทก์ว่ารถกระบะของโจทก์ได้รับความเสียหายหลายรายการตามเอกสารหมาย จ.7 รวมเป็นเงิน 197,344 บาท เห็นว่า นายวีระชัยเป็นช่างมีอาชีพในการซ่อมรถย่อมมีความชำนาญในการตีราคา ทั้งจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่ารถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหายดังกล่าวจริง แต่เนื่องจากรถกระบะของโจทก์เป็นรถผ่านการใช้งานมาก่อนเกิดเหตุ 8 ปีเศษ จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ 130,000 บาท ส่วนหัวเก๋งของรถกระบะโจทก์ที่หายไปโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายมา 50,000 บาทนั้น โจทก์มิได้นำสืบให้ชัดว่ามีราคาดังกล่าวจริง เห็นควรกำหนดให้ 30,000 บาท ส่วนที่โจทก์เรียกค่าใช้จ่ายในการติดตามขอรับเครื่องยนต์คืนจากเจ้าพนักงานตำรวจเป็นเงิน 5,000 บาท นั้นเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีหลักฐานมาแสดง เห็นควรกำหนดให้ 2,000 บาท ส่วนที่โจทก์อ้างว่าขาดรายได้จากการนำรถออกประกอบอาชีพซื้อยางรถยนต์เก่าไปขายวันละ 500 บาท นั้น เห็นสมควรกำหนดให้วันละ 300 บาท นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2542 ซึ่งเป็นวันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 197 วัน เป็นเงิน 59,100 บาท"

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 221,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (30 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพินิจ รักษา
จำเลย — บริษัทท่าเรือคอมเพลค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7800/2552
#497433
เปิดฉบับเต็ม

หมู่บ้านจัดสรรของจำเลยได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินตามกฎหมาย แสดงว่ามีการจัดทำแผนผังโครงการและวิธีการในการจัดสรรที่ดินหรือประโยชน์เกี่ยวกับสาธารณสุข การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การคมนาคม การจราจร ความปลอดภัย การสาธารณูปโภค และการผังเมือง มีหลักเกณฑ์และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการและได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 แล้ว สิ่งก่อสร้าง ถนน หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการจัดสรรที่ดินดังกล่าวนี้ ย่อมถือเป็นทรัพย์สินที่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้ร่วมกัน บุคคลใดจะทำให้เสื่อมค่าทำให้ขาดประโยชน์ หรือผิดแผกไปจากที่ได้รับอนุญาตแล้วมิได้

โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินจัดสรรโฉนดเลขที่ 6516 พร้อมบ้านจากโครงการของจำเลย ต่อมาโจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 911 จากผู้มีชื่อ อันเป็นที่ดินนอกโครงการจัดสรรและไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่มีอาณาเขตด้านหนึ่งอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 6516 โจทก์ประสงค์จะรื้อรั้วด้านที่ติดกันออก แล้วกั้นรั้วใหม่ให้เป็นผืนเดียวกันและถมที่ดินให้มีระดับเสมอกัน แต่จำเลยห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองรื้อรั้วและใช้ทางเพื่อประโยชน์ของที่ดินโฉนดเลขที่ 911 เห็นว่า รั้วและทางเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรจัดให้มีขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ผู้ใดก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือก่อให้เพิ่มภาระผูกพันโดยมิได้รับอนุญาตตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิรื้อรั้วและใช้ถนนในหมู่บ้านเพื่อประโยชน์ของที่ดินโจทก์ทั้งสองที่อยู่นอกหมู่บ้านจัดสรรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิใช้ประโยชน์ในสาธารณูปโภคต่างๆ หรือใช้ทางสาธารณะของหมู่บ้านลดาวัลย์ - ปิ่นเกล้า ตามโครงการจัดสรรที่ดินของจำเลย ห้ามมิให้จำเลยเป็นปฏิปักษ์ต่อแดนกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์ทั้งสองในฐานะเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 6516 ตำบลศาลาธรรมสพน์ (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 911 ตำบลทวีวัฒนา (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะยอมให้โจทก์ทั้งสองใช้สอยประโยชน์ในสาธารณูปโภคหรือทางสาธารณะภายในหมู่บ้านดังกล่าวได้

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองแถลงสละประเด็นข้อพิพาทตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2. ที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง จำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และแถลงรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การ ทั้งรับว่ามีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีนี้ไปยังกรมที่ดิน ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานและขอให้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิใช้ทางพิพาทในหมู่บ้านตามโครงการจัดสรรที่ดินของจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมายตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 1. หรือไม่เพียงข้อเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิใช้สอยสาธารณูปโภคต่างๆ หรือใช้ถนนภายในหมู่บ้านลดาวัลย์ - ปิ่นเกล้า ตามโครงการจัดสรรของจำเลยได้ตามสิทธิทั่วไปที่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจะพึงใช้ และเมื่อโจทก์ที่ 1 ดำเนินการล้อมรั้วและถมดินลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 911 ตำบลทวีวัฒนา (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เสร็จสิ้นแล้ว ให้โจทก์ที่ 1 มีหน้าที่ออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 911 เสมือนว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินจัดสรรของจำเลยด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตัดข้อความว่า และเมื่อโจทก์ที่ 1 ดำเนินการล้อมรั้วและถมดินลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 911 ตำบลทวีวัฒนา (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เสร็จสิ้นแล้ว ให้โจทก์ที่ 1 มีหน้าที่ออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 911 เสมือนว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินจัดสรรของจำเลยด้วยออก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เป็นเงิน 2,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์จำเลยต่างรับข้อเท็จจริงกันพร้อมทั้งขอให้ศาลวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิใช้ทางพิพาทในหมู่บ้านตามโครงการจัดสรรที่ดินของจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมายตามคำขอท้ายฟ้อง ข้อ. 1 หรือไม่ เห็นได้ว่า จำเลยมิได้มีข้อโต้แย้งโดยห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาทหรือสาธารณูปโภคในหมู่บ้าน อันเป็นกรณีใช้สิทธิตามปกติของโจทก์ทั้งสองในฐานะที่เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านในหมู่บ้านจัดสรรโดยทั่วไปไม่ แต่จำเลยคงห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองรื้อรั้วและใช้ทางในหมู่บ้าน เฉพาะในกรณีที่โจทก์ทั้งสองใช้รถบรรทุกขนดินหรือขนวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่นำเข้ามาเพื่อประโยชน์ของที่ดินโฉนดเลขที่ 911 อันเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่อยู่นอกเขตหมู่บ้านของจำเลยเท่านั้น ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดขึ้นเพื่อให้ศาลวินิจฉัยดังกล่าวจึงหมายความว่า โจทก์ทั้งสองจะเปิดใช้ทาง (ถนน) ภายในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยเพื่อให้รถบรรทุกดินและขนวัสดุอุปกรณ์เข้าไปถมดินและก่อสร้างรั้วในที่ดินโฉนดเลขที่ 911 ของโจทก์ทั้งสองได้หรือไม่ เห็นว่า หมู่บ้านจัดสรรโครงการหมู่บ้านลดาวัลย์ - ปิ่นเกล้า ของจำเลยได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินแล้วตามกฎหมายย่อมแสดงว่าหมู่บ้านของจำเลยมีการจัดทำแผนผังโครงการและวิธีการในการจัดสรรที่ดินเพื่อประโยชน์เกี่ยวกับสาธารณสุข การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การคมนาคม การจราจร ความปลอดภัย การสาธารณูปโภคและการผังเมือง มีหลักเกณฑ์และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการและได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 แล้ว สิ่งก่อสร้าง ถนน หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการจัดสรรที่ดินดังกล่าวนี้ ย่อมถือเป็นทรัพย์สินที่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้ร่วมกัน บุคคลใดจะทำให้เสื่อมค่า ทำให้ขาดประโยชน์ หรือผิดแผกไปจากที่ได้รับอนุญาตแล้วมิได้ ดังนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเพียงผู้ซื้อที่ดินจัดสรรภายในหมู่บ้านจัดสรร ย่อมไม่อาจจะกระทำได้เช่นกัน ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า กรณีไม่มีบทกฎหมายที่จะมาปรับใช้ได้โดยตรง ให้นำพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ซึ่งเป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับใช้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้ เป็นเรื่องที่ดินของโจทก์ทั้งสองซึ่งอยู่นอกหมู่บ้านจัดสรรไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ ซึ่งมีบทกฎหมายที่สามารถนำมาปรับใช้ได้โดยตรงอยู่แล้ว ดังนั้น จึงเห็นว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิรื้อรั้วและใช้ถนนในหมู่บ้านเพื่อประโยชน์ของที่ดินโจทก์ทั้งสองที่อยู่นอกหมู่บ้านจัดสรรได้ ที่ศาลล่างพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวทัศนีย์ ศรีกัลยา กับพวก
จำเลย — บริษัทแปซิฟิคเรียลเอสเตท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายชลิศร์ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7790/2552
#496040
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีที่ความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ต้องโทษและพ้นโทษในคดีอาญาที่เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นนำมาเป็นเหตุเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 มิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงมิอาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 93 (8) ได้ แม้คดีจะถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้น เพื่อให้การบังคับคดีเป็นไปโดยถูกต้องตามพระราชบัญญัติดังกล่าว กรณีมีเหตุที่จะไม่เพิ่มโทษและกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 244 ให้ลงโทษฐานปลอมเงินตราแต่เพียงกระทงเดียวจำคุก 15 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (8) เป็นจำคุก 22 ปี 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 14 ปี 12 เดือน คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2548

วันที่ 2 มกราคม 2551 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ที่ได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปก่อนแล้วหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับโดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ขอให้กำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่โดยไม่เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พระราชบัญญัติล้างมลทิน ฯ มาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปก่อนแล้วหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับโดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ คดีนี้จำเลยที่ 1 ยังมิได้พ้นโทษก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ จึงไม่อยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุที่จะงดเพิ่มโทษและกำหนดโทษให้จำเลยที่ 1 ใหม่หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ต้องโทษและพ้นโทษในคดีอาญาที่เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นนำมาเป็นเหตุเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 มิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงมิอาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (8) แม้คดีจะถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้น เพื่อให้การบังคับคดีเป็นไปโดยถูกต้องตามพระราชบัญญัติดังกล่าว กรณีมีเหตุที่จะไม่เพิ่มโทษและกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 93 (8) ลดโทษแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ป.วิ.อ. ม. 190
ป.อ. ม. 93 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธนาชัย จันทนพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุรัตน์ชัย ศิลาภากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิคม อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7790/2552
#503131
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องโทษและพ้นโทษในคดีอาญาที่เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นนำมาเป็นเหตุเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 มิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงมิอาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (8) ได้ แม้คดีจะถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้น เพื่อให้การบังคับคดีเป็นไปโดยถูกต้องตามพระราชบัญญัติดังกล่าวกรณีมีเหตุที่จะไม่เพิ่มโทษศาลฎีกาจึงกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 244 ให้ลงโทษฐานปลอมเงินตราแต่เพียงกระทงเดียว จำคุก 15 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (8) เป็นจำคุก 22 ปี 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 14 ปี 12 เดือน คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2548

วันที่ 2 มกราคม 2551 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ที่ได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปก่อนแล้วหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับโดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ขอให้กำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่โดยไม่เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พระราชบัญญัติล้างมลทิน ฯ มาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปก่อนแล้วหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับโดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ คดีนี้จำเลยที่ 1 ยังมิได้พ้นโทษก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ จึงไม่อยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุที่จะงดเพิ่มโทษและกำหนดโทษให้จำเลยที่ 1 ใหม่หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ต้องโทษและพ้นโทษในคดีอาญาที่เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นนำมาเป็นเหตุเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 มิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงมิอาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (8) ได้ แม้คดีจะถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้น เพื่อให้การบังคับคดีเป็นไปโดยถูกต้องตามพระราชบัญญัติดังกล่าวกรณีมีเหตุที่จะไม่เพิ่มโทษและกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับเป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (8) ลดโทษแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธนาชัย จันทนพ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7788/2552
#497451
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจัดสรรที่ดินริมทะเลขาย โจทก์เป็นผู้ซื้อรายหนึ่ง จำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งกล่าวหาว่า โจทก์รุกล้ำชายหาด และแจ้งเรื่องเป็นหนังสือทางไปรษณีย์ถึงผู้ซื้อที่ดินรายอื่นอีกหลายรายในโครงการจัดสรร การส่งหนังสือของจำเลยดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในโครงการเช่นเดียวกับโจทก์ ยังไม่ถึงกับเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป ไม่เป็นหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และให้จำเลยปิดประกาศโฆษณาคำพิพากษา ณ สำนักงานที่ทำการของโครงการบ้านสวนริมทะเล ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีมีมูลที่จะประทับฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 หรือไม่ เห็นว่า การหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 นั้น ผู้กระทำต้องเผยแพร่ข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทออกไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยส่งหนังสือถึงนายอานุภาพ และบุคคลอื่นๆ ที่เป็นเจ้าของที่ดินในโครงการบ้านสวนริมทะเลของจำเลยเท่านั้น ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นเพียงการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในโครงการดังกล่าวเช่นเดียวกับโจทก์ ยังไม่ถึงกับเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้ยกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประมุท สูตะบุตร
จำเลย — นายครรชิต กูรมะโรหิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสุรวุฒิ เชาวลิต
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระพล ตั้งสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7788/2552
#503071
เปิดฉบับเต็ม

การหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ มาตรา 328 ผู้กระทำต้องเผยแพร่ข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทออกไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป การที่จำเลยส่งหนังสือถึง อ. และบุคคลอื่นๆ ที่เป็นเจ้าของที่ดินในโครงการบ้านสวนริมทะเลของจำเลยเท่านั้น มีลักษณะเป็นเพียงการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในโครงการดังกล่าวเช่นเดียวกับโจทก์ ยังไม่ถึงกับเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 328

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของโครงการบ้านสวนริมทะเล ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 3 หาดตะวันรอน ซอยนาจอมเทียน 48 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่ 47 ในโครงการของจำเลยและปลูกสร้างบ้านเลขที่ 39/96 พักอาศัยอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะเจ้าของโครงการฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1849/2544 ของศาลจังหวัดพัทยา กล่าวหาว่าโจทก์กระทำละเมิดก่อสร้างศาลาไม้ ทำรั้วปูนและหินนอกเขตที่ดินของโจทก์รุกล้ำชายหาดกีดขวางทางสัญจรและบดบังทัศนียภาพ ทำให้จำเลยกับสมาชิกอื่นในโครงการได้รับความเสียหาย โจทก์ให้การต่อสู้ว่า ไม่ได้กระทำละเมิด สืบเนื่องจากมูลคดีดังกล่าวระหว่างวันที่ 21 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 จำเลยใส่ความโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสารส่งทางไปรษณีย์ถึงนายอานุภาพ เจ้าของที่ดินแปลงที่ 29 ในโครงการดังกล่าว และเจ้าของที่ดินแปลงอื่นอีกหลายราย กล่าวหาโจทก์โดยสรุปว่า โจทก์บรรทุกต้นไม้ใหญ่ใส่รถมาปลูก ปลูกต้นมะพร้าวขนาดใหญ่พอสมควรออกมานอกกำแพงโดยขุดหลุมใส่ดินลงไปบนพื้นชายหาดเพื่ออำพรางว่าเป็นต้นไม้ติดพื้นที่ดินซึ่งไม่ใช่หาดทราย นอกจากนี้ยังนำเศษวัสดุใบไม้ แห และผงขยะต่างๆ มาสุมรอบกำแพงหินสร้างภาพให้เป็นที่ดินเก่า การกระทำของโจทก์เป็นการแสดงออกถึงความมักได้ เอาเปรียบเห็นแก่ตัว สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมทำให้หาดทรายที่เคยสวยงามต้องเปลี่ยนไปและจะสร้างมลภาวะให้แก่ท้องทะเลตามมา ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงโจทก์ไม่เคยกระทำตามที่ถูกกล่าวหา การกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ด้วยวิธีส่งจดหมายถึงนายอนุภาพ ณ บ้านเลขที่ 14/43-45 ถนนสุขุมวิท 65 ซอยชัยพฤษ์ แขวงพระโขนง (ปัจจุบันแขวงพระโขนงเหนือ) เขตพระโขนง (ปัจจุบันเขตวัฒนา) กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และให้จำเลยปิดประกาศโฆษณาคำพิพากษา ณ สำนักงานที่ทำการของโครงการบ้านสวนริมทะเล ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีมีมูลที่จะประทับฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 หรือไม่ เห็นว่า การหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 นั้น ผู้กระทำต้องเผยแพร่ข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทออกไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยส่งหนังสือตามเอกสารหมาย จ.12 ถึงนายอานุภาพและบุคคลอื่นๆ ที่เป็นเจ้าของที่ดินในโครงการบ้านสวนริมทะเลของจำเลยเท่านั้น ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นเพียงการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในโครงการดังกล่าวเช่นเดียวกับโจทก์ ยังไม่ถึงกับเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้ยกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประมุท สูตะบุตร
จำเลย — นายครรชิต กูรมะโรหิต
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7775/2552
#507355
เปิดฉบับเต็ม

การวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ท่อประปา สายโทรศัพท์ หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันในที่ดินติดต่อ หาใช่เป็นเรื่องทางจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 และ 1350 ไม่ แต่เป็นเรื่องที่เจ้าของที่ดินจำต้องยอมให้เจ้าของที่ดินติดต่อวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกับผ่านที่ดินของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1352 การใช้สิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ในที่ดินของผู้อื่น ผู้ที่จะวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ จะต้องยอมจ่ายค่าทดแทนตามสมควรให้แก่เจ้าของที่ดินเสียก่อน หากผู้ที่จะวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ไม่จ่ายค่าทดแทนตามสมควรแล้ว เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมให้วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ในที่ดินของตนได้ จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นผู้วางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ที่จะต้องบอกกล่าวเสนอจำนวนค่าทดแทนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินทราบก่อน มิฉะนั้นโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ในที่ดินของจำเลย เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยยินยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ในที่ดินของจำเลยได้

โจทก์มีสิทธิใช้ทางเดินและทางรถยนต์ในที่ดินเป็นทางจำเป็นด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย แม้มีการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวไปเป็นของผู้อื่น โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิใช้ทางจำเป็นในที่ดินดังกล่าวอยู่นั่นเอง จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ ไฟฟา ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำ และสาธารณูปโภคอื่นๆ โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นในเรื่องดังกล่าว มีความกว้าง 4 เมตร ยาวประมาณ 200 เมตร ตลอดแนวเขตที่ดินของโจทก์ออกไปสู่ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสามแยกริมคลองประปาไปคลองสะเทิน หมู่ที่ 1 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 เป็นทางจำเป็นเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำและสาธารณูปโภคอื่นๆ โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นในเรื่องดังกล่าว มีความกว้าง 4 เมตร และยาวประมาณ 200 เมตร ตลอดแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 62061 ตำบลบางใหญ่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรีของโจทก์ออกไปสู่ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสามแยกริมคลองประปาไปคลองสะเทินหมู่ที่ 1 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้เป็นทางจำเป็นเรื่องไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์และสาธารณูปโภคอื่น และในส่วนที่ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนทางจำเป็นต่อเจ้าพนักงาน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3812 ตำบลบางใหญ่ (บ้านใหญ่) อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ต่อมาปี 2543 จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทน ครั้นวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3812 ออกเป็นแปลงย่อยหลายแปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 62060, 62061, 62062 และ 62064 ตำบลบางใหญ่ (บ้านใหญ่) อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี โดยคงเหลือโฉนดเลขที่ 3812 อยู่และจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 62061 ให้โจทก์ในวันเดียวกัน ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ส่วนที่ดินแปลงอื่นที่แบ่งแยกยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยจำเลยใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 62060 ตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นทางเดินและทางรถยนต์เพื่อออกสู่ถนนสาธารณะสามแยกริมคลองประปาไปคลองสะเทิน หมู่ที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 62060 ของจำเลยอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 62061 ของโจทก์ จากการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3812 ของจำเลย ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 62061 ของโจทก์ถูกที่ดินที่แบ่งแยกแปลงอื่นๆ ปิดล้อมจนไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.4

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้เป็นทางจำเป็นเรื่องไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ และสาธารณูปโภคอื่นๆ ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้ทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 มิใช่โจทก์ได้ทางจำเป็นตามมาตรา 1349 โดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 โจทก์ย่อมได้ทางจำเป็นเรื่องไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำ และสาธารณูปโภคอื่นๆ ด้วยนั้น เห็นว่า การวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ท่อประปา สายโทรศัพท์ หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันในที่ดินติดต่อ หาใช่เป็นเรื่องทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และ 1350 ไม่ แต่เป็นเรื่องที่เจ้าของที่ดินจำต้องยอมให้เจ้าของที่ดินติดต่อวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของตนตามประมวลกฎหมายแห่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 ซึ่งบัญญัติว่า ...ถ้าเจ้าของที่ดินได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว ต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อ ซึ่งถ้าไม่ยอมให้ผ่านก็ไม่มีทางจะวางได้ หรือถ้าจะวางได้ก็เปลืองเงินมากเกินควร... ตามบทบัญญัติดังกล่าวการใช้สิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ในที่ดินของผู้อื่น ผู้ที่จะวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ จะต้องยอมจ่ายค่าทดแทนตามสมควรให้แก่เจ้าของที่ดินเสียก่อน หากผู้ที่จะวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ไม่จ่ายค่าทดแทนตามสมควรแล้ว เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมให้วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ในที่ดินของตนได้ จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ที่จะวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ที่จะต้องบอกกล่าวเสนอจำนวณค่าทดแทนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินทราบก่อน มิฉะนั้นโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ในที่ดินของจำเลยเมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยยินยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ในที่ดินของจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำขอข้อนี้ของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องจดทะเบียนทางจำเป็นตามคำขอของโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แม้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 แต่บุคคลภายนอกไม่อาจทราบได้หากไม่จดทะเบียนไว้ในโฉนดที่ดินเลขที่ 62060 จะทำให้ผู้รับโอนที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า โจทก์มีสิทธิใช้ทางเดินและทางรถยนต์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 62060 เป็นทางจำเป็นด้วยอำนาจแห่งกฎหมายแม้มีการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวไปเป็นของผู้อื่น โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิใช้ทางจำเป็นในที่ดินดังกล่าวอยู่นั่นเอง จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็นตามที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำขอของโจทก์ในข้อนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1350 ม. 1352
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประหยัด กุญชรวุฒิชัย
จำเลย — นางพยอม ก๋งเอม
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ