คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8561/2552
#497423
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหนังสือเตือนให้โจทก์นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระเนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คชำระราคาที่ดินที่เรียกเก็บไม่ได้ 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 จำเลยจึงคิดคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่โดยหักเงินดังกล่าวออก จึงเป็นการแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แม้หนังสือแจ้งเตือนจะระบุการคำนวณภาษีการค้าใหม่มาด้วยก็เป็นผลต่อเนื่องจากการที่ศาลฎีกาให้ลดเงินได้พึงประเมินจากการขายที่ดินลง จำเลยจึงปรับปรุงลดยอดรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าให้ด้วยนับว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์ให้เสียภาษีอากรน้อยลง ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งจำนวนภาษีอากรค้างชำระตามที่จำเลยคำนวณใหม่เพียงแต่อ้างว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีอากรค้างชำระเพราะขาดอายุความ จำเลยหาได้กระทำการใดอันจะถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษี และให้เพิกถอนการคำนวณและการเรียกเก็บภาษีซึ่งจำเลยได้คำนวณภาษีที่โจทก์ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2548 เป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเงิน 1,237,476.95 บาท และภาษีการค้าเป็นเงิน 974,031.63 บาท แต่ภาษีการค้าได้หักกลบลบหนี้บางส่วนเป็นเงิน 249,955.90 บาท รวมภาษีคงค้าง 1,961,552.68 บาท

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและหนังสือแจ้งภาษีการค้ากรณีการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรายพิพาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ คงเรียกเก็บเบี้ยปรับเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 151/2545 หมายเลขแดงที่ 3/2546 ของศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่เรียกเก็บไม่ได้อีก 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2548 ต่อมาจำเลยมีหนังสือคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2534 ใหม่ และคำนวณภาษีการค้าใหม่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยลดเงินได้พึงประเมินและรายรับจากการขายที่ดินลงจำนวน 2,254,000 บาท และมีหนังสือเตือนให้โจทก์นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ คือ จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เตือนให้โจทก์นำเงินค่าภาษีอากรค้างไปชำระ ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยไม่มีสิทธิคิดคำนวณจำนวนเงินภาษีอากรใหม่และเรียกเก็บค่าภาษีอากรดังกล่าวจากโจทก์ได้ เพราะสิทธิเรียกร้องในการเรียกเก็บภาษีอากรค้างชำระของจำเลยขาดอายุความ เห็นว่า เหตุที่จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เตือนให้นำเงินค่าภาษีอากรค้างไปชำระดังกล่าว เนื่องมาจากศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามฎีกาที่ 1690/2548 ให้โจทก์ชำระค่าภาษีอากรโดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่เรียกเก็บไม่ได้อีก 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 จำเลยจึงคิดคำนวณภาษีอากรใหม่โดยหักจำนวนเงินภาษีอากรที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้แก้ไขนั้นออก จึงเป็นการแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แม้ตามหนังสือแจ้งเตือนจะระบุการคำนวณภาษีการค้าใหม่มาด้วยก็เป็นผลต่อเนื่องจากการที่ศาลฎีกาให้ลดเงินได้พึงประเมินจากการขายที่ดินลงจำนวน 2,254,000 บาท จำเลยจึงปรับปรุงลดยอดรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าให้ด้วย นับว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์ให้เสียภาษีอากรน้อยลง โจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าจำนวนค่าภาษีอากรที่ค้างชำระ ตามที่จำเลยคำนวณใหม่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด เพียงแต่กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีอากรค้างชำระเพราะขาดอายุความ จำเลยหาได้กระทำการใดอันจะถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกาญจนา พินธุโสภณหรือสุพรรณานุโยค
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชลอ บุณยเนตร
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8561/2552
#503127
เปิดฉบับเต็ม

กรมสรรพากรจำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เตือนให้นำเงินค่าภาษีอากรค้างไปชำระ เนื่องมาจากศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้โจทก์ชำระค่าภาษีอากรโดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่เรียกเก็บไม่ได้อีก 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 จำเลยจึงคิดคำนวณภาษีอากรใหม่โดยหักจำนวนเงินภาษีอากรที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้แก้ไขนั้นออก จึงเป็นการแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แม้ตามหนังสือแจ้งเตือนจะระบุการคำนวณภาษีการค้าใหม่มาด้วยก็เป็นผลต่อเนื่องจากการที่ศาลฎีกาให้ลดเงินได้พึงประเมินจากการขายที่ดินลงจำนวน 2,254,000 บาท จำเลยจึงปรับปรุงลดยอดรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าให้ด้วย นับว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์ให้เสียภาษีอากรน้อยลง โจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าจำนวนค่าภาษีอากรที่ค้างชำระตามที่จำเลยคำนวณใหม่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพียงแต่กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีอากรค้างชำระเพราะขาดอายุความ ดังนั้น เมื่อจำเลยมิได้กระทำการใดอันจะถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2534 โจทก์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 72180 ให้แก่นางยลดาหรือปุณยา ในราคา 6,300,000 บาท โดยนางยลดาชำระค่าที่ดินด้วยเช็ค 23 ฉบับ แต่โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินได้เพียง 7 ฉบับ เป็นเงิน 4,046,000 บาท ส่วนเช็คอีก 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้ และโจทก์ได้ขายตึกแถว 8 ห้อง บนที่ดินโฉนดดังกล่าวข้างต้นให้แก่นางยลดาในราคา 4,075,400 บาท เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมจากรายได้จากการขายที่ดินและตึกแถวดังกล่าวในปีภาษี 2534 ตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 1160/1/101198 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2539 เป็นเงินภาษี 1,624,810 บาท เบี้ยปรับ 1,814,816 บาท และเงินเพิ่ม 1,291,723,95 บาท รวมเรียกเก็บทั้งสิ้น 4,731,349 บาท โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายคงเหลือเรียกเก็บเป็นเงินภาษี 1,624,810 บาท เบี้ยปรับ 907,408 บาท และเงินเพิ่ม 1,291,723.95 บาท รวมเรียกเก็บทั้งสิ้น 3,823,941.95 บาท โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 151/2545 หมายเลขแดงที่ 3/2546 ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และงดเบี้ยปรับทั้งหมด ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่ยังเรียกเก็บไม่ได้ 16 ฉบับ เป็นเงิน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2548 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2548 จำเลยมีหนังสือเตือนให้โจทก์นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระโดยจำเลยได้คำนวณภาษีที่โจทก์ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าว คงเหลือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเงิน 1,237,476.95 บาท และภาษีการค้าเป็นเงิน 974,031.63 บาท แต่ภาษีการค้าได้หักกลบลบหนี้บางส่วนเป็นเงิน 249,955.90 บาท รวมภาษีคงค้าง 1,961,552.68 บาท โจทก์เห็นว่า อายุความเรียกเก็บและการประเมินภาษีของจำเลยได้สิ้นสุดลงแล้ว จำเลยต้องทำการประเมินและเรียกเก็บภาษีภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา 88/6 แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งภาษีอากรที่จำเลยเรียกเก็บเป็นภาษีที่จะต้องยื่นแบบในปี 2534 ซึ่งนับถึงวันที่จำเลยมีหนังสือเตือนให้นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระเป็นเวลาเกิน 10 ปี แล้ว จำเลยไม่สามารถคิดคำนวณภาษีใหม่และไม่สามารถเรียกเก็บได้ตามกฎหมาย ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษี และให้เพิกถอนการคำนวณและการเรียกเก็บภาษีของจำเลยตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 และหมายเลข 4 ทั้งหมด

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2548 โดยคู่ความในคดีดังกล่าวเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีนี้ และคดีนี้กับคดีดังกล่าวมีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกัน ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าใหม่เพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว โดยนำจำนวนเงินตามเช็คที่โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้จำนวน 16 ฉบับ เป็นเงิน 2,254,000 บาท มาหักออกแล้วแจ้งให้โจทก์ทราบว่ามีหนี้ค่าภาษีอากรที่ต้องรับผิดตามผลของคำพิพากษาศาลฎีกาอยู่จำนวนเท่าใดคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวมีผลผูกพันโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจรื้อฟื้นโต้แย้งจำเลยเกี่ยวกับการประเมินภาษีดังกล่าวได้อีก โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การคิดคำนวณภาษีของเจ้าพนักงานของจำเลยดังกล่าวข้างต้นมิใช่เป็นการประเมินภาษีใหม่ที่ต้องกระทำภายใน 10 ปี ตามที่โจทก์อ้าง แต่ทำขึ้นเพื่อให้โจทก์ทราบว่ามีหนี้ค่าภาษีอากรที่ต้องรับผิดจำนวนเท่าใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และหนังสือแจ้งภาษีการค้ากรณีการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรายพิพาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ลดเบี้ยปรับแก่โจทก์คงเรียกเก็บเบี้ยปรับเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 151/2545 หมายเลขแดงที่ 3/2546 ของศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่เรียกเก็บไม่ได้อีก 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2548 ต่อมาจำเลยมีหนังสือคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2534 ใหม่ และคำนวณภาษีการค้าใหม่ตามคำพิพากษาศาลฎีกา โดยลดเงินได้พึงประเมินและรายรับจากการขายที่ดินลงจำนวน 2,254,000 บาท ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 และมีหนังสือเตือนให้โจทก์นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ คือ จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เตือนให้โจทก์นำเงินค่าภาษีอากรค้างไปชำระ ตามสำเนาเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 และหมายเลข 4 ซึ่งโจทก์อ้างว่า จำเลยไม่มีสิทธิคิดคำนวณจำนวนเงินภาษีอากรใหม่และเรียกเก็บค่าภาษีอากรดังกล่าวจากโจทก์ได้ เพราะสิทธิเรียกร้องในการเรียกเก็บภาษีอากรค้างชำระของจำเลยขาดอายุความ เห็นว่า เหตุที่จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เตือนให้นำเงินค่าภาษีอากรค้างไปชำระดังกล่าว เนื่องมาจากศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามฎีกาที่ 1690/2548 ให้โจทก์ชำระค่าภาษีอากรโดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่เรียกเก็บไม่ได้อีก 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 จำเลยจึงคิดคำนวณภาษีอากรใหม่โดยหักจำนวนเงินภาษีอากรที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้แก้ไขนั้นออก จึงเป็นการแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แม้ตามหนังสือแจ้งเตือนจะบุการคำนวณภาษีการค้าใหม่มาด้วยก็เป็นผลต่อเนื่องจากการที่ศาลฎีกาให้ลดเงินได้พึงประเมินจากการขายที่ดินลงจำนวน 2,254,000 บาท จำเลยจึงปรับปรุงลดยอดรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าให้ด้วย นับว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์ให้เสียภาษีอากรน้อยลงโจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าจำนวนค่าภาษีอากรที่ค้างชำระ ตามที่จำเลยคำนวณใหม่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใดเพียงแต่กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีอากรค้างชำระเพราะขาดอายุความ จำเลยหาได้กระทำการใดอันจะถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยเรื่องฟ้องซ้ำไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกาญจนา พินธุโสภณหรือสุพรรณานุโยค
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8561/2552
#507383
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เตือนให้นำเงินค่าภาษีอากรค้างไปชำระ เนื่องมาจากศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชำระค่าภาษีอากรโดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่เรียกเก็บไม่ได้เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 จำเลยจึงคิดคำนวณภาษีอากรใหม่โดยหักจำนวนเงินภาษีอากรที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้แก้ไขนั้นออกจึงเป็นการแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แม้ตามหนังสือแจ้งเตือนจะระบุการคำนวณภาษีการค้าใหม่มาด้วย ก็เป็นผลต่อเนื่องจากการที่ศาลฎีกาให้ลดเงินได้พึงประเมินจากการขายที่ดินลง จำเลยจึงปรับปรุงลดยอดรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าให้ด้วย นับว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์ให้เสียภาษีอากรน้อยลงโจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าจำนวนค่าภาษีอากรที่ค้างชำระตามที่จำเลยคำนวณใหม่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด เพียงแต่กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีอากรค้างชำระเพราะขาดอายุความ จำเลยหาได้กระทำการใดอันจะถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 72180 ตำบลบางซื่อ (นาช่อง) อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร ให้แก่นางยลดาหรือปุณยา ในราคา 6,300,000 บาท โดยนางยลดาชำระค่าที่ดินด้วยเช็ค 23 ฉบับ แต่โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินได้เพียง 7 ฉบับ เป็นเงิน 4,046,000 บาท ส่วนเช็คอีก 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้ และโจทก์ได้ขายตึกแถว 8 ห้อง บนที่ดินโฉนดดังกล่าวข้างต้นให้แก่นางยลดาในราคา 4,075,400 บาท เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมจากรายได้จากการขายที่ดินและตึกแถวดังกล่าวในปีภาษี 2534 ตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 1160/1/101198 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2539 เป็นเงินภาษี 1,624,810 บาท เบี้ยปรับ 1,814,816 บาท และเงินเพิ่ม 1,291,723.95 บาท รวมเรียกเก็บทั้งสิ้น 4,731,349 บาท โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายคงเหลือเรียกเก็บเป็นเงินภาษี 1,624,810 บาท เบี้ยปรับ 907,408 บาท และเงินเพิ่ม 1,291,723.95 บาท รวมเรียกเก็บทั้งสิ้น 3,823,941.95 บาท โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 151/2545 หมายเลขแดงที่ 3/2546 ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และงดเบี้ยปรับทั้งหมด ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่ยังเรียกเก็บไม่ได้ 16 ฉบับ เป็นเงิน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2548 จำเลยมีหนังสือเตือนให้โจทก์นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ โดยจำเลยได้คำนวณภาษีที่โจทก์ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าว คงเหลือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเงิน 1,237,476.95 บาท และภาษีการค้าเป็นเงิน 974,031.63 บาท แต่ภาษีการค้าได้หักกลบลบหนี้บางส่วนเป็นเงิน 249,955.90 บาท รวมภาษีคงค้าง 1,961,552.68 บาท โจทก์เห็นว่าอายุความเรียกเก็บและการประเมินภาษีของจำเลยได้สิ้นสุดลงแล้ว จำเลยต้องทำการประเมินและเรียกเก็บภาษีภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา 88/6 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งภาษีอากรที่จำเลยเรียกเก็บเป็นภาษีที่จะต้องยื่นแบบในปี 2534 ซึ่งนับถึงวันที่จำเลยมีหนังสือเตือนให้นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระเป็นเวลาเกิน 10 ปี แล้ว จำเลยไม่สามารถคิดคำนวณภาษีใหม่และไม่สามารถเรียกเก็บได้ตามกฎหมาย ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษี และให้เพิกถอนการคำนวณและการเรียกเก็บภาษีของจำเลยทั้งหมด

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและหนังสือแจ้งภาษีการค้ากรณีการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรายพิพาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ลดเบี้ยปรับแก่โจทก์คงเรียกเก็บเบี้ยปรับเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 151/2545 หมายเลขแดงที่ 3/2546 ของศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่เรียกเก็บไม่ได้อีก 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ ในปีภาษี 2534 จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2548 ต่อมาจำเลยมีหนังสือคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2534 ใหม่ และคำนวณภาษีการค้าใหม่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยลดเงินได้พึงประเมินและรายรับจากการขายที่ดินลงจำนวน 2,254,000 บาท และมีหนังสือเตือนให้โจทก์นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ คือ จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เตือนให้โจทก์นำเงินค่าภาษีอากรค้างไปชำระ ซึ่งโจทก์อ้างว่า จำเลยไม่มีสิทธิคิดคำนวณจำนวนเงินภาษีอากรใหม่และเรียกเก็บค่าภาษีอากรดังกล่าวจากโจทก์ได้ เพราะสิทธิเรียกร้องในการเรียกเก็บภาษีอากรค้างชำระของจำเลยขาดอายุความ เห็นว่า เหตุที่จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เตือนให้นำเงินค่าภาษีอากรค้างไปชำระดังกล่าว เนื่องมาจากศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามฎีกาที่ 1690/2548 ให้โจทก์ชำระค่าภาษีอากรโดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่เรียกเก็บไม่ได้อีก 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 จำเลยจึงคิดคำนวณภาษีอากรใหม่โดยหักจำนวนเงินภาษีอากรที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้แก้ไขนั้นออก จึงเป็นการแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แม้ตามหนังสือแจ้งเตือนจะระบุการคำนวณภาษีการค้าใหม่มาด้วยก็เป็นผลต่อเนื่องจากการที่ศาลฎีกาให้ลดเงินได้พึงประเมินจากการขายที่ดินลงจำนวน 2,254,000 บาท จำเลยจึงปรับปรุงลดยอดรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าให้ด้วย นับว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์ให้เสียภาษีอากรน้อยลง โจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าจำนวนค่าภาษีอากรที่ค้างชำระ ตามที่จำเลยคำนวณใหม่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด เพียงแต่กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีอากรค้างชำระเพราะขาดอายุความ จำเลยหาได้กระทำการใดอันจะถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยเรื่องฟ้องซ้ำไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกาญจนา พินธุโสภณ หรือสุพรรณานุโยค
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8552/2552
#497439
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่า บัตรเอทีเอ็มที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เบิกถอนเงินไปนั้นเป็นของบุคคลอื่น ก็ต้องฟังว่าเป็นบัตรเอทีเอ็มของจำเลยคนใดคนหนึ่งหรือเป็นของจำเลยทั้งสองเอง และยังต้องรับฟังต่อไปอีกว่า สาเหตุที่จำเลยทั้งสองสามารถใช้บัตรเอทีเอ็มดังกล่าวเบิกถอนเงินออกไปได้นั้น เป็นเพราะมีเงินตามจำนวนที่จำเลยทั้งสองร่วมเบิกถอนโอนเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองโดยการผิดพลาด ข้อเท็จจริงตามฟ้องที่โจทก์บรรยายมาดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเงินจำนวนที่จำเลยเบิกถอนไปนั้น ได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองเพราะโจทก์ร่วมส่งมอบให้โดยสำคัญผิด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคสอง หาใช่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องและมิได้ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและลงโทษจำเลยทั้งสองให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

1/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 334, 335 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 462,887 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก รวม 38 กระทง และมาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง รวม 16 กระทง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุกกระทงละ 1 ปี ปรับกระทงละ 5,000 บาท ฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุกกระทงละ 1 ปี ปรับกระทงละ 6,000 บาท รวมลงโทษจำเลยทั้งสอง จำคุกคนละ 54 ปี ปรับคนละ 286,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 27 ปี ปรับคนละ 143,000 บาท ทั้งนี้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเวลาที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด และให้ร่วมกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 462,887 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วมนั้น โจทก์ร่วมแถลงว่าได้รับเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยทั้งสองแล้ว ให้ยกคำขอในส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษ ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องการกระทำความผิดของจำเลยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันลักเงินของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ร่วม โดยใช้บัตรเอทีเอ็มเบิกถอนเงินของโจทก์ร่วมไปจากเครื่องเบิกถอนเงินอัตโนมัติ รวม 54 ครั้ง คิดเป็นเงิน 908,900 บาท เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่า บัตรเอทีเอ็มที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เบิกถอนเงินไปนั้น เป็นของบุคคลอื่น ก็ต้องฟังว่าเป็นบัตรเอทีเอ็มของจำเลยคนใดคนหนึ่งหรือเป็นของจำเลยทั้งสองเอง และยังต้องรับฟังต่อไปอีกว่า สาเหตุที่จำเลยทั้งสองสามารถใช้บัตรเอทีเอ็มดังกล่าวเบิกถอนเงินออกไปได้นั้น เป็นเพราะมีเงินตามจำนวนที่จำเลยทั้งสองร่วมเบิกถอนโอนเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองโดยการผิดพลาดเพราะมิฉะนั้นแล้วจำเลยทั้งสองย่อมไม่สามารถใช้บัตรเอทีเอ็มของจำเลยเบิกถอนออกไปได้ ข้อเท็จจริงตามฟ้องตามที่โจทก์ได้บรรยายมาดังกล่าวนี้ย่อมถือได้ว่าเงินจำนวนที่จำเลยทั้งสองร่วมเบิกถอนไปนั้น ได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองเพราะโจทก์ร่วมส่งมอบให้โดยสำคัญผิด การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้บัตรเอทีเอ็มเบิกถอนไปนั้น จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคสอง หาใช่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องและมิได้ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและลงโทษจำเลยทั้งสองให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 เมื่อศาลฎีกาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองใหม่แล้ว ก็ต้องกำหนดโทษจำเลยทั้งสองเสียใหม่ให้เหมาะสมกับความผิดด้วย...

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้จำคุกคนละกระทงละ 1 ปี ปรับคนละกระทงละ 2,000 บาท รวม 54 กระทง เป็นจำคุกคนละ 54 ปี ปรับคนละ 108,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 27 ปี ปรับคนละ 54,000 บาท ทั้งนี้ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองในระหว่างรอการลงโทษ โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติตามเงื่อนไขที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดปีละ 2 ครั้ง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาลักทรัพย์ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ป.อ. ม. 352 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวสุรีย์พร สุทธิพันธุ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายนพรัตน์ สนั่นพานิชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวเบญจมาศ ปัญญาดิลก
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
เฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8552/2552
#508407
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่า บัตรเอทีเอ็มที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เบิกถอนเงินไปนั้นเป็นของบุคคลอื่น ก็ต้องฟังว่าเป็นบัตรเอทีเอ็มของจำเลยคนใดคนหนึ่งหรือเป็นของจำเลยทั้งสองเอง และยังต้องรับฟังต่อไปอีกว่า สาเหตุที่จำเลยทั้งสองสามารถใช้บัตรเอทีเอ็มอังกล่าวเบิกถอนเงินออกไปได้นั้น เป็นเพราะมีเงินตามจำนวนที่จำเลยทั้งสองร่วมเบิกถอนโอนเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองโดยการผิดพลาด เพราะมิฉะนั้นแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมไม่สามารถใช้บัตรเอทีเอ็มเบิกถอนออกไปได้ ข้อเท็จจริงตามฟ้องตามที่โจทก์ได้บรรยายมาดังกล่าวนี้ ย่อมถือได้ว่าเงินจำนวนที่จำเลยทั้งสองร่วมเบิกถอนไปนั้น ได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองเพราะโจทก์ร่วมส่งมอบให้โดยสำคัญผิด การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้บัตรเอทีเอ็มเบิกถอนไปนั้น จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคสอง หาใช่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องและมิได้ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและลงโทษจำเลยทั้งสองให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 เมื่อศาลฎีกาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองใหม่แล้ว ก็ต้องกำหนดโทษจำเลยทั้งสองเสียใหม่ให้เหมาะสมกับความผิดด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 334, 335 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 462,887 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก รวม 38 กระทง และมาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง รวม 16 กระทง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 27 ปี ปรับคนละ 143,000 บาท ทั้งนี้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองมีกำหนด 1 ปี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษ ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์บรรยายฟ้องการกระทำความผิดของจำเลยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันลักเงินของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ร่วม โดยใช้บัตรเอทีเอ็มเบิกถอนเงินของโจทก์ร่วมไปจากเครื่องเบิกถอนเงินอัตโนมัติรวม 54 ครั้ง คงเป็นเงิน 908,900 บาท เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่า บัตรเอทีเอ็มที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เบิกถอนเงินไปนั้นเป็นของบุคคลอื่น ก็ต้องฟังว่าเป็นบัตรเอทีเอ็มของจำเลยคนใดคนหนึ่งหรือเป็นของจำเลยทั้งสองเอง และยังต้องรับฟังต่อไปอีกว่า สาเหตุที่จำเลยทั้งสองสามารถใช้บัตรเอทีเอ็มดังกล่าวเบิกถอนเงินออกไปได้นั้น เป็นเพราะมีเงินตามจำนวนที่จำเลยทั้งสองร่วมเบิกถอนโอนเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองโดยการผิดพลาดเพราะมิฉะนั้นแล้วจำเลยทั้งสองย่อมไม่สามารถใช้บัตรเอทีเอ็มของจำเลยเบิกถอนออกไปได้ข้อเท็จจริงตามฟ้องตามที่โจทก์ได้บรรยายมาดังกล่าวนี้ ย่อมถือได้ว่าเงินจำนวนที่จำเลยทั้งสองร่วมเบิกถอนไปนั้น ได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองเพราะโจทก์ร่วมส่งมอบให้โดยสำคัญผิด การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้บัตรเอทีเอ็มเบิกถอนไปนั้น จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคสองหาใช่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องและมิได้ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและลงโทษจำเลยทั้งสองให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสองประกอบมาตรา 215 และ 225 เมื่อศาลฎีกาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองใหม่แล้ว ก็ต้องกำหนดโทษจำเลยทั้งสองเสียใหม่ให้เหมาะสมกับความผิดด้วย สำหรับปัญหาที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า แม้พฤติการณ์แห่งความผิดของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกันใช้บัตรเอทีเอ็มเบิกถอนเงินของโจทก์ร่วมไปรวมถึง 54 ครั้ง เป็นเงิน 908,900 บาท แต่หลังเกิดเหตุแล้ว จำเลยทั้งสองเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและให้การรับสารภาพอันเป็นการลุแก่ความผิด ทั้งภายหลังได้พยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นโดยสามารถหาเงินมาชดใช้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วน และตามรายงานการสืบเสาะและพินิจก็ไม่ปรากฏว่า จำเลยทั้งสองเคยกระทำความผิดจนถูกดำเนินคดีมาก่อน จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอายุ 24 และ 25 ปี ตามลำดับ มีอาชีพการทำงานเป็นหลักแหล่งนิสัยและความประพฤติที่ผ่านมาไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรง น่าเชื่อว่าสาเหตุที่กระทำความผิดคดีนี้เป็นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากให้โอกาสแล้วจำเลยทั้งสองจะสามารถกลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไปได้ คดีมีเหตุอันควรปรานีโดยรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้จำคุกคนละกระทงละ 1 ปี ปรับคนละกระทงละ 2,000 บาท รวม 54 กระทง เป็นจำคุกคนละ 54 ปี ปรับคนละ 108,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 27 ปี ปรับคนละ 54,000 บาท ทั้งนี้ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองในระหว่างรอการลงโทษ โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติตามเงื่อนไขที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดปีละ 2 ครั้ง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาลักทรัพย์ให้ยกฟ้องนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวสุรีย์พร สุทธิพันธุ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
เฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8523/2552
#496761
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ถ้าเป็นการกระทำที่ชายกระทำแก่เด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) และวรรคท้าย (เดิม) มีความหมายว่า ในกรณีที่ชายและเด็กหญิงมีอายุไม่เกิน 17 ปีบริบูรณ์ยังไม่อาจที่จะสมรสกัน หากจะสมรสกันต้องมีคำสั่งศาลอนุญาตให้ทำการสมรสได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1448 หรือกรณีที่ชายและเด็กหญิงเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามและมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล ทำการสมรสกันโดยถูกต้องตามหลักกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก ซึ่งมี พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 อันเป็นกฎหมายพิเศษให้ใช้บังคับแก่ผู้นับถือศาสนาอิสลามในส่วนที่เกี่ยวด้วยครอบครัวและมรดกเฉพาะในสี่จังหวัดดังกล่าวแทนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และบรรพ 6 จึงมีผลให้ผู้กระทำผิดในคดีอาญานั้นไม่ต้องรับโทษ

จำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดสตูลทำการสมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมายอิสลาม จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) แม้จำเลยไม่ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับโทษในความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 หรือม่ เห็นว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ขณะผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยผู้เสียหายที่ 2 ยินยอม ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) แต่ในมาตรา 277 วรรคท้าย (เดิม) บัญญัติว่าความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ชายกระทำแก่เด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกันผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ มีความหมายว่า ในกรณีที่ชายและเด็กหญิงมีอายุไม่เกินสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ยังไม่อาจที่จะสมรสกัน หากจะสมรสกันต้องมีคำสั่งศาลอนุญาตให้ทำการสมรสได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 หรือกรณีที่ชายและเด็กหญิงเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามและมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล ทำการสมรสกันโดยถูกต้องตามหลักกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก ซึ่งมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 อันเป็นกฎหมายพิเศษให้ใช้บังคับแก่ผู้นับถือศาสนาอิสลาม ในส่วนที่เกี่ยวด้วยครอบครัวและมรดกเฉพาะในสี่จังหวัดดังกล่าวแทนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และบรรพ 6 จึงมีผลให้ผู้กระทำผิดในคดีอาญานั้นไม่ต้องรับโทษ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามใบสำคัญสมรสและหนังสือรับรองการสมรสท้ายฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดสตูลทำการสมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมายอิสลาม และโจทก์มิได้กล่าวแก้เป็นอย่างอื่นจึงต้องฟังว่าจำเลยและผู้เสียหายที่ 2 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงได้รับผลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้าย (เดิม) โดยไม่ต้องรับโทษในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) สำหรับความผิดฐากพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่งลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลย 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้งตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 277
ป.พ.พ. ม. 1448
พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นายรมหลี มาลิหยันหรือม่าลิหยัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายอรรถชาต์ สินไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางนิจรินทร์ องค์พิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ไสว จันทะศรี
ประทีป ปิติสันต์
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8490/2552
#497428
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกร่วมกันวางแผนโดยใช้โฉนดที่ดินพิพาทปลอมที่มีรอยตราปลอมประทับอยู่ ไปแลกเอาโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงของผู้เสียหายมา อันเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารและลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย แล้วนำโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงพร้อมหนังสือมอบอำนาจปลอมของผู้เสียหาย ไปใช้แสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188 มาตรา 252 ประกอบมาตรา 251 และมาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำทั้งหมดล้วนมีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวคือ การทำให้สามารถขายหรือขายฝากที่ดินพร้อมอาคารพิพาทของผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 90 อันได้แก่ความผิดฐานใช้โฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 188, 251, 252, 264, 265, 266, 268, 335 และริบโฉนดที่ดินและหนังสือมอบอำนาจปลอมของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 251, 252, 264, 265, 266 (1), 268 วรรคแรก, 335 (7) วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) แต่เพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 4 ปี ริบโฉนดที่ดินและหนังสือมอบอำนาจของกลาง คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรกและมาตรา 83 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย ตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า นอกจากความผิดฐานใช้เอกสารใบมอบอำนาจ อันเป็นเอกสารปลอมแล้ว จำเลยได้กระทำความผิดอื่นตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายและนางสมพรเบิกความทำนองเดียวกันว่าสองครั้งแรกที่นายสุวรรณมาคนเดียว กับครั้งที่สามที่นายสุวรรณมากับนายธวัช แม้ทั้งสามครั้งบุคคลทั้งสองจะมีการขอสำเนาเอกสารโฉนดที่ดินพิพาท และผู้เสียหายได้มอบให้ไปนั้น ตลอดเวลาของการขอสำเนาโฉนดที่ดินตลอดจนการตรวจดูโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงอยู่ในสายตาของผู้เสียหายอยู่ตลอดเวลา คงมีแต่ครั้งสุดท้ายคือครั้งที่สี่ที่จำเลยและนางเก๋มาด้วย ที่มีการนำโฉนดที่ดินพิพาทออกไปถ่ายเอกสารที่ตลาดตำบลระแหง หลังจากนั้นไม่มีผู้ใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับโฉนดที่ดินพิพาทอีก จนกระทั่งมีชายหญิงคู่หนึ่งสนใจจะมาซื้อที่ดินและอาคารพิพาทและขอดูโฉนด ผู้เสียหายจึงทราบว่าโฉนดที่ดินพิพาทที่มีอยู่กลายเป็นฉบับปลอม แสดงว่าโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงและฉบับปลอม เพิ่งจะมีการสับเปลี่ยนในครั้งสุดท้ายที่นายสุวรรณ นายธวัช จำเลยและนางเก๋มาด้วยกัน โดยทั้งสี่คนมีการวางแผนร่วมกันให้นายสุวรรณและนายธวัชมาขอสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทไปก่อนเพื่อนำไปทำฉบับปลอม ต่อเมื่อได้ทำฉบับปลอมเสร็จแล้วจึงนำมาสับเปลี่ยนในครั้งสุดท้าย โดยมากันทั้งสี่คนเพื่อแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้การสับเปลี่ยนง่ายขึ้นเนื่องจากในช่วงนั้นผู้เสียหายก็คงเริ่มไว้วางใจนายสุวรรณแล้วเพราะมาหลายครั้งและยืนยันรวมทั้งแสดงท่าทางว่าตั้งใจจะซื้อจริง หลังจากจำเลยมากับนายสุวรรณพร้อมด้วยนายธวัชและนางเก๋ในครั้งสุดท้ายแล้ว มีผู้ที่พบจำเลยครอบครองโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงทั้งสองฉบับคือนายศรายุทธ เจ้าหน้าที่บริหารที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีที่เบิกความยืนยันว่าเห็นจำเลยนำโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงทั้งสองฉบับมาติดต่อกับสำนักงานที่ดินดังกล่าวถึง 2 ครั้ง นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายกฤษณะ ผู้ใหญ่บ้าน และพันตำรวจโทสมบัติ พนักงานสอบสวนเบิกความเป็นอย่างเดียวกันว่า เมื่อพันตำรวจโทสมบัติได้รับแจ้งความจากผู้เสียหายและได้หมายเลขโทรศัพท์จำเลยจากผู้เสียหายแล้ว ได้ติดต่อนายกฤษณะให้ช่วยกันวางแผนจับกุมจำเลย โดยให้นายกฤษณะโทรศัพท์ไปหาจำเลย ทำทีว่าสนใจจะซื้อที่ดินและอาคารพิพาท นัดหมายพบกัน ณ ที่ดินและอาคารพิพาท ซึ่งจำเลยก็มาตามนัดและเป็นผู้นำนายกฤษณะชมอาคารพิพาท โดยเข้าทางประตูด้านหลัง ผู้เสียหายซึ่งแอบซุ่มอยู่กับพันตำรวจโทสมบัติในอาคารดังกล่าว เห็นจำเลยแล้วจำได้จึงชี้ตัวให้จับกุมเห็นว่า ทั้งนายกฤษณะ พันตำรวจโทสมบัติ ผู้เสียหายและนางสาวสมพร ต่างไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุที่จะให้ระแวงสงสัยว่าจะช่วยกันเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยด้วยเหตุใด ส่วนนายศรายุทธ แม้เคยรู้จักจำเลยมาก่อนก็ไม่ปรากฏสาเหตุโกรธเคืองกัน แต่กลับมีลักษณะที่ดีต่อกัน น่าเชื่อว่าพยานโจทก์เหล่านี้เบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พฤติการณ์แห่งคดีจึงฟังได้ว่า แม้ไม่มีประจักษ์พยานโจทก์รู้เห็นโดยตรงว่าจำเลยร่วมกับพวกลักโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริง แต่พยานแวดล้อมที่ใกล้ชิดเหตุการณ์สอดคล้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเชื่อได้ว่า จำเลยกับพวกนำโฉนดที่ดินพิพาทฉบับปลอม มาสับเปลี่ยนกับฉบับจริงของผู้เสียหายในวันที่จำเลย นางเก๋ นายสุวรรณและนายธวัชมาบ้านผู้เสียหายในครั้งที่สี่เพราะมิฉะนั้นจำเลยก็คงจะไม่สามารถครอบครองโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงหลังจากวันนั้นได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการร่วมกับพวกเอาไปเสียและลักโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองฉบับของผู้เสียหายโดยวิธีการใช้อุบาย ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยไม่เคยรู้จักผู้เสียหาย นางจุฑามาศหรือเก๋เป็นผู้นำโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงทั้งสองฉบับของผู้เสียหายมาให้จำเลยช่วยหาผู้ซื้อให้ ต่อมามีนางอ้อยซึ่งอ้างว่าได้หมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยจากนางเก๋โทรศัพท์มาหาจำเลยว่าสนใจจะซื้อที่ดินและอาคารพิพาท โดยผู้ที่จะซื้อชื่อนายสมบัติ จำเลยจึงโทรศัพท์ติดต่อผู้เสียหาย นัดหมายพบกันที่หน้าที่ดินและอาคารพิพาท เมื่อจำเลยไปถึงสถานที่ดังกล่าวก็ถูกจับกุม คงมีแต่ตัวจำเลยคนเดียวเบิกความ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน นางเก๋และนางอ้อย จำเลยก็มิได้นำมาสืบ จึงเป็นคำเบิกความลอย ๆ ที่ไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีน้ำหนักพอที่จะฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยร่วมกับพวกเอาไปเสียและลักเอาโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงทั้งสองฉบับของผู้เสียหายไปโดยวิธีการใช้กลอุบาย นำเอาโฉนดที่ดินพิพาทฉบับปลอมมาสับเปลี่ยนไว้ และเมื่อฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกนำโฉนดที่ดินพิพาทปลอมมาสับเปลี่ยนกับฉบับจริง ย่อมเป็นการใช้เอกสารปลอมที่มีรอยตราปลอมของเจ้าพนักงานที่ดินและของสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีประทับอยู่ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย เจ้าพนักงานที่ดินและสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี หรือประชาชน และโฉนดที่ดินเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, มาตรา 252 ประกอบมาตรา 251, มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) และมาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ฎีกาของโจทก์ในความผิดทั้งสี่ฐานนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์อีกประการหนึ่งว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกี่กรรม เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันวางแผนโดยใช้โฉนดที่ดินพิพาทปลอมที่มีรอยตราปลอมประทับอยู่ ไปแลกเอาโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงของผู้เสียหายมาอันเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารและลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย แล้วนำโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงพร้อมหนังสือมอบอำนาจปลอมของผู้เสียหายไปใช้แสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี การกระทำทั้งหมดล้วนมีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวคือ การทำให้สามารถขายหรือขายฝากที่ดินพร้อมอาคารพิพาทของผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 อันได้แก่ความผิดฐานใช้โฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) กรณีไม่ใช่เป็นความผิดหลายกรรมดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

สำหรับโทษที่จะลงแก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดกันหลายคน มีการวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำ มีลักษณะเป็นกระบวนการที่เป็นภัยต่อสุจริตชนทั้งหลายที่ประสงค์จะซื้อขายที่ดินกันตามปกติ จึงเห็นสมควรลงโทษจำคุก 4 ปี

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, มาตรา 252 ประกอบมาตรา 251, มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264, มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1), มาตรา 335 (7) วรรคแรกประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 266 (1) อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 266 (1) ม. 268 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นางสาวอรุณ แสงแจ้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายเอกวิโรจน์ มณีธนวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิทยา จิญกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8490/2552
#507380
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันวางแผนโดยใช้โฉนดที่ดินพิพาทปลอมที่มีรอยตราปลอมประทับอยู่ ไปแลกเอาโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงของผู้เสียหายมาอันเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารและลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย แล้วนำโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงพร้อมหนังสือมอบอำนาจปลอมของผู้เสียหายไปใช้แสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน การกระทำทั้งหมดล้วนมีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียว คือ การทำให้สามารถขายหรือขายฝากที่ดินพร้อมอาคารของผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 188, 251, 252, 264, 265, 266, 268, 335 และริบโฉนดที่ดินและหนังสือมอบอำนาจปลอมของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 251, 252, 264, 265, 266 (1), 268 วรรคแรก, 335 (7) วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิ อันเป็นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) แต่เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 4 ปี ริบโฉนดที่ดินและหนังสือมอบอำนาจของกลาง คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรกและมาตรา 83 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว โจทก์และจำเลยต่างฎีกา จำเลยฎีกาเป็น 2 ประการ ประการแรกขอให้ยกฟ้องข้อหาความผิดฐานใช้ใบมอบอำนาจปลอมตามเอกสารหมาย จ. 7 เสียด้วย เพราะพยานหลักฐานของโจทก์ยังเป็นที่สงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้หรือไม่ และประการที่สองขอให้รอการลงโทษแก่จำเลย อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เพราะศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาจำคุกจำเลย 2 ปี ซึ่งไม่เกิน 5 ปี ในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า นอกจากความผิดฐานใช้เอกสารใบมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.7 อันเป็นเอกสารปลอมแล้ว จำเลยได้กระทำความผิดอื่นตามฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของที่ดินและอาคารพิพาททั้งสองคือที่ดินโฉนดเลขที่ 20318 และ 20319 และอาคารเลขที่ 83/4 และ 83/5 ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้ายร่วมกันปลอมดวงตราเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีและดวงตราสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี ปลอมโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองฉบับ โดยประทับดวงตราเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีปลอมและดวงตราสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีปลอมลงบนโฉนดที่ดินพิพาทที่ปลอมขึ้นตามโฉนดที่ดินปลอมเอกสารหมาย จ. 1 และ จ. 2 และปลอมหนังสือมอบอำนาจว่าผู้เสียหายมอบอำนาจให้นางทิวา ขายที่ดินพร้อมอาคารพิพาทตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจปลอมเอกสารหมาย จ .7 แล้วนำโฉนดที่ดินพิพาทปลอมไปสับเปลี่ยนแลกเอาโฉนดที่ดินพิพาทจริงจากผู้เสียหาย วันที่ 30 มิถุนายน 2541 คนร้ายร่วมกันยื่นคำขอจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมอาคารพิพาทแก่นายณรงค์ แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีไม่ยอมดำเนินการให้เพราะลายมือชื่อผู้มอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจไม่เหมือนกับที่ทางสำนักงานมีเก็บไว้ พร้อมทั้งยึดเอกสารที่คนร้ายนำมายื่นไว้รวมทั้งหนังสือมอบอำนาจปลอมตามเอกสารหมาย จ.7 วันที่ 6 สิงหาคม 2541 ผู้เสียหายแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน วันที่ 7 สิงหาคม 2541 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่บริเวณที่ดินและอาคารพิพาท และตรวจค้นพบสำเนาใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทตามเอกสารหมาย จ.6 ในรถยนต์ที่จำเลยโดยสารมา สำหรับความผิดฐานปลอมดวงตราและรอยตราเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีและสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี รวมทั้งการใช้ดวงตราที่ปลอมขึ้นดังกล่าวประทับลงบนโฉนดที่ดินพิพาทปลอม ปลอมโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองฉบับ และปลอมหนังสือมอบอำนาจ ทางนำสืบของโจทก์ไม่มีพยานคนใดเห็นว่าจำเลยปลอมหรือร่วมกับผู้อื่นปลอม หรือมีพฤติการณ์ใด ๆ ที่ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำการหรือร่วมกับผู้ใดกระทำการดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกฟ้องในความผิดฐานนี้เพราะพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้จึงชอบแล้ว ส่วนความผิดข้อหาการใช้โฉนดที่ดินพิพาทปลอมซึ่งมีรอยตราเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีและสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีปลอมประทับอยู่ สามารถวินิจฉัยไปพร้อมกันได้แต่เห็นสมควรวินิจฉัยหลังจากวินิจฉัยความผิดข้อหาเอาไปเสียซึ่งเอกสารและลักทรัพย์คือโฉนดที่ดินพิพาทจริงทั้งสองฉบับเสียก่อนความผิดข้อหาเอาไปเสียและลักโฉนดที่ดินพิพาท โจทก์มีตัวผู้เสียหายและนางสาวสมพร ซึ่งทำหน้าที่แม่บ้านอยู่กับผู้เสียหายในช่วงเกิดเหตุ เบิกความทำนองเดียวกันว่า กลุ่มคนร้ายมาหาผู้เสียหายรวม 4 ครั้ง ครั้งแรกประมาณต้นเดือนเมษายน 2541 นายสุวรรณมาเพียงคนเดียว สอบถามและต่อรองราคาที่ดินและอาคารพิพาท ซึ่งผู้เสียหายกำหนดราคารวม 7,500,000 บาท นายสุวรรณขอสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทเพื่อนำไปปรึกษากับหุ้นส่วน ต่อมาอีก 7 วัน นายสุวรรณมาคนเดียวอีกครั้งหนึ่ง ขอต่อรองให้ลดราคาลงผู้เสียหายยืนยันที่ราคาเดิม นายสุวรรณขอดูต้นฉบับโฉนดที่ดินพิพาทและขอสำเนาไปอีกต่อจากนั้นอีกประมาณ 10 วัน นายสุวรรณมาพร้อมกับนายธวัช แนะนำว่านายธวัชเป็นหัวหน้าสินเชื่อธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ ร่วมกันแจ้งแก่ผู้เสียหายว่า ทางธนาคารได้อนุมัติให้นายสุวรรณและหุ้นส่วนกู้เงินแล้ว ได้ให้นายธวัชมาตรวจดูความเรียบร้อยของโฉนดที่ดิน ผู้เสียหายจึงนำโฉนดที่ดินพิพาทให้ตรวจดูทั้งด้านหน้าด้านหลัง ทั้งสองคนได้ขอเอกสารเพิ่มเติมไปคือ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และใบสำคัญการหย่าของผู้เสียหาย และครั้งสุดท้ายประมาณปลายเดือนเมษายนหรือต้นเดือนพฤษภาคม 2541 นายสุวรรณและนายธวัชมาพร้อมกับจำเลยและนางเก๋ นายสุวรรณแนะนำว่าจำเลยกับนางเก๋คือหุ้นส่วนที่จะซื้อที่ดินและอาคารพิพาท แต่ต้องขอเอกสารที่เกี่ยวข้องใหม่ทั้งหมดรวมทั้งใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร ผู้เสียหายจึงนำเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมทั้งโฉนดที่ดินพิพาทให้นางสาวสมพรไปพร้อมกับจำเลยและนางเก๋ ใช้รถยนต์ของจำเลยไปถ่ายเอกสารที่ร้านในตลาดตำบลระแหง เมื่อได้เอกสารมาแล้วได้ให้ผู้เสียหายลงชื่อรับรองสำเนาเอกสารทั้งหมด โดยจำเลยกับพวกตกลงที่จะโอนเงินมาให้ จำเลยกับนายสุวรรณโทรศัพท์มาหาผู้เสียหายอีก 1 ครั้ง แล้วก็ไม่ติดต่อมาอีกเลย ผู้เสียหายมาทราบว่าโฉนดที่ดินถูกสับเปลี่ยนเมื่อมีบุคคลอื่นมาขอดูโดยสนใจจะซื้อที่ดินและอาคารพิพาทจึงนำไปให้เจ้าพนักงานที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีตรวจสอบ ปรากฏว่าเป็นโฉนดที่ดินปลอม ได้ไปแจ้งความต่อพันตำรวจโทสมบัติ พนักงานสอบสวน นายศรายุทธ เจ้าหน้าที่บริหารที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีเบิกความว่า รู้จักจำเลยดีเพราะจำเลยมาติดต่อที่สำนักงานที่ดินเป็นประจำ จำเลยเคยนำโฉนดที่ดินจริงสองฉบับของผู้เสียหาย ซึ่งตรงกับโฉนดที่ดินพิพาทปลอมตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 พร้อมทั้งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และหนังสือมอบอำนาจของผู้เสียหายมาให้พยานตรวจสอบเพื่อจะขายที่ดินดังกล่าว พยานตรวจสอบแล้วเห็นว่าลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจคือผู้เสียหายไม่คล้ายกับลายมือชื่อที่ทางสำนักงานที่ดินมีอยู่ จึงมิได้ดำเนินการให้ ได้คืนเอกสารทั้งหมดให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยกับพวกมาอีก แต่ครั้งนี้นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นต่อประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน พยานจึงแจ้งให้หัวหน้าส่วนที่เกี่ยวข้องทราบว่าจำเลยเคยมาแล้ว หนังสือมอบอำนาจมีปัญหาควรตรวจสอบให้ดี เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้วมีความเห็นเช่นเดียวกับพยาน จึงได้ยึดเอกสารทั้งหมดไว้ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ ได้ให้พยานไปดูตัวจำเลย พยานจำจำเลยได้ ส่วนโฉนดที่ดินพิพาทของกลางตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 พยานดูแล้วยืนยันว่าเป็นการปลอมทั้งฉบับ เห็นว่า ผู้เสียหายและนางสมพรเบิกความทำนองเดียวกันว่าสองครั้งแรกที่นายสุวรรณมาคนเดียว กับครั้งที่สามที่นายสุวรรณมากับนายธวัช แม้ทั้งสามครั้งบุคคลทั้งสองจะมีการขอสำเนาเอกสารโฉนดที่ดินพิพาท และผู้เสียหายได้มอบให้ไปนั้น ตลอดเวลาของการขอสำเนาโฉนดที่ดินตลอดจนการตรวจดูโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงอยู่ในสายตาของผู้เสียหายอยู่ตลอดเวลา คงมีแต่ครั้งสุดท้ายคือครั้งที่สี่ที่จำเลยและนางเก๋มาด้วย ที่มีการนำโฉนดที่ดินพิพาทออกไปถ่ายเอกสารที่ตลาดตำบลระแหง หลังจากนั้นไม่มีผู้ใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับโฉนดที่ดินพิพาทอีก จนกระทั่งมีชายหญิงคู่หนึ่งสนใจจะมาซื้อที่ดินและอาคารพิพาทและขอดูโฉนด ผู้เสียหายจึงทราบว่าโฉนดที่ดินพิพาทที่มีอยู่กลายเป็นฉบับปลอมตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 แสดงว่าโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงและฉบับปลอมตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 เพิ่งจะมีการสับเปลี่ยนในครั้งสุดท้ายที่นายสุวรรณ นายธวัช จำเลยและนางเก๋มาด้วยกัน โดยทั้งสี่คนมีการวางแผนร่วมกันให้นายสุวรรณและนายธวัชมาขอสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทไปก่อนเพื่อนำไปทำฉบับปลอม ต่อเมื่อได้ทำฉบับปลอมเสร็จแล้วจึงนำมาสับเปลี่ยนในครั้งสุดท้าย โดยมากันทั้งสี่คนเพื่อแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้การสับเปลี่ยนง่ายขึ้นเนื่องจากในช่วงนั้นผู้เสียหายก็คงเริ่มไว้วางใจนายสุวรรณแล้ว เพราะมาหลายครั้งและยืนยันรวมทั้งแสดงท่าทางว่าตั้งใจจะซื้อจริง หลังจากจำเลยมากับนายสุวรรณพร้อมด้วยนายธวัชและนางเก๋ในครั้งสุดท้ายแล้ว มีผู้ที่พบจำเลยครอบครองโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงทั้งสองฉบับคือนายศรายุทธ เจ้าหน้าที่บริหารที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีที่เบิกความยืนยันว่าเห็นจำเลยนำโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงทั้งสองฉบับมาติดต่อกับสำนักงานที่ดินดังกล่าวถึง 2 ครั้ง นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายกฤษณะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และพันตำรวจโทสมบัติ พนักงานสอบสวนเบิกความเป็นอย่างเดียวกันว่า เมื่อพันตำรวจโทสมบัติได้รับแจ้งความจากผู้เสียหายและได้หมายเลขโทรศัพท์จำเลยจากผู้เสียหายแล้ว ได้ติดต่อนายกฤษณะให้ช่วยกันวางแผนจับกุมจำเลย โดยให้นายกฤษณะโทรศัพท์ไปหาจำเลย ทำทีว่าสนใจจะซื้อที่ดินและอาคารพิพาท นัดหมายพบกัน ณ ที่ดินและอาคารพิพาท ซึ่งจำเลยก็มาตามนัดและเป็นผู้นำนายกฤษณะชมอาคารพิพาท โดยเข้าทางประตูด้านหลัง ผู้เสียหายซึ่งแอบซุ่มอยู่กับพันตำรวจโทสมบัติในอาคารดังกล่าว เห็นจำเลยแล้วจำได้จึงชี้ตัวให้จับกุมเห็นว่า ทั้งนายกฤษณะ พันตำรวจโทสมบัติ ผู้เสียหายและนางสาวสมพร ต่างไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุที่จะให้ระแวงสงสัยว่าจะช่วยกันเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยด้วยเหตุใด ส่วนนายศรายุทธ แม้เคยรู้จักจำเลยมาก่อนก็ไม่ปรากฏสาเหตุโกรธเคืองกัน แต่กลับมีลักษณะที่ดีต่อกัน น่าเชื่อว่าพยานโจทก์เหล่านี้เบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พฤติการณ์แห่งคดีจึงฟังได้ว่า แม้ไม่มีประจักษ์พยานโจทก์รู้เห็นโดยตรงว่าจำเลยร่วมกับพวกลักโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริง แต่พยานแวดล้อมที่ใกล้ชิดเหตุการณ์สอดคล้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเชื่อได้ว่า จำเลยกับพวกนำโฉนดที่ดินพิพาทฉบับปลอมตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 มาสับเปลี่ยนกับฉบับจริงของผู้เสียหายในวันที่จำเลย นางเก๋ นายสุวรรณและนายธวัชมาบ้านผู้เสียหายในครั้งที่สี่เพราะมิฉะนั้นจำเลยก็คงจะไม่สามารถครอบครองโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงหลังจากวันนั้นได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการร่วมกับพวกเอาไปเสียและลักโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองฉบับของผู้เสียหายโดยวิธีการใช้อุบาย ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยไม่เคยรู้จักผู้เสียหาย นางจุฑามาศหรือเก๋เป็นผู้นำโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงทั้งสองฉบับของผู้เสียหายมาให้จำเลยช่วยหาผู้ซื้อให้ ต่อมามีนางอ้อยซึ่งอ้างว่าได้หมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยจากนางเก๋โทรศัพท์มาหาจำเลยว่าสนใจจะซื้อที่ดินและอาคารพิพาท โดยผู้ที่จะซื้อชื่อนายสมบัติ จำเลยจึงโทรศัพท์ติดต่อผู้เสียหาย นัดหมายพบกันที่หน้าที่ดินและอาคารพิพาท เมื่อจำเลยไปถึงสถานที่ดังกล่าวก็ถูกจับกุม คงมีแต่ตัวจำเลยคนเดียวเบิกความ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน นางเก๋และนางอ้อย จำเลยก็มิได้นำมาสืบ จึงเป็นคำเบิกความลอย ๆ ที่ไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีน้ำหนักพอที่จะฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยร่วมกับพวกเอาไปเสียและลักเอาโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงทั้งสองฉบับของผู้เสียหายไปโดยวิธีการใช้กลอุบาย นำเอาโฉนดที่ดินพิพาทฉบับปลอมตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 มาสับเปลี่ยนไว้ และเมื่อฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกนำโฉนดที่ดินพิพาทปลอมตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 มาสับเปลี่ยนกับฉบับจริง ย่อมเป็นการใช้เอกสารปลอมที่มีรอยตราปลอมของเจ้าพนักงานที่ดินและของสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีประทับอยู่ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย เจ้าพนักงานที่ดินและสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีหรือประชาชน และโฉนดที่ดินเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, มาตรา 252 ประกอบมาตรา 251, มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) และมาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ฎีกาของโจทก์ในความผิดทั้งสี่ฐานนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์อีกประการหนึ่งว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกี่กรรม เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันวางแผนโดยใช้โฉนดที่ดินพิพาทปลอมที่มีรอยตราปลอมประทับอยู่ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ไปแลกเอาโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงของผู้เสียหายมาอันป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารและลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย แล้วนำโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงพร้อมหนังสือมอบอำนาจปลอมของผู้เสียหายตามเอกสารหมาย จ.7 ไปใช้แสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี การกระทำทั้งหมดล้วนมีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวคือ การทำให้สามารถขายหรือขายฝากที่ดินพร้อมอาคารพิพาทของผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 อันได้แก่ ความผิดฐานใช้โฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) กรณีไม่ใช่เป็นความผิดหลายกรรมดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

สำหรับโทษที่จะลงแก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดกันหลายคน มีการวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำ มีลักษณะเป็นกระบวนการที่เป็นภัยต่อสุจริตชนทั้งหลายที่ประสงค์จะซื้อขายที่ดินกันตามปกติ จึงเห็นสมควรลงโทษจำคุก 4 ปี

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, มาตรา 252 ประกอบมาตรา 251, มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264, มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1), มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 266 (1) อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 188 ม. 251 ม. 252 ม. 264 ม. 265 ม. 266 ม. 268 วรรคแรก ม. 335 วรรคแรก (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นางสาวอรุณ แสงแจ้
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8469/2552
#508406
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ มิได้มีบทบัญญัติยกเว้นหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 9 และมาตรา 10 ทั้ง พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ มาตรา 58 วรรคสี่ ก็บัญญัติให้ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย กรณีจึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยเงื่อนไขในการฟ้องคดีล้มละลายมาใช้บังคับด้วย มาตรา 58 วรรคสี่ จึงเป็นบทบัญญัติในส่วนวิธีพิจารณาที่ใช้แทนการฟ้องคดีล้มละลายทั่วไปและเป็นบทบัญญัติที่ให้ดุลพินิจแก่ศาลที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อเข้าหลักเกณฑ์อันเป็นเงื่อนไขของการฟ้องคดีล้มละลายครบถ้วนแล้วเท่านั้น เมื่อตามคำร้องปรากฏว่าลูกหนี้เป็นหนี้ บสท. อันมีจำนวนไม่ถึง 1,000,000 บาท ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 9 (2) ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ลูกหนี้เพิกเฉยไม่ติดต่อหรือเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้ต่อผู้ร้องตามที่ผู้ร้องบอกกล่าว ทั้ง ๆ ที่ลูกหนี้อยู่ในฐานะที่สามารถดำเนินการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับผู้ร้องได้ ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องสามารถนำหนี้ที่ลูกหนี้คงค้างชำระอยู่จำนวน 455,777.66 บาท มาร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ได้หรือไม่ ตามบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันไม่ให้ความร่วมมือกับ บสท. ในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ บสท. สั่งโดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ หรือยักย้ายถ่ายเท หรือปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์สินของตน ให้ บสท. ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน แล้วแต่กรณี โดยไม่ต้องดำเนินการไต่สวน และให้ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไปโดยเร็ว" เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อให้กระบวนการแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงินที่มีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพสำเร็จเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว โดยหากลูกหนี้มีลักษณะเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติล้มละลายที่อาจถูกฟ้องคดีล้มละลายและลูกหนี้ไม่ให้ความร่วมมือกับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยหรือ บสท. ในการปรับโครงสร้างหนี้ หรือยักย้ายหรือปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์สินของตนก็ให้ บสท. ยื่นคำร้องต่อศาลได้ และเมื่อข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏชัดตามคำร้องและเอกสารต่าง ๆ ที่ บสท. ได้แนบท้ายคำร้องเสนอต่อศาลแล้ว ศาลก็มีดุลพินิจที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้โดยทันที โดยไม่จำต้องไต่สวนอีก กรณีหาใช่จะอาศัยเพียงหลักเกณฑ์ว่า หากลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันไม่ให้ความร่วมมือกับ บสท. แล้ว บสท. สามารถร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว จำนวนหนี้นั้นไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือ 2,000,000 บาท แล้วแต่กรณี และหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ด้วยแต่อย่างใดไม่ ทั้งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ก็มิได้มีบทบัญญัติยกเว้นหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 และมาตรา 10 ไว้นอกจากนี้การที่ บสท. ได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมานั้น ย่อมเป็นการรับโอนสิทธิทั้งหลายที่สถาบันการเงินผู้โอนมีต่อลูกหนี้ เช่นนี้ บสท. เป็นแต่เพียงผู้รับโอนหนี้ดังกล่าวมา หากว่าสถาบันการเงินผู้โอนไม่มีอำนาจฟ้องให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย เพราะลูกหนี้ไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือหนี้มีจำนวนไม่ถึง 1,000,000 บาท แม้ว่าลูกหนี้จะไม่ให้ความร่วมมือกับ บสท. หรือมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินดังคำร้อง ศาลก็ไม่อาจมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ทั้งในมาตรา 58 วรรคสี่ ก็บัญญัติให้ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย กรณีจึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยเงื่อนไขในการฟ้องคดีล้มละลายมาใช้บังคับด้วย บทบัญญัติมาตรา 58 วรรคสี่ ที่ให้ บสท. ยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจึงเป็นบทบัญญัติในส่วนวิธีพิจารณาที่ใช้แทนการฟ้องคดีล้มละลายทั่วไปและเป็นบทบัญญัติที่ให้ดุลพินิจแก่ศาลที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อเข้าหลักเกณฑ์อันเป็นเงื่อนไขของการฟ้องคดีล้มละลายครบถ้วนแล้วเท่านั้น เมื่อตามคำร้องปรากฏว่าลูกหนี้เป็นหนี้ บสท. เพียง 455,777.66 บาท อันมีจำนวนไม่ถึง 1,000,000 บาท ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (2) ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดได้ ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง (ที่ถูก ยกคำร้อง) มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (2)
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 58 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ลูกหนี้ — นางนุกูลหรือณัฐวัลย์ หอมสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8459/2552
#503124
เปิดฉบับเต็ม

รถยนต์ของผู้เสียหายถูกถอดอุปกรณ์ส่วนควบออกเป็นอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ คงเหลือซากที่เป็นรถยนต์ มิได้ถูกทำลายสูญหายไปทั้งหมดหรือแปรเปลี่ยนนำไปเป็นของอื่น เมื่อผู้เสียหายได้รับอุปกรณ์ส่วนควบซึ่งเป็นของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้คืนแล้วพนักงานอัยการโจทก์จะขอให้คืนหรือใช้ราคาแก่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 อีกไม่ได้ แม้ผู้เสียหายจะได้รับความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยเนื่องจากนำรถยนต์ไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์เดิมไม่ได้ก็เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายจะต้องไปว่ากล่าวเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเอาเองเป็นคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2548 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ติดต่อกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักทรัพย์รถยนต์ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ปฉ-6060 กรุงเทพมหานคร ราคา 517,840 บาท ของบริษัทเจนเนอรัลมอเตอร์ส แอคเซพแตนซ์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เสียหาย ขณะอยู่ในความครอบครองของนางจิรภา ไป ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2548 เวลากลางวันเจ้าพนักงานตรวจค้นพบชิ้นส่วนอุปกรณ์ส่วนควบของรถยนต์ของผู้เสียหายดังกล่าวจำนวน 20 รายการ เป็นของกลางซึ่งเจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ทั้งนี้ จำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับพวกลักรถยนต์ดังกล่าวหรือรับของโจร ซึ่งรถยนต์ดังกล่าวไว้จากคนร้ายโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357, 83 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์จำนวน 517,840 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นางจิรภา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 (ที่ถูกมาตรา 357 วรรคแรก) จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 117,840 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า การที่จำเลยรับของโจรรถยนต์ของผู้เสียหายในสภาพถูกแยกเป็นอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ ย่อมมีส่วนส่งเสริมให้เกิดอาชญากรรมประเภทอื่นติดตามมาอีกมากมาย ก่อให้เกิดผลประทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงแม้จำเลยจะได้ชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนเป็นเงินจำนวน 400,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย ก็เป็นแต่เพียงการบรรเทาผลร้ายแห่งคดี การที่จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนหรือมีเหตุผลอื่นตามที่อ้างในฎีกาก็มิใช่เหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยเป็นเงินจำนวน 400,000 บาท นับว่าผู้เสียหายได้รับการบรรเทาผลร้ายแห่งคดีบ้างแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์เป็นเงิน 517,840 บาท แก่ผู้เสียหายนั้นเป็นคำขอที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า รถยนต์ของผู้เสียหายแม้จะถูกถอดอุปกรณ์ส่วนควบออกเป็นอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ แต่ก็คงเหลือซากที่เป็นรถยนต์ตามภาพถ่ายท้ายคำแถลงของโจทก์ร่วม ฉบับลงวันที่ 19 มิถุนายน 2550 มิได้ถูกทำลายสูญหายไปทั้งหมดหรือแปรเปลี่ยนนำไปเป็นของอื่น เมื่อปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับอุปกรณ์ส่วนควบ ซึ่งเป็นของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้คืนแล้ว พนักงานอัยการโจทก์จะขอให้คืนหรือใช้ราคาแก่ผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 อีกไม่ได้ แม้ผู้เสียหายจะได้รับความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยเนื่องจากนำรถยนต์ไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์เดิมไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายจะต้องไปว่ากล่าวเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเอาเองเป็นคดีใหม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ดังกล่าว และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้แก้ไขให้ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 2 ปี ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์เป็นเงิน 517,840 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นางจิรภา ลัดพลี
จำเลย — นายพิสิฐ เชวงภักดีเวทย์
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
เฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8438/2552
#508402
เปิดฉบับเต็ม

ตามบัญชีอากรแสตมป์ท้าย ป.รัษฎากร ลักษณะแห่งตราสารอันดับที่ 7 ใบมอบอำนาจ หมายถึง ใบตั้งตัวแทน และในส่วนค่าอากรแสตมป์นั้นหากมอบอำนาจให้กระทำการครั้งเดียว ค่าอากรแสตมป์ 10 บาท หากมอบอำนาจให้กระทำมากกว่าครั้งเดียว ค่าอากรแสตมป์ 30 บาท ซึ่งแม้การตั้งตัวแทนนั้นอาจต้องมอบให้ตัวแทนกระทำการหลายอย่างเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตัวการต้องการก็เป็นเรื่องปกติของการตั้งตัวแทนให้กระทำการแทนในกิจการต่าง ๆ แล้วแต่ว่ากิจการนั้นจะต้องกระทำการอย่างเดียวหรือหลายอย่าง และหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ดังกล่าวก็มิได้กำหนดให้ค่าอากรแสตมป์ขึ้นอยู่กับการกระทำแทนอย่างเดียวหรือหลายอย่างในการตั้งตัวแทนครั้งเดียว หากแต่กำหนดค่าอากรแสตมป์โดยเพียงให้ขึ้นอยู่กับการตั้งตัวแทนให้กระทำการเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้งหากมอบอำนาจให้กระทำการได้หลายครั้งก็ต้องปิดอากรแสตมป์ 30 บาท เท่านั้นโดยไม่จำกัดว่าในการกระทำการแทนหลายครั้งนั้น แต่ละครั้งจะต้องมีการกระทำกี่อย่าง ดังนั้น แม้ในการกระทำการแทนแต่ละครั้ง ผู้รับมอบอำนาจจะต้องกระทำการอย่างเดียวหรือหลายอย่าง ก็คงต้องเสียค่าอากรเพียง 30 บาท เท่านั้น

โจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์รับฝากเงินจากผู้ฝากเงิน แล้วนำมาให้สินเชื่อแก่ลูกค้าที่ต้องการสินเชื่อโดยเฉพาะหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท คดีนี้มีมูลหนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องจากการที่จำเลยที่ 1 ต้องการซื้อสินค้าจากผู้ขายซึ่งอยู่ต่างประเทศจึงขอให้โจทก์ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อประกอบการสั่งซื้อและชำระค่าสินค้าแก่ผู้ขายสินค้านั้น โดยโจทก์ยอมตนเข้าผูกพันชำระเงินค่าสินค้าเองตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตที่โจทก์เป็นผู้ออก ซึ่งเมื่อโจทก์ชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้นแล้วย่อมถือว่าเป็นการให้สินเชื่อแก่จำเลยที่ 1 และเมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่สามารถชำระเงินที่โจทก์จ่ายไปดังกล่าวแก่โจทก์ จึงทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อรับเอกสารจากโจทก์ไปใช้รับสินค้าจากผู้ขนส่งก่อน โดยตกลงจะชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ภายหลังตามเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญาทรัสต์รีซีท จึงเห็นได้ว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาก่อผลผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เป็นการให้สินเชื่อแล้วเรียกเอาหนี้จากการให้สินเชื่อนั้นโดยตรง หาใช่กรณีที่โจทก์เข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 1 โดยโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าที่มีหน้าที่ต้องส่งมอบของแก่จำเลยที่ 1 หรือทำการงานหรือดูแลกิจการให้จำเลยที่ 1 แล้วเรียกเอาค่าของที่ส่งมอบหรือค่าการงานที่ทำหรือค่าดูแลกิจการของจำเลยที่ 1 หรือเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อนแต่อย่างใด จึงมิใช่สิทธิเรียกร้องอันมีกำหนดอายุความ 2 ปี แต่เป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ถือไม่ได้ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวขาดอายุความตามมาตรา 193/34 (1) ส่วนที่อ้างว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความตามมาตรา 193/34 (7) ด้วย นั้น ตามคำให้การก็ไม่ได้ให้การยกอายุความตามมาตราดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และเมื่อหนี้ตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นหนี้ร่วม การชำระหนี้ดังกล่าวจึงเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ สมควรพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ไม่ได้ฎีกาดังกล่าวด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 12,326,085.60 บาท พร้อามดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 8,383,889.02 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้านำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 7,834,280.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 87457, 87458, 87459, 87467, 87468, 87561, 87562, 87563, 87564 และ 87565, ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 7,834,280.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึง 5 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ให้นายสายัณห์ และนายปิยชาติ ร่วมกันดำเนินคดีแทนโจทก์ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าหนังสือมอบอำนาจฉบับดังกล่าว ระบุถึงการที่โจทก์มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจกระทำการหลายอย่างแทนโจทก์ จึงต้องปิดอากรแสตมป์แยกตามการมอบอำนาจให้กระทำการแต่ละอย่าง โดยถ้ากระทำการแต่ละอย่างได้ครั้งเดียวต้องปิดอากรแสตมป์ในการกระทำแทนแต่ละอย่าง อย่างละ 10 บาท ถ้ากระทำแทนได้หลายครั้งต้องปิดอากรแสตมป์ในการกระทำแทนแต่ละอย่างแยกกันอย่างละ 30 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์เพียง 30 บาท จึงไม่ชอบ เห็นว่า ตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรลักษณะแห่งตราสารอันดับที่ 7 ใบมอบอำนาจ หมายถึง ใบตั้งตัวแทน และในส่วนค่าอากรแสตมป์นั้นหากมอบอำนาจให้กระทำการครั้งเดียว ค่าอากรแสตมป์ 10 บาท หากมอบอำนาจให้กระทำมากกว่าครั้งเดียว ค่าอากรแสตมป์ 30 บาท ซึ่งแม้การตั้งตัวแทนนั้นอาจต้องมอบให้ตัวแทนกระทำการหลายอย่างเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตัวการต้องการก็เป็นเรื่องปกติของการตั้งตัวแทนให้กระทำการแทนในกิจการต่าง ๆ แล้วแต่ว่ากิจการนั้นจะต้องกระทำการอย่างเดียวหรือหลายอย่าง และหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ดังกล่าวก็มิได้กำหนดให้ค่าอากรแสตมป์ขึ้นอยู่กับการกระทำแทนอย่างเดียวหรือหลายอย่างในการตั้งตัวแทนครั้งเดียวหากแต่กำหนดค่าอากรแสตมป์โดยเพียงให้ขึ้นอยู่กับการตั้งตัวแทนให้กระทำการเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง หากมอบอำนาจให้กระทำการได้หลายครั้งก็ต้องปิดอากรแสตมป์ 30 บาท เท่านั้น โดยไม่จำกัดว่าในการกระทำการแทนหลายครั้งนั้น แต่ละครั้งจะต้องมีการกระทำกี่อย่าง ดังนั้น แม้ในการกระทำการแทนแต่ละครั้ง ผู้รับมอบอำนาจจะต้องกระทำการอย่างเดียวหรือหลายอย่างก็คงต้องเสียค่าอากรเพียง 30 บาท เท่านั้น การปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ดังกล่าวชอบแล้ว จึงใช้เป็นพยานหลักฐานแสดงถึงอำนาจของผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินการต่าง ๆ รวมทั้งดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ได้อย่างสมบูรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท 5 ฉบับตามฟ้อง ขาดอายุความหรือไม่โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับลูกหนี้ชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องนี้ได้ จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) และ (7) เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ โดยการรับฝากเงินจากผู้ฝากเงินแล้วนำมาให้สินเชื่อแก่ลูกค้าที่ต้องการสินเชื่อ และโดยเฉพาะหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวนี้มูลหนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องจากการที่จำเลยที่ 1 ต้องการซื้อสินค้าจากผู้ขายซึ่งอยู่ต่างประเทศจึงขอให้โจทก์ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อประกอบการสั่งซื้อและชำระค่าสินค้าแก่ผู้ขายสินค้านั้น โดยโจทก์ยอมตนเข้าผูกพันชำระเงินค่าสินค้าเองตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตที่โจทก์เป็นผู้ออกซึ่งเมื่อโจทก์ชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้นแล้วย่อมถือว่าเป็นการให้สินเชื่อแก่จำเลยที่ 1 ตามความหมายของการให้สินเชื่อดังที่บัญัติไว้ในพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น มาตรา 4 และเมื่อจำเลยที่ 4 ยังไม่สามารถชำระเงินที่โจทก์จ่ายไปดังกล่าวแก่โจทก์ จึงทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อรับเอกสารจากโจทก์ไปใช้รับสินค้าจากผู้ขนส่งก่อนโดยตกลงจะชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ภายหลังตามเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญาทรัสต์รีซีท จึงเห็นได้ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาที่ก่อผลผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เป็นการให้สินเชื่อแล้วเรียกเอาหนี้จากการให้สินเชื่อนั้นโดยตรง หาใช่กรณีที่โจทก์เข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 1 โดยโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าที่มีหน้าที่ต้องส่งมอบของแก่จำเลยที่ 1 หรือทำการงานหรือดูแลกิจการให้จำเลยที่ 1 แล้วโจทก์เรียกเอาค่าของที่ส่งมอบหรือค่าการงานที่ทำหรือค่าดูแลกิจการของจำเลยที่ 1 หรือเงินที่ได้ออกทดรองไปแต่อย่างใด จึงมิใช่สิทธิเรียกร้องอันมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) แต่เป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 จึงถือไม่ได้ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวขาดอายุความตามมาตรา 193/34 (1) ดังที่จำเลยที่ 2 ได้ให้การยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ ส่วนตามีกาของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความตามมาตรา 193/34 (7) ด้วยนั้น ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การยกอายุความตามมาตรา 193/34 (7) ขึ้นต่อสู้ไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ได้ เป็นเงิน 4,714,977.34 บาท จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากการชำระหนี้จำนวนนี้ ก็ปรากฏตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 อ้างเหตุที่ทำให้จำเลยที่ 2 ไล่เบี้ยดังกล่าวไม่ได้ เพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ 2 ปี นั้น เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ย่อมฟังไม่ขึ้นไปด้วยเช่นกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้แก่โจทก์ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นเป็นเงิน 6,200,000 บาท มีผลให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากการชำระหนี้แก่โจทก์ตามจำนวนเงิน 6,200,000 บาท มีผลให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากการชำระหนี้แก่โจทก์ตามจำนวนเงินดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 12,326,085.60 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 8,383,889.02 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 สิงหาคม 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาจำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์เพื่อไถ่ถอนจำนองเฉพาะตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.14 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2540 และมีการไถ่ถอนจำนองตามสัญญาจำนองฉบับดังกล่าวแล้วซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยหักหนี้ดังกล่าวออกจากดอกเบี้ยและต้นเงินอันเป็นยอดหนี้ค้างชำระอยู่ในวันที่มีการชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว โดยหักชำระดอกเบี้ยทั้งหมดก่อน แล้วหักชำระต้นเงินบางส่วน คงเหลือจำนวนหนี้ที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเป็นต้นเงินเพียงจำนวน 7,834,280.23 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยหลังจากนั้นไปคือตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ทั้งจำเลยที่ 2 ยังต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันอีกด้วย ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองหักหนี้จากการชำระหนี้ดังกล่าวแล้วให้ชำระต้นเงินที่ยังค้างชำระกับดอกเบี้ยต่อจากนั้นไปจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ในส่วนอัตราดอกเบี้ยที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระแก่โจทก์นับตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีนั้น โดยที่พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น มาตรา 14 (2) บัญญัติให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดซึ่งธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติตาม มิฉะนั้นจะเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายซึ่งมีโทษทางอาญาตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 44 และปรากฏตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องประกาศอัตราดอกเบี้ยที่จะเรียกเก็บจากลูกค้าในอัตราต่าง ๆ แล้วเรียกเก็บได้ไม่เกินอัตราที่ประกาศนั้นและโดยเฉพาะกรณีที่ลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขก็ให้เรียกได้ไม่เกินอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดไว้สำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขซึ่งแม้ในวันที่ศาลล่างทั้งสองให้เริ่มคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นั้น อาจไม่เกินอัตราตามที่ธนาคารโจทก์ประกาศไว้ แต่ก็ไม่แน่ว่าในระยะเวลาภายหลังจากนั้นธนาคารโจทก์จะประกาศอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงลดลงต่ำกว่าร้อยละ 19 ต่อปี หรือไม่ โดยหากมีการประกาศอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขไว้ต่ำกว่าร้อยละ 19 ต่อปี โจทก์ก็ต้องเรียกดอกเบี้ยลดลงเป็นอัตราที่ต่ำลงตามประกาศนั้นด้วยมิฉะนั้นจะเป็นการฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น อันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองโดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ไม่เกินกว่าอัตราตามประกาศธนาคารโจทก์และไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองซึ่งโจทก์ไม่อุทธรณ์ด้วย และเมื่อหนี้ตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นหนี้ร่วม การชำระหนี้ดังกล่าวจึงเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ สมควรพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ไม่ได้ฎีกาดังกล่าวด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1)"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในส่วนอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์นั้น ให้คิดในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือผิดนัดชำระหนี้ตามประกาศธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ที่ประกาศให้ใช้บังคับในระหว่างการคิดดอกเบี้ยดังกล่าว หากช่วงเวลาใดไม่มีฐานในการคำนวณของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ให้อ้างอิงได้ ให้คำนวณอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือผิดนัดชำระหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 10 แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (1) ม. 193/34 (7)
ป.วิ.พ. ม. 245 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทไทยดีเซลดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8414/2552
#503087
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิพากษาคดี ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยที่ 6 และที่ 7 ไม่เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำ และวินิจฉัยประเด็นพิพาทประการต่อไปว่า คดีของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยทั้งเจ็ดขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง แล้ว จึงพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยประเด็นพิพากษาข้ออื่นๆ อีก โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า คดีของโจทก์ทั้งสองไม่ขาดอายุความ และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดฐานละเมิดแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้อง ดังนี้เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ แม้ว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองจะมิได้อุทธรณ์คัดค้านประเด็นพิพาทข้ออื่นๆ ไว้ เนื่องจากศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยให้ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งเจ็ดได้สืบพยานมาจนเสร็จสิ้นเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นๆ ที่ยังมิได้วินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียวได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่นๆ ที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยให้คดีเสร็จไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามลำดับชั้นศาลก็ได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้แทนของกระทรวงมหาดไทยโจทก์ที่ 1 มีคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2533 แต่คำสั่งดังกล่าวสรุปการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นการทุจริต หากแต่เป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ราชการบกพร่องเท่านั้น โจทก์ที่ 2 จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาหาตัวผู้รับผิดทางแพ่ง แต่ผลการสอบสวนก็ยังไม่ปรากฏชัดแจ้ง ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2538 อธิบดีกรมการปกครองมีบันทึกเสนอปลัดกระทรวงมหาดไทยสรุปความได้ว่า กองการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครองมีความเห็นว่า ผลการสอบสวนมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะดำเนินคดีอาญาและฟ้องคดีแพ่งเรื่องละเมิดแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 และที่ 3 และผู้เกี่ยวข้องได้และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามรับทราบวันที่ 14 ตุลาคม 2538 ส่วนโจทก์ที่ 2 ได้รับหนังสือแจ้งเรื่องดังกล่าวจากปลัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2538 จึงต้องถือว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เพิ่งรู้ตังผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 11 ตุลาคม 2539 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์ทั้งสองจึงยังไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ.มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

การสอบสวนทางวินัยเพราะเหตุบกพร่องต่อหน้าที่ราชการเป็นคนละเรื่องกับการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่ง เพราะหลักเกณฑ์ความรับผิดทางวินัยกับความรับผิดทางแพ่งเป็นคนละกรณีกัน การบกพร่องต่อหน้าที่ราชการซึ่งต้องรับผิดทางวินัยอาจไม่เข้าเกณฑ์ความรับผิดทางแพ่งฐานละเมิดก็ได้ เมื่อผลของคำสั่งลงโทษทางวินัยยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชอบทางแพ่งหรือไม่ โจทก์ที่ 2 ชอบที่จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่งอีกได้ มิใช่เป็นการกระทำโดยไม่ชอบหรือมีเจตนากระทำเพื่อขยายอายุความฟ้องคดีละเมิด

บทบัญญัติของกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางอาญาและในทางแพ่ง เป็นคนละส่วนแยกออกต่างหากจากกันดังนั้น แม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 แล้วโจทก์ทั้งสองก็ฟ้องคดีเพื่อเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดทางแพ่งต่อโจทก์ทั้งสองได้

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ทั้งสองโดยเห็นว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความและได้วินิจฉัยด้วยว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 5 ต่างมิได้อุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์ตั้งประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำไว้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 5แพ้คดีในชั้นอุทธรณ์แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 5 หวนกลับมาหยิบยกประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำขึ้นกล่าวอ้างอีก จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 บรรยายไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นข้าราชการด้วยกัน และจำเลยที่ 6 กับที่ 7 ซึ่งเป็นเอกชน จงใจปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย และขอให้บังคับจำเลยทุกคนชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง โดยระบุรายละเอียดด้วยว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 แต่ละคนมีตำแหน่งหน้าที่ราชการอะไร และจำเลยแต่ละคนมีส่วนปฏิบัติหน้าที่ในโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปี ในฤดูการผลิตปี 2528/2529 และ 2529/2530 ด้วย ความประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบหลักทรัพย์ที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 นำมาเป็นหลักประกันให้ดี ไม่เรียกหลักทรัพย์ประกันเงินกู้ให้เพียงพอและไม่รักษาผลประโยชน์ของทางราชการ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเพียงพอที่จำเลยที่ 1 จะเข้าใจข้อหา และสามารถให้การต่อสู้คดีของโจทก์ทั้งสองได้ จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง

สัญญากู้เป็นเพียงเครื่องมือที่จำเลยทั้งเจ็ดใช้ในการฉ้อฉลกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองก็มิได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน หากแต่เป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดฐานกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่ชอบที่จะนำข้อตกลงในสัญญากู้มาอ้างว่าโจทก์ทั้งสองอาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่าร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่งตอนท้ายได้ คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามมาตรา 224 วรรคหนึ่งตอนต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกเพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ โดยนำเงินยืมจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยกำหนดนโยบายสั่งให้จังหวัดต่างๆ รวมทั้งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการและเงินยืมดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ไปดำเนินการให้ยืมเงินไม่มีดอกเบี้ยแก่โรงสีหรือผู้ซื้อข้าวรายย่อยไปรับซื้อข้าวจากชาวนาให้สูงกว่าราคาท้องตลาด เมื่อดำเนินการตามโครงการในแต่ละปีเสร็จแล้ว จังหวัดต่างๆ ต้องเรียกเงินจากผู้กู้ส่งคืนโจทก์ที่ 1 เพื่อคืนแก่กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรต่อไป โครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2529 โจทก์ที่ 1 กำหนดนโยบายและระเบียบแบบแผนให้ปฏิบัติว่าผู้กู้ต้องมีหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารสำหรับโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2529/2530 โจทก์ที่ 1 กำหนดนโยบายและระเบียบแบบแผนปฏิบัติว่าการที่จังหวัดหนองคายจะให้เงินยืมปลอดดอกเบี้ยแก่ผู้เข้าร่วมโครงการไม่ว่าจะเป็นโรงสี กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตรหรือผู้ซื้อข้าวรายย่อยจะต้องมีหลักทรัพย์ เช่น หนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคาร หรือหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าวงเงินที่จังหวัดจะให้ยืม หรือพันธบัตรรัฐบาล ทั้งนี้ ให้จังหวัดหนองคายพิจารณาใช้หนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารเป็นอันดับแรก หากจะใช้หลักทรัพย์อื่นให้อยู่ในดุลพินิจของจังหวัดตรวจสอบว่า เชื่อถือได้และมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าวงเงินที่จังหวัดจะให้ยืม ให้จังหวัดระมัดระวังเรื่องหลักประกันเป็นพิเศษ อย่าให้เกิดความเสียหาย โจทก์ที่ 1 อนุมัติจัดสรรเงินทุนหมุนเวียนให้โจทก์ที่ 2 รับไปดำเนินการตามโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2530 เป็นเงินจำนวน 10,000,000 บาท จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย จำเลยที่ 2 เป็นปลัดจังหวัดหนองคาย จำเลยที่ 3 เป็นนายอำเภอเมืองหนองคาย จำเลยที่ 4 เป็นจ่าจังหวัดหนองคาย มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการให้เอกชนกู้ยืมเงินตามโครงการดังกล่าวของโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 5 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอบ้านม่วง มีหน้าที่ประเมินราคาที่ดินตามราคาตลาด เพื่อให้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในเขตอำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร ได้ปฏิบัติหน้าที่ในโครงการดังกล่าวและร่วมกับจำเลยที่ 6 และที่ 7 ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย กล่าวคือ ระหว่างวันที่ 19 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2529 จำเลยที่ 1 ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย ซึ่งมีจำเลยที่ 6 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการกู้ยืมเงินทุนหมุนเวียนตามโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2529 เป็นเงินจำนวน 3,500,000 บาท ระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน 2529 ถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2529 จำเลยที่ 1 ให้ห้างหุ้นส่วน จำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย ซึ่งมีจำเลยที่ 6 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการกู้เงินทุนหมุนเวียนโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2529 เป็นเงินจำนวน 3,500,000 บาท ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2530 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2530 จำเลยที่ 1 ให้หุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย ซึ่งมีจำเลยที่ 6 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการกู้เงินทุนหมุนเวียนโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลผลิตปี 2529/2530 เป็นเงินจำนวน 8,000,000 บาท การกู้ยืมเงินดังกล่าวจากโจทก์ที่ 2 นั้น จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้ขอเข้าร่วมโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตดังกล่าวและขอกู้เงินปลอดดอกเบี้ยจากโจทก์ที่ 2 ในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดภูพานพัฒนกิจไทย และร่วมกันให้จำเลยที่ 7 หุ้นส่วนห้างหุ้นส่วน จำกัด ภูพานพัฒนกิจไทยเป็นผู้ค้ำประกันโดยนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ตั้งอยู่ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร จำนวน 62 แปลง มาให้โจทก์ที่ 2 ยึดไว้เป็นหลักประกัน จำเลยที่ 7 แจ้งต่อโจทก์ทั้งสองว่า ที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมินตามราคาท้องตลาดเพื่อให้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บเงินธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไร่ละ 160,000 บาท อันเป็นความเท็จ ซึ่งความจริงที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมินเพียงไร่ละ 16,000 บาท หลักทรัพย์ดังกล่าวไม่น่าเชื่อถือ ไม่อาจนำมาใช้เป็นหลักประกันในการกู้เงินจากโจทก์ที่ 2 ได้ จำเลยที่ 5 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอบ้านม่วง มีหน้าที่ประเมินราคาที่ดินตามราคาตลาดเพื่อให้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในเขตอำเภอบ้านม่วง ได้ประเมินราคาที่ดินดังกล่าวสูงกว่าความเป็นจริงมาก จำเลยที่ 1 มิได้ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวนำหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารมาเป็นหลักประกัน กลับยอมให้ผู้กู้ใช้หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำกว่าจำนวนเงินที่ให้กู้เป็นหลักประกันเป็นการขัดต่อระเบียบแบบแผนที่โจทก์ทั้งสองได้กำหนดไว้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นการร่วมกันจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตจำเลยที่ 6 และที่ 7 เป็นผู้สนับสนุน หรือมิฉะนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ ไม่ตรวจสอบหลักทรัพย์ให้ดีไม่เรียกหลักทรัพย์ประกันเงินกู้ให้เพียงพอ ไม่รักษาผลประโยชน์ของทางราชการ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 ได้รับเงินจำนวน 15,000,000 บาท การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายรวมเป็นเงิน 15,000,000 บาท จำเลยทั้งเจ็ดต้องร่วมกันคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองพร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 รับไปแต่ละงวดจนถึงวันฟ้องหักค่าดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 7 นำมาชำระเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2531 จำนวน 2,000,000 บาท แล้ว รวมเป็นดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง 19,804,457.05 บาท โจทก์ที่ 1 รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ที่พึงใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2538 โจทก์ที่ 2 รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ที่พึงใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2538 ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันคืนเงินหรือชดใช้เงินจำนวน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 19,804,457.05 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 15,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ได้ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย กู้เงินทุนหมุนเวียนโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือก รวมเป็นเงิน 15,000,000 บาท จริง แต่ไม่ได้กระทำขัดต่อระเบียบแบบแผนของโจทก์ทั้งสองไม่ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต และมิได้ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่จำเลยที่ 1 เชื่อโดยสุจริตว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้ง 62 แปลง ของจำเลยที่ 7 นำมาค้ำประกันมีราคาไร่ละ 160,000 บาท เพราะราคาที่ดินขณะนั้นมีราคาสูง โครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกของโจทก์ที่ 1 ไม่จำเป็นต้องมีหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารเสมอไป จำเลยที่ 1 อาจพิจารณาหลักทรัพย์อื่นที่น่าเชื่อถือก็ได้ การที่จำเลยที่ 1 ยอมรับหลักประกันที่ดินดังกล่าวถือว่าจำเลยที่ 1 ใช้ความระมัดระวังอย่างรอบคอบไม่ได้ประมาทเลินเล่อ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ที่ 2 ฟ้องจำเลยที่ 6 และที่ 7 เรียกเงินคืนจำนวน 13,766,575.32 บาท ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 579/2531 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นหนี้รายเดียวกันกับคดีนี้เป็นการฟ้องซ้ำฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ โจทก์ทั้งสองคิดดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 13,000,000 บาท คิดได้เพียง 5 ปี ส่วนที่เกินเรียกดอกเบี้ยไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดหนองคาย ได้รับแต่งตั้งจากจำเลยที่ 1 ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นกรรมการตรวจสอบหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยที่ 7 ที่นำมาค้ำประกันตามสัญญากู้ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบสภาพที่ดิน ราคาประเมิน นายอำเภอบ้านม่วงยืนยันราคาประเมินที่ดินมายังผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายว่า ราคาประเมินไร่ละ 160,000 บาท จำเลยที่ 2 เชื่อโดยสุจริตว่าราคาที่ดินราคาประเมินไร่ละ 160,000 บาท ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนของกฎหมายไม่ได้ทุจริตไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายโจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับความเสียหายเพราะมีที่ดินของจำเลยที่ 7 ที่ยึดเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน และโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินกว่า 5 ปี ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 เป็นจ่าจังหวัดหนองคายไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2529 เป็นเพียงแค่ลงชื่อเป็นพยานในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 4 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ส่วนโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2529/2530 นั้น จำเลยที่ 4 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากในระยะเวลาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2530 จำเลยที่ 4 เข้าศึกษาในโรงเรียนนายอำเภอเป็นเวลา 8 เดือน โจทก์ทั้งสองไม่ได้เสียหายและฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกตามฟ้องและได้ทำการประเมินราคาที่ดินของจำเลยที่ 7 ด้วยความถูกต้อง ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 6 และที่ 7 ให้การว่า จำเลยที่ 6 เป็นผู้กู้ยืมเงินและจำเลยที่ 7 เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ตามฟ้องจริง แต่ไม่ได้กระทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 579/2531 ของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจคิดดอกเบี้ยเกินกว่า 5 ปี ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,303,528.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 มกราคม 2531 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ประเด็นข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 5 มีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยคดีมาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งประเด็นข้อนี้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงประเด็นเดียวเรื่องอายุความ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยประเด็นพิพาทข้ออื่นๆ อีก 4 ประเด็น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาเสร็จแล้ว ในการพิพากษาคดี ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยที่ 6 และที่ 7 ไม่เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 579/2531 ของศาลชั้นต้น และวินิจฉัยประเด็นพิพาทประการต่อไปว่า คดีของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยทั้งเจ็ดขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง แล้ว จึงพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยประเด็นพิพาทข้ออื่นๆ อีก โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คัดค้านว่า คดีของโจทก์ทั้งสองไม่ขาดอายุความ และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดฐานละเมิดแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้องโดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องมาครบถ้วนแล้วด้วย ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ แม้ว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองจะมิได้อุทธรณ์คัดค้านประเด็นพิพาทข้ออื่นๆ ไว้ เนื่องจากประเด็นพิพาทข้ออื่นๆ นั้น ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยให้ก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งเจ็ดได้สืบพยานมาจนเสร็จสิ้นเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นๆ ที่ยังมิได้วินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียวได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่นๆ ที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยให้คดีเสร็จไปเสียทีเดียวโดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนมาให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามลำดับชั้นศาลก็ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว หาใช่เป็นการวินิจฉัยคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 5 ในประเด็นข้อแรกนี้ จึงฟังไม่ขึ้น

ประเด็นวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 5 ประการต่อมาเรื่องอายุความนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 5 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า นายบรรหาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนของโจทก์ที่ 1 ได้ลงนามรับทราบคำสั่งลงโทษทางวินัยตัดเงินเดือนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามเอกสารหมาย ล.13 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2533 จึงถือได้ว่า โจทก์ทั้งสองได้รู้ หรือควรรู้ถึงตัวผู้ที่จะต้องรับผิดชอบใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้อง คือวันที่ 11 ตุลาคม 2539 คดีจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว นั้น เห็นว่า แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้แทนของโจทก์ที่ 1 จะมีคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2533 ก็ตาม แต่คำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าวก็สรุปการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นการทุจริต หากแต่เป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ราชการบกพร่องเท่านั้น โจทก์ที่ 2 จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งตามคำสั่งที่ 3713/2535 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2535 แต่ผลการสอบสวนก็ยังไม่ปรากฏชัดแจ้ง ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2538 อธิบดีกรมการปกครองจึงมีบันทึกเสนอปลัดกระทรวงมหาดไทยสรุปความได้ว่า กองการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครองมีความเห็นว่า ผลการสอบสวนมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะดำเนินการคดีอาญาและฟ้องคดีแพ่งเรื่องละเมิดแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และผู้เกี่ยวข้องได้ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามรับทราบวันที่ 14 ตุลาคม 2538 ส่วนโจทก์ที่ 2 ได้รับหนังสือแจ้งเรื่องดังกล่าวจากปลัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2538 กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เพิ่งรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 11 ตุลาคม 2539 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์ทั้งสองจึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้แย้งว่า ความเห็นของกองสอบสวนและนิติการมิใช่ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่งซึ่งตั้งขึ้นตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังข้อเท็จจริงจากเอกสารดังกล่าว จึงคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยหลักการรับฟังพยานหลักฐาน และเป็นการขยายอายุความคดีละเมิด 1 ปี ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่รับฟังข้อเท็จจริงจากเอกสารที่อธิบดีกรมการปกครองมีบันทึกเสนอปลัดกระทรวงมหาดไทยสรุปความว่า กองการสอบสวนและนิติการมีความเห็นว่า ผลการสอบสวนมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะดำเนินคดีอาญาและฟ้องคดีแพ่งเรื่องละเมิดแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และผู้เกี่ยวข้องได้ นั้น เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนเพื่อชี้ขาดในประเด็นว่า โจทก์ทั้งสองรู้ถึงการกระทำละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันใด อันเป็นวันเริ่มนับกำหนดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง การรับฟังข้อเท็จจริงจากเอกสารดังกล่าว จึงไม่เป็นการคลาดเคลื่อนและไม่ชอบด้วยหลักการรับฟังพยานหลักฐาน และหาเป็นการขยายอายุความละเมิด 1 ปี ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกากล่าวอ้างว่า หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามรับทราบคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2533 แล้ว กระทรวงมหาดไทยยังตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่งอีก เป็นการพยายามขยายอายุความฟ้องคดีละเมิดออกไปอีกนั้น เห็นว่า การสอบสวนทางวินัยเพราะเหตุบกพร่องต่อหน้าที่ราชการนั้น เป็นคนละเรื่องกับการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่ง เพราะหลักเกณฑ์ความรับผิดทางวินัยกับความรับผิดทางแพ่ง เป็นหลักเกณฑ์คนละกรณีกัน การบกพร่องต่อหน้าที่ราชการซึ่งต้องรับผิดทางวินัยนั้น อาจไม่เข้าเกณฑ์ความรับผิดทางแพ่งฐานละเมิดก็ได้ เมื่อผลของคำสั่งลงโทษทางวินัยยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชอบทางแพ่งหรือไม่ โจทก์ที่ 2 ก็ชอบที่จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่งอีกได้ และการดำเนินการดังกล่าว ก็เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการแล้ว หาใช่เป็นการกระทำโดยไม่ชอบหรือมีเจตนากระทำเพื่อขยายอายุความฟ้องคดีละเมิดดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกาไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยในประเด็นเรื่องอายุความมาชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 5 ในประเด็นเรื่องอายุความฟังไม่ขึ้น

ประเด็นวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 5 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับฟังมาซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 5 มิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นฟังได้เป็นยุติว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย โดยจำเลยที่ 6 หุ้นส่วนผู้จัดการได้เข้าร่วมโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2529 และ 2529/2530 ของโจทก์ทั้งสอง โดยทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ที่ 2 จำนวน 3 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2529 จำนวนเงิน 3,500,000 บาท มีจำเลยที่ 7 เป็นผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ 7 ใช้ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2653 ถึง 2662 ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร จำนวน 10 แปลง เป็นหลักประกัน ตามสัญญากู้ยืมเงินและบันทึกรายละเอียดรายการที่ดินที่นำมาประกันต่อท้ายสัญญาเอกสารหมาย จ.69 ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2529 จำนวนเงิน 3,500,000 บาท มีจำเลยที่ 7 เป็นผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 7 ใช้ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 708 เลขที่ 2626 ถึง 2629 เลขที่ 2663 เลขที่ 2664 และเลขที่ 2678 ถึงเลขที่ 2686 ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร จำนวน 16 แปลง เป็นหลักประกัน ตามสัญญากู้ยืมเงิน บันทึกรายละเอียดรายการที่ดินที่นำมาประกันต่อท้ายสัญญาและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.70 ครั้งที่สาม เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2530 จำนวน 8,000,000 บาท มีจำเลยที่ 7 เป็นผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ 7 ใช้ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 695 เลขที่ 2615 ถึง 2625 เลขที่ 2717 ถึงเลขที่ 2729 และเลขที่ 2731 ถึงเลขที่ 2741 ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร จำนวน 36 แปลง เป็นหลักประกัน ตามสัญญากู้ยืมเงิน บันทึกรายละเอียดรายการที่ดินที่นำมาประกันต่อท้ายสัญญาและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.71 หลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 7 นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินจำนวน 62 แปลง ที่เป็นหลักประกันดังกล่าว มาจดทะเบียนจำนองแก่โจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2530 และจำเลยที่ 7 นำเงินมาชำระให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 2,000,000 บาท เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2531 แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ที่ 2 ฟ้องจำเลยที่ 6 และที่ 7 ให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสามฉบับ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 ชำระหนี้ แต่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ไม่ชำระโจทก์ที่ 2 จึงยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด แต่ขายไม่ได้ รายละเอียดปรากฏตามถ้อยคำสำนวนในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 579/2531 ของศาลชั้นต้น เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ตามข้อเท็จจริงที่ฟังได้เป็นยุติดังกล่าวคดีจึงมีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 มีส่วนรู้เห็นและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองในการดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกดังกล่าวหรือไม่ โจทก์ทั้งสองมีนายสุชัย นายภูมิพิทักษ์ นายสงวน ร้อยเอกสุรจิตร นายทรงชัย นางบัวเรียน นายก่าย นายโกสุม และนายคำตัน เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2529 และ 2529/2530 ของโจทก์ทั้งสองเบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยที่ 7 ได้มาติดต่อจำเลยที่ 2 ขอให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย ซึ่งมีจำเลยที่ 6 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการร่วมโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกของโจทก์ทั้งสอง โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการขออนุมัติ ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทยใช้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นหลักประกันเงินกู้แทนการมีหนังสือค้ำประกันของธนาคารตามระเบียบของโจทก์ทั้งสองที่กำหนดไว้แต่เดิมโดยไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดว่าที่ดินที่ใช้เป็นหลักประกันนั้นมีราคาซื้อขายในท้องตลาดอันเป็นาคาที่แท้จริงเพียงพอกับจำนวนเงินที่ได้อนุมัติให้กู้ยืมเงินหรือไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงแต่ติดต่อกับจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอบ้านม่วง ซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตให้เป็นผู้ประเมินราคาที่ดินแล้วแจ้งมายังโจทก์ที่ 2 ว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่เป็นหลักประกันจำนวน 62 แปลง ราคาประเมินกำหนดไร่ละ 160,000 บาท ซึ่งความจริงแล้ว ที่ดินดังกล่าวสภาพเดิมเป็นที่ดินทุ่งนาและป่ารกร้างอยู่นอกเขตชุมชน มีราคาประเมินเพียงไร่ละ 16,000 บาท จำเลยที่ 7 ซื้อที่ดินดังกล่าวจากเจ้าของเดิมในราคาถูกแล้ว นำมาปรับสภาพที่ดินทำถนนลูกรังชั่วคราวรอบที่ดินที่แบ่งแยกและให้จำเลยที่ 5 เป็นผู้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยเพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์ว่าเป็นที่อยู่อาศัยติดทางสาธารณะมีราคาประเมินไร่ละ 160,000 บาท ซึ่งไม่ตรงกับราคาที่ดินที่แท้จริงเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 ไม่สามารถบังคับคดีนำที่ดินที่เป็นหลักประกันดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้เงินกู้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 579/2531 ที่พิพากษาให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินได้ ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย พยานโจทก์ทั้งสองทุกปากดังกล่าวต่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการนี้ โดยนายสุชัยเป็นผู้ช่วยจ่าจังหวัดหนองคายและเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 มีส่วนรู้เห็นในขณะที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 เสนอตัวเข้าร่วมโครงการดังกล่าวกับโจทก์ทั้งสองมาแต่ต้นร้อยเอกสุรจิตรและนายทรงชัยเป็นคณะกรรมการทำหน้าที่ตรวจสภาพที่ดินที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 นำมาเป็นหลักประกัน นางบัวเรียนและนายก่ายเป็นเจ้าของที่ดินเดิมก่อนขายให้จำเลยที่ 7 นายโกสุมเป็นบุตรของนายศรีเมืองผู้ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 7 นายคำตันเป็นเจ้าของที่ดินที่อยู่ใกล้เคียงกับที่ดินพิพาท และนายสงวนกับนายภูมิพิทักษ์เป็นคณะกรรมการประสานงานและรวบรวมหลักฐานในการดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาที่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง สภาพที่ดิน และสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคน ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองทุกคนดังกล่าวมีสาเหตุโกรธเคืองอะไรกับจำเลยที่ 1 และที่ 5 มาก่อน และต่างก็เบิกความไปตามหน้าที่ที่ได้ปฏิบัติหรือตามข้อเท็จจริงที่ตนมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้อง และในประการสำคัญคือข้อเท็จจริงตามคำพยานโจทก์ทั้งสองทุกปากดังกล่าวล้วนมีข้อเท็จจริงสอดคล้องเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับขั้นตอนอย่างเป็นเหตุเป็นผล แสดงให้เห็นชัดแจ้งถึงวิธีการที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ได้เข้าร่วมโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกของโจทก์ทั้งสอง โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 5 กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ให้การสนับสนุนให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 ใช้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่มีราคาแท้จริงในท้องตลาดต่ำกว่าราคาประเมินมากมาประเมินราคาให้สูงกว่าความเป็นจริง อันเป็นการจงใจฉ้อฉลให้เกิดความเสียหายต่อโครงการของโจทก์ทั้งสองอย่างสมเหตุผล ที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการตามโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกของกระทรวงมหาดไทยถูกต้องครบถ้วน มิได้ประมาทเลินเล่อหรือปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง เพราะการสั่งการของจำเลยที่ 1 ทุกขั้นตอนจะมีผู้ใต้บังคับบัญชาตามตำแหน่งหน้าที่เสนอเรื่องขึ้นมา ส่วนจำเลยที่ 5 เป็นเจ้าพนักงานที่ดิน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องรับผิดชอบในโครงการของโจทก์ทั้งสอง แต่ได้ประเมินราคาและแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 7 ไปตามอำนาจหน้าที่ นั้น ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 แล้ว มูลละเมิดทางแพ่งย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ นั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งของคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 บัญญัติว่า "คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่" ซึ่งแสดงให้เห็นหลักการสำคัญว่า บทบัญญัติของกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางอาญาและในทางแพ่งนั้น เป็นคนละส่วนแยกออกต่างหากจากกัน หาใช่หลักเกณฑ์เดียวกันไม่ โดยเหตุนี้แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จะบัญญัติว่า การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก็ตามแต่ในข้อเท็จจริงที่ยุติตามคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาแล้วนั้น ความรับผิดของบุคคลในทางอาญาต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง หาได้เกี่ยวข้องกันไม่ดังนั้น แม้พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 แล้วก็ตามโจทก์ทั้งสองก็ฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดทางแพ่งต่อโจทก์ทั้งสองได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 5 ประการต่อไปที่ว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 579/2531 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ทั้งสอง โดยเห็นว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความนั้นศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยด้วยว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 5 ต่างมิได้อุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์ตั้งประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำไว้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 แพ้คดีในชั้นอุทธรณ์แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 5 จึงหวนกลับมาหยิบยกประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำขึ้นกล่าวอ้างอีก จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 5 มาโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

สำหรับประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้าย ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาคัดค้านว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เคลือบคลุม โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้บรรยายระบุว่าในฐานะจำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 กระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างไร มีเจตนาทุจริตทำการไม่ชอบอะไร อย่างไร และเมื่อใด นั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 บรรยายไว้ชัดแจ้งสรุปความได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นข้าราชการด้วยกัน และจำเลยที่ 6 กับที่ 7 ซึ่งเป็นเอกชน จงใจปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย และขอให้บังคับจำเลยทุกคนดังกล่าวชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองโดยระบุรายละเอียดด้วยว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 แต่ละคนมีตำแหน่งหน้าที่ราชการอะไร และจำเลยแต่ละคนดังกล่าวมีส่วนปฏิบัติหน้าที่ในโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปี ในฤดูการผลิตปี 2528/2529 และ 2529/2530 ด้วยความประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบหลักทรัพย์ที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 นำมาเป็นหลักประกันให้ดี ไม่เรียกหลักทรัพย์ประกันเงินกู้ให้เพียงพอ และไม่รักษาผลประโยชน์ของทางราชการ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองตามที่บรรยายฟ้องมาอย่างละเอียดแล้วนั้น เป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาชัดแจ้งเพียงพอที่จำเลยที่ 1 จะเข้าใจข้อหา และสามารถให้การต่อสู้คดีของโจทก์ทั้งสองได้ เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว หาเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ก็ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองในประการแรกมีว่าจำเลยที่ 4 ได้ร่วมกับจำเลยอื่นๆ กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ประเด็นข้อนี้เห็นว่า แม้ทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองจะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการในการตรวจสอบที่ดินสำหรับการกู้ยืมเงินในโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2529/2530 ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองมีนายสุชัย ซึ่งขณะเกิดเหตุปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยจ่าจังหวัดหนองคาย และเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 4 ซึ่งดำรงตำแหน่งจ่าจังหวัดหนองคาย มาเบิกความยืนยันถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยที่ 4 หลายประการ อันเป็นพฤติการณ์ที่มีนัยสำคัญบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 4 ได้มีส่วนรู้เห็นร่วมกับจำเลยอื่นๆ กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองในโครงการนี้ด้วย กล่าวคือ ในประการแรก นายสุชัยเบิกความว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2529 จำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดสกลนคร ได้มาติดต่อกับจำเลยที่ 2 ซึ่งขณะนั้นเพิ่งย้ายจากจังหวัดสกลนครมาดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดหนองคาย เพื่อขอเข้าร่วมโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกกับจังหวัดหนองคาย พยานเห็นจำเลยที่ 4 เข้าไปพบจำเลยที่ 2 ในห้องทำงานแล้วออกมาพร้อมกับถือเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ออกมาด้วย โดยเอกสารหมาย จ.1 เป็นร่างโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2529 ส่วนเอกสารหมาย จ.2 เป็นโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2529 ของอำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร จำเลยที่ 4 นำเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 มาให้พยานและมอบหมายให้พยานเป็นผู้ร่างโครงการตามแบบโครงการของ อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร เอกสารหมาย จ.2 พยานได้ร่างโครงการให้ ตามร่างโครงการเอกสารหมาย จ.3 นอกจากนี้พยานยังได้เบิกความเกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประกอบโครงการ คือ ร่างบัญชีสำรวจข้าวเอกสารหมาย จ.4 ว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้เขียนในตอนบนและตอนล่างกับรายละเอียดลำดับ 1 ถึงลำดับที่ 19 รวมทั้งจำนวนตัวเลขและจำนวนเงินกับเบิกความยืนยันว่า ร่างบัญชีสำรวจข้าวฉบับนี้พยานเป็นคนทำโดยจำเลยที่ 4 สั่งให้พยานทำ สำหรับการจัดทำร่างหนังสือที่ นค 0116/2465 ฉบับลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2529 เอกสารหมาย จ.5 นั้นพยานเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 4 เป็นคนทำ ต่อมาร่างเอกสารหมาย จ.5 ได้มีการจัดทำเป็นต้นฉบับแล้วเสนอจำเลยที่ 4 (ที่ถูกจำเลยที่ 3) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองหนองคายตามเอกสารหมาย จ.6 เพื่อเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายพิจารณาดำเนินการต่อไป ตามคำเบิกความของนายสุชัยเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการจัดทำเอกสารต่างๆ เพื่อดำเนินโครงการดังที่ได้กล่าวมานี้ เป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำกับจำเลยอื่นๆ ด้วยมาตั้งแต่ต้น เพราะเมื่อได้ตรวจดูต้นฉบับหนังสือที่ นค 0116/2565 เอกสารหมาย จ.6 ซึ่งเป็นหนังสือของจำเลยที่ 3 ในฐานะนายอำเภอเมืองหนองคายถึงผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย สรุปความว่าตามที่กระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติให้ใช้เงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเพื่อจัดสรรให้จังหวัดนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกฯ นั้น ได้มีนายจำลอง จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย ยื่นคำขอเป็นผู้ซื้อขายย่อยในการดำเนินงาน จึงขอส่งเรื่องมาพิจารณาดำเนินการต่อไปแล้วปรากฏว่ามีข้อความตรงกับร่างเอกสารหมาย จ.5 ที่จำเลยที่ 4 ยกร่างด้วยลายมือของตนเองทุกประการ อีกทั้งต้นฉบับข้อความในโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2529 และบัญชีสำรวจข้าว อันเป็นสิ่งที่ส่งมาด้วยอันดับ 2, 3 ของเอกสารหมาย จ.6 ก็มีข้อความตรงกับข้อความในร่างเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ทุกประการด้วยเช่นกัน จึงเป็นพฤติการณ์เบื้องต้นที่บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 4 ได้รู้เห็นและมีส่วนร่วมมาตั้งแต่ต้นกับการร่วมกันกระทำละเมิดกับจำเลยอื่นๆ ด้วย สำหรับพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยที่ 4 ในประการที่สอง ที่แสดงออกว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยอื่นด้วยนั้น นายสุชัยเบิกความว่า ตามโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2529 เอกสารหมาย จ.6 ข้อ 3.4 ระบุว่า นายจำลองจำเลยที่ 6 ผู้เข้าร่วมโครงการซึ่งเป็นผู้ซื้อข้าวรายย่อยที่จะได้รับเงินยืมปลอดดอกเบี้ยจากโจทก์ที่ 2 นั้น จะต้องมีหนังสือค้ำประกันเงินยืมดังกล่าวของธนาคารหรือทรัพย์สินค้ำประกันให้ไว้แก่จังหวัดด้วย ส่วนแนวทางการดำเนินการและการบริหารโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2529 ของกระทรวงมหาดไทยเอกสารหมาย จ.9 ข้อ 2.1.3 ซึ่งเป็นหัวข้อเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันก็ระบุว่าต้องมีสัญญาค้ำประกันของธนาคารแต่ข้อ 3.3 กลับมีข้อความระบุเรื่องหลักประกันว่า "...หนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารหรือหลักทรัพย์อื่นที่มีมูลค่าเท่ากัน หรือไม่ต่ำกว่าวงเงินที่จังหวัดให้กู้ไว้เป็นหลักฐานด้วย..." อันเป็นข้อความที่ระบุผ่อนผันให้ผู้เข้าร่วมโครงการใช้หลักทรัพย์ที่มีค่าเท่ากันแทนหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารได้ แต่นายสุชัยได้เบิกความถึงข้อพิรุธเกี่ยวกับการใช้เอกสารหมาย จ.9 เพื่อผ่อนคลายให้นายจำลองจำเลยที่ 6 ใช้หลักทรัพย์อื่นแทนหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารว่าพยานเห็นเอกสารหมาย จ.9 เมื่อเห็นเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ตอนที่จำเลยที่ 4 รับมาจากจำเลยที่ 2 และในประการสำคัญคือพยานเบิกความว่า จากการตรวจสอบเอกสารหมาย จ.9 ภายหลังเกิดเหตุคดีนี้แล้วพบว่าไม่มีการส่งหนังสือเอกสารหมาย จ.9 เข้ามาที่ทำการจังหวัดหนองคายตามระเบียบงานราชการ เพราะหนังสือฉบับนี้ไม่เคยผ่านงานสารบรรณ อันเป็นพฤติการณ์แห่งคดีที่สำคัญอีกข้อหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนร่วมรู้เห็นกระทำละเมิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย เพราะนอกจากบทผ่อนคลายตามเอกสารหมาย จ.9 ข้อ 3.3 จะยอมให้ใช้หลักทรัพย์อื่นที่มีมูลค่าเท่ากันแทนหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารนั้น จะเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายสามารถผ่อนปรนอนุมัติให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 ผู้เข้าร่วมโครงการใช้หลักทรัพย์อื่นมาเป็นหลักประกันแทนหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารได้ตามเอกสารหมาย จ.18 อันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายแล้ว ยังปรากฏด้วยว่าเอกสารหมาย จ.9 นั้น ได้มีการนำมาใช้อ้างอิงเป็นเอกสารประกอบการพิจารณาปฏิบัติหน้าที่ราชการในโครงการนี้โดยมิได้ผ่านระบบงานสารบรรณตามระเบียบราชการด้วยพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยที่ 4 ประการสุดท้าย นายสุชัยเบิกความว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาภาพถ่ายใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกสารหมาย จ.20 ว่าเป็นเอกสารที่ถ่ายมาจากต้นฉบับจริง โดยเอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทยจดทะเบียนจัดตั้งมาตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2529 แต่จากการตรวจสอบในภายหลังกลับปรากฏว่าห้างดังกล่าวเพิ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 พยานเข้าใจว่า เหตุที่มีการแก้ไขวันที่จดทะเบียนห้างดังกล่าวก็เพื่อให้สอดคล้องกับวันที่ที่ขออนุมัติไปที่กระทรวงมหาดไทยตามเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งความข้อนี้ เมื่อได้ตรวจดูเอกสารหมาย จ.7 แล้วปรากฏว่าเป็นหนังสือของนายจำลองจำเลยที่ 6 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย ฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2529 มีถึงจำเลยที่ 3 ในฐานะนายอำเภอเมืองหนองคาย แสดงความประสงค์ขอเป็นผู้ร่วมดำเนินโครงการ และจำเลยที่ 3 ได้เกษียนสั่งการลงในเอกสารหมาย จ.7 ในวันเดียวกันให้ปลัดอำเภออาวุโสดำเนินการต่อไปโดยระบุด้วยว่า "ด่วนมาก" และต่อมาจำเลยที่ 3 ปลัดจังหวัดหนองคายในฐานะรักษาการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายก็ได้มีหนังสือที่ นค 0016 (1)/10303 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2529 ตามเอกสารหมาย จ.8 ถึงอธิบดีกรมการปกครองเพื่อพิจารณาอนุมัติ โดยอ้างส่งสำเนาคำขอของนายจำลองจำเลยที่ 6 ตามเอกสารหมาย จ.7 เป็นสิ่งที่ส่งมาด้วยอันดับที่ 5 เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย อันเป็นเบาะแสสำคัญอีกประการหนึ่งที่บ่งบอกแสดงว่า จำเลยที่ 4 มีส่วนร่วมกับจำเลยอื่นๆ ในการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองเพราะขณะที่จำเลยที่ 6 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย ยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการตามเอกสารหมาย จ.7 ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2529 นั้น ห้างดังกล่าวยังมิได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เพราะตามต้นฉบับจริงของใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดของห้างดังกล่าวระบุว่าเพิ่งจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 แต่ตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.20 ที่จำเลยที่ 4 ลงชื่อรับรองว่าถ่ายจากต้นฉบับจริง กลับระบุว่าห้างดังกล่าวจดทะเบียนจัดตั้งตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2529 ซึ่งแสดงว่าเอกสารหมาย จ.20 มีการทำปลอมขึ้นในภายหลังด้วยการลบเลข "0" ของวันที่ 30 ในต้นฉบับเอกสารออกแล้วถ่ายสำเนาเอกสารหมาย จ.20 ด้วยเครื่องถ่ายเอกสารซึ่งทำให้ไม่ปรากฏร่องรอยการลงเลข "0" ในต้นฉบับเอกสารดังกล่าวออกทำให้เอกสารนั้นกลายเป็นใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนที่ยืนยันว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย จดทะเบียนจัดตั้งมาแล้วตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2529 อันเป็นการฉ้อฉลหลอกลวงเพราะต้นฉบับที่แท้จริงของเอกสารหมาย จ.20 นั้น ระบุว่าห้างดังกล่าวเพิ่งจดทะเบียนจัดตั้งในวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 และความข้อนี้ เมื่อได้ตรวจดูหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสกลนครเอกสารหมาย จ.21 ซึ่งระบุว่านายจำลองจำเลยที่ 6 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย และจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อรับรองว่าถ่ายจากต้นฉบับจริง ก็ปรากฏร่องรอยว่ามีการลบเลข "0" ของวันที่ "30" ออก เพื่อให้ปรากฏว่าห้างดังกล่าวได้จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2529 ในลักษณะเดียวกับเอกสารหมาย จ.20 เช่นเดียวกัน พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อรับรองทั้งในเอกสารหมาย จ.20 และ จ.21 ว่าถ่ายมาจากต้นฉบับจริงไม่ว่าจะเกิดจากจำเลยที่ 4 ได้กระทำความผิดอาญาด้วยการเจตนารับรองเอกสารเท็จจริงหรือเกิดจากจำเลยที่ 4 กระทำโดยประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบเอกสารด้วยความละเอียดรอบคอบก็ตาม ล้วนเป็นผลโดยตรงที่ทำให้จำเลยอื่นๆ สามารถสนับสนุนผลักดันให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 เข้าร่วมเป็นผู้ซื้อรายย่อยในโครงการนี้ และใช้สิทธิกู้ยืมเงินโจทก์ที่ 2 โดยใช้ที่ดินที่มีราคาประเมินต่ำกว่าจำนวนเงินกู้ยืมไปมาเป็นหลักประกันเงินกู้ยืมแทนหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารได้ทั้งๆ ที่ขณะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมโครงการตามเอกสารหมาย จ.7 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย ยังไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลดังที่ปรากฏในใบสำคัญและหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.20 และ จ.21 ที่จำเลยที่ 4 ลงชื่อรับรองว่าถ่ายจากต้นฉบับจริงเช่นกัน จึงเป็นพฤติการณ์ที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยที่ 4 ในประการอื่นๆ ดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 420 ม. 438 ม. 448
ป.วิ.อ. ม. 47
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 243 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงมหาดไทย กับพวก
จำเลย — นายสันติ มณีกาญจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8414/2552
#507360
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงประเด็นเดียวเรื่องอายุความ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ แม้ว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองจะมิได้อุทธรณ์คัดค้านประเด็นพิพาทข้ออื่นๆ ไว้เนื่องจากประเด็นพิพาทข้ออื่นๆ นั้น ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยให้ก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งเจ็ดได้สืบพยานมาจนเสร็จสิ้นเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นๆ ที่ยังไม่ได้วินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียวได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่นๆ ที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยให้คดีเสร็จไปเสียทีเดียว โดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนมาให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามลำดับชั้นศาลก็ได้

การสอบสวนทางวินัยเพราะเหตุบกพร่องต่อหน้าที่ราชการ เป็นคนละเรื่องกับการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่ง เพราะหลักเกณฑ์ความรับผิดทางวินัยกับความรับผิดทางแพ่งเป็นหลักเกณฑ์คนละกรณีกัน แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้แทนของโจทก์ที่ 1 จะมีคำสั่งลงโทษแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 แล้ว แต่โจทก์ที่ 2 ก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งและต่อมาอธิบดีกรมการปกครองจึงมีบันทึกเสนอปลัดกระทรวงหมาดไทย สรุปความได้ว่า กองการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครองมีความเห็นว่า ผลการสอบสวนมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะดำเนินคดีอาญาและฟ้องคดีแพ่งเรื่องละเมิดแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และผู้เกี่ยวข้องได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามรับทราบ วันที่ 14 ตุลาคม 2538 ส่วนโจทก์ที่ 2 ได้รับหนังสือแจ้งเรื่องดังกล่าวจากปลัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2538 กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เพิ่งรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าว

ความรับผิดของบุคคลในทางอาญาต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายอาญา ส่วนความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง หาได้เกี่ยวข้องกันไม่ ดังนั้น แม้พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 แล้วก็ตามโจทก์ทั้งสองก็ฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดทางแพ่งต่อโจทก์ทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันคืนเงินหรือชดใช้เงินจำนวน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 19,804,457.05 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 15,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ไม่ได้กระทำขัดต่อระเบียบแบบแผนของโจทก์ทั้งสอง ไม่ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต และมิได้ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์ที่ 2 ฟ้องจำเลยที่ 6 และที่ 7 เรียกเงินคืนจำนวน 13,766,575.32 บาท ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 579/2531 ของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นหนี้รายเดียวกันกับคดีนี้เป็นการฟ้องซ้ำ ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่ได้ทุจริตไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย โจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับความเสียหายเพราะมีที่ดินของจำเลยที่ 7 ที่ยึดเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน และโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินกว่า 5 ปี ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้เสียหายและฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 6 และที่ 7 ให้การว่า จำเลยที่ 6 เป็นผู้กู้ยืมเงินและจำเลยที่ 7 เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ตามฟ้องจริง แต่ไม่ได้กระทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 579/2531 ของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจคิดดอกเบี้ยเกินกว่า 5 ปี ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,303,528.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 มกราคม 2531 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ประเด็นข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 5 มีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยคดีมาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งประเด็นข้อนี้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงประเด็นเดียวเรื่องอายุความ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยประเด็นพิพาทข้ออื่นๆ อีก 4 ประเด็นจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาเสร็จแล้วในการพิพากษาคดีศาลชั้นต้นวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยที่ 6 และที่ 7 ไม่เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5739/2531 ของศาลชั้นต้น และวินิจฉัยประเด็นพิพาทประการต่อไปว่า คดีของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยทั้งเจ็ดขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่งแล้ว จึงพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยประเด็นพิพาทข้ออื่นๆ อีก โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คัดค้านว่า คดีของโจทก์ทั้งสองไม่ขาดอายุความและขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดฐานละเมิดแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้อง โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องมาครบถ้วนแล้วด้วย ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ แม้ว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองจะมิได้อุทธรณ์คัดค้านประเด็นพิพาทข้ออื่นๆ ไว้เนื่องจากประเด็นพิพาทข้ออื่นๆ นั้นศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยให้ก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งเจ็ดได้สืบพยานมาจนเสร็จสิ้นเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นๆ ที่ยังมิได้วินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียวได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่นๆ ที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยให้คดีเสร็จไปเสียทีเดียว โดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนมาให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามลำดับชั้นศาลก็ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว หาใช่เป็นการวินิจฉัยคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 5 ในประเด็นข้อแรกนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ประเด็นวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 5 ประการต่อมาเรื่องอายุความนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 5 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า นายบรรหาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนของโจทก์ที่ 1 ได้ลงนามรับทราบคำสั่งลงโทษทางวินัยตัดเงินเดือนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามเอกสารหมาย ล.13 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2533 จึงถือได้ว่า โจทก์ทั้งสองได้รู้หรือควรรู้ถึงตัวผู้ที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 11 ตุลาคม 2539 คดีจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้วนั้น เห็นว่า แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้แทนของโจทก์ที่ 1 จะมีคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2533 ก็ตาม แต่คำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าวก็สรุปการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นการทุจริต หากแต่เป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ราชการบกพร่องเท่านั้น โจทก์ที่ 2 จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งตามคำสั่งที่ 3713/2535 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2535 แต่ผลการสอบสวนก็ยังไม่ปรากฏชัดแจ้ง ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2538 อธิบดีกรมการปกครองจึงมีบันทึกเสนอปลัดกระทรวงมหาดไทยสรุปความได้ว่ากองการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครองมีความเห็นว่า ผลการสอบสวนมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะดำเนินการคดีอาญาและฟ้องคดีแพ่งเรื่องละเมิดแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และผู้เกี่ยวข้องได้ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามรับทราบวันที่ 14 ตุลาคม 2538 ส่วนโจทก์ที่ 2 ได้รับหนังสือแจ้งเรื่องดังกล่าวจากปลัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2538 กรณีจึงต้องถือว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เพิ่งรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 11 ตุลาคม 2539 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์ทั้งสองจึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้แย้งว่าความเห็นของกองการสอบสวนและนิติการมิใช่ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่งซึ่งตั้งขึ้นตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังข้อเท็จจริงจากเอกสารดังกล่าวจึงคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยหลักการรับฟังพยานหลักฐาน และเป็นการขยายอายุความคดีละเมิด 1 ปี ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่รับฟังข้อเท็จจริงจากเอกสารที่อธิบดีกรมการปกครองมีบันทึกเสนอปลัดกระทรวงมหาดไทย สรุปความว่า กองการสอบสวนและนิติการมีความเห็นว่า ผลการสอบสวนมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะดำเนินคดีอาญาและฟ้องคดีแพ่งเรื่องละเมิดแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และผู้เกี่ยวข้องได้นั้น เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนเพื่อชี้ขาดในประเด็นว่า โจทก์ทั้งสองรู้ถึงการกระทำละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันใด อันเป็นวันเริ่มนับกำหนดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่งการรับฟังข้อเท็จจริงจากเอกสารดังกล่าวจึงไม่เป็นการคลาดเคลื่อนและไม่ชอบด้วยหลักการรับฟังพยานหลักฐาน และหาเป็นการขยายอายุความละเมิด 1 ปี ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกากล่าวอ้างว่า หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามรับทราบคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2533 แล้ว กระทรวงมหาดไทยยังตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่งอีกเป็นการพยายามขยายอายุความฟ้องคดีละเมิดออกไปอีกนั้น เห็นว่า การสอบสวนทางวินัยเพราะเหตุบกพร่องต่อหน้าที่ราชการนั้น เป็นคนละเรื่องกับการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่ง เพราะหลักเกณฑ์ความรับผิดทางวินัยกับความรับผิดทางแพ่งเป็นหลักเกณฑ์คนละกรณีกัน การบกพร่องต่อหน้าที่ราชการซึ่งต้องรับผิดทางวินัยนั้นอาจไม่เข้าเกณฑ์ความรับผิดทางแพ่งฐานละเมิดก็ได้ เมื่อผลของคำสั่งลงโทษทางวินัยยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชอบทางแพ่งหรือไม่ โจทก์ที่ 2 ก็ชอบที่จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่งอีกได้ และการดำเนินการดังกล่าวก็เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการแล้ว หาใช่เป็นการกระทำโดยไม่ชอบหรือมีเจตนากระทำเพื่อขยายอายุความฟ้องคดีละเมิดดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกาไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยในประเด็นเรื่องอายุความมาชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 5 ในประเด็นเรื่องอายุความฟังไม่ขึ้น

ประเด็นวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 5 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังมาซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 5 มิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่น ฟังได้เป็นยุติว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดภูพานพัฒนากิจไทย โดยจำเลยที่ 6 หุ้นส่วนผู้จัดการได้เข้าร่วมโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2529 และ 2529/2530 ของโจทก์ทั้งสอง โดยทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ที่ 2 จำนวน 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2529 จำนวนเงิน 3,500,000 บาท มีจำเลยที่ 7 เป็นผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ 7 ใช้ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2653 ถึง 2662 ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร จำนวน 10 แปลง เป็นหลักประกันตามสัญญากู้ยืมเงินและบันทึกรายละเอียดรายการที่ดินที่นำมาประกันต่อท้ายสัญญาเอกสารหมาย จ.69 ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2529 จำนวนเงิน 3,500,000 บาท มีจำเลยที่ 7 เป็นผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 7 ใช้ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 708 เลขที่ 2626 ถึง 2629 เลขที่ 2663 เลขที่ 2664 และเลขที่ 2678 ถึงเลขที่ 2686 ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร จำนวน 16 แปลง เป็นหลักประกัน ตามสัญญากู้ยืมเงิน บันทึกรายละเอียดรายการที่ดินที่นำมาประกันต่อท้ายสัญญาและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.70 ครั้งที่สามเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2530 จำนวน 8,000,000 บาท มีจำเลยที่ 7 เป็นผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ 7 ใช้ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 695 เลขที่ 2615 ถึง 2625 เลขที่ 2717 ถึง 2729 และเลขที่ 2731 ถึงเลขที่ 2741 ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร จำนวน 36 แปลง เป็นหลักประกัน ตามสัญญากู้ยืมเงินบันทึกรายละเอียดรายการที่ดินที่นำมาประกันต่อท้ายสัญญาและค้ำประกันเอกสารหมาย จ.71 หลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 7 นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินจำนวน 62 แปลง ที่เป็นหลักประกันดังกล่าวมาจดทะเบียนจำนองแก่โจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2530 และจำเลยที่ 7 นำเงินมาชำระให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 2,000,000 บาท เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2531 แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ที่ 2 ฟ้องจำเลยที่ 6 และที่ 7 ให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสามฉบับ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 ชำระหนี้แต่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ไม่ชำระ โจทก์ที่ 2 จึงยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแต่ขายไม่ได้ รายละเอียดปรากฏตามถ้อยคำสำนวนในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 579/2531 ของศาลชั้นต้น เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ตามข้อเท็จจริงที่ฟังได้เป็นยุติดังกล่าว คดีจึงมีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 มีส่วนรู้เห็นและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองในการดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกดังกล่าวหรือไม่ โจทก์ทั้งสองมีนายสุชัย นายภูมิพิทักษ์ นายสงวน ร้อยเอกสุรจิตร นายทรงชัย นางบัวเรียน นายก่าย นายโกสุม และนายคำตัน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2529 และ 2529/2530 ของโจทก์ทั้งสองเบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยที่ 7 ได้มาติดต่อจำเลยที่ 2 ขอให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดภูพานพัฒนกิจไทย ซึ่งมีจำเลยที่ 6 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเข้าร่วมโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกของโจทก์ทั้งสองโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการขออนุมัติ ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย ใช้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นหลักประกันเงินกู้แทนการมีหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารตามระเบียบของโจทก์ทั้งสองที่กำหนดไว้แต่เดิม โดยไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดว่าที่ดินที่ใช้เป็นหลักประกันนั้นมีราคาซื้อขายในท้องตลาดอันเป็นราคาที่แท้จริงเพียงพอกับจำนวนเงินที่ได้อนุมัติให้กู้ยืมเงินหรือไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงแต่ติดต่อกับจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอบ้านม่วง ซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตให้เป็นผู้ประเมินราคาที่ดินแล้วแจ้งมายังโจทก์ที่ 2 ว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่เป็นหลักประกันจำนวน 62 แปลง ราคาประเมินกำหนดไร่ละ 160,000 บาท ซึ่งความจริงแล้วที่ดินดังกล่าวสภาพเดิมเป็นที่ดินทุ่งนาและป่ารกร้างอยู่นอกเขตชุมชน มีราคาประเมินเพียงไร่ละ 16,000 บาท จำเลยที่ 7 ซื้อที่ดินดังกล่าวจากเจ้าของเดิมในราคาถูกแล้วนำมาปรับสภาพที่ดินทำถนนลูกรังชั่วคราวรอบที่ดินที่แบ่งแยกและให้จำเลยที่ 5 เป็นผู้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยเพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์ว่าเป็นที่อยู่อาศัยติดทางสาธารณะ มีราคาประเมินไร่ละ 160,000 บาท ซึ่งไม่ตรงกับราคาที่ดินที่แท้จริงเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 ไม่สามารถบังคับคดีนำที่ดินที่เป็นหลักประกันดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้เงินกู้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 579/2531 ที่พิพากษาให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินได้ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายพยานโจทก์ทั้งสองทุกปากดังกล่าวต่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการนี้โดยนายสุชัยเป็นผู้ช่วยจ่าจังหวัดหนองคาย และเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 มีส่วนรู้เห็นในขณะที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 เสนอตัวเข้าร่วมโครงการดังกล่าวกับโจทก์ทั้งสองมาแต่ต้น ร้อยเอกสุรจิตรและนายทรงชัยเป็นคณะกรรมการทำหน้าที่ตรวจสภาพที่ดินที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 นำมาเป็นหลักประกัน นางบัวเรียนและนายก่ายเป็นเจ้าของที่ดินเดิมก่อนขายให้จำเลยที่ 7 นายโกสุมเป็นบุตรของนายศรีเมืองผู้ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 7 นายคำตันเป็นเจ้าของที่ดินที่อยู่ใกล้เคียงกับที่ดินพิพาท และนายสงวนกับนายภูมิพิทักษ์เป็นคณะกรรมการประสานงานและรวบรวมหลักฐานในการดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาที่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง สภาพที่ดินและสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคนไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองทุกคนดังกล่าวมีสาเหตุโกรธเคืองอะไรกับจำเลยที่ 1 และที่ 5 มาก่อน และต่างก็เบิกความไปตามหน้าที่ที่ได้ปฏิบัติหรือตามข้อเท็จจริงที่ตนมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้อง และในประการสำคัญคือข้อเท็จจริงตามคำพยานโจทก์ทั้งสองทุกปากดังกล่าว ล้วนมีข้อเท็จจริงสอดคล้องเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับขั้นตอนอย่างเป็นเหตุเป็นผล แสดงให้เห็นชัดแจ้งถึงวิธีการที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ได้เข้าร่วมโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกของโจทก์ทั้งสองโดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 5 กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ให้การสนับสนุนให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 ใช้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่มีราคาแท้จริงในท้องตลาดต่ำกว่าราคาประเมินมากมาประเมินราคาให้สูงกว่าความเป็นจริง อันเป็นการจงใจฉ้อฉลให้เกิดความเสียหายต่อโครงการของโจทก์ทั้งสองอย่างสมเหตุผล ที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการตามโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกของกระทรวงมหาดไทยถูกต้องครบถ้วน มิได้ประมาทเลินเล่อหรือปฏิบัติหน้าที่บกพร่องทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง เพราะการสั่งการของจำเลยที่ 1 ทุกขั้นตอนจะมีผู้ใต้บังคับบัญชาตามตำแหน่งหน้าที่เสนอเรื่องขึ้นมาส่วนจำเลยที่ 5 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องรับผิดชอบในโครงการของโจทก์ทั้งสอง แต่ได้ประเมินราคาและแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 7 ไปตามอำนาจหน้าที่นั้น ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 แล้ว มูลละเมิดทางแพ่งย่อมเกิดขึ้นไม่ได้นั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งของคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 บัญญัติว่า "คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่" ซึ่งแสดงให้เห็นหลักการสำคัญว่า บทบัญญัติของกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางอาญาและในทางแพ่งนั้น เป็นคนละส่วนแยกออกต่างหากจากกัน หาใช่หลักเกณฑ์เดียวกันไม่ โดยเหตุนี้แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จะบัญญัติว่าการพิพากษาส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก็ตาม แต่ในข้อเท็จจริงที่ยุติตามคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาแล้วนั้นความรับผิดของบุคคลในทางอาญาต้องเป็นไปตามบัญญัติของกฎหมายอาญา ส่วนความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งหาได้เกี่ยวข้องกันไม่ ดังนั้น แม้พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 แล้วก็ตาม โจทก์ทั้งสองก็ฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดทางแพ่งต่อโจทก์ทั้งสองได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 5 ประการต่อไปที่ว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 579/2531 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ทั้งสอง โดยเห็นว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความนั้น ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 5 ต่างมิได้อุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์ตั้งประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำไว้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 แพ้คดีในชั้นอุทธรณ์แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 5 จึงหวนกลับมาหยิบยกประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำขึ้นกล่าวอ้างอีก จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 5 มาโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้สำหรับฎีกาของโจทก์ทั้งสองในประการสุดท้ายที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้เงินที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย กู้ยืมไปเต็มจำนวน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้องนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการสมคบร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองเป็นเหตุให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 ได้รับเงินกู้ยืมไปจากโจทก์ที่ 2 รวม 4 ครั้ง ครั้งแรก ตามฎีกาเงินนอกงบประมาณและใบสำคัญรับเงินเอกสารหมาย จ.23 และ จ.24 จำนวนเงิน 3,500,000 บาท เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2529 ครั้งที่ 2 ตามฎีกาเงินนอกงบประมาณและใบสำคัญรับเงินเอกสารหมาย จ.42 จ.43 และ จ.44 จำนวนเงิน 3,500,000 บาท เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2529 ครั้งที่ 3 ตามฎีกาเงินนอกงบประมาณและใบสำคัญรับเงินเอกสารหมาย จ.62 และ จ.63 จำนวนเงิน 4,000,000 บาท เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2530 และครั้งที่ 4 ตามฎีกาเงินนอกงบประมาณและใบสำคัญรับเงินเอกสารหมาย จ.64 และ จ.65 จำนวนเงิน 4,000,000 บาท เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2530 จำเลยทั้งเจ็ดผู้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จึงต้องร่วมกันรับผิดคืนต้นเงินจำนวนดังกล่าวเต็มจำนวนให้แก่โจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "อนึ่งค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด..." ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นนี้ว่า จำนวนเงินกู้ที่โจทก์ทั้งสองจ่ายไปไม่ใช่ความเสียหายอันเกิดจากการละเมิด เนื่องจากการกู้เงินมีการใช้ที่ดินจำนองเป็นประกันความเสียหายที่แท้จริงอันเกิดจากการละเมิดคือส่วนต่างของจำนวนเงินที่กู้ยืมกับราคาอันแท้จริงของที่ดินหลักประกันเงินกู้ในขณะทำสัญญากู้ยืมเงิน จึงวินิจฉัยพยานหลักฐานในสำนวนแล้ว ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินจำนวนทั้ง 62 แปลง มีราคาที่แท้จริงเฉลี่ยไร่ละ 70,000 บาท แล้วคำนวณหาผลต่างของจำนวนเงินตามสัญญากู้กับราคาที่แท้จริงของที่ดินที่ใช้เป็นหลักประกันแล้วกำหนดเป็นค่าเสียหายที่จำเลยทั้งเจ็ดต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองนั้น นอกจากจะไม่เป็นไปตามหลักกฎหมายเรื่องค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง ดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 นำราคาอันแท้จริงของที่ดินที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 จดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันมาคำนวณหักออกจากจำนวนเงินที่จำเลยทั้งเจ็ดฉ้อฉลเอาไปจากโจทก์ที่ 2 ทั้งๆ ที่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ผู้รับจำนองได้ดำเนินการบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729 ด้วยการเรียกเอาทรัพย์สินจำนองหลุดเป็นสิทธิแล้วนั้น ก็มิได้เป็นไปตามหลักกฎหมายอันว่าด้วยการบังคับจำนองด้วย ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในประเด็นนี้ก็ฟังขึ้นเช่นกัน แต่ที่โจทก์ทั้งสองฟ้องและกล่าวอ้างในฎีกาขอให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 รับไปแต่ละงวดจนถึงวันฟ้องนั้น เห็นว่า ที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินที่รับไปแต่ละงวดจนถึงวันฟ้องนั้น ย่อมชอบที่โจทก์ทั้งสองจะมีสิทธิเรียกร้องได้เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 บัญญัติว่า "ในกรณีหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด" แต่ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยผิดนัด มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น" โจทก์ทั้งสองจึงคิดดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างข้อตกลงในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.69 จ.70 และ จ.71 ซึ่งมีข้อความอย่างเดียวกันในข้อ 11 ระบุว่า หากห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย ผู้กู้ผิดสัญญายอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 2 ผู้ให้กู้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเรียกร้องให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว นั้น เห็นว่า สัญญากู้เอกสารหมาย จ.69 จ.70 และ จ.71 เป็นเพียงเครื่องมือที่จำเลยทั้งเจ็ดใช้ในการฉ้อฉลกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองเท่านั้น อีกทั้งคดีนี้โจทก์ทั้งสองมิได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินทุกฉบับดังกล่าว หากแต่เป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดฐานกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่ชอบที่จะนำข้อตกลงในสัญญากู้ดังกล่าวมากล่าวอ้างว่า โจทก์ทั้งสองอาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่าร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายตามนัยแห่งมาตรา 224 วรรคหนึ่งตอนท้ายได้ ดังนั้นโจทก์ทั้งสองคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามมาตรา 224 วรรคหนึ่งตอนต้นเท่านั้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 3,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี คิดตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2529 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินจำนวน 3,500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราเดียวกัน คิดตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2529 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเดียวกัน คิดตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2530 จนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเดียวกัน คิดตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2530 จนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้นำเงินจำนวน 2,000,000 บาท ที่ได้ชำระให้แก่โจทก์ที่ 2 แล้ว เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2531 มาจัดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระจนถึงวันดังกล่าวก่อน และในที่สุดจึงให้ใช้ในการชำระหนี้อันเป็นประธานตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงมหาดไทย กับพวก
จำเลย — นายสันติ มณีกาญจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8405/2552
#504169
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 โดยในคำร้องระบุว่าจำเลยกับพวกได้นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ล่อซื้อซึ่งต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางดังนี้ แสดงว่าผู้ร้องต้องรู้มาก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าศาลชั้นต้นพิพากษาริบรถจักรยานยนต์ของกลางแล้ว แต่ผู้ร้องก็เพิกเฉยไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและมายื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางในคดีนี้ ทั้งยังคงรับชำระเงินค่าเช่าซื้อจากผู้เช่าซื้อต่อไปอีก ประกอบกับหนังสือสัญญาเช่าซื้อข้อ 3.3 ระบุว่า ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญาในกรณีทรัพย์สินที่เช่าซื้อสูญหาย ถูกทำลาย ถูกยึดหรือถูกริบ โดยความผิดของผู้เช่าซื้อเองและในกรณีมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชอบชดใช้ราคาทรัพย์สินที่เช่าซื้อพร้อมด้วยค่าเสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมีเจตนาเพียงต้องการที่จะได้รับเงินค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อเท่านั้น ผู้ร้องจึงเพิกเฉยไม่ติดตามเอารถจักรยานยนต์ของกลางที่ให้เช่าซื้อคืน ทั้งๆ ที่ผู้ร้องรู้อยู่แล้วว่ามีการนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในทางผิดกฎหมายอันเป็นการผิดสัญญาเช่าซื้อ การที่ผู้ร้องมาขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางเห็นได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้เช่าซื้อ เข้าลักษณะผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยฉ พะเยา 86 และรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยฉ พะเยา 86 ของกลาง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้คืนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยฉ พะเยา 86 ของกลาง แก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยฉ พะเยา 86 ของกลางเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2547 นายจรัญ เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไปจากผู้ร้องในราคา 49,360 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญา 4,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระ 36 งวด งวดละ 1,260 บาท ทุกวันที่ 3 ของเดือน เริ่มชำระวันที่ 3 มกราคม 2548 นายจรัญผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้ร้องจนถึงเดือนกันยายน 2550 แล้วผิดนัดคงค้างชำระค่าเช่าซื้อ 6,090 บาท ตามใบเสร็จรับเงินและรายการการ์ดลูกค้า ก่อนผิดนัดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2549 จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดคดีนี้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2549 คดีถึงที่สุด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางคดีนี้เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 โดยในคำร้องระบุว่าเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2549 จำเลยกับพวกได้นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ล่อซื้อ ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2549 ศาลมีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ดังนี้ แสดงว่าผู้ร้องต้องรู้มาก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าศาลชั้นต้นพิพากษาริบรถจักรยานยนต์ของกลางแล้ว แต่ผู้ร้องก็เพิกเฉยไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและมายื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางในคดีนี้ ทั้งยังคงรับชำระเงินค่าเช่าซื้อจากผู้เช่าซื้อต่อไปอีก 3 งวด คืองวดที่ 30 ถึงงวดที่ 32 ประจำเดือนมิถุนายน ถึงเดือนสิงหาคม 2550 จนกระทั่งผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่ 33 ประจำเดือนกันยายน 2550 ประกอบกับหนังสือสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3.3 ระบุว่า ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญาในกรณีทรัพย์สินที่เช่าซื้อสูญหาย ถูกทำลาย ถูกยึด หรือถูกริบโดยความผิดของผู้เช่าซื้อเอง และในกรณีมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชอบชดใช้ราคาทรัพย์สินที่เช่าซื้อพร้อมด้วยค่าเสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมีเจตนาเพียงต้องการที่จะได้รับเงินค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อเท่านั้น ผู้ร้องจึงเพิกเฉยไม่ติดตามเอารถจักรยานยนต์ของกลางที่ให้เช่าซื้อคืน ทั้งๆ ที่ผู้ร้องรู้อยู่แล้วว่ามีการนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในทางผิดกฎหมายอันเป็นการผิดสัญญาเช่าซื้อ การที่ผู้ร้องมาขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางเห็นได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้เช่าซื้อ เข้าลักษณะผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
ผู้ร้อง — บริษัทเชียงรายสินธานี จำกัด
จำเลย — นายศักดิ์ ไชยวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8396/2552
#508400
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานรับของโจร ผู้กระทำไม่จำต้องรับทรัพย์ของกลางไว้ในความครอบครองของตนเอง เพียงแต่ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ให้ อ. นั่งซ้อนท้าย บรรทุกโทรทัศน์ของกลางจะไปที่อำเภอดอนสัก โดยรู้อยู่ว่าเป็นโทรทัศน์ที่ อ. ลักมา ก็เป็นการช่วยพาเอาไปเสียอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานรับของโจรแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 335, 336 ทวิ, 357 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โรงเรียนวัดสิงขร ตั้งอยู่ที่ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี วันที่ 14 สิงหาคม 2544 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา นักการภารโรงเข้าทำความสะอาดในห้องพักครู พบว่าสายยูกุญแจห้องพักครูโรงเรียนถูกงัด โทรทัศน์สีขนาด 20 นิ้ว ราคา 7,700 บาท หายไป นางบุศรินครูใหญ่โรงเรียนดังกล่าวไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ต่อมาร้อยตำรวจโทธงชัย เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุโดยรถกระบะ ระหว่างทางพบจำเลยขับรถจักรยานยนต์และมีนายอำนวยหรือเขียว ซ้อนท้ายและอุ้มโทรทัศน์ ร้อยตำรวจโทธงชัยจึงติดตามไป จำเลยกับนายอำนวยเลี้ยวรถจักรยานยนต์เข้าไปในซอยตาทวนแล้วเลี้ยวเข้าไปในซอยบ้านซึ่งเป็นซอยตัน นายอำนวยวางโทรทัศน์เครื่องดังกล่าวไว้ที่หน้าบ้านซึ่งยังสร้างไม่เสร็จ จากนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์แล่นสวนกับรถกระบะที่ร้อยตำรวจโทธงชัยขับติดตามมาและหลบหนีไป ร้อยตำรวจโทธงชัยยึดโทรทัศน์สีดังกล่าวไว้ ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า เป็นโทรทัศน์ของโรงเรียนวัดสิงขรที่ถูกลักเอาไปต่อมาในวันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ที่สวนหลังบ้านของจำเลยและแจ้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนในสถานที่ราชการที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์นั้นทำบันทึกการจับกุมระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าร่วมกับนายอำนวยหรือเขียวลักทรัพย์ดังกล่าว ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยว่าร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนในสถานที่ราชการ โดยใช้ยานพาหนะ โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ หรือรับของโจร บันทึกคำให้การระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหารับของโจร

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า นายอำนวยคนร้ายอีกคนหนึ่งให้การในชั้นสอบสวนว่า ร่วมกับจำเลยลักโทรทัศน์ของกลางมาจากโรงเรียนวัดสิงขร และนายอำนวยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า นายอำนวยบอกให้จำเลยทราบว่า รถยนต์ที่ติดตามมีเจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยขับเร็วขึ้น จำเลยก็ทำตาม จำเลยไม่ได้บอกให้นายอำนวยลงจากรถและทิ้งโทรทัศน์ พยานหลักฐานจำเลยขัดแย้งกันเอง ที่จำเลยอ้างว่าลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมโดยไม่ทราบข้อความนั้น เป็นการกล่างอ้างง่าย ๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟังข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทราบว่านายอำนวยลักโทรทัศน์ของกลางมา จำเลยยังขับรถพานายอำนวยนำโทรทัศน์ของกลางจะไปที่อำเภอดอนสัก จึงมีความผิดฐานรับของโจร แต่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีนายอำนวยเบิกความเป็นพยานว่า นายอำนวยเป็นคนลักโทรทัศน์เพียงคนเดียว จำเลยไม่รู้เห็นด้วย วันรุ่งขึ้นนายอำนวยไปตามจำเลยให้บรรทุกโทรทัศน์ไปบ้านญาติที่อำเภอดอนสัก ระหว่างทางนายอำนวยจึงบอกว่านายอำนวยลักโทรทัศน์มา แสดงให้เห็นว่า จำเลยเพิ่งทราบในขณะที่กำลังขับรถมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จำเลยจึงขาดเจตนานั้น เป็นฎีกาที่ไม่โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ที่จำเลยฎีกาว่า นายอำนวยถูกฟ้องและให้การรับสารภาพว่าลักทรัพย์และคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อเหตุเกิดขึ้นคราวเดียวกันทรัพย์ของกลางอยู่ในความครอบของนายอำนวย จะถือว่าจำเลยช่วยพาไปเสียซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หาได้ไม่ เนื่องจากองค์ประกอบแห่งความผิดมุ่งเน้น "ซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด" เท่านั้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดฐานรับของโจรนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจร ผู้กระทำไม่จำเป็นต้องรับทรัพย์ของกลางไว้ในความครอบครองของตนเอง เพียงแต่ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งทรัพย์อันผู้อื่นได้มาโดยการกระทำความผิดการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ให้นายอำนวยนั่งซ้อนท้ายบรรทุกโทรทัศน์ของกลางจะไปที่อำเภอดอนสักโดยรู้อยู่ว่าเป็นโทรทัศน์ที่นายอำนวยลักมา ก็เป็นการช่วยพาเอาไปเสีย อันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง แล้ว จำเลยจึงมีความผิดฐานรับของโจร

ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลลงโทษนายอำนวยฐานลักทรัพย์ไปแล้ว จะลงโทษจำเลยฐานรับของโจรอีกไม่ได้เป็นการเกินคำขอนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องการกระทำความผิดของจำเลยทั้งฐานหลักทรัพย์และรับของโจร ดังนั้น ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานใดฐานหนึ่งตามที่ปรากฏจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ การที่นายอำนวยถูกลงโทษฐานลักทรัพย์ไปแล้ว หามีผลกระทบถึงการดำเนินคดีจำเลยแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 ม. 336 ทวิ ม. 357 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายนัฐพงค์หรืออนัฐพง หรือแดง พรหมช่วย
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8395/2552
#508398
เปิดฉบับเต็ม

แม้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองจะต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ทันทีเพราะเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ก็ตาม แต่การยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวก็มีผลเป็นการโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นของจำเลยทั้งสองตามมาตรา 226 (2) แล้ว จำเลยทั้งสองจึงอุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ได้เมื่อคดีเสร็จการพิจารณาและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นเหตุให้คดีถึงที่สุดและสิทธิการดำเนินคดีของจำเลยทั้งสองสิ้นสุดลงเช่นนี้ จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่ามีเหตุสมควรเรียกนาง บ. ผู้จัดการมรดกของ ค. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,301,483.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,747,231.88 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันไถ่ถอนทรัพย์จำนอง

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนางบังอร ผู้จัดการมรดกของนายคำปัน เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การฟ้องคดีนี้ เป็นการฟ้องหนี้ของกองมรดกจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมไม่จำต้องรับผิดเกินไปกว่าทรัพย์มรดกที่ตนได้รับจึงไม่มีเหตุที่จะเรียกนางบังอรเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ให้เพิกถอนคำสั่งเรียกนางบังอรเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเสีย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งที่ให้เพิกถอนคำสั่งเรียกนางบังอรเข้ามาเป็นจำเลยร่วม เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามอุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาล (ที่ถูก ชั้นอุทธรณ์) ให้จำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันผู้จำนอง และทายาทโดยธรรมของนายคำปัน และจำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายคำปัน ร่วมกันชำระเงิน 2,301,483.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,747,231.88 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กันยายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9765, 14455, 14457, 14537 และ 36461 ตำบลบ้านแม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายคำปัน และจำเลยที่ 2 ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่ากองทรัพย์สินของนายคำปัน โดยให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความจากกองทรัพย์สินของนายคำปัน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนคำสั่งเรียกนางบังอรทองต้นหรือนันทพงษ์เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนางบังอร ผู้จัดการมรดกของนายคำปัน เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต แต่ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แล้วศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานและพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยให้ เนื่องจากเห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้

คดีมีประเด็นวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับนั้น ถือว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งเรียกนางบังอรเข้ามาเป็นจำเลยร่วมแล้วหรือไม่ เห็นว่า ในอุทธรณ์คำสั่งฉบับดังกล่าวจำเลยทั้งสองระบุไว้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยทั้งสองไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้นอย่างไร เพราะเหตุใด แม้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวจะต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ทันที เพราะเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ก็ตาม แต่ก็มีผลเป็นการโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นของจำเลยทั้งสองตามมาตรา 226 (2) แล้ว จำเลยทั้งสองจึงอุทธรณ์ในปัญหานี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นเหตุให้คดีถึงที่สุดและมีผลทำให้สิทธิในการดำเนินคดีของจำเลยทั้งสองสิ้นสุดลงเช่นนี้ จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยในประเด็นว่า มีเหตุสมควรเรียกนางบังอรผู้จัดการมรดกของนายคำปันเข้ามาเป็นจำเลยร่วมหรือไม่ตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
นายโสภณ ทองต้น ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
จำเลย — ทายาทโดยธรรมของนายคำปัน ทองต้น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8342/2552
#497414
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัท พ. มีหน้าที่ต้องแจ้งเรื่องที่บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนเลิกบริษัทให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของบริษัททราบ เพื่อโจทก์จะได้ยื่นทวงหนี้แก่จำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชี แต่จำเลยกลับละเลยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบถึงเรื่องดังกล่าว การกระทำของจำเลยเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยรับผิดชำระเงินเท่ากับจำนวนที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากบริษัท พ. พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งตามข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์จะฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด หาใช่ฟ้องให้รับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1272

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 243,700 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่ได้วินิจฉัยตามรูปคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 มิใช่ฟ้องให้รับผิดในมูลละเมิดที่ศาลอุทธรณ์ยกอายุความละเมิดขึ้นวินิจฉัยเป็นการไม่ถูกต้อง อันเป็นการฎีกาในทำนองว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทพี. เอส. ซี แอนด์ เอ จำกัด มีหน้าที่ต้องแจ้งเรื่องที่บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนเลิกบริษัทให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของบริษัททราบเพื่อโจทก์จะได้ยื่นทวงหนี้แก่จำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชี แต่จำเลยกลับละเลยไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวให้โจทก์ทราบ การกระทำของจำเลยเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยรับผิดชำระเงินเท่ากับจำนวนที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากบริษัทดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยซึ่งตามข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์จะฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด หาใช่ฟ้องให้รับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1272 ตามที่จำเลยอ้างไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาดังกล่าวจึงไม่ใช่การวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1272
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเสาวลักษณ์ จิตรกรวิทูร
จำเลย — เรือโทประมวล กิ่งเกตุ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายบุญยืน สุภาคำ
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8342/2552
#503084
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัท พ. มีหน้าที่ต้องแจ้งเรื่องที่บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนเลิกบริษัทให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของบริษัททราบเพื่อโจทก์จะได้ยื่นทวงหนี้แก่จำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชี แต่จำเลยกลับละเลยไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวให้โจทก์ทราบการกระทำของจำเลยเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยรับผิดชำระเงินเท่ากับจำนวนที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากบริษัท พ. คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด มิใช่ฟ้องให้รับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1272 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำละเมิด จึงไม่ใช่การวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์ได้ฟ้องบริษัทพี.เอส.ซี แอนด์ เอ จำกัด เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ต่อมาศาลได้พิพากษาตามยอม โดยจำเลยในคดีดังกล่าวตกลงชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 243,700 บาท ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2543 ภายหลังศาลมีคำพิพากษา จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม ต่อมาเมื่อประมาณต้นเดือนตุลาคม 2547 โจทก์ประสงค์จะดำเนินการบังคับแก่จำเลย จึงตรวจสอบทางทะเบียนพาณิชย์ แต่พบว่าบริษัทพี.เอส.ซี แอนด์ เอ จำกัด ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว ขณะจดทะเบียนเลิกบริษัทมีจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจและเป็นผู้ชำระบัญชีแต่เพียงผู้เดียวของบริษัท ซึ่งในการชำระบัญชีจำเลยหาได้ส่งคำบอกกล่าวแจ้งให้โจทก์ทราบเรื่องการดำเนินการจดทะเบียนเลิกบริษัทเพื่อให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของบริษัทได้ยื่นทวงหนี้แก่จำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชี การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่ได้รับชำระหนี้จำนวน 243,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2543 คืน ซึ่งนับถึงวันฟ้องคดีนี้คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 70,000 บาทเศษ แต่โจทก์ขอคิดเพียง 56,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 243,700 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กระทำการใดๆ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้บังคับคดีเอากับบริษัทพี.เอส.ซี แอนด์ เอ จำกัด ไปแล้ว ประกอบกับคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่ได้วินิจฉัยตามรูปคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า เดิมโจทก์ได้ยื่นฟ้องบริษัทพี.เอส.ซี แอนด์ เอ จำกัด เป็นจำเลย ต่อมาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลได้พิพากษาตามยอม โดยในคดีดังกล่าว บริษัทพี.เอส.ซี แอนด์ เอ จำกัด ตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำนวน 243,700 บาท ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2543 ภายหลังศาลมีคำพิพากษา บริษัท.เอส.ซี แอนด์ เอ จำกัด ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และต่อมาบริษัทพี.เอส.ซี. แอนด์ เอ จำกัดได้จดทะเบียนเลิกบริษัทโดยมีจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชี จำเลยได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเพื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2544

ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 มิใช่ฟ้องให้รับผิดในมูลละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์ยกอายุความละเมิดขึ้นวินิจฉัยเป็นการไม่ถูกต้อง อันเป็นการฎีกาในทำนองว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทพี.เอส.ซี แอนด์ เอ จำกัด มีหน้าที่แจ้งเรื่องที่บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนเลิกบริษัทให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของบริษัททราบเพื่อโจทก์จะได้ยื่นทวงหนี้แก่จำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชี แต่จำเลยกลับละเลยไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวให้โจทก์ทราบ การกระทำของจำเลยเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยรับผิดชำระเงินเท่ากับจำนวนที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากบริษัทพี.เอส.ซี แอนด์ เอ จำกัด พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งตามข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์จะฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด หาใช่ฟ้องให้รับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1272 ตามที่จำเลยอ้างไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาดังกล่าว จึงไม่ใช่การวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ถึงตัวผู้ที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ปี 2543 คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ในประเด็นนี้ นอกจากโจทก์จะอ้างตนเองเบิกความยืนยันว่าโจทก์ทราบเรื่องที่บริษัทพี.เอส.ซี แอนด์ เอ จำกัด ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทโดยมีจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีเมื่อเดือนตุลาคม 2547 แล้วโจทก์ยังมีหนังสือรับรองซึ่งทางราชการออกให้เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2547 มานำสืบสนับสนุน ทำให้น่าเชื่อว่าโจทก์ทราบเรื่องที่บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนเลิกบริษัทโดยมีจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีเมื่อเดือนตุลาคม 2547 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างจริง ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ได้แจ้งเรื่องที่บริษัทพี.เอส.ซี แอนด์ เอ จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทและตั้งจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีให้โจทก์ทราบตั้งแต่ประมาณปี 2544 นั้นเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ โดยไม่มีข้อเท็จจริงใดมาสนับสนุนให้เห็นเช่นนั้น สำหรับหนังสือเรื่องแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องเอกสารหมาย ล.1 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีไปถึงผู้จัดการเอเชีย จำกัด (มหาชน) สาขาบรรทัดทอง นั้น แม้จะระบุว่าได้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2544 แต่ข้อเท็จจริงเรื่องวันเวลาที่ทำเอกสารดังกล่าวขึ้นก็หาใช่ข้อบ่งชี้ว่าโจทก์ได้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของบริษัทพี.เอส.ซี แอนด์ เอ จำกัด ว่า อยู่ในระหว่างการชำระบัญชีตั้งแต่ปี 2544 ไม่ พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบมีนำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์ทราบเหตุละเมิดและทราบถึงผู้ที่จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อเดือน ตุลา

คม เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจำเลยในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเสาวลักษณ์ จิตรกรวิทูร
จำเลย — เรือโทประมวล กิ่งเกตุ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8335/2552
#508396
เปิดฉบับเต็ม

งานมีลิขสิทธิ์ที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนั้น จะต้องปรากฏว่าการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด คดีเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า งานอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสี่เป็นงานที่สร้างสรรค์ขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดข้อความสำคัญที่จะแสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์ตามฟ้องได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 61 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ฯ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่จำเป็นสำหรับคดีนี้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามฟ้องได้ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 15, 28, 31, 69, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ให้แผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 4 เดือน และปรับ 150,000 บาท ฐานประกอบกิจการจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 6,000 บาท รวมทุกกระทงความผิดเป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 156,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 78,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้แผ่นวีซีดีและดีวีดีของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 758 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งสี่ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "เห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า งานมีลิขสิทธิ์ที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนั้น จะต้องปรากฏว่าการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า งานอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสี่เป็นงานที่สร้างสรรค์ขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดข้อความสำคัญที่จะแสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์ตามฟ้องได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่จำเป็นสำหรับคดีนี้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามฟ้องได้ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้และไม่จำต้องพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยในข้อหานี้อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

ส่วนความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายเทปและวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษปรับลงนั้น ปรากฏว่าขณะที่จำเลยยื่นอุทธรณ์นั้นมีพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 (4) บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 การพิจารณาว่าจำเลยจะอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานนี้ได้หรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 อันเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ ซึ่งบัญญัติให้ระวางโทษปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 39 เห็นว่า สำหรับโทษปรับที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้โดยปรับ 3,000 บาท นั้น พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 ระวางโทษปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ ในขณะที่พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 34 ให้ระวางโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับดังนั้น โทษปรับตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 จึงเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้โทษปรับตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 บังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ปรับ 3,000 บาท ตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 34 จึงชอบและเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ให้ลดโทษปรับจึงฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายวรวิทย์ จันทะรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8281/2552
#497445
เปิดฉบับเต็ม

รายการในฟ้องส่วนที่เป็นคำขอท้ายฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ระบุแต่เพียงให้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดเท่านั้น หาได้บังคับว่าต้องระบุวรรคมาด้วยไม่ ดังนั้น แม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 339 โดยไม่ได้ระบุวรรคมาด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังฟ้อง ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ได้ มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

ปัญหาดังกล่าวแม้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น แต่ก็เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ให้คืนเงิน 1,900 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 484/2550 ของศาลจังหวัดมีนบุรี

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 484/2550 ของศาลจังหวัดมีนบุรี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า เมื่อในคำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นวรรคไหน แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะลงโทษจำเลยตามมาตรา 339 วรรคแรกเท่านั้น การลงโทษจำเลยตามมาตรา 339 วรรคสอง จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เห็นว่า ฎีกาของจำเลยข้อนี้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้นแต่ก็เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับปัญหาที่จำเลยฎีกา เห็นว่า รายการในฟ้องส่วนที่เป็นคำขอท้ายฟ้องนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ระบุแต่เพียงให้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดเท่านั้น หาได้บังคับว่าจะต้องระบุว่าวรรคใดด้วยไม่ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายในเวลากลางคืน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตรงตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตามนั้น มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192 ม. 195 ม. 225
ป.อ. ม. 339
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอธิปหรือเบียร์ ปุยะติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
เฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา