คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8863/2552
#496756
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 จำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 266,666.66 บาท เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์แก้บทที่ลงโทษเฉพาะเกี่ยวกับลักษณะแห่งการกระทำความผิดกับโทษที่ลงแก่จำเลยที่ 2 โดยแก้จากต้องร่วมรับผิดฐานเป็นตัวการตาม ป.อ. มาตรา 83 มาเป็นฐานผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 จำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 266,666.66 บาท ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกินห้าปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 100/1, 102 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 100/1, 102 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 266,666.66 บาท คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 199,999.99 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 266,666.66 บาท เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้บทที่ลงโทษเฉพาะเกี่ยวกับลักษณะแห่งการกระทำความผิดกับกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยที่ 2 โดยแก้จากต้องร่วมรับผิดฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท มาเป็นฐานผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 266,666.66 บาท และลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 199,999.99 บาท ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกินห้าปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้...

จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายณัฐวุฒิ เสนาคชวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางเงินทิพย์ พัชรเรืองพัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ตรีวุฒิ สาขากร
พิทักษ์ คงจันทร์
เฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8847/2552
#496767
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 969/2547 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏแก่ศาลฎีกาว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 968/2547 มีการนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 965/2547, 966/2547, 967/2547 แล้ว คดีนี้จึงนับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 965/2547, 966/2547, 967/2547 อีกไม่ได้ เพราะเป็นการนับโทษซ้อนกันไม่ชอบด้วย ป.อ. มาตรา 22 วรรคหนึ่ง

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 968/2547 ซึ่งเป็นคดีที่ได้มีคำพิพากษาไปก่อนหน้าคดีนี้แล้ว เป็นการใช้ดุลพินิจของศาลในการกำหนดให้เริ่มนับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษในคดีก่อนจึงชอบแล้ว และไม่เป็นการนับโทษซ้อนกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82, 91 ตรี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหาย 60,000 บาท กับให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 965/2547, 966/2547, 967/2547, 968/2547, 970/2547 และ 971/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 965/2547 หมายเลขแดงที่ 1028/2547, คดีอาญาหมายเลขดำที่ 966/2547 หมายเลขแดงที่ 1029/2547, คดีอาญาหมายเลขดำที่ 967/2547 หมายเลขแดงที่ 1030/2547 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 968/2547 หมายเลขแดงที่ 1031/2547 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 40,000 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 และยกคำขอที่ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้นับโทษจำเลยทั้งสองคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 965/2547 หมายเลขแดงที่ 1028/2547, คดีอาญาหมายเลขดำที่ 966/2547 หมายเลขแดงที่ 1029/2547, คดีอาญาหมายเลขดำที่ 967/2547 หมายเลขแดงที่ 1030/2547 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 968/2547 หมายเลขแดงที่ 1031/2547 ของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏแก่ศาลฎีกาว่า ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 968/2547 หมายเลขแดงที่ 1031/2547 ของศาลชั้นต้น ได้มีการนับโทษจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวต่อจากโทษคดีอาญาหมายเลขดำที่ 965/2547 หมายเลขแดงที่ 1028/2547, คดีอาญาหมายเลขดำที่ 966/2547 หมายเลขแดงที่ 1029/2547 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 967/2547 หมายเลขแดงที่ 1030/2547 ของศาลชั้นต้นตามคำขอของโจทก์แล้ว คดีนี้จึงนับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 965/2547 หมายเลขแดงที่ 1028/2547, คดีอาญาหมายเลขดำที่ 966/2547 หมายเลขแดง ที่ 1029/2547, และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 967/2547 หมายเลขแดงที่ 1030/2547 ของศาลชั้นต้น อีกไม่ได้ เพราะเป็นการนับโทษซ้อนกันไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 968/2547 หมายเลขแดงที่ 1031/2547 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคดีของจำเลยทั้งสองที่ได้มีคำพิพากษาไปก่อนหน้าคดีนี้แล้ว กรณีดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจของศาลในการกำหนดให้เริ่มนับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษในคดีก่อนจึงชอบแล้ว และไม่เป็นการนับโทษซ้อนกัน ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 965/2547 หมายเลขแดงที่ 1028/2547, คดีอาญาหมายเลขดำที่ 966/2547 หมายเลขแดงที่ 1029/2547 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 967/2547 หมายเลขแดงที่ 1030/2547 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นายเทียม ทับนิล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นางณัฐสิรี นิตยะประภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายปรัชญา โกไศยกานนท์
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8836/2552
#497442
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นและฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 288 และ 339 แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานลักทรัพย์ เนื่องจากเจตนาลักทรัพย์เกิดขึ้นภายหลัง อันเป็นคนละกรรมกับการกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งขาดตอนไปแล้ว แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษหลายกรรม แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าจำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 339 ซึ่งความผิดฐานลักทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานชิงทรัพย์ และแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่งซึ่งมีโทษเบากว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 339 และสั่งให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 25,199 บาท แก่ทายาทหรือกองมรดกของผู้ตายด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคห้า ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกประกอบมาตรา 52 (2)) ให้จำคุกตลอดชีวิต ให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 25,199 บาท แก่ทายาทหรือกองมรดกของผู้ตายด้วย คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 334 ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 53) คงจำคุก 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพแต่ก็มีรายละเอียดว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายสั่งให้จำเลยขึ้นไปจัดเรียงกระเป๋าพลาสติกบนชั้นที่ 2 ของโกดังเก็บสินค้า จำเลยทำตามคำสั่งจนเกือบเสร็จแล้ว แต่ผู้ตายไม่พอใจและสั่งให้จำเลยจัดเรียงใหม่ จำเลยบอกว่าเหนื่อยและปวดท้อง ผู้ตายพูดด่าว่าจำเลย จำเลยโกรธจึงหยิบท่อนไม้ด้ามร่มตีผู้ตาย ดังนี้ กรณีต้องฟังเนื้อหาของคำให้การทั้งหมด มิใช่รับฟังเฉพาะคำรับสารภาพแล้วแปลความหมายว่า จำเลยประสงค์ต่อทรัพย์ดังที่โจทก์ฎีกา ทั้งคำให้การดังกล่าวมีรายละเอียดของข้อเท็จจริงในทำนองว่าจำเลยฆ่าผู้ตายเพราะโกรธ จึงมิใช่การกล่าวอ้างลอย ๆ อย่างที่โจทก์ฎีกา เชื่อว่าเหตุที่จำเลยฆ่าผู้ตายเนื่องจากโกรธที่ผู้ตายด่าจำเลย มิได้เกิดจากความประสงค์ต่อทรัพย์มาก่อนดังที่โจทก์ฎีกา การลักทรัพย์เป็นการกระทำโดยเจตนาที่เกิดขึ้นภายหลังอันเป็นคนละกรรมกับการกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งขาดตอนไปแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 แต่โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษหลายกรรมจึงลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ไม่ได้เพราะเกินคำขอนั้น โจทก์ฎีกาว่า ศาลต้องลงโทษในความผิดฐานลักทรัพย์เพราะโจทก์บรรยายฟ้องถึงความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานชิงทรัพย์ไว้แล้ว จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้อง นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษหลายกรรม แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าจำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ไว้ ซึ่งความผิดฐานลักทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานชิงทรัพย์ และแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่งซึ่งมีโทษเบากว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาส่วนนี้มา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 แต่มิได้พิพากษายกฟ้องในข้อหาดังกล่าวจึงไม่ชอบ เห็นควรพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 334 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมโทษฐานฆ่าผู้อื่นที่ให้จำคุก 25 ปีแล้ว เป็นจำคุกจำเลย 26 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 339
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายพชรพล ใจเลิศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางวัชรี พูลเกษม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบัณฑิต รชตะนันท์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8836/2552
#508418
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษหลายกรรม แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าจำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 339 ไว้ซึ่งความผิดฐานลักทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานชิงทรัพย์ และแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่งซึ่งมีโทษเบากว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 339 และสั่งให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 25,199 บาท แก่ทายาทหรือกองมรดกของผู้ตายด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคห้า ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกประกอบมาตรา 52 (2)) ให้จำคุกตลอดชีวิต ให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 25,199 บาท แก่ทายาทหรือกองมรดกของผู้ตายด้วย คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 334 ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 53) คงจำคุก 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นและฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และ มาตรา 339 จำเลยให้การรับสารภาพ เมื่อสืบพยานโจทก์ประกอบรับสารภาพแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานชิงทรัพย์ผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 โดยมิได้วินิจฉัยว่าไม่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้ว ย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้ถูกต้องได้ จำเลยไม่ฎีกา ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์ฟ้องข้อหาชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำเลยให้การรับสารภาพทั้งชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาด้วยความสมัครใจ แสดงว่าจำเลยประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้ตายในขณะที่จำเลยลงมือฆ่าผู้ตาย ข้อที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนโกรธแค้นผู้ตายนั้น จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างลอย ๆ เพื่อให้ผู้อื่นเห็นใจและได้รับโทษน้อยลง ในข้อนี้ได้ความว่าขณะเกิดเหตุคงมีเพียงจำเลยกับผู้ตายอยู่ด้วยกันในโกดังที่เกิดเหตุ จึงไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็น โจทก์คงมีเพียงพยานแวดล้อมโดยมีนางสาวศิริพร ลูกจ้างของผู้ตายมาเบิกความว่า เมื่อผู้ตายและจำเลยเข้าไปในโกดังเก็บสินค้าแล้ว ผู้ตายไม่กลับบ้านพักอีกเลยจนกระทั่งพบศพผู้ตายและได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของนางสาวจินดารัตน์ ซึ่งมีบ้านพักอยู่ติดกับโกดังเก็บสินค้าของผู้ตายว่า ในวันเกิดเหตุเห็นผู้ตายและจำเลยอยู่ที่บริเวณโกดังเก็บสินค้า หลังจากนั้นโกดังเก็บสินค้าปิดล๊อกไว้ตลอดจนกระทั่งพบศพผู้ตาย ตามบันทึกคำให้การ เอกสารหมาย จ.11 และโจทก์คงมีพยานสำคัญ คือ คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ตามเอกสารหมาย จ.15 และ จ.17 เห็นว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพแต่ก็มีรายละเอียดว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายสั่งให้จำเลยขึ้นไปจัดเรียงกระเป๋าพลาสติกบนชั้นที่ 2 ของโกดังเก็บสินค้า จำเลยทำตามคำสั่งจนเกือบเสร็จแล้ว แต่ผู้ตายไม่พอใจและสั่งให้จำเลยจัดเรียงใหม่ จำเลยบอกว่าเหนื่อยและปวดท้อง ผู้ตายพูดด่าว่าจำเลย จำเลยโกรธจึงหยิบท่อนไม้รุมตีผู้ตาย ดังนี้ กรณีต้องฟังเนื้อหาของคำให้การทั้งหมด มิใช่รับฟังเฉพาะคำรับสารภาพแล้วแปลความหมายว่า จำเลยประสงค์ต่อทรัพย์ดังที่โจทก์ฎีกา ทั้งคำให้การดังกล่าวมีรายละเอียดของข้อเท็จจริงในทำนองว่าจำเลยฆ่าผู้ตายเพราะโกรธ จึงมิใช่การกล่าวอ้างลอย ๆ อย่างที่โจทก์ฎีกา เชื่อว่าเหตุที่จำเลยฆ่าผู้ตายเนื่องจากโกรธที่ผู้ตายด่าจำเลย มิได้เกิดจากความประสงค์ต่อทรัพย์มาก่อนดังที่โจทก์ฎีกา การลักทรัพย์เป็นการกระทำโดยเจตนาที่เกิดขึ้นภายหลัง อันเป็นคนละกรรมกับการกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งขาดตอนไปแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 แต่โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษหลายกรรมจึงลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ไม่ได้เพราะเกินคำขอนั้น โจทก์ฎีกาว่า ศาลต้องลงโทษในความผิดฐานลักทรัพย์เพราะโจทก์บรรยายฟ้องถึงความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานชิงทรัพย์ไว้แล้ว จึงไม่เป็นการพิพากษาเกิดคำฟ้อง นั้น เห็นว่าแม้โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษหลายกรรม แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าจำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ไว้ ซึ่งความผิดฐานลักทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานชิงทรัพย์ และแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่งซึ่งมีโทษเบากว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาส่วนนี้มา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 แต่มิได้พิพากษายกฟ้องในข้อหาดังกล่าวจึงไม่ชอบ เห็นควรพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 334 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมโทษฐานฆ่าผู้อื่นที่ให้จำคุก 25 ปีแล้ว เป็นจำคุกจำเลย 26 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 339
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายพชรพล ใจเลิศ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8792/2552
#508414
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์อ้างว่า จำเลยส่งรถยนต์มาให้โจทก์ซ่อมหลายครั้งหลายรายการโจทก์ซ่อมรถยนต์ให้แก่จำเลยและได้มอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าของจำเลยแล้ว จำเลยให้การแต่เพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องถึงวันฟ้อง โดยไม่ได้ระบุให้ชัดแจ้งว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าซ่อมคันไหนตั้งแต่เมื่อไรทั้ง ๆ ที่เอกสารท้ายฟ้องได้ระบุยี่ห้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียนรถยนต์ หมายเลขเคลมเลขที่กรมธรรม์ประกันภัยและจำนวนเงินค่าซ่อมไว้อย่างชัดเจนแล้ว จำเลยสามารถทราบได้เป็นอย่างดีว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าซ่อมรถยนต์แต่ละคันตั้งแต่เมื่อใด และสามารถให้การต่อสู้ได้ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับรถยนต์คันไหนขาดอายุความแล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความโดยชัดแจ้งคำให้การของจำเลย จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2539 จำเลยตกลงให้โจทก์เข้าเป็นอู่ในเครือของจำเลยเมื่อโจทก์ซ่อมรถยนต์ให้แก่ลูกค้าของจำเลยแล้ว จำเลยจะชำระค่าจ้างแก่โจทก์หลังจากมีการตกลงกันดังกล่าวแล้ว จำเลยส่งรถยนต์มาให้โจทก์ซ่อมหลายครั้งหลายรายการตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ถึงหมายเลข 57 และได้มอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าของจำเลยแล้ว ตามสำเนารายการเลขเคลม กรมธรรม์ประกันภัย และวันที่รับรถซ่อมเสร็จเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 58 โจทก์บอกกล่าวพร้อมส่งเอกสารต่าง ๆ รวมทั้งภาพถ่ายการซ่อมรถยนต์ยังจำเลยเพื่อให้จำเลยชำระค่าจ้างแก่โจทก์ จำเลยชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์บางส่วน นับแต่วันที่จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2543 จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 858,984 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 858,984 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยตกลงให้โจทก์ซ่อมรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ถึงหมายเลข 57 เป็นเพียงหลักฐานการตรวจสอบความเสียหายของรถยนต์ ไม่ได้เป็นหลักฐานที่จำเลยต้องรับผิดชดใช้ตามนั้น เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 58 เป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นเอง จำเลยไม่เข้าใจว่าได้ว่าจ้างโจทก์ซ่อมรถยนต์ทะเบียนอะไร เมื่อไร และแต่ละคันซ่อมเสร็จเมื่อใด ค่าซ่อมแต่ละคันเท่าไรหากศาลพิจารณาฟังว่าจำเลยเคยจ้างโจทก์ซ่อมรถยนต์ จำเลยก็ได้ชดใช้ค่าจ้างหมดสิ้นแล้ว โจทก์จึงได้ให้จำเลยรับรถยนต์ไปจากโจทก์ได้ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องถึงวันฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยแถลงขอสละประเด็นตามคำให้การข้ออื่น ๆ ทั้งหมดโดยติดใจต่อสู้เฉพาะประเด็นคดีโจทก์ขาดอายุความเท่านั้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 858,984 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรร์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นเรื่องอายุความและไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การในประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความไว้โดยชัดแจ้งแล้ว จึงมีประเด็นในเรื่องนี้นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์อ้างว่าจำเลยส่งรถยนต์มาให้โจทก์ซ่อมหลายครั้งหลายรายการ โจทก์ซ่อมรถยนต์ให้แก่จำเลยและได้มอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าของจำเลยแล้ว จำเลยให้การแต่เพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องถึงวันฟ้อง โดยไม่ได้ระบุให้ชัดแจ้งว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์คันไหนตั้งแต่เมื่อไร ทั้ง ๆ ที่ตามเอกสารท้ายฟ้องได้ระบุยี่ห้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียนรถยนต์ หมายเลขเคลม เลขที่กรมธรรม์ประกันภัยและจำนวนเงินค่าซ่อมไว้อย่างชัดเจนแล้ว จำเลยสามารถทราบได้เป็นอย่างดีว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าซ่อมรถยนต์แต่ละคันตั้งแต่เมื่อใด และสามารถให้การต่อสู้ได้ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับรถยนต์คันไหนขาดอายุความแล้วเมื่อจำเลยไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความโดยชัดแจ้ง คำให้การของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความและไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอู่แสงทองการช่าง จำกัด
จำเลย — บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8779/2552
#503152
เปิดฉบับเต็ม

ผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินที่จะฟ้องร้องให้บังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตาม ป.ที่ดิน มาตรา 83 วรรคหนึ่ง ไม่จำต้องเป็นผู้มีสิทธิเสมือนหนึ่งผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 และไม่จำต้องมีส่วนได้เสียผูกพันกับที่ดินโดยตรงทั้งไม่จำต้องฟ้องร้องเอาที่ดินเป็นของตนเอง หรือฟ้องร้องให้ศาลบังคับให้ทำการจดทะเบียน หรือให้เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนโดยตรง และคำพิพากษาก็ไม่จำต้องบังคับให้มีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนโดยตรง หากคำขอและผลของคำพิพากษานั้นบังคับให้กระทำการใดอันจะนำไปสู่การจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดินที่ขออายัดแล้ว ก็อยู่ในบังคับมาตรา 83 วรรคหนึ่ง

การฟ้องร้องขอให้เลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชี ผลของคำพิพากษาอาจทำให้ต้องมีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินอันเป็นสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและคำพิพากษาผู้เป็นหุ้นส่วนจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขออายัดที่ดินของห้างหุ้นส่วนเพื่อไปฟ้องร้องขอให้เลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชีได้

โจทก์ทำสัญญาห้างหุ้นส่วนสามัญกับจำเลยที่ 1 และ ส. ภริยาของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ยินยอมให้ ส. ดูแลวางระบบและตรวจสอบบัญชีโดยไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้ โจทก์เคยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินโรงเรียนไปขายให้แก่บุคคลภายนอกโดยระบุในหนังสือมอบอำนาจว่าจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วน และโจทก์เคยทำหนังสือให้ ส. ตรวจสอบบัญชีโรงเรียนโดยระบุว่า ส. เป็นหุ้นส่วนทั้ง ส. ก็ได้แจ้งความให้ดำเนินคดีแก่ครูคนหนึ่งในโรงเรียนที่มีหลักฐานว่าทุจริตในฐานะเป็นหุ้นส่วน จำเลยที่ 1 ย่อมเข้าใจโดยสุจริตว่าตนเองเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งและมีสิทธิต่างๆ ในฐานะเป็นหุ้นส่วน แม้ว่าผลของคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องเลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชีจะพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนหรือไม่ก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 ไปขออายัดที่ดินพิพาทอันเป็นสินทรัพย์ของหุ้นส่วนไว้ก่อนเพื่อไปฟ้องร้องให้เลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชี จึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินทรัพย์ของหุ้นส่วนโดยสุจริตและมีเหตุสมควร ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 จงใจหรือประมาทเลินเล่อตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยที่ 1 จึงมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงเรียนอาชีวะชื่อโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้โดยซื้อกิจการโรงเรียนพร้อมอาคารสิ่งปลูกสร้างและที่ดินที่ตั้งโรงเรียนโฉนดเลขที่ 235, 34694, 34933, 34949, 36333 ถึง 36340 ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต รวม 12 แปลง มาจากบริษัทอมรินทร์อาชีวะภูเก็ต จำกัด เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2537 มีนายอิศนุวัฒน์ กรรมการผู้แทนบริษัทโจทก์เป็นผู้จัดการโรงเรียน จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทกรมในรัฐบาล เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินได้ยื่นคำขออายัดที่ดินโจทก์ดังกล่าวทั้ง 12 แปลง ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต นายมณฑล เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตในหน่วยงานสังกัดของจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ในขณะนั้น มีคำสั่งอายัดที่ดินโจทก์ตามคำขอของจำเลยที่ 1 ด้วยความประมาทเลินเล่อ ไม่ได้สอบสวนให้รอบคอบก่อนมีคำสั่ง เป็นการละเมิด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถนำโฉนดที่ดินไปทำนิติกรรมเพื่อนำเงินมาดำเนินกิจการของโรงเรียนได้ ต้องไปกู้เงินนอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงมาใช้เสริมสภาพคล่อง โจทก์ได้ทำหนังสือคัดค้านคำสั่งอายัด แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตเพิกเฉย จำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานต้นสังกัดระดับกรมของนายมณฑล ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 เพิกถอนคำสั่งอายัดที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันฟ้องอีกวันละ 3,000 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการเพิกถอนคำสั่งอายัด

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์และนางสุมณฑา ได้เข้าเป็นหุ้นส่วนไม่จดทะเบียนกันซื้อกิจการโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ รวมทั้งที่ดินที่ตั้งโรงเรียน ต่อมาโจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญา จำเลยที่ 1 จึงได้ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1528/2541 ขอเลิกห้างหุ้นส่วนและตั้งผู้ชำระบัญชีและขออายัดที่ดินที่ตั้งโรงเรียนทั้ง 12 แปลงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อป้องกันผลประโยชน์และความเสียหายที่อาจได้รับ เป็นการกระทำโดยชอบและสุจริตและโจทก์ไม่ได้เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายอิศนุวัฒน์ กรรมการโจทก์ฟ้องคดีแทน นายอิศนุวัฒน์จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ และจำเลยที่ 2 ไม่มีข้อโต้แย้งกับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้อง โดยชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 มีความสัมพันธ์กันฐานะใดกับนายมณฑล ที่ทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดด้วยเป็นฟ้องเคลือบคลุม การที่นายมณฑล เจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งอายัดที่ดินโจทก์ตามคำขอของจำเลยที่ 1 เป็นการปฎิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ทำการสอบสวนรอบคอบชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ และค่าเสียหายก่อนฟ้องไม่เกิน 10,000 บาท ค่าเสียหายรายวันหลังฟ้องไม่เกินวันละ 15 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายอิศนุวัฒน์ และนางวิชนี เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้โจทก์ประกอบกิจการโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ และมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ตั้งโรงเรียนตามโฉนดที่ดินพิพาทรวม 12 แปลง โจทก์ และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเข้าเป็นหุ้นส่วนตามสัญญาหุ้นส่วนเอกสารหมาย จ.19 จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทกรมในรัฐบาล เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขออายัดที่ดินพิพาททั้ง 12 แปลง ตามคำขออายัดเอกสารหมาย จ.22 หรือ ล.1 นายมณฑล เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งอายัดที่ดินพิพาททั้ง 12 แปลง ไว้มีกำหนด 60 วัน และแจ้งคำสั่งอายัดให้โจทก์ทราบ ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องโจทก์ ตามสำเนาคำฟ้องเอกสารหมาย จ.25 หรือ ล.2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กับนายมณฑลทำละเมิดต่อโจทก์และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า ผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินอันอาจจะฟ้องร้องให้บังคับให้มีการจดทะเบียน หรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83 วรรคหนึ่ง หมายถึงผู้ที่จะได้ประโยชน์ตามสิทธิใดๆ ของตนในที่ดินนั้นและอาจจะฟ้องร้องให้บังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินได้ตามสิทธิใดๆ ที่ตนมีอยู่ และอาจจะเสียประโยชน์ในที่ดินหากมีการจดทะเบียน หรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนอย่างหนึ่งอย่างใดในที่ดินนั้นก่อนที่จะไปฟ้องร้องให้บังคับให้มีการจดทะเบียน หรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตามสิทธิของตน ผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธิขออายัดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินดังกล่าวจึงไม่จำต้องเป็นผู้มีสิทธิเสมือนหนึ่งผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 และไม่จำต้องมีส่วนได้เสียผูกพันกับที่ดินโดยตรงทั้งไม่จำต้องฟ้องร้องเอาที่ดินเป็นของตนเอง หรือฟ้องร้องให้ศาลบังคับให้ทำการจดทะเบียน หรือให้เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนโดยตรง และคำพิพากษาก็ไม่จำต้องบังคับให้มีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนโดยตรงตามที่โจทก์ฎีกา หากคำขอและผลของคำพิพากษานั้นบังคับให้กระทำการใดอันจะนำไปสู่การจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดินที่ขออายัดแล้ว ก็ย่อมอยู่ในบังคับบทบัญญัติตามมาตรา 83 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดินที่ว่า อันอาจะฟ้องบังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน" ในกรณีของห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องนำเงิน ทรัพย์สินหรือแรงงานมาลงหุ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1026 ส่วนกำไรก็ดี ส่วนขาดทุนก็ดีของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนย่อมเป็นไปตามส่วนที่ลงหุ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1044 เมื่อหุ้นส่วนเลิกกันและมีการชำระบัญชีจะต้องนำสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนมาชำระหนี้ค้างชำระแก่บุคคลภายนอก ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นหุ้นส่วนได้ออกของตนไปเพื่อจัดการค้าของห้างและคืนทุนทรัพย์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนแต่ละคนได้ลงเป็นหุ้น ถ้ายังมีทรัพย์สินอยู่อีกเท่าไร ก็ให้เฉลี่ยแจกเป็นกำไรในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1062 ดังนั้น การฟ้องร้องขอให้เลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชี ผลของคำพิพากษาที่ให้เลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีจึงอาจมีผลให้ต้องมีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินอันเป็นสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและคำพิพากษานั้นเอง ผู้เป็นหุ้นส่วนจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขออายัดที่ดินของห้างหุ้นส่วนเพื่อไปฟ้องร้องขอให้เลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชีได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับกันว่า โจทก์ทำสัญญาหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 และนางสุมณฑาภริยาของจำเลยที่ 1 ตาม สัญญาหุ้นส่วนเอกสารหมาย จ.19 ตามพฤติการณ์ที่โจทก์ยินยอมให้นางสุมณฑาดูแลวางระบบและตรวจสอบบัญชีโดยไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์เคยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินโรงเรียนไปขายให้แก่บุคคลภายนอกโดยระบุในหนังสือมอบอำนาจว่าจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วน และโจทก์เคยทำหนังสือให้นางสุมณฑาตรวจสอบบัญชีโรงเรียนโดยระบุว่านางสุมณฑาเป็นหุ้นส่วนทั้งนางสุมณฑาก็ได้แจ้งความให้ดำเนินคดีแก่นางสาววิลาวรรณครูคนหนึ่งในโรงเรียนที่มีหลักฐานว่าทุจริตในฐานะเป็นหุ้นส่วน พฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 กับภริยาที่แสดงออกต่อกันและต่อบุคคลภายนอกบ่งชี้ว่าเป็นหุ้นส่วนและสมัครใจที่จะผูกพันกันในฐานะหุ้นส่วนตามสัญญาหุ้นส่วนดังกล่าว จำเลยที่ 1 ย่อมเข้าใจโดยสุจริตว่าตนเองเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งและมีสิทธิต่างๆ ในฐานะเป็นหุ้นส่วน แม้ว่าผลของคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องเลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชีนั้นจะพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 จะเป็นหุ้นส่วนหรือไม่ก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 ไปขออายัดที่ดินพิพาทอันเป็นสินทรัพย์ของหุ้นส่วนไว้ก่อนเพื่อไปฟ้องร้องให้เลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชี จึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินทรัพย์ของหุ้นส่วนโดยสุจริตและมีเหตุสมควรถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 จงใจหรือประมาทเลินเล่อตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยที่ 1 จึงมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ตามคำขออายัดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.22 จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้อกิจการโรงเรียนและที่ดินพิพาท ประสงค์จะขออายัดที่ดินพิพาทเพื่อไปฟ้องร้องเลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชี โดยแนบสัญญาหุ้นส่วนมาด้วย เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินรับคำขออายัดแล้วมีการตรวจสอบคำขอและหลักฐานสัญญาหุ้นส่วนแล้ว หลักฐานและการสอบสวนข้อเท็จจริงในเบื้องต้นย่อมเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนและประสงค์จะฟ้องเลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชี จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83 ที่จะขออายัดได้ และมีการทำความเห็นขึ้นมาตามลำดับชั้น นายมณฑลเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต จึงได้รับอายัดที่ดินพิพาทไว้ตามความเห็นดังกล่าวมีกำหนด 60 วัน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์นำสืบไม่ได้ว่า นายมณฑลรับอายัดโดยไม่สุจริตหรือกลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องเสียหายแต่อย่างใดข้อเท็จจริงถือมิได้ว่านายมณฑลทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้ออื่นๆ ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1025
ป.ที่ดิน ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอินทีวร กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — นายธงชัย เจษฎาสมุทร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8779/2552
#507418
เปิดฉบับเต็ม

ผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินอันอาจจะฟ้องร้องให้บังคับให้มีการจดทะเบียน หรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตาม ป.ที่ดิน มาตรา 83 วรรคหนึ่ง หมายถึงผู้ที่จะได้ประโยชน์ตามสิทธิใดๆ ของตนในที่ดินนั้น และอาจจะฟ้องร้องให้บังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินได้ตามสิทธิใดๆ ที่ตนมีอยู่และอาจจะเสียประโยชน์ในที่ดินหากมีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนอย่างหนึ่งอย่างใดในที่ดินนั้นก่อนที่จะไปฟ้องร้องให้บังคับให้มีการจดทะเบียน หรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตามสิทธิของตน ผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธิขออายัดที่ดินตาม ป.ที่ดินดังกล่าวจึงไม่จำต้องเป็นผู้มีสิทธิเสมือนหนึ่งผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 และไม่จำต้องมีส่วนได้เสียผูกพันกับที่ดินโดยตรง ทั้งไม่จำต้องฟ้องร้องเอาที่ดินเป็นของตนเองหรือฟ้องร้องให้ศาลบังคับให้ทำการจดทะเบียน หรือให้เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนโดยตรง และคำพิพากษาก็ไม่จำต้องบังคับให้มีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนโดยตรงตามที่โจทก์ฎีกา หากคำขอและผลของคำพิพากษานั้นบังคับให้กระทำการใดอันจะนำไปสู่การจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดินที่ขออายัดแล้ว ก็ย่อมอยู่ในบังคับบทบัญญัติตามมาตรา 83 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.ที่ดิน ที่ว่า "อันอาจจะฟ้องบังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน" ในกรณีของห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องนำเงิน ทรัพย์สิน หรือแรงงานมาลงหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1026 ส่วนกำไรก็ดีส่วนขาดทุนก็ดีของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนย่อมเป็นไปตามส่วนที่ลงหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1044 เมื่อหุ้นส่วนเลิกกันและมีการชำระบัญชีจะต้องนำสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนมาชำระหนี้ค้างชำระแก่บุคคลภายนอก ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ออกของตนไปเพื่อจัดการค้าของห้าง และคืนทุนทรัพย์ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนได้ลงเป็นหุ้นถ้ายังมีทรัพย์สินอยู่อีกเท่าไรก็ให้เฉลี่ยแจกเป็นกำไรในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1062 ดังนั้น การฟ้องร้องขอให้เลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชี ผลของคำพิพากษาที่ให้เลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีจึงอาจมีผลให้ต้องมีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินอันเป็นสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและคำพิพากษานั้นเองผู้เป็นหุ้นส่วนจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขออายัดที่ดินของห้างหุ้นส่วนเพื่อไปฟ้องร้องขอให้เลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 เพิกถอนคำสั่งอายัดที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันฟ้องอีกวันละ 3,000 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการเพิกถอนคำสั่งอายัด

จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายอิศนุวัฒน์ และนางวิชนี เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ โจทก์ประกอบกิจการโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ และมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ตั้งโรงเรียนตามโฉนดที่ดินพิพาทรวม 12 แปลง โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเข้าเป็นหุ้นส่วนตามสัญญาหุ้นส่วนเอกสารหมาย จ. 19 จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทกรมในรัฐบาล เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขออายัดที่ดินพิพาททั้ง 12 แปลง ตามคำขออายัดเอกสารหมาย จ. 22 หรือ ล. 1 นายมณฑล เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งอายัดที่ดินพิพาททั้ง 12 แปลง ไว้มีกำหนด 60 วัน และแจ้งคำสั่งอายัดให้โจทก์ทราบ ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องโจทก์ตามสำเนาคำฟ้องเอกสารหมาย จ. 25 หรือ ล. 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กับนายมณฑลทำละเมิดต่อโจทก์และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า ผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินอันอาจจะฟ้องร้องให้บังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83 วรรคหนึ่ง หมายถึงผู้ที่จะได้ประโยชน์ตามสิทธิใด ๆ ของตนในที่ดินนั้นและอาจจะฟ้องร้องให้บังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินได้ตามสิทธิใด ๆ ที่ตนมีอยู่ และอาจจะเสียประโยชน์ในที่ดินหากมีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนอย่างหนึ่งอย่างใดในที่ดินนั้นก่อนที่จะไปฟ้องร้องให้บังคับให้มีการจดทะเบียน หรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตามสิทธิของตน ผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธิขออายัดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินดังกล่าวจึงไม่จำต้องเป็นผู้มีสิทธิเสมือนหนึ่งผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 และไม่จำต้องมีส่วนได้เสียผูกพันกับที่ดินโดยตรง ทั้งไม่จำต้องฟ้องร้องเอาที่ดินเป็นของตนเองหรือฟ้องร้องให้ศาลบังคับให้ทำการจดทะเบียนหรือให้เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนโดยตรง และคำพิพากษาก็ไม่จำต้องบังคับให้มีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนโดยตรงตามที่โจทก์ฎีกา หากคำขอและผลของคำพิพากษานั้นบังคับให้กระทำการใดอันจะนำไปสู่การจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดินที่ขออายัดแล้ว ก็ย่อมอยู่ในบังคับบทบัญญัติตามมาตรา 83 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดินที่ว่า "อันอาจจะฟ้องบังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน" ในกรณีของห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องนำเงิน ทรัพย์สิน หรือแรงงานมาลงหุ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1026 ส่วนกำไรก็ดี ส่วนขาดทุนก็ดีของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนย่อมเป็นไปตามส่วนที่ลงหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1044 เมื่อหุ้นส่วนเลิกกันและมีการชำระบัญชีจะต้องนำสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนมาชำระหนี้ค้างชำระแก่บุคคลภายนอก ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ออกของตนไปเพื่อจัดการค้าของห้าง และคืนทุนทรัพย์ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนได้ลงเป็นหุ้น ถ้ายังมีทรัพย์สินอยู่อีกเท่าไร ก็ให้เฉลี่ยแจกเป็นกำไรในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1062 ดังนั้น การฟ้องร้องขอให้เลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชี ผลของคำพิพากษาที่ให้เลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีจึงอาจมีผลให้ต้องมีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินอันเป็นสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและคำพิพากษานั้นเอง ผู้เป็นหุ้นส่วนจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขออายัดที่ดินของห้างหุ้นส่วนเพื่อไปฟ้องร้องขอให้เลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชีได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับกันว่า โจทก์ทำสัญญาหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 และนางสุมณฑาภริยาของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาหุ้นส่วนเอกสารหมาย จ. 19 ตามพฤติการณ์ที่โจทก์ยินยอมให้นางสุมณฑาดูแลวางระบบและตรวจสอบบัญชีโดยไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้ โจทก์เคยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินโรงเรียนไปขายให้แก่บุคคลภายนอกโดยระบุในหนังสือมอบอำนาจว่าจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วน และโจทก์เคยทำหนังสือให้นางสุมณฑาตรวจสอบบัญชีโรงเรียนโดยระบุว่านางสุมณฑาเป็นหุ้นส่วน ทั้งนางสุมณฑาก็ได้แจ้งความให้ดำเนินคดีแก่นางสาววิลาวรรณครูคนหนึ่งในโรงเรียนที่มีหลักฐานว่าทุจริตในฐานะเป็นหุ้นส่วน พฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 กับภริยาที่แสดงออกต่อกันและต่อบุคคลภายนอกบ่งชี้ว่าเป็นหุ้นส่วนและสมัครใจที่จะผูกพันกันในฐานะหุ้นส่วนตามสัญญาหุ้นส่วนดังกล่าว จำเลยที่ 1 ย่อมเข้าใจโดยสุจริตว่าตนเองเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งและมีสิทธิต่าง ๆ ในฐานะเป็นหุ้นส่วน แม้ว่าผลของคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องเลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชีนั้นจะพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 จะเป็นหุ้นส่วนหรือไม่ก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 ไปขออายัดที่ดินพิพาทอันเป็นสินทรัพย์ของหุ้นส่วนไว้ก่อนเพื่อไปฟ้องร้องให้เลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชี จึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินทรัพย์ของหุ้นส่วนโดยสุจริตและมีเหตุสมควร ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 จงใจหรือประมาทเลินเล่อตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยที่ 1 จึงมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ตามคำขออายัดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ. 22 จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้อกิจการโรงเรียนและที่ดินพิพาท ประสงค์จะขออายัดที่ดินพิพาทเพื่อไปฟ้องร้องเลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชี โดยแนบสัญญาหุ้นส่วนมาด้วย เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินรับคำขออายัดแล้วมีการตรวจสอบคำขอและหลักฐานสัญญาหุ้นส่วนแล้ว หลักฐานและการสอบสวนข้อเท็จจริงในเบื้องต้นย่อมเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนและประสงค์จะฟ้องเลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชี จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83 ที่จะขออายัดได้ และมีการทำความเห็นขึ้นมาตามลำดับชั้น นายมณฑลเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตจึงได้รับอายัดที่ดินพิพาทไว้ตามความเห็นดังกล่าวมีกำหนด 60 วัน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์นำสืบไม่ได้ว่านายมณฑลรับอายัดโดยไม่สุจริตหรือกลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องเสียหายแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงถือมิได้ว่านายมณฑลทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้ออื่น ๆ ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1026 ม. 1044 ม. 1062 ม. 1300
ป.ที่ดิน ม. 83 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอินทีวร กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — นายธงชัย เจษฎาสมุทร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8739/2552
#499233
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซื้ออาคารชุดอุรุพงษ์คอนโดในระหว่างสมรสกับโจทก์ อาคารชุดดังกล่าวจึงเป็นสินสมรส ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 (1) และมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีจำนองอสังหาริมทรัพย์ หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ การที่จำเลยให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าเป็นโสดไม่เคยมีคู่สมรสไม่ว่าจะชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการแจ้งความอันเป็นเท็จอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137

เมื่ออาคารชุดอุรุพงษ์คอนโดเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย อำนาจการจัดการจำนองอาคารชุดดังกล่าวจึงเป็นของโจทก์และจำเลยร่วมกัน แม้จำเลยจะมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียวจำเลยก็ไม่มีอำนาจทำนิติกรรมโดยโจทก์ไม่ยินยอม การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์ต้องร่วมรับผิดชำระหนี้จำนองหรือโจทก์มีสินสมรสเพิ่มขึ้นหรือไม่ โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้อง

การคุมความประพฤติจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 56 เป็นเพียงวิธีการที่ศาลกำหนดเงื่อนไขประกอบ การใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเท่านั้น บทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีหลักเกณฑ์ว่า ความผิดที่จะกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติต้องเป็นความผิดร้ายแรง หรือจำเลยต้องมีความประพฤติเสื่อมเสียหรือเป็นอันตรายต่อสังคม หรือติดยาเสพติดให้โทษดังที่จำเลยกล่าวอ้าง เมื่อปรากฏว่าศาลล่างทั้งสองรอการลงโทษจำคุกจำเลย การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 56 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุก 4 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติกำหนด (ที่ถูก ต้องระบุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ด้วย) หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิยฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2544 จำเลยซื้ออาคารชุดอุรุพงษ์คอนโด และได้จดทะเบียนจำนองอาคารชุดดังกล่าวกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยเจ้าพนักงานที่ดินใช้ตรายางประทับข้อความว่า ข้าพเจ้านายวรวุฒิ ขอรับรองว่าข้าพเจ้ายังเป็นโสดไม่เคยมีคู่สมรส ไม่ว่าจะชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมาย หากถ้อยคำที่ข้าพเจ้าให้นี้เป็นเท็จให้ใช้ถ้อยคำนี้ยันข้าพเจ้าในคดีอาญาได้ และจำเลยลงลายมือชื่อในฐานะผู้ให้ถ้อยคำ ตามบันทึกด้านหลังสัญญาจำนองเป็นประกัน คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า บันทึกด้านหลังดังกล่าวที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ท้ายบันทึกจะเป็นการแจ้งความเท็จหรือไม่ เห็นว่า จำเลยซื้ออาคารชุดอุรุพงษ์คอนโดในระหว่างสมรสกับโจทก์อาคารชุดดังกล่าวจึงเป็นสินสมรส ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (1) และมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีจำนองอสังหาริมทรัพย์ หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ การที่จำเลยให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าเป็นโสดไม่เคยมีคู่สมรสไม่ว่าจะชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการแจ้งความอันเป็นเท็จแม้จำเลยจะมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียวจำเลยก็ไม่มีอำนาจทำนิติกรรมโดยโจทก์ไม่ยินยอม การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่า จำเลยเป็นโสด เจ้าพนักงานที่ดินจึงจดทะเบียนจำนองที่ดินให้จำเลย ย่อมให้โจทก์ได้รับความเสียหายแล้วโดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์ต้องร่วมรับผิดชำระหนี้จำนองหรือโจทก์มีสินสมรสเพิ่มขึ้น โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้อง

การคุมความประพฤติของจำเลยเป็นเพียงวิธีการที่ศาลกำหนดเงื่อนไขประกอบการใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเท่านั้น บทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีหลักเกณฑ์ว่า ความผิดที่จะกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติต้องเป็นความผิดร้ายแรงหรือจำเลยต้องมีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือเป็นอันตรายต่อสังคม หรือติดยาเสพติดให้โทษ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ป.พ.พ. ม. 1476 (1) ม. 1480 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจารุเพ็ญ โตมอญ
จำเลย — นายวรวุฒิ โตมอญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสุทิสา เตรนัตตา เพชรทอง
ศาลอุทธรณ์ — นางขนิษฐา อรุณวงศ์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8734/2552
#504171
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยคัดลอกข้อความจากอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหมด เนื้อหาในฎีกาเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นทั้งสิ้น แม้คำขอท้ายฎีกาจะเป็นการขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่ฎีกาของจำเลยก็เป็นการโต้แย้งคัดค้านเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้นมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาไม่ชอบอย่างไร โดยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพราะเหตุใด ทั้งๆ ที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อ้างเหตุคนละอย่างกับเหตุที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 จำนวน 20 เม็ด น้ำหนักรวม 1.78 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 695.98 มิลลิกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เจ้าพนักงานยึดได้เมทแอมเฟตามีนดังกล่าว และโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09-149XXXX ซึ่งจำเลยใช้ติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหมด เนื้อหาในฎีกาเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นทั้งสิ้น แม้คำขอท้ายฎีกาจะเป็นการขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่ฎีกาของจำเลยก็เป็นการโต้แย้งคัดค้านเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้นมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาไม่ชอบอย่างไร โดยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพราะเหตุใด ทั้งๆ ที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อ้างเหตุคนละอย่างกับเหตุที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นางสาวยุภาวดี ฟองเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย จิระบุญศรี
พิศาล อัยยะวรากูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8714/2552
#503141
เปิดฉบับเต็ม

กำหนดเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน ที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) ถือเป็นระยะเวลาให้ฟ้องคดีที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่ถือเป็นอายุความ จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง มาบังคับใช้กับกรณีนี้ได้

กำหนดเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งที่ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจขยายได้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่การที่โจทก์เข้าใจผิดในข้อกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์ยื่นฟ้องผิดศาลไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ศาลจะใช้ดุลพินิจขยายระยะเวลาให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ สภ.8 ชม 2/2550 ที่ให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (1), และ (6) จำนวน 1,614,180.36 บาท และเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 จำนวน 96,850.82 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,711,031.18 บาท

ศาลภาษีอากรกลางตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ศาลเคยมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฟ้องถึงวันที่ 8 กันยายน 2550 แต่ปรากฏว่าโจทก์กลับนำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 33 ซึ่งต่อมาศาลภาษีอากรได้มีคำสั่งไม่รับฟ้อง การที่โจทก์นำคำฟ้องฉบับนี้มายื่นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2550 จึงล่วงพ้นระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายไปแล้วทั้งกรณีไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัยที่ศาลจะสั่งขยายระยะเวลายื่นฟ้องให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 และกรณีไม่ใช่เรื่องของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องภายใน 60 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งไม่รับฟ้องได้ เนื่องจากระยะเวลายื่นฟ้องไม่ใช่อายุความ จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง จำหน่ายคดีจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินของจำเลย คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2550 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2550 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาต จากนั้นวันที่ 7 กันยายน 2550 โจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางโดยยื่นคำฟ้องที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งให้ส่งคำฟ้องไปยังศาลภาษีอากรกลาง และในวันที่ 17 กันยายน 2550 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับคำฟ้องดังกล่าวว่า โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลภาษีอากรกลาง โจทก์ยื่นคำฟ้องที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่จึงไม่รับคำฟ้องของโจทก์ จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด วันที่ 3 ธันวาคม 2550 โจทก์มาฟ้องจำเลยใหม่โดยยื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีนี้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า กำหนดเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถือเป็นอายุความ เมื่อยื่นฟ้องผิดศาลจึงสามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ภายใน 60 วันนับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่ง และด้วยเหตุที่โจทก์ยื่นฟ้องผิดศาลและโจทก์เข้าใจว่าสามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ภายใน 60 วันนับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่ง จึงเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่โจทก์จะยื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางภายในระยะเวลาที่โจทก์ขอขยายระยะเวลาไว้ครั้งแรก ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เดิมโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งศาลภาษีอากรกลางได้รับไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ข.19/2550 และมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องให้โจทก์ถึงวันที่ 8 กันยายน 2550 แต่ต่อมาโจทก์กลับนำคดีมายื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลย ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ต่อมาโจทก์จึงมายื่นฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2550 จึงเกินกำหนดระยะเวลายื่นคำฟ้องที่ศาลภาษีอากรกลางขยายให้ ซึ่งถือเป็นความบกพร่องของทนายความโจทก์เอง และแม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสองกำหนดให้ในกรณีที่ศาลไม่รับฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลและปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณาให้มีสิทธิฟ้องคดีใหม่ได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุดก็ตาม แต่กำหนดเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน ที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) ถือเป็นระยะเวลาให้ฟ้องคดีที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่ถือเป็นอายุความ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง มาบังคับให้กับกรณีนี้ได้ นอกจากนี้แม้กำหนดเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวถือเป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งที่ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจขยายได้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่การที่โจทก์เข้าใจผิดในข้อกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์ยื่นฟ้องผิดศาลไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ศาลจะใช้ดุลพินิจขยายระยะเวลาให้ได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อพ้นระยะเวลาตามที่ขอขยายระยะเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องมานั้นศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.รัษฎากร ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อึ้ง จิ้น เส็ง
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
องอาจ โรจนสุพจน์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8714/2552
#508413
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางซึ่งศาลภาษีอากรกลางได้รับไว้ และมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องให้โจทก์ต่อมาโจทก์กลับนำคดีมายื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลยศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง โจทก์จึงมายื่นฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อเกินกำหนดระยะเวลายื่นคำฟ้องที่ศาลภาษีอากรกลางขยายให้ ซึ่งถือเป็นความบกพร่องของทนายโจทก์เองและกำหนดเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลที่กำหนดไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) ถือเป็นระยะเวลาให้ฟ้องคดีที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่ถือเป็นอายุความ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง มาบังคับใช้กับกรณีนี้ได้ นอกจากนี้แม้ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจขยายได้โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ฯ มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 23 แต่การที่โจทก์เข้าใจผิดในข้อกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์ยื่นฟ้องผิดศาลไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ศาลจะใช้ดุลพินิจขยายระยะเวลาให้ได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อพ้นระยะเวลาตามที่ขอขยายระยะเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ สภ.8 ชม 2/2550 ที่ให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (1), และ (6) จำนวน 1,614,180.36 บาท และเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 จำนวน 96,850.82 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,711,031.18 บาท

ศาลภาษีอากรกลางตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ศาลเคยมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฟ้องถึงวันที่ 8 กันยายน 2550 แต่ปรากฏว่าโจทก์กลับนำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 33 ซึ่งต่อมาศาลภาษีอากรได้มีคำสั่งไม่รับฟ้อง การที่โจทก์นำคำฟ้องฉบับนี้มายื่นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2550 จึงล่วงพ้นระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายไปแล้วทั้งกรณีไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัยที่ศาลจะสั่งขยายระยะเวลายื่นฟ้องให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 และกรณีไม่ใช่เรื่องของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องภายใน 60 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งไม่รับฟ้องได้ เนื่องจากระยะเวลายื่นฟ้องไม่ใช่อายุความ จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง จำหน่ายคดีจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินของจำเลย คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2550 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2550 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาต จากนั้นวันที่ 7 กันยายน 2550 โจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางโดยยื่นคำฟ้องที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งให้ส่งคำฟ้องไปยังศาลภาษีอากรกลาง และในวันที่ 17 กันยายน 2550 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับคำฟ้องดังกล่าวว่า โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลภาษีอากรกลาง โจทก์ยื่นคำฟ้องที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่จึงไม่รับคำฟ้องของโจทก์ จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด วันที่ 3 ธันวาคม 2550 โจทก์มาฟ้องจำเลยใหม่โดยยื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีนี้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า กำหนดเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถือเป็นอายุความ เมื่อยื่นฟ้องผิดศาลจึงสามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ภายใน 60 วันนับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่ง และด้วยเหตุที่โจทก์ยื่นฟ้องผิดศาลและโจทก์เข้าใจว่าสามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ภายใน 60 วันนับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่ง จึงเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่โจทก์จะยื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางภายในระยะเวลาที่โจทก์ขอขยายระยะเวลาไว้ครั้งแรก ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เดิมโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งศาลภาษีอากรกลางได้รับไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ข.19/2550 และมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องให้โจทก์ถึงวันที่ 8 กันยายน 2550 แต่ต่อมาโจทก์กลับนำคดีมายื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลย ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ต่อมาโจทก์จึงมายื่นฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2550 จึงเกินกำหนดระยะเวลายื่นคำฟ้องที่ศาลภาษีอากรกลางขยายให้ ซึ่งถือเป็นความบกพร่องของทนายความโจทก์เอง และแม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสองกำหนดให้ในกรณีที่ศาลไม่รับฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลและปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณาให้มีสิทธิฟ้องคดีใหม่ได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุดก็ตาม แต่กำหนดเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน ที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) ถือเป็นระยะเวลาให้ฟ้องคดีที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่ถือเป็นอายุความ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง มาบังคับให้กับกรณีนี้ได้ นอกจากนี้แม้กำหนดเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวถือเป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งที่ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจขยายได้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่การที่โจทก์เข้าใจผิดในข้อกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์ยื่นฟ้องผิดศาลไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ศาลจะใช้ดุลพินิจขยายระยะเวลาให้ได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อพ้นระยะเวลาตามที่ขอขยายระยะเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องมานั้นศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

1/2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.รัษฎากร ม. 30 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอึ้ง จิ้น เส็ง
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
องอาจ โรจนสุพจน์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8640/2552
#507417
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทกและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า ถ้าจำเลยชำระเงินครบถ้วนแล้ว โจทก์จะดำเนินการถอนฟ้องคดียักยอกที่ศาลชั้นต้นที่โจทก์ได้ฟ้องจำเลยไว้ ทั้งโจทก์ไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับจำเลยอันเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับบริษัท ป. อีกต่อไป จึงเป็นการยอมความโดยมีเงื่อนไขที่ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เสียก่อน โจทก์จึงจะไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย การยอมความในลักษณะเช่นนี้จะมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปต่อเมื่อจำเลยชดใช้เงินให้แก่โจทก์ครบตามจำนวนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยนำเงินมาวางที่ศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์มีความผูกพันที่จะต้องถอนฟ้องคดียักยอกที่ศาลชั้นต้นให้แก่จำเลยตามข้อตกลง กรณีจึงเป็นผลเป็นการยอมความในคดีอาญา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 2 เดือน ให้กักขังจำเลย 2 เดือน แทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2549 ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันที่ศาลจังหวัดสงขลาในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 4 กับพวก ให้ชำระเงินค่าหุ้นที่จำเลยยักยอกไปว่า "...ข้อ 1.3 จำเลยที่ 4 ตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) โดยตกลงผ่อนชำระให้เป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 15 มิถุนายน 2549 และจะชำระงวดต่อไปภายในวันที่ 15 ของทุกๆเดือน โดยจะชำระให้เสร็จภายในระยะเวลา 2 ปี... ข้อ 2 เมื่อจำเลยที่ 4 ชำระเงินตามข้อ 1.3 ครบถ้วนแล้ว โจทก์จะดำเนินการถอนฟ้องคดียักยอกที่ศาลชั้นต้นที่โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 4 ไว้ ทั้งโจทก์ไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับจำเลยที่ 4 อันเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับบริษัทปิวทิพย์อุตสาหกรรม จำกัดอีกต่อไป..." ซึ่งศาลจังหวัดสงขลาได้มีคำพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว ต่อมาจำเลยนำเงินมาวางที่ศาลจังหวัดสงขลาเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบจำนวน 100,000 บาท ตามคำพิพากษาตามยอมแล้วเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 สิทธินำคดีมาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ศาลฎีกาตรวจสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่1441/2547 หมายเลขแดงที่ 79312549 ของศาลจังหวัดสงขลาแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงตามฎีกาของจำเลยทั้งปรากฏว่าโจทก์ได้มาขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลตามสัญญาประนีประนอมยอมความไปเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2542 เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า ถ้าจำเลยชำระเงินครบถ้วนแล้ว โจทก์จะดำเนินการถอนฟ้องคดียักยอกที่ศาลชั้นต้นที่โจทก์ได้ฟ้องจำเลยไว้ ทั้งโจทก์ไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับจำเลยอันเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับบริษัทปิวทิพย์อุตสาหกรรม จำกัด อีกต่อไป จึงเป็นการยอมความโดยมีเงื่อนไขที่ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เสียก่อน โจทก์จึงจะไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย การยอมความในลักษณะเช่นนี้จะมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปต่อเมื่อจำเลยชดใช้เงินให้แก่โจทก์ครบตามจำนวนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยนำเงินมาวางที่ศาลจังหวัดสงขลาเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์มีความผูกพันที่จะต้องถอนฟ้องคดียักยอก ที่ศาลชั้นต้นให้แก่จำเลยตามข้อตกลง กรณีจึงมีผลเป็นการยอมความในคดีอาญา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)"

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุริยา บุษยวณิช
จำเลย — นางจารุพรรณ วัฒน์พันธ์ หรือวัฒนพันธ์
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8632/2552
#503134
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในใบจองเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้มีชื่อในใบจองเท่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่าโอนที่บัญญัติในกฎหมายไม่ว่าจะใน ป.ที่ดิน มาตรา 31 (1) หรือใน พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 8 วรรคสอง เป็นคำสามัญที่หมายถึงการโอนทุกกรณี กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ ณ ที่ใดว่า ให้หมายถึงการโอนทางทะเบียน นิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างผู้มีชื่อในใบจองกับบุคคลอื่นหรือระหว่างบุคคลต่อจากนั้นจึงขัดต่อกฎหมายไม่มีผลบังคับแม้จะไม่มีการโอนทางทะเบียนก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายศรีวรรณ ตั้งอยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 4 ถนนสายน่าน-พะเยา หมู่ที่ 4 ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน มีเนื้อที่ประมาณ 16 ไร่เศษโดยซื้อมาจากผู้มีชื่อแล้วได้ครอบครองทำประโยชน์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนับแต่ปี 2506 ติดต่อกันเรื่อยมาต่อมานายศรีวรรณขอให้ทางราชการออกหนังสือแสดงสิทธิครอบครองในที่ดินเป็นใบจอง (น.ส.2) ต่ออำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายอำเภอเมืองน่านในขณะนั้นตรวจสอบคุณสมบัติของนายศรีวรรณแล้วเห็นว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน จึงบันทึกการรังวัดชันสูตรสอบสวนถึงที่ตั้งที่ดิน ลักษณะของที่ดิน สภาพที่ดิน การครอบครองการทำประโยชน์เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ของแผ่นดิน ไม่เป็นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ไม่เป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และเป็นที่อยู่นอกเขตจำแนกเป็นป่าไม้ถาวร จังหวัดน่าน จากนั้นนายอำเภอเมืองน่านออกหนังสือแสดงสิทธิครอบครองที่ดินเป็นใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 517 เล่ม 64 หน้า 75 (3) หมู่ 4 ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ให้แก่นายศรีวรรณ ต่อมาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2533 นายศรีวรรณโอนขายที่ดินพิพาทในลักษณะส่งมอบการครอบครองให้แก่นางจินตนา แต่นางจินตนามอบให้นายศรีวรรณเป็นผู้ดูแลรักษาผลประโยชน์แทน จนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 นางจินตนาโอนขายที่ดินพิพาทดังกล่าวในลักษณะส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ในราคา 3,000,000 บาท โจทก์เข้ายึดครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามใบจองดังกล่าว เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2541 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่านมีคำสั่งแจ้งให้โจทก์และนายศรีวรรณส่งมอบหนังสือใบจองเลขที่ 517 คือภายใน 15 วัน โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และต่อมาจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติราชการตามประมวลกฎหมายที่ดินและปฏิบัติราชการภายใต้การกำกับดูแลของจำเลยที่ 3 หรือปฏิบัติราชการแทน หรือปฏิบัติราชการตามคำสั่งของจำเลยที่ 3 ออกคำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่านที่ 13/2542 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2542 เพิกถอนหนังสือใบจองเลขที่ 517 และจำหน่ายออกจากทะเบียนที่ดินแล้วแจ้งให้นายศรีวรรณผู้มีชื่อในใบจองทราบ โดยจำเลยที่ 1 ให้เหตุผลว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2507 การออกใบจองดังกล่าวจึงเป็นการออกโดยมิชอบ การออกคำสั่งดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เป็นการไม่ถูกต้อง เนื่องจากที่ดินพิพาทตามใบจองดังกล่าวไม่ได้อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ไม่ได้เป็นที่สาธารณประโยชน์ของแผ่นดินและไม่ได้เป็นที่ป่าสงวน ไม่ได้เป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน แต่เป็นที่ที่ประชาชนสามารถเข้าถือครองและทำประโยชน์ได้ จากนั้นจำเลยที่ 1 เสนอผลการเพิกถอนใบจองไปยังจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้รับทราบผลการเพิกถอนแล้วแต่ไม่ตรวจสอบรายละเอียดและข้อเท็จจริง ทั้งไม่ยอมรับฟังคำคัดค้านของโจทก์และนายศรีวรรณ ต่อมา จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดน่านผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติราชการภายใต้กำกับดูแลของจำเลยที่ 3 หรือปฏิบัติราชการแทนจำเลยที่ 3 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรและอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ให้โจทก์รื้อถอนอุปกรณ์และสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2542 การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งหากไม่มีการโต้แย้งสิทธิจากจำเลยทั้งสาม โจทก์สามารถปรับปรุงพื้นที่และออกเอกสารสิทธิประเภทโฉนดที่ดิน และสามารถจะขายที่ดินพิพาทได้ ที่ดินพิพาทโจทก์สามารถนำออกให้บุคคลอื่นเช่าได้ในอัตราเดือนละไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพียง 1 ปี เป็นเงิน 36,000 บาท ขอให้ศาลมีคำพิพากษายกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่านที่ 13/2542 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2542 ที่สั่งเพิกถอนใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 517 หมู่ 4 ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทไม่ได้อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรห้ามจำเลยทั้งสามใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่รบกวนสิทธิครอบครองของโจทก์อีกต่อไป ให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 36,000 บาท และเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดิน 13/2542 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2542

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากตามใบจอง (น.ส.2) ที่โจทก์กล่าวอ้างมานั้นมีนายศรีวรรณ เป็นเจ้าของและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งที่ดินที่นายศรีวรรณได้ครอบครองนั้นเป็นที่ดินที่รัฐจัดให้เฉพาะผู้เข้าจับจองที่ดินและทำประโยชน์ในที่ดินเป็นการชั่วคราว โดยให้ยื่นคำขอออกใบจองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 30 และ 33 และจะต้องปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติกำหนด นอกจากนี้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 30 และ 31 ประกอบกับพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 8 วรรคสอง มีเจตนาให้สิทธิแก่ประชาชนเฉพาะบุคคลเป็นรายๆ ไป จึงบัญญัติห้ามโอนให้แก่ผู้อื่นเว้นแต่ตกทอดทางมรดกและไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี ดังนั้น การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายศรีวรรณกับนางจินตนา และระหว่างนางจินตนากับโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ก่อให้เกิดผลในการเปลี่ยนแปลงสิทธิในที่ดิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินตามกฎหมายและไม่มีอำนาจใช้สิทธิตามใบจองดังกล่าวมาฟ้องจำเลยได้ และการออกใบจองให้แก่นายศรีวรรณ นั้น เป็นการออกไม่ชอบ เนื่องจากเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 16 มิถุนายน 2507 และเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ปฏิบัติราชการตามกฎหมายจึงต้องมีคำสั่งเพิกถอนใบจองดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์เพราะมิใช่เป็นผู้มีคำสั่งเพิกถอนใบจองดังกล่าว การที่จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทก็เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งเพิกถอนใบจองแล้วและโจทก์เข้าไปอยู่ในเขตป่าสงวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ได้มีหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสาม ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความโดยอ้างว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 517 ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เนื้อที่ประมาณ 21 ไร่ โดยผู้ร้องซื้อมาจากนางจินตนา ในราคา 3,000,000 บาท เมื่อปี 2537 ผู้ร้องมอบให้โจทก์ครอบครองแทนตลอดมา ต่อมา เมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2546 มีผู้สนใจที่จะซื้อที่ดินพิพาทผู้ร้องเดินทางไปดูที่ดินพิพาท จึงทราบว่าโจทก์มอบหมายให้นายศรีวรรณกับพวกดูแลและโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามที่มีคำสั่งเพิกถอนใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 517 หมู่ที่ 4 ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ซึ่งความจริงแล้วโจทก์เป็นผู้ดูแลครอบครองที่ดินพิพาทแทนผู้ร้องเท่านั้น การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 517 ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ของผู้ร้องเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินแปลงดังกล่าวไม่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือในเขตป่าสงวน และไม่ใช่เป็นที่ดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน การออกใบจองดังกล่าวจึงถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ และพิพากษาว่าที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 517 หมู่ที่ 4 ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เนื้อที่ 21 ไร่เศษ ไม่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่านที่ 13/2542 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2542 ที่สั่งเพิกถอนใบจองดังกล่าว และพิพากษาว่าที่ดินตามใบจองดังกล่าวผู้ร้องได้สิทธิครอบครอง ห้ามทายาทโจทก์และจำเลยทั้งสามเข้าเกี่ยวข้อง

โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้คำร้องสอด

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดในทำนองเดียวกันว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทตามใบจองเลขที่ 517 ผู้ร้องไม่เคยซื้อที่ดินจากนางจินตนา และนางจินตนาไม่เคยมอบการครอบครองที่ดินให้ผู้ร้อง ผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องสอดเพราะใบจองที่ผู้ร้องอ้างสิทธิเข้ามานั้นมีนายศรีวรรณ เป็นเจ้าของและครอบครองใบจองทำประโยชน์ซึ่งที่ดินที่นายศรีวรรณได้ครอบครองนั้นเป็นที่ดินที่รัฐจัดให้เฉพาะผู้เข้าจับจองที่ดินและทำประโยชน์ในที่ดินเป็นการชั่วคราว โดยให้ยื่นคำขอออกใบจองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 30 และ 33 และจะต้องปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติกำหนด นอกจากนี้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 30 และ 31 ประกอบกับพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 8 วรรคสอง มีเจตนาให้สิทธิแก่ประชาชนเฉพาะบุคคลเป็นรายๆ ไป จึงบัญญัติห้ามโอนให้แก่ผู้อื่นเว้นแต่ตกทอดโดยทางมรดกและไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี ดังนั้นการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายศรีวรรณกับนางจินตนา และระหว่างนางจินตนากับผู้ร้องจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ก่อให้เกิดผลในการเปลี่ยนแปลงสิทธิในที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิในที่ดินตามกฎหมายและไม่มีอำนาจใช้สิทธิตามใบจองดังกล่าวร้องสอดเข้ามาในคดี และการออกใบจองให้แก่นายศรีวรรณ นั้นเป็นการออกไม่ชอบ เนื่องจากที่ดินที่นายศรีวรรณนำมาจับจองและขอออกใบจองดังกล่าวนั้นเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 16 มิถุนายน 2507 และเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ การออกใบจองให้แก่นายศรีวรรณดังกล่าวจึงเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ปฏิบัติราชการตามกฎหมายจึงต้องมีคำสั่งเพิกถอนใบจองดังกล่าว ขอให้ยกคำร้องสอด

ระหว่างการพิจารณานายอำนาจหรือพิเชษฐ์ โจทก์ถึงแก่ความตาย นายวราพงศ์ ยื่นคำร้องของเข้าเป็นคู่ความแทนที่ ศาลอนุญาต

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้อง คำให้การและคำร้องสอดแล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ พยานจำเลย และพยานผู้ร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องสอด ให้โจทก์ฝ่ายเดียวและผู้ร้องสอดอีกฝ่ายหนึ่งต่างชำระค่าทนายความแก่จำเลยทั้งสามฝ่ายละ 3,000 บาท

โจทก์และผู้ร้องสอดอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2548 ต่อศาลฎีกาว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้จัดการทรัพย์มรดกของโจทก์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 84 ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 ทายาทโจทก์ยื่นอุทธรณ์คดีนี้ในปัญหาข้อกฎหมายต่อศาลฎีกาในวันที่ 17 มกราคม 2548 โดยมิได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ ขอให้ศาลฎีกาสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้จัดการทรัพย์มรดกของโจทก์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 84 ก็มีผลเท่ากับศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้โจทก์ล้มละลายนั่นเอง ดังนั้น อำนาจในการฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์เป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 22 (3) การอุทธรณ์ในคดีนี้ก็เป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์นั้นเอง เมื่อทายาทของโจทก์อุทธรณ์คดีนี้ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำหน่ายคดีเฉพาะอุทธรณ์ของโจทก์ออกจากสารบบความของศาลฎีกาคดีคงเหลือแต่อุทธรณ์ของผู้ร้องสอด ซึ่งศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยต่อไป

พิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การและคำร้องสอดแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า ที่ดินพิพาทมีหลักฐานเป็นใบจองเลขที่ 517 เล่ม 64 หน้า 75 (3) หมู่ 4 ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยทางราชการออกให้แก่นายศรีวรรณ เข้าครอบครองทำประโยชน์เมื่อปี พ.ศ.2520 จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินออกคำสั่งที่ 13/2542 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2542 เพิกถอนใบจองดังกล่าว โดยอ้างว่าที่ดินที่นายศรีวรรณนำมาขอออกใบจองนั้นอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2507 ไม่สามารถออกใบจองให้แก่ผู้ใดได้ การออกใบจองให้แก่นายศรีวรรณจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายศรีวรรณขายที่ดินพิพาทให้แก่นางจินตนาและนางจินตนาขายต่อให้แก่ผู้ร้องสอด ขายโดยวิธีส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดมีอำนาจฟ้องหรือไม่ ผู้ร้องสอดอ้างสิทธิในที่ดินพิพาทโดยการซื้อมาจากนางจินตนาและอ้างว่านางจินตนาซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายศรีวรรณเจ้าของที่ดินเดิมและเป็นผู้มีชื่อในใบจอง ตามเอกสารท้ายคำร้องสอดหมายเลข 3 นั้น เห็นว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 2 แล้วรัฐอนุญาตให้นายศรีวรรณเข้าไปจับจองโดยออกใบจองให้ตามที่โจทก์และผู้ร้องสอดอ้าง การที่เจ้าหน้าที่จะออกใบจองให้แก่ผู้ใดหรือไม่นั้น ผู้ขอจะต้องมีคุณสมบัติหลายประการตามที่กำหนดไว้ในระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน หมวด 3 ข้อ 4 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 (6), 27, 33 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หาใช่บุคคลทั่วไปจะมีสิทธิจับจองที่ดินไม่ และเมื่อได้ใบจองแล้ว ผู้ขอก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ รวมทั้งเงื่อนไขตามที่ทางราชการกำหนดแล้วจึงสามารถขอออกเอกสารสิทธิประเภทหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินได้ และหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินก็จะถูกห้ามโอนต่อไปอีกมีกำหนด 10 ปี นับแต่วันได้รับเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 31 (1) ดังนั้น ที่ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ว่า นายศรีวรรณครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจนครบเงื่อนไขตามที่ราชการกำหนดที่จะขอรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้แล้ว นายศรีวรรณสามารถนำที่ดินพิพาทไปขายแก่ผู้อื่นได้ จึงเป็นข้ออ้างที่ขัดต่อกฎหมายดังกล่าว เพราะแม้นายศรีวรรณจะขอหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทแล้ว ก็ยังต้องถูกห้ามโอนขาย แต่กรณีนี้นายศรีวรรณยังไม่ได้ขอหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ก็ยิ่งไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปโอนขายผู้อื่น นอกจากนี้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 ให้คำนิยามของคำ "ใบจอง" ว่า "หมายความว่า หนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินชั่วคราว" ดังนั้น การที่ทางราชการออกใบจองให้แก่นายศรีวรรณไป ถือได้ว่าทางราชการเพียงแต่ยอมให้นายศรีวรรณเข้าครอบครองที่ดินพิพาทชั่วคราวเท่านั้น ยังไม่ได้ให้สิทธิครอบครองอย่างเด็ดขาดแก่นายศรีวรรณ จึงเป็นการแสดงเจตนาของกฎหมายอย่างชัดแจ้งว่า สิทธิในใบจองเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้มีชื่อในใบจองคือนายศรีวรรณเท่านั้นและเจตนารมณ์ของกฎหมายเช่นนี้ก็ชี้ชัดในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่าที่ดินที่ได้รับใบอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่าโอนที่บัญญัติในกฎหมายไม่ว่าจะในประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 31 (1) หรือในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 8 วรรคสอง ก็เป็นคำสามัญที่หมายถึงการโอนทุกกรณี กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ ณ ที่ใดว่า ให้หมายถึงการโอนทางทะเบียนดังที่ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายศรีวรรณกับนางจินตนา หรือระหว่างจินตนากับผู้ร้องสอดขัดต่อกฎหมายไม่มีผลบังคับ และทำให้ผู้ร้องสอดไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ทั้งหมดส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453
ป.ที่ดิน ม. 1 ม. 31
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอำนาจหรือพิเชษฐ์ ศรีเพชราวุธฯ
ผู้ร้องสอด — นางนันทพร ศรีเพชราวุธ หรือเกียรติชัยศิริพร
จำเลย — นายประมวล สถิตเสถียร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8606/2552
#499685
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสั่งให้โจทก์ระงับการก่อสร้าง และบอกเลิกสัญญากับโจทก์ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 เมื่อโจทก์ไม่ได้เรียกร้องเพื่อเข้าดำเนินการก่อสร้างต่อไป จึงถือว่าโจทก์และจำเลยเจตนาเลิกสัญญากัน โดยปริยาย คู่สัญญาจึงต่างกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม สำหรับการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับการชดใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 แต่สิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวก็ต้องตกอยู่ในอายุความสองปี ตามมาตรา 193/34 (17) นับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยสั่งให้โจทก์ระงับการก่อสร้างและบอกเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์ และโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่นั้น ตามมาตรา 193/12 นับถึงวันที่ 11 มีนาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ เป็นเวลากว่าสองปีแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ กรณีหาใช่สิทธิเรียกร้องของโจทก์เพิ่งจะเกิดขึ้นนับแต่วันที่ครบกำหนด 7 วัน นับแต่จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามจากโจทก์ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2540 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 12 มีนาคม 2540 ตามที่โจทก์ฎีกาไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 786,115.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 683,579 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 492,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งกันฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 จำเลยได้ทำสัญญาจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างอู่ซ่อมรถยนต์ลงบนที่ดินของจำเลย ตกลงค่าจ้าง 1,100,000 บาท แบ่งชำระตามผลงานรวม 5 งวด กำหนดแล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2539 ถึงวันที่ 1 กันยายน 2539 หากผู้รับจ้างไม่สามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามสัญญา และผู้ว่าจ้างยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา ผู้รับจ้างต้องชำระค่าปรับให้แก่ผู้ว่าจ้างวันละ 3,000 บาท นับจากวันที่ครบกำหนดแล้วเสร็จสมบูรณ์ หรือวันที่ผู้ว่าจ้างขยายให้จนถึงวันที่ทำงานแล้วเสร็จจริง โจทก์ทำงานก่อสร้างพ้นกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้จนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 ก็ได้หยุดงานก่อสร้างแล้วทวงถามให้จำเลยชำระค่าจ้างงวดงานที่ 4 และงวดงานที่ 5 ที่ค้างชำระ กับค่าจ้างงานก่อสร้างเพิ่มเติมรวม 683,579 บาท แต่จำเลยปฏิเสธไม่ชำระให้โดยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาละทิ้งงานก่อสร้าง จึงบอกเลิกสัญญา และเรียกให้โจทก์ชำระค่าปรับตามสัญญาเป็นเงิน 492,000บาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า นายธีรพล กรรมการผู้จัดการโจทก์เบิกความว่า หลังจากทำสัญญาแล้ว โจทก์ได้ลงมือทำการก่อสร้างทันทีและจำเลยได้ชำระหนี้ค่าก่อสร้างให้โจทก์รวม 4 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 17 มิถุนายน 2539 จำนวน 165,000 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 2 สิงหาคม 2539 จำนวน 234,800 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 21 มกราคม 2540 จำนวน 275,000 บาท และครั้งที่ 4 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวน 95,000 บาท ตามหลักฐานใบรับเงิน ซึ่งเป็นการขอรับเงินค่างวดงานตามสัญญางวดที่ 1 ถึงงวดที่ 4 โดยเฉพาะงวดที่ 4 โจทก์ขอเบิกเงินค่างวดงานตามสัญญาจำนวน 220,000 บาท แต่จำเลยจ่ายให้เพียง 95,000 บาท ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด กลับปรากฏว่าโจทก์ลงชื่อรับเงินไว้ท้ายหนังสือดังกล่าว และเบิกความว่า เหตุที่โจทก์ก่อสร้างงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญาเนื่องจากตั้งแต่งวดงานที่ 2 เป็นต้นไปจำเลยได้ให้โจทก์ก่อสร้างเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาทำให้งานล่าช้า ส่วนจำเลยเบิกความในส่วนนี้ว่า ที่ยอมให้โจทก์เบิกเงินค่างวดงานที่ 3 เนื่องจากโจทก์ขอร้องเพราะขาดเงินทุนหรือสภาพคล่องโดยจำเลยได้ทักท้วงว่างานล่าช้าแล้ว ต่อมาโจทก์ยังมาขอเบิกเงินค่างวดงานที่ 4 อีก จำเลยเห็นว่างานงวดที่ 4 โจทก์เพียงแต่เกลี่ยดิน และขุดหลุมเพื่อจะวางหรือตั้งเสาเท่านั้น จำเลยเห็นว่างานล่าช้าและไม่แล้วเสร็จตามสัญญาแน่ จึงไม่ยอมให้โจทก์เบิกเงินค่างวดงานที่ 4 แต่ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยได้สำรองเงินจ่ายให้โจทก์จำนวน 95,000 บาท ซึ่งเป็นหนังสือที่โจทก์ขอเบิกค่างวดงานงวดที่ 4 และจำเลยได้เบิกความต่อไปอีกว่า นับถัดจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2540 ไปแล้ว โจทก์ไม่กลับมาทำงานก่อสร้างต่อไปอีก ซึ่งฟังสอดคล้องกับที่นายวันชัย น้องชายจำเลยที่จำเลยมอบหมายให้ดูแลงานก่อสร้างเบิกความว่า หลังจากที่จำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ 95,000 บาท ราววันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2540 แล้ว โจทก์ก็เก็บข้าวของและขนย้ายคนงานออกไปหมด พยานจึงแจ้งให้จำเลยทราบเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2550 ต่อมาวันที่ 11 ถึง 12 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยจึงแจ้งโจทก์ให้ระงับการก่อสร้างและขอเลิกสัญญากับโจทก์ แล้วไปว่าจ้างนายวุฒิชัย ผู้รับเหมารายใหม่มาทำการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงฟังได้ว่า หลังจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2540 ที่จำเลยจ่ายเงินค่างวดงานที่ 4 ให้โจทก์บางส่วนจำนวน 95,000 บาท แล้ว โจทก์ได้ละทิ้งงานก่อสร้าง จำเลยจึงแจ้งให้โจทก์ระงับการก่อสร้างและบอกเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์ ซึ่งตรงกับที่จำเลยแจ้งไว้ในหนังสือทวงถาม ที่จำเลยเรียกให้โจทก์ชำระค่าปรับตามสัญญาว่าจำเลยจำเป็นต้องบอกเลิกสัญญากับโจทก์เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 และตรงตามหนังสือทวงถามที่โจทก์เรียกให้จำเลยชำระค่างวดงานที่ 4 และงวดงานที่ 5 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้สั่งให้โจทก์ระงับการก่อสร้าง และบอกเลิกสัญญากับโจทก์ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 เมื่อโจทก์ไม่ได้เรียกร้องเพื่อเข้าดำเนินการก่อสร้างต่อไป จึงถือได้ว่าโจทก์และจำเลยเจตนาเลิกสัญญากันโดยปริยาย คู่สัญญาจึงต่างกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม สำหรับการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับการชดใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 แต่สิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวก็ต้องตกอยู่ในอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (17) นับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยสั่งให้โจทก์ระงับการก่อสร้างและบอกเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์ และโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่นั้น ตามมาตรา 193/12 นับถึงวันที่ 11 มีนาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ เป็นเวลากว่าสองปีแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ กรณีหาใช่สิทธิเรียกร้องของโจทก์เพิ่งจะเกิดขึ้นนับแต่วันที่ครบกำหนด 7 วัน นับแต่จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามจากโจทก์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2540 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 12 มีนาคม 2540 ตามที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์เนื่องจากขาดอายุความ 2 ปี นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยมีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระค่าปรับรายวันตามสัญญาวันละ 3,000 บาท หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้างที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ ตกลงว่าโจทก์จะทำงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญาภายในวันที่ 1 กันยายน 2539 แต่หลังจากทำสัญญาแล้ว จนล่วงเลยวันครบกำหนดตามที่ระบุไว้ในสัญญา งานก่อสร้างก็ยังไม่แล้วเสร็จ ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้โต้แย้งคัดค้านและสงวนสิทธิที่จะเรียกร้องค่าปรับรายวันตามสัญญากับโจทก์แต่อย่างใด อีกทั้งยังปรากฏว่าภายหลังครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยยังได้จ่ายค่างวดงานให้โจทก์อีก 4 ครั้ง ดังที่วินิจฉัยมาเบื้องต้นแล้ว โดยครั้งหลังสุดจำเลยจ่ายค่างวดงานที่ 4 ให้โจทก์บางส่วนอีกจำนวน 95,000 บาท เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2540 ก่อนที่จะสั่งให้โจทก์ระงับการก่อสร้างและบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้สงวนสิทธิที่จะเรียกร้องค่าปรับรายวันตามสัญญาจากโจทก์แต่อย่างใดเช่นกัน กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์และจำเลยไม่ได้ถือเอากำหนดระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จ และค่าปรับรายวันที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างเป็นสาระสำคัญ ส่วนการที่จำเลยไม่ยอมลงนามในหนังสือที่โจทก์แจ้งขอขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 ก็ไม่ได้หมายความว่าจำเลยได้สงวนสิทธิที่จะเรียกร้องค่าปรับรายวันตามสัญญาจากโจทก์แล้วแต่อย่างใด จำเลยจะมาเรียกร้องค่าปรับจากโจทก์ภายหลังที่ได้บอกเลิกสัญญาและโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าจ้างที่ค้างชำระแล้วไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เค.บี.บี.คอนสทรัคชั่น จำกัด
จำเลย — นายไชยวัฒน์ สรรพทรัพย์สิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจุฬา อินอิว
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ไพโรจน์ วายุภาพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8605/2552
#497412
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ตกลงว่าจ้างโจทก์ให้รับช่วงก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์ โดยกำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนก่อสร้างให้ผิดไปจากเดิมหลายประการ ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าการก่อสร้างจะต้องล่าช้าออกไปจนไม่สามารถทำให้เสร็จได้ภายในวันที่กำหนดอย่างแน่นอน ตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่า คู่กรณีมีเจตนาให้มีการเปลี่ยนแปลงในข้อสาระสำคัญแห่งสัญญา โดยมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป การทำงานล่าช้ากว่ากำหนดจึงมิใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่อาจบอกเลิกสัญญาโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ทำงานล่าช้ากว่ากำหนด เว้นแต่จะได้บอกกล่าวโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 การบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 โดยไม่บอกกล่าวก่อนจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 836,894.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 816,482.88 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,995,974.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 1,847,890.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 816,482.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญากับโจทก์ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามข้อ 8. ของสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง มีกำหนดเวลาแน่นอนให้โจทก์ต้องก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์ให้แล้วเสร็จบริบูรณ์และส่งมอบภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 หากมีเหตุผลให้จำเลยที่ 1 เชื่อได้ว่า โจทก์ไม่สามารถทำงานได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลากำหนด หรือล่วงพ้นกำหนดเวลาแล้วโจทก์ยังก่อสร้างไม่เสร็จหรือโจทก์ผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดก็ดี จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ และในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าโจทก์ไม่สามารถก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์ให้เสร็จทันตามกำหนดในสัญญาได้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญากับโจทก์นั้น โจทก์มีนายองอาจ นายวิชญา และนางจุฑารัตน์ เบิกความได้ความว่า หลังจากทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างแล้วโจทก์ได้เริ่มลงมือก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2542 เรื่อยมาจนถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 2 ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนใหม่ผิดไปจากเดิมหลายประการ ตามแบบแปลนการก่อสร้างใหม่ ซึ่งมีทั้งการเพิ่มเหล็ก เพิ่มคอนกรีตและต้องทุบงานที่ก่อสร้างไปแล้วบางส่วนทิ้งเพื่อทำใหม่ตามแบบที่แก้ไข ทำให้โจทก์ต้องเสียเวลา เนื่องจากขณะนั้นได้ลงมือก่อสร้างไปแล้วเกือบเดือน ทั้งยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่จำเลยที่ 2 ก็บอกให้โจทก์ทำการก่อสร้างต่อไป จำเลยที่ 2 เองก็เบิกความยอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลงแบบแปลนก่อสร้างใหม่จริง ซึ่งเมื่อการเปลี่ยนแปลงแบบแปลนก่อสร้างดังกล่าวทำให้ถึงกับต้องทุบบางส่วนที่ก่อสร้างไปแล้วเพื่อทำตามแบบแปลนที่แก้ไขใหม่หลังจากลงมือก่อสร้างไปแล้วเกือบเดือน ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า การก่อสร้างจะต้องล่าช้าออกไปจนไม่สามารถทำให้เสร็จได้ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ตามกำหนดเวลาเดิมอย่างแน่นอน ตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่า คู่กรณีมีเจตนาให้มีการเปลี่ยนแปลงในข้อสาระสำคัญแห่งสัญญา โดยมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป การทำงานล่าช้ากว่ากำหนดจึงมิใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่อาจบอกเลิกสัญญาโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ทำงานล่าช้ากว่ากำหนด เว้นแต่จะได้บอกกล่าวโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 2 จะมีส่วนในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนทำให้โจทก์มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้เพิ่มเติมในส่วนนี้เสียก่อนแต่โจทก์กลับทิ้งงานไป ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย เนื่องจากต้องว่าจ้างผู้อื่นมาดำเนินการต่อและต้องเสียเงินค่าปรับให้แก่จำเลยที่ 3 การทิ้งงานของโจทก์จึงเป็นไปโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ จากจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบโต้แย้งว่าโจทก์ได้เสนอราคางานที่เพิ่มเติมต่อจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2542 และแจ้งจำเลยที่ 2 ถึงการขาดสภาพคล่องทางการเงินอันเนื่องมาจากการแก้ไขเพิ่มเติมแบบซึ่งโจทก์ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปก่อน ขอให้จำเลยที่ 2 หาทางช่วยเหลือโดยจัดสรรเงินให้เพื่อเร่งดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 เมื่อจำเลยที่ 2 รับเอกสารดังกล่าวแล้วบอกว่าจะจัดการให้ภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 แต่ในที่สุดจำเลยที่ 2 ก็ไม่ชำระ การทิ้งงานของโจทก์จึงเกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าก่อสร้างส่วนที่เพิ่มขึ้นตามแบบแปลนใหม่ทั้ง ๆ ที่โจทก์ได้ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่ฝ่ายเดียว ต้องรับผิดในค่าเสียหายของโจทก์ในส่วนของงานที่เพิ่มเติมและอื่น ๆ ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดและชอบแล้วซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 10,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมุ่งมั่นวัฒนา จำกัด
จำเลย — บริษัทฟลอร์เอฟเวอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวีระศักดิ์ ไชยสุขเจริญกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8605/2552
#507395
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารคลับเฮาส์โดยโจทก์เริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2542 เรื่อยมาจนถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 2 ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนใหม่ผิดไปจากเดิมหลายประการ ซึ่งมีทั้งการเพิ่มเหล็กเพิ่มคอนกรีตและต้องทุบงานที่ก่อสร้างไปแล้วบางส่วนทิ้งเพื่อทำให้ตามแบบที่แก้ไข ทำให้โจทก์ต้องเสียเวลา เนื่องจากขณะนั้นลงมือก่อสร้างไปแล้วเกือบเดือน ทั้งยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่จำเลยที่ 2 ก็บอกให้โจทก์ทำการก่อสร้างต่อไปย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า การก่อสร้างจะต้องล่าช้าออกไปจนไม่สามารถทำให้เสร็จได้ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ตามกำหนดเวลาเดิมอย่างแน่นอน ตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่า คู่กรณีเจตนาให้มีการเปลี่ยนแปลงในข้อสาระสำคัญแห่งสัญญา โดยมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป การทำงานล่าช้ากว่ากำหนดจึงมิใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่อาจบอกเลิกสัญญา โดยอ้างว่าโจทก์ทำงานล่าช้ากว่ากำหนด เว้นแต่จะได้บอกกล่าวโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้

โจทก์ได้เสนอราคางานที่เพิ่มเติมต่อจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2542 และแจ้งจำเลยที่ 2 ถึงการขาดสภาพคล่องทางการเงินอันเนื่องมาจากการแก้ไขเพิ่มเติมแบบซึ่งโจทก์ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปก่อนขอให้จำเลยที่ 2 หาทางช่วยเหลือโดยจัดสรรเงินให้เพื่อเร่งดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 เมื่อจำเลยที่ 2 รับเอกสารดังกล่าวแล้วบอกกว่าจะจัดการให้ภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 แต่ในที่สุดจำเลยที่ 2 ก็ไม่ชำระการทิ้งงานของโจทก์จึงเกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าก่อสร้างส่วนที่เพิ่มขึ้นตามแบบแปลนใหม่ทั้งๆ ที่โจทก์ได้ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่ฝ่ายเดียว ต้องรับผิดในค่าเสียหายของโจทก์ในส่วนของงานที่เพิ่มเติมและอื่นๆ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 3 จ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์ในหมู่บ้านวิจิตราธานี ถนนบางนา - ตราด กิโลเมตรที่ 36 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจ้างโจทก์อีกทอดหนึ่งให้ก่อสร้างคลับเฮ้าส์ดังกล่าว โดยจำเลยที่ 3 ทราบเรื่องโดยตลอดและยอมรับการทำงานของโจทก์ตลอดมา โจทก์ได้ก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์ตามรูบแบบและรายละเอียดที่แนบท้ายสัญญา แต่จำเลยทั้งสามได้แก้ไขแบบแปลนและให้โจทก์ก่อสร้างตามแบบแปลนใหม่ซึ่งมีราคาค่าก่อสร้างสูงกว่าแบบแปลนเดิมตามสัญญามาก ทำให้โจทก์ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้นและเสียเวลาในการก่อสร้าง โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระค่าเสียหายจำนวน 661,317.80 บาท และค่าจ้างค้างชำระจำนวน 155,165.08 บาท และดอกเบี้ยถึงวันฟ้องอีกจำนวน 20,412.07 บาท รวมเป็นเงิน 836,894.95 บาท แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 836,894.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 816,482.88 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,995,974.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 1,847,890.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 816,482.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงว่าจ้างโจทก์ให้รับช่วงก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์ในที่ดินหมู่บ้านวิจิตราธานีของจำเลยที่ 3 ตั้งอยู่ถนนบางนา - ตราด ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยให้ลงมือก่อสร้างภายในวันที่ 9 สิงหาคม 2542 และให้เสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเอกสารหมาย จ.4 และแบบแปลนก่อสร้างเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าวโดยอ้างว่าโจทก์ทิ้งงานและทำงานล่าช้ากว่ากำหนดตามเอกสารหมาย ล.3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญากับโจทก์ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามข้อ 8. ของสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเอกสารหมาย จ.4 มีกำหนดเวลาแน่นอนให้โจทก์ต้องก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์ให้แล้วเสร็จบริบูรณ์และส่งมอบภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 หากมีเหตุผลให้จำเลยที่ 1 เชื่อได้ว่า โจทก์ไม่สามารถทำงานได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลากำหนด หรือล่วงพ้นกำหนดเวลาแล้วโจทก์ยังก่อสร้างไม่เสร็จหรือโจทก์ผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดก็ดี จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ และในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าโจทก์ไม่สามารถก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์ให้เสร็จทันตามกำหนดในสัญญาได้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญากับโจทก์นั้น โจทก์มีนายองอาจ นายวิชญา และนางจุฑารัตน์ เบิกความได้ความว่า หลังจากทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างแล้วโจทก์ได้เริ่มลงมือก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2542 เรื่อยมาจนถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 2 ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนใหม่ผิดไปจากเดิมหลายประการ ตามแบบแปลนการก่อสร้างใหม่เอกสารหมาย จ.6 ซึ่งมีทั้งการเพิ่มเหล็ก เพิ่มคอนกรีตและต้องทุบงานที่ก่อสร้างไปแล้วบางส่วนทิ้งเพื่อทำใหม่ตามแบบที่แก้ไข ทำให้โจทก์ต้องเสียเวลา เนื่องจากขณะนั้นได้ลงมือก่อสร้างไปแล้วเกือบเดือน ทั้งยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 แต่จำเลยที่ 2 ก็บอกให้โจทก์ทำการก่อสร้างต่อไป จำเลยที่ 2 เองก็เบิกความยอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลงแบบแปลนก่อสร้างใหม่จริง ซึ่งเมื่อการเปลี่ยนแปลงแบบแปลนก่อสร้างดังกล่าวทำให้ถึงกับต้องทุบบางส่วนที่ก่อสร้างไปแล้วเพื่อทำตามแบบแปลนที่แก้ไขใหม่หลังจากลงมือก่อสร้างไปแล้วเกือบเดือน ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า การก่อสร้างจะต้องล่าช้าออกไปจนไม่สามารถทำให้เสร็จได้ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ตามกำหนดเวลาเดิมอย่างแน่นอน ตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่า คู่กรณีมีเจตนาให้มีการเปลี่ยนแปลงในข้อสาระสำคัญแห่งสัญญา โดยมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป การทำงานล่าช้ากว่ากำหนดจึงมิใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่อาจบอกเลิกสัญญาโดยอ้างเหตุว่า โจทก์ทำงานล่าช้ากว่ากำหนด เว้นแต่จะได้บอกกล่าวโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.4 จึงเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 2 จะมีส่วนในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนทำให้โจทก์มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้เพิ่มเติมในส่วนนี้เสียก่อน แต่โจทก์กลับทิ้งงานไป ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย เนื่องจากต้องว่าจ้างผู้อื่นมาดำเนินการต่อและต้องเสียเงินค่าปรับให้แก่จำเลยที่ 3 การทิ้งงานของโจทก์จึงเป็นไปโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ จากจำเลยที่ 1 นั้น ปรากฏจากคำเบิกความของนายองอาจพยานโจทก์ที่เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบโต้แย้งว่า โจทก์ได้เสนอราคางานที่เพิ่มเติมต่อจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2542 ตามเอกสารหมาย จ.8 และแจ้งจำเลยที่ 2 ถึงการขาดสภาพคล่องทางการเงินอันเนื่องมาจากการแก้ไขเพิ่มเติมแบบซึ่งโจทก์ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปก่อน ขอให้จำเลยที่ 2 หาทางช่วยเหลือโดยจัดสรรเงินให้เพื่อเร่งดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 ตามเอกสารหมาย จ.9 เมื่อจำเลยที่ 2 รับเอกสารดังกล่าวแล้วบอกว่าจะจัดการให้ภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 แต่ในที่สุดจำเลยที่ 2 ก็ไม่ชำระ การทิ้งงานของโจทก์จึงเกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าก่อสร้างส่วนที่เพิ่มขึ้นตามแบบแปลนใหม่ทั้ง ๆ ที่โจทก์ได้ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่ฝ่ายเดียว ต้องรับผิดในค่าเสียหายของโจทก์ในส่วนของงานที่เพิ่มเติมและอื่น ๆ ตามเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดและชอบแล้วซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมุ่งมั่นวัฒนา จำกัด
จำเลย — บริษัทฟลอร์เอฟเวอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8599/2552
#499232
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันประเภทยาควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.6 ว่า จำเลยขายยาไวอากร้า ซึ่งเป็นยาจำพวกขยายหลอดเลือด ซึ่งมีส่วนผสมซิลเดนาฟิล จัดเป็นยาแผนปัจจุบันประเภทควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายข้อเท็จจริงแห่งการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดที่โจทก์กล่าวหาให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 พอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาแล้ว แม้ฟ้องโจทก์ในข้อ 2 บรรยายว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดยาจำนวนตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.6 จากจำเลยเป็นของกลาง ก็ไม่เป็นการบรรยายฟ้องที่ขัดกัน เพราะฟ้องข้อดังกล่าวมิใช่องค์ประกอบของความผิดเป็นเพียงบรรยายถึงการจับกุมจำเลยและการยึดยาของกลางเท่านั้น อีกทั้งตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 4 บัญญัติว่า ... "ขาย" หมายความว่า "ขายปลีก... และให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย" การที่ยึดยาของกลางจากจำเลยได้จำนวนเท่ากับที่จำเลยขาย จึงหาทำให้ฟ้องขัดกันไม่ เพราะไม่ว่าจำเลยจะขายหรือมีไว้เพื่อขายยาของกลาง ก็เป็นความผิดฐานขายยาของกลางตามฟ้อง ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 92, 287 พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 12, 101, 126 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 (1) พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไว้ซึ่งสิ่งของลามกเพื่อความประสงค์แห่งการค้า จำคุก 3 เดือน ฐานขายยาแผนปัจจุบันประเภทยาควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานมีไว้ซึ่งสิ่งของลามกเพื่อความประสงค์แห่งการค้า จำคุก 4 เดือน ฐานขายยาแผนปัจจุบันประเภทยาควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานมีไว้ซึ่งสิ่งของลามกเพื่อความประสงค์แห่งการค้า จำคุก 2 เดือน ฐานขายยาแผนปัจจุบันประเภทยาควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว คงลงโทษฐานมีไว้ซึ่งสิ่งของลามกเพื่อความประสงค์แห่งการค้า จำคุก 1 เดือน 15 วัน ฐานขายยาแผนปัจจุบันประเภทยาควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 1 เดือน 15 วัน ให้ยกคำขอส่วนที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่บัญญัติว่า "การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" นั้น มีความหมายว่า เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดแล้ว โจทก์จะต้องบรรยายข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดนั้นให้ครบองค์ประกอบความผิดดังกล่าวโดยระบุเวลาและสถานที่กระทำผิด รวมทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรเพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาที่จะต่อสู้คดีตามฟ้องโจทก์ได้ ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันประเภทยาควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.6 ว่า จำเลยได้ขายยาไวอากร้า ซึ่งเป็นยาจำพวกขยายหลอดเลือด ซึ่งยาไวอากร้าทั้งหมดมีส่วนผสมซิลเดนาฟิล จัดเป็นยาแผนปัจจุบันประเภทควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายข้อเท็จจริงแห่งการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดที่โจทก์กล่าวหาให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 พอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันประเภทยาควบคุมพิเศษโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว แม้คำฟ้องของโจทก์ในข้อ 2 บรรยายว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดอวัยวะเพศชายเทียม จำนวน 6 อัน และยาจำนวนตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.6 จากจำเลยเป็นของกลางดังเช่นที่จำเลยฎีกา ก็ไม่เป็นการบรรยายฟ้องที่ขัดกันเพราะคำฟ้องข้อดังกล่าวมิใช่องค์ประกอบของความผิดเป็นเพียงบรรยายถึงการจับกุมจำเลยและการยึดยาของกลางเท่านั้น อีกทั้งตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 4 ได้บัญญัติว่า.. "ขาย" หมายความว่า "ขายปลีก... และให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย"การที่ยึดยาของกลางจากจำเลยได้จำนวนเท่ากับที่จำเลยขายจึงหาทำให้ฟ้องขัดกันไม่เพราะไม่ว่าจำเลยจะขายหรือมีไว้เพื่อขายยาของกลางก็เป็นความผิดฐานขายยาของกลางตามฟ้อง คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมาลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายบัญชร คันธุรส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวปิยะธิดา อุปพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8591/2552
#504170
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนหน้าวันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1129-1130/2544 ที่ดินโฉนดเลขที่ 3437 เดิมซึ่งมีทางพิพาทอยู่บนที่ดิน เป็นที่ดินที่โจทก์กับพวกมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย ดังนั้น การใช้ทางพิพาทในช่วงระยะเวลาดังกล่าวของโจทก์จึงเป็นการใช้ตามกรรมสิทธิ์ของตนซึ่งไม่ใช่การใช้ทางพิพาทโดยเจตนาให้เป็นทาภาระจำยอม แต่การใช้ทางพิพาทโดยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมหากจะเกิดขึ้นก็ต้องเป็นเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีดังกล่าว ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องคดีนี้ยังไม่ครบ 10 ปี ทางพิพาทจึงยังไม่ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3437 ตำบลบ้านไร่ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางสง่า นางงุ้น และนางง้อ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 36386 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 36384 ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ดินของจำเลยทั้งสามแบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3437 ในขณะที่ที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสามยังเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน โจทก์ จำเลยทั้งสาม นางสง่า นางงุ้น และบริวาร ได้ใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 36386 และ 36384 จากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกกว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 27 เมตร และจากทิศตะวันตกไปทิศใต้กว้าง 4 เมตร ยาวประมาณ 49 เมตร ออกสู่ทางสาธารณะตั้งแต่ปู่ย่าตายาย เป็นเวลา 80 ถึง 90 ปี แล้ว ต่อมาเมื่อปี 2539 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากที่ดิน จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 36386 และ 36384 ดังกล่าวซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 3437 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสามโดยการครอบครองปรปักษ์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1129-1130/2544 คดีถึงที่สุดแล้ว หลังจากนั้นต่อมาจำเลยทั้งสามปิดกั้นทางพิพาทบนที่ดินโฉนดเลขที่ 36386 และ 36384 เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้องและให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนทางภาระจำยอม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อเดียวว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ก่อนหน้าวันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1129-1130/2544 เอกสารหมาย จ.3 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3437 เดิมซึ่งมีทางพิพาทอยู่บนที่ดินเป็นที่ดินที่โจทก์กับพวกมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย ดังนี้ การใช้ทางพิพาทในช่วงระยะเวลาดังกล่าวของโจทก์จึงเป็นการใช้ตามกรรมสิทธิ์ของตน ซึ่งไม่ใช่การใช้ทางพิพาทโดยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอม แต่การใช้ทางพิพาทโดยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมหากจะเกิดขึ้นก็ต้องเป็นเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีดังกล่าว ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องคดีนี้ยังไม่ครบ 10 ปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าทางพิพาทยังไม่ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางไสว พลเสนหรือรอดพันธุ์
จำเลย — นางสาวละเอียด พลเสน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8566/2552
#497660
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษจำเลยที่ 2 ใหม่ ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังในส่วนที่เป็นคุณ โดยโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 และมาตรา 66 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะจำเลยที่ 2 กระทำความผิด ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยที่ 2 กระทำความผิด ซึ่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า "แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีน มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัม ขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัม ขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง ที่กำหนดเฉพาะปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัม ขึ้นไปเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่าจะมีจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิมากน้อยเพียงใด ดังนั้น เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 5,290 เม็ด น้ำหนัก 459.520 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 66.355 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินกว่า 20 กรัม ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 15 วรรคสอง เดิม ซึ่งความผิดดังกล่าวต้องด้วยบทกำหนดโทษใน มาตรา 66 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้ายาเสพติดให้โทษตามวรรคหนึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต" มิใช่ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา เมื่อมาตรา 66 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยที่ 2 กระทำความผิด บัญญัติว่า "ผู้ใดจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท" โทษตามกฎหมายเดิมจึงเป็นคุณมากกว่าโทษตามมาตรา 66 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ไม่ต้องด้วย ป.อ. มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2550 ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำคุก 30 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 ปี

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2551 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษจำเลยที่ 2 ใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังในส่วนที่เป็นคุณ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จะนำกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณมากำหนดโทษจำเลยที่ 2 ใหม่ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 และมาตรา 66 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะจำเลยที่ 2 กระทำความผิด ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยที่ 2 กระทำความผิด มีปัญหาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบที่จะนำพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังการกระทำความผิดมาพิจารณาว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า "แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัม ขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัม ขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง ที่กำหนดเฉพาะปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัม ขึ้นไปเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่าจะมีจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิมากน้อยเพียงใด ดังนั้น เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 5,290 เม็ด น้ำหนัก 459.520 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 66.355 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินกว่า 20 กรัม ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 15 วรรคสอง เดิม ซึ่งความผิดดังกล่าวต้องด้วยบทกำหนดโทษในมาตรา 66 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้ายาเสพติดให้โทษตามวรรคหนึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต" มิใช่ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา เมื่อมาตรา 66 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยที่ 2 กระทำความผิด บัญญัติว่า "ผู้ใดจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท" โทษตามกฎหมายเดิมจึงเป็นคุณมากกว่าโทษตามมาตรา 66 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง (เดิม) ม. 66 วรรคหนึ่ง (เดิม)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 15 วรรคสาม (2) (ใหม่) ม. 66 วรรคสาม (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายเสกสรรหรือกาเซ็ม สุวรรณเล็ก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายธิติพันธ์ ฉายบาง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรักเกียรติ วัฒนพงษ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8566/2552
#508410
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 และมาตรา 16 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด ต่อมาระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และ 66 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยที่ 2 กระทำความผิด แต่เมื่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่ในจำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักตั้งแต่ 1.5 กรัมขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งแตกต่างจากมาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) ที่กำหนดเฉพาะปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไปเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยไม่คำนึงว่าจะมีจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิมากน้อยเพียงใดเงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงต้องใช้กฎหมายเดิม ส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลย เมื่อจำเลยที่ 2 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5,290 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 459.520 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 66.355 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินกว่า 20 กรัม ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งต้องกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคสามที่แก้ไขใหม่ ซึ่งบัญญัติว่า ถ้ายาเสพติดให้โทษตามวรรคหนึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ยี่สิบกรัมขึ้นไปต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาทหรือประหารชีวิต มิใช่มาตรา 66 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่เมื่อมาตรา 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าโทษตามมาตรา 66 วรรคสามที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายในขณะที่จำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 1 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2550 ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำคุก 30 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 ปี

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2551 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยมาตรา 66 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ามาตรา 66 วรรคหนึ่ง เดิม จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนกำหนดโทษที่ถือว่าเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ไม่ว่าทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ขอให้กำหนดโทษจำเลยที่ 2 ใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังในส่วนที่เป็นคุณ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วไม่อาจกำหนดโทษใหม่ตามที่จำเลยที่ 2 ขอได้ ทั้งการตัดสินของศาลชอบแล้ว ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จะนำกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณมากำหนดโทษจำเลยที่ 2 ใหม่ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 และมาตรา 66 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะจำเลยที่ 2 กระทำความผิด ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยที่ 2 กระทำความผิด มีปัญหาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบที่จะนำพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังการกระทำความผิดมาพิจารณาว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า "แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัม ขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัม ขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง ที่กำหนดเฉพาะปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัม ขึ้นไปเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่าจะมีจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิมากน้อยเพียงใด ดังนั้น เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 5,290 เม็ด น้ำหนัก 459.520 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 66.355 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินกว่า 20 กรัม ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 15 วรรคสอง เดิม ซึ่งความผิดดังกล่าวต้องด้วยบทกำหนดโทษในมาตรา 66 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้ายาเสพติดให้โทษตามวรรคหนึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต" มิใช่ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา เมื่อมาตรา 66 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยที่ 2 กระทำความผิด บัญญัติว่า "ผู้ใดจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท" โทษตามกฎหมายเดิมจึงเป็นคุณมากกว่าโทษตามมาตรา 66 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (3)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 15 วรรคสาม ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายเสกสรรหรือกาเซ็ม สุวรรณเล็ก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ