คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7745/2552
#497426
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นรับฟังหรือไม่รับฟังพยานหลักฐานใด จะเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐาน ก็เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยให้ถูกต้อง แล้ววินิจฉัยความผิดของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์อุทธรณ์ ไม่ใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง อันจะเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้วินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาหรือไม่ ตามที่โจทก์อุทธรณ์ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อให้พิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 73, 74 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 269, 341 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 45

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269 ให้ประทับฟ้อง ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คำเบิกความของพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ชอบที่จะอ้างเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟังคำเบิกความพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบการวินิจฉัยคดี จึงไม่ชอบ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ในการพิจารณาคดีได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้นำบันทึกคำเบิกความของนางสาววิลามา ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ และจ่าสิบตำรวจสุธีร์ ผู้ได้รับบาดเจ็บ พยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมารับฟังประกอบการวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหรือไม่ นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการสืบพยานโจทก์ในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบนางสาววิมาลาและจ่าสิบตำรวจสุธีร์ พยานโจทก์ เนื่องจากความผิดของโจทก์ที่ละเลยเพิกเฉยไม่เอาใจใส่ในการส่งหมายเรียกให้พยานหรือนำพยานมาศาล จึงไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร ที่ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความของนางสาววิมาลาและจ่าสิบตำรวจสุธีร์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบพยานหลักฐานอื่นในชั้นพิจารณาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/5 ที่แก้ไขใหม่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังนั้น แม้จะย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจนำบันทึกคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้นมารับฟังประกอบการวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสอง

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้บังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 269
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตรแท้ประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทโรงพยาบาลศิวเวช จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายเอกพล ชุติมาธิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7745/2552
#503066
เปิดฉบับเต็ม

คำเบิกความของ ว. และ ส. พยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องซึ่งศาลต้องบันทึกไว้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง เป็นพยานเอกสารอย่างหนึ่งซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่า จำเลยทั้งสองมีผิดหรือบริสุทธิ์ โจทก์จึงชอบที่จะอ้างเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ตามมาตรา 226 แต่ในการสืบพยานโจทก์ในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบ ว. และ ส. เนื่องจากความผิดของโจทก์ที่ละเลยเพิกเฉยไม่เอาใจใส่ในการส่งหมายเรียกให้พยานหรือนำพยานมาศาล จึงไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรที่ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความของ ว. และ ส. ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบพยานหลักฐานอื่นในชั้นพิจารณาได้ตามมาตรา 226/5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยและได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการรับประกันภัย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เดิมใช้ชื่อว่าบริษัทไทยประสิทธิ์ประกันภัย จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทมิตรแท้ประกันภัย จำกัด การฟ้องและดำเนินคดีนี้โจทก์มอบอำนาจให้นางสาววิมาลา เป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ดำเนินกิจการสถานพยาบาลชื่อโรงพยาบาลศิวเวช จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1นอกจากนั้นจำเลยที่ 2 ยังเป็นแพทย์และเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ตั้งสถานพยาบาลและดำเนินการสถานพยาบาลศิวเวชด้วยมีนายชาญชัย เป็นแพทย์และทำงานในโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิหมายเลขทะเบียน สงขลา บ-8829 จากจ่าสิบตำรวจสุธีร์หรือธนยศ มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2542 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2542 นายสุมิตร ขับรถจักรยานยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้แก่โจทก์ โดยมีจ่าสิบตำรวจสุธีร์นั่งซ้อนท้ายไปด้วยและประสบอุบัติเหตุเนื่องจากหักหลบสุนัข ทำให้จ่าสิบตำรวจสุธีร์ได้รับบาดเจ็บ จ่าสิบตำรวจสุธีร์เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 ในระหว่างวันที่ 13 ตุลาคม 2542 เวลา 10 นาฬิกา จนถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2542 เวลา 11 นาฬิกา โดยไม่ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาล แต่ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เบิกค่ารักษาพยาบาลจากโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยโดยไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับรายการและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ต่อมาเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 จำเลยทั้งสองร่วมกันนำคำร้องขอค่าเสียหายเบื้องต้นซึ่งลงนามโดยจำเลยที่ 2 พร้อมใบแจ้งค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก/ในและใบรายงานผลการชันสูตรและความเห็นของแพทย์ประกอบหนังสือมอบอำนาจของจ่าสิบตำรวจสุธีร์มายื่นต่อโจทก์เพื่อขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในลักษณะของค่าเสียหายเบื้องต้นของผู้ประสบภัยจากรถดังกล่าวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เป็นเงิน 9,760 บาท โดยมีข้อความที่ไม่เป็นความจริงหลายประการ กล่าวคือตามรายงานผลการชันสูตรและความเห็นของแพทย์ระบุอาการป่วยของจ่าสิบตำรวจสุธีร์ว่า ปวดศีรษะ ไม่มีคลื่นไส้อาเจียน จำเหตุการณ์ได้บ้าง ความจริงจ่าสิบตำรวจสุธีร์ไม่มีอาการปวดศีรษะหรือมึนงงแต่อย่างใด และยังระบุว่า ปวดข้อศอกซ้ายบวมมากขยับไม่ได้ ความจริงข้อศอกซ้ายไม่บวมและขยับได้กับระบุว่า ข้อศอกขวาบวมและเจ็บพอทน ขยับลำบาก ความจริงข้อศอกขวาไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ทั้งระบุว่าเข่าขวาบาดเจ็บทั้งที่ไม่บาดเจ็บ นอกจากนั้นในใบแจ้งค่ารักษาพยาบาลระบุรายการค่ารักษาพยาบาลเป็นค่ากายภาพบำบัด 5 ครั้งทั้งที่ไม่มีการทำกายภาพบำบัด ต่อมาโจทก์พบจ่าสิบตำรวจสุธีร์ซึ่งยืนยันว่า ตนไม่มีบาดแผลหรืออาการป่วยเจ็บตามรายการที่ระบุเป็นเท็จดังกล่าว อาการบาดเจ็บที่ระบุมากกว่าหรือหนักกว่าความเป็นจริงจำเลยทั้งสองมีเจตนาทุจริตหลอกลวงโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองรักษาพยาบาลจ่าสิบตำรวจสุธีร์ผู้ประสบภัยจากรถมากกว่าสิ่งที่จำเลยทั้งสองกระทำลงไปจริง เพื่อให้โจทก์หลงเชื่อและจ่ายเงินให้จำเลยทั้งสองตามจำนวนที่เรียกร้อง อันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เอกสารการรักษาพยาบาล ใบแจ้งค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก/ใน และใบรายงานผลการชันสูตรและความเห็นของแพทย์ดังกล่าวเป็นเอกสารแสดงผลการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลอันเป็นเท็จ จำเลยทั้งสองกับพวกจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จดังกล่าวเพื่อเป็นหลักฐานประกอบคำขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากโจทก์ จึงเป็นการที่จำเลยทั้งสองโดยเจตนาทุจริตร่วมกันยื่นเอกสารอันเป็นเท็จ ทำให้โจทก์หลงเชื่อและเข้าใจว่าจำเลยทั้งสองได้ให้การรักษาพยาบาลผู้ประสบดังกล่าวไปจริงตามเอกสารที่จำเลยทั้งสองจัดทำขึ้นหรือรับรอง และจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้รับอนุญาตดำเนินการและเป็นผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และแพทย์ของจำเลยที่ 1 จัดทำหรือยินยอมให้ผู้อื่นจัดทำหลักฐานเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลและค่าบริการเอกสารการตรวจโรค เอกสารแสดงผลการรักษาอันเป็นเท็จ นอกจากนั้นจำเลยที่ 2 ยังอยู่ในฐานะเป็นแพทย์ที่รู้เห็นการทำคำรับรองในการประกอบการงานในวิชาแพทย์เป็นเอกสารอันเป็นเท็จนั้น โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่นหรือประชาชน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 73, 74 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 269, 341 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 45

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269 ให้ประทับฟ้องส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คำเบิกความของพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ชอบที่จะอ้างเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟังคำเบิกความพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบการวินิจฉัยคดี จึงไม่ชอบ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจวินิจฉัยคำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบการวินิจฉัยคดีแล้ว การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบที่จะพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า แม้คำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งศาลต้องบันทึกไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 วรรคหนึ่ง เป็นพยานเอกสารอย่างหนึ่งซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่า จำเลยทั้งสองมีผิดหรือบริสุทธิ์ โจทก์จึงชอบที่จะอ้างเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้นำบันทึกคำเบิกความของนางสาววิลามา ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ และจ่าสิบตำรวจสุธีร์หรือธนยศ ผู้ได้รับบาดเจ็บพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมารับฟังประกอบการวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหรือไม่ นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการสืบพยานโจทก์ในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบนางสาววิมาลาและจ่าสิบตำรวจสุธีร์หรือธนยศพยานโจทก์ เนื่องจากความผิดของโจทก์ที่ละเลยเพิกเฉยไม่เอาใจใส่ในการส่งหมายเรียกให้พยานหรือนำพยานมาศาล จึงไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรที่ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความของนางสาววิมาลาและจ่าสิบตำรวจสุธีร์หรือธนยศในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบพยานหลักฐานอื่นในชั้นพิจารณาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/5 ที่แก้ไขใหม่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังนั้น แม้จะย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจนำบันทึกคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้นมารับฟังประกอบการวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสอง"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้บังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226 ม. 226/5 ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตรแท้ประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทโรงพยาบาลศิวเวช จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7745/2552
#508390
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งศาลต้องบันทึกไว้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง เป็นพยานเอกสารอย่างหนึ่งซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดหรือบริสุทธิ์ โจทก์จึงชอบที่จะอ้างเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 แต่การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้นำบันทึกคำเบิกความของ ว. ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ และจ่าสิบตำรวจ ส. ผู้ได้รับบาดเจ็บ พยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมารับฟังประกอบการวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหรือไม่นั้นข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการสืบพยานโจทก์ในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบ ว. และจ่าสิบตำรวจ ส. พยานโจทก์ เนื่องจากความผิดของโจทก์ที่ละเลยเพิกเฉยไม่เอาใจใส่ในการส่งหมายเรียกให้พยานหรือนำพยานมาศาล จึงไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรที่ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความของ ว. และจ่าสิบตำรวจ ส. ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบพยานหลักฐานอื่นในชั้นพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/5 ที่แก้ไขใหม่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังนั้น แม้จะย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจนำบันทึกคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้นมารับฟังประกอบการวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 73 , 74 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 86 , 90 , 91, 269 , 341 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 45

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269 ให้ประทับฟ้อง ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คำเบิกความของพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ชอบที่จะอ้างเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟังคำเบิกความพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบการวินิจฉัยคดี จึงไม่ชอบ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจวินิจฉัยคำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบการวินิจฉัยคดีแล้ว การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบที่จะพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า แม้คำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งศาลต้องบันทึกไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 วรรคหนึ่ง เป็นพยานเอกสารอย่างหนึ่งซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่า จำเลยทั้งสองมีผิดหรือบริสุทธิ์ โจทก์จึงชอบที่จะอ้างเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้นำบันทึกคำเบิกความของนางสาววิลามา ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ และจ่าสิบตำรวจสุธีร์หรือธนยศ ผู้ได้รับบาดเจ็บ พยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมารับฟังประกอบการวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหรือไม่ นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการสืบพยานโจทก์ในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบนางสาววิมาลาและจ่าสิบตำรวจสุธีร์หรือธนยศ พยานโจทก์ เนื่องจากความผิดของโจทก์ที่ละเลยเพิกเฉยไม่เอาใจใส่ในการส่งหมายเรียกให้พยานหรือนำพยานมาศาล จึงไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร ที่ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความของนางสาววิมาลาและจ่าสิบตำรวจสสุธีร์หรือธนยศในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบพยานหลักฐานอื่นในชั้นพิจารณาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/5 ที่แก้ไขใหม่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังนั้น แม้จะย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจนำบันทึกคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้นมารับฟังประกอบการวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสอง"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้บังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 226 ม. 226/5 ม. 237 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตรแท้ประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทโรงพยาบาลศิวเวช จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7737/2552
#496048
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับราชการเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเลิดสิน มีหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากทางราชการคือตรวจและรักษาคนไข้ การที่จำเลยไปเบิกความเกี่ยวกับการตรวจร่างกายโจทก์ที่โรงพยาบาลศิริราชขณะจำเลยเป็นนักศึกษาแพทย์ จึงมิใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่จำเลยได้รับมอบหมายจากทางราชการ การกระทำของจำเลยไม่มีมูลความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 165 วรรคสาม จะบัญญัติว่า ก่อนที่ศาลประทับฟ้องมิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น แต่ตามบทมาตราดังกล่าวก็บัญญัติให้สิทธิจำเลยตั้งทนายเข้าซักค้านพยานโจทก์ได้ ดังนั้นจำเลยย่อมมีสิทธิยื่นคำแถลงการณ์ชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาไต่สวนว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลได้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 177 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2540 โจทก์ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันว่าถูกนายบุญชัยทำร้ายร่างกาย พนักงานสอบสวนส่งโจทก์ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศิริราชจำเลยซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 เป็นผู้ตรวจ จำเลยไปให้การต่อพนักงานสอบสวน วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยไปเบิกความต่อศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ 4009/2541, 4012/2541, 406/2542 เกี่ยวกับการตรวจร่างกายโจทก์ดังกล่าวและ วันที่ 2 กันยายน 2545 จำเลยไปเบิกความต่อศาลแขวงตลิ่งชันในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2503/2543

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คดีของโจทก์มีมูลหรือไม่ สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น เห็นว่า จำเลยรับราชการเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเลิดสิน มีหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากทางราชการคือตรวจและรักษาคนไข้ การที่จำเลยไปเบิกความเกี่ยวกับการตรวจร่างกายโจทก์ที่โรงพยาบาลศิริราชขณะจำเลยเป็นนักศึกษาแพทย์จึงมิใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่จำเลยได้รับมอบหมายจากทางราชการ การกระทำของจำเลยไม่มีมูลความผิดฐานนี้...

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 วรรคสาม จะบัญญัติว่าก่อนที่ศาลประทับฟ้องมิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น แต่ตามบทมาตราดังกล่าวก็บัญญัติให้สิทธิจำเลยตั้งทนายมาซักค้านพยานโจทก์ได้ ดังนั้นจำเลยย่อมมีสิทธิยื่นคำแถลงชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาไต่สวนว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลได้ด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 165 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประทีป ปิติสันต์
จำเลย — นางสาวณัศวีร์ ทองสิมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสมิทธิ์ วราอุบล
ศาลอุทธรณ์ — นายวิวัธน ทองลงยา
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ไพโรจน์ วายุภาพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7732/2552
#497421
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดทำให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 แต่คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวไม่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันในการที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 110 วรรคสาม การที่ผู้ร้องมิได้ดำเนินการบังคับคดีจนล่วงเลยระยะเวลาที่ ป.วิ.พ. มาตรา 271 กำหนดไว้ ผู้ร้องย่อมหมดสิทธิในการบังคับคดีในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวแต่ผู้ร้องก็ยังมีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 745 ในหนี้จำนองพร้อมด้วยดอกเบี้ยที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องไม่เกินในจำนวนเงินดังกล่าวได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2546 และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95 และมาตรา 22 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 9229/2538 แก่ผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาแล้วเห็นว่าสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาของผู้ร้องพ้นกำหนดระยะเวลาในการบังคับคดีแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่อาจดำเนินการให้ได้ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งกลับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองและนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องต่อไป

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95 ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องได้นำหนี้กู้ยืมและจำนองดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลแพ่งขอให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมและบังคับจำนองจนศาลได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 9229/2538 แล้ว ผู้ร้องมีสิทธิบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น เมื่อศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 9229/2538 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2538 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองวันที่ 7 มิถุนายน 2549 พ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาแล้ว ส่วนที่ว่าในขณะที่ผู้ร้องยังมีสิทธิบังคับคดี ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2546 ทำให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 นั้น แต่คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวไม่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันในการที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 110 วรรคสาม เมื่อผู้ร้องมิได้ดำเนินการบังคับคดีจนล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ผู้ร้องย่อมหมดสิทธิในการบังคับคดีในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสิทธิในการบังคับคดีในมูลหนี้ตามคำพิพากษาอันเป็นหนี้ประธานนั้นจะเป็นอันสิ้นไป แต่ผู้ร้องก็ยังมีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 ในหนี้จำนองเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี เช่นนี้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องในจำนวนดังกล่าวได้

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องไม่เกินหนี้จำนองจำนวน 2,000,000 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 745
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 95 ม. 110
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายประชา มาลัยศิริรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายอนันต์ พร้อมพูล
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
ไพโรจน์ วายุภาพ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7732/2552
#503059
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดทำให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 แต่คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวไม่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันในการที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 110 วรรคสาม การที่ผู้ร้องมิได้ดำเนินการบังคับคดีจนล่วงเลยระยะเวลาที่ ป.วิ.พ. มาตรา 271 กำหนดไว้ผู้ร้องย่อมหมดสิทธิในการบังคับคดีในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวแต่ผู้ร้องก็ยังมีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 745 ในหนี้จำนองพร้อมด้วยดอกเบี้ยที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2546 และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 และมาตรา 22 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 9229/2538 แก่ผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาแล้วเห็นว่าสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาของผู้ร้องพ้นกำหนดระยะเวลาในการบังคับคดีแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่อาจดำเนินการให้ได้ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2536 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้ร้องและนำที่ดินโฉนดเลขที่ 20421 และ 20422 ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก มาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ ผู้ร้องจึงฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้และบังคับจำนองต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2538 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 9229/2538 ให้จำเลยชำระหนี้แก่ผู้ร้อง หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ ต่อมาปรากฏว่าจำเลยถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลาย และศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้จำเลยล้มละลายแล้วการที่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเพื่อขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่ผู้ร้องโดยอาศัยอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำร้องเป็นการมิชอบ เนื่องจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหน้าที่ในการชำระสะสางหนี้สินของลูกหนี้ รวมทั้งขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง เมื่อจำเลยถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายภายในระยะเวลาบังคับคดี ผู้ร้องไม่อาจดำเนินการยึดทรัพย์ของจำเลยได้ อีกทั้งปัจจุบันจำเลยยังเป็นบุคคลล้มละลายอยู่ ขอให้ศาลมีคำสั่งกลับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองและนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องต่อไป

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองของจำเลยนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องนั้น ผู้ร้องจะยื่นคำร้องตามเหตุดังกล่าวได้ผู้ร้องจะต้องมีสิทธิที่จะบังคับคดีได้อยู่ แต่ปรากฏว่า ผู้ร้องได้ฟ้องบังคับจำนองจนกระทั่งศาลแพ่งมีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2538 ผู้ร้องจะต้องดำเนินการภายในกำหนดระยะเวลาในการบังคับคดี การที่ผู้ร้องละเลยไม่บังคับคดีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จนล่วงเลยพ้นระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว ผู้ร้องจะอาศัยการที่ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดมาเป็นข้ออ้างเพื่อจะให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดการทรัพย์สิน ถือเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้ผู้ร้องดำเนินการได้ก็จะเป็นการขยายระยะเวลาบังคับคดีอันขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและเป็นผลร้ายแก่จำเลย คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2536 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับผู้ร้องและนำที่ดินโฉนดเลขที่ 20421 และ 20422 ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก มาจำนองประกันหนี้ในวงเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ ผู้ร้องจึงนำมูลหนี้ดังกล่าวฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนองต่อศาลแพ่ง ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2538 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 9229/2538 โดยพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,366,983.78 บาท แก่ผู้ร้องพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน 2,027,812.74 บาท นับถัดวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเบี้ยประกันภัยในแต่ละปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 20421 และ 20422 ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดจนกว่าผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2546 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 และเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องได้นำหนี้กู้ยืมและจำนองดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลแพ่งขอให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมและบังคับจำนองจนศาลได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 9229/2538 แล้ว ผู้ร้องมีสิทธิบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น เมื่อศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 9229/2538 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2538 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองวันที่ 7 มิถุนายน 2549 พ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาแล้ว ส่วนที่ว่าในขณะที่ผู้ร้องยังมีสิทธิบังคับคดี ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2546 ทำให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 นั้น แต่คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวไม่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันในการที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 110 วรรคสาม เมื่อผู้ร้องมิได้ดำเนินการบังคับคดีจนล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ผู้ร้องย่อมหมดสิทธิในการบังคับคดีในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวแต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสิทธิในการบังคับคดีในมูลหนี้ตามคำพิพากษาอันเป็นหนี้ประธานนั้นจะเป็นอันสิ้นไป แต่ผู้ร้องก็ยังมีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา745 ในหนี้จำนองเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี เช่นนี้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องในจำนวนดังกล่าวได้"

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องไม่เกินหนี้จำนองจำนวน 2,000,000 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 745
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 95 ม. 110
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายประชา มาลัยศิริรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
ไพโรจน์ วายุภาพ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7732/2552
#508389
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ร้องฟ้องต่อศาลแพ่งขอให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมและบังคับจำนองจนศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว ผู้ร้องมีสิทธิบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ส่วนที่ว่าในขณะที่ผู้ร้องยังมีสิทธิบังคับคดี ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ทำให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 22 นั้น แต่คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวไม่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 110 วรรคสาม เมื่อผู้ร้องมิได้ดำเนินการบังคับคดีจนล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ สิทธิในการบังคับคดีในมูลหนี้ตามคำพิพากษาอันเป็นหนี้ประธานนั้นเป็นอันสิ้นไป แต่ผู้ร้องก็ยังมีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 745 ในหนี้จำนองพร้อมด้วยดอกเบี้ยที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี เช่นนี้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องในจำนวนดังกล่าวได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 95

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2546 และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 และมาตรา 22 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 9229/2538 แก่ผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาแล้วเห็นว่าสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาของผู้ร้องพ้นกำหนดระยะเวลาในการบังคับคดีแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่อาจดำเนินการให้ได้ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งกลับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองและนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องต่อไป

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องได้นำหนี้กู้ยืมและจำนองดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลแพ่งขอให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมและบังคับจำนองจนศาลได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 9229/2538 แล้ว ผู้ร้องมีสิทธิบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น เมื่อศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 9229/2538 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2538 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองวันที่ 7 มิถุนายน 2549 พ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาแล้ว ส่วนที่ว่าในขณะที่ผู้ร้องยังมีสิทธิบังคับคดี ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2546 ทำให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 นั้น แต่คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวไม่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันในการที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 110 วรรคสาม เมื่อผู้ร้องมิได้ดำเนินการบังคับคดีจนล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ผู้ร้องย่อมหมดสิทธิในการบังคับคดีในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสิทธิในการบังคับคดีในมูลหนี้ตามคำพิพากษาอันเป็นหนี้ประธานนั้นจะเป็นอันสิ้นไป แต่ผู้ร้องก็ยังมีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 ในหนี้จำนองเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี เช่นนี้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องในจำนวนดังกล่าวได้"

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องไม่เกินหนี้จำนองจำนวน 2,000,000 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 745
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 95 ม. 110 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายประชา มาลัยศิริรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
ไพโรจน์ วายุภาพ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7685/2552
#507352
เปิดฉบับเต็ม

การที่คู่ความร่วมคนหนึ่งขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคู่ความร่วมคนนั้น ไม่มีผลไปถึงคู่ความร่วมคนอื่นที่มิได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ด้วย กรณีมิใช่เรื่องที่จะนำมาตรา 59 (1) แห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับได้การที่โจทก์ที่ 1 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เพียงคนเดียว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่โจทก์ที่ 1 จึงเป็นประโยชน์แก่โจทก์ที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต ดังนั้นที่โจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์ฉบับเดียวกันภายในระยะเวลาดังกล่าวโดยโจทก์ที่ 2 มิได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้ ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ในส่วนของโจทก์ที่ 2 ด้วย เป็นการไม่ชอบและที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ต้องถือว่าคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแผนที่ท้ายฟ้องหมายเลข 2 จำนวน 2 แปลง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด อันเป็นการรบกวนสิทธิครอบครองของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2498 นางเคน ไปแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 35 ตำบลบัวลาย อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ตามสำเนาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เอกสารหมาย จ.8 ซึ่งเดิมอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลบัวลาย อำเภอบัวใหญ่ ต่อมาเปลี่ยนเป็นหมู่ที่ 4 ตำบลบัวลาย กิ่งอำเภอบัวลาย ปี 2523 นางเคนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 ปี 2541 โจทก์ทั้งสองไปขอออกโฉนดที่ดินแบ่งออกเป็น 2 แปลง ปรากฏว่ามีผู้คัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสองบางส่วนอ้างว่า ทับที่ดินสาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์บ้านคึมม่วง มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 โดยให้เหตุผลว่า โจทก์ทั้งสองเป็นโจทก์ร่วมกันมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ถือว่าโจทก์ที่ 1 ยื่นคำขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แทนโจทก์ที่ 2 ด้วย รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง และศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนของโจทก์ที่ 2 ซึ่งปัญหาข้อนี้แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่ก็เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 เห็นว่า การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล เป็นสิทธิของคู่ความแต่ละคนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อันเป็นกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งเมื่อได้กระทำโดยคู่ความร่วมคนหนึ่งย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคู่ความร่วมคนนั้นไม่มีผลไปถึงคู่ความร่วมคนอื่นที่มิได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ด้วย กรณีมิใช่เรื่องที่จะนำมาตรา 59 (1) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับได้ การที่โจทก์ที่ 1 ลงชื่อในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เพียงคนเดียว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่โจทก์ที่ 1 จึงเป็นประโยชน์แก่โจทก์ที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย ดังนั้น ที่โจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์ฉบับเดียวกันภายในระยะเวลาดังกล่าว โดยโจทก์ที่ 2 มิได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้ ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ในส่วนของโจทก์ที่ 2 ด้วย เป็นการไม่ชอบและที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกันต้องถือว่าคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ 2 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า ที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงตามแผนที่วิวาทเป็นที่ดินโจทก์ที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 และจำเลยต่างอ้างนายสุวัฒน์ซึ่งขณะนั้นรับราชการในตำแหน่งนายช่างรังวัด 4 สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา เป็นพยานสนับสนุนข้ออ้างและข้อเถียงของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง นายสุวัฒน์จึงเป็นพยานร่วมมีน้ำหนักให้รับฟัง โดยได้ความจากคำเบิกความของนายสุวัฒน์ว่า นายสุวัฒน์เป็นผู้รังวัดสอบสวนสิทธิที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์ทั้งสองนำรังวัดและชี้แนวเขตทุกด้านมีหลักฐานตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เอกสารหมาย จ.8 เพื่อขอออกโฉนดที่ดินรวม 2 แปลง ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.9 แม้นายสุวัฒน์เบิกความตอบคำถามของทนายโจทก์ที่ 1 ว่า ที่ดินที่โจทก์ที่ 1 นำรังวัดและชี้แนวเขตนั้นไม่ได้เป็นที่สงวนหรือหวงห้ามทั้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงและผู้ปกครองท้องที่ได้กันเขตและรับรองแนวเขตถูกต้อง แต่นายสุวัฒน์เบิกความตอบทนายจำเลยว่า หลังจากนายสุวัฒน์รังวัดและขึ้นรูปแผนที่ของที่ดินเสร็จแล้ว นายสุวัฒน์เพียงนำรูปแผนที่ของที่ดินไปตรวจสอบกับระวางภาพถ่ายทางอากาศ โดยมิได้ปฏิบัติตามระเบียบของกรมที่ดินว่าต้องนำรูปแผนที่ของที่ดินไปทาบกับระวางภาพถ่ายทางอากาศก่อน เพื่อให้ทราบว่ามีการทับซ้อนกับที่ดินแปลงอื่นหรือไม่ แสดงว่าเหตุที่นายสุวัฒน์เบิกความตอบคำถามของทนายโจทก์ที่ 1 ไปเช่นนั้น เพราะนายสุวัฒน์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบของกรมที่ดินดังกล่าว แต่นายสุวัฒน์เบิกความตอบคำถามของทนายจำเลยว่าหลังจากมีการคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินแปลงพิพาทแล้ว นายสุวัฒน์นำรูปแผนที่ของที่ดินแปลงพิพาทไปทาบกับระวางภาพถ่ายทางอากาศ พบว่าที่ดินแปลงพิพาททับซ้อนกับที่ดินสาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์บ้านคึมม่วง ตามที่ปรากฏอยู่ในระวางภาพถ่ายทางอากาศเอกสารหมาย จ.6 นอกจากนี้นายสุวัฒน์ยังเบิกความตอบคำถามของทนายจำเลยด้วยว่า ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.9 ที่ระบุว่าแนวเขตด้านทิศใต้จดที่ทำเลเลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์นั้น หากดูจากแผนที่ดังกล่าวที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าว เป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินสาธารณประโยชน์บ้านคึมม่วง เนื่องจากไม่มีที่ดินของบุคคลอื่นอีก ส่วนแนวเขตด้านทิศเหนือที่ระบุว่าจดที่ดินสาธารณประโยชน์นั้น ที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าว หากดูจากแผนที่เป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินสาธารณประโยชน์บ้านคึมม่วง ดังนี้ ย่อมเห็นได้ชัดว่าที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงในแผนที่วิวาทหรือที่ดินภายในเส้นสีเขียวในรูปแผนที่เอกสารหมาย ล.38 รุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์บ้านคึมม่วง คำเบิกความของนายสุวัฒน์ย่อมสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นของจำเลยมากกว่าพยานหลักฐานอื่นของพยานโจทก์ที่ 1 ประกอบกับปัญหาข้อเท็จจริงนี้ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดชอบด้วยเหตุผลแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์บ้านคึมม่วง หาใช่เป็นที่ดินโจทก์ที่ 1 ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 35 แต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน แต่ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 และยกฎีกาของโจทก์ที่ 2 เนื่องจากโจทก์ที่ 2 ยื่นฎีการวมกันมากับโจทก์ที่ 1 โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีการ่วมกัน จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จะสั่งคืนให้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59 (1) ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเส็ง สีนาพันธ์ กับพวก
นายสถาพร ชุมอุปการ ในฐานะปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้า
จำเลย — ประจำกิ่งอำเภอบัวลาย
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7683/2552
#496033
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 5 แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าขายสินค้าไม่ว่าหนี้ในปัจจุบันหรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่จำเลยที่ 5 ต้องชำระต่อจำเลยที่ 1 ไปให้แก่โจทก์ หนังสือดังกล่าวยังแจ้งด้วยว่าแม้ใบเรียกเก็บเงินบางฉบับอาจจะไม่มีข้อความที่ระบุข้างต้น ก็ให้ชำระเงินแก่โจทก์ตามรายการในใบเรียกเก็บเงินทุกใบต่อไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะแจ้งเปลี่ยนแปลงเป็นลายลักษณ์อักษร แสดงให้เห็นว่าเป็นการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องหนี้ค่าขายสินค้าที่จำเลยที่ 5 มีต่อจำเลยที่ 1 ที่จะเกิดขึ้นต่อไปทั้งหมด มิได้เป็นการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าขายสินค้าเฉพาะราย หลังจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องและมีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 5 ดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 5 สั่งซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 หลายครั้งและชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ดังนั้นการซื้อขายสินค้าระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 จึงเป็นการซื้อขายแบบต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นการซื้อขายสินค้าเจาะจงเฉพาะสิ่ง การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าขายสินค้าจึงรวมถึงหนี้ค่าสินค้ารายการที่ 1 ถึง 14 ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 5 ชำระหนี้ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ถึงกำหนดชำระเท่านั้น ถือได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าขายสินค้าให้แก่จำเลยที่ 5 แล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคแรก การโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 5 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 5 ชำระหนี้ค่าขายสินค้าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 5 ชำระเงิน 5,023,029.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,861,515.57 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมรับผิดชำระเงิน 4,357,862.56 บาท พร้อมค่าธรรมเนียมการชำระเงินเบื้องต้น 429,560.57 บาท และค่าธรรมเนียมการชำระเงินเบื้องต้นในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ของต้นเงิน 4,357,862.56 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้เงิน 4,787,423.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ของต้นเงิน 4,357,862.56 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 5 ใช้เงิน 485,286.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปีของต้นเงินค่าสินค้าในแต่ละจำนวน นับแต่วันที่หนี้ค่าสินค้าแต่ละจำนวนตามรายการที่ 6 ถึง 14 ตามรายละเอียดการคำนวณภาระหนี้ครบกำหนด จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 5,019,537.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปีของต้นเงิน 4,858,651.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดใช้เงินดังกล่าวแก่โจทก์ในวงเงิน 4,787,423.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ของต้นเงิน 4,357,862.56 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 5 ชำระหนี้แก่โจทก์ได้ตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 5 อ้างว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 5 เพียงครั้งเดียว ก่อนเวลาที่จำเลยที่ 5 สั่งซื้อสินค้ารายการที่ 1 ถึงที่ 14 จากจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแจ้งก่อนที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 5 ถือว่าโจทก์ไม่ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้จำเลยที่ 5 ทราบตามกฎหมายโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 5 ชำระหนี้ได้ตามฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 5 แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าขายสินค้าไม่ว่าหนี้ในปัจจุบันหรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่จำเลยที่ 5 ต้องชำระต่อจำเลยที่ 1 ไปให้แก่โจทก์ ซึ่งในหนังสือดังกล่าวยังแจ้งด้วยว่าแม้ใบเรียกเก็บเงินบางฉบับอาจจะไม่มีข้อความที่ระบุข้างต้น ก็ขอชำระเงินให้แก่โจทก์ตามรายการในใบเรียกเก็บเงินทุกใบต่อไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะแจ้งเปลี่ยนแปลงเป็นลายลักษณ์อักษร แสดงให้เห็นว่าเป็นการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องหนี้ค่าขายสินค้าที่จำเลยที่ 5 มีต่อจำเลยที่ 1 ที่จะเกิดขึ้นต่อไปทั้งหมด มิได้เป็นการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้เฉพาะราย ข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องและมีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 5 ดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 5 ก็ได้สั่งซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 หลายครั้งและชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ดังนั้น การซื้อขายสินค้าระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 จึงเป็นการซื้อขายแบบต่อเนื่องไม่ใช่เป็นการซื้อขายสินค้าเจาะจงเฉพาะสิ่ง การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าขายสินค้าจึงรวมถึงหนี้ค่าสินค้ารายการที่ 1 ถึง 14 ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 5 ชำระหนี้ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ถึงกำหนดชำระเท่านั้น ถือได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าขายสินค้าให้แก่จำเลยที่ 5 ทราบแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคแรก การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 5 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 5 ชำระหนี้ค่าสินค้าได้ ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมรับผิดในหนี้จำนวน 3,657,094.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับตามสัญญาโอนขายสิทธิเรียกร้องรายการที่ 1 จำนวน 903,508.45 บาท นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2541 รายการที่ 2 จำนวน 2,546.06 บาท นับแต่วันที่ 10 เมษายน 2541 รายการที่ 4 จำนวน 1,314,194.11 บาท นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2541 รายการที่ 5 จำนวน 1,001,816.64 บาท นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2541 รายการที่ 6 จำนวน 166,315.37 บาท นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2541 รายการที่ 7 จำนวน 15,285.59 บาท นับแต่วันที่ 22 กันยายน 2541 รายการที่ 8 จำนวน 72,799.33 บาท นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2541 รายการที่ 9 จำนวน 74,509.72 บาท นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2541 รายการที่ 10 จำนวน 31,855.99 บาท นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2541 รายการที่ 11 จำนวน 20,996 บาท นับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2541 รายการที่ 12 จำนวน 4,341.29 บาท นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2541 รายการที่ 13 จำนวน 26,573.78 บาท นับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2541 และรายการที่ 14 จำนวน 22,333.81 บาท นับแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมใช้เงินจำนวน 485,286.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าสินค้าที่ครบกำหนดชำระรายการที่ 6 จำนวน 185,537 บาท นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2541 รายการที่ 7 จำนวน 17,052.20 บาท นับแต่วันที่ 22 กันยายน 2541 รายการที่ 8 จำนวน 81,213 บาท นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2541 รายการที่ 9 จำนวน 83,121.06 บาท นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2541 รายการที่ 10 จำนวน 35,537.70 บาท นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2541 รายการที่ 11 จำนวน 23,422.58 บาท นับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2541 รายการที่ 12 จำนวน 4,843.03 บาท นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2541 รายการที่ 13 จำนวน 29,645 บาท นับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2541 และรายการที่ 14 จำนวน 24,915 บาท นับแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอยุธยาอินเตอร์เนชั่นแนลแฟคเตอร์ส จำกัด
บริษัทเอ.เอส.ดับบลิว อิมปอร์ต
จำเลย — เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายรังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา หงส์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7683/2552
#503112
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 5 แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าขายสินค้าไม่ว่าหนี้ในปัจจุบันหรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่จำเลยที่ 5 ต้องชำระต่อจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ ซึ่งในหนังสือยังแจ้งด้วยว่า แม้ใบเรียกเก็บเงินบางฉบับอาจจะไม่มีข้อความที่ระบุข้างต้นก็ขอชำระเงินให้แก่โจทก์ตามรายการในใบเรียกเก็บเงินทุกใบต่อไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะแจ้งเปลี่ยนแปลงเป็นลายลักษณ์อักษร แสดงให้เห็นว่าเป็นการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องหนี้ค่าขายสินค้าที่จำเลยที่ 5 มีต่อจำเลยที่ 1 ที่จะเกิดขึ้นต่อไปทั้งหมด มิได้เป็นการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้เฉพาะราย หลังจากนั้น จำเลยที่ 5 ยังได้สั่งซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 หลายครั้งและชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ดังนั้นการซื้อขายสินค้าระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 จึงเป็นการซื้อขายแบบต่อเนื่องไม่ใช่เป็นการซื้อขายสินค้าเจาะจงเฉพาะสิ่ง การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าขายสินค้าจึงรวมถึงหนี้ค่าสินค้ารายการที่ 1 ถึง 14 ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 5 ชำระหนี้ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ถึงกำหนดชำระเท่านั้น ถือได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าขายสินค้าให้แก่จำเลยที่ 5 ทราบแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคแรก จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 5

สินค้ารายการที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 5 จำเลยที่ 1 ได้โอนขายสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าสินค้าโดยคิดรวมในส่วนที่ไม่ได้ส่งมอบดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย จึงเป็นการโอนขายสิทธิเรียกร้องเกินกว่าสิทธิที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้รายการดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายโอนสิทธิเรียกร้อง (ในประเทศ) กับโจทก์ ตกลงว่าจำเลยที่ 1 จะนำสิทธิและผลประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในหนี้อันเกิดขึ้นจากการขายสินค้าเชื่อหรือการให้บริการแก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 มาขายให้แก่โจทก์เป็นคราว ๆ ไป และเมื่อโจทก์ตกลงรับซื้อสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ให้บรรดาสิทธิและผลประโยชน์ใด ๆ ในหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากลูกค้าของจำเลยที่ 1 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสิ้น โดยโจทก์จะชำระเงินเบื้องต้นให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่เกินร้อยละ 90 ของมูลค่าตามใบเรียกเก็บเงินของหนี้ หักด้วยค่าธรรมเนียมการขายโอนสิทธิเรียกร้องในอัตราร้อยละ 0.5 ของจำนวนหนี้ที่ขายและโจทก์คิดค่าธรรมเนียมการชำระเงินเบื้องต้นจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินเบื้องต้นแก่จำเลยที่ 1 จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้นั้นเต็มจำนวน หากลูกค้าของจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชดใช้ให้โจทก์เต็มจำนวนค่าความสูญหายและความเสียหายที่โจทก์ได้รับ ในการนี้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 5 มาขายแก่โจทก์รวม 14 ครั้ง รวมเป็นเงิน 4,861,515.57 บาท โจทก์ชำระเงินให้จำเลยที่ 1 แล้วรวมเป็นเงิน 4,357,862.56 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 5 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 5 ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดในหนี้เงินที่จำเลยที่ 1 รับไปจากโจทก์จำนวน 4,357,862.56 บาท พร้อมค่าธรรมเนียมการชำระเงินเบื้องต้นในอัตราร้อยละ 16.25 ของยอดเงินดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 รับเงินไปจากโจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 429,560.57 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 4,787,423.13 บาท ส่วนจำเลยที่ 5 ต้องรับผิดชำระเงินค่าสินค้าเชื่อแก่โจทก์จำนวน 4,861,515.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดชำระในแต่ละรายการคิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 161,513.29 บาท รวมเป็นเงิน 5,023,029.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,861,515.57 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมรับผิดชำระเงิน 4,357,862.56 บาท พร้อมค่าธรรมเนียมการชำระเงินเบื้องต้น 429,560.57 บาท และค่าธรรมเนียมการชำระเงินเบื้องต้นในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ของต้นเงิน 4,357,862.56 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 5 ให้การว่า สัญญาขายโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไม่สมบูรณ์เพราะไม่ระบุส่วนที่เป็นสาระสำคัญว่าสิทธิเรียกร้องนั้นเป็นสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีอยู่กับผู้ใด ในมูลหนี้อะไร โจทก์จึงนำสัญญาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 5 ไม่ได้ จำเลยที่ 5 ไม่ได้เป็นหนี้ค่าสินค้าแก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องข้อ 3.1 ถึงข้อ 3.5 เพราะสินค้าตามฟ้องข้อ 3.1 จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้จำเลยที่ 5 ส่วนสินค้าตามฟ้องข้อ 3.2 ถึงข้อ 3.5 จำเลยที่ 5 ชำระหนี้ไปแล้ว โดยสินค้าตามฟ้องข้อ 3.2 และ 3.5 จำเลยที่ 5 เป็นหนี้เพียง 245,724.60 บาท และ 1,005,840 บาท และจำเลยที่ 5 ชำระหนี้ไปแล้ว จำเลยที่ 5 คงเป็นหนี้ค่าสินค้าตามฟ้องข้อ 3.6 ถึงข้อ 3.14 แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 485,286.57 บาท เท่านั้น จำเลยที่ 5 เคยแจ้งให้โจทก์และจำเลยที่ 1 รับชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่รับจำเลยที่ 5 จึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดไม่ต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ไม่ได้ชำระค่าโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยที่ 1 การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้เงิน 4,787,423.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ของต้นเงิน 4,357,862.56 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระต้นเงิน 4,357,862.56 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 5 ใช้เงิน 485,286.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปีของต้นเงินค่าสินค้าในแต่ละจำนวนนับแต่วันที่หนี้ค่าสินค้าแต่ละจำนวนตามรายการที่ 6 ถึงที่ 14 ตามรายละเอียดการคำนวณภาระหนี้เอกสารหมาย จ.42 ครบกำหนดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 5,019,537.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปีของต้นเงิน 4,858,651.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดใช้เงินดังกล่าวแก่โจทก์ในวงเงิน 4,787,423.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ของต้นเงิน 4,357,862.56 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้จำเลยที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ขายสินค้าเชื่อแก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ โดยตกลงจะนำสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาโอนขายแก่โจทก์เป็นคราว ๆ ไป หากถึงกำหนดชำระหนี้ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชดใช้หนี้ให้โจทก์เต็มจำนวนโดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาขายโอนสิทธิเรียกร้อง (ในประเทศ) และสัญญาค้ำประกันหนี้อันต่อเนื่องโดยบุคคลธรรมดาเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2538 โจทก์และจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 5 ทราบ และให้จำเลยที่ 5 ชำระหนี้ที่มีอยู่ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตแก่โจทก์โดยตรง ตามหนังสือเรื่องการขายโอนสิทธิเรียกร้องเอกสารหมาย จ.11 หลังจากนั้นระหว่างวันที่ 8 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 9 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 นำสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับชำระหนี้ค่าสินค้าจากจำเลยที่ 5 รวม 14 รายการ ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.13 จ.16 จ.18 จ.20 จ.22 จ.24 จ.26 จ.28 จ.30 จ.32 จ.34 จ.36 จ.38 และ จ.40 ตามลำดับรวมเป็นเงิน 4,861,515.57 บาท โอนขายแก่โจทก์ แต่เมื่อหนี้แต่ละรายการถึงกำหนดชำระ จำเลยที่ 5 ผิดนัดชำระหนี้ค่าสินค้ารายการที่ 6 ถึงที่ 14 เป็นเงิน 485,286.57 บาท และปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้ค่าสินค้ารายการที่ 1 ถึงที่ 5 ให้โจทก์ อ้างว่าจำเลยที่ 1 ส่งสินค้าให้ไม่ครบถ้วน และจำเลยที่ 5 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไปครบถ้วนตามจำนวนสินค้าที่ได้รับแล้ว

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ในข้อแรกว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 5 ชำระหนี้แก่โจทก์ได้ตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 5 อ้างว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องเอกสารหมาย จ.11 เพียงครั้งเดียว ก่อนเวลาที่จำเลยที่ 5 สั่งซื้อสินค้ารายการที่ 1 ถึงที่ 14 ตามรายละเอียดการคำนวณภาระหนี้เอกสารหมาย จ.42 จากจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแจ้งก่อนที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 5 ถือว่าโจทก์ไม่ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้จำเลยที่ 5 ทราบตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 5 ชำระหนี้ได้ตามฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 5 แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าขายสินค้าไม่ว่าหนี้ในปัจจุบันหรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่จำเลยที่ 5 ต้องชำระต่อจำเลยที่ 1 ไปให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.11 แผ่นที่ 2 ซึ่งในหนังสือดังกล่าวยังแจ้งด้วยว่า แม้ใบเรียกเก็บเงินบางฉบับอาจจะไม่มีข้อความที่ระบุข้างต้น ก็ขอชำระเงินให้แก่โจทก์ตามรายการในใบเรียกเก็บเงินทุกใบต่อไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะแจ้งเปลี่ยนแปลงเป็นลายลักษณ์อักษรแสดงให้เห็นว่าเป็นการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องหนี้ค่าขายสินค้าที่จำเลยที่ 5 มีต่อจำเลยที่ 1 ที่จะเกิดขึ้นต่อไปทั้งหมด มิได้เป็นการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้เฉพาะราย ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องและมีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 5 ดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 5 ก็ได้สั่งซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 หลายครั้งและชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ดังนั้นการซื้อขายสินค้าระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 จึงเป็นการซื้อขายแบบต่อเนื่องไม่ใช่เป็นการซื้อขายสินค้าเจาะจงเฉพาะสิ่ง การโอนสิทธิเรียกในหนี้ค่าขายสินค้าจึงรวมถึงหนี้ค่าสินค้ารายการที่ 1 ถึง 14 ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 5 ชำระหนี้ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ถึงกำหนดชำระเท่านั้นถือได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าขายสินค้าให้แก่จำเลยที่ 5 ทราบแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคแรก การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 5 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 5 ชำระหนี้ค่าสินค้าได้ ฎีกาของจำเลยที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ในข้อสุดท้ายว่าจำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าตามฟ้องรายการที่ 1 ถึงที่ 5 ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.13 จ.16 จ.18 จ.20 และ จ.22 แก่จำเลยที่ 5 ครบถ้วนหรือไม่ และจำเลยที่ 5 ชำระหนี้ค่าสินค้าที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ครบถ้วนหรือไม่ ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่าทุกครั้งที่จำเลยที่ 1 นำสิทธิเรียกร้องในหนี้ขายสินค้าแก่จำเลยที่ 5 มาขายให้แก่โจทก์ โจทก์จะตรวจสอบโดยให้พนักงานของโจทก์โทรศัพท์สอบถามไปยังพนักงานของจำเลยที่ 5 ว่ามีการส่งมอบสินค้ากันครบถ้วนตามรายการในใบกำกับสินค้าที่จำเลยที่ 1 มอบไว้แก่โจทก์หรือไม่ เมื่อครบถ้วนแล้วโจทก์จึงจะจ่ายเงินค่าซื้อสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยที่ 1 สำหรับการขายสิทธิเรียกร้องค่าสินค้ารายการที่ 1 ถึงที่ 5 ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.13 จ.16 จ.18 จ.20 และ จ.22 พนักงานของโจทก์โทรศัพท์ติดตามสอบถามจนได้รับคำยืนยันจากพนักงานของจำเลยที่ 5 ว่าได้รับสินค้าครบถ้วนทุกรายการแล้ว แต่จำเลยที่ 5 ไม่ยอมชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์ จำเลยที่ 5 นำสืบว่าในการสั่งซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 จะมีใบสั่งซื้อของจำเลยที่ 5 ระบุรายการสินค้าที่สั่งซื้อไว้และเมื่อจำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าให้จำเลยที่ 5 แล้วจะต้องมีพนักงานของจำเลยที่ 5 ลงลายมือชื่อรับสินค้าไว้ในใบกำกับสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นหลักฐานเพื่อตรวจสอบกับใบวางบิลเรียกเก็บเงินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5 จะชำระค่าสินค้าด้วยเช็คระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงิน หลังจากจำเลยที่ 5 ได้รับแจ้งเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์แล้ว โจทก์ส่งพนักงานของโจทก์มาเก็บเงินค่าสินค้าจากจำเลยที่ 5 โดยถือใบเสร็จรับเงินซึ่งจำเลยที่เป็นผู้ออกมามอบให้จำเลยที่ 5 ซึ่งจำเลยที่ 5 ก็ยังคงออกเช็คชำระค่าสินค้าระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินให้โจทก์ไปและโจทก์สามารถนำเช็คไปเรียกเก็บเงินได้ทุกครั้ง สำหรับการสั่งซื้อสินค้ารายการที่ 1 เป็นการสั่งซื้อสินค้าตามใบสั่งซื้อแนบท้ายใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.13 อันดับที่ 3 จำนวน 11 หน่วย จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าอันดับที่ 1 ครบ 18 หน่วย และสินค้าอันดับที่ 2 ครบ 6 หน่วย จำเลยที่ 5 ชำระค่าสินค้าแล้วตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.23 และ ล.7 ตามลำดับ ส่วนสินค้าอันดับที่ 3 จำเลยที่ 1 ส่งมอบเพียง 17 หน่วย ขาดไป 11 หน่วย จำเลยที่ 5 ชำระค่าสินค้าตามจำนวนที่ได้รับแล้วตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 สินค้ารายการที่ 2 เป็นการสั่งซื้อสินค้าตามใบสั่งซื้อแนบท้ายใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.16 จำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าในลำดับที่ 6 ขาดไป 3 หน่วย จำเลยที่ 5 ชำระค่าสินค้าให้โจทก์ครบตามจำนวนสินค้าที่ได้รับแล้วตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.10 สินค้ารายการที่ 3 เป็นการสั่งซื้อสินค้าตามใบสั่งซื้อสินค้าแนบท้ายใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.18 จำเลยที่ 1 ทยอยส่งสินค้าให้จำเลยที่ 5 หลายครั้งจนครบจำนวน จำเลยที่ 5 ชำระค่าสินค้าให้โจทก์หลายครั้งครบถ้วนแล้ว ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.12 ล.14 ถึง ล.16 ล.18 ล.20 และ ล.21 ส่วนสินค้ารายการที่ 4 และที่ 5 ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.20 และ จ.22 เกี่ยวข้องกับสินค้าตามใบสั่งซื้อสินค้าแนบท้ายใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.13 อันดับที่ 3 และ 1 ตามลำดับ โดยจำเลยที่ 5 ชำระค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อสินค้าแนบท้ายใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.13 ตามจำนวนสินค้าที่ได้รับให้แก่โจทก์ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมายจ ล.5 ถึง ล.7 และ ล.23 แล้ว จำเลยที่ 5 ยังค้างชำระค่าสินค้ารายการที่ 6 ถึง 14 เพียง 485,286.57 บาท เท่านั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะมีนายนภาพล นางสาวขวัญใจ และนางสาวชลาทิพย์ มาเบิกความประกอบใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.13 จ.16 จ.18 จ.20 และ จ.22 ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าตามฟ้องรายการที่ 1 ถึงที่ 5 ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.13 จ.16 จ.18 จ.20 และ จ.20 ให้จำเลยที่ 5 ครบถ้วนแล้ว และได้มีการโทรศัพท์ตรวจสอบกับจำเลยที่ 5 ว่าสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 นำมาขายให้โจทก์ในแต่ละคราวนั้น จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ได้มีการซื้อขายกันจริงและจำเลยที่ 5 ได้รับสินค้าจากจำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าพยานดังกล่าวได้มีส่วนรู้เห็นการส่งมอบสินค้าระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ทั้งไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าตามใบกำกับสินค้าดังกล่าวให้จำเลยที่ 5 ครบถ้วนจริงหรือไม่ และจำเลยที่ 5 ยังค้างชำระหนี้สินค้าแก่โจทก์เพียงใด ประกอบกับไม่ปรากฏมีผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับสินค้าในใบกำกับสินค้าดังกล่าวไว้ นอกจากนี้โจทก์นำสืบว่าค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.16 อันดับที่ 6 ระบุรายการท่อประปา 50 เส้น แต่จำเลยที่ 5 ได้รับสินค้าเพียง 47 เส้น ขาดไป 3 เส้น แต่โจทก์กลับนำหลักฐานดังกล่าวมาฟ้องเรียกร้องค่าสินค้าจากจำเลยที่ 5 เต็มจำนวนตามฟ้องข้อ 3.2 เป็นเงิน 248,589 บาท ทั้งที่โจทก์ทราบดีแต่ต้นว่าจำเลยที่ 5 ได้รับสินค้าตามใบกำกับสินค้าดังกล่าวไม่ครบถ้วน พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อยไม่น่าเชื่อถือ ส่วนจำเลยที่ 5 นอกจากจะมีนายสุฤทธิ์ และนางพูนศรี มาเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบสินค้ารายการที่ 1 ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.13 และส่งมอบสินค้ารายการที่ 2 ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.16 ให้แก่จำเลยที่ 5 ไม่ครบถ้วน แต่ส่งมอบสินค้ารายการที่ 3 ครบ และจำเลยที่ 5 ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์แล้ว โดยมีใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย ล.3 ล.4 ล.8 ล.9 ล.11 ล.13 ล.17 และ ล.22 ซึ่งออกโดยจำเลยที่ 1 มาแสดงประกอบจริง จำเลยที่ 5 ได้รับสินค้าตามใบกำกับสินค้าดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 และมีใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.5 ล.6 ล.10 ล.12 ล.14 ถึง ล.16 ล.18 ล.20 ล.21 และ ล.23 มาแสดงสนับสนุนว่า จำเลยที่ 5 ได้ชำระค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้าดังกล่าวแก่โจทก์ตามจำนวนสินค้าที่ได้รับครบถ้วนแล้วสอดคล้องต้องกันโดยนายนภาพลเบิกความรับเจือสมว่า จำเลยที่ 5 ได้รับสินค้าและชำระค่าสินค้าครบถ้วนแล้วตามใบกำกับสินค้าและใบเสร็จรับเงินดังกล่าวจริง ส่วนสินค้ารายการที่ 4 และที่ 5 ตามใบกำกับสินค้าตามเอกสารหมาย จ.20 และ จ.22 จำเลยที่ 5 ให้การว่าได้ชำระค่าสินค้าไปแล้ว แต่นายสุฤทธิ์และนางพูนศรีเบิกความว่า ใบกำกับสินค้าดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการสั่งซื้อสินค้าตามใบสั่งซื้อสินค้าท้ายใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.13 ซึ่งจำเลยที่ 5 ได้ชำระค่าสินค้าตามจำนวนที่ได้รับให้แก่โจทก์แล้ว คำให้การของจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้จึงหมายความว่าได้รับสินค้าและชำระค่าสินค้าตามจำนวนที่ได้รับตามใบสั่งซื้อท้ายใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.13 ซึ่งสั่งซื้อในคราวเดียวกันไปแล้วเท่านั้น หาได้หมายความว่าได้รับสินค้าและชำระหนี้ค่าสินค้าที่ไม่มีใบสั่งซื้อสินค้าไม่ เมื่อสินค้ารายการที่ 4 และที่ 5 ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.20 และ จ.22 ไม่ปรากฏหลักฐานใบสั่งซื้อสินค้าดังเช่นสินค้ารายการอื่นตามฟ้องโจทก์ จึงน่าจะเป็นสินค้าคนละคราวกัน ทั้งใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.20 และ จ.22 ก็ไม่มีผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับมอบสินค้าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาฟังไม่ได้ว่ามีการส่งมอบสินค้ารายการที่ 4 และที่ 5 ให้แก่จำเลยที่ 5 ดังที่โจทก์ฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 5 จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าตามฟ้องรายการที่ 2 ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.16 ให้แก่จำเลยที่ 5 ไม่ครบ แต่ส่งมอบสินค้ารายการที่ 3 ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.18 ให้แก่จำเลยที่ 5 ครบ และจำเลยที่ 5 ชำระค่าสินค้ารายการที่ 2 และที่ 3 ตามจำนวนสินค้าที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ส่งมอบสินค้ารายการที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ให้แก่จำเลยที่ 5 ดังนั้นจำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้ค่าสินค้ารายการที่ 1 ถึงที่ 5 คำพิพากษาของศาลอุทธณณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ชำระค่าสินค้ารายการที่ 2 ในส่วนที่ได้รับ และรายการที่ 3 ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ค่าสินค้าในส่วนนี้ต่อโจทก์ แต่สำหรับในส่วนสินค้ารายการที่ 2 ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 5 ไม่ครบจำนวน 2,860.40 บาท และสินค้ารายการที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 5 นั้น จำเลยที่ 1 ได้โอนขายสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าสินค้าโดยคิดรวมในส่วนที่ไม่ได้ส่งมอบดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย จึงเป็นการโอนขายสิทธิเรียกร้องเกินกว่าสิทธิที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 5 เมื่อคำนวณเงินค่าโอนขายสิทธิเรียกร้องในค่าสินค้ารายการที่ 2 ตามฟ้องข้อ 3.2 ที่จำเลยที่ 1 ได้รับไปจากโจทก์คิดเป็นอัตราร้อยละ 89.64 ของยอดหนี้ค่าสินค้า จึงฟังได้ว่าโจทก์ชำระเงินในส่วนนี้แก่จำเลยที่ 1 ไปจำนวน 2,564.06 บาท และค่าสินค้ารายการที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 จำเลยที่ 1 ได้รับไปจากโจทก์จำนวน 903,508.45 บาท 1,314,194.11 บาท และ 1,001,816.64 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 3,222,083.66 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวคืนแก่โจทก์และเมื่อรวมกับหนี้ค่าสินค้ารายการที่ 6 ถึงที่ 14 ที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากโจทก์ตามสัญญาขายโอนสิทธิเรียกร้องตามฟ้องข้อ 3.6 ถึง 3.14 เป็นเงิน 435,010.88 บาท แล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะต้องรับผิดต่อโจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,657,094.14 บาท และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในค่าสินค้ารายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามสัญญาขายโอนสิทธิเรียกร้องไปจากโจทก์ตามแต่ละรายการจนกว่าจะชำระเสร็จ กับจำเลยทั้งห้าต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในค่าสินค้ารายการที่ 6 ถึง 14 นับถัดจากวันครบกำหนดชำระตามที่โจทก์นำสืบแต่ละรายการ จนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งหนี้จากการโอนขายสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมรับผิดในหนี้จำนวน 3,657,094.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับตามสัญญาโอนขายสิทธิเรียกร้องรายการที่ 1 จำนวน 903,508.45 บาท นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2541 รายการที่ 2 จำนวน 2,546.06 บาท นับแต่วันที่ 10 เมษายน 2541 รายการที่ 4 จำนวน 1,314,194.11 บาท นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2541 รายการที่ 5 จำนวน 1,001,816.64 บาท นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2541 รายการที่ 6 จำนวน 166,315.37 บาท นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2541 รายการที่ 7 จำนวน 15,285.59 บาท นับแต่วันที่ 22 กันยายน 2541 รายการที่ 8 จำนวน 72,799.33 บาท นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2541 รายการที่ 9 จำนวน 74,509.72 บาท นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2541 รายการที่ 10 จำนวน 31,855.99 บาท นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2541 รายการที่ 11 จำนวน 20,996 บาท นับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2541 รายการที่ 12 จำนวน 4,341.29 บาท นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2541 รายการที่ 13 จำนวน 26,573.78 บาท นับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2541 และรายการที่ 14 จำนวน 22,333.81 บาท นับแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมใช้เงินจำนวน 485,286.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าสินค้าที่ครบกำหนดชำระ รายการที่ 6 จำนวน 185,537 บาท นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2541 รายการที่ 7 จำนวน 17,052.20 บาท นับแต่วันที่ 22 กันยายน 2541 รายการที่ 8 จำนวน 81,213 บาท นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2541 รายการที่ 9 จำนวน 83,121.06 บาท นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2541 รายการที่ 10 จำนวน 35,537.70 บาท นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2541 รายการที่ 11 จำนวน 23,422.58 บาท นับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2541 รายการที่ 12 จำนวน 4,843.03 บาท นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2541 รายการที่ 13 จำนวน 29,645 บาท นับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2541 และรายการที่ 14 จำนวน 24,915 บาท นับแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 ม. 308
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอยุธยาอินเตอร์เนชั่นแนลแฟคเตอร์ส จำกัด
บริษัทเอ.เอส.ดับบลิว อิมปอร์ต
จำเลย — เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7667/2552
#503101
เปิดฉบับเต็ม

นับแต่วันที่ ส. ตาย ทายาทของ ส. คือโจทก์ จำเลย และ อ. ได้ครอบครองที่ดินทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัด อันเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง แล้ว และถือได้ว่าการแบ่งปันมรดกเสร็จสิ้นแล้วนับแต่วันที่ได้มีการครอบครองเป็นส่วนสัด จึงไม่มีปัญหาเรื่องคดีโจทก์ขาดอายุความมรดก 1 ปี ตามมาตรา 1754 หรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 3964 เนื้อที่ 24 ไร่ 1 งาน 5 ตารางวา มีชื่อนางประทวน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยแบ่งแยกจากที่ดินเดิม โจทก์กับนายปลิว สามีเช่าที่ดินดังกล่าวจากนางประทวนเพื่อทำนาก่อนแบ่งแยกโฉนด โจทก์กับนายปลิวปลูกบ้านเลขที่ 60 ทางเหนือสุดของที่ดินติดกับคลองหน้าไม้ โจทก์ นายปลิวและบุตรพักอาศัยในบ้านและทำนาที่เช่าตลอดมา ต่อมานายปลิวถึงแก่ความตาย โจทก์และบุตรทำนาที่เช่าต่อมาโดยตลอดจนกระทั่งปี 2521 นางประทวนบอกขายที่ดินแก่โจทก์ โจทก์ตกลงซื้อที่ดินโดยใส่ชื่อนายสำราญ บุตรโจทก์กับจำเลยภริยานายสำราญเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ปี 2532 ถึง 2533 มีการแบ่งแยกที่ดินและขายที่ดินส่วนที่อยู่ทางตอนใต้ของที่ดินไปบางส่วน คงเหลือที่ดินในส่วนที่อยู่ทางตอนเหนือตามโฉนดเลขที่ 3964 เนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 5 ตารางวา โจทก์ นายสำราญและจำเลยต่างครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัด โจทก์กับนายอุดม บุตรโจทก์อีกคนหนึ่งอยู่บ้านเลขที่ 60 ทางตอนเหนือสุดของที่ดินโฉนดเลขที่ 3964 ติดกับคลองหน้าไม้ จำเลยกับนายสำราญปลูกเรือนอยู่ทางตอนใต้ของที่ดินเป็นบ้านเลขที่ 60/3 วันที่ 2 สิงหาคม 2536 นายสำราญถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและในฐานะมารดาซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายสำราญมีสิทธิรับมรดกของนายสำราญ จึงร้องขอให้ศาลตั้งนายอุดม เป็นผู้จัดการมรดกของนายสำราญ เมื่อนายอุดมได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก นายอุดมแจ้งจำเลย บุตรจำเลยและโจทก์เพื่อตกลงแบ่งปันมรดกตามส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 3964 จำเลยและบุตรไม่โต้แย้งคัดค้านสิทธิของโจทก์ซึ่งได้ครอบครองที่ดินและได้ปลูกบ้านเลขที่ 60 หมู่ที่ 7 แต่อย่างใด แต่จำเลยไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและไม่แบ่งปันมรดกให้แก่โจทก์ นายอุดมมีหนังสือนัดให้จำเลยไปดำเนินการโอนมรดก จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 3964 ตำบลหน้าไม้ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ไปยื่นคำขอโอนมรดกที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี โดยให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งในส่วนของนายสำราญ เจ้ามรดกหนึ่งในสามส่วนและได้รับที่ดินในส่วนที่โจทก์ปลูกบ้านเลขที่ 60 รวมเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา หากจำเลยไม่ไปยื่นคำขอโอนมรดกที่ดิน ให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินให้โจทก์เพื่อไปขอรับโอนมรดก หากจำเลยไม่ไปขอใช้คำสั่งศาลเพื่อแสดงเจตนาแทนจำเลย

จำเลยให้การว่า ที่ดินมรดกพิพาทมีชื่อจำเลยและนายสำราญ สามีร่วมกัน แต่ที่ดินแปลงดังกล่าวจำเลยใช้เงินส่วนตัวซื้อแล้วใส่ชื่อนายสำราญแทนจำเลยด้วยครึ่งหนึ่งเพื่อให้เกียรติ นายสำราญไม่ได้มีเจตนาเป็นเจ้าของแต่อย่างใด โจทก์มิได้ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัด โจทก์ขออาศัยที่ดินพิพาทอยู่เป็นเนื้อที่ 50 ตารางวา แผนที่ของโจทก์ไม่ถูกต้องเพราะจำเลย (ที่ถูกน่าจะเป็นโจทก์) อาศัยอยู่เฉพาะมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือ หากที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายสำราญ ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความแล้วเพราะมิได้ฟ้องเรียกร้องภายใน 1 นับแต่วันที่โจทก์ทราบว่านายสำราญถึงแก่ความตายโจทก์มิได้มีส่วนในการครอบครองที่ดินพิพาทอย่างทายาท จึงไม่ใช่เป็นทายาทผู้มีส่วนครอบครองทรัพย์มรดก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 3964 ตำบลหน้าไม้ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ไปยื่นคำขอโอนมรดกที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี โดยให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งในส่วนของนายสำราญ เจ้ามรดกจำนวนหนึ่งในสามคิดเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา โดยโจทก์ได้รับส่วนแบ่งในส่วนที่ดินทางด้านทิศเหนือตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเป็นส่วนที่ดินทางด้านทิศเหนือตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเป็นส่วนที่โจทก์ปลูกบ้านเลขที่ 60 หมู่ที่ 7 ตำบลหน้าไม้ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี หากจำเลยไม่ไปยื่นคำขอโอนมรดกที่ดิน ให้จำเลยส่งมอบโฉนดให้แก่โจทก์เพื่อโจทก์ไปขอรับมรดก หากจำเลยไม่ไปให้ถือคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ถึงแก่ความตาย นายอุดม บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาเป็นประการแรกว่า ที่ดินพิพาทจำเลยใช้เงินส่วนตัวซื้อ จึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย แต่ข้อเท็จจริงตามสำนวนศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษาประเด็นนี้แล้วว่า ที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยและนายสำราญถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันคนละครึ่ง เมื่อนายสำราญถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมที่ดินพิพาทส่วนของนายสำราญย่อมตกทอดไปยังทายาท 3 คน คือ โจทก์ จำเลยและนางอุไรวรรณ จำเลยมิได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ประเด็นข้อพิพาทนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะยกประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยอีก ก็หาใช่ประเด็นข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่ ในชั้นฎีกานี้จึงต้องถือว่า ฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นประเด็นที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยเพียง 2 ประการ คือ ทายาทของนายสำราญคือโจทก์ จำเลยและนางอุไรวรรณ ได้มีการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทที่เป็นทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัดหรือไม่ และคดีโจทก์ขาดอายุความมรดก 1 ปี แล้วหรือไม่ ซึ่งสามารถวินิจฉัยไปด้วยกันได้ เพราะประเด็นอายุความขึ้นอยู่กับผลการวินิจฉัยฎีกาประการแรกที่ว่ามีการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดระหว่างทายาทหรือไม่ โจทก์นำสืบโดยมีนายอุดม บุตรโจทก์และเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ รวมทั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายสำราญ เจ้ามรดกเจ้าของที่ดินพิพาท กับนางบุญช่วย เบิกความทำนองเดียวกันว่า หลังจากนายสำราญถึงแก่ความตาย ทายาทของนายสำราญ 3 คน คือ โจทก์ จำเลยและนางอุไรวรรณ ได้แบ่งปันส่วนที่ดินพิพาทโดยให้โจทก์ได้ส่วนแบ่งทางด้านทิศเหนือ จำเลยได้ส่วนแบ่งด้านทิศใต้และนางอุไรวรรณได้ส่วนแบ่งด้านทิศใต้เช่นกัน สาเหตุที่แบ่งที่ดินดังกล่าวเนื่องจากที่ดินทางด้านทิศเหนือมีบ้านของโจทก์และทางด้านทิศใต้มีบ้านของจำเลย และโจทก์ยังมีร้อยเอกประมาณ หัวหน้าสำนักงานทนายความซึ่งเป็นผู้ดำเนินการยื่นคำร้องขอตั้งนายอุดมเป็นผู้จัดการมรดกเบิกความว่า หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งนายอุดมเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว พยานได้ไปดูที่ดินพิพาทตามที่โจทก์แจ้งให้ทราบตามแผนที่เอกสารหมาย จ.4 และได้พบกับจำเลยเมื่อสอบถามแล้วจำเลยยืนยันและชี้แนวเขตที่ดินพิพาทเช่นเดียวกับที่โจทก์แจ้งไว้ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.4 โดยมีศาลพระภูมิอยู่ตรงแนวเขตที่ดิน พยานวัดเนื้อที่ดินของโจทก์ได้ 2 ไร่เศษ ในวันดังกล่าวพยานนัดหมายกับจำเลยให้ไปแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2543 แต่จำเลยไม่ไปตามนัด ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่า ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.1 เดิมโจทก์ทำนาอยู่โดยเช่าจากนางประทวน ต่อมานางประทวนจะขายที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีเงินซื้อ จำเลยจึงนำที่ดินพิพาทไปจำนองกับนายฮง เมื่อมารดาจำเลยขายที่ดินได้และให้เงินจำเลย 100,000 บาท จำเลยจึงไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากนายฮงบ้านที่โจทก์ปลูกเดิมอยู่บนที่ดินอีกแปลงหนึ่งของนางประทวนที่อยู่ติดต่อทางเหนือของที่ดินพิพาท ซึ่งนางประทวนได้ขายให้แก่นางสนั่น เมื่อนางสนั่นให้โจทก์รื้อบ้านออกจากที่ดิน จำเลยจึงให้โจทก์มาปลูกบ้านในที่ดินพิพาทบนเนื้อที่ประมาณ 50 ตารางวา ทางด้านทิศเหนือ พื้นที่ดินนอกเหนือจากนั้นจำเลยเข้าทำประโยชน์โดยทำนาเต็มพื้นที่ ต่อมาจำเลยขายที่ดินไป 10 ไร่ คงเหลือที่ดินพิพาท 14 ไร่เศษ จำเลยเปลี่ยนมาทำสวนแทน โดยปลูกมะม่วงและกล้วย จำเลยทำถนนจากบ้านซึ่งปลูกอยู่ทางทิศใต้ของที่ดินพิพาทกว้างประมาณ 3 วา ยาวประมาณ 30 วา ออกไปสู่ถนนริมคลองซึ่งอยู่ทางเหนือของที่ดินพิพาทโดยโจทก์มิได้คัดค้าน หลังจากนายสำราญตาย โจทก์ไม่เคยทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และจำเลยไม่เคยตกลงแบ่งที่ดินพิพาทกับโจทก์ เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญโดยเฉพาะร้อยเอกประมาณพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการร้องขอตั้งนายอุดมเป็นผู้จัดการมรดกขอนายสำราญที่เบิกความว่าได้ไปสอบถามจำเลยตามที่โจทก์แจ้งแล้ว จำเลยยืนยันว่ามีการแบ่งแยกที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดตามแผนที่เอกสารหมาย จ.4 จริง นอกจากนี้ ยังมีพยานจำเลยคือนางแจ๋ว เบิกความตอบคำถามค้านพยานโจทก์ว่า เคยเห็นทนายความฝ่ายโจทก์ไปรังวัดที่ดินพิพาทในกรอบเส้นสีแดงตามแผนที่เอกสารหมาย จ.4 ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยโต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด หลังจากนายสำราญตายแล้วพยานเห็นโจทก์ปลูกต้นไม้และเก็บผลประโยชน์ในพื้นที่กรอบเส้นสีแดง ส่วนจำเลยก็ยุ่งเกี่ยวแต่เฉพาะที่ดินพิพาทในกรอบเส้นสีน้ำเงิน ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทในกรอบเส้นสีแดงเลย ส่วนที่จำเลยเบิกความโดยมีนางสนั่นเบิกความสนับสนุนว่าบ้านเดิมของโจทก์ปลูกอยู่บนที่ดินที่นางสนั่นซื้อจากนางประทวน เมื่อนางสนั่นซื้อแล้วได้ให้โจทก์รื้อถอนบ้านออกไป จำเลยจึงอนุญาตให้โจทก์เข้ามาปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทเพื่อใช้อยู่อาศัยในพื้นที่ประมาณ 50 ตารางวานั้น กลับปรากฏตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ของนางแจ๋วว่าบ้านเลขที่ 60 ซึ่งโจทก์อยู่มาตั้งแต่ต้นนั้นไม่เคยมีการย้ายไปที่ใดเลยคำเบิกความของพยานจำเลยจึงขัดกันเอง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่า รับฟังได้ว่า อย่างช้าที่สุดนับแต่วันที่นายสำราญ ทายาทของนายสำราญคือโจทก์ จำเลยและนางอุไรวรรณได้มีการครอบครองทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัด โดยโจทก์ครอบครองที่ดินในกรอบเส้นสีแดงตามแผนที่เอกสารหมาย จ.4 เนื้อที่ดิน 2 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา อันเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง แล้ว ซึ่งถือได้ว่าการแบ่งปันมรดกเสร็จสิ้นแล้วนับแต่วันที่ได้มีการครอบครองเป็นส่วนสัด กรณีจึงไม่มีปัญหาเรื่องคดีโจทก์ขาดอายุความมรดก 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 หรือไม่ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในประเด็นข้อพิพาททั้งสองนี้ชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรอด แก้วศรีหรือแก้วสี ฯ
จำเลย — นางลั่นทม แก้วศรี
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7666/2552
#507351
เปิดฉบับเต็ม

ยอดเงินกู้จำนวน 1,025,000 บาท ตามสัญญากู้เงินมีส่วนที่เป็นดอกเบี้ยล่วงหน้าเกินอัตราตามกฎหมายรวมอยู่ด้วยจำนวน 559,000 บาท ซึ่งไม่สมบูรณ์และตกเป็นโมฆะ แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าจำนวนเงินส่วนที่มีที่มาจากดอกเบี้ยดังกล่าวจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็สามารถแยกส่วนเงินต้นที่สมบูรณ์ออกมาได้ จำเลยรับในคำให้การและนำสืบว่าก่อนทำสัญญากู้เงินจำเลยค้างชำระเงินต้นแก่โจทก์ 466,000 บาท ส่วนที่นำสืบว่าได้ผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์บ้างแล้วคงค้างชำระเงินต้นเพียง 200,000 บาทนั้น ในส่วนของการชำระเงินต้นจำเลยมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้ยืมมาแสดงตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง จึงต้องห้ามมิให้นำสืบและรับฟังไม่ได้ ข้อเท็จจริงคงรับฟังได้ตามคำฟ้องโจทก์ว่า จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ 33,000 บาท เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยสมยอมชำระดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 จำเลยไม่มีสิทธิจะได้รับคืนดอกเบี้ยที่ได้ชำระไปแล้ว จึงนำไปหักออกจากเงินต้นที่ค้างชำระไม่ได้ อย่างไรก็ดีการที่จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดในการชำระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในระหว่างผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,294,365 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 1,025,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้หนี้ตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาสรุปได้ว่า ทางนำสืบของจำเลยไม่สมเหตุสมผล จำเลยไม่มีพยานหลักฐานแสดงว่าได้ใช้หนี้ให้แก่โจทก์จริงสัญญากู้เงินระบุอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน พยานจำเลยซึ่งอ้างว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือน เป็นการเบิกความเกินความจริง และจำเลยทราบดีว่าสัญญากู้เงินเป็นหลักฐานที่ใช้บังคับได้ตามกฎหมาย เห็นว่า จำเลยต่อสู้ว่าสัญญากู้เงินระบุยอดเงินซึ่งมีดอกเบี้ยที่เรียกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดรวมอยู่ด้วย สัญญากู้เงินดังกล่าวจึงเป็นโมฆะทั้งหมด โดยจำเลยเบิกความว่า จำเลยยืมเงินโจทก์หลายครั้งตั้งแต่ประมาณปี 2540 เป็นต้นมา บางปีจำเลยยืมเงินโจทก์ถึง 3 ครั้ง โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2545 โจทก์และจำเลยจึงคิดบัญชีหนี้สินกันได้ยอดหนี้เงินต้นซึ่งจำเลยค้างอยู่ 466,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวร้อยละ 5 ต่อเดือน เป็นเวลา 2 ปี เป็นดอกเบี้ย 559,200 บาท แต่โจทก์ลดให้ 200 บาท และนำดอกเบี้ยล่วงหน้า 2 ปีดังกล่าวไปรวมกับเงินต้นที่ยังค้างรวมเป็นเงิน 1,025,000 บาท แล้วทำสัญญากันใหม่ตามสัญญากู้เงิน หลังจากนั้นจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เรื่อยมาคงค้างอยู่อีก 200,000 บาท โจทก์ไม่เคยออกหลักฐานการรับเงินให้ ซึ่งคำเบิกความของจำเลยสอดคล้องกับสัญญากู้เงินอย่างสมเหตุสมผล ทั้งจำเลยยังมีนางกานต์ณา พยานร่วมระหว่างโจทก์และจำเลยเบิกความสนับสนุนทางนำสืบของจำเลย ส่วนโจทก์คงมีตัวโจทก์เบิกความว่า จำเลยยืมเงินโจทก์ตั้งแต่ปี 2539 ครั้งละ 100,000 ถึง 200,000 บาท และมีการคิดบัญชีหนี้สินบ้างในบางปี ต่อมาปี 2545 มีการคิดบัญชีหนี้สินกันอีกปรากฏว่าจำเลยค้างชำระเงินต้น 725,000 บาท ดอกเบี้ย 4 ปี ปีละ 87,000 บาท โจทก์จึงนำไปรวมเป็นยอดเงินใหม่และทำสัญญากู้เงินระบุยอดเงินกู้ยืม 1,025,000 บาท ซึ่งฟังเป็นพิรุธ เพราะโจทก์อ้างว่าจำเลยยืมเงินโจทก์ครั้งละ 100,000 ถึง 200,000 บาท แต่เหตุใดโจทก์จึงยอมให้จำเลยกู้ยืมเงินจำนวนสูงอยู่เสมอๆ ทั้งๆ ที่จำเลยไม่มีหลักประกันอันใดให้แก่โจทก์ ทั้งๆ ที่จำเลยค้างชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาหลายปีอีกด้วย พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ฟังได้ว่ายอดเงินกู้ตามสัญญากู้เงินมีส่วนที่เป็นดอกเบี้ยล่วงหน้าเกินอัตราตามกฎหมายรวมอยู่ด้วยจำนวน 559,000 บาท ซึ่งไม่สมบูรณ์และตกเป็นโมฆะ แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าจำนวนเงินส่วนที่มีที่มาจากดอกเบี้ยดังกล่าวจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็สามารถแยกส่วนเงินต้นที่สมบูรณ์ออกมาได้จำเลยรับในคำให้การและนำสืบว่าก่อนทำสัญญากู้เงินจำเลยค้างชำระเงินต้นแก่โจทก์ 466,000 บาท ส่วนที่นำสืบว่าได้ผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์บ้างแล้วคงค้างชำระเงินต้นเพียง 200,000 บาทนั้น ในส่วนของการชำระเงินต้น จำเลยมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้ยืมมาแสดงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง จึงต้องห้ามมิให้นำสืบและรับฟังไม่ได้ ข้อเท็จจริงคงรับฟังได้ตามคำฟ้องโจทก์ว่า จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ 33,000 บาท เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยสมยอมชำระดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดให้แก่โจทก์ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 จำเลยไม่มีสิทธิจะได้รับคืนดอกเบี้ยที่ได้ชำระไปแล้ว จึงนำไปหักออกจากเงินต้นที่ค้างชำระไม่ได้ อย่างไรก็ดีการที่จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดในการชำระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 466,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 407 ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกสุม ศรีนวล
จำเลย — นางวัลลภา นาคใหญ่
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7655/2552
#496047
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะวินิจฉัยว่าการนับโทษต่อของศาลชั้นต้นเป็นไปโดยชอบหรือไม่ จะต้องรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติตามที่จำเลยกล่าวอ้างว่าเหตุคดีนี้เกิดในเวลาเดียวกันและเป็นกรรมเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2328/2548 ของศาลชั้นต้น แต่จำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น ตามอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ และเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าต้องนับโทษในคดีนี้ควบกับคดีดังกล่าว จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ริบเฮโรอีนและนาฬิกาไม้ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายและนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 454/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3), 66 วรรคสาม, 102 ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ที่ถูก มาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2328/2548 ของศาลชั้นต้นเมื่อลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตแล้ว จึงเพิ่มโทษอีกไม่ได้ (ที่ถูก ยกคำขอให้เพิ่มโทษ) ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่ศาลชั้นต้นนับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2328/2548 ของศาลชั้นต้นเป็นการมิชอบเนื่องจากเหตุคดีนี้เกิดในเวลาเดียวกันและเป็นกรรมเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2328/2548 ของศาลชั้นต้นจึงต้องนับโทษในคดีนี้ควบกับคดีดังกล่าว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นเป็นการมิชอบ เห็นว่า การที่จะวินิจฉัยว่าการนับโทษต่อของศาลชั้นต้นเป็นไปโดยชอบหรือไม่จะต้องรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติตามที่จำเลยกล่าวอ้างว่าเหตุคดีนี้เกิดในเวลาเดียวกันและเป็นกรรมเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2328/2548 ของศาลชั้นต้น แต่จำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น ตามอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่และเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แต่จำเลยบิดเบือนให้เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย อุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบากว่าศาลล่างทั้งสองนั้น เห็นว่า การที่จำเลยมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 4 แท่ง น้ำหนัก 688.30 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 540.522 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย นับว่าเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษจำนวนมาก ตามสภาพและลักษณะแห่งความผิดนับเป็นมหันตภัยต่อมวลมนุษยชาติอีกทั้งสามารถทำลายทรัพยากรมนุษย์ บั่นทอนความสงบสุขของสังคมและเศรษฐกิจของชาติสุดคณานับ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษประหารชีวิตจำเลย ก่อนลดโทษให้นั้น เหมาะสมตามความผิดแล้ว และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจในเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำเลยจำคุกตลอดชีวิตก็เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายวิทูรย์ ทาแกง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายพิสิทธิ์ ฉายะไพสิฐพร
ศาลจังหวัดอุทธรณ์ภาค 5 — นายชวลิต ลีฬหาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7651/2552
#496041
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 326, 328 ซึ่งตามมาตรา 328 การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 326 ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) มาด้วย แต่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดเพียงกรรมเดียวต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) และมาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จ่าสิบตำรวจเสถียรผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 326 จำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณาด้วยการใช้เครื่องขยายเสียงกระจายเสียงป่าวประกาศ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ซึ่งตามมาตรา 328 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) มาด้วยก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลจังหวัด องค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนตามมาตรา 26 ดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้แล้วพิพากษายกฟ้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) และมาตรา 26 และเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 328
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 25 (5) ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
โจทก์ร่วม — จ่าสิบตำรวจเสถียร จิตรหาญ
จำเลย — นายอดุลย์ พวงจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายชัชวาลย์ กันฉาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวัส ติงสมิตร
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7651/2552
#503099
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ซึ่งตามมาตรา 328 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) มาด้วย แต่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีจึงต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนตามมาตรา 26 ดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) และมาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2546 เวลากลางวันจำเลยใส่ความนายดาบตำรวจ (ที่ถูก จ่าสิบตำรวจ) เสถียร ผู้เสียหาย โดยการโฆษณาด้วยการใช้เครื่องขยายเสียงกระจายเสียงป่าวประกาศต่อบุคคลที่สาม ผู้มีชื่อและบุคคลทั่วไปว่า "ผู้รู้จากตำรวจเพื่อนผมว่านายเสถียรเคยติดคุกอยู่ที่บางเขน" อันเป็นการใส่ความว่าผู้เสียหายมีความประพฤติไม่ดี เคยกระทำผิดกฎหมายจนถูกจำคุกอันเป็นความเท็จ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จ่าสิบตำรวจเสถียร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 326 จำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณาด้วยการใช้เครื่องขยายเสียงกระจายเสียงป่าวประกาศ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ซึ่งตามมาตรา 328 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) มาด้วยก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด องค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนตามมาตรา 26 ดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้แล้วพิพากษายกฟ้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) และมาตรา 26 และเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2498 ม. 25 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
โจทก์ร่วม — จ่าสิบตำรวจเสถียร จิตรหาญ
จำเลย — นายอดุลย์ พวงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7651/2552
#503109
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 326, 328 ซึ่งตามมาตรา 328 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 326 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) มาด้วยก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด องค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนตามมาตรา 26 ดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้แล้วพิพากษายกฟ้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีจึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) และมาตรา 26 และเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จ่าสิบตำรวจเสถียรผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 326 จำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณาด้วยการใช้เครื่องขยายเสียงกระจายเสียงป่าวประกาศ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ซึ่งตามมาตรา 328 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) มาด้วยก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด องค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนตามมาตรา 26 ดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้แล้วพิพากษายกฟ้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) และมาตรา 26 และเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 328
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 25 (5) ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
โจทก์ร่วม — จ่าสิบตำรวจเสถียร จิตรหาญ
จำเลย — นายอดุลย์ พวงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7648/2552
#496747
เปิดฉบับเต็ม

พยานหลักฐานโจทก์ชวนให้สงสัยว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 300 เม็ด กับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก 2 ชิ้นหรือไม่ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องและถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองด้วย แม้ความผิดฐานนี้จะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรของกลางจำนวน 14,000 บาท ให้แก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่), 67 (ที่แก้ไขใหม่), 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 2 ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 การกระทำของความจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 30 ปี ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรของกลางจำนวน 14,000 บาท ให้แก่เจ้าของ

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกับพวกมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 300 เม็ด ของกลาง กับความผิดฐานร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 2 ชิ้น ของกลางไว้ในครอบครอง โดยในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 300 เม็ด ของกลาง กับเมทแอมเฟตามีนอีก 2 ชิ้น ของกลางและธนบัตรของกลางจำนวน 14,000 บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน กับจับจำเลยทั้งสองดำเนินคดีนี้ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลบ้านแม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ จึงเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาล้วนเป็นพิรุธ ชวนให้สงสัยว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 300 เม็ด กับอีก 2 ชิ้น ของกลางตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลต้องพิพากษายกฟ้องและถือว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองด้วย แม้ความผิดฐานนี้จะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 66 วรรคสอง (ใหม่) ม. 67 (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นางบานเย็น เตจ๊ะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางพนิดา เชาวนปรีชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชลิต กฐินะสมิต
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7631/2552
#495544
เปิดฉบับเต็ม

สามีจำเลยกู้เงินโจทก์ จำเลยลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญากู้ ถือว่าจำเลยได้ให้สัตยาบันในการทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว หนี้กู้ยืมเงินจึงเป็นหนี้ร่วมของสามีจำเลยและจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ย่อมมีอำนาจฟ้องลูกหนี้ทุกคนพร้อมกันให้ชำระหนี้เป็นส่วนๆ หรือจะฟ้องลูกหนี้ทีละคนจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยในคดีก่อนให้ร่วมกับสามีชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ด้วย จำเลยคดีนี้จึงถือไม่ได้ว่าเป็นคู่ความเดียวกันกับจำเลยในคดีก่อน ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

คดีก่อนโจทก์นำสัญญากู้ยืมฟ้องสามีจำเลยให้ชำระหนี้เงินกู้ โจทก์กับสามีจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินสิ้นสุดไป โจทก์ถือสิทธิใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 การที่สามีจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ จำเลยไม่ได้ร่วมทำสัญญาด้วย จึงไม่มีผลผูกพันจำเลย เมื่อจำเลยไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยจึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากับโจทก์ สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมไม่ผูกพันจำเลยเพราะไม่ใช่คู่ความในคดีดังกล่าว โจทก์ไม่สามารถนำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมาฟ้องจำเลยให้รับผิดได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกขึ้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ 264 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 510,370 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 460,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 98/2551 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อสามีจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวโดยมีจำเลยซึ่งเป็นภริยาลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา และจำเลยรับในคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยว่าได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวในฐานะพยานจริง จึงถือได้ว่าจำเลยได้ให้สัตยาบันในการทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว หนี้กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นหนี้ร่วมของสามีจำเลยและจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิฟ้องลูกหนี้ทุกคนพร้อมกันให้ลูกหนี้ชำระหนี้เป็นส่วน ๆ หรือจะฟ้องลูกหนี้ทีละคนจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 คดีก่อนโจทก์ฟ้องสามีจำเลยให้ชำระหนี้กู้ยืมเงินตามคดีหมายเลขคดีแดงที่ 98/2551 ของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย สามีจำเลยซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนกับจำเลยคดีนี้จึงถือไม่ได้ว่าเป็นคู่ความเดียวกัน ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 98/2551 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นฟ้องซ้ำ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องสามีจำเลยให้ชำระหนี้กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว ต่อมาโจทก์กับสามีจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวของโจทก์นั้นระงับสิ้นไป โดยโจทก์ได้ถือสิทธิใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 การที่สามีจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยจำเลยไม่ได้ร่วมด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลย ประกอบกับจำเลยไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากับโจทก์ และคำพิพากษาตามยอมตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็ไม่ผูกพันจำเลยเพราะไม่ใช่คู่ความในคดีดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธินำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยรับผิดได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นมาเลย ศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 852 ม. 1490 (4)
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 148 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอังคณา ศรัณยาภรณ์
จำเลย — นางสมบุญ จันแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยบาดาล — นายสมพล อรุณรัตนมุขย์
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7631/2552
#503093
เปิดฉบับเต็ม

สามีจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโดยมีจำเลยซึ่งเป็นภริยาลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา จึงถือได้ว่าจำเลยได้ให้สัตยาบันในการทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว หนี้กู้ยืมเงินจึงเป็นหนี้ร่วมของสามีจำเลยและจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิฟ้องลูกหนี้ทุกคนพร้อมกันให้ลูกหนี้ชำระหนี้เป็นส่วน ๆ หรือจะฟ้องลูกหนี้ทีละคนจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนก็ได้ตามมาตรา 291

คดีก่อนโจทก์ฟ้องสามีจำเลยให้ชำระหนี้กู้ยืมเงิน โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย สามีจำเลยซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนกับจำเลยคดีนี้จึงไม่ได้เป็นคู่ความเดียวกัน ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

โจทก์ฟ้องสามีจำเลยให้ชำระหนี้กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน ต่อมาโจทก์กับสามีจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวของโจทก์ระงับสิ้นไปโดยโจทก์ได้ถือสิทธิใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 การที่สามีจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ โดยจำเลยไม่ได้ร่วมด้วย จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยประกอบกับจำเลยไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงฟ้องให้จำเลยรับผิดไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2549 นายแหลมทอง ซึ่งเป็นสามีจำเลย ทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 460,000 บาท จากโจทก์ และนำเงินไปใช้จ่ายในครอบครัว โดยจำเลยลงลายมือชื่อเป็นพยาน จึงเป็นการให้สัตยาบันในหนี้ของสามีจำเลยและเป็นหนี้ที่สามีจำเลยก่อขึ้นระหว่างสมรส ดังนั้น สามีจำเลยและจำเลยจึงเป็นลูกหนี้ร่วมกันตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 แต่สามีจำเลยไม่เคยชำระเงินกู้ยืมแก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องสามีจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 353/2550 ของศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์และสามีจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยให้สามีจำเลยชดใช้เงินจำนวน 320,000 บาท ให้แก่โจทก์ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2552 หากสามีจำเลยชำระเงินให้โจทก์ไม่น้อยกว่า 150,000 บาท โจทก์จะคืนใบคู่มือจดทะเบียนรถ เลขทะเบียน 20-0610 ลพบุรี ยี่ห้อ อีซูซุ สีน้ำเงินให้แก่สามีจำเลย และเมื่อสามีจำเลยชำระเงินครบถ้วนโจทก์จะคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 3949 ตำบลสระโบสถ์ อำเภอสระโบสก์ จังหวัดลพบุรี พร้อมใบอนุญาตเส้นทางเดินรถเลขที่ จบ.8140 ให้แก่สามีจำเลย หากสามีจำเลยผิดนัดถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมดยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้เต็มตามฟ้อง คือ เงินจำนวน 460,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องคือ วันที่ 6 กรกฎาคม 2550 โดยหักส่วนที่สามีจำเลยจำเลยชำระให้แก่โจทก์แล้ว และศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมแล้วเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 98/2551 เมื่อเดือนตุลาคม 2551 โจทก์ทราบว่าสามีจำเลยจะขายรถยนต์พร้อมเส้นทางเดินรถที่สามีจำเลยนำคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ เลขทะเบียน 20-0610 ลพบุรี มาจำนำโดยไม่บอกโจทก์ โจทก์จึงตรวจสอบพบว่าสามีจำเลยได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าคู่มือจดทะเบียนรถยนต์นั้นหายและได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ขนส่งเปลี่ยนหมายเลขทะเบียนรถยนต์และออกคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ใหม่เป็น 10-2315 ลพบุรี อันเป็นการทำลายหลักประกัน ซึ่งสามีจำเลยไม่อาจถือประโยชน์จากเงื่อนเวลาการชำระหนี้ให้โจทก์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2552 ได้เมื่อโจทก์ทวงถามสามีจำเลยและจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวก็เพิกเฉย จำเลยต้องรับผิดในหนี้ร่วมกับสามีจำเลยที่ตกลงกับโจทก์ว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 510,370 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 460,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 98/2551 ของศาลชั้นต้นคดีก่อน จำเลยคดีนี้เป็นภริยาของนายแหลมทอง จำเลยในคดีก่อน จึงถือว่าเป็นคู่ความเดียวกัน ประเด็นในคดีนี้กับคดีก่อนเป็นประเด็นเดียวกัน คือ สัญญากู้ยืมฉบับเดียวกัน และคดีก่อนได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 98/2551 ของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาราความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า สามีจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 โดยมีจำเลยลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาดังกล่าว ต่อมาโจทก์ฟ้องสามีจำเลยเรียกเงินตามสัญญากู้เงินดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 353/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 98/2551 ในคดีดังกล่าวโจทก์กับสามีจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 98/2551 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าสามีจำเลยกับจำเลยเป็นลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 โจทก์เป็นเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยหรือสามีจำเลยคนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือโดยส่วนก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 แม้ว่าคดีก่อนโจทก์ฟ้องสามีจำเลยมีประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยตามสัญญากู้ยืมที่สามีจำเลยและจำเลยเป็นลูกหนี้ร่วมกันซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วจะเป็นประเด็นเดียวกันกับคดีนี้แต่จำเลยกับสามีจำเลยก็ไม่ใช่ผู้มีสิทธิกระทำแทนซึ่งกันและกันตามกฎหมาย อันจะเป็นคู่ความเดียวกันได้นั้น เห็นว่า เมื่อสามีจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวโดยมีจำเลยซึ่งเป็นภริยาลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา และจำเลยรับในคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยว่าได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวในฐานะพยานจริง จึงถือได้ว่าจำเลยได้ให้สัตยาบันในการทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว หนี้กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นหนี้ร่วมของสามีจำเลยและจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิฟ้องลูกหนี้ทุกคนพร้อมกันให้ลูกหนี้ชำระหนี้เป็นส่วน ๆ หรือจะฟ้องลูกหนี้ทีละคนจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 คดีก่อนโจทก์ฟ้องสามีจำเลยให้ชำระหนี้กู้ยืมเงินตามคดีหมายเลขคดีแดงที่ 98/2551 ของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย สามีจำเลยซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนกับจำเลยคดีนี้จึงถือไม่ได้ว่าเป็นคู่ความเดียวกัน ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 98/2551 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นฟ้องซ้ำ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วและเพื่อให้คดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยคดีต่อไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องสามีจำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว ต่อมาโจทก์กับสามีจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวของโจทก์นั้นระงับสิ้นไปโดยโจทก์ได้ถือสิทธิใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 การที่สามีจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ โดยจำเลยไม่ได้ร่วมด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยประกอบกับจำเลยไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากับโจทก์และคำพิพากษาตามยอมตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยรับผิดได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นมาเลย ศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล

อนึ่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ไม่ว่าคู่ความทั้งปวงหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจักมีคำขอหรือไม่ก็ดี ให้ศาลสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 852 ม. 1490
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอังคณา ศรัณยาภรณ์
จำเลย — นางสมบุญ จันแก้ว
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7625/2552
#503107
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ส. ที่โจทก์เป็นกรรมการได้มอบเงินให้บริษัท ซ. ที่จำเลยเป็นกรรมการเป็นค่าสินค้าที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยล่วงหน้า เงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่หนี้ตามข้อตกลงในฐานะส่วนตัวของโจทก์กับจำเลย แต่เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ส. กับจำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ซ. ต่อมาบริษัท ซ. จะต้องคืนเงินแก่บริษัท ส. แต่ได้ทำในรูปสัญญากู้ยืมที่จำเลยลงลายมือชื่อรับผิดต่อโจทก์ หนี้ที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์จึงเป็นหนี้ที่บริษัท ซ. มีต่อบริษัท ส. ไม่ใช่เป็นหนี้ของจำเลยในฐานะส่วนตัว สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีมูลหนี้ต่อกัน

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์โดยไม่ได้นำสืบว่าหนี้กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดจากการแปลงหนี้ ทั้งจำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์โดยไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญา จึงรับฟังไม่ได้ว่าหนี้กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดจากการแปลงหนี้ตามที่โจทก์อ้าง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่า โจทก์จำต้องกล่าวในฟ้องถึงการแปลงหนี้ด้วยหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,000,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด และบริษัทกุ้งสยาม จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการขายอาหาร เคมีภัณฑ์และเวชภัณฑ์สำรับการเลี้ยงสัตว์น้ำ จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการผลิตจุลินทรีย์ในการเลี้ยงกุ้ง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด โอนเงิน 5,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาฉะเชิงเทรา และจำเลยลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการผู้จัดการของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด รับว่าได้รับชำระเงินดังกล่าวไว้แล้ว วันที่ 9 กรกฎาคม 2544 จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ตกลงว่าจะชำระเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ภายในวันที่ 26 ธันวาคม 2544 แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2544 จำเลยลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด สั่งจ่ายเช็คของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 4,000,000 บาท แก่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด และลงลายมือชื่อรับว่าได้คืนเงินค่าชำระค่าสินค้าล่วงหน้าแก่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด 4,000,000 บาท เป็นเช็คฉบับดังกล่าว แต่เมื่อเช็คฉบับดังกล่าวถึงกำหนด ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่า ก่อนทำสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้อง จำเลยเป็นหนี้ต้องคืนเงินที่โจทก์มอบให้แก่จำเลยเป็นค่าชำระค่าสินค้าล่วงหน้า 4,000,000 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่มีเงินคืนจึงทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้อง ให้โจทก์อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินแก่โจทก์ตามฟ้องนั้น ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า จำเลยเคยเสนอขายจุลินทรีย์ในการเลี้ยงกุ้งให้แก่โจทก์ซึ่งตรงกับความประสงค์ของบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด และบริษัทกุ้งสยาม จำกัด ที่ต้องการซื้อเพื่อนำไปใช้เองและขายต่อให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และต้องใช้เป็นจำนวนมาก แต่บริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด ไม่มีเงินทุนพอในการผลิตสินค้าได้ปริมาณเท่าที่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด และบริษัทกุ้งสยาม จำกัดต้องการ จำเลยจึงเสนอให้โจทก์ชำระเงินค่าสินค้าล่วงหน้า 5,000,000 บาท แล้วจำเลยจะทยอยส่งสินค้าให้แก่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด และบริษัทกุ้งสยาม จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายเพียงผู้เดียวจนกว่าจะครบจำนวนเงินค่าสินค้าที่ชำระล่วงหน้า โจทก์ตกลงจึงโอนเงินของบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด เข้าบัญชีของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด แต่จำเลยไม่สามารถส่งสินค้าตามปริมาณที่ตกลงได้ โดยส่งได้คิดเป็นราคาเพียง 1,000,000 บาทเศษ บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด ไม่ประสงค์จะซื้อสินค้าดังกล่าวอีกต่อไปและให้จำเลยมาทำข้อตกลงเรื่องหนี้ดังกล่าวซึ่งเมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด ยังคงค้างชำระเงินบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด 4,000,000 บาทเศษ แต่บริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด ไม่มีเงินชำระ โจทก์จึงให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องมอบให้โจทก์ไว้ ส่วนจำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เหตุที่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด มอบเงิน 5,000,000 บาท ให้แก่บริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด เพื่อร่วมลงทุนในการผลิตจุลินทรีย์ในการเลี้ยงกุ้งและขยายกำลังการผลิตสินค้าตามปริมาณที่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด ต้องการ และให้บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด เป็นตัวแทนผู้จัดจำหน่ายเพียงผู้เดียว บริษัทเซ้าท์อีสต์ อกรีคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด จัดส่งสินค้าให้แก่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด หลังจากนั้นบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด ไม่สั่งสินค้าอีก อ้างว่าสินค้าดังกล่าวไม่ได้ผลตามที่คาดหมาย เป็นเหตุให้สินค้าของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด เหลือเป็นจำนวนมาก ทั้งไม่สามารถจัดจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่นได้ จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินให้โจทก์โดยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญากู้ยืมเงิน เห็นว่า แม้จะรับฟังได้ตามที่โจทก์อ้างว่า เงิน 5,000,000 บาท ที่โจทก์มอบให้จำเลยเป็นค่าสินค้าที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยล่วงหน้า มิใช่เป็นการร่วมลงทุนกับจำเลยก็ตาม แต่ปรากฏว่าข้อตกลงมอบเงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่เป็นข้อตกลงในฐานะส่วนตัวของโจทก์กับจำเลย แต่เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด กับจำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด หนี้ที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์จึงเป็นหนี้ที่บริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด มีต่อบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด ไม่ใช่เป็นหนี้ของจำเลยในฐานะส่วนตัว สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไว้โดยละเอียดว่า โจทก์ไม่มีมูลหนี้ตามฟ้องที่จะเรียกร้องจากจำเลยได้นั้น ชอบด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผล และต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา โดยไม่จำต้องนำมากล่าวซ้ำอีก ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องให้โจทก์เป็นการแปลงหนี้จากค่าสินค้าที่โจทก์ชำระแก่จำเลยล่วงหน้ามาเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน เมื่อยังไม่มีการชำระหนี้ถือว่าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินมีผลสมบูรณ์ และโจทก์ไม่จำต้องกล่าวในฟ้องถึงการแปลงหนี้ดังกล่าว ก็มีสิทธิฟ้องเรียกร้องจากจำเลยได้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 4,000,000 บาท โดยไม่ได้นำสืบว่าหนี้กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดจากการแปลงหนี้ ทั้งจำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์โดยไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญา จึงรับฟังไม่ได้ว่า หนี้กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดจากการแปลงหนี้ตามที่โจทก์อ้าง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์จำต้องกล่าวในฟ้องถึงการแปลงหนี้ด้วยหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุนันทา สุขสงวน
จำเลย — นายมัฆวาฬ สุวรรณเรือง
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ