คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7366/2552
#497438
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นลงโทษและเพิ่มโทษจำเลย คดีถึงที่สุดแล้ว ภายหลังปรากฏว่ามี พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้น แม้คดีจะถึงที่สุดแล้ว จำเลยก็ยังได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าว ถือว่าจำเลยไม่เคยถูกลงโทษในคดีที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุเพิ่มโทษ จึงมิอาจเพิ่มโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 92 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ลงโทษจำคุก 15 ปี และเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2550

จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดเพิ่มโทษจำเลยและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่ เนื่องจากมีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ประกาศใช้บังคับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ศาลพิพากษาลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับ และคดีได้ถึงที่สุดแล้ว กรณีจำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะงดเพิ่มโทษและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยใหม่หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษและเพิ่มโทษจำเลย คดีถึงที่สุดแล้วเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2550 ภายหลังปรากฏว่ามีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช มีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ อันเป็นการเทิดพระเกียรติในพระบรมเดชานุภาพและเสริมบุญญาบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ถือว่าจำเลยไม่เคยถูกลงโทษในคดีที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุเพิ่มโทษตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงมิอาจเพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จำคุกจำเลยมีกำหนด 15 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงต้องจำคุก 7 ปี 6 เดือน ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สิ้นสุด ให้ยกคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายทศพรหรือโด่งหรือบัณฑร ลครพล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายศักดิ์สิทธิ์ สุขสาคร
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7342/2552
#496017
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องร้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีในศาลให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ดังกล่าวเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้ว ก็ให้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ดังนั้น เมื่อผู้ร้องที่ 1 ได้รับโอนสินทรัพย์มาจากโจทก์แล้ว ผู้ร้องที่ 1 ย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมาย แม้ผู้ร้องที่ 1 จะไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิต่อศาลชั้นต้น แต่ก็ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ป.วิ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติกำหนดหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อได้รับคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งให้ทราบซึ่งคำสั่งศาลและวันขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดซึ่งทราบได้ตามทะเบียนหรือโดยประการอื่น เมื่อผู้ร้องที่ 1 รับซื้อสินทรัพย์มาแล้ว การขายทอดตลาดได้ราคาต่ำหรือสูงย่อมมีผลต่อการได้รับชำระหนี้ของผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นสิทธิโดยชอบที่ผู้ร้องที่ 1 จะเข้ามาดูแลรักษาผลประโยชน์ของตนเองในวันขายทอดตลาด ถือว่าผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทราบถึงสิทธิของผู้ร้องที่ 1 แล้วก่อนวันขายทอดตลาด เพราะได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้สั่งคำร้องขอสวมสิทธิของผู้ร้องที่ 1 ที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า "ผู้ร้องสวมสิทธิเข้ามาตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ มาตรา 7" จึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องแจ้งผู้มีส่วนได้เสียทุกคนรวมทั้งผู้ร้องที่ 1 ทราบ หาจำต้องรอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้สวมสิทธิหรือมีคำสั่งศาลแจ้งมาเสียก่อนไม่ เพราะกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้แจ้งแก่ผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียจากทางทะเบียนหรือโดยประการอื่น กรณีไม่มีข้อยกเว้นตามกฎหมายไม่ต้องแจ้งกำหนดวันนัดขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องที่ 1 ทราบ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่แจ้งวันนัดขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 306 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี และอาจต้องได้รับความเสียหายจากการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำร้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ 8,342,465.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,778,399.97 บาท นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวงเงิน 1,508,827.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 900,000 บาท นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จด้วย โดยจำเลยทั้งสามจะชำระหนี้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าเดือนละ 100,000 บาท และจะชำระให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน หากผิดนัดให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 139858, 139859 และ 92843 แขวงห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) เขตห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แทน ถ้าได้เงินไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขึ้นศาลในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์พร้อมค่าทนายความ 10,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดแก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคา 3,630,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวน คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขายทอดตลาดว่า เป็นไปตามรายงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 26 มกราคม 2548 และคู่ความแถลงสละประเด็นข้อพิพาทอื่น โดยขอให้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งกำหนดวันนัดขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องที่ 1 หรือไม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ค่าคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2547 โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ ให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย คืนเงินค่าซื้อทรัพย์ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ให้ครบถ้วน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งกำหนดนัดวันขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องที่ 1 ก่อนทำการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องร้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ดังกล่าวเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้ว ก็ให้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ดังนั้น เมื่อผู้ร้องที่ 1 ได้รับโอนสินทรัพย์มาจากโจทก์แล้ว ผู้ร้องที่ 1 ย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมาย แม้ผู้ร้องที่ 1 จะไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิต่อศาลชั้นต้น แต่ก็ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติกำหนดหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อได้รับคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งให้ทราบซึ่งคำสั่งศาลและวันขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดซึ่งทราบได้ตามทะเบียนหรือโดยประการอื่น เมื่อผู้ร้องที่ 1 รับซื้อสินทรัพย์มาแล้ว การขายทอดตลาดได้ราคาต่ำหรือสูงย่อมมีผลต่อการได้รับชำระหนี้ของผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นสิทธิโดยชอบที่ผู้ร้องที่ 1 จะเข้ามาดูแลรักษาผลประโยชน์ของตนเองในวันขายทอดตลาด ถือว่าผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทราบถึงสิทธิของผู้ร้องที่ 1 แล้วก่อนวันขายทอดตลาด เพราะได้ความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้สั่งคำร้องขอสวมสิทธิของผู้ร้องที่ 1 ที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า "ผู้ร้องสวมสิทธิเข้ามาตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ มาตรา 7" จึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องแจ้งผู้มีส่วนได้เสียทุกคนรวมทั้งผู้ร้องที่ 1 ทราบ หาจำต้องรอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้สวมสิทธิหรือมีคำสั่งศาลแจ้งมาเสียก่อนไม่ เพราะกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้แจ้งแก่ผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียจากทางทะเบียนหรือโดยประการอื่น กรณีไม่มีข้อยกเว้นตามกฎหมายไม่ต้องแจ้งกำหนดวันนัดขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องที่ 1 ทราบ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่แจ้งวันนัดขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 306 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี และอาจต้องได้รับความเสียหายจากการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง จึงชอบที่ศาลจะต้องมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว และให้ขายทอดตลาดใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ แต่ไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง ม. 306 วรรคหนึ่ง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายศักดิ์ชัย ตั้งเทียนชัยชนะ
จำเลย — นายวินิต ชีวบันเทิง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายโสภาค วงศ์อนันต์กิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภานุวัฒน์ ศุภะพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มนตรี ยอดปัญญา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7342/2552
#503004
เปิดฉบับเต็ม

พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องร้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ดังกล่าวเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน...และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้ว ก็ให้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ดังนั้น เมื่อผู้ร้องที่ 1 ได้รับโอนสินทรัพย์มาจากโจทก์แล้ว ผู้ร้องที่ 1 ย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมาย แม้ผู้ร้องที่ 1 จะไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิต่อศาลชั้นต้น แต่ก็ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติกำหนดหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อได้รับคำสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ทราบซึ่งคำสั่งศาลและวันขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดซึ่งทราบได้ตามทะเบียนหรือโดยประการอื่น เมื่อผู้ร้องที่ 1 รับซื้อสินทรัพย์มาแล้ว การขายทอดตลาดได้ราคาต่ำหรือสูงย่อมมีผลต่อการได้รับชำระหนี้ของผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นสิทธิโดยชอบที่ผู้ร้องที่ 1 จะเข้ามาดูแลรักษาผลประโยชน์ของตนเองในวันขายทอดตลาด ถือว่าผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทราบถึงสิทธิของผู้ร้องที่ 1 แล้วก่อนวันขายทอดตลาดจึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องแจ้งผู้มีส่วนได้เสียทุกคนรวมทั้งผู้ร้องที่ 1 ทราบ หาจำต้องรอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้สวมสิทธิหรือมีคำสั่งศาลแจ้งมาเสียก่อนไม่ เพราะกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้แจ้งแก่ผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียจากทางทะเบียนหรือโดยประการอื่น กรณีไม่มีข้อยกเว้นตามกฎหมายไม่ต้องแจ้งกำหนดวันนัดขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องที่ 1 ทราบ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่แจ้งวันนัดขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องทั้งสองผู้ร้องทั้งสองย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง จึงชอบที่ศาลจะต้องมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว และให้ขายทอดตลาดใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ 8,342,465.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,778,399.97 บาท นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวงเงิน 1,508,827.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 900,000 บาท นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จด้วย โดยจำเลยทั้งสามจะชำระหนี้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าเดือนละ 100,000 บาท และจะชำระให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน หากผิดนัดให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 139858, 139859 และ 92843 พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แทนกับให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขึ้นศาลในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์พร้อมค่าทนายความ 10,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดแก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคา 3,630,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดโดยไม่แจ้งให้ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ทราบ เป็นการไม่ชอบ ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดในราคาต่ำเกินไป ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยสุจริต และถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติของกรมบังคับคดี โดยราคาทรัพย์ที่ซื้อมามีราคาไม่ต่ำกว่าราคาตามท้องตลาด และผู้ร้องที่ 2 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์หลังจากการขายทอดตลาดเสร็จสิ้นแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวน คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขาย และคู่ความแถลงสละประเด็นข้อพิพาทอื่น โดยขอให้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งกำหนดวันนัดขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องที่ 1 หรือไม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองค่าคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2547 โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ ให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย คืนเงินค่าซื้อทรัพย์ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ให้ครบถ้วน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนและคำแถลงรับข้อเท็จจริงของคู่ความตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548 รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นนิติบุคคลที่ได้จดทะเบียนไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์แล้ว ผู้ร้องทั้งสองมีวัตถุประสงค์ในการซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน เพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 คดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสามได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2541 โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2544 ผู้ร้องที่ 1 รับซื้อสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสามในคดีนี้มาจากโจทก์ และเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2545 ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ตามสำเนาคำร้องเอกสารหมาย ร.10 หลังจากนั้นวันที่ 3 กันยายน 2546 ผู้ร้องที่ 2 รับโอนสินทรัพย์ดังกล่าวจากผู้ร้องที่ 1 ตามสำเนาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์เอกสารหมาย ร.12 และเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2547 ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนและต่อมาก็มีคำสั่งอนุญาตไต่สวนคำร้องดังกล่าว ในวันที่ 24 เมษายน 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้แก่ผู้คัดค้านในราคา 3,630,000 บาท โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งกำหนดวันขายทอดตลาดให้โจทก์ทราบ แต่ไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องทั้งสองทราบ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งกำหนดนัดวันขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องที่ 1 ก่อนทำการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ถ้ามีการฟ้องร้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ดังกล่าวเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน...และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้ว ก็ให้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ดังนั้น เมื่อผู้ร้องที่ 1 ได้รับโอนสินทรัพย์มาจากโจทก์แล้ว ผู้ร้องที่ 1 ย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมาย แม้ผู้ร้องที่ 1 จะไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิต่อศาลชั้นต้น แต่ก็ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติกำหนดหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อได้รับคำสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ทราบซึ่งคำสั่งศาลและวันขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดซึ่งทราบได้ตามทะเบียนหรือโดยประการอื่น เมื่อผู้ร้องที่ 1 รับซื้อสินทรัพย์มาแล้ว การขายทอดตลาดได้ราคาต่ำหรือสูงย่อมมีผลต่อการได้รับชำระหนี้ของผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นสิทธิโดยชอบที่ผู้ร้องที่ 1 จะเข้ามาดูแลรักษาผลประโยชน์ของตนเองในวันขายทอดตลาด ถือว่าผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทราบถึงสิทธิของผู้ร้องที่ 1 แล้วก่อนวันขายทอดตลาด เพราะได้ความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้สั่งคำร้องขอสวมสิทธิของผู้ร้องที่ 1 ที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า "ผู้ร้องสวมสิทธิเข้ามาตาม พ.ร.ก.บริหารสินทรัพย์ มาตรา 7" จึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องแจ้งผู้มีส่วนได้เสียทุกคนรวมทั้งผู้ร้องที่ 1 ทราบ หาจำต้องรอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้สวมสิทธิหรือมีคำสั่งศาลแจ้งมาเสียก่อนไม่เพราะกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้แจ้งแก่ผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียจากทางทะเบียนหรือโดยประการอื่น กรณีไม่มีข้อยกเว้นตามกฎหมายไม่ต้องแจ้งกำหนดวันนัดขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องที่ 1 ทราบ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่แจ้งวันนัดขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการการบังคับคดี และอาจต้องได้รับความเสียหายจากการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง จึงชอบที่ศาลจะต้องมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว และให้ขายทอดตลาดใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ แต่ไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 ม. 306
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายศักดิ์ชัย ตั้งเทียนชัยชนะ
จำเลย — นายวินิต ชีวบันเทิง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มนตรี ยอดปัญญา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7342/2552
#507344
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับคดีจำเลยแล้ว ผู้ร้องที่ 1 ก็ได้รับซื้อสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 หลังจากนั้นผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แทนโจทก์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องที่ 1 ย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 แม้ผู้ร้องที่ 1 จะไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิต่อศาลชั้นต้น แต่ก็ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในการบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทราบถึงสิทธิของผู้ร้องแล้วก่อนวันขายทอดตลาด การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยโดยได้แจ้งกำหนดวันขายทอดตลาดให้โจทก์ทราบแต่ไม่แจ้งแก่ผู้ร้องที่ 1 ทราบ จึงเป็นการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องที่ 1 ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง และศาลชอบที่จะต้องมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวและให้ขายทอดตลาดใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ 8,342,465.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,778,399.97 บาท นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวงเงิน 1,508,827.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 900,000 บาท นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จด้วย โดยจำเลยทั้งสามจะชำระหนี้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าเดือนละ 100,000 บาท และจะชำระให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน หากผิดนัดให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 139858, 139859 และ 92843 แขวงห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) เขตห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แทน ถ้าได้เงินไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขึ้นศาลในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์ พร้อมค่าทนายความ 10,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดแก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคา 3,630,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดโดยไม่แจ้งให้ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ทราบ เป็นการไม่ชอบ ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวน คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขายทอดตลาดว่า เป็นไปตามรายงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 26 มกราคม 2548 และคู่ความแถลงสละประเด็นข้อพิพาทอื่น โดยขอให้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งกำหนดวันนัดขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องที่ 1 หรือไม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ค่าคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2547 โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ ให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย คืนเงินค่าซื้อทรัพย์ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ให้ครบถ้วน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนและคำแถลงรับข้อเท็จจริงของคู่ความตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548 รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นนิติบุคคลที่ได้จดทะเบียนไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ และกระทรวงการคลังได้ประกาศให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์แล้ว ผู้ร้องทั้งสองมีวัตถุประสงค์ในการซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน เพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 คดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสามได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2541 โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2544 ผู้ร้องที่ 1 รับซื้อสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสามในคดีนี้มาจากโจทก์ และเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2545 ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ตามสำเนาคำร้อง หลังจากนั้นวันที่ 3 กันยายน 2546 ผู้ร้องที่ 2 รับโอนสินทรัพย์ดังกล่าวจากผู้ร้องที่ 1 ตามสำเนาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์เอกสารหมาย ร.12 และเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2547 ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพากษาต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนและต่อมาก็มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 เข้าสวมสิทธิเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2547 ในระหว่างที่ศาลกำลังไต่สวนคำร้องดังกล่าว ในวันที่ 24 เมษายน 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้แก่ผู้คัดค้านในราคา 3,630,000 บาท โดยเจ้าพนักงานบังคับคคีแจ้งกำหนดวันขายทอดตลาดให้โจทก์ทราบ แต่ไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องทั้งสองทราบ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งกำหนดนัดวันขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องที่ 1 ก่อนทำการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องร้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ดังกล่าวเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้วก็ให้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ดังนั้น เมื่อผู้ร้องที่ 1 ได้รับโอนสินทรัพย์มาจากโจทก์แล้ว ผู้ร้องที่ 1 ย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมาย แม้ผู้ร้องที่ 1 จะไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิต่อศาลชั้นต้น แต่ก็ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติกำหนดหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อได้รับคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งให้ทราบซึ่งคำสั่งศาลและวันขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดซึ่งทราบได้ตามทะเบียนหรือโดยประการอื่น เมื่อผู้ร้องที่ 1 รับซื้อสินทรัพย์มาแล้ว การขายทอดตลาดได้ราคาต่ำหรือสูงย่อมมีผลต่อการได้รับชำระหนี้ของผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นสิทธิโดยชอบที่ผู้ร้องที่ 1 จะเข้ามาดูแลรักษาผลประโยชน์ของตนเองในวันขายทอดตลาด ถือว่าผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทราบถึงสิทธิของผู้ร้องที่ 1 แล้วก่อนวันขายทอดตลาด เพราะได้ความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้สั่งคำร้องขอสวมสิทธิของผู้ร้องที่ 1 ที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า "ผู้ร้องสวมสิทธิเข้ามาตาม พ.ร.ก.บริหารสินทรัพย์ มาตรา 7" จึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องแจ้งผู้มีส่วนได้เสียทุกคนรวมทั้งผู้ร้องที่ 1 ทราบ หาจำต้องรอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้สวมสิทธิหรือมีคำสั่งศาลแจ้งมาเสียก่อนไม่ เพราะกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้แจ้งแก่ผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียจากทางทะเบียนหรือโดยประการอื่น กรณีไม่มีข้อยกเว้นตามกฎหมายไม่ต้องแจ้งกำหนดวันนัดขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องที่ 1 ทราบ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่แจ้งวันนัดขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 306 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี และอาจต้องได้รับความเสียหายจากการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง จึงชอบที่ศาลจะต้องมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว และให้ขายทอดตลาดใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ แต่ไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง ม. 306 วรรคหนึ่ง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายศักดิ์ชัย ตั้งเทียนชัยชนะ
จำเลย — นายวินิต ชีวบันเทิง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มนตรี ยอดปัญญา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7313/2552
#495541
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา 296 วรรคสอง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองผู้ร้องทั้งสองยื่นอุทธรณ์ ดังนี้ หากผู้ซื้อทรัพย์เห็นว่า คำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้องทั้งสองไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ศาลมีอำนาจสั่งให้แยกการพิจารณาเป็นสำนวนต่างหากจากคดีเดิม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหก การที่ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนในคดีเดิมจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสามตกลงผ่อนชำระเป็นงวด หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2732 ตำบลท่าม่วง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 23 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้าน 2 ชั้น ของจำเลยที่ 3 ซึ่งจดทะเบียนจำนองไว้กับโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาที่ดิน 250,000 บาท ราคาสิ่งปลูกสร้าง 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 300,000 บาท ระหว่างบังคับคดีจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ในการขายทอดตลาดครั้งแรกไม่มีผู้เข้าสู้ราคา ครั้งที่ 2 มีผู้เข้าสู้ราคาหนึ่งราย เสนอราคาสูงสุดที่ 240,000 บาท จำเลยที่ 3 คัดค้านการขาย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงงดการขาย วันที่ 19 เมษายน 2545 จำเลยที่ 1 ติดต่อกับโจทก์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้และได้ทำบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ขึ้นในวันดังกล่าว โดยโจทก์ยอมให้จำเลยทั้งสามผ่อนชำระหนี้ได้ ซึ่งจำเลยทั้งสามได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แต่ชำระตรงตามสัญญาและไม่ตรงตามสัญญาบ้าง แต่โจทก์มิได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2546 ได้มีการขายทอดตลาดครั้งที่ 4 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งให้แก่ทายาทของจำเลยที่ 3 คือ นางกมลวรรณ นางวิภาวรรณ และผู้ร้องที่ 2 ทราบ แต่ไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องที่ 1 ทราบ มีผู้เข้าสู้ราคา 2 ราย ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ให้ราคาสูงสุด 530,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายจึงเคาะไม้ขายให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์คัดค้านและขอให้ศาลสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองวางเงินประกันความเสียหาย ต่อมาผู้ร้องทั้งสองนำเงินประกันความเสียหายมาวางศาล 50,000 บาท ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องว่า คำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดไม่มีมูล ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ทำให้ผู้ซื้อทรัพย์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยในทรัพย์ที่ซื้อคิดเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องเป็นเวลา 15 เดือน เป็นเงิน 75,000 บาท และผู้ซื้อทรัพย์ต้องเสียค่าทนายความและค่าจ้างในการต่อสู้คดีเป็นเงิน 100,000 บาท ขอให้บังคับผู้ร้องทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันมีคำสั่งเป็นต้นไปโดยขอรับเงินประกันความเสียหายที่ผู้ร้องทั้งสองวางศาลมาชำระเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่ง

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำสั่ง (วันที่ 21 มีนาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ซื้อทรัพย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ว่า หากผู้ซื้อทรัพย์ได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลในคดีเดิมได้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์โดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมาย กล่าวคือมิได้แจ้งประกาศการขายทอดตลาดทรัพย์ให้จำเลยที่ 1 หรือให้แก่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบถึงวันขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ไปโดยไม่สุจริต สมรู้ร่วมคิดกับผู้ซื้อทรัพย์กดราคา และกระทำโดยประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องทั้งสอง จึงเป็นการร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา 296 วรรคสอง หากผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งอาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องขอดังกล่าวเห็นว่ามีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองวางเงินหรือหาประกันต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นการประกันค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ซึ่งผู้ซื้อทรัพย์ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองนำเงินมาวางประกัน 50,000 บาท ซึ่งผู้ร้องทั้งสองได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองยื่นอุทธรณ์ หากผู้ซื้อทรัพย์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ผู้ซื้อทรัพย์ก็มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ในกรณีเช่นว่านี้ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้แยกการพิจารณาเป็นสำนวนต่างหากจากคดีเดิม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคท้าย ดังนั้น ที่ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนในคดีเดิมจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของผู้ซื้อทรัพย์ฟังขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การยื่นคำร้องของผู้ร้องทั้งสองไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้าหรือไม่ เห็นว่า ระหว่างการขายทอดตลาดทรัพย์จำเลยที่ 3 ได้ตกลงกับโจทก์โดยขอผ่อนชำระหนี้ ตามบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และจำเลยที่ 3 ได้ผ่อนชำระตามบันทึกดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ที่จะขอให้งดการบังคับคดี โดยงดการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ไว้ แต่โจทก์หาได้กระทำแต่อย่างใด คงปล่อยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องที่ 1 ทราบถึงวันขายทอดตลาด พฤติการณ์ดังกล่าวจึงมีเหตุให้ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด จึงมิใช่การยื่นคำร้องโดยไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ฎีกาข้อนี้ของผู้ซื้อทรัพย์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง ม. 296 วรรคหก ม. 309 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางอวบ แก้วดีเลิศ กับพวก
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสาวดวงฤดี หนูสุข
ห้างหุ้นส่วนจำกัด หาดใหญ่แอนเทนน่า
จำเลย — เซ็นเตอร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวสุภัทรา กรอุไร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจิรพงษ์ ทัศน์เอี่ยม
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7313/2552
#503003
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์โดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมาย กล่าวคือมิได้แจ้งประกาศการขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 หรือให้แก่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบถึงวันขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ไปโดยไม่สุจริต สมรู้ร่วมคิดกับผู้ซื้อทรัพย์กดราคา และกระทำโดยประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นการร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา 296 วรรคสอง หากผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งอาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องขอดังกล่าวเห็นว่ามีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองวางเงินหรือหาประกันต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นการประกันค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ซึ่งผู้ซื้อทรัพย์ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองนำเงินมาวางประกัน 50,000 บาท ซึ่งผู้ร้องทั้งสองได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองยื่นอุทธรณ์หากผู้ซื้อทรัพย์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตน โดยศาลมีอำนาจสั่งให้แยกการพิจารณาเป็นสำนวนต่างหากจากคดีเดิมก็ได้ ตามมาตรา 296 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์โดยจำเลยทั้งสามตกลงผ่อนชำระเป็นงวด หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2732 เนื้อที่ 23 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้าน 2 ชั้น ของจำเลยที่ 3 ซึ่งจดทะเบียนจำนองไว้กับโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาที่ดิน 250,000 บาท ราคาสิ่งปลูกสร้าง 50,000 รวมเป็นเงิน 300,000 บาท ระหว่างบังคับคดีจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ในการขายทอดตลาดครั้งแรกไม่มีผู้เข้าสู้ราคา ครั้งที่ 2 มีผู้เข้าสู้ราคาหนึ่งราย เสนอราคาสูงสุดที่ 240,000 บาท จำเลยที่ 3 คัดค้านการขาย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงงดการขาย วันที่ 19 เมษายน 2545 จำเลยที่ 1 ติดต่อกับโจทก์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้และได้ทำบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ขึ้นในวันดังกล่าว โดยโจทก์ยอมให้จำเลยทั้งสามผ่อนชำระหนี้ได้ ซึ่งจำเลยทั้งสามได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แต่ชำระตรงตามสัญญาและไม่ตรงตามสัญญาบ้าง แต่โจทก์มิได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2546 ได้มีการขายทอดตลาดครั้งที่ 4 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งให้แก่ทายาทของจำเลยที่ 3 คือ นางกมลวรรณ นางวิภาวรรณ และผู้ร้องที่ 2 ทราบ แต่ไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องที่ 1 ทราบ มีผู้เข้าสู้ราคา 2 ราย ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ให้ราคาสูงสุด 530,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายจึงเคาะไม้ขายให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์คัดค้านและขอให้ศาลสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองวางเงินประกันความเสียหาย ต่อมาผู้ร้องทั้งสองนำเงินประกันความเสียหายมาวางศาล 50,000 บาท ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องว่า คำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดไม่มีมูล ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ทำให้ผู้ซื้อทรัพย์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยในทรัพย์ที่ซื้อคิดเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องเป็นเวลา 15 เดือน เป็นเงิน 75,000 บาท และผู้ซื้อทรัพย์ต้องเสียค่าทนายความและค่าจ้างในการต่อสู้คดีเป็นเงิน 100,000 บาท ขอให้บังคับผู้ร้องทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันมีคำสั่งเป็นต้นไปโดยขอรับเงินประกันความเสียหายที่ผู้ร้องทั้งสองวางศาลมาชำระเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่ง

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า การร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะต้องเป็นกรณีที่คดีขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดถึงที่สุดแล้ว ผู้ซื้อทรัพย์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามขอ และไม่มีสิทธิเรียกเกินกว่าวงเงินประกันที่ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองวางศาล ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำสั่ง (วันที่ 21 มีนาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ซื้อทรัพย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "หากผู้ซื้อทรัพย์ได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลในคดีเดิมได้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์โดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมาย กล่าวคือมิได้แจ้งประกาศการขายทอดตลาดทรัพย์ให้จำเลยที่ 1 หรือให้แก่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบถึงวันขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ไปโดยไม่สุจริต สมรู้ร่วมคิดกับผู้ซื้อทรัพย์กดราคา และกระทำโดยประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นการร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา 296 วรรคสอง หากผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งอาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องขอดังกล่าวเห็นว่ามีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองวางเงินหรือหาประกันต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นการประกันค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ซึ่งผู้ซื้อทรัพย์ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองนำเงินมาวางประกัน 50,000 บาท ซึ่งผู้ร้องทั้งสองได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองยื่นอุทธรณ์ หากผู้ซื้อทรัพย์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ผู้ซื้อทรัพย์ก็มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ในกรณีเช่นว่านี้ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้แยกการพิจารณาเป็นสำนวนต่างหากจากคดีเดิม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคท้าย ดังนั้น ที่ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนในคดีเดิมจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของผู้ซื้อทรัพย์ฟังขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การยื่นคำร้องของผู้ร้องทั้งสองไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้าหรือไม่ เห็นว่า ระหว่างการขายทอดตลาดทรัพย์ จำเลยที่ 3 ได้ตกลงกับโจทก์โดยขอผ่อนชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และจำเลยที่ 3 ได้ผ่อนชำระตามบันทึกดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ที่จะขอให้งดการบังคับคดี โดยงดการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ไว้ แต่โจทก์หาได้กระทำแต่อย่างใด คงปล่อยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องที่ 1 ทราบถึงวันขายทอดตลาด พฤติการณ์ดังกล่าวจึงมีเหตุให้ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด จึงมิใช่การยื่นคำร้องโดยไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ฎีกาข้อนี้ของผู้ซื้อทรัพย์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางอวบ แก้วดีเลิศ กับพวก
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสาวดวงฤดี หนูสุข
ห้างหุ้นส่วนจำกัดหาดใหญ่แอนเทนน่า
จำเลย — เซ็นเตอร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7313/2552
#503104
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์โดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมาย กล่าวคือมิได้แจ้งประกาศการขายทอดตลาดทรัพย์ให้จำเลยที่ 1 หรือให้แก่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบถึงวันขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ไปโดยไม่สุจริต สมรู้ร่วมคิดกับผู้ซื้อทรัพย์กดราคาและกระทำโดยประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องทั้งสอง จึงเป็นการร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา 296 วรรคสอง หากผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งอาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องขอดังกล่าวเห็นว่ามีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองวางเงินหรือหาประกันต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นประกันค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ซึ่งผู้ซื้อทรัพย์ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองนำเงินมาวางประกัน 50,000 บาท ผู้ร้องทั้งสองได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองยื่นอุทธรณ์ หากผู้ซื้อทรัพย์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ผู้ซื้อทรัพย์ก็มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ในกรณีเช่นว่านี้ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้แยกการพิจารณาเป็นสำนวนต่างหากจากคดีเดิม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคท้าย ดังนั้น ที่ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนในคดีเดิมจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ระหว่างการขายทอดตลาดทรัพย์ จำเลยที่ 3 ได้ตกลงกับโจทก์โดยขอผ่อนชำระหนี้ และจำเลยที่ 3 ได้ผ่อนชำระตามบันทึกดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ที่จะขอให้งดการบังคับคดี โดยงดการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ไว้ แต่โจทก์หาได้กระทำแต่อย่างใด คงปล่อยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องที่ 1 ทราบถึงวันขายทอดตลาด พฤติการณ์ดังกล่าวจึงมีเหตุให้ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจึงมิใช่การยื่นคำร้องโดยไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์โดยจำเลยทั้งสามตกลงผ่อนชำระเป็นงวด หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2732 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ซึ่งจดทะเบียนจำนองไว้กับโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาที่ดิน 250,000 บาท ราคาสิ่งปลูกสร้าง 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 300,000 บาท ระหว่างบังคับคดีจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ในการขายทอดตลาดครั้งแรกไม่มีผู้เข้าสู้ราคา ครั้งที่ 2 มีผู้เข้าสู้ราคาหนึ่งราย เสนอราคาสูงสุดที่ 240,000 บาท จำเลยที่ 3 คัดค้านการขาย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงงดการขาย วันที่ 19 เมษายน 2545 จำเลยที่ 1 ติดต่อกับโจทก์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้และได้ทำบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ขึ้นในวันดังกล่าว โดยโจทก์ยอมให้จำเลยทั้งสามผ่อนชำระหนี้ได้ ซึ่งจำเลยทั้งสามได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แต่ชำระตรงตามสัญญาและไม่ตรงตามสัญญาบ้าง แต่โจทก์มิได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2546 ได้มีการขายทอดตลาดครั้งที่ 4 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งให้แก่ทายาทของจำเลยที่ 3 คือนางกมลวรรณ นางวิภาวรรณ และผู้ร้องที่ 2 ทราบ แต่ไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องที่ 1 ทราบ มีผู้เข้าสู้ราคา 2 ราย ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ให้ราคาสูงสุด 530,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายจึงเคาะไม้ขายให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์คัดค้านและขอให้ศาลสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองวางเงินประกันความเสียหาย ต่อมาผู้ร้องทั้งสองนำเงินประกันความเสียหายมาวางศาล 50,000 บาท ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องว่า คำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดไม่มีมูล ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้าทำให้ผู้ซื้อทรัพย์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยในทรัพย์ที่ซื้อคิดเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องเป็นเวลา 15 เดือน เป็นเงิน 75,000 บาท และผู้ซื้อทรัพย์ต้องเสียค่าทนายความและค่าจ้างในการต่อสู้คดีเป็นเงิน 100,000 บาท ขอให้บังคับผู้ร้องทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันมีคำสั่งเป็นต้นไป โดยขอรับเงินประกันความเสียหายที่ผู้ร้องทั้งสองวางศาลมาชำระเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่ง

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำสั่ง (วันที่ 21 มีนาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ซื้อทรัพย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ว่า หากผู้ซื้อทรัพย์ได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลในคดีเดิมได้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์โดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมาย กล่าวคือมิได้แจ้งประกาศการขายทอดตลาดทรัพย์ให้จำเลยที่ 1 หรือให้แก่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบถึงวันขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ไปโดยไม่สุจริต สมรู้ร่วมคิดกับผู้ซื้อทรัพย์กดราคา และกระทำโดยประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นการร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา 296 วรรคสอง หากผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งอาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องขอดังกล่าวเห็นว่ามีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองวางเงินหรือหาประกันต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นการประกันค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ซึ่งผู้ซื้อทรัพย์ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองนำเงินมาวางประกัน 50,000 บาท ซึ่งผู้ร้องทั้งสองได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองยื่นอุทธรณ์ หากผู้ซื้อทรัพย์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ผู้ซื้อทรัพย์ก็มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ในกรณีเช่นว่านี้ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้แยกการพิจารณาเป็นสำนวนต่างหากจากคดีเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคท้าย ดังนั้น ที่ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนในคดีเดิมจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของผู้ซื้อทรัพย์ฟังขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การยื่นคำร้องของผู้ร้องทั้งสองไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้าหรือไม่ เห็นว่า ระหว่างการขายทอดตลาดทรัพย์ จำเลยที่ 3 ได้ตกลงกับโจทก์โดยขอผ่อนชำระหนี้ ตามบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้และจำเลยที่ 3 ได้ผ่อนชำระตามบันทึกดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ที่จะขอให้งดการบังคับคดี โดยงดการขายทอดตลาด ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ไว้ แต่โจทก์หาได้กระทำแต่อย่างใด คงปล่อยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องที่ 1 ทราบถึงวันขายทอดตลาด พฤติการณ์ดังกล่าวจึงมีเหตุให้ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด จึงมิใช่การยื่นคำร้องโดยไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ฎีกาข้อนี้ของผู้ซื้อทรัพย์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง ม. 296 วรรคท้าย ม. 309 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางอวบ แก้วดีเลิศ กับพวก
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสาวดวงฤดี หนูสุข
ห้างหุ้นส่วนจำกัด หาดใหญ่
จำเลย — แอนเทนน่า เซ็นเตอร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7263/2552
#496051
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อจำเลยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยย่อมมีความผิดฐานนี้แล้ว เมื่อจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยจึงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกฐานหนึ่งด้วยเพราะความผิดทั้งสองฐานอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดต่างกัน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมตาม ป.อ. มาตรา 91

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนและกระสุนปืนจำนวน 3 นัด ซึ่งใช้ยิงร่วมกันได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่สืบพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จำเลยยื่นฎีกาโดยมีข้อเท็จจริงว่าอาวุธปืนของกลางเป็นของมารดาจำเลยและศาลชั้นต้นได้ไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่มารดาจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามฎีกาของจำเลยและจากการไต่สวนของศาลชั้นต้นว่าอาวุธปืนของกลางเป็นของมารดาจำเลยที่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และศาลชั้นต้นคืนอาวุธปืนของกลางให้แล้ว ทั้งโจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาหรือโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ต้องฟังว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและให้ใช้ตามกฎหมาย จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงจากการไต่สวนเป็นเช่นนี้เห็นได้ว่าคำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ไม่อาจฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยได้ เมื่อข้อเท็จจริงเป็นดังที่ศาลชั้นต้นไต่สวน จึงต้องลงโทษจำเลยตามความผิดที่จำเลยกระทำได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบ มาตรา 215 และมาตรา 225 เมื่อการกระทำของจำเลยไม่มีความร้ายแรงมากนักและปืนเป็นของมารดาจำเลยจึงกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมและให้รอการลงโทษจำเลยไว้ตาม ป.อ. มาตรา 56

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ จำเลยกระทำความผิดในเวลาเดียวกันต่อเนื่องติดต่อกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยแต่เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น แม้ปัญหานี้จะมิได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยให้เห็นว่าความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อจำเลยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยย่อมมีความผิดฐานนี้แล้ว และเมื่อจำเลยยังพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตด้วย จำเลยก็ต้องมีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกฐานหนึ่งด้วยเพราะความผิดทั้งสองฐานอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดต่างกันซึ่งต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยเป็นความผิดสองกรรมต่างกันชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า อาวุธปืนของกลางเป็นของมารดาจำเลยที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย มิใช่เป็นอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง เมื่อคดีนี้มารดาจำเลยมายื่นคำร้องขอคืนอาวุธปืนของกลาง ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องโดยมีหมายเรียกอาวุธปืนของกลางมาตรวจสอบปรากฏว่า มีหมายเลขทะเบียนอยู่จริง และมีคำสั่งให้คืนอาวุธปืนของกลางให้แก่มารดาจำเลยไปแล้ว ข้อเท็จจริงต้องฟังตามที่ศาลชั้นต้นไต่สวนได้ความแล้วว่า อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนของมารดาจำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย และจำเลยเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครองมีคุณความดีอยู่บ้าง ขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาโดยรอการลงโทษด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยมีอาวุธปืนไม่มีหมายเลยทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้และกระสุนปืน 3 นัด อันเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายใช้ยิงร่วมกันได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องโดยไม่สืบพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่พิจารณาจากฎีกาของจำเลยประกอบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ได้ความจากการไต่สวนแล้วว่า อาวุธปืนของกลางเป็นของมารดาจำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนอาวุธปืนของกลางให้แก่มารดาจำเลยแล้ว โดยโจทก์มิได้แก้ฎีกาหรือโต้แย้งให้เห็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงในชั้นนี้จึงต้องฟังตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ว่า อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย การที่จำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม เท่านั้น และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนเช่นนี้แล้วจึงฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การรับสารภาพของจำเลยต่อไปอีกไม่ได้เพราะเห็นได้ชัดว่าคำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จึงต้องลงโทษจำเลยตามความผิดที่จำเลยได้กระทำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาโดยรอการลงโทษด้วยนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่มีหมายเลขทะเบียนและเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายแล้วเช่นนี้ การกระทำความผิดของจำเลยจึงไม่ร้ายแรงมากนักทั้งอาวุธปืนของกลางก็เป็นของมารดาจำเลยเอง จึงกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะให้ลงโทษปรับ 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวม 2 กระทง เป็นโทษจำคุก 12 เดือน และปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 185
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายธวัชชัย แสนโพธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายอนิรุจ ใจเที่ยง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวีป ตันสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7263/2552
#502994
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยย่อมมีความผิดฐานนี้แล้ว เมื่อจำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตด้วย จำเลยก็ต้องมีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกฐานหนึ่งด้วยเพราะความผิดทั้งสองฐานอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดต่างกันซึ่งต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้และกระสุนปืน 3 นัด อันเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายใช้ยิงร่วมกันได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องโดยไม่สืบพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาจากฎีกาของจำเลยประกอบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ได้ความจากการไต่สวนแล้วว่า อาวุธปืนของกลางเป็นของมารดาจำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนอาวุธปืนของกลางให้แก่มารดาจำเลยแล้ว โจทก์มิได้แก้ฎีกาหรือโต้แย้งให้เห็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงในชั้นนี้จึงต้องฟังตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ว่าอาวุธปืนของกลางเป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย การที่จำเลยมีไว้ในครอบครองจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม เท่านั้น และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนเช่นนี้แล้วจึงฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การรับสารภาพของจำเลยต่อไปอีกไม่ได้เพราะเห็นได้ชัดว่าคำให้การสารภาพของจำเลยไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงจึงต้องลงโทษจำเลยตามความผิดที่จำเลยได้กระทำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2550 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 (พิเศษ) จำนวน 1 กระบอก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้และกระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 (พิเศษ) จำนวน 3 นัด อันเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายใช้ยิงร่วมกันได้ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย และพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในทางถนนอดุลยเดชอันเป็นเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และมิใช่กรณีที่ต้องติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ทั้งไม่มีเหตุได้รับยกเว้นโทษตามกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะจำเลยกระทำความผิดในเวลาเดียวกันต่อเนื่องติดต่อกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยแต่เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น แม้ปัญหานี้จะมิได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงเป็นสมควรวินิจฉัยให้ เห็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อจำเลยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยย่อมมีความผิดฐานนี้แล้ว และเมื่อจำเลยยังพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตด้วย จำเลยก็ต้องมีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกฐานหนึ่งด้วยเพราะความผิดทั้งสองฐานอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดต่างกันซึ่งต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยเป็นความผิดสองกรรมต่างกันชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า อาวุธปืนของกลางเป็นของมารดาจำเลยที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย มิใช่เป็นอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องเพราะได้รับคำแนะนำว่า หากจำเลยให้การรับสารภาพศาลจะรอการลงโทษให้จำเลยจึงให้การรับสารภาพไป เมื่อคดีนี้มารดาจำเลยมายื่นคำร้องขอคืนอาวุธปืนของกลางศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องโดยมีหมายเรียกอาวุธปืนของกลางมาตรวจสอบปรากฏว่า มีหมายเลขทะเบียนอยู่จริง และมีคำสั่งให้คืนอาวุธปืนของกลางให้แก่มารดาจำเลยไปแล้ว ตามสำเนาคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ ขค.8/2550 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยส่งเพิ่มเติมมาท้ายฎีกา ข้อเท็จจริงต้องฟังตามที่ศาลชั้นต้นไต่สวนได้ความแล้วว่า อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนของมารดาจำเลย ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย และจำเลยเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครองมีคุณความดีอยู่บ้าง ขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาโดยรอการลงโทษด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยมีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้และกระสุนปืน 3 นัด อันเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายใช้ยิงร่วมกันได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องโดยไม่สืบพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่พิจารณาจากฎีกาของจำเลยประกอบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ได้ความจากการไต่สวนแล้วว่า อาวุธปืนของกลางเป็นของมารดาจำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนอาวุธปืนของกลางให้แก่มารดาจำเลยแล้ว โดยโจทก์มิได้แก้ฎีกาหรือโต้แย้งให้เห็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงในชั้นนี้จึงต้องฟังตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ว่า อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย การที่จำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม เท่านั้น และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนเช่นนี้แล้วจึงฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การรับสารภาพของจำเลยต่อไปอีกไม่ได้เพราะเห็นได้ชัดว่าคำให้การสารภาพของจำเลยไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จึงต้องลงโทษจำเลยตามความผิดที่จำเลยได้กระทำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาโดยรอการลงโทษด้วยนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่มีหมายเลขทะเบียนและเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายแล้วเช่นนี้ การกระทำความผิดของจำเลยจึงไม่ร้ายแรงมากนัก ทั้งอาวุธปืนของกลางก็เป็นของมารดาจำเลยเอง จึงกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะให้ลงโทษปรับ 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวม 2 กระทง เป็นโทษจำคุก 12 เดือน และปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 185
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายธวัชชัย แสนโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7259 -ที่ 7260/2552
#503102
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้ว ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้แบ่งที่ดินพิพาทโดยถือทางสาธารณประโยชน์ตามเส้นประสีเหลืองในแผนที่เป็นเส้นแบ่งออกเป็นที่ดินฝั่งเหนือและที่ดินฝั่งใต้ เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และแผนที่มีรายละเอียดในคำวินิจฉัยและวิธีการแบ่งที่พิพาทโดยชัดแจ้งซึ่งคู่ความสามารถนำเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดแล้วแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้ได้ตามสัดส่วนตามแผนที่ และตามรายละเอียดในคำพิพากษาของศาลฎีกาอยู่แล้ว ดังนั้น ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำแผนที่วิวาทให้เป็นไปตามคำร้องของโจทก์ที่ 1 และแนวเขตทางเดินคอนกรีตตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ตามแผนที่วิวาทขึ้นใหม่นั้นเพื่อหาแนวเส้นประสีเหลืองตามแผนที่อีกครั้ง ถือได้ว่าเป็นการรื้อร้องเรื่องที่ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดแล้วกลับมาเป็นข้อพิพาทขึ้นใหม่ ซึ่งไม่ชอบด้วยวิธีการในชั้นบังคับคดี ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้คู่ความร่วมกันนำรังวัดเพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำแผนที่วิวาทนั้นจึงไม่ชอบ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกาต่อไปนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกจ่าสิบเอกหญิงยุพาว่า โจทก์ที่ 1 นางสำอางค์ ว่า โจทก์ที่ 2 นางปราณี ว่า โจทก์ที่ 3 และนางจินดา ว่า จำเลยที่ 1 นางประดับ ว่า จำเลยที่ 2

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกเลิกคำคัดค้านการขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 และห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ขัดขวางการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดิน ให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทแต่ละคนได้รับตามรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.6 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 2 ในคดีสำนวนหลัง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับทั้งสองสำนวน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีสำนวนแรก และให้โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 590 ตำบลบ้านไทร (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี (กรุงเทพมหานคร) โดยถือทางสาธารณประโยชน์ตามเส้นประสีเหลืองในแผนที่เอกสารหมาย จ.6 เป็นเส้นแบ่งออกเป็นที่ดินฝั่งเหนือและที่ดินฝั่งใต้ ให้จำเลยทั้งสองได้ที่ดินฝั่งเหนือในเนื้อที่เท่าๆ กัน และให้โจทก์ทั้งสามได้ที่ดินฝั่งใต้ในเนื้อที่เท่า ๆ กัน ตามตำแหน่งที่แต่ละคนถือครองกันมาแต่เดิม ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

คดีอยู่ระหว่างการบังคับคดี จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2545 ขอให้ศาลเรียกโจทก์ที่ 1 มาสอบถามถึงการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดพร้อม

ในวันนัดพร้อม โจทก์ที่ 1 แถลงว่า ได้ไปยื่นเรื่องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว โดยเจ้าพนักงานที่ดินได้นัดรังวัดที่ดินวันที่ 6 ธันวาคม 2545

ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอ้างว่าโจทก์ที่ 1 นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามที่ศาลฎีกาพิพากษา

โจทก์ที่ 1 ยื่นคำคัดค้านฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2545 ว่า โจทก์ที่ 1 ดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว โดยโจทก์ที่ 1 ได้อาศัยความกว้างและความยาวตามที่ปรากฏในแผนที่เอกสารหมาย จ.6 เป็นหลัก และที่โจทก์แจ้งให้เจ้าพนักงานรังวัดให้วัดเนื้อที่ให้ได้ 100 ตารางวา เพื่อแบ่งให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็เป็นการแบ่งให้ตามที่ปรากฏในคำฟ้องของจำเลยที่ 2 และตามคำเบิกความของนายเสถียรช่างรังวัดผู้จัดทำแผนที่เอกสารหมาย จ.6 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดพร้อม

วันนัดพร้อม โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลมีคำสั่งทำแผนที่วิวาทแสดงแนวเขตเส้นประสีเหลืองตามเอกสารหมาย จ.6 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำแผนที่วิวาทตามที่ร้องขอ หลังจากเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อย จัดส่งแผนที่วิวาท ซึ่งศาลหมาย จ.ล.1 แต่โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 ยังไม่อาจตกลงกันได้เนื่องจากโจทก์ที่ 1 อ้างว่า เส้นแบ่ง คือ เส้นประสีเหลือง ส่วนจำเลยที่ 2 อ้างว่าเส้นแบ่งที่เป็นแนวของทางสาธารณประโยชน์ คือ เส้นสีเขียว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ไต่สวนกรณีเกี่ยวกับแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1

ในระหว่างไต่สวน จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนความและสรรพเอกสารให้ศาลฎีกาตีความและอธิบายคำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าในส่วนที่มีการพิมพ์หมายเลขของเอกสารในคำพิพากษาศาลฎีกาว่า เอกสารหมาย จ.2 ซึ่งความจริงสมควรเป็น จ.6 สมควรให้ศาลฎีกาตีความและอธิบาย แต่สำหรับในส่วนเส้นประสีเหลืองในแผนที่เอกสารหมาย จ.6 ยังไม่ยุติในข้อเท็จจริงต้องไต่สวนหาข้อเท็จจริงก่อน ให้ยกคำร้อง แล้วศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งว่าเส้นประสีดำ - เขียว ตามเอกสารหมาย จ.ล.1 คือ ทางสาธารณประโยชน์ตามความหมายแห่งเส้นประสีเหลืองตามเอกสารหมาย จ.6 ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 30 ตุลาคม 2546 ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ (ที่ถูก โจทก์ที่ 1) ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า คดีนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2545 ให้คู่ความฟังแล้ว ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้แบ่งที่ดินพิพาทโดยถือทางสาธารณประโยชน์ตามเส้นประสีเหลืองในแผนที่เอกสารหมาย จ.6 เป็นเส้นแบ่งออกเป็นที่ดินฝั่งเหนือและที่ดินฝั่งใต้ เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.6 มีรายละเอียดในคำวินิจฉัยและวิธีการแบ่งที่พิพาทโดยชัดแจ้ง ซึ่งคู่ความสามารถนำเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดแล้วแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้ได้ตามสัดส่วนตามแผนที่เอกสารหมาย จ.6 และตามรายละเอียดในคำพิพากษาของศาลฎีกาอยู่แล้ว ดังนั้น ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำแผนที่วิวาทให้เป็นไปตามคำร้องของโจทก์ที่ 1 และแนวเขตทางเดินคอนกรีตตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ขึ้นใหม่นั้นเพื่อหาแนวเส้นประสีเหลืองตามแผนที่เอกสารหมาย จ.6 อีกครั้ง ถือได้ว่าเป็นการรื้อร้องเรื่องที่ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดแล้วกลับมาเป็นข้อพิพาทขึ้นใหม่ซึ่งไม่ชอบด้วยวิธีการในชั้นบังคับคดี ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้คู่ความร่วมกันนำรังวัดเพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำแผนที่วิวาทตามเอกสารหมาย จ.ล.1 นั้น จึงไม่ชอบ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 30 ตุลาคม 2546 แล้วให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกาต่อไปนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าสิบเอกหญิงยุพา เสถียรดี กับพวก
จำเลย — นางจินดา ทิมประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7241/2552
#499702
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ผลิต" ที่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติ ให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุด้วยนั้น ต้องหมายถึงการกระทำอันมีลักษณะที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม ในทำนองเดียวกับการ เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนจำนวนเพียง 80 เม็ด ใส่หลอดกาแฟ ซึ่งเป็นเพียงวัตถุห่อหุ้มโดยไม่มีการกระทำใด ๆ แก่สภาพของเมทแอมเฟตามีนนั้นและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยทั้งสองแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการ เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ก็นำสืบปฏิเสธตลอดมา แต่ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองที่ว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองถือว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีน หลอดกาแฟ 50 หลอด ไฟแช็ก 2 อัน และมีดคัทเตอร์ 1 เล่ม ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุกคนละ 7 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท (ที่ถูก จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ) ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะที่ถูกจับกุมจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนอยู่ การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 คำว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย และมาตรา 65 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ใดผลิต นำเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 15 ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท แสดงว่าการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ว่าจะเป็นการ เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ล้วนแต่เป็นการกระทำที่เป็นภัยอย่างร้ายแรงต่อสังคมเพราะเป็นบ่อเกิดแห่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ทำให้ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีอยู่อย่างแพร่หลาย ยากที่จะปราบปรามให้หมดสิ้นไปได้ กฎหมายจึงได้กำหนดโทษไว้สูงถึงจำคุกตลอดชีวิต ย่อมเห็นได้ว่ากฎหมายกำหนดโทษความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมจากการกระทำความผิดโดยการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ว่าจะด้วยการ เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เป็นการกระทำที่มีลักษณะที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงต่อไป เมื่อกฎหมายมีความมุ่งหมายเช่นนี้ คำว่า "ผลิต" ที่กฎหมายบัญญัติให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุด้วยนั้น จึงต้องหมายถึงการกระทำอันมีลักษณะที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม ในทำนองเดียวกับการ เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนจำนวนเพียง 80 เม็ด ใส่หลอดกาแฟ ซึ่งเป็นเพียงวัตถุห่อหุ้มโดยไม่มีการกระทำใด ๆ แก่สภาพของเมทแอมเฟตามีนนั้น และทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยทั้งสองแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการ เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่เห็นว่าหลอดกาแฟ 50 หลอด ไฟแช็ก 2 อัน และมีดคัทเตอร์ 1 เล่ม ของกลางในคดีนี้มิใช่ทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดหรือได้ใช้หรือได้มาโดยได้กระทำความผิด ไม่อาจริบได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ริบมาด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบหลอดกาแฟ 50 หลอด ไฟแช็ก 2 อัน และมีดคัทเตอร์ 1 เล่ม ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 65 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายมนต์ชัยหรือออฟ อยู่คงดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายกฤษณ์ เจริญธุระกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
ธนัท วิรบุตร์
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7234/2552
#504168
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตรวจคืนหลักประกันแก่ผู้ค้ำประกัน และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินจำนวน 71,000 บาท มาคืนต่อศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์คำพิพากษาแก้คำสั่งศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโฉนดที่ดินอันเป็นหลักประกันคืนจากผู้ค้ำประกัน เพื่อโจทก์จะได้ดำเนินการบังคับคดีต่อไป และให้นำเงินจำนวน 71,000 บาท ที่โจทก์รับไปแล้วมาหักทอนกับค่าเสียหายตามคำพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ค้ำประกัน ต้องถือว่าผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยอุทธรณ์ด้วย การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ โดยไม่สั่งให้ส่งนำเนาอุทธรณ์แก่ผู้ค้ำประกัน จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 235 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาคดีไปโดยไม่สั่งให้ศาลชั้นต้นแก้ไขให้ถูกต้อง ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณา ศาลฎีกาจึงต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบด้วยมาตรา 243 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 144 หมู่ที่ 5 ตำบลหินมูล อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม พร้อมส่งมอบบ้านและที่ดินให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์กับใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราเดือนละ 8,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งว่า ถ้าจำเลยนำค่าเสียหายที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงวันทราบคำสั่งนี้มาวางต่อศาลชั้นต้น ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ สำหรับค่าเสียหายเดือนต่อๆ ไป ให้จำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน หากผิดนัดเดือนใดก็ไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2546 นายสาย ผู้ค้ำประกันได้ทำสัญญาไว้ต่อศาลชั้นต้นยอมตนเข้าค้ำประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษา โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 4693 ตำบลเมืองเพีย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น มาเป็นหลักประกัน ส่วนจำเลยได้นำเงินค่าเสียหายที่ต้องชำระตามคำพิพากษามาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์

ต่อมาวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ เนื่องจากจำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

วันที่ 8 สิงหาคม 2549 ผู้ค้ำประกันและจำเลยยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นโดยผู้ค้ำประกันขอให้ศาลชั้นต้นคืนโฉนดที่ดินซึ่งเป็นหลักประกัน ส่วนจำเลยขอรับเงินค่าเสียหายที่นำมาวางต่อศาลชั้นต้นนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2546 ถึงเดือนเมษายน 2547 รวม 71,000 บาท คืน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตรวจคืนหลักประกันแก่ผู้ค้ำประกัน และสั่งคำแถลงของจำเลยว่า โจทก์รับเงินค่าเสียหายอันเป็นการประกันชั้นอุทธรณ์ไปแล้ว จึงให้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบ เมื่อได้รับเงินคืนแล้ว ให้เบิกจ่ายเงินคืนจำเลย

วันที่ 8 กันยายน 2549 โจทก์ยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ค้ำประกันนำหลักประกัน คือโฉนดที่ดินเลขที่ 4693 ตำบลเมืองเพีย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น มาคืนให้ศาลชั้นต้น กับให้โจทก์นำเงินจำนวน 71,000 บาท มาคืนให้ศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตรวจคืนหลักประกันแก่ผู้ค้ำประกัน และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินจำนวน 71,000 บาท มาคืนต่อศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องโต้แยงคัดค้านคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำสั่งศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโฉนดที่ดินอันเป็นหลักประกันคืนจากผู้ค้ำประกัน เพื่อโจทก์จะได้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปและให้นำเงินจำนวน 71,000 บาท ที่โจทก์รับไปแล้วมาหักทอนกับค่าเสียหายตามคำพิพากษา อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ค้ำประกันต้องถือว่าผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยอุทธรณ์ด้วย การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ โดยไม่สั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์แก่ผู้ค้ำประกัน จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 235 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาคดีไปโดยไม่สั่งให้ศาลชั้นต้นแก้ไขให้ถูกต้อง ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคามแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ศาลฎีกาจึงต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบด้วยมาตรา 243 ประกอบด้วยมาตรา 243 (2) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้ผู้ค้ำประกัน แล้วส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ให้ยกฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์และจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 235 ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนำโชค ศรุติบุตร
จำเลย — นายสายัณห์ วิบูลย์เชื้อ
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7232/2552
#496009
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอออกหมายบังคับคดีของจำเลยทั้งสองระบุว่า มีบุคคลภายนอกนำเสาปูนมาปักหน้าประตูรั้วเหล็กทำให้ไม่อาจนำรถยนต์ผ่านเข้าออกทางจำเป็นได้ ไม่ได้ระบุว่าโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือผิดข้อตกลงที่ศาลจดไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา การที่บุคคลภายนอกเป็นผู้นำเสาปูนมาปักหน้าประตูรั้วเหล็กก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองต้องไปว่ากล่าวเอาแก่บุคคลภายนอก เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงยังไม่มีเหตุออกหมายบังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ยอมให้นำที่ดินทางทิศใต้ของโฉนดที่ดินเลขที่ 10000 ตำบลโพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ของโจทก์เป็นทางจำเป็น ให้เป็นทางเดินร่วมกันกับผู้มีกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 5576 และ 5577 ตำบลโพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้มีความกว้าง 2 วา โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองจะใช้ทางจำเป็นเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2548 ศาลชั้นต้นหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าโจทก์ทำประตูรั้วเหล็กปิดกั้นทางเข้าออกทางจำเป็น อันเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จากนั้นวันที่ 4 มกราคม 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้าน ครั้นวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้เนื่องจากโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเปลี่ยนกุญแจประตูรั้ว ติดตู้รับไปรษณียภัณฑ์และทำกริ่งแล้ว

ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2549 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า เมื่อประมาณต้นเดือนกันยายน 2549 มีบุคคลภายนอกซึ่งมีที่ดินติดกับประตูรั้วที่โจทก์ทำปิดกั้นทางจำเป็นได้นำเสาปูนมาปักหน้าประตูรั้วในที่ดินของตนเองและทำเป็นรั้วทำให้ปากประตูรั้วทางจำเป็นแคบลง จำเลยทั้งสองนำรถยนต์เข้าออกไม่ได้ ประกอบกับเสาปูนดังกล่าวจะปิดบังเลขที่บ้านบริเวณที่กดกริ่งและตู้รับไปรษณียภัณฑ์ ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้มีการบังคับคดีต่อไป เพื่อจำเลยทั้งสองจะได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปรื้อประตูรั้วที่โจทก์ทำปิดกั้นทางจำเป็นไว้ให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การปักเสาเป็นการกระทำของบุคคลภายนอกประกอบกับตามภาพถ่ายท้ายคำร้องจำเลยก็ยังสามารถผ่านเข้าออกได้ ไม่จำเป็นต้องรื้อรั้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องที่จำเลยทั้งสองอ้างมิได้ระบุว่าโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือผิดข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 แต่อย่างใด การที่บุคคลภายนอกนำเสาปูนมาปักหน้าประตูรั้วเหล็กก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่บุคคลภายนอกต่อไป เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 ม. 138 ม. 271 ม. 275
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปราณี ปรึกษากร
จำเลย — นางวิภา สุภาพวานิช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายณัฐศักดิ์ ประทุมแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7232/2552
#502993
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติผิดจากข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอม การที่บุคคลภายนอกนำเสาปูนมาปักหน้าประตูรั้วเหล็กก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่บุคคลภายนอกต่อไป จึงไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ยอมให้นำที่ดินทางทิศใต้ของโฉนดที่ดินเลขที่ 10000 ของโจทก์เป็นทางจำเป็น ให้เป็นทางเดินร่วมกันกับผู้มีกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 5576 และ 5577 ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้มีความกว้าง 2 วา โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองจะใช้ทางจำเป็นเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2548 ศาลชั้นต้นหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าโจทก์ทำประตูรั้วเหล็กปิดกั้นทางเข้าออกทางจำเป็น อันเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จากนั้นวันที่ 4 มกราคม 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้าน ครั้นวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้เนื่องจากโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเปลี่ยนกุญแจประตูรั้ว ติดตู้รับไปรษณียภัณฑ์และทำกริ่งแล้ว ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2549 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า เมื่อประมาณต้นเดือนกันยายน 2549 มีบุคคลภายนอกซึ่งมีที่ดินติดกับประตูรั้วที่โจทก์ทำปิดกั้นทางจำเป็นได้นำเสาปูนมาปักหน้าประตูรั้วในที่ดินของตนเองและทำเป็นรั้วทำให้ปากประตูรั้วทางจำเป็นแคบลง จำเลยทั้งสองนำรถยนต์เข้าออกไม่ได้ ประกอบกับเสาปูนดังกล่าวจะปิดบังเลขที่บ้านบริเวณที่กดกริ่งและตู้รับไปรษณียภัณฑ์ ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้มีการบังคับคดีต่อไป เพื่อจำเลยทั้งสองจะได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปรื้อประตูรั้วที่โจทก์ทำปิดกั้นทางจำเป็นไว้ให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า การปักเสาเป็นการกระทำของบุคคลภายนอกประกอบกับตามภาพถ่ายท้ายคำร้องจำเลยก็ยังสามารถผ่านเข้าออกได้ ไม่จำเป็นต้องรื้อรั้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ยอมให้ทางทิศใต้ของที่ดินของโจทก์เป็นทางจำเป็นเพื่อเป็นทางเดินร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง โดยให้มีความกว้าง 2 วา ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ต่อมาจำเลยทั้งสองตกลงยินยอมให้โจทก์ทำประตูรั้วเหล็กเป็นทางเข้าออกของทางจำเป็นดังกล่าว โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการให้โจทก์เปลี่ยนกุญแจรั้วและมอบกุญแจให้แก่จำเลยทั้งสองใช้ไขเข้าออกได้ คู่ความทั้งสองฝ่ายพอใจและไม่ติดใจในการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความต่อไปตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้อง ฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2549 โดยระบุในคำร้องว่ามีบุคคลภายนอกซึ่งมีที่ดินอยู่ติดกับประตูรั้วเหล็กนำเสาปูนมาปักหน้าประตูรั้วเหล็กทำให้ปากทางจำเป็นคับแคบลงจำเลยทั้งสองไม่สามารถนำรถยนต์เข้าออกได้ เห็นว่า ตามคำร้องที่จำเลยทั้งสองไม่สามารถนำรถยนต์เข้าออกได้ เห็นว่า ตามคำร้องที่จำเลยทั้งสองอ้างมิได้ระบุว่าโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือผิดข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 แต่อย่างใด การที่บุคคลภายนอกนำเสาปูนมาปักหน้าประตูรั้วเหล็กก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่บุคคลภายนอกต่อไป เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 275
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปราณี ปรึกษากร
จำเลย — นางวิภา สุภาพวานิช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7230/2552
#496013
เปิดฉบับเต็ม

ค่าเสียหายจำนวน 222,056 บาท ซึ่งจำเลยที่ 4 ในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่ทำละเมิดได้ชดใช้แก่โจทก์หลังฟ้อง ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์ ชอบที่จะนำไปหักจากค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์มีสิทธิได้รับจำนวน 655,602 บาท ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 1,264,967 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 655,602 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 400,000 บาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ... คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า ศาลอุทธรณ์นำเงินจำนวน 222,056 บาท ที่จำเลยที่ 4 จ่ายให้แก่โจทก์ภายหลังฟ้องไปหักกับเงินค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิได้รับจำนวน 655,602 บาท แล้วกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 400,000 บาท ถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน รอ 2876 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ด้วย การที่จำเลยที่ 4 ใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 222,056 บาทนั้น ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์ ชอบที่จะนำไปหักจากค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์มีสิทธิได้รับจำนวน 655,602 บาทดังกล่าวได้ แต่เมื่อหักออกแล้วคงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์จำนวน 433,546 บาท ศาลอุทธรณ์ไม่อาจวินิจฉัยให้เหลือเพียงจำนวน 400,000 บาทได้ เนื่องจากศาลอุทธรณ์ไม่ได้แก้ไขจำนวนเงินค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 400,000 บาทจึงไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือ 433,546 บาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 433,546 บาทให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย สิริสมสิทธิ์
จำเลย — นายชาติชาย กลิ่นเจริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปราโมทย์ สุทธิกิจจานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
ดิเรก อิงคนินันท์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7229/2552
#496029
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินและรับเงินสดไปจากโจทก์ จำเลยให้การและนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยเคยนำเช็คไปขายลดแก่กลุ่มของโจทก์ ต่อมากลุ่มของโจทก์อ้างว่าจำเลยยังเป็นหนี้ประมาณ 700,000 บาท หากจำเลยยอมทำสัญญากู้จะลดยอดหนี้ให้เหลือ 500,000 บาท จำเลยจึงลงชื่อในสัญญากู้เงินโดยไม่เคยได้รับเงิน ดังนี้ ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยถึงรายละเอียดที่มาแห่งมูลหนี้ในการทำสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่โต้แย้งกันนั้นได้ ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จริง ไม่ว่ามูลหนี้จะเป็นการกู้ยืมเงินสดหรือเป็นหนี้เงินที่ค้างชำระจากการขายลดเช็ค สัญญากู้ก็มีผลบังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 192,111.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 พฤษภาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้หรือไม่เพียงใด โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์นำสืบว่าส่งมอบเงินกู้ยืมให้จำเลยเป็นเงินสด แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่มีการส่งมอบเงินกู้กันจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังข้อเท็จจริงว่ามีการนำมูลหนี้เดิมเรื่องการขายลดเช็คมาทำเป็นสัญญากู้เป็นการมิชอบ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินและรับเงินสดไปจากโจทก์ จำเลยให้การและนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยเคยนำเช็คไปขายลดแก่กลุ่มของโจทก์ ต่อมากลุ่มของโจทก์อ้างว่าจำเลยยังเป็นหนี้ประมาณ 700,000 บาท หากจำเลยยอมทำสัญญากู้จะลดยอดหนี้ให้เหลือ 500,000 บาท จำเลยจึงได้ลงชื่อในสัญญากู้เงินโดยไม่เคยได้รับเงิน ดังนี้ ศาลล่างทั้งสองย่อมมีอำนาจวินิจฉัยถึงรายละเอียดที่มาแห่งมูลหนี้ในการทำสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่โต้แย้งกันนั้นได้ ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จริง ไม่ว่ามูลหนี้จะเป็นการกู้ยืมเงินสดหรือเป็นหนี้เงินที่ค้างชำระจากการขายลดเช็ค สัญญากู้ก็มีผลบังคับได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า จำเลยยังค้างชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 192,111.28 บาท นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมยศ นะลำเลียง
จำเลย — นายเรวัติ วงศ์สัจจา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาววาสนา บุญทรงสันติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวนันทา ปัทมสูต
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7229/2552
#502992
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญากู้เงินซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อไว้ระบุจำนวนเงิน 500,000 บาท โดยจำเลยไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีมูลหนี้เดิมเหลืออยู่เพียง 192,111.28 บาท จึงเป็นการทำให้จำนวนหนี้ในสัญญากู้ไม่สมบูรณ์จำนวน 192,111.28 บาท ได้ มิใช่ว่าสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ทั้งหมด

สัญญาขายลดเช็คไม่มีกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราไว้เหมือนเช่นการกู้ยืมเงิน ดังนั้น การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือนในมูลหนี้เดิมจึงมิใช่เป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2543 จำเลยกู้เงินจากโจทก์จำนวน 500,000 บาท โดยไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาชำระหนี้คืน จำเลยได้รับเงินกู้จากโจทก์ครบถ้วนแล้วนับแต่วันทำสัญญา ต่อมาโจทก์บอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2543 จำเลยไม่ได้กู้และรับเงิน 500,000 บาท จากโจทก์ แต่เมื่อปี 2539 จำเลยนำเช็คไปขายลดให้โจทก์และเป็นหนี้ค้างชำระ 450,000 บาท โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยผิดกฎหมายร้อยละ 3 ต่อเดือน จำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวเรื่อยมา ซึ่งคิดถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2543 จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์แล้วรวมเป็นเงิน 727,858 บาท จึงไม่มีหนี้ค้างชำระอีก จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 192,111.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 โดยจำเลยไม่ได้รับเงินจำนวน 500,000 บาท จากโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้หรือไม่เพียงใด โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์นำสืบว่าส่งมอบเงินกู้ยืมให้จำเลยเป็นเงินสด แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่มีการส่งมอบเงินกู้กัน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังข้อเท็จจริงว่ามีการนำมูลหนี้เดิมเรื่องการขายลดเช็คมาทำเป็นสัญญากู้เป็นการมิชอบ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินและรับเงินสดไปจากโจทก์จำเลยให้การและนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยเคยนำเช็คไปขายลดแก่กลุ่มของโจทก์ ต่อมากลุ่มของโจทก์อ้างว่าจำเลยยังเป็นหนี้ประมาณ 700,000 บาท หากจำเลยยอมทำสัญญากู้จะลดยอดหนี้ให้เหลือ 500,000 บาท จำเลยจึงได้ลงชื่อในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 โดยไม่เคยได้รับเงิน ดังนี้ ศาลล่างทั้งสองย่อมมีอำนาจวินิจฉัยถึงรายละเอียดที่มาแห่งมูลหนี้ในการทำสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่โต้แย้งกันนั้นได้ ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จริง ไม่ว่ามูลหนี้จะเป็นการกู้ยืมเงินสดหรือเป็นหนี้เงินที่ค้างชำระจากการขายลดเช็คสัญญากู้ก็มีผลบังคับได้ เมื่อพิจารณาจากรายการชำระหนี้ของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.19 แล้วปรากฏว่า ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่มีการทำสัญญากู้เงินตามฟ้อง จำเลยคงค้างชำระหนี้อยู่ 192,111.28 บาท สัญญากู้จึงมีผลบังคับได้ในส่วนเงินจำนวน 192,111.28 บาท ส่วนที่จำเลยอ้างอีกว่า เมื่อมูลหนี้เดิมเหลืออยู่เพียง 192,111.28 แต่โจทก์ระบุจำนวนเงินในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นจำนวน 500,000 บาท เกินกว่าความเป็นจริง ถือว่าสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ จึงไม่อาจบังคับหนี้ในส่วน 192,111.28 บาท ได้ด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์มีหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานแห่งการยืม ส่วนจำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญากู้แม้จะฟังได้ว่ามูลหนี้เดิมเหลืออยู่เพียง 192,111.28 บาท ก็เป็นเพียงการทำให้จำนวนหนี้ในสัญญากู้ไม่สมบูรณ์บางส่วนเท่านั้น โจทก์จึงชอบที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ส่วนที่สมบูรณ์ จำนวน 192,111.28 บาท ได้ หาใช่ว่าสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ทั้งหมดตามที่จำเลยอ้าง ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า แม้จำเลยจะยอมเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน แต่ก็เป็นอัตราดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายและตกเป็นโมฆะ จำเลยจึงควรต้องรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และถือว่าจำเลยชำระหนี้หมดสิ้นแล้วนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยยืนยันข้อเท็จจริงมาในฎีกาว่าหนี้เดิมเป็นมูลหนี้จากการขายลดเช็ค ซึ่งกรณีสัญญาขายลดเช็คนั้นมิได้มีกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราไว้เหมือนเช่นการกู้ยืมเงิน ดังนั้น การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือนในมูลหนี้เดิมจึงมิใช่เป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า จำเลยยังค้างชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 192,111.28 บาท นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 650
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมยศ นะลำเลียง
จำเลย — นายเรวัติ วงศ์สัจจา
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7229/2552
#505275
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินและรับเงินสดไปจากโจทก์ จำเลยให้การและนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยเคยนำเช็คไปขายลดแก่กลุ่มของโจทก์ ต่อมากลุ่มของโจทก์อ้างว่าจำเลยยังเป็นหนี้ประมาณ 700,000 บาท หากจำเลยยอมทำสัญญากู้จะลดยอดหนี้ให้เหลือ 500,000 บาท จำเลยจึงได้ลงชื่อในสัญญาเงินกู้ โดยไม่เคยได้รับเงิน ดังนี้ ศาลล่างทั้งสองย่อมมีอำนาจวินิจฉัยถึงรายละเอียดที่มาแห่งมูลหนี้ในการทำสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่โต้แย้งกันนั้นได้ ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จริง ไม่ว่ามูลหนี้จะเป็นการกู้ยืมเงินสดหรือเป็นหนี้เงินที่ค้างชำระจากการขายลดเช็ค สัญญากู้ก็มีผลบังคับได้

โจทก์มีหนังสือสัญญากู้เงินซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม ส่วนจำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญากู้แม้จะฟังได้ว่ามูลหนี้เดิมเหลือเพียง 192,111.28 บาท ก็เป็นเพียงการทำให้จำนวนหนี้ในสัญญากู้ไม่สมบูรณ์บางส่วนเท่านั้น โจทก์จึงชอบที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ส่วนที่สมบูรณ์จำนวน 192,111.28 บาท ได้ หาใช่ว่าสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ทั้งหมดตามที่จำเลยอ้าง เมื่อจำเลยยืนยันข้อเท็จจริงมาในฎีกาว่าหนี้เดิมเป็นมูลหนี้ จากการขายลดเช็ค ซึ่งกรณีสัญญาขายลดเช็คนั้นมิได้มีกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราไว้เหมือนเช่นการกู้ยืมเงิน ดังนั้น การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน ในมูลหนี้เดิมจึงมิใช่เป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2543 จำเลยกู้เงินจากโจทก์จำนวน 500,000 บาท โดยไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาชำระหนี้คืน จำเลยได้รับเงินกู้จากโจทก์ครบถ้วนแล้วนับแต่วันทำสัญญา ต่อมาโจทก์บอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2543 จำเลยไม่ได้กู้และรับเงิน 500,000 บาท จากโจทก์แต่เมื่อปี 2539 จำเลยนำเช็คไปขายลดให้โจทก์และเป็นหนี้ค้างชำระ 450,000 บาท โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยผิดกฎหมายร้อยละ 3 ต่อเดือน จำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวเรื่อยมา ซึ่งคิดถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2543 จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์แล้วรวมเป็นเงิน 727,858 บาท จึงไม่มีหนี้ค้างชำระอีก จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 192,111.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงิน โดยจำเลยไม่ได้รับเงินจำนวน 500,000 บาท จากโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้หรือไม่เพียงใด โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์นำสืบว่าส่งมอบเงินกู้ยืมให้จำเลยเป็นเงินสด แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่มีการส่งมอบเงินกู้กัน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังข้อเท็จจริงว่ามีการนำมูลหนี้เดิมเรื่องการขายลดเช็คมาทำเป็นสัญญากู้เป็นการมิชอบ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินและรับเงินสดไปจากโจทก์ จำเลยให้การและนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยเคยนำเช็คไปขายลดแก่กลุ่มของโจทก์ ต่อมากลุ่มของโจทก์อ้างว่าจำเลยยังเป็นหนี้ประมาณ 700,000 บาท หากจำเลยยอมทำสัญญากู้จะลดยอดหนี้ให้เหลือ 500,000 บาท จำเลยจึงได้ลงชื่อในสัญญากู้เงิน โดยไม่เคยได้รับเงิน ดังนี้ ศาลล่างทั้งสองย่อมมีอำนาจวินิจฉัยถึงรายละเอียดที่มาแห่งมูลหนี้ในการทำสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่โต้แย้งกันนั้นได้ ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จริง ไม่ว่ามูลหนี้จะเป็นการกู้ยืมเงินสดหรือเป็นหนี้เงินที่ค้างชำระจากการขายลดเช็คสัญญากู้ก็มีผลบังคับได้ เมื่อพิจารณาจากรายการชำระหนี้ของจำเลยตาม แล้วปรากฏว่า ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่มีการทำสัญญากู้เงินตามฟ้อง จำเลยคงค้างชำระหนี้อยู่ 192,111.28 บาท สัญญากู้จึงมีผลบังคับได้ในส่วนเงินจำนวน 192,111.28 บาท ส่วนที่จำเลยอ้างอีกว่า เมื่อมูลหนี้เดิมเหลืออยู่เพียง 192,111.28 แต่โจทก์ระบุจำนวนเงินในสัญญากู้เงิน เป็นจำนวน 500,000 บาท เกินกว่าความเป็นจริง ถือว่าสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ จึงไม่อาจบังคับหนี้ในส่วน 192,111.28 บาท ได้ด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์มีหนังสือสัญญากู้เงิน ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานแห่งการยืม ส่วนจำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญากู้แม้จะฟังได้ว่ามูลหนี้เดิมเหลืออยู่เพียง 192,111.28 บาท ก็เป็นเพียงการทำให้จำนวนหนี้ในสัญญากู้ไม่สมบูรณ์บางส่วนเท่านั้น โจทก์จึงชอบที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ส่วนที่สมบูรณ์ จำนวน 192,111.28 บาท ได้ หาใช่ว่าสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ทั้งหมดตามที่จำเลยอ้าง ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า แม้จำเลยจะยอมเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน แต่ก็เป็นอัตราดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายและตกเป็นโมฆะ จำเลยจึงควรต้องรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และถือว่าจำเลยชำระหนี้หมดสิ้นแล้วนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยยืนยันข้อเท็จจริงมาในฎีกาว่าหนี้เดิมเป็นมูลหนี้จากการขายลดเช็ค ซึ่งกรณีสัญญาขายลดเช็คนั้นมิได้มีกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราไว้เหมือนเช่นการกู้ยืมเงิน ดังนั้น การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน ในมูลหนี้เดิมจึงมิใช่เป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า จำเลยยังค้างชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 192,111.28 บาท นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 654
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมยศ นะลำเลียง
จำเลย — นายเรวัติ วงศ์สัจจา
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7221/2552
#508383
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์เบิกความว่า เมื่อทำสัญญาซื้อขายแล้ว อ. ได้ส่งมอบที่ดินกับบ้านพิพาทที่โจทก์ครอบครองอยู่ก่อนแล้วตามสัญญาเช่าให้โจทก์ครอบครองทำประโยชน์และโจทก์ก็ได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าการซื้อขายระหว่างโจทก์กับ อ. มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายที่โจทก์และ อ. ทำขึ้นแก่กันโดยกำหนดข้อตกลงให้คู่สัญญาไปจดทะเบียนโอนแก่กันหลังจากทำสัญญาซื้อขาย 5 ปีเศษ ดังนี้ สัญญาซื้อขายที่ทำกันจึงเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขาย และตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนโอน สิทธิครอบครองก็ยังไม่โอนไปยังโจทก์ผู้จะซื้อ และตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนโอน สิทธิครอบครองก็ยังไม่โอนไปยังโจทก์ผู้จะซื้อ แม้จะมีการส่งมอบการครอบครองแต่ อ. ผู้จะขายก็ยังไม่มีเจตนาสละการครอบครอง การครอบครองของโจทก์เป็นเพียงการครอบครองแทน อ. ผู้จะขายเท่านั้น โจทก์ไม่อาจอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ปัญหานี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นอ้างศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย

เมื่อฟังว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทไม่ประสงค์ให้โจทก์อยู่และให้โจทก์ออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท การที่โจทก์ยังคงอยู่จึงเป็นการละเมิดทำให้จำเลยเสียหาย โจทก์จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 172 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 171 เฉพาะส่วนด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ 24 ตารางวา ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอหนองหญ้าปล้องจังหวัดเพชรบุรี ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 7 ให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถโอนได้ให้จำเลยชำระราคาที่ดินแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า นางอุไรไม่เคยขายที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์ แต่นางอุไรทำสัญญาซื้อขายตามฟ้องและทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อหลอกลวงเจ้าหนี้อื่น โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าบ้านพิพาทจากนางอุไร เมื่อนางอุไรถึงแก่ความตาย จำเลยเคยแจ้งให้โจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์แจ้งว่าจะซื้อแต่ขอรวบรวมเงินก่อน จำเลยจึงไปขอหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 170 และออกหลักฐานแบ่งเป็น 4 แปลง สัญญาซื้อขายตามฟ้องทำในระหว่างระยะเวลาห้ามโอน 10 ปี ตกเป็นโมฆะ โจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่นางอุไรถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาทและให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 171 เฉพาะส่วนด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ 24 ตารางวา และเลขที่ 172 ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอหนองหญ้าปล้องจังหวัดเพชรบุรี ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 7 คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 171 เฉพาะส่วนด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ 24 ตารางวา และเลขที่ 172 ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 7 และบ้านเลขที่ 45/2 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรีและให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะออกไปจากที่ดินและบ้านดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า นางอุไร เป็นเจ้าของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 28 ตำบลหนองหญ้าปล้องกิ่งอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ในที่ดินมีบ้านเลขที่ 45/2 ปลูกอยู่โดยโจทก์เช่าอยู่อาศัยจากนางอุไร ต่อมานางอุไรถูกฟ้องให้ชำระหนี้และเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2528 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้นำยึดที่ดินของนางอุไรตามบัญชียึดทรัพย์ และระหว่างบังคับคดีเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2532 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 1 งานเศษ กับนางอุไร ตามหนังสือซื้อขายที่ดิน นางอุไรถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2538 และจำเลยบุตรของนางอุไรได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2540 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหลักฐานที่ดินจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เป็นที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 170 กับแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 4 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่ง 2 ใน 4 แปลง คือแปลงเลขที่ 172 เนื้อที่ 1 งาน 18 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และแปลงเลขที่ 171 เนื้อที่ 24 ตารางวา จากเนื้อที่ 94 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โจทก์อ้างว่า คือที่ดินพิพาทที่โจทก์ซื้อจากนางอุไรแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านเลขที่ 45/2 ที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทหรือไม่ โจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อทำสัญญาซื้อขายแล้วนางอุไรได้ส่งมอบที่ดินพิพาทกับบ้านพิพาทที่โจทก์ครอบครองอยู่ก่อนแล้วตามสัญญาเช่าให้โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ และโจทก์ก็ได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา แต่โดยที่ได้ความว่าการซื้อขายระหว่างโจทก์กับนางอุไรมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายที่โจทก์และนางอุไรทำขึ้นแก่กัน ปรากฏตามหนังสือซื้อขายที่ดินได้กำหนดข้อตกลงให้คู่สัญญาไปจดทะเบียนโอนแก่กันในภายหลัง คือนับแต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งถอนการยึดหลังแจ้งคำสั่งแก่เจ้าหน้าที่ที่ดินแล้ว 15 วัน กับเมื่อพ้นข้อบังคับตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 334 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 5 มิถุนายน 2537 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากทำสัญญาซื้อขาย 5 ปีเศษ ดังนี้ สัญญาซื้อขายที่ทำกันจึงเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขาย และตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนโอน สิทธิครอบครองก็ยังไม่โอนไปยังโจทก์ผู้จะซื้อ แม้จะมีการส่งมอบการครอบครองแต่นางอุไรผู้จะขายก็ยังไม่มีเจตนาสละการครอบครอง การครอบครองของโจทก์เป็นเพียงการครอบครองแทนนางอุไรผู้จะขายเท่านั้น โจทก์ไม่อาจอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของสิทธิครอบครองในที่ดินและบ้านพิพาท ปัญหานี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นอ้างศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และเมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงไม่มีประโยชน์จะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง เห็นว่า เมื่อฟังว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทไม่ประสงค์ให้โจทก์อยู่และให้โจทก์ออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท การที่โจทก์ยังคงอยู่ จึงเป็นการละเมิด ทำให้จำเลยเสียหาย โจทก์จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อจึงฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคสอง ม. 1378 ม. 1379
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเทียบ สังข์เอง
จำเลย — นางลัดดา จำนงบุตร
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
ศุภชัย สมเจริญ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7220/2552
#503052
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินมาโดยตลอด จำเลยที่ 1 เป็นนายอำเภออาศัยอำนาจตามกฎหมายแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นคณะกรรมการร่วมชี้แนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าโต๊ะกะ ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 โดยมีจำเลยที่ 1 ที่ 7 และที่ 8 เป็นตัวการนำชี้ได้ร่วมกันชี้เขตที่ดินสาธารณประโยชน์อ้างว่าที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าโต๊ะกะ ซึ่งเกินจากเนื้อที่ดินเดิมทำให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินรังวัดที่สาธารณประโยชน์ป่าโต๊ะกะทับที่ดินโจทก์จนเป็นเหตุให้สำนักงานที่ดินได้ประกาศรูปแผนที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าวเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินหมู่ที่ 4 ตำบลเขาวง อำเภอบ้านตาขุน (คีรีรัฐนิคม) จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 78 ไร่ 2 งาน 91 ตารางวาเศษ มาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2546 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายอำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี อาศัยอำนาจตามกฎหมายแต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นคณะกรรมการร่วมกันชี้แนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าโต๊ะกะเนื้อที่ 25 ไร่ ที่ตั้งอยู่ในท้องที่เดียวกับที่ดินโจทก์ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 8 ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2546 จำเลยทั้งหมดโดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ร่วมกันนำชี้แนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าโต๊ะกะโดยมีจำเลยที่ 1 ที่ 7 และที่ 8 เป็นตัวการในการนำชี้เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) จำเลยทั้งหมดทราบดีว่าที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าโต๊ะกะที่ทางราชการสงวนไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอยู่ห่างจากที่ดินที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ไปทางทิศเหนือประมาณ 500 เมตร แต่จากการนำชี้ดังกล่าวทำให้เนื้อที่ที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าโต๊ะกะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมเป็นเนื้อที่ 220 ไร่ 3 งาน 9 ตารางวา โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 อ้างว่าที่ดินที่โจทก์ครอบครองบางส่วนอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวอันเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ ทำให้เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาบ้านตาขุน รังวัดที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าโต๊ะกะทับที่ดินโจทก์ซึ่งเมื่อสำนักงานที่ดินดังกล่าวได้ประกาศรูปแผนที่ที่อ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าโต๊ะกะแล้ว โจทก์คัดค้าน แต่ทุกฝ่ายเพิกเฉยขอให้พิพากษาว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าโต๊ะกะ มีเนื้อที่ดินรวม 25 ไร่ ให้เพิกถอนการนำชี้เพื่อให้ทางราชการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง มีเนื้อที่ดิน 220 ไร่ 3 งาน 9 ตารางวา เลขที่ดิน 581 ระวางรูปถ่ายทางอากาศชื่อกิ่งอำเภอพนมหมายเลข 4726/ แผ่นที่ 78, 92 เสีย ให้ศาลแสดงว่าที่ดินภายในเส้นสีแดงตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องหมายเลข 4 เป็นของโจทก์ไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าโต๊ะกะ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ร่วมกันนำชี้เพื่อแก้ไขรูปที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าโต๊ะกะในส่วนที่ทับที่ดินซึ่งโจทก์เข้าครอบครองและทำประโยชน์ หากไม่ดำเนินการแก้ไขให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเก้า

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีประเด็นข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องแล้วว่าโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินมาโดยตลอด จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายอำเภออาศัยอำนาจตามกฎหมายแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นคณะกรรมการร่วมชี้แนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าโต๊ะกะต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 โดยมีจำเลยที่ 1 ที่ 7 และที่ 8 เป็นตัวการนำชี้ได้ร่วมกันชี้เขตที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวอ้างว่าที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าโต๊ะกะ ซึ่งเกินจากเนื้อที่ดินเดิมทำให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินรังวัดที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าวเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ซึ่งถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่สำหรับจำเลยที่ 9 นั้น ไม่ปรากฏในคำฟ้องโจทก์ว่า จำเลยที่ 9 เป็นใคร มีความเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 อย่างไร และกระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 9 ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลิมศักดิ์ อิฐรัชฎ์
จำเลย — นายอาทร เพชรรักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา