คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7219/2552
#502988
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีที่จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นจำเลยขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ โดยยกข้ออ้างว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนคดีนี้แม้โจทก์จะนำหนี้ภาษีอากรค้างในคดีดังกล่าวมาฟ้องจำเลยให้รับผิด แต่คำฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างว่า หนี้ภาษีอากรค้างที่จำเลยเป็นหนี้อยู่แก่โจทก์ในคดีดังกล่าวนั้น จำเลยมิได้ชำระแก่โจทก์โดยครบถ้วน โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระแล้วจำเลยเพิกเฉย กลับจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีโดยทราบอยู่แล้วว่ายังเป็นหนี้ภาษีอากรต่อโจทก์ เป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เกิดขึ้นใหม่จากการไม่ยอมชำระหนี้ของจำเลย และเป็นเรื่องที่จำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ภายหลังคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางคดีก่อนอันถึงที่สุดย่อมมีผลผูกพันจำเลยคดีนี้ซึ่งเป็นคู่ความในคดีก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 จำเลยไม่อาจรื้อฟื้นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ได้วินิจฉัยไว้ในคดีดังกล่าวได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2537 จำเลยได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2537 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จังหวัดนราธิวาสโดยแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มว่ามีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายและขอคืนจำนวน 1,452,747.79 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้คืนภาษีให้แก่จำเลยตามที่ขอและได้ทำการวิเคราะห์แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2537 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 ของจำเลยแล้วปรากฏว่ารอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2537 จำเลยมีกำไรต่ำ มีค่าใช้จ่ายสูงกว่ากำไร จึงเป็นกรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร และเป็นกรณีจำเป็นต้องตรวจสอบเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร จึงดำเนินการออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบภาษีของจำเลยสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2537 ตามระเบียบว่าด้วยการตรวจสอบภายหลังคืนภาษี โดยได้รับอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกตรวจสอบจากสรรพากรภาคที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ทำการตรวจสอบภาษีซื้อและภาษีขายของเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2537 ปรากฏว่าจำเลยขายไม้แปรรูปต่ำกว่าราคาประเมินตามราคาเฉลี่ยของประกาศอธิบดีกรมศุลกากร เพื่อเป็นเกณฑ์ประเมินอากรขาเข้า ราคาที่จำเลยขายดังกล่าวถือว่าเป็นการขายราคาต่ำกว่าราคาตลาด โดยไม่มีเหตุอันสมควรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) และ 79/3 (1) เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของโจทก์จึงประเมินราคาขายไม้แปรรูปของจำเลยให้เท่ากับราคาตลาด ณ วันที่ความรับผิดเกิดขึ้น โดยใช้ราคาประเมินตามประกาศอธิบดีกรมศุลกากรบวกด้วยอากรขาเข้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 (1) ซึ่งต่อมากรมสรรพากรได้มีหนังสือที่ กค. 0814/ว.00986 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกำหนดฐานภาษีดังกล่าว ปรากฏว่าเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2537 จำเลยมีรายได้จากการขายไม้แปรรูป โดยมีรายรับตามที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม 26,538,072.66 บาท มีรายรับจากการตรวจสอบได้ 49,914,749.88 บาท ดังนั้นมีผลต่างที่ขาด 23,376,677.22 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงนำยอดรายรับแต่ละเดือนที่เพิ่มขึ้นจากการตรวจสอบดังกล่าวมาทำการปรับปรุงภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระให้โจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89/1 และ 89 (4) รวมเป็นเงิน 2,997,434.54 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้เรียกกรรมการผู้จัดการจำเลยมารับทราบผลการตรวจสอบโดยได้ชี้แจ้งข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบ ข้อกฎหมายที่ใช้ในการประเมินให้จำเลยต้องชำระภาษีเพิ่มเติม ข้อพิจารณา ข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจประเมินภาษีจำเลยโดยละเอียด กรรมการผู้จัดการของจำเลยทราบคำชี้แจ้งโดยละเอียดแล้ว ยินยอมชำระภาษีตามผลการตรวจสอบ แต่ได้ยื่นคำร้องขอลดเบี้ยปรับตามฐานภาษีที่ได้จากการตรวจสอบ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีของจำเลยมีเหตุอันควรลดเบี้ยปรับ จึงลดเบี้ยปรับให้จำเลย คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายและแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบ รวมเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่ต้องชำระ 1,890,792 บาท จำเลยได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินสำหรับประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มโดยขอให้ยกเลิกการประเมิน งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินถูกต้องตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว จึงให้ยกอุทธรณ์ภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยเสียทั้งสิ้นและได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยทราบแล้ว การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำฟ้องจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่จำเลยมิได้นำเงินภาษีมูลค่าเพิ่มมาชำระ กลับจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี โดยทราบว่ายังเป็นหนี้ภาษีอยู่ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ยึดเงินฝากของจำเลย 1,090.81 บาท มาชำระหนี้ภาษีที่ค้างชำระคงเหลือหนี้ที่ค้างชำระถึงวันฟ้อง 1,826,253.19 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 1,826,253.19 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไว้โดยถูกต้องและชำระภาษีครบถ้วนแล้ว รายได้จากการขายไม้ราคาขาย และราคาซื้อเป็นไปตามการซื้อขายในราคาท้องตลาดจำเลยได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มทุกเดือน โดยมูลค่าการขายไม้แต่ละเดือนเมื่อคำนวณภาษีขายตามราคาท้องตลาดขายส่งคิดจากฐานต้นทุนราคาไม้หักด้วยภาษีซื้อแล้ว จึงไม่มีภาษีต้องชำระเพิ่มเติมแต่อย่างใด ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยเคยฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 146/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 102/2546 ระหว่างบริษัทศิริอนันต์เจริญค้าไม้ จำกัด โจทก์นายประสิทธิ์ บัวดวง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน (คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์) จำเลย ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ นอกจากนี้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์อันสืบเนื่องมาจากคดีนี้ไม่มีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ ซึ่งขัดต่อมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า จำเลยได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2537 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ แสดงว่าภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย และขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,452,747.79 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวให้แก่จำเลย ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ทำการตรวจสอบภาษีซื้อและภาษีขายของเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2537 ปรากฏว่า จำเลยขายไม้แปรรูปต่ำกว่าราคาประเมินตามราคาเฉลี่ยของประกาศอธิบดีกรมศุลกากรเพื่อเป็นเกณฑ์ประเมินอากรขาเข้า โจทก์จึงถือว่าเป็นราคาขายต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามมาตรา 65 ทวิ (4) และ 79/3 (1) แห่งประมวลรัษฎากร พนักงานตรวจสอบภาษีของโจทก์จึงประเมินราคาขายไม้แปรรูปของจำเลยให้เท่ากับราคาตลาด ณ วันที่ความรับผิดเกิดขึ้น โดยใช้ราคาประเมินตามประกาศอธิบดีกรมศุลกากรบวกด้วยอากรขาเข้าตามมาตรา 79/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากรและนำยอดรายรับแต่ละเดือนที่เพิ่มขึ้นจากการตรวจสอบดังกล่าวมาทำการปรับปรุงภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระตามมาตรา 89/1 และ 89 (4) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงิน 2,997,434.54 บาท จำเลยได้ยื่นคำร้องขอลดเบี้ยปรับตามฐานภาษีที่ได้จากการตรวจสอบดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้พิจารณาลดเบี้ยปรับให้จำเลย คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย และแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้จำเลยต้องชำระสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2537 รวม 1,890,792 บาท จำเลยอุทธรณ์คัดค้านการประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า การประเมินถูกต้องตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว จึงให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย และได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยทราบ จำเลยอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 146/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 102/2546 ระหว่างบริษัทศิริอนันต์เจริญค้าไม้ จำกัด โจทก์ นายประสิทธิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน (คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์) จำเลย ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง และคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยไม่ชำระค่าภาษีอากรดังกล่าว ต่อมาโจทก์อายัดเงินฝากธนาคารของจำเลย 1,090.81 บาท เพื่อการหักชำระภาษี คงเหลือเงินที่จำเลยต้องชำระ 1,826,253.19 บาท โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางคดีหมายเลขดำที่ 146/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 102/2546 หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า คดีก่อนอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางดังกล่าวเป็นคดีที่จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นจำเลยขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ จำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าวให้การต่อสู้ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นประเด็นที่ศาลภาษีอากรกลางในคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องแล้ว เป็นคดีหมายเลขดำที่ 146/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 102/2546 ของศาลภาษีอากรกลาง ส่วนคดีนี้แม้โจทก์จะนำหนี้ภาษีอากรค้างในคดีดังกล่าวมาฟ้องจำเลยให้รับผิด แต่คำฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า หนี้ภาษีอากรค้างที่จำเลยเป็นหนี้อยู่แก่โจทก์ในคดีดังกล่าวนั้น จำเลยมิได้ชำระแก่โจทก์โดยครบถ้วน โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระแล้วจำเลยเพิกเฉย กลับจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีโดยทราบอยู่แล้วว่ายังเป็นหนี้ภาษีอากรต่อโจทก์ เป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เกิดขึ้นใหม่จากการไม่ยอมชำระหนี้ของจำเลย และเป็นเรื่องที่จำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ภายหลังคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาชอบแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ 146/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 102/2546 ของศาลภาษีอากรกลาง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับประเด็นข้อพิพาทอื่น ๆ ตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยล้วนเป็นข้อต่อสู้ที่เกี่ยวกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งสิ้นซึ่งคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางอันถึงที่สุดย่อมมีผลผูกพันจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 จำเลยจึงไม่อาจรื้อฟื้นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวได้อีก เมื่อคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยล้วนเป็นข้อต่อสู้เกี่ยวกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งสิ้น การที่จำเลยไม่มีสิทธิยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในคดีนี้ จึงไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นแห่งคดีที่จำเลยจะโต้เถียงให้ฟังแปรเปลี่ยนไปเป็นประการอื่นได้ กรณีไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาใหม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่วินิจฉัยให้"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 1,826,253.19 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยไม่กำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทศิริอนันต์เจริญค้าไม้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7219/2552
#504974
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีที่จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นจำเลยทั้งสามขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบ จำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าวให้การต่อสู้ว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องแล้ว ส่วนคดีนี้แม้โจทก์จะนำหนี้ภาษีอากรค้างในคดีดังกล่าวฟ้องจำเลยให้รับผิด แต่คำฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า หนี้ภาษีอากรค้างที่จำเลยเป็นหนี้อยู่แก่โจทก์ในคดีดังกล่าวนั้น จำเลยมิได้ชำระแก่โจทก์โดยครบถ้วน โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระแล้ว จำเลยเพิกเฉยกลับจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีโดยทราบอยู่แล้วว่ายังเป็นหนี้ภาษีอากรต่อโจทก์ เป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหา และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เกิดขึ้นใหม่จากการไม่ยอมชำระหนี้ของจำเลย และเป็นเรื่องที่จำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ภายหลังคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

สำหรับประเด็นข้อพิพาทอื่นตามคำให้การของจำเลยล้วนเป็นข้อต่อสู้ที่เกี่ยวกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งสิ้น ซึ่งคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางอันถึงที่สุดย่อมมีผลผูกพันจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้นตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จำเลยไม่อาจรื้อฟื้นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2537 จำเลยได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม เดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2537 โดยแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มว่ามีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายและขอคืนจำนวน 1,452,747.79 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้คืนภาษีให้แก่จำเลยตามที่ขอและได้ทำการวิเคราะห์แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2537 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 ของจำเลยแล้ว ปรากฏว่ารอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2537 จำเลยมีกำไรต่ำ มีค่าใช้จ่ายสูงกว่ากำไร จึงเป็นกรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร และเป็นกรณีจำเป็นต้องตรวจสอบเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรจึงดำเนินการออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบภาษีของจำเลยสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2537 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ทำการตรวจสอบภาษีซื้อและภาษีขายของเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2537 ปรากฏว่าจำเลยขายไม้แปรรูปต่ำกว่าราคาประเมินตามราคาเฉลี่ยของประกาศอธิบดีกรมศุลกากรเพื่อเป็นเกณฑ์ประเมินอากรขาเข้า ราคาที่จำเลยขายดังกล่าวถือว่าเป็นการขายราคาต่ำกว่าราคาตลาด โดยไม่มีเหตุอันสมควรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) และ 79/3 (1) เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของโจทก์จึงประเมินราคาขายไม้แปรรูปของจำเลยให้เท่ากับราคาตลาด ณ วันที่ความรับผิดเกิดขึ้น โดยใช้ราคาประเมินตามประกาศอธิบดีกรมศุลกากรบวกด้วยอากรขาเข้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 (1) ซึ่งต่อมากรมสรรพากรได้มีหนังสือที่ กค.0814/ว.00986 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกำหนดฐานภาษีดังกล่าว ปรากฏว่าเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2537 จำเลยมีรายได้จากการขายไม้แปรรูป โดยมีรายรับตามที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม 26,538,072.66 บาท มีรายรับจากการตรวจสอบได้ 49,914,749.88 บาท ดังนั้นมีผลต่างที่ขาด 23,376,677.22 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงนำยอดรายรับแต่ละเดือนที่เพิ่มขึ้นจากการตรวจสอบดังกล่าวมาทำการปรับปรุงภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระให้โจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89/1 และ 89 (4) รวมเป็นเงิน 2,997,434.54 บาท กรรมการผู้จัดการของจำเลยทราบคำชี้แจงโดยละเอียดแล้ว ยินยอมชำระภาษีตามผลการตรวจสอบ แต่ได้ยื่นคำร้องขอลดเบี้ยปรับตามฐานภาษีที่ได้จากการตรวจสอบ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ลดเบี้ยปรับให้จำเลย คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย และแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบ รวมเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่ต้องชำระ 1,890,792 บาท จำเลยได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินสำหรับประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยขอให้ยกเลิกการประเมิน งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินถูกต้องตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว จึงให้ยกอุทธรณ์ภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยเสียทั้งสิ้น และได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยทราบแล้ว การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำฟ้องจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่จำเลยมิได้นำเงินภาษีมูลค่าเพิ่มมาชำระ กลับจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี โดยทราบว่ายังเป็นหนี้ภาษีอยู่ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ยึดเงินฝากของจำเลย 1,090.81 บาท มาชำระหนี้ภาษีที่ค้างชำระ คงเหลือหนี้ที่ค้างชำระถึงวันฟ้อง 1,826,253.19 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 1,826,253.19 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไว้โดยถูกต้องและชำระภาษีครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีภาษีต้องชำระเพิ่มเติมแต่อย่างใด ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยเคยฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 146/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 102/2546 ระหว่างบริษัทศิริอนันต์เจริญค้าไม้ จำกัด โจทก์ นายประสิทธิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน (คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์) จำเลย ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ นอกจากนี้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์อันสืบเนื่องมาจากคดีนี้ไม่มีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ ซึ่งขัดต่อมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2537 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ แสดงว่าภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย และขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,452,747.79 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวให้แก่จำเลย ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ทำการตรวจสอบภาษีซื้อและภาษีขายของเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2537 ปรากฏว่าจำเลยขายไม้แปรรูปต่ำกว่าราคาประเมินตามราคาเฉลี่ยของประกาศอธิบดีกรมศุลกากรเพื่อเป็นเกณฑ์ประเมินอากรขาเข้า โจทก์จึงถือว่าเป็นราคาขายต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามมาตรา 65 ทวิ (4) และ 79/3 (1) แห่งประมวลรัษฎากร พนักงานตรวจสอบภาษีของโจทก์จึงประเมินราคาขายไม้แปรรูปของจำเลยให้เท่ากับราคาตลาด ณ วันที่ความรับผิดเกิดขึ้น โดยใช้ราคาประเมินตามประกาศอธิบดีกรมศุลกากรบวกด้วยอากรขาเข้าตามมาตรา 79/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และนำยอดรายรับแต่ละเดือนที่เพิ่มขึ้นจากการตรวจสอบดังกล่าวมาทำการปรับปรุงภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระตามมาตรา 89/1 และ 89 (4) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงิน 2,997,434.54 บาท จำเลยได้ยื่นคำร้องขอลดเบี้ยปรับตามฐานภาษีที่ได้จากการตรวจสอบดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้พิจารณาลดเบี้ยปรับให้จำเลย คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย และแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้จำเลยต้องชำระสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2537 รวม 1,890,792 บาท จำเลยอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า การประเมินถูกต้องตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว จึงให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย และได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยทราบ จำเลยอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 146/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 102/2546 ระหว่างบริษัทศิริอนันต์เจริญค้าไม้ จำกัด โจทก์ นายประสิทธิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน (คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์) จำเลย ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง และคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยไม่ชำระค่าภาษีอากรดังกล่าว ต่อมาโจทก์อายัดเงินฝากธนาคารของจำเลย 1,090.81 บาท เพื่อการหักชำระภาษี คงเหลือเงินที่จำเลยต้องชำระ 1,826,253.19 บาท โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางคดีหมายเลขดำที่ 146/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 102/2546 หรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางดังกล่าวเป็นคดีที่จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นจำเลยขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ จำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าวให้การต่อสู้ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นประเด็นที่ศาลภาษีอากรกลางในคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องแล้ว เป็นคดีหมายเลขดำที่ 146/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 102/2546 ของศาลภาษีอากรกลาง ส่วนคดีนี้แม้โจทก์จะนำหนี้ภาษีอากรค้างในคดีดังกล่าวมาฟ้องจำเลยให้รับผิด แต่คำฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า หนี้ภาษีอากรค้างที่จำเลยเป็นหนี้อยู่แก่โจทก์ในคดีดังกล่าวนั้น จำเลยมิได้ชำระแก่โจทก์โดยครบถ้วน โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระแล้ว จำเลยเพิกเฉย กลับจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีโดยทราบอยู่แล้วว่ายังเป็นหนี้ภาษีอากรต่อโจทก์ เป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหา และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เกิดขึ้นใหม่จากการไม่ยอมชำระหนี้ของจำเลย และเป็นเรื่องที่จำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ภายหลังคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ 146/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 102/2546 ของศาลภาษีอากรกลาง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับประเด็นข้อพิพาทอื่น ๆ ตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยล้วนเป็นข้อต่อสู้ที่เกี่ยวกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งสิ้น ซึ่งคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางอันถึงที่สุดย่อมมีผลผูกพันจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 จำเลยจึงไม่อาจรื้อฟื้นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวได้อีก เมื่อคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยล้วนเป็นข้อต่อสู้เกี่ยวกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งสิ้น การที่จำเลยไม่มีสิทธิยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในคดีนี้ จึงไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นแห่งคดีที่จำเลยจะโต้เถียงให้ฟังแปรเปลี่ยนไปเป็นประการอื่นได้ กรณีไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาใหม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่วินิจฉัยให้"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 1,826,253.19 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยไม่กำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทศิริอนันต์เจริญค้าไม้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7199/2552
#502976
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมเขียนเองระบุว่า เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วบ้านและที่ดินพิพาทนั้น เจ้ามรดกขอยกให้สิทธิอยู่อาศัยและสิทธิเก็บกินแก่จำเลยมีอำนาจครอบครองและเก็บกินได้จนตลอดชีวิต แต่ถ้าจำเลยถึงแก่ความตายลงเมื่อใดแล้ว ให้บ้านและที่ดินดังกล่าวนี้ตกเป็นกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์แก่บุตรที่เกิดจาก ฉ. ทุกคน โดยให้บุตรของ ฉ. ทุกคนมีส่วนกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินดังกล่าวนี้เท่ากัน ข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าว เจ้ามรดกมิได้ยกกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย เพียงแต่ให้สิทธิอยู่อาศัยและเก็บกินตลอดชีวิตแก่จำเลยเท่านั้น สิทธิของจำเลยในฐานะผู้รับพินัยกรรมก็มีเพียงตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรมเท่านั้น ส่วนกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทจะต้องตกทอดได้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นบุตรของ ฉ. เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายแล้วตามเงื่อนไขบังคับก่อนที่ผู้ทำพินัยกรรมระบุให้พินัยกรรมมีผลบังคับให้เรียกร้องกันได้ภายหลังตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1673 ประกอบมาตรา 1674 วรรคสอง จึงต้องถือว่านับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายและข้อกำหนดในพินัยกรรมเฉพาะส่วนของจำเลยมีผลนั้นก็มีผลเพียงให้จำเลยมีสิทธิอยู่อาศัยและเก็บกินในบ้านและที่ดินพิพาทจนตลอดชีวิตของจำเลยเท่านั้น จึงต้องถือว่าจำเลยครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งสามผู้รับพินัยกรรมซึ่งมีเงื่อนไขบังคับก่อนและเงื่อนไขนั้นยังไม่สำเร็จเท่านั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสามได้ ทั้งนี้เพราะมาตรา 1755 รับรองสิทธิของบุคคลที่จะยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้ก็แต่เฉพาะบุคคลซึ่งเป็นทายาทหรือบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาทหรือโดยผู้จัดการมรดกเท่านั้น

จำเลยไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอรับมรดกบ้านและที่ดินพิพาทมาเป็นของตน เนื่องจากบ้านและที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมระบุยกให้แก่โจทก์ทั้งสามแล้ว เพียงแต่เงื่อนไขบังคับก่อนที่กำหนดให้บ้านและที่ดินพิพาทตกทอดได้แก่โจทก์ทั้งสามยังไม่สำเร็จเพราะจำเลยยังไม่ถึงแก่ความตายเท่านั้น บ้านและที่ดินพิพาทจึงมิใช่ทรัพย์นอกพินัยกรรมอันจะตกทอดแก่จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1620

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายฉัตรชัย นายฉัตรชัยเป็นบุตรของนางแฉล้ม เจ้ามรดก เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2519 นางแฉล้มทำพินัยกรรมยกบ้านเลขที่ 106/6 ซอยมหาดไทย 1 ถนนลาดพร้าว พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 29172 ตำบลวังทองหลาง (คลองจั่น) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยมีสิทธิอยู่อาศัยและเก็บกินตลอดชีวิต แต่ถ้าจำเลยถึงแก่ความตายเมื่อใดให้บ้านและที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์แก่บุตรที่เกิดจากนายฉัตรชัยเท่ากันทุกคนนับแต่นางแฉล้มถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสามและจำเลยได้ร่วมกันครอบครองอาศัยในบ้านและที่ดินดังกล่าวตลอดมาโดยจำเลยครอบครองแทนโจทก์ทั้งสาม วันที่ 2 มกราคม 2524 จำเลยบอกนายฉัตรชัยและนายชื่นฉันท์ บุตรของนางแฉล้มว่าจะไปขอรับมรดกในส่วนของเงินฝากซึ่งอยู่ในธนาคารตามที่นางแฉล้มได้ทำพินัยกรรมระบุไว้ในข้อ 2 ว่ายกให้จำเลยนายฉัตรชัยและนายชื่นฉันท์จึงทำหนังสือสละมรดกมอบให้จำเลยเพื่อนำไปยื่นต่อธนาคาร ในวันเดียวกันนั้นจำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินขอรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 29172 พร้อมบ้านเลขที่ 106/6 ในฐานะทายาทโดยธรรมโดยอ้างว่าเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรม เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อจึงได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ทั้งสามได้ไปขอตรวจสอบโฉนดที่ดินจึงทราบเรื่องราวดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 106/6 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นเลขที่ 38 พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 29172 ซอยมหาดไทย 1 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร จากที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ให้กลับสู่สภาพเดิม หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ครอบครองบ้านและที่ดินตามฟ้องแทนโจทก์ทั้งสาม ภายหลังนางแฉล้มมารดาจำเลยซึ่งเป็นเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จำเลยได้ไปจดทะเบียนรับโอนมรดกบ้านและที่ดินดังกล่าวมาเป็นของตนเองโดยนายฉัตรชัยและนายชื่นฉันท์ซึ่งเป็นพี่น้องของจำเลยได้สละมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมโดยความสมัครใจมิใช่จำเลยหลอกลวงให้นายฉัตรชัยและนายชื่นฉันท์สละมรดก โจทก์ทั้งสามได้เข้ามาพักอาศัยในบ้านและที่ดินพิพาทในฐานะผู้อาศัยโดยโจทก์ที่ 1 ได้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในบ้านดังกล่าว เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2536 ซึ่งขณะนั้นโจทก์ที่ 1 อายุ 25 ปี สำหรับโจทก์ที่ 2 ได้แจ้งย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่อาศัยในบ้านดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2540 ซึ่งขณะนั้นโจทก์ที่ 2 มีอายุ 27 ปี ส่วนโจทก์ที่ 3 ได้แจ้งย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่อาศัยในบ้านดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2533 ซึ่งขณะนั้นโจทก์ที่ 3 มีอายุ 17 ปี นับแต่นางแฉล้มเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2523 จำเลยได้เข้าครอบครองและเข้าอาศัยในบ้านและที่ดินพิพาทดังกล่าวในฐานะเป็นเจ้าของตลอดมา โดยได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาทในฐานะทายาทโดยธรรม ซึ่งเป็นผู้รับมรดกของนางแฉล้มเจ้ามรดกมาเป็นชื่อจำเลยตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2524 และจำเลยได้แจ้งย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ในทะเบียนบ้านดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2528 และได้ครอบครองอยู่อาศัยในบ้านและที่ดินดังกล่าวในฐานะเจ้าของมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปี การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกทรัพย์มรดกบ้านและที่ดินดังกล่าวในฐานะทายาทโดยพินัยกรรมของนางแฉล้มเจ้ามรดกภายหลังจากที่นางแฉล้มถึงแก่ความตายเกินกว่า 10 ปีแล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสามจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนการโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 29172 ตำบลวังทองหลาง (คลองจั่น) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมบ้านเลขที่ 38 (106/6) ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นชื่อนางแฉล้ม หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 7,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับกันฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า นางแฉล้มเจ้ามรดกมีบุตรสามคน คือ นายฉัตรชัย นายชื่นฉันท์ และจำเลย ส่วนโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของนายฉัตรชัย เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2519 นางแฉล้มได้ทำพินัยกรรมแบบเขียนด้วยมือตนเองทั้งฉบับไว้ตามหนังสือพินัยกรรมเขียนเอง เอกสารหมาย จ.3 มีข้อความแสดงเจตนาเผื่อตายว่า เมื่อนางแฉล้มถึงแก่ความตายแล้ว ให้บรรดาทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วหรือที่จะเกิดมีขึ้นอีกในภายหน้าตกทอดได้แก่บุคคลต่าง ๆ โดยมีสาระสำคัญอยู่ในพินัยกรรม ข้อ 1 และ ข้อ 2 ซึ่งมีข้อความดังนี้

"ข้อ 1. บ้านเลขที่ 106/6 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดหมายเลขที่ 29172 และเลขที่ดิน 1543 ในซอยมหาดไทย 1 ถนนลาดพร้าว ตำบลวังทองหลาง (คลองจั่น) เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ 100 ตารางวา นั้น เมื่อข้าพเจ้าตายแล้ว ขอยกทั้งตัวบ้านและที่ดินดังกล่าวแล้วข้างต้นนี้ ให้สิทธิอยู่อาศัยและสิทธิเก็บกินแก่นางชูโฉม ให้มีอำนาจเข้าครอบครองและเก็บกินได้จนตลอดชีวิตของนางชูโฉม แต่ถ้านางชูโฉมได้ถึงแก่ความตายลงเมื่อใดแล้วต้องให้บ้านและที่ดินที่กล่าวนี้ตกเป็นกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์แก่ลูกที่เกิดจากนายฉัตรชัย ซึ่งเป็นบุตรชายของข้าพเจ้านั้น ถ้านายฉัตรชัย มีลูกกี่คนก็ตามก็ให้ได้รับกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินที่กล่าวนี้ร่วมกันทุก ๆ คน โดยมีส่วนกรรมสิทธิ์เท่ากันทุกคนด้วย

ข้อ 2. เงินของข้าพเจ้าที่มีอยู่ในธนาคารทั้งสิ้น ซึ่งข้าพเจ้าได้ให้เป็นสินส่วนตัวแก่นางชูโฉม ไว้ใช้สอยเพียงตลอดเวลาที่นางชูโฉม ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่ถ้านางชูโฉมตายก่อนข้าพเจ้าเมื่อใด ต้องให้เงินที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้เป็นสินส่วนตัวแก่นางชูโฉม นั้น กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของข้าพเจ้าทันที ถ้าหากข้าพเจ้าตายก่อนแล้วนางชูโฉม ตายลงภายหลังและถ้าเงินสินส่วนตัวที่ข้างพเจ้าให้ไว้นั้นยังใช้สอยไม่หมด ยังมีเหลืออยู่เท่าใดก็ต้องให้เงินสินส่วนตัวที่เหลืออยู่นั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่หลานของข้าพเจ้าซึ่งเป็นลูกที่เกิดจากบุตรชายของข้าพเจ้าคือ ลูกของนายฉัตรชัย ทุกคนกับลูกของนายชื่นฉันท์ ทุกคน ซึ่งจะมีทั้งหมดกี่คนก็ตามให้ได้รับกรรมสิทธิ์เงินที่ข้าพเจ้าได้ให้เป็นสินส่วนตัวแก่นางชูโฉม ที่เหลืออยู่ในธนาคาร เมื่อนางชูโฉม ตายแล้วนั้นนำมาแบ่งเฉลี่ยให้หลานของข้าพเจ้าเท่า ๆ กันทุกคนด้วย ตามที่ข้าพเจ้าได้มีบันทึกเงื่อนไขต่อท้ายบัญชีเงินฝากแนบติดไว้ ซึ่งได้มอบให้ผู้จัดการธนาคารที่รับฝากเงินนั้นเก็บรักษาไว้เป็นหลักฐานด้วยแล้ว"

หลังจากที่นางแฉล้มเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยได้นำหนังสือบอกสละมรดกของนายฉัตรชัยและนายชื่นฉันท์ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาทตามพินัยกรรมเป็นของจำเลย และได้ความตามถ้อยคำสำนวนในคดีด้วยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นพิพาทในชั้นชี้สองสถานว่า บ้านและที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือของจำเลย และคดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ และศาลชั้นต้นได้พิจารณาและวินิจฉัยคดีตามประเด็นพิพาทที่กำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้นว่า ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมจำเลยไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาทมาเป็นของตน และจำเลยครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งสาม จำเลยไม่มีสิทธิยกอายุความมรดกขึ้นยันโจทก์ทั้งสามได้ จึงพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามเป็นฝ่ายชนะคดี แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์ทั้งสามมิได้ใช้สิทธิเรียกร้องตามข้อกำหนดในพินัยกรรมโดยปล่อยเวลาให้ล่วงพ้นไปนับแต่นางแฉล้มถึงแก่ความตายเกิน 10 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 จำเลยเป็นทายาทของเจ้ามรดกย่อมยกอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นต่อสู้ได้ จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมเขียนเองเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1. มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่า เมื่อนางแฉล้มเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วบ้านและที่ดินพิพาทคือบ้านเลขที่ 106/6 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 29172 เลขที่ดิน 1543 ซอยมหาดไทย 1 ถนนลาดพร้าว ตำบลวังทองหลาง (คลองจั่น) เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 100 ตารางวา นั้น เจ้ามรดกขอยกให้สิทธิอยู่อาศัยและสิทธิเก็บกินแก่จำเลยมีอำนาจครอบครองและเก็บกินได้จนตลอดชีวิต แต่ถ้าจำเลยถึงแก่ความตายลงเมื่อใดแล้ว ให้บ้านและที่ดินดังกล่าวนี้ตกเป็นกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์แก่บุตรที่เกิดจากนายฉัตรชัยทุกคน โดยให้บุตรของนายฉัตรชัยทุกคนมีส่วนกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินดังกล่าวนี้เท่ากัน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าว เจ้ามรดกมิได้ยกกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย เพียงแต่ให้สิทธิอยู่อาศัยและเก็บกินตลอดชีวิตแก่จำเลยเท่านั้น โดยเหตุนี้เมื่อนางแฉล้มผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตาย สิทธิของจำเลยในฐานะผู้รับพินัยกรรมซึ่งเกิดมีขึ้นตามกฎหมายก็มีเพียงตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรมว่าให้จำเลยมีเพียงสิทธิอยู่อาศัยและเก็บกินในบ้านและที่ดินพิพาทได้ตลอดชีวิตเท่านั้น ส่วนกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทจะต้องตกทอดได้ตลอดชีวิตเท่านั้น ส่วนกรรมสิทธิในบ้านและที่ดินพิพาทจะต้องตกทอดได้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นบุตรของนายฉัตรชัยเมื่อจำเลยถึงแก่ความตายแล้วตามเงื่อนไขบังคับก่อนที่นางแฉล้มผู้ทำพินัยกรรมระบุให้พินัยกรรมมีผลบังคับให้เรียกร้องกันได้ภายหลัง ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1673 ประกอบมาตรา 1674 วรรคสอง กรณีจึงต้องถือว่านับแต่นางแฉล้มเจ้ามรดกถึงแก่ความตายและข้อกำหนดในพินัยกรรมเฉพาะส่วนของจำเลยมีผลนั้นก็มีผลเพียงให้จำเลยมีสิทธิอยู่อาศัยและเก็บกินในบ้านและที่ดินพิพาทจนตลอดชีวิตของจำเลยเท่านั้น จึงต้องถือว่าจำเลยครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งสามผู้รับพินัยกรรมซึ่งมีเงื่อนไขบังคับก่อนและเงื่อนไขนั้นยังไม่สำเร็จเท่านั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสามได้ ทั้งนี้เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1755 รับรองสิทธิของบุคคลที่จะยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้ก็แต่เฉพาะบุคคลซึ่งเป็นทายาทหรือบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาทหรือโดยผู้จัดการมรดกเท่านั้น จำเลยครอบครองบ้านและที่ดินทรัพย์มรดกแทนโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาท จำเลยย่อมไม่มีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสามได้ ที่จำเลยอ้างว่า คดีของโจทก์ทั้งสามขาดอายุความฟังไม่ขึ้น เมื่อผลแห่งการวินิจฉัยในประเด็นเรื่องอายุความเป็นดังนี้ คดีจึงมีประเด็นพิพาทตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมาว่า บ้านและที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือของจำเลยซึ่งศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยมา แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน โดยประเด็นข้อนี้ เห็นว่า ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นดังที่จำเลยกล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่านายฉัตรชัยและนายชื่อฉันท์ต่างเต็มใจและสมัครใจไม่ขอรับมรดกอันเป็นการสละมรดกและไม่คัดค้านการยื่นขอรับมรดกของจำเลยหรือไม่ก็ตาม จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอรับรองมรดกบ้านและที่ดินพิพาทมาเป็นของตนได้ เนื่องจากบ้านและที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่นางแฉล้มเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมระบุยกให้แก่โจทก์ทั้งสามแล้วเพียงแต่เงื่อนไขบังคับก่อนที่กำหนดให้บ้านและที่ดินพิพาทตกทอดได้แก่โจทก์ทั้งสามยังไม่สำเร็จเพราะจำเลยยังไม่ถึงแก่ความตายเท่านั้น บ้านและที่ดินพิพาทจึงมิใช่ทรัพย์นอกพินัยกรรมอันจะตกทอดแก่จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1620 ได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาทมาเป็นของตนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1673 ม. 1674 ม. 1620 ม. 1755
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิษณุรักษ์ บุญส่ง กับพวก
จำเลย — นางชูโฉม บุญส่งหรือนราเดช
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7199/2552
#504829
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมเขียนเอง มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่า เมื่อ ฉ. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วบ้านและที่ดินนั้น เจ้ามรดกขอยกให้สิทธิอยู่อาศัยและสิทธิเก็บกินแก่จำเลยมีอำนาจครอบครองและเก็บกินได้จนตลอดชีวิต แต่ถ้าจำเลยถึงแก่ความตายลงเมื่อใดแล้ว ให้บ้านและที่ดินนี้ตกเป็นกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์แก่บุตรที่เกิดจาก ช. ทุกคนโดยให้บุตรของ ช. ทุกคนมีส่วนกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินนี้เท่ากัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าว เจ้ามรดกมิได้ยกกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินให้แก่จำเลยโดยเหตุนี้ เมื่อ ฉ. ผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตาย สิทธิของจำเลยในฐานะผู้รับพินัยกรรมซึ่งเกิดมีขึ้นตามกฎหมายก็มีเพียงตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรมว่าให้จำเลยมีเพียงสิทธิอยู่อาศัยและเก็บกินในบ้านและที่ดินได้ตลอดชีวิตเท่านั้น ส่วนกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินจะต้องตกทอดได้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นบุตร ช. เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายแล้วตามเงื่อนไขบังคับก่อนที่ ฉ. ผู้ทำพินัยกรรมระบุให้พินัยกรรมมีผลบังคับให้เรียกร้องกันได้ภายหลัง ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1673 ประกอบมาตรา 1674 วรรคสอง กรณีจึงต้องถือว่านับแต่ ฉ. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายและข้อกำหนดในพินัยกรรมเฉพาะส่วนของจำเลยมีผลนั้นก็มีผลเพียงให้จำเลยมีสิทธิอยู่อาศัยและเก็บกินในบ้านและที่ดินจนตลอดชีวิตของจำเลยเท่านั้น จึงต้องถือว่าจำเลยครอบครองบ้านและที่ดินแทนโจทก์ทั้งสามผู้รับพินัยกรรมซึ่งมีเงื่อนไขบังคับก่อนและเงื่อนไขนั้นยังไม่สำเร็จเท่านั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสามได้ ทั้งนี้เพราะ ป.พ.พ. มาตรา 1755 รับรองสิทธิของบุคคลที่จะยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้ก็แต่เฉพาะบุคคลซึ่งเป็นทายาทหรือบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาทหรือโดยผู้จัดการมรดกเท่านั้น จำเลยครอบครองบ้านและที่ดินทรัพย์มรดกแทนโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาท จำเลยย่อมไม่มีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสามได้

จำเลยไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอรับมรดกบ้านและที่ดินมาเป็นของตนเนื่องจากบ้านและที่ดินเป็นทรัพย์มรดกที่เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมระบุยกให้แก่โจทก์ทั้งสามแล้ว เพียงแต่เงื่อนไขบังคับก่อนที่กำหนดให้บ้านและที่ดินตกทอดได้แก่โจทก์ทั้งสามยังไม่สำเร็จเพราะจำเลยยังไม่ถึงแก่ความตายเท่านั้น บ้านและที่ดินจึงมิใช่ทรัพย์นอกพินัยกรรมอันจะตกทอดแก่จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมตามป.พ.พ.มาตรา 1620

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 106/6 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นเลขที่ 38 พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 29172 ซอยมหาดไทย 1 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร จากที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ให้กลับสู่สภาพเดิม หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนการโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 29172 ตำบลวังทองหลาง (คลองจั่น) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมบ้านเลขที่ 38 (106/6) ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นชื่อนางแฉล้ม หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 7,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับกันฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า นางแฉล้ม เจ้ามรดกมีบุตรสามคน คือ นายฉัตรชัย นายชื่นฉันท์ และจำเลย ส่วนโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของนายฉัตรชัย เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2519 นางแฉล้มได้ทำพินัยกรรมแบบเขียนด้วยมือตนเองทั้งฉบับไว้ตามหนังสือพินัยกรรมเขียนเองมีข้อความแสดงเจตนาเผื่อตายว่า เมื่อนางแฉล้มถึงแก่ความตายแล้ว ให้บรรดาทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วหรือที่จะเกิดมีขึ้นอีกในภายหน้าตกทอดได้แก่บุคคลต่าง ๆ โดยมีสาระสำคัญอยู่ในพินัยกรรม ข้อ 1 และ ข้อ 2 ซึ่งมีข้อความดังนี้

"ข้อ 1. บ้านเลขที่ 106/6 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดหมายเลขที่ 29172 และเลขที่ดิน 1543 ในซอยมหาดไทย 1 ถนนลาดพร้าว ตำบลวังทองหลาง (คลองจั่น) เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ 100 ตารางวา นั้น เมื่อข้าพเจ้าตายแล้ว ขอยกทั้งตัวบ้านและที่ดินดังกล่าวแล้วข้างต้นนี้ ให้สิทธิอยู่อาศัยและสิทธิเก็บกินแก่นางชูโฉมให้มีอำนาจเข้าครอบครองและเก็บกินได้จนตลอดชีวิตของนางชูโฉม แต่ถ้านางชูโฉม ได้ถึงแก่ความตายลงเมื่อใดแล้วต้องให้บ้านและที่ดินที่กล่าวนี้ตกเป็นกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์แก่ลูกที่เกิดจากนายฉัตรชัย ซึ่งเป็นบุตรชายของข้าพเจ้านั้น ถ้านายฉัตรชัย มีลูกกี่คนก็ตามก็ให้ได้รับกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินที่กล่าวนี้ร่วมกันทุก ๆ คน โดยมีส่วนกรรมสิทธิ์เท่ากันทุกคนด้วย

ข้อ 2. เงินของข้าพเจ้าที่มีอยู่ในธนาคารทั้งสิ้น ซึ่งข้าพเจ้าได้ให้เป็นสินส่วนตัวแก่นางชูโฉม ไว้ใช้สอยเพียงตลอดเวลาที่นางชูโฉมยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่ถ้านางชูโฉม ตายก่อนข้าพเจ้าเมื่อใด ต้องให้เงินที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้เป็นสินส่วนตัวแก่นางชูโฉม นั้น กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของข้าพเจ้าทันที ถ้าหากข้าพเจ้าตายก่อนแล้วนางชูโฉม ตายลงภายหลังและถ้าเงินสินส่วนตัวที่ข้าพเจ้าให้ไว้นั้นยังใช้สอยไม่หมด ยังมีเหลืออยู่เท่าใด ก็ต้องให้เงินสินส่วนตัวที่เหลืออยู่นั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่หลานของข้าพเจ้าซึ่งเป็นลูกที่เกิดจากบุตรชายของข้าพเจ้าคือ ลูกของนายฉัตรชัยทุกคนกับลูกของนายชื่นฉันท์ทุกคน ซึ่งจะมีทั้งหมดกี่คนก็ตาม ให้ได้รับกรรมสิทธิ์เงินที่ข้าพเจ้าได้ให้เป็นสินส่วนตัวแก่นางชูโฉมที่เหลืออยู่ในธนาคาร เมื่อนางชูโฉม ตายแล้วนั้นนำมาแบ่งเฉลี่ยให้หลานของข้าพเจ้าเท่า ๆ กันทุกคนด้วย ตามที่ข้าพเจ้าได้มีบันทึกเงื่อนไขต่อท้ายบัญชีเงินฝากแนบติดไว้ ซึ่งได้มอบให้ผู้จัดการธนาคารที่รับฝากเงินนั้นเก็บรักษาไว้เป็นหลักฐานด้วยแล้ว"

หลังจากที่นางแฉล้มเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยได้นำหนังสือบอกสละมรดกของนายฉัตรชัยและนายชื่นฉันท์ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาทตามพินัยกรรมเป็นของจำเลย และได้ความตามถ้อยคำสำนวนในคดีด้วยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นพิพาทในชั้นชี้สองสถานว่า บ้านและที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือของจำเลย และคดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ และศาลชั้นต้นได้พิจารณาและวินิจฉัยคดีตามประเด็นพิพาทที่กำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้นว่า ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมจำเลยไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาทมาเป็นของตน และจำเลยครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งสาม จำเลยไม่มีสิทธิยกอายุความมรดกขึ้นยันโจทก์ทั้งสามได้ จึงพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามเป็นฝ่ายชนะคดี แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์ทั้งสามมิได้ใช้สิทธิเรียกร้องตามข้อกำหนดในพินัยกรรมโดยปล่อยเวลาให้ล่วงพ้นไปนับแต่นางแฉล้มถึงแก่ความตายเกิน 10 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 จำเลยเป็นทายาทของเจ้ามรดกย่อมยกอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นต่อสู้ได้ จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมเขียนเอง ข้อ 1. มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่า เมื่อนางแฉล้มเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วบ้านและที่ดินพิพาทคือบ้านเลขที่ 106/6 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 29172 เลขที่ดิน 1543 ซอยมหาดไทย 1 ถนนลาดพร้าว ตำบลวังทองหลาง (คลองจั่น) เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 100 ตารางวา นั้น เจ้ามรดกขอยกให้สิทธิอยู่อาศัยและสิทธิเก็บกินแก่จำเลยมีอำนาจครอบครองและเก็บกินได้จนตลอดชีวิต แต่ถ้าจำเลยถึงแก่ความตายลงเมื่อใดแล้ว ให้บ้านและที่ดินดังกล่าวนี้ตกเป็นกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์แก่บุตรที่เกิดจากนายฉัตรชัยทุกคน โดยให้บุตรของนายฉัตรชัยทุกคนมีส่วนกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินดังกล่าวนี้เท่ากัน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าว เจ้ามรดกมิได้ยกกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย เพียงแต่ให้สิทธิอยู่อาศัยและเก็บกินตลอดชีวิตแก่จำเลยเท่านั้น โดยเหตุนี้เมื่อนางแฉล้มผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตาย สิทธิของจำเลยในฐานะผู้รับพินัยกรรม ซึ่งเกิดมีขึ้นตามกฎหมายก็มีเพียงตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรมว่าให้จำเลยมีเพียงสิทธิอยู่อาศัยและเก็บกินในบ้านและที่ดินพิพาทได้ตลอดชีวิตเท่านั้น ส่วนกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทจะต้องตกทอดได้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นบุตรของนายฉัตรชัยเมื่อจำเลยถึงแก่ความตายแล้วตามเงื่อนไขบังคับก่อนที่นางแฉล้มผู้ทำพินัยกรรมระบุให้พินัยกรรมมีผลบังคับให้เรียกร้องกันได้ภายหลัง ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1673 ประกอบมาตรา 1674 วรรคสอง กรณีจึงต้องถือว่า นับแต่นางแฉล้มเจ้ามรดกถึงแก่ความตายและข้อกำหนดในพินัยกรรมเฉพาะส่วนของจำเลยมีผลนั้นก็มีผลเพียงให้จำเลยมีสิทธิอยู่อาศัยและเก็บกินในบ้านและที่ดินพิพาทจนตลอดชีวิตของจำเลยเท่านั้น จึงต้องถือว่าจำเลยครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งสามผู้รับพินัยกรรมซึ่งมีเงื่อนไขบังคับก่อนและเงื่อนไขนั้นยังไม่สำเร็จเท่านั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสามได้ ทั้งนี้เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1755 รับรองสิทธิของบุคคลที่จะยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้ก็แต่เฉพาะบุคคลซึ่งเป็นทายาทหรือบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาทหรือโดยผู้จัดการมรดกเท่านั้น จำเลยครอบครองบ้านและที่ดินทรัพย์มรดกแทนโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาท จำเลยย่อมไม่มีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสามได้ ที่จำเลยอ้างว่าคดีของโจทก์ทั้งสามขาดอายุความฟังไม่ขึ้น เมื่อผลแห่งการวินิจฉัยในประเด็นเรื่องอายุความเป็นดังนี้ คดีจึงมีประเด็นพิพาทตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมาว่า

บ้านและที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือของจำเลยซึ่งศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยมา แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน โดยประเด็นข้อนี้ เห็นว่า ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นดังที่จำเลยกล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า นายฉัตรชัยและนายชื่นฉันท์ต่างเต็มใจและสมัครใจไม่ขอรับมรดกอันเป็นการสละมรดกและไม่คัดค้านการยื่นขอรับมรดกของจำเลยหรือไม่ก็ตาม จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอรับมรดกบ้านและที่ดินพิพาทมาเป็นของตนได้ เนื่องจากบ้านและที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่นางแฉล้มเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมระบุยกให้แก่โจทก์ทั้งสามแล้ว เพียงแต่เงื่อนไขบังคับก่อนที่กำหนดให้บ้านและที่ดินพิพาทตกทอดได้แก่โจทก์ทั้งสามยังไม่สำเร็จเพราะจำเลยยังไม่ถึงแก่ความตายเท่านั้น บ้านและที่ดินพิพาทจึงมิใช่ทรัพย์นอกพินัยกรรมอันจะตกทอดแก่จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1620 ได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาทมาเป็นของตนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1620 ม. 1673 ม. 1674 วรรคสอง ม. 1755
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิษณุรักษ์ บุญส่ง กับพวก
จำเลย — นางชูโฉม บุญส่งหรือนราเดช
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7171 -ที่ 7182/2552
#507266
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะถือว่าผู้ซื้อได้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริตตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1330 นั้น จะต้องได้ความว่าผู้ซื้อรู้หรือควรจะรู้ว่าทรัพย์ที่ตนซื้อมามิใช่ของจำเลยหรือของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลล้มละลาย คดีนี้ได้ความจากคำแถลงของทนายโจทก์ทั้งสองแถลงรับว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ถึงที่ 11 ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่วันที่จำเลยแต่ละคนได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวมาจากเจ้าของเดิม และขณะที่โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาด โจทก์เห็นว่าที่ดินพิพาทมีการรุกล้ำและครอบครองโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ถึงที่ 11 ซึ่งตามข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่มีส่วนใดที่แสดงให้เห็นว่า ก่อนหรือขณะซื้อที่ดินพิพาทโจทก์ทั้งสองทราบเรื่องที่จำเลยแต่ละคนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นแต่เพียงรับว่ามีข้อเท็จจริงนั้นอยู่จริงเท่านั้น ดังนั้น จะฟังว่าโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตหาได้ไม่ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ถึงที่ 11 จึงไม่อาจอ้างสิทธิการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทใช้ยันโจทก์ทั้งสองได้

ปัญหาว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 อันจะทำให้โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบห้าหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

ที่ดินพิพาทและที่ดินที่ปลูกสร้างตึกแถวของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 ต่างเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในโครงการหมู่บ้าน บ. โฉนดที่ดินพิพาทและโฉนดที่ดินที่ปลูกสร้างตึกแถวของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 รวม 12 ฉบับ ก็ระบุไว้เหมือนกันว่าเป็นที่ดินที่แบ่งแยกมากจากที่ดินแปลงใหญ่แปลงเดียวกันได้ความว่าเจ้าของโครงการผู้จัดสรรที่ดินเจตนากันที่ดินพิพาทไว้เป็นทางเข้าออกตึกแถวน่าเชื่อว่าเจ้าของโครงการผู้จัดสรรที่ดินได้แบ่งแยกที่ดินพิพาทเพื่อกันไว้เป็นสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์ในการขายตึกแถวในโครงการนั้นเอง ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินจัดสรรในโครงการรวมถึงที่ดินที่เป็นที่ตั้งตึกแถวของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 ด้วย ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 30 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น โดยไม่จำต้องคำนึงว่าเจ้าของโครงการผู้จัดสรรที่ดินได้สละการครอบครองหรือมีเจตนาที่จะให้ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมหรือไม่ เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายแล้ว แม้ต่อมาโจทก์ทั้งสองจะได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการซื้อจากการขายทอดตลาดในคดีที่บริษัท ป. เจ้าของโครงการผู้จัดสรรที่ดินถูกฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลายก็ตาม ก็ไม่ทำให้ภาระจำยอมในที่ดินพิพาทนั้นสิ้นไป โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่หรือห้ามมิให้จำเลยทั้งสิบห้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทได้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 ในฐานะเจ้าของสามยทรัพย์ก็ไม่มีสิทธิทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ซึ่งทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 เช่นกัน ยกเว้นกันสาดปูนซีเมนต์ด้านหน้าตึกแถวที่มีมาแต่แรกแล้ว สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่ต่อเติมขึ้นภายหลังและรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 จะต้องรื้อถอนออกไป เพราะเป็นการทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ที่ดินพิพาทอันเป็นภารยทรัพย์

ทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองเพียงแต่กล่าวอ้างลอยๆ ว่าโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายโดยไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าโจทก์ทั้งสองเสียหายอย่างไร อีกทั้งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1390 โจทก์ทั้งสองไม่อาจนำที่ดินพิพาทซึ่งตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินและตึกแถวดังกล่าวไปใช้ประโยชน์อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกได้ ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจะเรียกค่าเสียหายจากการที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทไม่ได้ จำเลยทั้งสิบห้าจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทั้งสิบสองสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามเดิม เรียกจำเลยในสำนวนแรกและสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยในสำนวนที่สามและที่เจ็ดว่า จำเลยที่ 2 เรียกจำเลยในสำนวนที่สี่และที่หกว่า จำเลยที่ 3 เรียกจำเลยในสำนวนที่ห้าว่า จำเลยที่ 4 เรียกจำเลยในสำนวนที่แปดว่า จำเลยที่ 5 เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนที่เก้าว่า จำเลยที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 ตามลำดับ เรียกจำเลยในสำนวนที่สิบว่า จำเลยที่ 9 เรียกจำเลยในสำนวนที่สิบเอ็ดว่า จำเลยที่ 10 และเรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในสำนวนที่สิบสองว่า จำเลยที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 14 และที่ 15 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสิบสองสำนวนเป็นใจความอย่างเดียวกันขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสิบห้าพร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองห้ามเข้าไปเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป หากไม่รื้อถอนให้โจทก์ทั้งสองรื้อถอนเองโดยให้จำเลยทั้งสิบห้าเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายกับให้จำเลยแต่ละสำนวนชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ถึงที่ 11 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 7 ที่ 8 และที่ 12 ถึงที่ 15 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ก่อนสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์ทั้งสองแถลงต่อศาลยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ถึงที่ 11 ได้ซื้อและได้ครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตั้งแต่วันที่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นชื่อของจำเลยแต่ละคน จากนั้นได้ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องและได้ครอบครองที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างโดยความสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว และยอมรับว่าโจทก์ทั้งสองทราบเรื่องที่ฝ่ายจำเลยก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินพิพาทตั้งแต่ขณะที่โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบห้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 24244 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ ของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสิบห้าและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทดังกล่าวของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์คนละ 4,000 บาท ต่อเดือน ให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 9 และที่ 10 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์คนละ 2,000 บาท ต่อเดือน ให้จำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราเดือนละ 2,000 บาท ให้จำเลยที่ 11 ถึงที่ 15 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยดังกล่าวและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองกับให้จำเลยทั้งสิบห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสิบสองสำนวนแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยกสำนวนแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ถึงที่ 11 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ถึงที่ 11 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ถึงที่ 11 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ดินโฉนดเลขที่ 24180 และ 24181 พร้อมตึกแถวเลขที่ 202/13 และ 202/14 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 24176 และ 24177 พร้อมตึกแถวเลขที่ 202/9 และ 202/10 จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 24178 และ 24179 พร้อมตึกแถวเลขที่ 202/11 และ 202/12 จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 24175 พร้อมตึกแถวเลขที่ 202/8 จำเลยที่ 5 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 24171 พร้อมตึกแถวเลขที่ 202/4 จำเลยที่ 6 และที่ 7 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 24182 พร้อมตึกแถวเลขที่ 202/15 จำเลยที่ 8 มีชื่อในทะเบียนบ้านของตึกแถวเลขที่ 202/15 จำเลยที่ 9 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 24172 พร้อมตึกแถวเลขที่ 202/5 จำเลยที่ 10 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 24173 พร้อมตึกแถวเลขที่ 202/6 จำเลยที่ 11 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 24174 พร้อมตึกแถวเลขที่ 202/7 ส่วนจำเลยที่ 12 ถึงที่ 15 มีชื่อในทะเบียนบ้านของตึกแถวเลขที่ 202/7 ตึกแถวของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 ดังกล่าวเป็นอาคารพาณิชย์เรียงติดต่อกันรวม 12 คูหา ด้านหน้าตึกแถวที่เรียงติดต่อกันขนานกับถนนสายสำโรง-บางพลี ซึ่งเป็นทางหลวงโดยมีที่ดินพิพาทคั่นอยู่ตลอดแนว ที่ดินพิพาทและที่ดินที่ก่อสร้างตึกแถวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในโครงการหมู่บ้านบางพลีนคร ซึ่งบริษัทสินลาโภ จำกัด ได้ขายให้แก่บริษัท ป.พายัพพิริยะกิจ จำกัด และบริษัท ป.พายัพพิริยะกิจ จำกัด ได้ยื่นคำขออนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการดังกล่าวต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ ตลอดแนวด้านหน้าตึกแถวของจำเลยแต่ละสำนวนมีกันสาดปูนซีเมนต์ยื่นรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทและบางคูหามีการต่อเติมกันสาดอะลูมิเนียมเพิ่มเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทเฉพาะกันสาดปูนซีเมนต์เจ้าของโครงการผู้จัดสรรที่ดินเป็นผู้ทำขึ้นแต่แรกพร้อมกับการก่อสร้างตึกแถว โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทซึ่งมีชื่อบริษัท ป.พายัพพิริยะกิจ จำกัด เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ มาจากการขายทอดตลาดในคดีล้มละลายของศาลแพ่งเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 และจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของโจทก์ทั้งสองแล้ว ต่อมาโจทก์ทั้งสองแจ้งให้จำเลยทั้งสิบห้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินพิพาทแต่จำเลยทั้งสิบห้าเพิกเฉย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ถึงที่ 11 ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์มีสิทธิยกเรื่องการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสองหรือไม่ โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตในการขายทอดตลาดในคดีล้มละลาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ถึงที่ 11 จึงไม่อาจยกเรื่องการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสองได้ เห็นว่า การที่จะถือว่าผู้ซื้อได้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริตตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 นั้น จะต้องได้ความว่าผู้ซื้อรู้หรือควรจะรู้ว่าทรัพย์ที่ตนซื้อมามิใช่ของจำเลยหรือของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลล้มละลาย คดีนี้ได้ความจากคำแถลงของทนายโจทก์ทั้งสองตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2550 โดยแถลงรับว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ถึงที่ 11 ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่วันที่จำเลยแต่ละคนได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวมาจากเจ้าของเดิม และ ขณะที่โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาด โจทก์เห็นว่าที่ดินพิพาทมีการรุกล้ำและครอบครองโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ถึงที่ 11 ซึ่งตามข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่มีส่วนใดที่แสดงให้เห็นว่าก่อนหรือขณะซื้อที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสองทราบเรื่องที่จำเลยแต่ละคนดังกล่าวได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นแต่เพียงรับว่ามีข้อเท็จจริงนั้นอยู่จริงเท่านั้น ดังนั้น จะฟังว่าโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตหาได้ไม่ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ถึงที่ 11 จึงไม่อาจอ้างสิทธิการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทใช้ยันโจทก์ทั้งสองได้ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการต่อไปว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 อันจะทำให้โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบห้าหรือไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 และเห็นว่า ที่ดินพิพาทและที่ดินที่ปลูกสร้างตึกแถวของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 ต่างเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในโครงการหมู่บ้านบางพลีนคร โฉนดที่ดินพิพาทและโฉนดที่ดินที่ปลูกสร้างตึกแถวของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 รวม 12 ฉบับ ก็ระบุไว้เหมือนกันว่าเป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเล่ม 33 หน้า 68 แสดงว่าแบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงใหญ่แปลงเดียวกันตามข้อเท็จจริงในสำนวนก็ได้ความว่า เจ้าของโครงการผู้จัดสรรที่ดินเจตนากันที่ดินพิพาทไว้เป็นทางเข้าออกตึกแถว เมื่อพิเคราะห์ลักษณะของที่ดินพิพาทที่ด้านหนึ่งติดกับตึกแถวของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 ตลอดแนวความยาวของตึกแถวอีกด้านหนึ่งอยู่ติดกับเขตทางหลวงสายสำโรง-บางพลี ตลอดแนวความยาวของที่ดิน ส่วนความกว้างของที่ดินพิพาทก็มีเพียง 7 เมตรเศษ ทั้งในการก่อสร้างตึกแถวเจ้าของโครงการผู้จัดสรรที่ดินได้ทำกันสาดปูนซีเมนต์ยื่นรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทลึก 1.5 เมตร จึงน่าเชื่อว่า เจ้าของโครงการผู้จัดสรรที่ดินได้แบ่งแยกที่ดินพิพาทเพื่อกันไว้เป็นสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์ในการขายตึกแถวในโครงการนั้นเองที่ดินพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินที่จัดสรรในโครงการรวมถึงที่ดินที่เป็นที่ตั้งตึกแถวของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 ด้วย ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 30 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ทั้งนี้โดยไม่จำต้องคำนึงว่าเจ้าของโครงการผู้จัดการที่ดินได้สละการครอบครองหรือมีเจตนาที่จะให้ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมหรือไม่ เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายแล้ว แม้ต่อมาโจทก์ทั้งสองจะได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยซื้อจากการขายทอดตลาดในคดีที่บริษัท ป.พายัพพิริยะกิจ จำกัด เจ้าของโครงการผู้จัดสรรที่ดินถูกฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลายก็ตาม ก็ไม่ทำให้ภาระจำยอมในที่ดินพิพาทนั้นสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่หรือห้ามมิให้จำเลยทั้งสิบห้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทได้ แต่อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 ในฐานะเจ้าของสามยทรัพย์ก็ไม่มีสิทธิทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ซึ่งทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 เช่นกัน ดังนั้น ยกเว้นกันสาดปูนซีเมนต์ด้านหน้าตึกแถวที่มีมาแต่แรกแล้วสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่ต่อเติมขึ้นภายหลังและรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 จะต้องรื้อถอนออกไป เพราะเป็นการทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ที่ดินพิพาทอันเป็นภารยทรัพย์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นประการต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากฝ่ายจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์เพียงแต่กล่าวอ้างลอยๆ ว่าโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายโดยไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าโจทก์เสียหายอย่างไร อีกทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1390 โจทก์ไม่อาจนำที่ดินพิพาทซึ่งตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินและตึกแถวดังกล่าวไปใช้ประโยชน์อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกได้ ดังนั้น โจทก์จะเรียกค่าเสียหายจากการที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทไม่ได้ จำเลยทั้งสิบห้าจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสิบห้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินที่ก่อสร้างและตั้งรุกล้ำที่ดินพิพาทยกเว้นกันสาดปูนซีเมนต์ด้านหน้าตึกแถวออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 24244 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ ของโจทก์ทั้งสองด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย คำขออื่นให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 7 ที่ 8 และที่ 12 ถึงที่ 15 ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1330 ม. 1388 ม. 1390
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดิ์ชัย ตั้งเทียนชัยชนะ กับพวก
จำเลย — นางสุภา ไชยสวัสดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7166/2552
#503100
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้การตอนแรกว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยซื้อมาจาก ท. และได้ใส่ชื่อ ส. ไว้แทน เพราะขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังเป็นคนต่างด้าวอยู่ภายหลังจึงให้ใส่ชื่อ ต. ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ทั้งสามไว้แทน แต่ในตอนหลังกลับให้การว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ด้วยนั้น ซึ่งหากฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแล้ว ย่อมไม่เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องการครอบครองปรปักษ์อันเป็นการครอบครองที่ดินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไปในตัว คำให้การของจำเลยที่ 1 ในประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์จึงขัดแย้งกันเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ แต่คำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งสามว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ทั้งสาม แต่เป็นของจำเลยที่ 1 คดีคงมีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 หรือโจทก์ทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสามและส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 113,333.33 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนและขนย้ายเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ทั้งสามดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19420 เลขที่ดิน 525 ตำบลตลาดขวัญ (บางแพรก) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ให้แก่จำเลยที่ 1 หากโจทก์ทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นางสาวประไพ ทายาทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19420 เลขที่ดิน 525 ตำบลตลาดขวัญ (บางแพรก) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ให้แก่จำเลยที่ 1 หากโจทก์ทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสาม ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม และให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการแรกว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้การตอนแรกว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยซื้อมาจากนายเทียบ และได้ใส่ชื่อนางสาวสมศรีไว้แทน เพราะขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังเป็นคนต่างด้าวอยู่ ภายหลังจึงให้ใส่ชื่อนางสาวเตือนใจซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ทั้งสามไว้แทน แต่ในตอนหลังกลับให้การว่า จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ด้วยนั้น ซึ่งหากฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแล้ว ย่อมไม่เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องการครอบครองปรปักษ์อันเป็นการครอบครองที่ดินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไปในตัว คำให้การของจำเลยที่ 1 ในประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์จึงขัดแย้งกัน เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ แต่คำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งสามว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ทั้งสามแต่เป็นของจำเลยที่ 1 คดีคงมีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 หรือโจทก์ทั้งสาม ฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 หรือโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองที่มิได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับนายชินที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรที่เกิดจากนายชินกับนางสาวเตือนใจ ต่อมาเมื่อประมาณปี 2501 นายชินพาจำเลยที่ 1 เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย และอยู่ร่วมกับนางสาวเตือนใจที่บ้านเลขที่ 236 - 240 ถนนดำรงรักษ์ แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร แต่จำเลยที่ 1 กับนางสาวเตือนใจมักมีเรื่องทะเลาะกัน จำเลยที่ 1 จึงต้องการแยกตัวออกไปพักอาศัยและประกอบอาชีพที่อื่น ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนายสมศักดิ์และนางสาวประไพพยานจำเลยทั้งสองได้ความว่า ด้วยสาเหตุที่นางสาวเตือนใจกับจำเลยที่ 1 ทะเลาะกันบ่อย ในปี 2501 นายชินและจำเลยที่ 1 จึงได้ไปหาซื้อที่ดินพิพาทเพื่อให้จำเลยที่ 1 แยกไปอยู่อาศัยและประกอบธุรกิจค้าไม้ จากนั้นนายชินและจำเลยที่ 1 ก็ได้ปลูกสร้างโรงเรือนบนที่ดินพิพาท เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยร่วมกันและประกอบธุรกิจค้าไม้แปรรูปโดยจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 2 ขึ้นเมื่อปี 2503 ตลอดมา จากพยานหลักฐานทั้งของโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายชินประกอบธุรกิจค้าไม้มาแต่เดิม ทั้งขณะที่อยู่กินกับนางสาวเตือนใจและแยกมาอยู่กับจำเลยที่ 1 ก็ร่วมกันประกอบธุรกิจค้าไม้แปรรูปเช่นเดียวกัน เห็นได้จากการจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 2 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งตั้งอยู่ ณ บ้านเลขที่ 73/1 บนที่ดินพิพาทโดยมีนายชินเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2503 ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2523 หลังจากนั้นจึงมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการคนต่อมา และจากรายงานการเดินเผชิญสืบที่ดินพิพาทของศาลประกอบภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาท หมาย ล.4 และ ล.10 กับแผนผังหมาย ล.9 แล้วทำให้เห็นได้ถึงลักษณะและอายุของสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทที่ปรากฏให้เห็นด้วยสายตาว่าได้ปลูกสร้างมานานและเป็นธุรกิจค้าไม้แปรรูปจริง จากลักษณะทางธุรกิจค้าไม้แปรรูปที่นายชินประกอบมาแต่เดิมและความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ที่ต้องการแยกไปประกอบธุรกิจและอยู่กินกับนายชินต่างหาก ไม่ต้องการอยู่ร่วมกับนางสาวเตือนใจแล้วนายชินและจำเลยที่ 1 ไปหาซื้อที่ดินพิพาทเพื่อแยกประกอบธุรกิจซึ่งยังคงเป็นธุรกิจค้าไม้แปรรูปอยู่นั้น โดยจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 2 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดมีนายชินเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมาตั้งแต่แรกของการประกอบกิจการคือตั้งแต่ปี 2503 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยประกอบธุรกิจอะไรมาก่อน จนกระทั่งในปี 2523 จำเลยที่ 2 จึงเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการจากนายชินมาเป็นจำเลยที่ 1 จึงน่าเชื่อว่าการหาซื้อที่ดินพิพาทก็ดี การประกอบธุรกิจบนที่ดินพิพาทก็ดี เป็นความตั้งใจร่วมกันของนายชินกับจำเลยที่ 1 แต่ขณะซื้อที่ดินพิพาทเมื่อปี 2501 นั้น ทั้งนายชินและจำเลยที่ 1 ยังมีสถานะเป็นบุคคลต่างด้าว จึงไม่อาจมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้ การใส่ชื่อนางสาวสมศรีซึ่งเป็นภริยาของเพื่อนนายชินไว้แทน จึงมีเหตุผลให้รับฟังได้ แม้ต่อมาการเปลี่ยนชื่อเป็นนางสาวเตือนใจ จำเลยทั้งสองจะนำสืบว่านายชินอ้างว่าเพื่อความสะดวกในการจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากธนาคารโดยไม่มีเหตุผลโดยละเอียดว่าเหตุใดต้องเป็นเช่นนั้นก็ตาม แต่จากโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย ล.14 ประกอบสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.8 เห็นได้ว่า แม้วันที่ 11 ตุลาคม 2514 ได้มีการนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้ของนายชิน โดยที่ดินพิพาทมีชื่อนางสาวเตือนใจถือกรรมสิทธิ์ในระยะเวลาของการก่อหนี้ก็ตาม แต่ก็เป็นช่วงระยะเวลาเดียวกับที่นายชินกับจำเลยที่ 1 เริ่มประกอบกิจการค้าไม้แปรรูปด้วยเช่นกัน ซึ่งโจทก์ทั้งสามก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าหนี้ดังกล่าวเป็นไปเพื่อกิจการในส่วนของนางสาวเตือนใจแต่อย่างใด นายชินจึงอาจกู้ยืมเงินเพื่อใช้ประกอบกิจการในส่วนของจำเลยที่ 1 ก็เป็นได้ ที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่านางสาวเตือนใจซื้อที่ดินพิพาทจากนางสาวสมศรีเมื่อปี 2504 แต่ก็ไม่ปรากฏในทางนำสืบของโจทก์ทั้งสามอีกเช่นกันว่า นางสาวเตือนใจซื้อที่ดินพิพาทไว้เพื่อเหตุใดและเข้าไปมีส่วนครอบครองที่ดินพิพาทในลักษณะอย่างใด พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบมามีน้ำหนักให้น่าเชื่อได้ว่า นับจากระยะเวลาที่มีการซื้อขายที่ดินพิพาทในปี 2501 มาแล้ว ที่ดินพิพาทเป็นที่ตั้งสถานที่อยู่อาศัยและการประกอบธุรกิจร่วมกันระหว่างนายชินกับจำเลยที่ 1 ข้อฎีกาของโจทก์ทั้งสามที่ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีความสามารถที่จะซื้อที่ดินพิพาทได้ก็ดี หรือข้อที่ว่าหากจำเลยที่ 1 ต้องใส่ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 1 ก็ควรจะเป็นญาติของจำเลยที่ 1 เองก็ดี คงมีลักษณะเป็นเพียงความเห็นของโจทก์ทั้งสาม เพราะมิใช่เพียงจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่เป็นผู้จัดหาซื้อที่ดินพิพาท แต่ยังมีนายชินผู้เป็นสามีร่วมจัดการอยู่ด้วย ส่วนเรื่องเงินตามเช็คที่จำเลยทั้งสองจ่ายโดยนางสาวเตือนใจเป็นผู้นำไปเบิกเงินที่ธนาคารนั้น ซึ่งโจทก์ทั้งสามอ้างว่าเป็นค่าเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งสองตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.9 และจ.10 นั้น เห็นได้ว่า เช็คฉบับแรกลงวันที่ 16 เดือน 5 ปี 1995 หรือวันที่ 16 พฤษภาคม 2538 แต่กิจการที่จำเลยทั้งสองกระทำอยู่บนที่ดินพิพาทนั้นมีมาตั้งแต่ประมาณปี 2503 แล้ว สัญญาหรือข้อตกลงในเรื่องการเช่าก็ไม่ปรากฏหลักฐานในทางนำสืบ กรณีจึงอาจเป็นดังที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าเงินตามเช็คดังกล่าวเป็นการที่จำเลยที่ 1 ชำระให้ฝ่ายโจทก์ทั้งสามเพื่อช่วยค่ารักษาพยาบาลก็เป็นได้ เพราะจากเอกสารเกี่ยวกับประวัติผู้ป่วยตามเอกสารหมาย ล.5 ถึง ล.7 และสำเนาประวัติการตรวจรักษาของโรงพยาบาลศรีธัญญา จังหวัดนนทบุรี ตามเอกสารหมาย ล.13 นั้น จะเห็นได้ว่าอยู่ในช่วงระยะเวลาประมาณปี 2536 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้เคียงกันกับการสั่งจ่ายเช็คดังกล่าว ทั้งมิใช่เพียงแต่นางสาวเตือนใจมารดาของโจทก์ทั้งสามเท่านั้นที่ป่วยจนต้องไปให้แพทย์รักษาอาการทางจิตเป็นประจำ แต่ยังรวมถึงโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 อีกด้วย พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสาม รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทไว้จริง แต่อย่างไรก็ตามจากลักษณะของการจัดหาซื้อที่ดินพิพาทและการเข้าครอบครองประกอบธุรกิจตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบนั้น เห็นได้ว่าเป็นการจัดซื้อที่ดินพิพาทและประกอบธุรกิจร่วมกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายชิน ดังนั้น จำเลยที่ 1 และนายชินจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกันคนละครึ่ง หาใช่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียวไม่ ฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า หากโจทก์ทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสามและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้นเป็นการไม่ถูกต้องเพราะไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสองที่บัญญัติว่า ถ้าการแบ่งไม่อาจตกลงกันได้ให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาด ศาลฎีกาจึงเห็นควรแก้ไขในข้อนี้ให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ทั้งสามดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19420 เลขที่ดิน 525 ตำบลตลาดขวัญ (บางแพรก) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งจากจำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมด หากในการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมไม่อาจตกลงกันได้ในระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 ก็ให้ขายที่ดินดังกล่าวโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 ถ้าไม่อาจขายโดยประมูลราคา ก็ให้ขายทอดตลาดเอาเงินแบ่งกันตามส่วนแห่งความเป็นเจ้าของรวม ยกคำขอที่ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดิ์ชัย สัจจาไชยนนท์ กับพวก
นางสาวกนกวรรณ สิทธิเตชะภูมิ
โดยนางสาวประไพ มีโภคี
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7164/2552
#508380
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาใบตราส่งสินค้าทางอากาศ (Air Waybill) ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศในคดีนี้ว่า สัญญาดังกล่าวฝ่ายผู้ขายได้จัดส่งสินค้ามาให้ผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่ง โดยมีจำเลยทั้งสามเป็นผู้รับผิดชอบในการขนส่งสินค้าของผู้ขายเพื่อให้ถึงมือผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่ง จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับขนส่งสินค้าทางอากาศจึงต้องร่วมกันรับผิดชอบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดูแลมิให้สินค้าที่ขนส่งสูญหายในระหว่างการขนส่งจนกว่าจะถึงมือผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่ง ตราบใดที่ผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งยังไม่ได้รับสินค้านั้นไว้ สินค้านั้นก็ยังไม่พ้นความดูแลหรือความรับผิดชอบของผู้ขนส่ง แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า เหตุแห่งการสูญหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้านั้นอยู่ในคลังสินค้าของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กรณีก็ถือว่าเหตุแห่งการสูญหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งหรือระหว่างที่สินค้านั้นยังอยู่ในความรับผิดชอบดูแลของผู้ขนส่งเนื่องจากในระหว่างนั้นผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งยังมิได้รับสินค้าที่ผู้รับขนส่งสินค้าขนส่งมา จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ร่วมรับขนส่งยังมิได้รับสินค้าที่ผู้รับขนส่งสินค้าขนส่งมา จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ร่วมรับขนส่งสินค้าดังกล่าวจึงต้องร่วมรับผิดต่อความเสียหายอันเนื่องมาจากการสูญหายของสินค้าที่รับขนส่งต่อโจทก์ผู้รับประกันภัยสินค้านั้นซึ่งรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่ง

นอกจากนี้ในสำเนาใบตราส่งสินค้าทางอากาศ ไม่ปรากฏว่าผู้ส่งหรือตัวแทนของผู้ส่งสินค้าได้ลงลายมือชื่อแสดงความตกลงในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในเรื่องเงื่อนไขความรับผิด ที่ระบุไว้ที่ด้านหลังใบตราส่งเพียงจำนวน 20 ดอลลาร์สหัรัฐต่อสินค้าสูญหาย 1 กิโลกรัม คงมีเพียงตัวอักษรภาษาอังกฤษพิมพ์ชื่อผู้ส่งสินค้าไว้เท่านั้น นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในช่อง "Other Charges" ของสำเนาใบตราส่งดังกล่าวมีตัวอักษรและตัวเลขไว้ว่า Secu/c 102, 22 อันมีความหมายว่า ผู้ส่งได้จ่ายเงินเพิ่มเป็นค่าประกันในการดูแลรักษาสินค้าไว้แล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าผู้ส่งได้แสดงความตกลงในเรื่องเงื่อนไขการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งด้วยโดยชัดแจ้ง ข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 426,766.54 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 404,965 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อ

จำเลยที่ 3 ให้การว่าจำเลยที่ 3 ได้ส่งมอบสินค้าให้คลังสินค้าการบินไทย ในวันที่ 20 มิถุนายน 2545 ในสภาพเรียบร้อย ครบจำนวนและน้ำหนักของสินค้า หน้าที่ความรับผิดชอบของจำเลยที่ 3 จึงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 395,108.65 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 374,924.37 บาท นับถัดจากวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัย "...พิเคราะห์แล้ว ในปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า สินค้าดังกล่าวสูญหายในระหว่างที่สินค้าเก็บอยู่ในคลังสินค้าการบินไทย ก่อนที่ผู้รับตราส่งจะมารับสินค้าและพบการสูญหายของสินค้าในวันที่ 26 มิถุนายน 2545 บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการคลังสินค้าที่ท่าอากาศยานดอนเมืองจึงมิใช่ผู้ขนส่งคนอื่นหรือตัวแทนของจำเลยที่ 3 ซึ่งได้รับมอบหมายสินค้านั้นไปอีกทอดหนึ่ง แต่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเสมือนผู้รับฝากทรัพย์ที่เรียกเก็บค่าฝากสินค้าจากผู้รับตราส่ง จึงเป็นตัวแทนของผู้รับตราส่งในการรับมอบสินค้าพิพาท ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ขนส่งทางบกก็เป็นขั้นตอนที่แยกต่างหากจากการขนส่งทางอากาศของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนไม่เกี่ยวข้องกัน การขนส่งดังกล่าวจึงมิใช่การขนส่งหลายคนหลายทอดตามมาตรา 618 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาใบตราส่งสินค้าทางอากาศ (Air Waybill) ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศในคดีนี้ว่า สัญญาดังกล่าวฝ่ายผู้ขายได้จัดส่งสินค้ามาให้ผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งโดยมีจำเลยทั้งสามเป็นผู้รับผิดชอบในการขนส่งสินค้าของผู้ขายจากเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศสาธารณรัฐอิตาลีมายังกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ถึงมือผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่ง จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับขนส่งสินค้าทางอากาศจึงต้องร่วมกันรับผิดชอบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดูแลมิให้สินค้าที่ขนส่งสูญหายในระหว่างการขนส่งจนกว่าจะถึงมือผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่ง การที่สินค้าดังกล่าวมาถึงท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพมหานคร แล้วจำเลยทั้งสามต้องฝากสินค้าไว้ในคลังสินค้าของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเสียภาษีศุลกากร ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสามต้องปฏิบัติเพื่อการส่งมอบสินค้านั้นให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งในเวลาต่อมา บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จึงหาใช่ตัวแทนของผู้รับตราส่งที่รับฝากทรัพย์ของผู้รับตราส่งไว้ไม่ ตราบใดที่ผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งยังไม่ได้รับสินค้านั้นไว้ สินค้านั้นก็ยังไม่พ้นความดูแลหรือความรับผิดชอบของผู้ขนส่ง แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าเหตุแห่งการสูญหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้านั้นอยู่ในคลังสินค้าของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กรณีก็ถือว่าเหตุแห่งการสูญหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งหรือระหว่างที่สินค้านั้นยังอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของผู้ขนส่ง เนื่องจากในระหว่างนั้นผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งยังมิได้รับสินค้าที่ผู้รับขนส่งสินค้าขนส่งมา จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ร่วมรับขนส่งสินค้าดังกล่าวจึงต้องร่วมรับผิดต่อความเสียหายอันเนื่องมาจากการสูญหายของสินค้าที่รับขนส่งต่อโจทก์ผู้รับประกันภัยสินค้านั้นซึ่งรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่ง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาที่ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพียงใดนั้น จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า ในช่องล่างขวามือด้านหน้าสำเนาใบตราส่งสินค้าทางอากาศมีข้อความภาษาอังกฤษว่า "Signature of Shipper of his Agent" เมื่อในช่องดังกล่าวมีชื่อพิมพ์ไว้ว่า "SALVATORE FERRAGAMO ITALIA" จึงมีความหมายว่าเป็นลายมือชื่อของบริษัทผู้ส่งสินค้าที่ลงไว้ในใบตราส่งสินค้าทางอากาศ จึงถือว่าผู้ส่งกับผู้ขนส่งได้ตกลงกันโดยชัดแจ้งในเรื่องเงื่อนไขความรับผิดที่ระบุไว้ในใบตราส่งดังกล่าวจำนวน 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อสินค้าที่สูญหาย 1 กิโลกรัม ทั้งผู้ส่งสินค้าไม่ได้ตกลงขยายส่วนจำกัดความรับผิดโดยแจ้งมูลค่าสินค้าไว้ (Declared Value for Carriage) และไม่ได้จ่ายเงินเพิ่มนอกเหนือจากค่าระวางขนส่งตามปกติ เมื่อสินค้าพิพาทสูญหายไปมีน้ำหนัก 19.74 กิโลกรัม จำเลยที่ 3 จึงจำกัดความรับผิดไว้เพียง 394.80 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น เห็นว่า ในสำเนาใบตราส่งสินค้าทางอากาศไม่ปรากฏว่าผู้ส่งหรือตัวแทนของผู้ส่งสินค้าได้ลงลายมือชื่อแสดงความตกลงในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในเรื่องเงื่อนไขความรับผิดที่ระบุไว้ที่ด้านหลังใบตราส่งเพียงจำนวน 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อสินค้าสูญหาย 1 กิโลกรัม แต่อย่างใด คงมีเพียงตัวอักษรภาษาอังกฤษพิมพ์ชื่อ "SALVATORE FERRAGAMO ITALIA" ซึ่งเป็นชื่อผู้ส่งสินค้าไว้เท่านั้น นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในช่อง "Other Charges" ของสำเนาใบตราส่งดังกล่าวมีตัวอักษรและตัวเลขไว้ว่า secu/C 102, 22 อันมีความหมายว่า ผู้ส่งได้จ่ายเงินเพิ่มเป็นค่าประกันในการดูแลรักษาสินค้าไว้แล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าผู้ส่งได้แสดงความตกลงในเรื่องเงื่อนไขการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งด้วยโดยชัดแจ้ง ข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์จำนวน 374,924.37 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2545 อันเป็นวันที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ก็ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความในชั้นนี้ 8,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 625
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ จำกัด
บริษัทดานซาส เซสโต้ ฟิออเรนติโน เอส พี เอ
จำเลย — จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
พลรัตน์ ประทุมทาน
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7146/2552
#502420
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยังคงติดตามให้ จ. กลับไปอยู่กับจำเลยและบุตรเมื่อจำเลยไปพบเห็น จ. กับผู้เสียหายอยู่กันตามลำพังในห้องน้ำในคืนเกิดเหตุ นับได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายได้กระทำการอันเป็นการข่มเหงในทางจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและจำเลยย่อมเกิดอารมณ์หึงหวงในฐานะที่ตนเองเป็นสามีของ จ. อยู่และบันดาลโทสะขึ้นในขณะนั้นจึงได้ใช้มีดแทงผู้เสียหาย ซึ่งแม้จำเลยแทงผู้เสียหายครั้งแรกในห้องน้ำ และแทงผู้เสียหายครั้งต่อๆ มาที่ประตูหน้าบ้าน แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องติดพันกันอยู่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ตามประมวลอาญา มาตรา 72

จ. ยังเป็นภริยาจำเลย แต่การที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพื่อตามหา จ. โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยกับผู้เสียหายมีความสัมพันธ์กันในทางใด ทั้งจำเลยก็ไม่เคยพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหาย จำเลยย่อมไม่มีสิทธิเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยพลการ จึงเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานบุกรุก

จำเลยมิได้มีเจตนาแต่แรกที่จะเข้าไปทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งมิได้วางแผนเตรียมมีดของกลางเพื่อที่จะไปแทงผู้เสียหายมาก่อนเกิดเหตุ แต่เมื่อจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายแล้วจำเลยไปพบว่าผู้เสียหายอยู่ในห้องน้ำกับ จ. เพียงสองต่อสอง จึงหยิบมีดที่พบวางอยู่ไปแทงผู้เสียหาย การบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายกับการแทงผู้เสียหายจึงเป็นเจตนาที่มิได้เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่เกิดขึ้นเป็นสองครั้งแยกจากกันได้ จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน โดยเป็นความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนกรรมหนึ่งและพยายามฆ่าอีกกรรมหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ด้วยการตระเตรียมมีดปลายแหลม 1 เล่ม เป็นอาวุธติดตัวบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายอุทัยผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร แล้วใช้อาวุธมีดดังกล่าวแทงผู้เสียหายหลายครั้ง คมมีดถูกที่บริเวณแก้มซ้าย ไหล่ทั้งสองข้างหน้าอก และทะลุเข้าในท้องด้านซ้าย จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เพราะแพทย์รักษาผู้เสียหายได้ทันท่วงที ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายสาหัส ต้องทุพพลภาพและป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 289, 364, 365 และริบของกลาง

จำเลยให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 289 (4), 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 50 (ที่ถูกมาตรา 53) คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 12 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังที่กล่าวในฟ้อง จำเลยเข้าไปในบ้านของนายอุทัยผู้เสียหายแล้วใช้มีดของกลางเป็นอาวุธแทงผู้เสียหายหลายครั้ง ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลหลายแห่งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.4

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยวางแผนเตรียมมีดปลายแหลมที่มีขนาดใหญ่และยาวพอที่จะแทงผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตายได้มาก่อนเกิดเหตุ และมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะเพราะผู้เสียหายเป็นชู้กับนางจันทร์เพ็ญภริยาจำเลยหรือไม่ โดยสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ก่อน เห็นว่า ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 นั้น ข้อเท็จจริงจะต้องได้ความว่า ก่อนกระทำความผิด ผู้กระทำต้องมีการคิดวางแผน และไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด ไม่ใช่กระทำไปโดยเหตุปัจจุบันทันด่วน และการไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุเกี่ยวกับเจตนาส่วนตัวของผู้กระทำผิด ซึ่งต้องดูการกระทำเป็นสำคัญเพราะกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา โจทก์มีนางจันทร์เพ็ญและผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่าในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ขณะที่นางจันทร์เพ็ญกำลังซักผ้าอยู่ในห้องน้ำใต้ถุนบ้านที่เกิดเหตุ ส่วนผู้เสียหายกำลังจะอาบน้ำในห้องน้ำ ประตูห้องน้ำเปิดอยู่จำเลยเดินเข้าไปในห้องน้ำ ถือมีดอยู่ในมือขวาร้องเรียก "ไอ้จร" ซึ่งเป็นชื่อเล่นของผู้เสียหาย นางจันทร์เพ็ญลุกขึ้นขวางจำเลย จำเลยใช้มีดจ้วงแทงผู้เสียหายข้ามไหล่นางจันทร์เพ็ญ นางจันทร์เพ็ญวิ่งหนีไปที่ใต้ถุนบ้านห่างจากห้องน้ำประมาณ 3 เมตร จากนั้นจำเลยวิ่งออกมาจากห้องน้ำ ผู้เสียหายวิ่งไล่ตามในมือถือแบตเตอรี่ไปด้วยและไปทันกันที่ประตูหน้าบ้าน ผู้เสียหายใช้แบตเตอรี่ตีที่ศีรษะจำเลยแล้วตัวเองล้มลงนอนหงาย จำเลยขึ้นคร่อมตัวผู้เสียหายพร้อมกับใช้มีดจ้วงแทงผู้เสียหายที่ท้องอีกหลายครั้งครั้งสุดท้ายด้ามมีดหลุดจากใบมีด ส่วนใบมีดเสียบอยู่ที่ท้องด้านซ้ายของผู้เสียหาย นางจันทร์เพ็ญร้องให้คนช่วย จำเลยลุกขึ้นวิ่งหนีไป และนางจันทร์เพ็ญเบิกความว่า นางจันทร์เพ็ญเคยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยมานาน 16 ปี มีบุตรด้วยกัน 2 คน แต่ต่อมาจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน ไม่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว นางจันทร์เพ็ญขอหย่ากับจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมหย่า นางจันทร์เพ็ญจึงหนีออกจากบ้านไปอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหาย ก่อนเกิดเหตุจำเลยเคยบุกรุกเข้าไปทำร้ายร่างกายนางจันทร์เพ็ญที่บ้านผู้เสียหายมาก่อนเนื่องจากหึงหวงนางจันทร์เพ็ญ และผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยไม่เลี้ยงดูนางจันทร์เพ็ญ นางจันทร์เพ็ญจึงไปอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหาย ผู้เสียหายทราบว่าจำเลยยังไม่ได้หย่ากับนางจันทร์เพ็ญ เหตุในคดีนี้เกิดขึ้นเพราะจำเลยหึงหวงนางจันทร์เพ็ญ ซึ่งจากคำเบิกความของนางจันทร์เพ็ญและผู้เสียหายดังกล่าวไม่ปรากฏชัดว่า จำเลยเตรียมมีดของกลางติดตัวไปเองหรือไม่ และไม่ได้เบิกความยืนยันว่ามีดของกลางเป็นของผู้ใด กับโจทก์มีพันตำรวจตรีดิเรก พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า ในชั้นสอบสวนพยานได้สอบปากคำนางจันทร์เพ็ญผู้เสียหาย และจำเลยไว้ แต่โจทก์ไม่ได้อ้างส่งบันทึกคำให้การของนางจันทร์เพ็ญและผู้เสียหายต่อศาล คงอ้างส่งแต่เพียงคำให้การของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.8 ทำให้ไม่สามารถทราบได้ว่า ในชั้นสอบสวนนั้น นางจันทร์เพ็ญและผู้เสียหายให้การว่าอย่างไรบ้าง สอดคล้องกับคำเบิกความในชั้นศาลหรือไม่ โดยเฉพาะในเรื่องมีดของกลางว่าเป็นของผู้ใด เป็นของจำเลยเองหรือเป็นของฝ่ายผู้เสียหาย เพราะทั้งนางจันทร์เพ็ญและผู้เสียหายเห็นแต่เพียงว่าจำเลยถือมีดก็ต่อเมื่อจำเลยเข้าไปในห้องน้ำแล้ว ซึ่งจำเลยต่อสู้ว่า มีดที่ใช้แทงผู้เสียหายเป็นมีดที่จำเลยหยิบได้จากที่บ้านผู้เสียหายนั่นเองสอดคล้องกับบันทึกคำให้การของจำเลยเอกสารหมาย จ.8 ที่ให้การไว้ต่อพันตำรวจตรีดิเรกว่า ในเวลาเกิเหตุจำเลยไปตามนางจันทร์เพ็ญที่บ้านผู้เสียหาย พบว่ามีแสงไฟในห้องน้ำจึงหยิบมีดของกลางที่วางอยู่ที่โต๊ะติดกับห้องน้ำถือไว้แล้วเปิดประตูห้องน้ำ เห็นนางจันทร์เพ็ญและผู้เสียหายกำลังกอดจูบกันอยู่ขณะนั้นนางจันทร์เพ็ญนุ่งผ้าขนหนูกระโจมอก ส่วนผู้เสียหายนุ่งกางเกงชั้นในตัวเดียว จึงใช้มีดเป็นอาวุธแทงจำเลยไปหลายครั้ง เมื่อยังไม่แน่นอนว่าจำเลยเป็นผู้ตระเตรียมมีดไปเองหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยวางแผนเตรียมมีดของกลางเพื่อที่จะไปแทงผู้เสียหายมาก่อนเกิดเหตุ อันจะเป็นเครื่องชี้เจตนาว่าจำเลยกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย อย่างไรก็ตาม พยานหลักฐานของโจทก์คงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยแต่เพียงว่า จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะเพราะผู้เสียหายเป็นชู้กับนางจันทร์เพ็ญ ภริยาจำเลยนั้น นางจันทร์เพ็ญเบิกความว่า นางจันทร์เพ็ญเป็นภริยาจำเลยโดยจดทะเบียนสมรสกันมานาน 16 ปี แล้ว มีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาจำเลยเสพแมทแอมเฟตามีนและไม่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว นางจันทร์เพ็ญขอหย่ากับจำเลย แต่จำเลยยังไม่ยอมหย่า นางจันทร์เพ็ญจึงไปอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหายก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 ปี และก่อนเกิดเหตุจำเลยเคยบุกรุกเข้าไปทำร้ายร่างกายนางจันทร์เพ็ญที่บ้านผู้เสียหายมาก่อนส่วนผู้เสียหายเบิกความว่านางจันทร์เพ็ญเป็นภริยาจำเลย แต่จำเลยไม่เลี้ยงดูนางจันทร์เพ็ญ นางจันทร์เพ็ญจึงไปอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหาย และผู้เสียหายทราบว่าจำเลยกับนางจันทร์เพ็ญยังไม่ได้หย่าขาดจากกัน ซึ่งเท่ากับนางจันทร์เพ็ญและผู้เสียหายต่างก็รู้ดีว่านางจันทร์เพ็ญยังเป็นภริยาตามกฎหมายของจำเลยอยู่ การที่ผู้เสียหายอยู่กินฉันสามีภริยากับนางจันทร์เพ็ญทั้งๆ ที่นางจันทร์เพ็ญยังเป็นภริยาจำเลยอยู่นั้น จึงเป็นการล่วงเกินภริยาจำเลยในฐานะชายชู้ และหลังจากนางจันทร์เพ็ญไปอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหายแล้วนางจันทร์เพ็ญเบิกความว่า จำเลยเคยบุกรุกเข้าไปในทำร้ายร่างกายนางจันทร์เพ็ญที่บ้านผู้เสียหายมาก่อน ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของนางลัดดาพี่สาวนางจันทร์เพ็ญซึ่งเป็นพยานจำเลยว่า พยานกับนางสาวพรรณทิวา บุตรของจำเลยกับนางจันทร์เพ็ญเคยไปตามนางจันทร์เพ็ญที่บ้านผู้เสียหายให้กลับไปอยู่กับจำเลยและบุตร แต่นางจันทร์เพ็ญไม่ยอมแสดงให้เห็นว่าจำเลยยังคงติดตามให้นางจันทร์เพ็ญกลับไปอยู่กับจำเลยและบุตรอยู่ส่วนที่นางจันทร์เพ็ญเบิกความว่าจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และผู้เสียหายก็มิได้เบิกความว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนที่นางจันทร์เพ็ญและผู้เสียหายเบิกความว่าจำเลยไม่เลี้ยงดูครอบครัว แต่ก็ปรากฏว่าบุตรทั้งสองคนของจำเลยและนางจันทร์เพ็ญยังคงอยู่อาศัยกับจำเลย นางจันทร์เพ็ญเสียอีกกลับปลีกตัวไปอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหายที่บ้านผู้เสียหาย ทั้งนางลัดดาเบิกความว่า นางจันทร์เพ็ญชอบดื่มสุราและเล่นไป บางครั้งทะเลาะกับจำเลยอ้างว่าจำเลยหาเงินไม่พอใช้ การที่นางลัดดาเบิกความเช่นนี้ทั้งๆ ที่เป็นพี่สาวนางจันทร์เพ็ญเอง ย่อมแสดงให้เห็นว่า ที่นางจันทร์เพ็ญอ้างว่าจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน และจำเลยไม่เลี้ยงดูครอบครัว อาจเป็นข้ออ้างเพื่อไปอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหายก็เป็นได้ การที่จำเลยยังคงติดตามให้นางจันทร์เพ็ญกลับไปอยู่กับจำเลยและบุตรเมื่อจำเลยไปพบเห็นนางจันทร์เพ็ญกับผู้เสียหายอยู่กันตามลำพังในห้องน้ำในคืนเกิดเหตุ นับได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายได้กระทำการอันเป็นการข่มแหงในทางจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม และจำเลยย่อมเกิดอารมณ์หึงหวงในฐานะที่ตนเองเป็นสามีของนางจันทร์เพ็ญอยู่ และนับดาลโทสะขึ้นในขณะนั้นจึงได้ใช้มีดแทงผู้เสียหาย ซึ่งแม้จำเลยแทงผู้เสียหายครั้งแรกในห้องน้ำ และแทงผู้เสียหายครั้งต่อๆ มาที่ประตูหน้าบ้าน แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องติดพันกันอยู่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยกระทำผิดฐานบุกรุกหรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่านางจันทร์เพ็ญยังเป็นภริยาจำเลย แต่การที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพื่อตามหานางจันทร์เพ็ญโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยกับผู้เสียหายมีความสัมพันธ์กันในทางใดทั้งจำเลยก็ไม่เคยพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหาย จำเลยย่อมไม่มีสิทธิเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยพลการ การที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายดังกล่าว จึงเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานบุกรุก ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม จำเลยมิได้มีเจตนาแต่แรกที่จะเข้าไปทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งมิได้วางแผนเตรียมมีดของกลางเพื่อที่จะไปแทงผู้เสียหายมาก่อนเกิดเหตุ แต่เมื่อจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายแล้วจำเลยไปพบว่าผู้เสียหายอยู่ในห้องน้ำกับนางจันทร์เพ็ญเพียงสองต่อสอง จึงหยิบมีดที่พบวางอยู่ไปแทงผู้เสียหาย การบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายกับการแทงผู้เสียหายจึงเป็นเจตนาที่มิได้เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่เกิดขึ้นเป็นสองครั้งแยกจากกันได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกันโดยเป็นความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนกรรมหนึ่ง และพยายามฆ่าอีกกรรมหนึ่ง ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่โจทก์มิได้ฎีกาขอให้เพิ่มโทษจำเลยในเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยเป็นสองกรรมได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 364 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 72 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน แต่คงลงโทษจำเลยได้เพียง 1 กรรม ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น แต่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 72 วางโทษจำคุก 4 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72 ม. 91 ม. 364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายสมบูรณ์ จินดาหอม
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7128 -ที่ 7131/2552
#496123
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลล้มละลายกลางจะพิพากษาให้บริษัท อ. ล้มละลายแล้วก็ตาม แต่บริษัท อ. ก็สามารถเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นคดีอาญาในฐานความผิดยักยอก รับของโจร และความผิดต่อ พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 โดยขอให้ลงโทษทางอาญาแต่เพียงอย่างเดียว มิได้มีคำขอบังคับในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายมาด้วย จึงไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) ที่โจทก์จะต้องดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ อีกทั้ง ป.วิ.อ. มาตรา 4, 5 และ 6 ก็มิได้กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการแทนลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาซึ่งถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือล้มละลายด้วย กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท อ. โจทก์จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ได้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่สำนวนเอง คดีอยู่ในระหว่างไต่สวนมูลฟ้องโดยศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง แล้วให้ศาลชั้นต้นยกคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 ทั้งสี่สำนวนขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แม้จำเลยที่ 4 จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ต้องถือว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสิ้นผลไปแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่สำนวน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 352, 353, 354, 357 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41, 42 ต่อมา หลังจากยื่นฟ้องแล้วโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทุกสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทุกสำนวนออกจากสารบบความ

ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องทั้งสี่สำนวน ศาลชั้นต้นให้รวมการไต่สวนมูลฟ้องเข้าด้วยกัน

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง นายเลสลี่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 21 ธันวาคม 2543 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ทั้งสี่สำนวน ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2545 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2545 และมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีตามคำสั่งลงวันที่ 17 ธันวาคม 2545 (ในคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2545) ให้ศาลชั้นต้นยกคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 ทั้งสี่สำนวนขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป และมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ตามรูปคดี

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์โดยนายประเสริฐกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 4 ซึ่งจำเลยที่ 4 ไม่คัดค้านการขอถอนฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ตามคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจะระบุว่า โจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2548 และพิพากษาให้โจทก์ล้มละลาย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 แล้วก็ตาม แต่คดีทั้งสี่สำนวนนี้โจทก์เป็นนิติบุคคล ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นคดีอาญาในข้อหาหรือฐานความผิดยักยอก รับของโจร และความผิดต่อพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 โดยขอให้ลงโทษทางอาญาแต่เพียงอย่างเดียวมิได้มีคำขอบังคับในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายมาด้วย กรณีจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) ที่โจทก์จะต้องดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ อีกทั้งตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 4, 5, และ 6 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็หาได้กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการแทนลูกหนี้ ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาซึ่งถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือพิพากษาให้ล้มละลายด้วยไม่ ดังนั้นโจทก์โดยนายประเสริฐกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ได้ ศาลฎีกา เห็นว่า คดีทั้งสี่สำนวนนี้โจทก์เป็นผู้ฟ้องคดีเอง คดีอยู่ในระหว่างไต่สวนมูลฟ้องโดยศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นยกคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 ทั้งสี่สำนวนขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แม้จำเลยที่ 4 จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ต้องถือว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสิ้นผลไปแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง แต่เมื่อศาลชั้นต้นส่งคำร้องมาศาลฎีกาในขณะที่ฎีกาของจำเลยที่ 4 อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไปเสียเลย เมื่อจำเลยที่ 4 ไม่คัดค้านการถอนฟ้อง จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ทั้งสี่สำนวนได้ กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 4 อีกต่อไป

ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 4 ม. 5 ม. 6
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (3)
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอสแอลซี ลิสซิ่ง จำกัด หรือ
โจทก์ — บริษัทซิทก้า ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทธนนิติ โบรคเคอร์เรจ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายประสงค์ มหาลี้ตระกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7128 -ที่ 7131/2552
#502969
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นคดีอาญาในข้อหายักยอก รับของโจร และความผิดต่อพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 โดยขอให้ลงโทษทางอาญาแต่เพียงอย่างเดียวมิได้มีคำขอบังคับในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายมาด้วย จึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) ที่โจทก์จะต้องดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อีกทั้งตามบทบัญญัติมาตรา 4, 5, และ 6 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็มิได้กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการแทนลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาซึ่งถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือพิพากษาให้ล้มละลายด้วย ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ได้

โจทก์เป็นผู้เสียหายฟ้องคดีเอง คดีอยู่ในระหว่างไต่สวนมูลฟ้องโดยศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นแยกคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 ขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แม้จำเลยที่ 4 จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ต้องถือว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสิ้นผลไปแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง แต่เมื่อศาลชั้นต้นส่งคำร้องมาศาลฎีกาในขณะที่ฎีกาของจำเลยที่ 4 อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไปเสียเลยโดยอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่สำนวน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 352, 353, 354, 357 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41, 42 ต่อมา หลังจากยื่นฟ้องแล้วโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทุกสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทุกสำนวนออกจากสารบบความ

ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องทั้งสี่สำนวน ศาลชั้นต้นให้รวมการไต่สวนมูลฟ้องเข้าด้วยกัน

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง นายเลสลี่ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ตามหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 21 ธันวาคม 2543 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ทั้งสี่สำนวน ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2545 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำร้องว่า การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องของนายเลสลี่ เป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์ไม่มีความประสงค์ที่จะถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 หนังสือมอบอำนาจที่นายเลสลี่ ยื่นต่อศาลแนบท้ายคำร้องขอถอนฟ้องพร้อมคำแปลเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไปโดยโจทก์มอบอำนาจให้นายเลสลี่ กระทำการในฐานะที่เป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ในกิจการทั่วไปของบริษัทเท่านั้น โจทก์ไม่เคยมอบหมายให้นายเลสลี่ ดำเนินคดีหรือกระทำการใด ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีทั้งสี่สำนวนนี้ ทั้งก่อนที่นายเลสลี่ จะยื่นคำร้องขอถอนฟ้องนั้น โจทก์ได้แจ้งยกเลิกเพิกถอนการมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปยังนายเลสลี่ แล้วตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2545 ซึ่งนายเลสลี่ ได้รับทราบถึงการยกเลิกเพิกถอนหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวแล้ว ดังนั้น นายเลสลี่ จึงไม่อยู่ในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ที่จะกระทำการใด ๆ แทนโจทก์ และไม่อาจใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวกระทำการใด ๆ ในนามของโจทก์ได้แต่ประการใดทั้งสิ้น ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2545 และมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีตามคำสั่งลงวันที่ 17 ธันวาคม 2545 (ในคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2545) ให้ศาลชั้นต้นยกคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 ทั้งสี่สำนวนขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป และมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์โดยนายประเสริฐ กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 4 ซึ่งจำเลยที่ 4 ไม่คัดค้านการขอถอนฟ้อง รายละเอียดปรากฏตามคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์และคำร้องของจำเลยที่ 4 ฉบับลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ซึ่งศาลชั้นต้นจัดส่งมาตามหนังสือของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2551

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า แม้ตามคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจะระบุว่า โจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2548 และพิพากษาให้โจทก์ล้มละลาย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 แล้วก็ตาม แต่คดีทั้งสี่สำนวนนี้โจทก์เป็นนิติบุคคล ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นคดีอาญาในข้อหาหรือฐานความผิดยักยอก รับของโจร และความผิดต่อพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 โดยขอให้ลงโทษทางอาญาแต่เพียงอย่างเดียวมิได้มีคำขอบังคับในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายมาด้วย กรณีจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) ที่โจทก์จะต้องดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อีก ทั้งตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 4, 5, และ 6 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็หาได้กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการแทนลูกหนี้ ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาซึ่งถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือพิพากษาให้ล้มละลายด้วยไม่ ดังนั้นโจทก์โดยนายประเสริฐ กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ได้ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีทั้งสี่สำนวนนี้โจทก์เป็นผู้ฟ้องคดีเอง คดีอยู่ในระหว่างไต่สวนมูลฟ้องโดยศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นยกคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 ทั้งสี่สำนวนขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แม้จำเลยที่ 4 จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ต้องถือว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสิ้นผลไปแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง แต่เมื่อศาลชั้นต้นส่งคำร้องมาศาลฎีกาในขณะที่ฎีกาของจำเลยที่ 4 อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไปเสียเลย เมื่อจำเลยที่ 4 ไม่คัดค้าน การถอนฟ้องจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ทั้งสี่สำนวนได้ กรณีจึงไม่มีประโยชน์จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 4 อีกต่อไป"

ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 35
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอสแอลซี ลิสซิ่ง จำกัด
โจทก์ — หรือบริษัทซิทก้า ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทธนนิติ โบรคเคอร์เรจ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7126/2552
#503089
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง แม้จำเลยจะได้ยื่นคำคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์ข้อโต้แย้งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยเพียงกล่าวอ้างปัญหาข้อนี้ไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์และจำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2540 ถึงเดือนเมษายน 2541 จำเลยสั่งซื้อสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์สีและสารผสมสีไปจากโจทก์หลายครั้ง โจทก์ส่งมอบสินค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว แต่จำเลยชำระราคาสินค้าไม่ครบถ้วนคงค้างชำระราคาสินค้าอีก 242,006.70 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 270,744.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 240,006.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การ ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งว่า หนี้ตามฟ้องโจทก์เป็นหนี้ที่เกินกว่าความเป็นจริง โจทก์ขายและส่งมอบสินค้าที่ไม่มีคุณภาพให้แก่จำเลยทำให้เกิดความชำรุดบกพร่องและเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่ชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์ โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินค้าเกินกว่าสองปีนับแต่วันที่ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยในบางรายการ ฟ้องโจทก์ในส่วนของรายการดังกล่าวจึงขาดอายุความ การที่จำเลยนำสีและสารผสมสีที่ซื้อจากโจทก์ไปใช้พ่นหรือทาเรือเดินทะเลให้แก่เจ้าของเรือที่จ้างจำเลยต่อเรือ เจ้าของเรือนำเรือเดินทะเลลำดังกล่าวออกเดินทะเลได้เพียงเที่ยวเดียว ก็ปรากฏว่าสีที่พ่นตัวเรือไว้หลุดล่อนทั่วตลอดลำเรือ เนื่องจากสีดังกล่าวไม่ยึดเกาะโลหะได้ดีเพียงพอเช่นสีที่ใช้กับเรือเดินทะเลทั่วไป ทำให้จำเลยต้องพ่นสีเรือลำดังกล่าวใหม่หมดทั้งลำ โจทก์จึงต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องในสินค้าที่โจทก์ขายให้แก่จำเลยอันเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ให้ชำระค่าพ่นทรายลอกสีเดิมทั่วบริเวณลำเรือเป็นเงิน 270,360 บาท ค่าแรงพ่นสีจำนวนสองชั้นเป็นเงิน 45,060 บาท ค่าสีรองพื้นและสีทับหน้าเป็นเงิน 178,796 บาท และค่าเสียหายจากการเสียโอกาสในการใช้เรือระหว่างซ่อม 30 วัน วันละ 600,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 1,094,216 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า สินค้าของโจทก์ได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพจากหลายสถาบัน โจทก์ไม่เคยได้รับการบอกกล่าวจากจำเลยว่าสินค้าไม่มีคุณภาพ หากจำเลยแจ้งให้ทราบโจทก์จะต้องพิสูจน์ทางเทคนิคว่าการที่สีหลุดล่อนเกิดจากสาเหตุใด การที่สีหลุดล่อนเกิดจากความไม่ชำรนาญในการทาสีของจำเลย การกล่าวอ้างของจำเลยเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ให้แก่โจทก์เท่านั้น โจทก์มีลูกค้าเป็นจำนวนมากและไม่เคยได้รับแจ้งว่าสินค้าไม่มีคุณภาพ ทั้งภายหลังเกิดปัญหาจำเลยยังคงสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เรื่อยมา จำเลยไม่มีช่างที่ชำนาญและขาดประสบการณ์ในการต่อเรือจึงเกิดปัญหา ค่าเสียหายของจำเลยรวมแล้วเพียง 122,600 บาท เท่านั้น ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 319,483 บาท แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 151,627.40 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องแย้ง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังยุติว่าเมื่อต้นปี 2540 บริษัทศิลปรัตน์ จำกัด ได้ว่าจ้างจำเลยต่อเรือกลเดินทะเล ขนาด 1,500 ตัน ชื่อเรือดาราชัย 1 จำเลยได้สั่งซื้อสีและสารผสมสีเพื่อใช้พ่นหรือทาเรือเดินทะเลจากโจทก์ตามที่โจทก์เสนอขาย ตามใบเสนอราคาเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.7 และใบกำกับสินค้ากับใบส่งสินค้า เอกสารหมาย จ.8 จำเลยได้ชำระราคาสินค้าให้โจทก์บางส่วนคงค้างชำระค่าสีและสารผสมสีจำนวน 151,627.40 บาท ตามเอกสารหมาย จ.18 เมื่อจำเลยต่อเรือเสร็จได้มอบเรือดังกล่าวให้แก่บริษัทศิลปรัตน์ จำกัด และบริษัทศิลปรัตน์ จำกัด นำเรือไปใช้บรรทุกสินค้าเพียงเที่ยวเดียวปรากฏว่าสีทาเรือเกิดการหลุดล่อน จำเลยต้องดำเนินการซ่อมแซมสีเรือทั้งลำ โดยจำเลยได้ซื้อสีซ่อมเรือจากโจทก์อีก 5 ถึง 6 ครั้ง และชำระค่าสินค้าด้วยเงินสด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่จำเลยฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งชอบหรือไม่ ในข้อนี้ แม้จำเลยจะได้ยื่นคำคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยหาได้ยื่นอุทธรณ์ข้อโต้แย้งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ไม่ การที่จำเลยเพียงกล่าวอ้างปัญหาข้อนี้ไว้ในคำแก้อุทธรณ์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงชอบแล้ว และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยหรือไม่โดยจำเลยฎีกาว่า สีที่โจทก์ขายให้แก่จำเลยเป็นสีมีคุณภาพไม่ได้มาตรฐานนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นฝ่ายกล่าวอ้างในฟ้องแย้ง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ฝ่ายจำเลย และข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยนำสืบรับกันว่า วิธีการพ่นสีเรือลำพิพาทจะต้องพ่นทรายผิวเรือด้านนอกเพื่อทำความสะอาดผิวเรือด้านนอกก่อน จากนั้นต้องพ่นสีรองพื้น 2 ชั้น โดยให้ชั้นแรกแห้งก่อนจึงพ่นสีรองพื้นชั้นที่ 2 แล้วพ่นสีภายนอกและพ่นสีกันเพรียงใต้แนวน้ำ สำหรับสีเรือพิพาทที่หลุดล่อนเฉพาะสีที่ทาภายนอกเท่านั้น ในข้อนี้จำเลยมีนายชาญ นายดาราชัย นายชูชาติ และนายประทีป เป็นพยานจำเลยเบิกความทำนองเดียวกันว่า สีที่หลุดล่อนเกิดจากคุณภาพของสีไม่ได้ ไม่มีความเหนียวติดเนื้อโลหะและติดพื้นสี แต่ทั้งนายชาญ นายดาราชัยและนายประทีปก็ตอบทนายโจทก์ถามค้านสอดคล้องกันว่า สีที่หลุดล่อนนั้นอาจเกิดจากหลายสาเหตุไม่ใช่มาจากสาเหตุสีไม่มีคุณภาพเพียงอย่างเดียว อาจเกิดจากพื้นผิดของลำเรือไม่สะอาดหรือจากความชื้นหรือวิธีการพ่นสี โดยเฉพาะนายดาราชัยยังตอบทนายโจทก์ถามค้านด้วยว่า ความจริงพยานไม่ทราบว่าสีจะมีคุณภาพหรือไม่และไม่เคยนำสีดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์คุณภาพ เห็นว่า การที่พยานจำเลยยอมรับว่า สีของเรือพิพาทหลุดล่อนภายนอกอาจเกิดจากสาเหตุอื่นไม่เกี่ยวกับคุณภาพของสี แสดงว่าจำเลยไม่ได้ยืนยันว่าสีของโจทก์คุณภาพไม่มีมาตรฐานตามที่อ้าง แม้นายชาญหัวหน้าช่างสีของจำเลยจะเบิกความว่า การพ่นสีแล้วเสร็จแต่ละตอนจะมีช่างเทคนิคของโจทก์มาตรวจสอบก็เป็นการตรวจสอบหลังจากพ่นสีเสร็จแล้ว พยานไม่ได้ยืนยันว่าช่างเทคนิคของโจทก์ได้มากำกับดูแลวิธีพ่นสีด้วย จึงพิสูจน์ไม่ได้ว่าช่างสีของจำเลยพ่นสีถูกต้องตามขั้นตอนที่ช่างเทคนิคของโจทก์แนะนำ ส่วนนายชูชาติก็เบิกความเพียงลอย ๆ ว่า สีที่หลุดล่อนของเรือพิพาทเกิดจากสีไม่มีคุณภาพโดยไม่ได้อธิบายว่ามีลักษณะพิเศษต่างจากการหลุดล่อนของสีด้วยสาเหตุอื่นอย่างไรจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้นายดาราชัยพยานจำเลยยังเบิกความว่า หลังจากสีเรือหลุดล่อนจำเลยได้สั่งซื้อสีจากโจทก์ตามใบกำกับสินค้าและใบกำกับภาษีเอกสารหมาย ล.10 และ ล.11 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบชนิดของสีที่จำเลยสั่งซื้อภายหลังเพื่อซ่อมแซมสีเรือกับสีที่จำเลยสั่งซื้อจากโจทก์ครั้งแรกตามใบกำกับสินค้าและใบกำกับภาษีเอกสารหมาย จ.8 บางรายการเป็นชนิดเดียวกัน เช่น รายการสีอีวามารีน เป็นต้น และนายกฤษดา เบิกความว่าเป็นสีตระกูลเดียวกัน และได้รับการรับรองคุณภาพตามเอกสาร จ.4 เช่นนี้การที่จำเลยยังสั่งซื้อสีจากโจทก์เพื่อใช้ซ่อมแซมเรือจึงบ่งชี้ว่า จำเลยยังเชื่อถือในคุณภาพสีของโจทก์ ดังนี้ ถือว่าจำเลยนำสืบไม่ได้ว่าสีของโจทก์ไม่มีคุณภาพทำให้สีภายนอกเรือพิพาทหลุดล่อน ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า สีที่โจทก์ขายให้จำเลยเป็นทรัพย์สินที่ชำรุดบกพร่องเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่โจทก์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติที่โจทก์ผู้ขายจะต้องรับผิดชอบตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ตามฟ้องแย้ง และจำเลยต้องชำระราคาค่าสินค้าที่ค้างชำระแก่โจทก์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีโอเอ-ชูโกกุ เพ้นท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทไทย เยอรมัน โมดูลา จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
พงศ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7121/2552
#508307
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุให้สงสัยตามสมควรว่า เป็นไปได้ที่โจทก์ร่วมวาดแม่แบบก่อนการแกะแบบโดยลอกแบบส่วนใหญ่หรือทั้งหมดมาจากงานประติมากรรมนางรำคู่ชิ้นหนึ่งที่ปรากฏอยู่ที่เสาของโบราณปราสาทบายน จากนั้นจึงทำบล็อกและแกะแบบต่อไปตามลำดับ หรือไม่ก็อาจนำลายที่ลอกจากงานศิลปะที่พบเห็นได้ทั่วไปทั้งที่เป็นศิลปะไทยหรือศิลปะขอมซึ่งสามารถเขียนลอกลายกันได้อย่างง่ายดายมาเขียนลอกลงไปในส่วนที่เป็นรายละเอียดของงานประติมากรรมนางรำคู่ที่ปรากฏอยู่ที่เสาของโบราณสถานปราสาทบายนอีกเพียงเล็กน้อย ซึ่งหากลักษณะการสร้างงานของโจทก์ร่วมเป็นเช่นนั้น ก็ไม่อาจถือได้ว่าการสร้างงานประติมากรรมนางรำคู่ของโจทก์ร่วมเป็นการสร้างงานที่มีความคิดริเริ่มด้วยตนเองหรือใช้ความวิริยะอุตสาหะที่เพียงพอแม้แต่เพียงขั้นเล็กน้อย

แม้การทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานประติมากรรมนางรำคู่ตามโบราณสถานจะต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะอยู่บ้าง แต่ก็เป็นความวิริยะอุตสาหะในการทำซ้ำหรือดัดแปลง มิอาจถือเป็นความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานถึงขนาดจะได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามความหมายของกฎหมาย ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยจะได้ขายงานที่ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานประติมากรรมนางรำคู่ตามวัตถุพยานของโจทก์ร่วมหรือไม่ก็ตามการกระทำของจำเลยย่อมไม่อาจเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 70, 75 และ 76 ให้ "งานผนังดินเผานูนต่ำ ชุด นางรำคู่" ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางดวงฤดี อุบลแสน ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6 วรรคหนึ่ง, 31 (1), 70 วรรคสอง, 75 และ 76 ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้งานหมาย วจ. 1 ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์ร่วมเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า งานประติมากรรมผนังดินเผานูนต่ำ ชุด นางรำคู่ ตามฟ้อง ตามวัตถุพยานหมาย วจร. 2 ซึ่งตรงกับตามสำเนารูปถ่ายแผ่นที่ 7 คืองานรูป นั้น เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์และโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ คดีนี้เมื่อจำเลยโต้แย้งว่างานประติมากรรม นางรำคู่ตามวัตถุพยานหมาย วจร. 2 นั้น ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานศิลปะขอมที่มีมานานแล้ว พบเห็นได้ตามเสาต่าง ๆ ของปราสาทบายน ตามปราสาทต่าง ๆ ในราชอาณาจักรกัมพูชาเป็นพัน ๆ ต้น รัฐบาลของราชอาณาจักรกัมพูชาส่งเสริมให้ประชาชนเรียนและแกะสลักขาย มีชาวบ้านแกะสลักขายมากมาย ซื้อขายกันมานานกว่า 50 ถึง 60 ปี ตลอดทางตั้งแต่เมืองปอยเปตถึงเมืองเสียมเรียบ อันเป็นการโต้แย้งว่าไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ โจทก์จึงไม่ได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ว่างานที่มีการฟ้องร้องในคดีนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์และโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดังกล่าว โจทก์ยังต้องมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความชัดแจ้งจนปราศจากข้อสงสัยว่า งานประติมากรรมผนังดินเผานูนต่ำ ชุดนางรำคู่ ตามฟ้อง ตามวัตถุพยานหมาย วจร. 2 เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์และโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งเกี่ยวกับปัญหาข้อนี้ แม้โจทก์ไม่จำต้องนำสืบให้ได้ความว่างานสร้างสรรค์ของโจทก์ร่วมเป็นงานใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะงานสร้างสรรค์ที่จะได้ลิขสิทธิ์ไม่จำต้องเป็นงานที่ทำขึ้นใหม่อย่างงานที่จะพึงได้รับสิทธิบัตร แต่โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ได้ความชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วมได้สร้างสรรค์งานด้วยตนเองโดยไม่ได้เป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลง ตามความหมายของการทำซ้ำหรือดัดแปลงที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 กล่าวคือ ไม่ได้ทำซ้ำโดยคัดลอกไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ เลียนแบบ ทำสำเนา ทำแม่พิมพ์จากต้นฉบับหรือจากสำเนาในส่วนอันเป็นสาระสำคัญไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน และไม่ได้ดัดแปลงโดยการทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมหรือจำลองงานต้นฉบับในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน แต่โจทก์และโจทก์ร่วมมีลำพังเพียงโจทก์ร่วมมาเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ถึงการเริ่มสร้างงานดังกล่าวว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้คิดและสร้างสรรค์งานประติมากรรมพิพาทด้วยตนเอง โดยการออกแบบงานประติมากรรมให้มีรูปแบบ เอกลักษณ์ สัดส่วน รูปทรง ลวดลายใหม่ แตกต่างจากงานขอมโบราณรูปนางอัปสรหรืออัปสรา นำความเป็นพื้นบ้านของตนซึ่งเป็นงานดินเผาด่านเกวียนมาเป็นจุดเด่นสร้างงานขึ้นมาจากแรงบันดาลใจและสร้างสรรค์ทางด้านธุรกิจ โดยที่โจทก์ร่วมไม่เคยเห็นงานประติมากรรมที่ราชอาณาจักรกัมพูชามาก่อน งานดังกล่าวจึงมีรูปแบบที่สวยงามดัดแปลงลวดลายผสมผสานกับลายกนกบ้าง ลายไทยอื่น ๆ บ้าง เกิดเป็นงานขึ้นมาใหม่ ทำการวาดแบบและแกะแบบลงบนดินน้ำมัน ส่วนจำเลยมีจำเลยมาเบิกความปฏิเสธว่า โจทก์ร่วมไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานประติมากรรมดินเผานางรำคู่ ตามวัตถุพยานหมาย วจร. 2 เพราะทำซ้ำหรือลอกเลียนแบบมาจากงานประติมากรรมที่ปรากฏตามเสาบายนที่มีเป็นพัน ๆ ต้นตามปราสาทโบราณที่ตั้งอยู่ในราชอาณาจักรกัมพูชา งานตามวัตถุพยานหมาย วจ. 1 ที่โจทก์ร่วมกล่าวหาว่าจำเลยเสนอขายโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของงานตามวัตถุพยานหมาย วจร. 2 นั้น จำเลยซื้อมาจากราชอาณาจักรกัมพูชาตั้งแต่ปี 2542 เพื่อประดับร้าน ไม่ได้มีไว้ขาย โดยมีเพียงชิ้นเดียวและแขวนไว้อยู่ที่กึ่งกลางฝาผนังของร้านด้านบนสุด ไม่สามารถหยิบถึงได้ง่าย นอกจากนี้จำเลยยังมีรูปถ่ายและสำเนารูปถ่ายของงานประติมากรรมนางรำคู่ตามเสาต่าง ๆ ของโบราณสถานปราสาทบายนรวม 16 รูป สำเนาหนังสือนครวัดตามหานครธม ของพิษณุ สำเนาหนังสือประติมากรรมขอม ของศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ เรียบเรียงจากบทความของศาสตราจารย์ชอง ซึ่งในรูปประกอบท้ายเล่มรูปที่ 114 เป็นสำเนารูปถ่ายงานประติมากรรมนางอัปสรฟ้อนรำบนฐานเสาระเบียงชั้นนอกของปราสาทบายน ศิลปะขอมแบบบายน สำเนาหนังสือนิราศนครวัด ของสมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสำเนารูปถ่ายประติมากรรม นางรำคู่ ที่ถ่ายจากปราสาทบายนในราชอาณาจักรกัมพูชาจากหนังสือชื่อ "ANGKOR" ใต้ภาพมีคำว่า "AT THE BAYON" ซึ่งจากรูปภาพจำนวนหลายรูปที่ปรากฏจากพยานหลักฐานต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น แสดงว่าประติมากรรมภาพนางรำคู่ที่เรียกว่านางอัปสรหรืออัปสราหรือ Apsaras เป็นงานประติมากรรมที่ปรากฏอยู่มากมายมาหลายร้อยปีตามเสาหรือผนังของปราสาทต่าง ๆ ที่เป็นศิลปะขอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปราสาทที่อยู่ในราชอาณาจักรกัมพูชา ลักษณะประติมากรรมต่าง ๆ เหล่านั้นมีลักษณะทั้งเหมือนกันและคล้ายกัน ประติมากรรมที่มีลักษณะที่คล้ายกันนั้นล้วนมีสาระสำคัญเหมือนกันโดยมีโครงร่างเดียวกัน เพียงแตกต่างกันในรายละเอียดหรือสัดส่วน ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นเพราะการสร้างสรรค์งานทำขึ้นโดยช่างต่างคนกัน หรือสร้างสรรค์งานต่างช่วงเวลากัน ความเก่าแก่ของรูปและการเสื่อมสลายไปตามกาลเวลาก็ทำให้รูปภาพมีลักษณะที่แตกต่างกันในรายละเอียด ซึ่งเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้พิเคราะห์งานประติมากรรมนางรำคู่ที่ปรากฏบนเสาหรือผนังต่าง ๆ จากภาพเพียงบางภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามรูปถ่ายรูปที่ 114 ในสำเนาหนังสือประติมากรรมขอม ของศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ เรียบเรียงจากบทความของศาสตราจารย์ชอง และรูปถ่ายรูปที่ 3 ที่ 6 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 14 ที่ 15 และที่ 16 แล้ว เห็นว่า งานประติมากรรมนางรำคู่ศิลปะขอมโบราณมีองค์ประกอบที่เป็นสาระสำคัญของงานแยกเป็นสามส่วนคือ ส่วนแรก ฐานของนางรำที่เป็นฐานดอกบัวและมีดอกบัวตูมชูช่ออยู่ 2 ดอก ส่วนที่สอง นางรำคู่ที่สวมชฎาซึ่งอยู่ในท่ารำ ยกขาข้างหนึ่งขึ้นสูง และส่วนที่สาม คือ ซุ้มประตูที่คลุมนางรำคู่อยู่ องค์ประกอบทั้งสามส่วนนี้มีลักษณะเหมือนกันกับงานวัตถุพยานหมาย วจร. 2 ของโจทก์ร่วม ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของสาระสำคัญทั้งสามส่วน ได้แก่ ลายเส้นโค้งของซุ้มประตูที่มีอยู่ 4 ถึง 5 เส้นก็ดี ลายดอกไม้ 3 ดอก และตำแหน่งของแต่ละดอกระหว่างลายเส้นโค้งของซุ้มก็ดี ลายที่อยู่เหนือเส้นโค้งของซุ้มประตูพร้อมกับลายดอกไม้ก็ดี และลักษณะลายผ้าชายไหวชายแคลงที่นางรำนุ่ง รวมทั้งชฎาหรือต่างหูที่นางรำสวมใส่ก็ดี ก็เหมือนกันหรือคล้ายกัน ส่วนที่คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันนั้นก็น่าจะเป็นเพราะต่างกันในเรื่องความชัดเจนตามสภาพความเก่าแก่หรือเสื่อมสลายของงาน ในเรื่องการวางตำแหน่งต่าง ๆ ของรูปและตำแหน่งของลวดลายต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน โจทก์ร่วมก็เบิกความยอมรับว่า โจทก์ร่วมวาดภาพแม่พิมพ์ของงานดังกล่าวนั้นจากงานขอมโบราณรูปนางอัปสรหรืออัปสรา แต่ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นได้ว่าต้นแบบงานขอมโบราณรูปนางอัปสรหรืออัปสราที่นำมาเป็นแบบตามที่อ้างถึงนั้นมีลักษณะอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้นแบบเป็นงานตามโบราณสถานปราสาทบายนภายในประเทศหรือในประเทศเพื่อนบ้าน การพิเคราะห์ว่าเป็นงานที่ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากต้นแบบงานตามโบราณสถานดังกล่าวหรือไม่ ก็ยิ่งต้องพิเคราะห์ด้วยความระมัดระวังยิ่ง เพราะอาจมีผลกระทบต่อสิทธิของสาธารณชนที่มีต่องานดังกล่าวหรือความสัมพันธ์ที่ดีต่อประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ที่โจทก์ร่วมเบิกความว่า โจทก์ร่วมวาดภาพแม่พิมพ์ของงานดังกล่าวโดยวาดรูปแบบ เอกลักษณ์ สัดส่วน รูปทรง ลวดลายใหม่ แตกต่างไปจากงานประติมากรรมรูปนางรำคู่หรือนางอัปสรหรืออัปสราที่ปรากฏที่โบราณสถานโดยไม่เคยเห็นของเก่าดั้งเดิมที่แท้จริงของศิลปะขอมว่าเป็นอย่างไรมาก่อน แต่วาดภาพผสมผสานกับลายกนกบ้าง ลายไทยอื่น ๆ บ้าง เกิดเป็นงานขึ้นมาใหม่ โดยมีเพียงโจทก์ร่วมมาเบิกความลอย ๆ ยืนยันถึงเรื่องนี้จึงไม่น่าเชื่อถือ ทั้งจำเลยยังมีนายชรินทร์ นายช่างศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ซึ่งมีหน้าที่คิดริเริ่มค้นคว้าและสร้างสรรค์งานด้านศิลปกรรม รวมทั้งซ่อมแซมผลงานวัตถุโบราณที่สึกหรอของประเทศมานาน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความเป็นพยานด้วยว่า โครงร่างของภาพนางรำตามประติมากรรมวัตถุพยานหมาย วจร. 2 นั้น เป็นศิลปะขอม ดูจากลวดลายแล้วก็เป็นลวดลายศิลปะขอม เครื่องทรงส่วนประกอบของนางรำมีลักษณะเป็นลวดลายศิลปะขอม ส่วนดอกบัวก็เป็นศิลปะขอมเช่นกัน ซึ่งเป็นดอกบัวตูม และแบ่งกลีบออกเป็นชั้น ทรงของดอกบัวจะยาวผิดแผกไปจากแบบดอกบัวของไทย ส่วนที่เป็นซุ้มเหนือนางรำทั้งคู่มีลายกนกและลายประจำยาม ซึ่งในส่วนของปลายลายมีลักษณะแข็งไม่สะบัดตามลักษณะลายของขอม ซึ่งโดยสรุปลวดลายศิลปกรรมในวัตถุพยานหมาย วจร. 2 ทั้งหมดเป็นลวดลายศิลปะขอม นอกจากนี้โจทก์ร่วมเองก็เบิกความยอมรับว่า ผลงานคล้ายงานประติมากรรมนางรำคู่วัตถุพยานหมาย วจร. 2 นั้น โจทก์ร่วมเห็นมีบุคคลต่าง ๆ ทำขายอยู่มากทั้งที่จังหวัดนครราชสีมาและตลาดนัดสวนจตุจักรและทั่ว ๆ ไปด้วย โดยเห็นมาตั้งแต่ 5 ถึง 6 ปี ก่อนที่โจทก์ร่วมมาเบิกความในปี 2548 พฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุให้สงสัยตามสมควรว่า เป็นไปได้ที่โจทก์ร่วมวาดแม่แบบก่อนการแกะแบบโดยลอกแบบส่วนใหญ่หรือทั้งหมดมาจากงานประติมากรรมนางรำคู่ชิ้นใดชิ้นหนึ่งที่ปรากฏอยู่ที่เสาของโบราณสถานปราสาทบายน จากนั้นจึงทำบล็อกและแกะแบบต่อไปตามลำดับ หรือไม่ก็อาจนำลายที่ลอกจากงานศิลปะที่พบเห็นได้ทั่วไปทั้งที่เป็นศิลปะไทยหรือศิลปะขอม ซึ่งสามารถเขียนลอกลายกันได้อย่างง่ายดาย มาเขียนลอกลายลงไปในส่วนที่เป็นรายละเอียดของงานประติมากรรมนางรำคู่ที่ปรากฏอยู่ที่เสาของโบราณสถานปราสาทบายนอีกเพียงเล็กน้อย ซึ่งหากลักษณะการสร้างงานของโจทก์ร่วมเป็นเช่นนั้น ก็ไม่อาจถือได้ว่าการสร้างงานประติมากรรมนางรำคู่ของโจทก์ร่วมเป็นการสร้างงานที่มีความคิดริเริ่มด้วยตนเองหรือใช้ความวิริยะอุตสาหะที่เพียงพอแม้แต่เพียงขั้นเล็กน้อย และเมื่อลักษณะที่ปรากฏของงานที่ออกมาจากบล็อกงานหรือแม่แบบของงานตามวัตถุพยานหมาย วจร. 1 อันได้แก่งานประติมากรรมตามวัตถุพยานหมาย วจร. 2 นั้น มีเหตุให้สงสัยตามสมควรว่ามีลักษณะที่ทำซ้ำหรือดัดแปลงมาจากงานประติมากรรมนางรำคู่ตามโบราณสถานดังกล่าว แม้การทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานประติมากรรมนางรำคู่ตามโบราณสถานจะต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะอยู่บ้าง แต่ก็เป็นความวิริยะอุตสาหะในการทำซ้ำหรือดัดแปลง มิอาจถือเป็นความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานถึงขนาดที่จะได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามความหมายของกฎหมาย ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยจะได้ขายงานที่ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานประติมากรรมนางรำคู่ตามวัตถุพยานหมาย วจร. 2 หรือไม่ก็ตาม การกระทำของจำเลยย่อมไม่อาจเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไปได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6 วรรคหนึ่ง ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางดวงฤดี อุบลแสน
จำเลย — นายอรรถพล วัชรรัตนพล
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7119/2552
#495551
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรความคุ้มครองในเรื่องของผลิตภัณฑ์ กรรมวิธี และการใช้สิ่งประดิษฐ์เสื่อกก โดยมีข้อถือสิทธิว่า "1.การใช้เสื่อปูรองหรือหีบห่อสินค้าที่ลงระวางในเรือบรรทุกสินค้า เพื่อกั้นและดูดซับความชื้นโดยเสื่อนี้ทอขึ้นจาก (ก) ต้นธูปฤาษี กกรังกา และ/หรือกกกลม ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือมากกว่าโดยปราศจากการลอกโครงสร้างภายนอก (ข) เส้นเอ็นสังเคราะห์หรือเส้นด้าย" แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญาจำกัดขอบเขตการคุ้มครองไว้เพียงเรื่องของการใช้ผลิตภัณฑ์ ในขณะที่โจทก์กล่าวอ้างว่าสิทธิบัตรของจำเลยเป็นสิทธิบัตรเพื่อการใช้ ซึ่งไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ในเรื่องของสิทธิบัตรการใช้ใหม่ (New Use Patent) นั้น ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ได้นิยามศัพท์คำว่า "สิทธิบัตร" คือหนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ และ "การประดิษฐ์" คือ การคิดค้นหรือคิดทำขึ้นอันเป็นผลให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีใดขึ้นใหม่ หรือการกระทำใดๆ ที่ทำให้ดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธี ทั้งได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรไว้ในมาตรา 36 ว่า ผู้ทรงสิทธิบัตรเท่านั้นมีสิทธิดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ หมายถึง สิทธิในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขายเสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร (2) ในกรณีสิทธิบัตรกรรมวิธี หมายถึง สิทธิในการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร จะเห็นได้ว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ได้บัญญัติถึงการให้สิทธิบัตรในส่วนของการใช้ใหม่ของการประดิษฐ์ที่รู้จักอยู่แล้วไว้เป็นพิเศษต่างหากโดยชัดแจ้ง ทั้งไม่ได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรการใช้ในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด สิทธิบัตรของจำเลยจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการออกให้แก่การใช้ใหม่ (New Use Patent) เพราะไม่มีบทกฎหมายรับรอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลยทะเบียนหมายเลขที่ 8871 ออกจากสารบบทะเบียนสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า สิทธิบัตรหมายเลขที่ 8871 ออกไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้เพิกถอนสิทธิบัตรหมายเลขที่ 8871 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า... ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า สิทธิบัตรของจำเลยออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในเรื่องของสิทธิบัตรการใช้ใหม่ (New use patent) นั้น ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ได้ให้นิยามศัพท์คำว่า "สิทธิบัตร" คือ หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ และ "การประดิษฐ์" คือ การคิดค้นหรือคิดทำขึ้นอันเป็นผลให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีใดขึ้นใหม่ หรือการกระทำใด ๆ ที่ทำให้ดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธี ทั้งได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรไว้ในมาตรา 36 ว่า ผู้ทรงสิทธิบัตรเท่านั้นมีสิทธิดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ หมายถึง สิทธิในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร (2) ในกรณีสิทธิบัตรกรรมวิธี หมายถึง สิทธิในการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร จะเห็นได้ว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ได้บัญญัติถึงการให้สิทธิบัตรในส่วนของการใช้ใหม่ของการประดิษฐ์ที่รู้จักอยู่แล้วไว้เป็นพิเศษต่างหากโดยชัดแจ้ง ทั้งไม่ได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรการใช้ในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใดกรณีไม่อาจแปลความพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ไปได้เช่นนั้นตามที่นางสาวดุษณีย์พยานโจทก์ซึ่งรับราชการสังกัดกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์และเป็นผู้ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตร ได้เบิกความว่า การประดิษฐ์แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ ผลิตภัณฑ์ กรรมวิธีหรือวิธีการหรือการเตรียม และการใช้ อนึ่ง กฎกระทรวง ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ข้อ 5 นั้น เป็นการระบุถึงข้อถือสิทธิว่า คำขอรับสิทธิบัตรที่ระบุข้อถือสิทธิดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นคำขอรับสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์อย่างเดียว (1) ข้อถือสิทธิหลักที่ระบุผลิตภัณฑ์ที่ขอรับความคุ้มครอง และระบุกรรมวิธีในการผลิตและการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นไว้ในข้อถือสิทธิหลักข้ออื่น (2) ข้อถือสิทธิหลักที่ระบุถึงกรรมวิธีใดที่ขอรับความคุ้มครอง และระบุอุปกรณ์และหรือเครื่องมือที่ใช้กับกรรมวิธีนั้น ยังไม่อาจถือว่า ข้อความตามข้อ 5 (1) ข้างต้น หมายความว่า การประดิษฐ์แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนั้น สิทธิบัตรของจำเลยจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการออกให้แก่การใช้ใหม่ (New use patent) เพราะไม่มีบทกฎหมายรับรอง

ส่วนปัญหาว่า สิทธิบัตรของจำเลยดังกล่าวจะได้รับความคุ้มครองในเรื่องของสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ หรือกรรมวิธี หรือไม่ เห็นว่า ในกรณีของสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์นั้น แม้จำเลยจะนำสืบในทำนองว่า จำเลยเป็นผู้คิดค้นและใช้ต้นกกช้างหรือต้นธูปฤาษีมาทอเสื่อ แต่ตามสิทธิบัตรของจำเลยในข้อถือสิทธิระบุว่า เสื่อทอขึ้นจากต้นธูปฤาษี กกสามเหลี่ยม หรือกกรังกา และหรือกกกลม ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือมากกว่า โดยปราศจากการลอกโครงสร้างภายนอก จึงแสดงว่าจำเลยขอรับสิทธิบัตรเพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ของตนคือ การใช้ต้นธูปฤาษี กกสามเหลี่ยม หรือกกรังกา และหรือกกกลม ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือมากกว่าในการทอเสื่อ ซึ่งเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวที่บุคคลอื่นจะใช้วัสดุดังกล่าวในการทอเสื่อไม่ได้ แต่ในทางกลับกัน การที่จำเลยระบุข้อถือสิทธิในลักษณะ เช่นนี้ หากเคยมีการทอเสื่อโดยใช้วัสดุเหล่านี้มาก่อน เท่ากับว่าการประดิษฐ์ของจำเลยเคยมีอยู่แล้วและไม่มีความใหม่ ซึ่งตามพยานหลักฐานของโจทก์แสดงว่า ผลิตภัณฑ์เสื่อมีมาเป็นเวลานานแล้ว โดยมีการใช้ต้นกกในการทอเสื่อดังกล่าว รวมถึงต้นกกช้างหรือต้นธูปฤาษีใบผือ ต้นกกสามเหลี่ยม และกกไตหย่าหรือกกกลมด้วย นอกจากนี้นางสาวดุษณีย์เบิกความด้วยว่า ต้นกกที่ต่างกันไม่เป็นคุณสมบัติที่จะขอรับสิทธิบัตรได้เมื่อพิจารณาสิทธิบัตรของจำเลยในส่วนของรายละเอียดของการประดิษฐ์ข้อ 2 เรื่อง ลักษณะและความมุ่งหมายของการประดิษฐ์โดยย่อ ก็ระบุว่า "ต้นธูปฤาษี" ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า "ผือ" หรือ "กกช้าง" ซึ่งต้นกกช้างหรือต้นธูปฤาษี หรือกกชนิดอื่นๆ นั้นเป็นวัชพืชที่ใช้ทดแทนกับวัสดุอื่นเพื่อใช้ในการทอเสื่อได้อยู่แล้ว ทำให้น่าเชื่อว่าเสื่อที่ทอขึ้นจากวัสดุดังกล่าวมีหรือใช้เป็นที่รู้จักแพร่หลายอยู่แล้วในประเทศไทยก่อนวันที่จำเลยขอรับสิทธิบัตร เพราะฉะนั้น การที่จำเลยใช้ต้นกกช้าง หรือต้นธูปฤาษีหรือกกชนิดอื่น ๆ ตามที่ปรากฏในข้อถือสิทธิมาทอเสื่อจึงไม่ทำให้เสื่อดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ จำเลยย่อมไม่อาจได้รับสิทธิบัตรในผลิตภัณฑ์เสื่อ

สำหรับกรณีสิทธิบัตรกรรมวิธีนั้น อาจพิจารณาว่าเป็นกรรมวิธีในการกั้นและดูดซับความชื้นโดยการใช้ผลิตภัณฑ์เสื่อของจำเลย อย่างไรก็ดี โจทก์นำสืบพยานหลักฐานต่าง ๆ ในทำนองว่า มีการใช้เสื่อกกปูรองระวางเรือสินค้าเพื่อเป็นการระบายอากาศ และสิทธิบัตรของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งข้อถือสิทธิตามที่ระบุไว้ในสิทธิบัตรของจำเลยนั้น ก็ไม่มีข้อความเกี่ยวกับกรรมวิธีในการผลิตเสื่อ หรือกรรมวิธีในการกั้นและดูดซับความชื้นอันเป็นลักษณะของการประดิษฐ์ไว้แล้ว จึงไม่ปรากฏว่าจำเลยจะได้รับความคุ้มครองในลักษณะของสิทธิบัตรกรรมวิธีได้อย่างไร นอกจากนั้น ตามสิทธิบัตรของจำเลย ข้อ 4 เรื่อง การเปิดเผยการประดิษฐ์โดยสมบูรณ์ ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับการผลิตเสื่อ ก็ไม่ปรากฏว่ามีขั้นตอนของกรรมวิธีที่ใหม่เช่นใด ทางนำสืบของจำเลยเองก็เห็นว่า จำเลยนำต้นกกช้างหรือต้นธูปฤาษีมาใช้ในการทอเสื่อนั้นโดยไม่ได้มีวิธีการพิเศษอื่นใด กล่าวคือ นายเสน่ห์เบิกความว่า เดิมชาวบ้านทอเสื่อจากต้นกกทั้งต้น แต่จำเลยแนะนำให้ผ่าต้นกกเป็น 2 ส่วน จะทำให้ได้เสื่อเพิ่มขึ้น และตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าการผ่าต้นกกทำได้ง่าย ต้นกกทั้งต้นจะทอเสื่อได้ง่ายกว่าต้นกกที่ผ่าเป็น 2 ส่วน ในการทอเสื่อจะต้องนำต้นกกไปตากแห้งก่อน หากเสื่อเปียกน้ำพยานคิดว่าเสื่อทั้งสองแบบเปียกน้ำได้พอกันนางน้อยเบิกความว่า เสื่อแบบของจำเลยทอได้ง่ายและเร็วกว่า แต่ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า พยานไม่เคยทอเสื่อเพียงซื้อมาขายไปเท่านั้น นายเริงชัยเบิกความว่าเสื่อกกของจำเลยดีกว่าเสื่อไม้ไผ่เพราะได้พื้นที่มากกว่า ส่วนจำเลยได้เบิกความถึงรายละเอียดในการทำเสื่อรำแพน การทอเสื่อกกกลม การทอเสื่อกกสามเหลี่ยม และการทอเสื่อจากต้นกกช้างหรือต้นธูปฤาษี ซึ่งมีเครื่องทอเสื่อแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า การผึ่งแดดเพื่อให้ต้นกกแห้งไม่มีเทคนิคหรือวิธีการพิเศษใด ๆ การทอเสื่อของชาวบ้านนอกจากการผ่าครึ่งและการลดจำนวนเส้นเอ็นแล้ว ไม่มีวิธีการใด ๆ เป็นพิเศษ คงเหมือนวิธีการดั้งเดิมที่ชาวบ้านเคยทอเสื่อกันมา ต้นกกขึ้นโดยธรรมชาติไม่มีการนำไปชุบน้ำยาพิเศษ การทอเสื่อมีเทคนิคพิเศษตามที่จำเลยแนะนำชาวบ้านคือ ทำให้ยาวขึ้นเพื่อให้ได้เนื้อเสื่อต่อผืนมากขึ้น จึงไม่ปรากฏว่าการทอเสื่อของจำเลยมีความใหม่อย่างใด ส่วนเรื่องคุณสมบัติในการกั้นและดูดซับความชื้นที่จำเลยกล่าวอ้างนั้น จำเลยเบิกความว่าจำเลยนำต้นกกดังกล่าวไปตากแดดใช้เวลา 3 ถึง 4 วัน จนแห้งและเหลือง แล้วทำการทดลองโดยการใช้ขวดแก้วพร้อมฝาปิดสนิท 2 ใบ ใบหนึ่งนำต้นกกดังกล่าวตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ไม่ลอกโครงสร้างภายในออกใส่ไว้ ส่วนอีกใบหนึ่งเป็นขวดเปล่า ปิดฝาให้สนิททั้งสองขวด นำไปใส่ตู้กระจกโดยมีของหนักทับไว้ และเทน้ำเย็นลงไปในตู้กระจก ทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง พบว่าขวดแก้วเปล่าจะมีลักษณะมัวเห็นเป็นหยดน้ำเกาะตามผนังขวด สำหรับขวดที่ใส่ต้นกกดังกล่าวไว้มีความใสสว่าง ไม่มีหยดน้ำเกาะตามผนังขวดและจำเลยได้เคยให้กรมวิทยาศาสตร์บริการทำการวิเคราะห์ตรวจสอบ เห็นว่า การทดลองดังกล่าวของจำเลยเป็นการนำต้นกกช้างหรือต้นธูปฤาษีในลักษณะที่เป็นวัตถุดิบตามธรรมชาติไปทำการทดลอง โดยไม่มีรายละเอียดในขั้นตอนใดที่เป็นพิเศษ จึงน่าจะเป็นคุณสมบัติของต้นกกช้างหรือต้นธูปฤาษีที่จำเลยค้นพบมากกว่าจะเป็นสิ่งที่จำเลยประดิษฐ์คิดค้นขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ สิทธิบัตรของจำเลยจึงไม่อาจพิจารณาให้ความคุ้มครองในเรื่องของสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยให้เพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 3 ม. 36
ชื่อคู่ความ
บริษัทชิดลม มารีน เซอร์วิสเซส แอนด์
โจทก์ — ซัพพลายส์ จำกัด
จำเลย — นายสมชาย จิตพินิจยล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7119/2552
#503079
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้สิทธิโดยไม่สุจริต นำเอาสิ่งประดิษฐ์หรือกรรมวิธีที่ปรากฏอยู่แล้วไปขอรับสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งนายทะเบียนสิทธิบัตรได้รับจดทะเบียนสิทธิบัตรให้แก่จำเลย โดยมีข้อถือสิทธิว่า "1. การใช้เสื่อปูรองหรือหีบห่อสินค้าที่ลงระวางในเรือบรรทุกสินค้า เพื่อกั้นและดูดซับความชื้นโดยที่เสื่อนี้ทอขึ้นจาก (ก) ต้นธูปฤๅษี กกรังกา และ/หรือกกกลม ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือมากกว่าโดยปราศจากการลอกโครงสร้างภายนอก (ข) เส้นเอ็นสังเคราะห์หรือเส้นด้าย" ข้อถือสิทธิดังกล่าวเป็นข้อถือสิทธิในการใช้เสื่อ ไม่ได้ให้ความคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์หรือผลิตภัณฑ์เสื่อ และกรรมวิธีดังกล่าวไม่มีความใหม่โดยสิ้นเชิง ทั้งไม่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น จึงไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ แต่จำเลยกลับอาศัยสิทธิที่ได้มาโดยไม่สุจริตดังกล่าวไปแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์และพวก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ความจริงแล้วโจทก์ใช้เสื่อกกกับคานไม้ไผ่รวกเพื่อระบายอากาศภายในระวางเรือ มิได้ใช้เสื่อกกปูรองหรือหีบห่อสินค้าที่ลงระวางในเรือบรรทุกสินค้า เพื่อกั้นหรือดูดซับความชื้น โจทก์ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกระทำของจำเลย นับเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลย โดยมีคำขอท้ายฟ้องให้พิพากษาเพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลยออกจากสารบบทะเบียนสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญา คำฟ้องของโจทก์จึงพอเข้าใจได้แล้วว่าโจทก์กล่าวอ้างว่าสิทธิบัตรของจำเลยได้รับการจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะข้อถือสิทธิดังกล่าวเป็นข้อถือสิทธิในการใช้เสื่อทั้งไม่มีความใหม่และไม่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น กับขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลย ถือว่าคำฟ้องของโจทก์ได้แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับแล้ว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 และมาตรา 30 ประกอบข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 6 วรรคหนึ่ง ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม

พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ได้ให้นิยามคำว่า "สิทธิบัตร" และ "การประดิษฐ์" ทั้งได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรไว้ในมาตรา 36 แต่ไม่ได้บัญญัติถึงการให้สิทธิบัตรในส่วนของการใช้ใหม่ของการประดิษฐ์ที่รู้จักอยู่แล้วไว้เป็นพิเศษต่างหากโดยชัดแจ้ง และไม่ได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรการใช้ในลักษณะตามฟ้อง กรณีไม่อาจแปลความพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ไปได้เช่นนั้น ดังนั้น สิทธิบัตรของจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการออกให้แก่การใช้ใหม่ (New use patent) เพราะไม่มีบทกฎหมายรับรอง

ต้นกกช้างหรือต้นธูปฤๅษี หรือกกชนิดอื่น ๆ เป็นวัชพืชที่ใช้ทดแทนกับวัสดุอื่นเพื่อใช้ในการทอเสื่อได้อยู่แล้ว เสื่อที่ทอขึ้นจากวัสดุดังกล่าวมีหรือใช้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศไทยก่อนวันที่จำเลยขอรับสิทธิบัตร เพราะฉะนั้นการที่จำเลยใช้ต้นกกช้าง หรือต้นธูปฤๅษีหรือกกชนิดอื่น ๆ ตามที่ปรากฏในข้อถือสิทธิมาทอเสื่อจึงไม่ทำให้เสื่อดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ จำเลยย่อมไม่อาจได้รับสิทธิบัตรในผลิตภัณฑ์เสื่อ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเป็นผู้รับเหมา หรือผู้รับจัดการบรรทุก และ/หรือบรรจุสินค้าในระวางเรือหรือในตู้สินค้า ตลอดจนหาวัสดุในการจัดวาง เรียง ปู หรือทับในระวางเรือสินค้า เป็นต้นว่า การใช้เสื่อกกหรือเสื่อรำแพนปูรองพื้นระวางเรือสินค้าตามลักษณะของงานหรือสินค้า จึงมีการผลิตเสื่อกกออกมาจำหน่ายเป็นที่แพร่หลายทั่วไปเป็นเวลานานแล้ว เกี่ยวกับคดีนี้จำเลยใช้สิทธิโดยไม่สุจริต นำเอาสิ่งประดิษฐ์หรือกรรมวิธีที่ปรากฏอยู่แล้วไปขอรับสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งนายทะเบียนสิทธิบัตรได้รับจดทะเบียนสิทธิบัตรให้แก่จำเลยโดยมีข้อถือสิทธิว่า "1. การใช้เสื่อปูรองหรือหีบห่อสินค้าที่ลงระวางในเรือบรรทุกสินค้า เพื่อกั้นและดูดซับความชื้นโดยที่เสื่อนี้ทอขึ้นจาก (ก) ต้นธูปฤๅษีกกรังกา และ/หรือกกกลมชนิดใดชนิดหนึ่งหรือมากกว่าโดยปราศจากการลอกโครงสร้างภายนอก (ข) เส้นเอ็นสังเคราะห์หรือเส้นด้าย" ข้อถือสิทธิดังกล่าวเป็นข้อถือสิทธิในการใช้เสื่อ ไม่ได้ให้ความคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์หรือผลิตภัณฑ์เสื่อแต่อย่างใด และกรรมวิธีดังกล่าวไม่มีความใหม่โดยสิ้นเชิง ทั้งไม่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นแต่อย่างใด จึงไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ แต่จำเลยกลับอาศัยสิทธิที่ได้มาโดยไม่สุจริตดังกล่าวไปแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์และพวก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ความจริงแล้วโจทก์ใช้เสื่อกกกับคานไม้ไผ่รวกเพื่อระบายอากาศภายในระวางเรือ หาได้ใช้เสื่อกกปูรองหรือหีบห่อสินค้าที่ลงระวางในเรือบรรทุกสินค้าเพื่อกั้นหรือดูดซับความชื้นแต่อย่างใดโดยใช้เพื่อการระบายอากาศภายในระวางเรือ ป้องกันสิ่งสกปรก และป้องกันเสี้ยนหนามหรือกิ่งไม้เกาะเกี่ยวกระสอบหรือภาชนะหีบห่อสินค้าฉีกขาดเสียหาย โจทก์ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกระทำของจำเลย นับเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลย ขอให้พิพากษาเพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลยทะเบียนหมายเลขที่ 8871 ออกจากสารบบทะเบียนสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญา

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม จำเลยประกอบธุรกิจด้านบริการให้กับเรือในประเทศและต่างประเทศ ใช้ชื่อกิจการว่าบริษัทแบมบู อินเตอร์ เวิธ์คส์ แอน ซับพลาย จำกัด โดยบิดาของจำเลยคือ นายเตียงควง มีความชำนาญด้านการบรรทุกและขนถ่ายสินค้าทางเรือเป็นระยะเวลานานกว่า 50 ปี ปัจจุบันจำเลยรับช่วงกิจการในการให้บริการด้านการทำความสะอาดระวางของเรือเดินสมุทรต่างประเทศก่อนจะบรรทุกสินค้า กับรับบรรจุหีบห่อ ลังไม้ ลังเหล็กและรับงานโครงการต่าง ๆ นอกจากนี้ จำเลยเป็นผู้เริ่มต้นนำเสื่อกกมาใช้เพื่อปูรองสินค้าเป็นรายแรก ซึ่งแต่เดิมใช้เสื่อรำแพน (เสื่อไม้ไผ่) กับไม้รวกปูรอง โดยในช่วงปี 2538 จำเลยคิดค้นและใช้ต้นกกช้างหรือต้นธูปฤๅษีมาทอเสื่อ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2541 จำเลยจึงได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เสื่อกกของจำเลย ซึ่งได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรโดยชอบด้วยกฎหมาย หาใช่งานที่ปรากฏอยู่แล้วตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เรือที่ต้องวิ่งระยะทางไกลเดินทางเป็นเวลานานต้องใช้วัสดุปูรองสินค้าที่เป็นเสื่อรำแพนหรือเสื่อกกเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า สิทธิบัตรหมายเลขที่ 8871 ออกไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้เพิกถอนสิทธิบัตรหมายเลขที่ 8871 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ประกอบธุรกิจรับจัดหา ซื้อขายวัสดุ และ/หรืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับผูกมัดรัดตรึง ค้ำยัน เรียงสินค้า จัดวางสินค้าในเรือเดินทะเล รวมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้แก่กองเรือจำเลยได้รับสิทธิบัตร ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีแก่โจทก์และบุคคลอื่นในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรของจำเลย ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.24

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เสื่อชนิดประเภทตามสิทธิบัตรของจำเลยได้เคยมีการใช้ การประดิษฐ์ หรือนำมาใช้เฉพาะที่เฉพาะกรณีตามสิทธิบัตรแล้วเมื่อใด หรือไม่อย่างไร และไม่ได้โต้แย้งคุณสมบัติของเสื่อชนิดประเภทตามสิทธิบัตรของจำเลย เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้สิทธิโดยไม่สุจริต นำเอาสิ่งประดิษฐ์หรือกรรมวิธีที่ปรากฏอยู่แล้วไปขอรับสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งนายทะเบียนสิทธิบัตรได้รับจดทะเบียนสิทธิบัตรให้แก่จำเลย โดยมีข้อถือสิทธิว่า "1. การใช้เสื่อปูรองหรือหีบห่อสินค้าที่ลงระวางในเรือบรรทุกสินค้า เพื่อกั้นและดูดซับความชื้นโดยที่เสื่อนี้ทอขึ้นจาก (ก) ต้นธูปฤๅษี กกรังกา และ/หรือกกกลม ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือมากกว่าโดยปราศจากการลอกโครงสร้างภายนอก (ข) เส้นเอ็นสังเคราะห์หรือเส้นด้าย" ข้อถือสิทธิดังกล่าวเป็นข้อถือสิทธิในการใช้เสื่อ ไม่ได้ให้ความคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์หรือผลิตภัณฑ์เสื่อแต่อย่างใด และกรรมวิธีดังกล่าวไม่มีความใหม่โดยสิ้นเชิง ทั้งไม่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นแต่อย่างใด จึงไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ แต่จำเลยกลับอาศัยสิทธิที่ได้มาโดยไม่สุจริตดังกล่าวไปแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์และพวก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ความจริงแล้วโจทก์ใช้เสื่อกกกับคานไม้ไผ่รวกเพื่อระบายอากาศภายในระวางเรือหาได้ใช้เสื่อกกปูรองหรือหีบห่อสินค้าที่ลงระวางในเรือบรรทุกสินค้าเพื่อกั้นหรือดูดซับความชื้นแต่อย่างใด โจทก์ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกระทำของจำเลย นับเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลย โดยมีคำขอท้ายฟ้องให้พิพากษาเพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลยทะเบียนหมายเลขที่ 8871 ออกจากสารบบทะเบียนสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญา คำฟ้องของโจทก์จึงพอเข้าใจได้แล้วว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าสิทธิบัตรของจำเลยได้รับการจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะข้อถือสิทธิดังกล่าวเป็นข้อถือสิทธิในการใช้เสื่อ ทั้งไม่มีความใหม่และไม่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นกับขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลย ถือว่าคำฟ้องของโจทก์นี้ได้แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับแล้ว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 และมาตรา 30 ประกอบข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 6 วรรคหนึ่ง โดยโจทก์ไม่จำต้องบรรยายข้อความอื่นตามที่จำเลยอุทธรณ์ เพราะเป็นรายละเอียดที่นำสืบในชั้นพิจารณาได้ เมื่อจำเลยให้การต่อสู้คดีในทำนองว่า จำเลยเป็นผู้คิดค้นและใช้ต้นกกช้างหรือต้นธูปฤๅษีมาทอเสื่อ ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2541 จำเลยได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เสื่อกกของจำเลย ซึ่งได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรโดยชอบด้วยกฎหมาย หาใช่งานที่ปรากฏอยู่แล้วตามที่โจทก์กล่าวอ้างแสดงให้เห็นว่าจำเลยสามารถเข้าใจฟ้องกับให้การต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง ย่อมแสดงให้เห็นอยู่ว่าฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการที่สองมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่า หนังสือรับรองของโจทก์ไม่ปรากฏชื่อนายชัยวัฒน์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ การร่วมลงลายมือชื่อจึงไม่สมบูรณ์และไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า โจทก์แก้ไขคำฟ้องว่า บริษัทชิดลม มารีน เซอร์วิสเซส แอนด์ ซัพพลายส์ จำกัด (โจทก์) โดยนายชำนาญ กรรมการผู้มีอำนาจ แสดงว่า นายชำนาญ สามารถกระทำการแทนโจทก์ได้ เมื่อนายชำนาญ ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของโจทก์ในการตั้งแต่งทนายความ และทนายโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องของโจทก์ถูกต้องแล้ว โจทก์ย่อมฟ้องคดีนี้โดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แม้จะปรากฏว่าในใบแต่งทนายความดังกล่าวมีนายชัยวัฒน์ ไว้ด้วย ก็หาทำให้ความสมบูรณ์ในการฟ้องคดีนี้ของโจทก์ดังกล่าวต้องเสียไปแต่อย่างใดไม่ เมื่อจำเลยไม่ได้แก้ไขคำให้การหรืออุทธรณ์คดีในประเด็นอื่นที่เกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์อีก จึงไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า สิทธิบัตรของจำเลยออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่า สิทธิบัตรของจำเลยออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรพิจารณาเสียก่อนว่า จำเลยได้รับสิทธิบัตรเพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ในลักษณะใด โดยจำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่าขอบเขตของการคุ้มครอง (ข้อถือสิทธิ) ตามสิทธิบัตรของจำเลยนั้นจำเลยขอรับความคุ้มครองในเรื่องของผลิตภัณฑ์ กรรมวิธี และการใช้สิ่งประดิษฐ์ แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณาแล้วจำกัดขอบเขตของการคุ้มครองตามสิทธิบัตรของจำเลยไว้เพียงเรื่องของการใช้ผลิตภัณฑ์ ในขณะที่โจทก์กล่าวอ้างในทำนองว่าสิทธิบัตรของจำเลยเป็นสิทธิบัตรเพื่อการใช้ ซึ่งไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 เห็นว่า ในเรื่องของสิทธิบัตรการใช้ใหม่ (New use patent) นั้น ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ได้ให้นิยามศัพท์คำว่า "สิทธิบัตร" คือ หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ และ "การประดิษฐ์" คือ การคิดค้นหรือคิดทำขึ้นอันเป็นผลให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีใดขึ้นใหม่ หรือการกระทำใด ๆ ที่ทำให้ดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธี ทั้งได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรไว้ในมาตรา 36 ว่า ผู้ทรงสิทธิบัตรเท่านั้นมีสิทธิดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ หมายถึง สิทธิในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร (2) ในกรณีสิทธิบัตรกรรมวิธี หมายถึง สิทธิในการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร จะเห็นได้ว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ได้บัญญัติถึงการให้สิทธิบัตรในส่วนของการใช้ใหม่ของการประดิษฐ์ที่รู้จักอยู่แล้วไว้เป็นพิเศษต่างหากโดยชัดแจ้ง ทั้งไม่ได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรการใช้ในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด กรณีไม่อาจแปลความพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ไปได้เช่นนั้นตามที่นางสาวดุษณีย์ พยานโจทก์ซึ่งรับราชการสังกัดกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์และเป็นผู้ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรได้เบิกความว่า การประดิษฐ์แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ ผลิตภัณฑ์ กรรมวิธีหรือวิธีการหรือการเตรียม และการใช้ อนึ่ง กฎกระทรวง ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ข้อ 5 นั้น เป็นการระบุถึงข้อถือสิทธิว่า คำขอรับสิทธิบัตรที่ระบุข้อถือสิทธิดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นคำขอรับสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์อย่างเดียว (1) ข้อถือสิทธิหลักที่ระบุผลิตภัณฑ์ที่ขอรับความคุ้มครอง และระบุกรรมวิธีในการผลิตและการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นไว้ในข้อถือสิทธิหลักข้ออื่น (2) ข้อถือสิทธิหลักที่ระบุถึงกรรมวิธีใดที่ขอรับความคุ้มครอง และระบุอุปกรณ์และหรือเครื่องมือที่ใช้กับกรรมวิธีนั้น ยังไม่อาจถือว่า ข้อความตามข้อ 5 (1) ข้างต้นหมายความว่า การประดิษฐ์แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนั้น สิทธิบัตรของจำเลยจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการออกให้แก่การใช้ใหม่ (New use patent) เพราะไม่มีบทกฎหมายรับรอง

ส่วนปัญหาว่า สิทธิบัตรของจำเลยดังกล่าวจะได้รับความคุ้มครองในเรื่องของสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ หรือกรรมวิธี หรือไม่ เพราะตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อ 5.2 ระบุไว้ทำนองว่า การประดิษฐ์ของจำเลยมีกรรมวิธีที่แตกต่างจากการประดิษฐ์เสื่อที่มีอยู่ในปัจจุบันปัญหานี้โจทก์มีนางสาวดุษณีย์ ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรมาเบิกความเป็นพยานประกอบเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ยืนยันว่า การประดิษฐ์ของจำเลยไม่อาจรับจดทะเบียนในส่วนของผลิตภัณฑ์เสื่อและวิธีการประดิษฐ์เสื่อ เพราะไม่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น กับมีนายนิรันดร์ นายชัยวัฒน์ นายชำนาญ และนายชาญวิทย์ มาเบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า เสื่อกกที่ใช้ในการปูรองระวางเรือสินค้านั้นมีมาเป็นเวลานานแล้ว เช่นตามที่ปรากฏในหนังสือการพาณิชย์นาวีโดยพลเรือโทหลวงชาญชยศึก (ชื่น) เอกสารหมาย จ.9 ส่วนจำเลยมีตัวจำเลย นายเสน่ห์ นางน้อย และนายเริงชัย มาเบิกความเป็นพยานในทำนองว่า จำเลยเป็นผู้คิดค้นและใช้ต้นกกช้างหรือต้นธูปฤๅษีมาทอเสื่อ เห็นว่า ในกรณีของสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์นั้น แม้จำเลยจะนำสืบในทำนองว่า จำเลยเป็นผู้คิดค้นและใช้ต้นกกช้างหรือต้นธูปฤๅษีมาทอเสื่อ แต่ตามสิทธิบัตรของจำเลยเอกสารหมาย จ.1 ในข้อถือสิทธิระบุว่าเสื่อทอขึ้นจากต้นธูปฤๅษี กกสามเหลี่ยม หรือกกรังกา และหรือกกกลม ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือมากกว่า โดยปราศจากการลอกโครงสร้างภายนอก จึงแสดงว่าจำเลยขอรับสิทธิบัตรเพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ของตนคือ การใช้ต้นธูปฤๅษี กกสามเหลี่ยม หรือกกรังกา และหรือกกกลม ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือมากกว่าในการทอเสื่อ ซึ่งเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวที่บุคคลอื่นจะใช้วัสดุดังกล่าวในการทอเสื่อไม่ได้ แต่ในทางกลับกัน การที่จำเลยระบุข้อถือสิทธิในลักษณะเช่นนี้ หากเคยมีการทอเสื่อโดยใช้วัสดุเหล่านี้มาก่อนเท่ากับว่าการประดิษฐ์ของจำเลยเคยมีอยู่แล้วและไม่มีความใหม่ ซึ่งตามพยานหลักฐานของโจทก์แสดงว่า ผลิตภัณฑ์เสื่อมีมาเป็นเวลานานแล้ว โดยมีการใช้ต้นกกในการทอเสื่อดังกล่าว รวมถึงต้นกกช้างหรือต้นธูปฤๅษี ใบผือ ต้นกกสามเหลี่ยม และกกไตหย่าหรือกกกลมด้วย นอกจากนี้นางสาวดุษณีย์ เบิกความด้วยว่า ต้นกกที่ต่างกันไม่เป็นคุณสมบัติที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ เมื่อพิจารณาสิทธิบัตรของจำเลยเอกสารหมาย จ.1 ในส่วนของรายละเอียดของการประดิษฐ์ข้อ 2 เรื่อง ลักษณะและความมุ่งหมายของการประดิษฐ์โดยย่อ ก็ระบุว่า "ต้นธูปฤๅษี" ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า "ผือ" หรือ "กกช้าง" ซึ่งต้นกกช้างหรือต้นธูปฤๅษี หรือกกชนิดอื่น ๆ นั้นเป็นวัชพืชที่ใช้ทดแทนกับวัสดุอื่นเพื่อใช้ในการทอเสื่อได้อยู่แล้ว ทำให้น่าเชื่อว่าเสื่อที่ทอขึ้นจากวัสดุดังกล่าวมีหรือใช้เป็นที่รู้จักแพร่หลายอยู่แล้วในประเทศไทยก่อนวันที่จำเลยขอรับสิทธิบัตร เพราะฉะนั้น การที่จำเลยใช้ต้นกกช้าง หรือต้นธูปฤๅษีหรือกกชนิดอื่น ๆ ตามที่ปรากฏในข้อถือสิทธิมาทอเสื่อจึงไม่ทำให้เสื่อดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ จำเลยย่อมไม่อาจได้รับสิทธิบัตรในผลิตภัณฑ์เสื่อ

สำหรับกรณีสิทธิบัตรกรรมวิธีนั้น อาจพิจารณาว่าเป็นกรรมวิธีในการกั้นและดูดซับความชื่นโดยการใช้ผลิตภัณฑ์เสื่อของจำเลย อย่างไรก็ดี โจทก์นำสืบพยานหลักฐานต่าง ๆ ในทำนองว่า มีการใช้เสื่อกกปูรองระวางเรือสินค้าเพื่อเป็นการระบายอากาศ และสิทธิบัตรของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งข้อถือสิทธิตามที่ระบุไว้ในสิทธิบัตรของจำเลย เอกสารหมาย จ.1 นั้น ก็ไม่มีข้อความเกี่ยวกับกรรมวิธีในการผลิตเสื่อ หรือกรรมวิธีในการกั้นและดูดซับความชื้นอันเป็นลักษณะของการประดิษฐ์ไว้เลย จึงไม่ปรากฏว่าจำเลยจะได้รับความคุ้มครองในลักษณะของสิทธิบัตรกรรมวิธีได้อย่างไร นอกจากนั้น ตามสิทธิบัตรของจำเลยเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 4 เรื่อง การเปิดเผยการประดิษฐ์โดยสมบูรณ์ ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับการผลิตเสื่อ ก็ไม่ปรากฏว่ามีขั้นตอนของกรรมวิธีที่ใหม่เช่นใด ทางนำสืบของจำเลยเองก็เห็นว่า จำเลยนำต้นกกช้างหรือต้นธูปฤๅษีมาใช้ในการทอเสื่อนั้นโดยไม่ได้มีวิธีการพิเศษอื่นใด กล่าวคือ นายเสน่ห์ เบิกความว่า เดิมชาวบ้านทอเสื่อจากต้นกกทั้งต้น แต่จำเลยแนะนำให้ผ่าต้นกกเป็น 2 ส่วน จะทำให้ได้เสื่อเพิ่มขึ้น และตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าการผ่าต้นกกทำได้ง่ายต้นกกทั้งต้นจะทอเสื่อได้ง่ายกว่าต้นกกที่ผ่าเป็น 2 ส่วน ในการทอเสื่อจะต้องนำต้นกกไปตากแห้งก่อน หากเสื่อเปียกน้ำพยานคิดว่าเสื่อทั้งสองแบบเปียกน้ำได้พอกัน นางน้อย เบิกความว่า เสื่อแบบของจำเลยทอได้ง่ายและเร็วกว่า แต่ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า พยานไม่เคยทอเสื่อ เพียงซื้อมาขายไปเท่านั้น นายเริงชัย เบิกความว่าเสื่อกกของจำเลยดีกว่าเสื่อไม้ไผ่เพราะได้พื้นที่มากกว่า ส่วนจำเลยได้เบิกความถึงรายละเอียดในการทำเสื่อรำแพน การทอเสื่อกกกลม การทอเสื่อกกสามเหลี่ยม และการทอเสื่อจากต้นกกช้างหรือต้นธูปฤๅษี ซึ่งมีเครื่องทอเสื่อแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า การผึ่งแดดเพื่อให้ต้นกกแห้งไม่มีเทคนิคหรือวิธีการพิเศษใด ๆ การทอเสื่อของชาวบ้านนอกจากการผ่าครึ่งและการลดจำนวนเส้นเอ็นแล้ว ไม่มีวิธีการใด ๆ เป็นพิเศษ คงเหมือนวิธีการดั้งเดิมที่ชาวบ้านเคยทอเสื่อกันมา ต้นกกขึ้นโดยธรรมชาติไม่มีการนำไปชุบน้ำยาพิเศษ การทอเสื่อมีเทคนิคพิเศษตามที่จำเลยแนะนำชาวบ้านคือ ทำให้ยาวขึ้นเพื่อให้ได้เนื้อเสื่อต่อผืนมากขึ้น จึงไม่ปรากฏว่าการทอเสื่อของจำเลยมีความใหม่อย่างใด ส่วนเรื่องคุณสมบัติในการกั้นและดูดซับความชื้นที่จำเลยกล่าวอ้างนั้น จำเลยเบิกความว่า จำเลยนำต้นกกดังกล่าวไปตากแดดใช้เวลา 3 ถึง 4 วัน จนแห้งและเหลือง แล้วทำการทดลองโดยการใช้ขวดแก้วพร้อมฝาปิดสนิท 2 ใบ ใบหนึ่งนำต้นกกดังกล่าวตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ไม่ลอกโครงสร้างภายในออกใส่ไว้ ส่วนอีกใบหนึ่งเป็นขวดเปล่า ปิดฝาให้สนิททั้งสองขวด นำไปใส่ตู้กระจกโดยมีของหนักทับไว้ และเทน้ำเย็นลงไปในตู้กระจก ทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง พบว่าขวดแก้วเปล่าจะมีลักษณะมัวเห็นเป็นหยดน้ำเกาะตามผนังขวด สำหรับขวดที่ใส่ต้นกกดังกล่าวไว้มีความใสสว่างไม่มีหยดน้ำเกาะตามผนังขวด ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.47 และจำเลยได้เคยให้กรมวิทยาศาสตร์บริการทำการวิเคราะห์ตรวจสอบปรากฏตามเอกสารหลาย ล.50 เห็นว่า การทดลองดังกล่าวของจำเลยเป็นการนำต้นกกช้างหรือต้นธูปฤๅษีในลักษณะที่เป็นวัตถุดิบตามธรรมชาติไปทำการทดลอง โดยไม่มีรายละเอียดในขั้นตอนใดที่เป็นพิเศษ จึงน่าจะเป็นคุณสมบัติของต้นกกช้างหรือต้นธูปฤๅษีที่จำเลยค้นพบมากกว่าจะเป็นสิ่งที่จำเลยประดิษฐ์คิดค้นขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ สิทธิบัตรของจำเลยจึงไม่อาจพิจารณาให้ความคุ้มครองในเรื่องของสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยให้เพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 30
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 36
ชื่อคู่ความ
บริษัทชิดลม มารีน เซอร์วิสเซส
โจทก์ — แอนด์ ซัพพลายส์ จำกัด
จำเลย — นายสมชาย จิตพินิจยล
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7117/2552
#496014
เปิดฉบับเต็ม

กรณีมีข้อพิจารณาว่าลูกล้อรถเข็นที่ใช้สำหรับทางเลื่อนที่โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ผลิต และโจทก์ที่ 2 สั่งสินค้าดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย เข้าองค์ประกอบของงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่ โจทก์ทั้งสองไม่ได้นำบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงานจิตรกรรม งานภาพร่าง หรือแบบจำลองมาเบิกความเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ดังกล่าวด้วยตนเอง (Originality) โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือความวิริยะอุตสาหะอย่างไร เป็นการแสดงออกซึ่งความคิด (Expression of idea) ของผู้สร้างสรรค์เช่นใด นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาสินค้าลูกล้อตามวัตถุพยานจะเห็นว่าลูกล้อดังกล่าวมีลักษณะของวัตถุที่ใช้งานในการทำให้สิ่งของเคลื่อนที่ได้ โดยมีคุณประโยชน์พิเศษคือมีระบบการล็อกล้อพิเศษสำหรับทางเลื่อน ซึ่งรูปลักษณะของลูกล้อทางเลื่อนดังกล่าวเป็นไปตามข้อจำกัดของรูปแบบลูกล้อที่มีอยู่ทั่วไปในสังคมและตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน รูปลักษณะที่ปรากฏจึงเป็นการสร้างลูกล้อเลื่อนขึ้นตามกรอบวัตถุประสงค์ของการใช้งาน แล้วจึงปรับปรุงรูปแบบของลูกล้อเลื่อนให้มีความสวยงามน่าดู เช่น กำหนดส่วนเว้าโค้ง ส่วนมุม และเลือกใช้สีต่าง ๆ โดยความสวยงามน่าดูตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างนั้นไม่อาจที่จะแยกต่างหากไปจากตัวสินค้าที่มุ่งประสงค์ต่อประโยชน์การใช้สอยได้เลย พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองจึงรับฟังไม่ได้ว่า ลูกล้อดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นจากงานที่เกี่ยวข้องกับศิลปะในแง่ใดแง่หนึ่ง หรือเริ่มต้นจากงานที่มีความงาม (Aesthetic work) เป็นจุดเริ่มต้น แล้วนำงานดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการทำให้สิ่งของเคลื่อนที่ ลูกล้อทางเลื่อนดังกล่าวจึงไม่อาจถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 48,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองหยุดการผลิตและจำหน่ายลูกล้อเลียนแบบโจทก์ที่ 1 หากไม่ดำเนินการให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงินปีละ 16,000,000 บาท จนกว่าจำเลยทั้งสองจะหยุดการผลิตและจำหน่ายลูกล้อเลียนแบบโจทก์ที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองคนละ 50,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ผลิตลูกล้อรถเข็นที่ใช้สำหรับทางเลื่อน รุ่น 2875 แซดเจพี 125 พี 30 และรุ่น 2875 แซดไอพี 125 พี 30 โจทก์ที่ 2 ได้สั่งสินค้าดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ลูกล้อผลิตโดยจำเลยที่ 2

ปัญหาที่เห็นควรวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการแรกมีว่า ลูกล้อทางเลื่อนของโจทก์ที่ 1 เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองว่า ลูกล้อทางเลื่อนของโจทก์ที่ 1 เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ โดยเป็นงานศิลปกรรมประเภทงานจิตรกรรม งานภาพร่าง งานประติมากรรม และงานศิลปประยุกต์ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองมีบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและคำเบิกความของนายแฟรงก์ มานำสืบในทำนองว่า โจทก์ที่ 1 ได้คิดค้น ออกแบบ ประดิษฐ์ สร้างสรรค์ลูกล้อที่ทำจากเทอร์โมพลาสติกด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงาม โจทก์ที่ 1 ร่างภาพลูกล้อเลื่อน สร้างแบบจำลองในลักษณะของงานประติมากรรม แล้วจึงสร้างลูกล้อเลื่อนซึ่งเป็นงานศิลปประยุกต์ โดยนายอูเว่ วิศวกรของโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ออกแบบ การออกแบบเริ่มต้นด้วยการกำหนดรูปร่างที่จะต้องสอดคล้องกับน้ำหนักและขนาด กำหนดไปพร้อมกับส่วนเว้าโค้งของวัสดุที่นำมาประกอบเป็นลูกล้อ เป็นลักษณะของงานศิลปะอันละเอียดอ่อนประณีต กล่าวคือ มีการกำหนดส่วนเว้าส่วนโค้ง เพื่อให้ความรู้สึกอ่อนเบาเมื่อมองจากด้านข้าง เมื่อมองจากด้านบนเสมือนหนึ่งหุ้มด้วยเกราะเพื่อให้ดูแข็งแกร่งและกลมกลืนด้วยรูปลักษณะโค้งมน ไม่มีความเป็นเหลี่ยม ยกเว้นน็อตเป็นเหลี่ยมเพื่อเพิ่มความรู้สึกแข็งแกร่งบนความอ่อนเบา กำหนดสีสัน ขั้นตอนนี้ เลือกสีและระดับความเข้มอ่อนของสี เฉดสีต่างกันจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป ลูกล้อพิพาทถูกกำหนดเฉดลักษณะ "ทูโทน" (เลือกใช้ 2 สีเป็นหลัก) เพื่อให้สอดคล้องกับน้ำหนักสีที่เข้มอ่อน ในที่สุดเลือกสีเทา เหตุที่เลือกสีเทาเพราะเป็นสีมาตรฐานของโจทก์ที่ 1 สำหรับวัสดุที่ทำจากโพลิเอไมด์และโพลิยูรีเทน นอกจากนี้สีเทาทำให้รู้สึกแข็งแกร่ง ดูดี สง่า ภูมิฐาน เหล่านี้คือสิ่งที่เรียกว่า "สวยงาม" หรือ "สวยสง่างาม" อย่างไรก็ดี โจทก์ทั้งสองไม่ได้นำนายอูเว่ ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงานจิตรกรรม ภาพร่าง หรือแบบจำลองของลูกล้อทางเลื่อนตามที่โจทก์ทั้งสองอ้างมาเบิกความเพื่อแสดงให้เห็นว่า เป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ดังกล่าวด้วยตนเอง (Originality) โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือความวิริยะอุตสาหะของตนอย่างไร เป็นการแสดงออกซึ่งความคิด (Expression of idea) ของนายอูเว่ ผู้สร้างสรรค์เช่นใด อันเป็นข้อมูลที่สำคัญสำหรับคดีนี้ เนื่องจากมีปัญหาข้อโต้แย้งที่ต้องพิจารณาว่า ลูกล้อทางเลื่อนของโจทก์ที่ 1 เข้าองค์ประกอบของงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่ นอกจากนี้ ภาพร่างตามที่ปรากฏในเอกสารก็เป็นภาพร่างของลูกล้อทางเลื่อนที่ยื่นขอรับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตร และภาพร่างที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าคือ ลูกล้อทางเลื่อนทั้งสองรุ่นดังกล่าว เมื่อพิจารณาโดยสภาพของภาพร่างดังกล่าวประกอบกับเอกสารแนะนำสินค้าแล้ว ยังฟังไม่ได้ว่าภาพร่างนั้นเป็นต้นร่างหรือต้นฉบับภาพวาดหรือภาพร่างที่นายอูเว่ จัดทำขึ้นตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าเป็นงานจิตรกรรมและงานภาพร่างจริงหรือไม่ รวมทั้งภาพร่างตามที่ปรากฏจะเหมือนหรือแตกต่างจากต้นฉบับภาพร่างของนายอูเว่หรือไม่ อย่างไร เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้นำสืบให้ชัดเจนเกี่ยวกับงานจิตรกรรม งานภาพร่างตลอดจนแบบจำลองที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าเป็นงานประติมากรรมแล้ว ข้อนำสืบของโจทก์ทั้งสองในเรื่องนี้จึงมีน้ำหนักน้อย และเมื่อพิจารณาสินค้าลูกล้อทางเลื่อนของโจทก์ที่ 1 แล้วจะเห็นว่า ลูกล้อทางเลื่อนดังกล่าวมีลักษณะของวัตถุที่ใช้งานในการทำให้สิ่งของเคลื่อนที่ได้ โดยมีคุณประโยชน์พิเศษคือมีระบบการล็อกล้อพิเศษสำหรับทางเลื่อน ซึ่งรูปลักษณะของลูกล้อทางเลื่อนของโจทก์ที่ 1 เป็นไปตามข้อจำกัดของรูปแบบลูกล้อที่มีอยู่ทั่วไปในสังคมและตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน รูปลักษณะที่ปรากฏจึงเป็นการสร้างลูกล้อเลื่อนขึ้นตามกรอบวัตถุประสงค์ของการใช้งาน แล้วจึงปรับปรุงรูปแบบของลูกล้อเลื่อนให้มีความสวยงามน่าดู เช่น กำหนดส่วนเว้าโค้ง ส่วนมุมและเลือกใช้สีต่าง ๆ ตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบ โดยความสวยงามน่าดูตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างนั้นไม่อาจที่จะแยกต่างหากไปจากตัวสินค้าที่มุ่งประสงค์ต่อประโยชน์การใช้สอยได้เลย พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองจึงรับฟังไม่ได้ว่า ลูกล้อทางเลื่อนของโจทก์ที่ 1 ถูกจัดทำขึ้นจากงานที่เกี่ยวข้องกับศิลปะในแง่ใดแง่หนึ่ง หรือเริ่มต้นจากงานที่มีความงาม (Aesthetic work) เป็นจุดเริ่มต้นแล้วนำงานดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการทำให้สิ่งของเคลื่อนที่ได้ ลูกล้อทางเลื่อนของโจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ทั้งสองต่อไป เพราะไม่มีผลทำให้คดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทนเต้-โรลเล่น จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทโพลีเมอร์ ฟอร์ม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7115/2552
#495550
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์แล้วนัดฟังคำพิพากษา จึงไม่มีวันชี้สองสถานและวันสืบพยาน จำเลยที่ 3 ย่อมจะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การนอกจากที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยที่ 3 แก้ไขคำให้การได้แล้วจะเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,368,655,254.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 1,600,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คำร้องไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ให้ยกคำร้องจำเลยทั้งห้าค่าคำร้องเป็นพับ

ก่อนสืบพยานโจทก์ คู่ความต่างแถลงร่วมกันว่าผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินพิพาทในคดีนี้คือบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ปรากฏตามคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.8/2543 โจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามตั๋วแลกเงินพิพาททั้งแปดฉบับซึ่งเป็นมูลหนี้ในคดีนี้ต่อศาลล้มละลายกลางในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.8/2543 รายละเอียดปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 6 สิงหาคม 2544 และวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 ต่อมาวันที่ 29 สิงหาคม 2545 จำเลยทั้งห้าแถลงรับข้อเท็จจริงตามฟ้องของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ได้นำตั๋วแลกเงินพิพาททั้งแปดฉบับซึ่งมีบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทยจำกัด (มหาชน) เป็นผู้สั่งจ่ายมาทำสัญญาขายลดให้แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกัน รายละเอียดปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 สิงหาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งห้ายอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องของโจทก์แล้ว คดีไม่จำต้องสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งห้าต่อไป จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งห้าและนัดฟังคำพิพากษา ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,368,655,254.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในต้นเงิน 1,600,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันฟ้องวันที่ 31 กรกฎาคม 2543)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ออกตั๋วแลกเงินพิพาททั้งแปดฉบับตามคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายกลาง ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.8/2543 ไปเพียงใด สิทธิที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งห้าในคดีนี้ให้ลดลงเพียงนั้น กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 900,000 บาท

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้แก้ไขคำให้การ คำสั่งงดสืบพยานและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ อนุญาตให้จำเลยที่ 1, ที่ 2, ที่ 4 และที่ 5 แก้ไขคำให้การตามคำร้อง และอนุญาตให้จำเลยที่ 3 แก้ไขคำให้การโดยเพิ่มเติมเฉพาะข้อ 1.2.3 ตามคำร้อง ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยาน และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานต่อไปเฉพาะประเด็นตามคำให้การที่แก้ไขใหม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 จำนวน 200,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้สัญญาว่า จะผูกพันตนต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้เมื่อบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) ไม่ชำระหนี้สินเชื่อ โจทก์และบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันอำพรางสินเชื่อโดยใช้ชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับสินเชื่อแทนบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 3 มีฐานะเป็นตัวแทนเชิด จึงไม่ต้องรับผิดชอบสินเชื่อ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในสินเชื่อรายนี้ หนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วแลกเงินยังไม่ถึงกำหนดชำระ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนดตกเป็นโมฆะ โจทก์ในฐานะผู้ทรงยังไม่ได้ทำคำบอกกล่าวตามกฎหมายเรียกร้องต่อผู้สั่งจ่ายและผู้รับสลักหลัง รวมถึงจำเลยที่ 3 ภายใน 4 วัน นั้นเป็นการขอแก้ไขคำให้การโดยยกข้อเท็จจริงขึ้นเป็นข้อต่อสู้ใหม่และเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้ออ้างเพื่อหักล้างข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 179 (3) เมื่อปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์แล้วนัดฟังคำพิพากษา จึงไม่มีวันชี้สองสถานและวันสืบพยาน จำเลยที่ 3 ย่อมจะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในวันที่ 26 สิงหาคม 2545 ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 3 นี้ นอกจากที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยที่ 3 แก้ไขคำให้การได้แล้วจะเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ กรณีมีเหตุที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 3 แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การได้ตามคำร้องของจำเลยที่ 3 ดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยเพียงบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้จำเลยที่ 3 แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้องลงวันที่ 26 สิงหาคม 2545 ทั้งฉบับ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทโรงงานฝ้ายสระบุรี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวราภรณ์ สหัสโพธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7092/2552
#496034
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 (4) ที่ว่าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อม ให้ถือว่าบุคคลเช่นนั้นเป็นคู่ความ มิได้หมายความว่า ถ้าใครมาคัดค้านจะเป็นคู่ความไปเสียทั้งหมด แต่คงหมายเฉพาะผู้คัดค้านที่จะคัดค้านได้เท่านั้น คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัท ก. คืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อผู้ร้องจะได้ดำเนินการฟ้องบังคับชำระหนี้กับบริษัทดังกล่าวแทนบรรดาผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิ ประเด็นแห่งคดีมีอยู่เพียงว่า มีเหตุสมควรที่จะสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัทดังกล่าวคืนเข้าสู่ทะเบียนหรือไม่ ผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้มีสิทธิการเช่าอาคารซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของบริษัทดังกล่าวเท่านั้น หาได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดีไม่ จึงไม่มีสิทธิร้องคัดค้านเข้ามาในคดี ที่ศาลชั้นต้นรับคำคัดค้านไว้พิจารณาจึงเป็นการไม่ชอบ ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อมาได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัทแกรนด์ เบส จำกัด คืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อผู้ร้องจะได้ดำเนินการฟ้องบังคับชำระหนี้กับบริษัทดังกล่าวต่อไป

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัทแกรนด์ เบส จำกัด คืนสู่ทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 (6)

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องคัดค้านเข้ามาในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 (4) ที่ว่าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อม ให้ถือว่าบุคคลเช่นนั้นเป็นคู่ความ มิได้หมายความว่า ถ้าใครมาคัดค้านจะเป็นคู่ความไปเสียทั้งหมด แต่คงหมายเฉพาะผู้คัดค้านที่จะคัดค้านได้เท่านั้น คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัทแกรนด์ เบส จำกัด คืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อผู้ร้องจะได้ดำเนินการฟ้องบังคับชำระหนี้กับบริษัทดังกล่าวแทนบรรดาผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิ ประเด็นแห่งคดีมีอยู่เพียงว่า มีเหตุสมควรที่จะสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัทดังกล่าวคืนเข้าสู่ทะเบียนหรือไม่ ผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้มีสิทธิการเช่าอาคารซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของบริษัทดังกล่าวเท่านั้น หาได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดีไม่ จึงไม่มีสิทธิร้องคัดค้านเข้ามาในคดี ที่ศาลชั้นต้นรับคำคัดค้านไว้พิจารณาจึงเป็นการไม่ชอบ ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อมาได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้าน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับคำคัดค้าน ยกฎีกาของผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนและค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1246 (6)
ป.วิ.พ. ม. 188 (4)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
ผู้คัดค้าน — นายนพพล กิตติเจริญพจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายดิษพล รัตนโสภณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
มานัส เหลืองประเสริฐ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7092/2552
#502961
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 (4) ที่ว่า บุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อม ให้ถือว่าบุคคลเช่นนั้นเป็นคู่ความ มิได้หมายความว่า ถ้าใครมาคัดค้านจะเป็นคู่ความไปเสียทั้งหมด แต่คงหมายเฉพาะผู้คัดค้านที่จะคัดค้านได้เท่านั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัท ก. คืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อผู้ร้องจะได้ดำเนินการฟ้องบังคับชำระหนี้กับบริษัทดังกล่าวแทนบรรดาผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิ ประเด็นแห่งคดีมีอยู่เพียงว่า มีเหตุผลสมควรที่จะสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัทดังกล่าวคืนเข้าสู่ทะเบียนหรือไม่ ผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้มีสิทธิการเช่าอาคารซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของบริษัทดังกล่าวเท่านั้น มิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดี จึงไม่มีสิทธิร้องคัดค้านเข้ามาในคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ผู้ร้องแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคและแจ้งคำสั่งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้ว เดิมบริษัทแกรนด์ เบส จำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2535 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการซื้อขายและจัดสรรที่ดิน เมื่อประมาณปี 2538 บริษัทดังกล่าวโฆษณาขายบ้านพักอาศัยพร้อมที่ดิน ชื่อโครงการนคราลัย-ประชาสำราญ ผู้บริโภคที่ประสงค์จะซื้อจะทำสัญญาจะซื้อจะขายไว้กับบริษัท มีข้อกำหนดให้ผู้บริโภคชำระเงินมัดจำเป็นงวด ๆ ตามจำนวนและกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาส่วนบริษัทจะดำเนินการก่อสร้างบ้านและรับชำระเงินส่วนที่เหลือเมื่อก่อสร้างบ้านเสร็จแล้วโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินให้แก่ผู้บริโภคปรากฏว่ามีผู้บริโภคจำนวนมากเข้าทำสัญญากับบริษัทและชำระเงินมัดจำตามสัญญา แต่บริษัทไม่สามารถก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จตามสัญญา จึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 และวันที่ 11 มีนาคม 2545 มีผู้บริโภครายนายการุณ และนางสาวสมศรี เข้าร้องเรียนต่อผู้ร้องว่าถูกบริษัทดังกล่าวละเมิดสิทธิ ซึ่งผู้ร้องมีหน้าที่ต้องดำเนินคดีกับบริษัท แต่ปรากฏว่านายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทได้ขีดชื่อบริษัทดังกล่าวออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2545 โดยมีการแจ้งความโฆษณาในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2546 ยังผลให้บริษัทดังกล่าวเป็นอันเลิกกันตั้งแต่วันโฆษณาในราชกิจจานุเบกษาผู้ร้องจึงไม่อาจฟ้องร้องบริษัทดังกล่าวเพื่อดำเนินคดีแทนผู้บริโภคผู้เป็นเจ้าหนี้ของบริษัทที่มาร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากผู้ร้อง จึงมีความจำเป็นต้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัทแกรนด์ เบส จำกัด คืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อผู้ร้องจะได้ดำเนินการฟ้องบังคับชำระหนี้กับบริษัทดังกล่าวต่อไป

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า คำสั่งของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเป็นคำสั่งของฝ่ายปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาคดีผู้คัดค้านเป็นผู้มีสิทธิการเช่าอาคารเลขที่ 2/84-85 หมู่ที่ 9 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทแกรนด์ เบส จำกัด ก่อนบริษัทดังกล่าวถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน ปัจจุบันผู้คัดค้านให้ผู้อื่นเช่าสถานที่ดังกล่าวไปแล้ว บริษัทแกรนด์ เบส จำกัด ค้างชำระค่าเช่าผู้คัดค้านอยู่หลายเดือน ผู้คัดค้านไม่ประสงค์จะให้บริษัทดังกล่าวเช่าอีกต่อไป หากศาลมีคำสั่งให้กลับจดชื่อบริษัทแกรนด์ เบส จำกัด คืนเข้าสู่ทะเบียนย่อมทำให้ผู้คัดค้านได้รับความเสียหาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัทแกรนด์ เบส จำกัด คืนสู่ทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 (6)

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นอุทธรณ์แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องคัดค้านเข้ามาในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 (4) ที่ว่าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อม ให้ถือว่าบุคคลเช่นนั้นเป็นคู่ความ มิได้หมายความว่า ถ้าใครมาคัดค้านจะเป็นคู่ความไปเสียทั้งหมด แต่คงหมายเฉพาะผู้คัดค้านที่จะคัดค้านได้เท่านั้น คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัทแกรนด์ เบส จำกัด คืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อผู้ร้องจะได้ดำเนินการฟ้องบังคับชำระหนี้กับบริษัทดังกล่าวแทนบรรดาผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิ ประเด็นแห่งคดีมีอยู่เพียงว่า มีเหตุสมควรที่จะสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัทดังกล่าวคืนเข้าสู่ทะเบียนหรือไม่ ผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้มีสิทธิการเช่าอาคารซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของบริษัทดังกล่าวเท่านั้น หาได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดีไม่ จึงไม่มีสิทธิร้องคัดค้านเข้ามาในคดี ที่ศาลชั้นต้นรับคำคัดค้านไว้พิจารณาจึงเป็นการไม่ชอบ ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อมาได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้าน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับคำคัดค้านยกฎีกาของผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนและค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1246
ป.วิ.พ. ม. 188
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
ผู้คัดค้าน — นายนพพล กิตติเจริญพจน์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
มานัส เหลืองประเสริฐ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7090/2552
#497408
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นขอเฉลี่ยทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 ไม่จำต้องขอเฉลี่ยต่อทรัพย์ที่เป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนั้นโดยตรง สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อบุคคลภายนอกถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลย เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อบุคคลภายนอกจนต่อมาบุคคลภายนอกถูกบังคับคดี ป.วิ.พ. มาตรา 312 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ดำเนินการต่อบุคคลภายนอกเสมือนหนึ่งว่าบุคคลนั้นเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน 3 แปลงของบุคคลภายนอกย่อมถือว่าบุคคลภายนอกมีสถานะเช่นเดียวกับจำเลย ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเฉลี่ยในทรัพย์ของบุคคลภายนอกที่ถูกโจทก์นำยึดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24048, 30510 และ 30511 ตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีชื่อนายสุรศักดิ์หรือสิริทัศน์และนางจริณพร เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและเป็นลูกหนี้ของจำเลย เพื่อนำมาขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ที่โจทก์ยึดไว้คดีนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องกับอุทธรณ์ของผู้ร้องซึ่งไม่มีผู้โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย ต่อมาโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนวน 3 แปลง ซึ่งเป็นของนายสุรศักดิ์หรือสิริทัศน์กับนางจริณพร โดยบุคคลทั้งสองเป็นลูกหนี้ของจำเลย เพื่อนำมาขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายสุรศักดิ์กับนางจริณพรตามคดีแพ่งหมายแดงที่ ย. 977/2546 ผู้ร้องได้ทำการยึดทรัพย์ของนายสุรศักดิ์และนางจริณพรมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แล้วแต่ยังไม่ครบ จึงแถลงขอยึดทรัพย์ซึ่งเป็นที่ดินทั้ง 3 แปลงในคดีนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่าเป็นการยึดซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอเฉลี่ยหนี้เป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า การยื่นขอเฉลี่ยทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 นั้น จะต้องขอเฉลี่ยต่อทรัพย์ที่เป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนั้นโดยตรงหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในการยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ไว้ว่า เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีก แต่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเช่นว่านี้มีอำนาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น เพื่อให้มีคำสั่งให้ตนเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือในเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้น อันหมายความว่าในกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นมีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหลายราย กฎหมายไม่ประสงค์จะให้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์ของลูกหนี้ซ้ำซ้อน เมื่อมีการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคนใดคนหนึ่งแล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคนอื่นมีสิทธิที่จะได้รับการชำระหนี้โดยการยื่นคำร้องขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์เท่านั้น และมีหลักเกณฑ์สำคัญที่ศาลต้องพิจารณาอีกประการหนึ่งซึ่งได้บัญญัติไว้ในวรรคสองของมาตราดังกล่าวว่า ผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์ต้องแสดงให้เห็นว่าไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้อีก กรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้ผู้ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต้องเข้าเฉลี่ยจากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยตรง ทั้งที่ดินที่โจทก์นำยึดทั้ง 3 แปลง ก็เป็นสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อบุคคลภายนอก อันถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของจำเลย เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อบุคคลภายนอกจนกระทั่งต่อมาบุคคลภายนอกดังกล่าวนั้นถูกบังคับคดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ดำเนินการต่อบุคคลภายนอกเสมือนหนึ่งว่าบุคคลนั้นเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทั้ง 3 แปลง ของนายสุรศักดิ์กับนางจริณพร ย่อมถือว่าบุคคลทั้งสองมีสถานะเช่นเดียวกับจำเลยอันเปรียบเสมือนลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์เช่นกัน ทั้งหากห้ามมิให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายสุรศักดิ์กับนางจริณพรยื่นคำร้องขอเฉลี่ยหนี้เข้ามาในคดีนี้ โดยปรากฏว่าบุคคลทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็จะไม่มีส่วนได้รับการเฉลี่ยหนี้และอาจจะไม่ได้รับการชำระหนี้เลยอันจะกลายเป็นว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ยึดทรัพย์ได้ก่อนหรือยึดเอาไว้ก่อนจะได้เปรียบเจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่น ซึ่งไม่น่าจะต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องไว้พิจารณา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนต่อไปแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้รวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290 ม. 312
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุบลรัตน์ กาญจนากร
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์เพทาย จำกัด
นางอัจฉรา ไกรสงคราม ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
จำเลย — ผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ ไกรสงคราม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายวันชัย ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7086/2552
#502400
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับผู้รับเหมาร่วมกันทำละเมิด แต่การเป็นผู้รับเหมาอาจเป็นผู้รับจ้างทำของหรือเป็นลูกจ้างจำเลยที่จำเลยจ้างแรงงานก็ได้ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างให้ผู้รับเหมาทำการตอกเสาเข็มอันเป็นลักษณะของการจ้างทำของและตามคำให้การของจำเลยก็มิได้ให้การว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างทำของแต่เป็นคำให้การยอมรับว่าจำเลยเป็นผู้ตอกเสาเข็ม ตามคำฟ้องและคำให้การประเด็นแห่งคดีจึงมีเพียงว่าจำเลยเป็นผู้กระทำละเมิดหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 428 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 428 เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดีจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 87, 142, 177 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 88 หมู่ที่ 5 ตำบลยุ้งทะลาย อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จำเลยเป็นเจ้าของโรงงานอภิชาตโลหะกิจ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินที่ปลูกบ้านโจทก์ ระหว่างวันที่ 9 ถึง 17 พฤศจิกายน 2545 จำเลยทำการก่อสร้างอาคารโรงงานขนาดใหญ่ โดยจำเลยได้จ้างวานผู้รับเหมาให้ตอกเสาเข็มคอนกรีตขนาดใหญ่ประมาณ 40 ต้น เพื่อใช้เป็นฐานรองรับน้ำหนักอาคารโรงงาน ผู้รับเหมาตอกเสาเข็มตามการจ้างวาน และทำตามคำสั่งและแบบแปลนที่จำเลยเป็นผู้กำหนดและจำเลยร่วมกับผู้รับเหมาในการควบคุมการทำงานของคนงานที่ตอกเสาเข็มด้วยและได้ทำการตอกเสาเข็มด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้บ้านโจทก์ทรุดตัวลง ผนังบ้านที่ก่อด้วยปูนซีเมนต์แตกร้าวทั้งหลัง โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยก่อสร้างอาคารโรงงานเป็นอาคารชั้นเดียว จำเลยตอกเสาเข็มเพียงเสาละต้น ลึกประมาณ 6 เมตร เพื่อรองรับเสาอาคาร อาคารที่จำเลยก่อสร้างห่างจากแนวเขตที่ดินของโจทก์ประมาณ 20 เมตร ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ก่อนตอกเสาเข็มจำเลยได้ล้อมรั้วคอนกรีตเทคานดินรอบที่ดินของจำเลยเป็นการป้องกันความเสียหายส่วนหนึ่ง สภาพบ้านโจทก์จำเลยอยู่ในชนบทนับตั้งแต่จำเลยจำเลยเริ่มก่อสร้าง โจทก์พยายามร้องเรียน ร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่เมื่อเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่โจทก์ร้องเรียนมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย การตอกเสาเข็มของจำเลยมีผู้ใหญ่บ้านและผู้ปกครองท้องที่มาดูแลและเพื่อเป็นพยานยืนยันว่าไม่ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 พฤศจิกายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดีจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87, 142, 177 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยก่อสร้างโรงงานจำเลยโดยจ้างวานผู้รับเหมาให้ตอกเสาเข็ม การตอกเสาเข็มกระทำขึ้นตามการจ้างวานและทำตามคำสั่งและแบบแปลนที่จำเลยเป็นผู้กำหนดขึ้นและจำเลยเป็นผู้ร่วมกันกับผู้รับเหมาในการควบคุมการทำงานของคนงานที่ตอกเสาเข็มด้วย การตอกเสาเข็มได้กระทำโดยความประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยกับผู้รับเหมาร่วมกันทำละเมิด ผู้รับเหมาเป็นผู้รับจ้างทำของก็ได้ เป็นลูกจ้างจำเลยที่จำเลยจ้างแรงงานก็ได้ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างให้ผู้รับเหมาทำการตอกเสาเข็มอันเป็นลักษณะของการจ้างทำของ และตามคำให้การของจำเลยก็มิได้ให้การว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างทำของแต่อย่างใด แต่เป็นคำให้การยอมรับโดยชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ตอกเสาเข็ม ตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยประเด็นแห่งคดีจึงมีเพียงว่าจำเลยเป็นผู้กระทำละเมิดหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างทำของ ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 428 เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดีจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87, 142, 177 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยเป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่และค่าเสียหายมีเพียงใด โจทก์มีตัวโจทก์ นายสุชิน และนายวรศักดิ์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า การตอกเสาเข็มที่ใช้ในการปลูกสร้างโรงงานของจำเลยทำให้บ้านโจทก์ได้รับความเสียหายเสาปูนชั้นล่างทรุด คานบนแตกและฝาผนังร้าว ตามภาพถ่ายสภาพความเสียหายของบ้านโจทก์หมาย จ.1 ถึง จ.3 ซึ่งแสดงให้เห็นสภาพความเสียหายชัดเจน โจทก์ได้ให้นางสุชินไปตามนายลิขิต ซึ่งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลมาดูขณะที่มีการตอกเสาเข็ม โดยโจทก์มีนายลิขิตเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ได้มาดูความเสียหายที่บ้านโจทก์ ปรากฏว่ามีรอยแตกร้าวบริเวณดาดฟ้าส่วนหน้า นายลิขิตได้ไปตามปลัดและช่างองค์การบริหารส่วนตำบลยุ้งทะลายและปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลไปจากจำเลยมาเจรจา จำเลยรับว่าจะเอาสว่านมาเจาะนำส่วนที่จะตอกเสาเข็มและจำเลยรับว่า จะซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นที่บ้านโจทก์ แสดงว่าบ้านโจทก์ได้รับความเสียหายจากการตอกเสาเข็มของจำเลย จำเลยก็เบิกความรับว่า ได้มีการตกลงเจรจากับฝ่ายจำเลยและรับว่าจะซ่อมแซมความเสียหายของบ้านโจทก์จริงแต่อ้างลอยๆ ว่า เนื่องจากเห็นว่าเป็นเพื่อนบ้านกันไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์และบ้านโจทก์ได้รับความเสียหาย สำหรับข้อที่ว่าบ้านโจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดนั้น โจทก์มีตัวโจทก์ นางสุชินและนายวรศักดิ์เป็นพยานเบิกความว่า หลังเกิดเหตุได้ให้ช่างประเมินราคาค่าเสียหายที่ต้องซ่อมแซมตามใบประเมินราคาค่าซ่อมแซมเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งมีรายละเอียดรายการที่เสียหาย ราคาค่าซ่อมแซม รวมเป็นเงิน 50,000 บาท จำเลยนำสืบปฏิเสธต่อสู้ลอยๆ ว่าหากจะซ่อมแซมเสียค่าแรง 5,000 บาท ค่าปูนและทราย 2,000 บาท เท่านั้น โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 50,000 บาท เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,200 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 428
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสงวน ใจสุขใส
จำเลย — นายอภิชาติ สิงห์แย้ม
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
ธนัท วิรบุตร์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา