คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7052/2552
#503098
เปิดฉบับเต็ม

ศาลจะสั่งริบทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดต่อเมื่อมีการกระทำความผิดนั้น และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานเสพกัญชา โจทก์จะขอให้ริบอุปกรณ์การเสพยาเสพติดที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานเสพกัญชาหาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบของกลางดังกล่าวจึงเป็นการมิชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 57, 66, 67 76, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบอุปกรณ์การเสพยาเสพติดให้โทษของกลาง และคืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของและบวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่ในระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท (ที่ถูก หลายกรรมต่างกัน) ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 6 เดือน รวมโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน คำให้การในชั้นจักกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 12 เดือน ริบอุปกรณ์การเสพยาเสพติดให้โทษของกลางและคืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57, 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ส่วนกำหนดโทษจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติเบื้องต้นว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด และธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 2 ฉบับ เป็นของกลาง ต่อมาวันที่ 13 เมษายน 2544 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุแต่อย่างใด นั้นเห็นว่า โจทก์มีสิบตำรวจโทสำราญเบิกความว่า เมื่อพยานจอดรถจักรยานยนต์ที่ริมรั้วเพิงพักแล้วสายลับเดินเข้าไปทางประตูรั้วไปยังเพิงพัก พยานมองผ่านช่องของรั้วไม้ไผ่สามารถมองเห็นชายคนหนึ่งนอนอยู่ในเปลผ้าใบที่อยู่ด้านล่างของเพิงพัก ชายดังกล่าวอยู่ห่างจากพยานเพียง 3 เมตร ก็คือจำเลยที่ 1 พยานได้ยินจำเลยที่ 1 พูดกับสายลับว่าจะเอากี่เม็ด ราคาเม็ดละ 70 บาท สายลับพูดว่าซื้อ 2 เม็ด โดยขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังนอนอยู่ในเปล หลังจากตกลงกันแล้วจำเลยที่ 1 ลุกขึ้นจากเปลตะโกนเรียกว่า ศักดิ์ ศักดิ์ ให้นำเมทแอมเฟตามีนมาขาย 2 เม็ด สายลับมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วมีจำเลยที่ 2 เดินลงมาจากเพิงพักทางบันไดแล้วส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับ กับมีจ่าสิบตำรวจเผชิญเบิกความว่า เมื่อสิบตำรวจโทสำราญพร้อมสายลับเดินทางกลับมาจากล่อซื้อนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ที่ล่อซื้อได้ให้พยานแล้วพยานได้ใช้วิทยุสื่อสารแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจที่ซุ่มทั้งหมดเข้าจับกุมที่เพิงพักพบจำเลยที่ 1 นั่งอยู่บนเปลแขวนบริเวณใต้ถุนเพิงพัก และเห็นจำเลยที่ 2 นอนอยู่บนเพิงพัก เมื่อพยานควบคุมตัวจำเลยที่ 1 แล้ว ได้เรียกให้จำเลยที่ 2 ลงมาจากเพิงพัก จำเลยที่ 2 กระโดดลงจากเพิงพักแล้ววิ่งหลบหนีไป พยานได้ตะโกนให้เจ้าพนักงานตำรวจอื่นติดตามไปแต่ไม่ทัน โดยโจทก์มีจ่าสิบตำรวจสมบูรณ์เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมเบิกความยืนยันว่า ขณะที่พยานเข้าตรวจค้นตัวจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 ได้วิ่งหลบหนีไปจึงจับตัวไม่ได้ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ โดยเฉพาะสิบตำรวจโทสำราญก็ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 หรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานจะสมคบกันมาเบิกความกลั่นแกล้งจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับโทษ ทั้งพยานโจทก์ดังกล่าวก็เบิกความได้สอดคล้องต้องกันในข้อสาระสำคัญและมีเหตุผลติดต่อเชื่อมโยงกันมาเป็นลำดับ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ตามบันทึกการจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ทำขึ้นในวันเกิดเหตุก็มีระบุเหตุจำเลยที่ 2 วิ่งหลบหนีการจับกุมไว้แล้ว และเจ้าพนักงานตำรวจก็สามารถติดตามจับกุมตัวจำเลยที่ 2 ได้เพียง 3 วัน หลังเกิดเหตุ จึงไม่เป็นข้อพิรุธแต่ประการใด แม้เพิงพักที่เกิดเหตุจะมีรั้วรอบขอบชิดตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกามาก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ย่อมต้องรู้ทางหนีทีไล่ดีกว่าเจ้าพนักงานตำรวจ จึงสามารถหลบหลีกการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจไปได้ ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุนั้นก็ขัดกับคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.15 ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวจำเลยที่ 2 แล้ว 2 วัน จำเลยที่ 2 ก็ให้การเกี่ยวพันว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ได้ไปที่เพิงพักที่เกิดเหตุจริงเพียงแต่บ่ายเบี่ยงว่าไม่เกี่ยวข้องกับการที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 เท่านั้นซึ่งง่ายต่อการกล่าวอ้าง พยานหลักฐานจำเลยที่ 2 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอให้ริบอุปกรณ์การเสพยาเสพติดให้โทษของกลางโดยระบุในคำฟ้องว่า เป็นอุปกรณ์ที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อใช้เสพกัญชา และศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบของกลางดังกล่าวด้วยนั้น เห็นว่า ศาลจะสั่งริบทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดต่อเมื่อมีการกระทำความผิดนั้น และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานเสพกัญชา โจทก์จะขอให้ริบอุปกรณ์การเสพยาเสพติดที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานเสพกัญชาหาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบของกลางดังกล่าวจึงเป็นการมิชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง"

พิพากษายืน แต่ไม่ริบอุปกรณ์การเสพยาเสพติดให้โทษของกลาง และให้คืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — นายนวย ปันคำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7027/2552
#504818
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ มาตรา 40 เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่จำเลยได้ทราบคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งติดต่อกันไปจนถึงวันที่จำเลยดำเนินการก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จหาใช่ความผิดต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นอยู่จนถึงวันฟ้องไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทราบคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2532 แล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งติดต่อกันไปจนถึงวันที่จำเลยดำเนินการก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จประมาณเดือนตุลาคม 2533 อายุความจึงเริ่มนับถัดจากวันที่ก่อสร้างอาคารพิพาทแล้วเสร็จ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้วันที่ 7 ตุลาคม 2541 เกินกำหนด 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (5)

ฟ้องของโจทก์บรรยายเพียงว่าจำเลยได้ก่อสร้างอาคารพิพาทรุกล้ำเข้าไปในบริเวณที่ไม่อนุญาตให้ก่อสร้างอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเท่านั้น มิได้บรรยายว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ อันเป็นองค์ประกอบความผิดของบทบัญญัติในมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ฟ้องโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามบทมาตราดังกล่าว เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 40, 42, 66 ทวิ, 67, 69, 70 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และให้ปรับจำเลยอีกวันละไม่เกิน 120,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 40, 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 67, 69, 70 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการก่อสร้างอาคาร จำคุก 4 เดือน และปรับ 100,000 บาท และให้ปรับอีกวันละ 5,000 บาท นับแต่วันทราบคำสั่ง คือวันที่ 2 ตุลาคม 2532 ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคาร จำคุก 4 เดือน และปรับ 100,000 บาท และให้ปรับอีกวันละ 5,000 บาท นับแต่วันทราบคำสั่ง คือวันที่ 2 ตุลาคม 2532 ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง รวมจำคุก 8 เดือน และปรับ 200,000 บาท และให้ปรับอีกวันละ 10,000 บาท นับแต่วันทราบคำสั่ง คือวันที่ 2 ตุลาคม 2532 ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2531 บริษัทกะตะกรุ๊ป จำกัด โดยนายประมุขและจำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารเป็นอาคาร 4 ชั้น 1 หลัง อาคาร 3 ชั้น 1 หลัง อาคาร 2 ชั้น 2 หลัง และอาคารชั้นเดียว 8 หลัง ซึ่งอาคารทั้งหมดก่อสร้างเพื่อพาณิชยกรรมทำกิจการโรงแรมบนที่ดินโฉนดเลขที่ 36411 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เจ้าพนักงานท้องถิ่นอนุญาตให้ก่อสร้างตามใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร และก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณเดือนตุลาคม 2533 คงมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้างขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 เป็นความผิดต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังฝ่าฝืนจนถึงวันฟ้อง อายุความยังไม่เริ่มนับ คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับทราบคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งติดต่อกันไปจนถึงวันที่จำเลยดำเนินการก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ หาใช่ความผิดต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นอยู่จนถึงวันฟ้องดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทราบคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2532 แล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งติดต่อกันไปจนถึงวันที่จำเลยดำเนินการก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จประมาณเดือนตุลาคม 2533 อายุความจึงเริ่มนับถัดจากวันที่ก่อสร้างอาคารพิพาทแล้วเสร็จ แต่ปรากฏว่าโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้วันที่ 7 ตุลาคม 2541 เกินกำหนด 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า ฟ้องโจทก์ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานนี้ว่าจำเลยดำเนินการก่อสร้างอาคาร 4 ชั้น 1 หลัง ล้ำเข้าไปในบริเวณที่ 1 เป็นระยะ 21 เมตร ซึ่งเป็นอาคารเพื่อพาณิชยกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวง ฉบับที่ 20 (พ.ศ.2532) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งที่ 6501/218 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2532 ให้รื้อถอนอาคารดังกล่าว และจำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ จำเลยทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว แต่จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นดังกล่าว ไม่ทำการรื้อถอนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เห็นว่า ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารได้ตามกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่งคำสั่งดังกล่าวต้องเป็นคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย และได้มีการแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งอำนาจในการสั่งให้รื้อถอนอาคารนั้น พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำตามมาตรา 40 เป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ หรือเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 41 ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงานหรือผู้ดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน โดยให้ดำเนินการรื้อถอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 8 (11) หรือข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ออกตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10" ข้อเท็จจริงที่ว่าอาคารส่วนที่จำเลยก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในบริเวณที่ไม่อนุญาตให้ก่อสร้างโดยผิดกฎหมายนั้นสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้หรือไม่ จึงเป็นสาระสำคัญในการพิจารณาถึงอำนาจในการออกคำสั่งให้รื้อถอนอาคารของเจ้าพนักงานท้องถิ่น แต่ฟ้องของโจทก์บรรยายเพียงว่าจำเลยได้ก่อสร้างอาคารพิพาทรุกล้ำเข้าไปในบริเวณที่ไม่อนุญาตให้ก่อสร้างอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเท่านั้น มิได้บรรยายว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้อันเป็นองค์ประกอบความผิดของบทบัญญัติในมาตรา 42 ฟ้องโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามบทมาตราดังกล่าว เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (5)
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 40 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายเอี่ยม ถาวรว่อวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7025/2552
#508305
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้กระแสไฟฟ้าทำการประมงในบริเวณลำคลองสาธารณะ โดยได้ปลาเบญจพรรณมากถึง 10 กิโลกรัมนั้น ทำให้พันธุ์สัตว์น้ำต่าง ๆ ที่อยู่ในรัศมีของกระแสไฟฟ้าถูกทำลายโดยตรง และยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของสัตว์น้ำและพืชพันธุ์ที่อยู่ในน้ำอย่างมาก ซึ่งธรรมชาติต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการเยียวยาและปรับสมดุลของตัวเอง เมื่อเปรียบเทียบกับการกระทำของจำเลยที่ใช้เวลาเพียงเล็กน้อย ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีค่ายิ่งของสังคมส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยมีภาระต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูครอบครัว ก็ไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยแต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงเห็นสมควรให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้กระแสไฟฟ้าทำการประมง โดยใช้สายไฟฟ้าติดกับตะแกรงลวดด้ามไม้ไผ่และนำสายไฟฟ้าอีกข้างหนึ่งมาโยงต่อกับหม้อแปลงจากแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อให้กระแสไฟฟ้าวิ่งไปที่ตะแกรงลวดด้ามไม้ไผ่แล้วจุ่มตะแกรงลวดด้ามไม้ไผ่ที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลงในน้ำเพื่อทำอันตรายจับปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ บริเวณคลองบางไอ้วุ่นหรือคลองห้วยชัน หมู่ที่ 4 ตำบลบางเคียน อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นที่จับสัตว์น้ำประเภทแหล่งน้ำสาธารณะสภาพเป็นน้ำจืด ทำการซ็อตจับปลาชนิดต่าง ๆ จำนวนหลายตัว รวม 10 กิโลกรัม โดยจำเลยมิได้กระทำเพื่อประโยชน์ของทางราชการ และมิได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมประมง เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเรือไม้ (เรือตะเข้) 1 ลำ แบตเตอรี่ 1 ใบ ตะแกรงต่อด้ามไม้ไผ่ประกอบสายไฟ 1 ใบ กะละมังใส่ปลา 1 ใบ และไม้พาย 1 เล่ม ซึ่งเป็นอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด และปลาชนิดต่าง ๆ จำนวนหลายตัวรวม 10 กิโลกรัม เป็นของกลาง ปลาชนิดต่าง ๆ เจ้าพนักงานได้ทำลายแล้ว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 4, 20, 62 ทวิ, 69 ริบของกลาง (ที่ถูก เว้นแต่ปลาของกลางที่ได้ทำลายแล้ว)

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 20, 62 ทวิ จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกเห็นสมควรให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 6 เดือน โดยไม่รอการลงโทษและไม่ปรับ เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยใช้กระแสไฟฟ้าทำการประมงในบริเวณลำคลองสาธารณะโดยได้ปลาเบญจพรรณมากถึง 10 กิโลกรัม นั้น ทำให้พันธุ์สัตว์น้ำต่าง ๆ ที่อยู่ในรัศมีของกระแสไฟฟ้าถูกทำลายโดยตรง และยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของสัตว์น้ำและพืชพันธุ์ที่อยู่ในน้ำอย่างมาก ซึ่งธรรมชาติต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการเยียวยาและปรับสมดุลของตัวเอง เมื่อเปรียบเทียบกับการกระทำของจำเลยที่ใช้เวลาเพียงเล็กน้อย ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีค่ายิ่งของสังคมส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยมีภาระต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูครอบครัว ก็ไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงเห็นสมควรให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุก 3 เดือน เป็นโทษกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 23 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายสะอาด บุญมี
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
เกษม วีรวงศ์
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7022/2552
#496752
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเลขที่ 905 บี กับจำเลยที่ 1 โดยให้ถือเอาเงินจองที่โจทก์ได้ชำระแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของราคาห้องชุด และได้ชำระเงินในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายบางส่วนกับตกลงชำระส่วนที่เหลือเป็นงวดรายเดือน รวม 30 งวด เริ่มตั้งแต่งวดเดือนพฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไป ส่วนราคาห้องชุดส่วนที่เหลือ โจทก์ตกลงชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด ข้อเท็จจริงคดีนี้ จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดแก่โจทก์โดยมิชอบ กรณีจึงไม่มีผลตามกฎหมายและไม่อาจถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 ขายห้องชุดพิพาทให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,804,105.30 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,761,070 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,282,587.65 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,761,070 บาท นับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2537 โจทก์ทำสัญญาจองห้องชุดในโครงการบ้านปิยะสาธรกับจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2537 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเลขที่ 905 บี ชั้นที่ 9 กับจำเลยที่ 1 ในราคา 5,870,200 บาท โดยให้ถือเอาเงินจองที่โจทก์ได้ชำระแล้ว 50,000 บาท เป็นส่วนหนึ่งของราคาห้องชุด และได้ชำระเงินในวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย 537,020 บาท กับตกลงชำระส่วนที่เหลือเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 39,135 บาท รวม 30 งวด เริ่มตั้งแต่งวดเดือนพฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไป ส่วนราคาห้องชุดส่วนที่เหลือ 4,109,130 บาท โจทก์ตกลงชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด โดยจำเลยที่ 1 จะก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จภายใน 33 เดือน นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2538 โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ครบ 30 งวดแล้ว เป็นเงิน 1,000,000 บาทเศษ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดแก่โจทก์โดยชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้โจทก์โดยนายสรพลจะเป็นผู้ทำสัญญาจองซื้อห้องชุด และมีการระบุสถานที่ติดต่อลูกค้าไว้ 2 แห่ง แต่ต่อมาเมื่อโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยที่ 1 โจทก์ได้ระบุที่อยู่ที่ติดต่อได้ของโจทก์เพียงแห่งเดียวคือ บ้านเลขที่ 235/2 หมู่ที่ 10 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกงจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งในสัญญาดังกล่าวข้อ 20 มีข้อกำหนดไว้ว่า "การติดต่อหรือส่งคำบอกกล่าวใดๆ ระหว่างคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตามสัญญานี้ คู่สัญญาตกลงให้กระทำโดยผู้ส่งเอกสารหรือไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ส่งไปยังที่อยู่ที่ติดต่อได้ตามที่ระบุไว้ในสัญญาฉบับนี้ หรือที่อื่นซึ่งจะได้แจ้งเปลี่ยนแปลงต่อไป ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่นั้น ให้มีผลเมื่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งได้รับหนังสือแจ้งเช่นว่านั้นแล้ว" แต่ข้อเท็จจริงก็ไม่ได้ความว่าโจทก์ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ใหม่แก่จำเลยที่ 1 แต่ประการใด จึงเห็นได้ว่าในการทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 มีเจตนาถือเอาที่อยู่ของโจทก์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวเป็นสำคัญ การที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด ไปยังโจทก์ ณ บ้านเลขที่ 7/19 ซอยสวนพลู 2 จึงไม่ถูกต้อง เพราะมิใช่ที่อยู่ของโจทก์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ประกอบกับการส่งเอกสารไปยังบ้านเลขที่ 7/19 ซอยสวนพลู 2 ดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโจทก์ได้รับเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด การชำระเงินค่างวดของห้องชุดก็ได้ความว่า นายสรพลได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้นำเงินไปชำระ ณ ที่ว่าการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ออกใบรับเงินชั่วคราวให้ไว้ โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่า ในระหว่างที่โจทก์ชำระเงินค่างวดของห้องชุด จำเลยที่ 1 ได้เคยติดต่อกับโจทก์ ณ บ้านเลขที่ 7/19 ซอยสวนพลู 2 และสามารถติดต่อกับโจทก์ได้ ส่วนที่นายชูเกียรติพยานจำเลยทั้งสามเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้ออกใบเสร็จรับเงินต้นฉบับให้แก่โจทก์อีกครั้งหลังจากที่ออกใบรับเงินชั่วคราว โดยจำเลยที่ 1 ได้ส่งต้นฉบับใบเสร็จรับเงิน 30 ฉบับ ไปให้แก่โจทก์ ณ บ้านเลขที่ 7/19 ซอยสวนพลู 2 ก็เป็นเพียงคำเบิกความลอยๆ ของนายชูเกียรติที่ตอบทนายจำเลยทั้งสามถามติงเท่านั้น ไม่มีพยานเอกสารของจำเลยที่ 1 มาสนับสนุนทั้งไม่ปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 1 ได้ถามค้านพยานโจทก์ในเรื่องการส่งต้นฉบับใบเสร็จรับเงินให้โจทก์ไว้แต่อย่างใด คำเบิกความดังกล่าวของนายชูเกียรติจึงไม่มีน้ำหนักให้เชื่อถือ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดแก่โจทก์โดยมิชอบ กรณีจึงไม่มีผลตามกฎหมายและไม่อาจถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 ขายห้องชุดพิพาทให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่งคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,282,587.65 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีการะหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเป็นจำนวน 2,282,587.65 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 57,065 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาจำนวน 70,102.50 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่โจทก์เสียเกินมาจำนวน 13,037.50 บาท แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 13,037.50 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประกิจ เอื้อชูวงศ์
จำเลย — บริษัทชัยนาท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายวิชัย ลีลาสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุวัตร มุทิกากร
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7002/2552
#495546
เปิดฉบับเต็ม

ทนายจำเลยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ในวันครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย เมื่อเวลา 16.46 นาฬิกา ซึ่งเจ้าหน้าที่งานรับฟ้องอุทธรณ์-ฎีกาของศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยไว้โดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้องต่อทนายจำเลยว่าพ้นเวลาราชการแล้ว แต่ได้ทำบันทึกเสนอศาลถึงเวลาที่ทนายจำเลยยื่นอุทธรณ์ ในวันรุ่งขึ้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเป็นอุทธรณ์ของจำเลยโดยมิได้มีข้อขัดแย้งแต่ประการใด แสดงว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาบันทึกของเจ้าหน้าที่ศาลแล้วว่า ขณะที่ทนายจำเลยนำคำฟ้องอุทธรณ์ยื่นนั้นศาลชั้นต้นยังไม่ปิดทำการ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยกักขังแทนค่าปรับเป็นเวลา 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่า ทนายจำเลยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์วันที่ 24 พฤษภาคม 2549 อันเป็นวันครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย โดยในคำฟ้องอุทธรณ์มีข้อความเป็นตัวพิมพ์ของงานรับฟ้องอุทธรณ์-ฎีกาว่า "24 MAY'06 16.46" ซึ่งหมายถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2549 เวลา 16.46 นาฬิกา และมีบันทึกเสนอของเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นว่า ทนายจำเลยยื่นอุทธรณ์เวลา 16.46 นาฬิกา ปรากฏตามเครื่องตอกเวลา ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดที่ขอขยาย รับเป็นอุทธรณ์ของจำเลย สำเนาให้โจทก์แก้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า เจ้าหน้าที่งานรับฟ้องอุทธรณ์-ฎีกาของศาลชั้นต้น ซึ่งยังปฏิบัติงานอยู่ รับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยไว้โดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้องต่อทนายจำเลยว่าพ้นเวลาราชการแล้ว ในวันรุ่งขึ้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเป็นอุทธรณ์ของจำเลย โดยมิได้มีข้อขัดแย้งแต่ประการใด แสดงว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาบันทึกของเจ้าหน้าที่ศาลแล้วว่า ขณะที่ทนายจำเลยนำคำฟ้องมายื่นนั้น ศาลชั้นต้นยังไม่ปิดทำการ ทนายจำเลยจึงสามารถยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ศาลได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ดังนั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ว่า ทนายจำเลยเดินทางมาถึงศาลชั้นต้นทันเวลาทำการ ได้ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ทันกำหนด แล้วเดินทางกลับ ทนายจำเลยไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นจะประทับเวลาในคำฟ้องอุทธรณ์อย่างไร ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมชาย ธัญโรจน์กุลหรือธัญโรจน์กูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวธนิดา ทัฬหะกาญจนากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิคม อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6956/2552
#503097
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับเงินค่าขายทรัพย์พิพาทไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2548 ต้องถือว่าการบังคับคดีสำหรับทรัพย์สินพิพาทได้เสร็จลงแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสองและวรรคสาม การที่โจทก์มายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในวันที่ 14 มีนาคม 2548 เป็นการยื่นภายหลังจากการบังคับคดีได้เสร็จลง โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย จำเลยจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 32397 ตำบลบ้านเกาะ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ออกขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2548 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดีและมีคำสั่งยกเลิกวันนัดขายทอดตลาดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดนัดไว้ ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้นัดพร้อมในวันที่ 10 มีนาคม 2548 ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2548 ซึ่งเป็นวันนัดขายทอดตลาดนัดแรก โจทก์ได้นำสำเนาคำร้องขอให้งดการบังคับคดีและคำสั่งศาลที่ให้นัดพร้อมในวันที่ 10 มีนาคม 2548 ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทและยกเลิกวันนัดขายทอดตลาดที่นัดไว้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ได้แจ้งแก่โจทก์ว่าจะงดการขายทอดตลาดไว้ก่อนเพื่อรอฟังคำสั่งศาล แต่เมื่อถึงวันนัดขายทอดตลาดนัดที่ 2 ในวันที่ 31 มกราคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทให้แก่นางมาเรียมผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคา 520,000 บาท การขายทอดตลาดดังกล่าวของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและงดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

จำเลยและผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 32397 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะมีคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยและผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยตามฟ้องแย้ง โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้ขอให้ทุเลาการบังคับคดี จำเลยจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 32397 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์เพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งประกาศขายทอดตลาดให้โจทก์และจำเลยทราบ โดยในประกาศดังกล่าวได้กำหนดวันนัดขายทอดตลาดไว้ 4 นัด นัดแรกวันที่ 24 มกราคม 2548 นัดที่สองวันที่ 31 มกราคม 2548 นัดที่สามวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 และนัดที่สี่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 ครั้นวันที่ 12 มกราคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับและมีคำสั่งยกเลิกกำหนดวันนัดขายทอดตลาดทั้งสี่ครั้งดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อมในวันที่ 10 มีนาคม 2548 เมื่อถึงวันนัดขาดทอดตลาดนัดแรกโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดไว้ก่อนจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งตามคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้งดการขายทอดตลาดในนัดดังกล่าวและเกษียณสั่งคำร้องของโจทก์ว่า "เบื้องต้นไม่ปรากฏว่าศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้แต่อย่างใด จึงให้ผู้แถลงนำส่งคำสั่งศาลเกี่ยวกับการงดการบังคับคดีว่าเป็นประการใด อนึ่ง ในวันนี้เนื่องจากไม่มีผู้ใดเสนอราคาทรัพย์ จึงให้งดการขายทอดตลาดในวันนี้ไว้ จะนัดขายต่อไป 31 มกราคม 2548" โดยสั่งในวันเดียวกันนั้นแต่ภายหลังจากที่ฝ่ายโจทก์กลับไปแล้ว และเมื่อถึงวันนัดขายทอดตลาดนัดที่สองวันที่ 31 มกราคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาด โดยนางมาเรียมเป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 520,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย ครั้งที่ 1 และจำเลยได้รับเงินค่าขายทรัพย์พิพาทดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2548 ซึ่งเงินที่ได้รับไปไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษา วันที่ 14 มีนาคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับเงินค่าขายทรัพย์พิพาทไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2548 ก็ต้องถือว่าการบังคับคดีสำหรับทรัพย์พิพาทได้เสร็จลงแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสองและวรรคสาม การที่โจทก์มายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในวันที่ 14 มีนาคม 2548 เป็นการยื่นภายหลังจากการบังคับคดีได้เสร็จลง โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยและของผู้ซื้อทรัพย์ฟังขึ้น เมื่อคดีฟังได้ดังกล่าวแล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยและของผู้ซื้อทรัพย์ในประเด็นอื่นอีกต่อไปเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง ม. 296 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมันฑนาหรือมันฑณา บุญล้อม
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางมาเรียม มณีรัตน์
จำเลย — นายสามัคคี มณีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6952/2552
#502959
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าบำเหน็จและเงินส่วนเกินตามสัญญานายหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845 มิได้ฟ้องเรียกเอาสินจ้างจากการรับทำการงาน สิทธิเรียกร้องดังกล่าวมิได้มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปซึ่งมีกำหนด 10 ปี ตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่าโจทก์ได้รับมอบหมายจากจำเลยให้เป็นนายหน้าขายที่ดินโฉนดเลขที่ 22090 โดยจำเลยจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวในราคา 34,500,000 บาท และตกลงให้ค่าบำเหน็จแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 3 ของราคาขายหากโจทก์ขายได้เกินกว่าราคาดังกล่าวจำเลยจะยกส่วนที่เกินให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ติดต่อและเข้าจัดการชี้ช่องขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายสมชาย เป็นผลสำเร็จในราคา 39,000,000 บาท แต่จำเลยไม่ยอมจ่ายค่านายหน้าจำนวน 1,035,000 บาท และส่วนที่ขายได้เกินกว่าราคา 34,500,000 บาท เป็นเงิน 4,500,000 บาท ให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,535,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 29 กันยายน 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จ เมื่อคิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 2,158,026 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระคิดถึงวันฟ้องจำนวน 7,693,026 บาท

จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่านายหน้าจากจำเลยภายใน 2 ปี นับแต่วันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,140,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 29 กันยายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 70,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาในทำนองว่า การกระทำของโจทก์เป็นลักษณะของการจ้างทำของซึ่งโจทก์จะต้องฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยภายในอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) การที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องเงินจากจำเลยเกิน 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าบำเหน็จและเงินส่วนเกินตามสัญญานายหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845 มิได้ฟ้องเรียกเอาสินจ้างจากการรับทำการงาน สิทธิเรียกร้องดังกล่าวมิได้มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปซึ่งมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ 2 ปี ตามฎีกาของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 40,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 845
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรีดา ละออนวล
จำเลย — นายศิวา เสียงแจ้ว
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6939/2552
#504789
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทกับจำเลย ย่อมแสดงว่าโจทก์ผู้จะซื้อเชื่อถือข้อสัญญาที่ทำกับจำเลยและมุ่งหมายจะได้รับประโยชน์จากการใช้สอย โดยมั่นใจว่าโครงการของจำเลยจะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จพร้อมที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามที่ระบุในสัญญา กำหนดระยะเวลาก่อสร้างและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของสัญญา หาเป็นเพียงการประมาณเวลาที่จะแล้วเสร็จมิใช่กำหนดเวลาตายตัวแต่อย่างใดจำเลยเป็นเจ้าของโครงการขนาดใหญ่ มีประสบการณ์ในการจัดสรรที่ดินมาแล้วหลายโครงการย่อมทราบถึงขั้นตอนและระยะเวลาในการขอใบอนุญาตจัดสรรเป็นอย่างดีจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องขวนขวายเพื่อให้ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินภายในระยะเวลาที่กำหนดตามสัญญา จำเลยจะอ้างเหตุเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินล่าช้าเพื่อขยายระยะเวลาก่อสร้างและโอนกรรมสิทธิ์ออกไปหาได้ไม่ ข้อเท็จจริงปรากกฎว่าหลังจากโจทก์ชำระเงินดาวน์ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้น 29 งวดแล้ว โจทก์ได้รับการติดต่อจากจำเลยว่าหากจะผ่อนค่าบ้านต่อไปก็ผ่อนได้ โดยจำเลยจะนำเงินดังกล่าวไปเป็นทุนสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ โจทก์จึงชำระเงินให้แก่จำเลยอีก 5 งวด เป็นเงิน 75,000 บาท การที่โจทก์ขวนขวายหาเงินมาผ่อนชำระให้จำเลยอีก 5 งวด ทั้ง ๆ ที่ผ่อนเงินดาวน์มาครบแล้ว ย่อมแสดงว่าขณะนั้นโจทก์ต้องการจะรับโอนกรรมสิทธิ์และเข้าอยู่อาศัยแต่จำเลยก็มิได้ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ ทำให้โจทก์ต้องหยุดผ่อนชำระ จนกระทั่งปี 2543 หลังจากครบกำหนดตามสัญญาแล้วถึง 3 ปีเศษ และเป็นเวลาหลังจากที่โจทก์หยุดผ่อนชำระไปแล้วกว่า 2 ปี จำเลยเพิ่งมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ การที่โจทก์ยังชำระเงินให้แก่จำเลยต่ออีก 5 งวด หลังจากชำระเงินดาวน์เสร็จสิ้นแล้วจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ผู้จะซื้อมิได้ถือเอาระยะเวลาเป็นสาระสำคัญ เมื่อจำเลยไม่สามารถก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ภายใน 2 ปี นับแต่วันทำสัญญาตามข้อตกลง จำเลยย่อมเป็นฝ่ายผิดสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 565,000 บาท คืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 71,448 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 636,448 บาท

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 565,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 3 สิงหาคม 2545) ต้องไม่เกิน 71,448 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์กำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายมีข้อตกลงว่า ผู้จะซื้อต้องชำระราคา ผู้จะขายมีหน้าที่จะต้องก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านแก่ผู้จะซื้อ ทั้งยังได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้จะซื้อและผู้จะขายว่าจะต้องปฏิบัติต่อกันอย่างไร สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งผูกพันคู่สัญญาให้ต้องถือปฏิบัติต่อกันตามสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 4 ระบุว่า ผู้จะขายประมาณว่าจะทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านให้แก่ผู้จะซื้อภายในเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญาแต่ผู้จะขายมีสิทธิขยายเวลาออกไปเท่ากับระยะเวลาที่ผู้จะขายต้องล่าช้าในการดำเนินโครงการหรือไม่สามารถดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จอันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย ระเบียบข้อบังคับของทางราชการใด ๆ ที่จำเป็น การผิดสัญญาหรือไม่ปฏิบัติตามสัญญาของผู้จัดส่งวัสดุ หรือผู้รับเหมา หรือสถานการณ์และเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือความควบคุมของผู้จะขาย ที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 ย่อมแสดงว่าโจทก์ผู้จะซื้อเชื่อถือข้อสัญญาที่ทำกับจำเลยและมุ่งหมายจะได้รับประโยชน์จากการใช้สอย โดยมั่นใจว่าโครงการของจำเลยจะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จพร้อมที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามที่ระบุในสัญญา กำหนดระยะเวลาก่อสร้างและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของสัญญา ข้อความที่ระบุในข้อ 4 จึงมีความหมายว่า ระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2538 เป็นกำหนดเวลาที่จำเลยต้องก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จและพร้อมจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นหลัก หาเป็นเพียงการประมาณเวลาที่จะแล้วเสร็จมิใช่กำหนดเวลาตายตัวดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นเท่านั้นจึงจะสามารถขยายระยะเวลาก่อสร้างบ้านและโอนกรรมสิทธิ์ออกไปได้ ที่จำเลยฎีกาอ้างถึงเหตุที่ไม่สามารถสร้างบ้านพิพาทให้แล้วเสร็จพร้อมที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ภายในกำหนดตามสัญญาทำนองว่า เป็นเพราะจำเลยได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินจากทางราชการล่าช้า ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่เหนือการควบคุมของจำเลย จึงถือเป็นเหตุจำเป็นที่จำเลยสามารถอ้างเพื่อขยายระยะเวลาออกไปได้นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าของโครงการขนาดใหญ่ มีประสบการณ์ในการจัดสรรที่ดินมาแล้วหลายโครงการ ย่อมทราบถึงขั้นตอนและระยะเวลาในการขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินเป็นอย่างดี จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องขวนขวายเพื่อให้ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินภายในระยะเวลาที่กำหนดตามสัญญา จำเลยจะอ้างเหตุเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินล่าช้าดังกล่าวเพื่อขยายระยะเวลาก่อสร้างและโอนกรรมสิทธิ์ออกไปหาได้ไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า แม้จำเลยก่อสร้างบ้านไม่แล้วเสร็จภายใน 2 ปี ตามสัญญา โจทก์ก็มิได้บอกเลิกสัญญาและขอรับเงินคืน แต่โจทก์กลับชำระเงินให้แก่จำเลยต่ออีกถึง 5 งวด ถือได้ว่าโจทก์ไม่ได้ถือเอาระยะเวลา 2 ปี ตามสัญญาเป็นสาระสำคัญนั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า หลังจากโจทก์ชำระเงินดาวน์ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้น 29 งวด แล้ว โจทก์ได้รับการติดต่อจากจำเลยว่า หากจะผ่อนค่าบ้านต่อไปก็ผ่อนได้ โดยจำเลยจะนำเงินดังกล่าวไปเป็นทุนสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ โจทก์จึงชำระเงินให้แก่จำเลยอีก 5 งวด เป็นเงิน 75,000 บาท การที่โจทก์ขวนขวายหาเงินมาผ่อนชำระให้จำเลยอีกถึง 5 งวด ทั้ง ๆ ที่ผ่อนเงินดาวน์มาครบแล้ว โดยงวดสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2541 ย่อมแสดงว่า ขณะนั้นโจทก์ต้องการจะรับโอนกรรมสิทธิ์และเข้าอยู่อาศัย แต่จำเลยก็มิได้สร้างบ้านให้แล้วเสร็จ ทำให้โจทก์ต้องหยุดผ่อนชำระ จนกระทั่งปี 2543 หลังครบกำหนดตามสัญญาแล้วถึง 3 ปีเศษ และเป็นเวลาหลังจากที่โจทก์หยุดผ่อนชำระไปแล้วกว่า 2 ปี จำเลยจึงเพิ่งมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ การที่โจทก์ยังชำระเงินให้แก่จำเลยต่ออีก 5 งวด หลังจากชำระเงินดาวน์เสร็จสิ้นแล้วจึงถือไม่ได้ว่า โจทก์ผู้จะซื้อมิได้ถือเอาระยะเวลาเป็นสาระสำคัญ เมื่อจำเลยไม่สามารถก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันทำสัญญาตามข้อตกลง จำเลยย่อมเป็นฝ่ายผิดสัญญาดังที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้โดยชอบด้วยเหตุผลแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้ออื่นอีก เพราะเป็นรายละเอียดปลีกย่อยและเป็นความเห็นส่วนตัวซึ่งไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 388 ม. 456 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกษมา ภมรานนท์
จำเลย — บริษัทสยามนครธานี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6938/2552
#502937
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซื้อสินค้าประเภทอาหารกุ้งและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งไปจากโจทก์ โดยจำนวนสินค้าที่จำเลยซื้อจากโจทก์แต่ละครั้งมีจำนวนหลายรายการและมีปริมาณค่อนข้างมาก อีกทั้งสินค้าของโจทก์เป็นสินค้าประเภทอาหารกุ้งและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งซึ่งโดยสภาพของสินค้านั้นนำไปใช้กับกิจการเกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งเท่านั้น ประกอบกับกิจการการเลี้ยงกุ้งเป็นการเลี้ยงไว้เพื่อจำหน่ายมิใช่เลี้ยงไว้เพื่อบริโภคเอง การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินค้าจากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ที่สั่งซื้อมาเพื่อใช้ในกิจการของลูกหนี้นั้นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบอาชีพค้าขายสินค้าประเภทอาหารกุ้งและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งโดยใช้ชื่อทางการค้าว่า "ร้านกรแก้ว" เมื่อระหว่างวันที่ 24 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 26 มกราคม 2542 จำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งซื้อและรับสินค้าประเภทอาหารกุ้งและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งไปจากโจทก์เพื่อเลี้ยงกุ้งจำหน่ายรวมเป็นเงิน 232,545 บาท หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยังคงค้างชำระค่าสินค้าดังกล่าวอยู่ โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2542 ซึ่งเป็นวันสั่งซื้อและรับสินค้าไปจากโจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อคิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 80,753 บาท รวมเป็นเงิน 313,298 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน 313,298 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 232,545 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า การที่จำเลยทั้งสองได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ดังกล่าว โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าของที่ได้ส่งมอบภายในกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันส่งสินค้าครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2542 ครบกำหนดอายุความวันที่ 26 มกราคม 2544 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2546 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งซื้อและรับสินค้าประเภทอาหารกุ้งและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งไปจากโจทก์จริงตามฟ้อง ให้ศาลวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 232,545 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยเมื่อคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 24 ตุลาคม 2546) จะต้องไม่เกิน 80,753 บาท ตามที่โจทก์ขอกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อสินค้าประเภทอาหารกุ้ง ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งและปลาสดจากโจทก์รวม 5 รายการ ตามสำเนาใบส่งของและใบส่งของชั่วคราวเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 232,545 บาท เมื่อถึงกำหนดชำระแล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การว่าโจทก์ประกอบอาชีพค้าขายสินค้าประเภทอาหารกุ้งและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งและปลาสด จำเลยทั้งสองรับสินค้าไปจากโจทก์จำนวน 5 รายการรวมเป็นเงิน 232,545 บาท ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าของที่ได้ส่งมอบภายในกำหนดอายุความสองปี ต่อมาในวันนัดชี้สองสถานทนายโจทก์และทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันสั่งซื้อและรับสินค้าประเภทอาหารกุ้งและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งไปจากโจทก์จริงตามฟ้อง ให้ศาลวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างไม่ติดใจสืบพยาน ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังยุติตามคำแถลงรับของคู่ความว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันสั่งซื้อและรับสินค้าประเภทอาหารกุ้งและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งไปจากโจทก์จริงตามฟ้อง คงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองซื้อสินค้าประเภทอาหารกุ้งและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งไปจากโจทก์ ทั้งเมื่อพิเคราะห์จำนวนสินค้าที่จำเลยทั้งสองซื้อจากโจทก์แต่ละครั้งมีจำนวนหลายรายการและมีปริมาณค่อนข้างมาก อีกทั้งสินค้าของโจทก์เป็นสินค้าประเภทอาหารกุ้งและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งโดยสภาพของสินค้านั้นนำไปใช้กับกิจการเกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งเท่านั้น ประกอบกับกิจการการเลี้ยงกุ้งเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าเป็นการเลี้ยงไว้เพื่อจำหน่ายหาใช่เลี้ยงไว้เพื่อบริโภคเองไม่ ดังนั้น ตามคำรับของจำเลยทั้งสองจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อไปใช้ในกิจการการเลี้ยงกุ้งของจำเลยทั้งสอง การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินค้าจากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ที่สั่งซื้อมาเพื่อใช้ในกิจการของลูกหนี้นั้นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดา พณิชยางกูร
จำเลย — นายปรีชา แก้วน้ำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6926/2552
#508303
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา 80, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 16 ปี และปรับ 85,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 รวมจำคุก 18 ปี 6 เดือน และปรับ 85,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้นเป็นการแก้ไขเล็กน้อย คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยสถานหนักนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 16 ปี และปรับ 850,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 18 ปี 6 เดือน และปรับ 850,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง), 66 วรรคหนึ่ง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 16 ปี และปรับ 850,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวมจำคุก 18 ปี 6 เดือน และปรับ 850,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้นเป็นการแก้ไขเล็กน้อย คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยสถานหนักนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่าจำเลยได้ร่วมกับนายศักดิ์สิทธิ์ กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 410 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วยหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทพลากร และจ่าสิบตำรวจสมใจ ผู้จับกุมเป็นพยานเบิกความตรงกันว่า เมื่อใช้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจนจับจำเลยได้แล้วสอบถามจำเลยถึงเรื่องเมทแอมเฟตามีนว่านำมาจากที่ใด จำเลยยอมรับว่าได้ออกเงิน 40,000 บาท ให้นายศักดิ์สิทธิ์ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เพื่อนำมาจำหน่ายและขณะนี้นายศักดิ์สิทธิ์รออยู่ที่หน้าวัดหลวงปรีชากูลซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่จับกุมจำเลยประมาณ 300 เมตร พยานทั้งสองกับพวกจึงตามไปจับนายศักดิ์สิทธิ์ซึ่งยืนอยู่หน้าวัดหลวงปรีชากูลได้ตรงตามที่จำเลยบอกแล้วทำการตรวจค้นตัว พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในกางเกงชั้นในที่สวมอยู่ สอบถามนายศักดิ์สิทธิ์ยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีน จำนวน 400 เม็ด นี้ ได้นำเงินจากจำเลยไปซื้อที่ตลาดโรงเกลือ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยรับค่าจ้างจากจำเลยครั้งละประมาณ 3,000 บาท เห็นว่า พยานโจทก์ผู้จับกุมทั้งสองปากเป็นประจักษ์พยานเบิกความได้สอดคล้องตรงกัน ไม่มีพิรุธ ทั้งเป็นการปฏิบัติงานไปตามหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและไม่เคยรู้จักหรือมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือและยังสอดคล้องตรงกับข้อเท็จจริงตามบันทึกการจับกุม อีกทั้งนายศักดิ์สิทธิ์ก็ให้การในชั้นจับกุมตรงกันว่า นายศักดิ์สิทธิ์นำเงินของจำเลยไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจริง ประกอบกับโจทก์มีพันตำรวจตรีสรวิศหรือสถิตย์ พนักงานสอบสวนเบิกความสอดคล้องตรงกันอีกปากว่า ชั้นสอบสวนจำเลยและนายศักดิ์สิทธิ์ให้การรับสารภาพตามคำให้การของจำเลย ทั้งจำเลยและนายศักดิ์สิทธิ์ได้พาพนักงานสอบสวนไปนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ จึงเป็นหลักฐานสนับสนุนให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงและน่าเชื่อยิ่งขึ้นส่วนที่นายศักดิ์สิทธิ์มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้กลับเบิกความว่า เงินที่เอาไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40,000 บาท เป็นเงินของนายศักดิ์สิทธิ์เองที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและนำไปฝากไว้กับจำเลย นายศักดิ์สิทธิ์ไปเอาคืนมาเพื่อไปซื้อเมทแอมเฟตามีนเองโดยที่จำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยนั้น เห็นว่า นายศักดิ์สิทธิ์มีอาชีพรับจ้างเป็นช่างทาสี เงินจำนวน 40,000 บาท นั้น หากพิจารณาถึงฐานะอาชีพดังกล่าวต้องถือว่าเป็นเงินจำนวนมาก จึงไม่น่าเชื่อว่านายศักดิ์สิทธิ์จะมีเงินจำนวนมากไปฝากไว้กับจำเลยทั้งที่เป็นเพียงคนรู้จักกันธรรมดา คำเบิกความของนายศักดิ์สิทธิ์จึงส่อเป็นข้อพิรุธไม่น่าเชื่อ ทั้งยังเป็นพฤติการณ์ที่ส่อไปในทำนองช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิด และในขณะเดียวกันที่จำเลยและนายศักดิ์สิทธิ์อ้างว่าเงินจำนวน 40,000 บาท ที่นายศักดิ์สิทธิ์ฝากไว้ จำเลยทราบว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่จำเลยยังกล้ารับฝากเพื่อแลกกับการที่นายศักดิ์สิทธิ์ยอมให้เสพเมทแอมเฟตามีนและในบางครั้งก็สามารถเอาเงินที่ฝากไปใช้สอยได้บ้างเล็กน้อยโดยที่นายศักดิ์สิทธิ์ยินยอม รวมทั้งเมทแอมเฟตามีนที่นายศักดิ์สิทธิ์มอบให้จำเลยไว้ขาย เมื่อขายได้แล้วจำเลยสามารถนำเงินไปใช้ได้ในบางครั้ง แสดงว่าจำเลยมีอำนาจในการขายและรับผลประโยชน์เช่นเดียวกับนายศักดิ์สิทธิ์ ทั้งที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่านายศักดิ์สิทธิ์มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าไม่ได้ร่วมกับนายศักดิ์สิทธิ์มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 410 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงฟังไม่ขึ้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้ว่าจำเลยได้ร่วมกับนายศักดิ์สิทธิ์กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อีกกระทงหนึ่ง ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 16 ปี และปรับ 850,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี 8 เดือน และปรับ 566,666.66 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้วคงจำคุก 12 ปี 8 เดือน และปรับ 566,666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นายวิชัย พลชู
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6909/2552
#504167
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้อง เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องที่ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเกิน 7 วัน นับแต่วันศาลชั้นต้นมีคำสั่ง โดยอ้าง ป.วิ.พ. มาตรา 156 คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 คู่ความจะฎีกาต่อไปอีกไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมาจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,089,615.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ของต้นเงิน 922,801.88 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 111002 เลขที่ดิน 2764 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ร้องได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 111002 เลขที่ดิน 2764 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2539 ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง ขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทพร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวน ถือว่าไม่มีพยานมาไต่สวนให้ได้ความว่าผู้ร้องยากจนจริงจึงยกคำร้อง ให้ผู้ร้องนำค่าขึ้นศาลมาชำระภายใน 15 วัน ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าพ้นกำหนดระยะเวลาที่ผู้ร้องจะต้องนำเงินมาวางแล้ว แต่ผู้ร้องมิได้ดำเนินการแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งในคำร้องขัดทรัพย์ว่า ผู้ร้องไม่ชำระค่าธรรมเนียมศาลภายในเวลาที่ศาลกำหนด จึงไม่รับคำร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาเกินกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้อง เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งเกิน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยอ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความพ่ง มาตรา 157 คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 คู่ความจะฎีกาต่อปีกไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถาไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย ผู้ร้องเสียค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง 40 บาท แต่ศาลอุทธรณ์มิได้สั่งคืนแก่ผู้ร้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรคืนค่าคำร้องดังกล่าวแก่ผู้ร้อง"

พิพากษายกฎีกาผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง 40 บาท แก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายเรวัตร เพ็ชร์กาฬ
จำเลย — นายราเชนทร์ เพ็ชร์กาฬ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6908/2552
#504166
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามแบ่งปันทรัพย์มรดกของ จ. ให้แก่โจทก์ตามพินัยกรรม โดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินและหุ้นบริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด ซึ่งหุ้นดังกล่าวเจ้ามรดกได้ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ไว้ ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ต่อมาจำเลยที่ 2 ประสงค์ขอโอนหุ้นให้แก่ทายาทตามพินัยกรรมของจำเลยที่ 1 และที่ประชุมบริษัทมีมติอนุมัติโจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้กำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อศาล คำร้องขอของโจทก์เป็นกรณีที่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 254 (3) ซึ่งโจทก์กล่าวอ้างมาในคำร้องแล้วว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะดำเนินการให้มีการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทให้แก่ทายาทจำเลยที่ 1 ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทายาทของจำเลยที่ 1 โอนทรัพย์สินที่พิพาทให้แก่บุคคลภายนอกต่อไป การบังคับคดีของโจทก์จะเกิดความยุ่งยากซับซ้อน หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้างย่อมมีเหตุผลเพียงพอ ที่จะนำวิธีการคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 255 (3) (ก) การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์โดยไม่ไต่สวนให้ได้ความจริงว่าเป็นเช่นไรก่อน จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามแบ่ปันทรัพย์มรดกนายจ่ายตี๋ ให้แก่โจทก์ตามพินัยกรรม

ระหว่างการพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาว่า ตามคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ระบุในคำร้องว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1475 ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ที่ดินโฉนดเลขที่ 4763 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร หุ้นบริษัทเจ ที เอส จำกัด หุ้นบริษัทไทยไวร์โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน) และหุ้นบริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด เป็นทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ซึ่งความจริงที่ดินและหุ้นดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนายจ่ายตี๋ ที่ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ไว้ นอกจากนี้โจทก์ยังตรวจสอบพบอีกว่า จำเลยที่ 2 ได้แถลงต่อที่ประชุมบริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด แจ้งความประสงค์ขอโอนหุ้นบริษัทดังกล่าวที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นแทนนายจ่ายตี๋ให้แก่ทายาทตามพินัยกรรมของจำเลยที่ 1 และที่ประชุมบริษัทมีมติอนุมัติตามคำแถลงของจำเลยที่ 2 แล้ว แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กำลังจะดำเนินการโอนทรัพย์สินที่พิพาทในคดีนี้ไปให้แก่บุคคลภายนอก ซึ่งจะทำให้โจทก์เสียหายถ้าโจทก์ชนะคดีจะบังคับคดีไม่ได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งไปยังสำนักงานที่ดิน ให้ระงับการจดทะเบียนหรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 1475 ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต รวมถึงที่ดินทุกแปลงที่มีชื่อจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ และขอให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทระงับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนผู้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวข้างต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า"คำร้องขอให้กำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์เป็นกรณีที่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (3) ซึ่งโจทก์กล่าวอ้างมาในคำร้องแล้วว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะดำเนินการให้มีการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทให้แก่ทายาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทายาทของจำเลยที่ 1 โอนทรัพย์สินที่พิพาทให้แก่บุคคลภายนอกต่อไป การบังคับคดีของโจทก์จะเกิดความยุ่งยากซับซ้อน หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้างย่อมมีเหตุเพียงพอที่นำวิธีการคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 (3) (ก) การที่ศาลชั้นต้นด่วนยกคำร้องของโจทก์โดยไม่ไต่สวนให้ได้ความจริงว่าเป็นเช่นไรก่อน จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 (3) ม. 255 (3) (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกียรติ งานทวี
นางสอาด งานทวี โดยสุกิจ งานทวี
จำเลย — และศิวะ งานทวี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6900 -ที่ 6901/2552
#498556
เปิดฉบับเต็ม

การที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยื่นคำร้องขอให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดเพิ่มเติมหลังจากที่คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดแล้วตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 39 วรรคสี่ ต้องเป็นการยื่นให้ชี้ขาดเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นที่ได้มีการเสนอเป็นข้อพิพาทโต้แย้งกันไว้ก่อนการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการจะสิ้นสุดเมื่อมีคำชี้ขาดเสร็จเด็ดขาด และประเด็นดังกล่าวคณะอนุญาโตตุลาการยังมิได้วินิจฉัยไว้ แต่คดีนี้ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเพิ่มเติมในประเด็นที่ตนมิได้โต้แย้งไว้ในคำคัดค้าน โดยยื่นคำร้องเพื่อให้วินิจฉัยเพิ่มเติมในประเด็นที่เสนอขึ้นใหม่หลังจากคณะอนุญาโตตุลาการได้ดำเนินกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการเสร็จสิ้นและมีคำชี้ขาดแล้ว ผู้ร้องจึงไม่อาจกระทำได้ตามกฎหมาย มิฉะนั้นจะทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการไม่มีวันสิ้นสุด ที่คณะอนุญาโตตุลาการยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่วินิจฉัยเพิ่มเติมชอบแล้ว

อุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ร้องเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเนื้อหาแห่งคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นตามบทบัญญัติมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาคดีรวมกัน โดยให้เรียกบริษัทภัทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) ว่า ผู้ร้อง และให้เรียกบริษัทชีค เทรดดิ้ง จำกัด ว่า ผู้คัดค้าน ทั้งสองสำนวน

สำนวนแรกผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 (2) (ข)

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และออกคำบังคับคดีเพื่อให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

สำนวนหลังผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้ร้องชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามคำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 35/2546 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2546 ที่กำหนดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้านจำนวน 133,442,391 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 2 ธันวาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยให้ผู้ร้องชำระเงินจำนวน 133,442,391 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 2 ธันวาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้านกับให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านทั้งสองสำนวน โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คงมีประเด็นโต้แย้งการเสนอข้อพิพาทของผู้คัดค้านเพียงประเด็นเดียวว่า ค่าเสียหายมีเพียงใด ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยชี้ขาดโดยรับฟังจากพยานหลักฐานที่คู่พิพาทนำสืบแล้วตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการลงวันที่ 29 ตุลาคม 2546 ข้อที่ผู้ร้องอ้างว่า ได้ยื่นคำร้องขอให้คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดเพิ่มเติมในประเด็นว่า ผู้คัดค้านทำฉ้อฉล ใช้หลักฐานเท็จและแสดงข้อความเท็จประกอบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน และผู้คัดค้านทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยทุจริตนั้น ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 39 วรรคสี่ บัญญัติว่า เว้นแต่คู่พิพาทจะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยื่นคำร้องภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับคำชี้ขาด และเมื่อได้แจ้งให้คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งทราบแล้วให้คณะอนุญาโตตุลาการทำคำชี้ขาดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อเรียกร้องที่ยังมิได้มีการวินิจฉัยไว้ในคำชี้ขาด ถ้าคณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าคำร้องดังกล่าวมีเหตุผลสมควร ให้ทำคำชี้ขาดเพิ่มเติมให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันได้รับคำร้อง เห็นว่า คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยื่นคำร้องขอให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดเพิ่มเติมหลังจากคณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดแล้วได้เฉพาะประเด็นที่ได้มีการเสนอเป็นข้อพิพาทโต้แย้งกันไว้ก่อนการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการจะสิ้นสุดลงเมื่อมีคำชี้ขาดเสร็จเด็ดขาดและประเด็นดังกล่าวคณะอนุญาโตตุลาการยังมิได้วินิจฉัยไว้ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ แล้วปรากฏว่า คณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยไว้ด้วยว่า ผู้ร้องพยายามนำสืบให้เห็นว่ามีการวางเพลิง แต่ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเป็นผู้วางเพลิงหรือมีส่วนรู้เห็นพอจะชี้ให้เห็นว่าเป็นความทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัย ประเด็นในเรื่องผู้คัดค้านเป็นผู้ทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยทุจริตจึงเป็นประเด็นที่คณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยไว้แล้ว ส่วนหลักฐานประกอบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของผู้คัดค้าน ซึ่งผู้ร้องอ้างว่าเป็นหลักฐานเท็จนั้น ปรากฏว่าคณะอนุญาโตตุลาการก็ได้วินิจฉัยไว้ด้วยว่า พยานทั้งสองฝ่ายไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าค่าเสียหายที่เป็นสต๊อกสินค้าตามที่ผู้ร้องโต้แย้งไว้นั้นควรจะเป็นเท่าใด และคณะอนุญาโตตุลาการก็ได้กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ตามที่คำนวณได้เป็นเงิน 22,383,547 บาท มิใช่กำหนดค่าเสียหายให้ตามที่ผู้คัดค้านแสดงหลักฐานมา แสดงให้เห็นว่าคณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยถึงพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำมาเสนอประกอบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนแล้วว่ามีความน่าเชื่อถือหรือไม่เพียงใด ดังนั้น คำร้องของผู้ร้องทั้งสองฉบับที่ขอให้คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเพิ่มเติมจึงเป็นคำร้องที่ขอให้วินิจฉัยในประเด็นที่คณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยไปแล้ว การบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

อุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ร้องเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานในเนื้อหาแห่งคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยประสงค์จะให้ศาลวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นทั้งสิ้น ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติมาตรา 40, 43, และ 44 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ที่ผู้ร้องจะอ้างเป็นเหตุคัดค้านหรือขอให้ศาลทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองสำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนแทนผู้คัดค้านรวม 50,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 39 วรรคสี่ ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทภัทรประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — บริษัทชีค เทรดดิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิรัตน์ อนันต์พิพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6877/2552
#496749
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะมีปัญหาพิพาทกับโจทก์ร่วมในเรื่องที่โจทก์ร่วมปิดอาคารไม่ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าไปตกแต่งอาคารและไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์อาคารให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ในคดีอื่นที่ศาลออกหมายจับโจทก์ร่วมไว้ก่อนแล้ว การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นน้องของ ฉ. เจ้าหนี้ของโจทก์ร่วมนำประกาศจับซึ่งมีข้อความว่า ประกาศจับโจทก์ร่วม กับสำเนาหมายจับของศาลแขวงลพบุรีไปปิดประกาศคู่กันให้ประชาชนทั่วไปพบเห็นตามสถานที่ต่าง ๆ ถือเป็นการทำลายชื่อเสียงของโจทก์ร่วม เป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ตาม ป.อ. มาตรา 328

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายตามมาตรา 326, 328, 83

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายธงชัย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 3 เดือนและปรับคนละ 9,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์ในการพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณาด้วยเอกสารดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมมาเบิกความเป็นพยานว่า เดิมโจทก์ร่วมเป็นหนี้นางซ่อนกลิ่น มารดาจำเลยที่ 1 และที่ 3 โจทก์ร่วมตกลงจะยกอาคารพาณิชย์ 3 คูหา ให้แก่นางซ่อนกลิ่นเพื่อตีใช้หนี้ ต่อมานางซ่อนกลิ่นและจำเลยที่ 3 แจ้งว่าต้องการใช้อาคารพาณิชย์ดังกล่าวเป็นสำนักงานของบริษัทอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด (บริษัทเอ.ไอ.เอ. จำกัด) โจทก์ร่วมจึงยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าตกแต่งภายในอาคารพาณิชย์ดังกล่าวได้ ต่อมาประมาณกลางเดือนมีนาคม 2540 โจทก์ร่วมได้รับหนังสือบอกกล่าวจากทนายความของฝ่ายจำเลยว่าให้โจทก์ร่วมรับเงินส่วนที่เหลือและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์ทั้งสามคูหาให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ร่วมเห็นว่า ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่มีการตกลงกันไว้ว่าเป็นการโอนตีใช้หนี้ ไม่ต้องรับเงินบางส่วน โจทก์ร่วมจึงโทรศัพท์ไปพูดคุยกับนางซ่อนกลิ่น นางซ่อนกลิ่นให้โจทก์ร่วมเจรจากับบุตรนางซ่อนกลิ่น โจทก์ร่วมจึงเจรจากับจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ไปเจรจากับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยืนยันให้โจทก์ร่วมดำเนินการตามหนังสือบอกกล่าวของทนายความ ซึ่งหากดำเนินการดังกล่าวโจทก์ร่วมก็ยังคงค้างชำระหนี้นางซ่อนกลิ่นต่อไป โจทก์ร่วมจึงให้นายสายทอง ลูกจ้างของโจทก์ร่วมใช้กุญแจล็อกประตูอาคารพาณิชย์ทั้งสามคูหาเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2540 ไม่ยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าตกแต่งภายในอาคาร จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกจึงได้นำประกาศจับและสำเนาหมายจับไปปิดประกาศเพื่อทำลายชื่อเสียงของโจทก์ร่วม ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความอับอายถูกดูหมิ่นดูแคลนและเสียเครดิตในด้านการค้าขาย นางเครือคำ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากหนึ่งซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมเบิกความว่า เมื่อนายสายทองนำกุญแจไปล็อกประตูอาคารพาณิชย์ทั้งสามคูหา วันรุ่งขึ้นมีการตัดกุญแจ โจทก์ร่วมก็สั่งให้พนักงานของโจทก์ร่วมไปล็อกกุญแจอีกเป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง ในวันที่ 22 มีนาคม 2540 เวลา 17 นาฬิกา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปที่สำนักงานของโจทก์ร่วมพูดขู่ว่าหากไม่เปิดประตูอาคารพาณิชย์ที่ล็อกกุญแจไว้ก็จะทำให้อับอายและทำให้โจทก์ร่วมไม่สามารถขายบ้านจัดสรรได้ จำเลยที่ 1 เบิกความ ยอมรับว่า เป็นคนทำประกาศจับและได้ปิดประกาศจับและสำเนาหมายจับจริง เนื่องจากโจทก์ร่วมหลบหนีไม่ยอมมาพบจำเลยที่ 1 ในการที่โจทก์ร่วมเป็นหนี้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาประจานทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง จำเลยที่ 3 เบิกความว่า โจทก์ร่วมไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์ให้แก่จำเลยที่ 3 ทั้งปิดอาคารไม่ยอมให้จำเลยที่ 3 เข้าตกแต่งอาคาร จำเลยที่ 3 พยายามติดต่อโจทก์ร่วม แต่ไม่สามารถติดต่อได้จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 1 บอกว่าจะจัดการเอง ที่จำเลยที่ 3 และที่ 1 ปิดประกาศนั้นไม่ได้มีเจตนาประจานหรือทำให้โจทก์ร่วมเสียหายแต่ประสงค์จะพบโจทก์ร่วมเท่านั้น เห็นว่า ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เจือสมทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะปิดประกาศจับและสำเนาหมายจับนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีปัญหาพิพาทกับโจทก์ร่วมในการที่โจทก์ร่วมปิดอาคารพาณิชย์ไม่ยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าตกแต่งภายในและไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์อาคารดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกปิดประกาศจับและสำเนาหมายจับ จึงฟังได้ว่ามีสาเหตุมาจากการที่โจทก์ร่วมไม่ยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าตกแต่งภายในอาคารดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 แม้จะเป็นน้องพันโทฉัตรพล แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในคดีที่ศาลออกหมายจับโจทก์ร่วมไว้ตั้งแต่ปี 2537 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1854/2537 ของศาลแขวงลพบุรี การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 นำสำเนาหมายจับในคดีดังกล่าว มาปิดประกาศคู่กับประกาศจับที่จำเลยที่ 1 ได้ทำขึ้นนั้น ฟังได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อทำลายชื่อเสียงของโจทก์ร่วม เป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ว่าปิดประกาศจับและสำเนาหมายจับเพราะต้องการพบตัวโจทก์ร่วมนั้นฟังไม่ขึ้น เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีสิทธิที่จะกระทำเช่นนั้น ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าพันโทฉัตรพลไปรับราชการอยู่ที่จังหวัดอื่น นอกจากเป็นพี่น้องกันแล้วจำเลยที่ 1 กับพันโทฉัตรพลยังมีส่วนได้เสียร่วมกันในหนี้สินของครอบครัวคือหนี้ตามสัญญาจำนอง การที่จำเลยที่ 1 มีสำเนาหมายจับอยู่ในครอบครองย่อมฟังได้ว่า พันโทฉัตรพลมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 จับกุมตัวโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า เป็นข้อกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน หากมีการมอบอำนาจจริงย่อมไม่เป็นการยากที่พันโทฉัตรพลจะทำหนังสือมอบอำนาจให้แก่จำเลยที่ 1 หรืออย่างน้อยมาเบิกความยืนยันข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าพันโทฉัตรพลได้ทำหนังสือมอบอำนาจหรือมาเบิกความสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสามเกี่ยวข้องเป็นญาติกัน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นพี่น้องกัน และจำเลยที่ 2 เป็นสามีจำเลยที่ 3 การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่สามารถเข้าไปตกแต่งภายในอาคารพาณิชย์เนื่องจากโจทก์ร่วมปิดอาคารนั้น เป็นปัญหาพิพาทโดยตรงระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับโจทก์ร่วม การที่จำเลยที่ 2 นำความไปปรึกษากับจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 2 อยู่รู้เห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการปิดประกาศจับและสำเนาหมายจับนั้น จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องย่อมฟังไม่ขึ้น ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เจือสมทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วม ฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามให้หนักขึ้น และไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสามนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยทั้งสามเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ฎีกาของโจทก์ร่วม ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
โจทก์ร่วม — นายธงชัย มะลิลา
จำเลย — นายผดุงศักดิ์ จำเดิม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายธีรวุฒิ กองมะลิกันแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
มนตรี ยอดปัญญา
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6866/2552
#495552
เปิดฉบับเต็ม

ข้ออ้างที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ก่อสร้างชำรุดบกพร่องแล้วไม่ยอมแก้ไข จำเลยจึงบอกเลิกสัญญานั้น เป็นเรื่องความรับผิดในความชำรุดบกพร่องที่โจทก์ในฐานะผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบอยู่แล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 595 โดยไม่คำนึงว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ดังนั้น ประเด็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จึงไม่เป็นประเด็นสำคัญแห่งคดีที่ศาลจำต้องวินิจฉัยเสียก่อนและเมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญากันแล้ว กรณีเช่นนี้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 ส่วนการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้ว จำเลยต้องชดใช้คืนด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ และจำเลยมีสิทธิที่จะหักค่าเสียหายที่ต้องซ่อมแซมงานที่โจทก์ก่อสร้างชำรุดบกพร่องออกจากค่าจ้างที่ยังค้างชำระอยู่ได้

สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยตกลงให้โจทก์ก่อสร้างเพิ่มเติมไปจากแบบแปลนที่ตกลงกันไว้เดิมได้ ไม่ต้องห้ามนำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

สำหรับค่าจ้างในส่วนงานเพิ่มเติม เมื่อตามสัญญากำหนดไว้ว่าการเพิ่มเติมงานจะต้องคิดราคากันใหม่โดยทำเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ไม่ปรากฏว่าเมื่อโจทก์กับจำเลยได้ตกลงเพิ่มเติมงานและราคากันใหม่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว จึงถือว่าโจทก์กับจำเลยไม่ได้มีสัญญาต่อกันในส่วนที่โจทก์ทำงานเพิ่มเติม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างในส่วนงานเพิ่มเติมจากจำเลย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนการก่อสร้างชำรุดบกพร่องแก่จำเลย 77,240 บาท แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่จำเลย 102,080 บาท จำเลยอุทธรณ์ว่าค่าเสียหายส่วนนี้ควรเป็น 151,040 บาท แม้โจทก์จะไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ แต่โจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นคิดคำนวณรวมค่าเสียหายส่วนนี้ไม่ถูกต้อง จึงถือว่าโจทก์ได้โต้แย้งจำนวนค่าเสียหายในส่วนนี้แล้ว ฉะนั้น ค่าเสียหายในส่วนชำรุดบกพร่องจึงหายุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ ทั้งถือเป็นเรื่องแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคาร 2 ชั้น พร้อมชั้นลอย ในราคา 1,210,000 บาท ตกลงแบ่งชำระค่าจ้าง 8 งวด โจทก์ก่อสร้างเสร็จถึงงานงวดที่ 6 และก่อสร้างงานงวดที่ 7 เสร็จแล้ว ยกเว้นยังไม่ได้ติดตั้งเครื่องสุขภัณฑ์เนื่องจากจำเลยให้ไปติดตั้งในงานงวดที่ 8 และก่อสร้างงานงวดที่ 8 แล้วบางส่วน แต่การก่อสร้างล่าช้าเนื่องจากจำเลยให้ทำงานปูกระเบื้องชั้นล่าง ชั้นลอย ชั้นดาดฟ้าและบันไดเพิ่มเติมจากงานเดิมและให้ซ่อมรอยแตกของผนังและเพดานบางจุด ต่อมาจำเลยไม่ยอมให้โจทก์ทำงานต่อและบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชำระค่าจ้างงานงวดที่ 7 หักค่าสุขภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ติดตั้งแล้วเป็นเงินค่าจ้าง 135,517 บาท และงานงวดที่ 8 ส่วนที่ทำเสร็จแล้วเป็นเงิน 121,000 บาท กับค่าจ้างงานเพิ่มเติมคือทำห้องน้ำ กันสาด เพิ่มความสูง ค่าแรงงานปูกระเบื้องและค่าประตูอะลูมิเนียมรวมเป็นเงิน 119,500 บาท รวมเงินที่จำเลยค้างชำระทั้งสิ้น 376,017 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า งานงวดที่ 6 บางส่วนยังไม่เรียบร้อยและเสียหาย จำเลยจ่ายค่าจ้างงวดดังกล่าวให้เพราะโจทก์ตกลงว่าจะแก้ไขเมื่อส่งมอบงานงวดสุดท้าย งานงวดที่ 7 และงวดที่ 8 ที่โจทก์ทำไปแล้วคิดเป็นเงินไม่เกิน 150,000 บาท โจทก์ก่อสร้างผิดแบบและงานที่ทำบางส่วนชำรุดบกพร่อง กล่าวคือกำแพงชั้นล่างและคานบนชั้นดาดฟ้าแตกร้าว จำเลยบอกกล่าวให้ซ่อมแซม โจทก์ก็เพิกเฉยและทิ้งงานไปจำเลยจึงบอกเลิกสัญญา จำเลยไม่เคยว่าจ้างโจทก์ทำงานเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแบบแปลน จำเลยว่าจ้างผู้รับเหมารายใหม่เข้ามาตีราคาค่าแก้ไขและก่อสร้างอาคารที่ค้างไว้จนเสร็จเป็นเงิน 446,430 บาท เมื่อหักกับงานที่โจทก์ทำในงวดที่ 7 และงวดที่ 8 แล้ว โจทก์ยังต้องใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยอีก 296,430 บาท ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งยืนยันตามฟ้องเดิมและโต้แย้งว่างานที่ต้องดำเนินการและซ่อมแซมมีเพียงเล็กน้อย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินค่าจ้างงานงวดที่ 7 และที่ 8 จำนวน 178,449 บาท ค่าจ้างงานเพิ่มเติมจำนวน 75,000 บาท แก่โจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจากการงานที่ชำรุดบกพร่องแก่จำเลยจำนวน 102,080 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วจำเลยคงต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ 151,369 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 14 ตุลาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 141,209 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมในชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคาร 2 ชั้น พร้อมชั้นลอยในราคา 1,210,000 บาท ตกลงแบ่งชำระค่าจ้างเป็น 8 งวด ต่อมาโจทก์ได้ทำการก่อสร้างส่งมอบงานและได้รับค่าจ้างจากจำเลยไปแล้ว 6 งวด ส่วนงานงวดที่ 7 โจทก์ได้ก่อสร้างเกือบแล้วเสร็จ คงเหลือเพียงติดตั้งเครื่องสุขภัณฑ์คือ ชักโครก 2 ชุด และราวตากผ้า 2 ราว กับทำงานงวดที่ 8 ไปแล้วบางส่วนเกี่ยวกับงานเดินสายไฟ งานทาสี ทำวงกบหน้าต่างและประตูเหล็กม้วนชั้นล่าง ต่อมาจำเลยไม่ชำระค่าจ้างงวดที่ 7 โดยอ้างว่าโจทก์ทำงานบกพร่อง มีรอยร้าวที่ผนังและคานชั้นล่าง ชั้นลอย ชั้นสอง และคานชั้นดานฟ้า เกรงว่าอาคารไม่แข็งแรงจะถล่มลงมา จึงแจ้งให้โจทก์เข้าซ่อมแซมแก้ไขแต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงแจ้งความไว้เป็นหลักฐานแล้วให้ทนายความบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ทั้งโจทก์และจำเลยต่างยอมรับว่าสัญญาว่าจ้างเลิกกันแล้ว และไม่มีฝ่ายใดเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่อีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาโดยโจทก์เรียกร้องเพียงค่าจ้างที่จำเลยยังไม่ได้ชำระ ส่วนจำเลยก็เรียกร้องเพียงค่าเสียหายที่จำเลยต้องซ่อมแซมงานที่โจทก์ก่อสร้างชำรุดบกพร่อง ซึ่งหากมีการค้างชำระค่าจ้างหรือมีงานชำรุดบกพร่อง โจทก์และจำเลยก็สามารถเรียกร้องกันได้อยู่แล้วไม่ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปนั้นชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่าภายหลังจากที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ดำเนินการซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดบกพร่อง แต่โจทก์ไม่ดำเนินการและไม่ทำการก่อสร้างต่อไป จำเลยจึงได้ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรตำบลปากน้ำประแสร์ จากนั้นจึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ การบอกเลิกสัญญาจึงมีผลสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ซ่อมแซมอาคารส่วนที่ชำรุดบกพร่องแล้ว แต่โจทก์ไม่ดำเนินการให้จึงถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น แต่ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานและหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าว กลับระบุอ้างเหตุว่าโจทก์ไม่ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญาอันจะถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนั้น ข้ออ้างที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ก่อสร้างชำรุดบกพร่องแล้วไม่ยอมแก้ไขให้จำเลยจึงบอกเลิกสัญญานั้น จึงเป็นเรื่องความรับผิดในความชำรุดบกพร่องที่โจทก์ในฐานะผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 595 โดยไม่คำนึงว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ดังนั้น ประเด็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จึงไม่เป็นประเด็นสำคัญแห่งคดีที่ศาลจำต้องวินิจฉัยเสียก่อนตามที่จำเลยฎีกาโต้แย้งและเมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญากันแล้ว กรณีเช่นนี้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ส่วนการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้ว จำเลยต้องชดใช้คืนด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ และจำเลยมีสิทธิที่จะคิดหักค่าเสียหายที่ต้องซ่อมแซมงานที่โจทก์ก่อสร้างชำรุดบกพร่องออกจากค่าจ้างที่ยังค้างชำระอยู่ได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่อย่างใด ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 2821/2522 ระหว่างบริษัทวรกิจ จำกัด โจทก์ การไฟฟ้านครหลวง จำเลย ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่วินิจฉัยในประเด็นว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ตามหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ข้อ 11 ระบุว่า "ผู้ว่าจ้างมีสิทธิที่ทำการแก้ไขหรือเพิ่มเติมหรือลดงานจากแบบรูปและรายการละเอียดตามสัญญาได้ โดยกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร" ดังนั้น การที่โจทก์นำพยานบุคคลมาสืบว่าจำเลยให้โจทก์ทำการก่อสร้างเพิ่มเติมจากแบบแปลนเดิมตามที่ตกลงกันไว้นั้น จึงเป็นการนำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างเพิ่มเติมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยนั้น เห็นว่า หนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารนั้นเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ฉะนั้นโจทก์จึงสามารถนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์ก่อสร้างเพิ่มเติมผิดไปจากแบบแปลนที่ตกลงกันไว้เดิมได้ ไม่ต้องห้ามนำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาวินิจฉัยข้อต่อไปว่า จำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้คิดคำนวณแล้วเห็นว่า จำเลยค้างชำระค่าจ้างงานงวดที่ 7 จำนวน 134,417 บาท งานงวดที่ 8 จำนวน 87,000 บาท และส่วนงานเพิ่มเติมอีก 75,000 บาท รวม 296,417 บาท จำเลยฎีกาโต้แย้งเป็นทำนองว่า ค่าจ้างค้างชำระงานงวดที่ 7 และที่ 8 เมื่อหักค่าวัสดุอุปกรณ์ที่จ่ายทดรองไปก่อนตามบิลเงินสดจำนวน 57,968 บาท และหักค่าชดเชยที่โจทก์ใช้วัสดุอุปกรณ์ไม่ตรงตามแบบเกี่ยวกับงานติดตั้งวงกบอะลูมิเนียมออกแล้วคงเหลือค่าจ้างที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ประมาณ 100,000 บาท เท่านั้น ทั้งนี้ตามที่โจทก์และจำเลยแถลงร่วมกันในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2543 นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้โต้แย้งในส่วนค่าวัสดุอุปกรณ์ที่จำเลยทดรองจ่ายไปก่อนจำนวน 57,968 บาท และไม่ได้โต้แย้งเรื่องใช้อุปกรณ์ เช่น วงกบอะลูมิเนียมที่มีความหนาไม่ตรงตามแบบซึ่งมีราคาส่วนต่างกันอยู่ประมาณ 20,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ ดังนั้นจำเลยจึงชอบที่จะหักเงินค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ทดรองจ่ายไปก่อนและค่าส่วนต่างวงกบอะลูมิเนียมดังกล่าวออกจากค่าจ้างค้างชำระงานงวดที่ 7 และงวดที่ 8 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้ชำระแก่โจทก์จำนวน 134,417 บาท และ 87,000 บาท รวม 221,417 บาทได้ คงเหลือ 143,449 บาท แต่สำหรับค่าจ้างในส่วนงานเพิ่มเติมจำนวน 75,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นพ้องด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ข้อ 11 ระบุ "การเพิ่มเติมหรือลดงานจะต้องคิดราคากันใหม่และถ้าต้องเพิ่มหรือลดเงินหรือยืดเวลาออกไปอีกก็จะตกลงกัน ณ บัดนั้น โดยกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร" ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยได้ตกลงเพิ่มเติมงานและราคากันใหม่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว กรณีจึงถือว่าโจทก์กับจำเลยยังไม่ได้มีสัญญาต่อกันในส่วนที่โจทก์ทำงานเพิ่มเติม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคสอง ฉะนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างงานส่วนเพิ่มเติมจากจำเลย ดังนั้นจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างส่วนงานเพิ่มจำนวน 75,000 บาท ให้แก่โจทก์ตามที่ศาลล่างทั้งศาลกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์ ฉะนั้นจำเลยจึงยังคงเป็นหนี้ค้างชำระค่าจ้างงานงวดที่ 7 และงวดที่ 8 แก่โจทก์เพียง 143,449 บาท เท่านั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาวินิจฉัยข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้โจทก์รับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนการก่อสร้างชำรุดบกพร่องให้แก่จำเลยจากจำนวน 102,080 บาท ให้คงเหลือ 77,240 บาท โดยที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการก่อสร้างชำรุดบกพร่อง จำนวน 446,430 บาท ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้แก่จำเลยจำนวน 102,080 บาท จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่า ค่าเสียหายส่วนนี้ควรเป็นจำนวน 151,040 บาท แม้โจทก์จะไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นคิดคำนวณรวมค่าเสียหายในส่วนนี้ไม่ถูกต้องกล่าวคือ ศาลชั้นต้นกำหนดให้ค่าเสียหายงานฉาบปูนตารางเมตรละ 100 บาท รวม 420 ตารางเมตร เป็นเงิน 42,000 บาท งานทาสีภายนอกอาคาร ให้ตารางเมตรละ 62 บาท รวม 420 ตารางเมตร เป็นเงิน 26,040 บาท งานซ่อมผนังร้าวชั้นสองจำนวน 1 จุด เป็นเงิน 1,200 บาท และงานซ่อมรอยร้าวที่ผนังและคานทั้งหมด 4 จุด ๆ ละ 2,000 บาท เป็นเงิน 8,000 บาท ซึ่งรวมทั้งสิ้นเป็นเงินเพียง 77,240 บาท เท่านั้น ไม่ใช่ 102,080 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นคิดคำนวณให้ จึงถือว่าโจทก์ได้โต้แย้งในจำนวนค่าเสียหายส่วนนี้แล้ว ฉะนั้น ค่าเสียหายในส่วนชำรุดบกพร่องนี้จึงหายุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังที่จำเลยฎีกาโต้แย้งไม่ ทั้งถือเป็นเรื่องแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงมีอำนาจแก้ไขคิดคำนวณใหม่ให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้นเมื่อหักจำนวนเงินค่าเสียหายในส่วนชำรุดบกพร่องจำนวน 77,240 บาท ออกจากค่าจ้างก่อสร้างที่จำเลยค้างชำระโจทก์ในงวดงานที่ 7 ที่ 8 จำนวน 143,449 บาท ตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงคงเหลือค่าจ้างก่อสร้างที่จำเลยค้างชำระโจทก์อยู่อีกเพียง 66,209 บาท เท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 66,209 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 366 วรรคสอง ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข) ม. 143 วรรคหนึ่ง ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาติชาย วรพิพัฒน์
จำเลย — นางจันวิลา ผลศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายอนุรัตน์ ฤกษ์วิชานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางช่อฟ้า เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ไพโรจน์ วายุภาพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6866/2552
#503096
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารนั้น เป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ฉะนั้น โจทก์จึงสามารถนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์ก่อสร้างเพิ่มเติมผิดไปจากแบบแปลนที่ตกลงกันไว้เดิมได้ ไม่ต้องห้ามนำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการก่อสร้างชำรุดบกพร่องจำนวน 446,430 บาท ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้แก่จำเลยจำนวน 102,080 บาท จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่าค่าเสียหายส่วนนี้ควรเป็นจำนวน 151,040 บาท แม้โจทก์จะไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ก็ตามแต่โจทก์ก็ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยว่าศาลชั้นต้นคิดคำนวณรวมค่าเสียหายในส่วนนี้ไม่ถูกต้อง ซึ่งที่ถูกเป็นเงินเพียง 77,240 บาท เท่านั้น จึงถือว่าโจทก์ได้โต้แย้งในจำนวนค่าเสียหายนี้แล้ว ฉะนั้น ค่าเสียหายส่วนชำรุดบกพร่องนี้จึงหายุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ ทั้งถือเป็นเรื่องแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงมีอำนาจแก้ไขคิดคำนวณใหม่ให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 376,017 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 296,430 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินค่าจ้างงานงวดที่ 7 และที่ 8 จำนวน 178,449 บาท ค่าจ้างงานเพิ่มเติมจำนวน 75,000 บาท แก่โจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจากการงานที่ชำรุดบกพร่องแก่จำเลยจำนวน 102,080 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วจำเลยคงต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ 151,369 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 141,209 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมในชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคาร 2 ชั้น พร้อมชั้นลอย ตามแบบแปลนในราคา 1,210,000 บาท ตกลงแบ่งชำระค่าจ้างเป็น 8 งวด ตามหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ต่อมาโจทก์ได้ทำการก่อสร้าง ส่งมอบงานและได้รับค่าจ้างจากจำเลยไปแล้ว 6 งวด ส่วนงานงวดที่ 7 โจทก์ได้ก่อสร้างเกือบแล้วเสร็จ คงเหลือเพียงติดตั้งเครื่องสุขภัณฑ์คือ ชักโครก 2 ชุด และราวตากผ้า 2 ราว กับทำงานงวดที่ 8 ไปแล้วบางส่วนเกี่ยวกับงานเดินสายไป งานทาสี ทำวงกบหน้าต่างและประตูเหล็กม้วนชั้นล่าง ต่อมาจำเลยไม่ชำระค่าจ้างงวดที่ 7 โดยอ้างว่าโจทก์ทำงานบกพร่อง มีรอยร้าวที่ผนังและคานชั้นล่าง ชั้นลอย ชั้นสอง และคานชั้นดาดฟ้า เกรงว่าอาคารไม่แข็งแรงจะถล่มลงมา จึงแจ้งให้โจทก์เข้าซ่อมแซมแก้ไข แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงแจ้งความไว้เป็นหลักฐานแล้วให้ทนายความบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างยอมรับว่าสัญญาว่าจ้างเลิกกันแล้ว และไม่มีฝ่ายใดเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่อีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา โดยโจทก์เรียกร้องเพียงค่าจ้างที่จำเลยยังไม่ได้ชำระ ส่วนจำเลยก็เรียกร้องเพียงค่าเสียหายที่จำเลยต้องซ่อมแซมงานที่โจทก์ก่อสร้างชำรุดบกพร่อง ซึ่งหากมีการค้างชำระค่าจ้างหรือมีงานชำรุดบกพร่อง โจทก์และจำเลยก็สามารถเรียกร้องกันได้อยู่แล้วไม่ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปนั้นชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่าภายหลังจากที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ดำเนินการซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดบกพร่อง แต่โจทก์ไม่ดำเนินการและไม่ทำการก่อสร้างต่อไป จำเลยจึงได้ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรตำบลปากน้ำประแสร์ จากนั้นจึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ การบอกเลิกสัญญาจึงมีผลสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ซ่อมแซมอาคารส่วนที่ชำรุดบกพร่องแล้ว แต่โจทก์ไม่ดำเนินการให้จึงถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น แต่ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานและหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าว กลับระบุอ้างเหตุว่าโจทก์ไม่ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญาอันจะถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนั้น ข้ออ้างที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ก่อสร้างชำรุดบกพร่องแล้วไม่ยอมแก้ไขให้จำเลยจึงบอกเลิกสัญญานั้นจึงเป็นเรื่องความรับผิดในความชำรุดบกพร่องที่โจทก์ในฐานะผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 595 โดยไม่คำนึงว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ดังนั้น ประเด็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่จึงไม่เป็นประเด็นสำคัญแห่งคดีที่ศาลจำต้องวินิจฉัยเสียก่อนตามที่จำเลยฎีกาโต้แย้งและเมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญากันแล้ว กรณีเช่นนี้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ส่วนการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้ว จำเลยต้องชดใช้คืนด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ และจำเลยมีสิทธิที่จะคิดหักค่าเสียหายที่ต้องซ่อมแซมงานที่โจทก์ก่อสร้างชำรุดบกพร่องออกจากค่าจ้างที่ยังค้างชำระอยู่ได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่อย่างใด ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 2821/2522 ระหว่างบริษัทวรกิจ จำกัด โจทก์ การไฟฟ้านครหลวง จำเลย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่วินิจฉัยในประเด็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปที่จำเลยฎีกาว่า ตามหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างข้อ 11 ระบุว่า "ผู้ว่าจ้างมีสิทธิที่ทำการแก้ไขหรือเพิ่มเติมหรือลดงานจากแบบรูปและรายการละเอียดตามสัญญาได้... โดยกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร" ดังนั้น การที่โจทก์นำพยานบุคคลมาสืบว่าจำเลยให้โจทก์ทำการก่อสร้างเพิ่มเติมจากแบบแปลนเดิมตามที่ตกลงกันไว้นั้น จึงเป็นการนำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างเพิ่มเติมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยนั้น เห็นว่า หนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารนั้นเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ฉะนั้น โจทก์จึงสามารถนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์ก่อสร้างเพิ่มเติมผิดไปจากแบบแปลนที่ตกลงกันไว้เดิมได้ไม่ต้องห้ามนำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 3107/2538 ระหว่างนายสวง โจทก์ นายสุชาติ จำเลย และนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 256/2539 ระหว่างบริษัทพี.เค.พลัช วัสดุก่อสร้าง จำกัด โจทก์ นายสุพรรณ จำเลย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่าจำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้คิดคำนวณแล้วเห็นว่าจำเลยค้างชำระค่าจ้างงานงวดที่ 7 จำนวน 134,417 บาท งานงวดที่ 8 จำนวน 87,000 บาท และส่วนงานเพิ่มเติมอีก 75,000 บาท รวม 296,417 บาท จำเลยฎีกาโต้แย้งเป็นทำนองว่า ค่าจ้างค้างชำระงานงวดที่ 7 และที่ 8 เมื่อหักค่าวัสดุอุปกรณ์ที่จ่ายทดรองไปก่อนตามบิลเงินสด จำนวน 57,968 บาท และหักค่าชดเชยที่โจทก์ใช้วัสดุอุปกรณ์ไม่ตรงตามแบบเกี่ยวกับงานติดตั้งวงกบอะลูมิเนียมออกแล้วคงเหลือค่าจ้างที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ประมาณ 100,000 บาท เท่านั้น ทั้งนี้ตามที่โจทก์และจำเลยแถลงร่วมกันในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2543 นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้โต้แย้งในส่วนค่าวัสดุอุปกรณ์ที่จำเลยทดรองจ่ายไปก่อนจำนวน 57,968 บาท และไม่ได้โต้แย้งเรื่องใช้วัสดุอุปกรณ์ เช่น วงกบอะลูมิเนียมที่มีความหนาไม่ตรงตามแบบซึ่งมีราคาส่วนต่างกันอยู่ประมาณ 20,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ ดังนั้น จำเลยจึงชอบที่จะหักเงินค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ทดรองจ่ายไปก่อน และค่าส่วนต่างวงกบอะลูมิเนียมดังกล่าวออกจากค่าจ้างค้างชำระงานงวดที่ 7 และงวดที่ 8 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้ชำระแก่โจทก์จำนวน 134,417 บาท และ 87,000 บาท รวม 221,417 บาทได้ คงเหลือ 143,449 บาท แต่สำหรับค่าจ้างในส่วนงานเพิ่มเติมจำนวน 75,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นพ้องด้วยนั้น ศาลฎีกา เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ ข้อ 11 ระบุ "การเพิ่มเติมหรือลดงานจะต้องคิดราคากันใหม่และถ้าต้องเพิ่มหรือลดเงินหรือยืดเวลาออกไปอีกก็จะตกลงกัน ณ บัดนั้น โดยกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร" ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยได้ตกลงเพิ่มเติมงานและราคากันใหม่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว กรณีจึงถือว่าโจทก์กับจำเลยยังไม่ได้มีสัญญาต่อกันในส่วนที่โจทก์ทำงานเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคสอง ฉะนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างงานส่วนเพิ่มเติมจากจำเลย ทั้งนี้ เทียบเคียงข้อเท็จจริงตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 3532/2532 ระหว่างบริษัทเอื้อมงคล จำกัด โจทก์ นายวิชัยกับพวก จำเลย ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างส่วนงานเพิ่มจำนวน 75,000 บาท ให้แก่โจทก์ตามที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์ ฉะนั้น จำเลยจึงยังคงเป็นหนี้ค้างชำระค่าจ้างงานงวดที่ 7 แก่โจทก์เพียง 143,449 บาท เท่านั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้โจทก์รับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนการก่อสร้างชำรุดบกพร่องให้แก่จำเลยจากจำนวน 102,080 บาท ให้คงเหลือ 77,240 บาท โดยที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการก่อสร้างชำรุดบกพร่องจำนวน 446,430 บาท ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้แก่จำเลยจำนวน 102,080 บาท จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่าค่าเสียหายส่วนนี้ควรเป็นจำนวน 151,040 บาท แม้โจทก์จะไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ก็ตามแต่โจทก์ก็ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยว่าศาลชั้นต้นคิดคำนวณรวมค่าเสียหายในส่วนนี้ไม่ถูกต้อง กล่าวคือศาลชั้นต้นกำหนดให้ค่าเสียหายงานฉาบปูนตารางเมตรละ 100 บาท รวม 420 ตารางเมตร เป็นเงิน 42,000 บาท งานทาสีภายนอกอาคารให้ตารางเมตรละ 62 บาท รวม 420 ตารางเมตร เป็นเงิน 26,040 บาท งานซ่อมผนังร้าวชั้นสองจำนวน 1 จุด เป็นเงิน 1,200 บาท และงานซ่อมรอยร้าวที่ผนังและคานทั้งหมด 4 จุดๆ ละ 2,000 บาท เป็นเงิน 8,000 บาท ซึ่งรวมทั้งสิ้นเป็นเงินเพียง 77,240 บาท เท่านั้น ไม่ใช่ 102,080 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นคิดคำนวณให้จึงถือว่าโจทก์ได้โต้แย้งในจำนวนค่าเสียหายส่วนนี้แล้ว ฉะนั้น ค่าเสียหายในส่วนชำรุดบกพร่องนี้จึงหายุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังที่จำเลยฎีกาโต้แย้งไม่ ทั้งถือเป็นเรื่องแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงมีอำนาจแก้ไขคิดคำนวณใหม่ให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้น เมื่อหักจำนวนเงินค่าเสียหายในส่วนชำรุดบกพร่องจำนวน 77,240 บาท ออกจากค่าจ้างก่อสร้างที่จำเลยค้างชำระโจทก์ในงวดงานที่ 7 ที่ 8 จำนวน 143,449 บาท ตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงคงเหลือค่าจ้างก่อสร้างที่จำเลยค้างชำระโจทก์อยู่อีกเพียง 66,209 บาท เท่านั้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 66,209 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข) ม. 143 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาติชาย วรพิพัฒน์
จำเลย — นางจันวิลา ผลศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ไพโรจน์ วายุภาพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6862/2552
#496010
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้เงินโจทก์ โดยจำเลยที่ 3 นำที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 ที่พิพาท (ปัจจุบันได้แบ่งแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580) มาจดทะเบียนจำนองไว้ต่อโจทก์ และคำขอบังคับตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 โจทก์ขอให้บังคับจำนองโฉนดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ ปัญหาการแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาท จึงเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอ้างว่าโจทก์เพิ่งหยิบยกและส่งสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทฉบับที่มีการแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580 ในชั้นอุทธรณ์จึงไม่ชอบ

ภายหลังจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำนองที่ดินพิพาทแล้วมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่พิพาทออกเป็นแปลงย่อยอีก 3 แปลง ซึ่งที่ดินที่แบ่งแยก บุคคลใดรับโอนไปผู้รับจำนองติดตามไปบังคับจำนองได้ เพราะเป็นทรัพย์สินซึ่งจำนองอยู่เดิม แม้จะแบ่งออกเป็นหลายส่วนจำนองยังครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วน นอกจากนี้ไม่ปรากฏว่าที่ดินโฉนดที่ดินพิพาทโจทก์ผู้รับจำนองยินยอมจดทะเบียนปลอดจำนอง

เมื่อคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 เป็นคำขอให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 ที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 717

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 368,515.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 280,043.21 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ ให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 (ปัจจุบันแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580) พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเกินอัตรากำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และหากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดผิดสัญญา โจทก์คิดดอกเบี้ยเป็นเบี้ยปรับถึงอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ซึ่งเกินอัตราที่ตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน ดอกเบี้ยทั้งหมดจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่จำต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยตามฟ้องโจทก์

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 280,043.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2543 ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 103578 และ 103580 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 2,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้ร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 280,043.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกัน และเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้จำเลยที่ 1 และที่ 3 นำที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 ที่พิพาท (ปัจจุบันได้แบ่งแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580) มาจดทะเบียนจำนองไว้ต่อโจทก์ และคำขอบังคับตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 โจทก์ขอให้บังคับจำนองโฉนดที่ดินที่พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ ดังนี้ ปัญหาการแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่พิพาท จึงเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอ้างว่าโจทก์เพิ่งหยิบยกและส่งสำเนาโฉนดที่ดินที่พิพาทฉบับที่มีการแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580 ในชั้นอุทธรณ์ จึงไม่ชอบ ภายหลังจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำนองที่ดินโฉนดที่ดินพิพาทแล้วมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่พิพาทออกเป็นแปลงย่อยอีก 3 แปลง คือ เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580 ซึ่งที่ดินที่แบ่งแยกนี้ต้องติดจำนองทุกแปลง บุคคลใดรับโอนไปผู้รับจำนองติดตามไปบังคับจำนองได้ เพราะเป็นทรัพย์สินซึ่งจำนองอยู่เดิมแม้จะแบ่งออกเป็นหลายส่วนก็ตาม จำนองก็ยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วน นอกจากนี้ไม่ปรากฏว่าที่ดินโฉนดที่ดินที่พิพาทโจทก์ผู้รับจำนองยินยอมจดทะเบียนปลอดจำนองแล้ว จำนองก็ยังคงติดอยู่หรือยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วน ฉะนั้น เมื่อคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 เป็นคำขอให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 717 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 717
ชื่อคู่ความ
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายทองหล่อ สมศรีมี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นางสาวกานดา สิริฤทธิภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวญ รักศีลธรรม
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6862/2552
#502920
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำนองที่ดินโฉนดที่ดินพิพาทแล้วมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่พิพาทออกเป็นแปลงย่อยอีก 3 แปลง ซึ่งที่ดินที่แบ่งแยกนี้ต้องติดจำนองทุกแปลง บุคคลใดรับโอนไปผู้รับจำนองติดตามไปบังคับจำนองได้ เพราะเป็นทรัพย์สินซึ่งจำนองอยู่เดิมแม้จะแบ่งออกเป็นหลายส่วน จำนองก็ยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วนด้วยกันอยู่นั่นเอง เมื่อคำขอท้ายฟ้องได้ขอให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินที่พิพาทแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินพิพาทได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 717 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับจำนองเฉพาะที่ดินแปลงย่อยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาพิพากษาให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินพิพาทด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2535 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ สาขาขอนแก่น จำนวน 400,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ ซึ่งขณะนั้นเท่ากับร้อยละ 19 ต่อปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินยอมให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ในอัตราไม่เกินกว่าอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคารโจทก์ที่ใช้บังคับใหม่ทันทีที่ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน โดยจะผ่อนชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 มีจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้จำเลยที่ 1 และที่ 3 นำที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น (ปัจจุบันแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580 ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น) มาจดทะเบียนจำนองไว้ต่อโจทก์ วงเงิน 800,000 บาท และยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์กำหนดให้เรียกเก็บได้ (ปัจจุบันเท่ากับอัตราร้อยละ 19 ต่อปี) เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มีอยู่ต่อโจทก์แล้วในขณะทำสัญญาและหนี้ต่อไปภายหน้าโดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้สัญญาว่าหากโจทก์บังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยินยอมรับผิดชดใช้ส่วนที่ยังขาดอยู่ ให้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน นับแต่วันกู้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระเพียงบางส่วน หลังจากนั้นมาจำเลยทั้งสามมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เลย โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 368,515.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 280,043.21 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ ให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 (ปัจจุบันแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580 ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น) พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเกินอัตรากำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และหากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดผิดสัญญา โจทก์คิดดอกเบี้ยเป็นเบี้ยปรับถึงอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ซึ่งเกินอัตราที่ตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน ดอกเบี้ยทั้งหมดจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่จำต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยตามฟ้องโจทก์

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกัน เนื่องจากเมื่อปี 2535 จำเลยที่ 3 ตกลงซื้อที่ดินบางส่วนของโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น ขณะนั้นที่ดินแปลงดังกล่าวยังไม่ได้แบ่งแยก และมีชื่อของจำเลยที่ 1 ร่วมอยู่ด้วย โจทก์จึงให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ทำสัญญากู้ยืมเงินคนละ 400,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่โจทก์เพื่อประกันหนี้ของแต่ละคน คนละ 400,000 บาท รวมเป็นเงินจดทะเบียนจำนอง 800,000 บาท พร้อมกับให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยที่ 1 หากต่อมาภายหลังมีการแบ่งแยกที่ดินที่ซื้อกันแล้ว โจทก์จะยกเลิกสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ให้แก่กันและกัน เนื่องจากมีหลักทรัพย์เป็นที่ดินแบ่งแยกออกเป็นส่วนค้ำประกันหนี้ของตนแล้ว ต่อมาในปี 2539 มีการจดทะเบียนแยกที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 103580 ส่วนของจำเลยที่ 3 แบ่งแยกออกเป็น 2 แปลง คือ โฉนดที่ดินเลขที่ 103578 และ 103579 โดยที่ดินทั้งหมดติดจำนองกับโจทก์อยู่ ในหนี้ส่วนของจำเลยที่ 3 จำนวน 400,000 บาท โจทก์ให้จำเลยที่ 3 ทำสัญญากู้ยืมฉบับใหม่ 2 ฉบับ โดยนำที่ดินในส่วนของจำเลยที่ 3 จำนวน 2 แปลง มาจดทะเบียนจำนองประกันการชำระหนี้ฉบับละ 1 แปลง ดังนี้สัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จึงสิ้นผลผูกพันจำเลยที่ 3 ต่อมาโจทก์ได้ไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 103579 ให้แก่จำเลยที่ 3 ไปนานแล้ว ส่วนที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 103578 จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นแต่ยังมิได้ทำการไถ่ถอนจำนอง ดังนี้จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งสิ้นผลผูกพันไปแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 3 เกินกว่าอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อตามประกาศของโจทก์ที่ใช้ในขณะนั้น ตามบันทึกข้อตกลงสัญญากู้เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี เป็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดเป็นการคิดที่ผิดระเบียบประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยหรือส่วนลดได้ไม่เกินอัตราที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนด ที่โจทก์คิดดอกเบี้ยตามฟ้องจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 280,043.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2543 ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 103578 และ 103580 ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 2,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้ร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 280,043.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2535 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 400,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ โดยตกลงผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 6,400 บาท ภายในวันที่ 22 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2535 และชำระให้เสร็จภายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 จำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 (ปัจจุบันแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580) ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ที่พิพาทพร้อมิสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวงเงิน 800,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยตกลงว่า หากบังคับจำนองไม่พอชำระหนี้ยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 31 มีนาคม 2543 คงค้างชำระเงินอยู่ 280,043.21 บาท สำหรับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 103579 ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ที่แบ่งแยกจากที่ดินโฉนดที่ดินที่พิพาท เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2539 โจทก์ยินยอมให้จดทะเบียนปลอดจำนองแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกัน และเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้จำเลยที่ 1 และที่ 3 นำที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ที่พิพาท (ปัจจุบันได้แบ่งแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580 ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น) มาจดทะเบียนจำนองไว้ต่อโจทก์ และคำขอบังคับตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 โจทก์ขอให้บังคับจำนองโฉนดที่ดินที่พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ดังนี้ ปัญหาการแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่พิพาท จึงเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอ้างว่าโจทก์เพิ่งหยิบยกและส่งสำเนาโฉนดที่ดินที่พิพาทฉบับที่มีการแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580 ในชั้นอุทธรณ์ จึงไม่ชอบ ภายหลังจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำนองที่ดินโฉนดที่ดินพิพาทแล้วมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่พิพาทออกเป็นแปลงย่อยอีก 3 แปลง คือ เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580 ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ซึ่งที่ดินที่แบ่งแยกนี้ต้องติดจำนองทุกแปลง บุคคลใดรับโอนไปผู้รับจำนองติดตามไปบังคับจำนองได้ เพราะเป็นทรัพย์สินซึ่งจำนองอยู่เดิมแม้จะแบ่งออกเป็นหลายส่วนก็ตาม จำนองก็ยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วนด้วยกันอยู่นั้นเอง นอกจากนี้ไม่ปรากฏว่าที่ดินโฉนดที่ดินที่พิพาทโจทก์ผู้รับจำนองยินยอมจดทะเบียนปลอดจำนองแล้ว จำนองก็ยังคงติดอยู่หรือยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วนด้วยกันอยู่นั้นเอง ฉะนั้น เมื่อคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 เป็นคำขอให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 717 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 717
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)ฯ
จำเลย — นายทองหล่อ สมศรีมี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6861/2552
#501964
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนบริษัทอันเป็นเท็จและนำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อนายทะเบียนสำนักงานหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสาคร และเปลี่ยนกรรมการรวมทั้งอำนาจกรรมการตามเอกสารเท็จที่จำเลยทำขึ้น การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ถูกถอดถอนออกจากการเป็นกรรมการของจำเลย ส่วนจำเลยให้การว่า ข้อความที่ระบุในคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดถูกต้องตรงความเป็นจริง ดังนั้น ตามข้ออ้างของโจทก์จึงเป็นกรณีที่จำเลยกระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในฐานะกรรมการ ซึ่งการกระทำของจำเลยทำให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสาครรับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นตามที่จำเลยยื่นคำขอ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

การทำรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของนายทะเบียนสำนักงานหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสาคร และนายทะเบียนดังกล่าวมิได้เป็นผู้จัดทำรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย แม้จะฟังว่ารายงานการประชุมนั้นเป็นเท็จก็ตาม แต่นายทะเบียนดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการรับจดทะเบียนนั้นโดยชอบด้วยกฎหมายหาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่จำต้องฟ้องบังคับให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสาครดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดของจำเลยฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2543 และให้จำเลยดำเนินการเพิกถอนคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดของจำเลยฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2543 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดของจำเลยฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2543 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนบริษัทอันเป็นเท็จและนำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อนายทะเบียนสำนักงานหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสาคร ทำให้นายทะเบียนดังกล่าวหลงเชื่อจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียนของจำเลย และเปลี่ยนกรรมการรวมทั้งอำนาจกรรมการตามเอกสารเท็จที่จำเลยทำขึ้น การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ถูกถอดถอนออกจากการเป็นกรรมการของจำเลย ส่วนจำเลยให้การว่า ข้อความที่ระบุในคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดถูกต้องตรงความเป็นจริง ดังนั้น ตามข้ออ้างของโจทก์จึงเป็นกรณีที่จำเลยกระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในฐานะกรรมการ ซึ่งการกระทำของจำเลยทำให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสาครรับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นตามที่จำเลยยื่นคำขอ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่านายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสาครเป็นผู้จดทะเบียนชื่อโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการ โจทก์จึงต้องไปฟ้องนายทะเบียนดังกล่าวให้เพิกถอนการจดทะเบียน หรือร้องต่อศาลให้การจดทะเบียนเป็นโมฆะ เห็นว่า การทำรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสาคร และนายทะเบียนดังกล่าวมิได้เป็นผู้จัดทำรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย แม้จะฟังว่ารายงานการประชุมนั้นเป็นเท็จก็ตาม แต่นายทะเบียนดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการรับจดทะเบียนนั้นโดยชอบด้วยกฎหมายหาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่จำต้องฟ้องบังคับให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสาครดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางยุพดี ฐิตะสมบูรณ์
จำเลย — บริษัทยูนิคอม รับเบอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสุรวัฒน์ ภู่ภูมิรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชายชาติ อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งศาลฎีกาที่ 6833/2552
#508301
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ในเนื้อหาของคำพิพากษาจึงไม่จำต้องวางเงินค่าธรรมเนียมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 และจำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลในกรณีเป็นอุทธรณ์คำสั่งในคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงไม่จำต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ในศาลชั้นต้นนั้นเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลล่างได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้วและไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่าง ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,211,062.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 700,450 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

ในวันนัดจำเลยทั้งสองให้การแก้ข้อหาแห่งคดีและสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต และถือว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,211,062.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 700,450 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 ธันวาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนอง คือ ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 5746 ตำบลสูงเนิน อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 โดยจะต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลแล้วนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่าจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ในเนื้อหาของคำพิพากษาจึงไม่จำต้องวางเงินค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 และจำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลในกรณีเป็นอุทธรณ์คำสั่งในคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงไม่จำต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลล่างได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้วและไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่าง ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา"

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 219 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสันติ ปริวัฒนศักดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ