คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6324/2552
#503057
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 และที่ 3 กรรมการของจำเลยที่ 1 ลงชื่อในสัญญาค่าสิทธิการเช่าโดยไม่มีอำนาจกระทำการซึ่งไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองที่ต้องมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอื่นอีกหนึ่งคนซึ่งต้องมิใช่จำเลยที่ 3 และประทับตราสำคัญของบริษัทก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็ได้ให้สัตยาบันการกระทำดังกล่าวตามรายงานการประชุมกรรมการจึงผูกพันจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 823, 1167 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 1,920,000 บาท และใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ตกแต่งห้องที่เช่าจากจำเลยทั้งสามจำนวน 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวนดังกล่าวอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 จนถึงวันฟ้องเป็นเงินค่าดอกเบี้ย 10,083 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสามต้องชำระแก่โจทก์ 2,430,083 บาท

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 มีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระไว้แล้วทั้งหมด โจทก์ไม่เสียหายจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสาม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์พยานหลักฐานในคดีข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการ "เซียร์ สตรีท" สร้างศูนย์การค้าและเปิดให้จองพื้นที่ประกอบการค้าในศูนย์การค้าภายใต้โครงการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2534 โจทก์จองพื้นที่ประกอบการค้าในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 โดยทำสัญญาค่าสิทธิการเช่ากับจำเลยที่ 1 โจทก์จ่ายเงินค่าจองให้จำเลยที่ 1 จำนวน 50,000 บาท และต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2534 โจทก์ทำสัญญาค่าสิทธิการเช่ากับจำเลยที่ 1 ตกลงเช่าพื้นที่ภายในศูนย์การค้าเพื่อประกอบการค้ามีกำหนดระยะเวลา 28 ปี โดยยอมเสียค่าเช่าจำนวน 4,800,000 บาท โจทก์ผ่อนชำระเงินค่าสิทธิตามสัญญาค่าสิทธิการเช่าให้จำเลยที่ 1 เป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจำนวน 1,920,000 บาท ส่วนที่สองจะต้องชำระเมื่อจำเลยที่ 1 ก่อสร้างพื้นที่ที่ให้โจทก์เช่าแล้วเสร็จและแจ้งให้โจทก์ไปทำสัญญาค่าสิทธิการเช่าอีกจำนวน 2,880,000 บาท สำหรับเงินส่วนแรกจำนวน 1,920,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับชำระจากโจทก์แล้ว ต่อมาโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ไม่สร้างอาคารสถานที่ตามที่ได้โฆษณาไว้ทำให้โจทก์เสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตกแต่งพื้นที่ห้องเช่าจำนวน 900,000 บาทเศษ โจทก์บอกเลิกสัญญาค่าสิทธิการเช่ากับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่โจทก์ได้ชำระไปพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 มีหนังสือให้โจทก์มาทำสัญญาเช่าและสัญญาบริการพร้อมชำระเงินส่วนที่สอง จำนวน 2,880,000 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับหนังสือของจำเลยที่ 1 มิฉะนั้นขอบอกเลิกสัญญาที่ทำกับโจทก์ โจทก์ไม่ทำสัญญาเช่าและไม่ชำระเงินให้จำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์มาฟ้องคดีนี้มี

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์อ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานเพิ่มเติมหลังจากที่ได้สืบพยานโจทก์เสร็จไปแล้วเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโดยสืบพยานโจทก์ในวันที่ 24 ตุลาคม 2545 ทนายโจทก์แถลงต่อศาลว่าติดใจสืบพยานเพียงเท่านี้ หมดพยานโจทก์ ดังนั้น ต่อมาการที่โจทก์มายื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในวันรุ่งขึ้น เป็นการระบุพยานเพิ่มเติมหลังจากที่แถลงหมดพยานไปแล้ว ที่ศาลชั้นต้นไม่รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของโจทก์จึงเป็นคำสั่งชอบด้วยกฎหมายไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรค 2 หรือเป็นการเลือกปฏิบัติดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่า ศาลไม่ควรรับรายงานการประชุมบริษัทจำเลยที่ 1 ไว้เป็นพยานหลักฐานของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยทั้งสามอ้างรายงานการประชุมบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยแล้วในบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ลงวันที่ 3 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2545 เป็นการระบุพยานเพิ่มเติมภายใน 15 วันนับแต่วันสืบพยาน จำเลยที่ 1 มีอำนาจที่จะระบุพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ การที่จำเลยที่ 1 ส่งต้นฉบับรายงานการประชุมต่อศาลและส่งสำเนาให้โจทก์ภายหลังเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 และศาลชั้นต้นรับเอกสารไว้เป็นดุลยพินิจที่ศาลชั้นต้นอาจรับเอกสารเข้ารวมไว้ในสำนวนได้ และศาลฎีกาเห็นว่า รายงานการประชุมคณะกรรมการจำเลยที่ 1 เป็นการให้สัตยาบันนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 กรรมการจำเลยที่ 1 ลงนามไว้โดยไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ให้ผูกพันจำเลยที่ 1 ไม่ทำให้โจทก์ต้องเสียเปรียบในเชิงคดีเพราะโจทก์อ้างในคำฟ้องอยู่แล้วว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการจำเลยที่ 1 ร่วมประกอบธุรกิจกับจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดชอบกับจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่า ความตกลงหลักระหว่างโจทก์ - จำเลยที่ 1 มุ่งประสงค์ต่อการทำสัญญาเช่าพื้นที่ชั้นกราวด์ จี 13 ของโครงการเซียร์สตรีท เป็นเวลา 28 ปี หมายความว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามใบจองพื้นที่และสัญญาค่าสิทธิการเช่าจนครบก่อนจึงมีสิทธิเข้าทำสัญญาเช่าพื้นที่กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ปฏิบัติตามข้อความที่โฆษณาซึ่งเป็นการขายสิทธิการเช่าตามคำพรรณนา เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ก่อสร้างโครงการเซียร์สตรีทสมบูรณ์ตามที่โฆษณาไว้ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ปฏิบัติตามข้อความที่โฆษณาไว้จนครบถ้วนก่อน เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนจนครบถ้วนและสัญญาเช่าที่จำเลยที่ 1 จะให้โจทก์ลงนามมีข้อความว่าผู้เช่ารับว่าสถานที่เช่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยสมบูรณ์ดีซึ่งไม่ตรงความจริง จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ และการทำสัญญาค่าสิทธิการเช่าเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 มุ่งประสงค์ต่อการทำสัญญาเช่า โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือระงับการทำสัญญางานเช่าไปยังจำเลยที่ 1 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะปฏิบัติตามคำโฆษณา คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมคือโจทก์ต้องคืนพื้นที่ที่เช่าที่แก่จำเลยที่ 1 พร้อมชำระค่าเช่าพื้นที่ในช่วงเวลาที่ครอบครองและจำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินจองและค่าสิทธิการเช่าที่รับไปจากโจทก์ไว้ทั้งหมดพร้อมชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องเสียไปในการตกแต่งพื้นที่ที่เป็นการปฏิบัติตามสัญญาค่าสิทธิการเช่าข้อ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ในสัญญาค่าสิทธิการเช่าที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 1 ข้อ 1 กำหนดว่าผู้ให้เช่าตกลงให้เช่าและให้สิทธิการเช่าได้เช่าสถานที่ประกอบการค้าภายในอาคารศูนย์การค้าโครงการ "เซียร์สตรีท" ปรากฏรายละเอียดตามแผนผังสถานที่ เงื่อนไขการเช่าตามเอกสารแนบท้ายสัญญาและให้ถือว่าเป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งของสัญญาฉบับนี้ ซึ่งแผนผังแนบท้ายสัญญาและเงื่อนไขรายละเอียดที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ลงชื่อไว้ไม่มีการตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 ต้องก่อสร้างโครงการให้เสร็จสมบูรณ์ตามที่ได้โฆษณา ดังนั้น การที่โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นการขายสิทธิการเช่าตามคำพรรณนาดังที่โจทก์ฎีกา โจทก์จะมาอ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ก่อสร้างโครงการให้เสร็จสมบูรณ์เป็นการผิดสัญญาไม่ได้ จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ การที่โจทก์เข้าอยู่ในพื้นที่ที่จองเช่าจากจำเลยที่ 1 ได้ทำการตกแต่งพื้นที่ทำการค้าและได้ลงมือทำการค้าแล้วระยะหนึ่งย่อมถือว่าโจทก์ได้ใช้ประโยชน์ในสถานที่เช่าตามสัญญาค่าสิทธิการเช่าบ้างแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ไปทำสัญญาเช่าพร้อมทั้งชำระค่าสิทธิการเช่าที่ยังไม่ได้ชำระอีกจำนวน 2,880,000 บาท ภายในเวลาที่กำหนด โจทก์ไม่ชำระเงินค่าสิทธิการเช่าให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญากับโจทก์ได้ ตามข้อ. 8 ของสัญญา ที่โจทก์ทำไว้กับจำเลยที่ 1 อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ริบเงินที่โจทก์ชำระไว้แล้วได้ แต่ข้อตกลงในส่วนนี้เป็นข้อยกเว้นผลของการเลิกสัญญาที่คู่กรณีไม่ต้องกลับคืนสู่สถานะเดิม จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และเบี้ยปรับนี้ถ้าสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจที่จะลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้เทียบตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9514/2544 คดีระหว่างนางฉลอง โจทก์ บริษัทลิฟวิ่งสแตนดาร์ด กรุ๊ป จำกัด จำเลย เมื่อคำนึงถึงว่าโจทก์ได้จ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 ไปแล้วก่อนจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาจำนวน 1,920,000 บาท หากให้จำเลยที่ 1 ริบเงินจำนวนนี้เสียทั้งหมดเบี้ยปรับย่อมจะสูงเกินส่วน สมควรให้จำเลยที่ 1 คืนเงินบางส่วนแก่โจทก์ และเมื่อพิเคราะห์แล้วถึงทางได้เสียของโจทก์ - จำเลยที่ 1 ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 ริบเบี้ยปรับได้จำนวน 920,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่โจทก์จำนวน 1,000,000 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าตกแต่งร้านที่โจทก์ได้จ่ายไปจำนวน 900,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์ตกแต่งร้านเป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนเอง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชดใช้เงินค่าตกแต่งร้านแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่าจำเลยที่ 1 อ้างว่า มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาภายใน 15 วัน มิฉะนั้นขอบอกเลิกสัญญากับโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำสืบว่า โจทก์ได้รับหนังสือของจำเลยที่ 1 เมื่อใด จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามหนังสือของจำเลยที่ 1 ภายในกำหนด การบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 ไม่สมบูรณ์และไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์เบิกความว่า หลังจากที่โจทก์เปิดร้านจำเลยที่ 1 ส่งหนังสือแจ้งให้ไปทำสัญญาเช่าและสัญญาบริการและชำระค่าสิทธิการเช่าส่วนที่เหลือ หนังสือดังกล่าวมาถึงโจทก์หลังครบกำหนด 15 วัน ตามหนังสือแล้วเท่ากับโจทก์ยอมรับแล้วว่า จำเลยที่ 1 มีหนังสือเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาและเลิกสัญญาถึงโจทก์ และจำเลยที่ 1 มีสำเนาหนังสือแจ้งให้โจทก์มาทำสัญญาเช่าและสัญญาบริการภายใน 15 วัน นับแต่ที่ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1 มีใบรับฝากไปรษณียภัณฑ์ในประเทศที่เป็นหลักฐานว่าหนังสือนี้ได้ส่งแก่โจทก์แล้วมาแสดงต่อศาล จำเลยที่ 1 จึงนำสืบและแสดงหลักฐานว่ามีหนังสือเตือนให้โจทก์มาทำสัญญาเช่าและสัญญาบริการกับจำเลยที่ 1 แล้ว การบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 มีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของโจทก์ข้อต่อมาที่ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ด้วยนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กรรมการของจำเลยที่ 1 จะลงชื่อในสัญญาค่าสิทธิการเช่าโดยไม่มีอำนาจกระทำการซึ่งไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองที่ต้องมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอื่นอีกหนึ่งคนซึ่งต้องมิใช่จำเลยที่ 3 และประทับตราสำคัญของบริษัทก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็ได้ให้สัตยาบันการกระทำดังกล่าวตามรายงานการประชุมกรรมการครั้งที่ 1/2538 จึงผูกพันจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823, 1167 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน สำหรับฎีกาข้ออื่นของโจทก์ศาลฎีกาเห็นว่า ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (วันที่ 13 ธันวาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 823 ม. 1167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปิ่นมณี กฤษณะเศรณี
จำเลย — บริษัทเซียร์พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
สมศักดิ์ จันทรา
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6323/2552
#504749
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยประพฤติเนรคุณเป็น 2 ประการ ประการแรกจำเลยขับไล่และด่าว่าโจทก์ว่า "แก่แล้วทำไมไม่ตายเสียที น่าจะตายให้พ้น ๆ ไป จะได้ไม่เป็นภาระคนอื่น" ประการที่สอง จำเลยไม่ยอมให้สิ่งจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ทั้ง ๆ ที่จำเลยสามารถจะหยิบยื่นให้ได้ อันเป็นเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2) และ (3) ตามลำดับ แต่เหตุประการแรกโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยด่าว่าโจทก์อย่างไรบ้างที่ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงหรือหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2) ส่วนเหตุในประการที่สองโจทก์อ้างว่าจำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูและไม่ให้ค่าเลี้ยงชีพเมื่อโจทก์ขอ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ยังมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินอีกอย่างน้อย 1 แปลง และโจทก์ยังมีบุตรคนอื่น ๆ ให้การอุปการะเลี้ยงดูอีกด้วย ตามสถานภาพของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นคนยากไร้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (3) กรณีจึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนคืนการให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประพฤติเนรคุณขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6852, 10394 และ 10395 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และบ้านเลขที่ 6/2 ถนนธรรมวิถี ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ คืนให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถจัดการดังกล่าวได้ ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยดูแลและเลี้ยงดูโจทก์มาตลอดไม่เคยขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน ไม่เคยด่าโจทก์ ทั้งยังให้เงินโจทก์ใช้เป็นประจำ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 โจทก์ถึงแก่กรรม จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนางพรศุกร์ บุตรของโจทก์อีกคนหนึ่งเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ถอนคืนการให้ที่ดินและบ้านที่โจทก์ยกให้จำเลย และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6852,10394 และ 10395 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมบ้านเลขที่ 6/2 บนที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 แทนการแสดงเจตนาของจำเลย หาก

จำเลยไม่สามารถโอนที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ให้ใช้ราคาแทนจำนวน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ปรากฏว่า ในขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นางพรศุกร์

เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะนั้นเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 และเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่จะสั่งคำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียกนางพรศุกร์เข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ โดยศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจที่จะสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้นางพรศุกร์เข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นางพรศุกร์เข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะนั้นเสีย แต่เนื่องจากคดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรสั่งคำร้องของจำเลยดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 สั่ง ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่านางพรศุกร์เป็นบุตรของโจทก์ จึงเป็นทายาทของโจทก์ย่อมเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะได้ จึงมีคำสั่งอนุญาตให้นางพรศุกร์เข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ

ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์และนางแดงเป็นสามีภริยากัน มีบุตรด้วยกันรวม 8 คน โดยจำเลยเป็นบุตรคนที่ 8 เดิมโจทก์และนางแดงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6852, 10394 และ10395 ซึ่งตั้งอยู่ติดต่อกันเป็นผืนเดียว พร้อมบ้านเลขที่ 6/2 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์และนางแดงจดทะเบียนยกที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยเสน่หาตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ. 1 ถึง จ. 3 และหนังสือสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมาย ล. 2 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุที่จะถอนคืนการให้ดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 บัญญัติว่า "อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดั่งจะกล่าวต่อไปนี้

(1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดอาญาอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญา หรือ

(2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง หรือ

(3) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้"

โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยประพฤติเนรคุณเป็น 2 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง จำเลยขับไล่และด่าว่าโจทก์ว่า "แก่แล้วทำไมไม่ตายเสียที น่าจะตายให้พ้น ๆ ไป จะได้ไม่เป็นภาระคนอื่น" และประการที่สอง จำเลยไม่ยอมให้สิ่งจำเป็นเลี้ยงชีวิตโจทก์ แม้ว่าโจทก์จะขอเงินจำเลยเพียงวันละ 20 บาท เพื่อใช้ซื้ออาหารเลี้ยงชีพแต่จำเลยไม่ให้ ทั้ง ๆ ที่จำเลยสามารถจะหยิบยื่นให้ได้ อันเป็นเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) และ (3) แต่ในทางนำสืบของโจทก์ โจทก์อ้างตนเองเพียงปากเดียวเบิกความว่า หลังจากจำเลยได้รับการยกให้ที่ดินพร้อมบ้านแล้วจำเลยไม่ยอมดูแลช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์เหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติมาก่อน โจทก์ขอเงินค่าเลี้ยงชีพจากบุตรของโจทก์นอกจากจำเลย และเคยขอเงินค่าเลี้ยงชีพจากจำเลย แต่จำเลยไม่ให้ นอกจากนี้จำเลยยังเคยพูดขับไล่โจทก์ออกจากบ้านด้วย และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ยังมีชื่อเป็นผู้ครอบครองที่ดินอีก 1 แปลง ตั้งอยู่

ที่ตำบลบ้านวังไผ่ ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ยกให้บุตรคนอื่นแล้วแต่ยังไม่ได้โอนทางทะเบียน จำเลยและสามีออกจากบ้านไปเช่าบ้านอยู่ที่บริเวณวัดคีรีวงศ์นานแล้ว โจทก์ได้รับการเลี้ยงดูจากบุตรคนอื่น ๆ ของโจทก์ และเหตุที่โจทก์มาฟ้องเพิกถอนคืนการให้เป็นคดีนี้ เนื่องจากโจทก์คิดว่า หากโจทก์เสียชีวิตแล้ว จำเลยจะฟ้องขับไล่พี่น้องคนอื่น ๆ ออกจากบ้านดังกล่าว แม้ต่อมาจะเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า จำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ไม่ใช่เกรงว่าบุตรคนอื่น ๆ ของโจทก์จะไม่มีที่อยู่ โดยโจทก์มิได้นำสืบว่า จำเลยด่าว่าโจทก์ว่าอย่างไรบ้าง ที่ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงหรือหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) และโจทก์เบิกความยอมรับว่า โจทก์ยังมีที่ดินอีก 1 แปลง แม้ยกให้บุตรคนอื่นไปแล้วแต่ยังไม่ได้โอนทางทะเบียนก็ต้องถือว่าโจทก์ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ อันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของจำเลย ซึ่งจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ยังมีที่ดินอีก 5 แปลง อยู่ที่ตำบลบ้านวังไผ่ ตำบลนครสวรรค์ตกอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ แม้จะยกให้บุตรคนอื่น ๆ ไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้โอนทางทะเบียน พี่น้องคนอื่น ๆ ของจำเลยพูดยุแหย่โจทก์ให้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เนื่องจากบุตรคนอื่น ๆ ของโจทก์เกรงว่าจำเลยจะฟ้องขับไล่ให้ออกจากบ้าน การที่โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยประพฤติเนรคุณ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ข้อเท็จจริงตามฟ้อง แต่โจทก์นำสืบไม่สมฟ้อง และกลับได้ความว่า โจทก์ยังมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินอีกอย่างน้อย 1 แปลง และโจทก์ยังมีบุตรคนอื่น ๆ อุปการะเลี้ยงดูอยู่อีกด้วย ตามสถานภาพของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นคนยากไร้ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (3) ทั้งการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก็น่าเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากโจทก์คิดว่า หากโจทก์เสียชีวิตแล้ว จำเลยจะฟ้องขับไล่พี่น้องคนอื่น ๆ แต่พี่น้องของจำเลยคนอื่น ๆ ก็ได้รับการยกให้ที่ดินจากโจทก์เช่นกัน แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก็ตาม พี่น้องของจำเลยคนอื่น ๆ ก็ยังคงมีที่อยู่อาศัย กรณีจึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนคืนการให้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531
ชื่อคู่ความ
นายบุญมี สระฤาษี
โดยนางพรศุกร์ สระฤาษี
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์
จำเลย — นางสาวบุญมา สระฤาษี
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6320/2552
#503392
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อในช่องผู้จำนองตามหนังสือสัญญาจำนองและมีการมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาจำนองแทนโจทก์ที่ 1 หรือไม่ ย่อมต้องมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาพิจารณาเข้ากับข้อกฎหมาย เมื่อตามคำฟ้องโจทก์ที่ 1 ยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาจำนองจริงเพียงแต่อ้างว่าเป็นหนังสือยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใส่ชื่อในโฉนดหาใช่สัญญาจำนองไม่ จึงไม่มีข้อเท็จจริงในประเด็นเรื่องลายมือชื่อในช่องผู้จำนองตามหนังสือสัญญาจำนองไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาจำนองแทนปรากฏในคำฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นวินิจฉัยว่า ตามหนังสือสัญญาจำนองลายมือชื่อในช่องผู้รับจำนองไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 แต่เป็นลายมือชื่อของโจทก์ที่ 2 ทั้งไม่มีการมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาจำนองแทนโจทก์ที่ 1 จึงไม่เป็นธรรมต่อจำเลยที่ 2 เพราะหากมีประเด็นนี้ในศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 อาจนำสืบข้อเท็จจริงต่างจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก็ได้ การที่จะยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองจะต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีด้วย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าการจำนองเฉพาะที่ดินส่วนของโจทก์ที่ 1 เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 714 นั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิริบเงินค่าที่ดินที่จำเลยที่ 1 ชำระแล้วและสัญญาจำนองที่ดินทั้ง 4 แปลง ระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะ ให้ถอนชื่อจำเลยทั้งสองออกจากโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ริบเงินมัดจำจำนวน 3,485,000 บาท โจทก์ที่ 2 ริบเงินมัดจำจำนวน 1,985,000 บาท ได้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 168898, 168180 เลขที่ดิน 2281, 2284 ตำบลบางกร่าง (บางข่า) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ตามหนังสือสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 เฉพาะส่วนของโจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ทั้งสองได้ขายที่ดินของตนตามโฉนดเลขที่ 168898, 168180 และ 168899, 168181 ในราคา 16,820,000 บาท และ 19,250,000 บาท ตามลำดับให้แก่จำเลยที่ 1 นอกจากนี้หม่อมหลวงนพฤทธิ์ นางกฤษณา และนางสาวบุญส่ง ได้ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 กับผู้ขายทั้งหมดนัดจดทะเบียนซื้อขายและชำระเงินค่าที่ดินในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 ในวันนั้นจำเลยที่ 1 กับผู้ขายคนอื่นจดทะเบียนซื้อขายแล้ว ส่วนที่ดินของโจทก์ทั้งสองยังไม่ได้จดทะเบียนซื้อขายกัน แต่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมโดยโจทก์ทั้งสองยอมให้จำเลยที่ 1 ใส่ชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง กับจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ทั้งสองใส่ชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่จำเลยที่ 1 ซื้อมาจากบุคคลดังกล่าวข้างต้น และที่ดินของโจทก์ทั้งสองกับที่ดินที่จำเลยที่ 1 รับโอนมาในวันนั้นทั้งหมดได้จดทะเบียนจำนองกับจำเลยที่ 2 ไว้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายที่ดินกับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงได้ริบมัดจำจำนวน 3,485,000 บาท และ 1,985,000 บาท ตามลำดับของจำเลยที่ 1 และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รับจำนองที่ดินของโจทก์ทั้งสองไว้โดยไม่สุจริต คดีสำหรับโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลล่าง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าตามหนังสือสัญญาจำนองของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 ลายมือชื่อในช่องผู้จำนองไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 แต่เป็นลายมือชื่อของโจทก์ที่ 2 ทั้งไม่มีการมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาจำนองแทนโจทก์ที่ 1 การจำนองเฉพาะที่ดินส่วนของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 714 ขึ้นวินิจฉัยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องเกี่ยวกับหนังสือสัญญาจำนองไว้ว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 เจรจากับโจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 ใส่ชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่จำเลยที่ 1 รับโอนมาจากบุคคลภายนอกและให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินของโจทก์ที่ 1 เป็นเวลา 16 ถึง 17 นาฬิกา สำนักงานที่ดินกำลังจะปิดทำการและจำเลยที่ 1 เร่งให้โจทก์ทั้งสองรีบลงชื่อในหนังสือยินยอมถือเป็นช่วงเวลาที่รีบเร่งและฉุกละหุก โจทก์ทั้งสองเรียนจบชั้นประถมปีที่ 4 ไม่ค่อยได้อ่านและเขียนหนังสือ และเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นการยอมให้จำเลยที่ 1 ใส่ชื่อในโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 จึงลงชื่อในหนังสือยินยอมไป เพิ่งทราบภายหลังว่าเป็นสัญญาที่โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินไว้แก่จำเลยที่ 2 สัญญาจำนองจึงเกิดขึ้นโดยโจทก์ที่ 1 สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมและความสำคัญผิดนั้นไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองสมคบกันหลอกลวงโจทก์ที่ 1 เห็นว่า การที่โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อในช่องผู้จำนองตามหนังสือสัญญาจำนองและมีการมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาจำนองแทนโจทก์ที่ 1 หรือไม่ ย่อมต้องมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาพิจารณาเข้ากับข้อกฎหมาย เมื่อตามคำฟ้องโจทก์ที่ 1 ยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาจำนองจริง เพียงแต่อ้างว่าเป็นหนังสือยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใส่ชื่อในโฉนดหาใช่สัญญาจำนองไม่ จึงไม่มีข้อเท็จจริงในประเด็นเรื่องลายมือชื่อในช่องผู้จำนองตามหนังสือสัญญาจำนองไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาจำนองแทนปรากฏในคำฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นวินิจฉัยว่าตามหนังสือสัญญาจำนอง ลายมือชื่อในช่องผู้รับจำนองไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 แต่เป็นลายมือชื่อของโจทก์ที่ 2 ทั้งไม่มีการมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาจำนองแทนโจทก์ที่ 1 จึงเป็นธรรมต่อจำเลยที่ 2 เพราะหากมีประเด็นนี้ในศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 อาจจะนำสืบข้อเท็จจริงต่างจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก็ได้ การที่จะยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองจะต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีด้วย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าการจำนองเฉพาะที่ดินส่วนของโจทก์ที่ 1 เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 714 นั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วข้ออ้างประการอื่นๆ ในฎีกาของจำเลยที่ 2 ไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่มีประโยชน์แก่คดีที่จะวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 714
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทองคำ ฤทธิเจริญ กับพวก
นายณรงค์หรือณรงค์เดช
จำเลย — กางพรหมหรือกางพรหม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6318/2552
#496038
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง ทั้งสามฐานความผิดเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไปทั้งทางแพ่งและทางอาญา ถือเป็นการยอมความกันตามกฎหมาย เมื่อความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงเป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในฐานดังกล่าวจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 279, 283 ทวิ, 284, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 284 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารและความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุด ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และปรับ 14,000 บาท และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 7 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบอาชีพโดยสุจริตตลอดมา มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งแน่นอน มีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูภริยาและบุตรผู้เยาว์ ทั้งยังได้พยายามบรรเทาผลร้าย โดยตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองเป็นเงิน 50,000 บาท และจำเลยได้วางเงินไว้ต่อศาลแล้วเป็นเงิน 38,000 บาท จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้งภายใน 2 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ให้จำเลยเข้ารับการศึกษา อบรมสัมมนาหรือรับฟังหลักธรรมคำสอน และ/หรือ ศีลธรรม และ/หรือจริยธรรม ตามลัทธิศาสนาที่จำเลยนับถือศรัทธา และตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ให้จำเลยชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เหลือภายใน 6 เดือน หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารกับความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน โดยไม่รอการลงโทษจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีกับความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ทั้งการกระทำของจำเลยยังเป็นความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงอีกด้วย ทั้งสามฐานความผิดเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษเบากว่า จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

แต่ปรากฏหลักฐานตามเอกสารแนบท้ายฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านว่า ผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไปทั้งทางแพ่งและทางอาญา ถือเป็นการยอมความกันตามกฎหมาย เมื่อความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง เป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในฐานดังกล่าวจึงระงับไป คงเหลือเพียงความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งต้องลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุซึ่งไม่เกินสิบห้าปีอันเป็นบทหนักที่สุด ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ทั้งเห็นสมควรกำหนดโทษในความผิดฐานดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีจำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารแล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี 12 เดือน จำหน่ายคดีสำหรับความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงเสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 279 วรรคแรก ม. 283 ทวิ วรรคสอง ม. 284 วรรคแรก ม. 317 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายอารับร์ คุณศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสุริยนตร์ โสตถิทัต
ศาลอุทธรณ์ — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6317/2552
#506515
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยนำอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเข้าไปในร้านนวดแผนโบราณ อันเป็นการนำอาวุธเข้าไปในสถานบริการขณะเปิดบริการโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยนำอาวุธเข้าไปในสถานบริการ อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 16/2, 28/2 แล้ว แม้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2548 ซึ่งไม่มี พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2548 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษก็ตาม ดังนี้ เป็นการผิดพลาดไป ข้อผิดพลาดดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์อ้างกฎหมายผิด ศาลล่างทั้งสองมีอำนาจลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 อันเป็นกฎหมายที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า และกรณีดังกล่าวไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง

สถานบริการเป็นสถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการแก่บุคคลทั่วไปจึงต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวงการที่จำเลยพาอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนของกลางเข้าไปในสถานบริการในเวลากลางคืนย่อมง่ายต่อการก่อเหตุร้าย นับว่าเป็นอันตรายต่อสุจริตชนผู้เข้าไปใช้บริการในสถานบริการเป็นอย่างยิ่ง และกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม จึงสมควรริบอาวุธปืนของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 371 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2548 มาตรา 16/2, 28/2 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 16/2, 28/2 วรรคหนึ่ง วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานบริการซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบซองปืนพกในของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์อ้างถึงพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2548 โดยมิได้ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถานบริการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 แต่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยนำอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเข้าไปในร้านวาเลนไทม์นวดแผนโบราณ อันเป็นการนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการขณะเปิดบริการโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยนำอาวุธเข้าไปในสถานบริการ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 16/2, 28/2 แล้ว แม้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2548 ซึ่งไม่มีพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2548 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษก็ตาม ดังนี้ เป็นการผิดพลาดไป ข้อผิดพลาดดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์อ้างกฎหมายผิด ศาลล่างทั้งสองมีอำนาจลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 อันเป็นกฎหมายที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า และกรณีดังกล่าวไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาในประการต่อไปขอให้ริบอาวุธปืนของกลางและคืนให้จำเลยนั้น เห็นว่า สถานบริการเป็นสถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการแก่บุคคลทั่วไปจึงต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยจากภยันอันตรายทั้งปวง การที่จำเลยพาอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนของกลางเข้าไปในสถานบริการในเวลากลางคืนย่อมง่ายต่อการก่อเหตุร้าย นับว่าเป็นอันตรายต่อสุจริตชนผู้เขาไปใช้บริการในสถานบริการเป็นอย่างยิ่ง และกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม จึงสมควรริบอาวุธปืนของกลาง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า
พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ม. 16/2 ม. 28/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปากพนัง
จำเลย — นายสุเชต ชินวงศ์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6315/2552
#504747
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะบาดแผลถูกแทงจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ตีผู้ตายหลังจากผู้ตายถูกจำเลยที่ 1 ต่อยจนเซไปแล้วและจำเลยที่ 2 แยกไปทำร้าย พ. โดยไม่ได้ร่วมทำร้ายผู้ตายอย่างใดอีก การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า จึงเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 แต่โดยลำพังพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 คงเป็นเพียงแต่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายเท่านั้นแต่การร่วมกันทำร้ายมีผลให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตาม ป.อ. มาตรา 288 แต่ความผิดดังกล่าวรวมความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก อยู่ด้วย ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 92, 288, 371 ริบอาวุธมีดของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายเนื่องจากจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4142/2545 ของศาลจังหวัดมหาสารคามให้จำคุก 9 เดือน ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 มีอายุเกินสิบเจ็ดปีแล้วและภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษกลับมากระทำผิดคดีนี้อีก

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุผลสมควร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฎิเสธ แต่รับว่าทำร้ายผู้ตายโดยไม่มีเจตนาฆ่า และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การปฎิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 371 อีก 2 กระทง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 15 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 20 ปี ฐานพาอาวุธ ฯ ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 100 บาท

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี 4 เดือน และปรับ 133.32 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าเหตุเกิดจากผู้ตายเมาสุราส่งเสียงดัง ผู้ตายไปขอซื้อบุหรี่ทั้งซองจากจำเลยที่ 2 ในราคา 10 บาท เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยอมขายผู้ตายด่าว่า "เย็ดแม่" ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 โกรธ การถูกด่าดังกล่าวไม่ใช่เหตุเล็กน้อย หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองออกไปนั่งรอที่โต๊ะหน้าร้านที่เกิดเหตุโดยมีพวกของจำเลยทั้งสองประมาณ 3 คน ร่วมสมทบด้วย เมื่อผู้ตายกับพวกเดินออกจากร้าน จำเลยทั้งสองกับพวกตามไปรุมแทงและทุบตีทันที การกระทำดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าเป็นการคบคิดฆ่าผู้ตายแล้ว อีกทั้งผู้ตายกับพวกเมาสุรา ไม่มีอาวุธ ไม่คิดต่อสู้ เอาแต่วิ่งหนี ถ้าจำเลยทั้งสองกับพวกคิดจะทำร้ายผู้ตายเพื่อสั่งสอนก็ควรทำร้ายด้วยการชกต่อยเท่านั้น เห็นว่า ฝ่ายผู้ตายกับฝ่ายจำเลยทั้งสองไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ที่ผู้ตายไปขอซื้อบุหรี่ทั้งซองในราคาเพียง 10 บาท จากจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยอมขายให้ก็ด่าว่า ย่อมเป็นการเข้าไปก่อเรื่องของผู้ตาย ถ้าจำเลยที่ 2 โกรธเคืองมากก็คงไม่ให้บุหรี่แก่ผู้ตายไปบ้าง ขณะที่อยู่ในร้านผู้ตายเมาสุราส่งเสียงดังโวยวายรบกวนแขกในร้าน จนเจ้าของร้านทนไม่ไหวไปขอร้องผู้ตายให้กลับบ้าน แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองจะออกไปนั่งที่โต๊ะนอกร้านซึ่งมีบุคคล 3 คน นั่งอยู่ก่อนแล้ว เมื่อผู้ตายกับพวกเดินออกจากร้านก็ถูกรุมทำร้าย การเข้ารุมทำร้ายอาจเนื่องจากผู้ตายเข้าไปก่อความวุ่นวายในร้านจนทำให้คนในร้านไม่พอใจ ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฎว่าพวกที่เข้ารุมทำร้ายผู้ตายกับพวกทราบก่อนแล้วว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธมีด นอกจากนี้ไม้ที่ใช้ทำร้ายผู้ตายกับพวกก็มิใช่เป็นไม้ที่พวกที่รุมทำร้ายเตรียมไว้ก่อนเกิดเหตุ นายจินดารัตน์ พยานโจทก์ไม่เห็นว่าใครแทงผู้ตายและใครเป็นผู้ที่ตีพยาน ส่วนนายพงษ์ศักดิ์ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า พยานเห็นจำเลยที่ 1 วิ่งเข้ามาเป็นคนแรกและต่อยบริเวณใบหน้าผู้ตายทำให้ผู้ตายเซไป แล้วจำเลยที่ 2 กับพวกเข้าไปรุมทำร้ายผู้ตายโดยจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ตีผู้ตาย เมื่อเห็นผู้ตายถูกรุมพยานวิ่งหนีไปยืนอยู่ที่หน้าหมู่บ้านลลิลกรีนวิลล์ เห็นจำเลยที่ 1 ถืออาวุธมีดวิ่งเข้าไปแทงผู้ตาย พยานกับพวกจึงกลับไปช่วยผู้ตายจนถูกจำเลยที่ 2 กับพวกทำร้ายโดยจำเลยที่ 2 ใช้ขวดตีพยานแต่ไม่ถูกจึงกลับไปหน้าร้านที่เกิดเหตุแล้วจำเลยทั้งสองกับพวกขึ้นรถแท็กซี่หลบหนีไป จากคำเบิกความของนายพงษ์ศักดิ์จะเห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 ทำร้ายผู้ตายหลังจากจำเลยที่ 1 ต่อยผู้ตายมิใช่ในขณะที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย แต่ในขณะที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายกลับปรากฏว่าเป็นช่วงเวลาที่จำเลยที่ 2 กับพวกเข้าทำร้ายนายพงษ์ศักดิ์ ซึ่งจำเลยที่ 2 อาจไม่ทราบว่าในขณะนั้นผู้ตายถูกแทงและหลังจากจำเลยที่ 2 ใช้ขวดตีนายพงษ์ศักดิ์ไม่ถูกแล้วก็วิ่งกลับไปทันทีมิได้ทำร้ายหรือขัดขวางมิให้นายพงษ์ศักดิ์เข้าไปช่วยผู้ตายอีก ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 รุมทำร้ายผู้ตาย เนื่องจากผู้ตายมาก่อกวนขอซื้อบุหรี่ไม่คิดจะฆ่าผู้ตาย ไม่ทราบว่าผู้ตายถูกจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงเนื่องจากไม่เห็นเหตุการณ์ และจำเลยที่ 1 ไม่ได้บอกให้ทราบ หลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน จำเลยที่ 2 ยังไปที่ร้านที่เกิดเหตุจนถูกจับกุม ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มิได้คบคิดกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตาย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะบาดแผลถูกแทงจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ตีผู้ตายหลังจากผู้ตายถูกจำเลยที่ 1 ต่อยจนเซไปแล้วและจำเลยที่ 2 แยกไปทำร้ายนายพงษ์ศักดิ์ โดยไม่ได้ร่วมทำร้ายผู้ตายอย่างใดอีก การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า จึงเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 แต่โดยลำพัง พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 คงเป็นเพียงแต่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายเท่านั้น แต่การร่วมกันทำร้ายมีผลให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก คดีนี้แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 แต่ความผิดดังกล่าวรวมความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก อยู่ด้วย ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เนื่องจากจำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 9 เดือน ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4142/2545 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม และกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายใน 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษนั้นปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนี้ เมื่อความผิดที่ศาลล่างทั้งสองจำคุกจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษได้พ้นไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติข้างต้นใช้บังคับ จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ไม่ได้ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น 15 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุก 3 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 288 ม. 290 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายแหลมทอง ไวมาตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6313/2552
#504746
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยมิได้เป็นผู้ให้เช่าห้องพิพาท มิได้รับเงินจากโจทก์การกระทำของ ม. เป็นการเรียกร้องแทนเจ้าของห้องในฐานะนายหน้า จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย โดยคำให้การของจำเลยมิได้ตั้งประเด็นเรื่องค่าเช่าว่า โจทก์จะต้องชำระค่าเช่าห้องให้แก่จำเลยในฐานะคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้เช่าแทนเจ้าของห้องก็ตาม แต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นคำให้การที่ปฏิเสธความรับผิดตามคำฟ้องของโจทก์อย่างสิ้นเชิง การที่ศาลชั้นต้นตั้งประเด็นข้อพิพาทวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาว่า ม. เป็นตัวแทนของจำเลยหรือเป็นนายหน้าของเจ้าของห้องในการนำห้องดังกล่าวออกให้โจทก์เช่าโดยมีประเด็นข้อพิพาทที่ต่อเนื่องว่าจำเลยจะต้องคืนเงินจำนวนตามที่ฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด และการที่ศาลทั้งสองวินิจฉัยว่า ม. เป็นตัวแทนเชิดของจำเลยในการนำห้องออกให้โจทก์เช่า ถือได้ว่าโจทก์ได้เช่าห้องดังกล่าวจากจำเลยเพราะผู้ให้เช่าไม่จำต้องเป็นเจ้าของห้องที่ให้เช่า ประกอบกับจำเลยมีวัตถุประสงค์ให้เจ้าของร่วมนำห้องที่จะให้เช่ามามอบให้จำเลยเป็นผู้บริหารจัดการเองเพื่อประโยชน์ต่อเจ้าของรวมทุกคน จำเลยจึงต้องผูกพันกับการเช่าห้องดังกล่าวด้วย เมื่อโจทก์ขอคืนเงินในการเช่าห้องโดยไม่ปรากฏว่าฝ่ายใดมีการผิดสัญญาและขอให้สิทธิเลิกสัญญาแก่กัน จึงถือได้ว่า ม. ในฐานะตัวแทนของจำเลยยอมให้โจทก์ส่งมอบห้องคืนเช่นนี้แล้ว ย่อมมีผลให้การเช่าห้องเป็นอันเลิกกันและคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชำระค่าเช่าในระยะเวลาที่โจทก์อยู่ในห้องเช่าดังกล่าวให้แก่จำเลย จึงเป็นคำวินิจฉัยที่อยู่ในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีโดยตรงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2) มิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือขัดกับข้อเท็จจริงในสำนวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 9,172 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 9,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 6,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 800 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 300 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจว่า "คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเช่าเป็นเวลาครึ่งเดือนเป็นเงิน 2,250 บาท ให้แก่จำเลยเป็นการวินิจฉัยที่ขัดกับข้อเท็จจริงในสำนวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่เพียงใด เห็นว่า การวินิจฉัยข้อกฎหมายเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนมาแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทอาคารชุดตามกฎหมาย โดยมีข้อบังคับและกฎระเบียบอาคารชุดจำเลยตามสำเนาหนังสือรับรอง และสำเนาข้อบังคับและกฎระเบียบ ตลอดจนมีวัตถุประสงค์ของอาคารชุดจำเลยเพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลาง รวมทั้งหารายได้เพื่อใช้จ่ายดังกล่าว เช่น การให้บริการรับฝากห้องเช่าของอาคารชุดจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3 โดยจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลอาคารชุดได้เชิดให้นางสาวมณีกานต์พนักงานของจำเลยเป็นตัวแทนนำห้องพักในอาคารชุดซึ่งมีบุคคลอื่นเป็นเจ้าของออกให้บุคคลภายนอกเช่าตามวัตถุประสงค์ของเจ้าของร่วมทุกคน ต่อมาวันที่ 16 มกราคม 2548 โจทก์ได้มาขอเช่าห้องหมายเลข 312 ในอาคารชุดจำเลยเป็นรายเดือนจากนางสาวมณีกานต์ นางสาวมณีกานต์ตกลงให้เช่าโดยเรียกเก็บเงินค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือน เป็นเงิน 4,500 บาท และเงินประกันอีก 4,500 บาท รวมเป็นเงิน 9,000 บาท ตามสำเนาภาพถ่ายใบเสร็จรับเงิน ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์กับนางสาวมณีกานต์ในฐานะตัวแทนเชิดของจำเลยตกลงเลิกสัญญากันและโจทก์ได้ย้ายออกจากห้องพักดังกล่าวในวันนั้นเอง แต่จำเลยไม่คืนเงินจำนวน 9,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืน เห็นว่า แม้จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยมิได้เป็นผู้ให้เช่าห้องพิพาท จำเลยมิได้รับเงินจากโจทก์ การกระทำของนางสาวมณีกานต์เป็นการเรียกร้องแทนเจ้าของห้องในฐานะนายหน้า จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย โดยคำให้การของจำเลยมิได้ตั้งประเด็นเรื่องค่าเช่าว่า โจทก์จะต้องชำระค่าเช่าห้อง 312 ให้แก่จำเลยในฐานะคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้เช่าแทนเจ้าของห้องตามที่โจทก์อ้างในฎีกาก็ตาม แต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นคำให้การที่ปฏิเสธความรับผิดตามคำฟ้องของโจทก์อย่างสิ้นเชิงนั่นเอง การที่ศาลชั้นต้นตั้งประเด็นข้อพิพาทวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาว่า นางสาวมณีกานต์เป็นตัวแทนของจำเลยหรือเป็นนายหน้าของเจ้าของห้องหมายเลข 312 ในการนำห้องดังกล่าวออกให้โจทก์เช่า โดยมีประเด็นข้อพิพาทข้อที่ 2 ที่ต่อเนื่องจากข้อแรกต่อไปอีกว่า จำเลยจะต้องคืนเงินจำนวนตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด และการที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า นางสาวมณีกานต์เป็นตัวแทนเชิดของจำเลยในการนำห้องหมายเลข 312 ออกให้โจทก์เช่า จึงถือได้ว่าโจทก์ได้เช่าห้องดังกล่าวจากจำเลยเพราะผู้ให้เช่าไม่จำต้องเป็นเจ้าของห้องที่ให้เช่า ประกอบกับจำเลยมีวัตถุประสงค์ให้เจ้าของร่วมนำห้องที่จะให้เช่ามามอบให้จำเลยเป็นผู้บริหารจัดการเองเพื่อประโยชน์ต่อเจ้าของร่วมทุกคนตามสำเนาเอกสารหมาย จ.3 จำเลยจึงต้องผูกพันกับการเช่าห้องหมายเลข 312 ดังกล่าวต่อโจทก์ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทต่อไปอีกว่า จำเลยจะต้องรับผิดคืนเงินจำนวนตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมด แต่พิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้แต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้ ดังนั้นการที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากตัวโจทก์และนางสาวมณีกานต์ว่า เมื่อโจทก์ขอคืนเงินในการเช่าห้องหมายเลข 312 โดยไม่ปรากฏว่าฝ่ายใดมีการผิดสัญญาและขอใช้สิทธิเลิกสัญญาแก่กัน จึงถือได้ว่านางสาวมณีกานต์ในฐานะตัวแทนของจำเลยยอมให้โจทก์ส่งมอบห้องหมายเลข 312 คืนเช่นนี้แล้ว ย่อมมีผลให้การเช่าห้องหมายเลข 312 เป็นอันเลิกกันและคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชำระค่าเช่าในระยะเวลาที่โจทก์อยู่ในห้องเช่าดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยนำเงินจำนวน 2,250 บาท เท่ากับระยะเวลาครึ่งเดือนไปหักออกจากเงินจำนวน 9,000 บาท ที่จำเลยรับไปจากโจทก์แล้ว คงเหลือเงินที่จำเลยจะต้องคืนให้แก่โจทก์จำนวน 6,750 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนั้น จึงเป็นคำวินิจฉัยที่อยู่ในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีโดยตรง มิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและขัดกับข้อเท็จจริงในสำนวนดังที่โจทก์ฎีกาโต้แย้ง นอกจากนี้ข้ออ้างในฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องหมายเลข 312 กับจำเลยโดยนางสาวมณีกานต์เป็นตัวแทนของจำเลยเพราะโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในตัวจำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรมสัญญาเช่าว่า จำเลยเป็นเจ้าของห้องหมายเลข 312 สัญญาเช่าจึงเป็นโมฆะและไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใด ๆ แก่จำเลย การคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับนั้น จึงเป็นเรื่องที่โจทก์พยายามยกข้อเท็จจริงมาฟังสรุปให้แตกต่างไปจากข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองฟังเป็นยุติดังกล่าวข้างต้นมาแล้วเพื่อเบี่ยงเบนให้เป็นข้อกฎหมายอีกเรื่องหนึ่งโดยอ้างในฎีกาขึ้นใหม่ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในตัวจำเลยว่า จำเลยเป็นเจ้าของห้องที่ให้เช่า ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยอีกด้วย เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 4 ว่าด้วยเรื่องเช่าทรัพย์นั้นมิได้มีบทบัญญัติใด ๆ ที่บังคับไว้ว่าผู้ให้เช่าจำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 300 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรีชา เชื้อพลากิจ
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดโรจนะคอนโด - พลาซ่า
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6303/2552
#503292
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2550 ซึ่งเป็นการถึงแก่กรรมระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 และเจ้าหน้าที่ศาลได้รายงานผลการส่งหมายแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2551 ว่า ส่งไม่ได้เพราะจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมแล้ว พร้อมทั้งได้เสนอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแสดงว่าศาลชั้นต้นทราบแล้วว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมตั้งแต่ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับการมรณะของคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 ดังนั้น ศาลชั้นต้นต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และดำเนินการเพื่อให้มีคู่ความเข้าแทนที่คู่ความที่ถึงแก่กรรมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 แล้วส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คืนศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อสั่งเกี่ยวกับกรณีที่จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมและมีคำพิพากษาใหม่ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นไม่มีคำสั่งประการใดตามที่เจ้าหน้าที่ศาลเสนอรายงานผลการส่งหมายแจ้งนัดดังกล่าวและอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไป แม้ในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะมีผู้ที่จำเลยทั้งสองเคยแต่งตั้งให้เป็นผู้รับมอบฉันทะของจำเลยทั้งสองได้มาฟังคำพิพากษาแทน แต่ศาลชั้นต้นทราบแล้วว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมแล้วและยังไม่มีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยมิได้ดำเนินการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ของศาลชั้นต้น จึงไม่ชอบ ต่อมาเมื่อพ้นระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 จะยื่นฎีกาได้ ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 จะยื่นฎีกาได้ ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 รวมทั้งมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่จำเลยที่ 2 และมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ล้วนเป็นคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่ทายาทของนางกิมตัน รวม 4 ราย จำนวนเงินรายละ 58,000 บาท โดยแบ่งชำระรายละ 6 งวด งวดแรกชำระในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 รายละ 8,000 บาท งวดที่สองและงวดต่อไปชำระภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปทุกเดือนรายละ 10,000 บาท จนกว่าจะครบ โดยนำเงินมาวางศาลทุกงวด หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดทุกงวดทุกรายพร้อมกันทั้งหมด จำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์หรือบุคคลดังกล่าวคนใดคนหนึ่งบังคับคดีเงินที่ค้างชำระพร้อมกันทุกงวดทุกรายทั้งหมด และบุคคลดังกล่าวจะมอบอำนาจให้บุคคลใดรับเงินแทนก็ได้ หากเป็นกรณีจะยกเงินให้แก่บุคคอื่นจะต้องแถลงต่อศาลด้วยตนเอง เมื่อจำเลยทั้งสองชำระเงินครบถ้วนตามที่กำหนด โจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาแก่จำเลยทั้งสองและให้ถือว่าเป็นการยอมความในคดีอาญาที่โจทก์ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองที่สถานีตำรวจภูธรตำบลกลางดง จังหวัดนครราชสีมา ทันที ต่อมาจำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจำนวน 6 งวดโดยงวดแรกเป็นเงิน 8,000 บาท งวดที่สองถึงงวดที่หกเป็นเงินงวดละ 10,000 บาท โดยระบุว่าเป็นการชำระให้แก่โจทก์รวมเป็นเงิน 58,000 บาท โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1233 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและประกาศเรื่องการยึดทรัพย์ดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้ให้ผู้มีสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอให้บังคับคดีได้ ไม่มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดีและประกาศเรื่องยึดทรัพย์ดังกล่าว

ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุที่จะงดการบังคับคดี ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่งดการบังคับคดี

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและประกาศเรื่องยึดทรัพย์ดังกล่าว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของงานจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีและประกาศเรื่องการยึดทรัพย์ดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2550 ตามสำเนามรณบัตรท้ายคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการถึงแก่กรรมระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 และเจ้าหน้าที่ศาลได้รายงานผลการส่งหมายแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และเจ้าหน้าที่ศาลได้รายงานผลการส่งหมายแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2551 ว่า ส่งไม่ได้เพราะจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมแล้ว พร้อมทั้งได้เสนอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแสดงว่าศาลชั้นต้นทราบแล้วว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมตั้งแต่ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับการมรณะของคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ดังนั้น ศาลชั้นต้นต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และดำเนินการเพื่อให้มีคู่ความเข้าแทนที่คู่ความที่ถึงแก่กรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 แล้วส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คืนศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อสั่งเกี่ยวกับกรณีที่จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมและมีคำพิพากษาใหม่ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นไม่มีคำสั่งประการใดตามที่เจ้าหน้าที่ศาลเสนอรายงานผลการส่งหมายแจ้งจัดดังกล่าวและอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไป แม้ในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะมีผู้ที่จำเลยทั้งสองเคยแต่งตั้งให้เป็นผู้รับมอบฉันทะของจำเลยทั้งสองได้มาฟังคำพิพากษาแทนแต่ศาลชั้นต้นทราบแล้วว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมแล้ว และยังไม่มีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยมิได้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ต่อมาเมื่อพ้นระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 จะยื่นฎีกาได้ ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 รวมทั้งมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่จำเลยที่ 2 และมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ล้วนเป็นคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลล่างทั้งสองดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งให้ถูกต้องก่อน คดีจึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป"

พิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับตั้งแต่การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2551 เป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คืนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี และยกฎีกาของจำเลยที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสายสุนีย์ แสงสีแก้ว
จำเลย — นายพัฒ พิมดีด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6300/2552
#503086
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคสอง เป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องนำสืบให้ศาลเห็นว่า ผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้ ผู้ร้องมีพยานบุคคลเพียงปากเดียวเบิกความว่าได้มีการสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพียงมีหนังสือสอบถามเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและเงินฝากในธนาคารของจำเลยเท่านั้น ผู้ร้องไม่มีพยานบุคคลหรือพยานเอกสารใดๆ แสดงให้ปรากฏต่อศาลว่า ผู้ร้องได้กระทำการอย่างอื่นอันจะถือได้ว่าเป็นการสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้อีก การดำเนินการของผู้ร้องเพียงเท่านี้ เห็นว่า ไม่พอเพียงที่ศาลจะฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่นๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องเรียกราคาค่าสินค้าจากจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 73,100 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง มีนายศุภรัตน์เป็นอธิบดี มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้อง การดำเนินคดีนี้ได้มอบอำนาจให้นายไพรัชดำเนินคดีแทน จำเลยค้างชำระค่าภาษีอากรของสำนักงานสรรพากร เขตพญาไท จำนวนหลายรายการเป็นเงินจำนวน 417,949.28 บาท ผู้ร้องตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยแล้วไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินอื่นใดที่จะให้ผู้ร้องดำเนินการยึดอายัดเพื่อนำมาชำระหนี้ได้ ต่อมาทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีกรมบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์จำนวน 17 รายการ ของจำเลย โดยขายแล้วเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2544 จำนวน 9 รายการ เป็นเงินจำนวน 24,900 บาท ผู้ร้องเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยภาษีอากรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคสาม และตรวจสอบไม่พบว่าจำเลยมีทรัพย์สินอื่นใดอันจะพึงยึด อายัด มาขายทอดตลาดชำระหนี้ นอกจากทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดไว้ ขอให้ผู้ร้องได้รับเฉลี่ยเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยและที่จะขายในครั้งต่อๆ ไป

โจทก์คัดค้านว่า จำเลยค้างชำระค่าภาษีผู้ร้องเป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนั้นจำเลยยังประกอบกิจการ ผู้ร้องปล่อยปละละเลยเป็นเวลาหลายปี โดยไม่ได้ติดตามหรือตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อทำการยึดอายัดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 และจำเลยยังมีทรัพย์สินอีกจำนวนมากไม่น้อยกว่า 800,000 บาท ซึ่งผู้ร้องสามารถที่จะยึดอายัดมาชำระหนี้ได้แต่ผู้ร้องมิได้กระทำ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์พ้นกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยตามที่โจทก์ได้นำยึดไว้ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องสามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลยได้หรือไม่ ผู้ร้องมีพยานบุคคลเบิกความ 1 ปาก คือนายสุเทพขณะเบิกความมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีระดับ 5 ทำหน้าที่ตรวจสอบภาษีอากรสำหรับผู้เสียภาษีที่อยู่ในเขตพญาไทเบิกความเกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยว่า "หลังจากที่มีการดำเนินการประเมินภาษีไปยังจำเลยแล้ว จำเลยก็ยังไม่เคยนำภาษีค้างชำระมาชำระให้แก่ผู้ร้องแต่อย่างใด จากนั้นฝ่ายกฎหมายของผู้ร้องจึงได้ดำเนินการสอบสวนติดตามสืบหาทรัพย์ของจำเลย ซึ่งทำการตรวจสอบเกี่ยวกับที่ดินและบัญชีเงินฝากในธนาคาร สำหรับในส่วนของที่ดินนั้นจากการตรวจสอบแล้วไม่พบว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่อย่างใด ตามหนังสือขอตรวจสอบที่ให้ดู อ้างส่งศาลหมาย ร.30 และในส่วนของการตรวจสอบบัญชีเงินฝากในธนาคารหลายธนาคารพบว่าจำเลยมีเงินฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่สีลม และพบที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรางน้ำ ตามหนังสือที่ให้ดู อ้างส่งศาลหมาย ร.31 จากนั้นได้ทำการอายัดเงินจำนวนดังกล่าวและให้ส่งเงินดังกล่าวมาทำการหักชำระหนี้..." เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคสอง บัญญัติว่า "ไม่ว่ากรณีใด ๆ ห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำขอเช่นว่านี้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา" โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องนำสืบให้ศาลเห็นว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้ คดีนี้ผู้ร้องมีพยานบุคคลเพียงปากเดียวคือนายสุเทพเบิกความเกี่ยวกับการสืบหาทรัพย์สินของผู้ร้องซึ่งได้ความจากคำเบิกความของพยานเกี่ยวกับเรื่องนี้เพียงว่าได้มีการสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพียงมีหนังสือสอบถามเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและเงินฝากในธนาคารของจำเลยเท่านั้น นอกจากพยานบุคคลดังกล่าวแล้วผู้ร้องไม่มีพยานบุคคลหรือพยานเอกสารใด ๆ แสดงให้ปรากฏต่อศาลว่า ผู้ร้องได้กระทำการอย่างอื่นอันจะถือได้ว่าเป็นการสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้อีก การดำเนินการของผู้ร้องเพียงเท่านี้เห็นว่าไม่พอเพียงที่ศาลจะฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่นๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประวิทย์ อัศนธรรม
ผู้ร้อง — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทใต้หล้า จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6294/2552
#502913
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีหน้าที่ต้องกรอกรายการในแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 20 แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงเบื้องต้นสำหรับให้เทศบาลเมืองจำเลยที่ 1 กำหนดประเภทแห่งทรัพย์สินเพื่อประเมินค่ารายปีและค่าภาษีที่จะต้องเสียเท่านั้น เมื่อใบแจ้งคำชี้ขาดไม่มีเหตุผลประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณา และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจที่ชัดแจ้ง โจทก์ย่อมไม่ทราบเหตุผลในการทำคำชี้ขาดได้ ใบแจ้งคำชี้ขาดจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แต่เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบในรูปแบบของใบแจ้งคำชี้ขาดที่ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องจัดให้มีเหตุผลและแจ้งให้โจทก์ทราบต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าในนามห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส สาขากาญจนบุรี ตั้งอยู่เลขที่ 355/3 ถนนแสงชูโตใต้ ตำบลปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2549 โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินจากจำเลยที่ 1 ซึ่งกำหนดให้โจทก์ชำระค่าภาษีจำนวน 2,705,036 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าว จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2549 และได้ชำระค่าภาษีตามการประเมินไปเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 ต่อมาวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 จำเลยที่ 2 มีคำสั่งชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โดยให้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินของจำเลยที่ 1 โจทก์เห็นว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากในปี 2547 จำเลยที่ 1 ได้ประเมินค่ารายปีสำหรับห้างสรรพสินค้าของโจทก์ จำนวน 13,668,292 บาท คิดเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 1,708,536.50 บาท ในปี 2548 จำเลยที่ 1 ให้ประเมินค่ารายปีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นจำนวน 14,067,496 บาท คิดเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 1,758,437 บาท ซึ่งโจทก์ยอมรับและมิได้โต้แย้งการประเมิน แต่สำหรับปี 2549 จำเลยที่ 1 มิได้นำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วคือปี 2548 มาใช้เป็นเกณฑ์ในการคำนวณค่าภาษี เป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โดยคิดค่ารายปีสำหรับห้างสรรพสินค้าของโจทก์จำนวน 21,640,288 บาท และค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 2,705,036 บาท ซึ่งสูงกว่าปี 2548 ถึง 946,599 บาท โดยไม่มีกฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่งใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจในการประเมินภาษีเพิ่มสูงขึ้นถึงจำนวนดังกล่าวได้ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้แสดงเหตุผลว่าได้ใช้เหตุผลใดในการประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2549 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนดังกล่าว และตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) ที่จำเลยที่ 1 แจ้งมายังโจทก์เพื่อทำการประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่า จำเลยที่ 1 ประเมินค่าภาษีดังกล่าวโดยอาศัยเหตุผลใดมาประกอบการพิจารณา โจทก์ไม่อาจทราบเหตุผลแห่งการประเมินดังกล่าว ต่อมาตัวแทนของโจทก์ได้สอบถามจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงทราบว่า จำเลยที่ 1 นำเอารายได้จากค่าบริการพื้นที่ชั่วคราวที่โจทก์จัดให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้พื้นที่ชั่วคราวในกิจกรรมประเภทต่าง ๆ และนำรายได้จากส่วนแบ่งของการจำหน่ายอาหารที่โจทก์ได้รับจากผู้ประกอบกิจการร้านอาหารถือเป็นค่าเช่าทั้งที่รายได้ดังกล่าวไม่ใช่ค่าเช่า โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ จำเลยที่ 2 มีใบแจ้งคำชี้ขาดมาเพียงว่า คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่มีมติเห็นชอบในการคงอัตราค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินรายของโจทก์ไว้เท่าเดิม โดยไม่ได้อธิบายว่า เหตุใดจำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจในการประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเพิ่มจากปีที่ผ่านมา และจำเลยที่ 2 ใช้เหตุผลใดพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 ประเมินโดยชอบแล้ว เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 พื้นที่ส่วนที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกใช้ชั่วคราวนั้นไม่ถือเป็นการให้เช่าพื้นที่ เพราะโจทก์มิได้ส่งมอบพื้นที่ให้แก่คู่สัญญา แต่โจทก์คิดค่าบริการโดยพิจารณาถึงบริการสาธารณูปโภคที่โจทก์จัดหาให้ ได้แก่ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าที่จอดรถ ค่าบริการรักษาความสะอาด และค่าบริการรักษาความปลอดภัย ซึ่งเป็นสัญญาที่มีผลผูกพันระยะสั้นที่มิใช่เป็นการให้เช่า การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้นำค่าบริการดังกล่าวมาคิดเป็นค่าเช่าเพื่อประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจากโจทก์จึงไม่ถูกต้อง อีกทั้งกรมสรรพากรมีคำสั่งที่ ป. 90/2542 เรื่อง การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 81 (1) (ต) การโอนสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 77/1 (8) และ (9) และการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2542 กำหนดไว้ว่ารูปแบบในการทำสัญญาของโจทก์ไม่ถือเป็นการให้เช่าตามกฎหมายรายรับที่โจทก์ได้รับจึงมิใช่ค่าเช่าตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และการประเมินในพื้นที่ส่วนนี้เป็นการประเมินซ้ำซ้อนกับพื้นที่ที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการเอง เนื่องจากเป็นพื้นที่อยู่ในส่วนเดียวกับโรงเรือนที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการเองด้วยซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้ประเมินภาษีไว้แล้ว สำหรับในส่วนพื้นที่ศูนย์อาหารนั้นเป็นส่วนที่โจทก์ประกอบกิจการเอง โดยจัดให้บุคคลภายนอกเข้าปรุงอาหารจำหน่าย โจทก์จะได้รับส่วนแบ่งของค่าอาหารที่แต่ละร้านค้าได้รับจากลูกค้าตามยอดขายนั้น ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ทำการประเมินโดยนำรายได้ที่โจทก์ได้แบ่งผลประโยชน์จากร้านค่าแต่ละร้านค้ามาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณค่ารายปีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน และเป็นการประเมินซ้ำซ้อนกับพื้นที่ที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการเอง ซึ่งได้มีการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินไปแล้วด้วย รวมเป็นค่าภาษีสำหรับพื้นที่ที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกใช้ชั่วคราวกับพื้นที่ศูนย์อาหารทั้งสิ้นจำนวน 946,599 บาท ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และค่าชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินที่เรียกเก็บจากโจทก์ เกินไปจำนวน 946,599 บาท ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง และให้ใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวเมื่อพ้น 3 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) สำหรับห้างสรรพสินค้าของโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงรือนและที่ดินสำหรับทรัพย์สินรายการที่ 1 คือ ตัวอาคารทั้งหมดมีพื้นที่ 15,120 ตารางเมตร คิดเป็น 315 ห้อง (1 ห้อง พื้นที่ 48 ตารางเมตร) โดยหักพื้นที่ส่วนที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกเช่าบูธใหญ่ บูธเล็ก และศูนย์อาหาร (ทรัพย์สินรายการที่ 2, 3 และ 4) ออกจากตัวอาคาร คงเหลือพื้นที่ 273 ห้อง คิดภาษีห้องละ 1,050 บาท โดยคำนวณเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้ คิดเป็นค่ารายปีจำนวน 2,293,200 บาท และค่าภาษีจำนวน 286,650 บาท ทรัพย์สินรายการที่ 2 คือพื้นที่ส่วนที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกเช่า (บูธใหญ่) จำนวน 31 หน่วยคิดค่ารายปีตามจำนวนค่าเช่าที่โจทก์ได้ยื่นไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จำนวน 9,547,664 บาท และค่าภาษีจำนวน 1,193,458 บาท ทรัพย์สินรายการที่ 3 พื้นที่ที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกเช่า (บูธเล็ก) จำนวน 29 หน่าย ซึ่งโจทก์ให้บุคคลภายนอกเช่าขายสินค้าและให้บริการ จำเลยที่ 1 ได้คิดค่ารายปีจำนวน 4,629,400 บาท ค่าภาษีจำนวน 578,675 บาท ทรัพย์สินรายการที่ 4 พื้นที่ศูนย์อาหารจำนวน 17 หน่วย ซึ่งโจทก์ได้แบ่งให้ผู้ประกอบการร้านอาหารเข้ามาขายอาหารแต่โจทก์ ไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดและข้อมูลเรื่องค่าเช่าในพื้นที่ส่วนนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้นำข้อมูลของรายได้ที่โจทก์ได้รับจากผู้ประกอบการขายอาหารซึ่งโจทก์ส่งมอบไว้ให้แก่จำเลยที่ 1 มาประกอบการพิจารณากำหนดค่ารายปี และเห็นว่ารายได้ของโจทก์ที่เกิดขึ้นในส่วนพื้นที่ของศูนย์อาหารเป็นจำนวนเงินซึ่งสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ จึงกำหนดค่ารายปี 3,408,904 บาท คิดเป็นค่าภาษีจำนวน 426,113 บาท ทรัพย์สินรายการที่ 5 ลานจอดรถ พื้นที่ 28,752 ตารางเมตร คิดเป็นค่ารายปีจำนวน 1,725,120 บาท ค่าภาษีจำนวน 215,640 บาท และทรัพย์สินรายการที่ 6 สต๊อกเก็บสินค้าพื้นที่ 240 ตารางเมตร คิดเป็นค่ารายปีจำนวน 36,000 บาท ค่าภาษีจำนวน 4,500 บาท รวมเป็นค่ารายปีทั้งสิ้นจำนวน 21,640,288 บาท และค่าภาษีทั้งสิ้น 2,705,036 บาท จำเลยที่ 1 ได้แจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ จำเลยที่ 2 ได้มีคำชี้ขาดให้คงอัตราค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินไว้ตามการประเมินของจำเลยที่ 1 การประเมินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทรัพย์สินรายการที่ 3 พื้นที่ที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกเช่า (บูธเล็ก) นั้น จำเลยที่ 1 ได้ใช้หลักเกณฑ์ในการประเมินเช่นเดียวกับปีภาษี 2547 และ 2548 ที่ล่วงมาแล้ว เพราะเห็นว่ามีลักษณะเช่นเดียวกับการให้เช่า ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับและมิได้แย้งการประเมินค่ารายปีและค่าภาษี แต่เนื่องจากปีภาษี 2548 โจทก์ได้ให้เช่าบูธเล็กจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าปีภาษี 2548 จำเลยที่ 1 ได้ทำการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีเพิ่มขึ้นโดยพิจารณาจากข้อมูลและหลักฐานที่โจทก์ยื่นไว้ และได้มีการหักพื้นที่ส่วนนี้ออกจากพื้นที่รวมของห้างสรรพสินค้าของโจทก์แล้ว จึงมิใช่เป็นการประเมินซ้ำซ้อน สำหรับพื้นที่ศูนย์อาหารนั้น โจทก์ได้นำพื้นที่ดังกล่าวออกให้ผู้ประกอบการร้านอาหารดำเนินกิจการหลายราย โดยมีลักษณะเป็นการแบ่งพื้นที่ให้ใช้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เห็นว่า รายรับที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกใช้พื้นที่ศูนย์อาหารนั้น ถือเป็นจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ สามารถเทียบได้กับค่ารายปีและมีการหักพื้นที่ส่วนนี้ออกจากพื้นที่รวมของห้างสรรพสินค้าของโจทก์แล้วด้วย จึงไม่ใช่เป็นการประเมินภาษีซ้ำซ้อนเช่นเดียวกัน ส่วนคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 90/2542 เรื่อง การเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 81 (1) (ต) การโอนสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 77/1 (8) และ (9) และการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2542 นั้น เป็นเรื่องที่ใช้สำหรับกรณีจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ ไม่อาจนำมาใช้แก่กรณีของโจทก์ได้ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เป็นกฎหมายที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้บังคับแก่คำสั่งทางปกครองทั่วไปที่บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องไม่มีข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกคำสั่งทางปกครอง ส่วนกรณีการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น กฎหมายกำหนดให้เจ้าของโรงเรือน และที่ดินต้องยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีไว้แล้ว ซึ่งเจ้าของโรงเรือนและที่ดินจะต้องแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ค่าเช่า หรือประโยชน์ที่อาจคำนวณได้ เป็นเงินจากทรัพย์สินดังกล่าว โจทก์จึงทราบเหตุผลในการประเมินและค่าภาษีอยู่แล้ว ส่วนหนังสือแจ้งคำชี้ขาดก็เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งถือว่าเหตุผลในการออกคำชี้ขาดก็เป็นเรื่องที่โจทก์รู้อยู่แล้วเช่นเดียวกัน หนังสือแจ้งการประเมินของจำเลยที่ 1 และใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสองไม่จำต้องคืนค่าภาษีให้แก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการไปตามกฎหมาย จึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2549 สำหรับห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส สาขากาญจนบุรี ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 3 ถึง 5 และเอกสารประกอบแผ่นที่ 6 ถึง 84 จำเลยที่ 1 ได้ทำการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ เป็นค่ารายปี 21,640,288 บาท และค่าภาษี 2,705,036 บาท จำเลยที่ 1 ได้แจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบตามหนังสือที่ กจ.52002/1626 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2549 เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 90 และไปแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 19 เลขที่ 16 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 91 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ตามคำร้องเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 92 และ 96 ถึง 98 คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ได้ประชุมแล้ว มีมติเห็นชอบในการคงอัตราค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ประจำปี 2549 ตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตามรายงานประชุมเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 101 ถึง 108 แผ่นที่ 109 และจำเลยที่ 2 มีหนังสือเรื่อง แจ้งคำชี้ขาดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและใบแจ้งคำชี้ขาดแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 109 และ 110

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่าใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับพิพาทชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ เห็นว่า แม้จะเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องกรอกรายการในแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 20 ก็ตามแต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงเบื้องต้นสำหรับให้จำเลยที่ 1 กำหนดประเภทแห่งทรัพย์สินเพื่อประเมินค่ารายปีและค่าภาษีที่จะต้องเสียเท่านั้น เมื่อใบแจ้งคำชี้ขาดไม่มีเหตุผลประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิงข้อพิจารณา และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจที่ชัดแจ้ง โจทก์ย่อมไม่ทราบเหตุผลในการทำคำชี้ขาดได้ ใบแจ้งคำชี้ขาดจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติราชการทางปกครอง แต่เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบในรูปแบบของใบแจ้งคำชี้ขาดที่ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องจัดให้มีเหตุผลและแจ้งให้โจทก์ทราบต่อไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้ออื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนการแจ้งตามใบแจ้งคำชี้ขาดและให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีจำนวน 946,599 บาท ตามที่โจทก์ขอ ภายใน 3 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นที่สุด จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 20
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น จำกัด
จำเลย — เทศบาลเมืองกาญจนบุรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6289/2552
#495438
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้เถียงว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีจำนวนเพียง 200,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จเป็นค่าเสียหายในอนาคต ซึ่งไม่อาจนำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ได้ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สภาพแห่งข้อหาที่โจทก์อ้างในคำฟ้องเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้แก่โจทก์ แม้จะมีคำขอบังคับให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินก็มิใช่คดีฟ้องขับไล่บุคคลใดออกจากอสังหาริมทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง แต่เป็นเรื่องที่คู่ความมีข้อพิพาทโต้เถียงกันเกี่ยวกับมูลหนี้ตามสัญญากู้และตามหนังสือรับสภาพหนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้เถียงว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีจำนวนเพียง 200,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จเป็นค่าเสียหายในอนาคต ซึ่งไม่อาจนำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ได้ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสงค์ จินดาโฉม
จำเลย — นางกุหลาบ อ่วมสอาด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — บุษยา รอดยินดี
ศาลอุทธรณ์ — ทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6289/2552
#502371
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ ทั้งได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมชำระหนี้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนด หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระนี้จำเลยที่ 2 ยอมโอนที่ดินพร้อมบ้านให้แก่โจทก์เป็นการชำระหนี้ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองบิดพลิ้วก็ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดิน ดังนี้ สภาพแห่งข้อหาที่โจทก์อ้างในคำฟ้องเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้แก่โจทก์ แม้จะมีคำขอบังคับให้ขับไล่ก็มิใช่คดีฟ้องขับไล่บุคคลใดออกจากอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้เถียงว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีจำนวนเพียง 200,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จเป็นค่าเสียหายในอนาคต ซึ่งไม่อาจนำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ได้ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำหนังสือรับสภาพหนี้ในมูลหนี้กู้ยืมที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์จำนวน 1,500,000 บาท หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้จำเลยที่ 2 ยอมโอนที่ดินพร้อมบ้านให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ทำสัญญากู้และไม่ได้รับเงินกู้จากโจทก์ จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้เนื่องจากถูกข่มขู่ หนังสือรับสภาพหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องไม่มีมูลหนี้เพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ ทั้งได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมชำระหนี้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนด หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้จำเลยที่ 2 ยอมโอนที่ดินพร้อมบ้านให้แก่โจทก์เป็นการชำระหนี้ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองบิดพลิ้วก็ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยทั้งสองต่างให้การต่อสู้ทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ทำสัญญากู้และไม่เคยรับเงินกู้จากโจทก์ ดังนี้ สภาพแห่งข้อหาที่โจทก์อ้างในคำฟ้องเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้แก่โจทก์ แม้จะมีคำขอบังคับให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินก็มิใช่คดีฟ้องขับไล่บุคคลใดออกจากอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง แต่เป็นเรื่องที่คู่ความมีข้อพิพาทโต้เถียงกันเกี่ยวกับมูลหนี้ตามสัญญากู้และตามหนังสือรับสภาพหนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้เถียงว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีจำนวนเพียง 200,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยนัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จเป็นค่าเสียหายในอนาคตซึ่งไม่อาจนำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ได้ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า แม้สัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์กับจำเลยท่ 1 มีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์และรับเงินไปแล้ว แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รับเงินกู้จากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้และหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ล้วนเป็นการโต้เถียงการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมาก็เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประยงค์ จินดาโฉม
จำเลย — นางกุหลาบ อ่วมสอาด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6289/2552
#503290
เปิดฉบับเต็ม

สภาพแห่งข้อหาที่โจทก์อ้างในคำฟ้องเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้แก่โจทก์ แม้จะมีคำขอบังคับให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินก็มิใช่คดีฟ้องขับไล่บุคคลใดออกจากอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง แต่เป็นเรื่องที่คู่ความมีข้อพิพาทโต้เถียงกันเกี่ยวกับมูลหนี้ตามสัญญากู้และตามหนังสือรับสภาพหนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้เถียงว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีจำนวนเพียง 200,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จเป็นค่าเสียหายในอนาคต ซึ่งไม่อาจนำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ได้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำหนังสือรับสภาพหนี้ในมูลหนี้กู้ยืมที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์จำนวน 1,500,000 บาท หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้จำเลยที่ 2 ยอมโอนที่ดินพร้อมบ้านให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ทำสัญญากู้และไม่ได้รับเงินกู้จากโจทก์ จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้เนื่องจากถูกข่มขู่ หนังสือรับสภาพหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องไม่มีมูลหนี้เพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ ทั้งได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมชำระหนี้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนด หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้จำเลยที่ 2 ยอมโอนที่ดินพร้อมบ้านให้แก่โจทก์เป็นการชำระหนี้ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองบิดพลิ้วก็ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยทั้งสองต่างให้การต่อสู้ทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ทำสัญญากู้และไม่เคยรับเงินกู้จากโจทก์ ดังนี้ สภาพแห่งข้อหาที่โจทก์อ้างในคำฟ้องเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้แก่โจทก์ แม้จะมีคำขอบังคับให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินก็มิใช่คดีฟ้องขับไล่บุคคลใดออกจากอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง แต่เป็นเรื่องที่คู่ความมีข้อพิพาทโต้เถียงกันเกี่ยวกับมูลหนี้ตามสัญญากู้และตามหนังสือรับสภาพหนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้เถียงว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีจำนวนเพียง 200,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จเป็นค่าเสียหายในอนาคตซึ่งไม่อาจนำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ได้ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า แม้สัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์และรับเงินไปแล้ว แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รับเงินกู้จากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้และหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ล้วนเป็นการโต้เถียงการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมาก็เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสงค์ จินดาโฉม
จำเลย — นางกุหลาบ อ่วมสอาด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6283/2552
#503289
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 319/2547 ของศาลภาษีอากรกลาง เป็นการขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับเดียวกัน คู่ความเดียวกันและคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์จะนำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องจำเลยคนเดียวกันอีกไม่ได้ ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อุทธรณ์ของโจทก์คดีนี้เป็นการอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางที่พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและคดีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นพิพาทข้ออื่นอีกกับขอให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทอื่นต่อไป มิได้ขอให้ชนะคดีตามฟ้อง โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์อย่างคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จำนวน 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 387/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 319/2547 ของศาลภาษีอากรกลาง เนื่องจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในประเด็นเรื่องเดียวกันต่อศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องว่า คดีโจทก์ต้องห้ามตามมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้อง ค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางต่อศาลฎีกาและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์มายื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144, 173 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 387/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 319/2547 ของศาลภาษีอากรกลางหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีนี้กับคดีหมายเลขดำที่ 387/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 319/2547 ของศาลภาษีอากรกลางเป็นการขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับเดียวกัน คู่ความฝ่ายเดียวกัน และคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์จะนำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องจำเลยคนเดียวกันอีกไม่ได้ ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ในคดีนี้เป็นการอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางที่พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและคดีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นพิพาทข้ออื่นอีก กับขอให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทอื่นอีกต่อไป มิได้ขอให้ชนะคดีตามคำฟ้อง โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์อย่างคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คือเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททองวดีพัฒนา จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6232/2552
#495436
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 รู้จักกับโจทก์ตั้งแต่เด็กและทราบว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 สมรสกันแล้วมีทรัพย์สินเป็นที่ดินพิพาท โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 จึงทราบดีว่าที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยทั้งสองทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ แม้จำเลยที่ 2 เสียค่าตอบแทน แต่ก็เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องเพิกถอนนิติกรรมที่ผูกพันสินสมรสทั้งหมด มิใช่เฉพาะส่วนของคู่สมรสที่ไม่ยินยอมเท่านั้น

แม้โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นสินสมรสทั้งหมดโดยโจทก์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ แต่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองแล้ว ศาลชั้นต้นกลับพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะในส่วนของโจทก์ อันเป็นการมิได้พิพากษาให้เป็นไปตามข้อหาในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 จึงเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีเสียให้ถูกต้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9182 ตำบลหินปัก อำเภอบ้านหมี่ (สนามแจง) จังหวัดลพบุรี กับให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบต่อให้โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9182 ตำบลหินปัก อำเภอบ้านหมี่ (สนามแจง) จังหวัดลพบุรี ที่จำเลยทั้งสองทำเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2547 ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หนึ่งในสี่ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต และศาลต้องพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมขายที่พิพาททั้งหมด มิใช่เพิกถอนเฉพาะในส่วนของโจทก์นั้น ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายตามสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัว เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนางโกศลมารดาของโจทก์ ต่อมานางโกศลขายให้แก่นายชำนาญวิทย์พี่เขยของโจทก์ และนายชาญวิทย์ขายต่อให้แก่โจทก์ในราคา 200,000 บาท แต่โจทก์มีเงินไม่พอจึงไปยืมเงินจากนางสมฤทัยน้าของจำเลยที่ 1 อีก 80,000 บาท ไปซื้อ โดยให้จำเลยที่ 1 และนางสมฤทัยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาโจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 200,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 และนางสมฤทัยนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกัน โจทก์ผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารตลอดมาตามใบเสร็จรับเงิน ต่อมาโจทก์ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดลพบุรี จำเลยที่ 1 ไปพบโจทก์และนำเอกสารไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อโดยหลอกโจทก์ว่าเป็นเอกสารขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แล้วนำเอกสารดังกล่าวไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพื่อนกับโจทก์ตั้งแต่เด็กทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เป็นภริยาโจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 และนางสมฤทัยร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทในปี 2539 หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันปลูกบ้านบนที่ดินพิพาท ระหว่างปลูกบ้านโจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยนำที่ดินพิพาทไปจำนองเป็นประกัน ต่อมาในปี 2543 ธนาคารทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่าจะขายที่ดินพิพาท แต่โจทก์ไม่ยอมให้ขาย จำเลยที่ 1 ไม่ฟังและร่วมกับนางสมฤทัยขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ในราคา 450,000 บาท แล้วแบ่งเงินให้นางสมฤทัยครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือนำไปชำระแก่ธนาคาร 200,000 บาท เพื่อไถ่ถอนจำนองตามใบเสร็จรับเงิน ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 รู้จักกับโจทก์มาก่อนเนื่องจากโจทก์มีบ้านอยู่ติดกับบ้านมารดาของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ประกอบกิจการโรงกลึงอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทนำไปปลูกสร้างโรงงานเนื่องจากอยู่ใกล้บ้านมารดาของจำเลยที่ 2 เห็นว่า โจทก์มีโจทก์เบิกความเป็นพยานยืนยันประกอบสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวและสำเนาโฉนดที่ดิน โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่นฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2532 จำเลยที่ 1 และนางสมฤทัยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2539 ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังนั้น สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่าที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า รู้จักกับโจทก์ตั้งแต่เด็กเนื่องจากโจทก์มีบ้านอยู่ติดกับบ้านมารดาของจำเลยที่ 2 และทราบว่าภายหลังโจทก์และจำเลยที่ 1 สมรสกันแล้วมีทรัพย์สินเป็นที่ดินพิพาท โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยทั้งสองทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ แม้จำเลยที่ 2 เสียค่าตอบแทน แต่ก็เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง แม้โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองแล้ว ศาลชั้นต้นกลับพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะในส่วนของโจทก์หนึ่งในสี่ อันเป็นการมิได้พิพากษาให้เป็นไปตามข้อหาในคำฟ้องและพิพากษาเกินไปกว่าในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีเสียให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9182 ตำบลหินปัก อำเภอบ้านหมี่ (สนามแจง) จังหลัดลพบุรี ฉบับลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 ระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1480 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสถาพร แป้นขำพันธ์
จำเลย — นางบุญยัง แป้นขำพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลพบุรี — นางสาวอารีย์ กิตติวินิชนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรัถยา สัตยาบัน
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6232/2552
#502906
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2532 จำเลยที่ 1 และ ส. มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2539 ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างทราบดีว่าที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยทั้งสองทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ แม้จำเลยที่ 2 เสียค่าตอบแทน แต่ก็เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ แต่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองแล้วศาลชั้นต้นกลับพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะในส่วนของโจทก์หนึ่งในสี่ อันเป็นการมิได้พิพากษาให้เป็นไปตามข้อหาในคำฟ้องและพิพากษาเกินไปกว่าในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงพิพากษาเสียใหม่ให้ถูกต้องตามมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 โดยพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9182 เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวในส่วนของโจทก์และจำเลยที่ 1 แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 450,000 บาท โดยไม่สุจริตและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายดังกล่าวกับให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบต่อให้โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 และนางสมฤทัย เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม นิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองทำโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมตามฟ้องโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9182 ตำบลหินปัก อำเภอบ้านหมี่ (สนามแจง) จังหวัดลพบุรี ที่จำเลยทั้งสองทำเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2547 ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หนึ่งในสี่ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 9182 ตำบลหินปัก อำเภอบ้านหมี่ (สนามแจง) จังหวัดลพบุรี มีชื่อนางสมฤทัย และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 นางสาวสมฤทัยและจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต และศาลต้องพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมขายที่พิพาททั้งหมด มิใช่เพิกถอนเฉพาะในส่วนของโจทก์นั้น ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายตามสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวเอกสารหมาย จ.2 เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนางโกศล มารดาของโจทก์ต่อมานางโกศลขายให้แก่นายชำนาญวิทย์ พี่เขยของโจทก์ และนายชาญวิทย์ขายต่อให้แก่โจทก์ในราคา 200,000 บาท แต่โจทก์มีเงินไม่พอจึงไปยืมเงินจากนางสมฤทัย น้าของจำเลยที่ 1 อีก 80,000 บาท ไปซื้อ โดยให้จำเลยที่ 1 และนางสมฤทัยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาโจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 200,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 และนางสมฤทัยนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกัน โจทก์ผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารตลอดมาตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 ต่อมาโจทก์ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดลพบุรี จำเลยที่ 1 ไปพบโจทก์และนำเอกสารไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อโดยหลอกโจทก์ว่าเป็นเอกสารขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แล้วนำเอกสารดังกล่าวไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพื่อนกับโจทก์ตั้งแต่เด็กทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เป็นภริยาโจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 และนางสมฤทัยร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทในปี 2539 หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันปลูกบ้านบนที่ดินพิพาท ระหว่างปลูกบ้านโจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยนำที่ดินพิพาทไปจำนองเป็นประกัน ต่อมาในปี 2543 ธนาคารทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่าจะขายที่ดินพิพาท แต่โจทก์ไม่ยอมให้ขาย จำเลยที่ 1 ไม่ฟังและร่วมกับนางสมฤทัยขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ในราคา 450,000 บาท แล้วแบ่งเงินให้นางสมฤทัยครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือนำไปชำระแก่ธนาคาร 200,000 บาท เพื่อไถ่ถอนจำนองตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.1 ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 รู้จักกับโจทก์มาก่อนเนื่องจากโจทก์มีบ้านอยู่ติดกับบ้านมารดาของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ประกอบกิจการโรงกลึงอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อนำไปปลูกสร้างโรงงาน เนื่องจากอยู่ใกล้บ้านมารดาของจำเลยที่ 2 เห็นว่าโจทก์มีโจทก์เบิกความเป็นพยานยืนยันประกอบสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวและสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่นฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2532 จำเลยที่ 1 และนางสมฤทัยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2539 ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังนั้น สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่าที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า รู้จักกับโจทก์ตั้งแต่เด็กเนื่องจากโจทก์มีบ้านอยู่ติดกับบ้านมารดาของจำเลยที่ 2 และทราบว่า ภายหลังโจทก์และจำเลยที่ 1 สมรสกันแล้วมีทรัพย์สินเป็นที่ดินพิพาท โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยทั้งสองทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ แม้จำเลยที่ 2 เสียค่าตอบแทน แต่ก็เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตโจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง แม้โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองแล้ว ศาลชั้นต้นกลับพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะในส่วนของโจทก์หนึ่งในสี่ อันเป็นการมิได้พิพากษาให้เป็นไปตามข้อหาในคำฟ้องและพิพากษาเกินไปกว่าในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีเสียให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9182 ตำบลหินปัก อำเภอบ้านหมี่ (สนามแจง) จังหวัดลพบุรี ฉบับลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 ระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1480
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสถาพร แป้นขำพันธ์
จำเลย — นางบุญยัง แป้นขำพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6232/2552
#503085
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2532 จำเลยที่ 1 และ ส. มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2539 ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังนั้น สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่าที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า รู้จักกับโจทก์ตั้งแต่เด็กเนื่องจากโจทก์มีบ้านอยู่ติดกับบ้านมารดาของจำเลยที่ 2 และทราบว่า ภายหลังโจทก์และจำเลยที่ 1 สมรสกันแล้วมีทรัพย์สินเป็นที่ดินพิพาทโดยโจทก์และจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยทั้งสองทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ แม้จำเลยที่ 2 เสียค่าตอบแทนแต่ก็เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง

แม้โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองแล้ว ศาลชั้นต้นกลับพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะในส่วนของโจทก์หนึ่งในสี่ อันเป็นการมิได้พิพากษาให้เป็นไปตามข้อหาในคำฟ้องและพิพากษาเกินไปกว่าในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีเสียให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9182 เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวในส่วนของโจทก์และจำเลยที่ 1 แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 450,000 บาท โดยไม่สุจริตและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายดังกล่าว กับให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบต่อให้โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 และนางสมฤทัยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม นิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองทำโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมตามฟ้องโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9182 ที่จำเลยทั้งสองทำเมื่อวันที่ 19 กันยาน 2547 ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หนึ่งในสี่ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 9182 มีชื่อนางสมฤทัยและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 นางสาวสมฤทัยและจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต และศาลต้องพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมขายที่พิพาททั้งหมด มิใช่เพิกถอนเฉพาะในส่วนของโจทก์นั้น ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายตามสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัว เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนางโกศลมารดาของโจทก์ ต่อมานางโกศลขายให้แก่นายชำนาญวิทย์พี่เขยของโจทก์ และนายชาญวิทย์ขายต่อให้แก่โจทก์ในราคา 200,000 บาท แต่โจทก์มีเงินไม่พอจึงไปยืมเงินจากนางสมฤทัยน้าของจำเลยที่ 1 อีก 80,000 บาท ไปซื้อ โดยให้จำเลยที่ 1 และนางสมฤทัยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาโจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 200,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 และนางสมฤทัยนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันโจทก์ผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารตลอดมาตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 ต่อมาโจทก์ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดลพบุรี จำเลยที่ 1 ไปพบโจทก์และนำเอกสารไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อโดยหลอกโจทก์ว่าเป็นเอกสารขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แล้วนำเอกสารดังกล่าวไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพื่อนกับโจทก์ตั้งแต่เด็กทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เป็นภริยาโจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 และนางสมฤทัยร่วมกันซึ้อที่ดินพิพาทในปี 2539 หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันปลูกบ้านบนที่ดินพิพาท ระหว่างปลูกบ้านโจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยนำที่ดินพิพาทไปจำนองเป็นประกัน ต่อมาในปี 2543 ธนาคารทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่าจะขายที่ดินพิพาท แต่โจทก์ไม่ยอมให้ขาย จำเลยที่ 1 ไม่ฟังและร่วมกับนางสมฤทัยขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ในราคา 450,000 บาท แล้วแบ่งเงินให้นางสมฤทัยครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือนำไปชำระแก่ธนาคาร 200,000 บาท เพื่อไถ่ถอนจำนองตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.1 ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 รู้จักกับโจทก์มาก่อนเนื่องจากโจทก์มีบ้านอยู่ติดกับบ้านมารดาของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ประกอบกิจการโรงกลึงอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อนำไปปลูกสร้างโรงงาน เนื่องจากอยู่ใกล้บ้านมารดาของจำเลยที่ 2 เห็นว่า โจทก์มีโจทก์เบิกความเป็นพยานยืนยันประกอบสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวและสำเนาโฉนดที่ดิน โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ฟังได้ว่าโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2532 จำเลยที่ 1 และนางสมฤทัยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2539 ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังนั้น สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่าที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า รู้จักกับโจทก์ตั้งแต่เด็กเนื่องจากโจทก์มีบ้านอยู่ติดกับบ้านมารดาของจำเลยที่ 2 และทราบว่า ภายหลังโจทก์และจำเลยที่ 1 สมรสกันแล้วมีทรัพย์สินเป็นที่ดินพิพาท โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยทั้งสองทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ แม้จำเลยที่ 2 เสียค่าตอบแทน แต่ก็เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง แม้โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองแล้ว ศาลชั้นต้นกลับพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะในส่วนของโจทก์หนึ่งในสี่ อันเป็นการมิได้พิพากษาให้เป็นไปตามข้อหาในคำฟ้องและพิพากษาเกินไปกว่าในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9182 ฉบับลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 ระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 ม. 1480
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสถาพร แป้นขำพันธ์
จำเลย — นางบุญยัง แป้นขำพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6231/2552
#503055
เปิดฉบับเต็ม

ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ไม่ประสงค์ให้นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งเอาแก่สมาชิกวงแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืนมตรา 6 เท่านั้น เพราะมาตรา 7 บัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์ที่จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ แสดงว่ากฎหมายมิได้กำหนดว่าการเล่นแชร์ดังกล่าวตกเป็นโมฆะเสียทั้งหมด การที่โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยและพวกมีการประมูลแชร์ระหว่างกันมาตลอด และจำเลยสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกวงแชร์ด้วยนั้นแสดงว่าโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยและพวกซึ่งเป็นลูกวงแชร์มีเจตนาที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างกัน และไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 6 ดังกล่าว ฉะนั้น นิติกรรมการเล่นแชร์ของโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยและพวกจึงไม่ตกเป็นโมฆะไปด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินค่าแชร์ที่ติดค้างให้โจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่ จำเลยและบุคคลภายนอกรวม 33 คน ร่วมกันเล่นแชร์คนละหุ้น หุ้นละ 50,000 บาท มีนายฮกซุน เป็นนายวงแชร์ จำเลยประมูลแชร์ได้ในงวดที่ 29 ในราคา 5,100 บาท จึงได้รับเงินจากโจทก์ทั้งสี่คนละ 44,900 บาท โจทก์ทั้งสี่ประมูลแชร์ได้ในงวดที่ 30 ถึง 33 ตามลำดับ แต่จำเลยไม่ส่งเงินให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า วงแชร์มีจำนวนสมาชิกรวมกันมากกว่า 30 คน มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดเป็นมูลค่ามากกว่า 300,000 บาท ซึ่งเกินกว่าที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงอันฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6 วงแชร์ดังกล่าวจึงไม่สามารถที่บังคับกันได้ โจทก์ทั้งสี่ต้องไปฟ้องร้องบังคับแก่นายวงแชร์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 ธันวาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า แชร์วงที่โจทก์ทั้งสี่กับพวกและจำเลยร่วมกันเล่นมีนายฮกซุน เป็นนายวงแชร์และเป็นผู้จัดให้มีการเล่น โจทก์ทั้งสี่กับพวกและจำเลยมีการประมูลแชร์ระหว่างกันตลอดมา และจำเลยสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ค่างวดแชร์ดังกล่าวให้โจทก์ เห็นว่า ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ไม่ประสงค์ให้นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งเอาแก่สมาชิกวงแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 6 เท่านั้น เพราะมาตรา 7 บัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์ที่จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ แสดงว่ากฎหมายมิได้กำหนดว่าการเล่นแชร์ดังกล่าวตกเป็นโมฆะเสียทั้งหมด การที่โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยและพวกมีการประมูลแชร์ระหว่างกันมาตลอด และจำเลยสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกวงแชร์ด้วยนั้น แสดงว่า โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยและพวกซึ่งเป็นลูกวงแชร์มีเจตนาที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างกันและไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 6 ดังกล่าว ฉะนั้น นิติกรรมการเล่นแชร์ของโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยและพวกจึงไม่ตกเป็นโมฆะไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินค่าแชร์ที่ติดค้างให้โจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นการเถียงข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาแล้ว อันต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน โจทก์ทั้งสี่ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวี พรวงศ์ทอง กับพวก
จำเลย — นายชาตรี เอี่ยมจตุรภัทร
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6226/2552
#503054
เปิดฉบับเต็ม

ทางพิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่ตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์นั้นเป็นทางที่ใช้สัญจรอยู่ในโครงการหมู่บ้านและที่ดินจัดสรรของจำเลยทั้งสอง ไม่ว่ารถยนต์จะสามารถใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกได้หรือไม่ก็ตาม บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1390 ห้ามมิให้เจ้าของภารยทรัพย์ประกอบกรรมใดๆ อันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไป หรือเสื่อมความสะดวก การที่จำเลยทั้งสองทำการปลูกสร้างหรือก่อสร้างแผงร้านค้าลงในที่ดินย่อมเป็นการกีดขวางการใช้ประโยชน์ในทางภาระจำยอมดังกล่าวอันจะเป็นเหตุทำให้กระทบกระเทือนถึงสิทธิของโจทก์และผู้ซื้อที่ดินและบ้านจัดสรรซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ในโครงการของจำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและแผงร้านค้าที่ปลูกสร้างปิดกั้นทางภาระจำยอมให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาสั่งให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนเองโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และห้ามจำเลยทั้งสองกับบริวารเกี่ยวข้องในทางภาระจำยอมอีกกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ 27,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากทางภาระจำยอม

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสิ่งกีดขวางอื่นใดที่อยู่บนทางภาระจำยอม ภายในพื้นที่ระบายสีแดงตามรูปแผนที่สังเขปแสดงแนวเขตของทางพิพาทออกไปทั้งสิ้น และจัดทำทางพิพาทให้กลับคืนสู่สภาพเดิม กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท และค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,400 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 20491 ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ซึ่งได้จดทะเบียนให้ตกอยู่ในบังคับภาระจำยอมเรื่องทางเดินของที่ดินในโครงการหมู่บ้านอ่าวนางอาเขต ตามสำเนาโฉนดที่ดิน โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 21627 ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นที่ดินแปลงหนึ่งที่จำเลยที่ 1 จัดสรรขาย ทางพิพาทมีด้านหน้ากว้าง 3.50 เมตร ด้านหลังกว้างประมาณ 5 เมตร เป็นที่ดินทางภาระจำยอมอยู่ตรงข้ามทางเข้าบ้านโจทก์ซึ่งเป็นทางเข้าออกที่ดินจัดสรรสู่ทางสาธารณะตามที่ระบายสีแดงในสำเนาโฉนดที่ดิน และปรากฏในจุดหมายเลข 1 ตามแผนผังที่ดินจัดสรร ต่อมาเมื่อปี 2541 จำเลยทั้งสองได้สร้างแผงร้านค้าโครงเหล็กกว้าง 1.50 เมตร 5 คูหา ในที่ดินซึ่งเป็นทางภาระจำยอม

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิที่จะสร้างแผงร้านค้าในที่ดินอันเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่าสภาพของที่ดินภาระจำยอมใช้เป็นเพียงทางเดินเท่านั้น รถยนต์ไม่สามารถเข้าออกได้เพราะมีขั้นบันไดลงไปสู่ถนนสาธารณะ การที่จำเลยทั้งสองสร้างแผงร้านค้าโดยเว้นทางเท้าไว้ถึง 2.50 เมตร จึงเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ทางพิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่ตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์นั้นเป็นทางที่ใช้สัญจรอยู่ในโครงการหมู่บ้านและที่ดินจัดสรรของจำเลยทั้งสอง ดังนั้น ไม่ว่าทางพิพาทดังกล่าว รถยนต์จะสามารถใช้เป็นทางเข้าออกได้หรือไม่ก็ตาม บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1390 ห้ามมิให้เจ้าของภารยทรัพย์ประกอบกรรมใดๆ อันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไป หรือเสื่อมความสะดวก การที่จำเลยทั้งสองทำการปลูกสร้างหรือก่อสร้างแผงร้านค้าลงในที่ดินย่อมเป็นการกีดขวางการใช้ประโยชน์ในทางภาระจำยอมดังกล่าวอันจะเป็นเหตุทำให้กระทบกระเทือนถึงสิทธิของโจทก์และผู้ซื้อที่ดินและบ้านจัดสรรซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ในโครงการของจำเลยทั้งสองการกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการต่อมาว่า เมื่อรถยนต์ไม่สามารถผ่านทางพิพาทเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้แล้วสภาพภาระจำยอมจึงใช้เป็นเพียงทางเดินเท้าเท่านั้น เป็นเรื่องที่ภาระจำยอมบางส่วนไม่มีความจำเป็นซึ่งย่อมต้องหมดสภาพไปเพื่อประโยชน์แก่เจ้าของภารยทรัพย์นั้น เห็นว่า ทางพิพาทตามที่ระบายสีแดงในสำเนาโฉนดที่ดิน และจุดหมายเลข 1 ตามแผนผังที่ดินจัดสรร เป็นทางในโครงการที่ดินและหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยทั้งสองที่เชื่อมต่อกับทางหลวงจังหวัดสายสุสานหอยเจ็ดสิบห้าล้านปี - บ้านอ่าวนาง - หาดนพรัตน์ธารา อันเป็นถนนสาธารณะสายหลักสายหนึ่งของจังหวัดกระบี่ จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์และผู้ซื้อโครงการที่ดินและบ้านจัดสรรของจำเลยทั้งสองจะใช้ทางพิพาทเพียงเพื่อเป็นทางเท้าเดินเข้าออกสู่ถนนสาธารณะเท่านั้น ข้อกล่าวอ้างตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่าทางภาระจำยอมพิพาทบางส่วนหมดสภาพไปจึงขัดต่อเหตุผล ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางออกไปจากทางภาระจำยอมพิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองล้วนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1390
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีระ สุคันธรัต
จำเลย — บริษัทแอล เอ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
มานัส เหลืองประเสริฐ
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6225/2552
#504745
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าจำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์หรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อตกลงแต่งตั้งผู้ประกอบการระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นสำคัญซึ่งระบุไว้ในข้อ 10 ของสัญญาดังกล่าวว่า "ในระหว่างระยะเวลาการเช่าตามข้อ 6 หากผู้ประกอบการไม่ประสงค์จะดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากต่อไป หรือสัญญานี้เลิก หรือสิ้นสุดลงก่อนระยะเวลาตามข้อ 1 เนื่องจากความผิดของผู้ประกอบการ บริษัทบางจากฯ มีสิทธิที่จะจัดผู้อื่นเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการแทนโดยจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ประกอบการ..." ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญา โจทก์ประสบภาวะขาดทุนโจทก์จึงมีหนังสือแจ้งจำเลยว่าไม่ประสงค์จะดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากต่อไปขอให้จำเลยรีบดำเนินการจ่ายเงินชดเชยค่าใช้ประโยชน์ในที่ดินและเงินชดเชยค่าก่อสร้างให้โจทก์ และเหตุที่โจทก์ประสบภาวะขาดทุนเป็นผลมาจากโจทก์ไม่สามารถซื้อน้ำมันจากจำเลยตามจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญาจึงถูกจำเลยปรับ ดังนั้น การที่โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าไม่ประสงค์จะดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากต่อไปจึงเป็นผลมาจากความผิดของโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิตามสัญญาข้อ 10 ที่จะจัดผู้อื่นเข้ามาดำเนินการแทนโดยจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ประกอบการ สิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิของฝ่ายจำเลยที่จะกระทำหรือไม่กระทำก็ได้เพราะข้อสัญญาไม่ได้บังคับไว้ เมื่อจำเลยไม่ใช้สิทธิดังกล่าว จำเลยย่อมไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ ในส่วนที่จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่ายินดีที่จะใช้สิทธิเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันต่อไปและชำระค่าชดเชยแก่โจทก์ หนังสือนั้นจึงมีลักษณะเป็นคำสนองรับการไม่ประสบจะดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากของโจทก์ แต่คำสนองของจำเลยดังกล่าวกำหนดเงื่อนไขอันเป็นสาระสำคัญว่าจำเลยจะชำระค่าชดเชยแก่โจทก์ และจำเลยจะจัดทำบันทึกข้อตกลงเพื่อใช้สิทธิเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากจากโจทก์และจะนัดหมายโจทก์มาลงนามรับข้อตกลงต่อไป จึงเป็นคำสนองอันมีข้อความเพิ่มเติมมีข้อจำกัด หรือมีข้อแก้ไข ถือได้ว่าเป็นคำบอกปัดไม่รับและเป็นคำเสนอใหม่ของจำเลยเมื่อโจทก์ไม่ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวและมีหนังสือโต้แย้งจำนวนค่าชดเชยและวิธีการคำนวณค่าชดเชย หนังสือดังกล่าวจึงเป็นการบอกปัดคำเสนอของจำเลย คำเสนอของจำเลยจึงสิ้นความผูกพัน

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ มาตรา 12 ไม่ให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ การที่จำเลยทำสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2536 ก่อนวันที่ พ.ร.บ. มีผลใช้บังคับ จึงนำ พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ มาปรับใช้แก่คดีนี้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 9,990,243.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,031,499.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ทุกเดือนจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จสิ้นและรับมอบคืนสถานีบริการน้ำมันบางจากตามสัญญา

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ส่งป้ายอุปกรณ์และทรัพย์สินที่จำเลยสนับสนุนตามสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการให้แก่จำเลยจนครบถ้วนรวมทั้งถอดป้าย ลบตราเครื่องหมายการค้าของจำเลยออกจากสถานีบริการน้ำมัน ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวน 970,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะชำระครบถ้วนหรือส่งคืนป้ายอุปกรณ์และทรัพย์สินรวมทั้งถอดป้าย ลบตราเครื่องหมายการค้าของจำเลยออกจากสถานีบริการน้ำมันครบถ้วน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ส่งคืนป้ายอุปกรณ์และทรัพย์สินที่จำเลยสนับสนุนตามสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการคืนจำเลยรวมทั้งถอดป้าย ลบตราเครื่องหมายการค้าของจำเลยออกจากสถานีบริการน้ำมันและให้ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 135,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 30 ธันวาคม 2541) จนกว่าจะชำระครบถ้วนหรือส่งคืนป้ายอุปกรณ์และทรัพย์สินรวมทั้งถอดป้าย ลบตราเครื่องหมายการค้าของจำเลยออกจากสถานีบริการน้ำมันพิพาท กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 35,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่โจทก์จำเลยนำสืบไม่โต้แย้งกันว่า

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2536 จำเลยทำสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจากมีกำหนด 20 ปี ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2538 มีการขยายระยะเวลาตามสัญญาเป็น 25 ปี และต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2540 และวันที่ 21 เมษายน 2541 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยว่าไม่ต้องการดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากต่อไป ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าจำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์หรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อตกลงแต่งตั้งผู้ประกอบการระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นสำคัญ ทั้งนี้ข้อตกลงเรื่องการจ่ายค่าชดเชยได้ระบุไว้ในข้อ 10 ของสัญญาดังกล่าวว่า "ในระหว่างระยะเวลาการเช่าตามข้อ 6 หากผู้ประกอบการไม่ประสงค์จะดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากต่อไป หรือสัญญานี้เลิก หรือสิ้นสุดลงก่อนระยะเวลาตามข้อ 1 เนื่องจากความผิดของผู้ประกอบการ บริษัทบางจากฯ มีสิทธิที่จะจัดผู้อื่นเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการแทนโดย

จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ประกอบการ..." ข้อเท็จจริงปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญา โจทก์ประสบภาวะขาดทุน เดือนละประมาณ 100,000 บาท โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งจำเลยว่าไม่ประสงค์จะดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากต่อไป ขอให้จำเลยรีบดำเนินการจ่ายเงินชดเชยค่าใช้ประโยชน์ในที่ดินและเงินชดเชยค่าก่อสร้างให้โจทก์ และเหตุที่โจทก์ประสบภาวะขาดทุนเป็นผลมาจากโจทก์ไม่สามารถซื้อน้ำมันจากจำเลยตามจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญาจึงถูกจำเลยปรับ ดังนั้น การที่โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าไม่ประสงค์จะดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากต่อไปจึงเป็นผลมาจากความผิดของผู้ประกอบการคือโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิตามสัญญาข้อ 10 ที่จะจัดผู้อื่นเข้ามาดำเนินการแทนโดยจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ประกอบการ สิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิของฝ่ายจำเลยที่จะกระทำหรือไม่กระทำก็ได้เพราะข้อสัญญาไม่ได้บังคับไว้ เมื่อจำเลยไม่ใช้สิทธิดังกล่าว จำเลยย่อมไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ ในส่วนที่จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่ายินดีที่จะใช้สิทธิเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันต่อไปและชำระค่าชดเชยแก่โจทก์จำนวน 5,520,000 บาท หนังสือนั้นจึงมีลักษณะเป็นคำสนองรับการไม่ประสงค์จะดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากของโจทก์ แต่คำสนองของจำเลยดังกล่าวกำหนดเงื่อนไขอันเป็นสาระสำคัญว่า จำเลยจะชำระค่าชดเชยแก่โจทก์จำนวน 5,520,000 บาท และจำเลยจะจัดทำบันทึกข้อตกลงเพื่อใช้สิทธิเข้าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันบางจากจากโจทก์ และจะนัดหมายโจทก์มาลงนามรับข้อตกลงต่อไป จึงเป็นคำสนองอันมีข้อความเพิ่มเติม มีข้อจำกัด หรือมีข้อแก้ไข ถือได้ว่าเป็นคำบอกปัดไม่รับและเป็นคำเสนอใหม่ของจำเลย เมื่อโจทก์ไม่ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวและมีหนังสือโต้แย้งจำนวนค่าชดเชยและวิธีการคำนวณค่าชดเชย หนังสือดังกล่าวจึงเป็นการบอกปัดคำเสนอของจำเลย คำเสนอของจำเลยจึงสิ้นความผูกพัน ส่วนที่โจทก์ฎีกาทำนองว่า สัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการรายนี้เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 12 ไม่ให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ การที่จำเลยทำสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2536 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับ จึงนำพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาปรับใช้แก่คดีนี้ไม่ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายคือ ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ชำระให้จำเลยเหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาและจำเลยตอบรับแล้ว สัญญาจึงเลิกกัน การที่โจทก์และจำเลยยังมีการซื้อขายน้ำมันต่อกันภายหลังสัญญาเลิกกันไม่มีผลให้สัญญาที่เลิกกันไปแล้วกลับเป็นสัญญาขึ้นใหม่ โจทก์มีหน้าที่ต้องคืนป้ายอุปกรณ์และทรัพย์สินที่จำเลยสนับสนุน รวมทั้งถอดป้ายและลบเครื่องหมายการค้าของจำเลยออกจากสถานีบริการน้ำมัน เมื่อโจทก์ไม่ดำเนินการจำเลยย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย และค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดวันละ 1,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นอัตราที่เหมาะสม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 357 ม. 359 วรรคสอง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสิทธุ์สุธี จำกัด
จำเลย — บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ