คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6182/2552
#503288
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายไปที่บริเวณหน้าอกซ้าย เอวข้างซ้าย ศีรษะด้านซ้าย ใบหูซ้ายและแขนข้างซ้ายรวม 16 แผล โดยเฉพาะบาดแผลที่หน้าอกซ้ายทะลุช่องซี่โครงซ้ายตัดกระดูกทะลุโดนปอดซ้ายกลีบบนและเฉี่ยวเยื่อหุ้มหัวใจบาดแผลลึกถึง 16 เซนติเมตร บาดแผลที่สีข้างลึก 6 เซนติเมตร โดยกระเพาะอาหารซึ่งแพทย์ระบุถึงเหตุการตายว่าบาดแผลของมีคมทำลายปอดและกระเพาะอาหาร จากบาดแผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายโดยแรงหลายครั้งจนบาดแผลลึกถึง 16 เซนติเมตร ทั้งเป็นบริเวณสำคัญของร่างกายอันเป็นอวัยวะส่วนสำคัญที่จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลว่าอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายจากบาดแผลที่จำเลยที่ 1 แทง จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา

แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นพวกจำเลยที่ 1 กลับจากงานแต่งงานมาถึงที่เกิดเหตุและอยู่ในเหตุการณ์ขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังต่อสู้กับผู้ตายด้วยก็ตาม แต่โจทก์ก็ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันเลยว่า เห็นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ยุยงหรือสนับสนุนอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกให้จำเลยที่ 1 แทงผู้ตายให้ถึงแก่ความตายแต่อย่างใด การที่ ส. พยานโจทก์อ้างว่าได้ยินเสียงวัยรุ่นทะเลาะกันห่างประมาณ 100 เมตร และได้ยินเสียงร้องตะโกนว่า "เอาให้ตาย" เมื่อไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเสียงตะโกนของจำเลยคนใด ก็อาจจะไม่ใช่เสียงร้องตะโกนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ก็ได้ แต่อาจจะเป็นเสียงร้องตะโกนของจำเลยที่ 1 เองก็อาจเป็นได้ พยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 สนับสนุนการกระทำของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจกท์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 8 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1127/2545 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2689/2546 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 8 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 8 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 20 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 ปี บวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1127/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 86 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 คนละ 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงให้จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 คนละ 6 ปี 8 เดือน สำหรับจำเลยที่ 8 ให้บวกโทษจำคุกรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2689/2546 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 8 มีกำหนด 6 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงนายสุรัตน์ ผู้ตายหลายครั้ง ผู้ตายมีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบบริเวณหน้าอกซ้าย 4 แผล ที่เอวข้างซ้าย 1 แผล ที่ศีรษะด้านซ้าย 1 แผล ที่ใบหูด้านซ้าย 1 แผล แขนข้างซ้าย 8 แผล ที่เอวซ้ายด้านหลัง 1 แผล รวมบาดแผล 16 แผล ที่ศีรษะด้านหลังขวามีรอยบวมนูนบาดแผลทั้งหมดเกิดจากของมีคม ทำลายปอดและกระเพาะอาหาร ทำให้ถึงแก่ความตาย ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพและความเห็นแพทย์ตามรายงานการตรวจศพของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้ตายหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 1 มีเจตนาเพียงเตะผู้ตายเพื่อสั่งสอนผู้ตายที่เคยทำร้ายร่างกายพี่ชายของจำเลยที่ 1 จนได้รับบาดเจ็บสาหัสเท่านั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน โดยเตะที่ขาขวาของผู้ตายซึ่งมีรูปร่างเล็กกว่าจำเลยที่ 1 แม้ผู้ตายเคยมีเรื่องทำร้ายร่างกายพี่ชายจำเลยที่ 1 จนได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก่อนก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปเตะผู้ตายก่อน การที่ผู้ตายซึ่งมีรูปร่างเล็กกว่าจำเลยที่ 1 ได้ชักอาวุธมีดที่เหน็บไว้ด้านหลังเงื้อฟันจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 จับข้อมือขวาของผู้ตายไว้ ได้กอดปล้ำต่อสู้กันจนตกลงไปข้างถนนทั้งสองคน จำเลยที่ 1 ถูกผู้ตายฟันที่แขนข้างซ้าย ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้แทงผู้ตายไปหลายครั้ง โดยไม่ทราบว่าถูกที่ใดบ้างนั้น ก็เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 สมัครใจเข้าต่อสู้กับผู้ตาย แม้จำเลยที่ 1 จะนำสืบอ้างว่าผู้ตายชักอาวุธมีดออกมาฟันถูกแขนซ้ายของจำเลยที่ 1 ก็ตาม ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่มีการต่อสู้กัน การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายไปหลายครั้งจนถึงแก่ความตาย เมื่อพิเคราะห์ลักษณะบาดแผลของผู้ตายที่บริเวณหน้าอกซ้าย เอวข้างซ้าย ศีรษะด้านซ้าย ใบหูซ้าย และแขนข้างซ้ายรวม 16 แผล โดยเฉพาะบาดแผลที่หน้าอกซ้ายทะลุช่องซี่โครงซ้ายตัดกระดูกทะลุโดนปอดซ้ายกลีบบนและเฉี่ยวเยื้อหุ้มหัวใจ บาดแผลลึกถึง 16 เซนติเมตร บาดแผลที่สีข้างลึก 9 เซนติเมตร โดนกระเพาะอาหาร ซึ่งแพทย์ระบุถึงเหตุการณ์ตายว่าบาดแผลของมีคมทำลายปอดและกระเพาะอาหาร จากบาดแผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายโดยแรงหลายครั้งจนบาดแผลลึกถึง 16 เซนติเมตร ทั้งเป็นบริเวณสำคัญของร่างกาย อันเป็นอวัยวะส่วนสำคัญที่จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลว่าอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายจากบาดแผลที่จำเลยที่ 1 แทง จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นพวกจำเลยที่ 1 กลับจากงานแต่งงานมาถึงที่เกิดเหตุและอยู่ในเหตุการณ์ขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังต่อสู้กับผู้ตายด้วยก็ตาม แต่โจทก์ก็ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันเลยว่าเห็นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ยุยงหรือสนับสนุนอันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกให้จำเลยที่ 1 แทงผู้ตายให้ถึงแก่ความตายแต่อย่างใด ทั้งขณะมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 พบกับผู้ตายโดยบังเอิญ และจำเลยที่ 1 ได้เตะผู้ตายก่อนแล้วทั้งสองได้สมัครใจเข้าต่อสู้กันโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ได้เข้าไปช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้ความสะดวกก่อนหรือขณะที่จำเลยที่ 1 แทงผู้ตาย โจทก์คงมีแต่นายสมภพ และนายสำเริง มาเบิกความว่าขณะเกิดเหตุพยานทั้งสองพายเรือหาปลาและกบห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณคนละ 100 เมตร ได้ยินเสียงกลุ่มวัยรุ่นทะเลาะกันและนายสมภพได้ยินเสียงคนตะโกนว่า "เอาให้ตาย" พยานทั้งสองไม่สนใจเข้าไปดูเหตุการณ์คงพายเรือหาปลาและกบกันต่อไป แม้กระทั่งมีเจ้าพนักงานตำรวจมาตรวจสถานที่เกิดเหตุพยานทั้งสองก็ไม่สนใจเข้าไปดูเหตุการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยเพราะการที่นายสมภพอ้างว่าได้ยินเสียงวัยรุ่นทะเลาะกันห่างประมาณ 100 เมตร และได้ยินเสียงคนตะโกนว่า "เอาให้ตาย" ซึ่งเป็นเรื่องคอขาดบาดตายถึงกับจะฆ่ากันให้ตายและแม้แต่เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ นายสมภพก็ไม่สนใจจะเข้าไปดูเหตุการณ์ ทั้งหลังเกิดเหตุนายสมภพพายเรือมาพบนายสำเริง นายสมภพอ้างว่าได้พูดคุยกับนายสำเริงว่าเมื่อก่อนหน้านี้มีเรื่อง เห็นรถของเจ้าพนักงานตำรวจมา แต่นายสำเริงเองกลับเบิกความว่า นายสมภพไม่ได้เล่าเหตุการณ์อะไรให้ฟังซึ่งแตกต่างกันทั้งตามเหตุผลหากนายสมภพได้ยินเสียงคนตะโกนว่า "เอาให้ตาย" นายสำเริงที่ซึ่งก็พายเรืออยู่ห่างที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร เช่นเดียวกับนายสมภพในขณะที่เป็นเวลากลางคืนเงียบสงัดดังที่นายสมภพเบิกความ นายสำเริงก็น่าจะได้ยินเสียงคนตะโกนว่า "เอาให้ตาย" เช่นเดียวกับนายสมภพ นายสำเริงก็น่าจะได้ยินเสียงคนตะโกนว่า "เอาให้ตาย" เช่นเดียวกับนายสมภพ แต่นายสำเริงกลับเบิกความว่าไม่ได้ยินเสียงร้องตะโกนคำว่า "เอาให้ตาย" แต่อย่างใด ทำให้คำเบิกความของนายสมภพมีพิรุธไม่น่าเชื่อว่าขณะเกิดเหตุนายสมภพจะได้ยินเสียงร้องตะโกนว่า "เอาให้ตาย" จริง และหากมีเสียงคนร้องตะโกนว่า "เอาให้ตาย" จริง ก็อาจจะไม่ใช่เป็นเสียงร้อยตะโกนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ก็ได้ แต่อาจจะเป็นเสียงร้อยตะโกนของจำเลยที่ 1 เองก็อาจเป็นได้ เพราะนายสมภพไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเสียงตะโกนของจำเลยคนใด พยานโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 กระทำการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือในขณะที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย อันเป็นการสนับสนุนในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ฟังขึ้น และเนื่องจากเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีแม้จำเลยที่ 6 มิได้ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 6 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 86 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายพรสุวรรณหรือแจ๊ค สุขเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6166 -ที่ 6167/2552
#503053
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลที่ศาลจะตั้งเป็นผู้จัดการมรดก นอกจากจะต้องมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1718 แล้ว ยังต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมอื่นๆ ประกอบด้วยที่ผู้ร้องเบิกความว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้ตายจำนวน 8,000,000 บาท โดยเป็นหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืม ตามหนังสือรับรองว่าเป็นหนี้และสัญญากู้เงิน ซึ่งการที่ผู้จัดการมรดกเป็นเจ้าหนี้กองมรดกอยู่เป็นจำนวนมากจึงอยู่สองสถานะ คือเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ การจัดการมรดกอาจมีผลกระทบต่อประโยชน์ส่วนได้เสียของทายาทอื่นโดยตรงทั้งก่อนผู้ตายจะถึงแก่กรรมประมาณ 10 วัน ผู้ตายได้ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่าโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.8 ถึง ร.12 หายไป แต่กลับปรากฏว่าโฉนดที่ดินทั้ง 5 ฉบับ อยู่ที่ผู้ร้อง โดยผู้ร้องเบิกความอ้างว่าผู้ตายมอบให้ผู้ร้องเพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้เงินกู้ ซึ่งถ้าผู้ตายมอบให้จริงก็ไม่น่าหลงลืมจนไปแจ้งความ นอกจากนี้ผู้ร้องยังเป็นผู้มีอารมณ์รุนแรง มีสาเหตุกับบุตรและหลานของตนเองจนกระทั่งผู้คัดค้านที่ 1 และ ส. ซึ่งเป็นหลานไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน จากพฤติการณ์ดังกล่าวทำให้เชื่อว่าถ้าผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกจะมีอุปสรรคและมีข้อโต้แย้งกับเครือญาติ ผู้ร้องจึงไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกว่า ผู้ร้อง เรียกผู้ร้องในสำนวนหลังซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และเรียกผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 2

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางล่ำ ผู้ตายซึ่งถึงแก่กรรมโดยไม่ได้ตั้งบุคคลใดเป็นผู้จัดการมรดกไว้ การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านในสำนวนแรกและยื่นคำร้องขอในสำนวนหลังว่าผู้ตายถึงแก่กรรมโดยทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองไว้ ณ สำนักงานเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยพินัยกรรมระบุให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกผู้ร้องมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เพราะปกปิดและเบียดบังทรัพย์มรดก จึงขอให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้อง และตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรของผู้ตายและเป็นพี่สาวของผู้ร้อง ผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกทรัพย์มรดกบางส่วนให้ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นหลานของผู้ตาย รวมทั้งยกให้บุคคลอื่นอีก ผู้ร้องมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกหรือเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องในส่วนของทรัพย์มรดกนอกพินัยกรรมของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกในส่วนของทรัพย์มรดกนอกพินัยกรรมกับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นางล่ำ เจ้ามรดกถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2544 มีบุตรและหลานปรากฏตามบัญชีเครือญาติ ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรของผู้ร้องและหลานผู้ตาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อแรกมีว่าพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ส่วนบุคคลใดเหมาะสมเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น จะวินิจฉัยรวมกันไปภายหลัง เห็นว่า นายดนัย ผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านยืนยันว่า พยานเดินทางไปสำนักงานเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร กับผู้ตายเพียง 2 คน เพื่อทำพินัยกรรมและอยู่กับผู้ตายโดยตลอด พยานเห็นผู้ตายลงลายมือชื่อในพินัยกรรมเพราะทำต่อหน้าพยาน ขณะนั้นผู้ตายมีสุขภาพแข็งแรง นอกจากผู้คัดค้านที่ 1 แล้วยังมีนายสุวิทย์ หัวหน้าฝ่ายทะเบียนสำนักงานเขตพระโขนงผู้จัดทำพินัยกรรมและนางสาวรัตนา เจ้าหน้าที่เกี่ยวกับงานทะเบียนทั่วไปกับนายพนอม ซึ่งลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมมาเบิกความด้วยโดยต่างเบิกความยืนยันตรงกันในข้อสาระสำคัญว่าผู้ตายได้ไปทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองที่สำนักงานเขตพระโขนงจริง ผู้ตายมีสุขภาพแข็งแรง และมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพนักงานโดยเฉพาะนายสุวิทย์เบิกความว่าพยานได้จัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองให้ผู้ตายขั้นตอนแรกผู้ตายต้องยื่นคำร้องขอทำพินัยกรรม จากนั้นจะต้องให้รายละเอียดว่าจะทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้แก่ใคร และมีทรัพย์อะไรบ้างที่จะตกทอดเป็นมรดกจากนั้นจะตรวจเอกสารประจำตัวคือบัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน ใบรับรองแพทย์ เพื่อที่จะดูว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์หรือไม่ เมื่อเสร็จขั้นตอนพิมพ์พินัยกรรมโดยเจ้าหน้าที่แล้วจะอ่านให้ผู้ทำพินัยกรรมฟัง เมื่อยืนยันว่าถูกต้องจึงจะให้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยาน 2 คน พยานจะลงลายมือในฐานะผู้อำนวยการเขตแล้วประทับตราของเขต พยานปากนี้ยืนยันว่าผู้ตายลงลายมือชื่อในพินัยกรรมในขณะที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์พยาน 3 ปากหลังนี้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐกระทำการไปตามหน้าที่ไม่มีส่วนได้เสีย เชื่อว่าเบิกความไปตามจริง ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความจากนางจารุณี ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมเช่นกันเบิกความสนับสนุนว่าพยานทราบเรื่องผู้ตายไปทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองที่สำนักงานเขตพระโขนงแต่ในวันที่ไปทำพินัยกรรมพยานไม่ได้ไปด้วย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ตอนที่ผู้คัดค้านที่ 1 ไปรับพินัยกรรมจากสำนักงานเขตนั้นพยานไปด้วยพยานของผู้คัดค้านมีน้ำหนักเชื่อได้ว่าผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองจริง การที่ผู้ร้องพยายามจะแสดงว่าลายมือชื่อในพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง แตกต่างไปจากลายมือชื่อที่เคยลงไว้ในเอกสารต่างๆ เช่น ตามเอกสาร จ.13, จ.15 ถึง จ.20 นั้นนอกจากลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไม่อาจยืนยันว่าเป็นลายมือชื่อของผู้ตายจริงหรือไม่แล้ว ยังไม่อาจทำลายความน่าเชื่อถือของพยานฝ่ายผู้คัดค้านดังกล่าวที่มีน้ำหนักมากกว่าได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองจริง

ปัญหาต่อไปมีว่า ผู้ใดเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมและทรัพย์มรดกนอกพินัยกรรม ในปัญหาข้อนี้ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งหมด ผู้คัดค้านที่ 1 ขอเป็นผู้จัดการมรดกเกี่ยวกับทรัพย์ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมเท่านั้น ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ขอเป็นผู้จัดการมรดกเฉพาะทรัพย์นอกพินัยกรรม เห็นว่า บุคคลที่ศาลจะตั้งเป็นผู้จัดการมรดก นอกจากจะต้องมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 แล้ว ยังต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมอื่นๆ ประกอบด้วยสำหรับผู้ร้องเบิกความว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้ตายจำนวน 8,000,000 บาท โดยเป็นหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมตามหนังสือรับว่าเป็นหนี้และสัญญากู้เงินซึ่งการที่ผู้จัดการมรดกเป็นเจ้าหนี้กองมรดกอยู่เป็นจำนวนมากจึงอยู่สองสถานะ คือเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้การจัดการมรดกอาจมีผลกระทบต่อประโยชน์ส่วนได้เสียของพยานอื่นโดยตรงโดยเฉพาะผู้ร้องเบิกความตอบคำถามค้านผู้คัดค้านที่ 1 ว่า "...เนื่องจากข้าพเจ้าได้เข้าไปคุยกับผู้ตายและได้ถามถึงจำนวนเงินที่ข้าพเจ้าได้ส่งให้ตั้งแต่อยู่ประเทศซาอุดีอาระเบียและประเทศสหรัฐอเมริกาและรวมกำไรจากการขายที่ดินแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นจำนวนมาก จึงขอให้ผู้ตายทำหลักฐานเป็นหนังสือให้จึงได้เขียนหนังสือรับว่าเป็นหนี้โดยข้าพเจ้ากรอกให้ผู้ตายลงชื่อ ต่อมาข้าพเจ้าได้ให้ผู้ตายทำสัญญากู้ไว้ให้ข้าพเจ้าตามหนังสือรับว่าเป็นหนี้และสัญญากู้เงิน" แสดงว่าหนี้ดังกล่าวมิใช่หนี้เงินกู้โดยตรง อาจถูกพยานอื่นโต้แย้งได้ ทั้งก่อนผู้ตายจะถึงแก่กรรมประมาณ 10 วัน ผู้ตายได้ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่าโฉนดที่ดินหายไปแต่กลับปรากฏว่าโฉนดที่ดินทั้ง 5 ฉบับอยู่ที่ผู้ร้อง โดยผู้ร้องเบิกความอ้างว่า ผู้ตายมอบให้ผู้ร้องเพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้เงินกู้ข้างต้น ซึ่งถ้าผู้ตายมอบให้จริงก็ไม่น่าหลงลืมจนไปแจ้งความ นอกจากนี้ผู้ร้องยังเป็นผู้มีอารมณ์รุนแรง มีสาเหตุกับบุตรและหลานของตนเองจนกระทั่งผู้คัดค้านที่ 1 และนายสุชิน ซึ่งเป็นหลานไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานจากพฤติการณ์ดังกล่าวมาทำให้เชื่อว่า ถ้าผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกจะมีอุปสรรคและมีข้อโต้แย้งกับเครือญาติ ผู้ร้องจึงไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 นอกจากไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายแล้วทายาทตามพินัยกรรมต่างเต็มใจให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้มีวุฒิภาวะ ทั้งมีข้อกำหนดในพินัยกรรมให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม สำหรับผู้คัดค้านที่ 2 เป็นพี่สาวของผู้ร้อง ไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมาย ได้รับการยอมรับจากทายาทอื่นๆ และมีความประสงค์จัดการทรัพย์เฉพาะนอกพินัยกรรมเท่านั้นเชื่อว่าการจัดการทรัพย์มรดกนอกพินัยกรรมจะดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามขอนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องไม่ทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่วินิจฉัยให้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1718
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวีศักดิ์ สวนธนาศิริ
จำเลย — นายดนัย สวนธนาศิริ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6165/2552
#504744
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติ ข้อ 7 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ยังค้างชำระซึ่งเข้าเกณฑ์เป็นกรณีที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่าอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีโดยอาศัยข้อตกลงอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดส่งดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่งตอนท้าย และข้อตกลงเช่นว่านี้หาใช่เป็นสัญญาที่ลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ที่ศาลจะมีอำนาจปรับลดลงเป็นจำนวนพอสมควรตามมาตรา 383 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ จำเลยที่ 1 เคยรับราชการประจำสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอโพธาราม สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดราชบุรี หน่วยงานของโจทก์ในตำแหน่งอาจารย์ 2 ระดับ 6 ณ โรงเรียนวัดท่ามะขาม เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2534 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติ ระดับปริญญาโท สาขาวิชาประถมศึกษา ที่สถานศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีกำหนด 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2534 สิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 2536 มีเงื่อนไขว่า เมื่อจำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาแล้วจะต้องรายงานตัวกลับเข้าปฏิบัติราชการไม่น้อยกว่าสองเท่าของเวลาที่จำเลยที่ 1 ไปศึกษาต่อ หากจำเลยที่ 1 ไม่กลับเข้าปฏิบัติราชการจะต้องชดใช้เงินทุน เงินเดือนและเงินอื่นใดที่จำเลยที่ 1 ได้รับไปทั้งหมดในระหว่างที่ศึกษาต่อกับเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ กรณีที่จำเลยที่ 1 กลับเข้าปฏิบัติราชการบ้างแต่ไม่ครบกำหนดเวลา จำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้เงินดังกล่าวโดยลดลงตามส่วนเวลาที่จำเลยที่ 1 กลับเข้าปฏิบัติราชการกับเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ และจะต้องใช้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชดใช้ จำเลยที่ 1 ยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระจนกว่าจะชำระครบถ้วน และยินยอมให้โจทก์หักเงินบำเหน็จบำนาญหรือเงินอื่นใดที่จำเลยที่ 1 พึงได้รับจากทางราชการ เพื่อชดใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญา มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ตกลงแก้ไขสัญญาเป็นว่า จำเลยที่ 1 จะชดใช้เงินคืนพร้อมเบี้ยปรับอีกสองเท่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ขยายเวลาศึกษาต่อ 2 ครั้ง สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2537 จำเลยที่ 1 เข้ารับการศึกษา ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2534 โดยได้รับเงินเดือนจากโจทก์ตลอดมาจนถึงวันที่ 1 เมษายน 2537 จำเลยที่ 1 ได้รายงานตัวกลับเข้าปฏิบัติราชการ ณ โรงเรียนวัดท่ามะขามหน่วยงานของโจทก์ รวมเวลาที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการศึกษาต่อ 2 ปี 10 เดือน จำเลยที่ 1 รับเงินเดือนไปจากโจทก์ทั้งสิ้น 327,520 บาท จำเลยที่ 1 เข้าปฏิบัติราชการจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 แล้วลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2538 รวมเวลาที่จำเลยที่ 1 เข้าปฏิบัติราชการหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วเป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติราชการตามสัญญาเป็นเวลา 5 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา คงเหลือเวลาที่จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติราชการต่อไปอีก 4 ปี 4 เดือน และมีภาระหน้าที่ต้องชดใช้เงินเดือนที่ได้รับจากโจทก์ในระหว่างที่ไปศึกษาต่อเป็นเงิน 327,520 บาท เมื่อหักเวลาปฏิบัติราชการชดใช้แล้วคงเหลือเงินที่ต้องชดใช้จำนวน 250,456.48 บาท (ที่ถูกคือ 250,596.41 บาท) รวมเบี้ยปรับอีกสองเท่าเป็นเงิน 751,369.44 บาท ต่อมากระทรวงการคลังแจ้งว่ายอดหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่โจทก์ที่ถูกต้องคือ 751,789.24 บาท โจทก์นำเงินบำเหน็จที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจำนวน 282,240 บาท และเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ไว้ก่อนแล้วเป็นเงิน 185,491.86 บาท มาหักชำระคงเหลือเงินต้นที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระจำนวน 274,357.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาผ่อนชำระโดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 202,949.67 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 477,307.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 274,357.89 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ในการเปลี่ยนแปลงสัญญาโดยกำหนดเบี้ยปรับเพิ่มอีกหนึ่งเท่า จำเลยทั้งสามอยู่ในภาวะจำยอมไม่สามารถปฏิเสธการทำสัญญาได้เนื่องจากเป็นข้าราชการ จึงเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เมื่อหักระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 รับราชการแล้ว การที่โจทก์ปรับจำเลยที่ 1 ตามสัญญารวมเบี้ยปรับ

อีกสองเท่าเป็นเงินรวม 751,789.24 บาท โดยเป็นเบี้ยปรับถึง 501,192.82 บาท เป็นจำนวนสูงกว่าปกติ จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินแก่โจทก์แล้วจำนวน 567,731.86 บาท ซึ่งโจทก์มีต้นเงินเพียง 250,456.48 บาท ดังนั้น คิดเป็นเบี้ยปรับที่จำเลยที่ 1 ชำระไปแล้วจำนวน 317,275.38 บาท โจทก์จึงได้รับเบี้ยปรับไปพอสมควรแล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยซ้อนเบี้ยปรับอีกร้อยละ 15 ต่อปี ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 477,307.56 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 274,357.89 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

ระหว่างอุทธรณ์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 58,759.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 กันยายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับฟังมาและคู่ความมิได้

ฎีกาหรือแก้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เดิมจำเลยที่ 1 รับราชการครู ตำแหน่งอาจารย์ 2 ระดับ 6 ประจำอยู่โรงเรียนวัดท่ามะขาม สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอโพธาราม สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นหน่วยงานของโจทก์ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2534 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติ ระดับปริญญาโท สาขาประถมศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับโจทก์มีกำหนด 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2534 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2536 โดยมีข้อตกลงว่า เมื่อจำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาแล้ว จำเลยที่ 1 จะรายงานตัวกลับเข้าปฏิบัติราชการในทันทีและจะปฏิบัติราชการต่อไปอีกเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 เท่าของเวลาที่จำเลยที่ 1 ไปศึกษาต่อ หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญายินยอมชดใช้เงินให้แก่โจทก์ กรณีไม่กลับเข้ารับราชการเลยยินยอมชดใช้เงินทุน เงินเดือน ที่จำเลยที่ 1 ได้รับไปทั้งหมดในระหว่างที่ศึกษาต่อกับเบี้ยปรับอีก 1 เท่าของจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ หากกลับมารับราชการบ้าง แต่ไม่ครบกำหนดเวลายินยอมชดใช้เงินโดยลดลงตามส่วนของเวลาที่จำเลยที่ 1 กลับเข้ารับราชการกับเบี้ยปรับอีก 1 เท่าของจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้เงินและเบี้ยปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้ครบถ้วน จำเลยที่ 1 ยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของจำนวนเงินที่ค้างชำระจนกว่าจะชำระครบถ้วนตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติ ในวันเดียวกันนั้นมีจำเลยที่ 2 ค้ำประกัน โดยจำเลยที่ 2 ตกลงว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 2 ยินยอมชดใช้เงินกับเบี้ยปรับดังกล่าวทันทีโดยไม่ต้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อน ตามสัญญาค้ำประกัน ต่อมาวันที่ 29 พฤศจิกายน 2534 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาโดยจำเลยที่ 1 ตกลงว่า หากผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ยินยอมจ่ายเบี้ยปรับเป็น 2 เท่าของจำนวนเงินที่ต้องชดใช้คืน โดยมีจำเลยที่ 2 ค้ำประกัน หลังจากนั้นได้มีการขยายเวลาศึกษาต่ออีก 2 ครั้ง ครบกำหนดวันที่ 31 มีนาคม 2537 โดยมีจำเลยที่ 2 ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 กลับเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2537 จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 1 ลาไปศึกษาต่อเป็นเวลา 2 ปี 10 เดือน รับเงินเดือนไปทั้งสิ้น 327,520 บาท จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติราชการเป็นเวลา 2 เท่า ของเวลาที่ไปศึกษาต่อเป็นเวลา 5 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 1 ปฏิบัติราชการหลังจากสำเร็จการศึกษาเป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน เป็นเงินส่วนลด 76, 923.59 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระคืน 250,596.41 บาท โจทก์คิดเบี้ยปรับ 2 เท่าตามสัญญาเป็นเงิน 501,192.82 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระทั้งสิ้น 751,789.23 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท ส่วนที่เหลือทำสัญญาขอผ่อนชำระงวดละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยมีจำเลยที่ 2 ค้ำประกันตามสัญญาผ่อนชำระและสัญญาค้ำประกัน เดือนกุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินบำเหน็จจำนวน 282,240 บาท โจทก์นำมาหักหนี้ วันที่ 18 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระให้โจทก์อีก 185,491.86 บาท ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2540 ได้แก้ไขเพิ่มเติมสัญญาผ่อนชำระโดยนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระ 100,000 บาท และเงินบำเหน็จ 282,240 บาท มาหักจากยอดหนี้ 751,789.24 บาท ส่วนที่เหลือขอผ่อนชำระ โดยผ่อนชำระปีละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยมีจำเลยที่ 3 ค้ำประกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกมีว่า มีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับตามสัญญาหรือไม่ เห็นว่า กรมบัญชีกลางได้มีหนังสือที่ กค 0518.8/3525 ฉบับลงวันที่ 30 มกราคม 2545 ถึงเลขาธิการโจทก์แจ้งเหตุผลการที่แบบสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติ ที่กำหนดให้ข้าราชการผู้ผิดสัญญาต้องจ่ายเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินที่ต้องชดใช้มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า "...เนื่องจากภาครัฐได้ประสบปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้และความสามารถเข้ามาทำงานกับทางราชการ เมื่อรัฐได้จัดสรรทุนหรืออนุมัติให้ข้าราชการไปศึกษาเพิ่มเติมก็เพื่อให้บุคลากรของรัฐเหล่านั้นกลับมาพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องกำหนดหลักเกณฑ์การชดใช้ทุนให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐที่ต้องการให้ได้มาซึ่งบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและมีคุณภาพที่ดีมาทำงานภาครัฐให้มากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรดังกล่าว การกำหนดค่าปรับ (เบี้ยปรับ) ในอัตราสูงจึงเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ต้องนำมาใช้กับผู้ผิดสัญญา..." ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเหตุผลที่รัฐจำเป็นต้องกำหนดเบี้ยปรับไว้อย่างสมเหตุสมผลและภาครัฐก็ได้บังคับใช้ข้อกำหนดเบี้ยปรับเช่นนี้ในแบบสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติกับข้าราชการทุกคนและทุกส่วนราชการอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน หาได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการเลือกปฏิบัติต่อโจทก์ผิดแผกแตกต่างกับข้าราชการคนอื่น ๆ ที่ผิดสัญญากับทางราชการไม่ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ก็ลาออกจากราชการด้วยความสมัครใจ โดยขณะยื่นใบลาออก จำเลยที่ 1 ก็ทราบและตระหนักถึงภาระที่จะต้องชดใช้ทุนและเบี้ยปรับตามสัญญาให้แก่โจทก์อยู่แล้วด้วย กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่าหลังจากที่จำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาตามที่ได้ลาไปศึกษาต่อแล้ว จำเลยที่ 1 กลับมารับราชการใช้หนี้บางส่วนแล้วเป็นเวลาเกือบหนึ่งในสี่ของกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับราชการใช้หนี้โจทก์ต่อไปตามสัญญาว่า เป็นเหตุสมควรปรับลดเบี้ยปรับลงหนึ่งในสี่ของจำนวนเบี้ยปรับ นั้น เห็นว่า ตามแบบสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติเอกสารหมาย จ.8 ได้ยกเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 6 เดิมและใช้ข้อความใหม่แทนว่า

"ข้อ 6 ในกรณีที่ข้าพเจ้าผิดสัญญาในข้อ 4 หรือข้าพเจ้าไม่กลับมารับราชการด้วยเหตุใด ๆ ก็ดี ข้าพเจ้าจะชดใช้คืนให้แก่ผู้รับสัญญาซึ่งทุน และหรือเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่ม และหรือเงินอื่นใดทั้งสิ้นที่ข้าพเจ้าได้รับจากทางราชการในระหว่างเวลาที่ได้รับอนุมัติไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติ นอกจากนี้ข้าพเจ้าจะจ่ายเงินเป็นเบี้ยปรับให้แก่ผู้รับสัญญาอีกสองเท่าของเงินที่ข้าพเจ้าจะต้องชดใช้คืน

ในกรณีที่ข้าพเจ้ารับราชการบ้างแต่ไม่ครบเวลาดังกล่าวในข้อ 4 เงินที่จะชดใช้คืนและเบี้ยปรับตามวรรคก่อน จะลดลงตามส่วนของเวลาที่ข้าพเจ้ารับราชการตามนัยข้อ 4 ไปบ้าง"

ซึ่งขณะเข้าทำสัญญา จำเลยที่ 1 ทราบข้อตกลงเรื่องเบี้ยปรับเช่นว่านี้และสมัครใจลงชื่อในสัญญาด้วยความเต็มใจ การที่จำเลยที่ 1 ลาออกจากราชการก็ด้วยความสมัครใจและตระหนักดีอยู่แล้วว่า ตนมีภาระต้องชดใช้ทุนและเบี้ยปรับให้แก่หน่วยงานตามสัญญา ซึ่งจะเห็นได้ว่าตามสัญญาเอกสารหมาย จ.8 ข้อ 6 วรรคสอง ดังกล่าวได้กำหนดข้อตกลงไว้ชัดแจ้งถึงการผ่อนปรนในการปรับลดจำนวนเงินที่จะต้อง

ชดใช้คืนและเบี้ยปรับลงตามส่วนของเวลาที่จำเลยที่ 1 ได้รับราชการชดใช้ทุนไปบ้าง ซึ่งก็เป็นข้อตกลงแห่งสัญญาที่ถูกต้องและเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทุกฝ่ายดีอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลและความชอบธรรมที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะนำระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติราชการใช้ทุนให้แก่โจทก์มาพิจารณาปรับลดเบี้ยปรับลงอีก ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีอำนาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาลงได้หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติ เอกสารหมาย จ.2 ข้อ 7 ระบุว่า "เงินที่ต้องชดใช้คืนกับเบี้ยปรับตามสัญญานี้ ข้าพเจ้าจะชำระให้ครบถ้วนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากกรม...สปช... หากข้าพเจ้าไม่ชำระให้ครบถ้วนภายในกำหนดดังกล่าว ทั้งนี้จะโดยความยินยอมของกรม...สปช...หรือไม่ก็ตาม ข้าพเจ้ายอมชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ยังค้างชำระจนกว่าจะชำระครบถ้วน" ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ยอมชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นั้นเป็นข้อตกลงที่เกิดจากจำเลยที่ 1 ให้สัญญาแก่โจทก์ว่าจะยอมชดใช้เงินและเบี้ยปรับตามสัญญานี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากโจทก์ อันเข้าเกณฑ์เป็นกรณีที่คู่สัญญาได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน ซึ่งถ้าจำเลยที่ 1 ลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง และผลของการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดนัดนั้น มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้น โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายก็คงให้ส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น" เมื่อสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติ เอกสารหมาย จ.2 ข้อ 7 มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ยังค้างชำระ ซึ่งเข้าเกณฑ์เป็นกรณีที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่าอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยอาศัยข้อตกลงอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดส่งดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวแก่โจทก์ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 224 วรรคหนึ่งตอนท้าย ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นและข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เรื่องอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 7 เช่นว่านี้ หาใช่เป็นสัญญาที่ลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ที่ศาลจะมีอำนาจปรับลดลงเป็นจำนวนพอสมควรตามมาตรา 383 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 ถือว่าเป็นส่วนหนี่งของเบี้ยปรับเพราะเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าซึ่งสูงเกินส่วน จึงพิจารณาปรับลดลงเป็นอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นั้น ศาลฎีกาก็ไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ก็ฟังขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ แต่เมื่อคดีมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและข้อเท็จจริงปรากฎจากคำร้องของผู้ร้องว่าพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ให้โอนกิจการของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติไปเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มาตรา 64 ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ และคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้เพียงบางส่วน โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงต้องนำจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 มาคำนวณหักออก แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาเต็มจำนวนตามฟ้องที่โจทก์ขอบังคับ โดยมิได้นำจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 มาคำนวณหักออก จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่ชำระเกินให้แก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับและให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์ชำระเกินมาให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
สำนักงานคณะกรรมการ
การประถมศึกษาแห่งชาติ โดย
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
โจทก์ — ขั้นพื้นฐานผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
นางสายพิณกลางหรือฐิติกานต์
จำเลย — นาคหนุนหรือชมภูนาค กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6164/2552
#495450
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมได้รับสิทธิและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะไปอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา ไม่ว่าจะได้อุปการะหรือยกย่องอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นเมื่อจำเลยที่ 2 รู้ว่าโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่ยังรับการอุปการะเลี้ยงดูและการยกย่องฉันภริยาอยู่อีกจึงเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะนำคดีมาสู่ศาลเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสองได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจปกครองเด็กชายเทพฤทธิ์ บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และเด็กชายเทพฤทธิ์ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 1,500 บาท นับแต่เดือนมีนาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรจะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์จำนวนเงิน 20,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ทั้งที่รู้อยู่ก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 แล้วว่า จำเลยที่ 1 กับที่ 2 มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากัน เป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมได้รับสิทธิและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะไปอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่น คือ จำเลยที่ 2 ฉันภริยา ไม่ว่าจะได้อุปการะหรือยกย่องอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ และจำเลยที่ 2 เมื่อรู้แล้วว่าโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 แล้ว หากรับการอุปการะเลี้ยงดูหรือรับการยกย่องฉันภริยาก็ย่อมถือเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะนำคดีมาสู่ศาลเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 ได้ โดยถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าโจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท นั้น เห็นว่า เมื่อคดีนี้ขณะจำเลยที่ 2 เริ่มมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังมิได้เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จนกระทั่งต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ในเดือนตุลาคม 2543 จึงทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 และเมื่อได้ความด้วยว่า ประมาณปลายปี 2544 จำเลยที่ 2 ได้ย้ายกลับไปรับราชการที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองจึงน่าจะห่างกันไปแล้ว ประกอบกับพฤติการณ์ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ว่า หลังเกิดเหตุโจทก์ยังคงได้รับการให้เกียรติจากญาติตลอดจนเพื่อนร่วมงานของจำเลยที่ 1 ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 20,000 บาท นั้น จึงเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาเห็นสมควรให้ตกเป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1523 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมะณีรัตน์ รักเพื่อน
จำเลย — นายสราวุธ ปะโสทะกัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายสุชาย จอกแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6164/2552
#502370
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมได้รับสิทธิและการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะไปอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา ไม่ว่าจะได้อุปการะหรือยกย่องอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ และจำเลยที่ 2 เมื่อรู้แล้วว่าโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 แล้ว หากรับการอุปการะเลี้ยงดูหรือรับการยกย่องฉันภริยาจำเลยที่ 1 ก็ย่อมถือเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะนำคดีมาสู่ศาลเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ โดยถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชายเทพฤทธิ์ ต่อมาจำเลยที่ 1 กับที่ 2 มีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาวและแสดงต่อบุคคลทั่วไปโดยเปิดเผยว่าเป็นสามีภริยากัน การที่จำเลยที่ 1 ให้การอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ว่าเป็นภริยา เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันกับโจทก์อย่างร้ายแรง จำเลยที่ 1 เคยขอหย่ากับโจทก์เพื่อไปทำการสมรสใหม่กับจำเลยที่ 2 แต่โจทก์ไม่ยอม จำเลยที่ 1 ไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตร ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจปกครองเด็กชายเทพฤทธิ์ บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และเด็กชายเทพฤทธิ์ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และมีบุตรด้วยกัน 1 คนจริง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกันและไม่ได้แสดงโดยเปิดเผยต่อสาธารณชนตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูยกย่องจำเลยที่ 2 เป็นภริยา จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรตลอดมาโดยจำเลยที่ 1 กับโจทก์ได้ร่วมกันซื้อที่ดินแล้วใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของเพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 มีหนี้สินมาก จึงส่งเงินให้โจทก์เพื่อเลี้ยงดูบุตรเพียงเดือนละ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 ยังประสงค์ที่จะอยู่กินกับโจทก์และขอร่วมใช้อำนาจปกครองบุตรต่อไป ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 หรือแสดงโดยเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าเป็นสามีภริยากัน จำเลยที่ 2 รับราชการมีฐานะและรายได้มั่นคงสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 1,500 บาท นับแต่เดือนมีนาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรจะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์จำนวนเงิน 20,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีรับฟังข้อเท็จจริงยุติในเบื้องต้นว่าโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่ากับจำเลยที่ 1 ด้วยเหตุว่าจำเลยที่ 1 เลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ในชั้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ทั้งๆ ที่โจกท์รู้มาก่อนการจดทะเบียนสมรสแล้วว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากันมาก่อนและยังไม่เลิกติดต่อกัน จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย คดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ทั้งที่รู้อยู่ก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 แล้วว่า จำเลยที่ 1 กับที่ 2 มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากัน เป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือไม่เห็นว่า เมื่อโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมได้รับสิทธิและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะไปอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่น คือ จำเลยที่ 2 ฉันภริยา ไม่ว่าจะได้อุปการะหรือยกย่องอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ และจำเลยที่ 2 เมื่อรู้แล้วว่าโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 แล้ว หากรับการอุปการะเลี้ยงดูหรือรับการยกย่องฉันภริยาก็ย่อมถือเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะนำคดีมาสู่ศาลเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้โดยถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าโจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท นั้น เห็นว่า เมื่อคดีนี้ขณะจำเลยที่ 2 เริ่มมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังมิได้เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จนกระทั่งต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ในเดือนตุลาคม 2543 จึงทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 และเมื่อได้ความด้วยว่า ประมาณปลายปี 2545 จำเลยที่ 2 ได้ย้ายกลับไปรับราชการที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองจึงน่าจะห่างกันไปแล้ว ประกอบกับพฤติการณ์ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ว่า หลังเกิดเหตุโจทก์ยังคงได้รับการให้เกียรติจากญาติตลอดจนเพื่อนร่วมงานของจำเลยที่ 1 ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 20,000 บาท นั้น จึงเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาเห็นสมควรให้ตกเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมะณีรัตน์ รักเพื่อน
จำเลย — นายสราวุธ ปะโสทะกัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6164/2552
#503051
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมได้รับสิทธิและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะไปอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่น คือ จำเลยที่ 2 ฉันภริยา ไม่ว่าจะได้อุปการะหรือยกย่องอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ และจำเลยที่ 2 เมื่อรู้แล้วว่าโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 แล้ว หากรับการอุปการะเลี้ยงดูหรือรับการยกย่องฉันภริยาก็ย่อมถือเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะนำคดีมาสู่ศาลเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ โดยถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจปกครองเด็กชาย ท. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และเด็กชาย ท. ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 1,500 บาท นับแต่เดือนมีนาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรจะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์จำนวนเงิน 20,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีรับฟังข้อเท็จจริงยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่ากับจำเลยที่ 1 ด้วยเหตุว่าจำเลยที่ 1 เลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ในชั้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ทั้งๆ ที่โจทก์รู้มาก่อนการจดทะเบียนสมรสแล้วว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากันมาก่อนและยังไม่เลิกติดต่อกัน จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย คดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ทั้งที่รู้อยู่ก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 แล้วว่า จำเลยที่ 1 กับที่ 2 มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากัน เป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมได้รับสิทธิและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะไปอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่น คือ จำเลยที่ 2 ฉันภริยา ไม่ว่าจะได้อุปการะหรือยกย่องอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ และจำเลยที่ 2 เมื่อรู้แล้วว่าโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 แล้ว หากรับการอุปการะเลี้ยงดูหรือรับการยกย่องฉันภริยาก็ย่อมถือเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะนำคดีมาสู่ศาลเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้โดยถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าโจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท นั้น เห็นว่า เมื่อคดีนี้ขณะจำเลยที่ 2 เริ่มมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังมิได้เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จนกระทั่งต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ในเดือนตุลาคม 2543 จึงทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 และเมื่อได้ความด้วยว่า ประมาณปลายปี 2544จำเลยที่ 2 ได้ย้ายกลับไปรับราชการที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองจึงน่าจะห่างกันไปแล้ว ประกอบกับพฤติการณ์ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ว่า หลังเกิดเหตุโจทก์ยังคงได้รับการให้เกียรติจากญาติตลอดจนเพื่อนร่วมงานของจำเลยที่ 1 ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 20,000 บาท นั้น จึงเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาเห็นสมควรให้ตกเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมะณีรัตน์ รักเพื่อน
จำเลย — นายสราวุธ ปะโสทะกัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6157/2552
#494306
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ให้สัญญาว่า เมื่อ อ. หรือพี่น้องในตระกูลนำเงิน 127,000 บาท ไปคืนแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพิพาทและบ้านคืนให้ทันที ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับว่าโจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทคืน แต่ตกลงกันในราคาเท่าที่จำเลยที่ 1 มีภาระผูกพันอยู่กับจำเลยที่ 2 และโจทก์วางเงินมัดจำให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้ 127,000 บาท ส่วนที่เหลือโจทก์จะไปตกลงกับจำเลยที่ 2 แต่โจทก์ไม่ไปดำเนินการกับจำเลยที่ 2 เอง ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 รับว่าจะขายที่ดินคืนให้แก่โจทก์แต่ตกลงไว้ในราคาอื่นและจำเลยที่ 1 รับมัดจำไว้แล้ว การตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงย่อมเข้าลักษณะสัญญาจะซื้อจะขาย และโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทพร้อมบ้านให้แก่โจทก์จึงเป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นประเด็นหลัก ส่วนเรื่องที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายระหว่าง อ. จำเลยที่ 1 เป็นประเด็นรอง และการที่จำเลยที่ 1 ไม่โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ป.วิ.พ. มาตรา 142 เป็นบทบัญญัติในภาค 1 บททั่วไปใช้สำหรับทุกชั้นศาล ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยตามบทบัญญัติดังกล่าวได้โดยตรง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องด้วยเหตุว่าโจทก์มิได้เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ ซึ่งไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา โดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และตามปัญหาของจำเลยที่ 1 ว่าสัญญาที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำกันไว้เป็นสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ แม้คู่ความจะสืบพยานจนเสร็จสิ้นเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงไปเสียเองก็ตาม แต่เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ทั้งผลการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความ จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ พิจารณาปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบและโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 427 ตำบลไทยเจริญ อำเภอหนองบุนนาก จังหวัดนครราชสีมา พร้อมบ้านปูนชั้นเดียว เสา 9 ต้น หลังคามุงกระเบื้องคืนให้แก่โจทก์ในสภาพที่ปลอดจำนอง หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และพิพากษาว่านิติกรรมจำนองเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2537 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนการจำนอง และให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 กระทำการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 427 ตำบลไทยเจริญ อำเภอหนองบุนนาก จังหวัดนครราชสีมา พร้อมบ้านปูนชั้นเดียว เสา 9 ต้น หลังคามุงกระเบื้องให้แก่โจทก์ในสภาพที่ปลอดจำนองให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 สมควรให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่โจทก์นั้น เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ให้สัญญาว่า เมื่อนางอารีย์หรือพี่น้องในตระกูล "ศรีนาคา" นำเงิน 127,000 บาท ไปคืนแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ก็จะโอนที่ดินพิพาทและบ้านคืนให้ทันที ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับว่าโจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทคืน แต่ตกลงกันในราคาเท่าที่จำเลยที่ 1 มีภาระผูกพันอยู่กับจำเลยที่ 2 และโจทก์วางเงินมัดจำให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้ 127,000 บาท ส่วนที่เหลือโจทก์จะไปตกลงกับจำเลยที่ 2 แต่โจทก์ไม่ไปดำเนินการกับจำเลยที่ 2 เอง ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 รับว่าจะขายที่ดินคืนให้แก่โจทก์แต่ตกลงไว้ในราคาอื่นและจำเลยที่ 1 รับมัดจำไว้แล้ว การตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงย่อมเข้าลักษณะสัญญาจะซื้อจะขาย และโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทพร้อมบ้านให้แก่โจทก์จึงเป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นประเด็นหลัก ส่วนเรื่องที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายระหว่างนางอารีย์กับจำเลยที่ 1 เป็นประเด็นรอง และการที่จำเลยที่ 1 ไม่โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทและบ้านให้แก่โจทก์จึงมิใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปคือ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) บัญญัติว่า ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้ ซึ่งมาตรา 142 เป็นบทบัญญัติในภาค 1 บททั่วไปสำหรับทุกชั้นศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยตามบทบัญญัติดังกล่าวได้โดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุว่าโจทก์มิได้เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา โดยศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้วดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และตามปัญหาของจำเลยที่ 1 ว่าสัญญาที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำกันไว้เป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงพิพาทหรือไม่ แม้คู่ความจะสืบพยานจนเสร็จสิ้นเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงไปเสียเองได้ก็ตาม แต่เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ทั้งผลการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความ จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิไลลักษณ์ ศรีนาคา
จำเลย — นางสุมาลี จังสถิตย์กุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายชัยรัตน์ สิทธิวิรัชธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสุรีพร อัชฌานนท์
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6157/2552
#502389
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ให้สัญญาว่า เมื่อ อ. หรือพี่น้องในตระกูลนำเงิน 127,000 บาท ไปคืนแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ก็จะโอนที่ดินพิพาทและบ้านคืนให้ทันที จำเลยที่ 1 ให้การว่าโจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทคืน แต่ตกลงกันในราคาเท่าที่จำเลยที่ 1 มีภาระผูกพันอยู่กับจำเลยที่ 2 และโจทก์วางเงินมัดจำให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้ 127,000 บาท ส่วนที่เหลือโจทก์จะไปตกลงกับจำเลยที่ 2 แต่โจทก์ไม่ไปดำเนินการกับจำเลยที่ 2 เอง ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 รับว่าจะขายที่ดินคืนให้แก่โจทก์แต่ตกลงไว้ในราคาอื่น และจำเลยที่ 1 รับมัดจำไว้แล้ว การตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเข้าลักษณะสัญญาจะซื้อจะขาย และโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทพร้อมบ้านให้แก่โจทก์จึงเป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นประเด็นหลัก ส่วนเรื่องที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายระหว่าง อ. กับจำเลยที่ 1 เป็นประเด็นรองและการที่จำเลยที่ 1 ไม่โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทและบ้านให้แก่โจทก์จึงใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) บัญญัติว่า ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้ ซึ่งมาตรา 142 เป็นบทบัญญัติในภาค 1 บททั่วไปสำหรับทุกชั้นศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีอำนาจยกปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยตามบทบัญญัติดังกล่าวได้โดยตรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) เลขที่ 427 ตำบลไทยเจริญ อำเภอหนองบุนนาก จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้าน 1 หลัง มีชื่อนางอารีย์ พี่สาวโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยของบิดามารดาและพี่น้องตระกูล "ศรีนาคา" เมื่อประมาณต้นปี 2537 นางอารีย์นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงินจำนวน 127,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ให้นางอารีย์โอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ก่อนโดยทำนิติกรรมประเภทขายเพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน ซึ่งความจริงแล้วไม่มีการซื้อขายหรือมีเจตนาจะโอนสิทธิครอบครองประการใด นิติกรรมการจดทะเบียนขายเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2537 เป็นนิติกรรมอำพราง จำเลยที่ 1 ให้สัญญาว่าเมื่อนางอารีย์หรือพี่น้องในตระกูล "ศรีนาคา" สามารถนำเงิน 127,000 บาท ไปชำระให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วก็จะโอนที่ดินพร้อมบ้านคืนให้ทันที ต่อมาในปลายปี 2537 และต้นปี 2538 โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 รวม 2 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 127,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 บ่ายเบี่ยง การโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ ต้นเดือนเมษายน 2543 โจทก์จึงทราบว่า จำเลยที่ 1 ไม่สามารถโอนคืนให้แก่โจทก์ได้เพราะจำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 เป็นเงินจำนวน 350,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2537 จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะนำที่ดินพิพาทหรือสิ่งปลูกสร้างไปจดทะเบียนจำนองหรือทำนิติกรรมใด ๆ แก่บุคคลอื่นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง และจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจที่จะรับจำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 มิได้ไปดูสภาพที่ดินพิพาทที่รับจำนองและมิได้ตรวจข้อเท็จจริงเรื่องกรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นการกระทำโดยประมาทอย่างร้ายแรงนิติกรรมจำนองจึงเป็นโมฆะ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริงไม่จำต้องรับผิดชอบในหนี้จำนอง ขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบและโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) เลขที่ 427 ตำบลไทยเจริญ อำเภอหนองบุนนาก จังหวัดนครราชสีมา พร้อมบ้านปูน ชั้นเดียว เสา 9 ต้น หลังคามุงกระเบื้องคืนให้แก่โจทก์ในสภาพที่ปลอดจำนอง หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และพิพากษาว่านิติกรรมจำนองเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2537 ระหว่าง จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนการจำนอง และให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2537 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจากนางอารีย์ พี่สาวโจทก์ภายหลังญาติพี่น้องของนางอารีย์ทราบเรื่องจึงขอซื้อที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 ตามราคาที่แท้จริงเท่าที่จำเลยที่ 1 มีภาระหนี้ผูกพันกับจำเลยที่ 2 โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินค่าวางมัดจำจำนวน 127,000 บาท และเงินส่วนที่เหลือตามที่จำเลยที่ 1 มีภาระผูกพันกับจำเลยที่ 2 นั้นโจทก์จะไปดำเนินการผ่อนชำระกับจำเลยที่ 2 เอง เมื่อปลดภาระหนี้กับจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 จะดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทันที แต่โจทก์มิได้ดำเนินการตามที่ตกลงกับจำเลยที่ 1 ไว้ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า เดิมนางอารีย์ เป็นผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) เลขที่ 427 ตำบลไทยเจริญ อำเภอหนองบุนนาก จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เดิมโจทก์ไม่เคยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 การจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างนางอารีย์กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2537 กระทำต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จึงเป็นนิติกรรมที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 สามารถนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเพื่อเป็นการประกันหนี้เงินกู้ของนายเกียรติศักดิ์ จำเลยที่ 2 รับจำนองไว้โดยถูกต้อง สุจริต เสียค่าตอบแทนและชอบด้วยกฎหมายและมิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 กระทำการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) เลขที่ 427 ตำบลไทยเจริญ อำเภอหนองบุนนาก จังหวัดนครราชสีมา พร้อมบ้านปูนชั้นเดียว เสา 9 ต้น หลังคามุงกระเบื้องให้แก่โจทก์ในสภาพที่ปลอดจำนองให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 สมควรให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางอารีย์ พี่สาวโจทก์ กู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 จำนวน 127,000 บาท โดยไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมกันและนางอารีย์ได้ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินของผู้อื่น ต่อมาโจทก์นำเงิน 127,000 บาท ไปชำระค่าที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกตามเอกสารหมาย จ.4 มอบให้แก่โจทก์มีใจความทำนองว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงิน 127,000 บาท เป็นค่าที่ดินพิพาทครบถ้วนแล้วแต่ยังโอนที่ดินพิพาทคืนให้ไม่ได้เพราะติดจำนอง เมื่อไถ่ถอนจำนองแล้วจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพิพาทคืนให้ทันที หลังจากทำบันทึกฉบับดังกล่าวนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงไม่โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาสู่ศาลฎีกาตามฎีกาของโจทก์ว่า ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่โจทก์นั้น เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ให้สัญญาว่า เมื่อนางอารีย์หรือพี่น้องในตระกูล "ศรีนาคา" นำเงิน 127,000 บาท ไปคืนแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ก็จะโอนที่ดินพิพาทและบ้านคืนให้ทันที ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับว่าโจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทคืน แต่ตกลงกันในราคาเท่าที่จำเลยที่ 1 มีภาระผูกพันอยู่กับจำเลยที่ 2 และโจทก์วางเงินมัดจำให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้ 127,000 บาท ส่วนที่เหลือโจทก์จะไปตกลงกับจำเลยที่ 2 แต่โจทก์ไม่ไปดำเนินการกับจำเลยที่ 2 เอง ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 รับว่าจะขายที่ดินคืนให้แก่โจทก์แต่ตกลงไว้ในราคาอื่น และจำเลยที่ 1 รับมัดจำไว้แล้ว การตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงย่อมเข้าลักษณะสัญญาจะซื้อจะขาย และโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทพร้อมบ้านให้แก่โจทก์จึงเป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นประเด็นหลัก ส่วนเรื่องที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายระหว่างนางอารีย์กับจำเลยที่ 1 เป็นประเด็นรอง และการที่จำเลยที่ 1 ไม่โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทและบ้านให้แก่โจทก์จึงมิใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ฎีกานี้ของโจทก์ฟ้งขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปคือ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้องของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) บัญญัติว่าในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้ ซึ่งมาตรา 142 เป็นบทบัญญัติในภาค 1 บททั่วไปสำหรับทุกชั้นศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยตามบทบัญญัติดังกล่าวได้โดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุว่าโจทก์มิได้เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา โดยศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้วดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และตามปัญหาของจำเลยที่ 1 ว่าสัญญาที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำกันไว้เป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงพิพาทหรือไม่ แม้คู่ความจะสืบพยานจนเสร็จสิ้นเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงไปเสียเองได้ก็ตาม แต่เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ทั้งผลการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความ จึงเป็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิไลลักษณ์ ศรีนาคา
จำเลย — นางสุมาลี จังสถิตย์กุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6157/2552
#506514
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ให้สัญญาว่าเมื่อ อ. หรือพวกนำเงิน 127,000 บาท ไปคืนแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ก็จะโอนที่ดินพิพาทและบ้านคืนให้ จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าโจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทคืนในราคาเท่าที่จำเลยที่ 1 มีภาระผูกพันอยู่กับจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์วางมัดจำให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้ 127,000 บาท ส่วนที่เหลือโจทก์จะไปตกลงกับจำเลยที่ 2 เท่ากับจำเลยที่ 1 รับว่าจะขายที่ดินพิพาทคืนโจทก์ แต่ตกลงไว้ในราคาอื่น การตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เข้าลักษณะสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทพร้อมบ้านคืนโจทก์ เป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นประเด็นหลัก ส่วนที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายระหว่าง อ. กับจำเลยที่ 1 เป็นประเด็นรอง และการที่จำเลยที่ 1 ไม่โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทและบ้านให้โจทก์จึงใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น

ป.วิ.พ. มาตรา 142 เป็นบทบัญญัติในภาค 1 บททั่วไปสำหรับทุกชั้นศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยตามมาตรา 142 (5) ได้โดยตรง แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และตามปัญหาของจำเลยที่ 1 ว่าสัญญาที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำกันไว้เป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงพิพาทหรือไม่ แม้คู่ความจะสืบพยานจนเสร็จสิ้นเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงไปเสียเองก็ได้ก็ตาม แต่เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ทั้งผลการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความ จึงเห็นควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจำนอง และให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรม

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 กระทำการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) เลขที่ 427 ตำบลไทยเจริญ อำเภอหนองบุนนาก จังหวัดนครราชสีมา พร้อมบ้านปูนชั้นเดียว เสา 9 ต้น หลังคามุงกระเบื้องให้แก่โจทก์ในสภาพที่ปลอดจำนองให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 สมควรให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางอารีย์ พี่สาวโจทก์ กู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 จำนวน 127,000 บาท โดยไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมกันและนางอารีย์ได้ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินของผู้อื่น ต่อมาโจทก์นำเงิน 127,000 บาท ไปชำระค่าที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกมอบให้แก่โจทก์มีใจความทำนองว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงิน 127,000 บาท เป็นค่าที่ดินพิพาทครบถ้วนแล้วแต่ยังโอนที่ดินพิพาทคืนให้ไม่ได้เพราะติดจำนอง เมื่อไถ่ถอนจำนองแล้วจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพิพาทคืนให้ทันที หลังจากทำบันทึกฉบับดังกล่าวนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงไม่โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาสู่ศาลฎีกาตามฎีกาของโจทก์ว่า ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่โจทก์นั้น เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ให้สัญญาว่า เมื่อนางอารีย์หรือพี่น้องในตระกูล "ศรีนาคา" นำเงิน 127,000 บาท ไปคืนแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ก็จะโอนที่ดินพิพาทและบ้านคืนให้ทันที ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับว่าโจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทคืน แต่ตกลงกันในราคาเท่าที่จำเลยที่ 1 มีภาระผูกพันอยู่กับจำเลยที่ 2 และโจทก์วางเงินมัดจำให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้ 127,000 บาท ส่วนที่เหลือโจทก์จะไปตกลงกับจำเลยที่ 2 แต่โจทก์ไม่ไปดำเนินการกับจำเลยที่ 2 เอง ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 รับว่าจะขายที่ดินคืนให้แก่โจทก์แต่ตกลงไว้ในราคาอื่น และจำเลยที่ 1 รับมัดจำไว้แล้ว การตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงย่อมเข้าลักษณะสัญญาจะซื้อจะขาย และโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทพร้อมบ้านให้แก่โจทก์จึงเป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นประเด็นหลัก ส่วนเรื่องที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายระหว่างนางอารีย์กับจำเลยที่ 1 เป็นประเด็นรอง และการที่จำเลยที่ 1 ไม่โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทและบ้านให้แก่โจทก์จึงมิใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ฎีกานี้ของโจทก์ฟ้งขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามศาลฎีกาของโจทก์ประการต่อไปคือ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้องของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) บัญญัติว่าในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้ ซึ่งมาตรา 142 เป็นบทบัญญัติในภาค 1 บททั่วไปสำหรับทุกชั้นศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยตามบทบัญญัติดังกล่าวได้โดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุว่าโจทก์มิได้เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา โดยศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้วดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และตามปัญหาของจำเลยที่ 1 ว่าสัญญาที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำกันไว้เป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงพิพาทหรือไม่ แม้คู่ความจะสืบพยานจนเสร็จสิ้นเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงไปเสียเองได้ก็ตาม แต่เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ทั้งผลการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความ จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิไลลักษณ์ ศรีนาคา
จำเลย — นางสุมาลี จังสถิตย์กุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ สุยวิกกัย
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6117/2552
#504707
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีส่วนจำเลยที่ 1 โจทก์ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 10 โจทก์กล่าวในฟ้องอ้างราคาทรัพย์หลักประกันซึ่งมีการตีราคาโดยเจ้าหนี้เดิมก่อนฟ้องคดีล้มละลายประมาณ 7 ปี เป็นเงิน 1,472,000 บาท ขณะเดียวกันก็ได้ความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์หลักประกันดังกล่าวเมื่อโจทก์นำยึดห่างจากวันฟ้องคดีล้มละลายคดีนี้ประมาณ 4 เดือน เป็นเงิน 1,950,750 บาท โดยโจทก์รับรองว่าถูกต้องและเห็นชอบด้วย จึงน่าเชื่อว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นราคาทรัพย์หลักประกันขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีล้มละลาย และเมื่อนำราคาหลักประกันดังกล่าวมาหักกับหนี้โจทก์ที่คงค้าง 2,706,332.85 บาท จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ไม่ถึง 1,000,000 บาท โจทก์ไม่อาจนำมูลหนี้ส่วนนี้มาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีล้มละลายได้

การนำสืบข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่นั้น โจทก์อาจจะนำสืบถึงทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 2 ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน หรืออาจจะนำสืบถึงข้อเท็จจริงอันใดอันหนึ่งตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 8 อันเป็นข้อสันนิษฐานว่า จำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งนี้การพิจารณาถึงฐานะหรือข้อเท็จจริงอันเป็นข้อสันนิษฐานนั้นจะต้องปรากฏว่าเป็นข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วในเวลาที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลาย คดีนี้โจทก์นำสืบถึงมูลหนี้ของโจทก์และการดำเนินการของโจทก์เท่านั้น มิได้แสดงให้เห็นถึงทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลยที่ 2 จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนที่โจทก์อ้างข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 (9) นั้น การทวงถามให้ชำระหนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องเป็นการทวงถามในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งที่โจทก์นำมาฟ้องให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย คดีนี้มีการทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาเพียงครั้งเดียว การทวงถามบอกกล่าวบังคับจำนองในมูลหนี้ก่อนที่จะฟ้องคดีแพ่งหาใช่เป็นการทวงถามให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์นำมาฟ้องคดีล้มละลายไม่ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 แล้ว ไม่มีทรัพย์สินอย่างอื่นใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้นั้น โจทก์ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีล้มละลายแล้ว จึงหาใช่ข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วในเวลาเริ่มต้นการฟ้องคดีล้มละลายไม่ กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาฟังมิได้ว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...คดีนี้ปรากฏว่าโจทก์มีเพียงทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่จำนองไว้เป็นประกันหนี้ โจทก์จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 เท่านั้น การฟ้องคดีส่วนจำเลยที่ 1 โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 ซึ่งบัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 9 เจ้าหนี้มีประกันจะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อ... (2) กล่าวในฟ้องว่า ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้วจะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้วเงินยังขาดอยู่สำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท ตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เจ้าหนี้มีประกันซึ่งจะยื่นฟ้องคดีล้มละลายตีราคาหลักประกันมาในคำฟ้องเพื่อจะได้ทราบว่าทรัพย์หลักประกันที่นำมาฟ้องนั้นมีมูลค่าเท่าใด คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การโต้แย้งว่า การตีราคาทรัพย์หลักประกันของโจทก์ไม่ชอบ จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าทรัพย์หลักประกันมีราคาเพียงใด ปรากฏว่าโจทก์กล่าวในฟ้องอ้างราคาทรัพย์หลักประกันซึ่งได้ประเมินโดยธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมผู้รับจำนอง เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2542 เป็นเงิน 1,472,000 บาท ซึ่งราคาทรัพย์หลักประกันดังกล่าวมีการตีราคาก่อนที่จะฟ้องคดีล้มละลายประมาณ 7 ปี ขณะเดียวกันก็ได้ความว่า ในการที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์หลักประกันเป็นเงินรวม 1,950,750 บาท โดยโจทก์รับรองว่าถูกต้องและเห็นชอบด้วย ปรากฏอีกว่าราคาประเมินในขณะที่มีการยึดทรัพย์ออกขายทอดตลาดห่างจากวันฟ้องคดีล้มละลายคดีนี้ประมาณ 4 เดือน จึงน่าเชื่อว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่โจทก์เห็นชอบด้วยเป็นราคาของทรัพย์หลักประกันขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีล้มละลาย เมื่อฟังว่าราคาทรัพย์หลักประกันขณะฟ้องคดีล้มละลายมีราคา 1,950,750 บาท และโจทก์กล่าวในฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ 2,706,332.85 บาท เมื่อนำราคาทรัพย์หลักประกันดังกล่าวมาหักกับหนี้ที่คงค้างแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ไม่ถึง 1,000,000 บาท โจทก์จึงไม่อาจนำมูลหนี้ส่วนนี้มาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีล้มละลายได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า การนำสืบว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่นั้น โจทก์อาจจะนำสืบถึงข้อเท็จจริงที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน กล่าวคือนำสืบถึงทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 2 หรืออาจจะนำสืบถึงข้อเท็จจริงอันใดอันหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 อันเป็นข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งนี้การพิจารณาถึงฐานะหรือข้อเท็จจริงอันเป็นข้อสันนิษฐานนั้นจะต้องปรากฏว่าเป็นข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วในเวลาที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลาย คดีนี้โจทก์มีนายสัญชัย มาเบิกความถึงมูลหนี้ของโจทก์และการดำเนินการของโจทก์เท่านั้น มิได้แสดงให้เห็นถึงทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลยที่ 2 จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้หลายครั้งแล้ว และระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ จึงเข้าข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) เห็นว่า การทวงถามตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องเป็นการทวงถามในมูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย คดีนี้โจทก์ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งมาฟ้องให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย แต่กลับมีการทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวเพียงครั้งเดียวเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2549 จึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) ทั้งโจทก์จะนำการทวงถามของเจ้าหนี้เดิมซึ่งได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้เมื่อเดือนธันวาคม 2543 มาเป็นการทวงถามตามพระราชบัญญัติล้มละลายหาได้ไม่ เพราะเป็นการทวงถามบอกกล่าวบังคับจำนองในมูลหนี้ก่อนที่จะฟ้องคดีแพ่ง หาใช่เป็นการทวงถามให้ชำระหนี้ตามมูลหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์นำมาฟ้องคดีล้มละลายไม่ ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ต่อสำนักงานที่ดินที่จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีทรัพย์สิน เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2549 แต่โจทก์ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2549 และวันที่ 14 พฤศจิกายน 2549 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีล้มละลายแล้ว จึงหาใช่ข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วในเวลาที่เริ่มต้นการฟ้องคดีล้มละลายไม่ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีทรัพย์สินอย่างอื่นใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมาย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาฟังมิได้ว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (5) ม. 8 (9) ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไทย จำกัด
จำเลย — นายกฤษดาหรือกฤชดา ชุมแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
รัตน กองแก้ว
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6092/2552
#495427
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 มิได้ตรวจดูอาการของโจทก์ตั้งแต่แรกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคามด้วยตนเอง แต่วินิจฉัยโรคและสั่งการรักษาอาการของโจทก์ตามที่ได้รับรายงานทางโทรศัพท์จากพยาบาลแทนโดยไม่ได้ตรวจสอบประวัติการรักษาของโจทก์ด้วยตนเอง แม้จำเลยที่ 3 จะสอบถามอาการและประวัติการรักษาของโจทก์จากพยาบาลก่อนที่พยาบาลจะฉีดยาให้แก่โจทก์เพื่อทำการรักษาก็ตาม ก็หาใช่วิสัยของบุคคลผู้มีอาชีพเป็นแพทย์จะพึงกระทำไม่ ทั้งห้องเวรกับห้องฉุกเฉินที่โจทก์อยู่ห่างกันเพียง 20 เมตร ตามพฤติการณ์ก็ไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยอันทำให้จำเลยที่ 3 ไม่สามารถมาตรวจวินิจฉัยอาการของโจทก์ได้ด้วยตนเองแต่อย่างใด ถือว่าจำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อ เมื่อพยาบาลฉีดยาบริคานิลให้แก่โจทก์ตามที่จำเลยที่ 3 สั่งการ ทำให้โจทก์เกิดอาการแพ้ยา อันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 3 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

ความยินยอมของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 3 ทำการรักษา แม้เป็นการแสดงออกให้จำเลยที่ 3 กระทำต่อร่างกายของโจทก์ก็ตาม แต่หากการรักษานั้นไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแพทย์ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายของโจทก์ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 อันเป็นหน่วยงานของรัฐให้รับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 3 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่

ค่าทนทุกข์ทรมานระหว่างเจ็บป่วย ค่าสมรรถภาพในการมองเห็นและค่าสูญเสียความสวยงามของโจทก์นั้น ถือได้ว่าเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 446 โดยไม่คำนึงว่าโจทก์ประกอบอาชีพหรือไม่ แพทย์ซึ่งเป็นพยานจำเลยก็เบิกความว่า อาการแพ้ยาของโจทก์อาจถึงขั้นเสียชีวิต กระจกตาดำข้างซ้ายของโจทก์เป็นแผลเปื่อยอักเสบบางลงอาจเป็นสาเหตุให้กระจกตาทะลุ ทำให้มองเห็นไม่ชัด ต้องเปลี่ยนกระจกตาดำจึงจะกลับมามองเห็นได้ ประกอบกับขณะเกิดเหตุโจทก์ตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน ต้องใช้เวลารักษาประมาณ 3 เดือน ย่อมเป็นความทุกข์ทรมานที่โจทก์รู้สึกได้ตลอดเวลาที่อยู่ระหว่างการรักษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้โจทก์ได้รับค่าความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินคือ ค่าทนทุกข์ทรมานระหว่างเจ็บป่วย 400,000 บาท ค่าเสียหายสมรรถภาพในการมองเห็น 800,000 บาท และค่าสูญเสียความสวยงามของโจทก์ 800,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 2,000,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กันยายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลพนมสารคามสังกัดจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่บริหารงานของโรงพยาบาลและปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแพทย์ตรวจรักษาคนไข้ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2541 เวลา 10 นาฬิกา โจทก์ซึ่งตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน มีอาการเจ็บท้องได้มาตรวจรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคาม แพทย์ให้การรักษาโจทก์โดยให้ยากันมดลูกหดตัวและยานอนหลับหรือยากันชัก ได้แก่ยาบริคานิลและฟีโนบาร์บ โจทก์นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลดังกล่าวจนถึงวันที่ 4 เมษายน 2541 เวลา 9 นาฬิกา ก็ออกจากโรงพยาบาล แต่ในวันเดียวกันเวลาประมาณ 22 นาฬิกา โจทก์มาตรวจรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคามอีกครั้ง เนื่องจากโจทก์หกล้มท้องกระแทกกับต้นไม้ แพทย์ให้การรักษาโจทก์โดยยังคงให้ยาบริคานิลและฟีโนบาร์บ กับเพิ่มยาโนสปาแก้ปวดท้อง โจทก์นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2541 ต่อมาวันที่ 15 เมษายน 2541 เวลาประมาณ 4 นาฬิกา โจทก์มารับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคามอีกครั้ง ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นแพทย์เวรผู้ให้การรักษา และในวันเดียวกันเวลาบ่ายโจทก์ขอย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทราโดยโจทก์มีอาการแพ้ยา มีแผลพุพองที่ใบหน้า ปาก ตาทั้งสองข้างกับตามร่างกายทั่วไป และกระจกตาข้างซ้ายทะลุ ทำให้เกิดอาการพร่ามัวไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ก่อนว่า จำเลยที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การตรวจและวินิจฉัยโรคของแพทย์โดยเฉพาะการตรวจร่างกายของผู้ป่วยถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการวินิจฉัยโรคว่าผู้ป่วยเป็นโรคอะไร พยาธิสภาพอยู่ที่ไหนและอยู่ในระยะใดเพื่อจะนำไปสู่การรักษาได้ถูกต้อง ในขั้นตอนนี้แพทย์จักต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์มิให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้ เพราะอาจนำมาซึ่งอันตรายที่จะเกิดแก่ร่างกายหรือชีวิตของผู้ป่วยในขั้นตอนการรักษาที่ต่อเนื่องกัน เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 3 มิได้ตรวจดูอาการของโจทก์ตั้งแต่แรกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคามด้วยตนเอง แต่วินิจฉัยโรคและสั่งการรักษาอาการของโจทก์ตามที่ได้รับรายงานทางโทรศัพท์จากพยาบาลแทนโดยไม่ได้ตรวจสอบประวัติการรักษาของโจทก์ด้วยตนเอง แม้จำเลยที่ 3 จะสอบถามอาการและประวัติการรักษาของโจทก์จากพยาบาลก่อนที่พยาบาลจะฉีดยาให้แก่โจทก์เพื่อทำการรักษาก็ตาม ก็หาใช่วิสัยของบุคคลผู้มีวิชาชีพเป็นแพทย์จะพึงกระทำไม่ ทั้งห้องแพทย์เวรกับห้องฉุกเฉินที่โจทก์อยู่ห่างกันเพียง 20 เมตร ตามพฤติการณ์ก็ไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยอันทำให้จำเลยที่ 3 ไม่สามารถมาตรวจวินิจฉัยอาการของโจทก์ได้ด้วยตนเองแต่อย่างใด ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อ เมื่อพยาบาลได้ฉีดยาบริคานิลให้แก่โจทก์ตามที่จำเลยที่ 3 สั่งการ หลังจากนั้นโจทก์มีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีอาการเช่นว่านั้นมาก่อน อาการแพ้ยาของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 3 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า โจทก์ได้ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 1 แล้วว่า หากโจทก์ได้รับอันตรายอันเนื่องจากการรักษา โจทก์จะไม่เรียกร้องหรือฟ้องร้องแก่เจ้าหน้าที่และส่วนราชการเจ้าสังกัดของโรงพยาบาลพนมสารคามตามคำยินยอมให้ทำการรักษา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ความยินยอมของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 3 ทำการรักษาดังกล่าวแม้จะเป็นการแสดงออกให้จำเลยที่ 3 กระทำต่อร่างกายของโจทก์เพื่อการรักษาได้ก็ตาม แต่หากการรักษานั้นไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแพทย์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายของโจทก์ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ดังได้วินิจฉัยมาดังกล่าวข้างต้นแล้ว จำเลยที่ 3 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 อันเป็นหน่วยงานของรัฐให้รับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 3 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า โจทก์ควรได้รับค่าเสียหายเพียงใด เห็นว่า ค่าทนทุกข์ทรมานระหว่างเจ็บป่วย ค่าเสียสมรรถภาพในการมองเห็นและค่าสูญเสียความสวยงามของโจทก์ดังที่คู่ความฎีกามานั้น ถือได้ว่าเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 โดยไม่จำต้องคำนึงว่าโจทก์ประกอบอาชีพด้วยหรือไม่ ได้ความตามคำเบิกความของนายวัฒนา แพทย์ประจำโรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทรา พยานจำเลยว่า อาการแพ้ยาของโจทก์อาจถึงขั้นเสียชีวิต หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที ทั้งนายสุรชัย แพทย์ประจำโรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทรา พยานจำเลยก็เบิกความยืนยันว่า กระจกตาดำข้างซ้ายของโจทก์เป็นแผลเปื่อยอักเสบบางลง อาจเป็นสาเหตุให้กระจกตาทะลุ ทำให้มองเห็นได้ไม่ชัด ต้องเปลี่ยนกระจกตาดำและจะกลับมามองเห็นได้ ส่วนจะกลับเป็นปกติหรือไม่นั้นอยู่กับผลการผ่าตัด ซึ่งข้อนี้นายวิรัช แพทย์ประจำโรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทรา พยานโจทก์เองกลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ดวงตาของโจทก์สามารถผ่าตัดเปลี่ยนแก้วตาจะทำให้มองเห็นได้ชัดเจนตามปกติ ประกอบกับขณะเกิดเหตุโจทก์ตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน ต้องใช้เวลารักษาประมาณ 3 เดือน ย่อมเป็นความทุกข์ทรมานที่โจทก์รู้สึกได้ตลอดเวลาที่อยู่ในระหว่างการรักษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้โจทก์ได้รับค่าความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินคือ ค่าทนทุกข์ทรมานระหว่างเจ็บป่วย 400,000 บาท ค่าเสียสมรรถภาพในการมองเห็น 800,000 บาท และค่าสูญเสียความสวยงามของโจทก์ 800,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 2,000,000 บาท มานั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 446
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววนิดา คณาพัฒ
จำเลย — กระทรวงสาธารณสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวรัชนี ไชยแก้วเมรุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพิศิฏฐ์ สุดลาภา
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6092/2552
#502398
เปิดฉบับเต็ม

การตรวจร่างกายของผู้ป่วยถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการที่แพทย์จะวินิจฉัยโรคว่าผู้ป่วยเป็นโรคอะไร พยาธิสภาพอยู่ที่ไหนและอยู่ในระยะใดเพื่อจะนำไปสู่การรักษาได้ถูกต้อง ในขั้นตอนนี้แพทย์จักต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์มิให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้ เพราะอาจนำมาซึ่งอันตรายที่จะเกิดแก่ร่างกายหรือชีวิตของผู้ป่วยในขั้นตอนการรักษาที่ต่อเนื่องกัน การที่จำเลยที่ 3 มิได้ตรวจดูอาการของโจทก์ตั้งแต่แรกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคามด้วยตนเอง แต่วินิจฉัยโรคและสั่งการรักษาอาการของโจทก์ตามที่ได้รับรายงานทางโทรศัพท์จากพยาบาลแทนโดยไม่ได้ตรวจสอบประวัติการรักษาของโจทก์ด้วยตนเอง แม้จำเลยที่ 3 จะสอบถามอาการและประวัติการรักษาของโจทก์จากพยาบาลก่อนที่พยาบาลจะฉีดยาให้แก่โจทก์เพื่อทำการรักษา ก็มิใช่วิสัยของบุคคลผู้มีวิชาชีพเป็นแพทย์จะพึงกระทำ ทั้งห้องแพทย์เวรกับห้องฉุกเฉินที่โจทก์อยู่ห่างกันเพียง 20 เมตร และไม่มีเหตุสุดวิสัยอันทำให้จำเลยที่ 3 ไม่สามารถมาตรวจวินิจฉัยอาการของโจทก์ได้ด้วยตนเอง ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อ เมื่อพยาบาลได้ฉีดยาบริคานิลให้แก่โจทก์ตามที่จำเลยที่ 3 สั่งการหลังจากนั้นโจทก์มีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรงโดยโจทก์ไม่มีอาการเช่นว่านั้นมาก่อน จึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 3 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

ความยินยอมของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 3 ทำการรักษาแม้จะเป็นการแสดงออกให้จำเลยที่ 3 กระทำต่อร่างกายของโจทก์เพื่อการรักษาได้ แต่หากการรักษานั้นไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแพทย์ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายของโจทก์ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 อันเป็นหน่วยงานของรัฐให้รับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 3 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ได้

ค่าทนทุกข์ทรมานระหว่างเจ็บป่วย ค่าเสียสมรรถภาพในการมองเห็นและค่าสูญเสียความสวยงามของโจทก์ถือได้ว่าเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกได้ตามป.พ.พ. มาตรา 446

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่าจำเลยที่ 1 เป็นกระทรวง ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นกรมในสังกัดของรัฐบาลและเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 โรงพยาบาลพนมสารคาม เป็นสถานพยาบาลซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้อำนวยการและรักษาผู้เจ็บป่วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ในผลเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดที่จำเลยที่ 3 กระทำไปในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2541 โจทก์ตั้งครรภ์ มีอาการเจ็บท้องคลอด จึงเข้าทำการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคาร แพทย์ประจำโรงพยาบาลให้โจทก์รับประทานยาเพื่อปิดปากมดลูก ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตามผิวหนังทั่วร่างกายและภายในดวงตาแต่อาการโจทก์เนื่องจากเจ็บท้องคลอดดีขึ้น แพทย์จึงให้โจทก์กลับไปรักษาตัวที่บ้าน ต่อมาโจทก์เกิดอาการป่วยอย่างเดิม ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลพนมสารคามอีกครั้งจำเลยที่ 3 ตรวจอาการป่วยเจ็บของโจทก์โดยประมาทเลินเล่อมิได้ตรวจสอบประวัติการรักษาของโจทก์ก่อน และเมื่อจะให้ยาเพื่อบำบัดรักษา ก็มิได้ตรวจสอบก่อนว่ายาดังกล่าวทำให้โจทก์มีอาการแพ้ยาหรือไม่ อันเป็นเหตุให้เมื่อจำเลยที่ 3 ให้ยาบำบัดแก่โจทก์ โจทก์เกิดอาการแพ้ยา มีอาการระคายเคืองตามผิวหนังและดวงตา จำเลยที่ 3 ก็มิได้หยุดให้ยาดังกล่าว ทำให้อาการของโจทก์ทวีขึ้น เกิดพุพองตามผิวหนังของร่างกายและเน่าเฟะ ที่นัยน์ตาของโจทก์เกิดอาการพร่ามัวทำให้โจทก์ขาดสมรรถภาพในการมองเห็น ต้องทนทุกข์ทรมานเป็นเวลากว่า 3 เดือน โจทก์ขอคิดค่าเสียหายส่วนนี้ 1,000,000 บาท และจากการสูญเสียสมรรถภาพในการมองเห็นของดวงตากลายเป็นคนพิการ ขอคิดค่าเสียหาย 2,000,000 บาท นอกจากนี้โจทก์ต้องสูญเสียความสวย เนื่องจากผิวพรรณโจทก์มีร่องรอยบาดแผลคิดเป็นค่าเสียหาย 2,000,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 5,000,000 บาท จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า โรงพยาบาลพนมสารคารและแพทย์ประจำโรงพยาบาลพนมสารคามไม่ได้เป็นส่วนราชการและไม่ได้เป็นข้าราชการสังกัดจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 3 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 3 ซึ่งกระทำในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 3 มิได้ประมาทเลินเล่อในการรักษาอาการป่วยเจ็บของโจทก์ ขณะโจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคามเนื่องจากเจ็บครรภ์จะคลอดก่อนกำหนด จำเลยที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังในการรักษาโจทก์ตามวิสัยและพฤติการณ์ที่แพทย์ทั่วไปจะพึงปฏิบัติแล้ว ก่อนรักษาได้ให้เจ้าหน้าที่ซักถามและตรวจสอบประวัติของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยมีอาการแพ้ยาหรือเคยผ่าตัดมาก่อนหรือมีโรคประจำตัว และก่อนพ้นจากหน้าที่แพทย์เวร จำเลยที่ 3 ตรวจสอบอาการของโจทก์อีกครั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์มีอาการแพ้ยา ต่อมาเมื่อพบว่าโจทก์มีผื่นแดงที่ขา โดยสงสัยว่าจะเกิดจากการแพ้ยา พยาบาลเวรจึงหยุดให้ยาแก่โจทก์ทันทีพร้อมทั้งรายงานให้แพทย์เวรทราบ แพทย์เวรได้สั่งการรักษาอาการดังกล่าวทันที ก่อนให้การรักษาแก่โจทก์ โจทก์ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 3 ทำการรักษาโดยยอมรับผลที่เกิดขึ้นจากการรักษาแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมานั้นสูงเกินสมควร ผื่นที่เกิดขึ้นจากการแพ้ยาเมื่ออาการดีขึ้นจะลอกตกสะเก็ตไม่เกิดแผลเป็น ส่วนดวงตาของโจทก์พิการเพียงข้างเดียว ทำให้เสียประสิทธิภาพในการทำงานเพียงร้อยละ 25 สามารถผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาดำได้ ความเสียหายของโจทก์ไม่เกิน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กันยายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลพนมสารคารสังกัดจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่บริหารงานของโรงพยาบาลและปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแพทย์ตรวจรักษาคนไข้ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2541 เวลา 10 นาฬิกา โจทก์ซึ่งตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน มีอาการเจ็บท้องได้มาตรวจรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคาม แพทย์ให้การรักษาโจทก์โดยให้ยากันมดลูกหดตัวและยานอนหลับหรือยากันชัก ได้แก่ยาบริคานิลและฟีโนบาร์บโจทก์นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลดังกล่าวจนถึงวันที่ 4 เมษายน 2541 เวลา 9 นาฬิกา ก็ออกจากโรงพยาบาล แต่ในวันเดียวกันเวลาประมาณ 22 นาฬิกา โจทก์มาตรวจรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคารอีกครั้ง เนื่องจากโจทก์หกล้มท้องกระแทกกับต้นไม้ แพทย์ให้การรักษาโจทก์โดยยังคงให้ยาบริคานิลและฟีโนบาร์บ กับเพิ่มยาโนสปาแก้ปวดท้อง โจทก์นอนรักษาตัวโรงพยาบาลจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2541 ต่อมาวันที่ 15 เมษายน 2541 เวลาประมาณ 4 นาฬิกา โจทก์มารับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคามอีกครั้ง ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นแพทย์เวรผู้ให้การรักษา และในวันเดียวกันเวลาบ่ายโจทก์ขอย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทราโดยโจทก์มีอาการแพ้ยา มีแผลพุพองที่ใบหน้า ปาก ตาทั้งสองข้าง กับตามร่างกายทั่วไป และกระจกตาข้างซ้ายทะลุ ทำให้เกิดอาการพร่ามัว ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ตามภาพถ่ายหมาย จ.2

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ก่อนว่า จำเลยที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 3 จะมิได้ตรวจดูอาการของโจทก์ตั้งแต่แรกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคามก็ตาม แต่ก็ได้สอบถามอาการและประวัติการรักษาของโจทก์จากพยาบาลก่อนทำการรักษา และได้ให้ยาบริคานิลซึ่งเป็นยาที่โจทก์เคยได้รับมาแล้วจากการรักษาของแพทย์อื่น ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด ความเสียหายของโจทก์จึงมิใช่ผลโดยตรงจากการตรวจรักษาของจำเลยที่ 3 ทั้งโจทก์ปกปิดไม่แจ้งเรื่องการแพ้ยาแก่แพทย์และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลพนมสารคาม นับว่าโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 3 มิได้กระทำการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย เห็นว่า การตรวจและวินิจฉัยโรคของแพทย์โดยเฉพาะการตรวจร่างกายของผู้ป่วยถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการวินิจฉัยโรคว่าผู้ป่วยเป็นโรคอะไร พยาธิสภาพอยู่ที่ไหนและอยู่ในระยะใดเพื่อจะนำไปสู่การรักษาได้ถูกต้อง ในขั้นตอนนี้แพทย์จักต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์มิให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้ เพราะอาจนำมาซึ่งอันตรายที่จะเกิดแก่ร่างกายหรือชีวิตของผู้ป่วยในขั้นตอนการรักษาที่ต่อเนื่องกันเมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 3 มิได้ตรวจดูอาการของโจทก์ตั้งแต่แรกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคามด้วยตนเอง แต่วินิจฉัยโรคและสั่งการรักษาอาการของโจทก์ตามที่ได้รับรายงานทางโทรศัพท์จากพยาบาลแทนโดยไม่ได้ตรวจสอบประวัติการรักษาของโจทก์ด้วยตนเอง แม้จำเลยที่ 3 จะสอบถามอาการและประวัติการรักษาของโจทก์จากพยาบาลก่อนที่พยาบาลจะฉีดยาให้แก่โจทก์เพื่อทำการรักษาก็ตาม ก็หาใช่วิสัยของบุคคลผู้มีวิชาชีพเป็นแพทย์จะพึงกระทำไม่ ทั้งห้องแพทย์เวรกับห้องฉุกเฉินที่โจทก์อยู่ห่างกันเพียง 20 เมตร ตามพฤติการณ์ก็ไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยอันทำให้จำเลยที่ 3 ไม่สามารถมาตรวจวินิจฉัยอาการของโจทก์ได้ด้วยตนเองแต่อย่างใดถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อ เมื่อพยาบาลได้ฉีดยาบริคานิลให้แก่โจทก์ตามที่จำเลยที่ 3 สั่งการหลังจากนั้นโจทก์มีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีอาการเช่นว่านั้นมาก่อน อาการแพ้ยาของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 3 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า โจทก์ปกปิดไม่แจ้งเรื่องการแพ้ยาให้ทราบนั้นข้อนี้โจทก์เบิกความยืนยันว่า หลังจากพยาบาลฉีดยาให้แก่โจทก์แล้วโจทก์มีอาการชักและเกร็งทั้งตัว จึงบอกพยาบาลว่าเข้าใจว่าจะแพ้ยาดังกล่าว เจ็บทนไม่ไหว ขอให้ชักสายน้ำเกลือออกแต่พยาบาลไม่ยอมแสดงว่าโจทก์ว่าจะเพิ่งทราบว่าตนเองแพ้ยาเพราะตามประวัติการรักษาของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยแพ้ยามาก่อน จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดที่ปกปิดไม่แจ้งเรื่องการแพ้ยาดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า โจทก์ได้ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 1 แล้วว่า หากโจทก์ได้รับอันตรายอันเนื่องจากการรักษา โจทก์จะไม่เรียกร้องหรือฟ้องร้องแก่เจ้าหน้าที่และส่วนราชการเจ้าสังกัดของโรงพยาบาลพนมสารคามตามคำยินยอมให้ทำการรักษาเอกสารหมาย ล.1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ความยินยอมของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 3 ทำการรักษาดังกล่าวแม้จะเป็นการแสดงออกให้จำเลยที่ 3 กระทำต่อร่างกายของโจทก์เพื่อการรักษาได้ก็ตาม แต่หากการรักษานั้นไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแพทย์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายของโจทก์ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ดังได้วินิจฉัยมาดังกล่าวข้างต้นแล้ว จำเลยที่ 3 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจกท์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 อันเป็นหน่วยงานของรัฐให้รับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 3 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า โจทก์ควรได้รับค่าเสียหายเพียงใด เห็นว่า ค่าทนทุกข์ทรมานระหว่างเจ็บป่วย ค่าเสียสมรรถภาพในการมองเห็นและค่าเสียความสวยงามของโจทก์ดังที่คู่ความฎีกามานั้น ถือได้ว่าเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 โดยไม่จำต้องคำนึงว่าโจทก์ประกอบอาชีพด้วยหรือไม่ ได้ความตามคำเบิกความของนายวัฒนาอารีย์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทรา พยานจำเลยว่าอาการแพ้ยาของโจทก์อาจจึงขั้นเสียชีวิต หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที ทั้งนายสุรชัยแพทย์ประจำโรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทรา พยานจำเลยก็เบิกความยืนยันว่า กระจกตาดำข้างซ้ายของโจทก์เป็นเป็นแผลเปื่อยอักเสบบางลง อาจเป็นสาเหตุให้กระจกตาทะลุ ทำให้มองเห็นได้ไม่ชัด ต้องเปลี่ยนกระจกตาดำและจะกลับมามองเห็นได้ ส่วนจะกลับเป็นปกติหรือไม่นั้นอยู่กับผลการผ่าตัด ซึ่งข้อนี้นายวิรัชแพทย์ประจำโรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทราพยานโจทก์เองกลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ดวงตาของโจทก์สามารถผ่าตัดเปลี่ยนแก้วตาจะทำให้มองเห็นได้ชัดเจนตามปกติประกอบกับขณะเกิดเหตุโจทก์ตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน ต้องใช้เวลารักษาประมาณ 3 เดือน ย่อมเป็นความทุกข์ทรมานที่โจทก์รู้สึกได้ตลอดเวลาที่อยู่ในระหว่างการรักษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้โจทก์ได้รับค่าความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินคือ ค่าทนทุกข์ทรมานระหว่างเจ็บป่วย 400,000 บาท ค่าเสียสมรรถภาพในการมองเห็น 800,000 บาท และค่าสูญเสียความสวยงามของโจทก์ 800,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 2,000,000 บาท มานั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 446
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววนิดา คณาพัฒ
จำเลย — กระทรวงสาธารณสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6092/2552
#506513
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 มิได้ตรวจดูอาการของโจทก์ตั้งแต่แรกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคามด้วยตนเอง แต่วินิจฉัยโรคและสั่งการรักษาอาการของโจทก์ตามที่ได้รับรายงานทางโทรศัพท์จากพยาบาลแทนโดยไม่ได้ตรวจสอบประวัติการรักษาของโจทก์ด้วยตนเอง แม้จำเลยที่ 3 จะสอบถามจากพยาบาลก่อนที่พยาบาลจะฉีดยาให้แก่โจทก์เพื่อทำการรักษาก็ตาม ก็มิใช่วิสัยของบุคคลผู้มีวิชาชีพเป็นแพทย์จะพึงกระทำไม่ ทั้งห้องแพทย์เวรกับห้องฉุกเฉินที่โจทก์อยู่ห่างกันเพียง 20 เมตร ไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยอันทำให้จำเลยที่ 3 ไม่สามารถมาตรวจวินิจฉัยอาการของโจทก์ได้ด้วยตนเองแต่อย่างใด ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อ เมื่อพยาบาลฉีดยาบริคานิลให้แก่โจทก์ตามที่จำเลยที่ 3 สั่งการ หลังจากนั้นโจทก์มีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีอาการเช่นว่านั้นมาก่อน อาการแพ้ยาดังกล่าวจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 3 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

ความยินยอมของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 3 ทำการรักษา หากการรักษานั้นไม่ได้เป็นไปตามมาตรแห่งวิชาชีพแพทย์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายโจทก์ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 อันเป็นการกระทำละเมิด จำเลยที่ 3 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 อันเป็นหน่วยงานของรัฐให้รับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 3 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ได้

ค่าทนทุกข์ทรมานระหว่างเจ็บป่วย ค่าเสียสมรรถภาพในการมองเห็นและค่าสูญเสียความสวยงาม ถือเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน ซึ่งโจทก์จึงมีสิทธิเรียกได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์ประกอบอาชีพด้วยหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่าจำเลยที่ 3 ตรวจอาการป่วยของโจทก์โดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้โจทก์เกิดอาการแพ้ยา เกิดพุพองตามผิวหนังของร่างกายและเน่าเฟะ ที่นัยน์ตาของโจทก์เกิดอาการพร่ามัวทำให้โจทก์ขาดสมรรถภาพในการมองเห็น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กันยายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลพนมสารคารสังกัดจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่บริหารงานของโรงพยาบาลและปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแพทย์ตรวจรักษาคนไข้ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2541 เวลา 10 นาฬิกา โจทก์ซึ่งตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน มีอาการเจ็บท้องได้มาตรวจรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคาม แพทย์ให้การรักษาโจทก์โดยให้ยากันมดลูกหดตัวและยานอนหลับหรือยากันชัก ได้แก่ ยาบริคานิลและฟีโนบาร์บ โจทก์นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลดังกล่าวจนถึงวันที่ 4 เมษายน 2541 เวลา 9 นาฬิกา ก็ออกจากโรงพยาบาล แต่ในวันเดียวกันเวลาประมาณ 22 นาฬิกา โจทก์มาตรวจรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคารอีกครั้ง เนื่องจากโจทก์หกล้มท้องกระแทกกับต้นไม้ แพทย์ให้การรักษาโจทก์โดยยังคงให้ยาบริคานิลและฟีโนบาร์บ กับเพิ่มยาโนสปาแก้ปวดท้อง โจทก์นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2541 ต่อมาวันที่ 15 เมษายน 2541 เวลาประมาณ 4 นาฬิกา โจทก์มารับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคามอีกครั้ง ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นแพทย์เวรผู้ให้การรักษา และในวันเดียวกันเวลาบ่ายโจทก์ขอย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทราโดยโจทก์มีอาการแพ้ยา มีแผลพุพองที่ใบหน้า ปาก ตาทั้งสองข้าง กับตามร่างกายทั่วไป และกระจกตาข้างซ้ายทะลุ ทำให้เกิดอาการพร่ามัว ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ก่อนว่า จำเลยที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 3 จะมิได้ตรวจดูอาการของโจทก์ตั้งแต่แรกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคามก็ตาม แต่ก็ได้สอบถามอาการและประวัติการรักษาของโจทก์จากพยาบาลก่อนทำการรักษา และได้ให้ยาบริคานิลซึ่งเป็นยาที่โจทก์เคยได้รับมาแล้วจากการรักษาของแพทย์อื่น ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด ความเสียหายของโจทก์จึงมิใช่ผลโดยตรงจากการตรวจรักษาของจำเลยที่ 3 ทั้งโจทก์ปกปิดไม่แจ้งเรื่องการแพ้ยาแก่แพทย์และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลพนมสารคาม นับว่าโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 3 มิได้กระทำการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย เห็นว่า การตรวจและวินิจฉัยโรคของแพทย์โดยเฉพาะการตรวจร่างกายของผู้ป่วยถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการวินิจฉัยโรคว่าผู้ป่วยเป็นโรคอะไร พยาธิสภาพอยู่ที่ไหนและอยู่ในระยะใดเพื่อจะนำไปสู่การรักษาได้ถูกต้องในขั้นตอนนี้แพทย์จักต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์มิให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้ เพราะอาจนำมาซึ่งอันตรายที่จะเกิดแก่ร่างกายหรือชีวิตของผู้ป่วยในขั้นตอนการรักษาที่ต่อเนื่องกันเมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 3 มิได้ตรวจดูอาการของโจทก์ตั้งแต่แรกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมสารคามด้วยตนเอง แต่วินิจฉัยโรคและสั่งการรักษาอาการของโจทก์ตามที่ได้รับรายงานทางโทรศัพท์จากพยาบาลแทนโดยไม่ได้ตรวจสอบประวัติการรักษาของโจทก์ด้วยตนเอง แม้จำเลยที่ 3 จะสอบถามอาการและประวัติการรักษาของโจทก์จากพยาบาลก่อนที่พยาบาลจะฉีดยาให้แก่โจทก์เพื่อทำการรักษาก็ตาม ก็หาใช่วิสัยของบุคคลผู้มีวิชาชีพเป็นแพทย์จะพึงกระทำไม่ ทั้งห้องแพทย์เวรกับห้องฉุกเฉินที่โจทก์อยู่ห่างกันเพียง 20 เมตร ตามพฤติการณ์ก็ไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยอันทำให้จำเลยที่ 3 ไม่สามารถมาตรวจวินิจฉัยอาการของโจทก์ได้ด้วยตนเองแต่อย่างใด ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อ เมื่อพยาบาลได้ฉีดยาบริคานิลให้แก่โจทก์ตามที่จำเลยที่ 3 สั่งการหลังจากนั้นโจทก์มีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีอาการเช่นว่านั้นมาก่อน อาการแพ้ยาของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 3 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า โจทก์ปกปิดไม่แจ้งเรื่องการแพ้ยาให้ทราบนั้น ข้อนี้โจทก์เบิกความยืนยันว่า หลังจากพยาบาลฉีดยาให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์มีอาการชักและเกร็งทั้งตัว จึงบอกพยาบาลว่าเข้าใจว่าจะแพ้ยาดังกล่าว เจ็บทนไม่ไหว ขอให้ชักสายน้ำเกลือออกแต่พยาบาลไม่ยอม แสดงว่าโจทก์ว่าจะเพิ่งทราบว่าตนเองแพ้ยาเพราะตามประวัติการรักษาของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยแพ้ยามาก่อน จึงฟังไม่ได้ว่า โจทก์มีส่วนผิดที่ปกปิดไม่แจ้งเรื่องการแพ้ยาดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า โจทก์ได้ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 1 แล้วว่า หากโจทก์ได้รับอันตรายอันเนื่องจากการรักษา โจทก์จะไม่เรียกร้องหรือฟ้องร้องแก่เจ้าหน้าที่และส่วนราชการเจ้าสังกัดของโรงพยาบาลพนมสารคามตามคำยินยอมให้ทำการรักษา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ความยินยอมของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 3 ทำการรักษาดังกล่าวแม้จะเป็นการแสดงออกให้จำเลยที่ 3 กระทำต่อร่างกายของโจทก์เพื่อการรักษาได้ก็ตาม แต่หากการรักษานั้นไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแพทย์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายของโจทก์ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ดังได้วินิจฉัยมาดังกล่าวข้างต้นแล้ว จำเลยที่ 3 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจกท์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 อันเป็นหน่วยงานของรัฐให้รับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 3 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า โจทก์ควรได้รับค่าเสียหายเพียงใด เห็นว่า ค่าทนทุกข์ทรมานระหว่างเจ็บป่วย ค่าเสียสมรรถภาพในการมองเห็นและค่าเสียความสวยงามของโจทก์ดังที่คู่ความฎีกามานั้น ถือได้ว่าเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 โดยไม่จำต้องคำนึงว่าโจทก์ประกอบอาชีพด้วยหรือไม่ ได้ความตามคำเบิกความของนายวัฒนา แพทย์ประจำโรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทรา พยานจำเลยว่าอาการแพ้ยาของโจทก์อาจจึงขั้นเสียชีวิต หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที ทั้งนายสุรชัยแพทย์ประจำโรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทรา พยานจำเลยก็เบิกความยืนยันว่า กระจกตาดำข้างซ้ายของโจทก์เป็นแผลเปื่อยอักเสบบางลง อาจเป็นสาเหตุให้กระจกตาทะลุ ทำให้มองเห็นได้ไม่ชัด ต้องเปลี่ยนกระจกตาดำและจะกลับมามองเห็นได้ ส่วนจะกลับเป็นปกติหรือไม่นั้นอยู่กับผลการผ่าตัด ซึ่งข้อนี้นายวิรัช แพทย์ประจำโรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทราพยานโจทก์เองกลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ดวงตาของโจทก์สามารถผ่าตัดเปลี่ยนแก้วตาจะทำให้มองเห็นได้ชัดเจนตามปกติ ประกอบกับขณะเกิดเหตุโจทก์ตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน ต้องใช้เวลารักษาประมาณ 3 เดือน ย่อมเป็นความทุกข์ทรมานที่โจทก์รู้สึกได้ตลอดเวลาที่อยู่ในระหว่างการรักษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้โจทก์ได้รับค่าความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินคือ ค่าทนทุกข์ทรมานระหว่างเจ็บป่วย 400,000 บาท ค่าเสียสมรรถภาพในการมองเห็น 800,000 บาท และค่าสูญเสียความสวยงามของโจทก์ 800,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 2,000,000 บาท มานั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 446
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววนิดา คณาพัฒ
จำเลย — กระทรวงสาธารณสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6080/2552
#508278
เปิดฉบับเต็ม

การพาอาวุธใด ๆ ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรจะต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 371 แต่หากเป็นการพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุสมควรจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่งและมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง อีกบทหนึ่ง ซึ่งมีโทษหนักกว่าการพาอาวุธทั่ว ๆ ไป ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่า กฏหมายบัญญัติความผิดและบทลงโทษแยกไว้สำหรับกรณีพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นอีกความผิดหนึ่ง ทั้งวัตถุของกลางก็เป็นคนละประเภทกัน แสดงว่าเจตนาในการพาไปแตกต่างกัน และความผิดแต่ละประเภทสำเร็จแล้วนับตั้งแต่พาเข้าไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสามจะร่วมกันพาอาวุธปืนและอาวุธมีดไปในเวลาเดียวกันก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 289, 309, 340, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และมีดปลายแหลมของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธแต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 309 วรรคสอง, 340 วรรคสอง วรรคท้าย, 340 ตรี, 371, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดปลายแหลมติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น และร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคท้าย อันเป็นบทหนักตามมาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสาม ฐานร่วมกันทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ จำคุกคนละ 2 ปี และฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย จำคุกคนละ 12 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดปลายแหลมติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ฐานร่วมกันทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ จำคุกคนละ 1 ปี และฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย จำคุกคนละ 6 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และมีดปลายแหลมของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคท้าย ส่วนความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ลงโทษฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ฐานชิงทรัพย์ของผู้เสียหาย จำคุก 6 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกกระทงอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2546 เวลาประมาณ 24 นาฬิกา สิบเอกทวีพงษ์ ขับรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน กข 2839 บุรีรัมย์ พานางสาวดวงเดือน ไปเที่ยวที่อ่างเก็บน้ำห้วยยางอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และพูดคุยกันจนถึงเวลา 1.30 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น ได้มีจำเลยทั้งสามเข้ามาใช้อาวุธปืนและอาวุธมีดขู่บังคับบุคคลทั้งสอง แล้วจำเลยทั้งสามขึ้นรถยนต์ไปด้วย โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ ในระหว่างทางสิบเอกทวีพงษ์หลบหนีไปได้ จำเลยทั้งสามขับรถยนต์พานางสาวดวงเดือนไปที่สวนแห่งหนึ่งในอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก จำเลยที่ 1 โทรศัพท์แจ้งให้นายขวัญยืน เลาหสวัสดิ์ ผู้ตายไปพบที่สวนดังกล่าว ต่อมาเวลาประมาณ 12 นาฬิกา ผู้ตายขับรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน มาที่สวนพร้อมกับนางอารยา ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 บอกให้ผู้ตายขับรถยนต์ตามรถยนต์เก๋งไปได้ประมาณ 1 กิโลเมตร จำเลยทั้งสามและผู้ตายลงจากรถไปคุยกัน จากนั้นจำเลยที่ 1 ก็ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 2 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณขมับซ้ายและหน้าอกด้านขวา เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 3 ใช้เชือกมัดมือผู้เสียหายไพล่หลังพาไปนั่งรถยนต์เก๋งที่มีนางสาวดวงเดือนนั่งอยู่ด้วย แล้วจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์เก๋งออกไป โดยจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะของผู้ตายตามไปด้วยกัน ในระหว่างทางจำเลยที่ 1 ปล่อยผู้เสียหาย โดยให้เงินเป็นค่ารถ 500 บาท แต่ได้เอากำไลข้อมือทองคำ 1 วง ของผู้เสียหายไว้ ต่อมาจำเลยทั้งสามฝากรถยนต์เก๋งไว้ที่สถานที่รับจ้างล้างรถ แล้วขับรถยนต์กระบะของผู้ตายไปกับนางสาวดวงเดือนกลับไปทางจังหวัดนครราชสีมา เมื่อรถยนต์กระบะแล่นมาถึงถนนสายสระบุรี - หินกอง ในเขตจังหวัดสระบุรี มีรถยนต์ของเจ้าพนักงานตำรวจทางหลวงขับปาดหน้าให้รถยนต์กระบะดังกล่าวหยุดและจับกุมจำเลยทั้งสามได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่มีเหตุสมควรกับความผิดฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 บัญญัติว่า "ผู้ใดพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการ การรื่นเริงหรือการอื่นใด ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท ฯลฯ" และตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ฯลฯ" และมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่ "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฯลฯ" ดังนั้น การพาอาวุธใด ๆ ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จะต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 แต่หากเป็นการพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุสมควร จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง อีกบทหนึ่งซึ่งมีโทษหนักกว่าการพาอาวุธทั่ว ๆ ไป ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่า กฎหมายบัญญัติความผิดและบทลงโทษแยกไว้สำหรับกรณีพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นอีกความผิดหนึ่ง ทั้งวัตถุของกลางก็เป็นคนละประเภทกัน แสดงว่าเจตนาในการพาไปแตกต่างกัน และความผิดแต่ละประเภทสำเร็จแล้วนับตั้งแต่พาเข้าไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนั้นแม้จำเลยทั้งสามจะร่วมกันพาอาวุธปืนและอาวุธมีดไปในเวลาเดียวกันก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์กำไลข้อมือทองคำของผู้เสียหายไปหรือไม่ โจทก์มีนางอารยา ผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ยิงผู้ตาย 3 นัด แล้ว จำเลยที่ 3 นำเชือกมามัดมือพยานไพล่หลังแล้วใช้มีดจี้พาไปนั่งในรถยนต์เก๋ง โดยมีจำเลยที่ 2 กับผู้หญิงนั่งอยู่ในรถด้วย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ช่วยกันลากผู้ตายซึ่งขณะนั้นยังไม่ถึงแก่ความตายออกไปไกล เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 กลับมา จำเลยที่ 3 มานั่งประกบพยานอยู่ที่ด้านหลัง ส่วนจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะของผู้ตายตามกันไปตามถนนลูกรัง ระหว่างทางพยานขอร้องจำเลยที่ 3 ว่าอย่าทำอะไรพยาน จำเลยที่ 3 บอกว่าจะพูดคุยกับจำเลยที่ 1 ให้ สักครู่หนึ่งจึงได้จอดรถและจำเลยที่ 3 ลงไปพูดคุยกับจำเลยที่ 1 ขณะนั้นพยานอยู่ในรถกับจำเลยที่ 2 และผู้หญิงอีก 1 คน สักครู่หนึ่งจำเลยที่ 3 เดินกลับมาและพาพยานไปหาจำเลยที่ 1 และพยานเข้าไปนั่งที่เบาะข้างคนขับกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ถามพยานว่าเป็นอะไรกับผู้ตาย พยานบอกว่าเป็นลูกจ้าง และผู้ตายเป็นคนชวนมา จำเลยที่ 1 ถามพยานอีกว่าอยู่กับใคร พยานบอกว่าอยู่กับแม่และลูกอีก 4 คน ต้องทำงานเลี้ยงลูกกับแม่ อย่าทำอะไรพยานเลย สักครู่หนึ่งจำเลยที่ 1 ได้ปล่อยตัวพยาน โดยก่อนปล่อยตัวไปจำเลยที่ 1 พูดว่าให้กลับบ้านไป และทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอย่าเอาเรื่องไปบอกผู้ใด จำเลยที่ 1 เห็นพยานใส่กำไลข้อมือทองคำจึงขอกำไลข้อมือทองคำจากพยาน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ให้เงินพยาน 500 บาท เป็นค่ารถ และบอกทางให้พยานเดินออกไป โดยก่อนปล่อยตัวจำเลยที่ 1 แก้มัดเชือกให้แก่พยาน หลังจากนั้นพยานเห็นจำเลยที่ 3 ขับรถออกไป ส่วนจำเลยที่ 1 ก็ขับรถยนต์กระบะของผู้ตายไปเช่นกัน เห็นว่า หลังจากจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและปล้นทรัพย์รถยนต์กระบะของผู้ตายได้แล้ว ได้ขับรถยนต์กระบะออกมาจากที่เกิดเหตุ ซึ่งถือว่าความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ย่อมสำเร็จแล้ว และไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดไล่ติดตามจับกุมจำเลยทั้งสาม จนมาถึงระหว่างทางผู้เสียหายพูดขอร้องจำเลยที่ 3 ให้ปล่อยตัว จำเลยที่ 3 หยุดรถพูดคุยกับจำเลยที่ 1 และหลังจากนั้นจำเลยที่ 3 พาผู้เสียหายไปนั่งอยู่ในรถกับจำเลยที่ 1 เพียง 2 คน ส่วนจำเลยที่ 3 กลับมาขับรถยนต์เก๋งซึ่งมีจำเลยที่ 2 และผู้หญิงอีกหนึ่งคนนั่งอยู่ด้วย ขณะที่ผู้เสียหายนั่งอยู่กับจำเลยที่ 1 เพียงลำพัง 2 คน ในรถยนต์กระบะผู้เสียหายพูดขอร้องให้จำเลยที่ 1 ปล่อยตัว จำเลยที่ 1 ยินยอมแต่ก่อนปล่อยตัวไปจำเลยที่ 1 ขอกำไลข้อมือทองคำจากผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำไปเพียงคนเดียว และมิได้ต่อเนื่องจากการปล้นทรัพย์รถยนต์กระบะของผู้ตาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็นด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์กำไลข้อมือทองคำของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 คงมีความผิดฐานชิงทรัพย์กำไลข้อมือทองคำของผู้เสียหาย และแม้จะได้ความว่า จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในความผิดฐานปล้นทรัพย์กำไลข้อมือทองคำของผู้เสียหายตามฟ้องดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์กำไลข้อมือทองคำของผู้เสียหายตามฟ้อง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหาดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานชิงทรัพย์ กำไลข้อมือทองคำของผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์กำไลข้อมือทองคำของผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรปรับคน 1,000 บาท ลดโทษให้จำเลยทั้งสามกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 50 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกกระทงอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และปรับในความผิดฐานร่างกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก
จำเลย — นายวินัยหรือหนึ่ง เอี่ยมไชย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
พรเพชร วิชิตชลชัย
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2552
#503078
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่า ในที่ดินจำเลยทั้งสองไม่มีส่วนใดที่มีการใช้เป็นทางเดินเข้าออกและจำเลยทั้งสองไม่เคยยินยอมให้ใช้ที่ดินจำเลยทั้งสองเป็นทางเข้าออกด้วย คดีจึงมีประเด็นเพียงว่าโจทก์ทั้งสี่และชาวบ้านได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกถนนสาธารณะหรือไม่ ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองเอื้อเฟื้อให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ทางพิพาทเดินเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ จึงเป็นการอุทธรณ์นอกประเด็นข้อต่อสู้ในคำให้การ และที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่เป็นฟ้องเคลือบคลุมเพราะไม่แน่ชัดว่าโจทก์ฟ้องเรื่องภาระจำยอมหรือทางสาธารณะนั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ และมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ในขณะชาวบ้านในหมู่บ้านช่วยกันทำทางพิพาทในปี 2535 จำเลยทั้งสองรู้เห็นยินยอม และหลังจากทำทางพิพาทแล้ว จำเลยทั้งสองก็ได้ใช้ประโยชน์ในทางพิพาทร่วมกับชาวบ้านในหมู่บ้านซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสี่ด้วย ในสภาพและลักษณะการใช้งาน ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนายกทางพิพาทในส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางสาธารณะร่วมกับทางพิพาทในส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของ ส. แล้วโดยปริยาย โดยไม่ต้องมีการทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนการยกให้ต่อเจ้าหน้าที่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิปิดกั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 17542 ของจำเลยทั้งสองกับที่ดินโฉนดเลขที่ 41641 อยู่ติดกันและอยู่ติดถนนสาธารณะ ที่ดินโฉนดเลขที่ 46992 ของโจทก์ที่ 1 และ 17536 ของโจทก์ที่ 3 อยู่ถัดจากที่ดินของจำเลยทั้งสองและที่ดินโฉนดเลขที่ 41641 ไปด้านในไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ นางทองคำและนายสมบัติเจ้าของเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 41641 ยินยอมให้โจทก์ทั้งสี่และประชาชนทั่วไปเดินผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 41641 สู่ถนนสาธารณะเป็นเวลาหลายปี ต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2535 นางทองคำและนายสมบัติได้ทำบันทึกยกที่ดินส่วนที่โจทก์ทั้งสี่และประชาชนทั่วไปใช้เป็นทางเดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสี่ทำเป็นถนนกว้าง 3 เมตร ยาว 120 เมตร จำเลยทั้งสองไม่ได้คัดค้านและยังยอมรับแนวเขตที่ดินโดยปลูกต้นยูคาลิปตัสกั้นแนวเขตเป็นแนวยาวตลอดทางดังกล่าว ปรากฏตามภาพถ่ายทางพิพาทและแนวเขตต้นยูคาลิปตัส ต่อมาเดือนกันยายน 2544 จำเลยทั้งสองปักหลักไม้เป็นแนวจากมุมทางพิพาทด้านที่ติดกับที่ดินจำเลยทั้งสองและติดถนนสาธารณะผ่านทางพิพาทไปจนจดปลายทางพิพาทฝั่งตรงข้ามและขึงลวดหนามปิดกั้นทางพิพาทด้านที่ติดกับที่ดินโจทก์ รวมเป็นเนื้อที่ประมาณ 120 ตารางวา โดยจำเลยทั้งสองโต้แย้งว่าที่ดินส่วนที่จำเลยทั้งสองปักหลักไม้รุกล้ำดังกล่าวเป็นของจำเลยทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนหลักไม้และลวดหนามออกจากทางพิพาทและปรับทางพิพาทให้คืนสู่สภาพเดิม ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับทางพิพาทต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองทำรั้วกั้นตามแนวเขตที่ดินจำเลยทั้งสองมานานหลายปีแล้ว มิใช่เพิ่งทำขึ้นตามที่โจทก์ฟ้อง ต้นยูคาลิปตัสไม่ได้เป็นแนวเขตที่ดินในที่ดินจำเลยทั้งสอง ไม่มีส่วนใดที่มีการใช้เป็นทางเดินเข้าออกและจำเลยทั้งสองไม่เคยยินยอมให้ใช้ที่ดินจำเลยทั้งสองเป็นทางเข้าออกด้วย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนหลักไม้ (หลัก ล.ร.) ที่ปักรุกล้ำทางพิพาทตามแนวเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาท พร้อมรื้อถอนลวดหนามที่ปิดกั้นทางพิพาทออกไป และให้จำเลยทั้งสองปรับทางพิพาทให้สู่สภาพเดิม ห้ามเกี่ยวข้องกับทางพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีเพียงว่า ในที่ดินจำเลยทั้งสองไม่มีส่วนใดที่มีการใช้เป็นทางเดินเข้าออกและจำเลยทั้งสองไม่เคยยินยอมให้ใช้ที่ดินจำเลยทั้งสองเป็นทางเข้าออกด้วย คดีจึงมีประเด็นเพียงว่าโจทก์ทั้งสี่และชาวบ้านได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกถนนสาธารณะหรือไม่ ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองเอื้อเฟื้อให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ทางพิพาทเดินเข้าออกสู่ถนนสาธารณะจึงเป็นการอุทธรณ์นอกประเด็นข้อต่อสู้ในคำให้การ และที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์ทั้งสี่เป็นฟ้องเคลือบคลุมเพราะไม่แน่ชัดว่าโจทก์ฟ้องเรื่องภาระจำยอมหรือทางสาธารณะนั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ และมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่นอกเหนือจากปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสองได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในประเด็นที่ว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนายกทางพิพาทในส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองให้เป็นทางสาธารณะหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในปัญหาดังกล่าวจึงไม่ชอบ เมื่อจำเลยฎีกาต่อมาศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยใหม่

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนายกทางพิพาทในส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางสาธารณะหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่มีโจทก์ทั้งสี่ นางทองคำภริยาของนายสมบัติเจ้าของที่ดินส่วนที่เป็นทางพิพาทเดิม และนายสุบินผู้ใหญ่บ้าน เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเป็นทำนองเดียวกันว่าทางพิพาทโดยสภาพและลักษณะการใช้งานเป็นทางสาธารณะที่ชาวบ้านในหมู่บ้านใช้ไปมาหาสู่และใช้ทำประโยชน์มาตลอดนานหลายสิบปีแล้ว จนถึงปี 2534 นายสมบัติเจ้าของที่ดินทำหนังสือยกที่ดินส่วนตนเป็นถนนกว้าง 3 เมตร ยาว 120 เมตรและชาวบ้านได้มาร่วมกันช่วยทำถนนคือทางพิพาทนี้ โดยจำเลยทั้งสองได้มาร่วมรับรู้ด้วย หลังจากนั้นชาวบ้านในหมู่บ้านซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสองก็ได้ร่วมกันใช้ประโยชน์ในทางพิพาทนี้ตลอดมา จนกระทั่งเกิดเหตุเมื่อปี 2544 จำเลยทั้งสองมีเหตุขัดแย้งกับโจทก์ทั้งสี่ด้วยเรื่องที่จำเลยที่ 1 ใช้รถไถในทางพิพาทแล้วทำท่อประปาที่ฝังอยู่ในทางพิพาทจากวัดไปบ้านของโจทก์ที่ 4 แตก จำเลยที่ 1 รับว่าจะซ่อมให้แต่ไม่ทันได้ซ่อม โจทก์ที่ 4 ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยทั้งสองไม่พอใจจึงปิดทางพิพาท ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบยอมรับว่าขณะมีการทำถนนเป็นทางพิพาท จำเลยทั้งสองรู้เห็นยินยอมให้ทำได้โดยไม่ทักท้วง จนเมื่อเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ทำท่อประปาของโจทก์ที่ 4 แตก และจำเลยที่ 1 จะซ่อมให้แต่ยังไม่ได้ซ่อมก็ถูกโจทก์ที่ 4 แจ้งความร้องทุกข์ จำเลยที่ 1 จึงขอรังวัดสอบเขต และต่อมาจึงปิดทางพิพาทในส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของจำเลยทั้งสอง ดังนี้ เห็นว่า ในขณะชาวบ้านในหมู่บ้านช่วยกันทำทางพิพาทในปี 2535 จำเลยทั้งสองรู้เห็นยินยอม และหลังจากทำทางพิพาทแล้ว จำเลยทั้งสองก็ได้ใช้ประโยชน์ในทางพิพาทร่วมกับชาวบ้านในหมู่บ้านซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสี่ด้วย ในสภาพและลักษณะการใช้งานถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนายกทางพิพาทในส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางสาธารณะร่วมกับทางพิพาทในส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของนายสมบัติแล้วโดยปริยายโดยไม่ต้องมีการทำเป็นหนังสือจดทะเบียนการยกให้ต่อเจ้าหน้าที่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะจำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิปิดกั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถวิล กุลลา กับพวก
จำเลย — นายสง่า บุญกลิ้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6037 -ที่ 6065/2552
#495445
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ อยู่ในบังคับ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 95 วรรคหนึ่ง

จำเลยไม่มีหน้าที่ขนสินค้าไปส่งให้ลูกค้า จำเลยกำหนดระเบียบให้ลูกค้ามารับสินค้าเองที่ท่าเรือ การเคลื่อนย้ายสินค้าจากเรือสินค้าขึ้นท่าแล้วเก็บไว้ที่โกดังสินค้าหรือที่ลานกลางแจ้งเพื่อรอให้เจ้าของสินค้ามารับไป เป็นการเอาสินค้าออกจากที่หนึ่งไปใส่อีกที่หนึ่งซึ่งเป็นการขนถ่ายสินค้าจากเรือสินค้าขึ้นมาเก็บไว้ที่โกดังสินค้าหรือลานกลางแจ้ง โดยไม่ได้ทำให้สินค้าเคลื่อนที่พ้นจากบริเวณของท่าเรือเพื่อให้ถึงผู้รับหรือเจ้าของสินค้าจึงไม่ใช่การส่งสินค้า เป็นเพียงการขนถ่ายสินค้าจากเรือสินค้าขึ้นท่าเพื่อให้มีการเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างเรือสินค้ากับการขนส่งด้วยยานพาหนะอื่นเท่านั้น

เรือยนต์ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 ทำหน้าที่พนักงานปากเรือมีหน้าที่ชี้ตำแหน่งเรือสินค้าและรับเชือกเพื่อให้เรือสินค้าผ่านร่องน้ำเจ้าพระยาเข้าเทียบท่าเท่านั้น โจทก์ที่ 8 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 ที่ 24 และที่ 36 มีหน้าที่ขับรถเครื่องมือทุ่นแรงและยกขนสินค้าด้วยเครื่องมือทุ่นแรงจากเรือสินค้าไปเก็บไว้ที่โกดังสินค้าหรือที่ลานกลางแจ้ง โจทก์ที่ 19 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 37 มีหน้าที่ขับรถลากจูงพ่วงรถบรรทุก ซึ่งเป็นหน้าที่การขนถ่ายสินค้าจากเรือสินค้าขึ้นมาเก็บไว้ที่โกดังสินค้าหรือลานกลางแจ้ง โจทก์ที่ 18 มีหน้าที่จัดเก็บสินค้า โจทก์ที่ 20 มีหน้าที่ตรวจสอบบัตรค่าภาระและค่ายานพาหนะบรรทุกสินค้าและตู้สินค้า โจทก์ที่ 25 มีหน้าที่ตรวจสอบภาระตู้สินค้าและตรวจสอบสินค้าเป็นการปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการขนถ่ายสินค้า ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายและส่งสินค้า โจทก์ที่ 30 ถึงที่ 33 และที่ 35 ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในบริเวณท่าเรือไม่ใช่การทำงานขนส่ง ดังนั้นงานที่โจทก์รวม 29 คนทำจึงไม่ใช่งานขนส่งตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 28 (2) (ซึ่งกำหนดให้พนักงานรัฐวิสาหกิจไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา) โจทก์รวม 29 คน มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามข้อ 25,26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
รายชื่อโจทก์ปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

คดีทั้งยี่สิบเก้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอื่นอีกแปดสำนวน แต่โจทก์ในคดีดังกล่าวขอถอนฟ้องและศาลแรงงานกลางสั่งจำหน่ายคดีไปแล้ว คงเหลือเฉพาะคดีทั้งยี่สิบเก้าสำนวนนี้โดยศาลแรงงานกลางให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 ถึงที่ 20 ที่ 24 ถึงที่ 27 ที่ 30 ถึงที่ 33 และที่ 35 ถึงที่ 37 รวม 29 คน

โจทก์รวม 29 คน ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน และให้จำเลยถือปฏิบัติต่อไปตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 เกี่ยวกับค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด โดยให้แก้ไขระเบียบข้อบังคับของจำเลยให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ดังกล่าว

จำเลยทั้งยี่สิบเก้าสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์ที่ 5 ถึงแก่ความตาย นางประไพทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต

ก่อนสืบพยานคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า ถ้าฝ่ายโจทก์แพ้คดีโจทก์แต่ละคนไม่มีสิทธิได้รับเงินตามฟ้อง แต่ถ้าฝ่ายโจทก์ชนะคดีโจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้เงินส่วนที่ขาดไปตามเอกสารหมาย ล.1 เฉพาะจำนวนเงินช่วงที่ขาดไปในระยะเวลา 2 ปี ก่อนฟ้องพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ขาดไปของโจทก์แต่ละคนตามเอกสารหมาย ล.1 นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุดโดยอาศัยระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 28 และมติคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย การทำงานของโจทก์แต่ละคนเป็นไปตามสัญญาจ้าง ตำแหน่งงานของโจทก์แต่ละคนบันทึกกิจการของท่าเรือของจำเลยเป็นไปตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1, 4, 5, 10 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อพิพาทแรงงาน และฝ่ายโจทก์แถลงว่าจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดและวันทำงานไม่ถูกต้อง ยังขาดไปตามเอกสารหมาย ล.1 เพราะจะต้องจ่ายตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 25 และข้อ 26 แต่จำเลยอ้างว่าได้รับยกเว้นตามข้อ 28 โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้ค่าจ้าง (ที่ถูกค่าล่วงเวลา) ตามฟ้องภายใน 2 ปี แล้วคู่ความแถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ต่อมาในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลแรงงานกลางแจ้งให้คู่ความทราบว่าที่คู่ความตกลงรับข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้น ปรากฏว่าเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยอ้างไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงไว้ เนื่องจากตามเอกสารหมาย ล.1 ไม่มีระยะเวลา 2 ปี ก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2547) แต่เป็น 2 ปี ของปี 2545 และปี 2546 ข้อเท็จจริงจึงขัดแย้งกัน จำเลยแถลงว่า ระยะเวลา 2 ปี นั้นหมายถึง 2 ปี ก่อนฟ้อง ไม่ใช่ช่วงระยะเวลา 2 ปี ตามที่ระบุในเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งฝ่ายจำเลยเข้าใจผิด จึงขอแถลงเข้ามาใหม่ ต่อมาจำเลยไม่ได้แถลงถึงจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับในกรณีที่ฝ่ายโจทก์ชนะคดี และศาลแรงงานกลางอนุญาตให้สืบพยานตามที่คู่ความขอ

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการท่าเรือ ดำเนินกิจการอื่นเกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการท่าเรือกำหนดเวลาทำงานปกติของพนักงานจำเลยคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 8 นาฬิกา ถึง 12 นาฬิกา และ 13 นาฬิกา ถึง 16.30 นาฬิกา หยุดพักเวลา 12 นาฬิกา ถึง 13 นาฬิกา โจทก์รวม 29 คน เป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 ถึงที่ 20 ที่ 24 ถึงที่ 27 ที่ 30 ถึงที่ 33 และที่ 35 ถึงที่ 37 เป็นลูกจ้างจำเลยอยู่จนถึงวันฟ้อง ส่วนโจทก์ที่ 5 เป็นลูกจ้างจำเลยถึงวันที่ 30 กันยายน 2546 แล้วออกจากงานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 และโจทก์ที่ 7 เป็นลูกจ้างจำเลยถึงวันที่ 30 กันยายน 2545 แล้วออกจากงานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 เป็นพนักงานปากเรือ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 มีหน้าที่ควบคุมขับเรือยนต์จากท่าเรือกรุงเทพออกไปรับเชือกเรือสินค้าจากต่างประเทศบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ที่ 6 เป็นกะลาสีประจำเรือยนต์ ทำหน้าที่เป็นคนงานลูกเรือ โจทก์ที่ 8 มีตำแหน่งบริหารงานช่าง มีหน้าที่บริหารจัดการดูแลพนักงานที่มีหน้าที่ขับรถยกขนถ่ายตู้สินค้าและพนักงานที่มีหน้าที่จัดเก็บสินค้า โจทก์ที่ 9 ที่ 11 ที่ 13 ที่ 14 และที่ 17 เป็นพนักงานขับรถ โดยโจทก์ที่ 9 ที่ 11 ที่ 13 ที่ 14 มีหน้าที่ขับรถยกขนถ่ายตู้สินค้า โจทก์ที่ 17 มีหน้าที่ขับรถเครื่องมือทุ่นแรงยกสินค้าหนักมาก โจทก์ที่ 10 เป็นผู้ช่วยหัวหน้าหมวดยกของ มีหน้าที่ขับรถยนขนถ่ายตู้สินค้าของเอกชนที่ว่าจ้างไปเก็บตรวจสอบ โจทก์ที่ 15 เป็นพนักงานขับรถเครื่องมือทุ่นแรง มีหน้าที่ขับเคลื่อนรถปั้นจั่นยกตู้สินค้า โจทก์ที่ 8 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 และที่ 36 ทำหน้าที่ยกขนสินค้าด้วยเครื่องมือทุ่นแรงจากเรือไปเก็บไว้ที่โกดังหรือที่ลานกลางแจ้งแต่ไม่มีหน้าที่ส่งสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพไป คงนำมาวางไว้เพื่อให้เจ้าของสินค้ารับไป โจทก์ที่ 18 ที่ 19 ที่ 24 ถึงที่ 27 และที่ 37 เป็นพนักงานการสินค้า โดยโจทก์ที่ 18 ทำหน้าที่จัดเก็บสินค้า โจทก์ที่ 19 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 37 ทำหน้าที่ขับรถลากจูงพ่วงรถบรรทุก โจทก์ที่ 24 ทำหน้าที่ขับรถเครื่องมือทุ่นแรง โจทก์ที่ 25 มีหน้าที่ตรวจสอบค่าภาระตู้สินค้าและตรวจสินค้า โจทก์ที่ 20 เป็นหัวหน้าหมวด ทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบบัตรค่าภาระและค่ายานพาหนะบรรทุกสินค้าตู้สินค้า โจทก์ที่ 30 ที่ 32 และที่ 35 เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย โจทก์ที่ 31 เป็นเจ้าหน้าที่บริหารทั่วไป โจทก์ที่ 32 และที่ 35 ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยความสงบเรียบร้อยในบริเวณการท่าเรือแห่งประเทศไทย โจทก์ที่ 33 เป็นผู้ช่วยหัวหน้ารักษาความปลอดภัย ทำหน้าที่ควบคุมพนักงานรักษาความปลอดภัย โจทก์ที่ 30 ถึงที่ 33 และที่ 35 อยู่ใต้บังคับบัญชาแผนกศูนย์รักษาความปลอดภัย โจทก์ที่ 36 มีตำแหน่งบริหารช่าง ทำหน้าที่ขับรถเครื่องมือทุ่นแรง จำเลยให้โจทก์แต่ละคนทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุดตั้งแต่เดือนมกราคม 2542 ถึงเดือนธันวาคม 2546 โดยกำหนดอัตราค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดแบบเหมาจ่ายตามช่วงเวลาทำงานเป็นภาคใหญ่และภาคเล็กตามระดับตำแหน่ง ส่วนตำแหน่งหน้าที่รักษาความปลอดภัยกำหนดอัตราค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดแบบเหมาจ่ายโดยกำหนดค่าปฏิบัติงานเกินเวลาเป็นผลัดตามอัตราเงินเดือน ตามคำสั่งคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่18/2538 คำสั่งคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ 7/2543 และคำสั่งประธานกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ 1/2546 จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้โจทก์แต่ละคนตามคำสั่งดังกล่าวครบถ้วนแล้ว โจทก์แต่ละคนสังกัดอยู่งานท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งจำเลยถือว่าเป็นงานขนส่งตามมติคณะกรรมการ กทท. ครั้งที่ 5/2526 ในปี 2524 คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่างานหลักของจำเลยเป็นกิจการที่เกี่ยวกับงานรับเรือ การลำเลียงและขนถ่ายสินค้าขึ้นและลงจากเรือโดยใช้รถลำเลียง รถบรรทุก รถลากจูงและรถเครน ตลอดจนเครื่องทุ่นแรงอื่นๆ อันเป็นอุปกรณ์การขนส่งและการส่งมอบสินค้าจึงเป็นกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับงานขนส่งยิ่งกว่างานพาณิชยกรรม เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการลำเลียงหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยเครื่องอุปกรณ์การขนส่งตามคำนิยามคำว่างานขนส่งในข้อ 3 แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1, 2, 4 ถึง 10 แล้ววินิจฉัยว่า คณะกรรมการกฤษฎีกามีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2524 ว่ากิจการของจำเลยเกี่ยวเนื่องกับงานขนส่งยิ่งกว่างานพาณิชยกรรม ถือว่าเป็นงานขนส่งคณะกรรมการ กทท. มีมติครั้งที่ 5/2526 ให้หน่วยงานของท่าเรือกรุงเทพถือเป็นงานขนส่ง ถือว่าเป็นการออกมติตามแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงเป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย ดังนั้นโจทก์รวม 29 คน ซึ่งทำงานอยู่ที่ท่าเรือกรุงเทพทำงานในหน่วยงานที่ถือว่าเป็นงานขนส่งตั้งแต่ปี 2526 ไม่ว่าโจทก์แต่ละคนจะมีหน้าที่ใดก็ตามถือว่าทำงานเกี่ยวกับงานขนส่งทั้งสิ้น เนื่องจากงานหลักที่ท่าเรือกรุงเทพเป็นงานลำเลียง ขนถ่าย เคลื่อนย้ายสินค้าที่ใช้เครื่องทุ่นแรงซึ่งเป็นอุปกรณ์การขนส่งเป็นหลัก การทำงานของพนักงานจำเลยที่ท่าเรือกรุงเทพเกี่ยวเนื่องจากการลำเลียงขนถ่ายสินค้า ถ้าไม่มีงานหลักแล้วพนักงานที่ท่าเรือกรุงเทพก็ไม่มีงานที่จะต้องทำ แม้พนักงานซึ่งทำงานที่ท่าเรือกรุงเทพจะไม่มีหน้าที่โดยตรงในการลำเลียง ขนถ่าย เคลื่อนย้ายสินค้าโดยการยกขน ลำเลียง ขนถ่าย เคลื่อนย้ายด้วยเครื่องมือทุ่นแรงก็ตาม ก็ถือว่าทำงานในหน่วยงานขนส่งที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหรือทำงานขนส่งด้วยเพราะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ อีกทั้งเพื่อมิให้เกิดความเสียเปรียบได้เปรียบต่อกันในระหว่างพนักงานที่ทำงานอยู่ที่ท่าเรือกรุงเทพ มติของคณะกรรมการดังกล่าวถือได้ว่าชอบธรรมแล้ว ซึ่งต่อมาคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ได้วางระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 28 กำหนดให้พนักงานซึ่งรัฐวิสาหกิจให้ทำงานขนส่งไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามข้อ 25 และ ข้อ 26 เว้นแต่รัฐวิสาหกิจตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงาน เมื่อจำเลยกำหนดให้งานของท่าเรือกรุงเทพเป็นงานขนส่งและถือว่าพนักงานของจำเลยรวมทั้งโจทก์แต่ละคนที่ทำงานที่ท่าเรือกรุงเทพเป็นพนักงานที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหรือทำงานขนส่งแล้ว การที่จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์แต่ละคนตามที่จำเลยกำหนดจึงมิใช่เป็นการจ่ายขาดไปตามฟ้อง ส่วนปัญหาเรื่องอายุความนั้น เดิมคู่ความแถลงรับกันแต่เนื่องจากเอกสารหมาย ล.1 ที่คู่ความยอมรับกันนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลง ซึ่งจำเลยจะแถลงจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับในกรณีที่ฝ่ายโจทก์ชนะคดีเข้ามาใหม่แล้วจำเลยไม่แถลงเข้ามา จึงถือว่าคู่ความไม่ยอมรับกันในประเด็นนี้ แต่เมื่อได้วินิจฉัยประเด็นข้อแรกดังกล่าวแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยประเด็นนี้ต่อไป อย่างไรก็ตามเพื่อมิให้เกิดปัญหาต้องวินิจฉัยประเด็นนี้อีกในกรณีที่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับประเด็นข้อแรกเมื่อฝ่ายโจทก์อุทธรณ์ จึงวินิจฉัยต่อไปว่า ค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามฟ้องเป็นค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่นซึ่งลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) โจทก์แต่ละคนจึงคงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดพร้อมดอกเบี้ยได้ภายในกำหนด 2 ปี ก่อนฟ้องคือนับแต่วันฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2547 ถอยหลังไปถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2545 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 ถึงที่ 20 ที่ 24 ถึงที่ 27 ที่ 30 ถึงที่ 33 และที่ 35 ถึงที่ 37 รวม 29 คน อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าลักษณะการทำงานของโจทก์แต่ละคนที่ท่าเรือกรุงเทพเป็นงานขนส่งตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 95 วรรคหนึ่ง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 เป็นพนักงานปากเรือ มีหน้าที่ขับเรือยนต์ โจทก์ที่ 6 เป็นพนักงานปากเรือ มีหน้าที่เป็นคนงานลูกเรือประจำเรือยนต์ ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาและที่คู่ความไม่โต้แย้งกันปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ขับเรือยนต์จากท่าเรือกรุงเทพออกไปรับเชือกเรือสินค้าจากต่างประเทศโดยทำงานประสานกับเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าให้ทราบว่าเรือสินค้าผ่านร่องน้ำเจ้าพระยาเวลาใดเพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าและพนักงานปากเรือบริการนำร่องเรือสินค้าเข้ามาเทียบท่า พนักงานปากเรือมีหน้าที่ขับเรือชี้ตำแหน่งเรือสินค้า แสดงว่าเรือยนต์ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 ทำหน้าที่พนักงานปากเรือมีหน้าที่ชี้ตำแหน่งเรือสินค้าและรับเชือกเพื่อให้เรือสินค้าผ่านร่องน้ำเจ้าพระยาเข้าเทียบท่าเท่านั้น สำหรับโจทก์ที่ 8 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 ที่ 24 และที่ 36 มีหน้าที่ขับรถเครื่องมือทุ่นแรงและยกขนสินค้าด้วยเครื่องมือทุ่นแรงจากเรือสินค้าไปเก็บไว้ที่โกดังสินค้าหรือที่ลานกลางแจ้ง โจทก์ที่ 19 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 37 มีหน้าที่ขับรถลากจูงพ่วงรถบรรทุก ปรากฏตามข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่าจำเลยไม่มีหน้าที่ขนสินค้าไปส่งให้ลูกค้า จำเลยกำหนดระเบียบให้ลูกค้ามารับสินค้าเองที่ท่าเรือ การเคลื่อนย้ายสินค้าจากเรือสินค้าขึ้นท่าแล้วเก็บไว้ที่โกดังสินค้าหรือที่ลานกลางแจ้งเพื่อรอให้เจ้าของสินค้ามารับไป เป็นการเอาสินค้าออกจากที่หนึ่งไปใส่อีกที่หนึ่งซึ่งเป็นการขนถ่ายสินค้าจากเรือขึ้นมาเก็บไว้ที่โกดังสินค้าหรือลานกลางแจ้ง โดยไม่ได้ทำให้สินค้าเคลื่อนที่พ้นจากบริเวณของท่าเรือเพื่อให้ถึงผู้รับหรือเจ้าของสินค้าจึงไม่ใช่การส่งสินค้า การเคลื่อนย้ายสินค้าตามข้างต้นเป็นเพียงการขนถ่ายสินค้าจากเรือสินค้าขึ้นท่าเพื่อให้มีการเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างเรือสินค้ากับการขนส่งด้วยยานพาหนะอื่นเท่านั้น ดังนั้นแม้การปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 8 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 ที่ 36 และที่ 37 มีการเคลื่อนย้ายสินค้าด้วยยานพาหนะหรืออุปกรณ์เคลื่อนย้ายสินค้าซึ่งเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น แต่เมื่อเป็นการเคลื่อนย้ายสินค้าอยู่ในบริเวณของท่าเรือไม่ได้ส่งสินค้าพ้นจากบริเวณของท่าเรือเพื่อให้ถึงผู้รับหรือเจ้าของสินค้าจึงไม่ใช่การขนส่ง ส่วนโจทก์ที่ 18 มีหน้าที่จัดเก็บสินค้า โจทก์ที่ 20 มีหน้าที่ตรวจสอบบัตรค่าภาระและค่ายานพาหนะบรรทุกสินค้าและตู้สินค้า โจทก์ที่ 25 มีหน้าที่ตรวจสอบภาระตู้สินค้าและตรวจสอบสินค้า เป็นการปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการขนถ่ายสินค้า ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายและส่งสินค้า จึงไม่ใช่การขนส่งสินค้าเช่นกัน สำหรับโจทก์ที่ 30 ถึงที่ 33 และที่ 35 ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในบริเวณท่าเรือ ไม่ใช่การทำงานขนส่ง ดังนั้นงานที่โจทก์รวม 29 คน ทำจึงไม่ใช่งานขนส่งตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 28 (2) (ซึ่งกำหนดให้พนักงานรัฐวิสาหกิจไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา) โจทก์รวม 29 คน มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามข้อ 25, 26)...

อนึ่ง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) โจทก์แต่ละคนจึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดพร้อมดอกเบี้ยได้ภายในกำหนด 2 ปี ก่อนฟ้องคือนับแต่วันฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2547 ถอยหลังไปถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2545 โจทก์รวม 29 คน อุทธรณ์ขอให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดโดยไม่อุทธรณ์ในประเด็นอายุความ ดังนั้นโจทก์แต่ละคนจึงมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2545 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2547 แต่โจทก์แต่ละคนบรรยายฟ้องเกี่ยวกับเงินดังกล่าวมาเพียงถึงเดือนธันวาคม 2546 และฟ้องขอดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวมาด้วย ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาแล้วบางส่วนว่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2545 ถึงเดือนธันวาคม 2546 โจทก์แต่ละคนได้รับเงินเดือนเดือนละเท่าใด มีวันทำงานปกติและหยุดเดือนละเท่าใด ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุดกี่ชั่วโมง ทำงานในวันหยุดกี่วัน จำเลยจ่ายให้แล้วคนละเท่าใด แต่ยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงในส่วนของกำหนดวันจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด อันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ในการเริ่มนับอายุความและเป็นวันผิดนัดที่จะเริ่มคิดดอกเบี้ยได้ ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่าโจทก์แต่ละคนทำงานในวันหยุดในช่วงเวลาทำงานปกติกี่ชั่วโมง และในปี 2545 ในช่วงเวลาที่ไม่ขาดอายุความโจทก์แต่ละคนทำงานในวันทำงาน ทำงานในวันหยุด และทำงานล่วงเวลาในวันหยุดกี่ชั่วโมง มีเวลาพักหรือไม่ ศาลฎีกาจึงไม่อาจคำนวณค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และค่าทำงานในวันหยุดที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์แต่ละคนได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในปัญหาดังกล่าวโดยให้คำนวณจำนวนค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และค่าทำงานในวันหยุดที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์แต่ละคนด้วย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในส่วนของกำหนดวันจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด โจทก์แต่ละคนทำงานในวันหยุดในช่วงเวลาทำงานปกติกี่ชั่วโมง และในปี 2545 ในช่วงเวลาที่ไม่ขาดอายุความโจทก์แต่ละคนทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน ทำงานในวันหยุด และทำงานล่วงเวลาในวันหยุดกี่ชั่วโมง มีเวลาพักหรือไม่ และให้คำนวณจำนวนค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และค่าทำงานในวันหยุดที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์แต่ละคนด้วยแล้วให้ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีในส่วนค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดไปตามรูปความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3 ) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 95 วรรคหนึ่ง
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายระวัง อินทรกล่อม กับพวก
จำเลย — การท่าเรือแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ธรรมฤาชุ
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6037 -ที่ 6065/2552
#502369
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ถึง 5 และที่ 7 เป็นพนักงานปากเรือ มีหน้าที่ขับเรือยนต์ โจทก์ที่ 6 เป็นพนักงานปากเรือมีหน้าที่เป็นคนงานลูกเรือประจำเรือยนต์ โดยเรือยนต์ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 ทำหน้าที่พนักงานปากเรือมีหน้าที่ชี้ตำแหน่งเรือสินค้าและรับเชือกเพื่อให้เรือสินค้าผ่านร่องน้ำเจ้าพระยาเข้าเทียบท่าเรือ โจทก์ที่ 8 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 ที่ 36 และที่ 37 มีหน้าที่เคลื่อนย้ายสินค้าด้วยยานพาหนะหรืออุปกรณ์เคลื่อนย้ายสินค้าซึ่งเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น แต่เมื่อเป็นการเคลื่อนย้ายสินค้าอยู่ในบริเวณของท่าเรือ ไม่ได้ส่งสินค้าพ้นจากบริเวณของท่าเรือเพื่อให้ถึงผู้รับหรือเจ้าของสินค้าจึงไม่ใช่การขนส่ง โจทก์ที่ 18 มีหน้าที่จัดเก็บสินค้า โจทก์ที่ 20 มีหน้าที่ตรวจสอบบัตรค่าภาระและค่ายานพาหนะบรรทุกสินค้าและตู้สินค้า โจทก์ที่ 25 มีหน้าที่ตรวจสอบค่าภาระตู้สินค้าและตรวจสอบสินค้า เป็นการปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการขนถ่ายสินค้า ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายและส่งสินค้า จึงไม่ใช่การขนส่งสินค้าเช่นกัน โจทก์ที่ 30 ถึงที่ 33 และที่ 35 ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในบริเวณท่าเรือ ไม่ใช่การทำงานขนส่ง ดังนั้น งานที่โจทก์ร่วม 29 คน ทำจึงไม่ใช่งานขนส่งตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 28 (2) โจทก์รวม 29 คน จึงมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามข้อ 25, 26

ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 30 (1) ระบุว่า รัฐวิสาหกิจที่ให้พนักงานซึ่งมีสิทธิได้รับเงินเดือนค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงหรือเป็นระยะเวลาอย่างอื่นทำงานในวันหยุด ให้รัฐวิสาหกิจนั้นจ่ายค่าทำงานในวันหยุดแก่พนักงานเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 1 เท่า ของเงินเดือนค่าจ้างในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงทำงานในวันหยุด เมื่อโจทก์รวม 29 คน ทำงานในวันหยุดจึงมีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดตามข้อ 30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งยี่สิบเก้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอื่นอีกแปดสำนวน แต่โจทก์ในคดีดังกล่าวขอถอนฟ้องและศาลแรงงานกลางสั่งจำหน่ายคดีไปแล้ว คงเหลือเฉพาะคดีทั้งยี่สิบเก้าสำนวนนี้โดยศาลแรงงานกลางให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 ถึงที่ 20 ที่ 24 ถึงที่ 27 ที่ 30 ถึงที่ 33 และที่ 35 ถึงที่ 37 รวม 29 คน

โจทก์รวม 29 คน ฟ้องเป็นใจความว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการให้ใช้บริการท่าเรือและรับฝากสินค้า โดยให้ใช้บริการท่าเรือตลอด 24 ชั่วโมง กำหนดเวลาทำงานปกติของพนักงานจำเลยคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 8 นาฬิกา ถึง 16.30 นาฬิกา วันหยุดคือวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดตามประเพณี โจทก์รวม 29 คน เป็นพนักงานของจำเลย มีตำแหน่ง หน้าที่ และอัตราค่าจ้างปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน โจทก์ที่ 5 ออกจากงานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 และโจทก์ที่ 7 ออกจากงานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 โจทก์รวม 29 คน ทำงานอยู่ที่ท่าเรือกรุงเทพ จำเลยกำหนดค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดแบบเหมาจ่ายตามช่วงเวลาเป็นภาคใหญ่และภาคเล็ก กล่าวคือภาคใหญ่ให้ทำงานระหว่างเวลา 8 นาฬิกา ถึง 16 นาฬิกา เวลา 19 นาฬิกา ถึง 24 นาฬิกา เวลา 1 นาฬิกา ถึง 5 นาฬิกา ในทางปฏิบัติให้ทำงานระหว่างเวลา 16.30 นาฬิกา ถึง 24 นาฬิกา และเวลา 24 นาฬิกา ถึง 8 นาฬิกา ด้วย ภาคเล็กให้ทำงานระหว่างเวลา 5 นาฬิกา ถึง 7 นาฬิกา เวลา 16.30 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา ในทางปฏิบัติให้ทำงานระหว่างเวลา 12 นาฬิกา ถึง 13 นาฬิกา และเวลา 18 นาฬิกา ถึง 19 นาฬิกา ด้วย ค่าล่วงเวลาในตำแหน่งระดับ 1 ถึงระดับ 5 ภาคใหญ่จ่ายสูงสุดภาคละ 114.25 บาท ภาคเล็กจ่ายสูงสุดภาคละ 85.75 บาท ตำแหน่งระดับ 6 ถึง ระดับ 9 จ่ายอัตราเดียว ภาคใหญ่จ่ายภาคละ 118.75 บาท ภาคเล็กจ่ายภาคละ 89 บาท ส่วนตำแหน่งหน้าที่รักษาความปลอดภัยจัดเป็นผลัด คือตั้งแต่เวลา 8 นาฬิกา ถึง 16 นาฬิกา เวลา 16 นาฬิกา ถึง 24 นาฬิกา และเวลา 24 นาฬิกา ถึง 8 นาฬิกา โดยกำหนดค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดแบบเหมาจ่ายคืออัตราเงินเดือน 4,880 บาท ค่าปฏิบัติงานเกินเวลาผลัดละ 162.67 บาท อัตราเงินเดือน 5,160 บาท ค่าปฏิบัติงานเกินเวลาผลัดละ 172 บาท อัตราเงินเดือน 5,450 บาท ค่าปฏิบัติงานเกินเวลาผลัดละ 181.67 บาท อัตราเงินเดือน 5,760 บาท ค่าปฏิบัติงานเกินเวลาผลัดละ 192 บาท อัตราเงินเดือน 6,090 บาท ค่าปฏิบัติงานเกินเวลาผลัดละ 203 บาท อัตราเงินเดือน 6,440 บาท ค่าปฏิบัติงานเกินเวลาผลัดละ 214.67 บาท อัตราเงินเดือน 6,810 บาท ค่าปฏิบัติงานเกินเวลาผลัดละ 227 บาท อัตราเงินเดือน 7,210 บาท ค่าปฏิบัติงานเกินเวลาผลัดละ 240.33 บาท อัตราเงินเดือน 7,640 บาท ค่าปฏิบัติงานเกินเวลาผลัดละ 254.67 บาท อัตราเงินเดือน 8,100 บาท ค่าปฏิบัติงานเกินเวลาผลัดละ 270 บาท อัตราเงินเดือน 8,580 บาท ค่าปฏิบัติงานเกินเวลาผลัดละ 286 บาท อัตราเงินเดือน 9,080 บาท ค่าปฏิบัติงานเกินเวลาผลัดละ 302.67 บาท อัตราเงินเดือน 9,600 บาท ค่าปฏิบัติงานเกินเวลาผลัดละ 320 บาท อัตราเงินเดือน 10,150 บาท ค่าปฏิบัติงานเกินเวลาผลัดละ 338.33 บาท อัตราเงินเดือน 10,730 บาท ค่าปฏิบัติงานเกินเวลาผลัดละ 357.67 บาท อัตราเงินเดือน 11,340 ค่าปฏิบัติงานเกินเวลาผลัดละ 378 บาท และอัตราเงินเดือน 11,990 บาท เป็นต้นไป ค่าปฏิบัติงานเกินเวลาผลัดละ 399.67 บาท เป็นอัตราสูงสุด จำเลยให้โจทก์แต่ละคนทำงานในวันหยุดและทำงานล่วงเวลาทั้งในวันทำงานและวันหยุดตั้งแต่ปี 2542 ถึงปี 2546 รายละเอียดปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน บางวันจำเลยให้โจทก์แต่ละคนทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ของวันทำงานและวันหยุด แต่ได้ค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดแบบเหมาจ่ายตามที่จำเลยกำหนดโดยพนักงานไม่ยินยอม ซึ่งเป็นค่าจ้างที่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำรายวันที่กฎหมายกำหนด หากพนักงานไม่ทำงานล่วงเวลาตามที่จำเลยกำหนดจำเลยถือว่าเป็นความผิดวินัย การที่จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดตามที่จำเลยกำหนดเป็นการไม่ชอบด้วยระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ให้แก่โจทก์แต่ละคนเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี รายละเอียดปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน งานที่จำเลยให้โจทก์แต่ละคนทำไม่ใช่งานขนส่ง กิจการของจำเลยไม่ใช่กิจการด้านขนส่งแต่เป็นกิจการให้ใช้บริการท่าเทียบเรือและรับฝากสินค้าอยู่ภายในบริเวณท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร จำเลยมีรายได้จากการให้บริการรับจ้างนำร่องลากจูงเรือสินค้าขนาดใหญ่ของเอกชนจากปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ ใช้เวลาลากจูงเรือสินค้าประมาณ 4 ชั่วโมง เข้ามาจอดเทียบท่าเรือของจำเลยเพื่อขนถ่ายสินค้าจากเรือสินค้าขึ้นไว้บนท่าเรือรอการตรวจสอบ และเก็บรักษาไว้ในโกดังของจำเลยบริเวณท่าเรือกรุงเทพรอให้บุคคลอื่นมาขนย้ายไปที่ต่างๆ และมีรายได้จากการรับฝากสินค้าที่ท่าเรือกรุงเทพ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน และให้จำเลยถือปฏิบัติต่อไปตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 เกี่ยวกับค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด โดยให้แก้ไขระเบียบข้อบังคับของจำเลยให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ดังกล่าว

จำเลยทั้งยี่สิบเก้าสำนวนให้การว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการท่าเรือ ดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการท่าเรือ มีคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นผู้มีอำนาจวางนโยบายและควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของจำเลย ตามมติคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ 5/2526 ลงวันที่ 27 เมษายน 2526 ได้แบ่งหน่วยงานของจำเลยเป็น 2 ลักษณะ คือหน่วยงานที่ถือว่าเป็นงานขนส่งได้แก่งานของท่าเรือกรุงเทพ งานของท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ งานของฝ่ายการช่าง เป็นต้น และหน่วยงานที่ไม่ถือว่าเป็นงานขนส่ง ได้แก่งานของสำนักอำนวยการ งานของฝ่ายการบุคคล งานของสำนักวิชาการ พนักงานของจำเลยทุกคนทราบและถือปฏิบัติตลอดมา กำหนดเวลาทำงานปกติของพนักงานของจำเลยคือวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 8 นาฬิการ ถึง 12 นาฬิกา และ 13 นาฬิกา ถึง 16.30 นาฬิกา หยุดพักเวลา 12 นาฬิกา ถึง 13 นาฬิกา โจทก์รวม 29 คน ทำงานในตำแหน่งที่ประจำอยู่ที่ท่าเรือกรุงเทพ จึงเป็นพนักงานที่จำเลยให้ทำงานขนส่งเพราะเป็นงานการลำเลียงขนถ่ายสินค้าโดยใช้เครื่องทุ่นแรงอันเป็นอุปกรณ์ในการขนส่ง ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 28 กำหนดให้พนักงานซึ่งรัฐวิสาหกิจให้ทำงานขนส่งไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา เว้นแต่รัฐวิสาหกิจตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงาน อัตราค่าล่วงเวลาที่จำเลยจ่ายให้แก่พนักงานเป็นไปตามคำสั่งคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ 18/2538, ที่ 7/2543 และคำสั่งประธานกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ 1/2546 โดยกำหนดช่วงเวลาการทำงานล่วงเวลาภาคเล็ก 2 ภาค ในระหว่างเวลา 5 นาฬิกา ถึง 7 นาฬิกา และ 16.30 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา กับภาคใหญ่ 2 ภาค ในระหว่างเวลา 19 นาฬิกา ถึง 24 นาฬิกา และ 1 นาฬิกา ถึง 5 นาฬิกา จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาให้โจทก์แต่ละคนตามกำหนดเวลาทำงานในแต่ละภาคเต็มจำนวนที่กำหนดไว้แล้ว การบริการท่าเทียบเรือและรับฝากสินค้าเป็นกิจกรรมหนึ่งของการขนส่งสินค้า และการขนส่งเป็นธุรกรรมอย่างหนึ่งของกิจการท่าเรือเพราะกิจการท่าเรือของจำเลยส่วนหนึ่งเป็นการขนถ่ายสินค้าจากเรือขึ้นสู่บนบก และเมื่อสินค้าขึ้นบกที่ท่าเรือกรุงเทพย่อมต้องมีที่เก็บรักษาสินค้าให้แก่เจ้าของสินค้าอันเป็นส่วนหนึ่งของการขนส่ง และจำเลยประกาศกำหนดให้งานท่าเรือกรุงเทพเป็นหน่วยงานที่เป็นการขนส่ง โจทก์รวม 29 คน จึงเป็นพนักงานที่ทำงานขนส่ง การได้ค่าล่วงเวลาต้องเป็นไปตามที่จำเลยกำหนดให้ ในปี 2524 คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่ากิจการท่าเรือของจำเลยเป็นกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับงานขนส่งยิ่งกว่างานพาณิชยกรรมเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการลำเลียงเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยเครื่องอุปกรณ์การขนส่ง จึงเป็นการขนส่ง คำฟ้องกล่าวอ้างโดยปราศจากหลักฐานแสดงว่ามีการทำงานล่วงเวลาอย่างไร การฟ้องเรียกค่าล่วงเวลาเป็นการฟ้องเรียกค่าจ้างหรือสินจ้างมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) ค่าล่วงเวลาปี 2542 ถึงปี 2544 และค่าล่วงเวลาเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2545 ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์ที่ 5 ถึงแก่ความตาย นายประไพ ทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต

ก่อนสืบพยานคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า ถ้าฝ่ายโจทก์แพ้คดีโจทก์แต่ละคนไม่มีสิทธิได้รับเงินตามฟ้อง แต่ถ้าฝ่ายโจทก์ชนะคดีโจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้เงินส่วนที่ขาดไปตามเอกสารหมาย ล.1 เฉพาะจำนวนเงินช่วงที่ขาดไปในระยะเวลา 2 ปี ก่อนฟ้องพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ขาดไปของโจทก์แต่ละคน ตามเอกสารหมาย ล.1 นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุดโดยอาศัยระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 28 และมติคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย การทำงานของโจทก์แต่ละคนเป็นไปตามสัญญาจ้างตำแหน่งงานของโจทก์แต่ละคน บันทึกกิจการของท่าเรือของจำเลยเป็นไปตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1, 4, 5, 10 และ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อพิพาทแรงงานตามเอกสารหมาย ล.2 และฝ่ายโจทก์แถลงว่าจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดและวันทำงานไม่ถูกต้อง ยังขาดไปตามเอกสารหมาย ล.1 เพราะจะต้องจ่ายตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 25 และข้อ 26 แต่จำเลยอ้างว่าได้รับยกเว้นตามข้อ 28 โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้ค่าจ้าง (ที่ถูกค่าล่วงเวลา) ตามฟ้องภายใน 2 ปี แล้วคู่ความแถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ต่อมาในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลแรงงานกลางแจ้งให้คู่ความทราบว่าที่คู่ความตกลงรับข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้น ปรากฏว่าเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยอ้างไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงไว้ เนื่องจากตามเอกสารหมาย ล.1 ไม่มีระยะเวลา 2 ปี ก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2547) แต่เป็น 2 ปี ของปี 2545 และปี 2546 ข้อเท็จจริงจึงขัดแย้งกัน จำเลยแถลงว่า ระยะเวลา 2 ปี นั้นหมายถึง 2 ปี ก่อนฟ้อง ไม่ใช่ช่วงระยะเวลา 2 ปี ตามที่ระบุในเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งฝ่ายจำเลยเข้าใจผิด จึงขอแถลงเข้ามาใหม่ ต่อมาจำเลยไม่ได้แถลงถึงจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับในกรณีที่ฝ่ายโจทก์ชนะคดี และศาลแรงงานกลางอนุญาตให้สืบพยานตามที่คู่ความขอ

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการท่าเรือ ดำเนินกิจการอื่นเกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการท่าเรือ กำหนดเวลาทำงานปกติของพนักงานจำเลยคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 8 นาฬิกา ถึง 12 นาฬิกา และ 13 นาฬิกา ถึง 16.30 นาฬิกา หยุดพักเวลา 12 นาฬิกา ถึง 13 นาฬิกา โจทก์รวม 29 คน เป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 ถึงที่ 20 ที่ 24 ถึงที่ 27 ที่ 30 ถึงที่ 33 และที่ 35 ถึงที่ 37 เป็นลูกจ้างจำเลยอยู่จนถึงวันฟ้อง ส่วนโจทก์ที่ 5 เป็นลูกจ้างจำเลยถึงวันที่ 30 กันยายน 2546 แล้วออกจากงานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 และโจทก์ที่ 7 เป็นลูกจ้างจำเลยถึงวันที่ 30 กันยายน 2545 แล้วออกจากงานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 เป็นพนักงานปากเรือ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 มีหน้าที่ควบคุมขับเรือยนต์จากท่าเรือกรุงเทพออกไปรับเชือกเรือสินค้าจากต่างประเทศบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ที่ 6 เป็นกะลาสีประจำเรือยนต์ ทำหน้าที่เป็นคนงานลูกเรือ โจทก์ที่ 8 มีตำแหน่งบริการงานช่างมีหน้าที่บริหารจัดการดูแลพนักงานที่มีหน้าที่ขับรถยกขนถ่ายตู้สินค้าและพนักงานที่มีหน้าที่จัดเก็บสินค้า โจทก์ที่ 9 ที่ 11 ที่ 13 ที่ 14 และที่ 17 เป็นพนักงานขับรถ โดยโจทก์ที่ 9 ที่ 11 ที่ 13 ที่ 14 มีหน้าที่ขับรถยกขนถ่ายตู้สินค้า โจทก์ที่ 17 มีหน้าที่ขับรถเครื่องมือทุ่นแรงยกสินค้าหนักมาก โจทก์ที่ 10 เป็นผู้ช่วยหัวหน้าหมวดยกของ มีหน้าที่ขับรถยกขนถ่ายตู้สินค้าของเอกชนที่ว่าจ้างไปเก็บตรวจสอบ โจทก์ที่15 เป็นพนักงานขับรถเครื่องมือทุ่นแรง มีหน้าที่ขับเคลื่อนรถปั้นจั่นยกตู้สินค้า โจทก์ที่ 8 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 และที่ 36 ทำหน้าที่ยกขนสินค้าด้วยเครื่องมือทุ่นแรงจากเรือไปเก็บไว้ที่โกดังหรือลานกลางแจ้งแต่ไม่มีหน้าที่ส่งสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพไป คงนำมาวางไว้เพื่อให้เจ้าของสินค้ารับไป โจทก์ที่ 18 ที่ 19 ที่ 24 ถึงที่ 27 และที่ 37 เป็นพนักงานการสินค้า โดยโจทก์ที่ 18 ทำหน้าที่จัดเก็บสินค้า โจทก์ที่ 19 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 37 ทำหน้าที่ขับรถลากจูงพ่วงรถบรรทุก โจทก์ที่ 24 ทำหน้าที่ขับรถเครื่องมือทุ่นแรง โจทก์ที่ 25 มีหน้าที่ตรวจสอบค่าภาระตู้สินค้าและตรวจสินค้า โจทก์ที่ 20 เป็นหัวหน้าหมวด ทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบบัตรค่าภาระและค่ายานพาหนะบรรทุกสินค้าตู้สินค้า โจทก์ที่ 30 ที่ 32 และที่ 35 เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย โจทก์ที่ 31 เป็นเจ้าหน้าที่บริหารทั่วไป โจทก์ที่ 32 และที่ 35 ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยความสงบเรียบร้อยในบริเวณการท่าเรือแห่งประเทศไทย โจทก์ที่ 33 เป็นผู้ช่วยหัวหน้ารักษาความปลอดภัย ทำหน้าที่ควบคุมพนักงานรักษาความปลอดภัย โจทก์ที่ 30 ถึงที่ 33 และที่ 35 อยู่ใต้บังคับบัญชาแผนกศูนย์รักษาความปลอดภัย โจทก์ที่ 36 มีตำแหน่งบริหารช่าง ทำหน้าที่ขับรถเครื่องมือทุ่นแรง จำเลยให้โจทก์แต่ละคนทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุดตั้งแต่เดือนมกราคม 2542 ถึงเดือนธันวาคม 2546 โดยกำหนดอัตราค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดแบบเหมาจ่ายตามช่วงเวลาทำงานเป็นภาคใหญ่และภาคเล็กตามระดับตำแหน่ง ส่วนตำแหน่งหน้าที่รักษาความปลอดภัยกำหนดอัตราค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดแบบเหมาจ่ายโดยกำหนดค่าปฏิบัติงานเกินเวลาเป็นผลัดตามอัตราเงินเดือน ตามคำสั่งคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่18/2538 คำสั่งคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ 7/2543 และคำสั่งประธานกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ 1/2546 จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้โจทก์แต่ละคนตามคำสั่งดังกล่าวครบถ้วนแล้ว โจทก์แต่ละคนสังกัดอยู่งานท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งจำเลยถือว่าเป็นงานขนส่งตามมติคณะกรรมการ กทท. ครั้งที่ 5/2526 ในปี 2524 คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่างานหลักของจำเลยเป็นกิจการที่เกี่ยวกับงานรับเรือ การลำเลียงและขนถ่ายสินค้าขึ้นและลงจากเรือโดยใช้รถลำเลียง รถบรรทุก รถลากจูงและรถเครน ตลอดจนเครื่องทุ่นแรงอื่นๆ อันเป็นอุปกรณ์การขนส่งและการส่งมอบสินค้าจึงเป็นกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับงานขนส่งยิ่งกว่างานพาณิชยกรรม เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการลำเลียงหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยเครื่องอุปกรณ์การขนส่งตามคำนิยามคำว่างานขนส่งในข้อ 3 แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 รายละเอียดปรากฎดตามเอกสารหมาย จ.1 เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1, 2, 4 ถึง 10 แล้ววินิจฉัยว่า คณะกรรมการกฤษฎีกามีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2524 ว่ากิจการของจำเลยเกี่ยวเนื่องกับงานขนส่งยิ่งกว่างานพาณิชยกรรม ถือว่าเป็นงานขนส่งคณะกรรมการ กทท. มีมติครั้งที่ 5/2526 ให้หน่วยงานของท่าเรือกรุงเทพถือเป็นงานขนส่ง ถือว่าเป็นการออกมติตามแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงเป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย ดังนั้นโจทก์รวม 29 คน ซึ่งทำงานอยู่ที่ท่าเรือกรุงเทพทำงานในหน่วยงานที่ถือว่าเป็นงานขนส่งตั้งแต่ปี 2526 ไม่ว่าโจทก์แต่ละคนจะมีหน้าที่ใดก็ตามถือว่าทำงานเกี่ยวกับงานขนส่งทั้งสิ้น เนื่องจากงานหลักที่ท่าเรือกรุงเทพเป็นงานลำเลียง ขนถ่าย เคลื่อนย้ายสินค้าที่ใช้เครื่องทุ่นแรงซึ่งเป็นอุปกรณ์การขนส่งเป็นหลัก การทำงานของพนักงานจำเลยที่ท่าเรือกรุงเทพเกี่ยวเนื่องจากการลำเลียงขนถ่ายสินค้า ถ้าไม่มีงานหลักแล้วพนักงานที่ท่าเรือกรุงเทพก็ไม่มีงานที่จะต้องทำ แม้พนักงานซึ่งทำงานที่ท่าเรือกรุงเทพจะไม่มีหน้าที่โดยตรงในการลำเลียง ขนถ่าย เคลื่อนย้ายสินค้าโดยการยกขน ลำเลียง ขนถ่าย เคลื่อนย้ายด้วยเครื่องมือทุ่นแรงก็ตาม ก็ถือว่าทำงานในหน่วยงานขนส่งที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหรือทำงานขนส่งด้วยเพราะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ อีกทั้งเพื่อมิให้เกิดความเสียเปรียบได้เปรียบต่อกันในระหว่างพนักงานที่ทำงานอยู่ที่ท่าเรือกรุงเทพ มติของคณะกรรมการดังกล่าวถือได้ว่าชอบธรรมแล้ว ซึ่งต่อมาคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ได้วางระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 28 กำหนดให้พนักงานซึ่งรัฐวิสาหกิจให้ทำงานขนส่งไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามข้อ 25 และ ข้อ 26 เว้นแต่รัฐวิสาหกิจตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงาน เมื่อจำเลยกำหนดให้งานของท่าเรือกรุงเทพเป็นงานขนส่งและถือว่าพนักงานของจำเลยรวมทั้งโจทก์แต่ละคนที่ทำงานที่ท่าเรือกรุงเทพเป็นพนักงานที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหรือทำงานขนส่งแล้ว การที่จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์แต่ละคนตามที่จำเลยกำหนดจึงมิใช่เป็นการจ่ายขาดไปตามฟ้อง ส่วนปัญหาเรื่องอายุความนั้น เดิมคู่ความแถลงรับกันแต่เนื่องจากเอกสารหมาย ล.1 ที่คู่ความยอมรับกันนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลง ซึ่งจำเลยจะแถลงจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับในกรณีที่ฝ่ายโจทก์ชนะคดีเข้ามาใหม่แล้วจำเลยไม่แถลงเข้ามา จึงถือว่าคู่ความไม่ยอมรับกันในประเด็นนี้ แต่เมื่อได้วินิจฉัยประเด็นข้อแรกดังกล่าวแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยประเด็นนี้ต่อไป อย่างไรก็ตามเพื่อมิให้เกิดปัญหาต้องวินิจฉัยประเด็นนี้อีกในกรณีที่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับประเด็นข้อแรกเมื่อฝ่ายโจทก์อุทธรณ์ จึงวินิจฉัยต่อไปว่า ค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามฟ้องเป็นค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่นซึ่งลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) โจทก์แต่ละคนจึงคงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดพร้อมดอกเบี้ยได้ภายในกำหนด 2 ปี ก่อนฟ้องคือนับแต่วันฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2547 ถอยหลังไปถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2545 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 ถึงที่ 20 ที่ 24 ถึงที่ 27 ที่ 30 ถึงที่ 33 และที่ 35 ถึงที่ 37 รวม 29 คน อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าลักษณะการทำงานของโจทก์แต่ละคนที่ท่าเรือกรุงเทพเป็นงานขนส่งตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 95 วรรคหนึ่ง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 เป็นพนักงานปากเรือ มีหน้าที่ขับเรือยนต์ โจทก์ที่ 6 เป็นพนักงานปากเรือ มีหน้าที่เป็นคนงานลูกเรือประจำเรือยนต์ ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาและที่คู่ความไม่โต้แย้งกันปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ขับเรือยนต์จากท่าเรือกรุงเทพออกไปรับเชือกเรือสินค้าจากต่างประเทศโดยทำงานประสานกับเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าให้ทราบว่าเรือสินค้าผ่านร่องน้ำเจ้าพระยาเวลาใดเพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าและพนักงานปากเรือบริการนำร่องเรือสินค้าเข้ามาเทียบท่า พนักงานปากเรือมีหน้าที่ขับเรือชี้ตำแหน่งเรือสินค้า แสดงว่าเรือยนต์ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 ทำหน้าที่พนักงานปากเรือมีหน้าที่ชี้ตำแหน่งเรือสินค้าและรับเชือกเพื่อให้เรือสินค้าผ่านร่องน้ำเจ้าพระยาเข้าเทียบท่าเท่านั้น สำหรับโจทก์ที่ 8 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 ที่ 24 และที่ 36 มีหน้าที่ขับรถเครื่องมือทุ่นแรงและยกขนสินค้าด้วยเครื่องมือทุ่นแรงจากเรือสินค้าไปเก็บไว้ที่โกดังสินค้าหรือที่ลานกลางแจ้ง โจทก์ที่ 19 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 37 มีหน้าที่ขับรถลากจูงพ่วงรถบรรทุก ปรากฏตามข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่าจำเลยไม่มีหน้าที่ขนสินค้าไปส่งให้ลูกค้า จำเลยกำหนดระเบียบให้ลูกค้ามารับสินค้าเองที่ท่าเรือ การเคลื่อนย้ายสินค้าจากเรือสินค้าขึ้นท่าแล้วเก็บไว้ที่โกดังสินค้าหรือที่ลานกลางแจ้งเพื่อรอให้เจ้าของสินค้ามารับไป เป็นการเอาสินค้าออกจากที่หนึ่งไปใส่อีกที่หนึ่งซึ่งเป็นการขนถ่ายสินค้าจากเรือขึ้นมาเก็บไว้ที่โกดังสินค้าหรือลานกลางแจ้ง โดยไม่ได้ทำให้สินค้าเคลื่อนที่พ้นจากบริเวณของท่าเรือเพื่อให้ถึงผู้รับหรือเจ้าของสินค้าจึงไม่ใช่การส่งสินค้า การเคลื่อนย้ายสินค้าตามข้างต้นเป็นเพียงการขนถ่ายสินค้าจากเรือสินค้าขึ้นท่าเพื่อให้มีการเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างเรือสินค้ากับการขนส่งด้วยยานพาหนะอื่นเท่านั้น ดังนั้นแม้การปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 8 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 ที่ 36 และที่ 37 มีการเคลื่อนย้ายสินค้าด้วยยานพาหนะหรืออุปกรณ์เคลื่อนย้ายสินค้าซึ่งเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น แต่เมื่อเป็นการเคลื่อนย้ายสินค้าอยู่ในบริเวณของท่าเรือไม่ได้ส่งสินค้าพ้นจากบริเวณของท่าเรือเพื่อให้ถึงผู้รับหรือเจ้าของสินค้าจึงไม่ใช่การขนส่ง ส่วนโจทก์ที่ 18 มีหน้าที่จัดเก็บสินค้า โจทก์ที่ 20 มีหน้าที่ตรวจสอบบัตรค่าภาระและค่ายานพาหนะบรรทุกสินค้าและตู้สินค้า โจทก์ที่ 25 มีหน้าที่ตรวจสอบภาระตู้สินค้าและตรวจสอบสินค้า เป็นการปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการขนถ่ายสินค้า ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายและส่งสินค้า จึงไม่ใช่การขนส่งสินค้าเช่นกัน สำหรับโจทก์ที่ 30 ถึงที่ 33 และที่ 35 ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในบริเวณท่าเรือ ไม่ใช่การทำงานขนส่ง ดังนั้นงานที่โจทก์รวม 29 คน ทำจึงไม่ใช่งานขนส่งตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 28 (2) (ซึ่งกำหนดให้พนักงานรัฐวิสาหกิจไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา) โจทก์รวม 29 คน มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามข้อ 25, 26

มีปัญหาวินิจฉัยประการที่สองว่าโจทก์รวม 29 คน มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดหรือไม่ เห็นว่า โจทก์รวม 29 คน ฟ้องเรียกค่าทำงานในวันหยุด จำเลยไม่ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงยุติว่าโจทก์รวม 29 คน ทำงานในวันหยุด ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 30 (1) ระบุว่ารัฐวิสาหกิจที่ให้พนักงานซึ่งมีสิทธิได้รับเงินเดือนค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงหรือเป็นระยะเวลาอย่างอื่นทำงานในวันหยุด ให้รัฐวิสาหกิจนั้นจ่ายค่าทำงานในวันหยุดแก่พนักงานเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 1 เท่า ของเงินเดือนค่าจ้างในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงทำงานในวันหยุด เมื่อโจทก์รวม 29 คน ทำงานในวันหยุดจึงมีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดตามข้อ 30 ไม่จำต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์รวม 29 คนต่อไปว่าในกรณีที่จำเลยตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานที่จำเลยให้ทำงานขนส่งตามข้อ 28 แล้วจำเลยต้องจ่ายค่าล่วงเวลาตามอัตราในข้อ 25, 26 หรือไม่ และคำพิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยถึงค่าทำงานในวันหยุดแล้วหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์ของโจทก์ร่วม 29 คน ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) โจทก์แต่ละคนจึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดพร้อมดอกเบี้ยได้ภายในกำหนด 2 ปี ก่อนฟ้องคือนับแต่วันฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2547 ถอยหลังไปถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2545 โจทก์รวม 29 คน อุทธรณ์ขอให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดโดยไม่อุทธรณ์ในประเด็นอายุความ ดังนั้นโจทก์แต่ละคนจึงมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2545 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2547 แต่โจทก์แต่ละคนบรรยายฟ้องเกี่ยวกับเงินดังกล่าวมาเพียงถึงเดือนธันวาคม 2546 และฟ้องขอดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวมาด้วย ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาแล้วบางส่วนว่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2545 ถึงเดือนธันวาคม 2546 โจทก์แต่ละคนได้รับเงินเดือนเดือนละเท่าใด มีวันทำงานปกติและหยุดเดือนละเท่าใด ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุดกี่ชั่วโมง ทำงานในวันหยุดกี่วัน จำเลยจ่ายให้แล้วคนละเท่าใด แต่ยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงในส่วนของกำหนดวันจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด อันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ในการเริ่มนับอายุความและเป็นวันผิดนัดที่จะเริ่มคิดดอกเบี้ยได้ ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่าโจทก์แต่ละคนทำงานในวันหยุดในช่วงเวลาทำงานปกติกี่ชั่วโมง และในปี 2545 ในช่วงเวลาที่ไม่ขาดอายุความโจทก์แต่ละคนทำงานในวันทำงาน ทำงานในวันหยุด และทำงานล่วงเวลาในวันหยุดกี่ชั่วโมง มีเวลาพักหรือไม่ ศาลฎีกาจึงไม่อาจคำนวณค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และค่าทำงานในวันหยุดที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์แต่ละคนได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในปัญหาดังกล่าวโดยให้คำนวณจำนวนค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และค่าทำงานในวันหยุดที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์แต่ละคนด้วย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในส่วนของกำหนดวันจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด โจทก์แต่ละคนทำงานในวันหยุดในช่วงเวลาทำงานปกติกี่ชั่วโมง และในปี 2545 ในช่วงเวลาที่ไม่ขาดอายุความโจทก์แต่ละคนทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน ทำงานในวันหยุด และทำงานล่วงเวลาในวันหยุดกี่ชั่วโมง มีเวลาพักหรือไม่ และให้คำนวณจำนวนค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และค่าทำงานในวันหยุดที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์แต่ละคนด้วยแล้วให้ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีในส่วนค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดไปตามรูปความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3 ) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 11 ม. 95
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายระวัง อินทรกล่อม กับพวก
จำเลย — การท่าเรือแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6028/2552
#494013
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ลงโทษจำคุก 9 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุก 9 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เฉพาะบทจากความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยผู้กระทำคนใดคนหนึ่งมีอาวุธติดตัวไปด้วยเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือ ขณะกระทำผิดจำเลยกับพวกไม่มีอาวุธ อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,900 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 547/2549 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย จำคุก 18 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือเข้าข้อยกเว้นให้ทำได้ตามกฎหมาย จำคุก 6 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 18 ปี 12 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,900 บาท แก่ผู้เสียหายคำขอและข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุก 18 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายรับฟังได้ว่าคนร้ายคนหนึ่งมีและพาอาวุธปืนด้วย โจทก์มีผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่าขณะที่ผู้เสียหายหลบหนี จำเลยกับพวกลงไปอยู่ในคูน้ำข้างถนนมีคนร้ายคนหนึ่งร้องตะโกนบอกให้ขึ้นมาจากคูน้ำ ผู้เสียหายมองมายังถนนเป็นการมองจากไหล่ทางซึ่งอยู่ต่ำมายังถนนซึ่งอยู่ที่สูงกว่าสามารถเห็นใบหน้าคนร้ายทั้งหกได้อย่างชัดเจน ขณะนั้นมีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าสาธารณะบริเวณถนน ผู้เสียหายพูดโต้ตอบกับคนร้ายว่า "พวกพี่จะทำอะไร ผมไม่รู้เรื่องอะไร" ขณะนั้นผู้เสียหายเห็นคนร้ายคนหนึ่งทำท่าจะชักปืนออกจากเอวและมองเห็นด้ามปืนที่เอวด้วย คนร้ายที่ชักปืนร้องบอกว่าหากมึงไม่ขึ้นมากูจะยิงมึง ผู้เสียหายจึงเดินขึ้นมาจากคูน้ำและถูกจำเลยกับพวกรุมทำร้ายจนล้มฟุบลง ศาลฎีกาได้พิจารณาคำเบิกความของผู้เสียหายประกอบแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุแล้ว ตรงจุดที่ผู้เสียหายยืนอยู่ในคูน้ำข้างถนนใกล้กับเสาไฟฟ้าสาธารณะย่อมมีแสงสว่างมากเพียงพอที่ผู้เสียหายจะมองเห็นคนร้ายคนหนึ่งทำท่าจะชักปืนออกจากเอวและเห็นด้ามปืนที่เอวด้วย เมื่อไม่มีสิ่งใดมาปิดกั้นการมองเห็นของผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะยืนอยู่ในคูน้ำข้างถนนซึ่งต่ำกว่าจุดที่คนร้ายยืนอยู่ก็ตาม เชื่อว่าผู้เสียหายมองเห็นคนร้ายมีอาวุธปืนได้อย่างชัดเจน ประกอบกับที่ผู้เสียหายยอมเดินขึ้นมาจากคูน้ำก็เพราะถูกคนร้ายที่มีอาวุธปืนร้องบังคับให้ขึ้นมามิฉะนั้นจะถูกยิง หากผู้เสียหายไม่เห็นอาวุธปืนของคนร้ายแล้วย่อมจะไม่ขึ้นมาจากคูน้ำง่าย ๆ เพราะผู้เสียหายรู้ดีว่าจะต้องถูกจำเลยกับพวกทำร้ายตนเองอย่างแน่นอน ดังนั้นพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยผู้กระทำคนใดคนหนึ่งมีอาวุธติดตัวไปด้วยนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ลงโทษจำคุก 9 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุก 9 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้จากความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยผู้กระทำคนใดคนหนึ่งมีอาวุธติดตัวไปด้วยเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือ ขณะกระทำผิดจำเลยกับพวกไม่มีอาวุธ อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์จำเลยกับพวกมีปืนเป็นอาวุธหรือไม่นั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์พวกของจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แม้ความผิดฐานปล้นทรัพย์ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่การปรับบทลงโทษจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นเพื่อปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้โดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคสอง
ป.อ. ม. 83 ม. 340 วรรคแรก ม. 340 วรรคสอง ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายทรงธรรมหรือธรรม กล่อมดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายณภมงคล จันทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมควร วิเชียรวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6026/2552
#503077
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารพิพาทไม่ได้มีข้อสัญญาห้ามมิให้นำสินค้าของโจทก์คือถังแก๊สหุงต้มเข้าไปในอาคารพิพาท อาคารพิพาทเป็นอาคารพาณิชย์โจทก์ซื้อมาเพื่อทำการค้า การขายแก๊สหุงต้มเป็นอาชีพสุจริตไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เหมือนกับการขายยาเสพติด แม้การขนย้ายถังแก๊สหุงต้มเข้าไปในอาคารพิพาทจะไม่ได้แจ้งต่อทางราชการ ก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้เพราะเป็นคนละส่วนกับสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารพิพาท จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญา จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องเสียค่าปรับให้โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท

หลังจากโจทก์โอนขายอาคารพาณิชย์ของตนให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในอาคารพิพาท และจำเลยที่ 2 รู้ว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารพิพาทกับจำเลยที่ 1 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะโอนขายที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่ตน จำเลยที่ 2 รู้ถึงความจริงข้อนี้อันเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงมีสิทธิที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 แม้โจทก์จะไม่ใช่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการทำนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองตามโฉนดที่ดินเลขที่ 22218 ตำบลสามกอ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เลขที่ 29/115 และบังคับให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ และรับเงินทั้งหมดที่ค้างชำระอยู่ไปจากโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่โจทก์ ก็ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินมัดจำ 100,000 บาท และชดใช้เบี้ยปรับ 100,000 บาท พร้อมกับชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 1,300,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวฉบับเจ้าของที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายบุญเลิศทายาทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 22218 ตำบลสามกอ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เลขที่ 29/115 ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 รับเงินที่ค้างชำระตามสัญญาไปจากโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวฉบับเจ้าของที่ดินแก่โจทก์เพื่อจดทะเบียน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากไม่สามารถโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กันยายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จสิ้นกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเบี้ยปรับตามสัญญา จำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า วันที่ 16 กรกฎาคม 2546 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 22218 ตำบลสามกอ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น ที่พิพาทในราคา 1,500,000 บาท โจทก์วางมัดจำไว้ 100,000 บาท นัดโอนชื่อทางทะเบียนที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขาเสนา ในวันที่ 15 สิงหาคม 2546 แต่วันที่ 8 สิงหาคม 2546 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมด้วยอาคารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยขายให้จำเลยที่ 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพร้อมอาคารพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองและเรียกค่าปรับ 100,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนายสุรินทร์สามีโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ประกอบอาชีพขายแก๊ส หลังจากโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารพิพาทกับจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ก็ทำสัญญาขายอาคารพาณิชย์ของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ขนย้ายสินค้ามาอยู่ในอาคารพิพาทโดยได้รับกุญแจจากนายบุญเลิศซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 การขนย้ายสินค้าดังกล่าวจำเลยที่ 2 ก็ทราบเรื่อง จำเลยที่ 2 ทราบมาก่อนแล้วว่า โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารพิพาทกับจำเลยที่ 1 โจทก์ได้คุยกับจำเลยที่ 2 ว่า เมื่อโจทก์ขายอาคารพาณิชย์ของตนให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์ก็จะย้ายไปอยู่อาคารพิพาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองมีตัวจำเลยที่ 2 และนายบุญเลิศเป็นพยานเบิกความว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.1 ไม่มีข้อความอนุญาตให้โจทก์ขนย้ายถังแก๊สเข้าไปในอาคารพิพาท และไม่มีการตกลงด้วยวาจาให้โจทก์ขนย้ายถังแก๊สเข้าไปด้วย หลังจากทำสัญญาแล้วโจทก์ขนถังแก๊สเข้าไปในอาคารพิพาท นายบุญเลิศเตือนแล้วแต่โจทก์ไม่ฟัง นอกจากนี้โจทก์ยังได้ต่อเติมหลังคาอาคารด้วยถือว่าโจทก์ทำผิดสัญญา จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญากับโจทก์และเอาเงินค่ามัดจำไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ 1 ขายอาคารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 1,500,000 บาท การซื้อขายและโอนกระทำโดยสุจริต จำเลยที่ 2 ซื้ออาคารพาณิชย์ของโจทก์โดยไม่ได้ไปดูอาคารดังกล่าว เมื่อซื้ออาคารพิพาทจากจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ไปดูเช่นกัน จำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารพิพาทกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2546 เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารพิพาทไม่ได้มีข้อสัญญาห้ามมิให้นำสินค้าของโจทก์คือถังแก๊สหุงต้มเข้าไปในอาคารพิพาท อาคารพิพาทเป็นอาคารพาณิชย์โจทก์ซื้อมาเพื่อทำการค้า การขายแก๊สหุงต้มเป็นอาชีพสุจริตไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เหมือนกับการขายยาเสพติด แม้การขนย้ายถังแก๊สหุงต้มเข้าไปในอาคารพิพาทจะไม่ได้แจ้งต่อทางราชการดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้เพราะเป็นคนละส่วนกับสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารพิพาท จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่โจทก์ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขาเสนา ในวันที่ 15 สิงหาคม 2546 ตามสัญญาข้อ 4 จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องเสียค่าปรับให้โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท ตามสัญญาข้อ 9 จำเลยที่ 2 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 2 ซื้ออาคารพาณิชย์จากโจทก์ โจทก์ได้ย้ายของทั้งหมดออกมาก่อนวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 ก่อนวันที่จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินและอาคารพิพาท จำเลยที่ 2 ไม่ได้ถามโจทก์ว่าเหตุใดจึงเข้าไปอยู่ในอาคารพิพาทได้ จำเลยที่ 2 ก็โทรศัพท์ไปถามจำเลยที่ 1 ด้วย แต่จำเลยที่ 1 ไม่บอก เมื่อจำเลยที่ 2 รับโอนอาคารพิพาทแล้ว โจทก์ก็ยังอยู่ในอาคารพิพาท จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินและอาคารพิพาทเพราะเห็นว่าถูกดี ดังนั้น ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้ไปดูจึงไม่เป็นความจริง โจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 ทราบก่อนแล้วว่าโจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารพิพาทกับจำเลยที่ 1 โจทก์คุยกับจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ขายอาคารพาณิชย์ของตนให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์ก็จะย้ายไปอยู่ในอาคารพิพาทตามที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 1 จึงน่าเชื่อว่าหลังจากโจทก์โอนขายอาคารพาณิชย์ของตนให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2546 แล้ว โจทก์ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในอาคารพิพาท และจำเลยที่ 2 รู้ว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารพิพาทกับจำเลยที่ 1 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะโอนขายที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่ตน จำเลยที่ 2 รู้ถึงความจริงข้อนี้อันเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงมีสิทธิที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 แม้โจทก์จะไม่ใช่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151 ม. 237 ม. 1300
ชื่อคู่ความ
นางพรพิมล เกิดวิเชียร
นายไท้ฮวด แซ่เฮง
โจทก์ — โดยนายบุญเลิศ พ่วงรัศมี
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5990/2552
#496015
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 10) และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.85/2542 โดยไม่มีอำนาจนำราคาขายยาสูบสูงสุดที่กำหนดโดยอธิบดีกรมสรรพสามิตตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 มาใช้เป็นฐานภาษีเพื่อเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเหตุให้โจทก์รับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบุหรี่ซิกาแรตที่โจทก์นำเข้าและจำหน่ายเพิ่มขึ้น และตั้งแต่มีประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดราคายาสูบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2549 โดยอาศัยความตามมาตรา 23 ดังกล่าว เมื่อระหว่างวันที่ 18 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2549 โจทก์ต้องรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มในจำนวนที่เพิ่มขึ้นแล้วเป็นเงิน 78,880,000 บาท โจทก์กำลังเตรียมยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยอ้างว่า ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มต้องคำนวณโดยอ้างอิงจากจำนวนเต็มของราคาขายปลีกตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/5 (2) พอถือได้ว่าโจทก์มุ่งประสงค์ที่จะขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระไปแล้ว อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากรตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 (3) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ซึ่งมาตรา 9 ระบุเงื่อนไขให้ต้องขอคืนภาษีอากรตามหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดไว้ จึงจะดำเนินการในศาลภาษีอากรได้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติหมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วน 8 เครดิตภาษีและการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 84/1 และ 84/2 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสำนักงานสาขาของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้ง ณ รัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบรวมทั้งบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโร และยี่ห้อ แอล แอนด์ เอ็ม ในประเทศไทย โดยโจทก์ประกอบธุรกิจภายใต้ความคุ้มครองตามสนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2511 จำเลยเป็นกรม สังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร จำเลยกระทำการเกินขอบอำนาจของตน โดยการนำราคาขายยาสูบสูงสุดที่อธิบดีกรมสรรพสามิตกำหนดตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาใช้เป็นฐานภาษีเพื่อเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไม่ถูกต้อง ขอให้มีคำสั่งว่า การที่จำเลยกำหนดฐานภาษีมูลค่าเพิ่มจากราคาตามประกาศราคาขายยาสูบสูงสุดของกรมสรรพสามิตนั้นเป็นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดไว้ และให้จำเลยคำนวณฐานภาษีมูลค่าเพิ่มจากราคาขายปลีกที่แท้จริง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ได้แสดงสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยออกประกาศอธิบดีกรมสรรพกรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 10) และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.85/2542 โดยไม่มีอำนาจนำราคาขายยาสูบสูงสุดที่กำหนดโดยอธิบดีกรมสรรพสามิต ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาใช้เป็นฐานภาษีเพื่อวัตถุประสงค์ในการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม อันเป็นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดจากผลที่จำเลยกระทำโดยไม่มีอำนาจดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ต้องรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบุหรี่ซิกาแรตในปัจจุบันเพิ่มขึ้น เป็นจำนวนปีละประมาณ 309,000,000 บาท และตั้งแต่มีประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดราคายาสูบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2549 โดยอาศัยความตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 บังคับใช้แล้วนั้น เมื่อระหว่างวันที่ 18 กันยายน 2549 จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2549 โจทก์ต้องรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มในจำนวนที่เพิ่มขึ้นแล้วเป็นเงิน 78,880,000 บาท โจทก์กำลังเตรียมยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยอ้างอิงถ้อยคำที่ถูกต้องของบทบัญญัติมาตรา 79/5 แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ คำนวณฐานภาษีมูลค่าเพิ่มโดยอ้างอิงจากจำนวนเต็มของราคาขายปลีก คำฟ้องของโจทก์เช่นนี้พอถือได้ว่าโจทก์มุ่งประสงค์ที่จะขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระไปแล้ว อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากรตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ซึ่งมาตรา 9 ระบุเงื่อนไขว่า คดีตามมาตรา 7 (3) ในกรณีที่กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้ขอคืนค่าภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดไว้ จะดำเนินการในศาลภาษีอากรได้ต่อเมื่อมีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาเช่นว่านั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติหมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วน 8 เครดิตภาษีและการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 84/1 และ 84/2 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้นไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

??

??

??

??

2/2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 79/5 (2) ม. 84/1 ม. 84/2
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (3) ม. 9
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางกีรติ ตั้งธรรม
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา