คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6517/2552
#495448
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551 ให้ยกเลิกความในมาตรา 74, 75 และ 76 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน เมื่อปรากฏว่ากฎหมายที่แก้ไข ทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำความผิดในขณะอายุ 14 ปีเศษ ไม่ต้องรับโทษ ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งขณะกระทำความผิดอายุ 17 ปีเศษ กฎหมายบังคับให้ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษลงให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง มิใช่อยู่ในดุลพินิจของศาลตามกฎหมายเดิม เป็นกรณีมีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ภายหลังเป็นคุณกว่า ต้องใช้กฎหมายส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลย ตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 1 มีอายุ 14 ปีเศษ จำเลยที่ 2 มีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 และ 76 ประกอบมาตรา 53 ตามลำดับ ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารกับฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง และเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม เป็นความผิดกรรมเดียวกัน ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 25 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 27 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ทั้งได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายรวมจำนวน 80,000 บาท จนเป็นเหตุพอใจแก่ผู้เสียหาย และผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 13 ปี 9 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดอุตรดิตถ์แล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเพราะความเยาว์วัย หากได้รับการอบรมขัดเกลานิสัยและความประพฤติแล้วจะเป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสองยิ่งกว่าจะให้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 (จังหวัดเชียงใหม่) มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษโดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดอุตรดิตถ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าไม่เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรม และให้ลงโทษปรับในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 แก่จำเลยทั้งสองอีกสถานหนึ่ง โดยลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 และ 76 ตามลำดับแล้ว ปรับคนละ 5,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงปรับคนละ 2,500 บาทอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 106 โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติ 2 ปี ให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก3 เดือนต่อครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ให้จำเลยทั้งสองตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง หากผลการเรียนไม่เป็นที่พอใจหรือเรียนซ้ำชั้นให้ผู้อำนวยการสถานพินิจรายงานให้ศาลทราบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังสถานพินิจมีกำหนดคนละ 12 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง แต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรม ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เปลี่ยนโทษจำคุก และให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในแต่ละฐานความผิดอีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษกับให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้ อันเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงเล็กน้อยและมิใช่กรณีพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 6 เมื่ออัยการสูงสุดไม่ได้รับรองฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2551 มาตรา 6 และ 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 74, 75 และ 76 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในมาตรา 74 และ 75 กฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกันต่างกันแต่เพียงเกณฑ์อายุของจำเลย คดีนี้ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ อยู่ในเกณฑ์อายุตามมาตรา 75 (เดิม) และมาตรา 74 (ที่แก้ไขใหม่) โดยมาตรา 75 (เดิม) บัญญัติให้ศาลพิจารณาว่า สมควรลงโทษจำเลยหรือไม่ ส่วนมาตรา 74 (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า จำเลยไม่ต้องรับโทษจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนนี้ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ส่วนจำเลยที่ 2 อายุ 17 ปีเศษ อยู่ในเกณฑ์อายุมาตรา 76 (เดิม)และมาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งกฎหมายที่แก้ไขใหม่กำหนดให้ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง มิใช่ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลตามกฎหมายเดิม อันเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ซึ่งบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่เป็นคุณกว่ามาตรา 76 (เดิม) อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (ที่แก้ไขใหม่) แต่เห็นสมควรมอบตัวจำเลยที่ 1 ให้บิดาและมารดาของจำเลยที่ 1 รับไปดูแล โดยวางข้อกำหนดให้บิดาและมารดาของจำเลยที่ 1 ระวังไม่ให้จำเลยที่ 1 ก่อเหตุร้ายขึ้นอีกภายในเวลา 2 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษานี้ ส่วนจำเลยที่ 2 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 74 ม. 75 ม. 76
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ.(ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551 ม. 6 ม. 7
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — เด็กชายอธิวัฒน์ ปิยะรัตน์เวชกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายภาคภูมิ ปัณทรางกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายแชน ศิริพงษ์
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6517/2552
#502380
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองแต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรม ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เปลี่ยนโทษจำคุก และให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในแต่ละฐานความผิดอีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษกับให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ อันเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงเล็กน้อยและมิใช่กรณีพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551 มาตรา 6 และ 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 74, 75 และ 76 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในมาตรา 74 และ 75 กฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกันต่างกันแต่เพียงเกณฑ์อายุของจำเลย คดีนี้ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ อยู่ในเกณฑ์อายุตามมาตรา 75 (เดิม) บัญญัติให้ศาลพิจารณาว่า สมควรลงโทษจำเลยหรือไม่ ส่วนมาตรา 74 (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า จำเลยไม่ต้องรับโทษจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนนี้ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มาใช้บังคับตาม ป.อ. มาตรา 3 ส่วนจำเลยที่ 2 อายุ 17 ปีเศษ อยู่ในเกณฑ์อายุมาตรา 76 (เดิม) และมาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งกฎหมายที่แก้ไขใหม่กำหนดให้ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง มิใช่ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลตามกฎหมายเดิม อันเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ซึ่งบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่เป็นคุณกว่ามาตรา 76 (เดิม) อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยทั้งสองกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม คือจำเลยทั้งสองร่วมกันพรากเด็กหญิง....... ผู้เสียหายที่ 2 อายุไม่เกิน 15 ปี (อายุ 13 ปีเศษ เกิดวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2533 (ที่ถูก 2535) ไปเสียจากนางสาว....... ผู้เสียหายที่ 1 มารดาของผู้เสียหายที่ 2 เพื่อการอนาจาร โดยปราศจากเหตุอันสมควรจำเลยทั้งสองร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมีอายุไม่เกิน 15 ปี ไปที่บ้านของจำเลยที่ 1 เพื่อการอนาจาร และจำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมีอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 83, 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1มีอายุ 14 ปีเศษ จำเลยที่ 2 มีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 และ 76 ประกอบมาตรา 53 ตามลำดับ ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารกับฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง และเด็กหญิงนั้นไม่ยอม เป็นความผิดกรรมเดียวกันลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 25 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนๆ ละ 27 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ทั้งได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายรวมจำนวน 80,000 บาท จนเป็นเหตุพอใจแก่ผู้เสียหาย และผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 13 ปี 9 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดอุตรดิตถ์แล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเพราะเยาว์วัยหากได้รับการอบรมขัดเกลานิสัยและความประพฤติแล้วจะเป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสองยิ่งกว่าจะให้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 (จังหวัดเชียงใหม่) มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษโดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดอุตรดิตถ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าไม่เปลี่ยนโทษจำคุกทั้งสองเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรม และให้ลงโทษปรับในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 แก่จำเลยทั้งสองอีกสถานหนึ่ง โดยลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 และ 76 ตามลำดับแล้ว ปรับคนละ 5,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงปรับคนละ 2,500 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 106 โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติ 2 ปี ให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ให้จำเลยทั้งสองตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง หากผลการเรียนไม่เป็นที่พอใจหรือเรียนซ้ำชั้นให้ผู้อำนวยการสถานพินิจสถานพินิจรายงานให้ศาลทราบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังสถานพินิจมีกำหนดคนละ 12 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองแต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรม ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เปลี่ยนโทษจำคุก และให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในแต่ละฐานความผิดอีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษกับคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้ อันเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงเล็กน้อยและมิใช่กรณีพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 เมื่ออัยการสูงสุดไม่ได้รับรองฎีกาของโจทก์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551 มาตรา 6 และ 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 74, 75 และ 76 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในมาตรา 74 และ 75 กฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกันต่างกันแต่เพียงเกณฑ์อายุของจำเลย คดีนี้ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ อยู่ในเกณฑ์อายุตามมาตรา 75 (เดิม) และมาตรา 74 (ที่แก้ไขใหม่) โดยมาตรา 75 (เดิม) บัญญัติให้ศาลพิจารณาว่า สมควรลงโทษจำเลยหรือไม่ ส่วนมาตรา 74 (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า จำเลยไม่ต้องรับโทษจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนนี้ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ส่วนจำเลยที่ 2 อายุ 17 ปีเศษ อยู่ในเกณฑ์อายุ มาตรา 76 (เดิม) และมาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งกฎหมายที่แก้ไขใหม่กำหนดให้ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง มิใช่ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลตามกฎหมายเดิม อันเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ซึ่งบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่เป็นคุณกว่ามาตรา 76 (เดิม) อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 14 ปีเศษไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (ที่แก้ไขใหม่) แต่เห็นสมควรมอบตัวจำเลยที่ 1 ให้บิดาและมารดาของจำเลยที่ 1 รับไปดูแล โดยวางข้อกำหนดให้บิดาและมารดาของจำเลยที่ 1 ระวังไม่ให้จำเลยที่ 1 ก่อเหตุร้ายขึ้นอีกในเวลา 2 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษานี้ ส่วนจำเลยที่ 2 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 74 เดิม ม. 75 เดิม
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวอุตรดิตถ์
จำเลย — เด็กชาย........กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6516/2552
#503091
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 จะไม่เคยพาจำเลยที่ 2 ออกงานสังคม หรือแนะนำให้บุคคลอื่นรู้จักในฐานะภริยาแต่การที่จำเลยทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างเปิดเผยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกสร้างในแหล่งชุมชนด้วยกันในเวลากลางคืน ขับรถรับส่งเมื่อไปทำกิจธุระหรือซื้ออาหารด้วยกัน ย่อมบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและเอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ต่อกัน แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาอันเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) แล้ว และโจทก์ยังมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ได้อีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ให้โจทก์เป็นผู้ปกครองบุตรทั้งสองเพียงผู้เดียวให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าทดแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเดือนละ 8,000 บาท จนกว่าบุตรทั้งสองจะมีอายุครบ 20 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย มีบุตรผู้เยาว์ 2 คน คือ เด็กชาย น. และเด็กชาย อ. จำเลยทั้งสองรู้จักและติดต่อกัน มีทรัพย์สินบางอย่างของจำเลยที่ 1 อยู่ในบ้านของจำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์ จำเลยที่ 1 พร้อมกับบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปนำกลับมา ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์และบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้มีหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสอง และโจทก์ยังมีหนังสือขอความเป็นธรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา อันเป็นเหตุหย่าหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นางเบญจมาศ เด็กชาย น. จ่าสิบเอกบัญชาและนางสาวพรกนก เป็นพยานเบิกความถึงความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสอง เริ่มจากเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2546 จำเลยที่ 1 ขนเสื้อผ้าและเครื่องใช้ออกจากบ้านแล้วไม่ค่อยกลับ ต่อมาจำเลยที่ 1 กลับบ้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โจทก์จึงสอบถามจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 รับว่าไปมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 วันรุ่งขึ้นโจทก์พร้อมด้วยจำเลยที่ 1 กับบุตรทั้งสองพากันไปที่บ้านของจำเลยที่ 2 และขนเสื้อผ้าและเครื่องใช้ของจำเลยที่ 1 กลับ ระหว่างนั้นได้พบกับจำเลยที่ 2 โจทก์จึงพูดตักเตือนแต่จำเลยที่ 2 กลับบอกว่าเรื่องไม่จบเพียงเท่านี้ ในเดือนกรกฎาคม 2546 โจทก์จองตั๋วเครื่องบินให้จำเลยที่ 1 เพื่อไปปฏิบัติราชการที่จังหวัดสงขลา แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 แจ้งเลื่อนการเดินทาง โจทก์จึงว่าจ้างรถจักรยานยนต์ไปบ้านจำเลยที่ 2 โดยพาบุตรทั้งสองไปด้วย ขณะผ่านหน้าบ้าน โจทก์เห็นจำเลยทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันจึงให้คนขับรถจอดรถเลยบ้านไปแล้วโจทก์เดินไปดูแต่ไฟในบ้านปิดแล้ว โจทก์กดสัญญาณกริ่งเรียก จำเลยที่ 2 ออกมาบอกว่าจำเลยที่ 1 ไม่อยู่ โจทก์จึงโทรศัพท์เรียกจ่าสิบเอกบัญชาและนางสาวพรกนกมารอดูอยู่จนถึง 1 นาฬิกา เห็นจำเลยที่ 1 นั่งรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ออกมา วันที่ 10 สิงหาคม 2546 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา โจทก์พร้อมด้วยบุตรทั้งสองไปบ้านจำเลยที่ 2 พบจำเลยที่ 2 นอกกอดจำเลยที่ 1 อยู่ จำเลยที่ 1 เห็นโจทก์จึงออกมาบอกให้กลับไปก่อน แต่โจทก์ไม่กลับ จำเลยที่ 1 ด่าว่าโจทก์และให้จำเลยที่ 2 ไปรอที่บันได ขณะนั้นนายไสวพนักงานรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านผ่านมาโจทก์จึงกลับบ้านพร้อมบุตรทั้งสอง ปลายเดือนตุลาคม 2546 เด็กชาย น. เห็นจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์เข้ามาจอดในหมู่บ้านเบญจทรัพย์ที่โจทก์อยู่อาศัย จึงไปบอกโจทก์และนางเบญจมาศมารดาโจทก์ โจทก์ขับรถยนต์ตามไปไม่ทัน ต่อมาโจทก์ร้องเรียนจำเลยที่ 2 ไปยังวิทยาลัยพลศึกษาสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร และมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยโจทก์ เด็กชาย น. จ่าสิบเอกบัญชาและนางสาวพรกนกได้มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการดังกล่าว เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างประกอบอาชีพรับราชการ มีตำแหน่งหน้าที่ราชการที่ดีและมีบุตรผู้เยาว์ 2 คน ที่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู ส่วนเด็กชาย น. เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 และโจทก์ย่อมมีความรักใคร่ในตัวจำเลยที่ 1 และโจทก์ผู้เป็นบิดามารดา สำหรับนางเบญจมาศเป็นมารดาของโจทก์ จ่าสิบเอกบัญชาและนางสาวพรกนกเป็นน้องชายและน้องสะใภ้ของโจทก์ย่อมมีความปรารถนาดีต่อครอบครัวของโจทก์ ไม่มีเหตุผลที่จะคิดปรุงแต่งเรื่องขึ้นหาเหตุให้ครอบครัวของโจทก์ต้องแตกแยกกัน ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์มีอาการผิดปกติทางจิตโดยบอกจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์เป็นร่างทรงของเจ้าแม่กวนอิม หากจำเลยที่ 1 ให้ของแก่ใครให้เอาคืนมา มิฉะนั้นบุตรจะถึงแก่ความตายนั้นในข้อนี้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ถามค้านโจทก์ไว้เพื่อให้มีโอกาสอธิบายว่าเรื่องดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่อย่างไร เป็นการนำสืบในภายหลังแต่ฝ่ายเดียวจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่าข้อเท็จจริงเป็นดังข้อนำสืบของโจทก์ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามหนังสือที่โจทก์ เด็กชาย น. จ่าสิบเอกบัญชา และนางสาวพรกนกชี้แจงต่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่วิทยาลัยพลศึกษาสมุทรสาครแต่งตั้งขึ้นดังกล่าว โดยมีรายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งวันเวลาและสถานที่ที่พบเห็นจำเลยทั้งสองอยู่ด้วยกันตามที่พยานโจทก์แต่ละคนรู้เห็น แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 พาจำเลยที่ 2 ออกงานสังคม หรือแนะนำให้บุคคลอื่นรู้จักจำเลยที่ 2 ในฐานะภริยา แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในบ้านเดียวกับจำเลยที่ 2 ในเวลากลางคืนและอยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิดซึ่งบ้านดังกล่าวอยู่ในหมู่บ้านวรารมย์ แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมชน และจำเลยทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกันโดยเปิดเผย ทั้งจำเลยที่ 2 เคยขับรถยนต์พาจำเลยที่ 1 ออกจากบ้านดังกล่าวไปส่งที่สถานีตำรวจภูธรตำบลท่าฉลอมและขับรถยนต์ไปรับจำเลยที่ 1 ที่สถานีตำรวจดังกล่าว หลังจากแวะซื้อผลไม้แล้วจำเลยที่ 1 จึงเปลี่ยนมาเป็นคนขับแทนการปฏิบัติของจำเลยที่ 1 ต่อจำเลยที่ 2 เช่นนั้นบ่งชี้ถึงการมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาวและมีการเอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ถือเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) และเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองกับเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของโจทก์ได้ ที่นายอัคสิทิ์และนายไสว มาเป็นพยานจำเลยทั้งสองโดยนายอัคสิทิ์เบิกความว่า โจทก์ได้ให้พยานช่วยสืบดูว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ในทำนองชู้สาวกับหญิงอื่น พยานสืบดูแล้วไม่พบว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ดังกล่าวและนายไสวเบิกความว่าพยานไม่ได้เขียนข้อความในเอกสารหมาย จ.10 เพียงแต่ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว ซึ่งขณะลงลายมือชื่อยังไม่มีข้อความ พยานไม่รู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน ก็ไม่ถึงกับทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ขาดน้ำหนักในการรับฟังสำหรับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากโจทก์และเด็กชาย น. ว่า จำเลยที่ 1 ได้เล่าเรื่องที่จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 ให้เด็กชาย น. ฟังด้วยนั้นคงเป็นเพราะโจทก์ได้ชวนเด็กชาย น. ไปบ้านที่จำเลยที่ 1 อยู่กับจำเลยที่ 2 ด้วยเพื่อขนสิ่งของของจำเลยที่ 1 กลับบ้าน เด็กชาย น. ย่อมจะต้องสอบถามว่าจำเลยที่ 2 เป็นใครนั่นเอง แม้คำเบิกความและข้อเท็จจริงที่โจทก์และพยานโจทก์มีหนังสือชี้แจงต่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงตามข้อร้องเรียนของจำเลยที่ 1 จะมีข้อที่แตกต่างหรือขาดตกบกพร่องไปบ้างก็เป็นเพียงรายละเอียดแต่ได้ความในสาระสำคัญตรงกัน พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองสำหรับประเด็นในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ค่าทดแทน และอำนาจปกครองบุตรนั้น แม้ศาลล่างทั้งสองจะยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายได้สืบพยานมาจนสิ้นกระแสความแล้วดังนั้น เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาในประเด็นดังกล่าวก่อน เมื่อฟังได้ว่าเหตุหย่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 และบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่โจทก์ โดยคำนึงถึงความสามารถของจำเลยที่ 1 ฐานะของโจทก์ประกอบพฤติการณ์แห่งกรณีแล้วเห็นควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคน คนละ 3,000 บาทต่อเดือน สำหรับค่าทดแทนที่จำเลยทั้งสองต้องชำระให้แก่โจทก์นั้นเมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าทดแทนที่จำเลยทั้งสองต้องจ่ายให้แก่โจทก์ 150,000 บาท สำหรับอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองนั้น เห็นว่า บุตรผู้เยาว์ทั้งสองสมัครใจที่จะอยู่กับโจทก์ และโจทก์ก็เป็นผู้เลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่แล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่กับโจทก์ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้โจทก์หย่ากับจำเลยที่ 1 และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง คือ เด็กชาย น. และเด็กชาย อ. แต่ผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 3,000 บาทต่อเดือน จนกว่าบุตรแต่ละคนจะบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์จำนวน 150,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (1) ม. 1523 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทัศนียา สุวรรณรัตน์
จำเลย — พันตำรวจตรีนฤมิตร สุวรรณรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
เกษม วีรวงศ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6514/2552
#507265
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นโดยไม่รอการลงโทษ เท่ากับโจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษเพียงประการเดียว มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษให้น้อยลงและกำหนดโทษจำคุกให้สูงขึ้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยน้อยลงเหลือหนึ่งในสามและกำหนดโทษจำคุกจำเลยสูงขึ้น จึงเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยที่โจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2550 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทำร้ายร่างกายนายจีรนพ ผู้เสียหาย โดยชกต่อยที่บริเวณใบหน้าเป็นเหตุให้ลูกตาด้านซ้ายแตกต้องเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาหรือประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานายจีรนพ ผู้เสียหาย โดยนายชูชีพ บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,334,986 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยยื่นคำให้การขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อน แล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลัง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และจำเลยได้นำเงินจำนวน 20,000 บาท มาวางศาลอันเป็นการบรรเทาผลร้าย ประกอบกับขณะกระทำผิดจำเลยยังเป็นนักศึกษาและกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวรจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ไม่รอการลงโทษไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้น9ho

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยชกผู้เสียหายที่บริเวณตาไป 1 ครั้ง โดยไม่ได้กระทำซ้ำหรือใช้อาวุธอื่นทำร้ายผู้เสียหายขณะเกิดเหตุอายุเพียง 19 ปีเศษ กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ชั้นปีที่ 2 ด้วยวัยที่ยังคึกคะนอง จึงอาจขาดความยับยั้งชั่งใจในการกระทำผิด ประกอบกับระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งทางแพ่งและอาญา นับว่าจำเลยได้รู้สำนึกในความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น การต้องโทษจำคุกระยะสั้นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 นอกจากจะไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยแล้วยังทำให้จำเลยมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตนเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพโดยสุจริตต่อไปได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ เพื่อให้มีเจ้าพนักงานคอยแนะนำ ช่วยเหลือ ตักเตือน หรือสอดส่องดูแลน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมมากกว่า ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นโดยไม่รอการลงโทษ เท่ากับโจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษเพียงประการเดียว มิได้อุทธรณ์ขอให้ลดโทษให้น้อยลงโทษและกำหนดโทษจำคุกให้สูงขึ้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยน้อยลงเหลือหนึ่งในสามและกำหนดโทษจำคุกจำเลยสูงขึ้น จึงเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยที่โจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 76 ม. 78
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
นายจีรนพ ทองแจ่ม โดยนายชูชีพ ทองแจ่ม
โจทก์ร่วม — ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายธิติธันย์หรือแบ๊งค์ หรือพุฒิพร ทิมเครือจีน
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6494/2552
#507264
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายที่ 4 เป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อนโดยกระโดดถีบหน้าอกจำเลย แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 4 เห็นจำเลยชักปืนพกออกมาจึงร้องบอกให้ผู้เสียหายอื่นทราบ แล้วผู้เสียหายทั้งสี่ต่างก็วิ่งหนีเช่นนี้ ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่มีต่อจำเลยจึงไม่มีต่อไปแล้ว การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสี่หลายนัดและกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 3 ที่ด้านหลังของต้นขาขวา ทำให้ผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัส แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายอื่น อันแสดงให้เห็นว่าเป็นการยิงขณะผู้เสียหายทั้งสี่หันหลังให้จำเลย การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงหาเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ แต่เห็นได้ว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ เพราะผู้เสียหายทั้งสี่อยู่ในวัยรุ่นและจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจด้วย แม้ผู้เสียหายทั้งสี่จะไม่รู้ก็ตาม ทั้งเหตุแต่แรกก็เป็นสาเหตุเล็กน้อยเพียงแต่โต้เถียงกันเรื่องขวางทางเดินเท่านั้น การที่ผู้เสียหายทั้งสี่กลับมาพบจำเลยในที่เกิดเหตุอีก แล้วผู้เสียหายที่ 4 กระโดดถีบหน้าอกจำเลยเช่นนี้ ย่อมทำให้จำเลยโกรธเพราะถือว่าเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามศักดิ์ศรีของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ มีลักษณะเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสี่ทันทีในขณะผู้เสียหายทั้งสี่วิ่งหนี จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 ในขณะที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนั้น ผู้เสียหายที่ 3 อยู่ห่างจำเลยเพียง 2 ถึง 3 เมตร ส่วนผู้เสียหายอื่นก็อยู่ห่างจำเลยเพียง 5 เมตร ถึง 6 เมตร เท่านั้น จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีความชำนาญในการใช้อาวุธปืนมากกว่าบุคคลทั่วไปและได้ยิงถึง 6 นัด แต่กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 3 เพียงคนเดียวและถูกที่ด้านหลังของต้นขาขวา ซึ่งเป็นอวัยวะที่ไม่สำคัญอันไม่สามารถทำให้ถึงตายได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาเพียงทำร้ายผู้เสียหายทั้งสี่เท่านั้น เมื่อปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัสจากการถูกยิง ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่ได้รับอันตรายใด ๆ จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 72 และพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบมาตรา 80 และ 72 อันเป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 295, 297

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297, 80 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำเลยกระทำผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำเลยกระทำผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบด้วยมาตรา 72 กรรมหนึ่ง ให้จำคุก 1 ปี และมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 72 รวม 2 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวมเป็นจำคุก 1 ปี 8 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 เดือน 10 วัน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีทั้งจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน เป็นเวลา 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังยุติได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ผู้เสียหายทั้งสี่กับจำเลยต่างไม่รู้จักกันมาก่อน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายทั้งสี่ต่างพูดจาโต้เถียงกับจำเลย ซึ่งมิได้แต่งเครื่องแบบตำรวจในเรื่องที่ยืนขวางทางกันแล้วต่างแยกย้ายกันไป ต่อมาประมาณครึ่งชั่วโมงกลุ่มของผู้เสียหายทั้งสี่ได้กลับมาที่เกิดเหตุและพบจำเลยอีก ผู้เสียหายที่ 4 เดินเข้าไปหาจำเลยแล้วกระโดดถีบจำเลยถูกที่หน้าอก เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 4 เสียหลักล้มลงและร้องตะโกนว่า จำเลยมีปืนแล้วลุกขึ้นวิ่งหนี ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 จึงวิ่งหนีตาม จำเลยได้ใช้อาวุธปืนพกของทางราชการยิงหลายนัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 3 บริเวณด้านหลังต้นขาขวาได้รับอันตรายสาหัส หลังเกิดเหตุดังกล่าวแล้ว จำเลยใช้อาวุธปืนตีผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้รับอันตรายแก่กาย สำหรับข้อหาพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสี่ ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยไม่เจตนาฆ่า มีเจตนาเพียงทำร้าย และยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่า โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ข้อหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสี่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายที่ 4 เป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อนโดยกระโดดถีบหน้าอกจำเลยก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 4 เห็นจำเลยชักปืนพกออกมาจึงร้องบอกให้ผู้เสียหายอื่นทราบ แล้วผู้เสียหายทั้งสี่ต่างก็วิ่งหนีเช่นนี้ ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่มีต่อจำเลยจึงไม่มีต่อไปแล้ว การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสี่หลายนัดและกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 3 ที่ด้านหลังของต้นขาขวาทำให้ผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัสแต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายอื่น อันแสดงให้เห็นว่า เป็นการยิงในขณะผู้เสียหายทั้งสี่หันหลังให้จำเลย การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงหาเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีความเห็นไม่ แต่เห็นได้ว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ เพราะผู้เสียหายทั้งสี่อยู่ในวัยรุ่นอายุน้อยกว่าจำเลยไม่น้อยกว่า 20 ปีและจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจด้วย แม้ผู้เสียหายทั้งสี่จะไม่รู้ก็ตาม ทั้งเหตุแต่แรกก็เป็นสาเหตุเล็กน้อยเพียงแต่โต้เถียงกันเรื่องขวางทางเดินเท่านั้น การที่ผู้เสียหายทั้งสี่กลับมาพบจำเลยในที่เกิดเหตุอีก แล้วผู้เสียหายที่ 4 กระโดดถีบหน้าอกจำเลยเช่นนี้ ย่อมทำให้จำเลยโกรธ เพราะถือว่าเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามศักดิ์ศรีของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ มีลักษณะเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสี่ทันทีในขณะผู้เสียหายทั้งสี่วิ่งหนี จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลล่างฟังมาฟังได้ว่า ในขณะที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนั้น ผู้เสียหายที่ 3 อยู่ห่างจำเลยเพียง 2 ถึง 3 เมตร ส่วนผู้เสียหายอื่นก็อยู่ห่างจำเลยเพียง 5 ถึง 6 เมตร เท่านั้น จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีความชำนาญในการใช้อาวุธปืนมากกว่าบุคคลทั่วไป และได้ยิงถึง 6 นัด แต่กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 3 เพียงคนเดียวและถูกที่ด้านหลังของต้นขาขวา ซึ่งเป็นอวัยวะที่ไม่สำคัญอันไม่สามารถทำให้ถึงตายได้ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยมีเจตนาเพียงทำร้ายผู้เสียหายทั้งสี่เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยเมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัสจากการถูกยิง ส่วนที่ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่ได้รับอันตรายใด ๆ จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 72 และพยายามทำร้ายผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 80 และ 72 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า การกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาในส่วนนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในส่วนนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า เหตุการณ์ในตอนหลังเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจอื่นจับกุมผู้เสียหายทั้งสี่แล้ว การที่จำเลยใช้อาวุธปืนตีผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสและผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 ได้รับอันตรายแก่กายเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีความเห็นและลงโทษจำเลยหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าการกระทำผิดของจำเลยดังกล่าวไม่ใช่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สิบตำรวจตรีฤทธิ์เดช พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้จับกุมผู้เสียหายทั้งสี่แล้วนำมาที่ท้ายกระบะรถของเจ้าพนักงานตำรวจแล้วสั่งให้ผู้เสียหายทั้งสี่หมอบที่ท้ายกระบะรถนั้น จำเลยได้เข้ามาพูดคุยกับผู้เสียหายทั้งสี่และสิบตำรวจตรีฤทธิ์เดชได้ยินเสียงผู้เสียหายทั้งสี่พูดว่า มึงระวังตัวให้ดี กูจะเอาคืน จำเลยจึงบอกให้หมอบแต่ผู้เสียหายทั้งสี่ไม่ยอมหมอบ นอกจากนั้นยังได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พวกผู้เสียหายทุกคนจะเอาเรื่องจำเลย จึงเห็นได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์แรกและจำเลยได้ทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 หลังจากมีการสั่งให้ผู้เสียหายทั้งสี่หมอบกับพื้นรถยนต์แต่ผู้เสียหายทั้งสี่ไม่ยอมหมอบทั้งยังพูดจาอาฆาตจำเลย จำเลยจึงทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากผู้เสียหายที่ 4 กระโดดถีบจำเลย ทั้งเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมดังวินิจฉัยมาข้างต้น การกระทำในตอนหลังนี้ถึงจะขาดตอนจากการกระทำความผิดตอนแรก แต่เห็นได้ว่าเป็นเวลาต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดโดยบันดาลโทสะด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า การกระทำผิดของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะและพิพากษาลงโทษจำเลยมาโดยรอการลงโทษและคุมความประพฤติของจำเลยด้วยนั้น จึงเหมาะสมกับพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งคดีแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นและการกระทำความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสโดยบันดาลโทสะกับความผิดฐานพยายามทำร้ายผู้อื่นโดยบันดาลโทสะซึ่งเป็นการกระทำในตอนแรกนั้น เกิดขึ้นสืบเนื่องจากผู้เสียหายที่ 4 กระโดดถีบจำเลยก่อน ซึ่งเป็นเหตุเกี่ยวกันกับการกระทำความผิดในตอนหลังนี้ จึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษและคุมความประพฤติของจำเลยไว้เช่นเดียวกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) และมาตรา 295 ประกอบมาตรา 80 และ 72 อีกกรรมหนึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 72 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษ รวมเป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 21 เดือน 10 วัน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับตั้งแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72 ม. 80 ม. 90 ม. 295 ม. 297 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — จ่าสิบตำรวจไพฑูรย์ มะลิวัลย์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6485/2552
#504764
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี และต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว จากนั้นต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความวันที่ 21 มิถุนายน 2539 และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 โดยโจทก์มีสำเนาคำแถลง สำเนาคำขอยึดทรัพย์และสำเนาหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีลงลายมือชื่อรับรองถูกต้องแสดงให้เห็นว่า หลังจากศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้ว โจทก์ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบและแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7959 ซึ่งเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2542 อันเป็นการดำเนินคดีตามขั้นตอนในการขอให้บังคับคดีครบถ้วนภายใน 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 แล้ว แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไปทำการยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 ซึ่งเกินกำหนด 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษาโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็สิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์ที่ยึดไว้ให้เสร็จได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นคำบอกกล่าวถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยที่ 1 ยอมชำระเงินจำนวน 124,536.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 72,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในการชำระเงินดังกล่าวจำเลยที่ 1 จะผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 1,500 บาท เริ่มผ่อนชำระตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2539 และจะชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งหรือผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดและยินยอมให้โจทก์บังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7820 ตำบลเขาพระงาม (ธรณี) อำเภอเมืองลพบุรี (สระโบสถ์) จังหวัดลพบุรี เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2539 แต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7959 ตำบลเขาพระงาม (ธรณี) อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ของจำเลยที่ 1 ซึ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7820 และเป็นทรัพย์จำนองเพื่อนำออกขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีขออนุญาตศาลชั้นต้นขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์หลังจากพ้นกำหนดเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จึงไม่อนุญาตให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอตดลาดทรัพย์ที่โจทก์นำยึด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ดำเนินการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 หรือไม่ เห็นว่า การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ขั้นแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขั้นต่อไปต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว จากนั้นต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความวันที่ 21 มิถุนายน 2539 และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 โดยโจทก์มีสำเนาคำแถลง สำเนาคำขอยึดทรัพย์ และสำเนาหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีลงลายมือชื่อรับรองถูกต้อง แสดงให้เห็นว่า หลังจากศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้ว โจทก์ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบและแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7959 ตำบลเขาพระงาม (ธรณี) อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2542 อันเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนในการขอให้บังคับคดีครบถ้วนภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไปทำการยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 ซึ่งเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็มีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์ที่ยึดไว้ให้เสร็จได้

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวทองหล่อ พุ่มกลาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6484/2552
#503395
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 อ้างว่าเหตุที่ทำให้ราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควรนั้น เกิดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยการกำหนดราคาประเมินทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดต่ำกว่าราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินและมาตรฐานราคาค่าก่อสร้างที่ทราบประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว แต่ยังกำหนดราคาเริ่มต้นในการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 และ 3 ลดลงจากจำนวนร้อยละ 80 ของราคาประเมินเป็นจำนวนร้อยละ 65 และ 50 ของราคาประเมินตามลำดับ ตามประกาศกรมบังคับคดีเรื่องนโยบายการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ซึ่งเป็นประกาศฉบับใหม่ที่ประกาศใช้ขณะที่มีการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 และ 3 อีกด้วย จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แห่ง ป.วิ.พ. แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 21) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2551 ภายหลังจากบทบัญญัติ มาตรา 309 ทวิ มีผลใช้บังคับแล้ว คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของวรรคสี่แห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวซึ่งบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในกรณีนี้เป็นที่สุด ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 369,408.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 275,205.62 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้และไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 126351 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำนองของจำเลยที่ 1 นำออกขายทอดตลาดและสามารถขายได้ในการขายทอดตลาดครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2546 ในราคาสูงสุด 305,000 บาท

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ราคาที่ขายได้ต่ำกว่าราคาท้องตลาด และเป็นการดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยการบังคับตามคำพิพากษาและเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งดำเนินการขายทอดตลาดใหม่

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นราคาประเมินที่เป็นกลาง แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาประเมินทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดต่ำกว่าความเป็นจริงมากและต่ำกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินทั้งการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 และ 3 เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาเริ่มต้นลดลงจากจำนวนร้อยละ 80 ของราคาประเมิน เป็นจำนวนร้อยละ 65 และ 50 ของราคาประเมินตามประกาศกรมบังคับคดีเรื่องนโยบายการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ทำให้ราคาที่ขายได้ต่ำลงไปอีก การบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวจึงไม่เป็นธรรมและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เห็นว่า จำเลยที่ 1 อ้างว่าเหตุที่ทำให้ราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควรนั้น เกิดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยการกำหนดราคาประเมินทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดต่ำกว่าราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินและมาตรฐานราคาค่าก่อสร้างทั้งที่ทราบราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินแล้วและยังกำหนดราคาเริ่มต้นในการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 และที่ 3 ลดลงจากจำนวนร้อยละ 80 ของราคาประเมินเป็นจำนวนร้อยละ 65 และ 50 ของราคาประเมินตามลำดับตามประกาศกรมบังคับคดีเรื่องนโยบายการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ซึ่งเป็นประกาศฉบับใหม่ที่ประกาศใช้ขณะที่มีการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 และ 3 อีกด้วย จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 21) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2551 ภายหลังจากบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ มีผลใช้บังคับแล้ว คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของวรรคสี่แห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ซึ่งบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในกรณีนี้เป็นที่สุด ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นหรือคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มานั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ วรรคสองและวรรคสี่
ประกาศกรมบังคับคดีเรื่องนโยบายการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสุวรรณา เวชศรี
จำเลย — นายวิทยา ชงัดเวช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6471/2552
#503394
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาว่า ดอกเบี้ยจำนวน 81,250 บาท ที่โจทก์คิดไว้ล่วงหน้า เป็นดอกเบี้ยที่ชอบ ไม่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่โจทก์มิได้กล่าวมาในคำฟ้องหรือนำสืบให้เห็นถึงการคิดดอกเบี้ยล่วงหน้าดังกล่าวมาก่อน โดยโจทก์เบิกความเพียงว่าเงินดังกล่าวเป็นค่าเดินทางและค่าตอบแทนในการที่โจทก์เข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ฎีกาของโจทก์เป็นการฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

แม้โจทก์จะไม่นำสืบให้ได้ความชัดว่ามูลหนี้ตามเช็คพิพาทจำนวน 7 ฉบับ ประกอบไปด้วยเงินต้นและดอกเบี้ยซึ่งตกเป็นโมฆะอย่างละเท่าใดก็ตาม แต่เมื่อเป็นเรื่องของการกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์อันเนื่องมาจากเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการชำระเงิน ศาลก็ย่อมมีดุลพินิจที่จะกำหนดให้ตามที่เห็นสมควรโดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงในสำนวนประกอบพฤติการณ์แห่งคดีและทางได้เสียของคู่ความทุกฝ่าย เมื่อพิจารณาถึงจำนวนเงินต้นตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นที่มาของมูลหนี้ตามเช็ค จำนวนเงินในเช็คพิพาทจำนวน 7 ฉบับ และจำนวนเงินในเช็คที่เหลืออีก 8 ฉบับแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่าเงินจำนวน 881,250 บาท ตามที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงินนั้นแบ่งเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์คิดล่วงหน้าและเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจำนวน 81,250 บาท ซึ่งคิดเป็นต้นเงินจำนวน 800,000 บาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 90.78 ของจำนวนเงินที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงินจึงสามารถคำนวณต้นเงินของเช็คแต่ละฉบับไว้ว่าเป็นจำนวนเท่ากับร้อยละ 90.78 ของยอดเงินตามเช็คฉบับนั้นๆ ตามฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่เช็คพิพาทแต่ละฉบับถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 396,279.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 376,520 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่หนึ่งจำนวน 53,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 สิงหาคม 2542) ต้องไม่เกิน 4,084.74 บาท ให้ร่วมกันชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่สองจำนวน 56,250 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กันยายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 3,620.99 บาท ให้ร่วมกันชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่สามจำนวน 55,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 3,196.80 บาท ให้ร่วมกันชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่สี่จำนวน 53,750 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,788.15 บาท ให้ร่วมกันชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่ห้าจำนวน 52,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,395.21 บาท ให้ร่วมกันชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่หกจำนวน 51,250 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,017.89 บาท และให้ร่วมกันชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่เจ็ดจำนวน 50,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,656.19 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ภายในอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าเมื่อเดือนตุลาคม 2540 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 800,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินขึ้นโดยได้นำเอาดอกเบี้ยที่โจทก์คิดไว้ล่วงหน้าและเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจำนวน 81,250 บาท มารวมไว้ด้วย และจำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองจั่น ลงวันที่ล่วงหน้าจำนวน 15 ฉบับ มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาโจทก์นำเช็คที่ถึงกำหนดชำระไปเรียกเก็บเงิน แต่ถูกธนาคารตามเช็คทำสัญญาโจทก์นำเช็คที่ถึงกำหนดชำระไปเรียกเก็บเงิน แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้สั่งจ่าย และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้สลักหลังชำระเงินตามเช็ค แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงนำเช็คพิพาทจำนวน 7 ฉบับ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งมาฟ้องเป็นคดีนี้ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความ โดยเห็นว่าหนี้ตามเช็คมีดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายรวมอยู่ด้วย แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องแยกให้เห็นว่าส่วนไหนเป็นต้นเงินและส่วนไหนเป็นดอกเบี้ยจึงไม่สามารถพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดได้ถูกต้อง

ที่โจทก์ฎีกาว่า ดอกเบี้ยจำนวน 81,250 บาท เป็นดอกเบี้ยที่โจทก์คิดไว้ล่วงหน้าสำหรับการผ่อนชำระจำนวน 15 งวด มีผลทำให้ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยเป็นดอกเบี้ยที่ชอบ ไม่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดนั้น โจทก์มิได้กล่าวมาในคำฟ้องหรือนำสืบให้เห็นถึงการคิดดอกเบี้ยล่วงหน้าดังกล่าวมาก่อน โดยโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านเพียงว่าเงินดังกล่าวเป็นค่าเดินทางและค่าตอบแทนในการที่โจทก์เข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้จึงเป็นการฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่าการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ในอายุความโดยเห็นว่าหนี้ตามเช็คมีดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายรวมอยู่ด้วย แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องแยกให้เห็นว่าส่วนไหนเป็นต้นเงินและส่วนไหนเป็นดอกเบี้ยจึงไม่สามารถพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดได้ถูกต้องเป็นการชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอที่จะให้ศาลวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยทั้งสองโดยไม่ต้องให้โจทก์ไปฟ้องเป็นคดีใหม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่นำสืบให้ได้ความชัดว่ามูลหนี้ตามเช็คพิพาทประกอบไปด้วยเงินต้นและดอกเบี้ยซึ่งตกเป็นโมฆะอย่างละเท่าใดก็ตาม แต่เมื่อเป็นเรื่องของการกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์อันเนื่องมาจากเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการชำระเงิน ศาลก็ย่อมมีดุลพินิจที่จะกำหนดให้ตามที่เห็นสมควรโดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏในสำนวนประกอบพฤติการณ์แห่งคดีและทางได้เสียของคู่ความทุกฝ่าย สำหรับคดีนี้เมื่อพิจารณาถึงจำนวนเงินต้นตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นที่มาของมูลหนี้ตามเช็คจำนวนเงินในเช็คพิพาทจำนวน 7 ฉบับ และจำนวนเงินในเช็คที่เหลืออีก 8 ฉบับแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า เงินจำนวน 881,250 บาท ตามที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงินนั้นแบ่งเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์คิดล่วงหน้าและเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจำนวน 81,250 บาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 9.22 ของจำนวนเงินที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงิน และเป็นต้นเงินจำนวน 800,000 บาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 90.78 ของจำนวนเงินที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงินจึงสามารถคำนวณต้นเงินของเช็คแต่ละฉบับได้ว่าเป็นจำนวนเท่ากับร้อยละ 90.78 ของยอดเงินตามเช็คฉบับนั้นๆ เมื่อคำนวณจากจำนวนเงินตามเช็คทั้ง 7 ฉบับ ตามฟ้องแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระเงินสำหรับเช็คพิพาทฉบับแรกจำนวน 52,198.50 บาท ฉบับที่สองจำนวน 51,063.75 บาท ฉบับที่สาม จำนวน 49,929 บาท ฉบับที่สี่จำนวน 48,794.25 บาท ฉบับที่ห้าจำนวน 47,659.50 บาท ฉบับที่หกจำนวน 46,524.75 บาท และฉบับที่เจ็ดจำนวน 45,390 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 341,559.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่เช็คพิพาทแต่ละฉบับถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 341,559.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 52,198.50 บาท นับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2541 ของต้นเงินจำนวน 51,063.75 บาท นับแต่วันที่ 7 กันยายน 2541 ของต้นเงินจำนวน 49,929 บาท นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2541 ของต้นเงินจำนวน 48,794.25 บาท นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2541 ของต้นเงินจำนวน 47,659.50 บาท นับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2541 ของต้นเงินจำนวน 46,524.75 บาท นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2542 ของต้นเงินจำนวน 45,390 บาท นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอังคนา จินตนาวสันต์
จำเลย — นางวันเพ็ญ ทัพสวัสดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6468/2552
#503062
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามได้นำเงินไปฝากไว้กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งได้ร่วมกันรับฝากเงินจากโจทก์โดยได้ร่วมกันออกตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทให้แก่โจทก์เป็นที่เห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 ย่อมมีส่วนร่วมเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการฝากเงินของโจทก์โดยตรงด้วย แม้ตั๋วสัญญาใช้เงินจะออกในนามของจำเลยที่ 1 ก็ตาม ทั้งตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 นำตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทของตนมาใช้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทให้แก่โจทก์ก็เพื่อจำเลยที่ 2 จะได้มีส่วนได้รับประโยชน์จากเงินฝากของโจทก์ทั้งสาม นั่นเอง จำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 2 และยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตนออกเป็นตัวแทน แม้โจทก์จะมิได้กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับการเป็นตัวแทน โจทก์ก็นำสืบในเรื่องนี้ได้เพราะเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงในรายละเอียด เนื่องจากในการติดต่อฝากเงินและทำตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทกันซึ่งอาจทำได้โดยตนเองหรือมีตัวแทนไปติดต่อทำสัญญาแทนก็ได้ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามร่วมกันนำเงินไปฝากไว้กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวม 4 ครั้ง และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์ทั้งสาม 4 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 7,450,000 บาท เป็นของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 3 ฉบับ และโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จำนวน 1 ฉบับ เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งหมดถึงกำหนดชำระโจทก์ทั้งสามได้นำไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิเสธการจ่ายเงินทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 9,377,687 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 5,750,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,700,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 5,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,700,000 บาท นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2540 ของต้นเงินจำนวน 1,350,000 บาท นับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2540 ของต้นเงินจำนวน 2,700,000 บาท นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และให้ชำระเงินจำนวน 1,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 แต่ดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 4 ฉบับ รวมกันถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤษภาคม 2542) ต้องไม่เกิน 1,927,687 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 15,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจเงินทุน ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 โดยได้รับอนุญาตจากระทรวงการคลัง มีนายพงศ์ นายกิติกร และนายสมคิด เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาเห็นชอบให้รวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันใช้ชื่อว่า ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 3 กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุน 12 บริษัทซึ่งรวมทั้งบริษัทจำเลยที่ 2 อยู่ด้วยได้ดำเนินการควบรวมกิจการกันเสร็จแล้ว จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับโอนสิทธิหน้าที่และทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 โดยชอบ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้จำเลยที่ 3 เข้าใจว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับฝากเงินจากโจทก์ทั้งสามอย่างใดและร่วมกันออกตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ทั้งสามอย่างใด จำเลยที่ 3 ไม่อาจเข้าใจและต่อสู้คดีได้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันออกให้แก่โจทก์ทั้งสาม เนื่องจากโจทก์ทั้งสามนำเงินไปฝากจำเลยที่ 2 สภาพแห่งข้อหาคือตั๋วสัญญาใช้เงิน คำขอบังคับคือจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้อง ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันออกตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ทรงตั๋วและตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงินแล้วแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระ จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับโอนกิจการของจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิด โจทก์ได้บรรยายฟ้องในข้อที่กล่าวนี้ชัดแจ้งถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ ส่วนข้อที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาททั้งสี่ฉบับเป็นของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏข้อความใดบนตั๋วสัญญาใช้เงินแสดงว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 จะยกขึ้นปฏิเสธฟ้องโจทก์ ซึ่งหากจำเลยที่ 3 ยกขึ้นก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 3 จะต้องกล่าวโดยแจ้งชัดถึงข้อเท็จจริงที่ทำให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงิน หาใช่หน้าที่ของโจทก์จะต้องบรรยายฟ้องไว้ไม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 รับฝากเงินจากโจทก์ที่ 1 และลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาททั้งสี่ฉบับให้แก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่าคงมีเพียงตัวโจทก์ที่ 1 เบิกความว่าเป็นผู้นำเงินของโจทก์ไปฝากไว้กับนายสมคิดซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 และได้รับตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ซึ่งในช่องลายมือชื่อผู้รับมอบอำนาจมีลายมือชื่อนายพงษ์ เป็นภาษาจีนเท่านั้น มิได้มีพยานหลักฐานใดๆ มาสนับสนุนว่าโจทก์ที่ 1 ได้นำเงินของโจทก์ทั้งสามไปฝากไว้กับจำเลยที่ 2 จริง คำเบิกความยังขัดแย้งกับเอกสาร ทั้งโจทก์ที่ 1 เบิกความยอมรับว่านายพงษ์เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับฝากเงินจากโจทก์ทั้งสามจึงไม่ปรากกฎมีการลงรายการของตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาททั้งสี่ฉบับ และระบบเงินฝากของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.12 และ ล.13 จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 เบิกความยืนยันว่า พยานเป็นผู้นำเงินของพยานกับของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไปฝากไว้กับจำเลยที่ 2 โดยขณะที่นำเงินไปฝากนั้นนายพงษ์ และนายสมคิด กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทมอบให้พยานกับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ความข้อนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 มิได้รับฝากเงินจากโจทก์ทั้งสาม ตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทไม่ใช่ตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 2 ทั้งตราประทับก็ไม่ใช่ของจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสามไม่มีรายชื่ออยู่ในรายงานเจ้าหนี้ตั๋วเงินและสำเนารายงานการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย ล.12 และ ล.13 ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ทั้งสามเป็นลูกค้าและเคยติดต่อฝากเงินกับจำเลยที่ 2 โดยตลอดมา ย่อมมีความไว้วางใจในตัวนายพงษ์และนายสมคิดที่เป็นผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาททั้งสี่ฉบับ โดยเฉพาะนายพงศ์ก็ได้ลงลายมือชื่อเป็นภาษาจีนเหมือนเช่นกับที่ลงชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 2 เมื่อครั้งที่เคยออกให้แก่โจทก์ทั้งสามมาก่อนประกอบทั้งลักษณะตั๋วสัญญาใช้เงินก็มีรูปแบบสีสันตลอดจนชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คล้ายคลึงกัน ทั้งในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทแม้จะระบุชื่อจำเลยที่ 1 แต่การนัดใช้เงินตามตั๋วก็ยังระบุไว้ว่าชำระ ณ ที่ทำการของจำเลยที่ 2 เช่นนี้ ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปอาจเข้าใจว่าเป็นเอกสารของจำเลยที่ 2 ได้ เพราะเชื่อโดยสุจริตใจในตัวบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทว่าก็คือตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 2 นั่นเอง ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่านายพงษ์และนายสมคิดเป็นผู้รับมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ในการออกตั๋วพิพาท จำเลยที่ 3 ก็มิได้แสดงหลักฐานการมอบอำนาจให้ปรากฏเพื่อป้องปัดความรับผิดของตน ทั้งยังไม่ได้ยกข้อต่อสู้นี้ไว้ในคำให้การด้วย จึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนเอกสารหมาย ล.12 และ ล.13 ก็เป็นรายชื่อลูกค้าที่ฝากเงินกับจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทั้งสามโดยตรง ดังตัวอย่างเช่นตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย ล.5 ถึง ล.7 ที่จำเลยที่ 2 เคยออกให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่า โจทก์ทั้งสามฝากเงินกับจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ใช้แบบพิมพ์ตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 ออกให้โจทก์ทั้งสามแทนตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 2 ดังนั้น ย่อมไม่ปรากฏชื่อของโจทก์ทั้งสามอยู่ในรายงานเจ้าหนี้ตั๋วเงินและสำเนารายงานการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.12 และ ล.13 ส่วนลายมือชื่อผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาททั้งสี่ฉบับนั้น เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับลายมือชื่อผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารหมาย ล.5 ถึง ล.7 ซึ่งเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินที่แท้จริงของจำเลยที่ 2 แล้ว ก็ปรากฏว่าลายมือชื่อดังกล่าวมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก อีกทั้งนายสุนทร พยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความตอบคำถามค้านรับว่า ลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทเป็นลายมือชื่อของนายสมคิดซึ่งเหมือนกันกับลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย ล.7 พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับเจือสมกับพยานโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักกว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสามได้ฝากเงินไว้กับจำเลยที่ 2 จริง เมื่อโจทก์ที่ 1 นำเงินของโจทก์ที่ 1 และเงินของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไปฝากกับกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 แล้วกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทของจำเลยที่ 1 ทั้งสี่ฉบับให้แก่โจทก์ทั้งสามอันเป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับพิพาทโดยเชิดจำเลยที่ 1 ออกเป็นตัวแทนของตน เมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินตามตั๋วไม่ได้ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ออกตั๋วต้องรับผิดชำระเงินตามตั๋วแต่ละฉบับพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้ทรงนับแต่วันออกตั๋วเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินของจำเลยที่ 2 ตามประกาศกระทรวงการคลัง มีผลให้จำเลยที่ 3 ได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดของจำเลยที่ 2 อันได้รวมกิจการเข้าด้วยกัน จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกัน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการสุดท้ายมีว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการเชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนออกตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาททั้งสี่ฉบับ เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามมิได้บรรยายถึงเรื่องตัวแทนเชิด ทางนำสืบของโจทก์ก็มิได้กล่าวถึงเรื่องตัวแทนเชิดแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามได้นำเงินไปฝากไว้กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งได้ร่วมกันรับฝากเงินจากโจทก์โดยได้ร่วมกันออกตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทให้แก่โจทก์ เป็นที่เห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 ย่อมมีส่วนร่วมเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการฝากเงินของโจทก์โดยตรงด้วย แม้ตั๋วสัญญาใช้เงินจะออกในนามของจำเลยที่ 1 ก็ตาม ทั้งตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 นำตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทของตนมาใช้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทให้แก่โจทก์ก็เพื่อจำเลยที่ 2 จะได้มีส่วนได้รับประโยชน์จากเงินฝากของโจทก์ทั้งสามนั่นเอง จำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 2 และยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตนออกเป็นตัวแทนแม้โจทก์จะมิได้กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนโจทก์ก็นำสืบในเรื่องนี้ได้เพราะเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงในรายละเอียดเนื่องจากในการติดต่อฝากเงินและทำตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทกันซึ่งอาจทำได้โดยตนเองหรือมีตัวแทนไปติดต่อทำสัญญาแทนก็ได้ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความ 20,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสนั่น ศักดิ์เสรี กับพวก
จำเลย — บริษัทมหาทุนเคหะ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6465/2552
#504762
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบริษัทจำกัดที่ประกอบกิจการให้เช่าซื้อทรัพย์สินและให้กู้เงิน เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นสถาบันการเงินตามกฎหมาย การเรียกดอกเบี้ยเงินกู้ของโจทก์จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน และค่าธรรมเนียมที่โจทก์หักไว้ล่วงหน้าซึ่งคิดแล้วเกินอัตรร้อยละ 15 ต่อปี จึงฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายและตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวรวมทั้งค่าธรรมเนียมจากจำเลยทั้งสองได้ ต้องนำดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่โจทก์เรียกเก็บล่วงหน้าไปแล้วทั้งหมดหักออกจากเงินต้นตามสัญญากู้

ส่วนดอกเบี้ยซึ่งกำหนดตามสัญญาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่โจทก์คิดจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน หรือร้อยละ 30 ต่อปี ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดให้เรียกดอกเบี้ยได้ ตกเป็นโมฆะ โจทก์จะกลับมาใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามกำหนดในสัญญาอีกไม่ได้ คงเรียกได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 3 พฤษภาคม 2550 อันเป็นวันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 673,156.25 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 450,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลบางส่วน ชำระค่าขึ้นศาล 5,000 บาท

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 82,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 ธันวาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ และได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลบางส่วน ชำระค่าขึ้นศาล 3,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ก่อนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ตามสัญญากู้เงิน หรือไม่ โจทก์มีนางสำรวยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งเป็นผู้พิมพ์สัญญาดังกล่าวเบิกความเป็นพยานว่า ในวันทำสัญญากู้เงิน จำเลยทั้งสองอยู่ด้วยในขณะที่พยานพิมพ์สัญญา โดยจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวในช่องผู้กู้ และจำเลยที่ 1 ออกเช็คจำนวน 12 ฉบับ สั่งจ่ายเงินฉบับละ 25,000 บาท จำนวน 11 ฉบับ และฉบับที่ 12 สั่งจ่ายเงินจำนวน 225,000 บาท เพื่อชำระเงินต้น ส่วนจำเลยที่ 2 มอบโฉนดที่ดินให้โจทก์ยึดถือไว้ ซึ่งจำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำสัญญากู้ดังกล่าว แต่โจทก์นำสัญญากู้ฉบับก่อนซึ่งจำเลยทั้งสองทำสัญญาแก่โจทก์และชำระหนี้หมดสิ้นแล้วมาประกอบเป็นสัญญา โดยนำเอกสารสัญญากู้แผ่นที่ 2 ซึ่งมีลายมือชื่อของคู่สัญญาในสัญญาฉบับก่อนมาประกอบกับเอกสารแผ่นที่ 1 ที่ทำขึ้นใหม่ ระบุจำนวนเงินกู้ 500,000 บาท เพื่อให้เห็นว่ามีการกู้ยืมเงินจำนวน 500,000 บาท เห็นว่า โจทก์มีนางสำรวยพยานผู้รู้เห็นในขณะทำสัญญามาเบิกความประกอบเอกสารสัญญากู้เงิน โดยมีหลักฐานการรับเงิน ซึ่งมีรายการการรับจ่ายเงินระบุยอดเงินกู้จำนวน 500,000 บาท ค่าธรรมเนียมร้อยละ 1 ของเงินกู้ดังกล่าวเป็นเงิน 5,000 บาท ค่าดอกเบี้ยเดือนแรกในอัตราร้อยละ 2.5 ของเงินกู้ดังกล่าวเป็นเงิน 12,500 บาท จำนวนเงินจ่ายงวดแรกวันที่ 30 เมษายน 2539 จำนวน 300,000 บาท และเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับไปจำนวน 182,500 บาท รวมเป็นเงิน 500,000 บาท สอดคล้องกับสัญญากู้เงิน โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเงิน เชื่อว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้เงินกับโจทก์จริงดังที่โจทก์นำสืบ ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมคบกันปลอมเอกสารโดยนำเอกสารสัญญากู้เงินฉบับก่อนในส่วนของแผ่นที่ 2 ที่มีลายมือชื่อคู่สัญญามาประกอบกับสัญญาแผ่นที่ 1 ซึ่งทำปลอมขึ้นใหม่ระบุจำนวนเงินกู้ 500,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย นั้น เห็นว่า สัญญากู้ฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2538 เป็นแบบพิมพ์สัญญากู้ที่มีจำหน่ายทั่วไปซึ่งใช้ชื่อว่า หนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ ข้อสัญญาระบุว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้กู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 350,000 บาท และจำเลยที่ 2 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 17113 พร้อมตึกแถว 2 ชั้น วางเป็นประกันการกู้ยืมดังกล่าว มีลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองในช่องผู้กู้ สำหรับจำนวนเงินกู้โจทก์นำสืบว่า ในวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองกู้เงินจากโจทก์จำนวน 200,000 บาท แต่ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2538 จำเลยทั้งสองขอกู้เพิ่มอีก 150,000 บาท จึงทำสัญญากู้เงินกันใหม่แต่ลงวันที่ในสัญญาวันที่ 8 ธันวาคม 2538 ตามเดิม ส่วนสัญญากู้ฉบับเดิมยกเลิกไป ซึ่งจำนวนเงินกู้ตามข้อนำสืบดังกล่าวสอดคล้องกับรายการจ่ายเงินในสมุดจ่ายเงินที่จ่ายเงินกู้ในวันที่ 8 และ 20 ธันวาคม 2538 จำนวน 200,000 บาท และ 150,000 บาท ตามลำดับ ข้อนำสืบของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อ ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธว่า ลายมือชื่อผู้กู้ในสัญญากู้เงินไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้เงินกับโจทก์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2538 จำนวนเงินที่กู้เพียง 150,000 บาท สัญญาดังกล่าวมี 2 แผ่น เช่นเดียวกับสัญญากู้เงิน และโจทก์กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันนำแผ่นที่ 2 ของสัญญาฉบับดังกล่าวมาประกอบเป็นสัญญากู้เงิน แต่จำเลยที่ 2 ไม่มีสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 7 ธันวาคม 2538 มาแสดงตามที่อ้าง ซึ่งผิดปกติของการทำสัญญาที่คู่สัญญาน่าจะต้องเก็บคู่ฉบับของสัญญาไว้เป็นหลักฐาน ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวขาดพยานหลักฐานสนับสนุนไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จึงรับฟังไม่ได้ว่ามีสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 7 ธันวาคม 2538 ดังที่จำเลยที่ 2 อ้าง คดีรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ตามสัญญากู้เงินจริง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนางสาวสมนึกหัวหน้าแผนกการเงินของบริษัทโจทก์ว่าสัญญากู้เงินซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2538 แต่ลงวันทำสัญญาย้อนหลังเป็นวันที่ 8 ธันวาคม 2538 นั้น เงินกู้จำนวน 350,000 บาท ที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวเป็นยอดเงินที่มาจากการกู้รวม 2 ครั้ง โดยครั้งแรกกู้จำนวน 200,000 บาท จำเลยทั้งสองได้รับเงินจากโจทก์ 195,000 บาท เนื่องจากโจทก์หักดอกเบี้ยเดือนแรกอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน ไว้เป็นเงิน 5,000 บาท ครั้งที่สองกู้จำนวน 150,000 บาท จำเลยทั้งสองได้รับเงิน 146,250 บาท เพราะโจทก์หักดอกเบี้ยเดือนแรกอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือนไว้เป็นเงิน 3,750 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 จำเลยทั้งสองกู้เพิ่มอีกจำนวน 150,000 บาท จึงทำสัญญากู้เงินฉบับใหม่ระบุยอดเงินกู้รวมกับเงินกู้ครั้งก่อนเป็นเงินจำนวน 500,000 บาท ตามสัญญากู้เงิน และโจทก์ออกใบเสร็จรับเงินชั่วคราวจำนวน 350,000 บาท เพื่อแสดงว่าโจทก์รับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับเดิมเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งการกู้เพิ่มครั้งหลังสุดจำนวน 150,000 บาท นั้นโจทก์หักค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 1 ของต้นเงิน 500,000 บาท ไว้เป็นเงิน 5,000 บาท และหักดอกเบี้ยเดือนแรกอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน คิดจากต้นเงิน 500,000 บาท ไว้เป็นเงิน 12,500 บาท จำเลยทั้งสองได้รับเงินจากโจทก์ไปเพียง 132,500 บาท ส่วนที่ระบุไว้ในใบสำคัญจ่ายฉบับนี้ว่า งวดแรกจ่าย 300,000 บาท และจ่ายเงินที่ค้างจ่าย 182,500 บาท อีกรายการหนึ่งนั้น นางสาวสมนึกเบิกความว่า เป็นเพียงการลงรายการในทางบัญชีของโจทก์เท่านั้น นายปรีชาพนักงานบัญชีของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 2 นำสืบเป็นพยานก็เบิกความทำนองเดียวกันว่า ในวันดังกล่าวจำเลยได้รับเงินกู้ไปเพียงครั้งเดียว เห็นว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดที่ประกอบกิจการให้เช่าซื้อทรัพย์สินและให้กู้เงิน เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นสถาบันการเงินตามกฎหมาย การเรียกดอกเบี้ยเงินกู้ของโจทก์จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน และค่าธรรมเนียมที่โจทก์หักไว้ล่วงหน้าซึ่งคิดแล้วเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวและตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวรวมทั้งค่าธรรมเนียมจากจำเลยทั้งสองได้ ต้องนำดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่โจทก์เรียกเก็บล่วงหน้าไปแล้วทั้งหมดหักออกจากเงินต้นตามสัญญากู้ นอกจากนี้ได้ความจากนางสาวสมนึกพยานโจทก์ว่า หลังจากทำสัญญากู้เงิน จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วยเช็คและเงินสดหลายครั้งรวมเป็นเงิน 56,875 บาท ซึ่งต้องนำไปหักออกจากเงินต้นด้วยโดยนัยเดียวกัน จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับหนี้เงินต้นเพียง 416,875 บาท เมื่อได้ความว่าต่อมาโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 1 ออกเพื่อชำระเงินต้นได้แล้ว 2 ฉบับ เป็นเงิน 50,000 บาท จึงคงเหลือหนี้เงินต้นที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระแก่โจทก์จำนวน 366,875 บาท ส่วนดอกเบี้ยซึ่งกำหนดตามสัญญาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่โจทก์คิดจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน หรือร้อยละ 30 ต่อปี ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดให้เรียกดอกเบี้ยได้ ตกเป็นโมฆะ โจทก์จะกลับมาใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่กำหนดในสัญญาอีกไม่ได้ คงเรียกได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 3 พฤษภาคม 2540 อันเป็นวันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในเรื่องข้อบกพร่องของสัญญากู้เงิน ที่ไม่มีลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองที่แผ่นที่ 1 หัวกระดาษของสัญญาแต่ละแผ่นรหัสไปรษณีย์แตกต่างกัน เนื้อกระดาษแตกต่างกัน ชื่อผู้กู้ที่ระบุในการ์ดลูกหนี้ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้โดยไม่มีชื่อจำเลยที่ 2 และในเรื่องข้อพิรุธของพยานโจทก์ปากนางสำรวยผู้พิมพ์สัญญากู้เงิน ที่เห็นนางสุวรรณา กรรมการบริษัทโจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินและรับมอบโฉนดที่ดินที่วางเป็นประกัน นั้น ล้วนแต่เป็นข้อปลีกย่อยที่ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า สัญญากู้เงิน แผ่นที่ 1 มีข้อความที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมระบุจำนวนเงินและการคิดดอกเบี้ยซึ่งจำเป็นต้องระบุเป็นหลักฐานไม่มีลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองกำกับในสัญญาแผ่นดังกล่าว จึงเป็นสัญญาที่ไม่สมบูรณ์ไม่อาจรับฟังให้จำเลยทั้งสองรับผิดและไม่อาจใช้สัญญาดังกล่าวเป็นหลักฐานฟ้องร้องบังคับคดีได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้เงินแก่โจทก์ตาม จริง สัญญาดังกล่าวย่อมใช้ฟ้องร้องบังคับคดีได้ สัญญากู้เงินทั้งสองแผ่นเป็นเอกสารที่รับฟังประกอบกัน แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญาแผ่นที่ 1 ก็มิได้ทำให้สัญญาแผ่นดังกล่าวไม่สมบูรณ์ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 82,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องนั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกามีทุนทรัพย์ 82,500 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 2,062.50 บาท ค่าขึ้นศาลอนาคตอีก 100 บาท รวมเป็นเงิน 2,162.50 บาท แต่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ดำเนินคดีในชั้นฎีกาอย่างคนอนาถาโดยยกเว้นค่าขึ้นศาลบางส่วนให้ชำระ 3,000 บาท ซึ่งเกินกว่าค่าขึ้นศาลที่จำเลยที่ 2 ต้องชำระ 837.50 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 366,875 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 837.50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 654
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมีนามาร์เก็ตติ้ง จำกัด
นางรัศมี กิติรัตนสัมพันธ์
จำเลย — หรือเสนาแพทย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6450/2552
#496021
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ ช. เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนเพราะลายมือชื่อของ จ. และ ศ. ผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม เท่ากับจำเลยโต้แย้งคัดค้านว่าหนังสือมอบอำนาจไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 125 วรรคหนึ่ง เมื่อต้นฉบับเอกสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของโจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำต้นฉบับเอกสารมาแสดงต่อศาลในวันสืบพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 122 แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์กลับนำสืบว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้ ช. เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 3 ซึ่งเป็นหนังสือมอบอำนาจคนละฉบับกับหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 โดยหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2538 มี จ. และ ศ. เป็นผู้ลงนามในฐานะกรรมการของโจทก์ แต่หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2536 มี จ. และ ป. เป็นผู้ลงนามในฐานะกรรมการของโจทก์ จึงมิใช่เอกสารฉบับเดียวกัน เมื่อโจทก์ไม่มีต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 มาแสดง โดยไม่ปรากฏว่าต้นฉบับเอกสารหาไม่ได้ เพราะสูญหายหรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัยหรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น จึงรับฟังข้อความตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) ฟ้องของโจทก์จึงถือว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณามาแต่แรก ถึงแม้จะฟังว่ากรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้ ช. เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 3 ตามข้ออ้างของโจทก์ก็ตาม แต่เป็นหนังสือมอบอำนาจคนละฉบับกับที่โจทก์ใช้ยื่นฟ้องคดีนี้ และมิได้ส่งสำเนาให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ร่วมกันชำระเงิน 10,404,650.19 บาท ให้แก่โจทก์ เฉพาะจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชำระเงินจำนวน 3,491,250 บาท ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 11,058,143.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 4 เนื่องจากจำเลยที่ 4 ถึงแก่กรรมก่อนฟ้องคดี

จำเลยที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีซ้ำกับคดีที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีมูลหนี้และยอดเงินเดียวกับคดีนี้และอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในศาล ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม มิได้บรรยายให้เห็นว่าบริษัทรวมไทยพัฒนา จำกัด เบิกเงินเกินบัญชีและชำระหนี้กับโจทก์เท่าใด ในอัตราดอกเบี้ยใด และถูกต้องตามสัญญาหรือไม่ และจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าถูกฟ้องในฐานะผู้ค้ำประกันหรือผู้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 14 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายชานนท์ เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนหรือไม่ เห็นว่า ในประเด็นนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายชานนท์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนเพราะลายมือชื่อของนายจุลกรและนายศักดิ์ ผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 เป็นลายมือชื่อปลอม เท่ากับจำเลยโต้แย้งคัดค้านว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 วรรคหนึ่ง เมื่อต้นฉบับเอกสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของโจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำต้นฉบับเอกสารมาแสดงต่อศาลในวันสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 122 แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์กลับนำสืบว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายชานนท์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งเป็นหนังสือมอบอำนาจคนละฉบับกับหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 โดยหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2538 มีนายจุลกรและนายศักดิ์ เป็นผู้ลงนามในฐานะกรรมการของโจทก์ แต่หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2536 มีนายจุลกรและนายประเสริฐ เป็นผู้ลงนามในฐานะกรรมการของโจทก์ จึงมิใช่เอกสารฉบับเดียวกัน เมื่อโจทก์ไม่มีต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 มาแสดง โดยไม่ปรากฏว่าต้นฉบับเอกสารหาไม่ได้ เพราะสูญหายหรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัยหรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น จึงรับฟังข้อความตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ไม่ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายชานนท์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน ฟ้องของโจทก์ถือว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณามาแต่แรก ถึงแม้จะฟังว่ากรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้นายชานนท์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ตามข้ออ้างของโจทก์ก็ตาม แต่เป็นหนังสือมอบอำนาจคนละฉบับกับที่โจทก์ใช้ยื่นฟ้องคดีนี้ และมิได้ส่งสำเนาให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 93 (2) ม. 122 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางวนิดา ตั้งกิจจารักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชัยพัฒน์ ชินวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยเจริญ ดุษฎีพร
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6446/2552
#504758
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ไปเพียง 15,000 บาท แต่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน โดยระบุจำนวนเงินกู้ไว้ 40,000 บาท เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ก็จะดำเนินการฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินจำนวน 40,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในสัญญา การนำสืบของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวเป็นการนำสืบถึงความไม่บริบูรณ์ของสัญญากู้ยืมเงิน ทั้งนี้เพราะสัญญากู้ยืมเงินเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองจะบริบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 650 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 3 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินเต็มตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องจึงไม่ใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อความในเอกสารสัญญากู้ยืมเงินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) แต่เป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย จำเลยที่ 3 ย่อมนำสืบได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 3 นำสืบดังกล่าวเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 และเชื่อว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 40,000 บาท จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้นำพยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 มาวินิจฉัยเพื่อชั่งน้ำหนักกับพยานหลักฐานของโจทก์ว่าข้อเท็จจริงเชื่อฟังเป็นยุติอย่างไร ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ใช้อำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ เป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 104

ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้น จะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาปัญหาข้ออื่นโดยขอถือเอาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 เป็นส่วนหนึ่งของฎีกาด้วยนั้น ข้อฎีกาดังกล่าวมิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 9 กรกฎาคม 2542) ต้องไม่เกินจำนวน 2,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวนหนึ่ง โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันให้แก่โจทก์ไว้โดยหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันระบุว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 40,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินระบุว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 40,000 บาท จำเลยที่ 3 นำพยานบุคคลเข้าสืบหักล้างว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ไปเพียง 15,000 บาท เป็นการนำสืบเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อความในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ไปเพียง 15,000 บาท แต่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโดยระบุจำนวนเงินกู้ไว้ 40,000 บาท เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ก็จะดำเนินการฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินจำนวน 40,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในสัญญา การนำสืบของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวเป็นการนำสืบถึงความไม่บริบูรณ์ของสัญญากู้ยืมเงิน ทั้งนี้เพราะสัญญากู้ยืมเงินเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองจะบริบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 3 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินเต็มตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้อง จึงไม่ใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญากู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) แต่เป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย จำเลยที่ 3 ย่อมนำสืบได้ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังขึ้นดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์เพียง 15,000 บาท แต่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินไว้จำนวน 40,000 บาท เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 และเชื่อว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 40,000 บาท นั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้นำพยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 มาวินิจฉัย เพื่อชั่งน้ำหนักกับพยานหลักฐานของโจทก์ว่าข้อเท็จจริงเชื่อฟังเป็นยุติอย่างไร ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ใช้อำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ เป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 และศาลอุทธรณ์ก็ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวเช่นกัน แม้ผลแห่งการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการอุทธรณ์หรือฎีกาของคู่ความแล้วแต่กรณีได้ แต่เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษาคดีและสำนวนได้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาในประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวนเท่าใดเสียให้เสร็จสิ้นโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า นอกจากโจทก์จะมีนายวีรยุทธเป็นพยานเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวน 40,000 บาท แล้ว โจทก์ยังมีหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนขึ้นเอง ระบุจำนวนเงินที่กู้ยืมไว้ 40,000 บาท และมีสำเนาเช็คซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นเช็คที่สั่งจ่ายเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นพยานเอกสารประกอบอีกด้วย ซึ่งเช็คฉบับดังกล่าวลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 สั่งจ่ายเงินจำนวน 40,000 บาท ซึ่งเป็นวันเดือนปีและจำนวนเงินตรงกับที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน นอกจากนี้ เช็คฉบับดังกล่าวยังระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงิน ซึ่งก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อไว้ที่ด้านหลังเช็คและมีการนำเช็คฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คในบัญชีของโจทก์แล้วตามสำเนาใบแจ้งยอดบัญชีกระแสรายวัน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงสอดคล้องต้องกันมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ส่วนพยานจำเลยที่ 3 คงมีแต่ตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกัน กับนายอารีสายสามีของจำเลยที่ 1 ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีเบิกความลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนให้รับฟังได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่จำเลยที่ 3 นำสืบ และที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่าโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อที่ด้านหลังเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วนำไปให้พนักงานของโจทก์ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารโดยมิได้มอบเช็คดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น ก็ไม่น่าเชื่อถือเพราะเช็คฉบับดังกล่าวเป็นเช็คระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงิน หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปแสดงตนและลงลายมือชื่อที่ด้านหลังเช็คต่อหน้าพนักงานธนาคาร พนักงานธนาคารไม่น่าจะจ่ายเงินตามเช็คให้แก่พนักงานของโจทก์โดยที่จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ไปติดต่อด้วยตนเองเพราะเป็นการเสี่ยงต่อความรับผิดชอบเนื่องจากพนักงานของโจทก์มิใช่ผู้ทรงเช็คนอกเสียจากพนักงานธนาคารจะสมยอมกับพนักงานของโจทก์ให้กระทำเช่นนั้น แต่จำเลยที่ 3 ก็มิได้นำสืบให้ได้ความเช่นนั้น พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย คดีรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ไปจำนวน 40,000 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ส่วนข้อที่จำเลยที่ 3 ฎีกาปัญหาข้ออื่นโดยขอถือเอาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 เป็นส่วนหนึ่งของฎีกาด้วยนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้น จะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ข้อฎีกาของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวมิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับผิดชำระเงินแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 650 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 104 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพบูลย์ เอี่ยมสวัสดิ
จำเลย — นางกนกพร เสภู่ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
พรเพชร วิชิตชลชัย
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6377/2552
#502410
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 ชั้น ไม่มีเลขที่ 1 หลัง ขนาดประมาณ 8.08 เมตร x 10.00 เมตร สูง 10.07 เมตร มีพื้นที่ 251 ตารางเมตร ตั้งอยู่ที่ซอยซานเมืองแยก 7 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 29634 จากเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อพักอยู่อาศัย เมื่อระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2549 จำเลยจัดให้มีการก่อสร้างอาคารไม่มีเลขที่ตั้งอยู่ที่ซอยซานเมืองแยก 7 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ตามที่ได้รับใบอนุญาตดังกล่าว เป็น 4 ชั้น ขนาดกว้าง 8.08 เมตร ยาว 10.00 สูง 10.17 เมตร เพื่อพาณิชยกรรม อันเป็นการก่อสร้างผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการที่ได้รับอนุญาต มิใช่เป็นการซ่อมแซมหรือดัดแปลงที่กำหนดในกฎกระทรวง และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ฟ้องโจทก์ได้บรรยายชัดแจ้งว่าจำเลยเจตนาก่อสร้างอาคารเพื่อพาณิชย์กรรมผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการที่ได้รับอนุญาต มิใช่เป็นการซ่อมแซมหรือดัดแปลงที่กำหนดในกฎกระทรวง และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยก่อสร้างผิดแบบโดยขออนุญาตก่อสร้างเพื่อพักอยู่อาศัย แต่มาปรับเพื่อพาณิชยกรรม หรือจำเลยมีเจตนาหรือจงใจที่จะก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารที่ก่อสร้างเพื่อพาณิชยกรรม ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยในความผิดกระทงที่สี่ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร จำคุก 2 เดือน และปรับ 50,000 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2549 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายการที่ศาลชั้นต้นลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้วคงลงโทษปรับ 25,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องลงโทษจำคุก 1 เดือน ด้วย เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้วางโทษจำเลยเป็นสองเท่าของโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้สำหรับความผิดของจำเลยตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 70 ย่อมถือได้ว่าโจทก์อุทธรณ์ในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษแก่จำเลยแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ระวางโทษจำคุกจำเลยในกระทงที่สี่เป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น และเมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งแล้วคงลงโทษจำคุก 2 เดือนจึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานก่อสร้างอาคารผิดแบบที่ได้รับอนุญาตระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2549 ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารผิดแบบระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 และฐานฝ่าฝืนคำสั่งห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคารระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องมาเช่นนี้ แสดงว่าหลังจากวันที่ 29 มีนาคม 2549 และวันที่ 9 ตุลาคม 2549 ตามลำดับ จำเลยมิได้กระทำการอันเป็นความผิดนั้นๆ แล้ว การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับรายวันหลังจากวันดังกล่าวจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 ชั้น ไม่มีเลขที่ 1 หลัง ขนาดประมาณ 8.08 เมตร x 10.00 เมตร สูง 10.07 เมตร มีพื้นที่ 251 ตารางเมตร ตั้งอยู่ที่ซอยชานเมืองแยก 7 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 29634 จากเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อพักอยู่อาศัย ตามใบอนุญาตเลขที่ ขดด.133/2548 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2548 เมื่อระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2549 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยจัดให้มีการก่อสร้างอาคารไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่ที่ซอยชานเมืองแยก 7 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ตามที่ได้รับใบอนุญาตดังกล่าว เป็น 4 ชั้น ขนาดกว้าง 8.08 เมตร ยาว 10.00 เมตร สูง 10.70 เมตร เพื่อพาณิชยกรรม ให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการที่ได้รับอนุญาต โดยมิใช่เป็นการซ่อมแซมหรือดัดแปลงที่กำหนดในกฎกระทรวง และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549 เจ้าพนักงานท้องถิ่น สำนักงานเขตดินแดง มีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้าย อาคารดังกล่าว ตามคำสั่งเลขที่ กท 7603/1299 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549 โดยจัดส่งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยทราบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับซึ่งจำเลยได้รับเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2549 และปิดคำสั่งไว้ในที่เปิดเผย ณ อาคารที่กำลังก่อสร้างดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งเมื่อพ้นกำหนด 3 วัน นับแต่วันที่ปิดประกาศ คือตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 เมื่อระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับ ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารดังกล่าวเข้าไปก่อสร้างอาคารชั้นที่ 4 ผิดแบบแปลนจนแล้วเสร็จ โดยมิได้อยู่ในระหว่างการอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549 เจ้าพนักงานท้องถิ่นออกคำสั่งห้ามจำเลยและบุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคารที่ก่อสร้างผิดแบบดังกล่าวจนกว่าจะได้จัดการแก้ไขให้ถูกต้องตามที่ได้รับอนุญาตหรือตามที่ได้แจ้งไว้ต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น โดยแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับซึ่งจำเลยได้รับเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2545 และปิดคำสั่งและเครื่องหมายห้ามใช้อาคารไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งเมื่อพ้นกำหนด 3 วัน นับแต่วันที่ปิดประกาศคือตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 เมื่อระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวเข้าดำเนินการก่อสร้างอาคารผิดแบบแปลนจนแล้วเสร็จ โดยมิได้อยู่ในระหว่างการอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549 เจ้าพนักงานท้องถิ่นออกคำสั่งให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงอาคารที่ก่อสร้างผิดเงื่อนไขและผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการที่ได้รับอนุญาตให้ถูกต้องภายใน 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้ทราบคำสั่งดังกล่าว โดยแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับซึ่งจำเลยได้รับเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2549 และปิดคำสั่งไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องให้ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 เจ้าพนักงานท้องถิ่นออกคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่ก่อสร้างผิดแบบที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นทั้งหมดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งโดยแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับซึ่งจำเลยได้รับเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2549 และปิดคำสั่งไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2549 ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งเมื่อพ้นกำหนด 3 วัน นับแต่วันที่ปิดประกาศ คือตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2549 ครบกำหนดรื้อถอนในวันที่ 9 กรกฎาคม 2549 เมื่อระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม 2549 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งไม่รื้อถอนอาคารส่วนที่ก่อสร้างผิดแบบ โดยมิได้อยู่ในระหว่างการอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น เหตุเกิดที่แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุทเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 31, 40, 42, 65, 66 ทวิ, 67, 70 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยเป็นรายวันฐานก่อสร้างอาคารผิดแบบที่ได้รับอนุญาตตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารผิดแบบตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ฐานฝ่าผืนคำสั่งห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคารตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 และฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคารตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2549 จนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31, 40 (1) และ (2), 42, 65, 66 ทวิ, 67 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานก่อสร้างอาคารผิดแบบที่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 40,000 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2549 และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารผิดแบบ จำคุก 2 เดือน และปรับ 50,000 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายฐานฝ่าฝืนคำสั่งห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคาร จำคุก 2 เดือน และปรับ 50,000 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคารจำคุก 2 เดือน และปรับ 50,000 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคารจำคุก 2 เดือน และปรับ 50,000 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2549 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งทุกกระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงแรก 1 เดือน และปรับ 20,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท กระทงที่สองจำคุก 1 เดือน และปรับ 25,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท กระทงที่สามจำคุก 1 เดือน และปรับ 25,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท กระทงที่สี่ปรับ 25,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท โทษปรับรายวันให้เป็นไปตามเดิมโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดเพิ่มตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 อีก 1 มาตรา คือมาตรา 70 ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษแต่ละกรรมเป็นกระทงความผิดตามที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษา เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสี่กระทงรวม 8 เดือน และรวมปรับเพิ่มอีกจำนวน 299,800 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาประการแรกว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยก่อสร้างอาคารผิดแบบเพราะจำเลยขออนุญาตก่อสร้างเพื่อพักอยู่อาศัยแต่มาปรับเพื่อพาณิชยกรรมใช้เป็นห้องเช่าฟ้องโจทก์จึงไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยก่อสร้างอาคารโดยมีเจตนาหรือจงใจที่จะก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารที่ก่อสร้างเพื่อพาณิชยกรรมตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 ประกอบมาตรา 70 ถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวจึงไม่อาจลงโทษจำเลยเป็นสองเท่าตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 ชั้น ไม่มีเลขที่ 1 หลัง ขนาดประมาณ 8.08 เมตร x 10.00 เมตร สูง 10.07 เมตร มีพื้นที่ 251 ตารางเมตร ตั้งอยู่ที่ซอยชานเมืองแยก 7 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 29634 จากเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อพักอยู่อาศัย เมื่อระหว่างระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2549 จำเลยจัดให้มีการก่อสร้างอาคารไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่ที่ซอยชานเมืองแยก 7 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ตามที่ได้รับใบอนุญาตดังกล่าว เป็น 4 ชั้น ขนาดกว้าง 8.08 เมตร ยาว 10.00 สูง 10.17 เมตร เพื่อพาณิชยกรรม อันเป็นการก่อสร้างผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการที่ได้รับอนุญาต มิใช่เป็นการซ่อมแซมหรือดัดแปลงที่กำหนดในกฎกระทรวง และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ฟ้องโจทก์ได้บรรยายชัดแจ้งว่าจำเลยเจตนาก่อสร้างอาคารเพื่อพาณิชย์กรรมผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลนและรายการที่ได้รับอนุญาต มิใช่เป็นการซ่อมแซมหรือดัดแปลงที่กำหนดในกฎหมายกระทรวง และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยก่อสร้างผิดแบบโดยขออนุญาตก่อสร้างเพื่อพักอยู่อาศัย แต่มาปรับเพื่อพาณิชยกรรม หรือจำเลยมีเจตนาหรือจงใจที่จะก่อสร้างดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารที่ก่อสร้างเพื่อพาณิชยกรรมดังที่จำเลยฎีกา ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เมื่อโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 70 และจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ย่อมระวางโทษจำเลยเป็นสองเท่าตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยข้อที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยมารับฟังลงโทษจำเลยเป็นการไม่ชอบ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำเลยในการกระทำความผิดกระทงที่สี่โดยจำคุกเพิ่มขึ้นอีก 1 เดือน เป็นการวินิจฉัยในข้อที่โจทก์มิได้ว่ากล่าวมาในอุทธรณ์และเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยในความผิดกระทงที่สี่ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร จำคุก 2 เดือน และปรับ 50,000 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2549 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้วคงลงโทษปรับ 25,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องลงโทษจำคุก 1 เดือน ด้วย เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้วางโทษจำเลยเป็นสองเท่าของโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้สำหรับความผิดของจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 70 ย่อมถือได้ว่าโจทก์อุทธรณ์ในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษแก่จำเลยแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ระวางโทษจำคุกจำเลยในกระทงที่สี่เป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น และเมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งแล้วคงลงโทษจำคุก 2 เดือน จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เช่นกัน

อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานก่อสร้างอาคารผิดแบบที่ได้รับอนุญาตระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2549 ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารผิดแบบระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 และฐานฝ่าฝืนคำสั่งห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคารระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องมาเช่นนี้ แสดงว่าหลังจากวันที่ 29 มีนาคม 2549 และวันที่ 9 ตุลาคม 2549 ตามลำดับ จำเลยมิได้กระทำการอันเป็นความผิดนั้นๆ แล้ว การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับรายวัน หลังจากวันดังกล่าวจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ปัญหานี้แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาโดยตรง แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาแก้โทษจำเลยให้ตรงกับฟ้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับรายวันหลังจากวันที่ 29 มีนาคม 2549 สำหรับความผิดฐานก่อสร้างอาคารผิดแบบที่ได้รับอนุญาตและหลังจากวันที่ 9 ตุลาคม 2549 สำหรับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารผิดแบบและฐานฝ่าฝืนคำสั่งห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคาร นอกจากนี้แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192 ม. 212
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายกิตติพันธุ์ คุณานันทกิจ
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6377/2552
#504757
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยในความผิดกระทงที่สี่ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคารจำคุก 2 เดือน และปรับ 50,000 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2549 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้วคงลงโทษปรับ 25,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องลงโทษจำคุก 1 เดือนด้วยเมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้วางโทษจำเลยเป็นสองเท่าของโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้สำหรับความผิดของจำเลยตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ มาตรา 70 ย่อมถือได้ว่า โจทก์อุทธรณ์ในทำนองขอให้เพิ่มโทษแก่จำเลยแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ระวางโทษจำคุกจำเลยในกระทงที่สี่เป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น และเมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งแล้งคงลงโทษจำคุก 2 เดือน จึงไม่ห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212

ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานก่อสร้างอาคารผิดแบบที่ได้รับอนุญาตระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2549 ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารผิดแบบระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 และฐานฝ่าฝืนคำสั่งห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคารระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องมาเช่นนี้ แสดงว่าหลังจากวันที่ 29 มีนาคม 2549 และวันที่ 9 ตุลาคม 2549 ตามลำดับ จำเลยมิได้กระทำการอันเป็นความผิดนั้น ๆ แล้ว การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับรายวันหลังจากวันดังกล่าวจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้นจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 ปัญหานี้แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาโดยตรงแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาแก้โทษจำเลยให้ตรงกับฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 31, 40, 42, 65, 66 ทวิ, 67, 70 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยเป็นรายวันฐานก่อสร้างอาคารผิดแบบที่ได้รับอนุญาตตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารผิดแบบตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ฐานฝ่าผืนคำสั่งห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคารตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 และฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคารตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2549 จนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31, 40 (1) และ (2), 42, 65, 66 ทวิ, 67 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานก่อสร้างอาคารผิดแบบที่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 40,000 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2549 และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารผิดแบบ จำคุก 2 เดือน และปรับ 50,000 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายฐาน ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคาร จำคุก 2 เดือน และปรับ 50,000 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร จำคุก 2 เดือน และปรับ 50,000 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2549 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งทุกกระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงแรก 1 เดือน และปรับ 20,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท กระทงที่สองจำคุก 1 เดือน และปรับ 25,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท กระทงที่สามจำคุก 1 เดือน และปรับ 25,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท กระทงที่สี่ปรับ 25,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท โทษปรับรายวันให้เป็นไปตามเดิม โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดเพิ่มตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 อีก 1 มาตรา คือมาตรา 70 ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษแต่ละกรรมเป็นกระทงความผิดตามที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษา เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสี่กระทงรวม 8 เดือน และรวมปรับเพิ่มอีกจำนวน 299,800 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาประการแรกว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยก่อสร้างอาคารผิดแบบเพราะจำเลยขออนุญาตก่อสร้างเพื่อพักอยู่อาศัยแต่มาปรับเพื่อพาณิชยกรรมใช้เป็นห้องเช่า ฟ้องโจทก์จึงไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยก่อสร้างอาคารโดยมีเจตนาหรือจงใจที่จะก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารที่ก่อสร้างเพื่อพาณิชยกรรมตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 ประกอบมาตรา 70 ถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวจึงไม่อาจลงโทษจำเลยเป็นสองเท่าตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 ชั้น ไม่มีเลขที่ 1 หลัง ขนาดประมาณ 8.08 เมตร x 10.00 เมตร สูง 10.07 เมตร มีพื้นที่ 251 ตารางเมตร ตั้งอยู่ที่ซอยชานเมืองแยก 7 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 29634 จากเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อพักอยู่อาศัย เมื่อระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2549 จำเลยจัดให้มีการก่อสร้างอาคารไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่ที่ซอยชานเมืองแยก 7 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ตามที่ได้รับใบอนุญาตดังกล่าว เป็น 4 ชั้น ขนาดกว้าง 8.08 เมตร ยาว 10.00 สูง 10.17 เมตร เพื่อพาณิชยกรรม อันเป็นการก่อสร้างผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการที่ได้รับอนุญาต มิใช่เป็นการซ่อมแซมหรือดัดแปลงที่กำหนดในกฎกระทรวง และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ฟ้องโจทก์ได้บรรยายชัดแจ้งว่าจำเลยเจตนาก่อสร้างอาคาร เพื่อพาณิชย์กรรมผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการที่ได้รับอนุญาต มิใช่เป็นการซ่อมแซมหรือดัดแปลงที่กำหนดในกฎหมายกระทรวง และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยก่อสร้างผิดแบบโดยขออนุญาตก่อสร้างเพื่อพักอยู่อาศัย แต่มาปรับเพื่อพาณิชยกรรม หรือจำเลยมีเจตนาหรือจงใจที่จะก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารที่ก่อสร้างเพื่อพาณิชยกรรมดังที่จำเลยฎีกา ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เมื่อโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 70 และจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ย่อมระวางโทษจำเลยเป็นสองเท่าตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยข้อที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยมารับฟังลงโทษจำเลยเป็นการไม่ชอบ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำเลยในการกระทำความผิดกระทงที่สี่โดยจำคุกเพิ่มขึ้นอีก 1 เดือน เป็นการวินิจฉัยในข้อที่โจทก์มิได้ว่ากล่าวมาในอุทธรณ์และเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยในความผิดกระทงที่สี่ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร จำคุก 2 เดือน และปรับ 50,000 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2549 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้วคงลงโทษปรับ 25,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องลงโทษจำคุก 1 เดือน ด้วย เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้วางโทษจำเลยเป็นสองเท่าของโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้สำหรับความผิดของจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 70 ย่อมถือได้ว่าโจทก์อุทธรณ์ในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษแก่จำเลยแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ระวางโทษจำคุกจำเลยในกระทงที่สี่เป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น และเมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งแล้วคงลงโทษจำคุก 2 เดือน จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เช่นกัน

อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานก่อสร้างอาคารผิดแบบที่ได้รับอนุญาตระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2549 ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารผิดแบบระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 และฐานฝ่าฝืนคำสั่งห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคารระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องมาเช่นนี้ แสดงว่าหลังจากวันที่ 29 มีนาคม 2549 และวันที่ 9 ตุลาคม 2549 ตามลำดับ จำเลยมิได้กระทำการอันเป็นความผิดนั้นๆ แล้ว การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับรายวัน หลังจากวันดังกล่าวจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ปัญหานี้แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาโดยตรง แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาแก้โทษจำเลยให้ตรงกับฟ้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับรายวันหลังจากวันที่ 29 มีนาคม 2549 สำหรับความผิดฐานก่อสร้างอาคารผิดแบบที่ได้รับอนุญาต และหลังจากวันที่ 9 ตุลาคม 2549 สำหรับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารผิดแบบและฐานฝ่าฝืนคำสั่งห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคาร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสี่ ม. 212
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 70
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายกิตติพันธุ์ คุณานันทกิจ
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6374/2552
#501965
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ถูกทวงหนี้มิได้ปฏิเสธหนี้เป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ซึ่งถือว่าเป็นหนี้เด็ดขาดตามกฎหมาย และต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นำสิทธิเรียกร้องดังกล่าวออกขายโดยวิธีประมูลซึ่งผู้ร้องเป็นผู้ซื้อได้ แต่การขอออกคำบังคับ การขอออกหมายบังคับคดี และการขอให้ศาลมีคำสั่งยึด หรืออายัดทรัพย์สินของผู้ถูกทวงหนี้ไว้ชั่วคราวก่อนศาลมีคำสั่งในเรื่องนี้นั้นเป็นอำนาจเฉพาะของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวในการเก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่นตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 ประกอบมาตรา 22 (2) ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากลูกหนี้จึงมีเพียงสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อพิพาทที่จะดำเนินการทวงถามและฟ้องร้องดำเนินคดีแก่ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันในทางแพ่งต่อไป แต่ไม่อาจขอเข้าสวมสิทธิอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามบทบัญญัติดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2545 และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงหนี้ฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2547 ให้นายประเทืองและนายสุธรรมผู้ถูกทวงหนี้รายที่ 2331 ร่วมกันชำระหนี้ค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อจำนวน 120,448.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นำสิทธิเรียกร้องดังกล่าวออกขายโดยวิธีประมูลซึ่งผู้ร้องเป็นผู้ซื้อได้ตามหนังสือสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องฉบับลงวันที่ 1 พฤศิจกายน 2549

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ออกคำบังคับให้นายประเทืองและนายสุธรรมผู้ถูกทวงหนี้รายที่ 2331 ชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ให้อำนาจเฉพาะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้นที่จะขอให้ศาลออกคำบังคับได้ส่วนสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่อย่างไร ก็สามารถดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมายแพ่งต่อไปได้แต่จะให้ศาลล้มละลายกลางออกคำบังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่ได้ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่าแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ถูกทวงหนี้รายที่ 2331 มิได้ปฏิเสธหนี้เป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ซึ่งถือว่าเป็นหนี้เด็ดขาดตามกฎหมายก็ตาม แต่การขอออกคำบังคับ การขอออกหมายบังคับคดี และการขอให้ศาลมีคำสั่งยึด หรืออายัดทรัพย์สินของผู้ถูกทวงหนี้ไว้ชั่วคราวก่อนศาลมีคำสั่งในเรื่องหนี้นั้นเป็นอำนาจเฉพาะของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวในการเก็บรวบรวมและรับเงิน หรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 ประกอบมาตรา 22 (2) ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากลูกหนี้จึงมีเพียงสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อที่จะดำเนินการทวงถามและฟ้องร้องดำเนินคดีแก่นายประเทืองผู้เช่าซื้อและนายสุธรรมผู้ค้ำประกันในทางแพ่งต่อไป แต่ไม่อาจขอเข้าสวมสิทธิอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (2) ม. 119
ชื่อคู่ความ
นายมงคล เมฆเสรีกุล ผู้ชำระบัญชี ร้องขอให้
บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
ผู้ร้อง — บริษัทบางกอกอินเวสทิเกชั่น แอนด์ รีกัล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายอนันต์ พร้อมพูล
ชื่อองค์คณะ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
รัตน กองแก้ว
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6356/2552
#502401
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่ายึดไฟแช็กแก๊สได้ในที่เกิดเหตุไฟแช็กแก๊สจึงไม่ใช่ของกลางที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องและมีคำขอให้ศาลวินิจฉัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้คืนไฟแช็กแก๊สแก่เจ้าของเป็นการพิพากษานอกเหนือไปจากคำฟ้องอันเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2545 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนลูกซองยาวเดี่ยวไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาด 12 ไม่ทราบ จำนวนนัด อันเป็นอาวุธปืนและกระสุนปืนที่ใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยทั้งสองร่วมกันพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายโพธิ์บุพการีของจำเลยที่ 2 โดยเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นเหตุให้นายโพธิ์ถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานตำรวจยึดอาวุธปืนลูกซองยาว 1 กระบอกกระสุนปืนขนาด 12 จำนวน 4 นัด ปลอกกระสุนปืน 1 ปลอก ไฟฉาย 1 อัน ซึ่งจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กระทำผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 288, 289, 371, 73, 32, 33 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 (4), 371 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (1) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน (ที่ถูก เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท) ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุกคนละ 4 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบอาวุธปืน กระสุนปืน และปลอกกระสุนปืนของกลาง คืนไฟฉายแบตเตอรี่และไฟแช็กแก๊สของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่ที่โจทก์ฟ้องมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย รายละเอียดเกี่ยวกับบาดแผลและสาเหตุการตายปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพท้ายฟ้อง คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตายด้วยเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะผู้ตายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง โจทก์คงมีนางระเบียบเป็นพยานเบิกความว่า ในคืนเกิดเหตุเวลาประมาณเที่ยงคืนพยานออกจากบ้านไปกรีดยางที่สวนยางพารา ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านพักของพยานประมาณ 10 กิโลเมตร ส่วนผู้ตายออกไปกรีดยางที่สวนยางพาราอีกแห่งหนึ่งห่างจากสวนยางพาราที่พยานกรีดยางประมาณ 2 กิโลเมตร ครั้งเวลาประมาณ 2 นาฬิกา มีเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด จากสวนยางพาราที่ผู้ตายไปกรีดยาง แต่พยานไม่นึกเฉลียวใจว่าจะเกิดเหตุร้ายคงกรีดยางต่อไปจนถึงเวลา 6 นาฬิกา จึงไปที่สวนยางพาราที่ผู้ตายไปกรีดยาง แต่ไม่พบผู้ตายคงพบแต่รถจักรยานยนต์ของผู้ตายจอดอยู่ในสวนยางพาราพยานจึงกลับไปที่บ้านแต่ปรากฏว่าผู้ตายยังไม่กลับจากกรีดยางพยานจึงชวนนางจรรยาซึ่งเป็นน้องสาวของผู้ตายออกตามหาผู้ตายในที่สุดพบศพของผู้ตายอยู่ในสวนยางพาราที่ผู้ตายไปกรีดยาง สภาพศพมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนที่หน้าอกด้านขวา แต่พยานและนางจรรยาต่างไม่ทราบว่าใครเป็นคนร้าย ส่วนสาเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองไปดำเนินคดี ก็ได้ความจากดาบตำรวจประไพว่าหลังจากเกิดเหตุพยานได้สอบถามนางจันทนีย์ ซึ่งเป็นน้องสาวของผู้ตายว่าสงสัยว่าใครเป็นคนร้าย นางจันทนีย์ตอบว่า ก่อนเกิดเหตุ 2 ถึง 3 วัน ผู้ตายเคยปรารถให้ฟังว่า หากผู้ตายถึงแก่ความตายก็ไม่ใช่ใครทำนอกเสียจากจำเลยที่ 2 เพราะผู้ตายกับจำเลยที่ 2 มีเรื่องทะเลาะกันเป็นประจำก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 เดือน จำเลยที่ 2 เคยไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าถูกผู้ตายทำร้ายร่างกาย หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน ผู้ตายไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจบ้างว่าถูกจำเลยที่ 2 ทำร้ายร่างกาย เมื่อพยานสอบถามนางระเบียบถึงจำเลยที่ 2 ก็ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 1 พยานจึงรายงานให้พันตำรวจโทบุญธรรมทราบว่าจำเลยทั้งสองน่าจะเป็นคนร้าย ส่วนพยานเดินทางไปที่บ้านของจำเลยที่ 1 ก็พบจำเลยทั้งสอง พยานสอบถามเรื่องราวจากจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองให้การสับสน พยานจึงพาจำเลยทั้งสองไปสอบถามเรื่องราวที่สถานีตำรวจ จำเลยทั้งสองต่างรับสารภาพว่าร่วมกันใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงผู้ตายจริง ทั้งยังรับด้วยว่าหลังจากยิงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ถอนอาวุธปืนลูกซองยาวออกเป็นชิ้นส่วนแล้วนำไปซุกซ่อนไว้ข้างจอมปลวกหลังบ้านของจำเลยที่ 1 พยานจึงรายงานให้พันตำรวจโทบุญธรรมทราบแล้วพากันไปที่หลังบ้านของจำเลยที่ 1 เมื่อตรวจค้นก็พบอาวุธปืนลูกซองยาวซึ่งห่อด้วยถุงพลาสติกกับกระสุนปืนลูกซองยาวและปลอกกระสุนปืนลูกซองซุกซ่อนอยู่จริง เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าผู้ตายกับจำเลยที่ 2 เคยมีเรื่องขัดแย้งกันมาก่อนเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในครอบครัว แต่ไม่ปรากฏว่าเป็นเรื่องรุนแรงถึงขนาดที่จำเลยที่ 2 จะคิดฆ่าผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 1 กับผู้ตายไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน คงได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นเพื่อนสนิทของจำเลยที่ 2 เท่านั้น ทั้งโจทก์ไม่มีพยานปากใดรู้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุ เหตุที่จับกุมจำเลยทั้งสองมาดำเนินคดีคงอาศัยแต่ความขัดแย้งระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้ตายเป็นสำคัญ ซึ่งไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้ตายเพราะสาเหตุดังกล่าวได้ ส่วนที่โจทก์นำสืบว่าในชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองรับสารภาพต่อดาบตำรวจประไพว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้ตาย ก็เป็นเพียงพยานบอกเล่าและจำเลยทั้งสองยังมีข้อต่อสู้อยู่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้ตายตามที่โจทก์ฟ้อง

ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนลูกซองยาวไม่มีหมายเลขทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนกระบอกดังกล่าวยิงผู้ตายด้วยเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานนี้ แต่สำหรับจำเลยที่ 1 นั้นนอกจากจำเลยที่ 1 จะรับสารภาพในชั้นจับกุมว่านำอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางไปซุกซ่อนไว้ที่ข้างจอมปลวกหลังบ้านของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ยังพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวที่ซุกซ่อนไว้ที่หลังบ้านของจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าดาบตำรวจประไพใช้อำนาจครอบงำ ข่มขืนใจ หรือให้คำมั่นสัญญาให้จำเลยที่ 1 พาไปค้นหาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องรับฟังว่าจำเลยที่ 1 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปค้นหาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนด้วยความสมัครใจ เมื่อพิเคราะห์ว่า จุดที่พบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางอยู่ห่างจากบ้านของจำเลยที่ 1 เพียง 10 เมตร ทั้งอาวุธปืนดังกล่าวถูกถอดออกเป็นชิ้นส่วนตรงตามคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจริงแต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพาอาวุธปืนของกลางติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นนอกจากคำรับในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานนี้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์ฟ้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่ายึดไฟแช็กแก๊สได้ในที่เกิดเหตุไฟแช็กแก๊สจึงไม่ใช่ของกลางที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องและมีคำขอให้ศาลวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 1861 (9) การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้คืนไฟแช็กแก๊สแก่เจ้าของเป็นการพิพากษานอกเหนือไปจากคำฟ้องอันเป็นการไม่ชอบปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 12,000 บาท จำเลยที่ 1 รับสารภาพในชั้นจับกุม ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้คืนไฟแช็กแก๊สของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายภมร อักษรเงิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6342/2552
#502372
เปิดฉบับเต็ม

ท. มีเจตนายกที่ดินให้แก่จำเลยแต่จดทะเบียนนิติกรรมเป็นการขาย ถือได้ว่าการจดทะเบียนนิติกรรมขายที่ดินเป็นการอำพรางนิติกรรมให้ นิติกรรมขายที่ดินย่อมเป็นการแสดงเจตนาด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณี ย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ส่วนนิติกรรมให้ต้องบังคับบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกอำพรางตามมาตรา 155 วรรคสอง การที่ ท. จดทะเบียนนิติกรรมขายมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน คือที่ดินเช่นเดียวกับนิติกรรมให้ต่างกันเพียงว่ามีค่าตอบแทนแก่กันหรือไม่เท่านั้น ย่อมถือได้ว่าการจดทะเบียนขายดังกล่าวเป็นการทำหนังสือและจดทะเบียนสำหรับการให้ที่ถูกอำพรางด้วยโดยอนุโลมนิติกรรมการให้ที่ดินระหว่าง ท. และจำเลย จึงไม่เป็นโมฆะและมีผลบังคับตามมาตรา 155 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวเทียม ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 3002/2540 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2540 ก่อนถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2538 นางสาวเทียมขายที่ดินสี่แปลงคือที่ดินโฉนดเลขที่ 3142, 41883, 42578 และ 42579 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยในราคา 59,000,000 บาท และวันที่ 2 สิงหาคม 2538 ได้ขายที่ดินอีกหนึ่งแปลงคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 2896 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยในราคา 109,000,000 บาท โดยสำคัญผิดเพราะถูกจำเลยใช้อุบายหลอกลวงจนหลงเชื่อว่าที่ดินที่ขายนั้นเป็นทรัพย์มรดกของนายเล็ก มารดาของนางสาวเทียมและนางสาวเทียมในฐานะทายาทของนางเล็กต้องขายให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพราะที่ดินถูกเวนคืนเพื่อก่อสร้างทางพิเศษ (ทางด่วน) โดยนางสาวเทียมไม่ได้รับเงินค่าที่ดินที่ซื้อขายจากจำเลย ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินทั้งห้าแปลงคือกองมรดกของนางสาวเทียม ให้จำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงจากชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงคือกองมรดกของนางสาวเทียม ให้จำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงจากชื่อจำเลยเป็นชื่อนางสาวเทียม มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า นางสาวเทียม โอนที่ดินทั้งห้าแปลงให้จำเลยโดยสมัครใจ มิได้สำคัญผิดหรือถูกจำเลยหลอกลวง และไม่มีความประสงค์ให้จำเลยชำระราคาที่ดิน คดีขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายหรือนับแต่ได้รู้เรื่องการซื้อขายที่ดิน ก่อนฟ้องคดีโจทก์ขออายัดที่ดินตามฟ้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินทำให้จำเลยไม่สามารถนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าได้ ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระค่าเสียหาย 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับให้ชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าชำระเสร็จและให้เพิกถอนการอายัดที่ดินทั้งห้าแปลง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งหมด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นายเจื่อม ผู้จัดการมรดกของนาวสาวเทียม ถึงแก่ความตาย ร้อยเอกสันทัด ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นบุตรของนายเลื่อนและนางเล็ก ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 7 คน คือ นางสาวเทียม นางสาวผ่อน นายผิว นางสาวผาด นายสุชาติ นางสาวผุสดี และโจทก์ ส่วนจำเลยเป็นบุตรของนายผิวและนางถวิล เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 นางสาวเทียมทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.7 จ.10 ถึง จ.13 ให้แก่โจทก์และตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมปรากฏตามพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.4 วันที่ 2 สิงหาคม 2538 นางสาวเทียมทำนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 ให้แก่จำเลยโดยแยกทำสัญญาซื้อขาย 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 จ.11 จ.13 และ จ.14 ปรากฏตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.24 หรือ ล.12 อีกฉบับหนึ่งขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.12 ปรากฏตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.25 หรือ ล.11 ในการชำระค่าธรรมเนียมการขายที่ดินจำนวน 24,000,000 บาท นางสาวผุสดีเป็นผู้ชำระแทนจำเลย ต่อมาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 นางสาวเทียมถึงแก่ความตาย นอกจากนี้ขณะนางเล็กถึงแก่ความตายมีทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทเป็นที่ดินหลายแปลง นายสุชาติและนางสาวผุสดีเป็นผู้จัดการมรดกของนางเล็กตามคำสั่งศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 21348/2531 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2533 ตามสำเนาคำสั่งศาลแพ่งเอกสารหมาย ล.2 ที่ดินมรดกของนางเล็กบางแปลงได้โอนใส่ชื่อนายสุชาติและนางผุสดีในฐานะผู้จัดการมรดกปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.16 จ.17 และ จ.18 แต่ยังไม่ได้โอนให้ทายาทเนื่องจากที่ดินบางส่วนถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษ (ทางด่วน) ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่านางสาวเทียมถูกฉ้อฉลให้ทำนิติกรรมขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 แก่จำเลยอันทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เพียงปากเดียวเบิกความว่า วันที่ 1 สิงหาคม 2538 ตอนเย็นพยานกับนางสาวเทียมอยู่ที่บ้าน นางสาวเทียมบอกว่าพรุ่งนี้จะไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล โดยจำเลยจะเป็นผู้พาไป ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2538 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา จำเลยมารับนางสาวเทียมไปจนกระทั่งเวลาประมาณ 15 นาฬิกา ครั้นตอนเย็นนางสาวเทียมได้บอกพยานว่าไม่ได้ไปที่โรงพยาบาลเนื่องจากจำเลยพาไปที่สำนักงานที่ดินของให้นางสาวเทียมลงลายมือชื่อขายที่ดินของนางเล็กให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยโดยจำเลยบอกว่าทายาทของนางเล็กที่ยังมีชีวิตอยู่จะต้องลงลายมือชื่อด้วยกันทุกคนรวมทั้งพยานด้วย แต่ไม่จำเป็นต้องไปพร้อมกันทุกคนนางสาวเทียมได้ถามพยานว่า จำเลยบอกเรื่องการโอนขายที่ดินของนางเล็กหรือยัง พยานตอบว่ายังไม่ทราบเรื่อง ที่ดินของนางเล็กซึ่งจะถูกการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเวนคืนคือที่ดินตามโฉนดเลขที่ 31213124 และที่ 899 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.16 ถึง จ.18 ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3121 ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางด่วนหลายครั้งและต่อมาได้มีการแบ่งออกเป็นโฉนดเลขที่ 52627 เพื่อแบ่งขายให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศอีกปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.19 ปัจจุบันที่ดินโฉนดเลขที่ 3121 ยังมีเหลือจากการแบ่งโฉนดและมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ประมาณ 2 ไร่ 2 งาน 32 ตารางวา การขายที่ดินที่ถูกเวนคืนที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.16 ถึง จ.19 กระทำในนามของกองมรดกของนางเล็ก ซึ่งนางสาวผุสดีในฐานะผู้จัดการมรดกได้แบ่งเงินให้แก่ทายาททุกคน (รวม 6 คน) จำนวน 4 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายได้รับเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2538 คนละ 370,000 บาทเศษ โดยจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็ค และโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ผู้มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินมรดกของนางเล็กคือนายสุชาติและนางผุสดี ผู้จัดการมรดกเท่านั้น ต่อมามีการฟ้องร้องเพื่อขอแบ่งมรดกแล้ว มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามสำเนาและคำพิพากษาตามยอมเอกสารหมาย ล.3 และสำเนาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย ล.4 (โจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว) ทายาททุกคนได้ทำการตรวจสอบทรัพย์สินมรดกแล้วก่อนที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ19 ระบุชื่อนายสุชาติและนางสาวผุสดีผู้จัดการมรดกของนางสาวเล็กถือกรรมสิทธิ์และพยานทราบว่าผู้ที่มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้เป็นของผู้จัดการมรดก นางสาวเทียมไม่ได้พูดกับพยานว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงนางสาวเทียมแต่อย่างใด ต่อมาพยานได้พบกับจำเลย แต่ก็ไม่ได้ถามสาเหตุที่จำเลยพานางสาวเทียมไปสำนักงานที่ดิน นายสุชาติและนางสาวผุสดีเป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของนางเล็ก จากคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวบ่งชี้ชัดว่าโจทก์ทราบดีว่าการจัดการมรดกของนางเล็กนั้นนายสุชาติและนางสาวผุสดีเป็นผู้มีอำนาจกระทำการโดยลำพัง ดังนั้นการโอนที่ดินให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของนายสุชาติและนางสาวผุสดีผู้จัดการมรดกเท่านั้นโดยไม่จำต้องให้ทายาทนางเล็กไปลงลายมือชื่อแต่อย่างใด คำเบิกความของโจทก์ที่ว่านางสาวเทียมบอกพยานว่าจำเลยไม่ได้พาไปโรงพยาบาลแต่พาไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อขอให้ลงลายมือชื่อขายที่ดินของนางเล็กให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยทายาททุกคนต้องลงลายมือชื่อจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่านางสาวเทียมได้บอกกับโจทก์ดังที่โจทก์เบิกความเพราะหากนางสาวเทียมบอกเล่าแก่โจทก์ดังที่เบิกความแล้วโจทก์ก็น่าจะสะดุดใจและควรสอบถามกับจำเลยหรือสอบถามกับนายสุชาติและนางสาวผุสดีผู้จัดการมรดกของนางเล็ก แต่จำเลยก็ไม่ได้สอบถามแต่ประการใด นอกจากนี้พยานของโจทก์คือนางอัญชลี ช. (นางสาวอัญชลี ส.) นางราณี นายบุญเชิด และนายสมชาย ซึ่งเป็นพนักงานที่ดินที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนนิติกรรมขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 ระหว่างนางสาวเทียมกับจำเลยตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.24 หรือ ล.12 และ จ.25 หรือ ล.11 กลับเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ในการขอจดทะเบียนทำนิติกรรมขายที่ดินผู้มาขอทำนิติกรรมต้องติดต่อกับประชาสัมพันธ์ของสำนักงานขายที่ดินผู้ซึ่งมีหลายคนก่อนเพื่อทำการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น หลังจากนั้นประชาสัมพันธ์จะจ่ายลำดับที่จะต้องติดต่อกับเจ้าพนักงานสอบสวนสิทธิเพื่อป้องกันผู้มาติดต่อเลือกบุคคลที่สอบสวนสิทธิซึ่งมีหลายคน เมื่อเจ้าพนักงานที่สอบสวนสิทธิตรวจสอบเอกสารและสอบถามวัตถุประสงค์ของผู้มาติดต่อแล้วบันทึกลงในแบบคำขอบันทึกข้อมูลต่างๆ แล้วส่งให้เจ้าพนักงานพิมพ์ดีดซึ่งมีหลายคนเช่นกัน เพื่อพิมพ์สัญญาโดยเจ้าพนักงานพิมพ์ดีดไม่ต้องไปพบผู้ติดต่อและเมื่อพิมพ์สัญญาตามรายการที่เจ้าพนักงานสอบสวนสิทธิบันทึกมาเสร็จแล้วก็ส่งกลับมาให้เจ้าพนักงานสอบสวนสิทธิเพื่อให้ผู้มาติดต่อลงลายมือชื่อในสัญญาแล้วให้ผู้มาติดต่อไปประเมินราคาเพื่อเสียภาษีและเมื่อชำระค่าธรรมเนียมครบถ้วนต้องนำมาให้เจ้าพนักงานสอบสวนสิทธิตรวจสอบความถูกต้องของนิติกรรมสัญญาอีกครั้ง หลังจากนั้นส่งไปให้หัวหน้างานหรือหัวหน้าฝ่ายจดทะเบียนเพื่อทำการจดทะเบียนสิทธิและหน้าที่ตามนิติกรรมสัญญาต่อไป ซึ่งในการทำนิติกรรมสัญญาขายที่ดินในคดีนี้นั้น นางอัญชลีลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาซื้อขายตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.24 นางราณีเป็นผู้พิมพ์และลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาซื้อขายดังกล่าว ส่วนสัญญาซื้อขายตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.25 นางราณีเบิกความว่า นางศรีสุดา เป็นผู้พิมพ์โดยสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับมีนายสมชายเป็นเจ้าพนักงานผู้สอบสวนสิทธิและนายบุญเชิดเป็นหัวหน้าฝ่ายจดทะเบียนพยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยรู้จักกับโจทก์และจำเลย ทั้งปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่และตามระเบียบแบบแผน ประกอบกับตามคำของพยานโจทก์ดังกล่าว ก็ไม่ปรากฏว่ามีการกำหนดตัวเจ้าพนักงานผู้สอบสวนสิทธิเนื่องจากฝ่ายจำเลยติดต่อเพื่อเลือกเจ้าพนักงานผู้สอบสวนสิทธิแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าเบิกความไปตามจริง โดยเฉพาะนายสมชายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนสิทธิเบิกความยืนยันว่าเป็นผู้สอบสวนนางสาวเทียมผู้ขายในวันที่ 1 สิงหาคม 2538 และมีการพิมพ์สัญญาในวันดังกล่าวแต่เนื่องจากนำค่าธรรมเนียมมาไม่ครบจึงได้กลับมาในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 2 สิงหาคม 2538 อีกครั้ง พยานจำนางสาวเทียมได้เนื่องจากวันที่ 2 สิงหาคม 2538 มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทยมาตรวจเยี่ยมสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครได้เข้าไปทักทายพูดคุยกับนางสาวเทียมซึ่งพยานก็อยู่ด้วยในขณะนั้น และต่อมาภายหลังได้มีการมาขอแก้ไขวันที่ทำสัญญาให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงกับวันที่จดทะเบียนนิติกรรมซึ่งเป็นวันที่ชำระค่าธรรมเนียมครบถ้วน ส่วนกรณีที่พิมพ์ชื่อบิดามารดาของนางสาวเทียมผิดพลาดก็เนื่องจากพยานดูสำเนาทะเบียนบ้านผิดพลาดแล้วบันทึกไปให้เจ้าพนักงานพิมพ์สัญญาพิมพ์จึงพิมพ์มาผิดพลาดด้วย ทั้งยังเบิกความด้วยว่าครั้งแรกนางสาวเทียมลงลายมือชื่อด้วยตนเองแต่เมื่อพยานตรวจสอบดูหลักฐานเดิมที่นางสาวเทียมเคยมาทำนิติกรรมแล้ว นางสาวเทียมลงลายมือชื่อด้วยการพิมพ์ลายนิ้วมือ พยานจึงให้นางสาวเทียมพิมพ์ลายนิ้วมืออีกครั้ง คำของนายสมชายมีเหตุมีผลทั้งมีเหตุให้เชื่อว่าจดจำเรื่องและจำผู้มาทำนิติกรรมคือนางสาวเทียมได้ กล่าวคือมีข้าราชการผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทยมาตรวจงานและเข้าไปทักทายนางสาวเทียม การจดทะเบียนนิติกรรมการขายไม่เสร็จในวันเดียวและต่อมามีการขอแก้ไขวันที่จดทะเบียนให้ถูกต้องดังนี้ แสดงให้เห็นว่านางสาวเทียมมิได้ถูกจำเลยฉ้อฉลแต่อย่างใด ยิ่งกว่านั้นคำขอของนายสมชายเจือสมกับคำของจำเลยและนางสาวผุสดีพยานของจำเลย ซึ่งเบิกความสอดคล้องต้องกันยืนยันว่านางสาวเทียมมีเจตนายกที่ดินให้จำเลยซึ่งเป็นหลานแต่ไม่ต้องการให้โจทก์ทราบ ไม่มีการฉ้อฉลนางสาวเทียมแต่อย่างใด สำหรับค่าธรรมเนียมในการโอนนางสาวผุสดีเป็นผู้ออกให้ เนื่องจากจำเลยเป็นหลานไม่มีเงินค่าธรรมเนียมแต่ไม่ติดใจที่จะเอาคืน ในวันจดทะเบียนนายสุชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มาสอบถามนางสาวเทียมว่ามาทำอะไร นางสาวเทียมตอบว่ามาโอนที่ดินให้หลาน นางสาวผุสดีเป็นอาของจำเลยและเป็นพี่สาวของโจทก์ ไม่มีสามีและบุตร จากทางนำสืบได้รับทรัพย์มรดกจากบิดามารดาจำนวนมากและมีฐานะดี การออกเงินค่าธรรมเนียมให้หลานเป็นเหตุผลให้รับฟังได้ นอกจากนี้ที่ดินบางแปลงที่นางสาวเทียมจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ดังนั้นหากมีการฉ้อฉลจริงแล้วที่ดินดังกล่าวต้องตกเป็นมรดกแก่ทายาทโดยธรรมซึ่งนางสาวผุสดีก็เป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกนางสาวเทียมด้วยคนหนึ่ง การที่นางสาวผุสดีมาเบิกความเป็นพยานจำเลยจึงเป็นปฏิปักษ์กับส่วนได้เสียของนางสาวผุสดีคำขอนางสาวผุสดีจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ทำเป็นสัญญาซื้อขายโดยมิได้ชำระราคากันจริง ทั้งที่เป็นการให้จึงเป็นพิรุธนั้น เห็นว่า ขณะนางสาวฟ้อน ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของนางสาวเทียมยกที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 จ.11 จ.13 และ จ.14 ให้แก่นางสาวเทียมก็ได้ทำเป็นสัญญาซื้อขายกันและพี่น้องของนางสาวเทียมก็เคยปฏิบัติเช่นนั้น ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลโดยละเอียดชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีกและไม่ถือว่าเป็นพิรุธแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยต้องนำสืบให้ได้ตามสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรสอง นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ทำขึ้นเพราะถูกฉ้อฉลตามมาตรา 159 ทั้งโจทก์ก็มิได้เป็นบุคคลที่มีสิทธิจดทะเบียนได้ก่อนดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีหน้าที่นำสืบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง แต่ประการใด พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานโจทก์ คดีรับฟังได้ว่านางสาวเทียมมิได้ถูกจำเลยฉ้อฉลให้ทำนิติกรรมขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 ให้แก่จำเลย อันจะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่านิติกรรมการให้ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 ไม่มีผลบังคับหรือไม่ ปัญหานี้ ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ข้อเท็จจริงได้ความดังวินิจฉัยมาแล้วว่านางสาวเทียมมีเจตนายกที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยแต่จดทะเบียนนิติกรรมเป็นการขาย ดังนี้ถือได้ว่าการจดทะเบียนนิติกรรมขายที่ดินเพื่ออำพรางนิติกรรมให้ ดังนั้น นิติกรรมการขายที่ดินย่อมเป็นการแสดงเจตนาด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณี นิติกรรมดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ส่วนนิติกรรมให้ต้องบังคับบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกอำพรางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง การที่นางสาวเทียมจดทะเบียนนิติกรรมขายมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน คือที่ดินเช่นเดียวกับนิติกรรมให้ต่างกันเพียงว่ามีค่าตอบแทนแก่กันหรือไม่เท่านั้น ย่อมถือได้ว่าการจดทะเบียนขายดังกล่าวเป็นการทำหนังสือและจดทะเบียนสำหรับการให้ที่ถูกอำพรางด้วยโดยอนุโลม นิติกรรมการให้ที่ดินระหว่างนางสาวเทียมจำเลย จึงไม่เป็นโมฆะและมีผลบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ตามฎีกาของโจทก์และตามคำแก้ฎีกาของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเห็นสมควรเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155
ชื่อคู่ความ
นายเจื่อม เต็มเจริญ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นางสาวเทียม เต็มเจริญฯ
จำเลย — นายสุรวุฒิ เต็มเจริญ
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6342/2552
#503088
เปิดฉบับเต็ม

ท. มีเจตนายกที่ดินให้แก่จำเลยแต่จดทะเบียนนิติกรรมเป็นการขาย ดังนี้ ถือได้ว่าเป็นการจดทะเบียนนิติกรรมการขายที่ดินเพื่ออำพรางนิติกรรมให้ ดังนั้น นิติกรรมขายที่ดินย่อมเป็นการแสดงเจตนาด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณี ย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ส่วนนิติกรรมต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกอำพรางตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง การที่ ท. จดทะเบียนนิติกรรมขายมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินคือที่ดินเช่นเดียวกับนิติกรรมให้ต่างกันเพียงว่ามีค่าตอบแทนแก่กันหรือไม่เท่านั้น ย่อมถือได้ว่าการจดทะเบียนขายดังกล่าวเป็นการทำหนังสือและจดทะเบียนสำหรับการให้ที่ถูกอำพรางด้วยโดยอนุโลม นิติกรรมการให้ที่ดินระหว่าง ท. และจำเลยจึงไม่เป็นโมฆะและมีผลบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินทั้งห้าแปลงคืนกองมรดกของนางสาวเทียม ให้จำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงจากชื่อจำเลยเป็นชื่อนางสาวเทียม มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระค่าเสียหาย 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับให้ชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จและให้เพิกถอนการอายัดที่ดินทั้งห้าแปลง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งหมด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นายเจื่อม ผู้จัดการมรดกของนางสาวเทียมถึงแก่ความตาย ร้อยเอกสันทัดยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นบุตรของนายเลื่อนและนางเล็กซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 7 คน คือ นางสาวเทียม นางสาวผ่อน นายผิว นางสาวผาด นายสุชาติ นางสาวผุสดีและโจทก์ ส่วนจำเลยเป็นบุตรของนายผิวและนางถวิล เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 นางสาวเทียมทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.7 จ.10 ถึง จ.13 ให้แก่โจทก์และตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมปรากฏตามพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.4 วันที่ 2 สิงหาคม 2538 นางสาวเทียมทำนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยแยกทำสัญญาซื้อขาย 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 จ.11 จ.13 และ จ.14 ปรากฏตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.24 หรือ ล.12 อีกฉบับหนึ่งขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.12 ปรากฏตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.25 หรือ ล.11 ในการชำระค่าธรรมเนียมการขายที่ดินจำนวน 24,000,000 บาท นางสาวผุสดีเป็นผู้ชำระแทนจำเลย ต่อมาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 นางสาวเทียมถึงแก่ความตาย นอกจากนี้ขณะนางเล็กถึงแก่ความตายมีทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทเป็นที่ดินหลายแปลง นายสุชาติและนางสาวผุสดีเป็นผู้จัดการมรดกของนางเล็กตามคำสั่งศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 21348/2531 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2533 ที่ดินมรดกของนางเล็กบางแปลงได้โอนใส่ชื่อนายสุชาติและนางสาวผุสดีในฐานะผู้จัดการมรดก ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.16 จ.17 และ จ.18 แต่ยังไม่ได้โอนให้ทายาทเนื่องจากที่ดินบางส่วนถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษ (ทางด่วน) ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่านางสาวเทียมถูกฉ้อฉลให้ทำนิติกรรมขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 แก่จำเลยอันทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เพียงปากเดียวเบิกความว่า วันที่ 1 สิงหาคม 2538 ตอนเย็นพยานกับนางสาวเทียมอยู่ที่บ้าน นางสาวเทียมบอกว่าพรุ่งนี้จะไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล โดยจำเลยจะเป็นผู้พาไป ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2538 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา จำเลยมารับนางสาวเทียมไปจนกระทั่งเวลาประมาณ 15 นาฬิกา ครั้นตอนเย็นนางสาวเทียมได้บอกพยานว่าไม่ได้ไปที่โรงพยาบาลเนื่องจากจำเลยพาไปที่สำนักงานที่ดินขอให้นางสาวเทียมลงลายมือชื่อขายที่ดินของนางเล็กให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยจำเลยบอกว่าทายาทของนางเล็กที่ยังมีชีวิตอยู่จะต้องลงลายมือชื่อด้วยกันทุกคนรวมทั้งพยานด้วย แต่ไม่จำเป็นต้องไปพร้อมกันทุกคน นางสาวเทียมได้ถามพยานว่า จำเลยบอกเรื่องการโอนขายที่ดินของนางเล็กหรือยัง พยานตอบว่ายังไม่ทราบเรื่อง ที่ดินของนางเล็กซึ่งจะต้องถูกการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเวนคืนคือที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3121 3124 และที่ 899 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.16 ถึง จ.18 ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3121 ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางด่วนหลายครั้งและต่อมาได้มีการแบ่งออกเป็นโฉนดเลขที่ 52627 เพื่อแบ่งขายให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยอีกปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.19 ปัจจุบันที่ดินโฉนดเลขที่ 3121 ยังมีเหลือจากการแบ่งโฉนดและมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ประมาณ 2 ไร่ 2 งาน 32 ตารางวา การขายที่ดินที่ถูกเวนคืนที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.16 ถึง จ.19 กระทำในนามของกองมรดกของนางเล็กซึ่งนางสาวผุสดีในฐานะผู้จัดการมรดกได้แบ่งเงินให้แก่ทายาททุกคน (รวม 6 คน) จำนวน 4 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายได้รับเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2538 คนละ 370,000 บาทเศษ โดยจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็ค และโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ผู้มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินมรดกของนางเล็กคือนายสุชาติและนางสาวผุสดีผู้จัดการมรดกเท่านั้น ต่อมามีการฟ้องร้องเพื่อขอแบ่งมรดกแล้วมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน (โจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว) ทายาททุกคนได้ทำการตรวจสอบทรัพย์สินมรดกแล้วก่อนที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.19 ระบุชื่อนายสุชาติและนางสาวผุสดีผู้จัดการมรดกของนางเล็กถือกรรมสิทธิ์และพยานทราบว่าผู้ที่มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้เป็นของผู้จัดการมรดก นางสาวเทียมไม่ได้พูดกับพยานว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงนางสาวเทียมแต่อย่างใด ต่อมาพยานได้พบกับจำเลยแต่ก็ไม่ได้ถามสาเหตุที่จำเลยพานางสาวเทียมไปสำนักงานที่ดิน นายสุชาติและนางสาวผุสดีเป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของนางเล็ก จากคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวบ่งชี้ชัดว่าโจทก์ทราบดีว่าการจัดการมรดกของนางเล็กนั้น นายสุชาติและนางสาวผุสดีเป็นผู้มีอำนาจกระทำการโดยลำพัง ดังนั้น การโอนที่ดินให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของนายสุชาติและนางสาวผุสดีผู้จัดการมรดกเท่านั้นโดยไม่จำต้องให้ทายาทนางเล็กไปลงลายมือชื่อแต่อย่างใด คำเบิกความของโจทก์ที่ว่านางสาวเทียมบอกพยานว่าจำเลยไม่ได้พาไปโรงพยาบาลแต่พาไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อขอให้ลงลายมือชื่อขายที่ดินของนางเล็กให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยทายาททุกคนต้องลงลายมือชื่อจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่านางสาวเทียมได้บอกกับโจทก์ดังที่โจทก์เบิกความเพราะหากนางสาวเทียมบอกเล่าแก่โจทก์ดังที่เบิกความแล้วโจทก์ก็น่าจะสะดุดใจและควรสอบถามกับจำเลยหรือสอบถามกับนายสุชาติและนางสาวผุสดีผู้จัดการมรดกของนางเล็ก แต่จำเลยก็ไม่ได้สอบถามแต่ประการใด นอกจากนี้พยานของโจทก์คือนางอัญชลี (นางสาวอัญชลี) นางราณี นายบุญเชิด และนายสมชายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนนิติกรรมขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 ระหว่างนางสาวเทียมกับจำเลยตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.24 หรือ ล.12 และ จ.25 หรือ ล.11 กลับเบิกความสอดคล้องต้องกันว่าในการขอจดทะเบียนทำนิติกรรมขายที่ดินผู้มาขอทำนิติกรรมต้องติดต่อกับประชาสัมพันธ์ของสำนักงานที่ดินซึ่งมีหลายคนก่อนเพื่อทำการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น หลังจากนั้นประชาสัมพันธ์จะจ่ายลำดับที่จะต้องติดต่อกับเจ้าพนักงานสอบสวนสิทธิเพื่อป้องกันผู้มาติดต่อเลือกบุคคลที่สอบสวนสิทธิซึ่งมีหลายคน เมื่อเจ้าพนักงานที่สอบสวนสิทธิตรวจสอบเอกสารและสอบถามวัตถุประสงค์ของผู้มาติดต่อแล้วบันทึกลงในแบบคำขอบันทึกข้อมูลต่างๆ แล้วส่งให้เจ้าพนักงานพิมพ์ดีดซึ่งมีหลายคนเช่นกัน เพื่อพิมพ์สัญญาโดยเจ้าพนักงานพิมพ์ดีดไม่ต้องไปพบผู้มาติดต่อเมื่อพิมพ์สัญญาตามรายการที่เจ้าพนักงานสอบสวนสิทธิบันทึกมาเสร็จแล้วก็ส่งกลับมาให้เจ้าพนักงานที่สอบสวนสิทธิเพื่อให้ผู้มาติดต่อลงลายมือชื่อในสัญญาแล้วให้ผู้มาติดต่อไปประเมินราคาเพื่อเสียภาษีและเมื่อชำระค่าธรรมเนียมครบถ้วนต้องนำมาให้เจ้าพนักงานสอบสวนสิทธิตรวจสอบความถูกต้องของนิติกรรมสัญญาอีกครั้ง หลังจากนั้นส่งไปให้หัวหน้างานหรือหัวหน้าฝ่ายจดทะเบียนเพื่อทำการจดทะเบียนสิทธิและหน้าที่ตามนิติกรรมสัญญาต่อไป ซึ่งในการทำนิติกรรมสัญญาขายที่ดินในคดีนี้นั้น นางอัญชลีลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาซื้อขายตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.24 นางราณีเป็นผู้พิมพ์และลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาซื้อขายดังกล่าว ส่วนสัญญาซื้อขายตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.25 นางราณีเบิกความว่า นางศรีสุดาเป็นผู้พิมพ์ โดยสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับมีนายสมชายเป็นเจ้าพนักงานผู้สอบสวนสิทธิและนายบุญเชิดเป็นหัวหน้าฝ่ายจดทะเบียน พยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยรู้จักกับโจทก์และจำเลย ทั้งปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่และตามระเบียบแบบแผน ประกอบกับตามคำของพยานโจทก์ดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่ามีการกำหนดตัวเจ้าพนักงานผู้สอบสวนสิทธิเนื่องจากฝ่ายจำเลยติดต่อเพื่อเลือกเจ้าพนักงานผู้สอบสวนสิทธิแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าเบิกความไปตามจริงโดยเฉพาะนายสมชายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนสิทธิเบิกความยืนยันว่าเป็นผู้สอบสวนนางสาวเทียมผู้ขายในวันที่ 1 สิงหาคม 2538 และมีการพิมพ์สัญญาในวันดังกล่าว แต่เนื่องจากนำค่าธรรมเนียมมาไม่ครบจึงได้กลับมาในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 2 สิงหาคม 2538 อีกครั้ง พยานจำนางสาวเทียมได้เนื่องจากวันที่ 2 สิงหาคม 2538 มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทยมาตรวจเยี่ยมสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครได้เข้าไปทักทายพูดคุยกับนางสาวเทียมซึ่งพยานก็อยู่ด้วยในขณะนั้นและต่อมาภายหลังได้มีการมาขอแก้ไขวันที่ทำสัญญาให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงกับวันที่จดทะเบียนนิติกรรมซึ่งเป็นวันที่ชำระค่าธรรมเนียมครบถ้วน ส่วนกรณีที่พิมพ์ชื่อบิดามารดาของนางสาวเทียมผิดพลาดก็เนื่องจากพยานดูสำเนาทะเบียนบ้านผิดพลาดแล้วบันทึกไปให้เจ้าพนักงานพิมพ์สัญญาพิมพ์จึงพิมพ์มาผิดพลาดด้วย ทั้งยังเบิกความด้วยว่าครั้งแรกนางสาวเทียมลงลายมือชื่อด้วยตนเองแต่เมื่อพยานตรวจสอบดูหลักฐานเดิมที่นางสาวเทียมเคยมาทำนิติกรรมแล้ว นางสาวเทียมลงลายมือชื่อด้วยการพิมพ์ลายนิ้วมือ พยานจึงให้นางสาวเทียมพิมพ์ลายนิ้วมืออีกครั้ง คำขอนายสมชายมีเหตุมีผลทั้งมีเหตุให้เชื่อว่าจดจำเรื่องและจำผู้มาทำนิติกรรมคือนางสาวเทียมได้กล่าวคือมีข้าราชการผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทยมาตรวจงานและเข้าไปทักทายนางสาวเทียม การจดทะเบียนนิติกรรมการขายไม่เสร็จในวันเดียวและต่อมามีการขอแก้ไขวันที่จดทะเบียนให้ถูกต้องดังนี้ แสดงให้เห็นว่านางสาวเทียมมิได้ถูกจำเลยฉ้อฉลแต่อย่างใด ยิ่งกว่านั้นคำของนายสมชายเจือสมกับคำของจำเลยและนางสาวผุสดีพยานของจำเลย ซึ่งเบิกความสอดคล้องต้องกันยืนยันว่านางสาวเทียมมีเจตนายกที่ดินให้จำเลยซึ่งเป็นหลานแต่ไม่ต้องการให้โจทก์ทราบ ไม่มีการฉ้อฉลนางสาวเทียมแต่อย่างใด สำหรับค่าธรรมเนียมในการโอนนางสาวผุสดีเป็นผู้ออกให้ เนื่องจากจำเลยเป็นหลานไม่มีเงินค่าธรรมเนียมแต่ไม่ติดใจที่จะเอาคืน ในวันจดทะเบียนนายสุชาติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มาสอบถามนางสาวเทียมว่ามาทำอะไร นางสาวเทียมตอบว่ามาโอนที่ดินให้หลาน นางสาวผุสดีเป็นอาของจำเลยและเป็นพี่สาวของโจทก์ ไม่มีสามีและบุตร จากทางนำสืบได้รับทรัพย์มรดกจากบิดามารดาจำนวนมากและมีฐานะดี การออกเงินค่าธรรมเนียมให้หลานเป็นเหตุผลให้รับฟังได้ นอกจากนี้ที่ดินบางแปลงที่นางสาวเทียมจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ดังนั้น หากมีการฉ้อฉลจริงแล้วที่ดินดังกล่าวต้องตกเป็นมรดกแก่ทายาทโดยธรรมซึ่งนางสาวผุสดีก็เป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกนางสาวเทียมด้วยคนหนึ่ง การที่นางสาวผุสดีมาเบิกความเป็นพยานจำเลยจึงเป็นปฏิปักษ์กับส่วนได้เสียของนางสาวผุสดี คำของนางสาวผุสดีจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ทำเป็นสัญญาซื้อขายโดยมิได้ชำระราคากันจริง ทั้งที่เป็นการให้จึงเป็นพิรุธนั้น เห็นว่า ขณะนางสาวฟ้อนซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของนางสาวเทียมยกที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 จ.11 จ.13 และ จ.14 ให้แก่นางสาวเทียมก็ได้ทำเป็นสัญญาซื้อขายกันและพี่น้องของนางสาวเทียมก็เคยปฏิบัติเช่นนั้น ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลโดยละเอียดชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีกและไม่ถือว่าเป็นพิรุธแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยต้องนำสืบให้ได้ตามสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสองนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ทำขึ้นเพราะถูกกลฉ้อฉลตามมาตรา 159 ทั้งโจทก์ก็มิได้เป็นบุคคลที่มีสิทธิจดทะเบียนได้ก่อนดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีหน้าที่นำสืบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง แต่ประการใด พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานโจทก์ คดีรับฟังได้ว่านางสาวเทียมมิได้ถูกจำเลยฉ้อฉลให้ทำนิติกรรมขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 ให้แก่จำเลย อันจะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่านิติกรรมการให้ที่ดินตามสำนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 ไม่มีผลบังคับหรือไม่ ปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ข้อเท็จจริงได้ความดังวินิจฉัยมาแล้วว่านางสาวเทียมมีเจตนายกที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยแต่จดทะเบียนนิติกรรมเป็นการขาย ดังนี้ ถือได้ว่าเป็นการจดทะเบียนนิติกรรมขายที่ดินเพื่ออำพรางนิติกรรมให้ ดังนั้น นิติกรรมขายที่ดินย่อมเป็นการแสดงเจตนาด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณี นิติกรรมดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ส่วนนิติกรรมให้ต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกอำพรางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง การที่นางสาวเทียมจดทะเบียนนิติกรรมขายมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินคือที่ดินเช่นเดียวกับนิติกรรมให้ต่างกันเพียงว่ามีค่าตอบแทนแก่กันหรือไม่เท่านั้น ย่อมถือได้ว่าการจดทะเบียนขายดังกล่าวเป็นการทำหนังสือและจดทะเบียนสำหรับการให้ที่ถูกอำพรางด้วยโดยอนุโลม นิติกรรมการให้ที่ดินระหว่างนางสาวเทียมและจำเลยจึงไม่เป็นโมฆะและมีผลบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ตามฎีกาของโจทก์และตามคำแก้ฎีกาของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเห็นสมควรเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 155 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจื่อม เต็มเจริญ ในฐานะ
ผู้จัดการมรดกของ
นางสาวเทียม เต็มเจริญ
โดยร้อยเอกสันทัด เต็มเจริญ
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายสุรวุฒิ เต็มเจริญ
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6329/2552
#504751
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการเลิกสัญญาของคู่สัญญาอาจเกิดจากข้อกำหนดในสัญญาหรือโดยบทบัญญัติของกฎหมายอันเป็นหลักทั่วไปตามมาตรา 387 ถึง 389 หรือตามบทบัญญัติว่าด้วยเอกเทศสัญญา ลักษณะเช่าทรัพย์ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าโจทก์ปฏิบัติต่อจำเลยไม่เป็นไปตามฐานะผู้ให้เช่าที่ควรให้ความสะดวกแก่ผู้เช่าตามสมควร แต่กลับไม่ให้ความสะดวกในการที่จำเลยให้เช่าช่วงนั้น เมื่อตามสัญญาเช่าไม่มีข้อสัญญาที่กำหนดให้จำเลยบอกเลิกสัญญาด้วยเหตุดังที่จำเลยกล่าวอ้างทั้งตามหนังสือบอกเลิกสัญญาของจำเลยก็มิได้ระบุว่าโจทก์กระทำผิดสัญญาข้อใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา หนังสือบอกเลิกสัญญาของจำเลยเป็นเพียงคำเสนอขอเลิกสัญญา เมื่อโจทก์ไม่ตกลงเลิกสัญญาตามคำเสนอของจำเลย สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงหาได้เลิกกันไม่

แม้ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 40 กำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินมีหน้าที่ต้องเสียก็ตาม แต่ตามสัญญาเช่าข้อ 15 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยเป็นผู้ชำระ เมื่อจำเลยไม่ชำระ โจทก์ก็ต้องชำระแทนและเรียกเอาจากจำเลยได้กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ผู้ให้เช่าฟ้องจำเลยผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 563 แต่เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

การฟ้องเรียกค่าปรับฐานชำระค่าเช่าล่าช้านั้นมิใช่เป็นการเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (3) แต่ถือเป็นคดีที่โจทก์ผู้ให้เช่าฟ้องจำเลยผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่าจึงต้องฟ้องภายใน 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าตามมาตรา 563

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 339,004,943.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องของโจทก์ และบังคับให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 51,733,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยขอสละข้อต่อสู้ในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง และในประเด็นฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และโจทก์สละข้อต่อสู้ในประเด็นฟ้องแย้งของจำเลยเคลือบคลุม

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,807,217.12 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน ดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท กับให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2527 จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์ บริเวณสถานีรถไฟอุตรดิตถ์ บริเวณที่สอง ถนนสำราญรื่น อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นเนื้อที่ 34,839 ตารางเมตร เพื่อปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ มีกำหนด 30 ปี นับตั้งแต่วันทำสัญญาถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2557 โดยมีข้อตกลงให้อาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งอุปกรณ์และส่วนควบของสิ่งปลูกสร้างซึ่งอยู่ในที่เช่าตกเป็นของโจทก์ แต่โจทก์ยอมให้จำเลยนำไปหาประโยชน์ได้จนครบกำหนดอายุสัญญาเช่า จำเลยตกลงชำระค่าเช่าแก่โจทก์เดือนละ 325,000 บาท แต่เฉพาะค่าเช่าในปีแรกคิดเพียงเดือนละ 162,500 บาท หากจำเลยผิดนัดในการชำระค่าเช่าจะต้องเสียค่าปรับแก่โจทก์เป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.075 ของค่าเช่าที่ค้างชำระ และจำเลยต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนในอัตราร้อยละ 12.5 ของค่าเช่ารายเดือนตลอดไปจนกว่าจะครบกำหนดตามสัญญา ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2535 โจทก์และจำเลยตกลงแก้ไขสัญญาเดิมโดยจำเลยไม่ต้องปลูกสร้างอาคารจำนวน 63 ห้อง จึงลดพื้นที่เช่าลงเหลือ 17,458 ตารางเมตร และลดค่าเช่าลงเหลือเดือนละ 226,706 บาท รายละเอียดตามสัญญาเช่า และบันทึกต่อท้ายสัญญาเช่า เมื่อยกเลิกการก่อสร้างอาคารบางส่วน คงเหลืออาคารพาณิชย์ที่จำเลยต้องก่อสร้างจำนวน 88 ห้อง ซึ่งจำเลยได้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำนวนดังกล่าวครบแล้ว ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2543 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ขอบอกเลิกสัญญาเช่า โดยอ้างว่าจำเลยได้รับการตอบสนองจากโจทก์ไม่ดีเท่าที่ควร เช่น การขออนุมัติให้ผู้เช่าช่วงเช่าอาคารพาณิชย์ หรือการเปลี่ยนแปลงผู้เช่าอาคารพาณิชย์ หรือการแก้ไขเพิ่มเติมอาคารเป็นไปอย่างล่าช้า ทำให้ผลประโยชน์ของจำเลยที่จะได้รับพลอยล่าช้าตามไปด้วย ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศทำให้การดำเนินกิจการของจำเลยประสบภาวะขาดทุน ผลประโยชน์ค่าเช่าที่จำเลยได้รับจากผู้เช่าช่วงแต่ละเดือนไม่เพียงพอที่จะจ่ายแก่โจทก์ โดยจำเลยขอเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2543 เป็นต้นไป หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ได้ชำระค่าเช่าและค่าภาษีให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2544 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่า โจทก์พิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้จำเลยเลิกสัญญาก่อนกำหนด และให้จำเลยชำระค่าเช่าตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2543 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2544 รวมทั้งค่าปรับฐานชำระค่าเช่าล่าช้าและค่าภาษีภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหนังสือตามหนังสือทวงถาม แต่จำเลยไม่ชำระ ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2544 โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกการเช่าไปยังจำเลย โดยให้มีผลเลิกการเช่าตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไป และให้จำเลยชำระค่าเช่า ค่าปรับฐานชำระค่าเช่าล่าช้าและค่าภาษีที่จำเลยไม่ชำระตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2543 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ตามหนังสือบอกเลิกสัญญา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันเพราะการบอกเลิกสัญญาของจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 อันเนื่องจากการกระทำของโจทก์ที่ปฏิบัติต่อจำเลยไม่เป็นไปตามฐานะผู้ให้เช่าที่ควรให้ความสะดวกแก่ผู้เช่าตามสมควร แต่กลับไม่ให้ความสะดวกแก่ผู้เช่าในการให้เช่าช่วง เป็นเหตุให้จำเลยไม่ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ นอกจากนี้โจทก์ยังคิดค่าเช่าเพิ่มเติมจากผู้เช่าช่วง ทั้ง ๆ ที่ผู้เช่าช่วงได้เช่าที่เพิ่มเติมในที่ที่จำเลยเช่าจากโจทก์ เป็นเหตุให้จำเลยไม่อาจหาประโยชน์จากที่เช่าได้เต็มตามสัญญา และไม่อนุมัติให้เช่าเต็มระยะเวลาตามที่จำเลยได้ทำสัญญาไว้กับโจทก์ ทำให้จำเลยขาดประโยชน์ที่ควรจะได้ เห็นว่า มาตรา 386 วรรคหนึ่ง บัญญญัติว่า " ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลิกสัญญาเช่นนั้นย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง " ตามบทบัญญัติดังกล่าว สิทธิในการเลิกสัญญาของคู่สัญญาจึงอาจเกิดจากข้อกำหนดในสัญญาหรือโดยบทบัญญัติของกฎหมายอันเป็นหลักการทั่วไปตามมาตรา 387 ถึง มาตรา 389 หรือตามบทบัญญัติว่าด้วยเอกเทศสัญญา ลักษณะเช่าทรัพย์ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า การกระทำของโจทก์ที่ปฏิบัติต่อจำเลยไม่เป็นไปตามฐานะผู้ให้เช่าที่ควรให้ความสะดวกแก่ผู้เช่าตามสมควร แต่กลับไม่ให้ความสะดวกในการให้เช่าช่วงนั้น ตามสัญญาเช่าไม่มีข้อสัญญาข้อใดที่กำหนดให้จำเลยบอกเลิกสัญญาในกรณีที่มีเหตุดังที่จำเลยกล่าวอ้างเกิดขึ้น ทั้งตามหนังสือบอกเลิกสัญญาของจำเลยก็มิได้ระบุว่าโจทก์กระทำผิดสัญญาเช่าข้อใด และไม่เข้ากรณีที่จำเลยจะมีสิทธิเลิกสัญญาโดยบทบัญญัติของกฎหมาย เนื่องจากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ใด หรือการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยแต่อย่างใด ทั้งการเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยก็เป็นการเช่าที่มีกำหนดเวลาตามที่ได้ตกลงกันไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า หนังสือบอกเลิกสัญญาของจำเลยเป็นเพียงคำเสนอขอเลิกสัญญาจึงชอบแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไม่ตกลงเลิกสัญญาตามคำเสนอของจำเลย สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงหาได้เลิกกันเพราะการบอกเลิกสัญญาของจำเลยไม่ ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญา โจทก์เองก็ยอมรับผลของการบอกเลิกสัญญาของจำเลย โดยพนักงานของโจทก์ติดต่อขอรายชื่อผู้เช่าช่วงและอัตราค่าเช่าแต่ละรายไปจากจำเลยนำไปเก็บค่าเช่าจากผู้เช่าช่วงแล้วพฤติกรรมดังกล่าวของคู่สัญญาถือได้ว่าสัญญาได้สิ้นสุดลงโดยปริยายนั้น เห็นว่า ข้ออ้างตามฎีกาดังกล่าวซึ่งมีความหมายว่าโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยายนั้น จำเลยมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ เมื่อสัญญาเช่ายังไม่เลิกกันตามหนังสือบอกเลิกสัญญาของจำเลย จำเลยก็มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าและค่าภาษีแก่โจทก์ รวมทั้งค่าปรับฐานชำระค่าเช่าล่าช้าดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า ฟ้องโจทก์สำหรับค่าภาษีและค่าปรับฐานชำระค่าเช่าล่าช้าขาดอายุความหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ค่าภาษีและค่าปรับฐานชำระค่าเช่าล่าช้านั้น เป็นการฟ้องในมูลหนี้เกี่ยวแก่สัญญาเช่า จึงมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าตามมาตรา 563 เห็นว่า สำหรับค่าภาษีโรงเรือนแม้ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 40 กำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินมีหน้าที่ต้องเสียดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ตามสัญญาเช่า ข้อ 15 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยเป็นผู้ชำระ เมื่อจำเลยไม่ชำระ โจทก์ก็ต้องชำระแทนและเรียกเอาจากจำเลยได้ กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ผู้ให้เช่าฟ้องจำเลยผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 แต่เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ส่วนนี้ไม่ขาดอายุความจึงชอบแล้ว ส่วนกรณีค่าปรับฐานชำระค่าเช่าล่าช้านั้น สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 4 กำหนดว่า หากจำเลยผิดนัดการชำระค่าเช่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.075 ของค่าเช่าที่ยังค้างชำระจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ เห็นว่า การฟ้องเรียกค่าปรับฐานชำระค่าเช่าล่าช้านั้น มิใช่เป็นการเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระ ถือว่าเป็นคดีที่โจทก์ผู้ให้เช่าฟ้องจำเลยผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่า จึงต้องฟ้องภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าตามมาตรา 563 ปัญหาว่าจำเลยส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าแก่โจทก์เมื่อใดในข้อนี้จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับมอบทรัพย์สินที่เช่าจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2544 นายประพันธ์ อัชแมนมิตร พยานจำเลยเบิกความว่า โจทก์ได้รับมอบพื้นที่จากจำเลยโดยขอรับรายชื่อผู้เช่าช่วงกับอัตราค่าเช่าที่เรียกเก็บแต่ละรายจากจำเลยไปดำเนินการเก็บค่าเช่าจากผู้เช่าช่วงแทนจำเลย ดังเช่นตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.11 ถึงล.13 นายบรรหาร พยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์เคยเก็บเงินค่าเช่าจากผู้เช่าช่วงบางรายตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.11 ถึง ล.13 จริง แต่ต่อมาวันที่ 3 กรกฎาคม 2544 คณะกรรมการของโจทก์มีมติให้ระงับการเก็บค่าเช่าไว้ก่อน เหตุที่โจทก์เก็บค่าเช่าจากผู้เช่าช่วงระยะหนึ่งนั้นเพราะเพื่อบรรเทาความเสียหายจากการขาดรายได้ที่สมควรได้จากจำเลย เห็นว่า จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์ได้รับมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2544 จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ แต่จำเลยคงมีนายประพันธ์เบิกความลอย ๆ ว่า โจทก์ได้รับมอบพื้นที่ไปจากจำเลยเพื่อไปเก็บค่าเช่าช่วงตามใบเสร็จรับเงินเอกสาร ล.11 ถึง ล.13 โดยไม่ปรากฏว่าได้มีการส่งมอบและรับมอบทรัพย์สินที่เช่ากันอย่างเป็นกิจจะลักษณะอย่างไรและเมื่อใด การที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์เก็บค่าเช่าจากผู้เช่าช่วงบางราย แต่ต่อมาคณะกรรมการของโจทก์มีมติให้ระงับการเก็บค่าเช่า แสดงให้เห็นว่าโจทก์ยังมิได้รับมอบทรัพย์สินคืนจากจำเลยดังที่จำเลยให้การต่อสู้คดี ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า มีการส่งมอบทรัพย์สินคืนกันหลังจากโจทก์บอกเลิกสัญญาคือ หลังวันที่ 12 ตุลาคม 2544 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545 จึงไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าตามมาตรา 563 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ไม่ขาดอายุความเพราะมีอายุความ 10 ปีนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาเช่าข้อ 24 กำหนดว่า หากโจทก์บอกเลิกสัญญาเนื่องจากความผิดของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ อีก นอกจากทรัพย์สินที่ติดอยู่ในสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับฐานชำระค่าเช่าล่าช้าจากจำเลยนั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/33 (3) ม. 386 ม. 387 ม. 388 ม. 389 ม. 563
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การรถไฟแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทโรงงานเหล็กกรุงเทพฯ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6325/2552
#504750
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้การว่าได้สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์หลายครั้ง แต่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ภ. และธนาคาร ก. ได้ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 เกินกว่าค่าสินค้าที่ได้สั่งซื้อ ถือเป็นคำให้การที่ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ได้สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์จริงตามฟ้อง แต่ได้ชำระหนี้หมดแล้ว ซึ่งเป็นการยอมรับในมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องแต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่าได้ชำระหนี้หมดแล้วเพื่อไม่ต้องรับผิดตามฟ้องภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยที่ 1 ที่มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าได้ชำระหนี้หมดแล้วอย่างไร เช่นเดียวกัน จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การรับว่าทำสัญญาค้ำประกันจริงแต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 5 ได้บอกเลิกการค้ำประกันซึ่งโจทก์ได้ยอมรับและให้บุคคลอื่นเข้าค้ำประกันแทนแล้ว จำเลยที่ 3 และที่ 5 ย่อมมีภาระการพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อไม่ต้องรับผิด เมื่อพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ตามฟ้องเสร็จสิ้นกับจำเลยที่ 3 และที่ 5 ได้มีการยกเลิกการค้ำประกันโดยโจทก์รับเอาบุคคลอื่นเข้าค้ำประกันแทนแล้วตามที่มีภาระการพิสูจน์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 จึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ผลิตและจำหน่ายปูนซีเมนต์ทุกชนิด โจทก์มอบอำนาจให้นายธงชัย ดำเนินคดีนี้แทน เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายปูนซีเมนต์กับโจทก์ ตกลงชำระราคาสินค้าภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลงในใบแจ้งหนี้ หากผิดนัดจำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี พร้อมด้วยเบี้ยปรับในอัตราตามที่โจทก์กำหนดจากต้นเงินตามใบแจ้งหนี้ที่ถึงกำหนดชำระ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงิน 5,000,000 บาท ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2541 ถึงเดือนมีนาคม 2542 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์หลายครั้ง ซึ่งโจทก์ได้ส่งสินค้าให้ครบถ้วนจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าสินค้าเป็นเงิน 1,625,634.86 บาท ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์บางส่วน โจทก์นำเงินดังกล่าวหักชำระค่าสินค้าค่าดอกเบี้ยและค่าเบี้ยปรับที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิด เมื่อหักชำระแล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระค่าสินค้าต่อโจทก์เป็นเงิน 1,326,282.29 บาท โดยมีรายละเอียดการค้างชำระรวม 12 รายการ ตามสำเนาใบแจ้งหนี้ ใบกำกับสินค้า/ใบกำกับภาษี และใบจ่ายสินค้าเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6 ถึง 56 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ชำระหนี้ที่ค้างชำระพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ค้างชำระคือวันที่ 6 สิงหาคม 2542 จนถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินค่าดอกเบี้ย 170,054.83 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 1,496,337.12 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,326,282.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ไม่ชอบ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ระหว่างเดือนสิงหาคม 2540 ถึงเดือนมีนาคม 2542 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์หลายครั้งเป็นเงิน 8,897,542 บาท แต่จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2541 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) ชำระหนี้แทนเป็นเงิน 8,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2542 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประตูน้ำพระอินทร์ ชำระหนี้แทนเป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 9,000,000 บาท เกินกว่าค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อ 102,458 บาท และโจทก์บรรยายฟ้องข้อ 3 ว่าระหว่างเดือนพฤษภาคม 2541 ถึงเดือนมีนาคม 2542 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์หลายครั้งเป็นเงิน 1,625,634.86 บาท ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วน คงค้างชำระ 1,326,282.29 บาท แต่จากข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2542 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประตูน้ำพระอินทร์ ชำระหนี้ค่าสินค้าให้โจทก์แทนจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,000,000 บาท หากจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ 1,625,634.86 บาท จริง จำเลยที่ 1 ก็ยังคงเป็นหนี้โจทก์อยู่เพียง 625,634.86 บาท เท่านั้น ไม่ใช่ 1,326,282.29 บาท ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะในฟ้องข้อ 3 มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระหนี้โจทก์เท่าไร โจทก์หักชำระค่าสินค้า ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับเท่าไร และจำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันโดยมิได้ตกลงเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และสัญญาค้ำประกันดังกล่าวสิ้นผลผูกพันเนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ได้บอกเลิกการค้ำประกันและโจทก์ได้รับเอาบุคคลผู้มีชื่อเข้าเป็นผู้ค้ำประกันแทนแล้ว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์และคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 เด็ดขาด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ประสงค์จะเข้ามาสู้คดี ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 6

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 20

มีนาคม 2538 โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายในลักษณะเปิดต่อกันว่า จำเลยที่ 1 จะสั่งซื้อสินค้าปูนซีเมนต์จากโจทก์เป็นคราว ๆ ไป โดยวิธีปฏิบัติต่อกันรวมทั้งการชำระหนี้มีรายละเอียดตามสัญญาซื้อขายปูนซีเมนต์เอกสารหมาย จ.4 และวันที่ 16 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 ออกจากสารบบความ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ต้องชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์บรรยายฟ้องว่า ภายหลังจากทำสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 แล้ว จำเลยที่ 1 สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์หลายครั้ง โจทก์ส่งสินค้าให้ครบถ้วนและจำเลยที่ 1 ก็ชำระหนี้แก่โจทก์ สำหรับกรณีที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ คือการซื้อขายปูนซีเมนต์ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2541 ถึงเดือนมีนาคม 2542 ซึ่งจำเลยที่ 1 สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์หลายครั้ง และค้างชำระเงินจำนวน 1,625,634.86 บาท แต่เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์บางส่วน โจทก์นำไปชำระเป็นค่าสินค้าที่ค้างชำระ ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับแล้วคงเหลือหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระเป็นเงินรวม 1,326,282.29 บาท โดยโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ในข้อ 3 ถึงรายละเอียดของหนี้แต่ละรายการที่ค้างชำระรวม 12 รายการ พร้อมทั้งแนบสำเนาใบแจ้งหนี้ ใบกำกับสินค้า/ใบกำกับภาษีและใบจ่ายสินค้ามาท้ายคำฟ้องด้วย จำเลยที่ 1 ให้การว่า ระหว่างเดือนสิงหาคม 2540 ถึงเดือนมีนาคม 2542 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์หลายครั้งเป็นเงิน 8,897,542 บาท แต่จำเลยที่ 1 โดยบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประตูน้ำพระอินทร์ ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์แทนแล้วรวม 9,000,000 บาท เกินกว่าค่าสินค้าที่ได้สั่งซื้อไป 102,458 บาท เป็นคำให้การที่ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ได้สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์ตามฟ้องจริง แต่ได้ชำระหนี้หมดแล้ว ซึ่งเป็นการยอมรับในมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้อง แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่าได้ชำระหนี้หมดแล้วเพื่อไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยที่ 1 ที่มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าได้ชำระหนี้หมดแล้วอย่างไรเช่นเดียวกัน จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การรับว่าทำสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.5 จริง แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 5 ได้บอกเลิกการค้ำประกัน ซึ่งโจทก์ได้ยอมรับและให้บุคคลอื่นเข้าค้ำประกันแทนแล้ว จำเลยที่ 3 และที่ 5 ย่อมมีภาระการพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อไม่ต้องรับผิด ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 นำสืบโดยมีนายอนุ กรรมการของจำเลยที่ 1 และนางเยาวลักษณ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของจำเลยที่ 1 เบิกความทำนองเดียวกันว่า เกี่ยวกับคดีนี้จำเลยที่ 1 สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์ประมาณเดือนสิงหาคม 2540 เป็นเงิน 8,000,000 บาทเศษ โดยมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประตูน้ำพระอินทร์ เป็นผู้ค้ำประกันในวงเงินรวม 9,000,000 บาท ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.3 จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์หมดแล้ว โดยชำระในเดือนมิถุนายน 2541 เป็นเงิน 8,000,000 บาทเศษ และเดือนสิงหาคม 2542 อีก 1,000,000 บาทเศษ เกินกว่ายอดหนี้ที่โจทก์ฟ้องแล้ว โจทก์คิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับจากจำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิ เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 4 กำหนดกรณีที่ลูกหนี้คือจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ช้ากว่ากำหนดจะต้องจ่ายดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และยังต้องเสียเบี้ยปรับตามที่โจทก์กำหนดด้วย คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดเจนว่าหลังจากทำสัญญาซื้อขายกันตามเอกสารหมาย จ.4 แล้ว จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าปูนซีเมนต์จากโจทก์หลายครั้ง โดยมีการชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วน แต่หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็น

คดีนี้เป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระโจทก์อยู่ โดยได้บรรยายรายละเอียดที่ค้างชำระด้วยว่าเป็นหนี้รายการใดบ้าง จำนวนเท่าใด พร้อมทั้งมีสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องแนบท้ายคำฟ้องมาด้วย ส่วนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์บางส่วนนั้น นอกจากหักชำระค่าสินค้าแล้วโจทก์ยังหักชำระค่าดอกเบี้ยผิดนัดและเบี้ยปรับด้วย จำเลยที่ 1 มิได้ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดและเบี้ยปรับ เพิ่งมากล่าวอ้างลอย ๆ ในชั้นสืบพยานแตกต่างไปจากที่สัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 4 กำหนดไว้ จึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบเช่นนั้นได้ สำหรับเรื่องการชำระหนี้นั้นแม้ในชั้นพิจารณาโจทก์จะเป็นฝ่ายนำพยานเข้า

สืบก่อน แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังคงมีภาระการพิสูจน์ตามกฎหมายที่จะต้องนำสืบให้เห็นว่าได้มีการชำระหนี้ตามฟ้องไปครบถ้วนตามที่ให้การไว้แล้วอย่างไร และโจทก์ซึ่งนำพยานเข้าสืบก่อนได้แสดงหลักฐานชัดเจนว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระคือหนี้ที่ปรากฏตามใบแจ้งหนี้ ใบกำกับสินค้า/ใบกำกับภาษีเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.30 ซึ่งตรงกับที่โจทก์บรรยายฟ้อง จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า หนี้แต่ละรายการที่โจทก์ฟ้องนั้น จำเลยที่ 1 ชำระเสร็จสิ้นแล้วด้วยวิธีใดอย่างไร แต่กลับปรากฏว่าจำเลยที่ 1 นำสืบลอย ๆ ว่า มีการชำระหนี้หมดแล้ว โดยมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) ชำระให้ไปแล้ว 8,000,000 บาทเศษ เมื่อเดือนมิถุนายน 2541 และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประตูน้ำพระอินทร์ ชำระอีก 1,000,000 บาทเศษ เมื่อเดือนสิงหาคม 2542 โดยมิได้นำสืบให้เห็นว่า การชำระหนี้ทั้งสองครั้งดังกล่าวนี้เกี่ยวข้องกับหนี้ตามฟ้องอย่างไร เอกสารหมาย ล.3 ก็เป็นเพียงสำเนาสัญญาค้ำประกันเท่านั้น ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการชำระหนี้แต่อย่างใด นอกจากนี้ยังปรากฏว่า ใบแจ้งหนี้ฉบับแรกตามเอกสารหมาย จ.7 ถึงกำหนดชำระวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 ใบแจ้งหนี้ฉบับอื่น ๆ ต่อมาก็ถึงกำหนดชำระหลังจากนั้น ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) ได้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 จำนวน 8,000,000 บาทเศษ เมื่อเดือนมิถุนายน 2541 จึงไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับหนี้ที่โจทก์ฟ้องแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประตูน้ำพระอินทร์ ชำระหนี้ให้แทนเป็นเงิน 1,000,000 บาทเศษ เมื่อเดือนสิงหาคม 2542 นั้น โจทก์มีใบเสร็จรับเงินตามเอกสารหมาย จ.6 แสดงให้เห็นว่าได้มีการนำไปแบ่งชำระหนี้จำนวนใด เพียงใด ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็มิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น โดยมิได้นำสืบให้เห็นเช่นกันว่าเงิน 1,000,000 บาทเศษดังกล่าวได้ชำระหนี้ตามฟ้องจำนวนใด อย่างไร พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ตามฟ้องเสร็จสิ้นแล้วตามที่มีภาระการพิสูจน์ จึงต้องรับผิดตามฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 5 ที่ให้การต่อสู้ว่า ได้ยกเลิกการค้ำประกันโดยโจทก์ได้รับเอาบุคคลอื่นเข้าค้ำประกันแทนแล้วนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าได้นำสืบให้เห็นถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวแต่อย่างใด จึงยังคงต้องผูกพันร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์และโจทก์นำสืบไม่สม ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ให้การต่อสู้ไว้และศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ให้การต่อสู้ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปีแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏว่าตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ซึ่งเป็นหนี้รายการแรกที่ถึงกำหนดชำระ วันที่ครบกำหนดชำระคือวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 อายุความที่จะใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2543 จึงยังไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ ดังนั้น แม้ถึงหากว่าอายุความในกรณีนี้จะมีกำหนด 2 ปี ตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ให้การต่อสู้ คดีโจทก์ก็ยังไม่ขาดอายุความ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าอายุความที่ใช้บังคับมีกำหนด 2 ปี ตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 กล่าวอ้าง หรือมีกำหนด 5 ปี

สำหรับดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกได้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 4 ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.29 ซึ่งเป็นฉบับสุดท้าย โจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2542 เป็นต้นไป หนี้รายการก่อนหน้านั้นโจทก์มีสิทธิเรียกได้ก่อน แต่โจทก์เรียกร้องทุกรายการโดยเริ่มแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไป เป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 มากกว่า จึงกำหนดให้ตามที่ขอ"

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 1,326,282.29 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 มิถุนายน 2543) ต้องไม่เกิน 170,054.83 บาท ตามที่โจทก์ขอโดยให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 ร่วมรับผิดในวงเงิน 5,000,000 บาท ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสามปอ คอนกรีต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ