คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5721/2552
#503064
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเพิ่งจะอ้างส่งบันทึกคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาและใบเสนอราคาเป็นเอกสารท้ายฎีกา โจทก์ไม่มีโอกาสหักล้างข้อเท็จจริงหรือโต้แย้งเอกสารดังกล่าวได้ทำให้โจทก์เสียเปรียบในการต่อสู้คดี ทั้งจำเลยรู้ถึงความมีอยู่ของเอกสารดังกล่าวตั้งแต่แรกที่โจทก์ฟ้องคดี การที่จำเลยยื่นเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกาเป็นการนำเอกสารเข้าสู่สำนวนคดีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กรกฎาคม 2541) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้รับจ้างในแบบสัญญาจ้างซึ่งเป็นการรับจ้างก่อสร้างถนนจากบ้านหินโงม หมู่ที่ 3 ถึงบ้านศรีชมชื่น หมู่ที่ 6 กับองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหินโงม โดยมีโจทก์เป็นผู้ก่อสร้างถนนสายดังกล่าวจนแล้วเสร็จและได้ส่งมอบงานก่อนสร้างแก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหินโงมแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์สร้างถนนจากบ้านหินโงม หมู่ที่ 3 ถึงบ้านศรีชมชื่น หมู่ที่ 5 และต้องชำระค่าจ้างแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2540 จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างถนนจากบ้านหินโงมถึงบ้านศรีชมชื่นยาวประมาณ 4,500 เมตร กว้าง 6 เมตร สูงประมาณ 50 เซนติเมตร ตกลงค่าจ้างเป็นเงิน 350,000 บาท โจทก์เป็นผู้หาอุปกรณ์และคนงานเอง กำหนดจ่ายค่าจ้างเมื่องานแล้วเสร็จและจำเลยเบิกเงินได้แล้ว โจทก์ลงมือทำงานเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2540 และก่อสร้างเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2540 โจทก์ส่งมอบงานให้แก่จำเลยและจำเลยได้รับค่าจ้างจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหินโงมแล้วแต่ไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์และโจทก์มีนายสุทธิชัยหัวหน้าส่วนโยธาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหินโงมเป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างถนน จำเลยเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างถนนยาวประมาณ 4,400 เมตร กว้าง 6 เมตร สูงประมาณ 50 เซนติเมตร ค่าจ้างประมาณ 450,000 บาท มีการขึ้นป้ายประกาศไว้ตามภาพถ่าย ระยะเวลาก่อสร้างตั้งแต่เดือนกันยายน 2540 ถึงเดือนตุลาคม 2540 จำเลยว่าจ้างโจทก์เป็นผู้ก่อสร้างช่วง โจทก์เริ่มก่อสร้างในเดือนตุลาคม 2540 และสร้างเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2540 โดยมีการส่งมอบงานในเดือนดังกล่าว พยานตรวจสอบแล้วพบว่าถูกต้องตามแบบและจำเลยได้รับเงินค่าจ้างไปแล้ว กับมีนายบุญทันซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหินโงมเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างถนนสายบ้านหินโงม - บ้านศรีชมชื่น ซึ่งมีความยาวประมาณ 4 กิโลเมตร ค่าจ้างประมาณ 450,000 บาท เริ่มสัญญาในเดือนกันยายน 2540 และสิ้นสุดในเดือนตุลาคม 2540 มีโจทก์เป็นผู้ก่อสร้างในเดือนตุลาคม 2540 และถนนแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2540 จำเลยได้รับเงินค่าจ้างไปแล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายอุทิศ นายหนูคล้ายและนายถวิลเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างถนน ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า นายคำผางขอให้จำเลยทำสัญญาจ้างก่อสร้างถนนแทนและให้จำเลยช่วยดูแลการก่อสร้าง โดยให้ค่าจ้างจำเลย 3,000 บาท นายคำผางให้โจทก์ก่อสร้างถนนสายดังกล่าว ระหว่างก่อสร้างนายคำผางถึงแก่ความตาย โจทก์จึงส่งมอบงานให้แก่ผู้ว่าจ้าง นางทองจันทร์ภริยานายคำผางเป็นผู้รับเงินค่าจ้างและได้เสียภาษีเงินได้จากเงินค่าจ้างในนามนายคำผาง จำเลยไม่ได้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างถนน และจำเลยมีนายชวนชัยและนายประยูรเป็นพยานเบิกความว่า นายคำผางเป็นผู้รับงานก่อสร้างถนนและได้ว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างถนนแทน จำเลยเป็นลูกจ้างของนายคำผางเช่นเดียวกับพยาน เห็นว่า นายบุญทันพยานโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในแบบสัญญาจ้างในฐานะผู้ว่าจ้าง ส่วนนายสุทธิชัยเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างถนน ย่อมรู้เห็นเกี่ยวกับการก่อสร้างถนนสายดังกล่าวเป็นอย่างดี ทั้งข้อเท็จจริงที่พยานทั้งสองเบิกความก็เป็นข้อเท็จจริงที่พยานทั้งสองปฏิบัติไปตามหน้าที่ โดยไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสองมีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าพยานจะเบิกความเพื่อช่วยเหลือโจทก์และให้ร้ายจำเลยโดยปราศจากมูลความจริง คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของจำเลยคงมีแต่คำเบิกความของตัวจำเลยซึ่งไม่สมเหตุผล เพราะจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างโดยไม่ได้ระบุว่าได้กระทำการแทนนายคำผาง และจำเลยไม่ได้ถามค้านนายบุญทันเพื่อให้นายบุญทันรับรองข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำสัญญาจ้างแทนนายคำผางจริงหรือไม่ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยทำสัญญาจ้างแทนนายคำผางจึงเลื่อนลอย ไม่น่าเชื่อถือ แม้นายชวนชัยและนายประยูรพยานจำเลยจะเบิกความว่าจำเลยเป็นลูกจ้างของนายคำผาง แต่เมื่อทนายโจทก์ให้นายชวนชัยดูแบบสัญญาจ้างนายชวนชัยก็เบิกความรับว่า จำเลยเป็นผู้รับจ้าง และนายชวนชัยไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วจำเลยหรือโจทก์เป็นผู้รับเหมาทำงานก่อสร้างถนนสายบ้านหินโงม - บ้านศรีชมชื่น ส่วนนายประยูรก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า นายประยูรไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วใครเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างถนนสายบ้านหินโงม - บ้านศรีชมชื่น คำเบิกความของนายชวนชัยและนายประยูรหาได้สนับสนุนให้คำเบิกความของจำเลยมีน้ำหนักรับฟังเพิ่มขึ้นไม่ พยานหลักฐานของโจทก์มีทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และภาพถ่ายสถานที่ก่อสร้างประกอบกันอย่างสมเหตุผล จึงมีน้ำหนักรับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างถนนสายพิพาทและยังมิได้ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ดังที่ฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ตามบันทึกคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาและใบเสนอราคาเอกสารท้ายฎีกามีชื่อนายคำผางเป็นผู้เสนอราคาก่อสร้างในอันดับ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่านายคำผางเป็นผู้รับจ้างนั้น เห็นว่า การที่จำเลยเพิ่งจะอ้างส่งบันทึกคณะกรรมการเปิดซองสอบราคา ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2540 และใบเสนอราคาลงวันที่ 26 สิงหาคม 2540 เป็นเอกสารท้ายฎีกาเป็นการนำเอกสารเข้าสู่สำนวนคดีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีโอกาสหักล้างข้อเท็จจริงหรือโต้แย้งเอกสารดังกล่าวได้ ทำให้โจทก์เสียเปรียบในการต่อสู้คดี ทั้งจำเลยรู้ถึงความมีอยู่ของเอกสารดังกล่าวตั้งแต่แรกที่โจทก์ฟ้องคดี การที่จำเลยยื่นเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกาโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายจึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่อาจทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปได้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88 ม. 90 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประคอง สระแก้ว
จำเลย — นายเผด็จ เพ็งสวรรค์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5718/2552
#494315
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงิน โดยโจทก์มีจุดประสงค์ให้จำเลยที่ 1 นำเงินที่ได้รับจากโจทก์ไปใช้ในการวิ่งเต้นกับคณะกรรมการคุมสอบเพื่อให้ช่วยเหลือบุตรสาวโจทก์ให้ผ่านการสอบคัดเลือกด้วยวิธีการอันมิชอบ ซึ่งจะทำให้บุตรสาวโจทก์ได้เปรียบผู้สมัครสอบรายอื่น และทำให้การวัดผลไม่เป็นไปอย่างเที่ยงธรรมตรงไปตรงมา ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ทางราชการ วัตถุประสงค์ของการทำสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์และจำเลยจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 145,437.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 130,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัด (วันที่ 31 ตุลาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้ทางพิจารณาจะไม่ปรากฏชัดว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 พูดจาตกลงกันให้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานซึ่งเป็นคณะกรรมการคุมสอบในลักษณะเป็นการให้สินบนหรือสินน้ำใจเพื่อจูงใจให้กระทำการโดยทุจริตหรือผิดกฎหมายซึ่งจะเป็นคุณแก่บุตรสาวโจทก์ก็ตาม แต่โดยพฤติการณ์ดังที่ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 มีจุดประสงค์ให้จำเลยที่ 1 นำเงินที่ได้รับจากโจทก์ไปใช้ในการวิ่งเต้นกับคณะกรรมการคุมสอบเพื่อให้ช่วยเหลือบุตรสาวโจทก์ให้ผ่านการสอบคัดเลือกด้วยวิธีการอันมิชอบ ซึ่งจะทำให้บุตรสาวโจทก์ได้เปรียบผู้สมัครสอบรายอื่น ๆ และทำให้การวัดผลไม่เป็นไปอย่างเที่ยงธรรมตรงไปตรงมา ก่อให้เกิดผลเสียแก่ราชการ เป็นการปลูกฝังธรรมเนียมปฏิบัติที่ขัดต่อจริยธรรมและคุณธรรมอันดีงาม ทั้งยังเป็นบ่อเกิดแห่งการทุจริตและประพฤติมิชอบในหน่วยงานต่าง ๆ วัตถุประสงค์ของการทำสัญญากู้เงิน จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวัชระ คำเขียว
จำเลย — จ่าสิบเอกประทีป ไกรศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายสุรเดช ราบุรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายโสฬส สุวรรณเนตร์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5715/2552
#506512
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้ที่โจทก์อ้างส่งมีลักษณะเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 เมื่อโจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร จึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวแม้โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องขออนุญาตปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนในภายหลังได้ แต่ต้องกระทำเสียก่อนหรือในขณะที่ได้นำสัญญากู้มาอ้างเป็นพยานหลักฐาน หรือก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา การที่โจทก์เพิ่งมาร้องขอต่อศาลฎีกาหลังจากที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไปแล้ว ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะอนุญาตให้ทำการแก้ไขได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2541 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินไปจากโจทก์จำนวน 400,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกวันที่ 28 ของเดือน และจะชำระต้นเงินคืนโจทก์ในวันที่ 28 เมษายน 2542 จำเลยผิดนัดชำระดอกเบี้ยและต้นเงิน โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วแต่จำเลยไม่ชำระ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน 30 วัน เป็นเงิน 84,931 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 484,931 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 484,931 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมีชื่อเดียวว่า บังอร ส่วนชื่อศิริอร เป็นชื่อร้านค้าของจำเลย จำเลยไม่เคยกู้เงินจำนวน 400,000 บาท จากโจทก์ โจทก์ร่วมมือกับนางสาวสมถวิล นายกฤชชัย ทำสัญญากู้ปลอม โดยนางสาวสมถวิลซึ่งเป็นภริยาโจทก์นำแบบฟอร์มสัญญากู้ที่ยังไม่มีการกรอกข้อความในช่องว่างมาให้จำเลยลงชื่อในช่องผู้กู้ จำเลยลงชื่อให้ไปด้วยความเกรงใจและกลัวถูกนางสาวสมถวิลเร่งรัดหนี้สินเพราะจำเลยเป็นลูกหนี้เงินกู้นางสาวสมถวิลจำนวน 1,000,000 บาท ต่อมาจำเลยถูกนางสาวสมถวิลฟ้องเรียกหนี้ตามสัญญากู้จำนวน 1,000,000 บาท ดังกล่าว ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ในระหว่างจำเลยถูกนางสาวสมถวิลฟ้อง โจทก์ นางสาวสมถวิล และนายกฤชชัยร่วมกันนำแบบฟอร์มสัญญากู้ที่จำเลยลงชื่อให้ไว้ดังกล่าวมากรอกข้อความในช่องว่าง โจทก์ลงชื่อในช่องผู้ให้กู้ นางสาวสมถวิลและนายกฤชชัยลงชื่อในช่องพยานโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย และนำไปปิดอากรแสตมป์ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลย จำเลยมีหนังสือปฏิเสธไปว่าไม่ได้เป็นหนี้หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีที่นางสาวสมถวิลฟ้องจำเลย นางสามสมถวิลคืนเช็คที่เป็นหนี้จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมสัญญากู้ในคดีนี้ให้กับสามีจำเลยรับไว้ สัญญากู้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารที่โจทก์กับพวกร่วมกันปลอมขึ้นมาไม่มีมูลหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (20 ตุลาคม 2542) ต้องไม่เกิน 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์เสียก่อนว่า หนังสือสัญญากู้เงินเป็นเอกสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์หรือหากปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้เพียงใดหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นวา ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ที่ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว..." ซึ่งเอกสารสัญญากู้เงินที่โจทก์อ้างตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 มีลักษณะเป็นตราสารต้องปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเอกสารสัญญากู้เงินตามที่โจทก์อ้างมิได้ปิดอากรแสตมป์ และตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งตรงกับต้นฉบับในเอกสารหมาย ล.11 มีการปิดอากรแสตมป์เพียง 80 บาท ไม่ครบถ้วนจำนวน 200 บาท ตามกฎหมาย สัญญากู้เงินดังกล่าวจึงปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ข้างต้น ประกอบกับจำเลยให้การต่อสู้ว่า หนังสือสัญญากู้เงินที่โจทก์ฟ้องเป็นเอกสารปลอม เพราะมีการกรอกข้อความลงในเอกสารดังกล่าวโดยพลการ โดยที่จำเลยไม่รู้เห็นยินยอมด้วย โจทก์จึงไม่อาจอาศัยหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยรับผิดตามกฎหมายได้

ส่วนปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยได้เองเพราะจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้นั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งแม้จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ชัดแจ้งในคำให้การ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้ยกปัญหาเหล่านี้ขึ้นวินิจฉัยโดยละเอียดครบถ้วนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้ออื่น เพราะไม่มีผลทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาและยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 ขออนุญาตปิดอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญากู้เงินนั้น เห็นว่า การร้องขอดังกล่าวโจทก์ชอบที่จะกระทำเสียก่อนหรือในขณะที่ได้นำสัญญากู้เงินมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง หรือก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินชี้ขาดคดี การที่โจทก์เพิ่งมาร้องขอดังกล่าวหลังจากที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไปแล้ว ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะอนุญาตให้ทำการแก้ไข จึงมีคำสั่งไม่อนุญาต ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86 ม. 87
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจักรพันธ์ ประทีป
จำเลย — นางสาวบังอรหรือศิริอร สัมโมทย์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมชาย สินเกษม
สุรชัย เอื้ออารีตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5690/2552
#494000
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่ากันเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีแต่ยังคงอยู่กินและอุปการะเลี้ยงดูกันเสมือนมิได้หย่ากันเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างกัน การหย่าดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 คำฟ้องของโจทก์ที่อ้างว่าการหย่าเป็นโมฆะและขอแบ่งทรัพย์ที่ทำมาหาได้ จึงเป็นการขอเข้าจัดการสินสมรสร่วมกับจำเลยซึ่งโจทก์มีสิทธิร้องขอได้ตราบเท่าที่โจทก์และจำเลยยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยากันอยู่ และกรณีนี้มิใช่เป็นสิทธิเรียกร้องที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/9

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยแบ่งเงินค่าขายที่ดินแปลงต่าง ๆ พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเป็นจำนวนเงิน 7,950,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จสิ้นแล้ว และแบ่งเงินค่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากธนาคารให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 4,800,000 บาท ให้จำเลยแบ่งเงินจำนวน 9,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จสิ้น และแบ่งเงินค่าดอกเบี้ยตามจำนวนที่เป็นจริงให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยโอนสิทธิในหุ้นกู้ด้อยสิทธิของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 5,000,000 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการขายให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และแบ่งเงินค่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากธนาคารให้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,500,000 บาท และให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ให้ประเมินราคากันระหว่างโจทก์ จำเลย หากตกลงกันยังไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินแบ่งกัน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งเงินให้โจทก์จำนวน 5,000,000 บาท และให้จำเลยโอนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 146 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 55/242 หมู่ที่ 5 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์มีว่า สิทธิเรียกร้องขอให้แบ่งทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่ากันโดยแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างกัน ทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการลดจำนวนภาษี ย่อมเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 ดังนั้นคำฟ้องของโจทก์ที่ขอแบ่งทรัพย์ซึ่งทำมาหาได้ จึงเป็นการขอเข้าจัดการสินสมรสร่วมกับจำเลย ซึ่งโจทก์มีสิทธิร้องขอได้ตราบเท่าที่โจทก์และจำเลยยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยากันอยู่ และกรณีนี้มิใช่เป็นสิทธิเรียกร้องที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 คดีโจทก์หาใช่ขาดอายุความตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาไม่ ฎีกาของโจทก์ในประการนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่เหลือว่า จำเลยต้องแบ่งทรัพย์ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ข้อนี้เบื้องแรกเห็นได้ว่า ตามท้องสำนวนโจทก์ยินยอมให้จำเลยจัดการสินสมรสเพียงผู้เดียวตลอดมา จนกระทั่งปี 2543 โจทก์เพิ่งทราบว่าจำเลยมีภริยาอีกคน โจทก์จึงขอให้จำเลยแบ่งสินสมรสให้โจทก์ และศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าการที่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมแบ่ง ถือว่าจำเลยจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายถึงขนาด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1484 (1) โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลสั่งแยกสินสมรสได้ตามมาตรา 1484 วรรคสอง และ 1492 และในประการนี้โจทก์อ้างในคำฟ้องว่าหลังจากจดทะเบียนการหย่ากันแล้ว โจทก์จำเลยคงมีสินสมรสที่โจทก์ประสงค์จะขอแบ่ง ได้แก่ เงินสดจากการขายที่ดินอันเป็นสินสมรสจำนวน 18,500,000 บาท เงินสดที่ฝากไว้กับธนาคารผู้มีชื่อ พร้อมดอกเบี้ยในนามนายปัญจวัชรและในนามจำเลยเป็นเงิน 19,000,000 บาท หุ้นด้อยสิทธิของธนาคารผู้มีชื่อจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 เนื้อที่ 146 ตารางวา พร้อมบ้าน โดยโจทก์นำสืบว่าเป็นสินสมรสที่จำเลยรวบรวมมาจากเงินที่รับจ้างแสดงภาพยนตร์และจากการขายบ้านพร้อมที่ดินที่ซื้อหาได้มาระหว่างที่สมรสกัน ฝ่ายจำเลยนำสืบว่า จำเลยแบ่งเงินที่รวบรวมไว้ดังกล่าวให้แก่บุตรสาว 3 คน คนละ 5,000,000 บาท ให้แก่บุตรชาย 10,000,000 บาท และซื้อที่ดินให้บุตรทุกคน คนละ 1 แปลง สำหรับที่ดิน 3 แปลง ที่ยกให้บุตรสาวซึ่งแปลงหนึ่งมีบ้านเลขที่ 1025/1 ซอยอุดมสุข 31 ปลูกอยู่ด้วย เพิ่งขายไปในปี 2547 เป็นเงินราคาประมาณ 18,000,000 - 19,000,000 บาท ความข้อนี้ตรงกับที่นางสาวปฏาจารีบุตรสาวของโจทก์จำเลยพยานโจทก์เบิกความยอมรับไว้ทั้งยังรับรองด้วยว่าพยานกับพี่สาวอีก 2 คน ดังกล่าวได้รับเงินราคาขายที่ดินไปครบถ้วนแล้ว เช่นเดียว กับที่โจทก์เองก็เบิกความยอมรับว่าจำเลยมอบเงินให้โจทก์ส่งไปให้นายปัญจวัชรที่ประเทศสหรัฐอเมริกาหลายครั้งรวมประมาณ 10,000,000 บาท จริง ดังนั้น ทั้งเงินค่าซื้อที่ดินและเงินสดที่ยกให้บุตรทั้งสี่คนรวมแล้วประมาณ 40,000,000 บาท จึงเป็นการยกสินสมรสให้บุตรโดยความยินยอมของโจทก์ นอกจากนี้บัญชีเงินฝากต่าง ๆ ดังกล่าวจำเลยก็ปิดบัญชีหมดแล้ว ที่สำคัญโจทก์นำสืบไม่ได้ว่ายังคงเหลือตัวเงินจริงเท่าใด จำเลยให้การว่า เงินสดจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยซึ่งได้รับจากธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) สาขาสุขุมวิท 101/1 เป็นเงินที่ได้มาจากการทำมาหาได้ของจำเลยหลังจากจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ แต่ศาลวินิจฉัยว่าการหย่าเป็นโมฆะ จึงต้องฟังว่าเงินดังกล่าวและดอกเบี้ยอีก 660,000 บาท เป็นสินสมรส ต้องนำมาแบ่งแก่กัน สำหรับหุ้นด้อยสิทธิของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำนวน 10,000,000 บาท นั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อเดือนตุลาคม 2546 จำเลยไปไถ่ถอนในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 อันเป็นการไถ่ถอนก่อนครบกำหนดและไม่แบ่งแก่โจทก์ ย่อมเป็นการจัดการสินสมรสโดยไม่ชอบ เช่นเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอเข้าจัดการสินสมรสในส่วนนี้ได้ จำเลยต้องแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง แต่ตามรายการโอนเงินค่าหุ้นและดอกเบี้ยเข้าบัญชีที่โจทก์เสนอแสดง ไม่ปรากฏรายการโอนดอกเบี้ย 5,000,000 บาท เข้าบัญชีตามที่โจทก์เบิกความ จึงไม่อาจบังคับในส่วนของดอกเบี้ยได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร พร้อมบ้านเลขที่ 55/242 หมู่ที่ 5 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร จำเลยซื้อที่ดินมาในปี 2541 และปลูกสร้างบ้านในปี 2544 ถึง 2545 เมื่อศาลวินิจฉัยว่าการหย่าเป็นโมฆะ ที่ดินพร้อมบ้านหลังดังกล่าวจึงเป็นสินสมรสของโจทก์จำเลย โจทก์ย่อมมีสิทธิใส่ชื่อร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมได้ ฎีกาในประการนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งเงินแก่โจทก์ 7,830,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (วันที่ 28 ตุลาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยโอนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 146 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 55/242 หมู่ที่ 5 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 ม. 193/9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวัชรี สัตตบุศย์
จำเลย — นายประจวบ ฤกษ์ยามดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางอัจฉรา วริวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5690/2552
#506511
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่ากันโดยแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างกัน ทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการลดจำนวนภาษีย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์ที่ขอแบ่งทรัพย์ซึ่งทำมาหาได้ จึงเป็นการขอเข้าจัดการสินสมรสร่วมกับจำเลยซึ่งโจทก์มีสิทธิร้องขอได้ตราบเท่าที่โจทก์และจำเลยยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยากันอยู่และกรณีนี้มิใช่เป็นสิทธิเรียกร้องที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/9 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ยินยอมให้จำเลยจัดการสินสมรสเพียงผู้เดียวตลอดมา จนกระทั่งปี 2543 โจทก์เพิ่งทราบว่าจำเลยมีภริยาอีกคน โจทก์จึงขอให้จำเลยแบ่งสินสมรสให้โจทก์และศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าการที่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมแบ่งถือว่าจำเลยจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายถึงขนาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1484 (1) โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลสั่งแยกสินสมรสได้ตามมาตรา 1484 วรรคสอง และมาตรา 1492

เงินค่าซื้อที่ดินและเงินสดที่ยกให้บุตรทั้งสี่คนรวมแล้วประมาณ 40,000,000 บาท เป็นการยกสินสมรสให้บุตรโดยความยินยอมของโจทก์โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่งสินสมรสนี้ ส่วนเงินที่ได้มาจากการทำมาหาได้ของจำเลยหลังจากจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ แต่ศาลวินิจฉัยว่าการหย่าเป็นโมฆะ จึงต้องฟังว่า เงินดังกล่าวและดอกเบี้ยอีก 660,000 บาท เป็นสินสมรส ต้องนำมาแบ่งกันสำหรับหุ้นด้อยสิทธิของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) นั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อเดือนตุลาคม 2546 จำเลยไปไถ่ถอนในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 อันเป็นการไถ่ถอนก่อนครบกำหนด และไม่แบ่งแก่โจทก์ ย่อมเป็นการจัดการสินสมรสโดยไม่ชอบ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอเข้าจัดการสินสมรสในส่วนนี้ได้ จำเลยต้องแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง แต่ตามรายการโอนเงินค่าหุ้นและดอกเบี้ยเข้าบัญชีที่โจทก์เสนอแสดง ไม่ปรากฏรายการโอนดอกเบี้ย 5,000,000 บาท เข้าบัญชีตามที่โจทก์เบิกความ จึงไม่อาจบังคับในส่วนของดอกเบี้ยได้ ส่วนที่ดินพร้อมบ้านพิพาท จำเลยซื้อที่ดินมาในปี 2541 และปลูกบ้านในปี 2544 ถึง 2545 ดังนี้ เมื่อศาลวินิจฉัยว่าการหย่าเป็นโมฆะ ที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวจึงเป็นสินสมรสของโจทก์จำเลย โจทก์ย่อมมีสิทธิใส่ชื่อร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งสินสมรส

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งเงินให้โจทก์จำนวน 5,000,000 บาท และให้จำเลยโอนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 146 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 55/242 หมู่ที่ 5 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์มีชื่อเล่นเรียกขานว่า "ป้อม" ตั้งแต่ปี 2505 โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกัน ระหว่างเป็นสามีภริยากัน มีบุตรด้วยกัน 4 คน ได้แก่ นางสาวจารุวรรณ นายปัญจวัชร นางสาวประภัสรา และนางสาวปฏาจารี โดยจำเลยประกอบอาชีพรับจ้างแสดงภาพยนตร์หาเลี้ยงครอบครัว ส่วนโจทก์เป็นแม่บ้าน จนกระทั่งปี 2533 บุตรทุกคนบรรลุนิติภาวะแล้ว จำเลยรวบรวมเงินรายได้จาการแสดงภาพยนตร์และจากการขายบ้านพร้อมที่ดินที่ซื้อหามาระหว่างเป็นสามีภริยากัน ได้เงินสดหลายล้านบาท และที่ดินพร้อมบ้านอีกจำนวนหนึ่งแล้วโจทก์กับจำเลยได้จดทะเบียนหย่ากันโดยบันทึกในทะเบียนหย่าว่า ค่าเลี้ยงดูไม่มี ทรัพย์สินไม่มี เรื่องอื่นๆ ไม่มี ตามสำเนาทะเบียนการหย่า ซึ่งเมื่อนับเวลาจากวันจดทะเบียนหย่ากันดังกล่าว ถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกิน 10 ปีแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์มีว่า สิทธิเรียกร้องขอให้แบ่งทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยในประเด็นข้อนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่ากันโดยแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างกัน ทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการลดจำนวนภาษีย่อมเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 ดังนั้นคำฟ้องของโจทก์ที่ขอแบ่งทรัพย์ซึ่งทำมาหาได้ จึงเป็นการขอเข้าจัดการสินสมรสร่วมกับ จำเลยซึ่งโจทก์มีสิทธิร้องขอได้ตราบเท่าที่โจทก์และจำเลยยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยากันอยู่ และกรณีนี้มิใช่เป็นสิทธิเรียกร้องที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 คดีโจทก์หาใช่ขาดอายุความตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาไม่ ฎีกาของโจทก์ในประการนี้ฟังขึ้น

เมื่อคดีฟังได้ดังกล่าว และโจทก์จำเลยต่างนำพยานหลักฐานเข้าสืบจนสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษาคดี จึงเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาที่เหลือตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยต้องแบ่งทรัพย์ตามฟ้องโจทก์หรือไม่โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษา ข้อนี้เบื้องแรกเห็นได้ว่าตามท้องสำนวนโจทก์ยินยอมให้จำเลยจัดการสินสมรสเพียงผู้เดียวตลอดมา จนกระทั่งปี 2543 โจทก์เพิ่งทราบว่าจำเลยมีภริยาอีกคน โจทก์จึงขอให้จำเลยแบ่งสินสมรสให้โจทก์และศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าการที่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมแบ่งถือว่าจำเลยจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายถึงขนาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1484 (1) โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลสั่งแยกสินสมรสได้ตามมาตรา 1484 วรรคสอง และ 1492 และในประการนี้โจทก์อ้างในคำฟ้องว่าหลังจากจดทะเบียนการหย่ากันแล้ว โจทก์จำเลยคงมีสินสมรสที่โจทก์ประสงค์จะขอแบ่ง ได้แก่ เงินสดจากการขายที่ดินอันเป็นสินสมรสจำนวน 18,500,000 บาท เงินสดที่ฝากไว้กับธนาคารผู้มีชื่อ พร้อมดอกเบี้ยในนามนายปัญจวัชรและในนามจำเลยเป็นเงิน 19,000,000 บาท หุ้นด้วยสิทธิของธนาคารผู้มีชื่อจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 เนื้อที่ 146 ตารางวา พร้อมบ้าน โดยโจทก์นำสืบว่าเป็นสินสมรสที่จำเลยรวบรวมมาจากเงินที่รับจ้างแสดงภาพยนตร์และจากการขายบ้านพร้อมที่ดินที่ซื้อหาได้มาระหว่างที่สมรสกัน ฝ่ายจำเลยนำสืบว่าจำเลยแบ่งเงินที่รวบรวมไว้ดังกล่าวให้แก่บุตรสาว 3 คน คนละ 5,000,000 บาท ให้แก่บุตรชาย 10,000,000 บาท และซื้อที่ดินให้บุตรทุกคน คนละ 1 แปลง สำหรับที่ดิน 3 แปลง ที่ยกให้บุตรสาวซึ่งแปลงหนึ่งมีบ้านเลขที่ 1025/1 ซอยอุดมสุข 31 ปลูกอยู่ด้วย เพิ่งขายไปในปี 2547 เป็นเงินราคาประมาณ 18,000,000 - 19,000,000 บาท ความข้อนี้ตรงกับที่นางสาวปฏาจารีบุตรสาวของโจทก์จำเลยพยานโจทก์เบิกความยอมรับไว้ทั้งยังรับรองด้วยว่าพยานกับพี่สาวอีก 2 คน ดังกล่าวได้รับเงินราคาขายที่ดินไปครบถ้วนแล้ว เช่นเดียวกับที่โจทก์เองก็เบิกความยอมรับว่าจำเลยมอบเงินให้โจทก์ส่งไปให้นายปัญจวัชรที่ประเทศสหรัฐอเมริกาหลายครั้งรวมประมาณ 10,000,000 บาท จริง ดังนั้น ทั้งเงินค่าซื้อที่ดินและเงินสดที่ยกให้บุตรทั้งสี่คนรวมแล้วประมาณ 40,000,000 บาท จึงเป็นการยกสินสมรสให้บุตรโดยความยินยอมของโจทก์ นอกจากนี้บัญชีเงินฝากต่างๆ ดังกล่าว จำเลยก็ปิดบัญชีหมดแล้ว ที่สำคัญโจทก์นำสืบไม่ได้ว่ายังคงเหลือตัวเงินจริงเท่าใด อย่างไรก็ดี จำเลยให้การว่า เงินสดจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยซึ่งได้รับจากธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) สาขาสุขุมวิท 101/1 เป็นเงินที่ได้มาจากการทำมาหาได้ของจำเลยหลังจากจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ แต่ศาลวินิจฉัยว่าการหย่าเป็นโมฆะ จึงต้องฟังว่าเงินดังกล่าวและดอกเบี้ยอีก 660,000 บาท เป็นสินสมรส ต้องนำมาแบ่งแก่กัน สำหรับหุ้นด้อยสิทธิของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำนวน 10,000,000 บาท นั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อเดือนตุลาคม 2546 จำเลยไปไถ่ถอนในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 อันเป็นการไถ่ถอนก่อนครบกำหนดและไม่แบ่งแก่โจทก์ ย่อมเป็นการจัดการสินสมรสโดยไม่ชอบเช่นเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอเข้าจัดการสินสมรสในส่วนนี้ได้ จำเลยต้องแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง แต่ตามรายการโอนเงินค่าหุ้นและดอกเบี้ยเข้าบัญชีที่โจทก์เสนอแสดง ไม่ปรากฏรายการโอนดอกเบี้ย 5,000,000 บาท เข้าบัญชีตามที่โจทก์เบิกความ จึงไม่อาจบังคับในส่วนของดอกเบี้ยได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร พร้อมบ้านเลขที่ 55/242 หมู่ที่ 5 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร จำเลยซื้อที่ดินมาในปี 2541 และปลูกสร้างบ้านในปี 2544 ถึง 2545 ดังนี้ เมื่อศาลวินิจฉัยว่าการหย่าเป็นโมฆะ ที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวจึงเป็นสินสมรสของโจทก์จำเลย โจทก์ย่อมมีสิทธิใส่ชื่อรวมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมได้ ฎีกาในประการนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งเงินแก่โจทก์ 7,830,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (วันที่ 28 ตุลาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยโอนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 146 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 55/242 หมู่ที่ 5 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 ม. 193/9 ม. 1484 (1) ม. 1484 วรรคสอง ม. 1492
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวัชรี สัตตบุศย์
จำเลย — นายประจวบ ฤกษ์ยามดี
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5689/2552
#503039
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 บิดาโจทก์กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าที่ดินเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับ อ. มารดาโจทก์ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว จึงเป็นการเรียกให้ได้ที่ดินกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ แม้ที่ดินพิพาทจะกล่าวอ้างว่าเป็นสินสมรสก็ตามก็เป็นเพียงข้อที่นำไปสู่การวินิจฉัยถึงการแบ่งส่วนของที่ดินในฐานะที่เป็นสินสมรสเพื่อจัดการทรัพย์มรดกของ อ. เท่านั้น คดีของโจทก์จึงมิได้พิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว แต่เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินนั้น เมื่อโจทก์มีคำขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนหากไม่สามารถทำได้ให้ชำระเงินจำนวน 186,750 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทที่โจทก์เรียกร้องจึงไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินโดยไม่สุจริตนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

เมื่อ อ. ถึงแก่กรรม การสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และ อ. ย่อมสิ้นสุดลงด้วยเหตุการณ์ตายของ อ. ทรัพย์มรดกส่วนของ อ. ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทันที ด้วยผลของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 ประกอบมาตรา 1599 และ 1629 ที่ดินในส่วนที่เป็นสินสมรสของ อ. ย่อมกลายเป็นมรดก การที่ที่ดินเคยเป็นสินสมรสจึงเป็นเพียงข้อที่นำไปสู่การวินิจฉัยถึงการแบ่งส่วนของที่ดินในฐานะที่เป็นสินสมรสเพื่อจัดการทรัพย์มรดกของ อ. เท่านั้น นิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจาก อ. ถึงแก่กรรมแล้วประมาณ 5 ปี อ. สิ้นสภาพบุคคลเมื่อตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 15 วรรคหนึ่ง กรณีจึงมิใช่เรื่องการจัดการสินสมรสที่สามีภริยาจะต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง มิฉะนั้นคู่สมรสที่มิได้ให้ความยินยอมมีสิทธิฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 และ 1480 ทั้ง อ. ไม่อาจใช้สิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ เนื่องจากสิ้นสภาพบุคคลด้วยเหตุการตาย แต่กรณีเป็นเรื่องว่าด้วยวิธีการจัดการแบ่งทรัพย์ถึงสิทธิในที่ดินกึ่งหนึ่งของ อ. ที่เป็นมรดก โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่แบ่งสินสมรสในส่วนที่ดินครึ่งหนึ่งให้แก่ อ. โจทก์คงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นมรดกของ อ. ให้แก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น

โจทก์ผู้เป็นทายาทมิได้ฟ้องเรียกร้องมรดกดังกล่าวเสียภายในกำหนด 1 ปี จากจำเลยที่ 1 ผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียวในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ทรัพย์ในส่วนมรดกนั้นย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทายาทผู้ครอบครอง เมื่อจำเลยที่ 1 ขายทรัพย์ซึ่งรวมส่วนมรดกดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 ย่อมใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นทายาทยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้เป็นทายาทอื่นได้ด้วยแม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ แต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ยกอายุความขึ้นต่อสู้ ย่อมถือว่าการยกอายุความเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 เป็นการทำแทนจำเลยที่ 1 ด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) ดังนี้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท และให้จำเลยทั้งสามไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวให้เป็นชื่อนางอรทัยหรือของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอรทัยเพื่อแบ่งปันให้ทายาท หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หากจำเลยทั้งสามไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินส่วนที่เป็นสินสมรสของนางอรทัยคืนได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 186,750 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นายพรเทพ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 จากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 กึ่งหนึ่ง ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางอรทัย ในโฉนดเลขที่ 9651 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 19 มีนาคม 2545 กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อของนางอรทัยเป็นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวกึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถ้าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถจดทะเบียนโฉนดที่ดินในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางอรทัย ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 186,750 บาท แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอรทัย ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ค่าฤชาธรรมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับเป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 บิดาโจทก์กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอรทัย มารดาโจทก์ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว จึงเป็นการฟ้องเรียกให้ได้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ แม้ที่ดินพิพาทจะกล่าวอ้างว่าเป็นสินสมรสก็ตาม ก็เป็นเพียงข้อที่นำไปสู่การวินิจฉัยถึงการแบ่งส่วนของที่ดินพิพาทในฐานะที่เป็นสินสมรสเพื่อจัดการทรัพย์มรดกของนางอรทัยเท่านั้น คดีของโจทก์จึงมิได้พิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว แต่เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาทนั้นเมื่อโจทก์มีคำขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืน หากไม่สามารถทำได้ให้ชำระเงินจำนวน 186,750 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทที่โจทก์เรียกร้องจึงไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริตนั้น เป็นฏีกาโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาในข้อนี้ของโจทก์มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ในคดีนี้คงฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 กับนางอรทัยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2509 อยู่กินมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ โจทก์และนายพรเทพ ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9651 เป็นสินสมรสที่จำเลยที่ 1 และนางอรทัยร่วมกันซื้อมาในระหว่างสมรส แต่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวคนเดียว ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2540 นางอรทัยถึงแก่กรรมโดยไม่มีการแบ่งทรัพย์มรดกรวมทั้งที่ดินพิพาทปี 2540 หลังจากนางอรทัยถึงแก่กรรมแล้วจำเลยที่ 1 กับที่ 2 มาอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส วันที่ 19 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อนางอรทัยถึงแก่กรรมการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และนางอรทัยย่อมสิ้นสุดลงด้วยเหตุการตายของนางอรทัย ทรัพย์มรดกส่วนของนางอรทัยย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทันทีด้วยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 ประกอบมาตรา 1599 และ 1629 ที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นสินสมรสของนางอรทัยย่อมกลายเป็นมรดก การที่ที่ดินพิพาทเคยเป็นสินสมรสจึงเป็นเพียงข้อที่นำไปสู่การวินิจฉัยถึงการแบ่งส่วนของที่ดินพิพาทในฐานะที่เป็นสินสมรสเพื่อจัดการทรัพย์มรดกของนางอรทัยเท่านั้น นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจากนางอรทัยถึงแก่กรรมแล้วประมาณ 5 ปี นางอรทัยสิ้นสภาพบุคคลเมื่อตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง กรณีจึงมิใช่เรื่องการจัดการสินสมรสที่สามีภริยาจะต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง มิฉะนั้นคู่สมรสที่มิได้ให้ความยินยอมมีสิทธิฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 และ 1480 ทั้งนางอรทัยไม่อาจใช้สิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ เนื่องจากสิ้นสภาพบุคคลด้วยเหตุการตาย แต่กรณีเป็นเรื่องว่าด้วยวิธีการจัดการและการแบ่งทรัพย์ถึงสิทธิในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งของนางอรทัยที่เป็นมรดก โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่2 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเพื่อแบ่งสินสมรสในส่วนที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่งให้แก่นางอรทัย คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ โจทก์คงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นมรดกของนางอรทัยให้แก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ผู้เป็นทายาทมิได้ฟ้องเรียกร้องมรดกดังกล่าวเสียภายในกำหนด 1 ปี จากจำเลยที่ 1 ผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียวในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ทรัพย์ในส่วนมรดกนั้นย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทายาทผู้ครอบครอง เมื่อจำเลยที่ 1 ขายทรัพย์ซึ่งรวมส่วนมรดกดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 ย่อมใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นทายาทยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้เป็นทายาทอื่นได้ด้วย แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ แต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ยกอายุความขึ้นต่อสู้ย่อมถือว่าการยกอายุความเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 เป็นการทำแทนจำเลยที่ 1 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) ดังนี้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 มิได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 15 ม. 1476 ม. 1480 ม. 1501 ม. 1599 ม. 1629 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 59 (1) ม. 248
ชื่อคู่ความ
นายสุนทร มีศรี ในฐานะ
โจทก์ — ผู้จัดการมรดกของนางอรทัย มีศรี
นายจรินทร์ มีศรี โดยนายพรเทพ มีศรี
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5683/2552
#503061
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยไม่ได้มอบหมายหรือแต่งตั้งจำเลยร่วมเป็นตัวแทนซื้อปุ๋ยรายพิพาทกับโจทก์ และการซื้อปุ๋ยของจำเลยร่วมไม่ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับของจำเลยข้อ 56 แต่พฤติการณ์ที่จำเลยปล่อยให้จำเลยร่วมแสดงออกเป็นตัวแทนของจำเลยในการซื้อขายปุ๋ยกับโจทก์ในระหว่างปี 2537 ถึงปี 2538 ก่อนการซื้อขายรายพิพาทถึง 5 ครั้ง มีการออกใบกำกับสินค้าและใบเสร็จรับเงินรับเงินให้กันในนามของโจทก์และจำเลยโดยจำเลยไม่ได้ทักท้วง ประกอบกับ ส. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกก็เคยซื้อปุ๋ยจากจำเลยมาก่อน 7 ถึง 8 ครั้ง โดยติดต่อกับจำเลยร่วม ได้ชำระราคาครบถ้วนและยืนยันว่าซื้อปุ๋ยรายพิพาทจำนวน 1,000 กระสอบ จากจำเลยโดยติดต่อผ่านจำเลยร่วม เมื่อครบกำหนดชำระเงินงวดแรกก็ได้ชำระค่าสินค้าให้แก่พนักงานเก็บเงินของจำเลย ทั้งจำเลยออกหลักฐานการชำระเงินค่าสินค้าลงชื่อพนักงานของจำเลยพร้อมประทับตราของจำเลยตามใบเสร็จรับเงิน ซึ่ง ว. พนักงานของจำเลยมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ยอมรับในข้อนี้และยังเบิกความด้วยว่า จำเลยร่วมมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการของจำเลยมีอำนาจสูงสุดในการจัดการแทนจำเลย แสดงว่าจำเลยร่วมเป็นพนักงานที่มีตำแหน่งสูงสุดของจำเลย ตามพฤติการณ์ฟังได้ว่าจำเลยรู้แล้วยอมให้จำเลยร่วมเชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยว่ามีอำนาจสั่งซื้อขายสินค้ากับบุคคลภายนอกแทนจำเลยได้ จำเลยซึ่งเป็นตัวการจึงต้องรับผิดชำระค่าปุ๋ยที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ที่เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยร่วมเป็นตัวแทนของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 821 ส่วนจำเลยร่วมเป็นเพียงตัวแทนเชิดของจำเลยและได้กระทำไปภายในขอบอำนาจไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นส่วนตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 188,941.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 183,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวกรรณิการ์หรือแจ๋วเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 183,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2541 (วันผิดนัด) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 16 มีนาคม 2542) ต้องไม่เกิน 5,941.23 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมชำระเงิน 183,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 16 มีนาคม 2542) ต้องไม่เกิน 5,941.23 บาท กับให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท ยกฟ้องจำเลย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2541 จำเลยร่วมได้ซื้อปุ๋ยจำนวน 1,000 กระสอบ ราคา 368,000 บาท ไปจากโจทก์ และโจทก์ได้รับชำระค่าสินค้าแล้วเป็นเงิน 185,000 บาท คงค้างชำระจำนวน 183,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมเป็นตัวแทนจำเลยในการซื้อปุ๋ยพิพาทจากโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางกิติมาผู้จัดการโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ระหว่างปี 2537 ถึงปี 2538 โจทก์และจำเลยเคยซื้อขายสินค้ากันมาก่อน 5 ครั้ง ทุกครั้งมีพยานเป็นตัวแทนของโจทก์ และจำเลยร่วมเป็นตัวแทนของจำเลยติดต่อซื้อขายระหว่างกันโดยไม่ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับข้อ 56 ของโจทก์และจำเลย และมีการชำระราคาครบถ้วนตามสำเนาใบกำกับสินค้าและสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.11 จ.12 และ จ.16 จำเลยได้ถือเอาประโยชน์จากการซื้อขายดังกล่าวตลอดมา โจทก์ได้ทำรายการซื้อขายกับบัญชีแยกประเภทไว้ตามสำเนาสมุดรายวันทั่วไป สำเนาบัญชีลูกหนี้การค้า และสำเนาบัญชีเจ้าหนี้การค้าเอกสารหมาย จ.13 จ.14 จ.18 จ.20 ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2541 จำเลยร่วมได้สั่งซื้อปุ๋ยจากโจทก์จำนวน 1,000 กระสอบ ในราคา 368,000 บาท และจำเลยร่วมได้มอบเอกสารมีข้อความว่าให้ส่งมอบปุ๋ยดังกล่าวให้แก่ผู้ถือเอกสารที่นำรถยนต์สิบล้อ "โกเฮง" หมายเลขทะเบียน 80 - 6533 โจทก์จึงมอบปุ๋ยที่สั่งซื้อให้นายธีระศักดิ์ที่ถือหนังสือของจำเลยร่วมไป โดยโจทก์มีนายธีระศักดิ์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานรับจ้างจำเลยร่วมให้ขนปุ๋ยรายพิพาทจากโจทก์ให้ไปส่งที่ร้าน ส. เจริญ ของนายสุรัตน์ และโจทก์ออกใบกำกับสินค้าให้ ตามสำเนาใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.24 และโจทก์ยังมีนายสุรัตน์เป็นพยานเบิกความว่า เคยซื้อปุ๋ยจากจำเลย 7 ถึง 8 ครั้ง โดยติดต่อขอซื้อจากจำเลยร่วมและนายวุฒิชัยครั้งสุดท้าย พยานสั่งซื้อปุ๋ยจากจำเลยโดยจำเลยร่วมโทรศัพท์แจ้งว่ามีปุ๋ยค้างสต๊อกใกล้หมดอายุให้ช่วยมารับจำหน่าย พยานได้สั่งซื้อจำนวน 1,000 กระสอบ ในราคากระสอบละ 370 บาท มีข้อตกลงให้ชำระงวดแรก 500 กระสอบ ภายใน 7 วัน ส่วนที่เหลือชำระภายใน 30 วัน เมื่อครบกำหนด 7 วัน พยานได้นำเงินจำนวน 185,000 บาท ไปชำระให้นายวุฒิชัยพนักงานเก็บเงินของจำเลย นายวุฒิชัยออกหลักฐานการชำระเงินลงชื่อประทับตราของจำเลยให้ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.25 ต่อมาทราบจากโจทก์ว่าสินค้าที่นำมาขายเป็นของโจทก์ ขอให้พยานชำระค่าสินค้าส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ พยานจึงชำระค่าสินค้าที่ค้างให้โจทก์จำนวน 185,000 บาท ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.26 ส่วนจำเลยมีนายนาคผู้รับมอบอำนาจจำเลยและนายบกประธานกรรมการจำเลยเป็นพยานเบิกความลอยๆ เพียงว่า จำเลยไม่เคยซื้อขายสินค้ากับโจทก์ จำเลยร่วมไม่มีอำนาจซื้อขายปุ๋ยแทนจำเลยและจำเลยร่วมไม่เคยเป็นตัวแทนของจำเลย การดำเนินการแทนจำเลยต่อบุคคลภายนอกจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับข้อที่ 56 โดยได้รับแต่งตั้งจากที่ประชุมและมีหนังสือมอบอำนาจเท่านั้น แต่จำเลยไม่ได้นำหลักฐานการทำรายการซื้อขายและบัญชีแยกประเภทของจำเลยในปี 2537 ถึงปี 2538 มาแสดงเพื่อหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ เห็นว่า แม้จำเลยไม่ได้มอบหมายหรือแต่งตั้งจำเลยร่วมเป็นตัวแทนซื้อปุ๋ยรายพิพาทกับโจทก์ และการซื้อปุ๋ยของจำเลยร่วมไม่ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับของจำเลยข้อ 56 แต่พฤติการณ์ที่จำเลยปล่อยให้จำเลยร่วมแสดงออกเป็นตัวแทนของจำเลยในการซื้อขายปุ๋ยกับโจทก์ในระหว่างปี 2537 ถึงปี 2538 ก่อนการซื้อขายปุ๋ยรายพิพาทถึง 5 ครั้ง มีการออกใบกำกับสินค้าและใบเสร็จรับเงินให้กันในนามของโจทก์และจำเลยตามเอกสารหมาย จ.11 จ.12 และ จ.16 โดยจำเลยไม่ได้ทักท้วง ประกอบกับนายสุรัตน์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกก็เคยซื้อปุ๋ยจากจำเลยมาก่อน 7 ถึง 8 ครั้ง โดยติดต่อกับจำเลยร่วม ได้ชำระราคาครบถ้วนและยืนยันว่าซื้อปุ๋ยรายพิพาทจำนวน 1,000 กระสอบ จากจำเลยโดยติดต่อผ่านจำเลยร่วม เมื่อครบกำหนดชำระเงินงวดแรกก็ได้ชำระค่าสินค้าให้แก่พนักงานเก็บเงินของจำเลย ทั้งจำเลยออกหลักฐานการชำระเงินค่าสินค้าลงชื่อพนักงานของจำเลยพร้อมประทับตราของจำเลยตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.25 ซึ่งนายวุฒิชัยพนักงานของจำเลยมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ยอมรับในข้อนี้และยังเบิกความด้วยว่า จำเลยร่วมมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการของจำเลยมีอำนาจสูงสุดในการจัดการแทนจำเลย แสดงว่าจำเลยร่วมเป็นพนักงานที่มีตำแหน่งสูงสุดของจำเลย ตามพฤติการณ์ฟังได้ว่าจำเลยรู้แล้วยอมให้จำเลยร่วมเชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยว่ามีอำนาจสั่งซื้อขายสินค้ากับบุคคลภายนอกแทนจำเลยได้ จำเลยซึ่งเป็นตัวการจึงต้องรับผิดชำระค่าปุ๋ยที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ที่เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยร่วมเป็นตัวแทนของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ส่วนจำเลยร่วมเป็นเพียงตัวแทนเชิดของจำเลยและได้กระทำไปภายในขอบอำนาจ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นส่วนตัว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรไทรงาม จำกัด
สหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดิน
จำเลย — กำแพงเพชร จำกัด
จำเลยร่วม — นางสาวกรรณิการ์หรือแจ๋วอุนทะอ่อน
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5671/2552
#496025
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้สืบพยานไว้ก่อนโดยคำร้องอ้างเหตุถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 237 ทวิ ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานให้และเห็นว่าไม่อาจตั้งทนายความให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ทัน จึงชอบด้วยเหตุผล ทั้งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ทำในวันนั้นปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งให้จำเลยทั้งสี่ทราบและให้โอกาสซักถามพยานได้ ซึ่งจำเลยทั้งสี่ไม่คัดค้าน โดยจำเลยที่ 1 เองก็ได้ซักถามพยานด้วยแต่จำเลยอื่นไม่ติดใจถามค้านตามบันทึกท้ายคำเบิกความ ส่วนที่ศาลชั้นต้นไม่ซักถามพยานนั้นเป็นดุลพินิจที่ทำได้โดยชอบ หากเห็นว่าคำเบิกความชัดเจนแล้ว ดังนี้การสืบพยานปากผู้เสียหายไว้ก่อนฟ้องคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 295, 309, 310 , 313, 337, 371 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 309 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 313 วรรคสอง, 337 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 310 วรรคแรก, 313 วรรคสอง, 337 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 และ 371 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้ายและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันจับคนเรียกค่าไถ่โดยทรมาน (ที่ถูกต้องระบุด้วยว่า และฐานกรรโชกโดยมีอาวุธกับฐานทำร้ายร่างกายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานจับคนเรียกค่าไถ่โดยทรมาน) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันจับคนเรียกค่าไถ่โดยทรมาน (ที่ถูกต้องระบุด้วยว่า และฐานกรรโชกโดยมีอาวุธกับฐานทำร้ายร่างกายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานจับคนเรียกค่าไถ่โดยทรมาน) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธมีด ปรับ 100 บาท รวมสองกระทง คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 100 บาท จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก, 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้ายและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 3 ปี คำให้การชั้นจับกุมของจำเลยที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่ถูก มาตรา 29) ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนกระเป๋าผ้าของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นอันยุติในชั้นอุทธรณ์ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการแรกมีว่า ที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ปากนายนิรันดร์ ผู้เสียหายไว้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้สืบพยานไว้ก่อนวันเดียวกับที่ศาลชั้นต้นสืบพยานปากดังกล่าว โดยคำร้องอ้างเหตุถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานให้และเห็นว่าไม่อาจตั้งทนายความให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ทันจึงชอบด้วยเหตุผล ทั้งตามรายงานกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ทำในวันนั้นยังปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งให้จำเลยทั้งสี่ทราบและให้โอกาสซักถามพยานได้ ซึ่งจำเลยทั้งสี่ไม่คัดค้าน โดยจำเลยที่ 1 เองก็ได้ซักถามพยานด้วย แต่จำเลยอื่นไม่ติดใจถามค้านตามบันทึกท้ายคำเบิกความ ส่วนที่ศาลชั้นต้นไม่ซักถามพยานนั้นเป็นดุลพินิจที่ทำได้โดยชอบหากเห็นว่าคำเบิกความชัดเจนแล้ว ดังนี้การสืบพยานปากผู้เสียหายไว้ก่อนฟ้องคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 237 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — จ่าสิบตำรวจสุวิทย์ ถั่วทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายพิสิฐ นรัตถรักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5671/2552
#502785
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้สืบพยานไว้ก่อนวันเดียวกับที่ศาลชั้นต้นสืบพยานปากดังกล่าว โดยคำร้องอ้างเหตุถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานให้และเห็นว่าไม่อาจตั้งทนายความให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ทันจึงชอบด้วยเหตุผล ทั้งในวันนั้นศาลชั้นต้นได้แจ้งให้จำเลยทั้งสี่ทราบและให้โอกาสซักถามพยานได้ ซึ่งจำเลยทั้งสี่ไม่คัดค้านโดยจำเลยที่ 1 เองก็ได้ซักถามพยานด้วย แต่จำเลยอื่นไม่ติดใจถามค้านส่วนที่ศาลชั้นต้นไม่ซักถามพยานเป็นดุลพินิจที่ทำได้โดยชอบ ดังนี้การสืบพยานปากผู้เสียหายไว้ก่อนฟ้องคดีจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 295, 309, 310, 313, 337, 371 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 309 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 313 วรรคสอง, 337 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 310 วรรคแรก, 313 วรรคสอง, 337 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 และ 371 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้ายและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันจับคนเรียกค่าไถ่โดยทรมาน (ที่ถูกต้องระบุด้วยว่า และฐานกรรโชกโดยมีอาวุธกับฐานทำร้ายร่างกายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานจับคนเรียกค่าไถ่โดยทรมาน) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันจับคนเรียกค่าไถ่โดยทรมาน (ที่ถูกต้องระบุด้วยว่า และฐานกรรโชกโดยมีอาวุธกับฐานทำร้ายร่างกายเป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานจับคนเรียกค่าไถ่โดยทรมาน) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธมีด ปรับ 100 บาท รวมสองกระทง คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 100 บาท จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้ายและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 3 ปี คำให้การชั้นจับกุมของจำเลยที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่ถูก มาตรา 29) ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนประเป๋าผ้าของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ปากนายนิรันดร์ ผู้เสียหายไว้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้สืบพยานไว้ก่อนวันเดียวกับที่ศาลชั้นต้นสืบพยานปากดังกล่าว โดยคำร้องอ้างเหตุถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานให้และเห็นว่าไม่อาจตั้งทนายความให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ทันจึงชอบด้วยเหตุผล ทั้งตามรายงานกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ทำในวันนั้นยังปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งให้จำเลยทั้งสี่ทราบและให้โอกาสซักถามพยานได้ ซึ่งจำเลยทั้งสี่ไม่คัดค้านโดยจำเลยที่ 1 เองก็ได้ซักถามพยานด้วย แต่จำเลยอื่นไม่ติดใจถามค้านตามบันทึกท้ายคำเบิกความ ส่วนที่ศาลชั้นต้นไม่ซักถามพยานนั้นเป็นดุลพินิจที่ทำได้โดยชอบหากเห็นว่าคำเบิกความชัดเจนแล้ว ดังนี้ การสืบพยานปากผู้เสียหายไว้ก่อนฟ้องคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้วฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 237 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — จ่าสิบตำรวจสุวิทย์ ถั่วทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5671/2552
#503082
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้สืบพยานไว้ก่อนวันเดียวกับที่ศาลชั้นต้นสืบพยานปากดังกล่าว โดยคำร้องอ้างเหตุถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 237 ทวิ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานให้และเห็นว่าไม่อาจตั้งทนายความให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ทัน จึงชอบด้วยเหตุผล ทั้งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ทำในวันนั้นยังปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งให้จำเลยทั้งสี่ทราบและให้โอกาสซักถามพยานได้ ซึ่งจำเลยทั้งสี่ไม่คัดค้าน โดยจำเลยที่ 1 เองก็ได้ซักถามพยานด้วยแต่จำเลยอื่นไม่ติดใจถามค้านตามบันทึกท้ายคำเบิกความ ส่วนที่ศาลชั้นต้นไม่ซักถามพยานนั้นเป็นดุลพินิจที่ทำได้โดยชอบ หากเห็นว่าคำเบิกความชัดเจนแล้ว ดังนี้ การสืบพยานปากผู้เสียหายไว้ก่อนฟ้องคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 295, 309, 310 , 313, 337, 371 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 309 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 313 วรรคสอง, 337 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 310 วรรคแรก, 313 วรรคสอง, 337 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 และ 371 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้ายและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันจับคนเรียกค่าไถ่โดยทรมาน (ที่ถูกต้องระบุด้วยว่า และฐานกรรโชกโดยมีอาวุธกับฐานทำร้ายร่างกายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานจับคนเรียกค่าไถ่โดยทรมาน) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันจับคนเรียกค่าไถ่โดยทรมาน (ที่ถูกต้องระบุด้วยว่า และฐานกรรโชกโดยมีอาวุธกับฐานทำร้ายร่างกายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานจับคนเรียกค่าไถ่โดยทรมาน) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธมีด ปรับ 100 บาท รวมสองกระทง คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 100 บาท จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก, 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้ายและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 3 ปี คำให้การชั้นจับกุมของจำเลยที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่ถูก มาตรา 29) ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนกระเป๋าผ้าของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการแรกว่าที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ปากนายนิรันดร์ผู้เสียหายไว้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้สืบพยานไว้ก่อนวันเดียวกับที่ศาลชั้นต้นสืบพยานปากดังกล่าว โดยคำร้องอ้างเหตุถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานให้และเห็นว่าไม่อาจตั้งทนายความให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ทันจึงชอบด้วยเหตุผลทั้งตามรายงานกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ทำในวันนั้นยังปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งให้จำเลยทั้งสี่ทราบและให้โอกาสซักถามพยานได้ ซึ่งจำเลยทั้งสี่ไม่คัดค้าน โดยจำเลยที่ 1 เองก็ได้ซักถามพยานด้วย แต่จำเลยอื่นไม่ติดใจถามค้านตามบันทึกท้ายคำเบิกความ ส่วนที่ศาลชั้นต้นไม่ซักถามพยานนั้นเป็นดุลพินิจที่ทำได้โดยชอบหากเห็นว่าคำเบิกความชัดเจนแล้ว ดังนี้ การสืบพยานปากผู้เสียหายไว้ก่อนฟ้องคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามาหรือไม่ สำหรับความผิดกระทงแรกฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดกระทงนี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงรับวินิจฉัยให้เฉพาะความผิดกระทงหลังฐานจับคนเรียกค่าไถ่ กรรโชก และทำร้ายร่างกาย ซึ่งความผิดดังกล่าวโจทก์มีพยานคือนายนิรันดร์ผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดตามทางนำสืบ มีนายบุญเกิดเบิกความว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกพาผู้เสียหายมาพักที่บ้านของพยาน ต่อมาผู้เสียหายหลบหนีแต่พวกจำเลยไปตามจับกลับมากับมีนางประภาภรณ์เบิกความว่า ผู้เสียหายโทรศัพท์มาหาแจ้งว่าต้องการเงิน 100,000 บาท ด่วน มิฉะนั้นจะต้องตายและพยานโอนเงิน 5,000 บาท เข้าบัญชีของจำเลยที่ 3 ให้ เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความสมเหตุสมผลสอดคล้องกับคำให้การชั่นสอบสวนที่ผู้เสียหายให้ไว้ในเวลาใกล้ชิดเวลาเกิดเหตุ ทั้งลงรอยกับบาดแผลของผู้เสียหายตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลจึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟังมิใช่น้อย เมื่อพิจารณาร่วมกับคำเบิกความของนายบุญเกิดและนายประภาภรณ์ที่สอดรับกับข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายอย่างมากด้วยเช่นนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ก็มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังเป็นความจริง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่อาจหักล้างได้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องมีความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษา ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 237 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — จ่าสิบตำรวจสุวิทย์ ถั่วทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5666/2552
#494010
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามี พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้ยกเลิก (1) พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2535 (2) พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545" โดยยกเลิกบทบัญญัติตามมาตรา 26 วรรคสอง, 60 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เป็นความผิดตามฟ้องที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ดังนั้น การฝ่าฝืนมาตรา 26 วรรคสอง, 60 แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2535 จึงไม่ถือเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

ส่วนความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2535 มาตรา 14, 59 นั้น พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 มาตรา 15, 80 ยังบัญญัติให้เป็นความผิดอยู่ แต่โทษปรับตามกฎหมายใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2535 มาตรา 14, 26, 59, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2535 มาตรา 14, 59 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ ลงโทษปรับจำเลยละ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ยังมีความผิดฐานไม่ยื่นเอกสารในการโฆษณาการจัดบริการนำเที่ยวและรายละเอียดในการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2535 มาตรา 26, 60 อีกกระทงหนึ่งด้วย ให้ปรับ 5,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 105,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับเกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เฉพาะเกี่ยวกับความผิดฐานไม่ยื่นเอกสารในการโฆษณาการจัดบริการนำเที่ยวหรือรายละเอียดในการนำเที่ยว ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2535 มาตรา 26, 60 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานไม่ยื่นเอกสารในการโฆษณาการจัดบริการนำเที่ยวหรือรายละเอียดในการนำเที่ยวตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้ยกเลิก (1) พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2535 (2) พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545" โดยยกเลิกบทบัญญัติตามมาตรา 26 วรรคสอง, 60 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เป็นความผิดตามฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ดังนั้นการฝ่าฝืนมาตรา 26 วรรคสอง, 60 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2535 จึงไม่ถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาโจทก์อีกต่อไป

อนึ่ง พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 มาตรา 15, 80 ยังบัญญัติให้ความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2535 มาตรา 14, 59 เป็นความผิดอยู่แต่โทษปรับตามกฎหมายใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 มาตรา 15, 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทธนพร แอนด์ เอส เค ทราเวล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายทองธาร เหลืองเรืองรอง
ศาลอุทธรณ์ — นายยงยศ เอี่ยมทอง
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ดิเรก อิงคนินันท์
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5666/2552
#502385
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามี พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้ยกเลิก (1) พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 (2) พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545" โดยยกเลิกบทบัญญัติตามมาตรา 26 วรรคสอง, 60 ดังนั้นการฝ่าฝืนมาตรา 26 วรรคสอง, 60 แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 จึงไม่ถือเป็นความผิดอีกต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

พ.ร.บ. ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 มาตรา 15, 80 ยังบัญญัติให้ความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 มาตรา 14, 59 เป็นความผิดอยู่ แต่โทษปรับตามกฎหมายใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด ตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนธุรกิจท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์ จังหวัดภาคเหนือ ให้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ประเภทในประเทศ แต่จะดำเนินธุรกิจดังกล่าวได้จะต้องวางเงินประกันเป็นเงิน 50,000 บาท ภายในวันที่ 24 มิถุนายน 2542 ก่อน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้วางเงินประกันภายในกำหนดเวลาดังกล่าว นายทะเบียนธุรกิจท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์จังหวัดภาคเหนือ จึงมีคำสั่งให้ยกเลิกการออกใบอนุญาตโดยได้แจ้งคำสั่งให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว ต่อมาระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 7 กันยายน 2542 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวได้ร่วมกันประกอบธุรกิจนำเที่ยว ที่เลขที่ 191 ห้องที่ 5 ชั้น 2 อาคารสถานีรถไฟหัวลำโพง ถนนจรัสเมือง แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน และในระหว่างวันที่ 1 มกราคา 2542 ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 22/0061 ใช้ชื่อเป็นภาษาไทยว่า เอส.เค.ทัวร์ และทราเวล ไม่ยื่นเอกสารในการโฆษณาการจัดบริการนำเที่ยวและรายละเอียดในการนำเทียวที่จะจัดในปี 2542 ให้แก่นายทะเบียนก่อนเผยแพร่ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2542 เจ้าพนักงานทำการตรวจค้นและยึดได้ใบเสร็จรับเงินจำนวน 3 เล่ม แผ่นใบโฆษณารูปภาพสถานที่ท่องเที่ยว 1 แผ่น สมุดภาพแสดงสถานที่ท่องเที่ยว 1 เล่ม รายงานนำเที่ยว 1 เล่ม ที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 มาตรา 14,26, 59, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 มาตรา 14, 59 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษปรับจำเลยคนละ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ยังมีความผิดฐานไม่ยื่นเอกสารในการโฆษณาการจัดบริการนำเที่ยวและรายละเอียดในการนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 มาตรา 26, 60 อีกกระทงหนึ่งด้วย ให้ปรับ 5,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 105,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับเกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เฉพาะเกี่ยวกับความผิดฐานไปยื่นเอกสารในการโฆษณาการจัดบริการนำเที่ยวหรือรายละเอียดในการนำเที่ยว ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 มาตรา 26, 60 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานไม่ยื่นเอกสารในการโฆษณาการจัดบริการนำเที่ยวหรือรายละเอียดในการนำเที่ยวตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้ยกเลิก (1) พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 (2) พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545" โดยยกเลิกบทบัญญัติตามมาตรา 26 วรรคสอง, 60 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เป็นความผิดตามฟ้องที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ดังนั้นการฝ่าฝืนมาตรา 26 วรรคสอง, 60 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 จึงไม่ถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาโจทก์อีกต่อไป

อนึ่ง พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 มาตรา 15, 80 ยังบัญญัติให้ความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 มาตรา 14, 59 เป็นความผิดอยู่แต่โทษปรับตามกฎหมายใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 มาตรา 15, 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 3
พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2535 ม. 14 ม. 29 ม. 56 ม. 60
พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 ม. 3 ม. 15 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทธนพร แอนด์ เอส เค ทราเวล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ดิเรก อิงคนินันท์
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5661/2552
#502248
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่อยู่ในฐานะที่จะประกอบธุรกรรมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศกับธนาคารจำเลยได้ จำเลยก็ทราบเรื่องดังกล่าวดี จึงไม่ได้รายงานการทำธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบ ดังนั้น นิติกรรมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าระหว่างโจทก์จำเลยจึงเป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 อันทำให้สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะ โจทก์จำเลยจึงไม่อาจนำสัญญาดังกล่าวมาฟ้องร้องบังคับกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ฝากเงินไว้กับจำเลย 5 รายการ เป็นเงิน 15,733,199.48 บาท และโจทก์ได้จำนำใบรับเงินฝากประจำดังกล่าวไว้ต่อจำเลยเพื่อประกันหนี้สินทุกประเภทที่โจทก์มีอยู่ทั้งในขณะทำสัญญาและจะมีขึ้นในอนาคต ต่อมาจำเลยได้ส่งบัญชีแจ้งการหักบัญชีจากเงินฝากประจำดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ค่าส่วนต่างตามสัญญาอัตราแลกเปลี่ยนเงิน 66,041,750 บาท โจทก์ได้คัดค้านว่ามิได้มีหนี้ค้างชำระต่อจำเลย ขอให้จำเลยคืนเงินทั้งหมดแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 890,541.95 บาท รวมเป็นเงิน 16,623,741.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามต้นเงินฝากประจำในอัตราร้อยละ 13.5, 16, 15.5, 15.5, และ 15.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,840,359.32 บาท 408,445.97 บาท 11,488,387.03 บาท 92,357.64 บาท และ 2,794,191.46 บาท ตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับใบรับเงินฝากประจำทั้ง 5 ฉบับ คืนแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้รับสินเชื่อประเภทซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าทางโทรศัพทย์จากจำเลย โดยโจทก์ต้องจำนำใบรับเงินฝากประจำเพื่อประกันการชำระหนี้กับจำเลยในอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ตกลงซื้อขายกันแต่ละคราว ซึ่งสัญญามีผลทันทีเมื่อจำเลยสนองรับตกลงซื้อทางโทรศัพท์จากโจทก์ มีข้อตกลงว่าหากโจทก์หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือมีการบอกเลิกสัญญาทำให้จำเลยเสียหาย โจทก์จะต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับจำนวนส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนขายสกุลเงินประจำวันทางโทรเลข ณ วันครบกำหนดตามสัญญาและยอมให้จำเลยหักบัญชีเงินฝากที่โจทก์มีอยู่กับจำเลยมาชำระค่าชดเชยได้ โจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายเงินดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้าทางโทรศัพท์กับจำเลย 2 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 8 สิงหาคม 2539 จำนวน 4,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราแลกเปลี่ยน 25.744 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ส่งมอบวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2540 และได้ต่ออายุสัญญา 4 ครั้ง ครั้งที่ 4 วันที่ 16 ตุลาคม 2540 จำนวน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราแลกเปลี่ยน 27.1695 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ส่งมอบวันที่ 16 เมษายน 2541 ซื้อขายครั้งที่สอง วันที่ 18 เมษายน 2540 จำนวน 3,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ออายุสัญญาครั้งที่ 1 วันที่ 20 ตุลาคม 2540 อัตราแลกเปลี่ยน 26.6555 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ครบกำหนดส่งมอบวันที่ 20 เมษายน 2541 โดยโจทก์ได้จำนำใบรับเงินฝากประจำเป็นประกันหนี้จำนวน 5 ฉบับ ครั้นถึงกำหนดส่งมอบเงินดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยไม่ส่งมอบเงินดอลลาร์สหรัฐให้แก่จำเลย จึงถือว่าผิดนัดต้องชำระเงินค่าชดเชยเท่ากับส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยน รวมเป็นเงิน 66,041,750 บาท แต่โจทก์เพิกเฉยไม่ชำระ จำเลยจึงนำเงินฝากของโจทก์มาหักชำระหนี้และคงเหลือหนี้ที่โจทก์จะต้องชำระ 49,747,825.41 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 23 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2541 ถึงวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งรวมเป็นเงิน 52,840,822.95 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 23 ต่อปี ของต้นเงิน 49,747,825.41 บาท นับถัดจากวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจำชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยทำสัญญาซื้อขายเลขที่ 123591 (015826) และ 124134 (015845) กับจำเลย จำเลยทราบดีแต่ต้นว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ประกอบธุรกิจนำเข้าและชำระเงินกู้เป็นเงินตราต่างประเทศ แต่ได้ชวนให้โจทก์ทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไรจากจำเลย ทำให้โจทก์สูญเสียประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน โจทก์ถูกจำเลยบังคับให้ต่ออายุสัญญา แต่โจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในการต่ออายุสัญญาครั้งที่ 4 ของสัญญาเลขที่ 123591 และการต่ออายุสัญญาครั้งที่ 1 ตามสัญญาเลขที่ 124134 จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ จำเลยจึงนำเงินฝากประจำของโจทก์ไปหักชำระหนี้หาได้ไม่ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ชำระเงิน 49,747,825.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ (ที่ถูกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น)

โจทก์และจำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลย ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นลูกค้าเงินฝากประจำกับจำเลย สาขาสำเพ็ง ตั้งแต่ปี 2535 โดยโจทก์มีเงินฝากในบัญชีประจำกับจำเลยทั้งสิ้น 5 รายการตามสำเนาใบรับฝากประจำเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.8 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 15,733,199.48 บาท จำเลยได้แนะนำให้โจทก์ทำสัญญาซื้อขายเงินดอลลาร์สหรัฐ ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายกัน ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.9 โดยโจทก์ได้จำนำใบรับเงินฝากประจำทั้งหมดไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นหลักประกัน มีการซื้อขายเงินดอลลาร์สหรัฐกันตลอดมา เมื่อหักกลบลบหนี้แล้วในวันที่ 13 พฤษภาคม 2541 จำเลยได้ส่งไปแจ้งหนี้ระบุว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยอยู่ 66,041,750 บาท และนำเงินฝากประจำของโจทก์หักกลบลบหนี้ทั้งหมด 4 รายการตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.14 และ จ.15 โจทก์ได้มีหนังสือโต้แย้งคัดค้านให้จำเลยคืนเงินฝากและยกเลิกสัญญาจำนำตามหนังสือโต้แย้งและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.16 ถึง จ.18 ส่วนจำเลยอ้างว่าโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศกับจำเลย 4 ถึง 5 ครั้ง ทุกครั้งมีการชำระเงินและนำใบรับเงินฝากประจำมาจำนำจนครบถ้วน แต่เมื่อปี 2541 โจทก์ไม่นำใบรับเงินฝากประจำมาจำนำให้ครบ ยังค้างชำระหนี้จำเลยอยู่ 66,041,750 บาท จำเลยหักกลบลบหนี้กับเงินฝากประจำของโจทก์แล้วยังมีหนี้ค้างชำระจำเลยอยู่อีก 49,747,825.41 บาท รวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องแย้งเป็นเงิน 52,840,822.95 บาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์จะต้องรับผิดตามฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ และจำเลยจะต้องคืนเงินฝากประจำแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาตกลงซื้อขายเงินตราต่างประเทศเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2539 หลังจากทำสัญญาแล้วได้ดำเนินธุรกิจซื้อขายเงินตราต่างประเทศตลอดมาตามหลักฐานเอกสารหมาย ล.5 ถึง ล.30 ซึ่งนายเฉลิมชัยผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความถึงรายละเอียดการซื้อขายเงินตราต่างประเทศว่า การซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ผู้ขายจะต้องทำธุรกิจด้านนำเข้าหรือส่งสินค้าออกหรือมีการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศเท่านั้น และมีประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ผู้ส่งออกสินค้ามีสิทธิเพียงขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ส่วนผู้นำเข้าสินค้ามีสิทธิเพียงขอซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทยสถาบันการเงินที่ทำธุรกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายเงินตราต่างประเทศจะต้องรายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทยทุกรายการ ตามปกติของการประกอบธุรกกรรมทางด้านซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้านั้น สถาบันการเงินมักจะเรียกให้ลูกค้าวางหลักประกันส่วนมากจะเป็นการจำนำใบรับเงินฝากประจำ ซึ่งนายชัยสิทธิ์พยานโจทก์ ทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2509 (ขณะเบิกความดำรงตำแหน่งผู้บริหารสายงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ฝ่ายการต่างประเทศ) เบิกความถึงรายละเอียดว่าจำเลยสามารถทำธุรกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายเงินตราต่างประเทศกับลูกค้าได้ตามที่ได้รับอนุญาต ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปไม่สามารถนำเงินของลูกค้าไปซื้อขายเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไร หากกระทำเช่นนั้นจะเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ทั้งธนาคารพาณิชย์รามทั้งจำเลยจะต้องจัดส่งรายงานการซื้อขายเงินประจำวันและรายงานประจำเดือนต่อธนาคารแห่งประเทศไทย จากการตรวจสอบในช่วงปี 2540 จำเลยไม่เคยมีรายงานการซื้อขายเงินตราต่างประเทศเก็งกำไรกับโจทก์ ไม่มีการแจ้งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบแต่ประการใด และบุคคลที่จะสั่งซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าได้นั้น ได้แก่ บุคคลที่สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศและบุคคลที่กู้ยืมเงินจากต่างประเทศหรือเป็นผู้กู้ยืมเงินวิเทศธนกิจภายในประเทศหรือต่างประเทศ ส่วนสถาบันการเงินที่ประกอบธุรกิจวิเทศธนกิจจะต้องทำรายงานเสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทยตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด สำหรับพยานจำเลยปากนางสาววาสนา ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสาขาสำเพ็ง มีหน้าที่ควบคุมสินเชื่อและติดตามลูกค้าสินเชื่อทุกประเภทเบิกความตอบคำถามค้านว่า นอกจากแฟ้มสินเชื่อการซื้อขายเงินตราต่างประเทศแล้วไม่ปรากฏหลักฐานในแฟ้มอื่น ๆ ว่า โจทก์ได้ทำธุรกรรมส่งออกสินค้าและไม่มีการส่งเงินจากต่างประเทศเพื่อชำระค่าสินค้าในบัญชีเงินฝากของโจทก์ ในธุรกรรมของโจทก์ที่ทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศกับจำเลยนั้น โจทก์จะดำเนินการขายเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐให้แก่จำเลยโดยโจทก์ได้รับประกันความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อครบกำหนดโจทก์จะขอซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐกลับคืนจากจำเลยและขายเงินดอลลาร์สหรัฐแก่จำเลยใหม่อีก โดยหมุนเวียนเช่นนี้ตลอดไป อันมีลักษณะเป็นการเก็งกำไรจากส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งนายเฉลิมชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบคำถามทนายจำเลยค้านว่า โจทก์เคยแจ้งแก่จำเลย โจทก์ประกอบธุรกิจด้านค้าอัญมณีภายในประเทศแต่ไม่ได้ส่งออกและไม่ได้แจ้งว่า โจทก์ได้มีการขอกู้ยืมเงินตราต่างประเทศจากสถาบันการเงินอื่นอีกและไม่ได้แจ้งว่าโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้ากับสถาบันการเงินอื่น ดังนั้น โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะประกอบธุรกรรมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศกับจำเลยได้ ส่วนจำเลยก็ทราบเรื่องดังกล่าวดี จึงไม่ได้รายงานการทำธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบ ดังนั้น นิติกรรมระหว่างโจทก์จำเลยจึงเป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 อันทำให้สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะ โจทก์จำเลยจึงไม่อาจนำสัญญาดังกล่าวมาฟ้องร้องบังคับกันได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้งจำเลยด้วยจึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส ซี ทวีทรัพย์ จำกัด
ธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — ผู้เข้าสวมสิทธิแทน
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5660/2552
#506510
เปิดฉบับเต็ม

แม้อธิบดีกรมโจทก์จะทราบความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชดใช้ทางแพ่งที่ให้จำเลยทั้งสองรับผิดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2537 ตามที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นวันเริ่มนับอายุความ แต่อธิบดีกรมโจทก์ก็ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชดใช้ทางแพ่งดังกล่าว จึงยังไม่ถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว และเมื่อต่อมามีการนำเรื่องสู่คณะกรรมการที่ปรึกษาความรับผิดทางแพ่งของกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหน่วยงานชี้ขาดสุดท้าย และเมื่อคณะกรรมการที่ปรึกษาความรับผิดทางแพ่งของกระทรวงการคลังชี้ขาดให้จำเลยทั้งสองรับผิดและแจ้งคำชี้ขาดให้อธิบดีกรมโจทก์ทราบเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2538 จึงถือว่าเป็นวันที่โจทก์รู้ตัวผู้พึงจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์ฟ้องวันที่ 22 ธันวาคม 2538 ยังไม่เกิน 1 ปี จึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย 807,741.25 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 794,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้เงิน 794,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 กันยายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิด 782,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 กันยายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2526 คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดตั้งวิทยาลัยประมงสงขลาติณสูลานนท์ (เดิมชื่อวิทยาลัยประมงสงขลา) ต่อมาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา อนุญาตให้สร้างในที่ดินบริเวณชายทะเลสาบสงขลาตามสำเนาหนังสือขอใช้ที่ดินในบริเวณพื้นที่อักษรในที่ดินบริเวณชายทะเลสาบสงขลาตามสำเนาหนังสือขอใช้ที่ดินในบริเวณพื้นที่อักษรไอ (I) ตามสำเนาแผนที่ เมื่อเดือนกันยายน 2527 โจทก์ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดมณีรัตน์คอนสทรัคชั่นกับห้างหุ้นส่วนจำกัดประสานมิตรโยธาการให้ทำการปรับปรุงพื้นที่ถมดินถนนสร้างถนนภายในรอบบริเวณและขุดคูระบายน้ำทั้งภายนอกและภายในตามสำเนาสัญญาจ้าง แต่ไม่สามารถดำเนินการในที่ดินพื้นที่อักษรไอ (I) ได้เนื่องจากประชาชนผู้อยู่ในที่ดินคัดค้าน โจทก์จึงเปลี่ยนแปลงที่ตั้งและให้คู่สัญญาทำการก่อสร้างในพื้นที่แปลง เอฟ (F) แทน เมื่อเข้าปรับปรุงพื้นที่เสร็จตามสัญญา ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2528 โจทก์ทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดนครธนาสินให้ทำการก่อสร้าง 19 รายการ ตามสัญญาว่าจ้างและรายการก่อสร้างอาคาร โดยมีอาคารทั้งหมด 53 หลัง การก่อสร้างโจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจการจ้างและผู้ควบคุมงานก่อสร้างโดยมีจำเลยทั้งสองเป็นกรรมการผู้ควบคุมงาน ตามสำเนาคำสั่งแต่งตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดนครธนาสินทำการก่อสร้างและส่งมอบงาน 19 รายการ ตามใบส่งงวดงานและรายการก่อสร้างตามสัญญาจ้างคณะกรรมการตรวจการจ้างและควบคุมงานตรวจรับมอบงานแล้ว ตามใบตรวจการจ้างและรับรองผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง โดยส่งมอบงานครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนมีนาคม 2530 หลังจากส่งมอบงานครั้งสุดท้ายประมาณ 3 เดือน ปรากฏว่าสิ่งก่อสร้างทั้ง 19 รายการ เกิดการชำรุดเสียหาย โจทก์แจ้งแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดนครธนาสินทำการซ่อมแซมให้เรียบร้อยตามสัญญาแค่เพิกเฉย โจทก์ตรวจสอบรายการที่ชำรุดบกพร่องและประเมินค่าเสียหายทั้งหมด 1,190,069 บาท ตามสำเนาบันทึกข้อความการประมาณราคาค่าซ่อมแซมอาคาร โจทก์จึงฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดนครธนาสินต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นคดีแพ่งหมายเลขที่ 486/2531 ห้างหุ้นส่วนจำกัดนครธนาสินยอมซ่อมแซมอาคารที่ชำรุดบกพร่องแก่โจทก์ ศาลพิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 507/2531 ห้างหุ้นส่วนจำกัดนครธนาสินซ่อมแซมอาคารที่ชำรุดบกพร่องจนแล้วเสร็จและส่งมอบงานเมื่อเดือนธันวาคม 2531 ต่อมาปี 2533 ปรากฏว่าอาคารที่ก่อสร้างเกิดชำรุดเสียหายขึ้นอีก โจทก์ได้มอบหมายให้ฝ่ายพัสดุอาคารสถานที่กับผู้เชี่ยวชาญของวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ร่วมกันสำรวจและพบความเสียหายทั้งหมด 12 รายการ เป็นอาคาร 44 หลัง ตามบัญชีรายการความชำรุดเสียหายอาคารและสิ่งปลูกสร้างและประมาณราคาในการซ่อมแซม แผนผังแสดงที่ตั้งอาคารและสรุปจำนวนและรายชื่ออาคารที่ชำรุดทั้งสองครั้ง หนังสือการสำรวจอาคารที่ชำรุดบกพร่อง ภาพถ่ายความชำรุดเสียหายของอาคารสถานที่ และบัญชีสรุปอาคารที่ได้รับความเสียหาย ต่อมาเดือนพฤศจิกายน 2534 โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนหาผู้กระทำความผิดและต้องรับผิดทางแพ่งตามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาผู้กระทำความผิดและต้องรับผิดทางแพ่งเอกสารหมาย จ.18 และ จ.19 คณะกรรมการสอบสวนสรุปความเห็นให้จำเลยทั้งสองและห้างหุ้นส่วนจำกัดนครธนาสินต้องรับผิดชดใช้ทางแพ่ง ตามรายงานการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชดใช้ทางแพ่ง เอกสารหมาย จ.39 และบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เอกสารหมาย จ.41 และ จ.42 แต่กองการเจ้าหน้าที่ของโจทก์เสนอความเห็นต่ออธิบดีของโจทก์ว่าไม่ควรต้องมีผู้รับผิดชดใช้ทางแพ่ง ตามบันทึกรายงานการสอบสวนทางแพ่งเอกสารหมาย จ.40 โจทก์จึงรายงานให้กระทรวงการคลังทราบตามระเบียบคณะกรรมการที่ปรึกษาความรับผิดทางแพ่งได้ประชุมแล้วเห็นว่าจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ตามสำเนารายงานการประชุม กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง จึงมอบหมายให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแก่จำเลยทั้งสองให้รับผิดชดใช้ทางแพ่งตามเอกสารหมาย จ.44 กองการเจ้าหน้าที่ของโจทก์มีบันทึกถึงอธิบดีของโจทก์เพื่อรายงานให้ทราบผลการพิจารณาของกรมบัญชีกลาง อธิบดีของโจทก์รับทราบเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2538 ปรากฏตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ.48 โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 794,500 บาท ตามสำเนาหนังสือและใบตอบรับ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การออกแบบถมดินดังกล่าวกระทำโดยฝ่ายวิศวกรรมออกแบบโครงสร้างของโจทก์ย่อมกระทำตามหลักวิชาการ แม้จะมีปัญหาเกี่ยวกับสภาพพื้นดินที่ก่อสร้างก็เชื่อได้ว่าหากถมดินตามแบบในสัญญาจ้าง สภาพดินย่อมหนาแน่นพอจะป้องกันการทรุดตัวโดยธรรมชาติได้ในระดับหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากผู้รับจ้างส่งมอบงานก่อสร้างได้ 3 เดือน พื้นอาคารที่ก่อสร้างแบบพื้นวางบนดินหลายอาคารได้เกิดทรุดตัวและเมื่อผู้รับจ้างได้ทำการซ่อมแซมแก้ไขแล้ว ต่อมาประมาณปีเศษก็ปรากฏว่าพื้นอาคารดังกล่าวได้เกิดทรุดตัวซ้ำอีก ซึ่งการทรุดตัวทั้งสองครั้งมีลักษณะเดียวกัน คือทรุดตัวเป็นแอ่งกระทะ ลักษณะการทรุดตัวดังกล่าวต่างจากการทรุดตัวตามธรรมชาติซึ่งจะทรุดตัวเป็นแผงและค่อยเป็นค่อยไป และจากรายงานการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชดใช้ทางแพ่งของคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชดใช้ทางแพ่งที่โจทก์แต่งตั้งตามเอกสารหมาย จ..39 ว่า สาเหตุทรุดตัวเป็นแอ่งกระทะ เชื่อว่าน่าจะมาจากดินใต้อาคารไม่ยึดเกาะกันแน่นหนา ไม่จับตัวกันทำให้เกิดโพรงดิน เมื่อมีน้ำฝนจากข้างบนลงไปหรือมีน้ำจากข้างล่างระเหยขึ้นมา และเมื่อดินเกิดการเลื่อนตัวทำให้ดินที่อยู่ข้างบนเกิดการยุบตัวในแนวดิ่งเป็นโพรงทำให้พื้นอาคารที่ออกแบบให้วางบนดินทรุดตัวแตกร้าวเป็นแอ่งกระทะซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นเหตุผลให้เกิดการทรุดตัวลักษณะเป็นแอ่งกระทะดังกล่าว ดังนี้ ที่พื้นอาคารทรุดเสียหายจึงมีสาเหตุจากการถมดิน ซึ่งหากผู้รับจ้างกระทำการถมดินตามแบบในสัญญาตามที่จำเลยทั้งสองเบิกความก็ไม่น่าจะทำให้พื้นอาคารทรุดตัวในลักษณะดังกล่าวในเวลาอันรวดเร็วไม่ถึงปีนับแต่ก่อสร้างอาคารเสร็จข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าผู้รับจ้างไม่ได้ถมดินตามแบบในสัญญาจ้างตามที่จำเลยทั้งสองให้การไว้ต่อคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชดใช้ทางแพ่งตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เอกสารหมาย จ.41 และ จ.42 ซึ่งให้การในทำนองเดียวกันระบุได้ว่า ผู้รับจ้างได้ถมและบดอัดดินเพียง 2 ครั้งก่อนเทพื้นอาคาร ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ประกอบถึงการทรุดตัวที่เกิดจากความไม่หนาแน่นของดินแล้ว เชื่อว่าน่าจะเป็นจริงดังที่จำเลยทั้งสองให้การมา ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นการให้การแบบรวบรัดไม่ได้ให้รายละเอียด ทั้งที่ความจริงจำเลยทั้งสองได้ควบคุมให้ผู้รับจ้างกระทำกาตามสัญญาจ้าง เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีความรู้และมีประสบการณ์การควบคุมงานก่อสร้าง ย่อมทราบดีว่าคำให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชดใช้ทางแพ่งมีความสำคัญและมีผลผูกมัดจำเลยทั้งสองซึ่งรู้เห็นและอยู่ใกล้ชิดกับความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองให้การตามความจริงดังนี้ จึงเป็นการที่จำเลยทั้งสองไม่ระมัดระวังหรือจงใจปล่อยให้ผู้รับจ้างไม่ถมดินตามแบบในสัญญาจ้างจนเกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นการกระทำละเมิดและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ และศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับจำนวนค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองชดใช้แก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้อธิบดีกรมโจทก์จะทราบความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชดใช้ทางแพ่งที่ให้จำเลยทั้งสองรับผิดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2537 ตามที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นวันเริ่มนับอายุความ แต่อธิบดีกรมโจทก์ก็ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชดใช้ทางแพ่งดังกล่าวจึงยังไม่ถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว และเมื่อต่อมามีการนำเรื่องสู่คณะกรรมการที่ปรึกษาความรับผิดทางแพ่งของกระทรวงการคลังซึ่งเป็นหน่วยงานชี้ขาดสุดท้าย และเมื่อคณะกรรมการที่ปรึกษาความรับผิดทางแพ่งของกระทรวงการคลังชี้ขาดให้จำเลยทั้งสองรับผิดและแจ้งคำชี้ขาดให้อธิบดีกรมโจทก์ทราบเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2538 จึงถือว่าเป็นวันที่โจทก์รู้ตัวผู้พึงจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์ฟ้องวันที่ 22 ธันวาคม 2538 ยังไม่เกิน 1 ปี จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมอาชีวศึกษา
จำเลย — นายสมนึก ร่วมทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
ศุภชัย สมเจริญ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5658/2552
#495454
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยกปัญหาว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ขึ้นอ้างในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์กับจำเลยที่ 2 คนละครึ่ง การที่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งได้

ที่จำเลยทั้งสองอ้างข้อเท็จจริงตามหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท ล. มาท้ายฎีกานั้น จำเลยทั้งสองเพิ่งกล่าวอ้างขึ้นในชั้นฎีกา เป็นการนำพยานเอกสารเข้าสู่สำนวนความโดยไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 และโจทก์ไม่มีโอกาสซักค้านเกี่ยวกับเอกสารนี้ ข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินทั้งสี่แปลงตามฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ครึ่งหนึ่ง และเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินซึ่งปลอดภาระติดพันให้โจทก์โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าอากร ค่าภาษีเงินได้ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการโอนทั้งสิ้น หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนเอง ถ้าจำเลยทั้งสองไม่สามารถโอนที่ดินโดยปลอดภาระติดพันให้โจทก์ได้ ก็ให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงิน 73,537,500 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม นางสาวสุมาลี บุตรของจำเลยที่ 2 ซึ่งเกิดจากโจทก์ และนางดวงจิต บุตรของจำเลยที่ 2 ซึ่งเกิดจากจำเลยที่ 1 ต่างยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้นางดวงจิต เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6691 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ ที่ดินโฉนดเลขที่ 4791, 26946 และ 26947 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 เฉพาะส่วนที่เป็นของโจทก์หนึ่งในสามส่วน ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวให้โจทก์หนึ่งในสามส่วนโดยปลอดจากภาระติดพัน โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าอากร ค่าภาษีเงินได้ และค่าใช้จ่ายในการโอน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ถ้าจำเลยทั้งสองไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 49,025,000 บาท ทั้งนี้ นางดวงจิตไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ดังกล่าวหนึ่งในสองส่วน ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์หนึ่งในสองส่วนโดยปลอดภาระติดพัน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าอากร ค่าภาษีเงินได้และค่าใช้จ่ายในการโอน ถ้าจำเลยทั้งสองไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 65,000,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 160,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นอ้างมาในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเป็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทรวม 4 แปลง ร่วมกับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าเป็นบันทึกการแบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์แต่ตามเอกสารดังกล่าว จำเลยที่ 2 ทำขึ้นโดยนายพิเชฐ ทนายความ พิมพ์ข้อความให้ และขณะที่ทำเอกสารก็มีตัวโจทก์และบุตรของโจทก์อยู่ด้วย ซึ่งในเอกสารดังกล่าวมีข้อความเพียงว่า หากได้มาจะยกให้บุตร ที่เกิดระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์เท่านั้น ไม่มีข้อความตอนใดที่กำหนดยกให้แก่โจทก์เลย แสดงว่าในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำเอกสารนั้น โจทก์ได้ยอมรับสภาพว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นของโจทก์ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องและนำเอกสารดังกล่าวมาประกอบเป็นเอกสารท้ายฟ้องโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ทำบันทึกยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ครึ่งหนึ่งทั้งที่ตนเองไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา ดังนั้นคำฟ้องโจทก์จึงเป็นคำขอที่อาศัยสิทธิในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเพื่อการใช้สิทธิติดตามเอาคืน โดยการเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่โจทก์เป็นเจ้าของรวมซึ่งได้กระทำไปโดยไม่มีสิทธิหรืออำนาจตามกฎหมาย โจทก์หาได้อ้างสิทธิหรือบังคับตามข้อความใด ๆ ในเอกสารดังกล่าวมาฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ส่วนที่เอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้นายพิเชฐเป็นผู้ฟ้องเรียกที่ดินจากจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนของจำเลยที่ 2 จะยกให้แก่บุตรเองก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ผู้ทำเอกสารแสดงเจตนาของตนต่อนายพิเชฐในขณะนั้น แม้โจทก์อยู่ด้วยในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำเอกสารดังกล่าว แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ตกลงยินยอมหรือเข้าร่วมผูกพันตามข้อความในเอกสารนั้นแต่อย่างใด เอกสารดังกล่าวจึงไม่มีผลลบล้างสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่มีอยู่ตามกฎหมาย กรณีจึงหาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่...

จำเลยทั้งสองฎีกาประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรม การโอนที่ดินพิพาท แล้วแบ่งที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งเป็นการไม่ชอบ เพราะที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นสินสมรสนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงที่จำเลยที่ 2 ได้มาเป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 และเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาททั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์อีกคนหนึ่งมิได้รู้เห็นยินยอม นิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าว ย่อมไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์รวมในส่วนของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคสอง โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หาได้พิพากษาเพิกถอนที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ในการก่อตั้งบริษัท ล. ได้นำเงินทุนและทรัพย์สินทั้งหมดมาจากการแปรสภาพกิจการทางการค้ายี่ห้อจิ้นเส็งและยี่ห้อล่อจิ้นเส็ง ซึ่งกิจการทั้งสองยี่ห้อดังกล่าวเป็นกิจการของจำเลยทั้งสองก่อนที่โจทก์จะอยู่กินกับจำเลยที่ 2 โดยอ้างหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท ล. มาท้ายฎีกานั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว จำเลยทั้งสองเพิ่งกล่าวอ้างขึ้นในชั้นฎีกา เป็นการนำพยานเอกสารเข้าสู่สำนวนความโดยไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และโจทก์ไม่มีโอกาสซักค้านเกี่ยวกับเอกสารนี้ ข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ สำหรับฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นข้ออื่น ๆ ล้วนแต่เป็นการโต้เถียงในข้อที่ไม่เป็นสาระสำคัญอันจะมีผลทำให้การวินิจฉัยคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 237 ม. 1361 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 88 ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปราณี หล่อสกุลสินธ์
จำเลย — นางมณฑารัตน์ หล่อสกุลสินธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายอานัด อุเบกขานุกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปรีดา พูนคำ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5658/2552
#501903
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงที่จำเลยที่ 2 ได้มาเป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 และเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาททั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์อีกคนหนึ่งมิได้รู้เห็นยินยอม นิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์รวมในส่วนของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคสอง โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งได้

จำเลยทั้งสองเพิ่งอ้างหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทมาท้ายฎีกา เป็นการนำพยานเอกสารเข้าสู่สำนวนความโดยไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 จึงรับฟังไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์อยู่กินกับจำเลยที่ 2 มาประมาณ 40 ปี แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และมีบุตรด้วยกัน 9 คน จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนว่าบุตรทั้งเก้าเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์กับจำเลยที่ 2 ร่วมกันประกอบกิจการค้าหนังโค หนังกระบือ และมันสำปะหลัง โดยก่อตั้งบริษัทชื่อล่อจิ้นเส็ง จำกัด บริษัทดังกล่าวตั้งอยู่เลขที่ 2 - 4 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และโจทก์กับจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่ด้วยกันในบริเวณที่ตั้งบริษัท โจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ดำเนินการค้าเรื่อยมาจนกิจการของบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด มั่นคง โดยโจทก์เป็นผู้ดูแลงานทั่วไปและหาลูกค้าตลอดจนรับรองลูกค้า โจทก์กับจำเลยที่ 2 สามารถร่วมกันซื้อที่ดิน 4 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 6691 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 9 ไร่ 33 ตารางวา ราคาปัจจุบันประมาณ 27,000,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 4791 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 2 งาน 18 ตารางวา ราคาปัจจุบันประมาณ 32,775,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 26946 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 งาน 87 ตารางวา ราคาปัจจุบันประมาณ 28,050,000 บาท กับที่ดินโฉนดเลขที่ 26947 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 3 งาน 95 ตารางวา ราคาปัจจุบันประมาณ 59,250,000 บาท รวมราคาที่ดิน 4 แปลง เป็นเงินประมาณ 147,075,000 บาท โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวครึ่งหนึ่ง แต่ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้แต่เพียงผู้เดียวเพื่อความสะดวกในการนำที่ดินไปทำนิติกรรมต่างๆ ต่อมาประมาณปลายปี 2535 จำเลยที่ 1 หลอกลวงให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินทั้งสี่แปลงซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของรวมดังกล่าวให้เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 หลอกลวงว่าที่ดินทั้งสี่แปลงมีราคาถูกแต่แท้จริงที่ดินมีราคารวมกันสูงกว่าสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่จะได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรส จำเลยที่ 2 ยอมโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6691 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2535 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26946 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2535 และโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 4791 กับโฉนดเลขที่ 26947 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2535 อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์แจ้งจำเลยทั้งสองให้โอนที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์คืนโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินทั้งสี่แปลงตามฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ครึ่งหนึ่ง และเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินซึ่งปลอดภาระติดพันให้โจทก์โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าอากร ค่าภาษีเงินได้ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการโอนทั้งสิ้น หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนเอง ถ้าจำเลยทั้งสองไม่สามารถโอนที่ดินโดยปลอดภาระติดพันให้โจทก์ได้ ก็ให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงิน 73,537,500 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 โดยจดทะเบียนสมรสกันตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2483 เดิมจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ประกอบกิจการค้ายี่ห้อจิ้นเส็ง และยี่ห้อล่อจิ้นเส็ง ต่อมาเมื่อปี 2494 จึงจดทะเบียนเป็นบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด โจทก์มิใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 โจทก์มิได้ร่วมประกอบกิจการค้ากับจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์เหนือส่วนได้เสียในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงให้จำเลยที่ 1 ด้วยความสมัครใจเพื่อเป็นการชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ในเหตุที่จำเลยที่ 1 เคยยักยอกถ่ายเททรัพย์สินอันเป็นสินสมรสไปปรนเปรอโจทก์และบุตรของโจทก์จำนวนมาก ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่มีการทำนิติกรรมโอนที่ดินหรือนับตั้งแต่วันที่โจทก์อ้างว่าได้ทราบข้อเท็จจริง ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงมีราคารวมกันประมาณ 30,000,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่เคยร่วมประกอบกิจการค้ากับจำเลยที่ 2 ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 หามาได้โดยลำพัง และเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงให้จำเลยที่ 1 ด้วยความสมัครใจ เพราะรู้สึกสำนึกในความผิดที่เคยแอบนำสินสมรสไปปรนเปรอโจทก์และบุตรของโจทก์มากเกินควรอันไม่เป็นธรรมแก่จำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงมีราคารวมกันประมาณ 30,000,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม นางสาวสุมาลี บุตรของจำเลยที่ 2 ซึ่งเกิดจากโจทก์ และนางดวงจิต บุตรของจำเลยที่ 2 ซึ่งเกิดจากจำเลยที่ 1 ต่างยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้นางดวงจิต เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6691 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ ที่ดินโฉนดเลขที่ 4791, 26946 และ 26947 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 เฉพาะส่วนที่เป็นของโจทก์หนึ่งในสามส่วนให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวให้โจทก์หนึ่งในสามส่วนโดยปลอดจากภาระติดพัน โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าอากร ค่าภาษีเงินได้ และค่าใช้จ่ายในการโอน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ถ้าจำเลยทั้งสองไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 49,025,000 บาท ทั้งนี้นางดวงจิต ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกตกทอดให้แก่ตนกับให้จำเลยทั้งสองรวมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท คำขออืนนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6691 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ กับที่ดินโฉนดเลขที 4791, 26946 และ 26947 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หนึ่งในสองส่วน ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์หนึ่งในสองส่วนโดยปลอดภาระติดพัน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าอากร ค่าภาษีเงินได้และค่าใช้จ่ายในการโอน ถ้าจำเลยทั้งสองไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 65,000,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 160,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีชื่อเดิม "ฉุ่งยิ้น" ส่วนจำเลยที่ 2 มีชื่อเดิมว่า "แต้" และ "เต้น" จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2483 ตามใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย ล.1 หลังจากนั้นประมาณ 10 ปี จำเลยที่ 2 ได้โจทก์เป็นภริยาอีกคนหนึ่งแต่มิได้จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 2 พาโจทก์ไปพักอาศัยที่บ้านในบริเวณโรงงานจิ้นเส็งย่านสะพานเหลือง แขวงหัวลำโพง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบกิจการตัดเย็บรองเท้าอยู่ก่อนแล้ว และหลังจากนั้นจำเลยที่ 2 พาโจทก์ไปพักอาศัยที่บ้านอีกหลังหนึ่งในซอยวัดไผ่สิงโต แขวงคลองเตย เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อปี 2494 จำเลยที่ 2 ก่อตั้งบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด ขึ้นและเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ส่วนบุคคลผู้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรายอื่นมีฐานะเป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทนจำเลยที่ 2 สำหรับโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด มีสำนักงานตั้งอยู่ที่เลขที่ 2 - 4 ถนนพระราม 4 แขวงคลองเตย เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยตั้งอยู่ในที่ดินเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ซึ่งจำเลยที่ 2 เช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ บริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด ประกอบกิจการค้าขายพืชไร่และหนังสัตว์เป็นหลัก โจทก์กับจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่ด้วยกันในบริเวณที่ตั้งของบริษัทดังกล่าว ภายหลังจากก่อตั้งบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด แล้ว จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.6 และต่อมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงให้แก่จำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นอ้างมาในศาลล่างทั้งสองแต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเป็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทรวม 4 แปลง ร่วมกับจำเลยที่ 2 โดยอ้างเอกสารหมาย จ.10 หรือ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ว่า เป็นบันทึกการแบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่ตามเอกสารหมาย จ.10 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ทำขึ้นโดยนายพิเชฐ ทนายความ พิมพ์ข้อความให้ และขณะที่ทำเอกสารก็มีตัวโจทก์และบุตรของโจทก์อยู่ด้วยซึ่งในเอกสารดังกล่าวมีข้อความเพียงว่า หากได้มาจะยกให้บุตรที่เกิดระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์เท่านั้น ไม่มีข้อความตอนใดที่กำหนดยกให้แก่โจทก์เลย แสดงว่าในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำเอกสารหมาย จ.10 นั้น โจทก์ได้ยอมรับสภาพว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นของโจทก์ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องและนำเอกสารหมาย จ.10 มาประกอบเป็นเอกสารท้ายฟ้องโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ทำบันทึกยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง ทั้งที่ตนเองไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินพิพาทเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์อยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 9 คน โจทก์กับจำเลยที่ 2 อาศัยอยู่บ้านเดียวกัน และร่วมกันประกอบกิจการค้าโดยก่อตั้งบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด จนกิจการมีฐานะมั่นคงสามารถซื้อที่ดินพิพาทรวม 4 แปลง โจทก์จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของร่วมครึ่งหนึ่ง ต่อมาจำเลยที่ 1 หลอกลวงจำเลยที่ 2 ว่าที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเป็นสินสมรสให้โอนเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนั้นคำฟ้องโจทก์จึงเป็นคำขอที่อาศัยสิทธิในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเพื่อการใช้สิทธิติดตามเอาคืน โดยการเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่โจทก์เป็นเจ้าของรวมซึ่งได้กระทำไปโดยไม่มีสิทธิหรืออำนาจตามกฎหมาย โจทก์หาได้อ้างสิทธิหรือบังคับตามข้อความใดๆ ในเอกสารหมาย จ.10 มาฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ส่วนที่เอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้นายพิเชฐเป็นผู้ฟ้องเรียกที่ดินจากจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนของจำเลยที่ 2 จะยกให้แก่บุตรเองก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ผู้ทำเอกสารแสดงเจตนาของตนต่อนายพิเชฐในขณะนั้น แม้โจทก์อยู่ด้วยในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำเอกสารดังกล่าว แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ตกลงยินยอมหรือเข้าร่วมผูกพันตามข้อความในเอกสารนั้นแต่อย่างใด เอกสารหมาย จ.10 จึงไม่มีผลลบล้างสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่มีอยู่ตามกฎหมาย กรณีจึงหาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ไม่อาจนำมาใช้เทียบเคียงกันได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังพยานบุคคลโดยไม่พิจารณาเอกสารหมาย จ.10 ที่โจทก์กล่าวอ้างในการฟ้องคดี ซึ่งเอกสารดังกล่าว นายพิเชฐทนายความโจทก์เป็นผู้ทำโดยมีโจทก์และบุตรโจทก์รู้เห็นในการกระทำเอกสารแต่ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ทั้งที่นายพิเชฐได้อ่านข้อความให้บุคคลที่อยู ณ. ที่นั้นฟัง เมื่อข้อความตามเอกสารหมาย จ.10 ระบุไว้ชัดเจนว่า ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงไม่ใช่ที่ดินที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 ร่วมกันซื้อมาแล้วโจทก์ให้จำเลยที่ 2 ใส่ชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน นอกจากนี้ข้อความในเอกสารหมาย จ.10 ต่อไปที่ว่าจำเลยที่ 2 ประสงค์จะฟ้องเพิกถอนการโอน เพื่อนำมาแบ่งเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน โดยส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ตกแก่จำเลยที่ 1 หรือบุตรของจำเลยที่ 1 ส่วนของจำเลยที่ 2 ให้ตกแก่บุตรของจำเลยที่ 2 ซึ่งเกิดกับโจทก์ แสดงให้เห็นได้ชัดแจ้งว่า ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เท่านั้น เห็นว่า การพิสูจน์สิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม จำต้องพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่คู่ความนำสืบต่อศาล เพื่อแสดงถึงสิทธิและการได้มาของโจทก์ว่ามีลำดับความเป็นมาอย่างไร ลำพังเอกสารหมาย จ.10 เพียงฉบับเดียว ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานที่จะอ้างอิงเพื่อที่จะยืนยันว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เท่านั้น และมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงไม่อยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมานำสืบพิสูจน์ได้ว่าที่ดินพิพาทโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอย่างไร ทั้งคดีนี้โจทก์ก็มิได้ตั้งรูปคดีอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 2 โดยอาศัยข้อความจากเอกสารหมาย จ.10 แต่ประการใด โจทก์กล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 2 โดยการทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างวันที่โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 โจทก์เพียงแต่อ้างส่งเอกสารหมาย จ.10 เป็นพยานเอกสารเพื่อประกอบพยานหลักฐานอื่นๆ ของโจทก์เท่านั้น นอกจากนี้เมื่อศาลฎีกาได้ตรวจข้อความในเอกสารหมาย จ.10 โดยละเอียดแล้ว ก็ไม่มีข้อความตอนใดหรือส่วนใดที่ระบุว่าที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงนี้เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้ฟังพยานหลักฐานให้ครบถ้วน แต่รับฟังเฉพาะคำเบิกความพยานโจทก์เท่านั้น ศาลฎีกาได้พิเคราะห์คำวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยทั้งสองแล้วจึงได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์เป็นลำดับว่าโจทก์มีตัวโจทก์อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 รวมทั้งความเป็นมาของที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงโดยมีพยานบุคคลที่รู้เห็นข้อเท็จจริงในแต่ละช่วงแต่ละเหตุการณ์มาเบิกความสนับสนุนได้ความสอดคล้องต้องกันว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้โจทก์เป็นภริยาอีกคนหนึ่ง จำเลยที่ 2 พาโจทก์ไปพักอาศัยอยู่ภายในบริเวณโรงงานจิ้นเส็ง ย่านสะพานเหลือง แขวงหัวลำโพง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร แต่เนื่องจากมีเหตุทะเลาะวิวาทกันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งพักอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวเช่นเดียวกัน จำเลยที่ 2 จึงพาโจทก์ไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านอีกหลังหนึ่งในซอยวัดไผ่สิงโต แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 กับพวกได้ก่อตั้งบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด ขึ้นมา บริษัทดังกล่าวได้ใช้บ้านเช่าที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ โจทก์มีส่วนช่วยเหลือจำเลยที่ 2 ในกิจการค้าขายของบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด ตลอดมา เมื่อมีผู้มาติดต่อกับบริษัทก็จะพบโจทก์ทำหน้าที่รับรองหรือติดต่อกับลูกค้าในบริษัท แล้วจึงได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีตัวจำเลยที่ 1 กับนางดวงจิตผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 เบิกความลอยๆ แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ได้ไปช่วยจำเลยที่ 2 ในกิจการของบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด สำหรับพยานบุคคลของจำเลยทั้งสองบางส่วนก็เบิกความขัดแย้งกัน บางส่วนก็เบิกความเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์อันเป็นข้อสนับสนุนให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดียิ่งขึ้น หลังจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยชั่งน้ำหนักคำพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองดังกล่าวมานี้แล้วจึงฟังข้อเท็จจริงว่าตามพฤติกรรมที่จำเลยที่ 2 ตั้งบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด ในลักษณะเป็นกิจการในครอบครัว โดยจำเลยที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ในบริเวณที่ตั้งของบริษัทดังกล่าวมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทจนมีบุตรด้วยกันถึงแปดคนและโจทก์ได้ร่วมช่วยเหลือกิจการของบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด ตลอดมา เมื่อที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงได้มาจากรายได้ในกิจการของบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด แม้โจทก์เป็นภริยานอกสมรสก็ต้องถือว่าที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน การที่จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดแต่เพียงผู้เดียวก็เป็นการกระทำแทนโจทก์เท่านั้น ดังนี้ โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง ศาลฎีกาเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวได้วินิจฉัยแยกแยะโดยให้เหตุผลไว้โดยละเอียดชัดแจ้งแล้วว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองด้วยเหตุผลอย่างไร และเป็นข้อวินิจฉัยทั้งที่มีเหตุผลครบถ้วนตรงตามพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายที่ปรากฏอยู่ในสำนวนแล้ว กรณีหาใช่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้ฟังพยานหลักฐานให้ครบถ้วน หรือรับฟังเฉพาะคำเบิกความพยานโจทก์ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่

จำเลยทั้งสองฎีกาประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาท แล้วแบ่งที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งเป็นการไม่ชอบ เพราะที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นสินสมรสนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงที่จำเลยที่ 2 ได้มาเป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 และเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาททั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์อีกคนหนึ่งมิได้รู้เห็นยินยอม นิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์รวมในส่วนของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคสอง โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งได้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หาได้พิพากษาเพิกถอนที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ในการก่อตั้งบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด ได้นำเงินทุนและทรัพย์สินทั้งหมดมาจากการแปรสภาพกิจการทางการค้ายี่ห้อจิ้นเส็งและยี่ห้อล่อจิ้นเส็ง ซึ่งกิจการทั้งสองยี่ห้อดังกล่าวเป็นกิจการของจำเลยทั้งสองก่อนที่โจทก์จะอยู่กินกับจำเลยที่ 2 โดยอ้างหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด มาท้ายฎีกานั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว จำเลยทั้งสองเพิ่งกล่าวอ้างขึ้นในชั้นฎีกา เป็นการนำพยานเอกสารเข้าสู่สำนวนความโดยไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และโจทก์ไม่มีโอกาสซักค้านเกี่ยวกับเอกสารนี้ ข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ สำหรับฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นข้ออื่นๆ ล้วนแต่เป็นการโต้เถียงในข้อที่ไม่เป็นสาระสำคัญอันจะมีผลทำให้การวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1361
ป.วิ.พ. ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปราณี หล่อสกุลสินธ์
จำเลย — นางมณฑารัตน์ หล่อสกุลสินธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5658/2552
#503205
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่มาในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเป็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

การพิสูจน์สิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม จำต้องพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่คู่ความนำสืบต่อศาล เพื่อแสดงถึงสิทธิและการได้มาของโจทก์ว่ามีลำดับความเป็นมาอย่างไร ลำพังบันทึกการแบ่งที่ดินพิพาทซึ่งระบุว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 ร่วมกันซื้อมาเพียงฉบับเดียวไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานที่จะอ้างอิงเพื่อที่จะยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เท่านั้น และมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่อยู่ภายใต้บังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 94 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมานำสืบพิสูจน์ได้ว่าที่ดินพิพาทโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอย่างไร ทั้งโจทก์ก็มิได้ตั้งรูปคดีอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 2 โดยอาศัยข้อความจากบันทึกดังกล่าวแต่ประการใด

จำเลยที่ 2 ตั้งบริษัท ล. และจำเลยที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ในบริเวณที่ตั้งของบริษัทดังกล่าวมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทจนมีบุตรด้วยกันถึงเก้าคนและโจทก์ได้ร่วมช่วยเหลือกิจการของบริษัท ล. แม้โจทก์เป็นภริยานอกสมรสก็ต้องถือว่าที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน การที่จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดแต่เพียงผู้เดียวก็เป็นการกระทำแทนโจทก์เท่านั้น ดังนี้ โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง

เมื่อที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงที่จำเลยที่ 2 ได้มาเป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 และเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาททั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์อีกคนหนึ่งมิได้รู้เห็นยินยอม นิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์รวมในส่วนของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคสอง โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินทั้งสี่แปลงตามฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ครึ่งหนึ่ง และเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินซึ่งปลอดภาระติดพันให้โจทก์โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าอากร ค่าภาษีเงินได้ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการโอนทั้งสิ้น หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนเอง ถ้าจำเลยทั้งสองไม่สามารถโอนที่ดินโดยปลอดภาระติดพันให้โจทก์ได้ ก็ให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงิน 73,537,500 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม นางสาวสุมาลี บุตรของจำเลยที่ 2 ซึ่งเกิดจากโจทก์ และนางดวงจิต บุตรของจำเลยที่ 2 ซึ่งเกิดจากจำเลยที่ 1 ต่างยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้นางดวงจิต เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6691 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ ที่ดินโฉนดเลขที่ 4791, 26946 และ 26947 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 เฉพาะส่วนที่เป็นของโจทก์หนึ่งในสามส่วน ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวให้โจทก์หนึ่งในสามส่วนโดยปลอดจากภาระติดพัน โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าอากร ค่าภาษีเงินได้ และค่าใช้จ่ายในการโอนหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ถ้าจำเลยทั้งสองไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 49,025,000 บาท ทั้งนี้นางดวงจิต ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกตกทอดให้แก่ตนกับให้จำเลยทั้งสองรวมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6691 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ กับที่ดินโฉนดเลขที 4791, 26946 และ 26947 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หนึ่งในสองส่วน ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์หนึ่งในสองส่วนโดยปลอดภาระติดพัน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าอากร ค่าภาษีเงินได้และค่าใช้จ่ายในการโอน ถ้าจำเลยทั้งสองไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 65,000,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 160,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีชื่อเดิม "ฉุ่งยิ้น" ส่วนจำเลยที่ 2 มีชื่อเดิมว่า "แต้" และ "เต้น" จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2483 หลังจากนั้นประมาณ 10 ปี จำเลยที่ 2 ได้โจทก์เป็นภริยาอีกคนหนึ่งแต่มิได้จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 2 พาโจทก์ไปพักอาศัยที่บ้านในบริเวณโรงงานจิ้นเส็งย่านสะพานเหลือง แขวงหัวลำโพง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบกิจการตัดเย็บรองเท้าอยู่ก่อนแล้ว และหลังจากนั้นจำเลยที่ 2 พาโจทก์ไปพักอาศัยที่บ้านอีกหลังหนึ่งในซอยวัดไผ่สิงโต แขวงคลองเตย เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อปี 2494 จำเลยที่ 2 ก่อตั้งบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด ขึ้นและเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ส่วนบุคคลผู้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรายอื่นมีฐานะเป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทนจำเลยที่ 2 สำหรับโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด มีสำนักงานตั้งอยู่ที่เลขที่ 2 - 4 ถนนพระราม 4 แขวงคลองเตย เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยตั้งอยู่ในที่ดินเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ซึ่งจำเลยที่ 2 เช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ บริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด ประกอบกิจการค้าขายพืชไร่และหนังสัตว์เป็นหลัก โจทก์กับจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่ด้วยกันในบริเวณที่ตั้งของบริษัทดังกล่าว ภายหลังจากก่อตั้งบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด แล้ว จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง และต่อมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงให้แก่จำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นอ้างมาในศาลล่างทั้งสองแต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเป็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทรวม 4 แปลง ร่วมกับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่ามีบันทึกการแบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่บันทึกดังกล่าวจำเลยที่ 2 ทำขึ้นโดยนายพิเชฐ ทนายความ พิมพ์ข้อความให้ และขณะที่ทำเอกสารก็มีตัวโจทก์และบุตรของโจทก์อยู่ด้วย ซึ่งในเอกสารดังกล่าวมีข้อความเพียงว่า หากได้มาจะยกให้บุตรที่เกิดระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์เท่านั้น ไม่มีข้อความตอนใดที่กำหนดยกให้แก่โจทก์เลย แสดงว่าในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำเอกสารนั้น โจทก์ได้ยอมรับสภาพว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นของโจทก์ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องและนำเอกสารหมาย จ.10 มาประกอบเป็นเอกสารท้ายฟ้องโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ทำบันทึกยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง ทั้งที่ตนเองไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินพิพาท เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์อยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 9 คน โจทก์กับจำเลยที่ 2 อาศัยอยู่บ้านเดียวกัน และร่วมกันประกอบกิจการค้าโดยก่อตั้งบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด จนกิจการมีฐานะมั่นคงสามารถซื้อที่ดินพิพาทรวม 4 แปลง โจทก์จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของร่วมครึ่งหนึ่ง ต่อมาจำเลยที่ 1 หลอกลวงจำเลยที่ 2 ว่าที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเป็นสินสมรสให้โอนเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนั้น คำฟ้องโจทก์จึงเป็นคำขอที่อาศัยสิทธิในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเพื่อการใช้สิทธิติดตามเอาคืน โดยการเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่โจทก์เป็นเจ้าของรวมซึ่งได้กระทำไปโดยไม่มีสิทธิหรืออำนาจตามกฎหมาย โจทก์หาได้อ้างสิทธิหรือบังคับตามข้อความใดๆ ในเอกสารหมาย จ.10 มาฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ส่วนที่เอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้นายพิเชฐเป็นผู้ฟ้องเรียกที่ดินจากจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนของจำเลยที่ 2 จะยกให้แก่บุตรเองก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ผู้ทำเอกสารแสดงเจตนาของตนต่อนายพิเชฐในขณะนั้น แม้โจทก์อยู่ด้วยในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำเอกสารดังกล่าว แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ตกลงยินยอมหรือเข้าร่วมผูกพันตามข้อความในเอกสารนั้นแต่อย่างใด เอกสารหมาย จ.10 จึงไม่มีผลลบล้างสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่มีอยู่ตามกฎหมาย กรณีจึงหาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ไม่อาจนำมาใช้เทียบเคียงกันได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังพยานบุคคลโดยไม่พิจารณาเอกสารหมาย จ.10 ที่โจทก์กล่าวอ้างในการฟ้องคดี ซึ่งเอกสารดังกล่าวนายพิเชฐทนายความโจทก์เป็นผู้ทำโดยมีโจทก์และบุตรโจทก์รู้เห็นในการกระทำเอกสารแต่ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ทั้งที่นายพิเชฐได้อ่านข้อความให้บุคคลที่อยู่ ณ. ที่นั้นฟัง เมื่อข้อความตามเอกสารหมาย จ.10 ระบุไว้ชัดเจนว่า ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงไม่ใช่ที่ดินที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 ร่วมกันซื้อมาแล้วโจทก์ให้จำเลยที่ 2 ใส่ชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน นอกจากนี้ข้อความในเอกสารหมาย จ.10 ต่อไปที่ว่า จำเลยที่ 2 ประสงค์จะฟ้องเพิกถอนการโอน เพื่อนำมาแบ่งเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน โดยส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ตกแก่จำเลยที่ 1 หรือบุตรของจำเลยที่ 1 ส่วนของจำเลยที่ 2 ให้ตกแก่บุตรของจำเลยที่ 2 ซึ่งเกิดกับโจทก์ แสดงให้เห็นได้ชัดแจ้งว่า ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เท่านั้น เห็นว่า การพิสูจน์สิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม จำต้องพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่คู่ความนำสืบต่อศาล เพื่อแสดงถึงสิทธิและการได้มาของโจทก์ว่ามีลำดับความเป็นมาอย่างไร ลำพังบันทึกการแบ่งที่ดินพิพาทเพียงฉบับเดียวไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานที่จะอ้างอิงเพื่อที่จะยืนยันว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เท่านั้น และมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงไม่อยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมานำสืบพิสูจน์ได้ว่าที่ดินพิพาทโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอย่างไร ทั้งคดีนี้โจทก์ก็มิได้ตั้งรูปคดีอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 2 โดยอาศัยข้อความจากบันทึกดังกล่าวแต่ประการใด โจทก์กล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 2 โดยการทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างวันที่โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 โจทก์เพียงแต่อ้างส่งบันทึกเป็นพยานเอกสารเพื่อประกอบพยานหลักฐานอื่นๆ ของโจทก์เท่านั้น นอกจากนี้เมื่อศาลฎีกาได้ตรวจข้อความในบันทึกโดยละเอียดแล้ว ก็ไม่มีข้อความตอนใดหรือส่วนใดที่ระบุว่าที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงนี้เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ที่จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้ฟังพยานหลักฐานให้ครบถ้วน แต่รับฟังเฉพาะคำเบิกความพยานโจทก์เท่านั้น ศาลฎีกาได้พิเคราะห์คำวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยทั้งสองแล้วจึงได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์เป็นลำดับว่า โจทก์มีตัวโจทก์อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 รวมทั้งความเป็นมาของที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงโดยมีพยานบุคคลที่รู้เห็นข้อเท็จจริงในแต่ละช่วงแต่ละเหตุการณ์มาเบิกความสนับสนุนได้ความสอดคล้องต้องกันว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้โจทก์เป็นภริยาอีกคนหนึ่ง จำเลยที่ 2 พาโจทก์ไปพักอาศัยอยู่ภายในบริเวณโรงงานจิ้นเส็ง ย่านสะพานเหลือง แขวงหัวลำโพง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร แต่เนื่องจากมีเหตุทะเลาะวิวาทกันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งพักอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวเช่นเดียวกัน จำเลยที่ 2 จึงพาโจทก์ไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านอีกหลังหนึ่งในซอยวัดไผ่สิงโต แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 กับพวกได้ก่อตั้งบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด ขึ้นมา บริษัทดังกล่าวได้ใช้บ้านเช่าที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ โจทก์มีส่วนช่วยเหลือจำเลยที่ 2 ในกิจการค้าขายของบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด ตลอดมา เมื่อมีผู้มาติดต่อกับบริษัทก็จะพบโจทก์ทำหน้าที่รับรองหรือติดต่อกับลูกค้าในบริษัท แล้วจึงได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีตัวจำเลยที่ 1 กับนางดวงจิตผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 เบิกความลอยๆ แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ได้ไปช่วยจำเลยที่ 2 ในกิจการของบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด สำหรับพยานบุคคลของจำเลยทั้งสองบางส่วนก็เบิกความขัดแย้งกัน บางส่วนก็เบิกความเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์อันเป็นข้อสนับสนุนให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดียิ่งขึ้น หลังจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยชั่งน้ำหนักคำพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองดังกล่าวมานี้ แล้วจึงฟังข้อเท็จจริงว่าตามพฤติกรรมที่จำเลยที่ 2 ตั้งบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด ในลักษณะเป็นกิจการในครอบครัว โดยจำเลยที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ในบริเวณที่ตั้งของบริษัทดังกล่าวมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทจนมีบุตรด้วยกันถึงเก้าคนและโจทก์ได้ร่วมช่วยเหลือกิจการของบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด ตลอดมา เมื่อที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงได้มาจากรายได้ในกิจการของบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด แม้โจทก์เป็นภริยานอกสมรสก็ต้องถือว่าที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน การที่จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดแต่เพียงผู้เดียวก็เป็นการกระทำแทนโจทก์เท่านั้น ดังนี้ โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง ศาลฎีกาเห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวได้วินิจฉัยแยกแยะโดยให้เหตุผลไว้โดยละเอียดชัดแจ้งแล้วว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองด้วยเหตุผลอย่างไร และเป็นข้อวินิจฉัยทั้งที่มีเหตุผลครบถ้วนตรงตามพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายที่ปรากฏอยู่ในสำนวนแล้ว กรณีหาใช่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้ฟังพยานหลักฐานให้ครบถ้วนหรือรับฟังเฉพาะคำเบิกความพยานโจทก์ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่

จำเลยทั้งสองฎีกาประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาท แล้วแบ่งที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งเป็นการไม่ชอบ เพราะที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นสินสมรสนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงที่จำเลยที่ 2 ได้มาเป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 และเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาททั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาททั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์อีกคนหนึ่งมิได้รู้เห็นยินยอมนิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์รวมในส่วนของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคสอง โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หาได้พิพากษาเพิกถอนที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ในการก่อตั้งบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด ได้นำเงินทุนและทรัพย์สินทั้งหมดมาจากการแปรสภาพกิจการทางการค้ายี่ห้อจิ้นเส็งและยี่ห้อล่อจิ้นเส็ง ซึ่งกิจการทั้งสองยี่ห้อดังกล่าวเป็นกิจการของจำเลยทั้งสองก่อนที่โจทก์จะอยู่กินกับจำเลยที่ 2 โดยอ้างหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทล่อจิ้นเส็ง จำกัด มาท้ายฎีกานั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว จำเลยทั้งสองเพิ่งกล่าวอ้างขึ้นในชั้นฎีกา เป็นการนำพยานเอกสารเข้าสู่สำนวนความโดยไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และโจทก์ไม่มีโอกาสซักค้านเกี่ยวกับเอกสารนี้ ข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ สำหรับฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นข้ออื่นๆ ล้วนแต่เป็นการโต้เถียงในข้อที่ไม่เป็นสาระสำคัญอันจะมีผลทำให้การวินิจฉัยคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1357 ม. 1361 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 85 ม. 94 ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปราณี หล่อสกุลสินธ์
จำเลย — นางมณฑารัตน์ หล่อสกุลสินธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5620/2552
#494014
เปิดฉบับเต็ม

บิดามารดาของเด็กทั้งสามมีฐานะยากจนต้องออกทำงานหาเลี้ยงชีพในแต่ละวัน จึงต้องปล่อยให้เด็กทั้งสามเที่ยวเล่นอยู่ตามลำพังตามประสาเด็กเท่านั้น แต่เมื่อเด็กทั้งสามไม่กลับบ้านตามปกติ บิดามารดาของเด็กทั้งสามก็ตามหาและแจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจ ยังใช้อำนาจปกครองเด็กทั้งสามอยู่ การที่จำเลยทั้งสองชักชวนเด็กทั้งสามคนไปทำงานบ้านอยู่กับจำเลยทั้งสองที่จังหวัดสุพรรณบุรี แต่กลับพาไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาออกแจกซองผ้าป่าตามจังหวัดต่าง ๆ เรี่ยไรเงินจากชาวบ้านแล้วแบ่งผลประโยชน์กันโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบิดามารดาของเด็กทั้งสามคน จึงเป็นการพรากเด็กทั้งสามคนไปจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กชายทั้งสามซึ่งอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อหากำไรตาม ป.อ.มาตรา 317 วรรคสาม

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา 317 มีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจการปกครองของบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลของผู้เยาว์ ไม่ให้ถูกผู้ใดพาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแล แม้จำเลยทั้งสองจะพูดชักชวนและพาเด็กทั้งสามไปในครั้งเดียวคราวเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายและบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลของผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ตาม ป.อ.มาตรา 91 หาใช่เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 317, 341, 343 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 18 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 12 ปี ส่วนข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กชายชัยรัตน์ อายุประมาณ 8 ปี เด็กชายอำนวย อายุ 14 ปีเศษ และเด็กชายอาวุธ อายุ 12 ปี อันเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อหากำไรหรือไม่ และการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน

ปัญหาประการแรกมีว่า เด็กชายชัยรัตน์ เด็กชายอำนวย และเด็กชายอาวุธ เป็นเด็กจรจัด เร่ร่อน ที่บิดามารดาทอดทิ้งไม่ปกครองดูแลไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง จริงตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายระพิน บิดาของเด็กชายชัยรัตน์ และนางเล็ก มารดาของเด็กชายอำนวยและเป็นป้าของเด็กชายอาวุธ มาเบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุเด็กทั้งสามพักอาศัยอยู่กับพยาน ในวันเกิดเหตุเด็กทั้งสามคนออกไปเที่ยวเตร่ตามประสาเด็ก ต่อมาตอนเย็นเด็กทั้งสามไม่กลับบ้านตามปกติ นายระพินก็ได้ออกติดตามตามบ้านเพื่อนเด็กทั้งสามคนแต่ก็ไม่พบ เพียงแต่ทราบว่าเด็กทั้งสามคนถูกคนหลอกให้ขึ้นรถไปแต่ไม่ทราบว่าไปที่ใด นายระพินก็เที่ยวถามหาตามบ้านเพื่อนของเด็กชายชัยรัตน์ ส่วนนางเล็ก ก็ได้แจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจในวันรุ่งขึ้นว่าเด็กชายอำนวยหายไปพร้อมกับเด็กชายอาวุธลูกของนางนิดน้องสาวตนซึ่งฐานะยากจนจึงฝากลูกไว้กับตน ตามบันทึกคำให้การของนางนิด หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือน เด็กทั้งสามคนกลับมาที่บ้าน และเล่าให้บิดามารดาฟังว่าขณะจำเลยทั้งสองหลอกว่าจะพาไปทำงานบ้านจะให้ค่าจ้างวันละ 100 บาท แต่กลับพาไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาออกตระเวณเรี่ยไรแจกซองทอดผ้าป่าตามจังหวัดต่าง ๆ จึงพากันหนีกลับบ้าน เมื่อทราบเช่นนั้นนายระพิน นางเล็กและนางนิดจึงได้พาเด็กทั้งสามคนเข้าแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ข้อหาพรากผู้เยาว์ ย่อมแสดงว่า ขณะเกิดเหตุเด็กทั้งสามยังมีบิดามารดาหรือผู้ปกครองผู้ดูแลใช้อำนาจปกครองอยู่และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งจึงไม่ใช่เป็นเด็กจรจัด เร่ร่อน ไม่มีบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง บิดามารดาของเด็กทั้งสามคนมีฐานะยากจนต้องออกทำงานหาเลี้ยงชีพในแต่ละวัน จึงต้องปล่อยให้เด็กทั้งสามคนเที่ยวเล่นอยู่ตามลำพังตามประสาเด็กเท่านั้น แต่ก็ยังใช้อำนาจปกครองเด็กทั้งสามอยู่ ดังนั้นการที่จำเลยทั้งสองชักชวนเด็กทั้งสามคนไปทำงานบ้านอยู่กับจำเลยทั้งสองที่จังหวัดสุพรรณบุรี แต่กลับพาไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาออกแจกซองผ้าป่าตามจังหวัดต่าง ๆ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบิดามารดาของเด็กทั้งสามคน จึงเป็นการพรากเด็กทั้งสามคนไปจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร และการที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนโดยให้รายละเอียดว่า จำเลยทั้งสองพาเด็กทั้งสามคนไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาไปแจกซองผ้าป่าเรี่ยไรเงินจากชาวบ้านตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อหาเงินบริจาคสร้างหอระฆังให้แก่สำนักสงฆ์เขาพานทอง โดยจำเลยทั้งสองเป็นคนจัดการเงินที่รับบริจาคมาเอง แต่ต้องนำเงินส่งให้สำนักสงฆ์เขาพานทองเดือนละ 6,000 บาท แต่ต่อมาในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองกลับเบิกความว่า ไม่ได้จ่ายเงินให้สำนักสงฆ์ดังกล่าวเดือนละ 6,000 บาท ทุกเดือน ตามที่ให้การไว้ แต่หลวงพ่อวอน ซึ่งเป็นพระเจ้าสำนักสงฆ์ดังกล่าวเป็นคนนำซองผ้าป่าให้จำเลยทั้งสองพาพระและเณรไปแจกเรี่ยไรเงินจากชาวบ้าน โดยเงินที่ชาวบ้านบริจาคจะใส่ลงในตู้รับบริจาคที่มอบให้นำติดรถไปด้วย โดยใส่กุญแจตู้ไว้ ส่วนลูกกุญแจหลวงพ่อวอนจะเก็บรักษาไว้ พอตกเย็นจำเลยทั้งสองก็จะนำตู้รับบริจาคมาส่งมอบคืนแก่หลวงพ่อวอนไปจัดการเอง โดยแต่ละวันที่จำเลยทั้งสองพาพระและเณรออกไปแจกซองผ้าป่า หลวงพ่อวอนจะจ่ายค่าน้ำมันรถให้จำเลยทั้งสอง 300 บาท และค่าอาหารอีก 200 บาท เท่านั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินหรือประโยชน์อื่นใดจากเงินที่รับบริจาคมา โดยจำเลยทั้งสองได้อ้างพระสมศักดิ์ มาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความในชั้นพิจารณาของจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การเช่นนั้น ทั้งไม่ได้อ้างพระสมศักดิ์เป็นพยานแก่จำเลยทั้งสองแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองเพิ่งจะมาอ้างพระสมศักดิ์เป็นพยานเพื่อกลับคำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเท่านั้น แต่จำเลยทั้งสองกลับไม่นำหลวงพ่อวอน มาเบิกความยืนยันสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาแต่อย่างใด จึงมีน้ำหนักให้เชื่อว่า จำเลยทั้งสองได้ให้การรับสารภาพโดยให้การรายละเอียดตามที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ถูกต้องตามความสัตย์จริงและด้วยความสมัครใจของจำเลยทั้งสอง บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักมากกว่าคำเบิกความของจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาและใช้ยันแก่จำเลยทั้งสองได้ในชั้นพิจารณา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองนำเด็กทั้งสามคนแต่งกายเป็นสามเณรออกเที่ยวแจกซองผ้าป่า เรี่ยไรเงินจากชาวบ้านแล้วแบ่งผลประโยชน์กัน อันเป็นการใช้เด็กทั้งสามคนและศาสนาเป็นเครื่องมือในการหาเลี้ยงชีพของจำเลยทั้งสอง ทำให้ศาสนาต้องมัวหมองและเป็นที่เสื่อมศรัทธาแก่ผู้พบเห็นโดยทั่วไป ดังนั้นพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กชายทั้งสามซึ่งอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อหากำไรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว

ปัญหาประการต่อไปมีว่า การกระทำผิดของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวเพราะกระทำในครั้งเดียวคราวเดียวกัน หรือเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 มีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจการปกครองของบิดามารดาหรือผู้ปกครองผู้ดูแลของผู้เยาว์ ไม่ให้ถูกผู้ใดพาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแล ฉะนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะพูดชักชวนและพาเด็กทั้งสามคนไปในครั้งเดียวคราวเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายและบิดามารดา ผู้ปกครองหรือดูแลของผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองรวม 3 กระทงจึงชอบแล้วเช่นกัน ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายสดหรือสุด น้ำใจดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นายชัยพร วัฒนสุทธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพิทยา ลิ้มสุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ไพโรจน์ วายุภาพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5620/2552
#506174
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุเด็กทั้งสามคนยังมีบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลใช้อำนาจปกครองอยู่ และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งจึงไม่ใช่เป็นเด็กจรจัด เร่ร่อน ไม่มีบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง บิดามารดาของเด็กทั้งสามคนมีฐานะยากจนต้องออกทำงานหาเลี้ยงชีพในแต่ละวันจึงต้องปล่อยให้เด็กทั้งสามคนเที่ยวเล่นอยู่ตามลำพัง ตามประสาเด็กเท่านั้น แต่ก็ยังใช้อำนาจปกครองเด็กทั้งสามคนอยู่ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองชักชวนเด็กทั้งสามคนไปทำงานบ้านอยู่กับจำเลยทั้งสองที่จังหวัดสุพรรณบุรี แต่กลับพาไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาออกแจกซองผ้าป่าตามจังหวัดต่าง ๆ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบิดามารดาของเด็กทั้งสามคน จึงเป็นการพรากเด็กทั้งสามคนไปจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร และการที่จำเลยทั้งสองนำเด็กทั้งสามคนแต่งกายเป็นสามเณรออกเที่ยวแจกซองผ้าป่า เรี่ยไรเงินจากชาวบ้านแล้วแบ่งผลประโยชน์กัน อันเป็นการใช้เด็กทั้งสามคนและศาสนาเป็นเครื่องมือในการหาเลี้ยงชีพของจำเลยทั้งสอง ทำให้ศาสนาต้องมัวหมองและเป็นที่เสื่อมศรัทธาแก่ผู้พบเห็นโดยทั่วไป พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กชายทั้งสามซึ่งอายุไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อหากำไรตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา 317 มีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจการปกครองของบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลของผู้เยาว์ ไม่ให้ถูกผู้ใดพาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแล ฉะนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะพูดชักชวนและพาเด็กทั้งสามคนไปในครั้งเดียวคราวเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายและบิดามารดา ผู้ปกครองหรือดูแลของผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันหาใช่เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 317, 341, 343 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 18 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 12 ปี ส่วนข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับความผิดในข้อหาร่วมกันพรากเด็กชายพรชัยหรือแฝด และข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งข้อหาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กชายชัยรัตน์ อายุประมาณ 8 ปี เด็กชายอำนวย อายุ 14 ปีเศษ และเด็กชายอาวุธ อายุ 12 ปี อันเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อหากำไรหรือไม่ และการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน สำหรับปัญหาในประการแรก ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ฎีกาโต้แย้ง ฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองได้พาเด็กชายทั้งสามคนกับเด็กชายพรชัยรวม 4 คน ขับรถจากตลาดเทศบาลจังหวัดชัยนาท พาไปที่บ้านจำเลยทั้งสองที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นการพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยปราศจากเหตุอันสมควรหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาทำนองว่า เด็กทั้งสี่คนแต่งกายมอมแมมไม่มีบิดามารดาอบรมดูแลและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ลักษณะเป็นเด็กจรจัด เร่ร่อน เข้ามาขอเงินจากจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงเห็นว่าหากปล่อยให้เด็กทั้งสี่ดำรงชีพเช่นเด็กขอทานต่อไปแล้ว อาจเป็นปัญหาต่อสุขภาพและจิตใจของเด็ก และเป็นปัญหาต่อสังคมได้ จึงชักชวนเด็กทั้งสี่ให้ไปทำงานบ้านที่บ้านจำเลยทั้งสองโดยจะให้ค่าจ้างวันละ 100 บาท ซึ่งเด็กทั้งสี่ตกลงไปด้วย จำเลยทั้งสองจึงพาเด็กทั้งสี่ขึ้นรถพาไปที่บ้านจำเลยทั้งสองที่จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กทั้งสี่ได้ จึงพาไปบวชเป็นเณรแล้วพาไปอยู่กับพระที่สำนักสงฆ์เขาพานทอง อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี จำเลยทั้งสองจึงไม่มีเจตนาหลอกลวงพรากเด็กทั้งสี่คนไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง โดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงไม่เป็นความผิดนั้น ปัญหามีว่า เด็กชายชัยรัตน์ เด็กชายอำนวย และเด็กชายอาวุธ เป็นเด็กจรจัด เร่ร่อน ที่บิดามารดาทอดทิ้งไม่ปกครองดูแลไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง จริงตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายระพิน บิดาของเด็กชายชัยรัตน์ และนางเล็ก มารดาของเด็กชายอำนวยและเป็นป้าของเด็กชายอาวุธ มาเบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุเด็กทั้งสามพักอาศัยอยู่กับพยาน ในวันเกิดเหตุเด็กทั้งสามคนออกไปเที่ยวเตร่ตามประสาเด็ก ต่อมาตอนเย็นเด็กทั้งสามไม่กลับบ้านตามปกติ นายระพินก็ได้ออกติดตามตามบ้านเพื่อนเด็กทั้งสามคนแต่ก็ไม่พบ เพียงแต่ทราบว่าเด็กทั้งสามคนถูกคนหลอกให้ขึ้นรถไปแต่ไม่ทราบว่าไปที่ใด นายระพินก็เที่ยวถามหาตามบ้านเพื่อนของเด็กชายชัยรัตน์ ส่วนนางเล็ก ก็ได้แจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจในวันรุ่งขึ้นว่าเด็กชายอำนวยหายไปพร้อมกับเด็กชายอาวุธลูกของนางนิดน้องสาวตน ซึ่งฐานะยากจนจึงฝากลูกไว้กับตน ตามบันทึกคำให้การของนางนิด เอกสารหมาย จ.16 หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือน เด็กทั้งสามคนกลับมาที่บ้าน และเล่าให้บิดามารดาฟังว่าขณะจำเลยทั้งสองหลอกว่าจะพาไปทำงานบ้านจะให้ค่าจ้างวันละ 100 บาท แต่กลับพาไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาออกตระเวณเรี่ยไรแจกซองทอดผ้าป่าตามจังหวัดต่าง ๆ จึงพากันหนีกลับบ้าน เมื่อทราบเช่นนั้นนายระพิน นางเล็กและนางนิดจึงได้พาเด็กทั้งสามคนเข้าแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ข้อหาพรากผู้เยาว์ ย่อมแสดงว่า ขณะเกิดเหตุเด็กทั้งสามยังมีบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลใช้อำนาจปกครองอยู่และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งจึงไม่ใช่เป็นเด็กจรจัด เร่ร่อน ไม่มีบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง บิดามารดาของเด็กทั้งสามคนมีฐานะยากจนต้องออกทำงานหาเลี้ยงชีพในแต่ละวัน จึงต้องปล่อยให้เด็กทั้งสามคนเที่ยวเล่นอยู่ตามลำพัง ตามประสาเด็กเท่านั้น แต่ก็ยังใช้อำนาจปกครองเด็กทั้งสามอยู่ ดังนั้นการที่จำเลยทั้งสองชักชวนเด็กทั้งสามคนไปทำงานบ้านอยู่กับจำเลยทั้งสองที่จังหวัดสุพรรณบุรี แต่กลับพาไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาออกแจกซองผ้าป่าตามจังหวัดต่าง ๆ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบิดามารดาของเด็กทั้งสามคน จึงเป็นการพรากเด็กทั้งสามคนไปจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร และการที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนโดยให้รายละเอียดว่า จำเลยทั้งสองพาเด็กทั้งสามคนไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาไปแจกซองผ้าป่าเรี่ยไรเงินจากชาวบ้านตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อหาเงินบริจาคสร้างหอระฆังให้แก่สำนักสงฆ์เขาพานทอง ตามตัวอย่างซองผ้าป่าเอกสารหมาย จ.8 โดยจำเลยทั้งสองเป็นคนจัดการเงินที่รับบริจาคมาเอง แต่ต้องนำเงินส่งให้สำนักสงฆ์เขาพานทองเดือนละ 6,000 บาท ตามบันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสองเอกสารหมาย จ.17 และ จ.18 แต่ต่อมาในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองกลับเบิกความว่า ไม่ได้จ่ายเงินให้สำนักสงฆ์ดังกล่าวเดือนละ 6,000 บาท ทุกเดือน ตามที่ให้การไว้ แต่หลวงพ่อวอน ซึ่งเป็นพระ เจ้าสำนักสงฆ์ดังกล่าวเป็นคนนำซองผ้าป่าให้จำเลยทั้งสองพาพระและเณรไปแจกเรี่ยไรเงินจากชาวบ้าน โดยเงินที่ชาวบ้านบริจาคจะใส่ลงในตู้รับบริจาค ที่มอบให้นำติดรถไปด้วย โดยใส่กุญแจตู้ไว้ ส่วนลูกกุญแจหลวงพ่อวอนจะเก็บรักษาไว้ พอตกเย็นจำเลยทั้งสองก็จะนำตู้รับบริจาคมาส่งมอบคืนแก่หลวงพ่อวอนไปจัดการเอง โดยแต่ละวันที่จำเลยทั้งสองพาพระและเณรออกไปแจกซองผ้าป่า หลวงพ่อวอนจะจ่ายค่าน้ำมันรถให้จำเลยทั้งสอง 300 บาท และค่าอาหารอีก 200 บาท เท่านั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินหรือประโยชน์อื่นใดจากเงินที่รับบริจาคมา โดยจำเลยทั้งสองได้อ้างพระสมศักดิ์ มาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความในชั้นพิจารณาของจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การเช่นนั้น ทั้งไม่ได้อ้างพระสมศักดิ์เป็นพยานแก่จำเลยทั้งสองแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองเพิ่งจะมาอ้างพระสมศักดิ์เป็นพยานเพื่อกลับคำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเท่านั้น แต่จำเลยทั้งสองกลับไม่นำหลวงพ่อวอน มาเบิกความยืนยันสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาแต่อย่างใด จึงมีน้ำหนักให้เชื่อว่า จำเลยทั้งสองได้ให้การรับสารภาพโดยให้การรายละเอียดตามที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ถูกต้องตามความสัตย์จริงและด้วยความสมัครใจของจำเลยทั้งสอง บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักมากกว่าคำเบิกความของจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาและใช้ยันแก่จำเลยทั้งสองได้ในชั้นพิจารณา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองนำเด็กทั้งสามคนแต่งกายเป็นสามเณรออกเที่ยวแจกซองผ้าป่า เรี่ยไรเงินจากชาวบ้านแล้วแบ่งผลประโยชน์กัน อันเป็นการใช้เด็กทั้งสามคนและศาสนาเป็นเครื่องมือในการหาเลี้ยงชีพของจำเลยทั้งสอง ทำให้ศาสนาต้องมัวหมองและเป็นที่เสื่อมศรัทธาแก่ผู้พบเห็นโดยทั่วไป ดังนั้นพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กชายทั้งสามซึ่งอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อหากำไรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า การกระทำผิดของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวเพราะกระทำในครั้งเดียวคราวเดียวกัน หรือเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 มีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจการปกครองของบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลของผู้เยาว์ ไม่ให้ถูกผู้ใดพาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแล ฉะนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะพูดชักชวนและพาเด็กทั้งสามคนไปในครั้งเดียวคราวเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายและบิดามารดา ผู้ปกครองหรือดูแลของผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งไม่ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ จึงปรับใช้กันไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองรวม 3 กระทง จึงชอบแล้วเช่นกัน ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายสดหรือสุด น้ำใจดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ไพโรจน์ วายุภาพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5619/2552
#495443
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้คนร้าย 4 คน ได้พาผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปข่มขืนกระทำชำเรา หลังจากนั้นคนร้าย 2 คน ได้พาผู้เสียหายนั่งรถจักรยานยนต์ไปที่บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องพักของจำเลย แล้วคนร้าย 2 คนนั้นได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอีกรอบ จากนั้นจึงให้จำเลยมาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นในการที่คนร้าย 4 คน ได้พรากผู้เสียหายไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตั้งแต่แรกแต่ประการใด จำเลยเป็นเพียงเจ้าของห้องพักที่เกิดเหตุซึ่งยินยอมให้พวกนำผู้เสียหายมาใช้ห้องพักเป็นสถานที่หลับนอนและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยมิได้มีการพรากผู้เสียหายไปยังที่อื่นๆ อีก จำเลยจึงมิใช่ตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุนในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 317,310

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม 317 วรรคสาม 310 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงโดยเด็กหญิงไม่ยินยอม ให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารให้ลงโทษจำคุก 8 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงโดยเด็กหญิงไม่ยินยอม จำนวน 25 ปี ฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร จำนวน 4 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น จำนวน 3 เดือน รวมจำคุก 29 ปี 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 คงจำคุกจำเลย 25 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยกระทำผิดฐานร่วมกับพวกพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า หลังจากคนร้าย 4 คน ได้บังคับเอาตัวผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราที่บริเวณบ่อปลาอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี แล้วคนร้ายได้พาผู้เสียหายไปยังบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านที่จำเลยอาศัยอยู่ ขณะไปถึงเป็นเวลาดึกมากแล้ว บุคคลทั่วไปต้องหลับนอนแล้ว แต่จำเลยยังรออยู่มิได้หลับนอนแต่ประการใดทั้งจำเลยยังยินยอมให้คนร้ายนำเอาตัวผู้เสียหายเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราในลักษณะโทรมหญิงในบ้านของจำเลย และจำเลยเองก็ได้เข้าร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับคนร้ายกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตามฟ้องโจทก์แล้ว เห็นว่า ตามพยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับปัญหานี้ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากคนร้าย 4 คน ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่บริเวณริมบ่อน้ำแล้ว คนร้าย 2 คน ได้พาผู้เสียหายนั่งรถจักรยานยนต์ไปที่บ้านหลังหนึ่งอยู่แถวอำเภอปากเกร็ด เมื่อมาถึงบ้านที่อำเภอปากเกร็ด พบนายไผ่และจำเลย นายไผ่และจำเลยจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่คนร้าย 2 คน ที่พาผู้เสียหายมาได้ไล่ให้นายไผ่และจำเลยออกไปก่อน แล้วคนร้าย 2 คนนั้นได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอีกรอบ จากนั้นจึงให้นายไผ่และจำเลยมาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายนอนอยู่กับนายไผ่และจำเลยจนถึงเช้า ในตอนเช้าคนร้ายหนึ่งในสองคน คือ นายประกิจ (ทราบชื่อภายหลัง) ที่ลักพาตัวผู้เสียหายมาตั้งแต่แรกจะพาผู้เสียหายไปส่งบ้าน แต่ผู้เสียหายไม่ไปอ้างว่าเพลีย ผู้เสียหายจึงนอนอยู่ในห้องจนกระทั่งบ่ายนายประกิจได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอีก 1 ครั้ง แล้วจึงพาผู้เสียหายไปส่งกลับ นอกจากคำเบิกความของผู้เสียหายแล้ว โจทก์ยังมีบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายไผ่และจำเลย ข้อเท็จจริงทั้งหมดจากพยานหลักฐานโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นในการที่คนร้าย 4 คน ได้พรากผู้เสียหายไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตั้งแต่แรกแต่ประการใด จำเลยเป็นเพียงเจ้าของห้องพักที่เกิดเหตุซึ่งยินยอมให้นายประกิจและพวกนำตัวผู้เสียหายเข้ามาใช้ห้องพักเป็นสถานที่หลับนอนและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเท่านั้น โดยมิได้มีการพรากผู้เสียหายต่อไปยังที่อื่นๆ อีก การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุนนายประกิจและพวกพรากผู้เยาว์อายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายสุขสันต์หรือเอ็ก ศรีนางแย้ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางวัชรี พูลเกษม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา