คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5607/2552
#508273
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีข้อมูลในการพิจารณาปฏิบัติงานของโจทก์พอสมควรอยู่แล้ว แม้ไม่มีการสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จำเลยก็สามารถพิจารณาว่ามีเหตุสมควรเลิกจ้างโจทก์หรือไม่ได้ การสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเป็นเพียงแสวงหาข้อเท็จจริงซึ่งทำให้จำเลยมีข้อมูลในการพิจารณามากขึ้นเท่านั้น การตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแม้จะปฏิบัติไม่ถูกต้องและเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลย ก็ไม่เป็นเหตุที่จะมีคำสั่งเลิกจ้างไม่ได้ เพราะการสั่งเลิกจ้างเป็นการใช้อำนาจบริหารโดยอาศัยข้อบังคับจำเลย ว่าด้วยเรื่องการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือนและการถอดถอนสำหรับพนักงานตามข้อบัง 20 (2) ไม่ใช่กรณีมีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องวินัย เมื่อโจทก์บกพร่องในการปฏิบัติงาน ประกอบกับโจทก์เคยมีประวัติถูกตัดเตือนเรื่องการดำเนินงานมาแล้ว การที่จำเลยพิจารณารายงานการสอบสวนโจทก์แล้วเห็นว่าไม่อาจไว้วางใจโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และมีคำสั่งเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ครั้งสุดท้ายดำรงตำแหน่งนักบริหาร 12 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานโดยอ้างเหตุว่ากระทำผิดวินัยตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 9 ฐานจงใจไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง แบบแผน และวิธีปฏิบัติของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่การดำเนินงานของ สกต. ร้อยเอ็ด จำกัด และ สกต. ขอนแก่น จำกัด และเสื่อมเสียชื่อเสียงของธนาคาร จำเลยที่ 1 จึงให้ลงโทษโจทก์ให้ออกโดยกล่าวหาว่าในขณะโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาระดับจังหวัดร้อยเอ็ด สั่งการให้สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ร้อยเอ็ด จำกัด ซื้อปุ๋ยมาจำหน่ายเกินความจำเป็นทำให้ปุ๋ยคงเหลือคิดเป็นมูลค่าหลายล้านบาทและกล่าวหาว่าในขณะโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาระดับจังหวัดขอนแก่น ดำเนินการให้สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ขอนแก่น จำกัด สั่งซื้อเครื่องขนต์ดีเซลยี่ห้อมิตซูบิชิมาจำหน่ายเกินความจำเป็น ทำให้มีเครื่องยนต์ค้างสต๊อกจำนวนมาก โจทก์อุทธรณ์คำสั่งลงโทษโจทก์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีความเห็นเพิกถอนคำสั่งลงโทษโจทก์จากให้ออกเป็นลงโทษลดขั้นเงินเดือน 2 ขั้นแก่โจทก์แทนแต่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการธนาคารจำเลยที่ 1 ไม่พิจารณาผลการพิจารณาของคณะกรรมการอุทธรณ์ดังกล่าวและมีคำสั่งให้สอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมโจทก์อีกโดยเพิ่มประเด็นการรับค่าส่งเสริมการขาย (ทองคำ) จากบริษัทไทยธุรกิจเกษตร จำกัด แล้วไม่ส่งมอบแก่สหกรณ์ ฯ ในเวลาอันควรนำมาประกอบกับประวัติทางวินัยของโจทก์ ที่อ้างว่าโจทก์เคยถูกจำเลยที่ 1 ตักเตือน 2 ครั้ง เพื่อนำมาลงโทษโจทก์ให้หนักขึ้น ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 หยิบยกมาอ้างนั้นไม่มีหลักฐานและไม่สามารถชี้ชัดว่าโจทก์กระทำผิดวินัยแต่ประการใด แต่จำเลยทั้งสองอาศัยข้ออ้างว่าโจทก์เคยถูกจำเลยที่ 1 ตักเตือนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ สกต. ทั้งสองแห่ง และมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ออกแก่โจทก์โดยให้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ ซึ่งเป็นการออกคำสั่งกลั่นแกล้งโจทก์และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมกรณีของ สกต. ร้อยเอ็ด จำกัด และ สกต. ขอนแก่น จำกัด โดยอ้างว่าโจทก์ไม่สำรวจความต้องการของเกษตรกร ก่อนสั่งสินค้าปุ๋ยเป็นเหตุให้มีการสั่งซื้อปุ๋ยมากเกินความจำเป็นซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะก่อนซื้อปุ๋ยของสหกรณ์จะมีการสำรวจความต้องการของเกษตรกรก่อนเสมอ แต่เนื่องจากการสั่งปุ๋ยจะต้องสั่งล่วงหน้าเป็นเวลานาน ดังนั้น เมื่อในปีดังกล่าวเกิดภาวะฝนแล้งเป็นอย่างมากประกอบกับจำเลยที่ 1 ได้รับจัดสรรปุ๋ยจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำนวนมาก และมีปุ๋ยตามโครงการผสมเองของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโครงการเร่งด่วนและกำหนดให้จำหน่ายแก่เกษตรกรก่อนปุ๋ยของสหกรณ์ หากไม่กำหนดให้จัดจำหน่ายปุ๋ยจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และปุ๋ยตามโครงการผสมเองแล้ว ปุ๋ยของสหกรณ์ก็จะจำหน่ายได้หมดอย่างแน่นอน สำหรับการสั่งซื้อเครื่องยนต์ดีเซลมิตซูบิชินั้น โจทก์ในฐานะผู้จัดการสหกรณ์มีหน้าที่เป็นเพียงผู้นำเสนอรายละเอียดของบริษัทมิตซูบิชิต่อคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ขอนแก่น จำกัด เท่านั้น การพิจารณาเงื่อนไขด้านราคา ศูนย์บริการและการลงมติสั่งซื้อเครื่องยนต์ดังกล่าวล้วนเป็นอำนาจของคณะกรรมการดำเนินการทั้งสิ้น แต่ปัญหาเกิดจากร้านค้าท้องถิ่นลดราคาลงต่ำกว่าของสหกรณ์ โดยมีเงื่อนไขการส่งมอบและการชำระราคาที่ดีกว่า จึงจำหน่ายไม่หมด สำหรับกรณีการรับค่าส่งเสริมการขาย (ทองคำ) แล้วไม่แจ้งคณะกรรมการสหกรณ์ทราบนั้น โจทก์ไม่ทราบและจำไม่ได้เกี่ยวกับค่าส่งเสริมการขายดังกล่าวการสันนิษฐานว่าโจทก์ได้รับมอบทองคำในวันดังกล่าว จึงเป็นการไม่เป็นธรรมกับโจทก์และเป็นการสันนิษฐานที่มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ ข้อบังคับธนาคารจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 19 ข้อ 14 วรรคสองระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่าการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้รอการลงโทษตามคำสั่งผู้จัดการและวรรคท้ายยังได้ระบุไว้ว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นอันถึงที่สุดแต่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กลับมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมขึ้นอีก ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยระเบียบข้อบังคับธนาคารจำเลยที่ 1 และเป็นการไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ และการนำเอาประวัติทางวินัยที่ถูกจำเลยที่ 1 ตักเตือน 2 ครั้งมาใช้ประกอบการพิจารณาลงโทษโจทก์โดยไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งโจทก์ออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ให้แก่โจทก์ โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงินเดือนที่โจทก์พึงจะได้รับนับแต่วันที่โจทก์ถูกเลิกจ้างจนถึงวันเกษียณอายุเป็นเวลา 88 เดือน คิดจากอัตราเงินเดือนเดือนสุดท้าย 49,910 บาท และเพิ่มอัตราส่วนเปอร์เซ็นต์เงินเดือนร้อยละ 5 ของทุกปี เงินโบนัสทำงานนับตั้งแต่ปีบัญชี 2540 ถึงปีบัญชี 2545 เงินสวัสดิการต่าง ๆ อันเป็นสภาพการจ้าง เป็นเงิน 40,500 บาท การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์ต้องทนทุกข์เวทนาทั้งทางร่างกายและสภาพจิตใจอย่างสาหัสคิดเป็นค่าเสียหาย 3,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยให้ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้จำเลยที่ 1 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งงานที่ไม่ต่ำกว่าเดิม อัตราค่าจ้างและสวัสดิการไม่ต่ำกว่าเดิมพร้อมทั้งนับอายุงานต่อเนื่องให้โจทก์เสมือนไม่มีการเลิกจ้าง หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถรับโจทก์เข้าทำงานได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าเสียหายรวมเป็นเงินจำนวน 9,618,366 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์เป็นอดีตลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จริง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ออกแก่โจทก์จากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 เนื่องจากขณะโจทก์ปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้จัดการสาขาระดับจังหวัดร้อยเอ็ดซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ทำหน้าที่ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส ร้อยเอ็ด จำกัด (สกต. ร้อยเอ็ด จำกัด) และขณะปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้จัดการสาขาระดับจังหวัดขอนแก่นซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ทำหน้าที่ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ขอนแก่น จำกัด มิได้ปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือกำกับแนะนำและดูแลรักษาผลประโยชน์ให้แก่สมาชิกซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคารอย่างแท้จริง ขาดความรอบคอบไม่เป็นไปตามวิธีปฏิบัติของธนาคารและสหกรณ์ทั้งสอง ทำให้เกิดความเสียหายโดยสั่งการให้ สกต. ร้อยเอ็ด จำกัด สั่งซื้อปุ๋ยมาจำหน่ายมากเกินความจำเป็นและดำเนินการสั่งซื้อเครื่องยนต์ดีเซลในนามของ สกต. ขอนแก่น จำกัด เกินความจำเป็น โดยไม่ปฏิบัติตามวิธีปฏิบัติของธนาคารและ สกต. ทำให้เครื่องยนต์ดีเซลค้างสต๊อกจำนวนมาก ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษให้ออกของจำเลยที่ 1 ซึ่งคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติการร์ของโจทก์แม้จะไม่สามารถชี้ชัดว่าโจทก์กระทำผิดวินัย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการรับค่าส่งเสริมการขายของ สกต. อื่นที่อยู่ใกล้เคียงกัน เห็นว่า การดำเนินการของโจทก์ไม่สามารถเชื่อได้โดยสนิทในความสุจริตของโจทก์ ประกอบกับพฤติกรรมของโจทก์ที่เคยถูกจำเลยที่ 1 ตักเตือนก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ สกต. ทั้งสองครั้ง จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ จึงให้เพิกถอนคำสั่งให้ออกแก่โจทก์และให้มีคำสั่งเลิกจ้างแก่โจทก์แทน การเลิกจ้างโจทก์เป็นธรรมแล้วโดยปฏิบัติตามขั้นตอน ระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายตามฟ้องจากจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยอาศัยข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ฉบับที่ 4 ข้อ 20 (2) ตามเอกสารหมาย ล.12 ซึ่งตามข้อบังคับดังกล่าวระบุไว้ว่า "ผู้จัดการมีอำนาจเลิกจ้างพนักงานได้ ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) ...(2) เมื่อมีเหตุอันสมควรซึ่งผู้จัดการเห็นว่าผู้นั้นหย่อนสมรรถภาพในการปฏิบัติงานหรือมีความบกพร่องในการปฏิบัติงานอยู่เนือง ๆ หรือไม่อาจไว้วางใจให้ผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้" ตามข้อเท็จจริงโจทก์ถูกสอบสวน ซึ่งต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีความเห็นสรุปได้ว่า โจทก์เป็นผู้ได้รับมอบหมายจากธนาคารให้ทำหน้าที่ให้คำแนะนำแก่ สกต. ร้อยเอ็ด จำกัด และ สกต. ขอนแก่น จำกัด ได้ปฏิบัติบกพร่องต่อหน้าที่ในฐานะผู้จัดการ สกต. ทั้งสองแห่ง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีข้อมูลในการพิจารณาการปฏิบัติงานของโจทก์พอสมควรอยู่แล้ว แม้ไม่มีการสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ก็สามารถพิจารณาว่ามีเหตุสมควรเลิกจ้างโจทก์หรือไม่ได้ การสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเป็นเพียงแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งทำให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีข้อมูลในการพิจารณามากขึ้นเท่านั้น การตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมดังกล่าวแม้จะปฏิบัติไม่ถูกต้องและเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ก็ไม่เป็นเหตุที่จะมีคำสั่งเลิกจ้างไม่ได้ เพราะการสั่งเลิกจ้างเป็นการใช้อำนาจบริหาร โดยอาศัยข้อบังคับจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเรื่องการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือนและการถอดถอนสำหรับพนักงานตามข้อบังคับข้อ 20 (2) ไม่ใช่กรณีมีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องวินัย เมื่อตามข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์บกพร่องในการปฏิบัติงานในฐานะผู้จัดการของ สกต. ทั้งสองแห่ง ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ก็วินิจฉัยไว้เช่นนั้น ประกอบกับโจทก์เคยมีประวัติถูกตักเตือนเรื่องการดำเนินงานของ สกต. มาแล้ว การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 พิจารณารายงานการสอบสวนโจทก์แล้วเห็นว่าไม่อาจไว้วางใจโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และมีคำสั่งให้เลิกจ้างโจทก์ถือได้ว่ามีเหตุสมควรในการสั่งเลิกจ้างโจทก์ คำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยยอมจ่ายค่าชดเชยให้ จึงไม่ใช่คำสั่งเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพศาล สุพล
ธนาคารเพื่อการเกษตร
จำเลย — และสหกรณ์การเกษตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5602/2552
#503058
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาว่าโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือไม่ จะต้องพิจารณาในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีล้มละลายต่อศาล เมื่อปรากฏว่าก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีแพ่งโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดได้แล้วเช่นนี้ เมื่อมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเนื่องจากการฟ้องบังคับจำนองแล้ว จำนองย่อมระงับไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 ดังนั้น ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันไม่จำต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 10 แต่อย่างใด แม้ต่อมาภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จะมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว ก็หาทำให้โจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีล้มละลายแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 10 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 9 เจ้าหนี้มีประกันจะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อ...(2) กล่าวในฟ้องว่า ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว จะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดอยู่สำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท การที่จะพิจารณาว่าโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือไม่จะต้องพิจารณาในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีล้มละลายต่อศาล เมื่อปรากฏว่าก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีแพ่งโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 97293, 103873 และ 103874 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดและเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวได้แล้วเช่นนี้ เมื่อมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเนื่องจากการฟ้องบังคับจำนองแล้ว จำนองย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 ดังนั้น ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันไม่จำต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 แต่อย่างใด แม้ต่อมาภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จะมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหลักทรัพย์ดังกล่าวก็หาทำให้โจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีล้มละลายแต่อย่างใด ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันและคำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 744
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทยี.แอล.จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
รัตน กองแก้ว
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5601/2552
#494319
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ที่จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 10 (2) นั้น จะต้องเป็นเจ้าหนี้ที่มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในมูลหนี้ที่เจ้าหนี้นำมาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย เมื่อมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีที่โจทก์นำมาฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย เป็นคดีที่โจทก์มิได้มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 2 ได้จำนองที่ดิน 2 แปลงไว้แก่โจทก์เพื่อประกันหนี้ในมูลหนี้อื่นที่โจทก์ฟ้องร้องเป็นคดีแพ่ง และอยู่ระหว่างบังคับคดี แต่โจทก์มิได้นำมูลหนี้ดังกล่าวมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายด้วย ดังนี้ โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกัน ไม่ต้องปฎิบัติตามมาตรา 10 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ไม่มีการอุทธรณ์จึงยุติไปตามคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของศาลล้มละลายกลาง คงมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นนี้เฉพาะคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 23740/2541 ซึ่งศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริษัทนารายณ์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ร่วมกันชำระเงิน 1,462,085.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2540 ถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2540 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองกับพวกไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 89784 ตำบลทุ่งสองห้อง (ลาดโตนด) อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองกับพวกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.5 หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองกับพวกไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดได้เงินชำระหนี้บางส่วน คำนวณหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 2,019,079.56 บาท กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 10 (2) หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้ที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 10 (2) จะต้องเป็นเจ้าหนี้มีประกัน ซึ่งในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 6 ได้บัญญัติความหมายของเจ้าหนี้มีประกันว่า หมายถึง เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วง หรือเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ เช่นนี้เจ้าหนี้ที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องเป็นเจ้าหนี้ที่มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในมูลหนี้ที่เจ้าหนี้นำมาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย เมื่อปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษา คดีหมายเลขแดงที่ 23740/2541 มาฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย และปรากฏในคำพิพากษาดังกล่าวว่าโจทก์มิได้มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด โจทก์จึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกันในมูลหนี้ที่นำมาฟ้องเป็นคดีล้มละลาย ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า โจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 93963 และ 213567 ตำบลบางกร่าง อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินทั้งสองแปลงไปจำนองเพื่อประกันหนี้ในมูลหนี้อื่นที่โจทก์ได้ดำเนินการฟ้องร้องเป็นคดีแพ่ง และอยู่ระหว่างดำเนินการบังคับคดี แต่โจทก์มิได้นำมูลหนี้ดังกล่าวมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายด้วย ดังนี้ โจทก์จึงไม่ใช่เป็นเจ้าหนี้มีประกัน ไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 10 (2) อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น.

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวรวิทย์หรือมงคลชัย กลมศิลป์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายพิพัฒน์ พรพิริยะกุลชัย
ชื่อองค์คณะ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
รัตน กองแก้ว
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5597/2552
#503038
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขับรถยนต์ ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของรถยนต์ และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับ แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลก็ยังวินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายชนะคดีไม่ได้จนกว่าจะได้พิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองทั้งสองนำสืบว่าคดีมีมูลตามข้ออ้างแห่งฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 206 วรรคหนึ่ง ทั้งเมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้ให้การและนำสืบต่อสู้คดีจึงเป็นกรณีที่ต้องฟังพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายในประเด็นพิพาทว่า จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างมาในฟ้องหรือไม่ หาใช่กรณีที่ศาลจะต้องฟังแต่เฉพาะพยานโจทก์ทั้งสองฝ่ายเดียวว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาไม่ และศาลย่อมพิพากษายกฟ้องในส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ หากฟังเหตุมิได้เกิดเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า รถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขับเฉี่ยวชนกันทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัสและนายพิพัฒน์เสียชีวิตในเวลาต่อมา จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของรถยนต์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ไปใช้ในทางการของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะคันที่จำเลยที่ 1 ขับ ส่วนจำเลยที่ 5 เป็นมารดาของนายอัครเดช นายจ้างของจำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าเสียหาย 475,336 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ชำระค่าเสียหาย 101,082 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 8 กันยายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง โดยให้จำเลยที่ 4 ชดใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 2,000 บาท นับตั้งแต่วันที่นายพิพัฒน์เสียชีวิต (วันที่ 12 กันยายน 2541) เป็นต้นไปจนครบ 10 ปี สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยที่ 4 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดให้ชดใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสอง 7,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าเสียหาย 475,336 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเพียง 101,082 บาท เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้ฎีกาเพื่อให้ได้รับค่าเสียหายมากขึ้น ทุนทรัพย์จำนวนดังกล่าวจึงเป็นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกา ซึ่งไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้รับรองไว้หรือรับรองในเวลาตรวจฎีกาว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ และประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้อนุญาตให้ฎีกาเป็นหนังสือ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้มาเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองในปัญหาข้อกฎหมายว่า เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีประเด็นต่อสู้ตามฟ้อง ศาลต้องพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แพ้คดีนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขับรถยนต์ ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของรถยนต์ และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับ แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลก็ยังวินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายชนะคดีไม่ได้จนกว่าจะได้พิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่าคดีมีมูลตามข้ออ้างแห่งฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 206 วรรคหนึ่ง ทั้งเมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้ให้การและนำสืบต่อสู้คดี จึงเป็นกรณีที่ต้องฟังพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายในประเด็นพิพาทว่า จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างมาในฟ้องหรือไม่ หาใช่กรณีที่ศาลจะต้องฟังแต่เฉพาะพยานโจทก์ทั้งสองฝ่ายเดียวว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาไม่ และศาลย่อมพิพากษายกฟ้องในส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ หากฟังว่าเหตุมิได้เกิดเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยนั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 206 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพุด สะทองร้อย กับพวก
จำเลย — นายอดิศักดิ์ ยาตาแสง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5596/2552
#503043
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องทั้งห้าได้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้อื่นแม้จะเข้าใจผิดว่าเป็นที่ดินของตนเองก็ตาม หากแต่ผู้ร้องทั้งห้าได้ยึดถือครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่ผู้ร้องจะต้องรู้มาก่อนว่าที่ดินนั้นเป็นของผู้อื่นแล้วแย่งการครอบครองมาเป็นเวลา 10 ปี จึงจะได้กรรมสิทธิ์ แม้ผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านทั้งสามโดยเข้าใจผิดว่าเป็นของผู้ร้องทั้งห้าเองก็ถือได้ว่าเป็นการเข้ายึดถือครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แล้ว หากผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเกิน 10 ปี ผู้ร้องทั้งห้าย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัศ (พนัสนิคม) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 77 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา มีชื่อนายเอนกและนางสว่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ทางด้านทิศเหนือมีแนวเขตติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 เมื่อปี 2470 นายนุ่ม ปู่ของผู้ร้องทั้งห้าซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 จากนางฮวนแล้วเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวและเข้าครอบครองที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 เป็นเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 2 งาน ด้วย ต่อมาปี 2481 นายนุ่มยกที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 ให้นายต่วนบิดาของผู้ร้องทั้งห้า เมื่อนายต่วนถึงแก่ความตาย นางผม มารดาของผู้ร้องทั้งห้ารับโอนมรดกที่ดินมาจนกระทั่งนางผมถึงแก่ความตายผู้ร้องทั้งห้าจึงรับโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 ต่อมา รวมระยะเวลาที่นายนุ่ม นายต่วน นางผม และผู้ร้องทั้งห้าครอบครองที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของสืบต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว ขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัศ (พนัสนิคม) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 2 งาน โดยการครอบครองปรปักษ์

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นทายาทของนางสว่าง ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 เป็นทายาทของนายเอนก นางสว่างและนายเอนกเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 เดิมนายต่วนเข้าทำนาในที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 ที่นายนุ่มบิดายกให้และเข้ามาทำนาในที่ดินพิพาท โดยขออนุญาตนายองุ่นเจ้าของที่ดินในขณะนั้น เมื่อนายต่วนถึงแก่ความตาย นางผมได้รับมรดกที่ดินแต่ไม่ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อ สำหรับผู้ร้องทั้งห้านั้นเมื่อรับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 จากนางผมแล้วก็ไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท นอกจากนี้คำร้องขอของผู้ร้องทั้งห้าเคลือบคลุมและไม่บรรยายว่าได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างไร ขอให้ยกคำร้องขอ

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ถึงแก่ความตาย นายประเทืองยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนผู้ร้องที่ 2 และนางสมพรยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนผู้ร้องที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับเป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เฉพาะส่วนพื้นที่ภายในกรอบเส้นสีแดงตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย ร.2 เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งห้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นส่วนที่เกินมาจำนวน 200 บาท แก่ผู้ร้องทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี มีชื่อนายเอนก และนางสว่างเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.1 ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา ในกรอบเส้นสีแดง ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย ร.2 ที่ดินพิพาทอยู่ติดกับที่ดินด้านใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ซึ่งผู้ร้องทั้งห้าได้รับมรดกมาจากนางผม ผู้เป็นมารดา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามว่าผู้ร้องทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ผู้ร้องทั้งห้ามีผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 นายประเทือง บุตรของผู้ร้องที่ 2 และนางสมพร ภริยาของผู้ร้องที่ 3 เป็นพยานเบิกความสอดคล้องกันว่าเมื่อปี 2470 นายนุ่มปู่ของผู้ร้องทั้งห้าซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 มาจากนางฮวนและเนื่องจากที่ดินพิพาทอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 เมื่อนายนุ่มซื้อมาจากนางฮวนแล้วได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ ทำนา ทำไร่ ทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 และที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผยอย่างเป็นเจ้าของติดต่อกันโดยตลอดมา เมื่อปี 2481 นายนุ่มยกที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 ให้แก่นายต่วนบิดาของผู้ร้องทั้งห้า นายต่วนได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 และที่ดินพิพาทต่อมาจนถึงปี 2500 นายต่วนถึงแก่ความตาย นางผมมารดาของผู้ร้องทั้งหาได้รับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวต่อมา โดยนางผมและผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 และที่ดินพิพาทนับแต่นายต่วนถึงแก่ความตายด้วยเช่นกัน ต่อมานางผมถึงแก่ความตาย ผู้ร้องทั้งห้าจึงเข้ารับโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 ต่อจากนางผมและผู้ร้องทั้งห้ายังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 และที่ดินพิพาทสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่นายนุ่มปู่ของผู้ร้องทั้งห้าครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อมาจนกระทั่งถึงผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองถึงปัจจุบันรวมเป็นเวลา 70 ปีแล้ว การครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นการครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 10 ปี ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย นอกจากนี้ผู้ร้องทั้งห้ายังมีนางทองย้อย นายทองหล่อ และนายเที่ยง เป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันด้วยว่าพยานทั้งสามมีที่ดินอยู่ข้างเคียงที่ดินพิพาทรู้จักผู้ร้องทั้งห้าและบิดามารดาของผู้ร้องทั้งห้าเป็นอย่างดี เห็นบิดามารดาของผู้ร้องทั้งห้าและผู้ร้องทั้งห้าร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาทโดยเข้าทำนาและปลูกต้นไม้ในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปีแล้ว ฝ่ายผู้คัดค้านทั้งสามมีผู้คัดค้านที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเอนกผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท นายเอนกถึงแก่ความตายไปแล้วเมื่อปี 2539 ขณะที่นายเอนกยังมีชีวิตอยู่นั้น นายเอนกได้เคยชี้ให้ผู้คัดค้านที่ 3 ดูที่ดินพิพาทซึ่งอยู่เขตติดต่อกับที่ดินของนายต่วน ผู้คัดค้านที่ 3 เห็นนายต่วนครอบครองทำประโยชน์เฉพาะในที่ดินของนายต่วน ซึ่งต่อมาตกเป็นของผู้ร้องทั้งห้าเท่านั้น ส่วนที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นป่ารกร้างไม่มีผู้ใดเข้าครอบครองทำประโยชน์ เมื่อปี 2535 มีการรังวัดที่ดินข้างเคียงที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 ผู้คัดค้านที่ 3 ได้ไประวังแนวเขตที่ดิน ผู้ร้องที่ 1 ก็ไประวังแนวเขตของตนเองด้วยเช่นกัน ผู้คัดค้านที่ 3 และผู้ร้องที่ 1 ได้ลงชื่อรับรองแนวเขตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ตามเอกสารหมาย ค.1 และ ค.3 เห็นว่า นอกจากผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และนางสมพรเบิกความเป็นพยานผู้ร้องทั้งห้าแล้ว ยังมีนางทองย้อย นายหล่อ และนายเที่ยง เจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ดินพิพาทซึ่งมิได้มีส่วนได้เสียในคดีอย่างใด เป็นพยานเบิกความอย่างสอดคล้องต้องกัน ส่วนผู้คัดค้านทั้งสามคงมีผู้คัดค้านที่ 3 เป็นพยานเบิกความลอยๆ เป็นพยานปากเดียว พยานหลักฐานของผู้ร้องทั้งห้าจึงมีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งสาม ที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาในทำนองว่า ตั้งแต่นายนุ่มเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองเป็นการครอบครองโดยเข้าใจผิดว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการยึดถือครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงนั้น ข้อนี้เห็นว่าการที่ผู้ร้องทั้งห้าได้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้อื่นแม้จะเข้าใจผิดว่าเป็นที่ดินของตนเองก็ตาม หากแต่ผู้ร้องทั้งห้าได้ยึดถือครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่ผู้ร้องจะต้องรู้มาก่อนว่าที่ดินนั้นเป็นของผู้อื่นแล้วแย่งการครอบครองมาเป็นเวลา 10 ปี จึงจะได้กรรมสิทธิ์ แม้จะฟังได้ว่าผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านทั้งสามโดยเข้าใจผิดว่าเป็นของผู้ร้องทั้งห้าเอง ก็ถือได้ว่าเป็นการเข้ายึดถือครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว หากผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเกิน 10 ปี ผู้ร้องทั้งห้าย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสามฟังไม่ขึ้นส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่า ผู้ร้องทั้งห้าครอบครองที่ดินพิพาทยังไม่ครบระยะเวลา 10 ปี จึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยผู้คัดค้านทั้งสามอ้างว่า เมื่อปี 2535 ได้มีเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดที่ดินบริเวณใกล้เคียงที่ดินพิพาท ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 3 ได้ไประวังแนวเขตด้วย การระวังแนวเขตดังกล่าวผู้ร้องที่ 1 ไม่ได้ชี้แสดงให้เห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ร้องทั้งห้าแต่อย่างใด หากผู้ร้องทั้งห้ามีเจตนายึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนเองหลังจากปี 2535 จนถึงวันฟ้อง ก็ถือได้ว่าผู้ร้องทั้งห้ายังยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเวลาไม่ครบ 10 ปี จึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนั้น ข้อนี้เห็นว่าจากพยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งสามตามที่ผู้คัดค้านที่ 3 เบิกความอ้างว่าผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 3 ได้ไประวังแนวเขตพร้อมทั้งลงชื่อรับรองแนวเขตการรังวัดที่ดินไว้ตามเอกสารหมาย ค.1 และ ค.3 นั้น การระวังแนวเขตของผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 3 เป็นการระวังแนวเขตในการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 10615 ของนายสุรเดชซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงกับที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 ของผู้ร้องทั้งห้าและที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 ของผู้คัดค้านที่ 3 ดังนั้น การที่ผู้ร้องที่ 1 ไม่ได้พูดคุยกับผู้คัดค้านที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินพิพาทหรือไม่ได้ระวังแนวเขตโดยชี้แสดงให้เห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินส่วนที่ผู้ร้องทั้งห้าได้ยึดถือครอบครองเข้าทำประโยชน์ด้วยก็ตาม พฤติการณ์ของผู้ร้องที่ 1 ดังกล่าวก็ยังมิอาจจะถือได้ว่าผู้ร้องทั้งห้าไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของ หรือเป็นการสละการยึดถือครอบครองที่ได้ครอบครองมาตั้งแต่ปู่ของผู้ร้องแต่อย่างใด ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องทั้งห้าครอบครองที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านทั้งสามโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว ผู้ร้องทั้งห้าจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายบุญสวน นิยม กับพวก
ผู้คัดค้าน — นางสาวบุญเทือง กัลยางกูร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5593/2552
#503035
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ตั้งประเด็นในคำฟ้องว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของโจทก์ ซึ่งจำเลยขอให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-10 ครอบที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ฉบับดังกล่าว จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินแปลงนั้นเป็นของจำเลย คดีมีประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ไม่อาจมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินจากโจทก์ได้ เพราะการแย่งการครอบครองที่ดินจะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อจำเลยกล่าวแก้ในคำให้การว่าจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นของจำเลยเอง ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าโจทก์มิได้ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินแปลงพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกจำเลยแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง จึงขัดแย้งกับคำให้การที่อ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของจำเลยอยู่ในตัว ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยในประเด็นข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
. โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน 1 แปลง เมื่อเดือนธันวาคม 2537 จำเลยขอให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ครอบที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 เลขที่ 37 แปลงเลขที่ 7 เล่ม 1 หน้า 37 อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาท ที่ดินแปลงพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อล่วงพ้นระยะเวลา 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทเพิกถอนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 เลขที่ 37 แปลงเลขที่ 7 เล่ม 1 หน้า 37 อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลจำนวน 6,500 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ในปี 2537 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ในที่ดินแปลงพิพาทให้แก่จำเลย คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาในข้อแรกว่า เดิมที่ดินแปลงพิพาทเป็นของนางพลอยซึ่งเป็นป้าของนายนิลสามีของจำเลย แต่ต่อมานางพลอยยกที่ดินให้นายนิลกับจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของนายเขิมกำนันตำบลนาเหนือ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ นายมโนจินดา ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านท้องที่ซึ่งที่ดินแปลงพิพาทอยู่ในเขตอำนาจและนายเปลี่ยนเจ้าของที่ดินใกล้เคียงกับที่ดินแปลงพิพาท ซึ่งเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 69/2543 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์และจำเลยต่างอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ว่า โจทก์กับนายเคลื่อนเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทตลอดมาโดยจำเลยกับนายนิลไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้อง พยานโจทก์เหล่านี้ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน โดยเฉพาะนายเปลี่ยนเป็นญาติกับนายนิลสามีของจำเลยด้วย จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยให้ได้รับความเสียหาย คำเบิกความของนายเขิม นายมโนและนายเปลี่ยนมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่จำเลยฎีกาว่า นายเปลี่ยนเคยลงลายมือชื่อในบันทึกการตรวจสอบและรับรองผลการสำรวจรังวัดที่ดินแปลงพิพาทว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดิน แต่ต่อมากลับไปให้การต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ และเบิกความเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 69/2543 ว่า ขณะที่ลงลายมือชื่อไม่ได้อ่านข้อความในเอกสารฉบับนั้นเลย ทั้งนี้ เนื่องจากเจ้าพนักงานสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่เร่งรัดให้ลงลายมือชื่อ โดยอ้างว่าจะรีบนำส่งไปยังจังหวัดกระบี่เพื่อดำเนินการ ซึ่งจำเลยเห็นว่าเป็นเรื่องที่ขัดต่อเหตุผลไม่ควรรับฟัง เห็นว่า นอกจากคำเบิกความของนายเปลี่ยนแล้ว โจทก์ยังมีนายวั่นและนายมโนเป็นพยานเบิกความต่อศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 69/2543 มีใจความตรงกันว่าในระหว่างที่เจ้าพนักงานสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ไปสำรวจรังวัดที่ดินเพื่อออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4 - 01 ให้แก่ราษฎรในละแวกนั้น เจ้าพนักงานให้พยานทั้งสองลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์ซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความ โดยอ้างว่าจะเร่งรีบออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ให้แก่ราษฎรในบริเวณนั้น พยานทั้งสองจึงลงลายมือชื่อให้ไป คำเบิกความของพยานสองปากนี้เป็นเหตุผลสนับสนุนให้เชื่อว่านายเปลี่ยนลงลายมือชื่อในบันทึกการตรวจสอบและรับรองผลการสำรวจรังวัดที่ดินแปลงพิพาทโดยไม่ทราบข้อความคำเบิกความของนายเปลี่ยนจึงไม่ขัดต่อเหตุผลดังที่จำเลยฎีกา นอกจากนี้ยังปรากฏจากคำเบิกความของนายวั่นว่าในเดือนพฤษภาคม 2537 นายวั่นกับโจทก์มีปัญหาขัดแย้งกันเนื่องจากลูกจ้างของนายวั่นปลูกต้นสะเดารุกล้ำเข้าไปในที่ดินแปลงพิพาท ในที่สุดโจทก์กับนายวั่นได้ตกลงประนีประนอมยอมความกันต่อหน้านายเขิมว่านายวั่นยอมรื้อถอนต้นสะเดาออกจากที่ดินของโจทก์ นายเขิมได้บันทึกข้อตกลงของโจทก์กับนายวั่นไว้เป็นหลักฐาน ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.8 แผ่นที่ 6 เมื่อพิเคราะห์ว่านายวั่นเป็นญาติกับจำเลยจึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่านายวั่นจะเข้าด้วยช่วยเหลือโจทก์จนเกิดผลเสียหายแก่จำเลย ยิ่งไปกว่านั้นการที่นายวั่นยอมทำบันทึกรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์ ทั้งยังรับว่าจะรื้อถอนต้นสะเดาที่ปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินแปลงพิพาทออกไปจากที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นการยอมรับอยู่ในตัวว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของโจทก์ ที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า จำเลยมีนายถนอมซึ่งเคยเป็นกำนันตำบลนาเหนือในระหว่างปี 2502 ถึง 2524 เป็นพยานเบิกความว่า เดิมที่ดินแปลงพิพาทเป็นของนางพลอย แต่ต่อมานางพลอยยกที่ดินแปลงนี้ให้แก่นายนิลสามีของจำเลย ศาลฎีกาควรรับฟังคำเบิกความของพยานปากนี้ว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทนั้น เห็นว่า ที่ดินแปลงพิพาทไม่ใช่ที่ดินมีโฉนด โฉนดแผนที่ โฉนดตราจองหรือตราจองที่ตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" ซึ่งบุคคลอาจถือกรรมสิทธิ์ได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น แม้นายถนอมจะเบิกความว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของนางพลอยซึ่งยกให้แก่นายนิลสามีของจำเลย แต่นายถนอมก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า ในระหว่างที่นายเคลื่อนยังมีชีวิตอยู่พยานไปทราบว่านายเคลื่อนกับโจทก์เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ที่ดินแปลงดังกล่าวหรือไม่ เห็นได้ว่านายถนอมน่าจะไม่มีส่วนรู้เห็นถึงการเข้ายึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้ คำเบิกความของนายถนอมจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า โจทก์มิได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นางพลอยยกที่ดินให้แก่นายนิล แต่ปล่อยให้เวลาล่วงไปเกินกว่า 20 ปี จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ตั้งประเด็นในคำฟ้องว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของโจทก์ ซึ่งจำเลยขอให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ครอบที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 10 ฉบับดังกล่าว จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินแปลงนั้นเป็นของจำเลย คดีมีประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ไม่อาจมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินจากโจทก์ได้เพราะการแย่งการครอบครองที่ดินจะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อจำเลยกล่าวแก้ในคำให้การว่าจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นของจำเลยเอง ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า โจทก์มิได้ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินแปลงพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกจำเลยแย่งการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง จึงขัดแย้งกับคำให้การที่อ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของจำเลยอยู่ในตัว ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยในประเด็นข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเฉลิม ทองคำ
จำเลย — นายสุพิตร คงเดิม
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5573/2552
#506509
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาระบุว่า จำเลยที่ 3 ยินดีที่จะให้การช่วยเหลือโจทก์ที่ได้เสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพและอาการป่วยจากการติดเชื้อเอชไอวีในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาประมาณ 5 ปี เป็นเงินจำนวนหนึ่งไม่เกิน 500,000 บาท โดยจำเลยที่ 3 จะนำเรื่องนี้ไปปรึกษาคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 ก่อนและจะแจ้งผลให้ทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญาฉบับนี้ แสดงว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขว่าต้องให้จำเลยที่ 3 นำไปปรึกษาคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 ก่อน ซึ่งยังไม่แน่ว่าคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 จะเห็นชอบและตกลงทำสัญญาดังกล่าวหรือไม่ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงยังไม่ระงับไปตามสัญญา สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 อันมีผลเป็นการรับสภาพความรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/35 การใช้สิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายแต่ละมูลละเมิดของโจทก์จึงต้องใช้ภายใน 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนคือเดือนพฤษภาคม 2539 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 26 กรกฎาคม 2543 จึงล่วงพ้นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ออกจารสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งฎีกาว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2536 โจทก์มีอาการปวดท้อง ท้องอืดและคลื่นไส้ จึงไปพบนายแพทย์อัสนี ที่โรงพยาบาลพญาไท 2 เพื่อตรวจรักษา ผลการตรวจพบว่ามีก้อนเนื้ออยู่ในตับซีกซ้าย ซึ่งผลจากการตรวจก้อนเนื้อที่ตับด้วยเครื่องซีทีคอมพิวเตอร์ แพทย์มีความเห็นว่า ก้อนเนื้อดังกล่าวน่าจะเป็นปานในตับ รายละเอียดตามบัตรคนไข้ รายงานการตรวจสุขภาพและรายงานผลการตรวจคนไข้ของศาลแพ่ง แพทย์ให้รอดูอาการ 3 เดือน ต่อมาเดือนธันวาคม 2536 นายธนกฤต บุตรของโจทก์พาโจทก์ไปพบจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลแม่กลอง 2 เพื่อตรวจรักษา จำเลยที่ 3 ตรวจร่างกายโจทก์ประกอบผลการตรวจเลือดและผลการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลพญาไท 2 แล้ว ได้ทำการรักษาโจทก์โดยการผ่าตัดซึ่งต้องให้เลือดระหว่างผ่าตัดโดยใช้เลือดที่รับบริจาคจากสภากาชาดไทย หลังผ่าตัดโจทก์มีอาการปกติ สำหรับชิ้นเนื้อตับที่ผ่าตัดได้ส่งไปตรวจพิสูจน์พบว่าไม่ใช่มะเร็งแต่เกิดจากเส้นเลือดโป่งพองในตับ หลังจากนั้นโจทก์มีสุขภาพไม่ดี จึงไปส่งตรวจร่างกายเพื่อจะทำประกันชีวิตจึงทราบว่าโจทก์ติดเชื่อเอชไอวี ต่อมาเดือนมกราคม 2539 โจทก์ได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลพญาไท 2 อีกครั้ง และได้รับการยืนยันเมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 ว่า โจทก์ติดเชื้อเอชไอวีจริง โจทก์ไปพบจำเลยที่ 3 และขอให้จำเลยที่ 3 รับผิดชอบ จำเลยที่ 3 ชี้แจงว่า การติดเชื้อเอชไอวีอาจติดได้หลายสาเหตุ จึงไม่แน่ชัดว่าโจทก์จะติดเชื้อจากเลือดที่โจทก์รับจากสภากาชาดไทยระหว่างผ่าตัดหรือไม่ ต่อมาจำเลยที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ได้ร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตามหนังสือร้องเรียนจนกระทั่งวันที่ 25 มกราคม 2543 โจทก์ จำเลยที่ 3 ผู้แทนสภากาชาดไทยและตัวแทนสภาทนายความได้ร่วมกันทำข้อตกลงกันตามสัญญาเอกสารหมาย จ.8

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันกระทำละเมิดและต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยในประเด็นว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ก่อน ในข้อนี้โจทก์และนายธนกฤต บุตรชายโจทก์เบิกความว่า หลังผ่าตัดโจทก์มีสุขภาพไม่ดี จึงคิดจะทำประกันชีวิต เมื่อมีการตรวจร่างกายจึงทราบว่าโจทก์ติดเชื้อเอดส์หรือเอชไอวี ต่อมาเดือนมกราคม 2539 นายธนกฤตพาโจทก์ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลพญาไท 2 จากนั้นประมาณเดือนพฤษภาคม 2539 โจทก์ได้รับการยืนยันว่าโจทก์ติดเชื้อเอดส์หรือเอชไอวี โจทก์จึงเดินทางไปพบจำเลยที่ 3 เพื่อให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมรับผิดชอบต่อโจทก์แสดงว่าโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2539 ซึ่งสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 นำสืบรับกันว่าเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2543 โจทก์ จำเลยที่ 3 กับผู้แทนสภากาชาดไทยได้เจรจากันและตกลงทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.8 จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ข้อความตามสัญญาดังกล่าวเป็นการที่ลูกหนี้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 ซึ่งมีอายุความสองปีนับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิดหรือไม่ โจทก์เบิกความว่าโจทก์ จำเลยที่ 3 กับผู้แทนสภากาชาดไทยได้ร่วมกันทำสัญญาดังกล่าว โดยจำเลยที่ 3 ยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แต่ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.8 ข้อ 3 ระบุว่า จำเลยที่ 3 ยินดีที่จะให้การช่วยเหลือโจทก์ที่ได้เสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพและอาการป่วยจากการติดเชื้อเอชไอวีในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาประมาณ 5 ปี เป็นเงินจำนวนหนึ่งไม่เกิน 500,000 บาท โดยจำเลยที่ 3 จะนำเรื่องนี้ไปปรึกษาคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 ก่อน และจะแจ้งผลให้ทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญาฉบับนี้ แสดงว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขว่าต้องให้จำเลยที่ 3 นำไปปรึกษาคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 ก่อน ซึ่งยังไม่แน่ว่าคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 จะเห็นชอบและตกลงตามสัญญาเอกสารหมาย จ.8 หรือไม่ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงยังไม่ระงับไปตามสัญญา สัญญาเอกสารหมาย จ.8 จึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 อันมีผลเป็นการรับสภาพความรับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 การใช้สิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายแต่มูลละเมิดของโจทก์จึงต้องใช้ภายใน 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนคือเดือนพฤษภาคม 2539 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 26 กรกฎาคม 2543 จึงล่วงพ้นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/35 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศิริพร หล่อวิเชียร
จำเลย — บริษัทโรงพยาบาลแม่กลอง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
อิศเรศ ชัยรัตน์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5572/2552
#502932
เปิดฉบับเต็ม

แม้สิทธิการเป็นเจ้าหนี้ของโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจะเป็นเพียงบุคคลสิทธิ แต่การที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 5 เพื่อตีใช้หนี้ค่าวัสดุก่อสร้างให้จำเลยที่ 5 ไปโดยจำเลยที่ 5 รู้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้โจทก์และรับชำระราคาบางส่วนจากโจทก์แล้วนั้น เป็นการทำนิติกรรมที่ทำให้โจทก์เสียเปรียบตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 โจทก์จึงมีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้การโอนที่ดินพิพาทจะได้มีการจดทะเบียนแล้ว แต่เมื่อจำเลยที่ 5 รับโอนไว้โดยไม่สุจริต จำเลยที่ 5 ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติมาตรา 1300 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์เฉพาะกรณีผู้รับโอนเสียค่าตอบแทนและรับโอนมาโดยสุจริต เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17893, 18837, 18838, 18839 และ 18840 ระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับจำเลยที่ 5 ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดสิงห์บุรีและให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ และรับเงินค่าที่ดินที่ค้าง 500,000 บาท ไปจากโจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 17893, 18837, 18838, 18839 และ 18840 ตำบลท่างาม อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดสิงห์บุรี และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จดทะเบียนขายที่ดิน 5 แปลงดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมกับรับเงินค่าดินที่ค้างชำระ 500,000 บาท จากโจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นายวิเชียร ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 5 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท

จำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ประการแรกว่า จำเลยที่ 5 รับโอนที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 มีบ้านพักและร้านค้าอยู่ที่หมู่ที่ 6 ตำบลอินทร์บุรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ด้วยกันและรู้จักกัน ส่วนที่ดินพิพาทอยู่ห่างจากบ้านโจทก์ประมาณ 2 กิโลเมตร จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพจัดสรรที่ดินและบ้านขาย จำเลยที่ 5 ประกอบอาชีพค้าวัสดุก่อสร้าง จำเลยที่ 1 สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างเพื่อนำไปใช้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินพิพาทที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 1 โดยคนงานของจำเลยที่ 5 เป็นผู้นำวัสดุก่อสร้างไปส่งให้ ณ ที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 เริ่มก่อสร้างอาคารบนที่ดินพิพาทตั้งแต่เดือนมกราคม 2539 และจำเลยที่ 5 เบิกความรับว่าก่อนรับจำนอง จำเลยที่ 5 ไปดูที่ดินพิพาทซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กำลังสร้างตึก 5 ห้อง ขนาด 2 ชั้นครึ่ง บนที่ดินพิพาท จำเลยบอกว่าหากขายตึกได้จะนำเงินมาชำระหนี้ เห็นว่า จำเลยที่ 5 รู้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีอาชีพจัดสรรที่ดินขาย โดยจำเลยที่ 1 ซื้อวัสดุก่อสร้างจากจำเลยที่ 5 ตั้งแต่ปลายปี 2537 และในขณะไปดูที่ดินพิพาทเพื่อรับจำนองนั้นจำเลยที่ 1 ก็เป็นหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างมารดาจำเลยที่ 5 ยอดเงินถึง 2,806,107 บาท จำเลยที่ 5 ซึ่งมีอาชีพขายวัสดุก่อสร้างย่อมทราบดีว่าในการจัดสรรที่ดินขายนั้นอาจจะทำสัญญาจะซื้อจะขายเฉพาะที่ดินแล้วจึงให้ผู้จะซื้อจะขายปลูกสร้างบ้านบนที่ดินเอง หรือจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ผู้จัดสรรได้สร้างขึ้นแล้วให้แก่ผู้ซื้อ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 5 เห็นมีการปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยที่ 5 รู้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 1 จัดสรรไว้เพื่อขายนั้นจำเลยที่ 5 ย่อมจะต้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 จะต้องได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทให้ผู้อื่นแล้วจึงได้มาทำการปลูกสร้างอาคารในภายหลัง มิใช่ว่าจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างอาคารให้เสร็จก่อนแล้วจึงจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ซื้อ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินทุนที่จะทำได้เช่นนั้น เพราะเป็นหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างมารดาจำเลยที่ 5 จำนวนมากถึง 2,8056,170 บาท ดังนั้นการที่จำเลยที่ 5 รับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และต่อมาได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งมีราคามากถึง 1,500,000 บาทนั้น จำเลยที่ 5 ควรจะสอบถามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เกี่ยวกับที่ดินพิพาทได้ เพราะเมื่อมีการปลูกสร้างอาคารในที่ดินนั้น จำเลยที่ 1 อาจจะได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่ผู้อื่นไปแล้วเว้นเสียแต่ว่าจำเลยที่ 5 ที่รู้แล้วว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทไปให้ผู้อื่นแล้ว ส่วนการที่จำเลยที่ 5 รู้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทไปให้โจทก์แล้วยังรับจำนองและซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 นั้น ก็เนื่องจากการรับจำนองและซื้อที่ดินพิพาทนั้นมิใช่เป็นการซื้อขายตามปกติ แต่เป็นการโอนจากหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้มารดาจำเลยที่ 5 มาเป็นการกู้ยืมเงินแล้วจึงจดทะเบียนจำนอง และการซื้อขายที่ดินพิพาทก็เป็นการนำไปหักจากหนี้จำเลยที่ 1 ค้างชำระ จำเลยที่ 5 มิได้ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เลยดังการที่จำเลยที่ 5 ยอมรับโอนที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยที่รู้ว่าที่ดินพิพาทนั้นจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์แล้ว เพราะจำเลยที่ 5 ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่สามารถที่จะนำเงินมาชำระให้จำเลยที่ 5 ได้จึงรับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไว้ ซึ่งดีกว่าที่จะไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามพฤติการณ์แห่งคดีรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 รับโอนที่ดินพิพาทไว้โดยไม่สุจริตโดยมีเจตนาให้โจทก์เจ้าหนี้เสียเปรียบ ส่วนที่จำเลยที่ 5 ฎีกาว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นหนี้จำเลยที่ 5 ก่อนหน้าเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นลูกหนี้ที่มีเจ้าหนี้หลายคนย่อมจะเลือกชำระหนี้แก่เจ้าหนี้บางคนได้ตามกฎหมายและไม่ทำให้ทรัพย์สินของลูกหนี้เพิ่มขึ้นหรือลดลง เห็นว่า การที่จำเลยที่ 5 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ใช่การเลือกชำระหนี้กันในกรณีปกติแต่เป็นเรื่องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 5 กระทำขึ้นโดยไม่สุจริตและเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ ดังนั้น จำเลยที่ 5 จึงหาอาจเอาเหตุการเลือกชำระหนี้ขึ้นต่อสู้โจทก์ไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ประการสุดท้ายว่า สิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเพียงบุคคลสิทธิที่จะให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติการชำระหนี้ โจทก์จึงหามีทรัพยสิทธิที่จะบังคับแก่จำเลยที่ 5 ที่มาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทไม่ โจทก์จึงเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับจำเลยที่ 5 มิได้ เห็นว่า แม้สิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นเพียงบุคคลสิทธิก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นกรณีที่นิติกรรมซึ่งลูกหนี้ได้กระทำลงไปเป็นการให้เจ้าหนี้เสียเปรียบและจำเลยทั้งห้าได้รู้เห็นถึงความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย มิใช่กรณีการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นไปโดยสุจริต กรณีที่จะไม่กระทบกระเทือนสิทธิของผู้รับโอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 นั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้รับโอนรับโอนมาโดยสุจริต แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้จำเลยที่ 5 รับโอนที่ดินพิพาทเป็นการตีใช้หนี้เงินกู้ที่แปลงมาจากหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างโดยไม่สุจริต ทั้งรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและได้ชำระเงินบางส่วนให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไปแล้ว การทำนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับจำเลยที่ 5 จึงเป็นการกระทำทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้คนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เสียเปรียบ จึงเป็นกรณีที่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 โจทก์ชอบที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 5 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 1300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางถวิล พูลสวัสดิ์หรือพูลทรัพย์
โดยนายวิเชียร พูลสวัสดิ์
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — พันตรีบุญชู ช่วยลิขิต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
อิศเรศ ชัยรัตน์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5571/2552
#495553
เปิดฉบับเต็ม

ตามพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 มาตรา 8 บัญญัติว่า ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับการแจ้งการประเมิน โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินเมื่อมาตรา 112 ฉ มีผลใช้บังคับแล้วแต่โจทก์ฟ้องคดีนี้สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าดังกล่าวโดยมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินอากรต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 112 ฉ แห่งพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 มาตรา 8 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) , 8 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยตามฟ้องของโจทก์เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่โจทก์นำเข้าตามฟ้องและให้จำเลยคืนเงิน 811,611.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 671,166.50 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 0101-01022400-2 เลขที่ 0101-01123698-5 เลขที่ 0105-00321401-1 เลขที่ 0105-00822567-1 เลขที่ 0105-00920562-3 และเลขที่ 0105-01120067-5 เฉพาะที่เกี่ยวกับอากรขาเข้า ให้จำเลยคืนเงิน 489,176.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 0.625 ต่อเดือน แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 121,069.41 บาท นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2543 จากต้นเงิน 61,710.76 บาท นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2543 จากต้นเงิน 92,080.27 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2543 จากต้นเงิน 57,639.20 นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2544 จากต้นเงิน 116,805.62 บาท นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2544 และจากต้นเงิน 39,871.41 บาท นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2544 จนกว่าจะมีการอนุมัติการจ่ายคืน เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยรับผิดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า กรณีใบขนสินค้าขาเข้ารายพิพาทเที่ยวที่ 13 ถึง 18 นั้น โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17 ) พ.ศ.2543 มาตรา 8 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 เป็นต้นไป บัญญัติว่า "ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน" ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินราคาสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าในเที่ยวที่ 13 และ 14 เพิ่มขึ้น โดยแจ้งจำนวนค่าอากรที่โจทก์ต้องชำระเพิ่มเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 และวันที่ 13 มีนาคม 2543 ตามลำดับ ตามหนังสือแจ้งการประเมินสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าเที่ยวที่ 15 แจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2543 และใบขนสินค้าขาเข้าเที่ยวที่ 16 ถึง 18 แจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2544 ดังนั้นอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเที่ยวที่ 13 ถึง 18 รายพิพาทจึงเป็นกรณีที่พระราชบัญญัติศุลกากรที่แก้ไขเพิ่มเติมบัญญัติให้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าดังกล่าวข้างต้นโดยมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินอากรต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลากร พ.ศ.2469 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 มาตรา 8 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) และมาตรา 8 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยปัญหานี้ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ประเด็นอื่นของจำเลย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 ฉ
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 ม. 8
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเลนโซ่เอเซีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5571/2552
#508270
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร ฯ มาตรา 112 ฉ ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 เป็นต้นไป บัญญัติว่า "ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์..." จำเลยประเมินราคาสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเพิ่มขึ้น โดยแจ้งจำนวนค่าอากรที่โจทก์ต้องชำระเพิ่มภายหลังวันที่ 1 มกราคม 2543 เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินอากรต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ฯ มาตรา 7 (1) และมาตรา 8

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าและให้จำเลยคืนเงิน 811,611.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 671,166.50 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ชำระเงินภาษีอากรตามที่จำเลยแจ้งการประเมินโดยมิได้อุทธรณ์การประเมินต่ออธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพาสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะที่เกี่ยวกับอากรขาเข้าให้จำเลยคืนเงิน 489,176.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 0.625 ต่อเดือน แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 121,069.41 บาท นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2543 จากต้นเงิน 61,710.76 บาท นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2543 จากต้นเงิน 92,080.27 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2543 จากต้นเงิน 57,639.20 นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2544 จากต้นเงิน 116,805.62 บาท นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2544 และจากต้นเงิน 39,871.41 บาท นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2544 จนกว่าจะมีการอนุมัติการจ่ายคืน เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยรับผิดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า กรณีใบขนสินค้าขาเข้ารายพิพาทเที่ยวที่ 13 ถึง 18 นั้น โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 มาตรา 8 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2543 เป็นต้นไป บัญญัติว่า "ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน" ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินราคาสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าในเที่ยวที่ 13 และ 14 เพิ่มขึ้น โดยแจ้งจำนวนค่าอากรที่โจทก์ต้องชำระเพิ่มเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 และวันที่ 13 มีนาคม 2543 ตามลำดับ สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าเที่ยวที่ 15 แจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2543 และใบขนสินค้าขาเข้าเที่ยวที่ 16 ถึง 18 แจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2544 ดังนั้นอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเที่ยวที่ 13 ถึง 18 รายพิพาทจึงเป็นกรณีที่ พ.ร.บ.ศุลกากรที่แก้ไขเพิ่มเติมบัญญัติให้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าดังกล่าวข้างต้นโดยมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินอากรต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 112 ฉ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 มาตรา 8 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) และมาตรา 8 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยปัญหานี้ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ประเด็นอื่นของจำเลย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 7 (8)
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 ม. 112 ฉ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเลนโซ่เอเซีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมศุลกากร
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5564/2552
#501999
เปิดฉบับเต็ม

การใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ต้องเป็นการใช้ตามลักษณะการใช้งานของยานพาหนะที่เป็นเครื่องนำไป หรือเครื่องขับขี่ แต่การใช้รถจักรยานจอดล้มขวางถนนให้ผู้เสียหายหยุดรถจักรยานยนต์พาหนะซึ่งใช้เป็นเครื่องนำผู้ขับขี่เคลื่อนที่ไป จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 340 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 2 คน ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยลักทรัพย์เงิน 400 บาท ของนายเลิศผู้เสียหายไป โดยการปล้นทรัพย์ดังกล่าว จำเลยทั้งสองกับพวกใช้รถจักรยาน 2 คัน ขวางถนนบังคับให้ผู้เสียหายหยุดรถ แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกเข้ารุมชกต่อยผู้เสียหายอันเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย ทั้งนี้ เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์การพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์ ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และปกปิดการกระทำผิดนั้น โดยจำเลยทั้งสองกับพวกใช้รถจักรยาน 2 คัน เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 340, 340 ตรี ริบของกลางและให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 400 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ประกอบด้วยมาตรา 340 วรรคแรก และ 83 จำคุกคนละ 15 ปี ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 400 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ให้จำคุกคนละ 10 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสองกับพวกใช้รถจักรยานของกลาง 2 คันจอดล้มขวางถนนบริเวณที่เกิดเหตุ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ชนรถจักรยานของกลางจนต้องหยุดรถ แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์เงิน 400 บาท ของผู้เสียหายไป

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ด้วยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานของกลางมาจอดล้มขวางถนน จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายต้องหยุดรถ แล้วถูกจำเลยทั้งสองกับพวกปล้นทรัพย์ เป็นการใช้รถจักรยานของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี แล้ว เห็นว่า การใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ต้องเป็นการใช้ตามลักษณะการใช้งานของยานพาหนะที่เป็นเครื่องนำไป หรือเครื่องขับขี่ แต่การใช้รถจักรยานของกลางจอดล้มขวางถนนไว้ไม่ใช่เป็นการใช้รถจักรยานของกลางตามลักษณะการใช้งานของยานพาหนะซึ่งใช้เป็นเครื่องนำผู้ขับขี่เคลื่อนที่ไป จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายสุวัฒน์หรือบอย ช่วยชิด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5564/2552
#502929
เปิดฉบับเต็ม

การใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดตามความใน ป.อ. มาตรา 340 ตรี ต้องเป็นการใช้ตามลักษณะการใช้งานของยานพาหนะที่เป็นเครื่องนำไป หรือเครื่องขับขี่ แต่การใช้รถจักรยานของกลางจอดล้มขวางถนนไว้ไม่ใช่เป็นการใช้รถจักรยานของกลางตามลักษณะการใช้งานของยานพาหนะซึ่งใช้เป็นเครื่องนำผู้ขับขี่เคลื่อนที่ไปจำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 340, 340 ตรี ริบของกลางและให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 400 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ประกอบด้วยมาตรา 340 วรรคแรก และ 83 จำคุกคนละ 15 ปี ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 400 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ให้จำคุกคนละ 10 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสองกับพวกใช้รถจักรยานของกลาง 2 คัน จอดล้มขวางถนนบริเวณที่เกิดเหตุ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายขับรถจักรยานชนรถจักรยานของกลางจนต้องหยุดรถ แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์เงิน 400 บาท ของผู้เสียหายไป

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ด้วยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานของกลางมาจอดล้มขวางถนน จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายต้องหยุดรถ แล้วถูกจำเลยทั้งสองกับพวกปล้นทรัพย์ เป็นการใช้รถจักรยานของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี แล้ว เห็นว่า การใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรีต้องเป็นการใช้ตามลักษณะการใช้งานของยานพาหนะที่เป็นเครื่องนำไปหรือเครื่องขับขี่แต่การใช้รถจักรยานของกลางจอดล้มขวางถนนไว้ ไม่ใช่เป็นการใช้รถจักรยานของกลางตามลักษณะการใช้งานของยานพาหนะซึ่งใช้เป็นเครื่องนำผู้ขับขี่เคลื่อนที่ไป จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายสุวัฒน์หรือบอย ช่วยชิด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5544/2552
#503037
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อ 18 แห่งกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ระบุให้โจทก์มีสิทธิเรียกเงินที่จ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยคืนจากผู้เอาประกันภัยได้ จะต้องเป็นกรณีที่ "ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย" เท่านั้น ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุโดยจำเลยที่ 2 เป็นตัวการ จ้าง วาน ใช้ และไปประสบเหตุ แต่ในทางนำสืบไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยได้เป็นตัวการจ้าง วาน ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวและเกิดเหตุรถชนกัน ดังนี้แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นเจ้าของรถ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ควบคุมดูแลรถจักรยานยนต์โดยนั่งไปด้วยขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่รถชนและมีผู้ถึงแก่ความตายและรับอันตรายสาหัสต่อผู้ประสบภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 18 ที่ให้สิทธิโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินที่จ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยคืนได้แต่โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิไล่เบื้ยเอาแก่ผู้ที่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนทำให้เกิดเหตุรถชนขึ้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ.2540 มาตรา 31 แก้ไขเพิ่มเติม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน เพชรบูรณ์ ฉ-0628 ไว้จากจำเลยที่ 2 เจ้าของรถ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 มีเงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถว่า หากผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไม่มีใบอนุญาตขับขี่และโจทก์ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้ประสบภัยแล้ว ผู้เอาประกันภัยและผู้ขับรถจักรยานยนต์ซึ่งโจทก์ถือว่าเป็นผู้เอาประกันภัย ต้องใช้ค่าเสียหายทั้งหมดแก่โจทก์ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ได้ขับรถจักรยานยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยตามที่จำเลยที่ 2 ตัวการใช้บนถนนสายเพชรบูรณ์ - ดงมูลเหล็ก ด้วยความประมาทเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 80-7343 เพชรบูรณ์ ที่แล่นสวนทางเป็นเหตุให้นายชัยยุทธ ที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับถึงแก่ความตายและจำเลยที่ 1 รับอันตรายสาหัส โจทก์ต้องจ่ายค่าปลงศพผู้ตาย 80,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 15,000 บาท รวมเป็นเงิน 95,000 บาท จำเลยทั้งสองต้องใช้เงินดังกล่าวแก่โจทก์ตามเงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2541 ที่โจทก์จ่ายเงินดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 6,968 บาท รวมเป็นเงิน 101,968 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 101,968 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 95,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถตามคำฟ้องไม่มีอยู่จริง หากมีอยู่จริงก็ชอบที่โจทก์จะปฏิเสธจ่ายค่าปลงศพผู้ตายเพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่โจทก์จ่ายค่าปลงศพผู้ตาย โดยรู้อยู่ว่าไม่มีความผูกพันต้องชำระ โจทก์ต้องว่ากล่าวเอาจากทายาทของผู้ตาย จำเลยที่ 1 มีสิทธิรับค่ารักษาพยาบาลจากโจทก์จึงไม่ต้องคืนให้โจทก์ นอกจากนี้ เหตุเกิดจากความประมาทของนายอรุณ ผู้ขับรถยนต์ที่เกิดชนกันขึ้น จำเลยที่ 1 คงรับผิดเพียงกึ่งหนึ่ง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 มิใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ตามคำฟ้องและมิได้เป็นผู้ทำให้เกิดความเสียหาย จึงไม่ต้องรับผิดตามเงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ใช้เงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า ตามวันเวลาที่เกิดเหตุรถชนกันในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน เพชรบูรณ์ ฉ-0628 โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เอาประกันภัยไว้ต่อโจทก์ เกิดเหตุชนกับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-7343 เพชรบูรณ์ ซึ่งนายอรุณ เป็นผู้ขับ โดยทั้งสองฝ่ายต่างประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้นายชัยยุทธ ผู้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ถึงแก่กรรม และจำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ได้จ่ายเงินตามข้อกำหนดในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถให้แก่ทายาทของนายชัยยุทธ จำนวน 80,000 บาท และจำเลยที่ 1 จำนวน 15,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 18 เรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 80,000 บาท ที่โจทก์จ่ายให้แก่ทายาทนายชัยยุทธคืนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อ 18 แห่งกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถดังกล่าวระบุให้โจทก์ก็มีสิทธิเรียกเงินที่จ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยคืนจากผู้เอาประกันภัยได้ จะต้องเป็นกรณีที่ "ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย" เท่านั้น ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุโดยจำเลยที่ 2 เป็นตัวการ จ้าง วาน ใช้และไปประสบเหตุคดีนี้ แต่ในทางนำสืบของโจทก์ นายนิโรจน์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ เบิกความตอบซักถามว่า จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำรถไปขับและตอบถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ว่า นายนิโรจน์ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่า จากคำเบิกความพยานโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยได้เป็นตัวการ จ้าง วาน ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวและเกิดเหตุรถชนกันในคดีนี้ ดังนี้ แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นเจ้าของรถ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ควบคุมดูแลรถจักรยานยนต์โดยนั่งไปด้วยขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่รถชนกันและมีผู้ถึงแก่ความตายและรับอันตรายสาหัสต่อผู้ประสบภัยดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการใช้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์และเกิดเหตุชนกันขึ้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย ต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 18 ที่ให้สิทธิโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 80,000 บาท คืนได้ แต่โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ที่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนทำให้เกิดเหตุรถชนกันขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 มาตรา 31 แก้ไขเพิ่มเติม ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 437
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยศรีนครซูริคประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายณัฐพล แพงตุ้ย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5526/2552
#503271
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ใดจะเป็นผู้ทรงเช็คตามกฎหมายย่อมต้องถือตาม ป.พ.พ. มาตรา 904 ซึ่งหมายถึงบุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้ในครอบครองโดยฐานะเป็นผู้รับเงินหรือเป็นผู้รับสลักหลังถ้าและเป็นตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ ผู้ถือก็นับว่าเป็นผู้ทรงเช่นกัน ดังนั้น ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏขณะที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่าย ผู้ทรงเช็คพิพาทในขณะนั้นคือ พ. น. และ จ. หาใช่โจทก์ร่วมซึ่งมีฐานะเป็นบุคคลต่างหากจากบุคคลทั้งสามไม่ แม้บุคคคลทั้งสามจะมีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ร่วมในการรับเช็คพิพาทมาดังที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้างก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลทำให้โจทก์ร่วมมีฐานะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตามกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าขณะที่ธนาคารตามเช็คพิพาทปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาท โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ย่อมไม่มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทรัชดาศูนย์รวมวัสดุ จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เป็นความผิด 10 กรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษฐานออกเช็คโดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 20 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เช็คพิพาทจำนวน 10 ฉบับ ตามฟ้องเป็นเช็คขีดคร่อมมีจำเลยเป็นผู้ลงชื่อสั่งจ่ายตามเช็คเอกสารหมาย จ.5 จ.7 จ.9 จ.11 จ.13 จ.15 จ.19 จ.21 และ จ.23 โดยระบุชื่อวิพงษ์ วินัย - วิจิตร หรือผู้ถือ จำนวน 2 ฉบับ และอีก 8 ฉบับ มีการขีดฆ่าคำว่าผู้ถือออกมีแต่ชื่อวิพงษ์ - วินัย - วิจิตร เป็นผู้รับเงิน เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงินมีการนำเช็คเข้าบัญชีของนายวิพงษ์ - วินัย - วิจิตร ตามบัญชีเลขที่ 068-2-16XXX-X ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสาธุประดิษฐ์ เพื่อเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน นายวิพงษ์ นายวินัย และนายวิจิตรมีนามสกุลเดียวกัน และต่างเป็นกรรมการของบริษัทโจทก์ร่วม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทในขณะที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยได้ซื้อสินค้าไปจากโจทก์ร่วมและได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระราคาสินค้าแก่โจทก์ร่วมมิใช่เป็นการชำระหนี้แก่กรรมการของโจทก์ร่วม เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย มิใช่บุคคลที่ระบุไว้ในเช็คพิพาทแต่อย่างใด โจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและมีอำนาจเป็นโจทก์ร่วมได้ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ผู้ใดจะเป็นผู้ทรงเช็คตามกฎหมายย่อมต้องถือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 ซึ่งหมายถึงบุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้ในครอบครองโดยฐานเป็นผู้รับเงินหรือเป็นผู้รับสลักหลัง ถ้าและเป็นตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ ผู้ถือก็นับว่าเป็นผู้ทรงเช่นกัน ดังนั้น ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏขณะที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่าย ผู้ทรงเช็คพิพาทในขณะนั้นคือ นายวิพงษ์ นายวิชัย และนายวิจิตร หาใช่โจทก์ร่วมซึ่งมีฐานะเป็นบุคคลต่างหากจากบุคคลทั้งสามไม่แม้บุคคลทั้งสามจะมีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ร่วมในการรับเช็คพิพาทมาดังที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้างก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลทำให้โจทก์ร่วมมีฐานะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตามกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าขณะที่ธนาคารตามเช็คพิพาทปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาท โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ย่อมไม่มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์ร่วมอ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น ฎีกาของโจทก์ร่วมข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 904
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 123 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — บริษัทรัชดาศูนย์รวมวัสดุ จำกัด
จำเลย — นายยงยุทธ์ เศวตจันฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5525/2552
#495431
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยตกลงกันใช้วิธีระงับข้อพิพาทตามสัญญาโดยให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ ฯ และโจทก์นำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อตัดสินชี้ขาดแล้ว ถ้าคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดข้อพิพาทไปอย่างไรก็จะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยไปตามคำชี้ขาดนั้น ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 41 วรรคหนึ่ง มิใช่ผูกพันกันตามสัญญาเดิม ตราบใดที่คณะอนุญาโตตุลาการยังไม่มีคำชี้ขาดย่อมไม่อาจถือได้ว่าหนี้ตามสัญญานั้นเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โจทก์ยังฟ้องจำเลยให้ล้มละลายไม่ได้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 9 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้ลูกหนี้จะเป็นหนี้ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมากกว่า 1,000,000 บาท แต่ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาดังกล่าวและให้โจทก์ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นกรณีที่ยังไม่อาจทราบได้แน่ชัดว่าอนุญาโตตุลาการจะพิจารณาให้โจทก์ชนะคดีเป็นจำนวนเท่าใดอย่างไรหรือไม่ หนี้ที่โจทก์เอามาฟ้องคดีนี้จึงไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเป็นเพียงขั้นตอนการใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับการใช้สิทธิเรียกร้องโดยการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้นแม้อนุญาโตตุลาการยังไม่ได้มีคำชี้ขาดให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ก็ตาม แต่มูลหนี้ค่าสมาชิกและเบี้ยปรับตามสัญญาเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้นั้น เห็นว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยพิพาทกันตามสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อ ธานี (THANI) ซึ่งเดิมเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กับจำเลย มีข้อสัญญาเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการไว้ในข้อ 9 ว่า หากมีข้อโต้แย้งใดๆ เกิดขึ้นจากการตีความหรือเกี่ยวกับหน้าที่หรือความรับผิดชอบตามสัญญานี้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะพยายามทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาระหว่างกันเองก่อน หากข้อโต้แย้งนั้นยังไม่อาจตกลงกันได้ ก็ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาด จึงเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยตกลงกันใช้วิธีระงับข้อพิพาทตามสัญญาโดยให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 และโจทก์ได้นำข้อพิพาทเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาดแล้ว ถ้าคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดข้อพิพาทไปอย่างไรก็จะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยไปตามคำชี้ขาดนั้น ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง มิใช่ผูกพันกันตามสัญญาที่พิพาทกันอยู่นั้นแต่อย่างใด ดังนั้น ตราบใดที่คณะอนุญาโตตุลาการไม่มีคำชี้ขาดย่อมไม่อาจถือได้ว่า หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ในระหว่างนี้โจทก์ยังฟ้องจำเลยให้ล้มละลายไม่ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 (3) ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (3)
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรอยัล ปริ๊นเซส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอ็มเค พรอพเพอร์ตี้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายสิงหะ สัตยธรรม
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
รัตน กองแก้ว
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5525/2552
#501998
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยพิพาทกันตามสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อ (THANI) ซึ่งเดิมเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างบริษัท ด. กับจำเลยและต่อมาได้โอนสิทธิให้โจทก์ มีข้อสัญญาเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการไว้ในข้อ 9 ว่า หากมีข้อโต้แย้งใดๆ เกิดขึ้นจากการตีความหรือเกี่ยวกับหน้าที่หรือความรับผิดชอบตามสัญญานี้ จะพยายามทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาระหว่างกันเองก่อน หากข้อโต้แย้งนั้นยังไม่อาจตกลงกันได้ ก็ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาดจึงเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยตกลงกันใช้วิธีระงับข้อพิพาทตามสัญญาโดยให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และโจทก์ได้นำข้อพิพาทเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาดแล้ว ถ้าคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดข้อพิพาทอย่างไรก็จะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยไปตามคำชี้ขาดนั้น ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง มิใช่ผูกพันกันตามสัญญาที่พิพาทกันอยู่ ดังนั้นตราบใดที่คณะอนุญาโตตุลาการไม่มีคำชี้ขาดย่อมไม่อาจถือได้ว่าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ในระหว่างนี้โจทก์ยังฟ้องจำเลยให้ล้มละลายไม่ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการโรงแรม โจทก์ได้มอบอำนาจให้นางจงกลนีดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการโรงแรม เดิมบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการ คำว่า "ธานี" (THANI) สำหรับให้บริการจัดการโรงแรม ภัตตาคาร จัดอาหารและบริการ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2535 จำเลยตกลงทำสัญญาขอใช้สิทธิดำเนินกิจการโรงแรม ภายใต้ชื่อธานี (THANI) กับบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ลงนามในสัญญาโดยจำเลยตกลงชำระเงินค่าตอบแทนให้แก่บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) คือ ค่าธรรมเนียมการใช้สิทธิเป็นเงิน 60,400 บาท และค่าสมาชิกประจำปีเป็นเงิน 573,600 บาท โดยแบ่งชำระปีละสองคราวๆ ละ 286,800 บาท แต่ละคราวมีระยะเวลาห่างกันไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งราคานี้ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีอากรใดๆ หลังจากทำสัญญาจำเลยได้นำชื่อทางการค้าคำว่า "ธานี" (THANI) ไปใช้กับโรงแรมของจำเลยซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 589 หมู่ที่ 5 ถนนหนองคายโพนพิสัย ตำบลโพธิ์ชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย โดยใช้ชื่อโรงแรมว่า "โรมแรมหนองคายแกรนด์ ธานี" และบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการตามสัญญาครบถ้วนเรียบร้อยแล้วจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าสมาชิกประจำปีให้แก่บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ตลอดอายุสัญญา ซึ่งจำเลยได้ชำระค่าสมาชิกเรื่อยมาและได้เริ่มค้างชำระค่าสมาชิกดังกล่าวระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม 2538 เป็นต้นมา วันที่ 12 มีนาคม 2539 บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง สิทธิประโยชน์ใดๆ ตามสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อธานี (THANI) ที่บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) มีต่อบรรดาลูกค้าหรือสมาชิกของบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ให้แก่โจทก์โดยมีค่าตอบแทนและโจทก์ได้ตกลงรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้ว วันที่ 15 มีนาคม 2539 บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ได้มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบแล้ว วันที่ 1 ตุลาคม 2540 โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้จำเลยทราบเช่นกัน จำเลยไม่ได้โต้แย้งและยังคงใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "ธานี" ตลอดมาจนครบกำหนดอายุสัญญา ดังนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าสมาชิกประจำปีให้แก่โจทก์ แต่จำเลยมิได้ชำระค่าสมาชิกดังกล่าวและยังคงค้างชำระค่าสมาชิกประจำปี 2538 ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคมเป็นเงิน 286,800 บาท ค่าสมาชิกประจำปี 2539 เป็นเงิน 573,600 บาท ค่าสมาชิกประจำปี 2540 ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายนเป็นเงิน 286,800 บาท และระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดอายุสัญญาเป็นเงิน 76,480 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 85,657.60 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,309,337.60 บาท โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระค่าสมาชิกประจำปีหลายครั้งแต่จำเลยเพิกเฉยไหม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ วันที่ 30 ธันวาคม 2541 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ค่าสมาชิกประจำปีที่ค้างชำระตามสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อธานี (THANI) ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพื่อเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าสมาชิกประจำปีพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามคำฟ้อง จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาว่า สัญญาเอกสารแนบท้ายคำฟ้องเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงมีคำพิพากษายกฟ้องเพื่อให้คู่ความดำเนินการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ วันที่ 30 มิถุนายน 2548 โจทก์ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสำนักงานสภาอนุญาโตตุลาการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 2/2548 เพื่อให้อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้จำเลยชำระค่าสมาชิกประจำปีที่ค้างชำระตามสัญญาเป็นเงิน 2,753,111.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 1,223,680 บาท เมื่อพิจารณางบดุลของจำเลยประจำปี 2546 ปรากฏว่าจำเลยมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท โดยจำเลยมีหนี้ถึง 585,150,166 บาท ในขณะที่มีทรัพย์สินเพียง 101,082,264 บาท ทั้งจำเลยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน และจำเลยไม่ชำระหนี้ ประกอบกับจำเลยได้โอนทรัพย์สินซึ่งใช้ในการประกอบกิจการให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพทาย จำกัด โดยได้แจ้งให้อนุญาโตตุลาการและโจทก์ทราบว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินใดที่จะชำระหนี้ จึงสันนิษฐานได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การว่า จำเลยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน มิได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน โจทก์ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสำนักงานสภาอนุญาโตตุลาการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อให้อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดและยังไม่ได้ข้อยุติว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์เป็นจำนวนเท่าใด ก่อนหน้านี้โจทก์ได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เพียง 1,309,337.60 บาท ซึ่งไม่ครบจำนวนที่จะฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้ลูกหนี้จะเป็นหนี้ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมากกว่า 1,000,000 บาท แต่ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาดังกล่าวและให้โจทก์ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นกรณีที่ยังไม่อาจทราบได้แน่ชัดว่าอนุญาโตตุลาการจะพิจารณาให้โจทก์ชนะคดีเป็นจำนวนเท่าใดอย่างไรหรือไม่ หนี้ที่โจทก์เอามาฟ้องคดีนี้จึงไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเป็นเพียงขั้นตอนการใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับการใช้สิทธิเรียกร้องโดยการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น แม้อนุญาโตตุลาการยังไม่ได้มีคำชี้ขาดให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ก็ตาม แต่มูลหนี้ค่าสมาชิกและเบี้ยปรับตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้นั้น เห็นว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยพิพาทกันตามสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อ (THANI) เอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเดิมเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กับจำเลยมีข้อสัญญาเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการไว้ในข้อ 9 ว่า หากมีข้อโต้แย้งใดๆ เกิดขึ้นจากการตีความหรือเกี่ยวกับหน้าที่หรือความรับผิดชอบตามสัญญานี้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะพยายามทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาระหว่างกันเองก่อน หากข้อโต้แย้งนั้นยังไม่อาจตกลงกันได้ ก็ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาด จึงเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยตกลงกันใช้วิธีระงับข้อพิพาทตามสัญญาโดยให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และโจทก์ได้นำข้อพิพาทเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาดแล้ว ถ้าคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดข้อพิพาทไปอย่างไรก็จะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยไปตามคำชี้ขาดนั้นตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง มิใช่ผูกพันกันตามสัญญาที่พิพาทกันอยู่นั้นแต่อย่างใด ดังนั้นตราบใดที่คณะอนุญาโตตุลาการไม่มีคำชี้ขาดย่อมไม่อาจถือได้ว่า หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ในระหว่างนี้โจทก์ยังฟ้องจำเลยให้ล้มละลายไม่ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรอยัล ปริ๊นเซส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอ็มเค พรอพเพอร์ตี้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
รัตน กองแก้ว
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5525/2552
#503204
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยตกลงกันใช้วิธีระงับข้อพิพาทตามสัญญาโดยให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ และโจทก์ได้นำข้อพิพาทเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาดแล้ว ถ้าคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดข้อพิพาทไปอย่างไรก็จะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยไปตามคำชี้ขาดนั้นตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 41 วรรคหนึ่ง มิใช่ผูกพันกันตามสัญญาที่พิพาทกันอยู่นั้นแต่อย่างใด ดังนั้น ตราบใดที่คณะอนุญาโตตุลาการไม่มีคำชี้ขาดย่อมไม่อาจถือได้ว่า หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ในระหว่างนี้โจทก์ยังฟ้องจำเลยให้ล้มละลายไม่ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 9 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางเห็นว่า แม้ลูกหนี้จะเป็นหนี้ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมากกว่า 1,000,000 บาท แต่ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาดังกล่าวและให้โจทก์ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นกรณีที่ยังไม่อาจทราบได้แน่ชัดว่าอนุญาโตตุลาการจะพิจารณาให้โจทก์ชนะคดีเป็นจำนวนเท่าใดอย่างไรหรือไม่ หนี้ที่โจทก์เอามาฟ้องคดีนี้จึงไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเป็นเพียงขั้นตอนการใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญา มีลักษณะเช่นเดียวกับการใช้สิทธิเรียกร้องโดยการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้นแม้อนุญาโตตุลาการยังไม่ได้มีคำชี้ขาดให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ก็ตาม แต่มูลหนี้ค่าสมาชิกและเบี้ยปรับตามสัญญาเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้นั้น เห็นว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยพิพาทกันตามสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อ ธานี (THANI) ซึ่งเดิมเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กับจำเลย มีข้อสัญญาเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการไว้ในข้อ 9 ว่า หากมีข้อโต้แย้งใดๆ เกิดขึ้นจากการตีความหรือเกี่ยวกับหน้าที่หรือความรับผิดชอบตามสัญญานี้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะพยายามทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาระหว่างกันเองก่อน หากข้อโต้แย้งนั้นยังไม่อาจตกลงกันได้ ก็ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาด จึงเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยตกลงกันใช้วิธีระงับข้อพิพาทตามสัญญาโดยให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และโจทก์ได้นำข้อพิพาทเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาดแล้ว ถ้าคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดข้อพิพาทไปอย่างไรก็จะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยไปตามคำชี้ขาดนั้นตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง มิใช่ผูกพันกันตามสัญญาที่พิพาทกันอยู่นั้นแต่อย่างใด ดังนั้น ตราบใดที่คณะอนุญาโตตุลาการไม่มีคำชี้ขาด ย่อมไม่อาจถือได้ว่า หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ในระหว่างนี้โจทก์ยังฟ้องจำเลยให้ล้มละลายไม่ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (3)
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 41 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรอยัล ปริ๊นเซส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอ็มเค พรอพเพอร์ตี้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
รัตน กองแก้ว
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5523/2552
#495458
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด มีผลเพียงทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน ต้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้จัดการหรือกระทำการแทน ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 22 และ 24 หามีผลทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างลูกหนี้ผู้เป็นนายจ้างกับเจ้าหนี้ซึ่งเป็นลูกจ้างสิ้นสุดไปด้วยไม่ ทั้งไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้วลูกจ้างของลูกหนี้หมดสิทธิที่จะทำงานให้ลูกหนี้ต่อไป แม้ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ก็ยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของลูกหนี้อยู่นั่นเอง กรณียังไม่ถือว่ามีการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 118 สิทธิในการรับเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงไม่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดและต้องห้ามมิให้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 94

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2544

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 56,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า ควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าชดเชยและค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 56,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (6)

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า เจ้าหนี้ถูกเลิกจ้างหลังจากที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด หนี้ดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ จึงให้ยกคำขอรับชำระหนี้ ค่าคำขอให้เป็นพับ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์มีว่า การที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดถือว่าเป็นการเลิกจ้างระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ อันมีผลให้เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดนั้น มีผลเพียงทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน ต้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้จัดการหรือกระทำการแทน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 หามีผลทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างลูกหนี้ผู้เป็นนายจ้างกับเจ้าหนี้ซึ่งเป็นลูกจ้างต้องสิ้นสุดหรือระงับไปด้วยไม่ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้วลูกจ้างของลูกหนี้หมดสิทธิที่จะทำงานให้ลูกหนี้ต่อไป ประกอบกับในระหว่างที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ได้รับอนุญาตให้ลางานเพื่อไปรับราชการทหารเป็นระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2545 โดยไม่ปรากฏว่ามีการเลิกจ้างเจ้าหนี้ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเจ้าหนี้ก็ยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของลูกหนี้อยู่นั่นเอง กรณียังไม่ถือว่ามีการเลิกจ้างเจ้าหนี้ในวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 สิทธิในการรับเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงยังไม่เกิดขึ้นในวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ดั่งที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์ หนี้ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงมิได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด จึงต้องห้ามมิให้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24 ม. 94
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศูนย์บริการเหล็กสยาม จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — นายกิตติศักดิ์ เจริญศักดิ์
จำเลย — บริษัทสยามเบิร์ค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายบัว แก้วจิตร
ชื่อองค์คณะ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
รัตน กองแก้ว
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5523/2552
#501901
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลมีคำสั่งพิทักทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ไม่มีผลทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างลูกหนี้ผู้เป็นนายจ้างกับเจ้าหนี้ซึ่งเป็นลูกจ้างต้องสิ้นสุดหรือระงับไปด้วย ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่าเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้วลูกจ้างของลูกหนี้หมดสิทธิที่จะทำงานให้ลูกหนี้ต่อไป ดังนั้น แม้ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ของลูกหนี้เด็ดขาดเจ้าหนี้ก็ยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของลูกหนี้อยู่ กรณียังไม่ถือว่ามีการเลิกจ้างเจ้าหนี้ในวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 สิทธิในการรับเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงยังไม่เกิดขึ้นในวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด หนี้ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงมิได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด จึงต้องห้ามมิให้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2544

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำนวน 56,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า ควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าชดเชยและค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 56,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (6)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า เจ้าหนี้ถูกเลิกจ้างหลังจากที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด หนี้ดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ จึงให้ยกคำขอรับชำระหนี้ ค่าคำขอให้เป็นพับ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เจ้าหนี้เป็นลูกจ้างของลูกหนี้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดโดยได้รับค่าจ้างเดือนละ 8,000 บาท ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีว่า การที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดถือว่าเป็นการเลิกจ้างระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้อันมีผลให้เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์ว่า เมื่อศาลสั่งพิทักทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว ลูกหนี้มิได้ให้เจ้าหนี้ทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้าง ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง เพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง สิทธิเจ้าหน้าที่จะได้รับเงินค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงมีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด และกรณีลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นการเลิกจ้างในทันที ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดจ่ายสินจ้างหนึ่งคราวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงเป็นเงินที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับอยู่แล้วตามกฎหมาย มิใช่เป็นหนี้ที่เกิดภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เห็นว่า การที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด มีผลเพียงทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถกระทำการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน ต้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้จัดการหรือกระทำการแทน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และ มาตรา 24 หามีผลทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างลูกหนี้ผู้เป็นนายจ้างกับเจ้าหนี้ซึ่งเป็นลูกจ้างต้องสิ้นสุดหรือระงับไปด้วยไม่ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้วลูกจ้างของลูกหนี้หมดสิทธิที่จะทำงานให้ลูกหนี้ต่อไปประกอบกับในระหว่างที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ได้รับอนุญาตให้ลางานเพื่อรับราชการทหารเป็นระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2545 โดยไม่ปรากฏว่ามีการเลิกจ้างเจ้าหนี้ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเจ้าหนี้ก็ยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของลูกหนี้อยู่นั่นเอง กรณียังไม่ถือว่ามีการเลิกจ้างเจ้าหนี้ในวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 สิทธิในการรับเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงยังไม่เกิดขึ้นในวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ดั่งที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์ หนี้ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงมิได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดจึงต้องห้ามมิให้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24 ม. 94
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศูนย์บริการเหล็กสยาม จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — นายกิตติศักดิ์ เจริญศักดิ์
จำเลย — บริษัทสยามเบิร์ค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
รัตน กองแก้ว
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5523/2552
#503034
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดมีผลเพียงทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน ต้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้จัดการหรือกระทำการแทนตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 22, 24 หามีผลทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างลูกหนี้ผู้เป็นนายจ้างกับเจ้าหนี้ซึ่งเป็นลูกจ้างสิ้นสุดหรือระงับไปด้วยไม่ ทั้งในระหว่างที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเจ้าหนี้ได้รับอนุญาตให้ลางานเพื่อไปรับราชการทหาร โดยไม่ปรากฏว่ามีการเลิกจ้างเจ้าหนี้ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ดังนั้น กรณียังไม่ถือว่ามีการเลิกจ้างเจ้าหนี้ในวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 หนี้ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงมิได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด จึงต้องห้ามมิให้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 94

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2544

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 56,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า ควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าชดเชยและค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 56,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (6)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า เจ้าหนี้ถูกเลิกจ้างหลังจากที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด หนี้ดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ จึงให้ยกคำขอรับชำระหนี้ ค่าคำขอให้เป็นพับ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...การที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดนั้น มีผลเพียงทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถกระทำการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน ต้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้จัดการหรือกระทำการแทนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และ มาตรา 24 หามีผลทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างลูกหนี้ผู้เป็นนายจ้างกับเจ้าหนี้ซึ่งเป็นลูกจ้างต้องสิ้นสุดหรือระงับไปด้วยไม่ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้วลูกจ้างของลูกหนี้หมดสิทธิที่จะทำงานให้ลูกหนี้ต่อไป ประกอบกับในระหว่างที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ได้รับอนุญาตให้ลางานเพื่อไปรับราชการทหารเป็นระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2545 โดยไม่ปรากฏว่ามีการเลิกจ้างเจ้าหนี้ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ก็ยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของลูกหนี้อยู่นั่นเอง กรณียังไม่ถือว่ามีการเลิกจ้างเจ้าหนี้ในวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 สิทธิในการรับเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จึงยังไม่เกิดขึ้นในวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ดังที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์ หนี้ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงมิได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด จึงต้องห้ามมิให้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศูนย์บริการเหล็กสยาม จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — นายกิตติศักดิ์ เจริญศักดิ์
จำเลย — บริษัทสยามเบิร์ค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
รัตน กองแก้ว
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ