คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5888/2552
#503284
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องคดีก่อนและคดีนี้โจทก์อ้างเหตุอย่างเดียวกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาท โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทให้จำเลยเพื่ออำพรางการกู้เงิน ต่อมาจำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาท ขอให้ทางราชการเพิกถอนใบอนุญาตให้เป็นเจ้าของที่ตั้งโรงเรียนพิพาทของโจทก์ โดยในคดีก่อนโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2543 ขอให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทดังกล่าว ส่วนคดีนี้แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้เพิกถอนสัญญาที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทอีกก็ตาม แต่โจทก์อ้างเพิ่มเติมเข้ามาว่า จำเลยบุกรุกเข้ามาในที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทแล้วเปิดการสอนโรงเรียนชื่อ "โรงเรียนอนุบาลบ้านวรารักษ์" โดยพลการ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถดำเนินกิจการโรงเรียนพิพาทได้ตามปกติตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2543 เป็นต้นมา ขอให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดประโยชน์จากการขาดรายได้ตามปกติ และค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงของโจทก์ ซึ่งค่าเสียหายดังกล่าวโจทก์สามารถฟ้องเรียกได้ในคดีก่อนอยู่แล้วเพราะเป็นค่าเสียหายที่สืบเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยภายหลังจากมีการทำสัญญาขายที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทก่อนโจทก์ฟ้องในคดีก่อน ซึ่งเป็นการกระทำอันเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์ประกอบกิจการโรงเรียนอนุบาลใช้ชื่อว่า "โรงเรียนอนุบาลวนาเวศม์" บนที่ดินโฉนดเลขที่ 30321 และ 30322 ของโจทก์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2538 โจทก์กู้เงินจากจำเลย 14,000,000 บาท โดยไม่ได้ทำสัญญากู้ แต่โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมอาคารโรงเรียนดังกล่าวให้จำเลย และจำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพร้อมอาคารโรงเรียนดังกล่าวคืนให้โจทก์ เพื่อเป็นการอำพรางการกู้เงินโดยมีข้อตกลงว่าจำเลยจะจดทะเบียนโอนที่ดินและอาคารโรงเรียนคืนโจทก์เมื่อโจทก์ชำระหนี้เงินกู้แล้ว หลังจากทำสัญญาโจทก์ยังครอบครองที่ดินและอาคารโรงเรียนกับดำเนินกิจการโรงเรียนและผ่อนชำระหนี้แก่จำเลยตลอดมา ต่อมาจำเลยกับพวกบุกรุกเข้าไปในที่ดินและอาคารโรงเรียนแล้วดำเนินกิจการโรงเรียนใช้ชื่อว่า "โรงเรียนอนุบาลบ้านวนารักษ์" อันเป็นการขัดขวางมิให้โจทก์ประกอบกิจการโรงเรียน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องขาดประโยชน์ที่ไม่สามารถดำเนินกิจการโรงเรียนได้ตามปกติตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2543 คิดเป็นเงินปีละ 5,000,000 บาท และเสียหายต่อชื่อเสียงในทางการค้า ความนิยมเป็นเงิน 300,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์ 5,000,000 บาท และต่อไปอีกปีละ 5,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะยุติการกระทำอันเป็นการละเมิด และให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 300,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเจตนาซื้อที่ดินพร้อมอาคารโรงเรียนตามฟ้องจากโจทก์ในราคา 14,000,000 บาท เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2538 จริง โดยมิได้ทำขึ้นเพื่ออำพรางการกู้เงิน เหตุที่จำเลยยังไม่เข้าครอบครองที่ดินและอาคารโรงเรียนเพราะโจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินและอาคารโรงเรียนคืนจากจำเลยโดยนัดโอนกรรมสิทธิ์กันในวันที่ 16 มกราคม 2539 แต่เมื่อถึงกำหนดแล้วโจทก์ไม่นำเงินมาชำระเพื่อรับโอนกรรมสิทธิ์คืน ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 356/2543 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีมีประเด็นเดียวกันว่าจำเลยเข้าไปครอบครองที่ดินและอาคารโรงเรียน อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ ซึ่งโจทก์สามารถเรียกร้องค่าเสียหายมาพร้อมกับคำฟ้องในคดีก่อนได้ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากไม่ได้ฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เดือนเมษายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทราบเรื่องที่จำเลยเข้าครอบครองที่ดินและอาคารโรงเรียน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 เมษายน 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลที่โจทก์ได้รับการยกเว้น โดยคิดจากทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีแทนจำเลย (ที่ถูกโจทก์) กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2538 โจทก์กับจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาขายและสัญญาจะซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 30321 และ 30322 พร้อมอาคารโรงเรียนอนุบาลวนาเวศม์ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินและหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือวางมัดจำ ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 356/2543 ตามสำเนาคำฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 356/2542 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องคดีก่อนและคดีนี้โจทก์อ้างเหตุอย่างเดียวกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาท โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทให้จำเลยเพื่ออำพรางการกู้เงิน ต่อมาจำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาท ขอให้ทางราชการเพิกถอนใบอนุญาตให้เป็นเจ้าของที่ตั้งโรงเรียนพิพาทของโจทก์ โดยในคดีก่อนโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2543 ขอให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทดังกล่าว ส่วนคดีนี้แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้เพิกถอนสัญญาที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทอีกก็ตาม แต่โจทก์อ้างเพิ่มเติมเข้ามาว่า จำเลยบุกรุกเข้ามาในที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทแล้วเปิดการสอนโรงเรียนชื่อ "โรงเรียนอนุบาลบ้านวรารักษ์" โดยพลการ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถดำเนินกิจการโรงเรียนพิพาทได้ตามปกติตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2543 เป็นต้นมาขอให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดประโยชน์จากการขาดรายได้ตามปกติ และค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงของโจทก์ ซึ่งค่าเสียหายดังกล่าวโจทก์สามารถฟ้องเรียกได้ในคดีก่อนอยู่แล้วเพราะเป็นค่าเสียหายที่สืบเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยภายหลังจากมีการทำสัญญาขายที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาท ก่อนโจทก์ฟ้องในคดีก่อน ซึ่งเป็นการกระทำอันเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องคีดนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่ดินก่อนยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลจึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพงศ์ธราดล จำกัด
จำเลย — นายเสถียร พรยืนยง
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5886/2552
#494313
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2532 ถึงปี 2544 โดยมิได้ขออนุญาตจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน แม้การใช้ทางพิพาทของโจทก์ตั้งแต่ปี 2532 ถึงปี 2537 จะใช้โดยเข้าใจผิดว่าทางพิพาทอยู่ในที่ดินของโจทก์เอง ก็ถือว่าโจทก์มีเจตนาถือเอาทางพิพาทเป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมาแล้ว หาใช่โจทก์เพิ่งใช้เป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ในปี 2537 ไม่ เมื่อโจทก์ใช้ทางพิพาทต่อมาจนครบสิบปีก็ถือว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยเจตนาให้ได้ภาระจำยอมแล้ว และเมื่อปรากฏว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผย ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนเสาหินที่ปิดกั้นทางพิพาทออกไปและห้ามปิดทางพิพาทตลอดไป

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินของจำเลยทั้งสองภายในเส้นสีเขียวตามแผนที่วิวาท กว้าง 4 เมตร ยาว 3 เมตร ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสิทธิดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้รื้อถอนเสาหินและลวดหนามออกจากทางพิพาทและห้ามกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางการใช้สิทธิของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ทางพิพาทดังกล่าวตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบไม่ได้ความว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยเจตนาให้ได้ภาระจำยอม แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ครอบครองใช้ทางพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ อันเป็นเรื่องแย่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นคนละเรื่องกับภาระจำยอม ทางพิพาทจึงไม่ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ปัญหาจึงมีว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทโดยเจตนาให้ได้ภาระจำยอมหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2532 ถึงปี 2544 โดยโจทก์มิได้ขออนุญาตจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านการใช้ทางของโจทก์แต่อย่างใด เห็นว่า แม้ว่าการใช้ทางพิพาทของโจทก์ตั้งแต่ปี 2532 ถึงปี 2537 โจทก์จะใช้โดยเข้าใจผิดว่าทางพิพาทอยู่ในที่ดินของโจทก์เอง ก็ถือได้ว่าโจทก์มีเจตนาถือเอาทางพิพาทเป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมาแล้ว หาใช่โจทก์เพิ่งใช้เป็นทางผ่านเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ในปี 2537 ดังที่จำเลยแก้ฎีกาไม่ เมื่อโจทก์ใช้ทางพิพาทต่อมาจนครบสิบปีก็ถือว่าโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทโดยเจตนาให้ได้ภาระจำยอมแล้ว และเมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผย ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1387 ม. 1390 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุดม ไทรเมือง
จำเลย — นายประทุม รักษาจิตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางวงศิกาญจน์ ชุ่มประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางช่อฟ้า เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5886/2552
#502367
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2532 ถึงปี 2544 โดยโจทก์มิได้ขออนุญาตจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านการใช้ทางของโจทก์ แม้ว่าการใช้ทางพิพาทของโจทก์ตั้งแต่ปี 2532 ถึงปี 2537 โจทก์จะใช้โดยเข้าใจผิดว่าทางพิพาทอยู่ในที่ดินของโจทก์เอง ก็ถือได้ว่าโจทก์มีเจตนาถือเอาทางพิพาทเป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมาแล้ว มิใช่โจทก์เพิ่งใช้เป็นทางผ่านเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ในปี 2537 เมื่อโจทก์ใช้ทางพิพาทต่อมาจนครบสิบปีก็ถือว่าโจทก์ได้ภาระจำยอมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 20055 ตำบลบ้านชุ้ง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 8735 ที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่กับผู้อื่น ทิศใต้ของที่ดินของโจทก์ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 11052 ของจำเลยทั้งสองโจทก์ได้ใช้ทางเดินและทางรถยนต์กว้าง 4 เมตร ยาว 3 เมตร ในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะตั้งแต่ประมาณปี 2532 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นทางตลอดไปเป็นเวลาประมาณ 12 ปีแล้ว ทางดังกล่าว จึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2544 จำเลยทั้งสองนำเสาปูน 3 ต้น มาปักแล้วใช้ลวดหนามขึงขวางปิดทางดังกล่าว ขอให้พิพากษาว่าทางดังกล่าวเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนเสาหินที่ปิดกั้นทางพิพาทออกไปและห้ามปิดทางพิพาทตลอดไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 11052 ตำบลบ้านชุ้ง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาจากนางสุนทร เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2517 ภายหลังจากที่นางสุนทรยกที่ดินทางด้านทิศเหนือให้เป็นถนนสาธารณะ จำเลยทั้งสองไม่ได้สอบเขตจึงเข้าใจว่านางสุนทรยกที่ดินให้ทำถนนตามแนวเขตที่ติดกับที่ดินของโจทก์ เมื่อโจทก์เข้ามาปลูกบ้านในปี 2532 โจทก์สร้างรั้วติดถนนสาธารณะ จำเลยทั้งสองไม่ได้ขัดขวางเพราะเข้าใจว่าโจทก์สร้างรั้วในที่ดินของโจทก์ จนกระทั่งปี 2537 โจทก์กับพวกขอรังวัดเพื่อแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม จำเลยทั้งสองจึงทราบว่าแนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองอยู่ลึกเข้าไปจากรั้วที่โจทก์ล้อม 3 ถึง 4 เมตร การที่โจทก์ใช้ทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ปี 2532 จึงเป็นการใช้โดยโจทก์สำคัญผิดว่าเป็นที่ดินของโจทก์ เมื่อโจทก์ทราบว่าทางพิพาทอยู่ในที่ดินของจำเลยทั้งสอง โจทก์มาติดต่อขอซื้อทางพิพาทจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ขัดข้อง เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นบุตรนายเหลือ ซึ่งเป็นอาจำเลยที่ 1 ดังนั้น อายุความการใช้ทางพิพาทของโจทก์จึงสะดุดหยุดลง นับเวลาการใช้ทางพิพาทเป็นเวลาเพียง 5 ปี ส่วนการใช้ทางพิพาทของโจทก์หลังจากนั้นเป็นการถือวิสาสะฉันญาติ ไม่มีลักษณะเป็นการใช้สิทธิโดยปรปักษ์ ทางพิพาทจึงไม่ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินของจำเลยทั้งสองภายในเส้นสีเขียวตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.3 กว้าง 4 เมตร ยาว 3 เมตร ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสิทธิดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้รื้อถอนเสาหินและลวดหนามออกจากทางพิพาทและห้ามกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางการใช้สิทธิของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 20055 ตำบลบ้านชุ้ง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 8735 ที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้อื่น ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.4 ทางด้านทิศใต้ของที่ดินของโจทก์ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 11052 ของจำเลยทั้งสองตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 และแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.3 จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 11052 มาจากนางสุนทร เมื่อปี 2517 ก่อนขายที่ดินให้จำเลยทั้งสอง นางสุนทรได้ยกที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศเหนือให้เป็นทางสาธารณะ ปรากฏตามเส้นสีฟ้าในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.3 ปี 2532 โจทก์ปลูกบ้านในที่ดินของโจทก์และทำรั้วบ้านถึงแนวถนนสาธารณะดังกล่าวโดยโจทก์และจำเลยทั้งสองเข้าใจผิดว่าที่ดินของโจทก์มีแนวเขตทางด้านทิศใต้ติดถนนสาธาณะต่อมาปี 2537 โจทก์และผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 8735 ขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม จึงทราบว่าที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้แนวเขตไม่ติดถนนสาธารณะ โดยมีที่ดินของจำเลยทั้งสองคั่นอยู่ จำเลยทั้งสองไม่รับรองแนวเขตให้ โจทก์กับพวกจึงไม่สามารถรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมได้ ต่อมาปี 2544 โจทก์ยอมรื้อรั้วบ้านของโจทก์ที่ติดกับถนนสาธารณะออก และทำรั้วบ้านใหม่ตามแนวเขตที่ติดกับที่ดินของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงรับรองแนวเขตให้โจทก์กับพวกจึงสามารถรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมได้ นับแต่โจทก์ปลูกสร้างบ้านในที่ดินของโจทก์ในปี 2532 โจทก์ได้ใช้ทางพิพาทในเส้นสีเขียวตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.3 เป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะตลอดมา ต่อมาปี 2544 จำเลยทั้งสองจึงทำรั้วลวดหนามปิดกั้นไม่ยอมให้โจทก์ใช้ทางดังกล่าวเป็นทางเข้าออก มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ทางพิพาทดังกล่าวตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบไม่ได้ความว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยเจตนาให้ได้ภาระจำยอม แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ครอบครองใช้ทางพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ อันเป็นเรื่องแย่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นคนละเรื่องกับภาระจำยอม ทางพิพาทจึงไม่ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ปัญหาจึงมีว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทโดยเจตนาให้ได้ภาระจำยอมหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2532 ถึงปี 2544 โดยโจทก์มิได้ขออนุญาตจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านการใช้ทางของโจทก์แต่อย่างใด เห็นว่า แม้ว่าการใช้ทางพิพาทของโจทก์ตั้งแต่ปี 2532 ถึงปี 2537 โจทก์จะใช้โดยเข้าใจผิดว่าทางพิพาทอยู่ในที่ดินของดจทก์เอง ก็ถือได้ว่าโจทก์มีเจตนาถือเอาทางพิพาทเป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมาแล้ว หาใช่โจทก์เพิ่งใช้เป็นทางผ่านเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ในปี 2537 ดังที่จำเลยแก้ฎีกาไม่ เมื่อโจทก์ใช้ทางพิพาทต่อมาจนครบสิบปีก็ถือว่าโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทโดยเจตนาให้ได้ภาระจำยอมแล้ว และเมื่อปรากฎว่าโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผย ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุดม ไทรเมือง
จำเลย — นายประทุม รักษาจิตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5883/2552
#494324
เปิดฉบับเต็ม

ส. ซึ่งเป็นลูกวงแชร์ประมูลแชร์ได้ จำเลยซึ่งเป็นนายวงแชร์ได้รับเช็คตามฟ้องจากลูกวงแชร์ที่ยังประมูลไม่ได้เพื่อนำไปมอบให้แก่ ส. แต่จำเลยมิได้นำไปมอบให้ ส. กลับนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินในบัญชีของตนเองและถอนเงินไป ดังนี้ จำเลยในฐานะนายวงแชร์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงการเล่นแชร์ว่า เมื่อจำเลยได้เช็คจากลูกวงแชร์แล้วจะต้องนำเช็คไปมอบให้ ส. ซึ่งประมูลแชร์ได้ การที่จำเลยรับเช็คตามฟ้องจึงเป็นการรับไว้แทน ส. เมื่อจำเลยนำเช็คไปเรียกเก็บเงินและถอนเงินออกจากบัญชี จึงเป็นการครอบครองเงินของ ส.แล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไป ส. จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกเงินตามเช็ค

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,188,352 พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6, 17 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 511,200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (3), 17 วางโทษจำคุก 6 เดือน คำให้การชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และคำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 4 เดือน ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น และฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188,352 วรรคแรก อีกสถานหนึ่ง แต่ความผิดทั้งสองฐานนี้มีเจตนาเดียวกัน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นวางโทษจำคุกรวม 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 511,200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและยักยอกทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นายวิเชียร นายองอาจ นายนิพนธ์ และนายสุชาติ ซึ่งเป็นลูกวงแชร์เป็นพยานเบิกความตรงกันว่า วิธีการประมูลและการชำระเงินค่าแชร์นั้น ผู้ที่ประมูลแชร์ได้คือผู้ที่ให้ดอกเบี้ยสูงสุด สมาชิกที่ประมูลแชร์ไม่ได้จะต้องสั่งจ่ายเช็ค 100,000 บาท หักด้วยเงินค่าดอกเบี้ยที่ผู้ประมูลแชร์ได้ในงวดนั้น แล้วนำเช็คดังกล่าวส่งมอบให้แก่จำเลยผู้เป็นนายวงแชร์ จำเลยมีหน้าที่นำเช็คทั้งหมดไปมอบให้แก่ผู้ประมูลแชร์ได้ ในข้อนี้จำเลยไม่ได้นำสืบปฏิเสธถึงวิธีการประมูลและและชำระเงินค่าแชร์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ดังนั้น ข้อที่จำเลยฎีกาว่า การเล่นแชร์ดังกล่าวจำเลยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เก็บเงินสด แต่บางรายออกเป็นเช็ค จำเลยมีหน้าที่เรียกเก็บเป็นเงินสดเสียก่อน จึงนำเงินไปมอบให้แต่ละคน การที่จำเลยนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจึงไม่เป็นความผิดนั้น จึงเป็นฎีกาข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏในทางนำสืบของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยซึ่งเป็นนายวงแชร์มีหน้าที่นำเช็คทั้งหกฉบับจากลูกวงแชร์ที่ยังประมูลแชร์ไม่ได้ไปมอบให้ผู้เสียหาย การที่จำเลยเอาเช็คตามฟ้องทั้งหกฉบับที่ลูกวงแชร์สั่งจ่ายให้ผู้เสียหายไปเรียกเก็บเงินในบัญชีของตนเอง ก็เพื่อประโยชน์ของจำเลย โดยที่จำเลยไม่มีสิทธิ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่านายสมชาย มิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกนั้น ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 นายสมชายซึ่งเป็นลูกวงแชร์ ประมูลแชร์ได้ในงวดที่ 5 จำเลยได้รับเช็คตามฟ้องจากลูกวงแชร์ที่ยังประมูลไม่ได้เพื่อนำไปมอบให้แก่นายสมชาย แต่จำเลยมิได้นำไปมอบให้นายสมชาย กลับนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินในบัญชีของตนเอง และถอนเงินไป เห็นว่า จำเลยในฐานะนายวงแชร์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงการเล่นแชร์ว่า เมื่อจำเลยได้เช็คจากลูกวงแชร์แล้วจะต้องนำเช็คไปมอบให้นายสมชายซึ่งประมูลแชร์ได้ ดังนั้น การที่จำเลยรับเช็คตามฟ้องจึงเป็นการรับไว้แทนนายสมชาย เมื่อจำเลยนำเช็คไปเรียกเก็บเงินและถอนเงินออกจากบัญชี จึงเป็นการครอบครองเงินของนายสมชายแล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไป นายสมชายจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกเงินตามเช็ค...

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3), 17 ปรับ 15,000 บาท ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ปรับ 6,000 บาท รวมปรับ 21,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 14,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนเงิน 170,400 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายชลพฤกษ์ เกศมุกดา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นางเนาวเรศ ศิลปรัตน์ เกษตรสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5883/2552
#502283
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งเป็นนายวงแชร์มีหน้าที่นำเช็คทั้งหกฉบับจากลูกวงแชร์ที่ยังประมูลแชร์ไม่ได้ไปมอบให้ผู้เสียหาย การที่จำเลยเอาเช็คตามฟ้องทั้งหกฉบับที่ลูกวงแชร์สั่งจ่ายให้ไปเรียกเก็บเงินในบัญชีของตนเอง เพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยที่จำเลยไม่มีสิทธิ จึงเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188

จำเลยในฐานะนายวงแชร์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงการเล่นแชร์ว่า เมื่อจำเลยได้เช็คจากลูกวงแชร์แล้วจะต้องนำเช็คไปมอบให้ ส. ซึ่งประมูลแชร์ได้ ดังนั้น การที่จำเลยรับเช็คตามฟ้องจึงเป็นการรับไว้แทน ส. เมื่อจำเลยนำเช็คไปเรียกเก็บเงินออกจากบัญชีจึงเป็นการครอบครองเงินของ ส. แล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไป ส. จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกเงินตามเช็ค

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2539 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยเป็นนายวงแชร์จัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่า 1,300,000 บาท ซึ่งมากกว่าจำนวน 300,000 บาท ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 เวลากลางวัน จำเลยเอาไปเสียซึ่งเอกสารเช็คจำนวน 6 ฉบับ ได้แก่ เช็คของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองสาน จำนวนเงิน 85,200 บาท ซึ่งนายวิเชียร สั่งจ่ายชำระเงินค่าแชร์ให้แก่นายสมชาย ผู้เสียหายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบรรทัดทอง จำนวนเงิน 85,200 บาท ซึ่งนายองอาจ สั่งจ่ายชำระเงินค่าแชร์ให้แก่ผู้เสียหาย เช็คของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาตรอกจันทร์ จำนวนเงิน 85,200 บาท ซึ่งนายสุชาติสั่งจ่ายชำระค่าแชร์ให้แก่ผู้เสียหาย เช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาวังบูรพา จำนวนเงิน 85,200 บาท ซึ่งนายนิพนธ์ ตั้งจิตมุ่งมั่นสั่งจ่ายชำระเงินค่าแชร์ให้แก่ผู้เสียหาย เช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตากสิน-ท่าพระ จำนวนเงิน 85,200 บาท ซึ่งผู้มีชื่อสั่งจ่ายชำระเงินค่าแชร์ให้แก่ผู้เสียหาย และเช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสุขสวัสดิ์ จำนวนเงิน 85,200 บาท ซึ่งผู้มีชื่อสั่งจ่ายชำระเงินค่าแชร์ให้แก่ผู้เสียหาย ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและบุคคลผู้สั่งจ่ายเช็ค จากนั้นจำเลยนำเอาเช็คทั้งหกฉบับดังกล่าวไปเข้าบัญชีของจำเลยเพื่อเรียกเก็บเงิน แล้วจำเลยซึ่งเป็นผู้ครอบครองเงินจำนวน 511,200 บาท ของผู้เสียหายได้เบียดบังเอาเป็นของจำเลยโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 352 พระราชบัญญัติเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6, 17 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 511,200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3), 17 วางโทษจำคุก 6 เดือน คำให้การชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และคำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 4 เดือน ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น และฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 352 วรรคแรก อีกสถานหนึ่ง แต่ความผิดทั้งสองฐานนี้มีเจตนาเดียวกัน ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้วเป็นวางโทษจำคุกรวม 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 511,200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ในความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาจำเลย เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2539 เวลากลางวัน จำเลยเป็นนายวงแชร์จัดให้มีการเล่นแชร์โดยมีสมาชิกรวม 12 คน ลูกวงแชร์ชำระเงินงวดแรก 200,000 บาท งวดต่อไป 100,000 บาท มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันเป็นเงิน 1,300,000 บาท ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2540 เวลากลางวัน นายสมชายผู้เสียหายซึ่งเป็นลูกแชร์ได้ในงวดที่ 5 โดยจ่ายดอกเบี้ย 14,800 บาท จำเลยรับเช็คตามฟ้องรวม 6 ฉบับ ได้แก่เช็คของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาตรอกจันทร์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาวังบูรพา ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตากสิน-ท่าพระ และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสุขสวัสดิ์ สั่งจ่ายเงินฉบับละ 85,200 บาท จากลูกวงแชร์ที่ยังประมูลแชร์ไม่ได้โดยสั่งจ่ายเช็คทั้งหกฉบับมอบให้จำเลยเพื่อนำไปมอบให้ผู้เสียหาย แต่จำเลยกลับนำเช็คทั้งหกฉบับไปเข้าบัญชีของจำเลยเพื่อเรียกเก็บเงินที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาวุฒากาศ ตามสำเนาใบนำฝาก เอกสารหมาย จ.11 เมื่อเรียกเก็บเงินได้แล้ว จำเลยได้เบิกเงินออกจากบัญชีไป ผู้เสียหายไม่ได้รับเงินตามเช็คทั้งหกฉบับรวมเป็นเงิน 511,200 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและยักยอกทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นายวิเชียร นายองอาจ นายนิพนธ์ และนายสุชาติ ซึ่งเป็นลูกวงแชร์เป็นพยานเบิกความตรงกันว่า วิธีการประมูลและการชำระเงินค่าแชร์นั้น ผู้ที่ประมูลแชร์ได้คือผู้ที่ให้ดอกเบี้ยสูงสุด สมาชิกที่ประมูลแชร์ได้จะต้องสั่งจ่ายเช็ค 100,000 บาท หักด้วยเงินค่าดอกเบี้ยที่ผู้ประมูลแชร์ได้ในงวดนั้น แล้วนำเช็คดังกล่าวส่งมอบให้แก่จำเลยผู้เป็นนายวงแชร์ จำเลยมีหน้าที่นำเช็คทั้งหมดไปมอบให้แก่ผู้ประมูลแชร์ได้ ในข้อนี้จำเลยไม่ได้นำสืบปฏิเสธถึงวิธีการประมูลและชำระเงินค่าแชร์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ดังนั้น ข้อที่จำเลยฎีกาว่า การเล่นแชร์ดังกล่าวจำเลยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เก็บเงินสด แต่บางรายออกเป็นเช็ค จำเลยมีหน้าที่เรียกเก็บเป็นเงินสดเสียก่อน จึงนำเงินไปมอบให้แต่ละคน การที่จำเลยนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน จึงไม่เป็นความผิดนั้น จึงเป็นฎีกาข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏในทางนำสืบของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยซึ่งเป็นนายวงแชร์มีหน้าที่นำเช็คทั้งหกฉบับจากลูกวงแชร์ที่ยังประมูลแชร์ไม่ได้ไปมอบให้ผู้เสียหาย การที่จำเลยเอาเช็คตามฟ้องทั้งหกฉบับที่ลูกวงแชร์สั่งจ่ายให้ผู้เสียหายไปเรียกเก็บเงินในบัญชีของตนเอง ก็เพื่อประโยชน์ของจำเลย โดยที่จำเลยไม่มีสิทธิ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่านายสมชาย มิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกนั้น ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 นายสมชายซึ่งเป็นลูกวงแชร์ ประมูลแชร์ได้ในงวดที่ 5 จำเลยได้รับเช็คตามฟ้องจากลูกวงแชร์ที่ยังประมูลไม่ได้เพื่อนำไปมอบให้แก่นายสมชาย แต่จำเลยมิได้นำไปมอบให้นายสมชาย กลับนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินในบัญชีของตนเอง และถอนเงินไป เห็นว่า จำเลยในฐานะนายวงแชร์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงการเล่นแชร์ว่า เมื่อจำเลยได้เช็คจากลูกวงแชร์แล้วจะต้องนำเช็คไปมอบให้นายสมชายซึ่งประมูลแชร์ได้ ดังนั้น การที่จำเลยรับเช็คตามฟ้องจึงเป็นการรับไว้แทนนายสมชาย เมื่อจำเลยนำเช็คไปเรียกเก็บเงินออกจากบัญชี จึงเป็นการครอบครองเงินของนายสมชายแล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไป นายสมชายจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกเงินตามเช็ค ข้อที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่า ความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์เกิน 3 เดือน คดีจึงขาดอายุความ ในข้อนี้ผู้เสียหายอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อผู้เสียหายประมูลแชร์ได้จำเลยบ่ายเบี้ยงว่ายังได้เช็คมาไม่ครบ จนกระทั่งวันที่ 1 สิงหาคม 2540 ลูกวงแชร์บางคนแจ้งว่าได้ให้เช็คแก่จำเลยแล้ว หลังจากนั้นลูกวงแชร์ที่มอบเช็คให้จำเลยบอกกับผู้เสียหายว่าจำเลยนำเช็คไปเข้าบัญชีของจำเลยแล้ว ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าผู้เสียหายทราบเรื่องที่จำเลยยักยอกเงินตามเช็คไป หลังจากวันที่ 1 สิงหาคม 2540 แม้ได้ความว่าจำเลยนำเช็คตามฟ้องไปเข้าบัญชีของตนเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 แต่ผู้เสียหายเพิ่งทราบเรื่องดังกล่าวในวันที่ 1 สิงหาคม 2540 เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนวันที่ 24 ตุลาคม 2540 จึงไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงไม่ขาดอายุความ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่า สมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยเอาเช็คตามฟ้องไปเป็นเหตุให้ผู้เสียหายไม่ได้รับเงินตามเช็ครวม 511,200 บาท แต่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยได้บรรเทาผลร้ายโดยนำเงินจำนวน 340,800 บาท มาวางที่ศาลชั้นต้น และผู้เสียหายได้รับเงินจำนวนนี้ไปเรียบร้อยแล้ว จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรและภริยารวม 6 คน และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้ง จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น และเพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก จึงให้ลงโทษปรับและคุมความประพฤติจำเลยด้วย เมื่อจำเลยใช้เงินแก่ผู้เสียหายแล้ว 340,800 บาท จึงเหลือเงินที่ต้องคืนผู้เสียหาย 170,400 บาท"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3), 17 ปรับ 15,000 บาท ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ปรับ 6,000 บาท รวมปรับ 21,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 14,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนเงิน 170,400 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 188
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายชลพฤกษ์ เกศมุกดา
ชื่อองค์คณะ
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5868/2552
#494312
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์โอนที่ดินให้ ส. มีการจดทะเบียนเป็นการซื้อขาย ต้องด้วยคำนิยามว่า ขาย ตามมาตรา 91/1 (4) และเป็นการโอนภายใน 5 ปี เข้าลักษณะเป็นทางค้าหรือหากำไร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) และ พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 244 แม้การขายที่ดินของโจทก์สืบเนื่องมาจากสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม ก็ไม่เป็นเหตุที่จะไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิกการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1 ) เลขที่ 02010270 - 25461007 - 006 - 00112 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 และเพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11901 ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) เลขที่ 02010270 - 25461007 - 006 - 00112 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.1/7/40/2547 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 และเพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11901 เลขที่ดิน 1163 หน้าสำรวจ 8541 ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การทำนิติกรรมขายอสังหาริมทรัพย์พิพาทของโจทก์ดังกล่าวอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) บัญญัติว่า "ขาย หมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่าย จ่าย โอนไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่" การที่โจทก์โอนที่ดินให้แก่นางสาวแสงทองตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดธัญบุรีดังกล่าว มีการจดทะเบียนนิติกรรมเป็นการซื้อขาย ต้องด้วยคำนิยามคำว่า "ขาย" ดังกล่าว โจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำพยานที่บันทึกไว้ล่วงหน้าว่า โจทก์ซื้อฝากที่ดินดังกล่าวในราคา 3,500,000 บาท มีกำหนด 1 ปี โดยได้ตรวจสอบแล้วว่าที่ดินมีอยู่จริง ราคาประมาณ 9,000,000 บาท ดังนั้น หากผู้ขายฝากไม่มาไถ่ทรัพย์นั้นคืนภายในกำหนด โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวซึ่งมีราคาสูง และในกรณีที่มีการไถ่ทรัพย์สินคืน โจทก์ยังคงได้ผลประโยชน์อันเป็นสินไถ่ ประกอบกับการที่โจทก์ต้องโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่นางสาวแสงทองเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น โดยไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงเข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 การทำนิติกรรมการขายที่ดินของโจทก์ดังกล่าวอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แม้การขายที่ดินดังกล่าวของโจทก์ให้แก่นางสาวแสงทองสืบเนื่องจากนางสาวแสงทองฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 793/2536 มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอม โจทก์ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว และโจทก์รับซื้อฝากที่ดินจากนายสราวุฒิในราคา 3,500,000 บาท แต่ได้รับเงินจากนางสาวแสงทองเพียง 3,000,000 บาท โจทก์ได้เงินน้อยกว่าการรับซื้อฝากที่ดินไว้ ก็ไม่เป็นเหตุที่โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแต่อย่างใด เพราะฐานภาษีธุรกิจเฉพาะเรียกเก็บจากรายรับ มิได้เรียกเก็บจากกำไร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย...

พิพากษากลับ ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) เลขที่ 02010270 - 25461007 - 006 - 00112 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.1/7/40/2547 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 โดยคำนวณภาษีที่ต้องชำระและเงินเพิ่มจากรายรับ 3,000,000 บาท คำขออื่นของโจทก์ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (4) ม. 91/2 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนต์ชัย เชิดชูชัย
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประภาศ คงเอียด
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5867/2552
#495548
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน ศาลฎีกามิได้พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน คงพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เนื่องจากขัดต่อ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 โดยยังมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาของภาษีอากร เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คณะใหม่พิจารณาและมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถูกต้องตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินฉบับเลขที่ 2747/2/100099 เลขที่ 2747/2/100100 และเลขที่ 2747/5/102287 ถึงเลขที่ 2747/5/102293 รวม 9 ฉบับ ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/212/2546 ถึงเลขที่ สภ.1 (อธ.3)/220/2546 รวม 9 ฉบับ ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2546 และขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์มีว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2546 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อน โจทก์เห็นว่าการประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปฏิบัติไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 109/2543 ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้อง ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2747/2546 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับคงพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เท่านั้น แต่การพิจารณาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นศาลฎีกายังมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาของภาษีอากร คงวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คณะใหม่พิจารณาและมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2546 โดยจัดให้มีเหตุผลซึ่งประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 148
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอช.ที.สตีลเวอร์ค จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5849/2552
#502383
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีไม้ของกลางโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยนำไม้ของกลางเคลื่อนที่จึงมิใช่เป็นกรณีตามมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 อันจะขอใบเบิกทางได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดข้อหานำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่โดยไม่มีใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่กำกับตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2545 จำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกันคือ จำเลยมีไม้รังท่อน อันยังมิได้แปรรูปซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. จำนวน 3 ท่อน ปริมาตร 2.18 ลูกบาศก์เมตร อันเป็นไม้หวงห้าม เคลื่อนไปตามถนนสายตาลชุม-ไหล่น่าน หมู่ที่ 1 ตำบลตาลชุม อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โดยไม่มีใบเบิกทางของเจ้าพนักงานที่กำกับไปด้วย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยต่อสู้ขัดขวางว่าที่ร้อยตรีสายันต์ ปลัดอำเภอเวียงสา (เจ้าพนักงานปกครอง) ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดอาญาในการปฏิบัติการตามหน้าที่จับกุมจำเลยขณะกระทำผิดโดยจำเลยขับรถยนต์บรรทุกไม้แล่นหลบหนีการจับกุมไปตามถนนสายตาลชุม-ไหล่น่าน แล้วยกกระบะระบบไฮดรอลิก บรรทุกเทไม้รังท่อนทิ้งบนถนนบริเวณสะพานข้ามถนนสายดังกล่าวเพื่อขัดขวางมิให้ว่าที่ร้อยตรีสายันต์ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กข 88 น่าน แล่นตามจับกุมจำเลย และจำเลยยังขับรถยนต์บรรทุกดังกล่าวชนท้ายรถยนต์ของว่าที่ร้อยตรีสายันต์ที่ขับแล่นตามและจอดขวางรถยนต์จำเลยเพื่อมิให้จำเลยขับรถแล่นหลบหนีไปได้ จนเป็นเหตุให้รถยนต์หมายเลขทะเบียน กข 88 น่าน ของว่าที่ร้อยตรีสายันต์ได้รับความเสียหาย ฝากกระโปรงท้ายยุบกันชนท้ายและไฟท้ายแตกใช้การไม่ได้ คิดเป็นค่าเสียหายประมาณ 40,000 บาท เหตุเกิดที่ตำบลตาลชุม อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ผู้ประสงค์สินบนนำจับเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดไม้รังดังกล่าวและรถยนต์หมายเลขทะเบียน 80-2629 น่าน ที่ใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง ก่อนคดีนี้จำเลยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี ฐานมีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 859/2545 หมายเลขแดงที่ 806/2545 ภายในระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษจำเลยมากระทำความผิดคดีนี้อีก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 5, 7, 39, 69, 71 ทวิ, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 138, 358 ริบของกลางทั้งหมด จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย และนำโทษที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 806/2545 ของศาลชั้นต้น บวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่าพิจารณาของศาลชั้นต้น ว่าที่ร้อยตรีสายันต์ ผู้เสียหาย ขอถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะข้อหาทำให้เสียทรัพย์ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 39, 69 วรรคหนึ่ง, 71 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไม้หวงห้ามยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานนำไม้เคลื่อนที่โดยไม่มีใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่กำกับไปด้วย จำคุก 9 เดือน รวมโทษจำคุก 2 ปี 9 เดือน คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 10 เดือน นำโทษจำคุก 1 ปี ที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 806/2545 ของศาลชั้นต้น บวกเข้ากับโทษคดีนี้ รวมจำคุก 2 ปี 10 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมยึดไม้รังอันยังมิได้แปรรูปซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ตามบัญชีต่อท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 ลำดับที่ 75 ลำดับ จำนวน 3 ท่อน ปริมาตร 2.18 ลูกบาศก์เมตร และรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ คันหมายเลขทะเบียน 80-2629 น่าน เป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีว่าที่ร้อยตรีสายันต์ ปลัดอำเภอเวียงสา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน กับนายสงวน และนายพายัพ อาสาสมัครรักษาดินแดนอำเภอเวียงสา ผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นประจักษ์พยานเบิกความสอดคล้องต้องกันได้ความว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องขณะที่พยานทั้งสามกับพวกร่วมกันตั้งด่านตรวจเพื่อจับกุมผู้ลักลอบขนไม้ผิดกฎหมายตามที่ได้รับแจ้งจากสายลับ จำเลยได้ขับรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ คันหมายเลขทะเบียน 80-2629 น่าน จะผ่านด่านตรวจ พยานทั้งสามและพวกให้สัญญาณเพื่อให้จำเลยหยุดรถ จำเลยไม่ยอมหยุดกลับเร่งความเร็วหลบหนี พยานทั้งสามจึงได้ขับรถยนต์ไล่ตามรถยนต์บรรทุกของจำเลยไป ขณะขับรถไล่ตามระหว่างทางบริเวณทางเบี่ยงที่กำลังก่อสร้างสะพาน จำเลยได้บังคับยกกระบะระบบไฮดรอลิกท้ายรถยนต์บรรทุกของจำเลยเทท่อนไม้ของกลางจำนวน 3 ท่อน ลงบนถนน แล้วยังคงขับหลบหนีต่อไป พวกของพยานทั้งสามได้ใช้อาวุธปืนยิงยางรถยนต์ของจำเลยเพื่อมิให้หลบหนีต่อไป ยางรถยนต์ของจำเลยแตก แต่จำเลยก็ยังคงฝืนขับรถยนต์หลบหนี พยานทั้งสามกับพวกขับรถติดตามจนกระทั่งทันรถยนต์ของจำเลย ว่าที่ร้อยตรีสายันต์ได้ขับรถยนต์ติดตามแซงรถยนต์ของจำเลยขึ้นไปแล้วจอดดักรถยนต์ของจำเลยไว้ จำเลยได้ขับรถยนต์ชนรถยนต์ของว่าที่ร้อยตำรวจตรีสายันต์เป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถขับรถยนต์หลบหนีต่อไปได้ พยานทั้งสามกับพวกได้ลงจากรถเพื่อจับกุมจำเลย จำเลยเปิดประตูรถยนต์แล้ววิ่งหลบหนี พยานทั้งสามกับพวกไล่ติดตามจับกุมจำเลยได้ทันที จากนั้นได้แจ้งข้อหาตามฟ้องแก่จำเลย จำเลยให้การรับสารภาพ พยานทั้งสามกับพวกจึงได้นำตัวจำเลยส่งมอบต่อพนักงานสอบสวน เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นลำดับชั้นตอนต่อเนื่อง ตั้งแต่ติดตามจับกุมจำเลยจนกระทั่งจับกุมจำเลยได้อย่างสอดคล้องต้องกัน พยานโจทก์ปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลย น่าเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความตามความเป็นจริง ข้อต่อสู้ของจำเลยที่นำสืบอ้างว่า วันเวลาเกิดเหตุจำเลยจะขับรถนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปบรรทุกทรายให้นายจ้างโดยจำเลยปิดกระจกรถและเปิดเพลงฟังทำให้ไม่ได้ยินเสียงปืนที่พยานโจทก์กับพวกยิงล้อรถของจำเลย จำเลยกล่าวอ้างขึ้นอย่างลอยๆ และน่าจะเป็นเรื่องผิดปกติของบุคคลทั่วไปที่ตกอยู่ในภาวะที่ถูกเจ้าพนักงานขับรถไล่ติดตามจับกุมเช่นจำเลยควรจะรู้ ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างในทำนองว่าพยานโจทก์และพวกไม่ได้แต่งเครื่องแบบในการปฏิบัติหน้าที่แต่ละคนมีอาวุธปืน จำเลยย่อมเกิดความกลัวเพราะเป็นที่เปลี่ยว ถ้าหากหยุดรถแล้วย่อมเสี่ยงต่อการถูกปล้น และพยานโจทก์กับพวกยังได้ใช้ปืนยิงไปที่รถยนต์ของจำเลยอีกด้วย จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยกระทำความผิดแล้วหลบหนี แต่เป็นการที่จำเลยหนีตายจากการถูกปล้นมากกว่า เช่นนี้ข้ออ้างของจำเลยเป็นข้อที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ทั้งขัดต่อข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยอีกด้วย ฎีกาส่วนนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า ประจักษ์พยานโจทก์เห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยขับรถแล้วบังคับยกกระบะท้ายรถเทท่อนไม้ของกลางทิ้งจากรถนั้น ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสมปากเบิกความแตกต่างกันในระยะห่างของการเห็นเหตุการณ์ จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ที่พยานโจทก์ขับรถไล่ตามเพื่อจับกุมจำเลยเช่นนี้ การคำนวณระยะห่างที่เห็นการกระทำของจำเลยย่อมคลาดเคลื่อนแตกต่างกันได้บ้างทั้งไม้ของกลางก็เป็นไม้ท่อนขนาดใหญ่ ซึ่งน่าจะมองเห็นได้ในระยะไกล ข้อแตกต่างในเรื่องระยะห่างของการเห็นที่พยานโจทก์เบิกความต่างกันไม่เกิน 100 เมตร เช่นนี้ ไม่เป็นสาระสำคัญถึงกับทำให้น้ำหนักคำเบิกความของพยานโจทก์เกี่ยวกับการเห็นจำเลยทิ้งไม้จากรถยนต์ของกลางให้เป็นอื่นได้ ฎีกาส่วนนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ดังได้วินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยตลอดจนถึงฎีกาของจำเลยแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ไม้ของกลางเป็นไม้ที่อยู่ในความครอบครองของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีไม้หวงห้ามอันยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่สำหรับความผิดฐานนำไม้เคลื่อนที่โดยไม่มีใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่กำกับไปด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยมีไม้ของกลางโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยนำไม้ของกลางเคลื่อนที่จึงมิใช่เป็นกรณีตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 อันจะขอใบเบิกทางได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดในข้อหานำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่โดยไม่มีใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่กำกับได้ การกระทำของจำเลยไม่เป็นการฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 39 ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานนี้ตามฟ้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับข้อหาความผิดฐานนำไม้เคลื่อนที่โดยไม่มีใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่กำกับไปด้วย คงเหลือจำคุกจำเลยรวม 2 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 38 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — นายมนตรี ไชยชุ่ม
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
เกษม วีรวงศ์
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5844/2552
#494011
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 318 คำว่า ผู้ปกครองหมายถึงผู้มีฐานะทางกฎหมายเกี่ยวพันกับผู้เยาว์ เช่น บิดามารดา ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ส่วนผู้ดูแลหมายถึงผู้ควบคุม ระวังรักษาผู้เยาว์โดยข้อเท็จจริง เช่น ครูอาจารย์ นายจ้าง เป็นต้น เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เป็นนายจ้างประกอบกับผู้เสียหายทั้งสองเบิกความได้ความว่า บิดามารดาผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ มอบให้ผู้เสียหายที่ 1 ปกครองดูแลผู้เสียหายที่ 2 ด้วย โดยผู้เสียหายที่ 1 ให้ผู้เสียหายที่ 2 พักอยู่ที่ร้านอาหารดังกล่าว ดังนี้ผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแลผู้เสียหายที่ 2 ในฐานะนายจ้างโดยได้รับมอบหมายจากบิดามารดาผู้เสียหายที่ 2 ด้วย การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการรบกวนสิทธิหรือแยกสิทธิในการควบคุมดูแลผู้เสียหายที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงเป็นการร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปจากความดูแลของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม

ความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก

ส่วนความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำคุกจำเลยในอัตราขั้นต่ำสำหรับความผิดฐานนี้ตามกฎหมายแล้ว แม้จำเลยกระทำความผิดในขณะที่มีอายุ 19 ปีเศษ แต่รู้ผิดชอบแล้วและลักษณะการกระทำความผิดไม่เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้ ตาม ป.อ. มาตรา 76

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 276, 284, 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 284 วรรคแรก, 318 วรรคสามประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงจำคุก 15 ปี ฐานร่วมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังเกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 19 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง และมาตรา 284 วรรคแรก เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 276 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก 15 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 3 ปี ในความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยแล้วเป็นจำคุก 18 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ปกครองผู้เสียหายที่ 2 อันจะทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปทำงานที่ร้านอาหารของผู้เสียหายที่ 1 ในฐานะผู้เสียหายที่ 1 เป็นนายจ้าง ส่วนผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้าง ทั้งไม่ปรากฏชัดว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้รับมอบอำนาจปกครองจากบิดามารดาผู้เสียหายที่ 2 แต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 คำว่า ผู้ปกครองหมายถึงผู้มีฐานะทางกฎหมายเกี่ยวพันกับผู้เยาว์ เช่น บิดามารดา ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ส่วนผู้ดูแลหมายถึงผู้ควบคุม ระวังรักษาผู้เยาว์โดยข้อเท็จจริง เช่น ครูอาจารย์ นายจ้าง เป็นต้น เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เป็นนายจ้างประกอบกับผู้เสียหายทั้งสองเบิกความได้ความว่า บิดามารดาผู้เสียหายที่ 2 มอบให้ผู้เสียหายที่ 1 ปกครองดูแลผู้เสียหายที่ 2 ด้วย โดยผู้เสียหายที่ 1 ให้ผู้เสียหายที่ 2 พักอยู่ที่ร้านอาหารดังกล่าว ดังนี้ผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแลผู้เสียหายที่ 2 ในฐานะนายจ้างโดยได้รับมอบหมายจากบิดามารดาผู้เสียหายที่ 2 ด้วย การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการรบกวนสิทธิหรือแยกสิทธิในการควบคุมดูแลผู้เสียหายที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงเป็นการร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปจากความดูแลของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษน้อยกว่าที่จำเลยได้รับนั้น เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำคุกจำเลยในอัตราขั้นต่ำสำหรับความผิดฐานนี้ตามกฎหมายแล้ว แม้จำเลยกระทำความผิดในขณะที่มีอายุ 19 ปีเศษ แต่รู้ผิดชอบแล้วและลักษณะการกระทำความผิดไม่เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 76 ม. 318
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายปัญญา รอดบูชาธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายสุรพงศ์ กลั่นประชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5843/2552
#495447
เปิดฉบับเต็ม

มูลคดีที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ถึง ข้อ 1.4 โดยร่วมกันปลอมและประทับดวงตราปลอม และลงลายมือชื่อปลอมบัตรประจำตัวบุคคลพื้นที่สูงอันเป็นเอกสารราชการ ปลอมหนังสืออนุญาตให้บุคคลพื้นที่สูงออกนอกเขตที่พักอาศัยหรือพื้นที่ออกบัตรเป็นการชั่วคราวอันเป็นเอกสารราชการและประทับดวงตราปลอมและลงลายมือชื่อปลอม ปลอมแบบพิมพ์ประวัติบุคคลบนพื้นที่สูงอันเป็นเอกสารราชการ และปลอมทะเบียนบ้านของบุคคลที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรให้แก่บุคคล 1 คน โดยบรรยายฟ้องว่าเป็นการกระทำความผิดในวันที่ 23 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวัน พฤติการณ์แห่งคดีเห็นได้ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดดังกล่าวในคราวเดียวกัน ด้วยมีเจตนาที่จะปลอมเอกสารดังกล่าวต่อเนื่องกันเพื่อให้เอกสารบริบูรณ์เท่านั้น หาได้มีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกันแต่อย่างใดไม่ แม้จะมีการใช้ดวงตราปลอมในเอกสาร 2 ฉบับ ก็ตาม ก็ไม่เป็นความผิดฐานใช้ดวงตราปลอม 2 กรรม การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว

ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.5 ถึง ข้อ 1.7 โดยบรรยายฟ้องในแต่ละข้อว่า ร่วมกันปลอมเอกสารข้อละประเภทเอกสารให้แก่บุคคล 3 คน ในคราวเดียวกันการปลอมเอกสารดังกล่าวเป็นการปลอมเอกสารด้วยมีเจตนาต่อเนื่องกันเพื่อให้เอกสารบริบูรณ์เท่านั้น หาได้มีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกัน ส่วนที่ในฟ้องแต่ละข้อแม้จะเป็นการปลอมเอกสารของบุคคลต่างคนรวม 3 คน ก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องรวมกันมาในข้อเดียวกัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษเป็นกรรมเดียว ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำแต่ละข้อเป็นความผิดกรรมเดียว โจทก์ก็ไม่อุทธรณ์โต้แย้ง โจทก์จึงไม่อาจยกขึ้นฎีกาอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 90, 251, 252, 264, 265 และริบของกลาง

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นให้โจทก์แยกฟ้องและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการและร่วมกันใช้ดวงตราปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 252 รวม 2 กระทง ให้ลงโทษตามมาตรา 252 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามอัตราโทษในมาตรา 251 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง รวมจำคุก 10 ปี และจำเลยที่ 3 ยังมีความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการอีก 5 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 10 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 20 ปีจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ริบของกลางทั้งหมด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันใช้ดวงตราปลอมและปลอมเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 252 (ที่ถูก มาตรา 252 ประกอบมาตรา 251), 265 ประกอบมาตรา 83 กระทงหนึ่ง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 252 ประกอบมาตรา 251 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 ปี และจำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 83) อีกกระทงหนึ่ง ให้จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ตามฟ้องข้อ 1.1 ถึง ข้อ 1.4 เป็นความผิดหลายกรรมต้องเรียงกระทงลงโทษตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและการใช้ดวงตราปลอมในเอกสาร 2 ฉบับ เป็นความผิด 2 กรรม เห็นว่า มูลคดีที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันปลอมและประทับดวงตราปลอมและลงลายมือชื่อปลอมบัตรประจำตัวบุคคลพื้นที่สูงอันเป็นเอกสารราชการ ปลอมหนังสืออนุญาตให้บุคคลพื้นที่สูงออกนอกเขตที่พักอาศัยหรือพื้นที่ออกบัตรเป็นการชั่วคราวอันเป็นเอกสารราชการ และประทับดวงตราปลอมและลงลายมือชื่อปลอม ปลอมแบบพิมพ์ประวัติบุคคลบนพื้นที่สูงอันเป็นเอกสารราชการ และปลอมทะเบียนบ้านของบุคคลที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรให้แก่บุคคล 1 คน โดยบรรยายฟ้องว่าเป็นการกระทำความผิดในวันที่ 23 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวัน พฤติการณ์แห่งคดีเห็นได้ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดดังกล่าวในคราวเดียวกัน ด้วยมีเจตนาที่จะปลอมเอกสารดังกล่าวต่อเนื่องกันเพื่อให้เอกสารบริบูรณ์เท่านั้น หาได้มีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกันแต่อย่างใดไม่ แม้จะมีการใช้ดวงตราปลอมในเอกสาร 2 ฉบับ ก็ตาม ก็ไม่เป็นความผิดฐานใช้ดวงตราปลอม 2 กรรม การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ตามฟ้องข้อ 1.5 ถึง ข้อ 1.7 แต่ละข้อเป็นการกระทำให้แก่บุคคลถึง 3 คน คือ เป็นการปลอมเอกสารให้แก่นายใจ นายสยาม และนายใส การกระทำแต่ละข้อจึงเป็นการกระทำความผิด 3 กรรม และการกระทำแต่ละข้อเป็นความผิดต่างกรรมกันนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดในคราวเดียวกัน คือ วันที่ 28 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวัน ด้วยมีเจตนาที่จะปลอมเอกสารตามฟ้องต่อเนื่องกันเพื่อให้เอกสารบริบูรณ์เท่านั้น หาได้มีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกัน ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ส่วนที่การกระทำในแต่ละข้อแม้จะเป็นการปลอมเอกสารของบุคคลต่างคนกันก็ตาม แต่โจทก์บรรยายรวมกันมาในข้อเดียวกัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษเป็นกรรมเดียว ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำแต่ละข้อเป็นความผิดกรรมเดียว โจทก์ก็ไม่อุทธรณ์โต้แย้ง โจทก์จึงไม่อาจยกขึ้นฎีกาอีก ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน...

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 160 ม. 192
ป.อ. ม. 90 ม. 251 ม. 252 ม. 265
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายธีรเมศวร์ ร้องขันแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวศศิธร พงศ์พันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายปรัชญา โกไศยกานนท์
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5819/2552
#503067
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 แล้ว คำพิพากษาของศาลชั้นต้นย่อมไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยที่ 2 ดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ก็เป็นการไม่ชอบและถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้แก่โจทก์รวม 6 แปลง โดยที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นที่ดินมีโฉนดที่ดินจำนวน 2 แปลง คือที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 749 และ 750 ส่วนที่ดินอีก 4 แปลง เป็นที่ดินภายในเขตการนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยองที่ยังไม่มีโฉนดที่ดิน เมื่อพิจารณาตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 2 มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า "และผู้จะซื้อจะโอนในนามผู้หนึ่งผู้ใด ผู้จะขายไม่ขัดข้อง" แสดงกับเจตนารมณ์ของคู่สัญญาว่า ในระหว่างที่สัญญาจะซื้อจะขายมีผลบังคับ โจทก์อาจไปติดต่อหาผู้มาซื้อที่ดินโดยจะโอนที่ดินผ่านจากจำเลยที่ 1 ไปยังผู้ที่จะซื้อที่ดินต่อจากโจทก์ทันทีโดยไม่ผ่านโจทก์ โจทก์จึงต้องการที่ดินที่สามารถจะโอนไปยังผู้อื่นได้โดยไม่ติดเงื่อนไขข้อกำหนดห้ามโอนเป็นเวลา 5 ปี เมื่อพิจารณาข้อสัญญาดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานของโจทก์แล้วเชื่อว่าขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โจทก์เองทราบเพียงว่าที่ดินบางส่วนเป็นที่ดินของการนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยองซึ่งสามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ การที่โจทก์มาทราบภายหลังว่าที่ดินแปลงที่จะซื้อจะขายจำนวน 4 แปลง มีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน จึงไม่ใช่ความผิดของโจทก์ผู้จะซื้อแต่อย่างใด และนับเป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ และตามพฤติการณ์ไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ประสงค์จะให้การซื้อขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 749 และ 750 ซึ่งสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้สมบูรณ์แยกต่างหากออกจากส่วนที่ไม่สมบูรณ์ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะเช่นกัน จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2533 จำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 749 และ 750 กับที่ดินของการนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยองที่ยังไม่ได้ออกโฉนดที่ดินอีก 4 แปลง ตั้งอยู่ที่ตำบลมาบข่า อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง รวมเนื้อที่ 140 ไร่เศษ แก่โจทก์ แต่เมื่อถึงวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยทั้งสองไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่โจทก์ เนื่องจากยังไม่สามารถออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินในส่วนที่ยังไม่มีโฉนดที่ดินได้ โจทก์จึงไม่จ่ายเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือเพราะถือว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญา ต่อมาโจทก์ตรวจสอบที่ดินที่จะซื้อจะขายแล้วปรากฏว่าที่ดินที่จะซื้อจะขายทั้งหกแปลงของจำเลยทั้งสองสามารถโอนกรรมสิทธิ์กันได้เพียง 2 แปลง คือที่ดินแปลงที่มีโฉนดที่ดิน ส่วนที่ดินอีก 4 แปลงที่เหลือไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์กันได้ เนื่องจากที่ดินแปลงที่ 3 เป็นของบุคคลภายนอก ที่ดินแปลงที่ 4 แม้จะเป็นของจำเลยทั้งสอง แต่เมื่อออกโฉนดที่ดินแล้วห้ามจำหน่ายจ่ายโอนภายใน 5 ปี ส่วนที่ดินแปลงที่ 5 และที่ 6 เป็นที่ดินของการนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยองซึ่งไม่ได้มอบให้ผู้ใดเข้าทำกิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้หรือเพราะพ้นวิสัย ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10,000,000 บาท และคืนเงินมัดจำจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ประพฤติผิดสัญญา โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 มีสิทธิริบเงินมัดจำ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินมัดจำจำนวน 9,625,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้และคำฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับไปทุกฝ่าย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2533 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้แก่โจทก์รวม 6 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 140 ไร่ ราคาไร่ละ 200,000 บาท รวมเป็นราคาทั้งสิ้น 28,000,000 บาท โจทก์ได้วางเงินมัดจำไว้ในวันทำสัญญาซึ่งตามสัญญาระบุว่าโจทก์วางเงินมัดจำ 10,000,000 บาท แต่โจทก์สั่งจ่ายเช็คมอบให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวนเงิน 9,625,000 บาท ส่วนเงินมัดจำที่เหลือจำนวน 375,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้โจทก์หักไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามสัญญาจะซื้อจะขาย ขณะที่ทำสัญญาที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นที่ดินมีโฉนดที่ดินรวม 2 แปลง คือที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 749 และ 750 ส่วนที่ดินอีก 4 แปลง เป็นที่ดินภายในเขตการนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยองที่ยังไม่มีโฉนดที่ดิน ตามสัญญาจะซื้อจะขายกำหนดว่าโจทก์จะไปดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินเองและจำเลยที่ 1 จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ในวันที่ 7 สิงหาคม 2534 ถ้าการออกโฉนดที่ดินไม่แล้วเสร็จจดทะเบียนโอนกันไม่ได้ โจทก์ต้องจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันที่ 7 สิงหาคม 2534 อีก 13,000,000 บาท ส่วนที่เหลือจะจ่ายกันในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ รายละเอียดของข้อสัญญาปรากฏตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย ต่อมาเมื่อถึงกำหนดวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ปรากฏว่ายังขอออกโฉนดที่ดินอีก 4 แปลง ไม่ได้ โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายต่อกัน และโจทก์ไม่ได้ชำระเงินจำนวน 13,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายต่อโจทก์

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 แล้ว คำพิพากษาของศาลชั้นต้นย่อมไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยที่ 2 ดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ก็เป็นการไม่ชอบและถือว่าเป็นข้อไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 จะต้องส่งคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่ต้องส่งคืนเงินมัดจำเพราะโจทก์ทราบดีอยู่แล้วถึงเงื่อนไขต่างๆ ในการทำสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายไม่เป็นการพ้นวิสัยที่จะปฏิบัติไม่เป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ในช่วงระหว่างปี 2532 ถึง 2534 มีการเก็งกำไรในการค้าขายที่ดิน ราคาที่ดินได้ปรับตัวสูงขึ้นเป็นลำดับ เมื่อพิจารณาตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 2 มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า "และผู้จะซื้อจะโอนในนามผู้หนึ่งผู้ใดผู้จะขายไม่ขัดข้อง" ผู้จะซื้อในที่นี้หมายถึงโจทก์ ผู้จะขายในที่นี้หมายถึงจำเลยที่ 1 การที่หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมีข้อความดังกล่าวระบุอยู่แสดงถึงเจตนารมณ์ของคู่สัญญาว่า หากผู้จะซื้อคือโจทก์จะโอนที่ดินเป็นชื่อของผู้อื่นไปในขณะรับโอน ผู้จะขายคือจำเลยที่ 1 ก็ไม่ขัดข้องยินดีโอนชื่อผู้ซื้อให้เป็นของบุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่คู่สัญญาได้ เหตุที่คู่สัญญาตกลงกันดังนี้เพราะต้องการโอนเปลี่ยนมือจากผู้ที่เป็นคู่สัญญาให้เป็นบุคคลภายนอกเพื่อเอากำไรส่วนต่างในการขายที่ดินและไม่ต้องการเสียภาษีเกี่ยวกับการโอนที่ดินถึง 2 ครั้ง เมื่อพิจารณาดังนี้จะเห็นได้ว่า ในระหว่างที่สัญญาจะซื้อจะขายมีผลบังคับ โจทก์อาจไปติดต่อหาผู้มาซื้อที่ดินหากตกลงกันได้ก็จะโอนที่ดินผ่านจากจำเลยที่ 1 ไปยังผู้ที่จะซื้อที่ดินต่อจากโจทก์ทันทีโดยไม่ผ่านโจทก์ โจทก์จึงต้องการที่ดินที่สามารถจะโอนไปยังผู้อื่นได้โดยไม่ติดขัดเงื่อนไขข้อกำหนดห้ามโอนเป็นเวลา 5 ปี ดังที่จำเลยที่ 1 โต้เถียง เมื่อพิจารณาข้อสัญญาดังกล่าวประกอบกับพยานหลักฐานของโจทก์แล้ว เชื่อว่าขณะที่ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโจทก์เองทราบเพียงว่าที่ดินบางส่วนเป็นที่ดินของการนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยองซึ่งสามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ เมื่อเจตนารมณ์ของคู่สัญญามีเช่นนี้ การที่โจทก์มาทราบภายหลังว่าที่ดินแปลงที่จะซื้อจะขายจำนวน 4 แปลงมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน จึงมิใช่ความผิดของโจทก์ผู้จะซื้อแต่อย่างใด และนับเป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมสัญญาจะซื้อจะขาย ที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะและตามพฤติการณ์ไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ประสงค์จะให้การซื้อขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 749 และ 750 ซึ่งสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้สมบูรณ์แยกต่างหากออกจากส่วนที่ไม่สมบูรณ์ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะเช่นกัน จำเลยที่ 1 จึงต้องส่งคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ส่งคืนเงินมัดจำให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156 วรรคหนึ่ง ม. 173
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศิริโรจน์ ชาวปากน้ำ
จำเลย — นางเสนอ มุสะกะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5801/2552
#494305
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ อ. และ ล. บิดามารดาโจทก์โดยมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพราะจำเลยแจ้งว่าหากมีเงินจะมาขอซื้อคืนในภายหลัง แต่ทำสัญญาซื้อขายไว้พร้อมกับส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์และที่ดินให้เข้าครอบครองอย่างเจ้าของ ข้อที่ว่าหากมีเงินจะมาขอซื้อคืนในภายหลังมีลักษณะเป็นการไถ่ทรัพย์คืนเช่นสัญญาขายฝากตาม ป.พ.พ. มาตรา 491 เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ปัญหาว่านิติกรรมขายฝากทำผิดแบบตกเป็นโมฆะหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

การที่ อ. และ ล. เข้าครอบครองที่ดินพิพาทก็เป็นการครอบครองแทนจำเลย แม้ต่อมา อ. ถึงแก่ความตายและ ล. มอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ การครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ต้องถือว่าเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลยจนกว่าจะมีการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 หรือจนกว่าจำเลยจะแสดงเจตนาสละการครอบครองให้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 และ 1379 ที่โจทก์เบิกความว่า ฝ่ายโจทก์ไปหาจำเลยเพื่อให้โอนเปลี่ยนชื่อจำเลยเป็นชื่อโจทก์ 3 ครั้ง แต่จำเลยไม่ยินยอม ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตามมาตรา 1381 ข้างต้น แต่กลับเป็นข้อสนับสนุนว่าจำเลยไม่ได้แสดงเจตนาสละการครอบครองตามมาตรา 1377 และ 1379 ดังกล่าว โจทก์จึงยังไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงมีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จำเลยย่อมมีสิทธินำไปขอเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน

เมื่อปรากฏว่าที่ดินพิพาทได้เปลี่ยนจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นโฉนดที่ดินแล้วจำเลยย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์จะได้กรรมสิทธิ์ก็แต่โดยการครอบครองปรปักษ์เท่านั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าหลังจากที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดและโจทก์ได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตามมาตรา 1381 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องโจทก์ยังครอบครองที่ดินพิพาทไม่ถึง 10 ปี จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9080 ตำบลวังแดง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องและให้จำเลยรื้อถอนต้นกล้วย มะพร้าวและเพิงออกไปจากที่ดินด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเอง หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติให้โจทก์รื้อถอนและให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ต้นกล้วย และมะพร้าวออกไปจากที่ดิน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 322 หรือโฉนดที่ดินเลขที่ 9080 ตำบลวังแดง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ ให้จำเลยรื้อถอนต้นกล้วย มะพร้าว และเพิงออกจากที่ดิน ห้ามจำเลยกับบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤศจิกายน 2544) ไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนต้นกล้วยกับมะพร้าวและเพิงออกจากที่ดิน กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขายที่ดินพิพาทคดีนี้ให้นายเอ็งและนางละมัย บิดามารดาของโจทก์ในราคา 15,000 บาท โดยมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพราะจำเลยแจ้งว่าหากมีเงินจะมาขอซื้อคืนในภายหลัง แต่ทำสัญญาซื้อขายไว้พร้อมกับส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์และที่ดินให้เข้าครอบครองอย่างเจ้าของ ข้อที่ว่าหากมีเงินจะมาขอซื้อคืนในภายหลังมีลักษณะเป็นการไถ่ทรัพย์คืนเช่นสัญญาขายฝากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ปัญหาว่านิติกรรมขายฝากทำผิดแบบตกเป็นโมฆะหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 การที่นายเอ็งและนางละมัยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทก็เป็นการครอบครองแทนจำเลย แม้ต่อมานายเอ็งถึงแก่ความตายและนางละมัยมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ การครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ต้องถือว่าเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลยจนกว่าจะมีการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 หรือจนกว่าจำเลยจะแสดงเจตนาสละการครอบครองให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1377 และ 1379 ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่านับแต่ทำสัญญาขายฝากโจทก์ได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือหรือจำเลยแสดงเจตนาสละการครอบครองตามบทมาตรา 1381 และมาตรา 1377 กับ 1379 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่ประการใด ที่โจทก์เบิกความว่า ฝ่ายโจทก์ไปหาจำเลยเพื่อให้โอนเปลี่ยนชื่อจำเลยเป็นชื่อโจทก์ 3 ครั้ง แต่จำเลยไม่ยินยอมและหากเป็นจริงก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตามมาตรา 1381 ข้างต้น แต่กลับเป็นข้อสนับสนุนว่าจำเลยไม่ได้แสดงเจตนาสละการครอบครองตามมาตรา 1377 และ 1379 ดังกล่าว โจทก์จึงยังไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้นขณะที่ดินพิพาทมีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จำเลยย่อมมีสิทธินำไปขอเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน การออกโฉนดที่ดินของทางราชการจึงเป็นการชอบไม่มีการคลาดเคลื่อนดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย เมื่อที่ดินพิพาทได้เปลี่ยนจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นโฉนดที่ดินแล้วจำเลยย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์จะได้กรรมสิทธิ์ก็แต่โดยการครอบครองปรปักษ์เท่านั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าหลังจากที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดและโจทก์ได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตามมาตรา 1381 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องโจทก์ยังครอบครองที่ดินพิพาทไม่ถึง 10 ปี จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคหนึ่ง ม. 491 ม. 1377 ม. 1379 ม. 1381 ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสำเนียง บานบู่
จำเลย — นายเสนอ ทองสมบูรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายธนพงศ์ อุชชิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5785/2552
#502162
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกอีกคนหนึ่งร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นตำรวจเพราะโกรธแค้นที่ทำหน้าที่จับกุมพวกของจำเลยในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ รวมทั้งผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แจ้งให้จับกุม นอกจากนั้นยังบรรยายฟ้องไว้ด้วยว่าจำเลยกับพวกกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ครบตามองค์ประกอบความผิด ป.วิ.อ. มาตรา 289 และทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง แต่เมื่อโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 289 ศาลก็จะลงโทษจำเลยตามมาตรา 289 ไม่ได้ เพราะโทษตาม ป.อ. มาตรา 289 สูงกว่าโทษตามมาตรา 288 จึงเป็นการเกินคำขอ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยมีอาวุธปืนสั้น ขนาด .32 (7.65 มม.) ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาดเดียวกัน 1 นัด โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนกระบอกนั้นติดตัวไปในถนนเพชรเกษมซึ่งเป็นทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ทั้งยังร่วมกับพวกอีกคนหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงดาบตำรวจวรวัฒน์ผู้เสียหายที่ 1 และนายวิชัยผู้เสียหายที่ 2 โดยมีเจตนาฆ่าตามที่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน 1 นัดหลังจากผู้เสียหายที่ 1 จับกุมพวกของจำเลยตามหน้าที่ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเพราะกระสุนปืนเพียงแต่ถูกข้อศอกขวาของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และไม่ถูกผู้เสียหายที่ 2 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 80, 91, 30, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม และ 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวและเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน อัตราโทษเท่ากัน จำคุก 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 13 ปี 6 เดือน คำให้การรับสารภาพในชั้นมอบตัวของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 9 ปี ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ประกอบมาตรา 80, 83 และ 52 (1) อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งได้กระทำการตามหน้าที่จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามโดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 34 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าตามวันเวลาเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 และนายนเรศพาร้อยตำรวจเอกอนุชาติ และผู้เสียหายที่ 1 กับพวกไปจับผู้ต้องหาคดีละเมิดลิขสิทธิ์ซีดีเพลง 2 ราย พร้อมแผ่นซีดีเพลงประมาณ 200 แผ่น เป็นของกลางส่งมอบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอกระทุ่มแบนเพื่อดำเนินคดี ระหว่างนั้นหญิง 2 คน มาเจรจาขอประนีประนอมกับผู้เสียหายที่ 2 โดยมีจำเลยตามมาด้วย แต่ตกลงกันไม่ได้ ผู้เสียหายที่ 2 และนายนเรศจึงขออาศัยรถกระบะของผู้เสียหายที่ 1 เดินทางกลับเมื่อเวลาประมาณ 22 นาฬิกา หลังจากนั้นประมาณ 30 นาที มีคนร้ายนั่งรถจักรยานยนต์คันหนึ่งแล่นประกบขึ้นมาทางด้านซ้ายขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ขับรถกระบะอยู่ในช่องเดินรถด้านขวาสุดติเกาะกลางถนนเพชรเกษมก่อนถึงทางแยกเข้าหมู้บ้านเศรษฐกิจ แล้วใช้อาวุธปืนยิงทะลุกระจกประตูด้านซ้ายตามรูปถ่ายหมาย จ.5 เฉี่ยวลำคอผู้เสียหายที่ 2 ไปถูกข้อศอกขวาของผู้เสียหายที่ 1 จนกระดูกข้อศอกขวาแตกตามผลการชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.4 หลังจากคนร้ายขับรถจักรยานยนต์หลบหนีเลี้ยวซ้ายเข้าซอยหมู่บ้านเศรษฐกิจแล้ว ผู้เสียหายที่ 2 แจ้งเหตุต่อร้อยตำรวจเอกอนุชาผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ทันทีและช่วยนายนเรศนำตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์และร้องทุกข์พร้อมกับพาร้อยตำรวจเอกวีระพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหลักสองไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ยึดปลอกกระสุนปืนที่ตกอยู่บนถนนเป็นของกลางตามบัญชีของกลางเอกสารหมาย จ.26, จ.27 และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.28 วันที่ 22 เดือนเดียวกันจำเลยมอบตัวที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอนครชัยศรีตามบันทึกการรับมอบตัวและแจ้งข้อกล่าวหาเอกสารหมาข จ.18 สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนฯ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม และ 72 ทวิ วรรคสอง จำคุกกระทงละ 1 ปี และ 6 เดือน ตามลำดับ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 นายนเรศและร้อยตำรวจเอกอนุชาเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ขับรถกระบะมาถึงที่เกิดเหตุนั้นผู้เสียหายที่ 2 และนายนเรศได้ยินเสียงปืนดังมาจากทางด้านซ้าย 1 นัด กระสุนปืนทะลุกระจกประตูด้านซ้ายถูกข้อศอกขวาของผู้เสียหายที่ 1 เมื่อพยานทั้งสองหันไปดูทางด้านซ้ายเห็นรถจักรยานยนต์คันหนึ่งแล่นประกบห่างประมาณ 1 เมตร จำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายวางมือไว้บนตักหันหน้ามามองในขณะที่คนขับรถจักรยานยนต์นำรถเบนออกไปทางด้านซ้ายและเลี้ยวเข้าซอยหมู่บ้านเศรษฐกิจ พยานจำได้ว่าจำเลยคือผู้ที่มากับหญิง 2 คน เพื่อเจรจาขอประนีประนอมกับผู้เสียหายที่ 2 ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอกระทุ่มแบน ผู้เสียหายที่ 2 จึงแจ้งร้อยตำรวจเอกอนุชาผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในขณะที่นายนเรศช่วยขับรถกระบะพาผู้เสียหายส่งโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ เมื่อได้ข้อมูลจากผู้เสียหายที่ 2 เช่นนั้น ร้อยตำรวจเอกอนุชาจึงประสานงานกับทางสถานีตำรวจภูธรอำเภอกระทุ่มแบนจนได้ความชัดเจนว่าจำเลยเป็นบุตรเขยนางดวงตาเจ้าของซีดีเพลงละเมิดลิขสิทธิ์ที่ถูกจับกุมและเดินทางไปจับกุมจำเลยแต่ไม่พบตัว คงได้แต่รูปถ่ายหมาย จ.11 ไปให้ผู้เสียหายที่ 2 และนายนเรศดูแทนจนได้รับการยืนยันว่าเป็นรูปคนร้าย เห็นว่า แม้เหตุจะเกิดในเวลากลางคืนในขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 และนายนเรศซึ่งโดยสารมาในรถกระบะของผู้เสียหายที่ 1 จะไม่ทันระวังตัว แต่สภาพที่คนขับรถจักรยานยนต์ต้องรักษาระดับความเร็วของรถที่แล่นขึ้นไปประกบทางด้านซ้ายของรถกระบะที่แล่นอยู่ในช่องเดินรถด้านขวาสุดติดเกาะกลางถนนเพชรเกษมเพื่อให้มีโอกาสและเวลาเล็งยิงผู้เสียหายทั้งสองตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ เอกสารหมาย จ.6 ซึ่งเป็นเขตในเมืองมีการจราจรพอสมควรและมีแสงสว่างจากไฟฟ้าข้างทางตลอดแนวถนน ดังนั้น กว่าผู้ขับรถจักรยานยนต์จะเบนรถเลี่ยงออกไปทางด้านซ้ายตัดการจราจรอีก 2 ช่องเดินรถเพื่อเลี้ยวเข้าซอยหมู่บ้านเศรษฐกิจซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 30 เมตร ก็น่าจะต้องใช้ความระมัดระวังและเวลาพอสมควร ผู้เสียหายที่ 2 และนายนเรศย่อมมีโอกาสและเวลาพอมองเห็นจำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายโดยไม่สวมหมวกนิรภัย ก่อนที่กระจกประตูรถด้านซ้ายจะแตกเป็นลายงาดังรูปถ่ายหมาย จ.5 และหลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 2 ก็ยังสามารถมองผ่านกระจกหน้ารถเช่นเดียวกับนายนเรศซึ่งนั่งอยู่ทางด้านหลังที่สามารถมองผ่านกระจกด้านซ้ายบานหลังได้ ข้ออ้างของพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้จึงไม่มีข้อพิรุธ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 และนายนเรศต่างก็เพิ่งเห็นจำเลยตามหญิง 2 คน ที่มาเจรจาต่อรองกับผู้เสียหายที่ 2 แทนผู้ต้องหา จึงมีเหตุควรเชื่อว่าทั้งผู้เสียหายที่ 2 และนายนเรศจะต้องใส่ใจมองดูว่าใครเป็นคนในกลุ่มผู้ที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับตนนอกจากนั้นหากข้อมูลเบาะแสที่ผู้เสียหายที่ 2 แจ้งต่อร้อยตำรวจเอกอนุชาไม่กระจ่างชัดเพียงพอ แม้จะประสานงานกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอกระทุ่มแบนก็คงไม่สามารถรู้ชื่อคนร้ายและตามไปถึงบ้านนางดวงตาแม่ยายจำเลยได้ในวันรุ่งขึ้นจนได้รูปถ่ายจากบัตรประจำตัวประชาชนหมาย จ.11 ของจำเลยมาให้ผู้เสียหายที่ 2 และนายนเรศตรวจสอบความจำเป็นแน่ ชั้นสอบสวนพยานโจทก์ดังกล่าวต่างให้การยืนยันทันทีถึงร่องรอยและตำหนิรูปพรรณจำเลยตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.7 และ จ.12 โดยโจทก์มีร้อยตำรวจเอกวีระพนักงานสอบสวนเบิกความเป็นพยานรับรองเอกสาร 2 ฉบับ นั้น คำเบิกความของพยานโจทก์จึงมีน้ำหนัก มิใช่พิรุธดังที่จำเลยฎีกา จำเลยเองก็เบิกความรับข้อเท็จจริงว่าเดินทางไปดูเหตุการณ์ที่เพื่อนของตนถูกตำรวจจับกุมในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอกระทุ่มแบนสอดรับกับคำพยานโจทก์เช่นนี้ จึงเสริมคำพยานโจทก์ให้น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้นยังได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกวีระต่อไปว่าเบื้องต้นจำเลยให้การรับสารภาพเมื่อเข้ามอบตัวที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอนครชัยศรีตามบันทึกการรับมอบตัวและแจ้งข้อกล่าวหาเอกสารหมาย จ.18 โดยจำเลยมิได้นำสืบพยานหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในส่วนนี้ ที่จำเลยอ้างว่าถูกตำรวจกองปราบปรามทำร้ายบังคับให้เขียนคำรับสารภาพตามเอกสารหมาย จ.19 จึงไม่น่าเชื่อถือ เพราะไม่มีความจำเป็นที่ตำรวจกองปราบปรามจะต้องแสวงหาคำรับสารภาพของจำเลยเช่นนั้นอีก แม้โจทก์จะไม่ได้อาวุธปืนของกลางมาเป็นหลักฐานตามฎีกาของจำเลย ก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์อ่อนด้อยแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบด้วยเหตุผล รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พยานฐานที่อยู่ของจำเลยไม่พอหักล้าง

ที่จำเลยฎีกาคัดค้านว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ทั้งที่โจทก์มิได้ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้อง จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องมาโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยกับพวกอีกคนหนึ่งร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นตำรวจเพราะโกรธแค้นที่ทำหน้าที่จับกุมพวกของจำเลยในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ รวมทั้งผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แจ้งให้จับกุม นอกจากนั้นยังบรรยายไว้ด้วยว่าจำเลยกับพวกกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ครบตามองค์ประกอบความผิดในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 และทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ศาลก็จะลงโทษจำเลยตามมาตรา 289 ไม่ได้ เพราะโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 สูงกว่าโทษตามมาตรา 288 จึงเป็นการเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 289 ประกอบมาตรา 80, 83 จึงมิชอบ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นแล้วเป็นจำคุก 9 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอาทิตย์ รอดประชา
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5772/2552
#502786
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทอดตลาดได้ โดยให้เหตุผลว่า สถานที่ตั้งทรัพย์ไม่ตรงกับแผนที่ประกอบประกาศขายทอดตลาดศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง เพราะผู้ร้องไม่ไปศาล ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าอุทธรณ์ของผู้ร้องไม่เป็นสาระสำคัญแก่คดี ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดในลักษณะเดิมอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จากข้อเท็จจริงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องในการตรวจสอบรายละเอียดที่ตั้งของทรัพย์ตามแผนที่ในประกาศขายทอดตลาด การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง การที่ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นดังกล่าวข้างต้นก็ดี การไม่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องในเวลาต่อมาก็ดี ทำให้ประเด็นตามข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องในการขอเพิกถอนการขายทอดตลาดถึงที่สุดโดยคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีนี้โดยเหตุผลเดียวกันอีก จึงเป็นการขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,148,331.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินจำนวน 1,070,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 52386 และ 52387 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 2 คูหา เลขที่ 4/130 และ 4/131 ขายทอดตลาด ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อได้ในการขายทอดตลาด วันที่ 16 พฤษภาคม 2546 ในราคา 1,320,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำแผนที่ที่ตั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขายทอดตลาดไม่ถูกต้อง โดยระบุว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตั้งอยู่ติดถนนบางบอน 1 แต่ความจริงที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตั้งอยู่ติดถนนบางบอน 19 เป็นเหตุให้ผู้ร้องสำคัญผิด จึงเข้าประมูลซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้ ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์และจำเลยไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า คำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ ลงวันที่ 26 มกราคม 2547 ของผู้ร้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทอดตลาดได้เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2546 ตามคำร้องลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 โดยให้เหตุผลว่า สถานที่ตั้งทรัพย์ไม่ตรงกับแผนที่ประกอบประกาศขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 เพราะผู้ร้องไม่ไปศาลผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2546 ว่าอุทธรณ์ของผู้ไม่เป็นสาระสำคัญแก่คดี ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดในลักษณะเดิมอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจากข้อเท็จจริงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องในการตรวจสอบรายละเอียดที่ตั้งของทรัพย์ตามแผนที่ในประกาศขายทอดตลาด การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องในคดีนี้อีก ซึ่งรายละเอียดในคำร้อง ไม่ว่าจะเป็นตัวทรัพย์ที่ขายทอดตลาดหรือเหตุผลในการขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง ล้วนเป็นอย่างเดียวกับคำร้องก่อนหน้านั้นทั้งสิ้น การที่ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นดังกล่าวข้างต้นก็ดี การไม่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องในเวลาต่อมาก็ดี ทำให้ประเด็นตามข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องในการขอเพิกถอนการขายทอดตลาดถึงที่สุดโดยคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีนี้ โดยเหตุผลเดียวกันอีก จึงเป็นการขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส.บี.โปรดักส์ (1990) จำกัด
ผู้ร้อง — นางสาวยุพิน เกียรติศรีสกุล
จำเลย — นายสุชาติ อุปการดี
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5772/2552
#503044
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทอดตลาดได้ โดยให้เหตุผลว่า สถานที่ตั้งทรัพย์ไม่ตรงกับแผนที่ประกอบประกาศขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง เพราะผู้ร้องไม่ไปศาล ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องไม่เป็นสาระสำคัญแก่คดี ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดในลักษณะเดิมอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จากข้อเท็จจริงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องในการตรวจสอบรายละเอียดที่ตั้งของทรัพย์ตามแผนที่ในประกาศขายทอดตลาด การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องในคดีนี้อีก ซึ่งรายละเอียดในคำร้องไม่ว่าจะเป็นตัวทรัพย์ที่ขายทอดตลาดหรือเหตุผลในการขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง ล้วนเป็นอย่างเดียวกันกับคำร้องก่อนหน้านั้นทั้งสิ้น การที่ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นก็ดี การไม่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องในเวลาต่อมาก็ดี ทำให้ประเด็นตามข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องในการขอเพิกถอนการขายทอดตลาดถึงที่สุดโดยคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีนี้โดยเหตุผลเดียวกันอีก จึงเป็นการขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยแล้ว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,148,331.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินจำนวน 1,070,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 52386 และ 52387 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 2 คูหา เลขที่ 4/130 และ 4/131 ขายทอดตลาด ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อได้ในการขายทอดตลาดวันที่ 16 พฤษภาคม 2546 ในราคา 1,320,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำแผนที่ที่ตั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขายทอดตลาดไม่ถูกต้อง โดยระบุว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่ติดถนนบางบอน 1 แต่ความจริงที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตั้งอยู่ติดถนนบางบอน 19 เป็นเหตุให้ผู้ร้องสำคัญผิด จึงเข้าประมูลซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้ ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์และจำเลยไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ ลงวันที่ 26 มกราคม 2547 ของผู้ร้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทอดตลาดได้เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2546 ตามคำร้องลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 โดยให้เหตุผลว่าสถานที่ตั้งทรัพย์ไม่ตรงกับแผนที่ประกอบประกาศขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 เพราะผู้ร้องไม่ไปศาล ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2546 ว่าอุทธรณ์ของผู้ไม่เป็นสาระสำคัญแก่คดี ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดในลักษณะเดิมอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จากข้อเท็จจริงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องในการตรวจสอบรายละเอียดที่ตั้งของทรัพย์ตามแผนที่ในประกาศขายทอดตลาด การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องในคดีนี้อีก ซึ่งรายละเอียดในคำร้อง ไม่ว่าจะเป็นตัวทรัพย์ที่ขายทอดตลาด หรือเหตุผลในการขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง ล้วนเป็นอย่างเดียวกับคำร้องก่อนหน้านั้นทั้งสิ้น การที่ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นดังกล่าวข้างต้นก็ดี การไม่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องในเวลาต่อมาก็ดี ทำให้ประเด็นตามข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องในการขอเพิกถอนการขายทอดตลาดถึงที่สุดโดยคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีนี้ โดยเหตุผลเดียวกันอีก จึงเป็นการขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส.บีโปรดักส์ (1990) จำกัด
ผู้ร้อง — นางสาวยุพิน เกียรติศรีสกุล
จำเลย — นายสุชาติ อุปการดี
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5765/2552
#495549
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่โต้แย้งเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 มาไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ จึงเป็นฎีกาในข้อที่เป็นสาระแก่คดีอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คำฟ้องของโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์บรรทุกน้ำมันคันเกิดเหตุที่จำเลยที่ 1 ขับในกิจการของจำเลยที่ 2 มิได้ฟ้องขอให้รับผิดในฐานะเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ประเภทหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดที่สอดเข้าไปจัดการงานของห้างดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ จึงเป็นฎีกานอกฟ้องนอกประเด็นและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ชอบด้วยป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,110,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ก่อนสืบพยาน โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยร่วมออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 562,431 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อที่ว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้กล่าวโดยละเอียดชัดเจนซึ่งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบแล้ว โดยเฉพาะที่ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำมาสืบเจือสมกับข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 มีสำเนาพยานเอกสารไม่ว่าสำเนารายงานการจดทะเบียนรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุที่จำเลยที่ 1 ขับระบุชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัดทับปุดเจริญโชค ทั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุไว้กับจำเลยร่วมและเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคลในช่วงเวลาเกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพียงหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนดังกล่าว พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงจึงไม่พอฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่โต้แย้งเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 มาอีกนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเป็นฎีกาในข้อที่เป็นสาระแก่คดีอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อที่ว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้สอดเข้าไปจัดกิจการห้างหุ้นส่วนดังกล่าว โดยรับว่าเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และเข้าร่วมเจรจาค่าเสียหายกับโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับห้างหุ้นส่วนดังกล่าวในฐานะส่วนตัวต่อโจทก์ทั้งสองด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์บรรทุกน้ำมันคันเกิดเหตุที่จำเลยที่ 1 ขับในกิจการของจำเลยที่ 2 มิได้ฟ้องขอให้รับผิดในฐานะเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนดังกล่าว ประเภทหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดที่สอดเข้าไปจัดการงานของห้างดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ จึงเป็นฎีกานอกฟ้องนอกประเด็นและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ทั้งสอง

ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจำลอง สมนึก กับพวก
จำเลย — นายธีรเดช แซ่เจี้ยง กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายสัมพันธ์ พิทักษ์แท้
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิทยา จิญกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5738/2552
#503283
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 รับมอบสินค้าพิพาทซึ่งบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เมื่อเวลา 23 นาฬิกา การที่จำเลยที่ 2 ให้รถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทออกเดินทางในเวลากลางคืนต่อเนื่องจากเวลาที่รับมอบสินค้าพิพาท โดยพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทไปตามทางหลวงซึ่งจัดไว้เป็นทางสัญจรสาธารณะ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ประกอบการขนส่งด้วยความระมัดระวังตามสมควรแล้ว การที่สินค้าพิพาทสูญหายเพราะถูกโจรกรรมในระหว่างสัญจรบนทางหลวงจึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ 2 จะป้องกันขัดขวางได้ และกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,325,909.96 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,252,315 บาท จากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า การที่สินค้าพิพาทถูกโจรกรรมเป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดหมายได้แม้จะใช้ความระมัดระวังแล้วก็ตาม จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลวันนัดพิจารณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า สินค้าพิพาทถูกโจรกรรมอันเป็นเหตุสุดวิสัยต้องด้วยข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิด เห็นว่า เหตุที่จะถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยนั้นจะต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของบุคคลนั้น และต้องเป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้แม้ผู้ประสบเหตุนั้นจะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว ข้อเท็จจริงตามรายงานประจำวันปรากฏว่า รถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทถูกคนร้าย 4 คน ซึ่งมีขวาน 2 เล่ม เป็นอาวุธใช้รถยนต์บังคับให้รถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทจอด บังคับให้พนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ลงจากรถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาท แล้วคนร้ายขับรถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทหลบหนีไป การที่รถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทถูกโจรกรรมเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของจำเลยทั้งสองหรือพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมรับขนสินค้าพิพาทเพื่อบำเหน็จเป็นการค้าปกติของตนจะต้องร่วมรับผิดในการที่สินค้าพิพาทสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งมอบชักช้า จำเลยที่ 2 รับมอบสินค้าพิพาทซึ่งบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อเวลา 23 นาฬิกา การที่จำเลยที่ 2 ให้รถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทออกเดินทางในเวลากลางคืนต่อเนื่องจากเวลาที่ได้รับมอบสินค้าพิพาทโดยพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทไปตามทางหลวงซึ่งจัดไว้เป็นทางสัญจรสาธารณะ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ประกอบการขนส่งด้วยความระมัดระวังตามสมควรแล้ว การที่สินค้าพิพาทสูญหายเพราะถูกโจรกรรมในระหว่างสัญจรบนทางหลวงจึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ 2 จะป้องกันขัดขวางได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้แม้จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพยสินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1)"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616
ป.วิ.พ. ม. 245 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์
จำเลย — บริษัทซีทีไอ ศรี บายาเนสมาส จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5737/2552
#495430
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาซื้อขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปจะมีรายละเอียดของแบบสินค้า จำนวนชุด ราคา วันจัดส่งและระบุด้วยว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อ ส่วนโจทก์เป็นผู้ขาย แต่ในสัญญาดังกล่าวมีข้อกำหนดเกี่ยวกับผ้า วัสดุอุปกรณ์ กรรมวิธีการผลิต หีบห่อ และเศษวัสดุจากการตัดเย็บและสินค้าคุณภาพรองไว้ โดยสินค้าจะต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐานของโรงงานและเงื่อนไขที่จำเลยที่ 1 กำหนด อุปกรณ์และวัสดุที่ใช้ในการผลิตสินค้าจะต้องได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 เสียก่อน และก่อนลงมือผลิตสินค้า โจทก์จะต้องส่งตัวอย่างสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อทำการอนุมัติและทดสอบก่อน หากไม่ผ่านการทดสอบ จำเลยที่ 1 มีสิทธิยกเลิกการสั่งซื้อสินค้าได้ สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่กำหนดให้โจทก์ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้แก่จำเลยที่ 1 โดยผ้าและวัสดุอุปกรณ์ทุกอย่างต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานและได้รับอนุมัติจากจำเลยที่ 1 ก่อน ทั้งจำเลยที่ 1 จะต้องส่งชุดต้นแบบไปให้แก่โจทก์เพื่อทำชุดตัวอย่างสำหรับลองขนาด สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาซื้อขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปโดยทั่วไปที่โจทก์ได้ผลิตสินค้าไว้เรียบร้อยแล้ว หรือโจทก์สามารถผลิตสินค้าขึ้นตามแบบที่โจทก์คิดขึ้นได้เอง แต่เป็นสัญญาที่จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปโดยผ้า วัตถุดิบ รูปแบบการตัดเย็บ และขั้นตอนการผลิตล้วนอยู่ในการควบคุมมาตรฐานของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในบทบังคับแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 7 ในเรื่องจ้างทำของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 7,566,522.92 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 7,447,164.27 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้ง บังคับให้โจทก์ใช้เงินจำนวน 55,151,624.39 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า แม้ในสัญญาซื้อขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปจะมีรายละเอียดของแบบสินค้า จำนวนชุด ราคา วันจัดส่ง โดยระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อและโจทก์เป็นผู้ขาย แต่ในสัญญาดังกล่าวได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับผ้า วัสดุอุปกรณ์ กรรมวิธีการผลิต หีบห่อ และเศษวัสดุจากการตัดเย็บและสินค้าคุณภาพรองไว้ เช่น ผ้าและเครื่องนุ่งห่มทุกชนิดจำต้องได้รับการทดสอบตามมาตรฐานของโรงงาน และสินค้าต้องผ่านการทดสอบตามเงื่อนไขของจำเลยที่ 1 โดยจะต้องไม่มีสินค้าที่ส่งออกไปโดยไม่ผ่านการทดสอบจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์มีผู้รับจ้างช่วงในการเย็บผ้าได้ไม่เกิน 2 ราย และผู้รับจ้างช่วงดังกล่าวต้องผ่านการประเมินตามมาตรฐานของจำเลยที่ 1 ในการพิมพ์ลายผ้าทุกครั้งจะต้องผ่านการอบและใช้สารเคมีที่มีคุณภาพสูง กระดุมชนิดกดติดต้องผ่านการดึงทดสอบที่น้ำหนัก 15 ปอนด์ และปลอดสารตะกั่ว ชิ้นส่วนประดับและชิ้นส่วนเสริมต้องผ่านการดึงทดสอบที่น้ำหนัก 15 ปอนด์ เครื่องนุ่งห่มทุกชิ้นต้องผ่านการอัดด้วยการอบไอน้ำ กล่องกระดาษบรรจุสินค้าต้องผ่านการทดสอบด้วยน้ำหนัก 300 ปอนด์ และเป็นกล่องชนิด 2 ชั้น เศษวัตถุดิบจากการตัดเย็บและสินค้าคุณภาพรองต้องได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ก่อนนำออกจำหน่ายและต้องเป็นสินค้าที่เก็บไว้ในคลังสินค้าของโจทก์เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับแต่วันส่งสินค้าแบบนั้น ๆ นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดสำหรับผ้าที่ใช้ผลิต เช่น โจทก์ต้องส่งตัวอย่างผ้าทุกขนาดที่ได้รับการอนุมัติจำนวน 2 ชิ้น ให้แก่จำเลยที่ 1 ภายใน 2 สัปดาห์ นับแต่วันได้รับสัญญา โจทก์ต้องส่งตัวอย่างสินค้าก่อนการผลิตทุกสีจำนวน 3 ชิ้น ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อทำการอนุมัติ และทำการทดสอบเป็นเวลา 45 วัน ก่อนการขนส่ง จำเลยที่ 1 ขอสงวนสิทธิในการยกเลิกการสั่งซื้อสินค้าในกรณีที่สินค้าไม่ผ่านการตรวจสอบของจำเลยที่ 1 ทั้งทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองก็ได้ความว่าสัญญาดังกล่าวเป็นการกำหนดให้โจทก์ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้แก่จำเลยที่ 1 โดยผ้าและวัสดุอุปกรณ์ทุกอย่างต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานและได้รับอนุมัติจากจำเลยที่ 1 ก่อน ทั้งจำเลยที่ 1 จะต้องส่งชุดต้นแบบไปให้แก่โจทก์เพื่อทำชุดตัวอย่างสำหรับลองขนาด สัญญาซื้อขายจึงมิใช่สัญญาซื้อขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปโดยทั่วไปที่โจทก์ได้ผลิตไว้เรียบร้อยแล้วหรือโจทก์สามารถผลิตขึ้นตามแบบที่โจทก์คิดขึ้นได้เอง แต่เป็นสัญญาที่จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปโดยผ้า วัตถุดิบ รูปแบบการตัดเย็บและขั้นตอนการผลิตล้วนอยู่ในการควบคุมมาตรฐานของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในบทบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 7 ในเรื่องจ้างทำของ...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ยกฟ้องโจทก์และให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยในประเด็นค่าเสียหายของโจทก์ตามสัญญาเลขที่ 22860 แล้วพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชัยบูรพา จำกัด
จำเลย — เซเลบริตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5732/2552
#503281
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ มาตรา 57 (2) บัญญัติว่า การออกแบบผลิตภัณฑ์ไม่ถือว่าใหม่ หากแบบผลิตภัณฑ์นั้นได้มีการเปิดเผยภาพสาระสำคัญ หรือรายละเอียดในเอกสาร หรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร ดังนั้น แบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยซึ่งได้มีการเปิดเผยภาพในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่อยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยจึงไม่มีความใหม่

ปัญหาว่าสิทธิบัตรของจำเลยสมบูรณ์หรือไม่นี้ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะไม่ได้กล่าวอ้างเหตุผลนี้ไว้ในคำฟ้อง ศาลก็สามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

การออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับรูปร่างหรือองค์ประกอบของลวดลายหรือสีของผลิตภัณฑ์อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ หาได้เน้นที่คุณสมบัติการใช้งานของสิ่งประดิษฐ์หรือกรรมวิธีการประดิษฐ์แต่อย่างใด การที่จำเลยกล่าวอ้างว่ามีข้อแตกต่างที่ปรากฏในส่วนของอุปกรณ์ปรับทิศทางด้วยมือ ชุดเกลียวปรับตัวที่ 3 รวมทั้งอุปกรณ์ส่วนอื่น และทำให้เกิดประโยชน์ในด้านการใช้งานนั้น ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการให้ความคุ้มครองในเรื่องของการออกแบบผลิตภัณฑ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 18331 ซึ่งออกให้ ณ วันที่ 28 มีนาคม 2548 และให้จำเลยไปยื่นคำขอเพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ผานจานสำหรับรถไถนาของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยนั้นให้ความคุ้มครองแก่แบบผลิตภัณฑ์ผานจานสำหรับรถไถนาของจำเลย ซึ่งตามคำขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรในส่วนของข้อถือสิทธิระบุเพียงว่า "ขอถือสิทธิในแบบผลิตภัณฑ์ซึ่งได้แก่ รูปร่างลักษณะของผานจานสำหรับรถไถนา ซึ่งมีลักษณะตามที่ปรากฏในภาพแสดงแบบผลิตภัณฑ์ซึ่งได้ยื่นมาพร้อมนี้" โดยมีรูปภาพในมุมต่างๆ ประกอบอยู่รวม 7 ภาพ การพิจารณาข้อถือสิทธิในลักษณะเช่นนี้จึงต้องพิจารณาจากรูปภาพดังกล่าวและต้องกระทำด้วยความระมัดระวังว่า ส่วนใดที่ปรากฏอยู่ในรูปภาพดังกล่าวจะเป็นส่วนที่ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิบัตร เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบแล้วจะเห็นว่าส่วนที่แตกต่างกันระหว่างผานจานสำหรับรถไถนาของจำเลยกับของที่มีอยู่เดิม คือ อุปกรณ์ปรับทิศทางด้วยมือชุดเกลียวปรับตัวที่ 3 เท่านั้น เพราะผานจานสำหรับรถไถนาที่มีอยู่แล้วจะไม่มีอุปกรณ์ส่วนนี้ แต่อุปกรณ์ปรับทิศทางด้วยมือ ชุดเกลียวปรับตัวที่ 3 ของจำเลยกลับมีรูปแบบและการติดตั้งอยู่ในตำแหน่งเดียวกับรูปภาพที่ปรากฏในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 2223 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ไถกระทะพ่วงรถแทรกเตอร์เดินตาม ซึ่งได้ประกาศ ณ วันที่ 8 มกราคม 2540 และลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 114 ตอนที่ 18 ง วันที่ 4 มีนาคม 2540 หน้า 20 อันเป็นเวลาก่อนที่จะมีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร ซึ่งยื่นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2545 แม้จำเลยจะกล่าวอ้างว่า ไม่เคยเห็นประกาศฉบับนี้และข้อกำหนดมาตรฐานนี้ยังไม่ได้ใช้บังคับก็ไม่อาจรับฟังโต้แย้งได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นตามที่จำเลยกล่าวอ้างหรือไม่ ก็ยังต้องถือว่า อุปกรณ์ปรับทิศทางด้วยมือ ชุดเกลียวปรับตัวที่ 3 ของจำเลยได้มีการเปิดเผยภาพในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่อยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 57 (2) ที่บัญญัติไว้ในทำนองว่า การออกแบบผลิตภัณฑ์ไม่ถือว่าใหม่หากแบบผลิตภัณฑ์นั้นได้มีการเปิดเผยภาพสาระสำคัญ หรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยจึงไม่มีความใหม่ ซึ่งในปัญหาว่าสิทธิบัตรของจำเลยสมบูรณ์หรือไม่นี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะไม่ได้กล่าวอ้างเหตุผลนี้ไว้ในคำฟ้อง ศาลก็สามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5) อนึ่ง การที่จำเลยกล่าวอ้างว่า มีข้อแตกต่างที่ปรากฏในส่วนของอุปกรณ์ปรับทิศทางด้วยมือ ชุดเกลียวปรับตัวที่ 3 รวมทั้งอุปกรณ์ส่วนอื่น และทำให้เกิดประโยชน์ในด้านการใช้งานนั้น ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการให้ความคุ้มครองในเรื่องของการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพราะการออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับรูปร่างหรือองค์ประกอบของลวดลายหรือสีของผลิตภัณฑ์อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ หาได้เน้นที่คุณสมบัติการใช้งานของสิ่งประดิษฐ์หรือกรรมวิธีการประดิษฐ์แต่อย่างใด ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 18331 ซึ่งออกให้ ณ วันที่ 28 มีนาคม 2548 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 57 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ.ไทยสยามอุตสาหกรรม
จำเลย — บริษัท ดี.เอ็น.แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5725/2552
#507262
เปิดฉบับเต็ม

ผู้กู้ทำสัญญากู้เงินสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันโดยยินยอมรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วม และตามหนังสือสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏ ข้อ 4 ระบุว่า ผู้กู้ตกลงให้นายจ้างจ่ายเงินเดือนและเงินพึงได้อื่นได้อื่นใดที่ผู้กู้พึงได้จากนายจ้างเป็นรายเดือนให้ผู้กู้โดยวิธีนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้กู้ที่เปิดไว้ ณ สำนักงานธนาคารผู้ให้กู้เป็นประจำทุกเดือนติดต่อกันตลอดไป จากข้อสัญญาดังกล่าวเห็นได้ว่านิติสัมพันธ์ระหว่าง ผู้กู้กับโจทก์ตามสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏในลักษณะนี้กฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความสิบปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 และตามมาตรา 193/12 บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้กู้ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2534 หลังจากนั้นผู้กู้หรือหน่วยงานของผู้กู้ก็มิได้นำเงินมาชำระหนี้โจทก์อีกเลย จึงถือว่าเป็นการประพฤติผิดสัญญา และเมื่อตามหนังสือสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏ ข้อ 4 ระบุว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งหมดคืนได้ทันทีถือได้ว่าระยะเวลา ซึ่งโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นั้นเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2534 เป็นต้นไป หาใช่นับแต่วันครบกำหนด 7 วันนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 ที่โจทก์บอกเลิกสัญญาดังที่โจทก์ฎีกาไม่ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2547 จึงเกิน 10 ปี แล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 50,757.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 15,751.58 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า พลตำรวจสมฤทธิ์หรือนายพรประชา ได้เปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ เลขที่ 601-1-45064-4 ไว้แก่โจทก์ โดยพลตำรวจสมฤทธิ์ตกลงให้หน่วยงานต้นสังกัดจ่ายเงินเดือนและเงินพึงได้อื่นใดที่ได้รับเป็นรายเดือนเข้าบัญชีเงินฝากดังกล่าว อีกทั้งโจทก์ได้มอบบัตรกรุงไทยเอทีเอ็มเพื่อใช้ในการเบิกถอนเงินจากบัญชีได้อีกด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2531 พลตำรวจสมฤทธิ์ได้ทำสัญญากู้เงินสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏ เป็นเงินจำนวน 7,100 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี โดยจะชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกเดือนภายในวันสิ้นสุดของเดือน หากหน่วยงานของพลตำรวจสมฤทธิ์ไม่นำเงินเดือนหรือเงินพึงได้อื่นใดเข้าบัญชีเงินฝากและไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ยอมให้โจทก์บอกเลิกสัญญา และยอมให้โจทก์ฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดได้ทันที โดยตกลงจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญา ในการทำสัญญากู้ยืมเงินมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันโดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏ ข้อ 2 ระบุว่า ผู้กู้ตกลงเบิกเงินกู้ไปจากผู้ให้กู้ได้ตามจำนวนและเวลาที่ผู้กู้ต้องการบรรดาเงินที่ผู้กู้หรือบุคคลอื่นใดเบิกจากเครื่องเอทีเอ็มของผู้ให้กู้หรือเครื่องของธนาคารอื่นด้วยเลขรหัสของผู้กู้ หรือโดยเช็คหรือเอกสารหรือใบเบิกเงินหรือคำสั่งจ่ายเงินของผู้กู้ในรูปใดๆ ก็ตาม ให้ถือเป็นหลักฐานแห่งหนี้ และให้ถือเป็นหนี้เงินกู้ตามสัญญานี้ทั้งสิ้น และข้อ 4 ระบุว่า ผู้กู้ตกลงให้นายจ้างจ่ายเงินเดือนและเงินพึงได้อื่นใดที่ผู้กู้พึงได้จากนายจ้างเป็นรายเดือนให้ผู้กู้ โดยวิธีนำเข้าบัญชีเงินฝากของผู้กู้ที่เปิดไว้ ณ สำนักงานธนาคารผู้ให้กู้เป็นประจำทุกเดือนติดต่อกันตลอดไป จากข้อสัญญาดังกล่าวเห็นได้ว่านิติสัมพันธ์ระหว่างพลตำรวจสมฤทธิ์กับโจทก์ตามสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏในลักษณนี้กฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และตามมาตรา 193/12 บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าพลตำรวจสมฤทธิ์ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2534 และหลังจากนั้นพลตำรวจสมฤทธิ์หรือหน่วยงานของพลตำรวจสมฤทธิ์ก็มิได้นำเงินมาชำระหนี้โจทก์อีกเลย จึงถือว่าเป็นการประพฤติผิดสัญญา และเมื่อตามหนังสือสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏ ข้อ 4 ระบุว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งหมดคืนได้ทันที ถือได้ว่าระยะเวลาซึ่งโจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2534 เป็นต้นไป หาใช่นับแต่วันครบกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 ที่โจทก์บอกเลิกสัญญาดังที่โจทก์ฎีกาไม่ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2547 จึงเกิน 10 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องให้โจทก์ ศาลฎีกาเห็นด้วยกับผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 682
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — จ่าสิบตำรวจสมบัติ วิรัชลาภ
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ