คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2154/2552
#502156
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อความว่าเนื่องจากที่ดินพิพาทติดจำนองกับธนาคาร ถ้าโจทก์ไถ่ถอนจำนองเมื่อไรจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทันที สัญญาซื้อขายฉบับนี้จึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง ซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือได้วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้วจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรายนี้ได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร มีข้อความว่าโจทก์รับราคาดังกล่าวไปจากจำเลยเสร็จแล้วตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2541 การรับฟังพยานหลักฐานของศาลจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) โจทก์จะนำพยานบุคคลมาสืบว่า ความจริงแล้วโจทก์ได้รับค่าที่ดินเพียง 90,000 บาท เงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือให้จำเลยไปชำระต่อธนาคาร พ. เพื่อชำระหนี้ที่โจทก์จำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่ธนาคารไม่ได้ เพราะเป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยพร้อมบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป กับให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์จำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ไปทำการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำกัด สาขานาโยง แล้วให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ห้ามมิให้โจทก์เข้ารบกวนการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทอีกต่อไปหากโจทก์ไม่ดำเนินการให้โจทก์คืนเงิน 200,000 บาท แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ยืนยันตามฟ้องของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทของโจทก์อีก กับให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ 50,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท ยกฟ้องแย้งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท และจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ห้ามมิให้โจทก์ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์หรือให้โจทก์ชำระเงิน 200,000 บาท ให้แก่จำเลย ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลทั้งในส่วนของฟ้องและฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2541 โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1511 ตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ให้แก่จำเลยในราคา 300,000 บาท ตามสัญญาซื้อขายและสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หลังทำสัญญาโจทก์ให้จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวทันที ต่อมาเดือนกันยายน 2544 โจทก์ห้ามมิให้จำเลยเข้าไปในที่ดินพิพาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์และจำเลยจะสามารถนำสืบถึงข้อตกลงที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือภายหลังจากนั้นว่ายังมีข้อตกลงอีกส่วนหนึ่งระหว่างโจทก์ จำเลย และบุคคลภายนอกต่างหากจากที่ระบุในสัญญาซื้อขายที่ดินได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อความว่าเนื่องจากที่ดินพิพาทติดจำนองกับธนาคาร ถ้าโจทก์ไถ่ถอนจำนองเมื่อไรจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทันที สัญญาซื้อขายฉบับนี้จึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง ซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ...หรือได้วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้วจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรายนี้ได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรมีข้อความว่าโจทก์รับราคาดังกล่าวไปจากจำเลยเสร็จแล้วตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2541 การรับฟังพยานหลักฐานของศาลจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) โจทก์จะนำพยานบุคคลมาสืบว่า ความจริงแล้วโจทก์ได้รับเงินค่าที่ดินเพียง 90,000 บาท เงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือให้จำเลยไปชำระต่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำกัด สาขานาโยง เพื่อชำระหนี้ที่โจทก์จำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่ธนาคารไม่ได้ เพราะเป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอารมย์ กลิ่นทอง
จำเลย — นางกานดา เชยชื่นจิตร
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2153/2552
#502597
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาเช่าแผงจำหน่ายอาหารจากโจทก์โดยสัญญาเช่าระบุว่า กรณีที่มีปัญหาข้อพิพาทในการปฏิบัติตามสัญญา ผู้เช่ายอมให้โจทก์เป็นคณะอนุญาโตตุลาการทำการชี้ขาดและผู้เช่าต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดนั้น ข้อตกลงดังกล่าวเป็็นกรณีที่ระบุถึงปัญหาข้อพิพาทในการปฏิบัติตามสัญญาเช่า แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพราะเหตุครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้วจำเลยไม่ยอมออกจากแผงที่เช่า มิใช่เป็นกรณีที่มีปัญหาข้อพิพาทในการปฏิบัติตามสัญญาเช่า โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีได้โดยไม่จำต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน

เมื่อสัญญาเช่าแผงจำหน่ายอาหารครบกำหนดเวลาเช่าตามที่ได้ตกลงกันไว้สัญญาเช่าเป็นอันระงับลงโดยมิพักต้องบอกกล่าวก่อน จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งคืนแผงที่เช่าแก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ยอมส่งคืนแผงที่เช่าแก่โจทก์เป็นการผิดสัญญาเช่าและการที่จำเลยยังครอบครองแผงที่เช่าต่อไปโดยโจทก์ไม่ยินยอมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายด้วย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ทั้งฐานผิดสัญญาและฐานกระทำละเมิด แต่ตามสัญญาเช่าไม่มีข้อความใดกำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าในกรณีสัญญาเช่าสิ้นสุดหรือระงับลงเพราะครบกำหนดเวลาเช่า จึงไม่กำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในมูลละเมิดจากจำเลยนับแต่วันที่จำเลยไม่ยอมออกจากแผงที่เช่า แต่ค่าเสียหายในมูลละเมิดดังกล่าวที่เกิดก่อนวันฟ้องคดีย้อนขึ้นไปเกิน 1 ปี เป็นอันขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า นางสิริพรเช่าแผงจำหน่ายอาหารจากโจทก์มีกำหนดระยะเวลา 2 ปี ครบกำหนดอายุสัญญาเช่าวันที่ 31 มีนาคม 2540 ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2539 นางสิริพรโอนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยภายในกำหนดระยะเวลาเช่าที่เหลือ เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่าแล้ว โจทก์ไม่อนุญาตให้จำเลยเช่าอีกต่อไปได้แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่เช่าและส่งมอบแผงที่เช่าคืน แต่จำเลยเพิกเฉย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากแผงจำหน่ายอาหารของโจทก์และส่งมอบแผงคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 88,889.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 3,746 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากแผงจำหน่ายอาหารของโจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากแผงจำหน่ายอาหารของโจทก์และส่งมอบแผงคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 88,889.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 3,746 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากแผงจำหน่ายอาหารของโจทก์เสร็จสิ้นกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางสิริพรทำสัญญาเช่าแผงจำหน่ายอาหารจากโจทก์มีกำหนดระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2538 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2540 ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2539 นางสิริพรขอโอนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลย โดยได้รับความยินยอมจากโจทก์แล้ว ต่อมาคณะกรรมการควบคุมร้านค้าของโจทก์ลงมติไม่ต่อสัญญาเช่าให้แก่จำเลย โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากแผงจำหน่ายอาหารของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมออกไปจากแผงจำหน่ายอาหารของโจทก์

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์ให้คำมั่นแก่จำเลยว่าหลังจากครบกำหนดอายุสัญญาเช่าที่นางสิริพรเช่าแผงจำหน่ายอาหารจากโจทก์แล้วโจทก์ยอมให้จำเลยเช่าแผงดังกล่าวต่อไปอีกหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์เรียกร้องเอาเงินค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิการเช่าจำนวน 100,000 บาท เมื่อชำระแล้วให้นำสำเนาใบเสร็จรับเงินมาติดต่อเพื่อดำเนินการทำสัญญาต่อไปตามเอกสารหมาย ล.3 จำเลยนำเงินค่าโอนสิทธิ ค่าประกันสัญญาเช่า ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปาที่ผู้เช่าเดิมค้างชำระอยู่ไปชำระให้แก่โจทก์แล้ว ทั้งเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นวันหลังจากครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้ว จำเลยยังนำเงินค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปาประจำเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2540 ไปชำระให้แก่โจทก์อีก ทั้งหลังจากครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้ว โจทก์ยังยอมให้จำเลยจำหน่ายอาหารในแผงต่อและจำเลยยังชำระค่าเช่าประจำเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน 2540 ให้แก่โจทก์ด้วย ทำให้จำเลยเข้าใจว่าโจทก์ยอมให้จำเลยเช่าแผงต่อ จำเลยจึงมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เห็นว่า เอกสารหมาย ล.3 เป็นหนังสือที่นายเสริมศักดิ์หัวหน้างานสวัสดิการและรักษาความปลอดภัยของโจทก์มีถึงนางสิริพร ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 เรื่องขอให้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิการเช่า มีใจความว่า ตามที่นางสิริพรยื่นคำร้องขอโอนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมร้านค้าของโจทก์มีมติอนุญาตให้โอนสิทธิการเช่าได้ โดยต้องชำระค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท ภายในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2540 และนำสำเนาใบเสร็จการชำระเงินมาติดต่อเพื่อดำเนินการทำสัญญาต่อไป หากไม่ชำระจะถือว่าสละสิทธิการโอน ข้อความตามหนังสือดังกล่าวเห็นได้ว่า เป็นเรื่องที่โจทก์แจ้งไปยังนางสิริพรซึ่งเป็นผู้โอนแต่ผู้เดียวและไม่มีข้อความใดทำให้เข้าใจไปได้เลยว่าเป็นเรื่องโจทก์ให้คำมั่นแก่นางสิริพรหรือจำเลยว่า หากครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้วจะยอมให้นางสิริพรหรือจำเลยเช่าต่อไปได้อีก ข้อความที่ว่าให้นำสำเนาใบเสร็จการชำระเงินมาติดต่อเพื่อดำเนินการทำสัญญาต่อไปหมายถึงเรื่องการโอนสิทธิการเช่าระหว่างนางสิริพรกับจำเลยตามที่นางสิริพรขอโอนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยตามคำขอโอนสิทธิการเช่าเท่านั้น ทั้งในคำขอโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวก็มีข้อความระบุชัดเจนว่าผู้รับโอนซึ่งหมายถึงจำเลยยินดียอมรับสภาพหนี้ที่นางสิริพรผู้โอนมีอยู่ต่อโจทก์ทุกประการและมีสิทธิในอายุสัญญาเช่าเท่ากับผู้โอนเหลืออยู่ แสดงว่าจำเลยรับทราบแล้วว่าจำเลยมีสิทธิเช่าต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดตามสัญญาเช่าที่นางสิริพรทำไว้กับโจทก์เท่านั้น การที่จำเลยยอมชำระเงินต่างๆ ให้แก่โจทก์แทนนางสิริพรหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ให้คำมั่นว่าโจทก์จะยอมให้จำเลยเช่าต่อไปอีกหลังจากครบกำหนดอายุสัญญาเช่าเดิมแล้วไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า หลังจากครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้ว โจทก์ยังยอมให้จำเลยจำหน่ายอาหารในแผงที่เช่าต่อและจำเลยยังชำระค่าเช่าประจำเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน 2540 ให้แก่โจทก์ด้วย ทำให้จำเลยเข้าใจว่าโจทก์ยอมให้จำเลยเช่าแผงต่อ จำเลยจึงมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า สัญญาเช่าข้อ 13 ระบุว่า ในกรณีที่มีปัญหาข้อพิพาทในการปฏิบัติตามสัญญานี้ ผู้เช่ายอมให้โจทก์เป็นคณะอนุญาโตตุลาการทำการชี้ขาดและผู้เช่าต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดนั้น คดีนี้โจทก์มิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า สัญญาข้อ 13 เป็นกรณีที่มีปัญหาข้อพิพาทในการปฏิบัติตามสัญญาเช่า แต่ฟ้องโจทก์คดีนี้เพราะเหตุครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้วจำเลยไม่ยอมออกจากแผงที่เช่า มิใช่เป็นกรณีมีปัญหาข้อพิพาทในการปฏิบัติตามสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่จำต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเสียก่อน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกสูงเกินไปหรือไม่ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์เพียงแต่อ้างส่งรายการคำนวณค่าเสียหายแทนการสืบพยานแม้จำเลยมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาสูงเกินส่วน ศาลก็ชอบที่จะลดลงหรือยกเสีย และโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดจากจำเลยมีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 โจทก์รู้ว่าจำเลยอยู่ในแผงพิพาทตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2540 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 พ้นกำหนด 1 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายทวีวุฒิเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปของโจทก์มาเบิกความถึงค่าเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยไม่ยอมออกจากแผงที่เช่า มีรายการคำนวณค่าเสียหายอย่างละเอียดชัดเจน จำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเลยว่าค่าเสียหายรายการใดไม่ถูกต้องและที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับจึงต้องฟังตามที่โจทก์นำสืบ ไม่มีเหตุให้ลดลงหรือสมควรที่จะยกเสีย สัญญาเช่าจำหน่ายอาหารครบกำหนดเวลาเช่าตามที่ได้ตกลงกันไว้ สัญญาเช่าเป็นอันระงับลง โดยมิพักต้องบอกกล่าวก่อน จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งคืนแผงที่เช่าแก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ยอมส่งคืนแผงที่เช่าแก่โจทก์เป็นการผิดสัญญาเช่าและการที่จำเลยยังครอบครองแผงที่เช่าต่อไปโดยโจทก์ไม่ยินยอมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ทั้งฐานผิดสัญญาและฐานกระทำละเมิด คดีนี้ตามสัญญาเช่าไม่มีข้อความใดกำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่ากรณีสัญญาเช่าสิ้นสุดหรือระงับลงเพราะครบกำหนดเวลาเช่า จึงไม่กำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาเช่าให้แก่โจทก์แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานกระทำละเมิดได้ ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า ครบกำหนดเวลาที่จำเลยจะต้องขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากแผงที่เช่าของโจทก์ในวันที่ 27 สิงหาคม 2540 ตามหนังสือแจ้งให้ขนย้ายแต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไป อันถือได้ว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์นับแต่วันดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในมูลละเมิดจากจำเลยนับแต่วันที่จำเลยไม่ยอมออกจากแผงที่เช่า โดยคำนึงถึงรายการคำนวณค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาประกอบด้วย โจทก์ทราบดีมาโดยตลอดว่าจำเลยเป็นผู้กระทำละเมิดและเป็นผู้พึงใช้ค่าสินไหมทดแทนอีกด้วย ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 เช่นนี้ จึงต้องถือว่าค่าเสียหายเกี่ยวกับแผงที่เช่าตามฟ้องที่เกิดก่อนวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 เกิน 1 ปี แล้วเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากแผงจำหน่ายอาหารที่เช่าและเรียกค่าเสียหาย จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วยกัน การกำหนดค่าทนายความต้องถือเอาค่าทนายความในอัตราที่สูงกว่าเป็นหลัก เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้น 88,889.90 บาท ซึ่งมีอัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลชั้นต้น 4,444.50 บาท แต่ในส่วนคดีไม่มีทุนทรัพย์มีอัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลชั้นต้น 3,000 บาท เช่นนี้ต้องถือเอาอัตราค่าทนายความในคดีมีทุนทรัพย์ซึ่งมีอัตราสูงกว่ามาใช้บังคับ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์เป็นเงิน 7,000 บาท จึงสูงกว่าอัตราขั้นสูงตามที่กฎหมายกำหนดเป็นการไม่ชอบและศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไข แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 4,000 บาท และในชั้นฎีกา 2,500 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438 ม. 448 วรรคหนึ่ง ม. 537 ม. 564
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 14 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยรามคำแหง
จำเลย — นางลักษณะศรีหรือญาป์รวี สระทองโน
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2146/2552
#502155
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์แต่เพียงขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ด้วยโดยมิได้ขอให้ได้รับชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยเต็มตามที่ขอท้ายฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกขึ้นวินิจฉัยว่าค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้นเหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นั้นไม่ชอบ และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วย จึงไม่ชอบ ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงเห็นควรพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 4 ที่มิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบ มาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์รถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 3ท-3354 เชียงใหม่ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถชื่อว่า วัวลายเซอร์วิส โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์มอบหมายให้นางสาวแสงเรือน นำรถยนต์คันดังกล่าวไปซ่อมที่อู่วัวลายเซอร์วิส ต่อมาปรากฏว่ารถยนต์ของโจทก์สูญหายไปเนื่องจากจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของโจทก์ไปแล้วมิได้นำรถยนต์คันดังกล่าวกลับมาอีก โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสี่ส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวคืน แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 3ท-3354 เชียงใหม่ คืนแก่โจทก์ หากส่งมอบคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 154,008 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 มิได้เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 204 ถนนวัวลาย ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และเคยอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรชายใช้เป็นสถานที่ประกอบธุรกิจเคาะพ่นสีรถยนต์ แต่เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2542 จำเลยที่ 4 ป่วยไม่สามารถประกอบธุรกิจดังกล่าวได้จึงปิดกิจการลง มีนายแสงเทียนหรือแดง ช่างเคาะพ่นสีขอเช่าสถานที่ตลอดจนเครื่องมือเคาะพ่นสีของจำเลยที่ 4 เพื่อประกอบกิจการต่อจากจำเลยที่ 4 โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวแสงเรือนนำรถยนต์คันพิพาทมาซ่อมกับนายแสงเทียนโดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่เคยรับรู้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของนายแสงเทียนแอบขับรถยนต์คันพิพาทของโจทก์หนีไป จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่เคยพบหรือพูดคุยกับโจทก์และนางสาวแสงเรือนเกี่ยวกับรถยนต์คันพิพาทไม่ว่าก่อนหรือหลังเกิดเหตุ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 4 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันส่งมอบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 3ท-3354 เชียงใหม่ คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 125,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันเหรือแทนกันส่งมอบรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 3ท-3354 เชียงใหม่ คืนให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 125,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระต่อศาลในนามโจทก์และให้ร่วมกันใช่ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ว่า โจทก์ควรได้รับค่าเสียหายเพียงใดนั้น โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและจำเลยที่ 3 มิได้แก้อุทธรณ์ ประเด็นข้อนี้จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เหมาะสมแล้ว จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากที่คู่ความอุทธรณ์อันเป็นการไม่ชอบ จึงถือว่าเรื่องค่าเสียหายเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3 จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง คดีนี้โจทก์อุทธรณ์แต่เพียงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดด้วยโดยมิได้ขอให้ได้รับชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยเต็มตามที่ขอท้ายฟ้องแต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกขึ้นวินิจฉัยว่า ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้นเหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นั้นไม่ชอบ และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วย จึงไม่ชอบ ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงเห็นควรพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 4 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ต้องร่วมกันรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 245 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิมพ์ใจ ดวงรัตน์
จำเลย — นายสมบัติ ภู่วนัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2145/2552
#502153
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข) บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเรียกบุคคลภายนอกให้เข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ เมื่อความปรากฎแก่ศาลว่า จำเลยร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นเห็นเป็นการสมควรและเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมย่อมมีคำสั่งเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตามที่โจทก์ร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข) ได้ ไม่จำเป็นต้องให้โจทก์ฟ้องจำเลยร่วมเป็นคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหาย 39,773 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 38,355 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และใช้ค่าเสียหาย 14,735.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 14,210 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนสามพราน ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนายอำเภอสามพรานตามพระราชบัญญัติป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน พ.ศ.2522 เหตุละเมิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนายอำเภอ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของโจทก์ที่ 1 เอง มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนหรือ อปพร. สามพราน ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของนายอำเภอสามพราน ตามพระราชบัญญัติป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน พ.ศ.2522 จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและเป็นเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งอยู่ในสังกัดของจำเลยร่วม และตาม มาตรา 5 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้กำหนดให้ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง จำเลยร่วมเท่านั้นจะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเป็นกรณีโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยผิดตัว ศาลจะต้องจำหน่ายคดีของโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยร่วมเป็นคดีใหม่ การขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมของโจทก์ทั้งสองมิอาจใช้ได้สำหรับกรณีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 27,000 บาท ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 8,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท ยกฟ้องจำเลย

จำเลยร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจาณาในศาลชั้นต้นรับรองมีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 19,145 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 5,570 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของแต่ละต้นเงิน นับแต่วันทำละเมิด (29 มีนาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยร่วมฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีหรือไม่ เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 (3) (ข) บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ คดีนี้เมื่อความปรากฎแก่ศาลว่า จำเลยร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นเห็นเป็นการสมควรและเป็นการจำเป็นเพื่อเป็นประโยชน์แห่งความยุติธรรมโดยมีคำสั่งเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) นั้นชอบแล้ว

มีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า นายภัทรบุตรผู้เยาว์ของโจทก์ที่ 1 มีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าบุคคลใดขับขี่ประมาทหรือไม่ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์การขับขี่ของบุคคลนั้นเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาว่าบุคคลผู้ขับขี่มีหรือไม่มีใบอนุญาตขับขี่ แม้จำเลยจะอ้างว่าขับรถยนต์กระบะไล่ติดตามรถจักรยานยนต์คันที่นายภัทรขับเนื่องจากเชื่อว่านายภัทรตั้งใจขับรถจักรยานยนต์หลบหนีตำรวจ แต่จำเลยก็ควรไล่ติดตามด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนและบริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่มืดไม่มีแสงสว่าง จำเลยยิ่งควรใช้ความระมัดระวังมากกว่าปกติ การที่จำเลยใช้รถยนต์กระบะซึ่งมีลักษณะไม่แตกต่างจากรถยนต์กระบะของบุคคลทั่วไปขับไล่ติดตามรถจักรยานยนต์ของนายภัทรในเวลากลางคืน ย่อมอาจทำให้นายภัทรเกิดความหวาดกลัวจนต้องเร่งความเร็วรถเพื่อหลบหนีก็เป็นได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของพยานจำเลยปากพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นพยานคนกลางที่ว่า จากการสอบสวนมีความเห็นว่า เหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยฝ่ายเดียว จึงแจ้งข้อหาดำเนินคดีแก่จำเลย และประกอบกับการที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นศาล ทั้งจำเลยยังเคยเสนอที่จะนำรถจักรยานยนต์ไปซ่อมแซมให้แล้ว เชื่อว่า เหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยฝ่ายเดียว นายภัทรมิได้มีส่วนประมาทด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) (ข)
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอมรรัตน์ ทุยหุ่น ในฐานะส่วนตัว
และในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม
ของนายภัทร ทุยหุ่น ผู้เยาว์กับพวก
จำเลย — นายวีระพันธ์ วานิกร
โจทก์ร่วม — กระทรวงมหาดไทย
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2140/2552
#503138
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทจาก อ. โดยมอบให้ อ. ครอบครองแทน แม้ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าซึ่งตาม พ.ร.บ. ให้ใช้ ป. ที่ดินฯ มาตรา 9 จะโอนที่ดินมือเปล่าให้แก่กันมิได้ก็ตาม แต่ที่ดินมือเปล่านั้นเจ้าของมีสิทธิครอบครอง และตาม ป.พ.พ. มาตรา 1378 บัญญัติว่า การโอนไปซึ่งการครอบครองนั้น ย่อมทำได้โดยส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครอง ซึ่งมาตรา 1380 วรรคหนึ่งก็ได้บัญญัติรับรองด้วยว่าการโอนไปซึ่งการครอบครองย่อมเป็นผลแม้ผู้โอนยังยึดถือทรัพย์สินอยู่ ถ้าผู้โอนแสดงเจตนาต่อไปว่าจะยึดถือทรัพย์นั้นแทนผู้รับโอน เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งในประเด็นว่า โจทก์ทั้งสองมิได้มอบหมายให้ อ. ครอบครองแทน โจทก์ทั้งสองจึงได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาจาก อ. โดยการโอนและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1378 และมาตรา 1380 วรรคหนึ่ง

ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง ที่บัญญัติให้ผู้ครอบครองซึ่งถูกแย่งการครอบครอง ต้องฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองนั้น เป็นบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีเพื่อเอาคืนการครอบครองสำหรับกรณีที่ถูกแย่งการครอบครองเท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการออก พ.ร.ฎ. เพิกถอนสภาพที่ดินสาธารณประโยชน์และทำแผนที่ท้าย พ.ร.ฎ. เป็นการกระทำตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ จึงหาใช่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสองจะต้องฟ้องคดีเพื่อเอาคืนการครอบครองภายในกำหนด 1 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ 19 ไร่ อยู่ที่หมู่ที่ 1 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี มีอาณาเขตทิศเหนือจดทางเดินทิศใต้จดคลอง ทิศตะวันออกจดที่นาเกลือ และทิศตะวันตกจดที่ดินนายมิ่งตามสำเนาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 8 ท้ายฟ้อง โจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2514 มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ราษฎรใช้ร่วมกันในท้องที่ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พ.ศ.2514 เนื้อที่ 2,681 ไร่ 68 ตารางวา มีอาณาเขตทิศเหนือจดคลองละมุ ทิศใต้จดคลองขโมย ทิศตะวันออกจดที่นาเอกชนและทิศตะวันตกจดทะเล จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับมอบที่ดินตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เพื่อนำไปจัดสรรหาผลประโยชน์ แต่นายจำนงค์ช่างรังวัดซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 รังวัดทำแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นว่าที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ถูกถอนสภาพนั้น ทิศเหนือจดคลองตาบ๊วย ซึ่งเป็นคลองที่ราษฎรขุดขึ้น โดยรังวัดไปไม่ถึงคลองละมุ ทำให้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงของที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแปลงที่ออกพระราชกฤษฎีกาฯ นั้นเข้าไปอยู่ในเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ ด้วย ทำให้โจทก์ทั้งสองหมดสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าว ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ที่สาธารณประโยชน์ ให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเพียงผู้เดียวให้จำเลยที่ 1 แก้ไขแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ ตามฟ้องให้ที่ดินพิพาทอยู่นอกแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ ให้จำเลยที่ 2 คืนที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ ให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยปราศจากภาระติดพัน

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งสองมิได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินป่าฟืนชายทะเล ซึ่งแต่เดิมเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน มีอาณาเขตทิศเหนือจดคลองละมุ ทิศใต้จดทางเกวียนและป่าแสม ทิศตะวันออกจดที่นาเอกชน และทิศตะวันตกจดทะเล เนื้อที่ประมาณ 3,000 ไร่ จำเลยที่ 1 ทำแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ ตามฟ้องถูกต้องตามความเป็นจริง ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดิน จำเลยที่ 2 เข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามฟ้องแต่ผู้เดียวตั้งแต่ พ.ศ.2514 จนถึง พ.ศ.2533 เป็นเวลา 19 ปีแล้ว โจทก์ทั้งสองซึ่งอ้างว่า ถูกแย่งการครอบครองไม่ได้ฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ 1 ปี ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความ

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองถึงแก่กรรม พลตำรวจตรีครรชิตและนางสาวทัศนีย์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 8 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2498 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกันในท้องที่ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พ.ศ.2514 และแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานั้นไม่มีผลบังคับถึงที่ดินพิพาทดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "สำหรับประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องที่ศาลฟังว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจึงมีอำนาจฟ้องนั้น จำเลยทั้งสองฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในประการแรกว่า สัญญาซื้อขายที่ดินทำขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสองกับนายแอบ จึงผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น หาได้ผูกพันมาถึงจำเลยทั้งสองไม่ ในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทจากนายแอบแล้ว โจทก์ทั้งสองได้มอบให้นายแอบครอบครองแทน แม้ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าซึ่งตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 9 จะโอนที่ดินมือเปล่าแก่กันมิได้ก็ตาม แต่ที่ดินมือเปล่านั้น เจ้าของมีสิทธิครอบครองได้และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 บัญญัติว่า การโอนไปซึ่งสิทธิครอบครองนั้น ย่อมทำได้โดยส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครอง ส่วนมาตรา 1380 วรรคหนึ่งก็ได้บัญญัติรับรองด้วยว่า การโอนไปซึ่งการครอบครองย่อมเป็นผลแม้ผู้โอนยังยึดถือทรัพย์สินอยู่ ถ้าผู้โอนแสดงเจตนาว่าต่อไปจะยึดถือทรัพย์นั้นแทนผู้รับโอนเมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งในประเด็นว่า โจทก์ทั้งสองมิได้มอบหมายให้นายแอบครอบครองแทน เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดแล้วว่า โจทก์ทั้งสองได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาจากนายแอบโดยการโอนและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1378 และมาตรา 1380 วรรคหนึ่ง แล้ว ข้อกล่าวอ้างตามฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างสัญญาซื้อขายระหว่างนายแอบกับโจทก์ทั้งสองทำขึ้นโดยเจตนาลวงเพื่อฉ้อฉลบุคคลภายนอกนั้น แม้ว่ารายละเอียดของข้อเท็จจริงและเหตุผลที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกาข้อนี้จะสอดคล้องกับข้ออ้างในคำให้การของจำเลยทั้งสองก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองหาได้นำสืบพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างเช่นว่านี้ไม่ การที่จำเลยทั้งสองได้หยิบยกข้อเท็จจริงและเหตุผลเช่นว่านี้ขึ้นกล่าวอ้างในการอุทธรณ์ฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องฟังไม่ขึ้น

ส่วนประเด็นเรื่องสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองนั้น ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบกับพยานจำเลยทั้งสองและฟังข้อเท็จจริงเชื่อตามพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ประกอบชอบด้วยเหตุผล อีกทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็วินิจฉัยว่า ประเด็นข้อนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีการครอบครองมิใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินและแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาฯคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาดังกล่าวไม่ชอบอย่างไร อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบ และอุทธรณ์ข้อนี้ในตอนต่อมาเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่รับวินิจฉัยให้ แต่ปรากฏว่าฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นข้อนี้ จำเลยทั้งสองก็หาได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์แต่อย่างใด จำเลยทั้งสองคงกล่าวอ้างข้อเท็จจริงและเหตุผลโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิครอบครอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นข้อนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน

ประเด็นสุดท้ายเรื่องสิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่พิพาทซึ่งจำเลยทั้งสองฎีกาคัดค้านว่า โจทก์ทั้งสองต้องฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 นับแต่วันประกาศยกที่ดินที่มีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง (ที่ถูกให้แก่จำเลยที่ 2 ) คือภายในปี พ.ศ.2525 (ที่ถูก ภายในปี พ.ศ.2515) นั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง ที่บัญญัติให้ผู้ครอบครองซึ่งถูกแย่งการครอบครองต้องฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองนั้น เป็นบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีเพื่อเอาคืนการครอบครองสำหรับกรณีที่ถูกแย่งการครอบครองเท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพที่ดินสาธารณประโยชน์และทำแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา เป็นการกระทำตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ หาใช่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทกับโจทก์ทั้งสองอันจะเข้าเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง ที่โจทก์ทั้งสองจะต้องฟ้องคดีเพื่อเอาคืนการครอบครองภายในกำหนด 1 ปี ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกากล่าวอ้างไม่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 8 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2498 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกันในท้องที่ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พ.ศ.2514 และแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ นั้น ไม่มีผลบังคับถึงที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375 วรรคสอง ม. 1378 ม. 1380 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 9
ชื่อคู่ความ
พลตำรวจตรีชัยสิทธิ์ เสกสิทธิ์
โดยพลตำรวจตรีครรชิต เสกสิทธิ์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
จำเลย — กรมที่ดิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ประทีป ปิติสันต์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2139/2552
#507931
เปิดฉบับเต็ม

ในการสร้างบ้านพักอาศัยพร้อมสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ รวมทั้งถนนลูกรังและเขื่อนหินเรียงกันดินบริเวณหน้าบ้านพักอาศัยของโจทก์นั้น ได้รับความยินยอมและอยู่ในความรู้เห็นของเจ้าของที่ดิน จึงถือได้ว่าถนนลูกรังและเขื่อนหินเรียงกันดินบริเวณหน้าบ้านพักอาศัย เข้าข้อยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 ที่จะไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน การที่จำเลยยกข้อกฎหมายขึ้นอ้างว่าถนนลูกรังและเขื่อนหินเรียงเป็นส่วนควบของที่ดิน เพื่อปฏิเสธไม่จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ ทั้งๆ ที่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง แต่กลับไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ต่อไปเนื่องจากต้องรื้อถอนบ้านพักขนย้ายครอบครัวออกไป เพราะถูกแนวเดินสายส่งไฟฟ้าของจำเลยพาดผ่านจึงไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 ที่มุ่งหมายจะให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยต้องพิจารณาจ่ายค่าทดแทนให้แก่เจ้าของทรัพย์สินที่ถูกแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านอย่างเป็นธรรม

พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 ทวิ วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "...ให้เจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นใดได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่าย วางหรือฝากเงินค่าทดแทนนั้น" คำว่า "...ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่าย วางหรือฝากเงินค่าทดแทน หาใช่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ต้องจ่ายเพิ่มไม่ เมื่อโจทก์ไม่ยอมรับเงินค่าทดแทนจากจำเลย จำเลยได้นำเงินดังกล่าวไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสิน โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในจำนวนเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้น นับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยนำเงินค่าทดแทนไปฝากธนาคารเป็นต้นไป ไม่ใช่นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทนเป็นเงินทั้งสิ้น 5,034,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่จำเลยต้องฝากเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เงินค่าทดแทนที่โจทก์เรียกเพิ่มนั้นเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่มีหลักเกณฑ์ในการคำนวณค่าทดแทน ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มให้โจทก์ 893,575 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่โจทก์จะได้รับทั้งสิ้น 2,574,842.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าทดแทนเพิ่มแก่โจทก์เป็นเงิน 290,000 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่โจทก์จะได้รับทั้งสิ้น 1,971,267 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำของธนาคารออมสินจากต้นเงิน 290,000 บาท นับแต่วั้นที่ 30 มีนาคม 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกากาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันฟังได้เป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 29693 ตำบลหนองสองห้อง (ดอนไผ่) อำเภอบ้านแพ้ว (ตลาดใหม่) จังหวัดสมุทรสาคร (นครไชยศรี) เป็นที่ดินที่นางสาวซุ่ยงิ้น และนางสาวชุนจู พี่สาวโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกัน โจทก์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 82 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองสองห้อง พร้อมสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยได้กำหนดแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าผ่านที่ดินแปลงดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ต้องรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากบริเวณที่ดินดังกล่าว โดยกำหนดเงินค่าทดแทนทรัพย์สินให้แก่โจทก์รวมทั้งสิ้น 1,681,267 บาท โจทก์เห็นว่าน้อยเกินไปและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มอีก รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,034,000 บาท ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นอีก 893,575 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มแก่โจทก์ 290,000 บาท โจทก์และจำเลยฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนหลายรายการแก่โจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,681,267 บาท ถูกต้องและเป็นธรรมแล้วหรือไม่ สำหรับค่าโรงเก็บเครื่องมือการเกษตร ค่าทดแทนค่าจ้างรื้อย้ายและค่าขนย้ายสิ่งปลูกสร้าง และค่าขาดประโยชน์นั้น ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันว่าในส่วนของค่าทดแทนค่าจ้างรื้อย้ายและขนย้ายสิ่งปลูกสร้าง จำเลยกำหนดรวมไว้กับเงินค่าทดแทนอาคารและสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์แล้ว ส่วนค่าโรงเก็บเครื่องมือการเกษตรปรากฏว่าโจทก์เองเคยมีหนังสือขอเงินค่าทดแทนส่วนนี้จากจำเลยเป็นเงิน 150,000 บาท แสดงว่าโจทก์พอใจเรียกร้องเงินค่าทดแทนส่วนนี้ตามจำนวนเงินดังกล่าว และในส่วนของค่าขาดประโยชน์นั้น ถึงแม้โจทก์จะต้องย้ายออกจากบ้านหลังเดิมโดยใช้เวลาในการปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ และยังไม่สามารถย้ายไปอาศัยอยู่ได้จนกว่าจะแล้วเสร็จ โจทก์ก็ยังคงสามารถที่จะประกอบอาชีพขายผลไม้ได้ตามปกติ แม้จะไม่เป็นการสะดวกในการประกอบอาชีพ แต่ก็ไม่มีเหตุถึงกับจะต้องหยุดค้าขายเพื่อรอให้สร้างบ้านหลังใหม่เสร็จ จึงไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือขาดประโยชน์จากการหยุดประกอบกิจการในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ประกอบด้วยเหตุผลอย่างสมเหตุผล และศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาคณะคดีปกครองจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นไม่กำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับค่าโรงเก็บเครื่องมือการเกษตร ค่าจ้างรื้อย้ายและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างกับค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์มานั้นศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในประเด็นส่วนนี้จึงฟังไม่ขึ้น

รายการค่าทดแทนอาคารและสิ่งปลูกสร้างซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดเพิ่มให้แก่โจทก์หลายรายการ คือ ค่าทดแทนในการรื้อย้ายบ้านพักอาศัยกำหนดเพิ่มให้อีกจำนวน 650,000 บาท ค่าถมดินกำหนดเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 40,000 บาท ค่าเสาเข็มกำหนดเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 33,575 บาท สำหรับโรงเก็บเครื่องมือการเกษตร เห็นไม่สมควรกำหนดค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ส่วนค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างอื่น เช่น ศาลพระภูมิ อาคารจอดรถบรรทุก อู่จอดเรือ และโรงเก็บผลไม้ สมควรกำหนดเพิ่มให้อีกรวมเป็นเงิน 70,000 บาท และยังเห็นสมควรกำหนดค่าทดแทนเป็นค่าทำถนนดินลูกรังจากถนนสาธารณะมายังบ้านพักอาศัยให้แก่โจทก์ด้วยเป็นเงิน 100,000 บาท รวมกำหนดเพิ่มเงินค่าทดแทนจากที่จำเลยกำหนดให้เป็นเงิน 893,575 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยแตกต่างขัดแย้งเป็นว่า ค่าทดแทนรื้อย้ายบ้าน ค่าถมดิน ค่าเสาเข็ม และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่จำเลยกำหนดให้แก่โจทก์นั้นถูกต้องเป็นธรรมแล้วไม่สมควรกำหนดเพิ่มให้อีก คงกำหนดค่าทดแทนเพิ่มให้เฉพาะค่าทำถนนลูกรังเข้าบ้านพักและเขื่อนหินเรียงกันดินบริเวณบ้านพักอาศัย เป็นเงิน 290,000 บาท เท่านั้น...

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดเงินค่าทดแทนเป็นค่าทำถนนลูกรังเข้าบ้านพักและเขื่อนหินเรียงกันดินบริเวณหน้าบ้านพักอาศัยเป็นเงิน 290,000 บาท เป็นการไม่ชอบนั้น ประเด็นข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยในเหตุผลว่า เมื่อโจทก์ต้องรื้อย้ายบ้านออกไปจากที่ดินพี่สาวโจทก์ไปอยู่ที่อื่นแล้ว โจทก์ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ของถนนและเขื่อนหินได้โดยสภาพอีกต่อไป จึงสมควรกำหนดค่าทดแทนส่วนนี้ให้ จำเลยฎีกาคัดค้านว่าการที่โจทก์อาศัยที่ดินของผู้อื่น เมื่อปลูกสร้างสิ่งใดบนที่ดินโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ต่อเจ้าของที่ดิน สิ่งปลูกสร้างนั้นย่อมตกเป็นส่วนควบของที่ดิน โจทก์จะมาเรียกร้องค่าทดแทนไม่ได้นั้น เห็นว่า ในการสร้างบ้านพักอาศัยพร้อมสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ รวมทั้งถนนลูกรังและเขื่อนหินเรียงกันดินบริเวณหน้าบ้านพักอาศัยของโจทก์นั้นได้รับความยินยอมและอยู่ในความรู้เห็นของเจ้าของที่ดิน จึงถือได้ว่าถนนลูกรังและเขื่อนหินเรียงกันดินบริเวณหน้าบ้านพักอาศัยเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 ที่จะไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน การที่จำเลยยกข้อกฎหมายขึ้นอ้างว่า ถนนลูกรังและเขื่อนหินเรียงเป็นส่วนควบของที่ดิน เพื่อปฏิเสธไม่จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ ทั้งๆ ที่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง แต่กลับไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ต่อไปเนื่องจากต้องรื้อถอนบ้านพักขนย้ายครอบครัวออกไปเพราะถูกแนวเดินสายส่งไฟฟ้าของจำเลยพาดผ่าน จึงไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ที่มุ่งหมายจะให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยต้องพิจารณาจ่ายค่าทดแทนให้แก่เจ้าของทรัพย์สินที่ถูกแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านอย่างเป็นธรรม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น....

สำหรับฎีกาประการสุดท้ายที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2542 เป็นการไม่ชอบ เพราะศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในวันที่ 19 สิงหาคม 2547 จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับตั้งแต่วันดังกล่าวนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ทวิ วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "...ให้เจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นใดรับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่าย วางหรือฝากเงินค่าทดแทนนั้น" คำว่า "...ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่าย วางหรือฝากเงินค่าทดแทน" หมายความถึงวันที่จำเลยมีภาระต้องจ่ายเงิน วางหรือฝากเงินค่าทดแทน หาใช่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ต้องจ่ายเพิ่มไม่ คดีนี้ได้ความเป็นยุติว่า หลังจากที่โจทก์ไม่ยอมรับเงินค่าทดแทนจากจำเลย จำเลยได้นำเงินดังกล่าวไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสิน จำกัด สาขาสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2542 ดังปรากฏตามหนังสือแจ้งการนำเงินค่าทดแทนทรัพย์สินไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าจำเลยได้ยอมรับอยู่ในตัวว่าจำเลยมีภาระหน้าที่ต้องฝากเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันดังกล่าว ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ย ในจำนวนเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้น นับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยนำเงินค่าทดแทนไปฝากธนาคารเป็นต้นไป ไม่ใช่นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในวันที่ 19 สิงหาคม 2547 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 146
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 30 ม. 30 ทวิ วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเวทย์ ศิลปคนธรรพ์
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ประทีป ปิติสันต์
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2138/2552
#451808
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2540 ซึ่งจำเลยได้เรียกโจทก์มาทำบันทึกข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนที่ดินเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2540 ฝ่ายจำเลยควรจะดำเนินการสำรวจอย่างจริงจังว่าสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 59/1 ถูกเวนคืนและต้องรื้อถอนในส่วนใดบ้าง ควรได้รับเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างจำนวนเท่าใดแล้วกำหนดเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างในเวลาเดียวกันหรือเวลาใกล้เคียงกับที่ดำเนินการกับที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืน แต่หาได้ดำเนินการดังกล่าวไม่ ปล่อยเวลาในล่วงเลยไปจนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2542 จึงได้ประมาณราคาค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่ถูกเวนคืนให้โจทก์และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ จึงนำการประมาณราคาดังกล่าวมากำหนดเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2543 โดยแจ้งให้โจทก์ทราบภายหลังจากโจทก์ฟ้องคดีแล้วกว่า 1 ปี ทำให้โจทก์เข้าใจผิดในตอนแรกว่าฝ่ายจำเลยไม่กำหนดเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ ประกอบกับตัวบ้านเลขที่ 59/1 ประมาณ 1 ใน 3 อยู่ในแนวเขตที่จะต้องเวนคืน หากให้รื้อถอนเฉพาะส่วน โครงสร้างของบ้านส่วนที่มิได้ถูกรื้อถอนจะตั้งอยู่ติดถนนสาธารณะโดยไม่มีพื้นที่ว่างระหว่างตัวบ้านกับรั้วบ้านดังเช่นสภาพของเดิมที่มีระยะห่างกันประมาณ 5 เมตร ทั้งยังทำให้พื้นที่ใช้สอยของบ้านส่วนที่เหลือจากการถูกรื้อถอนคับแคบลงไม่อาจใช้ประโยชน์ตามสภาพเดิมได้ ซึ่งทำให้เห็นได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่โจทก์จะขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนเวนคืนบ้านที่เหลืออยู่ได้ และโจทก์ก็ได้ร้องขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างทั้งหลังก่อนวันที่ 7 ตุลาคม 2541 แล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการให้ การที่โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2541 ขอให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหลังจำนวน 15,000,000 บาท อันเป็นการขอให้เวนคืนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 59/1 ในส่วนที่เหลือจากการเวนคืนด้วย พอถือได้ว่าโจทก์ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 19 แล้ว เมื่อรัฐมนตรีฯ มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวัน จึงถือว่ารัฐมนตรีฯ ให้เจ้าหน้าที่เวนคืนเวนคืนตามคำร้องขอของโจทก์แล้ว ตามความตอนท้ายวรรคสองของมาตรา 19 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 59/1 ทั้งหลังจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 18,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี นับจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนจำนวน 10,686,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนเป็นเงิน 13,375,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 59/1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อประมาณปลายปี 2538 พยานได้เข้าไปสำรวจสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทและทำแผนผังของสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเวนคืนไว้ และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2540 ซึ่งจำเลยได้เรียกโจทก์ทั้งสองมาทำบันทึกข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนที่ดินเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2540 ฝ่ายจำเลยควรจะดำเนินการสำรวจอย่างจริงจังว่า สิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 59/1 ถูกเวนคืนและต้องรื้อถอนในส่วนใดบ้าง ควรได้รับเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างจำนวนเท่าใดแล้วกำหนดเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างในเวลาเดียวกันหรือเวลาใกล้เคียงกับที่ดำเนินการกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่ถูกเวนคืน แต่หาได้ดำเนินการดังกล่าวไม่ ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2542 จึงได้ประมาณราคาค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองและคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯจึงนำการประมาณราคาดังกล่าวมากำหนดเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2543 โดยแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบภายหลังจากโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีแล้วกว่า 1 ปี ทำให้โจทก์ทั้งสองเข้าใจผิดในตอนแรกว่า ฝ่ายจำเลยไม่กำหนดเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสองดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวไว้ในสำเนาหนังสืออุทธรณ์จำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินฯ ประกอบกับตัวบ้านเลขที่ 59/1 ประมาณ 1 ใน 3 อยู่ในแนวเขตที่จะต้องเวนคืน หากให้รื้อถอนเฉพาะส่วนนี้แล้ว โครงสร้างของบ้านส่วนที่มิได้ถูกรื้อถอนจะตั้งอยู่ติดถนนสาธารณะโดยไม่มีพื้นที่ว่างระหว่างตัวบ้านกับรั้วบ้านดังเช่นสภาพของเดิมที่มีระยะห่างกันประมาณ 5 เมตร ทั้งยังทำให้พื้นที่ใช้สอยของบ้านส่วนที่เหลือจากการถูกรื้อถอนคับแคบลงไม่อาจใช้ประโยชน์ตามสภาพเดิมได้ ซึ่งทำให้เห็นได้ว่า มีเหตุอันควรที่โจทก์ทั้งสองจะขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนเวนคืนบ้านในส่วนที่เหลืออยู่ได้ และโจทก์ทั้งสองได้ร้องขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสองทั้งหลังก่อนวันที่ 7 ตุลาคม 2541 แล้วแต่จำเลยไม่ดำเนินการให้ การที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2541 ขอให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินและกำหนดเงินค่าสิ่งปลูกสร้างทั้งหลังจำนวน 15,000,000 บาท อันเป็นการขอให้เวนคืนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 59/1 ในส่วนที่เหลือจากการเวนคืนด้วย พอถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้ดำเนินการตามขั้นตอนของมาตรา 19 แล้ว เมื่อรัฐมนตรีฯมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวัน จึงถือว่ารัฐมนตรีฯให้เจ้าหน้าที่เวนคืนเวนคืนตามคำร้องขอของโจทก์ทั้งสองแล้ว ตามความตอนท้ายวรรคสองของมาตรา 19 โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 59/1 ทั้งหลังจากจำเลย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำแก้ฎีกาขอเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างบ้านทั้งหลังเป็นเงิน 15,000,000 บาท นั้น โจทก์ทั้งสองต้องทำเป็นฎีกามิใช่กล่าวไว้ในคำแก้ฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยให้ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองรวม11,875,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานพ พิริยเลิศศักดิ์ กับพวก
จำเลย — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายวีระชาติ กุลอัศยะศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
ชาลี ทัพภวิมล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2105 -ที่ 2106/2552
#502727
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจ ระบุให้ พ. มีอำนาจกระทำการต่างๆ แทนโจทก์รวมทั้งมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์และให้มอบอำนาจช่วงได้ด้วย โดยแยกรายละเอียดดังกล่าวเป็นข้อๆ ไว้ ดังนั้น ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์จึงไม่ถูกจำกัดอำนาจในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 801 วรรคสอง (5) เพราะหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้ระบุให้อำนาจแก่ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ไว้แจ้งชัดแล้ว ทั้งเป็นการมอบอำนาจทั่วไปให้ดำเนินคดีแทนโจทก์ มิใช่เป็นการมอบอำนาจเฉพาะการตามมาตรา 800 ที่จะต้องระบุชื่อผู้ซึ่งจะต้องถูกฟ้องคดีตามที่มอบอำนาจไว้ นอกจากนี้การมอบอำนาจทั่วไปให้ดำเนินคดีนั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อจำกัดแจ้งชัดจากโจทก์ผู้มอบอำนาจเอง ก็ย่อมหมายถึงให้ดำเนินคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะได้เกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันทำหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ด้วย ดังนั้น พ. ซึ่งมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์โดยสมบูรณ์ในขณะที่ยื่นฟ้อง จึงมีอำนาจมอบอำนาจช่วงตามหนังสือมอบอำนาจช่วงให้ ม. ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทั้งสองสำนวน ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (3) ) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 6 กระทง จำคุก 36 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับเช็คพิพาทในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่426/2544 ของศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2146/2543 ของศาลชั้นต้นด้วย คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2543 โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์กับจำเลยในฐานะส่วนตัวของจำเลยเอง และในฐานะจำเลยเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน บริษัท ไฮคลาส วิดีโอ แอนด์ ออดิโอ จำกัด ด้วย และจำเลยออกเช็คหลายฉบับรวมทั้งเช็คพิพาท ตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.6 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2146/2543 ของศาลชั้นต้น กับตามเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.12 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 426/2544 ของศาลชั้นต้น ให้แก่โจทก์ไว้ ต่อมาโจทก์นำเช็คพิพาททั้ง 13 ฉบับ เข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว โดยในวันที่เช็คแต่ละฉบับดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงินและในวันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับเหล่านั้น บัญชีของจำเลยตามเช็คดังกล่าวมีเงินไม่พอจ่ายตามเช็ค หลังจากเดือนเมษายน 2543 เป็นต้นมาโจทก์กับจำเลยได้เลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์ดังกล่าวโดยปริยายและการที่จำเลยออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.12 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 426/2544 ของศาลชั้นต้น กับเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2146/2543 ของศาลชั้นต้น นั้น ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ตามที่โจทก์ฟ้อง เพราะไม่มีหนี้ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2543 ดังกล่าวตลอดมา

ปัญหาประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ว่า นางสาวมนต์ทิพย์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีทั้งสองโดยชอบหรือไม่นั้น เบื้องแรกเนื่องเพราะคดีอาญาหมายเลขดำที่ 426/2544 ของศาลชั้นต้น ได้ถึงที่สุดลงแล้วโดยศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์ ดังนี้ การจะวินิจฉัยว่านางสาวมนต์ทิพย์ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์มีอำนาจยื่นฟ้องคดีดังกล่าวหรือไม่ย่อมไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะแม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่วินิจฉัยให้ส่วนปัญหาดังกล่าวในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2146/2543 ของศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่า โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.16 ระบุให้นายพิทยา มีอำนาจกระทำการต่างๆ แทนโจทก์ รวมทั้งมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์และให้มอบอำนาจช่วงได้ด้วย โดยแยกรายละเอียดดังกล่าวเป็นข้อๆ ไว้ ดังนั้น ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์จึงไม่ถูกจำกัดอำนาจในการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 วรรคสอง (5) ดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา เพราะหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้ระบุให้อำนาจแก่ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ไว้แจ้งชัดแล้ว ทั้งเป็นการมอบอำนาจทั่วไปให้ดำเนินคดีแทนโจทก์ มิใช่เป็นการมอบอำนาจเพราะการตามมาตรา 800 ที่จะต้องระบุชื่อผู้ซึ่งจะต้องถูกฟ้องคดีตามที่มอบอำนาจไว้ นอกจากนี้การมอบอำนาจทั่วไปให้ดำเนินคดีนั้นเมื่อไม่ปรากฏข้อจำกัดแจ้งชัดจากโจทก์ผู้มอบอำนาจเอง ก็ย่อมหมายถึงให้ดำเนินคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะได้เกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันทำหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ด้วย ดังนั้น นายพิทยาซึ่งมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์โดยสมบูรณ์ในขณะยื่นฟ้อง จึงมีอำนาจมอบอำนาจช่วงตามหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.17 ให้นางสาวมนต์ทิพย์ยื่นฟ้องคดีนี้ได้ ฎีกาในประการนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยออกเช็คพิพาทฉบับลงวันที่ 28 เมษายน 2543 จำนวน 650,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับกันได้ตามกฎหมายอันเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า หลังจากที่โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์กับจำเลยในวันที่ 15 มกราคม 2543 แล้ว ได้มีกรณีถือเป็นเหตุให้สัญญาดังกล่าวเลิกกันโดยปริยายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2543 เป็นต้นมา ดังนั้น เช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นเช็คที่จำเลยออกให้ไว้เพื่อชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ตามสัญญาดังกล่าวสำหรับเดือนเมษายน 2543 ที่ยังไม่ได้เลิกสัญญากันเพราะโจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยแจ้งรายชื่อภาพยนตร์ที่พร้อมจะให้ใช้สิทธิตามสัญญาให้จำเลยทราบแล้ว จึงเป็นเช็คที่สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับกันได้ตามกฎหมายตามความในพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 มิใช่เช็คที่ออกเพื่อการค้ำประกันหนี้ในอนาคตที่ยังกำหนดจำนวนแน่นอนไม่ได้ ถูกต้องตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาที่จำเลยยกเป็นข้อเถียงในฎีกาว่า เช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.1 เป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ที่บังคับได้ระคนปนกับหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ เนื่องเพราะในเดือนเมษายน 2543 โจทก์ส่งรายชื่อภาพยนตร์ให้จำเลยไม่ครบจำนวนตามสัญญาซึ่งจะต้องจัดส่งให้เดือนละประมาณ 50 เรื่อง แต่โจทก์ส่งในรูปแบบวิดีโอ 45 เรื่อง ส่วนวีซีดีไม่ส่งเลยจึงต้องหักทอนค่าตอบแทนลงนั้น เห็นว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์เป็นสัญญาต่างตอบแทนโดยโจทก์มีหน้าที่ต้องแจ้งรายชื่อภาพยนตร์ ที่พร้อมจะให้สิทธิตามสัญญาให้จำเลยทราบเป็นคราวๆ เดือนละประมาณ 50 เรื่อง ส่วนจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ค่าใช้สิทธิดังกล่าวตอบแทนแก่โจทก์ตามเช็คลงวันที่ เดือน ปี ที่ออกมอบแก่โจทก์ประจำเดือนนั้นๆ และหากจำเลยต้องการใช้สิทธิที่ได้รับดังกล่าวในภาพยนตร์เรื่องใดจำเลยก็แจ้งไปยังโจทก์ให้จัดทำส่งไปให้จำเลยในรูปแบบวิดีโอหรือวีซีดี โดยจำเลยต้องชำระค่าแผ่นสติกเกอร์ ค่าจ้างบันทึก ค่าวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากค่าตอบแทนดังกล่าว ดังนี้ เมื่อปรากฏตามเอกสารแสดงแจ้งชัดว่าเป็นรายชื่อภาพยนตร์ประจำเดือนเมษายน 2543 ที่โจทก์แจ้งแก่จำเลยมีจำนวนรวม 50 เรื่อง จึงย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยแจ้งรายชื่อภาพยนตร์ที่พร้อมจะให้สิทธิให้จำเลยทราบแล้ว หาใช่โจทก์ไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามสำนวนในสัญญาดังที่จำเลยโต้เถียง และแม้จะปรากฏตามสำเนาใบสั่งของชั่วคราวรวมจำนวนชิ้นสินค้าที่โจทก์จัดส่งแก่จำเลยเป็นภาพยนตร์รูปแบบวิดีโอเทปเพียง 45 เรื่อง ในเดือนดังกล่าวเป็นจริงดังคำเบิกความของจำเลย แต่จำเลยก็หาได้มีใบสั่งซื้อสินค้าของจำเลยที่แจ้งไปยังโจทก์ และโจทก์ไม่จัดส่งสินค้าให้มาแสดงเป็นหลักฐาน กรณีจึงเป็นเรื่องโจทก์จัดส่งทำส่งให้ตามเจตจำนงของจำเลยเองที่เข้าถือเอาประโยชน์จากการได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์ 50 เรื่อง ดังกล่าวเพียงเท่าจำนวนเหล่านี้ ฎีกาของจำเลยในประการนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 800 ม. 801
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท นิว เวิลด์ พิคเจอร์ส จำกัด
จำเลย — นายธีระศักดิ์ กูโน
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2099/2552
#502916
เปิดฉบับเต็ม

ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องนั้น จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่า โจทก์มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เพราะที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ส. อยู่เนื่องจากโจทก์กับนาย ส. สมรู้ร่วมกันแสดงเจตนาลวงว่าทำการซื้อขายกัน เพื่อเป็นข้ออ้างของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเรียกค่าเสียหายนิติกรรมระหว่างโจทก์กับนาย ส. จึงเป็นโมฆะ ตามคำให้การจำเลยดังกล่าวมิได้มีประเด็นพิพาทว่า โจทก์ซื้อที่ดินแทนบริษัท จ. จำกัดแต่อย่างใด ดังนั้น แม้หากจะปรากฏว่ามีการยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วแต่ศาลชั้นต้นดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำให้การของจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าประเด็นที่จำเลยหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ดังที่จำเลยฎีกากล่าวอ้างมานั้น เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งนั้นจะเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแต่ละปัญหากรณีๆ ไป หาใช่ว่าเมื่อเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งแล้ว จะต้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนทุกกรณีไม่ คดีนี้การที่จำเลยหยิบยกปัญหาว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เองหรือซื้อแทนบริษัท จ. จำกัด ขึ้นในชั้นอุทธรณ์เพื่อตั้งประเด็นข้อต่อสู้ว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมิได้เป็นของโจทก์อีกทั้งบริษัท จ. จำกัด ผู้ซื้อมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น แม้จะเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องก็ตาม แต่ก็หาใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์และทำที่ดินของโจทก์ให้เป็นไปตามเดิมแล้วส่งคืนโจทก์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 17,000,000 บาท กับขอให้ชำระค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปในอัตราเดือนะ 1,000,000 บาท จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ด้วย

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมในที่ดินส่วนที่โรงเรือนปลูกรุกล้ำให้แก่จำเลยโดยให้โจทก์รับเงินค่าใช้ที่ดินดังกล่าวตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดให้ หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ กับขอให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 105442 ตามฟ้องทั้งหมดออกจากที่ดินของโจทก์ตามแผนที่วิวาท และส่งมอบที่ดินส่วนที่จำเลยรุกล้ำคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยตามเดิมและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 35,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์แล้ว ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมาเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เพียงเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้จำนวน 150,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์มีชื่อในทางทะเบียนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 105442 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 122266 ซึ่งอยู่ติดกันและมีเนื้อที่เท่ากัน และเป็นที่ดินที่แบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 105442 ซึ่งเดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสนั่นรักษาสุข โดยจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายสนั่นก่อนแบ่งแยกโฉนดแล้วจำเลยได้เข้าถมดินกับปลูกสร้างสำนักงาน อาคารเก็บสินค้าและรั้วล้อมรอบที่ดินที่จะซื้อ ส่วนโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 105442 ส่วนที่เหลือหลังจากแบ่งแยกจากนายสนั่น ขณะที่มีอาคารสำนักงาน อาคารเก็บสินค้าและรั้วของจำเลยก่อสร้างอยู่แล้ว ต่อมาโจทก์ขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ จึงทราบว่าจำเลยก่อสร้างอาคารและรั้วรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ครึ่งแปลง

สำหรับฎีกาของจำเลยในประการแรกเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งจำเลยฎีกาว่าโจทก์เบิกความต่อศาลชั้นต้นยอมรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทแทนบริษัทเจนเนอรัลคอมพิวเตอร์จำกัดและกล่าวในฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทำให้บริษัทดังกล่าวไม่อาจปลูกสร้างอาคารสำนักงานและโกดังของบริษัทได้ตามวัตถุประสงค์ของบริษัทข้อเท็จจริงที่จำเลยกล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทแทนบริษัทเจนเนอรัลคอมพิวเตอร์ จำกัด บริษัทดังกล่าวจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมิได้รับมอบอำนาจจากบริษัทดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ยอมรับและได้ว่ากล่าวกันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นฎีกาในทำนองคัดค้านว่า ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องนั้น จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่า โจทก์มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เพราะที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสนั่นอยู่เนื่องจากโจทก์กับนายสนั่นสมรู้ร่วมกันแสดงเจตนาลวงว่าทำการซื้อขายกัน เพื่อเป็นข้ออ้างของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเรียกค่าเสียหายนิติกรรมซื้อขายระหว่างโจทก์กับนายสนั่นจึงเป็นโมฆะ ซึ่งจะเห็นได้ว่าตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวมิได้มีประเด็นพิพาทว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทแทนบริษัทเจนเนอรัลคอมพิวเตอร์ จำกัด แต่อย่างใด ดังนั้น แม้หากจะปรากฏว่ามีการยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้นจริงดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็ตามแต่ก็เป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำให้การของจำเลย จึงถือไม่ได้ว่าประเด็นที่จำเลยหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ดังที่จำเลยฎีกากล่าวอ้างมานั้น เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นการชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าประเด็นเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาได้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1023/2556 ระหว่างบริษัท เอส.เอ.แลนด์ จำกัด โจทก์ นางทัศนีย์ จำเลย นั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งนั้นจะเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ขึ้นอยู่กับแต่ละปัญหาเป็นกรณีๆ ไป หาใช่ว่า เมื่อเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งแล้วจะต้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนทุกกรณีไม่ คดีนี้การที่จำเลยหยิบยกปัญหาว่าที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เองหรือซื้อแทบบริษัทเจนเนอรัล คอมพิวเตอร์ จำกัด ขึ้นในชั้นอุทธรณ์เพื่อตั้งประเด็นข้อต่อสู้ว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมิได้เป็นของโจทก์ อีกทั้งบริษัทเจนนอรัล คอมพิวเตอร์ จำกัด ผู้ซื้อมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น แม้จะเป็นปัญหาเรื่องออำนาจฟ้องก็ตาม แต่ก็หาใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้นเป็นเรื่องที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเจ้าของภารยทรัพย์ไม่มีอำนาจฟ้องเจ้าของสามยทรัพย์เพื่อปลดเปลื้องภาระจำยอมได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างจึงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า จำเลยปลูกสร้างรั้วและอาคารโรงงานลงในที่ดินของโจทก์โดยสุจริตหรือไม่ จำเลยมีนายจิระยศ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปของบริษัทจำเลยเบิกความว่า เมื่อบริษัทจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับนายสนั่นซึ่งตามสัญญาข้อ 8 นายสนั่น ผู้จะขายยินยอมให้บริษัทจำเลยเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินที่จะขายได้ แต่เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขัง บริษัทจำเลยจึงว่าจ้างนายบัณฑิตไม่ทราบนามสกุลมาดำเนินการถามที่ดิน และปรากฏว่าในขณะนั้นที่ดินยังไม่มีการแบ่งแยก นายสนั่นจึงเป็นคนแบ่งแนวเขตให้แก่บริษัทจำเลย โดยนายสนั่นใช้ไม้รวกจำนวนประมาณ 20 ท่อน ซึ่งมีความสูงต้นหญ้าและผูกผ้าเป็นสัญลักษณ์เพื่อประโยชน์ในการถมที่ดินและให้รู้ว่าเป็นบริเวณที่ดินของจำเลยพยานได้ติดตามดูผลงานการถมดินของนายบัณฑิต นายสนั่นก็ได้ไปดูการถมดินบ้างและแจ้งให้พยานทราบว่ามีการถมที่ดินไปมากแล้ว ขณะที่มีการถมที่ดินนายสนั่นไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่ามีการถมที่ดินรุกล้ำแต่อย่างใด และในระหว่างที่บริษัทจำเลยถมที่ดิน นานสนั่นได้ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกจนแล้วเสร็จในราวเดือนธันวาคม 2537 และต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2538 นายสนั่นก็ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ส่วนที่แบ่งแยกให้แก่บริษัทจำเลยตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.5 บริษัทจำเลยถมที่ดินเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2538 หลังจากนั้นประมาณเดือนเมษายน 2538 บริษัทจำเลยก็ได้เริ่มก่อสร้างโกดังและก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณเดือนสิงหาคม 2538 และจนกระทั่งบริษัทจำเลยก่อสร้างโรงงานแล้วเสร็จ นายสนั่นก็ยังไม่เคยโต้แย้งคัดค้านอีกทั้งเมื่อนายสนั่นขายที่ดินส่วนที่เหลือภายหลังจากแบ่งแยกให้แก่โจทก์เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2538 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าทั้งนานสนั่นและโจทก์จะได้โต้แย้งคัดค้านว่าบริษัทจำเลยก่อสร้างโรงงานรุกล้ำที่ดินของโจทก์แต่อย่างใด จนกระทั่งปี 2540 เมื่อโจทก์ขอรังวัดสอบเขตทราบว่า โรงงานของบริษัทจำเลยก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของโจทก์ จึงเพิ่งแจ้งให้บริษัทจำเลยทราบแต่ฝ่ายโจทก์มีนายสนั่นเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ก่อนพยานทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลย บริษัทจำเลยได้มอบหมายให้นายจิระยศเป็นคนมาติดต่อขอซื้อที่ดินพยานนำนายจิระยศไปดูที่ดินซึ่งขณะนั้นเป็นที่ว่างเปล่า ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง มีหญ้าขึ้นสูงแต่สามารถเดินจากถนนด้านหน้าเข้าสู่ที่ดินได้ พยานใช้ไม้ไผ่ความสูงประมาณท่วมศีรษะปักเป็นเครื่องหมายไว้ที่หลักเขตของที่ดินทั้ง 4 มุม ตามที่วงกลมด้วยหมึกสีน้ำเงินของแนวเขตที่ดินในเอกสารหมาย ล.1 พยานบอกแก่นายจิระยศว่าจะขายที่ดินเพียงครึ่งแปลง แต่ขณะที่ดูที่ดินครั้งแรกยังมิได้ปักเขตแบ่งกึ่งกลางที่ดินทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพราะว่าต้องรอเจ้าพนักงานที่ดินมารังวัดสอบเขตให้แน่นอนเสียก่อนตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน พยานมีหน้าที่ในการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดิน พยานได้ดำเนินการแบ่งแยกโฉนดแล้วเสร็จออกมาเป็นโฉนดเลขที่ 122266 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2537 ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.5 โดยในวันที่รังวัดแบ่งแยกที่ดินพยานได้ไปชี้แนวเขตที่ดินด้วย และเมื่อรังวัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว พยานใช้ไม้ไผ่ยาวประมาณ 2 เมตร ปักไว้ตามหลักเขตที่ดินทั้งเก่าและใหม่ทุกจุดรวม 6 จุด และในวันนั้นฝ่ายจำเลยมีนายจิระยศกับชายอีกสองคนไปร่วมรู้เห็นอยู่ด้วยในการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินได้สำรวจหลักเขตเดิมทั้ง 4 จุด จากนั้นก็หาจุดกึ่งกลางที่จะแบ่งแยกแล้วปักหลักเขตใหม่อีก 2 หลัก ตรงกลางรูปแผนที่โฉนดเอกสารหมาย ล.2 หลังจากนั้นพยานให้คนงานของพยานนำไม้รวกยาวท่อนละประมาณ 2 เมตร จำนวน 6 ท่อน ไปปักตามหลักเขตทั้งเก่าและใหม่รวม 6 หลัก ซึ่งตลอดเวลาดังกล่าว นายจิระยศกับพวกก็ร่วมรู้เห็นเหตุการณ์โดยตลอด หลังจากรังวัดแบ่งแยกโฉนดเสร็จแล้วพยานได้มีหนังสือให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2538 ตามเอกสารหมาย ล.4 และ ล.5 โดยปรากฏว่าในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวจำเลยยังมิได้ถมดินในที่ดินพิพาท จนกระทั่งต่อมาอีกประมาณ 1 เดือน นายจิระยศกับพวกอีกสองคนได้พากันไปรับพยานที่บ้านเพื่อให้พยานชี้แนวเขตที่พิพาทเมื่อไปถึงที่พิพาทพยานพบชายไม่ทราบชื่อซึ่งนายจิระยศแนะนำว่าเป็นผู้รับเหมาถมดินให้จำเลย พยานชี้หลักเขตสองหลักของที่ดินด้านติดถนนตามเอกสารหมาย ล.5 ส่วนหลักอื่นๆ ไม่ได้ชี้เพราะผู้รับเหมาถมดินอ้างว่าเป็นที่ดินมีโฉนดอยู่แล้ว และในวันนั้นไม้รวกที่ปักตามหลักเขตยังปักอยู่ด้านหน้า 1 หลัก ส่วนด้านหลังยังคงอยู่ครบถ้วน ผู้รับเหมาถมดินได้บอกแก่พยานว่าหลักเขตที่ดินด้านหลังเนื่องจากมีสำเนาโฉนดที่ดินอยู่แล้ว จะไปตรวจหาเองได้ พยานจึงขอแยกตัวกลับก่อนและไม่ทราบว่านายจิระยศกับผู้รับเหมาถมดินจะดำเนินการตามที่อ้างต่อไปอย่างไรดังนี้ เห็นว่า จำเลยมีนายจิระยศเป็นพยานเบิกความลอยๆ ว่า ระหว่างที่นายสนั่นกำลังดำเนินการรังวัดแบ่งแยกโฉนด จำเลยถมดินและปลูกสร้างโรงงานในแนวเขตที่นายสนั่นแบ่งแนวเขต และนำไม้รวกมาปักกับผูกผ้าเป็นสัญลักษณ์และตลอดเวลาที่จำเลยถมดินและปลูกสร้างโรงงาน นายสนั่นและโจทก์ไม่เคยมาโต้แย้งคัดค้านเท่านั้น โดยจำเลยมิได้มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบสนับสนุน อีกทั้งนายสนั่นกลับมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันว่า จำเลยเพิ่งให้นายจิระยศกับพวกมารับพยานไปชี้แนวเขตที่ดินเพื่อให้ผู้รับเหมาถมดินในที่ดินพิพาทภายหลังจากพยานได้รังวัดแบ่งแยกโฉนดเสร็จและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่จะขายให้แก่จำเลยเสร็จแล้วหาใช่ว่าจำเลยได้เริ่มถนที่ดินในระหว่างที่พยานกำลังดำเนินการรังวัดแบ่งแยกโฉนดไม่และในประการสำคัญคือตามหนังสือสัญญาจ้างทำของก็ปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่าบริษัทจำเลยได้ลงนามทำสัญญาจ้างทำของกับบริษัทเชิดชูชาติ จำกัด ผู้รับจ้าง ในการก่อสร้างอาคารโกดังเก็บสินค้าในวันที่ 25 เมษายน 2538 อันเป็นเวลาภายหลังวันที่บริษัทจำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จะซื้อจะขายโฉนดเลขที่ 122266 จากนายสนั่นแล้วเพราะตามสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดดังกล่าว (เอกสารหมาย ล.5) ระบุไว้ชัดแจ้งว่าจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 23 มกราคม 2538 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขณะจำเลยเริ่มลงมือก่อสร้างโรงงานนั้นจำเลยได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 122266 เอกสารหมาย ล.5 มาจากนายสนั่น ผู้จะขายแล้ว และจำเลยย่อมทราบดีว่าที่ดินที่จำเลยจะปลูกสร้างโรงงานนี้อยู่ชิดติดกับที่ดินอีกแปลงหนึ่งของนานสนั่น อีกทั้งอาคารโกดังสินค้าหรือโรงงานที่จำเลยจะปลูกสร้างก็มีขนาดใหญ่เพราะตามสัญญาจ้างทำของระบุมูลค่าก่อสร้างรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินค่าจ้างถึง 24,910,000 บาท สมควรที่จำเลยจะต้องใช้ความระมัดระวังด้วยการรังวัดสอบเขตให้แน่นอนชัดเจนว่าได้ปลูกสร้างอาคารและสร้างรั้วภายในแนวเขตที่ดินของตนจริงแต่จำเลยก็หาได้กระทำไม่ ประกอบกับข้อเท็จจริงยังได้ความตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย ล.14 ด้วยว่าแนวเขตที่ดินที่จำเลยก่อสร้างรุกล้ำนั้น รวมเนื้อที่ถึง 2 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา หรือประมาณเกือบกึ่งหนึ่งของที่ดินของจำเลยและโจทก์ซึ่งมีเนื้อที่แปลงละ 5 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา เท่านั้น ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังที่ได้วินิจฉัยมา แม้หากยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนารุกล้ำที่ดินของโจทก์ก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงซึ่งถือได้ว่าจำเลยได้กระทำโดยไม่สุจริต จำเลยจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง ในอันที่จะอ้างว่าตนเป็นเจ้าของอาคารโรงงานและรั้งที่สร้างขึ้น โดยต้องเสียเงินให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดินเป็นค่าใช้ที่ดินนั้น และบังคับให้โจทก์จดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอมตามฟ้องแย้งของจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยปลูกสร้างธนาคารโรงงานโดยไม่สุจริตและพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยมานั้นชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นสุดท้ายเป็นปัญหาตามฎีกาของจำเลยและโจทก์ในเรื่องค่าเสียหายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 35,000 บาท นั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เหมาะสมและถูกต้องแล้ว ข้อโต้แย้งของจำเลยและโจทก์ที่กล่าวอ้างในฎีกา ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังหักล้างเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายนับตั้งแต่วันที่โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน คือวันที่ 2 กรกฎาคม 2539 โดยอ้างเหตุว่าจำเลยได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิดเนื่องจากการปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่จำเลยกระทำ เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า การที่จำเลยปลูกสร้างอาคารและรั้วรุกล้ำที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริตเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะไม่อาจใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ถูกรุกล้ำได้ ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ด้วยอยู่ในตัว จึงชอบที่โจทก์จะได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันละเมิด เมื่อขณะจำเลยปลูกสร้างอาคารและรั้งรุกล้ำที่ดินพิพาท โจทก์ยังมิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมชอบที่จะได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนับตั้งแต่วันที่โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังที่โจทก์กล่าวในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยฟังว่าหนังสือบอกกล่าวของโจทก์ ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 กำหนดให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับหนังสือเมื่อใด ประกอบกับอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเป็นโรงงานขนาดใหญ่ต้องใช้เวลาพอสมควรในการรื้อถอน จึงให้โจทก์เริ่มเรียกค่าเสียหายได้จากจำเลยนับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไปนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 35,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์แล้วจำเลยจึงต้องนำเงินค่าเสียหายส่วนนี้ซึ่งคำนวณเพียงถึงวันยื่นฟ้องคือวันที่ 3 ธันวาคม 2540 มารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ชั้นฎีกาเท่านั้น การที่จำเลยนำค่าเสียหายส่วนนี้มาคำนวณถึงวันยื่นฎีกาคือวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 และเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในยอดเงินที่คำนวณได้ จึงไม่ถูกต้อง สมควรที่จะสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่ชำระเกินมาให้แก่จำเลย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์นับตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2539 เป็นต้นไป และให้คืนเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จำเลยชำระเกินมาแก่จำเลยด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไมตรี เฉลิมชัยชาญ
จำเลย — บริษัทโปลิเมอส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2099/2552
#537963
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งนั้นจะเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแต่ละปัญหาเป็นกรณี ๆ ไป หาใช่ว่าเมื่อเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งแล้ว จะต้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนทุกกรณีไม่ คดีนี้การที่จำเลยหยิบยกปัญหาว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เองหรือซื้อแทนบริษัท จ. ขึ้นในชั้นอุทธรณ์เพื่อตั้งประเด็นข้อต่อสู้ว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมิได้เป็นของโจทก์ อีกทั้งบริษัท จ. ผู้ซื้อมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น แม้จะเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องก็ตาม แต่ก็หาใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ และทำที่ดินของโจทก์ให้เป็นไปตามเดิมแล้วส่งคืนโจทก์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 17,000,000 บาท กับขอให้ชำระค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปในอัตราเดือนละ 1,000,000 บาท จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ด้วย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมในที่ดินส่วนที่โรงเรือนปลูกรุกล้ำให้แก่จำเลยโดยให้โจทก์รับเงินค่าใช้ที่ดินดังกล่าวตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดให้ หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ กับขอให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 105442 ตามฟ้องทั้งหมดออกจากที่ดินของโจทก์ตามแผนที่วิวาท และส่งมอบที่ดินส่วนที่จำเลยรุกล้ำคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยตามเดิมและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 35,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์แล้ว ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เพียงเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้จำนวน 150,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับฎีกาของจำเลยในประการแรกเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งจำเลยฎีกาว่า โจทก์เบิกความต่อศาลชั้นต้นยอมรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทแทนบริษัทเจนเนอรัล คอมพิวเตอร์ จำกัด และกล่าวในฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทำให้บริษัทดังกล่าวไม่อาจปลูกสร้างอาคารสำนักงานและโกดังของบริษัทได้ตามวัตถุประสงค์ของบริษัท ข้อเท็จจริงที่จำเลยกล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทแทนบริษัทเจนเนอรัล คอมพิวเตอร์ จำกัด บริษัทดังกล่าวจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมิได้รับมอบอำนาจจากบริษัทดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ยอมรับและได้ว่ากล่าวกันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นฎีกาในทำนองคัดค้านว่า ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องนั้น จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่า โจทก์มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เพราะที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสนั่นอยู่ เนื่องจากโจทก์กับนายสนั่นสมรู้ร่วมกันแสดงเจตนาลวงว่าทำการซื้อขายกัน เพื่อเป็นข้ออ้างของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเรียกค่าเสียหาย นิติกรรมซื้อขายระหว่างโจทก์กับนายสนั่นจึงเป็นโมฆะ ซึ่งจะเห็นได้ว่าตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวมิได้มีประเด็นพิพาทว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทแทนบริษัทเจนเนอรัล คอมพิวเตอร์ จำกัด แต่อย่างใด ดังนั้น แม้หากจะปรากฏว่ามีการยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้นจริงดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำให้การของจำเลย จึงถือไม่ได้ว่าประเด็นที่จำเลยหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ดังที่จำเลยฎีกากล่าวอ้างมานั้น เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นการชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าประเด็นเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาได้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1023/2546 ระหว่างบริษัท เอส.เอ.แลนด์ จำกัด โจทก์ นางทัศนีย์ จำเลย นั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งนั้นจะเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแต่ละปัญหาเป็นกรณี ๆ ไป หาใช่ว่าเมื่อเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งแล้ว จะต้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนทุกกรณีไม่ คดีนี้การที่จำเลยหยิบยกปัญหาว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เองหรือซื้อแทนบริษัทเจนเนอรัล คอมพิวเตอร์ จำกัด ขึ้นในชั้นอุทธรณ์เพื่อตั้งประเด็นข้อต่อสู้ว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมิได้เป็นของโจทก์ อีกทั้งบริษัทเจนเนอรัล คอมพิวเตอร์ จำกัด ผู้ซื้อมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น แม้จะเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องก็ตาม แต่ก็หาใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้นเป็นเรื่องที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเจ้าของภารยทรัพย์ไม่มีอำนาจฟ้องเจ้าของสามยทรัพย์เพื่อปลดเปลื้องภาระจำยอมได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างจึงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์นับตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2539 เป็นต้นไป และให้คืนเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จำเลยชำระเกินมาแก่จำเลยด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไมตรี เฉลิมชัยชาญ
จำเลย — บริษัทโปลิเมอส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุพจน์ บุญปริอาทร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2090/2552
#501628
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการยึดเครื่องถ่ายเอกสารที่เช่าซื้อคืนเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วเครื่องถ่ายเอกสารอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมเพราะจำเลยยังคงใช้เครื่องถ่ายเอกสารของโจทก์ต่อไป โจทก์จึงคิดค่าเสียหายจากการเสื่อมราคา เงินค่าเสียหายในส่วนนี้เกิดขึ้นหลังจากสัญญาเช่าซื้อได้เลิกกันแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยอายุความ 6 เดือน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 563 เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องถ่ายเอกสาร จำนวน 1 เครื่อง จากโจทก์ ในราคา 176,000 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อในวันทำสัญญาจำนวน 22,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 154,000 บาท ตกลงผ่อนชำระเป็นงวด งวดละ 14,000 บาท รวม 11 งวด โดยชำระทุกวันที่ 14 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 14 สิงหาคม 2541 มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 3 ซึ่งต้องชำระในวันที่ 14 ตุลาคม 2541 สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกัน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสารคืนซึ่งหากจำเลยที่ 1 ส่งคืน โจทก์สามารถนำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าอย่างน้อยเดือนละ 7,000 บาท นับตั้งแต่วันผิดนัดถึงวันที่โจทก์ยึดเครื่องถ่ายเอกสารคืน เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2542 เป็นเวลา 10 เดือน เป็นเงิน 70,000 บาท และเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสารคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ดี แต่จำเลยที่ 1 ยังครอบครองใช้เครื่องถ่ายเอกสารต่อไปอีกอย่างหนักจนเกินอัตรากำลังของเครื่องและไม่บำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ทำให้เครื่องถ่ายเอกสารทรุดโทรมเสื่อมสภาพซึ่งขณะยึดคืนเครื่องถ่ายเอกสารดังกล่าวมีมูลค่าเพียง 10,000 บาท โจทก์คิดค่าเสื่อมราคา 110,000 บาท รวมค่าเสียหายเป็นเงิน 180,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 180,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องถ่ายเอกสารจากโจทก์จริง ซึ่งโจทก์ได้ออกรับประกันสินค้าให้จำเลยที่ 1 ว่า หากเครื่องถ่ายเอกสารที่เช่าซื้อชำรุดบกพร่องใช้การไม่ได้โจทก์ต้องทำการซ่อมแซมแก้ไข หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อได้เพียง 2 เดือน เครื่องถ่ายเอกสารชำรุดไม่สามารถใช้การได้ จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ซ่อมแซมแก้ไข แต่โจทก์เพิกเฉย ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถรับจ้างถ่ายเอกสารได้ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์จึงไม่เป็นการผิดสัญญา ค่าเสื่อมราคาที่โจทก์เรียกร้องเป็นเงิอน 110,000 บาท เป็นการเรียกร้องเกินกว่าความเป็นจริงและขาดอายุความหกเดือน นับแต่โจทก์รับเครื่องถ่ายเอกสารคืนจากจำเลยที่ 1 แล้วส่วนค่าขาดประโยชน์เดือนละ 7,000 บาท นั้น โจทก์ไม่อาจเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสองได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจิงว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องถ่ายเอกสารยี่ห้อมิต้ารุ่นดีซี 4060 ไปจากโจทก์ 1 เครื่อง ราคา 176,000 บาท ชำระค่าเช่าซื้อในวันทำสัญญา 22,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 154,000 บาท ตกลงผ่อนชำระ 11 งวด งวดละ 14,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 14 สิงหาคม 2541 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 14 ของเดือนจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ภายหลังทำสัญญา จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 3 ประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2541 เป็นต้นมา สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 11 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสารคืนแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 9 สิงหาคม 2542 โจทก์ยึดเครื่องถ่ายเอกสารคืนได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสื่อมราคาเครื่องถ่ายเอกสารที่เช่าซื้อขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ค่าเสื่อมราคาหรือความเสียหายอันเกี่ยวกับความชำรุดบกพร่องของทรัพย์ที่เช่าซื้อที่โจทก์เรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ 1 เป็นค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จงใจกระทำขึ้นภายหลังจากที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2541 มิใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างอายุสัญญาเช่าซื้อตามมาตรา 562 และมาตรา 563 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ค่าเสียหายดังกล่าวจึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายค่าเสียหายในส่วนนี้ว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน จำเลยที่ 1 ยังใช้เครื่องถ่ายเอกสารของโจทก์ต่อไปอย่างหนักจนเกินอัตรากำลังของเครื่องถ่ายเอกสารและไม่บำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ทำให้เครื่องถ่ายเอกสารทรุดโทรมเสื่อมสภาพขณะที่ยึดคืนเครื่องถ่ายเอกสารมีมูลค่าเพียง 10,000 บาท ซึ่งโจทก์ขอคิดค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 110,000 บาท ดังนี้ เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการยึดเครื่องถ่ายเอกสารที่เช่าซื้อคืนเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วเครื่องถ่ายเอกสารอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมเพราะจำเลยที่ 1 ยังคงใช้เครื่องถ่ายเอกสารของโจทก์ต่อไป ทำให้ทรัพย์ที่เช่าซื้อเสียหายเสื่อมราคาลงอย่างมาก โจทก์จึงขอคิดค่าเสียหายจากการเสื่อมราคานี้เป็นเงิน 110,000 บาท เงินค่าเสียหายในส่วนนี้เกิดขึ้นหลังจากสัญญาเช่าซื้อได้เลิกกันแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยอายุความ 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ข้อเท็จจริงปรากฎว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2541 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 ภายในกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าฟ้องที่โจทก์ที่เรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ขาดอายุความ ศาลฎีกาไม่เห็นฟ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เนื่องจากศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นความเสียหายในส่วนนี้ เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าเสียเวลา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ในประเด็นค่าเสียหายในส่วนของค่าเสื่อมราคา โจทก์มีนายสุกิจ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และนายธีรศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายช่างของโจทก์เปิดความว่า เครื่องถ่ายเอกสารที่จำเลยที่ 1เช่าซื้อ จะต้องใช้ผงหมึกซึ่งเป็นวัสดุสิ้นเปลืองของโจทก์ แต่หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ไม่เคยสั่งซื้อผงหมึกจากโจทก์เลย แสดงว่าจำเลยที่ 1 ใช้ผงหมึกจากบุคคลอื่นกับเครื่องถ่ายเอกกสารทำให้ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่างๆ เสียหาย เมื่อโจทก์ยึดเครื่องถ่ายเอกสารคืนมา เครื่องถ่ายเอกสารมีสภาพทรุดโทรมและเสียหายมาก หากนำออกขายจะได้ราคาเพียง 10,000 บาท แต่ถ้าทำการซ่อมแซมเปลี่ยนเครื่องอะไหล่ให้มีสภาพเดิมจะต้องเสียค่าซ่อม 110,000 บาท เห็นว่า เครื่องถ่ายเอกสารเป็นทรัพย์ที่เมื่อมีการใช้งานแล้วจะเกิดการสึกหรอสูง ทำให้เสื่อมราคาลงอย่างรวดเร็ว ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองใช้ประโยชน์จากเครื่องถ่ายเอกสารหลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วเป็นเวลา 10 เดือน นับว่าเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควร เมื่อมีการใช้เครื่องถ่ายเอกสารนี้ตลอดมา น่าเชื่อว่าเครื่องถ่ายเอกสารอยู่ในสภาพทรุดโทรมดังที่พยานโจทก์เบิกความ แต่ที่โจทก์ตีราคาเครื่องถ่ายเอกสารมาเพียง 10,000 บาท น่าจะเป็นราคาที่ต่ำเกินไป เพราะจากบันทึกการตรวจสภาพเอกสารหมาย จ.5 ก็ยังระบุว่า สภาพเครื่องใช้งานได้ อุปกรณ์ และอะไหล่เสื่อมสภาพตามระยะเวลาและจำนวนการใช้งาน ศาลฎีกาได้พิเคราะห์ถึงจำนวนเงินลงทุนของโจทก์กับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์บางส่วน ประกอบกับค่าขาดประโยชน์ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำนวน 50,000 บาทแล้วเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 70,000 บาท เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์จำนวน 50,000 บาทแล้วรวมจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น 120,000 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์ด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 120,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเคียวเซร่ามิต้า (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางปราณี จิตต์เสรีภาพ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2089/2552
#507920
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยแบบของสัญญาเช่าซื้อบัญญัติไว้เพียงว่า "สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ" เมื่อปรากฏว่าสัญญาเช่าซื้อได้ทำขึ้นโดยมีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้เช่า และมีผู้รับมอบอำนาจโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในช่องเจ้าของ ถือได้ว่าสัญญาเช่าซื้อได้ทำขึ้นเป็นหนังสือตามแบบที่บัญญัติไว้แล้ว จึงมีผลผูกพันคู่สัญญาให้ต้องปฏิบัติตามนั้น ส่วนการปิดอากรแสตมป์ในตราสารตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร ก็เป็นเรื่องของการเรียกเก็บอากรอันเป็นอีกเรื่องหนึ่งแยกต่างหาก ทั้งการไม่ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ก็มีผลเพียงไม่อาจอ้างตราสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้เท่านั้น มิใช่ว่าสัญญาที่มิได้ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์จะตกเป็นโมฆะไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทไปจากโจทก์ ในราคา 986,112 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 48 งวด งวดละ 20,544 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 มิถุนายน 2545 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 12 ประจำวันที่ 5 พฤษภาคม 2546 โดยในงวดดังกล่าวชำระให้เพียงบางส่วนจำนวน 614 บาท ต่อมาโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์คันที่ให้เช่าซื้อออกให้เช่าซึ่งจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2546 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 เดือน เป็นเงิน 75,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 759,514 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและร่วมกันชำระเงินค่าขาดประโยชน์ 75,000 บาท กับค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม สัญญาเช่าซื้อตกเป็นโมฆะเนื่องจากมิได้มีการปิดอากรแสตมป์ในขณะที่ทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง และค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 680,000 บาท ให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน 20,000 บาท และค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคา แต่ไม่เกิน 18 เดือน กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เพราะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการแรกว่า การที่โจทก์ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ทันทีในขณะทำสัญญาเช่าซื้อเป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อตกเป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าขณะทำสัญญาเช่าซื้อสัญญายังมิได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วน สัญญาเช่าซื้อจึงตกเป็นโมฆะ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยแบบของสัญญาเช่าซื้อได้บัญญัติไว้เพียงว่า "สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ" ดังนั้นเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า สัญญาเช่าซื้อได้ทำขึ้นโดยมีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้เช่า และมีผู้รับมอบอำนาจโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในช่องเจ้าของ ก็ถือได้ว่าสัญญาเช่าซื้อได้ทำขึ้นเป็นหนังสือตามแบบที่บัญญัติไว้ในบทบัญญัติมาตราดังกล่าวแล้ว จึงย่อมมีผลผูกพันคู่สัญญาให้ต้องปฏิบัติตามนั้น ส่วนการปิดอากรแสตมป์ในตราสารตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรก็เป็นเรื่องของการเรียกเก็บอากรอันเป็นอีกเรื่องหนึ่งแยกต่างหาก ทั้งการไม่ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ก็มีผลเพียงไม่อาจอ้างตราสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้เท่านั้น มิใช่ว่าสัญญาที่มิได้ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์จะตกเป็นโมฆะตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าใช้ราคาแทนให้โจทก์เพียงใด จำเลยที่ 2 ฎีกาว่ รถคันที่เช่าซื้อเป็นรถยนต์เก่าที่ผ่านการใช้งานมาเกินกว่า 1 ปีแล้ว มีราคาตามท้องตลาดไม่เกิน 500,000 บาท ที่ศาลล่างกำหนดค่าใช้ราคาแทนให้เป็นเงินจำนวน 680,000 บาท นั้นสูงเกินไป เห็นว่า แม้สัญญาเช่าซื้อจะระบุว่า รถคันที่ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อโจทก์ใช้เงินลงทุนรวมภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 853,000 บาท ก็ตาม แต่เมื่อค่าใช้ราคาแทนเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง ศาลฎีกาจึงมีดุลพินิจที่จะกำหนดให้ตามที่เห็นสมควรโดยคำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ไปแล้ว 11 งวด รวมเป็นเงินประมาณ 226,000 บาท และศาลล่างทั้งสองได้กำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์จำนวน 20,000 บาท กับค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคา แต่ไม่เกิน 18 เดือน ซึ่งเมื่อพิเคราะห์จำนวนเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระให้แก่โจทก์ไปแล้ว ประกอบกับค่าขาดประโยชน์ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์ เห็นสมควรกำหนดค่าใช้ราคาแทนให้เป็นเงินจำนวน 600,000 บาท ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า รถคันที่เช่าซื้อมีราคาตามท้องตลาดไม่เกิน 500,000 บาท นั้น จำเลยที่ 2 ไม่มีข้อเท็จจริงใดมานำสืบสนับสนุนจึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 600,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 วรรคสอง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางจิราภรณ์ นิวาสประกฤติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2071/2552
#503092
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 296 ทวิ กำหนดให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว หากลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำบังคับในกรณีที่ถูกพิพากษาให้ขับไล่ หรือต้องออกไปหรือต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าหากจำเลยไม่รื้อถอนต้นไม้ที่นำเข้าไปปลูก ให้โจทก์ดำเนินการแทน จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 9/2498 หมู่ที่ 4 ตำบลพุทเลา อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 2 งาน 94 ตารางวา เป็นของโจทก์ ให้จำเลยปรับสภาพที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิม พร้อมถอนต้นไม้ที่นำเข้าไปปลูกและห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป หากไม่ดำเนินการให้โจทก์มีอำนาจกระทำการแทนได้โดยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 ที่ออกโฉนดให้แก่จำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 9/2498 หมู่ที่ 4 ตำบลพุทเลา อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 2 งาน 94 ตารางวา เป็นของโจทก์ และเป็นผู้มีสิทธิครอบครองแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยปรับสภาพที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิมพร้อมรื้อถอนต้นไม้ที่นำเข้าไปปลูกและห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทของโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์กระทำการแทนได้ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,500 บาท

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมนางจำรัส มารดาจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 9/2498 หมู่ที่ 4 ตำบลพุทเลา อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามสำเนาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เมื่อปี 2503 นางจำรัสถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2543 จำเลยยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าจำเลยได้รับมรดกจากนางจำรัสและครอบครองต่อเนื่องมาจากนางจำรัส ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2543 จำเลยนำเจ้าหน้าที่รังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกโฉนดที่ดิน แต่โจทก์คัดค้านการรังวัดโดยอ้างว่านางจำรัสขายที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้วตั้งแต่ปี 2499 โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ในข้อนี้โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนางจำรัสตั้งแต่ปี 2499 ในราคา 600 บาท นางจำรัสส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมกับมอบแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ให้โจทก์ยึดถือไว้ จากนั้นโจทก์ให้นายสมบุญ เช่าที่ดินพิพาททำนาจนถึงปี 2529 โจทก์จึงให้นายสมบัติบุตรของนายสมบุญเช่าทำนาต่อจนถึงปี 2543 ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2543 จำเลยยื่นคำขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาท โจทก์ไปคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยโจทก์มีนายสมบัติผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่และเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์เบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริงที่ได้ความจากโจทก์ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสมบุญ ซึ่งปลูกบ้านอยู่บนที่ดินของนางสุนันท์ ติดกับที่ดินพิพาท กับนายดิเรก ซึ่งเป็นประธานองค์การบริหารส่วนตำบลพุทเลา และเคยเป็นกำนันตำบลพุทเลา และนางสมบุญ ซึ่งเคยมีที่ดินอยู่ใกล้ที่ดินพิพาทและเดินผ่านที่ดินพิพาทมาตลอดเป็นพยานต่างเบิกความยืนยันว่า พยานทั้งสามรู้จักที่ดินพิพาทและทราบว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางจำรัส จากนั้นโจทก์ให้นายสมบัติเช่าทำนาและเคยเห็นนายสมบัติทำนาในที่ดินพิพาทก่อนพิพาทกับพยานทั้งสามไม่เคยเห็นจำเลยและนางบัวคลี่ เข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด อันเป็นการสอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความของโจทก์และนายสมบัติ โดยเฉพาะพยานโจทก์เหล่านี้เป็นบุคคลในท้องถิ่นที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ย่อมรู้เห็นความเป็นมาของที่ดินพิพาทได้เป็นอย่างดีทั้งมิได้มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ถือได้ว่าเป็นพยานคนกลางคำเบิกความจึงมีน้ำหนักให้รับฟังเชื่อว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความไปตามความเป็นจริงแม้พยานโจทก์จะเบิกความแตกต่างกันไปบ้างก็เป็นเพียงพลความมิใช่ข้อสาระสำคัญไม่ทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์เสียน้ำหนัก ที่จำเลยนำสืบว่าหลังจากนางจำรัสมารดาจำเลยถึงแก่ความตายเมื่อปี 2503 จำเลยและนางบัวคลี่น้องสาวเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบันนั้น ก็ปรากฏว่าจำเลยย้ายออกจากบ้านเลขที่ 7 หมู่ที่ 4 ตำบลพุทเลา อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นบ้านบิดามารดาไปทำงานรับจ้างอยู่ที่บางซื่อและจังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่ปี 2516 ปัจจุบันจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบันตามที่จำเลยเบิกความ อีกทั้งจำเลยก็มิได้นำนางบัวคลี่ซึ่งอ้างว่าเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทไปให้การแก่เจ้าพนักงานที่ดินและนำมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลแต่อย่างใด ทั้งนางประทิน พยานจำเลยซึ่งเบิกความว่า หลังจากนางจำรัสถึงแก่ความตายจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ต่อมาเป็นเวลากว่า 40 ปี นั้น ก็ปรากฏว่านางประทินย้ายไปอยู่จังหวัดสมุทรปราการ มากกว่า 20 ปี แล้ว จึงไม่น่าเชื่อว่านางประทินจะรู้เห็นว่าจำเลยและนางบัวคลี่ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ประกอบกับข้อเท็จจริงยังได้ความจากบันทึกการยินยอมให้จำเลยนำที่ดินพิพาทไปยื่นคำขอออกโฉนดว่า จำเลยมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันถึง 8 คน แต่จำเลยก็หาได้นำบุคคลเหล่านั้นมาเบิกความเป็นพยานจำเลยแต่อย่างใดไม่ ยิ่งกว่านั้นจำเลยมิได้ให้การและนำสืบปฏิเสธว่านางจำรัส มารดาจำเลยมิได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่านางจำรัสขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์จริง ถึงแม้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับนายสมบัติจะเป็นพิรุธว่าทำขึ้นในภายหลังหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายสมบุญและนายสมบัติครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์จริง จึงต้องถือว่านายสมบุญและนายสมบัติครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ โจทก์ย่อมเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์จริง จึงต้องถือว่านายสมบุญและนายสมบัติครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ โจทก์ย่อมเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านางจำรัสมารดาจำเลยขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นแต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าหากจำเลยไม่รื้อถอนต้นไม้ที่นำเข้าไปปลูกให้โจทก์ดำเนินการแทนได้นั้น ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 296 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ชอบที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติไปตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247"

พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 9/2498 หมู่ที่ 4 ตำบลพุทเลา อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ประมาณ 2 งาน 94 ตารางวา เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท และให้จำเลยปรับสภาพที่ดินพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิม พร้อมรื้อถอนต้นไม้ที่นำเข้าไปปลูกออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 5,000 บาท ส่วนคำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 ม. 296 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญ ญาณฤทธิ์
จำเลย — นายสมบัติ เจริญรักษ์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2069/2552
#419887
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองในคดีนี้บุกรุกที่ดินของผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้ เป็นคดีที่มิใช่คดีใดคดีหนึ่งในคดีความผิด 9 สถาน ซึ่งบัญญัติไว้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ที่ให้พนักงานอัยการเมื่อยื่นฟ้องคดีความผิดนั้นๆ มีอำนาจเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย ดังนั้น แม้พนักงานอัยการในคดีอาญาดังกล่าวมีคำขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินรวมทั้งให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินโดยโจทก์คดีนี้เข้าร่วมเป็นโจทก์ และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาบุกรุกอันจะเป็นความผิดตามฟ้อง แล้วพิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ตาม เมื่อความผิดฐานบุกรุกไม่มีกฎหมายรับรองให้พนักงานอัยการมีคำขอในส่วนแพ่ง แม้โจทก์คดีนี้จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาดังกล่าว ก็มีผลเฉพาะในส่วนอาญาที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเท่านั้น ศาลในคดีอาญาไม่อาจพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินที่บุกรุก มูลคดีของโจทก์ในคดีนี้เป็นเรื่องทางแพ่งโดยเฉพาะ มิใช่เรื่องเดียวกันกับคดีอาญาในความหมายที่บัญญัติไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างกับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดิน และส่งมอบที่ดินแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบที่ดินคืนให้แก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินและส่งมอบที่ดินแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1403 ตำบลท่าข้าม (บางปะกงบน) อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ และอีกเดือนละ 2,000 บาท นับแต่เดือนเมษายน 2545 จนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ และโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาด้วย

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7635/2544 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาดังกล่าวพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองในคดีนี้บุกรุกที่ดินของผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้ ขอให้ลงโทษตามประมวกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365, 83 อันเป็นคดีที่มิใช่คดีใดคดีหนึ่งในคดีความผิด 9 สถาน ซึ่งบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ที่ให้พนักงานอัยการเมื่อยื่นฟ้องคดีความผิดนั้น ๆ มีอำนาจเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย ดังนั้น แม้พนักงานอัยการในคดีอาญาดังกล่าวมีคำขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินรวมทั้งให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินโดยโจทก์คดีนี้เข้าร่วมเป็นโจทก์ และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาบุกรุกอันจะเป็นความผิดตามฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ตาม เมื่อคดีอาญาดังกล่าวไม่มีกฎหมายรับรองให้พนักงานอัยการมีคำขอในส่วนแพ่งเหล่านั้น แม้โจทก์คดีนี้จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาดังกล่าว ก็มีผลเฉพาะในส่วนอาญาที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเท่านั้น ศาลในคดีอาญาไม่อาจพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินที่บุกรุก มูลคดีของโจทก์ในคดีนี้เป็นเรื่องทางแพ่งโดยเฉพาะ มิใช่เรื่องเดียวกันกับคดีอาญาในความหมายที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามา ฎีกาในประการนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกำธร พูนศักดิ์อุดมสิน
จำเลย — นางชิงเนย สุวรรณะ โดยนางน้ำทิพย์ สุวรรณะ
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายสมพงษ์ ฐิติสุริยารักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิชชา ชินวงษ์พราหม์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2068/2552
#502911
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง หมายถึง บุคคลใดๆ ก็ได้ที่มิใช่เจ้าของที่ดินเดิมซึ่งได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เมื่อธนาคาร ก. เป็นทั้งผู้รับจำนองที่ดินพิพาทจากเจ้าของที่ดินเดิมและยังเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ธนาคาร ก. จึงเป็นบุคคลภายนอกย่อมได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง

เมื่อธนาคาร ก. ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดของศาลโดยไม่ปรากฏว่าซื้อมาโดยสุจริตหรือไม่ อย่างไร ก็ย่อมเป็นไปตามข้อสันนิษฐานอันเป็นคุณแก่ผู้ซื้อว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 ถือว่าธนาคาร ก. ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ผู้ร้องไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ขึ้นใช้ยันธนาคาร ก. ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง แม้เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพิพาทจากธนาคาร ก. ภายใน 10 ปี นับแต่วันรับโอนจากธนาคาร ก. และรับโอนโดยไม่สุจริตก็ตาม ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครองครองปรปักษ์ก็ไม่อาจยกสิทธิของตนขึ้นใช้ยันผู้คัดค้านที่ 1 ผู้รับโอนคนต่อมาได้ เพราะสิทธิของผู้ครอบครองปรปักษ์ขาดตอนไปแล้วตั้งแต่ธนาคาร ก. ผู้รับโอนทางทะเบียนโดยสุจริตตอนแรก แม้ผู้ร้องจะยังคงครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่การครอบครองในช่วงหลังที่ธนาคาร ก. และผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนกรรมสิทธิ์มา เมื่อนับถึงวันที่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ยังไม่ครบ 10 ปี ก็จะถือว่ามีการครอบครองปรปักษ์ต่อผู้คัดค้านที่ 1 ครบเวลาได้กรรมสิทธิ์แล้วด้วยหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 29 และ 30 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร (ปัจจุบันแขวงจระเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร) จำนวนเนื้อที่ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์และขอให้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินเขตลาดพร้าวกรุงเทพมหานคร (ที่ถูกสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดพร้าว) แก้ทะเบียนผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยให้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2533 (ที่ถูก 2532) ผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อที่ดิน 42 แปลง จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด โดยสุจริต เปิดเผยมีค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ขณะนั้นมีผู้บุกรุกอยู่บนที่ดินดังกล่าว ได้มีการเจรจาจ่ายค่ารื้อถอนให้แก่ผู้บุกรุก ผู้ร้องปลูกบ้านรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์และที่ดินของผู้คัดค้านที่ 1 ประมาณ 35 ตารางวา ผู้ร้องครอบครองยังไม่ถึง 10 ปี และไม่มีเจตนาทำให้ได้กรรมสิทธิ์ ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครอง ขอให้ยกคำร้องขอ

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2532 ผู้คัดค้านที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทมาจากผู้คัดค้านที่ 1 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ผู้ร้องจึงไม่อาจยกข้อต่อสู้การครอบครองปรปักษ์ขึ้นลบล้างสิทธิของผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะผู้รับจำนองได้ ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความสำหรับผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 40,000 บาท และสำหรับผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 20,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคาะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 29 และ 30 ตำบลลาดพร้าว (ออป้า) อำเภอบางกระปิ กรุงเทพมหานคร (ปัจจุบันแขวงจระเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร) มีเนื้อที่ 30 ไร่ 92 ตารางวา และ 7 ไร่ 3 งาน 92 ตารางวา ตามลำดับ เป็นของบริษัทสยามพัฒนาการอาคารและที่ดิน จำกัด ได้นำมาจำนองไว้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2519 และ 21 พฤษภาคม 2513 ตามลำดับ และธนารคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สิงหาคม 2529 และได้จดทะเบียนโอนขายต่อให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2532 ผู้ค้ดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2532 ผู้คัคค้านที่ 1 ได้นำไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2532 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทตามแผนที่วิวาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวข้างต้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อแรกมีว่า การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นที่ว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด และผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตขึ้นวินิจฉัยแล้วยกคำร้องขอของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ผู้ร้องครอบครองที่ดินยังไม่ถึง 10 ปี ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ศาลฎีกาได้ตรวจดดูคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 แล้ว ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้ระบุไว้ชัดเจนในคำคัดค้านว่าเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายแล้วอีกทั้งตามคำร้องขอและคำคัดค้าน คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ หากฟังได้ว่าผู้ร้องครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว ย่อมมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด และผู้คัดค้านที่ 1 ได้ที่ดินพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตหรือไม่ และผู้ร้องจะยกการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทขึ้นต่อสู้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัดและผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้หรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นที่ว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด และผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทน และโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตขึ้นวินิจฉัยแล้วยกคำร้องขอของผู้ร้องจึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแต่อย่างไร ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2545 ระหว่าง บริษัทโรจน์ธนะบดี จำกัด โจทก์ นายมาก โดนางแกะ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อต่อไปมีว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด เป็นบุคคลภายนอกได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า บุคคลภายนอกต้องเป็นบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท แต่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด เป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโดยตรง เพราะเป็นผู้รับจำนองและซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์จำนองของตนจากการขายทอดตลาดอีกด้วย จึงไม่ใช่บุคคลภายนอก เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้นถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้นมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วๆ ดังนี้ บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ย่อมหมายถึง บุคคลใดๆ ก็ได้ที่มิใช่เจ้าของที่ดินเดิมซึ่งได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เมื่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด เป็นทั้งผู้รับจำนองที่ดินพิพาทจากเจ้าของที่ดินเดิม และยังเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด จึงเป็นบุคคลภายนอกย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อสุดท้ายมีว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องได้ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ปี 2514 เป็นเวลา 24 ปีแล้ว ย่อมได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แต่ปรากฏว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ได้รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากบริษัทสยามพัฒนาการอาคารและที่ดิน จำกัด เจ้าของเดิมเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2519 และ 21 พฤษภาคม 2513 ตามลำดับ และได้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2529 ซึ่งเป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปี นับแต่ผู้ร้องได้ยึดถือครอบครองไว้ แต่ผู้ร้องมิได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนแต่อย่างใด เมื่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดของศาลโดยไม่ปรากฏว่าซื้อมาโดยสุจริตหรือไม่ อย่างไร ก็ย่อมเป็นไปตามข้อสันนิษฐานอันเป็นคุณแก่ผู้ซื้อว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องและตามทางพิจารณาไม่ปรากฏเหตุที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้ถือว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ผู้ร้องไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ขึ้นใช้ยันธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ฉะนั้นเมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพิพาทจากธนาคารศรีอยุธยา จำกัด เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2532 อันเป็นระยะเวลาภายใน 10 ปี นับแต่วันรับโอนจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะรับโอนโดยไม่สุจริตดังข้อฎีกาของผู้ร้องก็ตามผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครอบครองปรปักษ์ก็ไม่อาจยกสิทธิของตนขึ้นยันผู้คัดค้านที่ 1 ผู้รับโอนคนต่อมาได้ เพราะสิทธิของผู้ครอบครองปรปักษ์ขาดตอนไปแล้วตั้งแต่ผู้รับโอนทางทะเบียนโดยสุจริตตอนแรก แม้ผู้ร้องจะยังคงครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาแต่การครอบครองในช่วงหลังที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด และผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนกรรมสิทธิ์มา เมื่อนับถึงวันที่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องเมื่อ 17 มิถุนายน 2539 ยังไม่ครบ 10 ปี ก็จะถือว่ามีการครอบครองปรปักษ์ต่อผู้คัดค้านที่ 1 ครบเวลาได้กรรมสิทธิ์แล้วด้วยหาได้ไม่ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6663/2538 ระหว่าง นายสุชาติ โจทก์ นายธนพงศ์ จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้วฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

อนึ่ง ที่ผู้คัดค้านที่ 1 แก้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์เป็นพับไม่ชอบนั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง (เดิม) และเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องแก้ไข

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 1299 วรรคสอง ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาย บุญยามา
ผู้คัดค้าน — บริษัทที.ซี.ซี ทรัพย์สินเจริญ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2044/2552
#501544
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำถือว่าเป็นภาพประดิษฐ์ตามความหมายของคำว่า "เครื่องหมาย" ใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4 เมื่อโจทก์มีความประสงค์จะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนี้ของโจทก์แตกต่างสินค้าของบุคคลอื่นก็ย่อมถือว่าเป็นเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 4 ได้ แต่จะเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามมาตรา 6 (1) และมาตรา 7 ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่

เครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำของโจทก์มีลักษณะทรงรี แม้จะตกต่างด้วยเส้นโค้งมนและมีปลายแหลมเพื่อทำให้เกิดความสวยงามและแตกต่างไปจากรูปทรงเรขาคณิตทั่วไป แต่เป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อย ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนเห็นได้ถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับรูปทรงเรขาคณิตอื่นทั่วๆ ไป ต่างจากเครื่องหมายการค้าที่เป็นภาพประดิษฐ์รูปทรงเรขาคณิตอื่นซึ่งสามารถทำให้สาธารณชนเห็นถึงความแตกต่างได้ อันถือได้ว่าเป็นภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นจนมีลักษณะบ่งเฉพาะตามกฎหมาย

เครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำของโจทก์ถูกนำมาใช้ในลักษณะของส่วนประกอบที่มีอักษรโรมันคำว่า "MAGGI" หรือคำว่า "แม็กกี้" ปรากฏอยู่ข้างในไม่มีลักษณะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในอันที่จะทำให้สาธารณชนหรือผู้ใช้สินค้าจดจำหรือแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้าได้ หากนำไปใช้โดยลำพังกับสินค้า เครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำของโจทก์ไม่อาจทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์แตกต่างไปจากสินค้าอื่นเช่นใด ถือว่าเครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำของโจทก์ไม่ใช่ภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นอันจะมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเองตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบอาชีพผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภค โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "MAGGI" เครื่องหมายการค้าคำว่า "แม็กกี้" และเครื่องหมายการค้าที่มีคำดังกล่าวร่วมกับภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำสีแดงวางอยู่ในใบสลากที่มีพื้นเป็นสีเหลือง โดยมีการใช้และโฆษณาเครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าของโจทก์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปมาไม่น้อยกว่า 50 ปี โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้ในประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย ต่อมาโจทก์มีความประสงค์จะได้รับความคุ้มครองทางทะเบียนในเครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์ตามลักษณะเป็นเครื่องหมายรูปโดดๆ จึงยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์

เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 29 และ 30 รายการสินค้าต่าง ๆ แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเนื่องจากเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ไม่อาจใช้แยกความแตกต่างของสินค้าต่างเจ้าของได้ โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นภาพประดิษฐ์ มิใช่รูปทรงเรขาคณิตทั่วไป จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเองทั้งยังได้รับการจดทะเบียนในต่างประเทศแล้ว คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 510540 และ 510750 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ อันชอบที่จะได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและให้จำเลยทั้งสิบดำเนินการเกี่ยวกับคำขอขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ดังกล่าวต่อไป

จำเลยทั้งสิบให้การว่า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายและข้อเท็จจริงแล้วเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเอง หลักฐานที่โจทก์นำมาแสดงนั้นยังไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการโฆษณาหรือใช้เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนจนแพร่หลายในประเทศไทย ทั้งเป็นการโฆษณาเครื่องหมายการค้าและบริการที่จดทะเบียนไว้แล้วและแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียน การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ ไม่อาจนำมาอ้างเพื่อให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "MAGGI" เครื่องหมายการค้าคำว่า "แม็กกี้" และเครื่องหมายการค้าที่มีคำดังกล่าวร่วมกับภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำ ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ในประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย โดยมีการใช้และโฆษณาเครื่องหมายดังกล่าวกับสินค้าของโจทก์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ปรากฏตามรูปลักษณะของเครื่องหมายการค้า คำขอจดทะเบียน สลากสินค้าและหลักฐานการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.1, จ.4, จ.6 ถึง จ.26, จ.30 ถึง จ.35 และ จ.45 โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์

เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 29 และ 30 รายการสินค้าต่างๆ ปรากฏตามคำขอจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนให้ เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ปรากฏตามคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.27, 28, จ.38 และ จ.39 โจทก์อุทธรณ์ปรากฏตามคำอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.40 และ จ.41 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ปรากฏตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.42 และ จ.43

ปัญหาที่เห็นควรวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นประการแรกมีว่า เครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์ ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเองหรือไม่ ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เป็นภาพประดิษฐ์ ไม่ใช่รูปทรงเรขาคณิตทั่วไป โดยโจทก์มีนายบุญมาผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นางสาวจุฑาทิพย์ ผู้จัดทำคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้แก่โจทก์ นางสาวศรีรัตน์ พนักงานของโจทก์ และนายเฉลิมพงษ์ ทนายความโจทก์มาเบิกความยืนยันว่า เครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์ดังกล่าวของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเอง ส่วนจำเลยทั้งสิบมีนางเพียรพันธ์ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และนายกนก ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามาเบิกความในทำนองว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นรูปทรงเรขาคณิตลักษณะวงรี ซึ่งยังไม่มีลักษณะพิเศษเพียงพอถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าภายใต้รูปประดิษฐ์ดังกล่าวแตกต่างจากสินค้าอื่น เครื่องหมายการค้าและบริการที่เคยได้รับการจดทะเบียนมาแล้วนั้นแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนคดีนี้ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าอันพึงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายจะต้องมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น สำหรับคดีนี้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำถือว่าเป็นภาพประดิษฐ์ตามความหมายของคำว่า "เครื่องหมาย" ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4 เมื่อโจทก์มีความประสงค์จะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนี้ของโจทก์แตกต่างจากสินค้าของบุคคลอื่น ก็ย่อมถือว่าเป็นเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4 ได้ แต่จะเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามมาตรา 6 (1) และมาตรา 7 ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ ซึ่งเครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำของโจทก์นี้เป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะทรงรี แม้จะตกต่างด้วยเส้นโค้งมนและมีปลายแหลมเพื่อทำให้เกิดความสวยงามและแตกต่างไปจากรูปทรงเรขาคณิตทั่วไป แต่เป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อย ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนเห็นได้ถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับรูปทรงเรขาคณิตอื่นทั่วๆ ไป โดยเฉพาะหากไม่ได้นำมาวางเปรียบเทียบเพื่อพิจารณาพร้อมๆ กัน ต่างจากเครื่องหมายการค้าที่เป็นภาพประดิษฐ์รูปทรงเรขาคณิตอื่นซึ่งสามารถทำให้สาธารณชนเห็นถึงความแตกต่างได้ อันจะถือได้ว่าเป็นภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นจนมีลักษณะบ่งเฉพาะตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้าของโจทก์และบรรจุภัณฑ์ของสินค้าโจทก์ที่มีอยู่ในปัจจุบันวัตถุพยานหมาย วจ.1 ถึง วจ.5 แล้วจะเห็นว่า เครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์ของโจทก์ถูกใช้มาในลักษณะของส่วนประกอบที่มีอักษรโรมันคำว่า "MAGGI" หรือคำว่า "แม็กกี้" ปรากฏอยู่ข้างในเท่านั้น จึงไม่มีลักษณะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อย่างใดในอันที่จะทำให้สาธารณชนหรือผู้ใช้สินค้าจดจำหรือแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้าตามที่โจทก์กล่าวอ้างได้ หากนำไปใช้โดยลำพังกับสินค้า เครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำของโจทก์ไม่อาจทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์แตกต่างไปจากสินค้าอื่นเช่นใด ถือว่าเครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำของโจทก์ไม่ใช่ภาพที่ประดิษฐ์ขึ้น อันจะมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (6) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องพิจารณาอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 6 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โซซิเอเต้ เดส์ โปรดุยต์ส เนสท์เล่ เอส.อา.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2044/2552
#507428
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าอันพึงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายจะต้องมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำถือว่าเป็นภาพประดิษฐ์ตามความหมายของคำว่า "เครื่องหมาย" ใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 4 เมื่อโจทก์มีความประสงค์จะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนี้ของโจทก์แตกต่างสินค้าของบุคคลอื่น ย่อมถือว่าเป็นเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ฯ มาตรา 4 ได้ แต่จะเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามมาตรา 6 (1) และมาตรา 7 ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวเป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะทรงรี แม้จะมีการตกแต่งให้เกิดความสวยงามและแตกต่างไปจากรูปทรงเรขาคณิตทั่วไป แต่เป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อย ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนเห็นได้ถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับรูปทรงเรขาคณิตอื่น ทั้งโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวประกอบกับเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "MAGGI" หรือคำว่า "แม็กกี้" จึงไม่มีลักษณะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่จะทำให้สาธารณชนหรือผู้ใช้สินค้าจดจำหรือแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้าได้หากนำไปใช้โดยลำพังกับสินค้า จึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์อันจะมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเองตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 7 วรรคสอง (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "MAGGI" เครื่องหมายการค้าคำว่า "แม็กกี้" และเครื่องหมายการค้าที่มีคำดังกล่าวร่วมกับภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำสีแดงวางอยู่ในใบสลากที่มีพื้นเป็นสีเหลือง โดยมีการใช้และโฆษณาเครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าของโจทก์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปมาไม่น้อยกว่า 50 ปี โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้ในประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย ต่อมาโจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์ เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 29 และ 30 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เนื่องจากเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ไม่อาจใช้แยกความแตกต่างของสินค้าต่างเจ้าของได้ โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นภาพประดิษฐ์ มิใช่รูปทรงเรขาคณิตทั่วไป จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเอง ทั้งยังได้รับการจดทะเบียนในต่างประเทศแล้ว คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 510540 และ 510750 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ อันชอบที่จะได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และให้จำเลยทั้งสิบดำเนินการเกี่ยวกับคำขอขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ดังกล่าวต่อไป

จำเลยทั้งสิบให้การว่า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายและข้อเท็จจริงแล้วเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเอง หลักฐานที่โจทก์นำมาแสดงนั้นยังไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการโฆษณาหรือใช้เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนจนแพร่หลายในประเทศไทย ทั้งเป็นการโฆษณาเครื่องหมายการค้าและบริการที่จดทะเบียนไว้แล้วและแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียน การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศไม่อาจนำมาอ้างเพื่อให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "MAGGI" เครื่องหมายการค้าคำว่า "แม็กกี้" และเครื่องหมายการค้าที่มีคำดังกล่าวร่วมกับภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำ ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ในประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย โดยมีการใช้และโฆษณาเครื่องหมายดังกล่าวกับสินค้าของโจทก์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ปรากฏตามรูปลักษณะของเครื่องหมายการค้า คำขอจดทะเบียน สลากสินค้าและหลักฐานการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.1, จ.4, จ.6 ถึง จ.26, จ.30 ถึง จ.35 และ จ.45 โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์ เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 29 และ 30 ตามคำขอจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนให้ เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ปรากฏตามคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.27, 28, จ.38 และ จ.39 โจทก์อุทธรณ์ ตามคำอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.40 และ จ.41 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.42 และ จ.43

ปัญหาที่เห็นควรวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นประการแรกมีว่า เครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์ ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเองหรือไม่ ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นภาพประดิษฐ์ ไม่ใช่รูปทรงเรขาคณิตทั่วไป โดยโจทก์มีนายบุญมา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นางสาวจุฑาทิพย์ ผู้จัดทำคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้แก่โจทก์ นางสาวศรีรัตน์ พนักงานของโจทก์ และนายเฉลิมพงษ์ ทนายความโจทก์มาเบิกความยืนยันว่า เครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์ดังกล่าวของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเอง ส่วนจำเลยทั้งสิบมีนางเพียรพันธ์ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และนายกนก ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามาเบิกความในทำนองว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นรูปทรงเรขาคณิตลักษณะวงรี ซึ่งยังไม่มีลักษณะพิเศษเพียงพอถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าภายใต้รูปประดิษฐ์ดังกล่าวแตกต่างจากสินค้าอื่น เครื่องหมายการค้าและบริการที่เคยได้รับการจดทะเบียนมาแล้วนั้นแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนคดีนี้ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าอันพึงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายจะต้องมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น สำหรับคดีนี้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำถือว่าเป็นภาพประดิษฐ์ตามความหมายของคำว่า "เครื่องหมาย" ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4 เมื่อโจทก์มีความประสงค์จะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนี้ของโจทก์แตกต่างจากสินค้าของบุคคลอื่น ก็ย่อมถือว่าเป็นเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4 ได้ แต่จะเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามมาตรา 6 (1) และมาตรา 7 ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ ซึ่งเครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำของโจทก์นี้เป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะทรงรี แม้จะตกแต่งด้วยเส้นโค้งมนและมีปลายแหลมเพื่อทำให้เกิดความสวยงามและแตกต่างไปจากรูปทรงเรขาคณิตทั่วไป แต่เป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อย ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนเห็นได้ถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับรูปทรงเรขาคณิตอื่นทั่วๆ ไป โดยเฉพาะหากไม่ได้นำมาวางเปรียบเทียบเพื่อพิจารณาพร้อมๆ กัน ต่างจากเครื่องหมายการค้าที่เป็นภาพประดิษฐ์รูปทรงเรขาคณิตอื่นซึ่งสามารถทำให้สาธารณชนเห็นถึงความแตกต่างได้ อันจะถือได้ว่าเป็นภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นจนมีลักษณะบ่งเฉพาะตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้าของโจทก์และบรรจุภัณฑ์ของสินค้าโจทก์ที่มีอยู่ในปัจจุบันวัตถุพยานหมาย วจ.1 ถึง วจ.4 แล้วจะเห็นว่า เครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์ของโจทก์ถูกใช้มาในลักษณะของส่วนประกอบที่มีอักษรโรมันคำว่า "MAGGI" หรือคำว่า "แม็กกี้" ปรากฏอยู่ข้างในเท่านั้น จึงไม่มีลักษณะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อย่างใดในอันที่จะทำให้สาธารณชนหรือผู้ใช้สินค้าจดจำหรือแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้าตามที่โจทก์กล่าวอ้างได้ หากนำไปใช้โดยลำพังกับสินค้า เครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำของโจทก์ไม่อาจทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์แตกต่างไปจากสินค้าอื่นเช่นใด ถือว่าเครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำของโจทก์ไม่ใช่ภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นอันจะมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (6) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องพิจารณาอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 6 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โซซิเอเต้ เดส์ โปรดุยต์ส เนสท์เล่ เอส.อา.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2552
#501482
เปิดฉบับเต็ม

หน้าที่หลักของเครื่องหมายการค้า คือหน้าที่บอกแหล่งที่มาของสินค้าและความแตกต่างระหว่างสินค้า หมายความว่า เครื่องหมายการค้าจะต้องบ่งบอกได้ว่า สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้ามีแหล่งกำเนิดมาจากที่ใดและสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าอีกเครื่องหมายหนึ่ง

เสียงเรียกขานบางคำในเครื่องหมายการค้าซ้ำกันมิใช่เหตุให้เครื่องหมายการค้าเหมือนหรือคล้ายกันจนไม่อาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้ได้ เพราะการเรียกขานสินค้าย่อมจะขึ้นอยู่กับผู้บริโภคว่าจะเรียกขานเช่นใด ทั้งการเรียกขานก็ไม่ใช่สาระสำคัญประการเดียวที่จะใช้ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์สามารถทำหน้าที่บ่งบอกว่า สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีแหล่งกำเนิดมาจากที่ใด และสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าอีกเครื่องหมายหนึ่งเช่นใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2547 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้าต่างๆ แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว คือ เครื่องหมายการค้า WOW ทะเบียนเลขที่ ค 11114 และเครื่องหมายการค้า California Angels ทะเบียนเลขที่ ค 103658 โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ที่ พณ 0704/5007 ลงวันที่ 9 กันยายน 2547 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ที่ 1571/2548 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2548 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 555626 ของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้กระทำไปโดยสุจริต ภายในขอบเขตของกฎหมาย และถูกต้องแล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานใกล้เคียงกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า หลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้มีการโฆษณาหรือใช้มาเป็นเวลานานหรือมีความแพร่หลายแล้วในประเทศไทย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/5007 และ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1571/2548 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ตามคำขอเลขที่ 555626 ต่อไป ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้าต่างๆ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.14 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว คือเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค 11114 และเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค 103658 ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.7 โจทก์อุทธรณ์ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.8 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.9 โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่เหมือนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว โจทก์เคยยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาก่อนแล้วสำหรับสินค้าจำพวกอื่นปรากฏตามเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.13

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ โดยโจทก์มีนางสาวลักษณ์และนางสาวพัชรีย์เป็นพยานเบิกความว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ส่วนจำเลยทั้งสองมีนางสาวนิดาและนายกนกเป็นพยานเบิกความว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เห็นว่า หน้าที่หลักของเครื่องหมายการค้า คือ หน้าที่บอกแหล่งที่มาของสินค้า และหน้าที่บอกความแตกต่างระหว่างสินค้าหมายความว่า เครื่องหมายการค้าจะต้องบ่งบอกได้ว่า สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีแหล่งกำเนิดมาจากที่ใด และสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าอีกเครื่องหมายหนึ่ง ดังนั้น การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าหยิบยกเครื่องหมายการค้าหลายเครื่องหมายมาพิจารณาประกอบกันในการพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เช่นนี้ ย่อมจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และอยู่ภายใต้กรอบหน้าที่ของเครื่องหมายการค้า คดีนี้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีอักษรโรมันคำว่า "California" และ WOW" ซึ่งเป็นคำเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว สาธารณชนคนไทยส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับภาษาต่างประเทศย่อมจะเกิดความสับสนหลงผิดได้ ข้อแตกต่างระหว่างเครื่องหมายเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยผู้บริโภคทั่วไปสังเกตเฉพาะส่วนสำคัญหรือส่วนหลักของเครื่องหมาย เมื่อมีคำบางคำในเครื่องหมายออกเสียงเหมือนกัน ก็แสดงว่าเสียงเรียกขานทั้งส่วนนั้นเหมือนกัน แต่เมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า อักษรโรมันคำว่า "California" และ WOW" เป็นคำสามัญทั่วไปที่มีความหมายในพจนานุกรม โดยคำว่า "California" เป็นชื่อมลรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนคำว่า "WOW" เป็นคำอุทานแสดงความสำเร็จยอดเยี่ยมบุคคลทั่วไปจึงสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าได้ตราบเท่าที่ไม่เป็นการลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น หรือเหมือนหรือคล้ายกันจนเป็นเหตุให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นอักษรโรมัน

คำว่า ในขณะที่เครื่องหมายการค้าอื่นเป็นอักษรโรมันคำว่า WOW และคำว่า California Angels ซึ่งเมื่อพิจารณาต่อไปจะเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งเครื่องหมายมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ายกขึ้นมาเปรียบเทียบเป็นอย่างมาก เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีส่วนอื่นๆประกอบนอกเหนือจากอักษรโรมันที่ซ้ำกันอยู่โดยไม่ใช่เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ด้วย ดังนั้น ลำพังการที่เครื่องหมายการค้าเหล่านี้มีคำซ้ำกันอยู่บ้าง ซึ่งก็เป็นคำสามัญที่มีการใช้อยู่ทั่วไป ไม่ได้เป็นคำเฉพาะพิเศษเช่นใดจนถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนโดยทั่วไปในสังคมไทยไม่รู้ไม่เข้าใจในคำดังกล่าว และทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์แต่อย่างใด สำหรับในเรื่องเสียงเรียกขานนั้น การจะถือว่าเสียงเรียกขานบางคำซ้ำกันจะเป็นเหตุให้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเหมือนหรือคล้ายกันจนไม่อาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้น่าจะไม่ได้ เพราะการเรียกขานสินค้าย่อมจะขึ้นอยู่กับผู้บริโภคว่าจะเรียกขานเช่นใด ทั้งการเรียกขานก็ไม่ใช่สาระสำคัญประการเดียวที่จะใช้ในการพิจารณา ถือว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์สามารถทำหน้าที่บ่งบอกว่า สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีแหล่งกำเนิดมาจากที่ใด และสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าอีกเครื่องหมายหนึ่งเช่นใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นๆ ตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบูลดอก โฮลดิ้งล์ ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พลรัตน์ ประทุมทาน
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2552
#502962
เปิดฉบับเต็ม

หน้าที่หลักของเครื่องหมายการค้า คือ หน้าที่บอกแหล่งที่มาของสินค้า และหน้าที่บอกความแตกต่างระหว่างสินค้า หมายความว่า เครื่องหมายการค้าจะต้องบ่งบอกได้ว่า สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีแหล่งกำเนิดมาจากที่ใด และสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าอีกเครื่องหมายหนึ่ง

การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าหยิบยกเครื่องหมายการค้าหลายเครื่องหมายมาพิจารณาประกอบกันในการพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าย่อมจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและอยู่ภายใต้กรอบหน้าที่ของเครื่องหมายการค้า

ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีอักษรโรมันคำว่า "California" และ "WOW" ซึ่งเป็นคำเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ย่อมจะเกิดความสับสนหลงผิดได้ แต่เมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะเห็นได้ว่า อักษรโรมันคำว่า "California" และ "WOW" เป็นคำสามัญทั่วไปที่มีความหมายในพจนานุกรมโดยคำว่า "California" เป็นชื่อมลรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนคำว่า "WOW" เป็นคำอุทานแสดงความสำเร็จยอดเยี่ยม ดังนั้น บุคคลทั่วไปจึงสามารถนำคำไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าได้ตราบเท่าที่ไม่เป็นการลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น หรือเหมือนหรือคล้ายกันจนเป็นเหตุให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งเครื่องหมายมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ายกขึ้นเปรียบเทียงเป็นอย่างมาก แม้เครื่องหมายการค้าเหล่านี้มีคำซ้ำกันอยู่บ้าง ซึ่งก็เป็นคำสามัญที่มีการใช้อยู่ทั่วไป ไม่ได้เป็นคำเฉพาะพิเศษและไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าสำหรับเสียงเรียกขาน การจะถือว่าเสียงเรียกขานบางคำซ้ำกันจนเป็นเหตุให้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเหมือนหรือคล้ายกันจนไม่อาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้น่าจะไม่ได้ เพราะการเรียกขานสินค้าย่อมขึ้นอยู่กับผู้บริโภคว่าจะเรียกขานเช่นใด ทั้งการเรียกขานก็ไม่ใช่สาระสำคัญประการเดียวที่จะใช้ในการพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/5007 ลงวันที่ 9 กันยายน 2547 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1571/2548 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2548 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 555626 ของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานใกล้เคียงกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/5007 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1571/2548 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ตามคำขอเลขที่ 555626 ต่อไป ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า หน้าที่หลักของเครื่องหมายการค้า คือ หน้าที่บอกแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า หน้าที่หลักของเครื่องหมายการค้า คือ หน้าที่บอกแหล่งที่มาของสินค้า และหน้าที่บอกความแตกต่างระหว่างสินค้า หมายความว่า เครื่องหมายการค้า จะต้องบ่งบอกได้ว่า สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีแหล่งกำเนิดมาจากที่ใด และสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าอีกเครื่องหมายหนึ่ง ดังนั้น การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าหยิบยกเครื่องหมายการค้าหลายเครื่องหมายมาพิจารณาประกอบกันในการพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เช่นนี้ ย่อมจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และอยู่ภายใต้กรอบหน้าที่ของเครื่องหมายการค้า คดีนี้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีอักษรโรมันคำว่า "California" และ "WOW" ซึ่งเป็นคำเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว สาธารณชนคนไทยส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับภาษาต่างประเทศ ย่อมจะเกิดความสับสนหลงผิดได้ ข้อแตกต่างระหว่างเครื่องหมายเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ผู้บริโภคทั่วไปสังเกตเฉพาะส่วนสำคัญหรือส่วนหลักของเครื่องหมาย เมื่อมีคำบางคำในเครื่องหมายออกเสียงเหมือนกัน ก็แสดงว่าเสียงเรียกขานทั้งส่วนนั้นเหมือนกัน แต่เมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า อักษรโรมันคำว่า "California" และ "WOW" เป็นคำสามัญทั่วไปที่มีความหมายในพจนานุกรมโดยคำว่า "California" และ "WOW" เป็นคำสามัญทั่วไปที่มีความหมายในพจนานุกรมโดยคำว่า "California" เป็นชื่อมลรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนคำว่า "WOW" เป็นคำอุทาน แสดงความสำเร็จยอดเยี่ยม บุคคลทั่วไปจึงสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าได้ตราบเท่าที่ไม่เป็นการลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นหรือเหมือนหรือคล้ายกันจนเป็นเหตุให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นอักษรโรมันคำว่า ในขณะที่เครื่องหมายการค้าอื่นเป็นอักษรโรมันคำว่า และคำว่า California Angels ซึ่งเมื่อพิจารณาต่อไปจะเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งเครื่องหมายมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานแตกต่างจากเครื่องหมายกาค้าทั้งสองเครื่องหมายที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ายกขึ้นมาเปรียบเทียบเป็นอย่างมาก เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีส่วนอื่นๆ ประกอบนอกเหนือจากอักษรโรมันที่ซ้ำกันอยู่ โดยไม่ใช่เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ด้วย ดังนั้น ลำพังการที่เครื่องหมายการค้าเหล่านี้มีคำซ้ำกันอยู่บ้าง ซึ่งก็เป็นคำสามัญที่มีการใช้อยู่ทั่วไป ไม่ได้เป็นคำเฉพาะพิเศษเช่นใดจนถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนโดยทั่วไปในสังคมไทยไม่รู้ไม่เข้าใจในคำดังกล่าว และทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์แต่อย่างใด สำหรับในเรื่องเสียงเรียกขานนั้น การจะถือว่าเสียงเรียกขานบางคำซ้ำกันจะเป็นเหตุให้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเหมือนหรือคล้ายกันจนไม่อาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้น่าจะไม่ได้ เพราะการเรียกขานสินค้าย่อมจะขึ้นอยู่กับผู้บริโภคว่าจะเรียกขานเช่นใด ทั้งการเรียกขานก็ไม่ใช่สาระสำคัญประการเดียวที่จะใช้ในการพิจารณา ถือว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์สามารถทำหน้าที่บ่งบอกว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีแหล่งกำเนิดมาจากที่ใด และสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าอีกเครื่องหมายหนึ่งเช่นใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นๆ ตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 13 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบูลดอก โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พลรัตน์ ประทุมทาน
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2040/2552
#501351
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 65 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง มิใช่เกี่ยวกับอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้อง และเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง

การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงหรือไม่ ต้องพิจารณาจากคำที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าว่าจะสามารถสื่อให้สาธารณชนทราบหรือเข้าใจถึงสินค้าได้เพียงใด หากสามารถทราบหรือเข้าใจได้ในทันทีเพราะคำดังกล่าวเป็นคำสามัญทั่วไปสำหรับสินค้าหรือใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถทราบหรือเข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นเป็นสินค้าประเภทหรือชนิดใด เพราะคำดังกล่าวเป็นคำพรรณนาสำหรับสินค้าแล้ว คำที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวย่อมเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง แต่หากสาธารณชนยังต้องใช้วิจารณญาณพอสมควรในการพิจารณาจึงจะเข้าใจได้ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสื่อให้ทราบถึงสินค้าประเภทหรือชนิดใด เพราะคำดังกล่าวเป็นเพียงคำแนะนำของสินค้าแล้ว คำที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวยังไม่อาจถือว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงได้

เครื่องหมายการค้าคำว่า "AQUAFEED" ไม่มีคำแปลในพจนานุกรม แต่เป็นการนำคำ 2 คำ มารวมกัน คือคำว่า "AQUA" กับ "FEED" คำว่า "AQUA" มีความหมายว่า "น้ำ" ส่วนคำว่า "FEED" มีความหมายว่า "ให้อาหาร, เลี้ยง, เลี้ยงให้อ้วน" เมื่อนำมารวมกันแล้วจะมีความหมายหรือคำแปลเพียงในทำนองว่า "การให้อาหารสำหรับ/เกี่ยวกับ/ของน้ำ" จึงไม่ใช่คำสามัญทั่วไปของสินค้าอาหารสัตว์ และไม่อาจถือว่าเป็นคำพรรณนาสำหรับสินค้าอาหารสัตว์ด้วย เพราะไม่ได้พรรณาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าอาหารสัตว์โดยตรง หาใช่ว่าจะสามารถทราบหรือเข้าใจได้ในทันทีหรือเมื่อใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยไม่ ดังนั้น เครื่องหมายการค้าคำว่า "AQUAFEED" จึงไม่ถือว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงและถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้รับโอนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AQUAFEED" ทะเบียนเลขที่ ค.8998 เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 31 รายการ สินค้า อาหารกุ้ง จากบริษัทแอควาสตาร์ จำกัด ต่อมาบริษัทคาร์กิลล์ อินคอร์ปอเรเต็ด ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ เพราะไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ โจทก์ไม่เห็นด้วย เนื่องจากบริษัทคาร์กิลล์ อินคอร์ปอเรเต็ด ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมาย และใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเองและโดยการใช้ ขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "AQUAFEED" ทะเบียนเลขที่ ค.8998 ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ คำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 5/2548 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และให้โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AQUAFEED" ทะเบียนเลขที่ ค.8998 ต่อไป

จำเลยให้การว่า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้มีคำสั่งโดยสุจริต ถูกต้องตามหลักกฎหมาย ตรงต่อข้อเท็จจริง และเป็นธรรมแล้ว บริษัทคาร์กิลล์ อินคอร์ปอเรเต็ด เป็นผู้ผลิตอาหารเสริมสำหรับสัตว์ และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "CARGILL AQUAFEED" ต่อมาได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "CARGILL AQUAFEED" ประกอบกับรูปปลาในลักษณะประดิษฐ์ แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาว่าไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนให้ เพราะเหมือนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว รวมทั้งเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.8998 และให้ปฏิเสธ ไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในคำว่า "AQUAFEED" การใช้สิทธิขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าเป็นไปโดยสุจริต คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ นอกจากนี้ หลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีการโฆษณาหรือใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ซึ่งเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 5/2548 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2548 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติเป็นเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์รับโอนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AQUAFEED" ทะเบียนเลขที่ ค.8998 เอกสารหมาย จ.3 จากบริษัทแอควาสตาร์ จำกัด ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 ต่อมาบริษัทคาร์กิลล์ อินคอร์ปอเรเต็ด ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.7 หรือ ล.3 โจทก์ยื่นหนังสือชี้แจง ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.8 แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ เพราะไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.9 หรือ ล.5

สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้เนื่องจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้นระยะเวลา 90 วัน ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 65 นั้น เห็นว่า มาตรา 65 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้ร้องขอให้เพิกถอน เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น หรือผู้ได้รับอนุญาตมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่งต่อศาลภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งของคณะกรรมการ ถ้าไม่อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าคำสั่งของคณะกรรมการเป็นที่สุด" ซึ่งบทกฎหมายดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง มิใช่บทบัญญัติเกี่ยวกับอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้อง และเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น แม้จำเลยจะไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงแห่งคดีปรากฏว่า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งเพิกถอนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2548 ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.9 หรือ ล.5 จำเลยให้การรับอยู่ว่า มีการแจ้งให้โจทก์ทราบคำสั่งดังกล่าวตามแบบ ตค.8 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2548 ซึ่งหลักฐานทางไปรษณีย์ตามเอกสารท้ายคำให้การของจำเลยปรากฏว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 28 พฤศจิกายน 2548 จึงถือว่า โจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมามีว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "AQUAFEED" ของโจทก์ เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง เห็นว่า การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากคำที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าว่าจะสามารถสื่อให้สาธารณชนทราบหรือเข้าใจถึงสินค้าได้เพียงใด หากสาธารณชนสามารถทราบหรือเข้าใจได้ในทันที เพราะคำดังกล่าวเป็นคำสามัญทั่วไปสำหรับสินค้าหรือใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถทราบหรือเข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นเป็นสินค้าประเภทหรือชนิดใด เพราะคำดังกล่าวเป็นคำพรรณนาสำหรับสินค้าแล้ว คำที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวย่อมเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง แต่หากสาธารณชนยังต้องใช้วิจารณญาณพอสมควรในการพิจารณาจึงจะเข้าใจได้ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสื่อให้ทราบถึงสินค้าประเภทหรือชนิดใด เพราะคำดังกล่าวเป็นเพียงคำแนะนำของสินค้าแล้ว คำที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวยังไม่อาจถือว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงได้ สำหรับคดีนี้ เครื่องหมายการค้าคำว่า "AQUAFEED" ไม่มีความหมายหรือคำแปลในพจนานุกรม แต่เป็นการนำคำ 2 คำ มารวมกัน คือคำว่า "AQUA" กับ "FEED" ซึ่งจำเลยเองนำสืบว่า "AQUA" มีความหมายว่า "น้ำ" ส่วนคำว่า "FEED" มีความหมายว่า "ให้อาหาร, เลี้ยง, เลี้ยงให้อ้วน" เมื่อนำมารวมกันแล้ว หากให้ความหมายหรือคำแปลตามรูปไวยากรณ์ของภาษาอังกฤษ ก็จะมีความหมายหรือคำแปลเพียงในทำนองว่า "การให้อาหารสำหรับ/เกี่ยวกับ/ของน้ำ" จึงเห็นได้ชัดเจนว่าคำนี้ไม่ใช่คำสามัญทั่วไปของสินค้าอาหารสัตว์ และไม่อาจถือว่าเป็นคำพรรณนาสำหรับสินค้าอาหารสัตว์ด้วยเพราะไม่ได้พรรณนาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าอาหารสัตว์โดยตรง หากจะคิดพิจารณาต่อไปว่าเป็นคำที่กล่าวถึง "อาหารสำหรับสัตว์น้ำ" ก็จะต้องเชื่อมโยงคำว่า "AQUA" กับสัตว์น้ำ หาใช่ว่าจะสามารถทราบหรือเข้าใจได้ในทันทีหรือเมื่อใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยตามที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ดังนั้น เครื่องหมายการค้าคำว่า "AQUAFEED" จึงไม่ถือว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง และถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) ดังนั้น การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์จึงไม่ชอบ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พลรัตน์ ประทุมทาน
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา