คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1934/2552
#507415
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาคดีของศาลฎีกา หากจำเลยผู้หนึ่งฎีกาคัดค้านคำพิพากษา ซึ่งให้ลงโทษจำเลยหลายคนในความผิดฐานเดียวกัน หากคดีนั้นศาลฎีกาใช้อำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 พิพากษากลับหรือแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ลงโทษหรือลดโทษให้จำเลยที่ฎีกาและพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาด้วย เพราะเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยอื่นที่มิได้ฎีกาจึงยังไม่ถือว่าเป็นที่สุดเมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้จำเลยที่ 1 ฟังเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2546 แม้จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เมื่อศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีและพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 แล้ว คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นที่สุดเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง การที่ศาลชั้นต้นระบุในหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของจำเลยที่ 1 ว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 22 ธันวาคม 2547 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิต จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสี่กระทงละ 25 ปี รวมจำคุกคนละ 50 ปี จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ 1 โดยระบุในหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 8 กันยายน 2546 ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีโดยพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 15 ปี รวมจำคุก 30 ปี ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2547 และออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ฉบับลงวันที่ 22 ธันวาคม 2547 โดยระบุในหมายจำคุกจำเลยที่ 1 ว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 22 ธันวาคม 2547

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดวันที่ 8 กันยายน 2546 ขอให้ยกเลิกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดทั้งสองฉบับและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดฉบับใหม่ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 30 ปี และคดีถึงที่สุดวันที่ 8 กันยายน 2546

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดเมื่อใด ในปัญหาดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 บัญญัติว่า "ในคดีซึ่งจำเลยผู้หนึ่งอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา ซึ่งให้ลงโทษจำเลยหลายคนในความผิดฐานเดียวกันหรือต่อเนื่องกัน ถ้าศาลอุทธรณ์กลับหรือแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ลงโทษหรือลดโทษให้จำเลย แม้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์ ให้มิต้องถูกรับโทษหรือลดโทษดุจจำเลยผู้อุทธรณ์" และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 บัญญัติว่า "ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาและว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งชั้นอุทธรณ์มาบังคับในชั้นฎีกาโดยอนุโลม เว้นแต่ห้ามมิให้ทำความเห็นแย้ง" จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นว่าในการพิจารณาของศาลฎีกา หากจำเลยผู้หนึ่งฎีกาคัดค้านคำพิพากษา ซึ่งให้ลงโทษจำเลยหลายคนในความผิดฐานเดียวกัน หากคดีนั้นศาลฎีกาใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 พิพากษากลับหรือแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ลงโทษหรือลดโทษให้จำเลยที่ฎีกาและพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาด้วย เพราะเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยอื่นที่มิได้ฎีกาจึงยังไม่ถือว่าเป็นที่สุดเมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้จำเลยที่ 1 ฟังเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2546 แม้จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เมื่อศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีและพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 แล้ว คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นที่สุดเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง การที่ศาลชั้นต้นระบุในหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของจำเลยที่ 1 ว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 22 ธันวาคม 2547 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยืนตามมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายวิมล พลเหลา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
คำนวน เทียมสอาด
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1902/2552
#451860
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า ในการประกาศผลสอบไล่เนติบัณฑิตยสภาสมัยที่ 14 ประจำปี พ.ศ.2504 จำเลยซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาติกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยกรรมการของจำเลยสมคบกันทุจริตในการให้คะแนนสอบปากเปล่าด้วยความลำเอียงไม่ให้คะแนนตามความรู้ ด้วยการให้คะแนนสอบปากเปล่าแก่ อ. ผู้ซึ่งสอบข้อเขียนได้เป็นอันดับ 3 สูงถึง 85 คะแนน แต่กลับให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สอบข้อเขียนได้คะแนนสูงสุดและมีคะแนนข้อเขียนมากกว่า อ. ถึง 19 คะแนน ได้คะแนนสอบปากเปล่าเพียง 65 คะแนน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับคะแนนสอบข้อเขียนแล้ว ทำให้โจทก์ตกไปอยู่ในอันดับ 2 และส่งผลให้ อ. ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและอับอาย ไม่เป็นที่รู้จักและไม่ได้รับการยกย่องแพร่หลายในฐานะบุคคลที่เรียนดีที่สุดในยุคนั้น ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการขอขมาโจทก์ และประกาศผลการสอบไล่ดังกล่าวเสียใหม่ว่าโจทก์เป็นผู้สอบไล่ได้เป็นอันดับ 1 มิใช่ อ. โดยให้จำเลยปิดประกาศแผ่นป้ายถาวรไว้ ณ ที่ทำการของจำเลย และแก้ไขรายการผลสอบดังกล่าวในเอกสารต่าง ๆ ด้วย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองนั้น จะเป็นคำฟ้องที่โจทก์ได้กล่าวแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเพื่อสนับสนุนให้เห็นว่ากรรมการของจำเลยสมคบร่วมกันกระทำมิชอบต่อโจทก์นั้น หากมีมูลความจริง โจทก์ก็สมควรต้องรีบดำเนินการโต้แย้งหรือนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลภายในเวลาอันสมควร เพื่อให้จำเลยและบุคคลที่โจทก์กล่าวพาดพิงได้มีโอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเนิ่นนานจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ 43 ปี จนบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างสูญหายตายจากไปหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์หยิบยกเอาความรู้ความสามารถ ความสำเร็จจากการสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา และจากหน้าที่ราชการที่โจทก์ปฏิบัติมาตลอดชีวิตราชการ รวมทั้งการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ภายหลังจากการสอบเป็นเนติบัณฑิต เพื่อสนับสนุนว่าโจทก์มีความรู้โดดเด่นไม่น่าจะได้คะแนนสอบปากเปล่าน้อยกว่า อ. ก็ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังการสอบปากเปล่าเป็นระยะเวลายาวนานเกือบตลอดชีวิตการทำงานของโจทก์ทั้งสิ้น หาใช่ข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วหรือเกิดขึ้นภายในระยะเวลาใกล้เคียงวันเกิดเหตุอันจะเป็นเครื่องชี้หรือบ่งบอกถึงความรู้ความสามารถของโจทก์ในวันที่มีการสอบปากเปล่าไม่ การที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานถึง 43 ปี แล้วค่อยขุดคุ้ยเอาความสำเร็จจากหน้าที่ราชการที่ได้ปฏิบัติมาจนเกือบตลอดชีวิตขึ้นกล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนคำฟ้องว่าจำเลยดำเนินการสอบปากเปล่าโดยมิชอบเช่นนี้ พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยดำเนินการประกาศขอขมาต่อโจทก์ และประกาศผลการสอบไล่ได้เนติบัณฑิตไทย สมัยที่ 14 ประจำปี 2504 เสียใหม่เป็นว่า โจทก์เป็นผู้สอบไล่ได้เป็นอันดับที่ 1 ไม่ใช่นายอัครวิทย์ โดยให้จำเลยปิดประกาศแผ่นป้ายที่ถาวรไว้ที่สำนักอบรมฯของจำเลย และแก้ไขรายการผลการสอบดังกล่าวในเอกสารต่าง ๆ ด้วย หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติ ก็ขอให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเสียเองโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องสรุปความได้ว่า โจทก์ฟ้องเนติบัณฑิตยสภาจำเลยซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาติว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ในการสอบข้อเขียนของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาซึ่งเป็นหน่วยงานของจำเลย ในการสอบไล่สมัยที่ 14 ปีการศึกษา พ.ศ.2504 ซึ่งมีผู้เข้าสอบรวม 444 คน สอบผ่านข้อเขียนเพียง 19 คน โจทก์สอบข้อเขียนได้คะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 โดยโจทก์สอบได้คะแนน 254 คะแนน จากคะแนนเต็ม 400 คะแนน ทิ้งห่างคะแนนข้อเขียน 235 คะแนน ของนายอัครวิทย์ ผู้สอบได้เป็นอันดับ 3 ถึง 19 คะแนน แต่มีการสมคบกันทุจริตในการให้คะแนนสอบปากเปล่าขึ้นในระหว่างกรรมการของจำเลยผู้ทำหน้าที่สอบปากเปล่าในลักษณะเตรียมการไว้ล่วงหน้า อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยความลำเอียงไม่ให้คะแนนตามความรู้ โดยให้คะแนนสอบปากเปล่าแก่นายอัครวิทย์สูงถึง 85 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงที่สุดในรุ่น แต่ให้โจทก์เพียง 65 คะแนน เพราะกรรมการของจำเลยมีเจตนาไม่สุจริตต้องการให้คะแนนนายอัครวิทย์มากกว่าโจทก์ถึง 20 คะแนน เพื่อว่าเมื่อนำไปรวมกับคะแนนสอบข้อเขียนแล้ว นายอัครวิทย์กลับมีคะแนนนำชนะโจทก์อยู่ 1 คะแนน ส่งผลให้นายอัครวิทย์เป็นผู้สอบไล่ได้ที่ 1 ส่วนโจทก์ตกไปอยู่อันดับ 2 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นการเหยียดหยามเกียรติยศศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของโจทก์ ทำให้โจทก์อับอายไม่เป็นที่รู้จักและไม่ได้รับการยกย่องแพร่หลายในฐานะเป็นบุคคลที่เรียนดีที่สุดในยุคนั้น ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการประกาศขอขมาต่อโจทก์ และประกาศผลการสอบไล่ได้เนติบัณฑิตไทย สมัยที่ 14 ประจำปี พ.ศ.2504 เสียใหม่เป็นว่า โจทก์เป็นผู้สอบไล่ได้เป็นอันดับที่ 1 ไม่ใช่นายอัครวิทย์ โดยให้จำเลยปิดประกาศแผ่นป้ายที่ถาวรไว้ที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาของจำเลย และแก้ไขรายการผลการสอบดังกล่าวในเอกสารต่าง ๆ ด้วย หากจำเลยไม่ปฏิบัติก็ขอให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเสียเองโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ดังนี้ เห็นว่า แม้คำฟ้องที่สรุปความดังกล่าวโจทก์จะได้กล่าวแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติไว้แล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเพื่อสนับสนุนให้เห็นว่า กรรมการสอบปากเปล่าของจำเลยสมคบร่วมกันกระทำมิชอบต่อโจทก์โดยบรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าพระมนูเวทย์วิมลนาท บิดาของนายอัครวิทย์ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ในวันสอบปากเปล่ามีพฤติการณ์ที่แสดงออกว่าได้ร่วมมือกับกรรมการสอบปากเปล่ากระทำการโดยมิชอบเพื่อช่วยเหลือให้นายอัครวิทย์สอบได้คะแนนรวมชนะโจทก์ 1 คะแนน นั้น หากมีมูลเป็นความจริงดังที่โจทก์กล่าวในฟ้อง โจทก์ก็สมควรที่จะต้องรีบดำเนินการโต้แย้งหรือนำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาลได้ภายในเวลาอันสมควร เพื่อให้โอกาสแก่จำเลยและบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างพาดพิงถึงทุกคนทุกฝ่ายได้มีโอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ กลับปล่อยระยะเวลาให้ล่วงเลยเนิ่นนานมาจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ 43 ปี จนบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคนทุกฝ่ายต่างสูญหายตายจากไปจนหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องในตอนต่อมาตามคำฟ้องข้อ 7 ถึงข้อ 14 ตั้งแต่หน้า 10 จนถึงหน้า 20 โดยหยิบยกเอาความรู้ความสามารถและความสำเร็จจากหน้าที่ราชการที่โจทก์ปฏิบัติมาตลอดชีวิตราชการภายหลังจากสอบเป็นเนติบัณฑิตได้ว่า โจทก์ได้รับการคัดเลือกเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ แผนกวิชานิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสอบคัดเลือกได้เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาในปี พ.ศ.2506 ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ของรุ่น โจทก์เป็นผู้พิพากษาคนเดียวที่เป็นกรรมการอุดมการณ์ของชาติ และราชบัณฑิตยสถานคัดเลือกโจทก์ให้เป็นผู้เขียนคำอธิบายลงในสารานุกรมไทยเป็นเวลากว่า 20 ปี รวมทั้งเป็นกรรมการและประธานกรรมการยูเนสโก (UNESCO) แห่งชาติ สาขาสังคมศาสตร์ด้วย ยิ่งกว่านั้นโจทก์ยังสามารถสอบชิงทุนฟุลไบร์ทไปศึกษาวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา จนสำเร็จปริญญาโททางกฎหมาย (LL.M.) นอกจากนี้ในระหว่างรับราชการเป็นผู้พิพากษาโจทก์ยังได้แสดงให้เห็นถึงความฉลาดหลักแหลม มีความคิดริเริ่มกว้างไกล ได้เสนอแนะให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่ราชการศาลและชาติบ้านเมืองตลอดมาจนครบเกษียณอายุราชการ หลังจากนั้นโจทก์ก็ได้รับเชิญให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีความสามารถพิเศษของสาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และได้ผลิตตำราวิชากฎหมายหลายสิบเล่มออกสู่วงการศึกษาวิชากฎหมาย เพื่อสนับสนุนข้ออ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีความรู้โดดเด่นไม่น่าจะได้คะแนนสอบปากเปล่าน้อยกว่านายอัครวิทย์ถึง 20 คะแนน นั้น ก็ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังการสอบปากเปล่าเป็นระยะเวลายาวนานเกือบตลอดชีวิตการทำงานของโจทก์ทั้งสิ้น หาใช่ข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วหรือเกิดขึ้นภายในระยะเวลาใกล้เคียงวันเกิดเหตุที่จะเป็นเครื่องชี้หรือบ่งบอกความรู้ความสามารถของโจทก์ในวันที่มีการสอบปากเปล่าไม่ การที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานถึง 43 ปี แล้วจึงค่อยเอาความสำเร็จจากหน้าที่ราชการที่ได้ปฏิบัติมาเนิ่นนานจนเกือบตลอดชีวิตขึ้นกล่าวอ้าง เพื่อสนับสนุนคำฟ้องว่าจำเลยดำเนินการสอบปากเปล่าโดยมิชอบเช่นนี้ พฤติการณ์ส่อว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ที่บัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ และการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตซึ่งทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเช่นนี้ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

เมื่อผลแห่งคำวินิจฉัยปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตและไม่มีอำนาจฟ้องเช่นนี้ คดีจึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลฎีกาจะต้องรับวินิจฉัยตามประเด็นที่โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ขึ้นมาอีกแต่อย่างใด เพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสถิตย์ เล็งไธสง
จำเลย — เนติบัณฑิตยสภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจุมพล กล้าประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1892/2552
#502761
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลฯ มาตรา 43 ซึ่งความประสงค์ของจำเลยย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 วรรคสอง จำเลยออกประกาศสอบราคาซื้อรถยนต์ ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 โจทก์ยื่นคำเสนอราคารถยนต์เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2544 และทำสัญญาซื้อขายรถยนต์กับ ส. ประธานกรรมการบริหารของจำเลย เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2544 ความเกี่ยวพันระหว่างโจทก์ จำเลย กับ ส. ตัวแทนของจำเลยต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 การออกประกาศซื้อรถยนต์ของจำเลยซึ่งเป็นตัวการโดย ส. ซึ่งเป็นตัวแทน เป็นเรื่องที่อยู่ในขอบอำนาจที่ตัวแทนทำได้ แต่เมื่อมีมติที่ประชุมจำเลยยกเลิกความต้องการดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2544 ย่อมเป็นเรื่องที่ตัวแทนทำการอันเกินอำนาจตัวแทน กรณีจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 822 ซึ่งสัญญาซื้อขายดังกล่าวจะใช้บังคับระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกับจำเลยซึ่งเป็นตัวการได้หรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับว่าในทางปฏิบัติของจำเลยทำให้โจทก์มีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการซื้อขายรถยนต์คันพิพาทอยู่ในขอบอำนาจของ ส. ตัวแทนของจำเลยหรือไม่

ขณะต้องการซื้อรถยนต์ได้มีประกาศของจำเลยให้บุคคลภายนอกทั่วไปทราบแล้ว การจะให้บุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องทราบมติยกเลิกความต้องการดังกล่าวย่อมสมควรทำโดยประกาศหรือวิธีการอื่นใดในลักษณะเดียวกัน แต่จำเลยไม่เคยแจ้งมติยกเลิกการสอบราคาไปยังโจทก์ และไม่ปรากฏว่าได้มีการประกาศมติดังกล่าวให้บุคคลภายนอกทราบ การมีมติดังกล่าวมีลักษณะเป็นการภายในอันไม่สามารถถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกควรรู้ และแม้ว่า ส. จะลงชื่อในสัญญาซื้อขายโดยมิได้กำกับไว้ว่าทำการแทนจำเลย แต่ในตอนเริ่มต้นของสัญญาก็ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าเป็นการทำสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยสัญญาซื้อขายจึงมีผลสมบูรณ์ผูกพันระหว่างโจทก์จำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 822 ประกอบมาตรา 820 การที่ ส. มิได้นำรถยนต์คันพิพาทไปขึ้นทะเบียนครุภัณฑ์ของทางราชการและนำรถยนต์ไปใช้ส่วนตัว เป็นเรื่องการภายในของจำเลยที่ต้องไปว่ากล่าวกันเอง หามีผลทำให้ความรับผิดที่มีต่อโจทก์เปลี่ยนแปลงไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 533,797 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 490,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 30,000 บาท แก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระราคารถพิพาทจำนวน 490,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระราคาเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (29 พฤศจิกายน 2545) ต้องไม่เกิน 43,797 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ 750 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่าขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 43 องค์การบริหารส่วนตำบลประกอบด้วยสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลตาม มาตรา 44 ตามมาตรา 59 (1) คณะกรรมการบริหารมีอำนาจหน้าที่บริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามมติ ข้อบังคับและแผนพัฒนาตำบลและรับผิดชอบการบริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบลต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และมาตรา 60 กำหนดให้ประธานกรรมการบริหารเป็นผู้แทนขององค์การบริหารส่วนตำบล จำเลยมีว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ เป็นประธานกรรมการบริหารตามคำสั่งแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 จำเลยออกประกาศตามเอกสารหมาย จ.4 มีความประสงค์จะสอบราคาซื้อรถยนต์ 1 คัน ให้ผู้สนใจยื่นซองสอบราคาได้ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2544 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2544 วันที่ 8 สิงหาคม 2544 สภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยมีการประชุมสมัยวิสามัญสมัยที่ 3/2544 และมีมติให้ยกเลิกการซื้อรถยนต์ที่จำเลยได้ออกประกาศไว้ตามรายงานการประชุม (ท้ายคำให้การ) วันที่ 17 สิงหาคม 2544 จำเลยโดยว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทกับโจทก์ตามสัญญาซื้อขาย วันที่ 20 สิงหาคม 2544 โจทก์ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทโดยมีว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์เป็นผู้รับมอบไว้ตามใบสำคัญรับรถ จำเลยมิได้ชำระราคารถยนต์คันพิพาทจำนวน 490,000 บาท แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลย วันที่ 5 กรกฎาคม 2545 มีผู้นำรถยนต์คันพิพาทมารับการตรวจซ่อมที่บริษัทโจทก์แล้วมิได้มารับรถยนต์คันดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องชำระราคารถยนต์คันพิพาทแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง ความประสงค์ย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของจำเลย ซึ่งขณะเกิดเหตุได้แก่ว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ประธานกรรมการบริหารจำเลยโดยว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ออกประกาศตามเอกสารหมาย จ.4 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 แสดงความประสงค์จะซื้อรถยนต์ 1 คัน ตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ โดยให้ยื่นซองเสนอราคาได้จนถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2544 แต่วันที่ 8 สิงหาคม 2544 สภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยได้มีการประชุมและมีมติยกเลิกความต้องการซื้อรถยนต์ดังกล่าว โจทก์ยื่นคำเสนอราคารถยนต์คันพิพาทวันที่ 9 สิงหาคม 2544 และทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันดังกล่าวกับว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2544 จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า สัญญาดังกล่าวผูกพันจำเลยหรือไม่ ซึ่งมีข้อที่จะต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยเป็นประการสำคัญคือ มติที่ประชุมของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2544 ที่ให้ยกเลิกความต้องการซื้อรถยนต์มีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 59 (1) บัญญัติให้คณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามมติ ข้อบังคับและรับผิดชอบต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์จึงต้องผูกพันตามมตินี้ แต่โจทก์เป็นบุคคลภายนอก ความเกี่ยวพันระหว่างโจทก์ จำเลย กับว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ในฐานะตัวแทนของจำเลยย่อมต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทน ซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 การออกประกาศซื้อรถยนต์ของจำเลยซึ่งเป็นตัวการโดยว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ซึ่งเป็นตัวแทนตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นเรื่องที่อยู่ภายในขอบอำนาจที่ตัวแทนทำได้แต่เมื่อมีมติที่ประชุมของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยยกเลิกความต้องการดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2544 การที่ว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ยังเข้าทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทกับโจทก์ต่อมาในวันที่ 17 สิงหาคม 2544 ย่อมเป็นเรื่องที่ตัวแทนทำการอันเกินอำนาจตัวแทน กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 822 ซึ่งสัญญาดังกล่าวจะใช้บังคับ ระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกับจำเลยซึ่งเป็นตัวการได้หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับว่าในทางปฏิบัติของจำเลยทำให้โจทก์มีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการซื้อขายรถยนต์คันพิพาทอยู่ในขอบอำนาจของว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ตัวแทน หรือไม่ กล่าวคือ โจทก์รู้หรือควรจะรู้หรือไม่ว่าสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยมีมติยกเลิกความต้องการรถยนต์ไปก่อนโจทก์เข้าทำสัญญาแล้ว โจทก์มีนางสาวเกสร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งได้รับมอบอำนาจให้ไปทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยเบิกความยืนยันว่าโจทก์มิได้รู้ถึงมติดังกล่าว จำเลยมิได้ถามค้านให้เห็นข้อพิรุธและมิได้นำสืบโต้แย้งหักล้างเรื่องนี้ จึงฟังได้ว่าโจทก์ไม่รู้ สำหรับปัญหาว่าโจทก์ควรรู้ หรือไม่นั้น นายไพบูลย์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า จำเลยไม่เคยแจ้งมติดังกล่าวไปยังโจทก์ และตอบคำถามติงว่า เหตุที่ไม่ได้แจ้งเพราะขณะที่มีมติยังไม่มีการทำสัญญาซื้อขายกับจำเลย และทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าได้มีการประกาศมติดังกล่าวให้บุคคลภายนอกทราบ เห็นว่า ตอนที่จำเลยประสงค์จะซื้อรถยนต์ได้มีการประกาศแก่บุคคลภายนอกตามเอกสารหมาย จ.4 ตามทางนำสืบของจำเลย มติที่ให้ยกเลิกความต้องการใช้รถยนต์โดยที่ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยตามรายงานการประชุม แม้จะเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง แต่เป็นกรณีที่ไม่ได้เป็นไปโดยปกติ มีการโต้แย้งอย่างชัดแจ้งจากว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ จนในที่สุดประธานสภาได้สั่งปิดประชุมไปแล้วแต่กรรมการที่เหลืออยู่อีกกึ่งหนึ่งดำเนินการประชุมต่อแล้วมีมติดังกล่าว โดยว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม จึงต้องถือว่าเป็นการประชุมที่มีลักษณะพิเศษและย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่า ว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์จะไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว ดังนั้น แม้ขณะมีมติจะยังไม่มีการทำสัญญาซื้อขายกับบุคคลภายนอก แต่เมื่อในขณะต้องการซื้อรถยนต์ได้มีประกาศของจำเลยให้บุคคลภายนอกทั่วไปทราบแล้ว การจะทำให้บุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องทราบมติที่ยกเลิกดังกล่าวย่อมสมควรทำโดยประกาศหรือวิธีการอื่นใดในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้บุคคลภายนอกได้ทราบว่า ว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ไม่มีอำนาจดำเนินการตามที่ประกาศไว้แล้ว ซึ่งอาจทำโดยประกาศของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยก็ได้ หากประกาศโดยจำเลยจะทำได้ลำบากเพราะว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์อาจไม่ยอมดำเนินการ เชื่อว่าหากโจทก์ได้ทราบแม้จะเป็นประกาศของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยก็คงจะไม่อยากเสี่ยงเข้าทำสัญญาแต่เมื่อไม่มีการดำเนินการใดๆ อันจะทำให้บุคคลภายนอกได้รู้ การมีมติดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการภายในอันไม่สามารถถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกควรรู้และแม้ว่าว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์จะลงชื่อในสัญญาซื้อขายโดยมิได้กำกับไว้ว่าทำการแทนจำเลย แต่ในตอนเริ่มต้นของสัญญาก็ได้กล่าวไว้ชัดเจนแล้วว่าเป็นการทำสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยจำเลยมีว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ทำการแทน สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงมีผลสมบูรณ์ผูกพันระหว่างโจทก์จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 822 ประกอบมาตรา 820 เมื่อจำเลยโดยว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์รับมอบรถยนต์คันพิพาทจากโจทก์ ย่อมมีหน้าที่ต้องชำระราคาภายใน 30 วัน นับแต่วันดังกล่าวตามที่กำหนดไว้ เมื่อถึงกำหนดแล้วไม่ชำระย่อมต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาที่ต้องชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยนำสืบเช่นเดียวกับฎีกาว่า ว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์มิได้นำรถยนต์คันพิพาทไปขึ้นทะเบียนครุภัณฑ์ของทางราชการและนำรถยนต์คันดังกล่าวไปใช้เป็นการส่วนตัว เป็นเรื่องการภายในของจำเลยที่ต้องไปว่ากล่าวกันเอง หามีผลทำให้ความรับผิดที่มีต่อโจทก์เปลี่ยนแปลงไปไม่ ส่วนที่ฎีกาว่าโจทก์เข้าครอบครองรถยนต์คันพิพาทตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นมาถือว่าแสดงเจตนาเลิกสัญญากับจำเลยแล้วนั้น โจทก์นำสืบว่า มีเจ้าหน้าที่ของจำเลยนำรถยนต์คันพิพาทไปเข้าตรวจสอบและซ่อมในวันดังกล่าวตามปกติในระยะเวลาประกันตามใบสั่งซ่อมโดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นจึงเป็นกรณีที่จำเลยมีหน้าที่ต้องไปรับรถคืนเอง โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องนำมาส่งมอบคืนแก่จำเลยและไม่อาจถือเป็นกรณีที่โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาเป็นเงิน 3,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70 วรรคสอง ม. 77 ม. 820 ม. 822
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอกสหกรุ๊ป จำกัด
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลใหม่
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1827/2552
#501345
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมเมื่อเป็นความผิดอันยอมความได้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า กรณีดังกล่าวทำให้หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป พิพากษายืน ย่อมมีผลเท่ากับว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2547 จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนโรจนะ-อยุธยา รวม 4 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,128,133 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,135,541 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2547 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,260,879 บาท และฉบับที่ 4 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2547 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,260,879 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อเช็คทั้งสี่ฉบับถึงกำหนดชำระ โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย และเช็คสั่งจ่ายผิดปกติ การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น หรือในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น หรือถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้ หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลพิพากษาตามยอมไปแล้ว เมื่อคดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปจึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่ 442/2548 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และศาลพิพากษาตามยอมกรณีถือได้ว่าเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อเป็นคดีความผิดอันยอมความได้ สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า กรณีดังกล่าวทำให้หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปพิพากษายืน ย่อมมีผลเท่ากับว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์มาโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทออร์เนท เอสดีโอ จำกัด
จำเลย — นางอารุณ เหมดนสี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1825/2552
#498549
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานกรรโชกและฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ที่ผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้องทุกข์ ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ โดยเฉพาะความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น เป็นความผิดซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย สิทธิฟ้องคดีของพนักงานอัยการโจทก์จึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

ความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน รวมทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลประเวศและสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยถูกจับที่เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนกรณีจับผู้ต้องหาได้แล้วเช่นนี้ จึงเป็นที่แน่ชัดว่าคือพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก ซึ่งเป็นท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคสอง (ก) การที่ น. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประเวศได้ทำการสอบสวนคดีนี้หลังจากจับจำเลยได้แล้ว น. คงเป็นพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนเท่านั้น แต่ น. มิได้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ทั้งมิใช่กรณีที่จับผู้ต้องหายังไม่ได้อันจะถือว่าพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคสอง (ข) ได้ เมื่อ น. มิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบซึ่งมีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 140 แม้จะดำเนินการสอบสวนต่อไปจนเสร็จ ก็ถือไม่ได้ว่าได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนโดยชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145, 337, 91, 83 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145, 337 วรรคแรก, 80, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกรรโชกและแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกรรโชกซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี กระทงหนึ่ง ฐานพยายามกรรโชก จำคุก 2 ปี 8 เดือน อีกกระทงหนึ่ง ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และ 1 ปี 9 เดือน 10 วัน ตามลำดับ รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี 17 เดือน 10 วัน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นางสาวพรศิริ และนางสาวเมษณี ผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้องทุกข์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้องทุกข์นั้น ความผิดฐานกรรโชกและฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการ ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ โดยเฉพาะความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการเป็นความผิดซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย สิทธิฟ้องคดีของพนักงานอัยการโจทก์จึงไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และเห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเป็นการกระทำความผิดหลายท้องที่ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลหัวหมากและสถานีตำรวจนครบาลประเวศซึ่งเกิดขึ้นในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลประเวศก่อน แต่ยังจับกุมจำเลยไม่ได้ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลหัวหมากจับกุมจำเลยได้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมากจึงมีอำนาจสอบสวน มิใช่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประเวศผู้สอบสวนคดีนี้ การสอบสวนจึงไม่ชอบ

นอกจากนี้ ความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานกับความผิดฐานกรรโชกตามฟ้องเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน รวมทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลประเวศและสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (4) ฉะนั้น ร้อยตำรวจเอกนิคม พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประเวศ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ แต่ปรากฏว่าจำเลยถูกจับที่เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนกรณีจับผู้ต้องหาได้แล้วเช่นนี้ จึงเป็นที่แน่ชัดว่าคือพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก ซึ่งเป็นท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคสอง (ก) การที่ร้อยตำรวจเอกนิคมได้ทำการสอบสวนคดีนี้หลังจากจับจำเลยได้แล้ว ร้อยตำรวจเอกนิคมคงเป็นพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนเท่านั้น แต่ร้อยตำรวจเอกนิคมมิได้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ทั้งมิใช่กรณีที่จับผู้ต้องหายังไม่ได้อันจะถือว่าพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคสอง (ข) ได้ เมื่อร้อยตำรวจเอกนิคมมิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบซึ่งมีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 แม้จะดำเนินการสอบสวนต่อไปจนเสร็จ ก็ถือไม่ได้ว่าได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วฎีกาของจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 145 ม. 337 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 19 วรรคหนึ่ง (4) ม. 19 วรรคสอง (ก) (ข) ม. 19 (2) ม. 39 (2) ม. 120 ม. 140
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายศราวุธ ประเทืองสุขพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายวุฒิ เอกกิตติ
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธนัท วิรบุตร์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1823/2552
#501338
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาซื้อขายสินค้ากับโจทก์ราคา 1,502,424 บาท ตกลงชำระค่ามัดจำ 360,000 บาท โดยชำระในวันทำสัญญา 60,000 บาท ในวันติดตั้งสินค้า 37,500 บาท อีก 262,500 บาท ชำระหลังจากที่จำเลยผ่อนชำระราคาสินค้าส่วนที่เหลือ 1,142,424 บาท ให้แก่บริษัทเงินทุนครบถ้วนแล้ว ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ผ่อนชำระเงินค่างวดแก่บริษัทเงินทุนเป็นเหตุให้ถูกบอกเลิกสัญญาและยึดสินค้าคืน ถือว่าจำเลยสละเงื่อนเวลาและไม่ได้รับประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาอีกต่อไป จำเลยจึงต้องรับผิดในเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย การที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาตามฟ้องแม้ระบุว่าเป็นสัญญาซื้อขาย แต่เมื่อพิจารณาข้อความในสัญญาแล้วมิใช่สัญญาซื้อขายเพราะโจทก์จำเลยไม่ได้ตกลงที่จะให้มีการส่งมอบสินค้าซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้ และสัญญามีข้อตกลงให้โจทก์เป็นฝ่ายจัดหาบริษัทเงินทุนเพื่อให้จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อผ่อนชำระราคาสินค้าส่วนที่เหลือ สัญญาดังกล่าวถือเป็นสัญญาชนิดหนึ่งซึ่งใช้บังคับได้ เงินจำนวน 262,500 บาท ที่ระบุในสัญญาจึงมิใช่มัดจำ เมื่อจำเลยตกลงจะชำระราคาสินค้าส่วนที่เหลือจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิด เป็นฎีกานอกเหนือประเด็นที่กล่าวในฟ้อง ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตาม ป.พ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2539 จำเลยทำสัญญาซื้อขายเครื่องล้างอัดขยายภาพ 1 เครื่อง กับโจทก์ ราคา 1,502,424 บาท ตกลงชำระค่ามัดจำเป็นเงิน 360,000 บาท โดยชำระในวันทำสัญญา 60,000 บาท ในวันติดตั้งสินค้า 37,500 บาท ส่วนอีก 262,500 บาท ชำระหลังจากที่จำเลยผ่อนชำระราคาสินค้าส่วนที่เหลือ 1,142,424 บาท ให้แก่บริษัทเงินทุนครบถ้วนแล้ว ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ผ่อนชำระเงินค่างวดราคาสินค้าแก่บริษัทเงินทุนเป็นเหตุให้บริษัทเงินทุนบอกเลิกสัญญาและยึดสินค้าคืน กรณีถือว่าจำเลยสละเงื่อนเวลาและไม่ได้รับประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาที่ขอผ่อนผันจากโจทก์อีกต่อไป ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินมัดจำส่วนที่เหลือและดอกเบี้ยก่อนฟ้องรวม 264,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 262,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อสินค้าตามฟ้องจากโจทก์โดยตกลงชำระราคาสินค้าแก่โจทก์ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งผ่อนชำระเป็นค่าเช่าซื้อกับบริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด ที่โจทก์ติดต่อให้ หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด แล้วเกิดพายุไต้ฝุ่นและน้ำท่วมสินค้าที่ซื้อจากโจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้งานได้ซึ่งถือเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและส่งมอบสินค้าคืน จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ ทั้งเงินที่โจทก์เรียกร้องตามฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของราคาสินค้า มิใช่เงินมัดจำ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 262,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยบรรยายสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยทำสัญญาซื้อขายสินค้ากับโจทก์ราคา 1,502,424 บาท ตกลงชำระค่ามัดจำเป็นเงิน 360,000 บาท โดยชำระในวันทำสัญญา 60,000 บาท ในวันติดตั้งสินค้า 37,500 บาท อีก 262,500 บาท ชำระหลังจากที่จำเลยผ่อนชำระราคาสินค้าส่วนที่เหลือ 1,142,424 บาท ให้แก่บริษัทเงินทุนครบถ้วนแล้ว ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ผ่อนชำระเงินค่างวดราคาสินค้าแก่บริษัทเงินทุนเป็นเหตุให้ถูกบอกเลิกสัญญาและยึดสินค้าคืน ถือว่าจำเลยสละเงื่อนเวลาและไม่ได้รับประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาอีกต่อไป โจทก์จึงทวงถามให้จำเลยชำระเงินมัดจำส่วนที่เหลือแต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงต้องรับผิดในเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย การที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาตามฟ้องแม้ระบุว่าเป็นสัญญาซื้อขาย แต่เมื่อพิจารณาข้อความในสัญญาแล้วมิใช่สัญญาซื้อขายเพราะโจทก์จำเลยไม่ได้ตกลงที่จะให้มีการส่งมอบสินค้าซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้และสัญญามีข้อตกลงให้โจทก์เป็นฝ่ายจัดหาบริษัทเงินทุนเพื่อให้จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อผ่อนชำระราคาสินค้าส่วนที่เหลือ สัญญาดังกล่าวถือเป็นสัญญาชนิดหนึ่งซึ่งใช้บังคับได้ เงินจำนวน 262,500 บาท ที่ระบุในสัญญาจึงมิใช่เงินมัดจำ เมื่อจำเลยตกลงจะชำระราคาสินค้าส่วนที่เหลือเป็นเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดนั้น เป็นฎีกานอกเหนือประเด็นที่กล่าวในฟ้อง ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรค หนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าทนายความในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอิสท์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด
จำเลย — นายภิรมย์ ใจจ้อง
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1817/2552
#419914
เปิดฉบับเต็ม

พวกของจำเลยที่ 3 ฉุดดึงผู้เสียหายทั้งสองขึ้นไปบนกระบะด้านท้ายของรถยนต์ จำเลยที่ 3 นั่งอยู่ในรถด้านหน้าแถวเดียวกับคนขับ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมในการฉุดดึงผู้เสียหายทั้งสองขึ้นรถแต่อย่างใด เมื่อรถมาจอดบริเวณที่เกิดเหตุมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก พาผู้เสียหายทั้งสองลงจากรถและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสอง จำเลยที่ 3 ไม่ได้ลงจากรถเข้าไปมีส่วนร่วมในการพาผู้เสียหายลงจากรถหรือมีส่วนร่วมในขณะที่ผู้เสียหายทั้งสองถูกข่มขืนกระทำชำเราแต่อย่างใด จนกระทั่งผู้เสียหายที่ 2 ร้องขอความช่วยเหลือขณะถูก พ. ข่มขืนกระทำชำเรา จำเลยที่ 3 จึงลงจากรถไปขอร้อง พ. ให้หยุดกระทำและนำตัวผู้เสียหายที่ 2 ไปนั่งรอในรถด้านหน้ากับจำเลยที่ 3 จากนั้นจำเลยที่ 3 ได้ขอให้ ภ. ขับรถพาผู้เสียหายที่ 2 ไปส่งที่บ้านเพื่อนของจำเลยที่ 3 และให้นอนค้างที่นั้น โดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำลวนลามหรือกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 แม้ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ได้ยิน พ. พูดคุยกับจำเลยที่ 4 ว่าจะพาผู้หญิงชื่อ บ. ไปกระทำชำเรานั้น การที่ผู้ใดรับรู้ว่าผู้อื่นจะกระทำความผิดหรือกระทำความผิดแล้ว จะถือว่าผู้นั้นมีส่วนร่วมกระทำความผิดหรือสนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดด้วยไม่ได้ ลำพังข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 3 นั่งรถไปกับพวกที่กระทำความผิดนั้นไม่เพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 309, 310, 317, 391

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิด แม้จำเลยที่ 2 มีอายุ 18 ปีเศษ แต่รู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิต และลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 1 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 28 ปี 15 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 28 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 86, 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม, 83 ขณะกระทำความผิดแม้จำเลยที่ 3 มีอายุเพียง 18 ปีเศษ แต่รู้ผิดชอบชั่วดีแล้วจึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 39 ปี 4 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 26 ปี 2 เดือน 20 วัน

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้านว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง และคดีสำหรับจำเลยที่ 4 คงถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาคัดค้านว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ฐานร่วมกันทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการเดียวตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 3 คงได้ความตรงกันว่า ขณะพวกของจำเลยที่ 3 อันได้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวก ฉุดดึงผู้เสียหายทั้งสองขึ้นไปบนกระบะด้านท้ายของรถยนต์กระบะที่นายภิญโญเป็นผู้ขับนั้น จำเลยที่ 3 นั่งอยู่ในรถด้านหน้าแถวเดียวกับคนขับ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมในการฉุดดึงผู้เสียหายทั้งสองให้มาขึ้นรถแต่อย่างใด จากนั้นเมื่อนายภิญโญขับรถมาจอดบริเวณที่เกิดเหตุ มีจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกพาผู้เสียหายทั้งสองลงจากรถและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสอง ก็มิได้ความว่าจำเลยที่ 3 ลงจากรถเข้าไปมีส่วนร่วมในการพาผู้เสียหายทั้งสองลงจากรถ ตลอดจนมีส่วนร่วมในขณะที่ผู้เสียหายทั้งสองถูกข่มขืนกระทำชำเราแต่อย่างใดอีกเช่นกัน จนกระทั่งผู้เสียหายที่ 2 ร้องขอความช่วยเหลือขณะถูกนายพรศักดิ์ข่มขืนกระทำชำเรา จำเลยที่ 3 จึงลงจากรถไปขอร้องนายพรศักดิ์ให้หยุดกระทำและนำตัวผู้เสียหายที่ 2 ไปนั่งในรถด้านหน้ากับจำเลยที่ 3 จากนั้นจำเลยที่ 3 ได้ขอให้นายภิญโญขับรถพาผู้เสียหายที่ 2 ไปส่งที่บ้านเพื่อนของจำเลยที่ 3 และให้นอนค้างที่นั่น โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 กระทำการลวนลามหรือกระทำอนาจารอย่างใดต่อผู้เสียหายที่ 2 ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 3 มีผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบโจทก์เจือสมกันว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้เข้ามาช่วยพูดให้นายพรศักดิ์หยุดข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้เอาเสื้อผ้ามาให้ผู้เสียหายที่ 2 ใส่ และพาไปนั่งรอในรถ ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความตอบโจทก์แต่เพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นคนร้ายคนหนึ่งที่อยู่ในคืนเกิดเหตุเท่านั้น ซึ่งก็เจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ 3 ที่ยอมรับว่าอยู่ร่วมในเหตุการณ์แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมกระทำใด ๆ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ได้ยินนายพรศักดิ์พูดคุยกับจำเลยที่ 4 ว่า จะพาผู้หญิงชื่อโบว์ไปกระทำชำเราก็ดี หรือฎีกาว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้บอกทางไปที่ฝ่ายบ้านของจำเลยที่ 3 ซึ่งน่าจะมีความหมายว่าเป็นบริเวณแถวบ้านของจำเลยที่ 3 ก็ดี อันเป็นการแสดงถึงว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นการกระทำความผิดและมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วยนั้น เห็นว่า การที่ผู้ใดรับรู้ว่าผู้อื่นจะกระทำความผิดหรือกระทำความผิดแล้ว จะถือว่าผู้นั้นมีส่วนร่วมกระทำความผิดหรือเกี่ยวข้องในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยนั้นคงไม่ได้ ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้บอกทางไปบริเวณที่เกิดเหตุนั้น ก็เป็นเพียงการบอกทางอย่างกว้าง ๆ และบริเวณที่เกิดเหตุก็เป็นกระท่อมร้าง มิใช่ที่พักอาศัยของจำเลยที่ 3 ทั้งข้อเท็จจริงในเรื่องนี้จำเลยที่ 3 นำสืบปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงเช่นนั้น เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมั่นคงพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดหรือเกี่ยวข้องในการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดด้วยแล้ว ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 3 นั่งรถไปกับพวกของจำเลยที่ 3 ที่กระทำความผิดนั้น ไม่เพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 277 วรรคสาม ม. 309 วรรคสอง ม. 310 ม. 317 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายขจร โพนพันนา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายพิพัฒน์ แก้วอำไพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1816/2552
#501331
เปิดฉบับเต็ม

การแจ้งข้อหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวนเพื่อต้องการให้ผู้ต้องหารู้ตัวก่อนว่าตนจะถูกสอบสวนในความผิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น หาได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิดไม่ แม้เดิมจะแจ้งข้อหาว่ากระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ 2 วัน แต่เมื่อสอบสวนไปแล้วปรากฏว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดอีก 2 วัน ซึ่งเป็นความผิดฐานเดียวกันแต่เพิ่มอีก 2 กระทง ก็ถือได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ พนักงานอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2545 เวลากลางวันถึงกลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน วันที่ 19 สิงหาคม 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงกลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน วันที่ 4 กันยายน 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงกลางคืนก่อนเที่ยงและวันที่ 12 กันยายน 2545 เวลากลางวันถึงกลางคืนหลังเที่ยง จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากนางสาว.....อายุ 16 ปีเศษ ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากนางสาววรนุช ผู้เป็นอาและเป็นผู้ปกครองผู้ดูแลของผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก รวม 3 กระทง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 6 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุนางสาว..... ผู้เสียหาย อายุ 16 ปีเศษ พิการทางหู พูดไม่ได้ ฟังภาษาไทยได้แต่ต้องพูดเสียงดังประกอบกับการใช้ภาษามือร่วมด้วย โดยอยู่ในความปกครองของนางสาววรนุช ซึ่งเป็นอาของผู้เสียหายและพักอยู่บ้านเดียวกัน ส่วนจำเลยทำงานเป็นผู้ช่วยช่างซ่อมเครื่องปรับอากาศที่บริษัทแห่งหนึ่ง อยู่ใกล้กับบ้านนางสาววรนุช เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2545 นางสาววรนุชแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในข้อหาพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำเลยให้การปฏิเสธตลอดมา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่า ขณะพยานรดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน จำเลยกวักมือเรียกพยานให้ไปหาโดยสื่อสารกันด้วยท่าทางง่ายๆ ให้สายตาและการจับต้องตัว หลังจากนั้นช่วงเย็นของทุกวันพยานจะรอจำเลยเลิกงานแล้วมากวักมือเรียกไปที่ทำงานของจำเลย จำเลยพาผู้เสียหายขึ้นไปบนชั้น 3 ของบริษัทดังกล่าวและร่วมดื่มเบียร์กับผู้ชายอีกสามคน จนกระทั่งผู้ชายทั้งสามคนออกจากห้องไป พยานดื่มเบียร์ประมาณสามแก้วรู้สึกมึนเมา จำเลยเข้ามากอด จูบ ถอดเสื้อผ้าของพยานออกและร่วมประเวณีกันจึนถึงเวลา 20.30 นาฬิกา พยานจึงกลับบ้าน ซึ่งพยานร่วมประเวณีกับจำเลยมากกว่า 10 ครั้ง และพยานได้เล่าเหตุการณ์ดังกล่าวให้นางสาววันเพ็ญหรือปุ้ย กับนางสาวเจิดจันทร์หรือน้อง ซึ่งเป็นญาติและอยู่บ้านเดียวกันฟัง โดยโจทก์มีนางสาวเจิดจันทร์มาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายว่าผู้เสียหายผิดปกติไป ชอบตื่นแต่เช้าออกไปนั่งเหม่อลอยคอยมองรถยนต์กระบะที่แล่นผ่านไปมาหน้าบ้าน นอนซมบ่นว่าเจ็บท้องและช่วงเย็นหายไปจากบ้าน จนกระทั่งวันที่ 12 กันยายน 2545 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ผู้เสียหายเล่าว่ามีคนรักและได้ร่วมประเวณีกับคนรักซึ่งทำงานอยู่ที่บริษัทเครื่องปรับอากาศใกล้บ้าน โดยแสดงท่าทางให้ดู และนางสาววรนุชเบิกความเป็นพยานว่า พยานทราบเรื่องของผู้เสียหาย เนื่องจากนางสาวเจิดจันทร์พบยาคุมกำเนิดอยู่ในบ้าน จึงสอบถามได้ความว่าเป็นของผู้เสียหาย นอกจากนี้ผู้เสียหายมีพฤติการณ์แอบออกไปจากบ้านในเวลากลางคืน เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันถึงการกระทำของจำเลยที่พาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร โดยผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยสมเหตุผลสอดคล้องกับสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับโจทก์มีนางสาวเจิดจันทร์และนางสาววรนุชบุคคลใกล้ชิดผู้เสียหายสังเกตเห็นผู้เสียหายมีพฤติการณ์เปลี่ยนไปจึงสอบถามและผู้เสียหายได้เล่าให้ฟังดังกล่าว เป็นการแสดงเชื่อมโยงข้อเท็จจริงและบ่งชี้ให้พยานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีผู้เสียหายเพียงคนเดียวที่ยืนยันว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ส่วนพยานปากอื่นไม่เห็นจำเลยไปไหนกับผู้เสียหายและผู้เสียหายมีญาติคอยดูแลเกือบตลอดเวลา จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้เสียหายจะแอบไปอยู่กับจำเลย นอกจากนี้ผู้เสียหายอ้างว่า จำเลยพาขึ้นไปชั้นที่ 3 ของบริษัทมีห้องเล็กและจำเลยกับผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กัน แต่จากคำเบิกความพยานจำเลยว่าเป็นห้องโถงรวม จึงเป็นพิรุธน่าสงสัยว่าผู้เสียหายเคยขึ้นไปที่ดังกล่าวหรือไม่ อีกทั้งผู้เสียหายไม่ได้ให้แพทย์ตรวจร่างกายเพื่อยืนยันว่าผ่านการร่วมประเวณีมาจริงหรือไม่ นั้น เห็นว่า โดยลักษณะของการกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์จะเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของผู้เสียหายและจำเลยผู้กระทำเพียงสองคน เพราะหากมีญาติของผู้เสียหายรู้เห็นว่าจำเลยไปไหนกับผู้เสียหายแล้วก็ต้องมีการสอบถามทำให้ไม่เกิดการกระทำความผิด และเหตุคดีนี้ส่วนใหญ่จำเลยจะพาผู้เสียหายไปตอนกลางคืน ญาติของผู้เสียหายจึงไม่เห็นเหตุการณ์ ส่วนสถานที่เกิดเหตุปรากฏว่า พนักงานของบริษัทที่จำเลยทำงานไม่อนุญาตให้พนักงานสอบสวนเข้าไปตรวจ จึงฟังไม่ได้แน่ชัดว่ามีลักษณะตามที่จำเลยนำสืบหรือไม่ และความผิดตามฟ้องเป็นเพียงการพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศต่อร่างกายของบุคคลอื่น โดยพิจารณาจิตใจผู้กระทำว่าเป็นในทางอารมณ์ใคร่ในทางเพศหรือไม่ จึงไม่จำเป็นต้องให้แพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหายเพื่อยืนยันว่าเคยผ่านการร่วมประเวณีมาจริงหรือไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยว่า กระทำความผิดวันที่ 16 สิงหาคม 2545 และวันที่ 4 กันยายน 2545 แต่มีการบันทึกคำให้การของผู้เสียหายตามเอกสารหมาย จ.2 ภายหลังระบุว่าจำเลยกระทำความผิด 4 วัน และพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนอกเหนือจากวันที่แจ้งข้อหานั้น เห็นว่า การแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวนเพื่อต้องการให้ผู้ต้องหารู้ตัวก่อนว่าตนจะถูกสอบสวนในความผิดเรื่องใดเท่านั้น หาได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิดไม่ แม้เดิมจะแจ้งข้อหาว่ากระทำความผิด 2 วัน แต่เมื่อสอบสวนไปแล้วปรากฏว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดอีก 2 วัน ซึ่งเป็นความผิดฐานเดียวกันแต่เพิ่มอีก 2 กระทง ก็ถือได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดฐานพรากผู้เยาว์แล้ว พนักงานอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 และที่จำเลยฎีกาว่า แม้วันเวลากระทำความผิดจะเป็นเพียงรายละเอียด แต่โจทก์ต้องนำสืบให้เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดในวันเวลาใดกันแน่ เนื่องจากผู้เสียหายยืนยันว่าจำเลยพาผู้เสียหายไปร่วมประเวณีหลายครั้ง ซึ่งจำเลยนำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่โดยตลอดว่าตามวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง จำเลยไปทำงานที่อื่นโดยมีบัตรลงเวลาตารางงานรายวันและแบบบันทึกการทำงานล่วงเวลาและหรือการทำงานในวันหยุดตามเอกสารหมาย ล.4 ถึง ล.6 เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในวันเวลาที่โจทก์กล่าวในฟ้องและจำเลยหลงต่อสู้ ทั้งคำเบิกความของพยานโจทก์มีพิรุธไม่อยู่กับร่องกับรอยน่าสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ขอศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยนั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบโดยมีผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่าในช่วงวันเวลาที่เกิดเหตุจำเลยได้พาผู้เสียหายไปร่วมประเวณีหลายครั้ง โดยผู้เสียหายยินยอมไปด้วย และผู้เสียหายเบิกความรับรองตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งศาลหยิบยกข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ปรากฏเกี่ยวข้องกันในชั้นสอบสวนซึ่งมีพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ ผู้ปกครองและผู้แปลร่วมอยู่ด้วยมาเปรียบเทียบประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณา และพิเคราะห์รายละเอียดเหตุผลแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องประกอบดุลพินิจรับฟังได้ว่าโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดได้ชัดแจ้งดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว แม้จำเลยนำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่และแสดงหลักฐานว่าทำงานที่อื่นตามเอกสารหมาย ล.4 ถึง ล.6 แต่เป็นเอกสารที่ทำขึ้นเป็นการภายใน บางฉบับเป็นภาพถ่ายเอกสารและบางฉบับระบุว่าเป็นปี 2546 เป็นพิรุธ ประกอบกับไม่มีเพื่อนร่วมปฏิบัติงานกับจำเลยมาเบิกความสนับสนุนทำให้ไม่มีน้ำหนัก ทั้งไม่เป็นกรณีข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม หรือมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดหรือไม่ตามที่จำเลยฎีกา พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 134
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุภิญ รักมิตร
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1815/2552
#507414
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย ค่าคำร้องเป็นพับ การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นอันเพิกถอนไป ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัวนั่นเอง ดังนั้น จำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์โดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติเสียก่อน เมื่อจำเลยมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์เช่นนี้ ในชั้นตรวจอุทธรณ์ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยได้ทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่ได้กำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้องเสียก่อนจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามเช็คจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 สิงหาคม 2545) ต้องไม่เกิน 5,822 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 600 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่าจำเลยมิได้จงใจที่จะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยไม่เคยทราบเรื่องที่โจทก์ฟ้องมาก่อน เพราะจำเลยทำธุรกิจอยู่ต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยอยู่ที่บ้านตามฟ้อง เช็คพิพาทตามฟ้องไม่มีมูลหนี้ต่อกัน เพราะจำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่นายพรศักดิ์ เป็นประกันการแบ่งส่วนกำไรขายที่ดินแต่นายพรศักดิ์ยังหาคนซื้อที่ดินไม่ได้ กลับนำเช็คพิพาทไปขายให้แก่โจทก์ ด้วยคบคิดกันฉ้อฉล ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย โดยมิได้มีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ซึ่งจำเลยไม่ทราบว่าจะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นด้วยเพราะจำเลยเพียงอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในชั้นขอพิจารณาคดีใหม่และมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย ค่าคำร้องเป็นพับ การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นอันเพิกถอนไปได้ ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัวนั่นเอง ดังนั้น จำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์โดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติเสียก่อน เมื่อจำเลยมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์เช่นนี้ ในชั้นตรวจอุทธรณ์ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยได้ทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่ได้กำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้องเสียก่อนจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลินี สรรค์นิกร
จำเลย — นางวิภา มงคลคูณ
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1787/2552
#503135
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า POWERMILL ใช้อักษรโรมันประกอบเป็นคำในภาษาอังกฤษ ไม่มีคำแปลในพจนานุกรมทั่วไป โดยเป็นคำที่โจทก์นำคำว่า POWER แปลว่า อำนาจ กำลังแรง กับคำว่า MILL แปลว่า โรงสี โรงเครื่องจักร เครื่องกล โรงงาน มารวมกันเป็นเครื่องหมายการค้าและขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้าเครื่องคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ซอฟแวร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ติดตั้งสำหรับใช้กับสินค้าดังกล่าว คำว่า POWERMILL จึงสื่อได้หลายความหมายทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ การนำคำดังกล่าวมารวมกันจึงไม่อาจทราบได้แน่ชัดว่าหมายถึงสิ่งใด ถือไม่ได้ว่าคำว่า POWERMILL เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าดังกล่าว จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะ เครื่องหมายการค้าคำว่า POWERMILL จึงเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียบได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรมในกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลและดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยมีนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นข้าราชการในสังกัด มีหน้าที่ตรวจสอบคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 และเป็นประธานคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า มีหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ในเรื่องเครื่องหมายการค้า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2546 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า POWERMILL เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้าเครื่องคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ซอฟแวร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ติดตั้งสำหรับใช้กับสินค้าดังกล่าวตามคำขอเลขที่ 515642 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน อ้างว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะโจทก์อุทธรณ์คำสั่ง แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียน ซึ่งคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเครื่องหมายการค้าคำว่า POWERMILL ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้และเป็นคำที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้น ขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้า คำว่า POWERMILL ตามคำขอเลขที่ 515642 มีลักษณะบ่งเฉพาะ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/2994 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 87/2548 และให้จำเลยทั้งสองดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 515642

จำเลยทั้งสองให้การว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมายแล้ว เนื่องจากเครื่องหมายการค้าคำว่า POWERMILL ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้เพราะคำดังกล่าวสื่อความหมายได้ว่า โรงงานผลิตกำลังงาน เมื่อนำมาใช้กับสินค้าตามที่ยื่นขอจดทะเบียน นับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...คดีมีข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "POWERMILL" สำหรับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า เครื่องคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์ซอฟแวร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ติดตั้งสำหรับใช้กับสินค้าดังกล่าว ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 515642 เอกสารหมาย จ.14 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนตามสำเนาคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/2994 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2546 เอกสารหมาย จ.15 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามสำเนาคำอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.16 แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนตามสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 87/2548 เอกสารหมาย จ.17

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า POWERMILL ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 515642 เป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้หรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะ และไม่ได้เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรงอันพึงรับจดทะเบียนได้ คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่มีมติยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า คำว่า POWERMILL ใช้อักษรโรมันประกอบเป็นคำในภาษาอังกฤษไม่มีคำแปลในพจนานุกรมทั่วไป โดยเป็นคำที่โจทก์นำคำว่า POWER แปลว่า อำนาจกำลัง แรง กับคำว่า MILL แปลงว่า โรงสี โรงเครื่องจักร เครื่องกล โรงงาน มารวมกันเป็นเครื่องหมายการค้าและขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้าเครื่องคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ซอฟแวร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ติดตั้งสำหรับใช้กับสินค้าดังกล่าว คำว่า POWERMILL จึงสื่อได้หลายความหมายที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเห็นว่าคำดังกล่าวสื่อความหมายว่าโรงผลิตกำลังงาน และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าคำดังกล่าวมีความหมาย โดยเฉพาะคำว่า POWER เมื่อนำมาใช้กับสินค้าดังกล่าว ย่อมสื่อให้สาธารณชนเห็นว่าสินค้าดังกล่าวของโจทก์เป็นสินค้าที่มีกำลังมีประสิทธิภาพ มีสมรรถภาพ จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะนั้น เป็นการนำความหมายของคำว่า POWER และคำว่า MILL มารวมกันแล้วสื่อความหมายเท่านั้นเพื่อพิจารณาถึงสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า เครื่องคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ซอฟแวร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ติดตั้งสำหรับใช้กับสินค้าดังกล่าว ที่โจทก์ขอใช้กับเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการสื่อความหมายถึงตัวสินค้าหรือคุณสมบัติของสินค้าดังกล่าวนั้นโดยตรงเพราะทั้งคำว่า POWER และคำว่า MILL ยังมีความหมายอื่น ๆ อีกทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ การนำคำดังกล่าวมารวมกันจึงไม่อาจทราบได้แน่ชัดว่าหมายถึงสิ่งใด ถือไม่ได้ว่าคำว่า POWERMILL เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าดังกล่าว จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะ เครื่องหมายการค้าคำว่า POWERMILL ของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 515642 จึงเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า เครื่องหมายการค้า POWERMILL ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 515642 ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/2994 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 87/2548 และให้จำเลยทั้งสองดำเนินการเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 515642 ของโจทก์ต่อไปค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เดลแคม พีแอลซี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1786/2552
#419884
เปิดฉบับเต็ม

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร แม้ว่าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการดังกล่าวเป็นที่สุด ก็มีความหมายเพียงว่า ผู้อุทธรณ์จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต่อเจ้าพนักงานอื่นของฝ่ายบริหารต่อไปอีกไม่ได้เท่านั้น หากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการบรรยายฟ้องว่ามีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕ แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

แม้คำว่า "TIMEWALKER" จะเป็นคำที่ไม่มีความหมายในพจนานุกรม แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องและนำสืบว่า คำว่า "TIMEWALKER" เป็นการนำเอาคำว่า "TIME" และคำว่า "WALKER" มาเรียงต่อกันเกิดเป็นคำใหม่ โจทก์แปลคำดังกล่าวว่า "ผู้เดินเวลาที่มีชีวิต" ซึ่งเป็นการแสดงอยู่ในตัวว่าคำนั้นสามารถแปลความหรือสื่อความหมายได้ หาใช่เป็นคำประดิษฐ์หรือคำใหม่ที่ไม่มีความหมาย และการแปลความของโจทก์ก็เป็นการแปลจากคำว่า "TIME" และคำว่า "WALKER" นั่นเอง เมื่อพจนานุกรมให้ความหมายคำว่า "TIME" ว่าหมายถึง เวลา และคำว่า "WALKER" หมายถึง การเดิน ผู้เดิน หรือผู้ชอบเดิน คำว่า "TIMEWALKER" จึงอาจสื่อถึงความหมายได้หลายประการ การที่โจทก์แปลความว่า "ผู้เดินเวลาที่มีชีวิต" ก็อาจเป็นไปได้ตามความมุ่งหมายของโจทก์ และขณะเดียวกันคำว่า "TIMEWALKER" ก็สื่อถึงความหมายว่า ผู้เดินเวลา หรือเครื่องมือที่เดินตามเวลา ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจถึงนาฬิกาซึ่งเป็นเครื่องบอกเวลาได้เช่นกัน เมื่อโจทก์นำมาใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๑๔ รายการสินค้า นาฬิกาข้อมือ นาฬิกาพก และนาฬิกาแขวน จึงถือได้ว่าคำว่า "TIMEWALKER" เป็นคำที่บรรยายลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าจำพวกนาฬิกาของโจทก์อันเป็นการเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ วรรคสอง (๒) คำดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ อันจะพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา ๖

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือเลขที่ พณ 0704/29275 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 671/2547 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "TIMEWALKER" ของโจทก์ ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเพื่อรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "TIMEWALKER" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 500727 ตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือที่ พณ 0705/29275 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 671/2547 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "TIMEWALKER" ของโจทก์ และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "TIMEWALKER" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 500727 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โจทก์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปกรณ์เครื่องเขียนและของใช้ส่วนตัวที่ทำจากโลหะและหนัง โดยใช้เครื่องหมายการค้ารูปดาวห้าแฉกมนกลม และคำว่า "MONTBLANC" ต่อมาโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าอื่น ๆ ด้วย โดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TIMEWALKER" กับสินค้าจำพวกนาฬิกา และนำออกจำหน่ายในร้านค้าของโจทก์ในประเทศต่าง ๆ ประมาณ 70 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "TIMEWALKER" ไว้ในต่างประเทศหลายประเทศตั้งแต่ พ.ศ.2545 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2545 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "TIMEWALKER" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 14 รายการสินค้า นาฬิกาข้อมือ นาฬิกาพก นาฬิกาแขวน กระดุมข้อมือเสื้อ แหวน กำไลมือ ต่างหู สร้อยคอ และเข็มกลัดประดับ ตามคำขอเลขที่ 500727 ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธการรับจดทะเบียนเพราะเห็นว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามมาตรา 7 เพราะคำว่า "TIME" แปลว่า เวลา และคำว่า "WALKER" แปลว่า ผู้เดิน เมื่อนำไปใช้กับสินค้าที่ยื่นคำขอนับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้า โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีมติให้ยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนและให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารแม้ว่าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการดังกล่าวเป็นที่สุดก็มีความหมายเพียงว่า ผู้อุทธรณ์จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต่อเจ้าพนักงานอื่นของฝ่ายบริหารต่อไปอีกไม่ได้เท่านั้น หากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ ซึ่งในการพิจารณาความถูกต้องตามกฎหมายหรือความไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้ ศาลย่อมต้องมีอำนาจพิจารณาเหตุผลของคำวินิจฉัยหรือคำสั่งว่าได้วินิจฉัยไปโดยชอบด้วยข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและถูกต้องด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ด้วย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการบรรยายฟ้องว่ามีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "TIMEWALKER" เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงอันเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า แม้คำว่า "TIMEWALKER" จะเป็นคำที่ไม่มีความหมายในพจนานุกรม แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องและนำสืบว่า คำว่า "TIMEWALKER" เป็นการนำเอาคำว่า "TIME" และคำว่า "WALKER" มาเรียงต่อกันเกิดเป็นคำใหม่ โจทก์แปลคำดังกล่าวว่า "ผู้เดินเวลาที่มีชีวิต" ซึ่งเป็นการแสดงอยู่ในตัวว่าคำนั้นสามารถแปลความหรือสื่อความหมายได้ หาใช่เป็นคำประดิษฐ์หรือคำใหม่ที่ไม่มีความหมาย และการแปลความของโจทก์ก็เป็นการแปลจากคำว่า "TIME" และคำว่า "WALKER" นั่นเอง เมื่อตามพจนานุกรม A NEW ENGLISH DICTIONARY ให้ความหมายคำว่า "TIME" ว่าหมายถึง เวลา และคำว่า "WALKER" หมายถึง การเดิน ผู้เดิน หรือผู้ชอบเดิน คำว่า "TIMEWALKER" จึงอาจสื่อถึงความหมายได้หลายประการ การที่โจทก์แปลความว่า "ผู้เดินเวลาที่มีชีวิต" ก็อาจเป็นไปได้ตามความมุ่งหมายของโจทก์ และขณะเดียวกันคำว่า "TIMEWALKER" ก็สื่อถึงความหมายว่า ผู้เดินเวลา หรือเครื่องมือที่เดินตามเวลา ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจถึงนาฬิกาซึ่งเป็นเครื่องบอกเวลาได้เช่นกัน เมื่อโจทก์นำมาใช้กับสินค้าจำพวกที่ 14 รายการสินค้า นาฬิกาข้อมือ นาฬิกาพก และนาฬิกาแขวน จึงถือได้ว่าคำว่า "TIMEWALKER" เป็นคำที่บรรยายลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าจำพวกนาฬิกาของโจทก์ อันเป็นการเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) คำดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันจะพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "TIMEWALKER" ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 วรรคสอง (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มองท์บลังค์ - ซิมโปล ยีเอ็มบีเอช
จำเลย — กรมทรัพยสินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1784/2552
#501340
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำชื่อทางการค้าคำว่า "HITACHI" และ "ฮิตาชิ" ของโจทก์ไปใช้ในเชิงธุรกิจ เมื่อกิจการของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นกิจการเช่นเดียวกับกิจการของโจทก์หรือบริษัทในเครือ จึงมีโอกาสที่สาธารณชนจะหลงผิดเข้าใจว่า กิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นกิจการในเครือ หรือเป็นสาขาหรือมีส่วนสัมพันธ์กับโจทก์ จึงเป็นไปโดยไม่สุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ทั้งเป็นการจดทะเบียนชื่อนิติบุคคลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะอาจทำให้สาธารณชนเกิดความหลงผิดได้ โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ระงับความเสียหาย และขอให้ศาลสั่งห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้ชื่อดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 ประกอบด้วยมาตรา 421 และตามระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท พ.ศ.2538 ข้อ 20 (8)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่นประกอบอาชีพผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลและสินค้าอื่นๆ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้าคำว่า "HITACHI" และ "ฮิตาชิ" ซึ่งเป็นเสียงอ่านในภาษาไทยของชื่อทางการค้าคำว่า "HITACHI" โดยโจทก์ได้คิดประดิษฐ์ชื่อทางการค้าดังกล่าวขึ้น และใช้ชื่อทางการค้าดังกล่าวในการประกอบกิจการค้าเกี่ยวข้องกับสินค้าของโจทก์มาเป็นเวลานานหลายสิบปี และใช้ชื่อทางการค้าดังกล่าวเป็นภาคส่วนสาระสำคัญของชื่อนิติบุคคลของโจทก์ด้วย นอกจากนี้ โจทก์ยังเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "HITACHI" และ "ฮิตาชิ" เพื่อใช้กับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลและสินค้าอื่นๆ หลายชนิด ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวนำมาใช้และได้รับการโฆษณาเผยแพร่อย่างกว้างขวางจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและนิยมแพร่หลายของสาธารณชนทั่วไป โดยเฉพาะเป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่สาธารณชนไทยมาเป็นเวลานานไม่น้อยกว่า 40 ปีแล้ว เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2540 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และนางสาวดวงกมล หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 อีกคนหนึ่งได้ร่วมกันนำคำว่า "HITACHI" และ "ฮิตาชิ" ซึ่งเป็นชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปยื่นขอจองชื่อนิติบุคคล และขอจดทะเบียนเป็นภาคส่วนสาระสำคัญของชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ต่อจำเลยที่ 4 ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โดยใช้ชื่อนิติบุคคลว่า "ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามฮิตาชิ มอเตอร์ เซลส์" และมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "SIAM HITACHI GROUP LIMITED PARTNERSHIP" เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2546 ถึงวันที่ 21พฤศจิกายน 2546 จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 3 ได้นำชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปยื่นขอจองชื่อนิติบุคคลและขอจดทะเบียนเป็นภาคส่วนสาระสำคัญของชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 3 ต่อจำเลยที่ 4 ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โดยใช้ชื่อนิติบุคคลว่า "ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามฮิตาชิ กรุ๊ป" มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "SIAM HITACHI MOTOR SALES LIMITED PARTNERSHIP" การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และผู้เกี่ยวข้องเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต และเป็นการละเมิดต่อสิทธิในชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 4 รับจดทะเบียนชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคลแล้ว แต่จำเลยดังกล่าวเพิกเฉย ขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 กับที่ 2 และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เสียใหม่โดยมิให้ใช้คำว่า "HITACHI" คำว่า "ฮิตาชิ" หรือคำอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับคำดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ยอมดำเนินการก็ให้จำเลยที่ 4 เพิกถอนชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1และที่ 3 ออกเสียจากทะเบียน หากจำเลยที่ 4 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท เครื่องหมายการค้า หรือเครื่องหมายบริการ หรือเข้าเกี่ยวข้องไม่ว่าในทางใดกับชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ รวมทั้งชื่อทางการค้าและเครื่องหมายอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งนี้ไม่ว่ากับกิจการค้า สินค้า หรือบริการใดใดทั้งสิ้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นขอจองชื่อและจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลชื่อ "ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามฮิตาชิ มอเตอร์ เซลส์" และ "ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามฮิตาชิ กรุ๊ป" โดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายไม่ได้นำชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า "HITACHI" และ "ฮิตาชิ" ของโจทก์ไปเป็นภาคส่วนสาระสำคัญในการจองชื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แต่อย่างใด ชื่อของจำเลยที่ 1 และที่ 3 แตกต่างกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิด การประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์หรือได้รับความเสียหายตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะมาควบคุมคุณภาพของบริการหรือสินค้าของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็มิได้ส่งผลกระทบไม่ว่าในทางใดๆ กับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ นายยาซุโอะเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารกลุ่มทรัพย์สนทางปัญญาเท่านั้น ไม่ใช่กรรมการผู้จัดการที่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จำเลยที่ 4 ได้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท พ.ศ.2538 อย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และไม่มีส่วนได้เสียกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แต่อย่างใด ชื่อของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เหมือนหรือเรียกขานตรงกับชื่อโจทก์ไม่ทำให้สาธารณชนเกิดความหลงผิด คำว่า "HITACHI" เป็นคำธรรมดาที่ไม่มีความหมายและไม่มีลักษณะเฉพาะ อีกทั้งเป็นชื่อสามัญทั่วไปของบุคคลในประเทศญี่ปุ่น และในประเทศไทยก็มีคนใช้ชื่อนี้อยู่จำนวนหนึ่ง สินค้าของโจทก์ไม่ได้แพร่หลายตามฟ้อง ชื่อทางการค้าไม่มีกฎหมายให้ความคุ้มครองและไม่มีกฎหมายใดห้ามรับจดทะเบียนชื่อนิติบุคคลที่ซ้ำกับชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เสียใหม่ โดยมิให้ใช้คำว่า "HITACHI" และ "ฮิตาชิ" หากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ไม่ยอมดำเนินการ ให้จำเลยที่ 4 เพิกถอนชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ออกจากทะเบียน (ที่ถูก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก) ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสี่ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ใช้ชื่อทางการค้า คำว่า "HITACHI" และ "ฮิตาชิ" ในการประกอบกิจการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล และสินค้าอื่นๆ โดยมีบริษัทในเครือหรือสาขาของโจทก์ในประเทศไทย รวมทั้งได้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ด้วย ปรากฏตามหนังสือรับรอง บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และหนังสือรับรองรายการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมายจ.6 ถึง จ.41 และจ.67 นอกจากนี้โจทก์ยังได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปประดิษฐ์ ปรากฏตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.71 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยมีคำว่า "HITACHI" และ "ฮิตาชิ" อยู่ในชื่อนิติบุคคลด้วย ปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ตามลำดับ โดยจำเลยที่ 4 ตรวจสอบชื่อนิติบุคคลดังกล่าวและรับจดทะเบียนให้ จำเลยที่ 3 ประกอบธุรกิจคล้ายโจทก์และบริษัทในเครือของโจทก์ รวมทั้งรับติดตั้งลิฟต์ด้วย

ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการแรกเรื่องอำนาจฟ้องนั้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การของตนเอง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในข้อนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตร 225 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 4 จะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องนี้ และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยให้แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่หยิบยกขึ้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 4 ดังนั้น แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะรับอุทธรณ์ข้อนี้มาด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็ไม่วินิจฉัยให้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการต่อไปมีว่า คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบด้วยเหตุผลและกฎหมายแล้วหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ว่า คำว่า "ฮิตาชิ" เป็นคำธรรมดาสามัญทั่วไป สินค้าของโจทก์ไม่ได้แพร่หลายในประเทศไทย และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้ชื่อนิติบุคคลโดยสุจริต ในประเด็นนี้โจทก์มีนายรุทรผู้รับมอบอำนาจโจทก์และนายธีรสุวัฒน์ผู้จัดการบริษัทในเครือของโจทก์มาเบิกความประกอบเอกสารต่างๆ ยืนยันว่า โจทก์ใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "HITACHI" และ "ฮิตาชิ" มาเป็นเวลานานรวมทั้งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ด้วย จนชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไป โดยเป็นที่รู้จักในประเทศไทยมากกว่า 40 ปี การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำคำว่า "HITACHI" และ "ฮิตาชิ" มาใช้เป็นชื่อทางการค้าและส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลภายหลังจากที่โจทก์ใช้ชื่อทางการค้าดังกล่าวแล้ว เป็นเจตนาที่ไม่สุจริต โดยเป็นการแสวงหาประโยชน์จากชื่อทางการค้าของโจทก์ ทั้งในการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็เป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับกิจการของโจทก์ และมีการนำชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าและตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพมาตรฐานอุตสาหกรรม ISO 14001 และ ISO 9001 ของโจทก์ในประเทศญี่ปุ่นไปใช้และกล่าวอ้าง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนฝ่ายจำเลยมีจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีสิทธิใช้ชื่อนิติบุคคลได้เนื่องจากได้รับการจดทะเบียนโดยถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้ลอกเลียนชื่อทางการค้าของโจทก์ คำดังกล่าวเป็นคำสามัญไม่ใช่คำที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ทั้งเป็นเพียงการนำชื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ประกอบการค้ามาประกอบเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ เห็นว่า โจทก์มีพยานหลักฐานมาแสดงว่า โจทก์ได้ใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "HITACHI" และ "ฮิตาชิ" มาก่อน และประกอบอาชีพเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล และสินค้าอื่นๆ ในนานาประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยจนเป็นที่รู้จักทั่วไป ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.59 ถึง จ.65 โดยประดิษฐ์ชื่อทางการค้าดังกล่าวขึ้นมา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งพยานหลักฐานของโจทก์ เพียงกล่าวอ้างลอยๆ ว่าคำว่า "ฮิตาชิ" ไม่ใช่คำที่แพร่หลายในประเทศไทย ทั้งข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เรื่องที่โจทก์ไม่มีสิทธิควบคุมดูแลคุณภาพสินค้าหรือบริการของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะโต้แย้งได้ พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักดีกว่าและรับฟังได้ว่า โจทก์ใช้คำว่า "HITACHI" และ "ฮิตาชิ" เป็นชื่อทางการค้าในการประกอบธุรกิจมาเป็นเวลานานทั้งในและต่างประเทศ จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไป

สำหรับประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 นำคำว่า "HITACHI" และ "ฮิตาชิ" มาใช้โดยสุจริตหรือไม่นั้น เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์ใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "HITACHI" และ "ฮิตาชิ" มาเป็นเวลานาน ในขณะที่ฝ่ายจำเลยนำสืบได้เพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้ชื่อนิติบุคคลตั้งแต่ปี 2540 และ 2546 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่โจทก์ได้ใช้ชื่อทางการค้าของตนมาแล้วเป็นเวลานานโดยไม่ปรากฏเหตุผลชัดเจนในการนำคำว่า "HITACHI" และ "ฮิตาชิ" ซึ่งไม่ใช่คำในภาษาไทยมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคล แต่บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของจำเลยที่ 2 มีข้อความตอนหนึ่งว่า "ในการจดทะเบียนชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็เป็นเพียงการนำเอาชื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 (ที่ถูกประกอบการค้า) มาประกอบเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น" แสดงให้เห็นว่า ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีส่วนหนึ่งเป็นชื่อสินค้าและจำเลยที่ 2 ยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า พยานประกอบกิจการขายลิฟต์และติดตั้งลิฟต์เป็นเวลากว่า 20 ปี แล้วพยานไม่เคยขายลิฟต์ยี่ห้อ "ฮิตาชิ" พยานไม่ได้เป็นตัวแทนของโจทก์เพียงแต่บุคคลอื่นนำเข้ามาและพยานนำมาจำหน่ายอีกทอดหนึ่งพยานนำเครื่องหมายการค้า "ฮิตาชิ" ใส่ในนามบัตรเอกสารหมาย จ.2 โดยไม่ได้รับอนุญาต ที่พยานนำเครื่องหมาย ISO มาใส่ไว้ เพราะพยานจำหน่ายสินค้าของ "ฮิตาชิ" ด้วย เห็นได้ชัดว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับเป็นผู้ขอจองชื่อนิติบุคคลดังกล่าว รู้จักชื่อทางการค้าของโจทก์ แต่ก็ยังมีการนำชื่อทางการค้าของโจทก์ไปใช้ในเชิงธุรกิจ เมื่อกิจการของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นกิจการเช่นเดียวกับกิจการของโจทก์หรือบริษัทในเครือ จึงมีโอกาสที่สาธารณชนจะหลงผิดเข้าใจว่า กิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นกิจการในเครือ หรือเป็นสาขาหรือมีส่วนสัมพันธ์กับโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 นำคำว่า "HITACHI" และ "ฮิตาชิ" มาใช้จึงเป็นไปโดยไม่สุจริต อนึ่ง การที่จำเลยที่ 3 นำชื่อทางการค้าเครื่องหมายการค้ารวมถึงตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพมาตรฐานอุตสาหกรรมของโจทก์ไปใช้ในทางการค้า สอดคล้องกับพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบถึงความสับสนหลงผิดของผู้บริโภคเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับของโจทก์และบริษัทในเครือปรากฏตามภาพถ่ายลิฟต์และหนังสือของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเอกสารหมาย จ.97 ถึง จ.99 พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมามีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ถือว่า การใช้ชื่อนิติบุคคของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งเป็นการจดทะเบียนชื่อนิติบุคคลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะอาจทำให้สาธารณชนเกิดความหลงผิดได้ โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ระงับความเสียหาย และขอให้ศาลสั่งห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้ชื่อดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 ประกอบด้วยมาตรา 421 และตามระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท พ.ศ.2538 ข้อ 20 (8) ดังนั้น แม้จำเลยที่ 4 จะได้รับจดทะเบียนไว้แล้ว ก็ชอบที่จะเพิกถอนชื่อและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกจากทะเบียนเสีย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18 ม. 421
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คาบูชิกิ ไคชา ฮิตาชิ เซซากุโซ
ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามฮิตาชิ
จำเลย — มอเตอร์ เซลส์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พลรัตน์ ประทุมทาน
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1783/2552
#502725
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้า/บริการของโจทก์ประกอบด้วยรูปประดิษฐ์กับอักษรโรมันคำว่า "Global Sources" หากพิจารณาทั้งเครื่องหมายแล้ว อักษโรมันคำว่า "Global Sources" ย่อมเป็นภาคส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า/บริการของโจทก์ ในขณะที่รูปโลกประดิษฐ์นั้น แม้จะมีลักษณะเป็นภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นและมีเจตนาจะใช้เครื่องหมายการค้า/บริการ แต่โดยขนาดตำแหน่งและสภาพที่ใช้ร่วมกับอักษรโรมันคำว่า "Global Sources" แล้ว รูปโลกประดิษฐ์ดังกล่าวไม่อาจถือว่าเป็นภาพส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า/บริการของโจทก์ได้ กล่าวคือหากพิจารณาว่า อักษรโรมันคำว่า "Global Sources" ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะแล้ว ลำพังรูปโลกประดิษฐ์ดังกล่าวยังไม่อาจทำให้เครื่องหมายการค้า/บริการได้รับการจดทะเบียน

ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ อักษรโรมันคำว่า "Global Sources" มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่โดยโจทก์ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า/บริการ จำนวน 5 คำขอ เพื่อใช้กับสินค้าและบริการที่ขอจดทะเบียน ซึ่งในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้า/บริการตามคำขอใดเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าและบริการโดยตรงหรือไม่นั้น มิจำต้องพิจารณาสินค้าและบริการแต่ละชนิดในรายการสินค้าและบริการที่ขอจดทะเบียน ดังนั้น หากตรวจสอบพบสินค้าหรือบริการที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า/บริการในคำขอใดแล้วก็ชอบที่จะปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนสำหรับคำขอนั้นได้ ไม่จำเป็นต้องพิจารณาให้รับจดทะเบียนเป็นรายสินค้าหรือบริการตามที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใด สำหรับคำว่า "Global" นั้น แปลว่า "โลก, ทั่วโลก, เกี่ยวกับโลก" ส่วนคำว่า "Sources" นั้นแปลว่า "แหล่ง, ข้อมูล, แหล่งข้อมูล" เมื่อออกเสียงรวมกันแล้ว จึงมีความหมายว่า "แหล่งข้อมูลของโลก" เมื่อใช้คำดังกล่าวกับคำขอเลขที่ 456095 ถึง 456099 ซึ่งต่างมีสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสาร ย่อมเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าและบริการโดยตรง เครื่องหมายการค้า/บริการของโจทก์ทั้งคำขอจึงไม่อาจรับจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 16 ประกอบมาตรา 6 (1) และมาตรา 7 วรรคสอง (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้า/บริการอักษรโรมัน คำว่า "Global Sources" กับรูปประดิษฐ์ตามคำขอเลขที่ 456095 ถึง 456099 ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้า/บริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะสำหรับสินค้าและบริการต่างๆ ที่ระบุในคำขออันชอบที่จะได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมายโดยไม่จำต้องปฏิเสธสิทธิในภาคส่วนใดๆ ของเครื่องหมายดังกล่าว ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า/บริการคำว่า "Global Sources" กับรูปประดิษฐ์ตามคำขอเลขที่ 456095 ถึง 456099 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยทั้งสิบให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบแล้ว คดีขาดอายุความ คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่มีเหตุให้เพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า เครื่องหมายการค้า/บริการของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเองหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่ารูปโลกประดิษฐ์และอักษโรมันคำว่า "Global Sources" ต่างเป็นภาคส่วนสาระสำคัญและมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเอง เห็นว่า เครื่องหมายการค้า/บริการของโจทก์ประกอบด้วยรูปประดิษฐ์ กับอักษรโรมันคำว่า "Global Sources" หากพิจารณาทั้งเครื่องหมายแล้ว อักษรโรมันคำว่า "Global Sources" ย่อมเป็นภาคส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า/บริการของโจทก์ในขณะที่รูปโลกประดิษฐ์นั้น แม้จะมีลักษณะเป็นภาพประดิษฐ์ขึ้นและมีเจตนาจะใช้เป็นเครื่องหมายการค้า/บริการแต่โดยขนาดตำแหน่งและสภาพที่ใช้ร่วมกับอักษรโรมันคำว่า "Global Sources" แล้วรูปโลกประดิษฐ์ดังกล่าวไม่อาจถือว่าเป็นภาคส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า/บริการของโจทก์ได้ กล่าวคือ หากพิจารณาว่า อักษรโรมันคำว่า "Global Sources" ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะแล้ว ลำพังรูปโลกประดิษฐ์ดังกล่าวยังไม่อาจทำให้เครื่องหมายการค้า/บริการนั้นได้รับการจดทะเบียน ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไป คืออักษรโรมันคำว่า "Global Sources" มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ โดยโจทก์ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า/บริการ จำนวน 5 คำขอ เพื่อใช้กับสินค้าและบริการที่ขอจดทะเบียน ซึ่งในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้า/บริการตามคำขอใดเป็นคำขอที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าและบริการโดยตรงหรือไม่นั้น มิจำต้องพิจารณาสินค้าและบริการแต่ละชนิดในรายการสินค้าและบริการที่ขอจดทะเบียน ดังนั้น หากตรวจสอบพบสินค้าหรือบริการที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า/บริการในคำขอใดแล้วก็ชอบที่จะปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนสำหรับคำขอนั้นได้ ไม่จำเป็นต้องพิจารณาให้รับจดทะเบียนเป็นรายสินค้าหรือบริการตามที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใด สำหรับคำว่า "Global" นั้น แปลว่า "โลก, ทั่วโลก, เกี่ยวกับโลก" ส่วนคำว่า "Sources" นั้น แปลว่า "แหล่ง, ข้อมูล, แหล่งข้อมูล" เมื่อออกเสียงร่วมกันแล้ว จึงมีความหมายว่า "แหล่งหรือข้อมูลของโลก" เมื่อใช้คำดังกล่าวกับคำขอเลขที่ 456095 ถึง 456099 ซึ่งต่างมีสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสาร ย่อมเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าและบริการโดยตรง เครื่องหมายการค้า/บริการของโจทก์ทั้งคำขอจึงไม่อาจรับจดทะเบียนได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 16 ประกอบมาตรา 6 (1) และมาตรา 7 วรรคสอง (2) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทรด มีเดีย โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พลรัตน์ ประทุมทาน
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1774/2552
#420019
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายทำละเมิดโดยขับรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของโจทก์โดยประมาท จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จนเต็มจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีการเอาประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุที่จำเลยที่ 1 ขับไว้หรือไม่ การที่จำเลยที่ 2 เอาประกันภัยรถยนต์เกิดเหตุไว้กับบริษัท ส. ในลักษณะประกันภัยค้ำจุนก็เพื่อให้บริษัท ส. ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแทนจำเลยที่ 2 ภายในวงเงินประกันภัย ซึ่งโจทก์ผู้ได้รับความเสียหายมีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคสอง การที่โจทก์เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการกรมการประกันภัย ก็เพื่อให้ระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับผู้รับประกันภัยตามสัญญาประกันภัยและที่โจทก์ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมรับค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวนดังกล่าวก็เนื่องจากมีข้อจำกัดเกี่ยวกับวงเงินที่ผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับผู้รับประกันภัย ไม่เกี่ยวกับจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด แม้ในบันทึกข้อความเรื่องจ่ายค่าสินไหมทดแทน มีข้อความเพิ่มเติมว่า "เมื่อผู้เสนอข้อพิพาทได้รับค่าสินไหมทดแทนแล้วจะไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ จากบริษัทหรือผู้อื่นใดอีกต่อไป" คำว่า "ผู้อื่น" ในที่นี้ก็ไม่ชัดแจ้งว่าหมายถึงจำเลยทั้งสอง จึงไม่อาจตีความว่าหมายถึงจำเลยทั้งสองซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตกลงประนีประนอมยอมความได้ ดังนั้น สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับผู้รับประกันภัยดังกล่าวจึงไม่มีผลทำให้มูลละเมิดตามฟ้องระงับสิ้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองศาลโดยค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี และกำหนดค่าทนายความรวมเป็นเงิน 10,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายทำละเมิดโดยขับรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 เฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์โดยประมาท จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จนเต็มจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีการเอาประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุที่จำเลยที่ 1 ขับไว้หรือไม่ การที่จำเลยที่ 2 เอาประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุไว้กับบริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด ในลักษณะประกันภัยค้ำจุนก็เพื่อให้บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแทนจำเลยที่ 2 ภายในวงเงินประกันภัย ซึ่งโจทก์ผู้ได้รับความเสียหายมีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคสอง และโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะเลือกฟ้องผู้ทำละเมิดหรือผู้รับประกันภัยคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนก็ได้ แต่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยเกินไปกว่าวงเงินประกันภัยที่ผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดตามสัญญาไม่ได้ การที่โจทก์เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ กรมการประกันภัย ก็เพื่อให้ระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับผู้รับประกันภัยตามสัญญาประกันภัย และที่โจทก์ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมรับค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวนดังกล่าวก็เนื่องจากมีข้อจำกัดเกี่ยวกับวงเงินที่ผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับผู้รับประกันภัย ไม่เกี่ยวกับจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด ดังนั้น สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับผู้รับประกันภัยดังกล่าวจึงมีผลทำให้มูลหนี้ละเมิดตามฟ้องระงับสิ้นไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 852 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสนอง เบ็ญจรส
จำเลย — นายไพฑูรย์ จันทร์ทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1762/2552
#451868
เปิดฉบับเต็ม

ใบสั่งซื้อสินค้าเป็นเพียงคำเสนอที่จะซื้อสินค้าของโจทก์เท่านั้น ใบสั่งซื้อสินค้าจึงมิใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ มิใช่เอกสารสิทธิตามความใน ป.อ. มาตรา 1 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคสอง, 91 (ที่ถูก มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 91) จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ รวม 14 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 84 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 42 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลอมใบสั่งซื้อสินค้าของผู้เสียหายอันเป็นเอกสารสิทธิ เห็นว่า เอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) หมายถึง เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับสิทธิ แต่ใบสั่งซื้อสินค้าเป็นเพียงคำเสนอที่จะซื้อสินค้าของโจทก์เท่านั้น ใบสั่งซื้อสินค้าดังกล่าวจึงมิใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับสิทธิ มิใช่เอกสารสิทธิตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) การกระทำของจำเลยเป็นเพียงปลอมเอกสารธรรมดาไม่ใช่เป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 264 ม. 265
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นางพรทิพย์ จาดฤทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายเจษฎา ยวงทอง
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวน เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1761/2552
#451876
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของโจทก์มิได้มีข้อความตอนใดโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่วินิจฉัยว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดฐานปลอมตั๋วเงิน เพราะข้อความในฎีกาของโจทก์ล้วนแต่ยกเหตุผลโต้แย้งว่าจำเลยร่วมกระทำผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอม แต่มีข้อความตอนท้ายฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกับพวกปลอมตั๋วเงิน ฎีกาของโจทก์ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันปลอมตั๋วเงินเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

จำเลยนำเช็คซึ่งเป็นตั๋วเงินปลอมเข้าบัญชีจำเลยเพื่อเรียกเก็บเงินแทนนางยุพาโดยไม่ทราบว่าเป็นตั๋วเงินปลอม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด เป็นการขาดเจตนากระทำความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) และมาตรา 59 วรรคสาม วรรคสอง และวรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับพวกใช้ตั๋วเงินปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268, 335, 83, 91 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาเช็ค 2 ฉบับ ราคา 10 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทลีลานันท์ จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2542 ถึงเดือนกรกฎาคม 2542 นายสมยศกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ร่วมรับทราบว่ามีผู้ลักเอาเช็คของโจทก์ร่วมไปหลายฉบับ และมีผู้นำเช็คดังกล่าวส่วนหนึ่งจำนวน 2 ฉบับ ไปกรอกข้อความสั่งจ่ายเงินจากบัญชีของโจทก์ร่วมจำนวน 100,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ โดยลงลายมือชื่อนายสมยศอันเป็นลายมือชื่อปลอมและประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วมอันเป็นตราประทับอันแท้จริง แล้วจำเลยได้นำเช็คทั้งสองฉบับนี้ไปเข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาบางจาก เพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คได้จ่ายเงินตามเช็คฉบับที่สั่งจ่ายเงิน 100,000 บาท ไปแล้ว ส่วนเช็คอีกฉบับหนึ่งซึ่งสั่งจ่ายเงินจำนวน 300,000 บาทนั้น ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายโดยให้เหตุผลว่า ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายไม่เหมือนตัวอย่างที่ให้ไว้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และคำแก้ฎีกาของจำเลยเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับพวกปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สำหรับข้อหาความผิดฐานร่วมกับพวกปลอมตั๋วเงินนั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นว่า จำเลยได้ร่วมทำปลอมโดยกรอกข้อความและลงลายมือชื่อปลอมของนายสมยศลงในเช็ค อีกทั้งผลการตรวจพิสูจน์ลายมือของผู้เขียนข้อความในเช็คก็น่าจะเป็นลายมือของบุคคลอื่น มิใช่ลายมือชื่อของจำเลยด้วย และสรุปผลแห่งคำวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามฟ้อง แต่ฎีกาของโจทก์มิได้มีข้อความตอนใดโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เช่นว่านี้เลย เพราะข้อความในฎีกาข้อ 2 ของโจทก์นั้น ล้วนแต่ฎีกาคัดค้านว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมเท่านั้น การที่โจทก์เพียงแต่ยกเหตุผลโต้แย้งคัดค้านในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอม แต่กลับมีข้อความตอนท้ายฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกับพวกปลอมตั๋วเงินด้วย เช่นนี้ ถือได้ว่าฎีกาของโจทก์ในประเด็นข้อหาความผิดฐานร่วมกับพวกปลอมตั๋วเงินตามฟ้อง เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามฟ้องโจทก์หรือไม่เท่านั้น ปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมกับพยานหลักฐานของจำเลยแล้วฟังข้อเท็จจริงเชื่อตามพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบว่า คดีมีพฤติการณ์ส่อแสดงไปในลักษณะว่าจำเลยไม่ทราบว่าเช็คทั้งสองฉบับที่จำเลยนำไปเรียกเก็บเงินเป็นเอกสารปลอม จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามฟ้อง ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้โดยละเอียดประกอบชอบด้วยเหตุผลทุกประการ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยโดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ที่ศาลอุทธรณ์ยังฟังข้อเท็จจริงโดยเชื่อว่า จำเลยนำเช็คซึ่งเป็นตั๋วเงินปลอมไปเข้าบัญชีของจำเลยเพื่อเรียกเก็บเงินแทนให้แก่นางยุพาโดยไม่ทราบว่าเป็นตั๋วเงินปลอมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด เป็นการขาดเจตนากระทำความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 (4) และมาตรา 59 วรรคสาม วรรคสอง และวรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับพวกใช้ตั๋วเงินปลอม ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 266 (4) ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทลีลานันท์ จำกัด
จำเลย — นายจรัญ แซ่โค้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายเกื้อ วุฒิปวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1683/2552
#502148
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 และมาตรา 90/24 วรรคสอง เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้วกฎหมายได้กำหนดมาตรการต่างๆ ในการแจ้งคำสั่งให้เจ้าหนี้ทราบก็เพื่อให้เจ้าหนี้ทั้งหลายของลูกหนี้ได้มีโอกาสทราบถึงคำสั่งและยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งการที่จะตัดสิทธิของเจ้าหนี้เพราะเหตุที่เจ้าหนี้มิได้ยื่นขอรับชำระหนี้นั้นก็ต้องปรากฎด้วยว่าได้มีการประกาศและแจ้งคำสั่งให้เจ้าหนี้ทราบตามที่กฎหมายได้บัญญัติรับรองไว้แล้ว คดีนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คงอ้างเฉพาะในคำแถลงคัดค้านว่าได้ดำเนินการส่งสำเนาประกาศแจ้งคำสั่งฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนให้เจ้าหนี้แล้วตามที่อยู่ที่ปรากฏในบัญชีเจ้าหนี้เท่านั้น แต่มิได้ปรากฏหลักฐานใดเลยที่แสดงว่าได้มีการนำหนังสือไปส่งยังภูมิลำเนาของเจ้าหนี้แล้วแต่อย่างใด เช่นนี้ กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่าได้มีการแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนให้เจ้าหนี้ทราบโดยชอบแล้ว และเมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ทราบคำสั่งตั้งผู้ทำแผนก่อนหน้านั้นแล้วทั้งคดีฟื้นฟูกิจการก็ยังมิได้เสร็จสิ้นลง กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทสาริน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด ลูกหนี้ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2543 และตั้งบริษัทสาริน แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ประกาศโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในหนังสือพิมพ์สยามรัฐและมติชน ฉบับวันที่ 11 ตุลาคม 2543 และราชกิจจานุเบกษา วันที่ 31 ตุลาคม 2543 ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2549 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายจำนวน 799,200 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/26 จึงไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าเจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 บัญญัติว่า เจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวไว้ในส่วนนี้ แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หรือเป็นเจ้าหนี้ที่ได้ฟ้องคดีแพ่งไว้แล้ว แต่คดียังอยู่ระหว่างพิจารณาก็ตาม ทั้งนี้ ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้พร้อมสำเนาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 1 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผน และมาตรา 90/24 วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้วให้นำความในมาตรา 90/20 วรรคสี่ และมาตรา 90/21 วรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม กับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังเจ้าหนี้ทั้งหลายตามบัญชีรายชื่อที่ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้เสนอต่อศาลและเจ้าหนี้อื่นเท่าที่ทราบเช่นนี้ เห็นได้ว่าการที่กฎหมายได้กำหนดมาตรการต่างๆ ในการแจ้งคำสั่งให้เจ้าหนี้ทราบนั้น ก็เพื่อให้เจ้าหนี้ทั้งหลายของลูกหนี้ได้มีโอกาสทราบถึงคำสั่งและยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งการที่จะตัดสิทธิของเจ้าหนี้เพราะเหตุที่เจ้าหนี้มิได้ยื่นขอรับชำระหนี้นั้นก็จะต้องปรากฏด้วยว่าได้มีการประกาศและแจ้งคำสั่งให้เจ้าหนี้ทราบตามที่กฎหมายได้บัญญัติรับรองไว้แล้ว กรณีต้องวินิจฉัยต่อไปว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนให้เจ้าหนี้ทราบแล้วหรือไม่ เจ้าหนี้อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า บ้านเลขที่ 162 ซอยแสนสบาย ถนนพระราม 4 นั้น เจ้าหนี้เช่าเพื่อเก็บสินค้าและให้คนงานพักอาศัย ส่วนเจ้าหนี้และสามีพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 44 ซอยแสนสุข ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ซึ่งตามปกติแล้วหากมีหนังสือส่งมาที่บ้านเลขที่ 162 ซอยแสนสบาย ถนนพระราม 4 คนงานที่พักอาศัยอยู่จะเก็บหนังสือไว้ให้ ส่วนหนังสือของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้นเจ้าหนี้ไม่เคยได้รับเลย ส่วนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้นคงอ้างเฉพาะในคำแถลงคัดค้านว่าได้ดำเนินการส่งสำเนาประกาศแจ้งคำสั่งฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนให้เจ้าหนี้แล้วตามที่อยู่ที่ปรากฏในบัญชีเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2543 ตามสำเนาคำร้องและบัญชีเจ้าหนี้ตามเอกสารหมายเลข 2 ท้ายคำคัดค้าน แต่ปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวนั้นมีเพียงชื่อ ที่อยู่ของเจ้าหนี้เท่านั้นมิได้ปรากฏหลักฐานใดเลยที่แสดงว่าได้มีการนำหนังสือดังกล่าวไปส่งยังภูมิลำเนาของเจ้าหนี้แล้วแต่อย่างใดเช่นนี้ กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่าได้มีการแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนให้เจ้าหนี้ทราบโดยชอบแล้ว และเมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ทราบคำสั่งตั้งผู้ทำแผนก่อนหน้านั้นแล้ว ทั้งคดีฟื้นฟูกิจการก็ยังมิได้เสร็จสิ้นลง กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาต่อไป"

พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้ดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/24 วรรคสอง ม. 90/26
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทสาริน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด
เจ้าหนี้ — นางสุดารัตน์ สุขฤทัยวรกุล
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
ไพโรจน์ วายุภาพ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1681/2552
#501335
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ปลดจำเลยจากล้มละลายมีผลเพียงให้จำเลยหลุดพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนซึ่งได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลายแล้วเท่านั้น ส่วนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีอำนาจในการจัดการและรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลาย ทั้งจำเลยซึ่งได้ถูกปลดจากล้มละลายนั้นยังมีหน้าที่ช่วยในการจำหน่ายและแบ่งทรัพย์สินของตนซึ่งตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 79 เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยมีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายซึ่งตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้าน ทั้งผู้คัดค้านได้รวบรวมต้นฉบับโฉนดที่ดินพิพาทอันเป็นเอกสารสำคัญสำหรับที่ดินพิพาทไว้แล้วก่อนศาลมีคำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลาย ดังนั้น เงินค่าเช่าซึ่งเป็นดอกผลของที่ดินพิพาทดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 148 ย่อมตกเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ด้วย ผู้คัดค้านจึงมีอำนาจในการจัดการและรวบรวมเงินค่าเช่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเพื่อแบ่งชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2526 และศาลมีคำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2544 โดยมีเงื่อนไขให้จำเลยยื่นบัญชีแสดงการรับทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างปีทุกๆ ปีต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้าน ต่อมาผู้คัดค้านมีหมายนัดฉบับลงวันที่ 19 มกราคม 2547 ถึงนายมานพผู้รับมอบอำนาจจำเลย ให้จำเลยนำส่งสัญญาเช่าและค่าเช่าทั้งหมดนับแต่จำเลยนำที่ดินของตนออกให้เช่าเพื่อรวบรวมเข้าสู่กองทรัพย์สินของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องว่า ที่ดินที่จำเลยนำออกให้เช่า ผู้คัดค้านยังมิได้มีคำสั่งยึดหรืออายัดไว้ในกองทรัพย์สินของจำเลย ที่ดินดังกล่าวจำเลยส่งมอบให้นายมานพครอบครองในฐานะส่วนตัวสัญญาเช่าที่ดินระหว่างนายมานพกับผู้เช่าจำเลยมิได้มีนิติสัมพันธ์ด้วย ทั้งเงินได้จากค่าเช่าเกิดขึ้นภายหลังจากที่จำเลยพ้นจากการล้มละลายแล้ว คำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้จำเลยนำส่งสัญญาเช่าและค่าเช่าที่ดินดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินจำเลยนำออกให้เช่ามีจำนวน 21 แปลง เป็นที่ดินที่จำเลยมีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายและผู้คัดค้านได้รวบรวมต้นฉบับโฉนดที่ดินไว้แล้วก่อนศาลมีคำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลาย เงินค่าเช่าที่ดินดังกล่าวแม้จำเลยได้มาภายหลังจากปลดจำเลยจากล้มละลายก็เป็นเงินที่จำเลยต้องนำมาแบ่งชำระแก่เจ้าหนี้ในคดีล้มละลายต่อไป ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า ผู้คัดค้านมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับค่าเช่าที่ดินพิพาทภายหลังปลดจำเลยจากล้มละลายหรือไม่ โดยผู้คัดค้านแถลงยอมรับข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและค่าเช่าเกิดขึ้นภายหลังมีการปลดจำเลยจากล้มละลาย

ศาลชั้นต้นงดไต่สวนพยานจำเลย พยานผู้คัดค้าน แล้วมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของผู้คัดค้าน ให้จำเลยนำส่งสัญญาเช่าที่ดินของจำเลยทั้งหมดแก่ผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษาแก้ ให้จำเลยนำส่งค่าเช่าที่ดินพิพาททั้งหมดนับแต่นำที่ดินพิพาทออกให้เช่าแก่ผู้คัดค้านนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลายโดยมีเงื่อนไขให้จำเลยยื่นบัญชีแสดงการรับทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างปีทุกๆ ปี ต่อผู้คัดค้าน ต่อมาจำเลยโดยนายมานพนำที่ดินพิพาทของจำเลยจำนวน 21 แปลง ออกให้บุคคลภายนอกเช่าซึ่งที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นที่ดินจำเลยมีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลาย และผู้คัดค้านได้รวบรวมต้นฉบับโฉนดที่ดินไว้แล้วก่อนศาลมีคำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลายแต่ยังไม่มีการยึดที่ดินดังกล่าวไว้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยจะต้องส่งมอบค่าเช่าที่ดินพิพาททั้งหมดนับแต่นำออกให้เช่าให้แก่ผู้คัดค้านหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2544 แล้วก็ตาม แต่ก็มีผลเพียงให้จำเลยหลุดพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนซึ่งได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลายแล้วเท่านั้น ส่วนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ยังคงมีอำนาจในการจัดการและรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลาย ทั้งจำเลยซึ่งได้ถูกปลดจากล้มละลายนั้นยังมีหน้าที่ช่วยในการจำหน่ายและแบ่งทรัพย์สินของตนซึ่งตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 79 เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยมีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายซึ่งตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้าน ทั้งผู้ค้ดค้านได้รวบรวมต้นฉบับโฉนดที่ดินพิพาทอันเป็นเอกสารสำคัญสำหรับที่ดินพิพาทไว้แล้วก่อนศาลมีคำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลาย ดังนั้น เงินค่าเช่าซึ่งเป็นดอกผลของที่ดินพิพาทดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 ย่อมตกเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ด้วย ผู้คัดค้านจึงมีอำนาจในการจัดการและรวบรวมเงินค่าเช่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเพื่อแบ่งชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยนำส่งค่าเช่าที่ดินพิพาททั้งหมดแก่ผู้คัดค้านมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเครดิตฟองซิเอร์อาเซี่ยน จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทเครดิตฟองซิเอร์เสรีสากลธนกิจ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1680/2552
#501329
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้ได้ออกทดรองชำระให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินหลักประกันที่ลูกหนี้ได้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้เพื่อประกันหนี้กู้ยืมเงินของลูกหนี้ที่มีต่อเจ้าหนี้ โดยเจ้าหนี้เป็นผู้รับประโยชน์ มิใช่การเรียกให้ใช้หรือคืนเบี้ยประกันภัยตามสัญญาประกันภัยในระหว่างผู้รับประกันภัยและผู้เอาประกันภัยอันจะอยุ่ในบังคับอายุความสองปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคสอง อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ในกรณีเช่นนี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความสิบปีตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาด เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาและเบี้ยประกันภัยจำนวน 5,672.90 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3)

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นัดบรรดาเจ้าหนี้และลูกหนี้ตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเสนอความเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ (1) หนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 454/2540 ของศาลแพ่งธนบุรี รวมทั้งสิ้น 1,646,789.55 บาท โดยให้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 6037 ตำบลท่าบุญมี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ก่อนเจ้าหนี้อื่นในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ยังขาดอยู่เท่าใดให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างเจ้าหนี้สามัญตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่า หากได้รับชำระหนี้จากที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 6036 ตำบลท่าบุญมี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และหรือจากนายสมพงษ์ แล้วเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงไปเพียงนั้น (2) หนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 4071/2544 ของศาลแพ่งธนบุรี รวมทั้งสิ้น 4,000,368.06 บาท โดยให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างเจ้าหนี้สามัญตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่า หากได้รับชำระหนี้จากที่ดินโฉนดเลขที่ 16554 ตำบลสมเด็จเจ้าพระยา อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร และหรือจากนางสุรพันธ์ และหรือจากนายประสิทธิ์ และหรือจากนางสาวอารีย์แล้วเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงไปเพียงนั้น ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย (3) หนี้ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยรวมทั้งสิ้น 3,466.57 บาท โดยให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างเจ้าหนี้สามัญตามพระราชบัญญัติล้มลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย รวม 3 อันดับ เป็นเงินทั้งสิ้น 5,650,642.18 บาท

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ลูกหนี้ได้กู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้ไปตามสัญญากู้ยืมเงิน 2 ฉบับ ตามมูลหนี้ในคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 424/2540 และหมายเลขคดีแดงที่ 4081/2544 ของศาลแพ่งธนบุรี ซึ่งเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้มาในอันดับ 1 และ 2 โดยมีที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 6036 และ 6037 ตำบลท่าบุญมี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 16554 ตำบลสมเด็จเจ้าพระยา อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร ตามลำดับ จำนองเป็นหลักประกันการชำระหนี้ดังกล่าวของลูกหนี้

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ในข้อกฎหมายว่า หนี้ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยที่เจ้าหนี้ได้ออกเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยแทนลูกหนี้สำหรับที่ดินจำนองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 6036 และ 6037 ตำบลท่าบุญมี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2540 จำนวน 541 บาท เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2541 จำนวน 519 บาท เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 จำนวน 430,14 บาท เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2543 จำนวน 537.14 บาท เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2543 จำนวน 537.14 บาท และเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2544 จำนวน 654.21 บาท และสำหรับที่ดินจำลองโฉนดเลขที่ 16554 ตำบลสมเด็จพระยา อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2543 จำนวน 1,342.85 บาท และวันที่ 19 ธันวาคม 2544 จำนวน 945.88 บาท ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อหนี้ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ดังกล่าวได้ความตามทางสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าเจ้าหนี้ได้ออกทดรองชำระให้แก่บริษัทศรีอยุธยาประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินหลักประกันที่ลูกหนี้ได้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้เพื่อประกันหนี้กู้ยืมเงินของลูกหนี้ที่มีต่อเจ้าหนี้ โดยเจ้าหนี้เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยดังกล่าว การที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระเบี้ยประกันภัยที่เจ้าหนี้ได้ออกทดรองแทนลูกหนี้ไปคืนให้แก่เจ้าหนี้ มิใช่การเรียกให้ใช้หรือคืนเบี้ยประกันภัยตามสัญญาประกันภัยในระหว่างผู้รับประกันภัยและผู้เอาประกันภัยอันจะอยู่ในบังคับอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคสอง อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ในกรณีเช่นนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น เมื่ออุทธรณ์ของเจ้าหนี้มิได้คัดค้านซึ่งคำสั่งของศาลล้มละลายกลางในเรื่องอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งค่าเบี้ยประกันในส่วนที่เจ้าหนี้ได้ออกแทนลูกหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้จึงชอบที่จะได้รับดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แม้อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ในตอนท้ายขอให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยตามที่ขอรับชำระหนี้ แต่เมื่ออุทธรณ์ของเจ้าหนี้มิได้โต้แย้งคำสั่งของศาลล้มละลายกลางในประการอื่นโดยชัดแจ้งแต่อย่างใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยให้ได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ออกเงินทดรองค่าเบี้ยประกันภัยแทนลูกหนี้เพิ่มเติมสำหรับที่ดินจำนองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 6036 และ 6037 ตำบลท่าบุญมี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2540 จำนวน 541 บาท เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2541 จำนวน 519 บาท เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 จำนวน 430.14 บาท เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2543 จำนวน 537.14 บาท เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2543 จำนวน 537.14 บาท และเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2544 จำนวน 654.21 บาท และสำหรับที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 16554 ตำบลสมเด็จเจ้าพระยา อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2543 จำนวน 1,342.85 บาท และวันที่ 19 ธันวาคม 2544 จำนวน 945.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของแต่ละจำนวน นับถัดจากวันที่เจ้าหนี้ได้ออกชำระไปแต่ละครั้งจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 882
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็ม เอ ที่ปรึกษากฎหมายและภาษีอากร จำกัด
บริษัทอยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี.
เจ้าหนี้ — ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายพิธานหรือพิจักษณ์ วิริยะประกอบ
ชื่อองค์คณะ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
ไพโรจน์ วายุภาพ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1679/2552
#501311
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ.มิได้บัญญัติว่าคำร้องของจำเลยที่ขอผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นคำร้องที่ทำได้แต่ฝ่ายเดียว ก่อนที่จะไต่สวนหรือมีคำสั่งศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะให้โอกาสโจทก์คัดค้าน โดยมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องเช่นว่านั้นแก่โจทก์ล่วงหน้า หากจะคัดค้านประการใดให้ยื่นเข้ามาภายในเวลาที่กำหนดการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาและงดการบังคับคดีไปเลยทีเดียว เป็นการก้าวล่วงข้ามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2) อันเป็นบทกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลฎีกาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียตามมาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และจำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดทรัพย์จำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2547 ขอผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์เดือนละ 2,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้งดการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาและงดการบังคับคดี โดยไม่ให้โจทก์มีโอกาสคัดค้านคำร้องของจำเลยที่ 1 ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2547 ขอผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์เดือนละ 2,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวว่า "อนุญาต มีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบด่วนเพื่องดการบังคับคดี หมายแจ้งโจทก์ทราบคำสั่งศาลด้วย" เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) บัญญัติว่า "ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติว่า คำขออันใดจะทำได้แต่ฝ่ายเดียว ห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้นๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่นๆ มีโอกาสคัดค้านก่อน..." เมื่อคำขอตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมิได้บัญญัติว่าจะทำได้แต่ฝ่ายเดียว ดังนั้น ก่อนที่จะไต่สวนหรือมีคำสั่งศาลชั้นต้นชอบที่จะให้โอกาสโจทก์คัดค้านก่อน โดยมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องเช่นว่านั้นแก่โจทก์ล่วงหน้า หากจะคัดค้านประการใดให้ยื่นเข้ามาภายในเวลาที่กำหนด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาและงดการบังคับคดีไปเลยทีเดียว เป็นการก้าวล่วงข้ามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) อันเป็นบทกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาและที่ให้งดการบังคับคดีไว้ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำร้องฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2547 ของจำเลยที่ 1 เสียใหม่ โดยกำหนดเวลาเพื่อให้โจทก์มีโอกาสคัดค้านคำร้องดังกล่าว แล้วทำการไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลโพธิ์กลาง
จำเลย — พันโทชนก จรสูงเนิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา