คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2348/2552
#502388
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความสองปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปะอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง" แต่โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ.2533 มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงทำการสอน ทำการวิจัยให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับแปลงถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมเป็นหลัก ส่วนการดำเนินภารกิจด้านฟาร์มธุรกิจก็เป็นเพียงเพื่อประโยชน์ในการเรียน การสอน และการวิจัย มิใช่เป็นการดำเนินธุรกิจเป็นเอกเทศเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าเป็นสำคัญและหากจะมีผลกำไรขึ้นมาบ้างก็เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า การซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ที่กำหนดอายุความ 2 ปี และกรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 504,281.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 411,807 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาซื้อขายนมกับโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลย คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 504,281.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 411,807 บาท นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2544 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 411,807 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 142,488.95 บาท นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2541 ต้นเงิน 76,183.85 บาท และ 82,431.40 บาท นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2541 ต้นเงิน 50,894.30 บาท และ 39,592 บาท นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2541 และต้นเงิน 20,216.50 บาท นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) หรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ดำเนินการทางฟาร์มธุรกิจจึงเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปะอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง" แต่โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ.2533 มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัยให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับแปลง ถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเป็นหน่วยงานหนึ่งของโจทก์ มีหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางของสำนักวิชาการในการดำเนินภารกิจด้านการเรียนการสอน การวิจัยและฟาร์มธุรกิจ ดังนั้นวัตถุประสงค์ของโจทก์และการดำเนินภารกิจของฟาร์มดังกล่าวจึงมุ่งเน้นในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการ การเรียน การสอน การวิจัย และทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมเป็นหลัก ส่วนการดำเนินภารกิจด้านฟาร์มธุรกิจก็เป็นเพียงเพื่อประโยชน์ในการเรียน การสอน และการวิจัย มิใช่เป็นการดำเนินธุรกิจเป็นเอกเทศเพื่อประโยชน์ทางการค้าเป็นสำคัญ และหากจะมีผลกำไรขึ้นมาบ้างก็เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า การซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ที่กำหนดอายุความ 2 ปี ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา และกรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืนให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด คิวมิค กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
พรเพชร วิชิตชลชัย
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2552
#494322
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องโดยอาศัยเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) โดยอ้างว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินหนึ่งปีไม่ได้ระบุถึงการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมา แม้โจทก์จะอ้างข้อตกลงแยกทางตามเอกสารท้ายคำฟ้องก็ตาม แต่เหตุหย่าตาม มาตรา 1516 (4/2) นั้น ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีก คือต้องเป็นเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมา ซึ่งโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงองค์ประกอบดังกล่าวไว้ ฟ้องของโจทก์ในประเด็นนี้จึงไม่ชอบ ถือว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่มีเหตุหย่าตามบทบัญญัติในมาตรา 1516 (4/2)

โจทก์ยอมรับว่าโจทก์เป็นผู้ออกจากบ้านพักของจำเลยไปเอง กรณีจึงถือว่าโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่กับจำเลยฝ่ายเดียว จำเลยหาได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่อย่างใดไม่ จำเลยจึงไม่ได้ละทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4)

??

??

??

??

1/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยหย่าขาดจากโจทก์ทันที และให้บุตรทั้งสองอยู่ในความปกครองของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปกครองร่วมกันกับจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสองของโจทก์โดยให้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองอยู่ในความปกครองของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเดือนละ 7,500 บาท นับแต่เดือนธันวาคม 2545 เป็นต้นไป และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนที่โจทก์ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนนับแต่เดือนธันวาคม 2545 จนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองในส่วนที่ขาด 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 160,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา (19 พฤศจิกายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้เด็กชายชาญศักดิ์และเด็กหญิงศิรินภาอยู่ในความปกครองของจำเลยฝ่ายเดียว ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ คำขออื่นตามฟ้องและฟ้องแย้งให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะข้อที่ขอหย่าจำเลย ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับประเด็นเรื่องฟ้องหย่านี้ จำเลยได้แก้ฎีกาด้วยว่า โจทก์ฟ้องโดยอาศัยเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) "จงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี" มิได้อ้างเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) "สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี" ฎีกาของโจทก์ที่อ้างเหตุการแยกกันอยู่เกินสามปี จึงเป็นการฎีกานอกคำฟ้อง โจทก์ย่อมไม่อาจขอให้ศาลฎีกาบังคับให้โจทก์จำเลยหย่ากันตามมาตรา 1516 (4/2) ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าควรหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยเป็นข้อแรกว่า เหตุหย่าที่โจทก์กำหนดในฟ้องมีเพียงกรณีตามมาตรา 1516 (4) เพียงประการเดียว หรือสองประการตามมาตรา 1516 (4) และมาตรา 1516 (4/2) เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุเหตุหย่าเพียงการละทิ้งร้างกันเกินกว่าหนึ่งปี ไม่ได้ระบุถึงการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี และแม้ว่าคำฟ้องโจทก์แนบข้อตกลงฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2540 ที่ระบุไว้ในข้อ 1 ถึงข้อตกลงแยกทางกันด้วยว่า "...นางศรัญญา (จำเลย) ...มีความประสงค์ขอแยกทางกันอยู่กับนายวันชัย (โจทก์) และนายวันชัยก็ยินยอม" ไว้ท้ายคำฟ้องก็ตาม แต่เหตุหย่าตาม 1516 (4/2) นั้น ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีกคือ ต้องเป็นเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาด้วย ซึ่งโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงองค์ประกอบดังกล่าวไว้ ฟ้องของโจทก์ในประเด็นนี้จึงไม่ชอบ ไม่ถือว่าคำฟ้องโจทก์มีเหตุหย่าตามบทบัญญัติในมาตรา 1516 (4/2) กรณีสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีด้วย ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ดังนั้นเหตุหย่าที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์จึงมีเพียงประเด็นเดียวคือ เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4) กรณีจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปีเท่านั้น คำแก้ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์กับจำเลยได้สมัครใจแยกกันอยู่เป็นเวลาสามปีก่อนฟ้อง

สำหรับเหตุหย่าเนื่องจากจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปีนี้ เห็นว่า ตามบันทึกตกลง นั้นได้บันทึกถึงเหตุที่โจทก์และจำเลยต้องทำบันทึกดังกล่าวที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านตากไว้ เนื่องจากโจทก์ไปมีความสัมพันธ์กับนางสาวอภิญญา ซึ่งต่อมาก็เป็นภริยาอีกคนหนึ่งของโจทก์และมีบุตรด้วยกันกับโจทก์ 1 คน โจทก์เบิกความยอมรับว่า ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากันนั้น จำเลยไม่เคยประพฤติตนเสื่อมเสียเกี่ยวกับเรื่องชู้สาว หรือทำให้โจทก์เสื่อมเสียเกี่ยวกับหน้าที่การงาน จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องแยกทางกับโจทก์ อันจะเป็นเหตุให้จำเลยต้องดูแลบุตรทั้งสองแต่ลำพัง การบันทึกข้อความเรื่องแยกกันอยู่ดังกล่าวจึงเป็นความประสงค์อันเป็นเจตนาของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว ดังที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าว การที่จำเลยยอมลงลายมือชื่อในบันทึกตกลง เชื่อว่าเป็นเพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์จริงตามที่จำเลยนำสืบ ดังเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยไว้จึงชอบแล้ว การที่จำเลยยอมลงชื่อในบันทึก ดังกล่าวแม้ว่าจะตกลงกันเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูกันมาก่อนดังที่โจทก์ฎีกา ก็ยิ่งย้ำให้เห็นชัดแจ้งว่ามีสาระเพื่อได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง กรณีจึงไม่ใช่กล่าวอ้างขึ้นมาลอย ๆ ดังที่โจทก์ฎีกา การพิจารณาข้อความในบันทึกตกลง ในเรื่องแยกกันอยู่ จึงพิจารณาเฉพาะข้อความในเอกสารโดยไม่พิจารณาถึงเจตนาของจำเลยดังที่โจทก์ฎีกาย่อมไม่ชอบ ทั้งโจทก์ก็รับว่าโจทก์เป็นผู้ออกจากบ้านพักของจำเลยไปเอง กรณีจึงถือว่าโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่กับจำเลยฝ่ายเดียว จำเลยหาได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่อย่างใดไม่ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ได้ละทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตามมาตรา 1516 (4) ซึ่งการไม่ให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยนี้ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับข้อยุติเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งโจทก์ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลล่าง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป กรณีจึงไม่มีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 (4) คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลที่จะได้รับ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง รวมกันมาเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชายชาญศักดิ์ และเด็กหญิงศิรินภา คนละ 3,750 บาท นับแต่เดือนธันวาคม 2545 เป็นต้นไป และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนที่โจทก์ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนนับแต่เดือนธันวาคม 2545 จนกว่าเด็กชายชาญศักดิ์จะบรรลุนิติภาวะ จากนั้นให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิงศิรินภาเป็นเงิน 7,500 บาท นับแต่เดือนที่เด็กชายชาญศักดิ์บรรลุนิติภาวะเป็นต้นไป และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนที่โจทก์ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนนับแต่เดือนที่เด็กชายชาญศักดิ์บรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (4) ม. 1516 (4/2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวันชัย รักษาศิลป์
จำเลย — นางศรัญญา รักษาศิลป์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายมนู มนูสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวจิตตรา กาญจนะประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สุรชัย เอื้ออารีตระกูล
วิชา มั่นสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2552
#502375
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุเหตุหย่าเพียงการละทิ้งร้างกันเกินกว่าหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) ไม่ได้ระบุถึงการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีตามมาตรา 1516 (4/2) และแม้ว่าคำฟ้องโจทก์แนบบันทึกตกลงแยกทางกันด้วยว่า "ศ. (จำเลย) มีความประสงค์ขอแยกทางกันอยู่กับ ว. (โจทก์) และ ว. ก็ยินยอม" ไว้ท้ายคำฟ้องก็ตาม แต่เหตุหย่าตาม 1516 (4/2) นั้น ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีกคือ ต้องเป็นเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาด้วย ซึ่งโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงองค์ประกอบดังกล่าวไว้ ฟ้องของโจทก์ในประเด็นนี้จึงไม่ชอบ ไม่ถือว่าคำฟ้องโจทก์มีเหตุหย่าตามบทบัญญัติในมาตรา 1516 (4/2) กรณีสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีด้วย

ตามบันทึกตกลงแยกทางกันนั้นได้บันทึกถึงเหตุที่โจทก์และจำเลยต้องทำบันทึกดังกล่าว และภายหลังทำบันทึกตกลง จำเลยไม่เคยพูดเรื่องขอจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ แต่จำเลยเคยพูดกับโจทก์ให้กลับมาอยู่กับจำเลยและบุตรอีก การบันทึกข้อความเรื่องแยกกันอยู่ดังกล่าวจึงเป็นความประสงค์อันเป็นเจตนาของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว การที่จำเลยยอมลงลายมือชื่อในบันทึกตกลงเชื่อว่าเพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับความจริงในข้อนี้ ก็ยิ่งย้ำให้เห็นชัดแจ้งว่ามีสาระเพื่อได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง กรณีจึงไม่ใช่กล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆ การพิจารณาข้อความในบันทึกตกลงในเรื่องแยกกันอยู่จึงพิจารณาเฉพาะข้อความในเอกสารโดยไม่พิจารณาถึงเจตนาของจำเลยย่อมไม่ชอบ ทั้งโจทก์ก็รับว่าโจทก์เป็นผู้ออกจากบ้านพักของจำเลยไปเอง กรณีจึงถือว่าโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่กับจำเลยฝ่ายเดียว จำเลยหาได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่อย่างใดไม่ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ได้ละทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี อันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตามมาตรา 1516 (4) ซึ่งการไม่ให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยนี้ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับข้อยุติเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู กรณีจึงไม่มีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4)

สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลที่จะได้รับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยหย่าขาดจากโจทก์ทันที และให้บุตรทั้งสองอยู่ในความปกครองของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปกครองร่วมกันกับจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ค้างชำระอัตราเดือนละ 2,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2540 จนถึงวันที่ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นเวลา 3 ปี 3 เดือน เป็นเงิน 97,500 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและจำเลยในฐานะภริยาตามข้อตกลง อัตราเดือนละ 7,500 บาท และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนที่โจทก์ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนนับแต่วันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลบุตรตลอดจนค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพของบุตรผู้เยาว์ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยได้ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ และให้โจกท์ใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 97,500 บาท นับแต่วันที่ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะชำระเสร็จแก่จำเลย และขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสองของโจทก์โดยให้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองอยู่ในความปกครองของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเดือนละ 7,500 บาท นับแต่เดือนธันวาคม 2545 เป็นต้นไป และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนที่โจทก์ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนนับแต่เดือนธันวาคม 2545 จนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองในส่วนที่ขาด 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 160,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา (19 พฤศจิกายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้เด็กชายชาญศักดิ์ และเด็กหญิงศิรินภาอยู่ในความปกครองของจำเลยฝ่ายเดียว ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ คำขออื่นตามฟ้องและฟ้องแย้งให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะข้อที่ขอหย่าจำเลย ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว สำหรับประด์นเรื่องฟ้องหย่านี้ จำเลยได้แก้ฎีกาด้วยว่า โจทก์ฟ้องโดยอาศัยเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) "จงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี" มิได้อ้างเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) "สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี" ฎีกาของโจทก์ที่อ้างเหตุการแยกกันอยู่เกินสามปีจึงเป็นการฎีกานอกคำฟ้อง โจทก์ย่อมไม่อาจขอให้ศาลฎีกาบังคับให้โจทก์จำเลยหย่ากันตามมาตรา 1516 (4/2) ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าควรหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยเป็นข้อแรกว่า เหตุหย่าที่โจทก์กำหนดในฟ้องมีเพียงกรณีตามมาตรา 1516 (4) เพียงประการเดียว หรือสองประการตามมาตรา 1516 (4) และมาตรา 1516 (4/2) เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุหย่าเพียงการละทิ้งร้างกันเกินกว่าหนึ่งปี ไม่ได้ระบุถึงการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี และแม้ว่าคำฟ้องโจทก์แนบข้อตกลงฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2540 เอกสารหมาย จ.3 ที่ระบุไว้ในข้อ 1 ถึงข้อตกลงแยกทางกันด้วยว่า "...นางศรัญญา (จำเลย) ...มีความประสงค์ขอแยกทางกันอยู่กับนายวันชัย (โจทก์) และนายวันชัยก็ยินยอม" ไว้ท้ายคำฟ้องก็ตาม แต่เหตุหย่าตาม 1516 (4/2) นั้น ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีกคือ ต้องเป็นเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาด้วย ซึ่งโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงองค์ประกอบดังกล่าวไว้ ฟ้องของโจทก์ในประเด็นนี้จึงไม่ชอบ ไม่ถือว่าคำฟ้องโจทก์มีเหตุหย่าตามบทบัญญัติในมาตรา 1516 (4/2) กรณีสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีด้วยที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ดังนั้นเหตุหย่าที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์จึงมีเพียงประเด็นเดียวคือ เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4) กรณีจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปีเท่านั้น คำแก้ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่าโจทก์กับจำเลยได้สมัครใจแยกกันอยู่เป็นเวลาสามปีก่อนฟ้อง

สำหรับเหตุหย่าเนื่องจากจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปีนี้ โจทก์ฎีกาว่าตามบันทึกตกลงฉบับวันที่ 8 เมษายน 2540 เอกสารหมาย จ.3 กำหนดไว้ในข้อ 1 ด้วยว่าจำเลยมีความประสงค์ขอแยกทางกันอยู่กับโจทก์และโจทก์ก็ยินยอม ซึ่งเป็นข้อความที่ชัดแจ้ง ไม่จำเป็นต้องมีการตีความใดๆ ว่า จำเลยไม่มีความประสงค์จะแยกทางกับโจทก์นั้น เห็นว่า ตามบันทึกตกลงเอกสารหมาย จ.3 นั้นได้บันทึกถึงเหตุที่โจทก์และจำเลยต้องทำบันทึกดังกล่าวที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านตากไว้ เนื่องจากโจทก์ไปมีความสัมพันธ์กับนางสาวอภิญญา ซึ่งต่อมาก็เป็นภริยาอีกคนหนึ่งของโจทก์และมีบุตรด้วยกันกับโจทก์ 1 คน โจทก์เบิกความยอมรับว่า ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากันนั้น จำเลยไม่เคยประพฤติตนเสื่อมเสียเกี่ยวกับเรื่องชู้สาวหรือทำให้โจทก์เสื่อมเสียเกี่ยวกับหน้าที่การงาน จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องแยกทางกับโจทก์ อันจะเป็นเหตุให้จำเลยต้องดูแลบุตรทั้งสองแต่ลำพัง ซึ่งเป็นภาระที่หนักหน่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุตรสาวคนเล็ก อายุ 9 ปี ก็เจ็บป่วยจนต้องเปลี่ยนตับต้องเดินทางมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานครร ทุก 2 เดือนเพื่อเฝ้าระวังการติดเชื้อและตรวจภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต ส่วนบุตรคนโตก็มีปัญหาเกี่ยวกับการเรียน กลับบ้านดึกและติดเกม ซึ่งก็เจือสมกับคำเบิกความของโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ภายหลังทำเอกสารหมาย จ.3 จำเลยไม่เคยพูดเรื่องขอจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ แต่จำเลยเคยพูดกับโจทก์ให้กลับมาอยู่กับจำเลยและบุตรอีก การบันทึกข้อความเรื่องแยกกันอยู่ดังกล่าวจึงเป็นความประสงค์อันเป็นเจตนาของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว การที่จำเลยยอมลงลายมือชื่อในบันทึกตกลงเอกสารหมาย จ.3 เชื่อว่าเป็นเพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์จริงตามที่จำเลยนำสืบดังเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยไว้จึงชอบแล้ว ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับความจริงในข้อนี้ โดยเบิกความว่า จำเลยทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการอยู่ที่การประปาส่วนภูมิภาค จังหวัดตาก มีรายได้ประมาณ 6,000 บาท ถึง 7,000 บาท ต่อเดือนแต่ค่าใช้จ่ายในครอบครัวนั้นตกเดือนละไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท ลำพังแต่รายได้ของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว ย่อมไม่เพียงพอในการดูแลตนเองและบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง การที่จำเลยยอมลงชื่อในบันทึกตกลงเอกสารหมาย จ. 3 ดังกล่าวแม้ว่าจะตกลงกันเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูกันมาก่อนดังที่โจทก์ฎีกา ก็ยิ่งย้ำให้เห็นชัดแจ้งว่ามีสาระเพื่อได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง กรณีจึงไม่ใช่กล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆ ดังที่โจทก์ฎีกา การพิจารณาข้อความในบันทึกตกลงเอกสารหมาย จ.3 ในเรื่องแยกกันอยู่ จึงพิจารณาเฉพาะข้อความในเอกสารโดยไม่พิจารณาถึงเจตนาของจำเลยดังที่โจทก์ฎีกาย่อมไม่ชอบ ทั้งโจทก์ก็รับว่าโจทก์เป็นผู้ออกจากบ้านพักของจำเลยไปเอง กรณีจึงถือว่าโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่กับจำเลยฝ่ายเดียว จำเลยหาได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่อย่างใดไม่ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ได้ละทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตามมาตรา 1516 (4) ซึ่งการไม่ให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยนี้ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับข้อยุติเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งโจทก์ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลล่าง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป กรณีจึงไม่มีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลที่จะได้รับ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองรวมกันมาเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชายชาญศักดิ์ และเด็กหญิงศิรินภา คนละ 3,750 บาท นับแต่เดือนธันวาคม 2545 เป็นต้นไป และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนที่โจทก์ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนนับแต่เดือนธันวาคม 2545 จนกว่าเด็กชายชาญศักดิ์จะบรรลุนิติภาวะ จากนั้นให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิงศิรินภาเป็นเงิน 7,500 บาท นับแต่เดือนที่เด็กชายชาญศักดิ์บรรลุนิติภาวะเป็นต้นไป และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนที่โจทก์ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนนับแต่เดือนที่เด็กชายชาญศักดิ์บรรลุนิติภาวะนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 1516 (4) (4/2) ม. 1598/38
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวันชัย รักษาศิลป์
จำเลย — นางศรัญญา รักษาศิลป์
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สุรชัย เอื้ออารีตระกูล
วิชา มั่นสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2338/2552
#507933
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกขับรถแข่งขันในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น โจทก์มิได้ระบุในฟ้องว่าจำเลยทั้งสิบสี่เป็นผู้มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่ศาลล่างทั้งสองให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยทั้งสิบสี่มีกำหนดคนละ 6 เดือน เป็นการพิพากษาที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสิบสี่กับพวกซึ่งหลบหนี และเป็นเยาวชนซึ่งได้แยกดำเนินคดีต่างหากแล้วร่วมกันกระทำความผิดโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ร่วมกันแข่งรถในทางสาธารณะ ต่างขับรถจักรยานยนต์คนละคันร่วมกับพวกที่หลบหนีไปประมาณ 100 คัน แล่นแข่งขันประลองความเร็วกันไปตามถนนราชพฤกษ์ มุ่งหน้าไปถนนบรมราชชนนี โดยขับแข่งกันในลักษณะเกาะกลุ่มเต็มทางเดินรถด้วยความเร็วสูงและส่งเสียงดังรบกวนโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นด้วยความคึกคะนองน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์สิน จำเลยที่ 10 ถึงที่ 14 ร่วมกันสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการแข่งรถในทางโดยส่งเสียงเชียร์สนับสนุนการแข่งขันดังกล่าว ทั้งนี้จำเลยทั้งสิบสี่ไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจร เหตุเกิดที่แขวงบางแวก เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสิบสี่ได้พร้อมยึดรถจักรยานยนต์ ตามบัญชีท้ายฟ้อง ลำดับที่ 1 ถึงที่ 9 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 134, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 86, ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสิบสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 134 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ที่ถูก การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามมาตรา 160 ทวิ) ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท จำเลยที่ 10 ถึงที่ 14 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134 วรรคสอง, 160 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับคนละ 5,000 บาท จำเลยทั้งสิบสี่รับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 คนละ 1 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท และปรับจำเลยที่ 10 ถึงที่ 14 คนละ 2,500 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติคนละ 6 ครั้ง ภายในกำหนด 2 ปี และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ทำกิจกรรมบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ภายในกำหนด 2 ปี หากจำเลยทั้งสิบสี่ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยทั้งสิบสี่มีกำหนดคนละ 6 เดือน ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน เพียงสถานเดียว โดยไม่รอการลงโทษ ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 1 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ส่วนจำเลยที่ 10 ถึงที่ 14 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 10 ถึงที่ 14 ไว้โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกขับขี่รถแข่งขันในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น ลักษณะของการกระทำความผิดเป็นไปโดยไม่เคารพต่อกฎหมาย และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่ารู้สำนึกในความผิดที่ได้กระทำลงไป หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยที่ 1 หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษแก่จำเลยที่ 1 การใช้ดุลพินิจกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์มิได้ระบุในฟ้องว่าจำเลยทั้งสิบสี่เป็นผู้มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่ศาลล่างทั้งสองให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยทั้งสิบสี่มีกำหนดคนละ 6 เดือน จึงเป็นการพิพากษาที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยทั้งสิบสี่มีกำหนดคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสามารถ ใจสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
มานัส เหลืองประเสริฐ
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2326/2552
#502971
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์แซงปาดหน้าให้รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมหยุดแล้วชิงทรัพย์และขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปนั้น เป็นพฤติการณ์ที่ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิด พาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยลักเงินสด 1,000 บาท ของนายโพธิรัต ผู้เสียหาย โดยขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการใช้มือตบผู้เสียหาย เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น หรือยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิด พาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม เหตุเกิดที่ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี และให้จำเลยคืนเงิน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นายโพธิรัต ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 5 ปี และให้จำเลยคืนเงิน 1,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 13 นาฬิกา โจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์ออกจากวิทยาลัยเทคนิคยะลาไปตามถนนห่างออกไปประมาณ 100 เมตร จำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามมาแล้วแซงปาดหน้าพร้อมกับบอกให้หยุดรถ โจทก์ร่วมหยุดรถ จำเลยพูดว่า มีเงินไหม โจทก์ร่วมบอกว่า ไม่มี จำเลยยกมือจะตบโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมกลัวจึงยื่นเงิน 1,000 บาท ให้จำเลย จำเลยรับเงินแล้วขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป ก่อนเกิดเหตุจำเลยเคยขอเงินโจทก์ร่วมโดยครั้งแรกได้เงินไป 50 บาท ครั้งที่สองได้เงินไป 100 บาท ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2543 โจทก์ร่วมพบจำเลยที่สถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา จึงร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจและชี้ให้จับจำเลย เห็นว่า พฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมเคยเห็นจำเลยมาก่อนและเหตุเกิดเวลากลางวันเชื่อได้ว่าโจทก์ร่วมสามารถจดจำหน้าจำเลยได้แม่นยำเพราะต่อมาอีก 9 วัน ทันทีที่โจทก์ร่วมพบจำเลยที่สถานีตำรวจก็ร้องทุกข์และชี้ให้เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยเหตุที่โจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ทันทีหลังเกิดเหตุหรือร้องทุกข์ล่าช้าอาจเป็นเพราะโจทก์ร่วมไม่รู้ชื่อจำเลยก็เป็นได้ และที่โจทก์ร่วมไม่ร้องให้บุคคลอื่นช่วยเหลืออาจเป็นเพราะจำเลยเป็นคนที่โจทก์ร่วมเคยเห็นหน้าและขอเงินโจทก์ร่วมมาก่อน ทั้งจำเลยยอมรับว่าไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ร่วม จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าโจทก์ร่วมจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย ส่วนโจทก์ร่วมจะสร้างเรื่องเท็จปรักปรำจำเลยเพราะเป็นเพื่อนสนิทกับนายธวัชชัยซึ่งเป็นผู้ต้องหาทำร้ายร่างกายจำเลยเพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองการเจรจาเรื่องจะชดใช้ค่าเสียหาย 50,000 บาท แก่จำเลยนั้นก็ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมจะยอมเสี่ยงต่อการที่ตนเองจะได้รับโทษทางอาญา และที่โจทก์ร่วมว่าเกิดเหตุเวลาประมาณ 13 นาฬิกา พนักงานสอบสวนว่ารับแจ้งว่าเกิดเหตุเวลาประมาณ 13.40 นาฬิกา แต่บันทึกการจับกุมระบุว่าเหตุเกิดเวลาประมาณ 14.30 นาฬิกา เป็นเรื่องการกะประมาณมิใช่การแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ดังนั้น แม้มีโจทก์ร่วมเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวก็ตาม แต่พยานปากนี้ก็เบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประกอบด้วยเหตุผล และหามีพิรุธทำให้มีข้อน่าสงสัยแต่อย่างใดไม่ ตามที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงปราศจากสงสัยรับฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยลักเงิน 1,000 บาท ของโจทก์ร่วมโดยขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น หรือยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ อันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ส่วนที่จำเลยนำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่ว่า ในวันเกิดเหตุเวลา 11 นาฬิกา จำเลยกับนายธวัชชัยนัดเจรจากันที่สถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา เรื่องนายธวัชชัยทำร้ายร่างกายจำเลย แต่นายธวัชชัยไม่ไปพบ เวลา 13 นาฬิกา จำเลยไปสถานีตำรวจอีกและแจ้งต่อพันตำรวจตรีเทวินทร์ว่า นายธวัชชัยหลบหนี แล้วจำเลยกลับไปที่โต๊ะสนุกเกอร์คิวทองพบสิบตำรวจเอกชัยวัฒน์ เพื่อขอให้จับนายธวัชชัยต่อมาสิบตำรวจโทวิบูลย์ เข้ามาแล้วพร้อมด้วยจำเลยพากันไปถึงบ้านนายธวัชชัยเวลา 14 นาฬิกา คงพบแต่ภริยานายธวัชชัย จึงฝากบอกนายธวัชชัยให้ไปสถานีตำรวจ จนเวลา 15 นาฬิกา นายธวัชชัยกับพวกอีก 3 ถึง 4 คน ไปที่สถานีตำรวจแต่พูดคุยคับจำเลยไม่รู้เรื่อง จึงแยกย้ายกันกลับ โดยมีสิบตำรวจโทวิบูลย์เป็นพยานเบิกความสนับสนุน เห็นว่า นายธวัชชัยใช้มีดฟันจำเลยจนได้รับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดินในปี 2541 โดยไม่มีการร้องทุกข็ นายธวัชชัยเพิ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2543 แล้วจะให้เจ้าพนักงานตำรวจจัดให้มีการเจรจาเรื่องค่าเสียหายที่สถานีตำรวจได้อย่างไร การเจรจาเรื่องค่าเสียหายคงเกิดขึ้นหลังร้องทุกข์และจับกุมนายธวัชชัยมากกว่า ข้ออ้างเรื่องฐานที่อยู่ของจำเลยจึงไม่น่าเชื่อและไม่มีน้ำหนักสามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ฟังได้ว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์แซงปาดหน้าให้รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมหยุดแล้วชิงทรัพย์และขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปนั้น เป็นพฤติการณ์ที่ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิดพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี และเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่เป็น จำคุก 7 ปี 6 เดือน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า จำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นเพียงยานพาหนะในการขับไปและขับมายังที่เกิดเหตุ มิใช่ชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี จำคุก 7 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339 วรรคแรก ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
โจทก์ร่วม — นายโพธิรัต อัลภาชน์
จำเลย — นายชูศักดิ์ แซ่ลิ่ม
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ เดียวอิศเรศ
ธนัท วิรบุตร์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2313/2552
#495446
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดอ้างว่ามีสิทธิหรือได้ทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติใดอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงกำหนดป่าสงวนแห่งชาตินั้นใช้บังคับ ให้ยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่ภายในกำหนด 90 วันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับ..." และมาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้" ดังนั้น เมื่อกฎกระทรวงฉบับที่ 597 (พ.ศ.2516) ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วจึงย่อมมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายและถือได้ว่าจำเลยทั้งสองหรือผู้ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุเจ้าของเดิมสามารถใช้สิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ มิใช่นับแต่มีการปิดประกาศสำเนากฎกระทรวงและแผนที่ท้ายกฎกระทรวงดังกล่าวให้ราษฎรทราบตามมาตรา 9 แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31, 35 และสั่งให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง, 35 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี และปรับคนละ 80,000 บาท โทษจำคุกเห็นควรรอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 28, 30 และให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งอยู่นอกที่ดินตามรูปที่ดินที่ปรากฏในหนังสือแจ้งการครอบครอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันเข้าไปปลูกสร้างอาคารที่พักอาศัย 33 หลัง ทั้งสร้างเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างก่อสร้าง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองหรือผู้ครอบครองที่ดินเจ้าของเดิมสามารถใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ได้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า กฎกระทรวงฉบับที่ 597 (พ.ศ.2516) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ให้ป่าเกาะระเป็นป่าสงวนแห่งชาติลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 90 ตอนที่ 147 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2516 ซึ่งตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดอ้างว่ามีสิทธิหรือได้ทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติใดอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงกำหนดป่าสงวนแห่งชาตินั้นใช้บังคับ ให้ยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวัน นับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับ ถ้าไม่ยื่นคำร้องภายในกำหนดดังกล่าว ให้ถือว่าสละสิทธิหรือประโยชน์นั้น" โดยครบกำหนด 90 วัน ภายในวันที่ 19 มีนาคม 2517 แต่ปรากฏว่ามีการปิดประกาศกฎกระทรวงดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2531 ทำให้ราษฎรในพื้นที่ไม่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้ เพราะล่วงเลยมา 15 ปี แล้วนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "กฎกระทรวงนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้" ดังนั้น เมื่อกฎกระทรวงฉบับที่ 597 (พ.ศ.2516) ดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงย่อมมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายและถือได้ว่าจำเลยทั้งสองหรือผู้ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุเจ้าของเดิมสามารถใช้สิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ มิใช่นับแต่มีการปิดประกาศสำเนากฎกระทรวงและแผนที่ท้ายกฎกระทรวงดังกล่าวให้ราษฎรได้ทราบแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้อง สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 5 วรรคสอง ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — นายดิษฐพงศ์ โชคคณาพิทักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นางสาวสุรพี ลาภธนาพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สบโชค สุขารมณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2310/2552
#418679
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย สุวิทย์ จงรักสมหวัง กับพวกรวม 5 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง
ชื่อองค์คณะ
นายฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2310/2552
#503282
เปิดฉบับเต็ม

การคัดสำเนา พ.ร.ฎ.กำหนดไม้หวงห้ามฯ ประกาศไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 5 นั้นไม่ใช่องค์ประกอบความผิดข้อหาใดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ หากแต่เป็นเพียงวิธีการให้พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำเพื่อมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดโต้แย้งว่ายังไม่ทราบ พ.ร.ฎ. ดังกล่าวเท่านั้น โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายเรื่องการคัดสำเนา พ.ร.ฎ. ดังกล่าวมาในฟ้องด้วย แม้โจทก์จะมิได้บรรยายเรื่องการคัดสำเนา พ.ร.ฎ. ดังกล่าวมาในฟ้อง ฟ้องโจทก์ก็เป็นฟ้องที่สมบูรณ์และชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

ไม้สักไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักรเป็นไม้หวงห้ามตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 7 วรรคหนึ่ง การตัดฟันจะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 11 หากฝ่าฝืนมีความผิดต้องระวางโทษตามมาตรา 73 วรรคสอง (1) ส่วนการมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย ก็มีความผิดต้องระวางโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง (1) เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 มีความผิดฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม้ของกลางจึงเป็นไม้อันได้มาจากการกระทำความผิดต้องริบตามมาตรา 74

ความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับความผิดฐานรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร เนื่องจากการรับไว้โดยประการใด ๆ และการมีไว้ในครอบครองซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์ของกลางมีลักษณะที่เกี่ยวเนื่องเป็นการกระทำเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 5 ในสองฐานความผิดดังกล่าว จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 90 เมื่อความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีเท่ากันแต่คดีนี้ราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 6,259 บาท หากมีการลงโทษปรับสูงสุดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ จะลงโทษปรับได้เป็นเงิน 25,036 บาท แต่ตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง ลงโทษปรับได้สูงสุดหนึ่งแสนบาท จึงถือว่าโทษปรับตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง เป็นบทที่มีโทษหนักกว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 7, 11, 69, 73, 74, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91, 251 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 และขอให้ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 5 รับสารภาพในความผิดข้อหารับไว้ซึ่งของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อหามีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 69 วรรคสอง (1)), 73 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 73 วรรคสอง (1)) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี ฐานมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 4 ปี ฐานรับไว้ซึ่งของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร จำคุก 1 ปี ฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาในความผิดฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 2 ปี 9 เดือน ความผิดฐานรับไว้ซึ่งของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร และฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครบอครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ความผิดฐานรับไว้ซึ่งของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร และฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานรับไว้ซึ่งของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร คงจำคุก 6 เดือน ฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 4 ปี 28 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้ริบไม้สักและเลื่อยโซ่ยนต์ของกลาง

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5 ในความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร คงจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 4 ปี 22 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2546 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานป่าไม้ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีผู้ลักลอบตัดไม้ที่บ้านทุ่งสะแก หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านขอ อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบไม้สักอายุประมาณ 25 ปี ถูกตัดรวม 59 ท่อน ปริมาตร 24.46 ลูกบาศก์เมตร และเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมโซ่ 1 เครื่อง อยู่ในที่ดินที่นางคำครอบครองทำประโยชน์ จึงยึดเป็นของกลาง และจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ต้องหา ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 จำเลยที่ 5 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ประการแรกว่า คำฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบรูณ์และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 5 อ้างในฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าได้มีการคัดสำเนาพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้ามฯ ประกาศไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอและที่ทำการกำนัน ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดและเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์นั้น เห็นว่า การคัดสำเนาพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้ามฯ ประกาศไว้ตามสถานที่ต่างๆ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 5 นั้นไม่ใช่องค์ประกอบความผิดข้อหาใดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ หากแต่เป็นเพียงวิธีการให้พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำเพื่อมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดโต้แย้งว่ายังไม่ทราบพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเท่านั้น โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายเรื่องการคัดสำเนาพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาในฟ้องด้วย แม้โจทก์จะมิได้บรรยายเรื่องการคัดสำเนาพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาในฟ้อง ฟ้องโจทก์ก็เป็นฟ้องที่สมบูรณ์และชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 5 ฎีกาประการต่อไปว่า จำเลยที่ 5 ไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำเลยที่ 5 ฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี 8 เดือน เมื่อโทษจำคุกจำเลยที่ 5 ไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 5 อ้างว่าขาดเจตนากระทำความผิด เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 5 มีเจตนากระทำความผิด ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ประการสุดท้ายว่า ศาลมีอำนาจริบไม้สักของกลางหรือไม่ โดยจำเลยที่ 5 อ้างว่าจำเลยที่ 5 ซื้อไม้สักของกลางมาจากนางคำ จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 5 ไม้สักของกลางจึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะถูกริบตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 74 เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 5 ฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและริบไม้สักของกลาง แม้จำเลยที่ 5 จะไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 5 ย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า ไม้สักไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักรเป็นไม้หวงห้ามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 7 วรรคหนึ่ง การตัดฟันจะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 11 หากฝ่าฝืนมีความผิดต้องระวางโทษตามมาตรา 73 วรรคสอง (1) ส่วนการมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายก็มีความผิดต้องระวางโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง (1) เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 มีความผิดฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม้ของกลางจึงเป็นไม้อันได้มาจากการกระทำความผิดต้องริบตามมาตรา 74 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 5 ในความผิดฐานรับเลื่อยโซ่ยนต์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น สำหรับข้อหาดังกล่าว จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพ ย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 กระทำความผิดในข้อหาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับความผิดฐานรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ศาลชั้นต้นปรับทว่า การกระทำของจำเลยที่ 5 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากการรับไว้โดยประการใดๆ และการมีไว้ในความครอบครองซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์ของกลางมีลักษณะที่เกี่ยวเนื่องเป็นการกระทำเดียวกันการกระทำของจำเลยที่ 5 ในสองฐานความผิดดังกล่าว จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีเท่ากัน แต่คดีนี้ราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 6,259 บาท หากมีการลงโทษปรับสูงสุดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ จะลงโทษปรับได้เป็นเงิน 25,036 บาท แต่ตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง ลงโทษปรับได้สูงสุดหนึ่งแสนบาท จึงถือว่าโทษปรับตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง เป็นบทที่มีโทษหนักกว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 นอกจากนี้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมดวงตราของเจ้าพนักงานและไม่ริบดวงตราเลขเรียง 1 ดวง ของกลาง แต่มิได้พิพากษาคืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของนั้นแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจสั่งคืนแก่เจ้าของได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 49 และ 186 (9)"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นหลังจากลดโทษให้แล้ว รวมจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 4 ปี 22 เดือน คืนดวงตราเลขเรียงของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป่าไม้ ม. 5 ม. 7 วรรคหนึ่ง ม. 11 ม. 69 วรรคสอง (1) ม. 73 วรรคสอง (1) ม. 74
พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 ม. 17 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายสุวิทย์ จงรักสมหวัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2308/2552
#502161
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ และมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงและพิมพ์ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้กระทำในฐานเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์กรของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" ซึ่งการฝ่าฝืนมาตรา 33 นี้มีโทษทางอาญาตามมาตรา 82 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้ซึ่งได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความและไม่ปรากฎว่าเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 33 การที่จำเลยที่ 2 เรียงหรือแต่งฟ้องอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 จึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ครบองค์ประกอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 215 ประกอบด้วยมาตรา 158 (7) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 8, 9, 14, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบเลื่อยและมีดของกลาง ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 9 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 4 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ และมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงและพิมพ์ ซึ่งตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาลหรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้เว้นแต่จะได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" ซึ่งการฝ่าฝืนมาตรา 33 นี้มีโทษทางอาญาตาม มาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้ซึ่งได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ และไม่ปรากฎว่าเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นตาม มาตรา 33 การที่จำเลยที่ 2 เรียงหรือแต่งฟ้องอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 จึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย คำฟ้องอุทรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ครบองค์ประกอบตามประมวลกฎมหายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 215 ประกอบด้วยมาตรา 158 (7) ที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดามิได้เรียนหนังสือจึงอ่านและเขียนหนังสือไม่ได้ ไม่สามารถที่จะเรียงและเขียนอุทธรณ์ได้ด้วยตนเอง จำเลยที่ 1 เป็นภริยาจำเลยที่ 2 นั้น ไม่สามารถรับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มานั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้วฎีกาในส่วนนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าสมควรลงโทษจำเลยที่ 2 สถานเบาและรอการลงโทษให้หรือไม่ ป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติสำคัญที่ประชาชนควรร่วมกันบำรุงรักษาป้องกันไว้ จำเลยที่ 2 บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ป่าสงวนแห่งชาติเป็นของตนเองโดยร่วมกันใช้เลื่อยตัดแบบใช้มือ ตัด โค่นไม้ยืนต้น คิดเป็นเนื้อที่ 6 ไร่ 66 ตารางวา เป็นการทำให้เสื่อมเสียป่าสงวนแห่งชาติอันมีผลกระทบต่อคุณภาพของสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติซึ่งจะเป็นผลเสียหายต่อสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไปและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดนับว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อทรัพยากรป่าไม้และสังคมส่วนรวม แม้จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และมีภาระต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูครอบครัวก็ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 158 (7) ม. 215
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายส่ง เครือวงค์หรือเครือวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
เกษม วีรวงศ์
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2294/2552
#502970
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547 หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องด้วยข้อยกเว้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง ที่โจทก์สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ โจทก์ต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาตามยอมให้คู่ความฟัง คือภายในวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ กลับยื่นคำร้องลงวันที่ 13 มกราคม 2549 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะ ความมุ่งหมายของโจทก์ก็คือต้องการให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่าใช้บังคับไม่ได้ มีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอม ซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดให้โจทก์กระทำเช่นนั้นได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของโจทก์จึงชอบแล้ว ส่วนคำพิพากษาตามยอมย่อมเป็นอันถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง โจทก์ไม่อาจอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547

ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะ โดยอ้างว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง

จำเลยยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูกค่าคำร้อง) ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547 หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องด้วยข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ที่โจทก์สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ โจทก์ต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาตามยอมให้คู่ความฟัง คือภายในวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ กลับยื่นคำร้องลงวันที่ 13 มกราคม 2549 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะ ความมุ่งหมายของโจทก์ก็คือต้องการให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่าใช้บังคับไม่ได้ มีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอม ซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดให้โจทก์กระทำเช่นนั้นได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของโจทก์จึงชอบแล้ว ส่วนคำพิพากษาตามยอมย่อมเป็นอันถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตา 147 วรรคสอง โจทก์ไม่อาจอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้อีก ฉะนั้น ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อย่างไร ก็ไม่อาจมีผลกระทบถึงคำพิพากษาตามยอมซึ่งถึงที่สุดแล้วได้ ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคสอง ม. 147 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศรีไพร ไกรทัดหรือไกรทัต
จำเลย — นายสรายุทธ ไกรทัดหรือไกรทัต
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2267/2552
#507932
เปิดฉบับเต็ม

แบบคำขอโอนและรับโอนทะเบียนรถยนต์ แม้จะเป็นแบบพิมพ์ของกรมการขนส่งทางบก แต่ก็เป็นแบบพิมพ์สำหรับผู้ที่ประสงค์จะจดทะเบียนโอนและรับโอนรถยนต์นำไปกรอกข้อความลงไปได้เอง แล้วนำไปยื่นต่อนายทะเบียนเพื่อดำเนินการแก้ไขรายการจดทะเบียนในใบคู่มือจดทะเบียนเท่านั้น มิได้เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1 (9) การที่จำเลยที่ 1 ทำคำขอโอนทะเบียนรถยนต์ปลอมขึ้นทั้งฉบับนั้น จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 265 และใช้เอกสารสิทธิปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำเลยที่ 1 คงมีความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 14 เมษายน 2548 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 21 เมษายน 2548 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเอกสารขึ้นบางส่วน โดยนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายอุบล ผู้เสียหาย ซึ่งเขียนข้อความว่า ใช้เฉพาะซ่อมรถเท่านั้นมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงว่า ใช้สำหรับโอนรถหมายเลขทะเบียน บบ 8593 และปลอมลายมือชื่อ อุบล และนำสำเนารายการเกี่ยวกับบ้านของผู้เสียหายมาเขียนข้อความว่า ใช้สำหรับโอนรถหมายเลขทะเบียน บบ 8593 และปลอมลายมือชื่อ อุบล และเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2548 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเอกสารขึ้นทั้งฉบับ โดยนำแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจเขียนปรากฏข้อความว่า วันที่ 22 เมษายน 2548 นายอุบล อายุ 45 ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย และเขียนที่อยู่และเขียนปรากฏข้อความว่า มอบอำนาจให้ นายมงคล อายุ 27 ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย และเขียนที่อยู่และเขียนข้อความให้ปรากฏว่า โอนรถหมายเลขทะเบียน บบ 8593 ขอเปลี่ยนเล่มเนื่องจากเล่มเก่าชำรุด และปลอมลายมือชื่อ อุบล ในช่องผู้มอบอำนาจ ลงลายมือชื่อ จารุวรรณ ในช่องพยาน จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิขึ้นทั้งฉบับ โดยนำแบบพิมพ์ แบบคำขอโอนและรับโอนของกรมการขนส่งทางบก เขียนปรากฏข้อความว่า วันที่ 22 เมษายน 2548 ผู้โอนชื่อ นายอุบล อายุ 45 ปี สัญชาติไทย และเขียนที่อยู่และข้อความว่าผู้รับโอนชื่อ นายอัคเดช อายุ 24 ปี สัญชาติไทย และเขียนที่อยู่ปรากฏข้อความว่า ผู้โอนได้โอนรถคันหมายเลขทะเบียน บบ 8593 ราชบุรี และเขียนข้อความในชนิดรถ เลขตัวรถ ชนิดเครื่องยนต์ เลขเครื่องยนต์ ราคา และเขียนว่าได้แนบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ บัตรประจำตัวประชาชน สำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน ปลอมลายมือชื่อ อุบล อ่อนเที่ยง ในช่องผู้โอน ลงลายมือชื่ออัคเดช ในช่องผู้รับโอน เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นเอกสารในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน และหนังสือมอบอำนาจ หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงของผู้เสียหาย และแบบคำขอโอนและรับโอนเป็นเอกสารสิทธิที่แท้จริงของผู้เสียหายมอบอำนาจให้ นายมงคล ทำการโอนรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย กรมการขนส่งทางบก ผู้อื่น หรือประชาชน เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2548 เวลากลางวัน ภายหลังจำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเอกสารสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน หนังสือมอบอำนาจและแบบคำขอโอนและรับโอนดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสองซึ่งครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน บบ 8593 ราชบุรี ราคา 200,000 บาท ของผู้เสียหาย ได้ร่วมกันเบียดบังรถยนต์คันดังกล่าวเป็นของจำเลยทั้งสองโดยทุจริต โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน หนังสือมอบอำนาจ และแบบคำขอโอนและรับโอนอันเป็นเอกสารปลอมดังกล่าว พร้อมคู่มือรายการจดทะเบียนรถยนต์ของผู้เสียหาย ไปใช้อ้างแสดงต่อนายทะเบียนขนส่งจังหวัดราชบุรี กรมการขนส่งทางบก เพื่อเป็นหลักฐานว่าผู้เสียหายโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน บบ 8593 ราชบุรี ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้นายทะเบียนขนส่งจังหวัดราชบุรี จดเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์รถยนต์คันดังกล่าวในคู่มือรายการจดทะเบียนรถยนต์จากผู้เสียหายเป็นจำเลยที่ 1 ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย กรมการขนส่งทางบก ผู้อื่น หรือประชาชน ต่อมาจำเลยทั้งสองนำรถยนต์คันดังกล่าวไปขายให้แก่ผู้มีชื่อ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 พนักงานสอบสวนยึดหนังสือแบบคำขอโอนและรับโอน หนังสือมอบอำนาจ สำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งจำเลยทั้งสองร่วมกันทำปลอมและนำไปใช้อ้างแสดงดังกล่าวเป็นของกลาง เหตุเกิดที่แขวงใด เขตใดไม่ปรากฏชัด กรุงเทพมหานคร และตำบลท่าราบ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 264, 265, 268, 352 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนรถยนต์หรือชดใช้ราคา 200,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่และจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก, 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ 1 ฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม และฐานร่วมกันยักยอก เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 4,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 170,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ไม่รอการลงโทษ ไม่ปรับ ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อผู้เสียหาย รับรองเอกสารสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน และปลอมใบมอบอำนาจและคำขอโอนและรับโอนรถยนต์ของผู้เสียหายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโอนรถยนต์มาเป็นของจำเลยที่ 1 แล้วนำไปขายให้แก่ผู้อื่นนำเงินมาใช้หนี้การพนันผลฟุตบอล เป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ทั้งที่ผู้เสียหายเป็นอาเขยของจำเลยที่ 1 และยินยอมให้จำเลยที่ 1 ยืมรถยนต์ไปใช้ แต่จำเลยที่ 1 กลับยักยอกรถยนต์คันดังกล่าวไป โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีเหตุตามที่อ้างในฎีกา ก็ไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น เห็นว่า แบบคำขอโอนและรับโอนทะเบียนรถยนต์แม้จะเป็นแบบพิมพ์ของกรมกาขนส่งทางบก แต่ก็เป็นแบบพิมพ์สำหรับผู้ที่ประสงค์จะจดทะเบียนโอนและรับโอนรถยนต์นำไปกรอกข้อความลงไปได้เอง แล้วนำไปยื่นต่อนายทะเบียนเพื่อดำเนินการแก้ไขรายการจดทะเบียนในใบคู่มือจดทะเบียนเท่านั้น มิได้เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) การที่จำเลยที่ 1 ทำคำขอโอนทะเบียนรถยนต์ปลอมขึ้นทั้งฉบับนั้น จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำเลยที่ 1 คงมีความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และ 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เพียงกระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 265
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายอัคเดช โรจน์วิศิษฎ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2251/2552
#502965
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยหลอกลวง ส. ให้ส่งมอบบัตรเครดิตให้แก่ตน จากนั้นนำบัตรเครดิตไปแสดงต่อผู้เสียหายว่าเป็นของตน แล้วดำเนินการปลอมบันทึกรายการขายและใช้บันทึกรายการขายกับผู้เสียหายในคดีนี้เป็นจำนวนมากถึง 28 ฉบับ แม้จะทำเพียง 5 วัน ในแต่ละวันจะกระทำต่อผู้เสียหายคนเดียวกันก็จะถือว่าการกระทำแต่ละวันเป็นการกระทำกรรมเดียวไม่ใช่การกระทำหลายกรรม เป็นการกระทำ 5 กรรมดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่ เพราะโดยสภาพของการกระทำจำเลยต้องทำบันทึกรายการขายทีละฉบับ ทั้งจำเลยยังได้แสดงเจตนาต่อผู้เสียหายว่าประสงค์ที่จะทำแต่ละฉบับแยกประเภทสินค้าต่างหากจากกันโดยไม่ประสงค์ที่จะทำบันทึกรายการขายรวมสินค้าในแต่ละวันทั้งๆ ที่สามารถทำได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำหลายกรรมในแต่ละวันรวม 28 กรรม

การกระทำของจำเลยในแต่ละวันเป็นการกระทำกรรมเดียวหรือหลายกรรมเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำ 28 กรรม มิใช่ 5 กรรม แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจกำหนดโทษเพิ่มเติม เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 342, 264, 265, 268, 91 และสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายจำนวน 54,228 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 342 (1) การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท และจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดเพียงมาตราเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และมาตรา 268 วรรคสอง (ที่ถูก ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว และความผิดฐานฉ้อโกงกับความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำเลยกระทำความผิด 5 วัน รวมเป็นสินค้าจำนวน 28 รายการ จึงเป็นความผิด 5 กรรมต่างกัน ไม่ใช่ความผิด 28 กรรมดังโจทก์ฟ้อง ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 5 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมเป็นจำคุก 15 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยกระทำผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ธุรกรรมบัตรเครดิตต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน เพื่อให้เงินทุนหมุนเวียนเกิดสภาพคล่องทางเศรษฐกิจเป็นผลดีแก่ประเทศชาติ การที่จำเลยหลอกลวงนางสาวสุวิมล ให้ส่งมอบบัตรเครดิตของนางสาวสุวิมลให้แก่ตนจากนั้นนำบัตรเครดิตของนางสาวสุวิมลไปแสดงต่อผู้เสียหายว่าเป็นของตน แล้วดำเนินการปลอมบันทึกรายการขายและใช้บันทึกรายการขายกับผู้เสียหายในคดีนี้เป็นจำนวนมากถึง 28 ฉบับ และทางพิจารณาปรากฏว่าจำเลยนำบัตรเครดิตของนางสาวสุวิมลไปใช้กับร้านค้าอื่น ทั้งยังนำบัตรเครดิตของผู้อื่นไปใช้ทำนองเดียวกับการนำบัตรเครดิตของนางสาวสุวิมลไปใช้ดังเช่นนี้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวมีผลกระทบต่อธุรกรรมบัตรเครดิตทำให้ธุรกรรมบัตรเครดิตขาดความเชื่อถือส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศนอกจากนี้การกระทำของจำเลยที่ปลอมบันทึกรายการขายและใช้บันทึกรายการขาย 28 ฉบับ แม้จะทำเพียง 5 วัน โดยกระทำการเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2539 จำนวน 5 ฉบับ วันที่ 16 สิงหาคม 2539 จำนวน 4 ฉบับ วันที่ 17 สิงหาคม 2539 จำนวน 7 ฉบับ วันที่ 18 สิงหาคม 2539 จำนวน 8 ฉบับ และวันที่ 20 สิงหาคม 2539 จำนวน 4 ฉบับ แม้ในแต่ละวันจะกระทำต่อผู้เสียหายคนเดียวกันก็จะถือว่าการกระทำแต่ละวันเป็นการกระทำกรรมเดียวไม่ใช่การกระทำหลายกรรม เป็นการกระทำ 5 กรรมดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่ เพราะโดยสภาพของการกระทำจำเลยต้องทำบันทึกรายการขายทีละฉบับ ทั้งจำเลยยังได้แสดงเจตนาต่อผู้เสียหายว่าประสงค์ที่จะทำแต่ละฉบับแยกประเภทสินค้าต่างหากจากกันโดยไม่ประสงค์ที่จะทำบันทึกรายการขายรวมสินค้าในแต่ละวันทั้งๆ ที่สามารถทำได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำหลายกรรมในแต่ละวันรวม 28 กรรม ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยเพียง 5 กรรม และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษเพียงกระทงละ 1 ปี นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ข้อที่จำเลยอ้างว่ามีบุตรต้องเลี้ยงดู 2 คน และต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดานั้น เห็นว่า บุตร 2 คนซึ่งมีบิดารับราชการเป็นทหารมียศถึงพลตรี ส่วนบิดามารดาก็ยังมีพี่น้องของจำเลย ซึ่งบุคคลเหล่านั้นย่อมสามารถจะอุปการะเลี้ยงดูบุตรและบิดามารดาของจำเลยได้ ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีเหตุผลและน้ำหนักเพียงพอที่จะรอการลงโทษ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยในแต่ละวันเป็นการกระทำกรรมเดียวหรือหลายกรรมเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำ 28 กรรม มิใช่ 5 กรรม ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจกำหนดโทษเพิ่มเติมเพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำ 28 กรรม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 90 ม. 91 ม. 265 ม. 268 ม. 342
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาววันเพ็ญ จันทร์เรือง
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2220/2552
#419895
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่าง ส. และจำเลยที่ 1 เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ สินสมรสส่วนของ ส. กึ่งหนึ่งจึงตกแก่ทายาทโดยธรรม จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ ส. ตามคำสั่งศาล จึงมีฐานะเป็นผู้แทนตามกฎหมายของทายาทที่จะต้องจัดการมรดก เพื่อประโยชน์แก่กองมรดกและทายาท โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากทายาท เพราะอำนาจหน้าที่และความรับผิดของผู้จัดการมรดกต่อทายาทเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่ใช่มีลักษณะเป็นตัวแทนของทายาทเพราะบทบัญญัติของกฎหมายบรรพ 6 ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายบรรพ 3 ลักษณะตัวแทนมาใช้โดยอนุโลมเท่านั้น

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกของ ส. บางส่วนให้แก่ตนเองเป็นการส่วนตัว ในฐานะที่ตนเป็นทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสของ ส. และให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ท. ซึ่งเป็นทายาทของ ส. อีกคนหนึ่ง การกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1722

ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ไม่ทำการโอนที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทอื่นของ ส. ซึ่งมีโจทก์ทั้งห้ารวมอยู่ด้วยก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. และโจทก์ทั้งห้าที่จะว่ากล่าวกันต่างหาก ดังนั้นที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ท. ซึ่งเป็นทายาทของ ส. คนหนึ่ง จึงเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกที่จะต้องกระทำโดยตนเอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1723

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ท. ได้ครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ส. แต่ผู้เดียวนับแต่เจ้ามรดกตาย โดยทายาทคนอื่นรวมทั้งโจทก์ทั้งห้าไม่ได้ร่วมครอบครองทรัพย์มรดกดังกล่าวด้วยแต่อย่างใดกรณีเช่นนี้ไม่มีบทกฎหมายสนับสนุนว่า ท. ครอบครองทรัพย์สินดังกล่าวแทนทายาทอื่น จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้เกิน 1 ปี จึงขาดอายุความตาม มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง

เมื่อสิทธิในทรัพย์มรดกตกแก่ ท. โดยสมบูรณ์ นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2529 ซึ่งเป็นวันครบกำหนด 1 ปี นับแต่ ส. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นทายาทของ ท. ที่มีสิทธิรับมรดกของ ท. ทั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของ ท. ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นบุคคลซึ่งชอบจะใช้สิทธิของทายาทอื่นจะยกอายุความ 1 ปี ขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งห้าได้ ตาม มาตรา 1755

การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินทรัพย์มรดกภายหลังจากที่ทายาทอื่นของ ส. ซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 1 สิ้นสิทธิในการเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกแล้ว เป็นการยื่นเพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียน เพื่อให้ ท. ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในทรัพย์มรดกเท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่ทายาทอื่นซึ่งสิ้นสิทธิในการฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกไปโดยบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แล้วไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 7461 เลขที่ดิน 77 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ส่วนที่เหลือจากการแบ่งออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 36287 เลขที่ดิน 110 ให้แก่โจทก์ทั้งห้าและทายาทของนายสาหร่าย ตามส่วนที่มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 แล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนมรดกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งห้าและทายาทของนายสาหร่ายทุกคน ตามส่วนที่มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12933 เลขที่ดิน 463 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา จากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสาหร่าย เผือกพูลผล และเพิกถอนการยกให้ที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 7 แล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งห้าทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสาหร่าย เผือกพูลผล ทุกคนตามส่วนที่มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย หากจำเลยที่ 1 และที่ 7 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 และที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12933 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2537 ระหว่างนางสายทอง จำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกของนายสาหร่าย กับนางสายทอง (ที่ถูก นางสายใจ) จำเลยที่ 7 และให้เพิกถอนการจดทะเบียนยกให้ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12933 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2542 ระหว่างนางสายทอง จำเลยที่ 1 กับนางสายใจ (ที่ถูก นางสายใจ) จำเลยที่ 7 หากไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับจำเลยที่ 2 และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าประการแรกว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 36287 ให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุทินหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 36287 เป็นสินสมรสระหว่างนายสาหร่าย และจำเลยที่ 1 เมื่อนายสาหร่ายถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ สินสมรสส่วนของนายสาหร่ายกึ่งหนึ่งจึงตกแก่ทายาทโดยธรรม จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสาหร่ายตามคำสั่งศาล ย่อมมิใช่ตัวแทนของทายาทดังที่โจทก์ฎีกา เพราะอำนาจหน้าที่และความรับผิดของผู้จัดการมรดกต่อทายาทเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นผู้แทนตามกฎหมายของทายาทที่จะต้องจัดการมรดกเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกและทายาท โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากทายาท ซึ่งบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 6 ลักษณะมรดกให้นำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 3 ลักษณะตัวแทนมาใช้โดยอนุโลมเท่านั้น นายสุทิน เป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายสาหร่าย เมื่อนายสุทินถึงแก่ความตายมรดกส่วนของนายสุทินที่จะได้รับย่อมตกแก่ทายาทของนายสุทินคือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ดังนั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จึงเป็นผู้สืบสิทธิของนายสุทิน เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสุทินจึงเป็นผู้แทนของทายาทของนายสุทินมีอำนาจรับโอนมรดกส่วนของนายสุทิน นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังเป็นทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสของนายสาหร่ายด้วยคนหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกของนายสาหร่ายบางส่วนให้แก่ตนเองเป็นการส่วนตัว ในฐานะที่ตนเป็นทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสของนายสาหร่าย และให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุทินเช่นนี้ไม่เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722 ดังที่โจทก์ทั้งห้าฎีกา การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสาหร่ายไม่ทำการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 36287 ให้แก่ทายาทอื่นของนายสาหร่ายซึ่งมีโจทก์ทั้งห้ารวมอยู่ด้วยก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสาหร่ายและโจทก์ทั้งห้าที่จะว่ากล่าวกันต่างหาก ดังนั้นที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสาหร่ายโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 36287 ให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุทิน จึงเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกที่จะต้องกระทำเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1723 ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าและตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ว่า คดีของโจทก์ทั้งห้าขาดอายุความมรดกหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะที่นายสาหร่ายมีชีวิตได้ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 36287 ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้แบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7461 ให้แก่นายสุทินปลูกบ้าน นายสุทินและจำเลยที่ 2 พร้อมบุตร คือจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ต่างเข้าครอบครองที่ดินตามที่ยกให้ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 7 และโจทก์ทั้งห้าไม่ได้เกี่ยวข้องหรือมีเจตนาครอบครองที่ดินและบ้านเลขที่ 17,17/1 และ 17/4 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยนายสาหร่าย จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 7 และโจทก์ทั้งห้าได้ครอบครองที่ดินและพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 17/2 ซึ่งปลูกอยู่ใกล้กัน ต่อมาโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ได้แยกครอบครัวไปอยู่ที่อื่น ครั้นเมื่อนายสาหร่ายถึงแก่ความตาย นายสุทินและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ก็คงครอบครองที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 17,17/1 และ 17/4 โดยจำเลยที่ 1 ที่ 7 และโจทก์ทั้งห้าไม่เคยเข้าเกี่ยวข้องหรือโต้แย้งการครอบครอง ทั้งในการรังวัดแบ่งแยกที่ดินซึ่งมีบ้านเลขที่ 17,17/1 และ 17/4 ปลูกอยู่นั้น โจทก์ทั้งห้าก็รู้เห็นและทราบโดยไม่โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใดเช่นกัน ดังนี้ถือได้ว่า นายสุทินได้ครอบครองที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 17,17/1 และ 17/4 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายสาหร่ายแต่ผู้เดียวนับแต่เจ้ามรดกตาย โดยจำเลยที่ 1 ที่ 7 และโจทก์ทั้งห้าไม่ได้ร่วมครอบครองทรัพย์มรดกดังกล่าวด้วยแต่อย่างใด กรณีเช่นนี้ไม่มีบทกฎหมายสนับสนุนว่า การที่นายสุทินครอบครองทรัพย์มรดกของนายสาหร่ายดังกล่าวเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 เมื่อนายสาหร่ายถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2528 โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2543 เกิน 1 ปี คดีโจทก์ทั้งห้าย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง สิทธิในทรัพย์มรดกดังกล่าวย่อมตกแก่นายสุทินโดยสมบูรณ์ นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2529 ซึ่งเป็นวันครบกำหนด 1 ปี นับแต่นายสาหร่ายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นทายาทของนายสุทินมีสิทธิรับมรดกของนายสุทิน ทั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสุทินถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นบุคคลซึ่งชอบจะใช้สิทธิของทายาทอันจะยกอายุความหนึ่งปีขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งห้าได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1755 แม้จำเลยที่ 1 จะยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายสาหร่ายในเวลาต่อมา ก็เป็นการยื่นคำร้องภายหลังที่ทายาทอื่นของนายสาหร่ายซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 1 สิ้นสิทธิในการเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกแล้ว เมื่อฟังประกอบข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินแล้วเห็นได้ว่า การร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เป็นการยื่นเพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียน เพื่อให้นายสุทินได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในทรัพย์มรดกเท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่ทายาทอื่นซึ่งสิ้นสิทธิในการฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกไปโดยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แล้วไม่ คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าที่ว่า ทายาทตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกและต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดหรือไม่และปัญหาตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ว่า ที่ดินตกเป็นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 ยกสินสมรสส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุทินหรือไม่ ตามที่โจทก์ทั้งห้าฎีกานั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเพราะกรณีนี้ไม่ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งห้าแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งฎีกาคัดค้านจึงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งห้ามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเห็นสมควรเป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1719 ม. 1722 ม. 1723 ม. 1748 ม. 1754 วรรคหนึ่ง ม. 1755
ชื่อคู่ความ
โจทก์ร่วม — นายสุนทร เผือกพูลผล กับพวก
จำเลย — นางสาวทอ เผือกพูลผล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายศักรินทร์ กิตติสารพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2219/2552
#503194
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านระหว่างจำเลยกับ ท. บิดาโจทก์ทั้งเจ็ด เป็นการฟ้องเรียกให้ได้ที่ดินและบ้านกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งเจ็ด จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินและบ้านนั้นและเมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องโดยอ้างว่า โจทก์แต่ละคนมีสิทธิในที่ดินและบ้านคนละ 1 ใน 8 ส่วนเท่ากัน จึงเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ ต้องถือทุนทรัพย์แยกกันตามรายตัวโจทก์ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดมีคำขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านคืนหากไม่สามารถทำได้ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท จำนวนหนี้ตามสิทธิของโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ทั้งเจ็ดฟังได้ว่า ท. ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านแทนโจทก์ทั้งเจ็ด การขายที่ดินและบ้านแก่จำเลยเป็นเจตนาลวงและเป็นการฉ้อฉลโจทก์ทั้งเจ็ด โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินและบ้านได้ และจำเลยต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเจ็ด ล้วนเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

ท. ขายที่ดินมรดกบางส่วนไปในขณะที่ยังไม่มีการแบ่งปันมรดกแล้วนำเงินที่ได้ไปซื้อที่ดินแปลงอื่น ที่ดินที่ซื้อมานั้นไม่ถือว่าเป็นทรัพย์ที่มีสถานะเช่นเดียวกับทรัพย์มรดกที่จะนำมาแบ่งปันแก่ทายาท ดังนั้น การที่ ท. โอนที่ดินที่ซื้อมาดังกล่าวให้แก่จำเลย โจทก์ทั้งเจ็ดไม่อาจฟ้องร้องขอให้เพิกถอนได้ คงมีสิทธิฟ้องร้องขอให้เพิกถอนได้เฉพาะการโอนขายที่ดินที่เป็นมรดกแปลงแรกเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 42037 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 59/101 หมู่ที่ 19 ที่นายทิ้งให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวม ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2536 และที่โอนขายที่ดินเฉพาะส่วนแก่จำเลย ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2537 ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ทั้งเจ็ดหรือกองมรดกของนายทิ้ง หากไม่สามารถทำได้ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระดอกผลจากค่าเช่าบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบที่ดินและบ้านคืนแก่โจทก์ทั้งเจ็ด

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกา

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่กรรม นางชลลดาทายาทของโจทก์ที่ 1 ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนายทิ้งบิดาโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นการฟ้องเรียกให้ได้ที่ดินและบ้านพิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งเจ็ด คดีของโจทก์ทั้งเจ็ดจึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินและบ้านพิพาทนั้นและเมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องโดยอ้างว่า โจทก์แต่ละคนมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทคนละ 1 ใน 8 ส่วนเท่ากัน จึงเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ ต้องถือทุนทรัพย์แยกกันตามรายตัวโจทก์ ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดมีคำขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทคืน หากไม่สามารถทำได้ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท จำนวนหนี้ตามสิทธิของโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ทั้งเจ็ดฟังได้ว่า นายทิ้งถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทแทนโจทก์ทั้งเจ็ด การขายที่ดินและบ้านพิพาทแก่จำเลยเป็นเจตนาลวงและเป็นการฉ้อฉลโจทก์ทั้งเจ็ดโจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินและบ้านพิพาทได้ และจำเลยต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเจ็ดล้วนเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาในข้อนี้ของโจทก์ทั้งเจ็ดมานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้งกับนางเจียม นางเจียมถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2514 นายทิ้งซื้อที่ดินพิพาท โฉนดเลขที่ 42037 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี มาจากบริษัทเอส.แอล.ซี (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อปี 2531 ต่อมาเมื่อปี 2535 นายทิ้งจดทะเบียนสมรสกับจำเลยและเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2536 นายทิ้งจดทะเบียนให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทแล้วนายทิ้งจดทะเบียนโอนขายที่ดินส่วนของตนให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2537 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ทั้งเจ็ดว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทระหว่างนายทิ้งกับจำเลยหรือไม่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หลังจากนางเจียมถึงแก่ความตาย นายทิ้งขายที่ดินมรดกที่เป็นทรัพย์สินของนายทิ้งกับนางเจียมอยู่ที่ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานีเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ แล้วนำเงินไปซื้อที่ดิน 3 แปลง คือ ที่อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี 2 แปลง กับที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อีก 1 แปลง ต่อมาประมาณปี 2531 นายทิ้งขายที่ดินที่อำเภอบางไทรแล้วนำเงินไปซื้อที่ดินพร้อมบ้าน 2 แห่งซึ่งแห่งหนึ่งคือ ที่ดินและบ้านพิพาทนี้ กรณีดังกล่าวต้องถือว่า ที่ดินและบ้านพิพาทได้แปรสภาพมาจากทรัพย์มรดกของนางเจียม จึงเป็นทรัพย์ที่มีสถานะเช่นเดียวกับทรัพย์มรดก เมื่อนายทิ้งโอนขายไปให้แก่จำเลยโดยโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ยินยอม โจทก์ทั้งเจ็ดย่อมมีอำนาจฟ้องติดตามเอาคืนได้ นั้น เห็นว่า แม้จะฟังว่านายทิ้งบิดาโจทก์ทั้งเจ็ดขายที่ดินที่เป็นมรดกบางส่วนไปขณะที่ยังมิได้มีการแบ่งปันมรดก แล้วนำเงินที่ได้มาซื้อที่ดินแปลงอื่น ที่ดินที่ซื้อมานั้นก็ไม่ถือว่าเป็นทรัพย์ที่มีสถานะเช่นเดียวกับทรัพย์มรดกที่จะต้องนำมาแบ่งปันแก่ทายาทดังที่โจทก์ทั้งเจ็ดอ้าง โจทก์ทั้งเจ็ดอาจฟ้องร้องขอให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินที่เป็นมรดกแปลงแรกได้ หากการโอนดังกล่าวเป็นไปโดยไม่ชอบแต่โจทก์ทั้งเจ็ดไม่อาจอ้างสิทธิในฐานะทายาทของนางเจียมมาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างนายทิ้งกับจำเลยโดยอ้างว่าที่ดินและบ้านพิพาทมีสถานะเช่นเดียวกับทรัพย์มรดกของนายเจียมได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นางสุนทร กิจแพทย์
โดยนางชลลดา กิจแพทย์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
จำเลย — นางอมรศรี ดิษฐเต้ยหลวง
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2208/2552
#502159
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิเคราะห์ตามหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งมีข้อตกลงที่โจทก์ยอมให้แก่จำเลยทั้งสามผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเป็นงวด โดยฝ่ายจำเลยยอมออกเช็คฉบับใหม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากการที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันอันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งผลของการประนีประนอมยอมความดังกล่าว ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 852 โจทก์คงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น แม้เช็คที่ฝ่ายจำเลยสั่งจ่ายทั้งสามฉบับตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้อันเป็นการไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม โจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยทั้งสามรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ได้อีก ถือได้ว่าหนี้ที่จำเลยทั้งสามได้ออกเช็คพิพาทตามฟ้องเพื่อใช้เงินนั้นเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดคดีจึงเป็นอันเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1832/2547 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 2 กระทง ลงโทษจำเลยที่ 1 กระทงแรกปรับ 50,000 บาท กระทงที่ 2 ปรับ 20,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทงแรก จำคุกคนละ 9 เดือน กระทงที่ 2 จำคุกคนละ 3 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 70,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 12 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 35,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2549 ของศาลชั้นต้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ยกคำขอให้นับโทษต่อในส่วนจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีนี้แล้ว ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาตกลงกันโดยโจทก์ให้จำเลยทั้งสามผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเป็นงวดและฝ่ายจำเลยออกเช็คฉบับใหม่ 3 ฉบับ ให้แก่โจทก์ ตามหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2548 ท้ายอุทธรณ์เพิ่มเติมของจำเลยทั้งสาม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวซึ่งมีข้อตกลงที่โจทก์ยอมให้จำเลยทั้งสามผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเป็นงวด โดยฝ่ายจำเลยยอมออกเช็คฉบับใหม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากการที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน อันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งผลของการประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 โจทก์คงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น แม้เช็คที่ฝ่ายจำเลยสั่งจ่ายทั้งสามฉบับตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้อันเป็นการไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม โจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยทั้งสามรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ได้อีก ถือได้ว่าหนี้ที่จำเลยทั้งสามได้ออกเช็คพิพาทตามฟ้องเพื่อใช้เงินนั้นเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกัน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า เป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสมลักษณ์ โกศลภัทรกุล
จำเลย — บริษัทศรีบัณฑิตกรุ๊ป จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2194/2552
#502157
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้ศาลชั้นต้นส่งปัญหาข้อกฎหมายไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 มิได้คัดค้านคำสั่งไว้ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ยังได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 ไม่นำค่าธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ไม่รับอุทธรณ์ การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ทั้งสามฉบับของจำเลยที่ 2 นั้น จึงเป็นการอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 แม้เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยที่ 2 ก็ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายการที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นการไม่ชอบ และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาตาม ป.วิ.พ. 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยหากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้ศาลชั้นต้นส่งปัญหาข้อกฎหมายไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 มิได้คัดค้านคำสั่งไว้ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 (2) จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 ไม่นำค่าธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จึงไม่รับอุทธรณ์

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า การยื่นอุทธรณ์ในกรณีของจำเลยที่ 2 นี้ เป็นการอุทธรณ์หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 2 ผู้อุทธรณ์จึงต้องนำค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางพร้อมอุทธรณ์ด้วยตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติไว้ เมื่อไม่ปรากฏตามท้องสำนวนว่าจำเลยที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางต่อศาลชั้นต้นพร้อมอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 ทั้งสามฉบับ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ทั้งสามฉบับดังกล่าวจึงชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้ใช้สิทธิหรือถูกบังคับให้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 และ 234 จำเลยที่ 2 ใช้สิทธิอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 และ 228 วรรคสาม นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้ศาลชั้นต้นส่งปัญหาข้อกฎหมายไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 มิได้คัดค้านคำสั่งไว้ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ยังได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 ไม่นำค่าธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จึงไม่รับอุทธรณ์ การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ทั้งสามฉบับของจำเลยที่ 2 นั้น จึงเป็นการอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธิพิจาณาความแพ่ง มาตรา 234 แม้เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยที่ 2 ก็ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายการที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นการไม่ชอบ และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 (2) ม. 229 ม. 234 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล
จำเลย — นางพันทิพา พงษ์สถิตย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2179/2552
#503144
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกคำร้องของลูกหนี้ที่ 2 ที่ขอให้พิจารณาคดีใหม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 24 วรรคสอง แต่เมื่อพิจารณาคำร้องของลูกหนี้ที่ 2 ดังกล่าวปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 2 ได้บรรยายกล่าวอ้างในคำร้องแล้วว่า ลูกหนี้ที่ 2 ไม่เคยได้รับหมายเรียกสำเนาคำร้องในคดีนี้ เนื่องจากลูกหนี้ที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่อาคารเลขที่ 120/22 มิใช่อาคารเลขที่ 120 ตามที่ผู้ร้องนำส่งหมายเรียกสำเนาคำร้อง และลูกหนี้ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้มาโดยตลอด กรณีไม่ต้องด้วย พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฯ มาตรา 58 วรรคท้าย จึงเป็นคำร้องที่กล่าวอ้างโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่ลูกหนี้ที่ 2 ขาดนัดพิจารณา และข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลล้มละลายกลางแล้ว ลูกหนี้ที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ที่ศาลล้มละลายกลางสั่งยกคำร้องของลูกหนี้ที่ 2 โดยมิได้ทำการไต่สวนก่อนจึงเป็นการไม่ถูกต้อง กรณีมีเหตุสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 26 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ลูกหนี้ที่ 1 และที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ส่วนลูกหนี้ที่ 3 และที่ 4 ให้การต่อสู้คดี ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2549 ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคท้าย และให้ลูกหนี้ที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร และให้ยกคำร้องสำหรับลูกหนี้ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับลูกหนี้ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ลูกหนี้ที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลล้มละลายกลางตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ลูกหนี้ที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "อุทธรณ์ของลูกหนี้ที่ 2 ที่ว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของลูกหนี้ที่ 2 โดยมิได้ทำการไต่สวนก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกคำร้องของลูกหนี้ที่ 2 ที่ขอให้พิจารณาคดีใหม่ดังกล่าวต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง แต่เมื่อพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ของลูกหนี้ที่ 2 ปรากฏว่า ลูกหนี้ที่ 2 ได้บรรยายกล่าวอ้างในคำร้องแล้วว่า ลูกหนี้ที่ 2 ไม่เคยได้รับหมายเรียกสำเนาคำร้องในคดีนี้เนื่องจากลูกหนี้ที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่อาคารเลขที่ 120/22 มิใช่อาคารเลขที่ 120 ตามที่ผู้ร้องนำส่งหมายเรียกสำเนาคำร้อง และตั้งแต่ปี 2546 ลูกหนี้ที่ 2 ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้มาโดยตลอด กรณีไม่ต้องด้วยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคท้าย จึงเป็นคำร้องที่กล่าวอ้างโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่ลูกหนี้ที่ 2 ขาดนัดพิจารณา และข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลล้มละลายกลางแล้ว ทั้งหากข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องของลูกหนี้ที่ 2 ย่อมถือไม่ได้ว่ามีการส่งหมายเรียกสำเนาคำร้องให้ลูกหนี้ที่ 2 โดยชอบ ลูกหนี้ที่ 2 มิสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ที่ศาลล้มละลายกลางสั่งยกคำร้องของลูกหนี้ที่ 2 โดยมิได้ทำการไต่สวนก่อนจึงเป็นการไม่ถูกต้อง กรณีมีเหตุสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคสี่"

พิพากษายกคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ให้ศาลล้มละลายกลางไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของลูกหนี้ที่ 2 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 วรรคสอง ม. 26 วรรคสี่
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 58 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ลูกหนี้ — บริษัทนิวเลิศกรุ๊ป จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ไพโรจน์ วายุภาพ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2178/2552
#502760
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีหมายเลขแดงที่ 796/2547 ของศาลล้มละลายกลางปรากฏว่าบริษัท บ. เป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับบริษัท ล. เป็นหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5810/2539 ของศาลแพ่งและจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวขอให้ล้มละลายซึ่งศาลในคดีดังกล่าวได้พิจารณาพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ในคดีดังกล่าวนำสืบไม่ได้ตามข้อสันนิษฐานตามที่กล่าวมาในฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดีหรือไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ทั้งโจทก์ในคดีดังกล่าวไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองกับพวกมีสินทรัพย์ไม่พอกับหนี้สินแต่อย่างใด จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว พิพากษายกฟ้อง โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว ซึ่งจะต้องรับโอนมาซึ่งบรรดาสิทธิและหน้าที่ที่บริษัท บ. ผู้โอนมีต่อจำเลยทั้งสองด้วย ดังนั้น การที่โจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้อีก โดยอ้างว่าเมื่อได้ยึดทรัพย์จำนองของบริษัท ล. แล้วไม่พอชำระหนี้โจทก์ทั้งหมด และจำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ก็เป็นเหตุดังที่เคยอ้าง และศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วในคดีก่อน จึงเป็นการนำมูลหนี้เดียวกันมาฟ้องร้องจำเลยทั้งสองซึ่งมีประเด็นแห่งคดีอย่างเดียวกันว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ และเหตุที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวนั้นก็เป็นมูลเหตุเช่นเดียวกันซึ่งศาลได้พิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายฯ มาตรา 14 ส่วนที่โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 17729/2540 ของศาลแพ่งมาด้วยก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวคิดถึงวันฟ้องไม่เกิน 1,000,000 บาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิ์นำมูลหนี้ส่วนนี้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลายได้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5810/2539 ของศาลแพ่ง มาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาดังกล่าวมาจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมของจำเลยทั้งสองกับบริษัทหลักสี่สวนหลวง จำกัด ซึ่งในคดีนั้นศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองกับบริษัทดังกล่าวร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,917,353.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของเงินต้น 6,139,115.29 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ธันวาคม 2538) จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้เจ้าหนี้เดิม หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองและบริษัทดังกล่าวขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนเจ้าหนี้เดิม โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองและบริษัทดังกล่าวไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าหนี้เดิมดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวที่จำนอง เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์ไว้เป็นเงิน 9,770,900 บาท คำนวณยอดหนี้ถึงวันฟ้องคดีนี้ (วันที่ 7 เมษายน 2549) จำเลยทั้งสองและบริษัทดังกล่าวค้างชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 19,395,231.23 บาท เมื่อนำราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวหักออกแล้วจำเลยทั้งสองและบริษัทนั้นยังเป็นหนี้โจทก์อยู่อีก 9,624,311.23 บาท (ที่ถูก 6,624,331.23 บาท) นอกจากนี้โจทก์ยังได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 17729/2540 ของศาลแพ่งมาจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมของจำเลยที่ 1 และบริษัทหลักสี่สวนหลวง จำกัด ซึ่งในคดีดังกล่าวศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 1 และบริษัทดังกล่าวชำระเงินแก่เจ้าหนี้เดิมเป็นเงิน 56,668.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของเงินต้น 51,834.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่คืนกับค่าทนายความอีก 6,500 บาท ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2540 แต่จำเลยที่ 1 และบริษัทดังกล่าวไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ประเมินราคาทรัพย์ที่ยึดต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสอง เนื่องจากโจทก์เคยนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลล้มละลายกลางเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 796/2547 ซึ่งศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2547 หนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งพ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไป ขอให้ยกฟ้อง แต่จำเลยทั้งสองไม่สืบพยาน

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ ข้อแรกมีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 796/2547 ของศาลล้มละลายกลางหรือไม่ เห็นว่า ในเรื่องการฟ้องซ้ำนั้นพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 บัญญัติว่า "คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน..." ในคดีหมายเลขแดงที่ 796/2547 ของศาลล้มละลายกลางนั้น ปรากฏว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด เป็นโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองและบริษัทหลักสี่สวนหลวง จำกัด ล้มละลาย โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองและบริษัทดังกล่าวเป็นหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5810/2539 ของศาลแพ่ง และจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งศาลในคดีดังกล่าวได้พิจารณาพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ในคดีดังกล่าวนำสืบไม่ได้ตามข้อสันนิษฐานตามที่กล่าวมาในฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี หรือไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ และโจทก์ในคดีดังกล่าวยังไม่ได้ยึดทรัพย์จำนองที่เป็นหลักประกันและทรัพย์สินอื่นที่เป็นที่ดินอีกที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ทั้งโจทก์ในคดีดังกล่าวก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองกับพวกมีสินทรัพย์ไม่พอกับหนี้สินแต่อย่างใด จึงฟังไม่ด่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว พิพากษายกฟ้อง โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวซึ่งจะต้องรับโอนมาซึ่งบรรดาสิทธิและหน้าที่ที่บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด ผู้โอนที่เป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวมีต่อจำเลยทั้งสองด้วย ดังนั้นการที่โจทก์นำมูลหนี้ตมคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้อีกโดยอ้างว่า เมื่อได้ยึดที่ดินทรัพย์จำนองของบริษัทหลักสี่สวนหลวง จำกัด แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้ไม่พอชำระหนี้โจทก์ทั้งหมดและจำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ก็เป็นเหตุดังที่เคยอ้าง และศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วในคดีก่อน จึงเป็นการนำมูลหนี้เดียวกันมาฟ้องร้องจำเลยทั้งสองซึ่งมีประเด็นแห่งคดีอย่างเดียวกันว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่และเหตุที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวนั้นก็เป็นมูลเหตุเช่นเดียวกันซึ่งศาลได้พิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 ส่วนที่โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 17729/2540 ของศาลแพ่งด้วยก็ตามแต่ก็ปรากฏว่าหนี้ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวนี้มีเพียงเล็กน้อย ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้คำนวณยอดหนี้ส่วนนี้คิดถึงฟ้องมาด้วยว่ามีจำนวนเท่าใด อย่างไรก็ตามยอดหนี้ส่วนนี้หากคิดถึงวันฟ้องก็มีไม่เกิน 1,000,000 บาท โจทก์จึงไม่มีสิทธินำมูลหนี้ส่วนนี้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลายได้ด้วย ดังนั้น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษายกฟ้องนั้นจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายมานิตหรือถกล คูสกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ไพโรจน์ วายุภาพ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2177/2552
#503143
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้รายที่ 24 ตกลงทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้รายที่ 12 และ 13 และเจ้าหนี้รายที่ 24 ชำระหนี้บางส่วนให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 12 และ 13 แทนลูกหนี้ ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของเจ้าหนี้รายที่ 24 เด็ดขาด และมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีนี้นั้น เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 12 และ 13 ได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระไว้เต็มจำนวนแล้ว เจ้าหนี้รายที่ 24 จึงไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนเงินที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/27 วรรคสอง ประกอบมาตรา 101 ซึ่งหากต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของเจ้าหนี้รายที่ 24 นำเงินจากกองทรัพย์สินของเจ้าหนี้ดังกล่าวชำระหนี้ส่วนที่เหลือให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 12 และ 13 แล้วก็ย่อมมีผลให้เจ้าหนี้รายที่ 24 เข้ารับช่วงสิทธิตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 12 และ 13 ในคดีนี้ต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 229

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2548

เจ้าหนี้รายที่ 24 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ภาระค้ำประกันที่เจ้าหนี้รายที่ 24 ค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ คิดเป็นหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ 10,039,481.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 2,205,461.60 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จนกว่าจะชำระเสร็นสิ้น

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว มีผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 24 ได้รับชำระหนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 4,193,821.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 2,205,461.60 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จจากลูกหนี้ ส่วนที่ขอเกินมาให้ยก

เจ้าหนี้รายที่ 24 ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 24 ได้รับชำระหนี้เต็มตามคำขอรับชำระหนี้โดยมีเงื่อนไขให้เจ้าหนี้รายที่ 24 ได้รับชำระหนี้ต่อเมื่อเจ้าหนี้รายที่ 12 และ 13 ได้รับชำระหนี้จากเจ้าหนี้รายที่ 24 แล้ว

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้รายที่ 24 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2539 เจ้าหนี้รายที่ 24 ตกลงทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อบริษัทไทยไวร์ โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 12 และบริษัทชลประทานซีเมนต์ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 13 และเจ้าหนี้รายที่ 24 ชำระหนี้บางส่วนให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 21 และ 13 แทนลูกหนี้เมื่อปี 2544 ตามสำเนาหนังสือค้ำประกันและสำเนาสัญญาขอให้ออกหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย ร.2 ถึง ร.8 ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ 502/2544 ให้พิทักษ์ทรัพย์ของเจ้าหนี้รายที่ 24 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2544 และมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีนี้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2548 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของเจ้าหนี้รายที่ 24 จึงยื่นขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามจำนวนเงินที่เจ้าหนี้รายที่ 24 ได้ชำระให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 12 และ 13 แทนลูกหนี้ไปแล้วและรวมถึงจำนวนเงินที่เจ้าหนี้รายที่ 24 อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยลูกหนี้ในภายหน้าได้หากเจ้าหนี้รายที่ 24 ชำระหนี้แทนลูกหนี้เพิ่มเติมให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 12 และ 13 รวมขอรับชำระหนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 10,039,481.37 บาท พร้อมดอกเบี้ย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 24 ได้รับชำระหนี้เฉพาะเงินในส่วนที่ได้ชำระเงินแทนลูกหนี้ไปแล้วก่อนเจ้าหนี้รายที่ 24 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้คิดเป็นเงินรวม 4,193,821.66 บาท พร้อมดอกเบี้ย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 24 มีว่า เจ้าหนี้รายที่ 24 มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในจำนวนเงินที่เจ้าหนี้รายที่ 24 อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยลูกหนี้ในภายหน้าได้หรือไม่ ที่เจ้าหนี้รายที่ 24 อุทธรณ์ว่าหากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของเจ้าหนี้รายที่ 24 แบ่งทรัพย์สินชำระเงินให้กับเจ้าหนี้รายที่ 12 และเจ้าหนี้รายที่ 13 ก็ไม่มีสิทธิไล่เบี้ยหรือได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้นั้น เห็นว่า ในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของเจ้าหนี้รายที่ 24 แถลงยอมรับข้อเท็จจริงว่า บริษัทไทยไวร์ โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 12 และบริษัทชลประทานซีเมนต์ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 13 ได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระเจ้าหนี้ทั้งสองรายดังกล่าวไว้เต็มจำนวนแล้วตามสำเนารายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฉบับลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 เจ้าหนี้รายที่ 24 จึงไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนเงินที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 วรรคสอง ประกอบมาตรา 101 ซึ่งหากต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของเจ้าหนี้รายที่ 24 นำเงินจากกองทรัพย์สินของเจ้าหนี้ดังกล่าวชำระหนี้ส่วนที่เหลือให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 12 และ 13 แล้ว ก็ย่อมมีผลให้เจ้าหนี้รายที่ 24 เข้ารับช่วงสิทธิตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 12 และ 13 ต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของเจ้าหนี้รายที่ 24 นั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 24 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/27 วรรคสอง ม. 101
ชื่อคู่ความ
บริษัทอาร์ พี เจ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — คอนกรีต จำกัด
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด (มหาชน)
โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
เจ้าหนี้รายที่ 24 — ผู้เข้าว่าคดีแทน
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
รัตน กองแก้ว
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2154/2552
#493990
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อความว่า เนื่องจากที่ดินพิพาทติดจำนองกับธนาคาร ถ้าโจทก์ไถ่ถอนจำนองเมื่อไรจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทันที สัญญาซื้อขายฉบับนี้จึงเป็นสัญญาจะซื้อขายที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง ซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ...หรือได้วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้วจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ เมื่อสัญญาจะซื้อขายที่ดินรายนี้ได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรมีข้อความว่าโจทก์รับราคาดังกล่าวไปจากจำเลยเสร็จแล้วตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2541 การรับฟังพยานหลักฐานของศาลจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) โจทก์จะนำพยานบุคคลมาสืบว่า ความจริงแล้วโจทก์ได้รับเงินค่าที่ดินเพียง 90,000 บาท เงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือให้จำเลยไปชำระต่อธนาคาร พ. เพื่อชำระหนี้ที่โจทก์จำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่ธนาคารไม่ได้ เพราะเป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้ห้ามจำเลยพร้อมบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป กับให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์จำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่า ขอให้บังคับโจทก์ไปทำการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำกัด สาขานาโยง แล้วให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ห้ามมิให้โจทก์เข้ารบกวนการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทอีกต่อไป หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้โจทก์คืนเงิน 200,000 บาท แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทของโจทก์อีก กับให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ 50,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท และจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ห้ามมิให้โจทก์ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์หรือให้โจทก์ชำระเงิน 200,000 บาท ให้แก่จำเลย ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลทั้งในส่วนของฟ้องและฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2541 โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1511 ตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ให้แก่จำเลยในราคา 300,000 บาท หลังทำสัญญาโจทก์ให้จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวทันที ต่อมาเดือนกันยายน 2544 โจทก์ห้ามมิให้จำเลยเข้าไปในที่ดินพิพาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์และจำเลยจะสามารถนำสืบถึงข้อตกลงที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือภายหลังจากนั้นว่ายังมีข้อตกลงอีกส่วนหนึ่งระหว่างโจทก์ จำเลย และบุคคลภายนอกต่างหากจากที่ระบุในสัญญาซื้อขายที่ดินได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อความว่า เนื่องจากที่ดินพิพาทติดจำนองกับธนาคาร ถ้าโจทก์ไถ่ถอนจำนองเมื่อไรจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทันที สัญญาซื้อขายฉบับนี้จึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง ซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ...หรือได้วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้วจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรายนี้ได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรมีข้อความว่าโจทก์รับราคาดังกล่าวไปจากจำเลยเสร็จแล้วตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2541 การรับฟังพยานหลักฐานของศาลจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) โจทก์จะนำพยานบุคคลมาสืบว่า ความจริงแล้วโจทก์ได้รับเงินค่าที่ดินเพียง 90,000 บาท เงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือให้จำเลยไปชำระต่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำกัด สาขานาโยง เพื่อชำระหนี้ที่โจทก์จำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่ธนาคารไม่ได้ เพราะเป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอารมย์ กลิ่นทอง
จำเลย — นางกานดา เชยชื่นจิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายชำนาญ สายสีทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจิรพงษ์ ทัศน์เอี่ยม
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา