คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2486/2552
#501556
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีข้อตกลงว่า หากมีเหตุชำรุดบกพร่องหรือเสียหายเกิดขึ้นภายใน 2 ปี นับถัดจากวันที่ได้รับมอบงาน ซึ่งความชำรุดบกพร่องหรือเสียหายนั้นเกิดจากความบกพร่องของผู้รับจ้าง อันเกิดจากการใช้วัสดุที่ไม่ถูกต้องหรือทำไว้ไม่เรียบร้อย หรือทำไม่ถูกต้องตามมาตรฐานแห่งหลักวิชาผู้รับจ้างจะต้องรีบทำการแก้ไขให้เป็นที่เรียบร้อยโดยไม่ชักช้า หากผู้รับจ้างไม่กระทำหรือไม่ทำการแก้ไขให้ถูกต้องเรียบร้อยภายในเวลาที่ผู้ว่าจ้างกำหนด ให้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิที่จะทำการนั้นและหรือจ้างผู้อื่นให้ทำงานนั้นโดยผู้รับจ้างต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เมื่อโจทก์พบความชำรุดบกพร่องและมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซ่อมภายใน 2 ปี นับถัดจากวันที่โจทก์รับมอบงานแล้ว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ทำการซ่อมให้เรียบร้อยตามสัญญาถือว่าเป็นการผิดสัญญา โจทก์ย่อมฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดตามสัญญาจ้าง ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มิใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องอันมีอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 601

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2539 โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปรับปรุงคันดินกั้นน้ำยาว 5,160 เมตร ณ วิทยาลัยเกษตรกรรมสิงห์บุรี (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสิงห์บุรี) ค่าจ้างเป็นเงิน 8,918,380 บาท กำหนดเริ่มทำงานในวันที่ 28 สิงหาคม 2539 และต้องทำงานให้สำเร็จบริบูรณ์ในวันที่ 23 สิงหาคม 2540 หากมีความชำรุดบกพร่องหรือเสียหายอันเกิดจากการใช้วัสดุไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องแก้ไขให้เรียบร้อยภายในเวลาที่โจทก์กำหนด จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์ในวงเงิน 446,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างเสร็จและส่งมอบงานในวันที่ 8 กันยายน 2540 ต่อมาวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์พบว่าแนวคันดินกั้นน้ำที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างแตกเป็นร่องลึก ซึ่งเกิดขึ้นภายใน 2 ปี นับแต่วันรับมอบงานครั้งสุดท้าย เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการหรือทำงานไม่เรียบร้อย โจทก์ประมาณค่าใช้จ่ายในการซ่อมเป็นเงิน 470,968 บาท และมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซ่อมแล้วแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยอมซ่อม โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกัน แต่จำเลยที่ 3 ไม่ชำระ ต่อมาวันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซ่อมคันดินที่ชำรุดบางส่วนคิดเป็นเงิน 379,204 บาท คงเหลือความชำรุดบกพร่องที่ยังไม่ได้ซ่อมเป็นเงิน 91,891 บาท โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 91,891 บาท นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 20,733.20 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 11,624.20 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 112,624.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 91,891 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ก่อสร้างแนวคันดินกั้นน้ำตามหลักวิชาการด้วยวัสดุที่ระบุในสัญญา เมื่องานก่อสร้างแล้วเสร็จและโจทก์ตรวจรับมอบงานแล้ว หลังจากที่โจทก์พบว่างานก่อสร้างชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 1 ได้ซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว โจทก์ประมาณค่าซ่อมสูงเกินความจริง ความเสียหายที่ต้องซ่อมไม่เกิน 10,000 บาท โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเกิน 2 ปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างคันดินกั้นน้ำตามแบบแปลนและใช้วัสดุก่อสร้างตามแบบที่โจทก์กำหนด คันดินกั้นน้ำไม่ได้ชำรุดเสียหาย ความเสียหายเกิดภายหลัง 2 ปี นับแต่วันส่งมอบงานก่อสร้าง ซึ่งพ้นระยะเวลาที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2539 โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปรับปรุงคันดินกั้นน้ำยาว 5,160 เมตร เป็นเงิน 8,918,380 บาท ณ วิทยาลัยเกษตรกรรมสิงห์บุรี ตำบลม่วงหมู่ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ให้เสร็จภายในวันที่ 23 สิงหาคม 2540 โดยมีข้อตกลงว่า หากมีความชำรุดบกพร่องหรือเสียหายเกิดขึ้นภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับมอบงานดังกล่าว ซึ่งความชำรุดหรือเสียหายนั้นเกิดจากความบกพร่องของผู้รับจ้าง อันเกิดจากการใช้วัสดุไม่ถูกต้องหรือทำไว้ไม่เรียบร้อย หรือทำไม่ถูกต้องตามมาตรฐานแห่งหลักวิชา ผู้รับจ้างต้องรีบทำการแก้ไขให้เป็นที่เรียบร้อยโดยไม่ชักช้า หากผู้รับจ้างไม่กระทำการดังกล่าวภายในเวลาที่โจทก์กำหนด ให้โจทก์มีสิทธิที่จะทำการแก้ไขเองหรือจ้างผู้อื่นให้ทำการนั้น โดยผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบและเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.3 จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์ในวงเงิน 446,000 บาท ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างเสร็จและส่งมอบงานให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2540 ตามใบตรวจการจ้างและรับรองผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ตรวจพบว่าคันดินกั้นน้ำแตกเป็นร่องลึกตลอดแนว ท่อระบายน้ำเกิดการทรุดตัว ตามภาพถ่ายหมาย จ.6 โจทก์ประมาณการค่าซ่อมเป็นเงิน 470,968 บาท และมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการซ่อมและแก้ไขจำนวน 3 ฉบับ ตามสำเนาหนังสือแจ้งเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 ต่อมาวันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 จำเลยที่ 1 ทำการซ่อมคันดินกั้นน้ำที่ชำรุดเสียหาย ตามหนังสือเรื่องดำเนินการซ่อมคันดินกั้นน้ำเอกสารหมาย จ.13 โจทก์ตรวจสอบและประเมินการก่อสร้างส่วนที่จำเลยที่ 1 ซ่อมเป็นเงิน 379,204 บาท คงเหลือส่วนที่ยังไม่ได้ซ่อมเป็นเงิน 91,891 บาท ตามหนังสือเรื่องขอส่งรายการประมาณราคาเอกสารหมาย จ.14

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาว่าจ้างตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 6 ซึ่งกำหนดให้ผู้รับจ้างรับผิดในความชำรุดบกพร่องมีกำหนดเวลา 2 ปี เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์มีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601 จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 6 โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีข้อตกลงเรื่องความชำรุดบกพร่องของงานจ้างว่า หากมีเหตุชำรุดบกพร่องหรือเสียหายเกิดขึ้นจากงานจ้างนี้ภายในกำหนด 2 ปี นับถัดจากวันที่ได้รับมอบงานดังกล่าว ซึ่งความชำรุดบกพร่องหรือเสียหายนั้นเกิดจากความบกพร่องของผู้รับจ้าง อันเกิดจากการใช้วัสดุที่ไม่ถูกต้องหรือทำไว้ไม่เรียบร้อย หรือทำไม่ถูกต้องตามมาตรฐานแห่งหลักวิชา ผู้รับจ้างจะต้องรับทำการแก้ไขให้เป็นที่เรียบร้อยโดยไม่ชักช้า หากผู้รับจ้างบิดพลิ้วไม่กระทำการดังกล่าวหรือไม่ทำการแก้ไขให้ถูกต้องเรียบร้อยภายในเวลาที่ผู้ว่าจ้างกำหนดให้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิที่จะทำการนั้นและหรือจ้างผู้อื่นให้ทำงานนั้นโดยผู้รับจ้างต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เมื่อโจทก์พบความชำรุดบกพร่อง และโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซ่อมภายในกำหนด 2 ปี นับถัดจากวันที่โจทก์รับมอบงานแล้ว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ทำการซ่อมให้เรียบร้อยตามสัญญาย่อมถือว่าเป็นการผิดสัญญาโจทก์ย่อมฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดตามสัญญาจ้างธรรมดาซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 หาใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องอันมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601 ไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้วินิจฉัยให้ เมื่อโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อนี้ต่อมา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ และพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบถึงความเสียหายของแนวคันดินกั้นน้ำส่วนที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ซ่อมว่ามีค่าจ้างแรงงานที่ต้องบดอัดคันดินกั้นน้ำกว้าง 4 เมตร ยาว 4,910 เมตร ราคาเมตรละ 9 บาท เป็นเงิน 44,190 บาท ค่าแรงงานซ่อมแนวคันดินกั้นน้ำที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ซ่อมยาว 250 เมตร ราคาเมตรละ 65 บาท เป็นเงิน 16,250 บาท และราคาดินที่ต้องนำไปเสริมแนวท่อระบายน้ำด้านทิศเหนือจำนวน 100 ลูกบาศก์เมตร ราคาลูกบาศก์เมตรละ 50 บาท เป็นเงิน 5,000 บาท รวมค่าแรงงาน ค่าวัสดุและเครื่องจักรกลเป็นเงินทั้งสิ้น 91,891 บาท ตามหนังสือเรื่องขอส่งรายการประมาณราคาเอกสารหมาย จ.14 โดยมีนายสมหมาย นายเชาวลิต และนายชูศักดิ์เป็นพยาน โดยนายเชาวลิตเบิกความว่า พยานร่วมกับนายสมหมายตรวจแนวคันดินกั้นน้ำพบรอยแตกร้าวที่คันดินกั้นน้ำตามแนวพื้นเอียงของคันดินกั้นน้ำเกิดการไหลทรุดตัว และแนวท่อระบายน้ำมีการทรุดตัวด้วย นายสมบูรณ์ถ่ายรูปแนวคันดินกั้นน้ำไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.6 พยานทำหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทำการซ่อมตามสำเนาหนังสือแจ้งเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 ต่อมาวันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 จำเลยที่ 1 มีหนังสือขอเข้าดำเนินการซ่อมตามหนังสือเรื่องดำเนินการซ่อมคันดินกั้นน้ำเอกสารหมาย จ.13 พยานสั่งการให้นายสมหมายควบคุมการซ่อมให้เป็นไปอย่างถูกต้อง จำเลยที่ 1 ดำเนินการซ่อมแต่ไม่ครบถ้วนยังเหลือแนวคันดินกั้นน้ำที่ยังไม่ได้ซ่อมอีก 250 เมตร และการซ่อมของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นไปตามหลักการก่อสร้าง เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้บดอัดแนวคันดินกั้นน้ำและไม่ได้นำดินเข้ามาถมใหม่ เพียงแต่ตักดินที่ไหลทรุดตัวลงไปขึ้นถมตามแนวคันดินกั้นน้ำเดิมเท่านั้น ซึ่งศูนย์ฝึกอบรมวิศวกรรมเกษตรบางพูนได้ประมาณราคาส่วนที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ซ่อมเป็นเงิน 91,891 บาท นายสมหมายเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ขอเข้าทำการซ่อมในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 ตามหนังสือเรื่องดำเนินการซ่อมคันดินกั้นน้ำเอกสารหมาย จ.13 แล้วได้นำรถแบ็กโฮเข้าไปตักดินที่ทรุดตัวและที่แตกร้าว โดยไม่มีการบดอัดและยังเหลือคันดินกั้นน้ำที่ยังไม่ได้ซ่อมประมาณ 250 เมตร ซึ่งศูนย์ฝึกอบรมวิศกรรมเกษตรบางพูนประมาณค่าเสียหายเป็นเงิน 91,891 บาท และนายชูศักดิ์เบิกความว่า พยานตรวจสอบความเสียหายของคันดินกั้นน้ำส่วนที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ซ่อมพบว่าท่อคอนกรีตเสริมเหล็กด้านทิศเหนือของคันดินกั้นน้ำถูกน้ำกัดเซาะพังทลาย และแนวคันดินกั้นน้ำประมาณ 250 เมตร มีสภาพแตกร้าวถูกกัดเซาะเป็นเช่นเดิม กับในส่วนของคันดินกั้นน้ำด้านบนยังไม่ได้มีการบดอัด โดยประมาณราคาซ่อมเป็นเงิน 91,891 บาท ตามหนังสือเรื่องขอส่งรายการประมาณราคาเอกสารหมาย จ.14 ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีตัวจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี 2541 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสิงห์บุรีมีหนังสือแจ้งว่า คันดินกั้นน้ำแตกร้าวเนื่องจากน้ำฝนกัดเซาะ จำเลยที่ 1 มีหนังสือขอเข้าดำเนินการซ่อมส่วนที่ชำรุดเสียหายตามหนังสือเรื่องดำเนินการซ่อมคันดินกั้นน้ำเอกสารหมาย จ.13 โดยนำเครื่องจักรกลเข้าไปซ่อมเริ่มจากแนวคันดินกั้นน้ำด้านซ้ายเรื่อยไปจนถึงแนวคันดินกั้นน้ำด้านขวา ใช้เวลาประมาณ 7 วัน ก็เสร็จเรียบร้อย ขณะนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสิงห์บุรีแจ้งให้จำเลยที่ 1 ซ่อมในส่วนอื่นอีก เห็นว่า นายสมหมายได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ควบคุมงานการปรับปรุงคันดินกั้นน้ำและเป็นกรรมการตรวจการจ้าง นายเชาวลิตเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องอาคารสถานที่รวมถึงงานปรับปรุงคันดินกั้นน้ำและได้ร่วมตรวจสอบความเสียหายของคันดินกั้นน้ำกับนายสมหมาย ส่วนนายชูศักดิ์เป็นผู้ออกแบบงานคันดินกั้นน้ำ สำรวจความเสียหายและประมาณราคาซ่อม เป็นบุคคลที่รู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องความเสียหายของแนวคันดินกั้นน้ำและการซ่อมแนวคันดินกั้นน้ำของจำเลยที่ 1 โดยตรง ทั้งพยานทั้งสามเบิกความถึงข้อเท็จจริงที่ตนได้ปฏิบัติไปตามหน้าที่ โดยไม่มีข้อระแวงว่าจะให้ร้ายแก่จำเลยทั้งสามโดยปราศจากมูลความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์มีภาพถ่ายแนวคันดินกั้นน้ำที่มีรอยแตกเป็นร่อง และภาพถ่ายด้านข้างของแนวคันดินกั้นน้ำที่เกิดการเลื่อนตัวลงด้านล่าง กับภาพถ่ายท่อระบายน้ำที่เกิดการทรุดตัวและแตกออกจากกันเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน ทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามคงมีแต่คำเบิกความลอยๆ ของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำการซ่อมแนวคันดินกั้นน้ำเรียบร้อยแล้วโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ทั้งตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ปรากฏว่าในการซ่อมแนวคันดินกั้นน้ำของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ได้ทำการบดอัดคันดินกั้นน้ำแต่อย่างใด อันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ว่าการซ่อมแซมของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นไปตามหลักการก่อสร้างเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้บดอัดคันดินกั้นน้ำแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งมีทั้งพยานบุคคล พยานเอกสารและภาพถ่ายความเสียหายของแนวคันดินกั้นน้ำประกอบกัน จึงมีน้ำหนักรับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ยังมิได้ดำเนินการบดอัดคันดินกั้นน้ำเป็นระยะทาง 4,910 เมตร และยังมิได้ซ่อมแนวคันดินกั้นน้ำเป็นระยะทาง 250 เมตร กับยังมิได้ซ่อมแนวท่อระบายน้ำด้านทิศเหนือจริงดังที่โจทก์ฟ้อง ปัญหาว่าจำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายชูศักดิ์เป็นพยานเบิกความว่า พยานได้สำรวจและประมาณราคาค่าแรงงานและวัสดุที่ต้องใช้ในการซ่อมแนวคันดินกั้นน้ำไว้ตามหนังสือเรื่องขอส่งรายการประมาณราคาเอกสารหมาย จ.14 ซึ่งระบุว่า โจทก์ต้องบดอัดคันดินกั้นน้ำกว้าง 4 เมตร ยาว 4,910 เมตร ต้องเสียค่าแรงงานส่วนนี้ในราคาเมตรละ 9 บาท เป็นเงิน 44,190 บาท และต้องซ่อมคันดินกั้นน้ำที่จำเลยที่ 1 ยังมิได้ซ่อม ยาว 250 เมตร ต้องเสียค่าแรงงานเมตรละ 65 บาท เป็นเงิน 16,250 บาท กับต้องใช้ดินเสริมแนวท่อระบายน้ำด้านทิศเหนือจำนวน 100 ลูกบาศ์กเมตร ราคาลูกบาศก์เมตรละ 50 บาท เป็นเงิน 5,000 บาท รวมค่าวัสดุและเครื่องจักรกลเป็นเงินทั้งสิ้น 91,891 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสามมิได้นำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้เลย ประกอบกับการซ่อมแนวคันดินกั้นน้ำให้มีสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีจะต้องการบดอัดดินซึ่งจะต้องใช้วัสดุแรงงาน และเครื่องจักรกล เมื่อพิจารณาถึงราคาค่าแรงงานและค่าวัสดุที่โจทก์ประมาณราคาไว้เห็นว่าไม่สูงเกินสมควร จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามที่ฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 91,891 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 20,733.20 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 601
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมอาชีวศึกษา
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดปากพลีก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2484/2552
#507937
เปิดฉบับเต็ม

รถยนต์ที่โจทก์ซ่อมให้จำเลยเป็นรถยนต์ของผู้อื่นที่เอาประกันไว้กับจำเลยและรถยนต์ของบุคคลภายนอกที่จำเลยต้องรับผิดชอบตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งผู้อื่นทำไว้กับจำเลยมิใช่รถยนต์ของจำเลยเอง ดังนี้ การที่โจทก์ซ่อมรถยนต์ให้จำเลยจึงเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายลูกหนี้นั่นเอง ตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย อันมีอายุความห้าปีตามมาตรา 193/33 (5) คดีจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,163,413.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,061,044.28 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายข้อ เฉพาะที่เป็นประเด็นชั้นฎีกาคือ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,061,044.28 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กันยายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ จำเลยประกอบกิจการรับประกันวินาศภัย จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ซ่อมรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายซึ่งเป็นรถยนต์ที่เอาประกันไว้กับจำเลย และรถยนต์ของบุคคลภายนอกที่จำเลยต้องรับผิดชอบตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์ซ่อมรถยนต์เป็นเงิน 1,061,044.28 บาท สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2543 หรืออย่างช้าที่สุดอีก 60 วันต่อมา คืนก่อนวันที่ 1 มีนาคม 2543 และโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 29 สิงหาคม 2545

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อเดียวว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า รถยนต์ที่โจทก์ซ่อมให้จำเลยเป็นรถยนต์ของผู้อื่นที่เอาประกันไว้กับจำเลย และรถยนต์ของบุคคลภายนอกที่จำเลยต้องรับผิดชอบตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งผู้อื่นทำไว้กับจำเลย มิใช่รถยนต์ของจำเลยเอง ดังนี้ การที่โจทก์ซ่อมรถยนต์ให้จำเลยจึงเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย อันมีอายุความห้าปี ตามมาตรา 193/33 (5) คดีจึงไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซูสาธร จำกัด
จำเลย — บริษัทพัชรประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2481/2552
#451859
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. ให้อำนาจผู้ถือหุ้นฟ้องกรรมการผู้ทำให้บริษัทเสียหาย โดยเป็นการฟ้องแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทเฉพาะกรณีที่บริษัทไม่ฟ้องเพื่อเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการผู้ทำให้บริษัทได้รับความเสียหายเท่านั้น การที่โจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 (บุคคลภายนอก) และที่ 2 (บริษัท) โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 (กรรมการ) ได้คบคิดกันฉ้อฉล และให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนคืนที่ดินแก่จำเลยที่ 2 หาใช่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 3 ผู้เป็นกรรมการไม่ ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลภายนอกไม่ได้เป็นกรรมการ โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีอำนาจฟ้องกรณีนี้

รายงานการประชุมที่โจทก์ทั้งหกขอให้เพิกถอนถือไม่ได้ว่าเป็นมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบตามความหมายของมาตรา 1195 แห่ง ป.พ.พ. เพราะมิได้มีการประชุมกันจริง หากแต่เป็นรายงานการประชุมเท็จที่จำเลยที่ 3 ได้กระทำขึ้นฝ่ายเดียวเพื่อโอนที่ดินให้จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น ไม่กระทบถึงสิทธิหรือประโยชน์ของโจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นโดยตรง กรณีไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1195 ที่โจทก์ทั้งหกในฐานะผู้ถือหุ้นจะใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนรายงานการประชุมเท็จได้ โจทก์ทั้งหกไม่มีอำนาจฟ้องกรณีนี้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 10397 เลขที่ดิน 1003 (69) ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนคืนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 หรือโจทก์ทั้งหก หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนเจตนาของจำเลยทั้งสาม และให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสันทราย ออกโฉนดที่ดินแทนโฉนดที่ดินพิพาทโดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และขอให้ศาลเพิกถอนรายงานการประชุมบริษัทจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 24 มกราคม 2534

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายงานการประชุมของบริษัทจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 24 มกราคม 2534 และเพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 10397 ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2534 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนคืนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 หรือโจทก์ทั้งหก หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาของศาลแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงินจำนวน 15,000 บาท แทนโจทก์ด้วย คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

โจทก์ทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกว่า โจทก์ทั้งหกมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งหกฟ้องโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ถ้ากรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้..." ตามบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจผู้ถือหุ้นฟ้องกรรมการบริษัทผู้ทำให้บริษัทเสียหาย ซึ่งปกติบริษัทย่อมเป็นผู้ฟ้องเรียกให้กรรมการผู้นั้นชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท ส่วนผู้ถือหุ้นจะเป็นผู้ฟ้องตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นการฟ้องแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทเฉพาะกรณีที่บริษัทไม่ฟ้องเพื่อเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการผู้ทำให้บริษัทได้รับความเสียหายเท่านั้น แต่การที่โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10397 ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้คบคิดกันฉ้อฉลและให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนคืนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 หาใช่เป็นฟ้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 3 ไม่ โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลภายนอกไม่ได้เป็นกรรมการในบริษัทจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้เพิกถอนรายงานการประชุมบริษัทจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 24 มกราคม 2534 โดยโจทก์ทั้งหกฎีกาว่า จำเลยที่ 3 จัดทำรายงานการประชุมเท็จเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการจดทะเบียนโอนยกให้ที่ดินดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมิได้มีหนังสือนัดประชุมเพื่อเรียกประชุมผู้ถือหุ้น และมิได้จัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นกันจริง จึงเป็นรายงานการประชุมที่มิชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งหกในฐานะผู้ถือหุ้นจึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนรายงานการประชุมเสียได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 นั้น เห็นว่า รายงานการประชุมที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนถือไม่ได้ว่าเป็นมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบตามความหมายของมาตรา 1195 เพราะมิได้มีการประชุมกันจริง หากแต่เป็นรายงานเท็จที่จำเลยที่ 3 ได้กระทำขึ้นฝ่ายเดียวเพื่อโอนที่ดินดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น ไม่ได้กระทบถึงสิทธิหรือประโยชน์ของโจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นโดยตรงแต่อย่างใด กรณีไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1195 ที่โจทก์ทั้งหกในฐานะผู้ถือหุ้นจะใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนรายงานการประชุมเท็จได้ โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนรายงานการประชุมเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งหกฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1169 ม. 1195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวธนาภรณ์ ธาราวิมล กับพวก
จำเลย — นางพรอุมา ธรรมกูลหรือนางมาลินี บุญมา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายจงศักดิ์ ผดุงทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ชวลิต ตุลยสิงห์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2474/2552
#501546
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสามอยู่ใต้บังคับมาตรา 193/27 เป็นผลให้เจ้าหนี้จำนองยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับชำระหนี้ แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้ว แต่ก็ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้จำนองฟ้องบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง อันเป็นการบังคับตามทรัพยสิทธิเหนือทรัพย์สินนั้น แม้โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า บ. ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ แต่โจทก์เพียงแต่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ บ. ชำระหนี้อันเป็นตัวเงินคืนต้นเงินและดอกเบี้ย มิได้ขอให้บังคับชำระหนี้จากที่ดินที่จำนองจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้อย่างเจ้าหนี้สามัญ มิใช่ฟ้องบังคับจำนอง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 193/27 จึงต้องนำอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่คดี

โจทก์ได้รู้ถึงความตายของ บ. ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2548 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2550 ซึ่งพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์ได้รู้ถึงความตายของ บ. สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้เงินกู้อันเป็นหนี้ประธานจึงขาดอายุความ ดอกเบี้ยซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นอุปกรณ์ย่อมเป็นอันขาดอายุความด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/26

ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1) บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระ มีกำหนดอายุความ 5 ปี สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยค้างชำระที่พ้นกำหนดอายุความ 5 ปี นับย้อนหลังตั้งแต่วันฟ้องขึ้นไปจึงเป็นอันขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2539 จำเลยที่ 1 และนายบุญมี ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 28778 ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้จำนวน 100,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้ง โดยให้ถือสัญญาจำนองเป็นสัญญากู้เงิน จำเลยที่ 1 และนายบุญมีได้รับเงินจากโจทก์ไปครบถ้วนแล้ว แต่ชำระหนี้คืนแก่โจทก์เพียงบางส่วนโดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540 เป็นเงิน 3,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2548 โจทก์ตรวจสอบพบว่านายบุญมีถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนายบุญมีในฐานะทายาทโดยธรรม จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแล้ว จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย จำเลยทั้งสี่ยังค้างชำระเงินต้น 91,111.03 บาท กับดอกเบี้ยนับแต่วันทำสัญญาจำนองเป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน 68,333.25 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 159,444.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 91,111.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 และนายบุญมี ไม่ได้กู้เงินโจทก์ โจทก์เป็นผู้รับจำนองที่ดินไว้แทนบริษัทสยามนิสสันอุบลราชธานี จำกัด ซึ่งให้นายบุญมีเช่าซื้อรถยนต์ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกัน นายบุญมี และจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินสดชำระเงินดาวน์ จึงได้จำนองที่ดิน สัญญาจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้รับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญมี แต่ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบว่านายบุญมีถึงแก่ความตาย คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงขาดอายุความอีกทั้งดอกเบี้ยเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันทำสัญญาจำนองที่โจทก์เรียกร้องตามฟ้องก็ขาดอายุความแล้ว เพราะมิใช่ดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 159,444.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายบุญมี ผู้ตาย ที่ตกทอดได้แก่จำเลยแต่ละคน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 233 ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 233 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2539 จำเลยที่ 1 และนายบุญมี ได้ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 28778 ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้จำนวน 100,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตกลงชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้ง โดยให้ถือสัญญาจำนองเป็นสัญญากู้เงิน ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.2 หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 และนายบุญมีชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วน โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540 และยังคงค้างชำระหนี้ต้นเงิน 91,111.03 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2548 โจทก์ตรวจสอบพบว่านายบุญมีถึงแก่ความตายจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนายบุญมีในฐานะทายาทโดยธรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก่อน เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แม้บทกฎหมายนี้จะอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 193/27 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นผลให้เจ้าหนี้จำนองยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับชำระหนี้ แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้จำนองฟ้องบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง อันเป็นการบังคับตามทรัพย์สิทธิเหนือทรัพย์สินนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือต้องเป็นการฟ้องบังคับจำนองเท่านั้น คดีนี้แม้โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า นายบุญมีร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ แต่โจทก์เพียงแต่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญมีชำระหนี้อันเป็นตัวเงินคือต้นเงินและดอกเบี้ย มิได้ขอให้บังคับชำระหนี้จากที่ดินที่จำนองแต่อย่างใด สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้อย่างเจ้าหนี้สามัญ มิใช่ฟ้องบังคับจำนอง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 193/27 จึงต้องนำอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่คดี เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้รู้ถึงความตายของนายบุญมีมาตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2548 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2550 ซึ่งพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์ได้รู้ถึงความตายของนายบุญมี สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้เงินกู้อันเป็นหนี้ประธานจึงขาดอายุความ ดอกเบี้ยซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นอุปกรณ์ย่อมเป็นอันขาดอายุความด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/26 ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงขาดอายุความแล้ว ปัญหานี้เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้องตามสภาพแห่งคำฟ้องของโจทก์ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ให้การต่อสู้เรื่องอายุความเป็นประเด็นไว้แล้ว จึงย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ หาใช่เป็นการยกข้ออ้างหรือข้อเท็จจริงขึ้นใหม่อันจะเป็นการต้องห้ามอุทธรณ์ดังที่โจทก์โต้แย้งมาในคำแก้อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว อุทธรณ์ข้ออื่นเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับปัญหาในส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งอุทธรณ์ว่า ดอกเบี้ยก่อนฟ้องที่โจทก์ขอมาตามฟ้องขาดอายุความนั้น เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า นับถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสี่ยังมีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์เป็นต้นเงิน 91,111.03 บาท กับดอกเบี้ยนับแต่วันทำสัญญาจำนอง 5 ปี เป็นเงิน 68,333.25 บาท นั้น ยังไม่อาจแปลความหมายได้ว่าเป็นคำฟ้องที่เรียกดอกเบี้ยในช่วงเวลา 5 ปีแรก นับแต่วันทำสัญญาจำนอง เพราะเห็นได้จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ประกอบบันทึกรายละเอียดหนี้เอกสารหมาย จ.8 ว่า ในวันที่ 13 มีนาคม 2540 ซึ่งมีการชำระเงิน 3,000 บาท แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายนั้น เมื่อหักชำระแล้วคงมีหนี้ค้างชำระต้นเงินซึ่งยังเหลืออยู่จำนวน 91,111.03 บาท ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันทำสัญญาจนถึงวันดังกล่าวไม่มีค้างชำระ แต่โจทก์คำนวณดอกเบี้ยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นเวลา 5 ปี ได้จำนวน 68,333.25 บาท ตามคำฟ้อง แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะเรียกร้องดอกเบี้ยที่ค้างชำระ 5 ปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2546 มิใช่นับแต่วันทำสัญญาจำนอง 5 ปี ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระ มีกำหนดอายุความ 5 ปี สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยค้างชำระที่พ้นกำหนดอายุความ 5 ปี นับย้อนหลังตั้งแต่วันฟ้องขึ้นไปจึงเป็นอันขาดอายุความ ดังนั้น ดอกเบี้ยที่โจทก์ประสงค์จะเรียกร้องตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2545 ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2546 จึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ถึง 25 มกราคม 2545 ขาดอายุความแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับดอกเบี้ยก่อนฟ้องที่โจทก์ขอมาเป็นจำนวน 14,153.40 บาท

อนึ่ง ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องนับถัดจากวันฟ้องเป็นดอกผลนิตินัยซึ่งโจทก์ชอบที่จะได้รับตามสัญญา มิใช่เบี้ยปรับซึ่งศาลมีอำนาจลดลงได้หากเห็นว่าสูงเกินส่วน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลดดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจากอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ลงเหลืออัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงไม่ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์และกรณีมิใช่เป็นการผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย จึงไม่มีเหตุที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 105,265.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/26 ม. 193/27 ม. 193/33 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภูมิชัย ธัญนิพัทธ์
จำเลย — นางจำปี กัลยา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2474/2552
#502407
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสามบัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แม้บทกฎหมายหนี้จะอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 193/27 แห่ง ป.พ.พ. เป็นผลให้เจ้าหนี้จำนองยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับชำระหนี้แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ฟ้องบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น การที่โจทก์ฟ้องว่า บ. ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ ต่อมา บ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นทายาทโดยธรรมของ บ. ขอให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้อันเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยมิได้ขอให้บังคับชำระหนี้จากที่ดินที่จำนอง จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้อย่างเจ้าหนี้สามัญมิใช่ฟ้องบังคับจำนองถึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 193/27 ต้องนำอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคสาม มาใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์รู้ถึงความตายของ บ. ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2548 แต่โจทก์ฟ้องคดีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 วันที่ 26 มกราคม 2550 พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์ได้รู้ถึงความตายของ บ. สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้เงินกู้อันเป็นหนี้ประธานจึงขาดอายุความ ดอกเบี้ยซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นอุปกรณ์ย่อมขาดอายุความด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/26 ฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงขาดอายุความแล้ว

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1) บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยค้างชำระนับย้อนหลังขึ้นไปตั้งแต่วันฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 5 ปี จึงเป็นอันขาดอายุความ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 26 มกราคม 2550 ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 25 มกราคม 2545 จึงเกิน 5 ปี และขาดอายุความแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และนายบุญมี ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 28778 ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้จำนวน 100,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้ง โดยให้ถือสัญญาจำนองเป็นสัญญากู้เงิน จำเลยที่ 1 และนายบุญมีได้รับเงินจากโจทก์ไปครบถ้วนแล้ว แต่ชำระหนี้คืนแก่โจทก์เพียงบางส่วนโดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540 เป็นเงิน 3,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2548 โจทก์ตรวจสอบพบว่านายบุญมีถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนายบุญมีในฐานะทายาทโดยธรรม จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแล้ว จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย จำเลยทั้งสี่ยังค้างชำระเงินต้น 91,111.03 บาท กับดอกเบี้ยนับแต่วันทำสัญญาจำนองเป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน 68,333.25 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 159,444.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 91,111.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 และนายบุญมี ไม่ได้กู้เงินโจทก์ โจทก์เป็นผู้รับจำนองที่ดินไว้แทนบริษัทสยามนิสสันอุบลราชธานี จำกัด ซึ่งให้นายบุญมีเช่าซื้อรถยนต์ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกัน นายบุญมี และจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินสดชำระเงินดาวน์ จึงได้จำนองที่ดิน สัญญาจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้รับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญมีแต่ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบว่านายบุญมีถึงแก่ความตาย คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงขาดอายุความอีกทั้งดอกเบี้ยเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันทำสัญญาจำนองที่โจทก์เรียกร้องตามฟ้องก็ขาดอายุความแล้ว เพราะมิใช่ดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 159,444.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มกราคม 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายบุญมี ผู้ตาย ที่ตกทอดได้แก่จำเลยแต่ละคน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 233 ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลฎีกา พอแปลได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 233 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2539 จำเลยที่ 1 และนายบุญมี ได้ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 28778 ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้จำนวน 100,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตกลงชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้ง โดยให้ถือสัญญาจำนองเป็นสัญญากู้เงิน ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.2 หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 และนายบุญมีชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วน โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540 และยังคงค้างชำระหนี้ต้นเงิน 91,111.03 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2548 โจทก์ตรวจสอบพบว่านายบุญมีถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนายบุญมีในฐานะทายาทโดยธรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก่อน เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แม้บทกฎหมายนี้จะอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 193/27 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นผลให้เจ้าหนี้จำนองยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับชำระหนี้ แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้จำนองฟ้องบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง อันเป็นการบังคับตามทรัพย์สิทธิเหนือทรัพย์สินนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือต้องเป็นการฟ้องบังคับจำนองเท่านั้น คดีนี้แม้โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า นายบุญมีร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้แต่โจทก์เพียงแต่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญมีชำระหนี้อันเป็นตัวเงินคือต้นเงินและดอกเบี้ย มิได้ขอให้บังคับชำระหนี้จากที่ดินที่จำนองแต่อย่างใด สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้อย่างเจ้าหนี้สามัญ มิใช่ฟ้องบังคับจำนอง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 193/27 จึงต้องนำอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่คดี เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้รู้ถึงความตายของนายบุญมีมาตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2548 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2550 ซึ่งพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์ได้รู้ถึงความตายของนายบุญมี สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้เงินกู้อันเป็นหนี้ประธานจึงขาดอายุความ ดอกเบี้ยซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นอุปกรณ์ย่อมเป็นอันขาดอายุความด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/26 ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงขาดอายุความแล้ว ปัญหานี้เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้องตามสภาพแห่งคำฟ้องของโจทก์ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ให้การต่อสู้เรื่องอายุความเป็นประเด็นไว้แล้ว จึงย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ หาใช่เป็นการยกข้ออ้างหรือข้อเท็จจริงขึ้นใหม่อันจะเป็นการต้องห้ามอุทธรณ์ดังที่โจทก์โต้แย้งมาในคำแก้อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว อุทธรณ์ข้ออื่นเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับปัญหาในส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งอุทธรณ์ว่า ดอกเบี้ยก่อนฟ้องที่โจทก์ขอมาตามฟ้องขาดอายุความนั้น เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า นับถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสี่ยังมีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์เป็นต้นเงิน 91,111.03 บาท กับดอกเบี้ยนับแต่วันทำสัญญาจำนอง 5 ปี เป็นเงิน 68,333.25 บาท นั้น ยังไม่อาจแปลความหมายได้ว่าเป็นคำฟ้องที่เรียกดอกเบี้ยในช่วงเวลา 5 ปีแรก นับแต่วันทำสัญญาจำนอง เพราะเห็นได้จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ประกอบบันทึกรายละเอียดหนี้เอกสารหมาย จ.8 ว่า ในวันที่ 13 มีนาคม 2540 ซึ่งมีการชำระเงิน 3,000 บาท แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายนั้น เมื่อหักชำระแล้วคงมีหนี้ค้างชำระต้นเงินซึ่งยังเหลืออยู่จำนวน 91,111.03 บาท ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันทำสัญญาจนถึงวันดังกล่าวไม่มีค้างชำระ แต่โจทก์คำนวณดอกเบี้ยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นเวลา 5 ปี ได้จำนวน 68,333.25 บาท ตามคำฟ้อง แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะเรียกร้องดอกเบี้ยที่ค้างชำระ 5 ปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2546 มิใช่นับแต่วันทำสัญญาจำนอง 5 ปี ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระ มีกำหนดอายุความ 5 ปี สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยค้างชำระที่พ้นกำหนดอายุความ 5 ปี นับย้อนหลังตั้งแต่วันฟ้องขึ้นไปจึงเป็นอันขาดอายุความ ดังนั้น ดอกเบี้ยที่โจทก์ประสงค์จะเรียกร้องตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2545 ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2546 จึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ถึง 25 มกราคม 2545 ขาดอายุความแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับดอกเบี้ยก่อนฟ้องที่โจทก์ขอมาเป็นจำนวน 14,153.40 บาท

อนึ่ง ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องนับถัดจากวันฟ้องเป็นดอกผลนิตินัยซึ่งโจทก์ชอบที่จะได้รับตามสัญญา มิใช่เบี้ยปรับซึ่งศาลมีอำนาจลดลงได้หากเห็นว่าสูงเกินส่วน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลดดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจากอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ลงเหลืออัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงไม่ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์และกรณีมิใช่เป็นการผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย จึงไม่มีเหตุที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 105,265.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/26 ม. 193/27 ม. 193/33 (1) ม. 1754 สาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภูมิชัย ธัญนิพัทธ์
จำเลย — นางจำปี กัลยา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2473/2552
#501545
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองตามสัญญาจำนองฉบับเดียวกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ แต่โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การว่า สัญญาจำนองตกเป็นโมฆะ เพื่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อน เมื่อศาลพิพากษาให้มีการบังคับจำนองและคดีถึงที่สุดไปแล้ว โจทก์จะกลับมาฟ้องคดีใหม่อ้างว่า สัญญาจำนองตกเป็นโมฆะหาได้ไม่ เพราะเท่ากับเป็นการรื้อร้องฟ้องคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดทั้งๆ ที่เป็นคู่ความรายเดียวกันซึ่งต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อน ให้ต้องกลับมาวินิจฉัยซ้ำในเหตุเดียวกันอีกว่า โจทก์ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองหรือไม่ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างและเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 97 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2538 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมรับจำนองที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ ในวงเงิน 5,000,000 บาท เพื่อประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้าง แต่จำเลยที่ 2 ไม่มีต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 มาแสดงในวันทำนิติกรรมจำนอง นิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ โจทก์บอกกล่าวด้วยวาจาหลายครั้งให้จำเลยทั้งสองไปเพิกถอนนิติกรรมจำนอง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 97 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี และให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินแปลงดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาและจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 นิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสมบูรณ์ไม่ตกเป็นโมฆะ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้างผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จึงฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้างและโจทก์กับพวกรวม 6 คน ให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวไม่ได้ให้การต่อสู้ว่านิติกรรมจำนองตามฟ้องตกเป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับพวกร่วมกันชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 ปรากฏตามคดีหมายเลขดำที่ 1418/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 1362/2545 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 กำลังจะดำเนินการบังคับคดีและบังคับจำนองที่ดินตามฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมจำนอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 1,500 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2538 โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 97 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามกริชอุบลก่อสร้าง ในวงเงิน 5,000,000 บาท ตามสัญญาจำนองที่ดินและโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้างผิดนัดไม่ชำระหนี้จำเลยที่ 1 จึงฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้างและโจทก์กับพวกรวม 6 คน ให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองเพราะห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้างไม่ได้เป็นหนี้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 บอกกล่าวบังคับจำนองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามคำให้การเอกสารหมาย ล.2 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้างและโจทก์กับพวกร่วมกันชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลยที่ 97 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์จำนองอื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินของโจทก์กับพวกจนกว่าจะครบ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ปรากฏตามคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1418/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 1362/2545 ของศาลชั้นต้น เอกสารหมาย ล.3

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องช้ำหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองตามสัญญาจำนองฉบับเดียวกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ แต่โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การว่า สัญญาจำนองตกเป็นโมฆะ เพื่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อนอันเป็นความบกพร่องไม่รอบครอบของโจทก์เองที่ไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ เมื่อศาลพิพากษาให้มีการบังคับจำนองและคดีถึงที่สุดไปแล้ว เช่นนี้ โจทก์จะกลับมาฟ้องคดีใหม่อ้างเหตุว่า สัญญาจำนองตกเป็นโมฆะ เพื่อมิให้คำพิพากษาในคดีก่อนมีผลใช้บังคับแก่โจทก์หาได้ไม่ เพราะเท่ากับเป็นการรื้อร้องฟ้องคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดทั้งๆ ที่เป็นคู่ความรายเดียวกันซึ่งต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อน ให้ต้องกลับมาวินิจฉัยซ้ำมาในเหตุเดียวกันอีกว่า โจทก์ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองหรือไม่ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องหามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) โดยไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมโภชน์ เกาสายะพันธ์
จำเลย — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2473/2552
#502399
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองตามสัญญาจำนองฉบับเดียวกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ แต่โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การว่าสัญญาจำนองตกเป็นโมฆะ เพื่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อนอันเป็นความบกพร่องไม่รอบคอบของโจทก์เองที่ไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ เมื่อศาลพิพากษาให้มีการบังคับจำนองและคดีถึงที่สุดไปแล้ว เช่นนี้ โจทก์จะกลับมาฟ้องคดีใหม่อ้างเหตุว่า สัญญาจำนองตกเป็นโมฆะ เพื่อมิให้คำพิพากษาในคดีก่อนมีผลใช้บังคับแก่โจทก์หาได้ไม่ เพราะเท่ากับเป็นการรื้อร้องฟ้องคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดทั้งๆ ที่เป็นคู่ความรายเดียวกันซึ่งต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อน ให้ต้องกลับมาวินิจฉัยซ้ำในเหตุเดียวกันอีกว่า โจทก์ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองหรือไม่ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) โดยไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 97 และให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินแปลงดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 1,500 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2538 โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 97 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้าง ในวงเงิน 5,000,000 บาท ในการจดทะเบียนจำนองดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทน ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้างผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จึงฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้างและโจทก์กับพวกรวม 6 คน ให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองเพราะห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้างไม่ได้เป็นหนี้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 บอกกล่าวบังคับจำนองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลชั้นต้นพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้างและโจทก์กับพวกร่วมกันชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 97 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์จำนองอื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินของโจทก์กับพวกจนกว่าจะครบ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วปรากฏตามคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1418/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 1362/2545 ของศาลชั้นต้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองตามสัญญาจำนองฉบับเดียวกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ แต่โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การว่า สัญญาจำนองตกเป็นโมฆะ เพื่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อนอันเป็นความบกพร่องไม่รอบคอบของโจทก์เองที่ไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ เมื่อศาลพิพากษาให้มีการบังคับจำนองและคดีถึงที่สุดไปแล้ว เช่นนี้ โจทก์จะกลับมาฟ้องคดีใหม่อ้างเหตุว่า สัญญาจำนองตกเป็นโมฆะ เพื่อมิให้คำพิพากษาในคดีก่อนมีผลใช้บังคับแก่โจทก์หาได้ไม่ เพราะเท่ากับเป็นการรื้อร้องฟ้องคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดทั้งๆ ที่เป็นคู่ความรายเดียวกันซึ่งต้องผูกพันตามคำพิพากษาในดคีก่อน ให้ต้องกลับมาวินิจฉัยซ้ำในเหตุเดียวกันอีกว่า โจทก์ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองหรือไม่ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) โดยไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมโภชน์ เกาสายะพันธ์
จำเลย — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2470/2552
#501543
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยระบุว่าทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างกับบริษัทโจทก์ผู้รับจ้าง แม้ ด. กรรมการของโจทก์คนหนึ่งจะลงลายมือชื่อในสัญญาว่าจ้างดังกล่าวโดยมิได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ตามข้อบังคับที่จดทะเบียนไว้ซึ่งอาจไม่สมบูรณ์ในฐานะเป็นผู้แทนของโจทก์ แต่โจทก์ได้รับเอางานจ้างดังกล่าวมาทำอันแสดงว่าโจทก์ยอมรับหนังสือสัญญาว่าจ้างดังกล่าว และเมื่อมีเหตุผิดสัญญาโจทก์ก็ได้ฟ้องบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองตามสัญญา จึงถือได้ว่า ด. ทำสัญญาว่าจ้างในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์โดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานการแต่งตั้งตัวแทนเป็นหนังสือ เนื่องจากสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยเป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนี้ สัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยจึงมีผลผูกพันโจทก์

สัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยเป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งจะต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร แต่จำเลยทั้งสองให้การยอมรับว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อทำสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยตามฟ้องกับโจทก์ตามฟ้องจริง มิได้ปฏิเสธถึงความถูกต้องของข้อความในสัญญา เพียงแต่ต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดเพราะจำเลยที่ 2 ลงลายชื่อในสัญญาว่าจ้างดังกล่าวโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 และโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายหรือแต่งตั้งให้กระทำการแทนเท่านั้น จึงต้องฟังว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยกับโจทก์ได้ไม่จำเป็นต้องอาศัยหนังสือสัญญาว่าจ้างเป็นหลักฐานในคดี ฉะนั้น แม้สัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็ไม่ต้องห้ามรับฟังตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118

สัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยระบุว่าทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างกับโจทก์ผู้รับจ้าง ทั้งหลังจากทำสัญญาว่าจ้างแล้วจำเลยที่ 1 ก็ได้รับเอางานที่โจทก์รับจ้างทำทั้งหมด และได้จ่ายเงินค่าจ้างตามสัญญาบางส่วนให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ก็ได้ทำหนังสือขอยกเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์เอง พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เชิดให้จำเลยที่ 2 ออกแสดงเป็นตัวแทนของตนในการเข้าทำสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 821

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการหรือผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2546 จำเลยทั้งสองทำสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยกับโจทก์ โดยให้โจทก์จัดพนักงานรักษาความปลอดภัย 7 คน ค่าจ้างคนละ 9,500 บาท ต่อเดือน รวมค่าจ้างเดือนละ 66,500 บาท โดยมีกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันทำสัญญา ต่อมาจำเลยทั้งสองเลื่อนการว่าจ้างไปเป็นวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 ครบ 1 ปี ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 ตลอดระยะเวลาที่โจทก์รักษาความปลอดภัยให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่เคยมีความเสียหายหรือถูกโจรกรรม แต่จำเลยที่ 2 พยายามหาเหตุเลิกจ้างโจทก์ก่อนครบกำหนดโดยมีหนังสือเตือนโจทก์ 3 ครั้ง ในเรื่องความประพฤติของพนักงานของโจทก์ ซึ่งโจทก์ชี้แจงเหตุผลให้ทราบแล้ว ต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2547 จำเลยที่ 2 อาศัยหนังสือเตือนดังกล่าวมาเป็นสาเหตุเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2547 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 เป็นเวลา 1 เดือน 15 วัน คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 99,750 บาท กับภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ 7 เป็นเงิน 6,982.50 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 106,732.50 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 106,732.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 99,750 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะหนังสือสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายเนื่องจากนายดำรงศักดิ์ กรรมการของโจทก์ลงลายมือชื่อโดยมิได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ ส่วนหนังสือรับรองบริษัทจำเลยที่ 1 ระบุว่านายปิยะวัชร์ ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 จึงจะผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ แต่หนังสือสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยท้ายฟ้องมีจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวลงลายมือชื่อโดยมิได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 และไม่มีหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 มอบหมายหรือแต่งตั้งให้กระทำแทน หนังสือสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยท้ายฟ้องมีกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาคือวันที่ 25มิถุนายน 2546 และครบกำหนดสัญญาในวันที่ 24 มิถุนายน 2547 โดยมิได้กำหนดว่าสัญญามีกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันเปิดดำเนินการหรือวันส่งมอบสถานที่ให้โจทก์ดูแลได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง และตามสัญญาข้อ 8 ยังระบุว่าเมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วไม่มีฝ่ายใดบอกเลิกสัญญาให้ถือว่าสัญญามีผลบังคับไปได้อีกในปีต่อไปทุกๆ ปี นอกจากนี้การที่พนักงานของโจทก์ไม่สวมชุดพนักงานรักษาความปลอดภัย ไม่ทำความเคารพ เปิดวิทยุเสียงดังรบกวนผู้มาติดต่อ ไม่แจ้งชื่อยามที่ผลัดเปลี่ยนเวรยามให้จำเลยที่ 2 ทราบ รวมทั้งเลิกงานกลับไปก่อนเวลา เป็นการปฏิบัติผิดข้อตกลงตามปกติประเพณีที่บริษัทรักษาความปลอดภัยจะพึงมีต่อคู่สัญญา เมื่อจำเลยที่ 2 มีหนังสือเตือนโจทก์เกินกว่า 2 ครั้ง โจทก์ก็รับทราบและได้มีหนังสือชี้แจงอันเป็นการยอมรับว่าพนักงานของโจทก์กระทำผิดจริงแต่มีเหตุแก้ตัวและมีการสั่งลงโทษแล้วเท่ากับยอมรับว่าโจทก์ผิดข้อตกลงเกินกว่า 2 ครั้ง จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิเลิกสัญญาได้ซึ่งโจทก์รับทราบการเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2547 จึงมีเวลาที่โจทก์สามารถจัดให้พนักงานของโจทก์ไปทำงานที่อื่นได้ หลังจากวันที่ 1 มิถุนายน 2547 พนักงานของโจทก์ไม่ได้ไปรักษาความปลอดภัยให้จำเลยที่ 2 โจทก์ย่อมเรียกค่าเสียหายเท่ากับอัตราจ้างตามปกติไม่ได้ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 53,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ปี นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,500 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยทั้งสองฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลังฐานในสำนวน ซึ่งศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับบริการและดูแลรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับทรัพย์สินและสถานที่ของผู้ว่าจ้าง มีนายดำรงศักดิ์ และนายสันติ เป็นกรรมการของบริษัท กรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทผูกพันบริษัทได้ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายปิยะวัชร์ เป็นกรรมการของบริษัท กรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทผูกพันบริษัทได้ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.2 จำเลยที่ 2 เป็นน้องชายของนายปิยะวัชร์และเป็นผู้จัดการฝ่ายการเงินของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2546 โจทก์ทำสัญญารับจ้างการรักษาความปลอดภัยภายในบริษัทจำเลยที่ 1 โดยโจทก์มีนายดำรงศักดิ์กรรมการคนหนึ่งของโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับจ้างโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ว่าจ้างโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 เช่นกันตามหนังสือสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยหมาย จ.3 เมวันที่ 23 เมษายน 2547 จำเลยที่ 2 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.10 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หนังสือสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยเอกสารหมาย จ.3 มีกรรมการของโจทก์เพียงผู้เดียวลงลายมือชื่อและมิได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ผิดเงื่อนไขตามที่ได้จดทะเบียนไว้ในหนังสือรับรองบริษัทโจทก์เอกสารหมาย จ.1 สัญญาว่าจ้างดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ เห็นว่า หนังสือสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยเอกสารหมาย จ.3 มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่าทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างฝ่ายหนึ่งกับโจทก์ผู้รับจ้างอีกฝ่ายหนึ่ง แม้นายดำรงศักดิ์กรรมการของโจทก์คนหนึ่งจะลงลายมือชื่อในสัญญาว่าจ้างดังกล่าวในฐานะผู้รับจ้างโดยมิได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ตามข้อบังคับที่จดทะเบียนไว้ซึ่งอาจไม่สมบูรณ์ในฐานะเป็นผู้แทนของโจทก์ แต่โจทก์ได้รับเอางานจ้างดังกล่าวมาทำอันแสดงว่าโจทก์ยอมรับหนังสือสัญญาว่าจ้างดังกล่าว และเมื่อมีเหตุผิดสัญญาก็ได้ฟ้องบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองตามสัญญา จึงถือได้ว่านายดำรงศักดิ์ทำสัญญาว่าจ้างในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์โดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานการแต่งตั้งตัวแทนเป็นหนังสือ เนืองจากสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนี้ สัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยตามเอกสารหมาย จ.3 ดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ หาได้ตกเป็นโมฆะดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ โจทก์ซึ่งเป็นตัวการจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่าหนังสือสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยเอกสารหมาย จ.3 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ปัญหานี้จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้น แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองย่อมยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยในประเด็นนี้ก่อน ศาลฎีกาเห็นว่า แม้สัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยเอกสารหมาย จ.3 จะเป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งจะต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากรแต่จำเลยทั้งสองให้การยอมรับว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อทำสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยตามฟ้องกับโจทก์ และสัญญาว่าจ้างดังกล่าวมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันทำสัญญา คือวันที่ 25 มิถุนายน 2546 ตามฟ้องจริง มิได้ปฏิเสธถึงความถูกต้องของข้อความในสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยดังกล่าวเพียงแต่ต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดเพราะจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาว่าจ้างดังกล่าวโดยไม่ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 และโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายหรือแต่งตั้งให้กระทำการแทนเท่านั้น จึงต้องฟังว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยกับโจทก์โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยหนังสือสัญญาว่าจ้างเป็นหลักฐานในคดีแต่ประการใด ฉะนั้น แม้สัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยดังกล่าวมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ขณะทำสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยเอกสารหมาย จ.3 จำเลยที่ 2 มิได้เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 มิได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้เป็นคู่สัญญานั้น เห็นว่า สัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยเอกสารหมาย จ.3 ระบุว่าทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างฝ่ายหนึ่ง กับโจทก์ผู้รับจ้างอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งหลังจากทำสัญญาว่าจ้างดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ได้รับเอางานที่โจทก์รับจ้างทำทั้งหมด และได้จ่ายเงินค่าจ้างตามสัญญาบางส่วนให้แก่โจทก์ตามสำเนาใบแจ้งหนี้และสำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ทั้งต่อมาจำเลยที่ 1 ก็ได้ทำหนังสือขอยกเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์เองตามหนังสือบอกกล่าวยกเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ.10 พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เชิดให้จำเลยที่ 2 ออกแสดงเป็นตัวแทนของตนในการเข้าทำสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจองจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช่ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 152 ม. 587 ม. 821
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอตต้า แพค.0 จำกัด
จำเลย — บริษัทซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2470/2552
#502397
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยมีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่า ทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างฝ่ายหนึ่ง กับโจทก์ผู้รับจ้างอีกฝ่ายหนึ่ง แม้ ด. กรรมการของโจทก์คนหนึ่งจะลงลายมือชื่อในสัญญาว่าจ้างดังกล่าวในฐานะผู้รับจ้างโดยมิได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ตามข้อบังคับที่จดทะเบียนไว้ซึ่งอาจไม่สมบูรณ์ในฐานะเป็นผู้แทนของโจทก์ แต่โจทก์ได้รับเอางานจ้างดังกล่าวมาทำอันแสดงว่าโจทก์ยอมรับหนังสือสัญญาว่าจ้างดังกล่าว และเมื่อมีเหตุผิดสัญญาก็ได้ฟ้องบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองตามสัญญา จึงถือได้ว่า ด. ทำสัญญาว่าจ้างในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์โดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานการแต่งตั้งตัวแทนเป็นหนังสือ เนื่องจากสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนี้ สัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์หาได้เป็นโมฆะไม่ โจทก์ซึ่งเป็นตัวการจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

แม้สัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยจะเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งจะต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่ง ป. รัษฎากร แต่จำเลยทั้งสองให้การยอมรับว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อทำสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยตามฟ้องกับโจทก์ และสัญญาว่าจ้างดังกล่าวมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาตามฟ้องจริง มิได้ปฏิเสธถึงความถูกต้องของข้อความในสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยดังกล่าว เพียงแต่ต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดเพราะจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาว่าจ้างดังกล่าวโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 และโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายหรือแต่งตั้งให้กระทำการแทนเท่านั้น จึงต้องฟังว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยกับโจทก์โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยหนังสือสัญญาว่าจ้างเป็นหลักฐานในคดีแต่ประการใด ฉะนั้น แม้สัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยดังกล่าวมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็ไม่ต้องห้ามตาม ป. รัษฎากร มาตรา 118

สัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยระบุว่าทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างฝ่ายหนึ่งกับโจทก์ผู้รับจ้างอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งหลังจากทำสัญญาว่าจ้างดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 1 ก็ได้รับเอางานที่โจทก์รับเอางานที่โจทก์รับจ้างทำทั้งหมด และได้จ่ายเงินค่าจ้างตามสัญญาบางส่วนให้แก่โจทก์ตามสำเนาใบแจ้งหนี้และสำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ทั้งต่อมาจำเลยที่ 1 ก็ได้ทำหนังสือขอยกเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์เองตามหนังสือบอกกล่าวยกเลิกสัญญา พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เชิดให้จำเลยที่ 2 ออกแสดงเป็นตัวแทนของตนในการเข้าทำสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 821

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 106,732.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 99,750 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 53,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,500 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยทั้งสองฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับบริการและดูแลรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับทรัพย์สินและสถานที่ของผู้ว่าจ้าง มีนายดำรงศักดิ์ และนายสันติ เป็นกรรมการของบริษัท กรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทผูกพันบริษัทได้ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายปิยะวัชร์ เป็นกรรมการของบริษัท กรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทผูกพันบริษัทได้ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.2 จำเลยที่ 2 เป็นน้องชายของนายปิยะวัชร์ และเป็นผู้จัดการฝ่ายการเงินของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2546 โจทก์ทำสัญญารับจ้างการรักษาความปลอดภัยภายในบริษัทจำเลยที่ 1 โดยโจทก์มีนายดำรงศักดิ์กรรมการคนหนึ่งของโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับจ้างโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ว่าจ้างโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 เช่นกันตามหนังสือสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัย วันที่ 23 เมษายน 2547 จำเลยที่ 2 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คดีมีปัญหาข้อกฎมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หนังสือสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยมีกรรมการของโจทก์เพียงผู้เดียวลงลายมือชื่อและมิได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ผิดเงื่อนไขตามที่ได้จดทะเบียนไว้ในหนังสือรับรองบริษัทโจทก์เอกสารหมาย จ.1 สัญญาว่าจ้างดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ เห็นว่า หนังสือสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยมีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่าทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างฝ่ายหนึ่งกับโจทก์ผู้รับจ้างอีกฝ่ายหนึ่ง แม้นายดำรงศักดิ์กรรมการของโจทก์คนหนึ่งจะลงลายมือชื่อในสัญญาว่าจ้างดังกล่าวในฐานะผู้รับจ้างโดยมิได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ตามข้อบังคับที่จดทะเบียนไว้ซึ่งอาจไม่สมบูรณ์ในฐานะเป็นผู้แทนของโจทก์ แต่โจทก์ได้รับเอางานจ้างดังกล่าวมาทำอันแสดงว่าโจทก์ยอมรับหนังสือสัญญาว่าจ้างดังกล่าว และเมื่อมีเหตุผิดสัญญาก็ได้ฟ้องบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองตามสัญญา จึงถือได้ว่านายดำรงศักดิ์ทำสัญญาว่าจ้างในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์โดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานการแต่งตั้งตัวแทนเป็นหนังสือ เนื่องจากสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนี้ สัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ หาได้ตกเป็นโมฆะดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ โจทก์ซึ่งเป็นตัวการจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า หนังสือสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ปัญหานี้จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้น แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองย่อมยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยในประเด็นนี้ก่อน ศาลฎีกาเห็นว่า แม้สัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยจะเป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งจะต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร แต่จำเลยทั้งสองให้การยอมรับว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อทำสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยตามฟ้องกับโจทก์ และสัญญาว่าจ้างดังกล่าวมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาคือวันที่ 25 มิถุนายน 2546 ตามฟ้องจริง มิได้ปฏิเสธถึงความถูกต้องของข้อความในสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยดังกล่าว เพียงแต่ต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดเพราะจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาว่าจ้างดังกล่าวโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 และโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายหรือแต่งตั้งให้กระทำการแทนเท่านั้น จึงต้องฟังว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยกับโจทก์โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยหนังสือสัญญาว่าจ้างเป็นหลักฐานในคดีแต่ประการใด ฉะนั้น แม้สัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยดังกล่าวมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ขณะทำสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยจำเลยที่ 2 มิได้เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 มิได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้เป็นคู่สัญญานั้น เห็นว่า สัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยระบุว่าทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างฝ่ายหนึ่ง กับโจทก์ผู้รับจ้างอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งหลังจากทำสัญญาว่าจ้างดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ได้รับเอางานที่โจทก์รับจ้างทำทั้งหมด และได้จ่ายเงินค่าจ้างตามสัญญาบางส่วนให้แก่โจทก์ตามสำเนาใบแจ้งหนี้ และสำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ทั้งต่อมาจำเลยที่ 1 ก็ได้ทำหนังสือขอยกเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์เองตามหนังสือบอกกล่าวยกเลิกสัญญา พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เชิดให้จำเลยที่ 2 ออกแสดงเป็นตัวแทนของตนในการเข้าทำสัญญาว่าจ้างการรักษาความปลอดภัยกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 587 ม. 798 ม. 821
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอตต้า แพค จำกัด
จำเลย — บริษัทซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2467 -ที่ 2468/2552
#502986
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารขนาด 16 คูหา แบ่งงวดงานก่อสร้างทั้งหมด 11 งวด กำหนดลงมือก่อสร้างวันที่ 1 ตุลาคม 2537 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งงานตามกำหนดงวดในสัญญาได้ โจทก์ที่ 1 ก็ยอมรับโดยเมื่อพ้นกำหนดตามสัญญาคือวันที่ 30 กันยายน 2538 โจทก์ที่ 1 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 เร่งรัดทำการก่อสร้างตามงวดงาน เอกสารทุกฉบับที่โจทก์ที่ 1 ส่งถึงจำเลยที่ 1 เป็นเวลาหลังจากครบกำหนดตามสัญญาก่อสร้างแล้ว ฝ่ายจำเลยที่ 1 ยืนยันว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ถือเอาระยะเวลาเป็นสาระสำคัญแม้จะส่งงานเกินกำหนดเวลาแต่ละงวดโจทก์ที่ 1 ก็ยอมรับผลงาน การที่โจทก์ที่ 1 ยอมรับผลงานก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบงวดงานจึงเป็นการขยายระยะเวลาสัญญาว่าจ้างไปโดยไม่มีกำหนด มิได้ถือเอาวันที่กำหนดไว้เป็นสาระสำคัญ จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ขอเบิกเงินค่างวดงานในงวดที่ 9 แต่โจทก์ที่ 1 ปฏิเสธโดยขอให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กันยายน 2539 แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ได้กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบงานทั้งหมดใหม่คือวันที่ 15 กันยายน 2539 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์ที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 16 กันยายน 2539 ส่งถึงจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2539 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2539 มิใช่วันที่ 30 กันยายน 2538 ดังนั้น จำเลยจที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ทั้งสิบหก

เมื่อฝ่ายโจทก์มิได้ถือเอากำหนดส่งมอบงานเดิมในวันที่ 30 กันยายน 2538 เป็นสาระสำคัญ และได้กำหนดให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบงานใหม่เป็นวันที่ 15 กันยายน 2539 โจทก์ที่ 1 จึงอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาก่อนวันที่ 15 กันยายน 2538 หาได้ไม่ โจทก์ที่ 1 ไม่อาจเรียกร้องค่าปรับรายวันตามสัญญาในระหว่างวันที่ 30 กันยายน 2538 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2539 จากจำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจกท์ทั้งสิบหกในคดีแรกและจำเลยทั้งสิบหกในคดีหลังว่า โจทก์ทั้งสิบหกให้เรียกจำเลยในคดีแรกและโจทก์ที่ 1 ในคดีหลังว่า จำเลยที่ 1 และให้เรียกโจทก์ที่ 2 ในคดีหลังว่า จำเลยที่ 2

ในคดีแรกโจทก์ทั้งสิบหกฟ้องว่า โจทก์ทั้งสิบหกร่วมทุนกันปลูกสร้างอาคารพร้อมที่ดินเพื่อจำหน่ายโดยว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำการก่อสร้างอาคาร จำนวน 16 คูหา เป็นเงิน 29,440,000 บาท กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2538 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด ทั้งยังอ้างสิทธิยึดหน่วงครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทำให้โจทก์ทั้งสิบหกได้รับความเสียหาย ขอให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทและส่งมอบให้โจทก์ทั้งสิบหกเข้าครอบครองทำประโยชน์ ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยเด็ดขาด และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 10,465,505.04 บาท แก่โจทก์ทั้งสิบหก พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญา ฝ่ายโจทก์ทั้งสิบหกเองที่ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการก่อสร้างเกินกว่าระยะเวลาที่ตกลงไว้ ทั้งนี้เพราะมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของการก่อสร้างเพื่อเอาใจลูกค้าของฝ่ายโจทก์ทั้งสิบหกถือว่าโจทก์ทั้งสิบหกมิได้ถือเอาระยะเวลาของการก่อสร้างตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ และโจทก์ทั้งสิบหกใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าก่อสร้างส่วนที่เหลือ ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสิบหกเรียกร้องมานั้นสูงเกินความเป็นจริง ทั้งไม่มีสิทธิที่จะเรียกได้จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะยึดหน่วงตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสิบหกไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ฟ้องของโจทก์ทั้งสิบหกเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ในคดีหลังจำเลยทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสิบหกว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ทำการก่อสร้างอาคาร เมื่อจำเลยทั้งสองก่อสร้างและส่งมอบอาคารเพื่อขอรับเงินงวดที่ 9 จำนวน 2,384,640 บาท โจทก์ทั้งสิบหกกลับไม่ยอมรับมอบงานหลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยังก่อสร้างจนงานแล้วเสร็จ โจทก์ทั้งสิบหกบอกเลิกสัญญาโดยใช้สิทธิไม่สุจริต ทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์ทั้งสิบหก ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 21,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,384,640 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ที่ 1 คืนเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัตนาธิเบศร์ เลขที่ 6555472 แก่จำเลยที่ 1

โจทก์ทั้งสิบหกให้การว่า โจทก์ทั้งสิบหกไม่เคยตกลงขยายระยะเวลาก่อสร้างให้จำเลยทั้งสอง ข้อขัดข้องต่างๆ เป็นความผิดของจำเลยทั้งสองเอง โจทก์ทั้งสิบหกตักเตือนและเร่งรัดการทำงานของจำเลยทั้งสองตลอดมา จำเลยที่ 1 ไม่เอาใจใส่ในการทำงานตามสัญญาจ้าง ขาดประสิทธิภาพในการบริหารงานและเวลา การที่ลูกค้าขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบและรายการเป็นเรื่องระหว่างลูกค้ากับจำเลยทั้งสองเองโจทก์ทั้งสิบหกไม่ได้รับรู้ด้วย โจทก์ทั้งสิบหกไม่เคยตกลงให้จำเลยทั้งสองส่งงวดงานไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในสัญญา การส่งมอบงวดงานที่ 9 นั้น จำเลยทั้งสองดำเนินการไม่ครบถ้วนตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา โจทก์ที่ 1 จึงระงับการจ่ายค่าจ้าง ค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองเรียกมานั้นไม่ถูกต้อง ฟ้องของจำเลยทั้งสองเคลือบคลุม จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินและอาคาร 16 คูหา โฉนดเลขที่ 490 ถึง 497 และ 503 ถึง 510 ถนนเย็นอากาศ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนโจทก์ทั้งสิบหก ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวโดยเด็ดขาด ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 4,038,035.15 บาท แก่โจทก์ทั้งสิบหก พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤศจิกายน 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ทั้งสิบหกคืนเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัตนาธิเบศร์ เลขที่ 6555472 แก่จำเลยที่ 1 คำขออื่นของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสิบหก โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 30,000 บาท เฉพาะค่าข้นศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระแทนเพียงเท่าที่โจทก์ทั้งสิบหกชนะคดี สำหรับคดีหลังค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสิบหกและจำเลยทั้งสองเห็นควรให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ทั้งสิบหกชำระเงินจำนวน 402,364.85 บาท แก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 15 กันยายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำขอของโจทก์ทั้งสิบหกในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสิบหกและคำขอส่วนอื่นของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสิบหกและจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2537 โจทก์ที่ 1 ได้ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารขนาด 16 คูหา เป็นเงินทั้งสิ้น 29,440,000 บาท กำหนดลงมือก่อสร้างวันที่ 1 ตุลาคม 2537 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2538 รายละเอียดปรากฏตามสัญญาก่อสร้างเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2539 โจทก์ที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสิบหกและจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ทั้งสิบหกหรือจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา และค่าเสียหายมีเพียงใด เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาโจทก์ทั้งสิบหกและจำเลยที่ 1 ไปพร้อมกัน ข้อเท็จจริงจากคำพยาน นายประพล กรรมการผู้จัดการโจทก์ที่ 1 และในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 2 ถึง 16 เบิกความว่าหลังจากเซ็นสัญญากับจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1ได้เริ่มทำงานก่อสร้างตามสัญญาแต่ผลงานก่อสร้างช้ากว่ากำหนดมากไม่เป็นไปตามสัญญา เพราะจำเลยที่ 1 มีคนงานน้อยและคนงานไม่ตั้งใจทำงาน คุณภาพการทำงานไม่ดี ผลงานแต่ละงวดไม่เป็นไปตามสัญญา โจทก์ที่ 1 มีหนังสือแจ้งเร่งรัดให้จำเลยที่ 1ทำงานให้เร็วขึ้นและปรับปรุงผลการทำงานให้ถูกต้องตามสัญญา เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาว่าจ้างคือ วันที่ 30 กันยายน 2538 โจทก์ที่ 1 จ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 เป็นเงินทั้งหมด 7 งวด หลังจากครบกำหนดตามสัญญาแล้วโจทก์ที่ 1 เตือนให้จำเลยที่ 1 ทำการก่อสร้างงานให้แล้วเสร็จพร้อมทั้งสงวนสิทธิในการเรียกค่าปรับอีกหลายครั้ง แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ดังนั้นในวันที่ 16 กันยายน 2539 โจทก์ที่ 1 จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา การกระทำของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ที่ 1 เสียหาย จำเลยที่ 1 จะต้องเสียค่าปรับให้โจทก์ที่ 1 วันละ 1,500 บาท นับตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2538 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2539 เป็นเวลา 315 วัน และโจทก์ที่ 1 ต้องเสียค่าปรับให้บุคคลภายนอกที่ไม่สามารถส่งมอบบ้านให้ทันภายในกำหนดตามสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าควบคุมงานให้แก่โจทก์ที่ 1 ค่ารับเงินในงวดที่ 8 เกินไป และค่าจ้างที่โจทก์ที่ 1 ต้องจ้างบุคคลภายนอกมาก่อสร้างงานที่เหลือในงวดที่ 9 ถึงงวดที่ 11 ส่วนจำเลยที่ 1 อ้างว่า หลังจากทำสัญญาก่อสร้างแล้วได้เริ่มลงมือก่อสร้างแต่เกิดปัญหาในการก่อสร้าง ได้ปรึกษากับโจทก์ที่ 1 แล้ยยินยอมเปลี่ยนแปลงงวดงานต่างๆ ตั้งแต่งวดที่ 3 โดยนำเอาเนื้องานของงวดอื่นมาทดแทน ต่อมาเกิดวิกฤตการณ์ขาดแรงงานเป็นจำนวนมาก เมื่อจำเลยที่ 1 หารือกับโจทก์ที่ 1 แล้วตกลงให้เร่งก่อสร้างเฉพาะห้องที่มีลูกค้าจองซื้อไว้แล้ว และโจทก์ที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดระยะเวลาตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ จนกระทั่งถึงงานงวดที่ 9 จำเลยที่ 1 ก่อสร้างได้ประมาณ 90 เปอร์ซ์นต์ จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบงวดงานพร้อมทั้งขอเบิกค่าก่อสร้างในงวดที่ 9 แต่โจทก์ที่ 1 ไม่จ่ายเงินค่างวดให้ มีการเจรจากับโจทก์ที่ 1 หลายครั้ง แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ยอมชำระเงินค่าก่อสร้าง จำเลยที่ 1 จึงหยุดทำการก่อสร้างเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 ในการก่อสร้างจำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินค่าจ้างจำนวน 8 งวด เป็นเงิน 16,000,000 บาทเศษ งานงวดที่ 9 โจทก์ที่ 1 จะต้องจ่ายค่าว่าจ้างจำนวน 2,384,640 บาท ส่วนการคำนวณค่าเนื้องานก่อสร้างตามสัญญาทั้งหมดจนถึงวันบอกเลิกสัญญาจำเลยที่ 1 ยังต้องจ่ายเงินให้โจทก์ที่ 1 อีก 8,000,000 บาท พร้อมทั้งค่าสินไหมทดแทนของการบอกเลิกสัญญาจำนวน 5,000,000 บาท เห็นว่า ตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.6 ได้แบ่งงวดงานก่อสร้างทั้งหมด 11 งวด และกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 30 กันยายน 2538 ข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่ายรับว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งงานตามกำหนดงวดในสัญญาได้ สาเหตุที่จำเลยที่ 1 อ้างเนื่องจากอุปสรรคในการก่อสร้างและปัญหาวิกฤตขาดแคลนแรงงาน ปัญหาดังกล่าวโจทก์ที่ 1 ก็ยอมรับโดยจะเห็นได้ว่าเมื่อพ้นกำหนดตามสัญญาคือวันที่ 30 กันยายน 2538 แล้ว โจทก์ที่ 1 ได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ให้เร่งรัดทำการก่อสร้างตามงวดงาน ซึ่งเอกสารทุกฉบับที่โจทก์ที่ 1 ส่งถึงจำเลยที่ 1 นั้น เป็นเวลาภายหลังจากครบกำหนดตามสัญญาก่อสร้างเอกสารหมาย จ.6 แล้วฝ่ายจำเลยที่ 1 ยืนยันว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ถือเอาระยะเวลาเป็นสาระสำคัญ แม้จะส่งงานเกินกำหนดเวลาแต่ละงวดโจทก์ที่ 1 ก็ยอมรับผลงาน หลักฐานตามเอกสารหมาย จ.22 เป็นการส่งงานงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 8 เมื่อพิจารณารายละเอียดในเอกสารหมาย จ.22 แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานงวดที่ 8 ลงวันที่ 3 เมษายน 2539 ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสิบหกรับว่าโจทก์ที่ 1 ได้จ่ายเงินงวดที่ 8 ให้จำเลยที่ 1 จริง เห็นว่า ตามพฤติการณ์ดังกล่าว การที่โจทก์ที่ 1 ยอมรับผลงานก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบงวดงานจึงเป็นการขยายระยะเวลาสัญญาว่าจ้างไปโดยไม่มีกำหนด มิได้ถือเอาวันที่กำหนดไว้คือ 30 กันยายน 2538 เป็นสาระสำคัญ ต่อมาจนกระทั่ง จำเลยที่ 1 ขอเบิกเงินค่างวดงานในงวดที่ 9 แต่โจทก์ที่ 1 ปฏิเสธโดยขอให้จำเลยที่ 1ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กันยายน 2539 แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ได้กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบงานทั้งหมดใหม่คือวันที่ 15 กันยายน 2539 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์ที่ 1 ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญา ลงวันที่ 16 กันยายน 2539 ส่งถึงจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2539 ดังนั้น จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2539 มิใช่วันที่ 30 กันยายน 2538 ดังที่ โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างเป็นฐานในการเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ทั้งสิบหก

ปัญหาว่าความเสียหายของฝ่ายโจทก์มีเพียงใดนั้น กรณีเงินค่าปรับรายวันวันละ 1,500 บาท นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดตามสัญญาเอกสารหมาย จ.6 คือวันที่ 30 กันยายน 2538 จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2539 เป็นเวลา 315 วัน คิดเป็นเงิน 526,500 บาท นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ฝ่ายโจทก์มิได้ถือเอากำหนดส่งมอบงานเดิมในวันที่ 30 กันยายน 2538 เป็นสาระสำคัญ และได้กำหนดให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบงานใหม่เป็นวันที่ 15 กันยายน 2539 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 จะอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาก่อนวันที่ 15 กันยายน 2539 หาได้ไม่ โจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจเรียกค่าปรับรายวันตามสัญญาในระหว่างวันที่ 30 กันยายน 2538 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2539 จากจำเลยที่ 1 ได้

ส่วนค่าเสียหายอันเกิดจากการที่โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถรับเงินค่างวดสุดท้ายในวันส่งมอบอาคารและที่ดินให้ผู้จองซื้อ ซึ่งโจทก์ที่ 1 อ้างว่าค่าเสียหายส่วนนี้เป็นผลโดยตรงจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถก่อสร้างและส่งมอบงานให้โจทก์ที่ 1 ได้ตามกำหนดสัญญา โจทก์ที่ 1 ต้องเสียค่าปรับให้แก่ลูกค้าที่ขอจองซื้อ และหากโครงการดังกล่าวก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิรับเงินค่างวดจากลูกค้าที่จองซื้อรายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.39 และ จ.40 โดยค่าเสียหายส่วนนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท นั้น จำเลยที่ 1 แย้งว่าลูกค้าผู้จองซื้ออาคารและที่ดินไม่มีผู้ใดฟ้องเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายจากโจทก์ที่ 1 เห็นว่า รายละเอียดในเอกสารหมาย จ.40 เป็นเพียงการคิดคำนวณของโจทก์ที่ 1 เอง โจทก์ที่ 1 ไม่มีหลักฐานว่าจะต้องจ่ายค่าปรับให้กับลูกค้าอย่างไร ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้จึงชอบแล้ว และในส่วนค่าจ้างผู้ควบคุมงานอัตราวันละ 600 บาท นับตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2538 จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2539 คิดเป็นเงิน 210,600 บาท นั้น ค่าเสียหายส่วนนี้เห็นไม่สมควรกำหนดให้ แต่เห็นสมควรกำหนดค่าจ้างบุคคลภายนอกควบคุมงานก่อสร้างส่วนที่เหลือหลังจากวันที่ 17 กันยายน 2539 จนแล้วเสร็จเป็นระยะเวลา 4 เดือน เป็นจำนวนเงิน 72,000 บาท

สำหรับค่าเสียหายของงวดงานงวดที่ 9 ถึง 11 ซึ่งจำเลยที่ 1 ทำค้างไว้ โจทก์ที่ 1 ต้องว่าจ้างบุคคลภายนอกมาดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จโดยใช้ค่าวัสดุ ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายต่างๆ จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดตามท้ายสัญญาหมาย จ.6 ข้อ 19.2 ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำนวน 1,000,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้เพียง 100,000 บาท โจทก์ที่ 1 ว่าส่วนนี้ศาลอุทธรณ์กำหนดให้น้อยเกินควร ศาลชั้นต้นกำหนดให้ 1,000,000 บาท เหมาะสมแล้ว เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดนั้นต่ำเกินสมควร เห็นควรกำหนดค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้คือ 1,000,000 บาท สำหรับงวดงานที่ 1 ถึงงวดที่ 8 นั้น โจทก์ที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ก่อสร้างงานบกพร่องไม่ครบถ้วน ส่วนจำเลยที่ 1 อ้างว่าก่อสร้างงานเกินกว่าที่กำหนดไว้ตามงวดต่างๆ แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดการส่งมอบงวดงานตั้งแต่งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 8 แล้ว ทั้งสองฝ่ายมิได้โต้แย้งหรือสงวนสิทธิเกี่ยวกับค่าเสียหายหรือจำนวนเนื้องานที่เกินแต่ประการใดจึงไม่คิดคำนวณค่าเสียหายในงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 8 ให้

สำหรับงานในงวดที่ 9 นั้น โจทก์ที่ 1 ยอมรับว่าเมื่อตรวจสอบผลงานก่อสร้างของจำเลยที่ 1 แล้วปรากฏว่าคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,477,980 บาท ถือว่าโจทก์ที่ 1 ยอมรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้ เมื่อรวมจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้วเป็นเงิน 1,072,000 บาท ฉะนั้นโจทก์ทั้งสิบหกจึงต้องชำระเงินที่เหลืออีกจำนวน 405,980 บาทแก่จำเลยที่ 1"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ทั้งสิบหกชำระเงินจำนวน 405,980 บาท แก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 597 ม. 605
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเหล่าอมรกิจ จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทเปี่ยมเพิ่มผล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ศิริชัย จิระบุญศรี
พิศาล อัยยะวรากูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2454/2552
#507936
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยฎีกาว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์โอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่นแล้วนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวไว้แล้วว่า เมื่อขณะยื่นฟ้องโจทก์มีอำนาจฟ้อง แม้ภายหลังฟ้องคดีแล้วโจทก์จดทะเบียนโอนสิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทแก่บุคคลอื่น อำนาจฟ้องของโจทก์ที่บริบูรณ์อยู่แล้วยังคงมีผลอยู่ต่อไปและยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยเดิม ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สิน รื้อถอนรั้วลวดหนาม สิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 471 และ 472 และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์หรือตัวแทนเป็นผู้ดำเนินการดังกล่าวโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 195,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับค่าเสียหายเดือนละ 25,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท และส่งมอบคืนแก่โจทก์ตามลำดับ

จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นตรวจคำให้การแล้วมีคำสั่งว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองไม่แนบเอกสารตามที่กฎหมายต้องการ (ใบมอบอำนาจ) ข้อความที่พิมพ์อักษรไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ อ่านแล้วไม่เข้าใจ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 จึงคืนคำให้การไปให้ทำมายื่นใหม่ภายในวันที่ 15 มกราคม 2545 มิฉะนั้นจะไม่รับคำให้การของจำเลยทั้งสอง ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การในวันที่ 15 มีนาคม 2545 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ แต่ต่อมาจำเลยทั้งสองขอถอนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนรั้วลวดหนาม สิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 471 และ 472 และส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าเสียหายอีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 ตุลาคม 2544)จนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ตามลำดับ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดเพียงเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำให้การและอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ชำระเกินมา 525 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองเฉพาะในข้อที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าเนื่องจากปรากฏจากสารบัญการจดทะเบียนที่ดินพิพาทว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์โอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่นแล้ว เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวไว้แล้วว่า เมื่อขณะยื่นฟ้องโจทก์มีอำนาจฟ้อง แม้ภายหลังฟ้องคดีแล้วโจทก์จดทะเบียนโอนสิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทแก่บุคคลอื่น อำนาจฟ้องของโจทก์ที่บริบูรณ์อยู่แล้วยังคงมีผลอยู่ต่อไป และยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยเดิม ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา"

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 219 วรรคสอง ม. 55 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเชาวลิต เรืองฤทธิ์
จำเลย — บริษัทปิยะ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2432/2552
#501550
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทให้จำเลยโดยให้จำเลยผ่อนชำระเงินงวดที่เหลือให้แก่ธนาคารต่อไป จำเลยได้ชำระเงินให้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายครบถ้วนแล้ว ส่วนโจทก์ก็ได้ส่งมอบการครอบครองห้องชุดพิพาทให้จำเลยแล้วเช่นกัน คงเหลือแต่โจทก์ยังมิได้โอนสิทธิในมิเตอร์น้ำประปา มิเตอร์ไฟฟ้า และหมายเลขโทรศัพท์ให้จำเลย ทั้งยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้จำเลยโดยมีกำหนดเวลาในการโอนสิทธิในมิเตอร์น้ำประปา มิเตอร์ไฟฟ้าและหมายเลขโทรศัพท์ให้ภายในวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 ซึ่งการโอนสิทธิดังกล่าวย่อมจะทำได้เมื่อจำเลยได้ถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทแล้ว โจทก์จึงต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทให้จำเลยในวันดังกล่าวเช่นกัน เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการชำระหนี้ด้วยกระทำการดังกล่าวภายในกำหนดเวลานั้น จำเลยจึงยังไม่ต้องชำระหนี้ตอบแทนด้วยการผ่อนชำระเงินให้แก่ธนาคารตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 จะถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องชุดพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของห้องพิพาทเลขที่ 74/66 ชื่ออาคารชุดเมโทรเพลซ ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 50815 และเลขที่ 51837 ตำบลสี่พระยา (บางรัก) อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ได้จดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2543 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยในราคา 180,000 บาท แต่จำเลยจะต้องผ่อนชำระหนี้จำนองให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์โดยเริ่มผ่อนงวดแรกเดือนเมษายน 2543 จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ในวันทำสัญญาจำนวน 100,000 บาท ส่วนที่เหลือ 80,000 บาท ตกลงชำระแก่โจทก์วันที่ 15 พฤษภาคม 2543 และโจทก์ตกลงจะโอนสิทธิในมิเตอร์น้ำประปา มิเตอร์ไฟฟ้า และหมายเลขโทรศัพท์แก่จำเลยในวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 จำเลยเข้าครอบครองห้องชุดพิพาทในวันทำสัญญา หลังจากทำสัญญาจำเลยมิได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ตามสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องชำระดอกเบี้ยผิดนัดแก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องชุดพิพาทและชำระค่าเสียหายจำนวน 60,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปกับค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องชุดของโจทก์และให้จำเลยชำระเงิน 24,975.41 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 901,238.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องชุดพิพาท

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อห้องชุดตามฟ้องโดยชำระเงินในวันทำสัญญา 100,000 บาท และในวันที่ 15 พฤษภาคม 2543 จำนวน 80,000 บาท จำเลยมิได้ประพฤติผิดสัญญา เพราะโจทก์ตกลงจะโอนสิทธิในมิเตอร์น้ำประปา มิเตอร์ไฟฟ้าและหมายเลขโทรศัพท์แก่จำเลยในวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 แล้วจำเลยจะผ่อนชำระหนี้ให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์แทน เริ่มงวดแรกเดือนมิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนเสร็จสิ้นตามสัญญา หลังจากนั้นโจทก์จะโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดให้แก่จำเลย โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากห้องชุดเลขที่ 74/66 อาคารชุดเมโทรเพลซ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 50815 และเลขที่ 51837 ตำบลสี่พระยา (บางรัก) อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร และให้ชำระค่าเสียหาย 7,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2543) กับค่าเสียหายเดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากห้องชุดและส่งมอบห้องชุดดังกล่าวแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องชุดเลขที่ 74/66 อาคารชุดเมโทรเพลซ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 50815 และเลขที่ 51837 ตำบลสี่พระยา (บางรัก) อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541 โจทก์ได้จำนองห้องชุดพิพาทไว้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์เป็นเงิน 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ต่อมาวันที่ 7 เมษายน 2543 ได้มีการเขียนบันทึกข้อความไว้ในเอกสารหมาย จ.3 ว่า โจทก์ได้ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยค่าห้องชุดพิพาทแก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ไปแล้ว 300,000 กว่าบาท ค่าเฟอร์นิเจอร์ที่ตกแต่งไปแล้วประมาณ 360,000 บาท โจทก์ตกลงขายห้องชุดพิพาทแก่จำเลย โดยโจทก์ยกเงินที่ผ่อนมาแล้วกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้แก่จำเลย ส่วนหนี้ที่ค้างชำระแก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์นั้นจำเลยจะเป็นผู้ชำระแก่ธนาคารต่อไป โจทก์ตกลงขายเฟอร์นิเจอร์แก่จำเลยเป็นเงิน 180,000 บาท ซึ่งจำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์ในวันที่ 7 เมษายน 2543 แล้ว 100,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 80,000 บาท จำเลยจะจ่ายในวันที่ 15 พฤษาคม 2543 โจทก์จะโอนสิทธิในมิเตอร์น้ำประปา มิเตอร์ไฟฟ้า และหมายเลขโทรศัพท์เป็นชื่อของจำเลยให้เสร็จในวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 โดยเอกสารดังกล่าวมีโจทก์และนายอรุณเพื่อนของจำเลยลงลายมือชื่อไว้ โจทก์ได้ส่งมอบห้องชุดพิพาทให้จำเลยครอบครองในวันที่ 7 เมษายน 2543 นั่นเอง หลังจากนั้นในวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 โจทก์มิได้โอนสิทธิในมิเตอร์น้ำประปา มิเตอร์ไฟฟ้า และหมายเลขโทรศัพท์ให้แก่จำเลย ส่วนจำเลยได้ชำระเงิน 80,000 บาท แก่โจทก์ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2543 แต่จำเลยมิได้ผ่อนชำระเงินให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่อุทธรณ์ว่า สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทไม่ผูกพันจำเลยเนื่องจากจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.3 และการชำระเงิน 180,000 บาท แก่โจทก์มิใช่เป็นเงินค่ากรรมสิทธิ์ห้องชุดนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การยอมรับว่า จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทจากโจทก์และได้ชำระเงินในวันทำสัญญาจำนวน 100,000 บาท ส่วนอีก 80,000 บาท ได้ชำระให้โจทก์ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2543 อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงนอกเหนือคำให้การ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่จำเลยจะยกขึ้นอุทธรณ์ได้จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทซึ่งติดจำนองอยู่แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้ชำระเงินจำนวน 180,000 บาท ให้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายครบถ้วนแล้ว ส่วนโจทก์ก็ได้ส่งมอบการครอบครองห้องชุดพิพาทให้จำเลยแล้วเช่นกัน คงเหลือแต่โจทก์ยังมิได้โอนสิทธิในมิเตอร์น้ำประปามิเตอร์ไฟฟ้า และหมายเลขโทรศัพท์ให้จำเลย ทั้งยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้จำเลย โดยมีกำหนดเวลาในการโอนสิทธิในมิเตอร์น้ำประปา มิเตอร์ไฟฟ้า และหมายเลขโทรศัพท์ให้ภายในวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 ซึ่งการโอนสิทธิดังกล่าวย่อมจะทำได้เมื่อจำเลยได้ถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทแล้ว โจทก์จึงต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทให้จำเลยในวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 เช่นกัน เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการชำระหนี้ด้วยกระทำการดังกล่าวภายในกำหนดเวลานั้น จำเลยจึงยังไม่ต้องชำระหนี้ตอบแทนด้วยการผ่อนชำระเงินให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ตามมาตรา 369 กรณีจะถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องชุดพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 10,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เรียกเกินมาแก่จำเลยจำนวน 1,550 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกามมารูดิน สยามวาลา
จำเลย — นางอีสวาร จีมันดาน หรืออิสราอานันต์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2419/2552
#493978
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ 3 ระบุว่า ในวันทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้วางเงินมัดจำค่าที่ดินให้กับผู้จะขายเป็นเงิน 1,000,000 บาท ส่วนที่เหลือ 10,000,000 บาท ผู้จะขายตกลงให้ผู้จะซื้อชำระภายในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2549 แต่ถ้าหากปรากฏว่าผู้จะซื้อได้ดำเนินการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินแล้วเสร็จก่อนที่จะถึงวันนัดชำระเงินส่วนที่เหลือ ผู้จะซื้อจะต้องชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 10,000,000 บาท ให้กับผู้จะขายในวันประกาศแจกโฉนดที่ดิน และผู้จะขายตกลงส่งมอบการครอบครองให้กับผู้จะซื้อนับแต่วันที่ผู้จะซื้อชำระราคาที่ดินครบถ้วน เมื่อพิจารณาจากข้อสัญญาดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีเจตนาที่จะซื้อขายที่ดินพิพาทก็ต่อเมื่อที่ดินพิพาทได้มีการยกเลิกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 และได้ออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินแล้ว หาใช่มีเจตนาที่ตกลงซื้อขายที่ดินที่มีเอกสารสิทธิเป็น ส.ป.ก. 4-01 ซึ่งมีข้อกำหนดห้ามโอนและห้ามมิให้ทำการซื้อขาย อันจะทำให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งโดยกฎหมายไม่ ส่วนที่ดินพิพาทจะสามารถดำเนินการยกเลิกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 และออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินได้จริงดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องและระบุไว้ในสัญญาหรือไม่ จำเป็นต้องฟังพยานหลักฐานของคู่ความให้เสร็จสิ้นกระแสความเสียก่อนที่จะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นด่วนพิพากษายกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้องนั้น จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกระบวนการพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยยื่นคำร้องขอยกเลิกการรังวัดต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ให้จำเลยยื่นคำร้องขอคืนเอกสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 เลขที่ 283 ต่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต และให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 ด้วยการส่งมอบการครอบครองที่ดินตามฟ้องแก่โจทก์ และให้จำเลยรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องแล้วเห็นว่า กรณีโจทก์ขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันมีเอกสารสิทธิเป็น ส.ป.ก. 4 - 01 โดยที่ดินดังกล่าวมีข้อกำหนดห้ามโอนและห้ามมิให้ทำการซื้อขาย การตกลงซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นโมฆะไม่อาจบังคับได้ พิพากษาให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นโมฆะเพราะมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และนางสาวเหมือนนิจตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยในลักษณะที่สามารถออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินได้ โดยจำเลยมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการรังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ แต่จำเลยกลับไปยื่นคำร้องขอออกเอกสารสิทธิที่ดินอีกเพื่อจะนำไปขายให้แก่บุคคลอื่น ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2546 ระหว่างนางสาวเหมือนนิจกับจำเลย ระบุรายละเอียดไว้ในข้อ 5 ว่า "ผู้ซื้อจะชำระเงินทั้งหมด 11,000,000 บาท เมื่อผู้ขายได้ยกเลิก ส.ป.ก. 4 - 01 แปลงดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว" และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 ระหว่างโจทก์กับจำเลย ระบุรายละเอียดไว้ในข้อ 3 ว่า "ในวันทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้วางเงินมัดจำค่าที่ดินให้กับผู้จะขายเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท... สำหรับค่าที่ดินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 10,000,000 บาท ผู้จะขายตกลงให้ผู้จะซื้อชำระภายในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2549... แต่ถ้าหากปรากฏว่าผู้จะซื้อได้ดำเนินการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินแล้วเสร็จก่อนที่จะถึงวันนัดชำระเงินส่วนที่เหลือ ผู้จะซื้อจะต้องชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 10,000,000 บาท ให้กับผู้จะขายในวันประกาศแจกโฉนดที่ดิน และผู้จะขายตกลงส่งมอบการครอบครองให้กับผู้จะซื้อนับแต่วันที่ผู้จะซื้อชำระราคาค่าที่ดินครบถ้วน" เมื่อพิจารณาข้อสัญญาดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีเจตนาที่จะซื้อขายที่ดินพิพาทก็ต่อเมื่อที่ดินพิพาทได้มีการยกเลิกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 และได้ออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินแล้ว หาใช่มีเจตนาตกลงซื้อขายที่ดินที่มีเอกสารสิทธิเป็น ส.ป.ก. 4 -01 ซึ่งมีข้อกำหนดห้ามโอนและห้ามมิให้ทำการซื้อขาย อันจะทำให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ ส่วนที่ดินพิพาทจะสามารถดำเนินการยกเลิกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 และออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินได้จริงดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องและระบุไว้ในสัญญาหรือไม่ จำเป็นต้องฟังพยานหลักฐานของคู่ความให้เสร็จสิ้นกระแสความเสียก่อนที่จะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นด่วนพิพากษายกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้องนั้น จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยการพิจารณา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยไม่ได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิภัทร แสงสินธุศร
จำเลย — นายหีด หลักบ้าน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายภาคภูมิ ปัณฑรางกูร
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2419/2552
#501341
เปิดฉบับเต็ม

คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีเจตนาที่จะซื้อขายที่ดินพิพาทก็ต่อเมื่อที่ดินพิพาทได้มีการยกเลิกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 และได้ออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินแล้ว มิได้มีเจตนาตกลงซื้อขายที่ดินที่มีเอกสารสิทธิเป็น ส.ป.ก. 4-01 ซึ่งมีข้อกำหนดห้ามโอนและห้ามมิให้ทำการซื้อขาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจึงมิใช่นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายที่จะตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2546 โจทก์และนางสาวเหมือนนิจ หุ้นส่วนโจทก์ ร่วมกันซื้อที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 177 หมู่ที่ 4 ตำบลราไวย์ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต จากนายเทื้อมและนายวัลลภหรือทบ พี่ชายทั้งสองของจำเลย และได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา พร้อมทั้งได้แจ้งขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต จำเลยครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 177 มีความประสงค์จะขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์และนางสาวเหมือนนิจ แต่โจทก์และนางสาวเหมือนนิจเกรงว่าการซื้อขายที่ดินจะตกเป็นโมฆะ เนื่องจากที่ดินของจำเลยมีเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 เลขที่ 283 จำเลยกับนางสาวเหมือนนิจจึงตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไว้โดยไม่มีการวางเงินมัดจำ และมีเงื่อนไขว่า ผู้ซื้อจะชำระเงินทั้งหมด 11,000,000 บาท เมื่อผู้ขายได้ยกเลิก ส.ป.ก.4-01 แปลงดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ต่อมาจำเลยเกรงว่าสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวจะมีปัญหาภายหน้า จำเลยขอให้โจทก์และนางสาวเหมือนนิจวางเงินมัดจำ โจทก์และนางสาวเหมือนนิจมีความประสงค์จะซื้อที่ดินตามฟ้องอยู่ก่อนแล้ว และทราบว่าที่ดินที่ขอเอกสารสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ไว้แล้ว หากเป็นที่ดินที่มี ส.ค.1 เจ้าของที่ดินสามารถร้องขอคืนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 เพื่อเปลี่ยนเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินได้ โจทก์และนางสาวเหมือนนิจจึงมีความมั่นใจว่าการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจะไม่เป็นโมฆะ เนื่องจากที่ดินของจำเลยเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่มีหลักฐานสิทธิแจ้งการครอบครอง ส.ค.1 เลขที่ 177 ซึ่งสามารถร้องขอคืน ส.ป.ก.4-01 เพื่อเปลี่ยนเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินได้ โจทก์จึงตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินฉบับใหม่กับจำเลยโดยมีการวางเงินมัดจำ 1,000,000 บาท ในระหว่างที่โจทก์และนางสาวเหมือนนิจได้ดำเนินการขอออกเอกสารสิทธิที่ดิน แต่ติดขัดเกี่ยวกับระเบียบของทางราชการออกเอกสารสิทธิในที่ดินจึงยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งโจทก์และนางสาวเหมือนนิจก็ได้แจ้งให้จำเลยทราบมาโดยตลอด ทั้งแจ้งให้จำเลยไปยื่นคำร้องขอคืนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ต่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ประสงค์จะซื้อที่ดินของจำเลยในลักษณะที่สามารถขอออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินได้ โดยจำเลยมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการรังวัดออกโฉนดที่ดิน แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 จำเลยไปยื่นคำร้องขอออกเอกสารสิทธิที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตอีก เพื่อจะนำที่ดินไปขายให้แก่บุคคลอื่น เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2550 โจทก์และนางสาวเหมือนนิจจึงไปยื่นคำร้องคัดค้านการขอออกเอกสารสิทธิที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาให้จำเลยยื่นคำร้องขอยกเลิกการรังวัดต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ให้จำเลยยื่นคำร้องขอคืนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 เลขที่ 283 ต่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต และให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 ด้วยการส่งมอบการครอบครองที่ดินตามฟ้องแก่โจทก์ และให้จำเลยรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องแล้วเห็นว่า กรณีโจทก์ขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันมีเอกสารสิทธิเป็น ส.ป.ก.4-01 โดยที่ดินดังกล่าวมีข้อกำหนดห้ามโอนและห้ามมิให้ทำการซื้อขาย การตกลงซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นโมฆะไม่อาจบังคับได้ พิพากษาให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นโมฆะเพราะมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และนางสาวเหมือนนิจตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยในลักษณะที่สามารถออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินได้ โดยจำเลยมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการรังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ แต่จำเลยกลับไปยื่นคำร้องขอเอกสารสิทธิที่ดินอีกเพื่อจะนำไปขายให้แก่บุคคลอื่น ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2546 ระหว่างนางสาวเหมือนนิจกับจำเลย เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 ระบุรายละเอียดไว้ในข้อ 5 ว่า "ผู้ซื้อจะชำระทั้งหมด 11,000,000 บาท เมื่อผู้ขายได้ยกเลิก ส.ป.ก.4-01 แปลงดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว" และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 ระหว่างโจทก์กับจำเลยเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 ระบุว่ารายละเอียดไว้ในข้อ 3 ว่า "ในวันทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้วางเงินมัดจำค่าที่ดินให้กับผู้จะขายเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท...สำหรับค่าที่ดินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 10,000,000 บาท ผู้จะขายตกลงให้ผู้จะซื้อชำระภายในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2549...แต่ถ้าหากปรากฏว่าผู้จะซื้อได้ดำเนินการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินแล้วเสร็จก่อนที่จะถึงวันนัดชำระเงินส่วนที่เหลือ ผู้จะซื้อจะต้องชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 10,000,000 บาท ให้กับผู้จะขายในวันประกาศแจกโฉนดที่ดิน และผู้จะขายตกลงส่งมอบการครอบครองให้กับผู้จะซื้อนับแต่วันที่ผู้จะซื้อชำระราคาค่าที่ดินครบถ้วน" เมื่อพิจารณาข้อสัญญาดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีเจตนาที่จะซื้อขายที่ดินพิพาทก็ต่อเมื่อที่ดินพิพาทได้มีการยกเลิกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 และได้ออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินแล้ว หาใช่มีเจตนาตกลงซื้อขายที่ดินที่มีเอกสารสิทธิเป็น ส.ป.ก.4-01 ซึ่งมีข้อกำหนดห้ามโอนและห้ามมิให้ทำการซื้อขาย อันจะทำให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ ส่วนที่ดินพิพาทจะสามารถดำเนินการยกเลิกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 และออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินได้จริงดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องและระบุไว้ในสัญญาหรือไม่ จำเป็นต้องฟังพยานหลักฐานของคู่ความให้เสร็จสิ้นกระแสความเสียก่อนที่จะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นด่วนพิพากษายกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้องนั้น จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยการพิจารณา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยไม่ได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิภัทร แสงสินธุศร
จำเลย — นายหีด หลักบ้าน
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2419/2552
#506644
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลย คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีเจตนาที่จะซื้อขายที่ดินพิพาทก็ต่อเมื่อที่ดินพิพาทได้มีการยกเลิกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 และได้ออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินแล้ว หาใช่มีเจตนาตกลงซื้อขายที่ดินที่มีเอกสารสิทธิเป็น ส.ป.ก. 4 - 01 ซึ่งมีข้อกำหนดห้ามโอนและห้ามมิให้ทำการซื้อขาย อันจะทำให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ ส่วนที่ดินพิพาทจะสามารถดำเนินการยกเลิกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 และออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินได้จริงดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องและระบุไว้ในสัญญาหรือไม่ จำเป็นต้องฟังพยานหลักฐานของคู่ความให้เสร็จสิ้นกระแสความเสียก่อนที่จะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นด่วนพิพากษายกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้องนั้น จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยการพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยยื่นคำร้องขอยกเลิกการรังวัดต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ให้จำเลยยื่นคำร้องขอคืนเอกสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 เลขที่ 283 ต่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต และให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 ด้วยการส่งมอบการครอบครองที่ดินตามฟ้องแก่โจทก์ และให้จำเลยรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องแล้วเห็นว่า กรณีโจทก์ขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันมีเอกสารสิทธิเป็น ส.ป.ก. 4 - 01 โดยที่ดินดังกล่าวมีข้อกำหนดห้ามโอนและห้ามมิให้ทำการซื้อขาย การตกลงซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นโมฆะไม่อาจบังคับได้ พิพากษาให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นโมฆะเพราะมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และนางสาวเหมือนนิจตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยในลักษณะที่สามารถออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินได้ โดยจำเลยมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการรังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ แต่จำเลยกลับไปยื่นคำร้องขอออกเอกสารสิทธิที่ดินอีกเพื่อจะนำไปขายให้แก่บุคคลอื่น ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2546 ระหว่างนางสาวเหมือนนิจกับจำเลย ระบุรายละเอียดไว้ในข้อ 5 ว่า "ผู้ซื้อจะชำระเงินทั้งหมด 11,000,000 บาท เมื่อผู้ขายได้ยกเลิก ส.ป.ก. 4 - 01 แปลงดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว" และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 ระหว่างโจทก์กับจำเลย ระบุรายละเอียดไว้ในข้อ 3 ว่า "ในวันทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้วางเงินมัดจำค่าที่ดินให้กับผู้จะขายเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท... สำหรับค่าที่ดินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 10,000,000 บาท ผู้จะขายตกลงให้ผู้จะซื้อชำระภายในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2549... แต่ถ้าหากปรากฏว่าผู้จะซื้อได้ดำเนินการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินแล้วเสร็จก่อนที่จะถึงวันนัดชำระเงินส่วนที่เหลือ ผู้จะซื้อจะต้องชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 10,000,000 บาท ให้กับผู้จะขายในวันประกาศแจกโฉนดที่ดิน และผู้จะขายตกลงส่งมอบการครอบครองให้กับผู้จะซื้อนับตั้งแต่วันที่ผู้จะซื้อชำระราคาค่าที่ดินครบถ้วน" เมื่อพิจารณาข้อสัญญาดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีเจตนาที่จะซื้อขายที่ดินพิพาทก็ต่อเมื่อที่ดินพิพาทได้มีการยกเลิกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 และได้ออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินแล้ว หาใช่มีเจตนาตกลงซื้อขายที่ดินที่มีเอกสารสิทธิเป็น ส.ป.ก. 4 - 01 ซึ่งมีข้อกำหนดห้ามโอนและห้ามมิให้ทำการซื้อขาย อันจะทำให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ ส่วนที่ดินพิพาทจะสามารถดำเนินการยกเลิกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 และออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินได้จริงดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องและระบุไว้ในสัญญาหรือไม่ จำเป็นต้องฟังพยานหลักฐานของคู่ความให้เสร็จสิ้นกระแสความเสียก่อนที่จะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นด่วนพิพากษายกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้องนั้น จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยการพิจารณา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยไม่ได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 183 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิภัทร แสงสินธุศร
จำเลย — นายหีด หลักบ้าน
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2415/2552
#503398
เปิดฉบับเต็ม

สาธารณูปโภคที่โครงการจัดให้ตามแผ่นพับที่พิมพ์โฆษณาว่ามีคลับเฮ้าส์ ทะเลสาบ ลู่วิ่ง และสวนหย่อมเป็นส่วนที่เป็นสาระสำคัญ แม้ตามสัญญาจะซื้อจะขายจะมีข้อตกลงเฉพาะเกี่ยวกับแบบแปลนสิ่งปลูกสร้าง กำหนดเวลาการก่อสร้าง กำหนดเวลาการตรวจรับอาคารสิ่งปลูกสร้างเฉพาะตัวบ้านตามที่โจทก์จองซื้อก็ตาม แต่ตามสัญญาข้อ 16 ได้กำหนดให้ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคส่วนกลางจำนวน 30,000 บาท ซึ่งเมื่อดูจากแผ่นพับโฆษณาแล้ว ค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามที่กำหนดไว้นั้นน่าจะหมายถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลสวน ลู่วิ่ง รอบทะเลสาบและทะเลสาบซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ร่วมกัน แต่ขณะที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยสร้างบ้านเสร็จแต่พื้นที่รอบบ้านยังอยู่ในสภาพรกร้างว่างเปล่า ยังมิได้ดำเนินการสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนสาระสำคัญในการเอื้อต่อการเข้าอยู่อาศัยของผู้ซื้อบ้านซึ่งสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยยังมิได้ก่อสร้างสาธารณูปโภคอันเป็นส่วนสาระสำคัญของโครงการตามที่ได้โฆษณาในแผ่นพับในขณะโจทก์เข้าทำสัญญาจองซื้อบ้าน โจทก์จึงยังไม่จำต้องรับโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินและชำระราคาส่วนที่เหลือให้แก่จำเลย ทั้งกรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมจำเลยจึงต้องคืนเงินที่โจทก์ชำระแล้วทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 802,357 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 627,250 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 627,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 ต้องไม่เกิน 175,107 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลโดยกำหนดค่าทนายความ 35,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ได้ทำหนังสือจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโครงการเลค การ์เด้น โฮม (ลาดกระบัง) แบบบ้านจัสมายด์ แปลงหมายเลขพี 127 เนื้อที่ 159.5 ตารางวา กับจำเลยในราคา 3,186,250 บาท หลังจากทำสัญญาแล้ว โจทก์ได้ผ่อนชำระเงินค่างวดรวม 20 งวด รวมเป็นเงิน 627,250 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโจทก์ไม่ไปตามกำหนดนัดและมีหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญาไปยังจำเลยและขอรับเงินที่ชำระไว้แล้วคืน

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า โจทก์ได้รับแผ่นพับโฆษณาขายบ้านในโครงการของจำเลย โจทก์เห็นว่ามีบรรยากาศดี ตามที่จำเลยโฆษณาว่าโครงการมีคลับเฮ้าส์ ทะเลสาบ ลู่วิ่งรอบทะเลสาบและสวนหย่อม โจทก์จึงทำสัญญาจองซื้อบ้านกับจำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังเบิกความว่า ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเนื่องจากในสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 13 มีข้อความให้ยกเลิกข้อตกลงใดๆ ที่ทำด้วยวาจาหรือข้อความในโฆษณาใด ๆ ซึ่งโจทก์ไม่เห็นชอบด้วยแต่จำเลยก็ไม่ยินยอมแก้ไขสัญญาในข้อนี้ คงยินยอมให้นำผังของบ้านที่จองแนบท้ายสัญญาโดยพนักงานของจำเลยลงชื่อรับรองไว้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าบ้านที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยนั้น เป็นแปลงที่ระบายด้วยสีชมพู ด้านหน้าติดถนนในโครงการอีกด้านหนึ่งติดทะเลสาบโดยมีเส้นทางเดินตลอดแนวรอบๆ ทะเลสาบ ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับแผ่นพับที่พิมพ์ไว้โฆษณาเพื่อเชิญชวนผู้ซื้อบ้านในโครงการของจำเลยแล้ว เห็นว่า ตามแผ่นพับโฆษณาจะแสดงให้เห็นที่ตั้งของบ้านซึ่งอยู่รอบทะเลสาบ ทั้งในแผ่นโฆษณายังมีข้อความเน้นว่า เลค การ์เด้น โฮม สมบูรณ์พร้อมทุกองค์ประกอบของที่อยู่อาศัย เพียบพร้อมด้วยความรื่นรมย์แห่งการพักผ่อนและการออกแบบโครงการที่ลงตัว... อีกทั้งยังคงครบครันด้วนทะเลสาบ สปอร์ตคลับ ฯลฯ ย่อมรับฟังได้ว่า โครงการบ้านจัดสรรของจำเลยได้เน้นถึงความสวยงาม ความร่มรื่นของบรรยากาศรอบบ้านเพื่อจูงใจให้ผู้สนใจเข้าทำสัญญาซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโครงการกับจำเลย ดังนั้น สาธารณูปโภคที่โครงการจัดให้จึงเป็นส่วนที่เป็นสาระสำคัญ แม้ตามสัญญาจะซื้อจะขายข้อ 3 ถึงข้อ 5 จะมีข้อตกลงเฉพาะเกี่ยวกับแบบแปลนสิ่งปลูกสร้าง กำหนดเวลาการก่อสร้าง กำหนดเวลาการตรวจรับอาคารสิ่งปลูกสร้างเฉพาะตัวบ้านตามที่โจทก์จองซื้อก็ตาม แต่ตามสัญญาข้อ 16 ได้กำหนดให้ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคส่วนกลางจำนวน 30,000 บาท ซึ่งเมื่อดูจากแผ่นพับโฆษณาแล้ว ค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามที่กำหนดไว้นั้นน่าจะหมายถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลสวน ลู่วิ่งรอบทะเลสาบและทะเลสาบซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ร่วมกัน แต่ตามคำเบิกความของโจทก์ได้ความว่า ขณะที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ สภาพบ้านที่จำเลยสร้างเสร็จปรากฏตามภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.2 ภาพที่ 1 ถึงภาพที่ 6 เห็นได้ว่า แม้ตัวบ้านจะสร้างเสร็จ แต่พื้นที่รอบบ้านยังอยู่ในสภาพรกร้างว่างเปล่า จำเลยยังมิได้ดำเนินการสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนสาระสำคัญในการเอื้อต่อการเข้าอยู่อาศัยของผู้ซื้อบ้าน แม้จำเลยจะนำสืบว่าการทำโครงการต้องทำเป็นส่วน ๆ ปัจจุบันสภาพบ้านจัดสรรในโครงการของจำเลยมีสภาพตามภาพถ่ายหมาย จ.18 ก็ตาม ย่อมแสดงว่าจำเลยยอมรับว่าขณะที่สร้างบ้านให้แก่โจทก์เสร็จในโครงการของจำเลยยังมิได้จัดให้มีสาธารณูปโภคตามที่ได้โฆษณาเชิญชวนไว้ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทนคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยยังมิได้ก่อสร้างสาธารณูปโภคอันเป็นส่วนสาระสำคัญของโครงการตามที่ได้โฆษณาในแผ่นพับในขณะโจทก์เข้าทำสัญญาจองซื้อบ้านโจทก์จึงยังไม่จำต้องรับโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินและชำระราคาส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งกรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยประกอบกับจำเลยยังนำสืบรับว่าได้นำบ้านหลังที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายไปขายให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว แม้โจทก์จะตกลงรับโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดิน จำเลยก็ไม่สามารถโอนบ้านและที่ดินหลังที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์ได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยจึงต้องคืนเงินที่โจทก์ชำระแล้วทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 388 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกนลา ขันทปราบ
จำเลย — บริษัทพรเกษมฟาร์ม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2352/2552
#494330
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "เต้นรำ" ไม่มีกำหนดไว้ในบทนิยามของ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 แต่คำว่า "เต้นรำ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายความถึงเคลื่อนไปโดยมีระยะก้าวตามกำหนดให้เข้าจังหวะกับดนตรี ซึ่งเรียกว่าลีลาศ โดยปรกติเต้นเป็นคู่ชายหญิง รำเท้า ก็ว่า เช่น ฝรั่งรำเท้า ส่วนคำว่า ลีลาศ หมายความถึง เต้นรำแบบตะวันตกบางชนิด เช่น ออกไปลีลาศ แสดงว่าต้องมีเวทีหรือพื้นที่สำหรับเต้นรำหรือลีลาศ ฉะนั้น เมื่อสถานบริการที่เกิดเหตุไม่มีเวทีหรือพื้นที่สำหรับเต้นรำหรือลีลาศได้ จึงไม่ใช่สถานเต้นรำตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3 (1) แม้นักร้องจะชักชวนลูกค้าให้ร่วมสนุกด้วยโดยลูกค้ายืนเต้นหรือนั่งเต้นตามจังหวะเพลงบริเวณโต๊ะอาหารหรือเครื่องดื่ม ก็มิใช่เป็นการจัดให้มีการเต้นรำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3, 4, 26 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 26 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับคนละ 6,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เสียจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้รับใบรับแจ้งการจัดตั้งสถานบริการตาม มาตรา 3 (4) แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2525 ประเภทสถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่าย โดยจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง โดยใช้ชื่อสถานบริการว่า "ดีสครอเวรี" ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจสถานบริการดีสครอเวรี พบลูกค้าที่มาใช้บริการบางคนกำลังยืนเต้นตามจังหวะเพลงบริเวณโต๊ะอาหารหรือเครื่องดื่ม บางคนนั่งเต้นบนเก้าอี้ข้างโต๊ะดังกล่าว ส่วนบนเวทีมีการเล่นดนตรี เปิดไฟกะพริบ มีนักร้องร้องเพลงและชักชวนลูกค้าให้ร่วมสนุกด้วย จึงทำการจับกุมจำเลยทั้งสองแจ้งข้อหาว่าจัดตั้งสถานบริการตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3 (1) ประเภทสถานเต้นรำ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ที่เกิดเหตุเป็นสถานเต้นรำตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 เห็นว่า พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัตินี้ "สถานบริการ" หมายความถึง สถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในการค้าดังต่อไปนี้ (1) สถานเต้นรำ รำวงหรือรองเง็ง ประเภทที่มีและประเภทที่ไม่มีหญิงพาตเนอร์บริการ.... แต่ไม่มีบทนิยามคำว่า เต้นรำ ไว้ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 คำว่า เต้นรำ หมายความถึง เคลื่อนไปโดยมีระยะก้าวตามกำหนดให้เข้าจังหวะกับดนตรี ซึ่งเรียกว่าลีลาศโดยปรกติเต้นเป็นคู่ชายหญิง รำเท้า ก็ว่า เช่น ฝรั่งรำเท้า ส่วนคำว่า ลีลาศ หมายความถึง เต้นรำแบบตะวันตกบางชนิด เช่น ออกไปลีลาศ แสดงว่าต้องมีเวทีหรือพื้นที่สำหรับเต้นรำหรือลีลาศ ฉะนั้น เมื่อคดีได้ความว่าสถานบริการดีสครอเวรีที่เกิดเหตุไม่มีเวทีหรือพื้นที่สำหรับเต้นรำหรือลีลาศได้ จึงไม่ใช่สถานเต้นรำ ตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 แม้นักร้องจะชักชวนลูกค้าให้ร่วมสนุกด้วย โดยลูกค้ายืนเต้นหรือนั่งเต้นตามจังหวะเพลงบริเวณโต๊ะอาหารหรือเครื่องดื่ม ก็หาใช่เป็นการจัดให้มีการเต้นรำไม่ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ม. 3 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพิษณุโลก
จำเลย — นายรุ่งเพชร บัววังโปร่ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นางสาวศิริพร ปาริยะวุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2352/2552
#501562
เปิดฉบับเต็ม

สถานบริการที่ไม่มีเวทีหรือพื้นที่สำหรับเต้นรำหรือลีลาศได้ไม่ใช่สถานเต้นรำตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3 (1) การที่นักร้องชักชวนลูกค้าให้ร่วมสนุกด้วยโดยลูกค้ายืนเต้นหรือนั่งเต้นตามจังหวะเพลงบริเวณโต๊ะอาหารหรือเครื่องดื่มก็มิใช่เป็นการจัดให้มีการเต้นรำที่จะทำให้เป็นสถานเต้นรำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2544 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันตั้งสถานบริการชื่อ "ดีสครอเวรี" จำหน่ายอาหาร สุรา และเครื่องดื่มอย่างอื่น จัดให้มีการแสดงดนตรี เต้นรำ รำวง เพื่อการบันเทิงเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 4, 26 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 26 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับคนละ 6,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เสียจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้รับใบรับแจ้งการจัดตั้งสถานบริการตามมาตรา 3 (4) แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2525 ประเภทสถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่าย โดยจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง โดยใช้ชื่อสถานบริการว่า "ดีสครอเวรี" ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจสถานบริการดีสครอเวรี พบลูกค้าที่มาใช้บริการบางคนกำลังยืนเต้นตามจังหวะเพลงบริเวณโต๊ะอาหารหรือเครื่องดื่ม บางคนนั่งเต้นบนเก้าอี้ข้างโต๊ะดังกล่าว ส่วนบนเวทีมีการเล่นดนตรี เปิดไฟกะพริบมีนักร้องร้องเพลงและชักชวนลูกค้าให้ร่วมสนุกด้วยจึงทำการจับกุม จำเลยทั้งสองแจ้งข้อหาว่าจัดตั้งสถานบริการตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3 (1) ประเภทสถานเต้นรำ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ที่เกิดเหตุเป็นสถานเต้นรำตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 เห็นว่า พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัตินี้ "สถานบริการ" หมายความถึงสถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในการค้าดังต่อไปนี้ (1) สถานเต้นรำ รำวงหรือรองเง็ง ประเภทที่มีและประเภทที่ไม่มีหญิงพาตเนอร์บริการ... แต่ไม่มีบทนิยามคำว่า เต้นรำ ไว้ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 คำว่า เต้นรำ หมายความถึง เคลื่อนไปโดยมีระยะก้าวตามกำหนดให้เข้าจังหวะกับดนตรี ซึ่งเรียกว่าลีลาศ โดยปรกติเต้นเป็นคู่ชายหญิง รำเท้า ก็ว่า เช่น ฝรั่งรำเท้า ส่วนคำว่า ลีลาศ หมายความถึงเต้นรำแบบตะวันตกบางชนิด เช่น ออกไปลีลาศ แสดงว่าต้องมีเวทีหรือพื้นที่สำหรับเต้นรำหรือลีลาศ ฉะนั้น เมื่อคดีได้ความว่าสถานบริการดีสครอเวรีที่เกิดเหตุไม่มีเวทีหรือพื้นที่สำหรับเต้นรำหรือลีลาศได้ จึงไม่ใช่สถานเต้นรำ ตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 แม้นักร้องจะชักชวนลูกค้าให้ร่วมสนุกด้วยโดยลูกค้ายืนเต้นหรือนั่งเต้นตามจังหวะเพลงบริเวณโต๊ะอาหารหรือเครื่องดื่ม ก็หาใช่เป็นการจัดให้มีการเต้นรำไม่ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพิษณุโลก
จำเลย — นายรุ่งเพชร บัววังโปร่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2351/2552
#502394
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ที่พนักงานสอบสวนแจ้งเป็นข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในชั้นสอบสวนมีองค์ประกอบครอบคลุมความผิดตาม ป.อ. มาตรา 282 วรรคแรกอยู่แล้ว ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดังกล่าวจึงถือได้ว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาตาม ป.อ. มาตรา 282 วรรคแรกด้วยแล้ว จึงมีการสอบสวนความผิดฐานนี้โดยชอบเป็นผลให้พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในความผิดดังกล่าวในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282, 83, 91 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และวรรคห้า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282, 86, 83 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 3 ปี ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคท้าย ประกอบวรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตา 282 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 1 ปี จำเลยที่ 3 ลดมาตราส่วนโทษลงหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 เดือน โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจได้ไปที่ร้านอาหารโพธิ์พระยาปลาเผาที่เกิดเหตุของนายดำหริ และจับกุมจำเลยทั้งสี่กับหญิงสาวซึ่งเป็นคนต่างด้าวอีกหลายคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุไปสถานีตำรวจกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีแม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ข้อแรกว่า เจ้าหนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตามเอกสารบันทึกการจับกุมและคำให้การผู้ต้องหาชั้นสอบสวน พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานนี้ เห็นว่าความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ที่พนักงานสอบสวนแจ้งเป็นข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในชั้นสอบสวนมีองค์ประกอบครอบคลุมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรกอยู่แล้ว ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดังกล่าวจึงถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรกด้วยแล้ว จึงมีการสอบสวนความผิดฐานนี้โดยชอบ เป็นผลให้พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในความผิดดังกล่าวในคดีนี้ได้ และเห็นว่าโจทก์ได้บรรยายในฟ้องด้วยว่า เหตุคดีนี้เกิดที่ตำบลวังยาว อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ก็เป็นที่เข้าใจได้โดยทั่วไปแล้วว่าเหตุเกิดในประเทศไทย จึงไม่จำต้องบรรยายถ้อยคำว่า "และไม่ว่า การกระทำต่างๆ อันประกอบเป็นความผิดนั้นจะได้กระทำภายในหรือนอกราชอาณาจักร" ให้ครบถ้วนตามประราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง อีก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกชำนาญ สิบตำรวจเอกชาญวิทย์ และสิบตำรวจตรีเอนก เจ้าพนักงานตำรวจที่ร่วมวางแผนและจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มาเบิกความในทำนองเดียวกันว่า เจ้าพนักงานตำรวจวางแผนให้สิบตำรวจเอกชาญวิทย์ สิบตำรวจตรีเอนก และพลตำรวจอุเทน ปลอมตัวเข้าไปซื้อบริการทางเพศในร้านอาหารโพธิ์พระยาปลาเผาที่เกิดเหตุ สิบตำรวจเอกชาญวิทย์และสิบตำรวจตรีเอนกเบิกความทำนองเดียวกันว่า พยานทั้งสองกับพลตำรวจอุเทนเข้าไปนั่งที่โต๊ะอาหารในร้านเกิดเหตุ จำเลยที่ 4 นำเบียร์และน้ำแข็งมาให้แล้วถามว่าต้องการหญิงบริการหรือไม่ แล้วพาหญิงสาว 2 คนมานั่งที่โต๊ะของพยานทั้งสองกับพวก สิบตำรวจเอกชาญวิทย์แสดงอาการไม่ถูกใจ จำเลยที่ 4 ไปหาจำเลยที่ 3 ที่นั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆ จำเลยที่ 3 พาหญิงสาว 3 คนมานั่งแทนหญิงสาว 2 คนเดิมที่ลุกออกไป เมื่อพยานทั้งสองกับพวกยังแสดงอาการว่าไม่พอใจอยู่อีก จำเลยที่ 3 จึงลุกไปหาจำเลยที่ 2 ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ จำเลยที่ 2 พาหญิงสาวอีก 3 คนมานั่งแทนหญิงสาว 3 คนเดิมที่ลุกออกไปอีก จำเลยที่ 2 แจ้งว่าค้างคืนคิดค่าบริการ 1,500 บาท ค่าบริการชั่วคราว 400 บาท สิบตำรวจตรีเอนกเลือกนางสาวฝน พลตำรวจอุเทนเลือกนางสาวอิ๋ว สิบตำรวจเอกชาญวิทย์ได้มอบธนบัตรฉบับละ 500 บาท 2 ฉบับ ที่ได้ถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานก่อนแล้วให้จำเลยที่ 2 ที่นำไปให้จำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ จำเลยที่ 1 มอบเงิน 200 บาท ให้จำเลยที่ 2 นำมาทอนคืนให้กับสิบตำรวจเอกชาญวิทย์ จากนั้นนางสาวฝนกับนางสาวอิ๋วพาสิบตำรวจตรีเอนกและพลตำรวจอุเทนไปที่ห้องเล็กๆ ภายในมีเตียง ฟูก และโต๊ะเครื่องแป้งที่มีอยู่หลายห้องด้านหลังร้านเกิดเหตุ สิบตำรวจเอกชาญวิทย์เบิกความอีกว่า จากนั้นพยานไปเข้าห้องน้ำและใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่แจ้งให้ร้อยตำรวจเอกชำนาญกับพวกพากันเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสี่กับหญิงสาว 8 ถึง 9 คน ในร้านเกิดเหตุ กับยึดได้ธนบัตรฉบับละ 500 บาท 2 ฉบับ ที่สิบตำรวจเอกชาญวิทย์มอบให้จำเลยที่ 2 ไปอยู่ในลิ้นชักโต๊ะแคชเชียร์ที่เคาน์เตอร์เป็นของกลางเห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามปากเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มาก่อน ได้เบิกความถึงการปฏิบัติหน้าที่ราชการของตนตามที่รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเชื่อว่าเบิกความตามจริง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เบิกความว่า ได้เข้าทำงานในร้านเกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 ซึ่งเป็นวันก่อนเกิดเหตุถึง 2 วัน จึงน่าที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จะได้เห็นพฤติการณ์และรู้ได้ว่าหญิงสาวที่ถูกจับกุมในร้านเกิดเหตุพร้อมกันด้วยนั้นค้าประเวณี เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในวันเกิดเหตุตามที่พยานโจทก์เบิกความมาแล้วข้างต้นเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ได้รู้เห็นสนับสนุนการจัดหาเพื่อการค้าประเวณีของหญิงสาวเหล่านั้นในที่เกิดเหตุด้วย และที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องนายดำหริ เจ้าของร้านที่เกิดเหตุ และข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ว่า นายดำหริกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในความผิดตามมาตรา 9 ได้ เห็นว่า นายดำหริไม่ได้ถูกจับกุมดำเนินคดีด้วยจึงไม่จำต้องบรรยายฟ้องเกี่ยวกับนายดำหริในคำฟ้องคดีนี้และเนื่องจากการกระทำผิดตามมาตรา 9 เกลื่อนกลืนอยู่ในความผิดตามมาตรา 11 อยู่แล้ว ดังนั้น แม้โจทก์ไม่ได้ฟ้องนายดำหริมาด้วย ศาลก็ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในความผิดตามที่พิจารณาได้ความได้

มีปัญหาต่อไปว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดคดีนี้มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อายุเกิน 20 ปีบริบูรณ์ถือได้ว่ามีความรู้สึกผิดชอบดีแล้ว ได้กระทำความผิดไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะกระทบต่อสังคมโดยส่วนรวม จึงไม่มีเหตุอันควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้ ส่วนฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยในคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 282 วรรคแรก
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นางสาว ธ. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
ธนัท วิรบุตร์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2348/2552
#501357
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ.2533 มีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการ การเรียน การสอน การวิจัยและทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมเป็นหลัก ส่วนการดำเนินภารกิจด้านฟาร์มธุรกิจเป็นเพียงเพื่อประโยชน์ในการเรียน การสอน และการวิจัย มิใช่เป็นการดำเนินธุรกิจเป็นเอกเทศเพื่อประโยชน์ทางการค้าเป็นสำคัญ และหากจะมีผลกำไรขึ้นมาบ้างก็เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า การซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ที่มีกำหนดอายุความ 2 ปี และกรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตาม มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพขั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมปรับแปลง ถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม พาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเป็นหน่วยงานของโจทก์ มีหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางของสำนักวิชาการในการดำเนินภารกิจด้านการเรียนการสอน การวิจัยและฟาร์มธุรกิจโดยโจทก์มีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทวี รักษาการแทนอธิการบดีเป็นผู้ทำการแทน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้านม ผลิตภัณฑ์จากนมและน้ำผลไม้ทุกชนิด จำเลยที่ 1 เลิกห้างเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ชำระบัญชีขณะฟ้องยังมิได้มีการยื่นคำขอจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อนมชนิดต่างๆ จากฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีหน่วยงานของโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน 411,807 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับมอบนมที่ซื้อแต่ละครั้ง ณ หน่วยงานของโจทก์ดังกล่าวไปครบถ้วนแล้ว โดยตกลงชำระค่านมเป็นรายเดือน ตามวันที่กำหนดไว้ในใบวางบิลของโจทก์ ดังนี้คือ ระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อนมชนิดต่างๆ ไปจากโจทก์รวม 17 ครั้ง เป็นเงิน 142,488.95 บาท กำหนดชำระเงินในวันที่ 31 สิงหาคม 2541 ระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม 2541 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อนมชนิดต่างๆ ไปจากโจทก์ รวม 8 ครั้ง เป็นเงิน 76,183.85 บาท กำหนดชำระเงินในวันที่ 25 กันยายน 2551 ระหว่างวันที่ 18 สิงหาคม 2541 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อนมชนิดต่างๆ ไปจากโจทก์ รวม 12 ครั้ง เป็นเงิน 82,431.40 บาท กำหนดชำระเงินในวันที่ 25 กันยายน 2541 ระหว่างวันที่ 2 กันยายน 2541 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อนมชนิดต่างๆ ไปจากโจทก์ รวม 10 ครั้ง เป็นเงิน 50,894.30 บาท กำหนดชำระเงินในวันที่ 25 ตุลาคม 2541 ระหว่างวันที่ 16 กันยายน 2541 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อนมชนิดต่างๆ ไปจากโจทก์ รวม 7 ครั้ง เป็นเงิน 39,592 บาท กำหนดชำระเงินในวันที่ 25 ตุลาคม 2541 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อนมชนิดต่างๆ ไปจากโจทก์ รวม 4 ครั้ง เป็นเงิน 20,216.50 บาท กำหนดชำระเงินในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2541 ครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินค่านมแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2544 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดเวลาที่แจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2544 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 จำนวน 83,674.32 บาท และ 8,800.26 บาท ตามลำดับ รวมดอกเบี้ยทั้งหมด 92,474.58 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น 504,281.58 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 504,281.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 411,807 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาซื้อขายนมกับโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลย โจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2541 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 504,281.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 411,807 บาท นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2544 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 411,807 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 142,488.95 บาท นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2541 ต้นเงิน 76,183.85 บาท และ 82,431.40 บาท นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2541 ต้นเงิน 50,894.30 บาท และ 39,592 บาท นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2541 และต้นเงิน 20,216.50 บาท นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ.2533 มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับแปลง ถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเป็นหน่วยงานหนึ่งของโจทก์ มีหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางของสำนักวิชาการในการดำเนินภารกิจด้านการเรียนการสอน การวิจัยและฟาร์มธุรกิจ โดยโจทก์มีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทวี รักษาการแทนอธิการบดีเป็นผู้ทำการแทน กับมีรองศาสตราจารย์ ดร.กนกเป็นผู้รักษาการแทนผู้จัดการฟาร์มมหาวิทยาลัยตามคำสั่งสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีและคำสั่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เอกสารหมาย จ.2 และ จ.24 ตามลำดับ และมีนางอมรรัตน์ เป็นผู้ช่วยผู้จัดการฟาร์มมหาวิทยาลัยมีหน้าที่เป็นผู้ติดต่อประสานงานและกำหนดแผนการตลาดตามผังสายงานเอกสารหมาย จ.23 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนินิบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.3

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ซื้อนมชนิดต่างๆ ไปจากโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางอมรรัตน์เบิกความยืนยันว่าเดือนมกราคม 2541 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้มาติดต่อกับโจทก์ขอเป็นตัวแทนจำหน่ายนม ดร.กนกจึงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จัดทำแผนการเป็นตัวแทนมาให้โจทก์พิจารณาเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2541 พยานได้ส่งใบขอเสนอราคาสินค้าทางโทรสารไปให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 พิจารณาตามเอกสารหมาย จ.21 และวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์เสนอให้บริษัทโคราชโพทรีย์ จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายนมให้แก่โจทก์ นายประเสริฐ และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทดังกล่าว จึงตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ขึ้นมาเพื่อจำหน่ายนมให้แก่โจทก์ จากนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อซื้อขายนมกัน และมีนายอุเทน เบิกความสนับสนุนว่า การซื้อขายนมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีการตกลงราคาระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ตามสำเนาใบเสนอราคาสินค้าและสำเนารายการสั่งสินค้าเอกสารหมาย จ.21 และ จ.22 เห็นว่า ตามสำเนาใบขอเสนอราคาสินค้าเอกสารหมาย จ.21 นางอมรรัตน์ได้ทำรายการเสนอราคาสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2541 และระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าไว้ด้วยว่า "เวลาสั่งสินค้า 09.00 ถึง 10.00 น. โดยการโทรสารหมายเลข 216523 ถึงคุณเพชรา" ซึ่งตามสำเนารายการสั่งสินค้าเอกสารหมาย จ.22 ก็ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 2 ได้โทรสารสั่งซื้อนมไปยังบุคคลชื่อเพชรา ที่หมายเลขโทรสาร 216523 ตรงตามที่นางอมรรัตน์ระบุไว้ในใบขอเสนอราคาสินค้า อีกทั้งหัวกระดาษรายการสั่งสินค้าดังกล่าวก็มีชื่อของจำเลยที่ 1 ปรากฏอยู่ด้วย นอกจากนี้นายอุเทนยังเบิกความอีกว่า ก่อนมีข้อพิพาทในคดีนี้ จำเลยที่ 1 เคยสั่งซื้อนมจากโจทก์หลายครั้ง จำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็คชำระเงินให้แก่โจทก์ โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินได้ทุกครั้งตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.5 (รวม 9 ฉบับ) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คเอกสารหมาย จ.5 ทุกฉบับกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในใบแต่งทนายความ ฉบับลงวันที่ 22 สิงหาคม 2544 แล้วเหมือนกันจึงเชื่อว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.5 พร้อมกับประทับตราของจำเลยที่ 1 ทั้งตามเช็คเอกสารหมาย จ.5 ฉบับแรกลงวันที่สั่งจ่ายวันที่ 16 มีนาคม 2541 ส่วนฉบับต่อๆ มาลงวันที่ 21 สิงหาคม 2541 จึงสอดคล้องกับคำเบิกความของนายอุเทนว่า ระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อนมชนิดต่างๆ จากโจทก์หลายครั้ง รวมเป็นเงิน 411,807 บาท ตามใบส่งของและใบวางบิลเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.12 ซึ่งตามใบวางบิลเอกสารหมาย จ.7 กำหนดให้ชำระเงินในวันที่ 31 สิงหาคม 2541 อันเป็นช่วงเวลาชำระเงินต่อจากเช็คเอกสารหมาย จ.5 ฉบับที่ 9 และโจทก์มีนางสาววนิดา ผู้ทำบัญชีรายรับของโจทก์เบิกความยืนยันว่า ตามใบส่งของและใบวางบิลเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.12 มีนายสมบูรณ์ นายชาตรี นายสุวิท พนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับสินค้าในใบส่งของและใบวางบิล โดยเบิกความอย่างละเอียดว่า ในวันใดพนักงานคนใดลงลายมือชื่อในใบส่งของหรือใบวางบิลฉบับใดซึ่งจำเลยทั้งสามไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 กระทำการติดต่อสั่งซื้อนมจากโจทก์ในนามของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้รับสินค้าครบถ้วนแล้วคงค้างชำระค่านมแก่โจทก์จำนวน 411,807 บาท ตามฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) หรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่าโจทก์ดำเนินการทางฟาร์มธุรกิจจึงเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่นรวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง" แต่โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ.2533 มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับแปลง ถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเป็นหน่วยงานหนึ่งของโจทก์ มีหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางของสำนักวิชาการในการดำเนินภารกิจด้านการเรียนการสอน การวิจัยและฟาร์มธุรกิจ ดังนั้นวัตถุประสงค์ของโจทก์และการดำเนินภารกิจของฟาร์มดังกล่าวจึงมุ่งเน้นในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการ การเรียนการสอน การวิจัยและทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมเป็นหลัก ส่วนการดำเนินภารกิจด้านฟาร์มธุรกิจก็เป็นเพียงเพื่อประโยชน์ในการเรียนการสอน และการวิจัย มิใช่เป็นการดำเนินธุรกิจเป็นเอกเทศเพื่อประโยชน์ทางการค้าเป็นสำคัญ และหากจะมีผลกำไรขึ้นมาบ้างก็เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า การซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) กำหนดอายุความ 2 ปี ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา และกรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดคิวมิค กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
พรเพชร วิชิตชลชัย
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา