คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 690/2552
#497953
เปิดฉบับเต็ม

คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางที่ว่าคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 (1) อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ย่อมเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง

จำเลยที่ 1 ทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งนักบิน หากจำเลยที่ 1 ไม่ผ่านการฝึกอบรมตามสัญญาให้ทุนฝึกอบรมต่างประเทศจำเลยที่ 1 จะไม่สามารถทำหน้าที่ขับเครื่องบินที่โจทก์นำมาใช้ในสายการบินของโจทก์ได้ การฝึกอบรมมีผลทำให้จำเลยที่ 1 มีคุณวุฒิเพิ่มขึ้น ย่อมเป็นที่ต้องการของบริษัทอื่น ข้อกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องกลับมาทำงานกับโจทก์มิฉะนั้นต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมคืนและเสียเบี้ยปรับจึงเป็นข้อหามที่มีลักษณะเพื่อปกป้องกิจการของโจทก์ไม่ให้สูญเสียพนักงานเป็นข้อตกลงที่สามารถกระทำได้ ทั้งจำเลยที่ 1 สามารถจะเลือกได้ว่าจะกลับมาทำงานกับโจทก์หรือชดใช้ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมคืนให้โจทก์พร้อมทั้งเสียเบี้ยปรับ 3 เท่าของจำนวนเงินที่จะต้องชดใช้คืน ข้อกำหนดเบี้ยปรับ 3 เท่า ดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อกำหนดที่ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ แต่โจทก์ส่งจำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมเพียง 14 วัน โดยประมาณการค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมไว้ 300,000 บาท และโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ไปเพียง 223,871.70 บาท ข้อกำหนดที่ให้จำเลยที่ 1 ต้องกลับมาทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งและหน้าที่ที่โจทก์กำหนดเป็นเวลาถึง 3 ปี เป็นการทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติศาลฎีกาให้มีผลบังคับได้เพียง 1 ปี เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการขนส่งสินค้าและคนโดยสารทางอากาศทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์เข้าทำงานเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 ในตำแหน่งนักบินที่ 2 ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้ทุนฝึกอบรมต่างประเทศกับโจทก์เพื่อไปฝึกอบรมหลักสูตร Flight Simulator Training (การฝึกบินกับเครื่องจำลองการบิน) ณ ศูนย์ฝึกอบรมของ PT. Grahadi Angkasa (พีที. กราฮาดิ แองกาซ่า) เมืองจาการ์ต้า สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ตั้งแต่วันที่ 14 ถึงวันที่ 27 มกราคม 2546 เป็นเวลา 14 วัน (รวมวันเดินทาง 2 วัน) โดยตกลงกันว่าโจทก์เป็นผู้รับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและค่าตอบแทนในระหว่างการฝึกอบรมให้แก่จำเลยที่ 1 คือ ค่าฝึกอบรม ค่าที่พัก ค่าเบี้ยเลี้ยงพนักงาน ค่าเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่กรมการบินพาณิชย์ ค่าตั๋วเครื่องบิน ครูฝึกบิน และค่าภาษีสนามบินเ เมื่อสำเร็จการฝึกอบรมแล้ว จำเลยที่ 1 จะกลับมาทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งและหน้าที่ที่โจทก์กำหนดเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือ 1,095 วัน หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปในการฝึกอบรมรวมทั้งค่าตอบแทนที่จำเลยที่ 1 ได้รับไปในระหว่างการฝึกอบรมคืนให้แก่โจทก์ทั้งหมด และยอมใช้ค่าเสียหายอีก 3 เท่า ของจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องคืนให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ทวงถาม โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ได้เดินทางไปฝึกอบรมจนจบหลักสูตรแล้ว โดยโจทก์เสียค่าใช้จ่ายซึ่งได้แก่ค่าฝึกอบรมในประเทศ ค่าเครื่องจำลองการบิน ค่าฝึกกับเครื่องบินแบบที่ไม่มีการเคลื่อนไหว ค่าฝึกกับเครื่องบินแบบที่มีการเคลื่อนไหว ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ค่าพาหนะ ค่าเบี้ยเลี้ยงนักบิน ค่าเบี้ยเลี้ยงครูฝึก ค่าเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่กรมการบินพาณิชย์ ค่าตั๋วเครื่องบินนักบินค่าตั๋วเครื่องบินครูฝึก ค่าตั๋วเครื่องบินเจ้าหน้าที่กรมการบินพาณิชย์ค่าภาษีสนามบิน และค่าที่พัก รวมเป็นเงิน 397,857.29 บาท แต่จำเลยที่ 1 กลับมาทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งนักบินที่ 2 เพียง 352 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2547 จำเลยที่ 1 ก็ลาออกจากการเป็นลูกจ้างโจทก์ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2547 ไปทำงานในตำแหน่งนักบินกับบริษัทอื่นซึ่งประกอบกิจการเช่นเดียวกับโจทก์อันเป็นการผิดสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม 397,857.29 บาท และใช้ค่าเสียหายอีก 3 เท่า คิดเป็นเงิน 1,193,571.87 บาท รวมเป็นเงิน 1,591,429.16 บาท ให้โจทก์แต่จำเลยที่ 1 ทำงานชดใช้แล้ว 352 วัน คิดเป็นเงิน 511,582.71 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้อีก 1,079,846,45 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันจำเลยที่ 1 ลาออก โดยจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดด้วย เฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 84,316.78 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 1,164,163.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 1,079,846.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 ทำงานโดยตกลงจ่ายค่าจ้างและค่าตำแหน่งให้จำเลยที่ 1 ด้วยการนำฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ทุกๆ วันที่ 15 ของเดือน และเมื่อจำเลยที่ 1 ฝึกอบรมสำเร็จแล้วโจทก์จะเพิ่มเงินค่าตำแหน่งให้จำเลยที่ 1 และย้อนหลังไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2545 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2546 รวม 9 เดือน คิดเป็นเงิน 45,000 บาท แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ฝึกอบรมเสร็จและกลับไปทำงานให้โจทก์แล้ว โจทก์กลับผิดสัญญาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงและสภาพการจ้าง โดยโจทก์กำหนดค่าจ้างและค่าตำแหน่งให้จำเลยที่ 1 ต่ำกว่ามาตรฐานทั่วๆ ไป ทั้งไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าตำแหน่งและค่าล่วงเวลาให้จำเลยที่ 1 ตามกำหนดเพื่อบีบบังคับจำเลยที่ 1 จนจำเลยที่ 1 ไม่สามารถทนทำงานกับโจทก์ต่อไปได้ จำเลยที่ 1 จึงได้ลาออกโดยไม่ใช่เป็นความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ทุนคืนให้แก่โจทก์ ค่าฝึกอบรมในประเทศไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่ระบุไว้ในสัญญา ส่วนค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ค่าเบี้ยเลี้ยงครูฝึก ค่าตั๋วเครื่องบินครูฝึกและค่าตั๋วเครื่องบินเจ้าหน้าที่กรมการบินพาณิชย์ตามที่โจทก์ฟ้องเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์จะต้องเสียอยู่แล้วเพราะมีการฝึกอบรมพนักงานหลายคน ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเฉพาะแต่การฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 เพียงลำพัง ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านบุคลากรอันเป็นต้นทุนในทางธุรกิจของโจทก์อยู่แล้ว และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเพราะสามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ทั้งจำเลยที่ 1 ได้ทำงานให้โจทก์โดยได้รับค่าจ้างและค่าตอบแทนต่ำกว่ามาตรฐานมาเป็นเวลาเพียงพอแก่ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมแล้ว โจทก์กำหนดค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับจำนวน 3 เท่า ของจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องคืนให้แก่โจทก์และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขึ้นเองตามอำเภอใจเพื่อผูกมัดจำเลยที่ 1 ไม่ให้ได้รับความเจริญก้าวหน้า เป็นข้อตกลงที่ทำให้จำเลยทั้งสองต้องรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ไม่มีผลบังคับและสัญญาให้ทุนฝึกอบรมต่างประเทศระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาในทางแพ่งทั่วๆ ไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อศาลแรงงานกลาง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นเรื่องคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานหรือไม่แล้ว อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางที่ 143/2547

ศาลแรงงานกลางพิจารณาประเด็นอื่นแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการขนส่งทางอากาศทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งนักบินที่ 2 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 ให้ค่าจ้างเป็นเงินเดือนเดือนละ 40,000 บาท กับค่าตำแหน่งเดือนละ 15,000 บาท รวมเป็นเงิน 55,000 บาท ตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2546 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาให้ทุนฝึกอบรมต่างประเทศเพื่อให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับทุนเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกบินกับเครื่องจำลองการบินที่ศูนย์ฝึกอบรม พีที. กราฮาดิ แองกาซา เมืองจาการ์ต้า สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มีกำหนด 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 ถึงวันที่ 27 มกราคม 2546 ตามเอกสารหมาย จ.5 มีสาระสำคัญว่าโจทก์จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ตามรายการและค่าใช้จ่ายที่ประมาณการไว้ ซึ่งเมื่อคิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 43 บาท จะเป็นเงินไทยประมาณ 300,000 บาท เมื่อฝึกอบรมเสร็จแล้วจำเลยที่ 1 จะกลับมาทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งและหน้าที่ที่โจทก์กำหนดเป็นเวลา 3 ปี หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมที่โจทก์ได้จ่ายไปทั้งหมดคืนให้แก่โจทก์และยอมใช้ค่าเสียหายอีก 3 เท่า ของจำนวนเงินที่จะต้องชดใช้คืน ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ทำสัญญาแล้วโจทก์ได้ส่งจำเลยที่ 1 และนักบินอื่นรวม 10 คน ไปฝึกอบรมภายในประเทศที่บริษัทไทยเจเนอรัล อเวชั่น เทคโนโลยี จำกัด แล้วจึงส่งจำเลยที่ 1 และนาวาอากาศตรีไพรรัตน์ พร้อมด้วยครูฝึกบิน 1 คน กับเจ้าหน้าที่ควบคุมดูแลและรับรองการฝึกอบรมของกรมการบินพาณิชย์อีก 1 คนเดินทางไปฝึกอบรมตามวันเวลาที่กำหนดจนแล้วเสร็จโดยโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้กลับมาทำงานกับโจทก์ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2546 จนถึงวันที่ 14 มกราคม 2547 รวม 352 วัน โดยโจทก์ไม่ได้ให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม จำเลยที่ 1 จึงลาออกไปทำงานกับสายการบินอื่นที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า ระหว่างจำเลยที่ 1 ยังทำงานอยู่นั้นโจทก์จ่ายค่าจ้างไม่ตรงตามกำหนด แต่ติดค้างเฉพาะค่าจ้างช่วงวันที่ 15 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2547 และโจทก์นำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่าสัญญาให้ทุนฝึกอบรมต่างประเทศระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 6 ระบุว่า เมื่อสำเร็จการฝึกอบรมตามกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 จะทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งและหน้าที่ที่โจทก์ได้กำหนดเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี จำเลยที่ 1 ฝึกอบรมเสร็จเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2546 และเดินทางกลับมาทำงานกับโจทก์ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2546 แต่จำเลยที่ 1 ได้ลาออกจากงานเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2547 เพื่อไปทำงานที่แห่งใหม่ที่เจริญก้าวหน้ากว่า รวมระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ทำงานให้โจทก์เพียง 352 วัน ไม่ครบ 3 ปี ตามที่ตกลงกันไว้ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ผิดสัญญาหรือเป็นฝ่ายเลิกจ้างเลิกสัญญา แม้โจทก์จะจ่ายค่าจ้างไม่ตรงตามกำหนด แต่ก่อนเกิดกรณีพิพาท โจทก์ก็ไม่เคยติดค้างชำระค่าจ้างแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ถึงขนาดจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ทำงานกับโจทก์ให้ครบกำหนดระยะเวลาตามที่ตกลงกันไว้ จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ข้อตกลงกำหนดเบี้ยปรับ 3 เท่า ของจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมที่จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้คืนให้แก่โจทก์และข้อตกลงอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในสัญญาดังกล่าว ไม่เป็นข้อสัญญาหรือข้อตกลงที่ถึงขนาดทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยที่ 1 จนจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคสาม (2) และวรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 10 ตามที่จำเลยกล่าวอ้างเพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเบี้ยปรับมาตรา 379 ถึงมาตรา 385 และว่าด้วยดอกเบี้ย มาตรา 7 มาตรา 224 และมาตรา 654 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 14 บัญญัติให้คู่กรณีสามารถตกลงเบี้ยปรับผิดสัญญาและอัตราดอกเบี้ยกันได้ ซึ่งหากสูงเกินไปศาลก็ใช้ดุลพินิจลดลงได้ตามจำนวนที่พอสมควร จึงมีผลใช้บังคับ ค่าฝึกอบรมภายในประเทศไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่ระบุไว้ในสัญญาให้ทุนฝึกอบรมต่างประเทศเอกสารหมาย จ.5 โจทก์ไม่มีสิทธินำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายให้จำเลยที่ 1 รับผิด คู่มือพนักงานของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.6 ระบุให้พนักงานระดับผู้จัดการที่เดินทางไปปฏิบัติงานต่างประเทศในทวีปเอเชียมีสิทธิได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 50 ดอลลาร์สหรัฐจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของโจทก์ได้รับทุนเดินทางไปฝึกอบรมยังต่างประเทศเพื่อนำความรู้กลับมาทำงานให้เป็นประโยชน์แก่โจทก์ ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไปปฏิบัติงานของโจทก์ที่ต่างประเทศจึงมีสิทธิได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงตามคู่มือพนักงานดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธินำมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมเพียง 14 วัน จึงต้องรับผิดชอบค่าที่พักของตนเองเพียง 14 วัน ไม่ใช่ 1 เดือน ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปในการให้ทุนจำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมต่างประเทศซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้คืนให้แก่โจทก์จึงคิดเป็นเงินเพียง 223,871.70 บาท และเมื่อนำมูลค่าที่จำเลยที่ 1 ได้ทำงานชดใช้ให้โจทก์แล้ว 352 วัน มาหักออก จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้คืนและค่าปรับอีก 3 เท่า อันเป็นค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้โจทก์ตามข้อตกลงในสัญญาให้ทุนฝึกอบรมต่างประเทศ จึงรวมเป็นเงิน 607,622.56 บาท ซึ่งเมื่อพิจารณาทางได้เสียของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ต้องได้รับความเสียหายเดือดร้อนจากการสูญเสียบุคลากรที่เป็นนักบินให้แก่คู่แข่งทางธุรกิจ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 แม้จะไม่มากนัก ทั้งจำเลยที่ 1 ได้ทำงานชดใช้ให้แล้วบางส่วนและได้ประโยชน์จากการนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการลดหย่อนภาษีเงินได้ของโจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องทำงานกับโจทก์โดยได้รับค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมและไม่ตรงตามกำหนด ทั้งยังถูกติดค้างค่าจ้างในช่วงวันที่ 15 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2547 รวมตลอดถึงทางได้เสียอื่นๆ ของทั้งสองฝ่ายเปรียบเทียบกันแล้วสมควรลดค่าเสียหายดังกล่าวลงเหลือ 400,000 บาท และลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละ 7.5 ต่อปี พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวนที่โจทก์ขอ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางเพราะไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 บัญญัติว่า "ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องต่อไปนี้ (1) คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง..." และมาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด" ข้อเท็จจริงปรากฏว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยแล้วว่าคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 (1) อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามคำวินิจิของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางที่ 143/2547 คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 4 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการบินของกรมการบินพาณิชย์ หน่วยงานราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งในและระหว่างประเทศ และโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่ผ่านการฝึกอบรม จำเลยที่ 1 จะไม่สามารถทำงานในหน้าที่ขับเครื่องบิน 737-200 ที่โจทก์นำเข้ามาใช้ในสายการบินของโจทก์ได้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องออกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์กลับใช้อำนาจที่เหนือกว่ากำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องทำสัญญาให้ทุนฝึกอบรมกับโจทก์เพื่อผลักภาระความรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 อันเป็นการนอกเหนือสัญญาจ้างจึงไม่ผูกพันจำเลยทั้งสองและอุทธรณ์ว่า ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2545 โจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างพิเศษให้จำเลยที่ 1 ในการที่จำเลยที่ 1 ต้องทำงานในหน้าที่ผู้บริหารให้โจทก์ทุกเดือนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2545 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2546 เป็นเวลา 9 เดือน รวมเป็นเงิน 45,000 บาท แต่โจทก์ไม่จ่ายค่าจ้างพิเศษให้จำเลยที่ 1 อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถทนทำงานกับโจทก์ต่อไปได้จนจำเลยที่ 1 ต้องลาออก โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาให้ทุนฝึกอบรม จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า เป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางทั้งไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์นำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมทั้งหมดไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายของโจทก์จนทำให้กิจการของโจทก์ขาดทุนและโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี 2545 และปี 2546 อันเป็นการนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมทั้งหมดไปเป็นประโยชน์ของโจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสองชดใช้ให้แก่โจทก์จึงเป็นการไม่ถูกต้อง เห็นว่า เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางว่าโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ข้อตกลงในสัญญาให้ทุนฝึกอบรมต่างประเทศตามเอกสารหมาย จ.5 ที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องกลับมาทำงานกับโจทก์เป็นเวลา 3 ปี มิฉะนั้นต้องเสียเบี้ยปรับ 3 เท่า ของจำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้คืน และเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นข้อตกลงที่มิได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งเสรีภาพเพราะจำเลยที่ 1 อยู่ในภาวะจำยอมต้องเข้าทำสัญญากับโจทก์ เนื่องจากได้ลาออกจากราชการมาทำงานเป็นลูกจ้างของโจทก์แล้ว และเป็นข้อตกลงที่ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับภาระสูงเกินกว่าที่ควร จึงเป็นข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นการอุทธรณ์ว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงานซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 5 ซึ่งมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น และจำเลยทั้งสองสามารถยกขึ้นอุทธรณ์ได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า สำหรับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี เป็นอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในขอบเขตซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 บัญญัติไว้ และศาลแรงงานกลางได้ลดอัตราให้เหลือร้อยละ 7.5 ต่อปีแล้ว จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ส่วนข้อกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องกลับมาทำงานกับโจทก์ มิฉะนั้นต้องเสียเบี้ยปรับ 3 เท่า ของจำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้คืน ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนทำสัญญาจำเลยที่ 1 ทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งนักบินอยู่แล้วและปรากฏตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ผ่านการฝึกอบรมตามสัญญาให้ทุนฝึกอบรมต่างประเทศเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 1 จะไม่สามารถทำหน้าที่ขับเครื่องบิน 737-200 ที่โจทก์นำมาใช้ในสายการบินของโจทก์ได้ แสดงว่าการฝึกอบรมมีผลทำให้จำเลยที่ 1 มีคุณวุฒิในการขับเครื่องบินเพิ่มขึ้น ย่อมเป็นที่ต้องการของบริษัทอื่นเพราะไม่ต้องลงทุนส่งคนไปฝึกอบรม ข้อกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องกลับมาทำงานกับโจทก์มิฉะนั้นต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมคืนและเสียเบี้ยปรับจึงเป็นข้อห้ามที่มีลักษณะเพื่อปกป้องกิจการของโจทก์ไม่ให้สูญเสียพนักงานที่อุตส่าห์ลงทุนส่งไปฝึกอบรมจนมีคุณวุฒิในการขับเครื่องบินตามกฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการบินของกรมการบินพาณิชย์ จึงเป็นข้อตกลงที่สามารถกระทำได้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 โดยมุ่งหวังที่จะได้พนักงานที่มีคุณสมบัติตามที่โจทก์ต้องการไว้ทำงานกับโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์จากการฝึกอบรมโดยมีคุณวุฒิในการขับเครื่องบินเพิ่มขึ้นทั้งจำเลยที่ 1 สามารถจะเลือกเอาได้ว่าจะกลับมาทำงานกับโจทก์หรือชดใช้ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมคืนให้โจทก์พร้อมทั้งเสียเบี้ยปรับ 3 เท่า ของจำนวนเงินที่จะต้องชดใช้คืน ข้อกำหนดเบี้ยปรับ 3 เท่า ดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อกำหนดที่ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ แต่โจทก์ส่งจำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมเพียง 14 วัน (รวมทั้งวันเดินทาง 2 วัน) โดยประมาณการค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมไว้ 300,000 บาท และศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ไปเพียง 223,871.70 บาท ข้อกำหนดที่ให้จำเลยที่ 1 ต้องกลับมาทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งและหน้าที่ที่โจทก์กำหนดเป็นเวลาถึง 3 ปี จึงเป็นข้อกำหนดที่ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ จึงให้มีผลบังคับได้เพียง 1 ปี เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ไป 223,871.70 บาท จำเลยที่ 1 ต้องกลับมาทำงานชดใช้เป็นเวลา 1 ปี หรือ 365 วัน เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ทำงานให้โจทก์แล้ว 352 วัน จำนวนค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมที่จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้คืนให้แก่โจทก์จึงคิดเป็นเงิน 7,973.52 บาท และเบี้ยปรับ 3 เท่า ของจำนวนเงินที่จะต้องชดใช้คืนเป็นเงิน 23,920.56 บาท จึงรวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันชดใช้ให้แก่โจทก์ 31,894.08 บาท"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 31,894.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 ม. 9
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทภูเก็ต แอร์ไลน์ จำกัด
นายหรือว่าที่ นาวาอากาศตรี
จำเลย — หรือนาวาอากาศตรีมนัส รัตนสิงขร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 690/2552
#501484
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี เป็นอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในขอบเขตซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 บัญญัติไว้ และศาลแรงงานกลางได้ลดอัตราให้เหลือร้อยละ 7.5 ต่อปีแล้ว จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ส่วนข้อกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องกลับมาทำงานกับโจทก์ มิฉะนั้นต้องเสียเบี้ยปรับ 3 เท่า ของจำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้คืน ข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนทำสัญญาจำเลยที่ 1 ทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งนักบินอยู่แล้วและปรากฏตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ผ่านการฝึกอบรมตามสัญญาให้ทุนฝึกอบรมต่างประเทศ จำเลยที่ 1 จะไม่สามารถทำหน้าที่ขับเครื่องบิน 737-200 ที่โจทก์นำมาใช้ในสายการบินของโจทก์ได้ แสดงว่าการฝึกอบรมมีผลทำให้จำเลยที่ 1 มีคุณวุฒิในการขับเครื่องบินเพิ่มขึ้น ย่อมเป็นที่ต้องการของบริษัทอื่นเพราะไม่ต้องลงทุนส่งคนไปฝึกอบรม ข้อกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องกลับมาทำงานกับโจทก์มิฉะนั้นต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมคืนและเสียเบี้ยปรับจึงเป็นข้อห้ามที่มีลักษณะเพื่อปกป้องกิจการของโจทก์ไม่ให้สูญเสียพนักงานที่อุตส่าห์ลงทุนส่งไปฝึกอบรมจนมีคุณวุฒิในการขับเครื่องบินตามกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการบินของกรมการบินพาณิชย์ จึงเป็นข้อตกลงที่สามารถกระทำได้ โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 โดยมุ่งหวังที่จะได้พนักงานที่มีคุณสมบัติตามที่โจทก์ต้องการไว้ทำงานกับโจทก์ และจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์จากการฝึกอบรมโดยมีคุณวุฒิในการขับเครื่องบินเพิ่มขึ้น ทั้งจำเลยที่ 1 สามารถจะเลือกเอาได้ว่าจะกลับมาทำงานกับโจทก์หรือชดใช้ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมคืนให้โจทก์พร้อมทั้งเสียเบี้ยปรับ 3 เท่า ของจำนวนเงินที่จะต้องชดใช้คืน ข้อกำหนดเบี้ยปรับดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อกำหนดที่ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ แต่โจทก์ส่งจำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมเพียง 14 วัน (รวมทั้งวันเดินทาง 2 วัน) โดยประมาณการค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมไว้ 300,000 บาท และศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ไปเพียง 223,871.70 บาท ข้อกำหนดที่ให้จำเลยที่ 1 ต้องกลับมาทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งและหน้าที่ที่โจทก์กำหนดเป็นเวลาถึง 3 ปี จึงเป็นข้อกำหนดที่ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ จึงให้มีผลบังคับได้เพียง 1 ปี เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการขนส่งสินค้าและคนโดยสารทางอากาศทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์เข้าทำงานเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 ในตำแหน่งนักบินที่ 2 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้ทุนฝึกอบรมต่างประเทศกับโจทก์เพื่อไปฝึกอบรมหลักสูตร Flight Simulator Training (การฝึกบินกับเครื่องจำลองการบิน) ณ ศูนย์ฝึกอบรมของ PT. Grahadi Angkasa (พีที. กราฮาดิแองกาซา) เมืองจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ตั้งแต่วันที่ 14 ถึงวันที่ 27 มกราคม 2546 เป็นเวลา 14 วัน (รวมวันเดินทาง 2 วัน) โดยตกลงกันว่าโจทก์เป็นผู้รับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและค่าตอบแทนในระหว่างการฝึกอบรมให้แก่จำเลยที่ 1 คือ ค่าฝึกอบรม ค่าที่พัก ค่าเบี้ยเลี้ยงพนักงาน ค่าเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่กรมการบินพาณิชย์ ค่าเบี้ยเลี้ยงครูฝึกบิน ค่าตั๋วเครื่องบินพนักงาน ค่าตั๋วเครื่องบินเจ้าหน้าที่กรมการบินพาณิชย์ค่าเบี้ยเลี้ยงครูฝึกบิน ค่าตั๋วเครื่องบินพนักงาน ค่าตั๋วเครื่องบินเจ้าหน้าที่กรมการบินพาณิชย์ ค่าตั๋วเครื่องบินครูฝึกบิน และค่าภาษีสนามบิน เมื่อสำเร็จการฝึกอบรมแล้วจำเลยที่ 1 จะกลับมาทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งและหน้าที่ที่โจทก์กำหนดเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือ 1,095 วัน หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปในการฝึกอบรมรวมทั้งค่าตอบแทนที่จำเลยที่ 1 ได้รับไปในระหว่างการฝึกอบรมคืนให้แก่โจทก์ทั้งหมด และยอมใช้ค่าเสียหายอีก 3 เท่าของจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องคืนให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่โจทก์ทวงถาม โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 ได้เดินทางไปฝึกอบรมจนจบหลักสูตรแล้ว โดยโจทก์เสียค่าใช้จ่ายซึงได้แก่ค่าฝึกอบรมในประเทศ ค่าเครื่องจำลองการบิน ค่าฝึกกับเครื่องบินแบบที่ไม่มีการเคลื่อนไหว ค่าฝึกกับเครื่องบินแบบที่มีการเคลื่อนไหว ค่าธรรมเนียมการโอนเงินค่าพาหนะ ค่าเบี้ยเลี้ยงนักบิน ค่าเบี้ยเลี้ยงครูฝึก ค่าเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่กรมการบินพาณิชย์ ค่าตั๋วเครื่องบินนักบิน ค่าตั๋วเครื่องบินครูฝึก ค่าตั๋วเครื่องบินเจ้าหน้าที่กรมการบินพาณิชย์ ค่าภาษีสนามบิน และค่าที่พัก รวมเป็นเงิน 397,857.29 บาท แต่จำเลยที่ 1 กับมาทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งนักบินที่ 2 เพียง 352 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2547 จำเลยที่ 1 ก็ลาออกจากการเป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2547 ไปทำงานในตำแหน่งนักบินกับบริษัทอื่นซึ่งประกอบกิจการเช่นเดียวกับโจทก์อันเป็นการผิดสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม 397,857.29 บาท และใช้ค่าเสียหายอีก 3 เท่า คิดเป็นเงิน 1,193,571.87 บาท รวมเป็นเงิน 1,591,429.16 บาท ให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ทำงานชดใช้แล้ว 352 วัน คิดเป็นเงิน 511,582.71 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้อีก 1,079,846.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันจำเลยที่ 1 ลาออก โดยจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดด้วยเฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 84,316.78 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ 1,164,163.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 1,079,846.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นเรื่องคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานหรือไม่แล้ว อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางที่ 143/2547

ศาลแรงงานกลางพิจารณาประเด็นอื่นแล้วฟ้องข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการขนส่งทางอากาศทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งนักบินที่ 2 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 ให้ค่าจ้างเป็นเงินเดือนเดือนละ 40,000 บาท กับค่าตำแหน่งเดือนละ 15,000 บาท รวมเป็นเงิน 55,000 บาท ตามสัญญาว่าจ้าง ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2546 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำตามสัญญาให้ทุนฝึกอบรมต่างประเทศเพื่อให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับทุนเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกบินกับเครื่องจำลองการบินที่ศูนย์ฝึกอบรม พีที. กราฮาดิแองกาซา เมืองจาการ์ตาสาธารณรัฐอินโดนีเซีย มีกำหนด 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 ถึงวันที่ 27 มกราคม 2546 มีสาระสำคัญว่า โจทก์จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ตามรายการและค่าใช้จ่ายที่ประมาณการไว้ ซึ่งเมื่อคิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 43 บาท จะเป็นเงินไทยประมาณ 300,000 บาท เมื่อฝึกอบรมเสร็จแล้วจำเลยที่ 1 จะกลับมาทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งและหน้าที่ที่โจทก์กำหนดเป็นเวลา 3 ปี หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมที่โจทก์ได้จ่ายไปทั้งหมดคืนให้แก่โจทก์และยอมใช้ค่าเสียหายอีก 3 เท่า ของจำนวนเงินที่จะต้องชดใช้คืน ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมทำสัญญาแล้วโจทก์ได้ส่งจำเลยที่ 1 และนักบินอื่นรวม 10 คน ไปฝึกอบรมภายในประเทศที่บริษัทไทยเจเนอรัล อเวชั่น เทคโนโลยี จำกัด แล้วจึงส่งจำเลยที่ 1 และนาวาอากาศตรีไพรรัตน์ พร้อมด้วยครูฝึกบินอีก 1 คน กับเจ้าหน้าที่ควบคุมดูแลและรับรองการฝึกอบรมของกรมการบินพาณิชย์อีก 1 คน เดินทางไปฝึกอบรมตามวันเวลาที่กำหนดจนแล้วเสร็จโดยโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้กลับมาทำงานกับโจทก์ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2546 จนถึงวันที่ 14 มกราคม 2547 รวม 352 วัน โดยโจทก์ไม่ได้ให้กำหนดให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม จำเลยที่ 1 จึงลาออกไปทำงานกับสายการบินอื่นที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า ระหว่างจำเลยที่ 1 ยังทำงานอยู่นั้นโจทก์จ่ายค่าจ้างไม่ตรงตามกำหนด แต่ติดค้างเฉพาะค่าจ้างช่วงวันที่ 15 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2547 และโจทก์นำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่าสัญญาให้ทุนฝึกอบรมต่างประเทศระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ข้อ 6 ระบุว่า เมื่อสำเร็จการฝึกอบรมตามกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 จะทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งและหน้าที่ที่โจทก์ได้กำหนดเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี จำเลยที่ 1 ฝึกอบรมเสร็จ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2546 และเดินทางกลับมาทำงานกับโจทก์ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2546 แต่จำเลยที่ 1 ได้ลาออกจากงานเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2547 เพื่อไปทำงานที่แห่งใหม่ที่เจริญก้าวหน้ากว่า รวมระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ทำงานให้โจทก์เพียง 352 วัน ไม่ครบ 3 ปี ตามที่ตกลงกันไว้ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ผิดสัญญาหรือเป็นฝ่ายเลิกจ้างสัญญา แม้โจทก์จะจ่ายค่าจ้างไม่ตรงตามกำหนด แต่ก่อนเกิดกรณีพิพาทโจทก์ก็ไม่เคยติดค้างชำระค่าจ้างแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ถึงขนาดจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ทำงานให้กับโจทก์ให้ครบกำหนดระยะเวลาตามที่ตกลงกันไว้ จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ข้อตกลงกำหนดเบี้ยปรับ 3 เท่า ของจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมที่จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้คืนให้แก่โจทก์และข้อตกลงอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในสัญญาดังกล่าวไม่เป็นข้อสัญญาหรือข้อตกลงที่ถึงขนาดทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยที่ 1 จนจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสาม (2) และวรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 10 ตามที่จำเลยกล่าวอ้างเพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเบี้ยปรับ มาตรา 397 ถึงมาตรา 385 และว่าด้วยดอกเบี้ย มาตรา 7 มาตรา 224 และมาตรา 654 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ 2541 มาตรา 14 บัญญัติให้คู่กรณีสามารถตกลงเบี้ยปรับผิดสัญญาและอัตราดอกเบี้ยกันได้ซึ่งหากสูงเกินไปศาลก็ใช้ดุลพินิจลดลงได้ตามจำนวนที่พอสมควร จึงมีผลใช้บังคับค่าฝึกอบรมภายในประเทศไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่ระบุไว้ในสัญญาให้ทุนฝึกอบรมต่างประเทศ โจทก์ไม่มีสิทธินำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายให้จำเลยที่ 1 รับผิด คู่มือพนักงานของโจทก์ ระบุให้พนักงานระดับผู้จัดการที่เดินทางไปปฎิบัติงานต่างประเทศในทวีปเอเชียมีสิทธิได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 50 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของโจทก์ได้รับทุนเดินทางไปฝึกอบรมยังต่างประเทศเพื่อนำความรู้กลับมาทำงานให้เป็นประโยชน์แก่โจทก์ ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไปปฏิบัติงานของโจทก์ที่ต่างประเทศจึงมีสิทธิได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงตามคู่มือพนักงานดังกล่าวโจทก์ไม่มีสิทธินำมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมเพียง 14 วัน จึงต้องรับผิดชอบค่าที่พักของตนเองเพียง 14 วัน ไม่ใช่ 1 เดือน ตามที่โจทก์กล่าวอ้างค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปในการให้ทุนจำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมต่างประเทศซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้คืนให้แก่โจทก์จึงคิดเป็นเงินเพียง 223,871.70 บาท และเมื่อนำมูลค่าที่จำเลยที่ 1 ได้ทำงานชดใช้ให้โจทก์แล้ว 352 วัน มาหักออก จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้คืนและค่าปรับอีก 3 เท่า อันเป็นค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้โจทก์ตามข้อตกลงในสัญญาให้ทุนฝึกอบรมต่างประเทศ จึงรวมเป็นเงิน 607,622.56 บาท ซึ่งเมื่อพิจารณาทางได้เสียของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ต้องได้รับความเสียหายเดือดร้อนจากการสูญเสียบุคลากรที่เป็นนักบินให้แก่คู่แข่งทางธุรกิจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 แม้จะไม่มากนัก ทั้งจำเลยที่ 1 ได้ทำงานชดใช้ให้แล้วบางส่วนและได้ประโยชน์จากการนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวหักเป็นค่าใช้จ่ายในการลดหย่อนภาษีเงินได้ของโจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องทำงานกับโจทก์โดยได้รับค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมและไม่ตรงตามกำหนด ทั้งยังถูกติดค้างค่าจ้างในช่วงวันที่ 15 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2547 รวมตลอดถึงทางได้เสียอื่น ๆ ของทั้งสองฝ่ายเปรียบเทียบกันแล้วสมควรลดค่าเสียหายดังกล่าวลงเหลือ 400,000 บาทและลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละ 7.5 ต่อปี พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวนที่โจทก์ขอ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "..ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ข้อตกลงในสัญญาให้ทุนฝึกอบรมต่างประเทศ ที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องกลับมาทำงานกับโจทก์เป็นเวลา 3 ปี มิฉะนั้นต้องเสียเบี้ยปรับ 3 เท่าของจำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่จำเลยที่ 1ต้องชดใช้คืน และเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นข้อตกลงที่มิได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งเสรีภาพเพราะจำเลยที่ 1 อยู่ในภาวะจำยอมต้องเข้าทำสัญญากับโจทก์ เนื่องจากได้ลาออกจากราชการมาทำงานเป็นลูกจ้างของโจทก์แล้ว และเป็นข้อตกลงที่ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับภาระสูงเกินกว่าที่ควร จึงเป็นข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมอันเป็นการอุทธรณ์ว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงานซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5 ซึ่งมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น และจำเลยทั้งสองสามารถยกขึ้นอุทธรณ์ได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า สำหรับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี เป็นอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในขอบเขตซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 บัญญัติไว้ และศาลแรงงานกลางได้ลดอัตราให้เหลือร้อยละ 7.5 ต่อปีแล้ว จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ส่วนข้อกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องกลับมาทำงานกับโจทก์ มิฉะนั้นต้องเสียเบี้ยปรับ 3 เท่า ของจำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้คืน ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนทำสัญญาจำเลยที่ 1 ทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งนักบินอยู่แล้วและปรากฏตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่ผ่านการฝึกอบรมตามสัญญาให้ทุนฝึกอบรมต่างประเทศ จำเลยที่ 1 จะไม่สามารถทำหน้าที่ขับเครื่องบิน 737-200 ที่โจทก์นำมาใช้ในสายการบินของโจทก์ได้ แสดงว่าการฝึกอบรมมีผลทำให้จำเลยที่ 1 มีคุณวุฒิในการขับเครื่องบินเพิ่มขึ้นย่อมเป็นที่ต้องการของบริษัทอื่นเพราะไม่ต้องลงทุนส่งคนไปฝึกอบรม ข้อกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องกลับมาทำงานกับโจทก์มิฉะนั้นต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมคืนและเสียเบี้ยปรับจึงเป็นข้อห้ามที่มีลักษณะเพื่อปกป้องกิจการของโจทก์ไม่ให้สูญเสียพนักงานที่อุตส่าห์ลงทุนไปฝึกอบรมจนมีคุณวุฒิในการขับเครื่องบินตามกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการบินของกรมการบินพาณิชย์ จึงเป็นข้อตกลงที่สามารถกระทำได้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 โดยมุ่งหวังที่จะได้พนักงานที่มีคุณสมบัติตามที่โจทก์ต้องการไว้ทำงานกับโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์จากการฝึกอบรมโดยมีคุณวุฒิในการขับเครื่องบินเพิ่มขึ้น ทั้งจำเลยที่ 1 สามารถจะเลือกเอาได้ว่าจะกลับมาทำงานกับโจทก์หรือชดใช้ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมคืนให้โจทก์พร้อมทั้งเสียเบี้ยปรับ 3 เท่า ของจำนวนเงินที่จะต้องชดใช้คืน ข้อกำหนดเบี้ยปรับ 3 เท่า ดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อกำหนดที่ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ แต่โจทก์สั่งจำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมเพียง 14 วัน (รวมทั้งวันเดินทาง 2 วัน) โดยประมาณการค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมไว้ 300,000 บาท และศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ไปเพียง 223,871.70 บาท ข้อกำหนดที่ให้จำเลยที่ 1 ต้องกลับมาทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งและหน้าที่ที่โจทก์กำหนดเป็นเวลาถึง 3 ปี จึงเป็นข้อกำหนดที่ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ จึงให้มีผลบังคับได้เพียง 1 ปี เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ไป 223,871.70 บาท จำเลยที่ 1 ต้องกลับมาทำงานชดใช้เป็นเวลา 1 ปีหรือ 365 วัน เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ทำงานให้โจทก์แล้ว 352 วัน จำนวนค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมที่จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้คืนให้แก่โจทก์จึงคิดเป็นเงิน 7,973.52 บาท และเบี้ยปรับ 3 เท่า ของจำนวนเงินที่จะต้องชดใช้คืนเป็นเงิน 23,920.56 บาท จึงรวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันชดใช้ให้แก่โจทก์ 31,894.08 บาท อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 31,894.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 14
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคสาม (2) ม. 4 วรรคท้าย ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทภูเก็ต แอร์ไลน์ จำกัด
นายหรือว่าที่นาวาอากาศตรี
หรือนาวาอากาศตรีมนัส
จำเลย — รัตนสิงขร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 671/2552
#497952
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ แต่ถือว่าคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง แล้ว พิพากษายืนนั้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ยกคดีขึ้นวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2544 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองกับพวกอีก 2 คน ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษให้ประเภท 1 จำนวน 47,800 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1,008.39 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 120,000 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเป็นจำนวนเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูก มาตรา 90) วางโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้และศาลอุทธรณ์ให้ถือว่าคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง แล้ว พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นฎีกาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ และถือว่าคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง แล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น เป็นการที่ศาลอุทธรณ์ยกคดีขึ้นวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยื่นฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 245
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอาหย่า อามอ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 658/2552
#501323
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินมาลงทุนสร้างทาวน์เฮาส์ในที่ดินของโจทก์ออกขายว่า โจทก์จะชำระดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้โดยมิพักต้องคำนึงว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ภาระในการชำระดอกเบี้ยจึงไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนอันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะ เป็นเหตุให้ลูกค้าของโจทก์บอกเลิกสัญญาซื้อขายทาวน์เฮาส์และเรียกเงินคืน ทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินจากลูกค้าไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่เจ้าหนี้ จำเลยจึงไม่ต้องชำระดอกเบี้ยดังกล่าวให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดฟ้องว่า โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดเป็นเจ้าของที่ดินเลขที่ 72575 และเลขที่ 6865 อยู่ในซอยวัดบางเลนเจริญ ซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่แยกจากถนนสายบางกรวย-ไทรน้อย ที่ดินทั้งสองแปลงมีแนวเขตจดลำรางสาธารณะซึ่งเลียบขนานไปกับซอยวัดบางเลนเจริญ เมื่อปี 2539 โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดถมดินในลำรางสาธารณะเพื่อทำถนนเชื่อมกับซอยวัดบางเลนเจริญ แล้วแบ่งแยกที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดออกเป็นแปลงย่อย ก่อสร้างทาวน์เฮาส์รวม 47 คูหา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอเนก ศรีสำเนียง กับพวก
จำเลย — นางสาวสร้อย แย้มผกาหรือแม้นผกา
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 637/2552
#503128
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบุตรของ ท. เมื่อ ท. ถึงแก่กรรม ทรัพย์มรดกของ ท. ย่อมตกทอดแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 ดังนั้น ที่ดินโฉนดเลขที่ 18488 ซึ่งมี ท. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมตกทอดเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แม้โฉนดที่ดินดังกล่าวยังไม่ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดที่ดินจาก ท. มาเป็นชื่อโจทก์ก็ตามโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ และปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้

ที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมาก่อนโดยมีชื่อ ท. บิดาโจทก์ และ ป. บิดาของจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ตามโฉนดเลขที่ 18488 ต่อมาในปี 2529 ได้มีการแบ่งแยกที่ดินเป็นโฉนดเลขที่ 17055 มีชื่อ ป. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ส่วน ท. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 18488 ในส่วนที่เหลือเมื่อแบ่งแยกที่ดินกันแล้วทำให้ที่ดินแปลงของ ท. ไม่มีทางออกสู่สาธารณะ ป. ยินยอมให้ ท. ใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ท. จึงใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2529 และ ท. ถึงแก่กรรม ดังนั้น ท. จึงใช้ทางพิพาทมานานเกินกว่า 10 ปีแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ห้ามปรามหรือขัดขวางทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 18488 และเมื่อ ท. ตายที่ดินโฉนดเลขที่ 18488 จึกตกเป็นกรรมสิทธิ์โจทก์ โจทก์จึงรับโอนมาทั้งสิทธิและหน้าที่และโจทก์ก็ได้ใช้ทางพิพาทตลอดมา ดังนั้น ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 18488

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนรั้วและสิ่งกีดกั้นทางบนที่ดินพิพาทและยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทดังกล่าวตามปกติต่อไปให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนทางพิพาทบนโฉนดเลขที่ 17055 ตำบลท่าช้าง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ตามแนวเขตทางด้านทิศตะวันออกมีความกว้าง 4 เมตร ตลอดแนวตั้งแต่เขตทิศเหนือจดที่ดินโฉนดเลขที่ 18488 ของโจทก์ถึงทิศใต้จดถนนสาธารณะให้ตกเป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 18488 ตำบลท่าช้าง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า ที่ดินของโจทก์มีทางออกทางอื่นออกสู่ถนนสาธารณะไม่ใช่ทางพิพาททางเดียว ทางพิพาทมีความกว้างประมาณ 2 เมตร เท่านั้น การที่นายแป้นบิดาของจำเลยทั้งสองยินยอมให้บุคคลอื่นใช้ทางถือว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัวไม่มีผลผูกพันจำเลยทั้งสอง ทางพิพาทดังกล่าวที่จำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์ใช้นั้นก็ด้วยความเอื้ออารีฉันมิตรอันเป็นการถือวิสาสะคุ้นเคยกันเท่านั้นหาใช่เป็นทางภาระจำยอมไม่ ทางพิพาทจึงไม่ตกเป็นทางภาระจำยอม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งกีดกั้นใด ๆ ออกจากทางพิพาทให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนทางภาระจำยอมลงในโฉนดเลขที่ 17055 ตำบลท่าช้าง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง กว้าง 2 เมตร ยาวตลอดแนวเขตด้านทิศตะวันออกเป็นทางภาระจำยอม หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางจำนงค์ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า โจทก์เป็นบุตรของนายเที่ยงและจำเลยทั้งสองเป็นบุตรของนายแป้นนายเที่ยงและนายแป้นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 18488 ตำบลท่าช้าง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ต่อมาได้มีการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวโดยแบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 17055 มีชื่อนายแป้นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ส่วนนายเที่ยงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเดิมในส่วนที่เหลือต่อมานายแป้นได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 17055 ให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุตร ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 18488 นั้น เมื่นายเที่ยงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2543 ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ และโจทก์ได้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินดังกล่าวแต่โจทก์ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวจากนายเที่ยงเป็นชื่อโจทก์ และได้นำหลักฐานที่แก้ไขมาฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ ต่อมาโจทก์ถูกพนักงานอัยการจังหวัดอ่างทองฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกโจทก์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 812/2546 ของศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นบุตรของนายเที่ยงเมื่อนายเที่ยงถึงแก่กรรม ทรัพย์มรดกของนายเที่ยงย่อมตกทอดแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 ดังนั้น ที่ดินโฉนดเลขที่ 18488 ตำบลท่าช้าง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ซึ่งมีนายเที่ยงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมตกทอดเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แม้โฉนดที่ดินดังกล่าวยังไม่ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดที่ดินจากนายเที่ยงมาเป็นชื่อโจทก์ก็ตาม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ และปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการต่อไปว่าทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ และทางพิพาทมีความกว้างเท่าใดในปัญหาดังกล่าวปรากฏตามคำให้การของจำเลยทั้งสองว่า ทางพิพาทมีความกว้างประมาณ 2 เมตร การที่นายแป้นบิดาของจำเลยทั้งสองให้ความยินยอมแก่บุคคลอื่นใช้ทาง ถือได้ว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัวไม่มีผลผูกพันจำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทด้วยความเอื้ออารีฉันมิตรอันเป็นการถือวิสาสะ ทางพิพาทจึงไม่ตกเป็นทางภาระจำยอม จากคำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการที่จำเลยทั้งสองยอมรับแล้วว่าทางพิพาทกว้างประมาณ 2 เมตร นายแป้นบิดาจำเลยทั้งสองยินยอมให้นายเที่ยงบิดาโจทก์ใช้ทางพิพาท เมื่อจำเลยทั้งสองรับโอนที่ดินดังกล่าวมาจากนายแป้น โจทก์ก็ยังใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะ โดยจำเลยทั้งสองอ้างว่ายินยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทด้วยความเอื้ออารีฉันมิตรอันเป็นการถือวิสาสะ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า ที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมาก่อนโดยมีชื่อนายเที่ยงบิดาโจทก์และนายแป้นบิดาของจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ตามโฉนดเลขที่ 18488 ต่อมาในปี 2529 ได้มีการแบ่งแยกที่ดินเป็นโฉนดเลขที่ 17055 มีชื่อนายแป้นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ส่วนนายเที่ยงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 18488 ในส่วนที่เหลือเมื่อแบ่งแยกที่ดินกันแล้วทำให้ที่ดินแปลงของนายเที่ยงไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะนายแป้นยินยอมให้นายเที่ยงใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ นายเที่ยงจึงใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2529 และนายเที่ยงถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2543 ดังนั้น นายเที่ยงจึงใช้ทางพิพาทมานานเกินกว่า 10 ปีแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ห้ามปรามหรือขัดขวางทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 18488 และเมื่อนายเที่ยงตายที่ดินโฉนดเลขที่ 18488 จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์จึงรับโอนมาทั้งสิทธิและหน้าที่ และโจทก์ก็ได้ใช้ทางพิพาทตลอดมา ดังนั้น ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 18488 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2545 ภายหลังจากการสืบพยานดำเนินไปแล้ว 1 ปี และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานดังกล่าวเพิ่มเติมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387 ม. 1401 ม. 1599
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
นายเทือง โพธิ์นิล โดยนางจำนงค์
โจทก์ — โพธิ์นิล ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางบุปผา กลุ่มไหม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
คำนวน เทียมสอาด
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 633/2552
#451862
เปิดฉบับเต็ม

การคำนวณรายได้และรายจ่ายเพื่อหากำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นจะต้องนำรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหักด้วยรายจ่ายที่เกี่ยวกับรายได้นั้นตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ต้องนำรายได้ที่โจทก์ได้รับจากการสร้างถนนมารวมเป็นรายรับของโจทก์และต้องนำรายจ่ายที่บริษัท ศ. ซึ่งได้รับมอบจากโจทก์ให้เป็นผู้ดำเนินการแทนได้จ่ายไปตามโครงการก่อสร้างถนนมาคิดคำนวณเป็นรายจ่ายของโจทก์ด้วย

โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ก่อสร้างถนน แต่โจทก์ให้บริษัท ศ. รับช่วงไปทั้งโครงการ โจทก์จึงนำรายจ่ายของบริษัท ศ มาหักได้เท่านั้น ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างของโครงการดังกล่าวเป็นรายจ่ายของโจทก์เองและเป็นรายจ่ายต้องห้าม ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายต้องห้ามดังกล่าวจึงเป็นภาษีซื้อต้องห้ามไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 82/5 (3) แห่งประมวลรัษฎากร

แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะคำนวณเบี้ยปรับทุกฐานความผิด แต่ให้เรียกเก็บในกรณีความผิดฐานเดียวกันเพียงอนุมาตราเดียว จึงไม่เป็นการเรียกเก็บเบี้ยปรับซ้ำซ้อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กับให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/102/2546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่า โจทก์มีรายได้จากงานก่อสร้างโครงการถนนสายแม่ตาว - ริมเมย เพิ่มขึ้นจากที่มีการประเมินเป็นจำนวน 21,425,233.65 บาท ฟ้องโจทก์นอกจากนี้ให้ยก กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า โจทก์มีรายรับที่ไม่ลงบัญชีเพิ่มจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้เพียง 140,233,622.65 บาท เป็น 161,658,856.30 บาท โดยนำรายได้ของโจทก์จากโครงการสร้างถนนสายแม่ตาว - ริมเมย จำนวน 21,425,233.65 บาท มารวมด้วย ชอบหรือไม่ พิจารณาคำอุทธรณ์การประเมินของโจทก์ที่โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ว่า สำหรับงานที่โจทก์รับจ้างจากกรมโยธาธิการ (ถนนสายแม่ตาว - ริมเมย ) นั้น มีรายการค่าใช้จ่ายที่เจ้าพนักงานประเมินไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเป็นเงิน 24,383,800.42 บาท ซึ่งความจริงแล้วรายจ่ายดังกล่าวมิใช่รายจ่ายต้องห้ามตามกฎหมายแต่อย่างใด แต่เป็นรายจ่ายที่โจทก์จ่ายไปจริงในการสร้างถนนสายแม่ตาว - ริมเมย โดยโจทก์ได้มอบให้บริษัทศิรินิยม จำกัด เป็นผู้จัดซื้อแทน และได้เสียภาษีซื้อไปเรียบร้อยแล้วเป็นเงิน 1,507,675.29 บาท ซึ่งโจทก์ได้เรียกเก็บภาษีขายจากกรมโยธาธิการแล้วเช่นกัน ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธินำมาลงบัญชีเป็นภาษีซื้อได้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าวจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้ โจทก์ยืนยันว่ารายจ่ายสำหรับรายได้ดังกล่าวเป็นรายจ่ายที่โจทก์จ่ายไปในการรับจ้างก่อสร้างถนนสายแม่ตาว - ริมเมย โดยโจทก์ให้บริษัทศิรินิยม จำกัด เป็นผู้จัดซื้อแทนโจทก์ ซึ่งการคำนวณรายได้และรายจ่ายเพื่อหากำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น จะต้องนำรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหักด้วยรายจ่ายที่เกี่ยวกับรายได้นั้นตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร จึงชอบที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะนำรายได้ที่โจทก์ได้รับจากการสร้างถนนสายแม่ตาว - ริมเมย จากกรมโยธาธิการ จำนวน 21,425,233.65 บาท ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจสอบไว้แต่เห็นว่าโจทก์มอบให้บริษัทศิรินิยม จำกัด เป็นผู้ดำเนินการจึงมิได้คิดให้เป็นรายรับของโจทก์ มารวมเป็นรายรับที่ยังไม่ลงบัญชีของโจทก์ เพิ่มขึ้นจากที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินไว้เดิมเพียง 140,233,622.65 บาท เป็น 161,658,856.30 บาท ได้ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็พิจารณาให้โจทก์นำรายจ่ายที่บริษัทศิรินิยม จำกัด จ่ายไปตามโครงการก่อสร้างถนนสายแม่ตาว - ริมเมย มาคิดคำนวณเป็นรายจ่ายของโจทก์ด้วย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ส่วนนี้จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยส่วนนี้ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพราะเห็นว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์เท่านั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า รายจ่ายจำนวน 7,698,432.29 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์นำรายรับจากโครงการสร้างถนนสายแม่ตาว - ริมเมย ที่โจทก์ได้รับจากกรมโยธาธิการมาเป็นรายรับของโจทก์แล้ว ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากโครงการดังกล่าวทั้งหมดจึงต้องถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กลับให้หักเฉพาะรายจ่ายที่บริษัทศิรินิยม จำกัด นำใบกำกับภาษีมาให้โจทก์เท่านั้น รายจ่ายส่วนที่โจทก์จ่ายไปเองในโครงการดังกล่าวจำนวน 7,698,432.29 บาท กลับไม่ยอมให้นำมาหัก จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ขัดแย้งกันเอง เพราะค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างนอกจากค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าจ้างคนงาน ค่าเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง ยังมีค่าใช้จ่ายในการบริหารงานต่าง ๆ ที่บริเวณงานก่อสร้างด้วย เช่นค่าควบคุมงานให้เป็นไปตามสัญญา เห็นว่า เหตุผลที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า รายจ่ายของโจทก์จำนวน 7,698,432.29 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13) เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ก่อสร้างถนนสายแม่ตาว - ริมเมย เองแต่โจทก์ให้บริษัทศิรินิยม จำกัด รับช่วงไปทั้งโครงการ จึงยอมให้โจทก์นำรายจ่ายของบริษัทศิรินิยม จำกัด มาหักได้เท่านั้น ส่วนค่าใช้จ่ายจำนวน 7,698,432.29 บาท เป็นรายจ่ายของโจทก์เองไม่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างของโครงการดังกล่าว จึงเป็นรายจ่ายต้องห้ามนั้น ได้พิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้เพียงว่า โจทก์เป็นผู้ก่อสร้างถนนสายแม่ตาว - ริมเมย เองทั้งโครงการ เงินได้ของโจทก์มีฐานที่มาจากรายการก่อสร้างถนนดังกล่าว ซึ่งโจทก์ได้ยื่นแบบเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและได้อุทธรณ์ไปโดยถูกต้องแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัย โดยโจทก์มิได้ระบุในคำฟ้องว่า รายจ่ายจำนวน 7,698,432.29 บาท เป็นรายจ่ายที่โจทก์จ่ายไปเพื่อการก่อสร้างถนนสายแม่ตาว -ริมเมย จริงหรือไม่อย่างไร และทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ารายจ่ายดังกล่าวมิใช่รายจ่ายต้องห้ามและสามารถนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้อย่างไร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในปัญหานี้มาจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า โจทก์มีภาษีซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรตั้งแต่เดือนภาษีพฤษภาคมถึงธันวาคม 2540 รวม 625,257.56 บาท (ที่ถูก 625,257.61 บาท) แล้วกำหนดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มชอบหรือไม่ ในส่วนภาษีซื้อต้องห้ามจำนวน 625,257.61 บาท นั้น มาจากรายจ่ายต้องห้ามที่ฟังยุติตามที่ได้วินิจฉัยไว้ในเบื้องต้นแล้วว่า รายจ่ายของโจทก์จำนวน 7,698,432.29 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามเพราะไม่ปรากฏว่าเกี่ยวข้องกับโครงการถนนสายแม่ตาว - ริมเมย อย่างไร ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายต้องห้ามดังกล่าว จึงเป็นภาษีซื้อต้องห้ามไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 82/5 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งรายจ่ายต้องห้ามดังกล่าวมีมูลค่าฐานภาษี 6,759,714.53 บาท คิดเป็นภาษีซื้อต้องห้ามของเดือนภาษีพฤษภาคมถึงธันวาคม 2540 เป็นเงิน 625,257.61 บาท ตามสรุปรายจ่ายต้องห้ามและภาษีซื้อต้องห้าม ส่วนการคำนวณเบี้ยปรับนั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้คำนวณเบี้ยปรับทุกฐานความผิดแต่ให้เรียกเก็บในกรณีความผิดฐานเดียวกันเพียงอนุมาตราเดียว จึงไม่เป็นการเรียกเก็บเบี้ยปรับซ้ำซ้อน อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน...

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 1 (อธ. 3)/102/2546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 ในส่วนที่วินิจฉัยว่า โจทก์มีรายได้จากงานก่อสร้างโครงการถนนสายแม่ตาว - ริมเมย เพิ่มขึ้นจากที่มีการประเมินเป็นจำนวน 21,425,233.65 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 วรรคสอง ม. 82/3 ม. 82/5 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมหกิจแทรคเตอร์บริการ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรณพ วิทูรากร
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 632/2552
#451863
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะมอบอำนาจให้ น. ไปสละประเด็นที่ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว คงติดใจเฉพาะกรณีขอให้ลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม แต่คำฟ้องของโจทก์ในประเด็นที่ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ได้กระทำภายใน 2 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีนั้นเป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินโดยฝ่าฝืนมาตรา 88/6 (1) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่มีอำนาจประเมิน ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลในประเด็นดังกล่าวได้โดยไม่ต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อน ข้อที่โจทก์สละสิทธิการอุทธรณ์เฉพาะในประเด็นขอยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องศาลแต่อย่างใด

โจทก์ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย แต่ใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีสิทธิดังกล่าวก็มีมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับอันเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 86/13 วรรคสอง สำหรับกรณีโจทก์ขายสินค้าให้ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการอยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออก โจทก์จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 เฉพาะการขายสินค้าที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 โดยต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราปกติตาม ป.รัษฎากร มาตรา 80 ส่วนกรณีโจทก์ยกเลิกใบกำกับภาษีโดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม ป.รัษฎากร โจทก์ต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษีเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 86/13 วรรคสอง ใบกำกับภาษีที่โจทก์ยกเลิกโดยไม่ถูกต้องจึงมีมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับ และเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยแสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่โจทก์พึงได้รับตามความหมายของมาตรา 88/6 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อนำยอดขายตามแบบแสดงรายการภาษีที่โจทก์ยื่นไว้เปรียบเทียบกับยอดขายตามผลการตรวจสอบอันถือว่าเป็นมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับแล้ว ปรากฏว่าโจทก์แสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่พึงได้รับเป็นจำนวนเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของยอดขายที่แสดงไว้ในแบบแสดงรายการภาษี กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 88/6 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินได้ภายในกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี

ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่ม พ.ศ.2539 มิใช่กฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินปฏิบัติฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ย่อมเป็นการประเมินที่ชอบด้วยกฎหมาย การประเมินที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบแต่เป็นไปตาม ป.รัษฎากร มิได้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ประเด็นนี้โจทก์มิได้กล่าวอ้างไว้ในคำฟ้องจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยโดยให้ยกเลิกหนังสือแจ้งการประเมินทั้ง 66 ฉบับ และยกเลิกคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้ง 14 ฉบับ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า ให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2535 ถึงเดือนภาษีพฤษภาคม 2535 เดือนภาษีกรกฎาคม 2535 ถึงเดือนภาษีกันยายน 2535 และเดือนภาษีพฤศจิกายน 2535 ถึงเดือนภาษีมิถุนายน 2540 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 02010270/5/102943 ถึงเลขที่02010270/5/102946 เลขที่ 02010270/5/102948 ถึงเลขที่ 02010270/5/102950 และเลขที่ 02010270/5/102952 ถึงเลขที่ 02010270/5/103007 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2535 ถึงเดือนภาษีพฤษภาคม 2535 เดือนภาษีกรกฏาคม 2535 ถึงเดือนภาษีกันยายน 2535 เดือนภาษีพฤศจิกายน 2535 ถึงเดือนภาษีมิถุนายน 2540 ยกฟ้องโจทก์สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2535 เดือนภาษีมิถุนายน 2535 และเดือนภาษีตุลาคม 2535 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในประเด็นที่ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ได้ทำภายใน 2 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นางนิตยาไปสละประเด็นที่ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว คงติดใจเฉพาะกรณีขอให้ลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม แต่คำฟ้องของโจทก์ในประเด็นดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่า การใช้อำนาจประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมิได้ประเมินภายใน 2 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา 88/6 (1) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินทำโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจประเมิน ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลในประเด็นดังกล่าวได้โดยไม่ต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อน ข้อที่โจทก์สละสิทธิการอุทธรณ์เฉพาะในประเด็นขอยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2535 ถึงเดือนภาษี พฤษภาคม 2540 ไม่ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องศาลแต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางรับวินิจฉัยโดยอ้างว่า เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะสละอุทธรณ์หรือไม่ก็ตาม ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปมีว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2535 ถึงเดือนภาษีพฤษภาคม 2535 เดือนภาษีกรกฎาคม 2535 ถึงเดือนภาษีกันยายน 2535 และเดือนภาษีพฤศจิกายน 2535 ถึงเดือนภาษีมิถุนายน 2540 ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือไม่ ในปัญหานี้ มาตรา 88/6 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินให้กระทำได้ภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้

(1) สำหรับผู้ประกอบการ

(ก) 2 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไป แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง ทั้งนี้เฉพาะในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

(ข) ....

(ค) 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยแสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับเป็นจำนวนเกินกว่าร้อยละ 25 ของฐานภาษีที่แสดงในแบบแสดงรายการภาษี... และตามมาตรา 86/13 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร บุคคลใดออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย บุคคลนั้นต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน และต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับ 2 เท่า ของจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีตามมาตรา 89 (6) แห่งประมวลรัษฎากร กับต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนผู้นำใบกำกับภาษีดังกล่าวไปใช้ต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่า ของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีตามมาตรา 89 (7) ทั้งมีกรณีต้องเสียเบี้ยปรับ 1 เท่า เนื่องจากยื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้องมีจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไปตามมาตรา 89 (4) แห่งประมวลรัษฎากร และเสียภาษีไว้คลาดเคลื่อนตามมาตรา 89 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ผลของข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้นย่อมแสดงให้เห็นว่าใบกำกับภาษีที่โจทก์ออกโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมายมีมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับอันเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรด้วย ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินนำมูลค่าตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษีที่โจทก์ออกโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมายรวมไว้ในยอดขายตามผลการตรวจ โดยถือว่าเป็นมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับย่อมชอบด้วยกฎหมาย สำหรับกรณีโจทก์ขายสินค้าให้ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการอยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออก โจทก์ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 เฉพาะการขายสินค้าที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โจทก์ไม่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราปกติตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินนำยอดขายกรณีนี้รวมไว้ในยอดขายตามผลการตรวจโดยถือว่าเป็นมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับย่อมชอบด้วยกฎหมาย ส่วนกรณีโจทก์ยกเลิกใบกำกับภาษีโดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร โจทก์ต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษีเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86/13 วรรคสอง และต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับ 2 เท่า ของจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีตามมาตรา 89 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ใบกำกับภาษีที่โจทก์ยกเลิกโดยไม่ถูกต้องจึงมีมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับและเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยแสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่โจทก์พึงได้รับตามความหมายของมาตรา 88/6 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินนำรายการดังกล่าวนี้รวมไว้ในยอดขายตามผลการตรวจสอบโดยถือว่าเป็นมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับย่อมชอบด้วยกฎหมาย ในเดือนภาษีมกราคม 2535 ถึงเดือนภาษีมิถุนายน 2540 เมื่อนำยอดขายตามแบบแสดงรายการที่โจทก์ยื่นไว้อันถือว่าเป็นฐานภาษีที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเปรียบเทียบกับยอดขายตามผลการตรวจสอบอันถือว่าเป็นมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับแล้ว ปรากฏว่าโจทก์แสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่พึงได้รับเป็นจำนวนเกินกว่าร้อยละ 25 ของยอดขายที่โจทก์แสดงไว้ในแบบแสดงรายการภาษี กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งมาตรา 88/6 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินได้ภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2535 ซึ่งเป็นเดือนภาษีแรกสุดที่โจทก์ถูกประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2535 เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2543 จึงเป็นการประเมินที่ได้กระทำภายใน 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี และเดือนอื่นๆถัดมาจากนั้นก็เป็นการประเมินภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยเป็นการประเมินจากการตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งตามระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่ม พ.ศ. 2539 ข้อ 9 ให้เจ้าพนักงานตรวจปฏิบัติการดำเนินการตรวจปฏิบัติการแต่ละรายให้แล้วเสร็จโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่เข้าตรวจปฏิบัติการตามหนังสือนำตัว หากไม่แล้วเสร็จในเวลาดังกล่าวให้ชี้แจงเหตุผลต่อผู้มีอำนาจตามข้อ 5 เพื่อขยายเวลาได้ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 15 วัน แต่กรณีของโจทก์นั้นการตรวจปฏิบัติการใช้เวลา 2 ปีเศษ โดยเจ้าพนักงานของจำเลยไม่ได้ขออนุมัติต่ออธิบดีหรือผู้มีอำนาจแต่อย่างใด ถือว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินโดยขัดต่อระเบียบดังกล่าว การตรวจปฏิบัติการไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ระเบียบดังกล่าวมิใช่กฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ปฏิบัติฝ่าฝืนตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ย่อมเป็นการประเมินที่ชอบด้วยกฎหมาย การประเมินภาษีที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบแต่เป็นไปตามประมวลรัษฎากรมิได้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หากมีการผิดระเบียบก็อาจเป็นเรื่องผิดวินัยขององค์กรนั้น ซึ่งผู้บังคับบัญชาอาจพิจารณาเรื่องวินัยต่อไป ประเด็นนี้โจทก์มิได้กล่าวอ้างไว้ในคำฟ้อง ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง เป็นอุทธรณ์ที่มิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทุกเดือนภาษีพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 86/13 ม. 88/6 (1) (ค)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่ม พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดฉินหลง
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูเกียรติ ดิลกแพทย์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 628/2552
#419915
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่จำเลยให้การรับสารภาพและโจทก์มิได้สืบพยาน ย่อมไม่อาจกล่าวได้ว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นอย่างไร และจำเลยจำนนต่อพยานหลักฐานเช่นว่านั้น ดังนั้นคำรับสารภาพของจำเลยย่อมเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 สมควรลดโทษให้แก่จำเลย แม้ปัญหาข้อนี้ จำเลยมิได้ฎีกา แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยให้เหมาะสมตามความผิดได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลาง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73/2

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 (ที่ถูก 61 วรรคหนึ่ง), 73/2 ลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐานจึงไม่ลดโทษให้ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่ลงโทษปรับ ให้ลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า แม้จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุบรรทุกสิ่งของมีน้ำหนักรถยนต์รวมน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ 6,280 กิโลกรัม แต่หลังจากถูกจับกุมจำเลยก็ให้การรับสารภาพมาโดยตลอด อันแสดงว่าจำเลยยังรู้สำนึกในความผิดแห่งตน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและป้องปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดทำนองนี้อีก เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี นอกจากนี้ คดีนี้จำเลยรับสารภาพและโจทก์มิได้สืบพยาน จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นอย่างไร และจำเลยจำนนต่อพยานหลักฐานเช่นว่านั้น ดังนั้น คำรับสารภาพของจำเลยย่อมเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับว่าคดีมีเหตุบรรเทาโทษเห็นสมควรลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้แก่จำเลย แม้ปัญหาข้อนี้จำเลยมิได้ฎีกา แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยให้เหมาะสมตามความผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทน แต่ให้ลงโทษปรับจำเลย 8,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุก 15 วัน และปรับ 4,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ป.อ. ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายศักดิ์ชัย เนขุนทด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายทวีศักดิ์ ภักดีโต
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายจรัส วงศ์ตระกูล
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 625/2552
#501652
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมซึ่งกระทำลงในท้องที่ต่างๆ กัน โดยความผิดตามฟ้องข้อ (ก) (ข) และ (ค) กระทำในท้องที่สถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเสด็จส่วนความผิดตามฟ้องข้อ (ง) และ (จ) กระทำลงในท้องที่สถานีตำรวจภูธร อำเภอเมืองลำปาง พนักงานสอบสวนท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (4) ร้อยตำรวจเอก บ. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเสด็จจึงมีอำนาจสอบสวน ส่วนที่ จ. ได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปาง และเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางจับกุมจำเลยเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าเป็นเรื่องของการร้องทุกข์และจับกุมจำเลยที่ได้กระทำชำเราผู้เสียหายเมื่อเดือนมกราคม 2545 โดยเหตุเกิดที่หมู่บ้าน ก. ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ดังนั้น แม้จะมีการจับกุมจำเลยได้ในท้องที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางก่อน แต่ก็เป็นการจับกุมจำเลยสำหรับการกระทำผิดอาญาคนละกรรมกับคดีนี้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคสอง (ก) เมื่อมีการจับกุมจำเลยในท้องที่สถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเสด็จเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2545 ร้อยตำรวจเอก บ. พนักงานสอบสวนสถานตำรวจภูธรตำบลบ้านเสด็จจึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ การสอบสวนเป็นไปโดยชอบและพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1544/2546 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ (ก) เมื่อวันใดไม่ปรากฏชัด เดือนพฤษภาคม 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยกระทำชำเราเด็กหญิง ภ. ผู้เสียหาย อายุ 14 ปีเศษ โดยผู้เสียหายยินยอมจำเลยลงมือกระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากช่องคลอดของผู้เสียหายเล็กกว่าอวัยวะเพศของจำเลย อวัยวะเพศของจำเลยจึงไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย (ข) ภายหลังเกิดเหตุครั้งแรก 1 สัปดาห์ เดือนพฤษภาคม 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยการสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายยินยอม (ค) เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยโดยไม่มีเหตุอันสมควรพรากผู้เสียหายไปเสียจากนาง จ. มารดาเพื่อการอนาจารแล้ว (ง) จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายโดยกอดและจับลูบคลำอวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายยินยอม และ (จ) เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2545 เวลากลางวัน จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายยินยอมเหตุตามฟ้องข้อ (ก) (ข) และ (ค) เกิดที่ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เหตุตามฟ้องข้อ (ง) และ (จ) เกิดที่ตำบลใดไม่ปรากฏชัด อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 277, 279, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 (ที่ถูก 277 วรรคแรก), 279 วรรคแรก, 317 วรรคสาม, 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูกฐานกระทำอนาจารตามฟ้องข้อ (ง) กับฐานกระทำชำเราตามฟ้องข้อ (จ) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำชำเราซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุไม่เกิน 20 ปีเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานพยายามกระทำชำเราให้จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานกระทำชำเรารวม 2 กระทงให้จำคุกกระทงละ 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร ให้จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 8 ปี 4 เดือน คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตลอดทั้งชั้นพิจารณาของศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 6 เดือน 20 วัน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องในสำนวนหลังด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่าเด็กหญิง ภ. ผู้เสียหายเป็นบุตรและอยู่ในอำนาจปกครองของนาง จ. มารดา โดยพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 112/1 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้เสียหายคบหากับจำเลยในฐานะคนรัก เมื่อเดือนพฤษภาคม 2545 จำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่บ้านของผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอมต่อมาอีก 1 สัปดาห์ จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่บ้านของผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่โดยผู้เสียหายยินยอม เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2545 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา จำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากนาง จ. โดยจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่บ้านแล้วพาไปที่หอพักบุญเกษมซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองลำปางและจำเลยกระทำอนาจารโดยกอดจูบผู้เสียหาย ในวันที่ 21 มิถุนายน 2545 จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่หอพักบุญเกษมโดยผู้เสียหายยินยอม นาง จ. ออกตามหาแต่ไม่พบ ต่อมาผู้เสียหายกลับบ้านและเล่าเรื่องให้ฟัง นาง จ. ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2545 ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ และเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2545 ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเสด็จ ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเสด็จจับกุมจำเลยเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2545 ตามบันทึกการจับกุม จำเลยฎีกาข้อแรกในปัญหาข้อกฎหมายว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางเป็นท้องที่ที่พบการกระทำความผิดก่อนและจับกุมจำเลยได้ก่อน จึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนที่จะสรุปสำนวนการสอบสวนและทำความเห็นพร้อมกันสำนวนไปยังพนักงานอัยการ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 และ 141 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเสด็จเพียงมีอำนาจสอบสวน แต่มิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนโดยชอบพนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมซึ่งกระทำลงในท้องที่ต่างๆ กัน โดยความผิดตามฟ้องข้อ (ก) (ข) และ (ค) กระทำในท้องที่สถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเสด็จ ส่วนความผิดตามฟ้องข้อ (ง) และ (จ) กระทำลงในท้องที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปาง พนักงานสอบสวนท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (4) ร้อยตำรวจเอกบุญรัตน์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเสด็จจึงมีอำนาจสอบสวน ส่วนที่นาง จ. ได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปาง ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์และเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางจับกุมจำเลยเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 ตามบันทึกแจ้งข้อกล่าวหานั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าเป็นเรื่องของการร้องทุกข์และจับกุมจำเลยที่ได้กระทำชำเราผู้เสียหายเมื่อเดือนมกราคม 2545 โดยเหตุเกิดที่หมู่บ้านการเคหะแห่งชาติลำปาง ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ดังนั้น แม้จะมีการจับกุมจำเลยได้ในท้องที่สถนีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางก่อน แต่ก็เป็นการจับกุมจำเลยสำหรับการกระทำผิดอาญาคนละกรรมกับคดีนี้กรณีจึงถือไม่ได้ว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคสอง (ก) เมื่อมีการจับกุมจำเลยในท้องที่สถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเสด็จเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2545 รัอยตำรวจเอกบุญรัตน์พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเสด็จจึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ การสอบสวนเป็นไปโดยชอบและพนังานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นส่วนข้อที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยอันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่อนุญาตให้ฎีกาตามคำร้องขอจำเลยแล้วนั้น แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มาด้วยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 วรรคหนึ่ง (4) ม. 19 วรรคสอง (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายศิริพงษ์ ตะนะเกตุ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 607/2552
#497669
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแสดงเจตนายกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตีใช้หนี้และส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 525 ประกอบด้วยมาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่ที่ดินพิพาทมีแต่สิทธิครอบครองจึงถือได้ว่าจำเลยสละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่ดินพิพาทต่อไป เมื่อโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตามมาตรา 1377 และ 1378 อันเป็นการได้สิทธิครอบครองด้วยการครอบครองตามกฎหมาย มิใช่ได้มาตามสัญญายกให้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2526 จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์และนายจำเนียร สามีโจทก์จำนวน 20,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี กำหนดชำระเงินต้นคืนภายในวันที่ 1 มกราคม 2527 โดยจำเลยมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1385 ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ดินพิพาทให้โจทก์และสามีโจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน ครบกำหนดตามสัญญาแล้ว จำเลยไม่ชำระหนี้ แต่จำเลยตกลงมอบที่ดินพิพาทตีใช้หนี้แก่โจทก์และสามีโจทก์ โดยสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์และสามีโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ตั้งแต่ปี 2526 (ที่ถูกปี 2527) เป็นต้นมาจนสามีโจทก์ถึงแก่กรรมเมื่อปี 2533 โจทก์ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้มีสิทธิรับมรดกของสามีคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อมาถึงปัจจุบัน ต่อมาโจทก์ประสงค์จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงแจ้งให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินให้ แต่จำเลยปฏิเสธ ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1385 ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แก่โจทก์ หากไม่ไปดำเนินการ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์เพียง 14,000 บาท ไม่มีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ย เพราะจำเลยมอบที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1385 ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชให้โจทก์และสามีโจทก์ทำกินและเก็บผลอาสินต่างดอกเบี้ย โดยมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินพิพาทดังกล่าวให้โจทก์และสามีโจทก์ยึดไว้เป็นประกัน จำเลยไม่เคยสละการครอบครองที่ดินหรือตกลงยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้ให้แก่โจทก์และสามีโจทก์ หนี้เงินกู้ขาดอายุความแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิยึดหน่วงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยไว้ต่อไปขอให้ยกฟ้องกับบังคับโจทก์ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืนให้แก่จำเลย และห้ามโจทก์กับบริวารเข้าไปเก็บผลประโยชน์ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยกู้เงินและรับเงินกู้จำนวน 20,000 บาท ไปครบถ้วนแล้ว และจำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท และไม่จำต้องคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

จำเลยอุทธรณ์ โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 อนุญาตให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1385 ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช คืนให้จำเลย และห้ามโจทก์กับบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมของโจทก์และจำเลยในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2526 จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินโจทก์และสามีโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.2 โดยมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1385 ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามเอกสารหมาย จ.3 ที่ดินพิพาทให้โจทก์และสามีโจทก์ยึดถือเป็นประกัน ทั้งอนุญาตให้โจทก์และสามีโจทก์เก็บกินผลประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่างดอกเบี้ย เมื่อครบกำหนดชำระหนี้เงินกู้ในวันที่ 1 มกราคม 2527 จำเลยมิได้ชำระหนี้ให้ โจทก์และสามีโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา สามีโจทก์ถึงแก่กรรมเมื่อปี 2533 ตามใบมรณบัตร เอกสารหมาย จ.3 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์นำสืบว่า เมื่อครบกำหนดชำระหนี้เงินกู้แล้ว จำเลยไม่ชำระหนี้ แต่ตกลงยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้ให้ซึ่งขณะนั้นที่ดินมีราคาประมาณ 20,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของโดยปลูกผัก ขุดร่อง ยกคันดินปลูกมะพร้าวเพิ่ม ปลูกต้นมะม่วง มังคุด และขุดบ่อน้ำ ทั้งเสียภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมาจนทางราชการประกาศออกโฉนดที่ดินในเขตที่ดินพิพาท โจทก์จึงติดต่อให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้ แต่จำเลยปฏิเสธ สำหรับจำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่เคยตกลงยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้แก่โจทก์ การที่โจทก์ยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาเป็นการเก็บกินผลประโยชน์ต่างดอกเบี้ยเนื่องจากจำเลยมิได้ชำระเงินต้นที่กู้ยืมแก่โจทก์ เหตุที่โจทก์มาฟ้องคดีมีสาเหตุมาจากก่อนถูกฟ้องราว 1 เดือน จำเลยนำเงินไปขอไถ่ถอนที่ดินพิพาทคืน เห็นว่า โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินตามหนังสือสัญญากู้เงิน เอกสารหมาย จ.2 จำนวน 20,000 บาท ตั้งแต่ปี 2526 จนถึงปี 2544 นานถึง 18 ปี โดยไม่ปรากฏว่า โจทก์มีการทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้และไม่ปรากฏว่าจำเลยขวนขวายชำระหนี้แก่โจทก์ ทั้งที่โจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา เป็นข้อแสดงว่า ทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงในเรื่องหนี้เงินกู้ดังกล่าวเป็นที่ยุติแล้ว ต่างฝ่ายจึงมิได้มีการดำเนินการเกี่ยวกับหนี้เงินกู้และที่ดินพิพาทอีก ทั้งโจทก์มีหลักฐานใบ ภ.บ.ท.6 เอกสารหมาย จ.5 ที่จำเลยเคยเสียภาษีบำรุงท้องที่ เมื่อปี 2521 เป็นพยานหลักฐานสนับสนุนว่า เมื่อจำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้แล้วจำเลยได้มอบหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่ดินพิพาทก่อนการตกลงตีใช้หนี้ให้แก่โจทก์ เพื่อโจทก์ได้ใช้เป็นหลักฐานในการเสียภาษีบำรุงท้องที่ต่อ ซึ่งข้อนี้จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านเจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์ด้วยว่า จำเลยไม่เคยไปเสียภาษีบำรุงท้องที่ด้วยตนเอง หากแต่ฝากเงินให้โจทก์ไปช่วยเสียภาษีให้แทนทุกปี นอกจากนี้แล้วยังได้ความจากตัวโจทก์ นายเอี้ยม และนายชำนาญ พยานโจทก์ว่าก่อนมีการฟ้องคดีนี้ราว 2 ปี ทางราชการประกาศออกโฉนดที่ดินในเขตที่ดินพิพาท โจทก์ไปติดต่อสำนักงานที่ดิน แต่ได้รับแจ้งเหตุขัดข้องว่า ต้องให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ก่อน โจทก์จึงไปพบจำเลยขอให้โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์จำเลยไม่ยอมโอนให้อ้างว่าจะชำระเงินที่กู้ยืมไปโจทก์ได้ให้นางสุดใจ ไปขอร้องจำเลยอีก เนื่องจากนางสุดใจเป็นลูกเลี้ยงจำเลย และลูกติดของนางสั่ว ภริยาจำเลย แต่ก็ไม่เป็นผล ซึ่งโจทก์มีนางสุดใจเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่าได้ไปเจราจาให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์จริง แต่ไม่สำเร็จกลับทำให้พยานกับนางสั่ว มารดาโกรธเคืองจนไม่พูดจากันอีก ทำให้พยานโจทก์มีน้ำหนักฟังได้ว่า สาเหตุที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เนื่องมาจากโจทก์เรียกร้องให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้ ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เนื่องจากจำเลยนำเงินไปขอไถ่ถอนที่ดินพิพาทคืน แต่โจทก์ไม่ยอมจำเลยได้ไปแจ้งต่อกำนันและแจ้งความที่สถานีตำรวจด้วยนั้นนอกจากจำเลยจะไม่มีหลักฐานการแจ้งความมาเป็นพยานแล้ว พยานจำเลยปากอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนางสั่วภริยาจำเลย หรือนางซั่ว ต่างเบิกความยอมรับว่า สาเหตุที่มีการฟ้องร้องคดีนี้เนื่องจากโจทก์ขอให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้ แต่จำเลยไม่ยอม พยานจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อย การที่โจทก์ทวงถามให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ก่อนฟ้อง โดยจำเลยมิได้แสดงหลักฐานถึงการโต้แย้งข้อเรียกร้องดังกล่าวของโจทก์ให้ปรากฏ เป็นข้อสนับสนุนได้ประการหนึ่งว่า จำเลยเคยตกลงยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้แก่โจทก์จริง ส่วนปัญหาที่นายเอี้ยมกับนายชำนาญพยานโจทก์เบิกความว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยเรียกให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้จำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยยินยอมชำระต้นเงินกู้ แต่ไม่ยอมชำระดอกเบี้ย โดยจำเลยอ้างว่าสัญญากู้ไม่ได้กำหนดดอกเบี้ย เพราะจำเลยยินยอมให้โจทก์และสามีโจทก์ทำกินในที่ดินพิพาทต่างดอกเบี้ยนั้น เรื่องนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าการเรียกร้องหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวมีขึ้นเนื่องมาจากนายพงษ์ชัยกำนันตำบลคลองน้อย ช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยให้หลังจากโจทก์และจำเลยมีปัญหาข้อแย้งกันแล้ว การที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ย จึงอาจเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการเจรจาไกล่เกลี่ยเท่านั้น ไม่อาจจะสรุปยุติได้ว่า ที่โจทก์เรียกร้องเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นเพราะไม่มีข้อตกลงยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้แก่โจทก์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้แก่โจทก์จริง โจทก์จึงไม่ต้องคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้องแก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าจำเลยเพียงแต่มอบที่ดินพิพาทให้โจทก์และสามีโจทก์ทำกินต่างดอกเบี้ยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้เป็นชื่อของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยแสดงเจตนายกที่ดินพิพาทซึ่งมีแต่สิทธิครอบครองตีใช้หนี้และส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 ประกอบด้วยมาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่เนื่องจากที่ดินพิพาทมีแต่สิทธิครอบครองจึงถือได้ว่าจำเลยสละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่ดินพิพาทต่อไป เมื่อโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 และ 1378 อันเป็นการได้สิทธิครอบครองด้วยการครอบครองตามกฎหมาย มิใช่ได้มาตามสัญญายกให้ โจทก์จึงหามีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อโจทก์ไม่"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 ม. 525 ม. 1367 ม. 1378
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางซ้าย แก้วชู
จำเลย — นายแผ้ว ชูคง
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 596/2552
#419769
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 เพื่อให้ได้ค่าปรับและค่าภาษีอากรที่ขาดอันเนื่องมาจากการสำแดงราคาเท็จ ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะแล้วในมาตรา 10 วรรคสาม ให้มีอายุความ 10 ปี จึงต้องถือเอาอายุความตามนั้น จะเทียบเคียงใช้อายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (2) มิได้ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้น 10 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวมาแล้ว และยังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยเดิม ฎีกาของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มาตรา 16, 17 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2490 มาตรา 3 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และขอให้จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันกระทำผิดจำนวน 12 กรรม ให้ปรับแต่ละกรรมเป็นเงินสี่เท่าของราคาสินค้าที่รวมค่าอากรแล้ว เป็นเงิน 24,697,756 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิด จำนวน 16 กรรม ให้ปรับแต่ละกรรมเป็นเงินสี่เท่าของราคาสินค้าที่รวมค่าอากรแล้ว เป็นเงิน 33,828,124 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิให้กักขังจำเลยที่ 3 เกิน 2 ปี กับให้จ่ายเงินรางวัลร้อยละยี่สิบจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 5, 7, 9

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เพื่อให้ได้ค่าปรับและค่าภาษีอากรที่ขาดอันเนื่องมาจากการสำแดงราคาเท็จ ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะแล้วในมาตรา 10 วรรคสาม ให้มีอายุความ 10 ปี จึงต้องถือเอาอายุความตามนั้น จะเทียบเคียงใช้อายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95 (2) มิได้ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 10 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวมาแล้ว และยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยเดิม ฎีกาของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (2)
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 วรรคสาม
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 219 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทเอ็ฟ เอ็น ซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสุเมธ อุปนิสากร
ศาลอุทธรณ์ — นายโชติช่วง ทัพวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 583/2552
#418385
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 มาตรา 6 บัญญัติเป็นนัยว่า เมื่อรัฐมนตรีกำหนดดอกเบี้ยตามมาตรา 4 แล้ว มิให้นำมาตรา 654 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบังคับใช้ จึงมีผลให้ข้อตกลงในสัญญากู้ ข้อ 1 ที่ว่า "ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญานี้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดดังกล่าวเมื่อใดก็ได้ แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้" เป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 654

เมื่อปรากฏรายละเอียดตามรายการปรับอัตราดอกเบี้ยว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยครั้งแรกเพียงร้อยละ 4.75 ต่อปี แสดงว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับกระทรวงยุติธรรม จึงบ่งชี้ว่าจำเลยกู้เงินจากโจทก์โดยได้รับสิทธิเงินกู้สวัสดิการตามข้อตกลงดังกล่าว เมื่อโจทก์กลับกำหนดอัตราดอกเบี้ยในสัญญากู้ถึงร้อยละ 19 ซึ่งแม้ไม่เป็นโมฆะ แต่ก็ไม่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับกระทรวงยุติธรรม จึงไม่อาจบังคับเอาแก่จำเลย คงบังคับกันได้ตามอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตามที่กำหนด โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี

จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์ และโจทก์ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 19 ต่อปี การที่โจทก์ปรับใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ดังกล่าว เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นเนื่องจากจำเลยผิดสัญญาอันเป็นการใช้สิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ ซึ่งเป็นข้อตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง จึงเข้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับและศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับดังกล่าวลงได้ถ้าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 424,447.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 281,694.24 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองหรือทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2540 ให้แก่จำเลยด้วย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 291,503.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 281,694.24 บาท นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 30205 ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแทน ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้จนครบถ้วน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับกระทรวงยุติธรรมบวก 2 ต่อปี ของต้นเงิน 281,694.24 บาท นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติ โจทก์เป็นสถาบันการเงินที่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ส่วนจำเลยเป็นข้าราชการกระทรวงยุติธรรมซึ่งได้รับสิทธิจากสวัสดิการในการกู้ยืมเงินจากโจทก์ในอัตราดอกเบี้ยต่ำตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับกระทรวงยุติธรรม โดยขณะที่จำเลยยื่นคำขอกู้ยืมเงินไปยังสำนักงานใหญ่ของโจทก์ โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยจากข้าราชการกระทรวงยุติธรรมในอัตราร้อยละ 4.75 ต่อปี จำเลยได้ทำสัญญากู้และรับเงินจากโจทก์ 376,000 บาท ตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2,700 บาท ภายในระยะเวลา 20 ปี หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด และยอมให้โจทก์เรียกต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดคืนได้ทันที ถ้าจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยไม่น้อยกว่า 1 ปี ยอมให้โจทก์ทบดอกเบี้ยที่ค้างชำระเข้าเป็นต้นเงินและเสียดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันแก่โจทก์ด้วย จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 30205 ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา นับถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2540 จำเลยค้างชำระต้นเงิน 281,694.24 บาท และดอกเบี้ย 9,809.39 บาท และโดยที่พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 มาตรา 6 บัญญัติเป็นนัยว่า เมื่อรัฐมนตรีกำหนดดอกเบี้ยตามมาตรา 4 แล้ว มิให้นำมาตรา 654 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบังคับใช้ จึงมีผลให้ข้อตกลงในสัญญากู้ ข้อ 1 ที่ว่า "ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญานี้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดดังกล่าวเมื่อใดก็ได้ แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้" เป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยได้ในอัตราเท่าใด เบื้องแรกโจทก์ฎีกาโต้แย้งขึ้นมาเรื่องการตีความสัญญา จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย มิใช่ปัญหาข้อเท็จจริงดังที่จำเลยอ้างเถียงในคำแก้ฎีกา และในปัญหาดังกล่าว เมื่อปรากฏรายละเอียดตามรายการปรับอัตราดอกเบี้ยว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยครั้งแรกเพียงร้อยละ 4.75 ต่อปี แสดงว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับกระทรวงยุติธรรม จึงบ่งชี้ว่าจำเลยกู้เงินจากโจทก์โดยได้รับสิทธิเงินกู้สวัสดิการตามข้อตกลงดังกล่าว แต่เมื่อโจทก์กลับกำหนดอัตราดอกเบี้ยในสัญญากู้ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งแม้ไม่โมฆะดังกล่าว ก็ไม่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับกระทรวงยุติธรรม จึงไม่อาจบังคับเอาแก่จำเลย คงบังคับแก่กันได้ตามอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตามที่กำหนด โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่โจทก์ฎีกาโต้เถียง

คดีได้ความต่อไปว่าจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 หลังจากนั้นจำเลยก็มิได้ชำระหนี้แก่โจทก์ และโจทก์ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 19 ต่อปี เพื่อเรียกเอาจากจำเลยดังที่อ้างมาในฟ้อง ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ปรับใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นเนื่องจากจำเลยผิดสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ ข้อ 3. ซึ่งเป็นข้อตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง จึงเข้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับและศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับดังกล่าวลงได้ถ้าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วน ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 มิใช่อัตราดอกเบี้ยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นเพียงข้อผ่อนผันในการคิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลย เมื่อจำเลยผิดนัดข้อผ่อนผันจึงตกไปต้องใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ที่ระบุไว้ในสัญญาตามที่โจทก์อ้างในฎีกา และที่ศาลอุทธรณ์เห็นควรลดลงคงเหลือเพียงอัตราดอกเบี้ยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับกระทรวงยุติธรรมบวก 2 ต่อปี ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นจำนวนค่าปรับพอสมควรแล้วมิได้ต่ำเกินไป เพราะการให้กู้ยืมตามสิทธิสวัสดิการสืบเนื่องมาจากกระทรวงยุติธรรมต้นสังกัดของจำเลยผู้กู้นั้นได้นำเงินมาฝากออมทรัพย์ไว้กับโจทก์มีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 เท่า ของจำนวนเงินต้นคงเหลือและดอกเบี้ยค้างชำระ อีกทั้งหากจำนวนเงินที่กระทรวงยุติธรรมนำมาฝากเพิ่มขึ้นเกินกว่า 4 เท่า ของวงเงินกู้ โจทก์ก็ยินยอมให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงจากช่วงห่างร้อยละ 4 ด้วยซ้ำ อันเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์หาประโยชน์อย่างจำกัด โดยมีส่วนลดจากดอกเบี้ยอัตราที่เรียกเอาจากลูกค้าทั่วไป แลกเปลี่ยนกับจำนวนเงินฝากที่ได้มาจากกระทรวงยุติธรรมตามข้อตกลง ดังนั้น จึงไม่จำต้องคำนึงถึงอัตราดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 บัญญัติไว้ เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำในการลดค่าปรับแก่จำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลย 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 654
พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
นางสาวนันทนาหรือโอกาสหรือ
จำเลย — นางปิยาภรณ์ วิไลรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายขรรค์ชัย สุนทร
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 581/2552
#501327
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันเป็นบุคคลสิทธิซึ่งจำเลยเจ้าหนี้มีสิทธิบังคับเอาแก่โจทก์ผู้ค้ำประกันเมื่อ ป. ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ และเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของโจทก์ผู้ค้ำประกันก่อนเจ้าหนี้อื่น แตกต่างไปจากสิทธิตามสัญญาจำนองที่ทำขึ้นเพื่อประกันหนี้เงินกู้ของโจทก์ที่ได้ทำขึ้นในภายหลังและไม่ได้มีข้อความระบุว่าต้องให้โจทก์รับผิดรวมไปถึงความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันด้วย ประกอบกับโจทก์กู้เงินจำเลยเพื่อนำไปซื้อห้องชุดพิพาทแล้วนำมาจำนองไว้แก่จำเลย แสดงว่าโจทก์มีเจตนาจดทะเบียนจำนองห้องชุดพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ของโจทก์ที่มีแก่จำเลยเท่านั้น ดังนั้น สัญญาค้ำประกันจึงแยกต่างหากจากสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง นอกจากนี้ขณะที่โจทก์ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้แก่จำเลยครบถ้วน จำเลยยังไม่ได้ฟ้องโจทก์ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ความรับผิดต่อจำเลยตามสัญญาค้ำประกันจึงยังไม่เกิดขึ้น เมื่อหนี้เงินกู้ของโจทก์อันเป็นหนี้ประธานได้ระงับไปและโจทก์ผู้จำนองแสดงความจำนงไถ่ถอนจำนองแล้ว จำเลยจะไม่ยอมให้ไถ่ถอนโดยอ้างว่าโจทก์ยังมีภาระผูกพันที่จะต้องชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันอยู่อีกหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนจำนองห้องชุดไว้แก่จำเลยและผ่อนชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเพื่อไถ่ถอนจำนองห้องชุดดังกล่าวแก่จำเลยจนครบถ้วนแล้ว ซึ่งจำเลยแจ้งว่าจะคืนโฉนดพร้อมหนังสือการไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ไปดำเนินการเอง ต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าวกับบุคคลภายนอก โดยกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์กันไว้แล้ว แต่จำเลยดำเนินการล่าช้า โจทก์จึงมอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลย แต่จำเลยยังคงเพิกเฉย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากโจทก์ต้องตกเป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าวและถูกผู้จะซื้อกล่าวหาว่าโจทก์ฉ้อโกงผู้จะซื้อ ซึ่งโจทก์ต้องคืนเงินค่ามัดจำและเสียค่าปรับให้แก่ผู้จะซื้อรวมเป็นเงินจำนวน 10,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองห้องชุดเลขที่ 17/20 ชั้น 11 อาคารเลขที่ 17/1 ชื่ออาคารชุดบ้านกินนอน คอนโดมิเนียม ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2538 โฉนดเลขที่ 5575 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ พร้อมกับชำระค่าเสียหายจำนวน 10,164,383.60 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อย 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายจำนวน 10,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้จดทะเบียนจำนองห้องชุดไว้แก่จำเลย แต่ก่อนหน้านั้นโจทก์ได้ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินของนายปราสพสุข จำนวน 7,000,000 บาท ไว้แก่จำเลยโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตกลงว่าหากโจทก์มีทรัพย์สินใดที่ได้จำนองไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์เองหรือของบุคคลใด โจทก์ยินยอมให้จำเลยนำทรัพย์สินนั้นมาชำระหนี้หรือยินยอมให้จำเลยใช้สิทธิยึดหน่วงหรือยับยั้งมิให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองทรัพย์สินนั้นได้ ซึ่งโจทก์ยังมีภาระหนี้สินตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว เพราะนายปราสพสุขกับโจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้จำเลย จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิยึดหน่วงยับยั้งการไถ่ถอนจำนอง จำเลยไม่ได้เป็นผู้ผิดสัญญา จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย โจทก์ไม่สุจริตสมรู้ร่วมคิดกับนางสาวภาวิณี ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดนั้นขึ้นโดยไม่มีการตกลงจะซื้อจะขายและจ่ายเงินกันจริง โจทก์มิได้เสียหาย จำนวนเงินค่าเสียหายที่โจทก์กล่าวอ้างสูงเกินความเป็นจริงมาก เป็นการกำหนดค่าเสียหายตามความพอใจและจัดทำเอกสารขึ้นมาเพื่อให้สมจริงเท่านั้น โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองห้องชุดเลขที่ 17/20 ชั้นที่ 11 อาคารเลขที่ 17/1 ชื่ออาคารชุดบ้านกินนอน คอนโดมิเนียม ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2538 โฉนดที่ดินเลขที่ 5575 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยส่งมอบหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 500,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2537 นายปราสพสุขทำสัญญากู้เงินจากจำเลยจำนวน 7,000,000 บาท มีโจทก์ และนางศิรินลักษณ์ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โดยนางศิรินลักษณ์นำสิทธิการเช่าพื้นที่อาคารสำนักงานซึ่งตั้งอยู่ที่เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร มาเป็นประกันการชำระหนี้ของนายปราสพสุขตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.3 ต่อมาวันที่ 19 มกราคม 2538 โจทก์ทำสัญญากู้เงินจากจำเลย จำนวน 8,536,862 บาท เพื่อนำไปซื้อห้องชุดพิพาทเลขที่ 17/20 ชั้น 11 อาคารเลขที่ 17/1 อาคารชุดบ้านกินนอน คอนโดมิเนียม ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 5575 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และโจทก์ได้นำห้องชุดพิพาทจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้แก่จำเลยตามสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาจำนองเป็นประกันเอกสารหมาย ล.1 และ จ.3 หรือ ล.2 จากนั้นวันที่ 12 ตุลาคม 2541 โจทก์ได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วแต่จำเลยไม่ดำเนินการไถ่ถอนจำนองห้องชุดพิพาทคืนแก่โจทก์ เนื่องจากนายปราสพสุขผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้แก่จำเลย โดยนายปราสพสุขผ่อนชำระเงินเป็นค่าดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายวันที่ 17 เมษายน 2541 ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2541 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองห้องชุดพิพาทคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ดำเนินการไถ่ถอนจำนองคืนแก่โจทก์อีก โดยอ้างสิทธิตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.3 และวันที่ 14 กันยายน 2542 จำเลยฟ้องนายปราสพสุข โจทก์และนางศิรินลักษณ์ต่อศาลชั้นต้น ให้ร่วมกันชำระต้นเงินที่ค้างพร้อมดอกเบี้ยคืนจำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ย.5301/2542 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีสิทธิไม่ยอมดำเนินการไถ่ถอนจำนองห้องชุดพิพาทคืนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า หนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.3 เป็นสัญญาค้ำประกันด้วยบุคคล อันเป็นบุคคลสิทธิซึ่งจำเลยเจ้าหนี้จะต้องติดตามบังคับเอาแก่โจทก์ผู้ค้ำประกันเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ และเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญหามีสิทธิจะได้รับการชำระหนี้จากทรัพย์สินของโจทก์ผู้ค้ำประกันก่อนเจ้าหนี้อื่นไม่ ซึ่งแตกต่างไปจากสิทธิตามสัญญาจำนองตามหนังสือสัญญาจำนองเป็นประกันเอกสารหมาย จ.3 หรือ ล.2 ที่ได้ทำขึ้นในภายหลังและไม่ได้มีข้อความระบุว่าต้องให้โจทก์รับผิดรวมไปถึงความรับผิดที่จะต้องร่วมรับผิดกับนายปราสพสุขและนางศิรินลักษณ์ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.3 ด้วย ประกอบกับโจทก์กู้เงินจำเลยเพื่อนำไปซื้อห้องชุดพิพาทแล้วนำมาจำนองไว้แก่จำเลยดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาจดทะเบียนจำนองห้องชุดพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ล.1 ของโจทก์ที่มีแก่จำเลยเพียงประการเดียวเท่านั้น ดังนั้น สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.3 จึงแยกต่างหากจากสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาจำนองเป็นประกันเอกสารหมาย ล.1 และ จ.3 หรือ ล.2 นอกจากนี้ขณะที่โจทก์ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ล.1 ให้แก่จำเลยครบถ้วน จำเลยยังไม่ได้ฟ้องคดีความรับผิดของโจทก์ร่วมกับนายปราสพสุขและนางศิรินลักษณ์ ความรับผิดต่อจำเลยตามสัญญาค้ำประกันจะมีหรือไม่ เพียงใด จึงยังไม่เกิดขึ้น อีกทั้งยังไม่ปรากฏความเสียหายใดๆ แก่จำเลยที่จะมีสิทธิยับยั้งไม่ให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองดังที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้แล้ว เมื่อหนี้เงินกู้ของโจทก์อันเป็นหนี้ประธานได้ระงับไปและโจทก์ผู้จำนองแสดงความจำนงไถ่ถอนจำนองแล้ว จำเลยจะไม่ยอมให้ไถ่ถอนโดยอ้างว่าโจทก์ยังมีภาระผูกพันที่จะต้องชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.3 อยู่อีกหาได้ไม่ คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ และที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้แจ้งให้โจทก์หาหลักประกันอื่นมาวางแทนห้องชุดพิพาทเมื่อนายปราสพสุขผิดนัดชำระหนี้ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและหลักประกันสิทธิการเช่าของนางศิรินลักษณ์มีมูลค่าไม่คุ้มหนี้แล้ว แต่โจทก์เพิกเฉยและไม่ชำระหนี้ใดๆ แก่จำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายนั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์เสียหายหรือไม่เพียงใด สำหรับปัญหาที่ว่าโจทก์เสียหายหรือไม่นั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแจ้งชัดและถูกต้องชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่วินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์เสียหายเพียงใด นั้น เห็นว่า แม้ทรัพย์สินของโจทก์ติดภาระจำนองไม่สามารถนำไปจำหน่ายจ่ายโอนแก่บุคคลอื่นได้ทำให้มีมูลค่าลดต่ำลงก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าทรัพย์สินของโจทก์มีมูลค่าลดต่ำลงปีละเท่าใด ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 500,000 บาท นั้น จึงสูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท ฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 702
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมลักษณ์ พลางกูร
จำเลย — ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สุธี เทพสิทธา
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 578/2552
#418384
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ ฯ มาตรา 4 ได้บัญญัติ ว่าการจำหน่ายและขายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์หาใช่การให้การบริการไม่ ดังนั้น แม้ได้ความตามฟ้องโจทก์และจำเลยให้การรับสารภาพว่า จำเลยนำวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานผู้ตรวจมาจำหน่ายและขายแก่ประชาชนทั่วไป ในสถานที่ที่จำเลยประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่เมื่อการกระทำของจำเลยไม่ใช่การให้บริการในสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ เพราะการจำหน่ายไม่ใช่การจัดฉายหรือให้บริการโดยแสดงภาพและเสียง ทั้งมิใช่การจัดส่งไปทางสายหรือทางวิธีการอื่นที่ให้ผลในลักษณะเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานนำเทปและวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณามาให้บริการในสถานที่ให้บริการเทปและวัสดุโทรทัศน์ตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง, 34

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 (4) บัญญัติให้ยกเลิกพ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ทั้งฉบับ ซึ่งตามมาตรา 4 บัญญัติให้นิยามคำว่า ภาพยนตร์ ไว้ หมายความว่า วัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่รวมถึงวีดิทัศน์ แต่ในการประกอบกิจการของจำเลยนั้น จำเลยจำหน่ายแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ด้วย การกระทำของจำเลยในการประกอบกิจการจำหน่ายแผ่นวีซีดีภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 จึงเข้าลักษณะเป็นความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ด้วย กรณีไม่อาจถือว่ากฎหมายใหม่ยกเลิกการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานนำเทปและวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณามาให้บริการในสถานที่ให้บริการเทป และวัสดุโทรทัศน์ตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง และความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต สาระสำคัญอยู่ที่การไม่ได้รับอนุญาตวีซีดีเพลงของกลาง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ริบ จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบได้ ตาม ป.อ.มาตรา 32, 33

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 69, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 11, 20, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ให้วีซีดีภาพยนตร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 10 แผ่น ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบวีซีดีเพลงจำนวน 1,859 แผ่น ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา31 (1), 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6, 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมลงโทษทุกกรรมเรียงกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้รอการกำหนดโทษความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ลงโทษปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้วีซีดีภาพยนตร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของกลาง จำนวน 10 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบวีซีดีเพลงของกลาง จำนวน 1,859 แผ่น

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานนำเทปและวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณามาให้บริการในสถานที่ให้บริการโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง, 34 หรือไม่ พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่จะนำมาฉายหรือให้บริการในสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ จะต้องเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่ได้ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานผู้ตรวจ หรือเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่มีผู้รับรองสำเนาแล้วเท่านั้น และมาตรา 4 ได้ให้นิยามของสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ไว้ หมายความว่า สถานที่ใด ๆ รวมทั้งสถานที่ภายในอาคารหรือยานพาหนะซึ่ง

(1) จัดฉายหรือให้บริการโดยแสดงภาพและเสียงด้วยเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยการเก็บค่าดูหรือโดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการในกิจการของผู้จัดฉายหรือผู้ให้บริการในสถานที่นั้น... หรือโดยการได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น

(2) ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยการจัดส่งไปทางสายหรือทางวิธีการอื่นใดที่ให้ผลในลักษณะเดียวกันไปยังผู้รับบริการหลายรายที่อยู่ภายในอาคารเดียวกันหรือในบริเวณเดียวกัน

การให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ย่อมมีความหมายถึงการแสดงภาพและหรือเสียงด้วยเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยการเก็บค่าดู หรือการให้บริการโดยการจัดส่งไปทางสายหรือวิธีการอื่นใดที่ให้ผลในลักษณะเดียวกันไปยังผู้รับบริการหลายราย ตามบทนิยามในมาตรา 4 ซึ่งเห็นได้ว่าการจำหน่ายและขายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์หาใช่การให้การบริการไม่ ดังนั้น แม้ได้ความตามฟ้องโจทก์และจำเลยให้การรับสารภาพว่า จำเลยนำวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานผู้ตรวจมาจำหน่ายและขายแก่ประชาชนทั่วไป ในสถานที่ที่จำเลยประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่เมื่อการกระทำของจำเลยไม่ใช่การให้บริการในสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ เพราะการจำหน่ายไม่ใช่การจัดฉายหรือให้บริการโดยแสดงภาพและเสียง ทั้งมิใช่การจัดส่งไปทางสายหรือทางวิธีการอื่นที่ให้ผลในลักษณะเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานนำเทปและวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณามาให้บริการในสถานที่ให้บริการเทปและวัสดุโทรทัศน์ตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง, 34 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปและวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดด้วยการจำหน่ายแผ่นวีซีดีภาพยนตร์กับวีซีดีเพลง โดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 (4) บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ทั้งฉบับ และมาตรา 4 บัญญัติให้นิยามคำว่า ภาพยนตร์ ไว้ หมายความว่า วัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่รวมถึงวีดิทัศน์ การกระทำของจำเลยในการประกอบกิจการจำหน่ายแผ่นวีซีดีภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 จึงเข้าลักษณะเป็นความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ด้วย กรณีไม่อาจถือว่ากฎหมายใหม่ยกเลิกการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานนำเทปและวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณามาให้บริการในสถานที่ให้บริการเทปและวัสดุโทรทัศน์ตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง และความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต สาระสำคัญอยู่ที่การไม่ได้รับอนุญาตวีซีดีเพลงจำนวน 1,859 แผ่น ของกลาง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ริบ จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด อันจะพึงริบได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 อีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เฉพาะการจำหน่ายแผ่นวีซีดีภาพยนตร์นั้น จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง แต่ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6, 34 ยกฟ้องฐานนำเทปและวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณามาให้บริการในสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ และยกคำขอริบแผ่นวีซีดีเพลงของกลางจำนวน 1,859 แผ่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 4 ม. 20 วรรคหนึ่ง ม. 34
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 38 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายประทวน อ่วนศรีภิรมย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 577/2552
#451847
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานผู้ตรวจกับไม่มีผู้รับรองสำเนาตามกฎหมายมาให้บริการโดยการจำหน่ายและขายให้แก่ประชาชนทั่วไปนั้นมิใช่การให้บริการในสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง เพราะการจำหน่ายและขายไม่ใช่การจัดฉายหรือให้บริการโดยแสดงภาพและเสียง และสถานที่จำหน่ายและขายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ดังกล่าวไม่ใช่สถานที่จัดฉายหรือให้บริการโดยแสดงภาพและเสียงหรือจัดส่งไปทางสายหรือทางวิธีการอื่นที่ให้ผลในลักษณะเดียวกันตามนิยามคำว่า "สถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์" ใน พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4

แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 (4) ให้ยกเลิก พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 แต่มาตรา 38 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และมาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ดังนั้น การที่จำเลยประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีซีดีภาพยนตร์ ซึ่งตรงกับบทนิยามศัพท์คำว่า ภาพยนตร์ ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังแล้ว จึงไม่อาจถือว่ากฎหมายที่บัญญัติในภายหลังยกเลิกการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลย แต่ในส่วนวีซีดีเพลงนั้นไม่ปรากฏว่าเป็นวีซีดีเพลงที่บันทึกภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นคาราโอเกะที่มีภาพประกอบตามนิยามศัพท์ในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวหรือไม่ จึงต้องรับฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่า วีซีดีเพลงตามฟ้องมิใช่วีดิทัศน์ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 การกระทำของจำเลยในส่วนของการจำหน่ายวีซีดีเพลงจึงหาเป็นความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ไม่

สาระสำคัญในการกระทำความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์หรือภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอยู่ที่จำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนและเมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานนำวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณามาให้บริการในสถานที่ให้บริการเทปและวัสดุโทรทัศน์ตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง วีซีดีเพลงและภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ จำนวน 457 แผ่น ของกลางที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ริบจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด ได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 32 และ 33

ในส่วนโทษปรับที่จะลงแก่จำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์นั้น ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดมาบังคับแก่คดี ตาม ป.อ. มาตรา 3 เมื่อมาตรา 79 แห่ง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ให้ระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาท ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ ในขณะที่มาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ให้ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โทษปรับตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 34 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยจึงเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดมากกว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษปรับจำเลยตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 34 จึงชอบด้วย ป.อ. มาตรา 3 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 69, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 11, 20, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ให้แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของกลางตกเป็นของผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ กับริบวีซีดีเพลงและภาพยนตร์จำนวน 457 แผ่น ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ลงโทษปรับ 50,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่าเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษปรับ 2,000 บาท รวมปรับ 52,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 26,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้แผ่นวีซีดีของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 39 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของกลางอื่นให้ริบ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิด 3 กระทง ต่างกรรมต่างวาระกัน และขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 3 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนำวีซีดีภาพยนตร์กับวีซีดีเพลงอันเป็นวัสดุโทรทัศน์ตามกฎหมายซึ่งไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณาออกให้บริการในสถานที่ให้บริการโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 ประกอบมาตรา 34 จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า จำเลยนำวีซีดีภาพยนตร์ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสองจำนวน 39 แผ่น กับวีซีดีเพลงและภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ จำนวน 457 แผ่น อันเป็นวัสดุโทรทัศน์ตามกฎหมายซึ่งไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณาและผ่านความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานผู้ตรวจและไม่มีผู้รับรองสำเนาตามกฎหมายมาให้บริการโดยการจำหน่ายและขายให้แก่ประชาชนทั่วไปในสถานที่ให้บริการเทปและวัสดุโทรทัศน์ดังกล่าว ซึ่งมิใช่สถานที่ที่ได้รับการยกเว้น และขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 20 และ 34 ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพแล้วเช่นนี้ แต่ปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้มีคำวินิจฉัยถึงการกระทำของจำเลยดังกล่าวว่าเป็นความผิดฐานนำวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณามาให้บริการในสถานที่ให้บริการโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง หรือไม่นั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) และ (8) ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาว่า จำเลยมีความผิดฐานนำวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณามาให้บริการในสถานที่ให้บริการโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง หรือไม่นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่จะนำมาฉายหรือให้บริการในสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ จะต้องเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่ได้ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานผู้ตรวจตามมาตรา 11 หรือมาตรา 14 หรือเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่มีผู้รับรองสำเนาตามมาตรา 17 แล้วเท่านั้น ทั้งนี้ เว้นแต่สถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ดังกล่าวจะได้รับยกเว้นตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวงและมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันให้นิยามคำว่า สถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ไว้ หมายความว่า สถานที่ใด ๆ รวมทั้งสถานที่ภายในอาคารหรือยานพาหนะซึ่ง

(1) จัดฉายหรือให้บริการโดยแสดงภาพและเสียงด้วยเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยการเก็บค่าดูหรือโดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการในกิจการของผู้จัดฉายหรือผู้ให้บริการในสถานที่นั้นหรือในยานพาหนะนั้น หรือโดยการได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นเช่น การคิดค่าบริการในรูปของค่าธรรมเนียมสมาชิกหรือค่าบำรุง หรือ

(2) ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยการจัดส่งไปทางสาย หรือทางวิธีการอื่นใดที่ให้ผลในลักษณะเดียวกันไปยังผู้รับบริการหลายรายที่อยู่ภายในอาคารเดียวกันหรือในบริเวณเดียวกัน เช่น อาคารชุด โรงแรม โรงพยาบาล ทั้งนี้ เท่าที่มิได้อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์

ดังนั้น สถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์และการให้บริการตามนัยของบทบัญญัติดังกล่าวต้องเกี่ยวข้องกับการจัดฉาย หรือให้บริการโดยแสดงภาพและเสียงด้วยเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ หรือการจัดส่งไปทางสาย หรือทางวิธีการอื่นที่ให้ผลในลักษณะเดียวกัน โดยได้รับประโยชน์ตอบแทน แม้ได้ความตามฟ้องโจทก์ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพว่า จำเลยนำวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานผู้ตรวจกับไม่มีผู้รับรองสำเนาตามกฎหมายมาให้บริการโดยการจำหน่ายและขายให้แก่ประชาชนทั่วไป ในสถานที่ให้บริการเทปและวัสดุโทรทัศน์ดังกล่าว แต่การกระทำของจำเลยตามฟ้องดังกล่าวไม่ใช่การให้บริการในสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ เพราะการจำหน่ายและขายไม่ใช่การจัดฉายหรือให้บริการโดยแสดงภาพและเสียง ทั้งสถานที่จำหน่ายและขายก็ไม่ใช่สถานที่จัดฉายหรือให้บริการโดยแสดงภาพและเสียงหรือจัดส่งไปทางสายหรือทางวิธีการอื่นที่ให้ผลในลักษณะเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานนำเทปและวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณามาให้บริการในสถานที่ให้บริการเทปและวัสดุโทรทัศน์ ตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน และจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องในส่วนนี้ว่า จำเลยกระทำความผิดด้วยการประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน และจำหน่ายด้วยประการใด ๆ ซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์แก่ประชาชนทั่วไป โดยทำเป็นธุรกิจร้านค้า และโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 (4) บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ทั้งฉบับ มาตรา 38 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนมิฉะนั้นต้องระวางโทษตามมาตรา 79 คือปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่และมาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน มิฉะนั้นต้องระวางโทษตามมาตรา 82 คือ ปรับตั้งแต่ 100,000 บาทถึง 500,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่โดยมาตรา 4 บัญญัติให้นิยามคำว่า ภาพยนตร์ ไว้ หมายความว่า วัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่รวมถึงวีดิทัศน์ และนิยามคำว่า วีดิทัศน์ ไว้ หมายความว่าวัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นเกมการเล่น คาราโอเกะที่มีภาพประกอบ หรือลักษณะอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า จำเลยกระทำความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน และจำหน่ายซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้อง แต่เทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่จำเลยขายและจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปตามฟ้องคือวีซีดีภาพยนตร์อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสองและวีซีดีเพลงและภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ โดยไม่ปรากฏว่าวีซีดีเพลงนั้นเป็นวีซีดีเพลงที่บันทึกภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นคาราโอเกะที่มีภาพประกอบหรือไม่ จึงต้องรับฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่า วีซีดีเพลงตามฟ้องนั้นมิใช่วีดีทัศน์ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 การกระทำของจำเลยจึงหาเป็นความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ไม่ การกระทำของจำเลยในส่วนวีซีดีเพลงซึ่งเดิมเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 จึงไม่เป็นความผิดอีกต่อไป แต่ในการประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน และจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ของจำเลยนั้น นอกจากวีซีดีเพลงแล้วยังมีการจำหน่ายและขายวีซีดีภาพยนตร์อีกด้วย การกระทำของจำเลยในส่วนของการจำหน่ายและขายวีซีดีภาพยนตร์จึงเข้าลักษณะเป็นความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 ด้วย กรณีไม่อาจถือว่ากฎหมายใหม่ยกเลิกการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลย อย่างไรก็ดีความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์มาตรา 34 หรือความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น สาระสำคัญในการกระทำความผิดอยู่ที่จำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน และการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานนำวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณามาให้บริการในสถานที่ให้บริการเทปและวัสดุโทรทัศน์ ตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง วีซีดีเพลงและภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ จำนวน 457 แผ่นของกลางที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ริบ จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด ได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 ปัญหาเหล่านี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

สำหรับโทษปรับที่จะลงแก่จำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์นั้น เมื่อพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 ระวางโทษปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 1,000,000 บาทและปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ ในขณะที่พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 34 ให้ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับดังนั้น โทษปรับตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องใช้โทษปรับตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 34 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษปรับจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 34 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แล้ว ไม่มีเหตุต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เฉพาะการจำหน่ายวีซีดีภาพยนตร์นั้น จำเลยมีความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง แต่ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 34 ยกฟ้องข้อหานำวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณามาให้บริการในสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ และยกคำขอริบวีซีดีเพลงและภาพยนตร์จำนวน 457 แผ่น ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 32 ม. 33
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 38 ม. 54 ม. 79
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 4 ม. 6 ม. 34 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายทรงกลด คลังวิเชียร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พลรัตน์ ประทุมทาน
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 575/2552
#506624
เปิดฉบับเต็ม

ตามหลักการทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้ว ซึ่งปรากฏอยู่ใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 นั้น เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ เท่ากับว่าเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วมีสิทธิที่จะหวงกันมิให้บุคคลอื่นนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของตนไปใช้กับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้เท่านั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องห้ามจำเลยใช้ชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลของจำเลย ซึ่งไม่ใช่เป็นการใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้โดยตรง โจทก์ย่อมไม่อาจอ้างสิทธิตามที่มีในเครื่องหมายการค้าเพื่อที่จะขอบังคับจำเลยเช่นนี้ได้ โจทก์จะต้องใช้สิทธิตามช่องทางของกฎหมายนั้น ๆ ในการขอให้ศาลบังคับตามคำฟ้องของโจทก์

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 นั้น บุคคลผู้เป็นเจ้าของนามหรือชื่อทางการค้าซึ่งต้องเสื่อมเสียประโยชน์เพราะการที่มีผู้อื่นมาใช้นามหรือชื่อทางการค้าเดียวกันโดยมิได้รับอำนาจให้ใช้ จะร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามมิให้ใช้นามหรือชื่อทางการค้านั้นได้ต่อเมื่อการใช้นามหรือชื่อทางการค้าดังกล่าว เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายหรือเป็นที่พึงวิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป และผู้เป็นเจ้าของนามหรือชื่อทางการค้านั้นมีหน้าที่นำสืบถึงความเสียหายดังกล่าว แต่ความเสียหายจากการไม่จดทะเบียนชื่อนิติบุคคลก็ดี หรือความเสียหายจากการไม่อนุญาตให้ใช้สิทธิตามที่กล่าวอ้างก็ดียังไม่ใช่ความเสียหายที่จะกล่าวอ้างในการห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อนิติบุคคลของตน แม้การใช้ชื่อนิติบุคคลจะคล้ายกัน แต่เป็นเรื่องของสิทธิในการใช้ชื่อของบุคคล เมื่อคำว่า "SUN" และ "SWEET" เป็นคำสามัญทั่วไป ไม่ใช่คำประดิษฐ์คิดขึ้นเอง ดังนั้นบุคคลทั่วไปรวมทั้งจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะใช้ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสินค้าหลักของโจทก์คือลูกพรุนและน้ำลูกพรุนในขณะที่สินค้าหลักของจำเลยเป็นข้าวโพด จึงฟังไม่ได้ว่าธุรกิจของจำเลยแข่งขันโดยตรงกับธุรกิจของโจทก์จนกระทบกระเทือนผลประโยชน์ของโจทก์ อันจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนกรณีที่สาธารณชนอาจสับสนหลงผิดว่ากิจการของจำเลยเกี่ยวข้องกับโจทก์นั้น ไม่เป็นสาเหตุเพียงพอที่โจทก์จะใช้สิทธิห้ามจำเลยใช้ชื่อนิติบุคคลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาและเป็นเจ้าของชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า SUNSWEET และ SUNSWEET กับรูปดวงอาทิตย์ประดิษฐ์ (SUNSWEET และ SUNSWEET) โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจนเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปและได้จดทะเบียนไว้แล้วในประเทศไทย ต่อมาจำเลยนำอักษรโรมันคำว่า SUNSWEET (อ่านว่า "ซันสวีท") ไปยื่นจดเป็นชื่อนิติบุคคลว่า "บริษัทซัน สวีท จำกัด" ซึ่งเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต และละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลของจำเลย โดยไม่ให้มีคำว่า SUNSWEET, SUNSWEET กับรูปดวงอาทิตย์ประดิษฐ์, ซันสวีทหรือซันสวีตอยู่เป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยอีกต่อไป หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้จองชื่อ คำสั่งรับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทและคำสั่งรับจดทะเบียนดวงตราบริษัทของจำเลย ให้จำเลยยุติการแสดงชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า SUNSWEET, SUNSWEET กับรูปดวงอาทิตย์ประดิษฐ์, ซันสวีทหรือซันสวีตในการประกอบธุรกิจของจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการ หรือใช้หรือเข้าเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 200,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะยุติการกระทำละเมิด

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมาย จำเลยได้จองชื่อนิติบุคคลและได้รับอนุญาตให้ใช้ชื่อของจำเลยโดยสุจริตมาตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2540 โดยไม่มีผู้โต้แย้ง ผลิตภัณฑ์หลักของจำเลยเป็นข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง ซึ่งแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ของโจทก์ จำเลยไม่ได้ใช้อักษรโรมันคำว่า SUNSWEET เป็นเครื่องหมายการค้าและไม่ได้กระทำการอันเป็นการล่วงละเมิดต่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า SUNSWEET และ SUNSWEET กับรูปดวงอาทิตย์ประดิษฐ์ (SUNSWEET และ SUNSWEET) จำเลยยื่นจดชื่อนิติบุคคลว่า "บริษัทซัน สวีท จำกัด" กับเคยยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และใช้ชื่อโดเมนโจทก์มีหนังสือถึงจำเลย จำเลยแจ้งว่าจะใช้ชื่อนิติบุคคลของจำเลยต่อไป

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์อาศัยสิทธิตามเครื่องหมายการค้าของตนในการห้ามจำเลยใช้ชื่อและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า ตามหลักการทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้ว ซึ่งปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 นั้น เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ เท่ากับว่าเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วมีสิทธิที่จะหวงกันมิให้บุคคลอื่นนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของตนไปใช้กับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้เท่านั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องห้ามจำเลยใช้ชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลของจำเลย ซึ่งไม่ใช่เป็นการใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้โดยตรง โจทก์ย่อมไม่อาจอ้างสิทธิตามที่มีในเครื่องหมายการค้าเพื่อที่จะขอบังคับจำเลยเช่นนี้ได้ โจทก์จะต้องใช้สิทธิตามช่องทางของกฎหมายนั้นๆ ในการขอให้ศาลบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น จึงชอบแล้วศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อมามีว่า จำเลยนำชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้เป็นชื่อนิติบุคคลประกอบกับดวงตรานิติบุคคลของจำเลยเช่นนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีนายบันเทิง นายเดน นายไพโรจน์ นายเชอ และนายเชอ เป็นพยานเบิกความในทำนองว่า อักษรโรมันคำว่า SUNSWEET เป็นชื่อนิติบุคคลหรือชื่อทางการค้าของโจทก์ โจทก์ประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิต แปรรูป และจำหน่ายอาหารแปรรูปพร้อมรับประทานประเภทต่างๆ รวมถึงผลไม้สด ผลไม้แห้งน้ำผลไม้ และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูปผักและผลไม้ โดยเฉพาะลูกพรุนและน้ำลูกพรุนจนมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป สินค้าของโจทก์มีหลายรายการครอบคลุมสินค้าธัญพืชเหมือนสินค้าของจำเลย ชื่อนิติบุคคลของจำเลยทำให้สาธารณชนและลูกค้าของโจทก์สับสนหลงผิด ส่วนจำเลยมีนายองอาจ นายวีระ และนายคันศร เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยจดทะเบียนชื่อนิติบุคคลโดยชอบด้วยกฎหมาย อักษรโรมันคำว่า SUN หมายถึงดวงอาทิตย์ ส่วนอักษรโรมันคำว่า SWEET หมายถึงความหวาน เป็นคำศัพท์ที่ใช้กันทั่วไป ทุกคนสามารถใช้ได้ จำเลยทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารข้าวโพด และใช้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า K.C. สินค้าของโจทก์และจำเลยแตกต่างกัน สาธารณชนไม่สับสนหลงผิด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 นั้น บุคคลผู้เป็นเจ้าของนามหรือชื่อทางการค้าซึ่งต้องเสื่อมเสียประโยชน์เพราะการที่มีผู้อื่นมาใช้นามหรือชื่อทางการค้าเดียวกัน โดยมิได้รับอำนาจให้ใช้ จะร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามมิให้ใช้นามหรือชื่อทางการค้านั้นได้ต่อเมื่อการใช้นามหรือชื่อทางการค้าดังกล่าว เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายหรือเป็นที่พึงวิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป และผู้เป็นเจ้าของนามหรือชื่อทางการค้านั้นมีหน้าที่นำสืบถึงความเสียหายดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบแสดงให้เห็นว่า กรณีมีเหตุที่จะห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อนิติบุคคลดังกล่าว ซึ่งโจทก์มีนายเดน เบิกความว่า การกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เพราะเป็นการปิดกั้นมิให้โจทก์จดทะเบียนชื่อนิติบุคคล โจทก์ต้องสูญเสียรายได้จากการอนุญาตให้ใช้สิทธิในชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้า และความเสียหายต่อชื่อเสียงในกรณีที่โจทก์ไม่สามารถควบคุมคุณภาพสินค้าและบริการของจำเลย หรือจำเลยประกอบธุรกิจในทางที่เสื่อมเสีย รวมถึงกรณีที่เกิดความสับสนหลงผิดในการแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ แต่เห็นได้ว่า ความเสียหายจากการไม่อาจจดทะเบียนชื่อนิติบุคคลก็ดีหรือความเสียหายจากการไม่อาจอนุญาตให้ใช้สิทธิตามที่กล่าวอ้างก็ดี ยังไม่ใช่ความเสียหายที่จะกล่าวอ้างในการห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อนิติบุคคลของตนดังกล่าว ส่วนข้อที่อ้างเกี่ยวกับความเสียหายต่อชื่อเสียงในกรณีที่โจทก์ไม่สามารถควบคุมคุณภาพสินค้าและบริการของจำเลย หรือจำเลยประกอบธุรกิจในทางที่เสื่อมเสีย รวมถึงกรณีที่เกิดความสับสนหลงผิดในการแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศนั้น เห็นว่า แม้การใช้ชื่อนิติบุคคลนี้จะคล้าย แต่เป็นเรื่องของสิทธิในการใช้ชื่อของบุคคล เมื่อคำว่า "SUN" และ "SWEET" เป็นคำสามัญทั่วไป ไม่ใช่คำประดิษฐ์คิดขึ้นเอง บุคคลทั่วไปรวมทั้งจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะใช้ได้สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ในทำนองว่าสินค้าของโจทก์มีหลายรายการ ครอบคลุมถึงสินค้าธัญพืชเหมือนสินค้าของจำเลยนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าสินค้าหลักของโจทก์คือลูกพรุนและน้ำลูกพรุนในขณะที่สินค้าหลักของจำเลยเป็นข้าวโพด จึงฟังไม่ได้ว่าธุรกิจของจำเลยแข่งขันโดยตรงกับธุรกิจของโจทก์จนกระทบกระเทือนถึงผลประโยชน์ของโจทก์ อันจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายทั้งโจทก์เพียงนำสืบลอยๆ โดยไม่ปรากฏชัดว่าโจทก์จะได้รับความเสียหายเช่นนั้นจริงหรือไม่ โอกาสที่โจทก์จะได้รับความเสียหายตามที่นำสืบมานั้นมีน้อย ส่วนกรณีที่สาธารณชนอาจสับสนหลงผิดว่ากิจการของจำเลยเกี่ยวข้องกับโจทก์ตามที่โจทก์อุทธรณ์นั้น ไม่เป็นสาเหตุเพียงพอที่โจทก์จะใช้สิทธิห้ามจำเลยในการใช้ชื่อนิติบุคคลได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ซันสวีท โกรว์เออร์ส อิงค์
จำเลย — บริษัทซัน สวีท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พลรัตน์ ประทุมทาน
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 533/2552
#501668
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีผู้กระทำละเมิดต่อผู้เยาว์อันมีผลให้ผู้เยาว์มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนนั้น เป็นการที่ผู้เยาว์จะได้มาซึ่งทรัพย์สินอย่างหนึ่ง หากมีการประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งผู้ใช้อำนาจปกครองจะต้องทำสัญญาแทนผู้เยาว์ ผู้ใช้อำนาจปกครองในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมก็ชอบที่จะต้องขอนุญาตศาลเสียก่อน เพราะเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามที่บังคับไว้ใน ป.พ.พ.มาตรา 1574(12) เมื่อ ช.บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์กับจำเลยได้ทำข้อตกลงเรื่องค่าเสียหายและค่ารักษาพยาบาลของโจทก์กับของ ช. โดยไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ทั้งทางแพ่งและทางอาญาจากจำเลยอีก เป็นการระงับข้อพิพาทในมูลละเมิด จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่ ช.ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยตามลำพัง โดยมิได้รับอนุญาตจากศาลย่อมเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะและไม่มีผลผูกพันโจทก์แต่ประการใด สิทธินำคดีมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของโจทก์จึงไม่ระงับไป

เมื่อโจทก์ต้องเสียความสามารถในการมองเห็น เนื่องจากโจทก์เสียตาข้างซ้ายทำให้ไม่สามารถมองภาพได้ละเอียดและกว้างเท่าคนปกติถือว่าเป็นค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 446 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ.ผู้ทำละเมิดจึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว หาใช่ต้องกำหนดเป็นค่ารักษาพยาบาลไม่ และค่าเสียหายที่โจทก์ต้องเสื่อมสุขภาพอนามัย ต้องเสียโฉม ได้รับความเจ็บปวดทรมานเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน โจทก์มีสิทธิเรียกได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 446 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยให้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า สิทธินำคดีมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีผู้กระทำละเมิดต่อผู้เยาว์ อันมีผลให้ผู้เยาว์มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนนั้น เป็นการที่ผู้เยาว์จะได้มาซึ่งทรัพย์สินอย่างหนึ่ง หากมีการประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งผู้ใช้อำนาจปกครองจะต้องทำสัญญาแทนผู้เยาว์ ผู้ใช้อำนาจปกครองในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมก็ชอบที่จะต้องขออนุญาตศาลเสียก่อน เพราะเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามที่บังคับไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) เมื่อได้ความว่า นายโชติอุทัยบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์กับจำเลยได้ทำข้อตกลงเรื่องค่าเสียหายและค่ารักษาพยาบาลของโจทก์กับของนายโชติอุทัย โดยไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ ทั้งทางแพ่งและทางอาญาจากจำเลยอีกตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เป็นการระงับข้อพิพาทในมูลละเมิด จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่นายโชติอุทัยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยตามลำพัง โดยมิได้รับอนุญาตจากศาลย่อมเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ และไม่มีผลผูกพันโจทก์แต่ประการใด สิทธินำคดีมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของโจทก์จึงไม่ระงับไป ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไว้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ต้องเสียความสามารถในการมองเห็น เนื่องจากโจทก์เสียตาข้างซ้ายทำให้ไม่สามารถมองภาพได้ละเอียดและกว้างเท่าคนปกติถือว่าเป็นค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 446 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ทำละเมิดจึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว หาใช่ต้องกำหนดเป็นค่ารักษาพยาบาลดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 400,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว และที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ต้องเสื่อมสุขภาพอนามัย ต้องเสียโฉม ได้รับความเจ็บปวดทรมานเป็นเงิน 100,000 บาท สูงเกินไปนั้น เห็นว่า ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน โจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 446 วรรค1 ม. 1574 (12)
ชื่อคู่ความ
เด็กหญิงดาลิกา ฟุ้งศิริวิบูลย์
โจทก์ — โดยนายโชติอุทัย ฟุ้งศิริวิบูลย์ ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายบุญเรือน เนตรนิยม
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 526/2552
#501110
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มอบหมายให้จำเลยเป็นผู้ดูแลการเงินของร้านทรงสมัยพิษณุโลก สาขาของโจทก์ เงินรายได้ของร้านที่จำเลยรับไว้โดยผู้จัดการสาขาดังกล่าวนำฝากเข้าบัญชีของจำเลยเพื่อให้จำเลยนำส่งไปที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์จึงตกเป็นของโจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องนำส่งเงินรายได้ดังกล่าวให้แก่โจทก์แต่ไม่นำส่ง กลับเบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2541 เวลากลางวัน จำเลยเบียดบังเอาเงินของโจทก์ที่สาขาพิษณุโลก ซึ่งผู้จัดการสาขานำฝากเข้าบัญชีของจำเลย เพื่อให้จำเลยนำส่งไปที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ อันเป็นเงินรายได้ของเดือนตุลาคม 2540 จำนวน 255,174 บาท เดือนพฤศจิกายน 2540 จำนวน 133,132 บาท เดือนธันวาคม 2540 จำนวน 93,463 บาท เดือนมกราคม 2541 จำนวน 218,603 บาท เดือนกุมภาพันธ์ 2541 จำนวน 134,264 บาท เดือนมีนาคม 2541 จำนวน 148,544 บาท และเดือนเมษายน 2541 จำนวน 70,918 บาท รวมเป็นเงิน 1,054,098 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352,91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประกอบกิจการขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปและรับตัดเย็บเสื้อผ้า ร้านทรงสมัยพิษณุโลก เป็นสาขาของโจทก์ มีนางประไพ มาอยู่เป็นผู้จัดการสาขา ในแต่ละวันนางประไพมีหน้าที่นำเงินรายได้ของร้านทรงสมัยพิษณุโลก เข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2541 นางประไพนำเงินรายได้ของร้านดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยรวมเป็นเงิน 1,041,842 บาท ตามใบฝากเงินเอกสารหมาย จ.3 โดยหักยอดเงินตามใบฝากเงินเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 6 ออกเพราะเป็นการนำเงินเข้าบัญชีของนางวิมลมาศ ซึ่งมิใช่บัญชีของจำเลย แต่จำเลยไม่นำส่งเงินรายได้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์มีนายสรรค์วิช กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และนางประไพ ผู้จัดการสาขาพิษณุโลก เป็นพยาน โดยนายสรรค์วิชเบิกความว่า จำเลยมีหน้าที่ดูแลการเงินของโจทก์ที่สาขาพิษณุโลก แล้วจำเลยต้องนำส่งเงินรายได้ในแต่ละวันที่นางประไพผู้จัดการสาขานำเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพิษณุโลก ไปให้โจทก์ที่กรุงเทพมหานครอย่างน้อยเดือนละครั้ง ส่วนนางประไพเบิกความว่า เมื่อนำเงินรายได้เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพิษณุโลก แล้ว พยานต้องส่งใบฝากเงินไปที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ด้วยตามใบฝากเงินเอกสารหมาย จ.3 เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวนอกจากจะเบิกความสอดคล้องต้องกันแล้ว ยังมีรายละเอียดสอดคล้องกับใบฝากเงินตามเอกสารหมาย จ.3 จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่จำเลยนำสืบและฎีกาอ้างว่า เดิมจำเลยและนายสรรค์วิชร่วมกันเปิดร้านพีเซ็นเตอร์ ต่อมาเปลี่ยนชื่อร้านเป็นทรงสมัยพิษณุโลก และตกลงกันว่าให้จำเลยดูแลร้านทรงสมัยพิษณุโลก เพียงผู้เดียว ส่วนนายสรรค์วิชดูแลร้านทรงสมัยในกรุงเทพมหานคร เงินรายได้ของร้านทรงสมัยพิษณุโลก จึงตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว จำเลยย่อมมีอำนาจนำเงินไปใช้จ่ายได้เช่นเดียวกับนายสรรค์วิชมีอำนาจใช้จ่ายเงินของโจทก์และสาขาอื่นๆ ในกรุงเทพมหานคร จำเลยไม่มีเจตนาทุจริตเบียดบังเอาเงินของโจทก์เป็นของตนนั้น เห็นว่า เมื่อร้านทรงสมัยพิษณุโลกเป็น สาขาของโจทก์ ปกติเงินรายได้ของร้านควรเป็นของโจทก์ ที่จำเลยอ้างว่า มีข้อตกลงให้เงินรายได้ของร้านตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวคงมีแต่จำเลยเบิกความกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนจึงไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า เงินรายได้ของร้านทรงสมัยที่จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดนครสวรรค์ เมื่อนำเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยแล้ว จำเลยจะโอนไปเข้าบัญชีที่ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ จำกัด สาขาเยาวราช ซึ่งมีจำเลยและหรือนายสรรค์วิชเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนหากเงินรายได้ดังกล่าวเป็นของจำเลยจริง ก็ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จำเลยจะต้องโอนเงินของจำเลยไปเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ จำกัด สาขาเยาวราช ซึ่งนายสรรค์วิชก็มีสิทธิเบิกถอนเงินดังกล่าวได้ ข้อนำสืบของจำเลยจึงขัดต่อเหตุผลไม่น่าเชื่อเช่นกัน พยานจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มอบหมายให้จำเลยเป็นผู้ดูแลการเงินของร้านทรงสมัยพิษณุโลก สาขาของโจทก์ เงินรายได้ของร้านที่จำเลยรับไว้จึงตกเป็นของโจทก์จำเลยมีหน้าที่ต้องนำส่งเงินรายได้ดังกล่าวให้แก่โจทก์แต่ไม่นำส่งจำเลยกลับเบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเยาวราชทรงสมัย จำกัด
จำเลย — นายอิสระ กองเรืองกิจ
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 521/2552
#501801
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า เช็คพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง หรือจำเลยคนใดคนหนึ่งมีมูลหนี้ต่อกันหรือไม่ และโจทก์ได้เช็คมาไว้ในครอบครองในฐานะผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินของโจทก์พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ชำระราคาค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ยังมิได้นำเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือไปมอบให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 เสนอขายบ้านพร้อมที่ดินของภริยาจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 สลักหลังเช็คพิพาทนำไปมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือซึ่งเท่ากับศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่าเช็คพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง หรือจำเลยคนใดคนหนึ่งมีมูลหนี้ต่อกัน และโจทก์ได้รับเช็คดังกล่าวมาไว้ในครอบครองในฐานะผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประเด็นข้อพิพาทแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ได้กำหนดประเด็นขึ้นมาวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์หรือไม่ จึงมิได้เป็นการหยิบยกประเด็นขึ้นวินิจฉัยนอกเหนือจากประเด็นข้อพิพาทเพราะเมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมรับผิดชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์หรือไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900

จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ของภริยาจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 2 เช็คพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 จึงมีมูลหนี้ต่อกัน เมื่อจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาทส่งมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าที่ดินซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นหนี้โจทก์อยู่จริง โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คพิพาทนั้นและถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถูกฟ้องในมูลเช็ค หาอาจต่อสู้ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับผู้สั่งจ่ายหรือกับผู้ทรงคนก่อน ๆ นั้นได้ไม่ เว้นแต่การโอนจะได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,122,026 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,071,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 3,121,026 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มีนาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์และให้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมตามที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระแก่โจกท์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 47 หมู่ที่ 3 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างไปขาย โดยให้จำเลยที่ 2 มีอำนาจในการจดทะเบียนโอนสิทธิและรับเงินจากผู้ซื้อ ตามหนังสือมอบอำนาจ วันที่ 17 มกราคม 2539 จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปขายให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 7,000,000 บาท ชำระเงินมัดจำจำนวน 1,400,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 5,600,000 บาท จะจ่ายภายใน 1 ปี นับจากวันทำสัญญา หากโจทก์ต้องการเงินสดภายในวันที่ 14 มีนาคม 2539 โจทก์ในฐานะผู้ขายยินยอมให้หักเงินค่าดอกเบี้ยจำนวน 600,000 บาท ออกไป ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ และมีการทำบันทึกท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินว่าที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยที่ 2 ได้รับชำระเงินมัดจำจำนวน 1,400,000 บาท จากจำเลยที่ 1 แล้ว แต่มอบให้แก่โจทก์เพียง 750,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าต้องการรับชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือก่อนครบกำหนด 1 ปี จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 4,800,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้นำไปเรียกเก็บเงินแล้วตามสำเนาเช็คแต่จำเลยที่ 2 ยังไม่ได้นำเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือไปมอบให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้เสนอขายบ้านพร้อมที่ดินของภริยาจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงได้ออกเช็คพิพาทคือเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 17 มกราคม 2540 สั่งจ่ายเงินจำนวน 4,070,000 บาท มอบให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้สลักหลังแล้วส่งมอบเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือเมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า โปรดติดต่อผู้สั่งจ่ายตามเช็คและใบคืนเช็ค

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดประเด็นขึ้นมาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์หรือไม่ เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากประเด็นข้อพิพาทในคดีหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า เช็คพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง หรือจำเลยคนใดคนหนึ่งมีมูลหนี้ต่อกันหรือไม่ และโจทก์ได้เช็คดังกล่าวมาไว้ในความครอบครองในฐานะผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ซึ่งคู่ความเห็นชอบด้วย แต่ศาลอุทธรณ์กลับกำหนดประเด็นขึ้นมาวินิจฉัยใหม่ว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 เห็นว่าเป็นการหยิบยกประเด็นขึ้นวินิจฉัยนอกเหนือไปจากประเด็นข้อพิพาทในคดีซึ่งไม่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินของโจทก์พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ชำระราคาค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ยังมิได้นำเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือไปมอบให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ได้เสนอขายบ้านพร้อมที่ดินของภริยาจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ตกลง จึงออกเช็คพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้สลักหลังเช็คพิพาทนำไปมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือ ซึ่งเท่ากับศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่า เช็คพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง หรือจำเลยคนใดคนหนึ่งมีมูลหนี้ต่อกัน และโจทก์ได้รับเช็คดังกล่าวมาไว้ในครอบครองในฐานะผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้แล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ได้กำหนดประเด็นขึ้นมาวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์หรือไม่ จึงมิได้เป็นการหยิบยกประเด็นขึ้นวินิจฉัยนอกเหนือไปจากประเด็นข้อพิพาทในคดีแต่อย่างใดไม่ เพราะเมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์หรือไม่ การกำหนดประเด็นของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 เพื่อที่จะได้วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระค่าบ้านพร้อมที่ดินของภริยาจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 2 เช็คพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงมีมูลหนี้ต่อกัน เมื่อจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาทส่งมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือซึ่งจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์อยู่จริง โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คพิพาทนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระค่าซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของภริยาจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ผิดสัญญาโดยไม่สามารถนำโฉนดที่ดินของภริยาจำเลยที่ 2 มามอบให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ภายในกำหนดถือว่าเช็คเป็นโมฆะ มูลหนี้ตามเช็คพิพาทจึงไม่มี โจทก์ไม่สามารถจะกล่าวอ้างเช็คพิพาทมาฟ้องจำเลยที่ 1 ได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถูกฟ้องในมูลตั๋วแลกเงิน หาอาจจะต่อสู้ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับผู้สั่งจ่ายหรือกับผู้ทรงคนก่อน ๆ นั้นได้ไม่ เว้นแต่การโอนจะได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 916 และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 ร่วมกันคบคิดกันฉ้อฉลโดยรู้อยู่แล้วว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ค่าจะซื้อขายที่ดินของภริยาจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงได้สลักหลังโอนเช็คพิพาทให้โจทก์เพื่อให้โจทก์นำมาฟ้องคดีเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำสืบได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 ร่วมกันคบคิดกันฉ้อฉลหรือไม่อย่างไรจึงไม่สามารถรับฟังได้ ดังนั้น เมื่อเช็คพิพาทที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินตามเนื้อความในเช็คพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในการที่โจทก์ถูกหักจำนวน 1,000 บาท จากการที่เช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ด้วยแต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ไปบางส่วนแล้ว จำเลยที่ 1 จึงคงร่วมรับผิดเฉพาะหนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 ม. 916
ป.วิ.พ. ม. 182
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสิทธิ์ คล้ายทอง
จำเลย — นางอรชร คุณานันทกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 518/2552
#501107
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1251 วรรคสอง มิได้บังคับศาลต้องแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีตามคำขอของโจทก์เท่านั้น ศาลจึงมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้ชำระบัญชีได้ และไม่เป็นการมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ จำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2545 จำเลยได้จดทะเบียนเลิกห้างต่อนายทะเบียนสำนักงานหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดร้อยเอ็ด โดยอ้างว่าโจทก์ให้ความยินยอมซึ่งเป็นความเท็จ การจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลังจากที่จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนแล้ว จำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีได้นำทรัพย์สินของห้างฯ คือรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บต 88 ร้อยเอ็ด ไปขายให้แก่ผู้อื่นและนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวหรือผู้อื่น เป็นการปฏิบัติหน้าที่ผู้ชำระบัญชีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยมีเจตนาส่อไปในทางทุจริตทำให้ทรัพย์สินของห้างฯ ลดน้อยลง ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ ลงวันที่ 9 เมษายน 2545 กับขอให้ศาลสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ และแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชี

จำเลยให้การว่า ก่อนจดทะเบียนเลิกห้างฯ จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วโจทก์เห็นชอบ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเหลือวิสัยดำรงอยู่ได้เพราะประสบปัญหาขาดทุนและปัญหาอื่น การขายทรัพย์สินของห้างฯเป็นไปเพื่อประโยชน์ของห้างฯ เนื่องจากต้องนำเงินไปชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนเงินที่เหลือจำเลยนำไปชำระหนี้ของห้างฯ และเป็นค่าใช้จ่ายในการชำระบัญชีซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ โจทก์เป็นผู้ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ชำระบัญชีเพราะไม่เคยประกอบธุรกิจการค้าขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2545 ให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ โดยตั้งให้โจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า มีเหตุสมควรให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์สมควรเป็นผู้ชำระบัญชีหรือไม่ เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์มีผู้เป็นหุ้นส่วนเพียง 2 คน คือ โจทก์ และจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน อีกทั้งไม่ประสงค์เป็นผู้ชำระบัญชีร่วมกันดังนี้ หากแต่งตั้งโจทก์ให้เป็นผู้ชำระบัญชีก็ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะต้องเกิดปัญหาในการชำระบัญชีและไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งสองฝ่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีดุลพินิจไม่แต่งตั้งโจทก์ให้เป็นผู้ชำระบัญชีจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่งตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ชำระบัญชี เป็นคำสั่งที่เกินคำขอจึงต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1251 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าไม่มีผู้ชำระบัญชีดังว่ามานี้ และเมื่อพนักงานอัยการหรือบุคคลอื่นผู้มีส่วนได้เสียในการนี้ร้องขอ ท่านให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชี" ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ลงวันที่ 9 เมษายน 2545 และขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์แล้วจึงเป็นกรณีที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ ไม่มีผู้ชำระบัญชีต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลย่อมใช้อำนาจแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีได้และตามบทบัญญัติที่กล่าวมานี้ หาได้บัญญัติบังคับศาลต้องแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีตามคำขอของโจทก์เท่านั้นไม่ ศาลจึงมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลอื่นซึ่งถือได้ว่าเป็นคนกลางเป็นผู้ชำระบัญชีได้ และไม่เป็นการมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกินคำขอต้องห้ามตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ในคดีนี้ มิได้เกิดจากผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งล้มละลาย อันจะพึงเป็นเหตุผลให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ชำระบัญชี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่งตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ชำระบัญชีนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และเมื่อเป็นกรณีพิพาทในทางแพ่ง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดร้อยเอ็ด ที่สมัครใจจะเป็นผู้ชำระบัญชีให้เป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์แทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดร้อยเอ็ด ที่สมัครใจเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1251
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดวงจันทร์ ศรีแก่นจันทร์
จำเลย — นางพรจันทร์ สมพานต์หรือลุยตัน
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา