คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 944/2552
#500909
เปิดฉบับเต็ม

คำกล่าวขณะผู้ตายที่บอกให้ทราบว่าจำเลยเป็นคนทำให้ตนตายในขณะที่รู้สึกตัวว่าใกล้จะตาย เป็นเหตุที่เข้าข้อยกเว้นให้รับฟังพยานบอกเล่าเป็นพยานหลักฐานได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) แต่คำบอกเล่าของผู้ตายดังกล่าวรับฟังได้แต่เพียงว่า ผู้ตายได้ระบุชื่อจำเลยเป็นคนร้ายเช่นนั้นจริง มิได้หมายความว่าจะต้องรับฟังว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เพราะผู้ตายอาจเห็นหรือจำผิดพลาดหรือมีอุปทานก็เป็นได้ ความผิดพลาดอาจมีขึ้นได้ การระบุชื่อคนร้ายของผู้ตายจึงเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่ใช้ประกอบพยานหลักฐานอื่นให้มีน้ำหนักมั่นคงยิ่งขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยใช้อาวุธปืนชนิดและขนาดไม่ปรากฏชัดยิงนายทรหรือแอ จำนวน 1 นัด โดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกนายทรหรือแอที่บริเวณด้านหลังเป็นเหตุให้นายทรหรือแอได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายเพราะบาดแผลดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นพี่ชายของผู้ตาย ก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายเคยทะเลาะกันเรื่องทดน้ำเข้านาข้าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายบุญธรรม นายธรนินทร์และจ่าสิบตำรวจสมควร เบิกความทำนองเดียวกันว่า หลังจากผู้ตายถูกยิงแล้ว ผู้ตายได้บอกพยานทั้งสามว่าคนร้ายคือจำเลย ขณะนั้นผู้ตายมีอาการบาดเจ็บสาหัส และรู้ตัวว่าใกล้จะถึงแก่ความตาย เห็นว่า คำกล่าวขณะผู้ตายที่บอกให้ทราบว่าจำเลยเป็นคนทำให้ตนตายในขณะที่รู้สึกตัวว่าใกล้จะตาย จึงเป็นเหตุเข้าข้อยกเว้นให้รับฟังพยานบอกเล่าเป็นพยานหลักฐานได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) แต่คำบอกเล่าของผู้ตายดังกล่าวรับฟังได้แต่เพียงว่า ผู้ตายได้ระบุชื่อจำเลยเป็นคนร้ายเช่นนั้นจริง แต่มิได้หมายความว่าจะต้องรับฟังว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เพราะผู้ตายอาจเห็นหรือจำผิดพลาดหรือมีอุปทานก็เป็นได้ ความผิดพลาดอาจมีขึ้นได้ การระบุชื่อคนร้ายของผู้ตายเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่ใช้ประกอบพยานหลักฐานอื่นให้มีน้ำหนักมั่นคงยิ่งขึ้น พยานโจทก์ในที่เกิดเหตุไม่มีใครเห็นว่าจำเลยเป็นคนร้าย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนเก็บตัวอย่างเขม่าดินปืนที่นิ้วมือจำเลยส่งไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าไม่พบธาตุสำคัญที่เกิดจากการยิงปืนที่มือของจำเลย และเจ้าพนักงานตำรวจก็ตรวจค้นไม่พบอาวุธปืนได้จากจำเลย ทั้งก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายไม่มีเรื่องทะเลาะวิวาทอย่างร้ายแรงถึงขนาดเป็นเหตุให้ต้องฆ่ากันตาย ลำพังคำบอกเล่าของผู้ตายเพียงปากเดียวว่าจำเลยเป็นคนยิง แม้จะฟังว่าพูดในขณะรู้สึกตัวว่าจะตายก็ไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายแดง คำเปี้ย
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 925/2552
#500733
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ให้การว่าเหตุที่จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหายเพราะจำเลยสืบทราบว่า ผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการฆ่าญาติของจำเลยเป็นพยานบอกเล่า ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานและไม่มีเหตุเข้าข้อยกเว้นให้รับฟังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2544 เวลากลางวัน จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยได้พาอาวุธเหล็กปลายแหลมไปในหมู่บ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นทางสาธารณะและหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุอันสมควร และจำเลยมีเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ได้ใช้อาวุธเหล็กปลายแหลมที่พาติดตัวแทงนายปรีชาผู้เสียหายหลายครั้ง ถูกบริเวณกระดูกสะบักขวาและต้นแขนซ้าย จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากอาวุธไม่ถูกอวัยวะสำคัญ เพราะผู้เสียหายพยายามป้องกันตัวมิให้จำเลยแทงซ้ำ อีกทั้งผู้เสียหายได้รับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ทันท่วงทีจึงไม่ถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายคงได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจเท่านั้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 289, 371

จำเลยให้การรับว่า พาอาวุธเหล็กปลายแหลมติดตัวไปในทางสาธารณะและหมู่บ้าน และได้ใช้อาวุธเหล็กปลายแหลมดังกล่าวแทงผู้เสียหายจริง แต่จำเลยแทงโดยมีเจตนาทำร้าย มิได้มีเจตนาฆ่าและเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 50 บาท ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี ยกฟ้องข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงนายปรีชาผู้เสียหาย ที่บริเวณกระดูกสะบักขวา 2 แผล และต้นแขนซ้าย 1 แผล เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจตามรายงานผลการชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของคู่ความปรากฏว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน วันเกิดเหตุจำเลยมายังที่เกิดเหตุแล้วนั่งพูดคุยกับผู้เสียหายและพวกประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นจำเลยใช้เหล็กปลายแหลมที่พาติดตัวมาแทงผู้เสียหาย 3 ครั้ง หากจำเลยตั้งใจจะใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหายก่อนที่จะมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยก็น่าจะแทงผู้เสียหายในทันทีที่พบเห็นผู้เสียหายในที่เกิดเหตุ ทั้งก่อนที่จำเลยจะทำร้ายผู้เสียหาย จำเลยได้ให้บุหรี่ผู้เสียหายสูบด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน ส่วนที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่าเหตุที่จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหายเพราะจำเลยสืบทราบว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการฆ่าญาติของจำเลยนั้น เห็นว่าเป็นพยานบอกเล่าต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานและไม่มีเหตุเข้าข้อยกเว้นให้รับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) (2) พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยคงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายสมพรหรือแหม ปูเงิน
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 925/2552
#501849
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ให้การว่าเหตุที่จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหายเพราะจำเลยสืบทราบว่า ผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการฆ่าญาติของจำเลยเป็นพยานบอกเล่าต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานและไม่มีเหตุเข้าข้อยกเว้นให้รับฟังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2544 เวลากลางวัน จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยได้พาอาวุธเหล็กปลายแหลมไปในหมู่บ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นทางสาธารณะและหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุอันสมควร และจำเลยมีเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้ใช้อาวุธเหล็กปลายแหลมที่พาติดตัวแทงนายปรีชา ผู้เสียหายหลายครั้งถูกบริเวณกระดูกสะบักขวาและต้นแขนซ้าย จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากอาวุธไม่ถูกอวัยวะสำคัญ เพราะผู้เสียหายพยายามป้องกันตัวมิให้จำเลยแทงซ้ำ อีกทั้งผู้เสียหายได้รับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ทันท่วงทีจึงไม่ถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายคงได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจเท่านั้น เหตุเกิดที่ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 289, 371

จำเลยให้การรับว่า พาอาวุธเหล็กปลายแหลมติดตัวไปในทางสาธารณะและหมู่บ้าน และได้ใช้อาวุธเหล็กปลายแหลมดังกล่าวแทงผู้เสียหายจริง แต่จำเลยแทงโดยมีเจตนาทำร้าย มิได้มีเจตนาฆ่า และเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปีและปรับ 100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปีและปรับ 50 บาท ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี ยกฟ้องข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงนายปรีชา ผู้เสียหายที่บริเวณกระดูกสะบักขวา 2 แผล และต้นแขนซ้าย 1 แผล เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจตามรายงานผลการชันสูตรบาดแผลของแพทย์คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของคู่ความปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน วันเกิดเหตุจำเลยมายังที่เกิดเหตุแล้วนั่งพูดคุยกับผู้เสียหายและพวกประมาณครึ่งชั่วโมงจากนั้นจำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหาย 3 ครั้ง หากจำเลยตั้งใจจะใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหายก่อนที่จะมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยก็น่าจะแทงผู้เสียหายในทันทีที่พบเห็นผู้เสียหายในที่เกิดเหตุ ทั้งก่อนที่จำเลยจะทำร้ายผู้เสียหายจำเลยได้ให้บุหรี่ผู้เสียหายสูบด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน ส่วนที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่าเหตุที่จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหายเพราะจำเลยสืบทราบว่า ผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการฆ่าญาติของจำเลยนั้น เห็นว่าเป็นพยานบอกเล่าต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานและไม่มีเหตุเข้าข้อยกเว้นให้รับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) (2) พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยคงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษนั้น เห็นว่า จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหายได้รับบาดแผล 3 แห่ง พฤติการณ์การกระทำผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/3 วรรคสอง (1) ม. 226/3 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายสมพรหรือแหม ปูเงิน
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 919/2552
#501115
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เข้าไปกอดรัด ป. หลังจากที่ถูก ป. ใช้ขวดตีที่บริเวณศีรษะ แต่ ป. ยังไม่หยุดทำร้ายโดยใช้ปากกัดที่บริเวณแขนของจำเลยที่ 2 และยังใช้มือบีบคอจำเลยที่ 2 ด้วย ย่อมเป็นการกระทำอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิเข้าช่วยเหลือป้องกันจำเลยที่ 2 ให้พ้นจากภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายนั้นได้ การที่จำเลยที่ 1 ใช้ค้อนตีศรีษะ ป. 3 ถึง 4 ครั้ง เป็นเพียงแผลแตกแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ตีเต็มกำลังให้ถึงตาย แต่จำเลยที่ 1 กระทำเพื่อให้ ป. หยุดทำร้ายและปล่อยตัวจำเลยที่ 2 เท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการป้องกันจำเลยที่ 2 พอสมควรแก่เหตุ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2544 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองกับนายประเสริฐและนางวาสนาจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 356/2544 หมายเลขแดงที่ 451/2544 ของศาลชั้นต้นซึ่งศาลพิพากษาแล้วได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค้อนเหล็กและสิ่งของในบริเวณร้านอาหารที่เกิดเหตุ เป็นอาวุธขว้างปาและตีนายประเสริฐและนางวาสนาที่ศีรษะและร่างกาย ส่วนนายประเสริฐและนางวาสนาร่วมกันใช้ขวด เก้าอี้พลาสติก ไม้ถูกพื้น เป็นอาวุธขว้างปา ตี และกัดที่ศีรษะและตามร่างกายจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองและนายประเสริฐได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83, 33 และริบค้อนเหล็กของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 เดือน ไม่ปรากฏว่า จำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้ลงโทษกักขังจำเลยทั้งสองคนละ 2 เดือน แทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ริบค้อนเหล็กของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ โจทก์มีนายประเสริฐและนางวาสนาเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลา 15 นาฬิกา ขณะที่นางวาสนาขายของอยู่ที่หน้าโรงเรียนวิชานารี จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาแล้วด่านางวาสนาว่า "อีควาย" เมื่อนางวาสนากลับถึงบ้านได้เล่าให้นายประเสริฐฟัง หลังจากนั้นนายประเสริฐและนางวาสนาไปที่บ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งเปิดเป็นร้านขายอาหารตามสั่ง เมื่อนางวาสนาไปสอบถามจำเลยที่ 2 เรื่องที่ด่านางวาสนา จำเลยที่ 2 กลับพูดว่า "อีนี่ท่าจะบ้า" และถือมีดทำท่าจะทำร้ายนางวาสนา จำเลยที่ 1 ได้เข้ามาห้ามจำเลยที่ 2 ไว้ จำเลยทั้งสองขว้างสิ่งของเข้าใส่ นายประเสริฐจึงขว้างมอเตอร์ไฟฟ้าโต้ตอบไป แล้วจำเลยที่ 2 ยังเข้ามาจะทำร้ายนางวาสนา นายประเสริฐเข้าห้ามจึงเกิดต่อสู้กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้กอดรัดตัวนายประเสริฐไว้ จำเลยที่ 1 เข้ามาช่วยจำเลยที่ 2 ใช้ค้อนตีที่ศีรษะของนายประเสริฐ 3 ถึง 4 ครั้ง ทำให้นายประเสริฐล้มลงกับพื้นหมดสติ ขณะนั้นมีเจ้าพนักงานตำรวจผ่านมาได้เข้าห้ามปราม จำเลยทั้งสองจึงหยุดทำร้ายนายประเสริฐ เห็นว่า คำเบิกความของนายประเสริฐและนางวาสนาขัดแย้งแตกต่างจากคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสมพงษ์ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งให้การว่า วันเกิดเหตุ นายสมพงษ์เห็นนางวาสนาและจำเลยที่ 2 โต้เถียงกัน จากนั้นจึงเห็นนายประเสริฐขว้างขวดน้ำไปที่ร้านของจำเลยที่ 2 ถูกมิเตอร์ไฟฟ้าเสียหาย จำเลยที่ 2 ได้ต่อว่านายประเสริฐ ทำให้นายประเสริฐโมโหได้ใช้ขวดน้ำขว้างใส่จำเลยที่ 2 ถูกที่บริเวณหน้าผากแตกมีโลหิตไหล อีกทั้งคำเบิกความของนายประเสริฐและนางวาสนายังแตกต่างจากคำเบิกความของนางสาวณัฐกานต์ พยานจำเลยซึ่งวันเกิดเหตุมารับหลานที่โรงเรียนวิชานารีและมาซื้ออาหารที่ร้านจำเลยทั้งสองที่เบิกความว่า วันเกิดเหตุเห็นนางวาสนามายืนด่าที่บริเวณหน้าร้านจำเลยทั้งสอง และเห็นนายประเสริฐขว้างมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าไปในร้านจำเลยทั้งสอง เห็นจำเลยทั้งสองวิ่งหนีเข้าไปในร้าน นางสาวณัฐกานต์เกิดความกลัวจึงพาหลานข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง จากนั้นนายประเสริฐเดินออกมาจากร้านทะเลาะกัน แล้วนายประเสริฐใช้ขวดตีที่ศีรษะจำเลยที่ 2 มีโลหิตไหล แม้นางสาวณัฐกานต์จะเป็นพยานจำเลยทั้งสอง แต่นางสาวณัฐกานต์ไม่เคยรู้จักกับจำเลยทั้งสอง นายประเสริฐและนางวาสนามาก่อน จึงเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่นายประเสริฐและนางวาสนาพยานโจทก์เบิกความอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายเข้ามารุมทำร้ายนายประเสริฐ จึงมีพิรุธไม่น่าเชื่อ ส่วนจำเลยทั้งสองเบิกความว่า หลังจากจำเลยที่ 2 ถูกนายประเสริฐใช้ขวดน้ำปลาตีที่บริเวณศีรษะมีโลหิตไหล จำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำร้ายนายประเสริฐ กลับถูกนายประเสริฐนำตัวจำเลยที่ 2 ไปที่บริเวณหน้าร้านจำเลยทั้งสอง ซึ่งตามฎีกาของจำเลยทั้งสองยอมรับว่าขณะนั้นจำเลยที่ 2 ก็ได้กอดรัดตัวนายประเสริฐไว้ แต่จำเลยที่ 2 ยังถูกนายประเสริฐใช้ปากกัดที่บริเวณแขนแล้วใช้มือบีบคอจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงใช้ค้อนตีที่ศีรษะของนายประเสริฐ เพื่อให้นายประเสริฐปล่อยตัวจำเลยที่ 2 ดังนี้หากจำเลยทั้งสองสมัครใจทะเลาะวิวาทกับนายประเสริฐแล้ว จำเลยที่ 1 คงไม่ปล่อยให้นายประเสริฐทำร้ายจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 คงไม่ยอมให้นายประเสริฐทำร้ายจำเลยที่ 2 ฝ่ายเดียวย่อมต้องคิดต่อสู้โดยใช้ปากกัดหรือใช้เล็บข่วนตามร่างกายและใบหน้าของนายประเสริฐให้ได้รับบาดเจ็บบ้าง แต่กลับไม่ปรากฎบาดแผลตามร่างกายและบริเวณใบหน้าของนายประเสริฐเลยแต่อย่างใด แสดงว่า นายประเสริฐไม่ได้ถูกจำเลยที่ 2 ทำร้ายโดยคงถูกจำเลยที่ 1 ใช้ค้อนตีที่ศีรษะเท่านั้น คำเบิกความของจำเลยทั้งสองจึงประกอบชอบด้วยเหตุผล น่าเชื่อว่าเป็นความจริงดังที่จำเลยทั้งสองนำสืบมา พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 เข้าไปกอดรัดนายประเสริฐหลังจากที่ถูกนายประเสริฐใช้ขวดตีที่บริเวณศีรษะ ทำให้ศีรษะของจำเลยที่ 2 แตกมีโลหิตไหล จำเลยที่ 2 ย่อมกระทำไปเพื่อป้องกันตนเองให้พ้นจากการถูกนายประเสริฐทำร้ายอีก แต่นายประเสริฐยังไม่หยุดทำร้ายโดยใช้ปากกัดที่บริเวณแขนของจำเลยที่ 2 เป็นบาดแผลตามรายงานผลการตรวจบาดแผลของแพทย์ เอกสารหมาย จ.3 และยังใช้มือบีบคอจำเลยที่ 2 ด้วย ย่อมเป็นการกระทำอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิเข้าช่วยเหลือป้องกันจำเลยที่ 2 ให้พ้นจากภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายนั้นได้ การที่จำเลยที่ 1 ใช้ค้อนตีไปที่ศีรษะของนายประเสริฐ 3 ถึง 4 ครั้ง เป็นเพียงแผลแตกแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ตีเต็มกำลังให้ถึงตาย แต่จำเลยที่ 1 กระทำเพื่อให้นายประเสริฐหยุดทำร้ายและปล่อยตัวจำเลยที่ 1 เท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการป้องกันจำเลยที่ 2 พอสมควรแก่เหตุ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงลำปาง
จำเลย — นายณรงค์ชัย ยวนใจกับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ประทีป ปิติสันต์
สุรชัย เอื้ออารีตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 891/2552
#501111
เปิดฉบับเต็ม

จ. และ ก. มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกันจึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททุกตารางนิ้วร่วมกัน เมื่อผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนของ จ. รวมทั้งที่ดินส่วนของ ก. ทั้งแปลงโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จึงเป็นการครอบครองปรปักษ์ต่อที่ดินพิพาททั้งของ จ. และ ก. ด้วยตนเองโดยตรง เมื่อผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของ จ. โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของ ก. ด้วย มิใช่ว่าเมื่อได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของ จ. แล้วจะเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทส่วนของ ก. แทน ก. ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมเช่นเดียวกับ จ. ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกันในโฉนดที่ดินด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนางพร ซึ่งเป็นบุตรของนายเซีย และนางปั้น นางจี่เป็นน้องสาวของนายเซีย นายเซียได้นางลิ้มเป็นภริยาอีกคนหนึ่ง โดยมีบุตรคือนางเกลียวนางจี่มีศักดิ์เป็นยายของผู้ร้อง นางเกลียวมีศักดิ์เป็นป้าของผู้ร้องนางจี่กับนางเกลียวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1068 ตำบลโพธิ์ชนไก่ (ที่ถูกโพชนไก่) อำเภอบางระจัน (สิงห์) จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 33 หมู่ที่ 9 ตำบลโพธิ์ชนไก่ อำเภอบางระจัน (สิงห์) จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อเดือนเมษายน 2506 นายจี่กับนางเกลียวได้แสดงเจตนายกกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง โดยมอบโฉนดที่ดิน 1068 ให้ผู้ร้องเก็บรักษาไว้ แต่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้อง บุคคลทั้งสองเสียชีวิตเสียก่อน ผู้ร้องเข้ายึดถือครอบครองดูแลรักษาผลประโยชน์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 36 ปี โดยไม่มีผู้ใดมาโต้แย้งขัดขวาง ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1068 ตำบลโพธิ์ชนไก่ อำเภอบางระจัน (สิงห์) จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และมีหนังสือแจ้งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสิงห์บุรี ทำการแก้ไขทะเบียนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาเป็นของผู้ร้อง

ผู้คัดค้านทั้งหกยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางเกรียวหรือเกลียว ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนางเกลียว นางเกลียวถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2537 ที่ดินโฉนดเลขที่ 1068 เฉพาะส่วนของนางเกลียวตกเป็นของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 ผู้ร้องไม่ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ผู้ร้องเพียงอาศัยสิทธิของนางจี่ซึ่งเป็นยายของผู้ร้องในการพยายามที่จะเข้ามาอาศัยในที่ดินตั้งแต่ปี 2506 ผู้ร้องประสงค์จะซื้อที่ดินส่วนของนางเกลียว แต่ตกลงกันไม่ได้ นางเกลียวไม่เคยยกที่ดินให้แก่ผู้ร้อง ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างนางจี่กับนางเกลียวโดยยังมิได้มีการแบ่งเป็นสัดส่วน ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 ได้ปกครองดูแลที่ดินร่วมกับทายาทของนางจี่ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1068 ตำบลโพชนไก่ อำเภอบางระจัน (สิงห์) จังหวัดสิงห์บุรี เฉพาะส่วนของนางจี่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปกปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ผู้คัดค้าน 6 ถึงแก่กรรม นางสาวนันทิยายื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนผู้คัดค้านทั้งหก

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า นางจี่และนางเกรียวหรือเกลียว ซึ่งมีศักดิ์เป็นยายและป้าของผู้ร้องเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินเลขที่ 1068 ตำบลโพชนไก่ อำเภอบางระจัน (สิงห์) จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเลขที่เอกสารหมาย ร.6 นางจี่ได้ยกที่ดินส่วนของตนให้แก่ผู้ร้อง และผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินส่วนของนางจี่โดยความสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนของนางเกลียวโดยการครอบครองปรปักษ์ด้วยหรือไม่ ผู้ร้องมีตัวผู้ร้องเบิกความว่า เมื่อประมาณปี 2506 นางจี่และนางเกลียวปรึกษากันเห็นว่าผู้ร้องไม่มีบิดามารดา แต่มีการศึกษาพอสมควรน่าจะรักษาทรัพย์สมบัติไว้ได้นางจี่และนางเกลียวจึงยกที่ดินและมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องได้ไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสิงห์บุรีแล้วเจ้าหน้าที่แนะนำว่าหากจดทะเบียนเป็นยกให้ ผู้ยกให้อาจจะเรียกคืนได้ในภายหลัง และแนะนำให้ทำเป็นเรื่องซื้อขาย ผู้ร้องจึงได้นำแบบพิมพ์จากสำนักงานที่ดินไปให้นางจี่และนางเกลียวลงชื่อมอบอำนาจให้ผู้ร้องจดทะเบียนขายที่ดินให้แก่ผู้ร้องตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 ผู้ร้องได้ไปติดต่อที่สำนักงานที่ดิน ทางสำนักงานที่ดินให้ผู้ร้องไปเอาหนังสือให้ความยินยอมของนายสดสามีของนางเกลียวมาแสดง ผู้ร้องให้นายสดลงลายมือชื่อให้ความยินยอมตามหนังสือให้ความยินยอมเอกสารหมาย จ.10 แล้วนำไปแสดงต่อสำนักงานที่ดิน เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ผู้ร้องนำสูติบัตรของผู้ร้องมาแสดงนางจี่บอกว่าผู้ร้องไม่มีใบสูติบัตร ผู้ร้องจึงไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินดังกล่าวได้ ผู้ร้องได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาท รื้อบ้านหลังเก่าออกปลูกบ้านหลังใหม่ ทำรั้วล้อมรอบที่ดินพิพาท และให้นายเพราะดูแลแทน ผู้คัดค้านทั้งหกไม่เคยยุ่งเกี่ยวผู้ร้องได้รับนางจี่ไปเลี้ยงดูที่บ้านจังหวัดนนทบุรีตั้งแต่ปี 2514 จนนางจี่ถึงแก่กรรมเมื่อปี 2528 ผู้ร้องได้นำศพนางจี่ไปบรรจุไว้ที่ฮวงซุ้ยในที่ดินพิพาทและผู้ร้องยังมีนายเพราะ เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานเป็นผู้เขียนหนังสือมอบอำนาจ นางจี่และนางเกลียวมีเจตนายกที่ดินพิพาทให้ก่อน แม้พยานปากนี้จะเบิกความในตอนแรกว่า พยานไม่ทราบชัดว่านางจี่และนางเกลียวมีเจตนายกให้หรือขายที่ดินให้แก่ผู้ร้อง แต่ก็เบิกความต่อไปในทันทีว่า นางจี่และนางเกลียวมีเจตนายกที่ดินพิพาทให้ก่อน คำเบิกความของพยานปากนี้จึงไม่ถือว่าขัดกันเอง พยานปากนี้เป็นผู้เขียนหนังสือมอบอำนาจทั้งยังเป็นญาติกับนางจี่และนางเกลียวด้วย ย่อมจะรู้ข้อเท็จจริงดีพอสมควร คำเบิกความของพยานปากนี้จึงมีน้ำหนักรับฟังสนับสนุนคำเบิกความของผู้ร้องได้ แม้ว่านายชัยยะ พยานผู้ร้องอีกปากหนึ่งซึ่งลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจจะเบิกความว่าก่อนพยานลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจ นายเพราะอ่านหนังสือมอบอำนาจให้ฟัง และนางเกลียวบอกกับพยานว่า พยานไม่ได้ยินผู้ร้องกับนางเกลียวพูดถึงราคาซื้อขายที่ดินแต่อย่างใด และพยานไม่ทราบว่านางจี่กับนางเกลียวจะตกลงยกที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องเนื่องจากผู้ร้องไม่มีพ่อแม่หรือไม่ คำเบิกความของพยานเช่นนี้ชี้ชัดว่าพยานมิได้เห็นว่ามีการเจรจาตกลงซื้อขายที่ดินพิพาท และไม่ทราบเจตนาที่แท้จริงว่าความจริงเป็นการยกให้หรือซื้อขายที่ดินพิพาทกันแน่ซึ่งก็สอดคล้องกับพฤติการณ์ที่พยานปากนี้เป็นเพียงพยานในหนังสือมอบอำนาจเท่านั้น มิใช่ผู้เขียนหนังสือมอบอำนาจ จึงไม่ได้รับการบอกเจตนาที่แท้จริงให้ทราบเพื่อตัดบทหรือเห็นว่าไม่จำเป็นก็ได้ นอกจากนี้พยานยังเบิกความอีกว่า หลังจากมีการฟ้องร้องคดีนี้แล้ว พยานเคยพูดกับนายเพราะว่าหากเรื่องจริงเป็นการยกให้แล้วมาทำหนังสือมอบอำนาจว่าซื้อขาย นายเพราะและพยานจะติดคุก คำเบิกความดังกล่าวบ่งชี้ว่าพยานเกรงว่าหากเบิกความว่ายกให้จะขัดกับหนังสือมอบอำนาจและจะมีความผิดถึงติดคุก พยานจึงเบิกความในทำนองเป็นการซื้อขายเพื่อให้สอดคล้องกับข้อความในหนังสือมอบอำนาจเพราะเกรงความผิดนั้นเอง คำเบิกความของพยานปากนี้จึงมีพิรุธและมีน้ำหนักน้อย ไม่ทำให้คำเบิกความของผู้ร้องและนายเพราะที่สอดคล้องต้องกันและสมเหตุสมผลต้องเสียไปด้วย ตามพฤติการณ์แห่งคดี นางพรมารดาของผู้ร้องกับนางเกลียวเป็นพี่น้องต่างมารดาโดยเป็นบุตรของนางเซียพี่ชายของนางจี่ นายอุ๊ยบิดาของผู้ร้องเป็นบุตรของนางเง็กฮวยพี่สาวของนายสง่าสามีนางจี่ นางเกลียวจึงมีศักดิ์เป็นป้าและนางจี่มีศักดิ์เป็นยายของผู้ร้อง เมื่อนางพรและนายอุ๊ยบิดามารดาของผู้ร้องตายตั้งแต่ผู้ร้องยังเด็กๆ นางจี่จึงได้นำผู้ร้องไปเลี้ยงดู ส่วนนางเกลียวก็เลี้ยงดูนางจี่ จึงเท่ากับว่านางเกลียวเลี้ยงดูผู้ร้องด้วยเช่นกัน ทั้งนางเกลียวมีศักดิ์เป็นป้าโดยตรงใกล้ชิดยิ่งกว่านางจี่เสียอีก จึงเชื่อได้ว่าทั้งสองคนรักสงสารและเมตตาผู้ร้องเป็นพิเศษ ดังนั้นการที่นางจี่และนางเกลียวปรึกษากันยกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่บ้านและบ้านซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดียวกันเนื้อที่เพียง 4 ไร่เศษ มีชื่อนางจี่และนางเกลียวผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน และเป็นสมบัติของบรรพบุรุษให้แก่ผู้ร้องเพราะเห็นว่าผู้ร้องมีการศึกษาและสมควรจะเป็นผู้รักษาทรัพย์สมบัติที่ดินพิพาทไว้ด้วยได้นั้น จึงสมเหตุสมผล สำหรับนางเกลียวนั้นแม้จะมีบุตรคือผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 แต่นางเกลียวก็มีที่นาจำนวนมากแบ่งให้แก่ผู้คัดค้านทุกคน จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยที่ยกที่ดินพิพาทส่วนของตนซึ่งมีเพียง 2 ไร่เศษ ให้แก่ผู้ร้อง นอกจากนี้ผู้ร้องก็เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ปลูกบ้านใหม่ ทำรั้วล้อมรอบที่ดิน และทำฮวงซุ้ยฝังศพนางจี่ในที่ดินพิพาท โดยผู้คัดค้านทั้งหกไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวคัดค้านโต้แย้งแต่อย่างใด พฤติการณ์บ่งชี้ว่าผู้คัดค้านทั้งหกทราบแก่ใจแล้วว่านางเกลียวผู้เป็นมารดาได้ยกที่ดินพิพาทส่วนของตนให้แก่ผู้ร้องแล้ว ที่ผู้คัดค้านทั้งหกเบิกความว่า ที่ไม่ได้ไปจดทะเบียนโอนตามหนังสือมอบอำนาจเพราะตกลงราคาที่ดินกันไม่ได้นั้น เห็นว่า เป็นการเบิกความกล่าวอ้างลอยๆ ไม่สมเหตุสมผล เพราะเมื่อมีการลงลายมือชื่อมอบอำนาจกันแล้วก็ย่อมแสดงว่าตกลงกันได้แล้ว ถ้าเป็นเรื่องซื้อขายและตกลงราคากันไม่ได้จริง นางเกลียวก็ไม่น่าจะยินยอมลงลายมือชื่อมอบอำนาจ ทั้งต่อมานายสดสามีของนางเกลียวก็ยังลงลายมือชื่อให้ความยินยอมแก่นางเกลียวทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทมอบให้แก่ผู้ร้องไปดำเนินการอีกด้วย ทั้งนางจี่และนางเกลียวยังได้มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องไปดำเนินการด้วยอีกประการหนึ่งถ้านางเกลียวมอบอำนาจให้ไปนำนิติกรรมขายที่ดินให้แก่ผู้ร้องแต่ยังตกลงราคากันไม่ได้จริง นางเกลียวรวมทั้งผู้คัดค้านทั้งหกก็ควรจะดำเนินการเรียกโฉนดที่ดินคืน มิใช่ปล่อยปละละเลย รวมทั้งไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทเป็นเวลานานจนผู้ร้องได้ไปร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเช่นนี้ นอกจากนี้การที่ผู้ร้องได้เลี้ยงดูนางจี่เท่ากับตอบแทนแบ่งเบาภาระของนางเกลียวในการเลี้ยงดูนางจี่ด้วย และการที่ผู้ร้องนำศพของนางจี่ไปฝังไว้ในที่ดินพิพาทแสดงว่าเจตนาจะไม่ขายที่ดินพิพาทแก่ผู้อื่นต่อไป อันเป็นการรักษาทรัพย์สมบัติของบรรพบุรุษไว้ตามเจตนาของนางจี่และนางเกลียวผู้ยกให้นั้นเอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่านางจี่ยกที่ดินพิพาทส่วนของนางจี่ให้แก่ผู้ร้อง แต่ทำหนังสือมอบอำนาจให้ไปทำสัญญาจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทส่วนของตน จึงเชื่อได้ว่านางเกลียวก็ยกที่ดินพิพาทส่วนของตนให้แก่ผู้ร้องโดยทำหนังสือมอบอำนาจให้ไปทำสัญญาจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทส่วนของตนเช่นเดียวกัน อนึ่ง นางจี่และนางเกลียวมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกัน จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททุกตารางนิ้วร่วมกันหาได้แยกกันถือกรรมสิทธิ์เป็นสัดส่วนไม่ เมื่อผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนของนางจี่รวมทั้งที่ดินส่วนของนางเกลียวทั้งแปลงโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จึงเป็นการครอบครองปรปักษ์ต่อที่ดินพิพาททั้งของนางจี่และนางเกลียวด้วยตนเองโดยตรง เมื่อผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของนางจี่โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของนางเกลียวด้วย หาใช่ว่าเมื่อได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของนางจี่แล้วจะครอบครองที่ดินพิพาทส่วนของนางเกลียวแทนนางเกลียวในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมเช่นเดียวกับนางจี่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกันในโฉนดที่ดินด้วยไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของนางเกลียวโดยการครอบครองปรปักษ์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1068 ตำบลโพชนไก่ อำเภอบางระจัน (สิงห์) จังหวัดสิงห์บุรี เฉพาะส่วนของนางเกลียวหรือเกลียวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1356 ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสมาน ร่มโพธิ์
นางทวี ทองสุข ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
ผู้คัดค้าน — นางเกรียวหรือเกลียว สุนทรแสง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 891/2552
#501829
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนของ จ. และของ ก. ทั้งแปลงโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จึงเป็นการครอบครองปรปักษ์ต่อที่ดินพิพาททั้งของ จ. และ ก. ด้วยตนเองโดยตรง เมื่อผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของ จ. โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของ ก. ด้วย หาใช่ว่าเมื่อได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วน ของ จ. แล้วจะครอบครองที่ดินพิพาทส่วนของ ก. แทน ก. ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมเช่นเดียวกับ จ. ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกันในโฉนดที่ดินด้วยไม่ ดังนั้น ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของ ก. โดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1068 ตำบลโพชนไก่ อำเภอบางระจัน (สิงห์) จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปกปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และมีหนังสือแจ้งไปยังเจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดสิงห์บุรี ทำการแก้ไขทะเบียนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาเป็นของผู้ร้อง

ผู้คัดค้านทั้งหกยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1068 ตำบลโพชนไก่ อำเภอบางระจัน (สิงห์) จังหวัดสิงห์บุรี เฉพาะส่วนของนางจี่ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ผู้คัดค้านที่ 6 ถึงแก่กรรม นางสาวนันทิยา ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนผู้คัดค้านทั้งหก

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่านางจี่ และนางเกรียวหรือเกลียว ซึ่งมีศักดิ์เป็นยายและป้าของผู้ร้องเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินเลขที่ 1068 ตำบลโพชนไก่ อำเภอบางระจัน (สิงห์) จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวานางจี่ได้ยกที่ดินส่วนของตนให้แก่ผู้ร้อง และผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินส่วนของนางจี่โดยความสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนของนางเกลียวโดยการครอบครองปรปักษ์ด้วยหรือไม่ ผู้ร้องมีตัวผู้ร้องเบิกความว่า เมื่อประมาณปี 2506 นางจี่และนางเกลียวปรึกษากันเห็นว่าผู้ร้องไม่มีบิดามารดา แต่มีการศึกษาพอสมควรน่าจะรักษาทรัพย์สมบัติไว้ได้ นางจี่และนางเกลียวจึงยกที่ดินและมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องได้ไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสิงห์บุรีแล้ว เจ้าหน้าที่แนะนำว่าหากจดทะเบียนเป็นยกให้ ผู้ยกให้อาจจะเรียกคืนได้ในภายหลัง และแนะนำให้ทำเป็นเรื่องซื้อขายผู้ร้องจึงได้นำแบบพิมพ์จากสำนักงานที่ดินไปให้นางจี่และนางเกลียวลงชื่อมอบอำนาจให้ผู้ร้องจดทะเบียนขายที่ดินให้แก่ผู้ร้องตามหนังสือมอบอำนาจ ผู้ร้องได้ไปติดต่อที่สำนักงานที่ดิน ทางสำนักงานที่ดินให้ผู้ร้องไปเอาหนังสือให้ความยินยอมของนายสดสามีของนางเกลียวมาแสดง ผู้ร้องให้นายสดลงลายมือชื่อให้ความยินยอม ตามหนังสือให้ความยินยอมแล้วนำไปแสดงต่อสำนักงานที่ดิน เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ผู้ร้องนำสูติบัตรของผู้ร้องมาแสดง นางจี่บอกว่าผู้ร้องไม่มีใบสูติบัตร ผู้ร้องจึงไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินดังกล่าวได้ ผู้ร้องได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาท รื้อบ้านหลังเก่าออกปลูกบ้านหลังใหม่ ทำรั้วล้อมรอบที่ดินพิพาท และให้นายเพราะดูแลแทน ผู้คัดค้านทั้งหกไม่เคยยุ่งเกี่ยว ผู้ร้องได้รับนางจี่ไปเลี้ยงดูที่บ้านจังหวัดนนทบุรีตั้งแต่ปี 2514 จนนางจี่ถึงแก่กรรมเมื่อปี 2528 ผู้ร้องได้นำศพนางจี่ไปบรรจุไว้ที่ฮวงซุ้ยในที่ดินพิพาท และผู้ร้องยังมีนายเพราะ เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานเป็นผู้เขียนหนังสือมอบอำนาจ นางจี่และนางเกลียวมีเจตนายกที่ดินพิพาทให้ก่อน แม้พยานปากนี้จะเบิกความในตอนแรกว่า พยานไม่ทราบชัดว่านางจี่และนางเกลียวมีเจตนายกให้หรือขายที่ดินให้แก่ผู้ร้อง แต่ก็เบิกความต่อไปในทันทีว่า นางจี่และนางเกลียวมีเจตนายกที่ดินพิพาทให้ก่อน คำเบิกความของพยานปากนี้จึงไม่ถือว่าขัดกันเอง พยานปากนี้เป็นผู้เขียนหนังสือมอบอำนาจทั้งยังเป็นญาติกับนางจี่และนางเกลียวด้วย ย่อมจะรู้ข้อเท็จจริงดีพอสมควร คำเบิกความของพยานปากนี้จึงมีน้ำหนักรับฟังสนับสนุนคำเบิกความของผู้ร้องได้ แม้ว่านายชัยยะพยานผู้ร้องอีกปากหนึ่งซึ่งลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจจะเบิกความว่าก่อนพยานลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจ นายเพราะอ่านหนังสือมอบอำนาจให้ฟัง และนางเกลียวบอกกับพยานว่า จะนำเงินที่ได้จากการขายที่ดินไปทำบุญและแบ่งให้พี่น้อง แต่พยานปากนี้กลับเบิกความว่า พยานไม่ได้ยินผู้ร้องกับนางเกลียวพูดถึงราคาซื้อขายที่ดินแต่อย่างใด และพยานไม่ทราบว่านางจี่กับนางเกลียวจะตกลงยกที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องเนื่องจากไม่มีพ่อแม่หรือไม่ คำเบิกความของพยานเช่นนี้ชี้ชัดว่าพยานมิได้เห็นว่ามีการเจรจาตกลงซื้อขายที่ดินพิพาท และไม่ทราบเจตนาที่แท้จริงว่าความจริงเป็นการยกให้หรือซื้อขายที่ดินพิพาทกันแน่ ซึ่งก็สอดคล้องกับพฤติการณ์ที่พยานในหนังสือมอบอำนาจเท่านั้นมิใช่ผู้เขียนหนังสือมอบอำนาจ จึงไม่ได้รับการบอกเจตนาที่แท้จริงให้ทราบเพื่อตัดบทหรือเห็นว่าไม่จำเป็นก็ได้ นอกจากนี้พยานยังเบิกความอีกว่า หลังจากมีการฟ้องร้องคดีนี้แล้ว พยานเคยพูดกับนายเพราะว่า หากเรื่องจริงเป็นการยกให้แล้วมาทำหนังสือมอบอำนาจว่าซื้อขาย นายเพราะและพยานจะติกคุก คำเบิกความดังกล่าวบ่งชี้ว่าพยานเกรงว่าหากเบิกความว่ายกให้จะขัดกับหนังสือมอบอำนาจและจะมีความผิดถึงติดคุก พยานจึงเบิกความในทำนองเป็นการซื้อขายเพื่อให้สอดคล้องกับข้อความในหนังสือมอบอำนาจเพราะเกรงความผิดนั้นเอง คำเบิกความของพยานปากนี้จึงมีพิรุธและมีน้ำหนักน้อย ไม่ทำให้คำเบิกความของผู้ร้องและนายเพราะที่สอดคล้องต้องกันและสมเหตุสมผลต้องเสียไปด้วย ตามพฤติการณ์แห่งคดี นางพรมารดาของผู้ร้องกับนางเกลียวเป็นพี่น้องต่างมารดาโดยเป็นบุตรของนายเซียพี่ชายของนางจี่ นายอุ๊ยบิดาของผู้ร้องเป็นบุตรของนางเง็กฮวยพี่สาวของนายสง่าสามีนางจี่ นางเกลียวจึงมีศักดิ์เป็นป้าและนางจี่มีศักดิ์เป็นยายของผู้ร้อง เมื่อนางพรและนายอุ๊ยบิดามารดาของผู้ร้องตายตั้งแต่ผู้ร้องยังเด็กๆ นางจี่จึงได้นำผู้ร้องไปเลี้ยงดู ส่วนนางเกลียวก็เลี้ยงดูนางจี่จึงเท่ากับว่านางเกลียวเลี้ยงดูผู้ร้องด้วยเช่นกัน ทั้งนางเกลียวมีศักดิ์เป็นป้าโดยตรงใกล้ชิดยิ่งกว่านางจี่เสียอีก จึงเชื่อได้ว่าทั้งสองคนรักสงสารและเมตตาผู้ร้องเป็นพิเศษดังนั้นการที่นางจี่และนางเกลียวปรึกษากันยกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่บ้านและที่ดินแปลงเดียวกันเนื้อที่เพียง 4 ไร่เศษ มีชื่อนางจี่และนางเกลียวผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน และเป็นสมบัติของบรรพบุรุษให้แก่ผู้ร้อง เพราะเห็นว่าผู้ร้องมีการศึกษาและสมควรจะเป็นผู้รักษาทรัพย์สมบัติที่ดินพิพาทไว้ด้วยได้นั้น จึงสมเหตุสมผล สำหรับนางเกลียวนั้นแม้จะมีบุตรคือผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 แต่นางเกลียวก็มีที่นาจำนวนมากแบ่งให้แก่ผู้คัดค้านทุกคน จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยที่ยกที่ดินพิพาทส่วนของตนซึ่งมีเพียง 2 ไร่เศษ ให้แก่ผู้ร้อง นอกจากนี้ผู้ร้องก็เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ปลูกบ้านใหม่ ทำรั้วล้อมรอบที่ดิน และทำฮวงซุ้ยฝังศพนางจี่ในที่ดินพิพาทโดยผู้คัดค้านทั้งหกไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวคัดค้านโต้แย้งแต่อย่างใด พฤติการณ์บ่งชี้ว่าผู้คัดค้านทั้งหกทราบแก่ใจแล้วว่านางเกลียวผู้เป็นมารดาได้ยกที่ดินพิพาทส่วนของตนให้แก่ผู้ร้องแล้ว ที่ผู้คัดค้านทั้งหกเบิกความว่า ที่ไม่ได้ไปจดทะเบียนโอนตามหนังสือมอบอำนาจเพราะตกลงราคาที่ดินกันไม่ได้นั้น เห็นว่า เป็นการเบิกความกล่าวอ้างลอยๆ ไม่สมเหตุสมผล เพราะเมื่อมีการลงลายมือชื่อมอบอำนาจกันแล้วก็ย่อมแสดงว่าตกลงกันได้แล้ว ถ้าเป็นเรื่องซื้อขายและตกลงราคากันไม่ได้จริง นางเกลียวก็ไม่น่าจะยินยอมลงลายมือชื่อมอบอำนาจ ทั้งต่อมานายสดสามีของนางเกลียวก็ยังลงลายมือชื่อให้ความยินยอมแก่นางเกลียวทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทมอบให้แก่ผู้ร้องไปดำเนินการอีกด้วย ทั้งนางจี่และนางเกลียวยังได้มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องไปดำเนินการด้วย อีกประการหนึ่ง ถ้านางเกลียวมอบอำนาจให้ไปทำนิติกรรมขายที่ดินให้แก่ผู้ร้องแต่ยังตกลงราคากันไม่ได้จริง นางเกลียวรวมทั้งผู้คัดค้านทั้งหกก็ควรจะดำเนินการเรียกโฉนดที่ดินคืน มิใช่ปล่อยปละละเลย รวมทั้งไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทเป็นเวลานานจนผู้ร้องได้ไปร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเช่นนี้ นอกจากนี้การที่ผู้ร้องได้เลี้ยงดูนางจี่เท่ากับตอบแทนแบ่งเบาภาระของนางเกลียวในการเลี้ยงดูนางจี่ด้วย และการที่ผู้ร้องนำศพนางจี่ไปฝังไว้ในที่ดินพิพาทแสดงว่าเจตนาจะไม่ขายที่ดินพิพาทแก่ผู้อื่นต่อไป อันเป็นการรักษาทรัพย์สมบัติของบรรพบุรุษไว้ตามเจตนาของนางจี่และนางเกลียวผู้ยกให้นั้นเอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่านางจี่ยกที่ดินพิพาทส่วนของนางจี่ให้แก่ผู้ร้อง แต่ทำหนังสือมอบอำนาจให้ไปทำสัญญาจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทส่วนของตน จึงเชื่อได้ว่านางเกลียวก็ยกที่ดินพิพาทส่วนของตนให้แก่ผู้ร้องโดยทำหนังสือมอบอำนาจให้ไปทำสัญญาจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทส่วนของตน จึงเชื่อได้ว่านางเกลียวก็ยกที่ดินพิพาทส่วนของตนให้แก่ผู้ร้องโดยทำหนังสือมอบอำนาจให้ไปทำสัญญาจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทส่วนของตนเช่นเดียวกัน อนึ่ง นางจี่และนางเกลียวมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกัน จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททุกตารางนิ้วร่วมกันหาได้แยกกันถือกรรมสิทธิ์เป็นสัดส่วนไม่ เมื่อผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ส่วนของนางจี่รวมทั้งที่ดินส่วนของนางเกลียวทั้งแปลงโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จึงเป็นการครอบครองปรปักษ์ต่อที่ดินพิพาททั้งของนางจี่และนางเกลียวด้วยตนเองโดยตรง เมื่อผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของนางจี่โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของนางเกลียวด้วยหาใช่ว่าเมื่อได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของนางจี่แล้วจะครอบครองที่ดินพิพาทส่วนของนางเกลียวแทนนางเกลียวในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมเช่นเดียวกับนางจี่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกันในโฉนดที่ดินด้วยไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของนางเกลียวโดยการครอบครองปรปักษ์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1068 ตำบลโพชนไก่ อำเภอบางระจัน (สิงห์) จังหวัดสิงห์บุรี เฉพาะส่วนของนางเกรียวหรือเกลียว ตกเป็นกรรมสิทธ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสมาน ร่มโพธิ์
นายทวี ทองสุข ในฐานะผู้จัดการ
ผู้คัดค้าน — มรดกของนางเกรียว หรือเกลียว สุนทรแสง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 888/2552
#500732
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ที่ระบุว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 45 ไร่เศษ ตามแผนที่ท้ายคำฟ้อง เป็นเพียงแต่การกะประมาณเนื้อที่ดินที่โจทก์ครอบครองตามสัดส่วนของตนเท่านั้น ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นมีการรังวัดทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ครอบครองมีเนื้อที่ 50 ไร่ 41 ตารางวา อยู่ภายในกรอบเส้นสีเขียวตามแผนที่พิพาท โดยโจทก์และจำเลยต่างมิได้คัดค้าน จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ฟ้องอยู่ภายในกรอบเส้นสีเขียวทั้งหมด การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 50 ไร่ 41 ตารางวา ไม่เป็นการพิพาทเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ จำเลย นายพาและนายเฮง เป็นบุตรของนายสิงห์ทองกับนางมีหรือบุญมี นางบุญมีเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 43 เนื้อที่ประมาณ 61 ไร่ 84 ตารางวา เดิมนางบุญมีแบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็น 4 ส่วน เท่าๆ กันยกให้บุตรดังกล่าวคนละส่วนโดยมีคันดินกั้นเป็นสัดส่วน ต่อมาเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2507 นางบุญมียกที่ดินให้แก่บุตรทั้งสี่คนครอบครองเฉพาะส่วนของตนตลอดมา สำหรับที่ดินในส่วนของนายพานั้นได้ขายให้โจทก์ก่อนแล้ว จึงไม่มีชื่อนายพาเป็นผู้รับการให้ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ต่อมานายเฮงก็ขายที่ดินส่วนของตนเองให้โจทก์ โจทก์ยึดถือครอบครองที่ดินทั้งสามส่วนดังกล่าวรวมเนื้อที่ประมาณ 45 ไร่ โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จำเลยไม่เคยคัดค้านหรือโต้แย้ง เมื่อเดือนมกราคม 2540 โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยไปทำนิติกรรมรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 43 ตำบลโคกไทย (โคกปีบ) อำเภอศรีมโหสถ (ศรีมหาโพธิ) จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ประมาณ 45 ไร่ ตามแผนที่การครอบครองที่ดินพิพาทท้ายฟ้อง ให้จำเลยไปทำนิติกรรมรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2507 นางบุญมีได้จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ จำเลยและนายเฮงคนละประมาณ 20 ไร่ โดยให้ครอบครองทำประโยชน์ร่วมกัน ยังมิได้แบ่งแยกเป็นสัดส่วนสำหรับนายพาได้รับทรัพย์สินอย่างอื่นจากนางบุญมีแล้ว จึงไม่ได้รับส่วนแบ่งและไม่เคยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท เหตุที่จำเลยยินยอมให้โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นสัดส่วนที่มากกว่า เพราะโจทก์มีกำลังความสามารถในการทำนามากกว่าจำเลย แต่ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันตามกฎหมาย จำเลยจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาท 1 ใน 3 ส่วน หรือประมาณ 20 ไร่ และยินยอมที่จะทำนิติกรรมรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทตามสัดส่วนดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 43 ตำบลโคกไทย (โคกปีบ) อำเภอศรีมโหสถ (ศรีมหาโพธิ) จังหวัดปราจีนบุรี (ที่ถูกภายในกรอบเส้นสีเขียวทั้งหมดด้วย) เนื้อที่ 50 ไร่ 41 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.5 ให้จำเลยไปทำนิติกรรมแบ่งแยกสิทธิครอบครองให้โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า นายสิงห์ทองกับนางบุญมี มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือนายเฮง จำเลย นายพาและโจทก์ ตามลำดับเดิมนางบุญมีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 43 ตำบลโคกไทย (โคกปีบ) อำเภอศรีมโหสถ (ศรีมหาโพธิ) จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ประมาณ 61 ไร่ 84 ตารางวา ตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.2 ปัจจุบันโจทก์และจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในการทำแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.5 โจทก์นำชี้ที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์ครอบครองเนื้อที่ 50 ไร่ 41 ตารางวา (ภายในกรอบเส้นสีเขียว) จำเลยนำชี้ส่วนที่จำเลยครอบครองเนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 29 ตารางวา (ภายในกรอบเส้นสีน้ำเงิน) คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โจทก์มีนางสมมิตร ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์และนายพา เบิกความว่า เมื่อปี 2507 นางบุญมีแบ่งที่ดินพิพาทให้บุตรสี่คนได้แก่นายเฮง จำเลย นายพาและโจทก์ ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.3 โดยมีแนวคันดินกั้นเป็นสัดส่วน บุตรแต่ละคนเข้าครอบครองทำประโยชน์ด้วยการทำนา ต่อมาวันที่ 16 เมษายน 2507 นางบุญมีจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่นายเฮง จำเลยและโจทก์ เหตุที่ไม่มีชื่อนายพาเป็นผู้รับการให้ในสารบัญการจดทะเบียนเพราะก่อนหน้านั้นนายพาขายที่ดินพิพาทส่วนของตนให้โจทก์ในราคา 24,000 บาท นายพาจึงทำหนังสือสละที่ดินให้โจทก์เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2507 ต่อมาปี 2512 นายเฮงขายที่ดินพิพาทส่วนของตนให้โจทก์ โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสามส่วนภายในกรอบเส้นสีเขียว ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.5 ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยกับนายเฮงเบิกความว่า นางบุญมีแบ่งที่ดินพิพาทเป็นสามส่วน โจทก์กับนางบุญมีทำประโยชน์ส่วนหนึ่ง จำเลยและนายเฮงทำประโยชน์คนละส่วน โดยนางบุญมียังไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้ผู้ใด ในปี 2507 นางบุญมีแบ่งที่ดินพิพาทให้บุตรสามคนได้แก่โจทก์ จำเลย และนายเฮง ส่วนนายพาไม่ได้รับส่วนแบ่งพราะได้รับเงินจากการขายที่ดินแปลงอื่นของนางบุญมีไปแล้ว เห็นว่า นอกจากโจทก์มีนางสมมิตรบุตรสาวโจทก์และนายพามาเบิกความยืนยันว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทภายในกรอบเส้นสีเขียว ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.5 แล้ว โจทก์ยังมีนายล้วนมาเบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริงดังกล่าว นายล้วนพยานโจทก์ปากนี้เป็นญาติทั้งโจทก์และจำเลย สำหรับนายพาเป็นน้องจำเลย ประกอบกับบุคคลทั้งสองต่างไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน คำเบิกความของนายล้วนกับนายพาจึงมีน้ำหนักในการรับฟัง จำเลยให้การและนำสืบต่อสู้คดีว่านางบุญมีไม่ได้แบ่งที่ดินพิพาทให้นายพา แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่านายพาได้รับส่วนแบ่งที่ดินพิพาทด้วย และโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวจากนายพาตามฟ้องจริง และข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของคู่ความปรากฏว่าเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2507 นายพาได้ทำบันทึกถ้อยคำสละสิทธิที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้โจทก์ ซึ่งจำเลยได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานด้วย ตามสำเนาภาพถ่ายบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.4 เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยให้การและนำสืบต่อสู้คดีอันเป็นเท็จ นายเฮงเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า นางบุญมีแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นสี่แปลงที่ดินแต่ละแปลงมีคันนากั้นเป็นแนวเขต โดยโจทก์ทำนาในที่ดินพิพาท 2 แปลง ส่วนพยานกับจำเลยทำนาคนละแปลง ในปี 2507 พยานทำนาในที่ดินพิพาทตามแผนที่เอกสารหมาย จ.3 ในส่วนที่ 1 จำเลยทำนาในส่วนที่ 2 โจทก์ทำนาในส่วนที่ 3 และที่ 4 ต่อมาพยานขายที่ดินพิพาทส่วนของตนให้โจทก์ แล้วโจทก์แลกเปลี่ยนที่ดินในส่วนที่ซื้อจากพยานกับที่ดินของจำเลยเพื่อให้ที่ดินโจทก์อยู่ติดกันทุกแปลง หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยต่างทำนาในที่ดินตามที่ตกลงแบ่งส่วนกันจนถึงปัจจุบัน โดยโจทก์และจำเลยไม่เคยทะเลาะหรือโต้เถียงกัน เห็นได้ว่าคำเบิกความของนายเฮงดังกล่าวเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ นอกจากนี้นางปริญดา เจ้าหน้าที่ที่ดินซึ่งไปทำการรังวัดทำแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.5 เบิกความว่า ในการรังวัดทำแผนที่พิพาทโจทก์และจำเลยต่างนำชี้ที่ดินพิพาทส่วนที่ตนครอบครอง ในระหว่างการรังวัดโจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งการรังวัดแต่อย่างใด นางปริญดายังเบิกความด้วยว่า ที่ดินของโจทก์และจำเลยมีแนวคันนาแบ่งแยกเป็นแนวเขต ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทภายในกรอบเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.5 ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 50 ไร่ 41 ตารางวา เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ในคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 45 ไร่เศษ ตามแผนที่ท้ายคำฟ้อง ก็เป็นเพียงแต่การกะประมาณเนื้อที่ดินที่โจทก์ครอบครองตามสัดส่วนของตนเท่านั้น ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นมีการรังวัดทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ครอบครองมีเนื้อที่ 50 ไร่ 41 ตารางวา อยู่ภายในกรอบเส้นสีเขียว ตามแผนที่พิพาท โดยโจทก์และจำเลยต่างมิได้คัดค้าน จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ฟ้องอยู่ภายในกรอบเส้นสีเขียวทั้งหมด การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 50 ไร่ 41 ตารางวา จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสอน แขกเพ็ชรหรือแขกเพชร
จำเลย — นายเปล่ง แขกเพ็ชรหรือแขกเพชร
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 888/2552
#501827
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 45 ไร่ ตามแผนที่ท้ายคำฟ้องก็ตาม ก็เป็นเพียงแต่การกะประมาณเนื้อที่ดินที่โจทก์ครอบครองตามสัดส่วนของตนเท่านั้น ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นมีการรังวัดทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ครอบครองมีเนื้อที่ 50 ไร่ 41 ตารางวา อยู่ภายในกรอบเส้นสีเขียวตามแผนที่พิพาท โดยโจทก์และจำเลยต่างมิได้คัดค้าน จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ฟ้องอยู่ภายในกรอบเส้นสีเขียวทั้งหมด การที่ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 50 ไร่ 41 ตารางวาถึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 43 เนื้อที่ประมาณ 45 ไร่ ตามแผนที่การครอบครองที่ดินพิพาทท้ายฟ้อง ให้จำเลยไปทำนิติกรรมรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 43 (ที่ถูก ภายในกรอบเส้นสีเขียวทั้งหมดด้วย) เนื้อที่ 50 ไร่ 41 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท ให้จำเลยไปทำนิติกรรมแบ่งแยกสิทธิครอบครองให้โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่านายสิงห์ทองกับนางบุญมี มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือนายเฮง จำเลยนายพา และโจทก์ ตามลำดับ เดิมนางบุญมีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 43 เนื้อที่ประมาณ 61 ไร่ 84 ตารางวา ปัจจุบันโจทก์และจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ในการทำแผนที่พิพาทโจทก์นำชี้ที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์ครอบครองเนื้อที่ 50 ไร่ 41 ตารางวา (ภายในกรอบเส้นสีเขียว) จำเลยนำชี้ส่วนที่จำเลยครอบครองเนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 29 ตารางวา (ภายในกรอบเส้นสีน้ำเงิน) คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่โจทก์มีนางสมมิตร ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์และนายพา เบิกความว่า เมื่อปี 2507 นางบุญมีแบ่งที่ดินพิพาทให้บุตรสี่คนได้แก่นายเฮง จำเลยนายพาและโจทก์ โดยมีแนวคันดินกั้นเป็นสัดส่วน บุตรแต่ละคนเข้าครอบครองทำประโยชน์ด้วยการทำนา ต่อมาวันที่ 16 เมษายน 2507 นางบุญมีจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่นายเฮง จำเลยและโจทก์ เหตุที่ไม่มีชื่อนายพาเป็นผู้รับการให้ในสารบัญการจดทะเบียนเพราะก่อนหน้านั้นนายพาขายที่ดินพิพาทส่วนของตนให้โจทก์ในราคา 24,000 บาท นายพาจึงทำหนังสือสละที่ดินให้โจทก์เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2507 ต่อมาปี 2512 นายเฮงขายที่ดินพิพาทส่วนของตนให้โจทก์ โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทั้งสามส่วนภายในกรอบเส้นสีเขียว ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยกับนายเฮงเบิกความว่า นางบุญมีแบ่งที่ดินพิพาทเป็นสามส่วนโจทก์กับนางบุญมีทำประโยชน์ส่วนหนึ่ง จำเลยและนายเฮงทำประโยชน์คนละส่วนโดยนางบุญมียังไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้ผู้ใด ในปี 2507 นางบุญมีแบ่งที่ดินพิพาทให้บุตรสามคนได้แก่โจทก์ จำเลยและนายเฮง ส่วนนายพาไม่ได้รับส่วนแบ่งเพราะได้รับเงินจากการขายที่ดินแปลงอื่นของนางบุญมีไปแล้ว เห็นว่า นอกจากโจทก์มีนางสมมิตรบุตรสาวโจทก์และนายพามาเบิกความยืนยันว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทภายในกรอบเส้นสีเขียว ตามแผนที่พิพาทแล้ว โจทก์ยังมีนายล้วน มาเบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริงดังกล่าว นายล้วนพยานโจทก์ปากนี้เป็นญาติทั้งโจทก์และจำเลย สำหรับนายพาเป็นน้องจำเลย ประกอบกับบุคคลทั้งสองต่างไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน คำเบิกความของนายล้วนกับนายพาจึงมีน้ำหนักในการับฟัง จำเลยให้การและนำสืบต่อสู้คีดว่านางบุญมีไม่ได้แบ่งที่ดินพิพาทให้นายพา แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่านายพาได้รับส่วนแบ่งที่ดินพิพาทด้วย และโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวจากนายพาตามฟ้องจริง และข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของคู่ความปรากฏว่าเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2507 นายพาได้ทำบันทึกถ้อยคำสละสิทธิที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้โจทก์ ซึ่งจำเลยได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานด้วย เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยให้การและนำสืบต่อสู้คดีอันเป็นเท็จ นายเฮง เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า นางบุญมีแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นสี่แปลงที่ดินแต่ละแปลงมีคันนากั้นเป็นแนวเขต โดยโจทก์ทำนาในที่ดินพิพาท 2 แปลง ส่วนพยานกับจำเลยทำนาคนละแปลง ในปี 2507 พยานทำนาในที่ดินพิพาทในส่วนที่ 1 จำเลยทำนาในส่วนที่ 2 โจทก์ทำนาในส่วนที่ 3 และที่ 4 ต่อมาพยานขายที่ดินพิพาทส่วนของตนให้โจทก์แล้วโจทก์แลกเปลี่ยนที่ดินในส่วนที่ซื้อจากพยานกับที่ดินของจำเลยเพื่อให้ที่ดินโจทก์อยู่ติดกันทุกแปลง หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยต่างทำนาในที่ดินตามที่ตกลงแบ่งส่วนกันจนถึงปัจจุบัน โดยโจทก์และจำเลยไม่เคยทะเลาะหรือโต้เถียงกัน เห็นได้ว่าคำเบิกความของนายเฮงดังกล่าวเจือสมกับทางนำสืบของโจกท์ นอกจากนี้นางปริญดา เจ้าหน้าที่ที่ดินซึ่งไปทำการรังวัดทำแผนที่พิพาทเบิกความว่า ในการรังวัดทำแผนที่พิพาทโจทก์และจำเลยต่างนำชี้ที่ดินพิพาทส่วนที่ตนครอบครองในระหว่างทำการรังวัดโจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งการรังวัดแต่อย่างใด นางปริญดายังเบิกความด้วยว่า ที่ดินของโจทก์และจำเลยมีแนวคันนาแบ่งแยกเป็นแนวเขตข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทภายในกรอบเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาทตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 50 ไร่ 41 ตารางวา เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ในคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 45 ไร่เศษ ตามแผนที่ท้ายคำฟ้อง ก็เป็นเพียงแต่การกะประมาณเนื้อที่ดินที่โจทก์ครอบครองตามสัดส่วนของตนเท่านั้น ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นมีการรังวัดทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ครอบครองมีเนื้อที่ 50 ไร่ 41 ตารางวา อยู่ภายในกรอบเส้นสีเขียวตามแผนที่พิพาท โดยโจทก์และจำเลยต่างมิได้คัดค้าน จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ฟ้องอยู่ภายในกรอบเส้นสีเขียวทั้งหมด การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 50 ไร่ 41 ตารางวา จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสอน แขกเพ็ชรหรือแขกเพชร
จำเลย — นายเปล่ง แขกเพ็ชรหรือแขกเพชร
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2552
#501826
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 คุ้นเคยกับ บ. มารดาโจทก์ในลักษณะเพื่อนบ้านที่ต่างพึ่งพาอาศัยกันการที่จำเลยที่ 3 และบริวารใช้ทางพิพาทเป็นการได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดินแล้วส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าพังรั้วที่กั้นระหว่างที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และขนวัสดุอุปกรณ์ในการปลูกสร้างบ้านของจำเลยที่ 3 และใช้ทางพิพาทเรื่อยมาตลอดจนนำที่ดินลูกรังและหินมาถมในทางพิพาทมาตลอดทุกปีโดยไม่ได้ขออนุญาตโจทก์ แสดงว่าจำเลยที่ 3 ใช้ทางพิพาทอย่างเป็นปรปักษ์กับ บ. หรือโจทก์แล้ว จึงถือได้ว่า การพังรั้วของจำเลยที่ 3 ก็เพื่อความสะดวกในการขนวัสดุอุปกรณ์ในการปลูกสร้างบ้านของจำเลยที่ 3 ส่วนการนำดินลูกรังและหินมาถมในทางพิพาทก็เพื่อความสะดวกในการใช้ทางพิพาทของจำเลยที่ 3 พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าเป็นการถือวิสาสะของจำเลยที่ 3 เท่านั้น หาใช่เป็นการแสดงเจตนาที่จะใช้ทางพิพาทอย่างเป็นปรปักษ์กับ บ. หรือโจทก์แต่อย่างใดไม่ เช่นนี้แม้จำเลยที่ 3 จะใช้ทางพิพาทมานานเกินกว่า 10 ปี ก็ไม่ทำให้ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยที่ 3 แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3539 โดยแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมมาเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2539 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40033 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40028 และจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40029 โดยที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกมีแนวเขตติดต่อกับที่ดินของจำเลยทั้งสาม เขตที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกที่ติดกับที่ดินของจำเลยทั้งสามเดิมนางบุญรอดเกาะประโทน มารดาโจทก์ขณะมีชีวิตอยู่ได้สร้างรั้วกั้นเขตไว้เป็นคอนกรีตอยู่ส่วนล่างครึ่งหนึ่งและเป็นลวดหนามส่วนบนครึ่งหนึ่งไว้ตลอดแนว พร้อมทั้งถมทางไว้สำหรับเข้าออกจากบ้านที่ปลูกอยู่ในที่ดินเพื่อออกไปสู่ถนนสาธารณะ หลังจากโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 3539 มาแล้ว โจทก์เห็นว่าจำเลยทั้งสามได้ใช้สิทธิเดินและขับพาหนะผ่านเข้าออกที่ดินของโจทก์โดยที่โจทก์ไม่ได้อนุญาต โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำลายรั้วที่นางบุญรอดสร้างไว้ แล้วทำประตูกว้างประมาณ 1 เมตรเศษ สำหรับเดินและขับพาหนะเข้าออกผ่านที่ดินโจทก์เพื่อไปสู่ถนนสาธารณะ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ทำลายรั้วที่นายบุญรอด ทำไว้ระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกทั้งหมด แล้วสร้างรั้วคอนกรีตขึ้นใหม่ตลอดแนวที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 พร้อมทั้งสร้างประตูขนาดกว้าง 4 เมตรเศษ ตรงที่ดินโฉนดเลขที่ 40028 ของจำเลยที่ 2 เพื่อใช้เดินและขับพาหนะเข้าออกบ้านของตนเองผ่านที่ดินของโจทก์ออกสู่ถนนสาธารณะ ซึ่งโจทก์ได้ห้ามปรามจำเลยทั้งสามแล้ว แต่ไม่เป็นผลต่อมาวันที่ 6 พฤษภาคม 2539 โจทก์จึงปักหลักปิดกั้นที่ทางเข้าที่ดินของโจทก์ เพื่อไม่ให้จำเลยทั้งสามใช้เป็นทางผ่านเข้าออกอีกต่อไป ต่อมาจำเลยทั้งสามฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 923/2539 ของศาลชั้นต้นโดยอ้างว่าทางดังกล่าวเป็นทางสาธารณประโยชน์ และขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยร้องขอให้มีการไต่สวนฉุกเฉินจนศาลมีคำสั่งให้โจทก์เปิดทางดังกล่าวไว้ก่อน คดีอยู่ระหว่างพิจารณา การที่จำเลยทั้งสามได้ทำลายรั้วกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยทั้งสามแล้วทำประตูสำหรับเดินและขับพาหนะเข้าออกผ่านที่ดินของโจทก์ไปสู่ถนนสาธารณะนั้น จึงทำให้โจทก์เสียหาย ซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 3539 ของโจทก์นั้น ได้ประกาศขายและมีผู้ติดต่อขอซื้อจากโจทก์ในราคา 6,400,000 บาท โดยทำสัญญาจะซื้อจะขายกันไว้แล้วหากจำเลยทั้งสามไม่ทำละเมิดโจทก์ โจทก์สามารถขายที่ดินของโจทก์ได้เงินทันที จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ไม่สามารถจำหน่ายที่ดินของโจทก์ได้ หากนำเงินไปฝากธนาคารก็จะได้ดอกเบี้ย จึงขอคิดค่าขาดประโยชน์เท่ากับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 6,400,000 บาท นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ปิดประตูตรงรั้วที่ดินผ่านจากที่ดินของตนเองโฉนดเลขที่ 40033 สู่ที่ดินโจทก์ โดยให้รั้วเป็นคอนกรีตครึ่งหนึ่งและลวดหนามครึ่งหนึ่งตลอดแนวดังเดิม และไม่ให้รั้วรุกล้ำที่ดินโจทก์ หากไม่ดำเนินการก็ให้โจทก์เข้าดำเนินการแทนโดยให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันสร้างรั้วกันแนวเขตระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยที่ 2 โฉนดเลขที่ 40028 และที่ดินของจำเลยที่ 3 โฉนดเลขที่ 40029 ให้มีสภาพเป็นคอนกรีตครึ่งหนึ่งและลวดหนามครึ่งหนึ่งตลอดแนวโดยไม่ให้มีประตูสำหรับผ่านเข้าออกทางด้านที่ดินที่ติดกับที่ดินโจทก์อีก และรั้วที่สร้างขึ้นต้องไม่รุกล้ำที่ดินโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้โจทก์เข้าดำเนินการแทน โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดแต่ทั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ไม่สามารถจำหน่ายที่ดินได้นับจากวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันฟ้องรวม 3 เดือน เป็นเงิน 120,000 บาท และให้ใช้ค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดจากต้นเงิน 6,400,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3539 ของโจทก์ได้ห้ามจำเลยทั้งสามใช้ทางในที่ดินของโจทก์ที่ติดกับรั้วกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยทั้งสาม ตั้งแต่ทิศเหนือจดทิศใต้ตลอดแนวอีกต่อไป และห้ามมิให้ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์อีก

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าถนนกว้าง 5 เมตร ยาวตลอดจากด้านทิศใต้ขึ้นมาทางด้านทิศเหนือยาว 120 เมตร หรือตามแผนที่วิวาทที่อยู่ในที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 3539 เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 40029 ของจำเลยที่ 3 และให้โจทก์จดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาศาลแทนการเจตนาของโจทก์และพิพากษาว่าถนนพิพาทกว้าง 5 เมตร ยาวตลอดแนวจากทางด้านทิศใต้ขึ้นมากทางด้านทิศเหนือยาว 200 เมตร ตามแผนที่วิวาทที่อยู่ในที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 3539 เป็นทางสาธารณประโยชน์ กับให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 3539 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพื่อดำเนินการ หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามขอให้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3539 เพื่อดำเนินการดังกล่าวได้

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 2 และที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 3539 เฉพาะส่วนที่อยู่ในกรอบเส้นสีดำ-เขียวประตามแผนที่วิวาท ความยาวจากด้านทิศใต้ไปทางทิศเหนือสุดเขตที่ดินจำเลยที่ 3 โฉนดเลขที่ 40029 ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินจำเลยที่ 3 โฉนดเลขที่ 40029 ให้โจทก์จดทะเบียนสิทธิดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์กับให้ยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามให้เป็นพับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 ด้วย และห้ามจำเลยทั้งสามใช้ทางที่อยู่ในกรอบเส้นสีดำ-สีเขียวปะ ตามแผนที่วิวาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 3539 มีนายฮ้อ มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาในปี 2500 นายฮ้อแบ่งขายที่ดินแปลงดังกล่าวทางด้านทิศตะวันออกบางส่วนให้แก่นายบุญมาก และตกทอดมายังนายศรีรัตน์ และมีการแบ่งที่ดินออกเป็น 11 แปลงเพื่อขายแก่บุคคลภายนอก ต่อมาจำเลยทั้งสามซื้อที่ดินที่แบ่งแยกโดยจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 40033 ในปี 2534 จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 40028 ในปี 2539 และจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 40029 ในปี 2528 ส่วนที่ดินของนายฮ้อที่เหลือเมื่อนายฮ้อถึงแก่กรรมในปี 2527 จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายบุญรอดเกาะประโทน และบุตรห้าคนซึ่งรวมทั้งโจทก์ด้วยโดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2539 โจทก์ขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมโดยโจทก์ยังคงถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3539 โดยมีทางพิพาทอยู่ในส่วนที่ดินของโจทก์และอยู่ติดกับที่ดินของจำเลยทั้งสามทางทิศตะวันตก คดีนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 3 ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 มีคำสั่งไม่รับ จำเลยที่ 2 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุด คงมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 3 เท่านั้น ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยที่ 3 ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกระหว่างบ้านและที่ดินของจำเลยที่ 3 สู่ทางสาธารณประโยชน์ด้วยเจตนาใช้ทางพิพาทเป็นภาระจำยอมซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 3539 ของโจทก์ซึ่งเป็นภารยทรัพย์ที่จำต้องยอมรับกรรมหรือภาระเป็นทางเข้าออกจากที่ดินของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นสามยทรัพย์เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี แล้วโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านนั้น เห็นว่า นอกจากได้ความจากนายมณฑล ซึ่งเป็นบุตรเขยของโจทก์และเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ขออนุญาตนางบุญรอดมารดาโจทก์ใช้ทางพิพาทเข้าออกสู่ถนนสาธารณะเพื่อขนวัสดุมาสร้างบ้านในที่ดินของจำเลยที่ 3 แล้ว ยังได้ความจากจำเลยที่ 3 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามว่าทางพิพาทอยู่ในโฉนดที่ดินของนางบุญรอด ขณะที่ซื้อมาได้พูดคุยกับนายมนัสชัยและนางบุญรอดเกี่ยวกับทางพิพาท นางบุญรอดบอกว่าถ้าซื้อที่ดินของนายมนัสชัยก็สามารถใช้ทางพิพาทนี้ได้ ยิ่งกว่านั้นยังได้ความจากจำเลยที่ 2 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เมื่อครั้งที่จำเลยที่ 3 มาซื้อที่ดินที่ติดทางพิพาทใหม่ๆ ได้มีข้อตกลงกับนางบุญรอดว่า นางบุญรอดยินยอมให้จำเลยที่ 3 นำรถเข้ามาถมดินได้ และให้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออก แต่เดิมในละแวกบ้านที่จำเลยที่ 2 อยู่อาศัยนั้นมีบ้านของจำเลยที่ 3 เพียงบ้านเดียวที่มีโทรศัพท์ใช้นางบุญรอดและคนละแวกนั้นก็จะมาอาศัยใช้โทรศัพท์บ้านของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ใช้น้ำประปาซึ่งต่อมาจากท่อของสุขาภิบาลด้านทิศตะวันออกของบ้าน และนางบุญรอดก็เคยต่อท่อน้ำประปาจากบ้านของจำเลยที่ 3 ไปใช้อยู่ระยะหนึ่ง ทั้งยังได้ความจากนายธนิต พยานจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ 3 เคยเล่าให้ฟังว่าจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินแปลงเก่าจากหลานของเจ้าของที่ดินพิพาทแล้วใช้ทางเข้าออกได้ หากผู้ขายไม่ยกทางพิพาทให้เป็นทางเข้าออกก็เหมือนกับที่ตาบอดจำเลยที่ 3 จึงซื้อที่ดิน พยานจำเลยทั้งสามดังกล่าวมาเจือสมกับพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 คุ้นเคยกับนางบุญรอดในลักษณะเพื่อนบ้านที่ต่างพึ่งพาอาศัยกันการที่จำเลยที่ 3 และบริวารใช้ทางพิพาทเป็นการได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดินแล้วส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าพังรั้วที่กั้นระหว่างที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และขนวัสดุอุปกรณ์ในการปลูกสร้างบ้านของจำเลยที่ 3 และใช้ทางพิพาทเรื่อยมาตลอดจนนำที่ดินลูกรังและหินมาถมในทางพิพาทมาตลอดทุกปีโดยไม่ได้ขออนุญาตโจทก์ แสดงว่าจำเลยที่ 3 ใช้ทางพิพาทอย่างเป็นปรปักษ์กับนางบุญรอดหรือโจทก์แล้วนั้น เห็นว่าการพังรั้วของจำเลยที่ 3 ก็เพื่อความสะดวกในการขนวัสดุอุปกรณ์ในการปลูกสร้างบ้านของจำเลยที่ 3 ส่วนการนำดินลูกรังและหินมาถมในทางพิพาทก็เพื่อความสะดวกในการใช้ทางพิพาทของจำเลยที่ 3 พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าเป็นการถือวิสาสะของจำเลยที่ 3 เท่านั้น หาใช่เป็นการแสดงเจตนาที่จะใช้ทางพิพาทอย่างเป็นปรปักษ์กับนางบุญรอดหรือโจทก์แต่อย่างใดไม่ เช่นนี้แม้จำเลยที่ 3 จะใช้ทางพิพาทมานานเกินกว่า 10 ปี ก็ไม่ทำให้ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยที่ 3 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1387 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมพิศ อัมพาโรจน์
จำเลย — นายเอนกฤทธิ์ นาคศรีสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 868/2552
#501673
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการรับซ่อมรถจึงเป็นผู้ประกอบการค้า ส่วนจำเลยเป็นผู้ประกอบการรับประกันวินาศภัยทุกประเภทมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือซ่อมรถของผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลย การซ่อมรถให้แก่ผู้เอาประกันวินาศภัยจึงเป็นธุรกิจการค้าของจำเลย การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าซ่อมรถของเหล่าผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลยจากจำเลย จึงเป็นการเรียกเอาค่าจ้างหรือค่าแห่งการงานที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) จึงมีอายุความ 5 ปี เมื่อโจทก์ได้ซ่อมรถยนต์ตามคำสั่งของจำเลยและไม่ส่งมอบรถยนต์ที่ซ่อมเสร็จแล้ว โจทก์ก็ย่อมที่จะบังคับตามสิทธิของตนในอันที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระสินจ้างได้เมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่โจทก์ซ่อมรถยนต์เสร็จตามข้อตกลงในสัญญา ซึ่งเมื่อนับตั้งแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องค่าซ่อมจากจำเลยดังกล่าวถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัยทุกประเภทรวมทั้งการรับประกันภัยต่อและเอาประกันภัยต่อทั้งในและต่างประเทศ เมื่อเดือนมกราคม 2536 โจทก์ได้ตกลงกับจำเลยรับซ่อมรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยไว้ และรถยนต์ของคู่กรณีที่ถูกรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยไว้เฉี่ยวชนก่อให้เกิดความเสียหาย โดยจำเลยจะเป็นผู้จ่ายเงินค่าซ่อมรถยนต์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ซ่อมรถยนต์เสร็จแล้วโจทก์จะให้ระยะเวลาในการชำระเงินค่าซ่อมแก่จำเลยเป็นเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ซ่อมรถยนต์เสร็จหรือเมื่อโจทก์ได้ส่งเอกสารหรือใบแจ้งหนี้ค่าซ่อมรถยนต์ให้จำเลยทราบ จำเลยยังคงค้างชำระหนี้ค่าซ่อมรถยนต์จำนวน 64 คัน รวมเป็นเงิน 299,800 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 299,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเกินกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 299,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อเดือนมกราคม 2536 โจทก์กับจำเลยตกลงกันว่าจำเลยจะให้โจทก์ซ่อมรถยนต์ของลูกค้าที่จำเลยรับประกันภัยไว้และรถยนต์คู่กรณีที่ถูกรถยนต์ที่จำเลยได้รับประกันภัยไว้เฉี่ยวชนก่อให้เกิดความเสียหาย เมื่อโจทก์ซ่อมรถยนต์เสร็จ จำเลยจะชำระค่าซ่อมทั้งหมดให้โจทก์ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ซ่อมเสร็จหรือเมื่อโจทก์ได้ส่งใบแจ้งหนี้ค่าซ่อมรถยนต์ให้จำเลยทราบโจทก์ซ่อมรถยนต์ตามข้อตกลงให้แก่จำเลยจำนวนหลายคัน เฉพาะคดีนี้คันแรกซ่อมเสร็จเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 และมีสิทธิเรียกค่าซ่อมตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2540 ส่วนคันอื่นๆ ซ่อมเสร็จภายหลังวันดังกล่าว จำเลยชำระค่าซ่อมให้โจทก์บางส่วนโดยยังค้างชำระเป็นเงิน 299,800 บาท

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธิเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์ดังกล่าวของโจทก์มีกำหนดอายุความ 2 ปี ทำให้ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.2 จำเลยมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยทุกประเภท รวมทั้งการรับประกันภัยต่อ และการเอาประกันภัยต่อทั้งในและต่างประเทศ จำเลยหาได้มีวัตถุประสงค์ในการรับจ้างซ่อมรถยนต์แต่อย่างใด และกิจการซ่อมรถยนต์ก็หาได้เป็นกิจการของจำเลยหรือไม่ การที่จำเลยส่งรถยนต์คันที่รับประกันภัยหรือรถยนต์คู่กรณีให้โจทก์ซ่อม เมื่อโจทก์ซ่อมเสร็จจำเลยก็จะชำระสินจ้างให้โจทก์ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์เรียกร้องเอาค่าการงาน (ค่าจ้างทำของ) ที่โจทก์ได้ทำเสร็จสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกค่าจ้างซ่อมรถยนต์ (ค่าจ้างทำของ) เกินกำหนด 2 ปี ฟ้องจึงขาดอายุความ เห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการรับซ่อมรถจึงเป็นผู้ประกอบการค้า ส่วนจำเลยเป็นผู้ประกอบการรับประกันวินาศภัยทุกประเภทมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน หรือซ่อมรถของผู้เอาประกันวินาศภับกับจำเลย การซ่อมรถให้แก่ผู้เอาประกันวินาศภัยจึงเป็นธุรกิจการค้าของจำเลยการที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าซ่อมรถของเหล่าผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลย การซ่อมรถให้แก่ผู้เอาประกันวินาศภัยจึงเป็นธุรกิจการค้าของจำเลยการที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าซ่อมรถของเหล่าผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลยจากจำเลย จึงเป็นการเรียกเอาค่าจ้างหรือค่าแห่งการงานที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ กรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ประกอบกับมาตรา 193/34 (1) จึงมีอายุความ 5 ปี เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ซ่อมรถยนต์ตามคำสั่งของจำเลยและได้ส่งมอบรถยนต์ที่ซ่อมเสร็จให้แก่ผู้ที่นำรถยนต์มาซ่อมแล้ว โจทก์ก็ย่อมที่จะบังคับตามสิทธิของตนในอันที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระสินจ้างได้เมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่โจทก์ซ่อมรถยนต์เสร็จตามข้อตกลงในสัญญา ซึ่งเมื่อนับตั้งแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องค่าซ่อมจากจำเลยดังกล่าวถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททรงวุฒิเซอร์วิส จำกัด
จำเลย — บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 854/2552
#501898
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 11 ทวิ จะให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุและในกรณีที่ผู้ใช้ความถี่วิทยุไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินกำหนดเวลาที่กำหนด ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวันนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จตามประกาศกระทรวงคมนาคมเรื่องกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ แต่ตามสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมของกรมไปรษณีย์โทรเลขที่ อ. ทำสัญญาเช่าจากโจทก์ข้อ 4 ระบุว่าผู้เช่าจะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 กฎหมาย ระเบียบและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัดและต้องรับผิดในกรณีที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดนั้นๆ ด้วย เช่นนี้ประกาศกระทรวงคมนาคมดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าข้อ 4 ด้วย และเมื่อจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินเวลากำหนด จึงต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวันนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จตามที่กำหนดในสัญญาเช่าซึ่งการเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มดังกล่าว เป็นการกำหนดค่าเสียหายในกรณีผู้เช่าไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควรไว้ล่วงหน้าในลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 เมื่อเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมของนายโอดส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพิพาทพร้อมอุปกรณ์ในสภาพที่ใช้งานได้ดีแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งคืนให้ใช้ราคาเป็นเงิน 45,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่ค้างชำระจำนวน 47,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 21,766 บาท รวมเป็นเงิน 69,466 บาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 42,3000 บาท พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 6,080.74 บาท รวมเป็นเงิน 48,380.74 บาท ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินรวมของค่าเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ ค่าเช่า และค่าเสียหาย รวมเป็นเงิน 139,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยะละ 7.5 ต่อปี ของค่าเสียหายแต่ละเดือน นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะส่งคืนวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ในสภาพที่ใช้งานได้ดี หรือใช้เงิน ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเป็นเงิน 9,600 บาท และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มเป็นรายวัน วันละ 96 บาท นับแต่วันครบกำหนดของแต่ละปีคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 156,864 บาท และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มเป็นรายวัน วันละ 96 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ตามฟ้องในสภาพใช้งานได้ดีแก่โจทก์ ถ้าไม่คืนให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 15,000 บาท ให้จำเลยชำระจำนวน 131,676.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 90,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าเสียหายอีกเดือนละ 900 บาท และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 9,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ แต่ให้ค่าเสียหายและค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มไม่เกิน 12 เดือน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,600 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ทั้งนี้ให้จำเลยรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายโอดที่ตกทอดได้แก่จำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราวันละ 20 บาท ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จำเลยเป็นทายาทของนายโอด เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2527 นายโอดทำสัญญายกเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์วิทยุคมนาคมรวมราคา 45,000 บาท ให้แก่โจทก์ โดยตกลงโอนกรรมสิทธิ์เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมดังกล่าวให้แก่โจทก์นับแต่วันทำสัญญา และเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2531 นายโอดทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์จากโจทก์มีกำหนดสัญญาเช่า 1 ปี หากครบกำหนดนายโอดยังใช้วิทยุคมนาคมและอุปกรณ์อยู่ให้ถือว่านายโอดตกลงเช่าต่อไป และตกลงชำระค่าเช่าเดือนละ 750 บาท ตามสัญญาเช่า ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2534 โจทก์เพิ่มค่าเช่าเป็นเดือนละ 900 บาท ตามประกาศโจทก์ และเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 กระทรวงคมนาคมออกประกาศให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุที่ได้รับการจัดสรรความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนการใช้ความถี่วิทยุ หากไม่ชำระจะต้องชำระค่าตอบแทนการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนที่ต้องชำระเป็นรายวันนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดที่ต้องชำระจนถึงวันที่ชำระค่าตอบแทนดังกล่าวครบถ้วน โจทก์แจ้งให้นายโอดทราบแล้ว ตามประกาศกระทรวงคมนาคม และหนังสือแจ้ง ปรากฏว่านับแต่เดือนพฤศจิกายน 2537 นายโอดไม่ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังนายโอดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2542 และนายโอดถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2543

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีอำนาจใช้ดุลพินิจปรับลดค่าตอบแทนการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มได้หรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนและค่าตอบแทนเพิ่มในกรณีที่ไม่ชำระค่าตอบแทนภายในเวลาที่กำหนดได้กำหนดตามประกาศกระทรวงคมนาคมโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ไม่ใช่เบี้ยปรับนั้น เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 11 ทวิ จะให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุและในกรณีที่ผู้ใช้ความถี่วิทยุไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินกำหนดเวลาที่กำหนด ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวันนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จตามประกาศกระทรวงคมนาคมเรื่องกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ข้อ 6.3 แต่ตามสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมของกรมไปรษณีโทรเลขที่นายโอดทำสัญญาเช่าจากโจทก์ ข้อ 4 ได้ระบุว่าผู้เช่าจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 กฎหมาย ระเบียบและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัดและต้องรับผิดในกรณีที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดนั้นๆ ด้วย เช่นนี้ประกาศกระทรวงคมนาคมดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่า ข้อ 4 ด้วย และเมื่อจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินเวลากำหนด จึงต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อกัน นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จตามที่กำหนดในสัญญาเช่า ซึ่งการเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มดังกล่าว เป็นการกำหนดค่าเสียหายในกรณีผู้เช่าไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควรไว้ล่วงหน้าในลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 เมื่อเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม. 11 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมไปรษณีย์โทรเลข
จำเลย — นายวิรัตน์ นพรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2552
#501611
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเพียงต่อสู้ไว้ในคำให้การว่า โจทก์เป็นเพียงเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับบุคคลอื่น และฟ้องคดีโดยไม่ได้รับมอบอำนาจหรือได้รับความยินยอมจากเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนอื่นเท่านั้น ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 183 ของโจทก์แบ่งแยกมาจากตราจองเลขที่ 22 แล้วตราจองเลขที่ 22 ได้มีการแบ่งแยกในนามเดิมและแบ่งหักเป็นสาธารณประโยชน์อีก จึงมีปัญหาว่าทางภาระจำยอมที่พิพาทกันอยู่ในเขตโฉนดตราจองเลขที่ 183 ของโจทก์หรือไม่ และทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าหลักฐานแน่ชัดว่าทางภาระจำยอมที่พิพาทอยู่ในโฉนดตราจองเลขที่ 183 ของโจทก์ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นเรื่องนอกประเด็น และเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

ตามบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมระบุไว้ว่า ที่ดินของโจทก์ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยในเรื่องทางเดินซึ่งหมายความว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิใช้ทางภาระจำยอมซึ่งเป็นทางเท้าติดกับตึกแถวของจำเลยเดินผ่านหรือเดินเข้าออกไปยังถนนสาธารณะหรือที่อื่นใดก็ได้ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะไปหวงห้ามมิให้เดินผ่าน เมื่อจำเลยนำวัสดุก่อสร้างมาวางจำหน่ายบนทางภาระจำยอม ก่อสร้างกันสาดหลังคาอะลูมิเนียมเป็นการถาวร นำชั้นมาวางของขายและนำรถยนต์มาจอดบนทางเท้าและทำประตูเปิดปิด ทำให้โจทก์และประชาชนอื่นไม่สามารถเดินผ่านทางภาระจำยอมไปได้โดยสะดวก การกระทำของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์เป็นการก่อภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1388 อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยที่อยู่บนทางภาระจำยอมออกไป

ศาสชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์และต้องรื้อถอนออกไปตามฟ้องหรือไม่ จึงรวมถึงการที่จำเลยนำสิ่งของวัสดุก่อสร้างมาวางไว้บนทางภาระจำยอมและจะต้องขนย้ายออกไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 183 โดยแบ่งแยกมาจากที่ดินตราจองเลขที่ 22 ซึ่งได้จดทะเบียนภาระจำยอมเป็นทางเดินให้แก่ที่ดินของจำเลย จำเลยได้ปลูกสร้างหลังคา ชั้นวางของ และนำเอาสินค้าต่าง ๆ มาวางบนทางเดินภาระยอมซึ่งเป็นที่ดินของโจทก์อันเป็นการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์ซึ่งทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโจทก์และทำให้ที่ดินของโจทก์อยู่ในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 183 ตำบลวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ส่วนหลังคาอะลูมิเนียมที่จำเลยก่อสร้างไว้บนทางภาระจำยอมไม่ปรากฏว่ามีผลกระทบ หรือทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทางภาระจำยอมอย่างใด จึงให้คงไว้อย่างเดิมไม่ต้องรื้อถอนออกไปกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน และให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 1,500 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 183 ตำบลวัดสิงห์ อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท โดยถือกรรมสิทธิ์รวมกับบุคคลอื่น ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวได้แบ่งแยกมาจากที่ดินตราจองเลขที่ 22 ซึ่งเดิมได้มีการจดทะเบียนตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินตราจองเลขที่ 146, 147, 151 และ 153 ของจำเลย เมื่อที่ดินของโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินตราจองเลขที่ 22 จึงต้องรับภาระจำยอมดังกล่าวติดมาด้วย

คดีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประเด็นแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 183 ของโจทก์แบ่งแยกมาจากตราจองเลขที่ 22 แล้วตราจองเลขที่ 22 ได้มีการแบ่งแยกในนามเดิมและแบ่งหักเป็นสาธารณประโยชน์อีก จึงมีปัญหาว่าทางภาระจำยอมที่พิพาทกันอยู่ในเขตโฉนดตราจองเลขที่ 183 ของโจทก์หรือไม่ และทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าทางภาระจำยอมที่พิพาทอยู่ในโฉนดตราจองเลขที่ 183 ของโจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ จำเลยมิได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การ จำเลยเพียงต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าโจทก์เป็นเพียงเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับบุคคลอื่น และฟ้องคดีได้โดยไม่ได้รับมอบอำนาจหรือได้รับความยินยอมจากเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนอื่นเท่านั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นเรื่องนอกประเด็น และเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประเด็นต่อมามีว่า จำเลยทำให้เกิดภาระเพิ่มมากขึ้นแก่ภารยทรัพย์และต้องรื้อถอนออกไปตามฟ้องหรือไม่ ข้อนี้โจทก์นำสืบว่าที่ดินของโจทก์จดทะเบียนภาระจำยอมให้เป็นทางเดินให้จำเลยใช้เป็นทางเข้าออกจากตึกแถวของจำเลยไปสู่ทางสาธารณะ แต่เมื่อปี 2538 จำเลยได้ก่อสร้างหลังคา ชั้นวางของ นำวัสดุก่อสร้างมาวางจำหน่าย ทำที่จอดรถในทางภาระจำยอม และนำแป๊บน้ำมาทำเป็นประตูปิดกั้น สิ่งของและสิ่งก่อสร้างของจำเลยดังกล่าวกีดขวางและทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ทางภาระจำยอม จำเลยก็นำสืบว่า จำเลยมีอาชีพค้าวัสดุก่อสร้าง ได้นำเอาวัสดุก่อสร้างมาวางจำหน่ายบนทางภาระจำยอม ตั้งแต่ปี 2529 ต่อมาปี 2530 จำเลยได้สร้างกันสาดผ้าใบโดยใช้เหล็กค้ำยันกับผนังตึก ปี 2537 จำเลยได้ก่อสร้างเป็นกันสาดถาวรหลังคาอะลูมิเนียม ที่จำเลยนำวัสดุก่อสร้างมาวางบนทางภาระจำยอม และก่อสร้างหลังคาอะลูมิเนียมดังกล่าว นายประยงค์และนางถนอมนวล บิดามารดาโจทก์ มิได้คัดค้านหรือห้ามมิให้กระทำแต่อย่างใดจำเลยมีอาชีพค้าวัสดุก่อสร้าง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำวัสดุก่อสร้างมาวางจำหน่ายบนทางเท้าบ้าง จึงเป็นข้อผูกพันที่โจทก์จำต้องยอมรับต่อจากบิดามารดาด้วยเห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมได้ระบุว่า ที่ดินของโจทก์ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยในเรื่องทางเดินซึ่งหมายความว่าจำเลยซึ่งหมายความว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสมายทรัพย์มีสิทธิใช้ทางภาระจำยอมซึ่งเป็นทางเท้าติดกับตึกแถวของจำเลยเดินผ่านหรือเดินเข้าออกไปยังถนนสาธารณะหรือที่อื่นใดได้ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะไปหวงห้ามมิให้เดินผ่าน เมื่อจำเลยนำวัสดุก่อสร้างมาวางจำหน่ายบนทางภาระจำยอม ก่อสร้างกันสาดหลังคาอะลูมิเนียมเป็นการถาวร นำชั้นมาวางของขายและนำรถยนต์มาจอดบนทางเท้าและทำประตูเปิดปิด ทำให้โจทก์และประชาชนอื่นไม่สามารถเดินผ่านทางภาระจำยอมไปได้อย่างสะดวก การกระทำของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์เป็นการก่อภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยที่อยู่บนทางภาระจำยอมออกไป ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยขนย้ายเฉพาะวัสดุก่อสร้างที่นำมาวางบนทางภาระจำยอมออกไปโดยไม่ต้องรื้อหลังคากันสาดอะลูมิเนียมที่จำเลยก่อสร้างไว้นั้นนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า บันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมนั้น เป็นแบบฟอร์มสำเร็จรูปที่เจ้าพนักงานที่ดินทำไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับเฉพาะเรื่องทางเดินไม่ครอบคลุมถึงเจตนาของคู่สัญญาทั้งหมดที่อยู่นอกเหนือจากบันทึกข้อตกลงก็จะไม่ระบุไว้นั้น เห็นว่า เป็นข้ออ้างที่ไม่มีเหตุผลให้รับฟัง เพราะหากจำเลยกับมารดาโจทก์มีข้อตกลงให้นำวัสดุสิ่งของมาวางจำหน่ายบนทางเท้าได้ หรือให้ที่จอดรถได้ หากแจ้งต่อเจ้าพนักงานให้ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงด้วย ก็เชื่อว่าพนักงานคงจะระบุไว้ให้เมื่อตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมิได้ระบุไว้ จึงต้องตีความไปตามลายลักษณ์อักษรที่ระบุไว้ซึ่งในเรื่องดังกล่าวหากจำเลยนำสิ่งของก่อสร้างวัสดุมาวางจำหน่ายบนทางภาระจำยอมตามสมควรแก่ความจำเป็น ก็เชื่อว่าโจทก์คงจะไม่หวงห้ามทักท้วงดังที่ได้ปล่อยให้กระทำมาเป็นเวลาหลายปี แต่ต่อมาเมื่อจำเลยนำชั้นวางของและนำสิ่งของวัสดุก่อสร้างมาวางจำหน่ายบนทางเท้าในปริมาณมาก ทั้งยังมีการนำกระถางต้นไม้มาทำเป็นแนวและสร้างที่จอดรถยนต์อีก ทำให้โจทก์และประชาชนที่จำเป็นจะต้องเดินผ่านทางภาระจำยอมได้รับความไม่สะดวก โจทก์จึงจำต้องดำเนินคดีแก่จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า ศาลชั้นต้นพิพากษานอกประเด็นหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ประเด็นเดียวว่า จำเลยได้ก่อให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์โดยการสร้างสิ่งปลูกสร้างลงในภารยทรัพย์หรือไม่เท่านั้น ประเด็นเรื่องทรัพย์สินที่นำมาวางจำหน่าย ศาลไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ และคู่ความไม่ได้โต้แย้ง ต้องถือว่าคู่ความสละประเด็นดังกล่าวแล้ว จึงไม่มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่พิพาทให้ศาลวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 28 สิงหาคม 2543 ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อ 3 ไว้ว่าจำเลยทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์และต้องรื้อถอนออกไปตามฟ้องหรือไม่ มิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ก่อให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์โดยการสร้างสิ่งปลูกสร้างลงในภารยทรัพย์หรือไม่ ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในข้อ 3 ว่า จำเลยทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์และต้องรื้อถอนออกไปตามฟ้องหรือไม่ จึงรวมถึงการนำสิ่งของวัสดุก่อสร้างมาวางไว้บนทางภาระจำยอมและจะต้องขนย้ายออกไปด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยขนย้ายวัสดุสิ่งของออกไปจากทางภาระจำยอมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1388
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนา ชาตะวราหะ
จำเลย — นางสุยยัง สุขศรีชวลิต
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 848/2552
#500723
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 12 ไม่ให้ใช้พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวบังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับ ผู้ร้องทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้คัดค้าน ก่อนวันที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับ จึงไม่อาจนำพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมาปรับใช้กับสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านได้ ต้องพิจารณาไปตามบทกฎหมายอื่น

การซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. ว่าด้วยการบังคับคดี และ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งกฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องคัดค้านการขายทอดตลาดได้ ผู้ร้องย่อมต้องทราบว่าผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดอาจไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นทันที เพราะอาจมีการร้องคัดค้านการขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาด้วยเหตุดังกล่าว กรณีไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 388

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2535

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2540 ผู้คัดค้านขายทอดตลาดที่ดินแขวงสายไหม (คลองหกวาสายล่างฝั่งใต้) เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จำนวน 24 แปลง ที่ดินแขวงคลองถนน (ดอนเมือง) เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จำนวน 78 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้องในราคารวม 42,600,000 บาท ผู้ร้องวางมัดจำไว้ร้อยละ 5 ของเงินจำนวนดังกล่าวคิดเป็นเงิน 2,130,000 บาท แต่ผู้คัดค้านไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายกันได้เพราะมีผู้คัดค้านการขายทอดตลาด บัดนี้เวลาล่วงเลยมา 5 ปีแล้ว คดีที่มีการคัดค้านการขายทอดตลาดยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ผู้ร้องไม่ประสงค์จะซื้อทรัพย์รายพิพาทอีกต่อไปจึงบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายต่อผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2545 ผู้คัดค้านไม่อนุญาตและยกคำร้อง ผู้ร้องไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นสัญญาต่างตอบแทน ผู้ร้องซื้อทรัพย์รายพิพาทเพื่อลงทุนพัฒนาที่ดินในเชิงธุรกิจมีการวางแผนโครงการ ติดต่อสินเชื่อสถาบันการเงิน มิใช่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยแต่ไม่อาจเข้าดำเนินการอย่างใดๆ ได้เพราะมีการคัดค้านการขายทอดตลาด ปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในช่วงตกต่ำ สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจที่เกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แม้การขายทอดตลาดจะมีผลผูกพันผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 514 แต่ก็ผูกพันเท่าที่จะปฏิบัติตามสัญญาหาต้องผูกพันไปจนกว่าศาลจะพิพากษาคดีที่มีการคัดค้านการขายทอดตลาดถึงที่สุดไม่เพราะอาจใช้เวลาดำเนินคดีหลายปี ทั้งเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 และพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 แม้ภายหลังศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้คัดค้านก็ชอบที่จะนำทรัพย์ออกขายทอดตลาดได้อีก โดยไม่เกิดความเสียหายแก่ฝ่ายใด เมื่อผู้คัดค้านไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายและการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 โดยมิใช่ความผิดของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาขอกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับการบอกเลิกสัญญา ให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิมและให้ผู้คัดค้านคืนมัดจำหรือหลักประกันแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านคัดค้านว่า เหตุที่ผู้คัดค้านยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายให้แก่ผู้ร้องเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2540 บริษัทบาว่าเทคโนคอม จำกัด ผู้เข้าร่วมสู้ราคาเข้าซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดได้ร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าผู้คัดค้านปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ และขายทรัพย์ในราคาต่ำเกินไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง บริษัทบาว่าเทคโนคอม จำกัด อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน บริษัทบาว่าเทคโนคอม จำกัด ฎีกา ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาวันที่ 1 กรกฎาคม 2545 บริษัทบาว่าเทคโนคอม จำกัด ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนและคำร้องขอถอนฎีกาไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างรอฟังคำสั่งศาลฎีกา ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขตามประกาศขายทอดตลาด แต่เมื่อต่อมามีการร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาล ผู้ร้องในฐานะผู้ซื้อทรัพย์ได้ยื่นคำร้องขอต่อผู้คัดค้านขอขยายเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือออกไปจนกว่าคดีถึงที่สุดและขอรับเงินมัดจำที่วางไว้คืนคงเหลือไว้เพียงร้อยละ 5 ของราคาที่ซื้อได้เท่านั้น ที่ผู้ร้องอ้างว่าผู้คัดค้านไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายกันได้เนื่องจากคดีมีการร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดจึงไม่อาจรับฟังได้ เพราะผู้ร้องไม่มีเจตนาร้องขอให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ซื้อขายให้แก่ผู้ร้องแต่อย่างใด เพียงแต่มีเจตนาขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปจนกว่าคดีถึงที่สุด หากผู้ร้องวางเงินชำระค่าซื้อทรัพย์ครบถ้วนแล้ว ผู้คัดค้านจะทำหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้อง โดยไม่จำต้องรอให้คดีร้องคัดค้านการขายทอดตลาดถึงที่สุด ผู้ร้องไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหลังจากจำเลยถูกศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านนำที่ดินของจำเลยออกขายทอดตลาด ผู้ร้องซื้อที่ดินของจำเลยซึ่งอยู่ที่แขวงสายไหม (คลองหกวาสายล่างฝั่งใต้) เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จำนวน 24 แปลง และอยู่ที่แขวงคลองถนน (ดอนเมือง) เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จำนวน 78 แปลง ได้ในราคา 42,600,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย ร.3 ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2540 บริษัทบาว่าเทคโนคอม จำกัด ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง บริษัทบาว่าเทคโนคอม จำกัด อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน บริษัทบาว่าเทคโนคอม จำกัด ฎีกา ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา บริษัทบาว่าเทคโนคอม จำกัด ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาที่อนุญาตให้บริษัทดังกล่าวถอนฎีกาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2546 ก่อนหน้านี้ในวันที่ 28 มิถุนายน 2545 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านขอบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดิน ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้อง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินหรือไม่ ที่ผู้ร้องฎีกาว่าผู้ร้องเป็นพ่อค้าทำธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินและทำบ้านจัดสรรขายเพื่อหากำไร ก่อนการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในคดีนี้ผู้ร้องต้องลงทุนวางแผนโครงการ ว่าจ้างสถาปนิกออกแบบโครงการ กำหนดระยะเวลาดำเนินการ ติดต่อสถาบันการเงินขอสินเชื่อเพื่อนำมาลงทุนพัฒนาที่ดิน ในขณะซื้อผู้ร้องเตรียมพร้อมจะใช้ราคาและรับโอนกรรมสิทธิ์จากผู้คัดค้าน แต่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์กันได้เพราะมีบุคคลอื่นคัดค้านการขายทอดตลาด สัญญาซื้อขายระบุชัดแจ้งแล้วว่าผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องชำระราคาและส่งมอบทรัพย์ภายใน 15 วันนับแต่วันขายทอดตลาด เมื่อผู้คัดค้านไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ซื้อให้แก่ผู้ร้องโดยมิใช่ความผิดของผู้ร้อง การที่จะให้ผู้ร้องต้องผูกพันตลอดไปจนกว่าคดีที่มีการคัดค้านการขายทอดตลาดถึงที่สุดย่อมเป็นการมิชอบ ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 และพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ผู้ร้องมีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 12 ไม่ให้ใช้พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวบังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับ ทั้งนี้พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 114 ตอนที่ 72 ก หน้า 32 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2540 ผู้ร้องทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2540 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับ จึงไม่อาจนำพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมาปรับใช้กับข้อกำหนดตามสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านได้ ต้องพิจารณาไปตามกฎหมายอื่น ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า ผู้ร้องทำธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินและทำบ้านจัดสรรขายเพื่อหากำไรต้องลงทุนวางแผนโครงการ ว่าจ้างสถาปนิกออกแบบโครงการรวมทั้งต้องดำเนินการอย่างอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่ผู้คัดค้านไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ร้องได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา นั้น เห็นว่า ในการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้นจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดี และพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งกฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องคัดค้านการขายทอดตลาดได้ ผู้ร้องย่อมต้องทราบว่าผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดอาจไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นทันที เพราะอาจมีการร้องคัดค้านการขายทอดตลาด กรณีไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 ดังที่ผู้ร้องฎีกา ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดิน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 388
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทศิริเดชซัพพลาย จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทประชานิเวศน์บ้านและที่ดิน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 848/2552
#501564
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ มาตรา 12 ไม่ให้ใช้ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวบังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวใช้บังคับ ผู้ร้องทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากการขายทอดตลาดกับผู้คัดค้านก่อนวันที่ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวใช้บังคับ จึงไม่อาจนำ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวมาปรับใช้กับข้อกำหนดตามสัญญาที่ดินระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านได้

ในการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้นจะต้องปฏิบัติบังคับตาม ป.วิ.พ. ว่าด้วยการบังคับคดี และ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ ซึ่งกฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องคัดค้านการขายทอดตลาดได้ ผู้ร้องย่อมต้องทราบว่าผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดอาจไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นทันที เพราะอาจมีการร้องคัดค้านการขายทอดตลาด กรณีไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 388 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2535

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2540 ผู้คัดค้านขายทอดตลาดที่ดินแขวงสายไหม (คลองหกวาสายล่างฝั่งใต้) เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จำนวน 24 แปลง ที่ดินแขวงคลองถนน (ดอนเมือง) เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จำนวน 78 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้องในราคารวม 42,600,000 บาท ผู้ร้องวางมัดจำไว้ร้อยละ 5 ของเงินจำนวนดังกล่าวคิดเป็นเงิน 2,130,000 บาท แต่ผู้คัดค้านไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายกันได้เพราะมีผู้คัดค้านการขายทอดตลาดบัดนี้เวลาล่วงเลยมา 5 ปีแล้ว คดีที่มีการคัดค้านขายทอดตลาดยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ผู้ร้องไม่ประสงค์จะซื้อขายต่อผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2545 ผู้คัดค้านไม่อนุญาตและยกคำร้อง ผู้ร้องไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว ขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับการบอกเลิกสัญญา ให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม และให้ผู้คัดค้านคืนมัดจำหรือหลักประกันแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องมีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินหรือไม่ ที่ผู้ร้องฎีกาว่าผู้ร้องเป็นพ่อค้าทำธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินและทำบ้านจัดสรรขายเพื่อหากำไร ก่อนการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในคดีนี้ผู้ร้องต้องลงทุนวางแผนโครงการ ว่าจ้างสถาปนิกออกแบบโครงการ กำหนดระยะเวลาดำเนินการ ติดต่อสถาบันการเงินขอสินเชื่อเพื่อนำมาลงทุนพัฒนาที่ดิน ในขณะซื้อผู้ร้องเตรียมพร้อมจะใช้ราคาและรับโอนกรรมสิทธิ์จากผู้คัดค้าน แต่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์กันได้เพราะมีบุคคลอื่นคัดค้านการขายทอดตลาด สัญญาซื้อขายระบุชัดแจ้งแล้วว่าผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องชำระราคาและส่งมอบทรัพย์ภายใน 15 วันนับแต่วันขายทอดตลาด เมื่อผู้คัดค้านไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ซื้อให้แก่ผู้ร้องโดยมิใช่ความผิดของผู้ร้อง การที่จะให้ผู้ร้องต้องผูกพันตลอดไปจนกว่าคดีที่มีการคัดค้านการขายทอดตลาดถึงที่สุดย่อมเป็นการมิชอบขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 และพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ผู้ร้องมีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินนั้น เห็นว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 12 ไม่ให้ใช้พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวบังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ ทั้งนี้พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 114 ตอนที่ 72 ก หน้า 32 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2540 ผู้ร้องทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2540 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับ จึงไม่อาจนำพราะราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมาปรับใช้กับข้อกำหนดตามสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านได้ ต้องพิจารณาไปตามบทกฎหมายอื่นที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า ผู้ร้องทำธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินและทำบ้านจัดสรรขายเพื่อหากำไรต้องลงทุนวางแผนโครงการว่าจ้างสถาปนิกออกแบบโครงการ รวมทั้งต้องดำเนินการอย่างอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่ผู้คัดค้านไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ร้องได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา นั้น เห็นว่า ในการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้นจะต้องปฏิบัติบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการบังคับดคี และพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ซึ่งกฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องคัดค้านการขายทอดตลาดได้ ผู้ร้องย่อมต้องทราบว่าผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดอาจไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นทันที เพราะอาจมีการร้องคัดค้านการขายทอดตลาด กรณีไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 ดังที่ผู้ร้องฎีกา ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดิน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 388
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทศิริเดชซัพพลาย จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
บริษัทประชานิเวศน์
จำเลย — บ้านและที่ดิน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 830/2552
#500717
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลภาษีอากรกลางในเรื่องการมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ อันเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 6,600 บาท แก่โจทก์ จึงเป็นคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25

มติคณะรัฐมนตรีในเรื่องการยุติการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ไม่ใช่กฎหมายที่จะตัดอำนาจฟ้องของผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแพ่ง

ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับการประเมินและคำชี้ขาด เพราะเป็นการประเมินและคำชี้ขาดโดยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยโจทก์เห็นว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือใช้ในกิจการสาธารณะซึ่งมีไว้เพื่อประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ย่อมได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาด เป็นการฟ้องว่า ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ไม่ใช่กรณีที่โจทก์เห็นว่าจำนวนเงินที่ประเมินและตามคำชี้ขาดสูงเกินสมควร โจทก์จึงไม่ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหย่อนค่ารายปีตามมาตรา 31 วรรคท้าย

ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่งแม้จะวางอยู่บนแท่นคอนกรีตและสามารถยกเคลื่อนย้ายได้ไม่ยากเพราะไม่ได้เชื่อมติดกับทางสาธารณะหรือพื้นดินเป็นการถาวรและไม่มีลักษณะเป็นส่วนควบกับที่ดิน ทั้งไม่มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เข้าอยู่อาศัยได้หรือใช้เป็นที่ไว้สินค้า แต่ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มิได้กำหนดให้จัดเก็บภาษีเฉพาะสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะติดอยู่กับที่ดินเป็นการถาวรหรือเป็นส่วนควบกับที่ดินเท่านั้น และในขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินภาษีนั้น ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์มิได้มีการเคลื่อนย้ายแต่ได้ใช้คุ้มครองป้องกันมิให้เครื่องโทรศัพท์เสียหาย และให้บริการประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์ให้มีความปลอดภัย สะดวกสบาย จึงเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบกิจการก่อให้เกิดประโยชน์และรายได้แก่โจทก์และถือเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5

ทรัพย์สินที่จะได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2) จะต้องเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะ เมื่อบริษัทโจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจและกฎหมายมิได้บัญญัติให้ยกเว้นภาษีดังเช่นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการรถไฟโดยตรง ตู้โทรศัพท์สาธารณะซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์จึงไม่ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกระทรวงการคลังถือหุ้นทั้งหมดเพียงผู้เดียว เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เดิมโจทก์ชื่อว่า "องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย" เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการโทรศัพท์เพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน และดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์และโทรศัพท์สาธารณะ ตลอดจนธุรกิจอื่นที่ต่อเนื่องใกล้เคียงกันหรือที่เป็นประโยชน์แก่กิจการโทรศัพท์อันเป็นกิจการสาธารณูปโภคและหรือสาธารณูปการของรัฐบาลมีอำนาจให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับโทรศัพท์ในเรื่องเครื่องโทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์สาธารณะ อุปกรณ์ เครื่องใช้ และเครื่องบริการต่างๆ การดำเนินกิจการต้องคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชน รายได้ที่ได้รับในปีหนึ่งๆ เมื่อได้หักค่าใช้จ่ายสำหรับดำเนินกิจการค่าภาระต่างๆ ที่เหมาะสมแล้ว เหลือเท่าใดต้องนำส่งเป็นรายได้ของรัฐ กิจการโทรศัพท์สาธารณะจึงเป็นกิจการของรัฐบาล ตามพระราชบัญญัติโทรเลขและโทรศัพท์ พ.ศ.2477 มาตรา 5 ประกอบพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 มาตรา 11 และ 16 ปี 2545 โจทก์ถูกจัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีโดยให้แปลงสภาพ "ทุน" ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยมาเป็น "หุ้น" ในรูปแบบบริษัทมหาชนจำกัด แต่ยังคงมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจและให้โจทก์รับไปซึ่งกิจการ สิทธิ หน้าที่ หนี้ ความรับผิด และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหมด ตลอดจนกิจการโทรศัพท์สาธารณะขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย โดยตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติรองรับให้โจทก์ยังคงมีอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ตามที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเคยมีอยู่ตามกฎหมายจัดตั้งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและตามกฎหมายอื่นให้ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป ต่อมาโจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจากชื่อ "บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็น "บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)" โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตู้โทรศัพท์สาธารณะและเครื่องโทรศัพท์สาธารณะที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศไทยรวมทั้งในเขตเทศบาล ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เครื่องโทรศัพท์สาธารณะที่โจทก์ให้บริการแก่ประชาชนมีอยู่ 3 ชนิด คือ แบบใช้การ์ดหรือบัตรโทรศัพท์ แบบหยอดเหรียญและแบบใช้การ์ดหรือบัตรโทรศัพท์และหยอดเหรียญ ซึ่งเครื่องโทรศัพท์สาธารณะนี้ติดตั้งไว้ในอาคารที่สามารถให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปได้หรืออาจติดตั้งนอกอาคารก็ได้ การติดตั้งเครื่องโทรศัพท์สาธารณะนอกอาคาร โจทก์จะมีตู้โทรศัพท์สาธารณะเอาไว้เพื่อความสะดวกปลอดภัยแก่ประชาชนในการเข้าไปใช้บริการโทรศัพท์สาธารณะโดยตู้โทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวมีลักษณะเป็นตู้กระจกใสขอบอะลูมิเนียมสี่เหลี่ยมทรงสูงส่วนบนปิดทึบ ภายในตู้มีกล่องเหล็กสำหรับติดเครื่องโทรศัพท์สาธารณะ ขาตู้กระจกทั้งสี่ขาถูกยึดด้วยนอตติดบนแท่นคอนกรีตสี่เหลี่ยมหนาสำเร็จรูป แท่นคอนกรีตนี้บางแท่นวางอยู่บนทางเท้าหรือพื้นดินโดยไม่ได้ใช้ปูนซีเมนต์ฉาบรอบขอบฐานแท่นคอนกรีตติดทางเท้าหรือพื้นดิน บางแท่นวางอยู่บนทางเท้าหรือพื้นดินโดยใช้ปูนซีเมนต์ฉาบบางๆ รอบขอบฐานแท่นคอนกรีตเพื่อป้องกันมิให้ฝุ่นละอองสะสมใต้ฐานหรือก่อให้เกิดความสกปรกแก่ทางเท้าหรือพื้นถนน ตู้โทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายโดยการยกตู้โทรศัพท์สาธารณะพร้อมแท่นคอนกรีตไปได้โดยไม่เสียรูปทรง สำหรับตู้โทรศัพท์สาธารณะที่มีแท่นคอนกรีตฉาบด้วยปูนซีเมนต์บางๆ รอบขอบฐานดังกล่าวก็เพียงกะเทาะเอาปูนซีเมนต์ที่ฉาบบางๆ ออกก็สามารถยกเคลื่อนย้ายตู้โทรศัพท์สาธารณะพร้อมแท่นคอนกรีตสำเร็จรูปจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้โดยง่ายไม่เสียรูปทรงเช่นกัน แม้ไม่มีแท่นคอนกรีตสี่เหลี่ยมหนาที่ฐานตู้โทรศัพท์สาธารณะก็สามารถตั้งอยู่บนพื้นดินหรือทางเท้าได้แต่ไม่สวยงาม วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยแจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ทั่วเขตเทศบาลตำบลพะตง ประจำปีภาษี 2549 โดยประเมินค่ารายปี 52,800 บาท (จำนวน 33 ตู้) พร้อมแจ้งให้โจทก์ชำระค่าภาษีเป็นเงิน 6,600 บาท โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2549 (ที่ถูกวันที่ 25 พฤษภาคม 2549) โจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดจากนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลพะตงว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เทศบาลตำบลพะตงชี้ขาดยืนตามการประเมิน โจทก์ไม่เห็นด้วย กล่าวคือ การติดตั้งเครื่องโทรศัพท์สาธารณะเพื่อให้ประชาชนใช้บริการไม่จำเป็นต้องติดตั้งในตู้โทรศัพท์สาธารณะเสมอไป อาจทำเพียงติดตั้งในลักษณะแขวนไว้ที่เสาพร้อมติดแผงกันน้ำหรือแสงแดงเหนือเครื่องโทรศัพท์สาธารณะ การติดตั้งในรูปของตู้โทรศัพท์สาธารณะเป็นรูปแบบการให้บริการที่คำนึงถึงความปลอดภัยและความสะดวกของประชาชนผู้ใช้บริการเพื่อลดเสียงรบกวนจากภายนอกและป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร โดยเฉพาะการใช้เครื่องโทรศัพท์สาธารณะในฤดูฝน โจทก์ผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อขึ้นคือค่าทำตู้โทรศัพท์สาธารณะ ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามสภาพของตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้วไม่ควรตีความว่าเป็น "โรงเรือน" หรือ "สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น" เพราะเพียงรูปลักษณ์การก่อสร้างวัสดุในรูปโรงเรือน และไม่อาจตีความว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะเป็น "ที่เก็บสินค้า" เพราะวัตถุประสงค์ของของตู้โทรศัพท์สาธารณะมิใช่สร้างขึ้นมาเพื่อเก็บสินค้าของโจทก์ และเครื่องโทรศัพท์สาธารณะก็มิใช่สินค้าของโจทก์ ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์เป็นสังหาริมทรัพย์เนื่องจากสามารถเคลื่อนย้ายจากที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งได้โดยง่ายและไม่เสียรูปทรง เมื่อคำว่าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตามกฎหมายมิได้หมายถึงสังหาริมทรัพย์ ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์จึงไม่เข้าข่ายเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน อุปกรณ์หลักสำคัญที่ใช้ในการโทรศัพท์คือเครื่องโทรศัพท์สาธารณะไม่ใช่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ หากมีเฉพาะเครื่องโทรศัพท์สาธารณะโดยไม่มีตู้โทรศัพท์สาธารณะประชาชนก็ใช้บริการได้ ตู้โทรศัพท์สาธารณะจึงไม่ใช่สาระสำคัญในการให้บริการโทรศัพท์สาธารณะ ตู้โทรศัพท์สาธารณะเป็นทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งแปลงสภาพมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและยังคงมีสถานะทางกฎหมายเช่นเดียวกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย จึงถือได้ว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะและเครื่องโทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลและกิจการสาธารณะซึ่งมีไว้เพื่อประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ย่อมได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 ก่อนยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ชำระค่าภาษีแก่จำเลยตามที่ถูกแจ้งการประเมินแล้ว และในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่เป็นการกระทำในนามของโจทก์และเป็นการกระทำตามที่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ตามคำสั่งที่ รบ.55/2546 ต.1299/2548 และ รบ.41/2548 ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2549 ตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 3 เลขที่ 213 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 และเพิกถอนคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด.11) เล่มที่ 1 เลขที่ 1/49 ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์จำนวน 6,600 บาท ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า กรณีมีข้อพิพาททางแพ่งระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจกับจำเลยซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น โจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ที่ให้โจทก์ส่งเรื่องที่มีกรณีพิพาทกับจำเลยให้สำนักงานอัยการสูงสุดเสนอต่อคณะกรรมการชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาตัดสินชี้ขาดแล้วเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป และโจทก์ไม่ได้รับยกเว้นใดๆ ที่จะไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวประกอบกับเมื่อโจทก์ไม่พอใจคำชี้ขาด โจทก์ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาด และคำชี้ขาดของคณะรัฐมนตรีย่อมเป็นที่สุด ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย การที่โจทก์ไม่ดำเนินการดังกล่าวโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นอกจากนี้โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายประพจน์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ถือว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง อีกทั้งตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 และไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะที่จะได้รับการยกเว้นภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2) การประเมินและคำชี้ขาดการประเมินของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามใบแจ้งรายการประเมินประจำปี 2549 เล่มที่ 3 เลขที่ 213 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 เพิกถอนคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 1 เลขที่ 1/49 ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์ 6,600 บาท ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยไม่คืนเงินภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ตู้โทรศัพท์ของโจทก์มีลักษณะตามภาพถ่ายหมาย จ.1 แผ่นที่ 60 ถึง 64 จำเลยแจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ในเขตเทศบาลตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ประจำปีภาษี 2549 พร้อมแจ้งให้โจทก์ชำระค่าภาษีเป็นเงิน 6,600 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 65 ต่อมานายประพจน์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในนามโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 66 ถึง 73 โจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดว่า คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ชี้ขาดยืนตามการประเมิน ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 74 โจทก์ได้ชำระค่าภาษีตามการประเมินแล้ว ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 95

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ได้มอบอำนาจให้นายประพจน์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า นายประพจน์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่โดยไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลภาษีอากรกลางในเรื่องการมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ อันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีโจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 6,600 บาท จึงเป็นคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการต่อไปมีว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจไม่ได้รับยกเว้นที่จะไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ต้องส่งเรื่องที่พิพาทให้สำนักอัยการสูงสุดดำเนินการ และกรณีที่โจทก์ไม่พอใจคำชี้ขาดต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำชี้ขาด การที่โจทก์ไม่ดำเนินการถือว่าโจทก์ยอมรับคำชี้ขาดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามคำชี้ขาดจึงเป็นจำนวนเด็ดขาดและเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีในเรื่องการยุติการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 46 ถึง 50 ไม่ใช่กฎหมายที่จะตัดอำนาจฟ้องของผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแพ่ง เมื่อตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ส่วนปัญหาว่ากรณีที่โจทก์ไม่พอใจคำชี้ขาดต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย หรือไม่ นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับการประเมินและคำชี้ขาดเพราะเป็นการประเมินและคำชี้ขาดโดยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยโจทก์เห็นว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือใช้ในกิจการสาธารณะซึ่งมีไว้เพื่อประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ย่อมได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาด ถือว่าเป็นการฟ้องอ้างว่า ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ไม่ใช่กรณีที่โจทก์เห็นว่าจำนวนเงินที่ประเมินและตามคำชี้ขาดสูงเกินสมควรแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหย่อนค่ารายปีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย และคำชี้ขาดดังกล่าวยังไม่เด็ดขาด โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่จำเลยประเมินหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ตู้โทรศัพท์สาธารณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 และตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะ จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2) เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 บัญญัตินิยามของคำว่า โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นให้เกิดความถึงแพด้วย เท่านั้น โดยมิได้กำหนดความหมายไว้โดยเฉพาะ เมื่อพิจารณาลักษณะตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ตามภาพถ่ายหมาย จ.1 แผ่นที่ 60 ถึง 64 แล้ว เห็นได้ว่า มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่งแม้จะวางอยู่บนแท่นคอนกรีตและสามารถยกเคลื่อนย้ายได้ไม่ยากเพราะไม่ได้เชื่อมติดกับทางสาธารณะหรือพื้นดินเป็นการถาวรและไม่มีลักษณะเป็นส่วนควบกับที่ดิน ทั้งไม่มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เข้าอยู่อาศัยได้หรือใช้เป็นที่ไว้สินค้า แต่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มิได้กำหนดให้จัดเก็บภาษีเฉพาะสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะติดอยู่กับที่ดินเป็นการถาวรหรือเป็นส่วนควบกับที่ดินเท่านั้น และในขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินภาษีนั้น ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์มิได้มีการเคลื่อนย้ายแต่ได้ใช้คุ้มครองป้องกันมิให้เครื่องโทรศัพท์เสียหาย และให้บริการประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์ให้มีความปลอดภัย สะดวกสบาย จึงเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบกิจการก่อให้เกิดประโยชน์และรายได้แก่โจทก์และถือเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 ส่วนกรณีทรัพย์สินที่จะได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะ เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจและกฎหมายมิได้บัญญัติให้ยกเว้นภาษีดังเช่นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการรถไฟโดยตรง ตู้โทรศัพท์สาธารณะซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์จึงไม่ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2) ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 5 ม. 9 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
จำเลย — เทศบาลตำบลพะตง
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 821/2552
#501799
เปิดฉบับเต็ม

การลักบัตรเครดิตของนายจ้างกับการปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอมและฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น เป็นคนละวาระกัน ทั้งทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดก็แตกต่างกัน กล่าวคือทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดฐานลักบัตรเครดิตของนายจ้างเป็นบัตรเครดิต ส่วนทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารใช้เอกสารปลอมและฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นเป็นสินค่าที่จำเลยได้จากร้านค้าคือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ รองเท้า และสร้อยข้อมือทองคำ ฉะนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่กรรมเดียวไม่ แม้ว่าโจทก์จะไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษเสียให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อระหว่างต้นเดือนมีนาคม 2547 เวลากลางวันถึงปลายเดือนเมษายน 2547 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักสร้อยข้อมือทองคำหนัก 1 สลึง 2 เส้นราคา 2,500 บาท สร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 สลึง 1 เส้น ราคา 2,500 บาท แหวนทองคำปลอกมีดหนัก 1 สลึง 2 วง ราคา 2,500 บาท สร้อยข้อมือพลอยโกเมนสีแดง 1 เส้น ราคา 11,000 บาท สร้อยคอทองคำลายข้าวโพดหนัก 1 บาท ราคา 4,700 บาท และทองคำแท่งหนัก 10 บาท ราคา 47,000 บาท รวมราคา70,200 บาท ของนางสาวสุภวรรณ ผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไป และเมื่อวันที่ 18 เมษายน2547เวลากลางวัน จำเลยลักบัตรเครดิตของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไป แล้วจำเลยนำบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดดังกล่าวไปใช้แสดงต่อนางสาวสุวรรณา พนักงานของร้านเทเลแม็กซ์ สาขาโรบินสันบางรัก เพื่อซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย นางสาวสุวรรณา ร้านเทเลแม็กซ์ สาขาโรบินสันบางรัก ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้อื่นและประชาชน ทั้งนี้จำเลยกระทำโดยทุจริตเพื่อหลอกลวงนางสาวสุวรรณาด้วยการแสดงบัตรเครดิตดังกล่าว แล้วจำเลยแสดงตนเป็นบุคคลตามบัตรเครดิตโดยลงลายมือชื่อ "สุภวรรณ" ซึ่งเป็นลายมือชื่อปลอมในช่องลายมือชื่อด้านล่างของใบบันทึกรายการขายให้เหมือนกับลายมือชื่อในด้านหลังของบัตรเครดิต เพื่อให้นางสาวสุวรรณาหลงเชื่อว่าจำเลยคือบุคคลชื่อสุภวรรณ เจ้าของบัตรเครดิตที่แท้จริงอันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วบัตรเครดิตดังกล่าวต้องใช้โดยผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของบัตรเครดิตเท่านั้น โดยการหลอกลวงของจำเลยทำให้นางสาวสุวรรณาหลงเชื่อจึงยอมมอบสินค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยไป ต่อมาธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)ได้เรียกเก็บเงินจากผู้เสียหาย ผู้เสียหายชำระเงินให้ธนาคารแล้วและเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2547 เวลากลางวัน จำเลยลักบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไปแล้วจำเลยนำบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดดังกล่าวไปใช้แสดงต่อนางสาวจารุนันท์ พนักงานขายเครื่องหนังของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาบางรัก เพื่อซื้อรองเท้า โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายนางสาวจารุนันท์ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาบางรัก ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้อื่นและประชาชน ทั้งนี้จำเลยกระทำโดยทุจริตเพื่อหลอกลวงนางสาวจารุนันท์ ด้วยการแสดงบัตรเครดิตดังกล่าวแล้วจำเลยแสดงตนเป็นบุคคลตามบัตรเครดิตโดยลงลายมือชื่อ "สุภวรรณ" ซึ่งเป็นลายมือชื่อปลอมในช่องลายมือชื่อด้านล่างของใบบันทึกรายการขายให้เหมือนกับลายมือชื่อในด้านหลังของบัตรเครดิตเพื่อให้นางสาวจารุนันท์หลงเชื่อว่าจำเลยคือบุคคลชื่อสุภวรรณ เจ้าของบัตรเครดิตที่แท้จริงอันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วบัตรเดรดิตดังกล่าวต้องใช้โดยผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของบัตรเครดิตเท่านั้น โดยการหลอกลวงของจำเลยทำให้นางสาวจารุนันท์หลงเชื่อจึงยอมมอบสินค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยไป ต่อมาธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้เรียกเก็บเงินจากผู้เสียหาย ผู้เสียหายชำระเงินให้ธนาคารแล้ว และเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยลักบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไป แล้วจำเลยนำบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดดังกล่าวไปใช้แสดงต่อนางปริศนา พนักงานขายของร้านออโรล่า สาขาโลตัส สุขุมวิท 50 เพื่อซื้อสร้อยข้อมือทองคำ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย นางปริศนา ร้านออโรล่า สาขาโลตัส สุขุมวิท 50 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้อื่นและประชาชน ทั้งนี้จำเลยกระทำโดยทุจริต เพื่อหลอกลวงนางปริศนาด้วยการแสดงบัตรเครดิตดังกล่าวแล้วจำเลยแสดงตนเป็นบุคคลตามบัตรเครดิตโดยลงลายมือชื่อ "สุภวรรณ" ซึ่งเป็นลายมือชื่อปลอมในช่องลายมือชื่อด้านล่างของใบบันทึกรายการขายให้เหมือนกับลายมือชื่อในด้านหลังของบัตรเครดิตเพื่อให้นางปริศนาหลงเชื่อว่าจำเลยคือบุคคลชื่อสุภวรรณ เจ้าของบัตรเครดิตที่แท้จริงอันเป็นความเท็จความจริงแล้วบัตรเครดิตดังกล่าวต้องใช้โดยผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของบัตรเครดิตเท่านั้น โดยการหลอกลวงของจำเลยทำให้นางปริศนาหลงเชื่อจึงยอมมอบสินค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยไป ต่อมาธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้เรียกเก็บเงินจากผู้เสียหาย ผู้เสียหายชำระเงินให้ธนาคารแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 335 (1) (11), 341, 342 (1), 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 102,175.75 บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268วรรคแรก, 335 (11) วรรคแรก, 342 (1) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณของนายจ้างจำคุก 3 ปี ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว และความผิดฐานลักบัตรเครดิตของนายจ้าง ความผิดฐานใช้เอกสารปลอม กับความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักบัตรเครดิตของนายจ้างซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดในวันที่ 18 และ 23 เมษายน 2547 เป็นความผิด 2 กรรม ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี เป็นจำคุก 4 ปี และจำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอม และความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2547 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 102,175.75 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาลักทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณของนายจ้างโทษของความผิดอื่นทุกกระทงนอกจากนี้รวมแล้วจำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 31,975.75 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้องมีคนร้ายลักทรัพย์ทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณของผู้เสียหายไปตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไม่ได้คืนในรายการที่ 2 ถึงรายการที่ 7

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยลักทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณของผู้เสียหายไปหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานใดรู้เห็นว่าจำเลยลักทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณของผู้เสียหายไป คงมีแต่ผู้เสียหายไปร้องทุกข์กล่าวโทษสงสัยว่าจำเลยน่าจะเป็นคนร้ายรายนี้เนื่องจากผู้เสียหายมีหลักฐานจับได้ว่าบัตรเครดิตของตนที่ถูกลักไปมีการนำไปซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 3660 โดยระบุทะเบียนชื่อผู้ขอใช้หมายเลขโทรศัพท์เป็นชื่อจำเลยและหมายเลขในบัตรเครดิตเป็นหมายเลขตรงกับบัตรเครดิตของผู้เสียหายที่ถูกลักไป ซึ่งเป็นหลักฐานเชื่อมโยงถึงตัวจำเลยประกอบกับเมื่อผู้เสียหายสอบถามจำเลยก็ยอมรับว่าได้ลักบัตรเครดิตของผู้เสียหายไปจริงและได้เขียนบันทึกการยอมรับสารภาพไว้ แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณ จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้ลักไป ทั้งบันทึกคำรับสารภาพ จำเลยก็ยอมรับแต่เพียงว่าลักบัตรเครดิต ไม่มีการยอมรับเรื่องทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณของผู้เสียหาย หากจำเลยลักไปจริงก็น่าจะยอมรับความจริงทั้งหมดทุกกรณี ในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การเช่นเดียวกันนี้อีก ดังนี้เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันหรือพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายลักทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณของผู้เสียหายไปจริง แม้โจทก์จะมีนางวิลัย มาเบิกความว่าจำเลยเคยนำทองคำแท่งยาวประมาณ 4 นิ้ว มาอวดให้พยานดูและโจทก์มีสมุดโทรศัพท์ส่วนตัวของจำเลยที่เขียนรายการทรัพย์สินทั้ง 6 รายการไว้ตรงกับลักษณะทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณของผู้เสียหายที่หายไปมีการขีดฆ่ารายการนั้นทิ้งมาแสดงสนับสนุนก็ตาม แต่นางวิลัยเคยเป็นลูกจ้างของพี่ชายผู้เสียหาย ทั้งจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ปฏิเสธอยู่ว่า เคยนำสร้อยคอทองคำ 1 เส้น ซึ่งจำเลยซื้อมาในช่วงตรุษจีนเนื่องจากได้รับโบนัสมาให้นางวิลัยดูเท่านั้น จึงอาจทำให้นางวิลัยสับสนในเรื่องตัวทรัพย์และเบิกความไปได้ว่า ทรัพย์ที่จำเลยนำมาให้ดูนั้นเป็นทองคำแท่ง พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ เพียงแต่พฤติการณ์ในทางคดีที่จำเลยเป็นคนรับใช้ในบ้านของผู้เสียหายซึ่งอยู่ด้วยกันมานานถึง 4 ปี มีความไว้ใจให้อยู่บ้านดูแลมารดาผู้เสียหายที่ป่วย ยังกล้าลักบัตรเครดิตของผู้เสียหายไปซื้อสินค้า เมื่อผู้เสียหายจับได้และตรวจสอบทรัพย์สินในบ้านก็พบว่ามีทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณหายไปอีก 6 รายการ และน่าจะเป็นจำเลยที่ลักไป เพราะจำเลยอยู่ในบ้านน่าจะรู้เห็นที่ซ่อนทรัพย์ดังกล่าวได้ดี ก็เป็นแต่เพียงการคาดเดาชวนให้สงสัยในตัวจำเลยเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังมีข้อน่าสงสัยว่า จำเลยจะเป็นคนร้ายลักทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณของผู้เสียหายไปหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในข้อหานี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับบทความผิดของจำเลยว่า ความผิดฐานลักบัตรเครดิตของนายจ้าง ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมกับความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักบัตรเครดิตของนายจ้าง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เพราะการลักบัตรเครดิตของนายจ้างกับการปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอมและฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น เป็นคนละวาระกัน ทั้งทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดก็แตกต่างกัน กล่าวคือทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดฐานลักบัตรเครดิตของนายจ้างเป็นบัตรเครดิต ส่วนทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอมและฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นเป็นสินค้าที่จำเลยได้จากร้านค้าคือโทรศัพท์เคลื่อนที่ รองเท้า และสร้อยข้อมือทองคำ ฉะนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่กรรมเดียวไม่ แม้ว่าโจทก์จะไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษเสียให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 วรรคแรก,268 วรรคแรก, 335 (11) วรรคแรก, 342 (1) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษความผิดฐานลักบัตรเครดิตของนายจ้าง 2 กระทง ความผิดฐานปลอมเอกสาร ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมและความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 อีก 3 กระทง รวมเป็น 5 กระทง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรค2 ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวหนูฤทธิ์ นิลบาลัน
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ประทีป ปิติสันต์
สุรชัย เอื้ออารีตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 810/2552
#497967
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ที่แถลงด้วยวาจาอันไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 275 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามมาตรา 27 วรรคแรก จำเลยต้องยกขึ้นกล่าวไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามมาตรา 27 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจำเลยที่ 1 จะซื้อบ้านและที่ดินพิพาทจากโจทก์ในราคา 900,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ชำระให้โจทก์แล้ว 176,750 บาท ส่วนที่เหลือชำระให้เสร็จสิ้นในวันทำนิติกรรมโอนบ้านและที่ดินพิพาท หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะนำบ้านและที่ดินพิพาทไปเป็นประกันการกู้ยืมเงินต่อสถาบันการเงินเพื่อนำเงินมาชำระแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 เตรียมเอกสารต่างๆ และมอบให้โจทก์ภายใน 20 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อให้โจทก์เป็นผู้ประสานงานกับสถาบันการเงิน เมื่อสถาบันการเงินอนุมัติการกู้ยืมเงินแล้วให้ทั้งสองฝ่ายไปดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการอนุมัติจากสถาบันการเงิน หากไม่มีสถาบันการเงินใดให้กู้ยืมเงิน จำเลยทั้งสองจะชำระเงินส่วนที่เหลือแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า พ้นกำหนดเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยมาเพื่อสอบถาม เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2547 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อม โจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ออกหมายบังคับคดี จำเลยทั้งสองแถลงรับว่ามิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความและไม่คัดค้านที่โจทก์ขอออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นจึงออกหมายบังคับคดีตามที่โจทก์ขอ

วันที่ 26 เมษายน 2548 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า การขอออกหมายบังคับคดีโจทก์จะต้องทำเป็นคำขอฝ่ายเดียวและคำขอต้องระบุโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 แต่ศาลออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ที่แถลงด้วยวาจา การออกหมายบังคับคดีจึงไม่ชอบ ขอให้ยกเลิกหมายบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับวันที่ 17 พฤศจิกายน 2547 ที่ให้หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตลอดจนการบังคับคดีต่อจากนั้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอ้างว่าศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ที่แถลงด้วยวาจาเป็นการออกหมายบังคับคดีไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 นั้น เท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคแรก ซึ่งจำเลยทั้งสองต้องยกขึ้นกล่าวไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามมาตรา 27 วรรคสอง ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ทราบแล้วว่าศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2547 แต่มายื่นคำร้องคัดค้านในวันที่ 26 เมษายน 2548 เป็นการมิได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จำเลยจึงยกปัญหาดังกล่าวขึ้นโต้แย้งในภายหลังไม่ได้ แม้ไม่เป็นประเด็นในชั้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในปัญหานี้จึงเป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองและยกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งสองและโจทก์ตามลำดับ ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 275
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบญจมานนท์ จำกัด
จำเลย — นางกิ่งแก้ว สิงหสุวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2552
#500707
เปิดฉบับเต็ม

การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเจ้าหนี้ทั้งหลาย มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในชั้นสอบสวนเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า มูลหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ยังคงมีอยู่จริงก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว แม้หนี้ที่ขอรับชำระหนี้จะเป็นมูลหนี้เดียวกับที่โจทก์นำมาฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายก็หาผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลให้จำต้องถือตามไม่ ทั้งในการตรวจคำขอรับชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจออกหมายเรียกให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือบุคคลใดมาสอบสวนในเรื่องหนี้สินที่ขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 105 มิใช่หน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะต้องไปตรวจเอกสารแห่งมูลหนี้ในสำนวนศาลหรือสำนักงานบังคับคดีจังหวัด

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดระยอง โดยมีเพียงสำเนาคำพิพากษาฉบับผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้รับรองด้วยตนเองแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ สำเนาเอกสารดังกล่าวไม่มีเจ้าหน้าที่ศาลรับรองความถูกต้อง จึงต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549

โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้รายที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดระยอง คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 410/2539 เป็นเงินรวม 872,081.35 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3)

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เห็นว่า เจ้าหนี้ไม่มาให้การสอบสวนและไม่นำส่งต้นฉบับหลักฐานสำคัญแห่งหนี้ ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดนัด จึงเห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งฟังเป็นยุติว่า ภายหลังจากเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดระยอง คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 410/2539 จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหมายนัดฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 ให้ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้นำพยานหลักฐานมาให้การสอบสวนในวันที่ 8 สิงหาคม 2550 เจ้าหนี้ได้รับหมายโดยชอบโดยวิธีการปิดหมายเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2550 แต่ไม่ไปตามกำหนดนัด ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีหมายนัดแจ้งไปยังกรรมการผู้จัดการเจ้าหนี้ตามหมายนัดฉบับลงวันที่ 15 สิงหาคม 2550 ให้เจ้าหนี้นำพยานหลักฐานมาให้การสอบสวนในวันที่ 21 กันยายน 2550 เจ้าหนี้ได้รับหมายโดยชอบโดยวิธีการปิดหมายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 เจ้าหนี้ยังคงไม่ไปให้การสอบสวนและนำส่งเอกสารตามกำหนดนัดดังกล่าวโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ทราบ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้เป็นโจทก์ในคดีนี้ มูลหนี้ที่ขอรับชำระหนี้เป็นมูลหนี้เดียวกับที่ศาลล้มละลายกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วว่าลูกหนี้เป็นหนี้โจทก์จริงตามฟ้องแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจเอกสารที่โจทก์อ้างส่งในสำนวนศาลดังกล่าวและตรวจสอบไปยังสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยองที่เจ้าหนี้นำยึดทรัพย์จำนองไว้ก็จะทราบว่าลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้นั้น เห็นว่า การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเจ้าหนี้ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ก็ตาม มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในชั้นสอบสวนเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า มูลหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ยังคงมีอยู่จริงก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว แม้หนี้ที่ขอรับชำระหนี้จะเป็นมูลหนี้เดียวกับที่โจทก์นำมาฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ตามก็หาผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลให้จำต้องถือตามไม่ ทั้งในการตรวจคำขอรับชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจออกหมายเรียกให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือบุคคลใดมาสอบสวนในเรื่องหนี้สินที่ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 105 มิใช่หน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะต้องไปตรวจเอกสารแห่งมูลหนี้ในสำนวนศาลหรือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยองตามที่เจ้าหนี้กล่าวอ้างแต่ประการใด ส่วนที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ประการต่อมาว่า สำเนาคำพิพากษาเอกสารท้ายคำขอรับชำระหนี้สามารถนำมารับฟังได้แล้วว่าลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้จริงนั้น เห็นว่า เมื่อเจ้าหนี้ไม่มีพยานบุคคลใดมาให้การหรือนำส่งพยานเอกสารใดในชั้นสอบสวนตามกำหนดนัดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องใดๆ ให้ทราบ และหมายนัดดังกล่าวทุกฉบับระบุข้อความไว้แล้วว่า หากเจ้าหนี้ไม่นำพยานหลักฐานมาให้การสอบสวนและนำส่งเอกสารตามกำหนดนัดโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ทราบ ถือว่าเจ้าหนี้ไม่ติดใจอ้างพยานหลักฐานใดประกอบคำขอรับชำระหนี้อีกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะทำความเห็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงต้องทำความเห็นไปตามพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน ซึ่งปรากฏว่าเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดระยอง คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 410/2539 โดยมีเพียงสำเนาคำพิพากษาฉบับผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้รับรองด้วยตนเองแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ สำเนาเอกสารดังกล่าวไม่มีเจ้าหน้าที่ศาลรับรองความถูกต้อง จึงต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 ดังนี้ ในชั้นสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้จึงไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบว่า ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 105
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเสริม ฉันทมิตร
ชื่อองค์คณะ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
ไพโรจน์ วายุภาพ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2552
#501558
เปิดฉบับเต็ม

การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ก็ตาม มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในชั้นสอบสวนเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า มูลหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ยังคงมีอยู่จริงก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวแม้หนี้ที่ขอรับชำระหนี้จะเป็นมูลหนี้เดียวกับที่โจทก์นำมาฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ตาม ก็หาผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลต้องถือตามไม่ ทั้งในการตรวจคำขอรับชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เจ้าหนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจออกหมายเรียกให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือบุคคลใดมาสอบสวนในเรื่องหนี้สินที่ขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 105 มิใช่หน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะต้องไปตรวจสอบเอกสารแห่งมูลหนี้ในสำนวนศาลหรือสำนักงานบังคับคดีตามที่เจ้าหนี้กล่าวอ้างแต่ประการใด

เมื่อเจ้าหนี้ไม่นำพยานหลักฐานมาให้การสอบสวนและนำส่งเอกสารตามกำหนดนัดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องใด ๆ ให้ทราบ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงต้องทำความเห็นไปตามพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน ซึ่งปรากฏว่าเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งของศาลจังหวัดระยองโดยมีเพียงสำเนาคำพิพากษาฉบับผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้รับรองด้วยตนเองแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ สำเนาเอกสารดังกล่าวไม่มีเจ้าหน้าที่ศาลรับรองความถูกต้อง ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 ดังนี้ เจ้าหนี้จึงไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบว่า ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า เจ้าหนี้สิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549

โจทก์ในฐานนะเจ้าหนี้รายที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดระยอง คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 410/2539 เป็นเงินรวม 872,081.35 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3)

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เห็นว่า เจ้าหนี้ไม่มาให้การสอบสวนและไม่นำส่งต้นฉบับหลักฐานสำคัญแห่งหนี้ ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดนัดจึงเห็นควรให้ยกคำขอรับชำระนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "..มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่าเจ้าหนี้เป็นโจทก์ในคดีนี้ มูลหนี้ที่ขอรับชำระหนี้เป็นมูลหนี้เดียวกับที่ศาลล้มละลายกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วว่าลูกหนี้เป็นหนี้โจทก์จริงตามฟ้องแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจเอกสารที่โจทก์อ้างส่งในสำนวนศาลดังกล่าวและตรวจสอบไปยังสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยองที่เจ้าหนี้นำยึดทรัพย์จำนองไว้ก็จะทราบว่าลูกหนี้เป็นเจ้าหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้นั้น เห็นว่าการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเจ้าหนี้ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ก็ตาม มีหน้าที่ต้องนำหลักฐานพยานมาแสดงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในชั้นสอบสวนเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า มูลหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ยังคงมีอยู่จริงก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว แม้หนี้ที่มีขอรับชำระหนี้จะเป็นมูลหนี้เดียวกับที่โจทก์นำมาฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ตามก็หาผูกพันเจ้าหนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลให้จำต้องถือตามหรือไม่ ทั้งในการตรวจคำขอรับชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจออกหมายเรียกให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือบุคคลใดมาสอบสวนในเรื่องหนี้สินที่ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 105 มิใช่หน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะต้องไปตรวจเอกสารแห่งมูลหนี้ในสำนวนศาลหรือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยองตามที่เจ้าหนี้กล่าวอ้างแต่ประการใด ส่วนที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ประการต่อมาว่า สำเนาคำพิพากษาเอกสารท้ายคำขอรับชำระหนี้สามารถนำมารับฟังได้แล้วว่าลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้จริงนั้น เห็นว่า เมื่อเจ้าหนี้ไม่มีพยานบุคคลใดมาให้การหรือนำส่งพยานเอกสารใดในชั้นสอบสวนตามกำหนดนัดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องใด ๆ ให้ทราบ และหมายนัดดังกล่าวทุกฉบับระบุข้อความไว้แล้วว่า หากเจ้าหนี้ไม่นำพยานหลักฐานมาให้การสอบสวนและนำส่งเอกสารตามกำหนดนัดโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ทราบ ถือว่าเจ้าหนี้ไม่ติดใจอ้างพยานหลักฐานใดประกอบคำขอรับชำระหนี้อีก เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะทำความเห็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงต้องทำความเห็นไปตามพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏในสำนวนสอบสวน ซึ่งปรากฏว่าเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดระยอง คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 410/2539 โดยมีเพียงสำเนาคำพิพากษาฉบับผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้รับรองด้วยตนเองแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ สำเนาเอกสารดังกล่าวไม่มีเจ้าหน้าที่ศาลรับรองความถูกต้อง จึงต้องมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 ดังนี้ ในชั้นสอบสวนของเจ้าของพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้จึงไม่มีพยานหลักฐานใดนำสืบว่า ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 105
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเสริม ฉันทมิตร
ชื่อองค์คณะ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
ไพโรจน์ วายุภาพ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 805/2552
#418392
เปิดฉบับเต็ม

หนี้เงินต้นตามจำนวนในเช็คมีมูลหนี้มาจากเจ้าหนี้ซึ่งมีความผูกพันที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของลูกหนี้และเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้ดังกล่าวแทนลูกหนี้ไปแล้วก่อนวันที่ลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายเรื่องก่อนของศาลจังหวัดนนทบุรี และเจ้าหนี้มิได้นำหนี้ดังกล่าวไปขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จนกระทั่งศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของลูกหนี้ ซึ่งการประนอมหนี้ดังกล่าวผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้ แต่ก็มีผลผูกพันหนี้เดิมของเจ้าหนี้ที่ได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้นั้นและมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ดังกล่าวเท่านั้น แต่ภายหลังลูกหนี้หลุดพ้นจากภาวะล้มละลายแล้ว ลูกหนี้ได้ทำหนังสือพิพาทให้แก่เจ้าหนี้โดยตกลงยอมชำระหนี้เงินต้นจำนวนในเช็ค 22,750,000 บาท ที่ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้อยู่จริงและลูกหนี้ยังมิได้ชำระคืนให้แก่เจ้าหนี้หนังสือพิพาทดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่ลูกหนี้ทำขึ้นด้วยความสมัครใจมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์กับเจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินคืนแก่เจ้าหนี้และมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ตามกฎหมาย มิใช่เป็นเอกสารรับสภาพหนี้ตามเช็คธนาคาร ท. ที่ลูกหนี้สั่งจ่ายมอบให้แก่เจ้าหนี้ในระหว่างที่ลูกหนี้ยังอยู่ในภาวะล้มละลายอันเป็นการกระทำเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 24 ซึ่งตกเป็นโมฆะไม่ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามหนังสือพิพาทเป็นเงินต้น 22,750,000 บาท

ส่วนข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยที่ลูกหนี้จะชำระให้แก่เจ้าหนี้อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันที่ 24 เมษายน 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จ เป็นข้อตกลงให้ดอกเบี้ยย้อนหลังแก่เจ้าหนี้ไปถึงวันที่ลูกหนี้สั่งจ่ายเช็คมอบให้แก่เจ้าหนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2532 ซึ่งอยู่ในระหว่างที่ลูกหนี้อยู่ในภาวะล้มละลาย ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการถือเอาเช็คที่ลูกหนี้สั่งจ่ายมอบให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นโมฆะมาเป็นมูลเรียกดอกเบี้ยจากลูกหนี้ ข้อตกลงในเรื่องดอกเบี้ยส่วนนี้ จึงตกเป็นโมฆะเช่นกันและตามพฤติการณ์แห่งกรณี คู่กรณีมีเจตนาจะให้ส่วนเงินต้นที่ลูกหนี้จะใช้คืนให้แก่เจ้าหนี้จำนวน 22,750,000 บาท ที่สมบูรณ์แยกออกจากข้อตกลงในเรื่องดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 22,750,000 บาท นับจากวันที่ 15 สิงหาคม 2542 อันเป็นวันครบกำหนดตามหนังสือพิพาทจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2544

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้เงินยืมและอาวัล จำนวน 100,687,500 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ปรากฏว่าลูกหนี้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเสนอความเห็นว่าควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และลูกหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของเจ้าหนี้ที่ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้เงินยืมและอาวัล แต่เจ้าหนี้ได้ให้การสอบสวนถึงที่มาในเรื่องหนี้สินดังกล่าวตลอดจนอ้างส่งหลักฐานประกอบหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งตามทางสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ความว่า หนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้มีหนังสือคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นหลักฐานซึ่งลูกหนี้ได้ทำไว้ให้แก่เจ้าหนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2542 มีข้อความว่า ตามที่เจ้าหนี้ได้รับภาระใช้หนี้แทนลูกหนี้นั้น ลูกหนี้ยินยอมชำระหนี้คืนให้เจ้าหนี้เป็นเงินต้นจำนวน 22,750,000 บาท ตามเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้งดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้ได้จ่ายแทนให้อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันที่ 24 เมษายน 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยที่ลูกหนี้จะชำระคืนจนถึงวันที่ 24 เมษายน 2542 เป็นเงิน 72,250,000 บาท โดยลูกหนี้จะชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2542 และลงลายมือชื่อของลูกหนี้ไว้เอกสารดังกล่าวลูกหนี้ได้ทำขึ้นภายหลังเมื่อลูกหนี้หลุดพ้นจากภาวะล้มละลายในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 28/2529 ของศาลจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2533 แล้ว เนื่องจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของลูกหนี้ แม้ตามทางสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ความว่า หนี้เงินต้นตามจำนวนในเช็ค 22,750,000 บาท ดังกล่าว มีมูลหนี้มาจากเจ้าหนี้ซึ่งมีความผูกพันที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของลูกหนี้และได้ชำระหนี้ดังกล่าวแทนลูกหนี้ไปแล้วก่อนวันที่ลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.28/2529 ของศาลจังหวัดนนทบุรี และเจ้าหนี้มิได้นำหนี้ดังกล่าวไปขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จนกระทั่งศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของลูกหนี้ ซึ่งการประนอมหนี้ดังกล่าวผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระได้ แต่ก็มีผลผูกพันหนี้เดิมของเจ้าหนี้ที่ได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้นั้นและมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ดังกล่าวเท่านั้น แต่เมื่อภายหลังลูกหนี้หลุดพ้นจากภาวะล้มละลายแล้ว ลูกหนี้ได้ทำหนังสือดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้ โดยตกลงยอมชำระหนี้เงินต้นจำนวนในเช็ค 22,750,000 บาท ที่ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้อยู่จริงและลูกหนี้ยังมิได้ชำระคืนให้แก่เจ้าหนี้ตามหนังสือดังกล่าว จึงเป็นนิติกรรมที่ลูกหนี้ทำขึ้นด้วยความสมัครใจมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์กับเจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินคืนแก่เจ้าหนี้และมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ตามกฎหมาย มิใช่เป็นเอกสารรับสภาพหนี้ตามเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ที่ลูกหนี้สั่งจ่ายมอบให้แก่เจ้าหนี้ในระหว่างที่ลูกหนี้ยังอยู่ในภาวะล้มละลายอันเป็นการกระทำเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 24 ซึ่งตกเป็นโมฆะ ดังความเห็นของศาลอุทธรณ์ไม่ แต่ข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยที่ลูกหนี้จะชำระให้แก่เจ้าหนี้อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันที่ 24 เมษายน 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จดังกล่าวเป็นข้อตกลงให้ดอกเบี้ยย้อนหลังแก่เจ้าหนี้ไปถึงวันที่ลูกหนี้สั่งจ่ายเช็คมอบให้แก่เจ้าหนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2532 ซึ่งอยู่ในระหว่างที่ลูกหนี้อยู่ในภาวะล้มละลาย ข้อตกลงดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าเป็นการถือเอาเช็คที่ลูกหนี้สั่งจ่ายมอบให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นโมฆะมาเป็นมูลเรียกดอกเบี้ยจากลูกหนี้ ข้อตกลงในเรื่องดอกเบี้ยส่วนนี้ จึงตกเป็นโมฆะเช่นกัน และตามพฤติการณ์แห่งกรณี คู่กรณีมีเจตนาจะให้ส่วนเงินต้นที่ลูกหนี้จะใช้คืนให้แก่เจ้าหนี้จำนวน 22,750,000 บาท ที่สมบูรณ์ดังกล่าวแยกออกจากข้อตกลงในเรื่องดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เงินต้นจำนวน 22,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2542 อันเป็นวันครบกำหนดจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังขึ้นบางส่วน เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 22,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2542 จนถึงวันที่ 12 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 (7) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 173 ม. 193/14
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 24 ม. 56 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดานิศ ทวีติยานนท์
เจ้าหนี้ — นายดานิศ ทวีติยานนท์
จำเลย — ร้อยโทอนันต์หรือนายอนันต์ พรรณเชษฐ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายเหล็ก ไทรวิจิตร
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชชา ชินวงษ์พราห์ม
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา