คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 309/2552
#501319
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นองค์การของรัฐบาลมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517 มาตรา 6 แม้โจทก์จะมีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อและจัดให้มีการซื้อผลิตผลเกษตรกรรมและสินค้าอุตสาหกรรมในครัวเรือนของเกษตรกร รวมถึงเครื่องอุปโภคและบริโภคอันจำเป็นเพื่อจำหน่ายด้วย แต่ก็ต้องจำหน่ายในราคาอันสมควร และแม้สัญญาซื้อขายปุ๋ยจะระบุว่า ราคาที่เหลือผู้ซื้อจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่กำหนดโดยผู้ซื้อยินยอมเสียดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศกำหนดราคาจำหน่ายปุ๋ย ก็มิได้แสดงว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์มุ่งแสวงหากำไรอันจะถือว่าเป็นการประกอบการค้า โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบการค้าตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

ประกาศของโจทก์เรื่องราคาจำหน่ายปุ๋ยที่กำหนดหลักเกณฑ์การชำระค่าปุ๋ยไว้โดยให้มีการเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในกรณีที่ชำระค่าปุ๋ยล่าช้า เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เกิน 6 เดือน หรือ 9 เดือน ในอัตราลดหลั่นกันไป ถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ศาลย่อมลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้

สัญญาซื้อขายปุ๋ยไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ทั้งจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ต่อเมื่อโจทก์ได้ทวงถามแล้ว โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าปุ๋ย โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือทวงถามดังกล่าวแล้วหรือไม่ จึงไม่อาจเริ่มนับวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดได้ ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยทั้งยี่สิบชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อสินค้าปุ๋ยหลายชนิดจากโจทก์ รวมเป็นเงินค่าสินค้าทั้งสิ้น 1,104,357 บาท มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 และนายคำดี เป็นผู้ค้ำประกัน โจทก์ส่งมอบสินค้าปุ๋ยแก่จำเลยที่ 1 รับไว้แล้ว รวมเป็นเงินค่าสินค้าทั้งสิ้น 671,632 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์บางส่วนแล้วผิดนัด ยังคงค้างชำระ 642,885.44 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 และ 12.50 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 203,348.46 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น 846,233.90 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งยี่สิบเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 19 และจำเลยที่ 20 ในฐานะทายาทของนายคำดี ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 846,233.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.50 ต่อปี ของต้นเงิน 642,885.44 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งยี่สิบให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ประชุมคณะกรรมการสหกรณ์จำเลยที่ 1 เพื่อสั่งซื้อปุ๋ยจากโจทก์นำไปจำหน่ายแก่สมาชิกโดยมอบอำนาจให้นายสมจิตร ซึ่งเป็นเหรัญญิกทำสัญญาซื้อขาย ส่วนการรับมอบปุ๋ยที่ประชุมมีมติแต่งตั้งให้นายนิยม ประธานกรรมการ หรือนายสวรรค์ รองประธานกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับมอบปุ๋ยและลงนามในเอกสารรับมอบปุ๋ย ตามสัญญาซื้อขายปุ๋ยระบุว่าโจทก์จะนำปุ๋ยไปส่งมอบแก่จำเลยที่ 1 ณ ที่ทำการสหกรณ์ แต่โจทก์ไม่เคยส่งมอบปุ๋ยตามสัญญา จำเลยที่ 1 ไม่เคยรับมอบปุ๋ย จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 จำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 และจำเลยที่ 18 รับว่า เป็นผู้ค้ำประกันตามฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่ส่งมอบปุ๋ยแก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญา จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 10 จำเลยที่ 14 ถึงที่ 17 และจำเลยที่ 19 ไม่เคยลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันดังฟ้อง ลายมือชื่อที่ปรากฏในสัญญาค้ำประกันเป็นลายมือชื่อปลอม จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 20 รับว่า เป็นทายาทของนายคำดี แต่นายคำดี ไม่เคยลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันดังฟ้อง ลายมือชื่อที่ปรากฏในสัญญาค้ำประกันเป็นลายมือชื่อปลอม และนายคำดีไม่มีมรดกตกทอด จำเลยที่ 20 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว เพราะมิได้ฟ้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่อ้างว่าส่งมอบปุ๋ย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันชำระเงินจำนวน 642,885.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 กันยายน 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ทั้งนี้จำเลยที่ 20 ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายคำดีที่ตกทอดได้แก่ตน

โจทก์และจำเลยทั้งยี่สิบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งยี่สิบฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของจำเลยทั้งยี่สิบว่า จำเลยที่ 1 ได้รับมอบปุ๋ยตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.15 หรือไม่ จำเลยทั้งยี่สิบฎีกาสรุปใจความว่า จากสำเนารายงานการประชุม เอกสารหมาย จ.11 ฉบับที่ 3 ที่จำเลยที่ 1 ได้แนบไปพร้อมกับสัญญาซื้อขายปุ๋ยระบุไว้ชัดเจนว่า ในการรับมอบปุ๋ยปลายทางจากโจทก์ ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งให้นายนิยม ตำแหน่งประธานกรรมการหรือนายสวรรค์ (จำเลยที่ 3) ตำแหน่งรองประธานกรรมการคนใดคนหนึ่งป็นผู้รับมอบปุ๋ยและลงนามในเอกสารรับมอบปุ๋ยแทนคณะกรรมการ และมอบอำนาจให้นายสมจิตร เหรัญญิก เป็นผู้ลงนามในสัญญาซื้อปุ๋ย โจทก์ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่า นายสมจิตรไม่มีอำนาจหน้าที่ในการรับมอบปุ๋ย ดังนั้น เมื่อโจทก์ให้นายสมจิตรรับมอบปุ๋ยและลงนามรับมอบปุ๋ยตามเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.15 โดยไม่มีอำนาจหน้าที่ การกระทำของนายสมจิตรย่อมไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 เห็นว่า สำเนารายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.4 ที่โจทก์อ้างส่งนั้น นอกจากฉบับที่ 3 ที่จำเลยที่ 1 คัดสำเนาแนบไปพร้อมกับสัญญาซื้อขายปุ๋ย เอกสารหมาย จ.6 แล้ว ยังมีสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยที่ 1 ฉบับจริงอีก 2 ฉบับคือฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 10/2540 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2540 ครั้งเดียวกันกับฉบับที่ 3 รวมอยู่ด้วย แต่ปรากฏว่าสำเนารายงานการประชุมฉบับที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าว ข้อความในตอนท้ายของวาระที่ 4 กลับระบุให้นายนิยมหรือนายสวรรค์ (จำเลยที่ 3) หรือนายสมจิตร คนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับมอบปุ๋ยและลงนามในเอกสารรับมอบปุ๋ยแทนคณะกรรมการ ซึ่งความในข้อนี้จำเลยที่ 3 ที่มาเบิกความเป็นพยานของจำเลยที่ 1 และของตนเองก็ยอมรับว่าที่ประชุมมีมติแต่งตั้งให้ตนเองหรือนายนิยมหรือนายสมจิตรเป็นผู้มีหน้าที่รับมอบปุ๋ยจากโจทก์ ตามี่ระบุไว้ในสำเนารายงานการประชุม เอกสารหมาย จ.4 ฉบับที่ 2 ที่ขีดเส้นใต้ด้วยหมึกสีแดงไว้จริง ทั้งนายเด่นพงษ์ พนักงานตำแหน่งนักการตลาดของโจทก์จังหวัดนครพนม ก็เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า วิธีปฏิบัติทั่วไปของโจทก์ หากปรากฏว่ารายงานการประชุมฉบับจริงของสหกรณ์กับฉบับที่กรอกในแบบพิมพ์ส่งให้โจทก์พร้อมสัญญาไม่ตรงกัน โจทก์จะถือฉบับตามรายงานประชุมฉบับจริงของสหกรณ์เป็นหลัก ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า นายสมจิตรก็เป็นผู้มีหน้าที่รับมอบปุ๋ยจากโจทก์และลงนามในเอกสารรับมอบปุ๋ยแทนจำเลยที่ 1 ได้ด้วยคนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกายังเห็นว่า แม้หากจะฟังว่าจำเลยที่ 1 มีมติให้นายนิยมหรือจำเลยที่ 3 คนใดคนหนึ่งมีหน้าที่ในการรับมอบปุ๋ยจากโจทก์ดังรายงานการประชุม เอกสารหมาย จ.4 ฉบับที่ 3 ที่แนบมาพร้อมกับสัญญาซื้อขายปุ๋ย มติดังกล่าวก็น่าจะเป็นเรื่องการบริหารงานภายในของจำเลยที่ 1 เองมิใช่ข้อตกลงที่โจทก์จะต้องถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดเสมอไปเหมือนเช่นข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญา เพราะในสัญญาข้อ 3 ก็ระบุเพียงว่า ผู้ขายจะนำปุ๋ยไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อ ณ ที่ทำการสหกรณ์จำเลยที่ 1 เท่านั้น โดยเฉพาะฝ่ายจำเลยที่ 1 เอง ก็มิได้ถือปฏิบัติเคร่งครัดเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 เองที่ว่า เมื่อจำเลยที่ 3 ทราบว่าโจทก์ได้ส่งปุ๋ยโดยมีนายสมจิตรเป็นผู้รับมอบ ตามเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.15 จำเลยที่ 3 ก็มิได้ดำเนินการอะไร แต่กลับกำชับให้นายสมจิตรเร่งรัดตามปุ๋ยจากโจทก์อีก ดังนั้นเมื่อโจทก์มีนายจีระศักดิ์ ผู้รับจ้างขนปุ๋ยของโจทก์มาเบิกความยืนยันว่า ได้รับปุ๋ยจากโกดังของโจทก์ไปส่งที่สหกรณ์ จำเลยที่ 1 ทั้ง 5 ครั้ง โดยแต่ละครั้งมีนายสมจิตรเป็นผู้รับมอบตามใบกำกับสินค้า เอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.15 ประกอบกับจำเลยที่ 1 ก็ยังได้ชำระค่าปุ๋ยบางส่วนให้แก่โจทก์แล้วเป็นเงินถึง 170,000 บาท อันเป็นการยอมรับชัดแจ้งว่า ได้รับปุ๋ยจากโจทก์แล้วเช่นนี้ จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบปุ๋ย ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.15 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระราคาค่าปุ๋ยให้แก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยทั้งยี่สิบในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาข้อต่อไปของจำเลยทั้งยี่สิบมีว่า จำเลยที่ 10 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 และนายคำดี เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 หรือไม่ ปัญหานี้ โจทก์มีสัญญาซื้อขายปุ๋ยและค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.6 ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 และนายคำดีลงท้ายสัญญาในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันมาแสดงเป็นหลักฐาน โดยมีนายสุพร ซึ่งขณะเกิดเหตุมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์จำเลยที่ 1 มาเบิกความสนับสนุนว่า นายสมจิตรได้ถือสัญญาซื้อขายปุ๋ยและค้ำประกัน ตามเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งมีการพิมพ์ข้อความและลงนามผู้ซื้อ ผู้ค้ำประกันไว้เรียบร้อยแล้วมาให้ตนลงชื่อเป็นพยานในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการ เห็นว่า สหกรณ์ของจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรทุกคนในชุมชน เกษตรกรผู้เป็นสมาชิกสหกรณ์ย่อมจะได้รับประโยชน์จากสหกรณ์นั้น และในการซื้อปุ๋ยของสหกรณ์ก็เพื่อนำมาขายให้แก่สมาชิกผู้ต้องการซื้อปุ๋ยในราคาถูก ซึ่งสหกรณ์ย่อมจะให้สมาชิกผู้ต้องการซื้อปุ๋ยนั้นเองผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเป็นผู้ค้ำประกันในการทำสัญญาซื้อปุ๋ย จึงเชื่อได้ว่าเกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกทุกคนสมัครใจที่จะลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันให้แก่สหกรณ์เพราะเห็นว่าตนจะได้รับประโยชน์จากสหกรณ์นั้น ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องมีการปลอมลายมือชื่อของจำเลยและนายคำดีเพียง 7 คน จากจำนวน 20 คน ซึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์นั้นเองเพื่อให้เป็นผู้ค้ำประกันในสัญญาซื้อปุ๋ยกับโจทก์ จำเลยที่ 10 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 และที่ 19 ก็คงนำสืบเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของลายมือชื่อตนในเอกสารหมาย จ.6 กับลายมือชื่อตนในเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.8 เท่านั้น โดยไม่ได้มีการส่งลายมือชื่อไปให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจพิสูจน์แต่อย่างใด โดยเฉพาะจำเลยที่ 15 และที่ 20 ก็ไม่ได้นำสืบพยานเพื่อหักล้างว่า ลายมือชื่อของจำเลยที่ 15 และนายคำดี เป็นลายมือชื่อปลอมดังที่ให้การต่อสู้ไว้ ประกอบกับเมื่อได้พิจารณาลายมือชื่อของจำเลยที่ 10 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 และที่ 19 ในเอกสารหมาย จ.6 กับลายมือชื่อของจำเลยดังกล่าวในเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.8 แล้วก็เห็นได้ว่าส่วนใหญ่จะมีความคล้ายคลึงกัน แม้จะมีรายของนายใหญ่ (จำเลยที่ 14) และนายวิชิต (จำเลยที่ 16) ที่เปรียบเทียบแล้วจะเห็นความแตกต่างด้วยตาเปล่าได้ชัด แต่ก็อาจเป็นเพราะการลงลายมือชื่อที่ต่างเวลาและต่างสถานการณ์กับซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ย่อมจะเกิดความแตกต่างขึ้นได้ ดังนั้นเมื่อพิจารณาประกอบกันแล้วจึงเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานของฝ่ายจำเลย ฟังได้ว่า จำเลยที่ 10 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 และนายคำดีลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 จริง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งยี่สิบในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยทั้งยี่สิบมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นองค์การของรัฐบาลมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517 มาตรา 6 (1) ถึง (8) แม้โจทก์จะมีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อและจัดให้มีการซื้อผลิตผลเกษตรกรรมและสินค้าอุตสาหกรรมในครัวเรือนของเกษตรกร รวมถึงเครื่องอุปโภคและบริโภคอันจำเป็นเพื่อจำหน่ายด้วยก็ตาม แต่ก็กำหนดให้จำหน่ายในราคาอันสมควร จึงมิใช่เป็นการประกอบการค้าซึ่งมุ่งแสวงหากำไรเป็นปกติธุระ และแม้สัญญาซื้อขายปุ๋ยตามเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 2 วรรค 2 จะระบุว่า ส่วนราคาที่เหลือผู้ซื้อจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่.............โดยผู้ซื้อยินยอมเสียดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศกำหนดราคาจำหน่ายปุ๋ย ลงวันที่ 2 เมษายน 2540 ตามเอกสารหมาย จ.26 ในทำนองต้องชำระราคาปุ๋ยสูงขึ้นในกรณีที่จำเลยที่ 1 ชำระราคาล่าช้า ก็หาได้แสดงว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์มุ่งแสวงหากำไรอันจะถือว่าเป็นการประกอบการค้าดังที่จำเลยทั้งยี่สิบยกขึ้นอ้างในฎีกาแต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบการค้าตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องของโจทก์มิได้มีอายุความ 2 ปี ตามบทบัญญัติดังกล่าว ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ชำระราคาปุ๋ยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2541 ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.16 ย่อมมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 วรรคสอง โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2543 ยังไม่พ้น 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยปัญหานี้มาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งยี่สิบในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดในอัตราร้อยละ 9 และร้อยละ 12.5 ต่อปี เป็นเบี้ยปรับหรือไม่ และจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด ปัญหานี้ตามสัญญาซื้อขายปุ๋ย เอกสารหมาย จ.6 ไม่ได้กำหนดเวลาชำระราคาปุ๋ยไว้ แต่สัญญาข้อ 2 กำหนดว่าผู้ซื้อยินยอมเสียดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศกำหนดราคาจำหน่ายปุ๋ย ลงวันที่ 2 เมษายน 2540 ซึ่งประกาศของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.26 ดังกล่าว ได้กำหนดราคาจำหน่ายปุ๋ยและกำหนดหลักเกณฑ์การชำระค่าปุ๋ยไว้ว่า ชำระภายในระยะเวลา 6 เดือน ถือว่าชำระด้วยเงินสด ชำระภายในระยะเวลา 9 เดือน คิดดอกเบี้ยร้อยละ 9 ต่อปี ของราคาเงินสดในส่วนที่เกิน 6 เดือน ชำระเกินกว่า 9 เดือน คิดดอกเบี้ยร้อยละ 12.5 ต่อปี ของราคาเงินสดในส่วนที่เกิน 9 เดือน เห็นว่า กรณีนี้มิใช่เรื่องการกู้ยืเงินซึ่งเป็นปกติธรรมดาที่จะมีการคิดดอกเบี้ยแก่กัน แต่เป็นเรื่องการซื้อขายสินค้าซึ่งโดยปกติจะไม่มีการคิดดอกเบี้ย จะมีแต่การเรียกค่าเสียหายหากมีกรณีผิดสัญญาเกิดขึ้น ประกาศของโจทก์เรื่องราคาจำหน่ายปุ๋ยตามเอกสารหมาย จ.26 ดังกล่าวข้างต้นที่กำหนดหลักเกณฑ์การชำระค่าปุ๋ยไว้ให้มีการเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในกรณีที่ชำระค่าปุ๋ยล่าช้า จึงย่อมจะมีความหมายทำนองกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เกิน 6 เดือน หรือ 9 เดือน ในอัตราลดหลั่นกันไป จึงถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งเบี้ยปรับนี้หากกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลย่อมลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินตามมาตรา 383 ซึ่งศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วก็เห็นด้วยกับศาลล่างทั้งสองที่ว่า เบี้ยปรับดังกล่าวสูงเกินส่วนและกำหนดเบี้ยปรับลดลงเป็นร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยดังกล่าวมีลักษณะเป็นดอกผลนิตินัยที่โจทก์พึงได้รับตามสัญญานั้นฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่เมื่อใดนั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาซื้อขายปุ๋ยตามเอกสารหมาย จ.6 ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ทั้งจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง ซึ่งในกรณีเช่นนี้ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ต่อเมื่อโจทก์ได้ทวงถามแล้ว ข้อเท็จจริงคงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าปุ๋ย ตามเอกสารหมาย จ.20 ถึง จ.25 โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือทวงถามดังกล่าวแล้วหรือไม่ เมื่อใด จึงไม่อาจเริ่มนับวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งยี่สิบชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ว่า พอจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงได้ว่า จำเลยที่ 1 จะต้องชำระหนี้ค่าปุ๋ยแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน 12 เดือน และจำเลยทุกคนได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์แล้วนั้นล้วนแต่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 ม. 204 ม. 379
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร
จำเลย — สหกรณ์การเกษตรเมืองมุกดาหาร จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 307/2552
#497397
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1387 บัญญัติให้ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่กฎหมายก่อตั้งขึ้นสำหรับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ผู้ที่จะฟ้องบังคับภาระจำยอมจึงต้องเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้น โจทก์ที่ 2 เป็นเพียงผู้ดำเนินกิจการโรงเรียนซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้เปิดทางภาระจำยอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 538 ตำบลกบินทร์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 5/10 ตารางวา โจทก์ที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทมูลนิธิ มีนายวิโรจน์ เป็นผู้จัดการมูลนิธิ และเป็นผู้ดำเนินกิจการโรงเรียนเจียหมินซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ประมาณ 600 ตารางวา จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 539 ตำบลกบินทร์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เดิมที่ดินของโจทก์ที่ 1 กับที่ดินของจำเลยเป็นกรรมสิทธิ์ของนางบุญเฮียงหรือมุยเฮียง หรือเฮียง มารดาโจทก์ที่ 1 และจำเลย เมื่อประมาณปี 2490 ขณะที่นางเฮียงยังมีชีวิตได้ก่อตั้งโรงเรียนเจียหมินขึ้น ต่อมาจึงมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินออกเป็นแปลงย่อยหลังจากนางเฮียงถึงแก่กรรมเพื่อแบ่งมรดกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 จำเลย และพี่น้องคนอื่นโจทก์ที่ 1 ได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เป็นโรงเรียนเจียหมิน ซึ่งต่อมาได้โอนกิจการให้โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการจนถึงปัจจุบัน ในการเข้าออกโรงเรียนเจียหมินนั้น นักเรียน ผู้ปกครอง โจทก์ที่ 1 บริวารโจทก์ที่ 1 และประชาชนทั่วไปได้เดินหรือใช้รถยนต์ผ่านที่ดินของจำเลยด้านทิศใต้บางส่วนไปทางทิศตะวันออกจนจดที่ดินของนายบรรชิต เพื่อออกสู่ถนนเจ้าสำอางค์อันเป็นถนนสาธารณะ มีความกว้างประมาณ 6 ถึง 11 เมตร ยาวประมาณ 33 เมตร โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาจะให้เป็นทางภาระจำยอมติดต่อกันมาประมาณ 50 ปี แล้ว ตั้งแต่นางเฮียงยังมีชีวิตอยู่ จนกระทั่งเมื่อประมาณต้นเดือนกันยายน 2543 จำเลยได้สร้างประตูเหล็กกว้าง 6 เมตร ปิดกั้นทางเข้าออกด้านทิศตะวันออกและสร้างรั้วลวดหนามยาว 18 เมตร ปิดกั้นทางเข้าออกด้านทิศใต้ในที่ดินของจำเลย ทำให้โจทก์ที่ 1 พร้อมบริวาร นักเรียน ผู้ปกครอง และเพื่อนบ้านใกล้เคียง ตลอดจนประชาชนทั่วไปไม่สามารถใช้ทางดังกล่าวเข้าออกถนนเจ้าสำอางค์ได้ และหากเกิดอัคคีภัยหรือภัยพิบัติอย่างใดแก่โรงเรียนเจียหมิน รถดับเพลิงหรือรถพยาบาลจะไม่สามารถเข้าออกได้สะดวก อันจะทำให้เกิดความเดือนร้อนเสียหายแก่นักเรียนอย่างมาก จึงขอให้ศาลมีคำสั่งว่าทางเดินเข้าออกกว้างประมาณ 6 ถึง 11 เมตร ยาวประมาณ 33 เมตร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 539 ตำบลกบินทร์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ของจำเลยตามแผนที่พิพาทท้ายฟ้องหมายเลข 4 ที่ระบายด้วยสีส้มเป็นทางภาระจำยอม และมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนประตูเหล็กและรั้วลวดหนามที่เขียนด้วยหมึกสีแดงและสีม่วงในแผนที่พิพาทดังกล่าวออกโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยเพิกเฉยก็ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแทนโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ที่ 1 มิได้เป็นผู้ใช้ทางพิพาท แต่เป็นนักเรียนโรงเรียนเจียหมินซึ่งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการ ส่วนโจทก์ที่ 2 มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในสามยทรัพย์ที่จะฟ้องบังคับให้เปิดทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมได้และโจทก์ที่ 2 มิได้รับมอบอำนาจจากนายวิโรจน์ ผู้จัดการเนื่องจากนายวิโรจน์ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว นับตั้งแต่โรงเรียนเจียหมินดำเนินกิจการ นักเรียนได้ขออาศัยใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่หน้าบ้านจำเลยเดินเข้าออกสู่ทางสาธารณะตลอดมาโดยไม่มีพฤติการณ์เปลี่ยนเจตนาเป็นปรปักษ์อันก่อให้เกิดภาระจำยอมแต่อย่างใด ทั้งจำเลยได้ปิดประกาศโดยเปิดเผยแก่บุคคลทั่วไปว่าทางพิพาทเป็นถนนส่วนบุคคลมาตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปัจจุบัน ดังนั้นทางพิพาทจึงไม่ตกเป็นภาระจำยอมโดยผลแห่งกฎหมาย ปัจจุบันจำเลยยังอนุญาตให้นักเรียนอาศัยเดินผ่านทางพิพาทโดยมิได้กั้นหรือหวงห้ามตามที่โจทก์ฟ้อง นอกจากนี้ครูโรงเรียนเจียหมินยังสามารถใช้เส้นทางด้านทิศเหนือออกสู่ทางสาธารณะได้อีกทางหนึ่งด้วย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางเดินในที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 539 ตำบลกบินทร์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ความกว้าง 6 ถึง 11 เมตร ยาวประมาณ 33 เมตร เป็นทางจำเป็นสำหรับโจทก์ที่ 2 ให้จำเลยเปิดทางดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 เพื่อให้รถยนต์และบุคคลเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้สะดวกโดยไม่จำต้องรื้อถอนประตูเหล็กและรั้วลวดหนาม ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 และจำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยถึงแก่กรรมนางบุญช่วย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ทางเดินเข้าออกกว้างประมาณ 6 ถึง 11 เมตร ยาว 33 เมตร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 539 ตำบลกบินทร์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ของจำเลยตามที่ระบายด้วยหมึกสีส้มในแผนที่พิพาทท้ายฟ้องหมายเลข 4 (เอกสารหมาย จ.6) เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองส่วนในการรื้อถอนรั้วเหล็กกั้นตามภาพถ่ายประตูทางเข้าทางพิพาทหมาย ล.1 ให้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 เบญจ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 จำเลยและนายบรรชิต เป็นบุตรของนางเฮียง และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 538, 539 และ 540 ตำบลกบินทร์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ตามลำดับซึ่งเดิมที่ดินทั้งสามเป็นแปลงเดียวกันโดยเป็นกรรมสิทธิ์ของนางเฮียงตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.6 เมื่อปี 2490 นางเฮียงได้ก่อตั้งโรงเรียนเจียหมินโดยสร้างอยู่บนที่ดินด้านทิศตะวันตกมีทางเดินเข้าออกสู่ถนนเจ้าสำอางค์ไปทางทิศตะวันออกแล้วเลี้ยวไปทางทิศใต้ออกสู่ถนนเจ้าสำอางค์ โดยนางเฮียงได้แบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ที่ 1 จำเลยและนายบรรชิตครอบครองที่ดินเป็นสัดส่วน ต่อมาเมื่อนางเฮียงถึงแก่ความตายจึงมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 จำเลย และนายบรรชิตดังกล่าว โดยโรงเรียนเจียหมินอยู่บนที่ดินโฉนด เลขที่ 538 ของโจทก์ที่ 1 ส่วนทางเดินเข้าออกของโรงเรียนเจียหมินอยู่บนที่ดินของจำเลยและนายบรรชิต โจทก์ที่ 1 ดูแลกิจการโรงเรียนเจียหมินจึงถึงปี 2525 จึงโอนกิจการให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินการ แต่มิได้โอนกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด โจทก์ที่ 1 ครู นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนเจียหมินใช้ทางพิพาทที่ผ่านที่ดินโจทก์ที่ 1 จำเลยและนายบรรชิตออกสู่ถนนเจ้าสำอางค์ตลอดมาเป็นเวลา 50 ปี จำเลยได้ทำประตูและรั้วลวดหนามปิดกั้นทางเข้าออกดังกล่าว ทำให้โจทก์ที่ 1 ครู นักเรียนและผู้ปกครองไม่สามารถใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกทางพิพาทดังกล่าวได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประเด็นแรกว่าโจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้อง หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 บัญญัติให้ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่กฎหมายก่อตั้งขึ้นสำหรับเจ้าของอสังริมทรัพย์ ฉะนั้นผู้ที่จะฟ้องบังคับภาระจำยอมจำต้องเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้น โจทก์ที่ 2 เป็นเพียงผู้ดำเนินกิจการโรงเรียนเจียหมิน ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 538 ของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้เปิดทาง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์ที่ 1 และบริวารใช้ทางพิพาทโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระจำยอมติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี หรือไม่ โจทก์ที่ 1 นำสืบว่าหลังจากนางเฮียงมารดาของโจทก์ที่ 1 ก่อตั้งโรงเรียนเจียหมินบนที่ดินของโจทก์ที่ 1 แล้วได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกโรงเรียนสู่ถนนเจ้าสำอางค์มาตลอด และนายชาญชัย พยานโจทก์ที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า จำเลยยินยอมให้โรงเรียนใช้ทางพิพาทตลอดมา นอกจากนี้นางวิจิตร ผู้จัดการมรดกของนางเฮียงและพี่สาวของโจทก์ที่ 1 จำเลยและนายบรรชิตเบิกความว่าบิดามารดาสั่งให้พี่น้องทุกคนใช้ทางพิพาทร่วมกัน รวมทั้งครูและนักเรียนด้วย บรรดาทายาทของนางเฮียงจึงทำหนังสือยินยอมให้ใช้ทางพิพาท จึงเป็นการใช้ทางพิพาทโดยอาศัยสิทธิของมารดาโจทก์ที่ 1 และสิทธิของจำเลย ทั้งโจทก์ที่ 1 มิได้นำสืบให้ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ได้เปลี่ยนเจตนาการใช้ทางพิพาทโดยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระจำยอมในทางพิพาทแต่อย่างใด แม้โจทก์ที่ 1 จะใช้ทางพิพาทเป็นเวลาติดต่อกันกว่า 50 ปี ก็หาได้สิทธิภาระจำยอมในทางพิพาทไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น กรณีจึงไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบรรจง ตังกบดี กับพวก
จำเลย — นายบรรยงค์ ตังกบดี ฯ
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 307/2552
#501553
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1387 บัญญัติให้ภาระจำยอมเป็นทรัพย์สิทธิที่กฎหมายก่อตั้งขึ้นสำหรับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ฉะนั้นผู้ที่จะฟ้องบังคับภาระจำยอมจำต้องเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้น โจทก์ที่ 2 เป็นเพียงผู้ดำเนินกิจการโรงเรียน จ. ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้เปิดทาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าทางเดินเข้าออกกว้างประมาณ 6 ถึง 11 เมตรยาวประมาณ 33 เมตร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 539 ตำบลกบินทร์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ของจำเลยตามแผนที่พิพาทที่ระบายด้วยสีส้มเป็นทางภาระจำยอมและมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนประตูเหล็กและรั้วลวดหนามที่เขียนด้วยหมึกสีแดงและสีม่วงในแผนที่พิพาทดังกล่าวออก โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายหากจำเลยเพิกเฉยก็ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแทนโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางเดินในที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 539 ตำบลกบินทร์ อำเภอกบินทร์ จังหวัดปราจีนบุรี ความกว้าง 6 ถึง 11 เมตร ยาวประมาณ 33 เมตร เป็นทางจำเป็นสำหรับโจทก์ที่ 2 ให้จำเลยเปิดทางดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 เพื่อให้รถยนต์และบุคคลเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้สะดวกโดยไม่จำต้องรื้อถอนประตูเหล็กและรั้วลวดหนาม ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 และจำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยถึงแก่กรรม นางบุญช่วย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ทางเดินเข้าออกกว้างประมาณ 6 ถึง 11 เมตร ยาว 33 เมตร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 539 ตำบลกบินทร์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ของจำเลยตามที่ระบายด้วยหมึกสีส้มในแผนที่พิพาท เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ส่วนในการรื้อถอนรั้วเหล็กกั้นตามภาพถ่ายประตูทางเข้าทางพิพาท ให้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 เบญจ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 จำเลยและนายบรรชิต เป็นบุตรของนางเฮียง และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 538, 539 และ 540 ตำบลกบินทร์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีตามลำดับ ซึ่งเดิมที่ดินทั้งสามเป็นแปลงเดียวกันโดยเป็นกรรมสิทธิ์ของนางเฮียงตามแผนที่พิพาท เมื่อปี 2490 นางเฮียงได้ก่อตั้งโรงเรียนเจียหมินโดยสร้างอยู่บนที่ดินด้านทิศตะวันตกมีทางเดินเข้าออกสู่ถนนเจ้าสำอางค์ไปทางทิศตะวันออกแล้วเลี้ยวไปทางทิศใต้ออกสู่ถนนเจ้าสำอางค์ โดยนางเฮียงได้แบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ที่ 1 จำเลย และนายบรรชิตครอบครองที่ดินเป็นสัดส่วน ต่อมาเมื่อนางเฮียงถึงแก่ความตายจึงมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 จำเลยและนายบรรชิตดังกล่าว โดยโรงเรียนเจียหมินอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 538 ของโจทก์ที่ 1 ส่วนทางเดินเข้าออกของโรงเรียนเจียหมินอยู่บนที่ดินของจำเลยและนายบรรชิตโจทก์ที่ 1 ดูแลกิจการโรงเรียนเจียหมินจนถึงปี 2525 จึงโอนกิจการให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินการ แต่มิได้โอนกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด โจทก์ที่ 1 ครู นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนเจียหมินใช้ทางพิพาทที่ผ่านที่ดินโจทก์ที่ 1 จำเลยและนายบรรชิตออกสู่ถนนเจ้าสำอางตลอดมาเป็นเวลา 50 ปี จำเลยได้ทำประตูและรั้วลวดหนามปิดกั้นทางเข้าออกดังกล่าว ทำให้โจทก์ที่ 1 ครู นักเรียนและผู้ปกครองไม่สามารถใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกทางพิพาทดังกล่าวได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประเด็นแรกว่า โจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 บัญญัติให้ภาระจำยอมเป็นทรัพย์สิทธิที่กฎหมายก่อตั้งขึ้นสำหรับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ฉะนั้นผู้ที่จะฟ้องบังคับภาระจำยอมจำต้องเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้น โจทก์ที่ 2 เป็นเพียงผู้ดำเนินกิจการโรงเรียนเจียหมิน ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 538 ของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดินย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้เปิดทาง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์ที่ 1 และบริวารใช้ทางพิพาทโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระจำเลยติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี หรือไม่ โจทก์ที่ 1 นำสืบว่า หลังจากนางเฮียงมารดาของโจทก์ที่ 1 ก่อตั้งโรงเรียนเจียหมินบนที่ดินของโจทก์ที่ 1 แล้วได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกโรงเรียนสู่ถนนเจ้าสำอางมาตลอด และนายชาญชัย พยานโจทก์ที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า จำเลยยินยอมให้โรงเรียนใช้ทางพิพาทตลอดมา นอกจากนี้นางวิจิตร ผู้จัดการมรดกของนางเฮียงและพี่สาวของโจทก์ที่ 1 จำเลยและนายบรรชิตเบิกความว่า บิดามารดาสั่งให้พี่น้องทุกคนใช้ทางพิพาทร่วมกัน รวมทั้งครูและนักเรียนด้วย บรรดาทายาทของนายเฮียงจึงทำหนังสือยินยอมให้ใช้ทางพิพาทจึงเป็นการใช้ทางพิพาทโดยอาศัยสิทธิของมารดาโจทก์ที่ 1 และสิทธิของจำเลยทั้งโจทก์ที่ 1 มิได้นำสืบให้ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ได้เปลี่ยนเจตนาการใช้ทางพิพาทโดยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระจำยอมในทางพิพาทแต่อย่างใดแม้โจทก์ที่ 1 จะใช้ทางพิพาทเป็นเวลาติดต่อกันกว่า 50 ปี ก็หาได้สิทธิภาระจำยอมในทางพิพาทไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น กรณีจึงไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบรรจง ตังกบดี กับพวก
นายบรรยงค์ ตังกบดี โดยนางบุญช่วย ตังกบดี
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 296 -ที่ 297/2552
#503110
เปิดฉบับเต็ม

ว. กรรมการผู้มีอำนาจอีกคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 เคยมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 ระงับการชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันไว้ก่อนโดยระบุว่าคดีได้ขึ้นสู่ศาลแล้วซึ่งเป็นหนังสือลงวันที่ 2 เมษายน 2546 ดังนั้น ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ว่าเพิ่งทราบเรื่องที่ถูกโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2546 จึงรับฟังไม่ได้ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ทราบดีอยู่แล้วว่าถูกโจทก์ฟ้อง อย่างช้าที่สุดก็ในวันที่ 2 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่ ว. ทำหนังสือไปถึงจำเลยที่ 2 และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยังมีเวลาอีกหลายวันพอแก่การจัดทำคำให้การเพื่อยื่นต่อศาลได้ เนื่องจากวันที่ 12 เมษายน 2546 ซึ่งครบกำหนดยื่นคำให้การเป็นวันเสาร์ ต่อจากนั้นเป็นวันหยุดตรุษสงกรานต์ซึ่งศาลหยุดทำการ แต่จำเลยที่ 1 ก็หาได้จัดทำคำให้การมายื่นต่อศาลในวันแรกที่ศาลเปิดทำการไม่ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2546 ซึ่งล่วงพ้นกำหนดยื่นคำให้การไปแล้วหลายวัน จำเลยที่ 1 จึงได้ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างเหตุซึ่งไม่เป็นความจริง พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ 1 มิได้สนใจเกี่ยวกับการที่ถูกโจทก์ฟ้องและไม่เอาใจใส่ที่จะดำเนินการต่อสู้คดี ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การโดยไม่จงใจหรือมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การได้

สัญญาค้ำประกันข้อ 2 ระบุว่า จำเลยที่ 2 รับรองว่าขณะใดที่ได้รับหนังสือแจ้งความจากโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาและไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ จำเลยที่ 2 ยอมชำระเงินแทนภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความดังกล่าวแต่โจทก์จะต้องแจ้งเหตุแห่งการปฏิบัติผิดสัญญาให้จำเลยที่ 2 ทราบภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่เหตุการณ์นั้น ๆ ได้เกิดขึ้น ข้อความดังกล่าวเป็นการค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยไม่มีเงื่อนไข แม้ข้อความตอนท้ายระบุให้โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบภายในกำหนด 15 วัน ก็เป็นเพียงกำหนดเวลาที่จะต้องแจ้งให้ผู้ค้ำประกันรู้ตัวว่าจะต้องรับผิดเท่านั้น หาใช่เงื่อนไขจำกัดความรับผิดของผู้ค้ำประกันแต่อย่างใดไม่เพราะข้อความในสัญญาข้อ 2 ดังกล่าวมิได้ระบุไว้เช่นนั้นโดยชัดแจ้ง การที่โจทก์มิได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงการปฏิบัติผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญา จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 2,981,827.15 บาท โดยจำเลยที่ 2 รับผิดในวงเงินไม่เกิน 670,890 บาท และให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,981,827.15 บาท โดยจำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยของค่าเสียหายในวงเงินไม่เกิน 670,890 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ก่อนครบกำหนดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ อ้างว่าเพิ่งทราบว่าถูกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง และจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญา และได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ระงับการจ่ายเงินแก่โจทก์ตามหนังสือค้ำประกัน กรณียังไม่ทราบแน่ชัดว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจชำระเงินให้แก่โจทก์ได้ โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน เนื่องจากโจทก์มิได้แจ้งความชำรุดบกพร่องภายใน 15 วัน ตามข้อตกลงในหนังสือค้ำประกัน และไม่ปรากฏว่าโจทก์ทราบความชำรุดบกพร่องเมื่อใด โจทก์คำนวณค่าเสียหายจากเนื้องานได้อย่างไรฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนเริ่มสืบพยาน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ อ้างว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องค่าคำร้องให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 2,350,426.64 บาท ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 2 รับผิดไม่เกิน 670,890 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,350,426.64 บาท จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 670,890 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มีนาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การ โดยให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การแก้คดีเข้ามาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ใหม่ และพิพากษาใหม่ตามรูปคดีสำหรับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ยกอุทธรณ์โจทก์และจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์และจำเลยที่ 2 ค่าทนายความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่ และมีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การหรือไม่ ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยมีผู้ลงชื่อรับไว้แทนเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546 ต่อมาในวันที่ 11 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันก่อนครบกำหนดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การออกไปอีก 30 วัน อ้างว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างซึ่งเป็นผู้ลงชื่อรับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้แทนเพิ่งส่งมอบหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตามลำดับสายงานถึงจำเลยที่ 1 เมื่อใกล้ครบกำหนดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 ไม่อาจจัดทำคำให้การยื่นต่อศาลได้ทัน เพราะมีข้อเท็จจริงและพยานที่จะต้องตรวจสอบจำนวนมาก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันกับที่ยื่นคำร้องว่า เหตุตามคำร้องมิใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การได้จึงให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 24 เมษายน 2546 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างเหตุเช่นเดียวกันกับที่ขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ และอ้างว่าเพิ่งทราบเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2546 ว่าถูกโจทก์ฟ้อง เห็นว่า ในชั้นไต่สวนคำร้องนายชาญชัย กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 เบิกความรับข้อเท็จจริงตามเอกสารหมาย ค.2 ซึ่งทนายโจทก์นำมาถามค้านว่า นางวณีกรรมการผู้มีอำนาจอีกคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 เคยมีหนังสือตามเอกสารดังกล่าวแจ้งให้จำเลยที่ 2 ระงับการชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันไว้ก่อนโดยระบุว่าคดีได้ขึ้นสู่ศาลแล้วซึ่งปรากฏตามเอกสารดังกล่าวว่าเป็นหนังสือลงวันที่ 2 เมษายน 2546 ดังนั้นข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ว่าเพิ่งทราบเรื่องที่ถูกโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2546 จึงรับฟังไม่ได้ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ทราบดีอยู่แล้วว่าถูกโจทก์ฟ้อง อย่างช้าที่สุดก็ในวันที่ 2 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่นางวณีทำหนังสือไปถึงจำเลยที่ 2 และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยังมีเวลาอีกหลายวันพอแก่การจัดทำคำให้การเพื่อยื่นต่อศาลได้ เนื่องจากวันที่ 12 เมษายน 2546 ซึ่งครบกำหนดยื่นคำให้การเป็นวันเสาร์ ต่อจากนั้นเป็นวันหยุดตรุษสงกรานต์ซึ่งศาลหยุดทำการ แต่จำเลยที่ 1 ก็หาได้จัดทำคำให้การมายื่นต่อศาลในวันแรกที่ศาลเปิดทำการไม่ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2546 ซึ่งล่วงพ้นกำหนดยื่นคำให้การไปแล้วหลายวัน จำเลยที่ 1 จึงได้ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างเหตุซึ่งไม่เป็นความจริง พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้สนใจเกี่ยวกับการที่ถูกโจทก์ฟ้องและไม่เอาใจใส่ที่จะดำเนินการต่อสู้คดีถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การโดยไม่จงใจหรือมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และโจทก์ ซึ่งอุทธรณ์บอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์ทำสัญญาจ้างเหมาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดคำพลกิจก่อสร้างทำการก่อสร้างอาคารดังกล่าวต่อไปจนเสร็จ และชำระค่าจ้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดคำพลกิจก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้วตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารและบัญชีค่างานแนบท้ายสัญญาเอกสารหมาย จ.15 หนังสือขอเบิกเงินค่าจ้างและใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.17 ในปัญหาที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบ เพราะมิได้วินิจฉัยให้เห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายและที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า โจทก์นำสืบลอยๆ จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญานั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า เหตุที่โจทก์ไม่รับมอบงานฐานราก 37 ฐาน และตอม่อ 37 ต้น เนื่องจากคอนกรีตที่ทำฐานรากและตอม่อดังกล่าวมีความต้านทานแรงอันต่ำกว่าที่กำหนดในรายการประกอบแบบ โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 แก้ไขงานดังกล่าว จำเลยที่ 1 กลับขนย้ายคนงานและเครื่องมือออกจากสถานที่ก่อสร้างอันเป็นการละทิ้งงานโจทก์จึงบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 โดยในทางนำสืบนอกจากโจทก์มีนายนิวรณ์กรรมการผู้จัดการของโจทก์ และนายสมบูรณ์วิศวกรผู้ควบคุมงานเบิกความเป็นพยานแล้ว โจทก์ยังมีนายวรพจน์วิศวกรกองวิเคราะห์และวิจัย สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร ผู้ทดสอบความต้านทานแรงอัดของคอนกรีตเป็นพยานเบิกความยืนยันตามรายงานผลการทดสอบเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 3 และ จ.10 แผ่นที่ 3 ด้วย ซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น แม้จำเลยที่ 2 ได้อ้างนายชาญชัยกรรมการของจำเลยที่ 1 มานำสืบเป็นพยาน แต่นายชาญชัยก็เบิกความเป็นทำนองว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญาต่อกันแล้วซึ่งเป็นเรื่องนอกประเด็นเท่านั้น ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ประพฤติผิดสัญญา เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและจ้างผู้รับจ้างรายใหม่เข้าทำงานให้ลุล่วงไปตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 5 เพราะเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ไม่แก้ไขงานและทิ้งงานซึ่งเป็นที่เห็นได้ว่างานจะแล้วเสร็จล่าช้าเกินกว่ากำหนดเวลา การที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบและวินิจฉัยชี้ขาดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงเท่ากับได้วินิจฉัยแล้วว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ที่จำเลยที่ 1 อ้างต่อไปว่า สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารเอกสารหมาย จ.5 คงมีแต่นายนิวรณ์ลงลายมือชื่อโดยมิได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ จึงผูกพันนายนิวรณ์เป็นส่วนตัว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า สัญญาดังกล่าวมีข้อความระบุชัดแจ้งว่าโจทก์โดยนายนิวรณ์เป็นผู้ทำสัญญาฝ่ายผู้ว่าจ้าง แสดงว่านายนิวรณ์ทำสัญญาในนามของโจทก์ แม้จะมิได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ตามข้อบังคับแต่เมื่อโจทก์ยอมรับงานบางส่วนที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของนายนิวรณ์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ สำหรับปัญหาที่ว่า โจทก์มิได้ส่งสำเนาหนังสือขอเบิกเงินค่าจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัดคำพลกิจก่อสร้างและใบเสร็จรับเงินตามเอกสารหมาย จ.17 บางฉบับให้จำเลยที่ 1 ก่อนวันสืบพยาน ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้คัดค้านไว้แล้ว จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่นั้น เห็นว่า พยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี แม้โจทก์มิได้ส่งสำเนาให้จำเลยที่ 1 ก่อนวันสืบพยาน แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลก็มีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) การที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานเอกสารดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมาย ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันแล้วนั้น เห็นว่า สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 ระบุว่า จำเลยที่ 2 รับรองว่าขณะใดที่ได้รับหนังสือแจ้งความจากโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาและไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ยอมชำระเงินแทนภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความดังกล่าว แต่โจทก์จะต้องแจ้งเหตุแห่งการปฏิบัติผิดสัญญาให้จำเลยที่ 2 ทราบภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่เหตุการณ์นั้น ๆ ได้เกิดขึ้น ข้อความดังกล่าวเป็นการค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยไม่มีเงื่อนไข แม้ข้อความตอนท้ายระบุให้โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบภายในกำหนด 15 วัน ก็เป็นเพียงกำหนดเวลาที่จะต้องแจ้งให้ผู้ค้ำประกันรู้ตัวว่าจะต้องรับผิดเท่านั้น หาใช่เงื่อนไขจำกัดความรับผิดของผู้ค้ำประกันแต่อย่างใดไม่ เพราะข้อความในสัญญาข้อ 2 ดังกล่าวมิได้ระบุไว้เช่นนั้นโดยชัดแจ้งการที่โจทก์มิได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงการปฏิบัติผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญา จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิด

สำหรับปัญหาตามข้ออ้างของโจทก์เกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิรับเงินค่าจ้างในส่วนที่โจทก์รับมอบงานแล้วเป็นเงิน 476,390.75 บาท และได้ความตามหนังสือขอเบิกเงินค่าจ้างและใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.17 ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดคำพลกิจก่อสร้างซึ่งเข้ารับจ้างทำงานก่อสร้างอาคารต่อจากจำเลยที่ 1 จนเสร็จได้ขอเบิกเงินค่าจ้างจากโจทก์ 5 ครั้ง รวมเป็นเงิน 15,207,914.65 บาท แต่ตามใบเสร็จรับเงินมียอดเงินรวมทั้งหมดเกินกว่าจำนวนที่ขอเบิกดังกล่าวไปเป็นเงิน 631,400.51 บาท เงินจำนวนที่เกินอยู่นี้นายนิวรณ์กรรมการผู้จัดการของโจทก์เบิกความว่า เป็นเงินค่าจ้างที่โจทก์ให้ห้างหุ้นส่าวนจำกัดคำพลกิจก่อสร้างทำงานเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาซึ่งเห็นได้ว่าโจทก์มิได้เรียกร้องเงินในส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักออกจากจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์จึงไม่ชอบ เมื่อโจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างก่อสร้างอาคารที่จำเลยที่ 1 ยังทำไม่เสร็จเพิ่มขึ้นอีก 3,458,217.90 บาท แต่จำเลยที่ 1 มีสิทธิรับเงินค่างานจากโจทก์ 476,390.75 บาท หักกันแล้วจำเลยที่ 1 จึงต้องใช้เงิน 2,981,827.15 บาท เป็นค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 15

อนึ่ง ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 มิได้กำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดร่วมกันกับจำเลยที่ 1 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,981,827.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนในวงเงิน 670,890 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ร่วมใช้แทนในทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 แพ้คดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 686 ม. 698
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 177 ม. 197 ม. 199
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ที.เอส.ที. พลาสแพค จำกัด
จำเลย — บริษัทชาญนครวิศวกรรม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 295/2552
#501651
เปิดฉบับเต็ม

เรื่องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 46 ในคดีอาญาพนักงานอัยการบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันสร้างบ้านพักอาศัยเป็นบ้านชั้นเดียว ตัวบ้านทิศตะวันตกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ด้านหลังบ้านมีสุขา และเล้าไก่ อยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาบุกรุก ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า บ้าน สุขา และเล้าไก่ของจำเลยทั้งสองปลูกสร้างบนที่ดินของโจทก์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้พิพากษาคดีส่วนแพ่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทที่ทำไว้ในคดีอาญา ในการปฎิบัติตามคำพิพากษาศาลุอทธรณ์ภาค 5 ที่จำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจึงต้องถือตามแนวที่ปรากฏในแผนที่พิพาทดังกล่าว เพราะหากถือตามแนวที่เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดบ้านของจำเลยทั้งสองก็จะอยู่นอกแนวและไม่ถูกบังคับคดีซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในคดีอาญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟัองขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 20 ตารางวาและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ คดีส่วนอาญา โจทก์ในคดีนี้เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 15 ตารางวา และฐานทำให้เสีทรัพย์โดยตัดฟันต้นลำไยและทำลายรั้วคอนกรีตของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพความผิดฐานบุกรุก ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองและคดีถึงที่สุด ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที 1897/2546 ส่วนคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทที่โจทก์และจำเลยทั้งสองร่วมกันนำรังวัดทำแผนที่วิวาทไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1897/2546 ของศาลชั้นต้นและคดีถึงที่สุดแล้ว ศาลออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีโดยแจ้งว่าจำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนบ้านของจำเลยทั้งสองออกไปด้วย ซึ่งบ้านดังกล่าวอยู่นอกเขตที่ดินพิพาท ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อธิบายคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากเขตที่ดินโจทก์นำชี้ คือ สเส้นสีชมพู หรือเขตที่ดินตามที่เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดได้ คือ เส้นสีน้ำเงิน

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 1897/2546 ซึ่งในคดีอาญาดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพว่าได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ร่วมตามแผนที่พิพาทที่เจ้าพนักงานที่ดินทำขึ้น ลงวันที่ 24 มากราคม 2545 ส่วนคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทที่โจทก์และจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำรังวัด ทำแผนที่พิพาทไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1897/2546 ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปโดยถือเอาตามแผนที่พิพาทดังกล่าว ซึ่งต้องถือเอาตามเขตที่ดินเส้นสีชมพู

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อธิบายคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทในเขตเส้นสีชมพูตามแผนที่พิพาทถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้ หากถือแนวเส้นสีชมพูในแผนที่พิพาทจำเลยทั้งสองจะต้องถูกบังคับคดีให้รื้อถอนบ้านออกไปด้วย แต่หากถือแนวเส้นสีน้ำเงินจำเลยทั้งสองก็ไม่ถูกบังคับคดีให้ต้องรื้อถอนบ้านออกไป เห็นว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ในคดีอาญาพนักงานอัยการบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันสร้างบ้านพักอาศัยเป็นบ้านชั้นเดียวกว้างประมาณ 6 เมตร ยาวประมาณ 12.69 เมตร ตัวบ้านด้านทิศตะวันตกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ด้านหลังบ้านมีสุขากว้างประมาณ 3.69 เมตร ยาวประมาณ 3.69 เมตร และเล้าไก่กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 2 เมตร อยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาบุกรุก ข้อเท็จริงจึงต้องฟังว่า บ้าน สุขา และเล้าไก่ของจำเลยทั้งสองปลูกสร้างบนที่ดินของโจทก์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้พิพากษาคดีส่วนแพ่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทที่ทำไว้ในคดีอาญา ในการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่จำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจึงต้องถือตามแนวเส้นสีชมพูในแผนที่พิพาท เพราะหากถือตามแนวเส้นสีน้ำเงินบ้านของจำเลยทั้งสองก็จะอยู่นอกแนวและไม่ถูกบังคับคดีซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในคดีอาญา และคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 คำอธิบายคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจิตรา อมรรัตนกุล
จำเลย — นายสมชาย บุญตา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 292/2552
#451854
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2941 โดยทางราชการออกเอกสารสิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย และแม้จะฟังว่าทับที่ดินมีโฉนดของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ก็ครอบครองโดยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจนได้กรรมสิทธิ์ ดังนี้ คำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงต้องถือว่ามีข้อเถียงขัดแย้งกันเอง เนื่องเพราะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 บัญญัติว่า "บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น..." ซึ่งคำว่าผู้อื่นตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเป็นใครผู้ใดก็ได้ แต่ต้องมิใช่ผู้ครอบครองปรปักษ์เอง ดังนั้น เมื่อฝ่ายจำเลยทั้งสองอ้างในคำให้การว่าที่พิพาทเป็นของตนเอง จึงไม่อาจมีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ดังที่จำเลยทั้งสองเถียงในฎีกา

แม้ได้ความว่าโจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นเกี่ยวกับที่พิพาทในคดีนี้และมีประเด็นแห่งคดีเป็นอย่างเดียวกับคดีนี้ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้แล้วก็ตาม แต่ในการถอนฟ้องนั้นได้ความว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยอ้างเพียงว่าได้ขายที่ดินให้แก่บุคคลอื่นแล้ว และแถลงว่าอยู่ระหว่างจดทะเบียนโอนสิทธิโดยโจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจไว้ หากโอนไปแล้วโจทก์จึงหมดสิทธิที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 อีก โดยโจทก์มิได้ร้องหรือแถลงไว้ในคดีดังกล่าวว่าจะไม่ฟ้องจำเลยที่ 1 อีก อันจะถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่โจทก์ได้กระทำต่อศาลหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งถือว่าโจทก์ยอมสละสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 เกี่ยวกับการยื่นฟ้องใหม่อันเป็นการผูกมัดโจทก์ แม้ในคดีนี้โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่า "ในการถอนฟ้องคดีดังกล่าว โจทก์อ้างว่าได้ขายที่ดินไปแล้ว จะไม่นำคดีมาฟ้องอีก ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง" คำเบิกความของโจทก์ในคดีนี้ก็ไม่ใช่กระบวนพิจารณาในคดีดังกล่าว ส่วนที่ศาลในคดีดังกล่าวมีคำสั่งในการถอนฟ้องของโจทก์ว่า "ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนฟ้องเพื่อทำฟ้องที่สมบูรณ์มายื่นต่อศาลใหม่อีก ทั้งโจทก์ขอถอนฟ้องโดยอ้างเหตุว่าได้ขายที่ดินให้ผู้อื่น จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนฟ้องโดยหวนกลับมาฟ้องจำเลยใหม่อีก" ก็เป็นเรื่องดุลพินิจของศาลชั้นต้นเอง เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในคดีนี้ว่า ถ. ผู้ซื้อที่ดินของโจทก์ชำระราคาแก่โจทก์ไม่ครบถ้วน จึงยังมิได้มีการจดทะเบียนซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์แก่กันให้บริบูรณ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารโดยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 12526 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย โดยห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 143,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับชดใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์เสร็จ และขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2491 (ที่ถูก 2941) ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน 76 ตารางวา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 มารดายื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2941 เลขที่ดิน 57 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินมีโฉนดเลขที่ 12526 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นเนื้อที่ 23 ไร่ 3 งาน 15 ตารางวา ตามแนวเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาท แจ้งผลของคำพิพากษาอันถึงที่สุดต่อเจ้าพนักงานที่ดินแห่งท้องที่ซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 62 ให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายประยงค์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2941 โดยทางราชการออกเอกสารสิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย และแม้จะฟังว่าทับที่ดินมีโฉนดของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ก็ครอบครองโดยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจนได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว ดังนี้ คำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงต้องถือว่ามีข้อเถียงขัดแย้งกันเอง เนื่องเพราะตามมาตรา 1382 นั้น บัญญัติว่า "บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น...ฯลฯ..." ซึ่งคำว่าผู้อื่นตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเป็นใครผู้ใดก็ได้ แต่ต้องมิใช่ผู้ครอบครองปรปักษ์เอง การครอบครองปรปักษ์จะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ดังนั้นเมื่อฝ่ายจำเลยทั้งสองอ้างในคำให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน คือตามเอกสารที่ฝ่ายจำเลยทั้งสองนำสืบแสดงต่อศาลแต่ต้น จึงไม่อาจมีประเด็นเรื่องการครองครองปรปักษ์ดังที่จำเลยทั้งสองเถียงในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ทับโฉนดที่ดินของโจทก์ ต้องเพิกถอน โดยไม่วินิจฉัยเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามที่ฝ่ายจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ จึงถูกต้องชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกามาด้วยว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนี้และถอนฟ้อง ทำให้สิทธินำคดีมาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้ว ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัย ขอให้ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ปัญหาว่าอำนาจฟ้องของโจทก์ระงับไปด้วยการถอนฟ้องหรือไม่ เป็นปัญหาสำคัญทั้งเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงย่อมอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาได้ ไม่ต้องห้ามแม้ว่าจำเลยทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นอ้างในคำให้การ อย่างไรก็ดีแม้โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 441/2534 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทในคดีนี้ โดยมีประเด็นแห่งคดีเป็นอย่างเดียวกับคดีนี้ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้แล้วก็ตาม แต่ในการถอนฟ้องนั้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยเพียงอ้างว่าได้ขายที่ดินให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว และแถลงว่าอยู่ระหว่างจดทะเบียนโอนสิทธิ โดยโจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจไว้หากโอนไปแล้วโจทก์จึงหมดสิทธิที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 อีก กล่าวโดยเฉพาะโจทก์มิได้ร้องหรือแถลงไว้ในคดีดังกล่าวว่าจะไม่ฟ้องจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนี้อีก อันจะถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่โจทก์ในคดีนั้นได้กระทำต่อศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งพึงถือว่าโจทก์ได้ยอมสละสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 เกี่ยวกับการจะยื่นฟ้องใหม่ อันเป็นการผูกมัดตัวโจทก์ และแม้โจทก์เองจะมาเบิกความในคดีนี้โดยตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่า "ในการถอนฟ้องคดีดังกล่าว โจทก์อ้างว่าได้ขายที่ดินไปแล้ว จะไม่นำคดีมาฟ้องอีก ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องไป" คำเบิกความของโจทก์ในคดีนี้ก็หาใช่กระบวนพิจารณาในคดีดังกล่าว ส่วนที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำสั่งในการถอนฟ้องของโจทก์ว่า "ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนฟ้องเพื่อทำฟ้องที่สมบูรณ์มายื่นต่อศาลใหม่อีก ทั้งโจทก์ขอถอนฟ้องโดยอ้างเหตุว่าได้ขายที่ดินให้ผู้อื่น จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนฟ้องโดยหวนกลับมาฟ้องจำเลยใหม่อีก" ก็เป็นเรื่องดุลพินิจของศาลชั้นต้นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในคดีนี้ว่า นายถาวร ผู้ซื้อที่ดินของโจทก์ชำระราคาแก่โจทก์ไม่ครบถ้วน จึงยังมิได้มีการจดทะเบียนซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์แก่กันให้บริบูรณ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดี ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 176 ม. 177 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจำนงค์ ภู่จีน
นางติ๊ด สุขเจริญ โดยนายประยงค์ สุขเจริญ
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายก่อศักดิ์ เจนสมุทรสินธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพิศล พิรุณ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 292/2552
#501549
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1382 บัญญัติว่า "บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น...ฯลฯ..." คำว่าผู้อื่นตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเป็นใครผู้ใดก็ได้ แต่ต้องมิใช่ผู้ครอบครองปรปักษ์เอง ดังนั้น การครอบครองปรปักษ์จะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างในคำให้การว่าที่พิพาทเป็นของตนเอง จึงไม่อาจมีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์

ปัญหาว่าอำนาจฟ้องของโจทก์ระงับไปด้วยการถอนฟ้องในคดีก่อนหรือไม่เป็นปัญหาสำคัญทั้งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงย่อมอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาได้ไม่ต้องห้ามแม้ว่าจำเลยทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นอ้างในคำให้การ โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลตามคดีแพ่งของศาลชั้นต้นซึ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทในคดีนี้ โดยมีประเด็นแห่งคดีเป็นอย่างเดียวกับคดีนี้ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้วก็ตาม แต่ในการถอนฟ้องนั้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยอ้างเพียงว่าได้ขายที่ดินให้แก่บุคคลอื่นแล้ว และแถลงว่าอยู่ระหว่างจดทะเบียนโอนสิทธิโดยโจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจไว้หากโอนไปแล้วโจทก์จึงหมดสิทธิที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 อีก โจทก์มิได้ร้องหรือแถลงไว้ในคดีดังกล่าวว่าจะไม่ฟ้องจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนี้อีก อันจะถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่โจทก์ได้กระทำต่อศาลหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งพึงถือว่าโจทก์ได้ยอมสละสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 เกี่ยวกับการยื่นฟ้องใหม่ อันเป็นการผูกมัดตัวโจทก์ และแม้โจทก์เองจะเบิกความในคดีนี้โดยตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่า "ในการถอนฟ้องคดีดังกล่าว โจทก์อ้างว่าได้ขายที่ดินไปแล้ว จะไม่นำคดีมาฟ้องอีก ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง" คำเบิกความของโจทก์ในคดีนี้ก็ไม่ใช่กระบวนพิจารณาในคดีดังกล่าว ส่วนที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำสั่งในการถอนฟ้องของโจทก์ว่า "ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนฟ้องเพื่อทำฟ้องที่สมบูรณ์มายื่นต่อศาลใหม่อีก ทั้งโจทก์ขอถอนฟ้องโดยอ้างเหตุว่าได้ขายที่ดินให้ผู้อื่น จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนฟ้องแล้วหวนกลับมาฟ้องจำเลยใหม่อีก" ก็เป็นเรื่องดุลพินิจของศาลชั้นต้นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ซื้อทีดินที่โจทก์อ้างในดคีก่อน ชำระราคาแก่โจทก์ไม่ครบถ้วน จึงยังมิได้มีการจดทะเบียนซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์แก่กันให้บริบูรณ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 12526 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 42 ไร่ 3 งาน 23 ตารางวา หลังจากซื้อมาแล้วโจทก์ได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขต ปรากฎว่าที่ดินโจทก์ด้านทิศตะวันตกมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2941 เลขที่ดิน 57 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ของจำเลยที่ 1 ทับอยู่เป็นเนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน 76 ตารางวา จำเลยที่ 2 เป็นบุตรจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าวและไม่ยอมให้โจทก์เข้าไปทำการรังวัดสอบเขตที่ดิน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2491 (ที่ถูก 2941) ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน 76 ตารางวา

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2941 โดยทางราชการออกเอกสารสิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้ทับที่ดินมีโฉนดของโจทก์ แม้จะฟังว่าที่ดินของจำเลยที่ 1 อยู่ในโฉนดที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ได้ครอบครองมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจึงได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 มารดายื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2941 เลขที่ดิน 57 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินมีโฉนดเลขที่ 12526 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นเนื้อที่ 23 ไร่ 3 งาน 15 ตารางวา ตามแนวเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาท เอกสารหมาย ล.1 แจ้งผลของคำพิพากษาอันถึงที่สุดต่อเจ้าพนักงานที่ดินแห่งท้องที่ ซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 62 ให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายประยงค์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างไม่ไต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เจ้าพนักงานทีดิ่นจังวหัดชบยุรีได้ดำเนินการรังวัดสอบสวนและออกโฉนดที่ดินเลขที่ 12526 ตำบลบึง อำเภอสรีราชา จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 42 ไร่ 3 งาน 23 ตารางวา ให้แก่นายโน้ม เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2514 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน และสารบบการออกโฉนดที่ดิน เอกสารหมาย จ.1 และ จ.6 หลังจากนั้นมีการจดทะเบียนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินโฉนดดังกล่าวเปลี่ยนมือถือกรรมสิทธิ์กันระหว่างผู้มีชื่อต่อเนื่องกันมา จนในที่สุดปี 2525 นายสมเกียรติ ได้จดทะเบียนซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ได้ซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทีดินมือเปล่ามีเพียงเอกสาร ภ.บ.ท.6 เนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ จาก

นายป้อม แล้วเข้าครอบครองทำประโยชน์ทั้งเสียภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมา จนกระทั่งปี 2519 จำเลยที่ 1 จึงเพิ่มไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย ล.5 แล้วปลูกบ้านอีก 1 หลัง ในแปลงที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรอยู่อาศัยด้วย แต่ที่ดินทั้งแปลงที่จำเลยทั้งสองครอบครองตามเอกสารหมาย ล.5 ดังกล่าว รุกล้ำทับกับที่ดินบางส่วนของโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ของโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในทีดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 2941 โดยทางราชการออกเอกสารสิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย และแม้จะฟังว่าทับที่ดินมีโฉนดของโจทก์แต่จำเลยที่ 1 ก็ครอบครองโดยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจนได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว ดังนี้ คำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงต้องถือว่ามีข้อเถียงขัดแย้งกันเอง เนื่องเพราะ ตามมาตรา 1382 นั้น บัญญัติว่า "บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น...ฯลฯ..." ซึ่งคำว่าผู้อื่นตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเป็นใครผู้ใดก็ได้ แต่ต้องมิใช่ผู้ครองครองปรปักษ์เอง การครอบครองปรปักษ์จะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ดังนั้น เมื่อฝ่ายจำเลยทั้งสองอ้างในคำให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน คือตามเอกสารหมาย ล.5 ที่ฝ่ายจำเลยทั้งสองนำสืบแสดงต่อศาลแต่ต้น จึงไม่อาจมีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ดังที่จำเลยทั้งสองเถียงในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ทับโฉนดที่ดินของโจทก์ ต้องเพิกถอน โดยไม่วินิจฉัยเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามที่ฝ่ายจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ จึงถูกต้องชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกามาด้วยว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนี้และถอนฟ้อง ทำให้สิทธินำคดีมาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้ว ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัย ขอให้ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ปัญหาว่าอำนาจฟ้องของโจทก์ระงับไปด้วยการถอนฟ้องหรือไม่ เป็นปัญหาสำคัญทั้งเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงย่อมอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาได้ ไม่ต้องห้ามแม้ว่าจำเลยทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นอ้างในคำให้การ อย่างไรก็ดีแม้โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 441/2534 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทในคดีนี้โดยมีประเด็นแห่งคดีเป็นอย่างเดียวกับคดีนี้ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้แล้วก็ตาม แต่ในการถอนฟ้องนั้น ปรากฏตามเอกสารในสำนวนดังกล่าว สารบัญอันดับที่ 28, 29 และ 31 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยเพียงอ้างว่าได้ขายที่ดินให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว และแถลงว่าอยู่ระหว่างจดทะเบียนโอนสิทธิ โดยโจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจไว้หากโอนไปแล้วโจทก์จึงหมดสิทธิที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 อีก กล่าวโดยเฉพาะโจทก์มิได้ร้องหรือแถลงไว้ในคดีดังกล่าวว่าจะไม่ฟ้องจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนี้อีก อันจะถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่โจทก์ในคดีนั้นได้กระทำต่อศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งพึงถือว่าโจทก์ได้ยอมสละสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 เกี่ยวกับการจะยื่นฟ้องใหม่ อันเป็นการผูกมัดตัวโจทก์ และแม้โจทก์เองจะมาเบิกความในคดีนี้โดยตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่า "ในการถอนฟ้องคดีดังกล่าว โจทก์อ้างว่าได้ขายที่ดินไปแล้ว จะไม่นำคดีมาฟ้องอีก ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องไป "

คำเบิกความของโจทก์ในคดีนี้ก็หาใช่กระบวนพิจารณาในคดีดังกล่าว ส่วนที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำสั่งในการถอนฟ้องของโจทก์ว่า "ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนฟ้องเพื่อทำฟ้องที่สมบูรณ์มายื่นต่อศาลใหม่อีก ทั้งโจทก์ขอถอนฟ้องโดยอ้างเหตุว่าได้ขายที่ดินให้ผู้อื่น จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนฟ้องโดยหวนกลับมาฟ้องจำเลยใหม่อีก" ก็เป็นเรื่องดุลพินิจของศาลชั้นต้นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในคดีนี้ว่า นายถาวร ผู้ซื้อที่ดินของโจทก์ชำระราคาแก่โจทก์ไม่ครบถ้วน จึงยังมิได้มีการจดทะเบียนซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์แก่กันให้บริบูรณ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดี ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจำนงค์ ภู่จีน
จำเลย — นางติ๊ด สุขเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 277/2552
#418367
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าอาวาสและเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของคณะกรรมการมูลนิธิซึ่งมีวัตถุประสงค์เผยแผ่พระพุทธศาสนาและรับเด็กยากจนมาอาศัยอยู่ที่วัดเพื่อส่งเสียให้ได้รับการศึกษา ดังนั้น การอบรมให้เด็กเหล่านั้นประพฤติอยู่ในศีลธรรมอันดีตามหลักพุทธศาสนาและตั้งใจศึกษาเล่าเรียนย่อมอยู่ในวัตถุที่ประสงค์ของมูลนิธิด้วย แม้ด้านการเงินของมูลนิธิแยกออกจากวัดเพราะมีฐานะเป็นนิติบุคคลแตกต่างกัน แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิย่อมต้องอบรมสั่งสอนผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็กหญิงชาวเขาที่จำเลยที่ 1 รับมาอยู่ในความดูแลของตนที่วัดให้ปฏิบัติดีเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นั้น ทั้งมูลนิธิก็ตั้งอยู่ในอาณาเขตของวัด ผู้เสียหายย่อมต้องเชื่อฟังจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าอาวาสดังเช่นที่เป็นศิษย์วัดอีกสถานหนึ่ง เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ดูแลผู้เสียหายในฐานะเป็นครูอาจารย์ดูแลเด็กนักเรียนในปกครองกับในฐานะเจ้าอาวาสดูแลศิษย์ไปพร้อมๆ กัน การที่จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหาย ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำต่อศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 277, 279, 281, 282, 285, 91, 86, 83, 80

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายตะหม่อกุ นายแอ๊โพ นางเผล่อเผล่อ และนางส่วยกา บิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ตามลำดับ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 277 วรรคสอง (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83 ด้วย), 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 279 วรรคสอง, 285 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83, 282 วรรคสอง (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83 ด้วย) 282 วรรคสาม จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83, 282 วรรคแรก, 282 วรรคสอง (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83 ด้วย), 282 วรรคสาม จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก, 282 วรรคสอง จำเลยที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล จำคุก กระทงละ 8 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 56 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล จำคุกกระทงละ 12 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 84 ปี ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล จำคุก 8 ปี ฐานกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี รวมจำคุก 160 ปี แต่ให้จำคุกจำเลยที่ 1 เพียง 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุยังไม่เกิน 18 ปี จำคุก 3 ปี ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี รวมจำคุก 31 ปี ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี จำคุก 7 ปี ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งหญิงอายุยังไม่เกิน 18 ปี จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี รวมจำคุก 28 ปี ลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี ลงโทษจำเลยที่ 5 ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุยังไม่เกิน 18 ปี จำคุก 3 ปี ลงโทษจำเลยที่ 6 ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง จำคุก 1 ปี ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุยังไม่เกิน 18 ปี จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 4 ปี ลงโทษจำเลยที่ 7 ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี ข้อหาอื่นให้ยก สำหรับจำเลยที่ 8 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 3 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบสามปี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 ไม่ใช่ศิษย์ซึ่งอยู่ในความปกครองดูแลของจำเลยที่ 1 แต่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิหลวงพ่อภาวนาพุทโธ ซึ่งมีคณะกรรมการเป็นผู้ดำเนินการแยกจากกันคนละส่วนกับวัดสามพรานที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าอาวาสนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าอาวาสวัดสามพราน และเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของคณะกรรมการมูลนิธิหลวงพ่อพุทโธภาวนา กับเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิในปี 2526 เมื่อมูลนิธิมีวัตถุประสงค์เผยแผ่พระพุทธศาสนาและรับเด็กยากจนมาอาศัยอยู่ที่วัดสามพรานเพื่อส่งเสียให้ได้รับการศึกษา การอบรมให้เด็กเหล่านั้นประพฤติอยู่ในศีลธรรมอันดีตามหลักพุทธศาสนาและตั้งใจศึกษาเล่าเรียนย่อมอยู่ในวัตถุที่ประสงค์ของมูลนิธิด้วย แม้การเงินของมูลนิธิแยกออกจากวัดเพราะมีฐานะเป็นนิติบุคคลแตกต่างกัน แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิย่อมต้องอบรมสั่งสอนผู้เสียหายทั้งแปดซึ่งอยู่ในความดูแลของตนให้ปฏิบัติดีเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นั้น มิให้เงินที่ผู้บริจาคเพื่อการศึกษาของเด็กยากจนสิ้นเปลืองเปล่า เมื่อมูลนิธิมาก่อตั้งภายในอาณาเขตวัดสามพราน เด็กๆ รวมทั้งผู้เสียหายทั้งแปดย่อมต้องเชื่อฟังจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าอาวาสวัดสามพรานดังเช่นที่เป็นศิษย์วัดอีกสถานหนึ่ง กล่าวได้ว่า จำเลยที่ 1 ดูแลผู้เสียหายทั้งแปดในฐานะเป็นครูอาจารย์ดูแลนักเรียนในปกครองกับฐานะเจ้าอาวาสดูแลศิษย์ไปพร้อมๆ กัน ผู้เสียหายที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ก็เบิกความยืนยันสนับสนุนว่า เมื่อเข้ามาอยู่ที่วัดสามพรานได้ไปกราบจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 บอกว่าให้ตั้งใจเรียนอย่าดื้อแล้วจะส่งไปเรียนที่โรงเรียนสามพรานวิทยาโดยจะออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นผู้ดูแลเด็กหญิงชาวเขาซึ่งมาอยู่ที่วัดประมาณ 20 คน ไว้จริง ฟังได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 เป็นศิษย์อยู่ในความปกครองดูแลของจำเลยที่ 1 สำหรับฎีกาข้ออื่นจำเลยที่ 1 และที่ 3 นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นมิใช่ข้อสาระสำคัญและไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล และจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 วรรคแรก ม. 277 ม. 285
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายตะหม่อกุ กระจ่างโชคกิตติ กับพวก
จำเลย — นายจำลอง คนซื่อ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายรักเกียรติ วัฒนพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 277/2552
#501349
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าอาวาสวัด ส. และเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของคณะกรรมการมูลนิธิ ห. กับเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิดังกล่าว เมื่อมูลนิธิมีวัตถุประสงค์เผยแผ่พระพุทธศาสนาและรับเด็กยากจนมาอาศัยอยู่ที่วัด ส. เพื่อส่งเสียให้ได้รับการศึกษา การอบรมให้เด็กเหล่านั้นประพฤติอยู่ในศีลธรรมอันดีตามหลักพุทธศาสนาและตั้งใจศึกษาเล่าเรียนย่อมอยู่ในวัตถุประสงค์ของมูลนิธิด้วย แม้การเงินของมูลนิธิแยกออกจากวัดเพราะมีฐานะป็นนิติบุคคลแตกต่างกัน แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิย่อมต้องอบรมสั่งสอนผู้เสียหายทั้งแปดซึ่งอยู่ในความดูแลของตนให้ปฏิบัติดีเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นั้นมิให้เงินที่ผู้บริจาคเพื่อการศึกษาของเด็กยากจนสิ้นเปลืองเปล่า เมื่อมูลนิธิมาก่อตั้งภายในอาณาเขตวัด ส. เด็กๆ รวมทั้งผู้เสียหายทั้งแปดย่อมต้องเชื่อฟังจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าอาวาสวัด ส. ดังเช่นที่เป็นศิษย์วัดอีกสถานหนึ่ง กล่าวได้ว่า จำเลยที่ 1 ดูแลผู้เสียหายทั้งแปดในฐานะเป็นครูอาจารย์ดูแลนักเรียนในปกครองกับฐานะเจ้าอาวาสดูแลศิษย์ไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 จึงเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความปกครองดูแลของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 277, 279, 281, 282, 285, 91, 86, 83, 80

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ต. อ. ผ. และส. บิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ตามลำดับ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 277 วรรคสอง (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83 ด้วย), 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 279 วรรคสอง, 285 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83, 282 วรรคสอง (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83 ด้วย) 282 วรรคสาม จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83, 282 วรรคแรก, 282 วรรคสอง (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83 ด้วย), 282 วรรคสามจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก, 282 วรรคสอง จำเลยที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 56 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล จำคุกกระทงละ 12 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 84 ปี ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแลจำคุก 8 ปี ฐานกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี รวมจำคุก 160 ปี แต่ให้จำคุกจำเลยที่ 1 เพียง 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (3) ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุยังไม่เกิน 18 ปี จำคุก 3 ปี ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทงเป็นจำคุก 20 ปี รวมจำคุก 31 ปี ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี จำคุก 7 ปี ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง จำคุกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุยังไม่เกิน 18 ปี จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทงเป็นจำคุก 10 ปี รวมจำคุก 28 ปี ลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี ลงโทษจำเลยที่ 5 ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุยังไม่เกิน 18 ปี จำคุก 3 ปี ลงโทษจำเลยที่ 6 ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง จำคุก 1 ปี ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุยังไม่เกิน 18 ปี จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 4 ปี ลงโทษจำเลยที่ 7 ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี ข้อหาอื่นให้ยก สำหรับจำเลยที่ 8 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 3 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบสามปี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแลโดยใช้กำลังประทุษร้ายนั้นศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 แต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดข้อหาดังกล่าวเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล และจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 เป็นพยานเบิกความสอดคล้องต่อเนื่องเชื่อมโยงยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ได้ผลัดเปลี่ยนกันพาผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 ไปกุฏิจำเลยที่ 1 อ้างว่าให้พวกผู้เสียหายไปทำความสะอาดในกุฏิจำเลยที่ 1 โดยเข้าทางประตูห้องน้ำซึ่งประตูเปิดทะลุไปห้องโถงและห้องนอนในกุฏิจำเลยที่ 1 ได้ แล้วผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 ถูกจำเลยที่ 1 กระทำชำเราหลายครั้งในกุฏิจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 2 เบิกความยืนยันว่า ขณะที่ถูกจำเลยที่ 1 กระทำชำเรา จำเลยที่ 3 ช่วยจำเลยที่ 1 ถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายที่ 2 และช่วยจับขาผู้เสียหายที่ 2 แยกออกให้อยู่นิ่งๆ ให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 และโจทก์กับโจทก์ร่วมมี ห. เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 หลอกให้ไปทำความสะอาดที่กุฏิจำเลยที่ 1 โดยพาเข้าทางประตูห้องน้ำซึ่งสามารถผ่านไปห้องนอนจำเลยที่ 1 ได้ แล้วจำเลยที่ 1 ใช้ให้นวดขา แต่ขณะจำเลยที่ 1 ขอตัวไปอาบน้ำ พยานได้วิ่งหนีออกจากห้องนอนจำเลยที่ 1 มาได้ เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวเป็นเด็กหญิงชาวเขาซึ่งมีฐานะทางบ้านยากจนได้รับการช่วยเหลือจากมูลนิธิของจำเลยที่ 1 อุปการะและส่งเสียให้ได้เล่าเรียนย่อมสำนึกบุญคุณของจำเลยที่ 1 และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มาก่อน ไม่มีเหตุน่าระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่มีผู้เลื่อมใสศรัทธามากกับจำเลยที่ 3 ด้วยข้อหาที่กระทบต่อความรู้สึกของชาวพุทธอย่างรุนแรงเช่นนี้ โดยเฉพาะผู้เสียหายทั้งแปดเป็นเด็กหญิงหากเรื่องที่เกิดขึ้นไม่เป็นความจริงผู้เสียหายทั้งแปดคงไม่กล้ายืนยันเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าอับอายและเสียหายต่อชื่อเสียงอันเป็นผลร้ายแก่ผู้เสียหายดังกล่าวเองทั้งผู้เสียหายทั้งแปดและ ห. ก็เบิกความไปตามลำดับขั้นตอนสมเหตุสมผลเชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง แม้จะได้ความว่าพวกผู้เสียหายปกปิดไม่ยอมเล่าเรื่องให้ใครฟังในตอนแรกหลังเกิดเหตุ พวกผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าเหตุที่ไม่ได้บอกใคร เพราะอับอายและกลัวบิดามารดาจะเสียใจก็มีเหตุผล เพราะเรื่องที่พวกผู้เสียหายถูกจำเลยที่ 1 กับพวกกระทำเป็นเรื่องบัดสีน่าอับอาย ผิดทั้งศีลธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาและผิดจารีตของชาวเขาที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรส ทั้งได้ความว่า จำเลยที่ 1 กับพวกหลอกพวกผู้เสียหายว่า เป็นการเสริมบารมี ให้จำเลยที่ 1 ถือเสียว่าจำเลยที่ 1 เป็นเทวดา มีบุญที่ได้หลับนอนกับเทวดา และบางครั้งพวกผู้เสียหายก็ถูกนำตัวไปทำพิธีให้ดื่มน้ำสาบานว่าจะไม่บอกใคร หากผิดคำสาบานตนและครอบครัวจะประสบภัยพิบัติด้วยความอ่อนอายุของพวกผู้เสียหายย่อมหวาดกลัวและเชื่อคำสาบานนั้น จึงไม่ใช่ข้อพิรุธที่จะทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวเสียไป ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นพระสงฆ์ที่มีผู้เลื่อมใสศรัทธามาก มีคนมาทำบุญที่วัดแต่ละวันเป็นพันคน โดยปักกลดและเดินจงกรมในบริเวณวัดด้วย มีพระภิกษ์วัดสามพรานและที่มาจากวัดอื่นอยู่ที่วัดนับร้อยรูป ที่พักของผู้เสียหายอยู่ห่างจากกุฏิจำเลยที่ 1 มีอาคารและสิ่งปลูกสร้างคั่นอยู่เป็นระยะ กุฏิจำเลยที่ 1 อยู่ติดกับกุฏิอื่นมีรั้วกั้นและป้ายเขียนว่า เขตสงฆ์ห้ามเข้า ต้องเข้าเขตสงฆ์ก่อนจึงจะเข้ากุฏิจำเลยที่ 1 ได้ หากมีผู้ร้องขอความช่วยเหลือจากกุฏิจำเลยที่ 1 แล้ว ผู้เดินจงกรมผ่านทางเข้าเขตสงฆ์ต้องได้ยินนั้น เห็นว่า ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ได้ผลัดเปลี่ยนกันพาพวกผู้เสียหายไปกุฏิจำเลยที่ 1 โดยเข้าทางประตูห้องน้ำมีประตูเปิดทะลุไปห้องโถงและไปกุฏิจำเลยที่ 1 ได้ เมื่อพิจารณาประกอบแผนที่สังเขปแสดงที่เกิดเหตุแล้ว มีรายละเอียดว่า รอบเขตสงฆ์ด้านหน้าทิศตะวันตกและด้านข้างทิศเหนือของแผนที่มีคูน้ำกับรั้วเหล็กกั้นเขตสงฆ์กับเขตที่มีผู้มาทำบุญให้แยกจากกัน สามารถเข้าเขตสงฆ์ได้โดยผ่านสะพานเล็กๆ ข้ามคูน้ำทางด้านหน้า กุฏิจำเลยที่ 1 อยู่ห่างจากกุฏิอื่นๆ โดยด้านทิศใต้ของกุฏิอยู่ติดกับตึกมูลนิธิซึ่งชั้นบนกั้นเปิดห้องให้พวกผู้เสียหายพักอยู่ ชั้นล่างเป็นสำนักงานมูลนิธิกับมีห้องส้วม 10 ห้อง เรียงเป็นแถวเดียวกันอยู่ติดกับห้องน้ำของกุฏิจำเลยที่ 1ลักษณะตั้งฉากเป็นอักษรภาษาอังกฤษตัวแอล โดยผนังห้องน้ำของกุฏิด้านนอกมีร่องรอยก่อสร้างใหม่ฉาบด้วยทรายล้างจนเต็มผนัง พวกผู้เสียหายเบิกความว่าเดิมผนังห้องน้ำกุฏิด้านนี้มีประตูอยู่จึงเดินจากตึกมูลนิธิเข้าห้องน้ำในกุฏิผ่านส่วนที่เป็นห้องส้วม แล้วเปิดประตูห้องส้วมเข้าสู่ห้องโถงในกุฏิเดินต่อไปยังห้องนอนจำเลยที่ 1 ได้แต่ขณะนำชี้ที่เกิดเหตุมีการก่ออิฐปิดประตูห้องน้ำซึ่งเปิดออกนอกกุฏิได้ โดยผนังในห้องน้ำบุด้วยกระเบื้องเซรามิก ผนังด้านนอกที่ก่ออิฐปิดประตูขึ้นใหม่ฉาบด้วยทรายล้างตลอดแนวผนัง แสดงว่ามีการเดินจากตึกมูลนิธิเชื่อมกับกุฏิจำเลยที่ 1 โดยเข้ากุฏิผ่านทางประตูห้องน้ำซึ่งเปิดออกกุฏิได้ เข้าสู่กุฏิผ่านห้องโถงเชื่อมห้องนอนจำเลยที่ 1 และห้องเก็บเทป หน้าห้องเก็บเทปมีร่องรอยติดตั้งบันไดเหล็กชนิดที่เรียกว่าบันไดลิงไว้ที่พื้นกุฏิชั้นล่าง ใช้ใต่ทะลุขึ้นพื้นชั้นสองโดยเจาะเป็นช่องเหลี่ยมขนาดพอที่คนจะใช้เป็นทางขึ้นลงได้ ซึ่งมีฝาไม้ปิดช่องนี้ไว้จึงสามารถเดินจากภายในกุฏิชั้นล่างเข้าสู่ห้องนอนที่ชั้นสอง โดยไม่จำต้องออกจากกุฏิแล้วขึ้นบันไดหน้ากุฏิเพื่อขึ้นสู่ชั้นสอง ช่องขึ้นบันไดเหล็กมีลักษณะเป็นช่องลับ หากใช้วัสดุอื่นปิดทับฝาไม้ซึ่งปิดช่องไว้ บุคคลภายนอกซึ่งขึ้นมายังกุฏิชั้นสองไม่อาจทราบได้เลยว่ามีช่องลับอยู่เว้นแต่จะเข้ามาที่กุฏิชั้นล่างแล้วเห็นบันไดทอดขึ้นสู่พื้นชั้นสองเท่านั้น จึงจะทราบว่ามีช่องลับนี้ ดังนั้น บุคคลภายนอกที่มาปฏิบัติธรรมที่วัดหรือเดินจงกรมตามทางเดินผ่านหน้าเขตสงฆ์ย่อมไม่อาจเห็นได้เลยว่าจำเลยที่ 1 ลงจากกุฏิชั้นบนมาชั้นล่างเมื่อใดและไม่อาจเห็นขณะพวกผู้เสียหายเข้ากุฏิทางประตูห้องน้ำซึ่งมีอยู่เดิม เพราะมีกลุ่มต้นไม้ใหญ่และส่วนที่ก่อสร้างเป็นถ้ำสัญฐานโค้งบังกุฏิด้านทิศตะวันตกอยู่ แนวต้นไม้ปรากฏตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุด้วย ส่วนแผนที่แสดงรายละเอียดของเขตสงฆ์ มีคูน้ำยาวขนานไปกับกุฏิจำเลยที่ 1 ถัดจากคูน้ำมีรั้วเหล็กขนาดคูน้ำ แล้วจึงมีแนวต้นไม้บังสายตาบุคคลภายนอกไว้ ทางเข้ากุฏิชั้นล่างมีประตูอยู่ด้านกำแพงวัดทางทิศตะวันออกค่อนมาท้ายกุฏิ ผู้ที่จะเข้ากุฏิต้องเดินข้ามสะพานสู่เขตสงฆ์อ้อมหน้ากุฏิมาข้างๆ กำแพงวัดค่อนมาท้ายกุฏิจึงจะถึงประตูกุฎิชั้นล่างซึ่งดูเป็นการลี้ลับเกินควร ต่างจากการทำประตูเข้าชั้นล่างไว้ที่ด้านหน้าเช่นกุฏิทั่วๆ ไป เสมือนเป็นการเตรียมลู่ทางที่จำเลยที่ 1 จะล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กหญิงซึ่งพักอยู่ที่ตึกมูลนิธิไว้ล่วงหน้า ทั้งยังให้เด็กนักเรียนหญิงพักอยู่ใกล้ๆ กุฏิตนแทนที่จะเป็นเด็กนักเรียนชาย ผิดวิสัยของจำเลยที่ 1 ซึ่งแสดงตนว่ามีวัตรปฏิบัติเคร่งครัดจะพึงกระทำเพื่อป้องกันข้อครหา เมื่อพระสุรัตน์สอบถามผู้เสียหายที่ 5 ถึงที่ 8 ถึงสาเหตุที่ไม่อยากกลับไปอยู่ที่วัดสามพรานอีก ก็ได้ความว่าพวกผู้เสียหายถูกจำเลยที่ 1 ล่วงละเมิดทางเพศ โดยทราบว่ากุฏิจำเลยที่ 1 อยู่ในเขตสงฆ์ สตรีห้ามเข้า จึงให้พวกผู้เสียหายดังกล่าวเขียนแผนผังกุฏิตามที่ได้พบเห็นมา ผู้เสียหายดังกล่าวก็เขียนแผนผังกุฏิชั้นล่างของจำเลยที่ 1 ระบุสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ ได้แก่ ประตูห้องน้ำซึ่งสามารถเดินจากภายนอกเข้ากุฏิได้ ห้องส้วมซึ่งอยู่ด้านในทะลุไปยังห้องโถง ห้องนอนของจำเลยที่ 1 ห้องเก็บเทปและหน้าห้องที่ติดตั้งบันไดเหล็กได้อย่างถูกต้องตรงกันหากผู้เสียหายดังกล่าวไม่เคยเข้าไปกุฏิจำเลยที่ 1 ก็ยากที่ผู้อื่นจะเสี้ยมสอนให้วาดแผนผังกุฏิที่เกิดเหตุให้ตรงกับความเป็นจริงขึ้นได้ และได้ความจากนายณัฐชัยหัวหน้ากลุ่มงานวิเคราะห์วัสดุก่อสร้าง กองวิเคราะห์และวิจัย กรมโยธาธิการเบิกความประกอบรายงานผลการตรวจสอบวิเคราะห์ปูนจากการก่อสร้างว่า พบการรื้อถอนและก่อสร้างกุฏิบางส่วนขึ้นใหม่ ดังนี้ จุดซึ่งพวกผู้เสียหายนำชี้ว่าติดตั้งก๊อกน้ำฝักบัวในการชำระล้างหลังจากถูกจำเลยที่ 1 ชำเราแล้ว แต่ไม่ปรากฏก๊อกน้ำฝักบัว พบรอยวางท่อน้ำร้อนเย็นของเครื่องทำน้ำอุ่นมีฝาครอบและฝาอุดปิดอยู่ และมีรอยติดตั้งที่แขวนฝักบัว พบรอยวางท่อน้ำร้อนเย็นของเครื่องทำน้ำอุ่นมีฝาครอบและฝาอุดปิดอยู่ และมีรอยติดตั้งที่แขวนฝักบัว จึงสรุปว่า เคยมีก๊อกน้ำอยู่จุดนี้จริง พื้นกุฏิชั้นสองซึ่งเจาะเป็นช่องบันไดเหล็กสำหรับลงจากชั้นสองที่จำเลยที่ 1 ใช้เป็นที่นอนลงสู่ชั้นล่างมีฝาประตูไม้ล๊อกกุญแจได้ซ่อนอยู่ใต้พรม มีรางเหล็กโค้ง 2 อัน ลักษณะเป็นหัวราวจับบันไดติดตั้งอยู่ ราวและบันไดถูกถอดออก มีร่องรอยเคยติดตั้งกับพื้นชั้นล่างฝ้าเพดานชั้นล่างใช้ไม้อัดปิดทับช่องขึ้นลงนั้น จึงยืนยันได้ว่ามีช่องบันไดเหล็กซึ่งคนขึ้นลงได้ติดตั้งอยู่จริง หลักฐานส่วนนี้จึงสอดคล้องกับคำเบิกความของพวกผู้เสียหายที่ว่า จำเลยที่ 1 สามารถลงจากห้องนอนของตนชั้นบนมาที่ชั้นล่างซึ่งเป็นส่วนควบคุมการบันทึกเทปได้ โดยบุคคลภายนอกไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่จำเลยที่ 1 เคยให้การในชั้นสอบสวนว่า ไม่เคยมีช่องลับในกุฏิจำเลยที่ 1 ซึ่งในชั้นพิจารณากลับนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ใช้ช่องลับนี้ลงจากชั้นบนมาชั้นล่างเพื่อบันทึกเทป ครั้นย้ายไปสร้างห้องบันทึกเทปที่โรงเจไม่ได้ใช้ห้องนี้อีกจึงถอดบันไดเหล็กออก แต่ยังมีร่องรอยให้เห็นอยู่บ้าง คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ขัดกับสภาพช่องลับที่มีอยู่ขณะตรวจเกิดเหตุ จึงรับฟังไม่ได้ การไม่ทำบันไดขึ้นลงภายในกุฏิเช่าอาคารทั่วไปทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 มีภารกิจต้องบันทึกเทปเทศนาทางวิทยุอยู่ตลอด ซึ่งต้องใช้ห้องบันทึกเทปและเก็บเทปนั้นเสมอ จึงเป็นเรื่องผิดปกติมากขึ้นไปอีก หากจะอ้างว่าใช้ช่องลับนี้เป็นทางหนีภัย ก็ขัดต่อเหตุผลเพราะจำเลยที่ 1 อาจใช้ศิษย์ซึ่งเป็นชายหรือพระสงฆ์อื่นนอนหน้าห้องตนที่ชั้นสองของกุฎิคอยระวังเหตุร้ายให้ แต่จำเลยที่ 1 กลับนอนที่ชั้นสองตามลำพัง ซึ่งเป็นการง่ายที่คนร้ายจะใช้บันไดหน้าอาคารขึ้นสู่ชั้นสองโดยผู้ที่อยู่ชั้นล่างไม่มีโอกาสล่วงรู้ เสมือนเป็นการเตรียมและใช้ช่องลับโดยใช้พรมปิดทับไม่ให้ผู้ที่อยู่บนกุฏิชั้นสองมองเห็น ทำให้การใช้ช่องลับจากกุฏิชั้นสองลงมายังชั้นล่างเพื่อล่วงละเมิดทางเพศต่อพวกผู้เสียหายทำได้สะดวก และจากการตรวจสถานที่เกิดเหตุไม่มีประตูห้องน้ำเปิดออกนอกกุฏิพบแต่ผนังกระเบื้องห้องน้ำด้านในบุใหม่มีขนาดเท่าช่องประตูเห็นได้ชัด เพราะสีกระเบื้องที่บุใหม่แตกต่างจากสีกระเบื้องเดิม ช่องประตูห้องน้ำด้านนอกก่ออิฐฉาบผิวใหม่ด้วยทรายล้าง จากร่องรอยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีการปรับปรุงกุฏิส่วนนี้ใหม่ เสมือนเป็นการแก้ไขสถานที่เกิดเหตุให้แตกต่างไปจากที่พวกผู้เสียหายเคยพบเห็นขณะที่มีการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นในกุฏินั้น ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฏีกาว่า จำเลยที่ 1 บรรพชาเป็นสามเณรแต่เด็กแล้วอุปสมบทเป็นพระภิกขุต่อ การร่วมประเวณีย่อมทำให้เส้นเนื้อเยื่อซึ่งรั้งหัวองคชาตให้ติดกับหนังหุ้มปลายองคชาตขาดออก แต่ผลการตรวจร่างกายของจำเลยที่ 1 มีอวัยวะเพศปกติ แสดงว่าเส้นเนื้อเยื่อดังกล่าวไม่ได้ขาด และหากพวกผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กสาวบริสุทธิ์ถูกจำเลยที่ 1 กระทำชำเราจริง ย่อมทำให้เยื่อพรหมจารีฉีกขาดต้องมีเลือดไหลออกจากช่องคลอดด้วย ปรากฏว่าพวกผู้เสียหายไม่มีเลือดออกมา แสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำชำเราพวกผู้เสียหายนั้น เห็นว่า การที่ระบุว่าอวัยวะเพศปกติมิได้หมายถึงว่า เส้นเนื้อเยื่อดังกล่าวยังมีอยู่และข้อเท็จจริงเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า การร่วมเพศไม่ทำให้เส้นเนื้อเยื่อดังกล่าวของชายต้องขาดออกเสมอไป และได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 เบิกความว่า หลังจากถูกจำเลยที่ 1 ชำเราแล้วก็มีเลือดไหลออกมาจากอวัยวะเพศ และผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยังได้ให้การในชั้นสอบสวนว่าถูกจำเลยที่ 1 ชำเราจนมีเลือดไหลออกจากบริเวณอวัยวะเพศด้วย ส่วนผู้เสียหายคนอื่นๆ ที่มิได้เบิกความถึงอาจเป็นเพราะเยื่อพรหมจารีอาจฉีกขาดมาด้วยสาเหตุอื่นมาก่อนที่จะถูกชำเราก็ได้ จึงไม่มีเลือดออกขณะถูกจำเลยที่ 1 ชำเราครั้งแรก จึงไม่ใช่ข้อพิรุธของพยานโจทก์และโจทก์ร่วม ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 ไม่ใช่ศิษย์ซึ่งอยู่ในความปกครองดูแลของจำเลยที่ 1 แต่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิหลวงพ่อพุทโธภาวนา ซึ่งมีคณะกรรมการเป็นผู้ดำเนินการแยกจากกันคนละส่วนกับวัดสามพรานที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าอาวาสนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าอาวาสวัดสามพราน และเป็นประธานกิตติมศักด์ของคณะกรรมการมูลนิธิหลวงพ่อพุธโธภาวนา กับเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิในปี 2526 เมื่อมูลนิธิมีวัตถุประสงค์เผยแผ่พระพุทธศาสนาและรับเด็กยากจนมาอาศัยอยู่ที่วัดสามพรานเพื่อส่งเสียให้ได้รับการศึกษา การอบรมให้เด็กเหล่านั้นประพฤติอยู่ในศีลธรรมอันดีตามหลักพุทธศาสนาและตั้งใจศึกษาเล่าเรียนย่อมอยู่ในวัตถุที่ประสงค์ของมูลนิธิด้วย แม้การเงินของมูลนิธิแยกออกจากวัดเพราะมีฐานะเป็นนิติบุคคลแตกต่างกัน แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิย่อมต้องอบรมสั่งสอนผู้เสียหายทั้งแปดซึ่งอยู่ในความดูแลของตนให้ปฏิบัติดีเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นั้น มิให้เงินที่ผู้บริจาคเพื่อการศึกษาของเด็กยากจนสิ้นเปลืองเปล่า เมื่อมูลนิธิมาก่อตั้งภายในอาณาเขตวัดสามพรานเด็กๆ รวมทั้งผู้เสียหายทั้งแปดย่อมต้องเชื่อฟังจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าอาวาสวัดสามพรานดังเช่นที่เป็นศิษย์วัดอีกสถานหนึ่ง กล่าวได้ว่า จำเลยที่ 1 ดูแลผู้เสียหายทั้งแปดในฐานะเป็นครูอาจารย์ดูแลนักเรียนในปกครองกับฐานะเจ้าอาวาสดูแลศิษย์ไปพร้อมๆ กัน ผู้เสียหายที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ก็เบิกความยืนยันสนับสนุนว่าเมื่อเข้ามาอยู่ที่วัดสามพรานได้ไปกราบจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 บอกว่าให้ตั้งใจเรียนอย่าดื้อแล้วจะส่งไปเรียนที่โรงเรียนสามพรานวิทยาโดยจะออกค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นผู้ดูแลเด็กหญิงชาวเขาซึ่งมาอยู่ที่วัดประมาณ 20 คน ไว้จริง ฟังได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 เป็นศิษย์อยู่ในความปกครองดูแลของจำเลยที่ 1 คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้จะนำมาปรับใช้ในคดีนี้หาได้ไม่ สำหรับฎีกาข้ออื่นจำเลยที่ 1 และที่ 3 นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นมิใช่ข้อสาระสำคัญ และไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปีซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล และจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 285
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — ต. กับพวกก
จำเลย — นายจำลอง คนซื่อ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 271/2552
#418383
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาการใช้บัตรเครดิตระบุไว้ว่า ในกรณีที่ธนาคารโจทก์อนุมัติให้ออกบัตรเสริมแก่ผู้ถือบัตรหลักรายใดผู้ถือบัตรทั้งสองจะต้องร่วมรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมในหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตนั้น ซึ่งข้อสัญญาดังกล่าวจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อรับทราบแล้วย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมตนเข้าร่วมรับผิดกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในการใช้บัตรเครดิตสมาชิกบัตรหลักด้วยตั้งแต่วันสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงมีฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมในหนี้ที่แต่ละคนเป็นผู้ก่อขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตโดยไม่อาจแบ่งแยกได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 297

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 226,500.71 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 22.75 ต่อปี ของต้นเงิน 196,959.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 209,070.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ การคำนวณหนี้ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระในวันที่ 14 มกราคม 2542, 20 มกราคม 2542, 19 กุมภาพันธ์ 2542, 18 มีนาคม 2542, 19 มีนาคม 2542 และ 20 พฤษภาคม 2542 จำนวน 5,600 บาท 5,100 บาท 5,500 บาท 3,843 บาท 1,132 บาท และ 5,100 บาท ตามลำดับ หักออกจากจำนวนหนี้ในวันที่ชำระด้วย โดยให้คิดหักออกจากดอกเบี้ยก่อน เหลือจากนั้นให้คิดหักออกจากต้นเงินกับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีและพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่ภายในอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการชำระเงิน 209,070.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2542 เป็นต้นไปแก่โจทก์ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สมัครบัตรเครดิตโดยเป็นผู้ถือบัตรหลัก จึงต้องรับผิดชอบโดยตรงในการใช้บัตรเครดิตแก่โจทก์ ใบสมัครบัตรเครดิตไม่ระบุให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 สมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตโจทก์พร้อมกันโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือบัตรหลัก และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือบัตรเสริมและสัญญาการใช้บัตรเครดิตข้อ 5 ระบุไว้ว่า ในกรณีที่ธนาคารโจทก์อนุมัติให้ออกบัตรเสริมแก่ผู้ถือบัตรหลักรายใดผู้ถือบัตรทั้งสองจะต้องร่วมรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมในหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตนั้น ซึ่งข้อสัญญาดังกล่าวจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อรับทราบแล้วย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมตนเข้าร่วมรับผิดกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในการใช้บัตรเครดิตสมาชิกบัตรหลักด้วยตั้งแต่วันสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงมีฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมในหนี้ที่แต่ละคนเป็นผู้ก่อขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตโดยไม่อาจแบ่งแยกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 298 คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 อ้างปรากฏว่าผู้ดำเนินกิจการบัตรเครดิตออกบัตรให้ผู้มาสมัครเป็นสมาชิกเป็นผู้ถือบัตรหลักแล้วต่อมาสมาชิกผู้ถือบัตรหลักจึงขอผู้ดำเนินกิจการให้อีกคนหนึ่งเข้าเป็นสมาชิกและผู้ดำเนินกิจการออกบัตรเสริมให้คนดังกล่าว โดยไม่มีข้อความระบุให้สมาชิกบัตรเสริมตกลงยินยอมเข้าร่วมรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมกับสมาชิกบัตรหลักแต่อย่างใดข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจึงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 297
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายฉลาดหรือคณิศร ภู่ระหงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายวันชัย โสภาโชติ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิวัธน ทองลงยา
ชื่อองค์คณะ
สุธี เทพสิทธา
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 270/2552
#501547
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยร่วมมีฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างโจทก์ จำเลยร่วมจึงเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดซึ่งจะต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้สินของห้างโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวนและผลแห่งคำพิพากษาหรือข้อเท็จจริงในคดีผูกพันบังคับแก่จำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีโดยตรงในคดีที่โจทก์ถูกจำเลยฟ้องแย้งให้รับผิดตามสัญญา จำเลยจึงมีอำนาจยื่นคำร้องและชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีให้ร่วมรับผิดกับโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งได้

บทบัญญัติ ป.พ.พ.มาตรา 563 ที่ว่า คดีอันผู้ให้เช่าจะฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่า ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่านั้นเป็นการบังคับเฉพาะกรณีที่ผู้เช่ายอมส่งมอบที่ดินที่เช่าคืน แต่ตามฟ้องแย้งจำเลยที่ให้โจทก์และจำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปีตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ย่อมไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน ๙๙,๙๘๕,๘๕๐ บาท

พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์และบริวารออกจากที่ดินที่เช่าและส่งมอบที่ดินที่เช่าจำนวน ๑,๐๐๐ ไร่ ในสภาพเรียบร้อยให้แก่จำเลย ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวน๒๙๙,๙๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจากการที่โจทก์ยังคงอยู่ในที่ดินที่เช่าในอัตราปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายจากการที่โจทก์กรีดเก็บน้ำยางพาราในอัตราปีละ ๒๑๖,๐๐๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์จะส่งมอบที่ดินที่เช่าคืนแก่จำเลย

ระหว่างพิจารณา จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกนายชาติชายหรือสมชาย หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์เข้ามาเป็นคู่ความ โดยจำเลยขอถือเอาคำให้การและฟ้องแย้งและคำขอท้ายฟ้องแย้งของจำเลยเปรียบเสมือนหนึ่งเป็นคำฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เรียกนายชาติชายเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) (ข)

โจทก์ยื่นคำให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยร่วมให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ จำเลย จำเลยร่วมเป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์และจำเลยร่วมพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินที่เช่าและส่งมอบที่ดินที่เช่าทั้งหมดคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อย ให้โจทก์และจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายให้จำเลยจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท และให้โจทก์และจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจากการที่โจทก์และจำเลยร่วมยังอยู่ในที่ดินที่เช่าปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายจากการที่โจทก์และจำเลยร่วมกรีดและเก็บน้ำยางพาราในอัตราปีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้ง (วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๒) เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ จำเลยร่วมและบริวารจะออกไปจากที่ดินที่เช่า และให้โจทก์จำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม๑๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ยกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์และจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยร่วมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจกระทำกิจการแทนโจทก์ โจทก์เช่าที่ดินหมู่ที่ 3 ตำบลวังมะปรางเหนือ อำเภอวังวิเสษ จังหวัดตรัง จากจำเลยเพื่อทำสวนยาง เนื้อที่ 1,077ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา มีกำหนดระยะเวลาเช่า 30 ปี นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 25 มกราคม 2566

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมในประการแรกมีว่า จำเลยมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยโดยให้ร่วมรับผิดกับโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยร่วมมีฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างโจทก์ จำเลยร่วมจึงเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดซึ่งจะต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้สินของห้างโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวนและผลแห่งคำพิพากษาหรือข้อเท็จจริงในคดีผูกพันบังคับแก่จำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีโดยตรงในคดีที่โจทก์ถูกจำเลยฟ้องแย้งให้รับผิดฐานผิดสัญญา จำเลยจึงมีอำนาจยื่นคำร้องและชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีให้ร่วมรับผิดกับโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งได้ ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปมีว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มิได้

เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์กล่าวอ้างในอุทธรณ์ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดในคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วสรุปความว่า โจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเท่านั้น คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้ชัดแจ้งว่า มีอยู่อย่างไร คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบอย่างไร และโจทก์สมควรจะชนะคดีเพราะเหตุใด คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๙ วินิจฉัยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ดังนั้น ปัญหาเรื่องโจทก์ผิดสัญญาหรือไม่ และจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ โจทก์ฎีกาในปัญหานี้ซึ่งเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ขึ้นมาอีก จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยร่วมต่อไปมีว่า โจทก์และจำเลยร่วม

จะต้องรับผิดตามฟ้องแย้งหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ปลูกต้นยางพาราไม่เต็มเนื้อที่ ๑,๐๐๐ ไร่ และตัดฟันต้นไม้กระยาเลยซึ่งเป็นไม้ยืนต้นในที่ดินที่เช่าอันเป็นการผิดสัญญาเช่าข้อ ๑ และข้อ ๕ ตามเอกสารสัญญาเช่า โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าและจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์มีหน้าที่จะต้องคืนที่ดินที่เช่าให้จำเลย เมื่อโจทก์ยังคงอยู่ในที่ดินที่เช่า จำเลยจึงมีอำนาจฟ้องแย้งให้ขับไล่โจทก์และจำเลยร่วม และเรียกให้ชำระค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์ได้ สำหรับค่าขาดประโยชน์จากการเอาที่ดินที่เช่าออกให้ผู้อื่นเช่าซึ่งจำเลยคิดค่าเช่าปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท โดยคิดเป็นเงินค่าเช่าเท่ากับที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่จำเลยอยู่แล้ว จึงเป็นจำนวนที่พอสมควร ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์และจำเลยร่วมกรีดยางพาราในที่ดินที่เช่า ทำให้จำเลยเสียประโยชน์นับแต่วันเลิกสัญญากันนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ได้ใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์และจำเลยร่วมชดใช้ปีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันเลิกสัญญาจนกว่าโจทก์และจำเลยร่วมจะส่งมอบที่ดินที่เช่าทั้งหมดให้จำเลยนั้นเป็นค่าเสียหายที่เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์มีว่า ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ที่จำเลยฟ้องแย้งเรียกมานั้นขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๓ บัญญัติว่า คดีอันผู้ให้เช่าจะฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า ซึ่งเป็นการบังคับเฉพาะกรณีที่ผู้เช่ายอมส่งมอบที่ดินที่เช่าคืน แต่ตามฟ้องแย้งจำเลยที่ให้โจทก์และจำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๙๓/๓๐ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องยังไม่พ้นกำหนด ๑๐ ปี ย่อมไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของโจทก์และจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเห็นสมควรให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1087
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดวังเกษตร นิลระตะพัฒนา
จำเลย — องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง
จำเลยร่วม — นายชาติชายหรือสมชาย นิลระตะ
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 261/2552
#497396
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าตาม ป.อ. มาตรา 393 ขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 แม้ความผิดฐานดังกล่าวจะยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มรตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาได้เพราะเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2541 เวลากลางวันจำเลยที่ 1 ฝ่ายหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ที่ 3 อีกฝ่ายหนึ่ง ต่างทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน โดยจำเลยที่ 1 ฉุดกระชากมือและแขนของจำเลยที่ 3 จนเสียหลัก แล้วใช้มือตบและข่วนที่บริเวณใบหน้าของจำเลยที่ 3 หลายครั้ง และใช้ปากกัดที่นิ้วกลางของมือข้างซ้ายของจำเลยที่ 3 ทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนฉีกขาดมีอาการบาดเจ็บที่ใบหน้ามือและตามร่างกายหลายแห่ง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัสต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บอาการทุกขเวทนา และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันใช้มือชกและข่วนที่บริเวณใบหน้าของจำเลยที่ 1 หลายครั้ง ฉุดกระชากร่างกายของจำเลยที่ 1 บีบและบิดข้อมือของจำเลยที่ 1 และใช้ปากกัดที่นิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายของจำเลยที่ 1 ทำให้ฟันหน้าของจำเลยที่ 1 หัก ทะลุโพรงประสาทและมีอาการบาดเจ็บที่ใบหน้า ข้อมือนิ้วมือ และตามร่างกายหลายแห่ง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน จำเลยที่ 1 ดูหมิ่นจำเลยที่ 3 ซึ่งหน้าโดยด่าจำเลยที่ 3 ว่า "อีเหี้ย อีสัตว์" และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันดูหมิ่นจำเลยที่ 1 ซึ่งหน้าโดยร่วมกันด่าจำเลยที่ 1 ว่า "อีดอก กะหรี่พัฒพงษ์ ไอ้สัตว์" ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 297, 393

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 393 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 30,000 บาท ฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ปรับคนละ 1,000 บาท รวมจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นสามีภริยากัน และมีบ้านอยู่ติดกับบ้านของจำเลยที่ 1 ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้พบกับจำเลยที่ 1 บนถนนในซอยบริเวณหน้าบ้าน แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 3 ได้ด่าทอดูหมิ่นจำเลยที่ 1 ด้วยถ้อยคำหยาบคายแล้วทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 จนจำเลยที่ 1 ได้รับบาดเจ็บตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลกับใบความเห็นแพทย์เอกสารหมาย จ.3, จ.9 และ จ.11 ถึง จ.16 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าและฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายอนุชิต เป็นพยานเบิกความว่าขณะที่พยานอื่นรอจำเลยที่ 3 อยู่ที่หน้าบ้าน จำเลยที่ 3 เดินออกจากบ้านพบกองขยะวางอยู่หน้าบ้านจึงถามพยานว่าเป็นของใคร พยานบอกว่าเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 บอกว่าหากมีเวลาว่างก็นำกองวัสดุดังกล่าวใส่ถังขยะ ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถไปจอดท้ายรถยนต์ของจำเลยที่ 3 แล้วลงจากรถเดินอ้อมไปทางท้ายรถยนต์ขณะเดียวกับจำเลยที่ 3 เดินสวนกับจำเลยที่ 1 เพื่อจะขึ้นรถ จำเลยที่ 3 พูดกับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับกองวัสดุ มีการด่าว่าและโต้เถียงกัน จากนั้นจำเลยที่ 3 หันหลังเพื่อจะขึ้นรถ จำเลยที่ 1 ใช้มือซ้ายกระชากตัวจำเลยที่ 3 หันกลับมาแล้วใช้มือขวาตบที่แก้มซ้ายของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ใช้มือปัดป้อง จำเลยที่ 2 วิ่งออกจากบ้านกระโดดเข้าไปแทรกระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้วใช้มือโอบเอวจำเลยที่ 3 หันหลังให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ใช้มือทุบหลังจำเลยที่ 2 แล้ววิ่งไปขึ้นรถหลบหนีไป พยานเห็นจำเลยที่ 3 ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลที่แก้มซ้ายและนิ้งกลางซ้ายมีรอยลักษณะถูกกัด เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันได้ความจากคำเบิกความของนายอนุชิตว่า รถยนต์ของจำเลยที่ 3 จอดตรงข้ามบ้านจำเลยที่ 3 ห่างประมาณ 5 เมตร ขณะที่นายอนุชิตยืนอยู่ที่ประตูบ้านได้ยินเสียงจำเลยที่ 1 และที่ 3 โต้เถียงกัน จึงหันไปดู ดังนั้น ขณะเกิดเหตุนายอนุชิตจึงอยู่ห่างจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประมาณ 5 เมตร นายอนุชิตย่อมเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจนแม้นายอนุชิตเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 แต่นายอนุชิตก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน ทั้งตามรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ เอกสารหมาย จ.4 ระบุว่าแพทย์รับตัวจำเลยที่ 3 ไว้เมื่อเวลา 12.37 นาฬิกา หลังเกิดเหตุประมาณ 2 ชั่วโมง โดยจำเลยที่ 3 มีบาดแผลถลอกเป็นรอยขีดยาวที่แก้มซ้าย และบาดแผลฉีกที่นิ้วกลางมือซ้าย สนับสนุนให้คำเบิกความของนายอนุชิตมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น เชื่อได้ว่า นายอนุชิตไม่ได้เบิกความช่วยเหลือจำเลยที่ 3 หรือเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 คำเบิกความของนายอนุชิตจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำเบิกความของนายวิชาญ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ก่อเหตุและทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 3 นั้น เห็นว่า นายวิชาญเบิกความว่า ขณะพยานทาสีประตูบ้านของจำเลยที่ 1 อยู่นั้นเห็นจำเลยที่ 3 กับชายอีกคนหนึ่งเดินเข้าไปหาจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ด่าว่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พูดว่ารอก่อนไปทำธุระเดี๋ยวมา แล้วเดินไปที่รถยนต์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจอดอยู่หน้าบ้านจำเลยที่ 3 กับชายอีกคนหนึ่งได้เดินตามไป พยานหักกลับไปทาสีประตูต่อจนกระทั่งได้ยินเสียงจำเลยที่ 1 ร้อง จึงหันไปดู เห็นจำเลยที่ 1 และที่ 3 กำลังฉุดกระชากกันอยู่ จากนั้นไม่ถึงหนึ่งนาทีจำเลยที่ 1 ก็สะบัดตัวออกและขึ้นรถขับออกไป ดังนี้ การที่ขณะเกิดเหตุนายวิชาญอยู่ห่างจากจำเลยที่ 3 และชายคนหนึ่งประมาณ 5 ถึง 6 เมตร แต่นายวิชาญกลับเห็นเพียงการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยไม่เห็นการกระทำของชายที่อยู่กับจำเลยที่ 3 ย่อมเป็นการผิดปกติวิสัยที่นายวิชาญซึ่งพบเห็นการทะเลาะโต้เถียงกันแต่กลับไม่สนใจดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป อีกทั้งตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.17 นายวิชาญก็ให้การว่า ขณะเกิดเหตุพยานสังเกตเห็นไม่ถนัดเนื่องจากมีรถยนต์ของจำเลยที่ 3 บังอยู่ แม้นายวิชาญจะเบิกความว่าขณะเกิดเหตุมีชายคนหนึ่งอยู่กับจำเลยที่ 3 ด้วย แต่นายวิชาญก็มิได้เบิกความยืนยันว่าเป็นจำเลยที่ 2 อีกทั้งไม่ปรากฏจากคำเบิกความของนายวิชาญว่าชายคนดังกล่าวทำร้ายจำเลยที่ 1 อย่างไร กรณีจึงฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด่าว่าโต้เถียงกันแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฉุดกระชากกันเท่านั้น เมื่อพิจารณาคำเบิกความของนายวิชาญดังกล่าวประกอบคำเบิกความของนายอนุชิตฟังได้ว่า เหตุวิวาทเกิดเนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด่าว่าโต้เถียงกันเรื่องต้นไม้และขยะ แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่างทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน มิใช่ว่าเหตุเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 3 แต่ฝ่ายเดียวไม่ ลำพังที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้หญิงและอายุมากกว่า ก็ไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ร่วมก่อเหตุไม่ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า บาดแผลที่แก้มซ้ายและที่นิ้วกลางของจำเลยที่ 3 มิได้เกิดจากจำเลยที่ 1 ข่วนและกัด บาดแผลตามภาพถ่ายมีลักษณะเป็นการตกแต่งบาดแผลขึ้นเองนั้น เห็นว่า โจทก์มีแพทย์หญิงพิไลวรรณ แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลของจำเลยที่ 3 เบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 มารับการตรวจรักษาโดยมีบาดแผลที่นิ้วกลางมือซ้ายและมีบาดแผลเป็นรอยขีดที่แก้มซ้ายตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.4 และเบิกความตอบคำถามค้านยืนยันว่า บาดแผนที่แก้มและนิ้วกลางของจำเลยที่ 3 ปรากฏตามภาพถ่ายหมาย ล.2 ซึ่งเหมือนกับภาพถ่ายหมาย จ.18 อีกทั้งโจทก์ยังมีร้อยตำรวจโทชัยยา พนักงานสอบสวน เบิกความตอบคำถามค้านว่าจำเลยที่ 3 ได้แสดงบาดแผลที่นิ้วมือให้พยานดูด้วย กรณีจึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 จะตกแต่งบาดแผลตามภาพถ่ายขึ้นเอง ส่วนปัญหาว่าบาดแผลดังกล่าวเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 หรือไม่นั้น เห็นว่า นายอนุชิตซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า เห็นจำเลยที่ 1 ใช้มือขวาตบที่แก้มซ้ายของจำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 2 เห็นเหตุการณ์ได้เข้ามาแทรกกลางระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 และใช้มือโอบเอวของจำเลยที่ 3 หันหลังให้จำเลยที่ 1 แล้วเบิกความตอบคำถามค้านว่า ขณะนั้นมือของจำเลยที่ 3 พาดอยู่บนไหล่ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ใช้ปากกัดนิ้วของจำเลยที่ 3 และพยานได้ยินเสียงจำเลยที่ 3 ร้อง แม้แพทย์หญิงพิไลวรรณเบิกความตอบคำถามค้านว่า ลักษณะบาดแผลที่นิ้วกลางของจำเลยที่ 3 คล้ายถูกของมีคมบาดก็ตาม แต่พยานดังกล่าว เบิกความว่า จากการสอบถามจำเลยที่ 3 ทราบว่าบาดแผลเกิดจากการทำร้ายกัน และมิได้เบิกความอธิบายว่าบาดแผลดังกล่าวมีลักษณะต่างจากบาดแผลที่เกิดจากการถูกกัดอย่างไร แม้ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.4 จะระบุลักษณะบาดแผลแตกต่างจากใบรับรองแพทย์เอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 บ้าง ก็เป็นเพียงข้อแตกต่างในรายละเอียด ประกอบกับพยานเอกสารดังกล่าวก็ล้วนระบุเป็นอย่างเดียวกันว่าจำเลยที่ 3 มีบาดแผลที่นิ้วกลางมือซ้าย จึงมิได้เป็นพิรุธถึงกับทำให้ฟังว่าไม่ใช่บาดแผลที่เกิดจากการถูกกัดดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ดังนี้พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 3 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2541 ความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดดังกล่าวจึงมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2543 นับแต่วันกระทำความผิดถึงวันฟ้องเกินกว่าหนึ่งปี คดีสำหรับความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 แม้ความผิดฐานดังกล่าว จะยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาได้เพราะเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อหาดูหมิ่นซึ่งหน้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 185 ,195,213
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางรัชฎา เสน่ห์ลักษณา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 233/2552
#418390
เปิดฉบับเต็ม

ทางพิจารณาได้ความว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 มกราคม 2542 ไม่ใช่ในระหว่างวันที่ 6 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2541 ตามฟ้องโจทก์ จำเลยนำสืบต่อสู้ฟังได้ว่า ในช่วงเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยรับราชการเป็นทหารกองประจำการอยู่ที่โรงเรียนการบิน อำเภอกำแพงแสน จำเลยไม่ได้ลาออกไปข้างนอก โจทก์ฟ้องผิดวันเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน แม้ว่าข้อแตกต่างนี้จะเป็นเพียงรายละเอียด แต่การฟ้องผิดวันไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ จึงต้องยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า บิดามารดาผู้เสียหายประกอบอาชีพขายขนมบัวลอยบริเวณโรงเจหลังวัดพระงาม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ในช่วงดังกล่าวผู้เสียหายไม่ได้เรียนหนังสือโดยช่วยบิดามารดาขายของ ระหว่างวันที่ 6 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นช่วงแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายแอ๋งซึ่งผู้เสียหายรู้จักมาก่อนเข้ามารับประทานขนมบัวลอยกับเพื่อน ต่อมานายแอ๋งชวนผู้เสียหายไปนั่งรถจักรยานยนต์เล่นบริเวณสนามจันทร์ผู้เสียหายตกลงไปด้วย เมื่อไปถึงสนามจันทร์ผู้เสียหายพบจำเลยกับพวกอีกประมาณ 4 คน ขับรถจักรยานยนต์รวม 2 คัน ผู้เสียหายไม่เคยเห็นจำเลยกับพวกมาก่อนยกเว้นนายบู้ ต่อมาจำเลยได้ฉุดผู้เสียหายขึ้นรถจักรยานยนต์พาไปข่มขืนกระทำชำเราที่ห้องหมายเลข 4 โรงแรมซันย่า เมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่แล้ว พวกของจำเลยมีนายนคร นายบู้ และนายเตี้ยได้ข่มขืนกระทำชำเรา ต่อจนสำเร็จความใคร่ทุกคนโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายออกไปขายขนมบัวลอยตามปกติร่วมกับบิดามารดาผู้เสียหาย จำเลย นายนครกับพวกขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าร้านได้เร่งเครื่องรวมทั้งเยาะเย้ยผู้เสียหาย 2 ถึง 3 วันหลังจากนั้นประมาณ 2 ถึง 3 สัปดาห์ ผู้เสียหายรู้สึกปวดท้องและเจ็บอวัยวะเพศจึงเล่าเรื่องให้มารดาฟัง มารดาผู้เสียหายพาไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจเจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม เจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายไปชี้ที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจได้ทำแผนที่เกิดเหตุไว้ปรากฏตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ เห็นว่าแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุดังกล่าว ทำเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2542 นายแพทย์วศิน แพทย์ผู้ตรวจพิสูจน์ได้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย ในวันที่ 7 มกราคม 2542 นางนัยนามารดาผู้เสียหายเบิกความว่า ประมาณเดือนธันวาคม 2541 ช่วงแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานไม่พบผู้เสียหายทั้ง ๆ ที่วันดังกล่าวผู้เสียหายก็อยู่ช่วยพยานขายขนมบัวลอย จนกระทั่งเวลา 24 นาฬิกา พยานเลิกขายของกลับบ้านแล้ว ผู้เสียหายจึงกลับไปพบพยาน พยานสอบถามผู้เสียหายว่าไปไหนมา ผู้เสียหายบอกว่าไปกับเพื่อน แต่พยานไม่เชื่อจึงสอบถามผู้เสียหาย ต่อมาอีกประมาณ 2 ถึง 3 วัน ผู้เสียหายจึงยอมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เมื่อทราบเรื่องดังกล่าวพยานจึงได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครปฐม เจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม วันที่ผู้เสียหายกับมารดาไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนคือวันที่ 7 มกราคม 2542 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่พนักงานสอบสวนส่งผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม ได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์วศินว่า พยานได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายโดยนำน้ำจากช่องคลอดส่งห้องปฏิบัติการเคมีเพื่อตรวจหาสารแอซิดฟอสฟาเทสปรากฏว่าเป็นผลบวก ซึ่งแสดงว่ามีการร่วมเพศไม่เกิน 3 วันผ่านมา และผู้เสียหายยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายไม่เคยร่วมประเวณีกับใครมาก่อน หลังจากเกิดเหตุแล้วจนถึงวันที่ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายผู้เสียหายไม่ได้ร่วมประเวณีกับใคร เหตุคดีนี้จึงเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 มกราคม 2542 ไม่ใช่ในระหว่างวันที่ 6 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2541 ตามฟ้องโจทก์ จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าในช่วงเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยรับราชการเป็นทหารกองประจำการอยู่ที่โรงเรียนการบิน อำเภอกำแพงแสน จำเลยไม่ได้ลาออกไปข้างนอก โดยมีเรืออากาศเอกนิรันดร์นายทหารประจำโรงเรียนการบิน กองบัญชาการยุทธทางอากาศ อำเภอกำแพงแสน มาเบิกความสนับสนุนและส่งเอกสารสำเนาบัญชีคุมการจำหน่ายเวลาปฏิบัติราชการของจำเลยเป็นพยานด้วยโจทก์ฟ้องผิดวันเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน แม้ว่าข้อแตกต่างนี้จะเป็นเพียงรายละเอียดแต่การที่ฟ้องผิดวันไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ จึงต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสี่
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — พลทหารไพสิทธิ์หรือบิ๊ก ห้วยหงษ์ทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายสุบิน ชิ้นประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล
ชื่อองค์คณะ
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 233/2552
#501346
เปิดฉบับเต็ม

มารดาผู้เสียหายเบิกความว่า ประมาณเดือนธันวาคม 2541 ช่วงแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานไม่พบผู้เสียหายทั้ง ๆ ที่วันดังกล่าวผู้เสียหายก็อยู่ช่วยพยานขายขนมบัวลอย จนกระทั่งเวลา 24 นาฬิกา พยานเลิกขายของกลับบ้านแล้ว ผู้เสียหายจึงกลับไปพบพยาน พยานสอบถามผู้เสียหายว่าไปไหนมาผู้เสียหายบอกว่าไปกับเพื่อน แต่พยานไม่เชื่อจึงสอบถามผู้เสียหาย ต่อมาอีกประมาณ 2 ถึง 3 วัน ผู้เสียหายจึงยอมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังว่าถูกจำเลย กับพวกข่มขืน เมื่อทราบเรื่องดังกล่าว พยานจึงได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครปฐม เจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ศ. วันที่ผู้เสียหายกับมารดาไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนคือวันที่ 7 มกราคม 2542 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่พนักงานสอบสวนส่งผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ศ. ได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์ ว. ผลปรากฎว่ามีการร่วมเพศไม่เกิน 3 วันผ่านมา และผู้เสียหายยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายไม่เคยร่วมประเวณีกับใครมาก่อน หลังจากเกิดเหตุแล้วจนถึงวันที่ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายผู้เสียหายไม่ได้ร่วมประเวณีกับใคร เหตุคดีนี้จึงเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 มกราคม 2542 ไม่ใช่ในระหว่างวันที่ 6 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2541 ตามฟ้องโจทก์ จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าในช่วงเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยรับราชการเป็นทหารกองประจำการอยู่ที่โรงเรียน ก. จำเลยไม่ได้ลาออกไปข้างนอกโดยมีเรืออากาศเอก น. นายทหารประจำโรงเรียน ก. มาเบิกความสนับสนุนและส่งเอกสารสำเนาบัญชีคุมการจำหน่ายเวลาปฏิบัติราชการของจำเลยเป็นพยานด้วย โจทก์ฟ้องผิดวันเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน แม้ว่าข้อแตกต่างนี้จะเป็นเพียงรายละเอียด แต่การที่ฟ้องผิดวันไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ จึงต้องยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าผู้เสียหายเกิดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2526 เป็นบุตรของนายสมศักดิ์ กับนางนัยนา ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการเป็นทหารกองประจำการ สังกัดกองพันทหารอากาศโยธิน โรงเรียนการบิน กองบัญชาการยุทธทางอากาศ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า บิดามารดาผู้เสียหายประกอบอาชีพขายขนมบัวลอย ในช่วงดังกล่าวผู้เสียหายไม่ได้เรียนหนังสือโดยช่วยบิดามารดาขายของ ระหว่างวันที่ 6 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นช่วงแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายแอ๋งซึ่งผู้เสียหายรู้จักมาก่อนเข้ามารับประทานขนมบัวลอยกับเพื่อน ต่อมานายแอ๋งชวนผู้เสียหายไปนั่งรถจักรยานยนต์เล่นบริเวณสนามจันทร์ผู้เสียหายตกลงไปด้วย เมื่อไปถึงสนามจันทร์ผู้เสียหายพบจำเลยกับพวกอีกประมาณ 4 คน ขับรถจักรยานยนต์รวม 2 คัน ผู้เสียหายไม่เคยเห็นจำเลยกับพวกมาก่อนยกเว้นนายบู้ ต่อมาจำเลยได้ฉุดผู้เสียหายขึ้นรถจักรยานยนต์พาไปข่มขืนกระทำชำเราที่ห้องหมายเลข 4 โรงแรมซันย่า เมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่แล้ว พวกของจำเลยมีนายนคร นายบู้ และนายเตี้ยได้ข่มขืนกระทำชำเราต่อจนสำเร็จความใคร่ทุกคนโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายออกไปขายขนมบัวลอยตามปกติร่วมกับบิดามารดาผู้เสียหาย จำเลย นายนครกับพวกขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าร้านได้เร่งเครื่องรวมทั้งเยาะเย้ยผู้เสียหาย 2 ถึง 3 วันหลังจากนั้นประมาณ 2 ถึง 3 สัปดาห์ ผู้เสียหายรู้สึกปวดท้องและเจ็บอวัยวะเพศจึงเล่าเรื่องให้มารดาฟัง มารดาผู้เสียหายพาไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจเจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม เจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายไปชี้ที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจได้ทำแผนที่เกิดเหตุไว้ เห็นว่าแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ทำเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2542 นายแพทย์วศิน แพทย์ผู้ตรวจพิสูจน์ได้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย ในวันที่ 7 มกราคม 2542 นางนัยนามารดาผู้เสียหายเบิกความว่า ประมาณเดือนธันวาคม 2541 ช่วงแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานไม่พบผู้เสียหายทั้ง ๆ ที่วันดังกล่าวผู้เสียหายก็อยู่ช่วยพยานขายขนมบัวลอย จนกระทั่งเวลา 24 นาฬิกา พยานเลิกขายของกลับบ้านแล้ว ผู้เสียหายจึงกลับไปพบพยาน พยานสอบถามผู้เสียหายว่าไปไหนมา ผู้เสียหายบอกว่าไปกับเพื่อน แต่พยานไม่เชื่อจึงสอบถามผู้เสียหาย ต่อมาอีกประมาณ 2 ถึง 3 วัน ผู้เสียหายจึงยอมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เมื่อทราบเรื่องดังกล่าวพยานจึงได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครปฐม เจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม วันที่ผู้เสียหายกับมารดาไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนคือวันที่ 7 มกราคม 2542 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่พนักงานสอบสวนส่งผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม ได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์วศินว่า พยานได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายโดยนำน้ำจากช่องคลอดส่งห้องปฏิบัติการเคมีเพื่อตรวจหาสารแอซิดฟอสฟาเทส ปรากฏว่าเป็นผลบวก ซึ่งแสดงว่ามีการร่วมเพศไม่เกิน 3 วันผ่านมา และผู้เสียหายยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายไม่เคยร่วมประเวณีกับใครมาก่อน หลังจากเกิดเหตุแล้วจนถึงวันที่ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายผู้เสียหายไม่ได้ร่วมประเวณีกับใคร เหตุคดีนี้จึงเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 มกราคม 2542 ไม่ใช่ในระหว่างวันที่ 6 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2541 ตามฟ้องโจทก์ จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าในช่วงเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยรับราชการเป็นทหารกองประจำการอยู่ที่โรงเรียนการบิน อำเภอกำแพงแสน จำเลยไม่ได้ลาออกไปข้างนอก โดยมีเรืออากาศเอกนิรันดร์นายทหารประจำโรงเรียนการบิน กองบัญชาการยุทธทางอากาศ อำเภอกำแพงแสน มาเบิกความสนับสนุนและส่งเอกสารสำเนาบัญชีคุมการจำหน่ายเวลาปฏิบัติราชการของจำเลยเป็นพยานด้วย โจทก์ฟ้องผิดวันเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน แม้ว่าข้อแตกต่างนี้จะเป็นเพียงรายละเอียด แต่การที่ฟ้องผิดวันไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ จึงต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — พลทหารไพสิทธิ์หรือบิ๊ก ห้วยหงษ์ทอง
ชื่อองค์คณะ
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2552
#497323
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยเพียงแต่โต้แย้งคัดค้านคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบอย่างไรและจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาอุทธรณ์เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 ซอง น้ำหนัก 0.530 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.518 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2550 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย. 958/2550 ของศาลชั้นต้น ขอให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รอสั่งในวันนัดพร้อม สำเนาให้จำเลย" แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งสำเนาให้จำเลย ต่อมาวันที่ 11 เมษายน 2550 จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ก่อนพิพากษาคดี เป็นการไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและคำพิพากษาศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์และพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง หากจำเลยทราบแล้ว จำเลยก็คงจะไม่รับสารภาพ เพราะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีทั้งโจทก์ก็ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยถูกฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย.958/2550 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์อ้างว่าเพิ่งทราบว่าจำเลยถูกฟ้องในคดีดังกล่าวในวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องจึงไม่สมเหตุผล นั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเพียงแต่โต้แย้งคัดค้านคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบอย่างไรและจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากศาลอุทธรณ์เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสลักเพชร เทียบเพ็ชร์หรือเทียมเพ็ชร์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 211/2552
#419905
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคณะปฏิวัติได้ทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520 และประกาศให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2519 ต่อมาได้มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2520 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520 ไปพลางก่อนจนกว่าจะได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญซึ่งจะได้จัดร่างขึ้นใหม่ตามบทบัญญัติแห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรฉบับนี้ ดังนั้น ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2520 จึงเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศและบริหารราชการแผ่นดินในขณะนั้น

เมื่อตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2520 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนหรือทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน หรือการกระทำอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือการกระทำอันเป็นการทำลายทรัพยากรของประเทศ หรือเป็นการบั่นทอนสุขภาพอนามัยของประชาชน ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันใช้ธรรมนูญการปกครองนี้และไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและของสภานโยบายแห่งชาติ มีอำนาจสั่งการหรือกระทำการใดๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำของนายกรัฐมนตรีรวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งหรือการกระทำหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมาย" ถ้อยคำในมาตรา 27 ที่ว่า ...ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและของสภานโยบายแห่งชาติ มีอำนาจสั่งการหรือกระทำการใดๆ ได้" ย่อมรวมถึงการสั่งจำคุก ในเมื่อนายกรัฐมนตรีเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร

เมื่อปรากฏตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ 28/2521 ว่า อ. ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกมีเฮโรอีนน้ำหนัก 92 กิโลกรัมเศษ มอร์ฟีน 98 กิโลกรัมเศษ และฝิ่นสุกอีก 81 กิโลกรัมเศษ อันเป็นยาเสพติดให้โทษจำนวนมาก ถือได้ว่าเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ บ่อนทำลายสุขภาพอนามัยของประชาชน เป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศชาติและประชาชน ครบองค์ประกอบความผิดที่นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นสามารถใช้อำนาจตามมาตรา 27 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2520 ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและสภานโยบายแห่งชาติสั่งให้จำคุกตลอดชีวิต อ. ในข้อหาร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายได้ อันเป็นการใช้อำนาจโดยชอบตามที่กำหนดไว้ในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2520 มาตรา 27 คำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ 28/2521 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2521 จึงชอบด้วยกฎหมาย

แม้การออกคำสั่งดังกล่าวมีผลเป็นการลงโทษจำกัดสิทธิเสรีภาพบุคคล ซึ่งโดยปกติจะกระทำได้โดยอาศัยคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจตุลาการและมาตรา 29 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาญาจักร พ.ศ.2520 จะบัญญัติว่า "ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย" ก็ตาม ก็ไม่ขัดหรือแย้งกันเอง และหาทำให้คำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ 28/2521 กลับกลายเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายไม่ ทั้งนี้เพราะการใช้อำนาจพิเศษของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 27 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2520 เป็นการใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีที่จะมีคำสั่งใดๆ ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 27 ดังกล่าว ส่วนอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีของผู้พิพากษาและตุลาการสำหรับคดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้น ซึ่งเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากอำนาจพิเศษของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 27

กรณีไม่ถือว่าเป็นการขัดต่อประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2520 ที่บัญญัติว่า "ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งธรรมนูญการปกครองนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย" เพราะการสั่งจำคุก อ. ในคดีนี้เป็นการสั่งโดยชอบด้วยธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2520 มาตรา 27 หาใช่เป็นกรณีไม่มีบทบัญญัติแห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรนี้ใช้บังคับไม่ ดังนั้น คำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ 28/2521 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2521 จึงชอบด้วยกฎหมาย กรณีของผู้ร้องไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 90 ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้ปล่อยตัว อ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า นายเพ้งหรือองอาจถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 240 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ขอให้มีคำสั่งปล่อยตัวนายเพ้งหรือองอาจ

ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวแล้วมีคำสั่งว่า คำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ 28/2521 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2521 ชอบด้วยกฎหมาย กรณีของผู้ร้องจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และไม่มีมูลที่จะดำเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540มาตรา 240 ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคณะปฏิวัติได้ทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520 และประกาศให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 ต่อมาได้มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520 ไปพลางก่อนจนกว่าจะได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญซึ่งจะได้จัดร่างขึ้นใหม่ตามบทบัญญัติแห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรฉบับนี้ ดังนั้น ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 จึงเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศและบริหารราชการแผ่นดินอยู่ในขณะนั้น เมื่อตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน หรือการกระทำอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือการกระทำอันเป็นการทำลายทรัพยากรของประเทศ หรือเป็นการบั่นทอนสุขภาพอนามัยของประชาชน ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันใช้ธรรมนูญการปกครองนี้ และไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและของสภานโยบายแห่งชาติ มีอำนาจสั่งการหรือกระทำการใดๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำของนายกรัฐมนตรีรวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งหรือการกระทำหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมาย" ถ้อยคำในมาตรา 27 ที่ว่า "...ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและของสภานโยบายแห่งชาติมีอำนาจสั่งการหรือกระทำการใด ๆ ได้" ย่อมรวมถึงการสั่งจำคุกก็ทำได้ ในเมื่อนายกรัฐมนตรีเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร เมื่อปรากฏตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ 28/2521 ว่า นายเพ้งหรือองอาจถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกมีเฮโรอีนน้ำหนัก 92 กิโลกรัมเศษ มอร์ฟีน 98 กิโลกรัมเศษ และฝิ่นสุกอีก 81 กิโลกรัมเศษ อันเป็นยาเสพติดให้โทษจำนวนมาก ซึ่งถือได้ว่าเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ บ่อนทำลายสุขภาพอนามัยของประชาชน เป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศชาติและประชาชน ครบองค์ประกอบความผิดที่นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นสามารถใช้อำนาจตามมาตรา 27 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและสภานโยบายแห่งชาติสั่งให้จำคุกตลอดชีวิตนายเพ้งหรือองอาจในข้อหาร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายได้ อันเป็นการใช้อำนาจโดยชอบตามที่กำหนดไว้ในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 มาตรา 27 ดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว คำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ 28/2521 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2521 จึงชอบด้วยกฎหมาย แม้การออกคำสั่งดังกล่าวมีผลเป็นการลงโทษจำกัดสิทธิเสรีภาพบุคคล ซึ่งโดยปกติจะกระทำได้โดยอาศัยคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจตุลาการก็ตาม แต่เมื่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 จะบัญญัติว่า "ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย" ก็ไม่ขัดหรือแย้งกันเอง และหาทำให้คำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ 28/2521 กลับกลายเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายไม่ ทั้งนี้เพราะการใช้อำนาจพิเศษของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 27 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 เป็นการใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีที่จะมีคำสั่งหรือกระทำการใด ๆ ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 27 ส่วนอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีของผู้พิพากษาและตุลาการสำหรับคดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้น ซึ่งเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากอำนาจพิเศษของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 27 กรณีไม่ถือว่าเป็นการขัดต่อประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 ที่บัญญัติว่า "ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งธรรมนูญการปกครองนี้บังคับแก่กรณีใดให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย" เพราะการสั่งจำคุกนายเพ้งหรือองอาจในคดีนี้เป็นการสั่งโดยชอบด้วยธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 มาตรา 27 หาใช่เป็นกรณีไม่มีบทบัญญัติแห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรนี้บังคับใช้ไม่ ดังนั้นคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ 28/2521 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2521 จึงชอบด้วยกฎหมาย กรณีของผู้ร้องไม่ต้องด้วยมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องต่อศาลให้ปล่อยนายเพ้งหรือองอาจ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2520 ม. 27 ม. 29 ม. 30
ป.วิ.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางยุพดี กิตติธนบดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุวิทย์ พรพานิช
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 206/2552
#418389
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 2 เคยฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยให้รับผิดตามมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 2 ประมูลซื้อมาจากจำเลยที่ 1 และศาลพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองรับผิดต่อจำเลยที่ 2 และคำพิพากษาในคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ให้การต่อสู้ในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล และไม่อยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเพราะมิได้มอบให้ อ. ทำการซื้อขายแทน แต่ข้อต่อสู้ดังกล่าวต่อมาโจทก์ทั้งสองได้แถลงขอสละข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมด และยอมรับว่าเป็นหนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวอยู่จริง ดังนี้ ข้อต่อสู้ดังกล่าวรวมถึงข้ออ้างของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ที่ว่าการซื้อขายทรัพย์สินด้อยคุณภาพระหว่างจำเลยทั้งสองขัดต่อกฎหมายและ ม. ไม่มีอำนาจลงนามในสัญญาซื้อขายแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วในคดีก่อนที่จะนำมาอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีนี้ ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ที่โจทก์ทั้งสองมาฟ้องจำเลยที่ 2 คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 และเมื่อโจทก์ทั้งสองต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ในประเด็นที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 ทำกับจำเลยที่ 1 ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2542 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนสิทธิจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 22946 ตำบลสามเสนใน (บางซื่อฝั่งใต้) อำเภอพญาไท (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองคัดสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 11107/2543 ของศาลแพ่ง ที่โจทก์อ้างในฟ้องเสนอต่อศาลภายใน 15 วัน ต่อมาโจทก์ทั้งสองอ้างส่งสำเนาคำพิพากษาดังกล่าว

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ในคดีดังกล่าว (จำเลยที่ 2 ในคดีนี้) ประมูลซื้อสินทรัพย์มาโดยชอบ การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายฉบับดังกล่าวเป็นคดีนี้ ทั้ง ๆ ที่ศาลหยิบยกขึ้นวินิจฉัยในคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 ของศาลแพ่งและคดีถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีหมายเลขดำที่ 11107/2543 ต่อศาลแพ่ง ให้โจทก์ทั้งสองรับผิดตามมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 2 ประมูลซื้อมาจากจำเลยที่ 1 ศาลพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองรับผิดต่อจำเลยที่ 2 และคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 ของศาลแพ่ง

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 ดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 จำเลยที่ 2 คดีนี้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะโจทก์คดีดังกล่าวจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้จัดการ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2542 ระหว่างที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการจัดตั้งเป็นกองทุนรวม ได้มอบให้นายเอลดริจ เอฟ เกรย์ ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขายตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ซึ่งสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่นายเอลดริจ เอฟ เกรย์ ซื้อมารวมถึงมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาค้ำประกัน สัญญาจำนอง ที่จำเลยที่ 2 นำมาฟ้องโจทก์ทั้งสองให้ต้องรับผิด และต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542 จำเลยที่ 2 ได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมจึงได้ให้สัตยาบันการกระทำของนายเอลดริจ เอฟ เกรย์ จำเลยที่ 2 จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ให้การต่อสู้ในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล และไม่อยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเพราะมิได้มอบให้นายเอลดริจ เอฟ เกรย์ ทำการซื้อขายแทน แต่ข้อต่อสู้ดังกล่าวต่อมาโจทก์ทั้งสองได้แถลงขอสละข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมด และยอมรับว่าเป็นหนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวอยู่จริง ดังนี้ ข้อต่อสู้ดังกล่าวรวมถึงข้ออ้างของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ที่ว่าการซื้อขายทรัพย์สินด้อยคุณภาพระหว่างจำเลยทั้งสองขัดต่อกฎหมาย และนายมนตรีไม่มีอำนาจลงนามในสัญญาซื้อขายแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วในคดีก่อนที่จะนำมาอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีนี้ ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ที่โจทก์ทั้งสองมาฟ้องจำเลยที่ 2 คดีนี้ จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และเมื่อโจทก์ทั้งสองต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ในประเด็นที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 ทำกับจำเลยที่ 1 ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชิต แสงทอง กับพวก
จำเลย — องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอรุณรัตน์ ศรีพิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิป จิตต์สำเริง
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 206/2552
#501679
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยที่ 2 คดีนี้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะโจทก์คดีดังกล่าวจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมตาม พ.ร.บหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 โดยมีบริษัท ว. เป็นผู้จัดการ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2542 ระหว่างที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการจัดตั้งเป็นกองทุนรวม ได้มอบให้ อ. ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขาย ตาม พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ซึ่งสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ อ. ซื้อมารวมถึงมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาค้ำประกัน สัญญาจำนอง ที่จำเลยที่ 2 นำมาฟ้องโจทก์ทั้งสองให้รับผิด และต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542 จำเลยที่ 2 ได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมจึงได้ให้สัตยาบันการกระทำของ อ. จำเลยที่ 2 จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง ซึ่งโจทก์ทั้งสองให้การต่อสู้ในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล และไม่อยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเพราะมิได้มอบให้ อ. ทำการซื้อขายแทน ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้แถลงขอสละข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมดและยอมรับว่าเป็นหนี้จำลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวจริง ดังนี้ ข้อต่อสู้ดังกล่าวรวมถึงข้ออ้างของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ที่ว่าการซื้อขายทรัพย์สินด้อยคุณภาพระหว่างจำเลยทั้งสองขัดต่อกฎหมาย และ ม. ไม่มีอำนาจลงนามในสัญญาซื้อขายแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วในคดีก่อนที่จะนำมาอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีนี้ ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ที่โจทก์ทั้งสองมาฟ้องจำเลยที่ 2 คดีนี้ จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

เมื่อโจทก์ทั้งสองต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ในประเด็นที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 ทำกับจำเลยที่ 1 ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนสิทธิจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 22946 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ให้โจทก์ทั้งสองคัดสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 11107/2543 ของศาลแพ่งเสนอต่อศาลภายใน 15 วัน ต่อมาโจทก์ทั้งสองอ้างส่งสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขคดีดำที่ 11107/2543 หรือคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 ของศาลแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ในคดีดังกล่าว (จำเลยที่ 2 ในคดีนี้) ประมูลซื้อสินทรัพย์มาโดยชอบ การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายฉบับดังกล่าวเป็นคดีนี้ ทั้งๆ ที่ศาลหยิบยกขึ้นวินิจฉัยในคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 ของศาลแพ่งและคดีถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีหมายเลขดำที่ 11107/2543 ต่อศาลแพ่งให้โจทก์ทั้งสองรับผิดตามมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 2 ประมูลซื้อมาจากจำเลยที่ 1 ศาลพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองรบผิดต่อจำเลยที่ 2 และคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 ของศาลแพ่ง

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 ดังกล่าวหรือไม่ ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 กับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองคดีนี้ได้ความว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 จำเลยที่ 2 คดีนี้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะโจทก์คดีดังกล่าวจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้จัดการ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2542 ระหว่างที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการจัดตั้งเป็นกองทุนรวม ได้มอบให้นายเอลดริจ ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขายตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ซึ่งสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่นายเอลดริจ ซื้อมารวมถึงมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาค้ำประกัน สัญญาจำนอง ที่จำเลยที่ 2 นำมาฟ้องโจทก์ทั้งสองให้ต้องรับผิด และต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542 จำเลยที่ 2 ได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมจึงได้ให้สัตยาบันการกระทำของนายเอลดริจ จำเลยที่ 2 จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ให้การต่อสู้ในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล และไม่อยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเพราะมิได้มอบให้นายเอลดริจ ทำการซื้อขายแทนแต่ข้อต่อสู้ดังกล่าวต่อมาโจทก์ทั้งสองได้แถลงขอสละข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมดและยอมรับว่าเป็นหนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวอยู่จริง ดังนี้ ข้อต่อสู้ดังกล่าวรวมถึงข้ออ้างของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ที่ว่าการซื้อขายทรัพย์สินด้อยคุณภาพระหว่างจำเลยทั้งสองขัดต่อกฎหมายและนายมนตรี ไม่มีอำนาจลงนามในสัญญาซื้อขายแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วในคดีก่อนที่จะนำมาอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีนี้ ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วที่โจทก์ทั้งสองมาฟ้องจำเลยที่ 2 คดีนี้ จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และเมื่อโจทก์ทั้งสองต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ในประเด็นที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 ทำกับจำเลยที่ 1 ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1จึงไม่มีสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชิต แสงทอง กับพวก
จำเลย — องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 203/2552
#501337
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1311 ซึ่งมีชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ การที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่าได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยรับการยกให้มาจาก จ. มารดา เมื่อการโอนให้ดังกล่าวมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การให้จึงตกเป็นโมฆะ ที่ผู้ร้องทั้งสองครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาทต่อมา ผู้ร้องทั้งสองจึงอ้างได้ว่าเป็นการครอบครองอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทด้วยความสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของ ซึ่งก็คือการครอบครองปรปักษ์นั่นเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 1311 ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงทรา เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา เป็นของนางหวาด ซึ่งเป็นยายของผู้ร้องที่ 2 นางหวาดยกที่ดินเนื้อที่ประมาณ 1 งานเศษ ให้แก่นางจ้อย ซึ่งเป็นมารดาของผู้ร้องที่ 2 เมื่อปี 2505 ผู้ร้องที่ 2 แต่งงานกับผู้ร้องที่ 1 นางจ้อยจึงยกที่ดินให้ ผู้ร้องทั้งสองได้ปลูกบ้านเลขที่ 36/1 หมู่ที่ 13 ปลูกต้นไม้และขุดคูน้ำกั้นเป็นแนวเขตโดยครอบครองอย่างสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี แล้ว เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2503 นางหวาดขายที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวแก่นางโถม โดยนางโถมทราบดีว่ามีที่ดินส่วนหนึ่งเป็นของมารดาของผู้ร้องที่ 2 ที่ไม่ได้ขาย หลังจากนางโถมถึงแก่ความตาย นายเสริม เป็นผู้จัดการมรดก นายเสริมและทายาททุกคนของนางโถมทราบดีว่าผู้ร้องทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินและมิได้โต้แย้งคัดค้าน ผู้ร้องทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้มีคำสั่งแสดงว่าที่ดินเนื้อที่ 1 งานเศษเฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 1311 ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์และให้ใส่ชื่อผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนในโฉนดที่ดินดังกล่าวด้วย

ผู้คัดค้านทั้งเจ็ดยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งเจ็ดเป็นบุตรของนายเสริม ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว นางหวาด ขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1311 ทั้งแปลงให้แก่นางโถม โดยมิได้ยกที่ดินเฉพาะส่วนที่พิพาทให้แก่นางจ้อยอีกทั้งนางจ้อยไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ผู้ร้องทั้งสองมิได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท ในระหว่างที่นายเสริมเป็นผู้จัดการมรดกนั้น ผู้ร้องที่ 2 และมารดาได้มาขออนุญาตปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินเนื้อที่ 1 งาน 71 ตารางวาของที่ดินโฉนดเลขที่ 1311 ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ภายในกรอบเส้นสีม่วงตามแผนที่ดินวิวาทฉบับที่ 3 เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์ให้ผู้คัดค้านทั้งเจ็ดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้คัดค้านทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่าผู้ร้องทั้งสองครอบครองทำประโยชน์โดยการปลูกต้นไม้และปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินส่วนหนึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 1311 ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา มีชื่อนายเสริม ผู้จัดการมรดกของนางโถมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งเจ็ดว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ผู้ร้องทั้งสองนำสืบว่า ผู้ร้องทั้งสองได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทจากนางจ้อย มารดาของผู้ร้องทั้งสอง โดยนางจ้อยได้รับการยกให้มาจากนางหวาด ยายของผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นที่ดินทางด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 1311 ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ประมาณ 1 งานเศษ เดิมมีบ้านของนางหล่ำ หรือเสืออ่วม ปลูกอาศัยอยู่ก่อน ต่อมาบุตรของนางหล่ำรื้อบ้านย้ายออกไปแล้ว ผู้ร้องทั้งสองจึงเข้ามาอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทปลูกต้นไม้พืชสวนและพืชไร่และปลูกบ้านเลขที่ 36/1 หมู่ที่ 13 เมื่อปี 2505 ผู้ร้องทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัคค้านตามสำเนาทะเบียนบ้าน ภาพถ่ายที่ดินพิพาท ปรากฏตามแผนที่วิวาทในกรอบเส้นสีม่วง ส่วนผู้คัดค้านทั้งเจ็ดนำสืบว่า นางโถมมารดาของผู้ค้ดค้านทั้งเจ็ดซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1311 มาจากนางหวาด เมื่อปี 2503 โดยซื้อมาหมดทั้งแปลงรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วย ต่อมานางโถมถึงแก่ความตาย นายเสริมเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องทั้งสองได้เข้ามาอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากนายเสริมสามีของนางโถม เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองมีนายประวิทย์กำนันตำบลบางวัว นางโสภา นางทิน และนางสาวจำนันท์ เพื่อนบ้านใกล้เคียงเบิกความสนับสนุนว่า ผู้ร้องทั้งสองได้เข้ามาปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทติอต่อกันมาเป็นเวลาประมาณ 30 ปี โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ซึ่งข้อนี้ฝ่ายผู้คัดค้านทั้งเจ็ดก็ยอมรับว่าผู้ร้องทั้งสองได้เข้ามาครอบครองปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทมาเป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปี จริง แต่อ้างว่านายเสริมสามีของนางโถมเป็นผู้อนุญาตให้ผู้ร้องทั้งสองเข้ามาปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท แต่คำกล่าวอ้างของฝ่ายผู้คัดค้านทั้งเจ็ดไม่มีหลักฐานสนับสนุนคงเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอยๆ เมื่อพิจารณาถึงสภาพบ้านของผู้ร้องทั้งสองที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท ก็เป็นบ้านที่ปลูกอย่างมั่นคงถาวร ครึ่งตึกครึ่งไม้ และได้ขอเลขที่บ้านเป็นบ้านเลขที่ 36/1 หมู่ที่ 13 ตามสำเนาทะเบียนบ้าน ทั้งได้ความจากนายแม้นเสืออ่วม อายุ 77 ปี บุตรของนางหล่ำซึ่งเคยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทพยานฝ่ายผู้คัดค้านทั้งเจ็ดว่า เดิมบิดามารดาของตนปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท หลังจากบิดามารดาถึงแก่ความตายแล้ว น้องชายของพยานได้รื้อบ้านออกไปจากที่ดิน แล้วผู้ร้องทั้งสองได้เข้ามาปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทบริเวณเดียวกัน พยานไม่ทราบว่าผู้ร้องทั้งสองเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากผู้ใด และได้ความจากนางจ้อย อายุ 60 ปี ซึ่งเคยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1311 เช่นกัน เบิกความเป็นพยานผู้คัดค้านทั้งเจ็ดว่าเหตุที่พยานต้องรื้อบ้านออกไปเนื่องจากบุตรของนางโถมบอกให้รื้อออกไป ส่วนบ้านที่ผู้ร้องทั้งสองปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทบุตรของนางโถมไม่เคยไล่ให้ออกไป การที่ผู้ค้ดค้านทั้งเจ็ดไม่เคยไล่ผู้ร้องทั้งสองให้ออกไปจากที่ดินพิพาทจึงสนับสนุนคำเบิกความของผู้ร้องทั้งสองว่า ผู้ร้องทั้งสองเข้ามาปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทด้วยความสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของโดยมารดาของผู้ร้องที่ 2 ยกให้ พยานหลักฐานของผู้ร้องทั้งสองมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งเจ็ด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ร้องทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทติดต่อกันมาเกินกว่า 10 ปี ด้วยความสงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของ ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสองโดยการครอบครองปกปักษ์ ที่ผู้คัดค้านทั้งเจ็ดฎีกาว่าที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่าได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทมาจากนางจ้อยมารดา และนางจ้อยได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทมาจากนางหวาดยายของผู้ร้องที่ 2 อีกทอดหนึ่งนั้นเป็นการอ้างว่าผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาแล้ว มิใช่เป็นการครอบครองปรปักษ์นั้น ข้อนี้เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1311 ซึ่งมีชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ การที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่าได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยรับการยกให้มาจากนางจ้อยมารดา เมื่อการโอนให้ดังกล่าวมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การให้จึงตกเป็นโมฆะ ที่ผู้ร้องทั้งสองครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาทต่อมา ผู้ร้องทั้งสองจึงอ้างได้ว่าเป็นการครอบครองอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทด้วยความสงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของ ซึ่งก็คือการครอบครองปรปักษ์นั่นเอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองชนะคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งเจ็ดฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 525 ม. 1299 ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสำเนียง ทองสุวรรณ กับพวก
ผู้คัดค้าน — พระสมัย คงปั้น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 202/2552
#500918
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับการไฟฟ้านครหลวงจำเลยและบริวารระงับการกระทำละเมิดต่างๆ บนที่ดินของโจทก์ทั้งสาม พร้อมทั้งให้รื้อถอนเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ซึ่งได้กระทำลงบนที่ดินของโจทก์ทั้งสาม จำเลยให้การว่า จำเลยดำเนินการปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าตามคำขอของการเคหะแห่งชาติ ชาวบ้านผู้ใหญ่บ้านซอยชุมชนวัดพรพระร่วงประสิทธิ์ ซึ่งจำเลยตรวจสอบและเห็นว่าถูกต้องตามระเบียบแล้วจึงดำเนินการให้ตามขอ โดยไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทั้งได้รับคำยืนยันจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านและสำนักงานเขตบางเขนว่า ที่ดินในซอยวัดพรพระร่วงประสิทธิ์เป็นทางสาธารณะ จำเลยไม่ได้ให้การว่าที่ดินพิพาทตกเป็นทางภาระจำยอม คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ แม้จำเลยจะนำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอมก็เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากพยานนอกประเด็นข้อพิพาท และเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังตามป.วิ.พ. มาตรา 87 (1) ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางภาระจำยอม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ที่ดินพิพาทมิใช่เป็นทางสาธารณะ การที่การไฟฟ้านครหลวงจำเลยทำการปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าในที่ดินพิพาทโดยมิได้สำรวจตรวจสอบถึงสิทธิในที่ดินให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อน และมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสาม จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินได้รับความเสียหายย่อมเป็นการละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 56 เลขที่ดิน 31/40 ซึ่งอยู่ติดกับวัดพรพระร่วงประสิทธิ์ ซอยวัชรพล ถนนรามอินทรา แขวงออเงิน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามโดยจำเลยทำการปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าบนที่ดินของโจทก์ทั้งสามดังกล่าว โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสาม และโจทก์ทั้งสามไม่เคยยินยอมให้บุคคลใดดำเนินการดังกล่าว โจทก์ทั้งสามได้แจ้งให้จำเลยรื้อถอนเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าและระงับการกระทำละเมิดดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารระงับการกระทำละเมิดต่างๆ บนที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ทั้งให้รื้อถอนเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า และสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ซึ่งจำเลยและบริวารได้กระทำลงบนที่ดินของโจทก์ทั้งสามโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว หากจำเลยและบริวารไม่ดำเนินการให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเป็นรายเดือน เดือนละ 100,000 บาท นับแต่เดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะดำเนินการข้างต้นเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่า โจทก์เสียหายอะไรบ้าง ค่าเสียหายของโจทก์แต่ละคนมีจำนวนเท่าไรเป็นหนี้แบ่งแยกจากกันได้หรือไม่ และเพราะเหตุใดจึงเสียหาย ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุมที่ดินพิพาทยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือทางสาธารณะ โจทก์ทั้งสามจึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยดำเนินการปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าตามคำขอของการเคหะแห่งชาติ ชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ซอยชุมชนวัดพรพระร่วงประสิทธิ์ ซึ่งจำเลยได้ทำการตรวจสอบและเห็นว่าถูกต้องตามระเบียบแล้วจึงดำเนินการให้ตามคำขอโดยไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทั้งได้รับคำยืนยันจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านและสำนักงานโยธา เขตบางเขนว่า ที่ดินในซอยวัดพรพระร่วงประสิทธิ์เป็นทางสาธารณะประชาชนได้ใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นทางติดต่อกันมาหลายสิบปี โดยไม่มีการหวงห้ามถือว่าโจทก์ทั้งสามได้อุทิศให้เป็นทางสาธารณะ เพื่อประโยชน์ประชาชนใช้ร่วมกันโดยปริยาย และโจทก์ทั้งสามไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายคำนวณหรือคำนวล เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยและจำเลยร่วมให้เป็นพับ

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้าและสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยได้กระทำลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 56 ตำบลออเงินใหญ่ (ท่าแร้ง) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ออกจากที่ดินดังกล่าว โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าวเอง และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเดือนละ 1,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่าฎีกาของจำเลยเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์โดยมีรายละเอียดไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในประเด็นที่ให้โจทก์ทั้งสามชนะคดีว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเรื่องภาระจำยอมบนที่ดินพิพาทเป็นการวินิจฉัยอยู่ในประเด็นและชอบด้วยกฎหมาย และการที่จำเลยปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าในที่ดินพิพาทไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ชัดแจ้งไม่ขัดแย้งกันเองตามที่โจทก์ทั้งสองอ้าง ฎีกาของจำเลยไม่เคลือบคลุม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงเรื่องภาระจำยอมในที่ดินพิพาท และวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม เป็นการวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทแล้ว นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารระงับการกระทำละเมิดต่างๆ บนที่ดินของโจทก์ทั้งสาม พร้อมทั้งให้รื้อถอนเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ซึ่งจำเลยและบริวารได้กระทำลงบนที่ดินของโจทก์ทั้งสาม จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยดำเนินการปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าตามคำขอของการเคหะแห่งชาติ ชาวบ้านผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ซอยชุมชนวัดพรพระร่วงประสิทธิ์ ซึ่งจำเลยตรวจสอบและเห็นว่าถูกต้องตามระเบียบแล้วจึงดำเนินการให้ตามขอ โดยไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทั้งได้รับคำยืนยันจากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านและสำนักงานเขตบางเขนว่า ที่ดินในซอยวัดพรพระร่วงประสิทธิ์เป็นทางสาธารณะ ประชาชนได้ใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นทางติดต่อกันมาหลายสิบปีโดยไม่มีการหวงห้าม ถือว่าโจทก์ทั้งสามได้อุทิศให้เป็นทางสาธารณะเพื่อประโยชน์ประชาชนใช้ร่วมกันโดยปริยาย จึงเห็นได้ว่าจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของบุคคลอื่นในบริเวณใกล้เคียง คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ แม้จำเลยจะนำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอมดังกล่าวก็เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากพยานนอกประเด็นข้อพิพาทไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบ และเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางภาระจำยอม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามนั้นจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อไปมีว่า การที่จำเลยปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าบนที่ดินพิพาทเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามหรือไม่ โจทก์ทั้งสามมีนายจำลอง ผู้รับมอบอำนาจและนายวิรัตน์ เป็นพยานเบิกความยืนยันว่าจำเลยปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าบนที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสามที่ดินพิพาทไม่ใช่ทางสาธารณะแต่เป็นถนนส่วนบุคคลที่โจทก์ทั้งสามสงวนสิทธิ์ว่าเป็นที่ดินส่วนบุคคลของโจทก์ทั้งสาม โดยทำประกาศป้ายไม้แสดงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ว่าเป็นถนนส่วนบุคคล และก่อนที่จำเลยจะดำเนินการปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าบนที่ดินพิพาทโจทก์ที่ 1 เคยมีหนังสือลงวันที่ 4 ตุลาคม 2536 ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทมิใช่ทางสาธารณประโยชน์แต่เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสาม โดยส่งไปยังผู้อำนวยการเขตบางเขน กำนันตำบลออเงิน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน และสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย ตามเอกสารหมาย จ.7 และโจทก์ทั้งสามมีนายประสาท นายช่างรังวัดที่ดิน สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า เป็นผู้รังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทได้ความว่า ที่ดินพิพาทมีเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าติดตั้งอยู่ จำเลยมีนายพิศดารและนายสิทธิพร พนักงานของจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าบนที่ดินพิพาทตามคำขอของประชาชนในชุมชนวัดพรพระร่วงประสิทธิ์ และจำเลยร่วมได้ทำหนังสือรับรองว่า ที่ดินพิพาทเป็นถนนสาธารณะ นอกจากนี้สำนักงานเขตบางเขนยังมีหนังสือรับรองอีกว่า ถนนซอยพระร่วงประสิทธิ์เป็นถนนสาธารณะ นายพิศดารเบิกความรับว่า ตามหลักปฏิบัติการปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าบริเวณใดนั้นจะต้องมีหนังสืออนุญาตของเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสำเนาโฉนดที่ดินส่งมอบให้จำเลย แต่การปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าบนที่ดินพิพาทจำเลยร่วมได้ทำหนังสือรับรองว่าที่ดินพิพาทเป็นถนนสาธารณะ จำเลยจึงไม่ได้สอบถามหรือขอคำอนุญาตจากโจทก์ทั้งสาม และก่อนที่จะทำการปักเสาไฟฟ้าและเดินสายไฟฟ้าในชุมชนที่ดินพิพาท จำเลยไม่ได้ทำการสำรวจก่อนว่า การปักเสาไฟฟ้าจะเดินสายไฟฟ้าในชุมชนที่ดินพิพาท จำเลยไม่ได้ทำการสำรวจก่อนว่าการปักเสาไฟฟ้าจะผ่านที่ดินของผู้ใดบ้าง โดยจำเลยจะเป็นผู้กำหนดแนวเส้นทางในการปักเสาไฟฟ้าเอง โดยผ่านที่ดินซึ่งมีผู้ร้องขอ เห็นว่า จำเลยดำเนินกิจการให้บริการประชาชนโดยการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าอันเป็นการสาธารณูปโภค ซึ่งย่อมจะต้องดำเนินงานตามระเบียบแบบแผนของจำเลยที่กำหนดไว้ เมื่อจำเลยทำการปักเสาไฟฟ้าและเดินสายไฟฟ้าในที่ดินพิพาทโดยมิได้ทำการสำรวจเสียก่อนว่าการปักเสาไฟฟ้าดังกล่าวจะผ่านที่ดินของผู้ใดบ้าง ทั้ง ๆ ที่การสำรวจตรวจสอบดังกล่าวอยู่ในวิสัยที่จะกระทำได้และสมควรกระทำเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาการรุกล้ำที่ดินของเอกชน อันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเสาไฟฟ้าพาดผ่าน แต่จำเลยก็หาได้ดำเนินการดังกล่าวไม่ คงอาศัยเพียงคำรับรองตามหนังสือของจำเลยร่วมและสำนักงานเขตบางเขน เอกสารหมาย ล.14 และ ล.16 แล้วเข้าใจเอาเองว่าที่ดินพิพาทเป็นถนนสาธารณะที่จำเลยสามารถทำการปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าได้ ทั้งๆ ที่จำเลยร่วมมิใช่เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการรับรองดังกล่าว และหนังสือรับรองของสำนักงานเขตบางเขนเอกสารหมาย ล.16 ก็ไม่ปรากฏข้อความใดระบุไว้หรือแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นถนนสาธารณะแต่อย่างใด ที่จำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะประชาชนได้ใช้ที่ดินเป็นทางติดต่อกันหลายสิบปีโดยไม่มีการหวงห้าม ถือว่าโจทก์ทั้งสามได้อุทิศให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยาย ก็ไม่มีประชาชนที่ได้ใช้ที่ดินดังกล่าวมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุน ทั้งได้ความจากนางเชื้อน พยานจำเลย เจ้าของที่ดินใกล้เคียงกับที่ดินพิพาทที่ใช้ที่ดินพิพาทผ่านเข้าออกสู่ถนนสุขาภิบาล 5 ว่า เหตุที่ได้ใช้ที่ดินพิพาทเพราะได้มีข้อตกลงกับนางผาดเจ้าของที่ดินพิพาทเดิม พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่เป็นทางสาธารณะ การที่จำเลยทำการปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าในที่ดินพิพาทโดยมิได้สำรวจตรวจสอบถึงสิทธิในที่ดินให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อน และมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสาม จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวได้รับความเสียหายย่อมเป็นการละเมิดและต้องรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์ทั้งสาม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 86 ม. 142 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนวลจันทร์ เจตนะจิตร กับพวก
จำเลย — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลยร่วม — นายคำนวณหรือคำนวล ลิ่มหุ้น
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
ธนัท วิรบุตร์
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา