คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 518/2552
#501429
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัดฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดที่จำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นผู้ชำระบัญชีและให้สั่งเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชี เมื่อศาลมีคำสั่งเพิกถอนและให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดตามคำขอของโจทก์แล้ว จึงเป็นกรณีผู้มีส่วนได้เสียร้องขอให้ตั้งผู้ชำระบัญชีเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกันโดยไม่มีผู้ชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1251 วรรคสอง ซึ่งศาลย่อมมีอำนาจตั้งผู้ชำระบัญชีได้ และตามบทบัญญัติดังกล่าวหาได้บัญญัติบังคับศาลให้ต้องตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีตามคำขอของโจทก์เท่านั้น ศาลจึงมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลอื่นที่เห็นว่าเป็นคนกลางได้ ไม่เป็นการมีคำพิพากษา หรือคำสั่งเกินคำขอของโจทก์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เมื่อการเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดมิได้เกิดจากผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งล้มละลายอันจะเป็นเหตุให้สมควรตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ชำระบัญชี จึงเห็นสมควรตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งสมัครใจให้เป็นผู้ชำระบัญชีแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ จำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2545 จำเลยได้จดทะเบียนเลิกห้างต่อนายทะเบียนสำนักงานหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดร้อยเอ็ดโดยอ้างว่าโจทก์ให้ความยินยอมซึ่งเป็นความเท็จ การจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลังจากที่จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนแล้ว จำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีได้นำทรัพย์สินของห้างฯ คือรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ไปขายให้แก่ผู้อื่นและนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวหรือผู้อื่น เป็นการปฏิบัติหน้าที่ผู้ชำระบัญชีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยมีเจตนาส่อไปในทางทุจริตทำให้ทรัพย์สินของห้างฯ ลดน้อยลง ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรพัย์ ลงวันที่ 9 เมษายน 2545 กับขอให้ศาลสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเจริญทรัพย์ และแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชี

จำเลยให้การว่า ก่อนจดทะเบียนเลิกห้างฯ จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วโจทก์เห็นชอบ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเหลือวิสัยดำรงอยู่ได้เพราะประสบปัญหาขาดทุนและปัญหาอื่น การขายทรัพย์สินของห้างฯ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของห้างฯ เนื่องจากต้องนำเงินไปชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนเงินที่เหลือจำเลยนำไปชำระหนี้ของห้างฯ และเป็นค่าใช้จ่ายในการชำระบัญชีซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์เป็นผู้ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ชำระบัญชีเพราะไม่เคยประกอบธุรกิจการค้า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2545 ให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ โดยตั้งให้โจทก์เป็นผู้ชำระบัญชี กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า มีเหตุสมควรให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่าโจทก์สมควรเป็นผู้ชำระบัญชีหรือไม่ เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ มีผู้เป็นหุ้นส่วนเพียง 2 คน คือ โจทก์ และจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน อีกทั้งไม่ประสงค์เป็นผู้ชำระบัญชีร่วมกัน ดังนี้ หากแต่งตั้งโจทก์ให้เป็นผู้ชำระบัญชีก็ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะต้องเกิดปัญหาในการชำระบัญชีและไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งสองฝ่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีดุลพินิจไม่แต่งตั้งโจทก์ให้เป็นผู้ชำระบัญชีจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่งตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ชำระบัญชี เป็นคำสั่งที่เกินคำขอจึงต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1251 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าไม่มีผู้ชำระบัญชีดังว่ามานี้ และเมื่อพนักงานอัยการหรือบุคคลอื่นผู้มีส่วนได้เสียในการนี้ร้องขอ ท่านให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชี" ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ลงวันที่ 9 เมษายน 2545 และขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์แล้ว จึงเป็นกรณีที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ ไม่มีผู้ชำระบัญชีต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลย่อมใช้อำนาจแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีได้ และตามบทบัญญัติที่กล่าวมานี้ หาได้บัญญัติบังคับศาลต้องแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีตามคำขอของโจทก์เท่านั้นไม่ ศาลจึงมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลอื่นซึ่งถือได้ว่าเป็นคนกลางเป็นผู้ชำระบัญชีได้ และไม่เป็นการมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกินคำขอต้องห้ามตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์ในคดีนี้ มิได้เกิดจากผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งล้มละลาย อันจะพึงเป็นเหตุผลให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ชำระบัญชี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่งตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ชำระบัญชีนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาและเมื่อเป็นกรณีพิพาทในทางแพ่ง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดร้อยเอ็ด ที่สมัครใจจะเป็นผู้ชำระบัญชีให้เป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์แทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดร้อยเอ็ด ที่สมัครใจเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัดพรจันทร์เจริญทรัพย์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1251
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดวงจันทร์ ศรีแก่นจันทร์
จำเลย — นางพรจันทร์ สมพานต์หรือลุยตัน
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 487/2552
#501645
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่ดินพิพาทที่ถูกยึดไว้ในคดีนี้มีชื่อ ม. ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องเป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง และโจทก์ในคดีนี้ได้ยึดไว้ทั้งแปลงอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่ ม. ได้มาในระหว่างสมรส อันเป็นสินสมรสระหว่าง ม. กับลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 720,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์ขอให้บังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1714 ตำบลทุ่งหลวง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีชื่อนายมาศชัย เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และอยู่ระหว่างการประกาศขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) รวมทั้งหนี้ตามคำพิพากษาของนายมาศชัย ตามคดีหมายเลขแดงที่ 418/2542 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้นายมาศชัยชำระเงินจำนวน 878,694.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียมแก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หากผิดนัดยินยอมให้ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) บังคับจำนองขายทอดตลาดชำระหนี้ดังกล่าว หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระจนครบ ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากที่ดินซึ่งจำนองดังกล่าวโฉนดเลขที่ 30411 ตำบลโคกหม้อ อำเภอเมืองราชบุรี และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น แต่ราคาประเมินของที่ดินจำนองดังกล่าวไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้อง และนายมาศชัยไม่มีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องจะบังคับชำระหนี้ได้นอกจากที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนายมาศชัยสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่โจทก์นำยึดไว้ในคดีนี้ ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าผู้ร้องมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ที่ดินพิพาทที่ถูกยึดไว้ในคดีนี้มีชื่อของนายมาศชัยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองและโจทก์ในคดีนี้ได้ยึดไว้ทั้งแปลงอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่นายมาศชัยได้มาในระหว่างสมรส อันเป็นสินสมรสระหว่างนายมาศชัยกับลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชี้ขาดคำร้องของผู้ร้องโดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียให้ถูกต้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุวิมล อานัญจวณิชย์
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นางราตรี อังสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 485/2552
#502418
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสาม บัญญัติว่า "การยื่นคำร้องตามมาตรานี้อาจกระทำได้ไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงแต่ต้องไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น..." และมาตรา 296 วรรคสี่ บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ให้ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลง เมื่อได้มีการดำเนินการดังต่อไปนี้...(2) ในกรณีที่คำบังคับหรือหมายบังคับคดีกำหนดให้ใช้เงินเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายเงินตามมาตรา 318 มาตรา 319 มาตรา 320 มาตรา 321 หรือมาตรา 322 แล้วแต่กรณี..." ตามบทบัญญัติมาตรา 296 วรรคสามและวรรคสี่ดังกล่าวบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีในการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โดยสามารถยื่นคำร้องได้ไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีเสร็จลง ซึ่งสำหรับในกรณีการยึดทรัพย์เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้นั้นการจะถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงก็ต่อเมื่อมีการจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียังไม่ได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ถือไม่ได้ว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้

จำเลยที่ 1 อ้างว่าบ้านเลขที่ 58/2 เป็นบ้านร้าง แต่ตามข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้แจ้งย้ายทางทะเบียนจากบ้ายเลขที่ 105 หมู่ 6 ตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นภูมิลำเนาในขณะที่ถูกโจทก์ยื่นฟ้องไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 58/2 เมื่อปี 2545 ภายหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์โดยไม่ปรากฏว่าได้แจ้งให้โจทก์หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแต่อย่างใด พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวส่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาจะปิดบังภูมิลำเนาที่แท้จริงของตนเองเพื่อให้เกิดความยุ่งยากในการบังคับคดี กรณีจึงต้องถือว่าบ้านเลขที่ 58/2 เป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าพนักงานเดินหมายของกรมบังคับคดีนำประกาศขายทอดตลาดไปปิดไว้ที่บ้านเลขที่ 58/2 ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ทราบวันนัดขายทอดตลาดที่ระบุไว้ในประกาศขานทอดตลาดโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,913,879.11 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,651,051.11 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 มกราคม 2537) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 4396 ตำบลหนองเชียงโคต อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเลยที่ 1 จำนองไว้แก่โจทก์ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทโดยผู้ซื้อทรัพย์ประมูลซื้อได้ในราคา 35,800,000 บาท

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 4396 ตำบลหนองเชียงโคต อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2546 ผู้แทนโจทก์แถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 จำนองไว้แก่โจทก์ ขณะยึดเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์ที่พิพาทไว้เป็นเงิน 40,168,000 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นอนุญาตให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงกำหนดวันขายทอดตลาดนัดแรกในวันที่ 17 สิงหาคม 2547 เมื่อถึงกำหนดนัดเจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์พิพาทออกขายโดยเริ่มที่ราคาร้อยละ 80 ของราคาประเมินซึ่งเท่ากับ 32,200,000 บาท มีผู้เข้าสู้ราคา 2 ราย โดยผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้เสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 35,800,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเคาะไม้ขายให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์เป็นประการแรกว่าจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ปัญหานี้ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า "การยื่นคำร้องตามมาตรานี้อาจกระทำได้ไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่ต้องไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น..." และมาตรา 296 วรรคสี่ บัญญัติไว้ว่า "เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ให้ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลง เมื่อได้มีการดำเนินการดังต่อไปนี้...(2) ในกรณีที่คำบังคับหรือมายบังคับคดีกำหนดให้ใช้เงิน เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายเงินตามมาตรา 318 มาตรา 319 มาตรา 320 มาตรา 321 หรือมาตรา 322 แล้วแต่กรณี..." ตามบทบัญญัติมาตรา 296 วรรคสามและวรรคสี่ดังกล่าวบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีในการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โดยสามารถยื่นคำร้องได้ไม่ว่าเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง ซึ่งสำหรับในกรณีการยึดทรัพย์เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้นั้นการจะถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงก็ต่อเมื่อได้มีการจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียังไม่ได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็ถือไม่ได้ว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์เป็นประการต่อไปมีว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งวันขายทอดตลาดให้แก่จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบแล้วหรือไม่ ปัญหานี้ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกาว่า พนักงานเดินหมายของกรมบังคับคดีนำประกาศขายทอดตลาดไปส่งให้จำเลยที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 58/2 หมู่ที่ 3 ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นบ้านเลขที่ตามทะเบียนบ้านของจำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1 อ้างว่าบ้านเลขที่ 58/2 เป็นบ้านร้าง แต่ตามข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้แจ้งย้ายทางทะเบียนจากเลขที่ 105 หมู่ที่ 6 ตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นภูมิลำเนาในขณะที่ถูกโจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 58/2 เมื่อปี 2545 ภายหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์โดยไม่ปรากฏว่าได้แจ้งให้โจทก์หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแต่อย่างใด พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวส่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาจะปิดบังภูมิลำเนาที่แท้จริงของตนเองเพื่อให้เกิดความยุ่งยากในการบังคับคดี กรณีจึงต้องถือว่าบ้านเลขที่ 58/2 เป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าพนักงานเดินหมายของกรมบังคับคดีนำประกาศขายทอดตลาดไปปิดไว้ที่บ้านเลขที่ 58/2 ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ทราบวันนัดขายทอดตลาดที่ระบุไว้ในประกาศขายทอดตลาดโดยชอบแล้ว จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ย้ายไปอยู่ที่อื่นนานแล้วจึงไม่ทราบวันนัดขายทอดตลาดหาได้ไม่ ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการต่อไปมีว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาดเป็นการยึดทรัพย์เกินกว่าพอที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดี และค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีหรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก่อน สำหรับปัญหานี้เป็นว่าทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 จำนองไว้แก่โจทก์ ทั้งคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องขอให้บังคับจำนองด้วยและศาลก็พิพากษาให้ตามขอ การที่โจทก์แถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดก็เป็นการปฏิบัติไปตามคำพิพากษา จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการยึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างไม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทรัพย์พิพาทโดยไม่เลื่อนวันนัดขายทอดตลาดออกไปเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างว่าการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาสูงสุดเพียง 35,800,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีและผู้แทนโจทก์ประเมินไว้ในขณะยึด แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ไม่ได้เลื่อนการขายทอดตลาดออกไป กลับเคาะไม้ขายทรัพย์พิพาทให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง โดยอ้างว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่เลื่อนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทไปเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งการที่จะถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบตามมาตรานี้นั้นจะต้องได้ความว่าก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีได้คัดค้านว่าราคาดังกล่าวมีจำนวนต่ำเกินสมควรแล้ว เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบุคคลผู้มีส่วนได้เสียดังกล่าวได้คัดค้านราคาเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ย่อมมีสิทธิที่จะเคาะไม้ขายทรัพย์พิพาทออกไป ทั้งปรากฏว่าราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายเป็นราคาที่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของราคาประเมินตามที่กำหนดไว้ในประกาศกรมบังคับคดี เรื่อง นโยบายการขายทอดตลาดทรัพย์สินของกรมบังคับคดี การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่เพิกถอนการขายทอดตลาด ฎีกาขอผู้ซื้อทรัพย์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับค
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิการไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — บริษัทเบต้าแคปปิตอล จำกัด
จำเลย — นายมนัสหรือกฤชพงศ์ ลี้กุลเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 484/2552
#501322
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องบรรยายในคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นมารดาของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกโจทก์นำยึด มิได้บรรยายให้เห็นว่าผู้ร้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์ดังกล่าว แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเดิมที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดมาเป็นของผู้ร้องที่ได้ยกให้แก่จำเลย และผู้ร้องได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แทนจำเลยไปแล้ว โดยจำเลยยินยอมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ถูกยึดคืนให้แก่ผู้ร้องก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะไปว่ากล่าวกันต่างหาก ยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 280 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนหมายบังคับคดีและประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ตามมาตรา 296

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 1 ธันวาคม 2536) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นมารดาของจำเลย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2541 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีประกาศยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7071 และ 7072 ซึ่งเดิมที่ดินดังกล่าวเป็นของผู้ร้องที่โอนให้แก่จำเลย ที่ดินโฉนดเลขที่ 7071 เป็นทางเข้าออกของโรงแรมสระบุรีโฮเต็ลที่ผู้ร้องเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และที่ดินยังตกเป็นภาระจำยอมที่ห้างหุ้นส่วนจำเลยสระบุรีโฮเต็ลครอบครองมาตั้งแต่ปี 2518 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2544 ผู้ร้องมอบหมายให้บุตรชายคนโตไปชำระหนี้ให้แก่โจทก์กับให้จำเลยลงชื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ถูกยึดให้กลับมาเป็นของผู้ร้องดังเดิม โจทก์ได้แจ้งขอถอนการบังคับคดีต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี จังหวัดสระบุรีแล้ว เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสระบุรี มีหนังสือแจ้งถอนการยึดไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี โดยแจ้งถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7071 แปลงเดียว ทั้งที่เดิมเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน 2 แปลง ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2544 สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสระบุรีมีหนังสือถึงผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสระบุรีแจ้งขอถอนการยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7071 ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ผู้ร้องไม่สามารถโอนที่ดินของจำเลยกลับมาเป็นของผู้ร้องได้ ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถอนหนังสือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสระบุรีที่แจ้งถอนการยึดอสังหาริมทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี ลงวันที่ 17 กันยายน 2544 ให้เป็นโมฆะ ถอนหนังสือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสระบุรีที่แจ้งถอนการยึดทรัพย์และถอนการบังคับคดีต่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสระบุรี ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2544 ให้เป็นโมฆะเพราะหนังสือดังกล่าวแจ้งต่อศาลว่าได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7071 เพียงแปลงเดียว มีคำสั่งถึงสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสระบุรี ให้ถอนการยึดทรัพย์ที่ดินทั้งสองแปลงและถอนการบังคับคดี มีคำสั่งถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรีให้ถอนการยึดทรัพย์ที่ดินทั้งสองแปลงของจำเลย และอนุญาตให้ผู้ร้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องเช่นเดิมโดยแจ้งจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรีตามความประสงค์ของผู้ร้องและของผู้โอนกรรมสิทธิ์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า การบังคับคดีและถอนการบังคับคดีชอบแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนการบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีส่วนได้เสียตามกฎหมายที่มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนการบังคับคดีในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีได้ ผู้ร้องจะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่มีการบังคับคดีในคดีนี้ตามบัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 280 กล่าวคือ จะต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาและในกรณีที่มีการอายัดสิทธิเรียกร้อง ลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องนั้น หรือหากเป็นบุคคลอื่นก็ต้องเป็นผู้ที่ชอบจะใช้สิทธิอันได้จดทะเบียนไว้โดยชอบ หรือที่ได้ยื่นคำร้องขอตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 288, 289, และ 290 อันเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องเช่นว่ามานั้น เมื่อผู้ร้องบรรยายในคำร้องแต่เพียงว่า ผู้ร้องเป็นมารดาของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดตามประกาศยึดทรัพย์ มิได้บรรยายให้เห็นว่าผู้ร้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์ดังกล่าวอย่างใด แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเดิมที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดมาเป็นของผู้ร้องที่ได้ยกให้แก่จำเลย และผู้ร้องได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แทนจำเลยไปแล้ว โดยจำเลยยินยอมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ถูกยึดคืนให้แก่ผู้ร้องก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะไปว่ากล่าวกันต่างหาก ยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 280 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนหมายบังคับคดีและประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 280 ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสระบุรีจรูญรัตน์ จำกัด
ผู้ร้อง — นางอำนวย วัชรโยธิน
จำเลย — นายนฤชัย วัชรโยธิน
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 484/2552
#503123
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นมารดาของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดตามประกาศยึดทรัพย์ แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเดิมที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดมาเป็นของผู้ร้องที่ได้ยกให้แก่จำเลย และผู้ร้องได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แทนจำเลยไปแล้ว โดยจำเลยยินยอมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ถูกยึดคืนให้แก่ผู้ร้องก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะไปว่ากล่าวกันต่างหาก ยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 280 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนหมายบังคับคดีและประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 1 ธันวาคม 2536) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดีจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นมารดาของจำเลย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2541 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีประกาศยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7071 และ 7072 ซึ่งเดิมที่ดินดังกล่าวเป็นของผู้ร้องที่โอนให้แก่จำเลย ที่ดินโฉนดเลขที่ 7071 เป็นทางเข้าออกของโรงแรมสระบุรีโฮเต็ลที่ผู้ร้องเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และที่ดินยังตกเป็นภาระจำยอมที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดสระบุรีโฮเต็ลครอบครองมาตั้งแต่ปี 2518 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2544 ผู้ร้องมอบหมายให้บุตรชายคนโตไปชำระหนี้ให้แก่โจทก์กับให้จำเลยลงชื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ถูกยึดให้กลับมาเป็นของผู้ร้องดังเดิม โจทก์ได้แจ้งขอถอนการบังคับคดีต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดสระบุรีแล้ว เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสระบุรีมีหนังสือแจ้งถอนการยึดไปยังเจ้าพนักงานที่ดินคดีจังหวัดสระบุรี โดยแจ้งถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7071 แปลงเดียว ทั้งที่เดิมเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน 2 แปลง ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2544 สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสระบุรีมีหนังสือถึงผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสระบุรีแจ้งขอถอนการยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7071 ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ผู้ร้องไม่สามารถโอนที่ดินของจำเลยกลับมาเป็นของผู้ร้องได้ ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถอนหนังสือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสระบุรีที่แจ้งถอนการยึดอสังหาริมทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี ลงวันที่ 17 กันยายน 2544 ให้เป็นโมฆะ ถอนหนังสือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสระบุรีที่แจ้งถอนการยึดทรัพย์และถอนการบังคับคดีต่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสระบุรี ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2544 ให้เป็นโมฆะเพราะหนังสือดังกล่าวแจ้งต่อศาลว่าได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7071 เพียงแปลงเดียวมีคำสั่งถึงสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสระบุรีให้ถอนการยึดทรัพย์ที่ดินทั้งสองแปลงและถอนการบังคับคดี มีคำสั่งถึงพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรีให้ถอนการยึดทรัพย์ที่ดินทั้งสองแปลงของจำเลย และอนุญาตให้ผู้ร้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องเช่นเดิม โดยแจ้งจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรีตามความประสงค์ของผู้ร้องและของผู้โอนกรรมสิทธิ์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า การบังคับคดีและถอนการบังคับคดีชอบแล้วไม่มีเหตุเพิกถอนการบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีส่วนได้เสียตามกฎหมายที่มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนการบังคับคดีในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีได้ ผู้ร้องจะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่มีการบังคับคดีในคดีนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 กล่าวคือ จะต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาและในกรณีที่มีการอายัดสิทธิเรียกร้อง ลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องนั้น หรือหากเป็นบุคคลอื่นก็ต้องเป็นผู้ที่ชอบจะใช้สิทธิอันได้จดทะเบียนไว้โดยชอบ หรือที่ได้ยื่นคำร้องขอตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 288, 289 และ 290 อันเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องเช่นว่ามานั้น เมื่อผู้รับบรรยายในคำร้องแต่เพียงว่า ผู้ร้องเป็นมารดาของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดตามประกาศยึดทรัพย์ มิได้บรรยายให้เห็นว่าผู้ร้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์ดังกล่าวอย่างใด แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเดิมที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดมาเป็นของผู้ร้องที่ได้ยกให้แก่จำเลยและผู้ร้องได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แทนจำเลยไปแล้ว โดยจำเลยยินยอมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ถูกยึดคืนให้แก่ผู้ร้อง ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะไปว่ากล่าวกันต่างหากยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 280 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนหมายบังคับคดีและประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 280 ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสระบุรีจรูญรัตน์ จำกัด
ผู้ร้อง — นางอำนวย วัชรโยธิน
จำเลย — นายนฤชัย วัชรโยธิน
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 483/2552
#501643
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐ และสัญญาจ้างเหมาเป็นสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างทางลาดยางถนนบนคันกั้นน้ำเค็มเบอร์ 1 ในเขตโครงการก่อสร้างทางชลประทานที่ 5 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะตามภารกิจหลักของโจทก์ที่เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ข้อตกลงตามสัญญาจ้างเหมาะระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็เป็นความผูกพันตามหลักกฎหมายแพ่งว่าด้วยนิติกรรมสัญญาทั่วไป หาได้ก่อให้เกิดสิทธิพิเศษใดๆ แก่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเพิ่มเติมขึ้นแต่อย่างใดไม่ และต้องอยู่ภายใต้บังคับตามหลักเกณฑ์การพิจารณาปรับลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกับชำระเงินค่าปรับเนื่องจากการผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง 9,355,179.60 บาท หักด้วยเงินที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด ชำระแล้ว 1,344,136 บาท เป็นเงิน 8,011,043.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การแก้คดีและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,075,244 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 มีนาคม 2545) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,688,269 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 มีนาคม 2545) จนกว่าชำระเสร็จกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2533 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างทางลาดยาวถนนบนคันกั้นน้ำเค็มเบอร์ 1 ในเขตโครงการก่อสร้างทางชลประทานที่ 5 จังหวัดเพชรบุรี กับโจทก์ในราคาค่าก่อสร้างเป็นเงิน 26,305.93 บาท กำหนดระยะเวลาการทำงานแล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับจากวันที่คณะกรรมการตรวจการจ้างแจ้งให้ผู้รับจ้างเข้าปฏิบัติงาน จำเลยที่ 1 ตกลงว่าหากส่งมอบงานล่าช้ากว่าวันแล้วเสร็จตามสัญญา แต่โจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ปรับเป็นรายวัน วันละ 26,882.70 บาท นับแต่วันที่ล่วงเลยกำหนดเวลาแล้วเสร็จจนถึงวันที่งานเสร็จบริบูรณ์ เพื่อเป็นหลักประกันในการดำเนินงาน จำเลยที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันความรับผิดตามสัญญาของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด สาขาเพชรบุรีมาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,344,136 บาท ตามสัญญาจ้างเหมา จำเลยที่ 1 ได้เข้าปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2533 ซึ่งจะครบกำหนดอายุสัญญาในวันที่ 3 มีนาคม 2534 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ส่งมอบงานเพียง 1 ครั้ง และได้รับค่าจ้างไปแล้วเป็นเงิน 16,910,927.94 บาท คิดเป็นผลงานประมาณร้อยละ 62.906 ตามบันทึกข้อความของกองพัสดุ แผ่นที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 1 หยุดทำงานตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2534 ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2535 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 พร้อมทั้งให้ชำระค่าปรับกับริบหลักประกันสัญญา

คดีมีประเด็นพิพาทตามที่โจทก์ฎีกาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเพียงว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับในกรณีทำงานไม่เสร็จตามกำหนดเวลาในสัญญาจากจำเลยทั้งสองได้เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาจ้างเหมาที่ กจ.6/2533 มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างสัญญาว่าจะทำงานจ้างให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายใน 150 วัน นับจากวันที่ผู้ว่าจ้างหรือคณะกรรมการตรวจการจ้างแจ้งให้จำเลยที่ 1 เข้าปฏิบัติงาน เป็นต้นไป และข้อ 20 (1) ระบุข้อตกลงว่าถ้าจำเลยที่ 1 ส่งมอบงานล่าช้ากว่าวันแล้วเสร็จตามสัญญา แต่โจทก์ผู้ว่าจ้างยังมิได้บอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ปรับจำเลยที่ 1 เป็นรายวัน วันละ 26,882.70 บาท นับแต่วันที่ล่วงเลยกำหนดวันแล้วเสร็จตามสัญญาจนถึงวันที่งานแล้วเสร็จบริบูรณ์ ข้อตกลงตามข้อสัญญาข้อ 20 (1) ดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นการกำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าเสียหายเป็นรายวันไว้ล่วงหน้า อันเข้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับเพื่อการไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 วรรคหนึ่ง ซึ่งหากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจปรับลดเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายวางหลักเกณฑ์การปรับลดจำนวนเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรว่า "...ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้นท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน..." ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยลดค่าปรับตามฟ้องลงเป็นจำนวนพอสมควรว่า หลังจากล่วงเลยกำหนดจากสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ยังทำงานไม่เสร็จ โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งเตือน 4 ครั้ง ให้จำเลยที่ 1 เร่งรัดการปฏิบัติงานตามหนังสือลงวันที่ 7 มีนาคม 2534 วันที่ 3 พฤษภาคม 2534 วันที่ 5 สิงหาคม 2534 และวันที่ 31 ตุลาคม 2534 การแจ้งเตือนดังกล่าวโดยยังไม่บอกเลิกสัญญานั้นเป็นเรื่องที่มีเหตุผล เพราะเป็นการให้โอกาสจำเลยที่ 1 ได้ทำงานตามสัญญาให้เสร็จแทนที่โจทก์จะต้องคัดเลือกผู้ประมูลโครงการรายใหม่ อันอาจทำให้โครงการตามสัญญาล่าช้าและเสียหายมากว่าเดิมซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้มีหนังสือตอบมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2534 ยืนยันขอเข้าทำงานต่อในวันที่ 1 สิงหาคม 2534 ตามหลักฐานในบันทึกข้อความของคณะกรรมการตรวจการจ้าง แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยที่ 1 ผิดข้อตกลง แสดงว่าจำเลยที่ 1 ละทิ้งงานอย่างแน่นอน โดยเหตุนี้ การที่โจทก์ไม่บอกเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2534 โดยยังเตือนให้จำเลยที่ 1 ทำงานต่อไปอีกแล้วเลิกสัญญาในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 นั้นเป็นการให้โอกาสแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ดังนั้น ที่โจทก์เรียกเบี้ยปรับนับถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันเลิกสัญญา จึงมีผลให้เบี้ยปรับสูงเกินส่วน เห็นสมควรลดเบี้ยปรับให้เหมาะสม โดยให้คิดเบี้ยปรับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2534 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2534 เป็นเวลา 150 วัน ในอัตราวันละ 26,882.70 บาท เป็นเงิน 4,032,405 บาท นั้นเป็นการวินิจฉัยกำหนดจำนวนค่าปรับให้แก่โจทก์ถูกต้องเหมาะสมสอดคล้องตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว

ที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นสัญญาที่รัฐทำกับเอกชนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะ โจทก์ในฐานะหน่วยงานของรัฐไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะมุ่งค้ากำไร การที่จำเลยทั้งสองผิดสัญญา ทำให้โครงการของโจทก์เสียหายส่งผลกระทบต่อประโยชน์ส่วนรวม ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าสัญญาระหว่างเอกชนกับเอกชน ควรใช้บทลงโทษผู้กระทำผิดสัญญาอย่างเคร่งครัดเพื่อมิให้เอกชนอื่นเอาเยี่ยงอย่าง นั้น เห็นว่า แม้โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐ และสัญญาจ้างเหมาเป็นสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างทางราดยางถนนคันกั้นน้ำเค็มเบอร์ 1 ในเขตโครงการก่อสร้างทางชลประทานที่ 5 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะตามภารกิจหลักของโจทก์ที่เป็นหน่วยงานของรัฐก็ตาม แต่ข้อตกลงตามสัญญาจ้างเหมาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็เป็นความผูกพันตามหลักกฎหมายแพ่งว่าด้วยนิติกรรมสัญญาทั่วไป หาได้ก่อให้เกิดสิทธิพิเศษใดๆ แก่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเพิ่มเติมขึ้นแต่อย่างใดไม่ และต้องอยู่ภายใต้บังคับตามหลักเกณฑ์การพิจารณาปรับลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยมาแล้วเช่นกันฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมชลประทาน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทียู. คอนสตรัคชั่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 481 -ที่ 482/2552
#500623
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนและถึงที่สุดแล้ว มิใช่เพียงแต่พิพากษาระบุว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ซึ่งคำฟ้องระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส.3 จำนวนเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ทั้งหมด 3 งาน 96 ตารางวา เท่านั้น หากแต่ยังมีข้อความต่อไปด้วยว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินตาม น.ส.3 ให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าว และห้ามมิให้จำเลยที่ 2 และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไปด้วย ซึ่งผลแห่งการที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดิน น.ส.3 ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดิน น.ส.3 ทั้งแปลง และศาลก็ได้พิพากษาห้ามมิให้จำเลยที่ 2 และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวด้วย คำพิพากษาจึงมีความชัดเจนแล้วว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 ทั้งแปลง มิใช่ว่าจำเลยที่ 2 ยังคงมีสิทธิครอบครองแปลงดังกล่าวนอกเหนือไปจากที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง ดังนั้น การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีขับไล่จำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดิน น.ส.3 ทั้งแปลง จึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271

อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่าคำฟ้องโจทก์ตั้งประเด็นเพียงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดิน 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ดินทั้งหมด 3 งาน 96 ตารางวา และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ขอให้ศาลพิพากษาเพียงว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 จำนวน 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ดินทั้งหมด ทั้งคำพิพากษาของศาลอยู่ในบังคับต้องตัดสินไปตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้ออันเป็นการอุทธรณ์ในทำนองว่าคำพิพากษาของศาลที่พิพากษาบังคับจำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดิน น.ส.3 ดังกล่าวทั้งแปลงเป็นการพิพากษานอกฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นั้น เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 จะต้องอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านเข้ามาในคดีเดิม เมื่อคดีเดิมศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคำพิพากษานั้นถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยที่ 2 จะกลับมาอุทธรณ์คัดค้านต่อศาลฎีกาอีกว่า คำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้วนั้นไม่ชอบเพราะเป็นการพิพากษานอกฟ้องอีกไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า โจทก์และเรียกโจทก์สำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

คดีนี้สืบเนื่องมาจากคดีทั้งสองสำนวนนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 303 ตำบลสีแก้ว อำเภอเมืองร้อยเอ็ด ให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าว และห้ามมิให้จำเลยที่ 2 กับบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ ส่วนคำฟ้องของจำเลยที่ 2 ให้ยกเสีย

ในชั้นบังคับคดี จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 ว่า เนื่องจากคดีทั้งสองสำนวนมีประเด็นตามฟ้องโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 303 เนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ทั้งหมด จำนวน 3 งาน 96 ตารางวา และโจทก์ได้ฟ้องในฐานะส่วนตัวโจทก์เอง ไม่ได้ฟ้องในฐานะผู้แทนของทายาท และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ตำบลสีแก้ว อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวนเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา และโจทก์ยังขอให้จำเลยนำที่ดินมาโอนคืนให้แก่โจทก์ตามจำนวนที่โจทก์ครอบครองคือ 1 งาน 80 ตารางวาเท่านั้น ไม่ได้ฟ้องและขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดิน น.ส.3 ดังกล่าวทั้งแปลงเป็นของโจทก์ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่พิพาท โดยมิได้ระบุจำนวนเนื้อที่ไว้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด เป็นเหตุให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีมาบังคับขับไล่จำเลยที่ 2 ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินที่จำเลยที่ 2 ครอบครองอยู่ ซึ่งก่อนศาลมีคำพิพากษานั้นจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองที่ดิน น.ส.3 ดังกล่าวนอกเหนือจากที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่ แต่หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์ได้อาศัยคำพิพากษาซึงไม่ชัดเจนว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองจำนวนเท่าใดของเนื้อที่ทั้งหมดมาบังคับให้จำเลยที่ 2 ออกไป ทั้งๆ ที่ที่ดินส่วนที่เหลือจาก 1 งาน 80 ตารางวา นั้น ยังเป็นของจำเลยที่ 2 อยู่ และจำเลยที่ 2 มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินจำนวนดังกล่าวจึงไม่อยู่ในการบังคับคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกโจทก์มาสอบถามเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินให้เป็นไปตามคำพิพากษา และต่อมาจำเลยที่ 2 ยังได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 ว่าโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีโดยยื่นคำขอเพิกถอนโฉนดที่ดินเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ที่โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำบังคับและหมายบังคับคดีที่บังคับให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัตินอกเหนือจากที่โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ตามคำพิพากษา และมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ก่อน และขอให้ศาลมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ดขอให้ระงับการออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่แทนฉบับพิพาทจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลในเรื่องนี้

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำแถลงและคำร้องของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแล้ววินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 303 ตำบลสีแก้ว อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 1 งาน 80 ตารางวา ซึ่งแม้ว่าโจทก์จะมีสิทธิครอบครองที่ดินตามจำนวนดังกล่าว แต่ศาลก็ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 303 ดังกล่าว และให้จำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวกับห้ามมิให้จำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าว คำพิพากษาของศาลจึงชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป จึงให้ยกคำแถลงฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 ของจำเลยที่ 2 และวินิจฉัยด้วยว่าคำบังคับและหมายบังคับคดีของศาลออกไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 ของจำเลยที่ 2 ด้วย ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เพียงว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ตำบลสีแก้ว อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ดทั้งแปลง เป็นการบังคับคดีเกินไปกว่าคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามและถึงที่สุดแล้วนั้น มิใช่เพียงแต่พิพากษาระบุว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ซึ่งคำฟ้องระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส.3 ดังกล่าวจำนวนเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ทั้งหมด 3 งาน 96 ตารางวา เท่านั้น หากแต่ยังมีข้อความแห่งคำพิพากษาในตอนต่อไปด้วยว่า "...ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 303 ตำบลสีแก้ว อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าว และห้ามมิให้จำเลยที่ 2 และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป..." ด้วย ซึ่งผลแห่งการที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าว ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าวทั้งแปลง และศาลก็ได้พิพากษาห้ามมิให้จำเลยที่ 2 และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวด้วย คำพิพากษาจึงมีความชัดเจนแล้วว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าวทั้งแปลง หาใช่ว่าจำเลยที่ 2 ยังคงมีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวนอกเหนือไปจากที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ที่โจทก์มีสิทธิครอบครองดังที่จำเลยที่ 2 พยายามกล่าวอ้างในอุทธรณ์ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีขับไล่จำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ตำบลสีแก้วทั้งแปลง จึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว หาเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาของศาลไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า คดีนี้คำฟ้องโจทก์ตั้งประเด็นเพียงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดิน 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ดินทั้งหมด 3 งาน 96 ตารางวา และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ขอให้ศาลพิพากษาเพียงว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ตำบลสีแก้ว อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ดินทั้งหมด และคำพิพากษาของศาลอยู่ในบังคับต้องตัดสินไปตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้ออันเป็นการอุทธรณ์ในทำนองว่าคำพิพากษาของศาลที่พิพากษาบังคับจำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าวทั้งแปลงเป็นการพิพากษานอกฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 จะต้องอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านเข้ามาในคดีเดิม เมื่อคดีเดิมศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคำพิพากษานั้นถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยที่ 2 จะกลับมาอุทธรณ์คัดค้านต่อศาลฎีกาอีกว่าคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้วนั้นไม่ชอบเพราะเป็นการพิพากษานอกฟ้องอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลงและยกคำร้องของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 145 ม. 271 ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าสิบเอกพิชัย วรรณุรักษ์
จำเลย — นางหวานใจ กาดทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 481 -ที่ 482/2552
#501619
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามและถึงที่สุดแล้วนั้นระบุว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ซึ่งคำฟ้องระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 จำนวนเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ทั้งหมด 3 งาน 96 ตารางวา อีกทั้งยังระบุว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าว และห้ามมิให้จำเลยที่ 2และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไปด้วย ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าวทั้งแปลงและศาลก็ได้พิพากษาห้ามมิให้จำเลยที่ 2 และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวด้วย คำพิพากษาจึงมีความชัดเจนแล้วว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าวทั้งแปลง หาใช่ว่าจำเลยที่ 2 ยังคงมีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวนอกเหนือไปจากที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีขับไล่จำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ทั้งแปลง จึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 271 แล้ว หาเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาของศาลไม่

ส่วนที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า คดีนี้คำฟ้องโจทก์ตั้งประเด็นเพียงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดิน 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ทั้งหมด 3 งาน 96 ตารางวา และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ขอให้ศาลพิพากษาเพียงว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 จำนวน 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ดินทั้งหมด และคำพิพากษาของศาลอยู่ในบังคับต้องตัดสินไปตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ อันเป็นการอุทธรณ์ในทำนองว่าคำพิพากษาที่พิพากษาบังคับจำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าวทั้งแปลงเป็นการพิพากษานอกฟ้องไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 นั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 จะต้องอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านเข้ามาในคดีเดิม เมื่อคดีเดิมศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคำพิพากษานั้นถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยที่ 2 จะกลับมาอุทธรณ์คัดค้านต่อศาลฎีกาอีกว่าคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้วนั้นไม่ชอบเพราะเป็นการพิพากษานอกฟ้องอีกไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า โจทก์ และเรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ และเรียกโจทก์สำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2

คดีนี้สืบเนื่องมาจากคดีทั้งสองสำนวนนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 303 ตำบลสีแก้ว อำเภอเมืองร้อยเอ็ดให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวและห้ามมิให้จำเลยที่ 2 กับบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ ส่วนคำฟ้องของจำเลยที่ 2 ให้ยกเสีย

ในชั้นบังคับคดี จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 ว่า เนื่องจากคดีทั้งสองสำนวนมีประเด็นตามฟ้องโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 303 ตำบลสีแก้ว อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ทั้งหมดจำนวน 3 งาน 96 ตารางวา และโจทก์ได้ฟ้องในฐานะผู้แทนของทายาท และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 จำนวนเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา และโจทก์ยังขอให้จำเลยนำที่ดินมาโอนคืนให้แก่โจทก์ตามจำนวนที่โจทก์ครอบครองคือ 1 งาน 80 ตารางวา เท่านั้น ไม่ได้ฟ้องและขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดิน น.ส.3 ดังกล่าวทั้งแปลงเป็นของโจทก์ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่พิพาท โดยมิได้ระบุจำนวนเนื้อที่ไว้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด เป็นเหตุให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีมาบังคับขับไล่จำเลยที่ 2 ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินที่จำเลยที่ 2 ครอบครองอยู่ซึ่งก่อนศาลมีคำพิพากษานั้น จำเลยที่ 2 ได้ครอบครองที่ดิน น.ส.3 ดังกล่าวนอกเหนือจากที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่ แต่หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์ได้อาศัยคำพิพากษาซึ่งไม่ชัดเจนว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองจำนวนเท่าใดของเนื้อที่ทั้งหมดมาบังคับให้จำเลยที่ 2 ออกไป ทั้งๆ ที่ที่ดินส่วนที่เหลือจาก 1 งาน 80 ตารางวา นั้น ยังเป็นของจำเลยที่ 2 อยู่ และจำเลยที่ 2 มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายที่ดินจำนวนดังกล่าวจึงไม่อยู่ในการบังคับคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกโจทก์มาสอบถามเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินให้เป็นไปตามคำพิพากษา และต่อมาจำเลยที่ 2 ยังได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 ว่า โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีโดยยื่นคำขอเพิกถอนโฉนดที่ดินฉบับเก่าที่มีชื่อจำเลยที่ 2 ทั้งฉบับ และออกฉบับใหม่แทนซึ่งการกระทำดังกล่าวกระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 ในส่วนของโฉนดที่ดินที่ไม่อยู่ในการบังคับคดีนอกเหนือจากที่ดินเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ที่โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับคดีขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำบังคับและหมายบังคับคดีที่บังคับให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัตินอกเหนือจากที่โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ตามคำพิพากษา และมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ก่อน และขอให้ศาลมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินขอให้ระงับการออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่แทนฉบับพิพาทจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลในเรื่องนี้

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำแถลงและคำร้องของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแล้ววินิจฉัยว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 303 จำนวน 1 งาน 80 ตารางวา ซึ่งแม้ว่าโจทก์จะมีสิทธิครอบครองที่ดินตามจำนวนดังกล่าว แต่ศาลก็ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 303 ดังกล่าว และให้จำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวกับห้ามมิให้จำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวคำพิพากษาของศาลจึงชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป จึงให้ยกคำแถลงฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 ของจำเลยที่ 2 และวินิจฉัยด้วยว่าคำบังคับและหมายบังคับคดีของศาลออกไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 ของจำเลยที่ 2 ด้วย ค่าคำร้องให้เป็บพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เพียงว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ตำบลสีแก้ว อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ทั้งแปลง เป็นการบังคับคดีเกินไปกว่าคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามและถึงที่สุดแล้วนั้น มิใช่เพียงแต่พิพากษาระบุว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ซึ่งคำฟ้องระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส.3 ดังกล่าวจำนวนเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ทั้งหมด 3 งาน 96 ตารางวา เท่านั้น หากแต่ยังมีข้อความแห่งคำพิพากษาในตอนต่อไปด้วยว่า "...ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 303 ให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าว และห้ามมิให้จำเลยที่ 2 และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป..." ด้วย ซึ่งผลแห่งการที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าว ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าวทั้งแปลง และศาลก็ได้พิพากษาห้ามมิให้จำเลยที่ 2 และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวด้วย คำพิพากษาจึงมีความชัดเจนแล้วว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าวทั้งแปลง หาใช่ว่าจำเลยที่ 2 ยังคงมีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวนอกเหนือไปจากที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ที่โจทก์มีสิทธิครอบครองดังที่จำเลยที่ 2 พยายามกล่าวอ้างในอุทธรณ์ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีขับไล่จำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ตำบลสีแก้วทั้งแปลง จึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว หาเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาของศาลไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่าคดีนี้คำฟ้องโจทก์ตั้งประเด็นเพียงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดิน 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ดินทั้งหมด 3 งาน 95 ตารางวา และคำขอท้ายฟ้องของโจกท์ก็ขอให้ศาลพิพากษาเพียงว่า โจกท์มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 จำนวน 1 งาน 80 ตารางวาของเนื้อที่ดินทั้งหมด และคำพิพากษาของศาลอยู่ในบังคับต้องตัดสินไปตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้ออันเป็นการอุทธรณ์ในทำนองว่าคำพิพากษาของศาลที่พิพากษาบังคับจำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าวทั้งแปลงเป็นการพิพากษานอกฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นั้นก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 จะต้องอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านเข้ามาในคดีเดิม เมื่อคดีเดิมศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาตามชั้นต้น และคำพิพากษานั้นถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยที่ 2 จะกลับมาอุทธรณ์คัดค้านต่อศาลฎีกาอีกว่า คำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้วนั้นไม่ชอบเพราะเป็นการพิพากษานอกฟ้องอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลงและยกคำร้องของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าสิบเอกพิชัย วรรณุรักษ์
จำเลย — นางหวานใจ กาดทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 463/2552
#501315
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการจัดทำหนังสือสัญญากู้เงิน เช็คพิพาทจึงมิได้ออกเพื่อชำระหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เนื่องจากขณะที่ออกเช็คพิพาทนั้นหนี้ดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหน้งสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จึงเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2541 เวลากลางวันจำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาวงศ์สว่าง จำนวน 4 ฉบับ ฉบับแรกและฉบับที่สอง ลงวันที่ 16 มกราคม 2541 จำนวนเงินฉบับละ 100,000 บาท ฉบับที่สามและฉบับที่สี่ ลงวันที่ 19 มกราคม 2541 จำนวนเงินฉบับละ 100,000 บาท ชำระหนี้เงินกู้ยืมซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คทั้งสี่ฉบับถึงกำหนด ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน เช็คฉบับแรกและฉบับที่สอง เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2541 ให้เหตุผลว่า โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย ฉบับที่สามและฉบับที่สี่ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2541 ให้เหตุผลว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย การกระทำของจำเลย เป็นการออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะมิให้มีการใช้เงินตามเช็ค โดยขณะออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้นหรือถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะไม่ใช่เงินตามเช็คนั้นได้หรือห้ามธนาคารให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยเป็นเพื่อนกัน จำเลยออกเช็คพิพาทจำนวน 4 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.3, จ.5, จ.7 และ จ.9 เมื่อเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.4, จ.6, จ.8 และ จ.10

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีโจทก์เพียงลำพังเบิกความว่า ตั้งแต่ปี 2539 จำเลยกู้และรับเงินไปจากโจทก์หลายครั้ง แต่ไม่ได้ทำหลักฐานกันไว้เป็นหนังสือจนกระทั่งมียอดหนี้ประมาณ 587,091 บาท ในปี 2541 จึงได้ทำหนังสือสัญญากู้เงินตามฟ้องขึ้นไว้เป็นหลักฐานโดยจำเลยตกลงสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวจำนวน 6 ฉบับ แต่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้เพียง 4 ฉบับ คือเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.3, จ.5, จ.7 และ จ.9 ส่วนเช็คอีก 2 ฉบับ รวมเป็นเงิน 187,091 บาท นั้น โจทก์ได้รับชำระเงินจากจำเลยแล้วฝ่ายจำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยออกเช็คพิพาทมอบแก่โจทก์เพื่อเป็นการประกันหนี้ที่โจทก์ปล่อยเงินกู้แก่บุคคลทั่วไปโดยมีจำเลยเป็นคนกลาง จึงยันคำกันอยู่ อย่างไรก็ดี ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ลงวันที่ 7 มกราคม 2541 เอกสารหมาย จ.2 ที่โจทก์นำสืบนั้นไม่มีวันถึงกำหนดชำระหนี้ โดยได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเช็คที่จำเลยออกมอบแก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าวจำนวน 6 ฉบับ ซึ่งรวมทั้งเช็คพิพาทว่าเป็นเช็คลงวันที่ล่วงหน้าสั่งจ่ายลงวันที่ 16 มกราคม 2541 จำนวนเงิน 100,000 บาท รวม 3 ฉบับ และสั่งจ่ายลงวันที่ 19 มกราคม 2541 จำนวนเงิน 100,000 บาท รวม 2 ฉบับ กับสั่งจ่ายลงวันที่ 19 มกราคม 2541 จำนวนเงิน 87,091 บาท อีก 1 ฉบับ ที่สำคัญเป็นเช็คธนาคารเดียวกันทั้ง 6 ฉบับ และลำดับเลขของเช็คแต่ละฉบับก็บ่งบอกว่าเป็นเช็คสั่งจ่ายจากบัญชีเดียวกันทั้งหมดด้วย โดยโจทก์เองก็มิได้นำสืบอธิบายเหตุผลไว้ จึงผิดวิสัย ผิดธรรมดาที่จำเลยจะออกเช็คชำระหนี้ในมูลหนี้เดียวกันแก่เจ้าหนี้รายเดียว โดยลงวันที่สั่งจ่ายในวันเดียวกันหลายๆ ฉบับจากบัญชีเดียวกัน หรือโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้เงินกู้จะยอมรับการชำระหนี้ที่ยุ่งยากสับสนเหล่านี้ ประกอบกับโจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยยอมรับว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 ได้จัดทำขึ้นหลังจากที่โจทก์เดินทางไปอยู่ต่างประเทศ และได้ความจากนางภู อดีตลูกจ้างของโจทก์ซึ่งเป็นพยานในหนังสือสัญญากู้ดังกล่าวที่จำเลยอ้างมาเป็นพยานเบิกความว่า ในวันดังกล่าวเห็นแต่จำเลยมาทำสัญญากู้เท่านั้น ไม่มีการจ่ายเงินตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้ และพยานไม่ทราบว่าเช็คที่ระบุไว้ในสัญญากู้นั้นจะมีการสั่งจ่ายกันล่วงหน้าไว้หรือไม่ คดีจึงน่าเชื่อเจือสมด้วยข้อนำสืบของจำเลยที่ว่า ในวันทำหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 นั้น จำเลยมิได้ออกเช็คฉบับใดมอบแก่โจทก์ ดังนี้เมื่อเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับเป็นเช็คที่จำเลยออกให้แก่โจทก์ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการจัดทำหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 แม้จำเลยจะนำสืบยอมรับว่า จำเลยทำหนังสือสัญญาดังกล่าวในวันที่ 7 มกราคม 2541 ดังที่โจทก์อ้างในฎีกา แต่เช็คพิพาทเหล่านี้ก็มิได้ออกเพื่อชำระหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เนื่องเพราะขณะเวลาที่ออกเช็คพิพาทนั้นหนี้ดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จึงเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์นำเช็คอีก 2 ฉบับ ที่จำเลยออกพร้อมกับเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินไม่ได้ทั้งหมด แต่ก่อนฟ้องคดีจำเลยได้นำเงินไปชำระเช็ค 2 ฉบับดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้วนั้น เห็นว่า แม้จำเลยชำระเงินตามเช็ค 2 ฉบับ ดังกล่าวให้แก่โจทก์ก็มิใช่ข้อพิสูจน์ว่าเช็คทั้ง 6 ฉบับ ดังกล่าวนี้มีมูลหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2543 มาตรา 4 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวณหทัย ศิริวรรณพร
จำเลย — นางสาวชิราวัลย์ ซ่อนจันทึก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 461/2552
#501566
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาแบ่งเช่าที่ดินมีกำหนด 30 ปี ข้อ 4 ที่ระบุว่าเช่าเพื่อปลูกสร้างตึกให้เช่าไม่มีเงินกินเปล่านั้น ต. ผู้ให้เช่าเดิมกับจำเลยทั้งสามไม่ได้กำหนดรายละเอียดและเวลาไว้ว่าจำเลยทั้งสามจะต้องปลูกสร้างตึกขึ้นจำนวนเท่าใดและในเวลาใด จึงต้องแปลความว่าเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสามที่จะปลูกสร้างตึกจำนวนเท่าใดและในเวลาใดก็ได้ หรือหากจะมีการตกลงกำหนดกันใหม่ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงของ ต. กับจำเลยทั้งสาม หาใช่ว่า ต. ฝ่ายเดียวจะเป็นผู้กำหนดเวลานั้นใหม่ได้ การที่โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาจาก ต. โจทก์ก็ต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่ของ ต. มาด้วย โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะกำหนดเวลาให้จำเลยทั้งสามปลูกสร้างตึกได้ฝ่ายเดียว การที่โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสามดำเนินการปลูกสร้างตึกโดยอ้าง

ว่า บัดนี้ระยะเวลาการเช่าล่วงเลยมาเป็นระยะเวลาถึง 8 ปีเศษ และจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามผิดสัญญา และในเรื่องการให้เช่าช่วงนั้น ตามสำเนาหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดินมีกำหนด 30 ปี ระบุว่า ให้เช่าช่วงได้โดยไม่ได้มีข้อความระบุว่าต้องเป็นการให้เช่าช่วงตึกเท่านั้น จึงต้องแปลความหมายว่าในการเช่าที่ดินพิพาทนี้จำเลยทั้งสามมีสิทธินำที่ดินพิพาทไปให้เช่าช่วงได้ โดยอาจให้เช่าช่วงเฉพาะที่ดินหรือเมื่อมีการปลูกสร้างตึกก็นำตึกพร้อมที่ดินไปให้เช่าช่วงได้เช่นกัน การที่จำเลยทั้งสามยังไม่ได้ปลูกสร้างตึกและนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงจึงไม่ถือว่าจำเลยทั้งสามผิดสัญญาเช่าเช่นกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนครบกำหนดตามสำเนาหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดินมีกำหนด 30 ปี

ที่จำเลยทั้งสามฎีกาขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสามนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้ง จำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์จึงเป็นข้อที่จำเลยทั้งสามมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเช่าที่ดินพิพาทจากเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมเพื่อปลูกสร้างตึกให้เช่า ระหว่างอายุสัญญาเช่า โจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากเจ้าของเดิมพบว่าจำเลยทั้งสามผิดสัญญา โดยนำที่ดินที่เช่าไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วงทำเป็นที่อยู่อาศัยและค้าขาย แต่ไม่ปลูกสร้างตึกให้เช่าตามสัญญา โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและขอให้จำเลยทั้งสามกับบริวารออกไปจากที่ดิน แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่ดินที่เช่า ให้จำเลยทั้งสามและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดที่อยู่บนที่ดิน แล้วส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม กับให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเช่าในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสามมิได้ผิดสัญญาเช่า อีกทั้งสัญญาเช่านี้เป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษระหว่างเจ้าของเดิมกับจำเลยทั้งสาม โจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ใดกับจำเลยทั้งสาม จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทำให้จำเลยทั้งสามได้รับความเสียหายและขาดรายได้เป็นเวลาถึง 20 ปีเศษ รายได้เบื้องต้นที่จำเลยทั้งสามจะพึงได้รับเป็นเงิน 110,000 บาท และรายได้ที่จำเลยทั้งสามจะพึงได้รับในอนาคตมีกำหนดเวลา 20 ปีเศษ เป็นเงิน 10,000,000 บาท ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาเช่าเดิม หากไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสามเป็นเงิน 5,000,000 บาท กับให้ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสาม 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสามไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่มีสิทธิเรียกเงิน 5,000,000 บาท โจทก์บอกเลิกสัญญาโดยชอบ จำเลยทั้งสามไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย 110,000 บาท สัญญาเช่าช่วงซึ่งจำเลยทั้งสามกล่าวอ้างเป็นคนละฉบับกับสัญญาเช่าที่โจทก์นำมาฟ้อง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินที่เช่าพร้อมกับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปด้วย และร่วมกันชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดินที่เช่ากับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2538 นางเติม เจ้าของที่ดินเดิมได้ทำสัญญาให้จำเลยทั้งสามเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3345 ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีรายละเอียดข้อตกลงอยู่ในสำเนาหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดินมีกำหนด 30 ปี ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2543 และวันที่ 1 เมษายน 2544 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้นำที่ดินดังกล่าวข้างต้นบางส่วนออกให้โจทก์เช่าช่วง ต่อมาวันที่ 2 มกราคม 2546 โจทก์ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3345 ดังกล่าวจากนางมาลี ทายาทของนางเดิม แล้วมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามสัญญาเช่าด้วยการปลูกสร้างตึก และบอกเลิกสัญญาเมื่อจำเลยทั้งสามเพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามผิดสัญญาเช่าที่ดินตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่า การที่จำเลยทั้งสามไม่ปลูกสร้างตึกและนำที่ดินไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วงเป็นการผิดสัญญานั้น เห็นว่า ตามสำเนาหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดินมีกำหนด 30 ปี ข้อ 4 ที่ระบุว่าเช่าเพื่อปลูกสร้างตึกให้เช่า ไม่มีเงินกินเปล่านั้น นางเติม ผู้ให้เช่าเดิมกับจำเลยทั้งสามไม่ได้กำหนดรายละเอียดและเวลาไว้ว่าจำเลยทั้งสามจะต้องปลูกสร้างตึกขึ้นจำนวนเท่าใด และในเวลาใด จึงต้องแปลความว่าเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสามที่จะปลูกสร้างตึกจำนวนเท่าใดและในเวลาใดก็ได้ หรือหากจะมีการตกลงกำหนดเวลากันใหม่ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงของนางเติมกับจำเลยทั้งสาม หาใช่ว่านางเติมฝ่ายเดียวจะเป็นผู้กำหนดเวลานั้นใหม่ได้ ดังนั้นการที่โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาจากนางเติม โจทก์ต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่ของนางเติมมาด้วย โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะกำหนดเวลาให้จำเลยทั้งสามปลูกสร้างตึกได้ฝ่ายเดียว ดังนั้นการที่โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสามดำเนินการปลูกสร้างตึกโดยอ้างว่า บัดนี้ระยะเวลาการเช่าล่วงเลยมาเป็นระยะเวลาถึง 8 ปีเศษ และจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามผิดสัญญา และในเรื่องการให้เช่าช่วงนั้น ตามสำเนาหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดินมีกำหนด 30 ปี ระบุว่า ให้เช่าช่วงได้โดยไม่ได้มีข้อความระบุว่าต้องเป็นการให้เช่าช่วงตึกเท่านั้น จึงต้องแปลความหมายว่าในการเช่าที่ดินพิพาทนี้จำเลยทั้งสามมีสิทธินำที่ดินพิพาทไปให้เช่าช่วงได้ โดยอาจให้เช่าช่วงเฉพาะที่ดินหรือเมื่อมีการปลูกสร้างตึกก็นำตึกพร้อมที่ดินไปให้เช่าช่วงได้ เช่นกัน การที่จำเลยทั้งสามยังไม่ได้ปลูกสร้างตึกและนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงจึงไม่ถือว่าจำเลยทั้งสามผิดสัญญาเช่าเช่นกัน ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนครบกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามผิดสัญญาเช่านั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยทั้งสามฎีกาขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสามนั้นเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้ง จำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์จึงเป็นข้อที่จำเลยทั้งสามมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 544 ม. 569
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุวรรณา แซ่ฮื้อ
จำเลย — นายคมรัตน์ มะลิวงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 454/2552
#502409
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเป็นเพียงบุคคลสิทธิที่ใช้บังคับกันได้เฉพาะแต่ในระหว่างคู่สัญญา ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับโอนที่ดินพิพาท เว้นแต่โจทก์ผู้รับโอนที่ดินพิพาทจะได้ตกลงยินยอมผูกพันที่จะปฏิบัติตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาแทนผู้ให้เช่าเดิม ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ไม่ได้ตกลงยินยอมที่จะผูกพันตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา แม้โจทก์จะทราบว่ามีสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาระหว่างจำเลยกับบริษัท ม. ในขณะรับโอนที่ดินพิพาท สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาก็ไม่ผูกพันโจทก์ และไม่ถือว่าโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20358 ถึงเลขที่ 20362 เลขที่ 20365 เลขที่ 12112 และเลขที่ 14423 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20358 ถึงเลขที่ 20362 เลขที่ 20365 เลขที่ 12112 และเลขที่ 14423 ตำบลทุ่งสองห้อง (สองห้อง) อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบที่ดินดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ 1,500 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20358 ถึงเลขที่ 20362 เลขที่ 20365 เลขที่ 12112 และเลขที่ 14423 รวม 8 แปลง เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทเมโทรโพลิส ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด ที่ได้จำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่โจทก์เมื่อปี 2534 และวันที่ 6 มิถุนายน 2541 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทและที่ดินของบริษัทเมโทรโพลิส ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด อีก 3 แปลง รวม 11 แปลง เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ เพื่อปรับปรุงพื้นที่และก่อสร้างตลาดและจำเลยยินยอมยกกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดให้แก่บริษัทเมโทรโพลิส ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด แต่จำเลยมีสิทธิให้เช่าหรือให้เช่าช่วงตลาดและสิ่งปลูกสร้างโดยบริษัทเมโทรโพลิส ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด ตกลงให้สัญญาเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดามีกำหนด 10 ปี นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลาการปลูกสร้างตามเอกสารหมาย ล.2 สัญญาเช่าดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 โจทก์ได้รับโอนที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้จากบริษัทเมโทรโพลิส ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาระหว่างบริษัทเมโทรโพลิส ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด กับจำเลยผูกพันโจทก์หรือไม่ เห็นว่า สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเป็นเพียงบุคคลสิทธิที่ใช้บังคับกันได้เฉพาะแต่ในระหว่างคู่สัญญา ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับโอนที่ดินพิพาท เว้นแต่โจทก์ผู้รับโอนที่ดินพิพาทจะได้ตกลงยินยอมผูกพันที่จะปฏิบัติตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาแทนผู้ให้เช่าเดิม แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความตามที่จำเลยนำสืบว่า เมื่อปี 2542 นายบุญญฤทธิ์ กรรมการของบริษัทเมโทรโพลิส ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด แจ้งจำเลยว่า ที่ดินพิพาทติดจำนองกับโจทก์ต้องนำที่ดินไปทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แต่มีเงื่อนไขว่าที่ดินต้องปลอดภาระผูกพันใดๆ จำเลยจึงตกลงทำสัญญาขึ้นอีกฉบับหนึ่งมีข้อความตรงกับสัญญาเช่าและเขียนข้อความเพิ่มเติมว่า มีการทำบันทึกยกเลิกสัญญาเช่าแล้วจำเลยลงชื่อมอบให้นายบุญญฤทธิ์นำไปทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยจำเลยกับนายบุญญฤทธิ์ไม่ได้มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาดังกล่าว แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงถือตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย ล.2 ดังนี้เท่ากับเป็นการยืนยันว่า จำเลยกับบริษัทเมโทรโพลิส ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด ร่วมกันแจ้งต่อโจทก์ว่ามีการยกเลิกสัญญาเช่าเอกสารหมาย ล.2 แล้ว ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ตกลงยินยอมที่จะผูกพันตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงก็มีผลผูกพันระหว่างจำเลยกับบริษัทเมโทรโพลิส ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด ผู้ร่วมแสดงเจตนาลวงเท่านั้น ไม่อาจยกขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ตกลงที่จะผูกพันตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา แม้โจทก์จะทราบว่ามีสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาระหว่างจำเลยกับบริษัทเมโทรโพลิส ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด ในขณะรับโอนที่ดินพิพาทดังที่จำเลยฎีกา สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาก็ไม่ผูกพันโจทก์ และไม่ถือว่าโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต เมื่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไม่ประสงค์จะให้จำเลยและบริวารอยู่บนที่ดินพิพาทและได้บอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ชื่อคู่ความ
ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ ธนาคารยูไนเต็ด
โจทก์ — โอเวอร์ซีส์ (ไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเทอดพงษ์ ประทีปทอง
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 453/2552
#501744
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยต่างไม่ถือเอาระยะเวลาในการก่อสร้างบ้านเป็นสำคัญ แต่ถือเอาการก่อสร้างบ้านเสร็จเรียบร้อยเป็นสำคัญ เมื่อโจทก์ยังคงยืนยันว่าบ้านยังไม่เสร็จเรียบร้อย ก่อนที่จำเลยจะบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ จำเลยต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว การบอกเลิกสัญญาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 387 เมื่อปรากฎว่าจำเลยขายบ้านไปแล้ว และโจทก์ก็ไม่ประสงค์จะซื้อบ้านอีกต่อไป สัญญาจึงเป็นอันเลิกกันและต่างฝ่ายต่างกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินที่รับไว้ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เวลาที่ได้รับไว้ ตามมาตรา 391 วรรคสอง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,368,998 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,343,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,363,501.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,343,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กันยายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงจำเลยจะต้องปลูกบ้านตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2540 นั่นก็หมายความว่าบ้านจะต้องแล้วเสร็จทุกอย่างรวมทั้งรายละเอียดพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ แต่กลับปรากฎว่าภายในเดือนกันยายน 2540 ดังกล่าว บ้านหาได้แล้วเสร็จไม่ แต่โจทก์ก็ไม่ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลย เพียงแต่ขอระงับการผ่อนชำระค่างวดไว้ก่อน แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้เคร่งครับเรื่องระยะเวลา แต่ถือเอาความสำเร็จเรียบร้อยของบ้านเป็นสำคัญ ต่อมาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2540 โจทก์ให้จำเลยแก้ไขงาน 9 รายการ จำเลยก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีรายการต้องแก้ไขเพียงแต่ขอให้โจทก์ชำระเงินดาวน์ที่ค้างอยู่ทั้งหมดก่อน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2541 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ และชำระเงินงวดสุดท้ายในวันที่ 18 มีนาคม 2541 ปรากฎว่าก่อนวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ 1 วัน คือในวันที่ 17 มีนาคม 2541 โจทก์ให้จำเลยแก้ไขงานอีก 21 รายการ ครั้นต่อมาวันที่ 3 เมษายน 2541 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่า จำเลยสร้างบ้านให้โจทก์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้โจทก์ไปตรวจความเรียบร้อยของบ้านในวันที่ 16 เมษายน 2541 อันแสดงให้เห็นว่าตามที่โจทก์แจ้งให้แก้ไขงานเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2541 นั้น จำเลยได้แก้ไขงานให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรากฎว่าในวันที่ 16 เมษายน 2541 ซึ่งมีการตรวจความเรียบร้อยดังกล่าว โจทก์ให้จำเลยแก้ไขงานอีก 20 รายการ จากนั้นวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินงวดสุดท้ายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 ปรากฎว่าโจทก์ไม่ไปตามกำหนดนัด แต่หลังจากวันนัด 3 วัน คือในวันที่ 23 พฤษภาคม 2541 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบว่าบ้านยังไม่เสร็จเรียบร้อย ขอยกเลิกวันโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 ดังกล่าว จนกระทั่งวันที่ 27 พฤษภาคม 2541 จำเลยมีหนังสือฉบับสุดท้ายแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินงวดสุดท้ายในวันที่ 3 มิถุนายน 2541 แต่ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2541 ก่อนวันนัด 3 วัน บิดาโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบว่า จำเลยยังแก้ไขงานไม่เสร็จเรียบร้อยเกือบ 30 รายการ เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าในทัศนะของโจทก์นั้น จำเลยยังก่อสร้างบ้านให้ไม่เสร็จเรียบร้อย ดังนั้น เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ถือเอาระยะเวลาในการก่อสร้างบ้านเป็นสำคัญแต่ถือเอาการก่อสร้างบ้านเสร็จเรียบร้อยเป็นสำคัญแล้ว เมื่อโจทก์ยังคงยืนยันว่าบ้านยังไม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จำเลยจะบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์จำเลยจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยก็ไม่มีเอกสารใดมานำสืบให้เห็นว่าบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผิดวิสัยที่จำเลยเป็นถึงบริษัทมหาชนรับสร้างบ้านที่มีคุณภาพแต่ไม่ปรากฏเอกสารใดมายืนยันว่าที่โจทก์ให้มีการแก้ไขงานนั้น คนงานของจำเลยได้แก้ไขเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีวิศวกรผู้ควบคุมงานเข้าไปตรวจสอบความถูกต้องเห็นว่าเสร็จเรียบร้อยแล้วจริง แม้จำเลยมีนายชาญรงค์ ผู้ควบคุมงานก่อสร้างของจำเลยเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยได้แก้ไขงานครั้งสุดท้ายให้แก่โจทก์เรียบร้อยแล้วก็ตาม ก็เป็นคำเบิกความที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน อันเป็นการผิดวิสัยของผู้รับสร้างบ้านที่มีคุณภาพพึงกระทำ โดยเฉพาะกรณีของโจทก์มีการขอให้แก้ไขงานหลายครั้งชี้ให้เห็นว่าลูกค้ารายนี้น่าจะมีปัญหา แต่จำเลยก็ไม่ได้ดำเนินการให้มีเอกสารหรือภาพถ่ายประกอบสัญญาไว้ เมื่อโจทก์ยังคงยืนยันว่าจำเลยยังก่อสร้างบ้านไม่เสร็จเรียบร้อย จำเลยกลับบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์โดยที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว การบอกเลิกสัญญาของจำเลย จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เมื่อปรากฎว่าจำเลยขายบ้านไปแล้ว และโจทก์ก็ไม่ประสงค์จะซื้อบ้านอีกต่อไปสัญญาจึงเป็นอันเลิกกันและต่างฝ่ายต่างกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวน 2,343,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เวลาที่ได้รับไว้ ตามมาตรา 391 วรรคสอง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อโจทก์เรียกดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2542 จึงให้ตามที่โจทก์ขอที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 387 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีรวุฒิ พงศ์สุพัฒน์
จำเลย — บริษัทควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
ดิเรก อิงคนินันท์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2552
#501358
เปิดฉบับเต็ม

การออกเช็คเพื่อประกันค่าสินค้าที่ลูกค้าหรือสมาชิกสั่งซื้อสินค้าผ่านจำเลยนั้นเพื่อเป็นประกันว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ค่าสินค้าที่ส่งให้แก่ลูกค้าหรือสมาชิก หากลูกค้าหรือสมาชิกไม่ชำระโจทก์ก็ยังได้รับเงินค่าสินค้าตามเช็คดังกล่าว ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการชำระหนี้ค่าสินค้า จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คนั้น แม้คดีในส่วนอาญา จำเลยไม่ต้องรับผิดทางอาญา ก็เป็นเพราะเช็คที่จำเลยออกมิใช่เป็นเช็คเพื่อชำระหนี้อันเป็นองค์ประกอบของความผิดทางอาญา ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ แต่เมื่อโจทก์มิได้รับชำระหนี้ค่าสินค้าจากลูกค้าหรือสมาชิก จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชอบชำระหนี้ค่าสินค้าตามเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวต่อผู้ทรงเช็ค

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 859,653 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 802,895 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 420,043 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 ชำระเงิน 130,992 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 ชำระเงิน 97,309 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 และชำระเงิน 154,551 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เช็คตามฟ้องทั้ง 7 ฉบับ จำเลยออกให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันค่าสินค้าที่สมาชิกของโจทก์สั่งซื้อผ่านจำเลย จำเลยไม่ได้ออกเช็คตามฟ้องทั้ง 7 ฉบับ เพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ไม่มีเจตนาผูกพันและชำระหนี้ค่าสินค้าตามเช็ค จึงเป็นเช็คที่ไม่มีมูลหนี้ ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำวินิจฉัยในคดีส่วนอาญาแล้วว่าจำเลยออกเช็คเพื่อเป็นประกันค่าสินค้าที่ลูกค้าและสมาชิกสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว จำเลยไม่ได้ออกเช็คเพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง และพิพากษายกฟ้อง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดรับชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า การออกเช็คเพื่อประกันค่าสินค้าที่ลูกค้าหรือสมาชิกสั่งซื้อสินค้าผ่านจำเลยนั้นย่อมเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่าการออกเช็คเช่นนั้นก็เพื่อเป็นประกันว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ค่าสินค้าที่ส่งให้แก่ลูกค้าหรือสมาชิกโดยการสั่งซื้อผ่านจำเลย หากลูกค้าหรือสมาชิกไม่ชำระโจทก์ก็ยังได้รับเงินค่าสินค้าตามเช็คที่จำเลยออกให้เป็นการประกันชำระหนี้ดังกล่าว ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าว จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คนั้นจะอ้างว่าจำเลยไม่มีเจตนาให้ผูกพันรับผิดตามเช็ค และเช็คไม่มีมูลหนี้ต่อกันไม่ได้แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะได้วินิจฉัยคดีในส่วนอาญาว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดทางอาญาก็เป็นเพราะเช็คที่จำเลยออกมิใช่เป็นเช็คเพื่อชำระหนี้อันเป็นองค์ประกอบของความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 แต่เมื่อโจทก์มิได้รับชำระหนี้ค่าสินค้าจากลูกค้าหรือสมาชิกที่สั่งสินค้าผ่านจำเลยจำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชอบชำระหนี้ค่าสินค้าตามเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ผู้ทรงเช็ค เนื่องจากเป็นการออกเช็คโดยเจตนาจะให้ผูกพันและชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หากลูกค้าหรือสมาชิกบางรายนำเงินค่าสินค้าไปชำระให้แก่โจทก์โดยตรงแล้ว โจทก์ก็ไม่อาจเรียกร้องเอาจากจำเลยอีกได้โจทก์จึงต้องนำสืบให้เห็นว่าลูกค้าหรือสมาชิกรายใดชำระเงินให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่เพียงใด และโจทก์ได้รับความเสียหายจริงเท่าใด ทั้งโจทก์ก็นำสืบแต่เพียงว่าโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บแต่เรียกเก็บเงินไม่ได้ ไม่ได้นำสืบว่าโจทก์ยังเป็นผู้ทรงเพราะโจทก์อาจส่งมอบหรือโอนเช็คไปให้บุคคลอื่นแล้วก็ได้ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ค่าสินค้าสินค้าจากลูกค้าหรือสมาชิกแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามเช็ค ทั้งมิได้ต่อสู้ว่าโจทก์มิได้เป็นผู้ทรงเช็คเพราะโจทก์โอนเช็คให้แก่บุคคลอื่นแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเหตุดังกล่าวให้เป็นประเด็นข้อต่อสู้ไว้ คงให้การต่อสู้เพียงว่าจำเลยออกเช็คเพื่อค้ำประกันค่าสินค้า โจทก์จึงไม่จำต้องนำสืบให้เห็นว่ามีลูกค้าหรือสมาชิกรายใดชำระเงินค่าสินค้าให้โจทก์แล้วหรือไม่ และโจทก์ยังไม่ได้โอนเช็คไปให้แก่บุคคลอื่น เนื่องจากไม่มีประเด็นให้ต้องนำสืบ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมาร์เก็ตติ้ง
ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
นายเกรียงศักดิ์ เฮงจุฬาลักษณ์
จำเลย — หรือจุฬารักษ์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 413/2552
#497665
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยังมิได้พาเตาอบไฟฟ้าของผู้เสียหายออกไปพ้นนอกห้างสรรพสินค้าของผู้เสียหาย แต่ก็ได้เคลื่อนย้ายเตาอบไฟฟ้าออกจากจุดที่ผู้เสียหายเก็บหรือวางทรัพย์นั้นไว้ ทั้งยังผ่านจุดที่ลูกค้าจะต้องชำระค่าสินค้าแก่พนักงานเก็บเงินไปแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยพาทรัพย์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปแล้วโดยมีเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวันมีคนร้ายลักเตาอบไฟฟ้ายี่ห้ออีฟ 1 เครื่อง ราคา 2,690 บาท ของบริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซีสเทม จำกัด ผู้เสียหาย ที่ดำเนินธุรกิจค้าปลีกภายใต้ชื่อ "โลตัส ซุปเปอร์เซ็นเตอร์" หลังจากเกิดเหตุแล้วเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมกับยึดได้เตาอบไฟฟ้าดังกล่าวเป็นของกลาง โดยจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายเป็นคนร้ายลักเตาอบไฟฟ้าของกลางไปหรือภายหลังเกิดเหตุลักทรัพย์ข้างต้นจนถึงเวลาที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมเตาอบไฟฟ้าของกลาง วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ซื้อหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งเตาอบไฟฟ้าของกลางจากคนร้าย โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดอันเข้าลักษณะลักทรัพย์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก, 80 จำคุก 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคลประกอบธุรกิจค้าปลีกภายใต้ชื่อ "โลตัส ซุปเปอร์เซ็นเตอร์" จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยเข็นรถแจ็ค (รถขนสินค้า) ซึ่งมีกล่องรัมมี่ (กล่องไม้) สีดำ จำนวน 3 กล่องอยู่บนรถขนสินค้าดังกล่าวผ่านพนักงานเก็บเงินเพื่อจะนำออกไปนอกห้างสรรพสินค้าโลตัส แต่ถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณจุดบริการลูกค้าที่ 1 ใกล้ประตูทางเข้าออกของห้างสรรพสินค้าโลตัสทางด้านทิศใต้ตรวจสอบและพบว่ามีเตาอบไฟฟ้ายี่ห้ออีฟ 1 เครื่อง ซุกซ่อนอยู่ภายในกล่องไม้ดังกล่าว จึงยึดไว้เป็นของกลาง หลังจากนั้นผู้เสียหายมอบอำนาจให้พนักงานไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุพรรณบุรีเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ชั้นจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าลักทรัพย์นายจ้าง จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.8 ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ แต่มิได้ให้การในรายละเอียดโดยอ้างว่าจะขอให้การในชั้นศาลตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.9 คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากนายณรงค์ซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ภายในคลังสินค้าของห้างสรรพสินค้าโลตัสว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 12 นาฬิกา นายณรงค์เห็นจำเลยเข็นรถขนสินค้าบรรทุกกล่องไม้ ซึ่งมี 6 ด้าน 5 ด้าน มีฝาปิด ส่วนด้านที่ 6 ไม่มีฝาปิดจำนวน 2 กล่อง วางอยู่บนรถขนสินค้าดังกล่าวเข้ามาในคลังสินค้าบริเวณที่นายณรงค์กำลังปฏิบัติงานอยู่ จำเลยแจ้งแก่นายณรงค์ว่าจะมาเอากล่องไม้เพิ่มอีก 1 กล่อง และขอให้นายณรงค์ช่วยยกกล่องแบบเดียวกัน ซึ่งวางอยู่บนชั้นวางของลงมาให้ โดยนายณรงค์ตรวจดูกล่องไม้จำนวน 2 กล่อง เดิมที่วางอยู่บนรถขนสินค้ากับอีก 1 กล่อง ที่ยกลงมาจากชั้นวางของแล้วไม่พบสิ่งของใด พอดีขณะนั้นมีพนักงานของผู้เสียหายประมาณ 2 ถึง 3 คน นำขยะมาทิ้ง นายณรงค์จึงไปตรวจดูขยะตามหน้าที่ว่ามีสินค้าที่มีสภาพดีรวมอยู่ด้วยหรือไม่ สักครู่หนึ่งเมื่อเสร็จแล้ว จึงเดินกลับไปยังจุดที่จำเลยจอดรถขนสินค้าไว้แต่ไม่พบจำเลยแล้ว ต่อมานายสมภพหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยได้ไปสอบถามนายณรงค์ว่าพบเห็นเตาอบไฟฟ้าในกล่องไม้ดังกล่าวหรือไม่ นายณรงค์แจ้งว่าไม่มี นายสมภพจึงแจ้งให้นายณรงค์ทราบว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยจุดบริการลูกค้าที่ 1 บริเวณประตูทางเข้าออกด้านหน้าของห้างสรรพสินค้าโลตัสซึ่งเป็นจุดที่ผ่านพนักงานเก็บเงินมาแล้วพบจำเลยกำลังจะนำกล่องไม้ที่วางอยู่บนรถขนสินค้าออกไปนอกห้าง แต่ถูกตรวจพบว่าภายในกล่องไม้ใบหนึ่งมีเตาอบไฟฟ้าอยู่ข้างใน นอกจากนั้นข้อเท็จจริงยังได้ความจากนายฉัตรชัย พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ค้นพบเตาอบไฟฟ้าอยู่ภายในกล่องไม้ดังกล่าวว่า วันเกิดเหตุเวลา 12.30 นาฬิกา ขณะที่นายฉัตรชัยกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณจุดบริการลูกค้าที่ 1 ใกล้ประตูทางเข้าออกของห้างสรรพสินค้าโลตัสทางด้านทิศใต้เห็นจำเลยเข็นรถขนสินค้าซึ่งมีกล่องไม้จำนวน 3 กล่องวางอยู่บนรถจะออกไปนอกห้างสรรพสินค้าโลตัส โดยกล่องจำนวน 2 กล่อง วางหันด้านที่ไม่มีฝาปิดขึ้นข้างบน ส่วนกล่องอีกใบหนึ่งหันด้านที่ไม่มีฝาปิดลงประกบกับกล่องที่วางอยู่ด้านล่างใบหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถปิดได้สนิทเพราะมีช่องว่างเหลืออยู่เล็กน้อย อย่างไรก็ตามมีไม้กระดานขนาดยาว 1 เมตร กว้างประมาณ 50 ถึง 60 เซนติเมตร เสียบเข้าไปภายในกล่องตรงบริเวณช่องว่างนี้ นายฉัตรชัยจึงขอตรวจสอบภายในกล่องไม้ทั้ง 3 กล่องดังกล่าว ขณะดึงไม้กระดานที่เสียบตรงช่องว่างดังกล่าวออก จำเลยรีบคว้าไม้กระดานแผ่นนั้นลงปิดที่เดิมนายฉัตรชัยจึงบอกจำเลยว่าต้องทำการตรวจสอบแล้วดึงแผ่นไม้ที่เสียบอยู่ดังกล่าวออกก็เห็นเตาอบไฟฟ้าหรือเตาไมโครเวฟยี่ห้ออีฟ 1 เครื่อง ซุกซ่อนอยู่ภายในกล่องใบหนึ่งตามภาพถ่ายหมาย จ.1 ซึ่งนายสมภพถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานหลังจากได้รับแจ้งเหตุ เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสองคนดังกล่าวเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของผู้เสียหายที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้น่าระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองคนดังกล่าวนั้นจะกลั่นแกล้งและปรักปรำจำเลยให้ต้องได้รับโทษ จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองคนดังกล่าวเบิกความไปตามความเป็นจริงที่ได้รู้เห็นมา ดังนี้เมื่อพิจารณาถึงระยะเวลาที่นายณรงค์พบจำเลยที่คลังสินค้าห่างจากระยะเวลาที่นายฉัตรชัยพบจำเลยที่จุดบริการลูกค้าที่ 1 ซึ่งเป็นจุดตรวจสอบสินค้าของลูกค้าที่จะนำสินค้าออกจากห้างสรรพสินค้าไปว่ามีการชำระเงินถูกต้องแล้วหรือไม่เพียงประมาณไม่ถึง 30 นาที ตลอดระยะเวลาดังกล่าวทั้งรถขนสินค้าและกล่องไม้ทั้ง 3 กล่องอยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยและเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ไม่มีโอกาสที่บุคคลอื่นใดจะนำเตาอบไฟ้ฟ้าของกลางซึ่งเป็นสินค้าที่มีขนาดใหญ่พอสมควรเข้าไปซุกซ่อนไว้ในกล่องไม้ใบหนึ่งได้นอกจากนี้ข้อเท็จจริงขณะที่นายฉัตรชัยจะดึงไม้กระดานที่เสียบไว้ตรงช่องว่างของกล่องที่ไม่มีฝาปิดอยู่ออก แต่จำเลยรีบคว้าไม้กระดานแผ่นนั้นกลับลงไปปิดที่เดิม ซึ่งจำเลยก็มิได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เป็นพฤติการณ์ที่เป็นพิรุธน่าสงสัยส่อให้เห็นเจตนาการกระทำความผิดของจำเลยอย่างชัดเจน ส่วนทางนำสืบของจำเลยก็คงมีตัวจำเลยเองเบิกความอ้างลอยๆ แต่เพียงว่า จำเลยเข็นรถขนสินค้าจะนำกล่องไม้ทั้ง 3 กล่อง ไปทำชั้นวางสินค้านอกห้างสรรพสินค้าตามคำสั่งของหัวหน้าและจำเลยไม่ทราบว่ามีเตาอบไฟฟ้าของกลางซุกซ่อนอยู่ในกล่อง โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดที่สมเหตุสมผลมานำสืบสนับสนุนอีกทั้งยังขัดแย้งกับทางปฏิบัติของห้างสรรพสินค้าโลตัสตามที่จำเลยเบิกความยืนยันเองว่าตั้งแต่จำเลยเข้าทำงานเป็นพนักงานของผู้เสียหายห้างสรรพสินค้าโลตัส ไม่เคยนำสินค้าออกไปวางขายภายนอกตัวอาคารของห้างสรรพสินค้า ส่วนที่จำเลยนำสืบและอ้างในคำแก้ฎีกาว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าตามระเบียบของผู้เสียหายนั้น พนักงานคนใดที่จะออกจากห้างสรรพสินค้าจะต้องถูกตรวจค้นตัวและสิ่งของ ฉะนั้นวิธีการที่จะนำสินค้าอันเป็นของกลางไปซุกซ่อนไว้ในกล่องไม้เพื่อนำออกผ่านประตูซึ่งมีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยตรวจค้นอยู่ย่อมเป็นการกระทำที่เสี่ยงต่อการถูกพบเห็นและจับได้เป็นอย่างยิ่งนั้น เห็นว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่จุดบริการลูกค้าที่ 1 ซึ่งเป็นจุดที่นายฉัตรชัยประจำอยู่นั้นอยู่ตรงบริเวณประตูของห้างสรรพสินค้าซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบสินค้าของลูกค้าว่ามีการชำระเงินถูกต้องแล้วหรือไม่ก่อนที่จะนำออกไปนอกห้างสรรพสินค้า ดังนั้นการที่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานกำลังปฏิบัติหน้าที่และเข็นรถบรรทุกกล่องไม้ซึ่งเห็นได้จากภาพถ่ายหมาย จ.1 อย่างชัดเจนว่าไม่มีลักษณะเป็นสินค้าเพื่อจะนำผ่านช่องทางดังกล่าวออกไปนั้น ก็เป็นพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่ามีเจตนาที่จะตบตาหลีกเลี่ยงการถูกตรวจค้นจากพนักงานรักษาความปลอดภัยเนื่องจากกล่องไม้มิใช่สินค้าของห้างสรรพสินค้าแต่ประการใด พยานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ แม้จำเลยจะยังมิได้พาทรัพย์ของผู้เสียหายออกไปพ้นนอกห้างสรรพสินค้าโลตัส ที่เกิดเหตุ แต่ก็ได้เคลื่อนย้ายทรัพย์ออกจากจุดที่ผู้เสียหายเก็บหรือวางทรัพย์นั้นไว้ ทั้งยังผ่านจุดที่ลูกค้าจะต้องชำระค่าสินค้าแก่พนักงานเก็บเงินไปแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยพาทรัพย์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปแล้วโดยมีเจตนาทุจริตการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จ มิใช่เพียงพยายามกระทำความผิดดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ดังนี้พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงปราศจากสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดสำเร็จก็ตาม แต่ปัญหาว่าการกระทำเป็นความผิดสำเร็จหรืออยู่ในขั้นพยายามกระทำความผิดเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โจทก์จึงยกขึ้นอ้างในฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์ แม้โทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดจะต่ำกว่าอัตราที่กฎหมายบัญญัติไว้ในความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก ศาลฎีกา ก็ไม่อาจแก้ไขเพิ่มโทษจำคุกจำเลยให้มากกว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ได้เพราะจะเป็นผลร้ายแก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก จำคุก 8 เดือน โดยให้ปรับจำเลย 3,000 บาท อีกสถานหนึ่ง และให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยด้วยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 15 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายสุทิน ผกาแดง
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 404/2552
#474481
เปิดฉบับเต็ม

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ การที่ศาลภาษีอากรกลางมิได้วินิจฉัยในประเด็นนี้จึงไม่ชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรวินิจฉัยประเด็นนี้เสียเองโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1)

โจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษี ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ทำข้อตกลงให้แก่โจทก์ว่า หากเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด จำเลยที่ 3 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้ง อันเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีตามข้อตกลงในสัญญาที่จำเลยที่ 3 ให้ไว้แก่โจทก์ก่อนรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีพิพาท จึงหาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่

เมื่อจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีโดยสัญญาว่าหากเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดจำเลยที่ 3 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการไม่มีข้อโต้แย้ง ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้และมิใช่ความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเป็นข้อความยกเว้นมิให้โจทก์ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉล หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จึงใช้บังคับได้ จำเลยที่ 3 จึงมีความรับผิดตามสัญญาที่ให้ไว้แก่โจทก์ ซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวไม่มีกำหนดอายุความไว้เฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินชดเชยค่าภาษีอากรเป็นเงินตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 405,096.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับบัตรภาษีจนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงินจำนวน 294,314.20 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 699,411.19 บาท และดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 699,411.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 405,096.99 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 มกราคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 405,096.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 โดยสุจริตหรือไม่ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางไม่ได้วินิจฉัยว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ ทั้งที่จำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้ว่า โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องโดยไม่สุจริต เนื่องจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและการที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 3 ผู้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนให้ต้องรับผิดจึงไม่ชอบและเป็นการใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 โดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 ได้ยื่นคำให้การว่า โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องโดยไม่สุจริต เนื่องจากจำเลยที่ 1 ผู้ส่งสินค้าออกนอกราชาอาณาจักรได้ปฏิบัติตามระเบียบและวิธีการของโจทก์ โดยมีพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในใบขนสินค้าขาออกทุกฉบับ จำเลยที่ 3 จึงเชื่อโดยสุจริตว่า มีการส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักรจริง จึงรับซื้อบัตรภาษีจากผู้มีชื่อโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงออกบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ การที่ศาลภาษีอากรกลางมิได้วินิจฉัยในประเด็นนี้จึงไม่ชอบ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรวินิจฉัยประเด็นนี้เสียเองโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ซึ่งในประเด็นนี้โจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษี ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ทำข้อตกลงให้ไว้แก่โจทก์ว่า หากเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด จำเลยที่ 3 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้ง อันเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีตามข้อตกลงในสัญญาที่จำเลยที่ 3 ให้ไว้แก่โจทก์ก่อนรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีพิพาท จึงหาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่...

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ประการสุดท้ายว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีผูกพันจำเลยที่ 3 หรือไม่และฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า ข้อตกลงในคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีเป็นข้อตกลงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 3 จึงได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีโดยสัญญาว่า หากเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดจำเลยที่ 3 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ และมิใช่ความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเป็นข้อความยกเว้นมิให้โจทก์ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จึงใช้บังคับได้ จำเลยที่ 3 จึงมีความรับผิดตามสัญญาที่ให้ไว้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 3 นำบัตรภาษีไปใช้แล้วต้องใช้เงินคืนโจทก์ตามมูลค่าบัตรภาษีที่เกิดจากการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 จำนวน 405,096.99 บาท ซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 243 (1)
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 173 ม. 150 ม. 193/30
พ.ร.บ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดโนวาเบซเซลลูลาร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
องอาจ โรจนสุพจน์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 389/2552
#419380
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เฉพาะโทษโดยลดมาตราส่วนโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 76 แม้จะยกฟ้องความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นบทเบากว่าและศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวด้วย ก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาให้ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 284, 310, 318

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 284 วรรคแรก, 310 วรรคแรก และ 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงกับฐานหน่วงเหนี่ยวให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยกับฐานร่วมกันพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 12 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงกับฐานหน่วงเหนี่ยวให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 15 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยกับฐานร่วมกันพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 18 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 12 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี ยกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฐานร่วมกันพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย ดังนี้ในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เฉพาะโทษโดยลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายสุทัศน์หรือเก่ง มุนนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายมนต์ชัย ชนินทรลีลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 388/2552
#501560
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้สนับสนุนให้ความช่วยเหลือ โดยลงลายมือชื่อรับรองอันเป็นเท็จลงในด้านหลังของคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน ว่า จ. คือ บ. ซึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 241 เป็นลูกบ้านในหมู่บ้านซึ่งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ แม้จะไม่มีคำว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงาน แต่ถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานแล้ว เนื่องจากผู้ใหญ่บ้านย่อมเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ฯ การรกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา 14 วรรคสาม ซึ่งมีโทษจำคุกขั้นต่ำตั้งแต่ 1 ปี ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยตามมาตรา 14 (1) (3) วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 และลงโทษจำคุกจำเลย 8 เดือน นั้น เห็นว่าไม่ถูกต้อง และเป็นการวางโทษที่ต่ำกว่ากฎหมาย แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขโทษให้ถูกต้องได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 แห่ง ป.วิ.อ. แต่เห็นควรปรับบทให้ถูกต้อง โดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 5, 6 จัตวา, 8, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 86 จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1195/2549 ของศาลจังหวัดกระบี่ และหมายเลขแดงที่ 2061/2549 ของศาลชั้นต้น ให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1195/2549 ของศาลจังหวัดกระบี่ และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2061/2549 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) (3) วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2061/2549 ขอศาลชั้นต้น คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านแต่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนให้บุคคลต่างด้าวได้รับใบรับแบบ บ.ป.2 (บัตรเหลือง) โดยไม่ชอบ ทำให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการและมีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีเหตุอื่นตามที่อ้างในฎีกาก็ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้นจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้สนับสนุนให้ความช่วยเหลือ โดยลงลายมือชื่อรับรองอันเป็นเท็จลงในด้านหลังของคำขอมีบัตรมีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน (แบบ บ.ป.1) ว่านางจันทร์แป้งคือนางสาวบังอร ซึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 241 หมู่ที่ 15 ตำบลสามสวน อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ เป็นลูกบ้านในหมู่บ้านซึ่งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ แม้จะไม่มีคำว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงาน แต่ถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานแล้ว เนื่องจากผู้ใหญ่บ้านย่อมเป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2546 มาตรา 14 วรรคสาม ซึ่งมีโทษจำคุกขั้นต่ำตั้งแต่ 1 ปี ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยตามมาตรา 14 (1) (3) วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และลงโทษจำคุกจำเลย 8 เดือนนั้น เห็นว่าไม่ถูกต้อง และเป็นการวางโทษที่ต่ำกว่ากฎหมายแต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขโทษให้ถูกต้องได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณความอาญา แต่เห็นควรปรับบทให้ถูกต้อง โดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ประกอบมาตรา 86 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14 วรรคสาม
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายบุญล้อม ภิญโญพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 387/2552
#451874
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าจำเลยแถลงข่าวเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินอยู่ในทำนองคลองธรรมและเป็นไปในทางสุจริต มีความชอบธรรมที่จะเปิดเผยให้ประชาชนทราบถึงข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตลอดจนแสดงความคิดเห็นติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่มีอคติใดๆ กับโจทก์ จึงมิใช่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ตาม ป.อ. มาตรา 329 นั้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการประสงค์ให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงใหม่ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ ซึ่งเท่ากับเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ที่ฟังว่าการแถลงข่าวของจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ได้รับผลประโยชน์จำนวนมากจากโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซี.ดี.เอ็ม.เอ ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 ทราบดีว่าการแถลงข่าวเช่นนั้นเป็นเรื่องไม่จริง โจทก์จะได้รับความเสียหายถือว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332, 58, 83, 84 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์รายวันรวม 8 ฉบับ คือหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์มติชน แนวหน้า ข่าวสด ไทยโพสต์ สยามรัฐ และเดอะเนชั่น เป็นเวลา 15 วันติดต่อกัน โดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยทั้งสามไม่สามารถโฆษณาในหนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่งได้ ให้จำเลยทั้งสามลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับอื่นตามที่โจทก์กำหนด โดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 328 ประกอบพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 3 เดือน ปรับคนละ 5,000 บาท แต่โทษจำคุกให้ยก คงปรับสถานเดียวตามมาตรา 55 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อให้ได้ใจความในหนังสือพิมพ์มติชนและหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นเวลา 3 วัน ติดต่อกัน โดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 มีเพียงข้อเดียวซึ่งศาลชั้นต้นรับมาในปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า จำเลยที่ 1 แถลงข่าวไปในทางรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินอยู่ในทำนองคลองธรรมและเป็นไปในทางสุจริต มีความชอบธรรมที่จะเปิดเผยให้ประชาชนทราบถึงข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตลอดจนแสดงความคิดเห็นติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยและหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่มีอคติใด ๆ กับโจทก์ จึงมิใช่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 นั้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการประสงค์ให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงใหม่เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ ซึ่งเท่ากับเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ที่ฟังว่า การแถลงข่าวของจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ได้รับผลประโยชน์จำนวนมากจากโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซี.ดี.เอ็ม.เอ. ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ทราบดีว่าการแถลงข่าวเช่นนั้นเป็นเรื่องไม่จริง โจทก์จะได้รับความเสียหาย ไม่ใช่กรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ซึ่งไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทถือว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมาในปัญหาข้อกฎหมายนั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328 ม. 329
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
จำเลย — นายทวี ไกรคุปต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเพ็ง เพ็งนิติ
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวน เทียมสะอาด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ไพโรจน์ วายุภาพ
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 381/2552
#503116
เปิดฉบับเต็ม

เดิมขณะโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 37 ต่อมาในปี 2540 โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ต่อมาในปี 2545 จำเลยย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 43 การติดต่อยื่นคำร้องและคำแถลงต่อศาลหลังจากนั้นจำเลยระบุภูมิลำเนาคือบ้านเลขที่ 43 ทั้งสิ้น การที่ต่อมาเจ้าพนักงานศาลส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และแจ้งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องได้กระทำในเดือนมกราคม 2550 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเกือบ 10 ปี เจ้าพนักงานศาลน่าจะตรวจสอบที่อยู่ของจำเลยในสายงานว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าพนักงานศาลส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และแจ้งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยโดยปิดหมายตามภูมิลำเนาเดิมคือบ้านเลขที่ 37 ซึ่งจำเลยย้ายที่อยู่ออกไปแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งหมายโดยชอบและถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบนัดแล้ว การที่จำเลยมิได้มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และมิได้นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลเพิ่มตามนัด จึงไม่เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 15,483,345.24 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 10,457,843.20 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 21,438 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นโดยจำเลยยอมผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนภายในวันที่สิ้นสุดของเดือนติดต่อกันเดือนละไม่น้อยกว่า 150,000 บาท เริ่มผ่อนชำระตั้งแต่เดือนมีนาคม 2540 และจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 18 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความหากจำเลยผิดนัดชำระหนี้เดือนหนึ่งเดือนใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเพื่อบังคับชำระหนี้

จำเลยยื่นคำร้องว่า ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และจำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่โจทก์ผิดข้อตกลงและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเพื่อบังคับชำระหนี้ จึงขอให้เพิกถอนการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า จำเลยไม่ได้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท คงเสียค่าคำร้องมาเพียง 40 บาท ไม่ถูกต้องจึงมีคำสั่งว่า ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จากจำเลยให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดหากจำเลยไม่ชำระให้งดการอ่านและส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาสั่งต่อไป ศาลชั้นต้นมีหมายนัดจำเลยให้มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และแจ้งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ถูกต้อง เมื่อถึงวันนัดจำเลยไม่มาศาลศาลชั้นต้นจึงรวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษา (ที่ถูก มีคำสั่ง) ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 2

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และแจ้งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ถูกต้องแก่จำเลยโดยชอบหรือไม่ โดยจำเลยกล่าวอ้างในฎีกาว่า จำเลยได้ย้ายภูมิลำเนาไปยังบ้านเลขที่ 43 ถนนสุขุมวิท ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2545 จึงไม่ได้รับหมายนัดของศาลชั้นต้นดังกล่าว เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยระบุที่อยู่ของจำเลยว่า อยู่บ้านเลขที่ 37 ถนนสุขุมวิท ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นภูมิลำเนาตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านตามเอกสารท้ายคำแถลงที่โจทก์ขอปิดหมายในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย และดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ต้นตลอดมาจนกระทั่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2545 จำเลยได้ยื่นคำแถลงขอคัดถ่ายคำพิพากษา และในวันที่ 29 มีนาคม 2548 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีโดยในคำร้องและคำแถลงดังกล่าวระบุภูมิลำเนาของจำเลยคือ บ้านเลขที่ 43 ถนนสุขุมวิท ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยองซึ่งก็ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนแนบท้ายฎีกาว่า จำเลยได้ย้ายภูมิลำเนาไปยังบ้านเลขที่ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2545 นอกจากนั้นขณะที่เจ้าพนักงานศาลได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และแจ้งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ถูกต้องได้กระทำในเดือนมกราคม 2550 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเกือบ 10 ปี เจ้าพนักงานศาลน่าจะต้องตรวจสอบที่อยู่ของจำเลยในสำนวนว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ใหม่หรือไม่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าพนักงานศาลส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และแจ้งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยโดยปิดหมายตามภูมิลำเนาเดิมคือ บ้านเลขที่ 37 ถนนสุขุมวิท ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ซึ่งจำเลยย้ายที่อยู่ออกไปแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งหมายโดยชอบและถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบนัดแล้ว การที่จำเลยมิได้มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และมิได้นำเงินค่าขึ้นศาลอุทธรณ์มาวางศาลเพิ่มตามนัด จึงไม่เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยทิ้งอุทธรณ์และพิพากษา (ที่ถูก มีคำสั่ง) ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษา (ที่ถูก คำสั่ง) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลอุทธรณ์ให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฉบับลงวันที่ 22 สิงหาคม 2549 เสร็จแล้วให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อดำเนินการต่อไปตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 67 ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท
โจทก์ — จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายจิรพงศ์ อุทัยพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 379/2552
#501557
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) หมายถึง ที่ดินที่เอกชนไม่เคยมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายมาก่อนข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินพิพาทเดิมทางราชการเคยออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ให้โดยชอบ ที่ดินพิพาทจึงหาใช่ที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่

จำเลยให้การว่า จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินรกร้างว่างเปล่าตั้งแต่ปี 2506 จนปัจจุบันที่ดินดังกล่าวจึงเป็นของจำเลย แสดงว่าจำเลยอ้างว่าเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ต้นมิได้แย่งการครอบครองไปจากโจทก์ เพราะการแย่งการครอบครองจะมีขึ้นได้แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น จึงไม่มีประเด็นเรื่องแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. 1375 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 243 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะไม่ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเก้าฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 8 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 9 ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ทั้งเก้าถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 23912 ตำบลวังชมภู อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ 58 ไร่ 3 งาน 27 ตารางวา ซึ่งเดิมมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เมื่อต้นปี 2541 จำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกบ้านในที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ โจทก์ทั้งเก้าบอกกล่าวให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน จำเลยเพิกเฉย ที่ดินดังกล่าวหากให้บุคคลเช่าหรือทำประโยชน์จะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าปีละ 40,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง สัมภาระออกจากที่ดิน และห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ทั้งเก้า ให้จำเลยใช่ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเก้าปีละ 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และสัมภาระออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งเก้า

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่าติดลำคลองห้วยบ่อ จำเลยได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์แผ้วถางและปลูกบ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 9 ตำบลวังชมภู (ตำบลนายม) อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ตั้งแต่ปี 2506 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ สาธารณชนทั่วไปทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์ทั้งเก้าออกเอกสารสิทธิทางทะเบียนเป็นโฉนดที่ดินภายหลังจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องและมีคำสั่งให้จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท

โจทก์ทั้งเก้าให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่มีหลักฐานแสดงถึงการเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ยกฟ้องแย้ง กับให้โจทก์ทั้งเก้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท

โจทก์ทั้งเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่าจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง และปลูกบ้านเลขที่ 6 ลงบนที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2506 จนปัจจุบัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลย ตามคำให้การดังกล่าวแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า จำเลยอ้างว่าเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ต้นมิได้แย่งการครอบครองไปจากโจทก์ทั้งเก้า เพราะการแย่งการครอบครองจะมีขึ้นได้แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อคดีไม่มีประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้โจทก์ทั้งเก้าจะไม่ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 จึงคงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเพียงว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งเก้าหรือไม่และประเด็นเรื่องค่าเสียหาย

สำหรับประเด็นที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งเก้าหรือไม่ จำเลยให้การต่อสู้ว่า เมื่อปี 2506 จำเลยเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) คำว่า ที่ดินรกร้างว่างเปล่า หมายถึง ที่ดินที่เอกชนไม่เคยมีกรรมสิทิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายมาก่อน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 23912 เดิมเป็นที่ดินของนางห้องมารดาโจทก์ทั้งเก้าที่ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ให้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2503 เนื้อที่ประมาณ 120 ไร่ ถือว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน นางห้องย่อมมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ดังกล่าวโดยชอบ ที่ดินพิพาทจึงหาใช่ที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าเข้าทำประโยชน์ปลูกไม้ยืนต้นและปลูกกระต๊อบอยู่ โดยมีนายหรั่ง นายกิ และนายละมูล เป็นพยานเบิกความสนับสนุนนั้น ก็เป็นเพียงคำเบิกความลอยๆ เพราะในปี 2500 ที่ดินพิพาทยังไม่มีผู้ใดมีสิทธิครอบครอง แต่จำเลยกับนายหรั่งซึ่งอพยพมาพร้อมกันกลับมิได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท โดยเฉพาะนายหรั่งยังต้องซื้อที่ดินจากนายเชย ปลูกบ้านอยู่อาศัย สำหรับนายกิก็เพิ่งซื้อที่ดินนายพรบิดาโจทก์ทั้งเก้าซึ่งอยู่คนละฟากคลองห้วยบ่อ เมื่อปี 2520 และนายกิยังเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งเก้าถามค้านรับว่า นายกิเคยเช่าที่ดินด้านฝั่งคลองเดียวกับจำเลยทำกินจากนายพร โดยที่ดินที่นายกิเช่าก็คือที่ดินภายในกรอบสีแดงของโจทก์ทั้งเก้าตามแผนที่พิพาท นั่นเอง แสดงว่าขณะที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 23912 ยังเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) นายพรซึ่งรับราชการเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน คงต้องดูแลแทนนางห้องตามที่โจทก์ทั้งเก้านำสืบและไม่ปล่อยให้บุคคลอื่นเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทำเลที่ดีที่สุดของที่ดิน หากจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจริง น่าจะต้องทราบเรื่องที่นางห้องนำเจ้าพนักงานไปสำรวจที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) และปักหลักเขตไว้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2514 เพื่อแบ่งขายให้แก่กรมทางหลวงขยายสร้างเป็นทางหลวงสายสระบุรี - หล่มสัก ตามรูปที่ดินท้ายหนังสือสัญญาแบ่งขายที่ดินเพราะที่ดินพิพาทติดทางหลวงสายดังกล่าวซึ่งเดิมมีสภาพเป็นเพียงดินลูกรังแต่จำเลยกลับไม่ทราบเรื่องและภายหลังโจทก์ทั้งเก้ารับโอนมรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แล้วนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ดังกล่าวไปขอออกโฉนดที่ดิน คงมีนายผง เพียงคนเดียวที่คัดค้านกระทั่งปี 2538 มีการออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเก้า 2 แปลง เพราะมีคลองห้วยบ่อตัดผ่าน พฤติการณ์ของจำเลยจึงผิดวิสัยของผู้เป็นเจ้าของที่ดิน และจำเลยจะอ้างว่าไม่ทราบก็ไม่น่ารับฟัง เพราะการออกโฉนดที่ดินต้องมีเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดสอบเขต เจ้าของที่ดินข้างเคียงหรือผู้ที่อ้างว่าตนเองเป็นเจ้าของน่าจะต้องทราบและไประวังแนวเขตไม่ให้ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของตน เมื่อได้ความว่าโจทก์ทั้งเก้าฟ้องคดีนี้ปี 2543 จำเลยเบิกความในปี 2544 ว่า ปลูกบ้านตามภาพถ่าย ประมาณ 2 ปี เจือสมกับที่โจทก์ทั้งเก้าฟ้องและนำสืบว่า เมื่อปี 2541 จำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งเก้า ข้อเท็จจริงฟังว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งเก้า

ส่วนประเด็นที่ว่า ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งเก้ามีหรือไม่ เพียงใด เมื่อที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งเก้า การที่จำเลยเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยโจทก์ทั้งเก้าไม่ยินยอม ย่อมเป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ทั้งเก้า ทำให้โจทก์ทั้งเก้าได้รับความเสียหายขาดประโยชน์ที่ควรได้จากที่ดินพิพาท ที่โจทก์ทั้งเก้าเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องนั้น พิเคราะห์ตามสภาพที่ดินและจำนวนเนื้อที่ของที่ดินพิพาทแล้ว เป็นจำนวนพอสมควร จึงกำหนดให้ตามขอ"

พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสัมภาระออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งเก้า ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเก้าปีละ 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างสัมภาระ ออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งเก้า ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (1) ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมโภช ทองมา กับพวก
จำเลย — นายมนูญ พวงแก้ว
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ