คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5901/2550
#411402
เปิดฉบับเต็ม

การแสดงเจตนาต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้านั้น ป.พ.พ. มาตรา 169 บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา..." ถ้อยคำที่ว่าไปถึงผู้รับการแสดงเจตนานั้นมิได้หมายความว่า ผู้นำจดหมายไปส่งจะต้องได้พบผู้รับการแสดงเจตนาโดยตรง แต่หมายความว่า ผู้นำจดหมายไปส่งต้องไปส่ง ณ ภูมิลำเนา หรือสำนักทำการงานของผู้รับการแสดงเจตนา แม้ขณะไปถึงภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้รับการแสดงเจตนา จะไม่พบผู้รับการแสดงเจตนาโดยตรง ก็ถือว่าเป็นการส่งยังสถานที่ที่ถูกต้องแล้ว ดังนี้ การที่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์นำหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าไปส่งให้จำเลยที่ 2 ที่ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 อันเป็นการส่งอย่างเป็นทางการ แม้จะไม่พบจำเลยที่ 2 และไม่มีผู้ใดรับไว้ แต่ก็ถือได้ว่า หนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าของโจทก์ได้ไปถึงจำเลยที่ 2 และมีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว การบอกเลิกสัญญาเช่าของโจทก์ไปยังจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบตึกแถวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 855,000 บาท และค่าเสียหายอัตราเดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวดังกล่าวเสร็จ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นไม่รับฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 16/34 ถนนกรุงเทพ - นนทบุรี แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร และส่งมอบตึกแถวดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 60,000 บาท และใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวของโจทก์เสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1586 ตำบลบางซื่อ อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร และอาคารตึกแถว 3 ชั้น เลขที่ 16/34 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2520 นางสุภาและจำเลยที่ 2 ทำสัญญาเช่าตึกแถวดังกล่าวจากโจทก์มีกำหนดเวลา 19 ปี 10 เดือน ตกลงค่าเช่าเดือนละ 100 บาท การเช่าได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน แต่ในระหว่างอายุการเช่านางสุภาถึงแก่ความตายไป เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าจำเลยที่ 2 ยังคงอยู่ในตึกแถวที่เช่า ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2543 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าไปยังจำเลยที่ 2 ทางไปรษณีย์แต่ส่งไม่ได้ โดยผลการส่งจดหมายระบุว่า "คนในบ้านไม่ยอมรับ" มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การบอกเลิกสัญญาเช่าของโจทก์แก่จำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การบอกเลิกสัญญาเช่าของโจทก์เป็นการแสดงเจตนาต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้า ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 ให้ถือว่าการแสดงเจตนาดังกล่าวมีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา... จึงต้องหมายถึงการที่โจทก์ได้ส่งจดหมายการบอกเลิกสัญญาเช่าไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่กรณีกับโจทก์ แต่คดีนี้ปรากฏผลการส่งจดหมายบอกเลิกสัญญาเช่าว่า "คนในบ้านไม่ยอมรับ" จึงมิได้ไปถึงจำเลยที่ 2 โดยตรง การบอกเลิกสัญญาเช่าไปยังจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา..." ถ้อยคำที่ว่าไปถึงผู้รับการแสดงเจตนานั้นมิได้หมายความว่า ผู้นำจดหมายไปส่งจะต้องได้พบผู้รับการแสดงเจตนาโดยตรง แต่หมายความว่าผู้นำจดหมายไปส่งต้องไปส่ง ณ ภูมิลำเนา หรือสำนักทำการงานของผู้รับการแสดงเจตนา แม้ขณะไปถึงภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้รับการแสดงเจตนานั้น จะไม่พบผู้รับการแสดงเจตนาโดยตรง ก็ถือว่าเป็นการส่งยังสถานที่ที่ถูกต้องแล้ว ดังนี้ การที่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์นำหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าไปส่งให้จำเลยที่ 2 ที่ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 อันเป็นการส่งอย่างเป็นทางการ แม้จะไม่พบจำเลยที่ 2 และไม่มีผู้ใดรับไว้ แต่ก็ถือได้ว่าหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าของโจทก์ได้ไปถึงจำเลยที่ 2 และมีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว การบอกเลิกสัญญาเช่าของโจทก์ไปยังจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 169 ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุมณี ราญรอนอริราช
จำเลย — นางสุภา แซ่เตียว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนพดล มณีนาค
ศาลอุทธรณ์ — นายนพพร โพธิรังสิยากร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5897/2550
#268711
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (17) ที่บัญญัติมิให้นำค่าของทรัพย์สินที่ตีราคาต่ำลง มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธินั้น มีเจตนารมณ์ที่จะห้ามบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำมูลค่าของทรัพย์สินที่มีราคาต่ำลงมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ เนื่องจากมูลค่าของทรัพย์สินที่มีการตีราคาต่ำลงนั้น ยังมิใช่รายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น รายจ่ายจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อมีการขายทรัพย์สินดังกล่าวไปแล้วได้มูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่ลงทุนซื้อทรัพย์สินนั้นมา

โจทก์ซื้อหุ้นของบริษัท ล. โดยถือไว้ในลักษณะทรัพย์สินเพื่อรับผลประโยชน์จากเงินปันผล การที่ต่อมาบริษัท ล. ลดทุนลงโดยลดจำนวนหุ้นที่มีอยู่เพื่อลดผลขาดทุนสุทธิมีผลเพียงทำให้มูลค่าหุ้นรวมของโจทก์ลดลงตามสัดส่วนที่มีการลดจำนวนหุ้น ซึ่งเป็นผลให้มูลค่าทั้งสิ้นของเงินลงทุนในหุ้นอันเป็นทรัพย์สินของโจทก์มีมูลค่าลดลง แต่กรณีนี้จะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ต่อเมื่อมีการขายหุ้นส่วนที่เหลือจากการลดจำนวนหุ้นดังกล่าวไปทั้งหมดแล้วและมีผลขาดทุน เมื่อโจทก์ยังมิได้ขายหุ้นในส่วนที่เหลือจากการลดจำนวนหุ้นไป จึงถือว่ายังไม่มีรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงของทรัพย์สินดังกล่าวที่จะนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ กรณีเข้าลักษณะเป็น "ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่มีราคาต่ำลง" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (17) ซึ่งต้องห้ามมิให้นำไปคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิตามมาตรา 65 ทวิ (1)

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 1/50)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 0200 9470/2/100012 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 2/9470/ฝ.4/1/45/5 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2544 หากเห็นว่าโจทก์ต้องเสียภาษีตามการประเมินก็ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 0200 9470/2/100012 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/9470/ฝ.4/1/45/5 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2544 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่บริษัทล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด ลดทุนของบริษัทลงซึ่งเป็นผลให้จำนวนหุ้นของโจทก์ที่ถืออยู่ในบริษัทดังกล่าว 16,119,940 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท ลดลงไปจำนวน 5,373,313 หุ้น คิดเป็นเงิน 53,733,130 บาท นั้น โจทก์มีสิทธินำเงิน 53,733,130 บาท ดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี บัญญัติว่า "รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ...(17) ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลง ทั้งนี้ ภายใต้บังคับมาตรา 65 ทวิ..." นั้น มีเจตนารมณ์ห้ามบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำมูลค่าของทรัพย์สินที่มีการตีราคาต่ำลงมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ เนื่องจากมูลค่าของทรัพย์สินที่มีการตีราคาต่ำลงนั้นยังมิใช่รายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ในกรณีนี้รายจ่ายจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อมีการขายทรัพย์สินดังกล่าวไปแล้วได้มูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่ลงทุนซื้อทรัพย์สินนั้นมา

เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ซื้อหุ้นโดยถือไว้ในลักษณะทรัพย์สินเพื่อรับผลประโยชน์จากเงินปันผลจำนวน 16,119,940 หุ้น ในราคาตามมูลค่าหุ้น หุ้นละ 10 บาท โจทก์จึงมีมูลค่าทรัพย์สินในกรณีนี้คิดเป็นเงินจำนวน 161,199,400 บาท การลดทุนของบริษัทล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด ไม่ว่าจะเป็นการลดมูลค่าหุ้นแต่ละหุ้นให้ต่ำลงหรือลดจำนวนหุ้นที่มีอยู่ให้น้อยลงเพื่อนำไปลดผลขาดทุนสะสมของบริษัทล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด มีผลเพียงทำให้มูลค่าหุ้นรวมของโจทก์ลดลงตามสัดส่วนที่มีการลดมูลค่าหุ้นหรือลดจำนวนหุ้นซึ่งเป็นผลให้มูลค่าทั้งสิ้นของเงินลงทุนในหุ้นอันเป็นทรัพย์สินของโจทก์มีมูลค่าลดลง ดังนั้นการลดจำนวนหุ้นของบริษัทล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทำให้จำนวนหุ้นที่โจทก์ถืออยู่ลดลงนี้จะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ต่อเมื่อมีการขายหุ้นส่วนที่เหลือจากการลดจำนวนหุ้นดังกล่าวไปทั้งหมด ผลขาดทุนจากการขายหุ้นดังกล่าวจึงจะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ เมื่อโจทก์ยังมิได้ขายหุ้นในส่วนที่เหลือจากการลดจำนวนหุ้นไปทั้งหมด จึงถือว่ายังไม่มีรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงของทรัพย์สินดังกล่าวที่จะนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ การลดจำนวนหุ้นของบริษัทล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด ตามกรณีพิพาทจึงเข้าลักษณะเป็น "ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลง" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (17) ซึ่งต้องห้ามมิให้นำไปคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (1)...การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (1) ม. 65 ตรี (17)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทล่ำสูง โฮลดิ้ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรณพ วิทูรากร
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5897/2550
#410863
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่ ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี บัญญัติว่า "รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ...(17) ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลง ทั้งนี้ ภายใต้บังคับมาตรา 65 ทวิ..." นั้น มีเจตนารมณ์ห้ามบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำมูลค่าของทรัพย์สินที่มีการตีราคาต่ำลงมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ เนื่องจากมูลค่าของทรัพย์สินที่มีการตีราคาต่ำลงนั้นยังมิใช่รายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ในกรณีนี้รายจ่ายจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อมีการขายทรัพย์สินดังกล่าวไปแล้วได้มูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่ลงทุนซื้อทรัพย์สินนั้นมา เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ซื้อหุ้นโดยถือไว้ในลักษณะทรัพย์สินเพื่อรับผลประโยชน์จากเงินปันผลจำนวน 16,119,840 หุ้น ในราคาตามมูลค่าหุ้น หุ้นละ 10 บาท โจทก์จึงมีมูลค่าทรัพย์สินในกรณีนี้คิดเป็นเงินจำนวน 161,199,400 บาท การลดทุนของบริษัท ล. ไม่ว่าจะเป็นการลดมูลค่าหุ้นแต่ละหุ้นให้ต่ำลงหรือลดจำนวนหุ้นที่มีอยู่ให้น้อยลง เพื่อนำไปลดผลขาดทุนสะสมของบริษัท ล. มีผลเพียงทำให้มูลค่าหุ้นรวมของโจทก์ลดลงตามสัดส่วนที่มีการลดมูลค่าหุ้นหรือลดจำนวนหุ้น ซึ่งเป็นผลให้มูลค่าทั้งสิ้นของเงินลงทุนในหุ้นอันเป็นทรัพย์สินของโจทก์มีมูลค่าลดลง ดังนั้น การลดจำนวนหุ้นของบริษัท ล. ซึ่งทำให้จำนวนหุ้นที่โจทก์ถืออยู่ลดลงนี้จะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ต่อเมื่อมีการขายหุ้นส่วนที่เหลือจากการลดจำนวนหุ้นดังกล่าวไปทั้งหมดผลขาดทุนจากการขายหุ้นดังกล่าวจึงจะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ เมื่อโจทก์ยังมิได้ขายหุ้นในส่วนที่เหลือจากการลดจำนวนหุ้นไปทั้งหมด จึงถือว่ายังไม่มีรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงของทรัพย์สินดังกล่าวที่จะนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ การลดจำนวนหุ้นของบริษัท ล. ตามกรณีพิพาทจึงเข้าลักษณะเป็น "ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลง" ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (17) ซึ่งต้องห้ามมิให้นำไปคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 0200 9470/2/100012 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ. 2/9470/ฝ.4/1/45/5 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2544 หากเห็นว่าโจทก์ต้องเสียภาษีตามการประเมินก็ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การที่โจทก์ลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อหวังเงินปันผลเป็นการถือหุ้นไว้ในลักษณะทรัพย์สินอย่างหนึ่ง เมื่อบริษัทดังกล่าวลดทุนจดทะเบียนโดยลดจำนวนหุ้นลง มีผลทำให้จำนวนหุ้นที่โจทก์ถืออยู่ลดลงและมูลค่าทั้งสิ้นของเงินลงทุนในหุ้นอันเป็นทรัพย์สินของโจทก์มีค่าลดลงด้วย โจทก์จึงมีผลเสียหายจากการลดทุนโดยการลดจำนวนหุ้นลง แต่ในการลดทุนจดทะเบียนไม่ว่าจะเป็นการลดจำนวนหุ้นหรือลดมูลค่าหุ้น มีผลทำให้ผู้ลงทุนที่ถือหุ้นในบริษัทที่ลดทุนมีจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ลดลง หรือมูลค่าหุ้นที่ถืออยู่ลดลงส่งผลให้มูลค่าทั้งสิ้นของเงินลงทุนมีค่าลดลง ดังนั้น การลดทุนจดทะเบียนไม่ว่าจะเป็นการลดจำนวนหุ้นหรือลดมูลค่าหุ้นจึงเข้าลักษณะเป็นค่าของทรัพย์สินที่ตีราคาต่ำลงตามมาตรา 65 ตรี (17) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงนำผลเสียหายจากการลดทุนโดยการลดจำนวนหุ้นดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไม่ได้จนกว่าจะมีการขายหุ้นดังกล่าวแล้ว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว คำฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเคลือบคลุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์มิได้บรรยายว่าการคิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มไม่ชอบอย่างไร มีเหตุผลใดที่ควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 0200 9470/2/100012 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 2/9470/ฝ.4/1/45/5 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2544

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่บริษัทล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด ลดทุนของบริษัทลงซึ่งเป็นผลให้จำนวนหุ้นของโจทก์ที่ถือยู่ในบริษัทดังกล่าว 16,119,940 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท ลดลงไปจำนวน 5,373,313 หุ้น คิดเป็นเงิน 53,733,130 บาท นั้น โจทก์มีสิทธินำเงิน 53,733,130 บาท ดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี บัญญัติว่า "รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ...(17) ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลง ทั้งนี้ ภายใต้บังคับมาตรา 65 ทวิ..." นั้น มีเจตนารมณ์ห้ามบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนิติบุคคลนำมูลค่าของทรัพย์สินที่มีการตีราคาต่ำลงมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ เนื่องจากมูลค่าของทรัพย์สินที่มีการตีราคาต่ำลงนั้นยังมิใช่รายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ในกรณีนี้รายจ่ายจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อมีการขายทรัพย์สินดังกล่าวไปแล้วได้มูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่ลงทุนซื้อทรัพย์สินนั้นมา เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ซื้อหุ้นโดยถือไว้ในลักษณะทรัพย์สินเพื่อรับผลประโยชน์จากเงินปันผลจำนวน 16,119,940 หุ้น ในราคาตามมูลค่าหุ้น หุ้นละ 10 บาท โจทก์จึงมีมูลค่าทรัพย์สินในกรณีนี้คิดเป็นเงินจำนวน 161,199,400 บาท การลดทุนของบริษัทล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด ไม่ว่าจะเป็นการลดมูลค่าหุ้นแต่ละหุ้นให้ต่ำลงหรือลดจำนวนหุ้นที่มีอยู่ให้น้อยลงเพื่อนำไปลดผลขาดทุนสะสมของบริษัทล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด มีผลเพียงทำให้มูลค่าหุ้นรวมของโจทก์ลดลงตามสัดส่วนที่มีการลดมูลค่าหุ้นหรือลดจำนวนหุ้นซึ่งเป็นผลให้มูลค่าทั้งสิ้นของเงินลงทุนในหุ้นอันเป็นทรัพย์สินของโจทก์มีมูลค่าลดลง ดังนั้น การลดจำนวนหุ้นของบริษัทล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทำให้จำนวนหุ้นที่โจทก์ถืออยู่ลดลงนี้จะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ต่อเมื่อมีการขายหุ้นส่วนที่เหลือจากการลดจำนวนหุ้นดังกล่าวไปทั้งหมด ผลขาดทุนจากการขายหุ้นดังกล่าวจึงจะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ เมื่อโจทก์ยังมิได้ขายหุ้นในส่วนที่เหลือจากการลดจำนวนหุ้นไปทั้งหมด จึงถือว่ายังไม่มีรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงของทรัพย์สินดังกล่าวที่จะนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ การลดจำนวนหุ้นของบริษัทล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด ตามกรณีพิพาทจึงเข้าลักษณะเป็น "ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลง" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (17) ซึ่งต้องห้ามมิให้นำไปคำนวณกำไรสุทธิและขาดสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (1) ที่โจทก์อ้างในคำแก้อุทธรณ์ว่า การลดทุนโดยการลดจำนวนหุ้นมีผลทำให้หุ้นของโจทก์จำนวนหนึ่งหายไปไม่เหมือนกับการลดมูลค่าหุ้น หุ้นที่หายไปนั้นไม่มีทางได้กลับคืนมาจึงไม่มีหุ้นเหลืออยู่ให้ขายในอนาคต ถือได้ว่าเกิดผลเสียหายแก่โจทก์เพราะโจทก์ไม่ได้รับการคืนเงินตามมูลค่าหุ้นในจำนวนหุ้นที่หายไปเนื่องจากการลดทุน จึงเป็นทรัพย์สินที่สูญหายไปโดยสิ้นเชิงและโจทก์ไม่อาจเสียหายมากขึ้นหรือน้อยลงเนื่องจากการลดทุนอีก เพราะไม่มีหุ้นจำนวนที่หายไปให้ขายในอนาคตอย่างเช่นการลดทุนโดยการลดมูลค่าหุ้น ผลเสียหายที่เกิดขึ้นจึงมีความแน่นอนและกำหนดจำนวนได้แน่นอน โดยผลเสียหายจะเท่ากับมูลค่าของหุ้นตามจำนวนที่ลดลงเพราะการลดทุนดังกล่าว เห็นว่า การลดทุนของบริษัทล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด ไม่ว่าจะเป็นการลดมูลค่าหุ้นแต่ละหุ้นให้ต่ำลงหรือลดจำนวนหุ้นที่มีอยู่ให้น้อยลงเพื่อนำไปลดผลขาดทุนสะสมของบริษัทล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด ไม่มีผลกระทบต่อสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์ในบริษัทล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด แต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการลดทุนจดทะเบียนของบริษัทล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้จดทะเบียนไว้เท่านั้น และแม้การลดจำนวนหุ้นให้น้อยลงมีผลทำให้หุ้นของโจทก์ในบริษัทล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด จำนวนหนึ่งหายไปก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้มูลค่าทั้งสิ้นของเงินลงทุนในหุ้นของบริษัทล่ำสุง (ประเทศไทย) จำกัด อันเป็นทรัพย์สินของโจทก์สูญหายไปทั้งหมดหรือสูญหายไปโดยสิ้นเชิง โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นอาจเสียหายมากขึ้นหรือไม่เสียหายเลยเนื่องจากการลดหุ้นก็ได้ เพราะโจทก์ยังมีจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่จากการลงทุนให้ขายได้ในอนาคตเช่นเดียวกับการลดทุนโดยลดมูลค่าหุ้นผลเสียหายที่เกิดขึ้นสำหรับการลดทุนโดยลดจำนวนหุ้นจึงยังไม่มีความแน่นอนและไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน เนื่องจากต้องพิจารณามูลค่าทั้งสิ้นของเงินลงทุนในหุ้นซึ่งเป็นทรัพย์สินอันเดียวกันโดยไม่ได้พิจารณาที่หุ้นแต่ละหุ้น และที่โจทก์ยกขึ้นเปรียบเทียบในคำแก้อุทธรณ์ว่า กรณีบริษัทได้เข้าซื้อหุ้นในบริษัทอื่นต่อมาบริษัทนั้นประสบภาวะขาดทุนและได้เลิกกิจการไป บริษัทก็สามารถนำผลเสียหายจากการลงทุนมาถือเป็นรายจ่ายได้ เนื่องจากบริษัทไม่อาจได้รับเงินคืนตามมูลค่าหุ้นที่ลงทุนไปนั้น เป็นเรื่องที่บริษัทอื่นประสบภาวะขาดทุน จนเลิกกิจการโดยไม่สามารถหารายได้ได้อีกต่อไป กรณีนี้ถือได้ว่าหุ้นในบริษัทอื่นที่บริษัทนั้นถืออยู่ไม่มีมูลค่าที่จะขายได้โดยสิ้นเชิง การขาดทุนจากการถือหุ้นดังกล่าวไว้จึงถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ผิดกับกรณีของโจทก์ที่ผลเสียหายเนื่องจากการลงุทนที่ถูกลดจำนวนหุ้นนั้น โจทก์อาจได้รับกลับคืนมาเมื่อมีการขายหุ้นในส่วนที่เหลือนั้นไป ที่โจทก์อ้างว่าการลดทุนโดยลดจำนวนหุ้นเพื่อล้างผลขาดทุนสะสมถือได้ว่าเกิดความเสียหายต่อโจทก์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นแล้วและเป็นผลเสียหายที่โจทก์ไม่อาจได้รับกลับคืนมาจึงฟังไม่ขึ้น การประเมินของเจ้าพนักงานงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (1) ม. 65 ตรี (17)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทล่ำสูง โฮลดิ้ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5893/2550
#412063
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ แต่ในทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย เมื่อความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง ซึ่งมีการใช้กำลังประทุษร้ายรวมด้วยอย่างหนึ่ง และแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามที่พิจารณาได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหก

เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานปล้นทรัพย์สำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเหตุลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องความผิดฐานปล้นทรัพย์ไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ฎีกาให้มิต้องถูกรับโทษดุจจำเลยที่ 1 ผู้ฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 และพวกไม่มีเจตนาเอาทรัพย์สินดังกล่าวของผู้เสียหายไปตั้งแต่เริ่มแรก แต่จำเลยที่ 2 เอาทรัพย์สินดังกล่าวหลังจากร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายแล้วอันเป็นการกระทำต่างวาระ จึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และลักทรัพย์ รวม 2 กรรม ซึ่งลงโทษได้ตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192

ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองเพราะจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกในคดีอื่นมาก่อน และภายในเวลา ๕ ปี นับแต่วันพ้นโทษ จำเลยได้มากระทำความผิดคดีนี้ซ้ำอีกนั้น ปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๔ ใช้บังคับ ซึ่งมีผลให้ล้างมลทินแก่จำเลยทั้งสองซึ่งต้องคำพิพากษาดังกล่าว โดยให้ถือว่าจำเลยทั้งสองมิได้เคยถูกลงโทษในความผิดนั้นมาก่อน กรณีไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 295, 340 และ 371 ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 62.50 บาท แก่ผู้เสียหายและเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าจำเลยทั้งสองเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 371 ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธ ลงโทษจำคุกคนละ 12 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณโดยเปิดเผย ปรับคนละ 90 บาท รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 12 ปี ปรับคนละ 90 บาท เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 16 ปี ปรับคนละ 120 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม และคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 10 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 80 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 62.50 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองและพวกอีก 1 คน ร่วมกันพาอาวุธมีด 1 เล่ม ไปที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงบางจาก สาขาศรีนครินทร์ 2 อันเป็นบริเวณที่เกิดเหตุ แล้วร่วมกันต่อย เตะ ผู้เสียหายหลายครั้งเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ทั้งจำเลยที่ 2 เอาเงิน 50 บาท บุหรี่ยี่ห้อวันเดอร์ 10 มวน และกุญแจ 7 ดอก ไปจากผู้เสียหาย

เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมีความน่าสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และเมื่อความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่างคือการใช้กำลังประทุษร้ายด้วยอย่างหนึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหก

เนื่องจากศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ฐานปล้นทรัพย์จึงเป็นเหตุลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกฟ้องฐานปล้นทรัพย์ไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ฎีกา ให้มิต้องถูกรับโทษดุจจำเลยที่ 1 ผู้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานปล้นทรัพย์

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 และพวกไม่มีเจตนาเอาทรัพย์สินดังกล่าวของผู้เสียหายตั้งแต่เริ่มแรก แต่จำเลยที่ 2 เอาทรัพย์สินดังกล่าวหลังจากร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายแล้วอันเป็นการกระทำต่างวาระ จึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และลักทรัพย์ รวม 2 กรรม ซึ่งลงโทษได้ตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองเพราะจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกในคดีอื่นมาก่อน และภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ จำเลยได้มากระทำความผิดคดีนี้ซ้ำอีกนั้น ปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ใช้บังคับ ซึ่งมีผลให้ล้างมลทินแก่จำเลยทั้งสองซึ่งต้องคำพิพากษาดังกล่าว โดยให้ถือว่าจำเลยทั้งสองมิได้เคยถูกลงโทษในความผิดนั้นมาก่อน กรณีไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานทำร้ายร่างกายจำคุกคนละ 45 วัน และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานลักทรัพย์ จำคุก 1 ปี คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกจำเลยทั้งสองฐานทำร้ายร่างกายคนละ 30 วัน และจำคุกจำเลยที่ 2 ฐานลักทรัพย์ 8 เดือน ยกฟ้องฐานปล้นทรัพย์ และยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองกับคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 62.50 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอานนท์หรือรุจ ขุนแข็ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางชูติมา เฟื่องฟูสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสัณธาน ขันทมณี
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
นุรักษ์ มาประณีต
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5889/2550
#412101
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายเป็นหนี้มารดาของจำเลย และผิดนัดไม่ชำระหนี้อันเป็นกรณีที่มารดาของจำเลยถูกโต้แย้งสิทธิและต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้ผู้เสียหายให้ชำระหนี้ตามที่บัญญัติในมาตรา 55 และบทบัญญัติทั้งปวงแห่ง ป.วิ.พ.ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมหรือจะยอมชำระหนี้นั้นให้มารดาจำเลย และไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดฐานกรรโชกตาม ป.อ. มาตรา 337 กลายเป็นการกระทำที่ไม่เป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 776/2544 แต่คดีสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2543 เวลากลางวันจำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ จำเลยมีอาวุธปืนสั้นออโตเมติกไม่ทราบชนิดและขนาด 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืนใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่และจำเลยพาอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ บริเวณป้อมมหากาฬ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ทั้งไม่เป็นกรณีที่จำเลยต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวจ่อเล็งที่หน้าอกและศีรษะนางสาวชลีพร ผู้เสียหายและขู่เข็ญผู้เสียหายให้ยอมให้เงินจำนวน 12,000 บาท แก่มารดาจำเลยเพื่อชำระหนี้ ถ้าไม่นำเงินไปชำระหนี้ให้แก่มารดาจำเลย จำเลยจะฆ่าผู้เสียหายอันเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายจนผู้เสียหายกลัวจะเกิดอันตรายต่อชีวิต จึงยอมมอบเงินให้มารดาจำเลยจำนวน 12,000 บาท ตามที่จำเลยขู่เข็ญ จากนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้เสียหายที่ศีรษะโดยเจตนาฆ่า จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่ไม่บรรลุผลเนื่องจากกระสุนปืนไม่ลั่นและมีบุคคลอื่นมานำจำเลยออกไป ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 337 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และนับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 690/2544 (ที่ถูกเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 776/2544) ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคสอง, 371 (ที่ถูกต้องระบุเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) จำเลยอายุไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานกรรโชกทรัพย์ลงโทษจำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมืองโดยไม่มีเหตุอันสมควรปรับ 60 บาท รวมจำคุก 2 ปี ปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ไม่ลงโทษปรับจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าและความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่อุทธรณ์ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยผิดกฎหมาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นไม่ลงโทษ โจทก์ไม่ฎีกา ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีคงมีปัญหาในชั้นฎีกาตามที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกรรโชกโดยขู่ว่าจะฆ่าผู้เสียหาย หรือมีอาวุธปืนติดตัวมาขู่เข็ญตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาหรือไม่ และมีเหตุสมควรรอการลงโทษแก่จำเลยหรือไม่

ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นหลานของนางสาวชุลีพรผู้เสียหายโดยจำเลยเป็นบุตรของนางฐิติพรซึ่งเป็นบุตรของนางอรุณ และนางอรุณเป็นน้องของบิดาของผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2543 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา จำเลยไปพบผู้เสียหายที่ร้านขายดอกไม้ไฟของผู้เสียหายซึ่งตั้งอยู่ที่ชุมชนป้อมมหากาฬ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร จำเลยทวงถามผู้เสียหายให้ชำระเงินที่ผู้เสียหายค้างชำระแก่นางฐิติพร แต่ผู้เสียหายปฏิเสธว่ายังไม่มีเงิน จำเลยจึงออกไปจากร้านของผู้เสียหาย จากนั้นผู้เสียหายกับจำเลยต่างไปที่บ้านของนางอรุณซึ่งอยู่ใกล้เคียงแล้วเกิดโต้เถียงกัน แต่มีผู้เข้าห้ามปราม นายอาทิตย์พวกของจำเลยที่มากับจำเลยได้ท้าท้ายผู้เสียหายให้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ แล้วจำเลยกับพวกพากันขึ้นรถยนต์กระบะขับจากไป ส่วนผู้เสียหายโทรศัพท์แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์ เวลาต่อมาร้อยตำรวจเอกเฉลิมพล กับพวกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุแล้วออกติดตามไปจับกุมจำเลยได้ขณะกำลังเดินทางไปในรถยนต์กระบะร่วมกับนายอาทิตย์ โดยพบกระสุนปืนจำนวนหนึ่งอยู่ในรถยนต์กระบะดังกล่าวจึงยึดเป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเป็นคดีนี้...

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พยานโจทก์มีผู้เสียหาย นางศรินทร์ทิพย์ นางพัชรี และนางสาวประภาภรณ์เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยเดินเข้าไปในร้านของผู้เสียหายพูดคุยกับผู้เสียหายครู่หนึ่งแล้วเดินทางออกจากร้านไปประมาณ 10 นาที จำเลยเดินทางกลับมาหาผู้เสียหายใหม่ มีการโต้เถียงกันระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยและจำเลยชักอาวุธปืนสั้นออกมาจ้องไปที่ผู้เสียหายก่อนเดินออกจากร้านไป ส่วนผู้เสียหายก็เดินออกจากร้านไปในเวลาไล่เลี่ยกัน จำเลยไม่ได้ปฏิเสธว่า นางศรินทร์ทิพย์ นางพัชรี และนางสาวประภาภรณ์ประจักษ์พยานโจทก์ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุในขณะเกิดเหตุ จึงเชื่อได้ว่าประจักษ์พยานโจทก์ดังกล่าวรู้เห็นเหตุการณ์ตามที่เบิกความ การที่ประจักษ์พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายหาได้แสดงว่าประจักษ์พยานโจทก์ดังกล่าวจะต้องเบิกความไม่ตรงตามความเป็นจริงแต่เบิกความปรักปรำจำเลยไปตามคำเบิกความของผู้เสียหายดังที่จำเลยฎีกาเสมอไปไม่ การที่ผู้เสียหายออกจากร้านของผู้เสียหายไปบ้านของนางอรุณ แทบจะทันทีทันใดหลังจากที่จำเลยก่อเหตุในร้านของผู้เสียหาย และจำเลยเข้าไปหาผู้เสียหายในบ้านของนางอรุณจนเกิดโต้เถียงกันขึ้นอีก ตลอดจนการท้าทายผู้เสียหายให้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของนายอาทิตย์พวกของจำเลย และเจ้าพนักงานตำรวจมายังที่เกิดเหตุแทบจะทันที่ทันใดที่ได้รับแจ้งเหตุแล้วติดตามไปจับกุมจำเลยทันทีตามที่จำเลยนำสืบ ล้วนเจือสมสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหาย เป็นเหตุผลสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหาย และประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามให้มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย เพราะผู้เสียหายเป็นญาติผู้ใหญ่ของจำเลย หากจำเลยไม่ใช้อาวุธปืนข่มขู่ผู้เสียหายดังที่โจทก์นำสืบ ย่อมไม่มีเหตุผลที่ผู้เสียหายจะละทิ้งบุตรที่ผู้เสียหายกำลังดูแลอยู่ในขณะนั้นแล้วไปยังบ้านนางอรุณผู้เป็นยายของจำเลยทันทีทั้งไม่มีเหตุที่ทำให้นายอาทิตย์พวกของจำเลยท้าทายผู้เสียหายให้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เพราะลำพังการโต้เถียงทะเลาะหรือด่าทอกันเนื่องจากทวงหนี้โดยไม่มีการกระทำที่มีลักษณะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายร่างกายซึ่งกันและกันหรือมีอาวุธ ย่อมไม่ถึงขนาดเป็นเหตุให้เห็นว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การที่ร้อยตำรวจเอกเฉลิมพลกับพวกออกติดตามและจับกุมจำเลยได้ทันทีหลังจากไม่พบจำเลยในที่เกิดเหตุ ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สนับสนุนให้เชื่อว่าผู้เสียหายกับประจักษ์พยานโจทก์อื่นได้ยืนยันต่อร้อยตำรวจเอกเฉลิมพลกับพวกว่าจำเลยใช้อาวุธปืนในการกระทำความผิด เพราะหากเป็นเพียงการโต้เถียงทะเลาะหรือด่าทอกันเนื่องจากการทวงหนี้ดังที่จำเลยอ้าง เมื่อเหตุการณ์ยุติลงโดยไม่มีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้นและจำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีก็ไปจากที่เกิดเหตุแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องติดตามไปจับกุมจำเลยในทันที สำหรับบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งไม่ได้ระบุว่าจำเลยกระทำความผิดโดยมีอาวุธปืนติดตัวมานั้นอาจสืบเนื่องจากร้อยตำรวจเอกเฉลิมพลไม่พบอาวุธปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดจึงไม่นับเป็นพิรุธถึงกับทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ ส่วนการไม่พบอาวุธปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดก็ไม่ใช่ข้อที่แสดงว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายรับว่าเป็นหนี้มารดาของจำเลยจริง การกระทำของจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าผู้เสียหายเป็นหนี้มารดาของจำเลย และผิดนัดไม่ชำระหนี้ก็เป็นกรณีที่มารดาของจำเลยถูกโต้แย้งสิทธิและต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้ผู้เสียหายให้ชำระหนี้ ตามที่บัญญัติในมาตรา 55 และบทบัญญัติทั้งปวงแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หาก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมหรือจะยอมชำระหนี้นั้นไม่ และไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดฐานนั้นไม่ และไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 กลายเป็นการกระทำที่ไม่เป็นความผิด"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสรรเสริญ จันทรมณีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ไพโรจน์ วายุภาพ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5889/2550
#413145
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าผู้เสียหายเป็นหนี้มารดาของจำเลยและผิดนัดไม่ชำระหนี้ ก็เป็นกรณีที่มารดาของจำเลยถูกโต้แย้งสิทธิและต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับผู้เสียหายให้ชำระหนี้ตามที่บัญญัติในมาตรา 55 และบทบัญญัติทั้งปวงแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหาก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการข่มขืนใจผู้เสียหายยอมหรือจะยอมชำระหนี้นั้นไม่ และไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดฐานกรรโชกตาม ป.อ. มาตรา 337 กลายเป็นการกระทำที่ไม่เป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 337 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และนับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 776/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคสอง, 371 (ที่ถูกต้องระบุเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) จำเลยอายุไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานกรรโชกทรัพย์ลงโทษจำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมืองโดยไม่มีเหตุอันสมควรปรับ 60 บาท รวมจำคุก 2 ปี ปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ไม่ลงโทษปรับจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พยานโจทก์มีผู้เสียหาย นางศรินทร์ทิพย์ นางพัชรีและนางสาวประภาภรณ์เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยเดินเข้าไปในร้านของผู้เสียหายพูดคุยกับผู้เสียหายครู่หนึ่งแล้วเดินออกจากร้านไปประมาณ 10 นาที จำเลยเดินกลับมาหาผู้เสียหายใหม่ มีการโต้เถียงกันระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยและจำเลยชักอาวุธปืนสั้นออกมาจ้องไปที่ผู้เสียหายก่อนเดินออกจากร้านไป ส่วนผู้เสียหายก็เดินออกจากร้านไปในเวลาไล่เลี่ยกัน จำเลยไม่ได้ปฏิเสธว่า นางศรินทร์ทิพย์และนางสาวประภาภรณ์ ประจักษ์พยานโจทก์ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุในขณะเกิดเหตุ จึงเชื่อได้ว่าประจักษ์พยานโจทก์ดังกล่าวรู้เห็นเหตุการณ์ตามที่เบิกความ การที่ประจักษ์พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายหาได้แสดงว่าประจักษ์พยานโจทก์ดังกล่าวจะต้องเบิกความไม่ตรงตามความเป็นจริงแต่เบิกความปรักปรำจำเลยไปตามคำเบิกความของผู้เสียหายดังที่จำเลยฎีกาเสมอไปไม่ การที่ผู้เสียหายออกจากร้านของผู้เสียหายไปบ้านของนางอรุณแทบจะทันทีทันใดหลังจากที่จำเลยก่อเหตุในร้านของผู้เสียหาย และจำเลยเข้าไปหาผู้เสียหายในบ้านของนางอรุณจนเกิดโต้เถียงกันขึ้นอีก ตลอดจนการท้าทายผู้เสียหายให้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของนายอาทิตย์พวกของจำเลยและเจ้าพนักงานตำรวจมายังที่เกิดเหตุแทบจะทันทีทันใดที่ได้รับแจ้งเหตุแล้วติดตามไปจับกุมจำเลยทันทีตามที่จำเลยนำสืบ ล้วนเจือสมสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหาย เป็นเหตุผลสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายและประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามให้มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย เพราะผู้เสียหายเป็นญาติผู้ใหญ่ของจำเลย หากจำเลยไม่ใช้อาวุธปืนข่มขู่ผู้เสียหายดังที่โจทก์นำสืบ ย่อมไม่มีเหตุผลที่ผู้เสียหายจะละทิ้งบุตรที่ผู้เสียหายกำลังดูแลอยู่ในขณะนั้นแล้วไปยังบ้านนางอรุณผู้เป็นยายของจำเลยทันที ทั้งไม่มีเหตุที่ทำให้นายอาทิตย์พวกของจำเลยท้าทายผู้เสียหายให้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เพราะลำพังการโต้เถียงทะเลาะหรือด่าทอกันเนื่องจากทวงหนี้โดยไม่มีการกระทำที่มีลักษณะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายทำรายร่างกายซึ่งกันและกันหรือมีอาวุธ ย่อมไม่ถึงขนาดเป็นเหตุให้เห็นว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การที่ร้อยตำรวจเอกเฉลิมพลกับพวกออกติดตามและจับกุมจำเลยได้ทันทีหลังจากไม่พบจำเลยในที่เกิดเหตุ ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สนับสนุนให้เชื่อว่าผู้เสียหายกับประจักษ์พยานโจทก์อื่นได้ยืนยันต่อร้อยตำรวจเอกเฉลิมพลกับพวกว่าจำเลยใช้อาวุธปืนในการกระทำความผิด เพราะหากเป็นเพียงการโต้เถียงทะเลาะหรือด่าทอกันเนื่องจากการทวงหนี้ดังที่จำเลยอ้าง เมื่อเหตุการณ์ยุติลงโดยไม่มีเหตุร้ายใด ๆ เกิดขึ้นและจำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีก็ไปจากที่เกิดเหตุแล้วเจ้าพนักงานตำรวจก็อาจไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องติดตามไปจับกุมจำเลยในทันทีสำหรับบันทึกการจับกุมซึ่งไม่ได้ระบุว่าจำเลยกระทำความผิดโดยมีอาวุธปืนติดตัวมานั้น อาจสืบเนื่องจากร้อยตำรวจเอกเฉลิมพลไม่พบอาวุธปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด จึงไม่นับเป็นพิรุธถึงกับทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ ส่วนการไม่พบอาวุธปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดก็ไม่ใช่ข้อที่แสดงว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายรับว่าเป็นหนี้มารดาของจำเลยจริง การกระทำของจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าผู้เสียหายเป็นหนี้มารดาของจำเลยและผิดนัดไม่ชำระหนี้ ก็เป็นกรณีที่มารดาของจำเลยถูกโต้แย้งสิทธิและต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับผู้เสียหายให้ชำระหนี้ตามที่บัญญัติในมาตรา 55 และบทบัญญัติทั้งปวงแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หาก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมหรือจะยอมชำระหนี้นั้นไม่ และไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 กลายเป็นการกระทำที่ไม่เป็นความผิด ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษโดยอ้างการรับราชการเป็นทหารประจำการกองพันทหารอากาศโยธิน 1 กรมทหารอากาศโยธินรักษาพระองค์หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน กองบัญชาการยุทธทางอากาศ นั้น เห็นว่า ข้าราชการทหารเป็นผู้ได้รับการฝึกฝนในการใช้อาวุธและมีโอกาสเป็นผู้ใช้อาวุธโดยชอบด้วยกฎหมาย จำต้องเป็นผู้มีจิตสำนึกที่ดีตระหนักในความเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติงานเพื่อความสงบสุขของประชาชนและความมั่นคงของประเทศชาติ จำเลยกระทำความผิดต่อญาติผู้ใหญ่ของตนเอง โดยใช้อาวุธปืนกระทำในร้านต่อหน้าคนหลายคน เป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงญาติผู้ใหญ่ อุกอาจไม่เกรงกลัวกฎหมาย แต่ไม่ยอมรับผิดกลับให้การปฏิเสธตลอดจนฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด ทั้งยังบิดเบือนข้อกฎหมายอ้างว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย แสดงว่าจำเลยไม่สำนึกในความผิดที่ได้กระทำไป ไม่เป็นผู้มีจิตสำนึกที่ดี แม้ผู้เสียหายจะไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยก็ไม่สมควรรอการลงโทษ สำหรับโทษที่ลงแก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นเหมาะสมแก่พฤติการร์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 337
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสรรเสริญ จันทรมณีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ไพโรจน์ วายุภาพ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5887/2550
#272795
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยไม่มีลายมือชื่อผู้ฎีกา โดยเหตุที่ฎีกาเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่งตามคำนิยามในมาตรา 1 (3) แห่ง ป.วิ.พ. ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ดังนั้น เมื่อไม่มีลายมือชื่อผู้ฎีกา ฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 158 (7) ประกอบด้วยมาตรา 215 และ 225 แห่ง ป.วิ.อ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นเงิน 14,900 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นเงิน 14,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 1 เดือน 10 วัน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 วัน แต่ให้เปลี่ยนเป็นลงโทษกักขังมีกำหนด 20 วัน แทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ปรากฏว่า ฎีกาของจำเลยไม่มีลายมือชื่อผู้ฎีกาโดยเหตุที่ฎีกาเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่งตามคำนิยามในมาตรา 1 (3) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังนั้น เมื่อไม่มีลายมือชื่อผู้ฎีกา ฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 158 (7) ประกอบด้วยมาตรา 215 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3)
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 158 (7) ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงขอนแก่น
จำเลย — นางสาวพรรณผกา อินทรพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
พิทักษ์ คงจันทร์
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5884/2550
#413139
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นบิดาเด็กหญิง ร. มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ก็โดยฐานะเป็นผู้จัดการแทนเด็กหญิง ร. ผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) ต่อมาระหว่างพิจารณาของศาล โจทก์ร่วมที่ 2 ถึงแก่ความตาย ส. ภริยาโจทก์ร่วมที่ 2 หามีสิทธิเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ร่วมที่ 2 ตามความหมายแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 29 ไม่ เพราะโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเพียงผู้จัดการแทนเด็กหญิง ร. ผู้ตายเท่านั้น โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยตรง ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ส. เข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ร่วมที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายดาวบิดาของเด็กชายเฉลิม นายบุญทอมบิดาของเด็กหญิงรุ่งนภา และนางสาวดอกรักบุตรของนางสมหวังยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต่อมานายบุญทอมถึงแก่ความตาย นางสาครผู้เป็นภริยา ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยสถานเดียวโดยไม่ปรับ และไม่รอการลงโทษจำคุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยด้วย และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง จำเลยไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนัก ประเด็นเรื่องจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่จำเลยฎีกาว่าเหตุคดีนี้เกิดเหตุสุดวิสัย จำเลยได้ใช้ความระวังแล้วแต่ไม่อาจใช้ได้เพราะเกิดเหตุการณ์เหนือความคาดหมาย เท่ากับจำเลยปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น ฎีกาจำเลยดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยขับรถยนต์โดยสารซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่โดยไม่ชะลอความเร็วรถก่อนเข้าสี่แยกนับว่าเป็นอันตรายต่อผู้อื่นอย่างมาก และเป็นการจงใจฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ร่วมใช้ทาง เป็นการกระทำโดยประมาทอย่างร้ายแรง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายหลายราย แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนกับให้เงินช่วยเหลือแก่ญาติผู้ตายและผู้บาดเจ็บก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 มีอัตราโทษปรับตั้งแต่สี่ร้อยบาทถึงหนึ่งพันบาท จึงมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) คดีนี้เหตุเกิดวันที่ 24 มกราคม 2546 โจทก์ฟ้องวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 เกิน 1 ปี นับแต่วันกระทำความผิด ความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวจึงขาดอายุความ ชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวมาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ แม้คู่ความไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้แต่ก็เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 นอกจากนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นางสาคร ภริยาโจทก์ร่วมที่ 2 เข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งถึงแก่ความตายนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นบิดาเด็กหญิงรุ่งนภามีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ก็โดยฐานะเป็นผู้จัดการแทนเด็กหญิงรุ่งนภาผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสาครหามีสิทธิเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ร่วมที่ 2 ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 29 ไม่ เพราะโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเพียงผู้จัดการแทนเด็กหญิงรุ่งนภาผู้ตายเท่านั้น โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยตรง ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นางสาครเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ร่วมที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 กับให้ยกคำร้องของนางสาครที่ขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้ตาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 5 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
โจทก์ร่วม — นายดาว สุขเจียง กับพวก
จำเลย — นายณัฐวุติ สว่างใจ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5874/2550
#410857
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด โดยอ้างว่าราคาที่ได้มีจำนวนต่ำเกินสมควรตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสองนั้น ในวรรคสามของมาตราดังกล่าวให้นำวรรคห้าของมาตรา 296 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินจำนวน 50,000 บาท ภายใน 15 วัน เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แต่จำเลยโต้แย้งและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดนั้นแล้ว คำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อไปอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,835,755.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองคือที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปในราคา 1,170,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 1,170,000 บาท ทั้งนี้เจ้าพนักงานได้ประเมินราคาทรัพย์จำนองไว้เป็นเงิน 1,672,000 บาท จำเลยได้คัดค้านการขายแล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่รับฟังคำคัดค้านอันมีลักษณะเป็นการสมยอมกับโจทก์ที่จะได้ซื้อทรัพย์สินของจำเลยในราคาที่ต่ำ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำค้านว่า การขายชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้องของจำเลย และโจทก์ได้ยื่นคำร้องโดยขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินหรือหาประกันต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินประกันจำนวน 50,000 บาท ภายใน 15 วัน ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 19 เมษายน 2547 จำเลยยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวตามคำแถลงลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2547

วันนัดไต่สวน ทนายจำเลยแถลงว่าจำเลยไม่มีเงินประกันมาวางตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินหรือหาประกันในชั้นยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด มิใช่เป็นคำสั่งที่ออกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยเป็นการยื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ ซึ่งมีบทบัญญัติเฉพาะ มิใช่การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำบังคับหรือคำสั่งศาลที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาคำสั่งของศาลชั้นต้นได้ตามกฎหมาย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องยังไม่ถึงที่สุด การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การที่จำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด โดยอ้างว่าราคาที่ได้มีจำนวนต่ำเกินสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสองนั้น ในวรรคสามของมาตราดังกล่าวให้นำวรรคห้าของมาตรา 296 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 296 วรรคห้า บัญญัติว่า "ในการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้ หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่อาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวร้องขอ ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวน และภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ถ้าผู้ยื่นไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสีย คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด" ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินจำนวน 50,000 บาท ภายใน 15 วัน เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แต่จำเลยโต้แย้งและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดนั้นแล้ว คำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อไปอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้สั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคหนึ่ง ม. 296 วรรคห้า ม. 309 ทวิ วรรคสอง ม. 309 ทวิ วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางเตือนใจ ซ่อนกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5873/2550
#410481
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 492 ผู้ไถ่จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายฝากก็ต่อเมื่อได้ชำระสินไถ่หรือวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่แล้ว ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทโดยปลอดจำนองและรับสินไถ่ตามคำขอบังคับของผู้ร้อง แต่เมื่อผู้ร้องยังไม่ได้ชำระสินไถ่หรือวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ กรรมสิทธิ์จึงยังไม่ตกเป็นของผู้ร้องตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ดินพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 973,068.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 693,420.39 นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้วไม่ชำระหนี้ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2546 โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2286 ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่ 23 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวจำเลยที่ 2 มิได้เป็นเจ้าของ เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากให้แก่ผู้ร้องทั้งสองโดยปลอดจำนอง ให้จำเลยที่ 2 ได้รับค่าสินไถ่ 200,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฎิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และคดีถึงที่สุดแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 915/2542 ของศาลชั้นต้น ผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่เจ้าของ ขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2286 ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่ 23 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา ที่ยึดได้

โจทก์ให้การว่า โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทั้งไม่ทราบเหตุการณ์ระหว่างผู้ร้องทั้งสองกับจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกคำร้องขอ

ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงรับข้อเท็จจริงตามคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจริง ผู้ร้องทั้งสองแถลงรับว่าโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริต แล้วคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง (ที่ถูกต้องมีคำสั่งยกคำร้องขอ) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2286 ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่ประมาณ 23 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2529 ผู้ร้องทั้งสองได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2 มีกำหนดเวลา 2 ปี เมื่อพ้นกำหนดเวลาไถ่ จำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองกับโจทก์ ต่อมาผู้ร้องทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทโดยปลอดจำนอง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทโดยปลอดจำนอง ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ร.1 โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2 โดยสุจริต มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทหรือไม่ ผู้ร้องทั้งสองฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทโดยปลอดจำนองและให้จำเลยที่ 2 ได้รับค่าสินไถ่ 200,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 มีผลให้ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิไถ่ถอนการขายฝาก และทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่ขายฝากกลับคืนไปยังผู้ร้องทั้งสองตามเดิมเสมือนกับว่าไม่มีการขายฝากกันไว้เลยนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 492 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือผู้ไถ่ได้วางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ต่อสำนักงานวางทรัพย์ภายในกำหนดเวลาไถ่โดยสละสิทธิถอนทรัพย์ที่ได้วางไว้ ให้ทรัพย์สินซึ่งขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ผู้ไถ่ได้ชำระสินไถ่หรือวางทรัพย์สินอันเป็นสินไถ่ แล้วแต่กรณี" แสดงว่า ผู้ไถ่จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายฝากก็ต่อเมื่อได้ชำระสินไถ่ หรือวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่แล้ว ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทโดยปลอดจำนองและรับสินไถ่ 200,000 บาท ตามคำขอบังคับของผู้ร้องทั้งสองก็ตาม แม่เมื่อผู้ร้องยังไม่ได้ชำระสินไถ่หรือวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงยังไม่ตกเป็นของผู้ร้องทั้งสองตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ดินพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท ส่วนที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่า ผู้ร้องทั้งสองอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริต ดังนั้น ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 492
ป.วิ.พ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางมะลิ ใจบาล กับพวก
จำเลย — นางสุปราณีหรือสุปาณี เข็มกลับ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5868 -ที่ 5869/2550
#270180
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงตกอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่เกิดสิทธิเรียกร้องคดีนี้ ไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยโดยอ้างว่ามีสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จึงเป็นการอ้างบทกฎหมายคลาดเคลื่อน แต่พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 อันเป็นกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฉบับเดิม และยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 95 โจทก์เป็นลูกจ้างในการช่วยชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2542 โดยไม่ได้กำหนดเวลาจ้างไว้ และถูกเลิกจ้างโดยมีผลในวันที่ 30 เมษายน 2545 ด้วยเหตุว่าการชำระบัญชีดำเนินลุล่วงแล้วหลายส่วน จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 (3) และตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 มิได้มีบทบัญญัติเรื่องดอกเบี้ยในกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยไว้แต่ค่าชดเชยเป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนหลังต่อจากจำเลยทั้งสิบในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 11 และที่ 12 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสองจ่ายค่าชดเชยจำนวน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสิบสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 7 และที่ 9 ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 จ่ายค่าชดเชยจำนวน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2526 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 23,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2542 มีพระราชกฤษฎีกายุบเลิกหน่วยงานจำเลยที่ 1 แต่ให้คงอยู่ในระหว่างชำระบัญชีและตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 เป็นคณะกรรมการผู้ชำระบัญชี เมื่อจำเลยที่ 1 ยุบกิจการได้เลิกจ้างโจทก์และจ่ายค่าชดเชยหลังหักหนี้ที่โจทก์มีอยู่กับจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาวันที่ 2 มกราคม 2542 คณะกรรมการผู้ชำระบัญชีได้จ้างโจทก์เป็นผู้ช่วยในการชำระบัญชีโดยไม่ได้กำหนดเวลาจ้างกันไว้ เพียงกำหนดภารกิจให้ช่วยชำระบัญชีจนเสร็จเท่านั้น ให้ค่าจ้างเดือนละ 7,000 บาท วันที่ 22 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการผู้ชำระบัญชีมีหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่ 30 เมษายน 2545 อ้างเหตุว่าการชำระบัญชีดำเนินลุล่วงแล้วหลายส่วน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจ้างโจทก์อีกต่อไป จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 อุทธรณ์ประการแรกว่า ในขณะที่พระราชกฤษฎีกายุบเลิกจำเลยที่ 1 นั้น กิจการของจำเลยที่ 1 ยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์จึงต้องทำงานต่อไปจนกว่าการชำระบัญชีจะแล้วเสร็จโดยยังคงเป็นพนักงานต่อไปตามเดิม โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้โดยสำคัญผิด เพราะโจทก์ยังไม่ได้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 จนกระทั่งเมื่อมีการชำระบัญชีเสร็จสิ้นจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ได้เลิกจ้างโจทก์ และถือว่าค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับโดยไม่มีสิทธิแต่แรกนั้นเป็นค่าชดเชยเมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างในภายหลัง เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 อุทธรณ์ว่า การพิจารณาค่าชดเชยของโจทก์จะต้องเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 มิใช่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงตกอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่เกิดสิทธิเรียกร้องคดีนี้ จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยโดยอ้างว่ามีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จึงเป็นการอ้างบทกฎหมายคลาดเคลื่อน แต่พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยทั้งสิบสองตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 อันเป็นกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฉบับเดิมและยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 95 เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างในการช่วยชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2542 โดยไม่ได้กำหนดเวลาจ้างไว้และถูกเลิกจ้างโดยมีผลในวันที่ 30 เมษายน 2545 ด้วยเหตุว่าการชำระบัญชีดำเนินลุล่วงแล้วหลายส่วน จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ซึ่งเลิกจ้างไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 (3) เป็นเงิน 42,000 บาท และตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 มิได้มีบทบัญญัติเรื่องดอกเบี้ยในกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานไว้ แต่ค่าชดเชยเป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 ได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 11
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 95
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสิทธิ์ นาผล
จำเลย — องค์การอุตสาหกรรมห้องเย็น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายณรงค์ ไพบูลย์วัฒนกิจ
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พิชิต คำแฝง
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5868 -ที่ 5869/2550
#410687
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ต่อมามี พ.ร.ฎ.ยุบเลิกหน่วยงานจำเลยที่ 1 แต่ให้คงอยู่ในระหว่างชำระบัญชี เมื่อจำเลยที่ 1 ยุบกิจการได้เลิกจ้างโจทก์และจ่ายค่าชดเชยหลังหักหนี้ที่โจทก์มีอยู่กับจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาคณะกรรมการผู้ชำระบัญชีได้จ้างโจทก์เป็นผู้ช่วยในการชำระบัญชีโดยไม่ได้กำหนดเวลาจ้างกันไว้ เพียงกำหนดภารกิจให้ช่วยชำระบัญชีจนเสร็จเท่านั้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 อุทธรณ์ว่า ในขณะที่ พ.ร.ฎ.ยุบเลิกจำเลยที่ 1 นั้น กิจการของจำเลยที่ 1 ยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์จึงต้องทำงานต่อไปจนกว่าการชำระบัญชีจะแล้วเสร็จโดยยังคงเป็นพนักงานต่อไปตามเดิม โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้โดยสำคัญผิด เพราะโจทก์ยังไม่ได้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 จนกระทั่งเมื่อมีการชำระบัญชีเสร็จสิ้นจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ได้เลิกจ้างโจทก์และถือว่าค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับโดยไม่มีสิทธิแต่แรกนั้นเป็นค่าชดเชยเมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างในภายหลัง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงตกอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่เกิดสิทธิเรียกร้อง คดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยโดยอ้างว่ามีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จึงเป็นการอ้างบทกฎหมายคลาดเคลื่อน แต่พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยทั้งสิบสอง ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ อันเป็นกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฉบับเดิมและยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ มาตรา 95 เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างในการช่วยชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2542 โดยไม่ได้กำหนดเวลาจ้างไว้ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 7,000 บาท และถูกเลิกจ้างโดยมีผลในวันที่ 30 เมษายน 2545 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ซึ่งเลิกจ้างไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ ข้อ 45 (3) เป็นเงิน 42,000 บาท และตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ มิได้มีบทบัญญัติเรื่องดอกเบี้ยในกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานไว้ แต่ค่าชดเชยเป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 ได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนหลังต่อจากจำเลยทั้งสิบในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 11 และที่ 12 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2542 รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกายุบเลิกจำเลยที่ 1 แต่ให้คงอยู่ตราบเท่าที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีและแต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 เป็นคณะกรรมการผู้ชำระบัญชี ในวันที่ 1 มกราคม 2542 คณะกรรมการดังกล่าวจ้างโจทก์เพื่อเป็นผู้ช่วยในการชำระบัญชี ได้รับค่าจ้างอัตราเดือนละ 7,000 บาท เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2545 ให้เหตุผลว่าการชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการลุล่วงไปแล้วหลายส่วน จึงไม่จำเป็นต้องจ้างโจทก์ต่อไป แต่จำเลยทั้งสิบสองไม่จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ โจทก์ทำงานมาเกินกว่า 3 ปี แต่ไม่เกิน 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค้าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 42,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสองจ่ายค่าชดเชยจำนวน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสิบสองให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยอีกเนื่องจากโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 มาก่อนที่จะมีพระราชกฤษฎีกายุบเลิกจำเลยที่ 1 และยังเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ต่อเนื่องมาแม้จะมีพระราชกฤษฎีกายุบเลิกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้จ่ายค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษแก่โจทก์ไปก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการจ่ายค่าชดเชยให้ล่วงหน้าแล้ว อย่างไรก็ตาม การจ้างโจทก์เพื่อช่วยในการดำเนินการชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 มีลักษณะการจ้างเป็นครั้งคราว มีกำหนดวันเริ่มต้นและสิ้นสุดการจ้างแน่นอนซึ่งโจทก์ก็ทราบเจตนาการจ้างดังกล่าวแล้ว เมื่อการชำระบัญชีในส่วนที่โจทก์ต้องทำงานสำเร็จลุล่วงไปแล้วจำเลยทั้งสิบสองจึงบอกเลิกจ้างโจทก์ได้ การเลิกจ้างนี้เป็นการเลิกจ้างตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 วรรคสอง อันเป็นการสิ้นสุดตามสัญญาจ้างแรงงานที่ตกลงกันไว้มิใช่เป็นการเลิกจ้างตามความแห่งข้อ 45 วรรคแรก โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 7 และที่ 9 ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 จ่ายค่าชดเชยจำนวน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2526 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 23,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2542 มีพระราชกฤษฎีกายุบเลิกหน่วยงานจำเลยที่ 1 แต่ให้คงอยู่ในระหว่างชำระบัญชีและตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 เป็นคณะกรรมการผู้ชำระบัญชี เมื่อจำเลยที่ 1 ยุบกิจการได้เลิกจ้างโจทก์และจ่ายค่าชดเชยหลัง หักหนี้ที่โจทก์มีอยู่กับจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาวันที่ 2 มกราคม 2542 คณะกรรมการผู้ชำระบัญชีได้จ้างโจทก์เป็นผู้ช่วยในการชำระบัญชีโดยไม่ได้กำหนดเวลาจ้างกันไว้ เพียงกำหนดภารกิจให้ช่วยชำระบัญชีจนเสร็จเท่านั้น ให้ค่าจ้างเดือนละ 7,000 บาท วันที่ 22 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการผู้ชำระบัญชีมีหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่ 30 เมษายน 2545 อ้างเหตุว่าการชำระบัญชีดำเนินลุล่วงแล้วหลายส่วน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจ้างโจทก์อีกต่อไป จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 อุทธรณ์ประการแรกว่า ในขณะที่พระราชกฤษฎีกายุบเลิกจำเลยที่ 1 นั้น กิจการของจำเลยที่ 1 ยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์จึงต้องทำงานต่อไปจนกว่าการชำระบัญชีจะแล้วเสร็จโดยยังคงเป็นพนักงานต่อไปตามเดิม โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้โดยสำคัญผิด เพราะโจทก์ยังไม่ได้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 จนกระทั่งเมื่อมีการชำระบัญชีเสร็จสิ้นจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ได้เลิกจ้างโจทก์ และถือว่าค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับโดยไม่มีสิทธิแต่แรกนั้นเป็นค่าชดเชยเมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างในภายหลัง เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 อุทธรณ์ว่า การพิจารณาค่าชดเชยของโจทก์จะต้องเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 มิใช่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงตกอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่เกิดสิทธิเรียกร้องคดีนี้ จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยโดยอ้างว่ามีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จึงเป็นการอ้างบทกฎหมายคลาดเคลื่อน แต่พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยทั้งสิบสอง ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 อันเป็นกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฉบับเดิม และยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 95 เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างในการช่วยชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2542 โดยไม่ได้กำหนดเวลาจ้างไว้ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 7,000 บาท และถูกเลิกจ้างโดยมีผลในวันที่ 30 เมษายน 2545 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ซึ่งเลิกจ้างไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 (3) เป็นเงิน 42,000 บาท และตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 มิได้มีบทบัญญัติเรื่องดอกเบี้ยในกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานไว้ แต่ค่าชดเชยเป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 ได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 11 (1) วรรคสอง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 95
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสิทธิ์ นาผล
องค์การอุตสาหกรรม
จำเลย — ห้องเย็น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พิชิต คำแฝง
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5857/2550
#411915
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะจำเลยถูกฟ้องคดีนี้ยังไม่มีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลชั้นต้น ดังนั้น ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาจึงมีอำนาจพิจารณาคดีของจำเลยซึ่งอยู่ในเขตอำนาจได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 58 (3) เดิมก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ 3) ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้นที่บัญญัติความว่า ถ้าไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัวในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนมีถิ่นที่อยู่ปกติและในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิด ให้ศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีอาญาธรรมดาตาม ป.วิ.อ. มีอำนาจพิจารณาคดีนั้น แม้ต่อมาปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาคดีนี้ได้มี พ.ร.ฎ.กำหนดให้เปิดทำการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลชั้นต้นก็ตาม ศาลชั้นต้นก็ยังคงมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคดีนี้จนเสร็จสำนวนได้ เพราะไม่มีกฎหมายบังคับให้ศาลที่พิจารณาคดีที่เด็กหรือเยาวชนถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอยู่ก่อนแล้วต้องโอนคดีไปยังแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ดังนั้น การพิจารณาและพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 138 วรรคสอง, 140 วรรคสอง, 276, 310, 340, 340 ตรี ริบรถจักรยานยนต์และท่อนไม้กลมของกลาง และให้จำเลยร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 9,300 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 83 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบรถจักรยานยนต์และท่อนไม้กลมของกลางนั้น เนื่องจากในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 750/2545 ของศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ริบของกลางดังกล่าวแล้ว จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ลงหนึ่งในสาม ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 33 ปี 4 เดือน ลดโทษให้อีกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งกัน รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายถูกคนร้ายหลายคนร่วมกันฉุดจับตัวจากริมถนนขึ้นรถจักรยานยนต์พาไปที่ศาลาที่พักกลางทุ่งนาแล้วคนร้าย 5 คน ได้ผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายมีเจ้าพนักงานตำรวจติดตามไปถึงที่เกิดเหตุทำให้คนร้ายหลบหนีไป คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า จำเลยเป็นคนร้ายร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่ารถจักรยานยนต์ของคนร้ายมี 3 คัน คนร้ายขับและนั่งซ้อนท้ายกันมารวมทั้งหมด 8 คน มาจอดห่างผู้เสียหายประมาณ 2 เมตร คนที่นั่งซ้อนท้ายทั้งหมดลงจากรถมาหาผู้เสียหาย มีคนหนึ่งเข้ามาจับแขน อีกคนหนึ่งชกท้อง ผู้เสียหายมีอาการจุกจึงนั่งลง คนที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันแรกจับมือผู้เสียหายไพล่หลังกระชากขึ้นรถจักรยานยนต์ผลักให้นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์คันแรก แล้วชายดังกล่าวนั่งซ้อนท้ายคุมเชิง รถจักรยานยนต์แล่นเข้าเมืองมาทางห้างสรรพสินค้าไดอานาถึงสี่แยกตะลุโบะเลี้ยวซ้ายไปทางจังหวัดนราธิวาส เลี้ยวเข้าถนนลูกรังฝั่งตรงข้ามสามแยกเข้าเมืองปัตตานีเป็นทางเข้าหมู่บ้านสะดาวา มีรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งแล่นมาด้วย ผู้เสียหายร้องขอให้กลับไปส่งผู้เสียหาย แต่คนที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งซึ่งถือไม้บอกให้หยุดพูด มิฉะนั้นจะใช้ไม้ตี รถจักรยานยนต์แล่นพาผู้เสียหายไปตามหมู่บ้านเล็ก ๆ ถึงศาลาที่พักกลางทุ่งนา มีคนนั่งรออยู่ 4 ถึง 5 คน พูดภาษายาวีกันแล้วคนที่นั่งซ้อนท้ายมาด้วยผลักผู้เสียหายลงจากรถ ถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายออกเหลือแต่กางเกงใน และยังถอดสร้อยคอทองคำพร้อมจี้ทองคำและนาฬิกาข้อมือของผู้เสียหายไป กลุ่มคนดังกล่าวผลักผู้เสียหายขึ้นบนศาลาและให้นอนหงาย มีคนมาช่วยจับมือและขา ผู้เสียหายถีบต่อสู่ แต่ขัดขืนไม่ไหว ชายคนแรกถอดกางเกงในผู้เสียหายออกแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนเสร็จ มีคนอื่นถอดเสื้อผ้ารออยู่ 7 ถึง 8 คน เมื่อคนที่สองข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเสร็จ มีแสงไฟจากรถจักรยานยนต์ขับผ่านมา กลุ่มคนดังกล่าวพาผู้เสียหายเข้าไปในป่าละเมาะแล้วพาผู้เสียหายขึ้นมาข่มขืนกระทำชำเราต่อจนเสร็จเป็นคนที่ห้าก็มีแสงไฟสปอทไลท์ส่องมา กลุ่มคนดังกล่าววิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าละเมาะ ผู้เสียหายวิ่งเปลือยกายตรงไปยังแสงไฟพบเจ้าเจ้าพนักงานตำรวจ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจติดตามคนร้ายไปก็มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจให้เสื้อผ้าผู้เสียหายใส่แล้วพาไปสถานีตำรวจ และส่งไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ผู้เสียหายยืนยันว่า จำเลยเป็นคนขับรถจักรยานยนต์คันที่ผู้เสียหายถูกบังคับให้นั่งซ้อนท้ายไป โดยระหว่างขับรถจำเลยจะหันมามองผู้เสียหายอยู่เป็นระยะ ๆ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่ผู้เสียหายได้เบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดเป็นขั้นเป็นตอนสมเหตุสมผล ไม่มีข้อพิรุธ และยังได้ความจากผู้เสียหายว่าบริเวณถนนนาเกลือที่ผู้เสียหายถูกฉุดมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าริมถนนสาธารณะสามารถมองเห็นกันได้ และระหว่างทางผ่านห้างสรรพสินค้าก็มีแสงสว่างจากหลอดไฟริมถนนและจากบ้านประชาชน ซึ่งในข้อนี้ร้อยตำรวจเอกไวยวิทย์ นพรัตน์ เจ้าพนักงานตำรวจพยานโจทก์ที่ตามไปช่วยผู้เสียหายเบิกความสนับสนุนว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟฟ้าสาธารณะติดอยู่ตรงข้ามกับจุดเกิดเหตุ สามารถมองเห็นได้ทั่วบริเวณทั้งสองฝั่งถนน และมีเสาไฟฟ้าในตำแหน่งสลับกันทำให้มีแสงสว่างตลอดแนวถนนเช่นนี้ระหว่างทางที่ผู้เสียหายถูกบังคับให้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ผ่านห้างสรรพสินค้าตลอดจนบ้านเรือนประชาชนจนถึงจุดที่ผู้เสียหายถูกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายย่อมมีโอกาสมองเห็นหน้าคนร้ายที่ขับรถจักรยานยนต์ให้ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายได้อย่างใกล้ชิดเป็นเวลานานพอสมควรจำหน้ากันได้ไม่ผิดตัว ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายเคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลย เชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความตามความจริงและจำหน้าจำเลยได้ ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนยอมรับว่าได้ร่วมกับพวกฉุดผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราจริง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยถูกบังคับขู่เข็ญให้ให้การแต่อย่างใด แสดงว่าให้การด้วยความสมัครใจ เป็นข้อสนับสนุนให้คำเบิกความของผู้เสียหายมีน้ำหนักมากขึ้น แม้ผู้เสียหายจะเบิกความว่าไม่แน่ใจว่าจำเลยเป็นคนร้ายหนึ่งในห้าที่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายก็ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกฉุดผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเรา จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมในการกระทำความผิด ข้อนำสืบอ้างฐานที่อยู่ของจำเลยเป็นเพียงคำเบิกความของจำเลยกับพยานจำเลยลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่จำเลยฎีกาว่า การฉุดผู้เสียหายขึ้นนั่งรถจักรยานยนต์ไม่สามารถทำได้หากผู้เสียหายไม่ยินยอม และยังขัดต่อเหตุผลที่จะพาผู้เสียหายผ่านย่านชุมชนและห้างสรรพสินค้านั้น ในข้อนี้ผู้เสียหายเบิกความว่า ก่อนฉุดขึ้นรถจักรยานยนต์ พวกของจำเลยเข้าทำร้ายผู้เสียหายจนมีอาการจุกจึงสามารถฉุดผู้เสียหายขึ้นรถจักรยานยนต์โดยง่ายและเนื่องจากขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนดึกแล้ว ผู้คนสัญจรน้อย จำเลยกับพวกจึงกล้าขับรถนำผู้เสียหายผ่านย่านชุมชนเพื่อพาไปยังเส้นทางสู่หมู่บ้านของจำเลยกับพวก การที่ขณะจำเลยขับรถแล้วหันมามองผู้เสียหายที่นั่งซ้อนท้ายเป็นระยะ ๆ นั้น หาทำให้คำเบิกความพยานโจทก์มีพิรุธไม่ และที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนไม่ตรงกับคำเบิกความของผู้เสียหายนั้นก็เป็นเรื่องปกติที่ผู้ต้องหาย่อมปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่างเพื่อประโยชน์ของตน ที่จำเลยฎีกาว่าคำเบิกความของผู้เสียหายกับเด็กหญิงพรพรรณ คงวัดใหม่ ต่างกันเกี่ยวกับเวลาเดินออกจากบ้านระหว่าง 22 นาฬิกา กับประมาณ 0 นาฬิกาเศษของวันใหม่นั้นเป็นเพียงข้อแตกต่างกันในรายละเอียด ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ ที่จำเลยฎีกาว่า จากคำเบิกความของนายพรเทพ นวลเจริญ แพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ว่าได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายภายนอกเป็นปกติไม่พบร่องรอยถูกทำร้าย และได้ความว่าผู้เสียหายมีสามีแล้ว ทำให้มีข้อสงสัยว่าผู้เสียหายจะถูกทำร้ายและถูกข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่ ในข้อนี้ปรากฏตามคำเบิกความของนายพรเทพ แพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายในคืนเกิดเหตุว่า ตรวจพบตัวอสุจิและสารที่สามารถตรวจพบในน้ำกามภายในช่องคลอดของผู้เสียหาย และช่องคลอดของผู้เสียหายฉีกขาด แสดงว่าผู้เสียหายถูกกระทำชำเราอย่างรุนแรง ย่อมบ่งชี้ว่าผู้เสียหายถูกข่มขืนกระทำชำเรา ฎีกาข้ออื่นของจำเลยนอกจากนี้เป็นข้อปลีกย่อย ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาจำเลยว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาคดีของจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุเพียง 17 ปีเศษ คดีของจำเลยอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาของศาลจังหวัดปัตตานีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวนั้น เห็นว่า ในขณะเกิดเหตุจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลสะดาวา อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดที่ตำบลบานา อำเภอเมืองปัตตานี และตำบลสะดาวา อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เกี่ยวพันกัน และขณะฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2543 ยังไม่มีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลชั้นต้น ดังนั้น ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจึงมีอำนาจพิจารณาคดีของจำเลยซึ่งอยู่ในเขตอำนาจได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 58 (3) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น บัญญัติความว่า ถ้าไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัวในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนมีถิ่นที่อยู่ปกติและในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิด ให้ศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีอาญาธรรมดาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอำนาจพิจารณาคดีนั้น แม้ต่อมาปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาคดีนี้ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เดทำการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 ก็ตาม ศาลชั้นต้นก็ยังคงมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคดีนี้จนเสร็จสำนวนได้ เพราะไม่มีกฎหมายบังคับให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาที่มีอำนาจพิจารคดีที่เด็กหรือเยาวชนถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอยู่ก่อนแล้วต้องโอนคดีไปยังแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ดังนั้นการพิจารณาและพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 58 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นายวัชรินทร์ เจ๊ะอุบง
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5855/2550
#272786
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ผู้เสียหาย" ในความผิดฐานลักทรัพย์ไม่จำต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ถูกลักไป บุคคลที่เป็นผู้ครอบครองทรัพย์ที่ถูกลักไปก็เป็นผู้เสียหายได้ คดีนี้ได้ความว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมได้ร่วมกันลักอาหารสัตว์ส่วนหนึ่งในระหว่างทางที่โจทก์ร่วมขนส่งเพื่อส่งมอบให้แก่บริษัท ซ. ผู้ซื้อ ระหว่างการขนส่งอาหารสัตว์ที่บรรทุกในรถยนต์คันเกิดเหตุ อาหารสัตว์เหล่านั้นจึงยังคงอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองเนื่องจากโจทก์ร่วมมีหน้าที่จำต้องส่งมอบอาหารสัตว์ให้ครบจำนวนแก่บริษัท ซ. ผู้ซื้อ โจทก์ร่วมจึงมีฐานะเป็นผู้เสียหายในเหตุคดีนี้อยู่ด้วย ไม่ว่ากรรมสิทธิ์ในอาหารสัตว์ที่โจทก์ร่วมตกลงขายได้โอนไปยังบริษัท ซ. เพราะมีการชั่งน้ำหนักอันเป็นการบ่งตัวทรัพย์สินนั้นออกเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งตั้งแต่ต้นทางการขนส่งโดยผลของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 460 วรรคแรก แล้วหรือไม่ก็ตาม โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเข้าดำเนินคดีเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้โดยชอบ แม้ขณะเกิดเหตุหากกรรมสิทธิ์ในอาหารสัตว์ดังกล่าวได้โอนไปยังบริษัท ซ. เสียก่อนแล้วโดยผลของกฎหมายอันเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองลักทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ซ. ขณะอยู่ในความครอบครองโจทก์ร่วมผู้เป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสองซึ่งแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องซึ่งบรรยายว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วม กรณีก็เป็นข้อแตกต่างที่มิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยทั้งสองมิได้หลงข้อต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 83 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันลักอาหารสัตว์ชนิดเม็ด 424 กิโลกรัม ราคา 4,240 บาท ของบริษัทผลิตภัณฑ์อาหารเซ็นทรัล จำกัด ผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสองไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 (7) (11) และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 4,240 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัทผลิตภัณฑ์อาหารเซ็นทรัล จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุก คนละ 1 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 4,240 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า วันเกิดเหตุตามฟ้องเวลาประมาณ 8 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมขับรถยนต์บรรทุกอาหารสัตว์ของโจทก์ร่วมคันหมายเลข 31 บรรทุกอาหารสัตว์ชนิดเม็ดอันเป็นผลิตภัณฑ์ของโจทก์ร่วมออกจากโรงงานของโจทก์ร่วมที่ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมทำหน้าที่พนักงานประจำรถเพื่อนำอาหารสัตว์ที่บรรทุกไปส่งที่ฟาร์ม 156 ของบริษัทเซนทาโกฟาร์ม จำกัด ลูกค้าผู้ซื้อซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ร่วมที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ก่อนจำเลยที่ 1 ขับรถออกเดินทางได้มีการชั่งน้ำหนักรถยนต์บรรทุกอาหารสัตว์คันหมายเลข 31 ครั้งหนึ่ง แล้วชั่งน้ำหนักรถยนต์ดังกล่าวหลังจากนำอาหารสัตว์ขึ้นบรรทุกอีกครั้งหนึ่งเพื่อคำนวณน้ำหนักอาหารสุกรที่บรรทุก จากนั้นนายพิชัย บุญช่วยเจริญพร พนักงานแผนกจัดส่งอาหารสัตว์ของโจทก์ร่วมออกใบออกของชั่วคราวให้จำเลยที่ 1 นำไปมอบให้บริษัทเซนทาโกฟาร์ม จำกัด ลงชื่อรับสินค้าในใบออกของชั่วคราว เพื่อนำกลับมามอบให้โจทก์ร่วมกับนายพิชัยได้ออกใบผ่านออกนอกโรงงานสำหรับรถบรรทุกให้จำเลยที่ 1 วันเกิดเหตุหลังจากจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกอาหารสัตว์คันหมายเลข 31 ถึงฟาร์ม 156 แล้วได้มีการนำรถยนต์ดังกล่าวไปชั่งน้ำหนัก เพื่อคำนวณน้ำหนักอาหารสัตว์ที่บรรทุกด้วยเครื่องชั่งน้ำหนักคอมพิวเตอร์ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดอโศกอุตสาหกิจ ซึ่งประกอบกิจการรับโม่และย่อยหิน ตั้งอยู่ที่ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง ต่อหน้าจำเลยที่ 1 ผลปรากฏว่าน้ำหนักอาหารสัตว์ขาดจำนวนจากต้นทางไป 424 กิโลกรัม โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อรับทราบจำนวนน้ำหนักอาหารสัตว์ที่ขาดหายไปไว้ในใบออกของชั่วคราวที่ช่องหมายเหตุด้วย ต่อมาโจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ผู้จัดการฝ่ายธุรการของโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นประการแรกว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักอาหารสัตว์ 424 กิโลกรัม ราคา 4,240 บาท อันเป็นอาหารสัตว์หนึ่งที่โจทก์ร่วมนำขึ้นบรรทุกรถยนต์บรรทุกอาหารสัตว์ค้นหมายเลข 31 เพื่อจัดส่งบริษัทเซนทาโกฟาร์ม จำกัด ลูกค้าผู้ซื้อในวันเกิดเหตุจริงหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำรถยนต์คันเกิดเหตุขับออกนอกเส้นทางตามปกติเข้าไปในซอยเกิดเหตุแล้วอาหารสัตว์ที่บรรทุกหายไป 424 กิโลกรัม โดยซอยเกิดเหตุเป็นถนนลูกรังซึ่งมีสภาพเปลี่ยวและเป็นทางตัน จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะฟังว่าจำเลยทั้งสองได้นำรถยนต์คันเกิดเหตุเข้าไปในซอยเกิดเหตุนั้นด้วยความสุจริต พยานแวดล้อมกรณีเหล่านี้เมื่อรับฟังประกอบกันแล้วรูปคดีมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันลักอาหารสัตว์ 424 กิโลกรัม ราคา 4,240 บาท ไปจากรถยนต์บรรทุกอาหารสัตว์คันหมายเลข 31 จริง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอ้างในฎีกาทำนองว่า อาหารสัตว์ที่โจทก์ร่วมขายให้บริษัทเซนทาโกฟาร์ม จำกัด นั้น ได้มีการชั่งน้ำหนักจากต้นทางอันเป็นการบ่งตัวทรัพย์สินออกเป็นทรัพย์สินเฉพาะสิ่งแล้วกรรมสิทธิ์ในอาหารสัตว์ที่ชั่งน้ำหนักย่อมตกเป็นของบริษัทเซนทาโกฟาร์ม จำกัด ผู้ซื้อทันที บริษัทเซนทาโกฟาร์ม จำกัดย่อมต้องรับภัยพิบัติหรือบาปเคราะห์ และเป็นผู้เสียหายในเหตุคดีนี้ โจทก์ร่วมจึงไม่เป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจร้องทุกข์และเข้าดำเนินคดีได้ ในปัญหาข้อนี้ เห็นว่า คำว่า "ผู้เสียหาย" ในความผิดฐานลักทรัพย์ไม่จำต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ถูกลักไป บุคคลที่เป็นผู้ครอบครองทรัพย์ที่ถูกลักไปก็เป็นผู้เสียหายได้ คดีนี้ได้ความตามที่วินิจฉัยไว้ในปัญหาข้อแรกว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมได้ร่วมกันลักอาหารสัตว์ส่วนหนึ่งในระหว่างทางที่โจทก์ร่วมขนส่งเพื่อส่งมอบให้แก่บริษัทเซนทาโกฟาร์ม จำกัด ผู้ซื้อ ระหว่างการขนส่งอาหารสัตว์ที่บรรทุกในรถยนต์คันเกิดเหตุอาหารสัตว์เหล่านั้นจึงยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองเนื่องจากโจทก์รวมมีหน้าที่จำต้องส่งมอบอาหารสัตว์ให้ครบจำนวนแก่บริษัทเซนทาโกฟาร์ม จำกัด ผู้ซื้อ โจทก์รวมจึงมีฐานะเป็นผู้เสียหายในเหตุคดีนี้อยู่ด้วยไม่ว่ากรรมสิทธิ์ในอาหารสัตว์ที่โจทก์ร่วมตกลงขายได้โอนไปยังบริษัทเซนทาโกฟาร์ม จำกัด เพราะมีการชั่งน้ำหนักอันเป็นการบ่งตัวทรัพย์สินนั้นออกเป็นทรัพย์สินเฉพาะสิ่งตั้งแต่ต้นทางการขนส่ง โดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460 วรรคแรก แล้วหรือไม่ก็ตาม โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเข้าดำเนินคดีเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้โดยชอบ แม้ขณะเกิดเหตุหากกรรมสิทธิ์ในอาหารสัตว์ดังกล่าวได้โอนไปยังบริษัทเซนทาโกฟาร์ม จำกัด เสียก่อนแล้วโดยผลของกฎหมายอันเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองลักทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทเซนทาโกฟาร์ม จำกัด ขณะอยู่ในความครบครองของโจทก์ร่วมผู้เป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสองซึ่งแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง กรณีก็เป็นข้อแตกต่างที่มิใช่ข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยทั้งสองมิได้หลงข้อต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 83 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ จึงเห็นสมควรไม่วินิจฉัยชี้ชัดลงไปว่ากรรมสิทธิ์ในอาหารสัตว์ที่โจทก์ร่วมครอบครองเพื่อส่งมอบให้แก่บริษัทเซนทาโกฟาร์ม จำกัด ได้โอนไปยังบริษัทเซนทาโกฟาร์ม จำกัด แล้วหรือไม่ เพราะอาจเป็นเรื่องที่คู่สัญญามีข้อตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นแต่ไม่มีการนำข้อเท็จจริงเข้ามาสู่การพิจารณา ทั้งอาจทำให้การสั่งให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่เจ้าของที่แท้จริงมีผลคลาดเคลื่อนจากความจริงได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน แต่ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 4,240 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัทผลิตภัณฑ์อาหารเซ็นทรัล จำกัด
จำเลย — นายสมปอง พูลประสาท กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
องอาจ โรจนสุพจน์
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5850/2550
#413136
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ให้คู่ความฟังวันที่ 26 เมษายน 2549 คู่ความมีสิทธิฎีกาได้ภายใน 1 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาซึ่งจะครบกำหนดฎีกาภายในวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2549 ศาลอนุญาตตามคำร้อง ระยะเวลาที่ขอขยายเริ่มนับในวันรุ่งขึ้นจึงครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 23 มิถุนายน 2549

เมื่อจำเลยเห็นว่าโจทก์ยื่นฎีกาพ้นกำหนดเวลาตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว จำเลยชอบที่จะโต้แย้งเป็นประเด็นมาในคำแก้ฎีกา ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกประเด็นว่าโจทก์ยื่นฎีกาพ้นกำหนดเวลาหรือไม่มาวินิจฉัยได้ หาจำต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาแยกต่างหากมาด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2541 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 80,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยมิได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืน หลังจากได้รับเงินกู้แล้ว จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เลย โจทก์ทวงถามหลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ได้บอกเลิกสัญญากู้ยืมไปยังจำเลยแล้ว ดอกเบี้ยนับแต่วันกู้ยืมถึงวันฟ้องเป็นเวลา 34 เดือน เป็นเงิน 34,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 114,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เพียง 50,000 บาท แต่โจทก์บังคับให้จำเลยเขียนสัญญากู้ 80,000 บาท และโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 8 ต่อเดือน เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วโดยโจทก์เขียนหนังสือรับรองการชำระหนี้ให้แก่จำเลยไว้ด้วย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 114,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543) ไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์และจำเลยฟังเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2549 คู่ความย่อมมีอำนาจฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ซึ่งจะครบกำหนดฎีกาในวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2549 ทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลาฎีกาออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันที่ยื่นคำร้องนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามขอ ระยะเวลาที่ขอขยายออกไปจึงให้เริ่มนับแต่วันที่ยื่นคำร้องคือวันที่ 24 พฤษภาคม 2549 โดยเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2549 และจะครบ 30 วัน ในวันที่ 23 มิถุนายน 2549 ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 23 มิถุนายน 2549 แต่ปรากฏว่าโจทก์เพิ่งมายื่นคำร้องขอให้รับรองฎีกาและยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่พ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งรับฎีกาของโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งไม่รับฎีกานั้น เห็นว่า ในเรื่องนี้จำเลยชอบที่จะโต้แย้งเป็นประเด็นมาในคำแก้ฎีกา ซึ่งจำเลยก็ได้ตั้งประเด็นในเรื่องนี้มาในคำแก้ฎีกาแล้ว จำเลยจะมายื่นคำร้องแยกต่างหากขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับฎีกาหาได้ไม่"

พิพากษายกฎีกาโจทก์ และให้ยกคำร้องของจำเลยเสียด้วย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวารินทร์ โชคสมัย
จำเลย — นายสมชาย ทองปาน
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5848/2550
#268543
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญากู้ยืมเงินข้อ 2 จะระบุให้ดอกเบี้ยเป็นอัตราลอยตัว ซึ่งผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นหรือลดลงได้ตลอดเวลา ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยผู้ให้กู้ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า แต่สัญญาข้อ 11 ระบุว่า ในกรณีที่ผู้กู้ผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ผู้กู้ยอมชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ค้างชำระอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันผิดสัญญาเมื่อไม่ปรากฏว่านับแต่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ถึงวันที่โจทก์บังคับจำนำ โจทก์ได้มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมเงินตามสัญญาข้อ 2 แต่ปรากฏว่าโจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 16.25 ต่อปี เป็นร้อยละ 19 ต่อปี ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว จึงเป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามสัญญาข้อ 11 ซึ่งกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ดอกเบี้ยส่วนที่เพิ่มขึ้นเกินกว่าอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี จึงเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 หากสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

โจทก์บังคับจำนำตั๋วสัญญาใช้เงินโดยคิดเบี้ยปรับย้อนหลังแก่จำเลยที่ 1 ไปถึงวันทำสัญญาก่อนที่จำเลยที่ 1 จะผิดนัดชำระหนี้เป็นเวลา 1 เดือน เป็นการบังคับชำระหนี้เกินไปกว่าความรับผิดที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระ จึงต้องหักเงินเบี้ยปรับส่วนที่เกินดังกล่าวออกจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่โจทก์ด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์โดยจำเลยที่ 2 ภริยาของจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในหนังสือให้ความยินยอมซึ่งมีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมเกี่ยวกับการซื้อและจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และกู้ยืมเงินจากโจทก์ได้โดยไม่คัดค้าน ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมรับรู้หนี้กู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีได้ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวในระหว่างสมรสและจำเลยที่ 2 ให้สัตยาบันในหนี้ดังกล่าวแล้ว จึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้ารับผิดชดใช้เงินตามสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันจำนวน 800,016.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 649,926.91 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่ดินโฉนดเลขที่ 3396, 3409 ตำบลบ้านธิ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ชดใช้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1, ที่ 2, ที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ และจำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงินต้นจำนวน 649,926.91 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 ตุลาคม 2542) ต้องไม่เกิน 117,593.53 บาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3396, 3409 ตำบลบ้านธิ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน พร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1, ที่ 3 ถึงที่ 5 ออกขายทอดตลาดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูกหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1, ที่ 3 ถึงที่ 5 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยที่ 1, ที่ 3 ถึงที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์) โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยในส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 16.25 ต่อปี เป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 2 ระบุว่า ผู้กู้ (จำเลยที่ 1) ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ (โจทก์) ในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี โดยกำหนดชำระเป็นรายเดือนภายในวันที่ 3 ของทุกๆ เดือน งวดแรกชำระวันที่ 3 พฤษภาคม 2541 และอัตราดอกเบี้ยตามสัญญานี้เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งผู้กู้ตกลงและยิมยอมให้ผู้ให้กู้มีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้สูงขึ้นหรือลดลงได้ตลอดเวลา แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยผู้ให้กู้ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ส่วนสัญญาข้อ 11 ระบุว่า ในกรณีที่ผู้กู้ผิดสัญญาไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดเป็นเหตุให้ผู้ให้กู้เรียกร้องให้ผู้กู้ใช้เงินคืนให้แก่ผู้ให้กู้ ผู้กู้ยอมชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ค้างชำระในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันผิดสัญญา เมื่อไม่ปรากฏว่านับแต่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ถึงวันที่โจทก์บังคับจำนำ โจทก์ได้มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมเงินตามสัญญาข้อ 2 แต่ประการใด การที่โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ภายหลังจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จึงเป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามสัญญาข้อ 11 ซึ่งข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ดอกเบี้ยส่วนที่เพิ่มขึ้นเกินกว่าอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลดอัตราดอกเบี้ยในส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 16.25 ต่อปี ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

นอกจากนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์คิดเบี้ยปรับย้อนหลังแก่จำเลยที่ 1 ในขณะที่บังคับจำนำตั๋วสัญญาใช้เงินย้อนหลังไปถึงวันทำสัญญาวันที่ 3 เมษายน 2541 ซึ่งจำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ จึงเป็นการบังคับชำระหนี้เกินไปกว่าความรับผิดที่จำเลย 1 จะต้องชำระเบี้ยปรับให้แก่โจทก์เป็นเวลา 1 เดือน คิดเป็นเงินเบี้ยปรับส่วนเกินจำนวน 1,489.58 บาท จึงต้องหักเงินจำนวนดังกล่าวออกจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่โจทก์ด้วย คงเหลือต้นเงินจำนวน 648,437.33 บาท ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในหนังสือให้ความยินยอม โดยระบุว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมเกี่ยวกับการซื้อและจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และกู้ยืมเงินจากโจทก์ได้โดยไม่คัดค้าน ดังนี้ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมรับรู้หนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีได้ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวในระหว่างสมรสและจำเลยที่ 2 ได้ให้สัตยาบันในหนี้ดังกล่าวแล้ว จึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมกันรับผิดใช้หนี้ดังกล่าวแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 648,437.33 บาท แก่โจทก์ และหากยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิไม่พอชำระ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 วรรคหนึ่ง ม. 1490 (4)
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายชูศักดิ์ อริยะวุฒิกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางจันทนา ตันไชย
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5834/2550
#268792
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาปรับจำเลยทั้งสามคนละไม่เกิน 5,000 บาท การที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอให้ลดโทษปรับ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการกำหนดโทษ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 39 (4)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ และ พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ กับขอให้ริบทรัพย์ของกลางแต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาฯมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้เอง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

โดยสภาพของการกระทำความผิดฐานร่วมกันขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายซึ่งแผ่นวีซีดีคาราโอเกะ แผ่นซีดีเพลงเอ็มพีสาม และแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ อันเป็นงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อการค้า แม้จำเลยทั้งสามไม่มีหรือไม่ใช้แผงเหล็กตั้งสินค้า สมุดบันทึกรายรับรายจ่ายตะกร้า กล่องพลาสติก ถุงพลาสติก ซองพลาสติก และผ้าปูโต๊ะของกลางในการกระทำความผิด จำเลยทั้งสามก็สามารถกระทำความผิดนี้สำเร็จได้ ของกลางเหล่านี้จึงไม่เป็นปัจจัยหลักหรือส่วนสำคัญในการกระทำความผิดดังกล่าว ทั้งสิ่งของเหล่านี้ก็มักจะเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามปกติในร้านค้าที่ขาย เสนอขาย หรือมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าไม่ว่าเป็นสินค้าประเภทใด ข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ชัดแจ้งพอฟังได้ว่า ของกลางดังกล่าวเป็นวัตถุหรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นหลักหรือมีส่วนสำคัญในการกระทำละเมิดต่องานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรง จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดที่ต้องริบเสียทั้งสิ้น ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 75 ส่วนแผ่นซีดีก๊อปปี้ 350 แผ่น ของกลางนั้น ไม่ปรากฏว่ามีงานสร้างสรรค์อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายรวมอยู่ด้วย จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่ใช่สิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดที่ต้องริบตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 75 เช่นกัน

ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต สาระสำคัญของการกระทำความผิดอยู่ที่การไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ดังนั้นแผงเหล็กตั้งสินค้า สมุดบันทึกรายรับรายจ่าย ตะกร้า กล่องพลาสติก ซองพลาสติก ผ้าปูโต๊ะ และแผ่นซีดีก๊อปปี้ของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสามได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานนี้ที่ศาลจะมีอำนาจริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

สิ่งบันทึกเสียงและสิ่งบันทึกภาพและเสียงที่เจ้าพนักงานยึดไว้เป็นของกลางในคดีนี้มีทั้งที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายกับที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายรวมอยู่ด้วย และไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้เงินสด 1,750 บาท ของกลางมาโดยการขายงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายในคดีนี้โดยมีการวางแผนล่อซื้อ จึงไม่ชัดเจนว่าจำเลยทั้งสามได้เงินจำนวนดังกล่าวมาจากการขายงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่เจ้าพนักงานยึดไว้เป็นของกลางในคดีนี้ หรือเป็นเงินที่จำเลยทั้งสามได้มาจากการขายงานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายหรือของผู้อื่นก่อนหน้านี้ ทั้งความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตอยู่ที่จำเลยทั้งสามไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้เพื่อประกอบกิจการดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานนี้ ดังนั้นแม้เงินที่จำเลยทั้งสามได้รับมาเป็นค่าตอบแทนการให้เช่าแลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ตามฟ้อง ก็ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสามได้มาโดยการกระทำความผิดฐานนี้ จึงไม่อาจริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (2) เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 5, 28, 31, 69, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 และสั่งให้แผ่นซีดีและวีซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของกลางรวมทั้งสิ้น 96 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ สั่งจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ กับริบของกลางอื่น

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง พระราชบัญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย) การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ปรับคนละ 60,000 บาท ฐานร่วมกันประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับคนละ 2,000 บาท รวมปรับคนละ 62,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 31,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ซีดีและวีซีดีของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 96 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอให้ลงโทษปรับสถานเบาในความผิดทั้งสองฐานนั้น เห็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาปรับจำเลยทั้งสามคนละไม่เกิน 5,000 บาท การที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอให้ลดโทษปรับเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการกำหนดโทษของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 39 (4) จึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนในความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยการนำแผ่นวีซีดีเพลงคาราโอเกะ แผ่นซีดีเพลงเอ็มพีสาม และแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้านั้น เห็นว่า แผ่นซีดีและวีซีดีของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมีจำนวนไม่มาก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษปรับจำเลยทั้งสามในความผิดฐานนี้คนละ 60,000 บาท ก่อนลดโทษนั้นหนักเกินไปไม่เหมาะสมแก่สภาพความผิด จึงสมควรลดโทษปรับเป็นอัตราขั้นต่ำสุดที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติ คือปรับคนละ 50,000 บาท อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ตามฟ้องของผู้เสียหาย โดยการนำแผ่นวีซีดีเพลงคาราโอเกะ แผ่นซีดีเพลงเอ็มพีสาม และแผ่นวีซีดีซีดีภาพยนตร์ซึ่งมีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า โดยจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์และไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย และจำเลยทั้งสามร่วมกันประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ โดยร่วมกันทำเป็นธุรกิจและได้รับประโยชน์ตอบแทน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนและไม่ใช่กรณีที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามกฎหมาย กับขอให้ริบของกลางซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้เพื่อใช้และได้ใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้อง คือ แผงเหล็กตั้งสินค้า 1 แผง สมุดบันทึกรายรับรายจ่าย 1 เล่ม ตะกร้าวางแผ่นซีดี 4 อัน กล่องพลาสติก 1 กล่อง ถุงพลาสติก 1 แพ็ก ซองพลาสติกสำหรับใส่แผ่นซีดี 22 ซอง ผ้าปูโต๊ะ 2 ผืน และแผ่นซีดีก๊อปปี้ 350 แผ่น และทรัพย์ที่จำเลยทั้งสามได้มาโดยได้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง คือเงินสด 1,750 บาท แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางเหล่านี้ คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้เองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ปัญหาว่าจะริบของกลางตามฟ้องที่โจทก์ขอมาได้หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่การริบของกลางตามฟ้องได้นั้น จะต้องได้ความชัดแจ้งตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสามได้ใช้หรือมีของกลางนั้นไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามคือการร่วมกันนำแผ่นวีซีดีคาราโอเกะ แผ่นซีดีเพลงเอ็มพีสาม และแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธ์ของผู้เสียหายออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อการค้าซึ่งโดยสภาพของการกระทำความผิดฐานนี้ แม้จำเลยทั้งสามไม่มีหรือไม่ใช้แผงเหล็กตั้งสินค้าสมุดบันทึกรายรับรายจ่าย ตะกร้า กล่องพลาสติก ถุงพลาสติก ซองพลาสติก และผ้าปูโต๊ะของกลางในการกระทำความผิด จำเลยทั้งสามก็สามารถกระทำความผิดนี้สำเร็จได้ของกลางเหล่านี้จึงไม่เป็นปัจจัยหลักหรือส่วนสำคัญในการกระทำความผิดดังกล่าวทั้งสิ่งของเหล่านี้ก็มักจะเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามปกติในร้านค้าที่ขาย เสนอขาย หรือมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าไม่ว่าเป็นสินค้าประเภทใด ข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ชัดแจ้งพอฟังได้ว่า ของกลางดังกล่าวเป็นวัตถุหรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นหลักหรือมีส่วนสำคัญในการกระทำละเมิดต่องานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรง จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดที่ต้องริบเสียทั้งสิ้น ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ส่วนแผ่นซีดีก๊อปปี้ 350 แผ่น ไม่ปรากฏว่าแผ่นซีดีก๊อปปี้ดังกล่าวมีงานสร้างสรรค์อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายรวมอยู่ด้วยจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าที่โจทก์ฟ้อง ดังนั้นแผ่นซีดีก๊อปปี้ดังกล่าวจึงไม่ใช่สิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดที่ต้องริบเสียทั้งสิ้น ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 และแผ่นซีดีก๊อปปี้ดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสามได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า และเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตที่ศาลมีอำนาจริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1)

สิ่งบันทึกเสียงและสิ่งบันทึกภาพและเสียงที่เจ้าพนักงานยึดไว้เป็นของกลางในคดีนี้มีทั้งสิ่งบันทึกเสียงและสิ่งบันทึกภาพและเสียงที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายกับที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายรวมอยู่ด้วย และไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้เงินสดจำนวน 1,750 บาท ของกลางมาโดยการขายเพลง งานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายในคดีนี้โดยมีการวางแผนล่อซื้อแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์จึงไม่ชัดเจนว่าจำเลยทั้งสามได้เงินจำนวนดังกล่าวมาจากการร่วมกันขาย งานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและเจ้าพนักงานได้ยึดไว้เป็นของกลางในคดีนี้ หรือเป็นเงินที่จำเลยทั้งสามได้มาจากการขายงานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายหรือของผู้อื่นก่อนหน้านี้ ทั้งความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดอยู่ที่จำเลยทั้งสามไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน เทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้เพื่อประกอบกิจการดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานนี้ ดังนั้นแม้เงินที่จำเลยทั้งสามได้รับมาเป็นค่าตอบแทนการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ตามฟ้องก็ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสามได้มาโดยการกระทำความผิดฐานนี้ จึงไม่อาจริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (2) เช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยการนำงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกขาย เสนอขาย และไว้เพื่อหากำไรในทางการค้าเป็นเงินคนละ 50,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 25,000 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับในความผิดฐานร่วมกันประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว คงปรับคนละ 26,000 บาท ให้ยกคำขอริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 186 (9) ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 75
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 39 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายพรเทพ สุดการงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิรุฬห์ แย้มละมาย
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5831/2550
#410853
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในใบตราส่งช่องลายมือชื่อของผู้ขนส่งที่มุมขวาด้านล่างจะใช้คำว่า VIRGO LINE by LEO TRANSPORT CORPORATION LTD. AS AGENT FOR THE CARRIER ซึ่งแปลได้ความว่าโจทก์ในฐานะตัวแทนเพื่อ VIRGO LINE ผู้ขนส่ง แต่ใบตราส่งนี้เป็นเพียงหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเล ไม่ใช่ตัวสัญญารับขนของทางทะเล และสัญญารับขนของทางทะเลไม่มีแบบ โจทก์จึงสามารถนำพยานบุคคลมาสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารนี้ได้ว่าโจทก์รับขนของทางทะเลโดยใช้ชื่อในการประกอบกิจการว่า VIRGO LINE อันเป็นชื่อทางการค้าหรือเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และโจทก์ใช้เป็นชื่อในการออกใบตราส่งให้แก่ผู้ส่ง ดังนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทางทะเลมีสิทธิเรียกค่าระวางและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขนส่งจากจำเลยที่ 1 และที่ 2

ส่วนจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบธุรกิจค้าขายตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 โดยร่วมขายสินค้าและติดต่อว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ขนส่งกับชำระค่าจ้างขนส่งและค่าดำเนินการต่างๆ ทั้งเป็นผู้ชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขนส่งโดยชำระด้วยเช็คส่งมอบให้โจทก์ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คทั้ง 6 ฉบับ จึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นและยังต้องรับผิดในฐานะเป็นผู้ส่งร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจ้างโจทก์ขนส่งสินค้าทางทะเลดังที่โจทก์นำสืบด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันว่าจ้างโจทก์ให้จัดส่งสินค้าของจำเลยทั้งสามไปส่งมอบให้ผู้ซื้อในประเทศแคนาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี รวม 4 เที่ยว ตกลงชำระค่าระวางการขนส่งและค่าใช้จ่ายต่างๆ เกี่ยวกับการขนส่งแบบ FREIGHT PREPAID คือเรียกเก็บจากจำเลยผู้ส่งที่ต้นทางเมื่อโจทก์ส่งสินค้าไปแล้ว และว่าจ้างโจทก์จัดส่งสินค้าไปให้ผู้ซื้อในประเทศเนเธอร์แลนด์ รวม 4 เที่ยว ตกลงชำระค่าระวางขนส่งแบบ FREIGHT COLLECT คือ เรียกเก็บจากผู้รับตราส่งที่ปลายทาง ส่วนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขนส่งเรียกเก็บจากจำเลยทั้งสาม โจทก์จัดส่งสินค้าทุกเที่ยวให้เรียบร้อยแล้ว จึงส่งใบเรียกเก็บเงินไปเรียกเก็บจากจำเลยที่ 1 รวมทั้งหมด 599,551 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสามชำระเงินค่าระวางการขนส่งและค่าใช้จ่ายดังกล่าวแก่โจทก์ด้วยเช็ค 6 ฉบับ มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้สั่งจ่าย ครั้นเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์เรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสาม โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามเช็ครวม 599,551 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับจนถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 621,629.62 บาท และร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวในต้นเงิน 599,551 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 302,058.30 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มอบหมายให้โจทก์จัดส่งสินค้าประเภทหัตถกรรมไม้แกะสลัก และของประดับบ้านที่ทำด้วยหัตถกรรมไปส่งให้ผู้ซื้อในต่างประเทศ คือประเทศแคนาดา 1 เที่ยว ประเทศสหรัฐอเมริกา 2 เที่ยว และประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี 1 เที่ยวตกลงให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขนส่งให้แก่โจทก์ ณ ต้นทาง ตามสำเนาใบตราส่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ได้ชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขนส่งดังกล่าวต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 มอบหมายโจทก์ให้ขนส่งสินค้าประเภทดังกล่าวไปให้ผู้ซื้อที่ประเทศเนเธอร์แลนด์อีก 4 เที่ยว โดยตกลงให้โจทก์เรียกเก็บค่าระวางจากผู้ซื้อ ณ ปลายทาง แต่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขนส่งจากจำเลยตามสำเนาใบตราส่ง โจทก์ได้จัดส่งสินค้าให้เรียบร้อยแล้ว และเรียกเก็บเงินค่าระวางและค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 รวมเป็นเงิน 599,551 บาท ตามใบเรียกเก็บเงิน จำเลยที่ 3 ได้ออกเช็คชำระหนี้ให้ 6 ฉบับ รวมเป็นเงิน 599,551 บาท แต่เมื่อโจทก์เรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏเสธการจ่ายเงินตามเช็คทุกฉบับตามเช็ค สำเนาเช็ค ใบคืนเช็ค และสำเนาใบคืนเช็ค โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้ขนส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในเที่ยวตามใบตราส่งหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพนักงานของโจทก์เป็นพยานและเบิกคความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทางทะเลและทางอื่นๆ โดยใช้ชื่อในการประกอบกิจการรับขนส่งทางทะเลว่า VIRGO LINE อันเป็นเชื่อทางการค้าหรือเครื่องหมายทางการค้าของโจทก์ และโจทก์ใช้ชื่อดังกล่าวเป็นชื่อในการออกใบตราส่งให้แก่ผู้ส่ง จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ประกอบกิจการส่งออกสินค้าหัตถกรรมดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบกิจการด้วยจำเลยทั้งสามโดยจำเลยที่ 3 ติดต่อว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าพิพาทไปส่งมอบให้ผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยจำเลยที่ 3 ตกลงจะชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขนส่งให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นการให้ถ้อยคำยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้ขนส่งสินค้าของจำเลยทางทะเลทุกเที่ยวตามฟ้อง แม้ในใบตราส่งช่องลายมือชื่อของผู้ขนส่งที่มุมขวาด้านล่างจะใช้คำว่า VIRGO LINE by LEO TRANSPORT CORPORATION LTD. AS AGENT FOR THE CARRIER ซึ่งแปลได้ความว่าโจทก์ในฐานะตัวแทนเพื่อ VIRGO LINE ผู้ขนส่ง แต่ใบตราส่งนี้เป็นเพียงหลักกฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเล ไม่ใช่ตัวสัญญารับขนของทางทะเล และสัญญารับขนของทางทะเลไม่มีแบบ โจทก์จึงสามารถนำพยานบุคคลมาสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารนี้ได้ว่าโจทก์รับขนของทางทะเลโดยใช้ชื่อในการประกอบกิจการว่า VIRGO LINE อันเป็นชื่อทางการค้าหรือเครื่องหมายทางการค้าของโจทก์ และโจทก์ใช้เป็นชื่อในการออกใบตราส่งให้แก่ผู้ส่งอันเป็นการนำสืบว่าโจทก์ คือ VIRGO LINE ผู้ขนส่ง และโจทก์ไม่ได้ออกใบตราส่งในฐานะตัวแทนของ VIRGO LINE ผู้ขนส่งและตามแบบฟอร์มใบตราส่งซึ่งเป็นแบบฟอร์มเดียวกับใบตราส่งก็ปรากฏว่าได้ให้คำนิยามคำว่า "Virgo Line" เป็นภาษาอังกฤษซึ่งแปลได้ความว่า "คำนี้ที่กล่าวไว้ด้านหน้าของใบตราส่งว่าเป็นผู้ขนส่งนั้น หมายถึงห้างหุ้นส่วนจำกัดลีโอ ทรานสปอร์ต คอร์ปอเรชั่น" ซึ่งก็คือโจทก์ นอกจากนี้ยังปรากฏว่า หลังจากโจทก์กับฝ่ายจำเลยตกลงพัการชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขนส่งที่เรียกเก็บในการขนส่ง 4 เที่ยวแรก ตามใบเรียกเก็บเงินฝ่ายจำเลยยังว่าจ้างโจทก์ให้จัดการขนส่งสินค้าอีกหลายครั้งติดต่อกันเรื่อยมา โดยโจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 3 ได้ชำระเงินค่าระวางและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขนส่งให้แก่โจทก์ตลอดมา จนกระทั่งมาว่าจ้างให้ขนส่งอีก 4 เที่ยวไปประเทศเนเธอร์แลนด์ก็ตกลงกันว่าฝ่ายจำเลยจะชำระค่าระวางและค่าใช้จ่าย 4 เที่ยวแรกที่พักการชำระไว้ให้แก่โจทก์พร้อมกับชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขนส่ง 4 เที่ยวนี้ด้วย อันเป็นการแสดงว่าจำเลยทั้งสามยอมรับว่าโจทก์เป็นผู้ขนส่ง จึงยอมชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายให้แก่โจทก์มาโดยตลอด เพิ่งจะไม่ชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขนส่ง 4 เที่ยวไปประเทศเนเธอร์แลนด์กับค่าระวางและค่าใช้จ่าย 4 เที่ยวแรกที่พักการชำระไว้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทางทะเลตามใบตราส่ง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าระวางและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขนส่งจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามใบตราส่งทั้งสองฉบับนี้ตามใบเรียกเก็บเงิน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินค่าระวางและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขนส่งทุกเที่ยวให้แก่โจทก์ด้วยหรือไม่ จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบธุรกิจค้าขายตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 โดยร่วมขายสินค้าและติดต่อว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ขนส่งกับชำระค่าจ้างขนส่งและค่าดำเนินการต่างๆ ทั้งเป็นผู้ชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขนส่ง โดยชำระด้วยเช็คส่งมอบให้โจทก์ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คทั้งหกฉบับ จำเลยที่ 3 ก็ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900, มาตรา 988 (7) เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งหกฉบับ จำเลยทั้งสามย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ นอกจากนี้จำเลยที่ 3 ยังต้องรับผิดในฐานะเป็นผู้ส่งมอบร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจ้างโจทก์ขนส่งสินค้าทางทะเลดังที่โจทก์นำสืบด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 599,551 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 100,000 บาท 100,000 บาท 100,000 บาท 100,000 บาท 100,000 บาท และ 99,551 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2548 วันที่ 30 มีนาคม 2548 วันที่ 31 มีนาคม 2548 วันที่ 8 มิถุนายน 2548 วันที่ 8 มิถุนายน 2548 และวันที่ 4 กรกฎาคม 2548 จนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 2 พฤศจิกายน 2548) ต้องไม่เกินจำนวน 5,486.30 บาท 4,294.52 บาท 4,273.97 บาท 2,856.16 บาท 2,856.16 บาท และ 2,311.49 บาท ตามลำดับ ตามที่โจทก์ขอ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 ม. 988 (7)
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลีโอ ทรานสปอร์ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เค.วี.ที. คาร์โก้ เซอร์วิส กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5829/2550
#410614
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองว่าจ้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ก่อสร้างถนน และระบบระบายน้ำ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ได้ซื้อเชื่อวัสดุก่อสร้าง และรับเงินยืมทดรองจ่ายไปจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในการสร้างรวมเป็นเงิน 778,240 บาท ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ได้โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าก่อสร้างงวดที่ 1 มูลค่า 800,000 บาท ให้แก่โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ย่อมหมดสิทธิที่จะรับเงินตามสัญญาจ้างทันที จำเลยทั้งสองต้องชำระหนี้ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้โดยตรง ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ไม่มีสิทธิระงับไม่ให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินให้โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่อาจบอกปัดความรับผิดโดยอ้างว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. มีหนังสือไปถึงจำเลยทั้งสองให้ระงับการจ่ายเงินไว้ก่อนอันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจรับเงินตามที่โจทก์มีสิทธิที่จะรับได้ ถือว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดประกอบกิจการจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2548 จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะนายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ตกลงทำสัญญาว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธาก่อสร้างถนนระยะทาง 2.5 กิโลเมตร พร้อมระบบระบายน้ำในโครงการหมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยวโอทอป วิลเลจโดยตกลงค่าจ้างรวมเป็นเงิน 2,418,000 บาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธาได้ซื้อเชื่อวัสดุก่อสร้างและรับเงินยืมทดรองจ่ายไปจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างถนน รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 778,240 บาท หากผิดนัดยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2548 ห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธาได้โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าก่อสร้างงวดที่ 1 มูลค่า 800,000 บาท ให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ทราบเป็นหนังสือแล้วโดยจำเลยที่ 2 ได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือตอบกลับมายังโจทก์ ต่อมาเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธาก่อสร้างถนนเสร็จและส่งมอบงานให้จำเลยทั้งสองครบถ้วน โจทก์จึงได้ติดตามทวงถามขอรับเงินค่าก่อสร้างตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องจากจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยที่ 2 ปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 813,315.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องและเอกสารแนบท้ายฟ้องแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายและเป็นกรณีโจทก์ไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 พิพากษาให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธาก่อสร้างถนนและระบบระบายน้ำในโครงการหมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยว ห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธาได้ซื้อเชื่อวัสดุก่อสร้างและรับเงินยืมทดรองจ่ายไปจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้าง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 778,240 บาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธาจึงได้โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าก่อสร้างงวดที่ 1 มูลค่า 800,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ทราบเป็นหนังสือจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือตอบรับการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว เห็นว่า การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธาโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์รับเงินงวดค่าก่อสร้างเพื่อเป็นการชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างและเงินยืมทดรองจ่ายที่ห้างฯ ดังกล่าวค้างชำระแก่โจทก์ โจทก์ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือตอบรับการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นแล้วตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 7 เช่นนี้ห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธาผู้โอนย่อมหมดสิทธิที่จะรับเงินตามสัญญาจ้างทันที จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้โดยตรง ห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธาไม่มีสิทธิจะมาระงับไม่ให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินให้โจทก์ โจทก์ชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองโดยตรง จำเลยทั้งสองไม่อาจบอกปัดความรับผิดโดยอ้างว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธามีหนังสือไปถึงจำเลยทั้งสองให้ระงับการจ่ายเงินไว้ก่อนอันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจรับเงินตามที่โจทก์มีสิทธิที่จะรับได้ ถือว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาในชั้นตรวจคำฟ้องโดยให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดจำนวน 813,315.07 บาท คดีนี้มีทุนทรัพย์จำนวนดังกล่าวซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล (ในศาลชั้นต้น) จำนวน 20,332.50 บาท แต่โจทก์เสียมาเพียง 20,332 บาท จึงขาดไป 50 สตางค์ จึงเห็นควรให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนด้วย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หากโจทก์ชำระแล้วให้รับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 308
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดธเนศค้าวัสดุก่อสร้าง (1994)
จำเลย — จังหวัดแม่ฮ่องสอน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5829/2550
#410850
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ก่อสร้างถนน และระบบระบายน้ำในโครงการหมู่บ้าน ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ได้ซื้อเชื่อวัสดุก่อสร้างและรับเงินยืมทดรองจ่ายไปจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้าง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 778,240 บาท ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จึงได้โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าก่อสร้างมูลค่า 800,000 บาท ให้แก่โจทก์ เพื่อเป็นการชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างและเงินยืมทดรองจ่ายที่ค้างชำระแก่โจทก์ โจทก์ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือตอบรับการโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ผู้โอนย่อมหมดสิทธิที่จะรับเงินตามสัญญาจ้างทันที จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้โดยตรง ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ไม่มีสิทธิจะมาระงับไม่ให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินให้โจทก์ โจทก์ชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองโดยตรง การที่จำเลยทั้งสองบอกปัดความับผิดโดยอ้างว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. มีหนังสือไปถึงจำเลยทั้งสองให้ระงับการจ่ายเงินไว้ก่อนอันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจรับเงินตามที่โจทก์มีสิทธิที่จะรับได้ ถือว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 813,315.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายและเป็นกรณีโจทก์ไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 พิพากษาให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธาก่อสร้างถนน และระบบระบายน้ำในโครงการหมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยว ห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธาได้ซื้อเชื่อวัสดุก่อสร้างและรับเงินยืมทดรองจ่ายไปจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้าง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 778,240 บาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธาจึงได้โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าก่อสร้างงวดที่ 1 มูลค่า 800,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ทราบเป็นหนังสือ จำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือตอบรับการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว เห็นว่า การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่แควการโยธาโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์รับเงินงวดค่าก่อสร้าง เพื่อเป็นการชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างและเงินยืมทดรองจ่ายที่ห้างฯ ดังกล่าวค้างชำระแก่โจทก์ โจทก์ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือตอบรับการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว เช่นนั้น ห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธาผู้โอนย่อมหมดสิทธิที่จะรับเงินตามสัญญาจ้างทันที จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้โดยตรง ห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธาไม่มีสิทธิจะมาระงับไม่ให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินให้โจทก์ โจทก์ชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองโดยตรง จำเลยทั้งสองไม่อาจบอกปัดความรับผิดโดยอ้างว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธามีหนังสือไปถึงจำเลยทั้งสองให้ระงับการจ่ายเงินไว้ก่อนอันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจรับเงินตามที่โจทก์มีสิทธิที่จะรับได้ ถือว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาในชั้นตรวจคำฟ้องโดยให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดจำนวน 813,315.07 บาท คดีนี้จึงมีทุนทรัพย์จำนวนดังกล่าวซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล (ในศาลชั้นต้น) จำนวน 20,332.50 บาท แต่โจทก์เสียมาเพียง 20,332 บาท จึงขาดไป 50 สตางค์ จึงเห็นควรให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนด้วย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หากโจทก์ชำระแล้วให้รับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดธเนศค้าวัสดุก่อสร้าง (1994)
จำเลย — จังหวัดแม่ฮ่องสอน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ