คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6014/2550
#411131
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุเวลากระทำผิด แต่จำเลยเป็นพนักงานอัยการก็เห็นได้ว่าหมายถึงระหว่างเวลาปฏิบัติราชการตามปกตินั่นเอง ซึ่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ดำเนินการเกี่ยวกับคดีของโจทก์ข้างต้นในวันเวลาใด เพราะจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับคดีของโจทก์ดังกล่าวด้วยตนเอง คำฟ้องของโจทก์มีรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าใจข้อหาได้ดี เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและขอแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 157 และ 200

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 200 ประกอบมาตรา 83 เฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2542 โจทก์ได้ปฏิบัติตามหน้าที่เข้าจับกุมบุคคลผู้มีชื่อซึ่งเปิดกิจการร้านอาหารครัวเทคที่เปิดโดยไม่ได้รับอนุญาตและเปิดเกินเวลาได้ถูกจ่าสิบตำรวจปรีชาขัดขวางและใช้อาวุธปืนจะยิงโจทก์ โจทก์และสิบตำรวจตรีโกวิทย์ได้ใช้อาวุธปืนยิงจ่าสิบตำรวจปรีชาเป็นการป้องกัน จ่าสิบตำรวจปรีชาถึงแก่ความตาย พนักงานสอบสวนได้ทำสำนวนชันสูตรพลิกศพที่ ช. 1/2542 ส่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2542 ซึ่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับแล้วมีหน้าที่ต้องร้องต่อศาลเพื่อทำการไต่สวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 วรรคสาม แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนในคดี ช. 1/2542 ทำสำนวนคดีอาญาสามัญให้โจทก์เป็นผู้ต้องหาส่งให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 พิจารณาและพนักงานสอบสวนได้ทำสำนวนคดีอาญาสามัญส่งให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2542 เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับสำนวนแล้วได้สมคบกันกระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา โดยได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 342/2542 ต่อศาลจังหวัดพังงาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2542 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องถูกควบคุมตัวและถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำผิดซึ่งได้แก่วันที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับสำนวนชันสูตรพลิกศพที่ ช. 1/2542 จากพนักงานสอบสวนแล้วไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 วรรคสาม สืบเนื่องไปถึงวันที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนในคดีชันสูตรพลิกศพที่ ช. 1/2542 ทำสำนวนคดีอาญาสามัญให้โจทก์เป็นผู้ต้องหา และวันที่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนคดีอาญาให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้วจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้สมคบกันกระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบกลั่นแกล้งฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาสามัญเพื่อให้โจทก์รับโทษทางอาญา โดยคำฟ้องของโจทก์ได้ระบุวันที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นฟ้องโจทก์ไว้ในคำฟ้องของโจทก์ด้วย คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าใจได้ว่า โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำผิดตามวันดังกล่าวสืบเนื่องกันมาตามที่โจทก์ได้ระบุในคำฟ้องแล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุเวลากระทำผิด ก็เห็นได้ว่าหมายถึงระหว่างเวลาปฏิบัติราชการตามปกตินั่นเอง ซึ่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ดำเนินการเกี่ยวกับคดีของโจทก์ข้างต้นในวันเวลาใด เพราะจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับคดีของโจทก์ดังกล่าวด้วยตนเอง คำฟ้องของโจทก์มีรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าใจข้อหาได้ดี เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในส่วนคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่เกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 200 ประกอบมาตรา 83 ให้คงประทับฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาความผิดฐานดังกล่าวไว้ตามคำสั่งศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตำรวจเอกประสิทธิ์ สุวรรณโณ
จำเลย — นายสุชาติ ไตรประสิทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายสัมพันธ์ พิทักษ์แท้
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายนุรักษ์ มาประณีต
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6012/2550
#410616
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 1 โดยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อบุคคลภายนอกแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก จึงเป็นการประกันภัยค้ำจุนตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บริษัท ซ. ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ทำการขนส่งสินค้าของบริษัท ซ. ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับโจทก์โดยรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว แม้โจทก์จะไม่ได้เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 3 และตามกรมธรรม์ไม่ได้ระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยย่อมต้องรับผิดในนามของจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยเพื่อวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บริษัท ซ. ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิจากบริษัท ซ. ชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 3 โดยตรงตามมาตรา 887

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้า มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งต้องรับผิดในบรรดาหนี้สินของจำเลยที่ 1 ไม่มีจำกัดจำนวน จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยความรับผิดในการประกอบธุรกิจบริการรถรับจ้างขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อบุคคลภายนอกที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน 2545 จนถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2546 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2545 บริษัทซีอาร์ที ดิสเพลย์ เทคโนโลยี จำกัด ได้เอาประกันภัยแบบเปิดไว้ต่อโจทก์ โดยโจทก์สัญญาว่า ในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 โจทก์จะให้ความคุ้มครองความเสียหายของสินค้าที่บริษัทดังกล่าวส่งออกไปขายต่างประเทศ หากสินค้าของบริษัทดังกล่าวได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งตั้งแต่สินค้าออกจากโกดังของบริษัทดังกล่าวในประเทศไทยจนกระทั่งสินค้าถึงโกดังของผู้ซื้อในต่างประเทศ โจทก์จะชดใช้ความเสียหายให้ตามจำนวนความเสียหายที่แท้จริง แต่ไม่เกินวงเงินที่เอาประกันภัยในการขนสินค้าแต่ละเที่ยวตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลแบบเปิด ในการขนส่งสินค้าแต่ละเที่ยว บริษัทดังกล่าวจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่โจทก์จะได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยเฉพาะรายเที่ยวการขนส่งครั้งนั้นให้แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2545 บริษัทดังกล่าวได้แจ้งให้โจทก์ทราบและขอเอาประกันภัยทรัพย์ของตน คือ หลอดภาพโทรทัศน์ ขนาด 15 นิ้ว จำนวน 96 ไม้รองสินค้า ในการนี้โจทก์สัญญาว่า หากสินค้าได้รับความเสียหายหรือสูญหายไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ตั้งแต่สินค้าออกจากโกดังของบริษัทดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ไปจนถึงโกดังของผู้ซื้อที่เมืองยันเทียน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โจทก์จะชดใช้ความเสียหายให้ภายในวงเงินจำนวน 155,010.25 ดอลลาร์สหรัฐหรือคิดเป็นเงินไทยจำนวน 6,738,295.13 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐละ 43.47 บาท) เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 บริษัทดังกล่าวได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าวจำนวน 1 ตู้สินค้า บรรจุหลอดภาพโทรทัศน์จำนวน 2,016 หลอดจากโรงงานไปยังท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 1 ตกลงรับจ้างโดยใช้รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-1474 ระยอง และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-6287 ชลบุรี มีนายวิรัตน์ หนองใหญ่ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ นายวิรัตน์ได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวแล่นไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 7 จากอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง มุ่งหน้าไปท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อรถยนต์คันดังกล่าวแล่นไปถึงปากทางเข้าท่าเรือแหลมฉบับ นายวิรัตน์ได้ขับรถด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะการณ์เช่นว่านั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และนายวิรัตน์อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ กล่าวคือ นายวิรัตน์จะต้องขับรถยนต์โดยไม่ใช้ความเร็วสูงเนื่องจากรถยนต์บรรทุกหนัก โดยต้องใช้ความเร็วให้เหมาะสมกับสภาพของรถยนต์บรรทุกในขณะนั้น และเมื่อมีเหตุจำเป็นต้องจอดรถจะต้องสามารถจอดรถได้โดยปลอดภัย แต่ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังของนายวิรัตน์ นายวิรัตน์หาได้ขับรถในลักษณะดังกล่าวไม่ โดยนายวิรัตน์ขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและไม่เหมาะสมกับสภาพรถยนต์บรรทุกหนัก เมื่อรถยนต์แล่นไปถึงบริเวณแยกบ้านทุ่ง ในขณะนั้นถนนด้านที่นายวิรัตน์ขับรถไปให้สัญญาณไฟจราจรสีแดง ซึ่งนายวิรัตน์จะต้องหยุดรถยนต์คันที่ตนขับ ปรากฏว่าในขณะนั้นมีรถยนต์คันอื่นจอดติดสัญญาณไฟจราจรสีแดงอยู่ นายวิรัตน์ไม่สามารถหยุดรถได้ เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นเนินลงสะพานและรถยนต์ที่นายวิรัตน์ขับแล่นมาด้วยความเร็วสูง นายวิรัตน์จึงหักพวงมาลัยหลบลงไหล่ถนนด้านซ้าย ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวพลิกตะแคงข้างถนนเป็นเหตุให้ตู้สินค้าและหลอดภาพโทรทัศน์ที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้าได้รับความเสียหาย 2,016 หลอด ความเสียหายของสินค้าดังกล่าวเกิดขึ้นจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของนายวิรัตน์ผู้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างจึงต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างซึ่งได้กระทำไปในทางการที่จ้าง และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ผู้มีความรับผิดตามกฎหมายในภาระหนี้สินของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวน ต้องร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหายกับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยความรับผิดของจำเลยที่ 1 ย่อมต้องร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหายแก่บริษัทดังกล่าวด้วย เพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหาย บริษัทดังกล่าวได้นำซากหลอดภาพโทรทัศน์ดังกล่าวทั้งหมดออกประมูลขายทอดตลาด ปรากฏว่าสามารถขายซากหลอดภาพได้เป็นเงิน 60,000 บาท บริษัทดังกล่าวได้เรียกร้องให้โจทก์ชดใช้ความเสียหายตามสัญญาประกันภัยเป็นเงิน 2,211,376.24 บาท โจทก์พิจารณาแล้วเห็นว่า ความเสียหายเกิดขึ้นจากการขนส่งและเกิดขึ้นก่อนส่งมอบสินค้าที่ปลายทางซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยมีผลคุ้มครอง และรายการความเสียหายที่เรียกร้องมาดังกล่าวเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์จึงใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทดังกล่าวเป็นเงิน 2,211,376.24 บาท เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2546 โจทก์จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิในอันที่จะเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยทั้งสาม ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ติดตามเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งว่าให้ไปเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยของตนแทน เมื่อโจทก์ไปเรียกร้องจากจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 กลับปฏิเสธความรับผิด ไม่ยอมชดใช้ความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,211,376.24 บาท นับแต่วันที่โจทก์ได้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทน คือวันที่ 26 มิถุนายน 2546 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ คิดจนถึงวันฟ้องรวมเวลา 141 วัน เป็นดอกเบี้ย 64,067.32 บาท รวมเงินต้นกับดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 2,275,445.56 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 2,275,445.56 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,211,376.24 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วน

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 2,275,445.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 2,221,376.24 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ได้รับประกันภัยสินค้าคือ หลอดภาพโทรทัศน์ 2,016 หลอด ในวงเงิน 6,738,295.13 บาท ไว้ต่อบริษัทซีอาร์ที ดิสเพลย์ เทคโนโลยี จำกัด โดยคุ้มครองสินค้าที่ขนส่งตั้งแต่สินค้าออกจากโกดังของบริษัทดังกล่าวในประเทศไทยจนกระทั่งสินค้าถึงโกดังของผู้ซื้อในต่างประเทศตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบเปิดและกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าเฉพาะรายเที่ยวเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ต่อมาในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 บริษัทดังกล่าวได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าวจำนวน 1 ตู้สินค้า จากโรงงานของบริษัทดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 1 ตกลงรับจ้างโดยใช้รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-1474 ระยอง และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-6287 ชลบุรี มีนายวิรัตน์ หนองใหญ่ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับและจำเลยที่ 1 ได้เอาประกันภัยความรับผิดสำหรับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-1474 ระยอง ไว้ต่อจำเลยที่ 3 ระยะเวลา 1 ปี เริ่มวันที่ 20 มิถุนายน 2545 สิ้นสุดวันที่ 20 มิถุนายน 2546 ตามตารางกรมธรรม์เอกสารหมาย จ.20 วันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 นายวิรัตน์ได้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อทำให้รถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวแล่นลงไหล่ทางที่บริเวณปากทางเข้าท่าเรือแหลมฉบัง รถยนต์บรรทุกพลิกตะแคง เป็นเหตุให้สินค้าที่บรรจุมาได้รับความเสียหายและโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยแล้ว โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยทั้งสาม คดีในส่วนที่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่อุทธรณ์คดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ว่าจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า สัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามเอกสารแนบท้ายตารางกรมธรรม์เอกสารหมาย จ.20 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ดังกล่าวได้ระบุได้ความว่า กรมธรรม์ฉบับนี้คุ้มครองถึงความเสียหายของสินค้าของบุคคลอื่นที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้าซึ่งผู้เอาประกันภัยได้รับว่าจ้างให้ทำการขนส่งโดยรถยนต์บรรทุกของผู้เอาประกันตามหมายเลขทะเบียนที่ระบุไว้คือรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-1474 ระยอง ดังกล่าว โดยจำกัดความรับผิดสำหรับสินค้าและตู้สินค้าในวงเงิน 3,000,000 บาท ต่อเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง ทั้งตามตารางกรมธรรม์ดังกล่าวก็ระบุได้ชัดว่าประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกสำหรับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-1474 ระยอง แสดงว่าจำเลยที่ 3 รับประกันภัยไว้จากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อบุคคลภายนอกแทนจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัย ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกการประกันภัยดังกล่าวจึงเป็นการประกันภัยค้ำจุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้โจทก์จะไม่ได้เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 3 และตามกรมธรรม์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่ได้ระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ก็ตาม แต่เมื่อการประกันภัยดังกล่าวเป็นการประกันภัยค้ำจุน และความเสียหายนั้นมีจำนวนไม่เกินวงเงินที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชอบ จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยย่อมต้องรับผิดในนามของจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บริษัทซีอาร์ที ดิสเพลย์ เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ทั้งบริษัทซีอาร์ที ดิสเพล เทคโนโลยี จำกัด บุคคลผู้เสียหายชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามที่ตนควรจะได้นั้นจากจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยโดยตรงตามมาตรา 887 ดังกล่าว ที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าตามเอกสารแนบท้ายตารางกรมธรรม์เอกสารหมาย จ.20 มีข้อตกลงพิเศษว่ากรมธรรม์นี้จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น กรณีทรัพย์สินที่บรรทุกนั้นมีกรมธรรม์ประกันภัยชนิดอื่นหรือประเภทอื่นรับผิดชอบอยู่แล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและจำเลยที่ 3 ไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์ถึงข้อยกเว้นความรับผิดข้อนี้ไว้ให้ชัดแจ้ง ทั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นมาวินิจฉัยดังนี้ ถือได้ว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อบริษัทซีอาร์ที ดิสเพลย์ เทคโนโลยี จำกัด และต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิจากบริษัทซีอาร์ที ดิสเพลย์ เทคโนโลยี จำกัด จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่โจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 3 แก้อุทธรณ์ว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งไม่อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 จะได้บรรยายโต้แย้งเรื่องนี้ไว้ในคำให้การของจำเลยที่ 3 แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 3 ดังกล่าว ข้อโต้แย้งเรื่องนี้ในคำให้การดังกล่าวย่อมตกไป จากนั้นเมื่อศาลดังกล่าวดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จำเลยที่ 3 ก็มิได้ยกเรื่องนี้ขึ้นโต้แย้งอีก แสดงว่าจำเลยที่ 3 ยอมรับอำนาจศาลและไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลอีกต่อไป เมื่อจำเลยที่ 3 เพิ่งยกเรื่องนี้ขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์จึงถือว่าล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่อาจส่งให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 2,275,445.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,211,376.24 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤศจิกายน 2545) เป็นต้นจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้แทนโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความแก่โจทก์ 3,000 บาท และแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 จำนวน 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 880 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ห้างหุ้นส่วนจำกัดดับบลิว.เอส.เจ ทรานสปอร์ต
จำเลย — แอนด์ เซอร์วิส กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6012/2550
#410866
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 รับประกันภัยไว้จากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อบุคคลภายนอกแทนจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัย ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก การประกันภัยดังกล่าวจึงเป็นการประกันภัยค้ำจุน ดังนี้แม้โจทก์จะไม่ได้เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 3 และตามกรมธรรม์ดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่ได้ระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ก็ตาม แต่เมื่อการประกันภัยดังกล่าวเป็นการประกันภัยค้ำจุนและความเสียหายนั้นมีจำนวนไม่เกินวงเงินที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชอบ จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันกันย่อมต้องรับผิดในนามของจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บริษัท ซ. ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ทั้งบริษัทดังกล่าวบุคคลผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามที่ตรควรจะได้นั้นจากจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยโดยตรง ที่จำเลยที่ 3 อ้างว่ามีข้อตกลงพิเศษว่ากรมธรรม์นี้จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น กรณีทรัพย์สินที่บรรทุกนั้นมีกรมธรรม์ประกันภัยชนิดอื่นหรือประเภทอื่นรับผิดชอบอยู่แล้ว จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นมาวินิจฉัย ถือได้ว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยที่ 3 แก้อุทธรณ์ว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะได้บรรยายไว้ในคำให้การ แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 3 ข้อโต้แย้งเรื่องนี้ย่อมตกไป เมื่อศาลดังกล่าวดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จำเลยที่ 3 ก็มิได้ยกเรื่องนี้ข้อโต้แย้งอีก แสดงว่ายอมรับอำนาจศาลและไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลอีกต่อไป ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่อาจส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยทุกประการ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้า มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งต้องรับผิดในบรรดาหนี้สินของจำเลยที่ 1 ไม่จำกัดจำนวน จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยความรับผิดในการประกอบธุรกิจบริการรถรับจ้างขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อบุคคลภายนอก บริษัทซีอาร์ทีดิสเพลย์ เทคโนโลยี จำกัด ได้เอาประกันภัยแบบเปิดไว้ต่อโจทก์ โดยโจทก์สัญญาว่า ในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 โจทก์จะให้ความคุ้มครองความเสียหายของสินค้าที่บริษัทดังกล่าวส่งออกไปขายต่างประเทศ หากสินค้าของบริษัทดังกล่าวได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่ง ตั้งแต่สินค้าออกจากโกดังของบริษัทดังกล่าวในประเทศไทยจนกระทั่งสินค้าถึงโกดังของผู้ซื้อในต่างประเทศ โจทก์จะชดใช้ความเสียหายให้ตามจำนวนความเสียหายที่แท้จริง แต่ไม่เกินวงเงินที่เอาประกันภัยในการขนส่งสินค้าแต่ละเที่ยว ในการขนส่งสินค้าแต่ละเที่ยว บริษัทดังกล่าวจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่โจทก์จะได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยเฉพาะรายเที่ยวการขนส่งครั้งนั้นให้แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2545 บริษัทดังกล่าวได้แจ้งให้โจทก์ทราบและขอเอาประกันภัยทรัพย์ของตน คือ หลอดภาพโทรทัศน์ ขนาด 14 นิ้ว จำนวน 96 ไม้รองสินค้า ในการนี้โจทก์สัญญาว่า หากสินค้าได้รับความเสียหายหรือสูญหายไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ตั้งแต่สินค้าออกจากโกดังของบริษัทดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ไปจนถึงโกดังของผู้ซื้อที่เมืองยันเทียน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โจทก์จะชดใช้ความเสียหายให้ภายในวงเงินจำนวน 155,010.24 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยจำนวน 6,738,295.13 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐละ 43.47 บาท) เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 บริษัทดังกล่าวได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ทำการขนส่งสินค้าจำนวน 1 ตู้สินค้า บรรจุหลอดภาพโทรทัศน์ จำนวน 2,016 หลอด จากโรงงานไปยังท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 1 ตกลงรับจ้างโดยใช้รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-1474 ระยอง และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-6287 ชลบุรี มีนายวิรัตน์ หนองใหญ่ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ เมื่อรถยนต์คับดังกล่าวแล่นไปถึงปากทางเข้าท่าเรือแหลมฉบัง นายวิรัตน์ขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและไม่เหมาะสมกับสภาพของรถยนต์บรรทุกหนัก ปรากฏว่าในขณะนั้นมีรถยนต์คันอื่นจอดติดสัญญาณไฟจราจรสีแดงอยู่ จึงหักพวงมาลัยหลบลงไหล่ถนนด้านซ้าย ทำให้รถยนต์ดังกล่าวพลิกตะแคงข้างถนน เป็นเหตุให้ตู้สินค้าและหลอดภาพโทรทัศน์ที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้าได้รับความเสียหาย 2,016 หลอด ความเสียหายของสินค้าดังกล่าวเกิดขึ้นจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของนายวิรัตน์ผู้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างจึงต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างซึ่งได้กระทำไปในทางการที่จ้าง และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ผู้มีความรับผิดตามกฎหมายในภาระหนี้สินของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวน ต้องร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหายกับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยความรับผิดของจำเลยที่ 1 ย่อมต้องร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหายแก่บริษัทดังกล่าวด้วย เพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหาย บริษัทซีอาร์ที ดิสเพลย์ เทคโนโลยี จำกัด ได้นำซากหลอดภาพโทรทัศน์ดังกล่าวทั้งหมดออกประมูลขายทอดตลาด ปรากฏว่าสามารถขายซากหลอดภาพได้เป็นเงิน 60,000 บาท จึงได้เรียกร้องให้โจทก์ชดใช้ความเสียหายตามสัญญาประกันภัยเป็นเงิน 2,211,376.24 บาท โจทก์พิจารณาแล้วเห็นว่า ความเสียหายเกิดขึ้นจากการขนส่งและเกิดขึ้นก่อนส่งมอบสินค้าที่ปลายทาง ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยมีผลคุ้มครองและรายการความเสียหายที่เรียกร้องมาดังกล่าวเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์จึงใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทดังกล่าวเป็นเงิน 2,211,376.24 บาท โจทก์จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิในอันที่จะเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยทั้งสาม โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งว่าให้ไปเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยของตนแทน เมื่อโจทก์ไปเรียกร้องจากจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 กลับปฏิเสธความรับผิดไม่ยอมชดใช้ความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้น 2,211,376.24 บาท นับแต่วันที่โจทก์ได้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทน คือวันที่ 26 มิถุนายน 2546 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จคิดจนถึงวันฟ้องรวมเวลา 141 วัน เป็นเงิน 2,275,445.56 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 2,275,445.56 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,211,376.24 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วน

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 2,275,445.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,211,376.24 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤศจิกายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีในส่วนที่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า สัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามเอกสารแนบท้ายตารางกรมธรรม์ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ดังกล่าวได้ระบุไว้ได้ความว่า กรมธรรม์ฉบับนี้คุ้มครองถึงความเสียหายของสินค้าของบุคคลอื่นที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้าซึ่งผู้เอาประกันภัยได้รับว่าจ้างให้ทำการขนส่งโดยรถยนต์บรรทุกของผู้เอาประกันตามหมายเลขทะเบียนที่ระบุไว้ คือรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-1474 ระยอง ดังกล่าว โดยจำกัดความรับผิดสำหรับสินค้าและตู้สินค้าในวงเงิน 3,000,000 บาท ต่อเหตุการณ์หนึ่งครั้ง ทั้งตามตารางกรมธรรม์ดังกล่าวก็ระบุไว้ชัดว่าประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกสำหรับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-1474 ระยอง แสดงว่าจำเลยที่ 3 รับประกันภัยไว้จากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อบุคคลภายนอกแทนจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยซึ่งจะต้องรับผิดชอบแต่บุคคลภายนอก การประกันภัยดังกล่าวจึงเป็นการประกันภัยค้ำจุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้โจทก์จะไม่ได้เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 3 และตามกรมธรรม์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่ได้ระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ก็ตาม แต่เมื่อการประกันภัยดังกล่าวเป็นการประกันภัยค้ำจุนและความเสียหายนั้นมีจำนวนไม่เกินวงเงินที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชอบ จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยย่อมต้องรับผิดในนามของจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บริษัทซีอาร์ที ดิสเพลย์ เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ทั้งบริษัทซีอาร์ที ดิสเพลย์ เทคโนโลยี จำกัด บุคคลผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามที่ตนควรจะได้นั้นจากจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยโดยตรง ที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าตามเอกสารแนบท้ายตารางกรมธรรม์มีข้อตกลงพิเศษว่ากรมธรรม์นี้จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น กรณีทรัพย์สินที่บรรทุกนั้นมีกรมธรรม์ประกันภัยชนิดอื่นหรือประเภทอื่นรับผิดชอบอยู่แล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและจำเลยที่ 3 ไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์ถึงข้อยกเว้นความรับผิดข้อนี้ไว้ให้ชัดแจ้งทั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นมาวินิจฉัย ดังนี้ถือได้ว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อบริษัทซีอาร์ที ดิสเพลย์ เทคโนโลยี จำกัด และต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิจากบริษัทซีอาร์ที ดิสเพลย์ เทคโนโลยี จำกัด และต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่โจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 3 แก้อุทธรณ์ว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งไม่อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 จะได้บรรยายโต้แย้งเรื่องนี้ไว้ในคำให้การของจำเลยที่ 3 แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 3 ดังกล่าว ข้อโต้แย้งเรื่องนี้ย่อมตกไป จากนั้นเมื่อศาลดังกล่าวดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จำเลยที่ 3 ก็มิได้ยกเรื่องนี้ขึ้นโต้แย้งอีก แสดงว่าจำเลยที่ 3 ยอมรับอำนาจศาลและไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลอีกต่อไป เมื่อจำเลยที่ 3 เพิ่งยกเรื่องนี้ขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์จึงถือว่าล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่อาจส่งให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 2,275,445.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,211,376.24 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤศจิกายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้แทนโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความแก่โจทก์ 3,000 บาท และแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 จำนวน 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 9 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ห้างหุ้นส่วนจำกัดกับบลิว.เอส.เจ
จำเลย — ทรานสปอร์ต แอนด์ เซอร์วิส กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6011/2550
#413660
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ส่งสินค้าได้ส่งมอบกล่องสินค้าให้พนักงานของจำเลยผู้ขนส่งพร้อมใบกำกับสินค้าและใบรับขนทางอากาศ ซึ่งจำเลยส่งมาให้ผู้ส่งสินค้ากรอกข้อความ โดยได้กรอกประเภทของสินค้าว่าสินค้าจำพวกเครื่องเพชร พลอย ทอง 18 เค แสดงว่าจำเลยผู้ขนส่งได้รับบอกสภาพแห่งของไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่ตนแล้ว

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าสินค้าสูญหายไปเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลย นั้น เป็นอุทธรณ์ที่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่รับวินิจฉัย ทั้งข้อตกลงจำกัดความรับผิดของจำเลยไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยจึงใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันสินค้าประเภทอัญมณีให้แก่บริษัทอโดมา จำกัด 3 รายการ และบริษัทอโดมา จำกัด ว่าจ้างให้จำเลยทำการขนส่งสินค้าทั้ง 3 รายการจากกรุงเทพมหานครไปยังผู้รับสินค้าในต่างประเทศโดยสินค้าทั้งหมดบรรจุอยู่ในหีบห่อสภาพเรียบร้อย เมื่อจำเลยรับสินค้าจากบริษัทอโดมา จำกัด เรียบร้อยแล้ว และบริษัทอโดมา จำกัด ได้แจ้งราคาสินค้าให้แก่จำเลยทราบทางใบกำกับสินค้าพร้อมกับหีบห่อสินค้า จำเลยจึงได้ออกใบรับขนทางอากาศระหว่างประเทศให้แก่บริษัทอโดมา จำกัด จำเลยขนส่งสินค้าไปทางเครื่องบินให้แก่ผู้รับสินค้าทั้ง 3 รายการ แต่สินค้าทั้ง 3 รายการสูญหายไประหว่างขนส่งของจำเลย บริษัทอโดมา จำกัด เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย จำเลยไม่ชดใช้ให้ บริษัทอโดมา จำกัด จึงเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้า โจทก์เห็นว่าสินค้าได้สูญหายจริงและกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองสินค้าดังกล่าวจึงได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทอโดมา จำกัด จำเลยต้องรับผิดในฐานะผู้ขนส่งสินค้า โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยเรียกร้องความเสียหายจากจำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมชดใช้ โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงิน 367,339.86 บาท นับจากวันที่โจทก์ได้ชำระค่าเสียหายจนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 3,442 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 370,781.86 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 370,781.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 367,339.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยให้แก่บริษัทอโดมา จำกัด ผู้ส่งสินค้า โจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิ สินค้าพิพาทไม่ได้สูญหายในระหว่างการขนส่งของจำเลย ผู้ส่งสินค้าไม่ได้บอกราคาหรือสภาพแห่งของไว้ในขณะที่ส่งมอบสินค้าแก่จำเลย ผู้ส่งสินค้าทราบว่าการระบุราคาในใบรับของทางอากาศที่พิพาทเพียงช่องเดียวคือ ระบุเพื่อดำเนินพิธีการศุลกากรเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการบอกราคาที่แท้จริงของสินค้า ซึ่งผู้ส่งสินค้าจำเป็นต้องระบุในช่องหรือมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่ง โดยผู้ส่งสินค้าจำกัดความรับผิดของจำเลยในกรณีสินค้าเสียหายหรือสูญหายไว้ที่จำนวน 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัมหรือไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า สินค้าที่ผู้ส่งสินค้าส่งในคดีนี้ตามใบรับขนทางอากาศฉบับที่ 2 มีน้ำหนักเท่ากับ 0.5 กิโลกรัม และผู้ส่งสินค้าไม่ได้ระบุมูลค่าของเพื่อการขนส่ง ความรับผิดของจำเลยหากมีอยู่จริงจะจำกัดไว้โดยข้อตกลงชัดแจ้งไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับใบรับขนทางอากาศฉบับที่ 1 และฉบับที่ 3 ผู้ส่งสินค้าระบุราคาในช่อง DECLARED VALUE FOR CARRIAGE ไว้สูงกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐ ความรับผิดของจำเลยหากมีอยู่จริงจะจำกัดไว้ที่ไม่เกิน 500 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อใบรับขนทางอากาศแต่ละฉบับ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยจนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 3,442 บาท คำแปลสำหรับเอกสารใบรับขนทางอากาศท้ายคำฟ้องหมายเลข 10, 11, 12 ซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศแปลคลาดเคลื่อน ไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์ และโจทก์ไม่ถ่ายเอกสารข้อจำกัดความรับผิดด้านหลังใบรับขนทางอากาศและไม่มีคำแปลภาษาไทยแนบมาด้วย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 200 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันชำระค่าเสียหายจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจะชำระเป็นเงินบาทให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริงให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นนั้นก่อนวันดังกล่าว หากธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ได้รับประกันภัยสินค้าจากบริษัทอโดมา จำกัด 3 รายการ คือรายการที่ 1 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2547 รับประกันภัยอัญมณี ทองคำ 18 เค จำนวน 7 ชิ้น ตามใบกำกับสินค้าเลขที่ 031/04 ขนส่งจากกรุงเทพมหานครไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา โดยรับประกันภัยไว้เป็นเงิน 1,354 ดอลลาร์สหรัฐ ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.3 รายการที่ 2 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2547 รับประกันภัยอัญมณี ทองคำ 18 เค จำนวน 2 ชิ้น ตามใบกำกับสินค้าเลขที่ 048/04 ขนส่งจากกรุงเทพมหานครไปยังประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยรับประกันภัยไว้เป็นเงิน 2,018 ดอลลาร์สหรัฐ ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 และรายการที่ 3 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 รับประกันภัยอัญมณี ทองคำ 18 เค จำนวน 3 คู่ และ 5 ชิ้น ตามใบกำกับสินค้าเลขที่ 055/04 ขนส่งจากกรุงเทพมหานครไปยังประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยรับประกันภัยไว้เป็นเงิน 5,855 ดอลลาร์สหรัฐ ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.5 บริษัทอโดมา จำกัด ได้ขายสินค้ารายการที่ 1 ให้แก่บริษัทคริส คอร์เรีย คอลเล็คชั่น จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาคืออัญมณี จี้เพชร จำนวน 7 ชิ้น ในราคาซีไอเอฟ (ราคาสินค้ารวมค่าประกันภัยและค่าระวางพาหนะ) สหรัฐอเมริกา 1,354 ดอลลาร์สหรัฐ ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.6 สินค้ารายการที่ 2 ขายให้บริษัทโกลด์ชมิดโฮแฟคเกอร์ จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี คือ แหวนเพชร สร้อยข้อมือ จำนวน 2 ชิ้น ในราคาซีไอเอฟเยอรมนี 2,018 ดอลลาร์สหรัฐ ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.7 สินค้ารายการที่ 3 ขายให้บริษัทเวอสเตอร์ไดมอนด์ จีเอ็มบีเอส จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี คือ อัญมณีแหวนเพชร ต่างหูเพชร สร้อยคอเพชร จำนวน 3 คู่ 5 ชิ้น ในราคาซีไอเอฟเยอรมนี 5,855 ดอลลาร์สหรัฐ ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.8 และบริษัทอโดมา จำกัด ได้ว่าจ้างให้จำเลยทำการขนส่งสินค้าทั้ง 3 รายการจากรุงเทพมหานครเพื่อนำไปส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งในต่างประเทศดังกล่าว โดยสินค้าบรรจุหีบห่ออยู่ในสภาพเรียบร้อย เมื่อจำเลยได้รับสินค้าจากบริษัทอโดมา จำกัด พร้อมกับใบกำกับสินค้า จำเลย จำเลยได้ออกใบรับขนทางอากาศให้บริษัทอโดมา จำกัด ไว้ จากนั้นจำเลยได้นำสินค้าขนส่งไปทางเครื่องบิน แต่ปรากฏว่าสินค้าทั้ง 3 รายการสูญหายไปในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลย บริษัทอโดมา จำกัด จึงแจ้งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยจะชดใช้เพียงบางส่วน บริษัทดังกล่าวจึงเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัย โจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้บริษัทดังกล่าวแล้วดังนี้ รายการที่ 1 เป็นเงิน 53,483 บาท เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 รายการที่ 2 เป็นเงิน 79,246.86 บาท เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2547 และรายการที่ 3 เป็นเงิน 234,610 บาท เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2547 ตามใบรับเงินค่าสินไหมทดแทน

"มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า จำเลยผู้ขนส่งได้รับบอกราคาหรือสภาพแห่งของไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่ตนหรือไม่ ในข้อนี้โจทก์มีนางสาวสุธารัตน์ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทอโดมา จำกัด ผู้ขายและเป็นผู้ส่งสินค้าเป็นพยานยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและเบิกความประกอบว่า พยานได้ส่งมอบกล่องสินค้าให้พนักงานของจำเลยพร้อมใบกำกับสินค้าและใบรับขนทางอากาศ ซึ่งจำเลยส่งมาให้บริษัทอโดมา จำกัด กรอกข้อความโดยได้กรอกประเภทของสินค้าในช่อง COMMODITY DESCRIPTION ว่า 18 K GOLD JEWELLERY ซึ่งหมายความว่าสินค้าจำพวกเครื่องเพชร พลอย ทอง 18 เค ดังนี้ แสดงว่าจำเลยผู้ขนส่งได้รับบอกสภาพแห่งของไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่ตนแล้ว นอกจากนี้ ตามใบรับขนทางอากาศในช่อง TOTAL DECLARED VALUE FOR CARRIAGE ซึ่งหมายความว่ารวมมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งยังระบุไว้ว่า 1,354 ดอลลาร์สหรัฐ และ 5,855 ดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ ซึ่งแสดงว่าจำเลยผู้ขนส่งได้รับบอกราคาทั้ง 2 แห่ง ของรายการดังกล่าวไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่ตนด้วย จำเลยผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดในการที่สินค้าดังกล่าวซึ่งเป็นของมีค่าสูญหาย ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 620 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต่อไปตามที่โจทก์อุทธรณ์มีว่าบริษัทอโดมา จำกัด ผู้ส่งสินค้าได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งที่ว่า ผู้ขนส่งจะรับผิดไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อการขนส่งหนึ่งครั้งหรือ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อสินค้าที่สูญหาย 1 กิโลกรัม แล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า เว้นแต่ได้สำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งไว้สูงกว่านั้น และได้ชำระค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น แต่สินค้าที่มีมูลค่าเป็นพิเศษรวมทั้งอัญมณี เพชร พลอย ทอง เงิน มีการจำกัดการสำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งไว้ไม่เกิน 500 ดอลลาร์สหรัฐดังกล่าวหรือไม่ ในข้อนี้ จำเลยมีนายประพลซึ่งเป็นผู้จัดการแผนกให้บริการลูกค้าของจำเลยเป็นพยานยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและเบิกความประกอบได้ความว่า...ปรากฏว่าฝ่ายผู้ส่งสินค้าได้ลงลายมือชื่อไว้ในช่องที่ 9 ของใบรับขนทางอากาศซึ่งมีข้อความว่า การใช้ใบรับขนทางอากาศฉบับนี้เป็นการเข้าทำสัญญาตามเงื่อนไขด้านหลังใบรับขนทางอากาศ...และการจำกัดความรับผิดของเราสำหรับความเสียหาย สูญหายหรือล่าช้าจะปรากฏตามเงื่อนไขของสัญญาที่ได้อธิบายไว้ตามคำแปล โดยในข้อนี้ฝ่ายโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนี้แสดงว่า ผู้ส่งสินค้าได้แสดงความตกลงในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามเงื่อนไขที่ปรากฏด้านหลังของใบรับขนทางอากาศดังกล่าว ประกอบกับนางสาวสุธารัตน์พยานโจทก์ได้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านเจือสมกับพยานหลักฐานจำเลยว่า บริษัทอโดมา จำกัด เคยว่าจ้างจำเลยส่งออกสินค้า ก่อนหน้าคดีนี้ก็มีการใช้บริการของจำเลยและสินค้าก็สูญหายบ้าง ปัจจุบันได้ใช้บริการของจำเลยแห่งเดียว และถ้าส่งสินค้ากับจำเลยจะทำประกันกับบริษัทข้างนอกตลอด เพราะปกติจำเลยจะไม่ชำระให้เต็มมูลค่าความเสียหาย ด้านหลังของใบรับขนทางอากาศ เป็นเงื่อนไขของสัญญาได้ระบุถึงข้อจำกัดความรับผิดไว้และตามเอกสารดังกล่าว ด้านหน้าในข้อ 9 ระบุว่าต้องผูกมัดตามเงื่อนไขด้านหลังใบรับขนทางอากาศตามคำแปล และจำเลยมีข้อจำกัดความรับผิดจึงต้องประกันภัยสินค้าไว้กับคนนอก ตามใบรับขนทางอากาศสำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งมากกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐ ความรับผิดคือ 500 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น กรณีจึงรับฟังได้ว่าบริษัทอโดมา จำกัด ผู้ส่งสินค้าได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งดังกล่าว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าสินค้าสูญหายไปเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยนั้นเป็นอุทธรณ์ที่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงไม่รับวินิจฉัย ทั้งข้อตกลงการจำกัดความรับผิดของจำเลยดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยดังโจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใด ข้อตกลงการจำกัดความรับผิดของจำเลยดังกล่าวจึงใช้บังคับได้ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาตามที่โจทก์อ้างมานั้น มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เห็นว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า สินค้ารายแรกและรายการที่ 2 หนัก 0.5 กิโลกรัม จำเลยต้องรับผิดรายการละ 50 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนรายการที่ 3 หนัก 1 กิโลกรัม จำเลยต้องรับผิด 100 ดอลลาร์สหรัฐ รวมจำเลยต้องรับผิดเป็นเงิน 200 ดอลลาร์สหรัฐ นั้นยังไม่ถูกต้องเพราะตามข้อตกลงการจำกัดความรับผิดดังกล่าวได้ความว่าผู้ขนส่งจะรับผิดไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อการขนส่งหนึ่งครั้งหรือ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อสินค้าที่สูญหาย 1 กิโลกรัม แล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า เว้นแต่ได้สำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งไว้สูงกว่านั้นและได้ชำระค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น แต่สินค้าที่มีมูลค่าสูงเป็นพิเศษรวมทั้งอัญมณี เพชร พลอย ทอง เงิน มีการจำกัดการสำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งไว้ไม่เกิน 500 ดอลลาร์สหรัฐดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้น สำหรับสินค้าที่สูญหายตามใบรับขนทางอากาศ ซึ่งได้สำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งไว้เป็นเงิน 1,254 ดอลลาร์สหรัฐ และ 5,855 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยย่อมต้องรับผิดเป็นเงินรายการละ 500 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสินค้าที่สูญหายตามใบรับขนทางอากาศซึ่งไม่ได้สำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งไว้ แต่ได้ระบุว่ามีน้ำหนัก 0.5 กิโลกรัม จำเลยย่อมต้องรับผิดเป็นเงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นเงินจำนวนที่มากกว่าคิดคำนวณจาก 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อสินค้าที่สูญหาย 1 กิโลกรัม รวมจำเลยต้องรับผิดเป็นเงิน 1,100 ดอลลาร์สหรัฐพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่โจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแต่ละรายการ คือวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 วันที่ 3 มิถุนายน 2547 และวันที่ 16 มิถุนายน 2547 ตามลำดับที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,100 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 500 ดอลลาร์สหรัฐ 100 ดอลลาร์สหรัฐ และ 500 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 วันที่ 3 มิถุนายน 2547 และวันที่ 16 มิถุนายน 2547 ตามลำดับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 227 ม. 620 วรรคหนึ่ง ม. 861
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพาณิชย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6008/2550
#413159
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 328 บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย และถ้าการที่ลูกหนี้ชำระหนี้นั้นไม่เพียงพอจะเปลื้องหนี้สินได้หมดทุกรายไซร้ เมื่อทำการชำระหนี้ ลูกหนี้ระบุว่าชำระหนี้สินรายใด ก็ให้หนี้สินรายนั้นเป็นอันได้เปลื้องไป ถ้าลูกหนี้ไม่ระบุ ท่านว่าหนี้สินรายใดถึงกำหนด ก็ให้รายนั้นเป็นอันได้เปลื้องไปก่อน..." แสดงว่ากฎหมายให้สิทธิแก่ลูกหนี้ที่จะระบุว่าจะชำระหนี้รายใดรายหนึ่งก็ได้ หรือไม่ระบุก็ได้ หากระบุไว้ก็ต้องชำระหนี้รายที่ระบุไว้นั้นตามความประสงค์ของลูกหนี้ เมื่อฟังว่าจำเลยออกเช็คตามใบส่งของอันเป็นการระบุโดยปริยายไว้แล้วว่าให้ชำระหนี้รายใดตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 328

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 361,657 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 355,090.42 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยค้างชำระค่าสินค้าเพียง 24,624 บาท ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 355,090.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 6,566.58 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 196,869.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธินำเงินตามเช็คเอกสารหมาย ล.2 ไปหักชำระหนี้อื่นที่ไม่ใช่หนี้ตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย และถ้าการที่ลูกหนี้ชำระหนี้นั้นไม่เพียงพอจะเปลื้องหนี้สินได้หมดทุกรายไซร้ เมื่อทำการชำระหนี้ ลูกหนี้ระบุว่าชำระหนี้สินรายใด ก็ให้หนี้สินรายนั้นเป็นอันได้เปลื้องไป ถ้าลูกหนี้ไม่ระบุ ท่านว่าหนี้สินรายใดถึงกำหนดก็ให้รายนั้นเป็นอันได้เปลื้องไปก่อน..." แสดงว่า กฎหมายให้สิทธิแก่ลูกหนี้ที่จะระบุว่าจะชำระหนี้รายใดรายหนึ่งก็ได้ หรือไม่ระบุก็ได้ หากระบุใว้ก็ต้องชำระหนี้รายที่ระบุไว้นั้นตามความประสงค์ของลูกหนี้ สำหรับคดีนี้ พยานจำเลยคือ นายฉลองเบิกความว่า จำเลยออกเช็คเอกสารหมาย ล.2 ชำระค่าสินค้าตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 1 ถึงที่ 3 และปรากฏตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.1 ว่าโจทก์ได้รับเช็คเอกสารหมาย ล.2 มีบันทึกเลขที่ใบส่งของ 3 ฉบับ ตรงตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 1 ถึง 3 ดังนี้ เมื่อจำเลยออกเช็คเอกสารหมาย ล.2 มีจำนวนเงินตรงกับจำนวนเงินในใบส่งของเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 1 ถึงที่ 3 และก่อนหน้านี้จำเลยก็เคยออกเช็คชำระหนี้ให้โจทก์ตามเอกสารหมาย ล.3 จำนวนเงิน 183,096.48 บาท ตรงกับจำนวนเงินในใบส่งของเอกสารหมาย จ.10 มาแล้ว ทั้งเมื่อคำนึงถึงทางปฏิบัติของจำเลยซึ่งเป็นบริษัทจำกัด การเสนอให้ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คลงชื่อสั่งจ่ายเช็ค พนักงานของจำเลยย่อมจะต้องเสนอใบส่งของให้ผู้สั่งจ่ายเช็คพิจารณาประกอบด้วย รูปคดีมีเหตุผลฟังได้ว่า จำเลยออกเช็คเอกสารหมาย ล.2 เพื่อชำระค่าสินค้าตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 1 ถึงที่ 3 อันเป็นการระบุโดยปริยายไว้แล้วว่าให้ชำระหนี้รายใดตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 ที่โจทก์ฎีกาว่าตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.4 ระบุว่าจะนำเช็คไปชำระหนี้รายเก่าก่อนนั้น ปรากฏว่าเอกสารหมาย ล.4 ไม่ใช่ใบรับเช็คเอกสารหมาย ล.2 ฉะนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเงินตามเช็คเอกสารหมาย ล.2 ไปหักชำระหนี้รายอื่น ซึ่งเมื่อนำจำนวนเงินตามเช็คเอกสารหมาย ล.2 ไปหักชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 1 ถึง 3 แล้ว จำเลยคงเป็นหนี้ค่าสินค้าตามฟ้องตามเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นเงิน 196,869.41 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นชอบด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 328
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสามชัยอุตสาหกรรมก่อสร้าง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5994/2550
#268257
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลคืนรถยนต์บรรทุกของกลางและขอให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราว และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีที่ร้องขอคืนของกลางออกจากสารบบความโดยให้รอไว้พิจารณาเมื่อคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสี่และขอริบรถยนต์บรรทุกของกลางถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีของผู้ร้องเสร็จสิ้นไป เพราะต้องมีการไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องอีก กรณีต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 196 ที่ห้ามผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแก่คดี.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างพิจารณาคดีโดยผู้ร้องยินยอมให้หลักประกัน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกของกลางผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบสี่ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องที่ขออนุญาตนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างพิจารณาคดี

วันนัดไต่สวนโจทก์คัดค้านว่า โจทก์มีความจำเป็นต้องเก็บรักษารถยนต์บรรทุกของกลางไว้เพื่อประกอบเป็นพยานหลักฐาน และพนักงานสอบสวนดูแลรักษารถยนต์บรรทุกของกลางเป็นอย่างดี หากเก็บรักษาไว้กับพนักงานสอบสวนจะไม่ได้รับความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายเกินส่วนกับค่าของทรัพย์สิน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคท้าย จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกหกล้อไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคดีได้ โดยตีราคาหลักประกันไม่น้อยกว่า 500,000 บาท โดยวางข้อกำหนดเงื่อนไขดังนี้

1. ห้ามมิให้ผู้ร้องทำการขาย ให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่ายจ่ายโอนด้วยประการใดๆ สำหรับรถยนต์บรรทุกของกลางให้แก่บุคคลภายนอก

2. ผู้ร้องจะต้องใช้ความระมัดระวังสงวนรักษาทรัพย์สินของกลางไว้เสมือนเช่นเคยประพฤติในกิจการของตนเอง

3. ห้ามมิให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางที่ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องนำไปเก็บรักษาไว้ชั่วคราวนำกลับมาใช้ในการกระทำความผิดอย่างอื่นหรือในลักษณะเดียวกันอีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มีการชุมนุมคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย - มาเลเซีย ที่บริเวณลานหอยเสียบ ตำบลสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

หากผู้ร้องปฏิบัติผิดข้อกำหนดที่ศาลกำหนดไว้ทั้งหมดหรือบางส่วน ศาลอาจจะพิจารณาเพิกถอนคำสั่งเดิม และจะพิจารณาเกี่ยวกับหลักประกันตามที่ศาลจะเห็นสมควรแก่พฤติการณ์

วันฟังคำสั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องออกจากสารบบชั่วคราว โดยให้รอไว้พิจารณาเมื่อคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสี่และขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 195/2546 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลคืนรถยนต์บรรทุกของกลาง ให้แก่ผู้ร้องและขอให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างพิจารณาคดีศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีคำร้องขอคืนของกลางออกจากสารบบความโดยให้รอไว้พิจารณาเมื่อคดีอาญาหมายเลขดำที่ 195/2546 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้วตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 8 สิงหาคม 2546 ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีของผู้ร้องเสร็จสิ้นไป เพราะจะต้องมีการไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องอีก กรณีต้องด้วยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ห้ามผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้วินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่มีผลให้ผู้ร้องมีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้อง

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และยกฎีกาของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
ผู้ร้อง — นางเล็ก ช่วยบุญญะ
จำเลย — นายรัชฏะ วัฒนศักดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายต่อพงษ์ พงษ์เสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5994/2550
#272813
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีของผู้ร้องเสร็จสิ้นไป เพราะจะต้องมีการไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องอีก กรณีต้องด้วยบทบัญญัติของ ป.วิ.อ. มาตรา 196 ที่ห้ามผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้วินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้ผู้ร้องมีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกของกลาง ผู้ร้องไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบสี่ ขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางให้แก่ผู้ร้อง ปัจจุบันรถยนต์บรรทุกของกลางอยู่ในความดูแลรักษาของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ โดยจอดทิ้งไว้ที่ลานสนามซึ่งเป็นที่โล่งแจ้ง หากจอดทิ้งไว้เป็นเวลานานโดยมิได้ติดเครื่องยนต์จะทำให้เกิดความเสียหายแก่เครื่องยนต์ และรถยนต์บรรทุกของกลางถูกทุบทำลายจนกระจกแตกทั้งคัน หากมิได้มีการดูแลรักษาที่ดีอาจจะไม่สามารถซ่อมแซมให้ใช้การได้ประกอบผู้ร้องต้องใช้รถยนต์บรรทุกของกลางในการประกอบอาชีพ ขอให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างพิจารณาคดีโดยผู้ร้องยินยอมให้หลักประกัน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกของกลางผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบสี่ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องที่ขออนุญาตนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างพิจารณาคดี

วันนัดไต่สวนโจทก์คัดค้านว่า โจทก์มีความจำเป็นต้องเก็บรักษารถยนต์บรรทุกของกลางไว้เพื่อประกอบเป็นพยานหลักฐาน และพนักงานสอบสวนดูแลรักษารถยนต์บรรทุกของกลางเป็นอย่างดี หากเก็บรักษาไว้กับพนักงานสอบสวนจะไม่ได้รับความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายเกินส่วนกับค่าของทรัพย์สิน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคท้าย จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคดีได้ โดยตีราคาหลักประกันไม่น้อยกว่า 500,000 บาท โดยวางข้อกำหนดเงื่อนไขและหากผู้ร้องปฏิบัติผิดข้อกำหนดที่ศาลกำหนดไว้ทั้งหมดหรือบางส่วนศาลอาจจะพิจารณาเพิกถอนคำสั่งเดิมและจะพิจารณาเกี่ยวกับหลักประกันตามที่ศาลจะเห็นสมควรแก่พฤติการณ์

วันฟังคำสั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องออกจากสารบบชั่วคราว โดยให้รอไว้พิจารณาเมื่อคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสี่และขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 195/2546 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลคืนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-1285 สงขลา ของกลาง ให้แก่ผู้ร้องและขอให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีคำร้องขอคืนของกลางออกจากสารบบความโดยให้รอไว้พิจารณาเมื่อคดีอาญาหมายเลขดำที่ 195/2546 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีของผู้ร้องเสร็จสิ้นไป เพราะจะต้องมีการไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องอีกกรณีต้องด้วยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ห้ามผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้วินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้ผู้ร้องมีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้อง"

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และยกฎีกาของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
ผู้ร้อง — นางเล็ก ช่วยบุญญะ
จำเลย — นายรัชฏะ วัฒนศักดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5985/2550
#268954
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว โจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดขัอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 ประกอบมาตรา 181 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ดังนี้ คำสั่งให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของโจทก์ จึงเป็นคำสั่งที่ทำให้คดีเสร็จไปจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 ประกอบมาตรา 225 จำเลยจึงฎีกาคำสั่งดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ชั้นพิจารณา หลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ต่อไปในวันที่ 17 ธันวาคม 2545 โจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 (ที่ถูกมาตรา 166 วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 181

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนคำร้องและยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า วันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์ขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 3 ฮ - 1834 กรุงเทพมหานคร ออกจากกรุงเทพมหานครเพื่อเดินทางไปศาลแขวงนครราชสีมา ก่อนออกเดินทางได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากโจทก์ว่าป่วยมีอาการท้องร่วงครั้นเวลาประมาณ 8 นาฬิกา ทนายโจทก์ขับรถยนต์ไปถึงทางโค้งเลยอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ปรากฏว่ารถยนต์มีความร้อนสูงและเร่งเครื่องไม่ขึ้น ทนายโจทก์จึงจอดรถยนต์ข้างทางนานประมาณ 15 ถึง 20 นาที เพื่อรอให้ความร้อนลดและเติมน้ำในหม้อน้ำ จากนั้นทนายโจทก์ขับรถยนต์ต่อไปจนถึงหลักกิโลเมตรที่ 77 ถึง 78 ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ปรากฏว่าเครื่องยนต์ดับขับต่อไปไม่ได้จึงจอดรถยนต์ข้างทางเพื่อตรวจหาสาเหตุ พบสายพานราวลิ้นขาด ทนายโจทก์โบกรถยนต์ที่ขับผ่านไปเพื่อขอให้ช่วยลากรถยนต์ไปในที่ชุมชนแต่ไม่มีใครจอดรถช่วยเหลือ จนกระทั่งเวลาประมาณ 11 นาฬิกา มีรถตำรวจทางหลวงผ่านมา แล้วลากรถยนต์ของทนายโจทก์ไปบริเวณสามแยกบ้านหนองคู ทนายโจทก์ยืมโทรศัพท์ของเจ้าพนักงานตำรวจติดต่อทางโทรศัพท์ให้น้องของทนายโจทก์ที่กรุงเทพมหานครหาช่างไปลากรถยนต์ของทนายโจทก์ไปซ่อม ส่วนทนายโจทก์โดยสารรถโดยสารประจำทางไปที่ศาลแขวงนครราชสีถึงเวลาประมาณ 14 นาฬิกา พบว่าศาลชั้นต้นยกฟ้องแล้ว ที่โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้นอ้างว่าศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณานั้น เห็นว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยข้ออุทธรณ์ของโจทก์ที่โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นและทำให้คดีเสร็จไปจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงไม่ถือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว...

เหตุขัดข้องของทนายโจทก์และโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องที่ทนายโจทก์หรือโจทก์จะยกขึ้นมาเป็นข้อแก้ตัวหรือข้ออ้างเพื่อให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาให้ยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาใหม่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166 ม. 196 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ดาบตำรวจประเสริฐ เชิญกลาง
จำเลย — นางจงจิตร สมบัติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายอารมณ์ จำปานิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสุรีพร อัชฌานนท์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5982/2550
#410631
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตน นอกจากสามกรณีดังกล่าวแล้วพนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนต่อเมื่อมีการอ้างหรือเชื่อว่าความผิดนั้นได้เกิดภายในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือพนักงานสอบสวนเข้าใจหรือมีความเชื่อเกี่ยวกับที่เกิดเหตุว่าความผิดได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน ซึ่งผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่ความผิดไม่ได้เกิดในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวน แต่ได้เกิดในสถานที่อื่นนอกเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น

บริเวณถนนสายบ้านร่องบง - บ้านติ้วที่จ่าสิบตำรวจ ม. กับพวกตั้งจุดตรวจชั่วคราว และจุดที่พบถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนเป็นถนนนอกเขตชุมชน ตลอดแนวถนนไม่มีป้ายหรือสิ่งปลูกสร้างใดแสดงให้ปรากฏว่าบริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตท้องที่หมู่บ้านหรือตำบลใด จ่าสิบตรวจ ม. กับพวกผู้ร่วมจับกุมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว ย่อมต้องมีความเชื่อว่าบริเวณที่ตั้งจุดตรวจอยู่ในเขตอำนาจรับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว แม้จำเลยจะโยนเมทแอมเฟตามีนทิ้งในเขตตำบลบ้านหวาย แต่จ่าสิบตำรวจ ม. ก็พบเห็นการกระทำความผิดในเขตตำบลบ้านติ้วและเรียกให้จำเลยหยุดที่จุดตรวจต่อเนื่องกัน จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเชื่อว่าเหตุเกิดและจำเลยถูกจับในท้องที่ตำบลบ้านติ้ว เมื่อจ่าสิบตำรวจ ม. นำจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีนส่งมอบให้แก่พันตำรวจตรี ป. ย่อมทำให้พันตำรวจตรี ป. เชื่อว่าความผิดได้เกิดขึ้นและจำเลยถูกจับภายในเขตอำนาจของตน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้วย่อมมีอำนาจสอบสวนได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2546 เวลากลางวัน จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 3 ชิ้น น้ำหนัก 0.12 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ตำบลบ้านติ้ว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมยึดแมทเอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ซึ่งหมดไปในการตรวจพิสูจน์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สถานที่เกิดเหตุและที่จำเลยถูกจับอยู่ในเขตตำบลบ้านหวาย อำเภอหล่มสัก ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหล่มสัก มิใช่เขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว การสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งโจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งฟังได้เป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จ่าสิบตำรวจมงคล เจ๊กจั่น และสิบตำรวจโทณรุด สามลทา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ จับกุมจำเลยไว้ได้ที่บริเวณถนนสายบ้านร่องบง - บ้านติ้ว พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 3 ชิ้น น้ำหนัก 0.12 กรัม เป็นของกลาง นำส่งพันตำรวจตรีประณีต อินฮวบ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว ซึ่งมีเขตอำนาจสอบสวนเพราะตำบลบ้านติ้ว ตำบลท่าอิบุญ และตำบลท้ายไร่ อำเภอหล่มสัก สอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลย โดยความผิดเกิดในเขตท้องที่ตำบลบ้านหวาย อำเภอหล่มสัก มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การสอบสวนที่กระทำโดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้วชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พันตำรวจตรีประณีตพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้วเชื่อว่าเหตุคดีนี้เกิดในเขตอำนาจของตนจึงมีอำนาจสอบสวน เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี... ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไปมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้ ตามบทบัญญัติกฎหมายนี้เห็นได้ว่า พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตน นอกจากสามกรณีดังกล่าวแล้วพนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนต่อเมื่อมีการอ้างหรือเชื่อว่าความผิดนั้นได้เกิดภายในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือพนักงานสอบสวนเข้าใจหรือมีความเชื่อเกี่ยวกับที่เกิดเหตุว่าความผิดได้เกิดภายในเขตอำนาจของตนซึ่งผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่ความผิดไม่ได้เกิดในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวน แต่ได้เกิดในสถานที่อื่นนอกเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น ปรากฏว่าบริเวณถนนสายบ้านร่องบง - บ้านติ้ว ที่จ่าสิบตำรวจมงคลกับพวกตั้งจุดตรวจชั่วคราวและจุดที่พบถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุหมาย จ.4 และ จ.5 เป็นถนนนอกเขตชุมชน ตลอดแนวถนนที่ปรากฏในภาพถ่ายดังกล่าวไม่มีป้ายหรือสิ่งปลูกสร้างใดแสดงให้ปรากฏว่าบริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตท้องที่หมู่บ้านหรือตำบลใด ที่จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบที่เกิดเหตุและจำเลยนำสืบนายยงยุทธ เฮ้าปาน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ตำบลบ้านหวาย กับนายคำมวล โกบุตร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลบ้านติ้ว มายืนยันว่าบริเวณที่ตั้งจุดตรวจชั่วคราวและจุดที่พบถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ในเขตหมู่ที่ 2 ตำบลบ้านหวาย ก็อาศัยเพียงคำยืนยันด้วยพยานบุคคลซึ่งอยู่ประจำในพื้นที่ โดยพยานบุคคลของจำเลยก็มิได้ยืนยันแนวเขตที่แบ่งแยกเขตตำบลบ้านติ้วและตำบลบ้านหวายที่ชัดแจ้ง จ่าสิบตำรวจมงคลและสิบตำรวจโทณรุดผู้ร่วมจับกุมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว ในวันเกิดเหตุตั้งจุดตรวจชั่วคราวเพื่อตรวจค้นจับกุมผู้กระทำความผิด ย่อมต้องมีความเชื่อว่าบริเวณที่ตั้งจุดตรวจชั่วคราวอยู่ในเขตอำนาจรับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว แม้ได้ความจากจ่าสิบตำรวจมงคลและสิบตำรวจโทณรุดว่าจำเลยจะโยนแมทเอมเฟตามีนของกลางทิ้งในเขตตำบลบ้านหวาย แต่จ่าสิบตำรวจมงคลและสิบตำรวจโทณรุดก็พบเห็นการกระทำความผิดในเขตตำบลบ้านติ้วและเรียกให้จำเลยหยุดที่จุดตรวจชั่วคราวต่อเนื่องกัน จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเชื่อว่าเหตุเกิดและจำเลยถูกจับในท้องที่ตำบลบ้านติ้ว เมื่อจ่าสิบตำรวจมงคลและสิบตำรวจโทณรุดนำจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางส่งมอบให้แก่พันตำรวจตรีปราณีตย่อมทำให้พันตำรวจตรีปราณีตเชื่อว่าความผิดได้เกิดขึ้นและจำเลยถูกจับภายในเขตอำนาจของตน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้วย่อมมีอำนาจสอบสวนได้ ตามบทบัญญัติข้างต้น การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย ถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิดนี้แล้วพนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสักจึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและวินิจฉัยปัญหาอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นายวรสา ทาอั้ง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5978/2550
#410615
เปิดฉบับเต็ม

การคำนวณว่านายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาให้ลูกจ้างถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ต้องรู้อัตราค่าจ้างในเวลาทำงานตามปกติเสียก่อนยิ่งไปกว่านั้นหากนายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา นายจ้างจะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป ในกรณีที่ลูกจ้างไม่ยินยอมทำงานล่วงเวลาคราวใด นายจ้างอาจสั่งให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้เฉพาะในกรณีที่ลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเสียหายแก่งานหรือเป็นกรณีฉุกเฉิน หรือเป็นงานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงและสั่งให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 24 และมาตรา 61 ข้อตกลงรวมค่าล่วงเวลาเหมาจ่ายไปกับค่าจ้างในเวลาทำงานตามปกติโดยไม่มีการคิดค่าล่วงเวลาที่ทำจริง จึงเป็นการเอาเปรียบลูกจ้างทั้งมีลักษณะเป็นการผูกพันให้ลูกจ้างต้องยอมทำงานล่วงเวลาตลอดไปโดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นคราวๆ ไป และโดยไม่คำนึงถึงความจำเป็นที่จะต้องให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาอีกด้วย จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งสุดท้ายทำหน้าที่ช่างปรับฉีดพลาสติกได้รับค่าจ้างรายเดือน เดือนละ 22,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างวันที่ 5 ของทุกเดือน ระหว่างโจทก์ทำงานกับจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2547 จำเลยสั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา 465 ชั่วโมง โจทก์มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานเป็นเงิน 63,936.90 บาท จำเลยให้โจทก์ทำงานโดยไม่มีวันหยุดตามประเพณี ซึ่งจำเลยจะต้องจัดให้มีวันหยุดตามประเพณีปีละไม่น้อยกว่า 13 วัน โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทำงานในวันหยุดไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างปกติรายวัน แต่จำเลยจ่ายเพียงหนึ่งเท่า โจทก์จึงขอเรียกค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณีอีกหนึ่งเท่าเป็นเงิน 3,666.65 บาท จำเลยสั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลาในวันหยุดตามประเพณี 15 ชั่วโมง โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่าสามเท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานเป็นเงิน 4,124.50 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2547 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน เป็นเงิน 22,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 31 วัน เป็นเงิน 22,733 บาท การเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ขอเรียกค่าเสียหาย 100,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 22,733 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 100,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าล่วงเวลา 63,936.90 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดตามประเพณี 3,666.65 บาท ค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามประเพณี 4,124.50 บาท ค่าชดเชย 22,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยตกลงกับโจทก์ทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ เริ่มทำงานเวลา 12 นาฬิกา ถึง 23 นาฬิกา เป็นเวลาทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน เวลาพัก 1 ชั่วโมง และล่วงเวลา 2 ชั่วโมง ตกลงกำหนดค่าจ้างต่อเดือนให้แก่โจทก์เป็นการจ่ายเหมาคือค่าจ้างในเวลาทำงานปกติ 8 ชั่วโมงต่อวัน เป็นเงิน 500 บาทต่อวัน คิดเป็นค่าจ้าง 62.50 บาท ต่อชั่วโมง รวมเป็นค่าจ้าง 15,000 บาท ต่อเดือน ค่าล่วงเวลา 2 ชั่วโมงต่อวัน จำนวน 233.33 บาท คิดเป็นค่าล่วงเวลา 166.67 บาทต่อชั่วโมง รวมเป็นค่าล่วงเวลา 7,000 บาทต่อเดือน โจทก์กับจำเลยตกลงเหมาจ่ายค่าจ้างทั้งในเวลางานปกติและค่าล่วงเวลาในอัตรา 22,000 บาทต่อเดือน แม้โจทก์จะขาดงานและไม่ได้ทำงานล่วงเวลา ส่วนวันหยุดตามประเพณีและค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามประเพณีนั้น วันที่โจทก์กล่าวอ้างในเอกสารท้ายคำฟ้องบางวันไม่ใช่วันหยุดตามประเพณี บางวันโจทก์ได้หยุดตามที่จำเลยได้ประกาศไว้ และบางวันจำเลยได้ตกลงให้โจทก์หยุดชดเชยในวันทำงานอื่นแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาทำงานในวันหยุดให้แก่โจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 4 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จำเลยจึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 โจทก์ทำงานวันละ 11 ชั่วโมงได้ค่าจ้างรายเดือนอัตราเดือนละ 22,000 บาท อัตราเงินเดือนดังกล่าวเป็นการจ่ายเหมาค่าล่วงเวลารวมไปกับค่าจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานตามปกติ โดยไม่มีการคิดค่าล่วงเวลาที่ทำจริง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าล่วงเวลา พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอให้รับฟังว่าจำเลยให้โจทก์ทำงานในวันหยุดตามประเพณีและโจทก์ได้ทำงานในวันหยุดตามประเพณีนั้น โจทก์จึงเรียกค่าทำงานในวันหยุดตามประเพณีตามฟ้องไม่ได้ โจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่รับวินิจฉัยให้มีเพียงว่า การที่จำเลยจ่ายค่าจ้างรายเดือนแก่โจทก์อัตราเดือนละ 22,000 บาท ซึ่งเป็นการจ่ายเหมาค่าล่วงเวลารวมเข้าไปกับค่าจ้างโดยไม่คิดค่าล่วงเวลาที่ทำจริง ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 61 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามชั่วโมงที่ทำ หรือไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย" และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป" วรรคสองยังบัญญัติต่อไปอีกว่า "ในกรณีที่ลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน หรือเป็นงานฉุกเฉิน หรือเป็นงานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้เท่าที่จำเป็น" ดังนั้นการจะคำนวณว่านายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาให้ลูกจ้างถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ จึงจำเป็นที่จะต้องรู้อัตราค่าจ้างในเวลาทำงานตามปกติเสียก่อน หากสัญญาจ้างแรงงานไม่ได้กำหนดอัตราค่าจ้างในเวลาทำงานปกติไว้ให้ชัดแจ้งก็ไม่อาจคำนวณค่าล่วงเวลาที่ถูกต้องได้ซึ่งทำให้ไม่อาจรู้ได้ว่านายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายบังคับไว้หรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นหากนายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา นายจ้างจะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป ในกรณีที่ลูกจ้างไม่ยินยอมทำงานล่วงเวลาคราวใด นายจ้างอาจสั่งให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้เฉพาะในกรณีที่ลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเสียหายแก่งานหรือเป็นกรณีฉุกเฉิน หรือเป็นงานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงและสั่งให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ข้อตกลงรวมค่าล่วงเวลาเหมาจ่ายไปกับค่าจ้างในเวลาทำงานตามปกติโดยไม่มีการคิดค่าล่วงเวลาที่ทำจริง จึงเป็นการเอาเปรียบลูกจ้างทั้งมีลักษณะเป็นการผูกพันให้ลูกจ้างต้องยอมทำงานล่วงเวลาตลอดไปโดยนายจ้างไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นคราวๆ ไป และโดยไม่คำนึงถึงความจำเป็นที่นายจ้างจะต้องให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาอีกด้วย จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 อัตราค่าจ้างรายเดือนเดือนละ 22,000 บาท จึงถือเป็นเพียงอัตราค่าจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติจำนวน 8 ชั่วโมงเท่านั้น และโจทก์ยังมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทำงานล่วงเวลา 465 ชั่วโมง จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ชัดแจ้งว่าระยะเวลาดังกล่าวไม่ถูกต้อง คงต่อสู้แต่เพียงว่าจำเลยเหมาจ่ายค่าล่วงเวลารวมไปในอัตราค่าจ้างเดือนละ 22,000 บาท แล้ว จึงต้องฟังว่า โจทก์ทำงานล่วงเวลาทั้งหมด 465 ชั่วโมง ตามที่ฟ้อง เมื่อพิจารณาถึงอัตราค่าจ้างเดือนละ 22,000 บาท โจทก์ทำงานล่วงเวลา 465 ชั่วโมง ค่าล่วงเวลาที่โจทก์ขอมาเป็นเงิน 63,936.90 บาท จึงไม่เกินไปกว่าสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับ จำเลยต้องจ่ายค่าล่วงเวลาเป็นเงิน 63,936.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง จึงให้ตามที่ขอ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาเป็นเงิน 63,936.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 26 ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจารึก ก่อเกื้อ
จำเลย — บริษัทเมธัส พลาสติค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
พิชิต คำแฝง
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5969/2550
#412067
เปิดฉบับเต็ม

แม้เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 16.833 กรัม ซึ่งความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในส่วนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท อันเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่ากฎหมายเดิม ส่วนการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด นั้น ไม่ปรากฏว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด กรณีต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อันเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่ากฎหมายเดิมเช่นกันก็ตาม แต่การจะนำโทษตามกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดมากำหนดโทษใหม่ในคดีที่ถึงที่สุดแล้วนั้น จะต้องปรากฏว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 50 ปี และฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 10 ปี แล้วลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 25 ปี และ 5 ปี ตามลำดับ การกำหนดโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงอยู่ในระวางโทษตามบทบัญญัติกฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงถือไม่ได้ว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง กรณีไม่เข้าอยู่ในเกณฑ์ ป.อ. มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะรื้อฟื้นกำหนดโทษใหม่ให้จำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2543 ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 50 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 60 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 61 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 30 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 31 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2545 แก้เป็นว่าความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 4 มกราคม 2548 ว่า เมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เพียง 16.833 กรัม ไม่ถึง 20 กรัม จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 67 (เดิม) ซึ่งเป็นคุณมากกว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จึงขอให้ศาลชั้นต้นรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษากำหนดโทษของจำเลยที่ 1 เสียใหม่ และให้สอดคล้องกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 จึงไม่รับคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า คดีของจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดแล้ว จึงไม่มีกฎหมายให้อำนาจศาลพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 1 ใหม่ให้เป็นไปตามคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 และคดีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 5 ที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้ ทั้งกรณีไม่เข้าอยู่ในเกณฑ์จะกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) และพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เพียงว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับการกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 (1) หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 1,080 เม็ด มีปริมาณเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 16.833 กรัม และจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด ไม่ปรากฏน้ำหนักอีกส่วนหนึ่งไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด ดังกล่าว และในระหว่างที่จำเลยที่ 1 กำลังรับโทษตามคำพิพากษาซึ่งคดีที่ถึงที่สุดแล้วอยู่นั้น ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความว่า เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 16.833 กรัม ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในส่วนของจำเลยที่ 1 นี้จึงต้องด้วยมาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท อันเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่ากฎหมายเดิม ส่วนการกระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ดนั้น ไม่ปรากฏว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด กรณีต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อันเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่ากฎหมายเดิมเช่นกัน แต่การที่จะนำโทษตามกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดมากำหนดโทษใหม่ในคดีที่ถึงที่สุดแล้วนั้น จะต้องปรากฏว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง คดีนี้ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 50 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 10 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 25 ปี และ 5 ปี ตามลำดับ การกำหนดโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงอยู่ในระวางโทษตามบทบัญญัติกฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงถือไม่ได้ว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง กรณีไม่เข้าอยู่ในเกณฑ์ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่ให้จำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายประเทือง ณรุณรงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายเมธี เลขานุกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายบูรณ์ ฐาปนดุล
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5957/2550
#410698
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทอ้างว่าให้เช่าได้เดือนละ 20,000 บาท ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้เดือนละ 10,000 บาท โจทก์ไม่ฎีกา ถือว่าที่พิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง

โจทก์ฟ้องว่าให้จำเลยอาศัยทำประโยชน์ในที่พิพาท จำเลยให้การยอมรับว่าเข้าทำประโยชน์ไม่ใช่ในฐานะผู้อาศัย แต่ในฐานะผู้เช่าตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาที่ตกลงให้จำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างที่พักอาศัยและอาคารเก็บสินค้าด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยแล้วให้จำเลยทำสัญญาเช่าครั้งละ 3 ปี จนครบกำหนด 15 ปี เป็นการที่จำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นต่อสู้ใหม่ ภาระการพิสูจน์ที่จะนำสืบให้เห็นว่าโจทก์ทำสัญญาเช่าที่พิพาทกับจำเลยจริง จึงตกแก่จำเลย เมื่อจำเลยนำสืบไม่ได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 18563, 2637, 2660 และ 2684 ตำบลฝายแก้ว อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน รวม 4 แปลง และสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว โจทก์ยินยอมให้จำเลยเข้าทำประโยชน์บนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยและบริวารอาศัยหรือทำประโยชน์บนที่ดินอีกต่อไป จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไป แต่จำเลยเพิกเฉย ที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างหากนำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 20,000 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 18563, 2637, 2660 และ 2684 ตำบลฝายแก้ว อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ไม่ใช่ในฐานะผู้อาศัยแต่ในฐานะผู้เช่าตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา โดยมีข้อตกลงพิเศษว่าจำเลยจะเป็นผู้ปลูกสร้างที่พักอาศัยและอาคารเก็บสินค้า ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย จำเลยเริ่มก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในปี 2532 แล้วเสร็จในปี 2533 และทำสัญญาเช่าฉบับแรกปี 2533 ต่อมาได้มีการต่ออายุสัญญาเช่ากันเป็นครั้งที่ 4 มีกำหนดระยะเวลาเช่า 3 ปี นับแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2542 จนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2545 ค่าเช่าปีละ 120,000 บาท จำเลยได้ชำระค่าเช่าตามสัญญาครบถ้วนแล้วในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2542 ทั้งยังมีข้อตกลงให้ต่อสัญญาเช่าได้อีกหนึ่งครั้ง ๆ ละ 3 ปี จนครบกำหนด 15 ปี เริ่มก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในปี 2532 แล้วเสร็จปี 2533 เป็นต้นมา จำเลยได้ชำระค่าเช่าทุกปี โจทก์ไม่เคยบอกเลิกสัญญาเช่า จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 18563, 2637, 2660 และ 2684 ตำบลฝายแก้ว อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน และส่งมอบที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินและส่งมอบที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะอ้างว่าให้เช่าได้เดือนละ 20,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าเสียหายให้เพียงเดือนละ 10,000 บาท โจทก์ไม่ได้ฎีกา จึงถือได้ว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทในฐานะผู้เช่าจากโจทก์โดยจำเลยเป็นผู้สร้างบ้านพักและอาคารเก็บสินค้าบนที่ดินพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยตามข้อตกลงที่จำเลยทำกับโจทก์ แล้วโจทก์ตกลงให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนด 15 ปี โดยทำสัญญาเช่าฉบับละ 3 ปี หนังสือสัญญาเช่าที่ดินเป็นสัญญาเช่าฉบับที่ 4 ครบกำหนดอายุการเช่า ปี 2545 จำเลยชำระค่าเช่าโดยหักจากค่าสินค้าที่โจทก์ค้างชำระจำเลย สัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนด โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยไม่มีการบอกเลิกสัญญาเช่านั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยประการเดียวว่าหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทต่อไปตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน ตกอยู่แก่ฝ่ายจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้จำเลยอยู่อาศัย จำเลยให้การยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เท่ากับจำเลยยอมรับว่าได้เข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทแต่จำเลยอ้างเหตุไม่ต้องออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเนื่องจากอยู่ในฐานะผู้เช่าตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาที่ตกลงให้จำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างที่พักอาศัยและอาคารเก็บสินค้าด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยแล้วให้จำเลยทำสัญญาเช่าครั้งละ 3 ปี จนครบกำหนด 15 ปี เป็นการที่จำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นต่อสู้ใหม่ ภาระการพิสูจน์ที่จะนำสืบให้เห็นว่าเป็นจริงตามเหตุที่จำเลยอ้างว่า โจทก์ทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับจำเลยจริง จึงตกแก่จำเลย เมื่อจำเลยนำสืบไม่ได้ว่าโจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทตามสัญญาเช่า จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 (เดิม) ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูชัย ธนสารตั้งเจริญ
นายชูศักดิ์ ธนสารตั้งเจริญ
จำเลย — หรือวิภัสสร์ สินธนา
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5954/2550
#272807
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ต่อมาโจทก์ลาออกจากการเป็นสมาชิกกองทุนโดยไม่ได้ลาออกจากงานกองทุนได้จ่ายเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมให้โจทก์แล้ว และได้จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจำนวน 531,702.57 บาท ให้แก่จำเลยไว้จึงเป็นกรณีที่โจทก์ลาออกจากกองทุนโดยไม่ได้ลาออกจากงานตามข้อบังคับกองทุนฯ ข้อ 37 วรรคหนึ่ง (7) เงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยต้องเก็บรักษาไว้แทนผู้จัดการกองทุนเพื่อจ่ายให้แก่โจทก์เมื่อพ้นจากตำแหน่งในการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และโจทก์มีสิทธิได้รับเงินสมทบ ดังนั้น เมื่อโจทก์ลาออกจากงานด้วยความยินดีของทั้งสองฝ่าย โจทก์จึงมีสิทธิจะได้รับเงินสมทบ เงินดังกล่าวจึงยังมีสภาพเป็นเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุน มิได้กลับมาเป็นของจำเลยแต่อย่างใด สิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวไม่อาจโอนกันได้ตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ มาตรา 23, 24 และไม่อาจนำไปหักกลบลบหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 346

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจำนวน 531,702.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจำนวน 531,702.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 18 เมษายน 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยประการเดียวว่า เงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบที่กองทุนเลี้ยงชีพพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยซึ่งจดทะเบียนแล้วได้จ่ายให้แก่จำเลยจำนวน 531,702.57 บาท ยังมีสภาพเป็นเงินสมทบตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 หรือไม่ และจำเลยจะนำไปหักกลบลบหนี้หรือถือเป็นรายได้ของจำเลยในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้กลับคืนมาได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุน โดยให้จ่ายรวมทั้งหมดครั้งเดียวภายในเวลาไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันสิ้นสมาชิกภาพ" บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างที่สิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิกภายในสามสิบวันนับแต่วันสิ้นสมาชิกภาพโดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุนซึ่งตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยซึ่งจดทะเบียนแล้ว หมวด 9 การได้รับเงินจากกองทุน ข้อ 36 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "เมื่อสมาชิกสิ้นสมาชิกภาพ สมาชิกจะได้รับเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมเต็มจำนวน" และข้อ 37 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "เมื่อสมาชิกซึ่งเป็นพนักงาน กฟผ. สิ้นสมาชิกภาพ สมาชิกจะได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบตามสิทธิเว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้

(1) กรณีสมาชิกตาย แต่สมาชิกดังกล่าวถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และ กฟผ. เห็นว่า ถ้าไม่ตายเสียก่อนก็จะได้รับโทษถึงปลดออกจาก กฟผ.

(2) กรณีสมาชิกเกษียณอายุ แต่สมาชิกดังกล่าวถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือถูกฟ้องคดีอาญาหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญา ซึ่งคดีอาญานั้น กฟผ. เป็นผู้เสียหาย หรือการกระทำความผิดทางอาญานั้นเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในบริเวณ กฟผ. เว้นแต่คดีที่เป็นลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท และเมื่อคดีหรือกรณีถูกกล่าวหาถึงที่สุดแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาจะมีความผิดซึ่ง กฟผ. เห็นว่าถ้าไม่เกษียณเสียก่อนก็จะต้องได้รับโทษปลดออกจากงาน

(3) กรณีสมาชิกถูก กฟผ. ให้ออกเพราะขาดคุณสมบัติซึ่งสมาชิกดังกล่าวได้จงใจปกปิดข้อเท็จจริงไว้ในขณะเข้าปฏิบัติงาน และกรณีถูก กฟผ. ให้ออกเพราะขาดความรู้อยู่ก่อนได้รับการบรรจุเป็นพนักงานหรือก่อนได้รับการจ้างเป็นลูกจ้าง

(4) กรณีสมาชิกถูก กฟผ. ให้ออกเพราะเหตุอื่นนอกจาก (3) และสมาชิกดังกล่าวมีอายุการทำงานใน กฟผ. น้อยกว่าหนึ่งปี

(5) กรณีสมาชิกถูก กฟผ. ปลดออก

(6) กรณีสมาชิกลาออกจาก กฟผ. และสมาชิกดังกล่าวมีอายุการทำงานใน กฟผ. น้อยกว่าห้าปี

(7) กรณีสมาชิกลาออกจากกองทุนโดยไม่ได้ลาออกจากงาน

ให้จัดการกองทุนจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบที่ไม่ได้จ่ายให้แก่สมาชิกคืนให้แก่ กฟผ. ทันทีนับแต่วันสิ้นสมาชิกภาพโดยถือเป็นรายได้ของ กฟผ. ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น เว้นแต่กรณีตาม (7) ให้ กฟผ. เก็บรักษาเงินดังกล่าวไว้เพื่อจ่ายให้บุคคลนั้นเมื่อพ้นจากตำแหน่งใน กฟผ. และมีสิทธิจะได้รับเงินสมทบ"

ตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 37 วรรคสอง ที่ระบุให้ผู้จัดการกองทุนจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบที่ไม่ได้จ่ายให้แก่สมาชิกคืนให้แก่จำเลยโดยถือเป็นรายได้ของจำเลยในรอบระยะเวลาบัญชีเพียงกรณีที่สมาชิกกระทำความผิดหรือถูกลงโทษถึงปลดออกหรือให้ออก และกรณีลาออกแต่มีอายุการทำงานน้อยกว่าห้าปีตาม (1) ถึง (6) โดยมีข้อยกเว้นใน (7) กรณีสมาชิกลาออกจากกองทุนโดยไม่ได้ลาออกจากงาน ซึ่งกรณีนี้ให้จำเลยเก็บรักษาเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบที่ผู้จัดการกองทุนจ่ายมาให้เพื่อให้จำเลยจ่ายแก่สมาชิกนั้นเมื่อพ้นจากตำแหน่งและมีสิทธิจะได้รับเงินสมทบ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงซึ่งยุติในการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางว่าโจทก์เคยเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยซึ่งจดทะเบียนแล้ว ต่อมาโจทก์ได้ลาออกจากกองทุนโดยไม่ได้ลาออกจากงาน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยซึ่งจดทะเบียนแล้วได้จ่ายเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมให้โจทก์แล้ว และได้จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจำนวน 531,702.57 บาท ให้แก่จำเลยไว้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ลาออกจากกองทุนโดยไม่ได้ลาออกจากงานตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 37 วรรคหนึ่ง (7) เงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยต้องเก็บรักษาไว้แทนผู้จัดการกองทุนเพื่อจ่ายให้แก่โจทก์เมื่อพ้นจากตำแหน่งในการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและโจทก์มีสิทธิจะได้รับเงินสมทบ ดังนั้น เมื่อโจทก์ออกจากงานด้วยความยินดีของทั้งสองฝ่าย โจทก์จึงมีสิทธิจะได้รับเงินสมทบ เงินดังกล่าวจึงยังมีสภาพเป็นเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนมิได้กลับมาเป็นของจำเลยแต่อย่างใดสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวไม่อาจโอนกันได้และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 23 และมาตรา 24 และไม่อาจจะนำไปหักกลบลบหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 346 จึงมิใช่เงินที่จำเลยจ่ายสมทบเข้ากองทุนและถือเป็นรายจ่ายไปแล้ว และได้เงินกลับคืนมาจากกองทุนด้วยประการใด ๆ ที่จะถือเป็นรายได้ของจำเลยในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้กลับคืนมาตามกฎกระทรวงฉบับที่ 183 (พ.ศ.2533) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ข้อ 6 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการที่จำเลยหักหนี้สินที่โจทก์มีต่อจำเลยและหนี้สินที่มีต่อเจ้าหนี้รายอื่นจากเงินดังกล่าวไม่ชอบด้วยข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 37 จึงต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบที่รับไว้จากผู้จัดการกองทุนให้แก่โจทก์ทั้งหมดนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 346
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 23 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประไพพรรณ ใจกว้าง
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5953/2550
#268950
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 วรรคแรกบัญญัติว่า "ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่างานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ...(4) เป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง (5)..." และมาตรา 77 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างหรือมีข้อตกลงกับลูกจ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินตามมาตรา 54 มาตรา 55 หรือการหักเงินตามมาตรา 76 นายจ้างต้องจัดทำเป็นหนังสือและให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อในการให้ความยินยอมหรือมีข้อตกลงกันไว้ให้ชัดเจนเป็นการเฉพาะ" จากบทบัญญัติดังกล่าวทำให้เห็นเจตนารมณ์ได้ว่า การห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดก็เพื่อคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะถูกหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด อันจะทำให้รายได้จากการทำงานลดลง และลูกจ้างอาจหมดกำลังใจในการทำงานที่ไม่ได้รับเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยนายจ้างจะหักได้ก็เฉพาะกรณีเข้าข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้เท่านั้น และสำหรับกรณีหักเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้างซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงซึ่งเป็นไปตามข้อยกเว้น จะหักได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากลูกจ้างโดยนายจ้างต้องจัดทำเป็นหนังสือและให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อในการยินยอมหรือมีข้อตกลงกันไว้ให้ชัดเจนเป็นการเฉพาะอีกด้วย เมื่อพิเคราะห์เจตนารมณ์ของการห้ามหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดดังกล่าว ประกอบกับข้อที่ว่านายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างด้วยแล้ว ทำให้เข้าใจได้ว่า การห้ามหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดใช้บังคับเฉพาะในกรณีที่คู่สัญญายังคงมีสภาพเป็นนายจ้างลูกจ้างกันอยู่เท่านั้น คดีนี้ในขณะที่จำเลยฟ้องแย้ง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไปก่อนแล้ว ทั้งจำเลยมิได้ฟ้องแย้งขอหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด แต่ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำงานซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน จึงนำบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 และมาตรา 77 มาปรับใช้อ้างเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยไม่ได้ แต่ศาลแรงงานกลางมิได้ฟังข้อเท็จจริงมาให้ชัดเจนว่าน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำอัดลมบรรจุขวดที่บริษัท ท. และบริษัท น. ส่งมอบให้จำเลยแล้วมีมูลค่าเท่าใด ยังค้างชำระอยู่อีกเท่าใด ซึ่งศาลฎีกาไม่มีอำนาจกระทำได้ จึงต้องส่งสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 19,666 บาท กับจ่ายค่าคอมมิชชั่น 14,605.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าคอมมิชชั่นดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 167,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 29,999.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 กันยายน 2547 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า หากโจทก์ไม่สามารถติดตามทวงถามให้จำเลยได้รับเงินค่าโฆษณาหรือนำสินค้ามาแลกเปลี่ยนตามอัตราโฆษณาจนครบถ้วน ยังขาดจำนวนเท่าใดจำเลยมีสิทธิหักเงินค่าจ้างจากโจทก์เป็นการชำระค่าโฆษณาดังกล่าว โดยทยอยหักเป็นคราว ๆ ไป เมื่อจำเลยผู้เป็นนายจ้างมิได้จัดทำเป็นหนังสือและให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างลงลายมือชื่อให้ความยินยอมหรือมีข้อตกลงกันไว้ให้ชัดเจนเป็นการเฉพาะตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 77 ทั้งโจทก์และจำเลยมิได้ทำสัญญาจ้างแรงงานไว้ระหว่างกันโดยมีข้อสัญญาในการหักเงินค่าจ้างแทนการชำระค่าโฆษณา โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินตามฟ้องแย้งให้แก่จำเลย เป็นคำวินิจฉัยที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 วรรคแรกบัญญัติว่า "ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ...(4) เป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง (5)..." และมาตรา 77 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างหรือมีข้อตกลงกับลูกจ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินตามมาตรา 54 มาตรา 55 หรือการหักเงินตามมาตรา 76 นายจ้างต้องจัดทำเป็นหนังสือและให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อในการให้ความยินยอมหรือมีข้อตกลงกันไว้ให้ชัดเจนเป็นการเฉพาะ" จากบทบัญญัติดังกล่าวทำให้เห็นเจตนารมณ์ได้ว่า การห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดก็เพื่อคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะถูกหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด อันจะทำให้รายได้จากการทำงานลดลง และลูกจ้างอาจหมดกำลังใจในการทำงานที่ไม่ได้รับเงินเดือนเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยนายจ้างจะหักได้ก็เฉพาะกรณีเข้าข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้เท่านั้น และสำหรับกรณีหักเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้างซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงซึ่งเป็นไปตามข้อยกเว้น จะหักได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากลูกจ้างโดยนายจ้างต้องจัดทำเป็นหนังสือและให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อในการยินยอมหรือมีข้อตกลงกันไว้ให้ชัดเจนเป็นการเฉพาะอีกด้วย เมื่อพิเคราะห์เจตนารมณ์ของการห้ามหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดดังกล่าว ประกอบกับข้อที่ว่านายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างด้วยแล้ว ทำให้เข้าใจได้ว่า การห้ามหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดใช้บังคับเฉพาะในกรณีที่คู่สัญญายังคงมีสภาพเป็นนายจ้างลูกจ้างกันอยู่เท่านั้น คดีนี้ในขณะที่จำเลยฟ้องแย้ง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไปก่อนแล้ว ทั้งจำเลยมิได้ฟ้องแย้งขอหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด แต่ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำงานซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน จึงนำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 และมาตรา 77 มาปรับใช้อ้างเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยไม่ได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาแต่เพียงว่า จำเลยได้รับค่าโฆษณารายบริษัททิมแสง 2000 จำกัด โดยได้รับมอบเครื่องฟอกอากาศ มูลค่า 100,000 บาท ครบถ้วนแล้ว และได้รับมอบน้ำดื่มบรรจุขวด และน้ำอัดลมบรรจุขวดไว้จากบริษัท ที ที ซี น้ำดื่มสยาม จำกัด และบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด ไว้หลายครั้ง แต่ยังไม่ครบถ้วน โดยมิได้ฟังข้อเท็จจริงมาให้ชัดเจนว่า น้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำอัดลมบรรจุขวดที่บริษัท ที ที ซี น้ำดื่มสยาม จำกัด และบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด ส่งมอบให้จำเลยแล้วมีค่าเท่าใด ยังค้างชำระอยู่อีกเท่าใด ซึ่งศาลฎีกาไม่มีอำนาจกระทำได้ จึงต้องส่งสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะที่ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้รับชำระค่าโฆษณาจากบริษัท ที ที ซี น้ำดื่มสยาม จำกัด และบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด รวมเป็นเงินเท่าใด และพิพากษาในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 76 ม. 77
ป.วิ.พ. ม. 243 (3) (ข)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวยุพมาศ ตันอุดม
จำเลย — บริษัทซิลเวอร์สกรีน จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
พิชิต คำแฝง
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5953/2550
#413657
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 76 วรรคแรก และมาตรา 77 ให้นายจ้างจะหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดได้ก็เฉพาะกรณีเข้าข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้เท่านั้น สำหรับกรณีหักเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้างซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงซึ่งเป็นไปตามข้อยกเว้น จะหักได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากลูกจ้างโดยนายจ้างต้องจัดทำเป็นหนังสือและให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อในการยินยอมหรือมีข้อตกลงกันไว้ให้ชัดเจนเป็นการเฉพาะอีกด้วย ดังนั้น การห้ามหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ใช้บังคับเฉพาะในกรณีที่คู่สัญญายังคงมีสภาพเป็นนายจ้างลูกจ้างกันอยู่เท่านั้น เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ไปก่อนแล้ว ทั้งมิได้ฟ้องแย้งขอหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด แต่ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำงานซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยละเลิกจ้างโจทก์ ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน จึงนำบทบัญญัติดังกล่าวมาปรับใช้อ้างเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 19,666 บาท กับจ่ายค่าคอมมิชชั่น 14,605.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าคอมมิชชั่นดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 167,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 29,999.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 กันยายน 2547 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปมีว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า หากโจทก์ไม่สามารถติดตามทวงถามให้จำเลยได้รับค่าโฆษณาหรือนำสินค้ามาแลกเปลี่ยนตามอัตราโฆษณาจนครบถ้วนยังขาดจำนวนเท่าใด จำเลยมีสิทธิหักเงินค่าจ้างจากโจทก์เป็นการชำระค่าโฆษณาดังกล่าวโดยทยอยหักเป็นคราวๆ ไป เมื่อจำเลยผู้เป็นนายจ้างมิได้จัดทำเป็นหนังสือและให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างลงลายมือชื่อให้ความยินยอมหรือมีข้อตกลงกันไว้ให้ชัดเจนเป็นการเฉพาะตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 77 ทั้งโจทก์และจำเลยมิได้ทำสัญญาจ้างแรงงานไว้ระหว่างกันโดยมีข้อสัญญาในการหักเงินค่าจ้างแทนการชำระค่าโฆษณา โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินตามฟ้องแย้งให้แก่จำเลย เป็นคำวินิจฉัยที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 วรรคแรกบัญญัติว่า "ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ...(4) เป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง (5)..." และมาตรา 77 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างหรือมีข้อตกลงกับลูกจ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินตามมาตรา 54 มาตรา 55 หรือการหักเงินตามมาตรา 76 นายจ้างต้องจัดทำเป็นหนังสือและให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อในการให้ความยินยอมหรือมีข้อตกลงกันไว้ให้ชัดเจนเป็นการเฉพาะ" จากบทบัญญัติดังกล่าวทำให้เห็นเจตนารมณ์ได้ว่า การห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ก็เพื่อคุ้มครองลูกจ้างไม่ไห้ได้รับความเดือดร้อนเพราะถูกหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด อันจะทำให้รายได้จากการทำงานลดลง และลูกจ้างอาจหมดกำลังใจในการทำงานที่ไม่ได้รับเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยนายจ้างจะหักได้ก็เฉพาะกรณีเข้าข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้เท่านั้นและสำหรับกรณีหักเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้างซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงซึ่งเป็นไปตามข้อยกเว้น จะหักได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากลูกจ้างโดยนายจ้างต้องจัดทำเป็นหนังสือและให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อในการยินยอมหรือมีข้อตกลงกันไว้ให้ชัดเจนเป็นการเฉพาะอีกด้วย เมื่อพิเคราะห์เจตนารมณ์ของการห้ามหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดดังกล่าว ประกอบกับข้อที่ว่านายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างด้วยแล้ว ทำให้เข้าใจได้ว่า การห้ามหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดใช้บังคับเฉพาะในกรณีที่คู่สัญญายังคงมีสภาพเป็นนายจ้างลูกจ้างกันอยู่เท่านั้น คดีนี้ในขณะที่จำเลยฟ้องแย้ง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไปก่อนแล้ว ทั้งจำเลยมิได้ฟ้องแย้งขอหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด แต่ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำงานซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน จึงนำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 และมาตรา 77 มาปรับใช้อ้างเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยไม่ได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาแต่เพียงว่า จำเลยได้รับค่าโฆษณารายบริษัททิมแสง 2000 จำกัด โดยได้รับมอบเครื่องฟอกอากาศ มูลค่า 100,000 บาท ครบถ้วนแล้ว และได้รับมอบน้ำดื่มบรรจุขวด และน้ำอัดลมบรรจุขวดไว้จากบริษัททีทีซีน้ำดื่มสยาม จำกัด และบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด ไว้หลายครั้งแต่ยังไม่ครบถ้วน โดยมิได้ฟังข้อเท็จจริงมาให้ชัดเจนว่าน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำอัดลมบรรจุขวดที่บริษัททีทีซีน้ำดื่มสยาม จำกัด และบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด ส่งมอบให้จำเลยแล้วมีมูลค่าเท่าใด ยังค้างชำระอยู่อีกเท่าใด ซึ่งศาลฎีกาไม่มีอำนาจกระทำได้จึงต้องส่งสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะที่ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยยังไม่ได้รับชำระค่าโฆษณาจากบริษัททีทีซีน้ำดื่มสยาม จำกัด และบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด รวมเป็นเงินเท่าใด แล้วพิพากษาในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 76 วรรคแรก ม. 77
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวยุพมาศ ตันอุดม
จำเลย — บริษัทซิลเวอร์สกรีน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
พิชิต คำแฝง
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5949/2550
#411931
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 75 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิแก่นายจ้างที่ประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษกิจสามารถหยุดดำเนินกิจการไว้ชั่วคราวเพื่อให้โอกาสแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นให้หมดสิ้นไปหรือบรรเทาลงได้ ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับกันว่า ในระหว่างหยุดกิจการชั่วคราวโจทก์ผลิตสินค้าบางส่วนเพราะมีวัตถุดิบเหลืออยู่ เมื่อวัตถุดิบหมดก็หยุดผลิต และปรากฏตามงบการเงินของโจทก์และหมายเหตุประกอบงบการเงิน ที่ศาลแรงงานกลางนำมาประกอบการวินิจฉัย และคู่ความไม่โต้แย้งว่าโจทก์มีทุนตจดทะเบียน 100,000,000 บาท มีวัตถุดิบคงเหลือ 30,800,000 บาท งานระหว่างทำ 16,700,000 บาท โจทก์เจรจากับเจ้าหนี้เงินกู้ระยะยาวเพื่อหาแนวทางการขายกิจการและจ่ายคืนเงินกู้ แสดงว่าแม้โจทก์จะมีการผลิตระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2546 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2546 แล้ว โจทก์ก็ยังคงมีวัตถุดิบคงเหลือและงานระหว่างทำ (สินค้าที่อยู่ระหว่างการผลิด) เหลืออยู่อีก การผลิตของโจทก์ในช่วงที่หยุดกิจการชั่วคราวจึงเป็นไปเพื่อไม่ให้วัตถุดิบและงานระหว่างทำเสียเปล่าทั้งยังมีรายรับเข้าสู่กิจการ เป็นการบรรเทาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจทางหนึ่ง ส่วนที่โจทก์สั่งสินค้าจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมาจำหน่ายนั้น ปรากฏตามคำสั่งของจำเลยว่าโจทก์ประกอบกิจการผลิตลวดเหล็ก ลวดผูกเหล็ก ลวดชุบสังกะสี ตะแกรงเหล็กเสริมคอนกรีต ลวดตาข่ายทุกชนิด ไม่ได้ประกอบกิจการประเภทซื้อมา-ขายไป การที่โจทก์สั่งสินค้าจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมาจำหน่ายก็เพราะมีราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของโจทก์ เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ใช่โจทก์เปลี่ยนประเภทกิจการ การพิจารณาว่าโจทก์จำเป็นต้องหยุดกิจการหรือไม่ต้องพิจารณาจากการประกอบกิจการผลิตของโจทก์ เมื่อปรากฎว่าโจทก์ขาดทุนสะสมถึง 114,000,000 บาท เกินกว่าทุนจดทะเบียนที่มีเพียง 100,000,000 บาท ไม่มีคำสั่งซื้อและสินค้าที่ผลิตจำหน่ายไม่ได้จนโจทก์ต้องหาทางขายกิจการเพื่อนำมาจ่ายคืนให้เจ้าหนี้ จึงเป็นกรณีโจทก์มีความจำเป็นต้องหยุดกิจการผลิตทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวโดยเหตุที่มิใช่เหตุสุดวิสัยตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงชอบที่จะจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนโจทก์หยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่โจทก์ไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงานได้

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า พยานจำเลยเบิกความว่าโจทก์สั่งซื้อวัตถุดิบมาผลิตสินค้าอย่างต่อเนื่อง ที่โจทก์อ้างว่าไม่มีรายการสั่งซื้อจากลูกค้าและสินค้าที่ผลิตขายไม่ได้ไม่อาจรับฟังได้ เป็นอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังตามคำแถลงรับของคู่ความที่ว่าโจทก์ดำเนินการผลิตจนวัตถุดิบที่เหลืออยู่หมดก็หยุดผลิตต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์มีคำสั่งให้ลูกจ้างของโจทก์หยุดงานในระหว่างเดือนกรกฎาคม 2546 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2547 เนื่องจากไม่มีงานให้ลูกจ้างทำ ผลผลิตที่ผลิตออกมาจำหน่ายไม่ได้ รวมทั้งไม่มีรายการสั่งซื้อจากลูกค้าจำต้องปิดกิจการชั่วคราว โดยโจทก์จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในอัตราร้อยละ 50 ต่อมาในวันที่ 1 มิถุนายน 2547 โจทก์ได้เลิกจ้างโดยลูกจางทั้งหมดสมัครใจลาออกซึ่งโจทก์จ่ายเงินค่าตอบแทนให้จำนวนหนึ่ง ต่อมาลูกจ้างยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาครขอเรียกค่าจ้างอีกร้อยละ 50 จำเลยมีคำสั่งที่ 44/2547 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างและค่าครองชีพอีกร้อยละ 50 ให้แก่ลูกจ้าง 8 คน โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ปิดกิจการชั่วคราวเพราะไม่มีการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า สินค้าไม่เป็นที่ต้องการของลูกค้าเนื่องจากราคาสูง ในการที่โจทก์สั่งปิดกิจการชั่วคราวโจทก์ก็ได้แจ้งต่อพนักงานตรวจแรงงานทราบแล้ว และโจทก์อยู่ระหว่างติดต่อขายกิจการให้แก่ผู้ซื้อโดยอยู่ในขั้นตอนเจรจาประนอมหนี้กับธนาคารเจ้าหนี้ ระหว่างที่โจทก์ปิดกิจการชั่วคราวโจทก์ได้จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในอัตราร้อยละ 50 เพื่อรักษาสภาพการเป็นลูกจ้างไว้เพื่อส่งมอบลูกจ้างให้แก่ผู้ซื้อ ต่อมาในภายหลังโจทก์และลูกจ้างทั้งหมดได้ปรึกษากันและตกลงกันว่าลูกจ้างจะขอลาออกจากงานโดยสมัครใจ โดยโจทก์จ่ายค่าตอบแทนให้จำนวนหนึ่งพร้อมกับทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่าลูกจ้างจะไม่เรียกร้องสิ่งใด ๆ จากโจทก์อีก ลูกจ้างทั้งหมดจึงไม่ได้สิทธิเรียกร้องค่าจ้างและค่าครองชีพอีกร้อยละ 50 จากโจทก์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 44/2547

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่ได้มีการปิดกิจการชั่วคราวโจทก์เปิดกิจการตลอดเวลาแต่ได้ว่าจ้างบุคคลภายนอกมาทำงานและจ้างลูกจ้างรายเหมาทำงานแทนลูกจ้างรายวัน รวมทั้งโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศมาขายแทน แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาไม่ให้ลูกจ้างรายวันทำงานต่อไปจึงมีคำสั่งให้หยุดทำงานชั่วคราวเป็นเวลาถึง 7 เดือน ทำให้ลูกจ้างไม่มีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงชีพ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่มีมูลเหตุความจำเป็นที่โจทก์จะต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว โจทก์จึงต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเต็มจำนวน บันทึกระหว่างโจทก์กับลูกจ้างขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ในเรื่องการจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาครที่ 44/2547

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์มีความจำเป็นต้องหยุดกิจการผลิตทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิแก่นายจ้างที่ประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจสามารถหยุดดำเนินกิจการไว้ชั่วคราวเพื่อให้โอกาสแก้ไขวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นให้หมดสิ้นไปหรือบรรเทาลงได้ ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับกันว่าในระหว่างหยุดกิจการชั่วคราวโจทก์ผลิตสินค้าบางส่วนเพราะมีวัตถุดิบเหลืออยู่ เมื่อวัตถุดิบหมดก็หยุดผลิต และปรากฏตามงบการเงินของโจทก์และหมายเหตุประกอบงบการเงิน ที่ศาลแรงงานกลางนำมาประกอบการวินิจฉัยและคู่ความไม่โต้แย้งว่าโจทก์มีทุนจดทะเบียน 100,000,000 บาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2546 โจทก์ขาดทุนสะสม 114,000,000 บาท มีวัตถุดิบคงเหลือ 30,800,000 บาท งานระหว่างทำ 16,700,000 บาท โจทก์เจรจากับเจ้าหนี้เงินกู้ระยะยาวเพื่อหาแนวทางการขายกิจการและจ่ายคืนเงินกู้ แสดงว่าแม้โจทก์จะมีการผลิตระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2546 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2546 แล้ว โจทก์ก็ยังคงมีวัตถุดิบคงเหลือและงานระหว่างทำ (สินค้าที่อยู่ระหว่างการผลิต) เหลืออยู่อีก การผลิตของโจทก์ในช่วงที่หยุดกิจการชั่วคราว จึงเป็นไปเพื่อไม่ให้วัตถุดิบและงานระหว่างทำเสียเปล่าทั้งยังมีรายรับเข้าสู่กิจการ เป็นการบรรเทาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจทางหนึ่ง ส่วนที่โจทก์สั่งสินค้าจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมาจำหน่ายนั้นปรากฏตามคำสั่งที่ 44/2547 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 ของจำเลยว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตลวดเหล็ก ลวดผูกเหล็ก ลวดหนาม ลวดชุบสังกะสี ตะแกรงเหล็กเสริมคอนกรีต ลวดตาข่ายทุกชนิด ไม่ได้ประกอบกิจการประเภทซื้อมา-ขายไป การที่โจทก์สั่งสินค้าจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมาจำหน่ายก็เพราะมีราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของโจทก์ เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ใช่โจทก์เปลี่ยนประเภทกิจการ การพิจารณาว่าโจทก์จำเป็นต้องหยุดกิจการหรือไม่ ต้องพิจารณาจากการประกอบกิจการผลิตของโจทก์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ขาดทุนสะสมถึง 114,000,000 บาท เกินกว่าทุนจดทะเบียนที่มีเพียง 100,000,000 บาท ไม่มีคำสั่งซื้อและสินค้าที่ผลิตจำหน่ายไม่ได้จนโจทก์ต้องหาทางขายกิจการเพื่อนำเงินมาจ่ายคืนให้เจ้าหนี้ จึงเป็นกรณีโจทก์มีความจำเป็นต้องหยุดกิจการผลิตทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวโดยเหตุที่มิใช่เหตุสุดวิสัยตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงชอบที่จะจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนโจทก์หยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่โจทก์ไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงานได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า พยานจำเลยเบิกความว่าโจทก์สั่งซื้อวัตถุดิบมาผลิตสินค้าอย่างต่อเนื่อง ที่โจทก์อ้างว่าไม่มีรายการสั่งซื้อจากลูกค้าและสินค้าที่ผลิตขายไม่ได้ไม่อาจรับฟังได้ เป็นอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังตามคำแถลงรับของคู่ความที่ว่าโจทก์ดำเนินการผลิตจนวัตถุดิบที่เหลืออยู่หมดก็หยุดผลิต ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลวดตาข่ายเอเชีย จำกัด
จำเลย — นายธนภณ สุรินทร์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
พิชิต คำแฝง
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5938/2550
#410696
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญา ผู้ร้องไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 252 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ค่าคำร้องเป็นพับจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ค่าคำร้องเป็นพับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ และริบรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บก 994 เบตง ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บก 994 เบตง ของกลาง ผู้ร้องไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสาม ขอให้คืนรถยนต์กระบะของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะของกลางผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โดยอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ใช้รถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิด เมื่อเจ้าพนักงานยึดรถยนต์กระบะของกลางแล้วผู้ร้องไม่เคยโต้แย้งกรรมสิทธิ์เพื่อขอคืนรถยนต์กระบะของกลาง และผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสาม ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บก 994 เบตง ของกลาง จำเลยที่ 3 เป็นบุตรผู้ร้อง จำเลยที่ 3 นำรถยนต์กระบะของกลางไปใช้กระทำความผิดคดีนี้และศาลมีคำพิพากษาให้ริบ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นบิดาจำเลยที่ 3 และได้ความจากคำเบิกความของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมอบรถยนต์กระบะของกลางให้แก่จำเลยที่ 3 เพื่อใช้ขับหรือนำออกรับจ้าง แสดงว่าผู้ร้องยินยอมอนุญาตให้จำเลยที่ 3 นำรถยนต์กระบะของกลางไปใช้ได้ตลอดเวลาตามที่จำเลยที่ 3 ต้องการโดยไม่คำนึงว่าจำเลยที่ 3 จะนำไปใช้ในกิจการใด รวมทั้งยอมรับการตัดสินใจของจำเลยที่ 3 ในการนำรถยนต์กระบะของกลางไปรับจ้าง ประกอบกับผู้ร้องรับในฎีกาว่าผู้ร้องรู้ว่าจำเลยที่ 3 นำรถยนต์กระบะของกลางไปรับจ้างบรรทุกโต๊ะสนุกเกอร์พร้อมอุปกรณ์ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลาง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีอาญา ผู้ร้องไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 252 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ค่าคำร้องเป็นพับจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน แต่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ค่าคำร้องเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 252
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — ประจำศาลจังหวัดเบตง
ผู้ร้อง — นายทิพย์ พูลสวัสดิ์
จำเลย — นายจีระ ใจดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5933/2550
#268728
เปิดฉบับเต็ม

การบอกเลิกสัญญาจ้างของนายจ้างเป็นการกระทำของนายจ้างที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างจึงเป็นการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง เมื่อมาตรา 118 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติว่าการเลิกจ้างต้องกระทำเป็นหนังสือ การที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาจึงมีผลเป็นการเลิกจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนที่มาตรา 17 วรรคสาม บัญญัติให้นายจ้างระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกจ้างนั้นเป็นการบัญญัติถึงวิธีการบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีที่ทำเป็นหนังสือ ไม่ได้ห้ามการบอกเลิกสัญาจ้างด้วยวาจา การบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาจึงไม่ขัดต่อมาตรา 17 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 20,823 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชย 122,490 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 20,823 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชย 122,490 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 17 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติเรื่องการที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีทำเป็นหนังสือว่าต้องกระทำอย่างไรจึงจะยกเหตุไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังได้ ซึ่งการจ่ายค่าชดเชยได้บัญญัติไว้ในมาตรา 118 ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ส่วนมาตรา 119 บัญญัติถึงกรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง สำหรับการเลิกจ้างนั้น มาตรา 118 วรรคสอง ได้ให้ความหมายของการเลิกจ้างที่นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยว่าหมายถึงการกระทำที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด ดังนั้น การเลิกจ้างจึงต้องพิเคราะห์ถึงการกระทำที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานและไม่จ่ายค่าจ้างให้ และการบอกเลิกสัญญาจ้างของนายจ้างก็เป็นการกระทำของนายจ้างที่ไม่ให้ลูกจ้างที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง จึงถือเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง เมื่อมาตรา 118 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติว่าการเลิกจ้างต้องกระทำเป็นหนังสือ การที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาจึงมีผลเป็นการเลิกจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนที่มาตรา 17 วรรคสาม บัญญัติให้นายจ้างระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างนั้นเป็นการบัญญัติถึงวิธีการบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีที่ทำเป็นหนังสือ ไม่ได้ห้ามการบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจา การบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาจึงไม่ขัดต่อมาตรา 17 วรรคสาม อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2549 ขอให้บังคับจำเลยจ่ายดอกเบี้ยในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 9 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้เสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประทวน ล่วนลอย
จำเลย — บริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พิชิต คำแฝง
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5921/2550
#270260
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่าโจทก์กระทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องเงิน จำเลยจึงตักเตือนเป็นหนังสือ แต่โจทก์กลับกระทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องเงินซ้ำอีก จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาโดยระบุเหตุผลในการเลิกจ้างให้โจทก์ทราบแล้ว การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง เป็นการทุจริตและกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง ซึ่งศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุงาน อัตราค่าจ้างสุดท้าย และการกระทำของโจทก์ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กระทำผิด ตลอดจนวันที่จำเลยบอกเลิกจ้างและวันที่การเลิกจ้างมีผล อันเป็นข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นหลักในการวินิจฉัยเกี่ยวกับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมครบถ้วน แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่สามารถหาหลักฐานยืนยันได้ว่าโจทก์กระทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องเงินซ้ำอีก จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดดังที่จำเลยอ้าง การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและกำหนดค่าเสียหายให้พร้อมทั้งวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิและจำนวนค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายครบทุกประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแล้ว แม้คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจะรวบรัดไปบ้าง แต่ก็เป็นคำพิพากษาที่แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยโดยชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 9,488 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 59,928 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 9,488 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 59,928 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ ข้อ 2.1 สรุปได้ว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง กล่าวคือศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เรื่องค่าชดเชยและเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยไม่ได้แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลตามกฎหมาย เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด จึงขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ย โดยจำเลยให้การว่า โจทก์กระทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องเงิน จำเลยจึงตักเตือนเป็นหนังสือ แต่ปรากฏว่าโจทก์กลับกระทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องเงินซ้ำอีก จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาโดยระบุเหตุผลในการเลิกจ้างให้โจทก์ทราบแล้ว การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรงเป็นการทุจริตและกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง ซึ่งศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุงาน อัตราค่าจ้างสุดท้าย และการกระทำของโจทก์ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กระทำผิด ตลอดจนวันที่จำเลยบอกเลิกจ้างและวันที่การเลิกจ้างมีผล อันเป็นข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นหลักในการวินิจฉัยเกี่ยวกับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมครบถ้วน แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่สามารถหาหลักฐานยืนยันได้ว่าโจทก์กระทำความผิดเกี่ยวกับเงินซ้ำอีก จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดดังที่จำเลยอ้าง การเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและกำหนดค่าเสียหายให้ พร้อมทั้งวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิและจำนวนค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายครบทุกประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแล้ว แม้คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจะรวบรัดไปบ้าง แต่ก็เป็นคำพิพากษาที่แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แล้ว อุทธรณ์ของจำเลย ข้อ 2.1 นี้จึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ ข้อ 2.2 และข้อ 2.3 ต่อไปโดยสรุปได้ว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเรื่องการเงินและจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เมื่อโจทก์กระทำความผิดซ้ำในเรื่องเกี่ยวกับการเงินอีกจึงเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนและกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับทำงานของจำเลย ข้อ 2.6.1 ระบุถึงขั้นตอนการลงโทษทางวินัยไว้ โดยความผิดในขั้นรุนแรงมากระบุขั้นตอนไว้ในตัวอย่างของการกระทำความผิดท้ายข้อ 2.6.3 ว่า จะถูกพิจารณาตามขั้นตอนดังนี้ การกระทำความผิดครั้งแรกตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งที่ 2 การกระทำความผิดซ้ำครั้งต่อไปให้พักงานเพื่อสอบสวนความผิด (เว้นแต่กรณีความผิดชัดแจ้ง) หากผิดจริงพิจารณาโทษให้พ้นสภาพการเป็นพนักงาน แต่ตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า ในการกระทำที่จำเลยกล่าวอ้างโจทก์กระทำความผิดเกี่ยวกับการเงินเป็นความผิดครั้งแรกซึ่งจำเลยลงโทษโจทก์ในขั้นตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งที่ 2 และการกระทำที่จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์กระทำความผิดครั้งที่ 2 จำเลยก็ได้เลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าโจทก์ได้กระทำความผิดเกี่ยวกับการเงิน จึงเป็นกรณีที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 2.6.1 จึงเป็นกรณีที่ถือไม่ได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว และเมื่อไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์กระทำความผิดเกี่ยวกับเงิน 1,300 บาท จึงมิใช่กรณีที่โจทก์กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 2.7 และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) และ (4) การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่สามารถหาหลักฐานยืนยันการกระทำความผิดของโจทก์ดังที่อุทธรณ์มาจึงไม่เข้ากรณีที่โจทก์กระทำการใดที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุสมควรและเพียงพอ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลย ข้อ 2.2 และข้อ 2.3 จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสงค์ วงษ์คงคำ
จำเลย — บริษัทเพลินจิต เรียลเอสเตท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมจิตร ทองประดับ
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
พิชิต คำแฝง
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5902/2550
#410865
เปิดฉบับเต็ม

โจทกฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทจากโจทก์ ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าห้องแถวพิพาทอีกต่อไป จึงบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยกับบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องแถวพิพาท ตอนแรกจำเลยให้การว่าจำเลยซื้อห้องแถวพิพาทจาก ซ.ในราคา 38,000 บาท จำเลยได้รับมอบการครอบครองมาแล้ว แต่ในตอนต่อมาจำเลยกลับให้การว่าจำเลยทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพากจาก ส. มารดาโจทก์ ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาจึงเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองเป็นคำให้การที่ยืนยันในข้อเท็จจริงหลายทางไม่ชัดแจ้งว่าข้อเท็จจริงที่ให้การนั้นไปทางหนึ่งทางใด ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง แต่คำให้การจำเลยเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยสิ้นเชิง คดีคงมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทจากโจทก์หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าห้องแถวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลยและวินิจฉัยตามนั้น จึงเป็นการไม่ชอบและถือว่าประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวเป็นขึ้นที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจยกอุทธรณ์ของจำเลยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 242 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องแถวเลขที่ 273/1 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานครพร้อมส่งมอบห้องแถวดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยใช่ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันห้องไปจนกว่าจะขนย้ายและส่งมอบห้องแถวคืนโจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้ง ขอให้สั่งให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทำสัญญาเช่าที่ดินกับจำเลย หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับได้ ให้โจทก์คืนเงินค่าซื้อบ้านจำนวน 38,000 บาท และค่าซ่อมบ้านจำนวน 50,000 บาท แก่จำเลย ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องแถวพิพาทเลขที่ 273/1 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร พร้อมส่งมอบห้องแถวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย และชำระค่าเสียหายเดือนละ 700 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบห้องแถวคืนแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า จำเลยอุทธรณ์ว่าห้องแถวพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยวินิจฉัยว่า คำให้การจำเลยขัดแย้งกันเอง โดยมิได้มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาว่ากล่าวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นต้องถือว่าคำให้การจำเลยชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยย่อมมิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 (1) เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทจากโจทก์ ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าห้องแถวพิพาทอีกต่อไป จึงบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยกับบริวารขนย้ายสินออกจากห้องแถวพิพาทตอนแรกจำเลยให้การว่า จำเลยซื้อห้องแถวพิพาทจากนางเซี้ยม แซ่แต้ ในราคา 38,000 บาท จำเลยได้รับมอบการครอบครองมาแล้ว แต่ในตอนต่อมาจำเลยกลับให้การว่า จำเลยทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทจากนางสมพร เหล่าบริรักษ์สุข มารดาโจทก์ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา จึงเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองเป็นคำให้การที่ยืนยันในข้อเท็จจริงหลายทางไม่ชัดแจ้งว่าข้อเท็จจริงที่ให้การนั้นไปทางหนึ่งทางใด ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แต่คำให้การจำเลยเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยสิ้นเชิง คดีคงมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทจากโจทก์หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าห้องแถวพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลยและวินิจฉัยตามนั้น จึงเป็นการไม่ชอบและถือว่าประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจยกอุทธรณ์ของจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 242 (1) ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้าย จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าสัญญาเช่าห้องแถวพิพาท เป็นการอำพรางสัญญาเช่าช่วงที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมิสิทธิยกขึ้นต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงขัดต่อประมวณกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 (1) เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์ว่าการทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาท เป็นการอำพรางสัญญาเช่าช่วงที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ต้องนำบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับนิติกรรมอำพรางอันเป็นเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีมาใช้บังคับและต้องถือตามสัญญาเช่าช่วงที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยผู้เช่าช่วง แต่สัญญาเช่าช่วงดังกล่าวมิได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 242 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพยงศักดิ์ เหล่าบริรักษ์สุข
จำเลย — นางเล็ก ทองบ่อ
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ