คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5700/2550
#410611
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การก่อสร้างกำแพงพิพาทเฉพาะส่วนที่ปิดกั้นช่องลมห้องน้ำในอาคารของโจทก์กับปิดกั้นพัดลมระบายอากาศของโจทก์ซึ่งอยู่ถัดไปเป็นการละเมิดต่อโจทก์ และพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนกำแพงพิพาทเฉพาะส่วนดังกล่าว จำเลยอุทธรณ์แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้รื้อถอนกำแพงพิพาทส่วนที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้รื้อถอนออกไปด้วย ฎีกาของโจทก์ในส่วนดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การก่อสร้างต่อเติมอาคารและก่อกำแพงของจำเลยเป็นการขัดขวางรบกวนการใช้ประโยชน์ที่ดินของโจทก์ และเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวกำหนดจากส่วนหนึ่งของคำฟ้องและคำให้การที่คู่ความโต้แย้งกันว่า การที่จำเลยก่อสร้างกำแพงพิพาทเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งตามคำให้การจำเลยได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธไว้ด้วยว่า กำแพงพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของจำเลย การก่อสร้างกำแพงพิพาทจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น

โจทก์ต่อเติมอาคารตึกแถวในที่ว่างทางด้านหลังของที่ดินของโจทก์เป็นห้องน้ำและห้องครัวเข้าไปใกล้อาคารของจำเลยมาก ห้องน้ำและห้องครัวดังกล่าวยังมีช่องหน้าต่างและพัดลมระบายอากาศไปยังบริเวณด้านหลังของอาคารด้วย อากาศเสียจากห้องน้ำและห้องครัวจึงถูกระบายไปทางอาคารของจำเลย การที่จำเลยทำกำแพงพิพาทขึ้นปิดกั้นกลิ่นเหม็นที่ออกมาจากห้องน้ำและห้องส้วมของโจทก์ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ทั้งโจทก์อาจระบายอากาศเสียจากห้องน้ำและห้องครัวของโจทก์ไปทางอื่นที่ไม่ทำให้เจ้าของอาคารใกล้เคียงรวมทั้งจำเลยเดือดร้อนได้ จึงถือไม่ได้ว่าการก่อสร้างกำแพงพิพาทเป็นเหตุให้โจทก์เดือดร้อนรำคาญ ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8298/2543 ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยแต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11521 พร้อมอาคารตึกแถวเลขที่ 737/81 จำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 737/83 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 7805, 11255 และ 11256 ซึ่งปลูกอยู่จากบริเวณด้านหลังของอาคารตึกแถวของโจทก์ประมาณ 10 เมตร ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2539 ถึงเดือนตุลาคม 2540 จำเลยบุกรุกเข้าถมทางระบายน้ำ ซึ่งระบายน้ำออกไปสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะที่เจ้าของเดิมจัดให้มีขึ้นตั้งแต่ปี 2510 และใช้ประโยชน์ร่วมกันตลอดมา จำเลยต่อเติมบ้านหลายห้องเพื่อให้ผู้อื่นเช่า โดยต่อเติมชิดกับอาคารตึกแถวของโจทก์ห่างไม่เกิน 2 เมตร ยาวตลอดแนวอาคาร และไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานเขตบางพลัด กับได้ต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่เป็นทางเดินและท่อระบายน้ำหลังอาคารตึกแถวของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขัดขวาง รบกวนการใช้ประโยชน์ของโจทก์ จำเลยก่ออิฐเป็นกำแพงสูงเท่ากับอาคารตึกแถวของโจทก์บนที่ดินและท่อระบายน้ำชิดกับอาคารตึกแถวของโจทก์ ปิดกั้นทางเดินด้านหลัง ทำให้พัดลมระบายอากาศไม่สามารถใช้การได้ ช่องระบายอากาศถูกปิดกั้น บังแสงแดด และทิศทางลม เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายไว้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรในเมื่อเอาสภาพและตำแหน่งแห่งทรัพย์มาประกอบเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนกำแพงที่สร้างไว้บนทางเดินและทางระบายน้ำด้านหลังอาคารตึกแถวของโจทก์ กว้าง 2 เมตร ยาวตลอดแนวอาคาร เนื้อที่ 5 ตารางวา กำแพงสูงประมาณ 5 เมตร ที่ปิดบังทางระบายอากาศและปรับปรุงให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี และให้น้ำไหลไปสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะได้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้โจทก์รื้อถอนกำแพงดังกล่าวได้ โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำพิพากษา

จำเลยให้การว่า เดิมอาคารตึกแถวเลขที่ 737/76 ถึง 737/82 รวม 7 คูหา ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินแปลงเดียวกัน ต่อมาเจ้าของที่ดินเดิมแบ่งแยกออกเป็นแปลงๆ เพื่อปลูกสร้างอาคารตึกแถวขาย เมื่อแบ่งแยกแล้วโจทก์ได้กรรมสิทธิ์อาคารตึกแถวเลขที่ 737/81 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 11251 เนื้อที่ 12 ตารางวา โดยการซื้อมาเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2525 ด้านหลังของอาคารตึกแถวของโจทก์ดังกล่าวเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 7805, 11255, 11256 และ 9719 ต่อมาวันที่ 24 เมษายน 2533 ที่ดินดังกล่าวทั้งสี่แปลงพร้อมอาคารเลขที่ 737/83 และ 737/84 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยซึ่งอาคารนี้อยู่ด้านหลังของอาคารตึกแถวเลขที่ 737/76 ถึง 737/82 อาคารตึกแถวดังกล่าวซึ่งรวมทั้งอาคารของจำเลยมีที่ดินว่างเป็นทางหนีไฟกว้างประมาณ 2 เมตร และที่ดินว่างดังกล่าวจะมีที่บำบัดน้ำเสียประมาณ 1 เมตร ไม่มีทางระบายน้ำสู่ทางระบายน้ำสาธารณะตามฟ้อง ก่อนที่อาคารตึกแถวเลขที่ 737/81 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์มีการต่อเติมอาคารดังกล่าวที่ด้านหลังซึ่งเป็นบริเวณที่ว่างและเป็นทางหนีไฟดังกล่าวจนชิดกับแนวเขตที่ดินของจำเลย จำเลยต่อเติมอาคารห่างจากแนวเขตที่ดินของโจทก์ประมาณ 60 เซนติเมตร และห่างจากตัวอาคารของโจทก์ประมาณ 2.60 เมตร การก่อสร้างอาคารของจำเลยไม่ได้รุกล้ำเข้าไปถมทางระบายน้ำ ไม่ได้ทำให้พัดลมระบายอากาศและช่องระบายอากาศใช้ไม่ได้ โจทก์ต่อเติมอาคารชิดแนวเขตที่ดินของจำเลยโดยผิดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร จำเลยก่ออิฐเป็นกำแพงในที่ดินของจำเลยติดกับแนวเขตที่ดินของโจทก์สูงประมาณ 2 เมตร ไม่ทำให้พัดลมระบายอากาศของโจทก์ใช้ไม่ได้ ไม่ได้บดบังแสงแดดและทิศทางลม โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเดือดร้อนตามฟ้องและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเดือนละ 3,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนกำแพงพิพาทเฉพาะส่วนที่ปิดบังช่องลมในห้องน้ำ และส่วนที่ปิดบังพัดลมไล่อากาศออก หากไม่ปฏิบัติให้โจทก์รื้อกำแพงเฉพาะส่วนดังกล่าวได้ โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายและให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อปี 2525 โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11251 ตำบลบางพลัด (บ้านปูน) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมอาคารตึกแถว 2 ชั้น เลขที่ 737/81 ซึ่งมีการก่อสร้างต่อเติมทางด้านหลังออกไปเป็นห้องครัวและห้องน้ำมีช่องหน้าต่างและพัดลมระบายอากาศออกไปทางด้านหลัง บริเวณดังกล่าวอยู่ใกล้ที่ดินและอาคารเลขที่ 737/83 ที่จำเลยได้กรรมสิทธิ์มาเมื่อปี 2533 ครั้นปี 2539 ถึงปี 2540 จำเลยก่อสร้างกำแพงพิพาทกั้นระหว่างอาคารตึกแถวของโจทก์กับอาคารของจำเลย กำแพงพิพาทชิดด้านหลังอาคารตึกแถวของโจทก์โดยมีความสูงประมาณ 2.50 เมตร อยู่ในระดับเดียวกับชั้นล่างของอาคารตึกแถวของโจทก์ซึ่งเป็นห้องครัวและห้องน้ำ ทำให้ไม่อาจเปิดพัดลมระบายอากาศออกไป และไม่อาจเปิดช่องหน้าต่างได้ ที่โจทก์ฎีกาขอให้บังคับจำเลยรื้อกำแพงพิพาทส่วนที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้รื้อถอนมาด้วยนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การก่อสร้างกำแพงพิพาทเฉพาะส่วนที่ปิดกั้นช่องลมห้องน้ำในอาคารของโจทก์กับปิดกั้นพัดลมระบายอากาศของโจทก์ซึ่งอยู่ถัดไปเป็นการละเมิดต่อโจทก์ และพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนกำแพงพิพาทเฉพาะส่วนดังกล่าว จำเลยอุทธรณ์โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้รื้อถอนกำแพงพิพาทส่วนที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้รื้อถอนออกไปด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงว่า กำแพงพิพาทอยู่ในที่ดินของจำเลย เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทในการชี้สองสถานว่า การก่อสร้างต่อเติมอาคารและการก่อกำแพงของจำเลยเป็นการขัดขวางรบกวนการใช้ประโยชน์ที่ดินของโจทก์ และเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวกำหนดจากส่วนหนึ่งของคำฟ้องและคำให้การที่คู่ความกล่าวอ้างและโต้แย้งกันว่า การที่จำเลยก่อสร้างกำแพงพิพาทเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งตามคำให้การจำเลยได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธไว้ด้วยว่า กำแพงพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของจำเลย การก่อสร้างกำแพงพิพาทจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นจึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า กำแพงพิพาทไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินของจำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบก่อนเบิกความยืนยันว่าจำเลยก่อสร้างกำแพงพิพาทในที่ดินของจำเลย โดยโจทก์มิได้ถามค้านและนำสืบโต้เถียงว่า กำแพงพิพาทไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินของจำเลย จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า กำแพงพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของจำเลย

ปัญหาข้อสุดท้ายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าการก่อสร้างกำแพงพิพาทส่วนที่ปิดกั้นช่องลมห้องน้ำกับปิดกั้นพัดลมระบายอากาศเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ได้ความว่ามีการต่อเติมอาคารตึกแถวของโจทก์ในที่ว่างทางด้านหลังของที่ดินโจทก์เป็นห้องน้ำและห้องครัวเข้าไปใกล้อาคารของจำเลยมากขึ้น ห้องน้ำและห้องครัวดังกล่าวยังมีช่องหน้าต่างและพัดลมระบายอากาศไปยังบริเวณด้านหลังของอาคารด้วยย่อมเห็นได้ว่าอากาศเสียจากห้องน้ำและห้องครัวถูกระบายไปทางอาคารของจำเลย ทั้งจำเลยยังเบิกความยืนยันด้วยว่า จำเลยทำกำแพงพิพาทขึ้นปิดกั้นกลิ่นเหม็นที่ออกมาจากห้องน้ำและห้องส้วมของโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยก่อสร้างกำแพงพิพาทในเขตที่ดินของจำเลยเองด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ทั้งโจทก์อาจระบายอากาศเสียจากห้องน้ำและห้องครัวของโจทก์ไปทางอื่นที่ไม่ทำให้เจ้าของอาคารใกล้เคียงรวมทั้งจำเลยเดือดร้อนได้ จึงถือไม่ได้ว่าการก่อสร้างกำแพงพิพาทดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์เดือดร้อนรำคาญ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าห้องน้ำและห้องครัวของโจทก์ไม่มีกลิ่นเหม็นยิ่งแสดงให้เห็นว่า โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเดือดร้อนรำคาญจากการที่จำเลยก่อสร้างกำแพงพิพาทเพื่อปิดกั้นช่องหน้าต่างและพัดลมระบายอากาศดังกล่าว การก่อสร้างกำแพงพิพาทของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืนให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1337
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจันทรตรี จิตติพาณิชย์
จำเลย — นางทองสุข มณฑาณี
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5689/2550
#410627
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ว. เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท ว. ถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะทายาท ว. เนื่องจากเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นผู้สืบสิทธิในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท อ. บุตรเลี้ยงของโจทก์นำโฉนดที่ดินพิพาทไปวางเป็นประกันเงินกู้ไว้แก่จำเลยในขณะที่ ว. ยังมีชีวิตอยู่โดยมิได้รับความยินยอมจาก ว. เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินพิพาท ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาท เป็นการบรรยายโดยแจ้งชัดแล้ว แม้ฟ้องโจทก์จะมิได้บรรยายว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งหมดหรือเป็นเจ้าของร่วมในสัดส่วนเท่าใด ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์อาจนำสืบให้ปรากฏในชั้นพิจารณา ไม่ต้องกล่าวในฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

โจทก์ฟ้องเรียกโฉนดที่ดินพิพาทคืน โดยอ้างสิทธิในฐานะเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นทายาทของผู้ตาย จำเลยยึดถือโฉนดที่ดินพิพาทไว้โดยไม่มีสิทธิ เมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนโฉนดดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในฐานะเป็นทายาทผู้สืบสิทธิในที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางวารินทร์ เสาสูง ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 ต่อมาประมาณปลายปี 2548 โจทก์ทราบว่านายอนุรักษ์ มินพิมาย บุตรเลี้ยงของโจทก์ได้นำต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 243449 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนางวารินทร์ไปวางเป็นประกันการกู้ยืมเงินไว้กับจำเลยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากนางวารินทร์ จึงถือว่าจำเลยยึดถือโฉนดที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 243449 ตำบลสำโรงใต้ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ส่งมอบหรือส่งมอบไม่ได้ให้โจทก์นำคำพิพากษาของศาลไปแสดง ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาพระประแดงออกใบแทนโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งแห่งข้อหาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องโฉนดที่ดินพิพาทโดยอ้างมูลเหตุใดและจำเลยมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 243449 เลขที่ดิน 96 หน้าสำรวจ 10953 ตำบลสำโรงใต้ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ คืนให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางวารินทร์ เสาสูง นางวารินทร์เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท นางวารินทร์ถึงแก่ความตายด้วยเหตุแผลเลือดออกในลำไล้ใหญ่ โจทก์ในฐานะทายาท เนื่องจากเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นผู้สืบสิทธิในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท นายอนุรักษ์ มินพิมาย บุตรเลี้ยงของโจทก์นำโฉนดที่ดินพิพาทไปวางเป็นประกันเงินกู้ไว้แก่จำเลยในขณะที่นางวารินทร์ยังมีชีวิตอยู่โดยมิได้รับความยินยอมจากนางวารินทร์เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินพิพาท ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทนั้นเป็นการบรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว แม้ฟ้องโจทก์จะมิได้บรรยายว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งหมดหรือเป็นเจ้าของร่วมในสัดส่วนเท่าใด ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์อาจนำสืบให้ปรากฏในชั้นพิจารณา หาจำต้องกล่าวในฟ้องดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ประเด็นข้อสองตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างสิทธิในการเรียกโฉนดที่ดินพิพาทคืน โดยมีสิทธิในฐานะเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นทายาทของผู้ตาย แต่จำเลยยึดถือโฉนดที่ดินพิพาทไว้โดยไม่มีสิทธิ เมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนโฉนดดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในฐานะเป็นทายาทผู้สืบสิทธิในที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาในอุทธรณ์ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้"

พิพากษายืน เฉพาะค่าทนายความในศาลชั้นต้นกำหนดให้ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกำพล เสาสูง
จำเลย — นายวิโรจน์ ทวีธรรมถาวร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5686/2550
#410606
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่อุทธรณ์ของจำเลยมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า สัญญาแชร์ระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยมีข้อตกลงตามที่จำเลยกล่างอ้างหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยจัดตั้งวงแชร์ขึ้นโดยจำเลยเป็นนายวง มีผู้ร่วมเล่น 24 หุ้น หุ้นละ 2,000 บาท โจทก์ทั้งห้าร่วมเล่นแชร์เป็นลูกวง โดยโจทก์ที่ 1 ร่วมเล่น 2 หุ้น (มือ) โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมเล่นคนละ 1 หุ้น (มือ) ในการเล่นแชร์ดังกล่าว จำเลยในฐานะวงแชร์มีสิทธิเก็บรวบรวมเงินงวดแชร์จากลูกวงทั้งหมดไปใช้ประโยชน์ส่วนตนได้ก่อนเป็นอันดับแรกโดยไม่ต้องเสียค่าดอกเบี้ยและผลประโยชน์ใดๆ แต่จำเลยมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการเก็บรวบรวมเงินค่าแชร์ โดยหักดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ตามจำนวนที่ลูกวงแชร์ผู้ประมูลได้เสนอให้แก่ลูกวงแชร์ที่ยังประมูลไม่ได้ เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ประมูลแชร์ได้จนครบ โดยจะมีการประมูลแชร์เดือนละครั้งถือเป็นงวดหนึ่ง หากมีลูกวงแชร์คนใดคนหนึ่งหรือหลายคนไม่ชำระเงินค่างวดแชร์รวมทั้งดอกเบี้ยและผลประโยชน์ตามที่ตกลงไว้ในขณะประมูลไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ หรือเพราะวงแชร์เลิกหรือหยุดชะงักหรือล้มไปไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ จำเลยยอมรับผิดชดใช้เงินค่างวดแชร์ทั้งดอกเบี้ยและผลประโยชน์ที่ลูกวงแชร์ได้เสียไปหรือควรได้รับทั้งหมดให้แก่ลูกวงแชร์ทุกคนที่ยังไม่ได้ประมูล หลังจากนั้นโจทก์ทั้งห้าและลูกวงแชร์อื่นได้ส่งเงินงวดแชร์แก่จำเลยจนครบตามข้อตกลงรวมระยะเวลา 13 เดือน โจทก์ที่ 1 ส่งค่าแชร์เป็นเงินต้น 52,000 บาท โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ส่งค่าแชร์เป็นเงินต้นคนละ 26,000 บาท ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2545 จำเลยแจ้งแก่โจทก์ทั้งห้าและลูกวงแชร์อื่นว่า ลูกวงแชร์บางคนไม่ชำระเงินงวดแชร์และดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ตามที่ตกลงไว้จนเป็นเหตุให้วงแชร์ล้มและเลิกสัญญาแชร์ ซึ่งจำเลยต้องรับผิดคืนเงินค่างวดแชร์ที่โจทก์ทั้งห้าได้จ่ายไปแล้วพร้อมทั้งผลประโยชน์ที่ควรได้ให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 64,070 บาท โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 32,035 บาท จำเลยได้ยอมรับสภาพหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ทั้งห้า โดยตกลงผ่อนชำระเป็นงวด แต่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งห้าเพียงบางส่วน คงค้างชำระโจทก์ที่ 1 เป็นต้นเงิน 8,000 บาท ผลประโยชน์ 4,070 บาท และค้างชำระโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นต้นเงินคนละ 4,000 บาท ผลประโยชน์คนละ 2,035 บาท และจำเลยต้องรับผิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยที่ต้องรับผิดแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,112.25 บาท โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 1,056,125 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นต้นเงิน 12,070 บาท ดอกเบี้ย 2,112.25 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นต้นเงินคนละ 6,035 บาท และดอกเบี้ยคนละ 1,056.125 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นนายวงแชร์ โจทก์ทั้งห้าทราบดีว่านายประกิตลูกวงแชร์ซึ่งประมูลแชร์ได้เงินไปแล้วไม่ยอมชำระต้นเงินและผลประโยชน์คืนแก่วงแชร์ วงแชร์จึงไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้อันต้องยุติล้มเลิก จำเลยยังทำหน้าที่เป็นนายวงแชร์ที่ดีเก็บรวบรวมเงินแชร์จากลูกวงแชร์ที่ประมูลไปก่อนทั้งต้นเงินและผลประโยชน์รวมทั้งเงินที่จำเลยรับไปจากลูกวงแชร์เฉลี่ยคืนให้แก่ลูกวงที่ยังไม่ได้ประมูลรวมถึงโจทก์ทั้งห้าด้วย ส่วนเงินที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคือจำนวนเงินที่นายประกิตค้างชำระไม่จ่ายวงแชร์เป็นมูลหนี้ที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องเอาแก่นายประกิตได้โดยตรงอยู่แล้ว ซึ่งธรรมเนียมการเล่นแชร์นายวงแชร์ไม่มีหน้าที่จะต้องจ่ายเงินแทนลูกวงแชร์ที่ประมูลแล้ว มีหน้าที่เพียงตามเก็บรวบรวมเงินให้ลูกวงแชร์อื่นเท่านั้น จำเลยไม่เคยมีข้อตกลงหรือสัญญาจะจ่ายเงินแทนลูกวงแชร์ที่ไม่จ่ายเงินให้แก่วงแชร์ จำเลยไม่ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งห้า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์บางส่วนแล้วเห็นว่าคู่ความรับข้อเท็จจริงกันได้และเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้วให้งดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินโจทก์ที่ 1 จำนวน 14,182.25 บาท โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 7,091.125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินโจทก์ที่ 1 จำนวน 12,070 บาท ต้นเงินโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 6,035 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความให้แก่โจทก์แต่ละคนจำนวน 400 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่โจทก์ทั้งห้าได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกาพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ตามสัญญาแชร์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ที่บัญญัติว่า บทบัญญัติในมาตรา 6 ไม่กระทบกระเทือนถึงการที่สมาชิกวงแชร์จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ ต้องเป็นกรณีที่มีสิทธิฟ้องหรือเรียกร้องได้ตามนิติกรรมหรือข้อตกลงหรือสัญญาได้อยู่ก่อนแล้ว ส่วนของจำเลยนั้น เมื่อสัญญาแชร์เลิกแล้ว สมาชิกทุกคนในวงแชร์รวมทั้งโจทก์ทั้งห้าและจำเลยต้องกลับคืนสู่สถานะเดิม ผู้ที่ได้ประโยชน์ไปแล้วมีหน้าที่ต้องส่งคืน ผู้เสียประโยชน์ก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์กับผู้ที่ประมูลไปแล้ว โจทก์ทั้งห้าเป็นผู้เสียประโยชน์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกร้องเอาแก่นายประกิต เมื่อคดีไม่มีข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าจำเลยได้ประโยชน์พิเศษหรือมีข้อตกลงที่จะจ่ายเงินแทนสมาชิกที่ไม่จ่ายเงินคืน แต่ข้อเท็จจริงยุติฟังได้ว่าไม่มีข้อความใดเป็นข้อตกลงว่าจำเลยจะเป็นผู้จ่ายเงินแทนนายประกิตสมาชิกผู้ประมูลแชร์ได้แล้วไม่จ่ายเงินค่าแชร์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ทั้งห้า จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า สัญญาแชร์ระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยมีข้อตกลงตามที่จำเลยกล่าวอ้างหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จะต้องวินิจฉัยก่อน ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกว้าง โคตรนารินทร์ กับพวก
จำเลย — นางนริศรา แสนสุรินทร์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5649/2550
#514291
เปิดฉบับเต็ม

การขอแถลงการณ์ด้วยปาก คู่ความอาจขอมาในคำฟ้องอุทธรณ์โดยไม่จำต้องทำเป็นคำร้องติดมากับฟ้องอุทธรณ์ ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นสมควรอนุญาตให้คู่ความแถลงการณ์ด้วยปากก็ให้พิจารณาคดีโดยเปิดเผยต่อหน้าคู่ความทั้งสองฝ่าย การอนุญาตให้คู่ความแถลงการณ์ด้วยปากหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์โดยเฉพาะ คู่ความไม่มีสิทธิยกขึ้นฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3)

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) วรรคสอง จำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรก การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเดินเผชิญสืบบริเวณที่เกิดเหตุชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้วปรากฏว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2544 ถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2545 ไม่ปรากฏว่าจำเลยขอให้ศาลเดินเผชิญสืบแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนัดสุดท้ายตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2545 ระบุว่า จำเลยนำพยานเข้าเบิกความได้ 2 ปาก แล้วแถลงว่าหมดพยานจำเลยเพียงเท่านี้ และขอยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีภายใน 20 วัน นอกจากนี้ในสำนวนก็ไม่ปรากฏคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบบริเวณที่เกิดเหตุ ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยได้แถลงขอเดินเผชิญสืบต่อผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในศาลชั้นต้นแล้ว แต่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมิได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏในสำนวน ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยแถลงการณ์ด้วยปากโดยให้เหตุผลว่า คดีนี้มิได้พิจารณาคดีโดยเปิดเผยและจำเลยมิได้ทำเป็นคำร้องติดมากับฟ้องอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบ เพราะแม้จำเลยไม่ได้ทำเป็นคำร้อง แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลอุทธรณ์ควรอนุญาตให้จำเลยแถลงการณ์ด้วยปากนั้น เห็นว่า การขอแถลงการณ์ด้วยปาก คู่ความอาจขอมาในคำฟ้องอุทธรณ์โดยไม่จำต้องทำเป็นคำร้องติดมากับฟ้องอุทธรณ์ ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นสมควรอนุญาตให้คู่ความแถลงการณ์ด้วยปากก็ให้พิจารณาคดีโดยเปิดเผยต่อหน้าคู่ความทั้งสองฝ่ายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 203 และการอนุญาตให้คู่ความแถลงการณ์ด้วยปากหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์โดยเฉพาะ คู่ความไม่มีสิทธิฎีกาได้ กรณีนี้ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยแถลงการณ์ด้วยปาก จำเลยจึงไม่มีสิทธิยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 203 ม. 205
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายณรงค์ เอี่ยมสอาด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางนริศรา ศรีภิรมย์ รางแดง
ศาลอุทธรณ์ — นายกึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
อิศเรศ ชัยรัตน์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5643/2550
#410618
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างบุคคลอื่นขับรถแทรกเตอร์เข้าไปขุดไถที่ดินของโจทก์แล้วปักเสาล้อมรั้วไว้ โดยทำลายเสาไม้ของโจทก์ที่ปักแสดงแนวเขตเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาที่ปักล้อมรั้ว ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องและชดใช้ค่าเสียหาย เป็นการฟ้องขอให้บังคับตามสิทธิเรียกร้องในทางแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อคดีอาญาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยนำรถแทรกเตอร์เข้าไปขุดร่องน้ำ ปักเสาคอนกรีตและล้อมรั้วในที่ดินพิพาทเพื่อถือการครอบครองและรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์โดยปกติสุข และพิพากษาลงโทษจำเลยฐานบุกรุก คดีถึงที่สุด ก็ย่อมฟังข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ศาลฎีกาไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นได้ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท การที่จำเลยนำรถแทรกเตอร์เข้าไปขุดไถปักเสาและล้อมรั้วในที่ดินพิพาท ถือได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 16 หมู่ที่ 3 ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 76 ตารางวา เดิมที่ดินดังกล่าวเป็นของนายแหยม สินป้อง แล้วนายแหยมขายให้นางเทียน ต่อมานางเทียนยกให้แก่โจทก์ประมาณ 30 ปีแล้ว เมื่อระหว่างต้นเดือนมกราคม 2540 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2540 จำเลยได้จ้างวานบุคคลอื่นขับรถแทรกเตอร์เข้าไปขุดไถในที่ดินของโจทก์แล้วปักเสาล้อมรั้วไว้ โดยทำลายเสาไม้ของโจทก์ที่ปักแสดงแนวเขตที่ดินไว้เสียหายคิดเป็นเงิน 500 บาท เพื่อแย่งการครอบครองที่ดินจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาที่จำเลยบุกรุกเข้าไปปิดล้อมอาณาเขตที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยใช้ค่าเสาไม้ของโจทก์เป็นเงิน 500 บาท และค่าเสียหายจากการเข้าครอบครองที่ดินของโจทก์ปีละ 5,000 บาท แก่โจทก์นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อปี 2487 นายไพบูลย์ โลบุญเลิศ บิดาจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากจ่าอากาศโทเชื้อ หนูเพ็ชร แล้วครอบครองตลาดมาจนถึงปี 2505 จึงยกให้จำเลย จำเลยครอบครองต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน และเคยให้บุคคลอื่นเช่าทำนา โจทก์มิได้เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ที่พิพาทด้านทิศใต้จดที่ดินของบุคคลอื่นมิใช่จดที่ดินของนางเทียน น้อยพันธ์ มารดาโจทก์ นางเทียบไม่เคยยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ จำเลยไม่เคยทำลายเสาไม้ของโจทก์ โจทก์ไม่เคยปักเสาไม้ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ตามพื้นที่ภายในกรอบเส้นสีแดงของแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาฐานบุกรุกที่ดินพิพาทและทำให้เสียทรัพย์ คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยฐานบุกรุก ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9367/2546

ที่โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9367/2546 ของศาลฎีกา ซึ่งฟังข้อเท็จจริงแล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยจ้างบุคคลอื่นขับรถแทรกเตอร์เข้าไปขุดไถที่ดินของโจทก์แล้วปักเสาล้อมรั้วไว้ โดยทำลายเสาไม้ของโจทก์ที่ปักแสดงแนวเขตที่ดินของโจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาที่ปักล้อมรั้ว ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องขอให้บังคับตามสิทธิเรียกร้องในทางแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9367/2546 ของศาลฎีกา ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงเป็นประเด็นเดียวกันว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ เมื่อคดีอาญาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยนำรถแทรกเตอร์เข้าไปขุดร่องน้ำ ปักเสาคอนกรีตและล้อมรั้วในที่ดินพิพาทเพื่อถือการครอบครองและรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์โดยปกติสุข และพิพากษาลงโทษจำเลยฐานบุกรุก คดีถึงที่สุด ก็ย่อมฟังข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ หาใช่ยังมิได้มีคำวินิจฉัยไว้ชัดแจ้งว่าเป็นที่ดินของโจทก์ดังคำแก้ฎีกาของจำเลยไม่ ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ศาลฎีกาไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นได้ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท การที่จำเลยนำรถแทรกเตอร์เข้าไปขุดไถปักเสาและล้อมรั้วในที่ดินพิพาทของโจทก์โดยปกติสุข ถือได้ว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์"

พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนเสาที่จำเลยใช้ปิดล้อมอาณาเขตที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 15,500 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประไพ นพประภา
จำเลย — นายบุญชู โลห์บุญเลิศ
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5639/2550
#272725
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ไม่ได้นิยามคำว่าราคาตลาดไว้ แต่เมื่อพิจารณาถึงความหมายในทางการค้าโดยทั่วไปแล้ว คำว่าราคาตลาดใน ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) คงมีความหมายทำนองเดียวกันกับคำว่าราคาตลาดตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79/3 และมาตรา 91/1 (3) คือเป็นราคาสินค้าหรือบริการที่มีการซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง โจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ซาบแต่เพียงผู้เดียว จึงไม่มีราคารถยนต์ซาบจากผู้จำหน่ายรายอื่นมาเปรียบเทียบเป็นราคาตลาดได้ ดังนั้น หากไม่มีข้อเท็จจริงอย่างอื่นราคาตลาดรถยนต์ซาบจึงควรเป็นราคาตั้งขายปลีกแก่บุคคลทั่วไป แต่การที่โจทก์ขายรถยนต์ซาบต่ำกว่าราคาตั้งขายปลีกอันเนื่องจากสภาวะวิกฤติของเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยไม่ปรากฏว่ามีการสมยอมราคากัน จึงมิใช่เป็นราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร

หนังสือสัญญาจ้างซ่อมแซมและบำรุงรักษารถยนต์โดยสาร เป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพกับบริษัท ต. และบันทึกข้อความว่าด้วยการยกเลิกค่าซ่อมรถจากอุบัติเหตุค้างดำเนินการระหว่างปี 2520 ถึง 2534 ที่แสดงว่าโจทก์ทำสัญญารับจ้างลูกจ้างดูแลบำรุงรักษารถยนต์โดยสารให้แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ซึ่งในสัญญาข้อ 8 ให้สิทธิแก่บริษัท ต. ที่จะมอบให้บริษัทในเครือเป็นผู้ดำเนินการแทนได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้เข้าร่วมป็นคู่สัญญากับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ โดยมีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญา หนี้อันเกิดจากการรับจ้างซ่อมแซมดูแลรถยนต์โดยสารประจำทางในกรณีรถเกิดอุบัติเหตุ ย่อมเป็นหนี้ระหว่างโจทก์กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หาใช่หนี้ระหว่างโจทก์กับพนักงานขับรถยนต์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพแต่อย่างใดไม่ การที่โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการยกเลิกค่าซ่อมรถให้แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ โดยไม่ได้ฟ้ององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพเป็นคดีแพ่งหรือคดีล้มละลาย หรือองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพเลิกกิจการซึ่งเป็นการไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534) ข้อ 4 การจำหน่ายหนี้สูญของโจทก์จึงไม่เป็นไปตามมาตรา 65 ทวิ (9) แห่ง ป.รัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ชอบแล้ว

แม้เงินมัดจำจะมีลักษณะเป็นเงินประกันความเสียหาย แต่เมื่อ ป.พ.พ. มาตรา 378 ได้บัญญัติไว้ด้วยว่า มัดจำนั้นถ้ามิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้จัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้แล้ว เงินมัดจำจึงเข้าลักษณะเป็นเงินชำระค่ารถยนต์ล่วงหน้าบางส่วน ต้องนำมาคำนวณเป็นฐานภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79 และ 78 (1) (ข)

การที่โจทก์ฟ้องขอให้คืนมาภาษีที่ชำระตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เมื่อ ป.รัษฎากร มาตรา 4 ทศ และ 84/3 บัญญัติเรื่องการคืนเงินภาษีอากรไว้เป็นพิเศษแล้ว จึงไม่อาจนำเรื่องอัตราดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาใช้บังคับ โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยจากยอดเงินที่ขอคืนได้ตามอัตรา หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2522) ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนเงินภาษีอากร ข้อ 1 (3) แต่ต้องไม่เกินกว่าจำนวนภาษีที่ได้รับคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรม สังกัดกระทรวงการคลัง มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรประเภทภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2541 ต่อจำเลย เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของจำเลยได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรโจทก์ ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2545 เจ้าหน้าที่ของจำเลยมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดสุทธิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 1 ตุลาคม 2540 ถึง 30 กันยายน 2541 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2540 ถึงกันยายน 2541 (ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพฤษภาคม 2541) รวม 12 ฉบับ และเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2545 เจ้าหน้าที่ของจำเลยมีหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2541 จำนวน 7,735,875.56 บาท และดอกเบี้ย 232,076.27 บาท รวมทั้งสิ้น 7,967,591.83 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และชำระเงินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งประเมิน โดยวิธีหักกลบลบหนี้บางส่วนกับหนังสือแจ้งคืนภาษีอากร จำนวน 7,967,951.83 บาท คงเหลือเงินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มที่ค้างชำระอีก 1,109,522.28 บาท โจทก์ขอทุเลาการชำระภาษีโดยมีธนาคารค้ำประกันไว้ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์โจทก์ซึ่งคัดค้านการประเมินตามหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ส่วนอุทธรณ์คัดค้านหนังสือแจ้งประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ปรับปรุงเงินภาษีและเบี้ยปรับ โดยให้ลดเบี้ยปรับลงบางส่วน โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค.0809 (ตส.2)/005507 ลงวันที่ 5 เมษายน 2545 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ตส.2/01004371/000024 ถึง 34 ลงวันที่ 5 เมษายน 2545 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ ภญ. (อธ.3)/1/2546/12/2546 ในส่วนที่วินิจฉัยให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินเพิ่มรวมเป็นเงินจำนวน 38,893,944.58 บาท ให้จำเลยคืนเงินพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 7,967,951.83 บาท และดอกเบี้ย 617,243.40 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,585,195.23 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,967,951.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้งดหรือลดเรียกเก็บเงินเพิ่มในกรณีที่ศาลเห็นว่าโจทก์ต้องชำระค่าภาษีด้วย

จำเลยให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยเหตุผล กฎหมาย และเป็นธรรมแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์ขายรถยนต์ซาบใหม่ จำนวน 55 คัน ต่ำกว่าราคาตั้งขายปลีกจำนวน 19,114,586.40 บาท เป็นการขายโดยมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุสมควรหรือไม่ เห็นว่า แม้มาตรา 65 ทวิ (4) ไม่ได้นิยามคำว่าราคาตลาดไว้ แต่เมื่อพิจารณาถึงความหมายในทางการค้าโดยทั่วไปแล้ว คำว่า ราคาตลาดในมาตรา 65 ทวิ (4) คงมีความหมายทำนองเดียวกันกับคำว่าราคาตลาดตามมาตรา 79/3 และมาตรา 91/1 (3) ตามที่โจทก์อ้าง กล่าวคือเป็นราคาสินค้าหรือบริการที่มีการซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง เนื่องจากโจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ซาบแต่เพียงผู้เดียว จึงไม่มีราคารถยนต์ซาบจากผู้จำหน่ายรายอื่นมาเปรียบเทียบเป็นราคาตลาดได้ ดังนั้น หากไม่มีข้อเท็จจริงอย่างอื่นราคาตลาดของรถยนต์ซายจึงควรเป็นราคาตั้งขายปลีก (Price list) แก่บุคคลทั่วไป เมื่อเดือนธันวาคม 2539 ตามที่โจทก์นำสืบได้ความว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 รัฐบาลไทยประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัว ทำให้เกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอันมีผลกระทบกับบริษัทจำหน่ายรถยนต์ในประเทศทุกบริษัท โดยยอดขายรถยนต์ลดลงจากเดิมเนื่องจากการปรับโครงสร้างการเงินและการประกาศเพิ่มภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นำเข้า บริษัทจำหน่ายรถยนต์ได้พยายามจัดรายการส่งเสริมการขายมากระตุ้นผู้บริโภคในช่วงปี 2540 ถึง 2541 ซึ่งสรุปได้ว่า บริษัทจำหน่ายรถยนต์ได้จัดรายการส่งเสริมการขายด้วยการไม่คิดดอกเบี้ยให้ส่วนลดต่ำกว่าราคาที่ตั้งไว้เป็นจำนวนมากพร้อมของแถมและรับแลกรถยนต์เก่าโดยให้ราคาสูงหรือในกรณีซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยเงินสด ลดให้ 2,000,000 บาท เป็นต้น สำหรับบริษัทโจทก์นั้น นายวิริยะ วิชยารังสฤษดิ์ กรรมการบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนายมาโคโตะ มิโคชิบะ กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์เป็นพยานโจทก์เบิกความยืนยันสอดคล้องกันว่า ปัญหาภาวะวิกฤติเศรษฐกิจทำให้โจทก์ขายรถยนต์ซาบใหม่ไม่ได้ตามจำนวนที่โจทก์ทำสัญญาไว้กับบริษัทซาบ ออโต้โมบิล เอบี จำกัด แห่งราชอาณาจักรสวีเดน และโจทก์ประสบภาวะขาดทุน เพื่อบรรเทาความเสียหาย โจทก์ได้ขอไม่ต่อสัญญาเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อซาบกับบริษัทซาบ ออโต้โมบิลเอบี จำกัด แห่งราชอาณาจักรสวีเดนชั่วคราว นอกจากนี้โจทก์ต้องปิดโชว์รูมหลายแห่ง คงเหลืออยู่ศูนย์บริการ 2 แห่ง และลดพนักงานของบริษัทลงจากเดิมโจทก์มีความจำเป็นต้องรีบขายรถยนต์ซาบใหม่ให้หมดโดยเร็วเพื่อบรรเทาภาระดอกเบี้ยที่จะก่อให้เกิดการขาดสภาพคล่อง ซึ่งทำให้ธุรกิจต้องล้มละลาย ในการนี้โจทก์ต้องยอมขายรถยนต์ซาบใหม่โดยการลดราคาและให้ของแถมภายใต้การกำกับดูแลและอนุมัติโดยนายมาโคโตะเพียงผู้เดียว เห็นว่า ราคาสินค้าย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนอุปสงค์และอุปทานในสินค้า ทั้งการบริหารกิจการของบริษัทโจทก์ในขณะมีวิกฤติเศรษฐกิจ ดังนั้นการจำหน่ายรถยนต์ในราคาที่ได้กำไรน้อยลงหรือขาดทุนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการต้องปิดโชว์รูม และเพื่อให้ได้เงินสดมารักษาสภาพคล่องของบริษัทในขณะนั้น ย่อมมีเหตุผลให้รับฟังได้ แม้โจทก์จะขายรถยนต์ซาบใหม่ต่ำกว่าราคาทุนซื้อ 33 คัน ต่ำกว่าราคาทุนซื้อบวกอะไหล่ 8 คัน และขายต่ำกว่าราคาตามใบจองก่อนหักส่วนลด 14 คัน โดยโจทก์ให้ส่วนลด 15 ถึง 32 เปอร์เซ็นต์ ตามรุ่นรถยนต์และสีที่ขายยากหรือง่ายแต่โดยเฉลี่ยประมาณ 21 เปอร์เซ็นต์ของราคาตั้งขายปลีก แต่เมื่อเปรียบเทียบกันราคารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ผู้ประกอบการรายอื่นจำหน่ายในช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจด้วยมีการโฆษณาลดราคาจาก 5,650,000 บาท เหลือ 3,670,000 บาท และรถโรเวอร์รุ่นดิสคัพเวอรี่ ให้ดอกเบี้ยฟรี 50 เดือน พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งกว่า 100,000 บาท รถยนต์ออดี้เพิ่มค่ารถเก่าของลูกค้าที่นำมาแลกซื้อตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 600,000 บาท เห็นได้ว่า ราคารถยนต์ซาบใหม่ทั้ง 55 คัน ที่โจทก์ขายให้แก่ลูกค้าโดยไม่ปรากฏว่ามีการสมยอมราคากัน แม้จะต่ำกว่าราคาตั้งขายปลีกตามที่โจทก์ตั้งไว้ อันเป็นราคาตลาดในสภาวะเศรษฐกิจปกติไปมากบ้างน้อยบ้าง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการขายโดยมีเหตุอันสมควรแล้ว จึงมิใช่กรณีโจทก์ขายรถยนต์เป็นราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจตามมาตรา 65 ทวิ (4) ที่จะนำเอาราคาตั้งขายปลีกที่ปรากฏในใบจองมาเป็นราคาตลาดในวันโอนรถยนต์และปรับปรุงรายได้จากการขายรถยนต์ใหม่ว่า โจทก์มีรายได้บันทึกบัญชีขาดไป 19,114,586.40 บาท อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์ขายรถยนต์ซาบเก่าในราคาต่ำกว่าราคาตลาดจำนวน 8,797,063.22 บาท โดยไม่มีเหตุสมควรหรือไม่ เห็นว่า ในข้อนี้ นายวิริยะพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า ระหว่างปีบัญชีเดือนตุลาคม 2540 ถึงกันยายน 2541 โจทก์ขายรถยนต์เก่าไป 62 คัน แต่ขายไปในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ซื้อมาเพียง 32 คัน และเป็นการขายให้แก่บุคคลโดยทั่วไปที่มิได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับโจทก์ซึ่งแสดงว่าโจทก์ได้พยายามขายรถยนต์เก่าให้ได้ราคาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในสภาวะที่เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจดังกล่าวข้างต้นแล้ว ที่นายวิริยะเบิกความว่า โจทก์ให้ราคายนต์เก่าแก่ผู้ที่มาซื้อรถยนต์ใหม่ของโจทก์ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดเพื่อจูงใจลูกค้านั้น มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นความจริงได้ เพราะในขณะนั้นตลาดรถยนต์มีการแข่งขันกันสูง ส่วนรถยนต์เก่าคันอื่นๆ เป็นรถยนต์ที่มีปัญหาเกี่ยวกับความบกพร่องและเป็นรถยนต์ทดลองขับ รถยนต์ที่พนักงานของบริษัทโจทก์ใช้ตลอดจนรถยนต์ที่ให้ลูกค้ายืมขับ ซึ่งผู้ใช้รถยนต์ย่อมไม่ใช้รถยนต์อย่างระมัดระวังเช่นรถของตนเอง ราคารถยนต์ดังกล่าวย่อมลดลงเร็วกว่ารถยนต์ที่เจ้าของใช้เองเป็นธรรมดา ทั้งรถยนต์เหล่านี้เป็นรถที่ผ่านการใช้งานแล้วจะนำราคาทุนที่ใช้สำหรับการขายรถยนต์ใหม่กำหนดเป็นราคาตลาดย่อมไม่ถูกต้อง ประกอบกับการที่โจทก์จำต้องรีบขายรถยนต์เก่าในราคาต่ำกว่าทุนก็เนื่องจากโจทก์ปิดโชว์รูม 8 แห่งและลดพนักงานของบริษัทลงจากเดิม คงเหลือศูนย์บริการ 2 แห่ง ทั้งโจทก์ไม่ได้เปิดกิจการขายรถยนต์ซาบใหม่ในช่วงนั้นเพื่อบรรเทาความเสียหายจากสภาวะขาดทุดของโจทก์ ดังนั้นการขายรถยนต์เก่า 32 คัน ในราคาต่ำกว่าทุนจึงมีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจตามมาตรา 65 ทวิ (4) ที่จะประเมินรายได้จากการขายรถยนต์เก่าทั้ง 32 คัน ให้เท่าราคาทุนโดยถือว่าเป็นราคาตลาดได้แต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า การจำหน่ายหนี้สูญจำนวน 1,661,137 บาท ของโจทก์เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ เห็นว่า หนังสือสัญญาจ้างซ่อมแซมและบำรุงรักษารถยนต์โดยสาร ซึ่งเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพกับบริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และบันทึกข้อความว่าด้วยการยกเลิกค่าซ่อมรถจากอุบัติเหตุค้างดำเนินการระหว่างปี 2520 ถึง 2534 ที่แสดงว่าโจทก์ทำสัญญารับจ้างดูแลบำรุงรักษารถยนต์โดยสารให้แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ซึ่งในสัญญา ข้อ 8 ให้สิทธิแก่บริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ที่จะมอบให้บริษัทในเครือเป็นผู้ดำเนินการแทนได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้เข้าร่วมเป็นคู่สัญญากับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ โดยมีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญา จำนวน 1,661,137 บาท หนี้อันเกิดจากการรับจ้างซ่อมแซมดูแลรถยนต์โดยสารประจำทางในกรณีรถเกิดอุบัติเหตุย่อมเป็นหนี้ระหว่างโจทก์กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพด้วย หาใช่หนี้ระหว่างโจทก์กับพนักงานขับรถยนต์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพแต่อย่างใดไม่ การที่โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการยกเลิกค่าซ่อมรถจำนวน 1,661,137 บาท ให้แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ โดยไม่ได้ฟ้ององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพเป็นคดีแพ่งหรือคดีล้มละลาย หรือองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพเลิกกิจการ ซึ่งเป็นการไม่ดำเนินตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534) ข้อ 4 การจำหน่ายหนี้สูญของโจทก์จึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า ในการขายรถยนต์ใหม่นั้นโจทก์มีอุปกรณ์ซึ่งมิใช่อุปกรณ์มาตรฐานที่ติดมากับตัวรถยนต์ขณะนำเข้า แต่เป็นอุปกรณ์เพิ่มเติมหรืออุปกรณ์ของแถมคิดเป็นมูลค่า 4,567,523.34 บาท (ที่ถูกเป็น 4,567,523.39 บาท) ซึ่งโจทก์มิได้ระบุรายการอุปกรณ์ดังกล่าวในใบกำกับภาษีหรือไม่ เห็นว่า รายการอุปกรณ์ในหมวดอุปกรณ์มาตรฐานนั้น ล้วนแต่เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับรถยนต์ราคาแพงจากต่างประเทศทั้งสิ้น เช่น สายต่อชุดสายโทรศัพท์วิทยุ เครื่องเล่นซีดี ชุดสายไฟซีดี พรม ที่ปิดยางอะไหล่ ลายไม้หน้าปัด คิ้วคาดกันชน ฝาครอบแบตเตอร์ สวิทซ์ ยางกันโคลน คู่มือการใช้รถและล้อแม็ก เป็นต้น ซึ่งมีการแยกราคาของอุปกรณ์แต่ละชิ้นอย่างละเอียด ทั้งจำเลยก็มิได้นำสืบคัดค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงเชื่อได้ว่าอุปกรณ์มาตรฐานและอุปกรณ์เพิ่มเติมหรือของแถมสำหรับรถยนต์ซาบใหม่ที่โจทก์ขายให้แก่ลูกค้านั้น มีรายการโดยอุปกรณ์มาตรฐานมีราคาทั้งสิ้น 2,359,552.31 บาท และอุปกรณ์เพิ่มเติมหรือของแถมมีราคาทั้งสิ้น 1,842,883.95 บาท และราคาอุปกรณ์มาตรฐานรวมอยู่ในราคาขายที่โจทก์ตั้งไว้ ที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจัดทำขึ้น โดยนำจำนวนเงินที่แสดงราคาอุปกรณ์มาตรฐานมารวมกับจำนวนเงินที่แสดงราคาอุปกรณ์เพิ่มเติมหรือของแถมที่ติดตั้งเพิ่มให้แก่ลูกค้าแล้วระบุว่า ในการขายรถยนต์ซาบใหม่โจทก์มีอุปกรณ์เพิ่มเติมหรือของแถมที่ให้แก่ลูกค้าเป็นจำนวน 4,567,523.39 บาท อันเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ทั้งรายการจำหน่ายรถยนต์ที่เจ้าพนักงานประเมินจัดทำขึ้นก็ผิดพลาดจากความเป็นจริง ข้อเท็จจริงคงฟังได้ว่าโจทก์มีอุปกรณ์เพิ่มเติมหรืออุปกรณ์ของแถมสำหรับรถยนต์ซาบใหม่ที่ขายให้แก่ลูกค้าซึ่งโจทก์มิได้ระบุรายการอุปกรณ์ดังกล่าวในใบกำกับภาษี อันมีราคาทั้งสิ้น 1,842,883.95 บาท เท่านั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า เงินมัดจำจำนวน 2,345,000 บาท เป็นเงินชำระราคารถยนต์ล่วงหน้าหรือไม่และถือเป็นราคารถยนต์บางส่วนที่ต้องนำมาคำนวณเป็นฐานภาษีตามมาตรา 79, 78 (1) (ข) แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ เห็นว่า ในการขายรถยนต์ซาบใหม่แก่ลูกค้าแต่ละรายโจทก์ให้พนักงานขายของโจทก์เจรจากับลูกค้าและทำใบสั่งจองให้ลูกค้าลงชื่อไว้ดังที่ปรากฏในใบสั่งจองโดยลูกค้าต้องวางเงินมัดจำเป็นจำนวน 50,000 บาท ซึ่งในใบจองจะระบุเพิ่มเติมว่า หากพ้นกำหนดรับมอบรถยนต์ภายใน 15 วัน นับจากวันจองหรือภายใน 7 วัน นับจากวันที่โจทก์ได้แจ้งการจัดเตรียมรถยนต์พร้อมส่งมอบโจทก์มีสิทธิมอบรถยนต์ให้ผู้จองรายอื่นโดยไม่คืนเงินจอง จากลักษณะข้อความในใบสั่งจองเห็นได้ว่า โจทก์โดยพนักงานขายของโจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายรถยนต์กับลูกค้าแต่ละรายแล้ว ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (8) (ก) ถือว่าเป็นการขาย ทั้งเงินมัดจำนี้อยู่ในความครอบครองของโจทก์ ซึ่งโจทก์สามารถนำไปหาประโยชน์ได้ เพียงแต่ต้องคืนให้แก่ลูกค้าในกรณีที่โจทก์ไม่อาจมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าได้ตามสัญญา และโจทก์สามารถนำเงินดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับราคารถยนต์ที่โจทก์ขายให้แก่ลูกค้าได้เมื่อลูกค้ามารับรถยนต์ตามที่สั่งจองไว้แม้เงินมัดจำจะมีลักษณะเป็นเงินประกันความเสียหายตามที่โจทก์อ้างอยู่ด้วยก็ตาม แต่ลักษณะเช่นนี้ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 377 บัญญัติรับรองไว้ว่า มัดจำย่อมเป็นประกันในการที่จะปฏิบัติตามสัญญาและมาตรา 378 ที่บัญญัติให้ริบ ถ้าฝ่ายวางมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้นั่นเอง ดังนั้นเมื่อมาตรา 378 ได้บัญญัติไว้ด้วยว่า มัดจำนั้นถ้ามิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นให้จัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้แล้ว เงินมัดจำจำนวน 2,345,000 บาท จึงเข้าลักษณะเป็นเงินชำระค่ารถยนต์ล่วงหน้าบางส่วนที่จะต้องนำมาคำนวณเป็นฐานภาษีตามมาตรา 79 และ 78 (1) (ข) การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาว่ามีเหตุงดหรือลดเงินเพิ่มให้โจทก์หรือไม่เพียงใดนั้น โจทก์อุทธรณ์ว่าไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยมิได้ให้เหตุผลว่าไม่เห็นพ้องด้วยเพราะเหตุใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนเงินภาษีและดอกเบี้ยให้โจทก์หรือไม่เพียงใดนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในประเด็นว่า โจทก์ขายรถยนต์ใหม่ต่ำกว่าราคาตลาดเป็นจำนวนเงิน 19,114,586.40 บาท โจทก์ขายรถยนต์เก่าต่ำกว่าคาคาตลาดเป็นจำนวนเงิน 8,797,063.22 บาท และของแถมที่มิได้ระบุไว้ในใบกำกับภาษีเป็นจำนวนเงิน 4,567,523.39 บาท นั้นเป็นการไม่ชอบ ส่วนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในประเด็นอื่นชอบแล้ว ดังนี้จำเลยจึงต้องคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเงินเพิ่ม ที่โจทก์ชำระให้จำเลยจำนวน 7,967,951.83 บาท เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ให้แก่โจทก์ แต่ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวข้างต้น เห็นได้ว่าคงมีภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มที่โจทก์ยังจะต้องชำระแก่จำเลยอยู่บางส่วน ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรไม่คำนวณให้ในชั้นนี้ ดังนั้นหากมีภาษีที่โจทก์จะต้องชำระแก่จำเลยภายหลังจากการคำนวณใหม่เป็นจำนวนเท่าใด ก็ต้องนำมาหักออกจากจำนวนเงินที่โจทก์จะได้รับคืนในชั้นบังคับคดี ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของยอดเงิน 7,967,951.83 บาท นับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2545 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 617,243.40 บาท และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ และ 84/3 บัญญัติเรื่องการคืนเงินภาษีอากรไว้เป็นพิเศษแล้ว จึงไม่อาจนำเรื่องอัตราดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับ โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยจากยอดเงินที่ขอคืนได้ตามอัตรา ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2522) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร ข้อ 1 (3) แต่ต้องไม่เกินกว่าจำนวนภาษีที่ได้รับคืนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค.0809 (ตส.2)/005507 ลงวันที่ 5 เมษายน 2545 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ตส.2/01004371/5/000024 ถึง 34 ลงวันที่ 5 เมษายน 2545 กับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.3)/1/2546 ถึง 12/2546 ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มที่อาศัยเหตุอ้างว่า โจทก์ขายรถยนต์ใหม่ต่ำกว่าราคาตลาดและให้ส่วนลดเป็นจำนวนเงิน 19,114,586.40 บาท และโจทก์ขายรถยนต์เก่าต่ำกว่าราคาทุนเป็นจำนวนเงิน 8,797,063.22 บาท กับโจทก์ให้ของแถมโดยที่มิได้ระบุไว้ในใบกำกับภาษีเป็นจำนวนเงิน 4,567,523.39 บาท เป็นว่า โจทก์ขายรถยนต์ใหม่เป็นจำนวนเงิน 19,114,586.40 บาท นั้น มิใช่กรณีโจทก์ขายเป็นราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร และโจทก์ขายรถยนต์เก่าต่ำกว่าราคาตลาดเป็นจำนวนเงิน 8,797,063.22 บาท ราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควร กับโจทก์ให้ของแถมโดยที่มิได้ระบุไว้ในใบกำกับภาษีเป็นจำนวนเงิน 1,842,883.95 บาท ให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเงินเพิ่ม ที่โจทก์ชำระให้จำเลย จำนวน 7,967,951.83 บาท เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 แก่โจทก์ โดยให้จำเลยหักเงินภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มที่โจทก์จะต้องชำระหลังจากคำนวณตามคำพิพากษานี้ออกก่อน พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามอัตรา หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวงตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ และ 84/3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 378
ป.รัษฎากร ม. 4 ทศ ม. 65 ทวิ (4) ม. 65 ทวิ (9) ม. 78 (1) (ข) ม. 79 ม. 79/3 ม. 84/3 ม. 91/1 (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทออโต้เทคนิค (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5616/2550
#412991
เปิดฉบับเต็ม

องค์ประกอบเบื้องต้นในความผิดฐานลักทรัพย์ต้องได้ความว่า จำเลยเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบแต่เพียงว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม นำบัตรโทรศัพท์ของโจทก์ร่วมไปให้ ร. นำไปจำหน่ายตั้งแต่เดือนมกราคม 2542 ถึงมีนาคม 2543 เป็นเงิน 1,240,000 บาท แล้วไม่นำเงินส่งคืนให้แก่โจทก์ร่วม โดยไม่ปรากฏว่าขณะที่จำเลยนำบัตรโทรศัพท์ของโจทก์ร่วมไปให้ ร. จำหน่ายนั้นจำเลยมีเจตนาทุจริตหรือสมคบกับ ร. กระทำการโดยทุจริตอย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับผลประโยชน์อื่นใดจากการกระทำดังกล่าว จำเลยนำบัตรโทรศัพท์ของโจทก์ร่วมไปให้ใครจำหน่ายก็ได้โดยไม่จำต้องขออนุญาตโจทก์ร่วมก่อน เว้นแต่บัตรโทรศัพท์ที่นำไปจำหน่ายมีจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าจำนวนเท่าใดจึงต้องขออนุญาตโจทก์ร่วมก่อน อย่างไรก็ดี แม้จะฟังว่าการที่จำเลยนำบัตรโทรศัพท์ไปให้ ร. จำหน่ายโดยไม่ได้ขออนุญาตโจทก์ร่วม จำเลยก็เพียงแต่ปฏิบัติหน้าที่ผิดระเบียบที่โจทก์ร่วมวางไว้เท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาทุจริต หากโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายเพราะเหตุที่จำเลยปฏิบัติงานไม่ถูกต้องหรือ ร. นำบัตรโทรศัพท์ไปจำหน่ายแล้วไม่ส่งเงินคืนโจทก์ร่วมก็เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมจะต้องว่ากล่าวในทางอื่นกับบุคคลทั้งสองต่อไป ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานการตลาดของบริษัทแอดว๊านซ์ อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็มส์ จำกัด ผู้เสียหายกับพวกที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องอีก 1 คน ร่วมกันลักบัตรโทรศัพท์ใบละ 50 บาท จำนวน 9,400 ใบ เป็นเงิน 470,000 บาท และบัตรโทรศัพท์ใบละ 100 บาท จำนวน 7,700 ใบ เป็นเงิน 770,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,240,000 บาท ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 1,240,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทแอดว๊านซ์ อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็มส์ จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุก 4 ปี และปรับ 9,000 บาท ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30, 30/1, 30/2, 30/3 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 1,240,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า องค์ประกอบเบื้องต้นในความผิดฐานลักทรัพย์ต้องได้ความว่า จำเลยเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต คดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบแต่เพียงว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมนำบัตรโทรศัพท์ของโจทก์ร่วมไปให้นายรัตติศักดิ์หรือพรมเรศนำไปจำหน่ายตั้งแต่เดือนมกราคม 2542 ถึงมีนาคม 2543 เป็นเงิน 1,240,000 บาท แล้วไม่นำเงินส่งคืนให้แก่โจทก์ร่วม โดยไม่ปรากฏว่าขณะที่จำเลยนำบัตรโทรศัพท์ของโจทก์ร่วมไปให้นายรัตติศักดิ์จำหน่ายนั้น จำเลยมีเจตนาทุจริตหรือสมคบกับนายรัตติศักดิ์กระทำการโดยทุจริตอย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับผลประโยชน์อื่นใดจากการกระทำดังกล่าว นางสาวสมิตาผู้ช่วยสมุห์บัญชีของโจทก์ร่วม เบิกความยอมรับว่า จำเลยนำบัตรโทรศัพท์ของโจทก์ร่วมไปให้ใครจำหน่ายก็ได้ โดยไม่จำต้องขออนุญาตโจทก์ก่อน เว้นแต่บัตรโทรศัพท์ที่นำไปจำหน่ายมีจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าจำนวนเท่าใดจึงต้องขออนุญาตโจทก์ร่วมก่อน อย่างไรก็ดี แม้จะฟังว่าการที่จำเลยนำบัตรโทรศัพท์ไปให้นายรัตติศักดิ์จำหน่ายโดยไม่ได้ขออนุญาตโจทก์ร่วม จำเลยก็เพียงแต่ปฏิบัติหน้าที่ผิดระเบียบที่โจทก์ร่วมวางไว้เท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาทุจริต หากโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายเพราะเหตุที่จำเลยปฏิบัติงานไม่ถูกต้องหรือนายรัตติศักดิ์นำบัตรโทรศัพท์ไปจำหน่ายแล้วไม่ส่งเงินคืนโจทก์ร่วมก็เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมจะต้องว่ากล่าวในทางอื่นกับบุคคลทั้งสองต่อไป พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยกานสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทแอดว๊านซ์ อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็มส์ จำกัด
จำเลย — นางสาวณัฐธินี หรือสุวรรณา คุณแสง
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5609/2550
#268289
เปิดฉบับเต็ม

ดอกเบี้ยตามอัตราเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ตามสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามสัญญาเป็นการทั่วไปกรณีจำเลยที่ 1 ผู้จะขายไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดพร้อมจดทะเบียนอาคารชุดให้เสร็จตามที่กำหนดในสัญญา ซึ่งเป็นดอกเบี้ยคนละประเภทกับกรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้น โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น กรณีของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและขอให้คืนเงิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืน จึงถือว่าเป็นการผิดนัดชำระหนี้แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามบทมาตราดังกล่าว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุทัยวรรณหรือศรีอัมพร ตันตยานนท์กุล
จำเลย — บริษัทรัชฎา คอนคอร์ด จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวจินดาวรรณ แสงกาญจนวนิช
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
วีรชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5607/2550
#410571
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) ที่บัญญัติให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาล ก็เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหมดก็มีอำนาจเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น แต่ถ้าชอบด้วยกฎหมายเพียงบางส่วน ก็มีอำนาจที่จะแก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นได้ ฉะนั้น เมื่อศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายเพียงบางส่วน ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจแก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้

ที่ดินและตึกแถวที่โจทก์ขายให้แก่บริษัท พ. เป็นที่ดินและตึกแถวที่โจทก์ให้บริษัท น. เช่า การขายที่ดินและตึกแถวดังกล่าวจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไร โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายที่ดินและตึกแถว

เมื่อราคาตลาดของที่ดินมิใช่ราคาตามที่ต่างฝ่ายต่างอ้างและไม่อาจหาราคาตลาดที่ถูกต้องได้ การที่ศาลภาษีอากรกำหนดราคาตลาดของที่ดินโดยใช้ราคาเฉลี่ยระหว่างราคาขั้นต่ำ 53,924,000 บาท และราคาขั้นสูง 909,293,000 บาท เป็นเงิน 481,608,500 บาท จึงเป็นธรรมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในสังกัดกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2543 เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2539 ให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 39,891,098 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินดังกล่าว ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยเห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2539 โจทก์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1686 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ได้แก่ บริษัทพูลทวี จำกัด ในราคา 230,000,000 บาท ที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าพระยาพิชัยญาติ ซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าพระยาพิชัยญาติมีความประสงค์ที่จะจัดการทรัพย์สินดังกล่าวให้รวมอยู่ในรูปบริษัทจำกัด โดยให้ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกทุกคนเป็นผู้ถือหุ้นไม่ต้องการให้ทายาทสามารถจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินได้โดยง่าย จะจำหน่ายได้ต่อเมื่อมีความจำเป็นอย่างยิ่งโดยต้องผ่านการพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น และมีความประสงค์ให้นำผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการประเมินกิจการของบริษัทมาใช้ในการบำเพ็ญกุศลกับให้สวัสดิการในการครองชีพของทายาทซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นสืบไป เจ้าพระยาพิชัยญาติจึงจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทโจทก์ขึ้นตั้งแต่ปี 2479 และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ในปีเดียวกันนั้นโดยไม่มีค่าตอบแทน ข้อบังคับของบริษัทโจทก์กำหนดว่า การโอนหุ้นของบริษัทจะทำได้เฉพาะโอนให้แก่ผู้ถือหุ้นหรือทายาทสืบสายโลหิตของผู้ถือหุ้นเท่านั้น ห้ามโอนให้แก่บุคคลภายนอกแม้บุคคลนั้นจะเป็นคู่สมรสหรือบุตรบุญธรรม ไม่มีเจตนาก่อตั้งบริษัทเพื่อขายอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 โจทก์มิได้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เพราะผู้ถือหุ้นทั้งหมดของโจทก์ไม่เคยมีความประสงค์ที่จะขายที่ดินดังกล่าว แต่มีกรณีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากโจทก์เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6417/2538 จำนวน 155,431,782.93 บาท หากไม่ชำระหนี้จะต้องถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาด และต้องรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมในการขายทอดตลาด เพื่อป้องกันความเสียหายดังกล่าวผู้ถือหุ้นของโจทก์จึงขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัทพูลทวี จำกัด เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว การขายที่ดินดังกล่าวจึงไม่ใช่การประกอบกิจการปกติของโจทก์และมิใช่เป็นการขายทรัพย์สินที่มีไว้ในการประกอบกิจการตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ทั้งไม่ใช่การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ นอกจากนี้รายรับซึ่งเป็นมูลค่าของที่ดินดังกล่าวมีเพียง 230,000,000 บาท อันเป็นราคาตลาดหรือราคาตามความเป็นจริงทั่วไป ในปี 2539 ซึ่งโจทก์ได้ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีส่วนท้องถิ่นจากฐานรายรับดังกล่าวตามมาตรา 91/5 (6) ให้จำเลยครบถ้วนแล้ว บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฏากรมิได้กำหนดให้ผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการหรือผู้ขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากฐานภาษีที่คำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินแต่อย่างใด เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่อาจนำราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินมาใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษี ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวมีภาระการเช่าผูกพันอยู่เป็นเวลา 53 ปี 5 เดือน การที่จำเลยกำหนดราคาที่ดินเป็นเงิน 932,803,000 บาท เป็นราคาสูงเกินความเป็นจริง เนื่องจากไม่ใช่มูลค่าและราคาตลาดตามความเป็นจริงขณะโจทก์ขายที่ดิน ทั้งไม่ใช่รายรับที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายที่ดิน ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 1001130/6/100128 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2543 (ที่ถูกลงวันที่ 31 มีนาคม 2543) และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/11/2545 ลงวันที่ 30 มกราคม 2545

จำเลยให้การว่า การประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (5) บัญญัติให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในการเกษตรกรรม เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ดังนั้น ไม่ว่าผู้ขายจะได้ทรัพย์สินมาโดยวิธีใด เมื่อใด หากเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการแล้ว ถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการค้ามุ่งแสวงหากำไร เมื่อโจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่ 1686 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นตึกแถว 2 ชั้น รวม 268 คูหาออกให้เช่าจึงเป็นการดำเนินกิจการภายใต้วัตถุประสงค์ของโจทก์ ที่ดินและตึกแถวดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่โจทก์มีไว้เพื่อประกอบกิจการ เมื่อโจทก์ขายทรัพย์สินดังกล่าวไปจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการอันต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ส่วนรายรับที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะหมายถึงราคาซึ่งซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปหรือราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินในวันที่มีการโอนนั้นแล้วแต่ราคาใดจะมากกว่า ราคาขายที่ดินของโจทก์ตามสัญญาซื้อขายจำนวน 230,000,000 บาท ไม่ใช่ราคาตลาดที่ซื้อขายตามความเป็นจริงทั่วไป แต่เป็นราคาขายที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเนื่องจากบริษัทนครพยาไกร จำกัด (บริษัทนิมิตภูเก็ต จำกัด) ผู้เช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์ และบริษัทพูลทวี จำกัด (บริษัทนิมิตมุกดาหาร จำกัด) ผู้ซื้อเป็นนิติบุคคลกลุ่มเดียวกัน มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เดียวกัน ดังนั้น การที่บริษัทพูลทวี จำกัด ซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากโจทก์โดยมีภาระตามสัญญาเช่าก็ไม่เป็นเหตุให้ราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตกต่ำแต่อย่างใด ทั้งโจทก์ยังยอมรับว่าหนังสือสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับบริษัทนครพยาไกร จำกัด (บริษัทนิมิตภูเก็ต จำกัด) ได้กำหนดค่าเช่าต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะโจทก์มีภาระผูกพันชำระหนี้ให้บริษัทกลุ่มเดียวกันกับบริษัทนครพยาไกร จำกัด ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดิน ณ วันที่โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จำนวนเงิน 1,035,555,440 บาท เป็นราคาตลาดที่ซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไป ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับโดยชำระค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดิน และยอมให้หักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายโดยไม่โต้แย้ง จึงต้องฟังว่าราคาตลาดดังกล่าวถูกต้อง ขณะโจทก์โอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์นั้นเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่ได้ตกต่ำที่ดินและอาคารอยู่ในแหล่งทำเลการค้าติดถนนเจริญกรุงไม่เป็นเหตุที่จะทำให้ราคาที่ดินตกต่ำแต่อย่างใด ราคาประเมินทุนทรัพย์จำนวน 932,803,000 บาท ที่จำเลยใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์ขอให้จำเลยพิจารณากำหนดโดยขอให้รองศาตราจารย์นิพัทธ์ จิตประสงค์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคนกลางพิจารณากำหนดราคาตลาดซึ่งจำเลยได้ดำเนินการให้ตามความประสงค์ของโจทก์และเห็นว่าราคาดังกล่าวใกล้เคียงกับราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดิน การนำมาใช้ประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะย่อมถูกต้องและชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินธุรกิจเฉพาะเลขที่ 1001130/6/100128 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/11/2545 ลงวันที่ 30 มกราคม 2545 จากที่ประเมินและวินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเพิ่มเติมเป็นเงินภาษี 21,084,090 บาท เงินเพิ่ม (คำนวณถึงวันที่ 15 เมษายน 2543) 15,180,544.80 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 3,626,463.48 บาท รวมเป็นเงิน 39,891,098 บาท เป็นให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเพิ่มเติมเป็นเงินภาษี 8,253,555 บาท เงินเพิ่ม (คำนวณถึงวันที่ 15 เมษายน 2543) 5,942,559.60 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 1,419,611.46 บาท รวมเป็นเงิน 15,615,726 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์และรายชื่อกรรมการผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรอง เอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 150 ถึง 154 โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1686 แขวงวัดพระยาไกร เขตยานนาวา เนื้อที่ 26 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา โดยโจทก์ซื้อจากเจ้าพระยาพิชัยญาติเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2479 ตามสารบัญจดทะเบียนเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 117 ที่ดินแปลงดังกล่าวมีสิ่งปลูกสร้างเป็นตึกแถว 2 ชั้น รวม 268 คูหา โจทก์นำที่ดินและตึกแถวดังกล่าวให้บริษัทนครพยาไกร จำกัด (บริษัทนิมิตภูเก็ต จำกัด) เช่า มีกำหนด 30 ปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2531 ตามหนังสือสัญญาเช่าเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 119 และ 120 และมีคำสั่งจะให้เช่าต่ออีก 30 ปี ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2539 โจทก์ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดให้แก่บริษัทพูลทวี จำกัด ในราคา 230,000,000 บาท ตามภาพถ่ายโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 2 ถึง 6 และแผ่นที่ 8 ตามลำดับ ในขณะซื้อขายที่ดินพิพาทยังมีภาระการเช่าติดพันอยู่อีก 53 ปี 5 เดือน ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทมีราคาประเมินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินเป็นเงิน 1,035,555,440 บาท โจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีธุรกิจเฉพาะภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จำเลยจึงมีหนังสือเชิญโจทก์มาพบเพื่อให้ชี้แจงการไม่ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ ต่อมาโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอชำระภาษีธุรกิจเฉพาะโดยคำนวณจากราคาซื้อขายตามสัญญาและของดเบี้ยปรับ ตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 59 ถึง 61 จำเลยได้พิจารณางดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อจำเลย โดยขอให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินราคาทรัพย์สินคือรองศาสตราจารย์นิพัทธ์ จิตรประสงค์ ผู้อำนวยการโครงการประกาศนียบัตรบัณฑิตทางการประเมินราคาทรัพย์สิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคนกลางประเมินราคาโดยโจทก์รับเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 15 และ 16 จำเลยจึงมีหนังสือถึงคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอให้ดำเนินการประเมินราคาตลาดของอสังหาริมทรัพย์พิพาท ณ วันที่โจทก์ขาย ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 11 และ 12 ต่อมารองศาสตร์ตราจารย์นิพัทธ์ จิตรประสงค์ ได้แจ้งผลการประเมินราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทว่า จากการประมาณการที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดที่ดินพิพาทจะมีมูลค่าต่ำสุดที่ 53,924,000 บาท และสูงสุดที่ 909,293,000 บาท ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นตึกแถว 2 ชั้น รวม 268 คูหา มีมูลค่า 23,510,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.2 จำเลยจึงอนุโลมให้ถือราคาที่ดินจำนวน 909,293,000 บาท และราคาตึกแถวจำนวน 23,510,000 บาท รวมเป็นเงิน 932,803,000 บาท เป็นราคาตลาด แต่โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมเงินเพิ่มเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2543 โดยคำนวณภาษีจากรายรับจำนวน 230,000,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 12 และ 13 เจ้าพนักงานของจำเลยจึงมีหนังสือเลขที่ 1001130/6/100128 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2543 แจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนมีนาคม 2539 เพิ่มเติมเป็นเงินภาษี 21,084,090 บาท เงินเพิ่ม (คำนวณถึงวันที่ 15 เมษายน 2543) 15,180,544.80 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 3,626,463.48 บาท รวมเป็นเงิน 39,891,098 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 134 โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 2

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์มีว่า ศาลภาษีอากรกลางมีแต่อำนาจพิพากษาเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่มีอำนาจแก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) บัญญัติให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาล ก็เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหมดก็มีอำนาจเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น แต่ถ้าชอบด้วยกฎหมายเพียงบางส่วน ก็มีอำนาจที่จะแก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นได้ ฉะนั้น เมื่อศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายเพียงบางส่วน ศาลภาษีอากรกลางจึงมีอำนาจแก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของโจทก์มีว่า โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายที่ดินและตึกแถวตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) บัญญัติให้การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรเฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะโจทก์ขายที่ดินและตึกแถวให้แก่บริษัทพูลทวี จำกัด บัญญัติให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร เว้นแต่เป็นการขายที่ดินผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม จึงจะไม่ถือเป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไร คดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินและตึกแถวที่โจทก์ขายให้แก่บริษัทพูลทวี จำกัด เป็นที่ดินและตึกแถวที่โจทก์ให้บริษัทนครพยาไกร จำกัด เช่า การขายที่ดินและตึกแถวดังกล่าวจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการ การขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายที่ดินและตึกแถวตามฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยต่อไปมีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดรายรับจากการขายที่ดินและตึกแถวตามฟ้องเป็นเงิน 505,118,500 บาท เพื่อคำนวณเสียภาษีธุรกิจเฉพาะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (1) รายรับที่จะนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับ และมาตรา 91/1 (2) คำว่า "มูลค่า" หมายความว่า ราคาตลาดของทรัพย์สิน ของกิจการ ของค่าตอบแทน หรือของประโยชน์ใดๆ คำว่า "ราคาตลาด" นั้นมาตรา 91/1 (3) หมายความว่า ราคาที่ซื้อขายกันหรือที่คิดค่าบริการกันตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง ฯลฯ ฉะนั้น ราคาที่ดินและตึกแถวที่โจทก์ขายให้แก่บริษัทพูลทวี จำกัด จะเป็นราคาตลาดต่อเมื่อเป็นราคาซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะที่มีการซื้อขายกันนั้น ในชั้นอุทธรณ์นี้โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งว่าราคาตึกแถวที่ซื้อขายกัน 23,510,000 บาท มิใช่ราคา ราคาตึกแถวที่นำมาคำนวณรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจึงเป็นราคาดังกล่าว ปัญหาคงมีเพียงว่า ราคาที่ดินที่ซื้อขายกันมีราคาตลาดเท่าใด ตามรายงานการประเมินราคาทรัพย์สินที่มีภาระการเช่าติดพันอยู่ของรองศาสตร์นิพัทธ์ จิตรประสงค์ เอกสารหมาย ล.2 ราคาตลาดของที่ดินตามฟ้องในขณะที่มีการซื้อขายกันนั้นมีหลายราคา ราคาต่ำสุดอยู่ที่ 53,924,000 บาท สูงสุดอยู่ที่ 909,293,000 บาท จะเป็นราคาใดขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 อย่าง คือ ค่าเพิ่มของที่ดินและส่วนลดค่าเพิ่มของที่ดินมีตั้งแต่เฉลี่ยร้อยละ 6 ถึงร้อยละ 10 ต่อปี และส่วนลดมีตั้งแต่ร้อยละ 10 ถึงร้อยละ 12 ต่อปี ปัจจัยดังกล่าวเป็นการคาดคะเนในอนาคต จึงเป็นการยากที่จะประมาณการค่าเพิ่มของที่ดินและส่วนลดได้ถูกต้อง เมื่อราคาตลาดของที่ดินตามฟ้องในขณะที่มีการซื้อขายกันมีหลายราคา และเป็นการยากที่จะชี้ชัดว่าเป็นราคาใด การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ใช้ราคาสูงสุดของมูลค่าทรัพย์สิน 909,293,000 บาท เป็นราคาในการกำหนดรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจึงไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ส่วนที่โจทก์มีนายสมพงษ์ ณรงค์ชัย ผู้เชี่ยวชาญการประเมินราคาทรัพย์สินเบิกความว่า ราคาตลาดของที่ดินดังกล่าวในวันที่ 12 มีนาคม 2539 ซึ่งเป็นวันที่มีการซื้อขายกัน ควรจะเป็น 218,942,000 บาท เพราะค่าเพิ่มของที่ดินเฉลี่ยไม่ควรเกินร้อยละ 8 และส่วนลดควรจะอยู่ที่ร้อยละ 11 นั้น นายสมพงษ์มิได้ให้เหตุผลไว้ว่าเหตุใดค่าเพิ่มและส่วนลดจึงอยู่ในอัตราดังกล่าว คำเบิกความของนายสมพงษ์จึงมีน้ำหนักน้อย แม้รองศาสตราจารย์นิพัทธ์พยานจำเลยจะเบิกความว่า ราคาตลาดของที่ดินดังกล่าวในวันที่มีการซื้อขายกันอยู่ที่ 218,000,000 บาท แต่ก็มิได้ให้เหตุผลไว้เช่นเดียวกัน ทั้งยังขัดกับรายงานการประเมินราคาทรัพย์สินที่มีภาระการเช่าติดพันอยู่ตามเอกสารหมาย ล.2 ที่ระบุว่าเป็นการยากที่จะประมาณการค่าเพิ่มของที่ดินและส่วนลดได้ถูกต้อง หากราคาตลาดของที่ดินอยู่ที่ 218,000,000 บาท รองศาสตราจารย์นิพัทธ์ซึ่งเป็นผู้ศึกษาและทำรายงานความเห็นการประเมินราคาทรัพย์สินที่มีภาระการเช่าติดพันอยู่ก็น่าจะยืนยันราคาดังกล่าวไว้ในรายงาน ฉะนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าราคาตลาดของที่ดินที่มีการซื้อขายกันอยู่ที่ 218,942,000 บาท ตามคำเบิกความของนายสมพงษ์หรืออยู่ที่ 218,000,000 บาท ตามคำเบิกความของรองศาสตราจารย์นิพัทธ์ เมื่อราคาตลาดของที่ดินมิใช่ราคาตามที่ต่างฝ่ายต่างอ้างและไม่อาจหาราคาตลาดที่ถูกต้องได้ การที่ศาลภาษีอากรกำหนดราคาตลาดของที่ดินโดยใช้ราคาเฉลี่ยระหว่างราคาขั้นต่ำ 53,924,000 บาท และราคาขั้นสูง 909,293,000 บาท เป็นเงิน 481,608,500 บาท จึงเป็นธรรม ฉะนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดรายรับจากการขายที่ดินและตึกแถวตามฟ้องรวมเป็นเงิน 505,118,500 บาท เพื่อคำนวณเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจึงชอบด้วยกฎหมาย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ."
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 30 ม. 91/1 ม. 91/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไพบูลย์สมบัติ จำกัด
จำเลย — กรรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ทองหล่อ โฉมงาม
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5581/2550
#410610
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์มาแล้ว 3 ครั้ง เป็นเวลาเกือบ 4 เดือน แต่ทนายโจทก์กลับเดินทางไปยื่นอุทธรณ์ในวันสุดท้ายของกำหนดเวลาดังกล่าว มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในฐานที่เป็นทนายความ ข้ออ้างของทนายโจทก์ที่ว่ารถยนต์ของทนายโจทก์เสียในระหว่างทางและการจราจรติดขัด ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้นได้ และขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแพ่งจึงเกิดจากความบกพร่องของทนายโจทก์เอง มิใช่เหตุสุดวิสัยที่จะทำให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแพ่งซึ่งโจทก์อยู่ในขณะนั้นตามมาตรา 10 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีตและหลักหินที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ออกไปจากที่ดินของโจทก์และปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วคอนกรีตและหลักหินที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ออกไป และปรับสภาพที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้โจทก์รื้อถอนรั้วคอนกรีต รั้วเหล็ก อาคาร หลังคา และรางน้ำฝนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยออกไปและปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลย ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะรื้อถอนรั้วคอนกรีต รั้วเหล็ก อาคาร หลังคาและรางน้ำฝนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยออกไปและปรับสภาพที่ดินของจำเลยให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์รื้อถอนรั้วคอนกรีต รั้วเหล็กอาคาร หลังคา และรางน้ำฝนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยตามแผนที่วิวาทตาม จ.12 ออกไปจากที่ดินของจำเลยตามแผนที่วิวาทหมาย จ.12 และปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลยอีกต่อไป ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้ง เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะรื้อถอนรั้วคอนกรีต รั้วเหล็ก อาคาร หลังคา และรางน้ำฝนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยตามแผนที่วิวาทหมาย จ.12 ออกไปจากที่ดินของจำเลยตามแผนที่วิวาทหมาย จ.12 และปรับสภาพที่ดินของจำเลยให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

วันที่ 11 เมษายน 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ซึ่งจะครบกำหนดอุทธรณ์ในวันที่ 18 เมษายน 2545 อ้างว่า โจทก์ประสงค์จะเปลี่ยนทนายความคนเดิมประกอบกับคดีมีสรรพเอกสารจำนวนมากซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการขอคัดหรือถ่ายคำพิพากษาต่อศาล ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามขอไปจนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 ครั้นวันที่ 1 พฤษภาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้วที่ 2 อ้างว่าคำพิพากษาของศาลยังพิมพ์ไม่แล้วเสร็จ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามขอไปจนถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2545 ต่อมาวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้วที่ 3 อ้างว่าทนายความคนใหม่ที่ได้รับแต่งตั้งแทนทนายความคนเดิมจำต้องศึกษาความเป็นมาแห่งคดี ประกอบกับเนื้อหาและคำให้การพยานต่างๆ มีจำนวนมาก ทนายโจทก์ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะเตรียมอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ต่อไปจนถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 และวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 โจทก์ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ข้อเท็จจริง และคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแพ่งอ้างว่า ทนายโจทก์เดินทางไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นไม่ทัน อันเนื่องจากรถเสียขณะเดินทางและการจราจรติดขัดมาก ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัย ขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแพ่งเพื่อศาลแพ่งดำเนินการตามระเบียบและวิธีการเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลแพ่งมีคำสั่งในคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวว่า รับคำร้อง ให้ส่งคำร้อง คำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ข้อเท็จจริง และอุทธรณ์ของโจทก์ไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งทางโทรสาร และวันที่ 9 กรกฎาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์โดยได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์วางชำระต่อศาลชั้นต้นแล้วพร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าข้ออ้างตามคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแพ่งไม่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10 ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับแล้วมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ กับยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง คำร้องขอชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นต้นอุทธรณ์และคำร้องขอทุเลาการบังคับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของโจทก์ที่ว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้โจทก์ไม่อาจยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจเหนือคดีหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์มาแล้ว 3 ครั้ว เมื่อนับจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจนถึงวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ขยายเป็นเวลาเกือบ 4 เดือน แต่ทนายโจทก์กลับเดินทางไปยื่นอุทธรณ์ในวันสุดท้ายของกำหนดเวลาดังกล่าว ทั้งๆ ที่มีเวลาจัดเตรียมเอกสารและเขียนอุทธรณ์เป็นเวลานานเกือบ 4 เดือน นั้นแสดงว่าทนายโจทก์มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในฐานที่เป็นทนายความ ข้ออ้างของทนายโจทก์ที่ว่ารถยนต์ของทนายโจทก์เสียในระหว่างทางและการจราจรติดขัด ทำให้โจทก์ไม่สามารถเดินทางไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้นได้ และขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10 นั้น เห็นได้ชัดว่าข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวเกิดจากความบกพร่องของทนายโจทก์เอง จึงไม่อาจนำมาอ้างเป็นเหตุสุดวิสัยที่จะทำให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแพ่งซึ่งตนอยู่ในขณะนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10 ได้ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรียงยศ กฤษฎาวรกลุ
จำเลย — นางสาวกรุณา แย้มชื่น
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5561/2550
#272864
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางและขอให้เพิ่มโทษจำเลย จำเลยให้การปฏิเสธ แต่มิได้ให้การรับว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ อีกทั้งโจทก์มิได้นำสืบว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาก่อน และได้กระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ถือว่าโจทก์มิได้นำสืบแสดงพยานหลักฐานในข้อที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลย จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบของกลางและเพิ่มโทษตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 รวมจำคุก 6 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่... เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน ร้อยตำรวจเอกสง่าจอดรถซุ่มดูเหตุการณ์ห่างจากจุดล่อซื้อประมาณ 30 เมตร อีกทั้งสภาพซอยบางทราย 22 เป็นซอยตรง ไม่มีสิ่งใดปิดบังการมองเห็น ปรากฏตามภาพถ่าย ร้อยตำรวจเอกสง่าย่อมมีโอกาสมองเห็นและจดจำจำเลยได้ หลังเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกสง่าติดตามจับกุมจำเลยได้ทันทีทันใด ก่อนจับกุมจำเลยได้มีการนำธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อไปถ่ายสำเนาและลงบันทึกในรายงานประจำวันธุรการไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งในรายงานประจำวันธุรการดังกล่าวระบุว่าร้อยตำรวจเอกสง่าจะนำธนบัตรที่มาลงบันทึกในรายงานประจำวันธุรการไว้ไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ซอยบางทราย 22 อันเป็นสถานที่เกิดเหตุในคดีนี้ แสดงให้เห็นว่าร้อยตำรวจเอกสง่าได้เตรียมการวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยตามที่สายลับแจ้ง สอดคล้องกับคำเบิกความของร้อยตำรวจสง่า ทำให้คำพยานโจทก์ปากนี้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือไม่มีข้อพิรุธน่าสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ในทำนองว่า จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจกลั่นแกล้งจับกุมนั้นคงมีตัวจำเลยเบิกความลอย ๆ เพียงปากเดียว ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และไม่มีเหตุผลที่ร้อยตำรวจเอกสง่าจะกลั่นแกล้งจับกุมจำเลยทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางจริงตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางและขอให้เพิ่มโทษจำเลย จำเลยให้การปฏิเสธ แต่มิได้ให้การรับว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ อีกทั้งโจทก์มิได้นำสืบว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษมาก่อนและได้กระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ถือว่าโจทก์มิได้นำสืบแสดงพยานหลักฐานในข้อที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี ให้ยกคำขอโจทก์ที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลย ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายสุรชัย กลิ่นบัวขาว
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
มงคล ทับเที่ยง
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5547/2550
#272714
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปเที่ยวที่หาดทรายแก้ว ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาผู้เสียหายที่ 1 ก็อยู่บริเวณใกล้ๆ นั้นด้วยหลังจากนั้น 2 ถึง 3 วัน ผู้เสียหายที่ 2 ไปขอร้องให้ น. พาไปพูดกับบิดามารดาจำเลยว่ายอมจะรับเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 1 เป็นสะใภ้หรือไม่ เมื่อบิดามารดาจำเลยบอกว่าจะรับเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 1 เหมือนบุตรสะใภ้ ผู้เสียหายที่ 2 ก็พอใจโดยไม่มีการเรียกสินสอดแต่อย่างใด ต่อมา 2 ถึง 3 วัน ผู้เสียหายที่ 2 ไปขอให้ น. ไปพูดกับบิดามารดาจำเลยว่าให้ทำพิธีสมรส แต่บิดามารดาจำเลยบอกว่าให้รอไว้ก่อน ผู้เสียหายที่ 2 รู้เรื่องดังกล่าวแล้วก็มิได้โต้แย้งหรือคัดค้าน ตามพฤติการณ์ของผู้เสียหายที่ 2 ดังกล่าวเชื่อได้ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านจำเลยและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยความยินยอมของผู้เสียหายที่ 1 และโดยความรู้เห็นยินยอมของผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตาม ป.อ.317 วรรคสาม

แม้ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เกือบจะมีอายุครบ 15 ปี แล้วก็ตาม แต่กรณีจะเป็นเรื่องสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเรื่องอายุของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคแรก นั้นจะต้องมีพฤติการณ์หรือเหตุชักจูงใจสำคัญผิดโดยสุจริต แต่จำเลยมิได้นำสืบในเรื่องดังกล่าว จำเลยคงเบิกความว่าผู้เสียหายที่ 1 บอกจำเลยว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุ 16 ปี ส่วน ส.พี่สาวจำเลยให้การชั้นสอบสวนว่า ผู้เสียหายที่ 1 บอก ส. ว่ามีอายุ 16 ปีกว่าแล้ว ส่วน บ. บิดาจำเลยกลับให้การชั้นสอบสวนว่า บ. ได้สอบถามเรื่องอายุ ผู้เสียหายที่ 1 บอกว่ามีอายุ 18 ปี คำเบิกความของจำเลยและคำให้การชั้นสอบสวนของ ส. ไม่สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของ บ. เพราะขัดแย้งหรือต่างกันมากถึง 2 ปี ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 มีรูปร่างใหญ่กว่าเด็กหญิงทั่วไปอันเป็นเหตุชักจูงใจให้จำเลยสำคัญผิดโดยสุจริต ลำพังคำเบิกความของจำเลยที่ว่าผู้เสียหายที่ 1 บอกว่ามีอายุ 16 ปี เป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งไม่ใช่ภริยาของตนโดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 6 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 12 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุ เด็กหญิง ส. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปี 11 เดือนเศษ และเป็นบุตรของ ค. ผู้เสียหายที่ 2 เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านจำเลยและได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองเป็นพยาน โดยผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ชายทะเลจนถึงเวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายมาส่งที่บ้าน เมื่อถึงบ้านผู้เสียหายที่ 1 แล้ว จำเลยไม่จอดรถแต่กลับขับรถพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านจำเลยแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 1 ไว้ จนกระทั่งจำเลยลืมใส่กุญแจบ้าน ผู้เสียหายที่ 1 จึงหลบหนีออกมาบอกผู้เสียหายที่ 2 ส่วนผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า หลังจากผู้เสียหายที่ 2 ทราบจากนางคำเลียนหรือเลียน เพ็ชรพังงา ว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปแล้ว ต่อมา 2 ถึง 3 วัน ผู้เสียหายที่ 2 ไปตามหาผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านจำเลย แต่ไม่พบจำเลย คงพบนายบุญฤทธิ์ เพ็ชรณรงค์ บิดาจำเลย นายบุญฤทธิ์บอกผู้เสียหายที่ 2 ว่า ผู้เสียหายที่ 1 ไปทำงานกับจำเลยที่สวนผักห่างจากบ้านจำเลยประมาณ 1 กิโลเมตร ผู้เสียหายที่ 2 ไม่กล้าไปตามผู้เสียหายที่ 1 ให้กลับบ้านเพราะกลัวจำเลยจะฆ่า ผู้เสียหายที่ 2 จึงกลับบ้าน หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน ผู้เสียหายที่ 1 กลับมาเอาของใช้ส่วนตัวที่บ้านผู้เสียหายที่ 2 แล้วก็กลับไปไม่ถึง 1 ชั่วโมง มีชาวบ้านมาบอกผู้เสียหายที่ 2 ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกพวกจำเลยทำร้าย ผู้เสียหายที่ 2 จึงไปที่บ้านจำเลยพบจำเลย มารดาจำเลยและพี่สาวจำเลยกำลังร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 จึงพาผู้เสียหายที่ 1 กลับบ้านและพากันไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลท่าฉัตรไชย เพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาทำร้ายร่างกายและพรากผู้เยาว์ แต่จ่าสิบตำรวจนิรันดร์ จันทร์พิทักษ์ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งกลับเบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 2 มาบอกพยานว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปอยู่ที่บ้านจำเลย จึงมาขอให้พยานช่วยพูดกับบิดามารดาจำเลยว่าจะยอมรับเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 1 เป็นสะใภ้หรือไม่ พยานจึงพาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่บ้านจำเลย พบผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยอยู่หลังบ้านพยานสอบถามนายบุญฤทธิ์ นายบุญฤทธิ์บอกว่าจะรับเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 1 เหมือนบุตรสะใภ้ ผู้เสียหายที่ 2 พอใจ จึงพากันกลับโดยไม่มีการเรียกค่าสินสอด หลังจากนั้น 2 ถึง 3 วัน ผู้เสียหายที่ 2 ไปบอกพยานเพื่อขอให้พยานไปช่วยพูดกับบิดามารดาจำเลยว่าให้ทำพิธีสมรส แต่นายบุญฤทธิ์และมารดาจำเลยบอกว่าให้รอไว้ก่อน พยานก็ไปบอกเรื่องดังกล่าวให้ผู้เสียหายที่ 2 ทราบ เห็นว่า จ่าสิบตำรวจนิรันดร์เป็นผู้ที่ชาวบ้านในบริเวณที่เกิดเหตุเคารพนับถือ คำเบิกความของจ่าสิบตำรวจนิรันดร์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังประกอบกับนางคำเลียนก็ให้การชั้นสอบสวนว่า ขณะที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปเที่ยวที่หาดทรายแก้วเพื่อจะไปรับประทานส้มตำ ผู้เสียหายที่ 2 ก็อยู่บริเวณใกล้ๆ นั้นด้วย แสดงว่าผู้เสียหายที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านจำเลยและได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หลังจากนั้น 2 ถึง 3 วัน ผู้เสียหายที่ 2 จึงไปขอร้องให้จ่าสิบตำรวจนิรันดร์พาไปพูดกับบิดามารดาจำเลยว่าจะยอมรับเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 1 เป็นสะใภ้หรือไม่ เมื่อนายบุญฤทธิ์และมารดาจำเลยบอกว่าจะรับเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 1 เหมือนบุตรสะใภ้ ผู้เสียหายที่ 2 ก็พอใจ โดยไม่มีการเรียกค่าสินสอดแต่อย่างใด ต่อมา 2 ถึง 3 วัน ผู้เสียหายที่ 2 ไปขอให้จ่าสิบตำรวจนิรันดร์ไปพูดกับนายบุญฤทธิ์และมารดาจำเลยว่าให้ทำพิธีสมรสแต่นายบุญฤทธิ์และมารดาจำเลยบอกว่าให้รอไว้ก่อน ผู้เสียหายที่ 2 รู้เรื่องดังกล่าวแล้วก็มิได้โต้แย้งหรือคัดค้าน ตามพฤติการณ์ของผู้เสียหายที่ 2 ดังกล่าว เชื่อได้ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านจำเลยและได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยความยินยอมของผู้เสียหายที่ 1 และโดยความรู้เห็นยินยอมของผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นยินยอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก โดยจำเลยสำคัญผิดว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกิน 15 ปี แล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เกือบจะมีอายุครบ 15 ปี แล้วก็ตาม แต่กรณีจะเป็นเรื่องสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเรื่องอายุของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคแรก นั้นจะต้องมีพฤติการณ์หรือเหตุชักจูงใจให้สำคัญผิดโดยสุจริต แต่จำเลยมิได้นำสืบในเรื่องดังกล่าว จำเลยคงเบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 1 บอกจำเลยว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุ 16 ปี ส่วนนางสาวสุขฤดี เพ็ชรณรงค์ พี่จำเลยให้การชั้นสอบสวนว่า ผู้เสียหายที่ 1 บอกนางสาวสุขฤดีว่ามีอายุ 16 ปีกว่าแล้ว ส่วนนายบุญฤทธิ์กลับให้การชั้นสอบสวนว่า นายบุญฤทธิ์สอบถามเรื่องอายุ ผู้เสียหายที่ 1 บอกว่ามีอายุ 18 ปี คำเบิกความของจำเลยและคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวสุขฤดีไม่สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของนายบุญฤทธิ์เพราะขัดแย้งหรือต่างกันมากถึง 2 ปี ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าเด็กหญิงทั่วไป อันเป็นเหตุชักจูงใจให้จำเลยสำคัญผิดโดยสุจริต ลำพังคำเบิกความของจำเลยที่ว่าผู้เสียหายที่ 1 บอกว่ามีอายุ 16 ปี เป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งไม่ใช่ภริยาของตนโดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมจนสำเร็จความใคร่ไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง ตามที่จำเลยให้การชั้นสอบสวน จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในข้อหาความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62 วรรคแรก ม. 277 วรรคแรก ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายนราหรือแดง เพ็ชรณรงค์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5544/2550
#268263
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 แล้ว ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย ในการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ต่อไปได้ และเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ เมื่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 บัญญัติว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หมายความตลอดถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ปฏิบัติการแทน ดังนั้น การขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย ถือได้ว่าเป็นการกระทำอย่างหนึ่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หากจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายก็ชอบที่จะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องในคดีล้มละลาย ไม่ใช่ยื่นคำร้องในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 128,786,093.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 9,876,558.80 บาท นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2540 อัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 118,868,598.60 บาท นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2540 และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 40,936 บาท นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ร่วมชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์เป็นเงิน 128,745,157.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 9,876,558.80 บาท และอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 118,868,598.61 บาท และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์จำนวน 69,755,595.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,876,558.80 บาท และอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 59,879,036.97 บาท แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 14 มกราคม 2541 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้โจทก์คิดได้ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคารโจทก์และประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย หากจำเลยทั้งสิบไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้บังคับจำนองเอาแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 16547 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีบุริมสิทธิจำนองเป็นเงิน 72,211,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่โจทก์ประกาศคิดจากลูกค้า ที่ดินโฉนดเลขที่ 8214, 16036 และ 16043 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีบุริมสิทธิจำนองเป็นเงิน 24,409,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่โจทก์ประกาศคิดจากลูกค้ามาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วนกับให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท แต่จำเลยทั้งสิบไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา วันที่ 16 มิถุนายน 2543 โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 คือที่ดินโฉนดเลขที่ 16547 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวในราคา 29,860,000 บาท โดยนางสาวสุภานันท์เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อำนาจการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีแพ่งที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลย่อมตกเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ด้วยตนเอง จึงให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้รับคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 ไว้ไต่สวน แล้วสั่งใหม่ว่า จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า หลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2545 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1395/2545 และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ล้มละลายเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 ในการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ดำเนินการขายทอดตลาดต่อไปได้ จนกระทั่งในการขายทอดตลาดครั้งที่ 11 วันที่ 15 มิถุนายน 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 29,860,000 บาท เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ในข้อแรกก่อนว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลล้มละลาย เจ้าหนี้ หรือบุคคลใดได้รับความเสียหายโดยการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ บุคคลนั้นอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบการกระทำหรือคำวินิจฉัยนั้น ศาลมีอำนาจสั่งยืนตาม กลับ หรือแก้ไข หรือสั่งประการใดตามที่เห็นสมควร" และมาตรา 6 "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์" หมายความตลอดถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ปฏิบัติการแทน ดังนั้น การขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1395/2545 ของศาลล้มละลายกลาง ถือได้ว่าเป็นการกระทำอย่างหนึ่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หากจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายโดยการกระทำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด้วยเหตุใด ๆ ก็ชอบที่จะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องในคดีล้มละลายดังกล่าว ไม่ใช่มายื่นคำร้องในคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ในข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ในปัญหาข้ออื่นและฎีกาของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 22 (3) ม. 25 ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสาวสุภานันท์ แซ่ซือ
จำเลย — บริษัทเบนซ์นครปฐม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายนรินทร์ ทองคำใส
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5544/2550
#272695
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ต่อมาในคดีล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย ในการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ดำเนินการขายทอดตลาดต่อไปตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 6 "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์" หมายความตลอดถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ปฏิบัติการแทน ดังนั้น การขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย ถือได้ว่าเป็นการกระทำอย่างหนึ่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หากจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายโดยการกระทำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด้วยเหตุใดๆ ก็ชอบที่จะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องในคดีล้มละลายดังกล่าว ไม่ใช่มายื่นคำร้องในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยทั้งสิบไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้บังคับจำนองเอาแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 16547 ตำบลสนามจันทร์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม (พระปฐมเจดีย์) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีบุริมสิทธิจำนองเป็นเงิน 72,211,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่โจทก์ประกาศคิดจากลูกค้า ที่ดินโฉนดเลขที่ 8214, 16036 และ 16043 ตำบลวังมะนาว อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีบุริมสิทธิจำนองเป็นเงิน 24,408,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่โจทก์ประกาศคิดจากลูกค้ามาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาชำระหนี้โจทก์ครบถ้วน แต่จำเลยทั้งสิบไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 คือที่ดินโฉนดเลขที่ 16547 ตำบลสนามจันทร์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม (พระปฐมเจดีย์) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวในราคา 29,860,000 บาท โดยนางสาวสุภานันท์ แซ่ซือ เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองในราคาที่ต่ำเกินไป เป็นการสมรู้ร่วมกันระหว่างโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดี และผู้ซื้อทรัพย์โดยทุจริตและฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดี พ.ศ.2522 เรื่องการยึดทรัพย์ในคดีล้มละลาย ข้อ 58 กล่าวคือ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมิได้อนุญาตให้ขายทอดตลาด เนื่องจากในระหว่างการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวครั้งที่ 5 ถึงที่ 6 เจ้าพนักงานบังคับให้งดการขายทอดตลาดเพราะจำเลยที่ 1 ถูกสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1395/2545 ของศาลล้มละลายกลาง ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อำนาจการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีแพ่งที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลย่อมตกเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ด้วยตนเอง จึงให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้รับคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 ไว้ไต่สวน แล้วสั่งใหม่ว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งตามรูปคดี

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า หลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2545 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1395/2545 และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ล้มละลายเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 ในการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ดำเนินการขายทอดตลาดต่อไปได้จนกระทั่งในการขายทอดตลาดครั้งที่ 11 วันที่ 15 มิถุนายน 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 29,860,000 บาท เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ในข้อแรกก่อนว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลล้มละลาย เจ้าหนี้ หรือบุคคลใดได้รับความเสียหายโดยการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ บุคคลนั้นอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบการกระทำหรือคำวินิจฉัยนั้น ศาลมีอำนาจสั่งยืนตาม กลับ หรือแก้ไข หรือสั่งประการใดตามที่เห็นสมควร" และมาตรา 6 "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์" หมายความตลอดถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ปฏิบัติการแทน ดังนั้น การขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1395/2545 ของศาลล้มละลายกลาง ถือได้ว่าเป็นการกระทำอย่างหนึ่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หากจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายโดยการกระทำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด้วยเหตุใดๆ ก็ชอบที่จะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องในคดีล้มละลายดังกล่าว ไม่ใช่มายื่นคำร้องในคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ในข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ในปัญหาข้ออื่นและฎีกาของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสาวสุภานันท์ แซ่ซือ
จำเลย — บริษัทเบนซ์นครปฐม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5534/2550
#410681
เปิดฉบับเต็ม

ข้อโต้แย้งที่ว่าราคาทรัพย์สินที่ขายทอดตลาดต่ำหรือไม่ เป็นข้อโต้แย้งหรือส่วนได้เสียของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 280 โดยตรง ไม่เกี่ยวกับผู้ร้องซึ่งเป็นเพียงผู้เข้าสู้ราคาแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิกล่าวอ้างหรือฎีกาในประเด็นดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมอาคารพิพาทออกขายทอดตลาด บริษัทอาร์.เอส.พี พร้อพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 5,650,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า การขายทอดตลาดเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะขายในราคาต่ำ และเจ้าพนักงานบังคับคดีรีบร้อนทำการขายทอดตลาดโดยนับสามและเคาะไม้ขายให้แก่ผู้ซื้อในทันทีเป็นการเร่งรีบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ซื้อ ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถเสนอราคาได้ทันเพราะขณะนั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะเสนอราคาให้สูงขึ้นหรือไม่ การขายทอดตลาดดังกล่าวทำให้ราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างขายได้ต่ำกว่าราคาปกติ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดและให้ประกาศขายทอดตลาดใหม่ต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า ผู้ซื้อทรัพย์ได้ซื้อทรัพย์ในราคา 5,600,000 บาท (ที่ถูก 5,650,000 บาท) ซึ่งสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้ประเมินไว้เป็นเงิน 4,586,000 บาท และการขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นการขายครั้งที่สองซึ่งครั้งแรกมีผู้เสนอราคา 3,670,000 บาท แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าราคาต่ำและโจทก์คัดค้านราคาจึงงดการขายทอดตลาดในครั้งนี้ผู้ซื้อทรัพย์ได้ให้ราคาสูงสุด เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาอันสมควรโจทก์จำเลยไม่คัดค้านราคาเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงนับสามและเคาะไม้ขายทอดตลาดเป็นการดำเนินตามขั้นตอนการขายทอดตลาดที่ถูกต้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้ร้องฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีรีบร้อนทำการขายทอดตลาดทำให้ขายทรัพย์สินได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาปกตินั้น เห็นว่า ข้อโต้แย้งที่ว่าราคาทรัพย์สินที่ขายทอดตลาดต่ำหรือไม่นั้น เป็นข้อโต้แย้งหรือส่วนได้เสียของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 โดยตรง ไม่เกี่ยวกับผู้ร้องซึ่งเป็นเพียงผู้เข้าสู้ราคาแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิกล่าวอ้างหรือฎีกาในประเด็นดังกล่าวได้ แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 280
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางสาววรรณา แจ้งจบ
จำเลย — นางสุกัญญาหรือธนังภรณ์ สุขเอม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5532/2550
#410474
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาข้อ 8 ที่ว่า "เมื่อสัญญานี้ครบกำหนดหากผู้ให้กู้หรือผู้กู้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้บอกเลิกสัญญา ให้ถือว่าสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับต่อไปอีกคราวละ 1 ปี ตลอดไป โดยมีเงื่อนไขและข้อตกลงคงเดิมทุกประการจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกสัญญา..." มีผลเพียงว่า เมื่ออายุสัญญาเป็นอันต่อออกไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้แล้ว กำหนดเวลาที่จำเลยต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี ก็ขยายตามไปด้วย กำหนดเวลาชำระหนี้ซึ่งทำให้โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเปลี่ยนแปลงไปเฉพาะเวลาขณะเริ่มนับอายุความ ส่วนอายุความมิได้เปลี่ยนแปลงไปโดยข้อสัญญาดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการขยายอายุความ

ข้อตกลงตามสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏที่ให้โจทก์มีสิทธิหักชำระหนี้จากเงินเดือนที่นายจ้างของจำเลยโอนเข้าบัญชี ไม่มีผลทำให้เงินที่จำเลยเบิกถอนจากบัญชีกลายเป็นเงินที่โจทก์ได้ทดรองจ่าย ส่วนบัตรกรุงไทยเอทีเอ็มที่โจทก์ออกให้แก่จำเลย ก็เพื่อความสะดวกในการเบิกถอนเงิน ซึ่งหากจำเลยมีเงินฝากอยู่ในบัญชีเกินจำนวนที่เบิกถอน ก็เป็นการเบิกถอนเงินฝาก แต่หากจำเลยไม่มีเงินฝากอยู่ในบัญชี เงินที่เบิกถอนไปก็เป็นเงินกู้ที่ตกลงไว้กับโจทก์นั่นเอง สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้รับผิดตามสัญญากู้ที่ทำขึ้นเช่นนี้กฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

สัญญากู้กรุงไทยธนวัฏไม่มีข้อตกลงที่ให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้ การที่โจทก์นำหนี้ที่รวมดอกเบี้ยอยู่ด้วยมาเป็นต้นเงินในการคิดดอกเบี้ยต่อไป ย่อมมีผลเป็นการคิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้างชำระ จึงฝ่าฝืนข้อห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 655 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2536 จำเลยขอใช้บริการสินเชื่อและทำสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏกับโจทก์ เพื่อเบิกเงินเกินบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยเป็นเงิน 71,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน กำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี หลังจากทำสัญญาสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดกระบี่โอนเงินเดือนของจำเลยเข้าบัญชีออมทรัพย์และจำเลยเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวหลายครั้งปรากฏว่าตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 เงินในบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยมีไม่พอชำระดอกเบี้ย ทำให้โจทก์ไม่สามารถหักชำระหนี้ตามข้อตกลงได้ โจทก์จึงนำเงินต้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จำนวน 70,772.65 บาท มาเป็นต้นเงินในการคิดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 ปีเศษ โจทก์ขอคิดเพียง 5 ปี เป็นเงินดอกเบี้ย 52,531.18 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 123,303.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 70,772.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญากู้ตามฟ้อง ข้อ 8 เป็นข้อสัญญาที่ขยายอายุความขัดต่อกฎหมายไม่มีผลบังคับ อายุความจึงเริ่มต้นนับเมื่อครบกำหนด 1 ปี นับแต่วันทำสัญญา คือวันที่ 31 มีนาคม 2537 หนี้ตามฟ้องเกิดจากการทดรองจ่ายเงินให้จำเลย โดยโจทก์รับดูแลหรือรับทำการงาน แล้วฟ้องเรียกเอาสินจ้างพร้อมเงินทดรองคืน ซึ่งมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2547 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ สัญญากู้ตามฟ้องมีข้อตกลงในข้อ 7 ว่า หากจำเลยผิดนัดข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 เมื่อนับอายุความตั้งแต่จำเลยผิดนัดคดีก็ขาดอายุความเช่นกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 123,303.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 70,772.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นพนักงานของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2536 จำเลยขอใช้บริการสินเชื่อและทำสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏกับโจทก์ เพื่อเบิกเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยเป็นเงิน 71,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในวันสิ้นสุดของเดือน กำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี จำเลยมีสิทธิเบิกเงินในวงเงินที่กู้ตามจำนวนและเวลาที่จำเลยต้องการ โดยยอมให้โจทก์หักชำระหนี้จากเงินเดือนที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดกระบี่โอนเข้าบัญชีออมทรัพย์ของจำเลย ตามสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏเอกสารหมาย จ.6 หลังจากทำสัญญาจำเลยเบิกถอนเงินจากบัญชีหลายครั้ง และสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดกระบี่โอนเงินเดือนเข้าบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2541 โจทก์หักชำระหนี้แล้ว ปรากฏว่าในวันที่ 31 ธันวาคม 2541 จำเลยเป็นหนี้ตามบัญชีจำนวน 70,772.65 บาท ตามรายการคำนวณยอดหนี้สินเชื่อและรายการบัญชีเอกสารหมาย จ.9 มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า สัญญากู้กรุงไทยธนวัฏ เอกสารหมาย จ.6 ข้อ 8 มีเงื่อนไขให้ต่อสัญญาออกไปอีกคราวละ 1 ปี เป็นการขยายอายุความซึ่งไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย เมื่อมีข้อตกลงให้จำเลยชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญา อายุความจึงต้องเริ่มนับเมื่อครบกำหนด 1 ปี คือวันที่ 31 มีนาคม 2537 ซึ่งโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป เห็นว่า สัญญาข้อ 8 มีข้อความว่า "เมื่อสัญญานี้ครบกำหนดหากผู้ให้กู้หรือผู้กู้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้บอกเลิกสัญญา ให้ถือว่าสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับต่อไปอีกคราวละ 1 ปี ตลอดไป โดยมีเงื่อนไขและข้อตกลงคงเดิมทุกประการจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกสัญญา..." ข้อสัญญาดังกล่าวมีผลเพียงว่า เมื่ออายุสัญญาเป็นอันต่อออกไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้แล้ว กำหนดเวลาที่จำเลยต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี ก็ขยายตามไปด้วย กำหนดเวลาชำระหนี้ซึ่งทำให้โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไปกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเปลี่ยนแปลงไปเฉพาะเวลาขณะเริ่มนับอายุความ ส่วนอายุความมิได้เปลี่ยนแปลงไปโดยข้อสัญญาดังกล่าวแต่อย่างใดกรณีหาใช่เป็นการขยายอายุความซึ่งไม่มีผลบังคับตามกฎหมายไม่ จึงไม่อาจเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2537 ดังที่จำเลยอ้าง ที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า สัญญากู้กรุงไทยธนวัฏเอกสารหมาย จ.6 มีข้อตกลงพิเศษต่างจากสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป โจทก์มีสิทธิหักชำระหนี้จากเงินเดือนที่นายจ้างของจำเลยโอนเข้าบัญชี และโจทก์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมบัตรกรุงไทยเอทีเอ็มจากจำเลยเป็นรายปีฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องเรียกเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองจ่ายซึ่งมีอายุความ 2 ปี จำเลยผิดนัดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 ถือว่าผิดนัดทุกงวดตามสัญญาข้อ 7 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อปี 2547 จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ข้อตกลงที่ให้โจทก์มีสิทธิหักชำระหนี้จากเงินเดือนที่นายจ้างของจำเลยโอนเข้าบัญชี ไม่มีผลทำให้เงินที่จำเลยเบิกถอนจากบัญชีกลายเป็นเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองจ่าย ส่วนบัตรกรุงไทยเอทีเอ็มที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยนั้น ก็เพื่อความสะดวกในการเบิกถอนเงิน โดยจำเลยอาจใช้บัตรดังกล่าวเบิกถอนเงินจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติของโจทก์หรือของธนาคารอื่นที่มีข้อตกลงกับโจทก์ ซึ่งหากจำเลยมีเงินฝากอยู่ในบัญชีเกินจำนวนที่เบิกถอน ก็เป็นการเบิกถอนเงินฝาก แต่หากจำเลยไม่มีเงินฝากอยู่ในบัญชี เงินที่เบิกถอนไปก็เป็นเงินกู้ที่ตกลงไว้กับโจทก์นั่นเอง สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้รับผิดตามสัญญากู้ที่ทำขึ้นเช่นนี้กฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม สัญญากู้กรุงไทยธนวัฏเอกสารหมาย จ.6 ไม่มีข้อตกลงที่ให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้ และปรากฏตามรายการคำนวณยอดหนี้สินเชื่อและรายการบัญชีเอกสารหมาย จ.9 ว่า ยอดหนี้ตามบัญชี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จำนวน 70,772.65 บาท เป็นจำนวนเงินที่รวมดอกเบี้ยอยู่ด้วย การที่โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวมาเป็นต้นเงินในการคิดดอกเบี้ยต่อไป ย่อมมีผลเป็นการคิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้างชำระ ซึ่งฝ่าฝืนต่อข้อห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดในหนี้เงินต้น 70,772.65 บาท พร้อมดอกเบี้ย จึงไม่ถูกต้องแต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเงินต้นที่ถูกต้องมีจำนวนเท่าใด ตามรายการคำนวณยอดหนี้สินเชื่อและรายการบัญชีเอกสารหมาย จ.9 คงมีเพียงรายการที่แสดงจำนวนหนี้นับแต่เดือนมกราคม 2540 เป็นต้นมาเท่านั้น ทั้งมิได้แยกแยะให้เห็นได้ว่ามีเงินต้นค้างชำระเท่าใดในแต่ละเดือน รายการที่แสดงไว้ในแต่ละเดือนเป็นยอดเงินที่รวมดอกเบี้ยไว้แล้วทั้งสิ้น เมื่อไม่อาจทราบจำนวนเงินต้นค้างชำระที่ถูกต้องจากพยานเอกสารดังกล่าว จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ในชั้นนี้ได้ การคิดดอกเบี้ยฝ่าฝืนต่อข้อห้ามตามกฎหมายเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 แต่รูปคดีมีเหตุสมควรไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความ"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/11 ม. 655
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายพิชิต สุนทรวราภาส
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5523/2550
#268181
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามหนังสือยินยอมมอบเงินฝากเป็นประกันหนี้ของผู้อื่นจะให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพื่อชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่ครบกำหนดตามสัญญากู้ยืมเงินก็ตาม แต่เหตุที่ไม่มีการหักเงินจากเงินฝากของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2540 เนื่องจากนาย ว. ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และขณะนั้นเป็นผู้จัดการธนาคารโจทก์ สาขาที่จำเลยทั้งสามทำสัญญากู้และค้ำประกัน ไม่ยอมดำเนินการ เพราะนาย ว. ไม่ต้องการให้จำเลยที่ 2 ซึ่งกำลังป่วยอยู่กระทบกระเทือนทางจิตใจ อันแสดงว่าเหตุที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตั้งแต่วันถัดจากวันที่ครบกำหนดตามสัญญากู้ยืมเงินนั้น มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เพิกเฉยปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยมิได้ใช้สิทธิตามกฎหมายที่มีอยู่เพื่อให้โจทก์ได้รับประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่ฝ่ายจำเลยจะพึงได้รับ กรณีไม่อาจถือได้ว่าการกระทำของโจทก์เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 876,035.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 750,585.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินที่จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์อื่น ๆ ของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

ระหว่างพิจารณาก่อนยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางบุญจันทร์จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 876,035.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 750,585.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีเพียงประการเดียวว่า การที่โจทก์ใช้สิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2543 เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่จำเลยทั้งสามถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาในทำนองว่า การที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในทันทีที่ครบกำหนดตามสัญญากู้ยืมเงิน แต่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึง 3 ปี จึงหักเงินเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่จำเลยทั้งสามนั้น เห็นว่า แม้ตามหนังสือยินยอมมอบเงินฝากเป็นประกันหนี้ของผู้อื่น จะให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพื่อชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่ครบกำหนดตามสัญญากู้ยืมเงินดังที่จำเลยทั้งสามฎีกามาก็ตาม แต่สำหรับคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายอนุโลม โดยจำเลยทั้งสามไม่ได้ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า เหตุที่ไม่มีการหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2540 เนื่องจากนายวีระพลซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และขณะนั้นเป็นผู้จัดการธนาคารโจทก์ สาขาขุขันธ์ ที่จำเลยทั้งสามทำสัญญากู้และค้ำประกัน ไม่ยอมดำเนินการเพราะนายวีระพลไม่ต้องการให้จำเลยที่ 2 ซึ่งกำลังป่วยอยู่กระทบกระเทือนทางจิตใจจากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าเหตุที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่ครบกำหนดตามสัญญากู้ยืมเงินได้นั้น มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เพิกเฉยปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยมิได้ใช้สิทธิตามกฎหมายที่มีอยู่ เพื่อให้โจทก์ได้รับประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่ฝ่ายจำเลยจะพึงได้รับ กรณีไม่อาจถือได้ว่าการกระทำของโจทก์เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายนิพนธ์ มานะสถิตพงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายโชติกะ เพชรเลื่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5522/2550
#410570
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยทำกันก่อนมีการแก้ไข ป.พ.พ. มาตรา 456 ฉบับใหม่ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 เดิม ก่อนมีการแก้ไข เมื่อสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาห้าร้อยบาทหรือกว่านั้นไป ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าอะไหล่รถยนต์ให้แก่จำเลยได้ส่งมอบสินค้าอะไหล่รถยนต์แก่จำเลยตามสัญญาซื้อขายจึงเป็นการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องร้องบังคับคดีให้จำเลยรับผิดตามสัญญาซื้อขายได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง ประกอบวรรคสาม (เดิม)

จำเลยให้การว่า ตามคำฟ้องของโจทก์แสดงว่าโจทก์ได้ส่งมอบอะไหล่รถยนต์ตามฟ้องแก่จำเลยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี นับถึงวันฟ้อง โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าอะไหล่รถยนต์ฟ้องเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบแก่จำเลยเป็นเวลาเกิน 3 ปี นับแต่วันส่งมอบคดีโจทก์จึงขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) และหรือขาดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) แล้ว แม้ไม่ได้ระบุว่ารายการซื้อขายใดขาดอายุความ 2 ปี รายการใดขาดอายุความ 5 ปี แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าจำเลยต่อสู้ว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว ซึ่งอะไหล่ระยนต์รายการใดจะขาดอายุความ 2 ปี หรือ 5 ปี ย่อมเป็นหน้าที่ของศาลจะต้องวินิจฉัยต่อไป คำให้การของจำเลยจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง

โจทก์ประกอบธุรกิจค้าขายอะไหล่รถยนต์ฟ้องเรียกเอาค่าสินค้าอะไหล่รถยนต์ที่ได้ส่งมอบให้แก่จำเลย โดยจำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อนำไปซ่อมรถยนต์ให้แก่ผู้เอาประกันภัยกับจำเลยรวมทั้งผู้มีกรณีพิพาทกับผู้เอาประกันภัยในกรณีผู้เอาประกันภัยกับจำเลยเป็นฝ่ายผิด อันเป็นการใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นกิจการการประกันวินาศภัยภายในวัตถุประสงค์ของจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยซื้อสินค้าอะไหล่รถยนต์จากโจทก์ จึงเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยเอง จึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจค้าขายอะไหล่รถยนต์ทั่วไปจำเลยประกอบธุรกิจในการรับประกันภัยรถยนต์ จำเลยซื้ออะไหล่รถยนต์จากโจทก์หลายรายการตั้งแต่ปี 2538 ถึง 2541 รวมเป็นเงิน 551,709.20 บาท โจทก์ส่งสินค้าให้แก่จำเลยครบถ้วน จำเลยนำสินค้าไปใช้ไม่น้อยกว่า 3 ปี แล้ว โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี ในต้นเงิน 551,709.20 บาท นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 124,134 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 675,843 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 675,843 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้ซื้ออะไหล่รถยนต์และค้างชำระราคาโจทก์ตามฟ้อง คงซื้อและค้างชำระไม่เกินจำนวน 10,000 บาท การซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด ไม่มีการวางประจำและไม่มีการชำระหนี้บางส่วน โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีจำเลย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าฟ้องเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบเป็นเวลาเกิน 3 ปี นับแต่วันส่งมอบ คดีโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) และหรือขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 551,709.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มิถุนายน 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 361,117.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 มีนาคม 2545) จนกว่าชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยซื้อสินค้าอะไหล่รถยนต์จากโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด..... พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้สั่งซื้อสินค้าอะไหล่รถยนต์จากโจทก์และค้างชำระราคาแก่โจทก์ตามฟ้อง

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญหรือได้วางประจำไว้หรือได้มีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีแก่จำเลยนั้น เห็นว่า สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยทำกันก่อนมีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ฉบับใหม่ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 เดิมก่อนมีการแก้ไข เมื่อสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาห้าร้อยบาทหรือกว่านั้นขึ้นไป ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าอะไหล่รถยนต์ให้แก่จำเลยได้ส่งมอบสินค้าอะไหล่รถยนต์แก่จำเลยตามสัญญาซื้อขาย จึงเป็นการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องร้องบังคับคดีให้จำเลยรับผิดตามสัญญาซื้อขายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง ประกอบวรรคสาม (เดิม)

ปัญหาประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่าคำให้การของจำเลยในเรื่องอายุความเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง หรือไม่ จำเลยให้การว่า ตามคำฟ้องของโจทก์แสดงว่าโจทก์ได้ส่งมอบอะไหล่รถยนต์ตามฟ้องแก่จำเลยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี นับถึงวันฟ้อง โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าอะไหล่รถยนต์ฟ้องเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบแก่จำเลยเป็นเวลาเกิน 3 ปี นับแต่วันส่งมอบคดีโจทก์จึงขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) และหรือขาดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) แล้ว เห็นว่า แม้คำให้การของจำเลยจะไม่ได้ระบุว่ารายการซื้อขายใดขาดอายุความ 2 ปี รายการใดขาดอายุความ 5 ปี ก็ตาม แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าจำเลยต่อสู้ว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว ซึ่งอะไหล่รถยนต์รายการใดจะขาดอายุความ 2 ปี หรือ 5 ปี ย่อมเป็นหน้าที่ของศาลจะต้องวินิจฉัยต่อไป คำให้การของจำเลยจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง

ปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ที่จำเลยผิดสัญญาซื้อขายกับโจทก์ อันเป็นสิทธิเรียกร้องความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญา ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์เต็มตามฟ้อง ส่วนจำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์ส่งอะไหล่รถยนต์ไปให้อู่ซ่อมรถยนต์ตามที่จำเลยสั่งก็เพื่อให้อู่ซ่อมรถยนต์ทำการซ่อมแซมรถยนต์อันเป็นกิจการของอู่ซ่อมรถยนต์ มิใช่กิจการของจำเลย จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ เห็นว่า โจทก์ประกอบธุรกิจค้าขายอะไหล่รถยนต์ฟ้องเรียกเอาค่าสินค้าอะไหล่รถยนต์ที่ได้ส่งมอบให้แก่จำเลย โดยจำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อนำไปซ่อมรถยนต์ให้แก่ผู้เอาประกันภัยกับจำเลยรวมทั้งผู้มีกรณีพิพาทกับผู้เอาประกันภัยในกรณีผู้เอาประกันภัยกับจำเลยเป็นฝ่ายผิด อันเป็นการใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นกิจการการประกันวินาศภัยภายในวัตถุประสงค์ของจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยซื้อสินค้าอะไหล่รถยนต์จากโจทก์ จึงเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยเอง จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34 ม. 456 (เดิม)
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.รุ่งโรจน์อะไหล่ยนต์
จำเลย — บริษัทพัชรประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5521/2550
#410849
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะถือว่าบุคคลหนึ่งปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่สุจริตนั้น จะต้องดูในขณะที่ก่อสร้างว่าผู้ก่อสร้างรู้หรือไม่ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของคนอื่น ถ้ารู้ก็ถือว่าก่อสร้างโดยไม่สุจริต แต่ถ้าในขณะที่ก่อสร้างไม่รู้ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของบุคคลอื่นเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองจึงสร้างโรงเรือนลงไปครั้นมาภายหลังจึงรู้ความจริงก็ถือว่าเป็นการก่อสร้างรุกล้ำโดยสุจริต

จำเลยทั้งสองรู้แล้วว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างอาคารและรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ในขณะที่เริ่มก่อสร้างแต่เพียงบางส่วน แต่จำเลยทั้งสองยังจงใจก่อสร้างต่อไปจนแล้วเสร็จ ทั้งๆ ที่โจทก์ได้แจ้งให้ทราบก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต เป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนเอง โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์อีก กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ตามแผนที่วิวาทออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน เดือนละ 12,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 เมษายน 2537) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิคู่ความที่จะไปว่ากล่าวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 12659 ตำบลลำไทร (คลองซอยที่ 26 ฝั่งเหนือ) อำเภอวังน้อย (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 12658 ตำบลลำไทร (คลองซอยที่ 26 ฝั่งเหนือ) อำเภอวังน้อย (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ตลอดแนว เนื่องจากที่ดินของโจทก์ ที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ดินแปลงอื่นที่อยู่ติดกันอีก 4 แปลง รวมเป็น 6 แปลง แบ่งแยกมาจากที่ดินเดิม คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 7941 ตำบลคลองซอยที่ 26 ฝั่งเหนือ อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2536 จำเลยที่ 1 เคยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้ในข้อหาละเมิดว่า ในปี 2535 โจทก์คดีนี้ ใช้ จ้าง วาน ให้ผู้มีชื่อขุดดินของโจทก์ในคดีนี้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยที่ 1 ขอให้ทำที่ดินของจำเลยที่ 1 กลับคืนสู่สภาพเดิมและให้ชดใช้ค่าเสียหายตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1224/2539 ของศาลชั้นต้น ในคดีดังกล่าวคู่ความขอให้เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบรังวัดที่ดินและทำแผนที่วิวาทครั้งแรกตามเอกสารหมาย จ.4 แต่เจ้าพนักงานที่ดินนำโฉนดที่แยกจากโฉนดที่ดินเดิมเพียง 4 โฉนดมาปูโฉนดเพื่อทำการรังวัด คู่ความจึงขอให้เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบรังวัดที่ดินและทำแผนที่วิวาทเป็นครั้งที่ 2 โดยนำโฉนดที่ดินทั้ง 6 โฉนด ที่แยกจากโฉนดที่ดินเดิมมาปูโฉนดเพื่อทำการรังวัดตามเอกสารหมาย จ.5 คู่ความในคดีดังกล่าวตรวจสอบแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 แล้วรับรองว่าถูกต้อง ต่อมาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยให้เหตุผลว่า ปรากฏตามแผนที่วิวาทว่าที่ดินของจำเลย (โจทก์คดีนี้) ไม่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ศาลชั้นต้นอนุญาตจำหน่ายคดีจากสารบบความ คดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของโจทก์ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จะถือว่าบุคคลหนึ่งปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่สุจริตนั้น จะต้องดูในขณะที่ก่อสร้างว่าผู้ก่อสร้างรู้หรือไม่ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของคนอื่น ถ้ารู้ก็ถือว่าก่อสร้างโดยไม่สุจริต แต่ถ้าในขณะที่ก่อสร้างไม่รู้ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของบุคคลอื่นเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองจึงสร้างโรงเรือนลงไป ครั้นมาภายหลังจึงรู้ความจริงก็ถือว่าเป็นการก่อสร้างรุกล้ำโดยสุจริต สำหรับคดีนี้โจทก์มีนายนพรัตน์ มาประณีต เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อต้นปี 2536 โจทก์มาปรึกษาพยานเรื่องที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินอยู่ติดกันกับที่ดินของโจทก์ และจำเลยที่ 2 ปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ พยานไปดูที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ว พบว่าโรงเรือนดังกล่าวรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 295 ตารางเมตร พยานจึงมีหนังสือบอกกล่าวให้รื้อถอนหรือระงับการก่อสร้างไปยังจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้รับแล้วตามใบตอบรับทางไปรษณีย์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทั้งจำเลยที่ 1 กลับยื่นฟ้องโจทก์กล่าวหาว่าโจทก์ไปขุดดินในที่ดินของจำเลยที่ 1 ขอให้ทำที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิมและเรียกค่าเสียหาย ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 594/2536 หมายเลขแดงที่ 1224/2539 ของศาลชั้นต้น ต่อมาเมื่อมีการทำแผนที่วิวาทแล้ว ปรากฏว่า อาคารของจำเลยทั้งสองรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงถอนฟ้องคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2537 กับโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณปี 2533 จำเลยที่ 1 ทำการรังวัดที่ดินของจำเลยที่ 1 โจทก์ไประวังแนวเขตและได้ตรวจดูหลักหมุดในที่ดินของโจทก์ ปรากฏว่า อยู่ครบถ้วน โจทก์จึงลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตให้ซึ่งอยู่ในแนวเส้นสีเขียวในแผนที่วิวาท ต่อมา 1 ถึง 2 ปี จำเลยที่ 1 ขอรังวัดที่ดินของจำเลยที่ 1 อีก และขอให้โจทก์ไประวังแนวเขต แต่โจทก์เดินทางไปต่างประเทศเมื่อกลับมาแล้วเจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตที่สำนักงานที่ดิน โจทก์เห็นว่าหลักหมุดยังอยู่ครบถ้วนจึงลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตให้ไป จากนั้นโจทก์ขุดที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้ไปถมทางด้านหน้า เพื่อที่จะปลูกสร้างอาคารโดยขุดห่างจากแนวเขตที่ดินประมาณ 1 เมตร ขณะนั้นจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ปลูกสร้างอาคารในที่ดินของจำเลยที่ 1 ต่อมาปี 2536 จำเลยทั้งสองปลูกสร้างอาคารในที่ดินของจำเลยที่ 1 และทำรั้วจากทิศตะวันตกไปทิศใต้ล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ แต่เป็นเนื้อที่เท่าใดขณะนั้นยังไม่ได้ตรวจสอบ โจทก์จึงไปแจ้งให้ผู้ก่อสร้างระงับการก่อสร้าง และโทรศัพท์แจ้งไปยังจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดลพบุรีด้วย เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิอยู่ที่จังหวัดลพบุรี แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยและทำการก่อสร้างต่อไป โจทก์จึงได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนและระงับการก่อสร้าง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยและยังคงก่อสร้างต่อไป รวมทั้งโจทก์ได้ถ่ายรูปอาคารและแนวรั้วที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างเมื่อปี 2536 รวม 2 ภาพ นอกจากจำเลยทั้งสองจะไม่หยุดการก่อสร้างอาคารและแนวรั้วแล้ว จำเลยที่ 1 ยังฟ้องโจทก์กล่าวหาว่าโจทก์ขุดดินในที่ดินของจำเลยที่ 1 อีกอาคารและแนวรั้วที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ยาว 147.60 เมตร ส่วนกว้างที่สุด 3.99 เมตร ตามส่วนที่ระบายด้วยสีเหลืองและขีดตารางด้วยสีดำในแผนที่วิวาท ซึ่งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายดังกล่าวปรากฏอย่างชัดจนว่าในส่วนของตัวอาคารนั้นเพิ่งก่อสร้างได้เพียงบางส่วนและรั้วก็ยังก่อสร้างไม่เสร็จ แสดงว่าในขณะที่โจทก์และทนายโจทก์แจ้งแก่จำเลยทั้งสองให้ระงับการก่อสร้างนั้น จำเลยทั้งสองเพิ่งก่อสร้างอาคารและแนวรั้วไปเพียงบางส่วน จำเลยทั้งสองย่อมรู้แล้วว่าถูกโจทก์โต้แย้งว่าการก่อสร้างนั้นรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แต่แทนที่จำเลยทั้งสองจะระงับการก่อสร้างไว้ก่อนและตรวจสอบเขตที่ดินให้แน่ชัด จำเลยที่ 1 กลับยื่นฟ้องโจทก์ว่าโจทก์ขุดดินในที่ดินของจำเลยที่ 1 จนกระทั่งมีการทำแผนที่วิวาท จากนั้นเมื่อได้ความแน่ชัดว่าบริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงถอนฟ้องไป ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 หลังจากจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินมาแล้ว จำเลยที่ 1 ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัด เมื่อถึงเวลารังวัดโจทก์ไม่ได้มาระวังแนวเขต แต่โจทก์ก็ได้มาให้ถ้อยคำแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในภายหลังและลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตไว้ ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินเสร็จแล้วได้ลงหลักเขตไว้ ในการก่อสร้างอาคารของบริษัทมิตซูไทยธาดา จำกัด เชื่อว่าไม่ได้ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของใครและในการก่อสร้างอาคารนายบุญธรรม พฤฒิธาดา น้องชายของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ในการก่อสร้างอาคารจำเลยที่ 1 ไม่ได้เกี่ยวข้อง เพียงแต่อนุญาตให้ใช้ที่ดินของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ต่อมาเมื่อนายบุญธรรมแจ้งว่า โจทก์ขุดดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงฟ้องโจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1224/2539 ของศาลชั้นต้น การสร้างอาคารดังกล่าวถ้ามีการรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ก็เป็นความผิดพลาด และจำเลยที่ 1 ไม่ได้จงใจแต่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านว่า บริษัทมิตซูไทยธาดา จำกัด เริ่มก่อสร้างอาคาร เมื่อปี 2535 ไม่แน่ใจว่าจะเป็นช่วงต้นปีหรือปลายปี และสร้างเสร็จเมื่อใดไม่ทราบ นายบุญธรรมเป็นพยานจำเลยทั้งสองเบิกความว่า พยานไม่เคยเห็นหนังสือขอให้รื้อถอนหรือระงับการก่อสร้าง และตอบคำถามว่าการก่อสร้างอาคารจะเริ่มสร้างในช่วงต้นปี 2536 หรือปลายปี 2535 จำไม่ได้ สร้างเสร็จเมื่อใดจำไม่ได้ การเบิกความของจำเลยที่ 1 และนายบุญธรรมดังกล่าวจึงมีพิรุธเพราะเป็นไปได้ยากที่ผู้ที่ทำธุรกิจเช่นบุคคลทั้งสองจะจำไม่ได้ว่าตนเองสร้างอาคารที่จะใช้เป็นสำนักงานและโชว์รูมรถยนต์เมื่อใดและเสร็จเมื่อใดทั้งๆ ที่เป็นเจ้าของที่ดินและผู้ควบคุมงานก่อสร้างด้วยตนเอง นอกจากนี้ภาพถ่ายที่จำเลยทั้งสองอ้างส่งต่อศาลก็ระบุวันที่ว่า "2 16 94" ซึ่งหมายถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2537 เป็นเวลาหลังจากที่ทนายโจทก์มีหนังสือไปถึงจำเลยที่ 1 เกือบ 1 ปี จึงมีลักษณะเป็นการปิดบังข้อเท็จจริงเรื่องระยะเวลาการก่อสร้างเพื่อโน้มน้าวให้เห็นว่าการก่อสร้างนั้นเสร็จสิ้นแล้ว จึงทราบว่ามีบางส่วนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เพื่อที่จะอ้างว่ากระทำไปโดยสุจริต ซึ่งขัดแย้งกับภาพถ่ายของโจทก์โดยชัดแจ้ง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองรู้แล้วว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างอาคารและรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ตามแผนที่วิวาท ส่วนที่ระบายด้วยสีเหลืองและขีดตารางด้วยสีดำในขณะที่เริ่มก่อสร้างแต่เพียงบางส่วน แต่จำเลยทั้งสองยังจงใจก่อสร้างต่อไปจนแล้วเสร็จ ทั้งๆ ที่โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เสียหายเพียงใด เห็นว่า จำเลยทั้งสองปลูกสร้างอาคารและรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ตามแผนที่วิวาท ส่วนที่ระบายด้วยสีเหลืองและขีดตารางด้วยสีดำ คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 295 ตารางเมตร โดยจุดเริ่มต้นที่ติดกับถนนพหลโยธินมิได้รุกล้ำ แต่เริ่มรุกล้ำทีละน้อยลึกเข้าไปถึง 147.60 เมตร ส่วนที่กว้างที่สุดคือตอนปลาย 3.99 เมตร การรุกล้ำดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์เสียหายเพราะโจทก์ไม่สามารถนำที่ดินส่วนนี้ไปใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนี้โจทก์เบิกความว่าโจทก์ประสงค์จะปลูกสร้างอาคารจึงขุดดินไปถมที่ด้านหน้าของที่ดินแต่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ว่าขุดดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยที่ 1 ทั้งๆ ที่โจทก์เป็นฝ่ายแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ว่ามีการก่อสร้างอาคารและรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองกลับไม่หยุดก่อสร้าง ต่อมาเมื่อมีการรังวัดที่ดินถึง 2 ครั้ง จึงปรากฏว่าโจทก์มิได้ขุดดินรุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงยอมถอนฟ้องไปในปี 2539 ทำให้โจทก์ต้องใช้เวลาต่อสู้คดีดังกล่าวนานถึง 3 ปีเศษ จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันเรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำตามที่ปรากฏในแผนที่วิวาท ส่วนที่ระบายด้วยสีเหลืองและขีดตารางด้วยสีดำออกจากที่ดินของโจทก์ ห้ามที่จำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 เมษายน 2537) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1312
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชุณห์ เลิศชัยประเสริฐ
จำเลย — นายสุจินต์ พฤฒิธาดา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5509 -ที่ 5510/2550
#272784
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานเพียงว่า จำเลยจ่ายเงินเดือนหรือโบนัสให้แก่ลูกจ้างในปีที่ผ่านมา โดยมิได้รับฟังข้อเท็จจริงตามงบการเงินที่แสดงถึงฐานะแห่งกิจการของจำเลยอย่างแท้จริงตามที่ผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นเชิงลบอย่างร้ายแรงต่อสถานะของกิจการของจำเลยว่าที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของกิจการซึ่งถือเป็นความไม่แน่นอนที่สำคัญ หากไม่สามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่องแล้ว จำเลยอาจจำเป็นต้องปรับปรุงมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ จัดประเภทสินทรัพย์และหนี้สินใหม่ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป แต่ศาลแรงงานกลางกลับให้น้ำหนักพยานหลักฐานประกอบ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและไม่เป็นธรรมต่อนายจ้างที่ประสบภาวะขาดทุนเช่นจำเลยนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวประสงค์ที่จะให้ศาลฎีการับฟังว่าจำเลยประสบภาวะขาดทุนจนประกอบกิจการต่อไปไม่ได้นั่นเอง อันเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

การวินิจฉัยว่ากรณีใดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น ศาลชอบที่จะพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างเป็นสำคัญว่ามีเหตุอันจำเป็นหรือสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างหรือไม่ เมื่อศาลแรงงานกลางนำข้อเท็จจริงที่ฟังมาเป็นหลักในการวินิจฉัยและฟังว่า จำเลยไม่ได้ประสบภาวะขาดทุนจนประกอบกิจการต่อไปไม่ได้ เพราะยังได้จ่ายเงินเพิ่มหรือโบนัสให้ลูกจ้างในปีที่ผ่านมาประกอบกับจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองและลูกจ้างอื่นอีก 5 คน จากลูกจ้างทั้งหมดประมาณ 240 คน โดยที่โจทก์ทั้งสองทำงานมานานและอายุมากแล้วว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยได้ใช้หลักเกณฑ์ผลการประเมินการปฏิบัติงานในสิ้นปี 2546 ซึ่งประเมินลูกจ้างทุกคนประจำปีไว้ก่อนการเลิกจ้างและถือคะแนนการประเมินเป็นเกณฑ์การเลิกจ้าง โดยไม่ปรากฏว่ามีการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด แต่หลักเกณฑ์การเลิกจ้างดังกล่าวจำเลยก็มิได้ประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทราบว่าจะใช้หลักเกณฑ์ผลการประเมินการปฏิบัติงานปี 2546 มาเป็นเกณฑ์การเลิกจ้าง คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงเป็นการวินิจฉัยถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่า กรณีเช่นนี้เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 หาใช่เป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยอุทธรณ์มาไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยโจทก์ทั้งสองไม่มีความผิดทั้งไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยได้จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสองแล้ว การเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดใด ๆ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ทั้งสองต้องขาดรายได้ตกงาน โจทก์ทั้งสองมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเนื่องจากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงระบบงานต่าง ๆ รวมทั้งระบบงานบริหารสินค้าคงคลังและงานคลังสินค้าเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและมีต้นทุนที่ต่ำลงเพื่อวัตถุประสงค์ในการเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และลดต้นทุนและรายจ่ายในการประกอบกิจการ เพื่อให้ธุรกิจของจำเลยสามารถดำเนินการต่อไปได้ จำเลยมีผลประกอบการขาดทุนมาโดยตลอดนับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2541 จนถึงปัจจุบัน ในรอบปีบัญชี 2546 ก่อนเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองนั้นจำเลยมีผลขาดทุน จำเลยเริ่มปรับปรุงระบบบริหารงานสินค้าคงคลังและงานคลังสินค้าเพื่อลดค่าเช่าคลังสินค้าและลดค่าใช้จ่าย จำเลยมีความจำเป็นต้องลดการจ้างงานในหน่วยงานต่าง ๆ ในฝ่ายคลังสินค้า รวมทั้งหน่วยงานตรวจสินค้าซึ่งโจทก์ที่ 1 ทำงานอยู่และหน่วยงานจัดสินค้าซึ่งโจทก์ที่ 2 ทำงานอยู่ ในการพิจารณาเลิกจ้างจำเลยได้พิจารณาจากผลการประเมินการปฏิบัติงานที่ผ่านมาของลูกจ้างแต่ละคน โดยเลิกจ้างลูกจ้างที่มีผลการประเมินต่ำกว่าลูกจ้างคนอื่นในหน่วยงานเดียวกัน จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทั้งสองครบถ้วนแล้ว จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเนื่องจากความจำเป็นของจำเลยมิได้กระทำการโดยเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 120,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 3.1 ว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานเพียงว่า จำเลยจ่ายเงินเดือนหรือโบนัสให้แก่ลูกจ้างในปีที่ผ่านมา โดยมิได้รับฟังข้อเท็จจริงตามงบการเงินที่แสดงถึงฐานะแห่งกิจการของจำเลยอย่างแท้จริงตามที่ผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นเชิงลบอย่างร้ายแรงต่อสถานะของกิจการของจำเลยว่าที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของกิจการซึ่งถือเป็นความไม่แน่นอนที่สำคัญ หากไม่สามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่องแล้ว จำเลยอาจจำเป็นต้องปรับปรุงมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ จัดประเภทสินทรัพย์และหนี้สินใหม่ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป แต่ศาลแรงงานกลางกลับให้น้ำหนักพยานหลักฐานประกอบ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและไม่เป็นธรรมต่อนายจ้างที่ประสบภาวะขาดทุนเช่นจำเลย นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวประสงค์ที่จะให้ศาลฎีการับฟังว่าจำเลยประสบภาวะขาดทุนจนประกอบกิจการต่อไปไม่ได้นั่นเอง อันเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 3.2 และ 3.3 โดยสรุปว่า การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้ขาดทุนจนประกอบกิจการต่อไปไม่ได้ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองและลูกจ้างอื่นอีก 5 คนจากลูกจ้างทั้งหมด 240 คน โดยมิได้มีการยุบแผนกที่โจทก์ทั้งสองทำงาน แล้ววินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เป็นการแปลกฎหมายที่ขัดต่อเหตุผลและเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเพราะเหตุที่จำเลยประกอบการขาดทุนจำนวนมาก และจำเลยได้ใช้หลักเกณฑ์ผลการประเมินการปฏิบัติงานในสิ้นปี 2546 เป็นเกณฑ์การเลิกจ้างโดยไม่ปรากฏว่ามีการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง จึงถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้ว คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางไม่เป็นธรรมต่อจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายนายจ้าง นั้น เห็นว่า การวินิจฉัยว่ากรณีใดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น ศาลชอบที่จะพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างเป็นสำคัญว่ามีเหตุอันจำเป็นหรือสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างหรือไม่ เมื่อศาลแรงงานกลางนำข้อเท็จจริงที่ฟังมาข้างต้นเป็นหลักในการวินิจฉัยและฟังว่า จำเลยไม่ได้ประสบภาวะขาดทุนจนประกอบกิจการต่อไปไม่ได้เพราะยังได้จ่ายเงินเพิ่มหรือโบนัสให้ลูกจ้างในปีที่ผ่านมาประกอบกับจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองและลูกจ้างอื่นอีก 5 คน จากลูกจ้างทั้งหมดประมาณ 240 คน โดยที่โจทก์ทั้งสองทำงานมานานและอายุมากแล้วว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยได้ใช้หลักเกณฑ์ผลการประเมินการปฏิบัติงานในสิ้นปี 2546 ซึ่งประเมินลูกจ้างทุกคนประจำปีไว้ก่อนการเลิกจ้างและถือคะแนนการประเมินเป็นเกณฑ์การเลิกจ้าง โดยไม่ปรกาฏว่ามีการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด แต่หลักเกณฑ์การเลิกจ้างดังกล่าวจำเลยก็มิได้ประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทราบว่าจะใช้หลักเกณฑ์ผลการประเมินการปฏิบัติงานปี 2546 มาเป็นเกณฑ์การเลิกจ้าง คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงเป็นการวินิจฉัยถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่า กรณีเช่นนี้เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หาใช่เป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยอุทธรณ์มาไม่ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ โสไหวพริบ กับพวก
จำเลย — บริษัทพรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พิชิต คำแฝง
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ