คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5291/2550
#272752
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายย่อมรวมถึงการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง จึงไม่ใช่ความผิดที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ทั้งไม่ใช่กรณีที่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง แม้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ จะบัญญัติความผิดทั้งสองฐานไว้คนละมาตราก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้เพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลล่างทั้งสองก็ย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2544 เวลากลางวัน จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 50 เม็ด น้ำหนัก 4.649 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (เดิม) (ที่ถูก 67 (ที่แก้ไขใหม่)) จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนประกอบกับทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 67 ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการพิจารณานั้น เป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายย่อมรวมถึงการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง จึงไม่ใช่ความผิดที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ทั้งไม่ใช่กรณีที่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จะบัญญัติความผิดทั้งสองฐานไว้คนละมาตราก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้เพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลล่างทั้งสองก็ย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคสี่ ม. 192 วรรคท้าย
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายเตย สุภาษร
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5278/2550
#412841
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะมีลายมือชื่อผู้พิพากษาคนเดียวในคำเบิกความพยานลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 วันที่ 30 ตุลาคม 2544 และวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 แต่ปรากฏจากรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 และวันที่ 30 ตุลาคม 2544 ด้านหน้ามีข้อความระบุว่าผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาคดีนี้เวลา 10 นาฬิกา และ 11.20 นาฬิกา ตามลำดับ และมีลายมือชื่อผู้พิพากษาสองคนลงลายมือชื่อไว้ด้วย จึงต้องฟังตามรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวว่า ในวันเวลาดังกล่าวมีผู้พิพากษาสองคนนั่งพิจารณาคดีอันถือได้ว่าเป็นการนั่งพิจารณาครบองค์คณะตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 แล้ว ส่วนรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 ที่มีผู้พิพากษาเพียงคนเดียวลงลายมือชื่อไว้นั้น อาจเกิดจากความหลงลืมของผู้พิพากษาอีกคนหนึ่งที่มิได้ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาก็เป็นได้ ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้คัดค้านว่าการพิจารณาคดีในวันดังกล่าวผู้พิพากษานั่งพิจารณาคดีไม่ครบองค์คณะจนกระทั่งคดีเสร็จการพิจารณา กรณีจึงเชื่อได้ว่าในวันเวลาดังกล่าวมีผู้พิพากษาสองคนนั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 แล้วเช่นกัน หาได้เป็นการขัดต่อมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พ.ศ.2540 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน จำเลยทั้งสามควรรับโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกคนละ 5 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนี่ง (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุกคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 3 ขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้จากคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสองที่แนบท้ายฎีกาปรากฏว่า มีผู้พิพากษาเพียงคนเดียวที่นั่งพิจารณาและลงลายมือชื่อในคำเบิกความพยาน โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 236 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 25 และมาตรา 26 นั้น เห็นว่า แม้จะมีลายมือชื่อผู้พิพากษาคนเดียวในคำเบิกความพยานลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 วันที่ 30 ตุลาคม 2544 และวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาก็ตาม แต่ปรากฏจากรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 และวันที่ 30 ตุลาคม 2544 ด้านหน้ามีข้อความระบุว่าผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาคดีนี้เวลา 10 นาฬิกา และ 11.20 นาฬิกา ตามลำดับ และมีลายมือชื่อผู้พิพากษาสองคนลงลายมือชื่อไว้ด้วย จึงต้องฟังตามรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวว่า ในวันเวลาดังกล่าวมีผู้พิพากษาสองคนนั่งพิจารณาคดีอันถือได้ว่าเป็นการนั่งพิจารณาครบองค์คณะตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 แล้ว ส่วนรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 ที่มีผู้พิพากษาเพียงคนเดียวลงลายมือชื่อไว้นั้น อาจเกิดจากความหลงลืมของผู้พิพากษาอีกคนหนึ่งที่มิได้ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวก็เป็นได้ ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้คัดค้านว่าการพิจารณาคดีในวันดังกล่าวผู้พิพากษานั่งพิจารณาคดีไม่ครบองค์คณะจนกระทั่งคดีเสร็จการพิจารณา กรณีจึงเชื่อได้ว่าในวันเวลาดังกล่าวมีผู้พิพากษาสองคนนั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 26 แล้วเช่นกัน หาได้เป็นการขัดต่อมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 236
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นางสมฉาย สุวรรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5270/2550
#269060
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อคำพิพากษาคดีส่วนอาญาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดีแล้วว่า โจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ศาลเห็นได้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดหรือไม่ ไว้แน่นอนแล้ว ดังนั้น ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าขาดไร้อุปการะจำนวน 4,454,409.12 บาท และค่าเสียหายจากการทนทุกข์ทรมานจำนวน 16,060,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าปลงศพจำนวน 209,227.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,545,409.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง สำหรับค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก ค่าธรรมเนียม) ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นผู้จ้าง วาน ใช้ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันฆ่านางสาวเชอรี่แอนดันแคนบุตรสาวของโจทก์ทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามฟ้องตามคดีหมายเลขแดงที่ 3854/2540 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2071/2542 ลงวันที่ 23 เมษายน 2542 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 โดยวินิจฉัยสรุปได้ว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จ้าง วาน ใช้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฆ่าผู้ตาย ส่วนพยานแวดล้อมนอกจากเรื่องสาเหตุโกรธเคืองระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ตายแล้วยังแตกต่างขัดแย้งกัน ไม่เพียงพอที่จะใช้ลงความเห็นได้โดยสนิทใจว่า การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันฆ่าผู้ตายเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฆ่าผู้ตาย พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จ้าง วาน ใช้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นผลดีแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 16 สิงหาคม 2544 ว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อคดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องถือข้อเท็จจริงในคำพิพากษาในคดีอาญา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ทั้งสอง คดีจึงเหลือประเด็นแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเพียงใด จึงให้โจทก์ทั้งสองนำสืบพยานเฉพาะประเด็นดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ให้โจทก์ทั้งสองนำสืบในประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดและนำสืบเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนสำหรับจำเลยที่ 1 และศาลล่างทั้งสองนำข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่ว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิดมาเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 ในคดีแพ่งชอบหรือไม่ โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า การที่ศาลในคดีส่วนแพ่งจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาต้องรับฟังเป็นยุติ มิใช่ข้อเท็จจริงที่ยังไม่แน่นอน การที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในคดีส่วนอาญาให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 เพราะเหตุยกประโยชน์แห่งความสงสัยเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง มีความหมายว่า จำเลยที่ 1 อาจจะมิใช่ผู้กระทำผิดก็ได้ จึงไม่มีข้อเท็จจริงใดที่จะผูกพันคดีส่วนแพ่ง โจทก์ทั้งสองในคดีแพ่งสามารถนำสืบพยานให้ศาลเห็นความจริงเป็นอย่างอื่นได้นั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาคดีส่วนอาญา ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดีแล้วว่า โจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ศาลเห็นโดยชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ฟังได้ว่าศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดหรือไม่ ไว้แน่นอนแล้ว ดังนั้น ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ทั้งนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1674/2512 (ประชุมใหญ่) ระหว่าง นายหมาด ทำศรี โจทก์ นางหร่อน๊ะ มัสการ จำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 276/2520 ระหว่างนางอนงค์ จันทร์สฤษดิ์ กับพวก โจทก์ นายประเสริฐ อภิรมยานนท์ กับพวก จำเลย ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3970/2532 ที่โจทก์ทั้งสองอ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวและศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยอร์ช ดับบลิวดันแคนหรือดันแคน กับพวก
นางสาวสุวิบูลหรือกุ้ง พัฒน์พงศ์พานิช
จำเลย — หรือพัฒน์พงษ์พานิช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
นายสมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5257/2550
#402788
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขายฝากที่ดินพิพาทไว้แก่โจทก์แล้วไม่ไถ่คืนภายในกำหนด ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสอดเป็นสามีของจำเลย จำเลยขายฝากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ร้องสอด ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝาก ดังนี้ แม้ศาลพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารก็ไม่กระทบสิทธิของผู้ร้องสอดในฐานะคู่สมรสที่ยังคงมีอยู่ในกรณีการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยตามที่ผู้ร้องสอดอ้าง สิทธิของผู้ร้องสอดมีอยู่เพียงใดก็คงมีอยู่เพียงนั้น คำร้องของผู้ร้องสอดไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2540 จำเลยขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 46 ให้แก่โจทก์มีกำหนด 1 ปี ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ไถ่คืน โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทแต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินเดือนละ 4,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอน ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอน ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาจำนองที่ดินพิพาทไม่มีวัตถุประสงค์ขายฝาก สัญญาขายฝากที่ดินเป็นนิติกรรมอำพราง ความจริงจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 300,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน และตกลงให้จำเลยนำที่ดินพิพาทมาจำนองเป็นประกันแต่โจทก์กลับทำเป็นขายฝากจำเลยผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 85,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ให้รับชำระหนี้เงินกู้ 300,000 บาท จากจำเลย ให้โจทก์โอนที่ดินพิพาทแก่จำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยมีเจตนาขายฝากที่ดินพิพาท โจทก์ไม่เคยตกลงให้จำเลยกู้ยืมเงินและจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกัน ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลย ผู้ร้องไม่รู้เห็นยินยอมให้จำเลยนำที่ดินพิพาทไปขายฝากหรือจำนองแก่โจทก์ นิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงร้องสอดเข้ามาเพื่อให้ได้รับความรับรองและคุ้มครองสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้ยกฟ้องและเพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นการร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ผู้ร้องยื่นคำร้องหลังจากมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จแล้ว กรณีไม่มีเหตุอันสมควร ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขายฝากที่ดินพิพาทไว้แก่โจทก์แล้วไม่ไถ่คืนภายในกำหนด ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสอดเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จำเลยขายฝากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ร้องสอด ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝาก ดังนี้ แม้ศาลพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารก็ไม่กระทบสิทธิของผู้ร้องสอดในฐานะคู่สมรสที่ยังคงมีอยู่ในกรณีการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยตามที่ผู้ร้องสอดอ้าง สิทธิของผู้ร้องสอดมีอยู่เพียงใดก็คงมีอยู่เพียงนั้น คำร้องของผู้ร้องสอดไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีนี้ ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ปัญหานี้เป็นเรื่องอำนาจยื่นคำร้องซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทิวากร เพชรพนมกูล
ผู้ร้องสอด — นายเทพพนม พรหมอารักษ์
จำเลย — นายอณิกานต์ พรหมอารักษ์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5256/2550
#410663
เปิดฉบับเต็ม

แม้การประกันตัวผู้ต้องหาในคดีอาญาจะไม่อยู่ในวัตถุประสงค์ข้อ 35 ที่ว่าจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับค้ำประกันหนี้ ความรับผิด หรือการปฏิบัติตามสัญญา ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าได้ทำสัญญาประกัน ซ. ตามสัญญาประกันอันเป็นการให้สัตยาบันการทำสัญญาประกันนั้นแล้ว สัญญาประกันดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 823

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,093,904 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2544 โจทก์ได้ควบคุมตัวนางสาวโซเนีย นารูลา ไว้เพื่อทำการสอบสวนดำเนินคดีโดยกล่าวหาว่าร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทจำกัด กระทำการหรือยินยอมให้กระทำการลงข้อความอันเป็นเท็จในบัญชีหรือเอกสารของบริษัทหรือที่เกี่ยวข้องกับบริษัท เพื่อลวงให้บริษัทหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์และฉ้อโกง ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันตัวนางสาวโซเนียไปจากการควบคุมของโจทก์ โดยนำสมุดคู่ฝากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนครธน สาขาทองหล่อ วงเงิน 1,000,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบัญชีเป็นประกัน โจทก์กำหนดให้นางสาวโซเนียไปพบจำนวน 3 ครั้ง แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งตัวนางสาวโซเนียแก่โจทก์ได้ อันเป็นการผิดสัญญาประกัน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับตามสัญญาประกันภายในวันที่ 4 ตุลาคม 2544 จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวของโจทก์แล้วแต่เพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการทำสัญญาประกันผู้ต้องหา การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันตัวนางสาวโซเนียซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังไม่เป็นการแน่ชัดว่าอยู่ในขอบวัตถุประสงค์หรือนอกขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ต้องถือว่าจำเลยทั้งสามกระทำการไปนอกวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกันรับผิดตามสัญญาประกันนั้น เห็นว่า ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนของจำเลยที่ 1 ระบุว่า จำเลยที่ 1 มีกรรมการ 3 คน คือจำเลยที่ 2 ที่ 3 และนายชัยสิทธิ์ ธิติสุทธิ กรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้คือ กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทตามคำร้องขอประกันตัวและสัญญาประกันได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทขอประกันตัวนางสาวโซเนียและทำสัญญาประกัน ซึ่งพันตำรวจโทไพศาล ลือสมบูรณ์ พนักงานสอบสวนผู้ทำสัญญาประกันกับจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอประกันตัวนางสาวโซเนีย พร้อมยื่นสมุดบัญชีคู่ฝากของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนครธน สาขาทองหล่อ ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบัญชีเป็นประกัน และพันตำรวจโทไพศาลยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันโดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ทำสัญญาประกันในฐานะส่วนตัว กับได้ความตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกวิวัฒน์ โอวาทตระกูล พยานโจทก์ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามว่า ในการทำสัญญาประกันจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญาประกัน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ทำสัญญาประกันด้วย ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ในสัญญาประกันในฐานะที่ตนเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล และกระทำในนามของจำเลยที่ 1 หาได้กระทำเป็นส่วนตัวไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัว แม้การประกันตัวผู้ต้องหาในคดีอาญาจะไม่อยู่ในวัตถุประสงค์ข้อ 35 ที่ว่า จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับค้ำประกันหนี้ ความรับผิด หรือการปฏิบัติตามสัญญา ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าได้ทำสัญญาประกันนางสาวโซเนียตามสัญญาประกัน อันเป็นการให้สัตยาบันการทำสัญญาประกันนั้นแล้ว สัญญาประกันดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับจำนวน 50,000 บาท ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ข้อหาที่นางสาวโซเนียต้องหามีอัตราโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี แสดงว่าข้อหาที่นางสาวโซเนียถูกกล่าวหามีความสำคัญสูง ทั้งนางสาวโซเนียถูกจับกุมที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานกรุงเทพ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2544 หลังผิดสัญญาประกันถึง 3 เดือนเศษ มิใช่เป็นกรณีที่นางสาวโซเนียเข้ามอบตัวหรือนายประกันส่งตัวผู้ต้องหาต่อพนักงานสอบสวนอันจะเป็นเหตุให้ลดเบี้ยปรับตามสัญญาประกันนั้น เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกวิวัฒน์ โอวาทตระกูล พยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามว่าขณะที่ร้อยตำรวจเอกวิวัฒน์แจ้งข้อหาแก่นางสาวโซเนีย นางสาวโซเนียกำลังศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ได้เดินทางกลับมาประเทศไทย และเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ในวันนัดส่งตัวผู้ต้องหาวันที่ 19 มิถุนายน 2544 และวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 จำเลยที่ 2 และที่ 3 แจ้งแก่พนักงานสอบสวนว่าไม่สามารถส่งตัวนางสาวโซเนียได้เพราะนางสาวโซเนียกำลังอยู่ในต่างประเทศ และแจ้งด้วยว่าเหตุที่นางสาวโซเนียไม่สามารถมาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 27 สิงหาคม 2544 ได้เนื่องจากมีปัญหาเรื่องวีซ่า ส่วนพันตำรวจโทไพศาลพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่สามารถส่งตัวนางสาวโซเนียต่อพนักงานสอบสวนทั้งสามครั้งโดยอ้างว่านางสาวโซเนียศึกษาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งตัวนางสาวโซเนียตามกำหนดนัดของพนักงานสอบสวนได้เนื่องจากนางสาวโซเนียกำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และจำเลยที่ 1 ได้แจ้งเหตุขัดข้องดังกล่าวให้พนักงานสอบสวนทราบแล้ว เพียงแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เลื่อนกำหนดวันส่งตัวนางสาวโซเนียเท่านั้น อีกทั้งตามบันทึกข้อความของจำเลยที่ 1 ที่เสนอต่อพนักงานสอบสวน ก็ระบุว่านางสาวโซเนียจะเดินทางกลับมาที่ประเทศไทยในเดือนธันวาคม 2544 จึงมิใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยหรือไม่ใส่ใจที่จะส่งตัวนางสาวโซเนียเสียทีเดียว และพฤติการณ์ของนางสาวโซเนียที่ถูกจับกุมขณะอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานกรุงเทพแสดงให้เห็นว่า นางสาวโซเนียมีเจตนาที่จะเดินทางกลับมาที่ประเทศไทย มิได้มีเจตนาที่จะหลบหนี เมื่อพนักงานสอบสวนส่งตัวนางสาวโซเนียต่อพนักงานอัยการ พนักงานอัยการก็อนุญาตให้ปล่อยตัวนางสาวโซเนียชั่วคราว โดยตีราคาหลักประกันเพียง 600,000 บาท เท่านั้น ประกอบกับข้อหาที่นางสาวโซเนียถูกกล่าวหาก็มีโทษไม่สูงมากนัก ความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาประกันไม่น่าจะมีจำนวนสูงมากดังที่โจทก์ฎีกา การที่โจทก์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินเต็มตามสัญญาประกัน เป็นการกำหนดจำนวนเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ศาลย่อมลดเบี้ยปรับลงได้ตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าปรับจำนวน 50,000 บาท นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 823
ชื่อคู่ความ
พนักงานสอบสวน
กองบังคับการสืบสวน
โจทก์ — สอบสวนคดีเศรษฐกิจ
บริษัทรอยัลอินเตอร์เนชั่นแนล
เมนูแฟคเจอริ่ง แอนท์ เทรดดิ้ง
จำเลย — จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5252/2550
#411226
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่ได้จดทะเบียนแล้ว ย่อมสันนิษฐานไว้ก่อนว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและให้จำเลยเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัย โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยและบริวารอยู่อาศัยอีกต่อไป ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นของบิดามารดาจำเลย ต่อมาบิดามารดายกที่ดินพิพาทให้จำเลย เท่ากับจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของของจำเลย แต่จำเลยกลับให้การและฟ้องแย้งในตอนหลังว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเกิน 10 ปีแล้ว กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยเช่นกัน จึงขัดแย้งกับคำให้การและฟ้องแย้งในตอนแรก รูปคดีตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การและฟ้องแย้งดังกล่าวจึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1382 เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะรับวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน โจทก์ให้จำเลยเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยและทำประโยชน์ ต่อมาต้นเดือนมิถุนายน 2539 โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยและบริวารอยู่อาศัยอีกต่อไป จึงบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากมี่ดินของโจทก์ จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่าเดือนละ 10,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่งว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่ดินดังกล่าวเป็นของนายชั้นและนางบุบผา มากสัมพันธ์ บิดามารดาโจทก์และจำเลย ที่จับจองและครอบครองทำประโยชน์เพียงแต่ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ต่อมาปี 2529 บิดามารดายกมี่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลย และจำเลยครอบครองทำประโยชน์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ให้ไปจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์เป็นการครอบครองแทนโจทก์ โดยจำเลยไม่เคยแสดงเจตนาหรือบอกกล่าวให้โจทก์ทราบว่าไม่มีเจตนาที่จะยึดถือที่ดินดังกล่าวแทนโจทก์อีกต่อไป ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดิน ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ ยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์และจำเลยเป็นบุตรนายชั้นและนางบุบผา มากสัมพันธ์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 13 คน โจทก์เป็นบุตรคนโต ส่วนจำเลยเป็นบุตรคนสุดท้อง เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นผู้แจ้งการครอบครองต่อมาได้เปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ปี 2516 จำเลยเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาท ต่อมาวันที่ 8 เมษายน 2530 โจทก์แบ่งที่ดินพิพาทบางส่วนให้นายชูชาติ มากสัมพันธ์ น้องชาย เพื่อทำรางน้ำเข้าที่ดินของนายชูชาติ นายชั้นถึงแก่กรรมเมื่อปี 2534 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนนายชั้น เห็นว่า โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่ได้จดทะเบียนแล้ว ย่อมสันนิษฐานไว้ก่อนว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 จำเลยกล่าวอ้างว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7938 ตำบลนาโคก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบไม่น่าเชื่อถือและไม่อาจรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ หาใช่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนนายชั้นตามที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและให้จำเลยเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัย โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยและบริวารอยู่อาศัยอีกต่อไป ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นของบิดามารดาจำเลย ต่อมาบิดามารดายกที่ดินพิพาทให้จำเลย เท่ากับจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่จำเลยกลับให้การและฟ้องแย้งในตอนหลังว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเกิน 10 ปีแล้ว กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยเช่นกัน จึงขัดแย้งกับคำให้การและฟ้องแย้งในตอนแรก รูปคดีตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การและฟ้องแย้งดังกล่าวจึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะรับวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 84 (เดิม) ม. 177 วรรคสอง ม. 177 วรรคสาม ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุชาดา วิริยะพาณิช
จำเลย — นายทักษิณ มากสัมพันธ์
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5249/2550
#272671
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดกับจำเลยที่ 1 โดยก่อนจะมีการทำสัญญาซื้อขายห้องชุดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้นำเช็คมาแลกเงินสดไปจากจำเลยที่ 2 รวม 10 ฉบับ เป็นเงิน 597,000 บาท ภายหลังจากเช็คถึงกำหนดชำระ จำเลยที่ 2 นำเช็คทั้งสิบฉบับไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยที่ 1 จึงโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยที่จำเลยที่ 1 ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน ซึ่งจำเลยที่ 2 รับเช็คไว้ถึง 10 ฉบับ ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 2 ไม่เคยมีอาชีพปล่อยเงินกู้ อีกทั้งไม่เคยรับแลกเช็ค เพิ่งทำครั้งนี้เป็นครั้งแรก การที่จำเลยที่ 2 รับแลกเช็คจากจำเลยที่ 1 จึงผิดปกติวิสัยหลายประการ ประการแรก คือ พฤติการณ์ที่ลุงของจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่กล้าให้จำเลยที่ 1 แลกเช็ค แต่แนะนำให้จำเลยที่ 1 นำเช็คมาแลกเงินสดจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหลานของตนเอง ประการต่อมาเช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาแลกเงินสดทั้งสิบฉบับล้วนเป็นเช็คของคนอื่น ไม่ใช่เช็คของจำเลยที่ 1 และเมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดแทนที่จำเลยที่ 2 จะรีบนำเช็คแต่ละฉบับไปเรียกเก็บเงินทันที กลับปล่อยเวลาล่วงเลยไป จึงเพิ่งนำไปเรียกเก็บเงินพร้อมกัน และต่อมาจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเพื่อชำระหนี้ตามเช็ค และจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองต่อจำเลยที่ 3 ในวันเดียวกัน อีกทั้งจำเลยที่ 2 ยังได้ทำบันทึกว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับโอนห้องชุดดังกล่าวชำระหนี้ตามเช็คทั้งสิบฉบับ รวมเป็นเงิน 597,100 บาท และหนี้ที่เหลือไม่ติดใจเรียกร้องอีกต่อไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวขัดต่อเหตุผล เพราะกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่จำเลยที่ 2 รับโอนมีราคาประมาณ 400,000 บาท อีกทั้งยังจำนวนแก่จำเลยที่ 3 เป็นประกันหนี้อยู่ประมาณ 270,000 บาท เมื่อจำเลยที่ 2 รับโอนกรรมสิทธิ์แล้วจึงยังต้องรับภาระชำระหนี้จำนองดังกล่าวด้วย แต่จำเลยที่ 2 กลับทำบันทึกว่า หนี้ที่เหลือไม่ติดใจเรียกร้องอีกต่อไป ทั้งช่วงระยะเวลาที่จำเลยที่ 2 รับแลกเช็คจากจำเลยที่ 1 และทำสัญญารับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด อยู่ในระหว่างเวลาที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้และจำเลยที่ 2 ก็ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นนอกจากกรรมสิทธิ์ในห้องชุด ดังกล่าว จึงเป็นข้อบ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดโดยรู้ว่าจะเป็นการให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบเป็นการฉ้อฉลโจทก์

โจทก์ได้ไปตรวจสอบเอกสารกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่สำนักงานที่ดิน เขตลาดพร้าว วันที่ 2 มีนาคม 2542 จึงทราบว่าจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้จำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2541 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 เมื่อนับแต่วันที่โจทก์ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนคือวันที่ 2 มีนาคม 2542 ถึงวันฟ้อง จึงเป็นระยะเวลาไม่พ้นหนึ่งปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินโจทก์และสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้แก่โจทก์รวมเป็นเงิน 926,250 บาท พร้อมกับมอบหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวคืนจากโจทก์อ้างว่าจะนำห้องชุดไปจำนองเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำเงินมาชำระ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่ง และศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 2 มีนาคม 2542 โจทก์ไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดพร้าว ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนขายห้องชุดดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 นำห้องชุดไปจำนองแก่จำเลยที่ 3 โดยจำเลยทั้งสามรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนการจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าว

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การในทำนองเดียวกันว่า การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนโจทก์ทราบและยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดไปจำนองหรือโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ปี 2540 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกซึ่งรับจำนองห้องชุดไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 ให้กลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ทำการโอนกรรมสิทธิ์ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แต่ทั้งนี้ไม่กระทบสิทธิการรับจำนองของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งฟังเป็นยุติว่า เมื่อประมาณต้นปี 2540 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน 926,250 บาท โดยมอบหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด เลขที่ 5/62 ชั้น 1 อาคารเลขที่ 1 อาคารชุด พี.เอ.คอนโด ให้โจทก์ยึดไว้เป็นประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดคืนจากโจทก์อ้างว่าจะนำไปจำนองเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์จึงมอบหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดคืนให้จำเลยที่ 1 ไป หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินมาชำระหนี้โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่งให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ วันที่ 13 ตุลาคม 2541 ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ ในระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 นำกรรมสิทธิ์ในห้องชุดไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้แก่จำเลยที่ 3 จำนวน 270,000 บาท เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2540 ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและทำสัญญาขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกัน แล้วจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญากู้เงินและจดทะเบียนจำนองกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่จำเลยที่ 3 จำนวนเงิน 290,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดกับจำเลยที่ 1 เป็นการทำนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นการให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ อันจะเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายดังกล่าวหรือไม่ ในข้อนี้ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ว่า ก่อนที่จะมีการทำสัญญาซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้นำเช็คมาแลกเงินสดไปจากจำเลยที่ 2 รวม 10 ฉบับ เป็นเงิน 597,000 บาท ภายหลังจากเช็คถึงกำหนดชำระวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 2 นำเช็คทั้งสิบฉบับไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยที่ 1 จึงโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 นอกจากนี้ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน การที่ทั้งสองคนรู้จักกันได้ความจากนายวิชัย ลิวาภรณ์ ซึ่งเป็นลุงของจำเลยที่ 2 เป็นคนแนะนำ โดยนายวิชัยเบิกความว่าในครั้งแรกจำเลยที่ 1 ได้นำเช็คมาขอแลกเงินสดจากพยานก่อนแต่พยานอ้างว่าไม่มีอาชีพปล่อยเงินกู้ จึงพาจำเลยที่ 1 ไปแลกเงินสดจากจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็รับเช็คไว้ถึง 10 ฉบับ ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่าไม่เคยมีอาชีพปล่อยเงินกู้อีกทั้งไม่เคยรับแลกเช็ค เพิ่งทำครั้งนี้เป็นครั้งแรก การที่จำเลยที่ 2 รับแลกเช็คจากจำเลยที่ 1 จึงผิดปกติวิสัยหลายประการ ประการแรกคือ พฤติการณ์ของนายวิชัยซึ่งไม่กล้าให้จำเลยที่ 1 แลกเช็คแต่แนะนำให้จำเลยที่ 1 นำเช็คมาแลกเงินสดจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหลานของตนเอง ประการต่อมาเช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาแลกเงินสดทั้งสิบฉบับล้วนเป็นเช็คของคนอื่น ไม่ใช่เช็คของจำเลยที่ 1 และเมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดแทนที่จำเลยที่ 2 จะรีบนำเช็คแต่ละฉบับไปเรียกเก็บเงินทันที กลับปล่อยเวลาล่วงเลยไปจนถึง 6 พฤษภาคม 2541 จึงเพิ่งนำไปเรียกเก็บเงินพร้อมกัน และในวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเพื่อชำระหนี้ตามเช็ค และจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองต่อจำเลยที่ 3 ในวันเดียวกันอีกทั้งจำเลยที่ 2 ยังได้ทำบันทึกว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับโอนห้องชุดดังกล่าวชำระหนี้ตามเช็คทั้งสิบฉบับ รวมเป็นเงิน 597,100 บาท และหนี้ที่เหลือไม่ติดใจเรียกร้องต่อไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวขัดต่อเหตุผล เพราะกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่จำเลยที่ 2 รับโอนมีราคาประมาณ 400,000 บาท อีกทั้งยังจำนองแก่จำเลยที่ 3 เป็นประกันหนี้อยู่ประมาณ 270,000 บาท เมื่อจำเลยที่ 2 รับโอนกรรมสิทธิ์แล้วจึงยังต้องรับภาระชำระหนี้จำนองดังกล่าวด้วย แต่จำเลยที่ 2 กลับทำบันทึกว่าหนี้ที่เหลือไม่ติดใจเรียกร้องอีกต่อไป ทั้งช่วงระยะเวลาที่จำเลยที่ 2 รับแลกเช็คจากจำเลยที่ 1 และทำสัญญารับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด อยู่ในระหว่างเวลาที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ และจำเลยที่ 2 ก็ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นนอกจากกรรมสิทธิ์ในห้องชุดดังกล่าว จึงเป็นข้อบ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดโดยรู้ว่าจะเป็นการให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบเป็นการฉ้อฉลโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ศาลแพ่งจะมีคำพิพากษา ในวันที่ 13 ตุลาคม 2541 ก็ตาม แต่โจทก์เบิกความยืนยันว่า ได้ไปตรวจสอบเอกสารกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่สำนักงานที่ดินเขตลาดพร้าว วันที่ 2 มีนาคม 2542 จึงทราบว่าจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้จำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2541 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 เมื่อนับแต่วันที่โจทก์ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนคือวันที่ 2 มีนาคม 2542 ถึงวันฟ้อง จึงเป็นระยะเวลาไม่พ้นหนึ่งปีคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายห้องชุด เลขที่ 5/62 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 240
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุชาติ ฉัตรผดุงธรรม
จำเลย — นายทศพร พรรวีชัยมงคล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
องอาจ โรจนสุพจน์
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5219/2550
#272667
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการ THE HIDE-AWAY และรูปภาพเด็กนอนพิงผลมะนาว (LEMON BABY) จากบริษัทไฮด์อะเวย์ กรุ๊ป (1991) จำกัด มีกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันทำสัญญาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2541 ตั้งแต่วันที่โจทก์รับโอนเครื่องหมายบริการดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2546 ก็ยังอยู่ในช่วงเวลาของอายุสัญญาดังกล่าว แม้สัญญาจะเป็นโมฆะเพราะไม่ได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 68 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 ก็ตาม แต่เนื้อความในสัญญาที่อนุญาตให้จำเลยใช้ข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและการหายใจภายใต้เครื่องหมายบริการและชื่อทางการค้า "The Hide Away Thai Herbal Steam Sauna" ซึ่งใช้ผลิตภัณฑ์สินค้าของผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิ ย่อมทำให้จำเลยผู้ได้รับอนุญาตเข้าใจและเชื่อโดยสุจริตว่าตนสามารถใช้เครื่องหมายบริการและชื่อทางการค้าดังกล่าวได้เนื่องจากกระทำภายใต้เครื่องหมายบริการและชื่อทางการค้ากับใช้ผลิตภัณฑ์ของผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิ ยิ่งกว่านั้นหลังจากบริษัทผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิโอนเครื่องหมายบริการดังกล่าวให้บริษัทไฮด์อะเวย์ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด จำเลยกับบริษัทผู้รับโอนเครื่องหมายดังกล่าวก็ยังคงปฏิบัติตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธินี้ด้วยดีตลอดมา ยิ่งทำให้จำเลยเชื่อเช่นนั้น ฉะนั้น การที่จำเลยโฆษณาการให้บริการลูกค้าของจำเลยโดยใช้แผ่นป้ายโฆษณาที่มีเครื่องหมายบริการของโจทก์ในช่วงเวลาก่อนโจทก์ร้องทุกข์จึงไม่เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการเสียหายและถือไม่ได้ว่าจำเลยละเมิดเครื่องหมายบริการของโจทก์โดยนำไปโฆษณา ขายหรือเพื่อขายธุรกิจบริการของจำเลยในแผ่นป้ายโฆษณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยหยุดทำการละเมิดเครื่องหมายบริการของโจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการอักษรประดิษฐ์คำว่า "THE HIDE-AWAY" มีรูปภาพเด็กนอนพิงผลมะนาว (LEMON BABY) โดยโจทก์ได้รับโอนเครื่องหมายบริการนี้จากบริษัทไฮด์อะเวย์ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด ก่อนหน้านี้บริษัทดังกล่าวได้รับโอนเครื่องหมายบริการนี้มาจากบริษัทไฮด์อะเวย์ กรุ๊ป (1991) จำกัด จำเลยเปิดดำเนินการกิจการสปา นวดแผน โบราณ อบไอน้ำ และอบสมุนไพรตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 ต่อมาวันที่ 16 มกราคม 2546 โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในข้อหาเลียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์ด้วยการทำเครื่องหมายบริการของโจทก์ และนำเครื่องหมายบริการหรือรูปรอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าของโจทก์ไปใช้กับการให้บริการอบไอน้ำสมุนไพรไทยของจำเลย ทำให้ประชาชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือหลงเชื่อว่าเครื่องหมายบริการที่จำเลยใช้เป็นเครื่องหมายบริการของโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยละเมิดเครื่องหมายบริการของโจทก์ด้วยการนำไปโฆษณาขายหรือเพื่อขายธุรกิจบริการอาบ อบไอน้ำด้วยสมุนไพรไทยเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะปัญหาว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยนำไปโฆษณาด้วยแผ่นป้ายโฆษณาหรือไม่เท่านั้น เพราะโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดโดยนำไปโฆษณา แล้วจับกุมกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยได้พร้อมแผ่นป้ายโฆษณาเลียนเครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นของกลาง และจำเลยให้การต่อสู้ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นละเมิด เพราะจำเลยได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากเจ้าของเครื่องหมายบริการแล้วส่วนที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยกระทำละเมิดโดยนำเครื่องหมายบริการของโจทก์ไปโฆษณาประชาสัมพันธ์ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือเว็บไซด์ในอินเตอร์เน็ตก็ดี และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า เป็นการนำสืบและเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น เพราะไม่ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยละเมิดโดยการโฆษณาในอินเตอร์เน็ต แม้จำเลยไม่ยกข้อนี้ขึ้นกล่าวในคำแก้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246

สำหรับปัญหาว่า จำเลยละเมิดเครื่องหมายบริการของโจทก์โดยนำไปโฆษณาขายหรือเพื่อขายด้วยแผ่นป้ายโฆษณาหรือไม่ นั้น เห็นว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการนี้จากบริษัทไฮด์อะเวย์ กรุ๊ป (1991) จำกัด มีกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันทำสัญญาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2541 ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ตั้งแต่วันที่โจทก์รับโอนเครื่องหมายบริการดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2546 ก็ยังอยู่ในช่วงเวลาอายุของสัญญาดังกล่าว แม้สัญญาจะเป็นโมฆะเพราะไม่ได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 68 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 ก็ตาม แต่เนื้อความในสัญญาที่อนุญาตให้จำเลยใช้ข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและการหายใจภายใต้เครื่องหมายบริการและชื่อทางการค้า "The Hide Away Thai Herbal Steam Sauna" ซึ่งใช้ผลิตภัณฑ์สินค้าของผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิ ย่อมทำให้จำเลยผู้รับอนุญาตเข้าใจและเชื่อโดยสุจริตว่าตนสามารถใช้เครื่องหมายบริการและชื่อทางการค้าดังกล่าวได้เนื่องจากกระทำภายใต้เครื่องหมายบริการและชื่อทางการค้ากับใช้ผลิตภัณฑ์ของผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิยิ่งกว่านั้นหลังจากบริษัทผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิโอนเครื่องหมายบริการดังกล่าวให้บริษัทไฮด์อะเวย์ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด จำเลยกับบริษัทผู้รับโอนเครื่องหมายดังกล่าวก็ยังคงปฏิบัติตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธินี้ด้วยดีตลอดมา ยิ่งทำให้จำเลยเชื่อเช่นนั้น ฉะนั้น การที่จำเลยโฆษณาการให้บริการลูกค้าของจำเลยโดยใช่แผ่นป้ายโฆษณาที่มีเครื่องหมายบริการของโจทก์ในช่วงเวลาก่อนโจทก์ร้องทุกข์จึงไม่เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการเสียหาย ส่วนในช่วงเวลานับแต่โจทก์ร้องทุกข์ไปจนถึงโจทก์นำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมกรรมการบริษัทจำเลย โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านว่า หลังร้องทุกข์โจทก์กับกรรมการบริษัทจำเลยเจรจากันต่อหน้าพนักงานสอบสวน ตกลงกันให้จำเลยเลิกใช้เครื่องหมายบริการตั้งแต่ประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ต่อมาในวันจับกุมกรรมการบริษัทจำเลย โจทก์ไม่พบเห็นแผ่นป้ายโฆษณาที่ใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์อยู่ที่สถานประกอบการของจำเลย แสดงว่าจำเลยเลิกใช้เครื่องหมายการบริการของโจทก์ไปก่อนโจทก์นำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมกรรมการบริษัทจำเลยแล้ว ดังนี้ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยละเมิดเครื่องหมายบริการของโจทก์โดยนำไปโฆษณาขายหรือเพื่อขายธุรกิจบริการของจำเลยในแผ่นป้ายโฆษณาเมื่อประมาณกลางปี 2546 ดังที่โจทก์ฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 68 วรรคสอง ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชวนะ เกียรติชวนะเสวี
จำเลย — บริษัทกะตะ แองโกลไทย แอสโซซิเอชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5207/2550
#410567
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับบาดเจ็บไม่ร้ายแรงมากถึงขนาดไม่สามารถจัดการเองได้ ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) ประกอบมาตรา 3 (3) ที่สามีโจทก์จะจัดการแทนโจทก์ได้ ดังนั้น การที่สามีโจทก์ดำเนินคดีแพ่งแก่จำเลยในคดีก่อนจึงไม่ใช่เป็นการจัดการฟ้องคดีแทนโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ส่วนโจทก์จะมีผู้ใดช่วยเหลือรับผิดชอบอย่างใดเป็นเรื่องของโจทก์ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2544 เวลาประมาณ 13.30 นาฬิกา นายสมศักดิ์ ตระกลูพิทักษ์ สามีโจทก์ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ท-6223 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ และโจทก์นั่งด้านหน้าคู่กับสามีไปตามถนนสายเด่นชัย - อุตรดิตถ์ มุ่งหน้าไปทางอำเภอเด่นชัย เมื่อถึงตำบลห้วยไร่ อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ พบรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10-0290 อ่างทอง จอดอยู่ข้างหน้าในช่องเดินรถและทิศทางเดียวกันรถยนต์ของโจทก์ เพื่อให้ขบวนรถยนต์บรรทุกรถถังปืนใหญ่ของทหารซึ่งแล่นสวนทางผ่านไปก่อน สามีโจทก์จอดรถต่อท้ายรถยนต์โดยสารคันดังกล่าวห่างพอสมควรและเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินไว้ หลังจากนั้นประมาณ 2 นาที จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 12-3938 กรุงเทพมหานคร ตามหลังมาในทิศทางเดียวกันกับรถยนต์ของโจทก์โดยไม่ชะลอความเร็วของรถและชนท้ายรถยนต์ของโจทก์ ทำให้รถยนต์ของโจทก์กระเด็นไปกระแทกกับรถยนต์โดยสารคันหน้า โจทก์ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส ต่อมาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 183,819 บาท ค่าจ้างคนเฝ้าไข้ก่อนฟ้องและในอนาคตเป็นเงิน 1,080,000 บาท ค่าจ้างแม่บ้านทำงานบ้านแทนโจทก์ก่อนฟ้องและในอนาคต เป็นเงิน 360,000 บาท โจทก์ไม่สามารถขับถ่ายปัสสาวะตามปกติได้ ต้องเสียค่าผ้าอ้อมก่อนฟ้องและในอนาคตเป็นเงิน 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาก่อนฟ้องและในอนาคตเป็นเงิน 48,000 บาท หลังเกิดเหตุโจทก์ต้องจ้างเหมารถเพื่อให้คนในรถเดินทางต่อไปและเดินทางกลับกรุงเทพมหานครรวมเป็นเงิน 8,500 บาท รถยนต์ของโจทก์เสียหายมาก โจทก์ขายซากรถได้เงิน 40,000 บาท ขาดราคารถเป็นเงิน 210,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 1,990,319 บาท จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และขับรถยนต์โดยสารคันดังกล่าวในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,990,319 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุด้วยความเร็วปกติและด้วยความระมัดระวัง ขณะถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งบนเขา รถยนต์ของโจทก์จอดในช่องเดินรถไม่ชิดขอบถนนหรือไหล่ทาง ไม่เปิดสัญญาณไฟจอดหรือไฟฉุกเฉิน เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถตามหลังมาสุดวิสัยที่จะหักหลบหรือควบคุมรถได้ทัน ทำให้รถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน สามีโจทก์จึงเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อหรือมีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย ผลคำพิพากษาของคดีอาญาดังกล่าวไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 เพราะมิได้วินิจฉัยคดีในส่วนของโจทก์ ก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1378/2545 ของศาลชั้นต้น ขอให้ร่วมกันวันผิดค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ของโจทก์เสียหาย และต่อมาสามีโจทก์ถอนฟ้องคดีดังกล่าวโดยไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองอีก ศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายตามฟ้องได้อีก โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี นับแต่รู้เหตุละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 แต่วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 12-3938 กรุงเทพมหานคร โดยพลการในเรื่องส่วนตัว เหตุรถยนต์ชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของสามีโจทก์ที่ขับรถด้วยความเร็วสูง พุ่งชนท้ายรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10-0290 อ่างทอง ซึ่งจอดบริเวณไหล่ทางด้านซ้าย แล้วเสียหลักโดยส่วนท้ายล้ำเส้นกึ่งกลางถนน จำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถยนต์โดยสารตามมาได้หักพวกมาสัยหลบไปทางขวาแล้ว แต่ไม่พ้นทำให้รถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันได้รับความเสียหาย ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องสูงเกินไป ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 704,819 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 678,619 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์เป็นเงิน 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารโดยประมาทเลินเล่อชนรถยนต์กระบะของโจทก์ได้รับความเสียหาย และโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ศาลจังหวัดแพร่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดลงโทษจำเลยที่ 1 ในคดีส่วนอาญาไปแล้ว ต่อมานายสมศักดิ์ ตระกูลพิทักษ์ สามีโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นด้วยมูลคดีเดียวกันกับคดีนี้ แล้วได้ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องด้วยเหตุผลว่าไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีดังกล่าวแล้ว เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1378/2545 หมายเลขแดงที่ 02272/2546 ตามสำเนาคำฟ้อง สำเนาคำบอกกล่าวและสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเอกสารหมาย ล.9 และ ล.1 เห็นสมควรยกปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อน เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) ประกอบมาตรา 3 (3) สามีผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องผู้กระทำความผิดทำร้ายผู้เสียหายที่เป็นภริยาเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาแทนผู้เสียหายได้ เมื่อผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ซึ่งหมายความว่าผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงแก่ความตายสิ้นสภาพบุคคลไปหรือมิฉะนั้นผู้เสียหายถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บอย่างร้ายแรงจนไม่อาจจะจัดการเพื่อคุ้มครองรักษาสิทธิของตนเองในขณะนั้นได้โดยสิ้นเชิง เช่น ผู้เสียหายได้รับอันตรายจนสูญสิ้นสติสัมปชัญญะไป สูญสิ้นความทรงจำ พูดจาไม่เข้าใจกัน ร่างกายไม่อาจเคลื่อนไหวได้ หรือจิตฟั่นเฟือน เป็นต้น ดังนั้นเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายที่ถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บอย่างร้ายแรงดังกล่าว กฎหมายจึงจำเป็นต้องบัญญัติให้บุคคลผู้ผูกพันใกล้ชิดที่มีหน้าที่ตามกฎหมายและศีลธรรมให้มีอำนาจจัดการแทนได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายก่อน ตามคำฟ้องในเอกสารหมาย ล.9 โจทก์ในคดีดังกล่าวได้บรรยายไว้ว่า นางพวงผกา ตระกูลพิทักษ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถเดินหรือช่วยเหลือตัวเองได้ต้องนั่งอยู่บนรถเข็นตลอด "เห็นว่า ในขณะที่มีการฟ้องคดีดังกล่าวอาการบาดเจ็บของโจทก์ที่ปรากฏตามคำฟ้องนั้นไม่ร้ายแรงมากถึงขนาดไม่สามารถจัดการเองได้ คงเป็นเพียงข้อจำกัดทำให้โจทก์ไม่สะดวกที่จะจัดการฟ้องคดีด้วยตนเองเท่านั้น และยังไม่เข้าอยู่ในหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) ที่สามีโจทก์จะจัดการแทนโจทก์ได้ ดังนั้น การที่สามีโจทก์ดำเนินคดีจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย ล.9 และ ล.1 จึงไม่ใช่เป็นการจัดการฟ้องคดีแทนโจทก์และไม่เกี่ยวกับโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใด ที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์เบิกความว่า โจทก์ยืนได้แสดงว่าอาการบาดเจ็บของโจทก์ดีขึ้นแล้วจึงมีค่าใช้จ่ายในการรักษาดูแลและค่าจ้างบุคคลดูแลและทำงานแทนโจทก์น้อยลงนั้น เห็นว่า โจทก์มาเบิกความภายหลังเกิดเหตุรถยนต์ชนกันมานานถึง 3 ปี และอาการบาดเจ็บของโจทก์ดีขึ้นกว่าเดิมเพียงยืนได้ อันเป็นอาการที่ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ยังต้องใช้เวลารักษาพยาบาลอีกนาน และไม่ทราบว่าจะหายเมื่อใด ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้มานั้นจึงเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่านายสมศักดิ์สามีโจทก์เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ส่วนที่โจทก์จะมีผู้ใดช่วยเหลือรับผิดชอบอย่างใดก็เป็นเรื่องของโจทก์ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์แต่อย่างใด"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.อ. ม. 3 ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพวกผกา ตระกูลพิทักษ์
จำเลย — นายพนม ศรีสว่าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ บุญชัด
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5206/2550
#402787
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องและลงลายมือชื่อเป็นผู้ประกันตัวผู้ต้องหาต่อพนักงานสอบสวน โจทก์มีหน้าที่ต้องจัดหาหลักประกันเมื่อไม่มีกฎหมายบังคับว่าหลักประกันต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ประกันแต่ผู้เดียว การที่จำเลยที่ 2 จัดหาหลักประกันเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ยินยอมให้นำมาวางต่อโจทก์โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการ มิได้แปลว่าจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องและทำสัญญาประกันในฐานะที่เป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น แต่แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาเข้าทำสัญญาประกันในนามของจำเลยที่ 2 เองด้วย สัญญาประกันจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามสัญญาประกันต่อโจทก์

การที่จำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้โจทก์ในวันนัดส่งตัว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาประกันอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับได้นับแต่วันดังกล่าว แต่จะถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระเบี้ยปรับนับแต่วันนั้นหาได้ไม่ สัญญาประกันมิได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้ดังกล่าวต่อกันไว้ โจทก์ชอบที่จะบอกกล่าวกำหนดเวลาชำระหนี้ก่อนหากจำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงได้ชื่อว่าผิดนัดนับแต่เมื่อนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพนักงานสอบสวน มีอำนาจหน้าที่สอบสวนและให้ประกันตัวผู้ต้องหาที่อยู่ในความควบคุมของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 82403 ไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันตัวนายบุญยังหรือบุญช่วย พุฒสาคร ผู้ต้องหาซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยที่ 2 ทำสัญญาประกันให้ไว้แก่โจทก์ สัญญาว่าถ้าจำเลยทั้งสองไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดนัดจะยอมใช้เงิน 240,000 บาท โจทก์จึงปล่อยตัวผู้ต้องหาไป แต่เมื่อถึงกำหนดนัดส่งตัวในวันที่ 2 สิงหาคม 2542 จำเลยทั้งสองไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ อันเป็นการผิดสัญญา จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระค่าปรับพร้อมดอกเบี้ย เพราะเหตุผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2542 ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 47,539.73 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 287,539.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 240,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 287,539.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 240,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 จำเลยที่ 2 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 82403 ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ของจำเลยที่ 1 และหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.5 ไปยื่นคำร้องขอประกันตัวนายบุญยังหรือบุญช่วย พุฒสาคร ผู้ต้องหาซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจรต่อโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน จำเลยที่ 2 ทำสัญญาประกันให้ไว้แก่โจทก์ว่า ถ้าจำเลยที่ 2 ไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้โจทก์ตามกำหนดนัด จำเลยที่ 2 ยินยอมใช้เงิน 240,000 บาท โดยวางโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นหลักประกันตามคำร้องขอประกันและสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดที่โจทก์นัดในวันที่ 2 สิงหาคม 2542 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญาแล้ว ตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาประกันต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 106 และมาตรา 114 การขอให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราวโดยมีประกันและหลักประกันนั้นต้องประกอบด้วยผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวประการหนึ่ง และผู้ร้องขอประกันได้จัดหาหลักประกันมาอีกประการหนึ่ง คดีนี้ปรากฏชัดตามคำร้องขอประกันและสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.3 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอประกันและลงลายมือชื่อเป็นผู้ประกันตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องจัดหาหลักประกัน เมื่อไม่มีกฎหมายใดบังคับว่าหลักประกันนั้นจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ประกันแต่ผู้เดียว การที่จำเลยที่ 2 จัดหาหลักประกันเป็นที่ดินตามโฉนดเลขที่ 82403 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ยินยอมให้นำมาวางต่อโจทก์โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการ หาได้แปลว่าจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอประกันและทำสัญญาประกันในฐานะที่เป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 เท่านั้นไม่ แต่แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาเข้าทำสัญญาประกันในนามของจำเลยที่ 2 เองด้วย มิฉะนั้นจำเลยที่ 2 ก็ควรจะต้องระบุไว้ในคำร้องขอประกันและสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.3 ด้วยว่าทำแทนจำเลยที่ 1 ดังนั้น สัญญาประกันจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 เมื่อผิดสัญญาจำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามสัญญาประกันต่อโจทก์ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่น เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้โจทก์ในวันที่ 2 สิงหาคม 2542 ซึ่งเป็นวันนัดส่งตัว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาประกันอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับได้นับแต่วันดังกล่าว แต่จะถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระเบี้ยปรับนับแต่วันนั้นหาได้ไม่ สัญญาประกันเอกสารหมาย จ.3 มิได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้ดังกล่าวต่อกันไว้ โจทก์ชอบที่จะบอกกล่าวกำหนดเวลาให้ชำระหนี้ก่อน เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงได้ชื่อว่าผิดนัดนับแต่เมื่อนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามหนังสือทวงถามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ว่า โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2542 เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงถือว่าผิดนัดตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2542 เป็นต้นไป การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดนับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2542 ตามคำขอของโจทก์ จึงเป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยมากกว่าที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 240,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระนับแต่วันที่ 9 กันยายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 114
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลคลองห้า
จำเลย — นางสาวชูศรี พุฒสาคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5205/2550
#379591
เปิดฉบับเต็ม

วันเกิดเหตุฝนตกไม่มากและลมพัดไม่แรง การที่ต้นจามจุรีริมทางหลวงล้มทับผู้ตายขณะขับรถจักรยานยนต์ไปตามทางหลวงจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายมิใช่เกิดจากเหตุสุดวิสัย แต่เป็นเพราะความบกพร่องของกรมทางหลวงจำเลยที่ไม่โค่นเหรือปล่อยปละละเลยไม่สั่งเจ้าหน้าที่ของจำเลยไปโค่นต้นจามจุรีที่มีสภาพผุกลวงเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น อันเป็นการกระทำละเมิดของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวหรือนางสมพร ละมัย ผู้ตาย โดยมีนางพันธ์ ละมัย เป็นผู้ปกครอง จำเลยเป็นส่วนราชการ มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม มีหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาทางหลวงแผ่นดิน รวมทั้งดูแลบำรุงรักษาไม้ยืนต้นบริเวณพื้นที่ในแนวเขตทั้งสองข้างของทางหลวงแผ่นดิน เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2543 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ขณะที่ผู้ตายขับรถจักรยานต์ไปตามถนนสายเขาชัยสน - บ้านท่านางพรหม ถึงระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 1 ถึงที่ 2 หมู่ที่ 1 ตำบลควนขนุน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ด้วยความปราะมาทเลินเล่อของจำเลย โดยจำเลยไม่ตรวจตราให้ดีกว่าต้นจามจุรีซึ่งปลูกอยู่ริมถนนดังกล่าวมีสภาพผุกลวง จะต้องโค่นออกไปเสียหรือใช้ค้ำยันหรือกระทำการอื่นใดเพื่อให้ต้นจามจุรีอยู่ในสภาพที่ไม่เกิดอันตรายต่อบุคคลผู้ใช้เส้นทางสัญจรไปมา แต่จำเลยหาได้ใช้ความระมัดระวังไม่ เป็นเหตุให้ต้นจามจุรีล้มทับผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ โดยโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปลงศพและจัดการศพตามประเพณีผู้ตายเป็นเงินประมาณ 100,000 บาท และโจทก์ต้องขาดไร้อุปการะจากผู้ตายเป็นเงินเดือนละ 3,000 บาท ไปจนกว่าโจทก์จะบรรลุนิติภาวะเป็นเวลา 15 ปี คิดเป็นเงิน 540,000 บาท รวมเป็นเงิน 640,000 บาท จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 อันเป็นวันทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงินค่าดอกเบี้ย 24,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 664,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 664,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้ทำละเมิดจนทำให้ผู้ตายซึ่งเป็นมารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย เหตุที่ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้นเป็นเหตุสุดวิสัย เกิดจากภัยธรรมชาติ บุคคลในภาวะเช่นจำเลยไม่อาจป้องปัดอุบัติภัยที่เกิดจากภัยธรรมชาติได้ เนื่องจากวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ฝนตกหนักมีลมพายุพัดกรรโชกแรง ทำให้กิ่งสดของต้นหางนกยูงฝรั่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 ถึง 6 นิ้ว ซึ่งอยู่สูงจากพื้นดิน 6 ถึง 7 เมตร หักแล้วแรงลมหอบกิ่งไม้ที่หักร่วงหล่นเข้ามาบนผิวถนนหลวง โดยหล่นใส่ผู้ตายได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายไม่ใช่ต้นไม้ทั้งต้นโค่นล้มทับผู้ตาย ต้นหางนกยูงฝรั่งดังกล่าวเป็นต้นไม้ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติในเขตไหล่ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 4081 กิ่งไม้ไม่ได้ยื่นล้ำเข้ามาในเขตพื้นผิวถนนทางหลวงแผ่นดินที่เกิดเหตุ การดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ในเขตทางหลวงแผ่นดินที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยนั้น จำเลยจะตัดโค่นต้นไม้เมื่อต้นตายทั้งต้น ส่วนกิ่งไม้ที่ผุหรือกิ่งที่ไม่อาจรับน้ำหนักและอาจจะหักลงมาได้จะใช้วิธีรานกิ่งเพื่อมิให้หักร่วงหล่นบนผิวถนนเสมอ แต่สำหรับกิ่งที่หักเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น หากเกิดลมฝนที่ตกตามปกติธรรมดากิ่งจะไม่หัก และเมื่อหักก็จะไม่ตกลงบนผิวถนน แต่จะลงบนไหล่ทาง แต่เนื่องจากฝนตกหนักและลมกระโชกพัดกิ่งที่หักไปร่วงหล่นบนผิวถนน และทับผู้ตายที่ขับรถผ่านไปเป็นเหตุประจวบเหมาะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 640,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 อันเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 24,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2543 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา นางสาวหรือนางสมพร ละมัย ผู้ตายซึ่งเป็นมารดาโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนนสายเขาชัยสน - บ้านท่านางพรหม อันเป็นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4081 ตอนแยกทางหลวงหมายเลข 4 (บ้านท่านาพรหม - จงเก) ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาไม้ยืนต้นบริเวณพื้นที่ในแนวเขตทั้งสองข้างทางหลวงแผ่นดินดังกล่าวด้วยระหว่างนั้นต้นจามจุรีที่อยู่ข้างถนนดังกล่าวล้มทับผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่าต้นจามจุรีล้มทับผู้ตายเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือไม่ โจทก์มีนางพันธ์ ละมัย นายสนิท อักษรชู นายไว ดอนจันทร์ และนายสุพัฒน์ เนียมบุญ เป็นพยานเบิกความประกอบภาพถ่ายหมาย จ.6 ว่าต้นจามจุรีที่หักลงมาทับผู้ตายมีสภาพผุกลวงสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยเฉพาะนายไวและนายสุพัฒน์เบิกความยืนยันได้ความว่า วันเกิดเหตุฝนตกไม่หนักและลมพัดไม่แรง ก่อนเกิดเหตุต้นจามจุรีดังกล่าวมีสภาพเอียงโน้มเข้าหาถนนประมาณ 60 องศา และโคนต้นไม้เป็นรูกลวงมาประมาณ 2 ปี นายไวเคยแจ้งเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ไปซ่อมถนนให้จัดการโค่นต้นจามจุรีดังกล่าวเพราะเกรงว่าจะมีอันตราย และเคยโทรศัพท์แจ้งเรื่องนี้ไปยังหน่วยงานของจำเลยหลายครั้ง นอกจากนี้องค์การบริหารส่วนตำบลเคยมีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยเพื่อให้ดำเนินการเกี่ยวกับต้นจามจุรีต้นนี้ ทั้งนายไวยังให้ความเห็นด้วยว่า แม้ฝนตกไม่หนักและลมพัดไม่แรง โอกาสที่ต้นจามจุรีจะโค่นล้มลงได้ทุกเมื่อ เนื่องจากโคนต้นไม้กลวงและบางมากแล้ว ส่วนนายสุพัฒน์ก็เคยโทรศัพท์บอกเจ้าหน้าที่แขวงการทางและเคยไปพบเจ้าหน้าที่ให้ช่วยตัดต้นจามจุรีออก แต่เจ้าหน้าที่ก็เพิกเฉยไม่ยอมมาตัด ฝ่ายจำเลยมีนางเพียร เหล่าทอง เป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุมีฝนตกหนักและลมพายุพัดแรง ทั้งยังมีหมอกซึ่งหมายถึงละอองฝนด้วย เห็นว่า หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่นางเพียรเบิกความดังกล่าว อาจเกิดอันตรายร้ายแรงขึ้นได้ นางเพียรควรหยุดเดินทางกลับไว้ก่อนเพื่อรอให้ฝนหยุดตกและลมพายุหยุดพัดเสียก่อน ไม่น่าจะนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างฝ่าสายฝนและลมพายุไป ที่นางเพียรเบิกความว่านางเพียรนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างจากบริเวณสามแยกไปตามถนนสายเขาชัยสน - จงเก เพื่อเดินทางกลับบ้านจนมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุนั้น ย่อมขัดต่อเหตุผลดังกล่าว เมื่อนายไวและนายสุพัฒน์ต่างเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นไม่มีส่วนได้เสียในคดีนี้จึงเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความของนายไวและนายสุพัฒน์มีน้ำหนักให้รับฟังว่า วันเกิดเหตุฝนตกไม่มากนักและลมพัดไม่แรงมากนัก มิฉะนั้นผู้ตายคงไม่ขับรถจักรยานยนต์และนางเพียรก็คงไม่นั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างไปถึงที่เกิดเหตุ ดังนี้การที่ต้นจามจุรีล้มทับผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงมิใช่เกิดจากเหตุสุดวิสัยเนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน แต่เป็นเพราะความบกพร่องของจำเลยที่ไม่ยอมโค่นหรือปล่อยปละละเลยไม่ยอมสั่งเจ้าหน้าที่ของจำเลยไปโค่นต้นจามจุรีที่เกิดเหตุเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น อันเป็นการกระทำละเมิดของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชายขัตติยะ พวงมณีฯ
จำเลย — กรมทางหลวง
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5204/2550
#410662
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่สามารถแสดงให้ศาลเห็นได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าฝึกอบรมที่จ่ายให้ พ. และได้จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงไปจริง และพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังนั้น จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ ในตำแหน่งพนักงานขาย มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันในการทำงานโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ก่อนเริ่มงานโจทก์จะทำการอบรมวิชาการขายและให้ฝึกงานขายที่ห้างสรรพสินค้า โจทก์จ่ายเงินทดรองค่าใช้จ่ายในการอบรมไปก่อนเป็นเงิน 5,000 บาท หากจำเลยที่ 1 สำเร็จหลักสูตรหลักวิชาการขายภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติโดยสมบูรณ์ จำเลยที่ 1 ต้องทดรองงานต่อเป็นระยะเวลา 4 เดือน และดำรงตำแหน่งพนักงานขายไม่น้อยกว่า 1 ปี นับจากหลังพ้นทดรองงาน หากจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงยินยอมให้โจทก์ปรับเป็นเงิน 5,000 บาท โจทก์ส่งจำเลยที่ 1 ไปฝึกงานกับห้างโอเชี่ยนช้อปปิ้งมอลล์ภูเก็ต รวม 9 วัน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ไม่เข้าทำงานอีกเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและค่าเบี้ยเลี้ยงจำนวน 6,605 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

จำเลยทั้งสองขาดนัด ศาลแรงงานกลางพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...โจทก์อุทธรณ์ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.4 โดยสรุปได้ว่า ตามเอกสารหมาย จ.10 แสดงให้เห็นว่านางพัฒนามีรายได้ในเดือนมีนาคม 2548 มากกว่าเดือนมิถุนายน 2545 ประมาณ 5,800 บาท อันเป็นค่าฝึกอบรมในรายของจำเลยที่ 1 จำนวน 5,000 บาท ส่วนเอกสารหมาย จ.11 เป็นโปรแกรมเงินเดือนสำเร็จรูป แม้โจทก์จะจ่ายค่าฝึกอบรมแก่นางพัฒนาไปก็ไม่สามารถเพิ่มเติมข้อความได้อีก การที่โจทก์ไม่นำนางพัฒนาเข้าเบิกความเพราะโจทก์ได้นำพยานเอกสารแสดงต่อศาลอย่างชัดเจนและมีน้ำหนักมากพอแล้วว่าโจทก์ได้จ่ายเงินตอบแทนในการฝึกอบรมจำเลยที่ 1 จำนวน 5,000 บาท แก่นางพัฒนาไปจริงโจทก์ได้จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงระหว่างฝึกอบรมจำนวน 1,605 บาท แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แม้จะระบุว่าเป็นค่าเงินเดือนก็เป็นการแทนความหมายของค่าเบี้ยเลี้ยงแล้ว แสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ฝึกอบรมจำเลยที่ 1 จริงโดยโจทก์ได้สำรองจ่ายค่าใช้จ่ายในการอบรมล่วงหน้าแทนจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาโดยละทิ้งหน้าที่โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเงินที่ได้สำรองจ่ายไปคืนจากจำเลยทั้งสองนั้น เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานโจทก์แล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่สามารถแสดงให้ศาลเห็นว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์อุทธรณ์ดังกล่าวว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าฝึกอบรมที่จ่ายให้นางพัฒนาและได้จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงไปจริง และพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักและรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูเนี่ยนยูนีเวอร์ส จำกัด
จำเลย — นางสาววิชิตา เอื้องาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
พิชิต คำแฝง
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5196/2550
#269141
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความท้ากันว่า หากโจทก์สามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะชุดป้อนกระดาษของเครื่องพิมพ์ขนาด 102 เซนติเมตร ในการตั้งระยะเครื่องซีดี 74 ตามใบสั่งซ่อมได้ระยะ 45.5 เซนติเมตร หรือ 455 มิลลิเมตร แล้ว จำเลยทั้งสองก็ยอมแพ้ ยอมจ่ายเงินตามฟ้องให้โจทก์ หากโจทก์ไม่สามารถตั้งได้ โจทก์ก็ขอยอมแพ้ ดังนั้น ประเด็นในการท้ากันจึงเป็นกรณีที่โจทก์สามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะในการตั้งระยะดังกล่าวได้หรือไม่เท่านั้น โดยมิได้มีเงื่อนไขว่าห้ามมิให้ตัวนอตหรือสกรูขยับได้หรือต้องตรงตามมาตรฐานของเครื่องเพื่อตรงตามความต้องการของลูกค้า เมื่อโจทก์สามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะในการตั้งระยะดังกล่าวได้ตรงตามคำท้าแล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในคำท้าได้ ซึ่งจำเลยทั้งสองจะต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีและจ่ายเงินตามฟ้องแก่โจทก์ การที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่า แม้ตั้งได้แต่ตัวนอตหรือสกรูขยับได้ไม่มั่นคงนั้น จึงเป็นข้อเท็จจริงที่นอกเหนือไปจากคำท้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 396,700 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 58,182 บาท และให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์รวม 436,050 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2547 โจทก์เบิกตัวปั๊มโมและกระบอกตั้งระยะชุดป้อนกระดาษของเครื่องพิมพ์ขนาด 102 เซนติเมตร อ้างว่าจะนำไปใช้ซ่อมเครื่องให้แก่ลูกค้ารายบริษัทตั้งฮั่วซิน การพิมพ์ จำกัด โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงท้ากันว่า หากโจทก์สามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะชุดป้อนกระดาษของเครื่องพิมพ์ขนาด 102 เซนติเมตร ในการตั้งระยะเครื่องซีดี 74 ตามใบสั่งซ่อมได้ระยะ 45.5 เซนติเมตร หรือ 455 มิลลิเมตร แล้ว จำเลยทั้งสองก็ขอยอมแพ้ ยอมจ่ายเงินตามฟ้องให้โจทก์ หากโจทก์ไม่สามารถตั้งได้ โจทก์ก็ขอยอมแพ้

วันนัดเผชิญสืบที่บริษัทตั้งฮั่วซิน การพิมพ์ จำกัด ปรากฏว่าโจทก์ใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะชุดป้อนกระดาษของเครื่องพิมพ์ขนาด 102 เซนติเมตร ในการตั้งระยะเครื่องซีดี 74 ได้ระยะ 45.5 เซนติเมตร หรือ 455 มิลลิเมตร แต่จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่า แม้ตั้งได้แต่ตัวนอตหรือสกรูขยับได้ไม่มั่นคง ส่วนโจทก์ชี้แจงว่า เป็นการวัดซึ่งมีความคลาดเคลื่อนอยู่ในวิสัยที่รับได้

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์สามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะชุดป้อนกระดาษของเครื่องพิมพ์ขนาด 102 เซนติเมตร ในการตั้งระยะเครื่องซีดี 74 ได้ระยะ 455 มิลลิเมตร ตามคำท้า แม้ตัวนอตหรือสกรูขยับได้เล็กน้อย อันแสดงถึงความไม่มั่นคง ก็ไม่ใช่อยู่ในส่วนที่ท้ากันและเป็นการดัดแปลงเครื่องมือเพื่อใช้ในภาคสนาม จึงอาจมีการคลาดเคลื่อนได้บ้าง ถือได้ว่าโจทก์สามารถปฏิบัติตามคำท้าได้ จำเลยทั้งสองจึงต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง พิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 396,700 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 58,182 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ 436,050 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า โจทก์สามารถปฏิบัติตามคำท้าได้นั้น เป็นการพิพากษาที่ไม่ตรงกับความหมายและนอกเหนือจากคำท้าหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอ้างว่า ในวันนัดเผชิญสืบ แม้ว่าโจทก์จะสามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะชุดป้อนกระดาษของเครื่องพิมพ์ขนาด 102 เซนติเมตร ในการตั้งระยะเครื่องซีดี 74 ได้ระยะ 455 มิลลิเมตร แต่ตัวนอตหรือสกรูของกระบอกตั้งระยะชุดขยับได้ไม่มั่นคง มีความคลาดเคลื่อน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามคำท้าได้นั้น เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2547 คู่ความท้ากันว่าหากโจทก์สามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะชุดป้อนกระดาษของเครื่องพิมพ์ขนาด 102 เซนติเมตร ในการตั้งระยะเครื่องซีดี 74 ตามใบสั่งซ่อมได้ระยะ 45.5 เซนติเมตร หรือ 455 มิลลิเมตร แล้ว จำเลยทั้งสองก็ยอมแพ้ ยอมจ่ายเงินตามฟ้องให้โจทก์หากโจทก์ไม่สามารถตั้งได้ โจทก์ก็ขอยอมแพ้ ดังนั้นประเด็นในการท้ากันจึงเป็นกรณีที่โจทก์สามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะในการตั้งระยะดังกล่าวได้หรือไม่เท่านั้น โดยมิได้มีเงื่อนไขว่าห้ามมิให้ตัวนอตหรือสกรูขยับได้หรือต้องตรงตามมาตรฐานของเครื่องเพื่อตรงตามความต้องการของลูกค้าตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง เมื่อปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ว่าโจทก์สามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะในการตั้งระยะดังกล่าวได้ตรงตามคำท้าแล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในคำท้าได้ ซึ่งจำเลยทั้งสองจะต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีและจ่ายเงินตามฟ้องแก่โจทก์การที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่า แม้ตั้งได้แต่ตัวนอตหรือสกรูขยับได้ไม่มั่นคงนั้น จึงเป็นข้อเท็จจริงที่นอกเหนือไปจากคำท้า ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่คู่ความตกลงท้ากันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรียงไกร สุขประไพพัฒน์
บริษัทไฮเดลเบิร์ก กราฟฟิคส์
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5196/2550
#411204
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความท้ากันว่าหากโจทก์สามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะชุดป้อนกระดาษของเครื่องพิมพ์ขนาด 102 เซนติเมตร ในการตั้งระยะเครื่องซีดี 74 ตามใบสั่งซ่อมได้ระยะ 45.5 เซนติเมตร หรือ 455 มิลลิเมตร แล้ว จำเลยทั้งสองยอมแพ้ ยอมจ่ายเงินตามฟ้องให้โจทก์ หากโจทก์ไม่สามารถตั้งได้ โจทก์ขอยอมแพ้ ดังนั้น ประเด็นในการท้ากันจึงเป็นกรณีที่โจทก์สามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะในการตั้งระยะดังกล่าวได้หรือไม่เท่านั้น โดยมิได้มีเงื่อนไขว่าห้ามมีตัวนอตหรือสกรูขยับได้หรือต้องตรงตามมาตรฐานของเครื่องเพื่อตรงตามความต้องการของลูกค้าตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์สามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะในการตั้งระยะดังกล่าวได้ตรงตามคำท้าแล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในคำท้าได้ จำเลยทั้งสองจึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีและจ่ายเงินตามฟ้องแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2522 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ครั้งสุดท้ายตำแหน่งหัวหน้าช่าง ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า และจำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 436,050 บาท แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 396,700 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 58,182 บาท และให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์รวม 436,050 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์เบิกเครื่องมือจากจำเลยที่ 1 ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวหรือประโยชน์ของบุคคลอื่น อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ คำสั่งของจำเลยที่ 1 กรณีร้ายแรง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2547 โจทก์เบิกตัวปั๊มโมและกระบอกตั้งระยะชุดป้อนกระดาษของเครื่องพิมพ์ขนาด 102 เซนติเมตร อ้างว่าจะนำไปใช้ซ่อมเครื่องให้แก่ลูกค้ารายบริษัท ต. โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงท้ากันว่า หากโจทก์สามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะชุดป้อนกระดาษของเครื่องพิมพ์ขนาด 102 เซนติเมตร ในการตั้งระยะเครื่องซีดี 74 ตามใบสั่งซ่อม ได้ระยะ 45.5 เซนติเมตร หรือ 455 มิลลิเมตร แล้ว จำเลยทั้งสองก็ขอยอมแพ้ ยอมจ่ายเงินตามฟ้องให้โจทก์ หากโจทก์ไม่สามารถตั้งได้โจทก์ก็ขอยอมแพ้

วันนัดเผชิญสืบที่บริษัท ต. ปรากฏว่าโจทก์ใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะชุดป้อนกระดาษของเครื่องพิมพ์ขนาด 102 เซนติเมตร ในการตั้งระยะเครื่องซีดี 74 ได้ระยะ 45.5 เซนติเมตร หรือ 455 มิลลิเมตร แต่จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่า แม้ตั้งได้แต่ตัวนอตหรือสกรูขยับได้ไม่มั่นคง ส่วนโจทก์ชี้แจงว่า เป็นการวัดซึ่งมีความคลาดเคลื่อนอยู่ในวิสัยที่รับได้

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์สามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะชุดป้อนกระดาษของเครื่องพิมพ์ขนาด 102 เซนติเมตร ในการตั้งระยะเครื่องซีดี 74 ได้ระยะ 455 มิลลิเมตร ตามคำท้า แม้ตัวนอตหรือสกรูขยับได้เล็กน้อย อันแสดงถึงความไม่มั่นคง ก็ไม่ใช่อยู่ในส่วนที่ท้ากันและเป็นการดัดแปลงเครื่องมือเพื่อใช้ในภาคสนาม จึงอาจมีการคลาดเคลื่อนได้บ้าง ถือได้ว่าโจทก์สามารถปฏิบัติตามคำท้าได้จำเลยทั้งสองจึงต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง พิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 396,700 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 58,182 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ 436,050 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า โจทก์สามารถปฏิบัติตามคำท้าได้นั้น เป็นการพิพากษาที่ไม่ตรงกับความหมายและนอกเหนือจากคำท้าหรือไม่ ในวันนัดเผชิญสืบ แม้ว่าโจทก์จะสามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะชุดป้อนกระดาษของเครื่องพิมพ์ขนาด 102 เซนติเมตร ในการตั้งระยะเครื่องซีดี 74 ได้ระยะ 455 มิลลิเมตร แต่ตัวนอตหรือสกรูของกระบอกตั้งระยะชุดขยับได้ไม่มั่นคงมีความคลาดเคลื่อน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามคำท้าได้นั้น เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2547 คู่ความท้ากันว่า หากโจทก์สามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะชุดป้อนกระดาษของเครื่องพิมพ์ขนาด 102 เซนติเมตร ในการตั้งระยะเครื่องซีดี 74 ตามใบสั่งซ่อมได้ระยะ 45.5 เซนติเมตร หรือ 455 มิลลิเมตร แล้ว จำเลยทั้งสองก็ยอมแพ้ยอมจ่ายเงินตามฟ้องให้โจทก์ หากไม่สามารถตั้งได้ โจทก์ก็ขอยอมแพ้ ดังนั้นประเด็นในการท้ากันจึงเป็นกรณีที่โจทก์สามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะในการตั้งระยะดังกล่าวได้หรือไม่เท่านั้น โดยมิได้มีเงื่อนไขว่าห้ามมิให้ตัวนอตหรือสกรูขยับได้หรือต้องตรงตามมาตรฐานของเครื่องเพื่อตรงตามความต้องการของลูกค้าตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง เมื่อปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ว่าโจทก์สามารถใช้เครื่องมือกระบอกตั้งระยะในการตั้งระยะดังกล่าวได้ตรงตามคำท้าแล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในคำท้าได้ ซึ่งจำเลยทั้งสองจะต้องเป็นผ่ายแพ้คดีและจ่ายเงินตามฟ้องแก่โจทก์ การที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่า แม้ตั้งได้แต่ตัวนอตหรือสกรูขยับได้ไม่มั่นคงนั้น จึงเป็นข้อเท็จจริงที่นอกเหนือไปจากคำท้า ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่คู่ความตกลงท้ากันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรียงไกร สุขประไพรัตน์
จำเลย — บริษัทไฮเดลเบิร์ก กราฟฟิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5184/2550
#272739
เปิดฉบับเต็ม

ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 มีหุ้นส่วนเพียง 2 คน คือโจทก์และจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน และมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนไม่สามารถจะทำธุรกิจร่วมกันต่อไปได้ ทั้งหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดก็มีเพียงจำเลยที่ 2 เท่านั้น ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นหุ้นส่วนผู้ใดได้อีก จึงทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 เหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1057 (3)

เมื่อมีเหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดดำเนินกิจการ โจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ได้ หาใช่เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตแต่อย่างใดไม่ และไม่ใช่เป็นกรณีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งของห้างหุ้นส่วนที่ตั้งขึ้นโดยไม่มีกำหนดกาลอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นยุติ ประสงค์จะเลิกห้างหุ้นส่วนโดยไม่มีเหตุ จึงต้องบอกกล่าวความจำนงจะเลิกล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนสิ้นรอบปีในทางบัญชีเงินของห้างหุ้นส่วนนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1056

โจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนเพียง 2 คน ของจำเลยที่ 1 ขัดแย้งกันไม่อาจชำระบัญชีร่วมกันได้ และไม่ปรากฏว่ามีข้อบังคับของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 กำหนดเรื่องผู้ชำระบัญชีไว้ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1251 วรรคสอง เมื่อเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ย่อมสมควรให้คนกลางที่ไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดเป็นผู้ชำระบัญชี โดยกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีผู้เป็นหุ้นส่วน 2 คน คือจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และโจทก์เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้เกิดความขัดแย้งกัน เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ยอมแบ่งปันผลกำไรจากการประกอบกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 2 แสดงบัญชีกำไรขาดทุน บัญชีงบดุลและแบ่งปันผลกำไรหลายครั้ง แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉย การที่จำเลยที่ 2 ไม่แสดงบัญชีกำไรขาดทุน และแบ่งปันกำไรที่ได้จากการดำเนินการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ ทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 จนเหลือวิสัยที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 จะดำรงคงอยู่ได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 และตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ชำระบัญชีเพื่อนำทรัพย์สินที่ได้จากการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 มาแบ่งปันแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า หากโจทก์ประสงค์จะเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 โจทก์จะต้องบอกกล่าวแจ้งความจำนงว่าจะเลิกห้างให้จำเลยทั้งสองทราบล่วงหน้าก่อนถึงวันสิ้นรอบในทางบัญชีไม่น้อยกว่าหกเดือน จำเลยทั้งสองไม่เคยรับการบอกกล่าวจากโจทก์ว่าจะเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ประกอบกับโจทก์เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด จึงไม่มีสิทธิขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 โจทก์ยังไม่ได้ชำระเงินค่าหุ้นจำนวน 500,000 บาท โจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1949 ตำบลหนองหงส์ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ใช้เป็นที่ตั้งโรงงานและสำนักงานที่ทำการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีภาระหนี้ที่จะต้องชำระราคาที่ดินที่นำมาลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 อยู่อีกครึ่งหนึ่งของราคาที่ดิน ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 เพิ่งเริ่มทำธุรกิจการค้าได้ประมาณ 2 ปีเศษ มีภาระหนี้สินอยู่เป็นจำนวนมาก จึงยังไม่มีผลกำไรที่จะนำมาแบ่งปันให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วน แต่ธุรกิจการค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ก็ขยายตัวดีขึ้นเรื่อย ๆ สามารถที่จะทำธุรกิจการค้าต่อไปได้ตามปกติ จึงไม่ใช่กรณีมีเหตุเหลือวิสัยใด ๆ ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำรงคงอยู่ได้ จึงยังไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 การเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ยังแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสองและบุคคลภายนอกที่เป็นเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ที่จะต้องเสียเปรียบ จึงไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงงานบูรณฉัทน์ผลิตกระเบื้องเคลือบดินเผา จำเลยที่ 1 โดยตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุที่จะทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 เหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้หรือไม่ เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2537 และมีหุ้นส่วนเพียง 2 คน คือโจทก์และจำเลยที่ 2 โจทก์จำเลยที่ 2 ได้ขัดแย้งเกี่ยวกับการแบ่งแยกที่ดินที่ตำบลบางชัน เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ที่ร่วมกันซื้อมาจริง เมื่อโจทก์ขอตรวจสอบบัญชี และจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือแล้ว ในวันนัดโจทก์ได้เดินทางไปที่สำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 1 ที่อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี แต่จำเลยที่ 2 กลับอ้างว่าไปรอโจทก์ที่สำนักงานของจำเลยที่ 2 ที่กรุงเทพมหานคร ทั้งที่ตามหนังสือขอตรวจสอบบัญชีได้ระบุว่าหากจำเลยที่ 2 มีเหตุขัดข้องให้แจ้งให้ทนายความของโจทก์หรือโจทก์ทราบ โดยมีหมายเลขโทรศัพท์ไว้ชัดเจน แต่จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้ติดต่อกับโจทก์ แสดงว่าจำเลยที่ 2 จงใจไม่อยู่ที่สำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 1 และไม่ยินยอมให้โจทก์ตรวจสอบบัญชี ครั้นโจทก์ฟ้องขอเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือทวงถาม ให้โจทก์ชำระค่าหุ้นให้ชำระหนี้รวมทั้งให้แบ่งแยกที่ดินใหม่ เช่นนี้ข้อเท็จจริงจึงฟังได้อย่างแน่ชัดว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันและมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนไม่สามารถจะทำธุรกิจร่วมกันต่อไปได้ ทั้งหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดก็มีเพียงจำเลยที่ 2 เท่านั้น ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นหุ้นส่วนผู้ใดได้อีก จึงทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 เหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057 (3) และเมื่อมีเหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างห้างหุ้นส่วนดำเนินกิจการ โจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ได้ หาใช่เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตแต่อย่างใดไม่ และไม่ใช่เป็นกรณีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งของห้างหุ้นส่วนที่ตั้งขึ้นโดยไม่มีกำหนดกาลอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นยุติประสงค์จะเลิกห้างหุ้นส่วนโดยไม่มีเหตุ จึงต้องบอกกล่าวความจำนงจะเลิกล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนสิ้นรอบปีในทางบัญชีเงินของห้างหุ้นส่วนนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1056 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา และเนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนเพียง 2 คนของจำเลยที่ 1 ขัดแย้งกันไม่อาจชำระบัญชีร่วมกันได้และไม่ปรากฏว่ามีข้อบังคับของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 กำหนดเรื่องผู้ชำระบัญชีไว้ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1251 วรรคสอง เมื่อเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ย่อมสมควรให้คนกลางที่ไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดเป็นผู้ชำระบัญชี คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1056 ม. 1057 ม. 1251 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชาญ จักรวิทย์ธำรง
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงงานบูรณฉัทน์
จำเลย — ผลิตกระเบื้องเคลือบดินเผา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5179/2550
#411184
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ มาตรา 6 บัญญัติว่า "รัฐวิสาหกิจ" หมายความว่า (1) องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลหรือกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่าหรือรัฐวิสาหกิจตาม (1) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบ

บริษัทท่าอากาศยานไทยฯ ผู้ถือหุ้นจำเลย ได้เปลี่ยนสภาพมาจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทองค์การของรัฐตาม พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจฯ และ พ.ร.บ.ดังกล่าวระบุเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงว่า เพื่อให้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นเป็นองค์กรธุรกิจของรัฐที่มีความคล่องตัวในการบริหารและในเหตุผลการจัดตั้ง กับมาตรา 26 ได้กำหนดให้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นนั้นมีสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจเช่นเดียวกัน ดังนั้น บริษัทท่าอากาศยานไทยฯ ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยที่เป็นรัฐวิสาหกิจดังกล่าว จึงมีสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจด้วย เมื่อบริษัทท่าอากาศยานไทยฯ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจถือหุ้นในบริษัทจำเลยจำนวน 214,999,994 หุ้น ในหุ้นทั้งหมดจำนวน 215,000,000 หุ้น จึงมีทุนที่รัฐวิสาหกิจถืออยู่เกินกว่าร้อยละห้าสิบ จำเลยจึงเป็นรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ มาตรา 6 (2) ซึ่งไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 4 แต่ต้องบังคับตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ มาตรา 6 (2) ประกอบระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ หมวด 6 ข้อ 45 (3) โจทก์ทำงานกับจำเลยจนถูกเลิกจ้างเป็นเวลา 7 ปีเศษ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ตามระเบียบดังกล่าว แต่จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย จึงต้องจ่ายส่วนที่ขาดแก่โจทก์

ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ มิได้มีบทบัญญัติเรื่องดอกเบี้ยในกรณีมิได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานไว้ แต่ค่าชดเชยเป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดจากจำเลยได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างครั้งสุดท้ายทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ได้รับค่าจ้างเดือนละ 129,260 บาท จำเลยเลิกจ้างโดยที่โจทก์ไม่มีความผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย มีผลเลิกจ้างวันที่ 15 พฤษภาคม 2547 โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน เป็นเงิน 1,034,080 บาท แต่จำเลยจ่ายเพียง 685,560 บาท คงค้างจ่ายค่าชดเชย 348,520 บาท และมีสิทธิได้รับสินจางแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 1 เดือน 10 วัน เป็นเงิน 172,347 บาท แต่จำเลยจ่ายเพียง 114,260 บาท คงค้างจ่ายจำนวน 58,087 บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมทั้งดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า เนื่องจากระเบียบของบริษัทท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด ฉบับที่ (8) ว่าด้วยสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการตรวจสุขภาพ ค่าทำศพ ค่าทดแทนการขาดรายได้ในกรณีทุพพลภาพ ค่าชดเชยแบะเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงาน พ.ศ.2542 ในหมวดที่ 4 ว่าด้วยสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชย ข้อ 10 (3) กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปีขึ้นไปโดยรวมวันหยุด วันลา และวันที่ บทม.สั่งให้หยุดงานเพื่อประโยชน์ของ บทม.ให้จ่ายไม่น้อยกว่าเงินเดือนอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ซึ่งระเบียบนี้สอดคล้องกับระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 ดังนั้น การที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับเงินเดือนอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันเป็นเงิน 685,560 บาท จึงถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับแล้ว และโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพราะตามระเบียบของจำเลยหรือระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ไม่ปรากฏว่ามีข้อใดระบุไว้ว่า พนักงานที่ถูกเลิกจ้างจะต้องได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่การที่จำเลยได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ไปจำนวน 114,260 บาท คือ จ่ายให้พร้อมกับค่าจ้าง 1 เดือน นั้น จำเลยจ่ายตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ดังนั้น การที่จำเลยจ่ายสินค้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์เป็นระยะเวลา 1 เดือน เป็นเงินจำนวน 114,260 บาท จึงถูกต้องตามกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบิกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มอีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 406,607 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดจากต้นเงิน 58,087 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คิดจากต้นเงิน 348,520 บาท นับแต่วันที่ 115 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (4) หรือต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 6 (2) ประกอบระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 หมวด 6 ข้อ 45 พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 6 บัญญัติว่า "รัฐวิสาหกิจ" หมายความว่า

(1) องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลหรือกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ

(2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า หรือรัฐวิสาหกิจตาม (1) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบ เห็นว่า บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นของจำเลยได้เปลี่ยนสถานภาพมาจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทองค์การของรัฐตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 พระราชบัญญัติดังกล่าวระบุเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงว่า เพื่อให้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นเป็นองค์กรธุรกิจของรัฐที่มีความคล่องตัวในการบริหาร และในเหตุผลการจัดตั้งกับมาตรา 26 ได้กำหนดให้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นนั้นมีสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจเช่นเดียวกัน ดังนั้น บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยที่เป็นรัฐวิสาหกิจดังกล่าว จึงมีสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจด้วยเมื่อบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจถือหุ้นในบริษัทจำเลยจำนวน 214,999,994 หุ้น ในหุ้นทั้งหมดจำนวน 215,000,000 หุ้น จึงมีทุนที่รัฐวิสาหกิจถืออยู่เกินกว่าร้อยละห้าสิบ จำเลยจึงเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 6 (2) ซึ่งไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 4 แต่ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 6 (2) ประกอบระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 หมวด 6 ข้อ 45 (3) โจทก์ทำงานกับจำเลยจนถูกเลิกจ้างเป็นเวลา 7 ปีเศษ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 775,560 บาท ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 หมวด 6 ข้อ 45 (3) แต่จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เพียง 685,560 บาท จึงยังไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องจ่ายส่วนที่ขาดอีก 90,000 บาท แก่โจทก์และตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 มิได้มีบทบัญญัติเรื่องดอกเบี้ยในกรณีมิได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานไว้ แต่ค่าชดเชยเป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดจากจำเลยได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (4) โดยให้จ่ายค่าชดเชยส่วนที่ขาดอีก 348,520 บาท นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยส่วนที่ขาดเพียง 90,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4 ม. 118 (4)
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 6 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอโณทัย ไพทีกุล
จำเลย — บริษัทท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
พิชิต คำแฝง
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5144/2550
#272663
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า ผู้อุทธรณ์จะต้องทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่และให้คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุด สำหรับคดีนี้ปรากฏว่า เมื่อผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในคำร้องขออุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า "สั่งในอุทธรณ์แล้ว" และมีคำสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า "รับอุทธรณ์คำสั่งและเห็นว่ากรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาพิจารณาสั่ง" ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาไปทันทีโดยที่ยังมิได้ส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสคัดค้านคำร้องก่อน คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ขอให้เพิกถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก เพราะเห็นว่าผู้คัดค้านจะต้องยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่แบบคดีมีข้อพิพาทก็หาเป็นข้อยกเว้นที่ไม่ต้องส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใดไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่อาจมีผลทำให้อุทธรณ์ของผู้คัดค้านขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวโดยชอบได้ คดีจึงยังไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านให้ได้ และการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นถือได้ว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 27 ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความ หรือเอกสารอื่นๆ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายสุธี วงศ์วัฒนาไพโรจน์ ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายสมบัติ วงศ์วัฒนาไพโรจน์ หรือวงค์วัฒนาไพโรจน์ ผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1711 กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

นางสำอาง วงศ์วัฒนาไพโรจน์ ผู้คัดค้าน ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนเข้ามาในคดีหมายเลขแดงที่ 164/2549 ซึ่งศาลได้มีคำสั่งในวันที่ 7 มีนาคม 2549 แล้ว ซึ่งหากผู้คัดค้านประสงค์จะยื่นเพิกถอนก็จะต้องยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่แบบคดีมีข้อพิพาท ให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่าผู้อุทธรณ์จะต้องทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่และให้คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุด สำหรับคดีนี้ปรากฏว่าเมื่อผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในคำร้องขออุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า "สั่งในอุทธรณ์แล้ว"

และมีคำสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า "รับอุทธรณ์คำสั่งและเห็นว่ากรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาพิจารณาสั่ง" ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาไปทันทีโดยที่ยังมิได้ส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสคัดค้านคำร้องก่อนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องเพราะเห็นว่าผู้คัดค้านจะต้องยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่แบบคดีมีข้อพิพาทก็หาเป็นข้อยกเว้นที่ไม่ต้องส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใดไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่อาจมีผลทำให้อุทธรณ์ของผู้คัดค้านขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวโดยชอบได้ คดีจึงยังไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านให้ได้ และการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นถือได้ว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นๆ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาแก่ผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสุธี วงศ์วัฒนาไพโรจน์
ผู้คัดค้าน — นางสำอาง วงศ์วัฒนาไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5144/2550
#379582
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รับอุทธรณ์คำสั่งและเห็นว่ากรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาพิจารณาคำสั่ง" ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาไปทันทีโดยที่ยังมิได้ส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสคัดค้านคำร้องก่อน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องเพราะเห็นว่าผู้คัดค้านจะต้องยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่แบบคดีมีข้อพิพาทก็ไม่เป็นข้อยกเว้นที่ไม่ต้องส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของผู้คัดค้านขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายสุธี วงศ์วัฒนาไพโรจน์ ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายสมบัติ วงศ์วัฒนาไพโรจน์หรือวงค์วัฒนาไพโรจน์ ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1711 กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

นางสำอาง วงศ์วัฒนาไพโรจน์ ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนเข้ามาในคดีหมายเลขแดงที่ 164/2549 ซึ่งศาลได้มีคำสั่งในวันที่ 7 มีนาคม 2549 แล้ว ซึ่งหากผู้คัดค้านประสงค์จะยื่นเพิกถอนก็จะต้องยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่แบบคดีมีข้อพิพาท ให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า ผู้อุทธรณ์จะต้องทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่และให้คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุด สำหรับคดีนี้ปรากฏว่า เมื่อผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในคำร้องขออุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า "สั่งในอุทธรณ์แล้ว" และมีคำสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า "รับอุทธรณ์คำสั่งและเห็นว่ากรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายจึงให้รวบรวมถ้อยสำนวนส่งศาลฎีกาพิจารณาสั่ง" ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาไปทันทีโดยที่ยังมิได้ส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสคัดค้านคำร้องก่อนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องเพราะเห็นว่า ผู้คัดค้านจะต้องยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่แบบคดีมีข้อพิพาทก็หาเป็นข้อยกเว้นที่ไม่ต้องส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใดไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงไม่อาจมีผลทำให้อุทธรณ์ของผู้คัดค้านขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวโดยชอบได้ คดีจึงยังไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านให้ได้ และการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นถือได้ว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นๆ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาแก่ผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสุธี วงศ์วัฒนาไพโรจน์
ผู้คัดค้าน — นางสำอาง วงศ์วัฒนาไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5142/2550
#410660
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้สอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อหาผู้รับผิดในทางแพ่งจนทราบว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้รับผิดในทางแพ่งและรายงานข้อเท็จจริงให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น และในวันที่ 8 มกราคม 2544 ธ. ผู้อำนวยการสำนักทางหลวงที่ 8 รักษาราชการแทนรองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทางหลวง ได้ลงนามในหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์ ซึ่งมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ก่อให้เกิดเหตุละเมิดคิดเป็นค่าเสียหายจำนวน 31,373.75 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ กรณีจึงถือได้ว่า ธ. ผู้อำนวยการสำนักทางหลวงที่ 8 รักษาราชการแทนรองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทางหลวงซึ่งในขณะนั้นอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนและเป็นผู้แสดงเจตนาอันเป็นความประสงค์ของโจทก์ ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนคือจำเลยทั้งสองตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2544 ดังนั้น เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจำเลยทั้งสองในวันที่ 6 มกราคม 2546 อันเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี คดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 31,373.75 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างการพิจารณาจำเลยที่ 2 แถลงสละประเด็นอื่นและติดใจต่อสู้ประเด็นอายุความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 31,373.75 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 และมาตรา 248 ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2536 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 86-4583 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างไปตามถนนสามโคก-ปทุมธานี ด้วยความประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์เสียหลักพุ่งเข้าชนแผ่นราวกันอันตรายและราวสะพานคอนกรีตที่อยู่ในความดูแลรักษาของโจทก์เสียหาย ต่อมาเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้สอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อหาผู้รับผิดในทางแพ่งจนทราบว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้รับผิดในทางแพ่งและรายงานข้อเท็จจริงให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2544 นายธีระ ตันสมพงษ์ ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักทางหลวงที่ 8 รักษาราชการแทนรองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทางหลวงได้ลงนามในหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์ คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้สอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อหาผู้รับผิดในทางแพ่งจนทราบว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้รับผิดในทางแพ่งและรายงานข้อเท็จจริงให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น และในวันที่ 8 มกราคม 2544 นายธีระ ตันสมพงษ์ ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักทางหลวงที่ 8 รักษาราชการแทนรองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทางหลวงได้ลงนามในหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์ ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ก่อให้เกิดเหตุละเมิดคิดเป็นค่าเสียหายจำนวน 31,373.75 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ กรณีจึงถือได้ว่านายธีระ ตันสมพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักทางหลวงที่ 8 รักษาราชการแทนรองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทางหลวง ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนและเป็นผู้แสดงเจตนาอันเป็นความประสงค์ของโจทก์ ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนคือจำเลยทั้งสองตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2544 ดังนั้น เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจำเลยทั้งสองในวันที่ 6 มกราคม 2546 อันเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี คดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
นายสุนทร หรือทวีเกียรติ
จำเลย — พุทธะธิโก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5140/2550
#410566
เปิดฉบับเต็ม

ส. เป็นกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทจำเลยแล้วมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยได้ แม้ ส. ไม่ได้ประทับตราของจำเลยในหนังสือที่ ส. มีไปถึงโจทก์ แต่หนังสือดังกล่าวมีชื่อจำเลยที่ด้านบนของกระดาษ ถือว่า ส. เป็นตัวแทนเชิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำของจำเลย ข้อความในหนังสือที่ว่าขอความกรุณาจากท่านช่วยลดราคาลงให้อีกบ้างตามควร พร้อมทั้งขอผ่อนผันการชำระค่าอุปกรณ์เป็นรายเดือนต่อไป จึงเป็นการกระทำการใดๆ ของจำเลยอันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับตามสิทธิเรียกร้อง จึงเป็นการรับสภาพหนี้ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2541 จำเลยได้สั่งซื้ออะไหล่ลิฟท์ บันไดเลื่อนยี่ห้อฮิตาชิจากโจทก์หลายรายการรวมเป็นเงิน 1,264,269 บาท ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระราคาให้แก่โจทก์เมื่อรับมอบอะไหล่ตามที่สั่งซื้อแล้ว ซึ่งโจทก์ได้ดำเนินการส่งมอบอะไหล่ลิฟท์ บันไดเลื่อนตามที่จำเลยสั่งซื้อทั้งหมดให้แก่จำเลยเรียบร้อยแล้ว หลังจากจำเลยได้รับสินค้าจากโจทก์แล้ว จำเลยขอคืนสินค้าบางส่วนและโจทก์ได้ลดยอดหนี้ให้จำเลยรวม 782,940.40 บาท คงเหลือหนี้ค่าอะไหล่ลิฟท์ บันไดเลื่อนที่จำเลยค้างชำระโจทก์เป็นเงิน 481,355.60 บาท ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2542 จำเลยได้ทำหนังสือรับสารสภาพหนี้ให้ไว้กับโจทก์ เมื่อครบกำหนดแล้วโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระราคาค่าอะไหล่ที่จำเลยค้างโจทก์อยู่แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 481,355.60 บาท นับตั้งแต่วันที่รับสภาพหนี้จนถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 1 ปี 10 เดือน คิดเป็นดอกเบี้ย 132,372.79 บาท รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น 613,728.39 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 613,728.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 481,355.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์เป็นพ่อค้าได้ใช้สิทธิเรียกร้องค่าส่งมอบของหรือสินค้าจากจำเลย ซึ่งโจทก์ต้องใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวภายในเวลา 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลย ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) หนังสือที่โจทก์อ้างว่าเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยทำไว้ให้กับโจทก์นั้น หนังสือดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือโต้แย้งการประพฤติผิดสัญญาของโจทก์ ไม่มีรายละเอียดการเป็นหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่ามีอยู่จริงหรือไม่เพียงใด อีกทั้งกรรมการผู้ไม่มีอำนาจของจำเลยทำขึ้นแต่ฝ่ายเดียวโดยจำเลยมิได้ประทับตราจึงไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย จำเลยไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 481,355.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 132,372.39 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยสั่งซื้ออะไหล่ลิฟท์หลายรายการจากโจทก์รวมเป็นเงิน 1,264,269 บาท โดยโจทก์ส่งมอบสินค้าให้จำเลยแล้วตามใบส่งสินค้าและใบกำกับภาษีเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาจำเลยขอลดราคาอะไหล่ตามหนังสือหมาย จ.5 และขอคืนอะไหล่บางส่วน โจทก์จึงลดราคาอะไหล่แล้วคงค้างชำระ 481,355.60 บาท แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า หนังสือหมาย จ.5 เป็นหนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลย และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ ทั้งโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายธนิต ภู่ทอง ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความมีใจความว่า โจทก์ติดตั้งอะไหล่ที่จำเลยรับมอบโดยไม่ได้ส่งคืนแล้ว จำเลยมีนายสนอง เพ็ชรวิจิตร กรรมการของจำเลยเบิกความมีใจความว่า โจทก์ไม่ได้ติดตั้งบันไดเลื่อน 2 ชุดใช้การได้ นายสนองมีหนังสือหมาย จ.5 ถึงโจทก์เป็นเรื่องส่วนตัวของนายสนอง โดยไม่ได้ประทับตราของจำเลย เห็นว่า นายสนองเป็นกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยแล้วมีอำนาจกระทำการแทนจำเลย แม้นายสนองไม่ได้ประทับตราของจำเลย แต่หนังสือหมาย จ.5 มีชื่อของจำเลยที่ด้านบนกระดาษประกอบพฤติการณ์ของนายสนองจึงถือว่านายสนองเป็นตัวแทนเชิดของจำเลย จึงเป็นการกระทำของจำเลยตามหนังสือหมาย จ.5 มีข้อความตอนหนึ่งว่า "...ขอความกรุณาจากท่านช่วยลดราคาลงให้อีกบ้างตามควร พร้อมทั้งขอผ่อนผันการชำระค่าอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นรายเดือนต่อไป" จึงเป็นการกระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่า ยอมรับตามสิทธิเรียกร้อง จึงเป็นการรับสภาพหนี้ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ระบุในหนังสือหมาย จ.5 ถึงวันฟ้องไม่เกิน 2 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ส่วนหนังสือเรื่องบันไดเลื่อนยังใช้การไม่ได้นั้น จำเลยไม่ได้ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ดังนั้น จึงฟังได้ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางกอกฮิตาชิเอลลิเวเตอร์เซอร์วิส จำกัด
จำเลย — บริษัทสรรพสินค้าตรังพลาซ่า จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
ประทีป ปิติสันต์
นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา